บทความไวโอลิน  <<  กลับไปหน้าแรก

การเปลี่ยนสายไวโอลิน
    การเปลี่ยนสายไวโอลิน
ถ้าสายไวโอลินของคุณขาดหรือส่วนที่พันสายเริ่มหลุดลุ่ยนั่นแสดงว่าคุณต้องเปลี่ยนสายใหม่แล้ว รวมถึงสายเก่าที่เริ่มหมดอายุด้วยเช่นกัน เพราะสายยิ่งเก่าเท่าไหร่ยิ่งตั้งเสียงได้ยากขึ้นเท่านั้น และเสียงของมันยิ่งอับทึบลงไปเรื่อยๆ ยิ่งไวโอลินของคุณดีมากเท่าไหร่คุณจะยิ่งเล่นได้ดีขึ้นเท่านั้นรวมถึงประสาทหูของคุณก็ดีขึ้นตามไปด้วย ไม่นานนักคุณก็จะสังเกตได้เองว่าควรจะเปลี่ยนสายใหม่เมื่อไหร่

อายุการใช้งานของสาย
อายุการใช้งานของสายแต่ละชุดขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ อย่าง ถ้าคุณใช้สายสังเคราะห์และเล่นเพียง 2-3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เท่านั้น คุณก็อาจจะเปลี่ยนสายใหม่หลังจากที่ผ่านไป 6 เดือนหรือนานกว่านั้น แต่ถ้าคุณเล่นๆ ไปแล้วได้ยินเสียงที่ต่างออกไปจากที่เคยได้ยินขึ้นมากระทันหัน ให้ลองเปลี่ยนสายชุดใหม่หลังจากที่พึ่งผ่านไปแค่ 4 เดือน แต่ถ้าคุณไม่ได้ยินเสียงอะไรที่ผิดปกติหลังจาก 6 เดือนผ่านไป ให้รอไปอีกสักเล็กน้อยก่อนที่จะเปลี่ยนสายใหม่ในคราวต่อไป สายไวโอลินของคุณจะใช้งานได้นานๆ ถ้าคุณดูแลรักษาสายและมือของคุณให้สะอาด และเหงื่อของคุณไม่มีสภาพเป็นกรดมากจนเกินไป

โดย: - [16 เม.ย. 49 18:31] ( IP A:202.12.74.7 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live

ความคิดเห็นที่ 1
    สายชนิดไหนใช้งานได้นานกว่ากัน
โดยปกติเเล้วสายโลหะจะมีอายุการใช้งานที่นานกว่าสายสังเคราะห์ ส่วนสายเอ็นจะมีอายุการใช้งานที่สั้นที่สุด นักไวโอลินทุกคนคงอยากจะรู้ว่าควรจะเปลี่ยนสายเมื่อไหร่ ถ้าลองดีดสายแล้วมีแต่เสียงสั้นๆ ทึบๆ นั่นเป็นสัญญาณว่าสายที่ใช้อยู่กำลังเริ่มเสื่อมสภาพ ถ้าสีสันของสายเริ่มเปลี่ยนไปก็ควรจะเปลี่ยนสายใหม่เช่นกัน ข้อควรรู้ก็คือ เสียงของสายที่พันด้วยโลหะเงินอาจจะยังดีอยู่เเม้ว่าสีของมันจะเริ่มเปลี่ยนไปแล้วก็ตาม

สายโลหะแบบมีแกนใน
สายโลหะแบบมีแกนในบางชนิด เช่น สายที่พันด้วยอลูมิเนียมจะมีปฏิกริยากับเหงื่อบางชนิด ถ้าเจอปัญหานี้อาจจะต้องลองใช้สายที่ใช้โลหะชนิดอื่นพันแทน เช่น โครเมี่ยม-โลหะ (Chrome-steel)

เปลี่ยนสายยกชุด
ถ้าสายแบบโลหะพันรอบแกนสายใดสายหนึ่งขาด น้ำเสียงของสายใหม่ที่เปลี่ยนเข้าไปอาจจะโดดกว่าสายอื่นๆ วิธีแก้ก็คือต้องเปลี่ยนสายอื่นๆ ทั้งหมดด้วย แต่สาย E อันใหม่อาจจะเข้ากับสายอื่นๆ ได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนสายที่เหลือ นักไวโอลินบางคนอ้างว่าเสียงไวโอลินของพวกเขาดีขึ้นเมื่อใช้สาย E แบบถูกๆ และขยันเปลี่ยนบ่อยๆ แทนการใช้สาย E แพงๆ ไปนานๆ ส่วนสายเก่ายังสามารถเก็บไว้เป็นสายสำรองได้ในยามฉุกเฉิน

อย่าถอดสายออกเกินครั้งละ 2 สาย
ก่อนเปลี่ยนสายใหม่ให้วางไวโอลินไว้บนผ้าผืนใหญ่ๆ หรือบนตัก เคล็ดลับก็คือ อย่าถอดสายออกเกินกว่า 2 สายในคราวเดียวกัน ซึ่งสายจะทำให้หย่องและซาวด์โพสท์อยู่ในตำแหน่งเดิมของมัน แต่ถ้าซาวด์โพสท์ยังล้ม ให้ถอดสายออกทั้งหมดและส่งไปให้ช่างช่วยตั้งให้ใหม่

สายคู่กลาง
สายที่อยู่ด้านนอกสุดทั้ง 2 ด้านจะลอดผ่านสายคู่กลางลงไปด้านล่าง ทำให้สอดนิ้วเข้าไปได้ยาก ก่อนอื่นให้ถอดสายกลางออกก่อนหนึ่งเส้น หลังจากนั้นจึงจัดการกับสายที่อยู่ข้างล่าง เช่น ถอดสาย D ออกและตามด้วยสาย G หลังจากนั้นจึงเปลี่ยนสาย G และสาย D ตามลำดับ ส่วนการเปลี่ยน 2 สายที่เหลือให้ใช้วิธีการเดียวกัน

การถอดสาย
การถอดสายออก ให้หมุนลูกบิดเข้าหาตัวและค่อยๆ ดึงออกเล็กน้อย หลังจากนั้นค่อยๆ ดึงสายออกอย่างช้าๆ ลูกบิดจะค่อยๆ หมุนจนกระทั่งสายหลุดออก ให้สายพาดอยู่ระหว่างใช้นิ้วชี้และนิ้วโป้ง ซึ่งจะไม่ทำให้ให้สายหลุดออกมาทีเดียวและไม่ทำให้เกิดความเสียหายใดๆ

การตัดปลายสาย
คุณอาจจะหมุนก้านลูกบิดจนกระทั่งสายเริ่มหย่อนและตัดให้เสมอกับโพรงลูกบิด (Pegbox) มีนักไวโอลินบางคนที่บอกว่าการดึงสายทที่ปลาสั้นจะง่ายและปลอดภัยกว่าการดึงสายที่ยาวทั้งเส้น

โดย: - [16 เม.ย. 49 18:33] ( IP A:202.12.74.7 X: )

ความคิดเห็นที่ 2
    การใส่สายใหม่
การเปลี่ยนสายนั้นทำได้หลายวิธี และนี่เป็นวิธีหนึ่งที่ให้การตั้งสายทำได้ง่ายขึ้น
-หมุนลูกบิดขึ้นให้รูร้อยสายขึ้นมาอยู่ในแนวทเเยง แนวเดียวกับฟิงเกอร์บอร์ด
-ร้อยสายเข้ากับหางปลา
-ร้อยสายเข้าไปในลูกบิด (ดูภาพประกอบ 1) เเละเริ่มหมุนลูกบิด เช็คดูให้ดีว่ารูร้อยสายหมุนไปทางหัวไวโอลิน
-ใช้มืออีกข้างจับสายเอาไว้เพื่อไม่ให้สายเลื่อนหลุดออกจากรูร้อยสายหรือหลุดจากหางปลา (ดูภาพประกอบ 2)
-ค่อยๆ หมุนสายให้ตึงขึ้นเรื่อยๆ ตรวจดูให้แน่ใจว่าสายค่อยๆ หมุนไปเรื่อยๆ ไปทางโคนลูกบิดที่หนากว่า ใช้นิ้วชี้ของคุณกดให้สายตึงอยู่เสมอและประคองสายให้ตรงร่องของมันบนหมอนรองสาย (Nut) (ดูภาพประกอบ 3)
-ตั้งสายให้ได้ความตึงแบบคร่าวๆ ก่อน ลองเทียบกับสายอื่นๆ ว่ายังอยู่ในตำแหน่งเดิมหรือไม่

โดย: - [16 เม.ย. 49 18:35] ( IP A:202.12.74.8 X: )

ความคิดเห็นที่ 3
    การพับปลายสาย
คุณอาจจะเจอปัญหาเรื่องสายมักจะคลายตัวออกจากลูกบิดอยู่เสมอๆ ในเวลาที่คุณพยายามขึ้นสายให้ตึง ถ้าเจอปัญหานี้ให้ใช้คีมปากนกแก้วอันเล็กๆ 2 อันค่อยๆ พับปลายสาย ประมาณ 1/2 นิ้ว (1-1.5 ซม.) จากปลายสาย ปลายสายจะทำหน้าที่เหมือนตะขอช่วยยึดสายให้อยู่กับที่ตั้งแต่ตอนที่คุณเริ่มหมุนลูกบิดเลยทีเดียว

การพันสายให้แน่นหนา
ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่คุณสามารถมั่นใจได้ว่าสายจะอยู่กับที่ไม่เลื่อนไหลไปไหน เริ่มจากพับปลายตามวิธีที่กล่าวมา ร้อยสายผ่านรูลูกบิดและให้ปลายสายแนบไปกับก้านลูกบิด ม้วนสายให้พันรอบปลายสายซัก 1-2 รอบ ข้อควรจำก่อนคือ อย่าปล่อยให้ปลายสายที่ไม่มีการพันรอบ (Non-wound) พันทับตัวเอง
โดย: - [16 เม.ย. 49 18:35] ( IP A:202.12.74.8 X: )

ความคิดเห็นที่ 4
   การพันสายวิธีนี้จะทำให้สายอยู่ตัวโดยไม่เลื่อนไปไหน พับปลายสายให้แนบไปกับลูกบิด ปล่อยให้สายช่วงที่ไม่มีการหุ้ม (Non-wound) พันรอบตัวเองซัก 2-3 รอบ

โดย: - [16 เม.ย. 49 18:36] ( IP A:202.12.74.7 X: )

ความคิดเห็นที่ 5
    ถ้าสายยาวเกินไป
ถ้าปรากฎว่าสายยาวจนเกินไป ก่อนอื่นคุณอาจจะปล่อยให้สายวนเข้ามาด้านในซัก 2-3 รอบก่อนที่จะปล่อยมันวนกลับไปอีกทางหนึ่ง ใน 2-3 รอบสุดท้ายต้องพันทับไปบนเนื้อไม้ของลูกบิดไม่ใช่ทับไปบนส่วนใดส่วนหนึ่งของสาย เคล็ดลับก็คือ การพัน 4-5 รอบก็พอแล้วเพื่อป้องกันไม่ให้สายเลื่อนคลายตัวหรือเลื่อนไปมา

มีที่พอสำหรับให้สายพันรอบลูกบิด
ถ้าสายไปเสียดสีกับด้านข้างของโพรงลูกบิด (Pegbox) อาจจะทำให้สายขาดได้ ดังนั้นต้องดูให้แน่ใจว่ามีที่เหลือพอ นอกจากปัญหาจะเกิดจากลูกบิดลื่น

โดย: - [16 เม.ย. 49 18:38] ( IP A:202.12.74.5 X: )

ความคิดเห็นที่ 7
    ปลอกรองสาย
ถ้าคุณใช้ปลอกรองสาย ให้เลื่อนมันไปวางตรงตำแหน่งในช่วงที่ตั้งสายใกล้จะตรงกับเสียงของมันแล้ว การใช้ปลอกรองสายจะเหมาะกับสาย E ที่สุด แต่นักไวโอลินหลายๆ คน จะใช้กระดาษหนัง (Vellum หรือ Parchment) ชิ้นเล็กๆ รองไว้ใต้สายแทน แทนการใช้ปลอกรองสาย

โดย: - [16 เม.ย. 49 18:40] ( IP A:202.12.74.7 X: )

ความคิดเห็นที่ 8
    การยืดอายุสาย E
เคล็ดลับ อีกอย่างหนึ่งก็คือ มีตัวเร่งเสียง (Fine tuner) ชนิดพิเศษสำหรับใช้กับสายเอ็นซึ่งตัวเร่งเสียงแบบอื่นๆ จะไปกัดห่วงของสายให้ขาดเร็วขึ้น คุณสามารถยืดอายุการใช้งานของสาย E ด้วยตัวป้องกันสาย E (E-string protector) นักไวโอลินบางคนก็นำมาใช้กับสายโลหะด้วยเช่นกัน

การตั้งสายสำหรับมือใหม่
เมื่อคุณเริ่มตั้งสายครั้งแรกๆ นั้น คุณอาจจะเจอปัญหาที่ว่ามือไม้ไม่ค่อยจะพอทำงานเอาเสียเลย เพราะมือหนึ่งต้องบิดลูกบิด ส่วนอีกมือหนึ่งต้องคอยจับไม่ให้ปลายสายไม่หลุดจากหางปลา และมือที่ 3 ต้องคอยประคองให้สายอยู่บนร่องหย่องและหมอนรองสาย (Nut) ดังนั้นจึงควรจะหาคนมาช่วยจะดีกว่า

ร่องรอยการพันสายที่เกิดบนลูกบิด
เวลาที่คุณเปลี่ยนสาย ให้เช็คลูกบิดไปด้วยพร้อมๆ กัน ร่องที่เกิดบนลูกบิดอาจจะทำให้สายขาดได้เช่นกัน ถ้าลูกบิดไม่ยอมยึดสายให้แน่นไม่ว่าคุณจะพยายามเท่าไหร่ก็ตาม นั่นเป็นไปได้ว่ารูลูกบิดฉีกออกจนไม่สามารถยึดสายได้

โดย: - [16 เม.ย. 49 18:41] ( IP A:202.12.74.5 X: )

ความคิดเห็นที่ 9
    ตรวจสภาพไวโอลิน
สายไวโอลินอาจจะขาดง่ายถ้าไปเสียดสีกับความคมของหย่อง หมอนรองสาย (Nut) หรือบริเวณรอบๆ รูร้อยสายของลูกบิด ร่องบนหมอนรองสายต้องเรียบและเนียนเพื่อป้องกันสายยุ่ย ควรตรวจดูไวโอลินของคุณให้ละเอียดถ้าพบว่าสายมักจะขาดตรงบริเวณดังกล่าว ถ้าสายเลื่อนไปมาบนหย่องหรือหมอนรองสายหรือไม่สะดวก ให้ใช้ปลายดินสอใส่อ่อนๆ หมุนไปมาบนร่องซัก 2-3 รอบ แต่ถ้าอาการดังกล่าวยังไม่หายแล้วละก็ คุณคงต้องอาศัยบริการของช่างซ่อมที่ชำนาญเเทน

เสียงคู่ 5 (Perfect fifths)
ไวโอลินที่ตั้งเสียงอย่างถูกต้อง มักจะได้เสียงคู่ 5 (Perfect fifths) ระหว่างสายนั้นๆ กับสายถัดไป ซึ่งคุณสามารถเช็คได้โดยการวางดินสอพาดสาย 2 สายและกดลงจนกระทั่งสายทั้ง 2 สัมผัสฟิงเกอร์บอร์ด ทั้งโพสิชั่นสูงๆ และโพสิชั่นต่ำๆ ระยะห่างของเสียงทั้ง 2 โพสิชั่นควรจะเป็นเสียงคู่ 5 (Perfect fifths) เสมอ ถ้าคุณใช้สายเก่าอยู่อาจจะไม่ได้ผลดังกล่าว บางทีอาจเป็นเพราะสายใดสายหนึ่งยืดตัวมากกว่าอีกสายหนึ่งก็เป็นได้ ถ้าเป็นดังนี้แล้ว เสียงของสายแรกอาจจะเเบนกว่า การใช้สายเก่าอาจจะไม่ใช่เป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้การตั้งสายไม่เกิดเสียงคู่ 5 (Perfect fifths) แต่ปัญหาอาจจะเกิดจากหย่องก็เป็นได้ เคล็ดลับที่ควรรู้อีกอย่างก็คือ ถ้าคุณใช้สายอ็นแบบดั้งเดิม คุณก็อาจไม่ได้ยินเสียงคู่ 5 เช่นเดียวกัน

โดย: - [16 เม.ย. 49 18:44] ( IP A:202.12.74.7 X: )

ความคิดเห็นที่ 10
    การตั้งสายไวโอลิน
ก่อนเล่นไวโอลินทุกครั้งต้องตั้งเสียงให้ถูกต้องก่อนจึงจะเล่นได้ ในตอนเเรกครูจะตั้งเสียงให้คุณก่อน แต่หลังจากนั้นคุณต้องหัดตั้งเสียงด้วยตัวเองอยู่ดี ถ้าถามว่าอยากไหม? คำตอบคือไม่ยากเลย แต่คุรต้องเรียนรู้วิธีที่ถูกต้องและหัดทำอย่างสม่ำเสมอ เสียงของไวโอลินจะเพี้ยนได้ง่ายถ้าตัวไวโอลินอยู่ในสภาพที่ไม่ดี แต่ถึงอย่างไรก็ดีคุณต้องหมั่นเช็คเสียงก่อนเล่นทุกครั้งอยู่แล้ว

การตั้งสายด้วยลูกบิด
การตั้งสายสังเคราะห์หรือสายโลหะด้วยลูกบิดเพียงอย่างเดียวนั้นทำได้ยากมาก การบิดลูกบิดแม้เพียงนิดเดียวจะทำให้ความตึงของสายเปลี่ยนไปเลย และถ้าคุณไม่ระวังให้ดีอาจทำให้สายตึงจนเกินไปจนขาดได้

ตัวเร่งสียง (Fine tuner)
จากข้อความข้างบนนั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมสายสังเคราะห์และสายโลหะถึงต้องใช้ Fine tuner และลูกบิดมีไว้เพื่อตั้งเสียงอย่างคร่าวๆ เท่านั้น เมื่อจะตั้งเสียงด้วย Fine tuner ตรวจดูให้แน่ใจว่าก้านของ Fine tuner ตั้งไว้อยู่ระดับกลางๆ เอที่คุณจะด้ปรับเสียงขึ้นหรือลงได้อย่างสะดวก

การดีดสายหรือสีด้วยคันชัก
คุณสามารถฟังเสียงสายที่กำลังตั้งอยู่ได้ด้วยการดีดสายแบบเดียวกับกีตาร์ ซึ่งง่ายและเหมาะกับนักไวโอลินมือใหม่ แต่ถ้าคุณใช้คันชักสีคุณจะได้ยินเสียงที่ชัดเจนกว่า แต่ก่อนที่คุณจะลองทำทั้ง 2 วิธี คุณก็ควรจะเรียนรู้วิธีการหนีบไวโอลินด้วยคางในขณะที่ลากคันชักหรือดีดสายด้วยมือขวา และหมุ่นปุ่ม Fine tuner หรือหมุนลูกบิดด้วยมือซ้าย

โดย: - [16 เม.ย. 49 18:45] ( IP A:202.12.74.8 X: )

ความคิดเห็นที่ 11
    ระดับเสียง
การตั้งเสียงของสายไวโอลินและวิโอล่ามีดังนี้

ไวโอลิน : วิโอล่า
สาย 1 : E - A (สายที่บางที่สุดและเสียงสูงที่สุด)
สาย 2 : A - D
สาย 3 : D - G
สาย 4 : G -C (สายที่หนาที่สุดและเสียงต่ำที่สุด)

สาย A
เครื่องดนตรีในวงออร์เคสตร้าส่วนใหญ่มักจะตั้งเสียง A ซึ่งเป็นเสียงเดียวกับสาย A ของไวโอลินหรือวิโอล่า

A=440
ถ้าตั้งสายตามระดับเสียงนี้ สายจะสั่นสะเทือน 440 ครั้งต่อวินาที ระดับเสียงนี้มักจะเรียกว่า A=440 Hertz หรือเรียกง่ายๆ ว่า A=440

เปียโน
สาย A คือสายแรกที่ต้องตั้งเสียง คุณสามารถตั้งสายนี้ให้ตรงกับเสียง A บนเปียโนที่ระดับเสียงเดียวกัน ตรงกับเสียง A ที่ Middle C ซึ่งเรียกว่า A4

Pedal
ถ้าคุณใช้เปียโนเทียบเสียง ให้เหยียบกระเดื่อง (Pedal ) ตัวขวาลง หลังจากนั้นให้กดตัว A ซึ่งจะทำให้เสียงตัวโน้ตดังนานขึ้น และทำให้การตั้งเสียงไวโอลินทำได้ง่ายขึ้น

ส้อมตั้งเสียง (Tuning fork)
แต่ถ้าคุณไม่มีเปียโน คุณสามารถซื้อส้อมตั้งเสียง (Tuning fork) ส้อมโลหะที่มีก้าน 2 ก้านหนาๆ ใช้ส้อมเคาะเข้ากับหัวเข่าของคุณ จับก้านส้อมมมาไว้ใกล้ๆ หู คุณจะได้ยินเสียง A เครื่องตั้งสาย (Tuner) หรือเครื่องให้จังหวะ (Metronome) เเบบอีเล็คโทรนิคหลายๆ แบบสามารถสามารถเล่นเสียง A=440 ได้ รวมถึงตามเว็บไซต์ดนตรีต่างๆ

A=442
วงออร์เคสตร้าบางวงจะตั้งเสียง A สูงกว่าปกติเล็กน้อย คุณสามารถซื้อส้อมตั้งเสียง (Tuning fork) สำหรับการตั้งเสียงระดับนี้ได้ เช่นระดับเสียง A=442

โดย: - [16 เม.ย. 49 18:52] ( IP A:202.12.74.8 X: )

ความคิดเห็นที่ 12
    การฟังเสียง
สายที่ควรตั้งเป็นสายแรกคือสาย A ก่อนอื่นให้ฟังเสียง A ที่ถูกต้องเสียก่อน และปรับตัวเร่งเสียง (Fine tuner) จนได้เสียงที่ตรงกัน ในตอนแรกๆ นั้น อาจจะฟังยากสักหน่อยว่าเสียงที่ได้นั้นสูงไปหรือต่ำไป เคล็ดลับในการฟังก็คือ ก่อนอื่นให้ปรับตัวเร่งเสียง (Fine tuner) ของสายนั้นๆ ลง ที่นี้คุณก็แน่ใจได้ว่าจะได้เสียงที่ต่ำกว่า (Flat) จากจุดนั้นให้ค่อยๆ ตั้งเสียงให้สูงขึ้นช้าๆ

การร้องเป็นเสียงโน้ต
คุณอาจจะลองร้องตามไปด้วยก็ได้ ก่อนอื่นให้ฟังเสียงที่จะใช้ตั้งสายอย่างตั้งใจและร้องเสียงโน้ตตัวนั้นตามไปด้วย หลังจากนั้นให้ร้องเสียงตัวโน้ตสายที่กำลังตั้งอยู่ ซึ่งคุณจะรู้สึกได้เองว่าร้องสูงไปหรือต่ำไป และคุณสามารถปรับสายตามเสียงที่ร้องได้

ปรับตัวเร่งเสียง (Fine tuner) ให้พอดี
ถ้าคุณปรับก้านของตัวเร่งเสียง (Fine tuner) ไว้ระดับกลางๆ คุณสามารถที่จะปรับสาย A หรือลงได้อย่างน้อยๆ 1 เสียงหรือมากกว่านั้น แต่โดยส่วนใหญ่แล้วจะเพียงพอที่จะตั้งสายให้ได้ระดับเสียงที่ถูกต้อง

สาย E
เมื่อตั้งเสียงสาย A ถูกต้องแล้ว ให้ตั้งเสียงสาย E ต่อไป คุณจะพบเสียง E ตัวนี้บนเปียโนเช่นกัน (E5) ซึ่งคุณสามารถทำได้แม้จะไม่มีเปียโนก็ตาม ลองร้องเสียงโน้ต 2 ตัวแรกจากเพลง ‘Twinkle, Twinkle, Little Star’ ถ้าคุณร้องเสียงโน้ตตัวแรกของเพลงให้เป็นเสียงของสาย A โน้ตตัวที่ 2 ของเพลงก็ควรจะเป็นเสียงของสาย E

เสียงคู่ 5 (Perfect fifth)
ระยะ (‘Distance’) หรือขั้นคู่เสียง (Interval) จากโน้ตตัวแรกและตัวที่ 2 ของเพลง ‘Twinkle, Twinkle, Little Star’ คือเสียงคู่ 5 (Perfect fifth)

เพลง ‘Twinkle, Twinkle, Little Star’
สำหรับไวโอลินและวิโอล่านั้น สายที่อยู่ติดกันคือเสียงคู่ 5 (Perfect fifth) การตั้งเสียงของสายที่ต่ำกว่ากับเสียงของสายที่สูงกว่า คุณควรจะร้องเพลงจากโน้ต 2 ตัวแรกของเพลง ‘Twinkle, Twinkle, Little Star’ กลับหลัง โดยร้องเสียงตัวโน้ตตัวที่ 2 ในขณะที่ตั้งเสียงของสายที่สูงกว่า และตั้งเสียงสายที่ต่ำกว่าให้ตรงกับโน้ตตัวแรกของเพลงที่เสียงต่ำกว่า

สาย G และ D
วิธีนี้จะทำให้คุณตั้งสาย D กับสาย Aได้ และตั้งสาย G กับสาย D ได้

วิโอล่า
สำหรับวิโอล่านั้นควรจะเริ่มต้นตั้งสาย A ก่อนเช่นกัน หลังจากนั้นจึงเป็นสาย D, G และจบด้วยสาย C ขั้นคู่เสียง (Interval) ของแต่ละสายคือเสียงคู่ 5 (Perfect fifth) เช่นเดียวกัน

เช็คการตั้งเสียงอีกครั้ง
เมื่อคุณตั้งเสียงของสายทั้ง 4 เรียบร้อยแล้ว ให้ตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง โดยปกติแล้วคุณจะต้องปรับเสียงเพิ่มไม่ตรงโน้นก็ตรงนี้บ้าง เพลงเด็กๆ อย่าง ‘Twinkle, Twinkle, Little Star’ ที่ยกเป็นตัวอย่างนั้นจะบอกถึงเสียงที่ถูกต้องให้กับคุณ แต่จริงๆ แล้งยังมีวิธีที่ดีกว่าในการฟังว่าเสียงเครื่องดนตรีของคุณตั้งได้ถูกต้องหรือไม่

โดย: - [16 เม.ย. 49 18:53] ( IP A:202.12.74.5 X: )

ความคิดเห็นที่ 13
    ตั้งเสียงสายคู่
วิธีการตั้งสายก็คือลากคันชักสายคู่ที่อยู่ติดกัน เมื่อตั้งเสียงได้ถูกต้องสายคู่นั้นจะให้เสียงที่ไพเราะและกังวาน ถ้ารู้สึกว่าเสียงยังเป็นคลื่นๆ อยู่บ้าง เเสดงว่ายังตั้งเสียงไม่ถูกต้องดีนัก ดังนั้นจึงควรจะตั้งสายแต่ละสายอย่างพิถีพิถัน ยิ่งเสียงที่เป็นคลื่นๆ ช้าเท่าไหร่ แสดงว่าคุณตั้งได้ใกล้เคียงแล้ว เเละทันทีที่คลื่นเสียงนี้หายไปนั่นแสดงว่าคุณตั้งเสียงได้ถูกต้องแล้ว

ตัวเร่งเสียง (Fine tuner)
ถ้าคุณปรับตัวเร่งเสียง (Fine tuner) แทนคันชัก ทำให้แรงกดเพิ่มขึ้นทีละนิดโดยไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนเเปลงมากนัก แรงกดนี้จะทำให้เสียงสูงขึ้น เเละทันทีที่คุณปรับตัวเร่งเสียงให้ผ่อนลง เสียงก็จะต่ำลงและคุณต้องเริ่มใหม่อีกครั้ง วิธีการก็คือ ขั้นแรกให้ปรับเสียง ขั้นต่อไปให้ผ่อนตัวเร่งเสียงและฟังเสียง หลังจากนั้นปรับเสียงอีกครั้งจนกว่าจะได้เสียงที่ถูกต้อง

การลากคันชัก
แน่นอนว่าเมื่อคุณกำลังง่วนอยู่กับการตั้งเสียง คันชักของคุณอาจจะไม่นิ่ง ซึ่งมีผลต่อเสียงที่เกิดจากการลากคันชักของคุณ ดังนั้นเมื่อคุณเริ่มลากคันชักคุณก็จะได้ยินถึงเสียงที่ต้องปรับ พูดง่ายๆ ก็คือ เมื่อคุณกำลังตั้งสาย พยายามลากคันชักให้มั่นคง แต่แน่นอนว่าการอธิยายปากเปล่านั้นง่ายกว่าการลงมือทำจริงมากนัก

การตั้งเสียงด้วยเปียโน
คุณสามารถตั้งเสียงไวโอลินด้วยคีย์ของเปียโนที่มีระดับเสียงเดียวกันได้เช่นกัน แต่คุณจะเรียนรู้การตั้งเสียงได้ดีกว่าถ้าเริ่มตั้งเสียงจากสาย A ก่อน ยิ่งกว่านั้น คุณมีโอกาสได้ตั้งเสียงแบบนี้บ่อยขึ้นถ้าคุณเล่นอยู่ในวงออร์เคสตร้าหรือวงประเภทอื่นๆ และวง Ensemble

โดย: - [16 เม.ย. 49 18:54] ( IP A:202.12.74.5 X: )

ความคิดเห็นที่ 14
    เครื่องตั้งเสียง Chromatic tuner
อุปกรณ์ตั้งเสียงอีเล็คโทรนิค Chromatic tuner จะบอกถึงระดับเสียงที่มันได้ยินให้กับคุณ และจะบอกเมื่อระดับเสียงนั้น ต่ำ (Flat) หรือ สูง เกินไป (Sharp) หรือพอดี คุณสามารถหาซื้อได้ในราคาตั้งแต่หลักร้อยบาทจนถึงหลักพันขึ้นไป อุปกรณ์ตัวนี้เป็นที่นิยมในหมู่นักกีตาร์ แต่นักไวโอลินมักจะคิดว่าการฝึกตั้งเสียงด้วยหูจะดีกว่า เพราะว่าคุณใช้ปราสาทหูในการบอกว่าคุณเล่นได้ถูกเสียงหรือไม่ ซึ่งไม่จำเป็นสำหรับนักกีตาร์เพราะพวกเขาใช้เครื่องดนตรีที่มีเฟรท (Fret)

โดย: - [16 เม.ย. 49 18:54] ( IP A:202.12.74.5 X: )

ความคิดเห็นที่ 15
    หลอดเทียบเสียง (Pitch pipe)
หลอดเทียบเสียงคืออุปกรณ์ยอดนิยมที่ใช้ในการตั้งเสียง หลอดเทียบเสียงมีอยู่ 2 ชนิดคือ แบบโน้ตตัวเดียว (เสียง A) และเเบบสี่ตัวโน้ต (หนึ่งหลอดต่อหนึ่งสาย) หลอดเทียบเสียงมีราคาย่อมเยา แต่มักจะเพี้ยนได้ง่าย นอกจากนั้นยังมีวิธีธีง่ายกว่าคือใช้ส้อมตั้งเสียง (Tuning fork) เทียบสาย A

โดย: - [16 เม.ย. 49 18:57] ( IP A:202.12.74.8 X: )

ความคิดเห็นที่ 17
    ตั้งเสียงให้สูงกว่าปกติเล็กน้อย
สายเก่าๆ จะยิ่งยืดตัวมากขึ้นตามอายุของมัน และอาจจะถึงระดับที่ตัวเร่งเสียงไม่สามารถตั้งเสียงให้ตรงได้อีกต่อไป ถ้าเป็นดังนั้น คุณต้องตั้งเสียงด้วยลูกบิดให้สูงกว่าระดับจริงเล็กน้อย แต่ก่อนจะทำนั้น ในขั้นแรกให้คลายสายด้วยตัวเร่งเสียงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
เคล็ดลับก็คือ ถ้าสายยืดตัวจนกู่ไม่กลับ นั่นแสดงว่าถึงคราวเปลี่ยนสายใหม่แล้ว

การตั้งเสียงด้วยลูกบิด
เมื่อคุณตั้งเสียงด้วยลูกบิดนั้น การหมุนขึ้นจะง่ายกว่า ถ้าเสียงสูงจนเกินไป (Sharp) ในขั้นแรกให้คลายลูกบิดให้เสียงต่ำกว่า (Flat) เสียก่อน และให้เริ่มตั้งเสียงใหม่จากตรงนั้น นอกจากนั้นแล้วการตั้งเสียงด้วยลูกบิดก็คล้ายคลึงกับการตั้งเสียงด้วยตัวเร่งเสียง ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาอยู่บ้างในการเรียนรู้ให้ชำนาญ

การตั้งเสียงแบบ Scordatura
ไม่บ่อยครั้งนักที่ไวโอลินจะมีการตั้งเสียงที่แตกต่างออกไป เช่น ระดับเสียงของสาย G อาจจะลดลง 1 เสียงเต็ม (Whole tone) หรือครึ่งเสียง (Half-tone หรือ Half-step) การตั้งเสียงพิเศษแบบนี้เรียกว่า Scordatura

โดย: - [21 มิ.ย. 49 11:50] ( IP A:202.12.74.6 X: )


คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน