30violin  >>  บทความไวโอลิน

คีตกวีดนตรีคลาสสิก
    Felix Mendehlssohn Bartholdy (1809-1847)
Mendehlssohn เกิดที่เมืองฮัมบูร์กในครอบครัวชาวยิวที่อพยพมาอยู่เบอร์ลินตั้งแต่ปี 1811 ท่านเริ่มมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในฐานะเด็กอัจฉริยะทางดนตรี ออกแสดงคอนเสิร์ทครั้งแรกตั้งแต่ิอายุเพียง 9 ขวบเท่านั้น มีผลงานด้านการประพันธ์เพลงเมื่ออายุเพียง 11 ขวบ ผลงานชิ้นเยี่ยมที่เป็นที่รู้จักกันดีคือ Octet สำหรับวงเครื่องสาย และ Overture ที่เขียนขึ้นในขณะที่ท่านยังอยู่ในวัยหนุ่ม

นอกจากนั้นชื่อเสียงของท่านยังเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะนักเปียโนและวาทยากรอีกด้วย โดยเฉพาะในเยอรมันและอังกฤษ แต่หลังจากที่ Fanny Hensel Mendelssohn น้องสาวของท่านเสียชีวิตได้ไม่นาน สุขภาพของท่านก็เริ่มทรุดหนักลงตามลำดับ หลังจากนั้นเพียง 2-3 เดือนท่านก็ได้เสียชีวิตลงที่เมืองไลพ์ซิก นอกเหนือจากงานด้านการประพันธ์แล้วท่านยังเป็นครูสอนดนตรีอีกด้วย นับเป็นศิลปินที่สร้างสรรค์ผลงานออกมาเป็นจำนวนมากท่านหนึ่ง ท่านได้ประพันธ์ซิมโฟนีไว้ 5 บทด้วยกัน บทที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ Italian Symphony (1833) และ Scottish Symphony (1843) นอกจากนั้นยังได้ประพันธ์คอนแชร์โตที่มีชื่อเสียงคือ Violin Concerto ในบันไดเสียง E minor

โดย: - [23 ม.ค. 49 15:12] ( IP A:202.12.74.8 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live

ความคิดเห็นที่ 5
    George Frideric Handel (1685-1759)
เขาเป็นชาวเยอรมัน เกิดวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 1685 เกิดที่เมืองฮันเล่อะ (Halle) ประเทศเยอรมัน แฮนเดิ้ลเกิดในตระกูลผู้มีอันจะกิน พ่อเป็นหมอและเป็นช่างตัดผมชื่อ Handel สมัยนั้นใครเป็นอะไรก็มาผ่าตัดที่ร้านตัดผมได้เลย แม่ของเขาเป็นแม่บ้านที่เพียบพร้อม น่ารักและอ่อนหวาน ต่อมาฮันเดลมามีชื่อเสียงและมีชีวิตในประเทศอังกฤษ ภายหลังจึงแปลงสัญชาติเป็นอังกฤษ

ในสมัยเด็กพ่อหวังให้แฮนเดิ้ลเรียนกฎหมายแต่แฮนเดิ้ลไม่ชอบ แฮนเดิ้ลสนใจดนตรีตั้งแต่อายุ 3 ขวบ เขาชอบเสียงระฆังที่ดังแว่วมาจากโบสถ์ประจำหมู่บ้านอย่างฝังจิตฝังใจ และชอบเล่นเครื่องดนตรีของเล่นที่ป้าซื้อให้ ครั้งหนึ่งเขาชวนเพื่อนมาเล่นเครื่องดนตรีของเล่นกันคนละชิ้น แล้วแฮนเดื้ลก็พูดขึ้นด้วยความตื่นเต้นว่า

"บัดนี้พวกเรามีวงออร์เคสต้าของพวกเราเองแล้ว"

ทันทีที่แฮนเดิ้ลให้สัญญาณ เครื่องดนตรีทุกชิ้นก็บรรเลงขึ้นพร้อมกันด้วยเสียงที่ฟังไม่เป็นเพลง เด็กๆพอใจและมีความสุขกันมาก แต่คนที่ไม่พอใจก็คือพ่อของเขาซึ่งกลับมาบ้านพอดี เขาไล่พวกเด็กๆออกจากบ้านไป แล้วเก็บเครื่องดนตรีของเล่นเหล่านั้นใส่ตู้ล็อคกุญแจไว้

แต่แฮนเดิ้ลก็ไม่ยอมแพ้ เด็กน้อยรบเร้าให้แม่ช่วยย้าย ฮาร์พซีคอร์ดซึ่งเพื่อนคนหนึ่งของครอบครัวยกให้ ไปไว้บนห้องใต้หลังคา ในยามค่ำคืนเขาก็ย่องขึ้นไปเล่นฮาร์พซีคอร์ดนั้น แต่แม้ว่าเขาจะเล่นให้เสียงเบาอย่างไร ผู้คนก็จะได้ยินเสียงเสมอ จนกระทั่งคืนวันหนึ่งขณะที่เขาแอบขึ้นไปเล่นเหมือนเช่นเคย พ่อก็ทนรำคาญไม่ไหวจึงขึ้นไปดุและลากเอาตัวเขาลงมานอน ทำให้แฮนเดิ้ลกลัวและหยุดเล่นไปพักหนึ่ง พอหายกลัวเขาก็กลับมีความตั้งใจที่จะเล่นดนตรีให้ได้

เมื่อแฮนเดิ้ลอายุได้ 9 ขวบ วันหนึ่งพ่อนั่งรถม้าเข้าไปธุระในเมือง แฮนเดิ้ลก็วิ่งล้มลุกคลุกคลานตามหลังรถม้าไป พ่อทำเป็นไม่เห็นเพราะคิดว่าสักพักเขาจะเลิกวิ่งตามไป แต่เขาก็ไม่เลิก จนพ่อทนไม่ไหว ตะโกนถามว่า

"วิ่งตามมาทำไม?" แฮนเดิ้ลตอบด้วยความเหน็ดเหนื่อยว่า
"ผมขอไปด้วย"

พ่อจึงใจอ่อนหยุดรถและให้เด็กน้อยไปด้วย เมื่อไปถึงในเมือง เมื่อพ่อมีธุระกับดยุคในเมือง นักออร์แกนของท่านดยุคก็กำลังเล่นเพลงอยู่ในโบสถ์ แฮนเดิ้ลก็เดินตามเสียงเพลงนั้นไปจนถึงโบสถ์ นักดนตรีเห็นเด็กน้อยยืนมองอย่างสนใจก็เรียกไปนั่งใกล้ๆ และยอมให้แฮนเดิ้ลเล่นออร์แกนนั้น พ่อของเขามาธุระที่เมืองนี้หลายวัน แฮนเดิ้ลจึงได้เล่นออร์แกนบ่อยๆ จนกระทั่งวันอาทิตย์หลังพิธีกรรมทางศาสนาแล้ว ท่านดยุคผ่านมาได้เห็นและได้ยิน แฮนเดิ้ลเล่นเพลงเข้าพอดีก็รู้สึกประทับใจมาก ท่านอยากจะสนับสนุนเด็กคนนี้ให้เก่งทางด้านดนตรี ท่านดยุคจึงแนะเชิงบังคับให้พ่อของแฮนเดื้ลจัดการได้เรียนดนตรีกับครูดีๆ

พ่อของแฮนเดิ้ลจึงจำเป็นต้องจัดการให้ แฮนเดิ้ลได้เรียนดนตรีกับ Friedrich Wilheim Zachau ผู้เป็นนักดนตรีและเป็นอาจารย์ที่มีชื่อเสียงแห่ง Halle สาเหตุที่พระเจ้ายอร์จที่ 1 ทรงโปรดปรานแฮนเดิ้ลมากนั้นมีเรื่องเล่าว่า

โดย: - [23 ม.ค. 49 16:12] ( IP A:202.12.74.5 X: )

ความคิดเห็นที่ 6
   ในสมัยนั้นแม่น้ำเทมส์เป็นแม่น้ำเส้นทางแห่งการค้าขาย และเป็นที่ที่ราชวงศ์อังกฤษนิยมจัดงานชุมนุมขึ้นที่ริมแม่น้ำ ในการประพาสครั้งนั้นนอกจากเรือพระที่นั่งของพระมาหากษัตริย์และพระราชินีแล้ว ก็ยังมีเรือตามเสด็จในขบวนอีกราว 1000 ลำ นับว่าเป็นการเดินทางที่โอ่อ่าครึกครื้นยิ่ง ในครั้งนี้ แฮนเดิ้ลได้แต่งเพลง Water Music ถวาย จึงทำให้พระเจ้ายอร์ชทรงพอพระราชหฤทัยมาก นอกจากเขาจะได้รับรายได้เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวแล้ว เขายังได้รับรายได้จากคนอื่นๆด้วย

แฮนเดิ้ลได้เขียนอุปรากรออกแสดงทั้งในอังกฤษและยุโรปรวม 45 เรื่อง แต่ในการจัดแสดงอุปรากรนั้น แฮนเดิ้ลมักจะประสบกับความยุ่งยากใจเสมอ เช่น คราวหนึ่งเขาตกลงใจให้ ฟรานเซสก้า ดัชโชนี ให้มาแสดงที่อิตาลี นางยื่นเงื่อนไขในการซ้อมอุปรากร เรื่อง Ottone ว่าถ้าแฮนเดิ้ลไม่ยอมให้นางร้องโน้ตเสียงสูงเพิ่มเติมเข้าไปนอกเหนือจากที่แฮนเดิ้ลแต่งแล้ว นางจะไม่ยอมแสดงเด็ดขาด ทั้งสองจึงโต้เถียงกัน แฮนเดิ้ลถึงกับยกนางดัชโชนีชูไปที่หน้าต่าง ทำท่าจะโยนเธอออกไป หลังจากนั้นเธอจึงยอมโดยดี

แต่หลังจากประสบความสำเร็จได้ช่วงหนึ่ง ผู้คนก็เริ่มเสื่อมความนิยมในอุปรากรแบบอิตาเลียน หันมานิยมอุปรากรที่ร้องเป็นภาษาอังกฤษ บริษัทของแฮนเดิ้ลถึงกับล้มละลาย แม้ว่า แฮนเดิ้ลจะทุ่มทุนลงไปอีก 10,000 ปอนด์ก็ไม่ประสบความสำเร็จ

เมื่ออุปรากรแบบอิตาลีเสื่อมความนิยมลง แฮนเดิ้ลจึงหันไปแต่งเพลงแบบ Oratorio ซึ่งเป็นเพลงศาสนาออกมาแทนอุปรากรแบบอิตาลี โดยเขียนขึ้นมาประมาณ 20 เพลง

เพลง Oratorio Messiah ป็นเพลงที่ขึ้นชื่อของเขา เขียนขึ้นในปี ค.ศ.1741 และได้นำออกแสดงเป็นครั้งแรกเมื่อ 13 เมษายน ค.ศ.1742 ที่เมืองดับลิน นิตยสารรายเดือนชื่อ ฟอล์คเน่อร์ เจอร์นอล ได้กล่าวถึงการแสดงเพลงนี้ว่า

"ผู้มาฟังที่ชื่นชมต่างคอยจะกล่าวแสดงความยินดีอย่างยิ่งแก่ผู้ประพันธ์ ความงดงาม ความผ่าเผย และความนุ่มนวลของเพลงนี้ ก่อให้เกิดความยินดีแก่ผู้ฟังด้วยความประทับใจอย่างสูง"

เพลง Messiah ทำให้คนอังกฤษเกิดความนิยมต่อแฮนเดิ้ลอีก และช่วยให้เขารอดพ้นจากการล้มละลาย ทั้งๆที่เป็นงานเขียนที่ใช้เวลาเพียง 24 วันเท่านั้น

เมื่อพระเจ้าแผ่นดินทรงได้ฟังก็ทรงเต็มตื้นไปด้วยความรู้สึกประทับใจในท่อน Hallelujah Chorus จนถึงกับลุกขึ้นยืน แล้วนับตั้งแต่นั้นมาก็เป็นธรรมเนียมที่ผู้ฟังจะลุกขึ้นยืนเมื่อถึงตอนนี้
โดย: - [23 ม.ค. 49 16:13] ( IP A:202.12.74.8 X: )

ความคิดเห็นที่ 7
    Johann Sebastian Bach (1685-1750)
Bach เกิดวันที่ 21 มีนาคม 1685 ที่เมืองไอเซนาค (Eisenach) ประเทศเยอรมันเกิดในตระกูลนัก ดนตรีได้รับการศึกษาเกี่ยวกับดนตรีจากพ่อซึ่งเป็นนักไวโอลินในราช สำนักชื่อโยฮัน อัมโบรซีอุส บาค(Johann Ambrosius Bach) และญาติหลังจากพ่อเสียชีวิตลง บาคได้ไปอาศัยอยู่กับพี่ชาย โยฮันน์ คริสโตฟ บาค (Johann Chistoph Bach) และบาคก็ขอให้พี่ชายช่วยสอนเครื่องดนตรีประเภทคีย์บอร์ดให้ ต่อมาเรียนออร์แกนกับครูออร์แกนชื่อ เอลีอาส เฮอร์เดอร์ (Elias Herder)

บาคเรียนเครื่องดนตรีประเภทคีย์บอร์ดได้เร็วมากพี่ชายเห็นบาคก้าวหน้าทางดนตรีและเล่นดนตรีเก่ง พอ ๆ กับตนเลยเกิดความอิจฉากลัวน้องจะเกินหน้าเกินตาจึงเก็บโน้ตดนตรีของตนทั้งหมดใส่ตู้ไม่ให้บาคเอาไปเล่น (ไพบูลย์ กิจสวัสดิ์, 2535 :110)

เมื่ออายุได้ 15 ปี เขาก็เริ่มเลี้ยงตัวเองโดยการเป็นนักออร์แกนและหัวหน้าวงประสานเสียงตามโบสถ์หลายแห่งในประเทศเยอรมันปี 1723 บาค ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยเพลงร้องที่โบสถ์ St.Thomas’ Church ในเมือง Leipzig ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งสูงสุดทางดนตรีของโบสถ์ในนิกาย Luther

บาคเป็นนักออร์แกนและคลาเวียร์ที่มีฝีมือยอดเยี่ยมมากทีเดียว เขาเป็นผู้คิดวิธีการเล่นคลาเวียร์โดยการใช้หัวแม่มือและนิ้วก้อยเพิ่มเข้าไปเป็นคนแรก เพราะก่อนหน้านี้ยังไม่มีใครเคยทำกันมาก่อน ซึ่งนับว่าเป็นประโยชน์ในการเล่นคลาเวียร์ในสมัยต่อมา

บาคแต่งงานกับญาติของเขาเองชื่อ มาเรีย บาร์บารา (Maria Barbara) ในวันที่ 17 ตุลาคม ค.ศ. 1707 เมื่อเขาอายุได้ 20 ปี และมีลูก 7 คนก่อนที่เธอจะเสียชีวิตลงในปี 1720 บาคแต่งงานอีกครั้งกับนักดนตรีสาวชื่อแอนนา แมกดาเลนา วิลเคน (Anna Magdalena Wilcken)เดือนธันวาคม ค.ศ. 1721 และมีลูกด้วยกันอีก 13 คน ในบรรดาลูกทั้ง 20 คนมีเพียงคาร์ล ฟิลลิป เอมานูเอล (Carl Philip Emanuel Bach) ลูกคนที่ 2 และ โยฮัน คริสเตียน บาค (Johann Christian Bach) ลูกคนสุดท้องที่ได้กลายมาเป็นคีตกวีสำคัญในสมัยต่อ ๆ มา

บาคถึงแก่กรรมเมื่อ ปี ค.ศ. 1750 ไม่มีใครเอาใจใส่เก็บรักษาผลงานของเขาไว้เลย ปล่อยให้กระจัดกระจายหายไปมากต่อมาปี ค.ศ. 1829 เกือบร้อยปีหลังจากที่บาคถึงแก่กรรม เฟลิกซ์ เม็นเดิลโซห์น (Felix Mendelssohn) คีตกวีชาวเยอรมันได้นำเพลงเซ็นต์ แม็ทธิว แพ็สชั่น (St. Matthew Passion) ของบาคออกแสดงที่กรุงเบอร์ลิน จึงทำให้ชื่อเสียงของบาคเริ่มเป็นที่รู้จักขยายวงกว้างออกไปทำให้คนเห็นคุณค่างานของเขา นอกจากนี้ยังถือว่าการถึงแก่กรรมของในปี ค.ศ. 1750 เป็นเครื่องหมายของการสิ้นสุดดนตรีสมัยบาโรกด้วย

ผลงานที่มีชื่อเสียงมาก ของ Bach คือ เพลง Air on a G String , Minuet in G , Jesus, Joy of Man' s Desiring , Ave-Maria , Toccata and Fugue iin D minor

โดย: - [23 ม.ค. 49 16:14] ( IP A:202.12.74.7 X: )

ความคิดเห็นที่ 10
    อันโตนิโอ วิวัลดี (Antonio Vivaldi, 1678-1741)
วิวัลดี ถือเป็นนักดนตรีเอกในยุคบาโรก คำว่า “Baroque” มาจากคำว่า “Barroco” ในภาษาโปรตุเกสซึ่งหมายถึง “ไข่มุกที่มีสัณฐานเบี้ยว” (Irregularly shaped pearl) Jacob Burckhardt เป็นคนแรกที่ใช้คำนี้เรียกสไตล์ของงานสถาปัตยกรรมและจิตรกรรมในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ที่เต็มไปด้วยการตกแต่งประดับประดาและให้ความรู้สึกอ่อนไหว
(ไขแสง ศุขวัฒนะ,2535:96)

ในด้านดนตรี ได้มีผู้นำคำนี้มาใช้เรียกสมัยของดนตรีที่เกิดขึ้นในยุโรป เริ่มตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 และมาสิ้นสุดลงราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 18 ซึ่งเป็นเวลาร่วม 150 ปี เนื่องจากสมัยบาโรกเป็นสมัยที่ยาวนานรูปแบบของเพลงจึงมีการเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา อย่างไรก็ตามรูปแบบของเพลงที่สามารถกล่าวได้ว่าเป็นลักษณะเด่นที่สุดของดนตรี

บาโรกได้ปรากฏในบทประพันธ์ของ เจ.เอส.บาคและยอร์ช ฟริเดริค เฮนเดล ซึ่งคีตกวีทั้งสองนี้ได้แต่งขึ้นในช่วงเวลาครึ่งแรกของศตวรรษที่ 18

ลักษณะสำคัญอีกอย่างหนึ่งของดนตรีสมัยบาโรกคือ การทำให้เกิด “ความตัดกัน” (Contrasting) เช่น ในด้าน ความเร็ว – ความช้า ความดัง – ความค่อย การบรรเลงเดี่ยว – การบรรเลงร่วมกัน วิธีเหล่านี้พบในงานประเภท ตริโอโซนาตา (Trio Sonata) คอนแชร์โต กรอซโซ
(Concerto Grosso) ซิมโฟเนีย (Simphonia) และคันตาตา (Cantata) ตลอดสมัยนี้คีตกวีมิได้เขียนบทบรรเลงส่วนใหญ่ของเขาขึ้นอย่างครบบริบูรณ์ ทั้งนี้เพราะเขาต้องการให้ผู้บรรเลงมีโอกาสแสดงความสามารถการเล่นโดยอาศัยคีตปฏิภาณหรือการด้นสด (Improvisation) และการประดิษฐ์เม็ดพราย (Ornamentation) ในแนวของตนเอง

ในสมัยบาโรกนี้การบันทึกตัวโน้ตได้รับการพัฒนามาจนเป็นลักษณะการบันทึกตัวโน้ตที่ใช้ในปัจจุบัน คือการใช้บรรทัด 5 เส้น การใช้กุญแจซอล (G Clef) กุญแจฟา (F Clef) กุญแจอัลโต และกุญแจเทเนอร์ (C Clef) เป็นต้น

วิวัลดีเป็นผู้ประพันธ์เพลงและนักไวโอลินชาวอิตาเลียน เกิดปี ค.ศ. 1678 ที่เมืองเวนิสอันลือชื่อ เป็นลูกของนักไวโอลินประจำโบสถ์เซ็นต์มาร์ค (St.Mark’s) ในเมืองเวนิส วิวัลดีได้รับการฝึกฝนเบื้องต้นทางด้านดนตรีจากพ่อ จากนั้นได้เรียนกับจีโอวานนี เลเกร็นซี (Giovanni Legrenzi) อาจารย์ดนตรีผู้มีชื่อเสียง วิวัลดีเป็นพระซึ่งรับผิดชอบการสอนดนตรีให้สถานเลี้ยงเด็กหญิงกำพร้าแห่งกรุงเวนิช

จากกิริยาท่าทางความใจบุญสุนทานและผมสีแดงตลอดจนการแต่งเนื้อแต่งตัวสีสันก็กระเดียดไปทางพระของเขานั่นเองทำให้คนทั่วไปเรียกเขาว่า “II prete rosso” (the red priest) หรือเป็นภาษาไทยเรียกว่า“พระแดง” (ณรุทธ์ สุทธจิตต์,2535 :149)

เพลงที่วิวัลดีแต่งโดยมากมักเป็นเพลงสำหรับร้องและเล่นด้วยเครื่องดนตรีประเภทสตริง (String) ซึ่งมีผู้ชอบฟังมาก และมีนักแต่งเพลงในศตวรรษที่ 20 ของอิตาลีคนหนึ่ง ชื่อ คาเซลลา (Casella) ได้เขียนยกย่องงานของวิวัลดีไว้ว่า “เป็นผู้สร้างงานขึ้นมาด้วยความประณีตบรรจงอย่างยิ่ง สามารถทำให้ผู้ฟังปล่อยอารมณ์เคลิบเคลิ้มตามเนื้อและทำนองเพลงได้โดยไม่รู้ตัว” งานของวิวัลดีมีมากมายไม่แพ้คีตกวีคนอื่น ๆ ปัจจุบันนี้งานของเขายังมีต้นฉบับเก็บรักษาไว้ที่ห้องสมุดเมืองเดรสเดน (Dresden Library) อย่างสมบูรณ์

วิวัลดีถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ. 1741 ที่เมืองเวียนนา ออสเตรีย อายุได้ 66 ปี โดยไม่มีตำราหรือเอกสารใด ๆ กล่าวถึงการสมรสจึงเชื่อว่าวีวัลดีไม่มีภรรยาไม่มีบุตร อยู่ตัวคนเดียวในวัยชราและจากโลกนี้ไปในประเทศที่ไม่ใช่บ้านเกิดของตนเอง

ผลงานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของวิวัลดีได้แก่ คอนแชร์โต กรอซโซ ชุด “The Four Seasons”, Concerto in E minor for Cello & Orchestra, Concerto for violin in A minor,Concerto for Two Trumpet and Strings

โดย: - [23 ม.ค. 49 16:19] ( IP A:202.12.74.7 X: )

ความคิดเห็นที่ 11
    เฟรเดรริค โชแปง (FREDERIC CHOPIN) (1810 - 1849)
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ เมืองๆหนึ่งใกล้กรุงวอร์ซอร์ ซึ่งเป็นเมืองหลวง ของประเทศโปแลนด์ มีเด็กชายน่ารักคนหนึ่งเกิดมา พ่อกับแม่ตั้งชื่อให้ว่า " เฟรเดอริค โชแปง" พ่อของโชแปงเป็นชาวฝรั่งเศส แม่เป็นชาวโปแลนด์ โชแปงมีพี่สาว 1 คน มีน้องสาว 2 คน

วันหนึ่งหลังจากที่พ่อสอนวิชาภาษาฝรั่งเศสและภาษาโปแลนด์ให้โชแปง และบรรดาพี่น้องของเขาเสร็จแล้ว แม่ก็เริ่มเล่นเปียโนให้ลูกๆฟัง แต่แล้วอยู่ๆ โชแปง ก็เริ่มร้องไห้ง้อแง แม่ก็พยายามเล่นเพลงอ่อนหวานเพราะๆ ให้ฟังโชแปงจะได้หยุด ร้องไห้เสียที ยังไงๆ โชแปงก็ไม่ยอมเลิกร้องกระจองอแง แม่เริ่มผิดสังเกตจึงหยุดเล่น เปียโน แล้วหันมาอุ้มโชแปงไปนั่งที่ตักแล้วเธอก็เริ่มเล่นเปียโนอีกที โชแปงหยุดร้อง และนั่งตาแป๋วฟังเพลงอย่างเงียบกริบ แม่จึงตัดสินใจส่งโชแปงไปเรียนเปียโน ให้เป็นเรื่องเป็นราวตั้งแต่อายุ 6 ขวบ พอโชแปงเริ่มโตขึ้นมาเป็นวัยรุ่น โชแปงคิดว่า น่าจะลองแต่งเพลงเล่นเองบ้างดีกว่า เมื่อคิดได้ดังนั้นก็ไม่ได้รอช้าให้เวลาเสียเปล่า โชแปงเริ่มลงมือแต่งเพลงเองทันที บรรดาขุนนางน้อยใหญ่ที่ชื่นชอบการฟังเพลง และเป็นแฟนพันธุ์แท้ของโชแปงเมื่อได้ฟังเพลงที่โชแปงแต่งก็ติดอกติดใจกันใหญ่ โชแปงจึงมีชื่อเสียงดังเปรี้ยงปร้างตั้งแต่ตอนอายุ 17 ปี

โชแปงมีสุขภาพที่ไม่ค่อยแข็งแรงเลย ในตอนฤดูร้อนโชแปงจึงชอบที่จะ เดินทางไปพักผ่นที่แถวชนบทเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ นอกจากโชแปงจะได้รับอากาศ บริสุทธิ์แล้ว เขายังไปได้แรงบันดาลใจในการแต่งเพลงอีกด้วย เพราะชาวบ้านมักมารวมตัว สังสรรค์กัน มีการร้องรำทำเพลงพื้นบ้านของชาวโปแลนด์ ( POLISH FOLK MUSIC ) โชแปงได้ยินได้ฟังอยู่ทุกวันประกอบกับที่เขามีเลือดรักชาติแรงมาก ทำให้เขานำ 2 สิ่งนี้ มาสานฝันของเขาออกมาเป็นบทเพลงมากมาย เช่นเพลง POLONAISE ซึ่งเป็นเพลงที่ แสดงออกถึงความรักชาติโปแลนด์, เพลง MAZURKA ซึ่งเป็นเพลงที่มีลักษณะ อารมณ์ของการเต้นรำ

อยู่มาวันหนึ่งขณะที่โชแปงเดินสายแสดงคอนเสิร์ตตามประเทศต่างๆ ในแถบยุโรป ปรากฏว่าประเทศรัสเซียได้มารุกรานประเทศโปแลนด์ของโชแปง และยึดประเทศโปแลนด์เอาไว้เป็นของตนเอง โชแปงอยากลับบ้านเกิดเมืองนอน ใจจะขาดแต่ก็กลับเข้าไปในประเทศไม่ได้ เขารู้สึกเศร้าใจที่สุด โชแปงจึงต้องตัดสินใจ ไปอาศัยอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส เพราะที่นี่เป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมแห่งหนึ่งในยุโรปเช่นกัน

โชแปงได้เพื่อนใหม่หลายคนที่ปารีส (เมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศส) เช่น เฟลิกซ์ เมนเดลโซน, ฟรานซ์ ลิซท์ ซึ่งต่อมาพวกเขาเหล่านี้ก็คือ นักดนตรีและ นักประพันธ์เพลงชื่อดังในยุคของดนตรีที่เรียกว่า ยุคโรแมนติคทั้งนั้น

โชแปงเป็นคนรักเพื่อนจึงไม่เคยปริปากบอกเพื่อนๆ เลยสักนิดว่าในใจของ โชแปงนั้นชอบเพลงของ เจ.เอส.บาค ซึ่งเป็นนักแต่งเพลงในยุคบาร็อค และวูฟกัง อมาดิอุส โมสาร์ท ซึ่งเป็นนักแต่งเพลงในยุคคลาสสิคมากกว่าเพลงของเพื่อน โชแปงเสียอีก ขนาดโชแปงไม่ยุ่งกับเพลงของเพื่อนแล้ว แต่เพื่อนยังมายุ่งกับเพลง ของเขาอีก เพื่อนของโชแปงคนหนึ่งชื่อว่า ฟรานซ์ ลิซท์ ได้เอาเพลงนอคเทิร์น (ซึ่งเป็นเพลงที่มีลักษณะอ่อนหวาน) ที่โชแปงแต่งไว้มาลองเล่นโดยเติมโน๊ต ตัวประดับประดามากมาย เพื่อให้ฟังหรูหราตามสไตล์ของลิซท์ โดยเอามาเล่นอวด ให้โชแปงฟังด้วย คราวนี้โชแปง เงียบไม่ได้แล้วเลยบอกกับเพื่อนรักไปว่า " คุณลิซท์เอ๋ย คุณก็มีพรสวรรค์ในการแต่งเพลงแบบของคุณ แต่อย่ามายุ่งกับเพลงของเรา ถ้าอยากจะเล่นก็ต้องเล่นตามที่เราเขียนไว้ ไม่งั้นก็ไม่ต้องมาเล่นเพลงของเรานะ!! "

โดย: - [23 ม.ค. 49 16:20] ( IP A:202.12.74.8 X: )

ความคิดเห็นที่ 12
   โชแปงไม่ค่อยชอบแสดงเปียโนต่อหน้าคนมากๆที่เขาไม่รู้จัก โชแปงชอบ ที่จะจัดปาร์ตี้เล็กๆแล้วก็มีการแสดงเปียโนให้ชม พวกคนที่มางานก็มักจะเป็นบรรดา เพื่อนฝูงและขุนนางที่มีฐานะดีๆ มาฟังโชแปงเล่นเปียโน พอโชแปงบรรเลงเพลงเสร็จ เท่านั้น พวกบรรดาขุนนางเศรษฐีทั้งหลาย ก็พากันส่งลูกหลานมาเรียนเปียโนกับโชแปง กันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง จากนั้นมาโชแปงก็เลยกลายเป็น "ครูโชแปง" ขวัญใจ ลูกศิษย์ทุกคน เพราะครูโชแปงไม่หวงวิชา สอนนักเรียนทุกคนด้วยความตั้งใจเต็มที่ ลูกศิษย์ของโชแปงคนหนึ่งมาเล่าให้เพื่อนๆ ฟังว่าโชแปงใช้วิธีแต่งเพลงกันสดๆ เดี๋ยวนั้นเลยบทเพลงก็ไพเราะจับใจ แต่พอโชแปงเล่นเสร็จแล้วจะเริ่มเครียดและขอตัว รีบไปจดโน้ตเพลงที่เพิ่งจะแต่งไป เพราะกลัวว่าจะลืมและจดรายละเอียด ตัวโน้ตได้ไม่ครบ บางทีโชแปงได้ส่งโน้ตพิมพ์ออกสู่สาธารณะชนแล้ว ก็ยังอดที่จะเปลี่ยนโน้ตหลายๆตัวไม่ได้ และนี่เองเป็นที่มาของการที่โน้ตเพลงของโชแปง มีหลายเวอร์ชั่นนั่นเอง เพลงที่โชแปงแต่งจะใช้ชื่อธรรมดาเช่น CONCERTO, MAZURKA, PRELUDE, NOCTURNE, WALTZ, POLONAISE, ETUDE ลูกศิษย์คนนี้ยังเล่าให้เพื่อนฟัง ต่อไปว่าโชแปงไม่ชอบให้เล่นเปียโนด้วยข้อมือที่แข็งๆ โชแปงชอบให้ผ่อนคลายข้อมือ เวลาเล่นเปียโน เพราะเพลงของโชแปงมีตัวโน้ตที่วิ่งไปวิ่งมา มากมายทั้งมีการใช้คู่ 8 อีกต่างหากด้วย โชแปงได้ใช้วิธีการใหม่ๆ ในการใช้นิ้วเล่นที่เปียโน ( FINGERING ) ที่สมัยนั้นไม่นิยมให้ทำกันแต่โชแปงเห็นว่ามีประโยชน์ เช่น ใช้นิ้วโป้งเล่น บนคีย์ดำ, เล่นนิ้วโป้งสอดใต้ผ่านนิ้วก้อย, แถมยังเล่นโน้ตที่เขียนซ้ำๆ กันด้วยนิ้วเดิม ทั้งๆ ที่ครู คนอื่นสอนให้เปลี่ยนนิ้ว

โชแปงก็ยังคงไม่สบายกระเสาะกระแสะอยู่เสมอเขาจึงคิดว่าเขาควรพักผ่อน สักระยะหนึ่ง โชแปงจึงได้ออกเดินทางไปยังชนบทแห่งหนึ่งเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ จะได้ดีต่อสุขภาพ แต่พอไปพักผ่อนได้ระยะหนึ่งโชแปงก็มีเหตุที่ต้องเดินทาง ไปประเทศอังกฤษ เป็นโชคไม่ดีของโชแปงเลยเพราะที่อังกฤษตอนนั้นอากาศหนาวเย็น และชื้นมากๆ โชแปงก็เลยไม่สบายมากขึ้นโดยที่เขาไม่ได้รู้ตัวเลยว่าเขากำลังเป็น " วัณโรค " !!! โชแปงจึงต้องเดินทางกลับมาที่ปารีสด้วยสุขภาพที่ไม่ได้ดีขึ้นเลย ในที่สุดโชแปงก็เริ่มรู้สึกตัวแล้วว่าคงถึงเวลาแล้วที่เขาจะได้พักผ่อนอย่างนิรันดร เขาจึงได้สั่งเสียเอาไว้กับคนใกล้ชิดว่า หลังจากที่เขาตายไปแล้วขอให้นำเอาหัวใจของเขา กลับไปฝังไว้ที่โปแลนด์ อันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนที่เขารักสุดหัวใจด้วย

และแล้ววันที่โชแปงต้องเดินทางจากไปไกลแสนไกลก็มาถึง วันที่ 17 ตุลาคม 1849 โชแปงได้เสียชีวิตลงขณะที่เขาอายุเพียงแต่ 39 ปี แต่ทุกคนรู้ดีว่า โชแปงจากไป เพียงร่างกายเท่านั้นแต่วิญญาณของโชแปงยังคงอยู่ในทุกตัวโน้ต ในทุกเพลงของโชแปง ตราบนานเท่านาน

คัดมาจาก:
http://www.thaioctober.com/yabbse/index.php?board=45;action=display;threadid=1544
โดย: - [23 ม.ค. 49 16:21] ( IP A:202.12.74.8 X: )

ความคิดเห็นที่ 13
    โชแปง (FREDERIC CHOPIN) คีตกวีผู้รักชาติ
โชแปง มีฉายาว่า กวีแห่งเปียโน (Piano Poet) เพราะเขารักเสียงเปียโนเป็นชีวิตจิตใจ เขาเกิดเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ปี ค.ศ.1810 ใกล้กรุงวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ บิดาเป็นชาวฝรั่งเศส มารดาเป็นชาวโปแลนด์ เขาจึงเป็นชาวโปแลนด์ตามเชื้อสายของแม่ เขามีพี่น้องผู้หญิงอีก 3 คน พ่อแม่จึงรักเขามากเพราะเขาเป็นผู้ชายเพียงคนเดียว ครอบครัวของเขาเคยมีฐานะดีมาก่อนแต่มายากจนในภายหลัง

เมื่อโชแปงอายุได้ 2-3 เดือน พ่อแม่ก็ย้ายครอบครัวไปอยู่ที่วอร์ซอ พ่อไปเป็นครูสอนภาษาฝรั่งเศส โชแปงเริ่มเรียนเปียนโนเมื่ออายุได้ 6 ขวบกับ Adalbert Zywny ครูผู้ชื่นชอบดนตรีของ Bach , Mozart และ Beethoven แต่ภายหลังได้เปลี่ยนมาเรียนกับ Joseph Elsner ซึ่งเป็นครูเปียโนโดยตรง

โชแปงได้แสดงเปียโนต่อหน้าสาธารณชนตั้งแต่อายุ 7-8 ขวบ ทุกคนเลื่องลือในความสามารถอันมหัศจรรย์ของเขา นิ้วที่พลิ้วไหว และเสียงดนตรีที่มีอารมณ์ทำให้ผู้คนร่ำลือ เขาได้แสดงต่อๆมาอีกหลายครั้งทั่วยุโรป จนกระทั่งครั้งหนึ่งพระเจ้าซาร์แห่งรัสเซียถึงกับประทานแหวนเพชรให้

โชแปงเป็นคนรูปร่างบอบบาง อ่อนแอ เป็นคนที่มีจิตใจอ่อนไหวง่าย มีความรู้สึกรักชาติ รักมาตุภูมิมาตั้งแต่เด็กเพราะ เขาได้เห็นภาพที่ทหารปรัสเซีย (เยอรมัน) ออสเตรียและรัสเซีย เข้ารุกรานประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของเขา แทบทุกวันที่โชแปงมองออกไปนอกบ้านเขาจะเห็นทหารรัสเซียฉุดกระชากทุบตีนักโทษชาวโปแลนด์ที่ผอมโซ ผู้ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฎ ต่อต้านระบบทรราชย์ และกำลังจะถูกเนรเทศไปอยู่ไซบีเรีย

ความรู้สึกหดหู่คับแค้นใจอันนี้เกิดเป็นแรงบันดาลใจทำให้เขาเขียนเพลงเพื่อมาตุภูมิของเขา กล่าวกันว่าเพลงชิ้นแรกที่เขาประพันธ์เมื่ออายุ 7 ขวบ คือ Polonaise in G Minor แต่เพลง Polonaise ที่มีชื่อเสียงของเขา คือ POLONAISE IN A-FLAT MAJOR, OPUS 53

เมื่อเขาเริ่มเป็นหนุ่มอายุประมาณ 19 ปี ในปี ค.ศ. 1829 เขาไปหลงรักผู้หญิงคนหนึ่ง ชื่อ คอนสทันย่า ( Constantia Gladkowska ) โชแปงเกิดความรักจนมีแรงบันดาลใจให้เขียนเพลงท่อนที่เรียกว่า ลาร์เก็ตโต ( Larghetto ) ในผลงาน Piano Concerto No.2 in F minor

ในราวสองปีต่อมา คอสทันยาของเขาก็แต่งงานไปกับพ่อค้าผู้มั่งคั่งแห่งวอร์ซอว์

ผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ที่โชแปงรักและเธอก็รักเขา คือ มาเรีย ว้อดซินสก้า ซึ่งเป็นน้องสาวของเพื่อนที่เคยเรียนหนังสือมาด้วยกันตอนเด็กๆ โชแปงมาพบมาเรียที่เมือง เดรสเดน ประเทศเยอรมัน และโชแปงได้แต่งเพลง Nocturne No.1 Bb ให้แก่เธอ

เมื่อโชแปงกลับจากเดรสเดนแล้ว เขาแต่งเพลงเกี่ยวกับความทรงจำของเขาที่นั่น คือเพลง BALLADE No 1in G Minor Opus 23 ซึ่งเป็นที่เข้าใจกันได้ว่า มาเรีย วอดซินสก้า คือเนื้อหาของเพลงนี้ และเมื่อ ชูมันน์ได้ฟังเพลงนี้ก็ลงความเห็นว่ามันเป็นเพลงที่งดงามมาก

ในภายหลังมาเรียได้แต่งงานไปกับท่านเคาน์โยเซฟ สตาร์เบค แต่ไม่มีความสุขในชีวิตสมรส จนเวลาล่วงเลยไปถึง 7 ปี เธอจึงเลิกกับสามี

โดย: - [23 ม.ค. 49 16:23] ( IP A:202.12.74.6 X: )

ความคิดเห็นที่ 16
    ก้อนดินจากโปแลนด์
เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ค.ศ. 1830 โชแปงต้องเดินทางออกนอกประเทศโปแลนด์เนื่องจากเขาเป็นบุคคลหนึ่งที่ปลุกระดมให้ชาวโปแลนด์ต่อต้านการครอบครองของออสเตรียและรัสเซีย

พ่อแม่ พี่น้อง อาจารย์และเพื่อนๆเศร้าใจกับการที่เขาต้องจากไป จึงได้มอบก้อนดินของโปแลนด์ให้เขาเอาติดตัวไป และก้อนดินก้อนนั้น โชแปงได้เก็บไว้จนวาระสุดท้ายของชีวิต


เมื่อเขาเดินทางจากโปแลนด์ไปอยู่ฝรั่งเศส เขาหลงใหลในตัวแม่ม่ายลูกติด นักเขียนชาวฝรั่งเศส ในปี ค.ศ. 1837 โชแปงได้เริ่มมีความสัมพันธ์กับยอร์ช ชังค์นักประพันธ์ผู้กำลังมีชื่อเสียง ชื่อจริงของเธอ คืด ออโรร์ ดือ เดอวองต์ ผู้มีอายุแก่กว่าโชแปงถึง 6 ปี หล่อนเขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์ ฟิกาโร และ เรอวู เดอ ปารีส์ หล่อนชอบสวมเสื้อผ้าแบบผู้ชาย และสูบซิการ์ มีลูกติดสองคน และชอบเปลี่ยนคนรักอยู่บ่อยๆ โชแปงประทับใจในความเก่งกล้าสามารถ และความเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวของเธอ เขาทั้งสองหลบไปอยู่ด้วยกันอย่างเงียบๆ และก็ได้ทำให้โชแปงได้ละเลยเรื่องการงานทางด้านดนตรีไปมาก ซึ่งก็อาจเป็นเพราะอารมณ์อันอ่อนไหวของเขานั่นเอง

แล้ววันหนื่งเพื่อนและอาจารย์ Joseph Elsner ได้เดินทางมาหาเขาที่ปารีส ขอร้องให้โชแปงช่วยแสดงคอนเสิร์ตเพื่อหาเงินไปช่วยเหลือชาวโปแลนด์ที่ต่อสู้เพื่อเอกราช

แต่ในที่สุดเสียงเรียกร้องของความรักชาติ ก็กระตุ้นให้โชแปงได้หวนกลับมาแสดงคอนเสิร์ตเพื่อหาเงินไปช่วยพี่น้องชาวโปแลนด์ของเขา แม้จะไม่ได้รับการสนับสนุนจากยอร์ชชังค์ก็ตาม โชแปงได้ทราบข่าวการเสียชีวิตของเพื่อนร่วมชาติอีกครั้ง ทำให้เขาต้องหยิบก้อนดินจากโปแลนด์ที่เพื่อนมอบไว้ให้เขาขึ้นมากำอย่างปวดร้าวใจ

“ ดินก้อนนี้ ตีตุสและพี่น้องได้ให้แก่เรามาเมื่อวันที่เราจะจากโปแลนด์ เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจให้เราระลึกถึงเสียงร่ำไห้ของพี่น้องชาวโปแลนด์ที่อยู่เบื้องหลัง เพื่อเตือนให้เราขะมักเขม้นทำงานเสียสละเพื่อช่วยชาติ แต่เราได้ลืมคำสัญญาและคำสาบานของเราเสียสนิท แต่นี้ไปเราต้องปฎิบัติตามคำสาบาน” เขากล่าวพร้อมกับยกก้อนดินขึ้นจูบ

ดังนั้นในปี ค.ศ.1848 เขาจึงออกตระเวณแสดงคอนเสิร์ตไปตามเมืองหลวงของประเทศต่างๆ ลอนดอน แมดริด เวียนนา บาร์เซโลน่า บรัสเซลส์ และเบอร์ลิน เพื่อนำเงินไปช่วยพี่น้องชาวโปแลนด์ต่อสู้เพื่อเอกราช


ต่อมาในปี ค.ศ.1847 ความสัมพันธ์ของโชแปงกับยอร์ชชังด์ ก็สิ้นสุดลง เนื่องจากลูกชายของเธอยิ่งไม่ชอบโชแปงขึ้นทุกวัน และสุขภาพของโชแปงก็เสื่อมทรุดลง เขามีอาการไอเป็นเลือดอยู่บ่อยๆ เพราะเขาเป็นวัณโรคมาตั้งแต่อยู่โปแลนด์แล้ว เดอลาครัวซ์และเพื่อนๆได้มาพบเห็นโชแปงในสภาพที่ร่างกายทรุดโทรมและยากลำบากทางการเงิน พวกเขาจึงพากันช่วยเหลือ

พอวันที่ 16 ตุลาคม ค.ศ. 1849 โชแปงก็อาการหนัก ลุกไม่ไหวและพูดไม่ค่อยได้แล้ว เขาขอให้เพื่อนๆช่วยเล่นเพลง “เรควิม” ( Requiem )ของโมสาร์ทในงานศพของเขา และเขาได้กล่าวอำลาเพื่อนๆทุกคน และในที่สุด ใกล้จะรุ่งอรุณของวันที่ 17 ตุลาคม เขาก็สิ้นชีวิต เขามีอายุเพียง 39 ปีเท่านั้น

งานศพของเขาที่ปารีส ใช้เวลาเตรียมงานศพถึง 13 วัน เพราะต้องเตรียมเรื่องนักร้องประสานเสียงที่จะมาร้องเพลง รีควีมของโมสาร์ท ซึ่งเป็นเพลงที่โชแปงชอบมาก ขบวนแห่ศพอันยาวเหยียดได้เริ่มขึ้น มีการกล่าวสุนทรพจน์ตามประเพณีนิยม และในขณะที่โลงศพถูกหย่อนลงในหลุม ดินจากโปแลนด์ที่โชแปงได้เก็บรักษาไว้จนวาระสุดท้ายของชีวิตก็ได้ถูกโปรยลงไปในหลุมฝังศพด้วย ที่หลุมฝังศพของเขามีคำจารึกว่า

พักอยู่ในความสงบ
วิญญาณอันงดงาม
ศิลปินผู้สูงส่ง
ความไม่มีวันตาย
ได้เริ่มขึ้นแก่ท่านแล้ว


มีภาพยนตร์หลายเรื่องที่นำเอาเพลงของโชแปงไปประกอบ เช่น The Lover , The Pianist ฯลฯ

ค้นคว้าจาก
คีตกวี ดนตรีแห่งชีวิต สุรพงษ์ บุนนาค
คีตกวี ปรัชญาเมธีแห่งภาษาสากล ไพบูลย์ กิจสวัสดิ์
จากดวงใจ คีตกร จ. มงคลขจร ( สาทิส อินทรกำแหง)
เพลงรักคีตกวี สันตสิริ

โดย: - [23 ม.ค. 49 16:29] ( IP A:202.12.74.5 X: )

ความคิดเห็นที่ 20
    Gustav Mahler (1860-1911)
Mahler เกิดเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 1860 ที่เมือง Kalischt แคว้นBohemia ประเทศเช็คโกสโลวาเกีย ต่อมาท่านได้ย้ายไปอยู่ที่ออสเตรียในภายหลัง ท่านเกิดในครอบครัวชาวยิวที่ครอบครัวแตกแยก บิดาของท่านมีนิสัยเลือดร้อนและอารมณ์หยาบกร้าน ส่วนมารดาเป็นคนเงียบๆ และบอบบาง ท่านมีพี่น้องถึง 11 คนโดยที่ท่านเป็นพี่ชายคนโต ท่านเริ่มหัดเล่นแอคคอร์เดี้ยนเป็นครั้งแรกเมื่ออายุเพียง 4 ขวบ อีก 2 ปีต่อมาท่านบังเอิญไปพบเปียโนเก่าๆ อยู่บนห้องใต้หลังคาของปู่ ซึ่งท่านพยายามที่จะหัดเล่นด้วยตนเอง บิดาของท่านจึงพยายามสนับสนุนให้เล่นดนตรี โดยจัดหาครูมาสอนให้เพราะเล็งเห็นถึงโอกาสที่ครอบครัวจะมีฐานะดีขึ้นจากอาชีพนักดนตรี

พออายุได้ 10 ขวบ ท่านเริ่มมีการแสดงดนตรีของตนเองโดยการวิ่งเต้นของผู้เป็นพ่อ หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นกล่าวขวัญถึงการแสดงของท่านอย่างน่าภาคภูมิใจ หลังจากนั้นอีก 5 ปี พ่อของท่านได้ส่งท่านไปเรียนที่สถาบันการดนตรีแห่งเวียนนา โดยมีอาจารย์ Julius Epstein เป็นทั้งครูผู้สอนและผู้อุปถัมภ์ตลอดมา ท่านเรียนทั้งการบรรเลงเปียโน การประสานเสียง และการประพันธ์ ท่านจบการศึกษาจากสถาบันแห่งนี้ด้วยคะแนนเกียรตินิยม

ในปี 1889 ซึ่งท่านมีอายุได้ 29 ปี บิดามารดาของท่านได้เสียชีวิตลง ท่านต้องดูแลน้องๆ ทั้งหมดด้วยความรู้สึกรับผิดชอบอย่างจริงจัง สิ่งที่พ่อของท่านทำไปไม่ว่าจะเป็นด้วยความรักหรือว่าหวังผลประโยชน์จากลูกก็ตาม แต่พ่อของท่านก็ได้ทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกชายคนนี้เท่าที่ชายจนๆ คนหนึ่งจะพึงกระทำได้

แม้ว่าท่านจะขัดสนเรื่องเงินทองก็ตาม แต่ท่านเป็นคนที่มีจิตใจกว้างขวางยินดีที่จะช่วยเหลือเพื่อนฝูงเท่าที่จะช่วยได้ ท่านเริ่มเป็นผู้อำนวยเพลงครั้งแรกที่เมืองไลพ์ซิก ประเทศเยอรมันนี และวงเวียนนาฟิลฮาร์โมนิค หลังจากนั้นในปี 1907 ท่านได้ย้ายไปพำนักที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเป็นผู้อำนวยเพลงให้กับการแสดงโอเปรา 2 เรื่อง ณ โรงละครเมโทรโพลิแทน โอเปรา มหานครนิวยอร์ค และแสดงคอนเสิร์ตกับวงนิวยอร์ค ซิมโฟนีออเคสตร้าอีก 3 รายการ ในช่วงนี้ท่านเริ่มมีอาการของโรคหัวใจ หลังจากที่ท่านกลับมาใช้ชีวิตในเวียนนาได้ไม่นานท่านก็ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 1911 รวมอายุได้ 51 ปี

ทันทีที่รู้ข่าวมรณกรรมของเขา Richard Strauss กล่าวแก่เพื่อนๆ เขาว่า “การตายของ Mahler ทำให้ผมตกใจมาก ทีนี้ล่ะคุณจะรู้ว่าแม้แต่ชาวเวียนนาก็จะตระหนักว่าเขาเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง” แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ขบวนแห่ศพของเขาผ่านไปตามถนนเรียงรายไปด้วยผู้ไว้อาลัยเหมือนเช่นที่ผู้คนเคยไว้ทุกให้กับไฮเดิ้นและเบโธเฟ่นมาแล้ว

ผลงานการประพันธ์ดนตรีของ Mahler ที่สำคัญคือ บทเพลงขับร้องขนาดยาวที่เรียกว่า Lieder หลายบท และ Symphony อีก 10 บท ซึ่งบทสุดท้ายแต่งไม่จบเพราะท่านถึงแก่กรรมเสียก่อน ต่อมาเดริก คุก ได้ประพันธ์บทนี้ต่อจนจบ ผลงานของ Mahler เป็นดนตรีโรแมนติคที่มีความยิ่งใหญ่ แสดงออกถึงความรู้สึก คละเคล้าทั้งความเศร้ารันทดและความรุนแรงชนิดที่ชวนหวั่นใจอย่างประหลาด หลังจากท่านถึงแก่กรรมแล้วแต่ผลงานของท่านกลับไม่ได้รับความนิยมมากนัก จวบจนช่วงต้นทศวรรษที่ 1950 ผลงานของท่านเริ่มมีผู้ให้ความสนใจตราบจนทุกวันนี้

บทความจากเว็บ pantip

โดย: - [14 ก.พ. 51 23:21] ( IP A:203.170.144.1 X: )


คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน