ช่องเสียงและเบสบาร์ เมื่อตรวจสอบและแก้ไขความหนาของไม้แผ่นหน้าและไม้แผ่นหลังจนได้ความหนาที่ต้องการแล้ว จะเสริมความแข็งแรงบริเวณรอยต่อของไม้แผ่นหลังด้วยชิ้นไม้ ขนาดเล็ก(Cleat) ที่ทำจากไม้เมเปิ้ล แต่ละอันมีขนาด 10 x 10 x 2 ม.ม. โดยปกติแล้วจะมี 7 อัน วางระยะห่างเท่าๆ กัน ชิ้นไม้เหล่านี้จะติดกาวเพื่อให้การยึดติดดีขึ้น ซึ่งเส้นใยไม้จะวางไปในทิศทางเดียวกับไม้แผ่นหลัง หลังจากนั้น 2 ขั้นตอนที่สำคัญของการทำไม้แผ่นหน้าคือ เจาะช่องเสียง (F-hole) และติดไม้เบสบาร์ ช่องเสียงที่ตัดได้สวยงามเป็นตัวทดสอบฝีมือของช่างได้เป็นอย่างดี เป็นสิ่งที่สร้างความประทับใจให้กับทั้งนักดนตรีอาชีพหรือนักดนตรีสมัครเล่นที่มีความรู้ รวมถึงนักสะสม การทำงานในขั้นตอนนี้ต้องอาศัยความพิถีพิถันเป็นอย่างมาก การหาตำแหน่งช่องเสียงที่ถูกต้องทำได้โดยใช้แม่แบบรูปตัว f ซึ่งจะกำหนดระยะห่างจากกึ่งกลางรอยต่อไม้แผ่นหน้า
Schulze ได้อธิบายถึงวิธีการเจาะช่องเสียงของ Stradivari เอาไว้ โดยกล่าวว่าวิธีการของ Guarneri del Gesu นั้นค่อนข้างแปลกออกไป (Somewhat bizarre) ซึ่งเชื่อกันว่าเขาเจาะช่องเสียงโดยไม่ใช้แม่แบบเลย
การร่างแบบช่องเสียงลงบนไม้แผ่นหน้าไวโอลินเป็นเรื่องที่ยากพอสมควร เนื่องจากความโค้งของไม้แผ่นหน้า ถ้ากำหนดให้ความยาวสายส่วนที่สั่นสะเทือนมีความยาวเท่ากับ 352 ม.ม. ร่องบากตัวในของช่องเสียงจะต้องอยู่ที่ 195 ม.ม. จากขอบลำตัวด้านบน ซึ่งเป็นวิธีที่ Stradivari ใช้ในไวโอลินของเขา ส่วน Riechers กล่าวว่านี่คือวิธีการที่ถือเป็นมาตรฐาน เสียงบี้ๆ หรือขึ้นจมูก (Nasal tone) เกิดจากการเจาะช่องเสียงที่ใกล้กันหรือมีขนาดเล็กเกินไป
หลังจากที่วาดแบบช่องเสียงและหัววงกลม (หรือตา Eye ) เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจุดแรกที่จะตัดออกโดยใช้มีดชนิดพิเศษที่ใช้สำหรับตัดหย่อง หลังจากนั้นจึงเก็บความเรียบร้อยของงานด้วยตะไบขนาดเล็ก
Apian-Bennewitz ชี้ให้เห็นว่า ขนาดของช่องเสียงจะต้องสัมพันธ์กับขนาดของไวโอลินอย่างลงตัว มิฉะนั้น eigentone หรือเสียงที่เกิดจากอากาศที่สั่นสะเทือนของอากาศภายในไวโอลินจะสูงหรือต่ำเกินไป
| | โดย: - [9 ก.ย. 49 11:18] ( IP A:202.12.74.6 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่
1 ช่องเสียงแบบของ Nicolo Amati จากไวโอลินที่ทำขึ้นในปี 1647 
| | โดย: - [9 ก.ย. 49 11:19] ( IP A:202.12.74.8 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่
2 ช่องเสียงของ Messiah ไวโอลินที่สร้างขึ้นโดย Antonio Stradivari ในปี 1716 
| | โดย: - [9 ก.ย. 49 11:20] ( IP A:202.12.74.8 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่
3 ช่องเสียงไวโอลินของ Giovanni Paolo Maggini 
| | โดย: - [9 ก.ย. 49 11:20] ( IP A:202.12.74.6 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่
4 ช่องเสียงไวโอลินของ Jacob Stainer 
| | โดย: - [9 ก.ย. 49 11:21] ( IP A:202.12.74.8 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่
5 ช่องเสียงไวโอลิน ' Il Cannon ' ปี 1742 ผลงานของ Guarneri del Gesu ไวโอลินคู่ใจของ Nicolo Paganini 
| | โดย: - [9 ก.ย. 49 11:21] ( IP A:202.12.74.5 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่
6 ระยะการเจาะช่องเสียงไวโอลิน 
| | โดย: - [9 ก.ย. 49 11:23] ( IP A:202.12.74.5 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่
8 แผนผังแสดงการหาตำแหน่งช่องเสียง (f-hole) ตามแบบของช่างmeไวโอลินในสกุลเครโมนา 
| | โดย: - [9 ก.ย. 49 22:03] ( IP A:202.12.74.5 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่
11 วิหาร (Duomo) ในเมืองเครโมนา ที่อาจเป็นแรงบันดาลใจให้ Stradivari ในการออกแบบช่องเสียงก็เป็นได้ 
| | โดย: - [23 เม.ย. 50 11:07] ( IP A:202.12.74.5 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่
12 เบสบาร์ (Bassbar) หน้าที่ของเบสบาร์มีหลายอย่าง มันจะรับแรงกดของสาย D และ G โดยติดอยู่ฝั่งซ้ายด้านในของไม้แผ่นหน้า ซึ่งตีนหย่องข้างซ้ายจะวางอยู่บนตำแหน่งเหนือเบสบาร์พอดี วัดจากกึ่งกลางรอยต่อของไม้แผ่นหน้าออกไปประมาณ 19-20 ม.ม. เบสบาร์ยังทำให้การสั่นสะเทือนของไม้แผ่นหน้าลดลง หรือตามที่ Apian-Bennewitz กล่าวไว้ว่า มันช่วยชดเชยเนื้อไม้ที่เสียไปจากการเจาะช่องเสียง ถ้าเบสบาร์หนาเกินไปจะไปขัดขวางการสั่นสะเทือนของไม้แผ่นหน้า หน้าที่หลักของเบสบาร์อย่างหนึ่งก็คือการกระจายแรงสั่นสะเทือนบนไม้แผ่นหน้าอย่างทั่วถึง ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เอง การติดเบสบาร์จะไม่ขนานกับลายไม้แผ่นบนซะทีเดียว แต่จะวางเอียงจากด้านซ้ายล่างไปทางขวาบนประมาณ 3-6 ม.ม. ซึ่งจะช่วยป้อนกันไม้แผ่นหน้าไม่ให้แตก เบสบาร์จะเป็นตัวกระจายแรงสั่นสะเทือนที่ด้านซ้ายของไม้แผ่นหน้า แต่มีรูปแบบการสั่นสะเทือนที่ต่างจากไม้แผ่นหน้าด้านขวาซึ่งมีซาวด์โพสท์ทำหน้าที่นี้อยู่แล้ว
ความยาวที่ถูกต้องของเบสบาร์นั้นไม่มีการกำหนดไว้แน่นอน แต่จะต้องเป็นส่วนเติมเต็มความหนาให้กับไม้แผ่นหน้า ซึ่งจะเปลี่ยนไปตามแต่ชนิดของไม้ที่เลือกใช้ ถ้าไม้แผ่นหน้าค่อนข้างบางต้องใช้เบสบาร์ที่ค่อนข้างหนาเพื่อช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและช่วยเพิ่มปริมาตรของไม้จะเบามาก Leonhardt ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ความยาวของเบสบาร์ยังสัมพันธ์กับความกว้างของไม้แผ่นหน้าอีกด้วย รวมถึงความหนาแน่นของไม้และความป่องของมัน ไม้ที่มีความยืดหยุ่นมากๆ ต้องการเบสบาร์ที่ยาวขึ้น Hill (1902) ได้ให้ขนาดความยาวของเบสบาร์ไว้ดังนี้
- ไวโอลินปี 1621 ผลงานของ Antonio & Girolamo Amati = 269.88 (ความยาว) 6.35 (ความสูง) 4.76 (ความกว้าง) - ไวโอลินปี 1650 ผลงานของ Nicolo Amati = 219.08 (ความยาว) 6.35 (ความสูง) 4.76 (กว้าง) - ไวโอลินปี 1716 ผลงานของ Antonio Stradivari = 254 (ความยาว) 7.35 (ความสูง) 4.76 (ความกว้าง) - ไวโอลินตัวหนึ่งของ Andrea Amati วัดขนาดโดย Simoutre = 220 (ความยาว) 8.00 (ความสูง) 4.00 (ความกว้าง)
ตัวเลขเหล่านี้ได้เปลี่ยนแปลงไปดังนี้ - ตั้งแต่ปี 1859 เป็นต้นมา = 266.7 (ความยาว) 11.11 (สูง) 6.35 (ความกว้าง) - ปี 1997 = 270-280 (ความยาว) 20-29 (ความสูง) 5-6 (ความกว้าง)
ระยะของเบสบาร์ที่แตกต่างกันมากนี้มาจากแรงดึงของสายที่เพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้แรงกดบนเครื่องสายมีมากขึ้น ในปัจจุบัน ปลายของเบสบาร์จะอยู่ห่างจากขอบด้านบนและด้านล่างของไวโอลินประมาณด้านละ 42 ม.ม. โดยปลายเบสบาร์ด้านบนจะอยู่ห่างจากกึ่งกลางไม้แผ่นหน้าประมาณ 18 ม.ม. ส่วนปลายเบสบาร์ด้านล่างจะห่างประมาณ 21 ม.ม. ซึ่งจะทำเบสบาร์ใต้ตีนหย่องด้านซ้ายพอดี ในการเคาะเพื่อหาเสียงของไม้แผ่นหน้า (Tap tone) หรือคลื่นความสั่นสะเทือน น้ำหนักของเบสบาร์ที่เพิ่มเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของน้ำหนักไม้แผ่นหน้า จะต้องถูกนำมาพิจารณาด้วย การเคาะเสียงของไม้แผ่นหน้าทั้งแผ่น จะทำหลังจากที่ติดกาวไม้แผ่นหน้าเข้าไปแล้วเท่านั้น ซึ่งเรียกว่า Bass-bar tone ตามวิธีการของ Fuhr
ไม้สปรู๊ซซึ่งมีความเบามากๆ แต่แข็งแรงเป็นไม้ที่เหมาะที่สุดที่นำมาใช้ทำเบสบาร์ การติดเบสบาร์ในขั้นสุดท้ายเข้ากับไม้แผ่นหน้าที่เสร็จสมบูรณ์แล้วเป็นขั้นตอนที่ละเอียดอ่อนมากเพราะต้อง
| | โดย: - [23 เม.ย. 50 11:09] ( IP A:202.12.74.7 X: ) |  |
|