ช่างทำไวโอลิน  <<  กลับไปหน้าแรก

เทคนิคการทำไวโอลินของ Guiseppe Guarneri 'del Gesu II
    เทคนิคการทำไวโอลินของ Guiseppe Guarneri 'del Gesu II

ความป่องโค้ง (Arching) และความหนา (Thickness)

หลังจากที่ del Gesu ทำเส้นสายรอบนอกลำตัวไวโอลินจากโครงด้านข้างเสร็จแล้ว เขาจะหันไปให้ความสนใจกับความป่องโค้ง (Arching) แทน ปริศนาในเรื่องความป่องโค้งของ del Gesu คือส่วนที่ยากที่สุดส่วนหนึ่งในงานของเขาที่จะคลี่คลาย เพราะร่องรอยที่บ่งบอกถึงวิธีการที่เขาไม่ใช้เรื่องที่จะตีความได้ง่ายๆ แนวทางที่ดีที่สุดคือวิธีการที่เขาใช้แก้ปัญหาในการทำไวโอลินขั้นตอนต่างๆ โดยเฉพาะเส้นสายรอบนอก หัวไวโอลิน และช่องเสียง ซึ่งในทุกๆ ขั้นตอนนั้น วิธีการถูกปกปิดโดยการตีความของ del Gesu และในทุกขั้นตอนนั้น วิธีการที่เขาใช้ไม่เคยเปลี่ยนเลยตลอดช่วงชีวิตการทำงาน คุณภาพความป่องโค้งในงานของเขาชี้ให้เห็นอย่างเด่นชัดว่ามีทฤษฎีที่แฝงอยู่ในวิธีการที่เขาใช้ ซึ่งความหลากหลายในงานแสดงให้เห็นว่าแนวคิดดังกล่าวมีความยืดหยุ่น และ del Gesu ใช้ความยดหยุ่นดังกล่าวเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในงานของเขา

อัจฉริยภาพของเขาแฝงอยู่ใต้ความหลากหลายของรูปทรงที่เขาพัฒนาขึ้น เช่น หัวไวโอลินและช่องเสียงเป็นพัฒนาการทั่วไปที่สามารถมองเห็นได้ แต่เป็นความพิเศษที่เกิดขึ้นจากหลักการพื้นฐาน เขาสร้างไวโอลินที่มีความป่องโค้งและร่องขอบที่ขุดลึกมากๆ อย่าง “Ysaye” หรือไวโอลินที่มีความป่องมากๆ อย่าง “Vieuxtemps” และไวโอลินที่มีความป่องโค้งปานกลางๆ รวมถึงไวโอลินที่ความป่องโค้งค่อนข้างแบนเล็กน้อยอย่าง “Dancla” แม้ว่าความป่องโค้งในไวโอลินของเขาจะมีความหลากหลาย แต่ความเป็น “del Gesu” ก็ยังปรากฎให้เห็นอย่างเด่นชัด

ไวโอลิน “Dancla” เป็นไวโอลินที่เขาสร้างขึ้นได้ค่อนข้างแปลก พัฒนามาจากแบบของ Stainer ที่มีอิทธิพลอย่างสูงต่อช่างทำไวโอลินส่วนใหญ่ทั่วยุโรปในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 18 ซึ่งลุงของ del Gesu คือ Pietro Guarneri of Mantua อาจเป็นช่าง Cremona เพียงคนเดียวที่รับเอาอิทธิพลนี้ไว้เต็มตัว แต่วิธีการทำงานที่ขุดร่องขอบลึกและกว้างรอบขอบไวโอลิน (Edge) และตวัดขึ้นเป็นความป่องโค้งอย่างเต็มที่ ซึ่งดูจะเกิดขึ้นกับงานของ del Gesu เพียงช่วงสั้นๆ และหลังจากที่เขาออกนอกลู่นอกทางไปกับสไตล์อื่นในช่วงสั้นๆ เขาเริ่มกลับมาทำงานตามวิธีการที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง และใช้อยู่ตลอดช่วงชีวิตการทำงานที่เหลือของเขา

ตัวอย่างไวโอลินในยุคปลายของเขา ความป่องโค้งของไวโอลิน “Vieuxtemps” ปี 1741 ที่ดูจะได้รับอิทธิพลจากช่าง Brescia ในยุคแรกๆ ทั้ง Gasparo da Salo และ Paolo Maggini ที่ความป่องโค้งมีความโค้งมนมากและขึ้นเต็มจากขอบไวโอลิน เมื่อมองจากด้านท้ายไวโอลิน ความโค้งที่ลากผ่านลำตัวไวโอลินดูเหมือนจะมาจากส่วนโค้งของวงกลม โดยโค้งช่วงที่ยาวที่สุด จะมาจากโค้งที่นูนออกอย่างเต็มที่ ตวัดขึ้นจากมุมไวโอลินทั้งด้านบนและด้านล่าง หลังจากนั้นจะแบนลงไปตลอดความยาวของลำตัวไวโอลิน รูปแบบความป่องโค้งที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงของไวโอลิน “Vieuxtemps” และ “Kochanski” ที่สร้างในปีเดียวกันได้ย้อนกลับไปหาสไตล์ความป่องโค้งในยุคแรกๆ ที่เขาเคยทำมาก่อน ร่องขอบที่ตื้นและลึกรอบๆ ขอบไวโอลินที่ขึ้นมาจากขอบที่โค้งมนสวยงาม
โดย: - [22 พ.ค. 56] ( IP A:202.12.74.161 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live

ความคิดเห็นที่ 1
    ไวโอลิน “Vieuxtemps” Giuseppe Guarneri del Gesu ปี 1741

โดย: - [22 พ.ค. 56] ( IP A:202.12.74.161 X: )

ความคิดเห็นที่ 2
    ไวโอลิน “Kochanski” Giuseppe Guarneri del Gesu ปี 1741

โดย: - [22 พ.ค. 56] ( IP A:202.12.74.161 X: )

ความคิดเห็นที่ 3
    วิโอลาที่ทำขึ้นในราวๆ ปี 1609 ฝีมือของ Gasparo da Salo (1542-1609)

โดย: - [22 พ.ค. 56 1:12] ( IP A:202.12.74.161 X: )

ความคิดเห็นที่ 4
   ไวโอลิน “Vieuxtemps” อาจเป็นไวโอลินที่แสดงออกถึงความป่องโค้งอย่างเต็มที่ ซึ่งจะป่องกว่าไวโอลิน “Cannon” และ “Sauret” เล็กน้อย ส่วนไวโอลินคันอื่นๆ ที่ทำขึ้นในทศวรรษที่ 1740 เช่น “Lord Wilton” และ “Alard” ที่ทำในปี 1742 ทั้งคู่ ความป่องจะลดลง แต่เป็นการจำลองรูปทรงไวโอลินของช่าง Brescia อย่างชัดเจน ไวโอลินในกลุ่มนี้ได้พลิกโฉมวิธีการทำความป่องโค้งเสียใหม่ และในขณะที่ไวโอลินในยุคแรกๆ อาจจะมีร่องรอยของเหล็กขูดในหลายจุด ส่วนงานในยุคหลังๆ จะปรากฎรอยขุดของสิ่วและกบไสไม้ที่ยังเกลี่ยด้วยเหล็กขูด (Scraper) ได้ไม่เรียบร้อย เหล็กขูดเหล่านี้มีประโยชน์ตรงที่ช่วยบอกทิศทางการใช้เครื่องมือของเขา คล้ายๆ กับทีแปรงของจิตรกร

รอยเครื่องมือเหล่านี้จะวิ่งขวางไปตามลำตัวช่วงบน (Upper bout) และล่าง (Lower bout) แต่ช่วงกลางลำตัวนั้น เมื่อเทียบกับ 2 ส่วนที่เหลือแล้ว การเกลี่ยร่องรอยเครื่องมือทำได้กลมกลืนดีกว่า โดยร่องรอยของการเกลี่ยจะวิ่งไปทางมุมไวโอลิน แต่ความป่องโค้งของไวโอลินในยุคแรกๆ อย่าง “Kreisler” ค่อนข้างจะแตกต่างออกไป จากร่องรอยของการใช้เหล็กขูด (Scraper) ในช่วงกลางลำตัว (Centre bout) ที่วิ่งในแนวขวางมากกว่าที่จะวิ่งไปตามความ
ยาว วิธีการทำงานของ del Gesu กับไวโอลินในยุคหลังๆ เช่น “Ole Bull” ปี 1744 และ “Leduc” ปี 1743 ที่เขาจะลบร่องรอยเครื่องมือที่ไม่จำเป็นออกไปเกือบหมด และร่องรอยเครื่องมือส่วนใหญ่จะวิ่งไปตามแนวยาว ความป่องของไม้แผ่นหน้าจะถูกลดลงเป็นโค้งต่ำๆ ที่ต่อเนื่องโดยไม่มีช่วงที่แบนราบใต้ตำแหน่งหย่อง (Bridge) และช่วงกลางลำตัว (Centre bout) ในไม้แผ่นหลังที่โค้งขึ้นมาเหมือนฟองอากาศ และค่อยๆ ตกลงอย่างนุ่มนวลในช่วงบนลำตัว (Upper bout) และช่วงล่าง (Lower bout)


ไวโอลิน “Ole Bull” del Gesu ปี 1744

โดย: - [22 พ.ค. 56 13:49] ( IP A:202.12.74.161 X: )

ความคิดเห็นที่ 7
   ดูเหมือนว่า del Gesu จะขุดความป่องโค้งไวโอลินของเขาออกเป็นระยะๆ ตั้งแต่เริ่มขุดจนไม้แผ่นหน้าและหลังจนเสร็จสมบูรณ์ในเวลาที่แตกต่างกัน เทคนิคการทำไม้แผ่นหลังของ del Gesu จะเหมือนกับ Stradivari คือ ทำไม้แผ่นหลังให้ป่องโค้งจนสร็จแต่จะปล่อยขอบไวโอลินให้แบน ซึ่ง Sacconi ได้เขียนอธิบายไว้ในหนังสือของเขาแล้ว และถ้าเป็นอย่างที่กล่าวไว้ การกำหนดแนวความป่องโค้งในขั้นแรกจะไม่รวมถึงการขุดร่องขอบรอบลำตัว และเนื่องจากไม้แผ่นหลังและแผ่นหน้ามีความกว้างที่แตกต่างกัน แม่แบบที่ใช้กำหนดความป่องโค้งจึงไม่น่าจะยาวพอกับความกว้างของลำตัวไวโอลินทั้งหมด และแม้ว่าจะไม่มีแบบดังกล่าวตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน แต่ก็มีเหตุผลเพียงที่จะสันนิษฐานได้ว่าแม่แบบที่เขาใช้ต้องเป็นแบบครึ่งเดียวที่กลับด้านได้

ถ้า del Gesu กำหนดความสูงของความป่องโค้ง ความหนาของขอบไวโอลิน และความกว้างของลำตัวไวโอลินของเขาได้อย่างคงเส้นคงวา ในทางปฏิบัติแล้วเขาคงกำหนดแม่แบบความป่องโค้งที่ค่อนข้างลงเอาไว้แล้ว แต่เมื่อใดที่ความป่องโค้งตามแนวยาวเปลี่ยนไป (ทั้งที่ตั้งใจทำหรือถูกปรับเปลี่ยนไปตามความหนาของไม้ที่นำมาใช้) ความป่องโค้งตามแนวขวางที่สร้างขึ้นจากแม่แบบก็จะเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามไปด้วย การเพิ่มหรือลดความหนาขอบไวโอลินย่อมมีผลต่อความป่องโค้งตามแนวขวางของลำตัวไวโอลินเช่นกัน สมมติว่ามีการขยับแม่แบบไปมาเล็กน้อยบนขอบไวโอลินที่ยังแบนๆ ก็จะเห็นได้ชัดเจนว่ามีการสร้างความป่องโค้งที่แตกต่างออกไปขึ้นมาใหม่


ภาพสมมติแม่แบบความป่องโค้งของช่าง Cremona ตามที่น่าจะเป็น

โดย: - [26 พ.ค. 56 14:44] ( IP A:202.12.74.161 X: )

ความคิดเห็นที่ 10
   ทฤษฎีนี้สามารถดูได้จากการใช้แม่แบบความป่องโค้งช่วงบนลำตัวในแนวขวาง (ไม้แผ่นหลังฝั่งสาย E-A) จากไวโอลิน “Kemp” ที่เริ่มจากเส้นขอบ Purfling (ดูภาพประกอบ) ไปจนถึงกลางลัว ถ้าแม่แบบครึ่งครึ่งซีกนำมาใช้ซ้ำๆ และสลับด้านอยู่หลายครั้ง โดยมีการปรับความป่องโค้งเพียงเล็กน้อยและเลื่อนแม่แบบไปมาเล็กน้อย ลักษณะความป่องโค้งที่เกิดขึ้นก็จะแตกต่างออกไปพอสมควร หลังจากนั้นก็จะเป็นขั้นตอนการตัดแต่งขอบไวโอลิน การขุดร่องขอบและเกลี่ยให้เข้ากับความป่องโค้งที่ทำไว้แล้ว และสามารถที่จะแบ่งลักษณะความป่องโค้งออกเป็นลักษณะกว้างๆ ได้

ถ้านำภาพโครงร่างครึ่งซีกของไวโอลินคันนี้ไปเปรียบกับเส้น Purfling โดยตัดขอบไวโอลินออกไปก่อน จะสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือความป่องโค้งที่ทำขึ้นในระหว่างปี 1731 - 1742 ที่แต่ละตัวทำออกมาใกล้เคียงกัน และยากที่จะปฏิเสธว่าไม่ได้ใช้แม่แบบกำหนดความป่องโค้ง แต่จริงๆ แล้วไวโอลินเหล่านี้ใช้แม่แบบอันเดียวกันทั้งหมด

เนื่องจากความสูงของความป่องโค้งของไวโอลินบางส่วนในกลุ่มนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงและผิดรูปออกไปจากเดิม จึงจะเปรียบเทียบเฉพาะไวโอลินตัวที่ความป่องโค้งของซีกซ้ายกับขวาเหมือนกันเท่านั้น เช่น ฝั่งเสียงต่ำกับเสียงต่ำ ฝั่งเสียงสูงกับเสียงสูง

del Gesu อาจใช้แม่แบบมากหรือน้อยกว่าที่แสดงไว้ในภาพประกอบด้านบน และอาจใช้ในตำแหน่งที่ต่างไปจากที่แสดงไว้ในภาพเช่นกัน ยิ่งกว่านั้น เขาอาจทำงานแบบฝีมือขึ้นๆ ลงๆ เอาแน่นอนไม่ค่อยได้ และการที่ไวโอลินเหล่านี้ผ่านการใช้งานมาอย่างยาวนานกว่า 250 ปี ย่อมมีทั้งรอยสึกหรอ รอยบิ่นหรือแตกหัก รวมทั้งรูปทรงที่บิดรูปไป ทำให้ความป่องโค้งของไวโอลินเหล่านี้ที่จะยังเหมือนกันตามเดิมย่อมมีไม่มากนัก

ในช่วงแรกๆ ของยุคนี้นั้น ไวโอลินบางคันเช่น “Haddock” และ “Diable” (ทำในปี 1734 ทั้งสองคัน) มีความใกล้เคียงกันมากจนกระทั่งหมดยุคนี้ แต่ในช่วงราวๆ หลังจากปี 1738 เป็นต้นมา การรักษาคุณภาพฝีมือการทำงานนั้น แม้ว่ารูปลักษณ์ของงานจะยังคงดูใกล้เคียงกันแต่ความป่องโค้งกลับเริ่มทำได้ไม่แน่นอน หลังปี 1742 เป็นต้นมา ไวโอลินแต่ละคันยังคงดูใกล้เคียงกัน แต่แน่นอนว่าย่อมไม่เหมือนกับไวโอลินในกลุ่มแรก โดยเฉพาะไวโอลิน “Carrodus” และ “Cannon” (ทำในปี 1743 ทั้งสองคัน) ที่คล้ายคลึงกันมาก แม้แต่ความป่องโค้งตามความยาวลำตัว ที่ยังแสดงถึงฝีมืออันแม่นยำทัดเทียมกับงานในกลุ่มแรก

แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ ความป่องโค้งของไวโอลินที่ทำขึ้นในช่วง 2 ปีสุดท้าย (1743-1744) ที่เหมือนกับความป่องโค้งในไวโอลินยุคหลังของ Stradivari เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะไวโอลิน “Milanollo” ไวโอลินปี 1728 ที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์มาก


ในตอนแรกนั้น ขอบไวโอลินจะทำมาแบนๆ แต่การขุดร่องในตอนท้ายๆ จะทำความป่องโค้งเปลี่ยนแปลงไป เห็นได้ชัดว่าอาจมีความซับซ้อนเพิ่มขึ้นอีก

a) แสดงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเมื่อความสูงของความป่องโค้งเปลี่ยนไปเล็กน้อย
b) แสดงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเมื่อความหนาของขอบไวโอลินเปลี่ยนไป
c) แสดงการเคลื่อนตัวของแม่แบบเข้าและออก จากขอบไวโอลินในตอนแรกที่ยังแบนๆ ว่าทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกับรูปทรงความปล่องโค้งอย่างไรบ้าง

โดย: - [26 พ.ค. 56 17:13] ( IP A:202.12.74.161 X: )

ความคิดเห็นที่ 11
    ไวโอลิน “Cannon” del Gesu

โดย: - [26 พ.ค. 56 17:26] ( IP A:202.12.74.161 X: )

ความคิดเห็นที่ 12
    ไวโอลิน`Milanollo' Stradivarius ปี 1728

โดย: - [26 พ.ค. 56 17:27] ( IP A:202.12.74.161 X: )

ความคิดเห็นที่ 16
   แต่มีข้อยกเว้น เช่น ไวโอลิน “Dancla”, “Stretton” (ราวๆ ปี 1729) และ “Kreisler” (1733) ที่สร้างขึ้นก่อนไว้โอลินในกลุ่มแรก ที่ดูจะแตกต่างหรือมีส่วนเหมือนเพียงเล็กน้อยกับไวโอลินอีกตัวหนึ่ง หรือใน 2 กลุ่มที่เหลือ แม้ว่าถ้าดูจากช่วงเวลาในการสร้างแล้ว ไวโอลิน “King” และ “Stern” กลับไม่จัดอยู่ในกลุ่มแรก เพราะไม่มีลักษณะที่จะจัดเข้ากลุ่มแรกได้เลย ไวโอลิน “King” ที่แบนและป่องโค้งไปจนถึงเส้น Purfling ส่วนไวโอลิน “Stern” ที่ขุดร่องที่ขอบไวโอลินอย่างเต็มที่ ไม่ว่าความแตกต่างที่เกิดขึ้นจะมาจากความตั้งใจและเจตนาในการใช้เครื่องมือเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ดังกล่าวก็ตาม เรื่องนี้ยังเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบ

แผนผังความหนาของไวโอลิน “Stern” บ่งชี้ว่า del Gesu เพิ่มความหนาเพื่อชดเชยร่องขอบที่ลึก แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ ความป่องโค้งของไวโอลินทั้ง 2 คันที่แตกต่างจากไวโอลินคันอื่นๆ ไม่เรื่องบังเอิญ น่าเสียดายว่าไม่มีแม่แบบความป่องโค้งของช่าง Cremona ในยุคทองตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน และแม้ว่า del Gesu จะไม่ได้ใช้แม่แบบทำงานในขั้นตอนนี้ แต่ความป่องโค้งที่ออกมาคล้ายคลึงกันทำให้ไม่อาจมองข้ามประเด็นนี้ไปได้ เห็นได้ชัดว่ามีแนวคิดบางอย่างที่ควบคุมการทำงานของเขาอยู่ แม้ว่าการตีความของเขาจะมีความยืดหยุ่นสูงก็ตาม แสดงถึงความคิดสร้างสรรค์ของ del Gesu ในการออกแบบงานของเขา ทั้งเส้นสายรอบลำตัวไวโอลิ หัวไวโอลิน และช่องเสียง ดูเหมือนว่าความป่องโค้งของเขามาจากการผสมผสานแม่แบบ การตีความ และการใช้แม่แบบอันเดิมๆ

ในตอนที่ความป่องโค้งของไม้แผ่นหลังทำเสร็จแล้ว แต่ยังไม่ได้ขุดร่องขอบและฝังเส้นขอบ (Purfling) นั้น del Gesu จะขุดร่องขอบและความหนาของไม้แผ่นหลังจนเสร็จสมบูรณ์ กำหนดเส้นสายรอบนอกของไม้แผ่นหลังตามแบบให้เรียบร้อย และนำมาประกบกับโครงสร้างไม้แผ่นข้าง (Rib) หลังจากนั้นจึงขีดเส้นที่ด้านในโครงสร้างไม้แผ่นข้าง ซึ่งเส้นร่างดังกล่าวจะพบในไม้แผ่นหลังไวโอลินของช่าง Cremona หลายคัน แต่จะไม่มีเส้นแบบเดียวกันที่ไม้แผ่นหน้า เพราะในตอนที่ขีดเส้นสายรอบนอกของไม้แผ่นหน้านั้น ไม้แผ่นหลังถูกประกบเข้ากับไม้แผ่นข้างเรียบร้อยแล้ว การจะเขียนเส้นที่ด้านในไม้แผ่นหน้าจึงทำไม่ได้ การขุดเนื้อไม้แผ่นหน้าอาจจะตรวจสอบความหนาโดยเครื่อง ‘Caliper’ แบบเขาควาย ที่ออกแบบส่วนขามาเป็นพิเศษ ตามแบบที่จัดแสดงไว้ในพิพิภัณฑ์ Museo Stradivariano


เครื่องมือวัดความหนา 'Caliper' แบบเขาควายของ Stradivari จัดแสดงที่พิพิภัณฑ์ Museo Stradivariano

โดย: - [26 พ.ค. 56 21:01] ( IP A:202.12.74.161 X: )

ความคิดเห็นที่ 17
   ความหนาของแผ่นไม้ทั้งหน้าและหลังจะสอดคล้องกับรูปร่างความป่องโค้งและเส้นสายรอบนอกลำตัว ซึ่งความสำคัญของมันคือเป็นตัวกำหนดโทนเสียงในไวโอลินของ del Gesu ที่สำคัญยิ่ง แม้ว่าจะไม่สามารถนำมาวัดค่าความหนาที่แน่นอนได้ เป็นเรื่องน่าเสียดายมากที่ไวโอลินของเขาจำนวนมากที่ความหนาของมันไม่ใช่ของดั้งเดิม Count Cozio ได้ตั้งข้อสังเกตว่าไวโอลิน “Vieuxtemps” นั้น “เนื้อไม้แข็งเกินไป” แม้ว่าการให้ความหนาจะดูค่อนข้างมีเหตุผลก็ตาม มีช่างทำไวโอลินหลายๆ คนที่วัดผังความหนาเอาไว้ เช่น David Laurie และ Horace Petherick ก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น ที่ค้นหาผังความหนาดั้งเดิมจากไวโอลินของ del Gesu

Paganini ได้เขียนถึงร้านขายไวโอลินต่างๆ อยู่หลายครั้ง แม้แต่ในช่วงที่เขานอนป่วยใกล้ตายอยู่บนเตียง เพื่อกระตุ้นให้พวกนั้นหาไวโอลิน Guarnerius ให้เขาสักคัน ที่มีความหนาเหมือนกับไวโอลิน “Cannon” ของเขา จริงๆ แล้วไวโอลิน del Gesu ในปัจจุบันที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ เช่น “Cannon” และ “Kemp” มีไม้แผ่นหลังที่หนามาก ช่วงกลางลำตัวไม้แผ่นหลังมีความหนากว่า 6 ม.ม. ในขณะที่ไวโอลิน Stradivari น้อยมากที่จะหนาเกิน 4.5 ม.ม. ส่วนขอบไวโอลินก็มีความหนาที่แตกต่างกันเช่นกัน ไม้แผ่นหน้าไวโอลิน “Cannon” ก็มีความหนามากเช่นกัน เป็นไวโอลินคันหนึ่งที่มีความหนาเกิน 3 ม.ม. (Stradivari นิยมทำไม้แผ่นหน้าให้มีความหนาอยู่ระหว่าง 2. 4 ม.ม. และ 2. 7 ม.ม.) ความหนาที่มากขึ้นอาจจะส่งผลอย่างมากต่อขอบไวโอลินช่วงกลางลำตัว (C-bout) นี่อาจเป็นเหตุผลที่ไวโอลินของเขามีความแข็งแรงเป็นพิเศษ และอาจมีนัยที่สำคัญต่อเสียงไวโอลินที่โดดเด่นเช่นกัน

ไวโอลินที่ทำขึ้นในช่วงต้นๆ เช่น ปี 1736 จะสร้างขึ้นตามผังความหนาอันนี้ แต่หลังจากที่ไวโอลินหลายคันถูกดัดแปลงไป ก็ไม่หลักฐานยืนยันว่าไวโอลินยุคแรกๆ นั้น del Gesu นำระบบความหนาเหล่านี้มาใช้อย่างไร แต่ไวโอลินปี 1714 คันหนึ่งของ Giuseppe Filius Andrea ที่เชื่อกันว่ามีฝีมือของ del Gesu ผสมผสานอยู่นั้น วัดความหนาส่วนที่หนาสุดของไม้แผ่นหลังได้ 5.8 ม.ม. ไวโอลิน “Dancla” และไวโอลินในช่วงเปลี่ยนยุคอย่างน้อยอีกคันหนึ่งที่วัดความหนาไม้แผ่นหลังได้มากกว่า 5 ม.ม. ซึ่งถือว่ามีตัวอย่างที่มากพอสมควร

ไวโอลินที่ใช้ไม้แผ่นหลังที่ตัดไม้แบบ Slab-cut ทั้งไวโอลิน “King Joseph” และ “Pollitzer-Koessler” มีความหนาส่วนที่หนาสุดคือ 6 ม.ม. ใกล้เคียงกับไวโอลินคันอื่นๆ ที่กล่าวมา แม้ว่าส่วนใหญ่จะทำจากไม้แบบ Slab-cut ที่ความป่องโค้งในแนวตัดขวางจะมีความยืดหยุ่นมากกว่า และน่าจะมีความแข็งแรงกว่าไม้ที่ตัดแบบ Quarter-cut
โดย: - [26 พ.ค. 56 22:16] ( IP A:202.12.74.161 X: )

ความคิดเห็นที่ 18
    'King Joseph' ทำขึ้นในปี 1737 ถือเป็นไวโอลินที่ดีทีสุดตัวหนึ่งของ Guarneri 'del Gesu'

โดย: - [26 พ.ค. 56 22:20] ( IP A:202.12.74.161 X: )

ความคิดเห็นที่ 21
   ทางร้าน Hills เชื่อว่าความหนาของแผ่นไม้ทำให้ไวโอลินของ del Gesu เล่นยาก กว่า 50 ปีที่ไวโอลิน “Cannon” มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักหลังจากที่มันถูกสร้างขึ้นในปี 1743 ในฐานะไวโอลินคู่ใจของ Paganini และอาจเป็นเพราะไวโอลินที่หนาของ del Gesu เหมาะกับการเซ็ทอัพสมัยใหม่และสายไวโอลินที่ถูกพัฒนาขึ้นในศตวรรษที่ 19 แต่ก็ยากที่จะเชื่อว่าเขาตัดสินใจที่จะสร้างไวโอลินที่เสียงของมันจะไม่พัฒนาขึ้นจนกว่าเขาจะตายไปแล้ว หรือผังความหนาแบบนี้จะเกิดขึ้นแค่เพราะความขี้เกียจของเขา? ช่างคนอื่นๆ ใน Cremona ล้วนประสบความสำเร็จอย่างสูงในการใช้ผังความหนาปกติอย่างที่เราเห็นกันในปัจุบัน

การที่ del Gesu ทำไวโอลินให้หนา แสดงให้เห็นว่าเขาคิดแล้วว่าจะมีผลดีต่อการสะท้อนเสียงจึงตัดสินใจทำแบบนั้น เป็นเรื่องน่าขันที่กล่าวกันว่าชื่อเสียงของ del Gesu ในยุคปัจจุบันมาจากพลังการเล่นที่ Paganini บรรเลงผ่านไวโอลินที่มีความแข็งแรงเป็นพิเศษ แม้ว่าในช่วงที่ Paganini ยังเล่นไวโอลินอยู่นั้น การปรับแต่งความหนาของไวโอลินก็มีการทำกันอยู่แล้ว ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1800 นั้น Count Cozio ได้ว่าจ้างให้ช่างทำไวโอลินตระกูล Mantegazza ปรับแต่งและดัดแปลงไวโอลินของเขา ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่าช่างกลุ่มนี้จะได้รับมอบหมายให้ปรับแต่งความปรับแต่งความหนาไวโอลินของ del Gesu เสียใหม่ แม้ว่าการปรับแต่งความหนาไวโอลินของเขาในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะทำในศตวรรษที่ 19 แต่วิธีการนี้ดำเนินต่อมาจนถึงปัจจุบัน และอาจมีไวโอลินของ del Gesu เพียงไม่กี่คันเท่านั้นที่ไม่ถูกลดความหนาลง

การปรับแต่งความหนาที่ถูกทำขึ้นในยุคหลัง จึงไม่มีหลักฐานที่จะบอกให้ทราบว่า del Gesu ใช้เครื่องมือวัดความหนาแบบหัวเข็มที่ Sacconi ได้เขียนอธิบายไว้หรือไม่ เครื่องมือเหล่านี้จัดแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑ์ Museo Stradivariano และเป็นได้ว่าวิธีการวัดความหนาที่เขาใช้ต่างไปจาก Stradivari แต่ดูเหมือนว่า del Gesu จะทำงานในสไตล์ของ Amati มากกว่า และเป็น Stradivari เองที่ใช้วิธีการที่ต่างออกไป ซึ่งอาจจะเป็นวิธีการที่รวดเร็วขึ้นแต่ได้ผลลัพธ์ที่เหมือนกัน รอยเข็มจากเครื่องมือวัดความหนาอาจจะพบได้ตรงช่วงกลางไม้แผ่นหลังของ del Gesu


เครื่องมือวัดความหนาของ Stradivari ซึ่งยังปรากฎรอยหัวเข็มที่เกิดจากการใช้เครื่องมือชิ้นนี้ที่ด้านในเครื่องดนตรีบางชิ้น ส่วนภาพล่างเครื่องมือที่ทำขึ้นใหม่ แสดงวิธีการใช้ที่ต้องมีแท่งไม้เล็กๆ สำหรับกำหนดขนาดความหนาเอาไว้ด้วย

โดย: - [27 พ.ค. 56 8:49] ( IP A:202.12.74.161 X: )

ความคิดเห็นที่ 25
   หนึ่งในปริศนาอันลึกลับในลำตัวไวโอลินของ del Gesu คือแท่งไม้ขนาดเล็กปลายแหลม ที่ปักอยู่กลางลำตัวไม้แผ่นหลัง มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.5 -2.5 ม.ม. โดยปกติจะมองเห็นได้ชัดเจน ยกเว้นมีชิ้นไม้สี่เหลี่ยมเล็กๆ (Stud) หรือคราบฝุ่นมาปิดทับอยู่ ส่วนใหญ่แล้วจะเจาะรูทะลุไม้แผ่นหลัง แต่เนื่องจากเป็นหมุดปลายแหลม เมื่อทะลุแผ่นหลังออกไปแล้วจึงไม่ค่อยเห็นปลายหมุด ซึ่งพออยู่ท่ามกลางรอยแหว่งและรอยขีดข่วนแล้วเลยไม่ค่อยจะสังเกตเห็น (ดูภาพประกอบ) เทคนิคนี้พบในเครื่องดนตรีของช่างในตระกูล Amati ทุกคัน รวมทั้งเครื่องดนตรีส่วนใหญ่ทำโดยลูกศิษย์ของพวกเขา ซึ่งช่างในตระกูล Guarneri ได้รับเอามาใช้ แต่ Francesco Rugeri และ Stradivari กลับไม่ใช้ทั้งคู่

ประโยชน์ของรูหมุดดังกล่าวยังไม่ชัดเจน แต่จากตำแหน่งของมันที่เจาะตรงส่วนที่หนาที่สุดของไม้แผ่นหลัง ทฤษฎีที่เป็นไปได้มากที่สุดคือ เพื่อตั้งใจตั้งใจจะให้เป็นจุดสำหรับปักขาวงเวียน ที่ใช้เพื่อกำหนดแนวเส้นสายความหนาของไม้แผ่นหลัง โดยจะเจาะเกือบทะลุไม้แผ่นหลัง เพื่อไม่ให้มันถูกลบออกไปจากการใช้สิ่วและกบโลหะไสไม้ในขั้นตอนขุดแต่งความหนาของไม้แผ่นหลัง

หลักฐานบางส่วนที่จะมายืนยันความคิดอันนี้ได้ก็คือ วิโอลา ปี 1764 ของ Michelle Deconet ที่มีรูหมุดเจาะทะลุไม้แผ่นหลัง ประมาณ 215 ม.ม. จากขอบด้านล่าง และ 184 ม.ม. จากขอบด้านบน รอยขีดส่วนโค้งของวงเวียนมีรัศมีประมาณ 21 ม.ม. และ 42 ม.ม. ตามลำดับ มีหลักฐานที่เชื่อได้ว่า Deconet เป็นลูกศิษย์ของ Pietro Guarneri of Venice พี่ชายของ ของ del Gesu ซึ่งเป็นคนที่จะสอนเทคนินี้ให้กับเขาได้

ในเครื่องดนตรีของ Andrea Guarneri กับงานของช่างในตระกูล Amati จะมีสิ่งที่เหมือนกันคือ ความหนาของแผ่นไม้ดูจะมาจากระบบวงกลมที่มีศูนย์กลางร่วม โดยจุดกึ่งกลางจะอยู่ที่รูหมุดดังกล่าว สอดคล้องกับตำแหน่งของรูหมุดที่มักจะพบตรงตำแหน่งกึ่งกลางของไม้แผ่นหลังส่วนที่หนาที่สุด ในไวโอลินยุคปลายของ Andrea Guarneri คันหนึ่ง ตำแหน่งรูหมุดจะสูงกว่า อยู่ที่ประมาณ 163 ม.ม. จากขอบด้านบน และ 189 ม.ม. จากขอบด้านล่าง และในยุคนั้น Stradivari จะกำหนดส่วนที่หนาที่สุดของไม้แผ่นหลังในตำแหน่งที่สูงขึ้นใกล้เคียงกัน Giuseppe Filius Andrea ดูจะกำหนดตำแหน่งรูหมุดดังกล่าวในตำแหน่งกึ่งกลางพอดี แต่บางครั้งก็ขยับให้สูงขึ้น แต่ไม่เคยสูงถึงจุด ‘Stop length’ (195 ม.ม. จากขอบด้านบน) เช่นเดียวกับงานฝีมือพ่อของเขา

ตำแหน่งรูหมุดของ del Gesu ดูจะอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่าเช่นเดียวกัน แม้จะมีข้อยกเว้นในกรณีของไวโอลิน “Dancla” ที่สูงประมาณ 179 มม. จากขอบด้านล่าง และ 175 ม.ม. จากขอบด้านบน ซึ่งมีเพียงคันเดียวเท่านั้น จะเห็นได้ว่าระยะในแนวดิ่งของรูหมุดค่อนข้างจะมีความหลากหลายอย่างเห็นได้ชัดเจน โดยระยะจากขอบล่างจะอยู่ระหว่าง 182-190 ม.ม. ยกเว้นไวโอลินอย่างน้อยคันหนึ่งคือ “Kochánski” ที่สูงถึง 197 ม.ม.

ในไวโอลินไม้แผ่นหลัง 2 แผ่น รูหมุดจะอยู่ตรงตำแหน่งกึ่งกลางเสมอ แต่สำหรับไวโอลินไม้แผ่นเดียว มีบางครั้งที่หลุดออกไปจากตำแหน่งแนวกึ่งกลาง ในไวโอลิน “Soil” ปี 1733 รูหมุดจะเอียงไปข้างหนึ่งอย่างเห็นได้ชัดเจน


รูปตัดขวางตามยาวไม้แผ่นหลังไวโอลินของ del Gesu คันหนึ่ง แสดงตำแหน่งคร่าวๆ ของหมุดตัวกลาง (a)
และหมุดหัวท้าย (b1) และ (b2)

โดย: - [29 พ.ค. 56 18:33] ( IP A:202.12.74.161 X: )

ความคิดเห็นที่ 26
   น่าเสียดายว่าไวโอลินหลายคันของ del Gesu ที่ความหนาถูกดัดแปลงไป ตัวหมุดไม่ได้อยู่ตรงกับส่วนที่หนาที่สุดอีกต่อไป ในไวโอลินบางคัน ตัวหมุดอาจหายไปตั้งแต่ขั้นตอนการขุดแต่งความหนา จริงๆ แล้ว ไวโอลินจำนวนมากจะมีรอยจุดเดียวหมุดแค่จุดเล็กๆ เท่านั้น ซึ่งยากจะแยกแยะว่าอันไหนคือรอยหมุดหรือรอยเครื่องมืออื่น และยังไวโอลินของ del Gesu ในยุคท้ายๆ 2-3 คันที่ไม่ทีรอยหมุด

สิ่งที่ได้จากการวิเคราะห์ในครั้งนี้คือ del Gesu ได้ให้ความคิดอันหนึ่งต่อคำถามเรื่องการขุดแต่งความหนาไวโอลิน แต่ไม่ใช่อย่างที่หลายคนได้อธิบายไว้ เขาเพียงแต่ขุดแต่งความหนาให้เสร็จเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยไม่สนใจผลลัพธ์เรื่องการสะท้อนเสียง ประเด็นที่สำคัญก็คือ เขาได้กลับไปใช้ระบบพื้นฐานที่รับมาจากช่างในตระกูล Amati แต่ก็เลือกที่จะละทิ้งวิธีการอันหนึ่งของช่าง Amati ที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน และรับเอาวิธีการให้ความหนาแบบใหม่ที่ Stradivari นิยมใช้ แต่เขาจะเพิ่มความหนาของไวโอลินมากกว่างานของ Stradivari เพื่อการสร้างไวโอลินที่ไม่เพียงแตกต่างกันแค่รูปลักษณ์ที่ปรากฏ แต่ยังรวมถึงการเล่นอีกด้วย

เมื่อขุดความป่องโค้งของไม้แผ่นหลังเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่ได้ขุดร่องขอบรอบลำตัวและฝังเส้นแถบสีดำ (Purfling) del Gesu จะติดกาวไม้แผ่นหลังเข้ากับโครงด้านข้าง (Rib) และคอไวโอลิน โดยใช้หมุดเล็กๆ กำหนดตำแหน่ง รวมทั้งเส้นรอบนอกของโครงลำตัวด้านข้างที่ขีดเอาไว้แล้ว คอไวโอลินจะถูกบากเพื่อให้ไม้แผ่นหน้ายื่นพ้นลำตัวกลายเป็นขอบไวโอลิน (Edge) ซึ่งรอยบากในลักษณะนี้ยังมีเห็นที่คอของไวโอลิน “Alard” และ “Cannon” ไม้แผ่นหน้าที่ยังไม่ได้ขุดจะถูกประกบเข้าด้วยกันและขัดแต่งให้เรียบ โดยปลายด้านบนจะขัดแต่งให้ได้ฉาก และนำไปต่อชนเข้ากับรอยบากดังกล่าว (ดูภาพประกอบ)

โดย: - [29 พ.ค. 56 19:01] ( IP A:202.12.74.161 X: )

ความคิดเห็นที่ 27
    ไวโอลิน 'Canon' ของ Paganini

ภาพทางด้านซ้าย จะเห็นลิ่มระหว่างสะพานวางนิ้ว (Fingerboard) กับคอไวโอลิน และเส้น Purfling ที่หยุดวิ่งไม่วิ่งลอดใต้สะพานวางนิ้ว ส่วนภาพทางด้านขวาจะเห็นจุดที่เส้น Purfling หยุดวิ่งเช่นกัน และจะเห็นรอยต่อของการเสริมไม้เพื่อยกองศาคอให้เป็นไวโอลินสมัยใหม่อย่างชัดเจน

โดย: - [29 พ.ค. 56 22:18] ( IP A:202.12.74.161 X: )

ความคิดเห็นที่ 28
   ไม้แผ่นหน้า (ที่ยังไมได้ขุด) จะถูกยึดเข้ากับโครงด้านข้างด้วยอุปกรณ์ยึด ‘Clamp’ ส่วนการเจาะรู 2 รูเพื่อฝังหมุดแบบเดียวกับไม้แผ่นหลังก็ไม่ใช่งานยากแต่อย่างใด และแทนที่จะให้ตัวไวโอลินหมุนไปหมุนมาได้ แต่หมุดจะช่วยยึดไม้แผ่นหน้าเข้ากับฐานส่วนคออย่างมั่นคง และเมื่อติด ‘Clamp’ ยึดเข้าไปแล้ว โครงสร้างทั้งหมดก็จะแน่นหนาแข็งแรง และในขั้นตอนนี้เองที่เส้นสายรอบนอกลำตัวของของไม้แผ่นหน้าจะถูกกำหนดขึ้น โดยอาศัยแนวโครงสร้างของไม้แผ่นข้าง (Rib) ซึ่ง del Gesu จะเขียนเส้นสายรอบนอกขึ้น 2 แนวด้วยกัน โดยเส้นแรกจะรวมขอบที่ยื่นออกไปด้วย (Overhang) ซึ่งจะเป็นเส้นรอบนอกของไม้แผ่นหน้า ส่วนเส้นที่ 2 จะเป็นเส้นรอบนอกของด้านข้างลำตัว ที่มีความสำคัญต่อการถอดประกอบไม้แผ่นหน้า สำหรับการขุดเนื้อไม้ด้านในนั้น เส้นที่ 3 ที่เหมาะสมอาจจะกำหนดโดยเครื่องมือวัดความหนา ‘Calipper’ แบบเขาควาย

และเมื่อเขียนเส้นรอบนอกและเส้นกำหนดแนวการขุดได้แล้ว การทำไม้แผ่นหน้าก็จะมีขั้นตอนแบบเดียวกับการทำไม้แผ่นหลัง เทคนิคการทำโครงสร้างที่ del Gesu ใช้ทำให้เส้นรอบนอกของไม้แผ่นหลังค่อนข้างจะทำได้ถูกต้องตามแบบ ในขณะที่ไม้แผ่นหน้ามักจะไม่สม่ำเสมอ เช่น เส้นรอบนอกของไม้แผ่นหลังไวโอลิน “Stretton” และ “Kreisler” ที่ค่อนข้างจะคล้ายคลึงกัน แต่ไม้แผ่นหน้าของ “Stretton” จะแคบกว่าไม้แผ่นหลัง (เนื่องจากไม้แผ่นข้างไม่ได้ฉากกับไม้แผ่นหลัง ในขณะที่ไวโอลิน “Kreisler” กลับตรงกันข้าม โดยไม้แผ่นหน้าจะกว้างกว่าไม้แผ่นหลัง ความผิดพลาดดังกล่าวย่อมส่งผลต่อการวางตำแหน่งช่องเสียงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


โดยปกติแล้ว del Gesu ดูจะตั้งเป้าหมายที่จะทำไม้แผ่นหน้าให้เป็นรูปถังไม้ที่ดูหนักแน่น ช่วงกึ่งกลางความป่องโค้งเป็นทรงกระบอกยาว และกดช่วงปลายทั้งด้านบนและล่างให้แบนลงทันที หลังากนั้นจึงแสดงความป่องโค้งที่นุ่มนวลขึ้นที่ด้านข้างไวโอลินทั้งบนและช่วงล่าง (Upper bout and lower bout)

ความป่องโค้งของไม้แผ่นหลังและแผ่นหน้าที่สัมพันธ์กันอย่างที่ควรจะเป็น แต่ไวโอลินแต่ละคันก็มีความแตกต่างกันอยู่พอสมควรซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ โดยไม้แผ่นหน้าอาจจะป่องมากกว่าหรือน้อยกว่าแผ่นหลัง สรุปก็คือ การขุดความหน้าไม้แผ่นหน้าของ del Gesu แม้ว่าจะอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์หลายอย่าง แต่ก็ทำโดยอ้างอิงกับไม้แผ่นหลังอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไวโอลินอย่าง “Cannon” ที่ความหนาไม้แผ่นหน้ายังเป็นของเดิม เป็นเครื่องยืนยันทฤษฎีนี้ได้ดีที่สุด
โดย: - [30 พ.ค. 56] ( IP A:202.12.74.161 X: )

ความคิดเห็นที่ 29
    ไวโอลิน 'Kemp' del Gesu ปี 1738

โดย: - [30 พ.ค. 56] ( IP A:202.12.74.161 X: )

ความคิดเห็นที่ 30
    ไวโอลิน 'Kemp' del Gesu ปี 1738

โดย: - [30 พ.ค. 56] ( IP A:202.12.74.161 X: )

ความคิดเห็นที่ 39
    ช่องเสียง (F-hole) และเบสบาร์ (Bassbar)

ตามที่ได้กล่าวไว้ในตอนต้นแล้วว่า เมื่อ del Gesu เขียนเส้นรอบนอกของไม้แผ่นหน้าจากโครงด้านข้างลำตัว ซึ่ง Stradivari จะเขียนเส้นรอบนอก 2 เส้นเช่นกัน โดยเส้นแรกจะรวบขอบนอกที่ยื่นออกไป เส้นนี้ก็คือเส้นที่กลายมาเป็นเส้นรอบนอกของไม้แผ่นหน้า ส่วนเส้นที่ 2 จะเป็นเส้นรอบนอกของโครงด้านข้าง (Rib) เส้นรอบนอกมีความสำคัญเป็นอย่างมากตามที่ Sacconi ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ เพราะเป็นจุดที่ Stradivari และช่างทำไวโอลินร่วมสมัยใช้กำหนดตำแหน่งตา (Eye) บนและล่างของช่องเสียง แบบร่างของ Stradivari ที่ตกทอดมาจนถึงปัจจุบันแสดงให้เห็นการกำหนดตำแหน่งช่องเสียงและวิธีการที่เขาใช้ แม้ว่าการกำหนดตำแหน่งช่องเสียงตามที่ Sacconi กล่าวจะไม่พบในงานของ del Gesu แต่เมื่อพิจารณาจากไวโอลินของเขาแล้ว เห็นได้ชัดเจนว่าเขาใช้หลักการพื้นฐานอันเดียวกัน ความเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่เกิดขึ้นกับช่วงกลางลำตัว (C-bout) ย่อมมีผลต่อตำแหน่งของช่องเสียงอย่างแน่นอน (ดูภาพประกอบ)

รายละเอียดอันหนึ่งที่ดูจะมีความสำคัญมากต่อช่าง Cremona นั่นคือ ดวงตา (Eye) ด้านบนของช่องเสียงทั้ง 2 ด้านมักจะมีระยะห่างจากแนวเส้นกึ่งกลางคอไวโอลินเท่ากันๆ (โดยปกติแล้วมักจะอยู่ในแนวกึ่งกลางแต่ก็ไม่เสมอไป) และระยะจากขอบนอกไวโอลินช่วงกลางลำตัว (C-bout) เข้ามาเท่าๆ กัน ซึ่งเป็นผลโดยตรงมาจากการจัดศูนย์ของคอไวโอลิน ระหว่างขอบด้านบนของช่วงกลางลำตัว (C-bout) ที่เส้นรอบนอกของไม้แผ่นหลังได้ถูกกำหนดขึ้น

ภาพจำลองการกำหนดตำแหน่งช่องเสียงของ Stradivari แสดงให้เห็นช่วงกลางลำตัว (C-bout) ถูกแบ่งครึ่งโดยแนวเส้นกึ่งกลางจากคอไวโอลิน (ระยะ A) ส่วนระยะ B แสดงถึงระยะห่างจากเส้นกึ่งกลางลำตัวถึงดวงตาบน (Eye) ทั้งสองด้าน และระยะ C แสดงระยะห่างจากขอบนอกช่วงกลางลำตัวไวโอลิน (C-bout) ถึงดวงตาช่องเสียงด้านบน และที่เห็นได้ชัดคือถ้าเส้นสายลำตัวช่วงล่าง (Lower bout) เปลี่ยนแปลงไปย่อมมีผลต่อการกำหนดตำแหน่งดวงตาล่าง (Eye) อย่างแน่นอน

โดย: - [30 พ.ค. 56 13:53] ( IP A:202.12.74.161 X: )

ความคิดเห็นที่ 40
    แม่แบบและแบบร่างที่แสดงการกำหนดตำแหน่งการเจาะช่องเสียงไวโอลินของ Stradivari

โดย: - [30 พ.ค. 56 13:54] ( IP A:202.12.74.161 X: )

ความคิดเห็นที่ 41
    แม่แบบช่องเสียงของ Stradivari

โดย: - [30 พ.ค. 56 13:54] ( IP A:202.12.74.161 X: )

ความคิดเห็นที่ 44
   Andrea Amati และช่าง Cremona ในยุคต่อๆ มา ได้ให้ความสำคัญกับความคิดที่ว่า คอไวโอลินควรอยู่ในแนวเดียวกับหย่อง ซาวด์โพสท์ (Soundpost) เบสบาร์ (Bassbar) หางปลา และพื้นที่บริเวณรอบดวงตา (Eye) ตัวบนของช่องเสียง

และจากค่าการวัดที่ปรากฎบนไม้แผ่นหน้าตามที่เห็นในภาพ กฏเกณฑ์อันนี้มีความสำคัญมาก แม้แต่ไวโอลินของ del Gesu ที่กว้างที่สุดของเขาก็ยังต้องยึดถือกฎอันนี้ ดวงตาบนของช่องเสียงจะอยู่ห่างจากขอบนอกลำตัว โดยปกติแล้วจะต่างกันไม่เกิน 0.5 ม.ม. ไวโอลินในยุคต่อมาอาจจะมีบ้างที่เพิ่มขึ้นเป็น 1 ม.ม. และมีไม่บ่อยนักที่จะต่างกันถึง 2 ม.ม. (ดูภาพประกอบ)

แม้แต่ช่องเสียงที่มีความแปลกกว่าไวโอลินคันอื่นอย่าง “Ole Bull” ก็ยังมีความคลาดเคลื่อนแค่เพียง 1.5 ม.ม. เท่านั้น จริงแล้วๆ ต้องเรียกว่าเป็นความแม่นยำเสียด้วยซ้ำ ยิ่งกว่านั้น ความคลาดเคลื่อนดังกล่าวยังอาจอธิบายได้ว่าเกิดจากการที่ขอบไวโอลินที่ยื่นออกเปลี่ยนรูปหรือสึกหรอไป คำอธิบายเพิ่มเติมก็คือ รูเล็กๆ ที่เจาะนำเพื่อใช้มีดตัดเป็นดวงตานั้น อาจจะแฉลบเมื่อตัดไปเจอกับลายไม้ของไม้แผ่นหน้าที่มีความแข็งก็เป็นได้ แต่ถึงกระนั้นก็ตาม การกำหนดตำแหน่งช่องเสียงของ del Gesu แสดงถึงฝีมือที่คงเส้นคงวาอย่างน่าทึ่ง โดยปกติแล้วในไวโอลินแต่ละคันจะมีความต่างกันไม่เกิน 2 ม.ม. และระยะห่างโดยเฉลี่ยจากขอบนอกสุดของลำตัวไวโอลินไปยังขอบในสุดของดวงตาด้านบนไวโอลินจะอยู่ที่ประมาณ 36.3 ม.ม. ยกเว้นไวโอลินเพียงไม่กี่คันที่ถือเป็นกรณีพิเศษ เครื่องดนตรีของช่าง Cremona ล้วนใช้ระยะการเจาะช่องเสียงตามแบบแผนอันนี้ทั้งสิ้น


ภาพวาดแสดงระยะะกึ่งกลางดวงตา (Eye) ของช่องเสียงตัวบนไปยังขอบไวโอลิน (ระยะ A) ซึ่งมักจะเท่ากันทั้งสองด้าน ส่วนระยะ B แสดงระยะห่างจากศูนย์กลางดวงตาบนและล่าง ซึ่งในไวโอลินตัวเดียวกันจะมีระยะเท่าๆ กัน แต่ในไวโอลินแต่ละตัวๆ ก็จะแตกต่างกันออกไป ส่วนระยะ C จะแสดงระยะห่างจากกึ่งกลางดวงตาล่างถึงขอบไวโอลินตรงช่วงกึ่งกลางลำตัว (C-bout) ซึ่งมักจะแตกต่างกันแม้จะเป็นไวโอลินตัวเดียวกันก็ตาม

โดย: - [30 พ.ค. 56 19:04] ( IP A:202.12.74.161 X: )

ความคิดเห็นที่ 45
    ช่องเสียงไวโอลิน 'Ole Bull' ปี 1744

โดย: - [30 พ.ค. 56 19:04] ( IP A:202.12.74.161 X: )

ความคิดเห็นที่ 49
   ในไวโอลินปกติทุกๆ คัน ระยะจากดวงตาบน (Eye) ถึงดวงตาล่างทั้งฝั่งเสียงต่ำและเสียงสูงต้องเท่ากัน แม้ว่าในไวโอลินแต่ละคันจะมีความแตกต่างกันบ้างก็ตาม รวมทั้งไวโอลินยุคปลายๆ ของ del Gesu เช่น “Sauret”, “Doyen” และ “Ole Bull” ที่ยืนยันคำกล่าวนี้ได้เป็นอย่างดี ในไวโอลินบางคันจะต่างกัน 0.5 ม.ม. และกรณีที่พบไม่บ่อยนัก เช่น ไวโอลิน “Joachim” ที่ต่างกัน 1.5 ม.ม. หรือ “Cannon” ที่ต่างกัน 2 ม.ม. ในไวโอลินของ del Gesu ระยะห่างจากดวงตา (Eye) บนถึงดวงตาล่างจะมีระยะห่างตั้งแต่ประมาณ 60 ม.ม. (“Sauret” และ “Heifetz”) ส่วนไวโอลิน “Dancla” ที่ห่างกัน 65 ม.ม. และ “Leduc” ที่ห่างกัน 66 ม.ม. ดวงตาคู่ล่างมักจะสัมพันธ์กับดวงตาคู่บนเสมอ แต่เมื่อกำหนดตำแหน่งของช่องเสียงแล้ว ดวงตาล่างดูจะสัมพันธ์กับโครงด้านข้าง (Rib) เช่นกัน

del Gesu ดูจะกำหนดตำแหน่งช่องเสียงอย่างหยาบๆ ไวโอลินของเขาไม่ว่าคันใดก็ตาม ระยะห่างจากดวงตาช่องเสียงวงล่างและขอบนอกลำตัวไวโอลินจะแตกต่างกันพอสมควร แม้แต่ในไวโอลินคันเดียวกันก็ตาม


ช่องเสียงไวโอลิน 'Cannon' del Gesu ของ Paganini

โดย: - [31 พ.ค. 56 11:24] ( IP A:202.12.74.161 X: )

ความคิดเห็นที่ 50
   ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ปัจจัยใดๆ ที่มีผลต่อเปลี่ยนแปลงของเส้นรอบนอกไม้แผ่นหน้าและการกำหนดตำแหน่งดวงตา (Eye) ของช่องเสียง ย่อมมีผลต่อรูปร่างของช่องเสียงไวโอลินของ del Gesu เช่นกัน แต่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นก็มักจะเล็กน้อยเมื่อเทียบกับกระบวนการการกำหนดตำแหน่งและการตัดช่องเสียง ในการกำหนดตำแหน่งดวงตาบนและล่างของช่องเสียงนั้น del Gesu จะเจาะรูให้ได้องศาที่สัมพันธ์กับระนาบความป่องโค้งตามแบบแผนของช่าง Cremona

ขั้นตอนนี้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะในการทำช่องเสียงของ del Gesu เพราะการเจาะจะทำให้เขาตักปีกของช่องเสียงที่ตวัดผายออกได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ทำให้เหลี่ยมมุมของปีกช่องเสียงแตกหักหรือบิ่น ปีกช่องเสียงของไวโอลิน “Ole Bull” ที่ยากที่จะตัดให้เป็นรูปทรงอื่นได้ เส้นผ่าศูนย์กลางของดวงตาบนและล่างจะขึ้นอยู่กับขนาดของใบมีดที่ใช้ ในไวโอลิน “Kreisler” (ทำในราวๆ ปี 1730) และไวโอลินในยุคเดียวกันอีก 1-2 คันนั้น ดวงตาบนจะเล็กกว่าเล็กน้อย ทำให้นึกถึงไวโอลินของพ่อเขาบางคันที่ทำขึ้นก่อนปี 1705 แต่ที่น่าฉงนคือ ลักษณะดังกล่าวยังพบในไวโอลินยุคท้ายๆ อย่าง “Doyen” (ทำขึ้นในราวๆ ปี 1744) อีกด้วย


ไวโอลิน “Doyen” ที่ทำขึ้นในราวๆ ปี 1744

โดย: - [31 พ.ค. 56 11:37] ( IP A:202.12.74.161 X: )

ความคิดเห็นที่ 51
    ไวโอลินปี 1703 ฝีมือของGuiseppe Guarneri filius Andrea

โดย: - [31 พ.ค. 56 11:47] ( IP A:202.12.74.161 X: )

ความคิดเห็นที่ 52
   มีความเป็นไปได้สูงที่ del Gesu จะใช้แม่แบบช่องเสียงอันหนึ่งที่เหมือนกับของ Stradivari เป็นแม่แบบจะทำจากกระดาษ และมีเพียงลำตัวช่องเสียงเท่านั้น โดยเขาจะเชื่อมเข้ากับดวงตา (Eye) บนและล่าง ในยุคแรกๆ ของเขามีไวโอลินหลายคันที่มีอิทธิพลของ Stradivari ปรากฎให้เห็น โดยเฉพาะช่องเสียงฝั่งเสียงต่ำของไวโอลิน “Kreisler” ซึ่งถ้านำช่องเสียงฝั่งนี้ไปวางทาบกับไวโอลิน “Betts” ของ Stradivari ก็ดูจะเหมือนกันมาก พอดีจนอาจเป็นไปได้ว่าทั้งสองคนใช้แม่แบบอันเดียวกัน (ดูภาพประกอบ) แต่ก็เป็นไปได้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องบังเอิญ เพราะช่องเสียงฝั่งเสียงสูงไม่มีส่วนที่เหมือนกันเลย ช่องเสียงฝั่งเสียงสูงและเสียงต่ำของไวโอลิน “Kreisler” ดูจะมาจากแม่แบบเฉพาะของ del Gesu เอง โดยช่องเสียงของเขาอาจได้แรงบันดาลใจมาจากงานของ Stradivari แต่รูปทรงช่องเสียงเป็นแบบเฉพาะตัวของเขาเอง


ภาพวาดจำลองแม่แบบลำตัวช่องเสียงของ Stradivari ซึ่งแม่แบบของจริงที่ตกทอดมาจนถึงปัจจุบันมักจะมีรูปรากฎอยู่ 3-4 รู โดย 2 รูจะอยู่ที่ปลายทั้งสองด้าน และที่กลางลำตัวช่องเสียงอีก 1-2 รู

โดย: - [31 พ.ค. 56 12:29] ( IP A:202.12.74.161 X: )

ความคิดเห็นที่ 54
    ความเหมือนระหว่างช่องเสียงฝั่งเสียงต่ำของไวโอลิน “Kreisler” และไวโอลิน “Betts” Stradivarius ปี 1704

โดย: - [31 พ.ค. 56 12:32] ( IP A:202.12.74.161 X: )

ความคิดเห็นที่ 55
    ช่องเสียงฝั่งเสียงต่ำของไวโอลิน “Kreisler” และไวโอลิน “Betts” Stradivarius ปี 1704

โดย: - [31 พ.ค. 56 12:46] ( IP A:202.12.74.161 X: )

ความคิดเห็นที่ 56
    ภาพเชิงซ้อนของช่องเสียงฝั่งเสียงต่ำไวโอลิน “Kreisler” และไวโอลิน “Betts” Stradivarius ปี 1704

โดย: - [31 พ.ค. 56 12:48] ( IP A:202.12.74.161 X: )

ความคิดเห็นที่ 57
    ช่องเสียงฝั่งเสียงสูงของไวโอลิน “Kreisler” และไวโอลิน “Betts” Stradivarius ปี 1704

โดย: - [31 พ.ค. 56 12:57] ( IP A:202.12.74.161 X: )

ความคิดเห็นที่ 60
   การกำหนดตำแหน่งของดวงตา (Eye) บนช่องเสียงที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา แสดงถึงปัญหาของ del Gesu ในการปรับแม่แบบช่องเสียงให้เข้าตัวไวโอลิน แต่ช่องเสียงที่ดูแย่ที่สุดเท่าที่เราจะจินตนาการได้ ที่มาพร้อมๆ กับเส้นสายของช่องเสียงที่ดูผิดรูปไปมาก ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับรูปร่างของช่องเสียงไวโอลินที่พัฒนาขึ้นหลังปี 1740 ที่ดูแปลก โดยเฉพาะปี 1744 ที่เป็นปีสุดท้ายในชีวิตการทำงานของเขา ถ้าดูแยกทีละตัวๆ แล้ว คุณอาจจะคาดไม่ถึงว่าช่องเสียงของไวโอลิน “Ole Bull” (1744) และ “Diable” (1734) ดูจะมีส่วนที่เกี่ยวข้องกัน หรืออาจจะกล่าวได้ว่าเกือบจะถอดมาจากแม่แบบช่องเสียงอันเดียวกัน ทั้งหัวไวโอลินและแบบไวโอลิน การตีความของ del Gesu ได้ปกปิดวิธีการที่เขาใช้

แม่แบบช่องเสียงของ Stradivari แสดงถึงความยืดหยุ่นค่อนข้างสูง ต่างจากแม่แบบเจาะที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน เพราะสามารถทาบไปกับส่วนโค้งของลำตัวไวโอลินได้โดยยังคงรูปเดิมอยู่ และความประณีตในการทำงานของเขาทำให้ Stradivari สามารถเชื่อมดวงตาช่องเสียงตัวบนและล่างเข้ากับลำตัวช่องเสียงได้อย่างง่ายดาย โดยอาจมีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อยที่ช่วงปีกช่องเสียงล่าง ซึ่งบางครั้งก็แคบหรือบางครั้งก็กว้าง และบางครั้งก็บานออกเป็นรูปทรงแบบปากแตรที่มักจะสัมพันธ์กับงานของ del Gesu โดยมีการดัดแปลงออกไปเล็กน้อย นอกจากนั้น del Gesu ดูจะเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับแม่แบบช่องเสียงอันนี้ของเขา

Stradivari จะฝังเข็มหมุดลงบนแม่แบบช่องเสียงที่วางแนบบนลำตัวไวอิน 4 จุดด้วยกัน ส่วน del Gesu ดูจะฝังหมุดที่ขอบช่วงบนและล่างของแม่แบบเท่านั้น ตัวแม่แบบช่องเสียงอาจจะมีแค่ 2 ชิ้น หรือแค่ชิ้นเดียวเหมือนกับวิธีการของ Stradivari ซึ่งงานในยุคหลังๆ นั้นเขาอาจจะเริ่มจากการทาบแบบและฝังหมุดช่องเสียงช่วงบนก่อน หลังจากนั้นจึงกลับมาทาบแบบและฝังหมุดช่องเสียงครึ่งล่างอีกครั้งหนึ่ง และต่อแบบช่องเสียงเข้าด้วยกันตรงกลาง วิธีการนี้ทำให้เขาสามารถยืดหรือลดขนาดช่องเสียงได้ตามใจต้องการ โดยเริ่มจากกำหนดระยะดวงตาช่องเสียงบนและล่าง หลังจากนั้นจึงวาดปีกช่องเสียงส่วนที่เหลือเข้าไป

ช่องเสียงไวโอลิน “Ole Bull” เห็นได้ชัดว่ามีการยืดแบบช่วงกลางลำตัวช่องเสียงเพิ่มเข้าไป ในขณะที่ไวโอลิน “Heifetz” ตัวแม่แบบบนและล่างอาจจะเหลื่อมกันตรงกลาง ช่องเสียงฝั่งเสียงต่ำของไวโอลิน “Vieuxtemps” และ “Lord Wilton” มีส่วนโค้งที่แตกต่างกัน โดยช่องเสียงทั้งส่วนบนและส่วนล่างของทั้งฝั่งเสียงต่ำและเสียงสูงมีองศาที่แตกต่างกันเล็กน้อย
โดย: - [31 พ.ค. 56 21:38] ( IP A:202.12.74.161 X: )

ความคิดเห็นที่ 61
    ช่องเสียงไวโอลิน “Ole Bull” (1744) และ “Diable” (1734)

โดย: - [31 พ.ค. 56 21:54] ( IP A:202.12.74.161 X: )

ความคิดเห็นที่ 62
    ช่องเสียงไวโอลิน “Vieuxtemps” (1741) และ “Lord Wilton” (1742)

โดย: - [31 พ.ค. 56 22:03] ( IP A:202.12.74.161 X: )

ความคิดเห็นที่ 63
   เทคนิคการฝังหมุดบนแม่แบบช่องเสียงของ del Gesu ทำให้เกิดทางเลือกอื่นเพิ่มมากขึ้นอีก เช่น แม่แบบช่องเสียงสามารถหมุนได้โดยมีหมุดเป็นตัวยึด การต่อส่วนโค้งและดวงตาเข้ากับลำตัวช่องเสียงก็สามารถปรับเปลี่ยนได้ (ดูภาพประกอบ) ซึ่งนี่อาจเป็นสาเหตุหลักของช่องเสียงมุมแหลมของ del Gesu ที่เราคุ้นเคยกันดี และยังสามารถอธิบายถึงส่วนโค้งของปีกล่างที่แบนและกว้างของช่องเสียงฝั่งเสียงต่ำในไวโอลิน “Huberman” ปี 1731 ได้อีกด้วย และหลังจากปี 1740 เป็นต้นมา มีไวโอลินหลายๆ คันที่ช่องเสียงสั้นลง โดยเฉพาะไวโอลิน “Heifetz” ที่เห็นได้อย่างชัดเจน ซึ่งระยะห่างจากดวงตาและบนและล่างของช่องเสียงฝั่งเสียงต่ำจะห่างกันเพียง 60.5 ม.ม. ส่วนฝั่งเสียงต่ำอยู่ที่ 60 ม.ม. แตกต่างจากไวโอลินที่มีช่องเสียงยาวกว่า เช่น “Sauret” (1743) ที่ดวงตาบนและล่างทั้งฝั่งเสียงสูงและเสียงต่ำมีระยะห่างที่ใกล้เคียงกัน (60 ม.ม.) del Gesu ประสบความสำเร็จในการยืดความยาวของช่องเสียงโดยการใช้เส้นโค้งปลายทั้งสองด้านที่ตวัดอย่างฉับพลัน (ดูภาพประกอบ)

ช่องเสียงที่ยืดยาวออกที่เป็นเอกลักษณ์ของเขาเริ่มขึ้นตั้งแต่ยุคแรกๆ ของการทำงาน ดังเช่นช่องเสียงที่ปรากฎในยุครอยต่อของเขา แต่จริงๆ แล้วอาจย้อนหลังไปก่อนหน้านั้นอีก ปีกช่องเสียงที่กว้างขึ้นเล็กน้อยและตั้งชันขึ้นในไวโอลินบางคันในยุคท้ายๆ ของ Giuseppe Filius Andrea อาจเป็นหลักฐานที่แสดงถึงฝีมือในวัยเยาว์ของบุตรชายที่ฝากฝีมือเอาไว้ก็เป็นได้
โดย: - [31 พ.ค. 56 23:44] ( IP A:202.12.74.161 X: )

ความคิดเห็นที่ 68
   เพื่อที่จะแสดงให้เห็นทฤษฎีนี้ แม่แบบถูกสร้างขึ้นจากช่องเสียงฝั่งเสียงต่ำไวโอลิน “Diable” (a) ตัวช่องเสียงยังอยู่ในสภาพดี ไม่สึกหรือบิ่น และสามารถสลับสับเปลี่ยนกับช่องเสียงไวโอลินคันอื่นๆ ในยุคนั้นได้เกือบหมด

ภาพแสดงการสร้างช่องเสียง “Carrodus” (b) และ “Ole Bull” (c) ขึ้นใหม่ด้วยแม่แบบชุดนี้ (“Diable”) โดยการปักหมุดที่กึ่งกลางแม่แบบทั้งตัวบนและตัวล่าง ทำให้ del Gesu สามารถสร้างสรรค์และพลิกแพลงช่องเสียงได้หลายแบบ และดูเหมือนว่าแม่แบบจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน (บนและล่าง) ทำให้เขาสามารถปรับแต่งความยาวของช่องเสียงได้ แม่แบบของ “Diable” ยังแสดงให้เห็นว่าเข้ากับช่องเสียงไวโอลิน del Gesu อีก 36 คู่ (การทดลองของ Roger Graham Hargrave) แต่แม่แบบอันนี้ก็ไม่เข้ากับไวโอลินของช่าง Cremona คนอื่นๆ เลย และไม่มีช่องเสียงไวโอลินของ Cremona อันไหนที่ดูจะเข้ากับไวโอลินของ del Gesu เลย

โดย: - [1 มิ.ย. 56 21:20] ( IP A:202.12.74.161 X: )

ความคิดเห็นที่ 69
    ช่องเสียงไวโอลิน “Diable” ปี 1734

โดย: - [1 มิ.ย. 56 21:21] ( IP A:202.12.74.161 X: )

ความคิดเห็นที่ 70
    เส้นรอบนอกของช่องเสียงไวโอลิน “Heifetz” และ “Sauret” แสดงความยาวช่องเสียงไวโอลินของ del Gesu ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ แม้ว่าระยะห่างของดวงตาบนและล่างจะเท่ากัน

โดย: - [1 มิ.ย. 56 21:47] ( IP A:202.12.74.161 X: )

ความคิดเห็นที่ 71
    ช่องเสียงไวโอลิน “Heifetz” (1741) และ “Sauret” (ราวๆ ปี 1743)

โดย: - [1 มิ.ย. 56 22:46] ( IP A:202.12.74.161 X: )

ความคิดเห็นที่ 72
   ในไวโอลินยุคแรกๆ จนถึงทศวรรษที่ 1730 นั้น ช่องเสียงของ del Gesu ยังคงอนุรักษ์แบบแผนเดิมๆ เอาไว้ทั้งการตัดและรูปทรง ความแตกต่างในจุดใหญ่ๆ สามารถเห็นได้ตามรายละเอียดต่างๆ เช่น ความผิดปกติของเส้นรอบนอกไม้แผ่นหน้า ที่มีผลทำให้การวางตำแหน่งดวงตา (Eye) ผิดที่ไป ในช่วงราวๆ ปี 1737 มีสัญญาณของความกล้าทดลองรูปแบบใหม่ๆ มากขึ้นเล็กน้อย ซึ่ง del Gesu ยังคงทำงานอย่างประณีต รอยตัดช่องเสียงไวโอลินในยุคนี้ส่วนใหญ่แทบจะไม่แตกต่างกัน การตัดยังคงมีพลังและการเซาะรอบๆ ขอบด้านในที่เห็นได้ชัดเจน

ที่เส้นสายรอบนอกของส่วนโค้งช่องเสียงจะมองขอบด้านหลังได้อย่างชัดเจนเมื่อมองช่องเสียงในองศาที่ถูกต้อง (การตัดช่องเสียงในยุคหลังๆ องศาจะตั้งชันมากขึ้น) ปลายปีกมักจะตัดได้ใกล้กับโค้งด้านบนและล่างมาก โดยแทบจะไม่มีช่องว่างให้มีดผ่านได้เลย ปัญหานี้มักจะเห็นได้ในไวโอลินยุคปลายๆ เช่น “Vieuxtemps” ซึ่งมีดทำให้เกิดรอยบากขึ้นที่ปีกล่างตรงปลายตัดของปีก

ในช่วงทศวรรษที่ 1740 ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ได้เข้ามาแทนที่ แต่เขาก็ไม่ได้ทำแบบส่งๆ หรือควบคุมไม่ได้ ภายใต้แบบแผนการทำไวโอลินที่เขาได้สืบทอดมานั้น del Gesu มีความพยายามที่จะลองทำสิ่งใหม่ๆ ขึ้น ในขณะที่การทำหัวไวโอลินของเขาอาจจะทำแบบขาดความใส่ใจอันเนื่องมาจากผลกระทบจากปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้า หรือความกดดันทางเศรษฐกิจ ช่องเสียงเป็นหลักฐานที่ดีที่สุดที่บอกให้เราทราบว่าเขาทำงานโดยมุ่งเน้นด้านความงามโดยเฉพาะ ในประเด็นนี้ทางร้าน Hill ได้กล่าวว่า ความพยายามครั้งสุดท้ายของ del Gesu คือ “ความน่าตื่นตาตื่นใจอย่างแท้จริง...ซึ่งขัดแย้งกับมือและจิตใจที่ไม่แน่นอนของเขาอย่างเห็นได้ชัดเจน” แม้แต่ในช่วงที่เขาดูจะโยนคำเตือนทุกอย่างทิ้งไปกับสายลมนั้น แต่ del Gesu ก็ยังดำเนินรอยตามหลักการเรื่องโครงสร้างไวโอลินตามแบบแผนของช่าง Cremona โดยพัฒนาหลักการเหล่านั้นไปจนถึงขีดสุดของมัน ดังเช่นช่องเสียงในช่วงปีท้ายๆ ของเขาได้แสดงให้เห็นเราอย่างชัดเจน แต่เขาก็ไม่ได้ละเลยหรือปฏิเสธมัน เพียงแต่แสดงให้เห็นว่าจะพลิกแพลงมันได้อย่างไร การที่โครงสร้างไม้แผ่นข้าง (Rib) สามารถบิดไปมาได้และขยับหมุดที่ปักบนแม่แบบช่องเสียงได้ ทำให้แม่แบบช่องเสียงสามารถขยับไปมาได้จนกว่าจะได้ตำแหน่งที่แน่นอน


ช่องเสียงไวโอลิน “Vieuxtemps” ปี 1741

โดย: - [2 มิ.ย. 56 7:39] ( IP A:202.12.74.161 X: )

ความคิดเห็นที่ 73
   ในห้วงความคิดของแรงบันดาลใจนั้น del Gesu ยืดความยาวช่องเสียง รวมทั้งขยายปีกช่องเสียงออกไป และม้วนไปรอบๆ ดวงตา (Eye) ของช่องเสียง ซึ่งส่งผลให้เห็นอย่างชัดเจนในช่องเสียงไวโอลิน “Doyen” และ “Ole Bull” เมื่อมองในครั้งแรกจะเห็นรูปทรงที่นุมนวลกว่าปีกช่องเสียงบน (ฝั่งเสียงต่ำ) ของไวโอลิน “Lord Wilton” บางทีตัวแม่แบบช่องเสียงที่ใช้อาจเป็นตัวที่แสดงอยู่ในภาพประกอบ ส่วนผลที่เหลือเกิดจากการตัดปีกช่องเสียงแบบอิสระโดยไม่ใช้แม่แบบ ซึ่งเป็นเทคนิคที่ del Gesu ใช้ในการตัดปีกช่องเสียงของเขา โดยงานบางชิ้นอาจจะทำโดยใช้เครื่องมือแบบไม่ค่อยใส่ใจหรือไม่ก็ตั้งใจทำจนเกินไปเสียด้วยซ้ำ และนี่อาจอธิบายได้ถึงสไตล์ของ G. B. Rogeri ที่นำมาใช้กับปีกช่องเสียงบนของไวโอลิน “Stretton” และปีกช่องเสียงบนที่แคบและห้วนของไวโอลิน “Kortschak” และ “Heifetz” ตามลำดับ ส่วนในไวโอลินคันอื่นๆ นั้น การตีความคือกุญแจสำคัญ ไวโอลิน “Dancla” และ “Leduc” เกือบจะมีขนาดดวงตา (Eye) ช่องเสียงที่เท่าๆ กัน และต้องใช้แม่แบบอันเดียวกันอย่างแน่นอน รูปลักษณ์ที่ออกมาจึงเด่นชัดเช่นนี้

ช่องเสียงไวโอลิน “Doyen” (ราวๆ ปี 1744) และ “Ole Bull” (1744)

โดย: - [3 มิ.ย. 56 20:15] ( IP A:223.204.176.139 X: )

ความคิดเห็นที่ 75
    ช่องเสียงไวโอลิน “Kortschak” (ราวๆ ปี 1739) และ “Heifetz” (1741)

โดย: - [3 มิ.ย. 56 20:34] ( IP A:223.204.176.139 X: )

ความคิดเห็นที่ 76
   การตัดช่องเสียงนั้น del Gesu จะขุดร่องที่ปีกช่องเสียงด้านล่างในขั้นตอนไหนยังไม่ปรากฎแน่ชัด บางทีอาจจะเป็นช่วงก่อนจะติดไม้แผ่นหน้าเข้ากับโครงด้านข้าง หรือก่อนที่จะเกลี่ยขอบไวโอลินเข้ากับความป่องโค้งภายหลังจากที่ประกบไม้แผ่นหน้าเข้ากับโครงด้านข้างแล้ว

ปีกช่องเสียงในยุคแรกๆ จะขุดร่องได้สวยงามพร้อมกับรอยสิ่วที่ตรงและหนักแน่น โดยขุดจากด้านบนของปีกช่องเสียงล่างขึ้นมาให้กลืนไปร่องขอบลำตัวไวโอลินช่วงกลางลำตัว (C-bout) การขุดที่อาจดูง่ายๆ แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็มีความงามไม่น้อยไปกว่างานที่ Stradivari ทำไว้ ซึ่งจะขุดรอบๆ ส่วนโค้งของปีกช่องเสียง และมักจะยืดความยาวของช่องเสียงออกไป

ในไวโอลินยุคปลายๆ ของ del Gesu นั้น การขุดร่องตรงปีกช่องเสียงล่างจะขุดเพียงผิวเผินเท่านั้น โดยลดลงเป็นการขุดตื้นๆ เพื่อเกลี่ยให้เข้ากับความป่องโค้งเท่านั้น ร่องปีกช่องเสียงในไวโอลิน “Doyen” มีลักษณะที่ตรงข้ามกัน โดยจะนูนขึ้นเล็กน้อยถ้ามองในแนวตัดขวาง

รอยบากช่องเสียง (Nick) ที่เป็นตัวกำหนดตำแหน่งของหย่อง (Bridge) จะเป็นการเก็บงานช่องเสียงในขั้นสุดท้าย Stradivari กับช่างในตระกูล Amatis จะบากช่องเสียงอย่างประณีต ส่วน del Gesu จะตัดโดยใช้มีดบากแค่ 2 ทีเท่านั้น

del Gesu จะกำหนดตำแหน่งรอยบากอย่างไม่ประณีตเอาเสียเลย และรอยบากข้างหนึ่งมักจะไม่ค่อยตรงกับอีกข้าง (อาจมีผลมาจากวิธีที่เขาใช้แม่แบบช่องเสียงตามที่กล่าวไว้ข้างต้น) ระยะ ‘Stop length’ ที่เขาใช้มักจะสั้นกว่า Stradivari ที่มีค่าเฉลี่ย ‘Stop length’ อยู่ระหว่าง 195 - 198 ม.ม.

ในทศวรรษที่ 1730 ระยะ ‘Stop length’ ของ del Gesu จะอยู่ที่ 191 - 193 ม.ม. ส่วนในช่วงทศวรรษที่ 1740 รอยบากช่องเสียงจะยาวขึ้น เช่น ไวโอลิน “Cannon” และ “Vieuxtemps” ระยะ ‘Stop length’ จะอยู่ที่ประมาณ 198 ม.ม. แต่ไวโอลินที่ทำขึ้นในปีสุดท้ายนั้น ระยะ ‘Stop length’ กลับถูกลดลงอีกครั้งหนึ่ง ความผันแปรดังกล่าวอาจจะมีผลมาจากระยะขอบไวโอลิน (Overhang) ที่ยื่นออกไปไม่ค่อยจะเท่ากัน โดยเฉพาะด้านที่ติดกับคอไวโอลิน ในไวโอลิน “Leduc” ดวงตาของช่องเสียงจะเลื่อนขึ้นมาสูงขึ้นสัมพันธ์กับมุมไวโอลินตัวล่าง (Lower corner) และจะตัดรอยบาก (Nick) ในตำแหน่งของ ‘Stop length’ ที่สั้นขึ้นเช่นกัน

Sacconi ได้อธิบายถึงระบบการหาตำแหน่งรอยบาก (Nick) ของ Stradivari ว่ามาจากด้านใน (ระหว่างช่องเสียงทั้ง 2 ฝั่ง) โดยใช้วงเวียน 2 วงตัดกัน แต่ไม่พบร่องรอยขีดที่ด้านในช่องเสียงของ del Gesu
โดย: - [4 มิ.ย. 56 1:23] ( IP A:223.204.176.139 X: )

ความคิดเห็นที่ 77
    ระยะ ‘Stop length’ ของไวโอลิน “Vieuxtemps”

โดย: - [4 มิ.ย. 56 1:38] ( IP A:223.204.176.139 X: )

ความคิดเห็นที่ 78
   ก่อนปิดไม้แผ่นหน้านั้น del Gesu จะติดเบสบาร์ (Bassbar) และฉลากลงไปก่อน แต่ไม่มีเบสบาร์ของเดิมหรือขนาดเดิมตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน แต่เราอาจจะเทียบเคียงได้จากขนาดและรูปร่างของเบสบาร์ชิ้นหนึ่งฝีมือพี่ชายของเขา Pietro Guarneri of Venice ที่ตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน โดยเบสบาร์ชิ้นนี้มีความยาว 241 ม.ม. และอยู่ห่างรอยต่อกลางไม้แผ่นหน้า 15 ม.ม. และวางขนานไปกับรอยต่อดังกล่าว ตัวเบสบาร์กว้าง 4 ม.ม. และค่อยๆ เรียวลงจนเหลือ 2.5 ม.ม. ที่ปลายไม้ ส่วนที่สูงที่สุดจะเป็นเส้นโค้งนูนจนเกือบแบน มีความสูงอยู่ที่ 7.5 ม.ม. จากจุดที่โค้งเว้ายาวทั้ง 2 ด้านจะค่อยๆ ลดความสูงลงจนน้อยกว่า 1 ม.ม. ที่ปลายทั้ง 2 ด้าน ส่วนรูปร่างเบสบาร์ด้านตัดขวางนั้น จะมีรูปร่างที่เรียวและปลายมนเล็กน้อย ตัวเบสบาร์ถูกตัดแบบ Half-slab และดูจะเป็นไม้ที่สุ่มๆ เลือกมาใช้

Petherick ได้อธิบายไว้แต่ไม่ได้ระบุรายละเอียดเบสบาร์ที่เขาอ้างว่าเป็นของเดิมในยุคปลายๆ ของ del Gesu โดยอ้างว่า “เป็นของเดิมๆ ในสภาพที่ del Gesu ทำเอาไว้” ความยาวเบสบาร์ที่เขากล่าวคือ 247.5 ม.ม. สูง 8 ม.ม. และเรียวลงที่ปลายเหลือ 3.2 ม.ม. มีความกว้าง 5 ม.ม. นอกจากนั้นเขายังกล่าวต่อไปว่า เบสบาร์ชิ้นนี้ตัดแบบ Slab-cutแบบเดียวกับเบสบาร์ของซอ Pochette (ไวโอลินขนาดเล็กสำหรับเต้นรำ) ชื่อ “Fountaine” ที่อาจเป็นของเดิม
โดย: - [4 มิ.ย. 56 2:26] ( IP A:223.204.176.139 X: )

ความคิดเห็นที่ 79
    ภาพการซ่อมไม้แผ่นหน้าไวโอลิน del Gesu ปี 1737 คันหนึ่ง จะเห็นเบสบาร์ (Bassbar) ของใหม่ในสภาพปัจจุบัน

โดย: - [4 มิ.ย. 56 2:39] ( IP A:223.204.176.139 X: )


คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน