| ประวัตินักคิดทางดนตรีที่สำคัญในยุคกลาง
|
Guido of Arezzo, Guido Aretinus, Guido da Arezzo, Guido Monaco หรือ Guido D'Arezzo นักบวชและนักทฤษฎีดนตรีในยุคกลาง (Medieval era) เขาเกิดเมื่อปี ค.ศ. 991/992 ถึงแก่กรรมหลังปี ค.ศ. 1033
Guido ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้คิดค้นระบบบันทึกโน้ตดนตรีแบบสัญลักษณ์บรรทัดเส้น (Staff notation) สมัยใหม่ ซึ่งใช้แทนระบบการบันทึกโน้ตแบบตัวอักษรกรีก (Neumatic notation) ของเดิม งานเขียนของเขาที่ชื่อ Micrologus มีอิทธิพลเป็นอย่างสูงต่อการพัฒนาการประสานเสียงหลายเสียง (Polyphony) จังหวะที่เป็นอิสระ (Rhythmic independence) ที่ประสานเข้ากับท่วงทำนองที่เป็นอิสระ (Melodic independence) และผนวกเสียงร้องหลายแนวตั้งแต่ 2 ทำนองหรือมากกว่าในทำนองเพลงเดิมๆ ที่เรียบง่าย นับเป็นทฤษฎีทางดนตรีชิ้นที่สองซึ่งเป็นที่แพร่หลายมากที่สุดชิ้นหนึ่งในยุคกลาง ถัดจากงานเขียนของ Boethius (ค.ศ. 480524 หรือ 525) นักปรัชญาชาวโรมในยุคกลางในศตวรรษที่ 6
เขาเป็นนักบวชในคณะเบเนดิกต์จากเมือง Arezzo ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางของจังหวัดที่ชื่อเดียวกัน ในแคว้น Tuscany ทางตอนกลางประเทศอิตาลี จากการศึกษาค้นคว้าล่าสุดพบว่างานเขียน Micrologus ของเขาถูกเขียนขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1025 หรือ ค.ศ. 1026 จากบันทึกที่เขียนไว้ในจดหมายกล่าวว่า เขาเขียนหนังสือเล่มนี้ในขณะที่มีอายุได้ 34 จึงสันนิษฐานได้ว่าเขาเกิดเมื่อประมาณปี ค.ศ. 991 หรือ 992
ในช่วงแรกๆ นั้นเขาเป็นนักบวชอยู่ที่สำนักสงฆ์ที่ปอมโปซา (Pomposa) แถบชายฝั่งทะเลอะเดรติก (Adriatic) ใกล้กับเมืองเฟอรารา (Ferrara) ทางตอนเหนือของอิตาลี ในขณะที่พำนักอยู่ที่นั้น เขาได้สังเกตถึงความยากลำบากของนักร้องที่ต้องจดจำเพลง Gregorain Chant (เพลงศาสนาดั้งเดิมที่มีระดับเสียงเดียว มีเพียงทำนองแต่ไม่มีเสียงประสาน ใช้ในพิธีทางศาสนา) จึงได้คิดค้นวิธีการสอนเหล่านักร้องประสานเสียงให้ได้เรียนรู้เพลงร้อง (Chant) ในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งกลายเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในแถบทางตอนเหนือของอิตาลี แต่วิธีการของเขาได้สร้างความไม่พอใจให้กับพระคนอื่นๆ ในโบสถ์ เขาจึงรีบย้ายไปยังเมือง Arezzo อย่างรวดเร็ว ซึ่งเมืองแห่งนี้เป็นเมืองที่ไม่มีโบสถ์อยู่เลยแม้แต่แห่งเดียว แต่กลับมีนักร้องประจำโบสถ์กลุ่มใหญ่อยู่ที่นั่น ภายใต้การฝึกสอนของของพระสังฆาธิการ Tedald ซึ่งได้เชื้อเชิญให้เขาไปควบคุมวง
| | โดย: palm [18 ก.ย. 51 10:38] ( IP A:203.170.144.1 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่
1 ที่เมือง Arezzo นั้น เขาได้พัฒนาวิธีการสอนใหม่ๆ เช่น การเขียนบรรทัด 5 เส้น (Staff notaion), Solfeggio (ต้นเนิดของบันไดเสียง โด-เร-มี ซึ่งแต่ละคำดึงมาจากพยางค์แรกของวลีเพลงทั้ง 6 ในบทกวี Hymn, Ut queant laxis ) ซึ่งอาจจะมีรากฐานมาจากงานในสมัยแรกๆ ของเขาที่เมืองปอมโปซา แต่งานเขียนชื่อ Antiphoner (การเปลี่ยนระดับเสียงร้องในเพลงสวด) ของเขากลับสูญหายไป
| | โดย: palm [18 ก.ย. 51 10:42] ( IP A:203.170.144.1 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่
2 Guido ยังได้รับการยกย่องอย่างไม่เป็นทางการว่า เป็นผู้คิดค้นระบบบันทึกโน้ตแบบ Guidonian Hand ซึ่งเป็นเทคนิคช่วยจำโน้ตที่ใช้กันอย่างกว้างขวาง โดยการตั้งชื่อโน้ตให้สัมพันธ์กับส่วนต่างๆ บนมือของมนุษย์
| | โดย: palm [18 ก.ย. 51 10:43] ( IP A:203.170.144.1 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่
3 งานเขียน Micrologus ของเขาเขียนขึ้นที่โบสถ์ประจำเมือง Arezzo โดยได้อุทิศให้กับพระสังฆาธิการ Tedald ซึ่งได้นำวิธีการสอนที่ Guido พัฒนาขึ้นในยุคนั้นมาใช้ หลังจากนั้นไม่นาน งานเขียนของเขาได้ดึงดูดความสนใจจากพระสันตะปาปายอห์นที่ 19 ซึ่งได้เชื้อเชิญให้เขาไปยังนครวาติกันในราวๆ ปี ค.ศ.1028 แต่หลังจากนั้นไม่นานเขาได้เดินทางกลับมาที่เมือง Arezzo อีกครั้งเนื่องจากปัญหาด้านสุขภาพ หลังจากนั้นเรื่องราวของเขากลับหายเงียบไป ยกเว้นเรื่องงานเขียน Antiphoner ของเขาที่สูญหายไปในภายหลัง และถูกเขียนต่อจนเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1030
ชื่อของ Guido of Arezzo ถูกนำไปตั้งชื่อเป็นโปรแกรม GUIDO Music Notation เป็นระบบการนำเสนอการเขียนโน้ตเพลงด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ | | โดย: palm [18 ก.ย. 51 10:49] ( IP A:203.170.144.1 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่
4 Leonin (1150-1201) เลโอแนง หรือ เลโอนิอัส เป็นนักประพันธ์คนสำคัญคนแรกที่ประพันธ์เพลงแบบ Polyphonic Organum (ทำนองเพลงสวดในโบสถ์ที่มีเสียงร้องอย่างน้อยหนึ่งเสียงเพื่อเพิ่มทำนองประสานที่พัฒนาขึ้นในยุคกลาง Middle Ages) เชื่อกันว่าเขาอาจจะเป็นชาวฝรั่งเศส ซึ่งอาจจะพำนักและทำงานในปารีสที่มหาวิหารนอร์ทเทรอดาม (Notre Dame Cathedral) และยังเป็นสมาชิกรุ่นแรกๆของโรงเรียนสอนการประสานเสียง Notre Dame school of polyphony ที่มีชื่อเสียง ชื่อ Leonin ของเขามาจากคำว่า "Leoninus" ในภาษาละตินที่แปลว่า Leo หรือ Leo ในภาษาฝรั่งเศส
ประวัติของเขาเท่าที่ทราบ มาจากการบันทึกของนักเรียนในรุ่นหลังๆ ของโบสถ์ที่ชื่อ Anonymous IV นักเขียนชาวอังกฤษที่ได้ฝากผลงานเขียนทฤษฎีทางดนตรีของเขาเอาไว้ โดยกล่าวถึงเลโอแนงว่าเป็นผู้ประพันธ์บทเพลงชุด Magnus Liber ผลงานเขียนเพลงสวดที่ยิ่งใหญ่ (The "Great book" of Organum) บทประพันธ์ส่วนใหญ่ใน Magnus Liber จะใช้เทคนิคการประพันธ์แบบ Clausulae - Melistic (การประพันธ์โดยใช้เสียงหลายเสียงโดยแปรเปลี่ยนท่วงทำนองเพลงสวดเดิม การเปลี่ยนระดับเสียงโน้ตแต่ละพยางค์ในขณะร้อง) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเพลงสวดแบบ Gregorian Chant (เพลงศาสนาดั้งเดิมที่มีระดับเสียงเดียว มีเพียงทำนองแต่ไม่มีเสียงประสาน ใช้ในพิธีทางศาสนา) ที่ถูกนำมาแยกออกเป็นหลายเพลง โดยที่ท่วงทำนองของโน้ตเดิมจะค่อนข้างช้ามาก และผสานเข้ากับท่วงทำนองที่เคลื่อนไหวเร็วกว่า นอกจากนั้น เลโอแนงยังอาจเป็นนักประพันธ์คนแรกที่ใช้เทคนิคการประพันธ์แบบ Rhythmic mode (รูปแบบการประพันธ์ที่ใช้อัตราจังหวะสั้นหรือยาวเพื่อกำหนดการเขียนโน้ต) และอาจเป็นไปได้ว่าเขายังเป็นผู้คิดค้นระบบการเขียนโน้ตระบบนี้ขึ้น
| | โดย: palm [18 ก.ย. 51 10:55] ( IP A:203.170.144.1 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่
5 W.G. Waite นักดนตรีวิทยาชาวอเมริกันได้กล่าวไว้ในงานเขียนของเขาเมื่อปี ค.ศ. 1954 ว่า งานเขียนของเลโอแนงถือเป็นความสำเร็จที่หาใครเทียบได้ยากในเรื่องการนำเสนอระบบความสัมพันธ์ของจังหวะ (Rhythm) กับงานประพันธ์หลายเสียง (Polyphonic) เป็นครั้งแรก และที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การคิดค้นวิธีการแสดงระบบตัวโน้ตของท่วงทำนองแบบนี้
บทประพันธ์ต่างๆ ในชุด Magnus Liber เป็นงานที่แต่งขึ้นเพื่อใช้ประกอบในพิธีกรรมในโบสถ์ จากการบันทึกของ Anonymous IV กล่าวไว้ว่า เลโอแนงคือนักประพันธ์เพลงสวดที่ดีที่สุด เขาได้เขียนบทเพลงสวดชุด Magnus Liber ที่ยิ่งใหญ่ไว้เพื่อเป็นเพลงที่ใช้สำหรับเป็นเพลงสวด (Gradual) และเพลงประสานเสียง (Antiphoner) เพื่อใช้ในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ บทเพลงทั้งหมดใน Magnus Liber แต่งขึ้นเพื่อเสียงร้อง 2 ทำนอง แม้ว่าจะมีข้อมูลน้อยมากว่าจะนำไปร้องจริงๆ ในรูปแบบไหน ซึ่งทั้ง 2 เสียงเป็นนักร้องเดี่ยวที่ไม่มีความสำคัญมากนัก
ตามบันทึกของ Anonymous IV กล่าวว่า งานของเลโอแนงมีการพัฒนาไปไกลกว่า Perotin (เกิดราวๆ ปี ค.ศ. 1200) นักประพันธ์ชาวฝรั่งเศสในรุ่นหลังเสียอีก
Craig Wright นักดนตรีวิทยาเชื่อว่าเลโอแนงอาจจะเป็นคนเดียวกับนักประพันธ์ร่วมสมัยชาวปารีสที่ชื่อ Leonius อีกด้วย | | โดย: palm [18 ก.ย. 51 10:57] ( IP A:202.12.73.18 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่
6 Perotin (fl. c. 1200) เปโรแตง หรือ เปโรแตงผู้ยิ่งใหญ่ (Perotin the Great) นักประพันธ์ชาวยุโรป สันนิษฐานกันว่าเขาอาจเป็นชาวฝรั่งเศส มีชีวิตอยู่ในช่วงปลายศตวรรษที่ 12 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 13 เขาเป็นสมาชิกที่มีชื่อเสียงที่สุดในโรงเรียนดนตรี Notre Dame school of polyphony และเป็นนักประพันธ์เพียงไม่กี่คนในยุคนั้นที่ชื่อของเขาที่ได้รับการจดบันทึกเอาไว้ในบันทึกของนักเรียนนิรนามชาวอังกฤษที่โรงเรียนแห่งนี้ ซึ่งรู้จักกันในชื่อ Anonymous IV ซึ่งได้เขียนเรื่องราวเปโรแตงและเลโอแนงนักประพันธ์รุ่นก่อนหน้าเขาเอาไว้ โดย Anonymous IV เรียก Perotin ว่า "Perotin Magister" ซึ่งหมายถึง Perotin ผู้เชี่ยวชาญ ชื่อของ Perotin มาจากคำว่า "Perotinus" ในภาษาละตินที่กลายเป็นคำว่า Petrus หรือ Pierre ในภาษาฝรั่งเศส
เปโรแตงได้ประพันธ์เพลงสวดเอาไว้ ซึ่งเป็นแบบแผนการประพันธ์แรกๆ ของการประพันธ์เพลงที่ใช้หลายเสียงผสานกัน (Polyphonic) ซึ่งเพลงยุโรปสมัยก่อน เช่น เพลงสวดแบบ Gregorian Chant (เพลงศาสนาดั้งเดิมที่มีระดับเสียงเดียว มีเพียงทำนองแต่ไม่มีเสียงประสาน ใช้ในพิธีทางศาสนา) และเพลงสวดแบบอื่นๆ ซึ่งเพลงที่มีระดับเสียงเดียว (Monophonic) เปโรแตงเป็นผู้บุกเบิกเพลงลักษณะแบบ Organum triplum และ Organum quadruplum (เพลงเสียงประสาน 3 และ 4 แนวตามลำดับ) ซึ่งเพลง Sederunt principes และเพลง Viderunt omnes เป็นเพลงประเภท Organa quadrupla เพียงไม่กี่เพลงของเขาที่เป็นรู้จักกัน
| | โดย: palm [18 ก.ย. 51 11:01] ( IP A:203.170.144.1 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่
7 เอกลักษณ์ที่โดดเด่นในแบบแผนงานประพันธ์ของเปโรแตงคือ ความเรียบง่าย ท่วงทำนองที่คุ้นหู และการยืดจังหวะออกไป แต่ละพยางค์ที่มีความยาว ตามด้วยการใช้โน้ตแต่ละตัวในท่วงทำนอง (เช่น Tenor ในภาษาละตินที่หมายถึง "Holder" หรือ Cantus firmus) ซึ่งเป็นหลักการของการใช้จังหวะที่ซับซ้อน เส้นสายที่สอดประสานกัน ผลที่ได้คือเสียง 1 เสียงหรือมากกว่าที่ร้องอย่างเป็นอิสระ เส้นสายที่เคลื่อนไหวอย่างอิสระ (Discants) เหนือแนวของเพลงสวดที่อยู่ด้านล่าง ซึ่งถูกยืดออกเพื่อเป็นเสียงต่ำที่เคลื่อนลงอย้างช้าๆ
ผลงานที่เชื่อว่าเป็นฝีมือการประพันธ์ของเปโรแตงรวมถึงเพลง Viderunt omnes (เสียงประสาน 4 แนว) และเพลง Sederunt principles หรือเพลง Alleluia, Posui adiutorium, Alleluia, Nativitas (เสียงประสาน 3 แนว) และบทประพันธ์อีก 9 เพลงที่เชื่อกันว่าเป็นผลงานของเขาโดยการศึกษาของนักวิชาการดนตรีร่วมสมัยที่วิเคราะห์รูปแบบการประพันธ์ของเขา ซึ่งเพลงทั้งหมดเป็นแบบแผนการประพันธ์แบบเพลงสวด เพลง Dum sigillum summi Patris (เสียงประสาน 2 แนว) Beata viscera ที่มีท่วงทำนอง 1 แนวในแบบ Conductus style (เพลงกวีในภาษาละตินที่ใช้ท่วงทำนองซ้ำๆ คล้ายคลึงกับกลอนสวดร่วมสมัยในปัจจุบัน) | | โดย: palm [18 ก.ย. 51 11:05] ( IP A:202.12.73.18 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่
8 ผลงานของเปโรแตงได้ถูกเก็บไว้ในบทเพลงสวดชุด Magnus Liber หรือ The Great Book" เป็นเพลงสวดในโบถถ์แบบเสียงประสานหลายแนว (Polyphonic) ในยุคแรกๆ ผลงานเพลงสวด Magnus Liber ชุดนี้เป็นสมบัติของของมหาวิหารนอร์ทเทอดาม (The cathedral of Notre Dame) ที่กรุงปารีส ภายในหนังสือ The Great Book" ยังรวบรวมเอาผลงานของเลโอแนง นักประพันธ์ร่วมสมัยก่อนหน้าเขาเพียงไม่นานเอาไว้ด้วย อย่างไรก็ตาม การที่นักวิชาการพยายามที่จะกล่าวว่าเปโรแตงพำนักอยู่ที่นอทเทอดามนั้น ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ หลักฐานส่วนใหญ่จะเป็นหลักฐานแวดล้อมเท่านั้น แต่ประวัติและเรื่องราวของเขามีอยู่น้อยมาก
ช่วงระยะเวลาที่แน่นอนในการสร้างสรรค์ผลงานต่างๆ ของเขาสามารถกำหนดได้เพียงคร่าวๆ เท่านั้นในบางช่วงของปลายศตวรรษที่ 12 เป็นต้นมา จากพระบัญชาของ Odo of Sully พระสังฆาธิการแห่งปารีส (Bishop of Paris) ที่กล่าวถึงเพลงประเภท Organum triplum และ Organum quadruplum ที่ประพันธ์ร่วมกับกวีนามว่า Philip the Chancellor สันนิษฐานว่างานเพลง Beata viscera ของเขาคงจะไม่ได้ทำขึ้นก่อนปี ค.ศ. 1220 เพราะพระบัญชาของพระสังฆาธิการค่อนข้างระบุชัด และแนะนำว่าเพลงสวดของเปโรแตง Organum quadruplum (เพลงประสาน 4 แนว) ที่ชื่อ Viderunt omnes นั้น ให้เขียนขึ้นสำหรับงานวันคริสต์มาสในปี ค.ศ. 1198 ส่วนเพลง Organum quadruplum ที่ชื่อ Sederunt Principes ให้แต่งขึ้นสำหรับแสดงในวันนักบุญสเตเฟน (St. Stephen's Day) เพื่ออุทิศให้กับอาคารปีกใหม่ของมหาวิหารนอร์ทเทอดาม
บทประพันธ์ของเปโรแตงรวมทั้งบทเพลงของเลโอแนง และนักประพันธ์ร่วมสมัยคนอื่นๆ ได้ถูกรวมไว้ด้วยกันที่โรงเรียนดนตรีนอร์ทเทอดาม (Notre Dame school of polyphony) | | โดย: palm [18 ก.ย. 51 11:09] ( IP A:203.170.144.1 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่
9 Notker the Stammerer ( 840-912) Notker the Stammerer (Notker Balbulus) หรือ กวี Notker (Notker the Poet, Notker of Saint Gall) เกิดเมื่อราวๆ ปี ค.ศ. 840 มรณภาพเมื่อวันที่ 6 เมษายน 912)
Notker เป็นทั้งนักดนตรี นักเขียน และกวี และเป็นพระในคณะ Benedictine ที่โบสถ์แห่งเมือง Saint Gall (ปัจจุบันคือประเทศ Switzerland)
ประวัติ นอทเกอร์เกิดในราวๆ ปี ค.ศ. 840 ในครอบครัวที่มีชื่อเสียง สันนิษฐานว่าท่านเกิดที่เมือง Jonschwyl ริมฝั่งแม่น้ำ Thur ทางตอนใต้ของเมือง Wil ในเขตการปกครอง Saint Gall ในสวิตเซอร์แลนด์ แต่บางหลักฐานกล่าวล่าวว่าท่านเกิดที่เมือง Elgg นอทเกอร์ศึกษา ด้านดนตรีกับ Tuotilo ที่โรงเรียนนักบวชฝึกหัดของ Saint Gall โดยมี Iso และ Moengall เป็นครูผู้สอน นอทเกอร์บวชที่โรงเรียนแห่งนี้ กล่าวกันว่าท่านได้เป็นบรรณารักษ์ในปี ค.ศ. 890 และยังเป็นอาจารย์พิเศษในช่วงปี 892-894 ส่วนใหญ่แล้วท่านจะทำงานในฐานะครู และยังแสดงถึงรสนิยมอันประณีตในการเป็นนักกวีและนักเขียนอีกด้วย
Ekkehaed IV ผู้เขียนบันทึกชีวประวัติของนักบุญองค์ต่างๆ ที่โบสถ์ Saint Gall ได้กล่าวสรรเสริญท่านไว้ว่า แม้จะมีร่างกายบอบบางหากแต่จิตใจของท่านหาเป็นเช่นนั้นไม่ แม้ท่านจะพูดจาติดขัดแต่ปัญญาของท่านกลับปราดเปรื่อง มีความปราถนาอย่างแรงกล้าที่จะรับใช้พระผู้เป็นเจ้า ร่างกายของท่านเป็นภาชนะของพระจิตอันศักดิ์สิทธิ์อย่างยากจะหาใครเทียมได้ ท่านมรณภาพในปี ค.ศ. 912 และได้รับการประกาศรับรองให้เป็นนักบุญในปี ค.ศ. 1512
| | โดย: palm [18 ก.ย. 51 11:13] ( IP A:202.12.73.18 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่
10 ผลงาน Notker ได้รวบรวมบันทึกจดหมายเหตุของ Erchanbert จนเสร็จสมบูรณ์ เป็นชีวประวัติของนักบุญองค์ต่างๆ ของโบสถ์ Saint Gall นอกจากนั้นยังมีงานเขียนต่างๆ ของท่านอีกหลายชิ้น รวมทั้งผลงานประพันธ์ที่สันนิษฐานว่าเป็นงานเขียนของนอทเกอร์ที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ
บทประพันธ์ Liber hymnorum ของท่าน แต่งขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 881- 887 เป็นหนึ่งในเพลงสวด (Sequence) ชิ้นแรกๆ ของท่าน ซึ่งท่านเรียกว่าเพลงสวด Hymn เป็นบทกลอนช่วยจำเรื่อง เสียงต่างๆ (Pitch) ที่ร้องในช่วง Melisma (การเปลี่ยนระดับเสียงโน้ตแต่ละพยางค์ในขณะร้อง) ของเพลงร้องดั้งเดิมในศาสนา (Plainchant) โดยเฉพาะในช่วง ฮัลเลลูยา (Alleluia) ในปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัดว่าผลงานการประพันธ์ของท่านทั้งหมดมีจำนวนเท่าใดกันแน่ เพลงสวด Media Vita ถูกเชื่อกันมาผิดๆ ว่าเป็นผลงานของท่านที่ประพันธ์ขึ้นในช่วงปลายยุคกลาง (Middle Ages) Ekkehard IV กล่าวว่า เพลงชุดของท่านมีทั้งสิ้น 50 ชุด ก่อนนั้นเชื่อกันว่าท่านเป็นผู้คิดค้นเพลงสวด (Sequence) ขึ้น ซึ่งเป็นเพลงร้องในศาสนาแบบใหม่ แต่ข้อสันนิษฐานนี้กลับเป็นที่สงสัย แม้ว่าท่านจะเคยนำเพลงชนิดนี้ออกแสดงในเยอรมัน บทเพลงเหล่านี้ถูกนำไปต่อเติมเข้ากับ ฮัลเลลูยา (Alleluia) ในเพลงสรรเสริญพระเจ้า (Mass) ก่อนเพลง Gospel เพื่อให้เกิดเสียงประสานที่กลมกลืนกันอย่างลงตัว
ในช่วงปี 881-887 Notker ได้ศึกษาการแยกพยางค์ของภาษาละตินให้เป็นเสียงการร้องแห่งความยินดี บทกวีชนิดนี้เรียกว่าเพลงสวด (Sequence) ซึ่งก่อนหน้านั้นเรียกว่า "Jubilation"และนับจากปี ค.ศ. 881-887 เป็นต้นมา Notker ได้อุทิศงานกวีนิพนธ์ของท่านให้กับพระสังฆาธิการ Liutward แห่ง Vercelli แต่ไม่อาจทราบผลงานของท่านมีจำนวนเท่าใด และชิ้นไหนที่เป็นของท่าน
นักบุญแห่ง Saint Gall "Monk of Saint Gall" (Monachus Sangallensis) เป็นชื่อที่นักวิชาการรุ่นใหม่ตั้งให้กับท่าน มีนักเขียนคนหนึ่งในศตวรรษที่ 9 ผู้เขียนเกร็ดชีวประวัติของจักรพรรดิ์ชาเลอร์มัง (Emperor Charlemagne) ซึ่งในปัจจุบันเชื่อกันว่าเป็นงานเขียนของท่าน Notker เอง จากงานเขียนดังกล่าวทำให้เชื่อว่าท่านเป็นชาวเยอรมันที่มาจากเมือง Thurgau ที่อยู่ห่างออกไปจากโบสถ์ Saint Gall เพียงไม่กี่ไมล์เท่านั้น ในเขตแดนที่ติดกับดินแดนที่เชื่อกันว่าเป็นบ้านเกิดของท่าน
นักบวชรูปนี้กล่าวว่าท่าน Notker ถูกเลี้ยงดูโดย Adalbert อดีตทหารที่ต่อสู้กับพวก Saxon ชาวเผ่าเร่ร่อน Avar และ Slav ที่รุกรานและอพยพเข้าสู่ยุโรปในศตวรรษที่ 6 ภายใต้การนำทัพของ Kerol และพี่น้องตระกูล รวมถึงภรรยาคนที่สองของจักรพรรดิ์ Charlemagne นอกจากนั้นพระรูปนี้ยังเป็นเพื่อนกับบุตรชายของ Adalbert และ Werinbert นักบวชอีกรูปหนึ่งที่โบสถ์ Saint Gall และยังกล่าวต่อไปอีกว่าครูของท่าน Notker คือ Grimald แห่ง Reichenau ซึ่งเป็นนักบวชของโบสถ์ Saint Gall ตั้งแต่ปี ค.ศ. 872 และระบุว่าครูของท่าน Notker เป็นศิษย์ของ Alcuin (735 May 19, 804) นักบวช กวี และครูแห่งเมือง York ในแคว้น Northumbria | | โดย: palm [18 ก.ย. 51 11:26] ( IP A:203.170.144.1 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่
11 ผลงานการประพันธ์ของท่านตามที่ De Carolo Magno (Charles the Great) หรือ Gesta Caroli Magni (The Deeds of Charles the Great) นักวิชาการสมัยใหม่กล่าวถึงคือ เกร็ดชีวประวัติของจักรพรรดิชาเลอร์มัง (Emperor Charlemagne) และพระราชวงศ์ ซึ่งเขียนให้กับ Charles the Fat หลานชายอองค์แรกของจักรพรรดิชาเลอร์มัง ซึ่งเดินทางมายังโบสถ์ Saint Gall ในปี 833 แต่ทฤษฎีนี้ไม่ได้รับการยอมรับจากนักประวัติศาสตร์รุ่นเก่า ซึ่งอ้างว่าเป็นงานที่เขียนขึ้นเพื่อเป็นเกร็ดพงศาวดารแบบสนุกสนานและนิยายปรัมปรามากกว่า ขาดรายละเอียดความเป็นจริงของการรบในเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ โดยพรรณนาไว้ในรูปแบบตำนาน นิยายความกล้าหาญ เป็นเรื่องแต่งที่ไม่ได้คำนึงถึงข้อเท็จจริง บุคคลในประวัติศาสตร์ที่ถูกอ้างไม่มีตัวตนอยู่จริง โดยอ้างจากข้อมูลที่ผิดๆ
นอกจากนั้น นักบวชรูปนี้ยังกล่าวล้อเลียนและวิพากวิจารณ์พระสังฆาธิการ แต่กลับยกย่องสติปัญญาความสามารถในการปกครองขององค์จักรพรรดิ์ แต่นิทานหลายๆ เรื่องของท่าน เช่น ปราการที่มั่น 9 ชั้นของพวก Avar ได้ถูกกล่าวถึงในหนังสือประวัติศาสตร์ยุคปัจจุบันของจักรพรรดิชาเลอร์มัง
ในปัจจุบันเชื่อกันว่านักบวชรูปนี้คือท่าน Notker the Stammerer ซึ่งกล่าวว่าท่านเป็นพระอาวุโสที่ปากของท่านไม่มีฟันและพูดติดอ่าง มีความสนใจในดนตรีเพลงศาสนา ที่เขียนข้อความต่างๆ ด้วยสำนวนคล้ายคลึงกัน และมักจะอ้างถึงบทกวีของ Virgil กวีในสมัยโรมัน | | โดย: palm [18 ก.ย. 51 11:29] ( IP A:202.12.73.18 X: ) |  |
|