ข่าวตำรวจบ้านโป่งซ้อมลูกพ่อค้าอีกแล้ว!!!
   แม้ข่าวจะล่าช้าไปหน่อยแต่คงไม่ว่ากัน เป็นข่าวขึ้นหน้าหนึ่ง "ศรีสยาม"หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นประจำจังหวัดราชบุรี ฉบับประจำวันที่ 16 กรกฎาคม – 16 สิงหาคม พ.ศ.2547 เมื่อเดือนที่ผ่านมา เพิ่งจะได้รับหนังสือพิมพ์อ่านเจอเลยนำมาลงให้ดูกัน เนื้อหาข่าวดังนี้
สีกากีบ้านโป่งโชว์ฟอร์มเตะลูกเจ้าของร้านซ่อม จยย.ต่อหน้าแฟนสาวกลางดึก เหตุเกิดเมื่อเวลา 00.30 น.ของวันที่ 3 ก.ค.47 นายฐานุพงษ์ รักษ์พงษ์ไทย อายุ 18 ปี ลูกชายเจ้าของร้านประสานเรซซิ่ง เลขที่ 30/2 ถ.บ้านดอนตูม อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี และเป็นหลานชายนายประสิทธิ์ รักษ์พงษ์ไทย อดีตแชมป์มอเตอร์ไซค์ทางเรียบแห่งประเทศไทยหลายสนาม หลังจากพาแฟนสาวไปกินข้าวในตัวเมืองบ้านโป่งแล้ว กลับเข้าบ้านพร้อมดึงประตูเหล็กลงกำลังจะปิดร้าน ในขณะเดียวกันได้มีรถปิคอัพสีดำขับมาจอดหน้าบ้าน มีกลุ่มชายฉกรรจ์แต่งนอกเครื่องแบบคล้ายตำรวจอยู่บนรถ 6-7 คน และ 2 ชายฉกรรจ์ในกลุ่มได้เดินไปเปิดประตูเหล็กยกขึ้นพร้อมแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในกลางดึกแต่ไม่มีหมายค้น ได้พูดจาข่มขู่ยัดข้อหาต่างๆให้นายฐานุพงษ์ รักษ์พงษ์ไทย พร้อมชุดกระชากลากตัวออกจากบ้านไปหน้าบ้าน บรรเลงวิชามวยไทยใส่นายฐานุพงษ์ แบบไม่ทันตั้งตัวต่อหน้าแฟนสาว ซึ่งยืนอยู่ในเหตุการณ์ด้วยความงุนงง หลังจากนั้นชายฉกรรจ์ชุดดังกล่าวได้นำตัวนายฐานุพงษ์ พร้อมรถจ๊อก 50 CC.ซึ่งเป็นของนายฐานุพงษ์ใช้เป็นประจำ ไปยังสภ.อ.บ้านโป่ง ยัดเข้าห้องขังด้วยข้อหาขับรถหวาดเสียว ไม่มีใบขับขี่ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน พอรุ่งเช้าของวันเดียวกัน ก็ถูกนำตัวไปที่ศาลแขวงจังหวัดราชบุรี เปรียบเทียบปรับในวงเงิน 4,400 บาท หลังจากนั้นเมื่อเวลา 13.00 น.ของวันที่ 3 ก.ค.47 นายนิติศักดิ์ รักษ์พงษ์ไทย ซึ่งเป็นบิดาของนายฐานุพงษ์ ได้นำตัวลูกชายไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลศูนย์ราชบุรี เมื่อแพทย์ตรวจร่างกาย แพทย์ลงความเห็นว่าร่างกายและสมองได้รับกระทบกระเทือนอย่างแรงตามร่างกาย มีรอยฟกช้ำดำเขียวหลายแห่ง จึงในนอนพักรักษาตัวรอดูอาการก่อน นายนิติศักดิ์ กล่าวว่า เรื่องแค่ขับรถหวาดเสียวไม่น่าซ้อมลูกผม ทำเกินไป เรื่องนี้ผมไม่ยอม จะนำเรื่องนี้เข้าพบ พ.ต.อ.ปราโมท จงใจ ผกก.สภ.อ.บ้านโป่ง เพื่อร้องขอความเป็นธรรมให้กับลูกตน ผมเองถ้าจัดการให้ไม่ได้จะนำเรื่องนี้เข้าพบผู้ใหญ่ใน สนง.ตำรวจแห่งชาติ ทำอย่างกะลูกผมเป็นโจร ผิดอย่างไรก็ซ้อมลูกผมไม่ได้ ตำรวจต้องเป็นที่พึ่งของประชาชน

โดย: นสพ.ศรีสยาม [14 ส.ค. 47 17:56] ( IP A:203.113.34.8 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   เรื่องนี้ต้องพิจารณารายละเอียดเบื้องลึกเบื้องหลังอีกครั้ง ถ้าไม่มีอะไร ก็ถือว่าการซ้อมผู้ต้องหาเป็นการกระทำที่เกินเหตุ ก็ต้องว่ากันไปตามขั้นตอนของกฎหมายซึ่งทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายทั้งสิ้น ไม่ยกเว้นแม้แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจ
โดย: Banpon People [16 ส.ค. 47 11:30] ( IP A:203.150.217.115 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   ข้าราชการ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องมีจิตสำนึกในการบำบัดทุก บำรุงสุข ให้กับประชาชน เป็นผู้ที่รักษากฎหมาย แต่กลับเป็นผู้ละเมิดกฎหมายเสียเอง แล้วอย่างนี้ประชาชนจะหันหน้าไปพึ่งใครได้เล่า ช่วยกันทำให้สถาบันตำรวจเป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริงเสียแต่วันนี้ขอร้องเถอะ บ้านโป่งก็ไม่ใช่เมืองไกลปืนเที่ยงสักเท่าไร
โดย: ประชาชนตาดำๆ [18 ส.ค. 47 16:58] ( IP A:209.74.191.19 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
    สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องมี" ขบวนการแยกแยะ "ระหว่างตำรวจที่มีพฤติกรรมดีกับตำรวจที่มีพฤติกรรมไม่ดี มีมาตรการ สร้างเสริมให้กำลังใจและสนับสนุนตำรวจที่มีพฤติกรรมดีอย่างเด่นชัด ส่วน ตำรวจที่มีพฤติกรรมไม่ดี หรือเป็นไปในทางเสียหาย กระทบกระเทือนถึงภาพพจน์ ชื่อเสียง และเกียรติคุณของตำรวจโดยส่วนรวม สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะต้องมีมาตรการในการ ลงโทษทัณฑ์อย่างเฉียบขาดและจริงจัง เช่นเดียวกัน
โดย: ตำรวจไทยในอนาคต [11 ต.ค. 47 19:54] ( IP A:203.150.217.115 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
    ระวังจะโดนสั่งเด่ง เซ่นคดี"ช็อตจู๋" 23 ตำรวจอยุธยา ที่เป็นเรื่องราวใหญ่โตจนถึงขนาดผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง เสนอยุบโรงเรียนนายร้อย
นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้กล่าวในงานสัมมนาเชิงวิชาการ เรื่องการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดี ว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญระบุชัดเจนว่า ผู้ต้องหาที่ศาลยังไม่พิพากษาให้มีความผิดคือผู้บริสุทธิ์ บุคคลเหล่านี้ย่อมมีสิทธิเหมือนคนทั่วไป ขณะนี้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานหลายคนเข้าใจผิดว่า เมื่อผู้ต้องหาถูกจับแล้วก็กลายเป็นคนผิด ทั้งที่เรื่องสิทธิและเสรีภาพของประชาชนจำเป็นต้องรักษาอย่างเคร่งครัด "คดีที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นอุทาหรณ์ ผู้ต้องหาไม่จำเป็นต้องสารภาพ ผู้ต้องหามีสิทธิที่จะไม่ให้การในชั้นพนักงานสอบสวนด้วยซ้ำ การเอาไฟฟ้าไปช็อต เอาสายไฟไปมัดนิ้วเกือบขาด ผู้กระทำต้องถูกดำเนินคดีอาญา การทารุณไม่ใช่วิถีทางกระบวนยุติธรรม แต่เป็นเพียงการแก้แค้นเพื่อความสะใจ ขนาดนักโทษในเรือนจำที่ถูกตัดสินว่าผิด ยังได้รับสิทธิความเป็นมนุษย์เหมือนบุคคลทั่วไป จะถูกข่มเหงรักแกไม่ได้
นายจรัญ ภักดีธนากุล เลขาธิการประธานศาลฎีกา กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ตนเคยเสนอให้ยุบโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เปลี่ยนระบบการรับนักเรียนนายร้อยตำรวจโดยการรับสมัครจากนักศึกษาที่จบปริญญาตรีเพื่อรับการฝึกอบรมในการเป็นตำรวจ โดยใช้ระยะเวลา 3 ปี จบการศึกษาออกมาก็ติดยศร้อยตรี ทั้งนี้เพื่อปลูกสร้างให้มีจิตสำนึกแสดงความรับผิดชอบ
นายวิชา มหาคุณ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 1 กล่าวว่า ปัญหาในเรื่องนี้เกิดจากระบบการสอบสวนของตำรวจบางคน ที่ยังใช้วิธีการที่ผิด และเกิดการสืบทอดมาถึงตำรวจรุ่นหลัง โดยมุ่งจะเอาคำรับสารภาพเป็นหลัก ไม่คำนึงถึงหลักวิชา พยานหลักฐาน หรือการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาการ คือจะปักใจเชื่อไว้ก่อนว่า ผู้ต้องหาเป็นคนร้าย แล้วค่อยแสวงหาพยานหลักฐานมาสนับสนุน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ตำรวจในยุคปัจจุบันนี้ยังละเลยเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ที่ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้ต้องหานั้นยังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาตัดสิน
การแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ต้องแก้ที่ขั้นตอน คือ ก่อนจะออกหมายจับ ต้องให้ศาลไต่สวนก่อนว่าสมควรจะจับหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อป้องกันการกลั่นแกล้งกัน ถึงเวลาแล้วที่จะต้องเปลี่ยนแปลงระบบการสอบสวนครั้งใหญ่ โดยไม่ให้อำนาจตำรวจทำการสอบสวนได้เพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องให้อัยการเข้ามาร่วมด้วยเพื่อคานอำนาจ หรือจะมอบให้อัยการเป็นผู้สอบสวน ให้ศาลเป็นผู้ตรวจสอบสำนวนอย่างที่ทำในต่างประเทศ หากไม่แก้ที่ระบบปัญหาเช่นนี้ก็ยังจะเกิดซ้ำได้อีก
โดย: นสพ.คมชัดลึก [11 พ.ย. 47 10:06] ( IP A:203.150.217.112 X: )
คลิก เพื่อเปลี่ยนกลับไปแสดงความคิดเห็นแบบเดิม

ชื่อไฟล์รูปห้ามมีอักขระพิเศษ เช่น (#),(<),(>),(&) เป็นต้นค่ะ
ชื่อ / e-mail :    แทรกไอคอนน่ารักๆในข้อความ
e-mail :
ส่งอีเมลทุกครั้งที่มีการตอบกระทู้       (ใส่ Email เมื่อต้องการให้ส่ง Email เมื่อมีคนมาโพสในกระทู้)


CAPTCHA code



คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน