หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน
    หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๔๔

ความนำ

ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการด้านต่าง ๆ ของโลกยุคโลกาภิวัฒน์ มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจของทุกประเทศรวมทั้งประเทศไทยด้วย จึงมีความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาของชาติ ซึ่งถือเป็นกลไกลสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของประเทศ เพื่อสร้างคนไทยให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข มีศักยภาพพร้อมที่จะแข่งขันและร่วมมืออย่างสร้างสรรค์ในเวทีโลก

หลักสูตรการศึกษาของประเทศที่ใช้อยู่คือ หลักสูตรประถมศึกษา พุทธศักราช ๒๕๒๑ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๓๓) หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น พุทธศักราช ๒๕๒๑ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๓๓) และหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย พุทธศักราช ๒๕๒๔ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๓๓) ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ โดยกรมวิชาการได้ติดตามผลและดำเนินการวิจัยเพื่อพัฒนาหลักสูตรตลอดมา ผลการศึกษาพบว่า หลักสูตรที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนานกว่า 10 ปี มีข้อจำกัดอยู่หลายประการ ไม่สามารถส่งเสริมให้สังคมไทยก้าวไปสู่สังคมความรู้ได้ทันการณ์ ในเรื่องที่สำคัญดังต่อไปนี้
โดย: พี่แดงน้อย [10 เม.ย. 50 14:05] ( IP A:58.147.102.86 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   ในเรื่องที่สำคัญดังต่อไปนี้

๑. การกำหนดหลักสูตรจากส่วนกลาง ไม่สามารถสะท้อนสภาพความต้องการที่แท้จริงของสถานศึกษาและท้องถิ่น

๒. การจัดหลักสูตรและการเรียนรู้คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ยังไม่สามารถผลักดันให้ประเทศไทยเป็นผู้นำด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีในภูมิภาค จึงจำเป็นต้องปรับปรุงกระบวนการเรียนการสอนให้คนไทยมีทักษะกระบวนการและเจตคติที่ดีทางคณิตศาสตร์ วิททยาศาสตร์ และเทคโนโลยี มีความคิดสร้างสรรค์

๓. การนำหลักสูตรไปใช้ยังไม่สามารถสร้างพื้นฐานในการคิด สร้างวิธีการเรียนรู้ ให้คนไทยมีทักษะในการจัดการและทักษะในการดำเนินชีวิต สามารถเผชิญปัญหาสังคมและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้อย่างมีประสิทธิภาพ

๔. การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศยังไม่สามารถที่จะทำให้ผู้เรียนใช้ภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษในการติดต่อสื่อสารและการค้นคว้าหาความรู้ จากแหล่งการเรียนรู้ที่มีอยู่หลากหลายในยุคสารสนเทศ
โดย: พี่แดงน้อย [10 เม.ย. 50 14:08] ( IP A:58.147.102.86 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ กำหนดให้บุคคล มีสิทธิเสมอกันในการรับ
การศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปี ที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึง และมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย การจัดการศึกษาอบรมของรัฐ ต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมขององค์การปกครองท้องถิ่นและชุมชน ประกอบกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้กำหนดให้การศึกษาเป็นกระบวนการเรียนรู้ เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคม โดยการถ่ายทอดความรู้ การฝึก การอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์ความก้าวหน้าทางวิชาการ การสร้างองค์ความรู้อันเกิดจากการจัดสภาพแวดล้อมสังคมแห่งการเรียนรู้ และปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคลเกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทย ให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข เปิดโอกาสให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา พัฒนาสาระ และกระบวนการเรียนรู้ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง
โดย: พี่แดงน้อย [10 เม.ย. 50 14:09] ( IP A:58.147.102.86 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   นอกจากนี้ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติดังกล่าว ได้กำหนดให้มีการจัดทำหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อความเป็นไทย ความเป็นพลเมืองที่ดีของชาติ การดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพ ตลอดจนเพื่อการศึกษาต่อ และให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานจัดทำสาระของหลักสูตรในส่วนที่เกี่ยวกับสภาพปัญหาในชุมชน และสังคม ภูมิปัญญาท้องถิ่น คุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อเป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติดังกล่าว กำหนดให้มีการศึกษาภาคบังคับ จำนวน ๙ ปี
โดย: พี่แดงน้อย [10 เม.ย. 50 14:10] ( IP A:58.147.102.86 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   ด้วยวิสัยทัศน์ของรัฐที่เชื่อมั่นในนโยบายการศึกษาในการสร้างคน สร้างงาน เพื่อช่วยกอบกู้วิกฤตเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เป็นการสร้างชาติให้มั่นคงได้อย่างยั่งยืน เชื่อมั่นในนโยบายการศึกษาในการสร้างชาติ ปรับโครงสร้างและระบบการศึกษา ยึดหลักการบริหารจัดการที่เน้นคุณภาพ ประสิทธิภาคและความเสมอภาค ใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา และเชื่อมั่นในนโยบายการศึกษาเพื่อสร้างคน บูรณาการการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมในการปฏิรูปการเรียนรู้ และเชื่อมั่นในนโยบายการศึกษาเพื่อสร้างงาน สร้างเยาวชนให้มีความรู้คู่กับการทำงาน กระทรวงศึกษาธิการ โดยอาศัยอำนาจตามความในบทเฉพาะกาลมาตรา ๗๔ แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเห็นสมควรกำหนดให้มีหลักสูตรการศึกษาขึ้นพื้นฐาน พุทธศักราช พ.ศ. ๒๕๔๔ โดยยึดหลักความมีเอกภาพด้านนโยบายและมีความหลากหลายในการปฏิบัติ กล่าวคือ เป็นหลักสูตรแกนกลางที่มีโครงสร้างหลักยืดหยุ่น กำหนดจุดหมาย ซึ่งถือเป็นมาตรฐานการเรียนรู้ในภาพรวม ๑๒ ปี สาระการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้แต่ละกลุ่ม มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น เป็นช่วงชั้นละ ๓ ปี จัดเฉพาะส่วนที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นไทย ความเป็นพลเมืองดีของชาติ การดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพ ตลอดจนเพื่อการศึกษาต่อ ให้สถานสถานศึกษาจัดทำสาระในรายละเอียดเป็นรายปี หรือรายภาคให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาในชุมชน สังคม ภูมิปัญญาท้องถิ่น คุณสมบัติอันพึงประสงค์ เป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัว ชุมชน สังคมและประเทศชาติ รวมถึงจัดให้สอดคล้องกับความสามารถ ความถนัด และความสนใจของผู้เรียนแต่ละกลุ่มเป้าหมายด้วย
โดย: พี่แดงน้อย [10 เม.ย. 50 14:12] ( IP A:58.147.102.86 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
   การจัดการศึกษามุ่งเน้นความสำคัญทั้งด้านความรู้ ความคิด ความสามารถ คุณธรรมกระบวนการเรียนรู้ และความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อพัฒนาคนให้มีความสมดุล โดยยึดหลักผู้เรียนสำคัญที่สุด ทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ ส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ ให้ความสำคัญต่อความรู้เกี่ยวกับตนเอง และความสัมพันธ์ของตนเองกับสังคม ได้แก่ ครอบครัว ชุมชน ชาติ และสังคมโลก รวมทั้งความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาของสังคมไทย และระบบการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์เรื่องการจัดการ การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลยั่งยืน ความรู้เกี่ยวกับศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม การกีฬา ภูมิปัญญาไทย และการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญา ความรู้และทักษะในการประกอบอาชีพ การดำรงชีวิตในสังคมอย่างมีความสุข
โดย: พี่แดงน้อย [10 เม.ย. 50 14:13] ( IP A:58.147.102.86 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
   สถานศึกษาจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นการฝึกทักษะกระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ และการประยุกต์ความรู้มาใช้ป้องกันและแก้ไขปัญหา จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติให้ทำได้ คิดเป็น ทำเป็น รักการอ่านและเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง ผสมผสานความรู้ด้านต่าง ๆ อย่างได้สัดส่วนสมดุลกัน ปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยมที่ดีงามและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ อำนวยความสะดวก เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ และมีความรอบรู้ รวมทั้งสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการการเรียนรู้ โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้เรียน จัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ และสามารถเทียบโอนผลการเรียนและประสบการณ์ได้ทุกระบบการศึกษา
โดย: พี่แดงน้อย [10 เม.ย. 50 14:13] ( IP A:58.147.102.86 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
   อนึ่ง เพื่อให้การใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานบรรลุจุดหมายที่กำหนดไว้ สถานศึกษาต้องมีการประสานสัมพันธ์ และร่วมมือกับบิดามารดา ผู้ปกครอง และบุคคลในชุมชนให้การพัฒนาคุณภาพการศึกษาในสถานศึกษาเป็นไปอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้น กระทรวงศึกษาธิการยังจำเป็นต้องสนับสนุน ส่งเสริมด้านการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ทั้งในสถานศึกษา และนอกสถานศึกษาให้ครอบคลุมหลักสูตรและกว้างขวางยิ่งขึ้น เพื่อการพัฒนาไปสู่ความเป็นสากล ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการจะได้จัดทำเอกสารประกอบหลักสูตร เช่น คู่มือการใช้หลักสูตร แนวทางการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา คู่มือครู เอกสารประกอบหลักสูตรกลุ่มสาระต่าง ๆ แนวทางการวัดและประเมินผล การจัดระบบแนะแนวในสถานศึกษา การวิจัยในสถานศึกษาและการใช้กระบวนการวิจัยในการพัฒนาการเรียนรู้ ตลอดจนเอกสารประชาสัมพันธ์หลักสูตรให้ประชาชนทั่วไป ผู้ปกครอง และผู้เรียนมีความเข้าใจและรับทราบบทบาทของตนในการพัฒนาตนเองและสังคม
โดย: พี่แดงน้อย [10 เม.ย. 50 14:21] ( IP A:58.147.102.86 X: )
ความคิดเห็นที่ 8
    หลักการ
เพื่อให้การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นไปตามแนวนโยบายการจัดการศึกษาของประเทศ จึงกำหนดหลักการของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไว้ดังนี้
๑. เป็นการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มุ่งเน้นความเป็นไทยควบคู่กับความเป็นสากล
๒. เป็นการศึกษาเพื่อปวงชน ที่ประชาชนทุกคนจะได้รับการศึกษาอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน โดยสังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา
๓. ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาและเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต โดยถือว่า ผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด สามารถพัฒนาตามธรรมชาติ และเต็มตามศักยภาพ
๔. เป็นหลักสูตรที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นทั้งด้านสาระ เวลา และการจัดการเรียนรู้
๕. เป็นหลักสูตรที่จัดการศึกษาได้ทุกรูปแบบ ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้ และประสบการณ์
โดย: พี่แดงน้อย [10 เม.ย. 50 22:20] ( IP A:222.123.48.188 X: )
ความคิดเห็นที่ 9
    จุดหมาย
หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข และมีความเป็นไทย มีศักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ จึงกำหนดจุดหมายซึ่งถือเป็นมาตรฐานการเรียนรู้ให้ผู้เรียนเกิดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ดังต่อไปนี้
๑. เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัยในตนเอง ปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ มีคุณธรรม จริยธรรมและค่านิยมอันพึงประสงค์
๒. มีความคิดสร้างสรรค์ ใฝ่รู้ ใฝ่เรียน รักการอ่าน รักการเขียน และรักการค้นคว้า
๓. มีความรู้อันเป็นสากล รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงและความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการ มีทักษะ และศักยภาพในการจัดการ การสื่อสารและการใช้เทคโนโลยี ปรับวิธีการคิด วิธีการทำงาน ได้เหมาะสมกับสถานการณ์
๔. มีทักษะและกระบวนการ โดยเฉพาะทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ทักษะการคิด การสร้างปัญญา และทักษะในการดำเนินชีวิต
๕. รักการออกกำลังกาย ดูแลตนเองให้มีสุขภาพและบุคลิกภาพที่ดี
๖. มีประสิทธิภาพในการผลิตและการบริโภค มีค่านิยมเป็นผู้ผลิตมากกว่าผู้บริโภค
๗. เข้าใจในประวัติศาสตร์ของชาติไทย ภูมิใจในความเป็นไทย เป็นพลเมืองดี ยึดมั่นในวิถีชีวิต และการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
๘. มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์ภาษาไทย ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี กีฬา ภูมิปัญญาไทย ทรัพยากรธรรมชาติและพัฒนาสิ่งแวดล้อม
๙. รักประเทศชาติและท้องถิ่น มุ่งทำประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามให้สังคม
โดย: พี่แดงน้อย [10 เม.ย. 50 22:21] ( IP A:222.123.48.188 X: )
ความคิดเห็นที่ 10
    โครงสร้าง
เพื่อให้การจัดการศึกษาเป็นไปตามหลักการ จุดหมายและมาตรฐานการเรียนรู้ ที่กำหนดไว้ให้สถานศึกษาและผู้ที่เกี่ยวข้องมีแนวปฏิบัติในการจัดหลักสูตรสถานศึกษา จึงได้กำหนดโครงสร้างของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้
โดย: พี่แดงน้อย [10 เม.ย. 50 22:23] ( IP A:222.123.48.188 X: )
ความคิดเห็นที่ 11
    ๑. ระดับช่วงชั้น
กำหนดหลักสูตรเป็น ๔ ช่วงชั้น ตามระดับพัฒนาการของผู้เรียน ดังนี้
ช่วงชั้นที่ ๑ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑–๓
ช่วงชั้นที่ ๒ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔–๖
ช่วงชั้นที่ ๓ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑–๓
ช่วงชั้นที่ ๔ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔–๖
โดย: พี่แดงน้อย [10 เม.ย. 50 22:23] ( IP A:222.123.48.188 X: )
ความคิดเห็นที่ 12
   ๒. สาระการเรียนรู้
กำหนดสาระการเรียนรู้ตามหลักสูตร ซึ่งประกอบด้วย องค์ความรู้ ทักษะหรือกระบวนการการเรียนรู้ และคุณลักษณะหรือค่านิยม คุณธรรม จริยธรรมของผู้เรียนเป็น ๘ กลุ่ม ดังนี้
๒.๑ ภาษาไทย
๒.๒ คณิตศาสตร์
๒.๓ วิทยาศาสตร์
๒.๔ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
๒.๕ สุขศึกษาและพลศึกษา
๒.๖ ศิลปะ
๒.๗ การงานอาชีพและเทคโนโลยี
๒.๘ ภาษาต่างประเทศ
โดย: พี่แดงน้อย [10 เม.ย. 50 22:24] ( IP A:222.123.48.188 X: )
ความคิดเห็นที่ 13
   สาระการเรียนรู้ทั้ง ๘ กลุ่มนี้ เป็นพื้นฐานสำคัญที่ผู้เรียนรู้ทุกคนต้องเรียนรู้ โดยอาจจัดเป็น ๒ กลุ่ม คือ กลุ่มแรก ประกอบด้วย ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เป็นสาระการเรียนรู้ที่สถานศึกษาต้องใช้เป็นหลักในการจัดการเรียนการสอน เพื่อสร้างพื้นฐานการคิดและเป็นกลยุทธ์ในการแก้ปัญหาและวิกฤตของชาติ กลุ่มที่สอง ประกอบด้วย สุขศึกษาและพลศึกษา ศิลปะ การงานอาชีพและเทคโนโลยี และภาษาต่างประเทศ เป็นสาระการเรียนรู้ที่เสริมสร้างพื้นฐานความเป็นมนุษย์ และสร้างศักยภาพในการคิดและการทำงานอย่างสร้างสรรค์
โดย: พี่แดงน้อย [10 เม.ย. 50 22:24] ( IP A:222.123.48.188 X: )
ความคิดเห็นที่ 14
   เรื่องสิ่งแวดล้อมศึกษา หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนดสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ไว้ในสาระการเรียนรู้กลุ่มต่าง ๆ โดยเฉพาะ กลุ่มวิทยาศาสตร์ กลุ่มสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม กลุ่มสุขศึกษาและพลศึกษา

กลุ่มภาษาต่างประเทศ กำหนดให้เรียนภาษาอังกฤษทุกช่วงชั้น ส่วนภาษาต่างประเทศอื่น ๆ สามารถเลือกจัดการเรียนรู้ได้ตามความเหมาะสม

หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน กำหนดสาระการเรียนรู้ในแต่ละกลุ่มไว้เฉพาะส่วนที่จำเป็นในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนทุกคนเท่านั้น สำหรับส่วนที่ตอบสนองความสามารถ ความถนัดและความสนใจของผู้เรียนแต่ละคนนั้น สถานศึกษาสามารถกำหนดเพิ่มขึ้นได้ ให้สอดคล้องและสนองตอบศักยภาพของผู้เรียนแต่ละคน
โดย: พี่แดงน้อย [10 เม.ย. 50 22:25] ( IP A:222.123.48.188 X: )
ความคิดเห็นที่ 15
    ๓. กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน

เป็นกิจกรรมที่จัดให้ผู้เรียนได้พัฒนาความสามารถของตนเองตามศักยภาพ มุ่งเน้นเพิ่มเติมจากกิจกรรมที่ได้จัดให้เรียนรู้ตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ทั้ง ๘ กลุ่ม การเข้าร่วมและปฏิบัติกิจกรรมที่เหมาะสมร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุขกับกิจกรรมที่เลือกด้วยตนเองตามความถนัด และความสนใจอย่างแท้จริง การพัฒนาที่สำคัญ ได้แก่ การพัฒนาองค์รวมของความเป็นมนุษย์ให้ครบทุกด้าน ทั้งร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคม โดยอาจจัดเป็นแนวทางหนึ่งที่จะสนองนโยบายในการสร้างเยาวชนของชาติให้เป็นผู้มีศีลธรรม จริยธรรม มีระเบียบวินัย และมีคุณภาพ เพื่อพัฒนาองค์รวมของความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ปลูกฝังและสร้างจิตสำนึกของการทำประโยชน์เพื่อสังคม ซึ่งสถานศึกษาจะต้องดำเนินการอย่างมีเป้าหมาย มีรูปแบบและวิธีการที่เหมาะสม กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนแบ่งเป็น ๒ ลักษณะ คือ
โดย: พี่แดงน้อย [10 เม.ย. 50 22:26] ( IP A:222.123.48.188 X: )
ความคิดเห็นที่ 16
    ๓.๑ กิจกรรมแนะแนว เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมและพัฒนาความสามารถของผู้เรียน ให้เหมาะสมตามความแตกต่างระหว่างบุคคล สามารถค้นพบและพัฒนาศักยภาพของตน เสริมสร้างทักษะชีวิต วุฒิภาวะทางอารมณ์ การเรียนรู้ในเชิงพหุปัญญา และการสร้างสัมพันธภาพที่ดี ซึ่งผู้สอนทุกคนต้องทำหน้าที่แนะแนวให้คำปรึกษาด้านชีวิต การศึกษาต่อและการพัฒนาตนเองสู่โลกอาชีพและการมีงานทำ

๓.๒ กิจกรรมนักเรียน เป็นกิจกรรมที่ผู้เรียนเป็นผู้ปฏิบัติด้วยตนเองอย่างครบวงจร ตั้งแต่ศึกษา วิเคราะห์ วางแผน ปฏิบัติตามแผน ประเมิน และปรับปรุงการทำงาน โดยเน้นการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม เช่น ลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด และผู้บำเพ็ญประโยชน์ เป็นต้น
โดย: พี่แดงน้อย [10 เม.ย. 50 22:27] ( IP A:222.123.48.188 X: )
ความคิดเห็นที่ 17
    ๔. มาตรฐานการเรียนรู้

หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้ตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ ๘ กลุ่ม ที่เป็นข้อกำหนดคุณภาพผู้เรียนด้านความรู้ ทักษะ กระบวนการ คุณธรรม จริยธรรมและค่านิยมของแต่ละกลุ่ม เพื่อใช้เป็นจุดมุ่งหมายในการพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ซึ่งกำหนดเป็น ๒ ลักษณะ คือ

๔.๑ มาตรฐานการเรียนรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน
เป็นมาตรฐานการเรียนรู้ในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ เมื่อผู้เรียนเรียนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน

๔.๒ มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น
เป็นมาตรฐานการเรียนรู้ในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ เมื่อผู้เรียนเรียนจบในแต่ละช่วงชั้น คือ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ และ ๖ และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ และ ๖

มาตรฐานการเรียนรู้ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน กำหนดไว้เฉพาะมาตรฐานการเรียนรู้ที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนทุกคนเท่านั้น สำหรับมาตรฐานการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาในชุมชนและสังคม ภูมิปัญญาท้องถิ่น คุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อเป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ ตลอดจนมาตรฐานการเรียนรู้ที่เข้มข้นขึ้นตามความสามารถ ความถนัด และความสนใจของผู้เรียน ให้สถานศึกษาพัฒนาเพิ่มเติมได้
โดย: พี่แดงน้อย [11 เม.ย. 50 11:29] ( IP A:222.123.185.120 X: )
ความคิดเห็นที่ 18
    ๕. เวลาเรียน

หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน กำหนดเวลาในการจัดการเรียนรู้และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนไว้ดังนี้

ช่วงชั้นที่ ๑ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ - ๓ มีเวลาเรียนประมาณปีละ ๘๐๐ - ๑,๐๐๐ ชั่วโมง โดยเฉลี่ยวันละ ๔ - ๕ ชั่วโมง
ช่วงชั้นที่ ๒ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ - ๖ มีเวลาเรียนประมาณปีละ ๘๐๐ - ๑,๐๐๐ ชั่วโมง โดยเฉลี่ยวันละ ๔ - ๕ ชั่วโมง
ช่วงชั้นที่ ๓ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ - ๓ มีเวลาเรียนประมาณปีละ ๑,๐๐๐ - ๑,๒๐๐ ชั่วโมง โดยเฉลี่ยวันละ ๕ - ๖ ชั่วโมง
ช่วงชั้นที่ ๔ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ - ๖ มีเวลาเรียนปีละไม่น้อยกว่า ๑,๒๐๐ ชั่วโมง โดยเฉลี่ยวันละไม่น้อยกว่า ๖ ชั่วโมง
โดย: พี่แดงน้อย [11 เม.ย. 50 11:31] ( IP A:222.123.185.120 X: )
ความคิดเห็นที่ 19
   แนบ
หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย
พุทธศักราช ๒๕๒๔ ( ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๓๓ )
หลักการ
หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย มีหลักการดังนี้
๑. เป็นการศึกษาเพื่อเพิ่มความรู้และทักษะเฉพาะด้านที่สามารถนำไปประกอบอาชีพให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจและสังคม
๒. เป็นการศึกษาที่สนองต่อการพัฒนาอาชีพในท้องถิ่นหรือการศึกษาต่อ
๓. เป็นการศึกษาที่ส่งเสริมการนำกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เหมาะสมไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ท้องถิ่น และประเทศชาติ

จุดหมาย
ในการจัดการศึกษาตามหลักสูตรนี้จะต้องมุ่งปลูกฝังให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะดังต่อไปนี้
๑. มีความรู้และทักษะในวิชาสามัญเฉพาะด้าน
๒. มีความรู้เกี่ยวกับวิทยาการและเทคโนโลยีต่างๆ
๓. สามารถเป็นผู้นำ และเป็นผู้ให้บริการชุมชนเกี่ยวกับสุขภาพอนามัยทั้งส่วนบุคคลและส่วนร่วม
๔. สามารถวางแผนแก้ปัญหาในชุมชนของตน
๕. มีความภูมิใจในความเป็นไทย เสียสละเพื่อส่วนร่วม ให้ความช่วยเหลือผู้อื่นอย่างเท่าเทียมกัน
๖. มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และสามารถนำแนวทางหรือวิธีการใหม่ๆไปใช้ในการพัฒนาชุมชนของตน
๗. มีเจตคติที่ดีต่ออาชีพ และเห็นช่องทางในการประกอบอาชีพ
๘. มีนิสัยรักการทำงาน เต็มใจในการทำงานร่วมกับผู้อื่นและมีทักษะในการ
๙. เข้าใจสภาพและการเปลี่ยนแปลงของสังคมในประเทศและโลก มุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศตามบทบาทและหน้าที่ของตน ตลอดจนอนุรักษ์และเสริมสร้างทรัพยากร ศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมของประเทศ

โครงสร้าง
๑.วิชาบังคับ จำนวน ๓0 หน่วยการเรียน ได้แก่ รายวิชาต่อไปนี้
๑.๑ วิชาบังคับแกน จำนวน ๑๕ หน่วยการเรียน
ภาษาไทย ๖ หน่วยการเรียน
สังคมศึกษา ๖ หน่วยการเรียน
พลานามัย ๓ หน่วยการเรียน
๑.๒ วิชาบังคับเลือก จำนวน ๑๕ หน่วยการเรียน
พลานามัย ๓ หน่วยการเรียน
วิทยาศาสตร์ ๖ หน่วยการเรียน
พื้นฐานวิชาอาชีพ ๖ หน่วยการเรียน
๒.วิชาเลือกเสรี เลือกเรียนอย่างน้อยจำนวน ๔๕ หน่วยการเรียน ให้เลือกจากรายวิชาในกลุ่มวิชาต่างๆต่อไปนี้
๒.๑ กลุ่มวิชาภาษา
ภาษาไทย
ภาษาต่างประเทศ
๒.๒ กลุ่มวิชาสังคมศึกษา
๒.๓ กลุ่มวิชาพัฒนาบุคลิกภาพ
พลานามัย
ศิลปะ
๒.๔ กลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์- คณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์
คณิตศาสตร์
๒.๕ กลุ่มวิชาอาชีพ
๓. กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมต่อไปนี้
๓.๑ กิจกรรมตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการจัดกิจกรรมในสถานศึกษา สังกัด
กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๓๒ จำนวน ๑ คาบต่อสัปดาห์ ต่อภาค
๓.๒ กิจกรรมแนะแนว และหรือกิจกรรมแก้ปัญหาหรือกิจกรรมพัฒนาการเรียนรู้ จำนวน ๒
คาบ ต่อสัปดาห์ ต่อภาค
๓.๓ กิจกรรมอิสระของผู้เรียน

แนวดำเนินการ
เพื่อให้การจัดการศึกษาตามหลักสูตรนี้ประสบความสำเร็จตามจุดหมายข้างต้น จึงกำหนดแนวดำเนินการไว้ ดังนี้
๑. จัดให้ผู้เรียนได้เลือกเรียนอย่างกว้างขวางตามความถนัดและความสนใจ
๒. จัดให้ผู้เรียนได้ศึกษาสภาพแวดล้อมและความต้องการของท้องถิ่นในด้านต่างๆ
๓. จัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนได้ทดลองใช้วิธีการใหม่ๆอยู่เสมอ
๔. จัดประสบการณ์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ให้ผู้เรียนเห็นช่องทางในการประกอบอาชีพ
๕. ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เรียนอย่างเต็มความสามารถ ได้มีโอกาสหาความรู้และทักษะจากแหล่งวิทยาการ สถานประกอบการและสถานอาชีพอิสระ
๖. จัดให้มีการศึกษา ติดตาม และแก้ไขข้อบกพร่องของผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง
๗. จัดให้มีการเรียนการสอน ให้ใช้วิธีผสมผสานการให้ความรู้กับการปฏิบัติจริงโดยเน้นกระบวนการเรียนรู้ กระบวนการคิดอย่างมีเหตุผลและกระบวนการกลุ่ม
๘. ให้ท้องถิ่นปรับรายละเอียดเนื้อหาของรายวิชาให้สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของท้องถิ่น ส่งเสริมให้ท้องถิ่นจัดทำรายวิชาที่สนองความต้องการของท้องถิ่นและส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความคิดในการสร้างสรรค์งาน
๙. ในการจัดการเรียนการสอนและกิจกรรมต่างๆให้สอดแทรกการเสริมสร้างค่านิยมและการพัฒนาจริยธรรมอย่างสม่ำเสมอ
๑0. ในการเสริมสร้างค่านิยมที่ระบุไว้ในจุดหมาย ต้องปลูกฝังค่านิยมที่เป็นพื้นฐานเช่น ขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด อดทน มีวินัย รับผิดชอบ ควบคู่ไปด้วย

หลักเกณฑ์การใช้หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย พุทธศักราช ๒๕๒๔ ( ฉบับปรับปรุง พ.ศ.๒๕๓๓ )
๑. เวลาเรียน
๑.๑ หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลายใช้เวลาเรียนโดยปกติประมาณ ๓ ปี
๑.๒ ในปีการศึกษาหนึ่ง ให้แบ่งเป็นภาคเรียนปกติ ๒ภาค ภาคเรียนละ ๒0 สัปดาห์ โรงเรียนอาจเปิดภาคฤดูร้อนได้อีกตามที่เห็นสมควร สำหรับภาคฤดูร้อนซึ่งมีเวลาเรียน ๔ สัปดาห์นั้น เวลาเรียนต่อสัปดาห์ของรายวิชาที่เปิดสอนจะต้องเป็น ๕ เท่าของภาคปกติ
๑.๓ ในสัปดาห์หนึ่งโรงเรียนต้องเปิดเรียนไม่น้อยกว่า ๕ วัน วันละไม่น้อยกว่า ๗ คาบ คาบละ ๕0 นาที โดยจัดให้ผู้เรียนได้เรียนอย่างน้อย ๒๕ คาบ และจัดให้ผู้เรียนทำกิจกรรมตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการจัดกิจกรรมในสถานศึกษาสังกัดกระททรวงศึกษาธิการ ๑ คาบ และจัดกิจกรรมแนะแนว และหรือกิจกรรมแก้ปัญหา และหรือกิจกรรมพัฒนาการเรียนรู้อีก ๒ คาบ เวลานอกเหนือจากนี้ให้ผู้เรียนได้เลือกเรียนรายวิชาเพิ่มเติมตามคามสนใจและปฏิบัติกิจกรรมอิสระ
๒. หน่วยการเรียน
รายวิชาใดที่ใช้เวลาเรียน ๒ คาบ ต่อสัปดาห์ต่อภาคเรียน ให้มีหน่วยการเรียน ๑ หน่วยการเรียนรายวิชาใดที่มีจำนวนคาบเรียนมากกว่าหรือน้อยกว่า ๒ คาบต่อสัปดาห์ต่อภาคเรียน ให้มีจำนวนหน่วยการเรียนมากขึ้น หรือน้อยลงเป็นไปตามสัดส่วน
๓. วิชาบังคับและวิชาเลือกเสรี
๓.๑ ผู้เรียนจะต้องเรียนวิชาบังคับ และวิชาเลือกเสรีตามที่กำหนดไว้ในโครงสร้างของหลักสูตร สำหรับภาษาต่างประเทศ ผู้เรียนได้ ๒ภาษา เท่านั้น
๓.๒ การจัดทำรายวิชาบังคับเลือกและเลือกเสรี นอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในหลักสูตร และการใช้แหล่งวิทยาการ สถานประกอบการ และสถานประกอบอาชีพอิสระ ให้เป็นไปตามหลักสูตรหลักเกณฑ์และวิธีการที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด

๔. การประเมินผลการเรียน
การประเมินผลการเรียนและการโอนผลการเรียนให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย พุทธศักราช ๒๕๒๔ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.๒๕๓๓)พ.ศ.๒๕๓๓
๕. เกณฑ์การจบหลักสูตร
๕.๑ ต้องเรียนวิชาบังคับและวิชาเลือกเสรีตามที่กำหนดไว้ในโครงสร้างอย่างน้อย ๗๕ หน่วยการเรียน รายวิชาที่ลงทะเบียนเรียน ต้องได้รับการตัดสินผลการเรียน
๕.๒ ต้องได้หน่วยการเรียนของวิชาบังคับทั้งหมด
๕.๓ ต้องได้หน่วยการเรียนทั้งสิ้นไม่น้อยกว่า ๗๕ หน่วยการเรียน
๕.๔ ต้องเข้าร่วมกิจกรรมตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการจัดกิจกรรมในสถานศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ๑ คาบต่อสัปดาห์ โดยต้องมีเวลาเข้าร่วมกิจกรรมไม่น้อยกว่าร้อยละ ๘0ของเวลาเรียนทั้งหมดที่จัดกิจกรรมของแต่ละภาคเรียน และต้องผ่านจุดประสงค์สำคัญของกิจกรรมตามที่กำหนด
๖. การแก้ไขเปลี่ยนแปลงหลักสูตร
ในกรณีที่จะมีการยกเลิก เพิ่มเติมและเปลี่ยนแปลงรายวิชาต่างๆในหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย ให้ทำเป็นประกาศหรือคำสั่งของกระทรวงศึกษาธิการ

ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย พุทธศักราช 2524 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533)
โดยที่กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศใช้หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย พุทธศักราช 2524
(ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2533) ตามคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการที่ วก.612/2533 ลงวันที่ 10 สิงหาคม
2533 จึงเป็นการสมควรที่จะกำหนดระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย พุทธศักราช 2524 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2533) ให้สอดคล้องกับคำสั่งดังกล่าว
ฉะนั้นอาศัยอำนาจตาม ข้อ 23 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 216 ลงวันที่ 19 กันยายน
พ.ศ. 2515 กระทรวงศึกษาธิการจึงวางระเบียบไว้ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ระเบียบนี้เรียกว่า "ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้นพุทธศักราช 2524
(ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533)"
ข้อ 2 ระเบียบนี้ใช้บังคับตั้งแต่ พ.ศ. 2534 เป็นต้นไป
ข้อ 3 ให้ยกเลิกระเบียบกระทรวงศึกษาธิการตามหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย พุทธศักราช 2524 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2533) บรรดาระเบียบข้อบังคับ หรือคำสั่งอื่นใดในส่วนที่กำหนดไว้แล้วในระเบียบนี้ หรือซึ่งขัดแย้งกับระเบียบนี้ให้ใช้ระเบียบนี้แทน
ข้อ 4 ให้ใช้ระเบียบนี้ควบคู่กับหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย พ.ศ. 2524 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533)
ข้อ 5 ให้ปลัดกระทรวงศึกษาธิการรักษาการให้เป็นไปตามระเบียบนี้

หมวด 1
หลักในการประเมินผลการเรียน

ข้อ 6 การประเมินผลการเรียนให้เป็นไปตามหลักการดังต่อไปนี้
6.1 สถานศึกษามีหน้าที่ประเมินผลการเรียน โดยความเห็นชอบของกลุ่มโรงเรียน ในเรื่องของเกณฑ์และแนวดำเนินการเกี่ยวกับการ
ประเมินผลการเรียน
6.2 ประเมินผลการเรียนเป็นรายวิชา โดยคิดเป็นหน่วยการเรียน การคิดหน่วยการเรียน ให้ถือปฏิบัติตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตร
6.3 ประเมินผลการเรียนให้สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ ของแต่ละรายวิชา
6.4ประเมินผลทั้งเพื่อปรับปรุงผลการเรียน เพื่อตัดสินผลการเรียน

หมวด 2
วิธีประเมินผลการเรียน

ข้อ 7 การประเมินผลเพื่อปรับปรุงผลการเรียน ให้ถือปฏิบัติดังนี้
7.1 แจ้งให้ผู้เรียนทราบจุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการประเมินผลการเรียน เกณฑ์การผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ และเกณฑ์ขั้นต่ำของผ่านรายวิชา
ก่อนสอนรายวิชานั้น
7.2 จุดประสงค์การเรียนรู้จะต้องครอบคลุมพฤติกรรมด้านพุทธิพิสัย จิตพิสัย ทักษะพิสัย และเน้นกระบวนการ
7.4 ประเมินผลการเรียนเพื่อศึกษาความรู้พื้นฐานของผู้เรียน
7.4 วัดและประเมินระหว่างภาคเรียน เพื่อศึกษาผลการเรียน เพื่อจัดการสอนซ่อมเสริมและเพื่อนำคะแนนจากการวัดผลประเมินผลไปรวมกับการ
วัดผลปลายภาคเรียน
7.5 วัดผลปลายภาคเรียน เพื่อตรวจสอบผลการเรียนโดยวัดให้ครอบคลุมจุดประสงค์ตามที่โรงเรียนกำหนด
ข้อ 8 การตัดสินผลการเรียน ให้นำคะแนนระหว่างภาครวมกับคะแนนปลายภาคเรียนตามอัตราส่วนที่กลุ่มโรงเรียนกำหนด
แล้วนำมาเปลี่ยนเป็นผลการเรียน
ข้อ 9 ให้ใช้ตัวเลขแสดงระดับผลการเรียน ในแต่ละรายวิชาดังนี้
4 หมายถึง ผลการเรียนดีมาก
3 หมายถึง ผลการเรียนดี
2 หมายถึง ผลการเรียนปานกลาง
1 หมายถึง ผลการเรียนผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำกำหนด
0 หมายถึง ผลการเรียนต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ
ข้อ 10 ให้ใช้อักษรแสดงผลการเรียนที่มีเงื่อนไขในแต่ละรายวิชา
มส. หมายถึง ไม่มีสิทธิ์เข้ารับการประเมินผลปลายภาคเรียน
ร หมายถึง รอการตัดสิน หรือยังตัดสินไม่ได้
ผ หมายถึง ผ่านเกณฑ์การประเมินโดยมีเวลาร่วมกิจกรรม
ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของเวลาเรียนทั้งหมดที่จัดกิจกรรมแต่ละภาคเรียนและผ่านจุดประสงค์ของกิจกรรมตามเวลาที่กำหนด
มผ หมายถึง ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินโดยมีเวลาร่วมกิจกรรม
น้อยกว่าร้อยละ 80 ของเวลาเรียนทั้งหมดที่จัดกิจกรรมแต่ละภาคเรียนและไม่ผ่านจุดประสงค์ของกิจกรรมตามเวลาที่กำหนด
มก หมายถึง เรียนโดยไม่นับหน่วยการเรียน มีเวลาเรียนครบ
ร้อยละ 80 ของเวลาเรียนทั้งหมด

หมวด 3
การตัดสินผลการเรียน

ข้อ 11 การตัดสินผลการเรียนให้ถือปฏิบัติดังนี้
11.1 พิจารณาตัดสินผลการเรียนเป็นรายวิชา
11.2 พิจารณาตัดสินว่าผู้เรียนได้หน่วยการเรียนเฉพาะผู้ที่ได้ระดับผลการเรียน 1 ถึง 4 เท่านั้น
11.3 วัดผลปลายภาคเรียนเฉพาะผู้ที่มีเวลาเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของเวลาเรียนทั้งหมดในรายวิชานั้น การอนุญาตให้นักเรียนได้รับการวัดผลปลายภาคสำหรับผู้ที่มีเวลาเรียนไม่ถึง
ร้อยละ 80 ของเวลาเรียนรายวิชานั้น ให้อยู่ในดุลพินิจของหัวหน้าสถานศึกษา
11.4 ผู้ที่มีเวลาเรียนไม่ถึงร้อยละ 80 ของเวลาเรียนรายวิชานั้น และไม่ได้รับการผ่อนผันให้เข้ารับการประเมินผลปลายภาคเรียน
ให้ได้ระดับผลการเรียน มส
11.5 ผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนดไว้ ให้ได้ระดับผลการเรียน "0"
11.6 ผู้ที่ทุจริตในการสอบ หรือในงานที่มอบหมายให้ทำในรายวิชาใด ครั้งใดก็ตามให้ได้คะแนน "0 " ในครั้งนั้น
11.7 ผู้เรียนที่ไม่ได้สอบวัดผลกลางภาคเรียน ไม่ได้วัดผลปลายภาคเรียน ไม่ได้ส่งงานที่ได้รับมอบหมายให้ทำ หรือมีเหตุสุดวิสัยที่ทำให้ประเมินผลการเรียนไม่ได้ ให้ได้ระดับผลการเรียน "ร" กรณีผู้ที่ได้รับผลการเรียน "ร" เพราะไม่ส่งงานนั้นจะต้องได้รับการเห็นชอบ
จากหัวหน้าสถานศึกษาก่อน
11.8 ผู้เรียนที่ประสงค์จะเรียนรายวิชาโดยไม่ต้องการหน่วยการเรียน ให้อยู่ในดุลพินิจของหัวหน้าสถานศึกษา และถ้ามีเวลาเรียนครบร้อยละ 80 ของเวลาเรียนทั้งหมด ให้มีผลการเรียน "มก"
11.9 ผู้เรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการจัดกิจกรรมในสถานศึกษาสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ โดยผ่านเกณฑ์การประเมิน ให้ได้ผลการเรียน "ผ" ถ้าไม่ผ่านเกณฑ์ให้ได้ผลการเรียน "มผ"
ข้อ 12 การเปลี่ยนระดับผลการเรียน ให้ถือดังนี้
12.1 การเปลี่ยนระดับผลการเรียนจาก "0" ให้สถานศึกษาจัดสอนซ่อมเสริม ให้จุดประสงค์ที่ผู้เรียนสอบไม่ผ่านก่อน แล้วจึงสอบแก้ตัวให้และให้สอบแก้ตัวได้ไม่เกิน 2 ครั้งทั้งนี้ให้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในภาคเรียนต่อไป ถ้าผู้เรียนไม่มาดำเนินการสอบแก้ตัวในระยะเวลาที่กำหนดไว้นี้
ให้อยู่ในดุลพินิจของหัวหน้าสถานศึกษา ที่จะขยายระยะเวลาแก้ "0" ออกไปอีก 1 ภาคเรียน
12.2 การเปลี่ยนผลการเรียน "ร" แยกเป็น 2 กรณีดังนี้
12.2.1 ในกรณีที่ผู้เรียนได้ผลการเรียน "ร" โดยเหตุสุดวิสัย ถ้าแก้แล้วให้มีผลการเรียนตามปกติ
12.2.2 ในกรณีที่ผู้เรียนได้รับผลการเรียน "ร" โดยสถานศึกษาเห็นว่าไม่ใช่เหตุสุดวิสัย ถ้าได้สอบแก้ตัวหรือส่งงานแล้ว ให้ได้ผลการเรียนไม่เกิน 1
12.3 การเปลี่ยนผลการเรียน "มส" ให้จัดสอนซ่อมเสริม ถ้ามีเวลาเรียนมากกว่าร้อยละ 60 และให้เรียนซ้ำ หรือ เปลี่ยนรายวิชาที่เรียนใหม่
ถ้าเวลาเรียนไม่ถึงร้อยละ 60
12.4 การเรียนซ้ำ ให้อยู่ในดุลพินิจของหัวหน้าสถานศึกษาที่จะกำหนดช่วงเวลา ในการเรียนซ้ำให้เหมาะสมและต้องประเมินผลการเรียนตามที่
ระเบียนนี้กำหนดไว้การเรียนซ้ำจะได้ผลการเรียนตาม ข้อ 9
12.5 การเปลี่ยนผลการเรียน "มผ" เป็น "ผ" ให้ผู้เรียนทำกิจกรรมในส่วนที่ค้างอยู่ให้ครบ
ข้อ 13 การอนุมัติการจบหลักสูตร
13.1 ผู้เรียนที่จะจบหลักสูตรจะต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
13.1.1 ต้องเรียนวิชาเลือกเสรี ตามที่กำหนดไว้ในโครงสร้างจำนวน 90หน่วยการเรียน และทุกรายวิชาต้องได้รับการตัดสินผลการเรียน
13.1.2 ต้องได้หน่วยการเรียนวิชาบังคับแกนภาษาไทย และสังคมศึกษา
13.1.3 ต้องได้หน่วยการเรียนไม้น้อยกว่า 80 หน่วยการเรียน
13.1.4 ต้องเข้าร่วมกิจกรรมตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการจัดกิจกรรมในสถานศึกษาสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ 2 กิจกรรมโดยให้เลือกกิจกรรม ลูกเสือ - เนตรนารีหรือยุวกาชาด หรือกิจกรรมผู้บำเพ็ญประโยชน์ เป็นกิจกรรมบังคับ 1 คาบต่อสัปดาห์โดยแต่ละกิจกรรมจะต้องมีเวลา
เข้าร่วมไม่น้อยกว่าร้อยละ 80ของเวลาทั้งหมดที่จัดกิจกรรมของแต่ละภาคเรียน
13.2 ให้หัวหน้าสถานศึกษาอนุมัติผลการเรียน และการจบหลักสูตร

หมวด 4
การโอนผลการเรียน

ข้อ 14 สถานศึกษาอนุญาติให้ผู้เรียนรายวิชาต่าง และรับโอนผลการเรียนจากสถาบันอื่นได้
ข้อ 15 ผู้เรียนคนใดย้ายสถานศึกษา และสถานศึกษาใหม่ยอมรับเข้าเรียน
15.1 ให้ผู้เรียนนำระเบียนแสดงผลการเรียนจากสถาบันเดิมไปให้สถาบันแห่งใหม่
15.2 ให้สถานศึกษาแห่งใหม่รับการโอนผลการเรียนรายวิชา จากสถานศึกษาเดิม
ข้อ 16 การโอนผลการเรียนระหว่างหลักสูตร ให้เป็นไปตามคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการ

หมวด 5
หน้าที่ของสถานศึกษา

ข้อ 17 ให้สถานศึกษาจัดให้มีเอกสารการประเมินผลการเรียนต่างๆ ตามที่กระทรวง
ศึกษาธิการกำหนด ดังต่อไปนี้
17.1 ระเบียนแสดงผลการเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (รบ.1-ต)
17.2 แบบรายงานผลการเรียนของผู้ที่จบหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น (รบ.2-ต)
17.3 สมุดประเมินผลรายวิชา (รบ.3-ต)
17.4 สมุดรายงานประจำตัวนักเรียน (รบ.4-ต)
17.5 ใบรับรองผลการเรียน (รบ.5-ต)
17.6 ระเบียนสะสม (รบ.6-ต)
ข้อ 18 การออกประกาศนียบัตร ให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการออกประกาศนียบัตร
ข้อ 19 ในการประเมินผลการเรียนให้ใช้คู่มือประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น พ.ศ. 2521 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533) ประกอบ
การประเมินผลการเรียนด้วย

หมวด 6
บทเฉพาะการ

ข้อ 20 ในกรณีที่นักเรียนตามหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น พ.ศ. 2521 ซึ่งควรจะจบหลักสูตรในปีการศึกษา 2535 หรือก่อนปีการศึกษา 2535 แต่ไม่สามารถ
หลักสูตรตามกำหนดให้ใช้ระเบียบฉบับนี้
ข้อ 21 ให้ใช้ระเบียบฉบับนี้กับผู้เรียนในโรงเรียนร่วมพัฒนาการใช้หลักสูตรตามโครงการของกรมวิชาการทุกชั้น ตั้งแต่ปีการศึกษา 2533
สำหรับผู้ที่เรียนอยู่ในโรงเรียนร่วมพัฒนา การใช้หลักสูตรซึ่งหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น พุทธศักราช 2521 ในปีการศึกษา 2532 หรือก่อนปีการศึกษา 2532
แต่ไม่สามารถจบหลักสูตรได้ตามกำหนด ให้ใช้ระเบียบฉบับนี้
ข้อ 22 ให้ใช้ระเบียบฉบับนี้กับผู้เรียนในโรงเรียนประถมศึกษา ในโครงการนำร่องขยายการศึกษาภาคบังคับของสำนักงานคณะกรรมการประถมศึกษาแห่งชาติ ตั้งแต่ปีการศึกษา 2533

แนวปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรมัธยมศึกษาพ.ศ. 2524 ( ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533 )
1. การดำเนินการก่อนการเรียนการสอน
การดำเนินการก่อนการเรียนการสอน เป็นเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับครูผู้สอน เพราะถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีทางการศึกษาในปัจจุบัน ที่ผู้บริหารโรงเรียนและคณะครูอาจารย์ของโรงเรียนทุกคนล้วนเป็นบุคคลที่มีบทบาทและหน้าที่อย่างสำคัญในการจัดการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาทั้งสิ้น โดยที่ผู้บริหารจะต้องมีการวางแผนร่วมกับครูผู้สอนทุกกลุ่มวิชาเพื่อหาแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง และเกิดผลดีต่อระบบการศึกษา นั่นคือ การดำเนินการก่อนการเรียนในด้าน
1.1 การศึกษาและการทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย พ.ศ. 2524 ( ฉบับ
ปรับปรุง พ.ศ. 2533 )
ครูผู้สอนต้องทำความเข้าใจตรงกันเสียก่อนว่า หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลายนี้ เป็นแม่บทในการ
กำหนดขอบข่าย ความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ทั้งหลายทั้งปวงที่ล้วนมีประโยชน์ต่อผู้เรียนทุกคน เพื่อใช้เป็นแนวทางในการจัดการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนของชาติ ผู้บริหารโรงเรียนและครูผู้สอนทุกกลุ่มวิชาจะเป็นกลไกอย่างสำคัญในการทำให้หลักสูตรประสบผลสำเร็จได้ นั่นคือ ผู้บริหารโรงเรียนและครูผู้สอนจะต้องศึกษาหลักสูตรให้ละเอียดและเข้าใจดีเสียก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวกับหลักการ จุดหมาย โครงสร้างเนื้อหาวิชา จุดประสงค์การเรียนรู้ประจำกลุ่มวิชา คำอธิบายรายวิชา และเอกสารประกอบหลักสูตรทั้งหมดด้วย เช่น คู่มือครู คู่มือการใช้หลักสูตร คู่มือการจัดกิจกรรมนักเรียนตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ตลอดจนแนวการสอนวิชาต่างๆ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสิ่งที่ผู้บริหารโรงเรียนและครูผู้สอนทุกกลุ่มวิชาจะต้องเตรียมการไว้ล่วงหน้าให้พร้อม สำหรับการเรียนการสอนในโรงเรียน
1.2 ศึกษาระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการประเมินผลการเรียนตามหลักสูตร
ก่อนการสอนในทุกกลุ่มวิชาในหลักสูตร นอกจากครูจะต้องศึกษาหลักสูตรเพื่อเตรียมการสอนให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพทางการศึกษาแล้ว ยังจำเป็นต้องศึกษาระเบียบการปฏิบัติและคู่มือการประเมินผลการเรียนควบคู่ไปกับการเตรียมแผนการสอนสำหรับการสอนในรายวิชาที่รับผิดชอบในการสอน ให้เข้าใจอย่างละเอียดลึกซึ้งในส่วนที่เกี่ยวกับสาระสำคัญ หลักการวัดและการประเมินผล ตลอดจนเจตนารมณ์ที่ต้องมีการการกำหนดเป็นระเบียบ ว่าด้วยการประเมินผลการเรียนขึ้นไว้ ทั้งนี้เพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้บริหารโรงเรียนและครูผู้สอนที่ถูกต้องและสอดคล้องกันดี
ในทางปฏิบัติเกี่ยวกับการวัดผลประเมินผลการเรียนรู้สำหรับผู้เรียนในหลักสูตรนั้นกำหนดเป็นหลักการไว้ว่า “ สถานศึกษามีหน้าที่ประเมินผลการเรียน โดยความเห็นของกลุ่มโรงเรียนในเรื่องของเกณฑ์ และแนวดำเนินการเกี่ยวกับกาประเมินผลการเรียนร่วมกัน ” เพราะฉะนั้น การที่สถานศึกษาหรือโรงเรียนมัธยมศึกษาแต่ละแห่ง จะต้องปฏิบัติตามแนวที่กลุ่มโรงเรียนกำหนด พร้อมทั้งรายงานผลการปฏิบัติงานให้ทราบเป็นระยะ ๆ ไปนั้น ถือว่าสถานศึกษาได้ประเมินผลการเรียนตามความเห็นชอบของกลุ่มโรงเรียนแล้ว และสิ่งที่กลุ่มโรงเรียนมัธยมศึกษาจะต้องจัดทำและดำเนินการเกี่ยวกับสิ่งต่อไปนี้ คือ
1. กำหนดอัตราส่วนของคะแนนระหว่างภาคเรียนกับปลายภาคเรียนของแต่ละรายวิชาไว้อย่างชัดเจน
2. จัดทำจุดประสงค์การเรียนรู้ในแต่ละรายวิชา
3. เลือกและกำหนดจุดประสงค์สำคัญ หรือจุดประสงค์ปลายทางเพื่อวัดผลกลางภาคเรียน และวัดผล
ปลายภาคเรียน
4. จัดทำข้อสอบวิชาบังคับแกนไว้ใช้ภายในกลุ่มโรงเรียน
นอกจากจะต้องปฏิบัติตามหลักการที่กลุ่มโรงเรียนกำหนดไว้แล้วก็ตามแต่ในทางส่วนตัวของครูผู้สอน
เอง ก็ควรจะได้มีการเตรียมตัวไว้ให้พร้อมเช่นเดียวกัน สิ่งนั้นก็คือ การเตรียมตัวก่อนสอน ซึ่งครูควรจะมีความรู้ ความเข้าใจได้เป็นอย่างดีเกี่ยวกับ
1. ครูต้องศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลักสูตรให้ได้ว่า หลักสูตรมัธยมศึกษา
ตอนปลาย พ.ศ. 2524 ( ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533 ) มีเป้าหมายที่สำคัญในการวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างแท้จริง ก็คือ “ การวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาผู้เรียน ” ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่สุด
2. ต้องไม่ลืมว่า การประเมินผลการเรียนของผู้เรียนทุกครั้งต้องเป็นการประเมินที่
สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ และต้องคลอบคลุมถึงพฤติกรรมด้านอื่นๆ ของผู้เรียนด้วย นั่นคือ พฤติกรรมด้านพุทธพิสัย จิตพิสัย ทักษะพิสัย และการเน้นทักษะกระบวนการทำงานเป็นสิ่งสำคัญ
3. ครูควรทำการวัดผลก่อนเรียน วัดผลรายจุดประสงค์ วัดผลกลางภาคเรียน และ
ปลายภาคเรียน พร้อมทั้งการประเมินคุณลักษณะของผู้เรียนแต่ละคน
4. การตัดสินผลการเรียน ให้คิดจากคะแนน โดยแบ่งออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่
คะแนนรายจุดประสงค์ คะแนนกลางภาคเรียน คะแนนปลายภาคเรียน และคะแนนด้านคุณลักษณะของผู้เรียน
5. การให้ระดับผลการเรียน ให้พิจารณาเป็น 0 1 2 3 4 ตามลำดับ โดยแบ่งช่วง
คะแนนเป็นร้อยละ ดังนี้
ลำดับผลการเรียน ความหมาย ช่วงคะแนนเป็นร้อยละ
( โดยประมาณ)
4 ผลการเรียนดีมาก 80-100
3 ผลการเรียนดี 70-79
2 ผลการเรียนปานกลาง 60-69
1 ผลการเรียนผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนด 50-59
0 ผลการเรียนต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ 0-49
นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาผลการเรียนที่มีเงื่อนไข เช่น มส, ร, ผ, มผ, มก ในกรณีที่ผู้เรียนมีเวลาเรียนไม่ครบร้อยละ 80 รวมทั้งมีวิธีการเปลี่ยนระดับผลการเรียน และผลการเรียนที่มีเงื่อนไข
6. เงื่อนไขการจบหลักสูตร และวิธีการโอนผลการเรียน
7. การจัดทำแบบรายงานผลการเรียนของผู้เรียนที่จบหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย รบ.2-ป ได้แก่
- สมุดประเมินผลรายวิชา รบ.3-ป
- สมุดรายงานประจำตัว รบ.4-ป
- ใบรับรองผลการเรียน รบ.5-ป
- ระเบียนสะสม รบ.6-ป เป็นต้น
1.3 การศึกษาจุดประสงค์
ก่อนการประเมินผลการเรียนสำหรับนักเรียน ครูผู้สอนได้ศึกษาจุดประสงค์การเรียนรู้ที่จะ
ประเมินผลให้ละเอียดและแน่ชัดเสียก่อน โดยดำเนินการในสิ่งต่อไปนี้ ดังนี้
1. ศึกษาจุดประสงค์การเรียนรู้ในรายวิชาที่สอน โดยวิเคราะห์ให้ได้ว่าจุดประสงค์
การเรียนรู้แต่ละข้อนั้น ล้วนเป็นจุดประสงค์ทางด้านพุทธพิสัย จิตพิสัย ทักษะพิสัย จุดประสงค์ที่เน้นกระบวนการ ตลอดจนระดับการเรียนรู้ของผู้เรียนแต่ละคนนั้น อยู่ในเกณฑ์หรือระดับใด
2. ศึกษาและสร้างความเข้าใจว่า การวัดผลและประเมินผลระหว่างภาคเรียน เป็น
การวัดและประเมินผลความสามารถของผู้เรียนตามจุดประสงค์การเรียนรู้ที่กำหนดไว้ ตั้งแต่เริ่มต้นเรียนในรายวิชานั้น
3. ศึกษาอัตราส่วนของคะแนนระหว่างภาคเรียน ปลายภาคเรียนและจุดประสงค์ที่
จะใช้วัดผลการเรียน และปลายภาคเรียนตามที่กลุ่มโรงเรียนกำหนด ซึ่งก็มีอยู่หลายแนวทางด้วยกัน แล้วแต่ว่าแนวทางใดจะเหมาะสม แต่ส่วนใหญ่แล้วมักจะเลือกอัตราส่วนคะแนน 60 : 40
4. กำหนดจุดประสงค์ที่จะสอบวัดเพื่อเก็บคะแนนระหว่างเรียนเป็นรายจุดประสงค์
โดยให้พิจารณาคัดเลือกแต่เฉพาะจุดประสงค์ที่เห็นว่าสำคัญ ๆ แต่ก็ยังคงให้ครอบคลุมถึงประสงค์ทางด้านพุทธพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัยด้วยเสมอ
5. กำหนดคุณลักษณะด้านคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมไว้ให้ชัดเจน ซึ่งการ
กำหนดคุณลักษณะดังกล่าว อาจได้มาจากจุดประสงค์ของกลุ่มวิชาในหลักสูตรหรือแม้แต่ปรัชญาของทางโรงเรียน ก็สามารถนำมาเป็นเกณฑ์ในการกำหนดคุณลักษณะที่ต้องการได้
1.4 การจัดทำแผนการสอนเพื่อสอนและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน
ก่อนที่ครูจะทำการสอนวิชาใดๆ ก็ตาม ครูต้องมีการจัดเตรียมแผนการสอนไว้ล่วงหน้าให้
พร้อม โดยศึกษาจากหลักสูตรให้ละเอียดถี่ถ้วน มีการวิเคราะห์จุดประสงค์รายวิชา จุดประสงค์การเรียนรู้ สาระสำคัญของเนื้อหาแต่ละหน่วยหรือแต่ละบทเรียน อีกทั้งกำหนดพฤติกรรม สื่อการเรียนการสอน และวิธีการวัดและประเมินผลเพื่อให้แผนการสอนของครูจัดทำขึ้นไว้นี้ เป็นแผนการสอนที่ดีมีความสมบูรณ์ครบถ้วนตามหลักการของการสอน อันประกอบไปด้วย
1) กำหนดจุดประสงค์ที่ระบุพฤติกรรมไว้อย่างชัดเจน อย่างที่เรียกกันว่า “จุดประสงค์เชิง
พฤติกรรม”ซึ่งถือกันว่าเป็นพฤติกรรมที่สามารถตรวจสอบวัดได้ ทั้งจากการสังเกต และการใช้เครื่องมือทดสอบ
2) กิจกรรมการเรียนจัดให้มีกิจกรรมการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้
ทุกข้อที่หลักสูตรระบุไว้ให้มากที่สุด
3) การวัดผลทุกเนื้อหาวิชา ต้องสอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนการสอน และจุดประสงค์การ
เรียนรู้ที่ระบุไว้ในแผนการสอนด้วย
1.5 การจัดทำสมุดประเมินผลรายวิชา (รบ.3)ก่อนทำการสอน
โรงเรียนจะต้องจัดให้เอกสารต่างๆสำหรับให้ครูผู้สอนศึกษาและนำไปปฏิบัติให้ถูกต้องเป็น
ปัจจุบัน เอกสารอันดับแรกที่ครูผู้สอนควรทำก่อนสอนก็คือ รบ.3 หรือสมุดประเมินผลรายวิชาสำหรับผู้เรียน เพื่อให้ครูผู้สอนใช้บันทึกเวลามาเรียน จุดประสงค์การเรียนรู้ผลการประเมินตามจุดประสงค์ ซึ่งผู้สอนจะต้องเตรียมกรอกข้อมูลต่างๆในสมุดประเมินผลรายวิชาให้พร้อมตามคำอธิบายชี้แจงการบันทึก โดยจะมีข้อมูลที่ต้องบันทึกไว้ดังนี้
1) จุดประสงค์การเรียนรู้รายวิชา
2) อัตราส่วนคะแนนระหว่างภาคเรียนกับปลายภาคเรียน
3) อัตราส่วนระหว่างคะแนนวัดผลรายจุดประสงค์ระหว่างภาคเรียน คะแนนวัดผลกลางภาค
เรียนและคะแนนประเมินคุณลักษณะของผู้เรียน
4) พฤติกรรมชี้บ่งด้านคุณลักษณะทางคุณธรรม จริยธรรมและค่านิยมที่ดีงาม
5) จุดประสงค์ที่เก็บคะแนนก่อนการวัดผลกลางภาคเรียน หลังการวัดผลกลางภาคเรียน การ
วัดผลกลางภาคเรียนและการวัดผลปลายภาคเรียน
1.6 การสร้างเครื่องมือเพื่อการวัดและหลักการที่ควรรู้
เครื่องมือการวัดเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้สำหรับผู้เรียน
สอนอย่างไรก็ ต้องวัดผลอย่างนั้น หมายความว่า เนื้อหาที่สอนวิธีการสอนและการวัดผลจะต้องสอดคล้องกลมกลืนกันเป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นก่อนสอนผู้สอนต้องกำหนดวิธีการวัดผลและจัดทำเครื่องมือวัดผลตามจุดประสงค์การเรียนรู้ให้ถูกต้องและเหมาะสมจริงๆเพื่อนำไปใช้ในการวัดผลประเมินผลการเรียนที่เกี่ยวกับ
1) วัดผลก่อนสอน เพื่อให้ผู้สอนได้ทราบถึงความรู้พื้นฐานของผู้เรียนแต่ละคน
2) วัดรายจุดประสงค์เพื่อปรับปรุงและพัฒนาการเรียนการสอนให้ทันสมัย
3) วัดผลกลางภาคเรียนเพื่อประเมินว่าผู้เรียนได้มีการพัฒนาในด้านต่างๆไปมากน้อยเพียงใด
หลังจากที่ได้เรียนมาแล้วระยะหนึ่ง
4) วัดผลปลายภาคเรียนเพื่อเป็นการประเมินผลรวมของการเรียนรู้ทั้งหมดของผู้เรียน เพื่อ
พิจารณาตัดสินผลการเรียนในภาคเรียนนั้นๆจะผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้หรือไม่
5) วัดคุณลักษณะด้านคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมเพื่อการพัฒนาลักษณะนิสัยที่พึง
ประสงค์

กลุ่มวิชาคณิตศาสตร์
จุดประสงค์
๑. เพื่อให้มีการความรู้ความเข้าใจในหลักการและโครงสร้างของคณิตศาสตร์ สมารถคิดอย่างมี เหตุผลและใช้เหตุผลในการแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นระเบียบชัดเจนและรัดกุม
๒. เพื่อให้มีทักษะในการคิดคำนวณ และนำคณิตศาสตร์ไปใช้แก้ปัญหา
๓. เพื่อให้ตระหนักในคุณค่าของคณิตศาสตร์และมีเจตคติที่ดีต่อวิชาคณิตศาสตร์
๔. เพื่อให้เป็นหลักฐานในการเรียนวิชาที่ต้องใช้คณิตศาสตร์หรือในการเรียนคณิตศาสตร์ชั้นสูง

โครงสร้างที่ ๑
วิชาเลือกเสรี
ค 0๑๑ คณิตศาสตร์ ๕ คาบ/สัปดาห์/คาบ ๒.๕ หน่วยการเรียน
รายวิชาพื้นฐาน ค 0๑๒ ในหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น
คำอธิบายรายวิชา
ศึกษาความรู้พื้นฐานเบื้องต้น ฝึกทักษะการคิดคำนวณ การให้เหตุผล และการแก้ปัญหาในเรื่อง เซต สับเซต โอเปอเรชันของเซต ทฤษฎีจำนวนเบื้องต้น ระบบจำนวนจริงการแก้สมการ และอสมการตัวแปรเดียว ความสัมพันธ์และกราฟของความสัมพันธ์ ระบบพิกัดฉาก จุดกึ่งกลางและระยะระหว่างจุดสองจุด เส้นตรงและระยะระหว่างจุดกับเส้นตรงตรรกศาสตร์ สัญลักษณ์เบื้องต้น เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหา มีทักษะในการคิดคำนวณ การให้เหตุผล และการนำความรู้ไปใช้แก้ปัญหา

ค 0๑๒ คณิตศาสตร์ ๕ คาบ/สัปดาห์/คาบ ๒.๕ หน่วยการเรียน
รายวิชาพื้นฐาน ค 0๑๑
คำอธิบายรายวิชา
ศึกษาความรู้พื้นฐานเบื้องต้น ฝึกทักษะการคิดคำนวณ การให้เหตุผล และการแก้ปัญหาในเรื่อง วงกลม พาราโบลา วงรี ไฮเพอร์โบลา ฟังก์ชัน พีชคณิตของฟังก์ชัน ฟังก์ชันอินเวอร์ส ฟังก์ชันคอมโพสิก ฟังก์ชันตรีโกณมิติของจำนวนจริงและมุม การเก็บรวบรวมและการนำเสนอข้อมูล ค่ากลางของข้อมูล เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหา มีทักษะในการคิดคำนวณ การให้เหตุผล และการนำความรู้ไปใช้แก้ปัญหา
ค 0๑๓ คณิตศาสตร์ ๕ คาบ/สัปดาห์/คาบ ๒.๕ หน่วยการเรียน
รายวิชาพื้นฐาน ค 0๑๒
คำอธิบายรายวิชา
ศึกษาความรู้พื้นฐานเบื้องต้น ฝึกทักษะการคิดคำนวณ การให้เหตุผล และฝึกการแก้ปัญหาในเรื่อง ฟังก์ชันเอกซ์โพเนนเชียล ฟังก์ชันลอการิทึม ลอการิทึมสามัญ ลอการิทึมฐานอื่นๆ สมการเอกซ์โพเนนเชียลและสมการลอการิทึม ฟังก์ชันตรีโกณมิติและการประยุกต์เมตริกซ์และดีเทอร์มินันต์ โปรแกรมเชิงเส้นเบื้องต้น เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหามีทักษะในการคิดคำนวณ การให้เหตุผล และการนำความรู้ไปใช้แก้ปัญหา

ค 0๑๔ คณิตศาสตร์ ๕ คาบ/สัปดาห์/คาบ ๒.๕ หน่วยการเรียน
รายวิชาพื้นฐาน ค 0๑๒
คำอธิบายรายวิชา
ศึกษาความรู้พื้นฐานเบื้องต้น ฝึกทักษะการคิดคำนวณ การให้เหตุผล และฝึกการแก้ปัญหาในเรื่อง เวกเตอร์ ระบบจำนวนเชิงซ้อน การแก้สมการพหุนาม การวัดตำแหน่งและการกระจายของข้อมูล ค่ามาตรฐาน พื้นที่ใต้เส้นโค้งปกติ เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหา มีทักษะในการคิดคำนวณ การให้เหตุผล และการนำความรู้ไปใช้แก้ปัญหา

ค 0๑๕ คณิตศาสตร์ ๕ คาบ/สัปดาห์/คาบ ๒.๕ หน่วยการเรียน
รายวิชาพื้นฐาน ค 0๑๒
คำอธิบายรายวิชา
ศึกษาความรู้พื้นฐานเบื้องต้น ฝึกทักษะการคิดคำนวณ การให้เหตุผล และฝึกการแก้ปัญหาในเรื่อง ลำดับและอนุกรม ผลบวกของอนุกรม ลิมิตและความต่อเนื่องของฟังก์ชัน อนุพันธ์และการหาอนุพันธ์ของฟังก์ชัน อนุพันธ์ดีกรีสูง อินทิกรัลจำกัดเขตและไม่จำกัดเขต เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหา มีทักษะในการคิดคำนวณ การให้เหตุผล และการนำความรู้ไปใช้แก้ปัญหา

ค 0๑๖ คณิตศาสตร์ ๕ คาบ/สัปดาห์/คาบ ๒.๕ หน่วยการเรียน
รายวิชาพื้นฐาน ค 0๑๒
คำอธิบายรายวิชา
ศึกษาความรู้พื้นฐานเบื้องต้น ฝึกทักษะการคิดคำนวณ การให้เหตุผล และฝึกการแก้ปัญหาในเรื่อง วิธีเรียงสับเปลี่ยนและวิธีจัดหมู่ ทฤษฎีบททวินาม ความน่าจะเป็นเบื้องต้น ดัชนีราคา การวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงฟังก์ชันระหว่างข้อมูล เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหา มีทักษะในการคิดคำนวณการให้เหตุผล และการนำความรู้ไปใช้แก้ปัญหา

ค 0๒๑ คณิตศาสตร์ ๑ คาบ/สัปดาห์/ภาค 0.๕ หน่วยการเรียน
ค 0๒๒ คณิตศาสตร์ ๑ คาบ/สัปดาห์/ภาค 0.๕ หน่วยการเรียน
ค 0๒๓ คณิตศาสตร์ ๑ คาบ/สัปดาห์/ภาค 0.๕ หน่วยการเรียน
ค 0๒๔ คณิตศาสตร์ ๑ คาบ/สัปดาห์/ภาค 0.๕ หน่วยการเรียน
ค 0๒๕ คณิตศาสตร์ ๑ คาบ/สัปดาห์/ภาค 0.๕ หน่วยการเรียน
ค 0๒๖ คณิตศาสตร์ ๑ คาบ/สัปดาห์/ภาค 0.๕ หน่วยการเรียน
ให้ทุกรายวิชาใช้คำอธิบายรายวิชาต่อไปนี้
คำอธิบายรายวิชา
ศึกษาเรื่องที่เลือกเรียนในวิชาคณิตศาสตร์ ตามความถนัดและความสนใจเป็นพิเศษของผู้เรียน เพื่อพัฒนาความรู้ ความสามารถทางคณิตศาสตร์ของแต่ละบุคคล

ค 0๓๑ คณิตศาสตร์ ๒ คาบ/สัปดาห์/คาบ ๑ หน่วยการเรียน
รายวิชาพื้นฐาน ค 0๒๑ ในหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น
คำอธิบายรายวิชา
ศึกษาและฝึกทักษะการพิสูจน์ทฤษฎีบทและข้อสรุปทางเรขาคณิตในเรื่อง วงกลมคอร์ด เส้นสัมผัส รูปหลายเหลี่ยมด้านเท่ามุมเท่าแนบในและแนบนอกวงกลม เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาและวิธีการให้เหตุผลและรู้จักนำความรู้ทางเรขาคณิตไปใช้แก้ปัญหา




โครงสร้างที่ ๒
วิชาเลือกเสรี

ค 0๔๑ คณิตศาสตร์ ๓ คาบ/สัปดาห์/ภาค ๑.๕ หน่วยการเรียน
รายวิชาพื้นฐาน ค 0๑๒ ในหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น
คำอธิบายรายวิชา
ศึกษาความรู้พื้นฐานเบื้องต้น ฝึกทักษะการคิดคำนวณ การให้เหตุผล และฝึกการแก้ปัญหาในเรื่อง เซต สับเซต โอเปอเรชันของเซต ทฤษฎีจำนวนเบื้องต้น ระบบจำนวนจริงการแก้สมการและอสมการตัวแปรเดียว ความสัมพันธ์และกราฟของความสัมพันธ์ เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหา มีทักษะในการคิดคำนวณ การให้เหตุผล และการนำความรู้ไปใช้แก้ปัญหา

ค 0๔๒ คณิตศาสตร์ ๓ คาบ/สัปดาห์/ภาค ๑.๕ หน่วยการเรียน
รายวิชาพื้นฐาน ค 0๔๑ หรือ ค0๑๑
คำอธิบายรายวิชา
ศึกษาความรู้พื้นฐานเบื้องต้น ฝึกทักษะการคิดคำนวณ การให้เหตุผล และฝึกการแก้ปัญหาในเรื่อง ระบบพิกัดฉาก จุดกึ่งกลางและระยะระหว่างจุดสองจุด เส้นตรง ระยะระหว่างจุดกับเส้นตรง ฟังก์ชัน พีชคณิตของฟังก์ชัน ฟังก์ชันอินเวอร์ส ฟังก์ชันคอมโพสิทวงกลม พาราโบลา วงรี ไฮเพอร์โบลา เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจในเนื้อหา มีทักษะในการคิดคำนวณ การให้เหตุผล และการนำความรู้ไปใช้แก้ปัญหา

ค0๔๓ คณิตศาสตร์ ๓ คาบ/สัปดาห์/ภาค ๑.๕ หน่วยการเรียน
รายวิชาพื้นฐาน ค 0๔๒ หรือ ค0๑๒
คำอธิบายรายวิชา
ศึกษาความรู้พื้นฐานเบื้องต้น ฝึกทักษะการคิดคำนวณ การให้เหตุผล และฝึกการแก้ปัญหาในเรื่อง ฟังก์ชันเอกซ์โพเนนเชียล ฟังก์ชันลอการิทึม ลอการิทึมสามัญ ลอการิทึมฐานอื่นๆ สมการเอกซ์โพเนนเชียลและสมการลอการิทึมตรรกศาสตร์สัญลักษณ์เบื้องต้นเพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจในเนื้อหามีทักษะในการคิดคำนวณ การให้เหตุผลและนำความรู้ไปใช้แก้ปัญหา

ค 0๔๔ คณิตศาสตร์ ๓ คาบ/สัปดาห์/ภาค ๑.๕ หน่วยการเรียน
รายวิชาพื้นฐาน ค 0๔๒ หรือ ค0๑๒
คำอธิบายรายวิชา
ศึกษาความรู้พื้นฐานเบื้องต้น ฝึกทักษะการคิดคำนวณ การให้เหตุผล และฝึกการแก้ปัญหาในเรื่อง ฟังก์ชันตรีโกณมิติของจำนวนจริงและมุม การเก็บรวบรวมและการนำเสนอข้อมูลค่ากลางของข้อมูล เมตริกซ์และดีเทอร์มินันต์ เพื่อให้มีความเข้าใจในเนื้อหามีทักษะในการคิดคำนวณ การให้เหตุผล และนำความรู้ไปใช้แก้ปัญหา

ค0๔๕ คณิตศาสตร์ ๓ คาบ/สัปดาห์/ภาค ๑.๕ หน่วยการเรียน
รายวิชาพื้นฐาน ค 0๔๒ หรือ ค0๑๒
คำอธิบายรายวิชา
ศึกษาความรู้พื้นฐานเบื้องต้น ฝึกทักษะการคิดคำนวณการให้เหตุผล และฝึกการแก้ปัญหาในเรื่อง ลิมิตและความต่อเนื่องของฟังก์ชัน อนุพันธ์และการหาอนุพันธ์ โอเปอเรชันตรงข้ามกับการหาอนุพันธ์ การวัดตำแหน่งและการกระจายของข้อมูล ค่ามาตรฐาน เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหา มีทักษะในการคิดคำนวณ การให้เหตุผล และนำความรู้ไปใช้แก้ปัญหา

ค0๔๖ คณิตศาสตร์ ๓ คาบ/สัปดาห์/ภาค ๑.๕ หน่วยการเรียน
รายวิชาพื้นฐาน ค 0๔๒ หรือ ค0๑๒
คำอธิบายรายวิชา
ศึกษาความรู้พื้นฐานเบื้องต้น ฝึกทักษะการคิดคำนวณ การให้เหตุผล และฝึกการแก้ปัญหาในเรื่อง วิธีเรียงสับเปลี่ยนและวิธีจัดหมู่ความน่าจะเป็นเบื้องต้น ดัชนีราคา เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหา มีทักษะในการคิดคำนวณ การให้เหตุผล และนำความรู้ไปใช้แก้ปัญหา

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้
ความหมายของ “ กิจกรรมการเรียนรู้ ”
กิจกรรมการเรียนรู้ หมายถึง กิจกรรมการเรียนรู้ที่ครูผู้สอนเป็นผู้จัดให้แก่นักเรียนทุกคนทั้งในและนอกโรงเรียน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้นั้นๆ เป็นสื่อกลางหรือสื่อนำทางไปสู่การเรียนรู้ด้านเนื้อหาสาระและประสบการณ์ต่างๆ ที่ได้รับตามหลักสูตร ล้วนเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและเป็นประโยชน์โดยตรงต่อผู้เรียนทุกคน ทั้งในการทำงานและการประกอบอาชีพ
กิจกรรมนักเรียนตามหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลายพุทธศักราช 2524 ( ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533 ) ได้แก่ กิจกรรมต่อไปนี้
๑ กิจกรรมตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการจัดกิจกรรมในสถานศึกษา สังกัด
กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๓๒ จำนวน ๑ คาบต่อสัปดาห์ ต่อภาค
๒ กิจกรรมแนะแนว และหรือกิจกรรมแก้ปัญหาหรือกิจกรรมพัฒนาการเรียนรู้ จำนวน ๒
คาบ ต่อสัปดาห์ ต่อภาค
สำหรับกิจกรรมแนะแนว หรือกิจกรรมแก้ปัญหาหรือกิจกรรมพัฒนาการเรียนรู้ เป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนรู้จักตนเอง มีความพร้อมที่จะเรียนรู้ และตัดสินใจด้วยตนเองได้อย่างฉลาด การดำเนินกิจกรรมประเภทนี้ จะต้องดำเนินการจัดการในเรื่องต่างๆ ดังต่อไปนี้
1. การศึกษาและรวบรวมข้อมูลของผู้เรียนเป็นรายบุคคลหรือเรียกว่า การทำระเบียบนักเรียน
2. ให้บริการสนเทศแต่ผู้เรียนในด้านข่าวสารความรู้ที่จำเป็นในด้านการศึกษา การประกอบอาชีพ การปรับตนในสังคมแลการพัฒนาบุคลิกภาพ
3. ให้บริการคำปรึกษาแต่ผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถตัดสินใจและแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง
4. จัดให้ผู้เรียนได้รับความช่วยเหลือ แก้ไขปัญหาหรือพัฒนาการเรียนรู้ตามควรแต่กรณี
5. คิดตามประเมินผลงาน และพัฒนาการแต่ละด้านของผู้เรียน
๓ กิจกรรมอิสระของผู้เรียน จำนวน ๒ คาบ ต่อสัปดาห์ ต่อภาค
สำหรับกิจกรรมอิสระ เป็นกิจกรรมที่มุ่งส่งเสริมให้ผู้เรียนมีเสรีภาพในการตัดสินใจเลือกและทำใจกิจกรรมด้วยตนเอง กิจกรรมประเภทนี้จะมีลักษณะดังนี้
1. เป็นกิจกรรมตามความต้องการของผู้เรียน
2. เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆของผู้เรียน
3. เป็นกิจกรรมรายบุคคลหรือรายกลุ่ม
4. เป็นกิจกรรมที่โรงเรียนจะต้องรับรู้ และทำความตกลงร่วมกันในรายละเอียดของการดำเนินงาน

กิจกรรมอิสระที่โรงเรียนสามารถเสนอแนะต่อผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนได้เลือกทำกิจกรรมได้แก่
1. กิจกรรมส่งเสริมอาชีพ เป็นกิจกรรมที่มุ่งจัดขึ้นเพื่อเสริมประสบการณ์เกี่ยวกับอาชีพ
โดยอาจเน้นอาชีพอิสระที่มีอยู่ในท้องถิ่น เพื่อให้ผู้เรียนได้รู้ขั้นตอนกระบวนการประกอบอาชีพ จากการศึกษาค้นคว้าและจากประสบการณ์ตรง ทั้งนี้ ควรได้ทดลองปฏิบัติด้วย
2. กิจกรรมส่งเสริมการเกษตร เป็นกิจกรรมที่มุ่งเสริมความรู้ความเข้าใจในเรื่องการเกษตร
และการนำเทคนิควิธีการมาใช้ให้เหมาะสมกับการปฏิบัติงานทางการเกษตร เพื่อพัฒนาผลผลิตทางการเกษตรให้ดีขึ้น
3. กิจกรรมส่งเสริมการสหกรณ์ เป็นกิจกรรมที่มุ่งส่งเสริมการนำระบบสหกรณ์ไปใช้ให้เกิด
ประโยชน์อย่างเต็มที่ ทั้งแก่ ตนเองและสังคม
4. กิจกรรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เป็นกิจกรรมที่มุ่งเสริมความรู้และประสบการณ์ในงาน
ด้านอุตสาหกรรมเพื่อให้ผู้เรียนสนใจในงานอาชีพทางด้านอุตสาหกรรม
5. กิจกรรมส่งเสริมศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม เป็นกิจกรรมที่มุ่งเสริมความรู้ความเข้าใจความศรัทธาในศาสนาและให้พบเห็นศิลปะ และ วัฒนธรรมไทยเพื่อให้รู้สึกชื่นชนและภาคภูมิใจในเอกลักษณ์ไทย
6. กิจกรรมส่งเสริมส่งเสริมการใช้สินค้าไทย เป็นกิจกรรมที่มุ่งส่งเสริมให้รู้จักและใช้สินค้าเพื่อพัฒนาค่านิยมที่ถูกต้องในการใช้สินค้าไทย
7. กิจกรรมการใช้ห้องสมุด เป็นกิจกรรมที่มุ่งส่งเสริมการใช้ห้องสมุดให้ถูกต้องตามสากล
เพื่อปลูกฝังให้เกิดนิสัยรักการอ่านและการค้นคว้าหาข้อมูล
8. กิจกรรมส่งเสริมวิชาต่างๆในหลักสูตร เป็นกิจกรรมที่มุ่งเสริมความรู้ความเข้าใจใน
รายวิชาต่างๆโดยเน้นการปฏิบัติเพื่อให้ผู้เรียนได้รู้จริงมิใช่การสอนเนื้อหาเพิ่มเติมจากบทเรียนในชั้นเรียน
9. กิจกรรมกีฬา เป็นกิจกรรมที่มุ่งเสริมให้เล่นกีฬาร่วมกันเพื่อสามัคคีมีน้ำใจนักกีฬาและรัก
การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ
10. กิจกรรมนันทนาการ เป็นกิจกรรมที่มุ่งเสริมการใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ตามความถนัด
และความสนใจเพื่อความสนุกเพลิดเพลิน
11. กิจกรรมอนุรักษ์ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อม เป็นกิจกรมที่มุ่งเสริมความรู้ความเข้าใจใน
ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อมเพื่อให้รู้สึกหวงแหน และ มีส่วนร่วมในการรักษาไว้เป็นมรดกของชาติสืบไป
12. กิจกรรมทัศนศึกษาเป็นกิจกรรมที่มุ่งส่งเสริมให้มีการศึกษานอกสถานที่เพื่อให้มีโอกาสได้
เห็นและสัมผัสกับธรรมชาติศิลปะ โบราณสถานและแหล่งวิทยาการต่างๆ
13. กิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารี ยุวกาชาดผู้บำเพ็ญประโยชน์และรักษาดินแดน ( เฉพาะชั้น
มัธยมศึกษาตอนปลาย)
เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อมุ่งฝึกอบรมบ่มนิสัยให้เป็นพลเมืองดีตามจารีตประเพณีของชาติ
บ้านเมืองและตามอุดมคติ อุดมการณ์ของลูกเสือ-เนตรนารี ยุวกาชาด บำเพ็ญประโยชน์และรักษาดินแดน โดยดำเนินการจัดกิจกรรมให้เป็นไปตามข้อกำหนดของคณะกรมการลูกเสือแห่งชาติกองยุวกาชาดสมาคมผู้บำเพ็ญประโยชน์และกรมการรักษาดินแดน
กิจกรรมอิสระที่นอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้วนักเรียนสามารถเสนอกิจกรรมอิสระเชิงวิชาการ
ได้ตามที่นักเรียนสนใจซึ่งเป็นกิจกรรมส่งเสริมวิชาการต่างๆในหลักสูตรได้แก่
1. กิจกรรมส่งเสริมภาษาไทยอาจจัดเป็นโครงการ “นักเขียน”ภาษาไทยเป็นการส่งเสริมทักษะ
การเขียนภาษาไทยอาจจะออกมาในรูปของหนังสือพิมพ์เป็นต้นแต่ทั้งนี้จะต้องไม่ใช้กิจกรรมที่ทำอยู่แล้วในการเรียนภาษาไทยในห้องเรียน
2. กิจกรรมส่งเสริมภาษาไทยต่างประเทศอาจเป็นภาษาอังกฤษฝรั่งเศสหรือภาษาญี่ปุ่นเป็นต้น
นักเรียนอาจเสนอโครงการโดยตั้งชื่อโครงการตามต้องการได้เช่นเดียวกับภาษาไทยซึ่งเป็นเสริมทักษะของภาษา
3. กิจกรรมเชิงวิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์
4. กิจกรรมเชิงวิชาการในหมวดวิชาอื่นๆที่นอกเหนือจากที่กล่าวแล้วข้างต้นอาจเป็นหมวด
พลานามัย หมวดการงานเป็นต้น
โดย: fty [22 พ.ย. 50 16:28] ( IP A:222.123.45.231 X: )
ความคิดเห็นที่ 20
   หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
http://academic.obec.go.th/curriculum44/upload/cur_20080921204306.zip
***book
โดย: พี่แดงน้อย [20 ต.ค. 51 12:27] ( IP A:114.128.175.146 X: )
ความคิดเห็นที่ 21
   ข้อแตกต่างระหว่างหลักสูตรการศึกษาปี2521 ต่างจาก ปี 2544 อย่างไร

กรุณาแสดงความคิดเห็นด้วยนะค้ะ
โดย: kanya_freedom69@hotmail.com [10 ธ.ค. 51 14:01] ( IP A:125.27.22.104 X: )
ความคิดเห็นที่ 22
   หลักสูตรแกนกลาง 2551 ฉบบับแจกสถานศึกษา

http://academic.obec.go.th/curriculum44/upload/cur51.pdf

*******************************************
โดย: พี่แดงน้อย [27 ก.พ. 52 8:51] ( IP A:124.157.248.124 X: )
ความคิดเห็นที่ 23
   แนวทางการใช้หลักสูตร 2551

http://www.kroobannok.com/news_file/p92872972309.pdf
******************************************
โดย: พี่แดงน้อย [27 ก.พ. 52 8:52] ( IP A:124.157.248.124 X: )
ความคิดเห็นที่ 24
   การออกแบบจัดการเรียนรู้อิงมาตรฐาน

http://www.kroobannok.com/news_file/p46870772315.pdf
*******************************************
โดย: พี่แดงน้อย [27 ก.พ. 52 8:55] ( IP A:124.157.248.124 X: )
* ขณะนี้พี้นที่เต็ม ไม่สามารถโพสต์กระทู้เพิ่มได้ *

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน