การเกิดเสียงของไวโอลิน
    การเกิดเสียงของไวโอลิน
เมื่อสายเกิดการสั่นสะเทือนโดยการดีดหรือการสี มันจะส่งคลื่นเสียงไปยังอากาศรอบๆ ตัวมัน เมื่อการสั่นสะเทือนเหล่านี้ส่งไปถึงเยื่อแก้วหู (Tympanum) มันจะถูกรับรู้ในรูปของเสียง แต่ถ้าปราศจากตัวกลางอย่างเช่น อากาศหรือน้ำแล้ว เสียงจะไม่สามารถถ่ายทอดได้เลย
โดย: - [12 ม.ค. 49 12:23] ( IP A:202.12.74.8 X: )

ความคิดเห็นที่ 1
    การกระจายของเสียงในอากาศที่เกิดจากการสั่นของระฆัง

โดย: - [12 ม.ค. 49 12:26] ( IP A:202.12.74.8 X: )

ความคิดเห็นที่ 4
    เสียง (Sound)
เสียงคือคลื่นที่เกิดจากความดันของอากาศที่แตกต่างกันโดยด้านหนึ่งมีมากกว่าอีกด้าน หรืออีกนัยหนึ่งคือ จำนวนอนุภาคของอากาศด้านหนึ่งมีมากกว่าอีกด้านนั่นเอง เสียงเดินทางโดยความแตกต่างของความดันนี้ ส่งผ่านเป็นระลอกออกไปในแนวเดียวกับทิศทางของเสียง ถ้าระลอกความต่างของความดันนั้นตามกันไปถี่ๆ เสียงก็จะมีความถี่สูง หรื่อเสียงสูงนั่นเอง อย่างไรก็ตามเสียงสามารถเดินทางผ่านของแข็ง เช่น ไม้หรือเหล็กได้ โดยหลักการการเกิดเสียงเป็นเช่นเดียวกับเสียงในอากาศ

การรับรู้เสียงขึ้นอยู่กับปัจจัย 2 สิ่งคือ

- แรงตึงและความยาวของสายซึ่งเป็นตัวกำหนดคลื่นเสียงพื้นฐานที่สายนั้นเกิดการสั่นสะเทือน เมื่อเรา “กด” สาย เช่น การวางนิ้วลงบนสายจะทำให้ความยาวของสายเปลี่ยนไป นักไวโอลินสามารถเปลี่ยนการสั่นสะเทือนของคลื่นเสียง ถ้ากดนิ้วลงไปบนส่วนใดส่วนหนึ่งของสาย การสั่นสะเทือนจะทำให้เกิดโน้ตที่สัมพันธ์กับโน้ตพื้นฐาน ซึ่งหลักการนี้ค้นพบโดยพิธากอรัสเมื่อ 2,000 กว่าปีมาแล้ว
โดย: - [12 ม.ค. 49 12:28] ( IP A:202.12.74.8 X: )

ความคิดเห็นที่ 5
    เสียงต่างๆ จากสายไวโอลิน

โดย: - [12 ม.ค. 49 12:57] ( IP A:202.12.74.8 X: )

ความคิดเห็นที่ 6
   - เมื่อนักไวโอลินลากคันชักลงบนสาย สายไวโอลินไม่เพียงแต่จะทำให้เกิดการสั่นสะเทือนตามแนวขวางและตามแนวยาวที่เกิดจากความตึงและการคลายตัวของสายเท่านั้น แต่ยังเกิดการบิดตัวที่มาจากแรงของการลากคันชัก ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นเสียงของเครื่องดนตรีที่เราได้ยิน
โดย: - [12 ม.ค. 49 12:58] ( IP A:202.12.74.8 X: )

ความคิดเห็นที่ 7
    การสั่นสะเทือนในแนวขวาง (Transversal vibration)

โดย: - [12 ม.ค. 49 12:59] ( IP A:202.12.74.7 X: )

ความคิดเห็นที่ 8
    การสั่นสะเทือนในแนวยาว (Longitudinal vibration)

โดย: - [12 ม.ค. 49 13:01] ( IP A:202.12.74.6 X: )

ความคิดเห็นที่ 9
   แน่นอนว่าการรับรู้เสียงของผู้ฟังขึ้นอยู่กับระดับเสียงของเครื่องดนตรีชิ้นนั้นๆ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับรูปทรงของกล่องที่ทำหน้าที่สะท้อนเสียงซึ่งถือเป็นโครงสร้างหลักของไวโอลิน รวมถึงชนิดของไม้และน้ำมันวานิชที่เลือกใช้

ไวโอลินสามารถให้กำเนิดเสียงที่หลากหลาย สามารถสร้างเสียงที่สูงมากๆ ได้เมื่อลดความยาวของสายลงโดยการกดนิ้วลงบนสาย ที่ยิ่งกว่านั้นก็คือ การสร้างเสียงของไวโอลินขึ้นอยู่กับตัวนักไวโอลินเองมากกว่าการสร้างเสียงที่กำหนดไว้แล้วจากเปียโน ซึ่งมีช่วงเสียงที่จำกัด เสน่ห์ของไวโอลินซ่อนอยู่ในนั้น แต่ยากที่จะเล่นให้ได้ดี
โดย: - [12 ม.ค. 49 13:02] ( IP A:202.12.74.8 X: )

ความคิดเห็นที่ 19
    ความรู้เรื่องเสียง (Acoustic)
ทฤษฎีของการกำเนิดเสียงอาจจะอธิบายได้ดังนี้

- ช่วงเสียง (Period) ที่แสดงระยะห่างระหว่างปลายคลื่น 2 คลื่นซึ่งเป็นตัวกำหนดระดับเสียงที่เรารับรู้

- คลื่นความถี่แสดงถึงจำนวนชุดของการแกว่งตัวของคลื่นเสียงต่อวินาที โดยทั่วไปแล้วจะแสดงค่าเป็น Hertz (Hz) ยิ่งคลื่นเสียงสูงมากเท่าไหร่ เสียงจะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น หูของมนุษย์สามารถรับรู้เสียงที่มีความถี่ระหว่าง Infrasound (ตั้งแต่ 20 Hz ขึ้นไป) จนถึงเสียง Ultrasound หรือคลื่นเสียงที่มีความถี่มากกว่า 20,000 เฮิรตซ์ขึ้นไป (20 KHz) ซึ่งการรับรู้เสียงอย่างหลังจะลดลงตามอายุขัยของมนุษย์ ยกเว้นสัตว์บางชนิด เช่น ค้างคาว ที่จะรับรู้เสียง Ultrasound ได้ดีเป็นพิเศษ

- ความกว้างของคลื่นเสียงเป็นตัวกำหนดพลังเสียง คลื่นเสียงสามารถขยายตัวได้ไม่สิ้นสุด คลื่นเสียงยิ่งกว้าง เสียงจะยิ่งดังมากขึ้นเท่านั้น

สิ่งที่น่าสังเกตก็คือ ความกว้างของคลื่นเสียงจะลดลงตามระยะทางที่เพิ่มขึ้น ส่วนกำลังของคลื่นเสียงจะกระจายโดยมีปริมาตรเสียงเพิ่มขึ้น นอกจากนั้นยังน่าสังเกตว่า เมื่อคลื่นเสียงถูกส่งไปตามท่อทรงกระบอก เช่น ฟลุต หรือผ่านโดยตัวสะท้อนเสียง เช่น ไม้แผ่นหน้าของไวโอลิน ความกว้างของคลื่นเสียงแทบจะไม่ลดลง และนี่คือเหตุผลที่อธิบายได้ว่าทำไมเราถึงได้ยินเสียงในอุโมงค์หรือในสถานีรถไฟใต้ดินอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นหลักการที่ไวโอลินนำไปใช้ขยายเสียงส่งไปยังผู้ฟัง

(ความโค้งแต่ละช่วงมีคลื่นความถี่เท่ากับ 3 Hz)

โดย: - [25 พ.ย. 50 18:07] ( IP A:203.170.144.1 X: )

ความคิดเห็นที่ 21
   เสียงที่เกิดจากเครื่องดนตรีไม่ใช่เสียงที่บริสุทธิ์ (Pure sounds) แต่เป็นเสียงประกอบ (Composite sounds) เสียงประกอบเป็นผลที่เกิดจากคลื่นเสียงหลายๆ คลื่นเสียงที่ทับซ้อนกัน

โดย: - [25 พ.ย. 50 18:09] ( IP A:202.12.74.76 X: )

ความคิดเห็นที่ 24
   - อย่างแรกคือเสียงโน้ตพื้นฐาน (Fundamental note) ซึ่งมีคลื่นความถี่เท่ากับการสั่นสะเทือนของสาย และเป็นตัวกำหนดระดับเสียง (Pitch) ที่เราได้ยิน

- ส่วนเสียงอื่นๆ คือเสียงประสาน (Harmonic) และเป็นตัวกำหนดลักษณะเสียง (Timbre) ของเครื่องดนตรีนั้นๆ เครื่องดนตรี 2 ชนิดที่แตกต่างกัน เช่น ฟลุตกับไวโอลิน เล่นโน้นตัวเดียวกันจะมีลักษณะเสียงที่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงมีระยะคลื่นเสียงที่แตกต่างกัน

ในภาพคือความเข้มข้นของเสียงที่เกิดจากคลื่นเสียง2 คลื่นที่คล้ายกันมาผสมกัน แต่มีลักษณะเสียงที่แตกต่างกัน

โดย: - [25 พ.ย. 50 18:32] ( IP A:203.170.144.1 X: )

ความคิดเห็นที่ 25
   เสียง A ประกอบด้วยเสียงประสานประมาณ 40 กว่าเสียง ที่มีความเข้มข้นของเสียงที่หลากหลาย ซึ่งสามารถเข้าใจได้ไม่ยาก ดังนั้น ความกว้างของช่วงเสียงที่เป็นไปได้ในลักษณะเสียงที่หลากหลายจึงมีมากมาย ความหลากหลายที่ว่าทำให้เกิดเสียงเฉพาะที่เป็นเอกลัษณ์ ไม่เพียงแต่เครื่องดนตรีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเสียงมนุษย์ด้วยเช่นกัน

การทับซ้อนของเสียงบริสุทธิ์หลายๆ เสียงเรียกว่าคอร์ด (Chord) เสียงของคอร์ดอาจจะสอดคล้องหรือขัดกัน ขึ้นอยู่กับว่าเป็นเสียงที่น่าฟังหรือไม่ เป็นเรื่องของความคิดเห็นส่วนตัว

ระยะคลื่นแสดงคอร์ดที่ประกอบด้วยโน้ต 3 ตัวคือ G3, B3, D4 และเสียงประสานของมัน

โดย: - [25 พ.ย. 50 18:33] ( IP A:203.170.144.1 X: )

ความคิดเห็นที่ 26
   ถ้าในคอร์ดมีโน้ตพื้นฐานมากเกินไป เช่น ถ้าเรากดทุกคีย์บนเปียโนทุกคีย์พร้อมๆ กัน หูของคนเราจะได้ยินเสียงคอร์ดมากกว่า 1 คอร์ด เสียงที่ได้จะเป็นคลื่นเสียงที่ไร้รูปแบบ (Non-periodic curve) ไม่มีการซ้ำของคลื่นเสียงตามปกติ และประกอบด้วยเสียงบริสุทธิ์จำนวนมากมายนับไม่ถ้วน เช่น เสียงของการระเบิด เป็นต้น

คลื่นเสียงที่ไร้รูปแบบ (Non-periodic curve) ของเสียงที่แตกต่างกัน

โดย: - [25 พ.ย. 50 18:45] ( IP A:203.170.144.1 X: )