บทความไวโอลิน  <<  กลับไปหน้าแรก

โมสาร์ท...อัจฉริยะผู้อาภัพ
    โมสาร์ท...อัจฉริยะผู้อาภัพ
Wolfgang Amadeus Mozart เกิดเมื่อวันที่ 27 มกราคม ค.ศ. 1756 ที่เมืองซัลส์บวร์ก ประเทศออสเตรีย เขาเป็นบุตรชายของ Leopold & Anna-Marie มีพี่น้องทั้งหมด 7 คน แต่เหลือรอดชีวิตมาจนโตเพียง 2 คน คือ โมสาร์ทและแนนเนิร์ล (Nannerl) พี่สาว เลโอโปล์ดเป็นครูสอนดนตรีและนักดนตรีในราชสำนักของสมเด็จพระสังฆราชแห่งซัลส์บวร์ก (ในสมัยของโมสาร์ท เมืองซัลส์บวร์กมีสมเด็จพระสังฆราชหรือ Archbishop เป็นองค์ประมุข ปกครองดูแลทั้งศาสนจักรและอณาจักร) สองพี่น้องแสดงความสามารถทางดนตรีให้ประจักษ์ตั้งแต่ยังเล็ก ๆ

โมสาร์ทเป็นอัจฉริยะทางดนตรีอย่างแท้จริง เมื่ออายุเพียง 5 ขวบ เขาสามารถเล่นคลาเวียร์ (Clavier) ได้อย่างน่าพิศวง และเริ่มแต่งเพลงซิมโฟนีเมื่ออายุ 6 ขวบโดยบิดาเป็นคนบันทึกโน้ตให้ พออายุ 12 ขวบก็แต่งอุปรากรเรื่องแรกสำเร็จ เมื่อเลโอโปล์ดฝึกปรือฝีมือบุตรทั้งสองจนเก่งฉกาจ เขาพาโมสาร์ทและพี่สาวตระเวนแสดงดนตรีไปทั่วยุโรปให้ได้ชื่นชมฝีมือทางดนตรีของทั้งคู่ ตั้งแต่โมสาร์ทมีอายุเพียง 6 ขวบเศษ ๆ จนโตเป็นหนุ่มอายุ 16 ปี จึงเลิกตระเวณแสดงดนตรีกลับมาเป็นนักดนตรีประจำราชสำนัก ช่วงนี้โมสาร์ทแต่งเพลงไว้มากมาย แต่เขาเริ่มเบื่อหน่ายชีวิตเพราะต้องมาจำเจอยู่ในชนบทเล็กๆ หลังจากที่เคยไปเห็นโลกกว้างมาแล้ว โมสาร์ทเป็นนักแต่งเพลงที่มีความสามารถยอดเยี่ยม ทั้งอุปรากร ซิมโฟนี่ คอนแชร์โต และเพลงชนิดอื่นๆ อีกมาก และโมสาร์ทยังเป็นนักออร์แกนและเปียโนชั้นเยี่ยมของยุโรปอีกด้วย ในวัยเด็กเมื่อโมสาร์ทมีอายุเพียง 4 ขวบ ขณะที่บิดาของเขากำลังสอนคลาเวียร์ให้แก่พี่สาวที่แก่กว่า 5 ปี โมสาร์ทจะยืนอยู่เงียบ ๆ ข้างๆ พี่สาวตน และเมื่อมาเรียเล่นจบลง โมสาร์ทจะกระโดดขึ้นบนม้านั่งเล่นคลาเวียร์แทน เขาสามารถเล่นได้อย่างถูกต้อง ขณะที่พ่อของเขาเฝ้าดูด้วยความฉงน ในไม่ช้าพ่อก็สอนดนตรีให้โมสาร์ทอย่างจริงจัง พ่อของโมสาร์ทเห็นว่าลูกชายมีพรสวรรค์อย่างแท้จริง และแทบจะหยุดแต่งเพลงของตนเพื่อหันมาเอาใจใส่ลูกให้ได้เรียนดนตรีอย่างเต็มที่

โมสาร์ทเกิดมาในปีแรกของ “สงคราม 7 ปี“ เมื่อสงครามสงบลง เลโอโพล์ดกับลูกทั้งสองก็เริ่มออกเดินทางสู่กรุงเวียนนานครหลวงแห่งออสเตรียเป็นครั้งแรก เวียนนาได้ต้อนรับโมสาร์ทด้วยความพึงพอใจ ฝีมือทางดนตรีอันน่าพิศวงและกิริยาอันน่ารักเป็นที่ร่ำลือไปทั่ว ทำให้ใครๆ อยากจัดงานเพื่อให้มีการแสดงของเขา ในไม่ช้าโมสาร์ทได้กลายเป็นแขกประจำของคฤหาสน์ชนชั้นสูงต่างๆ

ในช่วง 10 ปีท้ายๆ ชีวิตของเขาซึ่งอยู่ระหว่างปี ค.ศ. 1780-1791 โมสาร์ททิ้งบ้านเกิดมาใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงคือกรุงเวียนนาเพื่อโอกาสที่ดีกว่า โมสาร์ทเริ่มต้นทำทุกอย่างในชีวิตรวดเร็วผิดมนุษย์ เช่นเดียวกับที่ด่วนจากโลกนี้ไปในไม่ช้าไม่นานด้วยวัยเพียง 35 ปี

โมสาร์ทเหมือนเทวดาตกสวรรค์ลงมาเพียงชั่วครู่ชั่วยาม และนำเอาทิพยสมบัติจากสวรรค์เพื่อเป็นของขวัญแด่โลกมนุษย์จำนวนหนึ่ง เป็นบทเพลงราว 650 บท แล้วสวรรค์ก็รีบมาพรากเอาอัจฉริยะแห่งโลกดนตรีกลับสู่สวรรค์ โมสาร์ทเสียชีวิตเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม ค.ศ. 1791 ที่กรุงเวียนนา ว่ากันว่างานศพทำกันอย่างรีบร้อน เพราะสภาพอากาศไม่ดี หิมะตกตลอด ภรรยาและเพื่อนๆ ของเขานำศพของโมสาร์ทไปฝังที่สุสานเซนต์มาร์ค จนกระทั่งปัจจุบันก็ไม่มีผู้ใดทราบว่าศพของโมสาร์ทฝังอยู่ที่ไหน เพราะตอนนั้นไม่ได้ทำป้ายบอกไว้ ภายหลังทางการจึงสร้างอนุสาวรีย์ขึ้น ณ จุดหนึ่งในบริเวณสุสาน เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้ ปัจจุบันโมสาร์ทเป็นที่รักและนิยมยกย่องอย่างสูงในฐานะนักประพันธ์เพลงเอก บทเพลงต่างๆ ยังคงได้รับการตีพิมพ์ บรรเลง และบันทึกแผ่นเสียงทั่วโลก

โดย: - [12 ม.ค. 49 17:48] ( IP A:202.12.74.5 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live

ความคิดเห็นที่ 1
    Anna Maria Mozart (มารดาของโมสาร์ท)

โดย: - [12 ม.ค. 49 17:48] ( IP A:202.12.74.5 X: )

ความคิดเห็นที่ 2
    Leopold Mozart (บิดาของโมสาร์ท)

โดย: - [12 ม.ค. 49 17:49] ( IP A:202.12.74.8 X: )

ความคิดเห็นที่ 3
    Maria Anna "Nannerl" Mozart และบิดา-มารดาของ Mozart

โดย: - [12 ม.ค. 49 17:50] ( IP A:202.12.74.7 X: )

ความคิดเห็นที่ 4
    ไวโอลินของโมสาร์ท
โครงสร้างของไวโอลิน วิโอล่า และเชลโลในยุคของโมสาร์ทมีความแตกต่างจากเครื่องดนตรีในยุคปัจจุบันมาก สิ่งสำคัญที่สุดก็คือความแตกต่างในเรื่องของ ‘เสียง’ ซึ่งเสียงไวโอลินในอุดมคติมีอยู่ 2 แบบคือ ‘Human Voice’ และ ‘Silvery’ เสียงแบบแรกเหมาะสำหรับคอนเสิร์ทไวโอลิน ส่วนเสียงแบบที่สองเหมาะสำหรับไวโอลินในวงออร์เคสตร้า

หลักฐานที่กล่าวถึงเสียงไวโอลินทั้ง 2 ชนิด ปรากฎอยู่ในจดหมายที่โมสาร์ทเขียนถึงลีโอโปลด์บิดาของเขา เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 1777 โดยกล่าวถึง Dubreill (ลูกศิษย์ของ Tartini) และ Carl บุตรชายคนเล็กของเขา ทั้ง 3 อภิปรายกันถึงไวโอลินที่เหมาะสำหรับคอนเสิร์ทและไวโอลินสำหรับวงออร์เคสตร้า ซึ่งทั้งสามคนมีความเห็นเห็นพ้องต้องกันเช่นเดียวกับโมสาร์ท

ในปี 1728 ช่างทำไวโอลินชาวปาดัว Antonio Bagatella ได้ตีพิมพ์หนังสือ ‘Memoir’ หรือ ‘Rules for the construction of violins-violas-violoncellos-double basses’ เขาได้กล่าวถึงการสร้างเสียงไวโอลินแบบ ‘Human Voice’ และ ‘Silvery’ เอาไว้ แต่ไวโอลินทั้ง 2 แบบปรากฎอยู่ในช่วงสั้นๆ เพียง 2 ทศวรรษเท่านั้นและยังเป็นที่รู้จักจนถึงช่วงต้นศตวรรษที่ 19

Bagatella เป็นช่างทำไวโอลินคนแรกและมีชื่อเสียงที่สุดที่ปรับเปลี่ยนไวโอลินยุคบาโร้คให้กลายเป็นเครื่องดนตรียุค ‘คลาสสิก’ โดยการดัดแปลงสัดส่วนต่างๆ ของไวโอลินเก่ามากกว่าที่จะลงมือทำกับไวโอลินของเขาเอง จากบันทึกของเขากล่าวว่า เขาเริ่มหัดทำไวโอลินตั้งแต่อายุ 19 ปี และในคืนวันคริสต์มาสต์ปี 1748 เขาก็ได้ค้นพบหลักการดังกล่าว ซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่ Tartini และ Geminiani จะตีพิมพ์แบบฝึกหัดการเล่นไวโอลินของทั้งคู่ในปี 1750 และ 1751 ตามลำดับ หลังจากนั้นในปี 1756 Leopold Mozart ได้ตีพิมพ์ตำราการเล่นไวโอลินของเขาในปีเดียวกับที่โมสาร์ทเกิด

วิธีการของเขาก็คือการออกแบบที่ได้สัดส่วน ชิ้นส่วนต่างๆ ของไวโอลินประกอบเข้าด้วยกันเป็นน้ำเสียงที่สมบูรณ์แบบ เขาเชื่อว่าองค์ประกอบที่ลงตัวเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นในยุคของ Guarneri ‘del Gesu’ แต่อย่างใด หากแต่มันมีอยู่แล้ว และเขาเป็นผู้ที่ค้นหลักการอันนี้

ไวโอลินที่ให้เสียงแบบ ‘Human Voice’ นั้น ความหนาของไม้แผ่นหน้าต้องสม่ำเสมอกัน ส่วนน้ำเสียงแบบ ‘Silvery’ นั้น บริเวณกึ่งกลางไม้แผ่นหน้าต้องหนากว่าเล็กน้อย เมื่อ Bagatella ต้องการทำไวโอลินที่มีน้ำเสียงแบบ ‘Human Voice’ เขาจะปรับความหนาของไม้แผ่นหน้าให้เท่าๆ กัน และเมื่อต้องการน้ำเสียงแบบ ‘Silvery’ กึ่งกลางไม้แผ่นหน้าต้องหนากว่าและค่อยๆ ไล่ความหนาให้บางลงจนถึงขอบไม้ด้านข้าง (Rib) ซึ่งเส้นรอบนอกและความหนาของโอลินจะเปลี่ยนไปตามสัดส่วนที่เหมาะสม

ถ้าจะอาศัยทฤษฎีอันนี้เป็นเกณฑ์ ไวโอลินหลาย ๆ ตัวของ Stradivari รวมถึงช่างทำไวโอลินคนอื่นๆ ที่มีความหนาของไม้แผ่นหน้าเท่าๆ กันก็ต้องจัดอยู่ในกลุ่ม ‘Human Voice’ ส่วนไวโอลิน ‘Cannone’ ผลงานของ Guarneri ที่เคยดป็นไวโอลินคู่ใจของ Paganini ที่มีความหนาบริเวณกึ่งกลางไม้แผ่นหน้ามากกว่าบริเวณอื่นก็ต้องเรียกว่า ‘Silvery’ ตามทฤษฎีของ Bagatella หรือไม่? คำถามนี้คงจะอยู่ต่อไปอีกนานเท่านาน แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนก็คือ Paganini ใช้ไวโอลิน ‘Cannone’ ในคอนเสิร์ทของเขาเสมอ

ในปี 1782 ขณะนั้น Bagatella มีอายุได้ 49 และกลายเป็นช่างทำไวโอลินที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง เขามีโอกาสทำงานให้กับ Tartini มากว่า 30 ปี ทั้งไวโอลินของ Tartini เองรวมถึงลูกศิษย์ของเขา หลายๆ คนถูกส่งมาจากราชสำนักต่างๆ ทั่วยุโรป Tartini มอบหมายให้ Bagatella ปรับลดขนาดไวโอลินหลายๆ ตัวตามความต้องการของเขา เพราะ Tartini เป็นนักค้นคว้าในเรื่องสุนทรียศาตร์ของเสียงที่มีชื่อคนหนึ่ง นอกจากจะเก็บไว้ใช้เองแล้วไวโอลินเหล่านี้ถูกส่งไปยังที่ต่างๆ โดยที่ Bagatella ก็ไม่ทราบว่า Tartini ส่งไปยังที่ใด โมสาร์ทอาจจะเคยได้ยินชื่อ Bagatella มาก่อนก็เป็นได้ แต่ดูเหมือนว่า Dubreill จะไม่ได้กล่าวถึง Bagatella เลยเมื่อคราวที่เขาสนทนาเรื่องไวโอลิน กับโมสาร์ท ในบันทึกของ Bagatella มีรายชื่อลูกค้าจำนวนมากมาย แม้ว่าจะไม่มีชื่อโมสาร์ทอยู่ก็ตาม แต่ก็เป็นไปได้ที่ว่าผู้ที่ป็นลูกค้าของ Bagatella ก็คือลีโอโปล์ดบิดาของโมสาร์ท ซึ่ง Bagatella ได้กล่าวไว้ในบันทึกของเขาเอาไว้ว่า มีลูกค้าชาวต่างชาติมากมายซึ่งเค้าไม่รู้จักเลย
โดย: - [12 ม.ค. 49 17:55] ( IP A:202.12.74.8 X: )

ความคิดเห็นที่ 5
   ลีโอโปล์ดดูแลการศึกษาด้านดนตรีให้กับบุตรชายของเขาเป็นอย่างดี และซื้อเครื่องดนตรีให้เขา 2-3 ชิ้น ซึ่งเครื่องดนตรีในยุคบาโร้คเหล่านี้ถูกดัดแปลงในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 18 ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ Mozart Museum ที่เมืองเมืองซัลบวร์ก

1. ไวโอลินสำหรับเด็ก (Kindergiege) ถูกดัดแปลงจนมีสภาพดังที่เห็นในปัจจุบัน ทำให้สูญเสียคุณค่าทางประวัติศาสตร์โดยสิ้นเชิง ไวโอลินตัวนี้เข้ามาเป็นสมบัติของพิพิธภัณฑ์ตั้งแต่ปี 1896

2. ไวโอลินที่มีฉลากเขียนข้อความว่า “Jakobus Stainer in Absam, / prope Oenipotum, 1659” แต่เป็นฉลากปลอม ไวโอลินตัวนี้อาจทำขึ้นที่เมือง Mittenwald ในช่วงต้นศตวรรษที่ 18 ก็เป็นได้ มีบางทฤษฎีกล่าวว่า โมสาร์ทใช้ไวโอลินตัวนี้จนถึงปี 1781 แต่ก็ไม่มีหลักฐานใดๆ ที่จะยืนยันได้เลยว่าไวโอลินตัวนี้เป็นของโมสาร์ทจริงหรือไม่

3. วิโอล่า ที่มีฉลากข้อความ “…iouani Paolo Megini/a Brescia. – 161*”

ปัญหาของเครื่องดนตรีเหล่านี้ก็คือ ไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันได้ว่าเครื่องดนตรีเหล่านี้เคยเป็นสมบัติของโมสาร์ท นอกจากนั้นยังมีเครื่องดนตรีในยุโรปอีก 2-3 ชิ้นที่อ้างว่าเคยเป็นสมบัติของเขาเช่นกัน
โดย: - [12 ม.ค. 49 17:57] ( IP A:202.12.74.8 X: )

ความคิดเห็นที่ 6
    ไวโอลินและวิโอล่า
วิโอล่ามีการปรับลดขนาดลง ส่วนคอและฟิงเกอร์บอร์ดเป็นของเดิมแต่ผ่านการปรับแต่งใหม่ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 หรือต้นศตวรรษที่ 19 ส่วนคอและฟิงเกอร์บอร์ดของไวโอลินเป็นของเดิม ส่วนคอค่อนข้างบาง เชื่อว่าเครื่องดนตรีทั้ง 3 ชิ้นเป็นสมบัติของโมสาร์ทมาก่อน

โดย: - [12 ม.ค. 49 17:59] ( IP A:202.12.74.8 X: )

ความคิดเห็นที่ 7
    ไวโอลินขนาดเล็ก
คอและชิ้นส่วนอื่นๆ ที่เป็นของเดิมได้สูญหายไปหมดแล้ว ฟิงเกอร์บอร์ด หางปลา และหย่องเป็นของใหม่ที่เปลี่ยนขึ้นในภายหลัง

โดย: - [12 ม.ค. 49 18:01] ( IP A:202.12.74.6 X: )

ความคิดเห็นที่ 8
    รื้อหลุมศพครอบครัวพิสูจน์ดีเอ็นเอ “กะโหลกโมสาร์ท” แท้หรือเทียม
มูลนิธิโมสาร์ทพยายามอีกครั้งกับ “กะโหลก” ที่เชื่อว่าน่าจะเป็นของโมสาร์ท หลังจากทดสอบอยู่หลายรอบ โดยล่าสุดหวังนำเทคโนโลยีชีวภาพเข้าช่วย ขุดซากโครงกระดูกพ่อและเครือญาตินำดีเอ็นเอเข้าเทียบกับกะโหลกศิลปินชื่อก้อง

แม้ว่า “โวลฟกัง อมาเดอุส โมสาร์ท” (Wolfgang Amadeus Mozart) นักประพันธ์ชื่อก้องชาวออสเตรียจะเสียชีวิตไป 200 กว่าปีแล้ว และนอกจากผลงานของเขาจะติดหูเรามาถึงทุกวันนี้ ชีวิตหลังความตายของเขาก็ยังคงเป็นปริศนาให้ไขกันต่อไป เนื่องจากไม่มีใครสามารถระบุได้ว่าโครงกระดูกกว่า 200 ปีชิ้นไหนกันแน่ที่เป็นของโมสาร์ท

ล่าสุดนักโบราณคดีได้ตัดสินใจเปิดหลุมฝังศพ “เลโอโปลด์” (Leopold Mozart) บิดาของโมสาร์ท พร้อมด้วยเครือญาติที่ฝังรวมกันอยู่ ในสุสานเซนต์ เซบาสเตียน (St. Sebastian) เมืองซัลซ์บรัวก เพื่อนำสารทางพันธุกรรมมาเปรียบเทียบกับกะโหลกที่ของมูลนิธิโมสาร์ทสากล (International Mozarteum Foundation) โดยต้องการหาคำตอบว่าเป็นกะโหลกของนักประพันธ์เพลงชื่อดังชาวออสเตรียจริงหรือไม่
โมสาร์ทเสียชีวิตเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 1791 และถูกฝังอย่างอนาถาในป่าช้าเซนต์มาร์กเซอร์ ณ กรุงเวียนนา (Vienna's St. Marxer Cemetery) ซึ่งตำแหน่งของหลุมศพนั้นไม่มีใครรู้แน่ชัด แต่มีความพยายามค้น จนสามารถระบุตำแหน่งหลุมศพของโมสาร์ทไว้เมื่อปี 1855 ซึ่งหลุมของเขาประดับด้วยเสาหินต้นใหญ่ พร้อมด้วยทูตสวรรค์ที่กำลังก้มมองหลุมศพของเขาอย่างเศร้าสร้อย

อย่างไรก็ดี มีเรื่องเล่าลือกันต่อมาว่าก่อนจะมีการระบุตำแหน่งที่ฝังโมสาร์ทอย่างเป็นทางการนั้น มีสัปเหร่อขุดหลุมฝังศพของโมสาร์ทแล้วขโมยกะโหลกศรีษะของนักดนตรีชื่อดังแห่งประวัติศาสตร์ไป และด้วยวิธีการต่างๆ นานากะโหลกที่หายไปจากหลุมของโมสาร์ทก็กลับมาอยู่ที่มูลนิธิโมสาร์ทในซัลซ์บรัวกเมื่อปี 1902 ซึ่ง ดร.สเตฟาน พอลลี (Dr. Stephan Pauly) ผู้อำนวยการมูลนิธิ เปิดเผยว่า กระโหลกดังกล่าวยังคงเก็บไว้ในมูลนิธิ และยังไม่ได้เปิดให้สาธารณชนได้เข้าชม เพราะว่าทางสถาบันไม่แน่ใจว่าสัปเหร่อผู้นั้นเอาหัวกะโหลกออกมาจากหลุมได้อย่างไร และเขารู้ได้อย่างไรว่าโลงศพที่ปะปนอยู่ในหลุมนั้น โลงไหนเป็นของโมสาร์ท
”เราได้ใช้วิธีการตรวจสอบมากมายต่างๆ นานา แต่ว่าก็ยังไม่ได้ข้อสรุปที่แน่ชัดว่ากะโหลกที่มีอยู่นี้เป็นของโมสาร์ทจริงหรือไม่” พอลลีเผย ทำให้ล่าสุดทางมูลนิธิมีแผนที่จะตรวจสอบรหัสทางพันธุกรรม หรือ “ดีเอ็นเอ” ของกะโหลกชิ้นนี้ โดยเชื่อว่าน่าจะได้ผลการตวรจสอบออกมาในช่วงต้นปีหน้า โดยอยู่ในความดูแลของ “มูลนิธิโมสาร์ท” องค์กรเอกชนที่ไม่หวังผลกำไร ตั้งขึ้นในปี 1880 เพื่อพิทักษ์มรดกของโมสาร์ท
หลังจากโมสาร์ทสิ้นชีวิตลง ศพของเขาถูกบรรจุไว้ในโลงไม้ และฝังรวมกับศพผู้อื่นอีก 4-5 ราย ซึ่งเป็นธรรมเนียมของครอบครัวฐานะปานกลางในยุคนั้นที่แบ่งหลุมศพกัน โดยในหลุมจะมีการจัดแบ่งที่กันอย่างชัดเจน ซึ่งช่างไม้ได้ระบุตำแหน่งโลงของเขาไว้ตั้งแต่คราวนั้น แต่หลังจากนั้นอีก 5-15 ปีโลงของโมสาร์ทก็ถูกขุดขึ้นมาใหม่ เพื่อจัดเนื้อที่เพิ่มเติมให้แก่สมาชิกที่เพิ่มขึ้นในหลุม จึงทำให้ตำแหน่งโลงของโมสาร์ทที่ระบุไว้แต่แรกคลาดเคลื่อน

ขณะนี้ ร่างต่างๆ ในหลุมศพของบิดาและเครือญาติของโมสาร์ทถูกขุดขึ้นมาเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว และกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาศึกษาก่อนนำไปทดสอบทางดีเอ็นเอภายในเดือน พ.ย.นี้ และถ้าพิสูจน์ได้ว่ากะโหลกดังกล่าวเป็นของโมสาร์ทจริง ก็จะสามารถนำกะโหลกชิ้นนี้ไปตรวจสอบต่อได้อีกว่าศิลปินผู้อัจฉริยะรายนี้เสียชีวิตด้วยสาเหตุอะไร พร้อมด้วยการตามหาร่างที่แท้จริงต่อไป

http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9470000075794
โดย: - [12 ม.ค. 49 18:03] ( IP A:202.12.74.5 X: )

ความคิดเห็นที่ 9
    กะโหลกศรีษะที่เชื่อว่าเป็นของโมสาร์ท ซึ่งทางมูลนิธิกำลังดำเนินการพิสูจน์อยู่

โดย: - [12 ม.ค. 49 18:04] ( IP A:202.12.74.5 X: )

ความคิดเห็นที่ 12
    ข่าวแปลกๆ ของโมสาร์ท
ชาวบ้านในฮาร์ตฟอร์ดหวังว่าบีโทเฟนและโมสาร์ตจะช่วยไล่พ่อค้ายาเสพติดและโสเภณีออกจากสวนสาธารณะได้

นักเคลื่อนไหวกลุ่มหนึ่งเสนอให้เปิดเพลงคลาสสิกในสวนสาธารณะบาร์นาร์ด โดยหวังว่า เพลงของคีตกวีบีโทเฟ่นและโมสาร์ตจะสร้างความรำคาญทำให้พ่อค้ายาและคุณโสหนีหายไปจากสวนสาธารณะ ทั้งยังหวังว่า บทเพลงเหล่านั้นจะทำให้สวนรื่นรมย์ยิ่งขึ้นสำหรับประชาชน

แครอล โคเบิร์น ผู้อยู่อาศัยในบริเวณดังกล่าว เล่าว่า ไอเดียนี้มาจากการอ่านพบความพยายามในลักษณะเดียวกันในเวสต์ปาล์มบีช รัฐฟลอริดา ซึ่งเธอบอกว่า ปัญหาอาชญากรรมลดลงถึง 40% ในสวนสาธารณะที่เปิดเพลงคลาสสิก หลายเมืองในแคนาดาและออสเตรเลียก็ประสบความสำเร็จเช่นเดียวกันนี้

แต่สำหรับโรเบิร์ต ฟิงค์ นักวิชาการดนตรีจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย กลับมองว่า แผนการดังกล่าวรังแต่จะทำให้ความพยายามในการแก้ปัญหาอาชญากรรมดูต่ำต้อยน่าสงสาร

“บีโทเฟ่นไม่ช่วยอะไรหรอก ตลกดีที่คีตกวีผู้ยิ่งใหญ่บางคนถูกคนสมัยนี้มองเป็นสเปรย์กำจัดแมลงหรือสเปรย์ฆ่าเชื้อโรคไปแล้ว”

ทั้งนี้ แผนการใช้ดนตรีคลาสสิกปัดเป่ามิจฉาชีพ ต้องได้รับอนุมัติจากสภาเมืองและอนุมัติการจัดสรรงบประมาณอุดหนุนก่อนจะนำมาปฏิบัติได้จริง

โดย: ผู้จัดการออนไลน์ - 10 มีนาคม 2549
โดย: - [13 ต.ค. 49 17:57] ( IP A:202.12.74.7 X: )

ความคิดเห็นที่ 13
    เชี่ยวชาญยัน "โมสาร์ท" มีอันจะกิน
หลังจากเป็นที่รู้จักกันในฐานะอัจริยะคนยากมากว่า 2 ศตวรรษ ล่าสุดคณะผู้จัดนิทรรศการเฉลิมฉลองวันคล้ายวันเกิด 250 ของคีตกวีผู้ยิ่งใหญ่ของโลกอย่าง โวล์ฟกัง โมสาร์ท ได้ออกมายืนยันข้อมูลล่าสุดของทีมงานว่า โมสาร์ทอันที่จริงไม่ใช่ศิลปินผู้ยากไร้ แต่ถือเป็นผู้มั่งมีระดับขุนนางเลยทีเดียว จากรายงานของสำนักข่าวเดอะ การ์เดียน เมื่อวันพุธที่ผ่านมา

นิทรรศการที่มีชื่อว่า Mozart: A Composer in Vienna เพื่อเฉลิมฉลองวันเกิดครบรอบ 250 ปีของ โวล์ฟกัง อมาเดอุส โมสาร์ท คีตกวีดนตรีคลาสสิกผู้ยิ่งใหญ่ เมื่อวันที่ 27 ม.ค. 1756 ที่เมืองเมืองซอลส์บวร์ก ซึ่งเปิดทำการแสดงไปเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ที่สมาคมดนตรีเมืองเวียนนา Musikverein ประเทศออสเตรีย โดยจะจัดแสดงต่อเนื่องไปถึงวันที่ 30 มิ.ย.

ภายในงานได้จัดแสดงสิ่งของจำพวกใบแจ้งหนี้และใบเสร็จรับเงินต่างๆ ในช่วง 10 ปีสุดท้ายในชีวิตของคีตกวีผู้นี้ ซึ่งสิ่งของเหล่านี้ได้เป็นสิ่งที่ยืนยันว่าที่จริงแล้วโมสาร์ทถือได้ว่าเป็นผู้ที่มีฐานะของชนชั้นสูงผู้หนึ่ง และเป็นหนึ่งในผู้ที่ทำรายได้มากที่สุดในศตวรรษที่ 18 ทีเดียว

แม้ภายในงานแสดงดังกล่าว จะมีจดหมายของโมสาร์ทที่มีข้อความเกี่ยวกับการหยิบยืมเงินจากเพื่อนฝูง เพื่อใช้ในการเดินทางของทั้งตัวเขาและครอบครัวที่ต้องโยกย้ายถิ่นฐานอย่างน้อย 11 ครั้งในช่วงเวลาดังกล่าว แต่ผู้จัดงานยืนยันว่าโมสาร์ทสามารถทำเงินได้ 10,000 โฟลริน*ต่อปีเลยทีเดียว ซึ่งถือเป็นรายได้ที่สูงมากในยุคนั้น โดยนายออตโต ไบบา ภัณฑารักษ์ประจำงานแสดงดังกล่าวได้ชี้แจงต่อข้อมูลนี้ว่า

"ณ เวลานั้น การมีรายได้ปีละ 500 โฟลรินก็ทำให้คุณอยู่ในแวดวงไฮโซได้อย่างสบายแล้ว เมื่อเทียบกับรายได้ชนชั้นแรงงานที่ 25 โฟลรินต่อปียิ่งแล้วใหญ่ มีคนที่มีรายได้อย่างเขาแค่ 5 เปอร์เซนต์เท่านั้นเอง"

"ฉะนั้น มันต้องมีการล้างภาพพจน์ศิลปินใส้แห้งของเขาที่ผ่านๆ มาเสียที แน่ละว่าเขาคืออัจริยะอย่างไม่ต้องสงสัย แต่เป็นอัจริยะที่ทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำตลอดชีวิตของเขา จริงทีว่าบางครั้งเขาก็มีหนี้เป็นเงินก้อนใหญ่เหมือนกัน ส่วนใหญ่ก็มาจากการเป็นสิงห์พนันของเขานั้นแหล่ะ แต่ก็ไม่มีอะไรมาพิสูจน์ได้"

ตามหลักฐานเผยว่าโมสาร์ทได้รับเงินจำนวนมากจากการสอนเปียโนและแสดงคอนเสิร์ต รวมทั้งยังรับหน้าที่เป็นนักดนตรีในราชสำนักของเวียนนาอีกด้วย โดยเขามีโต๊ะบิลเลียดซึ่งเป็นกีฬาที่เขาโปรดในบ้าน มีช่างทำผมส่วนตัว มีพื้นที่ว่างอันโออ่าไว้สำหรับจอดรถม้า และใช้ชีวิตในเวียนนาส่วนใหญ่ที่อพาร์ตเมนท์ขนาด 7 ห้องนอนสุดหรูใกล้ๆ กับโบสถ์ใหญ่ของเมือง

นอกจากนี้ในนิทรรศการดังกล่าวยังได้แสดงใบรับเงินของเขาจำนวน 800 โฟลรินที่มอบโดยกษัตริย์โจเซฟ ที่ 2 แห่งออสเตรีย รวมทั้งจดหมายของลิโอโพลด์คุณพ่อของโมสาร์ทที่ระบุว่าเขาทำเงินจากการแสดงคอนเสิร์ตคืนเดียวได้ถึง 1,000 โฟลรินเลยทีเดียว โดยโมสาร์ทผู้พ่อได้หมายเหตุลงไปในจดหมายฉบับนั้นว่ามันเป็นสิ่งที่ "ยอดเยี่ยม" อย่างมาก

โมสาร์ท อาศัยอยู่ที่เมืองเวียนนาช่วงปี 1781-1791 ซึ่งเป็นช่วง 10 ปีสุดท้ายก่อนที่เขาจะเสียชีวิตลงก่อนวัยอันควรด้วยวัย 35 ปี และเป็นที่เชื่อกันเสมอมาว่าร่างของเขาถูกฝังร่วมกับศพอื่นๆ ในสุสานอนาถา แต่นายไบบา ภัณฑารักษ์ประจำงานแสดงครั้งนี้ชี้ว่าความจริงแล้วโมสาร์ทถูกฝังอยู่ที่สุสานประจำชุมชน ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของผู้คนในสมัยนั้น

หมายเหตุ * โฟลริน (florin) เหรียญทองคำที่ใช้ในยุโรปตะวันตกยุคกลาง เริ่มผลิตที่เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี เมื่อปี 1252 และใช้อย่างแพร่หลายในประเทศเยอรมันช่วงปี 1680-1790 และประเทศออสเตรียช่วงปี 1857-1892
โดย: - [13 ต.ค. 49 17:59] ( IP A:202.12.74.8 X: )

ความคิดเห็นที่ 15
   โมสาร์ท นอกจากจะมีความสามารถในการเล่นไวโอลินแล้ว ยังสามารถเล่นดนตรีชนิดอื่นอีก เช่น ออร์แกน คลาเวียร์ บิดาของเขาส่งเสริมบุตรชายทางด้านดนตรีอย่างจริงจัง และในปี ค.ศ.1763 บิดาของเขาพาเขาและมาเรีย แอนนา ออกตระเวนแสดงดนตรีทั่วทั้งยุโรป และการตระเวนแสดงดนตรีในครั้งนั้นก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เพราะทุกที่ที่พวกเขาไปแสดงดนตรีนั้น ทุกคนต่างประทับใจในฝีมือการเล่นดนตรีของครอบครัวดนตรีนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝีมือการเล่นดนตรีอันสุดแสนมหัศจรรย์ของโมสาร์ทน้อย ทำให้โมสาร์ทได้รับคำชื่นชมไปทั่วทั้งจากประชาชนเดินถนนจนถึงราชสำนัก โมสาร์ทได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากราชสำนักทุกแห่ง เช่น ออสเตรีย เยอรมนี ฝรั่งเศส และอังกฤษ

สถานที่แห่งแรกของการเดินทางในครั้งนี้ก็คือเมืองมิวนิก พวกเขาได้เล่นดนตรีถวายให้กับเจ้าชายแห่ง บาวาเรีย และพระเจ้าโยเซฟที่ 3 จากนั้นก็เดินทางไปเล่นดนตรีถวายพระนางมาเรีย เทเรซา ที่กรุงเวียนนา ออสเตรีย ที่นี่เองที่โมสาร์ทได้รับการจุมพิตจากสมเด็จพระราชินีพระองค์นี้ที่ได้ประทานให้แก่เขาด้วยความเอ็นดู แต่เหตุการณ์สำคัญที่โมสาร์ทจะลืมไม่ได้ก็คือ ระยะเวลาที่อยู่แสดงดนตรีในกรุงเวียนนานั้น โมสาร์ทได้มีโอกาสคลุกคลีอยู่กับบรรดาพระราชโอรสและพระราชธิดาของพระนางมาเรีย เทเรซา ในขณะนั้นโมสาร์ทมีอายุได้อายุ 6 ขวบ พระราชธิดาพระองค์หนึ่งของพระนางมาเรีย เทเรซา ได้ให้ความสนิทสนมต่อเขาอย่างมาก พระองค์คอยกอดรัดโมสาร์ท คอยปลอบประโลมให้เขาหายเศร้า เป็นเพื่อนที่ดีของเขา ในยามทุกข์ยากและยามสุข จึงกล่าวตามประสาเด็กๆ ออกมาว่า เขาขอสัญญาว่า เมื่อเขาโตเป็นหนุ่ม เขาจะขอแต่งงานกับพระนาง แต่โมสาร์ทในขณะนั้นคงไม่รู้หรอกว่าขณะนั้นเขากำลังเผชิญหน้าอยู่กับพระราชินี ผู้ยิ่งใหญ่ของโลกคนหนึ่งในเวลาต่อมา เพราะพระราชธิดาพระองค์นั้นต่อมาก็คือพระนางมารี อังตัวเนตต์ มเหสีของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แห่งฝรั่งเศสนั่นเอง

แม้ว่าโมสาร์ทจะมีรูปโฉมที่งดงาม และมีพรสวรรค์ทางการดนตรีที่พระเจ้าประทานให้อย่างล้นเหลือ แต่ในด้านความรักนั้น เรียกได้ว่าโมสาร์ทเป็นชายที่อาภัพในเรื่องความรักคนหนึ่งของโลกเลยทีเดียว ในระหว่างที่โมสาร์ทยังเป็นเด็กนั้น เป็นงานที่มีผลทำให้ชื่อเสียงของเขาขจรขจายไปทั่วยุโรป จักรพรรดิฟรังซิส ถึงกับทรงเรียกเขาว่า “ผู้วิเศษน้อย” เมื่ออายุ 7 ขวบ เขาแต่งเพลงไวโอลินโซนาตาเสร็จเป็นเพลงแรก อีกปีหนึ่งต่อมาเมื่ออายุ 8 ขวบ ก็แต่งซิมโฟนีได้สำเร็จ การที่พ่อของเขาได้นำพี่สาวและตัวของโมสาร์ทออกแสดงดนตรีไปทั่วยุโรป ทำให้โมสาร์ทได้รับการต้อนรับ อย่างดีจากราชสำนักทุกแห่ง ทั้งออสเตรีย เยอรมนี ฝรั่งเศส และอังกฤษ ได้รับการยอมรับจากชนทุกชั้น ระยะนี้เองเขาได้รับสมญานามเพื่อยกย่องว่า “เด็กมหัศจรรย์” ชื่อเสียงของเขาเป็นที่รู้จักกันอย่างดีทั่วยุโรป

เมื่ออายุเพียง 14 ปีเท่านั้น เขาก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอัศวินจากสมเด็จพระสันตะปาปา ซึ่งพระองค์ก็ทรงชื่นชมในความสามารถของเขาถึงกับแต่งตั้งให้เขาเป็นทหารม้า Cavalier และเป็น King of the Golden Cross ด้วย ซึ่งเป็นยศอัศวิน การให้เกียรติแก่นักดนตรีอย่างนี้เคยให้แก่ คริสโตฟ วิลลิบาลด์ กลุ๊ค มาแล้วเมื่อ 14 ปีก่อนหน้านี้ แม้กระทั่งพระเจ้ายอร์จที่ 3 แห่งอังกฤษ ถึงกับเคยตรัสไว้ว่า “อายุเพียง 8 ขวบ แต่มีความสามารถเท่ากับคนอายุ 40”

อิตาลี เป็นประเทศที่โมสาร์ทชื่นชอบเป็นอย่างมาก เขาลุ่มหลงในความงดงามของอิตาลีจนถึงขั้นกับเปลี่ยนชื่อของตัวเองให้เป็นภาษาอิตาเลียน โดยได้เปลี่ยนชื่อกลาง ซึ่งเดิมชื่อ Gottlieb แปลว่า ผู้เป็นที่รักของพระเจ้า มาเป็น Amadeus ซึ่งแปลว่า ผู้เป็นที่รักของพระเจ้าเช่นเดียวกัน เขา หายใจเข้าออกเป็นอิตาลีไปหมด
โดย: - [25 ต.ค. 50 15:02] ( IP A:202.12.74.77 X: )

ความคิดเห็นที่ 18
   หลังจากประสบความสำเร็จมาอย่างต่อเนื่อง จุดหักเหของชีวิตโมสาร์ทก็เริ่มขึ้น เมื่ออาร์ชบิชอปไฮโรนีมุส ผู้ซึ่งเป็นคนอุปการะและสนับสนุนให้โมสาร์ทกับพ่อได้เดินทางไปเล่นไวโอลินในที่ต่างๆ เป็นประจำ ซึ่งทำให้สองพ่อลูกได้มีโอกาสสร้าง ชื่อเสียงและมีรายได้ไม่ขาดระยะได้เสียชีวิตลง อาร์ชบิชอปคนใหม่ที่ชื่อ โคลโลเรโดได้ดำรงตำแหน่งแทน โมสาร์ทและพ่อถูกห้ามไม่ให้เดินทางไปเล่นไวโอลิน โดยคำสั่งของท่านอาร์ชบิชอปโคลโลเรโดคนใหม่ ดังนั้น โมสาร์ทจึง จำต้องลาออกจาก วงดนตรีของอาร์ช บิชอปในปี ค.ศ.1781 หลังจากนั้นเขากลายเป็นนักดนตรีอิสระคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ดำเนินชีวิตโดยไม่ขึ้นกับราชสำนักหรือโบสถ์หรือ ผู้อุปถัมภ์

โมสาร์ทพยายามเดินทางไปเผยแพร่ดนตรีตามที่ต่างๆ กับแม่ของเขา และต้องแยกกับพ่อซึ่งอันที่จริงแล้วโมสาร์ทไม่เคยแยกจากพ่อของเขาเลย พวกเขา ทั้งสองใช้ชีวิตเหมือนกับว่าเป็นคนคนเดียวกันมาตลอด และเมื่อต้องแยกกันนั้น พ่อของเขาถึงกับต้องเสียน้ำตาในขณะที่โบกมือลาลูก

การออกตระเวนแสดงดนตรีของโมสาร์ทในครั้งนี้ไม่ประสบความสำเร็จนัก ชื่อเสียงที่สั่งสมมาเริ่มเสื่อมถอย นั่นเป็นเพราะทุกคนต่างยอมรับโมสาร์ทว่าเป็น นักดนตรีเด็กอัจฉริยะ แต่เมื่อล่วงเลยเข้าสู่วัยหนุ่ม ทำให้เขาไม่ได้รับการสนใจเท่าที่ควร จนทำให้แม่ ของเขาเศร้าใจมาก

มีครั้งหนึ่งเขาอยู่ในเมืองมันน์ไฮม์ และได้พบวงออร์เคสตราที่ดีที่สุดในยุโรป ณ ที่นี้เอง เขาได้แต่งเพลงให้แก่เจ้าเมืองของมันน์ไฮม์หลายเพลงด้วยกัน โดยเขาหวังว่าคงได้รับตำแหน่งอยู่ในราชสำนักบ้าง แต่กลับได้เพียง คำเยินยอกลับมาเท่านั้น ที่นี่เองที่เขาพบรักกับอลอยเซีย เวเบอร์ แม่ของโมสาร์ทรีบรายงานพฤติกรรมของลูกชายไปให้ผู้เป็นพ่อทราบทันที พ่อของโมสาร์ทรู้สึกตกใจมาก เขารีบเขียนจดหมายสั่งให้โมสาร์ทรีบไปหางานทำในปารีสทันที น่าเสียดายที่แม้เขาจะกลับมายังปารีส แต่ปรากฏว่าผู้คนที่เคยชื่นชอบผลงานของเขากลับไม่สนใจ การแสดงทีท่าเมินเฉยทำให้เขาต้องพบกับความผิดหวังเป็นอย่างมาก ซ้ำร้ายมารดาของเขาต้องมาจบชีวิตลงอย่างกะทันหันที่กรุงปารีสในเดือนกรกฎาคม ค.ศ.1778 ก่อให้เกิดความเศร้าสลดแก่โมสาร์ทเป็นอย่างมาก

เหตุการณ์นี้เองที่ทำให้โมสาร์ทต้องกลับไปซาลซ์บูร์ก โดยตกลงที่จะผ่านเยอรมนีเพื่อแวะพบกับหญิงคนรัก แต่ปรากฏว่า เธอได้เปลี่ยนใจเสียแล้ว ทำให้โมสาร์ทเสียใจเพิ่มมากขึ้นไปอีก และได้เข้าร่วมอยู่ในวงดนตรีของอาร์ชบิชอปโคลโลเรโดผู้ที่เห็นเขาเป็นเพียงแค่คนใช้ที่สามารถเล่นดนตรีได้อย่างยอดเยี่ยมเท่านั้นเอง

โมสาร์ทไม่พอใจในสถานะที่เป็นอยู่อย่างยิ่ง จึงตัดสินใจเดินทางไปที่กรุงเวียนนา และได้ไปอาศัยอยู่กับครอบครัวเวเบอร์ และได้แต่งงานกับคอนสตันซ์ เวเบอร์ น้องสาวของ อลอยเซีย เวเบอร์ ซึ่งเขาเคยรักมาก่อน ในเดือนสิงหาคม ค.ศ.1782 เขาได้นำเอาชื่อของภรรยาไปตั้งเป็นชื่อของนางเอกในอุปรากรที่เขาเขียนขึ้นชื่อ The Escape from Seraglio โมสาร์ท ได้นำอุปรากรเรื่องนี้ไปแสดงที่กรุงเวียนนา แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ คนดูเดินออกก่อนอุปรากรเลิก ทุกรอบ แต่อย่างไรก็ตาม จากอุปรากรเรื่องนี้ จักรพรรดิโจเซปได้รับโมสาร์ทไว้ในวงดนตรีของพระองค์

โมสาร์ท พยายามสร้างสรรค์ทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อจักรพรรดิโจเซปจนสุดความสามารถของตน แต่ผลตอบแทนที่ได้รับนั้นมีเพียงน้อยนิด ช่างไม่คุ้มค่ากับความพยายามและความทุ่มเทของเขาเสียเลย

งานของโมสาร์ทมีมากกว่า 200 ชิ้น นับว่าเป็น ผู้ที่มีความสามารถในการแต่งเพลงชั้นยอดเยี่ยมผู้หนึ่ง เริ่มตั้งแต่เพลง String quartets ที่เด่นที่สุด 10 เพลง, Piano quartets 2 เพลง, Piano quintets อีก 2 เพลง, Piano concertos 30 กว่าเพลง, Violin concertos 7 เพลง, Flute concertos 3 เพลง, อุปรากร 22 เรื่อง, ซิมโฟนีเขียนไว้ 41 เพลง นอกจากนั้นยังมีอื่นๆ อีกมาก

โมสาร์ทได้เขียนเพลงมากมาย ยิ่งเขียนมากขึ้น เท่าไหร่แนวการเขียนก็ยิ่งแปลกขึ้นเท่านั้น และไม่ค่อยจะซ้ำแบบเดิม ซึ่งเป็นการยากที่นักแต่งเพลงอื่นๆ จะทำได้ อุปรากรเรื่องสุดท้ายในชีวิตของ

โมสาร์ท คือ The Magic Flute ซึ่งเขียนขึ้น ขณะที่เขากำลังป่วยและอยู่ในภาวะเศร้าโศก เพราะมีเรื่องคับแค้นในเรื่องครอบครัว แต่ถึงอย่างนั้นก็ปรากฏว่าท่วงทีทำนองและลีลาของเพลงเต็มไปด้วยชีวิตและร่าเริงแจ่มใส เพลงนี้เขียนขึ้นในปี ค.ศ.1791

โดย: - [25 ต.ค. 50 15:09] ( IP A:202.12.74.78 X: )

ความคิดเห็นที่ 21
   ชีวิตหลังแต่งงานของโมสาร์ทนั้นต้องอยู่อย่างยากลำบาก เนื่องจากภรรยาของเขาใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือย ทำให้ฐานะทางการเงินของเขาแย่ลงทุกวัน จนต้องไป กู้หนี้ยืมสินเพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัว และที่เลวร้ายมากที่สุดสำหรับชีวิตนักดนตรีอัจฉริยะของโลก ก็คือ บางครั้งถึงกับต้องไปขอทานเพื่อให้มีเงินมาซื้ออาหารประทังชีวิต ระหว่างนี้เองที่โมสาร์ทต้องล้มป่วยลงด้วยโรคไต แต่ด้วยความสำเร็จของ The Magic Flute ที่เขาแต่งขึ้นมาใหม่ เขาได้รับเงินจ่ายประจำปี เขาจึงเริ่มต้นมีความมั่นคงทางการเงินอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ช่วงนั้นมีชายลึกลับคนหนึ่งมาจ้าง ให้เขาแต่งเพลงสวดสำหรับคนตาย ซึ่งเขาเชื่อว่าเป็นสาส์นจากมัจจุราชที่ส่งมาถึงเขา เขาเขียนเพลงนี้ยังไม่ทันเสร็จก็เสียชีวิตด้วยโรคไข้ไทฟอยด์ที่กรุงเวียนนา ในวันที่ 5 ธันวาคม ค.ศ.1791 เขาเสียชีวิตขณะที่กำลังยากจนแสนเข็ญ และมีหนี้สินรุงรัง ภรรยาไม่มีเงินจะทำศพให้สามี จนต้องให้เพื่อนผู้ใจบุญของเขามาออกเงินทำศพให้

โมสาร์ทตายอย่างอนาถ เพราะเขาต้องเผชิญกับความหิว ความหนาวและเข็ญใจ ไร้ญาติขาดมิตร ขณะที่นำศพไปฝังในตอนบ่ายวันที่เขาตายนั้น มีพายุฝนอย่างรุนแรง หิมะและลูกเห็บตกลงมาอย่างหนัก จนไม่มีใครสามารถไปร่วมพิธีฝังศพได้เลยแม้กระทั่งภรรยาของเขาที่กำลังล้มป่วยอยู่

พิธีฝังศพของเขาเกิดขึ้นด้วยฝีมือสัปเหร่อ 2-3 คน ณ ป่าช้าสำหรับคนอนาถาที่เซนต์ มารุกซ ในกรุงเวียนนา อย่างเร่งรีบจนไม่ได้มีการทำสัญลักษณ์ใดๆ ไว้เลย ทำให้เราไม่สามารถที่จะรู้ว่าหลุมฝังศพใดคือหลุมฝังศพของโมสาร์ท จึงเป็นเรื่องน่าเศร้าที่เราไม่มีวันที่จะได้เคารพศพหรือสร้างอนุสาวรีย์ให้กับชาย ผู้สร้างคุณค่าให้กับแวดวงดนตรีคลาสสิกคนนี้ได้เลย

อย่างไรก็ตาม ชีวิตของโมสาร์ทยังคงเป็นตำนานอมตะให้คนทั่วโลกได้พิจารณาการดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท ไม่ว่าจะมีชื่อเสียง ลาภ ยศ เงินทอง มากมายอย่างไร ก็อาจจะมีวันเสื่อมลงได้

วิกรม กรมดิษฐ์
http://www.posttoday.com/newsdet.php?sec=finance&id=133756

โดย: - [25 ต.ค. 50 15:14] ( IP A:202.12.74.74 X: )


คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน