จิตวิญญาณในไวโอลิน
    จิตวิญญาณในไวโอลิน
ไวโอลินมีต้นกำเนิดมาจากเครื่องดนตรี Viola da braccio หรือไม่ยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัด และยังเป็นประเด็นที่เป็นข้อสงสัยอยู่จนทุกวันนี้ คำว่า 'Viola' เคยถูกใช้เรียกแทนเสียงสูงของผู้หญิง (Soprano) เช่นเดียวกับเสียงต่ำของผู้หญิง (ALto) ในภาษาอิตาเลี่ยนมีสำนวนที่ว่า Viola con tre corde senza tasti หรือ Viola da braccio senza tasti ในภาษาเยอรมันมีคำว่า Geige ในภาษาฝรั่งเศสมีคำว่า Vyllon เกิดขึ้นในปี 1523 และคำว่า Violon เกิดขึ้นในปี 1556 ส่วนคำว่า Violino ในอิตาลีปรากฏขึ้นในปี 1538 และคำว่า Violin เกิดขึ้นที่ประเทศอังกฤษเมื่อปี1572

ชื่อของช่างทำไวโอลินในยุคแรกๆ นั้นไม่มีการบันทึกไว้มากนัก หลายๆ คนก็เป็นช่างทำเครื่องดนตรี Lute (เครื่องดนตรีประเภทพิณ) ด้วย และมีนักดนตรีหลายๆ คนที่ทำเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสายไว้ใช้เองด้วย เอกสารที่เก่าที่สุดที่กล่าวถึงอาชีพช่างทำเครื่องดนตรีอิสระอยู่ที่กรุงปารีส เป็นเอกสารในปี 1292 กล่าวว่า 'Féseurs de vielles' ซึ่งหมายถึง ‘ช่างทำเครื่องดนตรี Vielle’

รูปร่างของไวโอลินในปัจจุบันเกิดขึ้นในช่วงปี 1520 ถึง 1550 ทางตอนเหนือของเมืองมิลานในอิตาลี ช่างทำไวโอลินยุคแรกๆ ในแถบนั้น เช่น Giovan Giacomo Dalla Corna (1484-1530) และ Zanetto de Michelis da Montechiaro ( 1488-1562) แห่งเมือง Brescia ที่ทำเครื่องดนตรี Lute และ Lyre และเครื่องดนตรีอื่นๆ ในตระกูลเดียวกัน แต่ช่างทำไวโอลินเหล่านี้ไม่ได้ทำไวโอลินเพียงอย่างเดียวเท่านั้น และยังเป็นช่วงที่ไวโอลินยังไม่พัฒนาถึงขีดสูงสุด
เครื่องดนตรีที่ได้ระบุถึงเวลาที่แน่นอนของการทำเอาไว้คือ ไวโอลิน 2 คัน ผลงานของ Andrea Amati (เขาเกิดในช่วงปี 1500 ถึง 1505 เสียชีวิตที่เมืองเครโมนา ในปี 1576) ที่สร้างขึ้นในช่วงปี 1542 ถึง1546 และมีสายเพียง 3 สายเท่านั้น แต่นับตั้งแต่ปี 1555 เป็นต้นมา มีเอกสารที่เชื่อถือได้กล่าวว่า ไวโอลิน 4 สายได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว ไวโอลิน 4 สายของ Andrea Amati ตัวแรกที่ตกทอดมาจนถึงปัจจุบันทำขึ้นในปี 1555

ในปี 1560 กษัตริย์ Charles ที่ 9 (Charles IX) ของฝรั่งเศสได้สั่งเครื่องดนตรีจำนวน 38 ตัวจาก Andrea Amati เป็นไวโอลิน 24 คัน วิโอลา 6 คัน และเชลโล 8 ตัว ปัจจุบันไวโอลิน 2 ใน 24 ตัวของเขาอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ Ashmolean ที่เมืองอ๊อกฟอร์ด ประเทศอังกฤษ

ดินแดนในแถบทางตอนเหนือของอิตาลีมีความสัมพันธ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิดกับฝรั่งเศสนับตั้งแต่ยุคของกษัตริย์ Francis ที่1 (พระองค์ปกครองประเทศในช่วงปี 1515-1547) ซึ่งอธิบายได้ดีถึงการสั่งทำเครื่องดนตรีจาก Amati โดยกษัตริย์ Charles ที่ 9 แห่งฝรั่งเศส ทำให้ความนิยมของไวโอลินที่แพร่หลายไปอย่างรวดเร็วในประเทศฝรั่งเศส)
โดย: - [18 ม.ค. 49 15:14] ( IP A:202.12.74.7 X: )

ความคิดเห็นที่ 1
   ชื่อเสียงของช่างทำไวโอลินแห่ง Cremona เริ่มต้นในยุคของ Antonio Amati (1555-1640?) Girolamo Amati (1556-1630) และบุตรชายของ Girolamo คือ Nicolo Amati (1596-1684) ส่วนช่างทำไวโอลินผู้ยิ่งใหญ่คนแรกแห่งเมือง Brescia คือ Gasparo di Bertolotti da Salo (1540-1590) ซึ่งGiovanni Paolo Maggini (1580-1632) คือลูกศิษย์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขา ศิลปะสกุลช่างทำไวโอลินแห่ง Brescia เริ่มเสื่อมลงหลังจากยุคของ Maggini ในขณะที่ Cremona ได้ก้าวขึ้นมาแทนอย่างที่ไม่มีใครทาบได้เลย

ลูกศิษย์ของ Nicolo Amati ได้แก่ Girolamo Amati II (1649-1740) Andrea Guarneri (1626-1698) G.B Rogeri (1666-1696) Francesco Ruggieri (1645-1700) Paolo Grancino (1655-1692) และบางทีอาจจะรวมถึง Antonio Stradivari (1644-1737) ก็เป็นได้

ที่เวนิส Giovanni Maria Dalla Corna อาจจะเป็นผู้ก่อตั้งสกุลช่างทำไวโอลินแห่งเวนิสก็เป็นได้ ส่วนเมืองอื่นๆ ในยุโรปนั้นศิลปะการทำไวโอลินได้ถือกำเนิดขึ้นในฝรั่งเศสที่ปารีสเมื่อประมาณปี 1550 ตามมาด้วยเมือง Mirecourt, Nancy และ Lyon

Jacob Stainer (1621-1683) เขาเป็นชาว Absam ที่อยู่ใกล้กับออสเตรีย ช่างทำไวโอลินผู้ยิ่งใหญ่คนแรกในแถบทางตอนเหนือแห่งเทือกเขาแอลป์ ผลงานของเขาได้รับการยอมรับว่ามีความยอดเยี่ยมเทียบเท่ากับเครื่องดนตรีจาก Cremona นักดนตรีเช่น H.I. Biber, Jean Sebastien Bach, F. Veracini, Locatelli, Leopold Mozart ต่างก็ใช้ไวโอลินของ Stainer (แม้ว่าต่อมาได้พิสูจน์แล้วว่า ไวโอลินของโมสาร์ทเป็นฝีมือของ Klotz ก็ตาม)

ในช่วงปลายปี 1774 ช่างทำไวโอลิน Lohlein ได้ทดลองและพิสูจน์ว่าไวโอลินของ Stainer และ Amati มีเสียงที่คล้ายคลึงกับเสียงฟลุต แบบเดียวกับเสียงเครื่องดนตรีของ Stradivari แต่น่าเสียดายว่า Stainer ไม่มีเพื่อนร่วมงานหรือลูกศิษย์ที่จะมารับถ่ายทอดฝีมือของเขาเลย

ในช่วงต้นของศตวรรษที่18 ช่างทำไวโอลินแห่ง Cremona มีความโดดเด่นที่สุด โดยเฉพาะ Antonio Stradivari (1644 -1757) ได้สร้างต้นแบบไวโอลินให้กับช่างรุ่นหลังได้ยึดถือเป็นแม่แบบ ถ้าเครื่องดนตรีของเขาไม่เป็นที่นิยมของนักดนตรีในยุคนั้น แล้วจะสรุปเอาว่าผลงานของเขาไม่เป็นที่นิยมในหมู่นักดนตรีทั้งหลาย คงจะเป็นข้อสรุปที่ไม่ถูกต้อง ในช่วงที่เขายังมีชีวิตอยู่นั้นเครื่องดนตรีของเขามีชื่อเสียงไปทั่วอิตาลีแล้ว และค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นจนแพร่หลายไปทั่วยุโรป
โดย: - [18 ม.ค. 49 15:14] ( IP A:202.12.74.8 X: )

ความคิดเห็นที่ 2
    ผลงานของ Stradivari อาจจะแบ่งออกได้เป็น 3 ยุคคือ
1. ยุค Amati ซึ่งมีอิทธิพลของผู้เป็นอาจารย์อย่างชัดเจน (ประมาณปี1666 ถึง1690)
2. ยุคไวโอลินทรงยาว 'Longish' (ประมาณปี 1690 -1700)
3. ยุคทอง ‘Golden Age’ เป็นยุคที่ผลงานของเขาแสดงถึงฝีมือที่เปี่ยมไปด้วยความเชี่ยวชาญ เช่น ไวโอลินที่ประดับด้วยงาน Inlaid-work ที่มีจำนวนไม่นากนัก ตัวอย่างเช่น ไวโอลินชื่อ 'Hellier' ที่ทำขึ้นในปี 1679 แม้ว่าปัจจุบันจะมีแบบร่างและภาพวาดลายเส้นผลงานของเขาที่ตกทอดอยู่เป็นจำนวนมากก็ตาม ตลอดช่วงชีวิตของเขาได้สร้างผลงานไว้ประมาณ 1,000 กว่าชิ้น ผลงานการสร้างสรรค์ของเขาได้แสดงถึงศิลปะขั้นสูงของช่างไวโอลินของ Cremona เมื่อเทียบกับศิลปะการทำไวโอลินที่อื่นๆ

บุตรชายของเขา Omobono และ Francesco รวมถึงลูกศิษย์ของเขาคือ Carlo Bergonzi (1686 -1747) หรือ Lorenzo Guadagnini (เกิดเมื่อปี 1695 เสียชีวิตเมื่อประมาณปี 1745) และผู้ที่ยึดถือการทำไวโอลินตามวิธีการของเขาอีกเป็นจำนวนมาก

ช่างทำไวโอลินที่มีชื่อเสียงหลังที่สุดหลังจากยุคของ Stradivari คือ Giuseppe Guarneri 'del Gesu' (1698 -1744) ซึ่งเป็นช่างคนสุดท้ายที่ได้สืบทอดการทำไวโอลินจากตระกูลช่างที่มีชื่อเสียงที่ก่อตั้งโดย Andrea Guarneri (1655 -1720) และ Giuseppe G.B. Guarneri (1666-1739/40) ซึ่งคนหลังก็คือบิดาของ Giuseppe 'del Gesù' และ Pietro (1695 -1762)

ฉายา 'del Gesu' ของ Guarneri เกิดขึ้นเมื่อประมาณปี 1726 มาจากเครื่องหมาย IHS ซึ่งปรากฎอยู่บนฉลากไวโอลิน (อยู่ที่แผ่นไม้ด้านหลัง ภายในโพรงด้านในไวโอลิน) ช่างทำไวโอลินจะเขียนชื่อของเขา และวันที่ผลงานนั้นเสร็จสมบูรณ์ และบางทีก็ระบุถึงสถานที่ที่ทำไวโอลินนั้นๆ ด้วย

ชื่อเสียงของ Guarneri ในช่วงที่เขายังมีชีวิตอยู่นั้น ไม่สามารถเปรียบเทียบกับ Stradivari ได้เลย Pugnani เป็นนักไวโอลินที่มีชื่อเสียงคนแรกที่ทำให้ไวโอลินของเขาเป็นที่รู้จัก และหลังจากที่ปากานินีได้ใช้ ‘Canon’ ผลงานของ Guarneri เป็นไวโอลินคู่ใจ ไวโอลินของเขาจึงเป็นที่นิยมเช่นเดียวกับไวโอลินของ Stradivari ด้วยน้ำเสียงที่กังวานและทรงพลังกว่า ลักษณะเด่นของไวโอลินของเขาคือ มักจะมีขนาดที่ใหญ่กว่าและบางครั้งอาจจะขาดความประณีตอยู่บ้างเล็กน้อย แต่น่าเสียดายว่าเขามีชีวิตอยู่สร้างผลงานเพียงไม่นานนัก ผลงานของ Guarneri เป็นไวโอลินเพียงประมาณ 200 คันเท่านั้น
โดย: - [18 ม.ค. 49 15:19] ( IP A:202.12.74.7 X: )

ความคิดเห็นที่ 4
   สิ่งที่มีค่าที่สุดสำหรับช่างทำไวโอลินผู้ยิ่งใหญ่คือความมีชื่อเสียงและการได้สร้างสรรค์ผลงานที่เยี่ยมยอด ในช่วงศตวรรษที่ 17 และ 18 ช่างทำไวโอลินที่มีชื่อเสียงและช่างทำไวโอลินธรรมดาสามารถที่จะพบได้ทั่วไปในยุโรป โดยเฉพาะในอิตาลี เช่น มิลาน โบโลนญา เวนิส โรม เนเปิลส์ ส่วนที่เมือง Mittenwald ประเทศเยอรมัน มีช่างทำไวโอลินตระกูล Klotz นอกจากนั้นยังมีช่างทำไวโอลินในฮอลแลนด์ ปารีส อังกฤษ นอรเวย์ ออสเตรีย ปราก และสเปน

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 การทำไวโอลินในอิตาลีเริ่มเสื่อมลงเล็กน้อย สกุลช่างทำไวโอลินใหญ่ๆ ฝีมือเริ่มตกต่ำลงเพราะว่าผลงานเริ่มขาดความประณีต อย่างไรก็ตามความเสื่อมก็มาพร้อมกับสิ้นสุดของยุคบาโร้ค แต่ในความตกต่ำนั้น ไวโอลินก็ยังมีสิ่งที่ต้องทำและพัฒนาในช่วงปลายของยุคบาโร้ค แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือไวโอลินกำลังขยายขอบเขตความนิยมที่เพิ่มมากขึ้นจนเป็นตัวแทนของดนตรีแห่งยุคบาโร้ค

แนวคิดหลักการและเหตุผลได้แพร่หลายเข้าไปในหมู่ช่างทำไวโอลิน พวกเขาต่างพยายามหาแบบและขนาดที่มาตรฐานเพื่อให้เป็นบรรทัดฐานในการทำไวโอลิน ขั้นตอนการผลิตคือการแบ่งงานออกเป็นขั้นตอนต่าง การผลิตชิ้นส่วนต่างๆ จะแยกกันทำโดยช่างหลายๆ คน และนำมาประกอบเข้าด้วยกันภายหลัง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการผลิตในระบบอุตสาหกรรมที่ยังคงใช้กันอยู่ในปัจจุบัน โดยใช้แรงงานหลายๆ แผนกแบ่งงานกันไปทำมาจากที่บ้าน แน่นอนว่าการผลิตด้วยวิธีนี้ทำให้ไม่สามารถควบคุมคุณภาพของเสียงให้เป็นไปอย่างที่ต้องการได้ โรงงานผลิตไวโอลินแห่งแรกเกิดขึ้นในราวๆ ปี 1790 โดย Dider Nicolas ที่เมือง Mirecourt ประเทศฝรั่งเศส หลังจากนั้นเมืองอื่นๆ ในยุโรปก็เริ่มหันมาผลิตคันชักของเครื่องดนตรีต่างๆ ในระบบอุตสาหกรรม

จนกระทั่งถึงปี 1800 ความพยามยามที่จะเปลี่ยนแปลงการผลิตไวโอลินด้วยวิธีการใหม่ๆ ยังไม่ประสบความสำเร็จ แม้ว่าจะมีการพัฒนาบางส่วนให้ดีขึ้นก็ตาม มีความพยายามที่จะนำแนวความคิดในการสร้างไวโอลินรูปทรงใหม่ๆ ที่เริ่มแพร่หลายหลังการปฏิวัติฝรั่งเศส (French Revolution ในช่วงปี 1789-1815) แต่ก็ไม่เป็นที่ยอมรับ เพราะว่าไวโอลินเหล่านั้นให้สุ้มเสียงที่แตกต่างออกไปจากของเดิมและไม่ตอบสนองต่อความต้องการของนักดนตรี นอกจากนั้น แนวคิดของศิลปะยุคโรแมนติก (Romantic Movement) ในศตวรรษที่ 19 ที่หันไปให้ความสนใจกับรูปทรง ความงดงามในอดีต รวมถึงการเลียนแบบศิลปะในอดีต เช่น Neo - Gothic, Old German และ Neo – Baroque กลับมาได้รับความนิยมอย่างสูง

ช่างทำไวโอลินเริ่มกว้านซื้อไวโอลินอิตาลีเก่าๆ จำนวนมากและเริ่มคิดหาหนทางเก็งกำไร พวกเขาพยายามทำทุกอย่างที่สามารถทำได้โดยไม่คำนึงถึงคุณภาพของไวโอลินแต่อย่างใด ช่างทำไวโอลินจำเป็นต้องผลิตไวโอลินเลียนแบบของเก่า ที่เรียกว่าการ ‘Produce Antique’ เพื่อที่จะขายให้ได้ราคาดีกว่า เช่น Jean Baptise Vuillaume ช่างทำไวโอลินที่มีชื่อเสียงชาวฝรั่งเศส ได้ใช้วิธีการที่เรียกว่าการ ‘ปรุง’ หรือ ‘Cook’ ไวโอลิน โดยการเร่งปฏิกริยาการแห้งตัวของไม้ ด้วยวิธีการรมควันหรือการใช้สารเคมีต่างๆ ขั้นตอนต่อมาคือการทดลองคิดค้นส่วนผสมและสีสันวานิชที่ใช้ทาไวโอลิน เพื่อทำให้ดูเหมือนของเก่า ซึ่งจะได้ผลบริเวณผิวของวานิชแต่เพียงบางจุดเท่านั้น ข้อพิสูจน์นี้ย่อมแสดงให้เห็นว่าศิลปะการทำวานิชนั้น ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับส่วนผสมที่ใช้ ผสมผสานกับทักษะและความเชี่ยวชาญของช่างทำไวโอลิน
โดย: - [18 ม.ค. 49 15:25] ( IP A:202.12.74.6 X: )

ความคิดเห็นที่ 5
   วิวัฒนาการซึ่งถือเป็นหายนะต่อศิลปการทำไวโอลินที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 19 ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการผลิตเลียนแบบไวโอลินจำนวนมากและร้ายแรงถึงขั้นปลอมแปลงเลยทีเดียว J.B.Vuillaume กล่าวว่าเขาสามารถเลียนแบบไวโอลินของ Guarneri ของ Paganini ได้อย่างสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ซึ่งแม้แต่ Paganini ก็ไม่สามารถจำไวโอลินของตัวเองได้ด้วยซ้ำไป เช่นเดียวกับไวโอลินของ Stradivari ที่ชื่อ ‘Balfour’ ซึ่งต่อมาได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นฝีมือของ J.B.Vuillaume นั่นเอง

จากสิ่งที่กล่าวมานี้ย่อมแสดงให้เห็นถึงฝีมือและความสามารถของช่างทำไวโอลินยุคใหม่ได้เป็นอย่างดี แต่น่าเสียดายว่าคนที่มีฝีมืออย่าง J.B.Vuillaume กลับพึงพอใจกับการเป็นเพียงแค่นักเลียนแบบเท่านั้น ทั้งๆ ที่ไวโอลิน ‘Red Violin’ ที่เขาได้สร้างขึ้น ถือเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ที่สุดของการทำไวโอลินเลยทีเดียว แต่ไวโอลินใหม่ๆ ชั้นเยี่ยมเหล่านี้ก็เป็นได้แค่เพียงการเลียนแบบของเก่าที่ไร้ค่าเท่านั้น
ความท้าทายใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 20 มาจากความสนใจในดนตรี Baroque Music ที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ไวโอลินเก่ามีไม่เพียงพอต่อความต้องการของนักดนตรี หรือมีคุณภาพที่ไม่อาจทัดเทียมกับไวโอลินในยุคเก่าได้ รวมถึงไวโอลินเก่าที่ไม่สามารถนำมาดัดแปลงได้เพราะถูกสร้างขึ้นด้วยแนวคิดของดนตรียุคคลาสสิก ซึ่งเครื่องดนตรีรุ่นใหม่เหล่านี้ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในปี 1930

ช่างทำไวโอลินในปัจจุบันยังคงทำไวโอลินด้วยมือที่มีทั้งความสวยงามและความแข็งแรงเช่นในอดีต เช่นเดียวกับยังคงมีเครื่องดนตรีที่ทำจากโรงงาน ถือเป็นหายนะของศิลปะการทำไวโอลินไม่ว่าจะมองจากมุมใดก็ตาม เพราะว่าไวโอลินเป็นเครื่องดนตรีที่มีความละเอียดอ่อนและซับซ้อน โครงสร้างของมันต้องการความเอาใจใส่ของช่างทำไวโอลิน ทั้งฝีมือเชิงศิลปะ ประสบการณ์ ความพิถีพิถัน พรสวรรค์ ความเข้าใจ และความอดทน จึงจะได้ผลงานที่ดีเยี่ยม สร้างความพึงพอใจและความสุขให้กับนักดนตรีที่ได้เล่นและครอบครอง
โดย: - [18 ม.ค. 49 15:27] ( IP A:202.12.74.5 X: )