POHCHANGONLINE  >>  แดงดำเนื้อหา-สาระ

โรงเรียพเช่าง /ความเป็นเพาะช่าง/และหัตถศึกษา-เทคนิค/อาชีวศึกษา กับพลังขับเคลื่อนพัฒนาการของสังคม
    ขอคารวะต่อคุณเตี้ย เตาปูน และทุกคนที่ทำเว็บนี้ขึ้น

เป็นเว็บที่ดีเหลือเกิน ทั้งเนื้อหา รูปแบบ ความสวยงามสมกับสร้างสรรค์ออกมาจากคนศิลปะ ที่มากว่านั้นคือ การสะท้อนถึงความมีจิตใหญ่ เอาธุระต่อเรื่องที่มีความหมายมากมายอย่างยิ่ง ทั้งต่อคนเพาะช่าง หมู่เพื่อน แวดวงการศึกษา สาธารณะ ให้สาระและเชื่อมโยงให้ชาวเพาะช่างและคนอื่นๆที่เขาสนใจ ได้เข้ามาสมาคมกันอย่างใกล้ชิด มีแกลเลอรี่และพื้นที่ทางศิลปะ ที่สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมเพิ่มขึ้นมาอีกอย่างน่าประทับใจ
ที่มากไปกว่านั้นคือการเป็นตัวตั้งตัวตีเคลื่อนไหว รณรงค์ ให้คนตื่นตัวที่จะลุกขึ้นมาคุยกัน เรื่องใครถูกผิดไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะคนอ่านมีมากมาย เขาย่อมมีวิจารณญาณ ซึ่งในที่สุด ย่อมให้ปัญญาและการสำนึกรู้ร่วมกันที่ดีขึ้น
การรวบรวมเรื่องศิษย์เก่าที่ทำผลงานไว้มากมาย โดยเฉพาะศิลปินแห่งชาตินั้น มีคุณค่ามากเป็นอย่างยิ่ง ถึงแม้ว่าหลายหน่วยงานได้พยายามจัดทำไว้ด้วยเช่นกัน แต่ก็เพิ่มโอกาสให้คนเพาะช่างและสังคมโดยรวม ได้มีโอกาสชื่นชม อาศัยเป็นกำลังปัญญาและสร้างแรงบันดาลใจ ให้พลังศิลปะ ปัญญาสร้างสรรค์ และพลังชีวิตอันงดงามของมนุษย์ ได้เป็นพลังขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงสู่สังคมซึ่งตั้งอยู่บนความอิ่มเต็ม ความปีติเบิกบานแห่งจิตวิญญาณ เพิ่มความสมดุลหรือไปพ้นจากข้อจำกัดของสังคมวัฒนธรรมอันสุดโต่งไปทางวัตถุและเงินตรา ร่วมสมัยในช่วงชีวืตของเรา ซึ่งทำให้คนส่วนใหญ่กลายเป็นเหยื่อ ไร้โอกาส ผู้คนร่วมทุกข์สุขกันน้อย
เห็นความริเริ่มสร้างสรรค์และความเสียสละของคุณเตี้ย เตาปูน ตลอดจนทุกคนในที่นี้แล้ว คิดว่าถ้ามีโอกาสจะร่วมรวบรวมข้อมูลและผลงานของชาวเพาะช่าง ที่ผมมีโอกาสได้รู้จัก หรือได้มีโอกาสศึกษามาช่วยเผยแพร่แก่ชาวเพาะช่างและผู้สนใจด้วย
ผมไม่ได้ไปร่วมงานวันเกิดเพาะช่าง วันซึ่งคนเพาะช่างถือเป็นประเพณีของการคืนสู่สถาบัน บูชาพระวิษณุกรรม กราบครูอาจารย์พบปะเพื่อพี่น้อง ชื่นชมผลงานและการแสดงความสร้างสรรค์ของรุ่นน้อง..ไม่ได้ไปมาหลายปีแล้ว มีเหตุผลนิดหน่อย แล้วจะย้อนกลับมาเล่าสู่กันฟัง
ทว่า บังเอิญได้ทราบข่าวการรวมตัวขอชื่อ (โรงเรียน)เพาะช่างไว้ จากรุ่นพี่ท่านหนึ่ง เลยพยายามติดตามและส่งกำลังในในทางอ้อม
อย่างไรก็ตาม ผมตระหนักในวิถีของช่างและคนทำงานศิลปะดีว่า เรามักนับถือและรับฟังกันเมื่อคุยกันตามประสาคนทำงาน ใครไม่ได้ทำงานต่อเนื่อง หรือไม่เด่นไม่ดัง ก็มักให้พื้นที่อยู่นอกทำเนียบ ผมไม่ได้เขียนรูป แสดงงาน และใช้ชีวิตด้วยการสร้างงานอย่างต่อเนื่องเลย จึงมีความเป็นคนนอกอยู่มาก เลยต้องระมัดระวังความเกินเลยที่จะคิดและแสดงออก แต่ก็มีบางส่วนที่คิดว่าเป็นโอกาสดีที่จะนำมาคุยเก็บไว้ในช่วงที่อยู่ในบรรยากาศการลุกขึ้นมาเรียนรู้ตัวเองของชาวเพาะช่างอย่างนี้ และถ้าหากเห็นความเชื่อมโยงของความเป็นเพาะช่างกับสังคมไทยแล้วละก็ ผมว่าไม่ใช่เฉพาะในหมู่ชาวเพาะช่างเท่านั้น ทว่า สังคมไทยด้วย

เพาะช่างตามความคิดของผม

ผมคิดว่า 'เพาะช่าง' คือ 'การพัฒนาคนและสังคมในวิถีแห่งช่าง' ซึ่งมิใช่เพียงทางศิลปหัตถกรรมเท่านั้น ทว่าครอบคลุมการผลิตในเชิงช่างในทุกสาขา หากจะว่าไปตามความเป็นจริง กอปรกับการดูพัฒนาการที่เกิดขึ้นในสังคมของเราแล้ว การผลิตและการบริการในเชิงหัตถกรรมที่สำคัญในทุกแขนง ก่อเกิดและยกระดับขึ้นในสังคมไทยจากฐานคิดและรากเหง้าเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นสาขาช่างสิบหมู่ เกษตรกรรม พาณิชกรรม การถ่ายภาพ ช่างก่อสร้าง สถาปัตยกรรม และการศึกษาศิลปหัตถกรรมสมัยใหม่ เหล่านี้ หากไม่ติดสถาบัน มีความสืบเนื่องทางประวัติศาสตร์ และเข้าถึงแก่นสารในความเป็นช่างแล้วละก็ โรงเรียนเพาะช่าง วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ คณะสถาปัตยกรรมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ช่างก่อสร้างอุเทนถวาย เหล่านี้ คือสำนักการศึกษาที่มีครูเทพแห่งช่างองค์เดียวกันและมาจากรากเหง้าเดียวกันเลยทีเดียว
กล่าวจำเพาะ 'เพาะช่าง' ทางด้านศิลปหัตถกรรม นั้น เมื่อมีโอกาสคุยทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการกับที่สมาคมใดๆ ผมมักมีแนวให้เขาร่วมเห็นความหลากหลายของการศึกษาทางศิลปะและความเคลื่อนไหวของภาคศิลปะในสังคมไทย 5 แนว ดังนี้
(1) ศิลปหัตถกรรม ซึ่งมุ่งสู่ความเป็นช่าง เป็นมืออาชีพทางช่าง ทั้งในการเลือกไปสู่เส้นทางประกอบอาชีพและเป็นแรงงานความรู้ความเชี่ยวชาญ ทำนุบำรุงศิลปหัตถกรรมของประเทศ แนวนี้ต้องเพาะช่างครับ..ไปเพาะช่าง เป็นเลิศทางฝีมือและการปฏิบัติ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ทั้งภาคชุมชน สังคม และในราชสำนักซึ่งเป็นต้นธารของการก่อกำเนิดเพาะช่าง
(2) วิถีศิลปิน ซึ่งมุ่งสู่การพัฒนาความเป็นปัจเจก ภาวะความเป็นเลิศทางศิลปะและการสร้างสรรค์ทางสุนทรียะ ทำงานที่สะท้อนภาวะแห่งการพัฒนาด้านในแห่งตน มากกว่าการคำนึงถึงการรับใช้ทางสังคม-เศรษฐกิจ และภาคการผลิต หร
โดย: [0 3] ( IP )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live

ความคิดเห็นที่ 4
   ยวกับการได้เห็นความเป็นวิทยาศาสตร์อย่างยิ่งในงานช่างและศิลปะ ผมจึงคิดว่าผมยังสามารถธำรงความเป็นเพาะช่างอยู่ในการปฏิบัติของตนอยู่เสมอ ผมไม่เก่งนักในการใช้สมอง แต่ผมคิดว่าผมได้ใช้วิชาและพลังจากครูเทพแห่งช่าง ร่วมทำงานการ ร่วมสร้างสรรค์ประโยชน์แก่สังคม อย่างไม่ต้องน้อยใจในโชคชะตาของตนนักว่าไม่มีโอกาสทำงาน
หลายครั้ง ผมได้รับเชิญไปบรรยาย หรือให้ไปช่วยทำงาน ทั้งของภาคราชการและภาคประชาชน ผมไปทั้งนั้นแหละ ไปมันทั่วประเทศ ยิ่งเรารู้ว่าเขามีพลังและความบริสุทธิ์ใจที่จะทำ ผมยิ่งกระเสือกกระสนที่จะไป ใครเห็นก็คงยากที่จะเข้าใจ เพราะดูมันไม่มีความก้าวหน้า ไม่มีผลตอบแทน ไม่มีโอกาสสะสมความสุขสบายเสียทีให้แก่ตนเอง แต่ผมทำด้วยสำนึกแห่งช่าง..ยิ่งได้ทำ ได้ปฏิบัติ ก็ไม่เห็นว่าตนเองอยู่ไกลเพาะช่าง บางปี ได้มีโอกาสพบปะกับชาวเพาะช่าง ก็ไม่รูสึกแปลกแยก
ผมไม่ได้ไปเพาะช่าง และไม่ค่อยมีวงจรชีวิตไปสู่เพาะช่าง นอกเสียจากไปเยี่ยมยามครูของผมเป็นบางโอกาส แต่ก็ผูกพันอย่างยิ่ง เมื่อเป็นอย่างนี้ ก็ต้องหาทางเชื่อมโยงกับสิ่งที่ผูกพันทางอื่น เช่น เป็นสมาชิกศิษย์เก่าของสมาคมศิษย์เก่าเพื่อจะได้มีช่องทางเห็นข่าวสารและความเคลื่อนไหว ยิ่งตอนนี้ สมาคมกำลังระดมทุนเพื่อที่จะสร้างที่ทำการสมาคมและสร้างที่จัดแสดงผลงานของชาวเพาะช่าง ก็ยิ่งดีใจ เพราะลึกๆแล้ว ผมคิดอยู่เสมอว่า เพาะช่างไม่มีที่แสดงผลงานให้หลากหลาย ก็หมดความเป็นเพาะช่าง ตอนนี้ผมกำลังเก็บเงิน...ผมอยากจะมีส่วนร่วมกับเรื่องนี้ของชาวเพาะช่าง
ตอนนี้ได้มาเจอเว็บของชาวเพาะช่างที่นี่อีก ผมก็เลยได้สัมผัสกับบรรยากาศของเพาะช่างอย่างใก้ชิดเพิ่มขึ้นอีก....เขียนมายืดยาวอย่างนี้ ใช้เวลามากทีเดียว แต่เพื่อเป็นการขอบคุณคนที่ทำนะครับ

เพาะช่าง ศิลปะและหัตถศึกษา กับการพัฒนาสังคม
โดยส่วนตัวแล้ว ผมติดอยู่กับ คำว่าโรงเรียนเพาะช่าง และ'สาระในความเป็นเพาะช่าง' ดังที่พยายามเกริ่นมาตั้งแต่ต้น ผมชอบแบก โรงเรียนเพาะช่างไปกับผมเพื่อสนองต่อความผูกพันของตัวเอง ไม่คิดว่าสิ่งที่ตนเองทำแล้ว คนอื่นจะต้องเห็นดีเห็นงามไปด้วย
ในความเป็นเพาะช่างนั้น ผมคิดว่าคือระบบการศึกษาที่เน้นอาชีวะและเทคนิคนั่นแหละ ซึ่งในเวลานี้ ผมว่าทั้งการเปลี่ยนชื่ออย่างไม่เห็นนัยที่อยู่เบื้องหลัง และการไม่รู้แนวการศึกษาแต่ละแนวที่มีบทบาทต่อการผลิตของสังคมที่แตกต่างกัน เช่น ยกระดับเป็นอุดมศึกษา หรือมหาวิทยาลัย แต่ไม่เห็นความแตกต่างของการหัตถศึกษา การสร้างความเชี่ยวชาญทางช่าง การสร้างทักษะการปฏิบัติและการพัฒนามนุษย์ให้สร้างสรรค์การผลิตทางปัญญาปฏิบัติ สร้างพลังการผลิตและการบริการโดยการปฏิบัติ แยกหากจากการสร้างคนงานทางความรู้ ฝึกหัดคนผ่านการเรียนรู้อันปราศจากกิจกรรมการปฏิบัติและโดยใช้สมองเรียนความรู้อย่างเดียว มันก็กลายเป็นเจ๊งสองต่อ คือเกิดการทับซ้อนกับบทบาทของมหาวิทยาลัย และต้องล่มสลายในการพัฒนาพลังทางการช่างของสังคม
ผมอยากให้มี (โรงเรียน-วิทยาลัย) เพาะช่าง อยู่ แบบสะท้อนความเป็นเพาะช่างอยู่ในเนื้อหาสาระของกระบวนการจัดการศึกษาด้วยแหละครับ
ที่จริงผมเคยคุยกับเพื่อนๆ แบบนี้ในวงเล็กๆ ไปไกลกว่านี้ ผมว่าพื้นฐานและรากเหง้าของเพาะช่างนั้น จารึกความเป็นมาในบางด้านของสังคมไทยไว้มากทีเดียว คนเพาะช่างของสังคม ที่ไม่ใช่เฉพาะของโรงเรียนเพาะช่างมีอยู่มากมาย แต่กำลังด้านหนึ่ง โรงเรียนเพาะช่างกำลังจะหมดร่องรอยความเป็นเพาะช่าง และอีกทางหนึ่ง ท่านเหล่านั้นกำลังแก่หง่อม เมื่อหลายปีก่อน ผมเลยพยายามชวนเพื่อน 4-5 คน ที่มีความสามารถทางการเขียนและสื่อสารกับสังคม เพื่อตามถอดบทเรียนคนเก่งและฝีมือดีของชาวเพาะช่าง เพื่อหาวิธีสร้างคนรุ่นหลังจากแนวการเรียนรู้ตลอดชีวิตของท่านเหล่านั้น แต่ก็ไม่สำเร็จ ความไม่ได้ทำงานต่อเนื่องทำให้ไม่สามารถเชื่อมโยงถึงกันได้ง่ายนักประการหนึ่ง และผมมีปัญหาสุขภาพ ต้องเยียวยาตนเอง อีกประการหนึ่ง ทั้งสองอย่างนี้เป็นอุปสรรคอย่างมาก แต่ก็ยังไม่ทิ้งความคิดนี้
ชาวเพาะช่างหลายคนได้ทำอะไรออกมาเยอแยะ รวมทั้งคุณเตี้ย เตาปูนและทุกคนในนี้ด้วย ไหนเลยจะไม่ร่วมด้วย

ดร.วิรัตน์ คำศรีจันทร์
รองผู้อำนวยการ
สถาบันพัฒนาการสาธารณสุขอาเซียน
มหาวิทยาลัยมหิดล
โดย: วิรัตน์ คำศรีจันทร์/adwks@mahi [4 ก.พ. 50 18:39] ( IP A:202.28.180.201 X: )

ความคิดเห็นที่ 5
   ขอบคุณมากๆ ครับสำหรับคำชมมากมายเลย และแง่คิดที่ดีมากๆ เลยครับ

ปล.เดี๋ยวมาเขียนความรู้สึกของผมที่มีต่อเพาะช่างบ้างครับ
พอดีติดงานนิดหน่อยครับ
โดย: เตี้ย เตาปูน (จ้าบ้าน) [5 ก.พ. 50 11:11] ( IP A:203.154.215.21 X: )

ความคิดเห็นที่ 6
   อ่านแล้วซึ้ง และได้ความรู้ครับ ความจริงรุ้นพี่ ๆ ก็ยังคิดถึงเพาะช่างอยู่เช่นเดิม ผมก็จะรักเพาะช่าง อย่างที่รุ้นพี่ ๆ เคยรักครับ ผมสัญญา
โดย: โป้ง [5 ก.พ. 50 12:39] ( IP A:222.123.42.89 X: )

ความคิดเห็นที่ 7
   ขอคาราวะด้วยใจจริงครับพี่

โดย: best pro 22 [5 ก.พ. 50 17:55] ( IP A:202.57.176.73 X: )

ความคิดเห็นที่ 8
   อ่านแล้วรักเพาะช่างขึ้นมาอีกมาก ขอบคุณจริงๆ สำหรับบทความที่ดีๆแบบนี้ รักษาสุขภาพด้วยนะครับ :)

ปัจจุบันเพาะช่างอาจจะเปลี่ยนไปตามยุคสมัย เจือจางไปบ้าง แต่กลิ่นอายแห่งศิลปะยังคงมีอยู่ครับ การติวรุ่นน้องยังมีอยู่เหมือนเดิม .... สายใยของรุ่นน้องรุ่นพี่ที่จะพอรู้จักทักทายกันได้สนิทชิดเชื้อ ผมคิดว่าคงจะคล้ายๆกันคือจะรู้จักรุ่นพี่ที่อวุโสกว่าขึ้นไป 4-5 รุ่น และรู้จักรุ่นน้องลงมา 4-5 รุ่น ซึ่งก็ไม่ได้รู้จักกันหมดทุกคนครับ นอกจากรุ่นที่ห่างกัน 1-2 รุ่นนี่อาจจะพอจำกันได้หลายคนหน่อย ...... แต่พอมาทำงานกันแล้วก็ไปเจอรุ่นพี่รุ่นน้องที่ค่อนข้างห่างกันหลายๆรุ่นในวงการที่ทำงานอยู่บ้าง ...... สำหรับผมจบเพาะช่างมาได้ 12 ปี เป็นรุ่นที่เรียน ปวส.พาณิชยศิลป์ 2 ปีไม่ใช่ 4 ปีเหมือนปัจจุบัน พอจบออกมาเพื่อนรุ่นเดียวกันก็กระจัดกระจายไปเรียนต่อที่ คณะศิลปกรรม ราชมงคล บ้าง ที่ นิเทศศิลป์ สวนดุสิต บ้าง บางคนตั้งแต่จบมาก็ไม่ได้เจอกันอีกเลยก็มี แต่ที่ซี้ๆเจอกันแทบจะทุกอาทิตย์ก็มีอยู่ 2-3 คน

ผมทำงานสายโฆษณามาเล็กน้อย 2-3 ปีก็เปลี่ยนสายงานมาทำด้าน Graphic/interactive/web design เมื่อสัก 5-6 ปีก่อน เป็นสายงานที่ค่อนข้างใหม่ แต่ผมค่อนข้างโชคดีที่เป็นกลุ่มที่จบสายศิลปะโดยตรงแล้วมาทำงานสายนี้เป็นพวกแรกๆ ถ้าจะนับยุคกันจริงๆคงเป็นยุคที่ 2 ของสายงานด้าน Cyber Space และ IT ในไทย ส่วนยุคแรกสุดคงเป็นยุคที่ เว็บ Sanook กับ Pantip แจ้งเกิด ซึ่งยุคนั้นยังไม่ค่อยมีคนที่จบด้านศิลปะมาทำงานสายนี้เต็มๆ

......หลังจากที่ผมจับพลักจับผลูมาทำงานด้านนี้สักพักก็ได้ไปเจอคนเก่งๆในวงการ interactive/web อยู่หลายๆคน ทั้งรุ่นที่อายุเยอะกว่าและรุ่นน้องๆ ส่วนใหญ่จะจบศิลปะมาจาก ศิลปากร, ลาดกระบัง, จุฬา เยอะสุดปะปนกับอีกกลุ่มที่จบมาจากต่างประเทศ ....ด้วยความที่วงการนี้ยังใหม่เลยไม่ค่อยมีการเขม่นเรื่องสถาบันกันเหมือนหลายๆวงการ เลยรู้จักกันแทบหมด ต้องช่วยๆกันสร้างมาตรฐานให้กับวงการกันไป แต่มายุคสัก 2-3 ปีมานี้ รังสิต กับ ม.กรุงเทพ มาทำงานด้านนี้มากขึ้น แน่นอนครับในวงการนี้ก็มีพี่น้องเลือดแดง-ดำ แฝงตัวทำงานอยู่พอสมควร แถมบางคนก็ฝีมืออยู่ในระดับหัวแถวของวงการ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนที่จบมารุ่นที่ใกล้ๆกับผม บวก-ลบ ห่างกันไม่เกิน 2-3 รุ่น ส่วนรุ่นน้องแดง-ดำ ที่มาทำงานสายเดียวกับผม ก็มีอยู่ไม่น้อยที่ได้รู้จักและทำงานด้วยกัน ... สิ่งที่ผมไม่อยากจะเชื่อก็คืองานสาย interactive/web ต้องพึ่งความรู้ด้าน Computer เป็นอย่างมากไปผนวกกับความรู้ทางด้านศิลปะ-ออกแบบ ซึ่งแน่นอนครับ มันไม่ใช่แค่การทำงานบนโปรแกรม Photoshop หรือ Illustrator เพียงอย่างเดียว แต่เพาะช่างยุคที่ผมเรียนหรือรุ่นที่ห่างมาสักหน่อย หลักสูตรก็ไม่ได้เอื้ออำนวยให้มาทำงานด้านนี้เท่าที่ควร บางคนจบจิตรกรรม รึ ภาพพิมพ์ มาทำงานด้านนี้ก็ยังมีเลย ....ศิษย์เพาะช่างหลายๆคนทำงานสู่สังคมและวงการสาย interactive/web ได้ดี เพราะพิ้นฐานทางด้านศิลปะและการออกแบบ visual ที่คณาจารย์เพาะช่างได้สั่งสอนมา

สิ่งนึงที่ผมรู้สึกได้ว่าเพาะช่างแตกต่างจากสถาบันศิลปะอื่นคงเป็นเรื่องที่เล่ามายืดยาวนี่แหล่ะครับ ...... ผมรู้สึกได้ว่าเพาะช่างไม่ได้เน้นให้ความรู้ในแง่ของการทำงานศิลปะเพื่อความเป็นเลิศอย่างเดียว แต่เพาะช่างสอนว่าศิลปะและสิ่งที่เราเรียนเอาไปใช้อะไรในชีวิตประจำวันได้บ้าง ...... โรงเรียนที่มีสถานที่เล็กนิดเดียวอย่างเพาะช่าง มีทั้งศิษย์เก่าที่เป็นศิลปินแห่งชาติ, กวีซีไรต์, ช่างภาพระดับโลก, นักเขียนการ์ตูนระดับประเทศ, นักออกแบบ, ผู้กำกับหนัง, คนเขียนบทภาพยนตร์, นักแสดง, นักดนตรี ที่มีผลงานดีๆสู่สังคมต่อเนื่องมาทุกยุค ..... หลายๆคนอาจจะมองว่ายุคปัจจุบันเป็นยุคที่เพาะช่างเหลือแค่ชื่อเสียงในอดีต แต่ผ่านมาหลายยุคต่อหลายยุคจนถึงตอนนี้ ศิษย์เก่าเพาะช่างก็ยังสร้างแรงกระเพื่อมให้กับสังคมอย่างต่อเนื่องอยู่ดี แม้บางครั้งอาจจะกระเพื่อมเบาบ้าง แต่ก็ยังมีแรงกระเพื่อมอยู่เรื่อยๆในหลายๆวงการ ผมเชื่อและหวังว่าแรงกระเพื่อมคงจะมีอย่างต่อเนื่องเรื่อยๆ
โดย: ChuNg [6 ก.พ. 50 1:53] ( IP A:203.118.123.175 X: )

ความคิดเห็นที่ 9
   ....สวัสดีท่านอาจารย์ ดร.วิรัตน์ ศรีคำจันทร์
ขอบพระคุณที่ท่านได้ให้เกียรติมารำลึกย้อนหลังในความผูกพันต่อสถาบันของพวกเรา..แห่งนี้!
....คุณChuNg ถ่ายทอดประสพการณ์-ความรู้สึกได้เนียนดีจริงABSOLUTELY!!...คุณฉึ่ง.
....เรารู้สึกภาคภูมิใจ และขอบคุณที่ได้เป็น..ส่วนหนึ่งใน.....

โดย: ผ [6 ก.พ. 50 12:13] ( IP A:124.121.107.87 X: )

ความคิดเห็นที่ 10
   โดยส่วนตัวผมคิดว่าระบบการศึกษาของบ้านเราในตอนนี้ำลังหลงทางและสเปะสะปะเอามากๆ
อย่างที่อาจารย์ดร.วิรัตน์ว่านั้นแหละครับ เพาะช่างเรามาทางสายอาชีวะ แต่ก็กำลังถูกปรับ
ให้เป็นอุดมศึกษาซึ่งมันคนละเรื่องเลย...ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันครับว่าทำไม...ในต่างประเทศ
โดยเฉพาะที่เจริญแล้วส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญกับภาคอาชีวะมากกว่า...เพราะเปรียบเสมือน
กำลังหลักในการพัฒนาประเทศ แต่บ้านเรากลับตรงกันข้ามและมีค่านิยมที่จะต้องจบ
จากมหาลัย และการเรียนทางด้านอาชีวะเป็นอะไรที่ต่ำต้อยกว่า...

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอย่างนี้รึเปล่าถึงมีความพยามปรับเปลี่ยนกันจนกระทั้งลืมดูว่าแท้ที่จริงแล้ว
วัตถุประสงค์ของเราคืออะไรกันแน่...

เราไม่เหมือนศิลปากร เราก็เป็นอะไรที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเหมือนกัน...
ผมเองจบมาเกือบ 20 ปีแล้วไม่รู้เหมือนกันว่าการเรียนการสอนในปัจจุบันมันเป็นอย่างไรบ้าง
รู้แต่เพียงว่่าตอนนี้ไม่มีแผนกพาณิชยศิลปที่จบแล้ว...กลายเป็นนิเทศศิลปตามกระแสนิยม
เหมือนชาวบ้านไปแล้ว ทั้งที่ไม่รู้ว่าเครื่องไม้เครื่องมือจะครบครันเหมือนชาวบ้านรึเปล่า
และหลักสูตรได้ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับการเป็นนิเทศมั้ย...เพราะดูอย่างธรรมศาตร์ก็ไม่เห็น
เขาคิดจะเปลี่ยนชื่อคณะวารสารศาสตร์ให้เป็นนิเทศเลย...ก็ว่ากันไปละกันครับ

ผมก็ต้องบอกตรงๆ ว่าผมมาถึงทุกวันนี้ได้ก็เพราะจบเพาะช่างนี่แหละครับ ทั้งที่หลายคน
มองเผินๆ จากภายนอกเหมือนจะไม่มีอะไร แต่ความจริงแล้วมันมีเรื่องราวในตัวมันเอง
เยอะมาก แม้ผมจะเรียนที่เพาะช่างแค่ 2 ปีก็ตาม ผมได้เรียนรู้การใช้ชีวิตในอีกรูปแบบ
มีความอิสระทางความคิด มีเพื่อนๆ ที่ทุกวันนี้ก็ยังติดต่อกันอยู่ และท้ายที่สุดก็คือได้ใช้วิชา
ที่ร่ำเรียนมาจากเพาะช่างมาประกอบอาชีพและโชคดีที่ได้ทำงานตรงกับสายงานจริงๆ
ได้มีโอกาสเจอรุ่นพี่รุ่นน้องในที่ทำงานเดียวกัน เวลาที่พูดคุยกันก็เหมือนว่าเราเราเพิ่งจบ
มาไม่นานนี้เองครับ...

สุดท้ายแล้ว "โรงเรียนเพาะช่าง" จะไปในทิศทางใดก็คงต้องขึ้นอยู่กับคนที่ยังอยู่ข้างใน
เป็นหลัก เราทำได้แค่เป็นเพียงแรงสนับสนุนที่เหนียวแน่นครับ

อาจารย์ดร.วิรัตน์ รักษาสุขภาพด้วยครับ

ด้วยความเคารพอย่างสูง
อุกฤษฎ์ เย็นเพชร
ART DIRECTOR / GRAPHIC DESIGN GROUP HEAD
DAI-ICHI KIKAKU (THAILAND) CO., LTD.
โดย: เตี้ย เตาปูน (เจ้าบ้าน ) [6 ก.พ. 50 12:51] ( IP A:203.154.215.21 X: )

ความคิดเห็นที่ 11
    สวัสดีทุกคนเลย

(1) ดีครับ ช่วยกันคุยอย่างใช้เหตุผล และคุยแบบให้ข้อมูลข่าวสารเพิ่มมากขึ้นไปในตัว ผมว่าอาจจะเป็นวิธีที่ดีที่จะช่วยให้คนที่เขาเกี่ยวข้องยินดีที่จะรับฟัง การได้ข้อมูลและเหตุผลเพิ่ม แล้วค่อยตัดสินใจ จะทำให้คนจิตไม่ตก ทว่า หากเราใช้การเผชิญหน้า ก้าวร้าว ด่าทอ โดยที่เราเองนั้น นอกจากจะไม่รู้เงื่อนไขและภาวะการตัดสินใจของเขาแล้ว เราอาจจะไม่รู้สิ่งที่เขารู้และเหตุผลจากจุดยืนของเขา บางทีคนอื่นอาจไม่มีเจตนาร้าย หรือมีวัตถุประสงค์แอบแฝงที่ไม่ดีและเราเองก็รับไม่ได้ อย่างที่เราคิดก็ได้ คิดช่วยกัน ฟังและคุยเพื่อสนับสนุนให้คนที่ต้องตัดสินใจมีจิตใหญ่ อยากเลือกสิ่งดีๆที่สุดให้กับสังคม น่าจะดีนะครับ

(2) อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่อย่างนี้ให้อิสระแก่การพูดคุยกันก็ดี ไม่ต้องมุ่งหาถูก-ผิด หรือคำตอบที่เบ็ดเสร็จ ถือว่าเป็นกระบวนการเรียนรู้จากปฏิสัมพันธ์กันเพื่อสร้างสำนึกต่อส่วนรวมและยกระดับวุฒิภาวะทางปัญญาของสังคมให้ยิ่งสูงขึ้น

(3) เห็นคุณอุกฤษฎ์ คุณ BestPro และคุณฉึ่ง ถ่ายทอดประสบการณ์และเล่าถึงการทำงานในแวดวงที่ตนเองเกี่ยวข้องแล้ว ก็นึกถึงคนของเพาะช่างและบทบาทจากการทำงานอีกเยอะแยะ
ทางด้านพาณิชย์ศิลป์ ออกแบบ และทำงานสร้างสรรค์ทางศิลปกรรม เรามีทั้งคนทำงานแบบเป็นรุ่นบุกเบิก มือหนึ่งระดับเป็นต้นแบบและวางรากฐานในสังคมไทย และแสดงออกถึงพลังสร้างสรรค์ พิสูจน์ถึงการเป็นแหล่งพัฒนา สร้างเสริมศักยภาพของมนุษย์ มากมาย
ในวงการโฆษณาและสื่อโฆษณาแต่ไหนแต่ไรของประเทศไทยนั้น มีบริษัทที่เด่นๆ อยู่ไม่กี่บริษัท ในยุคของผมนั้น เวลาเดินเขาไป เชื่อได้เลยว่ามือทองและมือวางอันดับหนึ่ง ตลอดจนทีมหลักในนั้น จะเป็นรุ่นพี่จากเพาะช่าง หรือไม่ก็เพื่อน น้อง จากเพาะช่างแน่นอน
ในงานแสดงผลงานนักศึกษา งานออกแบบ ตกแต่ง ออกแบบโฆษณา และออกแบบผลิตภัณฑ์ จะมีนักลงทุนและผู้ประกอบการมาหาไอเดีย และทุกปีจะเชิญให้นักศึกษาเก่งๆของเราไปทำงานเป็นมืออาชีพตั้งแต่ตอนเรียนด้วยซ้ำ

เปี๊ยกโปสเตอร์ ไม่เพียงเป็นมือทำใบปิด ที่มีความเป็นต้นแบบ ชนิดที่กว่าจะมีใครสามารถดิ้นออกไปจากกรอบและมาตรฐานของพี่แกได้ก็คงอีกนาน แม้จะทำตั้งแต่ยุคทำมือ ก่อนยุคอนาล็อค จนถึงยุคดิจิตอลในวันนี้แล้วก็ตาม อีกทั้งในวงการทำภาพยนต์ก็อยู่แถวหน้า

อาจารย์กำธร ทัพคัลไล มือทำหนัง ก็อาจารย์คณะนี้นะครับ (ดูเหมือนอาจารย์แฝด และเป็นคนรวบรวมคู่แฝดในประเทศไทยด้วย)

เครื่องถมจุธาฑุช ซึ่งเป็นต้นแบบการผสมผสานงานช่าง จิตกรรมไทย และหัตถกรรมไทย ในยุคใหม่ แพร่หลายไปสู่ผลิตภัณฑ์เพื่อการใช้สอยและความสวยงามอีกมากมาย ใครจะรู้ว่าเป็นผลจากการศึกษาค้นคว้าและพัฒนาออกไปจากเพาะช่าง

และอีกเยอะแยะ ถ้าไม่ติดประเด็นแคบๆ ผมว่าเราจะสามารถเห็นบทบาทของการสร้างคนออกไปขับเคลื่อนภาคการผลิตทางศิลปะและวัฒนธรรม รวมทั้งสร้างสรรค์ความบันเทิงและความสุนทรียะของสังคมไทย มาอย่างสืบเนื่อง ทั้งอดีต ปัจจุบัน....

แต่อนาคตนั้น คงจะขึ้นอยู่กับคนเพาะช่างในยุคนี้ และผู้ที่เกี่ยวข้องที่ขาดการรับฟังที่ดี กระมังครับ
โดย: วิรัตน์ คำศรีจันทร์ [6 ก.พ. 50 18:26] ( IP A:202.28.180.201 X: )

ความคิดเห็นที่ 12
   มีอีกอย่างนึงที่ลืมบอกไปครับ...สังคมที่เพาะช่างทำให้เราเรียนรู้และสามารถปรับตัวให้เข้ากับ
สถานะการณ์ที่เป็นไปของสังคมได้ดี ไม่เหมือนหลายๆ ที่ที่จบมาแล้วต้องมานั่งนับหนึ่งใหม่
เพราะทำอะไรๆ ไม่ค่อยได้...ที่กล้าบอกอย่างนี้ก็เพราะแนวทางของเพาะช่างนั้นเป็นอาชีวะ
เน้นการปฎิบัติเป็นหลัก...แต่วันนี้ที่ปรับรูปแบบไปก็ไม่รู้เหมือนกันครับว่าอนาคตข้างหน้า
จะเป็นอย่างไร

ผมมีโอกาสได้ทำงานกับรุ่นพี่รุ่นใหญ่หลายคน...ทุกคนรักและภูมิใจที่จบเพาะช่างมา
เวลาพูดคุยกันถึงเพาะช่าง สังเกตุดูพี่ๆ หลายคนมีความสุขกับการได้เล่าความหลัง
สมัยที่ยังอยู่ในรั้วเพาะช่าง...เราก็พลอยมีความสุขไปด้วย ยิ่งเห็นรุ่นน้าๆ มีโอกาสมาเจอกัน
หรือมานับรุ่นกันที่แห่งๆ นี้ครับ

ก็ได้แต่หวังว่าเพาะช่างจะสามารถยืนหยัดผ่านพ้นวิกฤติต่างๆ ตอนนี้ไปได้ด้วยดีครับ
ตราบที่พวกผมหลายๆ คนยังพอมีเรี่ยวแรงอยู่ก็จะช่วยสนับสนุนเต็มที่ครับ
โดย: เตี้ย เตาปูน [7 ก.พ. 50 12:57] ( IP A:203.154.215.21 X: )

ความคิดเห็นที่ 13
   สวัสดีครับ และขอบพระคุณที่มาเยี่ยมชมเวปนี้นะครับ ผมเพิ่งได้เข้า
มาอ่านทั้งหมด ปลาบปลื้มครับ กับแรงกระเพื่อม ดีดีอย่างนี้ ผมคง
ไม่มีข้อมูลอะไรไปมากกว่าพี่ๆเขา แต่ก้อจะพยายาม
ทำให้ชื่อเพาะช่างจดจำในสมองคนไทยไปอีกนาน ไม่มากก้อน้อย
รักและศรัทธา พร้อมเคารพ อย่างสูงนะครับ
สุรชัย บุญสาย เพาะช่าง'87 (ฉุย)
โดย: ฉุย จ้า [7 ก.พ. 50 23:38] ( IP A:58.8.5.163 X: )

ความคิดเห็นที่ 14
   ท่าน ดร.วิรัตน์ คำศรีจันทร์ คือคุณโจโจ้ใช่ไหม?
โดย: สายชล [8 ก.พ. 50 21:40] ( IP A:124.121.82.153 X: )

ความคิดเห็นที่ 15
   ขอบคุณนะครับที่เข้ามาแลกเปลี่ยน พูดคุย

ตอบคุณสายชลนะครับ ผมไม่ได้ใช้นามแฝงในนี้นะครับ แล้วก็เพิ่งเข้ามาเห็น ยังไม่ค่อยรู้ว่าใครเป็นใครหรอก เพียงแต่ดีใจที่เห็นแหล่งพูดคุยกันของชาวเพาะช่าง ผมพยายามดูไปให้ทั่วเผื่อจะเห็นคนที่พอรู้จักแต่ก็ไม่มีหรอก ตรงนี้เข้าใจได้...เหตุผลแรก ผมเป็นรุ่นแก่ไปแล้ว จบมา 26-27 ปีแล้ว ดูๆในห้องนี้และในเว็บนี้ ยังไม่เห็นเลยว่าจะเป็นรุ่นเพื่อนหรือรุ่นพี่ที่พอรู้จัก ส่วนใหญ่น่าจะเป็นรุ่นน้องและรุ่นหลานไปโน่นเลยมั๊ง แต่ก็ดีใจนะครับ และเหตุผลที่สอง กลุ่มคนเพาะช่างที่เข้ามาในนี้ โดยปรกติก็คิดว่าคงจะเป็นกลุ่ม Dec./Com. ซึ่งเรียนและใช้เครื่องมือทางไอทีทำงานเป็น เสียเป็นส่วนมาก พวกจิตรกรรม / ประติมากรรม / ภาพพิมพ์ และกลุ่มอื่นๆ คงไม่ค่อยชอบและไม่ถนัดการคุยผ่านเครื่องมือแบบนี้ เลยเชื่อว่ายากที่จะมีโอกาสโคจรเข้ามานี้ ไม่ใช่วิถีว่างั้นเถอะ

อันที่จริง ผมเองก็เหมือนกัน บังเอิญว่ามีรุ่นพี่อาวุโสท่านหนึ่งเขาพูดถึงเรื่องที่น้องๆ กำลังทำ เลยลอง Search ดู ก็เลยเจอเว็บนี้และเข้ามาทักทายเท่านั้น ไม่มีความรู้อะไรอื่นหรอกครับ คุยแบบคนเก็บเรื่องของเรากันเองมาฝากเฉยๆ คุยแบบคนกันเอง

โจโจ้ไหนครับคุณสายชล ที่เข้ามาคุยในนี้ไม่เห็นมีเลย ตามหาเพื่อนเหรอครับ ลองถามคนอื่นหรือถามที่เจ้าตัวตรงที่มีหัวข้อที่หรือที่เขาเข้าไปคุยดูสิครับ อาจจะเจอ
โดย: วิรัตน์ คำศรีจันทร์ [9 ก.พ. 50 8:40] ( IP A:202.28.180.201 X: )

ความคิดเห็นที่ 16
   เพลงของคนเพาะช่าง

ตอนที่ผมเรียน เพื่อนๆเพาะช่างจากหลายคณะ-หลายสาขา รวมตัวกันทำเพลงขึ้นมาชุดหนึ่ง เข้าห้องอัดแล้วก็เผยแพร่ ทั้งจำหน่ายในหมู่พวกเราและเปิดเผยแพร่โดยเสียงตามสายตอยพักเที่ยง / ตอนเย็น /และตอนมีกิจกรรมของพวกเราชาวเพาะช่าง ผมชอบมาก แต่จำได้เพียงอารมณ์เพลงรวมๆว่าเล่นแบบโฟล์คซอง ส่วนที่จำเนื้อหาได้มีอยู่เพลงเดียว จำไม่ได้ว่าชื่อเพลงอะไร รู้แต่ว่าผู้แต่ง คือ พี่เกียรติศักดิ์ ผลิตาภรณ์ (ไม่รู้ว่าใช่หรือเปล่า) มือทรัมเป็ต และตัวกระเซ้าเย้าแหย่ของวงลูกทุ่งเยาวราช และคนร้องเป็นเพื่อผมเอง คือ ต้อม..วรรณดี เฑียรทอง พี่อันเป็นที่รักของรุ่นน้องๆและพี่ๆ หลายคน ซึ่งตั้งแต่จบเพาะช่าง ดูเหมือนว่าจะไม่เคยเจอกันเลย รู้แต่เพียงว่าเป็นครู กทม

เนื้อร้องมีความลุ่มลึก ทำนองก็ไพเราะ การเล่นเองด้วยฝีมือแบบผสมผสานกันเองของชาวเพาะช่างยิ่งไม่ต้องห่วงเลยทีเดียวว่าจะไม่เสนาะโสตและมีอรรถรสของดนตรีแบบเรียบง่าย.......เนื้อร้องเป็นอย่างนี้ครับ

ดึกดื่นคืนนั้น สวรรค์พรายพร่างตา
หมู่ดารา แจ่มเวหา ฉันนิทรา ไม่หลับลง

เดินฉันเดินเดียวดาย มองฉันมองรอบกาย
อยู่เดี่ยวดาย วางวาย ฉันจะตายเมื่อไหร่กัน

ดวงดาวพราวกระจ่าง สว่างก็เพื่อนภา
ชีวิตคนบนหล้า เกิดมาทำดี

กราบไหว้วิงวอน
ปวงเทพเทวา ที่รักษาป่าช้า
นำพาคำรำพึงนี้ให้ถึงกัน (ซ้าท่อนแยก)
(ซ้ำ และ Fade out)

เอามาฝากครับ กลัวลืม
เมื่อ 4-5 ปีก่อน ดูเหมือนว่ามีวงอะไรนี่แหละนำมาร้อง
โดย: วิรัตน์ คำศรีจันทร์ [9 ก.พ. 50 8:57] ( IP A:202.28.180.201 X: )

ความคิดเห็นที่ 17
   ไม่ใช่ครับพี่ชล..
ต้องขอโทษอาจารย์ ดร.วิรัตน์ คำศรีจันทร์ ด้วยครับ
พอดีมีผู้เข้ามาพยามสร้างความแตกแยกที่ห้องแดงดำแลกเปลี่ยน
โดยใช้นามแฝงที่ว่าครับ

เสียดายที่ไม่มีโอกาสได้ฟังเพลงที่แต่งขึ้นในตอนนั้นครับ
เป็นบทเพลงที่มีเนื้อหาดีเลยครับ...ยิ่งถ้าได้ฟังในยามค่ำคืนรอบกองไฟ
ท่ามกลางอากาศที่เหน็บหนาม พร้อมกับเสียงกีต้าโปร่ง จะได้อารมณ์มากยิ่งขึ้นเลยครับ

ด้วยความเคารพครับ

อุกฤษฎ์ เย็นเพชร
โดย: เตี้ย เตาปูน [9 ก.พ. 50 9:31] ( IP A:203.154.215.21 X: )

ความคิดเห็นที่ 18
   ขอแจกแจงข้อมูล...แด่ท่านที่เคารพ และท่านอวุโส...ตลอดจนผู้ที่รู้จักมักคุ้น...กันมาพอประมาณ...นามเรียกขานว่า...โจโจ้ นั้น...เป็นบุคคลบางคนที่มิได้ประสงค์ดีต่อสถาบันการศึกษาของเราเลย...เหมือนพยายามจะแอบอ้างและชี้เป้าหรือประเด็น...เพื่อก่อให้เกิดความขัดแย้ง...หรือก่อปัยหาให้กับบุคคลต่างๆ พยายามก่อเรื่องที่ไม่ดีไม่งาม...อันเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะกระทำอย่างยิ่ง...ซึ่งในช่วงวันและเวลาที่มีการส่งกระทู้ต่างๆ เข้ามานั้น ได้ทำการเช็คข้อมูลแล้ว...บุคคลที่เสมือนจะถูกพาดพิงนั้น...ไม่ได้อยู่ในบทบาทที่สามารถกระทำเรื่องต่างๆ (ลงกระทู้) ได้...อยู่ในระหว่างสอน / เตรียมเอกสารเพื่อเตรียมสอบ / กำลังสอบ Defence หัวข้อวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอก อยู่ที่ มศว. ประสานมิตร ซึ่งมีบุคคลอ้างอิงได้อย่างเด่นชัด...
โดย: ผู้ที่เสมือนถูกพาดพิง [11 ก.พ. 50 14:21] ( IP A:203.153.172.42 X: )

ความคิดเห็นที่ 19
   เรียนอาจารย์ วิรัตน์
ผมลองเล่นบทนักสืบจำเป็นครับ..เหตุ..ก็ดังที่ความเห็นที่17,18นั่นละครับ
อาจารย์น่าจะรุ่นพี่ผมสัก3ปีนะครับ..ผมก็เป็นหนึ่งในสมาชิกวงเยวราช
ชื่อวงนี้ อาจารย์สาธิต ทิวัฒนบันเทิงเป็นคนตั้ง (ตอนนั้นแก่เขียนภาพเยาวราชชุดใหญ่เลยและเป็นผลงานที่สร้างชื่อของแก) สมัยที่แกยัง
สอนอยู่ที่ไทยวิจิตรฯ แล้วพวกเราก็ย้ายวงมาที่เพาะช่างส่วนพี่เกียรติ
มือทรัมเป็ต..ตกเย็นแกจะมาเป่าทรัมเป็ตที่หน้าตึกเพาะช่างทุกวัน
นึกถึงแล้วก็สนุกมากครับและทุกวันี้ก็ยังคิดถึงแกอยู่..พวกเราเรียกแกว่าพี่เกียรติบ้าเพราะมีมีเกีรติเรียบร้อยอีกท่านนึง
ด้วยความเคารพครับ
โดย: สายชล [12 ก.พ. 50 13:17] ( IP A:124.121.82.60 X: )

ความคิดเห็นที่ 20
    คุณสายชลและทุกท่านครับ

ดีใจจังที่เริ่มมีคนร่วมยุคสมัยแล้ว ผมรุ่นน้องพี่สาธิต 2 ปีครับ แต่พี่สาธิตกับพี่เกียรติเป็นคนที่รักสถาบันสูง แกคลุกคลีอยู่กับชาวเพาะช่าง ไม่เพียงแต่ถึงรุ่นผม แต่รุ่นต่อๆมาแกก็ยังอยู่ ตอนที่รุ่นผมจัดงานวันเกิด 2 ปี เราตั้งเวทีหน้าตึกจิตรกรรมนั่นแหละ พี่สาธิตเป็นโฆษก
ตอนที่พี่แกสอนอยู่ไทยวิจิตรศิลป์ ผมก็ไปเป็นอาจารย์พิเศษอยู่ที่นั่นด้วย พี่สาธิตกับพี่เกียรติเป็นคู่หูคู่ฮา โยนลูกเข้าขากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย เจอกันเป็นเล่นมุขและขำแหลก ทำให้เพาะช่างโดยเฉพาะหน้าตึกจิตรกรรมมีเสน่ห์มาก รุ่นน้องผมก็มีกลุ่มหนึ่งที่มีแววแบบนี้ ชื่อหนวด มีอารมณ์ขันและทำทุกอย่างให้เป็นความเริงรมย์ สนุกและขบขันแบบมีปฏิภาน ได้หมด กลุ่มนี้เป็นกลุ่มกิจกรรม ไม่เคยเจอกันเลยแต่น่าจะรำลึกถึงกันได้อยู่เพราะเป็นกลุ่มที่รับไม้ต่อในการจัดงานวันเกิดต่อจากพวกผม

ถ้าคุณสายชลอยู่เพาะช่างร่วมสมัยกับตอนที่พี่เขาเขียนภาพชุดเยาวราชละก็ น่าจะเป็นรุ่นน้องผม 2-3 ปีครับจริงๆ เพราะตอนนั้นจะเป็นช่วงฉลองกรุงเทพ 200 ปีในปี 2525 ซึ่งผมจบจากเพาะช่าง 2 ปีแล้ว

พี่เกียรติ(บ้า)...เป็นฉายาที่พวกเรารู้กันเป็นการเฉพาะภายในกลุ่มพี่ๆน้องๆ เพราะยังมีพี่เกียรติอีกคนหนึ่งและดันอยู่กลุ่มเดียวกันเสียอีก อย่างที่คุณสายชลว่านั่นแหละ เลยก็จะแนกบุคลิกโดยเรียกพี่เกียรติศักดิ์ว่าพี่เกียรติบ้า ซึ่งหมายถึงมีลูกบ้าเยอะ ในทางศิลปะเราเรียกคนมีพลังอย่างมากมายว่ามีลูกบ้าหรือมีไฟศิลป์เยอะ พี่เกียรติบ้านี้ก็เหมือนกัน ลองไปดูงานเขียนรูปตั้งแต่ยุคแกเขียนสีน้ำได้รางวัลพู่กันทองยุคกรุงเทพ 200 ปีสิ สำหรับบ้านเราแล้ว มีพี่เกียรติบ้าคนเดียวเท่านั้นแหละที่จะเขียนอย่างนั้นได้ ทั้งตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงบัดนี้

ตอนนี้พี่แกเป็นนักบวชของศาสนาคริสต์แล้ว นานแล้วด้วย เวลาเจอกันก็อย่าเผลอไปเรียกฉายาเดิมก็แล้วกัน

ดีใจมากครับ
โดย: วิรัตน์ คำศรีจันทร์ [12 ก.พ. 50 17:09] ( IP A:202.28.180.201 X: )

ความคิดเห็นที่ 21
   ผมก็มีโอกาสได้เรียนกับอาจารย์สาธิตเหมือนกันครับตอนที่อยู่ไทยวิจิตรศิลป
โดย: เตี้ย เตาปูน [12 ก.พ. 50 17:48] ( IP A:203.154.215.21 X: )

ความคิดเห็นที่ 22
   ลองดูที่ link นี้ซิครับ รุ่นเดียวกะอาจาร์ยสาธิตครับ

http://www.pantown.com/board.php?id=11476&area=4&name=board2&topic=135&action=view
โดย: เตี้ย เตาปูน [12 ก.พ. 50 19:03] ( IP A:203.154.215.21 X: )

ความคิดเห็นที่ 23
   ส่วนอันนี้ก็รุ่นใหญ่ขึ้นไปอีกรุ่นครับ
ลองดูละกันนะครับ

http://www.pantown.com/board.php?id=11476&area=4&name=board1&topic=486&action=view

http://www.pantown.com/board.php?id=11476&area=4&name=board1&topic=488&action=view

http://www.pantown.com/board.php?id=11476&area=4&name=board1&topic=493&action=view

http://www.pantown.com/board.php?id=11476&area=4&name=board1&topic=494&action=view

http://www.pantown.com/board.php?id=11476&area=4&name=board1&topic=495&action=view

http://www.pantown.com/board.php?id=11476&area=4&name=board1&topic=501&action=view

http://www.pantown.com/board.php?id=11476&area=4&name=board1&topic=504&action=view

http://www.pantown.com/board.php?id=11476&area=4&name=board1&topic=489&action=view

http://www.pantown.com/board.php?id=11476&area=4&name=board1&topic=516&action=view

http://www.pantown.com/board.php?id=11476&area=4&name=board1&topic=525&action=view

http://www.pantown.com/board.php?id=11476&area=4&name=board1&topic=529&action=view

รวมมาหลาย link หน่อยนะครับ แต่น้าบร็องส์แกรวมรวมอดีตไว้ได้ดีจริงๆ เลยครับ
link ทั้งหมดอยู่ที่ห้อง "แดงดำแลกเปลี่ยน" ครับ
โดย: เตี้ย เตาปูน [12 ก.พ. 50 19:18] ( IP A:203.154.215.21 X: )

ความคิดเห็นที่ 24
   โอ้โฮ เยี่ยมมากจริงๆ คุณบร็องซ์ ใส่ใจเก็บเกี่ยวรายละเอียด
ดึงความทรงจำได้มากเลย นับถือ ๆ
ขอบคุณคุณเตี้ย เตาปูน มากนะครับที่เอามาฝาก

ตรงนี้ทำให้เห็นคุณค่าของเว็บนี้มากเป็นอย่างยิ่งว่า น่าจะเป็นการทดแทนสิ่งที่มักหายไปของชาวเพาะช่าง อาจจะรวมทั้งสังคมไทยด้วย คือ...มักมีแต่คนทำงานอย่างเดียว แต่ไม่ค่อยชอบเก็บเกี่ยวเรื่องราว ไม่ค่อยมีการรวบรวม สร้างความรู้ หรือทำวิจัย......เรามักจัดการความรู้ด้วยวิธีพบปะ พูดคุย จัดแสดงและสร้างสถานการณ์เชิงสัมผัส ทำให้ความรู้และเรื่องราวมากมายของเพาะช่าง(หลายอย่างเป็นของสังคมไทย และสังคมศิลปะ ด้วย) ติดไปอยู่กับตัวคน แต่ก่อนก็ไม่ค่อยมีผลเท่าไหร่ เพราะการถ่ายทอดระหว่างรุ่นและแวดวงที่พอจะสามารถสร้างความรู้กันด้วยวิธีมุขปาฐะยังมีบทบาทมาก แต่เดี๋ยวนี้หลายอย่างขยายตัวและเปลี่ยนแปลงไปมาก เรื่องราวต่างๆ ก็กระจายและเลือนหายไป

พอมีช่องทางคุยปะติดปะต่อแบบนี้ ก็กลายเป็นช่วยกันลงแรงสร้างความรู้ สานความทรงจำและสำนึกร่วม แบบคนละนิดคนละหน่อย หลายเรื่องผมว่าเป็นการเก็บรวบรวมหลักฐานแสดงพัฒนาการทั้งผู้คน วงการศิลปหัตถกรรม การผลิตทางวัฒนธรรม การแสดงและความบันเทิง......ไม่เคยรู้มาก่อนตั้งหลายเรื่อง เยี่ยมจริงๆ
โดย: วิรัตน์ [13 ก.พ. 50 6:09] ( IP A:202.28.180.201 X: )

ความคิดเห็นที่ 26
   ่งในหมู่พวกเราจะต้องหัดสื่อสะท้อนออกมาให้ได้ว่า
(1) อะไรคือแรงบันดาลใจของเรา
(2) แนวคิดในการทำงานและสื่อสะท้อนความบันดาลใจ คืออะไร
(3) เทคนิคทางสื่อคืออะไร ทำไม
หลังจากนั้นจึงค่อยวิจารณ์เรื่องฝีมือและเทคนิคปฏิบัติต่างๆ
วิธีการสอนของอาจารย์คือใช้วิธีการแบบ อาศรมและพี่เลี้ยง ...พาทำ ทำให้ดู ใช้การปฏิบัตินำหน้าไปก่อนแล้วพาคิดหาความเข้าใจ รวมทั้งเติมเต็มทางปัญญาให้ภายหลัง แต่ละคนจะได้สิ่งต่างๆไม่เหมือนกัน การสอนของอาจารย์คือการอยู่ด้วยกัน ใช้ชีวิตและทำงานให้ดู ในทางการศึกษาสมัยใหม่เรียกรูปแบบนี้ว่า สำนักปฏิบัตินิยม

ก่อนจบเพาะช่าง ผมทดลองเขียนภาพสีน้ำมันด้วยอารมณ์แบบสีน้ำซึ่งผม(ตอนนั้น)ถนัด คือเขียนโต้ตอบสภาพแวดล้อมที่เป็นจริงภายนอกแบบแสดงออกจากภายใน หรือ อิมเพรสชั่นนิสต์ (Impressionism) 3 ภาพ คือ ภาพโบสถ์วัดพระแก้ว ภาพแมกไม้รอบน้ำตกวังตะไคร้ นครนายก และภาพปากคลองโอ่งอ่าง ผมเขียนแบบปลกปล่อนเต็มที่ ภาพโบสถ์วัดพระแก้วนั้น เป็นเฟรมขนาดใหญ่ ผมแบกกลับไป-มาเหมือนเดินอยู่คนเดียวกลางทุ่ง จากวัดพระแก้วกับโรงเรียนเพาะช่าง 3-4 วัน

ปรกติอาจารย์ปัญญาจะคุยแนะนำกับพวกผมเยอะ แต่ชุดนั้นอาจารย์ยืนมองและให้กำลังใจด้วยแววตา พูดนิดเดียวว่า 'คุณเขียนแนวนี้ก็ดีเหมือนกันนะ' และตอนจบ อาจารย์ขอ 1 ในภาพชุดนั้นเก็บไว้ อะไรจะมาเป็นที่ปลื้มใจเท่าล่ะครับ

เวลากลับไปเยี่ยมอาจารย์ ผมเห็นรูปเขียนของผมอยู่ในห้องอาจารย์แล้วก็เหมือนได้ฝากความเคารพเพาะช่างและครูอาจารย์อยู่เสมอที่นั่น แต่ต่อมาตอนหลังๆ เกือบสิบปี ก็ไม่เห็นแล้วเพราะมีงานทั้งของอาจารย์และน้องๆเยอะแยะ อาจารย์ชอบเก็บงานไว้ให้ลูกศิษย์

ขอบคุณคุณบร๊องซ์ คุณเตี้ย เตาปูน และทุกคนเลยนะครับที่ทำให้รำลึกถึงความทรงจำมากมายได้ ผมอยากเล่าถักทอช่วยกับทุกท่านเพื่อเก็บรวบรวมหลายอย่างที่เกือบเลือนหายและกระจัดกระจายไปกับชาวเพาะช่างต่างรุ่นวัย
โดย: วิรัตน์ [13 ก.พ. 50 7:46] ( IP A:202.28.180.201 X: )

ความคิดเห็นที่ 27
   ขอบคุณอาจาร์ยวิรัตน์ ด้วยเหมือนกันครับ ที่มาร่วมถ่ายทอดทั้งประสบการณ์
และความรู้สึกที่ดีๆ ครับ อย่างน้อยๆ ถ้ารุ่นน้องๆ ที่มีโอกาสได้มาอ่านก็คงพอ
ให้เกิดแนวทางความคิดในการสร้างสรรค์ผลงานและยังสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดของ
ของรุ่นน้าๆ พี่ๆ ที่มีโอกาสได้รับการถ่ายทอดวิชาจากท่านอาจาร์ยระดับสุดยอด
ของเพาะช่างซึ่งทุกวันนี้เป็นเพียงแค่ตำนานไปแล้วครับ
โดย: เตี้ย เตาปูน [13 ก.พ. 50 9:19] ( IP A:203.154.215.21 X: )

ความคิดเห็นที่ 28
   เรียนท่านอาจารย์วิรัตน์
ผมเองก็เป็นลูกศิตย์ก้นกุฎิอาจารย์ปัญญาตั้งแต่ยังไม่ได้ไปสอบเข้าเพะช่างเลย..โดยมีอาจารย์สุดสาคร ชายเสน และก็ อาจารย์สาธิต นั่นแหละพาผมไปแนะนำ..ทุกเย็นผมจะต้องแวะเข้าไปเพาะช่างทุกวันไปนั่งเขียนสีนำอยู่หน้าห้องอาจารย์ปัญญา..อาจารย์ท่านจะตั้งหุ่นสีนำไว้และคอยให้คำแนะนำสั่งสอน บางครั้งท่านให้ผมไปเขียนบนห้องจิตรกรรมกับรุ่นพี่ๆเลยก็มี รุ่นพี่ๆก็ใจดีกับผมทุกคน..เสมือนเป็นอาจารย์ของผมทุกคนเลย..อาจารย์วิรัตน์น่าจะเคยเห็นเด็กปอนๆนั่งเขียนสีน้ำหน้าห้องอาจรย์ปัญญาบ้างนะครับ เพราะผมก็อาศัยนอนค้างบ้างเหมือนกันกลัวผีมากในห้องของอาจารย์แกมีหัวกะโหลกเยอะมากโครงกระดูกเต็มตัวอีกตั้ง2หุ่นแนะ..ยิ่งช่วงเวลากรุงเทพฯ200ปีช่วงนั้นทางบ้านผมมีปัญหาด้านการเงินผมต้องหยุดเรียนไปหนึ่งปี ก็ได้รุ่นพี่ๆที่เป็นลูกศิษย์อาจารย์ปัญญาพาผมเข้าไปทำงานซ่อมลายในวัดพระแก้วด้วย..แกชื่อพี่ปาน ผมได้รายได้ตารางเมตรละ500บาท ผมคิดจะไม่เรียนต่อแล้ว..แต่ที่ความอยากที่จะเป็นลูกเพาช่างอย่างเต็มตัวทำให้ผมมีกำลังใจและเข้าเพาะช่างในที่สุด..บุญคุณของรุ่นพี่ๆในยุคนั้น บวกกับความเป็นตัวตนของคนเพาะช่าง ผมคิดว่าถึงแม้ไม่ใช่ญาติพี่น้อง หรือรากเง่าเดียวกันแต่มันสามารถต่อกันติดได้อย่างน่าอัศจรรย์ทีเดียว
ด้วยความเคารพครับ
โดย: สายชล [13 ก.พ. 50 12:09] ( IP A:124.121.79.135 X: )

ความคิดเห็นที่ 29
   ดีจัง น่าจะเคยเห็นนะครับถ้างั้น หรือว่าคุณสายชลเป็นมือเขียนพ๊อตเตรทและสีน้ำ สไตล์เหมือนถอดแบบอาจารย์ปัญญา ซึ่งเห็นอยู่บ่อยๆทั้งที่ห้องอาจารย์ ตามการแสดงงาน และตามสื่อที่เขาเอาไปเผยแพร่ เคยเห็นอาจารย์และเพื่อนบอกเหมือนกันว่าเป็นฝีมือคนุร่นใหม่จากพาณิชย์ศิลป์หรืออย่างไรนี่แหละ เมื่อปีใหม่ก็เห็นมีผลงานอยู่ในปฏิทินของธนาคารไทยพาณิชย์ด้วย เป็นเดียวกันใช่ไหม..งานเขียนในหลวงที่เคยเห็นอยู่ในห้องอาจารย์ปัญญา เป็นฝีมือของคุณสายชลใช่ไหม ฝีมือเยี่ยมมากเลยนะ

เมื่อปีใหม่เห็นอาจารย์ปัญญาเขียนให้ธนาคารไทยพาณิชย์ทำปฏิทิน ผมเห็นแล้วชอบมาก อาจารย์เขียนแนวอิมเพรสชั่นนิสต์ ซึ่งไม่ค่อยเห็นในงานพ๊ตเตรทของอาจารย์ ผมเคยเดินไปขอธนาคารเขาเพราะอยากเอาไปใส่กรอบ เขาม้วนๆมาให้ หลงดีใจเป็นวักเป็นเวร พอไปถึงบ้าน คลี่ออกดูปรากฏว่าเป็นงานอื่น ไม่รู้ก่อนว่าเขามีงานทำแยกปฏิทินหลายชิ้น เลยอดเลย

พี่ปานที่คุณสายชลพูดถึงไม่รู้ว่าเป็นพี่ปานรุ่นพี่ของผมหรือเปล่า ผมมีรุ่นพี่ชื่อพี่ปานอยู่หนึ่งคน ผมชอบแกเขียนสีน้ำมัน..สไตล์ของแกเหมือนงานของเรอนัวร์

เส้นทางชีวิตของคุณสายชลก็น่านำมาเล่าไว้นะครับ มันแทบจะเป็นลักษณะร่วมขอคนเพาะช่างเลยทีเดียว คือ เป็นคนจากชนบท ยากจน กว่าจะสู้ฝัน และฟันฝ่าไปได้ อดอยาก ตรากตรำแสนเข็ญ เป็นอย่างนี้แต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่ก็เป็นเส้นทางหนึ่งที่ทำให้เห็นพลังชีวิต และการดำรงอยู่ด้วยการหล่อเลี้ยงจิตใจแห่งไฟศิลป์ ซึ่งทำให้อิสรภาพจากความลำบากทางกายและทางวัตถุ กระทั่งหยัดยืนด้วยตนเองได้ ขอชื่นชมและขอให้เป็นนักเรียนศิลปะอยู่ตลอดไปนะครับ
โดย: วิรัตน์ [13 ก.พ. 50 12:55] ( IP A:202.28.180.201 X: )

ความคิดเห็นที่ 30
   เรียนท่านอาจารย์วิรัตน์
ผมไม่ค่อยได้เขียนสีน้ำอย่างสม่ำเสมอมานานมาก ปีนึงจะมีโอกาสสักครั้งหรือสองครั้งก็เนื่องจากภาระการงานและเลี้ยงดูครอบครัว..แต่อุปกรณ์ยังอยู่ครบ ยังซื้อหามาเพิ่มเติมอยู่ตรอดระยะเวลากว่า20ปี..โดยเฉพาะจานสียังอันเดิมอยู่เลย20ปีแล้วยังไม่พัง..ผมพยายามเรียกว่าลอกแบบท่านเลยแต่อาจารย์ท่านไม่ยอมให้ผมลอก ท่านบอกว่าที่เขียนๆให้ดูนี่เพื่อใหรู้จักจังหวะ และแสงเงา ที่ใหความรู้สึก..ผมจำแม่นเลยไม่มีลืมอาจารย์ท่านเขียนองุ่นบนถาดแก้วเล็กๆที่สำหรับถวายหมากพลูพระให้ดู ใสกิ๊กได้ความรู้สึกจริงๆ ตอนนั้นผมยังอยู่แค่ปวช.ปี1หรือ2เองยังไม่ได้เข้าเพาะช่างค่าเทอมค่าสอนก็ไม่มีให้ ภู่กันเบอร์12ผมก็ไม่มีไปเก็บภูกันแบนใหญ่ๆที่พี่ๆเขียนสีน้ำมันกันจนบางแล้วมาตัดด้ามให้สั้นแล้วมาเขียนสีน้ำใช้ได้ครับ ทุกวันนี้ผมเขียนสีน้ำด้วยภูกันแบนอยู่เลย..อย่างที่อาจารย์ว่านั่นละครับที่เพาะช่งของเราได้ให้คอนเซ็ปของชีวิตพวกเราไว้มากมายทีเดียว ความที่เป็นคนศิลปะมองทุกอย่างเป็นสิ่งสวยงามฝ่าฟันอุปสรรคนาๆด้วยความสวยงามไม่ย่อท้อไม่ยึดคิด แต่มีความสุขทั้งกายและใจ นี่ละครับ..ดี เอ็น เอ..ของพวกเรา
ด้วยความเคารพ
โดย: สายชล [14 ก.พ. 50 16:34] ( IP A:124.121.82.96 X: )

ความคิดเห็นที่ 31
   รุ่นคุณสายชลได้เขียนองุ่นนี่ แสดงว่าเป็นกลุ่มที่อาจารย์สามารถวางใจได้นะครับนี่ รุ่นพวกผมอาจารย์ไม่ค่อยกล้าเอาผลไม้ดีๆ แพงๆ มาเป็นหุ่นนิ่งให้เขียนหรอกครับ เพราะรุ่นผมและรุ่นใกล้ๆกันนั้น นอกจากเป็นพวกซาบซึ้งทาศิลปะแล้ว ยังมักเป็นพวกศิลปินหิวโซ..จนสามารถกินศิลปะได้ลงคอ พวกเราชอบเขียหุ่นนิ่งแบบถึงไหนถึง พอคนส่วนใหญ่เก็บรายละเอียดรวมๆได้เสร็จ ก็มักจะเริ่มมีพวกแอบกินหุ่นนิ่งครับ ถ้าเอาของกินได้มาจัดหุ่นนิ่งละก็ อีแอบกินหมดเลยแหละ ตอนหลังๆอาจารย์เลยมักให้เขียนพวกเปลือกทุเรียน มะเขือ แจกัน ขวด...งามแต่แหล่กม่ายล่าย งั้นเลย
โดย: วิรัตน์ [15 ก.พ. 50 7:52] ( IP A:202.28.180.201 X: )

ความคิดเห็นที่ 32
   ผมจำรุ่นพี่ท่านหนึ่งได้แกเป็นคนใจดี เรียบร้อย รูปร่างเล็กๆไว้ผมทรงคล้ายๆอัสนี-วสันแต่ออกจะหวีเป๋นิดหน่อย ยาวประมานประบ่า อยู่จิตรกรรม แกมักจะมาที่ห้องอาจารย์ประจำถ้ามาเจอพวกเราแกจะมานั่งคุยด้วยและแนะนำวิชาให้ผมและเพื่อนๆเสมอ..ถ้าจำไม่ผิแกจะไม่ดื่มเหล้านอกนั้นดื่มกันหมด (เพราะผมจะโดนใช้ไปซื้อประจำ28น้ำแดงนี่แหละ) พอผมสอบเข้าเพาะช่างได้แล้วเคยไปถามหา ได้ข่าวว่าไปเรียนต่อที่เวชนิทัศน์แล้ว ที่นี่สอบยากมากต้องแน่นจริงๆโดยเฉพาะฟิกเกอร์ สอบกันเป็นพันๆรับแค่7คน ผมเสียใจนะที่ผมไม่เคยถามชื่อแกเลยเพราะผมไม่กล้าถาม ถ้าผมจะถามเวลานี้ว่าใช่อาจารย์วิรัตน์หรือเปล่าครับ
ด้วยความเคารพอย่างสูง
โดย: สายชล [15 ก.พ. 50 14:53] ( IP A:124.121.79.125 X: )

ความคิดเห็นที่ 33
   เรียนคุณสายชล
คงไม่ใช่ผมหรอกครับ ผมไม่มีเค้าที่จะดูดีแบบอัสนี-วสันต์แน่ๆ สมัยอยู่เพาะช่าง ไม่ดื่มและขัดขวางการดื่มเหล้าของเพื่อนๆด้วย อันนี้จริง
และการไปขลุกอยู่กับมุมเขียนสีน้ำ หน้าห้องอาจารย์ปัญญา ข้างกลุ่มเล่นดนตรีไทย ที่ข้างบันไดตึกจิตรกรรม อันนี้ก็คงจะเป็นไปได้ ผมขลุกอยู่กับมือสีน้ำรุ่นต่อจากผมอยู่ 2-3 รุ่น ดูเหมือนว่านุ *** ล ปัญญาดี ทั้งตอนกวดฝีมือเข้าเพาะช่าง และการเกาะกลุ่มเขียนสีน้ำ ก็เป็นรุ่นน้องคนหนึ่งที่มาคลุกคลีอยู่กับพวกเรา

มีความสุขนะครับ
โดย: วิรัตน์ [16 ก.พ. 50 22:30] ( IP A:202.28.180.201 X: )

ความคิดเห็นที่ 34
   อ.นุกุล ตอนสมัยผมเรียนที่เพาะช่างก็ได้เรียน Drawing กับแกครับ ยังจำได้ว่าแกจะชอบพาพวกผมไปตากแดดนั่ง Drawing อยู่ที่วัดโพธิ์บ่อยๆ

ส่วนพี่สาธิต (ผมเรียกแกว่าพี่น่ะครับ) เมื่อสมัยตอนที่ผมเรียนไทยวิจิตรศิลป์ แกจะมีร้านวาดรูปที่เปิดกับเพื่อนๆน้องๆของแกที่เยาฮัน (ตอนนี้คือห้าง IT Mall-ฟอร์จูน รัชดา) .... ช่วงนั้นจะชอบไปยืนดูแกกับเพื่อนๆวาดรูปที่ร้านอยู่บ่อยๆ ไปยืนดูจนพี่ๆเขาจำหน้าได้เลย แต่ไม่ได้คุยอะไรกับพี่สาธิตเท่าไหร่ครับ ช่วงนั้นไปยืนดูเขาวาดรูปอย่างเดียวแทบทุกวันเพราะใกล้บ้าน แต่ที่ผมสนิทต่อมาจะเป็นพี่สวาท ที่เป็นน้องชายของพี่สาธิต .... ซึ่งไปๆมาๆตอนที่ผมเรียนเพาะช่างก็ได้มาวาดรูปภาพล้อเป็นงานเสริมที่ร้านนี้เหมือนกัน .... ตอนนี้ร้านที่ว่าไม่มีแล้ว ส่วนพี่ๆที่เคยวาดรูปอยู่ร้านนี้ก็ไม่ได้ติดต่อกันนานแล้วครับ เพราะบางคนก็ย้ายบ้านไปไม่มีเบอร์ติดต่อ เพราะยุคนั้นยังไม่มีโทรศัพท์มือถือเหมือนตอนนี้ ถ้ามีโอกาสได้เจอพวกพี่เขาอีกทีก็อยากขอบคุณครับ สมัยนั้นงานที่พวกพี่ๆไว้ใจให้ผมทำ ทำให้ผมมีเงินจ่ายค่าเทอม จ่ายค่าสี ค่ากระดาษ ด้วยตัวเองโดยที่ไม่ต้องรบกวนทางบ้านเลย แถมพัฒนาฝีมือได้อีกเยอะเหมือนกัน

พูดไปก็น่าเสียดายครับ ตอนนี้ผมทิ้งการวาดรูปไปพอสมควร ให้กลับไปวาดเหมือนสมัยก่อนคงจะมือแข็งเป็นตอไม้แล้วแน่ๆ
โดย: ChuNg [18 ก.พ. 50 20:26] ( IP A:203.118.123.180 X: )

ความคิดเห็นที่ 35
   คุณฉึ่งประสบการณ์ดี เดาเอาว่ามีบุคลิกความเป็นคนเพาะช่างมากๆด้วย ผมดูจากความผูกพัน ความถ่อมตน เคารพความอาวุโส และเรียนรู้เอาจากการหาประสบการณ์ตรง ทำไมถึงไม่ได้วาดรูปเสียแล้วล่ะ แต่คนเคยทำงานมามากมาย กลับมาทำอีกที มืออาจจะแข็งแต่ความอิสระจะมีมากนะผมว่า
โดย: วิรัตน์ [20 ก.พ. 50 14:42] ( IP A:202.28.180.201 X: )

ความคิดเห็นที่ 36
    ความเป็นเพาะช่าง...ล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 ...ความสืบเนื่องกับพระบรมราโชบาย เศรษฐกิจพอเพียง และความรุ่งเรื่องของการสร้างบ้านแปงเมือง ในรัชสมัยของในหลวง......

ปัจจุบันนี้ วิกฤติเศรษฐกิจและกระแสหลักของการพัฒนา ที่มีเศรษฐกิจเงินตราเป็นตัวตั้ง และเอาประโยชน์เพื่อการบริโภคทางวัตถุของมนุษย์เป็นตัวตั้ง มองข้ามความสุขและคุณค่าความเป็นมุนษย์ ละเลยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมไปจนถึงความยั่งยืนและโอกาสที่คนในรุ่นอนาคตจะพัฒนาตนเองได้อย่างอิสระ ทำให้ทั่วโลกมีปัญหาและเจอทางตันมากมาย

หลายสังคมเริ่มเพิ่มทางเลือกให้แก่ตนเอง บางสังคมเริ่มหวนกลับไปให้ความสำคัญกับวิถีชีวิตของชุมชนในอดีต ไม่ว่าจะเป็นตัวอเมริกา ยุโรป และเศรษฐีใหม่ใกล้ๆบ้านเรา เช่น ไต้หวัน ฮ่องกง บางสังคมกล้าหาญมาก เสนอทางออกใหม่ทั้งให้แก่ตนเองและแก่มวลมนุษย์เลย คือประเทศภูฏาน เสนอให้ใช้มนุษย์และความเป็นมนุษย์ เป็นทั้งจุดหมายและปัจจัยของการแก้ปัญหา...ให้พัฒนาโดยถือเอาตัวบ่งชี้ความสุข คือ ความสุขแห่งประชาชาติ (Gross National Happiness : GNH) เข้ามาแทนการมุ่งเพิ่มรายได้ประชาชาติ (Gross National Product) เพราะถ้าไม่พัฒนามุษย์และความพอในการบริโภคมาสู่การแบ่งปันความร่วมทุกข์สุขกันของผู้คน ดูท่าว่าโลกจะไปไม่รอดในทุกภูมิภาคและทั้งโลก ประเทศไทยก็เป็นประเทศหนึ่ง ที่ชูธงเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งโดยจุดหมายและโดยยุทธศาสตร์การพัฒนาตัวเอง สนองตอบต่อแนวพระราชดำริของในหลวง

การก่อเกิดเพาะช่าง ภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจของโลกในยุคก่อเกิดเพาะช่าง หรือรัชสมัยรัชกาลที่ 5-6 และการสร้างอุดมการณ์ในการพึ่งตนเอง ก็เกิดขึ้นมาแต่สมัยรัชกาลที่ 6 เหมือนกัน ยิ่งไปกว่านั้น ได้มีการเน้นการพัฒนาคุณภาพพลเมืองด้วย ปลูกฝังการคำนึงทั้งในเรื่องสิทธิและการทำหน้าที่ ทั้งต่อตนเองและต่อการมีส่วนร่วมเรื่องส่วนรวมของสังคม มีการสร้างวัฒนธรรมจิตอาสา โดยเฉพาะการอบรมคนและเยาวชนให้รู้จักมีการจิตสำนึกต่อส่วนรวม ปฏิบัติตนโดยถือประโยชน์ต่อผู้อื่นเป็นตัวตั้ง เช่น กิจการลูกเสือ และสมาคมบำเพ็ญประโยชน์ต่างๆ วึ่งมั่นคงถาวรกระทั่งปัจจุบัน

มีการลงทุนเพื่อเพิ่มความสามารถในการผลิตทดแทนในประเทศเพื่อพึ่งตนเองทางเศรษฐกิจ เล็งเห็นการพัฒนาไบโอดีเซล จากพืชสบู่ดำและสิ่งใช้สอยในชีวิตประจำวันตั้งแต่ในยุคนั้นแล้ว และการก่อตั้งโรงเรียนเพาะช่างขึ้นมา ก็ไม่เพียงเพื่อสร้างพลังปัญญาเพื่อการพึ่งตนเอง และการรักษาความเป็นตัวของตัวเองเท่านั้น แต่เป็นสถาบันเพื่อพัฒนาสิ่งที่เป็นรากฐานของสังคมให้มีความเจริญก้าวหน้าและพัฒนากิจการสำคัญต่างๆของสังคมไปได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย ดังจะเห็นในแนวพระราชดำริในหลายวโรกาส

ที่กล่าวถึงในแง่มุมนี้ ผมว่าคือความเป็นเพาะช่างโดยอุดมคติและเจตจำนงของสังคม ซึ่งเมื่อมาถึงปัจจุบันนี้แล้ว หากเห็นรากฐานดังกล่าว ก็จะเห็นภารกิจของศิลปะหัตถกรรมของสังคมภายใต้บทบาทของโรงเรียนเพาะช่างที่สำคัญ ที่จะต้องพัฒนาและสร้างความสืบเนื่อง สะท้อนสิ่งที่เป็นทิศทางใหม่ๆของสังคมในยุคปัจจุบัน

การอนุรักษ์โดยเน้นการเป็นชื่อเก่าแก่และได้รับพระราชทาน เมื่อมีความเป็นมาของสังคมที่สะท้อนอยู่ในการก่อเกิดโรงเรียนเพาะช่าง และนัยสำคัญต่อการพัฒนาให้มากยิ่งขึ้นในเงื่อนไขแวดล้อมปัจจุบัน ก็จะเห็นความสำคัญของโรงเรียนเพาะช่างว่า ไม่ใช่เรื่องของสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่ง กับกลุ่มนักศึกษาและศิษย์เก่าเท่านั้น แต่เป็นสัญลักษณ์ทางปัญญาและหมุดหมายเชิงอุดมคติของสังคมเลยทีเดียว
โดย: วิรัตน์ [21 ก.พ. 50 17:32] ( IP A:202.28.180.201 X: )

ความคิดเห็นที่ 51
   ่า
โดย: วิรัตน์ [20 ก.พ. 50 14:42> ( IP A:202.28.180.201 X: )

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 36
ความเป็นเพาะช่าง...ล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 ...ความสืบเนื่องกับพระบรมราโชบาย เศรษฐกิจพอเพียง และความรุ่งเรื่องของการสร้างบ้านแปงเมือง ในรัชสมัยของในหลวง......

ปัจจุบันนี้ วิกฤติเศรษฐกิจและกระแสหลักของการพัฒนา ที่มีเศรษฐกิจเงินตราเป็นตัวตั้ง และเอาประโยชน์เพื่อการบริโภคทางวัตถุของมนุษย์เป็นตัวตั้ง มองข้ามความสุขและคุณค่าความเป็นมุนษย์ ละเลยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมไปจนถึงความยั่งยืนและโอกาสที่คนในรุ่นอนาคตจะพัฒนาตนเองได้อย่างอิสระ ทำให้ทั่วโลกมีปัญหาและเจอทางตันมากมาย

หลายสังคมเริ่มเพิ่มทางเลือกให้แก่ตนเอง บางสังคมเริ่มหวนกลับไปให้ความสำคัญกับวิถีชีวิตของชุมชนในอดีต ไม่ว่าจะเป็นตัวอเมริกา ยุโรป และเศรษฐีใหม่ใกล้ๆบ้านเรา เช่น ไต้หวัน ฮ่องกง บางสังคมกล้าหาญมาก เสนอทางออกใหม่ทั้งให้แก่ตนเองและแก่มวลมนุษย์เลย คือประเทศภูฏาน เสนอให้ใช้มนุษย์และความเป็นมนุษย์ เป็นทั้งจุดหมายและปัจจัยของการแก้ปัญหา...ให้พัฒนาโดยถือเอาตัวบ่งชี้ความสุข คือ ความสุขแห่งประชาชาติ (Gross National Happiness : GNH) เข้ามาแทนการมุ่งเพิ่มรายได้ประชาชาติ (Gross National Product) เพราะถ้าไม่พัฒนามุษย์และความพอในการบริโภคมาสู่การแบ่งปันความร่วมทุกข์สุขกันของผู้คน ดูท่าว่าโลกจะไปไม่รอดในทุกภูมิภาคและทั้งโลก ประเทศไทยก็เป็นประเทศหนึ่ง ที่ชูธงเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งโดยจุดหมายและโดยยุทธศาสตร์การพัฒนาตัวเอง สนองตอบต่อแนวพระราชดำริของในหลวง

การก่อเกิดเพาะช่าง ภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจของโลกในยุคก่อเกิดเพาะช่าง หรือรัชสมัยรัชกาลที่ 5-6 และการสร้างอุดมการณ์ในการพึ่งตนเอง ก็เกิดขึ้นมาแต่สมัยรัชกาลที่ 6 เหมือนกัน ยิ่งไปกว่านั้น ได้มีการเน้นการพัฒนาคุณภาพพลเมืองด้วย ปลูกฝังการคำนึงทั้งในเรื่องสิทธิและการทำหน้าที่ ทั้งต่อตนเองและต่อการมีส่วนร่วมเรื่องส่วนรวมของสังคม มีการสร้างวัฒนธรรมจิตอาสา โดยเฉพาะการอบรมคนและเยาวชนให้รู้จักมีการจิตสำนึกต่อส่วนรวม ปฏิบัติตนโดยถือประโยชน์ต่อผู้อื่นเป็นตัวตั้ง เช่น กิจการลูกเสือ และสมาคมบำเพ็ญประโยชน์ต่างๆ วึ่งมั่นคงถาวรกระทั่งปัจจุบัน

มีการลงทุนเพื่อเพิ่มความสามารถในการผลิตทดแทนในประเทศเพื่อพึ่งตนเองทางเศรษฐกิจ เล็งเห็นการพัฒนาไบโอดีเซล จากพืชสบู่ดำและสิ่งใช้สอยในชีวิตประจำวันตั้งแต่ในยุคนั้นแล้ว และการก่อตั้งโรงเรียนเพาะช่างขึ้นมา ก็ไม่เพียงเพื่อสร้างพลังปัญญาเพื่อการพึ่งตนเอง และการรักษาความเป็นตัวของตัวเองเท่านั้น แต่เป็นสถาบันเพื่อพัฒนาสิ่งที่เป็นรากฐานของสังคมให้มีความเจริญก้าวหน้าและพัฒนากิจการสำคัญต่างๆของสังคมไปได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย ดังจะเห็นในแนวพระราชดำริในหลายวโรกาส

ที่กล่าวถึงในแง่มุมนี้ ผมว่าคือความเป็นเพาะช่างโดยอุดมคติและเจตจำนงของสังคม ซึ่งเมื่อมาถึงปัจจุบันนี้แล้ว หากเห็นรากฐานดังกล่าว ก็จะเห็นภารกิจของศิลปะหัตถกรรมของสังคมภายใต้บทบาทของโรงเรียนเพาะช่างที่สำคัญ ที่จะต้องพัฒนาและสร้างความสืบเนื่อง สะท้อนสิ่งที่เป็นทิศทางใหม่ๆของสังคมในยุคปัจจุบัน

การอนุรักษ์โดยเน้นการเป็นชื่อเก่าแก่และได้รับพระราชทาน เมื่อมีความเป็นมาของสังคมที่สะท้อนอยู่ในการก่อเกิดโรงเรียนเพาะช่าง และนัยสำคัญต่อการพัฒนาให้มากยิ่งขึ้นในเงื่อนไขแวดล้อมปัจจุบัน ก็จะเห็นความสำคัญของโรงเรียนเพาะช่างว่า ไม่ใช่เรื่องของสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่ง กับกลุ่มนักศึกษาและศิษย์เก่าเท่านั้น แต่เป็นสัญลักษณ์ทางปัญญาและหมุดหมายเชิงอุดมคติของสังคมเลยทีเดียว
โดย: วิรัตน์ [21 ก.พ. 50 17:32> ( IP A:202.28.180.201 X: )

โดย: hobygood00_66@hotmail.com [20 พ.ย. 51 22:10] ( IP A:58.8.117.118 X: )

ความคิดเห็นที่ 52
   ช่างกลนนทบุรี บุกเบิก

โดย: ชกน [28 ก.ค. 54 21:57] ( IP A:110.168.28.169 X: )

ความคิดเห็นที่ 53
   1ความฝันเพื่อผู้มีพระคุณ
โดย: pingpond2011@hotmail.com [10 ต.ค. 54 10:36] ( IP A:58.11.13.68 X: )

ความคิดเห็นที่ 54
   อยากทราบค่าเทอมในปัจจุบันค่ะพอดีลูกจะจบปวช.3 ปี2556ที่จะถึงนี้ต้องหาโรงเรียนไว้ให้แต่เนิ่น ๆ
โดย: nitaya.ch@th.jec.com [2 ก.ค. 55 14:54] ( IP A:210.1.9.226 X: )

* ขณะนี้พี้นที่เต็ม ไม่สามารถโพสต์กระทู้เพิ่มได้ *

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน