แผนที่บ้านโป่ง
   ใครพอมีแผนที่บ้านโป่ง แบบละเอียด post บน internet บ้างไหมค่ะ
ช่วยบอกแหล่งที่จะสามารถ download หน่อยค่ะ
โดย: จิ๊บ [12 ก.พ. 52 15:33] ( IP A:58.8.93.204 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   กะทู้ด้านล่างอะ หาดูดิ มี
โดย: เด็กบ้านโป่งใน กทม. [12 ก.พ. 52 22:23] ( IP A:125.25.200.174 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   แผนที่เที่ยวบ้านโป่ง

โดย: ชาวไทยไฮเทค [6 มี.ค. 52 1:51] ( IP A:125.27.171.179 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   ก็ดี เอา หลิว กะ แคท และ ชูศรี มา ค่อยยังชั่ว

ต้องเอาไอ้นี่มาเล่น คนบ้านโป่งชอบ ดงบังชินกิ แต่ข้าตัวแพง เอา ดงบัติชิกะ มาก็ได้ พี่บัติเล่นเองเลย
โดย: 1818 [25 มี.ค. 52 15:13] ( IP A:125.27.176.62 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   ความคิดเห็นที่ 35
แย่งจีบนักร้องคาเฟ่ แค้นรัว 11 มม.กลางแสกหน้า

22 มค. 2554 20:54 น.

พ.ต.ท. สุรินทร์ แสงปทุม สารวัตรเวร สภ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี รับแจ้งเหตุมีผู้ถูกอาวุธปืนยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส บริเวณทางเข้า 35 ดารา คาเฟ่ หมู่ 4 ต.ปากแรต อ.บ้านโป่ง ที่เกิดเหตุ พบรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซีวิค สีบรอนซ์เทา จอดติดเครื่องอยู่ บริเวณพื้นถนนท้ายรถพบกองเลือดสดๆ และกำแพงอิฐบล็อกใกล้ๆกัน พบรอยกระสุนปืนแตกกระจาย มีเลือดกระจายติดอยู่ และยังพบปลอกกระสุนปืนขนาด 11 มม.ตกอยู่ 5 ปลอก ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บถูกนำส่ง รพ.บ้านโป่ง ทราบชื่อ นายวิษณุ หลองทอง อายุ 27 ปี ถูกยิงด้วยกระสุนปืนขนาด 11 มม.เข้าที่กลางแสกหน้า 1 นัด กระสุนทะลุท้ายทอย อาการสาหัส

สอบสวนทราบว่าผู้ตาย ขับรถเก๋งทะเบียนดังกล่าว ไปรับเพื่อนอีก 3 คน มี นายแถลงการณ์ สียางนอง อายุ 24 ปี นายณัฐพล ธำรงค์สุด อายุ 21 ปี และนายวิเชษฐ์ ทรัพย์สมบูรณ์ อายุ 23 ปี พากันไปเที่ยวใน 35 ดารา คาเฟ่ ระหว่างนั่งดื่มกินอยู่นั้น เพื่อนของผู้ตาย ได้เกิดไปเขม่นกับกลุ่ม ของ นายเอก ไม่ทราบนามสกุล ที่นั่งอยู่โต๊ะห่างออกไป และเกิดการแซวกันไปมา สาเหตุนั้นมาจากแย่งจีบนักร้องในคาเฟ่ หลังจากนั่งดื่มกินกันจนเมาได้ที่นายวิษณุได้ขับยนต์เก๋งพาเพื่อนๆ ออกจากคาเฟ่ มุ่งหน้าจะกลับบ้านพัก

เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ เพื่อนของนายวิษณุ เกิดปวดปัสสาวะ นายวิษณุจึงหยุดรถเพื่อให้เพื่อนลงไปปลดทุกข์ข้างทาง โดยตนเองนั่งรออยู่ในรถ ระหว่างนั้น นายเอก พร้อมเพื่อนรวม 3 คน ได้ขับขี่รถจยย.ติดตามมา จึงจอดรถจยย.แล้วเดินเข้าไปใช้เท้าถีบเพื่อนของผู้ตาย ที่กำลังยืนปลดทุกข์ พร้อมชักอาวุธปืนออกมายิงขู่ขึ้นฟ้า 4 นัด นายวิษณุเห็นและเกรงว่าจะเกิดเรื่องบานปลาย จึงลงจากรถเก๋งแล้วเดินเข้าไปห้าม แต่กลับถูก นายเอกซึ่งมีอาการมึนเมา ได้หันปากกระบอกปืน จ่อไปที่แสกหน้าของ นายวิษณุพร้อมกับเหนี่ยวไกลระเบิดกระสุนใส่ 1 นัด กระสุนถูกนายวิษณุถึงกับหงายหลังล้มฟุบลงกองกับถนนตรงนั้น เพื่อนๆเมื่อเห็นนายวิษณุถูกยิง จึงได้พากันวิ่งหนีเอาตัวรอด

ส่วน นายเอกหลังก่อเหตุ พร้อมเพื่อนที่มาด้วยได้พากันขับขี่รถจยย.หลบหนีไป ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งไล่ล่าจับกุมตัวมาดำเนินคดีต่อไป สำหรับนายวิษณุนั้นได้เสียชีวิตในเวลาต่อมา

( จากข่าวเนชั่น )
โดย: ข่าวเนชั่น [22 ม.ค. 54 23:25> ( IP A:125.27.182.59 X: )
Add to Facebook Add to Twitter Add to Multiply Add to Google Add to Blogger Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
บ้านโป่ง ทำไมดุจังเนี้ย...ยิงกันตายอีกแล้วหรอ
ว่าแต่คนร้ายชื่อเอกเนี้ย ใช่เอกหนองเสือหรือป่าวหน๊าาา
ขานี้..โหดเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว

โดย: เด็กแสงจันทร์ [23 ม.ค. 54 13:37> ( IP A:125.27.176.69 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
อย่าไปคิดแบบนั้นเลยถ้าไม่ใช่เดี๋ยวเขาฟ้องหมินได้นะ
โดย: เด็กๆ [23 ม.ค. 54 13:42> ( IP A:223.207.20.213 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
ก็ไปโหดต่อในคุก ไอ้พวกเหี้ย 555
โดย: อิอิ [23 ม.ค. 54 20:36> ( IP A:125.27.182.176 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
รู้สึก เอกหนองเสือ เขาถึงกล้าทำแรงๆ โดยไม่ผิดได้ล่ะ เพราะได้ยินชื่อนี้มานานมาก..แต่ไม่รู้ว่าเป็นใครสักที
โดย: [25 ม.ค. 54 10:00> ( IP A:223.206.191.55 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
เอกหนังหมาหน้าตัวเมียสิไม่ว่า ทำแล้วอย่าหนีสิ พูดกันไม่รู้เรื่องรึไงภาษาก็อันเดียวกัน สมัยนี้คนเรามันใช้สมองกันน้อยลงทั้งที่สมองมีความสามารถกลับใช้แต่กำลัง ความรุนแรงมันคงเป็นสัมปทานสำหรับคนที่มีแขนขาครบ ลองดูคนพิการสิเขาต้องใช้สมองมากกว่าร่างกายแน่ๆถ้าไปมีเรื่องกับไอ้พวกมี แขนขานะ ลองคิดแบบเดียวกันสิ แล้วเราจะเหลือกำลังไว้ทำอย่างอื่นดีกว่า ร่างกายก็ครบประกอบแต่สมองไร้ความคิดสิ้นดีนะไอคนพรรนี้ มึ_พิการหรอสู้ไม่ได้เลยหรอใช้ปืนน่ะสมองเอาไปฝากควายไว้หรอเลยคิดไม่เป็น ว่านอกเหนือจากคนที่ตายไปมีใครสูญเสียอีกบ้าง สัตว์สู้กันมันยังรู้จักแพ้รู้จักชนะมันยังยอมรับตัวมัน แต่มึ_นี่มันเดรัชฉานจริงๆที่สิงอยู่ในตัว มึ_นักเลงจริงมึ_ข่มใจตัวเองให้อยู่ก่อนดีกว่ามั้ย นักเที่ยวคนอื่นจะพลอยไม่ปลอดภัยถ้ามีคนอย่างมึ_แฝงอยู่ ไม่เคยเที่ยวหรอถึงไม่รู้ว่าการกระทบกระทั่งมันย่อมเกิดได้ทั้งทางกายและ วาจาซึ่งมันเป็นเรื่องปกติ การเที่ยวคือการปลดปล่อย ถ้าไม่ แล้วจะมาทำไมวะ ผมไม่ได้เป็นอะไรกับใครในนี้นะ แต่ให้ความเห็นว่าทำแบบนี้ลงรถมาชกกันตัวตัวดีกว่ายังลูกผู้ชายกว่าอีก ใช้ปืนก็เหมือนกับทำคนที่ไม่มีทางสู้อย่างไรอย่างนั้น
โดย: +++ [26 ม.ค. 54 2:53> ( IP A:125.27.173.232 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
ไพ หนองเสือ เมื่อก่อนก็เป็นแบบนี้ สุดท้ายก็ตายอย่างหมา
ไอ้เอกนี่เดี๋ยวก็คงจะตามพวกมันไป อีกไม่นานหรอก 555
โดย: เอก หนองแมว [26 ม.ค. 54 9:53> ( IP A:125.27.180.67 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
เอกหนอ
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 36
งเสือ เริ่มอายุเยอะแล้วหนิ..คงหมดลายแล้วก้อได้..ไม่รู้ว่าที่เป็นข่าวในกระทู้ นี้จะใช่เอกหนองเสือรึป่าว...อาจชื่อเหมือนกัน อย่าเพิ่งไปว่าเขาเลย ถ้าใช่แล้วค่อยใส่เต็มที่
โดย: [26 ม.ค. 54 10:01> ( IP A:223.206.191.55 X: )
ความคิดเห็นที่ 8
ใครบอกว่าเอกหนองเสือ
รู้จักเอก รั่ว ป่าววะ นี้แหละคนยิง
โดย: เด็ก35 [26 ม.ค. 54 19:23> ( IP A:119.42.118.185 X: )
ความคิดเห็นที่ 9
เอกหนองเสือไม่ได้ดป้นคนยิง
แต่เปนเอกรั่วเพื่อนเอกหนองเสือ
คนตายเปนเด็กเกษตรเสือกปาขวดใส่เค้าก่อน
สมควรตายเเล้ว
โดย: เดกตลาด [27 ม.ค. 54 18:49> ( IP A:110.164.174.234 X: )
ความคิดเห็นที่ 10
ทานข้าวยัง
โดย: จะรู้ไปทำห่าอะไร [6 ก.พ. 54 13:47> ( IP A:202.149.25.20 X: )
ความคิดเห็นที่ 11
รักพี่เอกนะ
โดย: ลาย ใบกระท่อม [6 ก.พ. 54 13:51> ( IP A:202.149.25.20 X: )
ความคิดเห็นที่ 12
เกรียน จริงๆ เลยนะพวกแกเนี่ย

จงเกรียนต่อไปให้สุดขอบโลกเถอะ
โดย: เข้ามาทำอะไรฟระเนี่ย [6 ก.พ. 54 14:14> ( IP A:223.205.68.163 X: )
ความคิดเห็นที่ 13
อย่าหาย อย่างอน เป็นห่วง
โดย: Hataiichanok@hotmail.com [10 ก.พ. 54 23:32> ( IP A:223.24.49.146 X: )
ความคิดเห็นที่ 14
" you jump I jump "
โดย: Titanic [10 ก.พ. 54 23:46> ( IP A:223.24.49.146 X: )
ความคิดเห็นที่ 15
จากคนๆหนึ่ง...ในนามคนชื่อ...เอกรั่วเวลาเมาก็เหมือนคนไม่มีสติ เป้นแบบนี้มาตั้งแต่เริ่มดื่มเหล้า ชอบไป35ทุกๆวันอังคารและศุกร์ทุกอาร์ทิตย์ มีเพื่อนสินไปด้วยหลายคน และที่สำคัญตั้งแต่เริ่มเที่ยว 35 ไม่เคยมีปัญหากับใครเลย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันทำให้เกิดการสูญเสียอย่างมากทั้งทางผู้เสียชีวิตและ ครอบครัวอย่างมาก พี่เอกหายไปแล้วไม่รู้ว่าหายไปจากจังหวัดราชบุรีแล้วหรือยัง ขออโหสิกรรมทางกาย วาจา ใจ ให้พี่เอกด้วยพี่เอกไม่ได้ตั้งใจแน่นอน คนคนนี้ก็ทรมารเจ็บปวดอย่างมหาศาลกับการกรทำของ ควายเผือก เหมือนกัน หากข้อความนี้มีใครได้อ่านฝากบอกพี่เอกด้วย ยังมีไอหวังรอการกลับมาและลมหายใจมันจะหยุดเต้นอยู่ทุกวินาที ขอเถอะฟ้า
โดย: Because Of You [9 มี.ค. 54 19:54> ( IP A:182.53.233.159 X: )
ความคิดเห็นที่ 16
ความเป็นจริงวันนี้แม้ทำให้เราต้องปวดใจ แต่ฉันไม่ลืมภาพเธอได้เลย
เก็บอยู่ในหัวใจฉัน คิดถึงและเป็นห่วงเธอ รักเธออยู่เสมอไม่เคยลบเลือน
วันเวลาจะหมุนไปนานแสนนานสักเท่าไร อยากขอให้เธอมั่นใจสัญญา
จะอยู่รอที่ตรงนี้ ฉันรู้เธอไม่กลับมา แต่ความรู้สึกจะไม่เลือนจากเธอ
เธอจะอยู่กับฉันตลอดไป ไม่ว่าอีกนานแสนนาน นานเท่าไรไม่ลืมเลือน
ความทรงจำคอยย้ำและช่วยเตือน เราต่างผูกพันด้วยรักตลอดไป

ไกลห่างคนละฟ้า แต่ด้วยรักและศรัทธา
จะเชื่อมใจถึงกัน จะสัญญาด้วยหัวใจ ไม่มีใครแทนเธอ

ความทรงจำคอยย้ำและช่วยเตือน เราต่างผูกพันด้วยรักตลอดไป
โดย: Sara งี่เง่า [10 มี.ค. 54 17:08> ( IP A:223.24.92.138 X: )
ความคิดเห็นที่ 17
ความเป็นจริงวันนี้แม้ทำให้เราต้องปวดใจ แต่ฉันไม่ลืมภาพเธอได้เลย
เก็บอยู่ในหัวใจฉัน คิดถึงและเป็นห่วงเธอ รักเธออยู่เสมอไม่เคยลบเลือน
วันเวลาจะหมุนไปนานแสนนานสักเท่าไร อยากขอให้เธอมั่นใจสัญญา
จะอยู่รอที่ตรงนี้ ฉันรู้เธอไม่กลับมา แต่ความรู้สึกจะไม่เลือนจากเธอ
เธอจะอยู่กับฉันตลอดไป ไม่ว่าอีกนานแสนนาน นานเท่าไรไม่ลืมเลือน
ความทรงจำคอยย้ำและช่วยเตือน เราต่างผูกพันด้วยรักตลอดไป

ไกลห่างคนละฟ้า แต่ด้วยรักและศรัทธา
จะเชื่อมใจถึงกัน จะสัญญาด้วยหัวใจ ไม่มีใครแทนเธอ

ความทรงจำคอยย้ำและช่วยเตือน เราต่างผูกพันด้วยรักตลอดไป
โดย: Sara งี่เง่า [10 มี.ค. 54 17:08> ( IP A:223.24.92.138 X: )
ความคิดเห็นที่ 18
เธออยุ่ไหน อยากจะรู้ว่าตัวเธออยู่ไหน สุดขอบฟ้าทะเลอันกว้างใหญ่ ห่างไกลเหลือเกินคนดี รู้บ้างไหมหากชีวิตไม่มีเธอวันนี้ คนๆนี้จะทำตัวเช่นไร ให้ใจไม่ทรมาน ความปวดร้าวสุดเหน็บหนาวเหงาจับหัวใจ เมื่อเธอที่รักมาจากไป ฝืนทนอยุ่ก็เหมือนตายดังร่างไร้วิญญาญ ใจมันร่ำร้องมีแต่เธอ ได้แต่พร่ำเพ้อเพียงแต่เธอ ฮือๆรักเธอฮือๆรักเธอ ทุกลมหายใจคือเธอ เพราะว่ารักคนๆนี้จะยอมทำเพื่อรัก ด้วยชีวิตจะยอมทำทุกอย่าง เพื่อเหนี่ยวรั้งเธอคืนมา ทุกลมหายใจคือเธอ
โดย: ไอ้หวัง [18 มี.ค. 54 14:02> ( IP A:182.52.178.42 X: )
ความคิดเห็นที่ 19
ผม นี้ เด็ก 35 ครับ ผม ขอ ไว้ อาลัย ให้ กับ คน ที่เสีย ชี วิต ด้วย ความ เศร้า เสีย อยาก สุด ซึ้งครับ
โดย: redentunder@hotmail.co,th [20 มี.ค. 54> ( IP A:182.52.17.190 X: )
ความคิดเห็นที่ 20
คิดถึง--อย่าแรงมากน่ะ
โดย
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 37
: Sara งี่เง่า [26 มี.ค. 54 20:59> ( IP A:27.55.100.154 X: )
ความคิดเห็นที่ 21
ผมขอขอบคุณมากสำหรับความคิดเห็นที่ 3,5,6 ที่คุณด่ามา ทั้งๆที่คุณยังไม่รู้เลยว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นใครผิดใครถูก ความคิดที่3 คุณด่าผมได้สั้นและเพราะมาก ความคิดที่5 คุณคงเป็นลูกผู้ดีที่ไม่เคยทำความผิดมาก่อน คุณคงเป็นผู้ชายที่จิตใจขาวสะอาดเหมือนผ้าพับไว้ คุณด่าผมเหมือนผมไปยิง โคตรเหง้าคุณเสียชีวิต คนเราถ้ามีความคิดจริงๆเหมือนคุณ คุณก็สมควรไตร่ตรองดูก่อนว่า ก่อนที่คุณจะด่าคนอื่น ควรดูก่อนว่าเรื่องที่เกิดนั้นเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า และใครเป็นคนผิด และความคิดที่6 ผมถามคุณหน่อย คนตายแล้วคุณจะขุดขึ้นมาด่าทำไม ลองคิดดูนะ ถ้ามารดาของคุณตาย แล้วมีคนขุดมารดาของคุณขึ้นมาด่าคุณจะมีความสุขไหม ผมนี่แหละเอกรั่ว ถ้าเกิดผมส่งข้อความเหล่านี้แล้วใครเดือดร้อนอยากเจอผม คุณเขียนความคิดเห็นไว้ที่นี่แล้วบอก mail ของคุณมา แล้วผมจะติดต่อกลับไปหาคุณเอง (ผมพูดได้คำเดียวว่า เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด ผมไม่ได้เป็นคนผิด และผมไม่เคยหาเรื่องใคร แต่เมื่อผมโดนรังแกผมก็โต้ตอบ ตามสัญชาตญาน)
โดย: เอกรั่ว บ้านโป่ง [26 มี.ค. 54 21:03> ( IP A:110.164.171.187 X: )
ความคิดเห็นที่ 22
**I love you**
โดย: Sara (เลิกงี่เง่าแล้ว) [26 มี.ค. 54 22:15> ( IP A:27.55.100.154 X: )
ความคิดเห็นที่ 23
ประเทศไทย มีคนอยู่ 2ประเภท
1. คนทำดี / ป้องกันตัว แล้วโดนด่า
2. ไอ้พวกไม่ทำห่า แล้วด่าคน
หา ไม่ยากน่ะ ไอ้พวกที่ชอบด่าคนใน web เนี่ย สังเกตง่ายๆก็..ถ้าเป็นผู้ชาย เวลาเดินตามท้องถนน จะมีผ้าถุงคลุมหัว และเวลาเยี่ยว มันจะนั่งพับเพียบเยี่ยว--ฝากต่อน่ะ กูว่าไอ้คนที่ขุดคนตายขึ้นมาด่าได้เนี่ย เหี้ยกว่าอะไรในโลกแล้วล่ะ ไม่ต้องไปด่าคนอื่นเลย กูให้มึงชนะเลิศ---สรุปแล้ว ใครจะทะเลาะกัน หรือฆ่ากันตาย ถ้าไม่ใช่ญาติมึงอย่างที่มึงบอก แล้วพวกมึงไปเกี่ยวอะไรด้วย เดี๋ยวเค้าก็จัดการกันตามกฏหมายเอง เอาเวลาไปซื้อผ้าถุงลายใหม่ๆใส่คลุมหัวไปตลาดดีฝ่าาาา
แต่เอาเถอะ อโหสิไป ด่ามัน เดี๋ยวจะเหมือนพวกมัน รอให้มันฝาก e-mail ไว้ และรอมันลงรถมาชกกันอย่างที่มันบอกนั่นแหละ (สรุปว่ามันอยากมีเรื่องหรือมันเป็นคนดีวะ กูงง)
หวังว่ามันก็คงไม่ได้กลับมาอ่าน เพราะคงเที่ยวไปเสือกเรื่องชาวบ้านอยู่ web อื่นต่อไป

สู้ต่อไป สโคฟิลด์ !!!
โดย: คนรักเอกรั่ว [27 มี.ค. 54 11:43> ( IP A:49.237.80.29 X: )
ความคิดเห็นที่ 24
SaRa งี่เง่า คือใคร อยากทราบว่าเป็นอะไรก้บ เอกรั่ว
โปรดตอบด้วย
โดย: ไอ้หวัง ยังเป็นคววามหวังเสมอ [30 มี.ค. 54 17:57> ( IP A:125.27.196.171 X: )
ความคิดเห็นที่ 25
เอกให้ถามว่า จะรู้ไปทำไม??
โดย: Sara งี่เง่า [30 มี.ค. 54 19:41> ( IP A:49.237.230.229 X: )
ความคิดเห็นที่ 26
ความคิดเห็นที่ 3 5 6 นี่ อยู่ในเหตุการณ์อ๋อ?
นั่งเทียนเก่งจิง นักเลงคีย์บอร์ดด้วย เจ๋งว่ะ
โลกความเป็นจริงเก็บกดอะดิ สงสัยไม่มีไคยอมรับ
เลยต้องมาเก่งในนี้ 5555 แพล่มเหมือนพ่อคุนตาย ควายเอ้ย!
ไคผิดไคถูกก็ไม่รู้ อยู่ในเหตุการณ์ก็ไม่ใช่ ยังปากหมาด่ามั่ว
ไม่ควายแล้วอะไรดีเนี้ยพวกมึง!

ไอพวกควายควายควาย
โดย: น้องของ Sara [31 มี.ค. 54> ( IP A:223.205.68.49 X: )
ความคิดเห็นที่ 27
อยากรู้ เอกรั่วรู้ไม่มากหรอก เราก็รู้ว่าเธอเป็นใคร
ขายของดีไหม
อร่อยไหม
เรา เป็นคนอื่น ฝากถาก เอกรั่วค้วย ว่า...เพราะ อะไร???????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????? ถึง...
โดย: ไอหวัง [2 เม.ย. 54 17:39> ( IP A:110.77.227.10 X: )
โดย: งงง [26 มิ.ย. 54 10:34> ( IP A:125.25.121.165 X: )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 38
มีบ้านหลังหนึ่งเปิดให้เด็กมาขายตัวอย่าง โจ่งครึ่ม ทางไปหลังวัดบ้านโป่งมีกระเทยจากกรุงเทพมาใช้บริการกันเยอะมากยิ่งศุกร์ เสาร์ หรือวันหยุดยาวจอดรถกันเต็มไปหมดตำรวจไม่จับด้วยแหละ ดีจังเลย ใครอยากมาลองเด็กบ้านโป่งก็มาได้เลยพอมาถึงบ้านโป่งถามกระเทยเจ้าถิ่งได้เลย ว่าอยู่ตรงไหนรู้จักกันหมด หรือจะถามตำรวจบ้านโป่งก็ได้เขาก็รู้จัก ค่าตัวเด็กถูกมากๆ เสียค่าห้องเจ้าของบ้านครั้งละ 100 บาทเอง
โดย: ไก่ [18 ม.ค. 54 21:14> ( IP A:125.24.185.228 X: )
Add to Facebook Add to Twitter Add to Multiply Add to Google Add to Blogger Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
น่าลอง อยู๋ตรงไหนชี้ให้ชัดๆหน่อย
โดย: อิอิ [19 ม.ค. 54 19:22> ( IP A:125.27.174.30 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
สมัยก่อน ก็มีแถวซอย10 และซอยบุญลักษณ์ บ้านโป่งมีชื่อจะตายไป
โดย: คิคิ [19 ม.ค. 54 22:47> ( IP A:125.27.175.120 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
ตกลงมันอยู่ตรงไหนบอกหน่อยสิ จะไปจริงๆนะเนี่ย
โดย: อิอิ [21 ม.ค. 54 23:29> ( IP A:180.180.112.114 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
มันอยู่ แถวสุสานบ้วนฮก ครับ เขาเรียกว่า บ้าน เจ๊ น. (สงวนนาม)หลังคาสีเขียวๆ อยากให้ตำรวจเอาจริงหน่อยครับ กลัวเป็นที่ระบาดของยาเสพติด
โดย: นายมั่ว [22 ม.ค. 54 1:00> ( IP A:223.205.33.20 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
ทิ้งเบอร์โทรไว้ซิจะได้ไปเป็นเพื่อน
โดย: ผ่านมา [22 ม.ค. 54 20:36> ( IP A:110.49.31.55 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
ขอบคุณนะที่บอก จะได้ไปมั่ง ฮ่าๆๆๆๆๆๆ
โดย: ผ่านมา [22 ม.ค. 54 20:50> ( IP A:110.49.31.55 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
UNSEEN บ้านโป่ง
โดย: อยากลอง ฮ่าๆๆๆๆ [25 ม.ค. 54 12:49> ( IP A:125.27.177.54 X: )
ความคิดเห็นที่ 8
บอกให้ทิ้งเบอร์ไม่เห็นมีใครทิ้งเลยว่ะ เผื่อจะได้เจอกันมั่งคร๊าบบบบบบ
โดย: หาเพื่อนไปว่ะ [25 ม.ค. 54 21:21> ( IP A:182.232.75.31 X: )
ความคิดเห็นที่ 9
ถามที่เจ๊น้องไง อยู่ริมน้ำอ่ะ รึให้มันพาไปก็ได้ แต่ไม่รับประกันความปลอดภัยระหว่างเดินทางนะ(กลัวเสร็จมันก่อน)หล่อนเป็น กะเทยหัวโล้นนนน
โดย: อยากลอง ฮ่าๆๆๆๆ [25 ม.ค. 54 23:27> ( IP A:206.53.152.30 X: )
ความคิดเห็นที่ 10
เจ้น้อง ร้านขายผ้าซอยกลางป่ะ เค้ารุ่นดึกดำบรรพ์เลยนะ
โดย: ผ่านมา [29 ม.ค. 54 12:45> ( IP A:49.228.139.240 X: )
ความคิดเห็นที่ 11
แสดงว่าเคยไปเจอซากฟอสซิลหล่อนมาแล้วซิ
โดย: ไม่อยากลองแว้ว... [1 ก.พ. 54 1:04> ( IP A:206.53.152.16 X: )
ความคิดเห็นที่ 12
ไม่อยากลองแล้ว แสดงว่าเคยลองมาก่อนหล่ะซิ
โดย: อยากลองมั่ง [2 ก.พ. 54 20:31> ( IP A:110.49.205.105 X: )
ความคิดเห็นที่ 13
กรูว่าคนที่เล่นเวปนี้ต้องมีไปบอร์ด ปาล์ม มั่งหล่ะว่ะ ทิ้งเบอร์ไว้ซิ จะได้โทรหา
โดย: คนเคยเล่น [4 ก.พ. 54 22:38> ( IP A:110.49.205.123 X: )
ความคิดเห็นที่ 14
ไม่เคยแต่อยากรู้ขอแบบชัดๆนะ
โดย: อยากเล่นมั่ง [6 ก.พ. 54 3:19> ( IP A:206.53.152.30 X: )
ความคิดเห็นที่ 15
ไปเห็นมาแล้ว เกย์ตรึม (ว่างๆ หาเพื่อนไป ทิ้งเมล์ไว้ซิ จะได้ติดต่อไป)
โดย: แค่ผ่าน แต่อยากลอง [6 ก.พ. 54 21:21> ( IP A:110.49.193.28 X: )
ความคิดเห็นที่ 16
โอ้แม่เจ้า..มีอย่างงี้ด้วยหรือนี่
โดย: หม่อม สามหยอย [10 ก.พ. 54 1:53> ( IP A:206.53.152.30 X: )
ความคิดเห็นที่ 17
เขาเรียกว่าจัดระเบียบให้เป็นที่เป็นทางมากกว่านะคร๊าบบบ ม่ายอย่างงั้นมันกระจัดกระจาย
โดย: จัดระเบียบสังคม [12 ก.พ. 54 21:52> ( IP A:110.49.193.240 X: )
ความคิดเห็นที่ 18
เกิดมาเป็นกระเทยก็บาปพออยู่แล้ว จะไปแกล้งเค้าทำไม มีเหตุการณ์ที่โพธารามเป็นตัวอย่างแล้ว มาขอโหวตให้หยุดลงกระทู้ได้แล้ว เพราะมีข้อความพาดพิงถึงคนอื่นทำให้เสียหาย ควรเห็นใจคนที่ไม่รู้เรื่องแล้วต้องมารับความเดือดร้อนจากการกระทำที่ไร้ สมองของมึง
โดย: ระเบียบรัตน์ [13 ก.พ. 54 20:34> ( IP A:125.24.29.166 X: )
ความคิดเห็นที่ 19
ไม่มีใครเกิดมาเป็นกระเทย มีแต่เกิดมาเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย
โดย: ระเบียบเละ [13 ก.พ. 54 22:35> ( IP A:125.27.177.130 X: )
ความคิดเห็นที่ 20
เธญเธดเธ�เธ�เน�เธ�เธช เธกเธฑเธ�เน�เธ�เน�เธฅเน�เธงเน�เธกเน�เธกเธตเน�เธ�เธฃเน€เธญเธฒ เธซเธฃเธทเธญเน�เธ�เธ�เธฐ เธ�เน�เธฒเธชเธกเน€เธ�เธ� เน€เธงเธ—เธ�เธฒ
โดย: aaa@hotmail.com [24 ก.พ. 54 4:50> ( IP A:182.53.90.31 X: )
ความคิดเห็นที่ 21
เจ้าของกระทู้ รู้สึกว่าจะลงหลายที่เหลือเ
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 39
กินนะ อย่างน้อยก็เจออยู่ 4 ที่แล้วหล่ะ Palm ก็หลาย แล้วที่อื่นๆ หล่ะ ทำเพื่อไร โปรโมทป่ะ
โดย: ชอบท่องเว็ป [24 ก.พ. 54 21:51> ( IP A:110.49.205.155 X: )
ความคิดเห็นที่ 22
นอกจากสุสานบ้วนฮกแล้ว ยังมีริมน้ำ อีก มี่เจ้ใหญ่ (กระเทยขายประกัน)กะครูสมบูรณ์เป็นผู้ดูแล สองนางนี้นะ เงินหนา เด็กในสังกัด อายุไม่ถึง 15 เลย
โดย: สุดท้าย [14 มี.ค. 54 11:21> ( IP A:223.207.41.17 X: )
ความคิดเห็นที่ 23
บ้านที่ตรงสุสานบ้วนฮก ตรงนั้นเขาเรียกว่า บ้านทรายทอง ได้ยินข่าวว่า เจ้าของบ้านที่ พวกเจ๊โอ๊ด เจ๊ติ เจ็น้อง เจ๊ทูล ไปเช่าอยู่นะ เจ้าของบ้านเป็นทนายความ มีเพื่อนเป็นปลัดกระทรวง ยิ่งใหญ่มาก พูดไปใครก็รู้จัก เจ้าหน้าที่เลยเกรงใจ กระเทยที่ไปลงข่าวต่างๆนาๆนี้ ได้รับค่าจ้างเขามาโปรโมทร้านให้เขาหรือ ใครรุ้ข่าวทุกคนก็อยากมากันทั้งนั้น เห็นว่าตำรวจเข้าไปตรวจตั้งหลายครั้งแล้วแต่ก็ไม่เห็นมีอะไร เคยไปมาเเล้ว อย่างว่ากระเทยอยู่ที่ไหน เด็กผู้ชายมันก็ไปหากระเทย เพราะไปหาแล้วได้ตังส์ไปกินเหล้า หรือว่าผัวใครไปหาตังส์ที่นั้นเลยเดือดร้อน เพราะหาตังส์ให้ผัวไม่พอใช้ ผัวเลยไปหาตังส์กับกระเทยที่มาเที่ยว หรือไปลงเพราะได้รับค่าจ้างจากเจ้าของบ้านให้มาโฆษณาให้เขา กระเทยยากจนก็มีเยอะนะ จะบอกให้
โดย: เจ็ทราย [11 เม.ย. 54 18:07> ( IP A:61.7.171.4 X: )
ความคิดเห็นที่ 24
เคยลงไปแถวถนนริมน้ำ เจอกระเทยมั่วสุมกันเยอะแยะค่อยหลอกเด็กผู้ชายอยู่แถวนั้น ตำรวจสายตรวจน่าจะไปจัดการบ้าง คนที่อยู่แถวนั้น ก็มีอีกระเทยชื่อใหญ่ อีกคนก็อีครูสมบูรณ์ อีใหญ่นี้เธอขาใหญ่มากอวดเศรษฐีมีเงินมากมายกายกอง รวยจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ ไปหลอกเงินใครมาก็ไม่รู้ ส่วนอีสมบูรณ์ นี้ก็เป็นครูแถว ดอนกระเบื้อง ชอบตุ๋ยเด็กมากๆ น่าจะมีคนถ่ายรูปตอนพ่วงเด็กๆเข้าโรงแรม แล้วเอาไปรายงานให้ผุ้บังคับบัญชาทราบความประพฤติบ้าง อีคนพวกนี้ไม่น่าจะอยู่ให้รกสังคมเปล่า จริงไหม พวกเราต้องช่วยกันประนามจริงไหม
โดย: น้องหมวยน่ารัก [26 เม.ย. 54 11:19> ( IP A:49.49.121.194 X: )
ความคิดเห็นที่ 25
อืมมมม ทำไมกูไม่เห็นรู้เลยวะอยู่แถวนั้นแท้ๆ
โดย: กูงง [24 พ.ค. 54> ( IP A:125.27.169.168 X: )
ความคิดเห็นที่ 26
แหมอีพวกรักษากฎหมายมึงนี้มันหาเรื่องหนักกะบาลอยู่ดีไม่ว่าดี มือกำสากปากคาบครก อยากกันทั้งนั้นแหละ เห็นเป้าตัวผู้ สั่นระรนิกๆๆทุกตัว
โดย: ดนืเดนพดี๑นะทฟรสในท [2 มิ.ย. 54 16:51> ( IP A:49.228.65.171 X: )
ความคิดเห็นที่ 27
ดิฉันอยูทาง กรุงเทพ ชอบมากอยากไปเที่ยวเพราะมีโอกาสผ่านมาทางนี้บ่อย ๆนะค่ะอยากให้มีบริการเยอะชอบแบบบ้านๆนี่แหละ เอาที่อายุเลย 18 ก็ดเพราะขี้เกียจยุ่งเด็ก เสียฟอร์มเวลามีปัญหา เอาแบบไม่โจ่งครึ้ม เงียบ เอากันจ่ายตั้งส์ไป คนอื่นไม่ต้องยุ่ง จ่ายให้เจ้าของกิจการตามธรรมเนียม ก็ดีนะค่ะลงแจ้งด้วยว่ามีอยู่หรือไม่ขอบคุณมากนะค่ะ กะเทยชานกรุง....
โดย: fonhiss@hotmail.com [2 มิ.ย. 54 17:05> ( IP A:49.228.65.171 X: )
ความคิดเห็นที่ 28
อีพวกชอบเสือก อีกระหรี่ หมวยปากหีชอบโพสมั่วอีปากอัปปรีอีเลวอีควาย
โดย: sfgyj9lp-- [3 มิ.ย. 54 1:50> ( IP A:110.77.227.163 X: )
ความคิดเห็นที่ 29
พวกสันดาน หมา ชอบรอบกัดแน่จริง มึงก็มากเล่นกันต่อหน้าชิ พวกหมา อีน้องหมวยปากหี
โดย: ngfliglp [3 มิ.ย. 54 1:53> ( IP A:110.77.227.163 X: )
ความคิดเห็นที่ 30
ดิฉัน อยู่ บ้านโป่ง ดิฉันก็ได้ยินชื่อคุณใหญ่มาตั้งนานแล้ว ฐานะทางบ้านของคุณใหญ่เขาก็รวย อยู่แล้ว เขาไม่จำเป็นต้องโกงใครมาหรอกค่ะ จาก น้องรัก ที่บ้านโป่ง
โดย: gggggggggggggggg [3 มิ.ย. 54 1:58> ( IP A:110.77.227.163 X: )
ความคิดเห็นที่ 31
อีหมวยนี่มันรู้ดีจิงๆน๊ะไม่รู้ว่อีดอกตัวไน..มึงอิจฉาเขาละซิเพราะเขามี เงินจิงๆๆมึงอยากรู้มึงไปสืบประวัติเขาดูได้ว่ารวยจิงไม่จิงมึงระวังนะลงให้ เขาเสียหายอย่าให้รู้ตัวก็แล้วกันลงได้ลงไปเวรกรรมมีจิงอีควายมึงไม่มีแดก เหมือนเขาเสือกมาว่าเขาอีความคิดสกปรกเป็นกระเทยก็บาปแล้วยังเพิ่มบาปให้ตัว เองอีกเลวจิงๆแน่จิงมึงก็มาถามกันต่อหน้าเลยดีกว่าไม๊ไม่ไช่เป็นหมาลอบกัด แบบนี้มึงเป็นคนหรือเป็นหมาวะกูอยากรู้จิงๆๆอีสัตว์นรกหมาจะเกิดชิงหมาเกิด ปากมึงทำให้คนอื่นเขาเสียหายไปตายซะอีเวร......
โดย: เด็กริมน้ำ [4 มิ.ย. 54 17:00> ( IP A:223.207.19.149 X: )
โดย: l\\'g [26 มิ.ย. 54 10:37> ( IP A:125.25.121.165 X: )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 40
ถนนที่เห็นในภาพ คือถนนโฆสิตถนนสายสำคัญเลี่ยงเมือง เป็นเส้นทางสัญจรสู่สถานที่สำคัญ เช่น โรงเรียน วัด หน่วยงานราชการ หมู่บ้าน ในอำเภอบ้านโป่ง ด้านซ้ายและขวาของถนนสายนี้จะมีป้ายจราจรกำหนดช่วงเวลา วันคู่และวันคี่ ให้จอดรถได้ ทุกวันนี้จอดกันมั่วซั่วไปหมดทำให้การจราจรติดขัดโดยเฉพาะในชั่วโมงเร่งด่วน ถ้าเจ้าหน้าที่จราจรจัดการไม่ได้ก็ช่วยกรุณาปลดป้ายออกแล้วให้จอดได้ทั้งสอง ฝั่งตลอดเวลาเถอะครับ

โดย: New (generation ) [27 เม.ย. 47 9:28> ( IP A:203.113.86.117 X: )
Add to Facebook Add to Twitter Add to Multiply Add to Google Add to Blogger Add to Live
ความคิดเห็นที่ 2
โค้งหัวโป่งทางเข้าตลาดปลาสวยงาม เกาะกลางถนนถูกชาวสิงห์มอไซค์ขุดทิ้งเป็นช่องเพื่อให้มอเตอร์ข้ามโดยไม่ต้อง ยูเทิร์น ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้เคยเกิดอุบัติเหตุกับมอเตอร์ไซค์ตัดหน้ารถยนต์บ่อยจนทาง หลวงต้องกั้นเกาะกลางถนนเป็นคันดิน แต่ไม่นานสิงห์มอไซค์ก็ขุดคันดินทิ้ง ไม่รู้ว่าจะต้องสังเวยอีกกี่ศพ แถมยังเดือนร้อนผู้ใช้ถนนคนอื่นอีกด้วย ทางหลวงช่วยนำลวดสลิงมากั้นแก้เป็นการถาวรเลยจะดีกว่า แต่ไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนเรื่องไหล่ทางข้ามทางรถไฟเข้าตัวเมืองบ้านโป่งเป็น ความเดือดร้อนของคนทั้งอำเภอยังมิได้รับการแก้ไขแต่อย่างใด จะว่ารองบก็ไม่น่าจะใช่เพราะเป็นปัญหาที่ใช้งบไม่มากมายอะไร ว่างเมื่อไรจะนำภาพจริืงมาโพสต์ให้ได้เห็นกัน
โดย: ชาวสามแยกกระจับ [22 มี.ค. 47 11:14>

ความคิดเห็นที่ 10
เห็น มีการโพสต์ร้องเรียนฟ้องด้วยภาพตามเวบไซท์อื่นของบ้านโป่ง ไม่เห็นมีเจ้าหน้าที่ส่วนราชการแก้ไขแต่อย่างใด อย่างที่บอกแล้วจะมีเจ้าหน้าที่ราชการสักกี่คนที่เป็นคนไอที เล่นเนตเป็น หรือเห็นแล้วก็ทำเป็นธุระไม่ใช่ คงต้องอดทนกันต่อไป
โดย: [22 มี.ค. 47 15:06>

ความคิดเห็นที่ 11
โค้ง ถนนหัวโป่งทางเข้าตลาดปลาสวยงาม หมู่บ้านกรุณาการ์เด้น เกาะกลางที่ถูกมนุษย์เจาะดินขุดจนจะกลายเป็นทางย่อยๆไปแล้ว อย่าให้กลับมาเป็นโค้งผีสิงอีกเลย

โดย: สืบเสาะเจาะข่าว [27 เม.ย. 47 10:50> ( IP A:203.150.209.232 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
ภาพที่ไม่น่าจะได้เห็นและไม่รู้ว่าจะเห็นอีกนานแค่ไหน ก็คือในเวลากลางคืนของสะพานค่ายหลวงเป็นสะพานที่มีโคมไฟแต่ไม่ได้เปิดไฟมา นานแล้ว เกรงว่าจะเกิดอันตรายกับผู้ขับขี่ยานพาหนะ คดีดักจี้ปล้นกันบนสะพาน ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับหน่วยงานที่รับผิดชอบ สะพานค่ายหลวงก่อสร้างโดยงบของกรมโยธาธิการและผังเมือง(อันนี้ไม่แน่ใจ) ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลบ้านโป่ง และเขตองค์การบริหารส่วนตำบลเบิกไพร ไม่น่าเชื่อว่าจนป่านนี้ยังหาผู้รับผิดชอบจ่ายไฟส่องทางสะพานไม่ได้ อย่าให้เกิดกรณีวัวหายแล้วล้อมคอก ช่วยกันหน่อยเถอะนึกว่าสงสารประชาชนที่สัญจรผ่านสะพานในยามค่ำคืน
โดย: ชาวค่ายหลวงและเบิกไพร [16 มี.ค. 47 22:43>

โดย: สืบเสาะเจาะข่าว [27 เม.ย. 47 10:59> ( IP A:203.150.209.232 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
วันนี้ไปทำธุระที่สำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สาขาบ้านโป่ง เมื่อขับรถเข้าไปในซอยซึ่งเป็นซอยเดียวกันกับหมู่บ้านผาสุข ไม่น่าเชื่อว่าภาพเก่าๆของสภาพถนนเมื่อ 20 กว่าปีก่อนที่เคยขับรถไปแถวนั้น กับในปัจจุบันไม่ต่างกันเลย จะดีกว่าแต่ก่อนก็ตรงที่ปัจจุบันเป็นถนนลาดยาง แต่สภาพถนนทรุดโทรมเป็นหลุมเป็นบ่อขาดการดูแล ฝุ่นตลบ ไม่แน่ใจว่าถนนสายนี้เป็นถนนเอกชนหรือถนนหลวง มีหน่วยงานราชการอยู่ในซอย ที่ประชาชนต้องติดต่อเป็นประจำ สภาพถนนเมื่อ 20 ปี ก่อนยังตามหลอกหลอนประชาชนอยู่จนถึงปัจจุบัน ไม่ทราบว่าชาวสวนผาสุข และพนักงานการไฟฟ้า ทนกับสภาพนี้ได้อย่างไร หรือว่าชินแล้ว ผมนานๆเข้าไปครั้ง หลับตานึกภาพวันวานกับวันนี้ เห็นแล้วเหนื่อยใจ
โดย: ชาวตลาดบ้านโป่ง [19 เม.ย. 47 15:27>

ความคิดเห็นที่ 1
เห็นว่าเป็นเรื่องถนนและการจราจรไปกันได้กับกระทู้นี้ คัดลอกมาจากเวบ http://come.to/banpong
กระทู้โดย : คนบ้านโป่งเหมือนกัน
« เมื่อ 13/01/2004 , 21:43:28 »

อยากให้ท่านแก้ไข ปัญหาจราจร บริเวรถนนข้ามทางรถไฟ หน้า รร.สารสิทธิ์
เพราะ ช่วงเช้า-เย็น มันติดมากกกก ยิ่งช่วงที่ฝนตก จะยิ่งติดมหาโหด ทำไมท่านไม่คิดจะแก้ไขบ้างครับ ที่ผ่านมาก็ทำเฉยเมย ท่านเข้ามารับตำแหน่งใหม่ ขอฝากไว้ด้วยนะครับ ผมเสียภาษีนะครับ เบื่อมากเลย ยิ่งเห็นตำรวจมักง่ายด้วยแล้ว หงุดหงิดครับ ลองเอาวิธีนี้ไปลองปรึกษากันดูนะครับ
-ขยายทางข้าม บริเวรถนนข้ามทางรถไฟ ให้กว้างกว่าเดิมอีก 2 ช่อง เพื่อรถที่เลี้ยวซ้ายจะได้วิ่งผ่านได้ตลอด(ทำด้าน รร.รัตนฯด้วย)
-สัญญาณไฟที่บริเวณ แยก บ.หลักทรัพย์มหาสมุทร(ซึ่งมีอยู่แล้ว) ลองปรับปรุง
เพื่อใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะไหนๆก็เสียงบประมาณทำไปแล้ว
หวังว่าคงไม่เหลือบ่ากว่าแรงท่านนะครับ ผู้ที่จะได้รับประโยชน์ครั้งนี้ ไม่ใช่ผมคนเดียว
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 41
หรอกครับ คนบ้านโป่ง ทั้งอำเภอครับ
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาและดำเนินการ จะเป็นพระคุณอย่างสูงต่อแผ่นดินเกิด
ตอบกลับโดย : webmaster
« Reply #1 เมื่อ 14/01/2004 , 16:00:11 »

ผม พิมพ์ คำแนะนำของท่านแล้ว และจะยื่นให้ ว่าที่สมาชิกสภาเทศบาลเมืองบ้านโป่ง (เสียงข้างน้อย) เพื่อให้ท่านว่าที่นายกฯพิจารณาครับ ได้ความอย่างไรจะนำมาบอกกันต่อไป
ตอบกลับโดย : กิเลน81
« Reply #2 เมื่อ 15/01/2004 , 22:46:43 »

ขอ อนุญาตเรียนให้ทราบพอสังเขปครับ เท่าที่รู้มา การทำงานของหน่วยราชการนั้นแบ่งเป็นส่วนๆ บริเวณทางรถไฟก็เป็นส่วนของการรถไฟแ่ห่งประเทศไทย จะทำอะไรสักอย่างต้องผ่านขั้นตอนมากมายทั้งข้อมูลความรู้วิชาการ และข้อสำคํญคืองบประมาณที่จะทำงานนั้นๆใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ เรื่องมันยาวครับ ว่างๆลองสอบถามท่าน "เวป" แล้วลองมาคุยกัน ดีครับ บ้านโป่งมีคนมาช่วยคิดช่วยพัฒนากันดีครับ.
ตอบกลับโดย : webmaster
« Reply #3 เมื่อ 16/01/2004 , 06:59:47 »

ต่อไป เราจะร้องเรียนเรื่องนี้ผ่าน ท่านสมาชิกสภาจังหวัดราชบุรี แทนครับ คุณกิเลน
ตอบกลับโดย : komchadluek
« Reply #4 เมื่อ 16/01/2004 , 22:02:35 »

สำหรับ ปัญหานี้...เคยมีผู้นำมาลงแล้วถ้าจำไม่ผิดครับ ถ้าถามว่า...รถติดมากมั๊ย ขอตอบว่า ติดเฉพาะแค่ช่วงเช้าและช่วงเย็น ตอนส่งและร้บเด็กนักเรียนเท่านั้น แต่...ถ้าเป็นเวลาไม่เร่งด่วน ปรกติแล้วแทบไม่ติดเลยครับ ถ้าไม่จำเป็นคงไม่ค่อยจะมีรถผ่าน เพราะมีตำรวจจราจร ตรวจหมวกกันน๊อคอยู่ ถามผมว่า..สมควรเพิ่มหรือขยายถนนมั๊ย ผมคงตอบแทนไม่ได้ เพราะไม่ได้เป็น ว่าที่สมาชิกสภาเทศบาลเมืองบ้านโป่ง กับเขาซะด้วย คงต้องดูปริมาณรถและการใช้งานตลอดวัน และดูงบประมาณรายจ่ายที่เหลือ ในแต่ละปีครับ อีกอย่าง ปัญหารถเป็นปัญหาของโรงเรียน จึงน่าจะให้โรงเรียน ในละแวกนั้น เฉลี่ยๆงบประมาณมาสร้าง น่าจะดีกว่า ให้เทศบาลออกงบนะครับ แต่ถ้าผมจะเสนอ..แนวคิดบ้างคงไม่เป็นไร ช่วงชั่วโมงเร่งด่วน ตั้งแต่ เวลา 7.30-8.30 น.และ เวลา 15.30-14.30น. ถนนหน้าทางข้ามรถไฟ บังคับใช้เป็นแบบวันเวย์ เพื่อแก้ปัญหาการจราจรคับคั่ง บริเวณถนนหน้าโรงเรียนฮกเฮง เป็นช่วงรถขาขึ้น วิ่งไปได้เลนเดียว บริเวณถนนหน้าโรงเรียนรัตนฯ เป็นช่วงรถขาขึ้น วิ่งไปได้เลนเดียว ฉะนั้น..ผู้ที่มีบุตรหลาน อยู่ใน โรงเรียนละแวกใก้ลเคียงทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น โรงเรียนสารสิทธิ์ นารีวุฒิ เทศบาล รัตนราชบำรุง สามัคคี ก็คงต้องขับรถเข้าทางถนนบริเวณหน้าโรงเรียนฮกเฮง และ กลับทางโรงเรียนรัตน แต่..เวลาปฏิบัติจริง คงวุ่นวายพอสมควร เพราะกำหนดเวลาเป็นปัจจัยหลัก และตำรวจจราจรคงต้องทำความเข้าใจกับผู้ปกครองพอสมควร ซึ่งผมว่า... ทำไปทำมา...แบบเดิมน่าจะดีที่สุด... เอาอย่างงี้ครับ....ไม่อยากให้รถติดมาก อยากขับแบบสบายๆ ตื่นเช้าหน่อยมาส่งนักเรียนดี่ที่สุดครับ
ตอบกลับโดย : ข้าวก้อง
&la
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 6
quo; Reply #5 เมื่อ 03/03/2004 , 10:08:12 »

เห็นด้วยกับการกำหนดเวลาใช้วันเวย์ โดยให้ตำรวจจราจรคอยอำนวยความสะดวกจะได้เป่านกหวีดน้อยลง ทุกวันนี้เ
โดย: [0 3>

เห็น ใจตำรวจจราจรครับ เป่ากันหน้าดำหน้าแดง เพราะต้องเบรครถให้อีกเลนไป ผมเห็นก็วิ่งได้ทีละเลน เพราะอีก 3 เลนต้องหยุดให้ รถอีก3เลนที่หยุดคอยก็สะสม ผมว่าถ้าแบบนี้ก็ไม่ต่างกับวันเวย์ เพราะวิ่งได้ทีละเลน ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ให้เป็นวันเวย์เลยน่าจะดีกว่า ผิวจราจรจะได้ใช้ได้เต็มที่ ไม่มีการจอดคอยให้เสียผิวจราจร ยิ่งตอนรถไฟมาด้วยนะ มาจอดคอยประจัญหน้ากัน พอรถไฟไปวุ่นวายที่สุด เพราะเต็มถนนไปหมด เบียดกันกว่าจะไปได้ ถ้าเป็นวันเวย์ รถไฟไปพอยกแผงกั้นปุ๊บ ข้างหน้าว่างหมดวิ่งสบาย ที่สำคัญประหยัดงบประมาณได้อย่างดีที่สุดคือไม่ต้องใช้งบเลยครับ เอาแค่ตอน 7.30-8.00 เท่านั้นแหละ วนขวาหมดเหมือนที่หอนาฬิกาแหละครับไม่ต้องจอดรอใครให้เสียเวลา และเสียอารมณ์ น่าจะลองคิดใหม่ทำใหม่เหมือนท่านนายยกดูบ้างนะครับ เพราะปัญหานี้เป็นมานาน และ ยิ่งวันยิ่งทวีความรุนแรง เพราะปริมาณรถมากขึ้นเรื่อยเนื่องจากคนบ้านโป่งรวยขึ้น ถ้าใช้วิธีการแก้ปัญหาแบบเดิม ๆ ผมว่าอาจจะใช้ไม่ได้นะครับ กทม.มีปัญหาจราจร ก็ใช้วันเวย์แก้ปัญหา ก็น่าจะลองใช้กับบ้านโป่งของเราบ้างนะครับ ไม่ได้บ่นว่า แต่อยากให้บ้านโป่งของเราน่าอยู่เหมือนก่อนน่ะครับ
ตอบกลับโดย : webmaster
« Reply #6 เมื่อ 16/03/2004 , 12:42:24 »

ที่ บ้านโป่งเคยมีแผนการเดินรถวันเวย์ แต่เมื่อโรงพักสุราษฏ์ถูกเผา แผนการณ์นี้ก็ล้มไป ตำรวจบ้านโป่ง และ เทศบาล บ้านโป่งเป็นหน่วยงานที่ทำอะไรแบบไฟไหม้ฟาง
- ตั้งต่านตรวจ ขยันเป็นพักพัก ตอนนี้ที่อื่น มีข่าวรถจยย.ซิ่ง บ้านโป่งก็เริ่มดักตอนกลางคืน
- เปิดไฟใส่หมวก มีป้ายทะเบียน เดี๋ยวนี้ก็ไม่กวดขัน
- เทศบาลเคยมีโครงการถนนปลอดถังขยะก็เหล
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 42

โดย: [20 เม.ย. 47 1:13>

ผมขอแสดง ความคิดเห็นส่วนตัวน่ะครับ คือ การที่ตำรวจตั้งจุดสกัดจับรถมอเตอร์ไซด์ ตามหลบมุมต่างๆ บริเวณตลาด เช่น มุมหอนาฬิกา , มุมถนนข้างที่ว่าการอำเภอ , มุมแถววงเวียนช้าง , มุมถนนโฆสิตฯ (ข้างปั๊มเชลล์) และมุมอื่นๆ นั้น โดยเฉพาะเน้นจับผู้ไม่สวมหมวกกันน๊อก นั้น....... ผมว่า การตั้งด่านแบบนี้ เหมือนสกัดไม่ให้คนเข้า/ออกจากตัวตลาด ชัด ๆ ท่านครับ..ในเขตตลาดบ้านเราจริงๆ อุบัติเหตุคงมีไม่มากหรอกครับ การบังคับสวมหมวกกันน๊อกก็เพื่อลดอุบัติเหตุซึ่งเป็นการดี แต่ในตลาดครับท่าน น่าจะลดหย่อนลงบ้าง มันขี่กันเร็วไม่ได้หรอกครับ แต่ท่านก็ตั้งหน้าตั้งตา...จับ กันจัง ท่านรู้มั้ยครับ..วันไหนที่พวกท่านตั้งด่านจับกันครบๆจุด แม่ค้า พ่อค้า ในตลาดได้รับผลกระทบกันแทบทุกคน โดยเฉพาะร้านขายอาหาร....ขายกันไม่ค่อยได้เลย ก็ท่านสกัดมันทุกจุด ใครจะกล้าเข้ามาซื้อกันละครับ เพราะไม่คุ้ม คือ ตั้งใจขี่รถไปซื้อข้าวกินสักห่อ ก็ 20 บาท แต่ต้องถูกตำรวจจับ เสียค่าปรับ 200 บาท อะไรประมาณนั้น.. ท่านครับ อะไรที่ไม่เหลือบ่ากว่าแรง เบาๆให้บ้างก็ได้น่ะครับ อะไรที่ปล่อยไม่ไหวจริงๆ ก็เข้มๆไปเลยครับ........ ขอเถอะครับ การที่ขยันจับหมวกกันน๊อกกลางตลาด.......... ( น่าจะไปตั้งสกัดบริเวณรอบๆนอกจะดีกว่าน่ะครับ โน่นแถวสายบายพาสด์ ถ้าใครขี่แล้วไม่สวมหมวกกันน๊อก จับมันเลยครับ.....) ขอบคุณ
โดย: เด็กเก่า [20 เม.ย. 47 12:53>

เขา ถึงบอกทุกอย่างต้องเดินสายกลาง ตึงเกินหรือหย่อนยานเกินไปก็ไม่ได้ ไม่ให้เขาจับหมวกกันน๊อกเขาก็ขาดรายได้สิครับ เปอร์เซนต์แบ่งเยอะซะด้วย สงสารคนจนนะ หมดทางหนี เพราะเขาตั้งด่านตรวจแบบซุ่มโป่ง(แอบนิดๆ)
โดย: [20 เม.ย. 47 19:40>

ถนนสายหลักแสงชูโตตั้งแต่หอนาฬิกา จนถึงโรงพยาบาลบ้านโป่ง ขรุขระเป็นหลุมบ่อมานานตั้งแต่ขุดท่อน้ำทิ้ง เมื่อไรจะปรับปรุงแก้ไข
โดย: สืบเสาะเจาะข่าว [27 เม.ย. 47 11:20> ( IP A:203.150.209.232 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
http://www20.brinkster.com/banpong/db/bpicture/display.html
โดย: http://come.to/banpong [27 เม.ย. 47 16:25> ( IP A:202.183.178.182 X: )
ความคิดเห็นที่ 8
ผมเองจริงแล้วเป็นคนรักสัตว์ และเห็นใจประชาชนที่มีรายได้น้อย แต่บางครั้ง เราก็คงต้องนึกถึงความปลอดภัยของคนบ้านโป่งบ้าง ทุกเย็นท่านจะเห็นมีคนนำช้าง เข้ามาในตลาดบ้านโป่ง เพื่อขอให้ท่านช่วยบริจากเงินช่วยให้อาหารช้าง จริงอยู่เป็นสิ่งที่ที่พวกเราช่วยเหลือคนเลี้ยงช้าง และ ช้าง ผมจำได้ว่าเมื่อหลายสิบปีก่อน เคยมีช้าง ชื่อช้างน้อย ตกมัน เข้ามาอารวาดในตลาดเหยียบรถยนต์พัง และแทงคนตาย ช่วงนี้อากาศร้อน ก็อาจทำให้เกิดช้างตกมันได้นะครับ ผมเองไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำเหมือนอดีตครับ ผมหวังว่าบุคคลผู้รับผิดชอบในอำเภอบ้านโป่ง ช่วยกรุณาหาวิธีป้องกันความปลอดภัยให้แก่คนบ้านโป่งด้วยครับ
โดย: คนบ้านโป่งคนหนึ่ง [28 เม.ย. 47> ( IP A:202.183.178.135 X: )
ความคิดเห็นที่ 9
cry cry
โดย: ... [28 เม.ย. 47 1:29> ( IP A:198.81.26.49 X: )
ความคิดเห็นที่ 11
แยกสัญญาณไฟจราจรใหม่(วัดโพธิ์คู่)ปล่อยสัญญาณไฟเขียวนานไปมั๊ย จากการสอบถามบรรดาเพื่อน คนรู้จัก และผู้ใช้ถนนสายเลี่ยงเมืองบ้านโป่ง มักจะได้ยินบ่นให้ฟังเสมอว่าตั้งแต่มีการติดตั้งสัญญาณไฟจราจร ทำให้รถสายหลักติดมากขึ้น โดยเฉลี่ยผ่าน 10 ครั้ง ติดไฟแดง 8 ครั้ง เห็นเขาบอกว่าสาเหตุมาจากการปล่อยสัญญาณระหว่างทางรอง บ้านใหม่ดอนกระชาย-วัดโพธิ์คู่ ใช้เวลามากไปไม่สัมพันธ์กับจำนวนรถ ทำให้รถที่มาทางหลัก กรุงเทพ-กาญจนบุรี ติดขัดได้ ยิ่งถ้าเป็นช่วงเทศกาลจะติดกันเป็นแถวยาว เนื่องจากใช้ระบบอัตโนมัติไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจคุมไฟจราจร เรื่องนี้ใครมีความคิดเห็นอย่างไรโดยเฉพะท่านที่อยู่แถวนั้น หรือใช้เส้นทางนั้นบ่อย ช่วยบอกให้ฟังด้วย รวมทั้งแยกอื่นๆด้วย

โดย: คัดลอก [28 เม.ย. 47 14:40> ( IP A:203.150.209.231 X: )
ความคิดเห็นที่ 13
อันนี้ยังไม่เท่าไรครับเพราะมีไฟเขียวไฟแดง จุดกลับรถในบ้านโป่งที่ค่อนข้างล่อแหลมอันตรายเห็นมีอยู่ 3 จุดด้วยกัน จุดแรกบริเวณเลยอสร.ไปประมาณ 200 เมตร แต่ดีหน่อยเพราะเข้านำแท่งหินมาปิดกั้นไปเรียบร้อยแล้ว เป็นห่วงก็แต่มอเตอร์ไซค์เท่านั้นเพราะยังพอมีช่องเล็กๆให้รอดผ่านไปได้(ตาม รูป) ส่วนจุดที่สองบริเวณร้านเอกประดับยนต์ และบริเวณร้านสตาร์ไฮเทค ทางเข้าบึงกระจับ ทั้ง 2 จุดรถจะมากลับรถ(U-TURN)และช่วงเกาะกลางถนนไม่มีส่วนเว้าให้รถพักรอกลับรถ รถที่ขับตามหลังมาจะต้องเปลี่ยนเลนด้านซ้ายทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย เจ้าหน้าที่ทางหลวงถ้าจะกรุณาสงเคราะห์หน่อยก็จะดี เป็นการลดอุบัติเหตุทำให้บาดเจ็บหรือแม้กระทั่งเสียชีวิตได้
ความคิดเห็น
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 43
ที่ 2
สำหรับจุดกลับรถบริเวณร้านเอกประดับยนต์ ขาเข้าบ้านโป่ง ได้รับการแก้ไขจากเจ้าหน้าที่แล้ว โดยนำแผงเหล็กมากั้นห้ามกลับรถ แต่ให้ไปกลับก่อนถึงแยก อสร.แทน ส่วนจุดบริเวณทางเข้าบึงกระจับ เป็นจุดซึ่งมีปัญหาอุบัติเหตุเหมือนกัน ไม่แน่ใจว่าติดรายการคุณขอมาหรือเปล่า(ความเห็นส่วนตัว) ซึ่งจะว่าไปแล้วก็น่าจะไปกลับรถตรงงปากทางเข้าวัดหนองปลาดุกแทนก็ได้ หรือถ้าเป็นรายการเกรงใจกันจริงๆ ก็ทำจุดพักรถกลางถนนไปซะเลยเพราะเกาะกลางถนนใหญ่พอมีเนื้อที่ทำจุดพักรถก่อน กลับรถ ยังงัยเสียก็ต้องขอบคุณสำหรับจุดกลับรถที่ได้รับการแก้ไขแล้ว
โดย: ผู้ใช้ถนน [19 เม.ย. 47 11:53>

ความคิดเห็นที่ 3
แผงเหล็กที่เขากั้น อาจจะเป็นการกั้นชั่วคราวเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ของบ้านโป่งก็ได้นะ
โดย: [19 เม.ย. 47 17:21>

โดย: คัดลอก [28 เม.ย. 47 14:45> ( IP A:203.150.209.231 X: )
ความคิดเห็นที่ 15
ความคิดเห็นที่ 1
อ้อ! อีกอย่างนึงเมื่อไรจะมีนโยบายให้รถเก็บขยะของเทศบาล มาเก็บขยะในช่วงกลางคืน เหมือนที่เคยใช้มาสมัยนายกท่านก่อน เข้าท่าดี ไม่ต้องเหม็นและอุจาดตาในช่วงกลางวัน แถมไม่ร้อนสำหรับพนักงานเก็บขยะด้วย น่านำมาใช้อีกนะ
โดย: [10 มี.ค. 47 23:17>

(อันนี้ไม่ใช่ทุกข์ของชาวบ้านโป่ง แต่เป็นสุขของชาวบ้านโป่ง)
ความคิดเห็นที่ 2
สิ่ง ที่ต้องชมเชยเทศบาล อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือการให้เจ้าหน้าที่พนักงานมาพ่นยาฆ่ายุง ในท่อระบายน้ำทิ้ง ขอให้ทำสม่ำเสมอ เป็นการขจัดยุงขจัดโรคภัยไข้เจ็บที่มียุงเป็นพาหะ ขอปรบมือให้
โดย: [10 มี.ค. 47 23:20>
โดย: ร่วมด้วยช่วยกัน [28 เม.ย. 47 15:22> ( IP A:203.150.209.232 X: )
ความคิดเห็นที่ 17
โถ่แม้แต่บ้านอดีตประธานสภาเทศบาล ช่วงฝนตกยังมีน้ำท่วมขังมาสามฤดูฝนแล้ว

โดย: ชาวบ้านธรรมดา [29 เม.ย. 47 9:57> ( IP A:64.110.74.244 X: )
ความคิดเห็นที่ 18
ช่วงนี้ท่านลองสังเกตุแถวตลาดบ้านโป่งดูนะครับ จะมีทั้งเด็กวัยรุ่นดมกาว สมัยก่อนเห็นแต่เด็กอายุราวๆ8-14ปี แต่เดี๋ยวนี้มีอายุตั้งแต่ 9-18ปีครับ เดินวนเวียนในตลาดบ้านโป่ง และพวกขอทานจำนวนมาก บางครั้งก็นอนบนพื้นหน้าบ้านของร้านค้า ท่าทางดูไม่น่าไว้วางใจ ดูแล้วน่ากลัวมาก ไม่ทราบว่าวันใดวันหนึ่งเกิดพวกนี้ มีอาการอยากยา บ้าคลั่ง หรือต้องการหาเงินในทางที่ผิดเพื่อมาซื้อยา หรือเพื่อความอยู่รอด ผมไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์อาชญากรรม หรือการปล้นในอำเภอของเราครับ ขอท่านผู้มีอำนาจ หรือผู้ดูแลความสงบสุขของท้องที่ ช่วยกรุณาตรวจสอบด้วยครับ ขอขอพระคุณล่วงหน้าครับ
โดย: คนบ้านโป่งคนหนึ่วง [3 พ.ค. 47> ( IP A:203.172.117.35 X: )
ความคิดเห็นที่ 19
จุดกลับรถหน้าร้านเอกประดับยนต์ขาเข้าบ้านโป่ง กลับสู่สภาพเดิมไม่มีแผงกั้นเสี่ยงกันเอาเองแล้วกัน ส่วนจุดกลับรถหน้าทางเข้าบึงกระจับไม่ควรจะปิด แต่ควรจะทำที่พักรอเลี้ยวรถหรือกลับรถมากกว่า เพราะเป็นจุดที่เลี้ยวเข้าแหล่งท่องเที่ยวของบ้านโป่ง นั่นก็คือ บึงกระจับ สมควรอย่างยิ่งที่อำเภอจะต้องร่วมมือกับทางหลวงพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ของบ้านโป่ง และอำนวยความสะดวกในการสัญจรของรถ แต่ทุกวันนี้ท่านทำอะไรอยู่???????
โดย: OP [3 พ.ค. 47 12:42> ( IP A:64.110.74.244 X: )
ความคิดเห็นที่ 20
กระทู้โดย : คนดีศรีบ้านโป่ง คัดลอกจาก http://www.thai.net/banpong/ เห็นว่าน่าสนใจดี
« เมื่อ 09/04/2004 , 18:45:34 »
บริเวณ หน้าร้านขายน้ำแข็ง กิมฮง ข้างร้านดอยคำมีป้าย เขียนห้ามจอดรถ"ถ้าเป็นคนจะอ่านหนังสือออก ยกเว้นถ้าเป็นหมาจะอ่านไม่ออก" ถามว่าร้านเค้าเป็นเจ้าของถนนสาธารณะประโยชน์ตั้งแต่เมื่อไร

ตอบกลับโดย : admin eply #1 เมื่อ 09/04/2004 , 21:10:26 »
วันนี้ผมเจออีกที่นึงครับ เขียนเป็นภาษาไทย มีลวดลายสวยงาม หน้าร้าน จาบโฆษณา ในซอย ดำรงสุข ของ อดีตผู้สมัคร ตำแหน่งนายกเทศมนตรี

ตอบกลับโดย : w Reply #2 เมื่อ 14/04/2004 , 13:09:45 »
อีก ที่ก็ร้านhardware เยื้อง ธ.กสิกรไทย ร้านขายเฟอร์นิเจอร์เยื้อง รพ บ้านโป่ง จักรยานบ้าง เก้าอี้บ้าง ไม้บ้าง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องน่าจะมาดำเนินการ
โดย: OP [10 พ.ค. 47> ( IP A:64.110.74.244 X: )
ความคิดเห็นที่ 25
คุณชาวตลาด คคห.ที่23 ครับ ตอนนี้เข้าใจว่า อบต.สวนกล้วยได้แก้ไขทางช่วงดังกล่าวโดยการราดยางแอสฟัลด์เรียบร้อยแล้ว ขับรถฉิวเลยครับ ลองไปใช้ดู ต้องปรบมือดังๆให้หน่วยงานนี้อีกครั้งที่เห็นใจในความเดือนร้อนของชาวบ้าน
โดย: คนผ่านทาง [12 ส.ค. 47 9:49> ( IP A:64.110.74.244 X: )
ความคิดเห็นที่ 26
คอลัมน์ "รายงานประชาชน"
มี อยู่เรื่องหนึ่งที่ นายลำโพง อยากเขียนถึงมาร่วม 3 เดือนแล้ว นั่นก็คือ มาตรการคุ้มครองผู้บริโภค อันเกี่ยวกับ เครื่องชั่ง เครื่องตวง และเครื
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 44
่องวัด (ความยาว) 2 อย่างแรกสำคัญมาก จากการพูดคุย ผู้บริโภคมักจะถูกเอาเปรียบเรื่องชั่งน้ำหนัก ซื้อขาย ขณะนี้มีพ่อค้าแม่ค้า ต่างถิ่นต่างที่ มาขายข้างถนนบ้าง ตามนัดบ้าง ในตลาดบ้านโป่งเองบ้าง ... มีใครดูแลบ้าง หรือไม่ อีกอย่างขณะนี้ น้ำมันแพง.. เครื่องตวง ปั้มจ่ายน้ำมัน จ่ายตรงที่เราเติมหรือไม่ 1 ลิตร ได้ 1 ลิตร ...2 ลิตร ได้ 2 ลิตร เต็มหรือไม่..ผู้บริโภคบ่นว่าแทนที่ตัวเลขจะค่อยๆวิ่ง กลับพรวดขึ้นเร็วจี๋เลย นายลำโพง ฝากพ่อบ้านพ่อเมือง .. นายสุรพล แสวงศักดิ์ นอภ.บ้านโป่ง ช่วยจัดการประสานงานกับ เทศบาล และสถานีตำรวจ สภ.อ.บ้านโป่ง ออกตรวจสอบสักครั้ง เพื่อความถูกต้อง และการไม่เอาเปรียบซึ่งกันและกัน นะครับท่าน..." นายลำโพง"
โดย: นสพ.เสียงประชาชน [10 ก.ย. 47 15:59> ( IP A:203.150.217.113 X: )
ความคิดเห็นที่ 27
เส้นทางหมู่บ้านน้ำเพชรหลังโรงพยาบาลซานคามิลโล-หมู่บ้านกรุณาการ์เด้น ถนนเลียบคลองเป็นหลุมเป็นบ่อมานานแล้ว ยังไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาดูแล โดยเฉพาะช่วงนี้มีรถที่ใช้ทางเลี่ยงเมืองเพื่อหนีการจราจรที่ติดขัดช่วงทำ สะพานลอยแยก อสร.ทั้งๆที่เป็นทางสำคัญเพื่อระบายรถ หน่วยงานใดรับผิดชอบเข้ามาดูแลกันหน่อย

โดย: ชาวบ้านเดือดร้อน [25 ต.ค. 47 18:23> ( IP A:203.150.217.119 X: )
ความคิดเห็นที่ 28
ตอนนี้ทาง อบต.สวนกล้วย กำลังปรับปรุงถนนสายนี้แล้วนะ โดยการราดยางแอสฟัลด์คู่ขนานกับคลองชลประทาน ไปจนถึงทางรถไฟเลยละ อีกหน่อยชาวหมู่บ้านน้ำเพชรและชาวบ้านในละแวกนั้นก็ได้ใช้ถนนกันอย่างสะดวก เพิ่มขึ้น รวมทั้งผู้ที่จะใช้เส้นทางเลี่ยงการติดขัดจราจรบริเวณก่อสร้างสะพานลอย อสร.
โดย: สายข่าว [5 พ.ย. 47 13:46> ( IP A:203.150.217.117 X: )
ความคิดเห็นที่ 29
อันตรายจากลวดหนาม
สำหรับ ใครตอนนี้ที่ใช้ถนนเส้นทางข้างโรงพยาบาลซานคามิลโลที่จะเลี่ยงเมืองหรือไป หมู่บ้านน้ำเพชรและหมู่บ้านกรุณาการ์เด้น ช่วงนี้ต้องระวังซักหน่อย โดยเฉพาะมอเตอร์ไซค์ที่ขับขี่ในยามค่ำคืน กับลวดหนามข้างทางที่เจ้าของที่บริเวณนั้นนำมากั้นรั้วเป็นแนวเขตที่ดิน เวลาขับขี่รถหลบหลีกกัน อาจเกิดอุบัติเหตุและได้รับบาดเจ็บ

โดย: ผู้ใช้เส้นทาง [8 พ.ย. 47 23:30> ( IP A:203.150.217.114 X: )
ความคิดเห็นที่ 30
เพื่อนดิฉันเคยมาเล่าให้ดิฉันฟังว่า บ้านสมาชิกสภาเทศบาลบ้านโป่งในทีมบริหารท่านหนึ่ง ได้ปลูกสิ่งปลูกสร้างถาวรหลังบ้าน ขวางทางที่สาธารณะทำให้เพื่อนบ้านแถวนั้นไม่สามารถใช้ทางร่วมสาธารณะนั้นได้ เป็นการเอาเปรียบเพื่อนบ้าน แล้วอย่างนี้จะไปช่วยเหลือสังคมบ้านโป่งได้อย่างไร ช่วยแก้ไขหน่อยเถอะค่ะ
โดย: ร้องทุกข์แทนเพื่อน [23 พ.ย. 47 12:19> ( IP A:203.150.217.112 X: )
ความคิดเห็นที่ 32
บ้านโป่งออกใหญ่โตทำไมหาคนๆๆเดียวไม่เจอว่ะcrycry
โดย: วีวี่ [4 เม.ย. 51 15:28> ( IP A:117.47.62.92 X: )
ความคิดเห็นที่ 33
อยากได้ภาพคนรอไฟเขียว

โดย: jinnn@hotmail.com [14 ธ.ค. 51 8:12> ( IP A:117.47.93.42 X: )
ความคิดเห็นที่ 34
ถนนเลียบคลองหมู่บ้านหนองปลาดุกพังเสียหายมากเลยค่ะ
อยาก ให้มีคนมาปรับปรุงถนนใหม่ เพราะตอนดึกมักจะมีรถบรรทุกวิ่งหลบด่านชั่งจนถนนพังหมดแล้ว พอลอกถนนทำใหม่ไม่นานก็พังอีก อยากให้มีคนมาดูแลบ้างค่ะ
โดย: คนบ้านโป่ง [23 พ.ค. 52 20:12> ( IP A:112.142.18.35 X: )
ความคิดเห็นที่ 35
ถนนตั้งแต่หัวโป่งถึงหน้าโรงงานมาม่า น่าจะมีทีกลับรถมอเตอร์ไซด์บ้าง ช่วงเช้าและเย็นอันตรายมาก
โดย: 74 [13 ม.ค. 53 10:29> ( IP A:125.25.214.78 X: )
ความคิดเห็นที่ 36
แจ้งความ"หลวงพ่อสิน"เกจิอาจารย์ดังโดดถีบ-เตะซ้ำหนุ่มช่างซ่อมจยย. ฉุนเอาพระให้ปลุกเสก

ช่าง ซ่อมจยย.เสียความรู้สึกสุดๆ เลื่อมใส "หลวงพ่อสิน" วัดละหานใหญ่ เช่าพระเครื่องไปขอให้ปลุกเสกกับมือ กลับโดนเกจิดังกระโดดถีบ-เตะซ้ำ จนพานกระเด็นพร้อมด่ากลับเหมือนโดนกล่าวหาว่า ของไม่แท้ หนุ่มใหญ่เสียใจร้องไห้ โร่แจ้งเจ้าคณะจังหวัด-แจ้งความ


เมื่อ เวลา 12.00 น.วันที่ 16 มีนาคม นายนภดล สุนทรรักษ์ อายุ 37 ปี เลขที่21 ซอย 9 ถนนวัดโสภณ ต.มาบตาพุด อ.เมืองระยอง อาชีพซ่อมรถจักรยานยนต์ เข้าร้องขอความเป็นธรรมสื่อมวลชน ด้วยน้ำตาคลอเบ้า พร้อมเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า เมื่อวันที่ 15 มีนาคม ที่ผ่านมา ตน พร้อมภรรยา พา ด.ช.เกษม สุนทรรักษ์ อายุ 11 ปี บุตรชายไปสอบเข้ามัธยม 1 โรงเรียนวัดป่าประดู่ อ.เมืองระยอง หลังสอบเสร็จได้พาครอบครัวไปปล่อยปลาดุก หอย ที่วัดตาขัน จากนั้นได้เดินทางไปที่วัดละหารใหญ่ ต.หนองบัว อ.บ้านค่าย ได้เดินชมเหรียญหลวงพ่อสิน หรือพระครูสุภัททาจารคุณ พระที่มีชื่อเสียงโด่งดังในวงการนักเล่นพระและเป็นลูกศิษย์หลวงปู่ทิมวัดละ หารไร่ เกจิชื่อดัง อยู่ในขณะนี้ ที่แผงพระภายในวัดละหารใหญ่ และได้เช่าพ
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 45
ระของหลวงพ่อสินทั้งหมดกว่า 4,000 บาท และได้ชึ้นไปบนวัดพร้อมเช่าพระหลวงพ่อสินอีก 1,840 บาท แล้วนำเหรียญรุ่นต่างๆรวมทั้งพระใส่พานเพื่อให้หลวงพ่อสินปลุกเสกให้อีก ครั้ง แต่หลวงพ่อสินหันกลับมาพูดใส่หน้าด้วยใบหน้าที่ไม่คอยพอใจนักว่า "ไอ้ห่ามึงว่าของกูไม่แท้ กูไม่ง้อ" จากนั้นก็เดินบ่นพึมพำบ่นว่า "มึงจะเอาไม่เอา ไม่เอาก็ได้ กูไม่ง้อ" พอพูดจบ หลวงพ่อสินก็กระโดดถีบเข้าที่หน้าอกของตนขณะนั่งถือพานใส่พระจนกระเด็น แล้วเข้ามาเตะซ้ำอีก 3 – 4 ครั้ง



"แต่ผมก็ยังพนมมือพูดว่า ผมศรัทธาจริงๆไม่ใช่ไม่เชื่อ ผู้หญิงที่ทำงานที่วัด2 – 3 คน เห็นเหตุการณ์เข้ามายกมือไหว้ตนและขอร้องให้กลับก่อนและพูดว่าวันนี้หลวงพ่อ อารมณ์ไม่ดีขอโทษแทนหลวงพ่อด้วย ผมเสียใจมากถีงกลับร้องไห้ด้วยเสียงอันดัง พร้อมเดินลงบันได นำพระและเหรียญที่เช่าจากแผงพระมาคืน และขอเงินคืน ซึ่งเจ้าของแผงพระก็ยินดีให้เงินคืน ส่วนพระที่เช่าบนวัดจำนวน 1,840 บาท พระลูกวัดไม่ยอมให้คืน" นายนภดล กล่าวและว่า ตนได้ขับรถยนต์เดินทางกลับและไปพบพระวันชัย เจ้าคณะอำเภอ ที่วัดบ้านค่าย และเล่าเหตุการณที่เกิดขึ้นให้ฟัง จากนั้นเจ้าคณะอำเภอ พร้อมตนเดินทางไปที่วัดละหารใหญ่ เพื่อสอบถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อหน้าหลวงพ่อสิน หลวงพ่อสินพูดขึ้นมาอีกว่า "มึงปากดี พูดมาก กูโมโหเลยถีบมึง" พร้อมกับนำเงินจำนวน 1,850 บาทค่าเช่าพระมาคืนแต่ตนไม่รับคืน เจ้าคณะอำเภอจึงให้เป็นทุนการศึกษาลูกชายแทน แต่ตนได้คืนเงินกลับไปจำนวน 10 บาท เพราะค่าเช่าพระจำนวน 1,840 บาท จากนั้นได้พาภรรยาและลูกชาย ไปแจ้งความ พ.ต.ท.สังวาลย์ ยังดี สารวัตรใหญ่ สภ.หนองกรับ ดำเนินคดี ข้อหาทำร้ายร่างกาย




ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวเดินทางไปพบหลวงพ่อสิน ที่วัดละหารใหญ่ เพื่อสอบถามข้อเท็จจริง พร้อมยอมรับว่า ถีบและเตะนายนภดลจริง เนื่องจากมาตื้อรบเร้าให้ปลุกเสกให้อีก กำลังเหนื่อยมาก็มีความโกรธจึงโดดถีบและเตะจริง ก็ไม่ได้ใช้อาวุธทำร้ายนี่.
โดย: [17 มี.ค. 53 12:37> ( IP A:113.53.196.3 X: )
ความคิดเห็นที่ 37


โดย: [5 เม.ย. 53 22:33> ( IP A:180.180.10.143 X: )
ความคิดเห็นที่ 38


โดย: [5 เม.ย. 53 23:44> ( IP A:180.180.10.143 X: )
ความคิดเห็นที่ 39
อยากจะให้ไปตรวจสอบน้ำมันปั้มน้ำมันบางไผ่ข้างโลตัสวันนี้ดิฉันได้ใช้บริการ ปั้มบางไผ่ข้างโลตัสบ้านโป่งและได้สังเกตุว่าน้ำมันเบนซิน91เป็นสีเหลือง ดิฉันด้ายถ้าคนที่เติมว่าอ้าวทำไมน้ำมันเบนซินเปนสีเหลืองไม่ใช่สีแดงหรอ เค้าได้แต่ยิ้มอย่างเดียวซึ่งตอนนั้นมีพนักงานอยุ่สองคนชายหญิงแต่ไม่มีใคร ตอบได้เลยได้ปต่ยิ้มทั้งสองคนถ้าน้ำมันที่เค้าเติมให้เป็นโซฮอล91แล้วมา หลอกว่าเป็นเบนซิน91และคิดลิตรเท่ากับ91ก้แสดงว่าปั้มบางไผ่
ข้างโลตัสบ้านโป่งนี้เอาเปรียบผู้ใช้อยุ่อยากจะให้มาตรวจสอบเพื่อความสบายใจของผู้คนที่มาเติมด้วยค่ะ
โดย: 21/11/53 [21 พ.ย. 53 17:07> ( IP A:1.47.69.72 X: )
โดย: kj [26 มิ.ย. 54 10:39> ( IP A:125.25.121.165 X: )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 46
ที่เห็นในภาพคือบึงวังมะนาว(ยืมภาพเขามา)เลยวัด ม่วงไปประมาณ 3 กม.ข้ามคลองชลประทานเล็กๆ เลี้ยวขวาเชิงสะพานประมาณ 400 เมตร ทางเข้าไม่ได้รับการพัฒนาแต่อย่างใด แถมมีโรงงานอุตสาหกรรมตั้งอยู่ใกล้ๆบึงอีกต่างหาก ถ้าพื้นที่บึงเป็นของราชการก็เสียดายแทนชาวบ้านม่วง ยังงัย อบต.บ้านม่วงช่วยดูแลและ พัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวจะได้มีรายได้เข้าหมู่บ้านตนเอง หรือไม่ใช่พื้นที่ของราชการก็แล้วไป ดูตัวอย่างบึงกระจับเขาทำสวยงามมาก

โดย: ชาววัดบัวงาม [15 เม.ย. 47 18:38> ( IP A:203.113.67.37 X: )
Add to Facebook Add to Twitter Add to Multiply Add to Google Add to Blogger Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
เห็นด้วยครับ ทางเข้า เนี๊ยะ สุดแสนจะยากลำบาก ทางก็เป็นทางลูกรัง เพิ่งไปเมื่อวานเอง กะจะไปฮันนีมูน กับแฟนสัก หน่อยเสียอารมณ์ เลย
โดย: แฟนเด็กบ้านโป่ง [15 เม.ย. 47 22:31> ( IP A:203.113.34.12 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
บึงวังมะนาวดูเป็นตัวอย่างอยู่ใกล้สามแยกกระจับ คือบึงกระจับยามเย็นไปพักผ่อนทานอาหารกันได้

โดย: [17 เม.ย. 47> ( IP A:203.113.67.37 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
คัดลอกมาจากเวบอำเภอบ้านโป่ง
หัวข้อ : เมืองโกสินารายณ์
ข้อ ความ : กรมศิลปากรขุดค้นพบเมืองโบราณโกสินารายณ์มาตั้งหลายสิบปีแล้ว แต่ปัจจุบันอยู่กลางโรงงานกระดาษสยามคราฟ ทำไมอำเภอบ้านโป่งไม่ประสานงานกับโรงงานสยามคราฟ ขอเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยว คนไปเที่ยวกาญจนบุรีจะได้แวะเยี่ยมชมบ้าง การท่องเที่ยวของบ้านโป่งก็จะเจริญยิ่งกว่านี้ เงินทองจากนักท่องเที่ยวก็จะเข้าสู่บ้านโป่งมากกว่านี้
จาก : คนบ้านโป่ง - 24/02/2004 04:18
ข้อ ความ : เห็น สระน้ำโกสินารายณ์ อยู่ในหนังสือแผนที่เดินทางของกรมทางหลวง เสียดายนะที่อำเภอไม่ค่อยให้ความสำคัญ หรือว่าอยู่ในสังกัดของหน่วยงานอื่น
จาก : นักเที่ยว - 02/03/2004 15:57
ข้อ ความ : สระน้ำโกสินารายณ์อยู่ในเขตเทศบาลตำบลท่าผา ก็ขึ้นกับที่ว่าการอำเภอบ้านโป่งนั่นแหล๊ะ แต่สระน้ำเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเมืองโกสินารายณ์ ซากเมืองจริง ๆ อยู่ในโรงงานสยามคราฟ
จาก : คนบ้านโป่ง - 04/03/2004 05:15
โดย: สืบเสาะเจาะข่าว [17 เม.ย. 47 13:54> ( IP A:203.113.67.38 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
ข้อความ : ขอคัดลอกมาเลยแล้วกัน
แหล่งท่องเที่ยวในบ้านโป่งที่คนรู้จักทั่วประเทศ
ผม พูดจริงๆนะในฐานะที่เป็นเด็กบ้านโป่งโดยกำเนิด และอ่านนิตยสารท่องเที่ยวหลายเล่ม จะพูดถึงแหล่งท่องเที่ยว 2 แห่ง นี้เสมอ หลายๆท่านอาจจะงง ว่ามีด้วยหรือ มีแน่นอนครับ แห่งแรก คือ "พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดบ้านม่วง"และ "สระน้ำโกสินารายณ์" ขับรถจากกรุงเทพ ผ่านจังหวัดนครปฐม ใช้เส้นทางที่จะไปบ้านโป่ง กาญจนบุรี (เน้น..... ไม่ใช่ราชบุรี) ข้ามสะพานลอย เข้าอำเภอบ้านโป่ง ตรงไปยังหอนาฬิกาเลี้ยวซ้ายเพื่อข้ามสะพานเฉลิมพระเกียรติ ตรงหน้าวัดบ้านโป่ง เลี้ยวซ้ายผ่านศาลเจ้าแม่เบิกไพร ตรงไปอีกไม่เท่าไร ก็จะถึง"พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดบ้านม่วง"หรือถ้าไม่เลี้ยวเข้าบ้านโป่ง ใช้เส้นทางไปทางกาญจนบุรี เจอสี่แยกไฟแดง เลี้ยวขวาไปประมาณ 2 กิโลเมตร ก็จะถึง "สระน้ำโกสินารายณ์" เสียดายจริงๆนะครับก่อนเข้าอำเภอบ้านโป่ง ไม่มีป้ายแหล่งท่องเที่ยวที่หลายๆจังหวัดเขามีกัน อย่างน้อยก็บอกให้คนจังหวัดอื่นรู้ว่าเลี้ยวซ้าย ไปพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดบ้านม่วง ตรงไปสระน้ำโกสินารายณ์ ผมว่าเป็นผลดีต่ออำเภอนะครับทำให้คนที่จะไปเที่ยวกาญจนบุรี อาจเปลี่ยนใจแวะเที่ยวแหล่งท่องเที่ยวนี้ ส่งผลให้อำเภอเป็นที่รู้จัก และทำให้เศรษฐกิจในอำเภอดีขึ้น เพราะอย่างน้อยก็มีการใช้จ่ายจากนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวแหล่งดังกล่าว เสียดายไม่ได้อยู่หน่วยงานประชาสัมพันธ์จังหวัดราชบุรี หรือเทศบาลบ้านโป่งจะกรุณาทำก็ได้ไม่ต้องรอจังหวัดหรอกครับ เป็นผลดีกับอำเภอเราเสียอีก ป้ายบอกทางผมว่าคงไม่แพงมากหรอกครับ ไหนๆป้ายเข้าบ้านโป่งก็(เพิ่ง)มีแล้ว คงไม่เหลือบ่ากว่าแรงใช่ไหมครับสำหรับหน่วยงานที่รับผิดชอบ ด้วยความปรารถนาดี
เขียนโดย เด็กบ้านโป่ง เมื่อ วันเสาร์ที่ 15 กันยายน 2544, 22:24:00 น.

สระน้ำโกสินนารายณ์ จังหวัดราชบุรี
สระ น้ำโกสินารายณ์ เป็นสระน้ำโบราณ อยู่ใกล้ที่ว่าการอำเภอบ้านโป่ง จากหลักฐาน การค้นคว้าทางโบราณคดี แสดงว่าเคยเป็น เมืองโบราณ แต่สมัยเก่า ซึ่งได้ขุดพบพระกร ของพระโพธิสัตว์ โลเกศวร ทำด้วยหินทรายแดง ๕ พระกร กับพระบาทพระพระโพธิสัตว์คู่หนึ่ง ซึ่งปัจจุบันนี้ ได้นำมาไว้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

บึงกระจับ จังหวัดราชบุรี
บึงกระจับ ตั้งอยู่ในเขตสองอำเภอ ได้แก่ อำเภอบ้านโป่ง และอำเภอโพธาราม แต่สะดวกที่จะเดินทางเข้าไปทางอำเภอบ้านโป่ง ในเส้นทางเบิกไพร-เขางู แล้วเลี้ยวซ้ายไปตามคลองชลประทาน ซึ่งอยู่*งจากตัวอำเภอประมาณ 10 กิโลเมตร บึงกระจับแห่งนี้เป็นบึงน้ำขนาดใหญ่ที่สุดในภาคตะวันตก และจะเป็นแหล่
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 47
งเพาะพันธุ์ปลาน้ำจึดที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันตก

พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทย จังหวัดราชบุรี
พิพิธภัณฑ์ พื้นบ้านวัดม่วง ตั้งอยู่ที่ถนนสร้อยฟ้า-บ้านชำระ ตำบลบ้านม่วง อำเภอบ้านโป่ง เป็นแหลงศึกษา ค้นคว้า เรื่องราวเกี่ยวกับ ประวัติความเป็นมา วิถีชีวิต วัฒนธรรม ของชุมชนท้องถิ่น จัดแสดงโบราณศิลปวัตถุ คัมภีร์ ใบลาน และเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่ แสดงถึง มรดกทางภูมิปัญญา ของท้องถิ่น เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา ๙.๐๐-๑๖.๐๐ น.

บึงวังมะนาว จังหวัดราชบุรี
บึง วังมะนาว อยู่บนเส้นทาง รพช. สายสร้อยฟ้า-บ้านชำแระ ถ้ามาจากกรุงเทพออกเลี่ยงเมืองบ้านโป่ง ถึงสี่แยกไฟแดงเขางู-เบิกไพร ขับข้ามสะพานไปประมาณ 7 กม. ให้เลี้ยวซ้ายไปประมาณ 2 กม.ผ่านหน้าพิพิธภัณฑ์ พื้นบ้านวัดม่วง ขับไปอีก 3 กม.เมื่อถึงสะพานข้ามคลองชลประทานขับข้ามคลอง เลี้ยวขวาเชิงสะพานเข้าไปอีก 1 กิโลเมตร จะถึงบึงวังมะนาว ซึ่งเป็นบึงน้ำขนาดใหญ่ มีพื้นที่ประมาณ 200 ไร่ ภายในบึงจะมีปลาจำนวนมาก เช่น ปลานิล ปลาสวาย ปลาตะเพียน ปลายี่สก เหมาะสำหรับการแค้มป์ปิ้ง และพักผ่อนหย่อนใจในวันหยุดสุดสัปดาห์

วัดใหญ่นครชุม จังหวัดราชบุรี
วัด ใหญ่นครชุม ตั้งอยู่บริเวณริมแม่น้ำแม่กลอง ด้านหลังตรงข้ามกับพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง ความน่าสนใจของวัดนี้ เป็นโบราณสถานที่เก่าแก่ มาก แต่ยังรักษาสภาพเดิมอันทรงคุณค่าไว้ได้เกือบครบถ้วน นอกจากนี้ บริเวณโดยรอบยังมีเจดีย์และฐานเจดีย์และ ฐานเจดีย์รูปทรงศิลปะมอญตั้งอยู่ท่ามกลางความสงบเงียบของวัด เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบศึกษาเรื่องราวและความเป็น มาของโบราณสถานยิ่งนัก

ตอน นี้เห็นในเขตเทศบาลเขาติดป้ายบอกทางแล้วนะ แต่ส่วนมากมักจะเป็นสถานที่ราชการเสียส่วนใหญ่ เสียดายแทนคุณเด็กบ้านโป่งด้วยจริงๆนะ เห็นด้วยกับคุณเหมือนกัน อย่างน้อยก็เป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจในอำเภอ ก็จะมีผลต่อเศรษฐกิจในเทศบาล ส่วนมากป้ายบอกทางจะเน้นในเขตเทศบาล มากกว่าจะเน้นในเขตอำเภอ ไม่รู้ว่าเขามองว่าสถานที่ท่องเที่ยวที่คนรู้จักทั่วประเทศอยู่นอกเขตเทศบาล หรือเปล่า ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง วิสัยทัศน์แคบไปนิดนึง
โดย ชาวบ้านโป่ง เมื่อ วันเสาร์ที่ 10 พฤศจิกายน 2544, 00:24:43 น.

ไม่กี่วันที่ผ่านมาก่อนปีใหม่ หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ แนะนำสถานที่ท่
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 6
องเที่ยวจังหวัดต่างๆ ที่สามารถเดินทางได้สะดวก แบบเช้าไปเย็นกลับรวมทั้งจังหวัดราชบุรีของเรา เขาแนะนำหลายที่ โดยเฉพาะบ้านโป่ง ที่เขาแนะนำก็คือ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง รู้สึกภูมิใจในอำเภอเราจริงๆ แต่จะมีคนบ้านโป่งสักกี่คนที่รู้จักสถานที่แห่งนี้ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเทศบาลบ้านโป่ง เพียงแต่ขาดการประชาสัมพันธ์เท่านั้น แถมยังแนะนำให้แวะทานข้าวมันไก่ร้านเจ๊รุณอีกด้วย ท่านนายอำเภอต้องออกแรงหน่อยแล้วนะครับ

เราก็อ่านเจอเหมือนกันนะ แต่แปลกนะบอกอยู่ในอำเภอบ้านโป่ง แต่เราไม่เห็นป้ายบอกทางสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้ในอำเภอบ้านโป่งเลย มีแต่บอกสถานที่ราชการต่างๆ กลับไปเห็นป้ายสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้ที่อำเภอโพธาราม ชักสงสัยแล้วว่าอยู่ในอำเภอโพธารามหรือบ้านโป่งกันแน่ หน่วยงานอำเภอช่วยตอบที

สุภาษิตโบราณ ยังจำได้ไหม "วานรได้แก้ว"และ"ไก่ได้พลอย"




จาก : เด็กบ้านโป่ง - 10/03/2004 23:47
โดย: [17 เม.ย. 47 14:34> ( IP A:203.113.67.38 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
ฝรั่งรู้จักสถานที่ท่องเที่ยวบ้านโป่งแค่ตัวหนังสือ ของจริงขาดการดูแลพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ลองอ่านคำเชิญชวนนี้ดูสิ
Amphor Banpong
Banpong During World War 2 this town used to be a Japanese soldiers camp. and it is here that kilometre stone 0 marks the start of the infamous Death Railway at Nong Pladuk Station before it and soldiers reached Burmar.Banpong is also the hub of one of the biggest bus operations in Thailand.Many people call this town "Detroit Muang Thai" or "Thai Detroit" แปลง่ายๆก็คือบ้านโป่งในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ถูกใช้เป็นที่ตั้งค่ายเชลยศึกของทหารญี่ปุ่น อันนี้จากการยืนยันของคุณพ่อผมเอง ท่านบอกว่าแถววัดดอนตูมเป็นค่ายทหารญี่ปุ่น แถวบริเวณตรงข้ามวัดดอนตูมจะเป็นป่าช้าทหารเชลยศึก นอกจากนี้สถานีรถไฟหนองปลาดุกถือเป็นจุดหลักกิโลเมตรที่ศูนย์ของการสร้าง รถไฟสายมรณะไปยังประเทศพม่า นอกจากนี้บ้านโป่งยังเป็นจุดศูนย์กลางการต่อรถบัสที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ จนได้รับการขนานนามว่า ดีทรอย์เมืองไทย ตามชื่อเมืองต่างประเทศที่มีการต่อรถที่มีชื่อเสียง ตามที่กล่าวมาทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นสถานีรถไฟหนองปลาดุก สามารถพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยงเชิงประวัติศาสตร์ได้แต่ก็มิได้มีการทำ อะไรให้เป็นชิ้นเป็นอันคงต้องรอนายอำเภอที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล รวมทั้งค่ายเชลยทหารญี่ปุ่นที่เข้ามาตั้งค่ายในบ้านโป่งมากมาย ส่วนอู่ต่อรถใ
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 48
นปัจจุบัน รู้จักเฉพาะจากคำพูดของคนในบ้านโป่งเท่านั้น คนไทยจะรู้จักอู่ใหญ่แถวภาคอิสานซะมากกว่า น่าจะมีการส่งเสริมจัดตั้งเป็นองค์กร สมาคมให้เป็นรูปธรรมมากกว่านี้ เสียดาย เสียดาย เสียดาย
โดย: คนไกลบ้าน [20 เม.ย. 47 21:23> ( IP A:203.113.67.37 X: )
ความคิดเห็นที่ 8
ข้าราชการประจำย้ายมาเดี๋ยวก็ย้ายไปแล้ว
โดย: [21 เม.ย. 47 2:07> ( IP A:203.113.67.37 X: )
ความคิดเห็นที่ 9
อยากไปอยู่
โดย: [21 เม.ย. 47 6:13> ( IP A:198.81.26.49 X: )
ความคิดเห็นที่ 10
คุณคนไกลบ้านความหวังของคุณเริ่มมีเค้าลางเป็นจริงแล้ว ดูที่ http://www.pantown.com/board.php?id=1607&name=board1&topic=95&action=view
โดย: คนพลัดถิ่น [21 เม.ย. 47 22:53> ( IP A:203.113.67.37 X: )
ความคิดเห็นที่ 11
สระน้ำโกสินารายณ์เห็นโพสต์กันหลายเวบไซท์แต่ก็ไม่มีความเคลื่อนไหวจากหน่วยราชการใดๆทั้งสิ้น เลยเอารูปมาให้ดูดีกว่า
โดย: บ้านคก [27 เม.ย. 47 22:27> ( IP A:203.113.86.116 X: )
ความคิดเห็นที่ 12


โดย: บ้านคก [27 เม.ย. 47 22:36> ( IP A:203.150.209.231 X: )
ความคิดเห็นที่ 13
อยากจะส่งรูปสะพานรถไฟสายมรณะแต่ส่งยังไงก็ส่งไม่ได้สักที พอเห็นรูปแล้วอดคิดถึงอดีตไม่ได้ว่าเคยไปสัมผัสมาขออยากให้ชาวเนตได้ไป เที่ยวและชมแล้วนั่งในขบวนรถไฟจะรู้สึกถึงความตื่นเต้นระทึกใจตอนที่ขบวน รถไฟวิ่งอยู่บนสะพานรถไฟจะวิ่งช้าช้าให้เรารู้สึกว่าสะพานมันโยกเยก หวังว่าพวกเราคงจะไปช่วยกันท่องเที่ยวเพราะไม่ไกลจากบ้านโป่งเท่าไหร
โดย: คนใกล้บ้าน [25 พ.ค. 47 21:43> ( IP A:203.150.209.232 X: )
ความคิดเห็นที่ 18
สถานีรถไฟหนองปลาดุกในปัจจบัน ตั้งอยู่ที่ ต.หนองปลาดุก อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี

โดย: คนไกลบ้าน [26 ต.ค. 47 20:50> ( IP A:203.150.217.112 X: )
ความคิดเห็นที่ 19
บ้านม่วงไม่พัฒนาเพราะ นายก อบต.โกงกิน
โดย: คนรักชาติ [5 ก.พ. 49 9:08> ( IP A:203.170.228.172 X: )
ความคิดเห็นที่ 21
ผมตามหาเพื่อน ชื่อ สำลี เล่อยิ้ม เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น วรัญญา เล่อยิ้ม ชื่อเล่น พั้ง เป็นคนบ้านโป่ง บ้านอยู่แถววัดบ้านม่วง เคยมาทำงานที่ เครือสหพัฒน์ ศรีราชา และไปทำงานต่อที่ กทม. ไม่ได้ติดต่อกันนานแล้ว เบอร์มือถือคงเปลี่ยนใหม่แล้ว ถ้าใครเจอหรือรู้จัก วานบอกให้โทรหาเพื่อนชื่อ ต๋อม ด้วย เบอร์ 081-3984041
โดย: noppadol@thailube.co.th [14 ก.ย. 50 20:53> ( IP A:202.91.18.204 X: )
ความคิดเห็นที่ 23
รักอำเภอบ้านโป่งมากๆครับ และผมก็เป็นคนพื้นเพมอญที่นี่ครับ ม.11 บ้านไร่ (ลูกหิน) ฑีพัตรยศ สุดลาภา
โดย: ฑีพัตรยศ สุดลาภา [22 เม.ย. 51 18:50> ( IP A:119.42.65.113 X: )
ความคิดเห็นที่ 24
เฮอๆ เราอยู่บ้านพักบริษัทสยามคราฟตั้งแต่เด็ก เห็นสระโก บ่อยๆ ไม่เห็นเค้าจะประชาสัมพันธ์ให้ใครรู้เลยหนิ ว่ามันเป็นโบราณสถาน เห็นพอมีคนไปเที่ยว ส่วนใหญ่จะไปในลักษณะที่คล้ายๆว่าเป็นสวนสาธารณะ น่าเสียดายจริง
โดย: missbean_int_arch@hotmail.com [19 ก.ย. 51 21:18> ( IP A:118.173.248.154 X: )
ความคิดเห็นที่ 25
เราก็เป็นคนเชื้อสายมอญเหมือนกัน อยู่ที่บ้านม่วงอ่ะ จริงแล้ว บ้านม่วงน่าจะพัฒนาได้มากกว่านี้อีก วัฒนธรรมของตำบลเรามีตั้งเยอะแยะ ไม่ว่าจะเป็นภาษามอญ , การทอผ้า,เกษตรกรรม และประเพณีต่างๆที่คนในเมืองไม่ค่อยรู้จัก เราน่าจะช่วยกันพัฒนาน่ะ ....ช่วยกันสืบสานประเพณีและสนับสนุนการใช้ภาษามอญ ซึ่งวัฒนธรรมเห่ลานี้ช่วยพัฒนารายเสริมและสร้างโอกาสต่างๆให้หมู่บ้านเรา ซึ่งเราก็เรียนจบมาอยากกลับไปพัฒนาตำบลบ้านม่วง อยากให้ผู้คนได้รับรู้ถึงความเจริญของชาวมอญ แต่ก็มีผู้ใหญ่ไม่ค่อยให้โอกาสเด็กรุ่นใหม่ได้ใช้ความรู้เลย ..... แต่เราก็มีความตั้งใจจะพัฒนาหมู่บ้านของเราน่ะ ฉะนั้น เราว่าน่ะ น่าจะรวมตัวสร้างกลุ่มอนุรักษ์หมู่บ้านดีไหมอ่ะ .... เผื่อผู้ใหญ่ในตำบลของเราจะเปิดโอกาสให้พวกเราได้พัฒนาได้บ้าง .....
รัก บ้านม่วง ประอร แย้มอุ่ม ( ปู ) ใครมีปัญหา หรือสงสัยส่งเมลล์มาคุยกันได้น่ะ เราก้ออยากให้บ้านม่วงเจริญเหมือนกัน กลับบ้านที่ไรสภาพแวดล้อมก้อยังเหมือนเดิม สายไฟโยง ยังไงก้ออยู่ยังนั้นอ่ะ ....

โดย: poo.2528@hotmail.com [26 ธ.ค. 51 17:04> ( IP A:58.97.32.126 X: )
ความคิดเห็นที่ 26
ผมพึ่งจะเข้ามาอ่าน

ผมก็เป็นเด็กบ้านม่วงเหมือนกัน อยู่มานาน มีพิพิธภัณฑ์ก็จริง แต่ดูเหมือนว่า

ชาวบ้านม่วงยังไม่ค่อยให้ความสำคัญอะไรเลย ผมยังเป็นเด็ก(หรือเปล่า)

ก็ยังไม่ม
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 49
ีอำนาจอะไรมาก แต่ผมอยากให้ช่วยพัฒนาให้ดีกว่านี้ โดยเฉพาะ

บึงวังมะนาว ถ้าพัฒนาให้ดีได้ ผมว่าจะมีส่วนช่วยให้คนมาเที่ยวพิพิธภัณฑ์

มากขึ้นไปด้วย ถ้าไม่รู้ว่าจะพัฒนาอย่างไร ผมแนะนำว่า ทำทางเข้าและ

ถนนรอบบึงให้ดีเสียก่อน ถ้าทำแล้วไม่รู้จะมีอะไรมากระตุ้นให้คนมาเที่ยว

บึงวังมะนาว ผมแนะนำว่าน่าจะย้ายตลาดนัดที่วัดม่ว ที่มีถึง3วันใน1สัปดาห์

มาที่บริเวณบึงวังมะนาวสักวันหนึ่ง เพื่อนที่อย่างน้อย คนในตำบลบ้านม่วง

จะได้เห็นความสำคัญของบึงวังมะนาวบ้าง หรือไม่ก็พัฒนาเป็นตลาดน้ำ

บึงวังมะนาวไปเลย ผมว่าการท่องเที่ยวในอำเภอบ้านโป่งจะต้องดีขึ้นอย่าง

แน่นอน....
โดย: เด็กบ้านม่วง khajonrat_ax@hotmail.com [5 ก.ค. 52 16:13> ( IP A:117.47.60.7 X: )
ความคิดเห็นที่ 27
เราก็เป็นเด็กบ้านม่วง ก็ไม่มีการพัฒนาเป็นชิ้นเป็นอัน
โดย: phoonlan@scg.co.th [7 ก.ค. 52 6:55> ( IP A:203.130.145.99 X: )
ความคิดเห็นที่ 28
อู่ต่อรถบัสของไทยเน่ามากแค่เอาชิ้นสว่นประกอบกันก็แค่นั้นแถมสร้างภาพว่า ตัวเองผลิตเองถ้าเป็นจริงแล้วไหนล่ะโรงงานผลิตอยู่ไหนแล้วมีมาตรฐานรับรอง จากประเทศไหนว่ามีคุณภาพจริงอย่าดีแต่ปากเลย
โดย: kob@hotmail.com [7 ส.ค. 52 11:17> ( IP A:202.29.54.58 X: )
ความคิดเห็นที่ 29
ไอ้พวกโง่อู่ราชบุรีดีแต่ปากทำจริงๆก็ทำไม่ได้หรอก
โดย: kob@hotmail.com [7 ส.ค. 52 11:19> ( IP A:202.29.54.58 X: )
ความคิดเห็นที่ 30
เมิงอะแหละโง่เมิงทำเองได้ไหมล่ะ ละที่ขึ้นทุกวันนี้ส่วนใหญ่ต่อที่นี่ทั้งนั้นจำเป็นด้วยหรอว่าต้องมีการ รับรองมาตรฐานจากต่างประเทศ ต่อเพื่อใช้เองไม่ได้ส่งออกเว้ยไอ้เง่า ไอ้บ้านนอก
โดย: ควาย [7 ส.ค. 52 13:42> ( IP A:202.28.68.202 X: )
ความคิดเห็นที่ 31
เมิงคงไม่มีตาและสมองในการแปลภาพและความรู้สึกอะนะถึงไม่เห็นนอกจากไม่เคยมาและทำปากดี
โดย: ควาย [7 ส.ค. 52 13:43> ( IP A:202.28.68.202 X: )
ความคิดเห็นที่ 32
เพิ่งจะเข้ามาดู เราก็เป็นหลานบ้านม่วงเหมือนกัน ถ้าทุกคนคิดว่าจะ
พัฒนาจริงๆก็ดีนะ แค่พูดต่อๆกันไปว่าบ้านม่วงเรามีอะไรดี
และใช้เมล์เป็นก็ส่งข้อความกันต่อๆไปเยอะๆ คงจะดีขึ้นจ๊ะ
โดย: lek_dmcr@hotmail.com [25 ธ.ค. 52 16:24> ( IP A:119.42.103.133 X: )
ความคิดเห็นที่ 33


โดย: [1 ม.ค. 53 15:14> ( IP A:125.27.175.100 X: )
ความคิดเห็นที่ 34


โดย: [1 ม.ค. 53 15:15> ( IP A:125.27.175.100 X: )
ความคิดเห็นที่ 35


โดย: [1 ม.ค. 53 15:16> ( IP A:125.27.175.100 X: )
ความคิดเห็นที่ 36


โดย: [1 ม.ค. 53 15:17> ( IP A:125.27.175.100 X: )
ความคิดเห็นที่ 37


โดย: [1 ม.ค. 53 15:18> ( IP A:125.27.175.100 X: )
ความคิดเห็นที่ 38


โดย: [1 ม.ค. 53 16:37> ( IP A:125.27.175.100 X: )
โดย: l; [26 มิ.ย. 54 10:42> ( IP A:125.25.121.165 X: )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 50
ลำดับแรกงานเร่งด่วน-จัดระเบียบร้านค้าหาบเร่แผง ลอย เริ่มจากถนนประชานิยม(ซอยกลาง) ร้านค้าบางร้าน(คงไม่ต้องเอ่ยชื่อร้านเหล่านี้ทุกท่านคงประจักษ์แก่สายตาทุก วันเป็นอย่างดี) ยกของลงมาขายตั้งเกือบครึ่งถนน ให้ย้ายของออกให้หมด ไม่ให้กีดขวางทางเดินเท้า และการเดินรถ รวมทั้งบริเวณซอยสุขาวดี-ศรีวังตาล(ซอย6-7) จากถนนสายหลักไปจนถึงถนนริมน้ำที่ตั้งขายของบนทางเดินเท้า และรุกล้ำบนพื้นผิวถนน
ในซอยกลาง รถยนต์และ มอเตอร์ไซค์ ให้ปฏิบัติตามกฎจราจร จอดทั้งสองฝั่งถูกต้องตามป้ายจราจรวันคู่และวันคี่ ถนนทุกสายห้ามวางเก้าอี้ แผงกั้น หรือวัสดุอื่นๆบนพื้นผิวถนนหน้าร้าน เพื่อกันไม่ให้ผู้อื่นจอดรถหน้าร้านของตน ซึ่งผิดตามพระราชบัญญัติการจราจร ห้ามตั้งสิ่งของกีดขวางจราจร และพื้นผิวถนนหน้าร้านไม่ใช่ที่ส่วนบุคคล ทุกคนมีสิทธิที่จะใช้เท่าเทียมกัน การจอดรถให้จอดเป็นระเบียบไม่จอดซ้อนคันโดยเฉพาะตรงทางเลี้ยว เรื่องเหล่านี้ต้องขอความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร
ถนนสาย หลัก(แสงชูโต) จากวงเวียนน้ำพุ(ขอเรียกแบบเดิม)ถึงหอนาฬิกา สองข้างทางเต็มไปด้วยหาบเร่ แผงลอยขายเสื้อผ้า จะอนุญาตผ่อนผันให้ตั้งขายได้หลัง 19.00 น. เพราะช่วงเวลาก่อน 19.00 น.เป็นเวลาที่มีการจราจรหนาแน่นและติดขัดมาก โดยเฉพาะช่วงเปิดเทอม หรืออาจจะห้ามขายไปเลยถ้าไม่สามารถปฏิบัติตามเกณฑ์ผ่อนผันได้ งานทั้งหมดดังกล่าวอาจเป็นเรื่องยากไม่ถูกใจหรือขัดผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม แต่ได้ประโยชน์กับประชาชนทุกคนในเขตเทศบาล…… นึกถึงตรงนี้เลยสะดุ้งตื่น วันหน้าจะฝันใหม่ …ใครก็ได้ช่วยสานฝันให้เป็นจริงหน่อย!!!!!
โดย: ชาวบ้านโป่งดอทคอม [22 มี.ค. 47 15:01> ( IP A:4.42.141.130 X: )
Add to Facebook Add to Twitter Add to Multiply Add to Google Add to Blogger Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
ผมอยากให้เทศบาลจัดตลาด Night Plaza จัดพื้นที่เพื่อให้พ่อค้าแม่ค้ามาค้าขายกันตอนเย็นๆ เช่นแถวห้างแกรนด์ หรือขยายต่อไปทางซอย 7 ต่อลงไปถนนเลียบริมน้ำหลังศาลาประชาคมโนน้เลย แล้วปิดถนนจัดจารจรและที่จอดรถให้รอบ โดยเฉพาะที่จอดรถแถวถนนริมน้ำยาวตลอด จอดได้สบาย แล้วเทศบาลก็จัดเก็บค่าที่(ราคาถูก)ซะ จะได้มีรายได้เสริม และเป็นระเบียบเรียบร้อย บ้านเราตลาดเราจะได้คึกคัก ดึงดูดนักท่องเที่ยวอีกทางหนึ่ง เมื่อคนมาเที่ยวเยอะ สินค้าก็ขายได้เยอะ คนก็จะมีเงินทอง คนตกงานก็น้อยลง คดีปล้นจี้ ลักรถฯในเขตท้องที่ก็น้อยลง โรงแรมต่างๆ ก็จะได้เต็มทุกวัน คนกรุงเทพฯเค้าเห็นบ้านโป่งเราเป็นเมืองผ่านจริงๆ เพื่อไปเมืองกาญฯ น่าจะมีใครคิดดึงพวกนี้เข้ามาให้ได้ โดยเฉพาะอาหารการกินที่อร่อยๆ ถึงอร่อยมากๆ บ้านเราไม่แพ้ใคร แต่ไม่มีใครโปรโมท พอ....นึกถึงตรงนี้ก็สะดุ้งตื่นเหมือนกัน เสียดายที่ยังฝันไม่หมด ของดีๆบ้านเรายังมีอีกเยอะแต่ไม่มีคนเสริมแต่ง เสียดายจริงๆ เมืองผ่านจริงๆ
โดย: เด็กตลาด [22 มี.ค. 47 15:33> ( IP A:203.150.14.161 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
คุณเด็กตลาดอย่าลืมกลับไปฝันต่อแล้วมาเล่าให้ฟังนะ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อชุมชนชาวบ้านโป่ง ระดมความคิดระดมสมอง เพื่อบ้านของเรา แต่จะมีใครฟังหรือเปล่าอีกเรื่องนึง
โดย: เด็กหลังวัด [22 มี.ค. 47 17:22> ( IP A:203.150.14.161 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
อยากกให้ระดับนายก และเทศมนตรีชุดใมหม่ ได้มาอ่านฝันของพวกเราบ้าง หากแก้ไขได้ควรจัดการอย่าได้ไปกลัวอำนาจมีด หรือเสียงผู้เสียผลประโยชน์ถ้าเทศมนตรีชุดนี้ทำสำเร็จ สมัยหน้าได้เป็นยกชุดอีกวาระหนึ่งแน่นอน ขอท่านประสาร ช่วยสานฝันของคนบ้านโป่งให้เป็นจริงสักครั้งงเถิด
โดย: คนเมือง [22 มี.ค. 47 22:35> ( IP A:203.150.14.161 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
ผมเคยถาม คุณจาบ ที่เคยสมัครนายกฯ

ผม ประทับใจแนวคิดของท่านที่ว่า จะจัดถนนสายเลียบแม่น้ำตั้งแต่ห้องสมุดประชาชน ยันศาลาประชาคม เป็นNight Plaza เพื่อย้ายแม่ค้าเสื้อผ้า และแผงลอยต่างๆไปที่นั่น ถนนจะได้คึกคักไม่เปลี่ยว
ส่วนตลาดโต้รุ่งจะคงไว้ สำหรับขายอาหาร รถก็จะจอดตามถนนระหว่างโต้รุ่งกับริมน้ำ

เสียดายที่ท่านไม่ได้เป็น...
โดย: come.to/banpong [22 มี.ค. 47 22:43> ( IP A:203.150.14.161 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
นี่คือสภาพความจริงของถนนริมน้ำในปัจจุบันที่สกปรกเลอะเทอะเน่าเหม็นมานานหลายสิบปี

โดย: [22 มี.ค. 47 23:19> ( IP A:203.150.14.161 X: )
ความคิดเห็นที่ 9
เรียนผู้ที่เข้ามาใช้บริการ ช่วยกันโพสต์ออกความเห็นด้วยนะครับ เดี๋ยวน้อยใจไม่ฝันต่อแล้วนะ มีแต่คนเข้ามาดูแต่ไม่ร่วมด้วยช่วยกันบ้างเลย เห็นแต่หน้าเก่าๆที่เข้ามาโพสต์ ช่วยๆกันหน่อยนะครับ ถือว่าเหมือนสภากาแฟบนจอคอมพิวเตอร์
โดย: ชาวบ้านโป่งดอทคอม [24 มี.ค. 47 18:15> ( IP A:203.150.14.161 X: )
ความคิดเห็นที่ 10
ได้ข่าวว่า เมื่อ2เจ้าหน้าที่มาสำรวจตลาดสดบ้านโป่ง เลยเร่งทำความสะอาดตลาดกันใหญ่ เพราะหากไม่ผ่านมาต
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 51
รฐานจะต้องถูกสั่งปิด....

ตอนนี้สงสัยจะผ่านแล้ว เลยขายกันต่อได้
โดย: come.to/banpong [24 มี.ค. 47 20:47> ( IP A:203.150.14.161 X: )
ความคิดเห็นที่ 11
พูดถึงถนนสายริมน้ำช่วงระหว่างปากซอย 5 ,6 ,7 ถึงศาลาใหม่ ทั้งสองฟากถนน มีร้านค้าและแผงค้า ตั้งลงมาล้ำบนผิวจราจรมากเกินพอดี ทำให้เหลือช่องทางเดินรถแคบมาก หากมีรถจอดขึ้น-ลงของแม้เป็นรถซาเล้งเล็กๆ ก็ทำให้รถติดไม่สะดวกเลย (ตรงนี้..ที่ทำให้เกิดภาพพจน์ที่ไม่ดีกับผู้สัญจรผ่านมา สมควรแก้ไขอย่างยิ่ง) หากมีการจัดระเบียบหรือขีดเส้นทั้งสองฟากให้ล่นเข้าไปจะทำให้ดีขึ้นมาก ส่วนตลาดที่อยู่ในซอยนั้น เห็นว่าผู้ที่ใช้ทางหรือผู้คนทั่วไป ทราบดีอยู่แล้วว่าซอยเหล่านี้เป็นซอยที่ทำมาค้าขาย (มิใช่ถนนหลัก เหมือนถนนริมน้ำ) ดังนั้นจะหลีกเลี่ยงซอยเหล่านี้อยู่แล้ว
ส่วนเรื่องราดน้ำที่ถนนนั้น คิดว่าไม่จำเป็นต้องราดทุกวันหรอก เอาว่าวันไหนที่ร้อนสุดๆ ค่อยมาราดกันทีหนึ่งก็แล้วกันน่ะครับ.......
โดย: เด็กตลาด [25 มี.ค. 47> ( IP A:203.150.14.161 X: )
ความคิดเห็นที่ 12
เห็นด้วยกับความคิดเห็นที่ 1 ในการจัดให้มี night market โดยใช้พื้นที่ด้านหลังศาลาประชาคมตลอดทั้งสายเลย เหมาะสมที่สุดได้บรรยากาศของริมน้ำ โดยการย้ายตลาดในซอยกระจ่างวัฒนา(โต้รุ่ง และตามถนนสองข้างทาง ตั้งแต่วงเวียนนำพุ จนถึงสี่แยกไฟแดง เขางู-เบิกไพร และถนนสายอื่นๆ ในช่วงแรกอาจจะจัดโปรโมชั่นให้ขายฟรีในช่วงกำหนดระยะเวลา และต้องเป็นผู้มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตเทศบาลเมืองบ้านโป่งมาไม่น้อยกว่า 1 ปี เพื่อสงวนสิทธิ์ไว้สำหรับชาวบ้านโป่งจริงๆ ..........เสียงนาฬิกาปลุกแล้ว เพ้ออีกแล้วเราไปทำงานดีกว่า
โดย: เด็กหอนาฬิกา [25 มี.ค. 47 1:20> ( IP A:203.150.14.161 X: )
ความคิดเห็นที่ 13
ปรับปรุงเสียงตามสายและสร้างกระดานข่าว ให้มีการความชัดเจนน่าฟังยิ่งขึ้น อาจจะเปลี่ยนลำโพง หรือเครื่องเสียงใหม่ ติดตั้งลำโพงเพิ่มเติมถ้าเป็นไปได้ให้คลอบคลุมทุกพื้นที่ในเขตเทศบาล เปิดการกระจายเสียงเป็นช่วงเวลา หรืออาจทั้งวันในเวลาราชการ โดยมี่ข่าวสลับกับเปิดเพลง จัดวันและเวลาให้ประชาชนโทรเข้ามาแสดงความคิดเห็นหรือสอบถามข้อข้องใจ สดๆ ออกเสียงตามสาย
ติดตั้งกระดานข่าวของชาวบ้านโป่ง โดยเป็นบอร์ดตัวอักษรวิ่ง ตรงสถานที่ที่เห็นได้ชัดเจน อย่างเช่นตรงหอนาฬิกาทั้ง 4 ด้าน เสนอข่าวของทางราชการ เทศบาล หรือข่าวด่วนทันใจ ข่าวการกุศล ข่าวกิจกรรมชุมชน งานแต่ง งานบวช งานศพ การศึกษา ฯลฯ ยิงนัดเดียวได้นก 2 ตัว คือเท่ากับได้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบว่าผู้บริหารงานเทศบาล ได้แผนงานโครงการทำอะไรไปบ้างแล้ว ..........พี่ชาวบ้านดอทคอมตื่นได้แล้ว.....เสียกเรียกจากสาวใช้..ดังเข้ามา ในหูทำให้สะดุ้งตื่น....เฮ้อ...ฝันเก่งจริงๆ
โดย: ชาวบ้านโป่งดอทคอม [25 มี.ค. 47 7:52> ( IP A:203.150.14.161 X: )
ความคิดเห็นที่ 14
-ระบบบำบัดน้ำทิ้งจากบ้านเรือน และตลาด เวลาเดินดูในตลาดเห็นน้ำสีดำๆ และกลิ่นค่อนข้างรุนแรง อนาคต สัตว์น้ำไม่เหลือ

-ถังขยะตามจุดที่เป็นชุชนและการเก็บที่รวดเร็ว

-เห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะจัดการกับร้านที่เอาสิ่งกีดขวางมาวางเพื่อตัวเองใช้ประโยชน์คนเดียว

-เปิด web หรือ e3mail address รับเรื่องราวร้องทุกข์ เสนอแนะ

-ปรับปรุงพื้นถนนข้าง อสร(ไม่ทราบว่าทำหรือยังไม่ได้ไปนานแล้ว)ที่เป็นหลุม และระบบไฟแสงสว่าง

-ปรับปรุงไหล่ถนน (ให้กว้างขึ้น)ด้านเบิกไพรตลอด เพื่อให้ลดอุบัติเหตุ
-หาหนังสือ นิตยสารที่หลากหลายเข้าห้องสมุดประชาชน
-จัดการฝุ่นบนถนน ตรวจสอบคุณภาพ อาหาร สินค้าที่ขายในตลาด

-หมาจรจัด

โดย: w [26 มี.ค. 47 10:58> ( IP A:66.198.148.173 X: )
ความคิดเห็นที่ 15
หาพื้นที่จัดทำสวนสาธารณประโยชน์ เพื่อให้เป็นปอดแห่งใหม่สำหรับคนบ้านโป่ง อาจจะมีลู่วิ่งไว้วิ่งจ๊อกกิ่งออกกำลังกาย หรือแอโรบิค รำไทเก็ก ลานสำหรับกิจกรรม นอกเหนือจากศูนย์เยาวชนเทศบาลเมืองบ้านโป่ง ปัจจุบันชาวบ้านโป่ง ส่วนหนึ่งก็จะไปวิ่งจ๊อกกิ่งถนนริมคลองชลฯบ้านโป่งใหม่ดอนกระชาย ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตจากรถยนต์

โดย: [29 มี.ค. 47 18:32> ( IP A:203.150.14.161 X: )
ความคิดเห็นที่ 16
ถนนที่ต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายสำหรับชาวบ้านที่ไปวิ่งจ๊อกกิ่ง

โดย: [29 มี.ค. 47 18:34> ( IP A:203.150.14.161 X: )
ความคิดเห็นที่ 17
การจัดการทำความสะอาดตลาดสดคงเป็นเรื่องยากสำหรับหน่วยงานเทศบาล แม้แต่การรณรงค์จากส่วนกลางยังทำความสะอาดได้แค่ 5 วัน ส่วนอีก 360 วันสกปรกชาวบ้านได้รับเหมือนเดิม ดังที่เห็นในภาพแล้วอย่างนี้เทศบาลจะไปมีความสามารถจัดการอะไรได้มากกว่านี้ ....นึกแล้วก็ได้แต่ท้อ.....รออัศวินม้าขาว

โดย: ชาวตลาด [7 เม.ย. 47 21:43> ( IP A:203.113.67.37 X: )
ความคิดเห็นที่ 18
แล้วท่านนายยกเทศมนตรีที่มีอยู่แล้วทำอะไรบ้างค
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 52
รับ
โดย: theo [9 เม.ย. 47 6:33> ( IP A:198.81.26.49 X: )
ความคิดเห็นที่ 19
แม่ค้าต้องขายของบนริมบาทวิถีมานาน ถ้าขายในตลาดซึ่งอยู่ด้านหลังซึ่งเป็นของเอกชนก็ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม จะอาศัยตลาดเป็นกิจลักษณะของเทศบาลและเก็บค่าเช่าในราคายุติธรรม รองรับร้านค้าได้มากเพื่ออยู่เป็นที่เดียวกัน ตลอดชีวิตนี้จะได้เห็นหรือเปล่า

โดย: [16 เม.ย. 47 19:44> ( IP A:203.113.67.36 X: )
ความคิดเห็นที่ 20
ตลาดเอื้ออาทรไงครับ
โดย: x [17 เม.ย. 47 10:09> ( IP A:66.198.148.188 X: )
ความคิดเห็นที่ 21
ตุลานี้มีอะไรดีๆบอกด้วย
โดย: cometuey [20 พ.ค. 47 7:21> ( IP A:198.81.26.49 X: )
ความคิดเห็นที่ 22
คนมีโอกาสทำงานแต่ไม่ได้คิดสิ่งที่ดีดีที่ควรจะทำให้กับชาวบ้านโป่ง คนที่คิดสิ่งที่ดีดีที่ควรจะทำให้กับชาวบ้านโป่ง แต่ไม่มีโอกาสได้ทำงาน เราต้องมาช่วยกันสร้างแนวคิดใหม่กับคนรุ่นใหม่ให้มีการแสดงออกต่อท้องถิ่น ของเราให้มากกว่าที่เป็นอยู่ โดยอาศัยแนวความคิดที่ดีดี นำเสนอและพลักดันให้เป็นรูปธรรม
โดย: เด็กหอนาฬิกา [20 พ.ค. 47 15:49> ( IP A:203.150.209.231 X: )
ความคิดเห็นที่ 23
ปล.ขอแสดงความยินดี ที่กระทู้ http://www.pantown.com/board.php?id=1607&name=board1&topic=61&action=view
นี้ถูกนำไปลงบทความ หน้า14 ของ นสพ.วิเคราะห์ ฉบับนี้ด้วย

คงเป็นบทความของ พตท.ปราโมทย์ อังกูรวิบูลย์ เพราะเคยให้คนมาสอบถามผม

เสียงของทุกท่านถูกถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือที่มีชีวิตอย่างนี้ ดีใจหรือไม่

ฉะนั้น การpostทั้งหลาย ระวัง เข้าข่ายหมิ่นประมาท ตาม ประมวลกฏหมายอาญามาตรา 326-328 ก็แล้วกัน
โดย: http://come.to/banpong [21 ก.ค. 47 13:50> ( IP A:202.183.203.150 X: )
ความคิดเห็นที่ 24
เรื่องตลาดนัด ไนท์พลาซ่า คงไกลเกินฝันท่าดูประกาศจากเทศบาลข้างล่างนี้
โดย: .. [22 ก.ย. 48 15:20> ( IP A:58.147.127.254 X: )
ความคิดเห็นที่ 25


โดย: .. [22 ก.ย. 48 15:23> ( IP A:58.147.127.254 X: )
ความคิดเห็นที่ 26


โดย: .. [22 ก.ย. 48 15:23> ( IP A:58.147.127.254 X: )
ความคิดเห็นที่ 27


โดย: .. [22 ก.ย. 48 15:25> ( IP A:58.147.127.254 X: )
ความคิดเห็นที่ 28
อยากให้เป็นศูนย์กลางทางการศึกษา มีโรงเรียนดีๆ มีมหาวิทยาลัย
มีสถาบันกวดวิชาชื่อดัง

จะได้นำความคิดที่ได้เรียนรู้มา มาพัฒนาบ้านเมืองต่อไป
โดย: Ryusaki [28 มี.ค. 50 17:01> ( IP A:58.181.188.111 X: )
ความคิดเห็นที่ 29
ดูรูปภาพตลาดสดบ้านโป่ง จากค.ห. 7,17,19 เทียบกับ รูปที่แนบมานี้ คิดว่า มวยคนละชั้นกัน เป็นมวยระหว่าง รุ่นเล็ก กับรุ่นใหญ่ เทียบกันไม่ติดหรอก ดูตามเนื้อผ้านะ

โดย: -/\\\\\\\\- [22 เม.ย. 51 2:26> ( IP A:58.136.197.158 X: )
ความคิดเห็นที่ 30
ขอแสดงความคิดเห็นด้วยนะ
ห้าง ใหญ่อย่างเช่น บิ๊คซี หรือโลตัส บริหารโดย บริษัทใหญ่ (ในกทม) เป็น Center เปิดสาขาย่อยโดยใช้ระบบบริหารแบบเบ็ดเสร็จ คือแบบฝรั่ง ( Management by Objectives) โดยมีพนักงานที่ได้รับการคัดสรรและมีคุณภาพของบริษัทที่ได้รับการฝีกฝนมา อย่างดีเยี่ยม ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย มาบริหารงานในแต่ละด้านของแต่ละสาขาทั่วประเทศ ส่วนตลาดบ้านโป่งบริหารโดยท้องถิ่น ส่วนพ่อค้าแม่ค้าก็คือชาวบ้านทั่วๆไป แล้วจะเทียบกันได้ไหม
โดย: 999 [24 เม.ย. 51 1:56> ( IP A:58.136.196.175 X: )
ความคิดเห็นที่ 31
แต่ที่รู้ ๆ ตอนนี้ แกรนพลาซ่าที่บ้านโป่ง เปลี่ยนเป็นซุบเปอร์มาร์เกตของโลตัสแล้ว การค้าขายของโชห่วยแถวนั้นจะเป็นอย่างไร ต่อไป ต้องคอยดูจ้า
โดย: สาวบ้านโป่งจ้า่ [24 เม.ย. 52 9:31> ( IP A:125.27.146.174 X: )
ความคิดเห็นที่ 32
คนที่เขามาซื้อของที่ตลาด เวลาจอดรถยนต์ที่ริมแม่น้ำ แถวศาลเจ้าแม่ จะมีคนคอยโบกให้จอด แล้วเขาก็จะยกที่ปัดน้ำฝนให้ เอาผ้ามาเช็ดให้ พอเราลงจากรถ เขาก็บอกว่าจะดูแลให้ พอซื้อของเสร็จ กลับมาที่รถ เขาก็จะตามมาเอาที่ปัดน้ำฝนลง เอาผ้ามาเช็ดให้ จากนั้นก็ต้องให้เงินเขา ที่เล่ามานี่ไม่ได้เสียดายเงินหรอกนะ แต่ที่มันเป็นที่สาธารณะ ทำไม่ต้องมีคนมาคอยเก็บเิงินเวลาจอดรถ ทำไม่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการดูแลสถานที่ตรงนั้น ซึ่งเราเองก็ไม่ทราบว่าใครดูแลอยู่ หรือเทศบาล หรือเทศกิจ ไม่เข้าไปจัดการให้เขาทำมาหากินอย่างอื่้น แบบนี้ภาพพจน์ของบ้านโป่งดูไม่ดีเลย ถ้าเป็นคนที่เขามาเที่ยว แล้วมาจอดรถซื้อของที่นี่ ใครจะอยากมาอีก ขนาดเราเองเป็นคนพื้นที่บ้านโป่ง ไม่ได้ขับรถยนต์หรอก แค่ขี่มอเตอร์ไซด์ ยังรุ้สึกไม่ดีเลย เคยถามคนที่เขาเป็น อสม.เหมือนกัน เขาก็เคยบอกว่าเคยมีการป
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 53
ระชุมแล้วมีคนเสนอเรื่องนี้ด้วย แต่คำตอบที่ได้ก็คือ อย่างไปไล่เขาเลยอย่างน้อยก็ทำให้เขามีรายได้ มีงานทำ จริงอยู่สำหรับคำตอบนี้ แต่ก็ไม่น่าจะทำตรงนี้ เพราะมันเป็นที่สาธารณะ ใครคิดเห็นเหมือนเราบ้าง หรือมีคำตอบให้เราบ้างช่วยตอบที รักบ้านโป่งนะ อยากให้บ้านเราดีกว่านี้ัอีก
โดย: สาวบ้านโป่งจ้า [24 เม.ย. 52 9:40> ( IP A:125.27.146.174 X: )
ความคิดเห็นที่ 33
เทศกิจไม่เคยทำงาน
โดย: เกลียดจริงๆ [22 มี.ค. 54 15:43> ( IP A:182.52.19.190 X: )
โดย: rd [26 มิ.ย. 54 10:43> ( IP A:125.25.121.165 X: )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 54
กรมทางหลวงปัดฝุ่น"บางใหญ่-บ้านโป่ง" โละทีโออาร์ต่อเส้นทางถึงเมืองกาญจน์
กรม ทางหลวงไม่หวั่นกระแสต้าน ลุยต่อมอเตอร์เวย์บางใหญ่-บ้านโป่ง ยันไม่ซ้ำซ้อนโครงการแหลมผักเบี้ย เปิดประกาศเชิญชวนเอกชนลงทุนรอบที่ 3 หลังล้มเหลวมาแล้ว 2 ครั้ง โละเงื่อนไขในทีโออาร์ใหม่หมด ต่อเส้นทางถึงกาญจนบุรี หวังให้จูงใจมากขึ้น ล่าสุดเสนอคมนาคมออกกฎกระ ทรวงมารองรับ ด้าน "สุริยะ" อาศัยจังหวะ อยู่ระหว่างแก้กฎหมายโอนมอ เตอร์เวย์ 2 สายให้ กทพ.ยืดเยื้อ เล็งปัดฝุ่นใหม่ทั้งหมด
นายชัยสวัสดิ์ กิตติพรไพบูลย์ รองอธิบดีฝ่ายบริหาร กรมทางหลวง เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า กรมทางหลวงกำลังจะเปิดประกาศเชิญชวนผู้สนใจ เข้ามาลงทุนโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) สายบางใหญ่-บ้านโป่ง เป็นครั้งที่ 3 หลังจากเปิดประกาศเชิญชวนไปแล้ว 2 ครั้ง แต่ยังไม่มีเอกชนรายใดสนใจ โดยอาจจะคงรูปแบบสัมปทานเหมือนเดิม หรือปรับใหม่โดยให้รัฐลงทุนเองและจ้างเอกชนมาบริหารขึ้นอยู่กับนโย บายกระทรวงคมนาคม
"ตอนนี้ได้ส่งเรื่องไปยังกระทรวงคมนาคมแล้ว เพื่อให้พิจารณาแนวทางจะต้องออกเป็นกฎกระทรวงก่อน ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติสัมปทานฉบับใหม่ คาดว่าจะประกาศเชิญชวนได้ภายในปีนี้"
นายชัยสวัสดิ์กล่าวว่า เพื่อจูงใจให้เอกชนเข้ามาลงทุน กรมทางหลวงจะผ่อนปรนเงื่อนไขในทีโออาร์ให้บางประการ โดยจัดทำเงื่อนไขใหม่ จากเดิมที่มีการท้วงติงว่าตั้งเงื่อนไขสูงเกินไป ซึ่งจะมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมารับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง เพื่อให้พิจารณาเงื่อนไขว่าจะปรับส่วนไหนได้บ้าง เนื่อง จากที่ผ่านมาติดปัญหาเงื่อนไขที่โออาร์บางประการ
"ครั้งนี้จะมีการ พิจารณาแนวเส้นทางใหม่ อาจต่อไปถึงกาญจนบุรี จากเดิมถึงแค่บ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ระยะทาง 51 กิโลเมตร มูลค่า 12,196 ล้านบาท รูปแบบใหม่ คาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 20,000 ล้านบาท จะเป็นเส้นทางไปทางตะวันตก เชื่อมไปยังประเทศพม่าออกเมืองทวายระยะทางประมาณ 80 กิโลเมตร"
นายชัย สวัสดิ์กล่าวว่าจากที่หลายฝ่ายท้วงติงว่าโครงการจะซ้ำซ้อนกับโครงการแหลมผัก เบี้ยนั้น ขอยืนยันว่าไม่ซ้ำซ้อนอย่างแน่นอน เพราะเป็นคนละเส้นทางกัน เส้นนี้จะไปเชื่อมถึงประเทศพม่า ขณะที่โครงการแหลมผักเบี้ยไปไม่ถึง และจุดเริ่มต้นคนละทิศทางกันเลย
รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับรายละเอียดของทีโออาร์ที่มีการปรับเงื่อนไขใหม่ จะมีการนำทีโออาร์เดิมที่เคยปรับมาแล้วรอบหนึ่งมาพิจารณาอีกครั้ง ได้แก่ 1.ปรับลดทุนจดทะเบียนบริษัท จาก 3,000 ล้านบาท เหลือ 2,000 ล้านบาท 2.ให้เอกชนจ่ายค่าเวนคืนไปก่อนและกรมทางหลวงจะจ่ายคืนให้ภายหลัง พร้อมดอกเบี้ย จากเดิมที่จะไม่มีการคิดดอกเบี้ย ซึ่งค่าเวนคืนจะอยู่ที่ประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับข้อเสนอของเอกชนในเรื่องของดอกเบี้ยว่าจะให้เท่าไหร่
3.รัฐจะ ประกันรายได้ขั้นต่ำให้เพื่อให้เอกชนสนใจ เพราะเอกชนเกรงว่าเมื่อเปิดใช้แล้ว รายได้จะไม่เป็นไปตามเป้าหมาย 4.รับประกันหน่ายงานอื่นของรัฐจะไม่มีการสร้างทางในลักษณะเดียวกันมาแข่งขัน 5.การปรับค่าผ่านทางสามารถปรับได้ตามภาวะเศรษฐกิจ หรือปรับตามระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ลงทุน โดยจะเก็บกิโลเมตรละ 1 บาท สำหรับรถยนต์ 4 ล้อ 6.กรมทางหลวงมีแผนจะปรับปรุงถนนรัตนาธิเบศร์ เป็น 6 ช่องจราจร และก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาใหม่ ขนาด 6 ช่องจราจร คร่อมสะพานพระนั่งเกล้าเดิม และในอนาคตจะขยายไปเชื่อมกับโครงการโทลล์เวย์ และวงแหวนตะวันออก ซึ่งจะช่วยส่งเสริมซึ่งกันและกัน
"นอกจากนี้อาจจะมี การพิจารณาเงื่อนไขใหม่ว่าให้รัฐลงทุนก่อสร้างไปก่อน และให้เอกชนมาบริหารและชำระเงินคืนภายหลัง และมีความเป็นไปได้ว่ากรมอาจจะเปิดประกวดราคาเป็น 2 ช่วง เพราะเป็นโครงการใหญ่ ทำต่อถึงกาญจนบุรี มีระยะทางหลายสิบกิโลเมตร ถ้าให้เอกชนรายเดียวคาดว่าจะทำให้การก่อสร้างล่าช้า" รายงานข่าวกล่าว
ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ผู้บริหารในกรมทางหลวงสับสนกับนโยบายของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่จะให้มีการปรับโครงข่ายถนนใหม่ โดยเฉพาะทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหรือมอเตอร์เวย์ โดยให้ทางสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ศึกษาในรายละเอียด และให้รัฐบาลเป็นผู้ลงทุนเองทั้งหมด ไม่มีระบบสัมปทาน และไม่เสียค่าผ่านทาง ซึ่งเดิมกรมทางมีแนวคิดจะให้เป็นระบบสัมปทาน ให้เอกชนมาลงทุนเองทั้งหมด และจะมีการนำสร้างมอเตอร์เวย์ทั่วประเทศ อาทิ บางปะอิน-นครสวรรค์ บางปะอิน-นครราชสีมา สายชลบุรี-พัทยา ที่อยู่ระหว่างทำการศึกษา สายพัทยา-มาบตาพุด สายรามอินทรา-บางพลี สายปากท่อ-ชะอำ เป็นต้น อย่างไรก็ตามกรมจะนำเสนอรายละเอียดที่ได้ศึกษาไปแล้ว ให้พิจารณาอีกครั้งถ้าไม่เห็นด้วยก็ต้องปรับใหม่
รายงานข่าวแจ้งว่ากรมทางหลวงกำลังเร่งดำเนินการสร้างมอเตอร์เวย์สายต่างๆ เพราะปัจจุ บันหลังจากที่รัฐบาลมีนโยบายให้
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 55
โดย: [0 3> ( IP )
Add to Facebook Add to Twitter Add to Multiply Add to Google Add to Blogger Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
โอนมอเตอร์ เวย์ 2 สายไปให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) แต่ในทางปฏิบัติยังดำเนินการโอนให้ไม่ได้ เนื่องจากติดปัญหาเรื่องข้อกฎหมายที่ต้องแก้ไขก่อน คาดว่าจะใช้ระยะเวลาอีกนานกว่าจะเสร็จ ดังนั้นเวลานี้จึงเป็นโอกาสดีที่กรมทางหลวงจะเร่งดำเนินการ
โดย: นักติดตามข่าว [22 ก.พ. 47 10:20> ( IP A:210.203.186.201 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
ที่มา:ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2547
โดย: นักติดตามข่าว [22 ก.พ. 47 10:23> ( IP A:210.203.186.201 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
ก็คงจะเหมือนหมอนไม้ทางรถไฟที่จะเข้าอำเภอบ้านโป่ง ในแต่ละปี มีการซ่อมและปรับปรุงกันหลายครั้ง แล้วก็เป็นอย่างนี้มาหลายสิบปีเสียดายงบประมาณหมดไปไม่รู้เท่าไรแล้ว น่าจะทำเหมือนใน กทม.เป็นแผ่นคอนกรีต เวลารถวิ่งไม่กระแทกด้วย
โดย: [24 ก.พ. 47 1:33> ( IP A:203.113.67.37 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
ส่งภาพเข้ามาอีกฃิครับ ชอบดู....คิดถึงบ้านmusic
โดย: cometuey [28 ก.พ. 47 16:29> ( IP A:198.81.26.49 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
เห็นรูปทางแยกอสร.ขออนุญาตคัดบทความที่เกี่ยวเนื่องจาก เวบbanpong.hypermart.net เรื่อง"สะพานลอยข้ามทางรถไฟ อสร."เขาเขียนไว้ดังนี้
"งบประมาณสร้างสะพานข้ามทางรถไฟหน้า อสร.มาแล้วครับ ถ่ายภาพไว้ให้ดูก่อนที่จะไม่เห็นอีกแล้ว ไม่ต้องนึกเรื่องกว้านซื้อที่ดิน เพราะที่แถวนั้นที่เป็นทำเลทองถูกกว้านซื้อหมดแล้วครับ แต่เราชาวบ้านโป่งยังยืดอกได้ว่า เรามีสะพานลอยข้ามทางรถไฟก่อนอ.เมืองราชบุรี (สะพานหาเสียง) เขียนโดย http://come.to/banpong เมื่อ วันเสาร์ที่ 20 กรกฎาคม 2545, 15:52:50 น."
อยาก จะหัวเราะให้ท้องหงาย คุณ come.to/banpong อย่าเพิ่งโกรธนะ ณ วันนี้ (1 มีนาคม 2547) สะพานข้ามทางรถไฟก่อนเข้า อ.เมืองราชบุรี จะเสร็จอีกไม่กี่วันข้างหน้า บ้านโป่งของเรายังเป็นความว่างเปล่าอยู่ครับ คิดแล้วเศร้ากับตัวเอง
โดย: [1 มี.ค. 47 23:42> ( IP A:203.150.14.161 X: )
ความคิดเห็นที่ 8
คุณ คคห.ที่ 4 ผมไม่รู้ว่ากระทู้ที่คุณเขียนเกี่ยวกับไหล่ทางเข้าบ้านโป่งได้รับการแก้ไข แล้วหรือยัง แต่ที่แน่ๆไหล่ทางเลี้ยวซ้ายเชิงสะพานเขางู-เบิกไพร แถวโรงแรมนิวศิริสัมพนธ์ ได้รับการแก้ไขโดยการราดยางแอสฟัลด์เรียบร้อยแล้ว
โดย: ชาวริมน้ำ [19 มี.ค. 47 23:52> ( IP A:203.150.14.161 X: )
ความคิดเห็นที่ 13
สะพานลอยข้ามทางรถไฟ อสร.เห็นเจ้าหน้าที่สำรวจขมักเขม้นในการทำงานแล้ว คาดว่าอีกไม่นานชาวบ้านโป่งคงได้ใช้กัน มันนานเกินไปจนเกิดความรู้สึกเฉยๆกับโครงการนี้แล้ว ถึงขนาดเจ้าหน้าที่เริ่มทำงานแล้วยังไม่อยากเชื่อเลย(ใจมันด้านชา)

โดย: ผู้ใช้ทาง [1 ส.ค. 47 13:42> ( IP A:203.113.34.12 X: )
ความคิดเห็นที่ 14
แนวเวนคืน มอเตอร์เวย์สายบางใหญ่-บ้านโป่ง
วันที่บังคับใช้
พระ ราชกฤษฎีกากำหนดแนวเขตที่จะเวนคืนที่ดิน เพื่อก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายบางใหญ่- บ้านโป่ง (มอเตอร์เวย์) หรือชื่อทางการว่าทางหลวงพิเศษหมายเลข 81 สายแยกทางหลวงพิเศษหมายเลข 37 (บางใหญ่) -กาญจนบุรี ตอนแยกทางหลวงพิเศษหมายเลข 37 (บางใหญ่)- อำเภอเมืองนครปฐม โดยเขตที่ดินใน บริเวณที่ที่จะเวนคืนอยู่ในท้องที่ อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี และอำเภอพุทธมณฑล อำเภอนครชัยศรี อำเภอ เมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม
ลักษณะเส้นทาง
ก่อสร้างเป็นถนนขนาด 6 ช่องจราจร แยกทิศทางไปกลับด้านละ 3 ช่องจราจร และในระยะต่อไปขยายได้ เต็มที่ขนาด 8 ช่องจราจร รวมระยะทางทั้งหมดประมาณ 51 กิโลเมตร วงเงินลงทุนทั้งโครงการประมาณ 17,124 ล้านบาท
แนวเส้นทาง (ดูแผนที่ประกอบ)
แนว เส้นทางมีจุดเริ่มต้นจากบริเวณสามแยกบางใหญ่ ซึ่งเป็นจุดบรรจบของถนนรัตนาธิเบศร์ กับถนนวง แหวนรอบนอก ด้านตะวันตก บริเวณนี้จะก่อสร้างเป็นทางแยกต่างระดับ จากนั้นแนวจะลากยาวไปทางทิศตะวัน ตก ผ่านทางด้านใต้ของบ้านคลองตาเมือง บ้านคลองบางอีลือ ตรงไปตัดผ่านคลองนราภิรมย์ ผ่านทางด้านเหนือ บ้านคลองซอยตาขุ้ย ตัดผ่านคลองเจ๊ก และแม่น้ำนครชัยศรี บริเวณบ้านคลองมอญ ตัดผ่านทางหลวงหมายเลข 3223 จากนั้นแนวตัดตรงผ่านทางด้านใต้ของบ้านแหลมบัว บ้านท้องชัย บ้านถนนใหญ่ และด้านเหนือบ้านหนอง จอก ตัดผ่านทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3036ตรงไปผ่านบ้านท่าชี้เหล็ก บ้านปิ่นเกลียว ตัดผ่านทางหลวง แผ่นดินหมายเลข 321ถนนเข้าลำพยา ผ่านบ้านหุบโตนด บ้านหนองนางแช่ บ้านหนองลาดหญ้า จากนั้น แนวจะมุ่งตรงไปสิ้นสุดที่บริเวณบ้านหนองหมา

หน่วยงานที่รับผิดชอบ
กรมทางหลวง

โดย: บางใหญ่บ้านโป่ง [15 ก.พ. 49 14:01> ( IP A:203.113.67.38 X: )
ความคิดเห็นที่ 15


โดย: บางใหญ่บ้า
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 56
นโป่ง [15 ก.พ. 49 14:03> ( IP A:203.113.67.38 X: )
ความคิดเห็นที่ 16

โดย: . [16 พ.ย. 49 22:08> ( IP A:203.113.67.38 X: )
ความคิดเห็นที่ 17
สร้างสักทีเถอะ
โดย: 1818 [17 มี.ค. 52 15:47> ( IP A:125.27.175.199 X: )
ความคิดเห็นที่ 18
อยากทราบว่า โครงการได้รับอนุมัติแล้วหรือยังคะ จะริ่มดำเนินการเมื่อไร แล้วชาวบ้านที่บ้านเค้าถูกทางด่วน โครงการทางหลวง พิเศษ หมายเลข 81 นี้ จะทำอย่างไรอ่ะคะ การเวนคืนที่ดิน จะเปนอย่างไรบ้าง ตอบด้วยนะคะ

โดย: Jaruwan.s@kimeng.co.th [1 มิ.ย. 52 14:00> ( IP A:58.97.60.3 X: )
ความคิดเห็นที่ 19
รู้สึกว่าดำเนินการปีหน้าอะไปถึงเมืองกาญจน์ไงก็มีอยู่แล้วอดใจหน่อยมันเป็น โครงการเร่งด่วนของรัฐบาลหลายสมัยแต่เพิ่งเริ่มเป็นรูปธรรม
โดย: บ้านโป่ง [1 มิ.ย. 52 15:58> ( IP A:202.28.68.201 X: )
ความคิดเห็นที่ 20
อยากทราบว่าถนนเส้นนี้จะตัดผ่าน ต.ทุ่งน้อย อ.เมือง จ.นครปฐมป่าวครับ อยากรู้ว่าที่บ้านจะโดนเวนคืนป่าว บ้นเลขที่ 28/1 หมู่ 6 ต.ทุ่งน้อย อ.เมือง จ.นครปฐม อยากรู้มากเลยครับช่วยตอบที่ครับ
โดย: johnkajohn@hotmail.com [11 มิ.ย. 52 22:17> ( IP A:119.42.72.45 X: )
ความคิดเห็นที่ 21
ทำไปได้ไงประชาชนเดือนร้อนมากกว่าได้ประโยชย์ กรมทางหลวงไม่มีที่หากินแล้วหรือไง
โดย: คนเดือนร้อน [12 มิ.ย. 52 10:04> ( IP A:125.27.214.14 X: )
ความคิดเห็นที่ 22
ผมครอบครัวหนึ่งที่เดือดร้อนจากการเวนคืนที่ดิน ผมว่ามันไม่ใช้สิ่งที่วัดว่าประเทศพัฒนาแล้วเจริญแล้วหรอกคับ ที่ทำมาหากินของประชาชนของลูกหลานในอนาคตละครับคุณคิดว่าจะดูแลพวกเขาอย่าง ไงเอาเงินไปทำอะไรที่มีประโยชน์กว่านี้ดีกว่าครับยังมีอีกหลายร้อยหลายพัน ครอบคัรวที่เดือดร้อนที่ไม่ได้ออกมาพูด เห็นใจประชาชนด้วยจทำอะไรนะครับ
โดย: ประชาชนเดือดร้อน [13 มิ.ย. 52> ( IP A:115.67.43.176 X: )
ความคิดเห็นที่ 23
รีบๆเข้า อยากได้มาก เจริญเสียทีเมืองกาญจน์
โดย: คนมืองกาญจร์ [20 มิ.ย. 52 23:14> ( IP A:125.27.196.215 X: )
ความคิดเห็นที่ 24
ต้องการมากครับไปกลับกรุงเทพทุกวันๆละ5-6ชม
จะได้ เหลือ1ชม.เสียที
ดีใจจัง
โดย: ท่าม่วง [20 มิ.ย. 52 23:16> ( IP A:125.27.196.215 X: )
ความคิดเห็นที่ 25
เมื่อไรเสร็จครับ
โดย: กจ [20 มิ.ย. 52 23:17> ( IP A:125.27.196.215 X: )
ความคิดเห็นที่ 26
คนที่ไม่เดือดร้อนก็พูดได้ว่าต้องการ ถ้าโดนบ้านคุณที่ดินของคุณละจะต้องการอีกป่าว
โดย: อยากให้รู้ [21 มิ.ย. 52 16:56> ( IP A:115.67.2.1 X: )
ความคิดเห็นที่ 27
สร้างเสียทีเถอะเวลามาเมืองกาญจน์จะได้ไม้ต้องใช้เวลามาก
โดย: คนเมืองกาญจน์ [30 ก.ค. 52 14:10> ( IP A:117.47.18.78 X: )
ความคิดเห็นที่ 28
วันนี้ลงข่าวนี้ด้วยเห็นว่าสร้างปีหน้า จะได้ใช้สักที แต่ก็เห็นใจคนที่ถูกเวนคืนที่ดิน แต่ภูมิใจเถอะท่านทำประโยชน์ต่อชาติแล้ว
โดย: ข่าว [2 ส.ค. 52 17:30> ( IP A:202.28.68.202 X: )
ความคิดเห็นที่ 29
อยากเห็นแผนที่ส่วนที่ผ่าน วัดทุ่งน้อยสามัคคีครับ
โดย: คนข้างวัด [7 ส.ค. 52 5:06> ( IP A:203.130.145.99 X: )
ความคิดเห็นที่ 30
ในส่วนของประชาชนที่ถูกเวนคืน คุณจะแก้ปํญหาให้กับเขาพวกนั้นอย่างไร ถ้าปู่ ย่า ตายาย ของคุณรักผืนแผ่นดินเกิดแล้วคุณจะรู้สึกอย่างไร ทุกคนล้วนห่วงแหน แผ่นดินเกิดเมืองนอนกันทั้งนั้น ถ้าคุณโดนเวนคืนบ้างแล้วคุณจะรู้สึกอย่างไร ทัศนวิสัย ของบ้านเมื่อมีทางด่วนผ่านคุณจะรู้สึกอย่างไร คนที่มีผลประโยชน์ก็เห็นดีเห็นงามด้วย แล้วคนที่ต้องมีพื้นที่ในการทำมาหากินแล้วโดนเวนคืนพวกเขาเหล่านั้นจะเอา พื้นที่ที่ไหนมาทำมาหากิน ช่วยคิดและตรึกตรองดูให้ดี ก่อนที่คุณจะทำอะไรลงไป เดือดร้อนสำหรับคนหาชาวกินค่ำ สบายสำหรับผู้มีเงินแลอิทธิพล
โดย: kamtiw@hotmail.com [11 ส.ค. 52 16:39> ( IP A:113.53.130.57 X: )
ความคิดเห็นที่ 31
ใช้สมองคิดหรือเปล่านี่ ที่ไม่มีด่านเข้าออกที่แถวศาลายา
ย่านนั้นมีมหาลัยมหิดลโรงพยาบาลและสถานที่ราชการมากมาย
คน ที่จะใช้ประโยชน์ร่วมด้วยกับไม่ได้ใช้ ผืนดินว่างเปล่าในย่านนั้นมากมายที่สามารถพัฒนาขึ้นมารองรับการขยายเมืองใน อนาคตอยู่แล้ว ไปทำทางเข้าออกแถวป่านอกเมืองจะได้อะไรขึ้นมา เมื่อยังไม่มีชุมชนใหย่ในย่านที่กล่าวถึง
ชุมชนคนที่จะใช้ถนนพร้อมจ่ายค่าใช้ทางดันไม่ให้ใช้ถนน ปิ่นเกล้า-นครชัยศรีรถติด
เพชรเกษมก็รถติด หาถนนหาเส้นทางที่ไม่ติดให้ประชาชนใช้นะมันยากนักหรือไงครับ
โดย: โง่ฉิบเป๋ง [8 ก.ย. 52 14:34> ( IP A:124.121.56.113 X: )
ความคิดเห็นที่ 32
อยากทราบความค
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 57
ืบหน้า ตอนนี้ถึงขั้นไหนแล้ว
โดย: คนนครชัยศรี [11 ก.ย. 52 22:24> ( IP A:124.120.164.74 X: )
ความคิดเห็นที่ 33
มาเร็วเร็วเถอะ ดี ชอบ
โดย: ท่าม่วง [22 ก.ย. 52 18:35> ( IP A:125.27.202.0 X: )
ความคิดเห็นที่ 34
ไม่อยากให้ทำเลย
โดย: sad [12 ธ.ค. 52 21:09> ( IP A:111.84.64.63 X: )
ความคิดเห็นที่ 35
อยากทราบว่าบริเวณท่าม่วง จ.กาญจนบุรี เส้นทางอยู่บริเวณไหน
ใครมีรูปช่วยลงทีครับ
โดย: mm [12 มี.ค. 53 22:23> ( IP A:125.27.203.101 X: )
ความคิดเห็นที่ 36
มาแล้วดี แน่ๆ
โดย: viennaagro@hotmail.com [22 มี.ค. 53 21:13> ( IP A:61.90.97.47 X: )
ความคิดเห็นที่ 37
อยากทราบว่าจะได้เงินเวนคืนเมื่อไหร่ เมื่อต้นปี 53 เห็นปักมุดลงแล้ว
ตรงกลางที่ดินพอดีเลย ก็อยากทราบว่าจะได้เงินเมื่อไหร่อะคะ

ก็ดีใจนะไปเที่ยวจะได้ไวไวดี อิอิ
โดย: ฟอง doraemon_taetae@hotmail.com [5 ต.ค. 53 8:17> ( IP A:124.122.221.246 X: )
ความคิดเห็นที่ 38
ผมว่ามีทางความเจริญก็มาแต่ใครมีแผนที่การสร้างทางเส้นนี้แบบละเอียดช่วยลงให้ดูบ้างครับ กลัวปลูกบ้านโดนทางด่วน
โดย: ต๋องนครปฐม [23 ธ.ค. 53 13:17> ( IP A:125.27.225.5 X: )
ความคิดเห็นที่ 39
http://map.longdo.com/p/G00000084
โดย: M10 [28 ธ.ค. 53> ( IP A:223.205.16.68 X: )
ความคิดเห็นที่ 40
รถติดมากถ.เพรชเกษมราชบุรี-กทม.สร้างเร็วๆก็ดีนะครับ
ผมเห็นด้วยนะอนาคตลูกหลานเราจะได้เดินทางสะดวกขึ้น
เพราะเชื่อว่าอย่างไรก็จำเป็นต้องขยายถนนอยู่ดี ยิ่งนานนำมันก็แพงไม่อยากให้เสียเวลาและโอกาส
โดย: Tong [16 ก.พ. 54 9:36> ( IP A:125.27.204.217 X: )
ความคิดเห็นที่ 41
เรื่องอย่างนี้เป็นเรื่องเป็นราวมีสาระเป็นจริงได้ สมควรสนใจติดตามกระทุ้งให้คืบหน้าจนกว่าจะสำเร็จได้ เพราะอำนวยความเจริญและประโยชน์สู่ชุมชนท้องถิ่นต่างๆ เป็นวงกว้างและทุกระดับชั้น เป็นประโยชน์คุ้มค่าเงินงบประมาณดีกว่าพวกควายเหลืององุ่นเปรี้ยวไม่มีปัญญา เข้าไปเรียนมหาวิทยาลัยใกล้บ้านเลยบ้าขอมหาวิทยาลัยไว้ในบ้านเป็นวรรคเป็น เวรอยู่นั่นไม่เป็นเรื่องเป็นราว
โดย: รักบ้านโป่ง [16 ก.พ. 54 10:22> ( IP A:161.200.11.133 X: )
ความคิดเห็นที่ 42
ถ้าจะซื้อที่ดินจะโดนเวนคืนหรือไม่จะได้ไม่ซื้อคะ

เลขที่ดิน 602 เลขที่โฉนด 68324 อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม
โฉนดนายอยู่ ถัดมาลี บ้านเลขที่ 67/1 หมู่ 2 ต.ดอนแฝก อ.นครชัยศรี นครปฐม
ช่วยตอบด่วนเพราะจะเอาเงินไปวางแล้วคะ (เพื่อลูกแต่เงินมีน้อย)
โดย: kto1_nueng@hotmail.com [25 ก.พ. 54 15:17> ( IP A:182.53.83.239 X: )
ความคิดเห็นที่ 43
เส้นทางนนี้จุดมุ่งหมายจะให้ใครใช้ครับประชาชนใช้หรือทำให้ระบบขนส่งสินค้าหรือทำเพื่อให้เกิดการตื่นตัวในพื้นที่ที่ถนนผ่าน
โดย: nuttapude@hotmail.com [7 มี.ค. 54 8:48> ( IP A:58.9.168.197 X: )
ความคิดเห็นที่ 44
อยากทราบรายละเอียดแผนที่การสร้างถนนจากบางใหญ่ไปถึงเมืองกาญว่าเส้นทางไปทางไหนบ้าง ที่ว่า 97 กิโลเมตร ช่วยลงให้ดูที่ครับ
โดย: คนใช้ถนน [6 เม.ย. 54 1:52> ( IP A:58.9.183.99 X: )
ความคิดเห็นที่ 45
เด๋วก้อหมู่บ้านจัดสรรขึ้นเพียบ
โดย: กอไผ่ [11 เม.ย. 54 12:45> ( IP A:124.121.205.2 X: )
ความคิดเห็นที่ 46
มันเป็นมอเตอร์เวย์ คนที่หวังความเจริญ ค้าขาย มันไม่ใช่ เพราะกั้นสองข้างทางหมดเลย แต่ความเร้วในการเดินทางก็ว่าไป
โดย: โดนเหมือนกัน [25 เม.ย. 54 13:59> ( IP A:119.46.150.194 X: )
โดย: sd [26 มิ.ย. 54 10:49> ( IP A:125.25.121.165 X: )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 58
ถนนสายท่องเที่ยวในวันเดียว เมืองคนสวยโพธารามและเมืองคนงามบ้านโป่ง เริ่มตั้งแต่ บึงกระจับ-สระน้ำโกสินารายณ์-พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง-วัดใหญ่นคร ชุมน์-บึงวังมะนาว--วัดขนอนหนังใหญ่-วัดคงคาราม
การเดินทางจากกรุงเทพใช้ เส้นทางถนนเพชรเกษม หรือถนนบรมราชชนนี (ปิ่นเกล้า-นครชัยศรี) เมื่อถึงจังหวัดนครปฐม ผ่านแยกสะพานลอยเข้าเมืองนครปฐม ให้ขับชิดขวาลอดใต้สะพานผ่านจังหวัดนครปฐม มุ่งหน้าไปจังหวัดราชบุรี จากนั้นเมื่อผ่านแยกสะพานลอยเข้าเมืองบ้านโป่ง ให้ชิดซ้ายข้ามสะพานลอยเข้าเมืองบ้านโป่ง ไปตามทางประมาณ 1 กิโลเมตร ก่อนถึงสามแยกกระจับ ด้านขวามือ ก็จะถึงบึงกระจับ หรือถ้าขับผ่านเลยไปอีก 9 กิโลเมตร ข้ามทางรถไฟจะถึงสามแยกเข้าตัวเมืองบ้านโป่ง ไม่ต้องเข้าตัวเมืองให้ขับตรงไป จนกระทั่งถึงสี่แยกไฟแดง 1.ถ้าเลือกเลี้ยวขวาทางไปกาญจนบุรี ประมาณ 4 กิโลเมตรทางขวามือสังเกตจะเป็น สระน้ำโกสินารายณ์ ซึ่งอยู่ด้านหลัง บจ.เยื่อกระดาษสยาม 2.ถ้าเลือกเลี้ยวซ้ายจะเข้าตัวเมืองบ้านโป่ง 3.ถ้าเลือกตรงไปจะเป็นสะพานข้ามแม่น้ำแม่กลองทางเดียวกันกับไปเขาช่องพราน ที่มีค้างค้าวหลายร้อยล้านตัว แต่เราจะขับข้ามสะพานข้ามแม่น้ำไปประมาณ 7 กม.ด้านซ้ายมือจะมีป้ายบอกทางเข้าวัดม่วง เลี้ยวเข้าไปประมาณ 3 กม.ก็จะถึงที่หมายคือ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง ด้านหลังวัดจะมีสะพานข้ามแม่น้ำแม่กลอง ขับข้ามสะพานเลี้ยวซ้ายประมาณ 500 เมตรก็จะถึงวัดใหญ่นครชุมน์ จากนั้นย้อนกลับมาใช้เส้นทางเดิมขับเลยวัดม่วงไปอีกประมาณ 1.5 กม.จะข้ามสะพานข้ามคลองเล็กๆขับข้ามสะพานให้เลี้ยวขวาทางลูกรังเลียบคลองที่ เราข้ามสะพานมา ประมาณ 100 เมตรก็จะถึงบึงวังมะนาว ออกจากบึงวังมะนาวใช้เส้นทางเดิม หรือถ้าขับเลยไปประมาณ 4-5 กิโลเมตรทางซ้ายมือก็จะเป็นวัดขนอนหนังใหญ่ ไม่ใกล้ไม่ไกลกับวัดขนอนหนังใหญ่ก็จะเป็นวัดคงคารามที่นี่จะมีจิตรกรรมฝา ผนังเก่าแก่น่าชม ถือว่าเส้นทางที่แนะนำมาทั้งหมดเป็นสายท่องเที่ยวของจังหวัดเลยก็ว่าได้ ขอให้สนุกกับการเที่ยวภาคตะวันตก
โดย: เจ้าบ้าน [10 ก.พ. 47 14:51> ( IP A:203.113.67.37 X: )
Add to Facebook Add to Twitter Add to Multiply Add to Google Add to Blogger Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
ถ้าจะดูสถานที่ท่องเที่ยวแบบเจาะลึกทุกตำบลในจังหวัดราชบุรี หรือสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ไปที่นี่ http://www.thaitambon.com/Provinces/Ratchaburi.htm
โดย: [20 ก.พ. 47 18:47> ( IP A:210.203.175.244 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
แบนเนอร์ส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดราชบุรี จากเวบไซท์ประชาสัมพันธ์ จังหวัดราชบุรี

โดย: [21 ก.พ. 47 13:18> ( IP A:203.113.67.38 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
บรรยากาศบึงกระจับในช่วงเวลาใกล้พลบค่ำ เห็นภาพแล้วชวนให้น่าำไปเยี่ยมเยียนเสียจริงๆ

โดย: [28 ก.พ. 47 14:54> ( IP A:203.150.14.161 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
บึงวังมะนาวสวยงามไม่แพ้กัน

โดย: [28 ก.พ. 47 14:56> ( IP A:203.150.14.161 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
ชอบ
โดย: cometuey [28 ก.พ. 47 16:49> ( IP A:198.81.26.49 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
เฮ้คนบ้านโป่งน้ำใจดี อุตสาห์สแกนภาพสวยๆที่ท่องเที่ยวของบ้านโป่งให้ได้ชมกัน ถึงแม้จะไม่ได้อยู่ที่บ้านโป่งก็รู้สึกอบอุ่นเหมือนได้อยู่บ้าน
โดย: ลูกบ้านโป่งโดยกำเนิด [28 ก.พ. 47 17:59> ( IP A:203.150.14.161 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
กระทู้นี้น่าสนใจถึงแม้จะไม่ใช่ช่วงเทศกาลตรุษจีน ก็สามารถไปเที่ยวได้เนื่องจากให้รายละเอียดของศาลเจ้าแม่เบิกไพรดี จากคุณชาวบ้านโป่ง ที่โพสไว้ที่ http://banpong.hypermart.net เชื่อว่าชาวบ้านโป่งหลายคนก็ยังไม่รู้ประวัติเหล่านี้ ลองอ่านดูนะ
ท่องเที่ยวไปใน 1 วัน เทศกาลตรุษจีนที่บ้านโป่ง30 มกราคม 2544
วันนี้ เช่นเคยช่วงเช้า ก่อนไปทำงาน เราจะต้องขับรถไปส่งแม่ และอาสาว ตามวันเวลาตรวจประจำที่หมอนัดที่โรงพยาบาลบ้านโป่ง พอใกล้เวลาเที่ยง ลูกสาวของอาสาวจะโทรศัพท์ให้ไปรับแม่ พร้อมอาสาวที่โรงพยาบาล หลังจากตรวจเสร็จแล้ว เมื่อทุกคนขึ้นรถเรียบร้อยแล้ว เราเอ่ยถามขึ้นว่ามื้อเที่ยงนี้จะกินอะไรดี แม่บอกว่าไปกินก๋วยเตี๋ยวผัดไทยหน้าศาลเจ้าแม่เบิกไพร กันดีกว่า เราเคยพาแม่มากินที่นี่ครั้งนึง แม่คงติดใจรสชาติของผัดไทยแน่ๆ ขับรถข้ามสะพานเฉลิมพระเกียรติหน้าวัดบ้านโป่ง เลี้ยวซ้ายประมาณ 1.7 กิโล ก็จะถึงศาลเจ้าแม่เบิกไพร เราไปกัน 4 คน แม่กับอาสาว สั่งผัดไทย ส่วนเรา และลูกสาวอาสาวสั่งบะหมี่แห้ง หลังจากกินเรียบร้อยแล้ว แม่บอกว่าวันนี้จะถือโอกาสไหว้อาม่าศาลเจ้าแม่เบิกไพร คงเกรงว่าอีกไม่กี่วันข้างหน้าก็จะถึงเทศกาลตรุษจีน ช่วงนั้นอาจมีประชาชนจากทุกสารทิศมากราบไหว้องค์เจ้าแม่กันเยอะ จะได้ไม่ต้องเบียดเสียดกัน เนื่องจา
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 59
กเทศกาลตรุษจีนถือว่าเป็นช่วงเทศกาลที่มีประชาชน มากราบไหว้เจ้าแม่กันมากที่สุด สำหรับประวัติศาลเจ้าแม่เบิกไพรแห่งนี้เมื่อปี พ.ศ.2420 ครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสทางชลมารคผ่านแม่น้ำแม่กลอง จังหวัดราชบุรี เพื่อไปไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ช่วงเสด็จกลับ ขบวนเรือพระที่นั่ง ล่องมาตามแม่น้ำแม่กลอง เมื่อเสด็จผ่านบ้านโป่ง นั้นทรงมีรับสั่งตามพระราชหัตถเลขาว่า “ที่บ้านโป่ง มีโรงบ่อนกำลังมีหุ่นจีนอยู่ แล้วมีโรงจีนอยู่เป็นแถวยาวๆ ต่อไปก็โรง*บทำน้ำตาลอีกหนึ่งโรง 3 โมงครึ่งถึงบ้านเบิกไพร มีเกาะอยู่กลางน้ำฝั่งซ้ายมือ ต้นไม้หนาเป็นต้นมะม่วง ต้นขนุน ข้างท้ายเกาะริมฝั่งขวา มีศาลเจ้าเบิกไพร เมื่อมาคราวก่อนเราไม่ได้แวะ แต่ส่งธูปเทียนขึ้นไปบูชา คราวนี้ตั้งใจว่า จะขึ้นไปคำนับและขึ้นไปดูด้วยเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์คนนับถือ เมื่อเราขึ้นบกนั้น 3 โมง 50 นาทีแล้ว มีศาลเก่าฝากระดานหลังหนึ่งอยู่ข้างหน้าหลังคามุงจาก มีต้นคัดค้าวเลื้อยขึ้นเกาะต้นไม้ใหญ่ เป็นเชิงอยู่บนศาล ข้างหลังมีเรือนจีนฝากระดานหลังคามุงกระเบื้อง 2 หลังแฝด มีโรงผู้รักษาติดกันอยู่ ข้างศาลมีจีนผู้รักษาอยู่ 3 คน ที่ตามลานศาลนั้นมีต้นไม้มะพลับใหญ่หลายต้น ไก่เดินไกว่ไปทั้งศาล ขึ้นไปไข่ไว้บนศาลใหม่ๆก็มี โปรยข้าวศาลให้กินเข้ามาใกล้ทีเดียว บูชาแล้วกลับลงเรือ 4 โมงครึ่ง ออกเรือมาอีกหน่อยก็เห็นฝ้ายกองอยู่ริมตลิ่ง เขาว่าแถบนี้เป็นไร่ฝ้ายกันมาก” ข้อความทั้งหมดนี้เป็นพระราชหัตถเลขาเมื่อ 125 ปีก่อน ไม่รู้ว่าศาลเจ้าแม่เบิกไพรในปัจจุบันเขาจะปลูกต้นคัดค้าว และต้นมะพลับ ไว้หรือเปล่า อย่างน้อยเพื่อเป็นการรำลึกถึงในพระมหากรุณาธิคุณของล้นเกล้า และบรรยากาศสมัยที่เคยเสด็จมาที่ศาลแห่งนี้ บังเอิญเราไม่รู้จักต้นไม้ทั้งสองชนิดนี้ด้วย หรือเขาอาจจะปลูกไว้ด้วยแล้วก็ได้ และอีกอย่างหนึ่งน่าจะมีข้อความพระราชหัตถเลขาดังกล่าวติดไว้หน้าศาลเจ้าให้ ประชาขนที่มากราบไหว้บูชาได้ทราบถึงวันประวัติศาสตร์สำคัญของศาลแห่งนี้ใน อดีตก็จะเป็นการดียิ่งขึ้น บรรยากาศของศาลเจ้าวันนี้เป็นสถานที่สงบน่าเลื่อมใสศรัทธาอย่างที่เคยเป็นมา ด้านหน้าทางขวามือจะเป็นบ่อเลี้ยงปลา เดินเข้าไปในศาลด้านขวามือมีหญิงชราท่านหนึ่งเข้าใจว่าคงจะเป็นผู้จัดการ ปกครองศาลเจ้าแห่งนี้ นั่งอยู่หลังโต๊ะธูปเทียนบูชา ลูกของอาสาวทำบุญธูปเทียนบูชาให้พวกเรา 4 ชุด แต่ละชุดประกอบไปด้วย ธูป 19 ดอก ไว้ปักบูชาแห่งละ 3 ดอก เพื่อไหว้หน้าองค์เจ้าแม่ และเทพเจ้าต่างๆ ในศาลเจ้าแม่ เราเริ่มไหว้ที่องค์เจ้าแม่ คุกเข่ากราบ 3 ครั้ง เทพเจ้าในศาล 2 องค์ ข้างนอกศาลด้านซ้าย 1 องค์ ขวา 1 องค์ รวมทั้งหมดใช้ธูป 15 ดอก เมื่อไหว้จนครบแล้วจะเหลือธูป 4 ดอก เรานำไปปักหน้าประตูศาลซ้ายขวา กระบวนการไหว้เรามารู้ทีหลัง จากการได้อ่านหนังสืองานฉลองลานเอนกประสงค์ ศาลเจ้าแม่เบิกไพรที่เพิ่งผ่านไป ที่เขาแจกฟรี เขียนถึงขั้นตอนการกราบไหว้บูชาว่าหลังจากไหว้องค์เจ้าแม่เสร็จแล้ว ยังไม่ต้องไหว้เทพเจ้า 2 องค์ด้านซ้าย-ขวาขององค์เจ้าแม่ในศาล ให้เดินออกประตูด้านหน้าศาลก่อน ซึ่งคนจีนโบราณเชื่อว่าการออกประตูด้้านหน้าศาล จะทำให้ชีวิตประสบแต่ความรุ่งเรือง ถ้าใช้ประตูด้านข้าง การดำรงชีวิตจะเป็นรองคนอื่นตลอดไป เมื่อเดินออกประตูด้านหน้าศาล ให้เดินไปทางด้านซ้ายมือเพื่อไหว้เทพเจ้าองค์ต่อไป หลังจากไหว้เสร็จแล้ว ให้เดินเข้าประตูหน้าศาลเจ้าแม่อีกครั้ง เพื่อไหว้พระพุทธอันดับต่อไปซึ่งอยู่ด้านซ้ายมือขององค์เจ้าแม่ เสร็จแล้วเดินมาด้านขวามือขององค์เจ้าแม่เพื่อกราบไหว้เทพเจ้าองค์ต่อไป หลั
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 8
งจากไหว้เสร็จแล้วให้เดินออกประตูหน้าศาลอีกครั้ง แล้วให้เดินไปด้านขวามือ เพื่อกราบไหว้เทพเจ้าองค์ต่อไป เมื่อไหว้จนครบแล้ว ธูปที่เหลือให้นำไปด้านหน้าศาล ปักหน้าประตูซ้ายขวา เสร็จแล้วเข้าประตูด้านหน้ามากราบองค์เจ้าแม่อีกครั้ง เป็นการจบกระบวนการไหว้ เสร็จจากการกราบไหว้เราเดินดูรอบๆ ภายในศาลเจ้าแม่ซึ่งในสมัยเด็กๆ ช่วงเทศกาลตรุษจีนพ่อและแม่มักจะพาเรามาไหว้เสมอ ทุกสิ่งทุกอย่างยังดูเหมือนเดิมหลังคาของศาลจะเต็มไปด้วยคราบเขม่าควันธูป หลังจากนั้นแม่ รวมทั้งน้าสาว ได้เข้าไปเสี่ยงเซียมซี แม่เสี่ยงของแม่เองรวมทั้งเสี่ยงแทนลูกทั้งสี่คน มีพี่สาว ตัวเรา และน้องชายอีก 2 คน ส่วนพ่อนั้นแม่บอกว่าพ่อไม่ค่อยชอบเสี่ยงเซียมซีเลยไม่ได้เสี่ยงแทนให้ เสร็จจากกราบไหว้ศาลเจ้าแม่เรียบร้อย เราขับรถไปตามถนนด้านขวามือขององค์เจ้าแม่ เลาะริมน้ำไปเรื่อยๆ เพื่อจะไปพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดบ้านม่วง ตามเส้นทางที่จะไปจะผ่าน วัดตาลปากลัด วัดโพธิ์โสภิธาราม ซึ่งเป็นแหล่งชุมชาวมอญที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน จากนั้นก็จะผ่านพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดบ้านม่วง วันนี้พวกเราไม่ได้แวะ เนื่องจากเวลาจำกัด หน้าวัดบ้านม่วงจะมีสะพานเล็ก ไม่สามารถสวนทางกันได้ แต่บนสะพานเขาจะทำเป็นที่ให้รถหลีกกัน ถ้าขับตรงไปเรื่อยๆ ก็จะไปถึงวัดคง
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 60
คาราม เพื่อดูจิตรกรรมฝาผนังอันลือชื่อของจังหวัดราชบุรี แต่พวกเราข้ามสะพานหน้าวัดบ้านม่วงพอข้ามสะพานแล้วเราก็เลี้ยวซ้าย เลาะริมตลิ่งไปเรื่อยๆ ไปประมาณ 1 ก.ม.จะผ่านวัดสำคัญๆ คือ วัดใหญ่นครชุมน์ แหล่งชุมชนชาวมอญที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง วัดตาผา วัดอุทุมพรธาราม มีช่วงหนึ่งถ้ามองไปฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำก็จะเห็นศาลเจ้าแม่เบิกไพร พอถึงตรงนี้แม่ยังบอกว่าเขาน่าจะสร้างสะพานข้ามไปยังศาลเจ้าแม่ไม่แน่นะต่อ ไปในอนาคตเขาอาจจะสร้างก็ได้ จากนั้นเราขับรถไปเรื่อยๆ ก็จะมาบรรจบกันที่สะพานเฉลิมพระเกียรติอีกครั้ง หลังจากทัวร์ระยะสั้นๆ เราส่งแม่และน้าสาวที่บ้านเรียบร้อยแล้วแล้ว ก็กลับมาทำงานที่สำนักงานต่อไปด้วยความอิ่มเอิบใจ
โดย: [28 ก.พ. 47 23:17> ( IP A:203.113.34.11 X: )
ความคิดเห็นที่ 11


โดย: [29 มี.ค. 47 18:22> ( IP A:203.150.14.161 X: )
ความคิดเห็นที่ 12
ท่องเที่ยวเสร็จแล้ว ขอแนะนำร้านอาหารอร่อยในจังหวัดราชบุรี คลิกที่นี่ http://www.pantip.com/cafe/chuanchim/nonbkk/ratchaburee_01.html
โดย: ลองลิ้มชิมรส [5 เม.ย. 47 16:23> ( IP A:203.113.67.36 X: )
ความคิดเห็นที่ 13
จากถนนเพชรเกษม (ทางหลวงหมายเลข4) ข้ามสะพานลอยบ้านโป่ง (ทางหลวงหมายเลข323) ก็จะเข้าตัวเมืองบ้านโป่ง

โดย: [5 เม.ย. 47 22:44> ( IP A:203.113.67.37 X: )
ความคิดเห็นที่ 14
รายละเอียดที่พักในจังหวัดราชบุรี
อำเภอเมือง กวงฮั้ว 200/202 ถ.อัมรินทร์ โทร. 0 3233 7119 จำนวน 20 ห้อง ราคา 100-120 บาท
กฤษณะ 118 ถ.คฑาธร โทร. 0 3233 7262, 0 3232 6560 จำนวน 18 ห้อง ราคา 120-300 บาท
โกลเด้น ซิตี้ 76/1 หมู่ 5 ถ.เพชรเกษม ห่างจากตัวเมืองประมาณ 4 กม. โทร. 0 3231 7140-4 โทรสาร 0 3231 7145 จำนวน 210 ห้อง ราคา 1,050 บาท
ครัวหลวง รีสอร์ท 59 หมู่ 2 ถ.เพชรเกษม โทร. 0 3232 1221, 0 3232 6848, 0 3231 6888 โทรสาร 0 3232 6849 จำนวน 40 หลัง ราคา 720 บาท
นำสิน 2-16 ถ.ไกรเพชร โทร. 0 3233 7551, 0 3232 6238 โทรสาร 0 3233 7633 จำนวน 78 ห้อง ราคา 250-520 บาท
ราชบุรีดี 1 43/1 ถ.อุดมสิริ โทร. 0 3233 8542, 0 3233 8302 จำนวน 50 ห้อง ราคา 260-550 บาท
ศาลาไทย 65 ถ.คฑาธร ต.หน้าเมือง โทร. 0 3233 7172 จำนวน 44 ห้อง ราคา 150-500 บาท
หงษ์ฟ้า 13/17 ถ.ราษฏรยินดี ต.หน้าเมือง โทร. 0 3233 7484 จำนวน 30 ห้อง ราคา 170-230 บาท
อารยะ 187/1-12 ถ.ไกรเพชร โทร. 0 3233 7781-2 จำนวน 80 ห้อง ราคา 250-480 บาท
อำเภอ สวนผึ้ง เดือนล้อมคันทรีโฮม 111/1 หมู่ 11 ต.ท่าเคย โทร. 0 3236 4111, 0 3236 4222, 0 1269 6006 บ้านพัก จำนวน 6 หลัง ราคา 2,600-9,000 บาท
บ้านห้วยน้ำใส 173 หมู่ 3 ต.สวนผึ้ง โทร. 0 1210 3491 ราคา 900-2,000 บาท
บ้าน บัววัฒนา 26/1 หมู่ 7 ต.สวนผึ้ง โทร. 0 3239 5081, 0 3239 5083, 0 3239 5201, 0 3222 1189, 0 1941 8294 จำนวน 7 ห้อง ราคา 1,200-1,800 บาท
บ่อ คลึงฮอทสปริง ถ.บ่อคลึง-สวนผึ้ง เลยอำเภอสวนผึ้งไป 15 กม. โทร. 0 3232 9024 กรุงเทพฯ โทร. 0 2279 8169-71, 0 2294 3300, 0 2294 3256 มีบ้าน 3 หลังๆ ละ 10-20 คน ราคา 1,200-3,500 บาท มีเต๊นท์ให้เช่า
ภโวทัย (อยู่ในพิพิธภัณฑ์ภโวทัย) 94 ถ.สวนป่าสิริกิติ์-สวนผึ้ง ต.ตะนาวศรี โทร. 0 3234 2053, 0 3222 1189, 0 3239 5192-4, 0 1486 9804 บ้านพัก 6 หลัง ราคา 1,500-4,500 บาท
สวนนางพญา เลยอำเภอจอมบึงไป 28 กม. ตามเส้นทางโป่งกระทิง-ชัฎป่าหวาย-โป่งกระทิง โทร. 0 1215 2817 กรุงเทพฯ โทร. 0 2539 8354-5, 0 2932 9789 โทรสาร 0 2932 9192 จำนวน 33 ห้อง ราคา 900-1,500 บาท มีบ้านพัก 9 หลัง ราคา 2,500 บาท
สวนผึ้งแลนด์ 107/2 หมู่ 5 ต.บ้านคา โทร. 0 3239 5218 จำนวน 22 ห้อง ราคา 900 บาท
สวนผึ้งคันทรี่ วิลเลจ โทร. 0 1316 0487
อำเภอบ้านโป่ง เกษมสุข 2/98 ถ.แสงชูโต ต.บ้านโป่ง โทร. 0 3221 1384, 0 3222 1027 จำนวน 70 ห้อง ราคา 190-425 บาท
ไทยนำริเวอร์ไซด์ 19/50 หมู่ 4 ถ.แสงชูโต โทร. 0 3221 1947-8 โทรสาร 0 3221 1154 จำนวน 140 ห้อง ราคา 280-1,500 บาท
ไทยนำโฮเต็ล 19/19 ถ.แสงชูโต ต.ปากแรด โทร. 0 3221 1947-8 จำนวน 140 ห้อง ราคา 200-1,200 บาท
ทิพย์ 105 ซ.กระชังวัฒนา โทร. 0 3221 1346 จำนวน 18 ห้อง ราคา 120-180 บาท
วิลล่าโฮเต็ล 30/2 ถ.แสงชูโต โทร. 0 3222 1312 จำนวน 55 ห้อง ราคา 200-600 บาท
อำเภอ ดำเนินสะดวก บ้านสุขโชครีสอร์ท 103 หมู่ 5 ต.ท่านัด โทร. 0 3225 4301, 0 3225 4982, 0 3234 5798 จำนวน 40 ห้อง ราคา 250-1,600 บาท
อำเภอจอมบึง ราชบุรี คันทรี่คลับ 95 หมู่ 10 ต.ปากช่อง โทร. 0 3226 1223-6 จำนวน 50 ห้อง ราคา 1,200-1,800 บาท
อำเภอโพธาราม แสนสุข ถ.แสงชูโต จำนวน 18 ห้อง ราคา 500 บาท
ราคานี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ ติดต่อยืนยันกับโรงแรมอีกครั้ง<
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 61
br>ส่วนการเดินทางไปจังหวัดราชบุรี ดังนี้
ทาง รถยนต์ ใช้เส้นทางสายเพชรเกษม (ทางหลวงหมายเลข 4 ) ผ่าน ท่าพระ บางแค สามพราน นครชัยศรี นครปฐม เข้าราชบุรีหรือเส้นทางถนนบรมราชชนนี(ปิ่นเกล้า-นครชัยศรี ทางหลวงหมายเลข 338 ) ไปบรรจบกับถนนเพชรเกษมที่นครชัยก่อนถึงตัวเมืองนครปฐม 16 กิโลเมตร จากนั้นใช้ถนนเพชรเกษม ตรงไปตัวเมืองราชบุรี รวมระยะทาง 101 กิโลเมตร
ทาง รถโดยสารประจำทาง บริษัทขนส่ง จำกัด เปิดบริการเดินรถ จากสถานีขนส่งสายใต้ทุกวันวันละหลายเที่ยว รายละเอียด ติดต่อได้ที่ โทร. 4345557-8 (รถธรรมดา) และ 4351199 (รถปรับอากาศ) และที่จังหวัดราชบุรี โทร. 338276, 338439
ทางรถไฟ จังหวัดราชบุรี สามารถเดินทาง จากกรุงเทพฯ โดยทางรถไฟมีรถไฟ ออกจาก สถานีรถไฟกรุงเทพฯ (หัวลำโพง) และสถานีรถไฟธนบุรี (บางกอกน้อย) ทุกวัน ซึ่งมีทั้งรถด่วน รถเร็ว รถธรรมดา และรถดีเซลราง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง รายละเอียดและกำหนด เวลาตลอดจนค่าโดยสาร ติดต่อสอบถามที่สถานี รถไฟกรุงเทพฯ โทร. 2237010, 2237020 และสถานีรถไฟธนบุรี โทร.4113102
โดย: เจ้าบ้าน [14 เม.ย. 47 10:25> ( IP A:203.113.34.13 X: )
ความคิดเห็นที่ 15
แหล่งท่องเที่ยว เมืองคนงาม นามบ้านโป่ง อยู่เมืองโอ่ง มังกร แน่นอนยิ่ง
ศาลเจ้าแม่ เบิกไพร เลื่อมใสจริง เพราะเป็นสิ่ง ที่ศรัทธา มาช้านาน
เป็นชุมชน แหล่งมอญ มาก่อนเก่า รวบรวมเอา ประเพณี อันโดดเด่น
วัดใหญ่ นครชุมน์ ประจักษ์เป็น ดั่งเฉกเช่น วัฒนธรรม ครั้งโบราณ
สระน้ำโก สินารายณ์ ที่บ่งชี้ เมืองเก่า ทราวดี มีให้เห็น
ได้รับรู้ เรื่องราว ทุกประเด็น สิ่งที่เน้น คืออดีต ที่ผ่านมา
พิพิธภัณฑ์ วัดม่วง แหล่งท่องเที่ยว เป็นเรื่องเกี่ยว กับมอญ ของสะสม
จากอดีต ถึงวันนี้ มีให้ชม คนนิยม มาศึกษา หาความจริง
เข้าในเมือง จะพบ โบสถ์ คาทอลิก เป็นวัดคริสต์ ที่โอฬาร ยามได้เห็น
หอนาฬิกา ตั้งตระหง่าน เช้าและเย็น อยู่ในเส้น สองทาง กลางใจเมือง
ออกไปนิด ก็จะถึง บึงกระจับ หรือวกกลับ ไปอีกหน่อย ก็จะถึง
วังมะนาว ชาวบ้านรู้ ก็คือบึง เป็นที่ซึ่ง ใช้พักผ่อน และหย่อนใจ
เที่ยวบ้านโป่ง ก็ขอเชิญ ท่านเพลินจิต ใช้ชีวิต สุขสมหมาย คลายเศร้าหมอง
พักกินอยู่ ให้สบาย ดั่งหมายปอง เหมือนพี่น้อง คอยต้อนรับ ประทับใจ

โดย: อำนาจ [20 เม.ย. 47 22:17> ( IP A:203.113.67.37 X: )
ความคิดเห็นที่ 16
คนไทยกับความเชื่อความศรัทธาดูเหมือนจะคู่กันจนแยกไม่ออก อย่าว่าแต่คนไทยแม้แต่ชาวต่างชาติ เขาก็มีความเชื่อความศรัทธาบางสิ่งบางอย่างในแบบของเขา เรียกว่าเป็นเหมือนกันทั่วโลก ใครที่เป็นชาวบ้านโป่งโดยกำเนิด หรือชาวอำเภอใกล้เคียง คงเคยได้ยินกิตติศัพท์เลื่องลือความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่ออโนทัย แห่งวัดจันทาราม อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ในเรื่องของการบนบานศาลกล่าวขอในสิ่งที่ตัวเองหวังและสมหวังดังตั้งใจ โบสถ์ของหลวงพ่อตั้งอยู่บนถนนเพชรเกษม ไม่ใกล้ไม่ไกลจาก บึงกระจับ และสถานีรถไฟหนองปลาดุก รถโดยสารทุกคันที่เดินทางไปบ้านโป่ง หรือกาญจนบุรี ทุกคันจะต้องผ่านเส้นทางดังกล่าว เมื่อผ่านโบสถ์หล่วงพ่อคนขับ ก็จะต้องบีบแตรเป็นการแสดงความเคารพต่อท่าน

โดย: สืบเสาะเจาะข่าว [13 ส.ค. 47 20:35> ( IP A:64.110.74.244 X: )
ความคิดเห็นที่ 17
จากโบสถ์เล็กเก่าที่คับแคบไม่เพียงพอต้อนรับคลื่นมหาชนที่มีความศรัทธาหลวงพ่อ จนต้องขยับขยายสร้างโบสถ์หลังใหม่สวยวิจิตรตระการตา

โดย: สืบเสาะเจาะข่าว [13 ส.ค. 47 20:39> ( IP A:64.110.74.244 X: )
ความคิดเห็นที่ 18
จอหนังกลางแปลงที่ถูกติดตั้งหน้าลานโบสถ์อย่างเป็นการถาวร และมีการฉายหนังแก้บนเกือบทุกวัน เรียกได้ว่าในรอบปี 365 วัน มีการฉายหนังไม่น่าจะต่ำกว่า 300 วัน เป็นตัวเลขที่แสดงถึงความสมหวังของผู้ที่มาไหว้ขอพรจากหลวงพ่อ

โดย: สืบเสาะเจาะข่าว [13 ส.ค. 47 20:44> ( IP A:64.110.74.244 X: )
ความคิดเห็นที่ 19
อีกมุมมองของโบสถ์หลวงพ่ออันสวยงาม การเดินทางเมื่อใช้เส้นทาง 323 ข้ามสะพานลอยเพื่อใช้เส้นทางไปบ้านโป่ง-กาญจนบุรี ลงจากสะพานลอยประมาณ 100 เมตร ชิดซ้ายเลี้ยวเข้าวัดถึงที่หมายพอดี

โดย: สืบเสาะเจาะข่าว [13 ส.ค. 47 20:50> ( IP A:64.110.74.244 X: )
ความคิดเห็นที่ 20
โบสถ์อันวิจิตรสวยงามของวัดม่วง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี

โดย: รักบ้านเกิด [11 ก.ย. 47 16:03> ( IP A:203.150.217.111 X: )
ความคิดเห็นที่ 21
อาคารพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ศูนย์รวมแห่งการศึกษาประวัติความเป็นมาเรื่องราวในอดีตของชุมชน ด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมเกิดขึ้นจากความร่วมมือของชาวบ้าน วัด และนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยศิลปากร ภายในอาคารการแสดงจัดแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ดังนี้ คือ
1. ว่าด้วยเรื่องลุ่มแม่น้ำแม่กลอง ที่เอื้อต่อการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ เส้นทางติดต่อทางการค้า
2. ว่าด้วยเรื่องสังคมวั
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 62
ฒนธรรมท้องถิ่น ความสัมพันธ์ของชุมชนบ้านม่วงกับชุมชนอื่น
3. ว่าด้วยเรื่องงานศิลปะในพุทธศาสนาของชาวบ้านม่วง เช่น ธรรมาสน์มอญ ผ้าพระบฎ ตู้พระธรรม คัมภีร์อักษร
4. ว่าด้วยเรื่องวิถีชีวิตชาวบ้านม่วง การทำมาหากิน ความเชื่อเรื่องพุทธศาสนา
5. ว่าด้วยเรื่องบ้านม่วงกับการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตชุมชน
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดเฉพาะวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น.

โดย: รักบ้านเกิด [11 ก.ย. 47 16:33> ( IP A:203.150.217.111 X: )
ความคิดเห็นที่ 22
ประวัติศาลเจ้าแม่เบิกไพร
ศาล เจ้าแม่เบิกไพร ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ตำบลเบิกไพร อำเภอเบิกไพร จังหวัดราชบุรี ประมาณในรัชสมัยกรุงธนบุรีหรือประมาณ พ.ศ 2317 เมืองราชบุรี(เมืองคูบัว)เป็นเมืองท่ามีการติดต่อค้าขายกับชาวต่างประเทศมี พ่อค้าชาวจีนซึ่งเคารพศรัทธาต่อองค์เจ้าแม่เทียงโหวเซี้ยบ้อ จากเมืองจีนได้นำผงธูปติดตัวมาด้วยเพื่อเป็นที่พึ่งทางใจระหว่างเดินทางโดย ได้เดินทางมาทางเรือและได้มาติดต่อค้าขายกับพ่อค้าชาวจีนในเมืองไทยเมื่อมา ถึงเมืองคูบัว(ราชบุรี)ซึ่งเป็นเมืองท่าได้เดินทางมาที่บ้านโป่งโดยเดินทาง มาตามลำน้ำแม่กลองเมื่อมาถึงตำบลเบิกไพร(ในสมัยนั้นเป็นชุมชนการค้าขายตาม ประวัติอำเภอบ้านโป่งจากหนังสือลุ่มแม่น้ำกลองของมหาวิทยาลัยศิลปกรและ จดหมายเหตุเมืองราชบุรีซึ่งหาหลักฐานได้ที่วัดม่วง) สถานที่นั้นถูกต้องตามตำราการสร้างศาลและยังมีคุ้งน้ำวนใกล้บริเวณและสมัย นั้นบ้านคุ้งพยอมและบ้านเบิกไพรเป็นชุมชนที่แลกเปลี่ยนสินค้ากันจึงได้สร้าง ศาลเล็กๆขึ้นหลังหนึ่งติดกับลำน้ำแม่กลองและได้นำผงธูปขององค์เจ้าแม่เทียง โหวเซี้ยบ้อตั้งประดิษฐไว้(ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างศาลรูปทรงไหน)หลังจาก นั้นพ่อค้าชาวจีนก็เดินทางค้าขายไปมาแต่มิได้นำกระถางธูปขององค์เจ้าแม่ เทียงโหวเซี้ยบ้อกลับไปเมืองจีนแต่อย่างใด ชาวบ้านโป่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีนก็ได้นมัสการองค์เจ้าแม่เทียงโหวเซี้ยบ้อสืบ สานต่อจจากพ่อค้าชาวจีนตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาและได้ขนานนาม เจ้าแม่เทียงโหวเซี้ยบ้อว่า เจ้าแม่เบิกไพร ตามตำบลที่อยู่กิตติศัพท์อภินิหารของเจ้าแม่เบิกไพรเป็นที่รู้จักเรื่องลือ ในตลาดบ้านโป่งเป็นอย่างยิ่ง เป็นผลให้มีผู้ที่เลื่อมใสศรัทราในตัวองค์เจ้าแม่เบิกไพรเดินทางไปนมัสการ กันมากขึ้น ทำให้ศาลเล็กๆหลังนั้นไม่พอเพียงสำหรับชาวบ้านโป่งและละแวกใกล้เคียงที่มา นมัสการองค์เจ้าแม่เบิกไพร ประกอบกับในฤดูน้ำหลากได้เซาะตลิ่งพังทลายจนถึงที่ตั้งของศาล ชาวบ้านโป่งจึงได้สร้างศาลใหม่ เป็นการสร้างศาลครั้งที่ 2 ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างศาลลักษณะใด พอถึงฤดูน้ำหลาก น้ำได้เซาะตลิ่งพังทลายลงทุกปีจนถึงบริเวณที่สร้างศาลชาวบ้านโป่งจึงได้ สร้างศาลขึ้นใหม่ เป็นการสร้างศาลครั้งที่ 3 หลายปีต่อมาน้ำได้เซาะตลิ่งพังลงจึงได้สร้างศาลหลังใหม่ขึ้นอีก เป็นการสร้างศาลครั้งที่ 4 ลักษณะศาลเป็นหลังคามุงจาก ฝาไม้กระดาน อยู่ด้านหน้าหลังศาลเป็นเรือนจีน ฝากระดานหลังคามุงกระเบื้อง มีโรงผู้รักษาดูแลอยู่ติดกันมีชาวจีนคอยดูแล 3 คน ข้างศาลมีตนไม้ใหญ่มีต้นคัดค้าวเลื้อยเกาะต้นไม้อยู่บนศาล บริเวณศาลมีต้นมะพลับใหญ่ๆ อยู่หลายต้น อภินิหารความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าแม่เบิกไพร เป็นที่เคารพศรัทธาของชาวเบิกไพรเป็นอย่างยิ่งมีผู้เคารพศรัทธาแรงกล้าคือ นายกล่ำ อ่อนแช่ม ได้มอบที่ดินมีเนื้อที่ 604 ตาราวาซึ่งอยู่ติดกับลำน้ำแม่กลอง ในปี พ.ศ. 2466 มอบถวายแด่องค์เจ้าแม่เบิกไพรโดยนายกล่ำ อ่อนแช่ม ได้ทำเรื่องมอบที่ดินให้กรมการปกครอง เมื่อ พ.ศ. 2466 มาแล้วโดยยกให้กรมการปกครองเป็นเจ้าของโฉนด และกระทรวงมหาดไทยได้ออกโฉนด หมายเลขที่ 2719 ขึ้นในวันที่ 8 มกราคม 2467 ต่อมาในปี พ.ศ. 2482 ทางราชการได้ทำคันดินกั้นน้ำพร้อมถนนตัดผ่านหลังศาลเจ้าแม่เบิกไพรในสมัย นั้นจึงได้สร้างศาลเจ้าแม่ขึ้นใหม่ เป็นการสร้างครั้งที่ 5 ได้สร้างขึ้นเมื่อวันจันทร์ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2482 ปีเถาะ (ตรงกับวันจีน เจียวเหว่ยจับชิกมิ่งก๊กยี่เก๋านี้ ปีมะโรง ปีที่ 29) พร้อมทั้งคณะกรรมการเถ้านั้งประจำปี และชาวตลาดบ้านโป่งละแวกใกล้เคียง รวมทั้งจังหวัดอื่นๆ ที่มานมัสการองค์เจ้าแม่ ได้ร่วมกันบริจาคทรัพย์สร้างศาล หลังใหม่ได้สร้างโครงเป็นปูนหลังค่าสังกะสี ยังได้สร้างรูปเหมือนองค์เจ้าแม่เทียงเซี้ยบ้อ ซึ่งได้ให้ช่างฝีมือแกะสลักชาวจีนมาแกะสลักพร้อมกับช่างก่อสร้างศาล ซึ่งเดินทางมาจากประเทศจีน ขณะก่อสร้างศาลยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ในปี พ.ศ. 2484 ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้นทำให้การก่อสร้างศาลต้องหยุดชะงัก คณะกรรมการส่วนใหญ่เป็นชาวจีน ต้องหลีกลี้หนีภัยสงครามกัน ในปี พ.ศ. 2485 นางทิพย์ อ่อนแช่ม นางวาด พยอมหอม นางมูน พันเปรม นายหมู อ่อนแช่ม ทายาทนายกล่ำ อ่อนแช่ม ได้แบ่งเนื้อที่ 27 ตาราวา ซึ่งคณะกรรมการได้ปลูกศาลล้ำที่เข้าไปได้ทำหนังสือสัญญายกให้ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ.2485 โฉนดหมายเลข 3518 ลงวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ.2498
โดย: คนเก่าคนแก่ [16 ก.ย.
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 63
47 9:20> ( IP A:203.150.217.113 X: )
ความคิดเห็นที่ 23
ปีพ.ศ.2488 สงครามโลกครั้งที่ 2ได้ยุติลง เมื่อการค้าเศรษฐกิจในตลาดบ้านโป่งเข้าสู่สภาวะปกติก็คิดจะบูรณะศาลเจ้าแม่ ใหม่ ในปี พ.ศ.2497 ได้เกิดอัคคีภัยในตลาดบ้านโป่งไฟได้เผาผลาญบ้านเรือนและร้านค้าในตลาด บ้านโป่งจนหมดทั้งตลาดคณะกรรมการที่คิดจะบูรณะศาลเจ้าแม่ ก็หยุดชะงักลงอีกครั้ง ต่อมาในปี พ.ศ 2503 คณะกรรมการก็ได้บูรณะศาลเจ้าแม่ขึ้นใหม่โดยได้ตกแต่งภายในศาลให้สวยงามดั้ง ที่ได้เห็นในปัจจุบันนี้ ได้ให้ช่างฝีมือดีจากชาวจีน โดยเริ่มตกแต่งภายในศาลขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2503 ปีชวด(เดือน 3 แรม 1 ค่ำ)ตรงกับวันจีน เจียวเหว่ยจับชิก มิ่งก๊กสี่จับเก๋านี้ ปีที่ 49 พร้อมทั้งคณะเถ้านั้งประจำปีได้ช่วยกันบูรณะตกแต่งศาลเจ้าแม่ให้สวยงาม ต่อมาน้ำเซาะตลิ่งพังลงมาอีก ประกอบทั้งจระเข้มาขุดดินบริเวณตลิ่งหน้าศาล จึงต้องสร้างเขื่อนกั้นดินขึ้น และป้องกันถนนบริเวณหน้าศาลพังทลายลง ในปี พ.ศ. 2510 ได้ก่อสร้างแทงค์น้ำ อยู่ใกล้ประตูริมรั้วด้านหน้า ต่อมาในปี พ.ศ. 2520-2524 ได้รื้อแทงค์น้ำเก่าออกไป และได้สร้างแทงค์น้ำขึ้นมาใหม่ใหญ่กว่าเดิม พร้อมทั้งสร้างรั้วอาณาเขตบริเวณศาล และเทพื้นคอนกรีตรอบๆ บริเวณศาลเจ้าแม่ดังที่เห็นในปันจุบัน ต่อมาปี พ.ศ. 2535 ผู้ใหญ่เนียร กันขำ มีความประสงค์จัดสร้างถนนราดยาง เพื่อให้คนมานมัสการองค์เจ้าแม่เบิกไพรได้เดินทางสะดวกขึ้น และเป็นประโยชน์ต่อคนตำบลเบิกไพรเป็นอย่างยิ่ง ได้ไปปรึกษานางละออง ศรีคำ เพื่อขอให้คณะกรรมการที่เหลืออยู่ มาช่วยก่อสร้างถนน จึงได้ไปที่ร้านลี้ไฮ้กี่ ขอให้นายไพศาล ลีฬหกุล ทายาทร้านลี้ไฮ้กี่กรรมการที่เหลืออยู่มาช่วยสร้างถนนแห่งนี้ นายไพศาลจึงได้ไปเชิญ บุคคลหลายท่านมาช่วยการทำงาน ขณะก่อสร้างถนนอยู่นั้นในปี พ.ศ.2536 นายเป๋ง แซ่เฮ้ง(ประธานก่อสร้างถนน )ได้เสียชีวิตลง นายไพศาล จึงได้ไปเชิญ พ.ต.ท.ทองฤิทธิ์ ศรีนวล รอง ผ.ก.ก. สันติบาลเขต 7 เป็นที่ปรึกษาการก่อสร้างถนนแห่งนี้ได้รับความร่วมมือจากชาวตำบลเบิกไพร หมู่ที่ 1 ช่วยกันบริจาคที่ดิน เพื่อขยายถนนให้กว้างและได้มาตราฐาน ตั้งแต่ทางแยกท่าควาย จนถึงบริเวณหน้าศาลเจ้าแม่เพื่อให้ผู้เคารพนับถือองค์เจ้าแม่ ได้เดินทางมานมัสการได้สะดวกขึ้นและนำความเจริญมาสู่ท้องถิ่นของชาวตำบลเบิก ไพร ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2539 ทางอำเภอบ้านโป่ง โดยนายสมพงษ์ บุญฑริก ปลัดอำเภอฝ่ายทะเบียนได้จัดส่งศาลเจ้าแม่เบิกไพร เข้าประกวดศาลเจ้าทั่วประเทศ เป็นครั้งแรกของอำเภอบ้านโป่ง ที่ได้จัดส่งศาลเจ้าแม่เบิกไพรเข้าประกวดในครั้งนี้และได้รับรางวัล “ศาลเจ้าแม่ดีเด่น” ในเขตภาคกลาง 20 จังหวัด ได้เข้ารับรางวัลศาลเจ้าดีเด่น เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม พ. ศ. 2539 นำความปลื้มปิติมาสู่ชาวอำเภอบ้านโป่ง เป็นอย่างยิ่ง
โดย: คนเก่าคนแก่ [16 ก.ย. 47 9:30> ( IP A:203.150.217.112 X: )
ความคิดเห็นที่ 24
รายชื่อโรงแรมในอำเภอบ้านโป่ง
1. ไทยนำริเวอร์ไซค์ 032-211947 อำเภอบ้านโป่ง
2. ซีซาร์พาเลส 032-200052-3 อำเภอบ้านโป่ง
3. ลักกี้โฮเต็ล 032-211227 อำเภอบ้านโป่ง
4. วิลล่าโฮเต็ล 032-221321 อำเภอบ้านโป่ง
5. เกษมสุข 032-200662-3 อำเภอบ้านโป่ง
6. นิวศิริสัมพันธ์ 032-211595 อำเภอบ้านโป่ง
7. ไทยนิวโฮเต็ล 032-200155-6 อำเภอบ้านโป่ง
8. บ้านโป่งอินน์ 032-221923 อำเภอบ้านโป่ง
9. ทิพย์โฮเต็ล 032-211346 อำเภอบ้านโป่ง
10. ศรีสวัสดิ์ 032-211027 อำเภอบ้านโป่ง
โดย: เที่ยวบ้านโป่ง [9 ต.ค. 47 23:11> ( IP A:203.150.217.115 X: )
ความคิดเห็นที่ 25
ถนนสายท่องเที่ยวในวันเดียว เมืองคนสวยโพธารามและเมืองคนงามบ้านโป่ง เริ่มตั้งแต่ บึงกระจับ-สระน้ำโกสินารายณ์-พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง-วัดใหญ่นคร ชุมน์-บึงวังมะนาว--วัดขนอนหนังใหญ่-วัดคงคาราม
การเดินทางจากกรุงเทพใช้ เส้นทางถนนเพชรเกษม ทางหลวงหมายเลข 4 หรือถนนบรมราชชนนี (ปิ่นเกล้า-นครชัยศรี) ทางหลวงหมายเลข 338 ซึ่งจะตัดกับถนนเพชรเกษม ที่นครชัยศรี เมื่อถึงจังหวัดนครปฐม ให้ขับรถลอดใต้สะพานผ่านจังหวัดนครปฐม มุ่งหน้าไปจังหวัดราชบุรี ประมาณ 15 กิโลเมตร ถึงแยกสะพานลอยเข้า อำเภอบ้านโป่ง และจังหวัดกาญจนบุรี ให้ชิดซ้ายขึ้นสะพานลอยเข้าอำเภอบ้านโป่ง ตาม ทางหลวงหมายเลข 323 ขับไปตามทางประมาณ 2 กิโลเมตร ด้านขวามือ ก็จะถึง บึงกระจับ หรือถ้าขับผ่านเลยไปอีก 6 กิโลเมตร ข้ามทางรถไฟจะถึงสามแยกเข้าตัวเมืองบ้านโป่ง ไม่ต้องเข้าตัวเมืองให้ขับตรงไปตามทางหลวงหมายเลข 323 จนกระทั่งถึงสี่แยกไฟแดง 1.ถ้าเลือกเลี้ยวขวาทางไปกาญจนบุรี ประมาณ 4 กิโลเมตรทางขวามือสังเกตจะเป็น สระน้ำโกสินารายณ์ ซึ่งอยู่ด้านหลัง บจ.เยื่อกระดาษสยาม 2.ถ้าเลือกเลี้ยวซ้ายจะเข้าตัวเมืองบ้านโป่ง 3.ถ้าเลือกตรงไป เขาช่องพราน ทางหลวงหมายเลข 3089 ที่มีค้างค้าวหลายร้อยล้านตัว ข้ามแม่น้ำไปประมาณ 7 กม. ด้านซ้ายมือจะมีป้ายบอกทางเข้า พิพิธภั
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 64
ณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง เลี้ยวเข้าไปประมาณ 3 กม.ก็จะถึงที่หมายด้านซ้ายมือ คือ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง ด้านหลังวัดจะมีสะพานรถสวนกันไม่ได้ข้ามแม่น้ำแม่กลอง ขับข้ามสะพานเลี้ยวซ้ายไปเพียง 1 กิโลเมตรก็จะถึง วัดใหญ่นครชุมน์ จากนั้นย้อนกลับมาใช้เส้นทางเดิมขับเลยวัดม่วงไปอีกประมาณ 2 กม.ข้ามสะพานข้ามคลองเล็กๆรถสวนกันไม่ได้ ขับข้ามสะพานให้เลี้ยวขวาเชิงสะพานทางลูกรัง ประมาณ 400 เมตร ก็จะถึง บึงวังมะนาว ออกจากบึงวังมะนาว ขับเลยไปประมาณ 2 กิโลเมตรทางขวามือเป็นทางเข้า วัดรับน้ำ หรือขับไปอีก 1.5 กิโลเมตร ซ้ายมือก็จะเป็น วัดขนอนหนังใหญ่ ขับไปอีก 2 กม.จะเจอสามแยก วัดเกาะ ให้เลี้ยวซ้ายตาม ทางหลวงหมายเลข 3090 ขับข้ามสะพานข้ามแม่น้ำแม่กลอง ถ้าเลี้ยวซ้ายเชิงสะพานไปอีก 1.5 กม. ด้านซ้ายมือจะเป็น วัดคงคาราม ที่นี่จะมีจิตรกรรมฝาผนังเก่าแก่น่าชม หรือถ้าเลี้ยวขวาเชิงสะพานไปประมาณ 100 เมตร ก็จะถึง วัดไทรอารีรักษ์ ถือว่าเส้นทางที่แนะนำมาทั้งหมดเป็นสายท่องเที่ยวของจังหวัดเลยก็ว่าได้ ขอให้สนุกกับการเที่ยวภาคตะวันตก

โดย: คนสวยโพธารามคนงามบ้านโป่ง [25 ม.ค. 48 21:11> ( IP A:203.150.217.119 X: )
ความคิดเห็นที่ 26
อยากไปดูหนังที่โรงหนังโฆษิตจังเลยอ่ะฮือๆๆ..อยู่ไกลตอนนี้กลับมาดูไม่ได้แล้วเป็นไงมายเฮ้ส์หนุกป่ะตอนนี้
โดย: เด็กซ่าส์ถานีรถไฟจ่ะ [1 พ.ย. 48 8:40> ( IP A:62.195.247.211 X: )
ความคิดเห็นที่ 27
สวัสดีทุกท่าน
เรา เป็นคนที่เกิดที่ตำบลวัดบ้านม่วง บ้านอยู่ติดกับวัด และแม่น้ำแม่กลอง แต่ย้ายมาอยู กรุงเทพนานแล้ว ตั้งแต่จบ ประถม วันนี้ได้อ่านเรื่องราวถิ่นกำเนิดตัวเองแล้วคิดถึงความหลังครั้งยังเด็ก ไม่เคยกลับไปนานแล้วเป็นเวลานาน อ่านบทความแล้วเห็นภาพว่าที่นั่นคงเจริญมากๆทีเดียว ที่สำคัญไม่เคยรู้เรื่องประวัติเจ้าแม่เบิกไพรเลยทั้งที่ตอนเด็กเคยนั่งเรือ ผ่านและยกมือไหว้ทุกครั้งที่ผ่าน (ยายสอนให้ไหว้) ไว้มีโอกาสเมื่อไหร่จะแวะไปสักครั้ง คิดว่าตอนนี้ทุกบ้านคงมี internet กันทุกบ้านแล้วมั้ง
จาก
สาวมอญคนสวย
โดย: suwannes@hotmail.com [31 พ.ค. 50 15:59> ( IP A:125.25.77.167 X: )
ความคิดเห็นที่ 28
มาเยืยน จากเด็กบ้านโป่ง มุลนิธิรวมใจ ราชบุรี
โดย: เด็กราดรี [21 มิ.ย. 50 14:47> ( IP A:203.158.221.227 X: )
ความคิดเห็นที่ 30
ช่วงเทศกาลออกพรรษา ยังมีการแข่งขันเรือยาว ที่ วัดใหญ่ และอีกหลายวัดตามวันเวลาที่แต่ละวัดจะกำหนดขึ้น รับรองว่าสนุกและไม่เหมือนใคร
โดย: คน มอญ [31 ก.ค. 50 16:17> ( IP A:58.181.129.86 X: )
ความคิดเห็นที่ 36
ผมขอตามหาเพื่อน เป็นคนแถววัดบ้านม่วง บ้านติดแม่น้ำแม่กลอง ชื่อเล่น พั้ง ชื่อเดิม สำลี เล่อยิ้ม เปลี่ยนเป็น วรัญญา เล่อยิ้ม เคยมาทำงานที่เครือสหพัฒน์ ศรีราชา แล้วไปทำงานต่อที่ กทม. บ.ck shoe ไม่ได้เจอกันนานแล้ว ตอนนี้ติดต่อไม่ได้ เบอร์มือถือคงเปลี่ยนใหม่แล้ว ถ้าใครรู้จัก วานบอกให้เขาติดต่อหาเพื่อนชื่อ ต๋อม ด้วย เบอร์ติดต่อ 081-3984041
โดย: noppadol@thailube.co.th [14 ก.ย. 50 21:04> ( IP A:202.91.18.204 X: )
ความคิดเห็นที่ 37
อำเภอ บ้านโป่ง
เป็น อำเภอ ที่ ถูกขนานนามเรียกว่าเป็น (เมืองคนงาม) (คุณแม่เป็นชาว ไทย – รามัญ) แห่งเมืองคนงาม ต้นสกุล (ติเยาว์) มาช้านานแล้ว และจังหวัดราชบุรี ก็เป็นจังหวัดที่มีเขตการติดต่อกับจังหวัดเพชรบุรี เมื่อสมัยก่อนนั้นคุณปู่เคยเป็นนายอำเภออยู่ที่ อำเภอ ท่ายาง จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ และ คุณลุง ก็เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัด เพชรบุรี เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๗ – ๒๕๓๑ คือ คุณลุง เชาวน์วัศ สุดลาภา คือหลังจากคุณลุงเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด กรุงเทพมหานคร เมื่อ ปี ๒๕๒๒ – ๒๕๒๔ และเป็นผู้ว่าราราชการจังหวัดลพบุรี เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๐ – ๒๕๒๒ และคุณลุงก็เป็น (ส.ส) ๔ สมัย และสอบได้ที่ ๑ ทั้ง๔ สมัยซ้อน และได้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง มหาดไทย ถึง ๒ ครั้งสมัย และที่ผมกล่าวถึง จังหวัดราชบุรีนั้นทางทิศ ตะวันตก นั้นติด กับจังหวัด กาญจนบุรี ครั้นที่เมื่อสมัยที่คุณปู่ มงคล สุดลาภา เป็น นายอำเภออยู่ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถึง ๒ อำเภอ คือ อำเภอปราณบุรี อำเภอบางสะพาน และเป็น นายอำเภอที่ จังหวัด เพชรบุรีถึง ๒ อำเภอ คือ อำเภอ ชะอำ และอำเภอ ท่ายาง ก่อนที่ คุณปู่มงคล สุดลาภา จะมาเป็น นายกเทศมนตรี คนที่ ๑๖ ของอำเภอ เมือง จังหวัด กาญจนบุรี และเป็น ปลัด จังหวัด กาญจนบุรี และคุณปู่มงคล สุดลาภา ก็ได้เป็น ผู้ตรวจการกระทรวง มหาดไทย ซึ่ง ความสัมพันธ์กัน ระหว่าง (อำเภอ บ้านโป่ง) จังหวัด ราชบุรี ถึงจังหวัดเพชรบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัด กาญจนบุรี และจังหวัด สุพรรณบุรี นั้น (คุณลุงเคยเป็น นายอำเภอที่สุพรรณบุรี) ถ้าจะให้พูดกันแล้ว ตระกูล สุดลาภา ก็เป็น
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 65
นักการเมือที่มีชื่อเสียงทางด้านการปกครอง และการทำประโยชน์มากมายมหาศาล ในหลายๆด้านให้กับประเทศชาติและเขต ๗ มาช้านาน แล้ว ส่วน กระผม นาย ฑีพัตรยศ สุดลาภา ก็มี คุณแม่ เป็นคนไทย – รามัญ ในอำเภอ บ้านโป่งจังหวัดราชบุรี (ตระกูล “ติเยาว์”) และก็มีย่าใหญ่ (ย่าทวด) ต้นสกุล “สุปัญโญ” ที่ จังหวัด ลพบุรี และ คุณพ่อ ของย่าทวดผม ก็มี ยศ เป็น “เจ้าพระยา” แห่งเมืองลพบุรี เป็น(เจ้าเมือง)ในสมัยแห่ง รัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว




ประวัติ และความเชื่อของชาว รามัญ ใน อำเภอบ้านโป่ง (เมืองคนงาม) จ.ราชบุรีนายฑีพัตรยศ สุดลาภา ชื่อเล่น (ลูกหิน) คุณแม่ของผมเป็นชาวมอญรามัญ เพราะ คุณตา และ คุณยาย เป็นชาวไทย – รามัญ ทั้ง ๒ ฝ่าย ต้นตระกูล (ติเยาว์)


ประวัติและความเชื่อของชาว รามัญ ใน อำเภอบ้านโป่ง (เมืองคนงาม) จ.ราชบุรีนายฑีพัตรยศ สุดลาภา ชื่อเล่น (ลูกหิน) คุณแม่ของผมเป็นชาวมอญ (รามัญ) เพราะคุณตา กับคุณยายเป็นชาวรามัญทั้ง 2 ฝ่าย (คุณแม่นามสกุล ติเยาว์) และเล่าให้ฟังว่าสมัยเมื่อหลายร้อยปีก่อน ตระกูลทางคุณแม่ของผมนี้ได้เดินทางมาจาก กรุงหงสาวดี
แล้วเดินทางเข้ามา อยู่ใน อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี และที่บ้านของผมยังมีประเพณีประจำตระกูลก็คือการนับถือ ผีมอญ และก็มีความเคร่งในศาสนสพุทธ จากความเชื่อเรื่องผีมอญ(ผีตระกูลหรือผีบรรพบุรุษนี้ทำให้เกิดการมีประเพณี รำผีมอญ
มูลเหตุของการรำผีมอญ เนื่องมาจากความเชื่อที่ว่า ชาวมอญมีผีรักษา หรือผีประจำคระกูลเรียกเป็นการทั่วไปว่า “ผีมอญ” ซึ่งผีนี้มีหน้าที่คอยปกปักรักษาสมาชิกในครอบครัวให้อยู่เย็นเป็นสุข แต่มีข้อแม้ว่า ห้ามล่วงละเมิดหรือ “ทำผิดผี” ด้วยประการทั้งปวงเช่น ห้ามคนตั้งครรภ์ที่ไม่ใช่ลูกสาวของเจ้าเรือนนอนในเรือน ห้ามคู่สามีและภรรยาที่ไม่ได้อยู่ร่วมผีเดียวกันกับเจ้าเรือน ร่วมหลับนอนในเรือน ห้ามเจ้าเรือนกินอาหารร่วมสำรับกับแขกผู้มาเยือน ฯลฯ
การ”ผิด ผี” จะส่งผลให้คนในบ้านเกิดเจ็บไข้ไม่สบาย เมื่อหมอดูทำนายว่าเป็นเพราะผู้ กระทำ ก็จะจัดหาวันเพื่อทำพิธีรำผีมอญ ซึ่งก็คือกระบวนการแสดงขอขมา หรือลุโทษแก่โทษ ที่ได้กระทำล่วงเกินผีนั่นเอง ชาวมอญราชบุรี ไม่ทำพิธีรำผีมอญบ่อยครั้งนัก หากเลี่ยงได้ก็จะเลี่ยง เนื่องจากการรำผีมอญแต่ละครั้งจะต้องใช้เงินค่อนข้างมาก อีกประการหนึ่งเป็นการประกาศว่า บ้านเรือนหลังนี้ ได้มีผู้ทำผิดผี จึงได้เกิดการรำผีมอญเกิดขึ้น ดังนั้นวิธีการเลี่ยงที่ดีและง่าย คือการปฏิบัติกิจของคนในครอบครัวมิให้ผิดผี ซึ่งเท่ากับเป็นการคุมพฤติกรรมให้อยู่ในกรอบของความเหมาะควร เมื่อทุกคนเคารพ ถือผีของกันและกัน ก็คือการเคารพหลักให้อยู่ร่วมกันอย่างมั่นคง การนับถือผีของชาวมอญจึงเป็นเรื่องที่มีเหตุผล และเคารพยึดถืออยู่ตลอด

ประวัติและความเป็นมา
ชาว มอญ เรียกแผ่นดินตนเองว่า”รามัญประเทศ” และส่วนคำว่า”รามัญ” นั้นมาจากภาษาบาลีว่า ”รามญญ” ในปัจจุบันที่ชาวไทย-มอญ ตั้งหลักแหล่งเป็นกลุ่มใหญ่ ได้แก่อำเภอ ปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ รองลงมาคือ อำเภอบ้านโป่ง อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี และในจังหวัด
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 38
กาญจนบุรี ส่วนในตอนเหนือจะพบในจังหวัดลำปาง ลำพูน และเชียงใหม่ นอกจากนั้นยังมีกระจัดกระจายเป็นกลุ่มเล็กๆ อยู่ในจังหวัด สมุทรสงคราม นครปฐม เพชรบุรี สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา นครราชสีมา นครสวรรค์ ฉะเชิงเทรา ปราณบุรี เป็นต้น

ความเป็นมาของมอญราชบุรี ชาวมอญราชบุรีนั้นนับถือพุทธศาสนาตั้งแต่อยู่ในประเทศพม่า โดยมีหงสาวดีเป็นเมืองหลวง ครั้นเมื่อหนีภัยมาอยู่ในแดนสยาม การนับถือพระพุทธศาสนาก็ยังคงมั่นเมื่อปักหลักรวมพลตั้งเป็นชุมชนขึ้นที่ใด ก็มักจะสร้างวัดเป็นศุนย์รวมใจ เช่นเดียวกับชาวมอญรุ่มแม่น้ำแม่กลอง หลักฐานการสร้างวัดม่วง อำเภอบ้านโป่ง-- -โพธาราม ว่ามีการสร้างเมื่อในปี พ.ศ 2223 ต่อมาได้ค้นพบในคัมภีร์หมายเลข 321
ขึ้นที่วัดม่วง ความนั้นว่าผู้จารึกชื่ออุตตมะ เป็นชื่อขณะที่ยังเป็นพระ จารึกเอาไว้ในวัดม่วง แล้วเสร็จเมื่อตะวันบ่าย วันศุกร์ แรม 6 ค่ำ “ศักราช1000” หรือ พ.ศ2181 ตัวเลขศักราชที่เป็นทางการว่าวัดม่วงสร้างเมื่อ พ.ศ 2223 กับที่ค้นพบใหม่คือ พ.ศ2181 นั้นต่างกัน หากศักราชใหม่เป็นจริงนั้นแสดงว่า วัดม่วงบ้านโป่งต้องสร้างมาก่อนปีพ.ศ2181 เพราะอย่างน้อยต้องมีวัดมาแล้วก่อนที่จะมีพระภิกษุชื่อ อุตตมะมาจารึกไว้ในใบลาน แต่ประเด็นสำคัญก็คือ ชาวมอญได้ร่วมกันสร้างวัดเพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจ และวัดก็ได้มีบทบาทต่อสังคมของชาวมอญเสมอมา ภายหลังที่ชาวมอญจากถิ่นอื่นๆเช่น จากกรุงเทพฯ ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ มาอยู่อาศัยร่วมกับชาวมอญยุคบุกเบิก โดยมาอาศัยอยู่ในหมู่เครือญาติ มาแต่งงาน
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 66
เป็นเขย หรือเป็นสะใภ้กับชาวมอญด้วยกัน รวมถึงการหนีภัยสงครามจากการทิ้งระเบิดที่กรุงเทพฯ สมัยสงครามโลกครั้งที่2 จึงทำให้ชาวมอญรุ่มแม่น้ำแม่กลองขยายตัวขึ้นเป็นลำดับ ต่อมาเมื่อมีการคมนาคมและระบบชลประทานมรการพัฒนามากขึ้น เช่น การตัดถนนเข้าสู่ชุมชน การสร้างทางรถไฟผ่าน การสร้างเขื่อนเขาแหลม จังหวัดกาญจนบุรี ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวมอญราชบุรีในเขตบ้านโป่ง และโพธาราม มีคนในชุมชนออกไปทำงานรับจ้างนอกท้องถิ่น และมีคนต่างท้องถิ่นเข้ามาอยู่ในชุมชน แต่ ชาวมอญ โดยเฉพาะที่บ้านม่วง อำเภอบ้านโป่ง และตำบลคลองตาคต อำเภอโพธาราม
เป็นแหล่งชุมชนที่ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีมอญไว้ได้อย่างค่อนข้างมาก
ชุมชน บ้านม่วงนี้มีวัดม่วงเป็นศูนย์กลาง วัดม่วงเจริญมากเพราะมีหลวงปู่เข็มเป็นองค์อุปัชฌาย์ตอนนั้นองค์เดียว ชาวมอญ ชาวกระเหรี่ยงตอนเหนือลุ่มแม่น้ำแม่กลองขึ้นไปจนถึงเมืองกาญจนบุรีล่องแพมา บวช บางคนก็มาหาเจ้าภาพชาวบ้านม่วงให้บวชให้ ตนลาวจากหนองปลาหมอ และชาวมอญสองฝั่งตอนบนก็บวชที่วัดม่วงกัน
ศรัทธาสองฟากฝ่าย ชาวมอญราชบุรีนั้นเฉกเช่นชาวไทยทั่วๆไปที่มีความเชื่อดั้งเดิมในเรื่องผี ขนานไปกับการนับถือพุทธศาสนาแต่ในกรณีของชาวมอญแล้ว ดูเหมือนว่าความเชื่อทั้งสองประการจะเข้มไปคนละแบบ เพรากิติศัพท์ในเรื่องของพระมอญเคร่งพระวินัยเป็นที่เรื่องลือคงความ สมณสารูปไว้ได้มาก ถึงขั้นกล่าวกันว่า เป็นแบบอย่างให้เกิดธรรมยุติกนิกายในช่วงรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ครั้นเมื่อตั้งธรรมยุติกนิกายขึ้นแล้ว มีพระภิกษุชาวมอญ คือพระไตรสรณธัช (เย็น) นำไปเผยแพร่ที่เมืองมอญอีกทอดหนึ่ง
ชาวมอญ ราชบุรี ในท้องที่บ้านโป่งและโพธารามเองยังศรัทธามั่นคง เข้าวัด ทำบุญอยู่เสมอมา กิจการงานใดที่เนื่องด้วยพระศาสนาก็ร่วมแรงแข็งขันเป็นอันดี การปฏิบัติต่อพระสงฆ์นั้น ถือเสมือนป็นบุคคลพิเศษ อุบาสกอุบาสิกาผู้สูงวัยชาวมอญ ราชบุรี ยังเลี่ยงที่จะเหยียบหรือยืนทับเงาของพระสงฆ์ ความใส่ใจในสิ่งอันละเอียดอ่อนเช่นนี้ สื่อให้เห็นจรรยามารยาทของกลุ่มชนที่ได้รับการอบรมทางด้านศีลธรรมมาเป็น อย่างดี
ส่วนศรัทธาในอีกฝ่ายนั้น ชาวมอญราชบุรียังคงนับถือผีมอญ ซึ่งจำแนกได้เป็นหลายอย่าง เช่น ผีบรรพบุรุษ ผีตระกูล ผีเมีย ผีครูอาจารย์ ผีลูกหลาน ฯลฯ ตลอดจนผีไร้ญาติ ด้วยเหตุนี้ชาวมอญจึงนำเรื่องผีมาเป็นเรื่องจำแนก เพื่อจัดระเบียบคนในสังคมตนเอง กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ชาวมอญถือหลักความเชื่อเรื่องผีมาเป็นเกณฑ์ในการนับเครือญาติที่ร่วมถือผี เดียวกัน ถือผีต่างกัน ซึ่งวิธีการนี้น่าจะมีมาก่อนพุทธศาสนาจะเผยแพร่เข้าไปในหมู่ชาวมอญ
ความเชื่อศาสนาของชาวไทย เชื้อสาย มอญ
1. เชื่อกันว่าการทำบุญให้ทานอะไรก็ตามย่อมส่งผลถึงผู้ที่เราปรารถนาจะอุทิศ ส่วนกุศลให้ชาวไทยมอญส่วนใหญ่จะ “นิพพาน” โดยสังเกตได้จากคำอธิฐานที่ว่า “นิพพาน ปัจจะ โยโหตุ” ขอให้เป็นปัจจัย สำเร็จพระนิพพานด้วนเทอญ
2. เชื่อกันว่าการไปทำบุญ จะต้องแต่งตัวให้ถูกต้องตามกาลเทศะ ภาชนะที่ใส่อาหารไปทำบุญ จะต้องเตรียมไปอย่างปราณีต เพราะจะส่งผลไปถึงอนาคตชาติ
3.มีความเชื่อว่าการทำบุญที่ทำบุญแล้วได้บุญมากคือ
- การสร้างพระพุทธ คือ การสร้างพระพุทธรูป
- การสร้างพระธรรม คือการสร้างพระไตรปิฎก และพระอภิธรรม
- การสร้างพระสงฆ์ คือ การบวชพระ
4. มีความเชื่อ ในก
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 39
ารนับถือพระพุทธศาสนา ชาวไทยมอญมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก โดย ถือว่าพระพุทธเจ้าเป็นองค์เคารพ สักการบูชาสูงสุด
5. ความเชื่อ ในการนับถือพระพุทธศาสนา และเคร่งครัดในศาสนา พระมอญจึงถือเคร่งทางวินัยมาก ถึงกับมีคำที่ว่า “ถือศีลต้องพระไทย วินัยต้องพระมอญ” ซึ่งการถือศีลอย่างเคร่งครัดจึงเป็นต้นกำเนิดของพระธรรมยุติกนิกายในประเทศ ไทย
6. ปัจจุบันนี้พระมอญยังเคร่งครัดวินัยอยู่จะไม่เห็นพระมอญในเวลากลางวันอาบน้ำ ริมน้ำ มานั่งเล่นหน้าวัด เดินไปในหมู่บ้าน เป็นต้น
7. ในวัดมอญทุกวัด จะมีศาลเจ้าประจำมอญทุกวัด มอญเรียกว่า “ตะละพาน”
8. ชาวบ้านเคารพสถานที่ในวัด
9. ความเชื่อว่าวัดใน ช่อฟ้าใบระกา หน้าบันพัลทลายลงมาอย่าได้นำขึ้นไปอีก
10. มีความเชื่อว่าวัดใดกำลังปลุกเสกพระอยู่ ผู้หญิง สุนัข จะเข้าไปไม่ได้
11. มีความเชื่อ ในเรื่องการบวชเรียน มักจะเห็นว่า ชาวบ้านเดินผ่านหน้าโบสถ์ก็ต้องแสดงความเคารพกราบไหว้พระ ผู้หญิงห้ามเข้าไปในโบสถ์หรือบริเวณกุฏิพระ
12.มีความเชื่อ เมื่อบ้านใดมีทารกเกิดใหม่จะต้องนำทารกนั้นไปใส่ในกระด้งร่อน แล้วพูดว่า”สามวันลูกผี สี่วันลูกคน” ต่อเด็ก
13. มีความเชื่อ ในการโกนผมไฟ การโกนผมไฟ เป็นการสู่ขวัญเด็ก และสู่ขวัญบิดา มารดา เพื่อให้เกิดความสบายใจ ด้วยความเชื่อมั่นในความศักดิ์สิทธิ์ของพิธี ที่จะทำให้เป็นมงคลต่อเด็ก
14. มีความเชื่อว่า ทำดีได้ดี ทำประณีตได้ประณีต
15. มีความเชื่อ
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 67
เกี่ยวกับการปลูกเรือนว่า เวลาสร้างบ้าน เวลาปลูกสร้างบ้านเรือนให้ปลูกวันเกิดของผู้สร้าง(เจ้าของ)
16.มีความเชื่อว่า เวลาปลูกบ้านต้องปลูกให้เสาเท่ากันหมด เชื่อว่าจะมีความสุข
17. มีความเชื่อว่า เมื่อจะขึ้นบ้านใหม่จะต้องเลือกวันและมีกำหนดเวลาไว้ว่าแต่ละวันจะทำอะไร
18. มีความเชื่อเกี่ยวกับ ความกตัญญูกตเวที น้องๆควรเชื่อฟังพี่คนโตซึ่งได้ถ่ายทอดจากผีบรรพบุรุษแห่งตระกูล
19. มีความเชื่อว่า ระบบเพื่อนบ้านและระบบเครือญาติทำให้การเป็นอยู่ในสังคม มีการพึ่งพา ถ้อยที ถ้อยอาศัยกันเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน ให้ความเกรงใจและให้ความเคารพนับถือกัน
20. มีความเชื่อว่า บุคคลที่นามสกุลเดียวกัน จะจัดงานบวชนาคกับงานแต่งงานในวันเดียวกันไม่ได้
21. เมื่อมีลูกสาวที่แต่งงานแล้ว จะให้ย้ายไปอยู่ที่อื่น ไม่ไห้นอนบ้านเดียวกับพ่อแม่
22. มีความเชื่อว่า ตุ๊กตา เป็นสิ่งไม่ดี จึงห้ามนำเข้าบ้าน เพราะจะทำให้ไม่มีความสุข
23. มีความเชื่อเกี่ยวกับต้นไม้ว่าห้ามปลูกต้นราตรี ต้นลั่นทม ต้นพิกุล ไว้ในบ้าน เพราะต้นไม้เหล่านี้เป็นต้นไม้ที่อยู่ในวัด
24. มีความเชื่อว่า ต้นไม้ที่มีชื่อต่อไปนี้คือ ต้นโพธิ์ ต้นหว้า ต้นบุนนาค ต้นงิ้ว ถ้างอกขึ้นข้างๆบ้าน รีบทำลายเสียอย่าได้เก็บไว้ จะทำให้เจ้าของบ้านได้รับความเสียหาย
25. มีความเชื่อในเรื่องเต่า ชาวไทยมอญ จะไม่จับเต่ามาทำอาหาร ไม่จับตัวเต่าที่มีชีวิตเมื่อพบเห็นจึงต้องพูดว่า เต่าตัวนี้ตายแล้ว เพื่อเป็นการแก้เคล็ด แล้วนำเต่าไปปล่อย
26. มีความเชื่อว่า ศพคนตายจะต้องหันไปทางทิศเหนือ
27. มีความเชื่อว่า ภายใน 6 เดือน 9เดือน จะมีการทำพิธีไหว้ผีบ้านผีเรือน ปู่ย่า ตายาย โดยมีเครื่องไหว้ คือ กล้วย ไก่ หมู ขนมต้มแดง ขนมต้มขาว
28. มีความเชื่อว่า ที่บ้านชาวไทยมอญ จะต้องมีที่ตั้งบูชาผ๊บรรพบุรุษ มีวิธีเซ่นผี เลี้ยงผี พิธีรำผี

29. ,มีความเชื่อในการเคารพบรรพบุรุษ ไม่ว่าท่านจะล่วงลับไปแล้ว หรือว่าท่านจะมีชีวิตอยู่ก็ตามเพราะการเคารพเทิดทูนบรรพบุรุษ ย่อมนำความเจริญมาถึงตนและครอบครัวตามหลัพระพุทธศาสนาที่ว่า “ปูชะนียานัง” หมายถึงการบูชาคนที่ควรเคารพ
30. มีความเชื่อว่า บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วยังหิวโหยอยู่ ยังชอบรับประทานอาหาร ตามเทศกาล กล่าวคือ ขนมกาละแม จะมีในเทศกาลสงกรานต์ ขนมกระยาสารท มีในเทศกาลออกพรรษา ข้าวเม่าทอด มีในเทศกาลทอดกฐิน ข้าวต้มลูกโยนน้ำผึ้ง มีในวันเพ็ญเดือนสิบ
31. มีความเชื่อว่า บรรพบุรุษกับพวก เขาสามารถติดต่อกันได้ตลอดเวลา และมักจะพบว่า ผีบรรพบุรุษจะรู้ด้วยการเซ่นไหว้อยู่เสมอ การทำบุญต้องอุทิศส่วนกุศลให้ การแต่งงานถือว่าจำเป็นต้องบอกผีบรรพบุรุษทั้งสองฝ่ายรับรู้ โดยจัดสิ่งของเซ่นไหว้ เช่นผ้าขาว เหล้า ไก่ โดยผ่านเจ้าบ่าวเป็นฝ่ายจัดหา ที่เรียกว่าเครื่องขันหมากจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนหนึ่งให้เจ้าสาว เซ่นไหว้บรรพบุรุษของเจ้าสาว อีกส่วนหนึ่งให้เจ้าบ่าวนำไปเซ่นไหว้บรรพบุรุษของเจ้าบ่าว
32. มีความเชื่อว่า ผีบรรพบุรุษ เจ้าพ่อ เจ้าแม่ ที่เคารพมาแต่อยู่กรุงหงสาวดี แล้วอันเชิญมาประดิษฐานในชุมชนของตนเอง โดยปลูกศาลเจ้าให้เป็นที่สถิตดวงวิญญาณเหล่านั้น เพราะความผูกพันก็มีอยู่ตลอดเวลา
33. มีความเชื่อในเรื่องของผีบรรพบุรุษ
- ชาวไทยมอญมีความเชิอว่า ลูกชายคนโตของตระกูลจะเป็นผู้รับผีบรรพบุรุษต่อจาก บิดา มารดา หรือ คนรุ่นเก่าที่ล่วงลับไปแล้ว ที่บ้านจะมีที่ตั้งผีบรรพบุรุษ
- เชื่
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 40
อว่า ผีบรรพบุรุษจะสิงสถิตอยู่ที่เสาเอกของเรือนโดยมีสัญญาลักษณ์ที่แสดงให้เห็น ว่าเป็นเสาผี คือ หีบ หรือกระบุงใส่ผ้าผี ได้แก่ สไบ ผ้าซิ่น ผ้าขาวม้า แหวนหัวพลอยแดง แขวนไว้ที่เสาผี
34. เชื่อว่า การที่ผู้หญิงไปแต่งงานกับคนต่างตระกูลหรือต่างผี จะต้องทำพิธีคืนผีบอกกล่าวก่อนที่จะไปเข้ากับผีฝ่ายสามี
35. เชื่อว่า ผู้ใดอยู่ในตระกูลทำผิดซึ่งระเบียบหรือข้อห้ามจะทำให้มีการเจ็บป่วยเกิดขึ้นซึ่งจะต้องทำพิธีรำผี
36. เชื่อว่า ชายหญิงที่ไม่ใช่ลูกคน(คนละผีกัน) จะร่วมหลับนอนกันภายในบ้านไม่ได้
37. มีความเชื่อว่าหญิงมีครรภ์ที่ไม่ใช่ลูกสาวห้ามนอนบนเรือน
38.มี ความเชื่อว่า เมื่อมีคนในตระกูลตายหรือท้องในปีนั้น(สิ้นสุดเดือน6) ห้ามคนในตระกูลจัดพิธีต่างๆ เช่น พิธีโกนจุก แต่งงาน บวช หรือเลี้ยงผี
39. มีความเชื่อว่า หมู่บ้านชาวไทยมอญทุกหมู่บ้าน จะต้องมีศาลเจ้าประจำหมู่บ้านทุกๆ ปี หลังสงกรานต์แล้วจะต้องทำพิธี “รำเจ้า” ประจำหมู่บ้าน


สิ่งที่บ่งบอกความเป็นมอญราชบุรี
นับ จนถึงพ.ศนี้ หากมีกลุ่มชาติพันธุ์ใด ยังคงธำรงรักษาขนบประเพณีของตนไว้ได้ นับว่าเป็นความยิ่งใหญ่ และเป็นคุณูประการให้กับสังคมส่วนรวม เพราะการมีกลุ่มชาติพันธุ์ในชาติพันธุ์หนึ่งขึ้นมานั้น มิใช่จะเกิดขึ้นมาโดยง่ายซึ่งชาวมอญราชบุรีควรได้รับคำเชิดชูเกียรตินี้ เพราะยังคงรักษาลักษณะเด่นทางสายพ
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 68
ันธุ์ไว้ได้หลายประการ

ภาษามอญราชบุรี
ชาว มอญมีทั้งภาษาพูดและภาเขียนเป็นของตนเองอักษรมอญมีอิทธิพลต่อระบบการเขียน ของภาษาอื่นๆรัฐไทยสมัยสุโขทัยก็ได้แบบอย่างจากอักษรมอญ แปลงรูปแล้วนำมาเขียนในภาไทย ในปัจจุบันนี้ภาษาพม่า ภาษาไทใหญ่ ภาษากระเหรี่ยง ได้นำเอาอักษรมอญไปเขียนภาษาของตน โดยมิได้ดัดแปลง แต่เลือกเอาบางอักษร แล้วคิดระเบียบวิธีการเขียนและการออกเสียงตามอย่างภาษาของตน ชาวมอญราชบุรี เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังรักษาวัฒนธรรมภาษาเอาไว้ได้ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในหมู่ผู้สูงอายุที่ยังคงสื่อสารกันด้วยภาษามอญ
ปัจจุบันนี้ยัง หาภาษามอญที่ถือว่าเป็นมาตราฐานไม่ได้ เช่น ถิ่นพระประแดง บางขันหมาก สามโคก บางขุนเทียน เกาะเกร็ด ฯลฯ รวมทั้งถิ่นบ้านโป่งและโพธาราม ซึ่งเรียกรวมกันในที่นี้ว่าเป็นมอญราชบุรี เฉพาะมีความแตกต่างกันทางด้านเสียงสระ และ คำศัพท์ย่อยๆที่เป็นการกำหนดเรียกขึ้นมาในท้องถื่น แต่ชาวไทยที่มีเชื้อสายมอญเหล่านี้ยังสามารถใช้ภาษามอญสื่อความกันได้เช่น กัน ภาษามอญถิ่นราชบุรีจึงถือว่าเป็นสิ่งที่บ่งบอกในความเป็นคนไทยเชื้อสายมอญ ได้มาก

ที่อยู่อาศัย
เมื่อชาวไทยมอญจะสร้างบ้าน มักนิยมไปปรึกษาผู้ใหญ่ เจ้าอาวาส หรือศึกษาจากตำราที่มีชื่อว่า ” โลกะสิทธิ “ อันเป็นตำราที่อธิบายถึงเกณฑ์ โฉลก ในการสร้างบ้านใหม่
ตำรา “โลกะสิทธิ “ จะกล่าถึงเรื่องการปลูกสร้างบ้านเรือน ซึ่งต้องปฏิบัติดังนี้
๑. ดูทิศดี - ทิศร้าย
๒. ดูทำเลที่ปลูก
๓. ดูดินบริเวณที่สร้างบ้าน
๔. ดูวัน เดือน ปี ที่เหมาะจะปลูกบ้าน
๕. ดูสิ่งต่างๆที่สมควรปฏิบัติในบ้านเรือน ซึ่งถ้าปฏิบัติดีจะนำความดีมาให้ แต่ถ้าปฏิบัติไม่ดีจะนำความวิบัติมาสู่
๖. ดูการเลือกไม้เสาสำหรับการปลูกบ้าน
๗. ต้นไม้ต่างๆปลูกในบ้าน ให้ถูกตามทิศจะมีแต่สิริมงคล
บ้าน ชาวไทยมอญมักจะสร้างหันหน้าไปทางทิศเหนือ เพราะถือว่าในสมัยโบราณชาวไทยมอญอพยพถิ่นฐานมาจากทางเหนือ เมื่อย้ายเข้ามายังระลึกถึงถิ่นฐานเดิมจึงทำเช่นนั้น และเนื่องจากประเทศไทยมีแม่น้ำที่มีแนวทางจากเหนือ เมื่อปลูกบ้าน เมื่อปลูกบ้านขวางแม่น้ำโดยไม่มีทางเลือก จึงถูกเรียกว่า “มอญขวาง”
เมื่อสร้างบ้านชาวไทยมอญจะใช้กระเช้าประดับตกแต่งด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์แขวนไว้ตรงเสาทางเดียวกันว่าเป็นการทำขวัญผีเรือน
บ้าน คนไทยในสมัยก่อนจะปลูกเหมือนทรงไทย ภายในบ้านใช้ไม้แผ่นใหญ่อย่างดีปูพื้น หลังคาทำทรงต่างกันบ้างเล็กน้อย แต่ละหลังจะต้องมีกรงเหล็กที่บานหน้าต่างทุกบาน สันนิษฐานว่ามีการป้องกันไว้ไม่ให้บุตรสาวหรือสาวๆในบ้านหนีไปไหนหรือกันไม่ ให้พวกทาสหนีได้
เมื่อปลูกบ้านเสร็จแล้ว จะมีประเพณีขึ้นบ้านใหม่ ในการขึ้นบ้านใหม่ของชาวไทยมอญก็มีลักษณะคล้ายคนไทย แต่ส่วนใหญ่ยังมีความเชื่อเกี่ยวกับการเข้าสู่อาศัย ตามตำราได้กำหนดวันและวิธีเข้าอยู่บ้านใหม่ คือ
วันอาทิตย์ ก่อนจะเข้าไปในบ้านใหม่ต้องเอาของมีค่าเข้าไปในบ้านก่อน
วันจันทร์ ต้องเอาเสื่อและหมอนเข้าไปก่อน
วันอังคาร ให้เอาเงินทองเข้าไปก่อน
วันพุธ ให้กินอาหารเสียก่อนแล้วจึงเข้าไปอยู่
วันพฤหัสบดี ต้องเอาเครื่องหอมและจุดโคมเข้าไปก่อน
วันศุกร์ พ่อแม่ต้องเข้าไปก่อน
วันเสาร์ ห้ามเข้าไปอยู่ในบ้านใหม่ไม่ดี

การแต่งกายของชาวมอญ
ในยามปกติ ชาวไทยด้วยกันอาจไม่ทราบเลยว่าคนที่นั่งโดยสารรถเ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 41
มล์คันเดียวกัน คนที่เรียนร่วมมหาวิทยาลัยเดียวกัน หรือแม้คนที่เดินจ่ายตลาดแห่งเดียวกันนั้นเป็นคนเชื้อสายมอญ ต่อเมื่อได้ไปเห็นร่วมพิธีมอญ การแต่งกายแบบมอญ จึงจะจำแนกเห็นความต่างได้
การ แต่งกายเป็นอีกปัจจัยหนึ่งในการบ่งบอกว่า คนเหล่านั้นมีสายใยทางวัฒนธรรมใด เพราะทุกวันนี้โอกาสที่ชาวมอญจะแต่งกาย ที่การแสดงออกถึงการเป็นมอญก็ต้องถึงวาระงานรวมกลุ่ม เช่นวันชาติมอญ ที่จัดโดยสมาคม ไทยรามัญ หรืองานประเพณี เช่น สงกรานต์ และการไปทำบุญที่วัดในวันสำคัญทางศาสนา
รูปแบบการแต่งกายของชาวมอญ ราชบุรี ชายนุ่งโสร่งลายตารางเส้นตัดสี่เหลี่ยมหลากสี เช่นพื้นสีเขียว หรือสีม่วง เส้นลายสีเหลือง เป็นต้น นุ่งลายคอกลม มีผ้าสไบหรือผ้าขาวม้าพาดไหล่ หากเป็นการพาดอย่างเป็นงานวิธีการ จะพาดโดยให้กึ่งกลางของผ้าอยู่บริเวณใต้อกหรือใต้ราวนมแล้วตวัดชายผ้าให้ไป คล้องที่ไหล่ซ้ายและขวา หญิงชาวมอญสวมผ้าถุง ยาวเกือบถึงตาตุ่ม มีลายเล็กละเอียด สวมเสื้อแขนกุด คอกลมรัดทรง สวมทับด้วยเสื้อแขนยาวทรงกระบอก ผ้าสีอ่อน เนื้อบาง แต่ก่อนนี้มีแบบแผนว่า ถ้าเป็นหญิงสาวยังโสด จะสวมเสื้อยาวถึงข้อมือ หากมีสามี จะใส่เสื้อแขนสามส่วน
ส่วนประกอบด้านการแต่งตัวอีกอย่างหนึ่ง คือการเกล้าผมมวย มวยผมแบบมอญจะรวบเกล้าไว้ด้านหลังเหนือท้ายทอย ใช้อุปกรณ์รูปทรงตัวยู เรียกว่า อะน่ดโซ่ก เสียบแทรงเข้าไปปอยผมที่เกล้าไว้ แล้วใช้อุปกรณ์อีกชิ้นหนึ่งเรียกว่า ฮะเหลี่ยงโซ่ก รูปทรงอย่างวงเล็บปีกกา เหน็บขัดผมกับอะน่
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 69
ดโซ่
ก เพื่อกันไม่ให้ผมลุ่ยจากที่มวยไว้ แล้วนำดอกไม้ดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อก็ได้ มาเสียบแซมเพื่อสร้างความสวยงาม อุปกรณ์ประดับผมทั้งสองชิ้นนี้ นิยมทำด้วยเงิน
เมื่อเริ่มแต่งกายไปร่วม งานพิธีหรือไปทำบุญที่วัด หญิงชาวมอญนิยมพาดสไบไว้ที่ไหล่ด้วย หากอากาศเย็น สามารถใช้สไบเฉียงคลี่ห่มคลุมไหล่ได้

เครื่องใช้ประจำตัวของชาวมอญ
ชาวไทยมอญในสมัยโบราณ จะมีเครื่องประดับตกแต่งร่างกายหลายชนิด ซึ่ง ได้แก่
๑. กำไล ส่วนมาแป็นกำไลเงินสำหรับใส่ข้อเท้าของหญิง แต่ปัจจุบันไม่นิยมใช้ จะใช้สำหรับของนาคในพิธีบวชเท่านั้น
๒. เข็มขัด จะทำด้วยเงิน มักใช้เป็นเครื่องประดับของชายและหญิง
๓. ลูกปัด นำมาเป็นเครื่องประดับ ตกแต่งมักทำด้วยหินและแก้ว
๔. กระดูกสัตว์ จะนำมาทำเป็นกำไลข้อเท้า ซึ่งใช้เป็นเครื่องประดับได้อย่างหนึ่ง
๕. สำริด จะนำมาทำเป็นกำไลข้อเท้า
๖. ขมิ้น ดินสอพอง เป็นเครื่องประทินโฉม ของหญิงในสมัยโบราณ

เครื่องมือเครื่องใช้ของชาวมอญ
- ครกตำหมากทำด้วยไม้ ตะบันหมากทองเหลือง เชี่ยนหมากไม้ ทองเหลือง ไม้ปาดปูน
- กล่องยาเส้นสำหรับใส่ยาเส้น ใบตอง ใบยา
- คบเพลิง (เช่น ใบไม้ ขี้กบ ( ผสมเศษไม้จากการใสไม้ ) ดอกน้ำมันยางเอามาเป็นมัดเป็นดุ้นยาวมัดใช้เป็นเชื้อเพลิง ) ตะบันไฟ หินเหล็กไฟ เป็นเครื่องมือจุดไฟ
- ครก ( มีลักษณะเป็นอย่างหลุม สำหรับตำหรือโขลกด้วยสาก )
- กระจ่า จวักสำหรับคดข้าวหรือตักแกง ทำด้วยกะลาและไม้ มีด้ามถือ บางทีก็เรียกว่า”ตวัก”
- กระบุงเล็ก สำหรับใส่ของเล็กเช่น เครื่องยาหรือรากไม้ต่างๆ
- กระบุง เป็นภาชนะสำหรับใส่ผลิตผล เช่น ข้าวเปลือก ข้าวสาร ถั่ว งา ฯลฯ
- กระบวยภาชนะสำหรับตักน้ำดื่ม
- ทะนาน ภาชนะทำจากกะลามะพร้าว ใช้ตักข้าวสารหุง
- กรรไกรเหล็ก ใช้สำหรับตัดผม
- เตาเชิงกราน เตาหุงข้าวที่นิยมใช้ในครัวเรือน
- หม้อน้ำดินเผา สำหรับใส่น้ำดื่ม ทำจากดินเผา ฯลฯ



การทำบุญจองโอะฮตาน
ใน ช่วงเดือนมาฆะ หรือประมาณเดือนกุมภาพันธ์อากาศในสมัยอดีตยังคงหนาวเย็น ชาวมอญที่เลื่อมใสศรัทธาจึงรำลึกว่า ความหนาวไม่ปราณีผู้ใด รวมถึงพระสงฆ์องค์เจ้าที่พำนักอยู่ในวัดก็ย่อมเป็นทุกข์ เพราะความหนาวเย็นด้วย จึงเกิดศรัทธานำฟืนไปถวายพระในวัด จนเป็นประเพณีถวายฟืนแด่พระสงฆ์ เพื่อที่จะได้นำไปเป็นเชื้อเพลิงทั้งในการต้มน้ำร้อนฉัน ปรุงยา หรือก่อไฟผิงไล่ความหนาวเย็น ต่อมาจึงเหลือเป็นการสุมฟืนก่อไฟไล่หนาวถวายเป็นทาน ภาษามอญเรียกงานบุญนี้ว่า จองโอะฮตาน
จอง แปลว่า เผา หรือไฟให้ใหม้. โอะฮ ( คล้ายกับเปล่งเสียงว่า โอะ แล้วตามด้วยลมออกทางจมูก ) แปลว่า ฟืน ส่วนคำว่า ตาน หรือบางแห่งเขียนว่า ต่าน เป็นคำบาลีตรงกับคำว่าทาน หรือมอบให้ด้วยจิตที่สละแล้ว ด้วยเหตุนี้เมื่อแปลเป็นไทยจึงหมายถึงงานบุญเผาฟืนเป็นทาน
ก่อนวันมาฆะ บูชา ชาวมอญจะจัดเตรียมไม้ฟืนโดยตัดไม้ในป่าละเมาะขนาดข้อแขนหรตือขนาดที่กำถือ ได้เหมาะมือความยาวประมาณวาเศษ แต่โดยส่วนใหญ่จะเลือกใช้ไม้กระถินเพราะเมื่อเลาะเปลือกออกแล้ว เนื้อไม้จะมีสีขาว เวลานำขมิ้นที่โขลกมาไล้ตามท่อนไม้ จะช่วยขับให้ผิวไม้กลายเป็นสีเหลืองสด ผึ่งแดดหรือลมให้สีขมิ้นติดผิวไม้ฟืน
ก่อ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 42
นวันมาฆะบูชา ชาวมอญจะนำดอกไม้บรรดามีในท้องถิ่นเท่าที่จะหาได้ นำมาผูกมัดไว้ที่ปลายฟืนพร้อมกับธูป ๓ ดอก เทียน ๑ เล่ม และใบหญ้าคาแห้งอีกหนึ่งกำมือ ดอกไม้และธุปเทียน ใช้เป็นเครื่องบูชา ส่วนใบหญ้าคาใช้เป็นเชื้อไฟ ใช้เชือกมะนิลาผูก ๓ เปลาะ ที่ยอด กลาง และบริเวณโคลนฟืน ต่อจากนั้นจึงนำไปตั้งวางพิงกันไว้เป็นรูปกระโจมยอดแหลมในลานวัด ซึ่งกว่าจะถึงตอนเย็น ฟืนที่มีผู้ที่นำมาถวายก็จะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ เพราะบางครัวเรือนทำฟืนตามจำนวนสมาชิกในบ้าน
อีกสิ่งหนึ่งที่มักทำในช่วง งานบุญจองโอะฮตาน คือ การทำข้าวหลาม นับเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมเพราะฤดูนี้ชาวบ้านได้เสร็จจากธุระจากงานไร่นา มีข้าวขึ้นยุ้ง อีกทั้งนับเป็นช่วงข้าวใหม่ด้วย เมื่อนำข้าวใหม่มาทำข้าวหลาม ก็ยิ่งเพิ่มรสชาติได้ดียิ่งขึ้น ในอดีตทุกบ้านจึงพร้อมใจกันทำข้าวหลาม
วันรุ่งขึ้นก่อนฟ้าสาง ประมาณ ๔-๕ นาฬิกา ชาวมอญบ้านม่วงจะร่วมกันออกไปที่วัด นำอาหารเช่น ข้าวต้ม ข้าวปลาอาหาร และข้าวหลาม เตรียมไปถวายจังหันมื้อพิเศษ นำเสื่อปูลาดกับพื้นลานวัดเพื่อให้ผู้มาร่วมทำบุญได้นั่งรอเวลา ต่อจากนั้นมัคนายกจะจุดไฟเผาฟืนที่ทุกคนนำมาร่วมทำบุญให้ลุกไหม้โชน ครั้นฟืนสุกเป็นถ่านที่คุแดงจึงนิมนต์พระเณรทุกรูปมารับภัตตาหารเช้ามื้อ พิเศษ ท่ามกลางไออุ่นจากดวงไฟ
งานบุญนี้ เป็นการจัดขึ้นตอนเช้าตรู่ ดังนั้นลูกสาวบ้านใดที่มาวัดตอนที่พระกำลังเริ่มฉัน ก็จะถูกเหลียวมองจากชาวบ้านที่มาก่อน และได้รับการค่อนแคะว่าเป็นคนเกียจคร้าน ไม่เหมาะที่ชายใดจะหมายปองไว้เป็นภรรยา
ในอดีต ชาวมอญที่อำเภอโพธารามเคยมีงานบุญจองโอะฮตาน เช่นกัน แต่ไม่ได้จัดทำมาหลา
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 70
ยปี ประเพณีนี้จึงเหลือเป็นเพียงแห่งเดียวในหมู่ชาวมอญราชบุรี

สำรับอาหารชาวมอญราชบุรี
ชาว มอญยังดำรงชีตอยู่ในต่างจังหวัด และเป็นแหล่งชุมชนที่มิใช่ชุมชนเมือง จะมีวิธีทำอาหารกันอย่างพื้นบ้าน คือมีต้ม แกง ปิ้ง ย่าง เป็นพื้น และทำเลที่ตั้งชุมชนมักไกล้แหล่งน้ำหรือริมแม่น้ำ อาหารส่นใหญ่จึงปรุงด้วยปลา เพราะเป็นสิ่งที่หาได้ง่าย ชาวมอญจึงไม่ใช่กลุ่มคนที่มี “เมนูพิสดาร” อยู่ในตำรับอาหาร แต่มักจะนำปลาชนิดต่างๆมาปรุงกับพืชผักท้องถิ่น
อาหารแบบมอญพื้นบ้านย่าน บ้านโป่ง โพธาราม นิยมออกไปทางรสเปรี้ยว หรือส้ม ผักผลไม้ที่นำมาปรุงแกงปลา ผลพุทรานาหรือพุทราขี้นกที่มักจะเกิดขึ้นเองตามหัวไร่ปลายนา นำเอาผลห่าม ( ไม่สุกมากหรือครึ่งสุกครึ่งดิบ ) มาทุบหรือโขลกพอแตก ประสมลงไปในแกงปลา รวมกับผักอื่นๆ ซึ่งพุทราจะให้รสเปรี้ยว แกงรสชาติแบบมอญพื้นบ้าน จึงเรียกให้น้ำลายสอเพราะความเปรี้ยวที่ลงตัว
ผักอย่างอื่นที่นำมาปรุงใน หม้อแกงมอญ เพื่อเพิ่มความเปรี้ยวคือ ยอดส้มป่อย ใบมะขามอ่อน ลูกมะส้าน ใบกระเจี๊ยบแดง โดยเลือกนำเอาใบเพสลาด (คือไม่อ่อนและไม่แก่จนเกินไป ) อย่างใดอย่างหนึ่ง
นอกจากผักที่คนไทยทั่วไปบริโภคกันแล้ว ชาวมอญยังนำผล มะตาดดิบมาทำอาหารอีกด้วย แกะฝาเปลือกหุ้มรอบขั้นนอกออก แล้วเฉือนเอาเฉพาะเนื้อมาทำแกง ชาวมอญนิยมบริโภคอาหารสมุนไพรหรืออาหารตามธรรมชาติ หรืออาหารยาในชีวิตประจำทุกวัน เช่นแกงผลมะตาด แกงขนุนอ่อน แกงบอน ข้าวแช่
วัฒนธรรม การบริโภคของชาวมอญราชบุรี ถือได้ว่ามีความเป็นมอญสูงเมื่อเปรียบเทียบกับชาวมอญถิ่นอื่นๆในอีกหลายท้อง ที่ของประเทศไทย เพราะหันไปนิยมอาหารประเภทผัด หรือทอดมากขึ้น
มอญทอผ้า
เรื่อง ราวของมอญทอผ้า อาจจะไม่เป็นที่คุ้นเคยมากนักทางสื่อต่างๆ เพราะกลุ่มชาติพันธ์อื่นๆ เช่นคนพวน คนไทยยวน และชาวไทยทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้สร้างชื่อเสียงเรื่องลือมากกว่า ในความเป็นจริงชาวมอญก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่รู้กรรมวิธีถักทอใยด้ายให้กลาย เป็นผืนผ้า เพราะในอดีตก่อนที่จะมีโรงงานทอผ้า กลุ่มชาติพันธ์ต่างๆก็เรียนรู้วิธีการทอผ้ากันมานานแล้ว มีในช่วงที่บ้านเมืองเจริญนี้เท่านั้น ที่ทำให้คนหลงลืมความรู้แบบบรรพชนที่สอนให้รู้จักการทอผ้า
ชาวมอญราชบุรี ยังมีความรู้เรื่องการทอผ้า และยังทำอยู่ตราบเท่าวันนี้อยู่ที่บ้านม่วง และเหลือเพียง ครัวเรือนเดียวเท่านั้น โดยรูปแบบการทอยังใช้ กี่ซัด คือเป็นเครื่องหูกที่กางไว้กับกี่ แล้วใช้มือซัดกระสวยไปมาทางขวา แทนการใช้กี่กระตุกซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นเมื่อภายหลัง
ผู้ทอผ้าชาวมอญ ยังคงใช้แปรงหวีเครือหูกที่ทำจากแกนของดอกเตยป่า ซึ่งการหวีผูกนี้ เพื่อไม่ให้เครือหูกพันกัน โดยการใช้แปรงแตะไขมะพร้า แล้วหวีไปตามแนวยาว รูปแบบเนื้อผ้าและลวดลายผ้าทอของชาวมอญ จึงยังคงเสน่ห์เดิมๆ แบบชาวบ้าน ไม่ได้แต่งลวดลายจากภายนอกให้เกินงาม
กล่าวกันของในหมู่ของชาวมอญทั่วไป ต่างลงความเห็นว่ามอญราชบุรี ที่อำเภอบ้านโป่ง โดยเฉพาะที่บ้านม่วงและปริมณฑลโดยรอบวัดม่วงยังคงรักษาความป็นมอญไว้ได้มาก ไม่ว่าจะเป็นภาษาซึ่งยังคงเป็นผู้เฒ่าผู้แก้สื่อสารกันอยู่เสมอ อาหารมอญ และการทอผ้าประกอบกับ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 43
ชุมชนมอญราชบุรีในหลายท้องที่ ได้ตระหนักถึงบทบาทของชาวมอญราชบุรีในหลายท้องที่ ได้ตระหนักถึงบทบาทของชาวมอญ ได้ร่วมกันบริจาคทรัพย์และสิ่งของอันมีค่าไว้ให้เป็นสมบัติวัฒนธรรมในวัด ม่วง ผู้สนใจเรื่องศิลปะวัฒนธรรม ประเพณี พิธีกรรม และค่านิยมความเชื่อแบบมอญ สามารถเรียนรู้ไดจากชุมชนชาวมอญราชบุรี

ประวัติ อำเภอบ้านโป่ง
อำเภอบ้านโป่ง กับสภาพภูมิศาสตร์ ที่ตั้ง
อำเภอ บ้านโป่งอยู่ทางทิศเหนือของจังหวัดราชบุรีและที่ว่าการอำเภอบ้านโป่งตั้ง อยู่ถนนทรงพล ตำบลบ้านโป่ง (ในเขตเทศบาลเมืองอำเภอบ้านโป่ง) ระยะห่างจากจังหวัดราชบุรี ๔๒ กิโลเมตร มีทางหลวงแผ่นดิน ๒ สายผ่าน ชื่อทางหลงแผ่นดินสาย ๔ เพชรเกษม และทางหลวงแผ่นดิน สาย ๒๓๔ (บ้านโป่ง – กาญจนบุรี มีทางรถไฟผ่าน ๓ สาย คือ ทางรถไฟสายใต้ สาย หนองปลาดุก - สุพรรณบุรี และสาย หนองปลาดุก - กาญจนบุรี และมีแม่น้ำ สำคัญผ่าน ๑ สายคือ แม่น้ำแม่กลอง

พื้นที่ อำเภอบ้านโป่ง มีพื้นที่ทั้งหมด ๓๙๐ ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต ทิศเหนือ ติดต่อกับ อำเภอท่าม่วง อำเภอท่ามะกา จ.กาญจนบุรี อำเภอ กำแพงแสน จังหวัด นครปฐม
ทิศใต้ ติดต่อกับ อำเภอ โพธาราม จังหวัด ราชบุรี
ทิศตะวันออก ติดต่อกับ อำเภอ เมือง จังหวัด นครปฐม
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอ โพธาราม จังหวัดราชบุรี

สภาพ ภูมิประเทศ ส่วนใหญ่ เป็นที่ราบรุ่มเหมาสำหรับ ทำนา ทำสวน ทำไร่ มีป่า และภูเขาในท้องที่ ตำบล เขาขลุง มีแม่น้ำแม่กลองไหลผ่าน

สภาพ ภูมิอากาศ อากาศ โปร่งเย็น มี ๓ ฤดู คือ ฤดู ร้อน ฤดู หนาว และ ฤดูฝน และมีฝนชุกในระหว่าง เดือน สิงหาคม กันยายน ตุลาคม และจะแล้งมากในระหว่าง เดือน กุมภาพันธ์ มีนาคม และ เมษายน
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 71


ลำน้ำที่สำคัญ ลำน้ำที่เป็นประโยชน์ในด้านการเกษตร.. การคมนาคม..และการบริโภค คือ แม่น้ำ แม่กลอง เริ่มต้นจาก แควใหญ่ และแควน้อย มาบรรจบกันที่ตัวจังหวัดกาญจนบุรี ไหลผ่านท้องที่ อำเภอ บ้านโป่ง ที่ตำบลบัวขาว ตำบล ท่าผา ตำบล เบิกไพร ตำบลบ้านโป่ง ตำบล ปากแรต
ตำบล คุ้งพยอม ตำบล สวนกล้วย ตำบล นครชุมต์ และตำบล บ้านม่วง มีระยะประมาณ ๒๐ กิโลเมตร


ห้วย หนอง คลอง บึง มีเนื้อที่รวมแล้ว ประมาณ ๙๕๐ ไร่

ทรัพยากรธรรมชาติ คือ ลูกรัง หิน กรวด ทราย แร่ธาตุ

ประชากร และ สภาพ การปกครอง แบ่งเป็น ๒ ลักษณะ คือ การปกครองส่วน ภูมิภาค แบ่งออกเป็น ๑๕ ตำบล มีหมู่บ้าน ๑๖๕ หมู่บ้าน
และมีตำบล ดังนี้
๑. ตำบลสวนกล้วย
๒. ตำบลหนองกบ
๓. ตำบลหนองปลาหมอ
๔. ตำบลเขาขลุง
๕. ตำบลปากแรต
๖. ตำบลบัวขาว
๗. ตำบลท่าผา
๘. ตำบลนครชุมต์
๙. ตำบลดอนกระเบื้อง
๑๐. ตำบลคุ้งพยอม
๑๑. ตำบลเบิกไพร
๑๒. ตำบลหนองอ้อ
๑๓. ตำบลกรับใหญ่
๑๔. ตำบลบ้านม่วง
๑๕. ตำบลบ้านโป่ง
การปกครองส่วนท้องถิ่น แบ่งเป็น
- เทศบาล ๑ แห่ง คือ เทศบาลเมืองบ้านโป่ง
- สุขาภิบาล ๓ แห่ง คือ สุขาภิบาลท่าผา สุขาภิบาลกระจับ และสุขาภิบาลห้วยกระบอก
- มีสภาตำบล ๑๓ แห่ง
สภาพเศรษฐกิจ และ อาชีพ
- เกษตรกรรม ๘๐ %
- ทำนา ๔๐ %
- ทำไร่ ๔๐ %
- รับจ้าง ๑๒ %

- ค้าขาย ๒ %
- รับราชการหรือรัฐวิสาหกิจ ๒ %
- อื่นๆ ๔ %

การปศุสัตว์ เลี้ยงสุกร เป็ด ไก่ โค กระบือ ห่าน
การประมง เลี้ยงปลาตะเพียน กุ้งก้ามกราม ปลาดุก ปลาช่อน
การอุตสาหกรรม โรงสี ๖๗ แห่ง โรงเรื่อย ๔ แห่ง โรงงาน ๔๔๒ แห่ง
การพาณิชย์กรรม บริษัท ๒๕ แห่ง ห้างหุ้นส่วน ๓๐ แห่ง โรงแรม ๑๕ แห่ง โรงมหรสพ ๓ แห่ง

การศึกษา
- โรงเรียนกรมสามัญศึกษา ๔ แห่ง
- โรงเรียนประถมศึกษา ๕๖ แห่ง
- โรงเรียนเทศบาล ๓ แห่ง
- โรงเรียนราษฎร์ ๑๘ แห่ง

ศาสนา ประชาชนส่วนใหญ่นับถือ ศาสนสพุทธ
- วัดพุทธศาสนา ๕๕ แห่ง
- โบสถ์คริสต์ศาสนา ๑๐ แห่ง
- มัสยิด ๑ แห่ง

ศิลปวัฒนธรรม ศูนย์วัฒนธรรม อำเภอ ๑ แห่ง

ประวัติ และความเป็นมา แต่เดิมที่ตั้งของอำเภอบ้านโป่งเป็นอาณาเขตทวารวดีแต่โบราณ มีชาวอินเดีย และชาวเขมร มาตั้งหลักแหล่งทำมาหากินอยู่แถบนี้ ปรากฏตามหลักฐานว่าชาวอินเดียได้นำเอาชื่อเมืองมาตั้งชื่อในท้องถิ่นตะวัน ออก ของแม่น้ำแม่กลองและเป็นหมู่บ้านของตำบลท่าผา ในปัจจุบันนี้ ชื่อว่า หมู่บ้าน “ โกสินารายณ์ “ ตามจดหมายเหตุของราชบุรี ร. ศ ๑๑๖ กล่าวว่าอำเภอบ้านโป่งแต่เดิมตั้งอยู่ที่ตำบลท่าผา ต่อมา ร. ศ ๑๒๔ ร
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 44
ัฐบาลได้สร้างทางรถไฟสายใต้ขึ้น และเห็นว่า ถ้าหากอำเภออยู่ที่ท่าผาแล้ว การคมนาคมไม่สู้สะดวก จึงย้ายที่ว่าการอำเภอ มาตั้งที่ตำบลบ้านโป่ง เรียกว่า อำเภอบ้านโป่ง สืบถึงทุกวันนี้ บริเวณที่ตั้งอำเภอ บ้านโป่ง เดิมเป็นป่าโปร่ง สัตว์ชอบมาอาศัยและกินดินโป่ง ( เป็นดินที่มสีรสเค็ม ) โดยเฉพาะสัตว์พวกเรียงผา จะชอบมาก ตามตำนานเก่าแก่อ้างว่า คำว่า “บ้านโป่ง “ เดิมทีเรียกว่า “บ้านทับโป่ง” ซึ่งเล่ากันว่า มีกระท่อม หรือ บ้าน (ทับ) อยู่ข้างดินโป่ง แต่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า บ้านโป่ง เพราสะดวกและสั้นดี ต่อมาทางราชการได้เปลี่ยนชื่อเป็น อำเภอบ้านโป่งตามไปด้วน อำเภอ บ้านโป่ง เคยโอนไปอยู่กับ จังหวัด กาญจนบุรีครั้งหนึ่ง ระหว่าง สงครามมหาเอเชียบูรพา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๕ และโอนกลับมาจังหวัดราชบุรีตามเดิม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๙

สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์

๑. สระโกสินารายณ์
เป็น สระโบราณมีเนื้อที่กว้างขวางถึง ๕๐ ไร่ ครั้งหนึ่งเป็นที่เลื่องลือกันว่า น้ำในศักดิ์สิทธิ์มากสามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้นานัปการ ผู้คนจากทั่วสารทิศ จึงพากันมาตักน้ำอาบและดื่มกินในทางโบราณคดี สระโกสินารายณ์นี้ เป็นส่วนหนึ่งของเมืองโบราณ กรมศิลปากรเคยสำรวจพบคันดินแนวกำแพง เหลือ ๓ ด้าน แต่ละด้าน ยาวเกือบ ๑ กิโลเมตร ภายในเมืองมีการขุดสระไว้หลายสระ ชาวบ้านเรียกชื่อ ต่างๆกัน บางสระมีลำรางเล็กๆ ขุดไขน้ำจากแม่น้ำแม่กลองเข้ามา ส่วนสระโกสินารายณ์นี้ แม้ตั้งอยู่นอกเมือง แต่ก็ชิดกับกำแพงเมือง นอกจากนี้ที่เนินจอมปราสาทในอาณาบริเวณเมืองเก่า ยังขุดพบกรอบประตูและกลีบขนุนหินทรายแดง จึงสันนิษฐานว่า ตรงนั้นเคยเป็นพระปรางค์ใหญ่ ทั้งยังพบสิ่งต่างๆ อีกมาก ทั้งหมดเป็นศิลปะของสมัยลพบุรี แต่ที่สำคัญที่สุด คือ รูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร เปร่งรัศมีขนาดใหญ่ ทำด้วยหินปูนสีทรายแดงอีกอันหนึ่ง เข้าใจว่าป็นที่รองรับพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรองค์นั้น ของที่ขุดพบจากเมืองโบราณแห่งนี้เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร
สรโกสินารายณ์ ปัจจุบันเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวอำเภอ บ้านโป่ง เพราะมีต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นเรียงรายอยู่สองฟากถนนรอบสระ อยู่ในเขตต
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 72
ำบลท่าผา หลังโรงงานกระดาษ สยามคราฟท์ ไม่ห่างจากตัวอำเภอบ้านโป่งมากนัก



๒. ศาลเจ้าแม่เบิกไพร
ตั้ง อยู่ที่ตำบลเบิกไพร อำเภอบ้านโป่ง เป็นศาลศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เคารพสักการะของคนในท้องถิ่นและจังหวัดใกล้เคียง มาช้านาน แต่ไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดว่าสร้างขึ้นในสมัยใดนอกจากมีประวัติเล่าว่า ครั้นเมื่อ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสไทรโยค ได้เสด็จมาที่ศาลเจ้าแม่เบิกไพรนี้ถึง ๒ ครั้ง

๓. ค่ายหลวงบ้านโป่ง
เข้า ใจกันว่า เป็นค่ายที่สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นสถานที่ที่พระองค์เคยเสด็จไปประทับ และทรงนำเอากองเสือป่าไปพัก ชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียง เรียกกันเพียงสั้นๆว่า “ค่ายหลวงบ้านโป่ง” สภาพของค่ายเท่าที่ปรากฏอยู่ก็คือ สันเนินและแนวคู อยู่ในตัวอำเภอบ้านโป่ง ทางทิศเหนือมีอาณาเขต จากริมแม่น้ำแม่กลอง ไปถึงถนนสาย ๑๘ เนื่องจากค่ายแห่งนี้เป็นเพียงที่พักชั่วคราว สิ่งปลูกสร้างทั้งหลายจึงไม่ถาวรหลงเหลืออยู่จนถึงปัจจุบัน



ประวัติคุณปู่ มงคล สุดลาภา
ประวัติ คุณปู่ มงคล สุดลาภา
ประวัติ เป็น นายอำเภอ ปราณบุรี จ. ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2502
เป็น นายอำเภอ บางสะพาน จ. ประจวบคีรีขันธ์
เป็น นายอำเภอ ชะอำ จ. เพชรบุรี
เป็น นายอำเภอ ท่ายาง จ. เพชรบุรี
เป็น รองผู้ว่าราชการจังหวัด ศรีษะเกศ
เป็น นายกเทศมนตรี อำเภอ เมือง จ. กาญจนบุรี
เป็น ปลัดจังหวัดกาญจนบุรี
เป็น ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย


นาย มงคล สุดลาภา รูปสมัยเป็นนายกเทศมนตรี เมืองกาจนบุรี คนที่ 16

นายมงคล สุดลาภา1 ต.ค. 2516 - 27 พ.ย. 2517
นายกเทศมนตรีคนที่ 1 นายกเทศมนตรีคนที่ 2 นายกเทศมนตรีคนที่ 3 นายกเทศมนตรีคนที่ 4

ขุนหิรัญประศาสตร์ (กลม พัฒนมาศ)
พ.ศ. 2479 - พ.ศ. 2481
พ.ศ. 2494 - พ.ศ. 2499 สวัสดิ์ สาระศาสิน
พ.ศ. 2481 - พ.ศ. 2483 นายบุญผ่อง สิริเวชชะพันธุ์
พ.ศ. 2483 - พ.ศ. 2485
พ.ศ. 2489 - พ.ศ. 2492 นายนิยม สินค้าเจริญ
พ.ศ. 2485 - พ.ศ. 2489

นายกเทศมนตรีคนที่ 5 นายกเทศมนตรีคนที่ 6 นายกเทศมนตรีคนที่ 7 นายกเทศมนตรีคนที่ 8

นายชำนาญ พงษ์สวัสดิ์
พ.ศ. 2492
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 45
- พ.ศ. 2492 นายแผน สิริเวชชะพันธุ์
พ.ศ. 2492 --พ.ศ. 2494 นายสมาน บุญอารักษ์
พ.ศ. 2499 - พ.ศ. 2499 นายประทีป ประเสริฐกุล
พ.ศ. 2499 - พ.ศ. 2501

นายกเทศมนตรีคนที่ 9 นายกเทศมนตรีคนที่ 10 นายกเทศมนตรีคนที่ 11 นายกเทศมนตรีคนที่ 12

นายสมจิตต์ ราคา
พ.ศ. 2501 - พ.ศ. 2502 นายอมร บุญลิขิต
พ.ศ. 2502 - พ.ศ. 2503 ร.ต.ต.สะอาด สุจริตจันทร์
พ.ศ. 2503 - พ.ศ. 2504 นายเฉลย รุ่งสว่าง
พ.ศ. 2504 - 2504

นายกเทศมนตรีคนที่ 13 นายกเทศมนตรีคนที่ 14 นายกเทศมนตรีคนที่ 15 นายกเทศมนตรีคนที่ 16

นายสวัสดิ์ ตุลยสุวรรณ
พ.ศ. 2504 - พ.ศ. 2506 นายชัยทัต สุนทรพิพิธ
พ.ศ. 2506 - พ.ศ. 2511 ร.ต. สมจิตต์ เสตะพันธุ
พ.ศ. 2511 - พ.ศ. 2515
9 ม.ค. 2516 - 1 ต.ค. 251 นายมงคล สุดลาภา
1 ต.ค. 2516 - 27 พ.ย. 2517
นายกเทศมนตรีคนที่ 17
นายกเทศมนตรีคนที่ 18 นายกเทศมนตรีคนที่ 19 นายกเทศมนตรีคนที่ 20

นายนิทัศน์ ถนอมทรัพย์
27 พ.ย. 2517 - 28 พ.ย. 2538 นายประสิทธิ์ โอภาสทิพากร
28 พ.ย. 2538 - 10 ม.ค. 2546 นางสมบูรณ์ สาระศาลิน
10 ม.ค. 2543 - 2546 นายประสิทธิ์ โอภาสทิพากร
ปัจจุบัน


รคนปัจจุบันคนที่20ายชื่อ นายกเทศมนตรี เมืองกาญจนบุรี ตั้งแต่(อดีต)คนที่ 1 ถึง
นายมงคล สุดลาภา ผู้ก่อตั้งโรงเรียน เมืองปราณบุรี ต.ปราณบุรี อ.ปราณบุรี
จ. ประจวบคีรีขันธ์

ประวัติโรงเรียนเมืองปราณบุรี
โรงเรียน เมืองปราณบุรีตั้งอยู่เลขที่ 73 ตำบลปราณบุรี อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาแบบสหศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประจวบคีรีขันธ์เขต 2 เริ่มเปิดสอน ครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2502 โดยนายมงคล สุดลาภา นายอำเภอปราณบุรี เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งขึ้น ตาม คำสั่งที่ 5981/2502 ลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2502 ให้เปิดเป็นโรงเรียนวิสามัญตอนปลาย โดยใช้สถานที่ สโมสรข้าราชการอำเภอปราณบุรี เป็นสถานที่เรียนชั่วคราว มีนักเรียนทั้งหมด 25 คน เป็นชาย 14 คน หญิง 11 คน มีนายนิยม พุทธิเภษัช ศึกษาธิการอำเภอปราณบุรี ดำรงตำแหน่งผู้รักษาการ ครูใหญ่ และนายทันรุจิเลข ผู้ช่วยศึกษาธิการอำเภอเป็นครูผู้สอน ปี 20 - 70 2504 ได้รับบริจาคที่ดิน จำนวน 13 ไร่ 1 งาน 38 ตารางวา จากนายจรัส นิตยธรรมให้สร้างโรงเรียนเมืองปราณบุรี ปี 2508 ได้งบประมาณเพิ่มเติมซื้อที่ดิน จากนายจรัส นิตยธรรมจำนวน 12 ไร่ 1 งาน 42 ตารางวา รวมเป็นที่ดินทั้งหมด 25 ไร่ 2 งาน 42 ตารางวา


และประวัติของคุณลุง เชาวน์วัศ สุดล
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 73
าภา ครั้งมีความผูกพันธ์ กับจังหวัด เพชรบุรี และจังหวัดสุพรรณบุรี และ จังหวัดราชบุรี



ประวัติการทำงานของพณฯ ท่านคุณลุง เชาวน์วัศ สุดลาภา

นาย เชาน์วัศ สุดลาภา เกิดวันที่ 1 มิถุนายา พ.ศ 2476
ที่อยู่กรุงเทพฯ เลขที่ 511/46 ถ. จรัลสนิทวงศ์ 37 เขต บางกอกน้อย จ. กรุงเทพฯ โทร 024123742
ที่อยู่ลพบุรี เลขที่ 155 ต.วังขนอนขว้าง อ.โคกสำโรง จ. ลพบุรี โทร 036441686
ภริยา ชื่อ นาง กมลทิพย์ สุดลาภา อดีต นางงาม ประจำจังหวัดสงขลา เมื่อ 50กว่าปีที่แล้ว
การศึกษา ปริญญาตรี และ ปริญญาโท มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
จบการศึกษา Diploma ทางรัฐประสาสน์ศาสตร์ กรุง บรอน์ประเทศเยอรมันนี
Diploma ทางรัฐประสาสน์ศาสตร์ กรุง เฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์
ปริญญาเอก กิตติมศักดิ์ จาก 2 มหาวิทยาลัย ในประเทศ สหรัฐอเมริกา
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ม ป.ช มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก
- สำนักเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร

ประวัติการ ทำงาน เคยดำรงตำแหน่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัด ลพบุรี 4 สมัย ใน ปี พ.ศ 2531 / 2535/1 / 2535/2 / 2538 และสอบได้ (ส.ส) ที่ 1 ทั้งสี่สมัย

ผู้ช่วยเลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปี 2507 - 2511
เลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปี 2515 - 2517
สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ วุฒิสมาชิก ปี 2515
ผู้ว่าราชการ จังหวัด พังงา ปี 2519 - 2520
ผู้ว่าราชการ จังหวัด ลพบุรี ปี 2520 -2522
ผู้ว่าราชการจังหวัด กรุงเทพมหานคร ปี 2522 -2524
ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 46
ปี 2524 - 2526
ผู้ว่าราชการ จังหวัด เพชรบุรี ปี 2527 - 2531
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัด ลพบุรี (สอบได้ที่ 1 ทั้ง 4 สมัย ซ้อน)
ประธานคณะกรรมการศึกษา ผู้แทนราษฎร ปี 2531 - 2535
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย 2 สมัย ปี 2533 – 2535 -2536
รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ปี 2535




ความเป็นมาความสัมพันธ์กันระหว่างพณฯ ท่านเชาวน์วัศ สุดลาภา

กับดร.วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์




วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ (Vongsak Swasdipanich)

ปัจจุบันเป็น ผู้ว่าราชการจังหวัด ราชบุรี2550
วงศ์ ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ (Vongsak Swasdipanich) ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย เกิด ๆ๒๗ มิถุนายน ๒๔๙๔ อายุ ๕๔ ปีเต็ม ภูมิลำเนาอำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด บุตรคนที่ ๕ ของเจริญ - ซิวเจียง สวัสดิ์พาณิชย์
อนันต์ สวัสดิ์พาณิชย์ พี่ชายคนโต ประกอบธุรกิจการเกษตรที่จังหวัดร้อยเอ็ด มนตรี สวัสดิ์พาณิชย์ พี่ชายคนรอง ประกอบธุรกิจน้ำแร่ดื่มที่จังหวัดร้อยเอ็ด ชูศรี ไวทยาวันศิริ พี่สาวคนที่สาม ประกอบธุรกิจเภสัชและกิจการโรงแรมที่จังหวัดนครราชสีมา รองศาสตราจารย์ ดร. สุวพงษ์ สวัสดิ์พาณิชย์ พี่ชายคนที่สี่ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตสกลนคร เกรียงศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ น้องชาย นิติกรธนาคารกรุงเทพ จำกัด สำนักงานใหญ่ และมัชฌา นราสวัสดิ์ น้องสาวคนเล็ก ประกอบธุรกิจอะไหล่รถจักรยานยนต์ที่จังหวัดร้อยเอ็ด
การศึกษาชั้นประถม โรงเรียนบ้านอาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด มัธยมต้นโรงเรียนร้อยเอ็ดวิทยาลัย ออกไปเข้า ม.ศ. ๓ ที่วิทยาลัยบางแสน ตามคำแนะนำของญาติผู้ใหญ่ ดร. ก่อ สวัสดิ์พาณิชย์ บิดาของศิโรตม์ สวัสดิ์พาณิชย์ อธิบดีกรมสรรพากร และมัธยมปลายโรงเรียนจรัสสมรอนุศาสน์ ยานนาวา กรุงเทพฯ
เป็นน้องใหม่ภาค วิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปีการศึกษา ๒๕๑๓ เพราะอยากเป็นนายอำเภอ โดยมีอุดม พัวสกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูนเป็นเพื่อนร่วมรุ่น
เรียนแบบไม่หยุดพักทั้งภาค เล็กและภาคใหญ่ ย่นเวลาเหลือ ๓ ปี ทั้ง ๆ ที่อาจารย์เตือนว่าถ้าพลาดละก็เจ็บกว่าคนเรียน ๔ ปี แต่ก็ได้รัฐศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา ๒๕๑๕ รับพระราชทานปริญญาพร้อมรุ่นพี่ในปี ๒๕๑๖
๐ ๐ ๐
นั่ง รถไฟเข้ากรุงเทพฯ ไปพบเชาว์วัศน์ สุดลาภา เลขานุการจอมพล ประภาส จารุเสถียร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น เพื่อขอฝึกงานโดยไม่ต้องการเงินเดือน
เชาวน์วัศ สุดลาภา ชอบใจที่กล้าเดินเข้ามาหาทั้ง ๆ ที่ไม่เคยรู้จักกัน
แต่พรรคพวกพามาฝากเยอะ ก็เลยรับไว้ทั้งธรรมศาสตร์ จุฬาฯ และเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยละ ๑ คน ได้เป็นลูกจ้างชั่วคราวสมใจ
ทำได้ไม่กี่เดือนก็เกิดเหตุการณ์ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๑๖
ภารกิจ ที่ไม่เคยคิดมาก่อนในชีวิตคือพาเชาว์วัศน์ สุดลาภา หลีกลี้ผู้คนไปหลบภัยที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ ถนนราชดำเนิน โรงแรม ๙๙ บางลำภู โรงแรมพาร์ลิเมนท์ ถนนวิสุทธิกษัตริย์ และโรงแรมวงเวียน ๒๒ กรกฎาคม จนเงินหมด
เชาวน์วัศ สุดลาภา ให้นำแฟ้มบัญชีเจ้าหน้าที่มาเปิดดูว่ารู้จักใครที่ไว้ใจได้บ้าง แล้วโทรศัพท์บอกเขามาช่วยจ่ายเงินให้ที จากนั้นก็พาเชาน์วัศ สุดลาภา ไปส่งที่อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แล้วพาภริยาของเชาน์วัศ สุดลาภา ขึ้นรถไฟล่องใต้ไปส่งที่จั
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 74
งหวัดสงขลา ก่อนจะกลับมารายงานตัวที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) สวนรื่นฤดี พร้อมกับพันตำรวจเอก สุทิน เอมะพัฒน์ ช่วยราชการสำนักงานเลขานุการรัฐมนตรีในขณะนั้น
สามวันสามคืนในสวนรื่นฤดี ได้รับรู้เรื่องราวหลายอย่าง รวมทั้งการเจรจาของจอมพล ถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และนายทหารระดับสูง อาทิ พลเอก กฤษณ์ สีวะรา และพันเอก ณรงค์ กิตติขจร เป็นต้น
เด็กกว่าเขาเพื่อน จึงรับหน้าที่ให้บริการอาหารเครื่องดื่มแก่ผู้ใหญ่ใน กอ.รมน.
หลังหายตื่นเต้นจากเหตุการณ์ที่ค่อย ๆ สงบลง ก็นึกขึ้นได้ว่าไปสอบแข่งขันเป็นปลัดอำเภอเอาไว้
แวะไปดู จึงรู้ว่าติด
๑ พฤษภาคม ๒๕๑๘ ได้รับการบรรจุเป็นปลัดอำเภอตรี กิ่งอำเภอปทุมรัตน์ ร้อยเอ็ด จังหวัดบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง
ทำ งานได้ปีเดียว ผู้ว่าราชการจังหวัดแวะมาตรวจราชการแล้วเห็นหน่วยก้าน สั่งให้เข้ามาเป็นปลัดอำเภอตรี อำเภอเมืองร้อยเอ็ด พร้อมกับสอบได้ชั้นโท (เจ้าพนักงานปกครอง ๔)
๒๕๑๙ ศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านบริหารรัฐกิจที่ Kentucky State University (KSU), Frankfort, Kentucky สหรัฐฯ
๒๕๒๐ ได้ปริญญา Master of Public Affairs (Planning)
บินกลับมาประจำกองการศึกษาประชาบาล จนกระทั่งสอบได้ระดับ ๕
กันยายน ๒๕๒๒ ย
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 47
้ายไปเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน ๕ สำนักงานจังหวัดเลย ปีถัดมาย้ายไปลงตำแหน่งเดียวกันที่จังหวัดพิจิตร
ธันวาคม ๒๕๒๕ ย้ายไปเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน จังหวัดศรีสะเกษ หลังสอบได้ระดับ ๖
อยู่ศรีสะเกษ ๕ ปีเต็ม จึงได้ย้ายไปรักษาการหัวหน้าฝ่ายแผนและโครงการ จังหวัดอุบลราชธานี
ตุลาคม ๒๕๓๓ ได้รับแต่งตั้งให้รักษาการหัวหน้าสำนักงานจังหวัดอุบลราชธานี หลังสอบได้ระดับ ๗
เพียงปีเดียวก็สอบได้ระดับ ๘
ธันวาคม ๒๕๓๔ ได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าสำนักงานจังหวัดมุกดาหาร (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน ๘)
จากนั้น เข้ารับการอบรมหลักสูตรนักบริหารมหาดไทย ระดับ ๘ สถาบันดำรงราชานุภาพ ๔๕ วัน
เมื่อ ชนะศักดิ์ ยุวบูรณ์ ย้ายไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้ทำเรื่องขอผู้จบปริญญาโทจากต่างประเทศมาเป็นหัวหน้าสำนักงานจังหวัดเพื่อ ช่วยงาน SEA Games ซึ่งเชียงใหม่เป็นเจ้าภาพ
กระทรวงฯ ส่งชื่อมาให้ ๒ คน แต่คนแรกขออยู่ที่เก่า หัวหน้าสำนักงานจังหวัดเชียงใหม่จึงกลายเป็นวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์
ยังไม่ทันจะเดินทางไป อารีย์ วงศ์อารยะ ปลัดกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้นโทรศัพท์มาหา บอกว่าคงจะไม่ได้ไปเชียงใหม่แล้วละ
ไม่เป็นไร เพราะก็ไม่อยากไปอยู่แล้ว
หัว หน้าสำนักงานจังหวัดเชียงใหม่ตัวจริงไม่ใช่ใครที่ไหน พระนาย สุวรรณรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นนายอำเภออมก๋อยในขณะนั้น
เมษายน ๒๕๓๕ ได้รับคำสั่งใหม่ให้มาเป็นหัวหน้าสำนักงานจังหวัดสมุทรปราการ
แต่คนเก่าขออยู่ต่อ ในขณะที่คนใหม่ก็ไม่สมัครใจจะไป จึงไม่ได้ไปทั้งเชียงใหม่และสมุทรปราการทั้ง ๆ ที่คำสั่งออกมาแล้ว
สรุปแล้วได้อยู่ที่เดิม คือ มุกดาหาร
ตุลาคม ๒๕๓๖ ย้ายไปเป็น หัวหน้าสำนักงานจังหวัดขอนแก่น
๐ ๐ ๐
เมื่อกระทรวงมหาดไทยปรับโครงสร้างภายในแยก 'ฝ่ายแผนพัฒนาจังหวัด' ออกจาก 'สำนักนโยบายและแผน' แล้วยกขึ้นเป็นหน่วยงานระดับกอง
ชนะ ศักดิ์ ยุวบูรณ์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นึกถึงคนที่เคยขอไปช่วยงาน SEA Games แล้วไม่ได้มาทำงานด้วยกันเมื่อครั้งยังเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ หนนี้คงไม่มีปัญหา
พฤศจิกายน ๒๕๓๗ จึงได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการกองแผนพัฒนาจังหวัด สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย คนแรก
คน ในกระทรวงมหาดไทยด้วยกันไม่ได้หมายความว่าจะมีโอกาสเติบโตหรือได้รับการ พิจารณาให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดถ้าไม่ผ่านการเป็นปลัดอำเภอ นายอำเภอ ปลัดจังหวัด และรองผู้ว่าราชการจังหวัด ก็ยากที่จะได้ขึ้นเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด เช่น ข้าราชการมหาดไทยระดับ ๔ - ๕ ถ้าโอนมาจากสายปกครองแล้ว โอกาสในการเข้าโรงเรียนนายอำเภอจะน้อยลง
เมื่อไม่ได้เรียนก็ไม่ได้เป็นนายอำเภอ
แต่ ถ้าได้เป็นผู้อำนวยการกอง ในสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยแล้ว ยังมีโอกาสที่จะได้รับการพิจารณาแต่งตั้งเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัด เส้นทางไปสู่การเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดจึงไม่ถึงกับตีบตัน ผนวกกับการปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนมาตลอด เงินเดือนที่ได้รับก็สูงเต็มขั้น ผลงานใหม่ก็ได้ใช้ความรู้ด้านการวางแผนที่ได้ร่ำเรียนมา
ตุลาคม ๒๕๓๙ จึงได้รับแต่งตั้งเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี โดยไม่ผ่านการเป็นนายอำเภอและปลัดจังหวัด ขณะมีอายุน้อยที่สุดในบรรดาคนเป็นรองผู้ว่าฯ ด้วยกัน โดยไม่เคยวิ่งเต้นให้ได้มาซึ่งตำแหน่ง
จากนั้น กลับไปเข้ารับการอบรมหลักสูตรนักบริหารมหาดไทย ระดับ ๙ สถาบันดำรงราชานุภาพ นาน ๖ เดือนเต็ม จึงกลับมาทำงานต่อ
แม้ยังไม่มีอำนาจเต็มเหมือนผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ก็หนีไม่พ้นการใช้หลักนักบริหาร (องค์กร) นักพัฒนา (โ
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 75
ครงการ) และนักปกครอง (คน) ขาดไปหลักใดหลักหนึ่งก็ไม่ได้
งาน ที่ได้รับมอบหมายจากพลากร สุวรรณรัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานีในขณะนั้น คือการจัดตั้งเขตอุตสาหกรรม อันทำให้ปัตตานีเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีโรงงานด้านอุตสาหกรรมการเกษตรขนาด ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ อาทิ โรงงานปลากระป๋อง โรงงานปลาป่น โรงงานอาหารสัตว์ เป็นต้น
อีกงานหนึ่งคือคือโครงการจัดตั้งธนาคารอิสลาม (Islamic Bank)
และ ที่ได้รับมอบหมายเป็นพิเศษคือการเป็นตัวแทนผู้ว่าราชการจังหวัดใน ๔ จังหวัดภาคใต้เข้าร่วมประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และมาเลเซีย
เนื่องจากจังหวัดภูเก็ตมีเป้าหมายในการเป็นเมือง หน้าต่างโลก พีระพงศ์ จำนงเฉลิมฉัตร ผู้ว่าราชการจังหวัดในขณะนั้นจึงทำเรื่องขอตัว เพราะเห็นศักยภาพที่ปัตตานี
ตุลาคม ๒๕๔๐ ย้ายไปดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต โดยมีชาวไทยมุสลิม ๗ คันรถ ตามมาส่งถึงตัวเกาะ
๐ ๐ ๐
ที่ ภูเก็ต รับผิดชอบงานด้านเศรษฐกิจ โดยมีภารกิจหลักพัฒนาการท่องเที่ยว ซึ่งช่วงนั้นมีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเต็มที่ จนไม่ทันกับการดูแลรักษา
แต่ก็ไม่ง่ายในการจัดระเบียบ เพราะ 'ผลประโยชน์' คืออุปสรรคสำคัญ โดยเฉพาะป่าตอง
'สารสนเทศ' คือ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 48
หัวใจสำคัญในการบริหารจัดการ
หลังตามเก็บรายชื่อชาวบ้านร้านถิ่นมาแยกเป็นหมวดหมู่จนรู้ใครเป็นใคร และรู้ต่อไปถึงอิทธิพลที่มีผลทั้งทางบวกและลบต่อการจัดระเบียบ
ผล พวงจากการจัดทำสารสนเทศ ทำให้เห็นภาพด้านประชากรศาสตร์อย่างชัดเจนของคนภูเก็ต จึงมีโอกาสได้เชื่อมโยงคนไทยมุสลิมซึ่งมีอยู่ร้อยละ ๓๕ มาช่วยกันพัฒนาภูเก็ต
และหลังการเดินเท้าย่ำป่าตอง ยังทำให้รู้ว่าหนึ่งในกลุ่มผู้สร้างปัญหาจุ๊ก ๆ จิ๊ก ๆ ไม่ใช่ใครที่ไหน พวกแผงหลัก แผงลอย รถเข็น และคานหาบ เร่ขายตำบักหุ่ง (ใส่หรือไม่ใส่ปลาแดกก็แล้วแต่) ไปจนถึงรถสองแถว และนวดโบราณทั้งที่อยู่ในตึกและริมชายหาด
พอได้ยินเขาส่งเสียง ก็รู้ว่าไม่ใช่ใครที่ไหน จัดแจงส่งภาษาเดียวกัน
ป่า ตองค่อย ๆ มีระเบียบขึ้นโดยลำดับหลังหลังเปลี่ยนผู้ว่าราชการจังหวัดอีก ๒ คน คือ พงศ์โพยม วาศภูติ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาในปัจจุบัน และชาญชัย สุนทรมัฏฐ์ รองปลัดกระทรวงฯ ฝ่ายความมั่นคงในปัจจุบัน
เป็นรองผู้ว่าฯ ภูเก็ตครบ ๔ ปี แต่เปลี่ยนผู้ว่าฯ ปีละคน
ตุลาคม ๒๕๔๔ ย้ายไปเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง พร้อมกับเข้าศึกษาที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปรอ. ๔๔๑๔) เป็นเวลา ๑ ปีเต็ม
เพื่อน ร่วมรุ่นที่กำลังขั้วตำแหน่งใหม่ในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ อาทิ พลเรือเอก สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ว่าที่ผู้บัญชาการทหารเรือ พลเรือเอก วิชัย ยุวนางกูร ว่าที่รองผู้บัญชาการทหารเรือ พลเรือเอก นพพร อาชวาคม ว่าที่ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ พลเอก พรชัย กรานเลิศ ว่าที่ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก พลอากาศเอก พรชัย รามโกมุท ว่าที่ผู้บัญชาการกองบัญชาการสนับสนุนทหารอากาศ พลตำรวจโท ชลอ ชูวงษ์ และพลตำรวจโท วิโรจน์ พหลเวชช์ ว่าที่ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นต้น
ส่วนเพื่อนร่วมรุ่นที่มาจากกระทรวงเดียวกัน ได้แก่ เจตน์ ธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น พระนาย สุวรรณรัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี วิชม ทองสงค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ปรีชา บุตรศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ เมฆินทร์ เมธาวิกูล ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ปานชัย บวรรัตนปราน ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร และสุธี มากบุญ ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร
๐ ๐ ๐
๑ ตุลาคม ๒๕๔๕ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย หลังจบ วปอ.
'หนองคาย' จังหวัดชายแดนติดแม่น้ำโขงได้ชื่อว่าน่าอยู่อันดับ ๗ ของโลก เป็นดินแดนชุ่มน้ำอันดับ ๑,๐๙๘ ของโลก เป็นเมืองที่มีนักบวชและนักพรตมากที่สุดในเอเชีย และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยยังจัดให้เป็น ๑ ใน ๕ จังหวัดที่น่าอาศัยระยะยาวอีกด้วย
ฟังแล้วน่าชื่นชม แต่ไม่มีอะไรในกอไผ่ที่จะผลักดันให้คนต่างถิ่นหรือต่างชาติอยากมาเที่ยวและ ลงทุนเพื่อให้คนหนองคายมีรายได้ดีขึ้น ขณะที่บางคนในภาครัฐกลับทำงานผิดช่องทาง
ประสบการณ์จากการเป็นหัวหน้าสำนักงานจังหวัดและรองผู้ว่าราชการจังหวัดช่วยให้ไม่ต้องเสียเวลาเริ่มต้นเท่าใดนัก
ข้อมูล ข่าวสารที่ถูกต้องเป็นเรื่องสำคัญ ระยะแรกจึงต้องอาศัย Honda, Silver Shadow คันใหญ่ ขับตระเวณเข้าไปตรวจพื้นที่ทุกสัปดาห์ ล้มเมื่อใดไม่ต้องยก เพราะมอเตอร์ไซค์หนักกว่าท่านผู้ว่าฯ ร่างเล็กหลายร้อยกิโลกรัม
จากนั้น จัดประชุมนายอำเภอให้ถี่ขึ้น เพื่อเร่งนโยบายของรัฐที่ได้นำมาขยายเป็นแผนปฏิบัติการให้บังเกิดผลเป็น รูปธรรม โดยชี้ให้เห็นว่า ช่องทางนี้นอกจากจะช่วยชาวบ้านให้อยู่ดีกินดีแล้ว ยังสนองนโยบายจากส่วนกลางอันเป็นผลงานที่ชอบธรรมอีกด้วย
และเพื่อให้เรื่องที่คนชื่นชมมีความเป็นไปได้จริง โครงการเรารักหนองคายจึงเกิดขึ้น
แต่ถ้าภายในไม่พร้อมก็ยากที่จะรุกออกไปภายนอกได
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 76
้ดี จึงเริ่มต้นที่การทำภายในให้สะอาดทั้งด้าน 'รูปธรรม' และ 'นามธรรม'
เริ่ม จากรณรงค์ให้ 'หนองคายไร้ขยะ' ด้วยการจัดให้มีวัน 'เรารักหนองคาย' โดยส่วนราชการภูมิภาค ท้องถิ่น และชาวบ้าน มาคุยกัน ในที่สุดก็ออกมาเป็นทุกวันพุธที่สองและสี่ของเดือน ทั้ง ๑๗ เทศบาลเล็กใหญ่ และ ๑๑๑ องค์การบริหารส่วนตำบล ตลอดจนชาวบ้าน ยกขบวนกันออกมาทำความสะอาดหนองคายทั้งจังหวัด ทำมาแล้วตั้งแต่ต้นปี ๒๕๔๕ จนถึงวันนี้
ต่อไปเป็นเรื่องของการบริหารจัดการ วัฒนธรรม จริยธรรม และระเบียบวินัย
ข้าราชการ
นับ ว่าท้าทายในการผลักดันให้มีธรรมบริหาร (Good Governance) แผนส่งเสริมการทำงานด้วยความ 'จริงใจ จริงจัง และโปร่งใส' จึงเกิดขึ้น โดยจัดตั้งคณะทำงานด้านยุทธศาสตร์ (CEO Staff) ของผู้ว่าราชการจังหวัด ประกอบด้วยหัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์ของกระทรวงต่าง ๆ ที่มาประจำอยู่ในจังหวัด แล้วจัดให้มีการประชุมกันทุกวันอังคารและพฤหัสบดี และจัดอบรมข้าราชการให้เข้าใจเรื่อง 'ธรรมบริหาร'
ชาวบ้าน
มีการจัด ตั้งตัวแทนประชาชน ๗ คนนอกล้วน ๆ มาจากชาวไทยเชื้อสายญวน ต้นตระกูลเก่า ณ หนองคาย มหาวิทยาลัยขอนแก่น วิทยาเขตหนองคาย ประชาคม ผู้นำลูกเสือชาวบ้าน องค์กรพัฒนาเอกชน และประชาชนในอำเภอเมือง เ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 49
พื่อให้ข้อคิดเห็นและเสนอแนะแก่ผู้ว่าฯ
เด็กและเยาวชน
แผน งาน 'คุณครูผู้ว่าฯ' ซึ่งวัยรุ่นฮือฮาเมื่อเห็น 'ผู้ใหญ่แนว' สวมบทครูสัญจร ขี่มอเตอร์ไซค์ตะลอนสอนหนังสือนักเรียนมัธยม โดยเฉพาะวัยรุ่นเป็นกลุ่มเป้าหมายพิเศษ จากนั้นนำเด็กนักเรียนที่อยู่ชนบทรอบนอกทยอยกันเข้ามาพบผู้ว่าฯ ต่อด้วยทัศนศึกษาในเมือง ในทางกลับกันก็ส่งนักเรียนในเมืองไปทัศนศึกษาชนบทที่ห่างไกล แต่ไม่ลืมอุปกรณ์การเรียนการสอนและเครื่องมือที่จะช่วยให้นักเรียนทำกิจกรรม ได้ แผนงานพัฒนาห้องเรียนคอมพิวเตอร์ แผนงานห้องเรียนศิลปะ และแผนงานลานกีฬาเอนกประสงค์ จึงทยอยออกมารองรับ โดยเฉพาะทุนการศึกษาเด็กนักเรียนที่ด้อยโอกาส ซึ่งเงินส่วนหนึ่งมาจากเพื่อนร่วมรุ่น วปรอ. ๔๔๑๔ นี่แหละ
๐ ๐ ๐
เมื่อ ภายในสะอาด อบอุ่น และมีความพร้อมระดับหนึ่ง จึงเริ่มงานเชิงรุก อันได้แก่ การพัฒนาจังหวัดหนองคายในด้านนิเวศ เกษตรอุตสาหกรรม การค้าชายแดน และท่องเที่ยว
ด้านนิเวศ
หนองคายมีพื้นที่ติดแม่น้ำโขง ๓๓๐ กิโลเมตร แต่ละปีหน้าดินถูกน้ำเซาะหายไป ๒ เมตร ปล่อยต่อไปอีกไม่ได้แล้ว จึงทำการศึกษาจุดที่อ่อนไหว ส่วนไหนที่พังทลายมากก็สร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งเป็นจุด ๆ ไป ได้งบเพิ่มเติมมาเมื่อใดก็ทยอยทำตามแผนที่ได้ศึกษาไว้
ด้านเกษตรอุตสาหกรรม
นอก จากการส่งเสริมสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (One Tambon One Product: OTOP) ที่ประกวดประขันกันทุกจังหวัดแล้ว คือการใช้จุดเด่นของจังหวัดในด้านภูมิศาสตร์ พัฒนาให้หนองคายเป็นครัวโลกด้านผักผลไม้ที่ปลูกได้ทุกชนิด ตลอดจนการปลูกพืชสมุนไพรและสวนพฤกษชาติ ควบคู่กับเป้าหมายในการตั้งโรงงานปุ๋ยอินทรีย์ ๖ แห่ง เพื่อใช้ในการส่งเสริมแผนงานนี้ โดยเฉพาะยางพาราซึ่งหนองคายมีพื้นที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือถึง ๒๕๐,๐๐๐ ไร่
การค้าชายแดน
แม้หนองคายเป็นเมืองชายแดน แต่ที่ผ่านมามีแต่หันหน้าหากรุงเทพฯ หันหลังให้ต่างประเทศ น่าจะไปลาวและจีนตอนใต้อีกทางหนึ่ง จึงตั้งคณะทำงานชายแดน ฝ่ายไทยมี ๗ คน มาจากหัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์ ตำรวจ ทหาร เกษตรฯ ศึกษาฯ พาณิชย์ และสำนักงานจังหวัด ฝ่ายลาวอีก ๗ คน รวมเป็น ๑๔ คน ให้ความสำคัญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ต้องมาก่อน เมื่อชอบพอกันแล้ว เรื่องอื่น ๆ ก็พูดกันได้ ถัดไปเป็นเรื่องความปลอดภัย ความมั่นคง ยาเสพติด แรงงานต่างด้าว และการค้าขาย ส่วนแผนงานสำคัญในเรื่องการค้าชายแดน คือ การจัดตั้งเขตปลอดอากร จัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษอุดรธานี-หนองคาย-เวียงจันทน์ จัดหาพื้นที่ตรวจสินค้าแห่งใหม่ของด่านศุลกากร และจัดสร้างด่านพรมแดนพร้อมท่าเทียบเรือแพขนานยนต์ที่อำเภอบึงกาฬ
การท่องเที่ยว
งาน ใหญ่คือการจับมือกับ ดร. จิตสันติ ธนะโสภณ ผู้ว่าการ การรถไฟแห่งประเทศไทย ใช้บริเวณสถานีรถไฟเก่าก่อสร้างพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำจืด (Aquarium) มูลค่า ๓๓๗ ล้านบาท เพื่ออนุรักษ์พันธุ์ปลาในแม่น้ำโขงที่เหลืออยู่ ๕๘๐ สายพันธุ์ ไม่ให้หดหาย คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี ๒๕๕๐
อีกงานหนึ่งเป็นการก่อสร้าง ศูนย์ OTOP เพื่อเป็นแหล่งกลางในการเผยแพร่และจำหน่ายสินค้าทุกตำบลของจังหวัดฯ และ ASEAN ข้างศาลากลาง เนื้อที่ ๕ ไร่ มีทั้งสินค้าบ้านเรา สินค้าบ้านเขา คือ จีน และสิบสองปันนา มูลค่ากว่า ๔๐ ล้านบาท
ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้คน ต่างชาติและต่างถิ่นได้สัมผัสวิถีชีวิตแบบไทย ๆ ของชาวหนองคายด้วยการพัฒนาที่พักในบ้าน (Home stay) กระจายไปทั่วอำเภอที่อยู่ริมแม่น้ำโขง เพื่อบริการนักท่องเที่ยวที่นิยมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
และที่ถึงขั้นผลิตคู่มือกันเลยก็คือ ส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างหนองคายกับเวียงจันทน์ แบบว่า มา ๑ จังหวัด ได
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 77
้เที่ยว ๒ ประเทศ ทำนองนั้น
๐ ๐ ๐
ทั้งหมดที่ว่ามานี้ ประเด็นอยู่ที่การสื่อสารให้ทุกฝ่ายได้รับรู้ข่าวสาร เข้าใจ ยอมรับ และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือ
ที่ นี่ใช้วิธีการสื่อสารค่อนข้างหลากหลาย ทั้งระดับบุคคล ระดับกลุ่ม ไปจนถึงระดับมวลชน มีทั้งที่ผู้ว่าฯ เข้าไปหา และยกขบวนกันมาพบ ตลอดจนการสื่อสารที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ
ทุกเช้าวันเสาร์หลัง รายการ 'นายกฯ พบประชาชน' ที่หนองคายมีรายการ 'บ้านเมืองน่าอยู่' ทางวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย FM ๙๐.๕ เมกะเฮิรตซ์ เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๐.๐๐ น. ผู้ว่าฯ วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ พูดใส่ไมโครโฟนคุยกับชาวบ้านให้ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร มีการบอกเล่าเก้าสิบ พร้อมเปิดสายท้ายรายการให้สอบถามและร้องเรียนอีกด้วย
ทุกครั้งเมื่อกลับ จากประชุมที่กรุงเทพฯ วันรุ่งขึ้น หัวหน้าส่วนราชการและนายอำเภอจะรับรู้เรื่องราวที่ไปประชุมมา วันถัดไป กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์การบริหารส่วนตำบล จะรับรู้ข่าวสารผ่านหัวหน้าส่วนราชการและนายอำเภอ และวันที่สาม ประชาชนในแต่ละท้องถิ่นจะรับรู้ข่าวสารจากกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์การบริหารส่วนตำบล
แล้วยังเปิด 'สภากาแฟ' อีกเดือนละ ๒ ครั้ง เวลา ๐๗.๐๐ - ๐๘.๓๐ น. ให้หัวหน้าส่วนราชการ ส่วนท้องถิ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 50
่น และภาคเอกชน ได้แสดงความคิดเห็นร่วมกัน นอกเหนือจากวารสาร 'เรารักหนองคาย' รายเดือน และแผ่นพับต่าง ๆ มากมาย ฯลฯ
ไม่มีท้องที่ใดปราศจากอิทธิพล แต่เมื่อคนหลายฝ่ายในท้องที่นั้นสามารถเข้าถึงกัน โดยมีเวทีให้พบปะพูดจากัน ความกดดันถ้ามีก็จะน้อยลง
เครือข่ายภาคประชาชนที่มีความพร้อมด้านข้อมูลข่าวสารยังช่วยให้การปฏิบัติงานภาครัฐเกิด 'ธรรมบริหาร' อีกทางหนึ่งด้วย
ที่ นี่มีรายชื่อผู้ยากจนในบัญชีกว่า ๘,๐๐๐ คน ฝันของผู้ว่าฯ วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ คือ ศูนย์กลางด้านการค้าและบันเทิงมูลค่ากว่า ๔,๐๐๐ ล้านบาท ที่ภาคเอกชนให้ความสนใจเพราะอยู่ใกล้ลาว ถ้าเกิดขึ้นจริงเมื่อใด แทบจะล้างบัญชียากจน เพราะคนมีงานทำกันทั่วถ้วน
๐ ๐ ๐
ชีวิตส่วนตัว สมรสกับวิไลพร วิรัตน์จันทร์ อดีตพนักงานสาขาอำเภอเกษตรวิสัย ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อ ๑๗ มีนาคม ๒๕๑๘
เบญจพล สวัสดิ์พาณิชย์ บุตรคนโต อายุ ๒๓ ปี ภาควิชาโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ปีสุดท้าย
เบญจรงค์ สวัสดิ์พาณิชย์ บุตรคนเล็ก อายุ ๑๘ ปี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปี ๒
ข้อคิดที่ วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ เขียนไว้ในทำเนียบรุ่น วปรอ. ๔๔๑๔ ก็คือ ...
"จะเก่ง จะดี จะชั่ว อยู่ที่ตัวสร้างขึ้นมาเอง"

บรรดาพ่อค้าแม่ขายครั้นรู้ว่ารองผู้ว่าฯ ผูกเสี่ยวกัน ก็ดีใจ ให้ความเคารพนับถือ
เมื่อเป็นพวกเดียวกันแล้ว "ทำแบบนี้ต่อไปไม่ได้ มาอยู่ที่นี่ต้องไว้หน้าพ่อ" รองผู้ว่าฯ คนร้อยเอ็ดขอกันตรง ๆ
จาก นั้น จัดแจงรวมกลุ่มตั้งชมรมชาวอีสานในจังหวัดภูเก็ต หลังอยู่ที่นี่ได้ ๑ ปี อันเป็นช่วงที่จเด็จ อินสว่าง มาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดแทนพีระพงศ์ จำนงเฉลิมฉัตร
แล้วรับเป็นประธานชมรมฯ คนแรก อันทำให้รู้ว่าที่นี่มีชาวอีสานกว่า ๒๐,๐๐๐ คน
สมมติเล่น ๆ ถ้าทุกคนโอนทะเบียนบ้านไปอยู่ภูเก็ตเมื่อใด มีโอกาสเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้แล้ว ๑ คน
โดย: teapatyost341455@hotmail.com [19 มี.ค. 51 20:48> ( IP A:61.7.191.119 X: )
ความคิดเห็นที่ 51
อำเภอ บ้านโป่ง
เป็น อำเภอ ที่ ถูกขนานนามเรียกว่าเป็น (เมืองคนงาม) (คุณแม่เป็นชาว ไทย – รามัญ) แห่งเมืองคนงาม ต้นสกุล (ติเยาว์) มาช้านานแล้ว และจังหวัดราชบุรี ก็เป็นจังหวัดที่มีเขตการติดต่อกับจังหวัดเพชรบุรี เมื่อสมัยก่อนนั้นคุณปู่เคยเป็นนายอำเภออยู่ที่ อำเภอ ท่ายาง จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ และ คุณลุง ก็เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัด เพชรบุรี เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๗ – ๒๕๓๑ คือ คุณลุง เชาวน์วัศ สุดลาภา คือหลังจากคุณลุงเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด กรุงเทพมหานคร เมื่อ ปี ๒๕๒๒ – ๒๕๒๔ และเป็นผู้ว่าราราชการจังหวัดลพบุรี เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๐ – ๒๕๒๒ และคุณลุงก็เป็น (ส.ส) ๔ สมัย และสอบได้ที่ ๑ ทั้ง๔ สมัยซ้อน และได้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง มหาดไทย ถึง ๒ ครั้งสมัย และที่ผมกล่าวถึง จังหวัดราชบุรีนั้นทางทิศ ตะวันตก นั้นติด กับจังหวัด กาญจนบุรี ครั้นที่เมื่อสมัยที่คุณปู่ มงคล สุดลาภา เป็น นายอำเภออยู่ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถึง ๒ อำเภอ คือ อำเภอปราณบุรี อำเภอบางสะพาน และเป็น นายอำเภอที่ จังหวัด เพชรบุรีถึง ๒ อำเภอ คือ อำเภอ ชะอำ และอำเภอ ท่ายาง ก่อนที่ คุณปู่มงคล สุดลาภา จะมาเป็น นายกเทศมนตรี คนที่ ๑๖ ของอำเภอ เมือง จังหวัด กาญจนบุรี และเป็น ปลัด จังหวัด กาญจนบุรี และคุณปู่มงคล สุดลาภา ก็ได้เป็น ผู้ตรวจการกระทรวง มหาดไทย ซึ่ง ความสัมพันธ์กัน ระหว่าง (อำเภอ บ้านโป่ง
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 78
) จังหวัด ราชบุรี ถึงจังหวัดเพชรบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัด กาญจนบุรี และจังหวัด สุพรรณบุรี นั้น (คุณลุงเคยเป็น นายอำเภอที่สุพรรณบุรี) ถ้าจะให้พูดกันแล้ว ตระกูล สุดลาภา ก็เป็นนักการเมือที่มีชื่อเสียงทางด้านการปกครอง และการทำประโยชน์มากมายมหาศาล ในหลายๆด้านให้กับประเทศชาติและเขต ๗ มาช้านาน แล้ว ส่วน กระผม นาย ฑีพัตรยศ สุดลาภา ก็มี คุณแม่ เป็นคนไทย – รามัญ ในอำเภอ บ้านโป่งจังหวัดราชบุรี (ตระกูล “ติเยาว์”) และก็มีย่าใหญ่ (ย่าทวด) ต้นสกุล “สุปัญโญ” ที่ จังหวัด ลพบุรี และ คุณพ่อ ของย่าทวดผม ก็มี ยศ เป็น “เจ้าพระยา” แห่งเมืองลพบุรี เป็น(เจ้าเมือง)ในสมัยแห่ง รัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว




ประวัติ และความเชื่อของชาว รามัญ ใน อำเภอบ้านโป่ง (เมืองคนงาม) จ.ราชบุรีนายฑีพัตรยศ สุดลาภา ชื่อเล่น (ลูกหิน) คุณแม่ของผมเป็นชาวมอญรามัญ เพราะ คุณตา และ คุณยาย เป็นชาวไทย – รามัญ ทั้ง ๒ ฝ่าย ต้นตระกูล (ติเยาว์)


ประวัติและความเชื่อของชาว รามัญ ใน อำเภอบ้านโป่ง (เมืองคนงาม) จ.ราชบุรีนายฑีพัตรยศ สุดลาภา ชื่อเล่น (ลูกหิน) คุณแม่ของผมเป็นชาวมอญ (รามัญ) เพราะคุณตา กับคุณยายเป็นชาวรามัญทั้ง 2 ฝ่าย (คุณแม่นามสกุล ติเยาว์) และเล่าให้ฟังว่าสมัยเมื่อหลายร้อยปีก่อน ตระกูลทางคุณแม่ของผมนี้ได้เดินทางมาจาก กรุงหงสาวดี
แล้วเดินทางเข้ามา อยู่ใน อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี และที่บ้านของผมยังมีประเพณีประจำตระกูลก็คือการนับถือ ผีมอญ และก็มีความเคร่งในศาสนสพุทธ จากความเชื่อเรื่องผีมอญ(ผีตระกูลหรือผีบรรพบุรุษนี้ทำให้เกิดการมีประเพณี รำผีมอญ
มูลเหตุของการรำผีมอญ เนื่องมาจากความเชื่อที่ว่า ชาวมอญมีผีรักษา หรือผีประจำคระกูลเรียกเป็นการทั่วไปว่า “ผีมอญ” ซึ่งผีนี้มีหน้าที่คอยปกปักรักษาสมาชิกในครอบครัวให้อยู่เย็นเป็นสุข แต่มีข้อแม้ว่า ห้ามล่วงละเมิดหรือ “ทำผิดผี” ด้วยประการทั้งปวงเช่น ห้ามคนตั้งครรภ์ที่ไม่ใช่ลูกสาวของเจ้าเรือนนอนในเรือน ห้ามคู่สามีและภรรยาที่ไม่ได้อยู่ร่วมผีเดียวกันกับเจ้าเรือน ร่วมหลับนอนในเรือน ห้ามเจ้าเรือนกินอาหารร่วมสำรับกับแขกผู้มาเยือน ฯลฯ
การ”ผิด ผี” จะส่งผลให้คนในบ้านเกิดเจ็บไข้ไม่สบาย เมื่อหมอดูทำนายว่าเป็นเพราะผู้ กระทำ ก็จะจัดหาวันเพื่อทำพิธีรำผีมอญ ซึ่งก็คือกระบวนการแสดงขอขมา หรือลุโทษแก่โทษ ที่ได้กระทำล่วงเกินผีนั่นเอง ชาวมอญราชบุรี ไม่ทำพิธีรำผีมอญบ่อยครั้งนัก หากเลี่ยงได้ก็จะเลี่ยง เนื่องจากการรำผีมอญแต่ละครั้งจะต้องใช้เงินค่อนข้างมาก อีกประการหนึ่งเป็นการประกาศว่า บ้านเรือนหลังนี้ ได้มีผู้ทำผิดผี จึงได้เกิดการรำผีมอญเกิดขึ้น ดังนั้นวิธีการเลี่ยงที่ดีและง่าย คือการปฏิบัติกิจของคนในครอบครัวมิให้ผิดผี ซึ่งเท่ากับเป็นการคุมพฤติกรรมให้อยู่ในกรอบของความเหมาะควร เมื่อทุกคนเคารพ ถือผีของกันและกัน ก็คือการเคารพหลักให้อยู่ร่วมกันอย่างมั่นคง การนับถือผีของชาวมอญจึงเป็นเรื่องที่มีเหตุผล และเคารพยึดถืออยู่ตลอด

ประวัติและความเป็นมา
ชาว มอญ เรียกแผ่นดินตนเองว่า”รามัญประเทศ” และส่วนคำว่า”รามัญ” นั้นมาจากภาษาบาลีว่า ”รามญญ” ในปัจจุบันที่ชาวไทย-มอญ ตั้งหลักแหล่งเป็นกลุ่มใหญ่ ได้แก่อำเภอ ปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ รองลงมาคือ อำเภอบ้านโป่ง อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี และในจังหวัด
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 52
กาญจนบุรี ส่วนในตอนเหนือจะพบในจังหวัดลำปาง ลำพูน และเชียงใหม่ นอกจากนั้นยังมีกระจัดกระจายเป็นกลุ่มเล็กๆ อยู่ในจังหวัด สมุทรสงคราม นครปฐม เพชรบุรี สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา นครราชสีมา นครสวรรค์ ฉะเชิงเทรา ปราณบุรี เป็นต้น

ความเป็นมาของมอญราชบุรี ชาวมอญราชบุรีนั้นนับถือพุทธศาสนาตั้งแต่อยู่ในประเทศพม่า โดยมีหงสาวดีเป็นเมืองหลวง ครั้นเมื่อหนีภัยมาอยู่ในแดนสยาม การนับถือพระพุทธศาสนาก็ยังคงมั่นเมื่อปักหลักรวมพลตั้งเป็นชุมชนขึ้นที่ใด ก็มักจะสร้างวัดเป็นศุนย์รวมใจ เช่นเดียวกับชาวมอญรุ่มแม่น้ำแม่กลอง หลักฐานการสร้างวัดม่วง อำเภอบ้านโป่ง-- -โพธาราม ว่ามีการสร้างเมื่อในปี พ.ศ 2223 ต่อมาได้ค้นพบในคัมภีร์หมายเลข 321
ขึ้นที่วัดม่วง ความนั้นว่าผู้จารึกชื่ออุตตมะ เป็นชื่อขณะที่ยังเป็นพระ จารึกเอาไว้ในวัดม่วง แล้วเสร็จเมื่อตะวันบ่าย วันศุกร์ แรม 6 ค่ำ “ศักราช1000” หรือ พ.ศ2181 ตัวเลขศักราชที่เป็นทางการว่าวัดม่วงสร้างเมื่อ พ.ศ 2223 กับที่ค้นพบใหม่คือ พ.ศ2181 นั้นต่างกัน หากศักราชใหม่เป็นจริงนั้นแสดงว่า วัดม่วงบ้านโป่งต้องสร้างมาก่อนปีพ.ศ2181 เพราะอย่างน้อยต้องมีวัดมาแล้วก่อนที่จะมีพระภิกษุชื่อ อุตตมะมาจารึกไว้ในใบลาน แต่ประเด็นสำคัญก็คือ ชาวมอญได้ร่วมกันสร้างวัดเพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจ และวัดก
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 79
็ได้มีบทบาทต่อสังคมของชาวมอญเสมอมา ภายหลังที่ชาวมอญจากถิ่นอื่นๆเช่น จากกรุงเทพฯ ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ มาอยู่อาศัยร่วมกับชาวมอญยุคบุกเบิก โดยมาอาศัยอยู่ในหมู่เครือญาติ มาแต่งงานเป็นเขย หรือเป็นสะใภ้กับชาวมอญด้วยกัน รวมถึงการหนีภัยสงครามจากการทิ้งระเบิดที่กรุงเทพฯ สมัยสงครามโลกครั้งที่2 จึงทำให้ชาวมอญรุ่มแม่น้ำแม่กลองขยายตัวขึ้นเป็นลำดับ ต่อมาเมื่อมีการคมนาคมและระบบชลประทานมรการพัฒนามากขึ้น เช่น การตัดถนนเข้าสู่ชุมชน การสร้างทางรถไฟผ่าน การสร้างเขื่อนเขาแหลม จังหวัดกาญจนบุรี ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวมอญราชบุรีในเขตบ้านโป่ง และโพธาราม มีคนในชุมชนออกไปทำงานรับจ้างนอกท้องถิ่น และมีคนต่างท้องถิ่นเข้ามาอยู่ในชุมชน แต่ ชาวมอญ โดยเฉพาะที่บ้านม่วง อำเภอบ้านโป่ง และตำบลคลองตาคต อำเภอโพธาราม
เป็นแหล่งชุมชนที่ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีมอญไว้ได้อย่างค่อนข้างมาก
ชุมชน บ้านม่วงนี้มีวัดม่วงเป็นศูนย์กลาง วัดม่วงเจริญมากเพราะมีหลวงปู่เข็มเป็นองค์อุปัชฌาย์ตอนนั้นองค์เดียว ชาวมอญ ชาวกระเหรี่ยงตอนเหนือลุ่มแม่น้ำแม่กลองขึ้นไปจนถึงเมืองกาญจนบุรีล่องแพมา บวช บางคนก็มาหาเจ้าภาพชาวบ้านม่วงให้บวชให้ ตนลาวจากหนองปลาหมอ และชาวมอญสองฝั่งตอนบนก็บวชที่วัดม่วงกัน
ศรัทธาสองฟากฝ่าย ชาวมอญราชบุรีนั้นเฉกเช่นชาวไทยทั่วๆไปที่มีความเชื่อดั้งเดิมในเรื่องผี ขนานไปกับการนับถือพุทธศาสนาแต่ในกรณีของชาวมอญแล้ว ดูเหมือนว่าความเชื่อทั้งสองประการจะเข้มไปคนละแบบ เพรากิติศัพท์ในเรื่องของพระมอญเคร่งพระวินัยเป็นที่เรื่องลือคงความ สมณสารูปไว้ได้มาก ถึงขั้นกล่าวกันว่า เป็นแบบอย่างให้เกิดธรรมยุติกนิกายในช่วงรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ครั้นเมื่อตั้งธรรมยุติกนิกายขึ้นแล้ว มีพระภิกษุชาวมอญ คือพระไตรสรณธัช (เย็น) นำไปเผยแพร่ที่เมืองมอญอีกทอดหนึ่ง
ชาวมอญ ราชบุรี ในท้องที่บ้านโป่งและโพธารามเองยังศรัทธามั่นคง เข้าวัด ทำบุญอยู่เสมอมา กิจการงานใดที่เนื่องด้วยพระศาสนาก็ร่วมแรงแข็งขันเป็นอันดี การปฏิบัติต่อพระสงฆ์นั้น ถือเสมือนป็นบุคคลพิเศษ อุบาสกอุบาสิกาผู้สูงวัยชาวมอญ ราชบุรี ยังเลี่ยงที่จะเหยียบหรือยืนทับเงาของพระสงฆ์ ความใส่ใจในสิ่งอันละเอียดอ่อนเช่นนี้ สื่อให้เห็นจรรยามารยาทของกลุ่มชนที่ได้รับการอบรมทางด้านศีลธรรมมาเป็น อย่างดี
ส่วนศรัทธาในอีกฝ่ายนั้น ชาวมอญราชบุรียังคงนับถือผีมอญ ซึ่งจำแนกได้เป็นหลายอย่าง เช่น ผีบรรพบุรุษ ผีตระกูล ผีเมีย ผีครูอาจารย์ ผีลูกหลาน ฯลฯ ตลอดจนผีไร้ญาติ ด้วยเหตุนี้ชาวมอญจึงนำเรื่องผีมาเป็นเรื่องจำแนก เพื่อจัดระเบียบคนในสังคมตนเอง กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ชาวมอญถือหลักความเชื่อเรื่องผีมาเป็นเกณฑ์ในการนับเครือญาติที่ร่วมถือผี เดียวกัน ถือผีต่างกัน ซึ่งวิธีการนี้น่าจะมีมาก่อนพุทธศาสนาจะเผยแพร่เข้าไปในหมู่ชาวมอญ
ความเชื่อศาสนาของชาวไทย เชื้อสาย มอญ
1. เชื่อกันว่าการทำบุญให้ทานอะไรก็ตามย่อมส่งผลถึงผู้ที่เราปรารถนาจะอุทิศ ส่วนกุศลให้ชาวไทยมอญส่วนใหญ่จะ “นิพพาน” โดยสังเกตได้จากคำอธิฐานที่ว่า “นิพพาน ปัจจะ โยโหตุ” ขอให้เป็นปัจจัย สำเร็จพระนิพพานด้วนเทอญ
2. เชื่อกันว่าการไปทำบุญ จะต้องแต่งตัวให้ถูกต้องตามกาลเทศะ ภาชนะที่ใส่อาหารไปทำบุญ จะต้องเตรียมไปอย่างปราณีต เพราะจะส่งผลไปถึงอนาคตชาติ
3.มีความเชื่อว่าการทำบุญที่ทำบุญแล้วได้บุญมากคือ
- การสร้างพระพุทธ คือ การสร้างพระพุทธรูป
- การสร้างพระธรรม คือการสร้างพระไตรปิฎก และพระอภิธรรม
- การสร้างพระสงฆ์ คือ การบวชพระ
4. มีความเชื่อ ในก
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 53
ารนับถือพระพุทธศาสนา ชาวไทยมอญมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก โดย ถือว่าพระพุทธเจ้าเป็นองค์เคารพ สักการบูชาสูงสุด
5. ความเชื่อ ในการนับถือพระพุทธศาสนา และเคร่งครัดในศาสนา พระมอญจึงถือเคร่งทางวินัยมาก ถึงกับมีคำที่ว่า “ถือศีลต้องพระไทย วินัยต้องพระมอญ” ซึ่งการถือศีลอย่างเคร่งครัดจึงเป็นต้นกำเนิดของพระธรรมยุติกนิกายในประเทศ ไทย
6. ปัจจุบันนี้พระมอญยังเคร่งครัดวินัยอยู่จะไม่เห็นพระมอญในเวลากลางวันอาบน้ำ ริมน้ำ มานั่งเล่นหน้าวัด เดินไปในหมู่บ้าน เป็นต้น
7. ในวัดมอญทุกวัด จะมีศาลเจ้าประจำมอญทุกวัด มอญเรียกว่า “ตะละพาน”
8. ชาวบ้านเคารพสถานที่ในวัด
9. ความเชื่อว่าวัดใน ช่อฟ้าใบระกา หน้าบันพัลทลายลงมาอย่าได้นำขึ้นไปอีก
10. มีความเชื่อว่าวัดใดกำลังปลุกเสกพระอยู่ ผู้หญิง สุนัข จะเข้าไปไม่ได้
11. มีความเชื่อ ในเรื่องการบวชเรียน มักจะเห็นว่า ชาวบ้านเดินผ่านหน้าโบสถ์ก็ต้องแสดงความเคารพกราบไหว้พระ ผู้หญิงห้ามเข้าไปในโบสถ์หรือบริเวณกุฏิพระ
12.มีความเชื่อ เมื่อบ้านใดมีทารกเกิดใหม่จะต้องนำทารกนั้นไปใส่ในกระด้งร่อน แล้วพูดว่า”สามวันลูกผี สี่วันลูกคน” ต่อเด็ก
13. มีความเชื่อ ในการโกนผมไฟ การโกนผมไฟ เป็นการสู่ขวัญเด็ก
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 80
และสู่ขวัญบิดา มารดา เพื่อให้เกิดความสบายใจ ด้วยความเชื่อมั่นในความศักดิ์สิทธิ์ของพิธี ที่จะทำให้เป็นมงคลต่อเด็ก
14. มีความเชื่อว่า ทำดีได้ดี ทำประณีตได้ประณีต
15. มีความเชื่อ เกี่ยวกับการปลูกเรือนว่า เวลาสร้างบ้าน เวลาปลูกสร้างบ้านเรือนให้ปลูกวันเกิดของผู้สร้าง(เจ้าของ)
16.มีความเชื่อว่า เวลาปลูกบ้านต้องปลูกให้เสาเท่ากันหมด เชื่อว่าจะมีความสุข
17. มีความเชื่อว่า เมื่อจะขึ้นบ้านใหม่จะต้องเลือกวันและมีกำหนดเวลาไว้ว่าแต่ละวันจะทำอะไร
18. มีความเชื่อเกี่ยวกับ ความกตัญญูกตเวที น้องๆควรเชื่อฟังพี่คนโตซึ่งได้ถ่ายทอดจากผีบรรพบุรุษแห่งตระกูล
19. มีความเชื่อว่า ระบบเพื่อนบ้านและระบบเครือญาติทำให้การเป็นอยู่ในสังคม มีการพึ่งพา ถ้อยที ถ้อยอาศัยกันเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน ให้ความเกรงใจและให้ความเคารพนับถือกัน
20. มีความเชื่อว่า บุคคลที่นามสกุลเดียวกัน จะจัดงานบวชนาคกับงานแต่งงานในวันเดียวกันไม่ได้
21. เมื่อมีลูกสาวที่แต่งงานแล้ว จะให้ย้ายไปอยู่ที่อื่น ไม่ไห้นอนบ้านเดียวกับพ่อแม่
22. มีความเชื่อว่า ตุ๊กตา เป็นสิ่งไม่ดี จึงห้ามนำเข้าบ้าน เพราะจะทำให้ไม่มีความสุข
23. มีความเชื่อเกี่ยวกับต้นไม้ว่าห้ามปลูกต้นราตรี ต้นลั่นทม ต้นพิกุล ไว้ในบ้าน เพราะต้นไม้เหล่านี้เป็นต้นไม้ที่อยู่ในวัด
24. มีความเชื่อว่า ต้นไม้ที่มีชื่อต่อไปนี้คือ ต้นโพธิ์ ต้นหว้า ต้นบุนนาค ต้นงิ้ว ถ้างอกขึ้นข้างๆบ้าน รีบทำลายเสียอย่าได้เก็บไว้ จะทำให้เจ้าของบ้านได้รับความเสียหาย
25. มีความเชื่อในเรื่องเต่า ชาวไทยมอญ จะไม่จับเต่ามาทำอาหาร ไม่จับตัวเต่าที่มีชีวิตเมื่อพบเห็นจึงต้องพูดว่า เต่าตัวนี้ตายแล้ว เพื่อเป็นการแก้เคล็ด แล้วนำเต่าไปปล่อย
26. มีความเชื่อว่า ศพคนตายจะต้องหันไปทางทิศเหนือ
27. มีความเชื่อว่า ภายใน 6 เดือน 9เดือน จะมีการทำพิธีไหว้ผีบ้านผีเรือน ปู่ย่า ตายาย โดยมีเครื่องไหว้ คือ กล้วย ไก่ หมู ขนมต้มแดง ขนมต้มขาว
28. มีความเชื่อว่า ที่บ้านชาวไทยมอญ จะต้องมีที่ตั้งบูชาผ๊บรรพบุรุษ มีวิธีเซ่นผี เลี้ยงผี พิธีรำผี

29. ,มีความเชื่อในการเคารพบรรพบุรุษ ไม่ว่าท่านจะล่วงลับไปแล้ว หรือว่าท่านจะมีชีวิตอยู่ก็ตามเพราะการเคารพเทิดทูนบรรพบุรุษ ย่อมนำความเจริญมาถึงตนและครอบครัวตามหลัพระพุทธศาสนาที่ว่า “ปูชะนียานัง” หมายถึงการบูชาคนที่ควรเคารพ
30. มีความเชื่อว่า บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วยังหิวโหยอยู่ ยังชอบรับประทานอาหาร ตามเทศกาล กล่าวคือ ขนมกาละแม จะมีในเทศกาลสงกรานต์ ขนมกระยาสารท มีในเทศกาลออกพรรษา ข้าวเม่าทอด มีในเทศกาลทอดกฐิน ข้าวต้มลูกโยนน้ำผึ้ง มีในวันเพ็ญเดือนสิบ
31. มีความเชื่อว่า บรรพบุรุษกับพวก เขาสามารถติดต่อกันได้ตลอดเวลา และมักจะพบว่า ผีบรรพบุรุษจะรู้ด้วยการเซ่นไหว้อยู่เสมอ การทำบุญต้องอุทิศส่วนกุศลให้ การแต่งงานถือว่าจำเป็นต้องบอกผีบรรพบุรุษทั้งสองฝ่ายรับรู้ โดยจัดสิ่งของเซ่นไหว้ เช่นผ้าขาว เหล้า ไก่ โดยผ่านเจ้าบ่าวเป็นฝ่ายจัดหา ที่เรียกว่าเครื่องขันหมากจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนหนึ่งให้เจ้าสาว เซ่นไหว้บรรพบุรุษของเจ้าสาว อีกส่วนหนึ่งให้เจ้าบ่าวนำไปเซ่นไหว้บรรพบุรุษของเจ้าบ่าว
32. มีความเชื่อว่า ผีบรรพบุรุษ เจ้าพ่อ เจ้าแม่ ที่เคารพมาแต่อยู่กรุงหงสาวดี แล้วอันเชิญมาประดิษฐานในชุมชนของตนเอง โดยปลูกศาลเจ้าให้เป็นที่สถิตดวงวิญญาณเหล่านั้น เพราะความผูกพันก็มีอยู่ตลอดเวลา
33. มีความเชื่อในเรื่องของผีบรรพบุรุษ
- ชาวไทยมอญมีความเชิอว่า ลูกชายคนโตของตระกูลจะเป็นผู้รับผีบรรพบุรุษต่อจาก บิดา มารดา หรือ คนรุ่นเก่าที่ล่วงลับไปแล้ว ที่บ้านจะมีที่ตั้งผีบรรพบุรุษ
- เชื่
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 54
อว่า ผีบรรพบุรุษจะสิงสถิตอยู่ที่เสาเอกของเรือนโดยมีสัญญาลักษณ์ที่แสดงให้เห็น ว่าเป็นเสาผี คือ หีบ หรือกระบุงใส่ผ้าผี ได้แก่ สไบ ผ้าซิ่น ผ้าขาวม้า แหวนหัวพลอยแดง แขวนไว้ที่เสาผี
34. เชื่อว่า การที่ผู้หญิงไปแต่งงานกับคนต่างตระกูลหรือต่างผี จะต้องทำพิธีคืนผีบอกกล่าวก่อนที่จะไปเข้ากับผีฝ่ายสามี
35. เชื่อว่า ผู้ใดอยู่ในตระกูลทำผิดซึ่งระเบียบหรือข้อห้ามจะทำให้มีการเจ็บป่วยเกิดขึ้นซึ่งจะต้องทำพิธีรำผี
36. เชื่อว่า ชายหญิงที่ไม่ใช่ลูกคน(คนละผีกัน) จะร่วมหลับนอนกันภายในบ้านไม่ได้
37. มีความเชื่อว่าหญิงมีครรภ์ที่ไม่ใช่ลูกสาวห้ามนอนบนเรือน
38.มี ความเชื่อว่า เมื่อมีคนในตระกูลตายหรือท้องในปีนั้น(สิ้นสุดเดือน6) ห้ามคนในตระกูลจัดพิธีต่างๆ เช่น พิธีโกนจุก แต่งงาน บวช หรือเลี้ยงผี
39. มีความเชื่อว่า หมู่บ้านชาวไทยมอญทุกหมู่บ้าน จะต้องมีศาลเจ้าประจำหมู่บ้านทุกๆ ปี หลังสงกรานต์แล้วจะต้องทำพิธี “รำเจ้า” ประจำหมู่บ้าน


สิ่งที่บ่งบอกความเป็นมอญราชบุรี
นับจนถึงพ.ศนี้ หากมีกลุ่มชาติพันธุ์ใด ยังคงธำรงรักษาขนบประเพณีของตนไว้ได้ นับว่าเป็นความยิ่งใหญ่ และเป็น
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 81
คุณูประการให้กับสังคมส่วนรวม เพราะการมีกลุ่มชาติพันธุ์ในชาติพันธุ์หนึ่งขึ้นมานั้น มิใช่จะเกิดขึ้นมาโดยง่ายซึ่งชาวมอญราชบุรีควรได้รับคำเชิดชูเกียรตินี้ เพราะยังคงรักษาลักษณะเด่นทางสายพันธุ์ไว้ได้หลายประการ

ภาษามอญราชบุรี
ชาว มอญมีทั้งภาษาพูดและภาเขียนเป็นของตนเองอักษรมอญมีอิทธิพลต่อระบบการเขียน ของภาษาอื่นๆรัฐไทยสมัยสุโขทัยก็ได้แบบอย่างจากอักษรมอญ แปลงรูปแล้วนำมาเขียนในภาไทย ในปัจจุบันนี้ภาษาพม่า ภาษาไทใหญ่ ภาษากระเหรี่ยง ได้นำเอาอักษรมอญไปเขียนภาษาของตน โดยมิได้ดัดแปลง แต่เลือกเอาบางอักษร แล้วคิดระเบียบวิธีการเขียนและการออกเสียงตามอย่างภาษาของตน ชาวมอญราชบุรี เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังรักษาวัฒนธรรมภาษาเอาไว้ได้ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในหมู่ผู้สูงอายุที่ยังคงสื่อสารกันด้วยภาษามอญ
ปัจจุบันนี้ยัง หาภาษามอญที่ถือว่าเป็นมาตราฐานไม่ได้ เช่น ถิ่นพระประแดง บางขันหมาก สามโคก บางขุนเทียน เกาะเกร็ด ฯลฯ รวมทั้งถิ่นบ้านโป่งและโพธาราม ซึ่งเรียกรวมกันในที่นี้ว่าเป็นมอญราชบุรี เฉพาะมีความแตกต่างกันทางด้านเสียงสระ และ คำศัพท์ย่อยๆที่เป็นการกำหนดเรียกขึ้นมาในท้องถื่น แต่ชาวไทยที่มีเชื้อสายมอญเหล่านี้ยังสามารถใช้ภาษามอญสื่อความกันได้เช่น กัน ภาษามอญถิ่นราชบุรีจึงถือว่าเป็นสิ่งที่บ่งบอกในความเป็นคนไทยเชื้อสายมอญ ได้มาก

ที่อยู่อาศัย
เมื่อชาวไทยมอญจะสร้างบ้าน มักนิยมไปปรึกษาผู้ใหญ่ เจ้าอาวาส หรือศึกษาจากตำราที่มีชื่อว่า ” โลกะสิทธิ “ อันเป็นตำราที่อธิบายถึงเกณฑ์ โฉลก ในการสร้างบ้านใหม่
ตำรา “โลกะสิทธิ “ จะกล่าถึงเรื่องการปลูกสร้างบ้านเรือน ซึ่งต้องปฏิบัติดังนี้
๑. ดูทิศดี - ทิศร้าย
๒. ดูทำเลที่ปลูก
๓. ดูดินบริเวณที่สร้างบ้าน
๔. ดูวัน เดือน ปี ที่เหมาะจะปลูกบ้าน
๕. ดูสิ่งต่างๆที่สมควรปฏิบัติในบ้านเรือน ซึ่งถ้าปฏิบัติดีจะนำความดีมาให้ แต่ถ้าปฏิบัติไม่ดีจะนำความวิบัติมาสู่
๖. ดูการเลือกไม้เสาสำหรับการปลูกบ้าน
๗. ต้นไม้ต่างๆปลูกในบ้าน ให้ถูกตามทิศจะมีแต่สิริมงคล
บ้าน ชาวไทยมอญมักจะสร้างหันหน้าไปทางทิศเหนือ เพราะถือว่าในสมัยโบราณชาวไทยมอญอพยพถิ่นฐานมาจากทางเหนือ เมื่อย้ายเข้ามายังระลึกถึงถิ่นฐานเดิมจึงทำเช่นนั้น และเนื่องจากประเทศไทยมีแม่น้ำที่มีแนวทางจากเหนือ เมื่อปลูกบ้าน เมื่อปลูกบ้านขวางแม่น้ำโดยไม่มีทางเลือก จึงถูกเรียกว่า “มอญขวาง”
เมื่อสร้างบ้านชาวไทยมอญจะใช้กระเช้าประดับตกแต่งด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์แขวนไว้ตรงเสาทางเดียวกันว่าเป็นการทำขวัญผีเรือน
บ้าน คนไทยในสมัยก่อนจะปลูกเหมือนทรงไทย ภายในบ้านใช้ไม้แผ่นใหญ่อย่างดีปูพื้น หลังคาทำทรงต่างกันบ้างเล็กน้อย แต่ละหลังจะต้องมีกรงเหล็กที่บานหน้าต่างทุกบาน สันนิษฐานว่ามีการป้องกันไว้ไม่ให้บุตรสาวหรือสาวๆในบ้านหนีไปไหนหรือกันไม่ ให้พวกทาสหนีได้
เมื่อปลูกบ้านเสร็จแล้ว จะมีประเพณีขึ้นบ้านใหม่ ในการขึ้นบ้านใหม่ของชาวไทยมอญก็มีลักษณะคล้ายคนไทย แต่ส่วนใหญ่ยังมีความเชื่อเกี่ยวกับการเข้าสู่อาศัย ตามตำราได้กำหนดวันและวิธีเข้าอยู่บ้านใหม่ คือ
วันอาทิตย์ ก่อนจะเข้าไปในบ้านใหม่ต้องเอาของมีค่าเข้าไปในบ้านก่อน
วันจันทร์ ต้องเอาเสื่อและหมอนเข้าไปก่อน
วันอังคาร ให้เอาเงินทองเข้าไปก่อน
วันพุธ ให้กินอาหารเสียก่อนแล้วจึงเข้าไปอยู่
วันพฤหัสบดี ต้องเอาเครื่องหอมและจุดโคมเข้าไปก่อน
วันศุกร์ พ่อแม่ต้องเข้าไปก่อน
วันเสาร์ ห้ามเข้าไปอยู่ในบ้านใหม่ไม่ดี

การแต่งกายของชาวมอญ
ในยามปกติ ชาวไทยด้วยกันอาจไม่ทราบเลยว่าคนที่นั่งโดยสารรถเ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 55
มล์คันเดียวกัน คนที่เรียนร่วมมหาวิทยาลัยเดียวกัน หรือแม้คนที่เดินจ่ายตลาดแห่งเดียวกันนั้นเป็นคนเชื้อสายมอญ ต่อเมื่อได้ไปเห็นร่วมพิธีมอญ การแต่งกายแบบมอญ จึงจะจำแนกเห็นความต่างได้
การ แต่งกายเป็นอีกปัจจัยหนึ่งในการบ่งบอกว่า คนเหล่านั้นมีสายใยทางวัฒนธรรมใด เพราะทุกวันนี้โอกาสที่ชาวมอญจะแต่งกาย ที่การแสดงออกถึงการเป็นมอญก็ต้องถึงวาระงานรวมกลุ่ม เช่นวันชาติมอญ ที่จัดโดยสมาคม ไทยรามัญ หรืองานประเพณี เช่น สงกรานต์ และการไปทำบุญที่วัดในวันสำคัญทางศาสนา
รูปแบบการแต่งกายของชาวมอญ ราชบุรี ชายนุ่งโสร่งลายตารางเส้นตัดสี่เหลี่ยมหลากสี เช่นพื้นสีเขียว หรือสีม่วง เส้นลายสีเหลือง เป็นต้น นุ่งลายคอกลม มีผ้าสไบหรือผ้าขาวม้าพาดไหล่ หากเป็นการพาดอย่างเป็นงานวิธีการ จะพาดโดยให้กึ่งกลางของผ้าอยู่บริเวณใต้อกหรือใต้ราวนมแล้วตวัดชายผ้าให้ไป คล้องที่ไหล่ซ้ายและขวา หญิงชาวมอญสวมผ้าถุง ยาวเกือบถึงตาตุ่ม มีลายเล็กละเอียด สวมเสื้อแขนกุด คอกลมรัดทรง สวมทับด้วยเสื้อแขนยาวทรงกระบอก ผ้าสีอ่อน เนื้อบาง แต่ก่อนนี้มีแบบแผนว่า ถ้าเป็นหญิงสาวยังโสด จะสวมเสื้อยาวถึงข้อมือ หากมีสามี จะใส่เสื้อแขนสามส่วน
ส่วนประกอบด้านการแต่งตัวอีกอย่างหนึ่ง คือการเกล้าผมมวย มวยผมแบบมอญจะรวบเกล้าไว้
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 82
ด้านหลังเหนือท้ายทอย ใช้อุปกรณ์รูปทรงตัวยู เรียกว่า อะน่ดโซ่ก เสียบแทรงเข้าไปปอยผมที่เกล้าไว้ แล้วใช้อุปกรณ์อีกชิ้นหนึ่งเรียกว่า ฮะเหลี่ยงโซ่ก รูปทรงอย่างวงเล็บปีกกา เหน็บขัดผมกับอะน่ดโซ่
ก เพื่อกันไม่ให้ผมลุ่ยจากที่มวยไว้ แล้วนำดอกไม้ดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อก็ได้ มาเสียบแซมเพื่อสร้างความสวยงาม อุปกรณ์ประดับผมทั้งสองชิ้นนี้ นิยมทำด้วยเงิน
เมื่อเริ่มแต่งกายไปร่วม งานพิธีหรือไปทำบุญที่วัด หญิงชาวมอญนิยมพาดสไบไว้ที่ไหล่ด้วย หากอากาศเย็น สามารถใช้สไบเฉียงคลี่ห่มคลุมไหล่ได้

เครื่องใช้ประจำตัวของชาวมอญ
ชาวไทยมอญในสมัยโบราณ จะมีเครื่องประดับตกแต่งร่างกายหลายชนิด ซึ่ง ได้แก่
๑. กำไล ส่วนมาแป็นกำไลเงินสำหรับใส่ข้อเท้าของหญิง แต่ปัจจุบันไม่นิยมใช้ จะใช้สำหรับของนาคในพิธีบวชเท่านั้น
๒. เข็มขัด จะทำด้วยเงิน มักใช้เป็นเครื่องประดับของชายและหญิง
๓. ลูกปัด นำมาเป็นเครื่องประดับ ตกแต่งมักทำด้วยหินและแก้ว
๔. กระดูกสัตว์ จะนำมาทำเป็นกำไลข้อเท้า ซึ่งใช้เป็นเครื่องประดับได้อย่างหนึ่ง
๕. สำริด จะนำมาทำเป็นกำไลข้อเท้า
๖. ขมิ้น ดินสอพอง เป็นเครื่องประทินโฉม ของหญิงในสมัยโบราณ

เครื่องมือเครื่องใช้ของชาวมอญ
- ครกตำหมากทำด้วยไม้ ตะบันหมากทองเหลือง เชี่ยนหมากไม้ ทองเหลือง ไม้ปาดปูน
- กล่องยาเส้นสำหรับใส่ยาเส้น ใบตอง ใบยา
- คบเพลิง (เช่น ใบไม้ ขี้กบ ( ผสมเศษไม้จากการใสไม้ ) ดอกน้ำมันยางเอามาเป็นมัดเป็นดุ้นยาวมัดใช้เป็นเชื้อเพลิง ) ตะบันไฟ หินเหล็กไฟ เป็นเครื่องมือจุดไฟ
- ครก ( มีลักษณะเป็นอย่างหลุม สำหรับตำหรือโขลกด้วยสาก )
- กระจ่า จวักสำหรับคดข้าวหรือตักแกง ทำด้วยกะลาและไม้ มีด้ามถือ บางทีก็เรียกว่า”ตวัก”
- กระบุงเล็ก สำหรับใส่ของเล็กเช่น เครื่องยาหรือรากไม้ต่างๆ
- กระบุง เป็นภาชนะสำหรับใส่ผลิตผล เช่น ข้าวเปลือก ข้าวสาร ถั่ว งา ฯลฯ
- กระบวยภาชนะสำหรับตักน้ำดื่ม
- ทะนาน ภาชนะทำจากกะลามะพร้าว ใช้ตักข้าวสารหุง
- กรรไกรเหล็ก ใช้สำหรับตัดผม
- เตาเชิงกราน เตาหุงข้าวที่นิยมใช้ในครัวเรือน
- หม้อน้ำดินเผา สำหรับใส่น้ำดื่ม ทำจากดินเผา ฯลฯ



การทำบุญจองโอะฮตาน
ใน ช่วงเดือนมาฆะ หรือประมาณเดือนกุมภาพันธ์อากาศในสมัยอดีตยังคงหนาวเย็น ชาวมอญที่เลื่อมใสศรัทธาจึงรำลึกว่า ความหนาวไม่ปราณีผู้ใด รวมถึงพระสงฆ์องค์เจ้าที่พำนักอยู่ในวัดก็ย่อมเป็นทุกข์ เพราะความหนาวเย็นด้วย จึงเกิดศรัทธานำฟืนไปถวายพระในวัด จนเป็นประเพณีถวายฟืนแด่พระสงฆ์ เพื่อที่จะได้นำไปเป็นเชื้อเพลิงทั้งในการต้มน้ำร้อนฉัน ปรุงยา หรือก่อไฟผิงไล่ความหนาวเย็น ต่อมาจึงเหลือเป็นการสุมฟืนก่อไฟไล่หนาวถวายเป็นทาน ภาษามอญเรียกงานบุญนี้ว่า จองโอะฮตาน
จอง แปลว่า เผา หรือไฟให้ใหม้. โอะฮ ( คล้ายกับเปล่งเสียงว่า โอะ แล้วตามด้วยลมออกทางจมูก ) แปลว่า ฟืน ส่วนคำว่า ตาน หรือบางแห่งเขียนว่า ต่าน เป็นคำบาลีตรงกับคำว่าทาน หรือมอบให้ด้วยจิตที่สละแล้ว ด้วยเหตุนี้เมื่อแปลเป็นไทยจึงหมายถึงงานบุญเผาฟืนเป็นทาน
ก่อนวันมาฆะ บูชา ชาวมอญจะจัดเตรียมไม้ฟืนโดยตัดไม้ในป่าละเมาะขนาดข้อแขนหรตือขนาดที่กำถือ ได้เหมาะมือความยาวประมาณวาเศษ แต่โดยส่วนใหญ่จะเลือกใช้ไม้กระถินเพราะเมื่อเลาะเปลือกออกแล้ว เนื้อไม้จะมีสีขาว เวลานำขมิ้นที่โขลกมาไล้ตามท่อนไม้ จะช่วยขับให้ผิวไม้กลายเป็นสีเหลืองสด ผึ่งแดดหรือลมให้สีขมิ้นติดผิวไม้ฟืน
ก่อ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 56
นวันมาฆะบูชา ชาวมอญจะนำดอกไม้บรรดามีในท้องถิ่นเท่าที่จะหาได้ นำมาผูกมัดไว้ที่ปลายฟืนพร้อมกับธูป ๓ ดอก เทียน ๑ เล่ม และใบหญ้าคาแห้งอีกหนึ่งกำมือ ดอกไม้และธุปเทียน ใช้เป็นเครื่องบูชา ส่วนใบหญ้าคาใช้เป็นเชื้อไฟ ใช้เชือกมะนิลาผูก ๓ เปลาะ ที่ยอด กลาง และบริเวณโคลนฟืน ต่อจากนั้นจึงนำไปตั้งวางพิงกันไว้เป็นรูปกระโจมยอดแหลมในลานวัด ซึ่งกว่าจะถึงตอนเย็น ฟืนที่มีผู้ที่นำมาถวายก็จะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ เพราะบางครัวเรือนทำฟืนตามจำนวนสมาชิกในบ้าน
อีกสิ่งหนึ่งที่มักทำในช่วง งานบุญจองโอะฮตาน คือ การทำข้าวหลาม นับเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมเพราะฤดูนี้ชาวบ้านได้เสร็จจากธุระจากงานไร่นา มีข้าวขึ้นยุ้ง อีกทั้งนับเป็นช่วงข้าวใหม่ด้วย เมื่อนำข้าวใหม่มาทำข้าวหลาม ก็ยิ่งเพิ่มรสชาติได้ดียิ่งขึ้น ในอดีตทุกบ้านจึงพร้อมใจกันทำข้าวหลาม
วันรุ่งขึ้นก่อนฟ้าสาง ประมาณ ๔-๕ นาฬิกา ชาวมอญบ้านม่วงจะร่วมกันออกไปที่วัด นำอาหารเช่น ข้าวต้ม ข้าวปลาอาหาร และข้าวหลาม เตรียมไปถวายจังหันมื้อพิเศษ นำเสื่อปูลาดกับพื้นลานวัดเพื่อให้ผู้มาร่วมทำบุญได้นั่งรอเวลา ต่อจากนั้นมัคนายกจะจุดไฟเผาฟืนที่ทุกคนนำมาร่วมทำบุญให้ลุกไหม้โชน ครั้นฟืนสุกเป็นถ่านที่คุแดงจึงนิมนต์พระเณรทุกรูปมารับภัตตาหารเช้ามื้อ พิเศษ ท่ามกลางไออุ่นจากดวงไฟ
งานบุญนี้ เป็นการจัดขึ้นตอนเช้าตรู่ ดังนั้นลูกสาวบ้านใดที่มาวัดตอนที่พระกำลังเริ่มฉัน ก็จะถูกเหล
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 83
ียวมองจากชาวบ้านที่มาก่อน และได้รับการค่อนแคะว่าเป็นคนเกียจคร้าน ไม่เหมาะที่ชายใดจะหมายปองไว้เป็นภรรยา
ใน อดีต ชาวมอญที่อำเภอโพธารามเคยมีงานบุญจองโอะฮตาน เช่นกัน แต่ไม่ได้จัดทำมาหลายปี ประเพณีนี้จึงเหลือเป็นเพียงแห่งเดียวในหมู่ชาวมอญราชบุรี

สำรับอาหารชาวมอญราชบุรี
ชาว มอญยังดำรงชีตอยู่ในต่างจังหวัด และเป็นแหล่งชุมชนที่มิใช่ชุมชนเมือง จะมีวิธีทำอาหารกันอย่างพื้นบ้าน คือมีต้ม แกง ปิ้ง ย่าง เป็นพื้น และทำเลที่ตั้งชุมชนมักไกล้แหล่งน้ำหรือริมแม่น้ำ อาหารส่นใหญ่จึงปรุงด้วยปลา เพราะเป็นสิ่งที่หาได้ง่าย ชาวมอญจึงไม่ใช่กลุ่มคนที่มี “เมนูพิสดาร” อยู่ในตำรับอาหาร แต่มักจะนำปลาชนิดต่างๆมาปรุงกับพืชผักท้องถิ่น
อาหารแบบมอญพื้นบ้านย่าน บ้านโป่ง โพธาราม นิยมออกไปทางรสเปรี้ยว หรือส้ม ผักผลไม้ที่นำมาปรุงแกงปลา ผลพุทรานาหรือพุทราขี้นกที่มักจะเกิดขึ้นเองตามหัวไร่ปลายนา นำเอาผลห่าม ( ไม่สุกมากหรือครึ่งสุกครึ่งดิบ ) มาทุบหรือโขลกพอแตก ประสมลงไปในแกงปลา รวมกับผักอื่นๆ ซึ่งพุทราจะให้รสเปรี้ยว แกงรสชาติแบบมอญพื้นบ้าน จึงเรียกให้น้ำลายสอเพราะความเปรี้ยวที่ลงตัว
ผักอย่างอื่นที่นำมาปรุงใน หม้อแกงมอญ เพื่อเพิ่มความเปรี้ยวคือ ยอดส้มป่อย ใบมะขามอ่อน ลูกมะส้าน ใบกระเจี๊ยบแดง โดยเลือกนำเอาใบเพสลาด (คือไม่อ่อนและไม่แก่จนเกินไป ) อย่างใดอย่างหนึ่ง
นอกจากผักที่คนไทยทั่วไปบริโภคกันแล้ว ชาวมอญยังนำผล มะตาดดิบมาทำอาหารอีกด้วย แกะฝาเปลือกหุ้มรอบขั้นนอกออก แล้วเฉือนเอาเฉพาะเนื้อมาทำแกง ชาวมอญนิยมบริโภคอาหารสมุนไพรหรืออาหารตามธรรมชาติ หรืออาหารยาในชีวิตประจำทุกวัน เช่นแกงผลมะตาด แกงขนุนอ่อน แกงบอน ข้าวแช่
วัฒนธรรม การบริโภคของชาวมอญราชบุรี ถือได้ว่ามีความเป็นมอญสูงเมื่อเปรียบเทียบกับชาวมอญถิ่นอื่นๆในอีกหลายท้อง ที่ของประเทศไทย เพราะหันไปนิยมอาหารประเภทผัด หรือทอดมากขึ้น
มอญทอผ้า
เรื่อง ราวของมอญทอผ้า อาจจะไม่เป็นที่คุ้นเคยมากนักทางสื่อต่างๆ เพราะกลุ่มชาติพันธ์อื่นๆ เช่นคนพวน คนไทยยวน และชาวไทยทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้สร้างชื่อเสียงเรื่องลือมากกว่า ในความเป็นจริงชาวมอญก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่รู้กรรมวิธีถักทอใยด้ายให้กลาย เป็นผืนผ้า เพราะในอดีตก่อนที่จะมีโรงงานทอผ้า กลุ่มชาติพันธ์ต่างๆก็เรียนรู้วิธีการทอผ้ากันมานานแล้ว มีในช่วงที่บ้านเมืองเจริญนี้เท่านั้น ที่ทำให้คนหลงลืมความรู้แบบบรรพชนที่สอนให้รู้จักการทอผ้า
ชาวมอญราชบุรี ยังมีความรู้เรื่องการทอผ้า และยังทำอยู่ตราบเท่าวันนี้อยู่ที่บ้านม่วง และเหลือเพียง ครัวเรือนเดียวเท่านั้น โดยรูปแบบการทอยังใช้ กี่ซัด คือเป็นเครื่องหูกที่กางไว้กับกี่ แล้วใช้มือซัดกระสวยไปมาทางขวา แทนการใช้กี่กระตุกซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นเมื่อภายหลัง
ผู้ทอผ้าชาวมอญ ยังคงใช้แปรงหวีเครือหูกที่ทำจากแกนของดอกเตยป่า ซึ่งการหวีผูกนี้ เพื่อไม่ให้เครือหูกพันกัน โดยการใช้แปรงแตะไขมะพร้า แล้วหวีไปตามแนวยาว รูปแบบเนื้อผ้าและลวดลายผ้าทอของชาวมอญ จึงยังคงเสน่ห์เดิมๆ แบบชาวบ้าน ไม่ได้แต่งลวดลายจากภายนอกให้เกินงาม
กล่าวกันของในหมู่ของชาวมอญทั่วไป ต่างลงความเห็นว่ามอญราชบุรี ที่อำเภอบ้านโป่ง โดยเฉพาะที่บ้านม่วงและปริมณฑลโดยรอบวัดม่วงยังคงรักษาความป็นมอญไว้ได้มาก ไม่ว่าจะเป็นภาษาซึ่งยังคงเป็นผู้เฒ่าผู้แก้สื่อสารกันอยู่เสมอ อาหารมอญ และการทอผ้าประกอบกับ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 57
ชุมชนมอญราชบุรีในหลายท้องที่ ได้ตระหนักถึงบทบาทของชาวมอญราชบุรีในหลายท้องที่ ได้ตระหนักถึงบทบาทของชาวมอญ ได้ร่วมกันบริจาคทรัพย์และสิ่งของอันมีค่าไว้ให้เป็นสมบัติวัฒนธรรมในวัด ม่วง ผู้สนใจเรื่องศิลปะวัฒนธรรม ประเพณี พิธีกรรม และค่านิยมความเชื่อแบบมอญ สามารถเรียนรู้ไดจากชุมชนชาวมอญราชบุรี

ประวัติ อำเภอบ้านโป่ง
อำเภอบ้านโป่ง กับสภาพภูมิศาสตร์ ที่ตั้ง
อำเภอ บ้านโป่งอยู่ทางทิศเหนือของจังหวัดราชบุรีและที่ว่าการอำเภอบ้านโป่งตั้ง อยู่ถนนทรงพล ตำบลบ้านโป่ง (ในเขตเทศบาลเมืองอำเภอบ้านโป่ง) ระยะห่างจากจังหวัดราชบุรี ๔๒ กิโลเมตร มีทางหลวงแผ่นดิน ๒ สายผ่าน ชื่อทางหลงแผ่นดินสาย ๔ เพชรเกษม และทางหลวงแผ่นดิน สาย ๒๓๔ (บ้านโป่ง – กาญจนบุรี มีทางรถไฟผ่าน ๓ สาย คือ ทางรถไฟสายใต้ สาย หนองปลาดุก - สุพรรณบุรี และสาย หนองปลาดุก - กาญจนบุรี และมีแม่น้ำ สำคัญผ่าน ๑ สายคือ แม่น้ำแม่กลอง

พื้นที่ อำเภอบ้านโป่ง มีพื้นที่ทั้งหมด ๓๙๐ ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต ทิศเหนือ ติดต่อกับ อำเภอท่าม่วง อำเภอท่ามะกา จ.กาญจนบุรี อำเภอ กำแพงแสน จังหวัด นครปฐม
ทิศใต้ ติดต่อกับ อำเภอ โพธาราม จังหวัด ราชบุรี
ทิศตะวันออก ติดต่อกับ อำเภอ เมือง จังหวัด นครปฐม
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอ โพธาราม จังหวัดราชบุรี

สภาพ ภูมิประเทศ ส่วนใหญ่ เป็นที่ราบรุ่มเหมาสำหรับ ทำนา ทำสวน ทำไร่ มีป่า และภูเขาในท้องที่ ตำบล เขาขลุง มีแม่น้ำแม่กลองไหลผ่าน<
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 84
br>
สภาพภูมิอากาศ อากาศ โปร่งเย็น มี ๓ ฤดู คือ ฤดู ร้อน ฤดู หนาว และ ฤดูฝน และมีฝนชุกในระหว่าง เดือน สิงหาคม กันยายน ตุลาคม และจะแล้งมากในระหว่าง เดือน กุมภาพันธ์ มีนาคม และ เมษายน

ลำ น้ำที่สำคัญ ลำน้ำที่เป็นประโยชน์ในด้านการเกษตร.. การคมนาคม..และการบริโภค คือ แม่น้ำ แม่กลอง เริ่มต้นจาก แควใหญ่ และแควน้อย มาบรรจบกันที่ตัวจังหวัดกาญจนบุรี ไหลผ่านท้องที่ อำเภอ บ้านโป่ง ที่ตำบลบัวขาว ตำบล ท่าผา ตำบล เบิกไพร ตำบลบ้านโป่ง ตำบล ปากแรต
ตำบล คุ้งพยอม ตำบล สวนกล้วย ตำบล นครชุมต์ และตำบล บ้านม่วง มีระยะประมาณ ๒๐ กิโลเมตร


ห้วย หนอง คลอง บึง มีเนื้อที่รวมแล้ว ประมาณ ๙๕๐ ไร่

ทรัพยากรธรรมชาติ คือ ลูกรัง หิน กรวด ทราย แร่ธาตุ

ประชากร และ สภาพ การปกครอง แบ่งเป็น ๒ ลักษณะ คือ การปกครองส่วน ภูมิภาค แบ่งออกเป็น ๑๕ ตำบล มีหมู่บ้าน ๑๖๕ หมู่บ้าน
และมีตำบล ดังนี้
๑. ตำบลสวนกล้วย
๒. ตำบลหนองกบ
๓. ตำบลหนองปลาหมอ
๔. ตำบลเขาขลุง
๕. ตำบลปากแรต
๖. ตำบลบัวขาว
๗. ตำบลท่าผา
๘. ตำบลนครชุมต์
๙. ตำบลดอนกระเบื้อง
๑๐. ตำบลคุ้งพยอม
๑๑. ตำบลเบิกไพร
๑๒. ตำบลหนองอ้อ
๑๓. ตำบลกรับใหญ่
๑๔. ตำบลบ้านม่วง
๑๕. ตำบลบ้านโป่ง
การปกครองส่วนท้องถิ่น แบ่งเป็น
- เทศบาล ๑ แห่ง คือ เทศบาลเมืองบ้านโป่ง
- สุขาภิบาล ๓ แห่ง คือ สุขาภิบาลท่าผา สุขาภิบาลกระจับ และสุขาภิบาลห้วยกระบอก
- มีสภาตำบล ๑๓ แห่ง
สภาพเศรษฐกิจ และ อาชีพ
- เกษตรกรรม ๘๐ %
- ทำนา ๔๐ %
- ทำไร่ ๔๐ %
- รับจ้าง ๑๒ %

- ค้าขาย ๒ %
- รับราชการหรือรัฐวิสาหกิจ ๒ %
- อื่นๆ ๔ %

การปศุสัตว์ เลี้ยงสุกร เป็ด ไก่ โค กระบือ ห่าน
การประมง เลี้ยงปลาตะเพียน กุ้งก้ามกราม ปลาดุก ปลาช่อน
การอุตสาหกรรม โรงสี ๖๗ แห่ง โรงเรื่อย ๔ แห่ง โรงงาน ๔๔๒ แห่ง
การพาณิชย์กรรม บริษัท ๒๕ แห่ง ห้างหุ้นส่วน ๓๐ แห่ง โรงแรม ๑๕ แห่ง โรงมหรสพ ๓ แห่ง

การศึกษา
- โรงเรียนกรมสามัญศึกษา ๔ แห่ง
- โรงเรียนประถมศึกษา ๕๖ แห่ง
- โรงเรียนเทศบาล ๓ แห่ง
- โรงเรียนราษฎร์ ๑๘ แห่ง

ศาสนา ประชาชนส่วนใหญ่นับถือ ศาสนสพุทธ
- วัดพุทธศาสนา ๕๕ แห่ง
- โบสถ์คริสต์ศาสนา ๑๐ แห่ง
- มัสยิด ๑ แห่ง

ศิลปวัฒนธรรม ศูนย์วัฒนธรรม อำเภอ ๑ แห่ง

ประวัติ และความเป็นมา แต่เดิมที่ตั้งของอำเภอบ้านโป่งเป็นอาณาเขตทวารวดีแต่โบราณ มีชาวอินเดีย และชาวเขมร มาตั้งหลักแหล่งทำมาหากินอยู่แถบนี้ ปรากฏตามหลักฐานว่าชาวอินเดียได้นำเอาชื่อเมืองมาตั้งชื่อในท้องถิ่นตะวัน ออก ของแม่น้ำแม่กลองและเป็นหมู่บ้านของตำบลท่าผา ในปัจจุบันนี้ ชื่อว่า หมู่บ้าน “ โกสินารายณ์ “ ตามจดหมายเหตุของราชบุรี ร. ศ ๑๑๖ กล่าวว่าอำเภอบ้านโป่งแต่เดิมตั้งอยู่ที่ตำบลท่าผา ต่อมา ร. ศ ๑๒๔ ร
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 58
ัฐบาลได้สร้างทางรถไฟสายใต้ขึ้น และเห็นว่า ถ้าหากอำเภออยู่ที่ท่าผาแล้ว การคมนาคมไม่สู้สะดวก จึงย้ายที่ว่าการอำเภอ มาตั้งที่ตำบลบ้านโป่ง เรียกว่า อำเภอบ้านโป่ง สืบถึงทุกวันนี้ บริเวณที่ตั้งอำเภอ บ้านโป่ง เดิมเป็นป่าโปร่ง สัตว์ชอบมาอาศัยและกินดินโป่ง ( เป็นดินที่มสีรสเค็ม ) โดยเฉพาะสัตว์พวกเรียงผา จะชอบมาก ตามตำนานเก่าแก่อ้างว่า คำว่า “บ้านโป่ง “ เดิมทีเรียกว่า “บ้านทับโป่ง” ซึ่งเล่ากันว่า มีกระท่อม หรือ บ้าน (ทับ) อยู่ข้างดินโป่ง แต่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า บ้านโป่ง เพราสะดวกและสั้นดี ต่อมาทางราชการได้เปลี่ยนชื่อเป็น อำเภอบ้านโป่งตามไปด้วน อำเภอ บ้านโป่ง เคยโอนไปอยู่กับ จังหวัด กาญจนบุรีครั้งหนึ่ง ระหว่าง สงครามมหาเอเชียบูรพา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๕ และโอนกลับมาจังหวัดราชบุรีตามเดิม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๙

สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์

๑. สระโกสินารายณ์
เป็น สระโบราณมีเนื้อที่กว้างขวางถึง ๕๐ ไร่ ครั้งหนึ่งเป็นที่เลื่องลือกันว่า น้ำในศักดิ์สิทธิ์มากสามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้นานัปการ ผู้คนจากทั่วสารทิศ จึงพากันมาตักน้ำอาบและดื่มกินในทางโบราณคดี สระโกสินารายณ์นี้ เป็นส่วนหนึ่งของเมืองโบราณ กรมศิลปากรเคยสำรวจพบคันดินแนวกำแพง เหลือ ๓ ด้าน แต่ละด้าน ยาวเกือบ ๑ กิโลเมตร ภายในเมืองมีการขุดสระไว้หลายสระ ชาวบ้านเรียกชื่อ ต่างๆกัน บางสระมีลำรางเล็กๆ ขุดไขน้ำจากแม่น้ำแม่กลองเข้ามา ส่วนสระโกสินารายณ์นี้ แม้ตั้งอยู่นอกเมือง แต่ก็ชิดกับกำแพงเมือง นอกจากนี้ที่เนินจอมปราสาทในอาณาบริเวณเมืองเก่า ยังขุดพบกรอบประตูและกลีบขนุนหินทรายแดง จึงสันนิษฐานว่า ตรงนั้นเคยเป็นพระปรางค์ใหญ่ ทั้งยังพบสิ่งต่างๆ อีกมาก ทั้งหมดเป็นศิลปะของสมัยลพบุรี แต่ที่สำคัญที่สุด คือ รูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร เปร่งรัศมีขนาดใหญ่ ทำด้วยหินปูนสีทรายแดงอีกอันหนึ่ง เข้าใจว่าป็นที่รองรับพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรองค์นั้น ของที่ขุดพบจากเมืองโบราณแห่งนี้เก
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 85
็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร
สรโก สินารายณ์ ปัจจุบันเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวอำเภอ บ้านโป่ง เพราะมีต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นเรียงรายอยู่สองฟากถนนรอบสระ อยู่ในเขตตำบลท่าผา หลังโรงงานกระดาษ สยามคราฟท์ ไม่ห่างจากตัวอำเภอบ้านโป่งมากนัก



๒. ศาลเจ้าแม่เบิกไพร
ตั้ง อยู่ที่ตำบลเบิกไพร อำเภอบ้านโป่ง เป็นศาลศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เคารพสักการะของคนในท้องถิ่นและจังหวัดใกล้เคียง มาช้านาน แต่ไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดว่าสร้างขึ้นในสมัยใดนอกจากมีประวัติเล่าว่า ครั้นเมื่อ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสไทรโยค ได้เสด็จมาที่ศาลเจ้าแม่เบิกไพรนี้ถึง ๒ ครั้ง

๓. ค่ายหลวงบ้านโป่ง
เข้า ใจกันว่า เป็นค่ายที่สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นสถานที่ที่พระองค์เคยเสด็จไปประทับ และทรงนำเอากองเสือป่าไปพัก ชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียง เรียกกันเพียงสั้นๆว่า “ค่ายหลวงบ้านโป่ง” สภาพของค่ายเท่าที่ปรากฏอยู่ก็คือ สันเนินและแนวคู อยู่ในตัวอำเภอบ้านโป่ง ทางทิศเหนือมีอาณาเขต จากริมแม่น้ำแม่กลอง ไปถึงถนนสาย ๑๘ เนื่องจากค่ายแห่งนี้เป็นเพียงที่พักชั่วคราว สิ่งปลูกสร้างทั้งหลายจึงไม่ถาวรหลงเหลืออยู่จนถึงปัจจุบัน



ประวัติคุณปู่ มงคล สุดลาภา
ประวัติ คุณปู่ มงคล สุดลาภา
ประวัติ เป็น นายอำเภอ ปราณบุรี จ. ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2502
เป็น นายอำเภอ บางสะพาน จ. ประจวบคีรีขันธ์
เป็น นายอำเภอ ชะอำ จ. เพชรบุรี
เป็น นายอำเภอ ท่ายาง จ. เพชรบุรี
เป็น รองผู้ว่าราชการจังหวัด ศรีษะเกศ
เป็น นายกเทศมนตรี อำเภอ เมือง จ. กาญจนบุรี
เป็น ปลัดจังหวัดกาญจนบุรี
เป็น ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย


นาย มงคล สุดลาภา รูปสมัยเป็นนายกเทศมนตรี เมืองกาจนบุรี คนที่ 16

นายมงคล สุดลาภา1 ต.ค. 2516 - 27 พ.ย. 2517
นายกเทศมนตรีคนที่ 1 นายกเทศมนตรีคนที่ 2 นายกเทศมนตรีคนที่ 3 นายกเทศมนตรีคนที่ 4

ขุนหิรัญประศาสตร์ (กลม พัฒนมาศ)
พ.ศ. 2479 - พ.ศ. 2481
พ.ศ. 2494 - พ.ศ. 2499 สวัสดิ์ สาระศาสิน
พ.ศ. 2481 - พ.ศ. 2483 นายบุญผ่อง สิริเวชชะพันธุ์
พ.ศ. 2483 - พ.ศ. 2485
พ.ศ. 2489 - พ.ศ. 2492 นายนิยม สินค้าเจริญ
พ.ศ. 2485 - พ.ศ. 2489

นายกเทศมนตรีคนที่ 5 นายกเทศมนตรีคนที่ 6 นายกเทศมนตรีคนที่ 7 นายกเทศมนตรีคนที่ 8

นายชำนาญ พงษ์สวัสดิ์
พ.ศ. 2492
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 59
- พ.ศ. 2492 นายแผน สิริเวชชะพันธุ์
พ.ศ. 2492 --พ.ศ. 2494 นายสมาน บุญอารักษ์
พ.ศ. 2499 - พ.ศ. 2499 นายประทีป ประเสริฐกุล
พ.ศ. 2499 - พ.ศ. 2501

นายกเทศมนตรีคนที่ 9 นายกเทศมนตรีคนที่ 10 นายกเทศมนตรีคนที่ 11 นายกเทศมนตรีคนที่ 12

นายสมจิตต์ ราคา
พ.ศ. 2501 - พ.ศ. 2502 นายอมร บุญลิขิต
พ.ศ. 2502 - พ.ศ. 2503 ร.ต.ต.สะอาด สุจริตจันทร์
พ.ศ. 2503 - พ.ศ. 2504 นายเฉลย รุ่งสว่าง
พ.ศ. 2504 - 2504

นายกเทศมนตรีคนที่ 13 นายกเทศมนตรีคนที่ 14 นายกเทศมนตรีคนที่ 15 นายกเทศมนตรีคนที่ 16

นายสวัสดิ์ ตุลยสุวรรณ
พ.ศ. 2504 - พ.ศ. 2506 นายชัยทัต สุนทรพิพิธ
พ.ศ. 2506 - พ.ศ. 2511 ร.ต. สมจิตต์ เสตะพันธุ
พ.ศ. 2511 - พ.ศ. 2515
9 ม.ค. 2516 - 1 ต.ค. 251 นายมงคล สุดลาภา
1 ต.ค. 2516 - 27 พ.ย. 2517
นายกเทศมนตรีคนที่ 17
นายกเทศมนตรีคนที่ 18 นายกเทศมนตรีคนที่ 19 นายกเทศมนตรีคนที่ 20

นายนิทัศน์ ถนอมทรัพย์
27 พ.ย. 2517 - 28 พ.ย. 2538 นายประสิทธิ์ โอภาสทิพากร
28 พ.ย. 2538 - 10 ม.ค. 2546 นางสมบูรณ์ สาระศาลิน
10 ม.ค. 2543 - 2546 นายประสิทธิ์ โอภาสทิพากร
ปัจจุบัน


รคนปัจจุบันคนที่20ายชื่อ นายกเทศมนตรี เมืองกาญจนบุรี ตั้งแต่(อดีต)คนที่ 1 ถึง
นายมงคล สุดลาภา ผู้ก่อตั้งโรงเรียน เมืองปราณบุรี ต.ปราณบุรี อ.ปราณบุรี
จ. ประจวบคีรีขันธ์

ประวัติโรงเรียนเมืองปราณบุรี
โรงเรียน เมืองปราณบุรีตั้งอยู่เลขที่ 73 ตำบลปราณบุรี อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาแบบสหศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประจวบคีรีขันธ์เขต 2 เริ่มเปิดสอน ครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2502 โดยนายมงคล สุดลาภา นายอำเภอปราณบุรี เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งขึ้น ตาม คำสั่งที่ 5981/2502 ลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2502 ให้เปิดเป็นโรงเรียนวิสามัญตอนปลาย โดยใช้สถานที่ สโมสรข้าราชการอำเภอปราณบุรี เป็นสถานที่เรียนชั่วคราว มีนักเรียนทั้งหมด 25 คน เป็นชาย 14 คน หญิง 11 คน มีนายนิยม พุทธิเภษัช ศึกษาธิการอำเภอปราณบุรี ดำรงตำแหน่งผู้รักษาการ ครูใหญ่ และนายทันรุจิเลข ผู้ช่วยศึกษาธิการอำเภอเป็นครูผู้สอน ปี 20 - 70 2504 ได้รับบริจาคที่ดิน จำนวน 13 ไร่ 1 งาน 38 ตารางวา จากนายจรัส นิตยธรรมให้สร้างโรงเรียนเมืองปราณ
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 86
บุรี ปี 2508 ได้งบประมาณเพิ่มเติมซื้อที่ดิน จากนายจรัส นิตยธรรมจำนวน 12 ไร่ 1 งาน 42 ตารางวา รวมเป็นที่ดินทั้งหมด 25 ไร่ 2 งาน 42 ตารางวา


และประวัติของคุณลุง เชาวน์วัศ สุดลาภา ครั้งมีความผูกพันธ์ กับจังหวัด เพชรบุรี และจังหวัดสุพรรณบุรี และ จังหวัดราชบุรี



ประวัติการทำงานของพณฯ ท่านคุณลุง เชาวน์วัศ สุดลาภา

นาย เชาน์วัศ สุดลาภา เกิดวันที่ 1 มิถุนายา พ.ศ 2476
ที่อยู่กรุงเทพฯ เลขที่ 511/46 ถ. จรัลสนิทวงศ์ 37 เขต บางกอกน้อย จ. กรุงเทพฯ โทร 024123742
ที่อยู่ลพบุรี เลขที่ 155 ต.วังขนอนขว้าง อ.โคกสำโรง จ. ลพบุรี โทร 036441686
ภริยา ชื่อ นาง กมลทิพย์ สุดลาภา อดีต นางงาม ประจำจังหวัดสงขลา เมื่อ 50กว่าปีที่แล้ว
การศึกษา ปริญญาตรี และ ปริญญาโท มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
จบการศึกษา Diploma ทางรัฐประสาสน์ศาสตร์ กรุง บรอน์ประเทศเยอรมันนี
Diploma ทางรัฐประสาสน์ศาสตร์ กรุง เฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์
ปริญญาเอก กิตติมศักดิ์ จาก 2 มหาวิทยาลัย ในประเทศ สหรัฐอเมริกา
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ม ป.ช มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก
- สำนักเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร

ประวัติการ ทำงาน เคยดำรงตำแหน่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัด ลพบุรี 4 สมัย ใน ปี พ.ศ 2531 / 2535/1 / 2535/2 / 2538 และสอบได้ (ส.ส) ที่ 1 ทั้งสี่สมัย

ผู้ช่วยเลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปี 2507 - 2511
เลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปี 2515 - 2517
สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ วุฒิสมาชิก ปี 2515
ผู้ว่าราชการ จังหวัด พังงา ปี 2519 - 2520
ผู้ว่าราชการ จังหวัด ลพบุรี ปี 2520 -2522
ผู้ว่าราชการจังหวัด กรุงเทพมหานคร ปี 2522 -2524
ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 60
ปี 2524 - 2526
ผู้ว่าราชการ จังหวัด เพชรบุรี ปี 2527 - 2531
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัด ลพบุรี (สอบได้ที่ 1 ทั้ง 4 สมัย ซ้อน)
ประธานคณะกรรมการศึกษา ผู้แทนราษฎร ปี 2531 - 2535
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย 2 สมัย ปี 2533 – 2535 -2536
รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ปี 2535




ความเป็นมาความสัมพันธ์กันระหว่างพณฯ ท่านเชาวน์วัศ สุดลาภา

กับดร.วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์




วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ (Vongsak Swasdipanich)

ปัจจุบันเป็น ผู้ว่าราชการจังหวัด ราชบุรี2550
วงศ์ ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ (Vongsak Swasdipanich) ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย เกิด ๆ๒๗ มิถุนายน ๒๔๙๔ อายุ ๕๔ ปีเต็ม ภูมิลำเนาอำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด บุตรคนที่ ๕ ของเจริญ - ซิวเจียง สวัสดิ์พาณิชย์
อนันต์ สวัสดิ์พาณิชย์ พี่ชายคนโต ประกอบธุรกิจการเกษตรที่จังหวัดร้อยเอ็ด มนตรี สวัสดิ์พาณิชย์ พี่ชายคนรอง ประกอบธุรกิจน้ำแร่ดื่มที่จังหวัดร้อยเอ็ด ชูศรี ไวทยาวันศิริ พี่สาวคนที่สาม ประกอบธุรกิจเภสัชและกิจการโรงแรมที่จังหวัดนครราชสีมา รองศาสตราจารย์ ดร. สุวพงษ์ สวัสดิ์พาณิชย์ พี่ชายคนที่สี่ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตสกลนคร เกรียงศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ น้องชาย นิติกรธนาคารกรุงเทพ จำกัด สำนักงานใหญ่ และมัชฌา นราสวัสดิ์ น้องสาวคนเล็ก ประกอบธุรกิจอะไหล่รถจักรยานยนต์ที่จังหวัดร้อยเอ็ด
การศึกษาชั้นประถม โรงเรียนบ้านอาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด มัธยมต้นโรงเรียนร้อยเอ็ดวิทยาลัย ออกไปเข้า ม.ศ. ๓ ที่วิทยาลัยบางแสน ตามคำแนะนำของญาติผู้ใหญ่ ดร. ก่อ สวัสดิ์พาณิชย์ บิดาของศิโรตม์ สวัสดิ์พาณิชย์ อธิบดีกรมสรรพากร และมัธยมปลายโรงเรียนจรัสสมรอนุศาสน์ ยานนาวา กรุงเทพฯ
เป็นน้องใหม่ภาค วิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปีการศึกษา ๒๕๑๓ เพราะอยากเป็นนายอำเภอ โดยมีอุดม พัวสกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูนเป็นเพื่อนร่วมรุ่น
เรียนแบบไม่หยุดพักทั้งภาค เล็กและภาคใหญ่ ย่นเวลาเหลือ ๓ ปี ทั้ง ๆ ที่อาจารย์เตือนว่าถ้าพลาดละก็เจ็บกว่าคนเรียน ๔ ปี แต่ก็ได้รัฐศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา ๒๕๑๕ รับพระราชทานปริญญาพร้อมรุ่นพี่ในปี ๒๕๑๖
๐ ๐ ๐
นั่ง รถไฟเข้ากรุงเทพฯ ไปพบเชาว์วัศน์ สุดลาภา เลขานุการจอมพล ประภาส จารุเสถียร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น เพื่อขอฝึกงานโดยไม่ต้องการเงินเดือน
เชาวน์วัศ สุดลาภา ชอบใจที่กล้าเดินเข้ามาหาทั้ง ๆ ที่ไม่เคยรู้จักกัน
แต่พรรคพวกพามาฝากเยอะ ก็เลยรับไว้ทั้งธรรมศาสตร์ จุฬาฯ และเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยละ ๑ คน ได้เป็นลูกจ้างชั่วคราวสมใจ
ทำได้ไม่กี่เดือนก็เกิดเหตุการณ์ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๑๖
ภารกิจ ที่ไม่เคยคิดมาก่อนในชีวิตคือพาเชาว์วัศน์ สุดลาภา หลีกลี้ผู้คนไปหลบภัยที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ ถนนราชดำเนิน โรงแรม ๙๙ บางลำภู โรงแรมพาร์ลิเมนท์ ถนนวิสุทธิกษัตริย์ และโรงแรมวงเวียน ๒๒ กรกฎาคม จนเงินหมด
เชาวน์วัศ สุดลาภา ให้นำแฟ้มบัญชีเจ้าหน้าที่มาเปิดดูว่ารู้จัก
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 87
ใครที่ไว้ใจได้บ้าง แล้วโทรศัพท์บอกเขามาช่วยจ่ายเงินให้ที จากนั้นก็พาเชาน์วัศ สุดลาภา ไปส่งที่อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แล้วพาภริยาของเชาน์วัศ สุดลาภา ขึ้นรถไฟล่องใต้ไปส่งที่จังหวัดสงขลา ก่อนจะกลับมารายงานตัวที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) สวนรื่นฤดี พร้อมกับพันตำรวจเอก สุทิน เอมะพัฒน์ ช่วยราชการสำนักงานเลขานุการรัฐมนตรีในขณะนั้น
สามวันสามคืนในสวนรื่นฤดี ได้รับรู้เรื่องราวหลายอย่าง รวมทั้งการเจรจาของจอมพล ถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และนายทหารระดับสูง อาทิ พลเอก กฤษณ์ สีวะรา และพันเอก ณรงค์ กิตติขจร เป็นต้น
เด็กกว่าเขาเพื่อน จึงรับหน้าที่ให้บริการอาหารเครื่องดื่มแก่ผู้ใหญ่ใน กอ.รมน.
หลังหายตื่นเต้นจากเหตุการณ์ที่ค่อย ๆ สงบลง ก็นึกขึ้นได้ว่าไปสอบแข่งขันเป็นปลัดอำเภอเอาไว้
แวะไปดู จึงรู้ว่าติด
๑ พฤษภาคม ๒๕๑๘ ได้รับการบรรจุเป็นปลัดอำเภอตรี กิ่งอำเภอปทุมรัตน์ ร้อยเอ็ด จังหวัดบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง
ทำ งานได้ปีเดียว ผู้ว่าราชการจังหวัดแวะมาตรวจราชการแล้วเห็นหน่วยก้าน สั่งให้เข้ามาเป็นปลัดอำเภอตรี อำเภอเมืองร้อยเอ็ด พร้อมกับสอบได้ชั้นโท (เจ้าพนักงานปกครอง ๔)
๒๕๑๙ ศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านบริหารรัฐกิจที่ Kentucky State University (KSU), Frankfort, Kentucky สหรัฐฯ
๒๕๒๐ ได้ปริญญา Master of Public Affairs (Planning)
บินกลับมาประจำกองการศึกษาประชาบาล จนกระทั่งสอบได้ระดับ ๕
กันยายน ๒๕๒๒ ย
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 61
้ายไปเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน ๕ สำนักงานจังหวัดเลย ปีถัดมาย้ายไปลงตำแหน่งเดียวกันที่จังหวัดพิจิตร
ธันวาคม ๒๕๒๕ ย้ายไปเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน จังหวัดศรีสะเกษ หลังสอบได้ระดับ ๖
อยู่ศรีสะเกษ ๕ ปีเต็ม จึงได้ย้ายไปรักษาการหัวหน้าฝ่ายแผนและโครงการ จังหวัดอุบลราชธานี
ตุลาคม ๒๕๓๓ ได้รับแต่งตั้งให้รักษาการหัวหน้าสำนักงานจังหวัดอุบลราชธานี หลังสอบได้ระดับ ๗
เพียงปีเดียวก็สอบได้ระดับ ๘
ธันวาคม ๒๕๓๔ ได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าสำนักงานจังหวัดมุกดาหาร (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน ๘)
จากนั้น เข้ารับการอบรมหลักสูตรนักบริหารมหาดไทย ระดับ ๘ สถาบันดำรงราชานุภาพ ๔๕ วัน
เมื่อ ชนะศักดิ์ ยุวบูรณ์ ย้ายไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้ทำเรื่องขอผู้จบปริญญาโทจากต่างประเทศมาเป็นหัวหน้าสำนักงานจังหวัดเพื่อ ช่วยงาน SEA Games ซึ่งเชียงใหม่เป็นเจ้าภาพ
กระทรวงฯ ส่งชื่อมาให้ ๒ คน แต่คนแรกขออยู่ที่เก่า หัวหน้าสำนักงานจังหวัดเชียงใหม่จึงกลายเป็นวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์
ยังไม่ทันจะเดินทางไป อารีย์ วงศ์อารยะ ปลัดกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้นโทรศัพท์มาหา บอกว่าคงจะไม่ได้ไปเชียงใหม่แล้วละ
ไม่เป็นไร เพราะก็ไม่อยากไปอยู่แล้ว
หัว หน้าสำนักงานจังหวัดเชียงใหม่ตัวจริงไม่ใช่ใครที่ไหน พระนาย สุวรรณรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นนายอำเภออมก๋อยในขณะนั้น
เมษายน ๒๕๓๕ ได้รับคำสั่งใหม่ให้มาเป็นหัวหน้าสำนักงานจังหวัดสมุทรปราการ
แต่คนเก่าขออยู่ต่อ ในขณะที่คนใหม่ก็ไม่สมัครใจจะไป จึงไม่ได้ไปทั้งเชียงใหม่และสมุทรปราการทั้ง ๆ ที่คำสั่งออกมาแล้ว
สรุปแล้วได้อยู่ที่เดิม คือ มุกดาหาร
ตุลาคม ๒๕๓๖ ย้ายไปเป็น หัวหน้าสำนักงานจังหวัดขอนแก่น
๐ ๐ ๐
เมื่อกระทรวงมหาดไทยปรับโครงสร้างภายในแยก 'ฝ่ายแผนพัฒนาจังหวัด' ออกจาก 'สำนักนโยบายและแผน' แล้วยกขึ้นเป็นหน่วยงานระดับกอง
ชนะ ศักดิ์ ยุวบูรณ์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นึกถึงคนที่เคยขอไปช่วยงาน SEA Games แล้วไม่ได้มาทำงานด้วยกันเมื่อครั้งยังเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ หนนี้คงไม่มีปัญหา
พฤศจิกายน ๒๕๓๗ จึงได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการกองแผนพัฒนาจังหวัด สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย คนแรก
คน ในกระทรวงมหาดไทยด้วยกันไม่ได้หมายความว่าจะมีโอกาสเติบโตหรือได้รับการ พิจารณาให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดถ้าไม่ผ่านการเป็นปลัดอำเภอ นายอำเภอ ปลัดจังหวัด และรองผู้ว่าราชการจังหวัด ก็ยากที่จะได้ขึ้นเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด เช่น ข้าราชการมหาดไทยระดับ ๔ - ๕ ถ้าโอนมาจากสายปกครองแล้ว โอกาสในการเข้าโรงเรียนนายอำเภอจะน้อยลง
เมื่อไม่ได้เรียนก็ไม่ได้เป็นนายอำเภอ
แต่ ถ้าได้เป็นผู้อำนวยการกอง ในสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยแล้ว ยังมีโอกาสที่จะได้รับการพิจารณาแต่งตั้งเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัด เส้นทางไปสู่การเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดจึงไม่ถึงกับตีบตัน ผนวกกับการปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนมาตลอด เงินเดือนที่ได้รับก็สูงเต็มขั้น ผลงานใหม่ก็ได้ใช้ความรู้ด้านการวางแผนที่ได้ร่ำเรียนมา
ตุลาคม ๒๕๓๙ จึงได้รับแต่งตั้งเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี โดยไม่ผ่านการเป็นนายอำเภอและปลัดจังหวัด ขณะมีอายุน้อยที่สุดในบรรดาคนเป็นรองผู้ว่าฯ ด้วยกัน โดยไม่เคยวิ่งเต้นให้ได้มาซึ่งตำแหน่ง
จากนั้น กลับไปเข้ารับการอบรมหลักสูต
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 88
รนักบริหารมหาดไทย ระดับ ๙ สถาบันดำรงราชานุภาพ นาน ๖ เดือนเต็ม จึงกลับมาทำงานต่อ
แม้ ยังไม่มีอำนาจเต็มเหมือนผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ก็หนีไม่พ้นการใช้หลักนักบริหาร (องค์กร) นักพัฒนา (โครงการ) และนักปกครอง (คน) ขาดไปหลักใดหลักหนึ่งก็ไม่ได้
งานที่ได้รับมอบหมายจาก พลากร สุวรรณรัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานีในขณะนั้น คือการจัดตั้งเขตอุตสาหกรรม อันทำให้ปัตตานีเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีโรงงานด้านอุตสาหกรรมการเกษตรขนาด ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ อาทิ โรงงานปลากระป๋อง โรงงานปลาป่น โรงงานอาหารสัตว์ เป็นต้น
อีกงานหนึ่งคือคือโครงการจัดตั้งธนาคารอิสลาม (Islamic Bank)
และ ที่ได้รับมอบหมายเป็นพิเศษคือการเป็นตัวแทนผู้ว่าราชการจังหวัดใน ๔ จังหวัดภาคใต้เข้าร่วมประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และมาเลเซีย
เนื่องจากจังหวัดภูเก็ตมีเป้าหมายในการเป็นเมือง หน้าต่างโลก พีระพงศ์ จำนงเฉลิมฉัตร ผู้ว่าราชการจังหวัดในขณะนั้นจึงทำเรื่องขอตัว เพราะเห็นศักยภาพที่ปัตตานี
ตุลาคม ๒๕๔๐ ย้ายไปดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต โดยมีชาวไทยมุสลิม ๗ คันรถ ตามมาส่งถึงตัวเกาะ
๐ ๐ ๐
ที่ ภูเก็ต รับผิดชอบงานด้านเศรษฐกิจ โดยมีภารกิจหลักพัฒนาการท่องเที่ยว ซึ่งช่วงนั้นมีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเต็มที่ จนไม่ทันกับการดูแลรักษา
แต่ก็ไม่ง่ายในการจัดระเบียบ เพราะ 'ผลประโยชน์' คืออุปสรรคสำคัญ โดยเฉพาะป่าตอง
'สารสนเทศ' คือ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 62
หัวใจสำคัญในการบริหารจัดการ
หลังตามเก็บรายชื่อชาวบ้านร้านถิ่นมาแยกเป็นหมวดหมู่จนรู้ใครเป็นใคร และรู้ต่อไปถึงอิทธิพลที่มีผลทั้งทางบวกและลบต่อการจัดระเบียบ
ผล พวงจากการจัดทำสารสนเทศ ทำให้เห็นภาพด้านประชากรศาสตร์อย่างชัดเจนของคนภูเก็ต จึงมีโอกาสได้เชื่อมโยงคนไทยมุสลิมซึ่งมีอยู่ร้อยละ ๓๕ มาช่วยกันพัฒนาภูเก็ต
และหลังการเดินเท้าย่ำป่าตอง ยังทำให้รู้ว่าหนึ่งในกลุ่มผู้สร้างปัญหาจุ๊ก ๆ จิ๊ก ๆ ไม่ใช่ใครที่ไหน พวกแผงหลัก แผงลอย รถเข็น และคานหาบ เร่ขายตำบักหุ่ง (ใส่หรือไม่ใส่ปลาแดกก็แล้วแต่) ไปจนถึงรถสองแถว และนวดโบราณทั้งที่อยู่ในตึกและริมชายหาด
พอได้ยินเขาส่งเสียง ก็รู้ว่าไม่ใช่ใครที่ไหน จัดแจงส่งภาษาเดียวกัน
ป่า ตองค่อย ๆ มีระเบียบขึ้นโดยลำดับหลังหลังเปลี่ยนผู้ว่าราชการจังหวัดอีก ๒ คน คือ พงศ์โพยม วาศภูติ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาในปัจจุบัน และชาญชัย สุนทรมัฏฐ์ รองปลัดกระทรวงฯ ฝ่ายความมั่นคงในปัจจุบัน
เป็นรองผู้ว่าฯ ภูเก็ตครบ ๔ ปี แต่เปลี่ยนผู้ว่าฯ ปีละคน
ตุลาคม ๒๕๔๔ ย้ายไปเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง พร้อมกับเข้าศึกษาที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปรอ. ๔๔๑๔) เป็นเวลา ๑ ปีเต็ม
เพื่อน ร่วมรุ่นที่กำลังขั้วตำแหน่งใหม่ในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ อาทิ พลเรือเอก สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ว่าที่ผู้บัญชาการทหารเรือ พลเรือเอก วิชัย ยุวนางกูร ว่าที่รองผู้บัญชาการทหารเรือ พลเรือเอก นพพร อาชวาคม ว่าที่ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ พลเอก พรชัย กรานเลิศ ว่าที่ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก พลอากาศเอก พรชัย รามโกมุท ว่าที่ผู้บัญชาการกองบัญชาการสนับสนุนทหารอากาศ พลตำรวจโท ชลอ ชูวงษ์ และพลตำรวจโท วิโรจน์ พหลเวชช์ ว่าที่ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นต้น
ส่วนเพื่อนร่วมรุ่นที่มาจากกระทรวงเดียวกัน ได้แก่ เจตน์ ธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น พระนาย สุวรรณรัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี วิชม ทองสงค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ปรีชา บุตรศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ เมฆินทร์ เมธาวิกูล ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ปานชัย บวรรัตนปราน ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร และสุธี มากบุญ ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร
๐ ๐ ๐
๑ ตุลาคม ๒๕๔๕ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย หลังจบ วปอ.
'หนองคาย' จังหวัดชายแดนติดแม่น้ำโขงได้ชื่อว่าน่าอยู่อันดับ ๗ ของโลก เป็นดินแดนชุ่มน้ำอันดับ ๑,๐๙๘ ของโลก เป็นเมืองที่มีนักบวชและนักพรตมากที่สุดในเอเชีย และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยยังจัดให้เป็น ๑ ใน ๕ จังหวัดที่น่าอาศัยระยะยาวอีกด้วย
ฟังแล้วน่าชื่นชม แต่ไม่มีอะไรในกอไผ่ที่จะผลักดันให้คนต่างถิ่นหรือต่างชาติอยากมาเที่ยวและ ลงทุนเพื่อให้คนหนองคายมีรายได้ดีขึ้น ขณะที่บางคนในภาครัฐกลับทำงานผิดช่องทาง
ประสบการณ์จากการเป็นหัวหน้าสำนักงานจังหวัดและรองผู้ว่าราชการจังหวัดช่วยให้ไม่ต้องเสียเวลาเริ่มต้นเท่าใดนัก
ข้อมูล ข่าวสารที่ถูกต้องเป็นเรื่องสำคัญ ระยะแรกจึงต้องอาศัย Honda, Silver Shadow คันใหญ่ ขับตระเวณเข้าไปตรวจพื้นที่ทุกสัปดาห์ ล้มเมื่อใดไม่ต้องยก เพราะมอเตอร์ไซค์หนักกว่าท่านผู้ว่าฯ ร่างเล็กหลายร้อยกิโลกรัม
จากนั้น จัดประชุมนายอำเภอให้ถี่ขึ้น เพื่อเร่งนโยบายของรัฐที่ได้นำมาขยายเป็นแผนปฏิบัติการให้บังเกิดผลเป็น รูปธรรม โดยชี้ให้เห็นว่า ช่องทางนี้นอกจากจะช่วยชาวบ้านให้อยู่ดีกินดีแล้ว ยั
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 89
งสนองนโยบายจากส่วนกลางอันเป็นผลงานที่ชอบธรรมอีกด้วย
และเพื่อให้เรื่องที่คนชื่นชมมีความเป็นไปได้จริง โครงการเรารักหนองคายจึงเกิดขึ้น
แต่ถ้าภายในไม่พร้อมก็ยากที่จะรุกออกไปภายนอกได้ดี จึงเริ่มต้นที่การทำภายในให้สะอาดทั้งด้าน 'รูปธรรม' และ 'นามธรรม'
เริ่ม จากรณรงค์ให้ 'หนองคายไร้ขยะ' ด้วยการจัดให้มีวัน 'เรารักหนองคาย' โดยส่วนราชการภูมิภาค ท้องถิ่น และชาวบ้าน มาคุยกัน ในที่สุดก็ออกมาเป็นทุกวันพุธที่สองและสี่ของเดือน ทั้ง ๑๗ เทศบาลเล็กใหญ่ และ ๑๑๑ องค์การบริหารส่วนตำบล ตลอดจนชาวบ้าน ยกขบวนกันออกมาทำความสะอาดหนองคายทั้งจังหวัด ทำมาแล้วตั้งแต่ต้นปี ๒๕๔๕ จนถึงวันนี้
ต่อไปเป็นเรื่องของการบริหารจัดการ วัฒนธรรม จริยธรรม และระเบียบวินัย
ข้าราชการ
นับ ว่าท้าทายในการผลักดันให้มีธรรมบริหาร (Good Governance) แผนส่งเสริมการทำงานด้วยความ 'จริงใจ จริงจัง และโปร่งใส' จึงเกิดขึ้น โดยจัดตั้งคณะทำงานด้านยุทธศาสตร์ (CEO Staff) ของผู้ว่าราชการจังหวัด ประกอบด้วยหัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์ของกระทรวงต่าง ๆ ที่มาประจำอยู่ในจังหวัด แล้วจัดให้มีการประชุมกันทุกวันอังคารและพฤหัสบดี และจัดอบรมข้าราชการให้เข้าใจเรื่อง 'ธรรมบริหาร'
ชาวบ้าน
มีการจัด ตั้งตัวแทนประชาชน ๗ คนนอกล้วน ๆ มาจากชาวไทยเชื้อสายญวน ต้นตระกูลเก่า ณ หนองคาย มหาวิทยาลัยขอนแก่น วิทยาเขตหนองคาย ประชาคม ผู้นำลูกเสือชาวบ้าน องค์กรพัฒนาเอกชน และประชาชนในอำเภอเมือง เ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 63
พื่อให้ข้อคิดเห็นและเสนอแนะแก่ผู้ว่าฯ
เด็กและเยาวชน
แผน งาน 'คุณครูผู้ว่าฯ' ซึ่งวัยรุ่นฮือฮาเมื่อเห็น 'ผู้ใหญ่แนว' สวมบทครูสัญจร ขี่มอเตอร์ไซค์ตะลอนสอนหนังสือนักเรียนมัธยม โดยเฉพาะวัยรุ่นเป็นกลุ่มเป้าหมายพิเศษ จากนั้นนำเด็กนักเรียนที่อยู่ชนบทรอบนอกทยอยกันเข้ามาพบผู้ว่าฯ ต่อด้วยทัศนศึกษาในเมือง ในทางกลับกันก็ส่งนักเรียนในเมืองไปทัศนศึกษาชนบทที่ห่างไกล แต่ไม่ลืมอุปกรณ์การเรียนการสอนและเครื่องมือที่จะช่วยให้นักเรียนทำกิจกรรม ได้ แผนงานพัฒนาห้องเรียนคอมพิวเตอร์ แผนงานห้องเรียนศิลปะ และแผนงานลานกีฬาเอนกประสงค์ จึงทยอยออกมารองรับ โดยเฉพาะทุนการศึกษาเด็กนักเรียนที่ด้อยโอกาส ซึ่งเงินส่วนหนึ่งมาจากเพื่อนร่วมรุ่น วปรอ. ๔๔๑๔ นี่แหละ
๐ ๐ ๐
เมื่อ ภายในสะอาด อบอุ่น และมีความพร้อมระดับหนึ่ง จึงเริ่มงานเชิงรุก อันได้แก่ การพัฒนาจังหวัดหนองคายในด้านนิเวศ เกษตรอุตสาหกรรม การค้าชายแดน และท่องเที่ยว
ด้านนิเวศ
หนองคายมีพื้นที่ติดแม่น้ำโขง ๓๓๐ กิโลเมตร แต่ละปีหน้าดินถูกน้ำเซาะหายไป ๒ เมตร ปล่อยต่อไปอีกไม่ได้แล้ว จึงทำการศึกษาจุดที่อ่อนไหว ส่วนไหนที่พังทลายมากก็สร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งเป็นจุด ๆ ไป ได้งบเพิ่มเติมมาเมื่อใดก็ทยอยทำตามแผนที่ได้ศึกษาไว้
ด้านเกษตรอุตสาหกรรม
นอก จากการส่งเสริมสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (One Tambon One Product: OTOP) ที่ประกวดประขันกันทุกจังหวัดแล้ว คือการใช้จุดเด่นของจังหวัดในด้านภูมิศาสตร์ พัฒนาให้หนองคายเป็นครัวโลกด้านผักผลไม้ที่ปลูกได้ทุกชนิด ตลอดจนการปลูกพืชสมุนไพรและสวนพฤกษชาติ ควบคู่กับเป้าหมายในการตั้งโรงงานปุ๋ยอินทรีย์ ๖ แห่ง เพื่อใช้ในการส่งเสริมแผนงานนี้ โดยเฉพาะยางพาราซึ่งหนองคายมีพื้นที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือถึง ๒๕๐,๐๐๐ ไร่
การค้าชายแดน
แม้หนองคายเป็นเมืองชายแดน แต่ที่ผ่านมามีแต่หันหน้าหากรุงเทพฯ หันหลังให้ต่างประเทศ น่าจะไปลาวและจีนตอนใต้อีกทางหนึ่ง จึงตั้งคณะทำงานชายแดน ฝ่ายไทยมี ๗ คน มาจากหัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์ ตำรวจ ทหาร เกษตรฯ ศึกษาฯ พาณิชย์ และสำนักงานจังหวัด ฝ่ายลาวอีก ๗ คน รวมเป็น ๑๔ คน ให้ความสำคัญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ต้องมาก่อน เมื่อชอบพอกันแล้ว เรื่องอื่น ๆ ก็พูดกันได้ ถัดไปเป็นเรื่องความปลอดภัย ความมั่นคง ยาเสพติด แรงงานต่างด้าว และการค้าขาย ส่วนแผนงานสำคัญในเรื่องการค้าชายแดน คือ การจัดตั้งเขตปลอดอากร จัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษอุดรธานี-หนองคาย-เวียงจันทน์ จัดหาพื้นที่ตรวจสินค้าแห่งใหม่ของด่านศุลกากร และจัดสร้างด่านพรมแดนพร้อมท่าเทียบเรือแพขนานยนต์ที่อำเภอบึงกาฬ
การท่องเที่ยว
งาน ใหญ่คือการจับมือกับ ดร. จิตสันติ ธนะโสภณ ผู้ว่าการ การรถไฟแห่งประเทศไทย ใช้บริเวณสถานีรถไฟเก่าก่อสร้างพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำจืด (Aquarium) มูลค่า ๓๓๗ ล้านบาท เพื่ออนุรักษ์พันธุ์ปลาในแม่น้ำโขงที่เหลืออยู่ ๕๘๐ สายพันธุ์ ไม่ให้หดหาย คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี ๒๕๕๐
อีกงานหนึ่งเป็นการก่อสร้าง ศูนย์ OTOP เพื่อเป็นแหล่งกลางในการเผยแพร่และจำหน่ายสินค้าทุกตำบลของจังหวัดฯ และ ASEAN ข้างศาลากลาง เนื้อที่ ๕ ไร่ มีทั้งสินค้าบ้านเรา สินค้าบ้านเขา คือ จีน และสิบสองปันนา มูลค่ากว่า ๔๐ ล้านบาท
ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้คน ต่างชาติและต่างถิ่นได้สัมผัสวิถีชีวิตแบบไทย ๆ ของชาวหนองคายด้วยการพัฒนาที่พักในบ้าน (Home stay) กระจายไปทั่วอำเภอที่อ
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 90
ยู่ริมแม่น้ำโขง เพื่อบริการนักท่องเที่ยวที่นิยมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
และ ที่ถึงขั้นผลิตคู่มือกันเลยก็คือ ส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างหนองคายกับเวียงจันทน์ แบบว่า มา ๑ จังหวัด ได้เที่ยว ๒ ประเทศ ทำนองนั้น
๐ ๐ ๐
ทั้งหมดที่ว่ามานี้ ประเด็นอยู่ที่การสื่อสารให้ทุกฝ่ายได้รับรู้ข่าวสาร เข้าใจ ยอมรับ และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือ
ที่ นี่ใช้วิธีการสื่อสารค่อนข้างหลากหลาย ทั้งระดับบุคคล ระดับกลุ่ม ไปจนถึงระดับมวลชน มีทั้งที่ผู้ว่าฯ เข้าไปหา และยกขบวนกันมาพบ ตลอดจนการสื่อสารที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ
ทุกเช้าวันเสาร์หลัง รายการ 'นายกฯ พบประชาชน' ที่หนองคายมีรายการ 'บ้านเมืองน่าอยู่' ทางวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย FM ๙๐.๕ เมกะเฮิรตซ์ เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๐.๐๐ น. ผู้ว่าฯ วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ พูดใส่ไมโครโฟนคุยกับชาวบ้านให้ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร มีการบอกเล่าเก้าสิบ พร้อมเปิดสายท้ายรายการให้สอบถามและร้องเรียนอีกด้วย
ทุกครั้งเมื่อกลับ จากประชุมที่กรุงเทพฯ วันรุ่งขึ้น หัวหน้าส่วนราชการและนายอำเภอจะรับรู้เรื่องราวที่ไปประชุมมา วันถัดไป กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์การบริหารส่วนตำบล จะรับรู้ข่าวสารผ่านหัวหน้าส่วนราชการและนายอำเภอ และวันที่สาม ประชาชนในแต่ละท้องถิ่นจะรับรู้ข่าวสารจากกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์การบริหารส่วนตำบล
แล้วยังเปิด 'สภากาแฟ' อีกเดือนละ ๒ ครั้ง เวลา ๐๗.๐๐ - ๐๘.๓๐ น. ให้หัวหน้าส่วนราชการ ส่วนท้องถิ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 64
่น และภาคเอกชน ได้แสดงความคิดเห็นร่วมกัน นอกเหนือจากวารสาร 'เรารักหนองคาย' รายเดือน และแผ่นพับต่าง ๆ มากมาย ฯลฯ
ไม่มีท้องที่ใดปราศจากอิทธิพล แต่เมื่อคนหลายฝ่ายในท้องที่นั้นสามารถเข้าถึงกัน โดยมีเวทีให้พบปะพูดจากัน ความกดดันถ้ามีก็จะน้อยลง
เครือข่ายภาคประชาชนที่มีความพร้อมด้านข้อมูลข่าวสารยังช่วยให้การปฏิบัติงานภาครัฐเกิด 'ธรรมบริหาร' อีกทางหนึ่งด้วย
ที่ นี่มีรายชื่อผู้ยากจนในบัญชีกว่า ๘,๐๐๐ คน ฝันของผู้ว่าฯ วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ คือ ศูนย์กลางด้านการค้าและบันเทิงมูลค่ากว่า ๔,๐๐๐ ล้านบาท ที่ภาคเอกชนให้ความสนใจเพราะอยู่ใกล้ลาว ถ้าเกิดขึ้นจริงเมื่อใด แทบจะล้างบัญชียากจน เพราะคนมีงานทำกันทั่วถ้วน
๐ ๐ ๐
ชีวิตส่วนตัว สมรสกับวิไลพร วิรัตน์จันทร์ อดีตพนักงานสาขาอำเภอเกษตรวิสัย ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อ ๑๗ มีนาคม ๒๕๑๘
เบญจพล สวัสดิ์พาณิชย์ บุตรคนโต อายุ ๒๓ ปี ภาควิชาโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ปีสุดท้าย
เบญจรงค์ สวัสดิ์พาณิชย์ บุตรคนเล็ก อายุ ๑๘ ปี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปี ๒
ข้อคิดที่ วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ เขียนไว้ในทำเนียบรุ่น วปรอ. ๔๔๑๔ ก็คือ ...
"จะเก่ง จะดี จะชั่ว อยู่ที่ตัวสร้างขึ้นมาเอง"

บรรดาพ่อค้าแม่ขายครั้นรู้ว่ารองผู้ว่าฯ ผูกเสี่ยวกัน ก็ดีใจ ให้ความเคารพนับถือ
เมื่อเป็นพวกเดียวกันแล้ว "ทำแบบนี้ต่อไปไม่ได้ มาอยู่ที่นี่ต้องไว้หน้าพ่อ" รองผู้ว่าฯ คนร้อยเอ็ดขอกันตรง ๆ
จาก นั้น จัดแจงรวมกลุ่มตั้งชมรมชาวอีสานในจังหวัดภูเก็ต หลังอยู่ที่นี่ได้ ๑ ปี อันเป็นช่วงที่จเด็จ อินสว่าง มาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดแทนพีระพงศ์ จำนงเฉลิมฉัตร
แล้วรับเป็นประธานชมรมฯ คนแรก อันทำให้รู้ว่าที่นี่มีชาวอีสานกว่า ๒๐,๐๐๐ คน
สมมติเล่น ๆ ถ้าทุกคนโอนทะเบียนบ้านไปอยู่ภูเก็ตเมื่อใด มีโอกาสเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้แล้ว ๑ คน
โดย: teapatyost341455@hotmail.com [19 มี.ค. 51 20:50> ( IP A:61.7.191.119 X: )
ความคิดเห็นที่ 66
หลักฐานทางโบราณคดีที่พบในสมัยพุทธศตวรรษที่ 11–13 คือเหรียญเงินเส้นผ่าศูนย์กลาง 19 ม.ม. พบที่นครปฐม และอู่ทองนั้น พบว่ามีอักษรจารึกไว้ว่า “ศรีทวารวดีศวร”และ มีรูปหม้อน้ำกลศอยู่อีกด้านหนึ่ง ทำให้เชื่อได้ว่า ชนชาติมอญโบราณ ได้ตั้งอาณาจักรทวารวดี (บางแห่งเรียกทวาราวดี) ขึ้นในภาคกลางของดินแดนสุวรรณภูมิ

มีศูนย์กลางที่เมืองนครปฐมโบราณ (ลุ่มแม่น้ำท่าจีนหรือนครชัยศรี) กับเมืองอู่ทองและเมืองละโว้ (ลพบุรี) ต่อมาได้ขยายอำนาจขึ้นไป ถึงเมืองหริภุญชัยหรือลำพูน มีหลักฐานเล่าไว้ว่า ราว พ.ศ. 1100 พระนางจามเทวี ราชธิดาของเจ้าเมืองลวปุระหรือละโว้ลพบุรี ได้อพยพผู้คนขึ้นไปตั้งเมืองหริภุญชัยที่ลำพูน ส่วนที่เมืองนครปฐมนั้นมีการพบ พระปฐมเจดีย์ และมีการพบจารึกภาษาปัลลวะ บาลี สันสกฤต และ ภาษามอญ ที่บริเวณพระปฐมเจดีย์และบริเวณใกล้เคียง พบจารึก ภาษามอญ อักษรปัลลวะ บันทึกเรื่องการสร้างพระพุทธรูป เสาหงส์ วิหาร และแนวต้นมะพร้าวเป็นอาณาเขตพระอารามที่วัดโพธิ์ร้าง จังหวัดนครปฐม อายุราว พ.ศ. 1200 (ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์พระปฐมเจดีย์) และพบ จารึกมอญ ที่ลำพูนอายุราว พ.ศ. 1628 (ปัจจุบันอยู่ที่พ
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 91
ิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ หริภุญไชย จังหวัดลำพูน)

ต่อ มาอาณาจักรขอมหลังจากพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สวรรคตใน พ.ศ. 1732 อำนาจก็เริ่มเสื่อมลง รวมถึงให้พ่อขุนบางกลางหาว ที่สถาปนาเป็น พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ และประกาศตั้งอาณาจักรสุโขทัย เป็นอิสระจากการปกครองของขอม พ่อขุนรามคำแหง พระราชโอรสของขุนศรีอินทราทิตย์ ได้ครองราชย์และทรงดัดแปลงอักษรขอมและ มอญ มาประดิษฐเป็นลายสือไทย

ด้านจารึกภาษามอญ บนใบลานนั้น พบมากมายตาม หมู่บ้านมอญ ในประเทศไทย ส่วนที่ประเทศพม่าพบมากตาม หมู่บ้านมอญในเมืองสะเทิมและเมืองไจก์ขมี ซึ่งมีการคัดลอกและรวบรวมนำมาเก็บไว้ ที่หอสมุดแห่งชาติเมืองย่างกุ้ง และที่ห้องสมุดมอญเมืองเมาะลำไย นอกจากนี้กองโบราณคดีและกองวัฒนธรรม ยังได้จัดพิมพ์วรรณกรรม ชาดก ตำรามอญ และเคยมีการริเริ่มจัดพิมพ์พจนานุกรมมอญ-พม่าอีกด้วย

[แก้> มอญอพยพ
ทุก วันนี้ ชนชาติมอญ ไม่มีอาณาเขตประเทศปกครองตนเอง เนื่องจากตกอยู่ในภาวะสงคราม และการแย่งชิงราชสมบัติกันเอง และการรุกรานของพม่า ชาวมอญอยู่อย่างแสนสาหัส ถูกกดขี่รีดไถ การเกณฑ์แรงงานก่อสร้าง ทำไร่นาหาเสบียงเพื่อการสงคราม และเกณฑ์เข้ากองทัพ โดยเฉพาะสงครามในปี พ.ศ. 2300 เป็นสงครามครั้งสุดท้าย ที่คนมอญพ่ายแพ้แก่พม่าอย่างราบคาบ ชาวมอญส่วนหนึ่งจึงอพยพโยกย้ายเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนในเมืองไทยหลายต่อหลายครั้ง เท่าที่มีการจดบันทึกเอาไว้รวมทั้งสิ้น 9 ครั้ง

ครั้งที่ 1 เมื่อ พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ตีหงสาวดีแตกใน พ.ศ. 2082 ชาวมอญจำนวนมากหนีเข้ามากรุงศรีอยุธยา พระเจ้าแผ่นดินโปรดฯให้ตั้งบ้านเรือนอยู่แถบตัวเมืองกรุงศรีอยุธยาชั้นนอก พระยาเกียรติพระยารามและครัวเรือน ให้ตั้งบ้านเรือนอยู่แถบตัวเมืองชั้นใน ใกล้พระอารามวัดขุนแสน และเมื่อถึง พ.ศ. 2084 ราชวงศ์ตองอูตีเมืองเมาะตะมะแตก มีการฆ่าฟันชาวมอญลงขนาดใหญ่ ก็เข้าใจว่ามีมอญหนีเข้ามาสู่กรุงศรีอยุธยาอีก ถือเป็นระลอกแรกของมอญอพยพ

ครั้ง ที่ 2 เมื่อพระนเรศวรเสด็จไปพม่าเมื่อคราวพระเจ้าบุเรงนองสิ้นพระชนม์ แล้วประกาศเอกราช ทรงชักชวนมอญที่เข้าสวามิภักดิ์ ให้อพยพเข้ามาพร้อมกัน ราว พ.ศ. 2127 ในการอพยพครั้งนี้ไม่ปรากฏว่าพระเจ้าแผ่นดินโปรดฯ ให้ตั้งบ้านเรือนที่ใด แต่คาดว่าคงเป็นย่านเดียวกับการอพยพคราวแรก

ครั้ง ที่ 3 เกิดขึ้นเมื่อหงสาวดีถูกยะไข่ทำลายใน พ.ศ. 2138 ครั้งนี้ก็มีการอพยพใหญ่ของ มอญ มาทางตะวันออกเข้าสู่ดินแดนของกรุงศรีอยุธยาอีก

ครั้งที่ 4 หลังจากที่ราชวงศ์ตองอูย้ายราชธานีไปอยู่ที่อังวะ หลังจากหงสาวดีถูกทำลายแล้ว พวกมอญ ตั้งอำนาจขึ้นใหม่ในดินแดนของตน ต่อมา ถึงรัชกาลพระเจ้านอกเปกหลุน พม่าจึงยกทัพมาปราบพวกมอญอีกใน พ.ศ. 2156 ทำให้เกิดการอพยพของมอญเข้าสู่กรุงศรีอยุธยาอีก หลักฐานบางแห่งกล่าวว่า มอญ กลุ่มนี้ได้รับอนุญาตให้ตั้งภูมิลำเนาอยู่ตามแนวชายแดนไทย

ครั้งที่ 5 ใน พ.ศ. 2204 หรือ 2205 พวกมอญในเมืองเมาะตะมะก่อการกบฎขึ้นอีก แต่ถูกพม่าปราบลงได้ จึงต้องอพยพหนีเข้ากรุงศรีอยุธยาอีกระลอกหนึ่ง ผ่านทางด่านเจดีย์สามองค์ เข้าใจว่ากลุ่มนี้สัมพันธ์กับกลุ่มมอญที่ตั้งอยู่ชายแดน

ครั้งที่ 6 หลังจากที่มอญสามารถตั้งอาณาจักรของตนขึ้นได้ใหม่ในปลายราชวงศ์ตองอู แล้วยกกำลังไปตีกรุงอังวะแตก อลองพญารวบรวมกำลังพม่าแล้วลุกขึ้นต่อสู้จนในที่สุดก็ตั้งราชวงศ์อลองพญาได้ และใน พ.ศ. 2300 ก็สามารถตีหงสาวดีได้อีก นโยบายของราชวงศ์นี้คือ กลืน มอญ ให้เป็นพม่าโดยวิธีรุนแรง จึงมีชาวมอญอพยพหนีมาสู่เมืองไทยอีกหลาย ระลอก รวมทั้งกลุ่มที่หนีขึ้นเหนือไปสู่ล้านนา และเรียกกันว่าพวก “เม็ง” ในปัจจุบันนี้

ครั้งที่ 7 ใน พ.ศ. 2316 ตรงกับแผ่นดินกรุงธนบุรี มอญก่อกบฎในย่างกุ้ง พม่าปราบปรามอย่างทารุณแล
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 67
้วเผาย่างกุ้งจนราบเรียบ ทำให้มอญอพยพเข้าไทยอีก พระเจ้าตากสินทรงโปรดฯ ให้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ปากเกร็ด ซึ่งทำให้เกิดกลุ่มมอญเก่า (พระยารามัญวงศ์) และมอญใหม่ (พระยาเจ่ง) คนที่นับตัวเองเป็น มอญ ในปัจจุบันล้วนอพยพเข้ามาจากระลอกนี้ หรือหลังจากนี้ทั้งนั้น ส่วน มอญ ที่อพยพก่อนหน้านี้กลืนหายเป็นไทยไปหมด แม้แต่กลุ่มที่อยู่ตามชายแดนแถบเมืองกาญจนบุรี

ครั้งที่ 8 พ.ศ. 2336 เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 ยึดเมืองทวายได้ แต่รักษาไว้ไม่ได้ ต้องถอยกลับเข้าไทย ก็นำเอาพวกมอญโดยเฉพาะที่เป็นพวกหัวหน้าเข้ามาอีก

ครั้งที่ 9 พ.ศ. 2357 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 เมื่อ มอญ ไม่พอใจที่ถูกพม่าเกณฑ์แรงงานก่อสร้างพระเจดีย์ ก่อกบฎที่เมืองเมาะตะมะ ถูกพม่าปราบ ต้องหนีเข้าไทยเป็นระลอกใหญ่มาก ราว 40,000 คนเศษ เจ้าฟ้ามงกุฎ (ต่อมาคือรัชกาลที่ 4) เสด็จเป็นแม่กองพร้อมด้วยกรมหลวงพิทักษ์มนตรี ออกไปรับถึงชายแดน พวกนี้มาตั้งรกรากที่สามโคก (ปทุมธานี) ปากเกร็ด และพระประแดง มอญที่อพยพเข้
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 92
ามาครั้งนี้เรียกกันว่ามอญใหม่[7>

[แก้> ชุมชนมอญ
ชาว มอญได้อพยพมาพำนักอยู่ประเทศไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระยาเกียรติและพระยารามขุนนางมอญที่มีความดีความชอบในราชการและกลุ่มญาติ พี่น้องได้รับพระราชทานที่ดินตั้งบ้านเรือน ณ บ้านขมิ้น ซึ่งได้แก่บริเวณวัดขุนแสนในปัจจุบัน มอญในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ทั้งกลุ่มชาวมอญเก่าที่อยู่มาแต่เดิมและกลุ่มมอญใหม่ได้รับพระราชทานที่ดิน ให้ตั้งชุมชนอยู่ชานกรุงศรีอยุธยาบริเวณวัดตองปุและคลองคูจาม

นอกจาก นี้ยังมีการกล่าวถึงกลุ่มชาวมอญที่มีอาชีพฆ่าเป็ดไก่ขายที่ตลาดวัดวัวควาย และมีตลาดมอญขายขัน ถาดทองเหลือง ซึ่งเป็นทั้งตลาดสดด้วย ตั้งอยู่ภายนอกกำแพงเมืองด้านใต้ บริเวณปากคลองเกาะแก้วมีชาวมอญบรรทุกมะพร้าว ไม้แสมทะล และเกลือมาจำหน่าย

ใน สงครามเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 2 ผู้นำชุมชนชาวมอญในกรุงศรีอยุธยาคือสุกี้พระนายกอง ได้อาสากองทัพพม่าทำสงครามกับอยุธยา และรวบรวมกองทัพมอญได้ถึง 2,000 คน[8> ในปัจจุบันแม้จะไม่มีชุมชนของผู้สืบเชื้อสายมอญภายในกรุงศรีอยุธยาอยู่ใน บริเวณที่กล่าวถึงในประวัติศาสตร์แต่ก็ยังมีชุมชนมอญและกลุ่มวัฒนธรรมมอญ กระจายอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาจากพระนครศรีอยุธยาลงมาจนถึง กรุงเทพฯหลายชุมชน ชาวมอญได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ทั่วไปตามที่ราบลุ่มริมน้ำภาคกลาง ได้แก่ ลพบุรี สระบุรี อยุธยา นครปฐม กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง นครนายก ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรสงคราม สมุทรปราการ สมุทรสาคร กรุงเทพฯ ฉะเชิงเทรา เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และบางส่วนตั้งภูมิลำเนาอยู่แถบภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี ทางภาคอีสาน ได้แก่ นครราชสีมา มีบ้างเล็กน้อยที่อพยพลงใต้ อย่าง ชุมพร สุราษฎร์ธานี โดยมากเป็นแหล่งที่พระเจ้าแผ่นดินทรงโปรดฯ พระราชทานที่ดินทำกินให้แต่แรกอพยพเข้ามา

ชุมชนมอญในประเทศไทย[9>

มอญบางจะเกร็ง จ.สมุทรสงคราม
มอญบางปลา จ.สมุทรสาคร
มอญบ้านเก่า จ.อุทัยธานี
มอญสลุย จ.ชุมพร
มอญหนองดู่ จ.ลำพูน
บ้านมอญ จ.นครสวรรค์
มอญบางไส้ไก่ กรุงเทพฯ
มอญบ้านโป่ง-โพธาราม จ.ราชบุรี
มอญกระทุ่มมืด จ.นครปฐม
มอญสามโคก จ.ปทุมธานี
มอญบ้านเสากระโดง จ.อยุธยา
คลองมอญ กรุงเทพฯ
สะพานมอญ กรุงเทพฯ
มอญปากเกร็ด จ.นนทบุรี
มอญบางกระดี่ กรุงเทพ
มอญบางขันหมาก จ.ลพบุรี
มอญคลองสิบสี่ (มอญหนองจอก) กรุงเทพฯ
มอญลาดกระบัง กรุงเทพฯ
มอญปากลัด (มอญพระประแดง) จ.สมุทรปราการ
มอญเกาะเกร็ด จ.นนทบุรี
มอญ จ.สมุทรสาคร
มอญเกาะรัตนโกสินทร์ กรุงเทพฯ
มอญปทุมธานี จ.ปทุมธานี
โดย: Dk_songza@hotmail.com [20 ก.ย. 53 17:50> ( IP A:119.42.80.119 X: )
ความคิดเห็นที่ 68
หลักฐานทางโบราณคดีที่พบในสมัยพุทธศตวรรษที่ 11–13 คือเหรียญเงินเส้นผ่าศูนย์กลาง 19 ม.ม. พบที่นครปฐม และอู่ทองนั้น พบว่ามีอักษรจารึกไว้ว่า “ศรีทวารวดีศวร”และ มีรูปหม้อน้ำกลศอยู่อีกด้านหนึ่ง ทำให้เชื่อได้ว่า ชนชาติมอญโบราณ ได้ตั้งอาณาจักรทวารวดี (บางแห่งเรียกทวาราวดี) ขึ้นในภาคกลางของดินแดนสุวรรณภูมิ

มีศูนย์กลางที่เมืองนครปฐมโบราณ (ลุ่มแม่น้ำท่าจีนหรือนครชัยศรี) กับเมืองอู่ทองและเมืองละโว้ (ลพบุรี) ต่อมาได้ขยายอำนาจขึ้นไป ถึงเมืองหริภุญชัยหรือลำพูน มีหลักฐานเล่าไว้ว่า ราว พ.ศ. 1100 พระนางจามเทวี ราชธิดาของเจ้าเมืองลวปุระหรือละโว้ลพบุรี ได้อพยพผู้คนขึ้นไปตั้งเมืองหริภุญชัยที่ลำพูน ส่วนที่เมืองนครปฐมนั้นมีการพบ พระปฐมเจดีย์ และมีการพบจารึกภาษาปัลลวะ บาลี สันสกฤต และ ภาษามอญ ที่บริเวณพระปฐมเจดีย์และบริเวณใกล้เคียง พบจารึก ภาษามอญ อักษรปัลลวะ บันทึกเรื่องการสร้างพระพุทธรูป เสาหงส์ วิหาร และแนวต้นมะพร้าวเป็นอาณาเขตพระอารามที่วัดโพธิ์ร้าง จังหวัดนครปฐม อายุราว พ.ศ. 1200 (ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์พระปฐมเจดีย์) และพบ จารึกมอญ ที่ลำพูนอายุราว พ.ศ. 1628 (ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ หริภุญไชย จังหวัดลำพูน)

ต่อมาอาณาจักรขอมหลังจากพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สวรรคตใน พ.ศ. 1732 อำนาจก็เริ่มเสื่อมลง รวมถึงให้พ่อขุนบางกลางหาว ที่สถาปนาเป็น พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ และประกาศตั้งอาณาจักรสุโขทัย เป็นอิสระจากการปกครองของขอม พ่อขุนรามคำแหง พระราชโอรสของขุนศรีอินทราทิตย์ ได้ครองราชย์และทรงดัดแปลงอักษรขอมและ มอญ มาประดิษฐเป็นลายสือไทย

ด้านจารึกภาษามอญ บนใบลานนั้น พบมากมายตาม หมู่บ้านมอญ ในประเทศไทย ส่วนที่ประเทศพม่าพบมากตาม หมู่บ้านมอญในเมืองสะเทิมและเมืองไจก์ขมี ซึ่งมีการคัดลอกและรวบรวมนำมาเก็บไว้ ที่หอสมุดแห่งชาติเมืองย่างกุ้ง และที่ห้องสมุดมอญเมืองเมาะลำไย นอกจากนี้กองโบราณคดีและกองวัฒนธรรม ยังได้จัดพิมพ์วรรณกรรม ชาดก ตำรามอญ และเคยมีการริเริ่มจัด
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 93
พิมพ์พจนานุกรมมอญ-พม่าอีกด้วย

[แก้> มอญอพยพ
ทุก วันนี้ ชนชาติมอญ ไม่มีอาณาเขตประเทศปกครองตนเอง เนื่องจากตกอยู่ในภาวะสงคราม และการแย่งชิงราชสมบัติกันเอง และการรุกรานของพม่า ชาวมอญอยู่อย่างแสนสาหัส ถูกกดขี่รีดไถ การเกณฑ์แรงงานก่อสร้าง ทำไร่นาหาเสบียงเพื่อการสงคราม และเกณฑ์เข้ากองทัพ โดยเฉพาะสงครามในปี พ.ศ. 2300 เป็นสงครามครั้งสุดท้าย ที่คนมอญพ่ายแพ้แก่พม่าอย่างราบคาบ ชาวมอญส่วนหนึ่งจึงอพยพโยกย้ายเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนในเมืองไทยหลายต่อหลายครั้ง เท่าที่มีการจดบันทึกเอาไว้รวมทั้งสิ้น 9 ครั้ง

ครั้งที่ 1 เมื่อ พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ตีหงสาวดีแตกใน พ.ศ. 2082 ชาวมอญจำนวนมากหนีเข้ามากรุงศรีอยุธยา พระเจ้าแผ่นดินโปรดฯให้ตั้งบ้านเรือนอยู่แถบตัวเมืองกรุงศรีอยุธยาชั้นนอก พระยาเกียรติพระยารามและครัวเรือน ให้ตั้งบ้านเรือนอยู่แถบตัวเมืองชั้นใน ใกล้พระอารามวัดขุนแสน และเมื่อถึง พ.ศ. 2084 ราชวงศ์ตองอูตีเมืองเมาะตะมะแตก มีการฆ่าฟันชาวมอญลงขนาดใหญ่ ก็เข้าใจว่ามีมอญหนีเข้ามาสู่กรุงศรีอยุธยาอีก ถือเป็นระลอกแรกของมอญอพยพ

ครั้ง ที่ 2 เมื่อพระนเรศวรเสด็จไปพม่าเมื่อคราวพระเจ้าบุเรงนองสิ้นพระชนม์ แล้วประกาศเอกราช ทรงชักชวนมอญที่เข้าสวามิภักดิ์ ให้อพยพเข้ามาพร้อมกัน ราว พ.ศ. 2127 ในการอพยพครั้งนี้ไม่ปรากฏว่าพระเจ้าแผ่นดินโปรดฯ ให้ตั้งบ้านเรือนที่ใด แต่คาดว่าคงเป็นย่านเดียวกับการอพยพคราวแรก

ครั้ง ที่ 3 เกิดขึ้นเมื่อหงสาวดีถูกยะไข่ทำลายใน พ.ศ. 2138 ครั้งนี้ก็มีการอพยพใหญ่ของ มอญ มาทางตะวันออกเข้าสู่ดินแดนของกรุงศรีอยุธยาอีก

ครั้งที่ 4 หลังจากที่ราชวงศ์ตองอูย้ายราชธานีไปอยู่ที่อังวะ หลังจากหงสาวดีถูกทำลายแล้ว พวกมอญ ตั้งอำนาจขึ้นใหม่ในดินแดนของตน ต่อมา ถึงรัชกาลพระเจ้านอกเปกหลุน พม่าจึงยกทัพมาปราบพวกมอญอีกใน พ.ศ. 2156 ทำให้เกิดการอพยพของมอญเข้าสู่กรุงศรีอยุธยาอีก หลักฐานบางแห่งกล่าวว่า มอญ กลุ่มนี้ได้รับอนุญาตให้ตั้งภูมิลำเนาอยู่ตามแนวชายแดนไทย

ครั้งที่ 5 ใน พ.ศ. 2204 หรือ 2205 พวกมอญในเมืองเมาะตะมะก่อการกบฎขึ้นอีก แต่ถูกพม่าปราบลงได้ จึงต้องอพยพหนีเข้ากรุงศรีอยุธยาอีกระลอกหนึ่ง ผ่านทางด่านเจดีย์สามองค์ เข้าใจว่ากลุ่มนี้สัมพันธ์กับกลุ่มมอญที่ตั้งอยู่ชายแดน

ครั้งที่ 6 หลังจากที่มอญสามารถตั้งอาณาจักรของตนขึ้นได้ใหม่ในปลายราชวงศ์ตองอู แล้วยกกำลังไปตีกรุงอังวะแตก อลองพญารวบรวมกำลังพม่าแล้วลุกขึ้นต่อสู้จนในที่สุดก็ตั้งราชวงศ์อลองพญาได้ และใน พ.ศ. 2300 ก็สามารถตีหงสาวดีได้อีก นโยบายของราชวงศ์นี้คือ กลืน มอญ ให้เป็นพม่าโดยวิธีรุนแรง จึงมีชาวมอญอพยพหนีมาสู่เมืองไทยอีกหลาย ระลอก รวมทั้งกลุ่มที่หนีขึ้นเหนือไปสู่ล้านนา และเรียกกันว่าพวก “เม็ง” ในปัจจุบันนี้

ครั้งที่ 7 ใน พ.ศ. 2316 ตรงกับแผ่นดินกรุงธนบุรี มอญก่อกบฎในย่างกุ้ง พม่าปราบปรามอย่างทารุณแล
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 69
้วเผาย่างกุ้งจนราบเรียบ ทำให้มอญอพยพเข้าไทยอีก พระเจ้าตากสินทรงโปรดฯ ให้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ปากเกร็ด ซึ่งทำให้เกิดกลุ่มมอญเก่า (พระยารามัญวงศ์) และมอญใหม่ (พระยาเจ่ง) คนที่นับตัวเองเป็น มอญ ในปัจจุบันล้วนอพยพเข้ามาจากระลอกนี้ หรือหลังจากนี้ทั้งนั้น ส่วน มอญ ที่อพยพก่อนหน้านี้กลืนหายเป็นไทยไปหมด แม้แต่กลุ่มที่อยู่ตามชายแดนแถบเมืองกาญจนบุรี

ครั้งที่ 8 พ.ศ. 2336 เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 ยึดเมืองทวายได้ แต่รักษาไว้ไม่ได้ ต้องถอยกลับเข้าไทย ก็นำเอาพวกมอญโดยเฉพาะที่เป็นพวกหัวหน้าเข้ามาอีก

ครั้งที่ 9 พ.ศ. 2357 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 เมื่อ มอญ ไม่พอใจที่ถูกพม่าเกณฑ์แรงงานก่อสร้างพระเจดีย์ ก่อกบฎที่เมืองเมาะตะมะ ถูกพม่าปราบ ต้องหนีเข้าไทยเป็นระลอกใหญ่มาก ราว 40,000 คนเศษ เจ้าฟ้ามงกุฎ (ต่อมาคือรัชกาลที่ 4) เสด็จเป็นแม่กองพร้อมด้วยกรมหลวงพิทักษ์มนตรี ออกไปรับถึงชายแดน พวกนี้มาตั้งรกรากที่สามโคก (ปทุมธานี) ปากเกร็ด และพระประแดง มอญที่อพยพเข้ามาครั้งนี้เรียกกันว่ามอญใหม่[7>

[แก้> ชุมชนมอญ
ชาว มอญได้อพยพมาพำนักอยู่ประเทศไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระยาเกียรติและพระยารามขุนนางมอญที่มีความดีความชอบในราชการและกลุ่มญาติ พี่น้องได้รับพระราชทานที่ดินตั้งบ้านเรือน ณ บ้านขมิ้น ซึ่งได้แก่บริเวณวัดขุนแสนในปัจจุบัน มอญในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ทั้งกลุ่มชาวมอญเก่าที่อยู่มาแต่เดิมและกลุ่มมอญใหม่ได้รับพระราชทานที่ดิน ให้ตั้งชุมชนอยู่ชานกรุงศรีอยุธยาบริเวณวัดตองปุและคลองคูจาม

นอกจาก นี้ยังมีการกล่าวถึงกลุ่มชาวมอญที่มีอาชีพฆ่าเป็ดไก่ขายที่ตลาดวัดวัวควาย และมีตลาดมอญขายขัน ถาดทองเหลือง ซึ่งเป็นทั้งตลาดสดด้วย ตั้งอยู่ภายนอกกำแพงเมืองด้านใต้ บริเวณปากคลองเกาะแก้วมีชาวมอญบรรทุกมะพร้าว ไม้แสมทะล
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 94
และเกลือมาจำหน่าย

ในสงครามเสียกรุง ศรีอยุธยา ครั้งที่ 2 ผู้นำชุมชนชาวมอญในกรุงศรีอยุธยาคือสุกี้พระนายกอง ได้อาสากองทัพพม่าทำสงครามกับอยุธยา และรวบรวมกองทัพมอญได้ถึง 2,000 คน[8> ในปัจจุบันแม้จะไม่มีชุมชนของผู้สืบเชื้อสายมอญภายในกรุงศรีอยุธยาอยู่ใน บริเวณที่กล่าวถึงในประวัติศาสตร์แต่ก็ยังมีชุมชนมอญและกลุ่มวัฒนธรรมมอญ กระจายอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาจากพระนครศรีอยุธยาลงมาจนถึง กรุงเทพฯหลายชุมชน ชาวมอญได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ทั่วไปตามที่ราบลุ่มริมน้ำภาคกลาง ได้แก่ ลพบุรี สระบุรี อยุธยา นครปฐม กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง นครนายก ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรสงคราม สมุทรปราการ สมุทรสาคร กรุงเทพฯ ฉะเชิงเทรา เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และบางส่วนตั้งภูมิลำเนาอยู่แถบภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี ทางภาคอีสาน ได้แก่ นครราชสีมา มีบ้างเล็กน้อยที่อพยพลงใต้ อย่าง ชุมพร สุราษฎร์ธานี โดยมากเป็นแหล่งที่พระเจ้าแผ่นดินทรงโปรดฯ พระราชทานที่ดินทำกินให้แต่แรกอพยพเข้ามา

ชุมชนมอญในประเทศไทย[9>

มอญบางจะเกร็ง จ.สมุทรสงคราม
มอญบางปลา จ.สมุทรสาคร
มอญบ้านเก่า จ.อุทัยธานี
มอญสลุย จ.ชุมพร
มอญหนองดู่ จ.ลำพูน
บ้านมอญ จ.นครสวรรค์
มอญบางไส้ไก่ กรุงเทพฯ
มอญบ้านโป่ง-โพธาราม จ.ราชบุรี
มอญกระทุ่มมืด จ.นครปฐม
มอญสามโคก จ.ปทุมธานี
มอญบ้านเสากระโดง จ.อยุธยา
คลองมอญ กรุงเทพฯ
สะพานมอญ กรุงเทพฯ
มอญปากเกร็ด จ.นนทบุรี
มอญบางกระดี่ กรุงเทพ
มอญบางขันหมาก จ.ลพบุรี
มอญคลองสิบสี่ (มอญหนองจอก) กรุงเทพฯ
มอญลาดกระบัง กรุงเทพฯ
มอญปากลัด (มอญพระประแดง) จ.สมุทรปราการ
มอญเกาะเกร็ด จ.นนทบุรี
มอญ จ.สมุทรสาคร
มอญเกาะรัตนโกสินทร์ กรุงเทพฯ
มอญปทุมธานี จ.ปทุมธานี
โดย: Dk_songza@hotmail.com [20 ก.ย. 53 17:53> ( IP A:119.42.80.119 X: )
ถนนสายท่องเที่ยวในวันเดียว เมืองคนสวยโพธารามและเมืองคนงามบ้านโป่ง เริ่มตั้งแต่ บึงกระจับ-สระน้ำโกสินารายณ์-พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง-วัดใหญ่นคร ชุมน์-บึงวังมะนาว--วัดขนอนหนังใหญ่-วัดคงคาราม
การเดินทางจากกรุงเทพใช้ เส้นทางถนนเพชรเกษม หรือถนนบรมราชชนนี (ปิ่นเกล้า-นครชัยศรี) เมื่อถึงจังหวัดนครปฐม ผ่านแยกสะพานลอยเข้าเมืองนครปฐม ให้ขับชิดขวาลอดใต้สะพานผ่านจังหวัดนครปฐม มุ่งหน้าไปจังหวัดราชบุรี จากนั้นเมื่อผ่านแยกสะพานลอยเข้าเมืองบ้านโป่ง ให้ชิดซ้ายข้ามสะพานลอยเข้าเมืองบ้านโป่ง ไปตามทางประมาณ 1 กิโลเมตร ก่อนถึงสามแยกกระจับ ด้านขวามือ ก็จะถึงบึงกระจับ หรือถ้าขับผ่านเลยไปอีก 9 กิโลเมตร ข้ามทางรถไฟจะถึงสามแยกเข้าตัวเมืองบ้านโป่ง ไม่ต้องเข้าตัวเมืองให้ขับตรงไป จนกระทั่งถึงสี่แยกไฟแดง 1.ถ้าเลือกเลี้ยวขวาทางไปกาญจนบุรี ประมาณ 4 กิโลเมตรทางขวามือสังเกตจะเป็น สระน้ำโกสินารายณ์ ซึ่งอยู่ด้านหลัง บจ.เยื่อกระดาษสยาม 2.ถ้าเลือกเลี้ยวซ้ายจะเข้าตัวเมืองบ้านโป่ง 3.ถ้าเลือกตรงไปจะเป็นสะพานข้ามแม่น้ำแม่กลองทางเดียวกันกับไปเขาช่องพราน ที่มีค้างค้าวหลายร้อยล้านตัว แต่เราจะขับข้ามสะพานข้ามแม่น้ำไปประมาณ 7 กม.ด้านซ้ายมือจะมีป้ายบอกทางเข้าวัดม่วง เลี้ยวเข้าไปประมาณ 3 กม.ก็จะถึงที่หมายคือ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง ด้านหลังวัดจะมีสะพานข้ามแม่น้ำแม่กลอง ขับข้ามสะพานเลี้ยวซ้ายประมาณ 500 เมตรก็จะถึงวัดใหญ่นครชุมน์ จากนั้นย้อนกลับมาใช้เส้นทางเดิมขับเลยวัดม่วงไปอีกประมาณ 1.5 กม.จะข้ามสะพานข้ามคลองเล็กๆขับข้ามสะพานให้เลี้ยวขวาทางลูกรังเลียบคลองที่ เราข้ามสะพานมา ประมาณ 100 เมตรก็จะถึงบึงวังมะนาว ออกจากบึงวังมะนาวใช้เส้นทางเดิม หรือถ้าขับเลยไปประมาณ 4-5 กิโลเมตรทางซ้ายมือก็จะเป็นวัดขนอนหนังใหญ่ ไม่ใกล้ไม่ไกลกับวัดขนอนหนังใหญ่ก็จะเป็นวัดคงคารามที่นี่จะมีจิตรกรรมฝา ผนังเก่าแก่น่าชม ถือว่าเส้นทางที่แนะนำมาทั้งหมดเป็นสายท่องเที่ยวของจังหวัดเลยก็ว่าได้ ขอให้สนุกกับการเที่ยวภาคตะวันตก
โดย: เจ้าบ้าน [10 ก.พ. 47 14:51> ( IP A:203.113.67.37 X: )
Add to Facebook Add to Twitter Add to Multiply Add to Google Add to Blogger Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
ถ้าจะดูสถานที่ท่องเที่ยวแบบเจาะลึกทุกตำบลในจังหวัดราชบุรี หรือสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ไปที่นี่ http://www.thaitambon.com/Provinces/Ratchaburi.htm
โดย: [20 ก.พ. 47 18:47> ( IP A:210.203.175.244 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
แบนเนอร์ส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดราชบุรี จากเวบไซท์ประชาสัมพันธ์ จังหวัดราชบุรี

โดย: [21 ก.พ. 47 13:18> ( IP A:203.113.67.38 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
บรรยากาศบึงกระจับในช่วงเวลาใกล้พลบค่ำ เห็นภาพแล้วชวนให้น่าำไปเยี่ยมเยียนเสี
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 95
ยจริงๆ

โดย: [28 ก.พ. 47 14:54> ( IP A:203.150.14.161 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
บึงวังมะนาวสวยงามไม่แพ้กัน

โดย: [28 ก.พ. 47 14:56> ( IP A:203.150.14.161 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
ชอบ
โดย: cometuey [28 ก.พ. 47 16:49> ( IP A:198.81.26.49 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
เฮ้คนบ้านโป่งน้ำใจดี อุตสาห์สแกนภาพสวยๆที่ท่องเที่ยวของบ้านโป่งให้ได้ชมกัน ถึงแม้จะไม่ได้อยู่ที่บ้านโป่งก็รู้สึกอบอุ่นเหมือนได้อยู่บ้าน
โดย: ลูกบ้านโป่งโดยกำเนิด [28 ก.พ. 47 17:59> ( IP A:203.150.14.161 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
กระทู้นี้น่าสนใจถึงแม้จะไม่ใช่ช่วงเทศกาลตรุษจีน ก็สามารถไปเที่ยวได้เนื่องจากให้รายละเอียดของศาลเจ้าแม่เบิกไพรดี จากคุณชาวบ้านโป่ง ที่โพสไว้ที่ http://banpong.hypermart.net เชื่อว่าชาวบ้านโป่งหลายคนก็ยังไม่รู้ประวัติเหล่านี้ ลองอ่านดูนะ
ท่องเที่ยวไปใน 1 วัน เทศกาลตรุษจีนที่บ้านโป่ง30 มกราคม 2544
วันนี้ เช่นเคยช่วงเช้า ก่อนไปทำงาน เราจะต้องขับรถไปส่งแม่ และอาสาว ตามวันเวลาตรวจประจำที่หมอนัดที่โรงพยาบาลบ้านโป่ง พอใกล้เวลาเที่ยง ลูกสาวของอาสาวจะโทรศัพท์ให้ไปรับแม่ พร้อมอาสาวที่โรงพยาบาล หลังจากตรวจเสร็จแล้ว เมื่อทุกคนขึ้นรถเรียบร้อยแล้ว เราเอ่ยถามขึ้นว่ามื้อเที่ยงนี้จะกินอะไรดี แม่บอกว่าไปกินก๋วยเตี๋ยวผัดไทยหน้าศาลเจ้าแม่เบิกไพร กันดีกว่า เราเคยพาแม่มากินที่นี่ครั้งนึง แม่คงติดใจรสชาติของผัดไทยแน่ๆ ขับรถข้ามสะพานเฉลิมพระเกียรติหน้าวัดบ้านโป่ง เลี้ยวซ้ายประมาณ 1.7 กิโล ก็จะถึงศาลเจ้าแม่เบิกไพร เราไปกัน 4 คน แม่กับอาสาว สั่งผัดไทย ส่วนเรา และลูกสาวอาสาวสั่งบะหมี่แห้ง หลังจากกินเรียบร้อยแล้ว แม่บอกว่าวันนี้จะถือโอกาสไหว้อาม่าศาลเจ้าแม่เบิกไพร คงเกรงว่าอีกไม่กี่วันข้างหน้าก็จะถึงเทศกาลตรุษจีน ช่วงนั้นอาจมีประชาชนจากทุกสารทิศมากราบไหว้องค์เจ้าแม่กันเยอะ จะได้ไม่ต้องเบียดเสียดกัน เนื่องจากเทศกาลตรุษจีนถือว่าเป็นช่วงเทศกาลที่มีประชาชนมากราบไหว้เจ้าแม่ กันมากที่สุด สำหรับประวัติศาลเจ้าแม่เบิกไพรแห่งนี้เมื่อปี พ.ศ.2420 ครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสทางชลมารคผ่านแม่น้ำแม่กลอง จังหวัดราชบุรี เพื่อไปไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ช่วงเสด็จกลับ ขบวนเรือพระที่นั่ง ล่องมาตามแม่น้ำแม่กลอง เมื่อเสด็จผ่านบ้านโป่ง นั้นทรงมีรับสั่งตามพระราชหัตถเลขาว่า “ที่บ้านโป่ง มีโรงบ่อนกำลังมีหุ่นจีนอยู่ แล้วมีโรงจีนอยู่เป็นแถวยาวๆ ต่อไปก็โรง*บทำน้ำตาลอีกหนึ่งโรง 3 โมงครึ่งถึงบ้านเบิกไพร มีเกาะอยู่กลางน้ำฝั่งซ้ายมือ ต้นไม้หนาเป็นต้นมะม่วง ต้นขนุน ข้างท้ายเกาะริมฝั่งขวา มีศาลเจ้าเบิกไพร เมื่อมาคราวก่อนเราไม่ได้แวะ แต่ส่งธูปเทียนขึ้นไปบูชา คราวนี้ตั้งใจว่า จะขึ้นไปคำนับและขึ้นไปดูด้วยเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์คนนับถือ เมื่อเราขึ้นบกนั้น 3 โมง 50 นาทีแล้ว มีศาลเก่าฝากระดานหลังหนึ่งอยู่ข้างหน้าหลังคามุงจาก มีต้นคัดค้าวเลื้อยขึ้นเกาะต้นไม้ใหญ่ เป็นเชิงอยู่บนศาล ข้างหลังมีเรือนจีนฝากระดานหลังคามุงกระเบื้อง 2 หลังแฝด มีโรงผู้รักษาติดกันอยู่ ข้างศาลมีจีนผู้รักษาอยู่ 3 คน ที่ตามลานศาลนั้นมีต้นไม้มะพลับใหญ่หลายต้น ไก่เดินไกว่ไปทั้งศาล ขึ้นไปไข่ไว้บนศาลใหม่ๆก็มี โปรยข้าวศาลให้กินเข้ามาใกล้ทีเดียว บูชาแล้วกลับลงเรือ 4 โมงครึ่ง ออกเรือมาอีกหน่อยก็เห็นฝ้ายกองอยู่ริมตลิ่ง เขาว่าแถบนี้เป็นไร่ฝ้ายกันมาก” ข้อความทั้งหมดนี้เป็นพระราชหัตถเลขาเมื่อ 125 ปีก่อน ไม่รู้ว่าศาลเจ้าแม่เบิกไพรในปัจจุบันเขาจะปลูกต้นคัดค้าว และต้นมะพลับ ไว้หรือเปล่า อย่างน้อยเพื่อเป็นการรำลึกถึงในพระมหากรุณาธิคุณของล้นเกล้า และบรรยากาศสมัยที่เคยเสด็จมาที่ศาลแห่งนี้ บังเอิญเราไม่รู้จักต้นไม้ทั้งสองชนิดนี้ด้วย หรือเขาอาจจะปลูกไว้ด้วยแล้วก็ได้ และอีกอย่างหนึ่งน่าจะมีข้อความพระราชหัตถเลขาดังกล่าวติดไว้หน้าศาลเจ้าให้ ประชาขนที่มากราบไหว้บูชาได้ทราบถึงวันประวัติศาสตร์สำคัญของศาลแห่งนี้ใน อดีตก็จะเป็นการดียิ่งขึ้น บรรยากาศของศาลเจ้าวันนี้เป็นสถานที่สงบน่าเลื่อมใสศรัทธาอย่างที่เคยเป็นมา ด้านหน้าทางขวามือจะเป็นบ่อเลี้ยงปลา เดินเข้าไปในศาลด้านขวามือมีหญิงชราท่านหนึ่งเข้าใจว่าคงจะเป็นผู้จัดการ ปกครองศาลเจ้าแห่งนี้ นั่งอยู่หลังโต๊ะธูปเทียนบูชา ลูกของอาสาวทำบุญธูปเทียนบูชาให้พวกเรา 4 ชุด แต่ละชุดประกอบไปด้วย ธูป 19 ดอก ไว้ปักบูชาแห่งละ 3 ดอก เพื่อไหว้หน้าองค์เจ้าแม่ และเทพเจ้าต่างๆ ในศาลเจ้าแม่ เราเริ่มไหว้ที่องค์เจ้าแม่ คุกเข่ากราบ 3 ครั้ง เทพเจ้าในศาล 2 องค์ ข้างนอกศาลด้านซ้าย 1 องค์ ขวา 1 องค์ รวมทั้งหมดใช้ธูป 15 ดอก เมื่อไหว้จนครบแล้วจะเหลือธูป 4 ดอก เรานำไปปักหน้าประตูศาลซ้ายขวา กระบวนการไหว้เรามารู้ทีหลัง จากการได้อ่านหนังสืองานฉลองลานเอนกประสงค์ ศาลเจ้าแม่เบิกไพรที่เพิ่งผ่านไป ที่เขาแจกฟรี เขียนถึงขั้นตอนก
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 96
ารกราบไหว้บูชาว่าหลังจากไหว้องค์เจ้าแม่เสร็จ แล้ว ยังไม่ต้องไหว้เทพเจ้า 2 องค์ด้านซ้าย-ขวาขององค์เจ้าแม่ในศาล ให้เดินออกประตูด้านหน้าศาลก่อน ซึ่งคนจีนโบราณเชื่อว่าการออกประตูด้้านหน้าศาล จะทำให้ชีวิตประสบแต่ความรุ่งเรือง ถ้าใช้ประตูด้านข้าง การดำรงชีวิตจะเป็นรองคนอื่นตลอดไป เมื่อเดินออกประตูด้านหน้าศาล ให้เดินไปทางด้านซ้ายมือเพื่อไหว้เทพเจ้าองค์ต่อไป หลังจากไหว้เสร็จแล้ว ให้เดินเข้าประตูหน้าศาลเจ้าแม่อีกครั้ง เพื่อไหว้พระพุทธอันดับต่อไปซึ่งอยู่ด้านซ้ายมือขององค์เจ้าแม่ เสร็จแล้วเดินมาด้านขวามือขององค์เจ้าแม่เพื่อกราบไหว้เทพเจ้าองค์ต่อไป หลั
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 8
งจากไหว้เสร็จแล้วให้เดินออกประตูหน้าศาลอีกครั้ง แล้วให้เดินไปด้านขวามือ เพื่อกราบไหว้เทพเจ้าองค์ต่อไป เมื่อไหว้จนครบแล้ว ธูปที่เหลือให้นำไปด้านหน้าศาล ปักหน้าประตูซ้ายขวา เสร็จแล้วเข้าประตูด้านหน้ามากราบองค์เจ้าแม่อีกครั้ง เป็นการจบกระบวนการไหว้ เสร็จจากการกราบไหว้เราเดินดูรอบๆ ภายในศาลเจ้าแม่ซึ่งในสมัยเด็กๆ ช่วงเทศกาลตรุษจีนพ่อและแม่มักจะพาเรามาไหว้เสมอ ทุกสิ่งทุกอย่างยังดูเหมือนเดิมหลังคาของศาลจะเต็มไปด้วยคราบเขม่าควันธูป หลังจากนั้นแม่ รวมทั้งน้าสาว ได้เข้าไปเสี่ยงเซียมซี แม่เสี่ยงของแม่เองรวมทั้งเสี่ยงแทนลูกทั้งสี่คน มีพี่สาว ตัวเรา และน้องชายอีก 2 คน ส่วนพ่อนั้นแม่บอกว่าพ่อไม่ค่อยชอบเสี่ยงเซียมซีเลยไม่ได้เสี่ยงแทนให้ เสร็จจากกราบไหว้ศาลเจ้าแม่เรียบร้อย เราขับรถไปตามถนนด้านขวามือขององค์เจ้าแม่ เลาะริมน้ำไปเรื่อยๆ เพื่อจะไปพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดบ้านม่วง ตามเส้นทางที่จะไปจะผ่าน วัดตาลปากลัด วัดโพธิ์โสภิธาราม ซึ่งเป็นแหล่งชุมชาวมอญที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน จากนั้นก็จะผ่านพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดบ้านม่วง วันนี้พวกเราไม่ได้แวะ เนื่องจากเวลาจำกัด หน้าวัดบ้านม่วงจะมีสะพานเล็ก ไม่สามารถสวนทางกันได้ แต่บนสะพานเขาจะทำเป็นที่ให้รถหลีกกัน ถ้าขับตรงไปเรื่อยๆ ก็จะไปถึงวัดคงคาราม เพื่อดูจิตรกรรมฝาผนังอันลือชื่อของจังหวัดราชบุรี แต่พวกเราข้ามสะพานหน้าวัดบ้านม่วงพอข้ามสะพานแล้วเราก็เลี้ยวซ้าย เลาะริมตลิ่งไปเรื่อยๆ ไปประมาณ 1 ก.ม.จะผ่านวัดสำคัญๆ คือ วัดใหญ่นครชุมน์ แหล่งชุมชนชาวมอญที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง วัดตาผา วัดอุทุมพรธาราม มีช่วงหนึ่งถ้ามองไปฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำก็จะเห็นศาลเจ้าแม่เบิกไพร พอถึงตรงนี้แม่ยังบอกว่าเขาน่าจะสร้างสะพานข้ามไปยังศาลเจ้าแม่ไม่แน่นะต่อ ไปในอนาคตเขาอาจจะสร้างก็ได้ จากนั้นเราขับรถไปเรื่อยๆ ก็จะมาบรรจบกันที่สะพานเฉลิมพระเกียรติอีกครั้ง หลังจากทัวร์ระยะสั้นๆ เราส่งแม่และน้าสาวที่บ้านเรียบร้อยแล้วแล้ว ก็กลับมาทำงานที่สำนักงานต่อไปด้วยความอิ่มเอิบใจ
โดย: [28 ก.พ. 47 23:17> ( IP A:203.113.34.11 X: )
ความคิดเห็นที่ 11


โดย: [29 มี.ค. 47 18:22> ( IP A:203.150.14.161 X: )
ความคิดเห็นที่ 12
ท่องเที่ยวเสร็จแล้ว ขอแนะนำร้านอาหารอร่อยในจังหวัดราชบุรี คลิกที่นี่ http://www.pantip.com/cafe/chuanchim/nonbkk/ratchaburee_01.html
โดย: ลองลิ้มชิมรส [5 เม.ย. 47 16:23> ( IP A:203.113.67.36 X: )
ความคิดเห็นที่ 13
จากถนนเพชรเกษม (ทางหลวงหมายเลข4) ข้ามสะพานลอยบ้านโป่ง (ทางหลวงหมายเลข323) ก็จะเข้าตัวเมืองบ้านโป่ง

โดย: [5 เม.ย. 47 22:44> ( IP A:203.113.67.37 X: )
ความคิดเห็นที่ 14
รายละเอียดที่พักในจังหวัดราชบุรี
อำเภอเมือง กวงฮั้ว 200/202 ถ.อัมรินทร์ โทร. 0 3233 7119 จำนวน 20 ห้อง ราคา 100-120 บาท
กฤษณะ 118 ถ.คฑาธร โทร. 0 3233 7262, 0 3232 6560 จำนวน 18 ห้อง ราคา 120-300 บาท
โกลเด้น ซิตี้ 76/1 หมู่ 5 ถ.เพชรเกษม ห่างจากตัวเมืองประมาณ 4 กม. โทร. 0 3231 7140-4 โทรสาร 0 3231 7145 จำนวน 210 ห้อง ราคา 1,050 บาท
ครัวหลวง รีสอร์ท 59 หมู่ 2 ถ.เพชรเกษม โทร. 0 3232 1221, 0 3232 6848, 0 3231 6888 โทรสาร 0 3232 6849 จำนวน 40 หลัง ราคา 720 บาท
นำสิน 2-16 ถ.ไกรเพชร โทร. 0 3233 7551, 0 3232 6238 โทรสาร 0 3233 7633 จำนวน 78 ห้อง ราคา 250-520 บาท
ราชบุรีดี 1 43/1 ถ.อุดมสิริ โทร. 0 3233 8542, 0 3233 8302 จำนวน 50 ห้อง ราคา 260-550 บาท
ศาลาไทย 65 ถ.คฑาธร ต.หน้าเมือง โทร. 0 3233 7172 จำนวน 44 ห้อง ราคา 150-500 บาท
หงษ์ฟ้า 13/17 ถ.ราษฏรยินดี ต.หน้าเมือง โทร. 0 3233 7484 จำนวน 30 ห้อง ราคา 170-230 บาท
อารยะ 187/1-12 ถ.ไกรเพชร โทร. 0 3233 7781-2 จำนวน 80 ห้อง ราคา 250-480 บาท
อำเภอ สวนผึ้ง เดือนล้อมคันทรีโฮม 111/1 หมู่ 11 ต.ท่าเคย โทร. 0 3236 4111, 0 3236 4222, 0 1269 6006 บ้านพัก จำนวน 6 หลัง ราคา 2,600-9,000 บาท
บ้านห้วยน้ำใส 173 หมู่ 3 ต.สวนผึ้ง โทร. 0 1210 3491 ราคา 900-2,000 บาท<b< td=""></b<>
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 97
r>บ้านบัววัฒนา 26/1 หมู่ 7 ต.สวนผึ้ง โทร. 0 3239 5081, 0 3239 5083, 0 3239 5201, 0 3222 1189, 0 1941 8294 จำนวน 7 ห้อง ราคา 1,200-1,800 บาท
บ่อคลึงฮอทสปริง ถ.บ่อคลึง-สวนผึ้ง เลยอำเภอสวนผึ้งไป 15 กม. โทร. 0 3232 9024 กรุงเทพฯ โทร. 0 2279 8169-71, 0 2294 3300, 0 2294 3256 มีบ้าน 3 หลังๆ ละ 10-20 คน ราคา 1,200-3,500 บาท มีเต๊นท์ให้เช่า
ภโวทัย (อยู่ในพิพิธภัณฑ์ภโวทัย) 94 ถ.สวนป่าสิริกิติ์-สวนผึ้ง ต.ตะนาวศรี โทร. 0 3234 2053, 0 3222 1189, 0 3239 5192-4, 0 1486 9804 บ้านพัก 6 หลัง ราคา 1,500-4,500 บาท
สวนนาง พญา เลยอำเภอจอมบึงไป 28 กม. ตามเส้นทางโป่งกระทิง-ชัฎป่าหวาย-โป่งกระทิง โทร. 0 1215 2817 กรุงเทพฯ โทร. 0 2539 8354-5, 0 2932 9789 โทรสาร 0 2932 9192 จำนวน 33 ห้อง ราคา 900-1,500 บาท มีบ้านพัก 9 หลัง ราคา 2,500 บาท
สวนผึ้งแลนด์ 107/2 หมู่ 5 ต.บ้านคา โทร. 0 3239 5218 จำนวน 22 ห้อง ราคา 900 บาท
สวนผึ้งคันทรี่ วิลเลจ โทร. 0 1316 0487
อำเภอบ้านโป่ง เกษมสุข 2/98 ถ.แสงชูโต ต.บ้านโป่ง โทร. 0 3221 1384, 0 3222 1027 จำนวน 70 ห้อง ราคา 190-425 บาท
ไทยนำริเวอร์ไซด์ 19/50 หมู่ 4 ถ.แสงชูโต โทร. 0 3221 1947-8 โทรสาร 0 3221 1154 จำนวน 140 ห้อง ราคา 280-1,500 บาท
ไทยนำโฮเต็ล 19/19 ถ.แสงชูโต ต.ปากแรด โทร. 0 3221 1947-8 จำนวน 140 ห้อง ราคา 200-1,200 บาท
ทิพย์ 105 ซ.กระชังวัฒนา โทร. 0 3221 1346 จำนวน 18 ห้อง ราคา 120-180 บาท
วิลล่าโฮเต็ล 30/2 ถ.แสงชูโต โทร. 0 3222 1312 จำนวน 55 ห้อง ราคา 200-600 บาท
อำเภอ ดำเนินสะดวก บ้านสุขโชครีสอร์ท 103 หมู่ 5 ต.ท่านัด โทร. 0 3225 4301, 0 3225 4982, 0 3234 5798 จำนวน 40 ห้อง ราคา 250-1,600 บาท
อำเภอจอมบึง ราชบุรี คันทรี่คลับ 95 หมู่ 10 ต.ปากช่อง โทร. 0 3226 1223-6 จำนวน 50 ห้อง ราคา 1,200-1,800 บาท
อำเภอโพธาราม แสนสุข ถ.แสงชูโต จำนวน 18 ห้อง ราคา 500 บาท
ราคานี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ ติดต่อยืนยันกับโรงแรมอีกครั้ง
ส่วนการเดินทางไปจังหวัดราชบุรี ดังนี้
ทาง รถยนต์ ใช้เส้นทางสายเพชรเกษม (ทางหลวงหมายเลข 4 ) ผ่าน ท่าพระ บางแค สามพราน นครชัยศรี นครปฐม เข้าราชบุรีหรือเส้นทางถนนบรมราชชนนี(ปิ่นเกล้า-นครชัยศรี ทางหลวงหมายเลข 338 ) ไปบรรจบกับถนนเพชรเกษมที่นครชัยก่อนถึงตัวเมืองนครปฐม 16 กิโลเมตร จากนั้นใช้ถนนเพชรเกษม ตรงไปตัวเมืองราชบุรี รวมระยะทาง 101 กิโลเมตร
ทาง รถโดยสารประจำทาง บริษัทขนส่ง จำกัด เปิดบริการเดินรถ จากสถานีขนส่งสายใต้ทุกวันวันละหลายเที่ยว รายละเอียด ติดต่อได้ที่ โทร. 4345557-8 (รถธรรมดา) และ 4351199 (รถปรับอากาศ) และที่จังหวัดราชบุรี โทร. 338276, 338439
ทางรถไฟ จังหวัดราชบุรี สามารถเดินทาง จากกรุงเทพฯ โดยทางรถไฟมีรถไฟ ออกจาก สถานีรถไฟกรุงเทพฯ (หัวลำโพง) และสถานีรถไฟธนบุรี (บางกอกน้อย) ทุกวัน ซึ่งมีทั้งรถด่วน รถเร็ว รถธรรมดา และรถดีเซลราง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง รายละเอียดและกำหนด เวลาตลอดจนค่าโดยสาร ติดต่อสอบถามที่สถานี รถไฟกรุงเทพฯ โทร. 2237010, 2237020 และสถานีรถไฟธนบุรี โทร.4113102
โดย: เจ้าบ้าน [14 เม.ย. 47 10:25> ( IP A:203.113.34.13 X: )
ความคิดเห็นที่ 15
แหล่งท่องเที่ยว เมืองคนงาม นามบ้านโป่ง อยู่เมืองโอ่ง มังกร แน่นอนยิ่ง
ศาลเจ้าแม่ เบิกไพร เลื่อมใสจริง เพราะเป็นสิ่ง ที่ศรัทธา มาช้านาน
เป็นชุมชน แหล่งมอญ มาก่อนเก่า รวบรวมเอา ประเพณี อันโดดเด่น
วัดใหญ่ นครชุมน์ ประจักษ์เป็น ดั่งเฉกเช่น วัฒนธรรม ครั้งโบราณ
สระน้ำโก สินารายณ์ ที่บ่งชี้ เมืองเก่า ทราวดี มีให้เห็น
ได้รับรู้ เรื่องราว ทุกประเด็น สิ่งที่เน้น คืออดีต ที่ผ่านมา
พิพิธภัณฑ์ วัดม่วง แหล่งท่องเที่ยว เป็นเรื่องเกี่ยว กับมอญ ของสะสม
จากอดีต ถึงวันนี้ มีให้ชม คนนิยม มาศึกษา หาความจริง
เข้าในเมือง จะพบ โบสถ์ คาทอลิก เป็นวัดคริสต์ ที่โอฬาร ยามได้เห็น
หอนาฬิกา ตั้งตระหง่าน เช้าและเย็น อยู่ในเส้น สองทาง กลางใจเมือง
ออกไปนิด ก็จะถึง บึงกระจับ หรือวกกลับ ไปอีกหน่อย ก็จะถึง
วังมะนาว ชาวบ้านรู้ ก็คือบึง เป็นที่ซึ่ง ใช้พักผ่อน และหย่อนใจ
เที่ยวบ้านโป่ง ก็ขอเชิญ ท่านเพลินจิต ใช้ชีวิต สุขสมหมาย คลายเศร้าหมอง
พักกินอยู่ ให้สบาย ดั่งหมายปอง เหมือนพี่น้อง คอยต้อนรับ ประทับใจ

โดย: อำนาจ [20 เม.ย. 47 22:17> ( IP A:203.113.67.37 X: )
ความคิดเห็นที่ 16
คนไทยกับความเชื่อความศรัทธาดูเหมือนจะคู่กันจนแยกไม่ออก อย่าว่าแต่คนไทยแม้แต่ชาวต่างชาติ เขาก็มีความเชื่อความศรัทธาบางสิ่งบางอย่างในแบบของเขา เรียกว่าเป็นเหมือนกันทั่วโลก ใครที่เป็นชาวบ้านโป่งโดยกำเนิด หรือชาวอำเภอใกล้เคียง คงเคยได้ยินกิตติศัพท์เลื่องลือความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่ออโนทัย แห่งวัดจันทาราม อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ในเรื่องของการบนบานศาลกล่าวขอในสิ่งที่ตัวเองหวังและสมหวังดังตั้งใจ
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 98
โบสถ์ของหลวงพ่อตั้งอยู่บนถนนเพชรเกษม ไม่ใกล้ไม่ไกลจาก บึงกระจับ และสถานีรถไฟหนองปลาดุก รถโดยสารทุกคันที่เดินทางไปบ้านโป่ง หรือกาญจนบุรี ทุกคันจะต้องผ่านเส้นทางดังกล่าว เมื่อผ่านโบสถ์หล่วงพ่อคนขับ ก็จะต้องบีบแตรเป็นการแสดงความเคารพต่อท่าน

โดย: สืบเสาะเจาะข่าว [13 ส.ค. 47 20:35> ( IP A:64.110.74.244 X: )
ความคิดเห็นที่ 17
จากโบสถ์เล็กเก่าที่คับแคบไม่เพียงพอต้อนรับคลื่นมหาชนที่มีความศรัทธาหลวงพ่อ จนต้องขยับขยายสร้างโบสถ์หลังใหม่สวยวิจิตรตระการตา

โดย: สืบเสาะเจาะข่าว [13 ส.ค. 47 20:39> ( IP A:64.110.74.244 X: )
ความคิดเห็นที่ 18
จอหนังกลางแปลงที่ถูกติดตั้งหน้าลานโบสถ์อย่างเป็นการถาวร และมีการฉายหนังแก้บนเกือบทุกวัน เรียกได้ว่าในรอบปี 365 วัน มีการฉายหนังไม่น่าจะต่ำกว่า 300 วัน เป็นตัวเลขที่แสดงถึงความสมหวังของผู้ที่มาไหว้ขอพรจากหลวงพ่อ

โดย: สืบเสาะเจาะข่าว [13 ส.ค. 47 20:44> ( IP A:64.110.74.244 X: )
ความคิดเห็นที่ 19
อีกมุมมองของโบสถ์หลวงพ่ออันสวยงาม การเดินทางเมื่อใช้เส้นทาง 323 ข้ามสะพานลอยเพื่อใช้เส้นทางไปบ้านโป่ง-กาญจนบุรี ลงจากสะพานลอยประมาณ 100 เมตร ชิดซ้ายเลี้ยวเข้าวัดถึงที่หมายพอดี

โดย: สืบเสาะเจาะข่าว [13 ส.ค. 47 20:50> ( IP A:64.110.74.244 X: )
ความคิดเห็นที่ 20
โบสถ์อันวิจิตรสวยงามของวัดม่วง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี

โดย: รักบ้านเกิด [11 ก.ย. 47 16:03> ( IP A:203.150.217.111 X: )
ความคิดเห็นที่ 21
อาคารพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ศูนย์รวมแห่งการศึกษาประวัติความเป็นมาเรื่องราวในอดีตของชุมชน ด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมเกิดขึ้นจากความร่วมมือของชาวบ้าน วัด และนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยศิลปากร ภายในอาคารการแสดงจัดแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ดังนี้ คือ
1. ว่าด้วยเรื่องลุ่มแม่น้ำแม่กลอง ที่เอื้อต่อการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ เส้นทางติดต่อทางการค้า
2. ว่าด้วยเรื่องสังคมวัฒนธรรมท้องถิ่น ความสัมพันธ์ของชุมชนบ้านม่วงกับชุมชนอื่น
3. ว่าด้วยเรื่องงานศิลปะในพุทธศาสนาของชาวบ้านม่วง เช่น ธรรมาสน์มอญ ผ้าพระบฎ ตู้พระธรรม คัมภีร์อักษร
4. ว่าด้วยเรื่องวิถีชีวิตชาวบ้านม่วง การทำมาหากิน ความเชื่อเรื่องพุทธศาสนา
5. ว่าด้วยเรื่องบ้านม่วงกับการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตชุมชน
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดเฉพาะวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น.

โดย: รักบ้านเกิด [11 ก.ย. 47 16:33> ( IP A:203.150.217.111 X: )
ความคิดเห็นที่ 22
ประวัติศาลเจ้าแม่เบิกไพร
ศาล เจ้าแม่เบิกไพร ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ตำบลเบิกไพร อำเภอเบิกไพร จังหวัดราชบุรี ประมาณในรัชสมัยกรุงธนบุรีหรือประมาณ พ.ศ 2317 เมืองราชบุรี(เมืองคูบัว)เป็นเมืองท่ามีการติดต่อค้าขายกับชาวต่างประเทศมี พ่อค้าชาวจีนซึ่งเคารพศรัทธาต่อองค์เจ้าแม่เทียงโหวเซี้ยบ้อ จากเมืองจีนได้นำผงธูปติดตัวมาด้วยเพื่อเป็นที่พึ่งทางใจระหว่างเดินทางโดย ได้เดินทางมาทางเรือและได้มาติดต่อค้าขายกับพ่อค้าชาวจีนในเมืองไทยเมื่อมา ถึงเมืองคูบัว(ราชบุรี)ซึ่งเป็นเมืองท่าได้เดินทางมาที่บ้านโป่งโดยเดินทาง มาตามลำน้ำแม่กลองเมื่อมาถึงตำบลเบิกไพร(ในสมัยนั้นเป็นชุมชนการค้าขายตาม ประวัติอำเภอบ้านโป่งจากหนังสือลุ่มแม่น้ำกลองของมหาวิทยาลัยศิลปกรและ จดหมายเหตุเมืองราชบุรีซึ่งหาหลักฐานได้ที่วัดม่วง) สถานที่นั้นถูกต้องตามตำราการสร้างศาลและยังมีคุ้งน้ำวนใกล้บริเวณและสมัย นั้นบ้านคุ้งพยอมและบ้านเบิกไพรเป็นชุมชนที่แลกเปลี่ยนสินค้ากันจึงได้สร้าง ศาลเล็กๆขึ้นหลังหนึ่งติดกับลำน้ำแม่กลองและได้นำผงธูปขององค์เจ้าแม่เทียง โหวเซี้ยบ้อตั้งประดิษฐไว้(ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างศาลรูปทรงไหน)หลังจาก นั้นพ่อค้าชาวจีนก็เดินทางค้าขายไปมาแต่มิได้นำกระถางธูปขององค์เจ้าแม่ เทียงโหวเซี้ยบ้อกลับไปเมืองจีนแต่อย่างใด ชาวบ้านโป่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีนก็ได้นมัสการองค์เจ้าแม่เทียงโหวเซี้ยบ้อสืบ สานต่อจจากพ่อค้าชาวจีนตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาและได้ขนานนาม เจ้าแม่เทียงโหวเซี้ยบ้อว่า เจ้าแม่เบิกไพร ตามตำบลที่อยู่กิตติศัพท์อภินิหารของเจ้าแม่เบิกไพรเป็นที่รู้จักเรื่องลือ ในตลาดบ้านโป่งเป็นอย่างยิ่ง เป็นผลให้มีผู้ที่เลื่อมใสศรัทราในตัวองค์เจ้าแม่เบิกไพรเดินทางไปนมัสการ กันมากขึ้น ทำให้ศาลเล็กๆหลังนั้นไม่พอเพียงสำหรับชาวบ้านโป่งและละแวกใกล้เคียงที่มา นมัสการองค์เจ้าแม่เบิกไพร ประกอบกับในฤดูน้ำหลากได้เซาะตลิ่งพังทลายจนถึงที่ตั้งของศาล ชาวบ้านโป่งจึงได้สร้างศาลใหม่ เป็นการสร้างศาลครั้งที่ 2 ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างศาลลักษณะใด พอถึงฤดูน้ำหลาก น้ำได้เซาะตลิ่งพังทลายลงทุกปีจนถึงบริเวณที่สร้างศาลชาวบ้านโป่งจึงได้ สร้างศาลขึ้นใหม่ เป็นการสร้างศาลครั้งที่ 3 หลายปีต่อมาน้ำได้เซาะตลิ่งพังลงจึงได้สร้างศาลหลังใหม่ขึ้นอีก เป็นการสร้างศาลครั้งที่ 4 ลักษณะศาลเป็นหลังคามุ
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 99
งจาก ฝาไม้กระดาน อยู่ด้านหน้าหลังศาลเป็นเรือนจีน ฝากระดานหลังคามุงกระเบื้อง มีโรงผู้รักษาดูแลอยู่ติดกันมีชาวจีนคอยดูแล 3 คน ข้างศาลมีตนไม้ใหญ่มีต้นคัดค้าวเลื้อยเกาะต้นไม้อยู่บนศาล บริเวณศาลมีต้นมะพลับใหญ่ๆ อยู่หลายต้น อภินิหารความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าแม่เบิกไพร เป็นที่เคารพศรัทธาของชาวเบิกไพรเป็นอย่างยิ่งมีผู้เคารพศรัทธาแรงกล้าคือ นายกล่ำ อ่อนแช่ม ได้มอบที่ดินมีเนื้อที่ 604 ตาราวาซึ่งอยู่ติดกับลำน้ำแม่กลอง ในปี พ.ศ. 2466 มอบถวายแด่องค์เจ้าแม่เบิกไพรโดยนายกล่ำ อ่อนแช่ม ได้ทำเรื่องมอบที่ดินให้กรมการปกครอง เมื่อ พ.ศ. 2466 มาแล้วโดยยกให้กรมการปกครองเป็นเจ้าของโฉนด และกระทรวงมหาดไทยได้ออกโฉนด หมายเลขที่ 2719 ขึ้นในวันที่ 8 มกราคม 2467 ต่อมาในปี พ.ศ. 2482 ทางราชการได้ทำคันดินกั้นน้ำพร้อมถนนตัดผ่านหลังศาลเจ้าแม่เบิกไพรในสมัย นั้นจึงได้สร้างศาลเจ้าแม่ขึ้นใหม่ เป็นการสร้างครั้งที่ 5 ได้สร้างขึ้นเมื่อวันจันทร์ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2482 ปีเถาะ (ตรงกับวันจีน เจียวเหว่ยจับชิกมิ่งก๊กยี่เก๋านี้ ปีมะโรง ปีที่ 29) พร้อมทั้งคณะกรรมการเถ้านั้งประจำปี และชาวตลาดบ้านโป่งละแวกใกล้เคียง รวมทั้งจังหวัดอื่นๆ ที่มานมัสการองค์เจ้าแม่ ได้ร่วมกันบริจาคทรัพย์สร้างศาล หลังใหม่ได้สร้างโครงเป็นปูนหลังค่าสังกะสี ยังได้สร้างรูปเหมือนองค์เจ้าแม่เทียงเซี้ยบ้อ ซึ่งได้ให้ช่างฝีมือแกะสลักชาวจีนมาแกะสลักพร้อมกับช่างก่อสร้างศาล ซึ่งเดินทางมาจากประเทศจีน ขณะก่อสร้างศาลยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ในปี พ.ศ. 2484 ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้นทำให้การก่อสร้างศาลต้องหยุดชะงัก คณะกรรมการส่วนใหญ่เป็นชาวจีน ต้องหลีกลี้หนีภัยสงครามกัน ในปี พ.ศ. 2485 นางทิพย์ อ่อนแช่ม นางวาด พยอมหอม นางมูน พันเปรม นายหมู อ่อนแช่ม ทายาทนายกล่ำ อ่อนแช่ม ได้แบ่งเนื้อที่ 27 ตาราวา ซึ่งคณะกรรมการได้ปลูกศาลล้ำที่เข้าไปได้ทำหนังสือสัญญายกให้ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ.2485 โฉนดหมายเลข 3518 ลงวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ.2498
โดย: คนเก่าคนแก่ [16 ก.ย. 47 9:20> ( IP A:203.150.217.113 X: )
ความคิดเห็นที่ 23
ปีพ.ศ.2488 สงครามโลกครั้งที่ 2ได้ยุติลง เมื่อการค้าเศรษฐกิจในตลาดบ้านโป่งเข้าสู่สภาวะปกติก็คิดจะบูรณะศาลเจ้าแม่ ใหม่ ในปี พ.ศ.2497 ได้เกิดอัคคีภัยในตลาดบ้านโป่งไฟได้เผาผลาญบ้านเรือนและร้านค้าในตลาด บ้านโป่งจนหมดทั้งตลาดคณะกรรมการที่คิดจะบูรณะศาลเจ้าแม่ ก็หยุดชะงักลงอีกครั้ง ต่อมาในปี พ.ศ 2503 คณะกรรมการก็ได้บูรณะศาลเจ้าแม่ขึ้นใหม่โดยได้ตกแต่งภายในศาลให้สวยงามดั้ง ที่ได้เห็นในปัจจุบันนี้ ได้ให้ช่างฝีมือดีจากชาวจีน โดยเริ่มตกแต่งภายในศาลขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2503 ปีชวด(เดือน 3 แรม 1 ค่ำ)ตรงกับวันจีน เจียวเหว่ยจับชิก มิ่งก๊กสี่จับเก๋านี้ ปีที่ 49 พร้อมทั้งคณะเถ้านั้งประจำปีได้ช่วยกันบูรณะตกแต่งศาลเจ้าแม่ให้สวยงาม ต่อมาน้ำเซาะตลิ่งพังลงมาอีก ประกอบทั้งจระเข้มาขุดดินบริเวณตลิ่งหน้าศาล จึงต้องสร้างเขื่อนกั้นดินขึ้น และป้องกันถนนบริเวณหน้าศาลพังทลายลง ในปี พ.ศ. 2510 ได้ก่อสร้างแทงค์น้ำ อยู่ใกล้ประตูริมรั้วด้านหน้า ต่อมาในปี พ.ศ. 2520-2524 ได้รื้อแทงค์น้ำเก่าออกไป และได้สร้างแทงค์น้ำขึ้นมาใหม่ใหญ่กว่าเดิม พร้อมทั้งสร้างรั้วอาณาเขตบริเวณศาล และเทพื้นคอนกรีตรอบๆ บริเวณศาลเจ้าแม่ดังที่เห็นในปันจุบัน ต่อมาปี พ.ศ. 2535 ผู้ใหญ่เนียร กันขำ มีความประสงค์จัดสร้างถนนราดยาง เพื่อให้คนมานมัสการองค์เจ้าแม่เบิกไพรได้เดินทางสะดวกขึ้น และเป็นประโยชน์ต่อคนตำบลเบิกไพรเป็นอย่างยิ่ง ได้ไปปรึกษานางละออง ศรีคำ เพื่อขอให้คณะกรรมการที่เหลืออยู่ มาช่วยก่อสร้างถนน จึงได้ไปที่ร้านลี้ไฮ้กี่ ขอให้นายไพศาล ลีฬหกุล ทายาทร้านลี้ไฮ้กี่กรรมการที่เหลืออยู่มาช่วยสร้างถนนแห่งนี้ นายไพศาลจึงได้ไปเชิญ บุคคลหลายท่านมาช่วยการทำงาน ขณะก่อสร้างถนนอยู่นั้นในปี พ.ศ.2536 นายเป๋ง แซ่เฮ้ง(ประธานก่อสร้างถนน )ได้เสียชีวิตลง นายไพศาล จึงได้ไปเชิญ พ.ต.ท.ทองฤิทธิ์ ศรีนวล รอง ผ.ก.ก. สันติบาลเขต 7 เป็นที่ปรึกษาการก่อสร้างถนนแห่งนี้ได้รับความร่วมมือจากชาวตำบลเบิกไพร หมู่ที่ 1 ช่วยกันบริจาคที่ดิน เพื่อขยายถนนให้กว้างและได้มาตราฐาน ตั้งแต่ทางแยกท่าควาย จนถึงบริเวณหน้าศาลเจ้าแม่เพื่อให้ผู้เคารพนับถือองค์เจ้าแม่ ได้เดินทางมานมัสการได้สะดวกขึ้นและนำความเจริญมาสู่ท้องถิ่นของชาวตำบลเบิก ไพร ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2539 ทางอำเภอบ้านโป่ง โดยนายสมพงษ์ บุญฑริก ปลัดอำเภอฝ่ายทะเบียนได้จัดส่งศาลเจ้าแม่เบิกไพร เข้าประกวดศาลเจ้าทั่วประเทศ เป็นครั้งแรกของอำเภอบ้านโป่ง ที่ได้จัดส่งศาลเจ้าแม่เบิกไพรเข้าประกวดในครั้งนี้และได้รับรางวัล “ศาลเจ้าแม่ดีเด่น” ในเขตภาคกลาง 20 จังหวัด ได้เข้ารับรางวัลศาลเจ้าดีเด่น เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม พ. ศ. 2539 นำความปลื้มปิติมาสู่ชาวอำเภอบ้านโป่ง เป็นอย่างยิ่ง
โดย: คนเก่าคนแก่ [16 ก.ย. 47 9:30> ( IP A:203.150.217.112 X:
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 100
)
ความคิดเห็นที่ 24
รายชื่อโรงแรมในอำเภอบ้านโป่ง
1. ไทยนำริเวอร์ไซค์ 032-211947 อำเภอบ้านโป่ง
2. ซีซาร์พาเลส 032-200052-3 อำเภอบ้านโป่ง
3. ลักกี้โฮเต็ล 032-211227 อำเภอบ้านโป่ง
4. วิลล่าโฮเต็ล 032-221321 อำเภอบ้านโป่ง
5. เกษมสุข 032-200662-3 อำเภอบ้านโป่ง
6. นิวศิริสัมพันธ์ 032-211595 อำเภอบ้านโป่ง
7. ไทยนิวโฮเต็ล 032-200155-6 อำเภอบ้านโป่ง
8. บ้านโป่งอินน์ 032-221923 อำเภอบ้านโป่ง
9. ทิพย์โฮเต็ล 032-211346 อำเภอบ้านโป่ง
10. ศรีสวัสดิ์ 032-211027 อำเภอบ้านโป่ง
โดย: เที่ยวบ้านโป่ง [9 ต.ค. 47 23:11> ( IP A:203.150.217.115 X: )
ความคิดเห็นที่ 25
ถนนสายท่องเที่ยวในวันเดียว เมืองคนสวยโพธารามและเมืองคนงามบ้านโป่ง เริ่มตั้งแต่ บึงกระจับ-สระน้ำโกสินารายณ์-พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง-วัดใหญ่นคร ชุมน์-บึงวังมะนาว--วัดขนอนหนังใหญ่-วัดคงคาราม
การเดินทางจากกรุงเทพใช้ เส้นทางถนนเพชรเกษม ทางหลวงหมายเลข 4 หรือถนนบรมราชชนนี (ปิ่นเกล้า-นครชัยศรี) ทางหลวงหมายเลข 338 ซึ่งจะตัดกับถนนเพชรเกษม ที่นครชัยศรี เมื่อถึงจังหวัดนครปฐม ให้ขับรถลอดใต้สะพานผ่านจังหวัดนครปฐม มุ่งหน้าไปจังหวัดราชบุรี ประมาณ 15 กิโลเมตร ถึงแยกสะพานลอยเข้า อำเภอบ้านโป่ง และจังหวัดกาญจนบุรี ให้ชิดซ้ายขึ้นสะพานลอยเข้าอำเภอบ้านโป่ง ตาม ทางหลวงหมายเลข 323 ขับไปตามทางประมาณ 2 กิโลเมตร ด้านขวามือ ก็จะถึง บึงกระจับ หรือถ้าขับผ่านเลยไปอีก 6 กิโลเมตร ข้ามทางรถไฟจะถึงสามแยกเข้าตัวเมืองบ้านโป่ง ไม่ต้องเข้าตัวเมืองให้ขับตรงไปตามทางหลวงหมายเลข 323 จนกระทั่งถึงสี่แยกไฟแดง 1.ถ้าเลือกเลี้ยวขวาทางไปกาญจนบุรี ประมาณ 4 กิโลเมตรทางขวามือสังเกตจะเป็น สระน้ำโกสินารายณ์ ซึ่งอยู่ด้านหลัง บจ.เยื่อกระดาษสยาม 2.ถ้าเลือกเลี้ยวซ้ายจะเข้าตัวเมืองบ้านโป่ง 3.ถ้าเลือกตรงไป เขาช่องพราน ทางหลวงหมายเลข 3089 ที่มีค้างค้าวหลายร้อยล้านตัว ข้ามแม่น้ำไปประมาณ 7 กม. ด้านซ้ายมือจะมีป้ายบอกทางเข้า พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง เลี้ยวเข้าไปประมาณ 3 กม.ก็จะถึงที่หมายด้านซ้ายมือ คือ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง ด้านหลังวัดจะมีสะพานรถสวนกันไม่ได้ข้ามแม่น้ำแม่กลอง ขับข้ามสะพานเลี้ยวซ้ายไปเพียง 1 กิโลเมตรก็จะถึง วัดใหญ่นครชุมน์ จากนั้นย้อนกลับมาใช้เส้นทางเดิมขับเลยวัดม่วงไปอีกประมาณ 2 กม.ข้ามสะพานข้ามคลองเล็กๆรถสวนกันไม่ได้ ขับข้ามสะพานให้เลี้ยวขวาเชิงสะพานทางลูกรัง ประมาณ 400 เมตร ก็จะถึง บึงวังมะนาว ออกจากบึงวังมะนาว ขับเลยไปประมาณ 2 กิโลเมตรทางขวามือเป็นทางเข้า วัดรับน้ำ หรือขับไปอีก 1.5 กิโลเมตร ซ้ายมือก็จะเป็น วัดขนอนหนังใหญ่ ขับไปอีก 2 กม.จะเจอสามแยก วัดเกาะ ให้เลี้ยวซ้ายตาม ทางหลวงหมายเลข 3090 ขับข้ามสะพานข้ามแม่น้ำแม่กลอง ถ้าเลี้ยวซ้ายเชิงสะพานไปอีก 1.5 กม. ด้านซ้ายมือจะเป็น วัดคงคาราม ที่นี่จะมีจิตรกรรมฝาผนังเก่าแก่น่าชม หรือถ้าเลี้ยวขวาเชิงสะพานไปประมาณ 100 เมตร ก็จะถึง วัดไทรอารีรักษ์ ถือว่าเส้นทางที่แนะนำมาทั้งหมดเป็นสายท่องเที่ยวของจังหวัดเลยก็ว่าได้ ขอให้สนุกกับการเที่ยวภาคตะวันตก

โดย: คนสวยโพธารามคนงามบ้านโป่ง [25 ม.ค. 48 21:11> ( IP A:203.150.217.119 X: )
ความคิดเห็นที่ 26
อยากไปดูหนังที่โรงหนังโฆษิตจังเลยอ่ะฮือๆๆ..อยู่ไกลตอนนี้กลับมาดูไม่ได้แล้วเป็นไงมายเฮ้ส์หนุกป่ะตอนนี้
โดย: เด็กซ่าส์ถานีรถไฟจ่ะ [1 พ.ย. 48 8:40> ( IP A:62.195.247.211 X: )
ความคิดเห็นที่ 27
สวัสดีทุกท่าน
เรา เป็นคนที่เกิดที่ตำบลวัดบ้านม่วง บ้านอยู่ติดกับวัด และแม่น้ำแม่กลอง แต่ย้ายมาอยู กรุงเทพนานแล้ว ตั้งแต่จบ ประถม วันนี้ได้อ่านเรื่องราวถิ่นกำเนิดตัวเองแล้วคิดถึงความหลังครั้งยังเด็ก ไม่เคยกลับไปนานแล้วเป็นเวลานาน อ่านบทความแล้วเห็นภาพว่าที่นั่นคงเจริญมากๆทีเดียว ที่สำคัญไม่เคยรู้เรื่องประวัติเจ้าแม่เบิกไพรเลยทั้งที่ตอนเด็กเคยนั่งเรือ ผ่านและยกมือไหว้ทุกครั้งที่ผ่าน (ยายสอนให้ไหว้) ไว้มีโอกาสเมื่อไหร่จะแวะไปสักครั้ง คิดว่าตอนนี้ทุกบ้านคงมี internet กันทุกบ้านแล้วมั้ง
จาก
สาวมอญคนสวย
โดย: suwannes@hotmail.com [31 พ.ค. 50 15:59> ( IP A:125.25.77.167 X: )
ความคิดเห็นที่ 28
มาเยืยน จากเด็กบ้านโป่ง มุลนิธิรวมใจ ราชบุรี
โดย: เด็กราดรี [21 มิ.ย. 50 14:47> ( IP A:203.158.221.227 X: )
ความคิดเห็นที่ 30
ช่วงเทศกาลออกพรรษา ยังมีการแข่งขันเรือยาว ที่ วัดใหญ่ และอีกหลายวัดตามวันเวลาที่แต่ละวัดจะกำหนดขึ้น รับรองว่าสนุกและไม่เหมือนใคร
โดย: คน มอญ [31 ก.ค. 50 16:17> ( IP A:58.181.129.86 X: )
ความคิดเห็นที่ 36
ผมขอตามหาเพื่อน เป็นคนแถววัดบ้านม่วง บ้านติดแม่น้ำแม่กลอง ชื่อเล่น พั้ง ชื่อเดิม สำลี เล่อยิ้ม เปลี่ยนเป็น วรัญญา เล่อยิ้ม เคยมาทำงานที่เครือสหพัฒน์ ศรีราชา แล้วไปทำงานต่อท
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 101
ี่ กทม. บ.ck shoe ไม่ได้เจอกันนานแล้ว ตอนนี้ติดต่อไม่ได้ เบอร์มือถือคงเปลี่ยนใหม่แล้ว ถ้าใครรู้จัก วานบอกให้เขาติดต่อหาเพื่อนชื่อ ต๋อม ด้วย เบอร์ติดต่อ 081-3984041
โดย: noppadol@thailube.co.th [14 ก.ย. 50 21:04> ( IP A:202.91.18.204 X: )
ความคิดเห็นที่ 37
อำเภอ บ้านโป่ง
เป็น อำเภอ ที่ ถูกขนานนามเรียกว่าเป็น (เมืองคนงาม) (คุณแม่เป็นชาว ไทย – รามัญ) แห่งเมืองคนงาม ต้นสกุล (ติเยาว์) มาช้านานแล้ว และจังหวัดราชบุรี ก็เป็นจังหวัดที่มีเขตการติดต่อกับจังหวัดเพชรบุรี เมื่อสมัยก่อนนั้นคุณปู่เคยเป็นนายอำเภออยู่ที่ อำเภอ ท่ายาง จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ และ คุณลุง ก็เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัด เพชรบุรี เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๗ – ๒๕๓๑ คือ คุณลุง เชาวน์วัศ สุดลาภา คือหลังจากคุณลุงเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด กรุงเทพมหานคร เมื่อ ปี ๒๕๒๒ – ๒๕๒๔ และเป็นผู้ว่าราราชการจังหวัดลพบุรี เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๐ – ๒๕๒๒ และคุณลุงก็เป็น (ส.ส) ๔ สมัย และสอบได้ที่ ๑ ทั้ง๔ สมัยซ้อน และได้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง มหาดไทย ถึง ๒ ครั้งสมัย และที่ผมกล่าวถึง จังหวัดราชบุรีนั้นทางทิศ ตะวันตก นั้นติด กับจังหวัด กาญจนบุรี ครั้นที่เมื่อสมัยที่คุณปู่ มงคล สุดลาภา เป็น นายอำเภออยู่ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถึง ๒ อำเภอ คือ อำเภอปราณบุรี อำเภอบางสะพาน และเป็น นายอำเภอที่ จังหวัด เพชรบุรีถึง ๒ อำเภอ คือ อำเภอ ชะอำ และอำเภอ ท่ายาง ก่อนที่ คุณปู่มงคล สุดลาภา จะมาเป็น นายกเทศมนตรี คนที่ ๑๖ ของอำเภอ เมือง จังหวัด กาญจนบุรี และเป็น ปลัด จังหวัด กาญจนบุรี และคุณปู่มงคล สุดลาภา ก็ได้เป็น ผู้ตรวจการกระทรวง มหาดไทย ซึ่ง ความสัมพันธ์กัน ระหว่าง (อำเภอ บ้านโป่ง) จังหวัด ราชบุรี ถึงจังหวัดเพชรบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัด กาญจนบุรี และจังหวัด สุพรรณบุรี นั้น (คุณลุงเคยเป็น นายอำเภอที่สุพรรณบุรี) ถ้าจะให้พูดกันแล้ว ตระกูล สุดลาภา ก็เป็นนักการเมือที่มีชื่อเสียงทางด้านการปกครอง และการทำประโยชน์มากมายมหาศาล ในหลายๆด้านให้กับประเทศชาติและเขต ๗ มาช้านาน แล้ว ส่วน กระผม นาย ฑีพัตรยศ สุดลาภา ก็มี คุณแม่ เป็นคนไทย – รามัญ ในอำเภอ บ้านโป่งจังหวัดราชบุรี (ตระกูล “ติเยาว์”) และก็มีย่าใหญ่ (ย่าทวด) ต้นสกุล “สุปัญโญ” ที่ จังหวัด ลพบุรี และ คุณพ่อ ของย่าทวดผม ก็มี ยศ เป็น “เจ้าพระยา” แห่งเมืองลพบุรี เป็น(เจ้าเมือง)ในสมัยแห่ง รัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว




ประวัติ และความเชื่อของชาว รามัญ ใน อำเภอบ้านโป่ง (เมืองคนงาม) จ.ราชบุรีนายฑีพัตรยศ สุดลาภา ชื่อเล่น (ลูกหิน) คุณแม่ของผมเป็นชาวมอญรามัญ เพราะ คุณตา และ คุณยาย เป็นชาวไทย – รามัญ ทั้ง ๒ ฝ่าย ต้นตระกูล (ติเยาว์)


ประวัติและความเชื่อของชาว รามัญ ใน อำเภอบ้านโป่ง (เมืองคนงาม) จ.ราชบุรีนายฑีพัตรยศ สุดลาภา ชื่อเล่น (ลูกหิน) คุณแม่ของผมเป็นชาวมอญ (รามัญ) เพราะคุณตา กับคุณยายเป็นชาวรามัญทั้ง 2 ฝ่าย (คุณแม่นามสกุล ติเยาว์) และเล่าให้ฟังว่าสมัยเมื่อหลายร้อยปีก่อน ตระกูลทางคุณแม่ของผมนี้ได้เดินทางมาจาก กรุงหงสาวดี
แล้วเดินทางเข้ามา อยู่ใน อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี และที่บ้านของผมยังมีประเพณีประจำตระกูลก็คือการนับถือ ผีมอญ และก็มีความเคร่งในศาสนสพุทธ จากความเชื่อเรื่องผีมอญ(ผีตระกูลหรือผีบรรพบุรุษนี้ทำให้เกิดการมีประเพณี รำผีมอญ
มูลเหตุของการรำผีมอญ เนื่องมาจากความเชื่อที่ว่า ชาวมอญมีผีรักษา หรือผีประจำคระกูลเรียกเป็นการทั่วไปว่า “ผีมอญ” ซึ่งผีนี้มีหน้าที่คอยปกปักรักษาสมาชิกในครอบครัวให้อยู่เย็นเป็นสุข แต่มีข้อแม้ว่า ห้ามล่วงละเมิดหรือ “ทำผิดผี” ด้วยประการทั้งปวงเช่น ห้ามคนตั้งครรภ์ที่ไม่ใช่ลูกสาวของเจ้าเรือนนอนในเรือน ห้ามคู่สามีและภรรยาที่ไม่ได้อยู่ร่วมผีเดียวกันกับเจ้าเรือน ร่วมหลับนอนในเรือน ห้ามเจ้าเรือนกินอาหารร่วมสำรับกับแขกผู้มาเยือน ฯลฯ
การ”ผิด ผี” จะส่งผลให้คนในบ้านเกิดเจ็บไข้ไม่สบาย เมื่อหมอดูทำนายว่าเป็นเพราะผู้ กระทำ ก็จะจัดหาวันเพื่อทำพิธีรำผีมอญ ซึ่งก็คือกระบวนการแสดงขอขมา หรือลุโทษแก่โทษ ที่ได้กระทำล่วงเกินผีนั่นเอง ชาวมอญราชบุรี ไม่ทำพิธีรำผีมอญบ่อยครั้งนัก หากเลี่ยงได้ก็จะเลี่ยง เนื่องจากการรำผีมอญแต่ละครั้งจะต้องใช้เงินค่อนข้างมาก อีกประการหนึ่งเป็นการประกาศว่า บ้านเรือนหลังนี้ ได้มีผู้ทำผิดผี จึงได้เกิดการรำผีมอญเกิดขึ้น ดังนั้นวิธีการเลี่ยงที่ดีและง่าย คือการปฏิบัติกิจของคนในครอบครัวมิให้ผิดผี ซึ่งเท่ากับเป็นการคุมพฤติกรรมให้อยู่ในกรอบของความเหมาะควร เมื่อทุกคนเคารพ ถือผีของกันและกัน ก็คือการเคารพหลักให้อยู่ร่วมกันอย่างมั่นคง การนับถือผีของชาวมอญจึงเป็นเรื่องที่มีเหตุผล และเคารพยึดถืออยู่ตลอด

ประวัติและความเป็นมา
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 102

ชาวมอญ เรียกแผ่นดินตนเองว่า”รามัญประเทศ” และส่วนคำว่า”รามัญ” นั้นมาจากภาษาบาลีว่า ”รามญญ” ในปัจจุบันที่ชาวไทย-มอญ ตั้งหลักแหล่งเป็นกลุ่มใหญ่ ได้แก่อำเภอ ปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ รองลงมาคือ อำเภอบ้านโป่ง อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี และในจังหวัด
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 38
กาญจนบุรี ส่วนในตอนเหนือจะพบในจังหวัดลำปาง ลำพูน และเชียงใหม่ นอกจากนั้นยังมีกระจัดกระจายเป็นกลุ่มเล็กๆ อยู่ในจังหวัด สมุทรสงคราม นครปฐม เพชรบุรี สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา นครราชสีมา นครสวรรค์ ฉะเชิงเทรา ปราณบุรี เป็นต้น

ความเป็นมาของมอญราชบุรี ชาวมอญราชบุรีนั้นนับถือพุทธศาสนาตั้งแต่อยู่ในประเทศพม่า โดยมีหงสาวดีเป็นเมืองหลวง ครั้นเมื่อหนีภัยมาอยู่ในแดนสยาม การนับถือพระพุทธศาสนาก็ยังคงมั่นเมื่อปักหลักรวมพลตั้งเป็นชุมชนขึ้นที่ใด ก็มักจะสร้างวัดเป็นศุนย์รวมใจ เช่นเดียวกับชาวมอญรุ่มแม่น้ำแม่กลอง หลักฐานการสร้างวัดม่วง อำเภอบ้านโป่ง-- -โพธาราม ว่ามีการสร้างเมื่อในปี พ.ศ 2223 ต่อมาได้ค้นพบในคัมภีร์หมายเลข 321
ขึ้นที่วัดม่วง ความนั้นว่าผู้จารึกชื่ออุตตมะ เป็นชื่อขณะที่ยังเป็นพระ จารึกเอาไว้ในวัดม่วง แล้วเสร็จเมื่อตะวันบ่าย วันศุกร์ แรม 6 ค่ำ “ศักราช1000” หรือ พ.ศ2181 ตัวเลขศักราชที่เป็นทางการว่าวัดม่วงสร้างเมื่อ พ.ศ 2223 กับที่ค้นพบใหม่คือ พ.ศ2181 นั้นต่างกัน หากศักราชใหม่เป็นจริงนั้นแสดงว่า วัดม่วงบ้านโป่งต้องสร้างมาก่อนปีพ.ศ2181 เพราะอย่างน้อยต้องมีวัดมาแล้วก่อนที่จะมีพระภิกษุชื่อ อุตตมะมาจารึกไว้ในใบลาน แต่ประเด็นสำคัญก็คือ ชาวมอญได้ร่วมกันสร้างวัดเพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจ และวัดก็ได้มีบทบาทต่อสังคมของชาวมอญเสมอมา ภายหลังที่ชาวมอญจากถิ่นอื่นๆเช่น จากกรุงเทพฯ ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ มาอยู่อาศัยร่วมกับชาวมอญยุคบุกเบิก โดยมาอาศัยอยู่ในหมู่เครือญาติ มาแต่งงานเป็นเขย หรือเป็นสะใภ้กับชาวมอญด้วยกัน รวมถึงการหนีภัยสงครามจากการทิ้งระเบิดที่กรุงเทพฯ สมัยสงครามโลกครั้งที่2 จึงทำให้ชาวมอญรุ่มแม่น้ำแม่กลองขยายตัวขึ้นเป็นลำดับ ต่อมาเมื่อมีการคมนาคมและระบบชลประทานมรการพัฒนามากขึ้น เช่น การตัดถนนเข้าสู่ชุมชน การสร้างทางรถไฟผ่าน การสร้างเขื่อนเขาแหลม จังหวัดกาญจนบุรี ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวมอญราชบุรีในเขตบ้านโป่ง และโพธาราม มีคนในชุมชนออกไปทำงานรับจ้างนอกท้องถิ่น และมีคนต่างท้องถิ่นเข้ามาอยู่ในชุมชน แต่ ชาวมอญ โดยเฉพาะที่บ้านม่วง อำเภอบ้านโป่ง และตำบลคลองตาคต อำเภอโพธาราม
เป็นแหล่งชุมชนที่ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีมอญไว้ได้อย่างค่อนข้างมาก
ชุมชน บ้านม่วงนี้มีวัดม่วงเป็นศูนย์กลาง วัดม่วงเจริญมากเพราะมีหลวงปู่เข็มเป็นองค์อุปัชฌาย์ตอนนั้นองค์เดียว ชาวมอญ ชาวกระเหรี่ยงตอนเหนือลุ่มแม่น้ำแม่กลองขึ้นไปจนถึงเมืองกาญจนบุรีล่องแพมา บวช บางคนก็มาหาเจ้าภาพชาวบ้านม่วงให้บวชให้ ตนลาวจากหนองปลาหมอ และชาวมอญสองฝั่งตอนบนก็บวชที่วัดม่วงกัน
ศรัทธาสองฟากฝ่าย ชาวมอญราชบุรีนั้นเฉกเช่นชาวไทยทั่วๆไปที่มีความเชื่อดั้งเดิมในเรื่องผี ขนานไปกับการนับถือพุทธศาสนาแต่ในกรณีของชาวมอญแล้ว ดูเหมือนว่าความเชื่อทั้งสองประการจะเข้มไปคนละแบบ เพรากิติศัพท์ในเรื่องของพระมอญเคร่งพระวินัยเป็นที่เรื่องลือคงความ สมณสารูปไว้ได้มาก ถึงขั้นกล่าวกันว่า เป็นแบบอย่างให้เกิดธรรมยุติกนิกายในช่วงรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ครั้นเมื่อตั้งธรรมยุติกนิกายขึ้นแล้ว มีพระภิกษุชาวมอญ คือพระไตรสรณธัช (เย็น) นำไปเผยแพร่ที่เมืองมอญอีกทอดหนึ่ง
ชาวมอญ ราชบุรี ในท้องที่บ้านโป่งและโพธารามเองยังศรัทธามั่นคง เข้าวัด ทำบุญอยู่เสมอมา กิจการงานใดที่เนื่องด้วยพระศาสนาก็ร่วมแรงแข็งขันเป็นอันดี การปฏิบัติต่อพระสงฆ์นั้น ถือเสมือนป็นบุคคลพิเศษ อุบาสกอุบาสิกาผู้สูงวัยชาวมอญ ราชบุรี ยังเลี่ยงที่จะเหยียบหรือยืนทับเงาของพระสงฆ์ ความใส่ใจในสิ่งอันละเอียดอ่อนเช่นนี้ สื่อให้เห็นจรรยามารยาทของกลุ่มชนที่ได้รับการอบรมทางด้านศีลธรรมมาเป็น อย่างดี
ส่วนศรัทธาในอีกฝ่ายนั้น ชาวมอญราชบุรียังคงนับถือผีมอญ ซึ่งจำแนกได้เป็นหลายอย่าง เช่น ผีบรรพบุรุษ ผีตระกูล ผีเมีย ผีครูอาจารย์ ผีลูกหลาน ฯลฯ ตลอดจนผีไร้ญาติ ด้วยเหตุนี้ชาวมอญจึงนำเรื่องผีมาเป็นเรื่องจำแนก เพื่อจัดระเบียบคนในสังคมตนเอง กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ชาวมอญถือหลักความเชื่อเรื่องผีมาเป็นเกณฑ์ในการนับเครือญาติที่ร่วมถือผี เดียวกัน ถือผีต่างกัน ซึ่งวิธีการนี้น่าจะมีมาก่อนพุทธศาสนาจะเผยแพร่เข้าไปในหมู่ชาวมอญ
ความเชื่อศาสนาของชาวไทย เชื้อสาย มอญ
1. เชื่อกันว่าการทำบุญให้ทานอะไรก็ตามย่อมส่งผลถึงผู้ที่เราปรารถนาจะอุทิศ ส่วนกุศลให้ชาวไทยมอญส่วนใหญ่จะ “นิพพาน” โดยสังเกตได้จากคำอธิฐานที่ว่า “นิพพาน ปัจจะ โยโหตุ” ขอให้เป
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 103
็นปัจจัย สำเร็จพระนิพพานด้วนเทอญ
2. เชื่อกันว่าการไปทำบุญ จะต้องแต่งตัวให้ถูกต้องตามกาลเทศะ ภาชนะที่ใส่อาหารไปทำบุญ จะต้องเตรียมไปอย่างปราณีต เพราะจะส่งผลไปถึงอนาคตชาติ
3.มีความเชื่อว่าการทำบุญที่ทำบุญแล้วได้บุญมากคือ
- การสร้างพระพุทธ คือ การสร้างพระพุทธรูป
- การสร้างพระธรรม คือการสร้างพระไตรปิฎก และพระอภิธรรม
- การสร้างพระสงฆ์ คือ การบวชพระ
4. มีความเชื่อ ในก
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 39
ารนับถือพระพุทธศาสนา ชาวไทยมอญมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก โดย ถือว่าพระพุทธเจ้าเป็นองค์เคารพ สักการบูชาสูงสุด
5. ความเชื่อ ในการนับถือพระพุทธศาสนา และเคร่งครัดในศาสนา พระมอญจึงถือเคร่งทางวินัยมาก ถึงกับมีคำที่ว่า “ถือศีลต้องพระไทย วินัยต้องพระมอญ” ซึ่งการถือศีลอย่างเคร่งครัดจึงเป็นต้นกำเนิดของพระธรรมยุติกนิกายในประเทศ ไทย
6. ปัจจุบันนี้พระมอญยังเคร่งครัดวินัยอยู่จะไม่เห็นพระมอญในเวลากลางวันอาบน้ำ ริมน้ำ มานั่งเล่นหน้าวัด เดินไปในหมู่บ้าน เป็นต้น
7. ในวัดมอญทุกวัด จะมีศาลเจ้าประจำมอญทุกวัด มอญเรียกว่า “ตะละพาน”
8. ชาวบ้านเคารพสถานที่ในวัด
9. ความเชื่อว่าวัดใน ช่อฟ้าใบระกา หน้าบันพัลทลายลงมาอย่าได้นำขึ้นไปอีก
10. มีความเชื่อว่าวัดใดกำลังปลุกเสกพระอยู่ ผู้หญิง สุนัข จะเข้าไปไม่ได้
11. มีความเชื่อ ในเรื่องการบวชเรียน มักจะเห็นว่า ชาวบ้านเดินผ่านหน้าโบสถ์ก็ต้องแสดงความเคารพกราบไหว้พระ ผู้หญิงห้ามเข้าไปในโบสถ์หรือบริเวณกุฏิพระ
12.มีความเชื่อ เมื่อบ้านใดมีทารกเกิดใหม่จะต้องนำทารกนั้นไปใส่ในกระด้งร่อน แล้วพูดว่า”สามวันลูกผี สี่วันลูกคน” ต่อเด็ก
13. มีความเชื่อ ในการโกนผมไฟ การโกนผมไฟ เป็นการสู่ขวัญเด็ก และสู่ขวัญบิดา มารดา เพื่อให้เกิดความสบายใจ ด้วยความเชื่อมั่นในความศักดิ์สิทธิ์ของพิธี ที่จะทำให้เป็นมงคลต่อเด็ก
14. มีความเชื่อว่า ทำดีได้ดี ทำประณีตได้ประณีต
15. มีความเชื่อ เกี่ยวกับการปลูกเรือนว่า เวลาสร้างบ้าน เวลาปลูกสร้างบ้านเรือนให้ปลูกวันเกิดของผู้สร้าง(เจ้าของ)
16.มีความเชื่อว่า เวลาปลูกบ้านต้องปลูกให้เสาเท่ากันหมด เชื่อว่าจะมีความสุข
17. มีความเชื่อว่า เมื่อจะขึ้นบ้านใหม่จะต้องเลือกวันและมีกำหนดเวลาไว้ว่าแต่ละวันจะทำอะไร
18. มีความเชื่อเกี่ยวกับ ความกตัญญูกตเวที น้องๆควรเชื่อฟังพี่คนโตซึ่งได้ถ่ายทอดจากผีบรรพบุรุษแห่งตระกูล
19. มีความเชื่อว่า ระบบเพื่อนบ้านและระบบเครือญาติทำให้การเป็นอยู่ในสังคม มีการพึ่งพา ถ้อยที ถ้อยอาศัยกันเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน ให้ความเกรงใจและให้ความเคารพนับถือกัน
20. มีความเชื่อว่า บุคคลที่นามสกุลเดียวกัน จะจัดงานบวชนาคกับงานแต่งงานในวันเดียวกันไม่ได้
21. เมื่อมีลูกสาวที่แต่งงานแล้ว จะให้ย้ายไปอยู่ที่อื่น ไม่ไห้นอนบ้านเดียวกับพ่อแม่
22. มีความเชื่อว่า ตุ๊กตา เป็นสิ่งไม่ดี จึงห้ามนำเข้าบ้าน เพราะจะทำให้ไม่มีความสุข
23. มีความเชื่อเกี่ยวกับต้นไม้ว่าห้ามปลูกต้นราตรี ต้นลั่นทม ต้นพิกุล ไว้ในบ้าน เพราะต้นไม้เหล่านี้เป็นต้นไม้ที่อยู่ในวัด
24. มีความเชื่อว่า ต้นไม้ที่มีชื่อต่อไปนี้คือ ต้นโพธิ์ ต้นหว้า ต้นบุนนาค ต้นงิ้ว ถ้างอกขึ้นข้างๆบ้าน รีบทำลายเสียอย่าได้เก็บไว้ จะทำให้เจ้าของบ้านได้รับความเสียหาย
25. มีความเชื่อในเรื่องเต่า ชาวไทยมอญ จะไม่จับเต่ามาทำอาหาร ไม่จับตัวเต่าที่มีชีวิตเมื่อพบเห็นจึงต้องพูดว่า เต่าตัวนี้ตายแล้ว เพื่อเป็นการแก้เคล็ด แล้วนำเต่าไปปล่อย
26. มีความเชื่อว่า ศพคนตายจะต้องหันไปทางทิศเหนือ
27. มีความเชื่อว่า ภายใน 6 เดือน 9เดือน จะมีการทำพิธีไหว้ผีบ้านผีเรือน ปู่ย่า ตายาย โดยมีเครื่องไหว้ คือ กล้วย ไก่ หมู ขนมต้มแดง ขนมต้มขาว
28. มีความเชื่อว่า ที่บ้านชาวไทยมอญ จะต้องมีที่ตั้งบูชาผ๊บรรพบุรุษ มีวิธีเซ่นผี เลี้ยงผี พิธีรำผี

29. ,มีความเชื่อในการเคารพบรรพบุรุษ ไม่ว่าท่านจะล่วงลับไปแล้ว หรือว่าท่านจะมีชีวิตอยู่ก็ตามเพราะการเคารพเทิดทูนบรรพบุรุษ ย่อมนำความเจริญมาถึงตนและครอบครัวตามหลัพระพุทธศาสนาที่ว่า “ปูชะนียานัง” หมายถึงการบูชาคนที่ควรเคารพ
30. มีความเชื่อว่า บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วยังหิวโหยอยู่ ยังชอบรับประทานอาหาร ตามเทศกาล กล่าวคือ ขนมกาละแม จะมีในเทศกาลสงกรานต์ ขนมกระยาสารท มีในเทศกาลออกพรรษา ข้าวเม่าทอด มีในเทศกาลทอดกฐิน ข้าวต้มลูกโยนน้ำผึ้ง มีในวันเพ็ญเดือนสิบ
31. มีความเชื่อว่า บรรพบุรุษกับพวก เขาสามารถติดต่อกันได้ตลอดเวลา และมักจะพบว่า ผีบรรพบุรุษจะรู้ด้วยการเซ่นไหว้อยู่เสมอ การทำบุญต้องอุทิศส่วนกุศลให้ การแต่งงานถือว่าจำเป็นต้องบอกผีบรรพบุรุษทั้งสองฝ่ายรับรู้ โดยจัดสิ่งของเซ่นไหว้ เช่นผ้าขาว เหล้า ไก่ โดยผ่านเจ้าบ่าวเป็นฝ่ายจัดหา ที่เรียกว่าเครื่องขันหมากจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนหนึ่งให้เจ้าสาว เซ่นไหว้บรรพ
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 104
บุรุษของเจ้าสาว อีกส่วนหนึ่งให้เจ้าบ่าวนำไปเซ่นไหว้บรรพบุรุษของเจ้าบ่าว
32. มีความเชื่อว่า ผีบรรพบุรุษ เจ้าพ่อ เจ้าแม่ ที่เคารพมาแต่อยู่กรุงหงสาวดี แล้วอันเชิญมาประดิษฐานในชุมชนของตนเอง โดยปลูกศาลเจ้าให้เป็นที่สถิตดวงวิญญาณเหล่านั้น เพราะความผูกพันก็มีอยู่ตลอดเวลา
33. มีความเชื่อในเรื่องของผีบรรพบุรุษ
- ชาวไทยมอญมีความเชิอว่า ลูกชายคนโตของตระกูลจะเป็นผู้รับผีบรรพบุรุษต่อจาก บิดา มารดา หรือ คนรุ่นเก่าที่ล่วงลับไปแล้ว ที่บ้านจะมีที่ตั้งผีบรรพบุรุษ
- เชื่
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 40
อว่า ผีบรรพบุรุษจะสิงสถิตอยู่ที่เสาเอกของเรือนโดยมีสัญญาลักษณ์ที่แสดงให้เห็น ว่าเป็นเสาผี คือ หีบ หรือกระบุงใส่ผ้าผี ได้แก่ สไบ ผ้าซิ่น ผ้าขาวม้า แหวนหัวพลอยแดง แขวนไว้ที่เสาผี
34. เชื่อว่า การที่ผู้หญิงไปแต่งงานกับคนต่างตระกูลหรือต่างผี จะต้องทำพิธีคืนผีบอกกล่าวก่อนที่จะไปเข้ากับผีฝ่ายสามี
35. เชื่อว่า ผู้ใดอยู่ในตระกูลทำผิดซึ่งระเบียบหรือข้อห้ามจะทำให้มีการเจ็บป่วยเกิดขึ้นซึ่งจะต้องทำพิธีรำผี
36. เชื่อว่า ชายหญิงที่ไม่ใช่ลูกคน(คนละผีกัน) จะร่วมหลับนอนกันภายในบ้านไม่ได้
37. มีความเชื่อว่าหญิงมีครรภ์ที่ไม่ใช่ลูกสาวห้ามนอนบนเรือน
38.มี ความเชื่อว่า เมื่อมีคนในตระกูลตายหรือท้องในปีนั้น(สิ้นสุดเดือน6) ห้ามคนในตระกูลจัดพิธีต่างๆ เช่น พิธีโกนจุก แต่งงาน บวช หรือเลี้ยงผี
39. มีความเชื่อว่า หมู่บ้านชาวไทยมอญทุกหมู่บ้าน จะต้องมีศาลเจ้าประจำหมู่บ้านทุกๆ ปี หลังสงกรานต์แล้วจะต้องทำพิธี “รำเจ้า” ประจำหมู่บ้าน


สิ่งที่บ่งบอกความเป็นมอญราชบุรี
นับ จนถึงพ.ศนี้ หากมีกลุ่มชาติพันธุ์ใด ยังคงธำรงรักษาขนบประเพณีของตนไว้ได้ นับว่าเป็นความยิ่งใหญ่ และเป็นคุณูประการให้กับสังคมส่วนรวม เพราะการมีกลุ่มชาติพันธุ์ในชาติพันธุ์หนึ่งขึ้นมานั้น มิใช่จะเกิดขึ้นมาโดยง่ายซึ่งชาวมอญราชบุรีควรได้รับคำเชิดชูเกียรตินี้ เพราะยังคงรักษาลักษณะเด่นทางสายพันธุ์ไว้ได้หลายประการ

ภาษามอญราชบุรี
ชาว มอญมีทั้งภาษาพูดและภาเขียนเป็นของตนเองอักษรมอญมีอิทธิพลต่อระบบการเขียน ของภาษาอื่นๆรัฐไทยสมัยสุโขทัยก็ได้แบบอย่างจากอักษรมอญ แปลงรูปแล้วนำมาเขียนในภาไทย ในปัจจุบันนี้ภาษาพม่า ภาษาไทใหญ่ ภาษากระเหรี่ยง ได้นำเอาอักษรมอญไปเขียนภาษาของตน โดยมิได้ดัดแปลง แต่เลือกเอาบางอักษร แล้วคิดระเบียบวิธีการเขียนและการออกเสียงตามอย่างภาษาของตน ชาวมอญราชบุรี เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังรักษาวัฒนธรรมภาษาเอาไว้ได้ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในหมู่ผู้สูงอายุที่ยังคงสื่อสารกันด้วยภาษามอญ
ปัจจุบันนี้ยัง หาภาษามอญที่ถือว่าเป็นมาตราฐานไม่ได้ เช่น ถิ่นพระประแดง บางขันหมาก สามโคก บางขุนเทียน เกาะเกร็ด ฯลฯ รวมทั้งถิ่นบ้านโป่งและโพธาราม ซึ่งเรียกรวมกันในที่นี้ว่าเป็นมอญราชบุรี เฉพาะมีความแตกต่างกันทางด้านเสียงสระ และ คำศัพท์ย่อยๆที่เป็นการกำหนดเรียกขึ้นมาในท้องถื่น แต่ชาวไทยที่มีเชื้อสายมอญเหล่านี้ยังสามารถใช้ภาษามอญสื่อความกันได้เช่น กัน ภาษามอญถิ่นราชบุรีจึงถือว่าเป็นสิ่งที่บ่งบอกในความเป็นคนไทยเชื้อสายมอญ ได้มาก

ที่อยู่อาศัย
เมื่อชาวไทยมอญจะสร้างบ้าน มักนิยมไปปรึกษาผู้ใหญ่ เจ้าอาวาส หรือศึกษาจากตำราที่มีชื่อว่า ” โลกะสิทธิ “ อันเป็นตำราที่อธิบายถึงเกณฑ์ โฉลก ในการสร้างบ้านใหม่
ตำรา “โลกะสิทธิ “ จะกล่าถึงเรื่องการปลูกสร้างบ้านเรือน ซึ่งต้องปฏิบัติดังนี้
๑. ดูทิศดี - ทิศร้าย
๒. ดูทำเลที่ปลูก
๓. ดูดินบริเวณที่สร้างบ้าน
๔. ดูวัน เดือน ปี ที่เหมาะจะปลูกบ้าน
๕. ดูสิ่งต่างๆที่สมควรปฏิบัติในบ้านเรือน ซึ่งถ้าปฏิบัติดีจะนำความดีมาให้ แต่ถ้าปฏิบัติไม่ดีจะนำความวิบัติมาสู่
๖. ดูการเลือกไม้เสาสำหรับการปลูกบ้าน
๗. ต้นไม้ต่างๆปลูกในบ้าน ให้ถูกตามทิศจะมีแต่สิริมงคล
บ้าน ชาวไทยมอญมักจะสร้างหันหน้าไปทางทิศเหนือ เพราะถือว่าในสมัยโบราณชาวไทยมอญอพยพถิ่นฐานมาจากทางเหนือ เมื่อย้ายเข้ามายังระลึกถึงถิ่นฐานเดิมจึงทำเช่นนั้น และเนื่องจากประเทศไทยมีแม่น้ำที่มีแนวทางจากเหนือ เมื่อปลูกบ้าน เมื่อปลูกบ้านขวางแม่น้ำโดยไม่มีทางเลือก จึงถูกเรียกว่า “มอญขวาง”
เมื่อสร้างบ้านชาวไทยมอญจะใช้กระเช้าประดับตกแต่งด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์แขวนไว้ตรงเสาทางเดียวกันว่าเป็นการทำขวัญผีเรือน
บ้าน คนไทยในสมัยก่อนจะปลูกเหมือนทรงไทย ภายในบ้านใช้ไม้แผ่นใหญ่อย่างดีปูพื้น หลังคาทำทรงต่างกันบ้างเล็กน้อย แต่ละหลังจะต้องมีกรงเหล็กที่บานหน้าต่างทุกบาน สันนิษฐานว่ามีการป้องกันไว้ไม่ให้บุตรสาวหรือสาวๆในบ้านหนีไปไหนหรือกันไม่ ให้พวกทาสหนีได้
เมื่อปลูกบ้านเสร็จแล้ว จะมีประเพณีขึ้นบ้านใหม่ ในการขึ้นบ้านใหม่ของชาวไทยมอญก็มีลักษณะคล้ายคนไทย แต่ส่วนใหญ่ยังมีความเชื่อเกี่ยวกับการเข้าสู่อาศัย ตามตำราได้กำหนดวันและวิธีเข้าอยู่บ้านใหม่ คือ
วันอาทิตย์ ก่
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 105
อนจะเข้าไปในบ้านใหม่ต้องเอาของมีค่าเข้าไปในบ้านก่อน
วันจันทร์ ต้องเอาเสื่อและหมอนเข้าไปก่อน
วันอังคาร ให้เอาเงินทองเข้าไปก่อน
วันพุธ ให้กินอาหารเสียก่อนแล้วจึงเข้าไปอยู่
วันพฤหัสบดี ต้องเอาเครื่องหอมและจุดโคมเข้าไปก่อน
วันศุกร์ พ่อแม่ต้องเข้าไปก่อน
วันเสาร์ ห้ามเข้าไปอยู่ในบ้านใหม่ไม่ดี

การแต่งกายของชาวมอญ
ในยามปกติ ชาวไทยด้วยกันอาจไม่ทราบเลยว่าคนที่นั่งโดยสารรถเ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 41
มล์คันเดียวกัน คนที่เรียนร่วมมหาวิทยาลัยเดียวกัน หรือแม้คนที่เดินจ่ายตลาดแห่งเดียวกันนั้นเป็นคนเชื้อสายมอญ ต่อเมื่อได้ไปเห็นร่วมพิธีมอญ การแต่งกายแบบมอญ จึงจะจำแนกเห็นความต่างได้
การ แต่งกายเป็นอีกปัจจัยหนึ่งในการบ่งบอกว่า คนเหล่านั้นมีสายใยทางวัฒนธรรมใด เพราะทุกวันนี้โอกาสที่ชาวมอญจะแต่งกาย ที่การแสดงออกถึงการเป็นมอญก็ต้องถึงวาระงานรวมกลุ่ม เช่นวันชาติมอญ ที่จัดโดยสมาคม ไทยรามัญ หรืองานประเพณี เช่น สงกรานต์ และการไปทำบุญที่วัดในวันสำคัญทางศาสนา
รูปแบบการแต่งกายของชาวมอญ ราชบุรี ชายนุ่งโสร่งลายตารางเส้นตัดสี่เหลี่ยมหลากสี เช่นพื้นสีเขียว หรือสีม่วง เส้นลายสีเหลือง เป็นต้น นุ่งลายคอกลม มีผ้าสไบหรือผ้าขาวม้าพาดไหล่ หากเป็นการพาดอย่างเป็นงานวิธีการ จะพาดโดยให้กึ่งกลางของผ้าอยู่บริเวณใต้อกหรือใต้ราวนมแล้วตวัดชายผ้าให้ไป คล้องที่ไหล่ซ้ายและขวา หญิงชาวมอญสวมผ้าถุง ยาวเกือบถึงตาตุ่ม มีลายเล็กละเอียด สวมเสื้อแขนกุด คอกลมรัดทรง สวมทับด้วยเสื้อแขนยาวทรงกระบอก ผ้าสีอ่อน เนื้อบาง แต่ก่อนนี้มีแบบแผนว่า ถ้าเป็นหญิงสาวยังโสด จะสวมเสื้อยาวถึงข้อมือ หากมีสามี จะใส่เสื้อแขนสามส่วน
ส่วนประกอบด้านการแต่งตัวอีกอย่างหนึ่ง คือการเกล้าผมมวย มวยผมแบบมอญจะรวบเกล้าไว้ด้านหลังเหนือท้ายทอย ใช้อุปกรณ์รูปทรงตัวยู เรียกว่า อะน่ดโซ่ก เสียบแทรงเข้าไปปอยผมที่เกล้าไว้ แล้วใช้อุปกรณ์อีกชิ้นหนึ่งเรียกว่า ฮะเหลี่ยงโซ่ก รูปทรงอย่างวงเล็บปีกกา เหน็บขัดผมกับอะน่ดโซ่
ก เพื่อกันไม่ให้ผมลุ่ยจากที่มวยไว้ แล้วนำดอกไม้ดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อก็ได้ มาเสียบแซมเพื่อสร้างความสวยงาม อุปกรณ์ประดับผมทั้งสองชิ้นนี้ นิยมทำด้วยเงิน
เมื่อเริ่มแต่งกายไปร่วม งานพิธีหรือไปทำบุญที่วัด หญิงชาวมอญนิยมพาดสไบไว้ที่ไหล่ด้วย หากอากาศเย็น สามารถใช้สไบเฉียงคลี่ห่มคลุมไหล่ได้

เครื่องใช้ประจำตัวของชาวมอญ
ชาวไทยมอญในสมัยโบราณ จะมีเครื่องประดับตกแต่งร่างกายหลายชนิด ซึ่ง ได้แก่
๑. กำไล ส่วนมาแป็นกำไลเงินสำหรับใส่ข้อเท้าของหญิง แต่ปัจจุบันไม่นิยมใช้ จะใช้สำหรับของนาคในพิธีบวชเท่านั้น
๒. เข็มขัด จะทำด้วยเงิน มักใช้เป็นเครื่องประดับของชายและหญิง
๓. ลูกปัด นำมาเป็นเครื่องประดับ ตกแต่งมักทำด้วยหินและแก้ว
๔. กระดูกสัตว์ จะนำมาทำเป็นกำไลข้อเท้า ซึ่งใช้เป็นเครื่องประดับได้อย่างหนึ่ง
๕. สำริด จะนำมาทำเป็นกำไลข้อเท้า
๖. ขมิ้น ดินสอพอง เป็นเครื่องประทินโฉม ของหญิงในสมัยโบราณ

เครื่องมือเครื่องใช้ของชาวมอญ
- ครกตำหมากทำด้วยไม้ ตะบันหมากทองเหลือง เชี่ยนหมากไม้ ทองเหลือง ไม้ปาดปูน
- กล่องยาเส้นสำหรับใส่ยาเส้น ใบตอง ใบยา
- คบเพลิง (เช่น ใบไม้ ขี้กบ ( ผสมเศษไม้จากการใสไม้ ) ดอกน้ำมันยางเอามาเป็นมัดเป็นดุ้นยาวมัดใช้เป็นเชื้อเพลิง ) ตะบันไฟ หินเหล็กไฟ เป็นเครื่องมือจุดไฟ
- ครก ( มีลักษณะเป็นอย่างหลุม สำหรับตำหรือโขลกด้วยสาก )
- กระจ่า จวักสำหรับคดข้าวหรือตักแกง ทำด้วยกะลาและไม้ มีด้ามถือ บางทีก็เรียกว่า”ตวัก”
- กระบุงเล็ก สำหรับใส่ของเล็กเช่น เครื่องยาหรือรากไม้ต่างๆ
- กระบุง เป็นภาชนะสำหรับใส่ผลิตผล เช่น ข้าวเปลือก ข้าวสาร ถั่ว งา ฯลฯ
- กระบวยภาชนะสำหรับตักน้ำดื่ม
- ทะนาน ภาชนะทำจากกะลามะพร้าว ใช้ตักข้าวสารหุง
- กรรไกรเหล็ก ใช้สำหรับตัดผม
- เตาเชิงกราน เตาหุงข้าวที่นิยมใช้ในครัวเรือน
- หม้อน้ำดินเผา สำหรับใส่น้ำดื่ม ทำจากดินเผา ฯลฯ



การทำบุญจองโอะฮตาน
ใน ช่วงเดือนมาฆะ หรือประมาณเดือนกุมภาพันธ์อากาศในสมัยอดีตยังคงหนาวเย็น ชาวมอญที่เลื่อมใสศรัทธาจึงรำลึกว่า ความหนาวไม่ปราณีผู้ใด รวมถึงพระสงฆ์องค์เจ้าที่พำนักอยู่ในวัดก็ย่อมเป็นทุกข์ เพราะความหนาวเย็นด้วย จึงเกิดศรัทธานำฟืนไปถวายพระในวัด จนเป็นประเพณีถวายฟืนแด่พระสงฆ์ เพื่อที่จะได้นำไปเป็นเชื้อเพลิงทั้งในการต้มน้ำร้อนฉัน ปรุงยา หรือก่อไฟผิงไล่ความหนาวเย็น ต่อมาจึงเหลือเป็นการสุมฟืนก่อไฟไล่หนาวถวายเป็นทาน ภาษามอญเรียกงานบุญนี้ว่า จองโอะฮตาน
จอง แปลว่า เผา หรือไฟให้ใหม้. โอะฮ ( คล้ายกับเปล่งเสียงว่า โอะ แล้วตามด้วยลมออกทางจมูก ) แปลว่า ฟืน ส่วนคำว่า ตาน หรือบางแห่งเขียนว่า ต่าน เป็นคำบาลีตรงกับคำว่าทาน หรือมอบให้ด้วยจิตที่สละแล้ว ด้วยเหตุนี้เมื่อแปลเป็นไทยจึงหมายถึงงานบุญเผาฟืนเป็นทาน
ก่อนวันมาฆะบูชา ชาวมอญจะจัดเตรียมไม้ฟืน
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 106
โดยตัดไม้ในป่าละเมาะขนาดข้อแขนหรตือขนาดที่กำ ถือได้เหมาะมือความยาวประมาณวาเศษ แต่โดยส่วนใหญ่จะเลือกใช้ไม้กระถินเพราะเมื่อเลาะเปลือกออกแล้ว เนื้อไม้จะมีสีขาว เวลานำขมิ้นที่โขลกมาไล้ตามท่อนไม้ จะช่วยขับให้ผิวไม้กลายเป็นสีเหลืองสด ผึ่งแดดหรือลมให้สีขมิ้นติดผิวไม้ฟืน
ก่อ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 42
นวันมาฆะบูชา ชาวมอญจะนำดอกไม้บรรดามีในท้องถิ่นเท่าที่จะหาได้ นำมาผูกมัดไว้ที่ปลายฟืนพร้อมกับธูป ๓ ดอก เทียน ๑ เล่ม และใบหญ้าคาแห้งอีกหนึ่งกำมือ ดอกไม้และธุปเทียน ใช้เป็นเครื่องบูชา ส่วนใบหญ้าคาใช้เป็นเชื้อไฟ ใช้เชือกมะนิลาผูก ๓ เปลาะ ที่ยอด กลาง และบริเวณโคลนฟืน ต่อจากนั้นจึงนำไปตั้งวางพิงกันไว้เป็นรูปกระโจมยอดแหลมในลานวัด ซึ่งกว่าจะถึงตอนเย็น ฟืนที่มีผู้ที่นำมาถวายก็จะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ เพราะบางครัวเรือนทำฟืนตามจำนวนสมาชิกในบ้าน
อีกสิ่งหนึ่งที่มักทำในช่วง งานบุญจองโอะฮตาน คือ การทำข้าวหลาม นับเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมเพราะฤดูนี้ชาวบ้านได้เสร็จจากธุระจากงานไร่นา มีข้าวขึ้นยุ้ง อีกทั้งนับเป็นช่วงข้าวใหม่ด้วย เมื่อนำข้าวใหม่มาทำข้าวหลาม ก็ยิ่งเพิ่มรสชาติได้ดียิ่งขึ้น ในอดีตทุกบ้านจึงพร้อมใจกันทำข้าวหลาม
วันรุ่งขึ้นก่อนฟ้าสาง ประมาณ ๔-๕ นาฬิกา ชาวมอญบ้านม่วงจะร่วมกันออกไปที่วัด นำอาหารเช่น ข้าวต้ม ข้าวปลาอาหาร และข้าวหลาม เตรียมไปถวายจังหันมื้อพิเศษ นำเสื่อปูลาดกับพื้นลานวัดเพื่อให้ผู้มาร่วมทำบุญได้นั่งรอเวลา ต่อจากนั้นมัคนายกจะจุดไฟเผาฟืนที่ทุกคนนำมาร่วมทำบุญให้ลุกไหม้โชน ครั้นฟืนสุกเป็นถ่านที่คุแดงจึงนิมนต์พระเณรทุกรูปมารับภัตตาหารเช้ามื้อ พิเศษ ท่ามกลางไออุ่นจากดวงไฟ
งานบุญนี้ เป็นการจัดขึ้นตอนเช้าตรู่ ดังนั้นลูกสาวบ้านใดที่มาวัดตอนที่พระกำลังเริ่มฉัน ก็จะถูกเหลียวมองจากชาวบ้านที่มาก่อน และได้รับการค่อนแคะว่าเป็นคนเกียจคร้าน ไม่เหมาะที่ชายใดจะหมายปองไว้เป็นภรรยา
ในอดีต ชาวมอญที่อำเภอโพธารามเคยมีงานบุญจองโอะฮตาน เช่นกัน แต่ไม่ได้จัดทำมาหลายปี ประเพณีนี้จึงเหลือเป็นเพียงแห่งเดียวในหมู่ชาวมอญราชบุรี

สำรับอาหารชาวมอญราชบุรี
ชาว มอญยังดำรงชีตอยู่ในต่างจังหวัด และเป็นแหล่งชุมชนที่มิใช่ชุมชนเมือง จะมีวิธีทำอาหารกันอย่างพื้นบ้าน คือมีต้ม แกง ปิ้ง ย่าง เป็นพื้น และทำเลที่ตั้งชุมชนมักไกล้แหล่งน้ำหรือริมแม่น้ำ อาหารส่นใหญ่จึงปรุงด้วยปลา เพราะเป็นสิ่งที่หาได้ง่าย ชาวมอญจึงไม่ใช่กลุ่มคนที่มี “เมนูพิสดาร” อยู่ในตำรับอาหาร แต่มักจะนำปลาชนิดต่างๆมาปรุงกับพืชผักท้องถิ่น
อาหารแบบมอญพื้นบ้านย่าน บ้านโป่ง โพธาราม นิยมออกไปทางรสเปรี้ยว หรือส้ม ผักผลไม้ที่นำมาปรุงแกงปลา ผลพุทรานาหรือพุทราขี้นกที่มักจะเกิดขึ้นเองตามหัวไร่ปลายนา นำเอาผลห่าม ( ไม่สุกมากหรือครึ่งสุกครึ่งดิบ ) มาทุบหรือโขลกพอแตก ประสมลงไปในแกงปลา รวมกับผักอื่นๆ ซึ่งพุทราจะให้รสเปรี้ยว แกงรสชาติแบบมอญพื้นบ้าน จึงเรียกให้น้ำลายสอเพราะความเปรี้ยวที่ลงตัว
ผักอย่างอื่นที่นำมาปรุงใน หม้อแกงมอญ เพื่อเพิ่มความเปรี้ยวคือ ยอดส้มป่อย ใบมะขามอ่อน ลูกมะส้าน ใบกระเจี๊ยบแดง โดยเลือกนำเอาใบเพสลาด (คือไม่อ่อนและไม่แก่จนเกินไป ) อย่างใดอย่างหนึ่ง
นอกจากผักที่คนไทยทั่วไปบริโภคกันแล้ว ชาวมอญยังนำผล มะตาดดิบมาทำอาหารอีกด้วย แกะฝาเปลือกหุ้มรอบขั้นนอกออก แล้วเฉือนเอาเฉพาะเนื้อมาทำแกง ชาวมอญนิยมบริโภคอาหารสมุนไพรหรืออาหารตามธรรมชาติ หรืออาหารยาในชีวิตประจำทุกวัน เช่นแกงผลมะตาด แกงขนุนอ่อน แกงบอน ข้าวแช่
วัฒนธรรม การบริโภคของชาวมอญราชบุรี ถือได้ว่ามีความเป็นมอญสูงเมื่อเปรียบเทียบกับชาวมอญถิ่นอื่นๆในอีกหลายท้อง ที่ของประเทศไทย เพราะหันไปนิยมอาหารประเภทผัด หรือทอดมากขึ้น
มอญทอผ้า
เรื่อง ราวของมอญทอผ้า อาจจะไม่เป็นที่คุ้นเคยมากนักทางสื่อต่างๆ เพราะกลุ่มชาติพันธ์อื่นๆ เช่นคนพวน คนไทยยวน และชาวไทยทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้สร้างชื่อเสียงเรื่องลือมากกว่า ในความเป็นจริงชาวมอญก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่รู้กรรมวิธีถักทอใยด้ายให้กลาย เป็นผืนผ้า เพราะในอดีตก่อนที่จะมีโรงงานทอผ้า กลุ่มชาติพันธ์ต่างๆก็เรียนรู้วิธีการทอผ้ากันมานานแล้ว มีในช่วงที่บ้านเมืองเจริญนี้เท่านั้น ที่ทำให้คนหลงลืมความรู้แบบบรรพชนที่สอนให้รู้จักการทอผ้า
ชาวมอญราชบุรี ยังมีความรู้เรื่องการทอผ้า และยังทำอยู่ตราบเท่าวันนี้อยู่ที่บ้านม่วง และเหลือเพียง ครัวเรือนเดียวเท่านั้น โดยรูปแบบการทอยังใช้ กี่ซัด คือเป็นเครื่องหูกที่กางไว้กับกี่ แล้วใช้มือซัดกระสวยไปมาทางขวา แทนการใช้กี่กระตุกซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นเมื่อภายหลัง
ผู้ทอผ้าชาวมอญ ยังคงใช้แปรงหวีเครือหูกที่ทำจากแกนของดอกเตยป่า ซึ่งการหวีผูกนี้ เพื่อไม่ให้เครือหูกพันกัน โดยการใช้แปรงแตะไขมะพร้า แล้วหวีไปตามแนวยาว รูปแบบเนื้อผ้าและลวดลายผ้าทอของชาวมอญ จึงยังคงเสน่ห์เดิมๆ แบบชาวบ้าน ไม่ได้แต่งลวดลายจากภายนอกให้เกินงาม
กล่าวกันของในหมู่ของชาวม
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 107
อญทั่วไป ต่างลงความเห็นว่ามอญราชบุรี ที่อำเภอบ้านโป่ง โดยเฉพาะที่บ้านม่วงและปริมณฑลโดยรอบวัดม่วงยังคงรักษาความป็นมอญไว้ได้มาก ไม่ว่าจะเป็นภาษาซึ่งยังคงเป็นผู้เฒ่าผู้แก้สื่อสารกันอยู่เสมอ อาหารมอญ และการทอผ้าประกอบกับ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 43
ชุมชนมอญราชบุรีในหลายท้องที่ ได้ตระหนักถึงบทบาทของชาวมอญราชบุรีในหลายท้องที่ ได้ตระหนักถึงบทบาทของชาวมอญ ได้ร่วมกันบริจาคทรัพย์และสิ่งของอันมีค่าไว้ให้เป็นสมบัติวัฒนธรรมในวัด ม่วง ผู้สนใจเรื่องศิลปะวัฒนธรรม ประเพณี พิธีกรรม และค่านิยมความเชื่อแบบมอญ สามารถเรียนรู้ไดจากชุมชนชาวมอญราชบุรี

ประวัติ อำเภอบ้านโป่ง
อำเภอบ้านโป่ง กับสภาพภูมิศาสตร์ ที่ตั้ง
อำเภอ บ้านโป่งอยู่ทางทิศเหนือของจังหวัดราชบุรีและที่ว่าการอำเภอบ้านโป่งตั้ง อยู่ถนนทรงพล ตำบลบ้านโป่ง (ในเขตเทศบาลเมืองอำเภอบ้านโป่ง) ระยะห่างจากจังหวัดราชบุรี ๔๒ กิโลเมตร มีทางหลวงแผ่นดิน ๒ สายผ่าน ชื่อทางหลงแผ่นดินสาย ๔ เพชรเกษม และทางหลวงแผ่นดิน สาย ๒๓๔ (บ้านโป่ง – กาญจนบุรี มีทางรถไฟผ่าน ๓ สาย คือ ทางรถไฟสายใต้ สาย หนองปลาดุก - สุพรรณบุรี และสาย หนองปลาดุก - กาญจนบุรี และมีแม่น้ำ สำคัญผ่าน ๑ สายคือ แม่น้ำแม่กลอง

พื้นที่ อำเภอบ้านโป่ง มีพื้นที่ทั้งหมด ๓๙๐ ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต ทิศเหนือ ติดต่อกับ อำเภอท่าม่วง อำเภอท่ามะกา จ.กาญจนบุรี อำเภอ กำแพงแสน จังหวัด นครปฐม
ทิศใต้ ติดต่อกับ อำเภอ โพธาราม จังหวัด ราชบุรี
ทิศตะวันออก ติดต่อกับ อำเภอ เมือง จังหวัด นครปฐม
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอ โพธาราม จังหวัดราชบุรี

สภาพ ภูมิประเทศ ส่วนใหญ่ เป็นที่ราบรุ่มเหมาสำหรับ ทำนา ทำสวน ทำไร่ มีป่า และภูเขาในท้องที่ ตำบล เขาขลุง มีแม่น้ำแม่กลองไหลผ่าน

สภาพ ภูมิอากาศ อากาศ โปร่งเย็น มี ๓ ฤดู คือ ฤดู ร้อน ฤดู หนาว และ ฤดูฝน และมีฝนชุกในระหว่าง เดือน สิงหาคม กันยายน ตุลาคม และจะแล้งมากในระหว่าง เดือน กุมภาพันธ์ มีนาคม และ เมษายน

ลำน้ำที่สำคัญ ลำน้ำที่เป็นประโยชน์ในด้านการเกษตร.. การคมนาคม..และการบริโภค คือ แม่น้ำ แม่กลอง เริ่มต้นจาก แควใหญ่ และแควน้อย มาบรรจบกันที่ตัวจังหวัดกาญจนบุรี ไหลผ่านท้องที่ อำเภอ บ้านโป่ง ที่ตำบลบัวขาว ตำบล ท่าผา ตำบล เบิกไพร ตำบลบ้านโป่ง ตำบล ปากแรต
ตำบล คุ้งพยอม ตำบล สวนกล้วย ตำบล นครชุมต์ และตำบล บ้านม่วง มีระยะประมาณ ๒๐ กิโลเมตร


ห้วย หนอง คลอง บึง มีเนื้อที่รวมแล้ว ประมาณ ๙๕๐ ไร่

ทรัพยากรธรรมชาติ คือ ลูกรัง หิน กรวด ทราย แร่ธาตุ

ประชากร และ สภาพ การปกครอง แบ่งเป็น ๒ ลักษณะ คือ การปกครองส่วน ภูมิภาค แบ่งออกเป็น ๑๕ ตำบล มีหมู่บ้าน ๑๖๕ หมู่บ้าน
และมีตำบล ดังนี้
๑. ตำบลสวนกล้วย
๒. ตำบลหนองกบ
๓. ตำบลหนองปลาหมอ
๔. ตำบลเขาขลุง
๕. ตำบลปากแรต
๖. ตำบลบัวขาว
๗. ตำบลท่าผา
๘. ตำบลนครชุมต์
๙. ตำบลดอนกระเบื้อง
๑๐. ตำบลคุ้งพยอม
๑๑. ตำบลเบิกไพร
๑๒. ตำบลหนองอ้อ
๑๓. ตำบลกรับใหญ่
๑๔. ตำบลบ้านม่วง
๑๕. ตำบลบ้านโป่ง
การปกครองส่วนท้องถิ่น แบ่งเป็น
- เทศบาล ๑ แห่ง คือ เทศบาลเมืองบ้านโป่ง
- สุขาภิบาล ๓ แห่ง คือ สุขาภิบาลท่าผา สุขาภิบาลกระจับ และสุขาภิบาลห้วยกระบอก
- มีสภาตำบล ๑๓ แห่ง
สภาพเศรษฐกิจ และ อาชีพ
- เกษตรกรรม ๘๐ %
- ทำนา ๔๐ %
- ทำไร่ ๔๐ %
- รับจ้าง ๑๒ %

- ค้าขาย ๒ %
- รับราชการหรือรัฐวิสาหกิจ ๒ %
- อื่นๆ ๔ %

การปศุสัตว์ เลี้ยงสุกร เป็ด ไก่ โค กระบือ ห่าน
การประมง เลี้ยงปลาตะเพียน กุ้งก้ามกราม ปลาดุก ปลาช่อน
การอุตสาหกรรม โรงสี ๖๗ แห่ง โรงเรื่อย ๔ แห่ง โรงงาน ๔๔๒ แห่ง
การพาณิชย์กรรม บริษัท ๒๕ แห่ง ห้างหุ้นส่วน ๓๐ แห่ง โรงแรม ๑๕ แห่ง โรงมหรสพ ๓ แห่ง

การศึกษา
- โรงเรียนกรมสามัญศึกษา ๔ แห่ง
- โรงเรียนประถมศึกษา ๕๖ แห่ง
- โรงเรียนเทศบาล ๓ แห่ง
- โรงเรียนราษฎร์ ๑๘ แห่ง

ศาสนา ประชาชนส่วนใหญ่นับถือ ศาสนสพุทธ
- วัดพุทธศาสนา ๕๕ แห่ง
- โบสถ์คริสต์ศาสนา ๑๐ แห่ง
- มัสยิด ๑ แห่ง

ศิลปวัฒนธรรม ศูนย์วัฒนธรรม อำเภอ ๑ แห่ง

ประวัติ และความเป็นมา แต่เดิมที่ตั้งของอำเภอบ้านโป่งเป็นอาณาเขตทวารวดีแต่โบราณ มีชาวอินเดีย และชาวเขมร มาตั้งหลักแหล่งทำมาหากินอยู่แถบนี้ ปรากฏตามหลักฐานว่าชาวอินเดียได้นำเอาชื่อเมืองมาตั้งชื่อในท้องถิ่นตะวัน ออก ของแม่น้ำแม่กลองและเป็นหมู่บ้านของตำบลท่าผา ในปัจจุบันนี้ ชื่อว่า หมู่บ้าน “ โกสินารายณ์ “ ตามจดหมายเหตุของราชบุรี ร. ศ ๑๑๖ กล่าวว่าอำเภอบ้านโป่งแต่เดิมตั้งอยู่ที่ตำบลท่าผา ต่อมา ร. ศ ๑๒๔ ร
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 44
ัฐบาลได้สร้างทางรถไฟสายใต้ขึ้น และเห็นว่า ถ้าหากอำเภออยู่ที่ท่าผาแล้ว การคมนาคมไม่สู้สะดวก จึงย้ายที่ว่าการอำเภอ มาตั้งที่ตำบลบ้านโป่ง เ
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 108
รียกว่า อำเภอบ้านโป่ง สืบถึงทุกวันนี้ บริเวณที่ตั้งอำเภอ บ้านโป่ง เดิมเป็นป่าโปร่ง สัตว์ชอบมาอาศัยและกินดินโป่ง ( เป็นดินที่มสีรสเค็ม ) โดยเฉพาะสัตว์พวกเรียงผา จะชอบมาก ตามตำนานเก่าแก่อ้างว่า คำว่า “บ้านโป่ง “ เดิมทีเรียกว่า “บ้านทับโป่ง” ซึ่งเล่ากันว่า มีกระท่อม หรือ บ้าน (ทับ) อยู่ข้างดินโป่ง แต่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า บ้านโป่ง เพราสะดวกและสั้นดี ต่อมาทางราชการได้เปลี่ยนชื่อเป็น อำเภอบ้านโป่งตามไปด้วน อำเภอ บ้านโป่ง เคยโอนไปอยู่กับ จังหวัด กาญจนบุรีครั้งหนึ่ง ระหว่าง สงครามมหาเอเชียบูรพา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๕ และโอนกลับมาจังหวัดราชบุรีตามเดิม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๙

สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์

๑. สระโกสินารายณ์
เป็น สระโบราณมีเนื้อที่กว้างขวางถึง ๕๐ ไร่ ครั้งหนึ่งเป็นที่เลื่องลือกันว่า น้ำในศักดิ์สิทธิ์มากสามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้นานัปการ ผู้คนจากทั่วสารทิศ จึงพากันมาตักน้ำอาบและดื่มกินในทางโบราณคดี สระโกสินารายณ์นี้ เป็นส่วนหนึ่งของเมืองโบราณ กรมศิลปากรเคยสำรวจพบคันดินแนวกำแพง เหลือ ๓ ด้าน แต่ละด้าน ยาวเกือบ ๑ กิโลเมตร ภายในเมืองมีการขุดสระไว้หลายสระ ชาวบ้านเรียกชื่อ ต่างๆกัน บางสระมีลำรางเล็กๆ ขุดไขน้ำจากแม่น้ำแม่กลองเข้ามา ส่วนสระโกสินารายณ์นี้ แม้ตั้งอยู่นอกเมือง แต่ก็ชิดกับกำแพงเมือง นอกจากนี้ที่เนินจอมปราสาทในอาณาบริเวณเมืองเก่า ยังขุดพบกรอบประตูและกลีบขนุนหินทรายแดง จึงสันนิษฐานว่า ตรงนั้นเคยเป็นพระปรางค์ใหญ่ ทั้งยังพบสิ่งต่างๆ อีกมาก ทั้งหมดเป็นศิลปะของสมัยลพบุรี แต่ที่สำคัญที่สุด คือ รูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร เปร่งรัศมีขนาดใหญ่ ทำด้วยหินปูนสีทรายแดงอีกอันหนึ่ง เข้าใจว่าป็นที่รองรับพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรองค์นั้น ของที่ขุดพบจากเมืองโบราณแห่งนี้เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร
สรโกสินารายณ์ ปัจจุบันเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวอำเภอ บ้านโป่ง เพราะมีต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นเรียงรายอยู่สองฟากถนนรอบสระ อยู่ในเขตตำบลท่าผา หลังโรงงานกระดาษ สยามคราฟท์ ไม่ห่างจากตัวอำเภอบ้านโป่งมากนัก



๒. ศาลเจ้าแม่เบิกไพร
ตั้ง อยู่ที่ตำบลเบิกไพร อำเภอบ้านโป่ง เป็นศาลศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เคารพสักการะของคนในท้องถิ่นและจังหวัดใกล้เคียง มาช้านาน แต่ไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดว่าสร้างขึ้นในสมัยใดนอกจากมีประวัติเล่าว่า ครั้นเมื่อ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสไทรโยค ได้เสด็จมาที่ศาลเจ้าแม่เบิกไพรนี้ถึง ๒ ครั้ง

๓. ค่ายหลวงบ้านโป่ง
เข้า ใจกันว่า เป็นค่ายที่สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นสถานที่ที่พระองค์เคยเสด็จไปประทับ และทรงนำเอากองเสือป่าไปพัก ชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียง เรียกกันเพียงสั้นๆว่า “ค่ายหลวงบ้านโป่ง” สภาพของค่ายเท่าที่ปรากฏอยู่ก็คือ สันเนินและแนวคู อยู่ในตัวอำเภอบ้านโป่ง ทางทิศเหนือมีอาณาเขต จากริมแม่น้ำแม่กลอง ไปถึงถนนสาย ๑๘ เนื่องจากค่ายแห่งนี้เป็นเพียงที่พักชั่วคราว สิ่งปลูกสร้างทั้งหลายจึงไม่ถาวรหลงเหลืออยู่จนถึงปัจจุบัน



ประวัติคุณปู่ มงคล สุดลาภา
ประวัติ คุณปู่ มงคล สุดลาภา
ประวัติ เป็น นายอำเภอ ปราณบุรี จ. ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2502
เป็น นายอำเภอ บางสะพาน จ. ประจวบคีรีขันธ์
เป็น นายอำเภอ ชะอำ จ. เพชรบุรี
เป็น นายอำเภอ ท่ายาง จ. เพชรบุรี
เป็น รองผู้ว่าราชการจังหวัด ศรีษะเกศ
เป็น นายกเทศมนตรี อำเภอ เมือง จ. กาญจนบุรี
เป็น ปลัดจังหวัดกาญจนบุรี
เป็น ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย


นาย มงคล สุดลาภา รูปสมัยเป็นนายกเทศมนตรี เมืองกาจนบุรี คนที่ 16

นายมงคล สุดลาภา1 ต.ค. 2516 - 27 พ.ย. 2517
นายกเทศมนตรีคนที่ 1 นายกเทศมนตรีคนที่ 2 นายกเทศมนตรีคนที่ 3 นายกเทศมนตรีคนที่ 4

ขุนหิรัญประศาสตร์ (กลม พัฒนมาศ)
พ.ศ. 2479 - พ.ศ. 2481
พ.ศ. 2494 - พ.ศ. 2499 สวัสดิ์ สาระศาสิน
พ.ศ. 2481 - พ.ศ. 2483 นายบุญผ่อง สิริเวชชะพันธุ์
พ.ศ. 2483 - พ.ศ. 2485
พ.ศ. 2489 - พ.ศ. 2492 นายนิยม สินค้าเจริญ
พ.ศ. 2485 - พ.ศ. 2489

นายกเทศมนตรีคนที่ 5 นายกเทศมนตรีคนที่ 6 นายกเทศมนตรีคนที่ 7 นายกเทศมนตรีคนที่ 8

นายชำนาญ พงษ์สวัสดิ์
พ.ศ. 2492
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 45
- พ.ศ. 2492 นายแผน สิริเวชชะพันธุ์
พ.ศ. 2492 --พ.ศ. 2494 นายสมาน บุญอารักษ์
พ.ศ. 2499 - พ.ศ. 2499 นายประทีป ประเสริฐกุล
พ.ศ. 2499 - พ.ศ. 2501

นายกเทศมนตรีคนที่ 9 นายกเทศมนตรีคนที่ 10 นายกเทศมนตรีคนที่ 11 นายกเทศมนตรีคนที่ 12

นายสมจิตต์ ราคา
พ.ศ. 2501 - พ.ศ. 2502 นายอมร บุญลิขิต
พ.ศ. 2502 - พ.ศ. 2503 ร.ต.ต.สะอาด สุจริตจันทร์
พ.ศ. 2503 - พ.ศ. 2504 นายเฉลย รุ่งสว่าง
พ.ศ. 2504 - 2504

นายกเทศมนตรีคนที่ 13 นายกเทศมนตรีคน
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 109
ที่ 14 นายกเทศมนตรีคนที่ 15 นายกเทศมนตรีคนที่ 16

นายสวัสดิ์ ตุลยสุวรรณ
พ.ศ. 2504 - พ.ศ. 2506 นายชัยทัต สุนทรพิพิธ
พ.ศ. 2506 - พ.ศ. 2511 ร.ต. สมจิตต์ เสตะพันธุ
พ.ศ. 2511 - พ.ศ. 2515
9 ม.ค. 2516 - 1 ต.ค. 251 นายมงคล สุดลาภา
1 ต.ค. 2516 - 27 พ.ย. 2517
นายกเทศมนตรีคนที่ 17
นายกเทศมนตรีคนที่ 18 นายกเทศมนตรีคนที่ 19 นายกเทศมนตรีคนที่ 20

นายนิทัศน์ ถนอมทรัพย์
27 พ.ย. 2517 - 28 พ.ย. 2538 นายประสิทธิ์ โอภาสทิพากร
28 พ.ย. 2538 - 10 ม.ค. 2546 นางสมบูรณ์ สาระศาลิน
10 ม.ค. 2543 - 2546 นายประสิทธิ์ โอภาสทิพากร
ปัจจุบัน


รคนปัจจุบันคนที่20ายชื่อ นายกเทศมนตรี เมืองกาญจนบุรี ตั้งแต่(อดีต)คนที่ 1 ถึง
นายมงคล สุดลาภา ผู้ก่อตั้งโรงเรียน เมืองปราณบุรี ต.ปราณบุรี อ.ปราณบุรี
จ. ประจวบคีรีขันธ์

ประวัติโรงเรียนเมืองปราณบุรี
โรงเรียน เมืองปราณบุรีตั้งอยู่เลขที่ 73 ตำบลปราณบุรี อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาแบบสหศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประจวบคีรีขันธ์เขต 2 เริ่มเปิดสอน ครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2502 โดยนายมงคล สุดลาภา นายอำเภอปราณบุรี เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งขึ้น ตาม คำสั่งที่ 5981/2502 ลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2502 ให้เปิดเป็นโรงเรียนวิสามัญตอนปลาย โดยใช้สถานที่ สโมสรข้าราชการอำเภอปราณบุรี เป็นสถานที่เรียนชั่วคราว มีนักเรียนทั้งหมด 25 คน เป็นชาย 14 คน หญิง 11 คน มีนายนิยม พุทธิเภษัช ศึกษาธิการอำเภอปราณบุรี ดำรงตำแหน่งผู้รักษาการ ครูใหญ่ และนายทันรุจิเลข ผู้ช่วยศึกษาธิการอำเภอเป็นครูผู้สอน ปี 20 - 70 2504 ได้รับบริจาคที่ดิน จำนวน 13 ไร่ 1 งาน 38 ตารางวา จากนายจรัส นิตยธรรมให้สร้างโรงเรียนเมืองปราณบุรี ปี 2508 ได้งบประมาณเพิ่มเติมซื้อที่ดิน จากนายจรัส นิตยธรรมจำนวน 12 ไร่ 1 งาน 42 ตารางวา รวมเป็นที่ดินทั้งหมด 25 ไร่ 2 งาน 42 ตารางวา


และประวัติของคุณลุง เชาวน์วัศ สุดลาภา ครั้งมีความผูกพันธ์ กับจังหวัด เพชรบุรี และจังหวัดสุพรรณบุรี และ จังหวัดราชบุรี



ประวัติการทำงานของพณฯ ท่านคุณลุง เชาวน์วัศ สุดลาภา

นาย เชาน์วัศ สุดลาภา เกิดวันที่ 1 มิถุนายา พ.ศ 2476
ที่อยู่กรุงเทพฯ เลขที่ 511/46 ถ. จรัลสนิทวงศ์ 37 เขต บางกอกน้อย จ. กรุงเทพฯ โทร 024123742
ที่อยู่ลพบุรี เลขที่ 155 ต.วังขนอนขว้าง อ.โคกสำโรง จ. ลพบุรี โทร 036441686
ภริยา ชื่อ นาง กมลทิพย์ สุดลาภา อดีต นางงาม ประจำจังหวัดสงขลา เมื่อ 50กว่าปีที่แล้ว
การศึกษา ปริญญาตรี และ ปริญญาโท มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
จบการศึกษา Diploma ทางรัฐประสาสน์ศาสตร์ กรุง บรอน์ประเทศเยอรมันนี
Diploma ทางรัฐประสาสน์ศาสตร์ กรุง เฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์
ปริญญาเอก กิตติมศักดิ์ จาก 2 มหาวิทยาลัย ในประเทศ สหรัฐอเมริกา
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ม ป.ช มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก
- สำนักเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร

ประวัติการ ทำงาน เคยดำรงตำแหน่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัด ลพบุรี 4 สมัย ใน ปี พ.ศ 2531 / 2535/1 / 2535/2 / 2538 และสอบได้ (ส.ส) ที่ 1 ทั้งสี่สมัย

ผู้ช่วยเลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปี 2507 - 2511
เลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปี 2515 - 2517
สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ วุฒิสมาชิก ปี 2515
ผู้ว่าราชการ จังหวัด พังงา ปี 2519 - 2520
ผู้ว่าราชการ จังหวัด ลพบุรี ปี 2520 -2522
ผู้ว่าราชการจังหวัด กรุงเทพมหานคร ปี 2522 -2524
ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 46
ปี 2524 - 2526
ผู้ว่าราชการ จังหวัด เพชรบุรี ปี 2527 - 2531
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัด ลพบุรี (สอบได้ที่ 1 ทั้ง 4 สมัย ซ้อน)
ประธานคณะกรรมการศึกษา ผู้แทนราษฎร ปี 2531 - 2535
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย 2 สมัย ปี 2533 – 2535 -2536
รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ปี 2535




ความเป็นมาความสัมพันธ์กันระหว่างพณฯ ท่านเชาวน์วัศ สุดลาภา

กับดร.วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์




วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ (Vongsak Swasdipanich)

ปัจจุบันเป็น ผู้ว่าราชการจังหวัด ราชบุรี2550
วงศ์ ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ (Vongsak Swasdipanich) ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย เกิด ๆ๒๗ มิถุนายน ๒๔๙๔ อายุ ๕๔ ปีเต็ม ภูมิลำเนาอำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด บุตรคนที่ ๕ ของเจริญ - ซิวเจียง สวัสดิ์พาณิชย์
อนันต์ สวัสดิ์พาณิชย์ พี่ชายคนโต ประกอบธุรกิจการเกษตรที่จังหวัดร้อยเอ็ด มนตรี สวัสดิ์พาณิชย์ พี่ชายคนรอง ประกอบธุรกิจน้ำแร่ดื่มที่จังหวัดร้อยเอ็ด ชูศรี ไวทยาวันศิริ พี่สาวคนที่สาม ประกอบธุรกิจเภสัชและกิจการโรงแรมที่จังหวัดนครราชสีมา รองศาสตราจารย์ ดร. สุวพงษ์ สวัสดิ์พาณิชย์ พี่ชายคนที่สี่ รองอธิการบ
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 110
ดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตสกลนคร เกรียงศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ น้องชาย นิติกรธนาคารกรุงเทพ จำกัด สำนักงานใหญ่ และมัชฌา นราสวัสดิ์ น้องสาวคนเล็ก ประกอบธุรกิจอะไหล่รถจักรยานยนต์ที่จังหวัดร้อยเอ็ด
การศึกษาชั้นประถม โรงเรียนบ้านอาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด มัธยมต้นโรงเรียนร้อยเอ็ดวิทยาลัย ออกไปเข้า ม.ศ. ๓ ที่วิทยาลัยบางแสน ตามคำแนะนำของญาติผู้ใหญ่ ดร. ก่อ สวัสดิ์พาณิชย์ บิดาของศิโรตม์ สวัสดิ์พาณิชย์ อธิบดีกรมสรรพากร และมัธยมปลายโรงเรียนจรัสสมรอนุศาสน์ ยานนาวา กรุงเทพฯ
เป็นน้องใหม่ภาค วิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปีการศึกษา ๒๕๑๓ เพราะอยากเป็นนายอำเภอ โดยมีอุดม พัวสกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูนเป็นเพื่อนร่วมรุ่น
เรียนแบบไม่หยุดพักทั้งภาค เล็กและภาคใหญ่ ย่นเวลาเหลือ ๓ ปี ทั้ง ๆ ที่อาจารย์เตือนว่าถ้าพลาดละก็เจ็บกว่าคนเรียน ๔ ปี แต่ก็ได้รัฐศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา ๒๕๑๕ รับพระราชทานปริญญาพร้อมรุ่นพี่ในปี ๒๕๑๖
๐ ๐ ๐
นั่ง รถไฟเข้ากรุงเทพฯ ไปพบเชาว์วัศน์ สุดลาภา เลขานุการจอมพล ประภาส จารุเสถียร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น เพื่อขอฝึกงานโดยไม่ต้องการเงินเดือน
เชาวน์วัศ สุดลาภา ชอบใจที่กล้าเดินเข้ามาหาทั้ง ๆ ที่ไม่เคยรู้จักกัน
แต่พรรคพวกพามาฝากเยอะ ก็เลยรับไว้ทั้งธรรมศาสตร์ จุฬาฯ และเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยละ ๑ คน ได้เป็นลูกจ้างชั่วคราวสมใจ
ทำได้ไม่กี่เดือนก็เกิดเหตุการณ์ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๑๖
ภารกิจ ที่ไม่เคยคิดมาก่อนในชีวิตคือพาเชาว์วัศน์ สุดลาภา หลีกลี้ผู้คนไปหลบภัยที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ ถนนราชดำเนิน โรงแรม ๙๙ บางลำภู โรงแรมพาร์ลิเมนท์ ถนนวิสุทธิกษัตริย์ และโรงแรมวงเวียน ๒๒ กรกฎาคม จนเงินหมด
เชาวน์วัศ สุดลาภา ให้นำแฟ้มบัญชีเจ้าหน้าที่มาเปิดดูว่ารู้จักใครที่ไว้ใจได้บ้าง แล้วโทรศัพท์บอกเขามาช่วยจ่ายเงินให้ที จากนั้นก็พาเชาน์วัศ สุดลาภา ไปส่งที่อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แล้วพาภริยาของเชาน์วัศ สุดลาภา ขึ้นรถไฟล่องใต้ไปส่งที่จังหวัดสงขลา ก่อนจะกลับมารายงานตัวที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) สวนรื่นฤดี พร้อมกับพันตำรวจเอก สุทิน เอมะพัฒน์ ช่วยราชการสำนักงานเลขานุการรัฐมนตรีในขณะนั้น
สามวันสามคืนในสวนรื่นฤดี ได้รับรู้เรื่องราวหลายอย่าง รวมทั้งการเจรจาของจอมพล ถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และนายทหารระดับสูง อาทิ พลเอก กฤษณ์ สีวะรา และพันเอก ณรงค์ กิตติขจร เป็นต้น
เด็กกว่าเขาเพื่อน จึงรับหน้าที่ให้บริการอาหารเครื่องดื่มแก่ผู้ใหญ่ใน กอ.รมน.
หลังหายตื่นเต้นจากเหตุการณ์ที่ค่อย ๆ สงบลง ก็นึกขึ้นได้ว่าไปสอบแข่งขันเป็นปลัดอำเภอเอาไว้
แวะไปดู จึงรู้ว่าติด
๑ พฤษภาคม ๒๕๑๘ ได้รับการบรรจุเป็นปลัดอำเภอตรี กิ่งอำเภอปทุมรัตน์ ร้อยเอ็ด จังหวัดบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง
ทำ งานได้ปีเดียว ผู้ว่าราชการจังหวัดแวะมาตรวจราชการแล้วเห็นหน่วยก้าน สั่งให้เข้ามาเป็นปลัดอำเภอตรี อำเภอเมืองร้อยเอ็ด พร้อมกับสอบได้ชั้นโท (เจ้าพนักงานปกครอง ๔)
๒๕๑๙ ศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านบริหารรัฐกิจที่ Kentucky State University (KSU), Frankfort, Kentucky สหรัฐฯ
๒๕๒๐ ได้ปริญญา Master of Public Affairs (Planning)
บินกลับมาประจำกองการศึกษาประชาบาล จนกระทั่งสอบได้ระดับ ๕
กันยายน ๒๕๒๒ ย
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 47
้ายไปเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน ๕ สำนักงานจังหวัดเลย ปีถัดมาย้ายไปลงตำแหน่งเดียวกันที่จังหวัดพิจิตร
ธันวาคม ๒๕๒๕ ย้ายไปเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน จังหวัดศรีสะเกษ หลังสอบได้ระดับ ๖
อยู่ศรีสะเกษ ๕ ปีเต็ม จึงได้ย้ายไปรักษาการหัวหน้าฝ่ายแผนและโครงการ จังหวัดอุบลราชธานี
ตุลาคม ๒๕๓๓ ได้รับแต่งตั้งให้รักษาการหัวหน้าสำนักงานจังหวัดอุบลราชธานี หลังสอบได้ระดับ ๗
เพียงปีเดียวก็สอบได้ระดับ ๘
ธันวาคม ๒๕๓๔ ได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าสำนักงานจังหวัดมุกดาหาร (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน ๘)
จากนั้น เข้ารับการอบรมหลักสูตรนักบริหารมหาดไทย ระดับ ๘ สถาบันดำรงราชานุภาพ ๔๕ วัน
เมื่อ ชนะศักดิ์ ยุวบูรณ์ ย้ายไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้ทำเรื่องขอผู้จบปริญญาโทจากต่างประเทศมาเป็นหัวหน้าสำนักงานจังหวัดเพื่อ ช่วยงาน SEA Games ซึ่งเชียงใหม่เป็นเจ้าภาพ
กระทรวงฯ ส่งชื่อมาให้ ๒ คน แต่คนแรกขออยู่ที่เก่า หัวหน้าสำนักงานจังหวัดเชียงใหม่จึงกลายเป็นวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์
ยังไม่ทันจะเดินทางไป อารีย์ วงศ์อารยะ ปลัดกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้นโทรศัพท์มาหา บอกว่าคงจะไม่ได้ไปเชียงใหม่แล้วละ
ไม่เป็นไร เพราะก็ไม่อยากไปอยู่แล้ว
หัว หน้าสำนักงานจังหวัดเชียงใหม่ตัวจริงไม่ใช่ใครที่ไหน พระนาย สุวรรณรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นนายอำเภออมก๋อยในขณะนั้น
เมษายน ๒๕๓๕ ได้รับคำสั่งใหม่ให้มาเป็นหัวหน้าสำนักงานจังหวัดสมุทรปราการ
แต่คนเก่าขออยู่ต่อ
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 111
ในขณะที่คนใหม่ก็ไม่สมัครใจจะไป จึงไม่ได้ไปทั้งเชียงใหม่และสมุทรปราการทั้ง ๆ ที่คำสั่งออกมาแล้ว
สรุปแล้วได้อยู่ที่เดิม คือ มุกดาหาร
ตุลาคม ๒๕๓๖ ย้ายไปเป็น หัวหน้าสำนักงานจังหวัดขอนแก่น
๐ ๐ ๐
เมื่อกระทรวงมหาดไทยปรับโครงสร้างภายในแยก 'ฝ่ายแผนพัฒนาจังหวัด' ออกจาก 'สำนักนโยบายและแผน' แล้วยกขึ้นเป็นหน่วยงานระดับกอง
ชนะ ศักดิ์ ยุวบูรณ์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นึกถึงคนที่เคยขอไปช่วยงาน SEA Games แล้วไม่ได้มาทำงานด้วยกันเมื่อครั้งยังเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ หนนี้คงไม่มีปัญหา
พฤศจิกายน ๒๕๓๗ จึงได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการกองแผนพัฒนาจังหวัด สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย คนแรก
คน ในกระทรวงมหาดไทยด้วยกันไม่ได้หมายความว่าจะมีโอกาสเติบโตหรือได้รับการ พิจารณาให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดถ้าไม่ผ่านการเป็นปลัดอำเภอ นายอำเภอ ปลัดจังหวัด และรองผู้ว่าราชการจังหวัด ก็ยากที่จะได้ขึ้นเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด เช่น ข้าราชการมหาดไทยระดับ ๔ - ๕ ถ้าโอนมาจากสายปกครองแล้ว โอกาสในการเข้าโรงเรียนนายอำเภอจะน้อยลง
เมื่อไม่ได้เรียนก็ไม่ได้เป็นนายอำเภอ
แต่ ถ้าได้เป็นผู้อำนวยการกอง ในสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยแล้ว ยังมีโอกาสที่จะได้รับการพิจารณาแต่งตั้งเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัด เส้นทางไปสู่การเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดจึงไม่ถึงกับตีบตัน ผนวกกับการปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนมาตลอด เงินเดือนที่ได้รับก็สูงเต็มขั้น ผลงานใหม่ก็ได้ใช้ความรู้ด้านการวางแผนที่ได้ร่ำเรียนมา
ตุลาคม ๒๕๓๙ จึงได้รับแต่งตั้งเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี โดยไม่ผ่านการเป็นนายอำเภอและปลัดจังหวัด ขณะมีอายุน้อยที่สุดในบรรดาคนเป็นรองผู้ว่าฯ ด้วยกัน โดยไม่เคยวิ่งเต้นให้ได้มาซึ่งตำแหน่ง
จากนั้น กลับไปเข้ารับการอบรมหลักสูตรนักบริหารมหาดไทย ระดับ ๙ สถาบันดำรงราชานุภาพ นาน ๖ เดือนเต็ม จึงกลับมาทำงานต่อ
แม้ ยังไม่มีอำนาจเต็มเหมือนผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ก็หนีไม่พ้นการใช้หลักนักบริหาร (องค์กร) นักพัฒนา (โครงการ) และนักปกครอง (คน) ขาดไปหลักใดหลักหนึ่งก็ไม่ได้
งานที่ได้รับมอบหมายจาก พลากร สุวรรณรัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานีในขณะนั้น คือการจัดตั้งเขตอุตสาหกรรม อันทำให้ปัตตานีเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีโรงงานด้านอุตสาหกรรมการเกษตรขนาด ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ อาทิ โรงงานปลากระป๋อง โรงงานปลาป่น โรงงานอาหารสัตว์ เป็นต้น
อีกงานหนึ่งคือคือโครงการจัดตั้งธนาคารอิสลาม (Islamic Bank)
และ ที่ได้รับมอบหมายเป็นพิเศษคือการเป็นตัวแทนผู้ว่าราชการจังหวัดใน ๔ จังหวัดภาคใต้เข้าร่วมประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และมาเลเซีย
เนื่องจากจังหวัดภูเก็ตมีเป้าหมายในการเป็นเมือง หน้าต่างโลก พีระพงศ์ จำนงเฉลิมฉัตร ผู้ว่าราชการจังหวัดในขณะนั้นจึงทำเรื่องขอตัว เพราะเห็นศักยภาพที่ปัตตานี
ตุลาคม ๒๕๔๐ ย้ายไปดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต โดยมีชาวไทยมุสลิม ๗ คันรถ ตามมาส่งถึงตัวเกาะ
๐ ๐ ๐
ที่ ภูเก็ต รับผิดชอบงานด้านเศรษฐกิจ โดยมีภารกิจหลักพัฒนาการท่องเที่ยว ซึ่งช่วงนั้นมีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเต็มที่ จนไม่ทันกับการดูแลรักษา
แต่ก็ไม่ง่ายในการจัดระเบียบ เพราะ 'ผลประโยชน์' คืออุปสรรคสำคัญ โดยเฉพาะป่าตอง
'สารสนเทศ' คือ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 48
หัวใจสำคัญในการบริหารจัดการ
หลังตามเก็บรายชื่อชาวบ้านร้านถิ่นมาแยกเป็นหมวดหมู่จนรู้ใครเป็นใคร และรู้ต่อไปถึงอิทธิพลที่มีผลทั้งทางบวกและลบต่อการจัดระเบียบ
ผล พวงจากการจัดทำสารสนเทศ ทำให้เห็นภาพด้านประชากรศาสตร์อย่างชัดเจนของคนภูเก็ต จึงมีโอกาสได้เชื่อมโยงคนไทยมุสลิมซึ่งมีอยู่ร้อยละ ๓๕ มาช่วยกันพัฒนาภูเก็ต
และหลังการเดินเท้าย่ำป่าตอง ยังทำให้รู้ว่าหนึ่งในกลุ่มผู้สร้างปัญหาจุ๊ก ๆ จิ๊ก ๆ ไม่ใช่ใครที่ไหน พวกแผงหลัก แผงลอย รถเข็น และคานหาบ เร่ขายตำบักหุ่ง (ใส่หรือไม่ใส่ปลาแดกก็แล้วแต่) ไปจนถึงรถสองแถว และนวดโบราณทั้งที่อยู่ในตึกและริมชายหาด
พอได้ยินเขาส่งเสียง ก็รู้ว่าไม่ใช่ใครที่ไหน จัดแจงส่งภาษาเดียวกัน
ป่า ตองค่อย ๆ มีระเบียบขึ้นโดยลำดับหลังหลังเปลี่ยนผู้ว่าราชการจังหวัดอีก ๒ คน คือ พงศ์โพยม วาศภูติ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาในปัจจุบัน และชาญชัย สุนทรมัฏฐ์ รองปลัดกระทรวงฯ ฝ่ายความมั่นคงในปัจจุบัน
เป็นรองผู้ว่าฯ ภูเก็ตครบ ๔ ปี แต่เปลี่ยนผู้ว่าฯ ปีละคน
ตุลาคม ๒๕๔๔ ย้ายไปเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง พร้อมกับเข้าศึกษาที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปรอ. ๔๔๑๔) เป็นเวลา ๑ ปีเต็ม
เพื่อน ร่วมรุ่นที่กำลังขั้วตำแหน่งใหม่ในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ อาทิ พลเรือเอก สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ว่าที่ผู้บัญชาการทหารเรือ พลเรือเอก วิชัย ยุวนางกูร ว่าที่รองผู้บัญชาการทหารเรือ พลเรือเอก นพพร อาชวาคม ว่าที่ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ พลเอก พรชัย กรานเลิศ ว่าที่ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก พลอากาศเอก พรชั
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 112
ย รามโกมุท ว่าที่ผู้บัญชาการกองบัญชาการสนับสนุนทหารอากาศ พลตำรวจโท ชลอ ชูวงษ์ และพลตำรวจโท วิโรจน์ พหลเวชช์ ว่าที่ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นต้น
ส่วนเพื่อนร่วมรุ่นที่มาจากกระทรวงเดียวกัน ได้แก่ เจตน์ ธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น พระนาย สุวรรณรัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี วิชม ทองสงค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ปรีชา บุตรศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ เมฆินทร์ เมธาวิกูล ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ปานชัย บวรรัตนปราน ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร และสุธี มากบุญ ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร
๐ ๐ ๐
๑ ตุลาคม ๒๕๔๕ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย หลังจบ วปอ.
'หนองคาย' จังหวัดชายแดนติดแม่น้ำโขงได้ชื่อว่าน่าอยู่อันดับ ๗ ของโลก เป็นดินแดนชุ่มน้ำอันดับ ๑,๐๙๘ ของโลก เป็นเมืองที่มีนักบวชและนักพรตมากที่สุดในเอเชีย และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยยังจัดให้เป็น ๑ ใน ๕ จังหวัดที่น่าอาศัยระยะยาวอีกด้วย
ฟังแล้วน่าชื่นชม แต่ไม่มีอะไรในกอไผ่ที่จะผลักดันให้คนต่างถิ่นหรือต่างชาติอยากมาเที่ยวและ ลงทุนเพื่อให้คนหนองคายมีรายได้ดีขึ้น ขณะที่บางคนในภาครัฐกลับทำงานผิดช่องทาง
ประสบการณ์จากการเป็นหัวหน้าสำนักงานจังหวัดและรองผู้ว่าราชการจังหวัดช่วยให้ไม่ต้องเสียเวลาเริ่มต้นเท่าใดนัก
ข้อมูล ข่าวสารที่ถูกต้องเป็นเรื่องสำคัญ ระยะแรกจึงต้องอาศัย Honda, Silver Shadow คันใหญ่ ขับตระเวณเข้าไปตรวจพื้นที่ทุกสัปดาห์ ล้มเมื่อใดไม่ต้องยก เพราะมอเตอร์ไซค์หนักกว่าท่านผู้ว่าฯ ร่างเล็กหลายร้อยกิโลกรัม
จากนั้น จัดประชุมนายอำเภอให้ถี่ขึ้น เพื่อเร่งนโยบายของรัฐที่ได้นำมาขยายเป็นแผนปฏิบัติการให้บังเกิดผลเป็น รูปธรรม โดยชี้ให้เห็นว่า ช่องทางนี้นอกจากจะช่วยชาวบ้านให้อยู่ดีกินดีแล้ว ยังสนองนโยบายจากส่วนกลางอันเป็นผลงานที่ชอบธรรมอีกด้วย
และเพื่อให้เรื่องที่คนชื่นชมมีความเป็นไปได้จริง โครงการเรารักหนองคายจึงเกิดขึ้น
แต่ถ้าภายในไม่พร้อมก็ยากที่จะรุกออกไปภายนอกได้ดี จึงเริ่มต้นที่การทำภายในให้สะอาดทั้งด้าน 'รูปธรรม' และ 'นามธรรม'
เริ่ม จากรณรงค์ให้ 'หนองคายไร้ขยะ' ด้วยการจัดให้มีวัน 'เรารักหนองคาย' โดยส่วนราชการภูมิภาค ท้องถิ่น และชาวบ้าน มาคุยกัน ในที่สุดก็ออกมาเป็นทุกวันพุธที่สองและสี่ของเดือน ทั้ง ๑๗ เทศบาลเล็กใหญ่ และ ๑๑๑ องค์การบริหารส่วนตำบล ตลอดจนชาวบ้าน ยกขบวนกันออกมาทำความสะอาดหนองคายทั้งจังหวัด ทำมาแล้วตั้งแต่ต้นปี ๒๕๔๕ จนถึงวันนี้
ต่อไปเป็นเรื่องของการบริหารจัดการ วัฒนธรรม จริยธรรม และระเบียบวินัย
ข้าราชการ
นับ ว่าท้าทายในการผลักดันให้มีธรรมบริหาร (Good Governance) แผนส่งเสริมการทำงานด้วยความ 'จริงใจ จริงจัง และโปร่งใส' จึงเกิดขึ้น โดยจัดตั้งคณะทำงานด้านยุทธศาสตร์ (CEO Staff) ของผู้ว่าราชการจังหวัด ประกอบด้วยหัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์ของกระทรวงต่าง ๆ ที่มาประจำอยู่ในจังหวัด แล้วจัดให้มีการประชุมกันทุกวันอังคารและพฤหัสบดี และจัดอบรมข้าราชการให้เข้าใจเรื่อง 'ธรรมบริหาร'
ชาวบ้าน
มีการจัด ตั้งตัวแทนประชาชน ๗ คนนอกล้วน ๆ มาจากชาวไทยเชื้อสายญวน ต้นตระกูลเก่า ณ หนองคาย มหาวิทยาลัยขอนแก่น วิทยาเขตหนองคาย ประชาคม ผู้นำลูกเสือชาวบ้าน องค์กรพัฒนาเอกชน และประชาชนในอำเภอเมือง เ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 49
พื่อให้ข้อคิดเห็นและเสนอแนะแก่ผู้ว่าฯ
เด็กและเยาวชน
แผน งาน 'คุณครูผู้ว่าฯ' ซึ่งวัยรุ่นฮือฮาเมื่อเห็น 'ผู้ใหญ่แนว' สวมบทครูสัญจร ขี่มอเตอร์ไซค์ตะลอนสอนหนังสือนักเรียนมัธยม โดยเฉพาะวัยรุ่นเป็นกลุ่มเป้าหมายพิเศษ จากนั้นนำเด็กนักเรียนที่อยู่ชนบทรอบนอกทยอยกันเข้ามาพบผู้ว่าฯ ต่อด้วยทัศนศึกษาในเมือง ในทางกลับกันก็ส่งนักเรียนในเมืองไปทัศนศึกษาชนบทที่ห่างไกล แต่ไม่ลืมอุปกรณ์การเรียนการสอนและเครื่องมือที่จะช่วยให้นักเรียนทำกิจกรรม ได้ แผนงานพัฒนาห้องเรียนคอมพิวเตอร์ แผนงานห้องเรียนศิลปะ และแผนงานลานกีฬาเอนกประสงค์ จึงทยอยออกมารองรับ โดยเฉพาะทุนการศึกษาเด็กนักเรียนที่ด้อยโอกาส ซึ่งเงินส่วนหนึ่งมาจากเพื่อนร่วมรุ่น วปรอ. ๔๔๑๔ นี่แหละ
๐ ๐ ๐
เมื่อ ภายในสะอาด อบอุ่น และมีความพร้อมระดับหนึ่ง จึงเริ่มงานเชิงรุก อันได้แก่ การพัฒนาจังหวัดหนองคายในด้านนิเวศ เกษตรอุตสาหกรรม การค้าชายแดน และท่องเที่ยว
ด้านนิเวศ
หนองคายมีพื้นที่ติดแม่น้ำโขง ๓๓๐ กิโลเมตร แต่ละปีหน้าดินถูกน้ำเซาะหายไป ๒ เมตร ปล่อยต่อไปอีกไม่ได้แล้ว จึงทำการศึกษาจุดที่อ่อนไหว ส่วนไหนที่พังทลายมากก็สร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งเป็นจุด ๆ ไป ได้งบเพิ่มเติมมาเมื่อใดก็ทยอยทำตามแผนที่ได้ศึกษาไว้
ด้านเกษตรอุตสาหกรรม
นอก จากการส่งเสริมสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (One Tambon One Product: OTOP) ที่ประกวดประขันกันทุกจังหวัดแล้ว คือการใช้จุดเด่นของจังหวัดในด้านภูมิศาสตร์ พัฒนาให้หนองคายเป็นครัวโลกด้านผักผลไม้ที่ปลูกได้ทุกชนิด ตลอดจนการปลูกพืชสมุน
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 113
ไพรและสวนพฤกษชาติ ควบคู่กับเป้าหมายในการตั้งโรงงานปุ๋ยอินทรีย์ ๖ แห่ง เพื่อใช้ในการส่งเสริมแผนงานนี้ โดยเฉพาะยางพาราซึ่งหนองคายมีพื้นที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือถึง ๒๕๐,๐๐๐ ไร่
การค้าชายแดน
แม้หนองคายเป็นเมืองชายแดน แต่ที่ผ่านมามีแต่หันหน้าหากรุงเทพฯ หันหลังให้ต่างประเทศ น่าจะไปลาวและจีนตอนใต้อีกทางหนึ่ง จึงตั้งคณะทำงานชายแดน ฝ่ายไทยมี ๗ คน มาจากหัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์ ตำรวจ ทหาร เกษตรฯ ศึกษาฯ พาณิชย์ และสำนักงานจังหวัด ฝ่ายลาวอีก ๗ คน รวมเป็น ๑๔ คน ให้ความสำคัญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ต้องมาก่อน เมื่อชอบพอกันแล้ว เรื่องอื่น ๆ ก็พูดกันได้ ถัดไปเป็นเรื่องความปลอดภัย ความมั่นคง ยาเสพติด แรงงานต่างด้าว และการค้าขาย ส่วนแผนงานสำคัญในเรื่องการค้าชายแดน คือ การจัดตั้งเขตปลอดอากร จัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษอุดรธานี-หนองคาย-เวียงจันทน์ จัดหาพื้นที่ตรวจสินค้าแห่งใหม่ของด่านศุลกากร และจัดสร้างด่านพรมแดนพร้อมท่าเทียบเรือแพขนานยนต์ที่อำเภอบึงกาฬ
การท่องเที่ยว
งาน ใหญ่คือการจับมือกับ ดร. จิตสันติ ธนะโสภณ ผู้ว่าการ การรถไฟแห่งประเทศไทย ใช้บริเวณสถานีรถไฟเก่าก่อสร้างพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำจืด (Aquarium) มูลค่า ๓๓๗ ล้านบาท เพื่ออนุรักษ์พันธุ์ปลาในแม่น้ำโขงที่เหลืออยู่ ๕๘๐ สายพันธุ์ ไม่ให้หดหาย คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี ๒๕๕๐
อีกงานหนึ่งเป็นการก่อสร้าง ศูนย์ OTOP เพื่อเป็นแหล่งกลางในการเผยแพร่และจำหน่ายสินค้าทุกตำบลของจังหวัดฯ และ ASEAN ข้างศาลากลาง เนื้อที่ ๕ ไร่ มีทั้งสินค้าบ้านเรา สินค้าบ้านเขา คือ จีน และสิบสองปันนา มูลค่ากว่า ๔๐ ล้านบาท
ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้คน ต่างชาติและต่างถิ่นได้สัมผัสวิถีชีวิตแบบไทย ๆ ของชาวหนองคายด้วยการพัฒนาที่พักในบ้าน (Home stay) กระจายไปทั่วอำเภอที่อยู่ริมแม่น้ำโขง เพื่อบริการนักท่องเที่ยวที่นิยมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
และที่ถึง ขั้นผลิตคู่มือกันเลยก็คือ ส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างหนองคายกับเวียงจันทน์ แบบว่า มา ๑ จังหวัด ได้เที่ยว ๒ ประเทศ ทำนองนั้น
๐ ๐ ๐
ทั้งหมดที่ว่ามานี้ ประเด็นอยู่ที่การสื่อสารให้ทุกฝ่ายได้รับรู้ข่าวสาร เข้าใจ ยอมรับ และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือ
ที่ นี่ใช้วิธีการสื่อสารค่อนข้างหลากหลาย ทั้งระดับบุคคล ระดับกลุ่ม ไปจนถึงระดับมวลชน มีทั้งที่ผู้ว่าฯ เข้าไปหา และยกขบวนกันมาพบ ตลอดจนการสื่อสารที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ
ทุกเช้าวันเสาร์หลัง รายการ 'นายกฯ พบประชาชน' ที่หนองคายมีรายการ 'บ้านเมืองน่าอยู่' ทางวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย FM ๙๐.๕ เมกะเฮิรตซ์ เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๐.๐๐ น. ผู้ว่าฯ วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ พูดใส่ไมโครโฟนคุยกับชาวบ้านให้ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร มีการบอกเล่าเก้าสิบ พร้อมเปิดสายท้ายรายการให้สอบถามและร้องเรียนอีกด้วย
ทุกครั้งเมื่อกลับ จากประชุมที่กรุงเทพฯ วันรุ่งขึ้น หัวหน้าส่วนราชการและนายอำเภอจะรับรู้เรื่องราวที่ไปประชุมมา วันถัดไป กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์การบริหารส่วนตำบล จะรับรู้ข่าวสารผ่านหัวหน้าส่วนราชการและนายอำเภอ และวันที่สาม ประชาชนในแต่ละท้องถิ่นจะรับรู้ข่าวสารจากกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์การบริหารส่วนตำบล
แล้วยังเปิด 'สภากาแฟ' อีกเดือนละ ๒ ครั้ง เวลา ๐๗.๐๐ - ๐๘.๓๐ น. ให้หัวหน้าส่วนราชการ ส่วนท้องถิ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 50
่น และภาคเอกชน ได้แสดงความคิดเห็นร่วมกัน นอกเหนือจากวารสาร 'เรารักหนองคาย' รายเดือน และแผ่นพับต่าง ๆ มากมาย ฯลฯ
ไม่มีท้องที่ใดปราศจากอิทธิพล แต่เมื่อคนหลายฝ่ายในท้องที่นั้นสามารถเข้าถึงกัน โดยมีเวทีให้พบปะพูดจากัน ความกดดันถ้ามีก็จะน้อยลง
เครือข่ายภาคประชาชนที่มีความพร้อมด้านข้อมูลข่าวสารยังช่วยให้การปฏิบัติงานภาครัฐเกิด 'ธรรมบริหาร' อีกทางหนึ่งด้วย
ที่ นี่มีรายชื่อผู้ยากจนในบัญชีกว่า ๘,๐๐๐ คน ฝันของผู้ว่าฯ วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ คือ ศูนย์กลางด้านการค้าและบันเทิงมูลค่ากว่า ๔,๐๐๐ ล้านบาท ที่ภาคเอกชนให้ความสนใจเพราะอยู่ใกล้ลาว ถ้าเกิดขึ้นจริงเมื่อใด แทบจะล้างบัญชียากจน เพราะคนมีงานทำกันทั่วถ้วน
๐ ๐ ๐
ชีวิตส่วนตัว สมรสกับวิไลพร วิรัตน์จันทร์ อดีตพนักงานสาขาอำเภอเกษตรวิสัย ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อ ๑๗ มีนาคม ๒๕๑๘
เบญจพล สวัสดิ์พาณิชย์ บุตรคนโต อายุ ๒๓ ปี ภาควิชาโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ปีสุดท้าย
เบญจรงค์ สวัสดิ์พาณิชย์ บุตรคนเล็ก อายุ ๑๘ ปี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปี ๒
ข้อคิดที่ วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ เขียนไว้ในทำเนียบรุ่น วปรอ. ๔๔๑๔ ก็คือ ...
"จะเก่ง จะดี จะชั่ว อยู่ที่ตัวสร้างขึ้นมาเอง"

บรรดาพ่อค้าแม่ขายครั้นรู้ว่ารองผู้ว่าฯ ผูกเสี่ยวกัน ก็ดีใจ ให้ความเคารพนับถือ
เมื่อเป็นพวกเดียวกันแล้ว "ทำแบบนี้ต่อไปไม่ได้ มาอยู่ที่นี่ต้องไว้หน้าพ่อ" รองผู้ว่าฯ คนร้อยเอ็ดขอกันตรง ๆ<br< td=""></br<>
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 114
>จากนั้น จัดแจงรวมกลุ่มตั้งชมรมชาวอีสานในจังหวัดภูเก็ต หลังอยู่ที่นี่ได้ ๑ ปี อันเป็นช่วงที่จเด็จ อินสว่าง มาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดแทนพีระพงศ์ จำนงเฉลิมฉัตร
แล้วรับเป็นประธานชมรมฯ คนแรก อันทำให้รู้ว่าที่นี่มีชาวอีสานกว่า ๒๐,๐๐๐ คน
สมมติเล่น ๆ ถ้าทุกคนโอนทะเบียนบ้านไปอยู่ภูเก็ตเมื่อใด มีโอกาสเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้แล้ว ๑ คน
โดย: teapatyost341455@hotmail.com [19 มี.ค. 51 20:48> ( IP A:61.7.191.119 X: )
ความคิดเห็นที่ 51
อำเภอ บ้านโป่ง
เป็น อำเภอ ที่ ถูกขนานนามเรียกว่าเป็น (เมืองคนงาม) (คุณแม่เป็นชาว ไทย – รามัญ) แห่งเมืองคนงาม ต้นสกุล (ติเยาว์) มาช้านานแล้ว และจังหวัดราชบุรี ก็เป็นจังหวัดที่มีเขตการติดต่อกับจังหวัดเพชรบุรี เมื่อสมัยก่อนนั้นคุณปู่เคยเป็นนายอำเภออยู่ที่ อำเภอ ท่ายาง จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ และ คุณลุง ก็เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัด เพชรบุรี เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๗ – ๒๕๓๑ คือ คุณลุง เชาวน์วัศ สุดลาภา คือหลังจากคุณลุงเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด กรุงเทพมหานคร เมื่อ ปี ๒๕๒๒ – ๒๕๒๔ และเป็นผู้ว่าราราชการจังหวัดลพบุรี เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๐ – ๒๕๒๒ และคุณลุงก็เป็น (ส.ส) ๔ สมัย และสอบได้ที่ ๑ ทั้ง๔ สมัยซ้อน และได้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง มหาดไทย ถึง ๒ ครั้งสมัย และที่ผมกล่าวถึง จังหวัดราชบุรีนั้นทางทิศ ตะวันตก นั้นติด กับจังหวัด กาญจนบุรี ครั้นที่เมื่อสมัยที่คุณปู่ มงคล สุดลาภา เป็น นายอำเภออยู่ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถึง ๒ อำเภอ คือ อำเภอปราณบุรี อำเภอบางสะพาน และเป็น นายอำเภอที่ จังหวัด เพชรบุรีถึง ๒ อำเภอ คือ อำเภอ ชะอำ และอำเภอ ท่ายาง ก่อนที่ คุณปู่มงคล สุดลาภา จะมาเป็น นายกเทศมนตรี คนที่ ๑๖ ของอำเภอ เมือง จังหวัด กาญจนบุรี และเป็น ปลัด จังหวัด กาญจนบุรี และคุณปู่มงคล สุดลาภา ก็ได้เป็น ผู้ตรวจการกระทรวง มหาดไทย ซึ่ง ความสัมพันธ์กัน ระหว่าง (อำเภอ บ้านโป่ง) จังหวัด ราชบุรี ถึงจังหวัดเพชรบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัด กาญจนบุรี และจังหวัด สุพรรณบุรี นั้น (คุณลุงเคยเป็น นายอำเภอที่สุพรรณบุรี) ถ้าจะให้พูดกันแล้ว ตระกูล สุดลาภา ก็เป็นนักการเมือที่มีชื่อเสียงทางด้านการปกครอง และการทำประโยชน์มากมายมหาศาล ในหลายๆด้านให้กับประเทศชาติและเขต ๗ มาช้านาน แล้ว ส่วน กระผม นาย ฑีพัตรยศ สุดลาภา ก็มี คุณแม่ เป็นคนไทย – รามัญ ในอำเภอ บ้านโป่งจังหวัดราชบุรี (ตระกูล “ติเยาว์”) และก็มีย่าใหญ่ (ย่าทวด) ต้นสกุล “สุปัญโญ” ที่ จังหวัด ลพบุรี และ คุณพ่อ ของย่าทวดผม ก็มี ยศ เป็น “เจ้าพระยา” แห่งเมืองลพบุรี เป็น(เจ้าเมือง)ในสมัยแห่ง รัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว




ประวัติ และความเชื่อของชาว รามัญ ใน อำเภอบ้านโป่ง (เมืองคนงาม) จ.ราชบุรีนายฑีพัตรยศ สุดลาภา ชื่อเล่น (ลูกหิน) คุณแม่ของผมเป็นชาวมอญรามัญ เพราะ คุณตา และ คุณยาย เป็นชาวไทย – รามัญ ทั้ง ๒ ฝ่าย ต้นตระกูล (ติเยาว์)


ประวัติและความเชื่อของชาว รามัญ ใน อำเภอบ้านโป่ง (เมืองคนงาม) จ.ราชบุรีนายฑีพัตรยศ สุดลาภา ชื่อเล่น (ลูกหิน) คุณแม่ของผมเป็นชาวมอญ (รามัญ) เพราะคุณตา กับคุณยายเป็นชาวรามัญทั้ง 2 ฝ่าย (คุณแม่นามสกุล ติเยาว์) และเล่าให้ฟังว่าสมัยเมื่อหลายร้อยปีก่อน ตระกูลทางคุณแม่ของผมนี้ได้เดินทางมาจาก กรุงหงสาวดี
แล้วเดินทางเข้ามา อยู่ใน อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี และที่บ้านของผมยังมีประเพณีประจำตระกูลก็คือการนับถือ ผีมอญ และก็มีความเคร่งในศาสนสพุทธ จากความเชื่อเรื่องผีมอญ(ผีตระกูลหรือผีบรรพบุรุษนี้ทำให้เกิดการมีประเพณี รำผีมอญ
มูลเหตุของการรำผีมอญ เนื่องมาจากความเชื่อที่ว่า ชาวมอญมีผีรักษา หรือผีประจำคระกูลเรียกเป็นการทั่วไปว่า “ผีมอญ” ซึ่งผีนี้มีหน้าที่คอยปกปักรักษาสมาชิกในครอบครัวให้อยู่เย็นเป็นสุข แต่มีข้อแม้ว่า ห้ามล่วงละเมิดหรือ “ทำผิดผี” ด้วยประการทั้งปวงเช่น ห้ามคนตั้งครรภ์ที่ไม่ใช่ลูกสาวของเจ้าเรือนนอนในเรือน ห้ามคู่สามีและภรรยาที่ไม่ได้อยู่ร่วมผีเดียวกันกับเจ้าเรือน ร่วมหลับนอนในเรือน ห้ามเจ้าเรือนกินอาหารร่วมสำรับกับแขกผู้มาเยือน ฯลฯ
การ”ผิด ผี” จะส่งผลให้คนในบ้านเกิดเจ็บไข้ไม่สบาย เมื่อหมอดูทำนายว่าเป็นเพราะผู้ กระทำ ก็จะจัดหาวันเพื่อทำพิธีรำผีมอญ ซึ่งก็คือกระบวนการแสดงขอขมา หรือลุโทษแก่โทษ ที่ได้กระทำล่วงเกินผีนั่นเอง ชาวมอญราชบุรี ไม่ทำพิธีรำผีมอญบ่อยครั้งนัก หากเลี่ยงได้ก็จะเลี่ยง เนื่องจากการรำผีมอญแต่ละครั้งจะต้องใช้เงินค่อนข้างมาก อีกประการหนึ่งเป็นการประกาศว่า บ้านเรือนหลังนี้ ได้มีผู้ทำผิดผี จึงได้เกิดการรำผีมอญเกิดขึ้น ดังนั้นวิธีการเลี่ยงที่ดีและง่าย คือการปฏิบัติกิจของคนในครอบครัวมิให้ผิดผี ซึ่งเท่ากับเป็นการคุมพฤติกรรมให้อยู่ในกรอบของคว
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 115
ามเหมาะควร เมื่อทุกคนเคารพ ถือผีของกันและกัน ก็คือการเคารพหลักให้อยู่ร่วมกันอย่างมั่นคง การนับถือผีของชาวมอญจึงเป็นเรื่องที่มีเหตุผล และเคารพยึดถืออยู่ตลอด

ประวัติและความเป็นมา
ชาว มอญ เรียกแผ่นดินตนเองว่า”รามัญประเทศ” และส่วนคำว่า”รามัญ” นั้นมาจากภาษาบาลีว่า ”รามญญ” ในปัจจุบันที่ชาวไทย-มอญ ตั้งหลักแหล่งเป็นกลุ่มใหญ่ ได้แก่อำเภอ ปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ รองลงมาคือ อำเภอบ้านโป่ง อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี และในจังหวัด
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 52
กาญจนบุรี ส่วนในตอนเหนือจะพบในจังหวัดลำปาง ลำพูน และเชียงใหม่ นอกจากนั้นยังมีกระจัดกระจายเป็นกลุ่มเล็กๆ อยู่ในจังหวัด สมุทรสงคราม นครปฐม เพชรบุรี สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา นครราชสีมา นครสวรรค์ ฉะเชิงเทรา ปราณบุรี เป็นต้น

ความเป็นมาของมอญราชบุรี ชาวมอญราชบุรีนั้นนับถือพุทธศาสนาตั้งแต่อยู่ในประเทศพม่า โดยมีหงสาวดีเป็นเมืองหลวง ครั้นเมื่อหนีภัยมาอยู่ในแดนสยาม การนับถือพระพุทธศาสนาก็ยังคงมั่นเมื่อปักหลักรวมพลตั้งเป็นชุมชนขึ้นที่ใด ก็มักจะสร้างวัดเป็นศุนย์รวมใจ เช่นเดียวกับชาวมอญรุ่มแม่น้ำแม่กลอง หลักฐานการสร้างวัดม่วง อำเภอบ้านโป่ง-- -โพธาราม ว่ามีการสร้างเมื่อในปี พ.ศ 2223 ต่อมาได้ค้นพบในคัมภีร์หมายเลข 321
ขึ้นที่วัดม่วง ความนั้นว่าผู้จารึกชื่ออุตตมะ เป็นชื่อขณะที่ยังเป็นพระ จารึกเอาไว้ในวัดม่วง แล้วเสร็จเมื่อตะวันบ่าย วันศุกร์ แรม 6 ค่ำ “ศักราช1000” หรือ พ.ศ2181 ตัวเลขศักราชที่เป็นทางการว่าวัดม่วงสร้างเมื่อ พ.ศ 2223 กับที่ค้นพบใหม่คือ พ.ศ2181 นั้นต่างกัน หากศักราชใหม่เป็นจริงนั้นแสดงว่า วัดม่วงบ้านโป่งต้องสร้างมาก่อนปีพ.ศ2181 เพราะอย่างน้อยต้องมีวัดมาแล้วก่อนที่จะมีพระภิกษุชื่อ อุตตมะมาจารึกไว้ในใบลาน แต่ประเด็นสำคัญก็คือ ชาวมอญได้ร่วมกันสร้างวัดเพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจ และวัดก็ได้มีบทบาทต่อสังคมของชาวมอญเสมอมา ภายหลังที่ชาวมอญจากถิ่นอื่นๆเช่น จากกรุงเทพฯ ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ มาอยู่อาศัยร่วมกับชาวมอญยุคบุกเบิก โดยมาอาศัยอยู่ในหมู่เครือญาติ มาแต่งงานเป็นเขย หรือเป็นสะใภ้กับชาวมอญด้วยกัน รวมถึงการหนีภัยสงครามจากการทิ้งระเบิดที่กรุงเทพฯ สมัยสงครามโลกครั้งที่2 จึงทำให้ชาวมอญรุ่มแม่น้ำแม่กลองขยายตัวขึ้นเป็นลำดับ ต่อมาเมื่อมีการคมนาคมและระบบชลประทานมรการพัฒนามากขึ้น เช่น การตัดถนนเข้าสู่ชุมชน การสร้างทางรถไฟผ่าน การสร้างเขื่อนเขาแหลม จังหวัดกาญจนบุรี ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวมอญราชบุรีในเขตบ้านโป่ง และโพธาราม มีคนในชุมชนออกไปทำงานรับจ้างนอกท้องถิ่น และมีคนต่างท้องถิ่นเข้ามาอยู่ในชุมชน แต่ ชาวมอญ โดยเฉพาะที่บ้านม่วง อำเภอบ้านโป่ง และตำบลคลองตาคต อำเภอโพธาราม
เป็นแหล่งชุมชนที่ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีมอญไว้ได้อย่างค่อนข้างมาก
ชุมชน บ้านม่วงนี้มีวัดม่วงเป็นศูนย์กลาง วัดม่วงเจริญมากเพราะมีหลวงปู่เข็มเป็นองค์อุปัชฌาย์ตอนนั้นองค์เดียว ชาวมอญ ชาวกระเหรี่ยงตอนเหนือลุ่มแม่น้ำแม่กลองขึ้นไปจนถึงเมืองกาญจนบุรีล่องแพมา บวช บางคนก็มาหาเจ้าภาพชาวบ้านม่วงให้บวชให้ ตนลาวจากหนองปลาหมอ และชาวมอญสองฝั่งตอนบนก็บวชที่วัดม่วงกัน
ศรัทธาสองฟากฝ่าย ชาวมอญราชบุรีนั้นเฉกเช่นชาวไทยทั่วๆไปที่มีความเชื่อดั้งเดิมในเรื่องผี ขนานไปกับการนับถือพุทธศาสนาแต่ในกรณีของชาวมอญแล้ว ดูเหมือนว่าความเชื่อทั้งสองประการจะเข้มไปคนละแบบ เพรากิติศัพท์ในเรื่องของพระมอญเคร่งพระวินัยเป็นที่เรื่องลือคงความ สมณสารูปไว้ได้มาก ถึงขั้นกล่าวกันว่า เป็นแบบอย่างให้เกิดธรรมยุติกนิกายในช่วงรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ครั้นเมื่อตั้งธรรมยุติกนิกายขึ้นแล้ว มีพระภิกษุชาวมอญ คือพระไตรสรณธัช (เย็น) นำไปเผยแพร่ที่เมืองมอญอีกทอดหนึ่ง
ชาวมอญ ราชบุรี ในท้องที่บ้านโป่งและโพธารามเองยังศรัทธามั่นคง เข้าวัด ทำบุญอยู่เสมอมา กิจการงานใดที่เนื่องด้วยพระศาสนาก็ร่วมแรงแข็งขันเป็นอันดี การปฏิบัติต่อพระสงฆ์นั้น ถือเสมือนป็นบุคคลพิเศษ อุบาสกอุบาสิกาผู้สูงวัยชาวมอญ ราชบุรี ยังเลี่ยงที่จะเหยียบหรือยืนทับเงาของพระสงฆ์ ความใส่ใจในสิ่งอันละเอียดอ่อนเช่นนี้ สื่อให้เห็นจรรยามารยาทของกลุ่มชนที่ได้รับการอบรมทางด้านศีลธรรมมาเป็น อย่างดี
ส่วนศรัทธาในอีกฝ่ายนั้น ชาวมอญราชบุรียังคงนับถือผีมอญ ซึ่งจำแนกได้เป็นหลายอย่าง เช่น ผีบรรพบุรุษ ผีตระกูล ผีเมีย ผีครูอาจารย์ ผีลูกหลาน ฯลฯ ตลอดจนผีไร้ญาติ ด้วยเหตุนี้ชาวมอญจึงนำเรื่องผีมาเป็นเรื่องจำแนก เพื่อจัดระเบียบคนในสังคมตนเอง กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ชาวมอญถือหลักความเชื่อเรื่องผีมาเป็นเกณฑ์ในการนับเครือญาติที่ร่วมถือผี เดียวกัน ถือผีต่างกัน ซึ่งวิธีการนี้น่าจะมีมาก่อนพุทธศาสนาจะเผยแพร่เข้าไปในหมู่ชาวมอญ
ความเชื่อศาสนาของชาวไทย เชื้อสาย มอญ
1. เชื่อกันว
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 116
่าการทำบุญให้ทานอะไรก็ตามย่อมส่งผลถึงผู้ที่เรา ปรารถนาจะอุทิศส่วนกุศลให้ชาวไทยมอญส่วนใหญ่จะ “นิพพาน” โดยสังเกตได้จากคำอธิฐานที่ว่า “นิพพาน ปัจจะ โยโหตุ” ขอให้เป็นปัจจัย สำเร็จพระนิพพานด้วนเทอญ
2. เชื่อกันว่าการไปทำบุญ จะต้องแต่งตัวให้ถูกต้องตามกาลเทศะ ภาชนะที่ใส่อาหารไปทำบุญ จะต้องเตรียมไปอย่างปราณีต เพราะจะส่งผลไปถึงอนาคตชาติ
3.มีความเชื่อว่าการทำบุญที่ทำบุญแล้วได้บุญมากคือ
- การสร้างพระพุทธ คือ การสร้างพระพุทธรูป
- การสร้างพระธรรม คือการสร้างพระไตรปิฎก และพระอภิธรรม
- การสร้างพระสงฆ์ คือ การบวชพระ
4. มีความเชื่อ ในก
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 53
ารนับถือพระพุทธศาสนา ชาวไทยมอญมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก โดย ถือว่าพระพุทธเจ้าเป็นองค์เคารพ สักการบูชาสูงสุด
5. ความเชื่อ ในการนับถือพระพุทธศาสนา และเคร่งครัดในศาสนา พระมอญจึงถือเคร่งทางวินัยมาก ถึงกับมีคำที่ว่า “ถือศีลต้องพระไทย วินัยต้องพระมอญ” ซึ่งการถือศีลอย่างเคร่งครัดจึงเป็นต้นกำเนิดของพระธรรมยุติกนิกายในประเทศ ไทย
6. ปัจจุบันนี้พระมอญยังเคร่งครัดวินัยอยู่จะไม่เห็นพระมอญในเวลากลางวันอาบน้ำ ริมน้ำ มานั่งเล่นหน้าวัด เดินไปในหมู่บ้าน เป็นต้น
7. ในวัดมอญทุกวัด จะมีศาลเจ้าประจำมอญทุกวัด มอญเรียกว่า “ตะละพาน”
8. ชาวบ้านเคารพสถานที่ในวัด
9. ความเชื่อว่าวัดใน ช่อฟ้าใบระกา หน้าบันพัลทลายลงมาอย่าได้นำขึ้นไปอีก
10. มีความเชื่อว่าวัดใดกำลังปลุกเสกพระอยู่ ผู้หญิง สุนัข จะเข้าไปไม่ได้
11. มีความเชื่อ ในเรื่องการบวชเรียน มักจะเห็นว่า ชาวบ้านเดินผ่านหน้าโบสถ์ก็ต้องแสดงความเคารพกราบไหว้พระ ผู้หญิงห้ามเข้าไปในโบสถ์หรือบริเวณกุฏิพระ
12.มีความเชื่อ เมื่อบ้านใดมีทารกเกิดใหม่จะต้องนำทารกนั้นไปใส่ในกระด้งร่อน แล้วพูดว่า”สามวันลูกผี สี่วันลูกคน” ต่อเด็ก
13. มีความเชื่อ ในการโกนผมไฟ การโกนผมไฟ เป็นการสู่ขวัญเด็ก และสู่ขวัญบิดา มารดา เพื่อให้เกิดความสบายใจ ด้วยความเชื่อมั่นในความศักดิ์สิทธิ์ของพิธี ที่จะทำให้เป็นมงคลต่อเด็ก
14. มีความเชื่อว่า ทำดีได้ดี ทำประณีตได้ประณีต
15. มีความเชื่อ เกี่ยวกับการปลูกเรือนว่า เวลาสร้างบ้าน เวลาปลูกสร้างบ้านเรือนให้ปลูกวันเกิดของผู้สร้าง(เจ้าของ)
16.มีความเชื่อว่า เวลาปลูกบ้านต้องปลูกให้เสาเท่ากันหมด เชื่อว่าจะมีความสุข
17. มีความเชื่อว่า เมื่อจะขึ้นบ้านใหม่จะต้องเลือกวันและมีกำหนดเวลาไว้ว่าแต่ละวันจะทำอะไร
18. มีความเชื่อเกี่ยวกับ ความกตัญญูกตเวที น้องๆควรเชื่อฟังพี่คนโตซึ่งได้ถ่ายทอดจากผีบรรพบุรุษแห่งตระกูล
19. มีความเชื่อว่า ระบบเพื่อนบ้านและระบบเครือญาติทำให้การเป็นอยู่ในสังคม มีการพึ่งพา ถ้อยที ถ้อยอาศัยกันเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน ให้ความเกรงใจและให้ความเคารพนับถือกัน
20. มีความเชื่อว่า บุคคลที่นามสกุลเดียวกัน จะจัดงานบวชนาคกับงานแต่งงานในวันเดียวกันไม่ได้
21. เมื่อมีลูกสาวที่แต่งงานแล้ว จะให้ย้ายไปอยู่ที่อื่น ไม่ไห้นอนบ้านเดียวกับพ่อแม่
22. มีความเชื่อว่า ตุ๊กตา เป็นสิ่งไม่ดี จึงห้ามนำเข้าบ้าน เพราะจะทำให้ไม่มีความสุข
23. มีความเชื่อเกี่ยวกับต้นไม้ว่าห้ามปลูกต้นราตรี ต้นลั่นทม ต้นพิกุล ไว้ในบ้าน เพราะต้นไม้เหล่านี้เป็นต้นไม้ที่อยู่ในวัด
24. มีความเชื่อว่า ต้นไม้ที่มีชื่อต่อไปนี้คือ ต้นโพธิ์ ต้นหว้า ต้นบุนนาค ต้นงิ้ว ถ้างอกขึ้นข้างๆบ้าน รีบทำลายเสียอย่าได้เก็บไว้ จะทำให้เจ้าของบ้านได้รับความเสียหาย
25. มีความเชื่อในเรื่องเต่า ชาวไทยมอญ จะไม่จับเต่ามาทำอาหาร ไม่จับตัวเต่าที่มีชีวิตเมื่อพบเห็นจึงต้องพูดว่า เต่าตัวนี้ตายแล้ว เพื่อเป็นการแก้เคล็ด แล้วนำเต่าไปปล่อย
26. มีความเชื่อว่า ศพคนตายจะต้องหันไปทางทิศเหนือ
27. มีความเชื่อว่า ภายใน 6 เดือน 9เดือน จะมีการทำพิธีไหว้ผีบ้านผีเรือน ปู่ย่า ตายาย โดยมีเครื่องไหว้ คือ กล้วย ไก่ หมู ขนมต้มแดง ขนมต้มขาว
28. มีความเชื่อว่า ที่บ้านชาวไทยมอญ จะต้องมีที่ตั้งบูชาผ๊บรรพบุรุษ มีวิธีเซ่นผี เลี้ยงผี พิธีรำผี

29. ,มีความเชื่อในการเคารพบรรพบุรุษ ไม่ว่าท่านจะล่วงลับไปแล้ว หรือว่าท่านจะมีชีวิตอยู่ก็ตามเพราะการเคารพเทิดทูนบรรพบุรุษ ย่อมนำความเจริญมาถึงตนและครอบครัวตามหลัพระพุทธศาสนาที่ว่า “ปูชะนียานัง” หมายถึงการบูชาคนที่ควรเคารพ
30. มีความเชื่อว่า บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วยังหิวโหยอยู่ ยังชอบรับประทานอาหาร ตามเทศกาล กล่าวคือ ขนมกาละแม จะมีในเทศกาลสงกรานต์ ขนมกระยาสารท มีในเทศกาลออกพรรษา ข้าวเม่าทอด มีในเทศกาลทอดกฐิน ข้าวต้มลูกโยนน้ำผึ้ง มีในวันเพ็ญเดือนสิบ
31. มีความเชื่อว่า บรรพบุรุษกับพวก เขาสามารถติดต่อกันได้ตลอดเวลา และมักจะพบว่า ผีบรรพบุรุษจะรู้ด้วยการเซ่นไหว้อยู่เสมอ การทำบุญต้องอุทิศส่วนกุศลให้ การแต่งงานถือว่าจำเป็นต้องบอ
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 117
กผีบรรพบุรุษทั้งสองฝ่ายรับรู้ โดยจัดสิ่งของเซ่นไหว้ เช่นผ้าขาว เหล้า ไก่ โดยผ่านเจ้าบ่าวเป็นฝ่ายจัดหา ที่เรียกว่าเครื่องขันหมากจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนหนึ่งให้เจ้าสาว เซ่นไหว้บรรพบุรุษของเจ้าสาว อีกส่วนหนึ่งให้เจ้าบ่าวนำไปเซ่นไหว้บรรพบุรุษของเจ้าบ่าว
32. มีความเชื่อว่า ผีบรรพบุรุษ เจ้าพ่อ เจ้าแม่ ที่เคารพมาแต่อยู่กรุงหงสาวดี แล้วอันเชิญมาประดิษฐานในชุมชนของตนเอง โดยปลูกศาลเจ้าให้เป็นที่สถิตดวงวิญญาณเหล่านั้น เพราะความผูกพันก็มีอยู่ตลอดเวลา
33. มีความเชื่อในเรื่องของผีบรรพบุรุษ
- ชาวไทยมอญมีความเชิอว่า ลูกชายคนโตของตระกูลจะเป็นผู้รับผีบรรพบุรุษต่อจาก บิดา มารดา หรือ คนรุ่นเก่าที่ล่วงลับไปแล้ว ที่บ้านจะมีที่ตั้งผีบรรพบุรุษ
- เชื่
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 54
อว่า ผีบรรพบุรุษจะสิงสถิตอยู่ที่เสาเอกของเรือนโดยมีสัญญาลักษณ์ที่แสดงให้เห็น ว่าเป็นเสาผี คือ หีบ หรือกระบุงใส่ผ้าผี ได้แก่ สไบ ผ้าซิ่น ผ้าขาวม้า แหวนหัวพลอยแดง แขวนไว้ที่เสาผี
34. เชื่อว่า การที่ผู้หญิงไปแต่งงานกับคนต่างตระกูลหรือต่างผี จะต้องทำพิธีคืนผีบอกกล่าวก่อนที่จะไปเข้ากับผีฝ่ายสามี
35. เชื่อว่า ผู้ใดอยู่ในตระกูลทำผิดซึ่งระเบียบหรือข้อห้ามจะทำให้มีการเจ็บป่วยเกิดขึ้นซึ่งจะต้องทำพิธีรำผี
36. เชื่อว่า ชายหญิงที่ไม่ใช่ลูกคน(คนละผีกัน) จะร่วมหลับนอนกันภายในบ้านไม่ได้
37. มีความเชื่อว่าหญิงมีครรภ์ที่ไม่ใช่ลูกสาวห้ามนอนบนเรือน
38.มี ความเชื่อว่า เมื่อมีคนในตระกูลตายหรือท้องในปีนั้น(สิ้นสุดเดือน6) ห้ามคนในตระกูลจัดพิธีต่างๆ เช่น พิธีโกนจุก แต่งงาน บวช หรือเลี้ยงผี
39. มีความเชื่อว่า หมู่บ้านชาวไทยมอญทุกหมู่บ้าน จะต้องมีศาลเจ้าประจำหมู่บ้านทุกๆ ปี หลังสงกรานต์แล้วจะต้องทำพิธี “รำเจ้า” ประจำหมู่บ้าน


สิ่งที่บ่งบอกความเป็นมอญราชบุรี
นับ จนถึงพ.ศนี้ หากมีกลุ่มชาติพันธุ์ใด ยังคงธำรงรักษาขนบประเพณีของตนไว้ได้ นับว่าเป็นความยิ่งใหญ่ และเป็นคุณูประการให้กับสังคมส่วนรวม เพราะการมีกลุ่มชาติพันธุ์ในชาติพันธุ์หนึ่งขึ้นมานั้น มิใช่จะเกิดขึ้นมาโดยง่ายซึ่งชาวมอญราชบุรีควรได้รับคำเชิดชูเกียรตินี้ เพราะยังคงรักษาลักษณะเด่นทางสายพันธุ์ไว้ได้หลายประการ

ภาษามอญราชบุรี
ชาว มอญมีทั้งภาษาพูดและภาเขียนเป็นของตนเองอักษรมอญมีอิทธิพลต่อระบบการเขียน ของภาษาอื่นๆรัฐไทยสมัยสุโขทัยก็ได้แบบอย่างจากอักษรมอญ แปลงรูปแล้วนำมาเขียนในภาไทย ในปัจจุบันนี้ภาษาพม่า ภาษาไทใหญ่ ภาษากระเหรี่ยง ได้นำเอาอักษรมอญไปเขียนภาษาของตน โดยมิได้ดัดแปลง แต่เลือกเอาบางอักษร แล้วคิดระเบียบวิธีการเขียนและการออกเสียงตามอย่างภาษาของตน ชาวมอญราชบุรี เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังรักษาวัฒนธรรมภาษาเอาไว้ได้ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในหมู่ผู้สูงอายุที่ยังคงสื่อสารกันด้วยภาษามอญ
ปัจจุบันนี้ยัง หาภาษามอญที่ถือว่าเป็นมาตราฐานไม่ได้ เช่น ถิ่นพระประแดง บางขันหมาก สามโคก บางขุนเทียน เกาะเกร็ด ฯลฯ รวมทั้งถิ่นบ้านโป่งและโพธาราม ซึ่งเรียกรวมกันในที่นี้ว่าเป็นมอญราชบุรี เฉพาะมีความแตกต่างกันทางด้านเสียงสระ และ คำศัพท์ย่อยๆที่เป็นการกำหนดเรียกขึ้นมาในท้องถื่น แต่ชาวไทยที่มีเชื้อสายมอญเหล่านี้ยังสามารถใช้ภาษามอญสื่อความกันได้เช่น กัน ภาษามอญถิ่นราชบุรีจึงถือว่าเป็นสิ่งที่บ่งบอกในความเป็นคนไทยเชื้อสายมอญ ได้มาก

ที่อยู่อาศัย
เมื่อชาวไทยมอญจะสร้างบ้าน มักนิยมไปปรึกษาผู้ใหญ่ เจ้าอาวาส หรือศึกษาจากตำราที่มีชื่อว่า ” โลกะสิทธิ “ อันเป็นตำราที่อธิบายถึงเกณฑ์ โฉลก ในการสร้างบ้านใหม่
ตำรา “โลกะสิทธิ “ จะกล่าถึงเรื่องการปลูกสร้างบ้านเรือน ซึ่งต้องปฏิบัติดังนี้
๑. ดูทิศดี - ทิศร้าย
๒. ดูทำเลที่ปลูก
๓. ดูดินบริเวณที่สร้างบ้าน
๔. ดูวัน เดือน ปี ที่เหมาะจะปลูกบ้าน
๕. ดูสิ่งต่างๆที่สมควรปฏิบัติในบ้านเรือน ซึ่งถ้าปฏิบัติดีจะนำความดีมาให้ แต่ถ้าปฏิบัติไม่ดีจะนำความวิบัติมาสู่
๖. ดูการเลือกไม้เสาสำหรับการปลูกบ้าน
๗. ต้นไม้ต่างๆปลูกในบ้าน ให้ถูกตามทิศจะมีแต่สิริมงคล
บ้าน ชาวไทยมอญมักจะสร้างหันหน้าไปทางทิศเหนือ เพราะถือว่าในสมัยโบราณชาวไทยมอญอพยพถิ่นฐานมาจากทางเหนือ เมื่อย้ายเข้ามายังระลึกถึงถิ่นฐานเดิมจึงทำเช่นนั้น และเนื่องจากประเทศไทยมีแม่น้ำที่มีแนวทางจากเหนือ เมื่อปลูกบ้าน เมื่อปลูกบ้านขวางแม่น้ำโดยไม่มีทางเลือก จึงถูกเรียกว่า “มอญขวาง”
เมื่อสร้างบ้านชาวไทยมอญจะใช้กระเช้าประดับตกแต่งด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์แขวนไว้ตรงเสาทางเดียวกันว่าเป็นการทำขวัญผีเรือน
บ้าน คนไทยในสมัยก่อนจะปลูกเหมือนทรงไทย ภายในบ้านใช้ไม้แผ่นใหญ่อย่างดีปูพื้น หลังคาทำทรงต่างกันบ้างเล็กน้อย แต่ละหลังจะต้องมีกรงเหล็กที่บานหน้าต่างทุกบาน สันนิษฐานว่ามีการป้องกันไว้ไม่ให้บุตรสาวหรือสาวๆในบ้านหนีไปไหนหรือกันไม่ ให้พวกทาสหนีได้
เมื่อปลูกบ้านเสร็จแล้ว จะม
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 118
ีประเพณีขึ้นบ้านใหม่ ในการขึ้นบ้านใหม่ของชาวไทยมอญก็มีลักษณะคล้ายคนไทย แต่ส่วนใหญ่ยังมีความเชื่อเกี่ยวกับการเข้าสู่อาศัย ตามตำราได้กำหนดวันและวิธีเข้าอยู่บ้านใหม่ คือ
วันอาทิตย์ ก่อนจะเข้าไปในบ้านใหม่ต้องเอาของมีค่าเข้าไปในบ้านก่อน
วันจันทร์ ต้องเอาเสื่อและหมอนเข้าไปก่อน
วันอังคาร ให้เอาเงินทองเข้าไปก่อน
วันพุธ ให้กินอาหารเสียก่อนแล้วจึงเข้าไปอยู่
วันพฤหัสบดี ต้องเอาเครื่องหอมและจุดโคมเข้าไปก่อน
วันศุกร์ พ่อแม่ต้องเข้าไปก่อน
วันเสาร์ ห้ามเข้าไปอยู่ในบ้านใหม่ไม่ดี

การแต่งกายของชาวมอญ
ในยามปกติ ชาวไทยด้วยกันอาจไม่ทราบเลยว่าคนที่นั่งโดยสารรถเ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 55
มล์คันเดียวกัน คนที่เรียนร่วมมหาวิทยาลัยเดียวกัน หรือแม้คนที่เดินจ่ายตลาดแห่งเดียวกันนั้นเป็นคนเชื้อสายมอญ ต่อเมื่อได้ไปเห็นร่วมพิธีมอญ การแต่งกายแบบมอญ จึงจะจำแนกเห็นความต่างได้
การ แต่งกายเป็นอีกปัจจัยหนึ่งในการบ่งบอกว่า คนเหล่านั้นมีสายใยทางวัฒนธรรมใด เพราะทุกวันนี้โอกาสที่ชาวมอญจะแต่งกาย ที่การแสดงออกถึงการเป็นมอญก็ต้องถึงวาระงานรวมกลุ่ม เช่นวันชาติมอญ ที่จัดโดยสมาคม ไทยรามัญ หรืองานประเพณี เช่น สงกรานต์ และการไปทำบุญที่วัดในวันสำคัญทางศาสนา
รูปแบบการแต่งกายของชาวมอญ ราชบุรี ชายนุ่งโสร่งลายตารางเส้นตัดสี่เหลี่ยมหลากสี เช่นพื้นสีเขียว หรือสีม่วง เส้นลายสีเหลือง เป็นต้น นุ่งลายคอกลม มีผ้าสไบหรือผ้าขาวม้าพาดไหล่ หากเป็นการพาดอย่างเป็นงานวิธีการ จะพาดโดยให้กึ่งกลางของผ้าอยู่บริเวณใต้อกหรือใต้ราวนมแล้วตวัดชายผ้าให้ไป คล้องที่ไหล่ซ้ายและขวา หญิงชาวมอญสวมผ้าถุง ยาวเกือบถึงตาตุ่ม มีลายเล็กละเอียด สวมเสื้อแขนกุด คอกลมรัดทรง สวมทับด้วยเสื้อแขนยาวทรงกระบอก ผ้าสีอ่อน เนื้อบาง แต่ก่อนนี้มีแบบแผนว่า ถ้าเป็นหญิงสาวยังโสด จะสวมเสื้อยาวถึงข้อมือ หากมีสามี จะใส่เสื้อแขนสามส่วน
ส่วนประกอบด้านการแต่งตัวอีกอย่างหนึ่ง คือการเกล้าผมมวย มวยผมแบบมอญจะรวบเกล้าไว้ด้านหลังเหนือท้ายทอย ใช้อุปกรณ์รูปทรงตัวยู เรียกว่า อะน่ดโซ่ก เสียบแทรงเข้าไปปอยผมที่เกล้าไว้ แล้วใช้อุปกรณ์อีกชิ้นหนึ่งเรียกว่า ฮะเหลี่ยงโซ่ก รูปทรงอย่างวงเล็บปีกกา เหน็บขัดผมกับอะน่ดโซ่
ก เพื่อกันไม่ให้ผมลุ่ยจากที่มวยไว้ แล้วนำดอกไม้ดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อก็ได้ มาเสียบแซมเพื่อสร้างความสวยงาม อุปกรณ์ประดับผมทั้งสองชิ้นนี้ นิยมทำด้วยเงิน
เมื่อเริ่มแต่งกายไปร่วม งานพิธีหรือไปทำบุญที่วัด หญิงชาวมอญนิยมพาดสไบไว้ที่ไหล่ด้วย หากอากาศเย็น สามารถใช้สไบเฉียงคลี่ห่มคลุมไหล่ได้

เครื่องใช้ประจำตัวของชาวมอญ
ชาวไทยมอญในสมัยโบราณ จะมีเครื่องประดับตกแต่งร่างกายหลายชนิด ซึ่ง ได้แก่
๑. กำไล ส่วนมาแป็นกำไลเงินสำหรับใส่ข้อเท้าของหญิง แต่ปัจจุบันไม่นิยมใช้ จะใช้สำหรับของนาคในพิธีบวชเท่านั้น
๒. เข็มขัด จะทำด้วยเงิน มักใช้เป็นเครื่องประดับของชายและหญิง
๓. ลูกปัด นำมาเป็นเครื่องประดับ ตกแต่งมักทำด้วยหินและแก้ว
๔. กระดูกสัตว์ จะนำมาทำเป็นกำไลข้อเท้า ซึ่งใช้เป็นเครื่องประดับได้อย่างหนึ่ง
๕. สำริด จะนำมาทำเป็นกำไลข้อเท้า
๖. ขมิ้น ดินสอพอง เป็นเครื่องประทินโฉม ของหญิงในสมัยโบราณ

เครื่องมือเครื่องใช้ของชาวมอญ
- ครกตำหมากทำด้วยไม้ ตะบันหมากทองเหลือง เชี่ยนหมากไม้ ทองเหลือง ไม้ปาดปูน
- กล่องยาเส้นสำหรับใส่ยาเส้น ใบตอง ใบยา
- คบเพลิง (เช่น ใบไม้ ขี้กบ ( ผสมเศษไม้จากการใสไม้ ) ดอกน้ำมันยางเอามาเป็นมัดเป็นดุ้นยาวมัดใช้เป็นเชื้อเพลิง ) ตะบันไฟ หินเหล็กไฟ เป็นเครื่องมือจุดไฟ
- ครก ( มีลักษณะเป็นอย่างหลุม สำหรับตำหรือโขลกด้วยสาก )
- กระจ่า จวักสำหรับคดข้าวหรือตักแกง ทำด้วยกะลาและไม้ มีด้ามถือ บางทีก็เรียกว่า”ตวัก”
- กระบุงเล็ก สำหรับใส่ของเล็กเช่น เครื่องยาหรือรากไม้ต่างๆ
- กระบุง เป็นภาชนะสำหรับใส่ผลิตผล เช่น ข้าวเปลือก ข้าวสาร ถั่ว งา ฯลฯ
- กระบวยภาชนะสำหรับตักน้ำดื่ม
- ทะนาน ภาชนะทำจากกะลามะพร้าว ใช้ตักข้าวสารหุง
- กรรไกรเหล็ก ใช้สำหรับตัดผม
- เตาเชิงกราน เตาหุงข้าวที่นิยมใช้ในครัวเรือน
- หม้อน้ำดินเผา สำหรับใส่น้ำดื่ม ทำจากดินเผา ฯลฯ



การทำบุญจองโอะฮตาน
ใน ช่วงเดือนมาฆะ หรือประมาณเดือนกุมภาพันธ์อากาศในสมัยอดีตยังคงหนาวเย็น ชาวมอญที่เลื่อมใสศรัทธาจึงรำลึกว่า ความหนาวไม่ปราณีผู้ใด รวมถึงพระสงฆ์องค์เจ้าที่พำนักอยู่ในวัดก็ย่อมเป็นทุกข์ เพราะความหนาวเย็นด้วย จึงเกิดศรัทธานำฟืนไปถวายพระในวัด จนเป็นประเพณีถวายฟืนแด่พระสงฆ์ เพื่อที่จะได้นำไปเป็นเชื้อเพลิงทั้งในการต้มน้ำร้อนฉัน ปรุงยา หรือก่อไฟผิงไล่ความหนาวเย็น ต่อมาจึงเหลือเป็นการสุมฟืนก่อไฟไล่หนาวถวายเป็นทาน ภาษามอญเรียกงานบุญนี้ว่า จองโอะฮตาน
จอง แปลว่า เผา หรือไฟให้ใหม้. โอะฮ ( คล้ายกับเปล่งเสียงว่า โอะ แล้วตามด้วยลมออกทางจมูก ) แปลว่า ฟืน ส่วนคำว
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 119
่า ตาน หรือบางแห่งเขียนว่า ต่าน เป็นคำบาลีตรงกับคำว่าทาน หรือมอบให้ด้วยจิตที่สละแล้ว ด้วยเหตุนี้เมื่อแปลเป็นไทยจึงหมายถึงงานบุญเผาฟืนเป็นทาน
ก่อนวันมาฆะ บูชา ชาวมอญจะจัดเตรียมไม้ฟืนโดยตัดไม้ในป่าละเมาะขนาดข้อแขนหรตือขนาดที่กำถือ ได้เหมาะมือความยาวประมาณวาเศษ แต่โดยส่วนใหญ่จะเลือกใช้ไม้กระถินเพราะเมื่อเลาะเปลือกออกแล้ว เนื้อไม้จะมีสีขาว เวลานำขมิ้นที่โขลกมาไล้ตามท่อนไม้ จะช่วยขับให้ผิวไม้กลายเป็นสีเหลืองสด ผึ่งแดดหรือลมให้สีขมิ้นติดผิวไม้ฟืน
ก่อ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 56
นวันมาฆะบูชา ชาวมอญจะนำดอกไม้บรรดามีในท้องถิ่นเท่าที่จะหาได้ นำมาผูกมัดไว้ที่ปลายฟืนพร้อมกับธูป ๓ ดอก เทียน ๑ เล่ม และใบหญ้าคาแห้งอีกหนึ่งกำมือ ดอกไม้และธุปเทียน ใช้เป็นเครื่องบูชา ส่วนใบหญ้าคาใช้เป็นเชื้อไฟ ใช้เชือกมะนิลาผูก ๓ เปลาะ ที่ยอด กลาง และบริเวณโคลนฟืน ต่อจากนั้นจึงนำไปตั้งวางพิงกันไว้เป็นรูปกระโจมยอดแหลมในลานวัด ซึ่งกว่าจะถึงตอนเย็น ฟืนที่มีผู้ที่นำมาถวายก็จะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ เพราะบางครัวเรือนทำฟืนตามจำนวนสมาชิกในบ้าน
อีกสิ่งหนึ่งที่มักทำในช่วง งานบุญจองโอะฮตาน คือ การทำข้าวหลาม นับเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมเพราะฤดูนี้ชาวบ้านได้เสร็จจากธุระจากงานไร่นา มีข้าวขึ้นยุ้ง อีกทั้งนับเป็นช่วงข้าวใหม่ด้วย เมื่อนำข้าวใหม่มาทำข้าวหลาม ก็ยิ่งเพิ่มรสชาติได้ดียิ่งขึ้น ในอดีตทุกบ้านจึงพร้อมใจกันทำข้าวหลาม
วันรุ่งขึ้นก่อนฟ้าสาง ประมาณ ๔-๕ นาฬิกา ชาวมอญบ้านม่วงจะร่วมกันออกไปที่วัด นำอาหารเช่น ข้าวต้ม ข้าวปลาอาหาร และข้าวหลาม เตรียมไปถวายจังหันมื้อพิเศษ นำเสื่อปูลาดกับพื้นลานวัดเพื่อให้ผู้มาร่วมทำบุญได้นั่งรอเวลา ต่อจากนั้นมัคนายกจะจุดไฟเผาฟืนที่ทุกคนนำมาร่วมทำบุญให้ลุกไหม้โชน ครั้นฟืนสุกเป็นถ่านที่คุแดงจึงนิมนต์พระเณรทุกรูปมารับภัตตาหารเช้ามื้อ พิเศษ ท่ามกลางไออุ่นจากดวงไฟ
งานบุญนี้ เป็นการจัดขึ้นตอนเช้าตรู่ ดังนั้นลูกสาวบ้านใดที่มาวัดตอนที่พระกำลังเริ่มฉัน ก็จะถูกเหลียวมองจากชาวบ้านที่มาก่อน และได้รับการค่อนแคะว่าเป็นคนเกียจคร้าน ไม่เหมาะที่ชายใดจะหมายปองไว้เป็นภรรยา
ในอดีต ชาวมอญที่อำเภอโพธารามเคยมีงานบุญจองโอะฮตาน เช่นกัน แต่ไม่ได้จัดทำมาหลายปี ประเพณีนี้จึงเหลือเป็นเพียงแห่งเดียวในหมู่ชาวมอญราชบุรี

สำรับอาหารชาวมอญราชบุรี
ชาว มอญยังดำรงชีตอยู่ในต่างจังหวัด และเป็นแหล่งชุมชนที่มิใช่ชุมชนเมือง จะมีวิธีทำอาหารกันอย่างพื้นบ้าน คือมีต้ม แกง ปิ้ง ย่าง เป็นพื้น และทำเลที่ตั้งชุมชนมักไกล้แหล่งน้ำหรือริมแม่น้ำ อาหารส่นใหญ่จึงปรุงด้วยปลา เพราะเป็นสิ่งที่หาได้ง่าย ชาวมอญจึงไม่ใช่กลุ่มคนที่มี “เมนูพิสดาร” อยู่ในตำรับอาหาร แต่มักจะนำปลาชนิดต่างๆมาปรุงกับพืชผักท้องถิ่น
อาหารแบบมอญพื้นบ้านย่าน บ้านโป่ง โพธาราม นิยมออกไปทางรสเปรี้ยว หรือส้ม ผักผลไม้ที่นำมาปรุงแกงปลา ผลพุทรานาหรือพุทราขี้นกที่มักจะเกิดขึ้นเองตามหัวไร่ปลายนา นำเอาผลห่าม ( ไม่สุกมากหรือครึ่งสุกครึ่งดิบ ) มาทุบหรือโขลกพอแตก ประสมลงไปในแกงปลา รวมกับผักอื่นๆ ซึ่งพุทราจะให้รสเปรี้ยว แกงรสชาติแบบมอญพื้นบ้าน จึงเรียกให้น้ำลายสอเพราะความเปรี้ยวที่ลงตัว
ผักอย่างอื่นที่นำมาปรุงใน หม้อแกงมอญ เพื่อเพิ่มความเปรี้ยวคือ ยอดส้มป่อย ใบมะขามอ่อน ลูกมะส้าน ใบกระเจี๊ยบแดง โดยเลือกนำเอาใบเพสลาด (คือไม่อ่อนและไม่แก่จนเกินไป ) อย่างใดอย่างหนึ่ง
นอกจากผักที่คนไทยทั่วไปบริโภคกันแล้ว ชาวมอญยังนำผล มะตาดดิบมาทำอาหารอีกด้วย แกะฝาเปลือกหุ้มรอบขั้นนอกออก แล้วเฉือนเอาเฉพาะเนื้อมาทำแกง ชาวมอญนิยมบริโภคอาหารสมุนไพรหรืออาหารตามธรรมชาติ หรืออาหารยาในชีวิตประจำทุกวัน เช่นแกงผลมะตาด แกงขนุนอ่อน แกงบอน ข้าวแช่
วัฒนธรรม การบริโภคของชาวมอญราชบุรี ถือได้ว่ามีความเป็นมอญสูงเมื่อเปรียบเทียบกับชาวมอญถิ่นอื่นๆในอีกหลายท้อง ที่ของประเทศไทย เพราะหันไปนิยมอาหารประเภทผัด หรือทอดมากขึ้น
มอญทอผ้า
เรื่อง ราวของมอญทอผ้า อาจจะไม่เป็นที่คุ้นเคยมากนักทางสื่อต่างๆ เพราะกลุ่มชาติพันธ์อื่นๆ เช่นคนพวน คนไทยยวน และชาวไทยทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้สร้างชื่อเสียงเรื่องลือมากกว่า ในความเป็นจริงชาวมอญก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่รู้กรรมวิธีถักทอใยด้ายให้กลาย เป็นผืนผ้า เพราะในอดีตก่อนที่จะมีโรงงานทอผ้า กลุ่มชาติพันธ์ต่างๆก็เรียนรู้วิธีการทอผ้ากันมานานแล้ว มีในช่วงที่บ้านเมืองเจริญนี้เท่านั้น ที่ทำให้คนหลงลืมความรู้แบบบรรพชนที่สอนให้รู้จักการทอผ้า
ชาวมอญราชบุรี ยังมีความรู้เรื่องการทอผ้า และยังทำอยู่ตราบเท่าวันนี้อยู่ที่บ้านม่วง และเหลือเพียง ครัวเรือนเดียวเท่านั้น โดยรูปแบบการทอยังใช้ กี่ซัด คือเป็นเครื่องหูกที่กางไว้กับกี่ แล้วใช้มือซัดกระสวยไปมาทางขวา แทนการใช้กี่กระตุกซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นเมื่อภายหลัง
ผู้ทอผ้าชาวมอญ ยังคงใช้แปรงหวีเครือหูกที่ทำจากแกนของดอกเตยป่า ซึ่งการหวีผูกนี้ เพื่อไม่ให้เครือหูก
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 120
พันกัน โดยการใช้แปรงแตะไขมะพร้า แล้วหวีไปตามแนวยาว รูปแบบเนื้อผ้าและลวดลายผ้าทอของชาวมอญ จึงยังคงเสน่ห์เดิมๆ แบบชาวบ้าน ไม่ได้แต่งลวดลายจากภายนอกให้เกินงาม
กล่าว กันของในหมู่ของชาวมอญทั่วไป ต่างลงความเห็นว่ามอญราชบุรี ที่อำเภอบ้านโป่ง โดยเฉพาะที่บ้านม่วงและปริมณฑลโดยรอบวัดม่วงยังคงรักษาความป็นมอญไว้ได้มาก ไม่ว่าจะเป็นภาษาซึ่งยังคงเป็นผู้เฒ่าผู้แก้สื่อสารกันอยู่เสมอ อาหารมอญ และการทอผ้าประกอบกับ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 57
ชุมชนมอญราชบุรีในหลายท้องที่ ได้ตระหนักถึงบทบาทของชาวมอญราชบุรีในหลายท้องที่ ได้ตระหนักถึงบทบาทของชาวมอญ ได้ร่วมกันบริจาคทรัพย์และสิ่งของอันมีค่าไว้ให้เป็นสมบัติวัฒนธรรมในวัด ม่วง ผู้สนใจเรื่องศิลปะวัฒนธรรม ประเพณี พิธีกรรม และค่านิยมความเชื่อแบบมอญ สามารถเรียนรู้ไดจากชุมชนชาวมอญราชบุรี

ประวัติ อำเภอบ้านโป่ง
อำเภอบ้านโป่ง กับสภาพภูมิศาสตร์ ที่ตั้ง
อำเภอ บ้านโป่งอยู่ทางทิศเหนือของจังหวัดราชบุรีและที่ว่าการอำเภอบ้านโป่งตั้ง อยู่ถนนทรงพล ตำบลบ้านโป่ง (ในเขตเทศบาลเมืองอำเภอบ้านโป่ง) ระยะห่างจากจังหวัดราชบุรี ๔๒ กิโลเมตร มีทางหลวงแผ่นดิน ๒ สายผ่าน ชื่อทางหลงแผ่นดินสาย ๔ เพชรเกษม และทางหลวงแผ่นดิน สาย ๒๓๔ (บ้านโป่ง – กาญจนบุรี มีทางรถไฟผ่าน ๓ สาย คือ ทางรถไฟสายใต้ สาย หนองปลาดุก - สุพรรณบุรี และสาย หนองปลาดุก - กาญจนบุรี และมีแม่น้ำ สำคัญผ่าน ๑ สายคือ แม่น้ำแม่กลอง

พื้นที่ อำเภอบ้านโป่ง มีพื้นที่ทั้งหมด ๓๙๐ ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต ทิศเหนือ ติดต่อกับ อำเภอท่าม่วง อำเภอท่ามะกา จ.กาญจนบุรี อำเภอ กำแพงแสน จังหวัด นครปฐม
ทิศใต้ ติดต่อกับ อำเภอ โพธาราม จังหวัด ราชบุรี
ทิศตะวันออก ติดต่อกับ อำเภอ เมือง จังหวัด นครปฐม
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอ โพธาราม จังหวัดราชบุรี

สภาพ ภูมิประเทศ ส่วนใหญ่ เป็นที่ราบรุ่มเหมาสำหรับ ทำนา ทำสวน ทำไร่ มีป่า และภูเขาในท้องที่ ตำบล เขาขลุง มีแม่น้ำแม่กลองไหลผ่าน

สภาพ ภูมิอากาศ อากาศ โปร่งเย็น มี ๓ ฤดู คือ ฤดู ร้อน ฤดู หนาว และ ฤดูฝน และมีฝนชุกในระหว่าง เดือน สิงหาคม กันยายน ตุลาคม และจะแล้งมากในระหว่าง เดือน กุมภาพันธ์ มีนาคม และ เมษายน

ลำน้ำที่สำคัญ ลำน้ำที่เป็นประโยชน์ในด้านการเกษตร.. การคมนาคม..และการบริโภค คือ แม่น้ำ แม่กลอง เริ่มต้นจาก แควใหญ่ และแควน้อย มาบรรจบกันที่ตัวจังหวัดกาญจนบุรี ไหลผ่านท้องที่ อำเภอ บ้านโป่ง ที่ตำบลบัวขาว ตำบล ท่าผา ตำบล เบิกไพร ตำบลบ้านโป่ง ตำบล ปากแรต
ตำบล คุ้งพยอม ตำบล สวนกล้วย ตำบล นครชุมต์ และตำบล บ้านม่วง มีระยะประมาณ ๒๐ กิโลเมตร


ห้วย หนอง คลอง บึง มีเนื้อที่รวมแล้ว ประมาณ ๙๕๐ ไร่

ทรัพยากรธรรมชาติ คือ ลูกรัง หิน กรวด ทราย แร่ธาตุ

ประชากร และ สภาพ การปกครอง แบ่งเป็น ๒ ลักษณะ คือ การปกครองส่วน ภูมิภาค แบ่งออกเป็น ๑๕ ตำบล มีหมู่บ้าน ๑๖๕ หมู่บ้าน
และมีตำบล ดังนี้
๑. ตำบลสวนกล้วย
๒. ตำบลหนองกบ
๓. ตำบลหนองปลาหมอ
๔. ตำบลเขาขลุง
๕. ตำบลปากแรต
๖. ตำบลบัวขาว
๗. ตำบลท่าผา
๘. ตำบลนครชุมต์
๙. ตำบลดอนกระเบื้อง
๑๐. ตำบลคุ้งพยอม
๑๑. ตำบลเบิกไพร
๑๒. ตำบลหนองอ้อ
๑๓. ตำบลกรับใหญ่
๑๔. ตำบลบ้านม่วง
๑๕. ตำบลบ้านโป่ง
การปกครองส่วนท้องถิ่น แบ่งเป็น
- เทศบาล ๑ แห่ง คือ เทศบาลเมืองบ้านโป่ง
- สุขาภิบาล ๓ แห่ง คือ สุขาภิบาลท่าผา สุขาภิบาลกระจับ และสุขาภิบาลห้วยกระบอก
- มีสภาตำบล ๑๓ แห่ง
สภาพเศรษฐกิจ และ อาชีพ
- เกษตรกรรม ๘๐ %
- ทำนา ๔๐ %
- ทำไร่ ๔๐ %
- รับจ้าง ๑๒ %

- ค้าขาย ๒ %
- รับราชการหรือรัฐวิสาหกิจ ๒ %
- อื่นๆ ๔ %

การปศุสัตว์ เลี้ยงสุกร เป็ด ไก่ โค กระบือ ห่าน
การประมง เลี้ยงปลาตะเพียน กุ้งก้ามกราม ปลาดุก ปลาช่อน
การอุตสาหกรรม โรงสี ๖๗ แห่ง โรงเรื่อย ๔ แห่ง โรงงาน ๔๔๒ แห่ง
การพาณิชย์กรรม บริษัท ๒๕ แห่ง ห้างหุ้นส่วน ๓๐ แห่ง โรงแรม ๑๕ แห่ง โรงมหรสพ ๓ แห่ง

การศึกษา
- โรงเรียนกรมสามัญศึกษา ๔ แห่ง
- โรงเรียนประถมศึกษา ๕๖ แห่ง
- โรงเรียนเทศบาล ๓ แห่ง
- โรงเรียนราษฎร์ ๑๘ แห่ง

ศาสนา ประชาชนส่วนใหญ่นับถือ ศาสนสพุทธ
- วัดพุทธศาสนา ๕๕ แห่ง
- โบสถ์คริสต์ศาสนา ๑๐ แห่ง
- มัสยิด ๑ แห่ง

ศิลปวัฒนธรรม ศูนย์วัฒนธรรม อำเภอ ๑ แห่ง

ประวัติ และความเป็นมา แต่เดิมที่ตั้งของอำเภอบ้านโป่งเป็นอาณาเขตทวารวดีแต่โบราณ มีชาวอินเดีย และชาวเขมร มาตั้งหลักแหล่งทำมาหากินอยู่แถบนี้ ปรากฏตามหลักฐานว่าชาวอินเดียได้นำเอาชื่อเมืองมาตั้งชื่อในท้องถิ่นตะวัน ออก ของแม่น้ำแม่กลองและเป็นหมู่บ้านของตำบลท่าผา ในปัจจุบันนี้ ชื่อว่า หมู่บ้าน “ โกสินารายณ์ “ ตามจดหมายเหตุของราชบุรี ร. ศ ๑๑๖ กล่าวว่าอำเภอบ้านโป่งแต่เดิมตั้งอยู่ที่ตำบลท่าผา ต่อมา ร. ศ ๑๒๔ ร<br< td=""></br<>
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 121
>โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 58
ัฐบาลได้สร้างทางรถไฟสายใต้ขึ้น และเห็นว่า ถ้าหากอำเภออยู่ที่ท่าผาแล้ว การคมนาคมไม่สู้สะดวก จึงย้ายที่ว่าการอำเภอ มาตั้งที่ตำบลบ้านโป่ง เรียกว่า อำเภอบ้านโป่ง สืบถึงทุกวันนี้ บริเวณที่ตั้งอำเภอ บ้านโป่ง เดิมเป็นป่าโปร่ง สัตว์ชอบมาอาศัยและกินดินโป่ง ( เป็นดินที่มสีรสเค็ม ) โดยเฉพาะสัตว์พวกเรียงผา จะชอบมาก ตามตำนานเก่าแก่อ้างว่า คำว่า “บ้านโป่ง “ เดิมทีเรียกว่า “บ้านทับโป่ง” ซึ่งเล่ากันว่า มีกระท่อม หรือ บ้าน (ทับ) อยู่ข้างดินโป่ง แต่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า บ้านโป่ง เพราสะดวกและสั้นดี ต่อมาทางราชการได้เปลี่ยนชื่อเป็น อำเภอบ้านโป่งตามไปด้วน อำเภอ บ้านโป่ง เคยโอนไปอยู่กับ จังหวัด กาญจนบุรีครั้งหนึ่ง ระหว่าง สงครามมหาเอเชียบูรพา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๕ และโอนกลับมาจังหวัดราชบุรีตามเดิม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๙

สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์

๑. สระโกสินารายณ์
เป็น สระโบราณมีเนื้อที่กว้างขวางถึง ๕๐ ไร่ ครั้งหนึ่งเป็นที่เลื่องลือกันว่า น้ำในศักดิ์สิทธิ์มากสามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้นานัปการ ผู้คนจากทั่วสารทิศ จึงพากันมาตักน้ำอาบและดื่มกินในทางโบราณคดี สระโกสินารายณ์นี้ เป็นส่วนหนึ่งของเมืองโบราณ กรมศิลปากรเคยสำรวจพบคันดินแนวกำแพง เหลือ ๓ ด้าน แต่ละด้าน ยาวเกือบ ๑ กิโลเมตร ภายในเมืองมีการขุดสระไว้หลายสระ ชาวบ้านเรียกชื่อ ต่างๆกัน บางสระมีลำรางเล็กๆ ขุดไขน้ำจากแม่น้ำแม่กลองเข้ามา ส่วนสระโกสินารายณ์นี้ แม้ตั้งอยู่นอกเมือง แต่ก็ชิดกับกำแพงเมือง นอกจากนี้ที่เนินจอมปราสาทในอาณาบริเวณเมืองเก่า ยังขุดพบกรอบประตูและกลีบขนุนหินทรายแดง จึงสันนิษฐานว่า ตรงนั้นเคยเป็นพระปรางค์ใหญ่ ทั้งยังพบสิ่งต่างๆ อีกมาก ทั้งหมดเป็นศิลปะของสมัยลพบุรี แต่ที่สำคัญที่สุด คือ รูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร เปร่งรัศมีขนาดใหญ่ ทำด้วยหินปูนสีทรายแดงอีกอันหนึ่ง เข้าใจว่าป็นที่รองรับพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรองค์นั้น ของที่ขุดพบจากเมืองโบราณแห่งนี้เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร
สรโกสินารายณ์ ปัจจุบันเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวอำเภอ บ้านโป่ง เพราะมีต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นเรียงรายอยู่สองฟากถนนรอบสระ อยู่ในเขตตำบลท่าผา หลังโรงงานกระดาษ สยามคราฟท์ ไม่ห่างจากตัวอำเภอบ้านโป่งมากนัก



๒. ศาลเจ้าแม่เบิกไพร
ตั้ง อยู่ที่ตำบลเบิกไพร อำเภอบ้านโป่ง เป็นศาลศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เคารพสักการะของคนในท้องถิ่นและจังหวัดใกล้เคียง มาช้านาน แต่ไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดว่าสร้างขึ้นในสมัยใดนอกจากมีประวัติเล่าว่า ครั้นเมื่อ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสไทรโยค ได้เสด็จมาที่ศาลเจ้าแม่เบิกไพรนี้ถึง ๒ ครั้ง

๓. ค่ายหลวงบ้านโป่ง
เข้า ใจกันว่า เป็นค่ายที่สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นสถานที่ที่พระองค์เคยเสด็จไปประทับ และทรงนำเอากองเสือป่าไปพัก ชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียง เรียกกันเพียงสั้นๆว่า “ค่ายหลวงบ้านโป่ง” สภาพของค่ายเท่าที่ปรากฏอยู่ก็คือ สันเนินและแนวคู อยู่ในตัวอำเภอบ้านโป่ง ทางทิศเหนือมีอาณาเขต จากริมแม่น้ำแม่กลอง ไปถึงถนนสาย ๑๘ เนื่องจากค่ายแห่งนี้เป็นเพียงที่พักชั่วคราว สิ่งปลูกสร้างทั้งหลายจึงไม่ถาวรหลงเหลืออยู่จนถึงปัจจุบัน



ประวัติคุณปู่ มงคล สุดลาภา
ประวัติ คุณปู่ มงคล สุดลาภา
ประวัติ เป็น นายอำเภอ ปราณบุรี จ. ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2502
เป็น นายอำเภอ บางสะพาน จ. ประจวบคีรีขันธ์
เป็น นายอำเภอ ชะอำ จ. เพชรบุรี
เป็น นายอำเภอ ท่ายาง จ. เพชรบุรี
เป็น รองผู้ว่าราชการจังหวัด ศรีษะเกศ
เป็น นายกเทศมนตรี อำเภอ เมือง จ. กาญจนบุรี
เป็น ปลัดจังหวัดกาญจนบุรี
เป็น ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย


นาย มงคล สุดลาภา รูปสมัยเป็นนายกเทศมนตรี เมืองกาจนบุรี คนที่ 16

นายมงคล สุดลาภา1 ต.ค. 2516 - 27 พ.ย. 2517
นายกเทศมนตรีคนที่ 1 นายกเทศมนตรีคนที่ 2 นายกเทศมนตรีคนที่ 3 นายกเทศมนตรีคนที่ 4

ขุนหิรัญประศาสตร์ (กลม พัฒนมาศ)
พ.ศ. 2479 - พ.ศ. 2481
พ.ศ. 2494 - พ.ศ. 2499 สวัสดิ์ สาระศาสิน
พ.ศ. 2481 - พ.ศ. 2483 นายบุญผ่อง สิริเวชชะพันธุ์
พ.ศ. 2483 - พ.ศ. 2485
พ.ศ. 2489 - พ.ศ. 2492 นายนิยม สินค้าเจริญ
พ.ศ. 2485 - พ.ศ. 2489

นายกเทศมนตรีคนที่ 5 นายกเทศมนตรีคนที่ 6 นายกเทศมนตรีคนที่ 7 นายกเทศมนตรีคนที่ 8

นายชำนาญ พงษ์สวัสดิ์
พ.ศ. 2492
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 59
- พ.ศ. 2492 นายแผน สิริเวชชะพันธุ์
พ.ศ. 2492 --พ.ศ. 2494 นายสมาน บุญอารักษ์
พ.ศ. 2499 - พ.ศ. 2499 นายประทีป ประเสริฐกุล
พ.ศ. 2499 - พ.ศ. 2501

นายกเทศมนตรีคนที่ 9 นายกเทศมนตรีคนที่ 10 นายกเทศมนตรีคนที่ 11 นายกเทศมนตรีคนที่ 12

นายสมจิตต์ ราคา
พ.ศ. 2501
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 122
- พ.ศ. 2502 นายอมร บุญลิขิต
พ.ศ. 2502 - พ.ศ. 2503 ร.ต.ต.สะอาด สุจริตจันทร์
พ.ศ. 2503 - พ.ศ. 2504 นายเฉลย รุ่งสว่าง
พ.ศ. 2504 - 2504

นายกเทศมนตรีคนที่ 13 นายกเทศมนตรีคนที่ 14 นายกเทศมนตรีคนที่ 15 นายกเทศมนตรีคนที่ 16

นายสวัสดิ์ ตุลยสุวรรณ
พ.ศ. 2504 - พ.ศ. 2506 นายชัยทัต สุนทรพิพิธ
พ.ศ. 2506 - พ.ศ. 2511 ร.ต. สมจิตต์ เสตะพันธุ
พ.ศ. 2511 - พ.ศ. 2515
9 ม.ค. 2516 - 1 ต.ค. 251 นายมงคล สุดลาภา
1 ต.ค. 2516 - 27 พ.ย. 2517
นายกเทศมนตรีคนที่ 17
นายกเทศมนตรีคนที่ 18 นายกเทศมนตรีคนที่ 19 นายกเทศมนตรีคนที่ 20

นายนิทัศน์ ถนอมทรัพย์
27 พ.ย. 2517 - 28 พ.ย. 2538 นายประสิทธิ์ โอภาสทิพากร
28 พ.ย. 2538 - 10 ม.ค. 2546 นางสมบูรณ์ สาระศาลิน
10 ม.ค. 2543 - 2546 นายประสิทธิ์ โอภาสทิพากร
ปัจจุบัน


รคนปัจจุบันคนที่20ายชื่อ นายกเทศมนตรี เมืองกาญจนบุรี ตั้งแต่(อดีต)คนที่ 1 ถึง
นายมงคล สุดลาภา ผู้ก่อตั้งโรงเรียน เมืองปราณบุรี ต.ปราณบุรี อ.ปราณบุรี
จ. ประจวบคีรีขันธ์

ประวัติโรงเรียนเมืองปราณบุรี
โรงเรียน เมืองปราณบุรีตั้งอยู่เลขที่ 73 ตำบลปราณบุรี อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาแบบสหศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประจวบคีรีขันธ์เขต 2 เริ่มเปิดสอน ครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2502 โดยนายมงคล สุดลาภา นายอำเภอปราณบุรี เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งขึ้น ตาม คำสั่งที่ 5981/2502 ลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2502 ให้เปิดเป็นโรงเรียนวิสามัญตอนปลาย โดยใช้สถานที่ สโมสรข้าราชการอำเภอปราณบุรี เป็นสถานที่เรียนชั่วคราว มีนักเรียนทั้งหมด 25 คน เป็นชาย 14 คน หญิง 11 คน มีนายนิยม พุทธิเภษัช ศึกษาธิการอำเภอปราณบุรี ดำรงตำแหน่งผู้รักษาการ ครูใหญ่ และนายทันรุจิเลข ผู้ช่วยศึกษาธิการอำเภอเป็นครูผู้สอน ปี 20 - 70 2504 ได้รับบริจาคที่ดิน จำนวน 13 ไร่ 1 งาน 38 ตารางวา จากนายจรัส นิตยธรรมให้สร้างโรงเรียนเมืองปราณบุรี ปี 2508 ได้งบประมาณเพิ่มเติมซื้อที่ดิน จากนายจรัส นิตยธรรมจำนวน 12 ไร่ 1 งาน 42 ตารางวา รวมเป็นที่ดินทั้งหมด 25 ไร่ 2 งาน 42 ตารางวา


และประวัติของคุณลุง เชาวน์วัศ สุดลาภา ครั้งมีความผูกพันธ์ กับจังหวัด เพชรบุรี และจังหวัดสุพรรณบุรี และ จังหวัดราชบุรี



ประวัติการทำงานของพณฯ ท่านคุณลุง เชาวน์วัศ สุดลาภา

นาย เชาน์วัศ สุดลาภา เกิดวันที่ 1 มิถุนายา พ.ศ 2476
ที่อยู่กรุงเทพฯ เลขที่ 511/46 ถ. จรัลสนิทวงศ์ 37 เขต บางกอกน้อย จ. กรุงเทพฯ โทร 024123742
ที่อยู่ลพบุรี เลขที่ 155 ต.วังขนอนขว้าง อ.โคกสำโรง จ. ลพบุรี โทร 036441686
ภริยา ชื่อ นาง กมลทิพย์ สุดลาภา อดีต นางงาม ประจำจังหวัดสงขลา เมื่อ 50กว่าปีที่แล้ว
การศึกษา ปริญญาตรี และ ปริญญาโท มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
จบการศึกษา Diploma ทางรัฐประสาสน์ศาสตร์ กรุง บรอน์ประเทศเยอรมันนี
Diploma ทางรัฐประสาสน์ศาสตร์ กรุง เฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์
ปริญญาเอก กิตติมศักดิ์ จาก 2 มหาวิทยาลัย ในประเทศ สหรัฐอเมริกา
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ม ป.ช มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก
- สำนักเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร

ประวัติการ ทำงาน เคยดำรงตำแหน่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัด ลพบุรี 4 สมัย ใน ปี พ.ศ 2531 / 2535/1 / 2535/2 / 2538 และสอบได้ (ส.ส) ที่ 1 ทั้งสี่สมัย

ผู้ช่วยเลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปี 2507 - 2511
เลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปี 2515 - 2517
สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ วุฒิสมาชิก ปี 2515
ผู้ว่าราชการ จังหวัด พังงา ปี 2519 - 2520
ผู้ว่าราชการ จังหวัด ลพบุรี ปี 2520 -2522
ผู้ว่าราชการจังหวัด กรุงเทพมหานคร ปี 2522 -2524
ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 60
ปี 2524 - 2526
ผู้ว่าราชการ จังหวัด เพชรบุรี ปี 2527 - 2531
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัด ลพบุรี (สอบได้ที่ 1 ทั้ง 4 สมัย ซ้อน)
ประธานคณะกรรมการศึกษา ผู้แทนราษฎร ปี 2531 - 2535
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย 2 สมัย ปี 2533 – 2535 -2536
รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ปี 2535




ความเป็นมาความสัมพันธ์กันระหว่างพณฯ ท่านเชาวน์วัศ สุดลาภา

กับดร.วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์




วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ (Vongsak Swasdipanich)

ปัจจุบันเป็น ผู้ว่าราชการจังหวัด ราชบุรี2550
วงศ์ ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ (Vongsak Swasdipanich) ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย เกิด ๆ๒๗ มิถุนายน ๒๔๙๔ อายุ ๕๔ ปีเต็ม ภูมิลำเนาอำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด บุตรคนที่ ๕ ของเจริญ - ซิวเจียง สวัสดิ์พาณิชย์
อนันต์ สวัสดิ์พาณิชย์ พี่ชายคนโต ประกอบธุรกิจการเกษตรที่จังหวัดร้อยเอ็ด มนตรี สวัสดิ์พาณิชย์ พี่ชายคนรอง ประกอบธุรกิจ
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 123
น้ำแร่ดื่มที่จังหวัดร้อยเอ็ด ชูศรี ไวทยาวันศิริ พี่สาวคนที่สาม ประกอบธุรกิจเภสัชและกิจการโรงแรมที่จังหวัดนครราชสีมา รองศาสตราจารย์ ดร. สุวพงษ์ สวัสดิ์พาณิชย์ พี่ชายคนที่สี่ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตสกลนคร เกรียงศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ น้องชาย นิติกรธนาคารกรุงเทพ จำกัด สำนักงานใหญ่ และมัชฌา นราสวัสดิ์ น้องสาวคนเล็ก ประกอบธุรกิจอะไหล่รถจักรยานยนต์ที่จังหวัดร้อยเอ็ด
การศึกษาชั้นประถม โรงเรียนบ้านอาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด มัธยมต้นโรงเรียนร้อยเอ็ดวิทยาลัย ออกไปเข้า ม.ศ. ๓ ที่วิทยาลัยบางแสน ตามคำแนะนำของญาติผู้ใหญ่ ดร. ก่อ สวัสดิ์พาณิชย์ บิดาของศิโรตม์ สวัสดิ์พาณิชย์ อธิบดีกรมสรรพากร และมัธยมปลายโรงเรียนจรัสสมรอนุศาสน์ ยานนาวา กรุงเทพฯ
เป็นน้องใหม่ภาค วิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปีการศึกษา ๒๕๑๓ เพราะอยากเป็นนายอำเภอ โดยมีอุดม พัวสกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูนเป็นเพื่อนร่วมรุ่น
เรียนแบบไม่หยุดพักทั้งภาค เล็กและภาคใหญ่ ย่นเวลาเหลือ ๓ ปี ทั้ง ๆ ที่อาจารย์เตือนว่าถ้าพลาดละก็เจ็บกว่าคนเรียน ๔ ปี แต่ก็ได้รัฐศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา ๒๕๑๕ รับพระราชทานปริญญาพร้อมรุ่นพี่ในปี ๒๕๑๖
๐ ๐ ๐
นั่ง รถไฟเข้ากรุงเทพฯ ไปพบเชาว์วัศน์ สุดลาภา เลขานุการจอมพล ประภาส จารุเสถียร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น เพื่อขอฝึกงานโดยไม่ต้องการเงินเดือน
เชาวน์วัศ สุดลาภา ชอบใจที่กล้าเดินเข้ามาหาทั้ง ๆ ที่ไม่เคยรู้จักกัน
แต่พรรคพวกพามาฝากเยอะ ก็เลยรับไว้ทั้งธรรมศาสตร์ จุฬาฯ และเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยละ ๑ คน ได้เป็นลูกจ้างชั่วคราวสมใจ
ทำได้ไม่กี่เดือนก็เกิดเหตุการณ์ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๑๖
ภารกิจ ที่ไม่เคยคิดมาก่อนในชีวิตคือพาเชาว์วัศน์ สุดลาภา หลีกลี้ผู้คนไปหลบภัยที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ ถนนราชดำเนิน โรงแรม ๙๙ บางลำภู โรงแรมพาร์ลิเมนท์ ถนนวิสุทธิกษัตริย์ และโรงแรมวงเวียน ๒๒ กรกฎาคม จนเงินหมด
เชาวน์วัศ สุดลาภา ให้นำแฟ้มบัญชีเจ้าหน้าที่มาเปิดดูว่ารู้จักใครที่ไว้ใจได้บ้าง แล้วโทรศัพท์บอกเขามาช่วยจ่ายเงินให้ที จากนั้นก็พาเชาน์วัศ สุดลาภา ไปส่งที่อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แล้วพาภริยาของเชาน์วัศ สุดลาภา ขึ้นรถไฟล่องใต้ไปส่งที่จังหวัดสงขลา ก่อนจะกลับมารายงานตัวที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) สวนรื่นฤดี พร้อมกับพันตำรวจเอก สุทิน เอมะพัฒน์ ช่วยราชการสำนักงานเลขานุการรัฐมนตรีในขณะนั้น
สามวันสามคืนในสวนรื่นฤดี ได้รับรู้เรื่องราวหลายอย่าง รวมทั้งการเจรจาของจอมพล ถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และนายทหารระดับสูง อาทิ พลเอก กฤษณ์ สีวะรา และพันเอก ณรงค์ กิตติขจร เป็นต้น
เด็กกว่าเขาเพื่อน จึงรับหน้าที่ให้บริการอาหารเครื่องดื่มแก่ผู้ใหญ่ใน กอ.รมน.
หลังหายตื่นเต้นจากเหตุการณ์ที่ค่อย ๆ สงบลง ก็นึกขึ้นได้ว่าไปสอบแข่งขันเป็นปลัดอำเภอเอาไว้
แวะไปดู จึงรู้ว่าติด
๑ พฤษภาคม ๒๕๑๘ ได้รับการบรรจุเป็นปลัดอำเภอตรี กิ่งอำเภอปทุมรัตน์ ร้อยเอ็ด จังหวัดบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง
ทำ งานได้ปีเดียว ผู้ว่าราชการจังหวัดแวะมาตรวจราชการแล้วเห็นหน่วยก้าน สั่งให้เข้ามาเป็นปลัดอำเภอตรี อำเภอเมืองร้อยเอ็ด พร้อมกับสอบได้ชั้นโท (เจ้าพนักงานปกครอง ๔)
๒๕๑๙ ศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านบริหารรัฐกิจที่ Kentucky State University (KSU), Frankfort, Kentucky สหรัฐฯ
๒๕๒๐ ได้ปริญญา Master of Public Affairs (Planning)
บินกลับมาประจำกองการศึกษาประชาบาล จนกระทั่งสอบได้ระดับ ๕
กันยายน ๒๕๒๒ ย
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 61
้ายไปเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน ๕ สำนักงานจังหวัดเลย ปีถัดมาย้ายไปลงตำแหน่งเดียวกันที่จังหวัดพิจิตร
ธันวาคม ๒๕๒๕ ย้ายไปเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน จังหวัดศรีสะเกษ หลังสอบได้ระดับ ๖
อยู่ศรีสะเกษ ๕ ปีเต็ม จึงได้ย้ายไปรักษาการหัวหน้าฝ่ายแผนและโครงการ จังหวัดอุบลราชธานี
ตุลาคม ๒๕๓๓ ได้รับแต่งตั้งให้รักษาการหัวหน้าสำนักงานจังหวัดอุบลราชธานี หลังสอบได้ระดับ ๗
เพียงปีเดียวก็สอบได้ระดับ ๘
ธันวาคม ๒๕๓๔ ได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าสำนักงานจังหวัดมุกดาหาร (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน ๘)
จากนั้น เข้ารับการอบรมหลักสูตรนักบริหารมหาดไทย ระดับ ๘ สถาบันดำรงราชานุภาพ ๔๕ วัน
เมื่อ ชนะศักดิ์ ยุวบูรณ์ ย้ายไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้ทำเรื่องขอผู้จบปริญญาโทจากต่างประเทศมาเป็นหัวหน้าสำนักงานจังหวัดเพื่อ ช่วยงาน SEA Games ซึ่งเชียงใหม่เป็นเจ้าภาพ
กระทรวงฯ ส่งชื่อมาให้ ๒ คน แต่คนแรกขออยู่ที่เก่า หัวหน้าสำนักงานจังหวัดเชียงใหม่จึงกลายเป็นวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์
ยังไม่ทันจะเดินทางไป อารีย์ วงศ์อารยะ ปลัดกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้นโทรศัพท์มาหา บอกว่าคงจะไม่ได้ไปเชียงใหม่แล้วละ
ไม่เป็นไร เพราะก็ไม่อยากไปอยู่แล้ว
หัวหน้าสำนักงานจังหวัดเชียงใหม่ตัวจริงไม่ใช่
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 124
ใครที่ไหน พระนาย สุวรรณรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นนายอำเภออมก๋อยในขณะนั้น
เมษายน ๒๕๓๕ ได้รับคำสั่งใหม่ให้มาเป็นหัวหน้าสำนักงานจังหวัดสมุทรปราการ
แต่คนเก่าขออยู่ต่อ ในขณะที่คนใหม่ก็ไม่สมัครใจจะไป จึงไม่ได้ไปทั้งเชียงใหม่และสมุทรปราการทั้ง ๆ ที่คำสั่งออกมาแล้ว
สรุปแล้วได้อยู่ที่เดิม คือ มุกดาหาร
ตุลาคม ๒๕๓๖ ย้ายไปเป็น หัวหน้าสำนักงานจังหวัดขอนแก่น
๐ ๐ ๐
เมื่อกระทรวงมหาดไทยปรับโครงสร้างภายในแยก 'ฝ่ายแผนพัฒนาจังหวัด' ออกจาก 'สำนักนโยบายและแผน' แล้วยกขึ้นเป็นหน่วยงานระดับกอง
ชนะ ศักดิ์ ยุวบูรณ์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นึกถึงคนที่เคยขอไปช่วยงาน SEA Games แล้วไม่ได้มาทำงานด้วยกันเมื่อครั้งยังเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ หนนี้คงไม่มีปัญหา
พฤศจิกายน ๒๕๓๗ จึงได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการกองแผนพัฒนาจังหวัด สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย คนแรก
คน ในกระทรวงมหาดไทยด้วยกันไม่ได้หมายความว่าจะมีโอกาสเติบโตหรือได้รับการ พิจารณาให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดถ้าไม่ผ่านการเป็นปลัดอำเภอ นายอำเภอ ปลัดจังหวัด และรองผู้ว่าราชการจังหวัด ก็ยากที่จะได้ขึ้นเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด เช่น ข้าราชการมหาดไทยระดับ ๔ - ๕ ถ้าโอนมาจากสายปกครองแล้ว โอกาสในการเข้าโรงเรียนนายอำเภอจะน้อยลง
เมื่อไม่ได้เรียนก็ไม่ได้เป็นนายอำเภอ
แต่ ถ้าได้เป็นผู้อำนวยการกอง ในสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยแล้ว ยังมีโอกาสที่จะได้รับการพิจารณาแต่งตั้งเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัด เส้นทางไปสู่การเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดจึงไม่ถึงกับตีบตัน ผนวกกับการปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนมาตลอด เงินเดือนที่ได้รับก็สูงเต็มขั้น ผลงานใหม่ก็ได้ใช้ความรู้ด้านการวางแผนที่ได้ร่ำเรียนมา
ตุลาคม ๒๕๓๙ จึงได้รับแต่งตั้งเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี โดยไม่ผ่านการเป็นนายอำเภอและปลัดจังหวัด ขณะมีอายุน้อยที่สุดในบรรดาคนเป็นรองผู้ว่าฯ ด้วยกัน โดยไม่เคยวิ่งเต้นให้ได้มาซึ่งตำแหน่ง
จากนั้น กลับไปเข้ารับการอบรมหลักสูตรนักบริหารมหาดไทย ระดับ ๙ สถาบันดำรงราชานุภาพ นาน ๖ เดือนเต็ม จึงกลับมาทำงานต่อ
แม้ ยังไม่มีอำนาจเต็มเหมือนผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ก็หนีไม่พ้นการใช้หลักนักบริหาร (องค์กร) นักพัฒนา (โครงการ) และนักปกครอง (คน) ขาดไปหลักใดหลักหนึ่งก็ไม่ได้
งานที่ได้รับมอบหมายจาก พลากร สุวรรณรัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานีในขณะนั้น คือการจัดตั้งเขตอุตสาหกรรม อันทำให้ปัตตานีเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีโรงงานด้านอุตสาหกรรมการเกษตรขนาด ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ อาทิ โรงงานปลากระป๋อง โรงงานปลาป่น โรงงานอาหารสัตว์ เป็นต้น
อีกงานหนึ่งคือคือโครงการจัดตั้งธนาคารอิสลาม (Islamic Bank)
และ ที่ได้รับมอบหมายเป็นพิเศษคือการเป็นตัวแทนผู้ว่าราชการจังหวัดใน ๔ จังหวัดภาคใต้เข้าร่วมประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และมาเลเซีย
เนื่องจากจังหวัดภูเก็ตมีเป้าหมายในการเป็นเมือง หน้าต่างโลก พีระพงศ์ จำนงเฉลิมฉัตร ผู้ว่าราชการจังหวัดในขณะนั้นจึงทำเรื่องขอตัว เพราะเห็นศักยภาพที่ปัตตานี
ตุลาคม ๒๕๔๐ ย้ายไปดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต โดยมีชาวไทยมุสลิม ๗ คันรถ ตามมาส่งถึงตัวเกาะ
๐ ๐ ๐
ที่ ภูเก็ต รับผิดชอบงานด้านเศรษฐกิจ โดยมีภารกิจหลักพัฒนาการท่องเที่ยว ซึ่งช่วงนั้นมีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเต็มที่ จนไม่ทันกับการดูแลรักษา
แต่ก็ไม่ง่ายในการจัดระเบียบ เพราะ 'ผลประโยชน์' คืออุปสรรคสำคัญ โดยเฉพาะป่าตอง
'สารสนเทศ' คือ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 62
หัวใจสำคัญในการบริหารจัดการ
หลังตามเก็บรายชื่อชาวบ้านร้านถิ่นมาแยกเป็นหมวดหมู่จนรู้ใครเป็นใคร และรู้ต่อไปถึงอิทธิพลที่มีผลทั้งทางบวกและลบต่อการจัดระเบียบ
ผล พวงจากการจัดทำสารสนเทศ ทำให้เห็นภาพด้านประชากรศาสตร์อย่างชัดเจนของคนภูเก็ต จึงมีโอกาสได้เชื่อมโยงคนไทยมุสลิมซึ่งมีอยู่ร้อยละ ๓๕ มาช่วยกันพัฒนาภูเก็ต
และหลังการเดินเท้าย่ำป่าตอง ยังทำให้รู้ว่าหนึ่งในกลุ่มผู้สร้างปัญหาจุ๊ก ๆ จิ๊ก ๆ ไม่ใช่ใครที่ไหน พวกแผงหลัก แผงลอย รถเข็น และคานหาบ เร่ขายตำบักหุ่ง (ใส่หรือไม่ใส่ปลาแดกก็แล้วแต่) ไปจนถึงรถสองแถว และนวดโบราณทั้งที่อยู่ในตึกและริมชายหาด
พอได้ยินเขาส่งเสียง ก็รู้ว่าไม่ใช่ใครที่ไหน จัดแจงส่งภาษาเดียวกัน
ป่า ตองค่อย ๆ มีระเบียบขึ้นโดยลำดับหลังหลังเปลี่ยนผู้ว่าราชการจังหวัดอีก ๒ คน คือ พงศ์โพยม วาศภูติ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาในปัจจุบัน และชาญชัย สุนทรมัฏฐ์ รองปลัดกระทรวงฯ ฝ่ายความมั่นคงในปัจจุบัน
เป็นรองผู้ว่าฯ ภูเก็ตครบ ๔ ปี แต่เปลี่ยนผู้ว่าฯ ปีละคน
ตุลาคม ๒๕๔๔ ย้ายไปเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง พร้อมกับเข้าศึกษาที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปรอ. ๔๔๑๔) เป็นเวลา ๑ ปีเต็ม
เพื่อนร่วมรุ่นที่กำลังขั้วตำแหน่งใหม่ในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ อาทิ พลเรือเอก สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ว่าที่ผู้บัญชาการทหา
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 125
รเรือ พลเรือเอก วิชัย ยุวนางกูร ว่าที่รองผู้บัญชาการทหารเรือ พลเรือเอก นพพร อาชวาคม ว่าที่ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ พลเอก พรชัย กรานเลิศ ว่าที่ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก พลอากาศเอก พรชัย รามโกมุท ว่าที่ผู้บัญชาการกองบัญชาการสนับสนุนทหารอากาศ พลตำรวจโท ชลอ ชูวงษ์ และพลตำรวจโท วิโรจน์ พหลเวชช์ ว่าที่ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นต้น
ส่วนเพื่อนร่วมรุ่นที่มาจากกระทรวงเดียวกัน ได้แก่ เจตน์ ธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น พระนาย สุวรรณรัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี วิชม ทองสงค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ปรีชา บุตรศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ เมฆินทร์ เมธาวิกูล ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ปานชัย บวรรัตนปราน ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร และสุธี มากบุญ ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร
๐ ๐ ๐
๑ ตุลาคม ๒๕๔๕ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย หลังจบ วปอ.
'หนองคาย' จังหวัดชายแดนติดแม่น้ำโขงได้ชื่อว่าน่าอยู่อันดับ ๗ ของโลก เป็นดินแดนชุ่มน้ำอันดับ ๑,๐๙๘ ของโลก เป็นเมืองที่มีนักบวชและนักพรตมากที่สุดในเอเชีย และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยยังจัดให้เป็น ๑ ใน ๕ จังหวัดที่น่าอาศัยระยะยาวอีกด้วย
ฟังแล้วน่าชื่นชม แต่ไม่มีอะไรในกอไผ่ที่จะผลักดันให้คนต่างถิ่นหรือต่างชาติอยากมาเที่ยวและ ลงทุนเพื่อให้คนหนองคายมีรายได้ดีขึ้น ขณะที่บางคนในภาครัฐกลับทำงานผิดช่องทาง
ประสบการณ์จากการเป็นหัวหน้าสำนักงานจังหวัดและรองผู้ว่าราชการจังหวัดช่วยให้ไม่ต้องเสียเวลาเริ่มต้นเท่าใดนัก
ข้อมูล ข่าวสารที่ถูกต้องเป็นเรื่องสำคัญ ระยะแรกจึงต้องอาศัย Honda, Silver Shadow คันใหญ่ ขับตระเวณเข้าไปตรวจพื้นที่ทุกสัปดาห์ ล้มเมื่อใดไม่ต้องยก เพราะมอเตอร์ไซค์หนักกว่าท่านผู้ว่าฯ ร่างเล็กหลายร้อยกิโลกรัม
จากนั้น จัดประชุมนายอำเภอให้ถี่ขึ้น เพื่อเร่งนโยบายของรัฐที่ได้นำมาขยายเป็นแผนปฏิบัติการให้บังเกิดผลเป็น รูปธรรม โดยชี้ให้เห็นว่า ช่องทางนี้นอกจากจะช่วยชาวบ้านให้อยู่ดีกินดีแล้ว ยังสนองนโยบายจากส่วนกลางอันเป็นผลงานที่ชอบธรรมอีกด้วย
และเพื่อให้เรื่องที่คนชื่นชมมีความเป็นไปได้จริง โครงการเรารักหนองคายจึงเกิดขึ้น
แต่ถ้าภายในไม่พร้อมก็ยากที่จะรุกออกไปภายนอกได้ดี จึงเริ่มต้นที่การทำภายในให้สะอาดทั้งด้าน 'รูปธรรม' และ 'นามธรรม'
เริ่ม จากรณรงค์ให้ 'หนองคายไร้ขยะ' ด้วยการจัดให้มีวัน 'เรารักหนองคาย' โดยส่วนราชการภูมิภาค ท้องถิ่น และชาวบ้าน มาคุยกัน ในที่สุดก็ออกมาเป็นทุกวันพุธที่สองและสี่ของเดือน ทั้ง ๑๗ เทศบาลเล็กใหญ่ และ ๑๑๑ องค์การบริหารส่วนตำบล ตลอดจนชาวบ้าน ยกขบวนกันออกมาทำความสะอาดหนองคายทั้งจังหวัด ทำมาแล้วตั้งแต่ต้นปี ๒๕๔๕ จนถึงวันนี้
ต่อไปเป็นเรื่องของการบริหารจัดการ วัฒนธรรม จริยธรรม และระเบียบวินัย
ข้าราชการ
นับ ว่าท้าทายในการผลักดันให้มีธรรมบริหาร (Good Governance) แผนส่งเสริมการทำงานด้วยความ 'จริงใจ จริงจัง และโปร่งใส' จึงเกิดขึ้น โดยจัดตั้งคณะทำงานด้านยุทธศาสตร์ (CEO Staff) ของผู้ว่าราชการจังหวัด ประกอบด้วยหัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์ของกระทรวงต่าง ๆ ที่มาประจำอยู่ในจังหวัด แล้วจัดให้มีการประชุมกันทุกวันอังคารและพฤหัสบดี และจัดอบรมข้าราชการให้เข้าใจเรื่อง 'ธรรมบริหาร'
ชาวบ้าน
มีการจัด ตั้งตัวแทนประชาชน ๗ คนนอกล้วน ๆ มาจากชาวไทยเชื้อสายญวน ต้นตระกูลเก่า ณ หนองคาย มหาวิทยาลัยขอนแก่น วิทยาเขตหนองคาย ประชาคม ผู้นำลูกเสือชาวบ้าน องค์กรพัฒนาเอกชน และประชาชนในอำเภอเมือง เ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 63
พื่อให้ข้อคิดเห็นและเสนอแนะแก่ผู้ว่าฯ
เด็กและเยาวชน
แผน งาน 'คุณครูผู้ว่าฯ' ซึ่งวัยรุ่นฮือฮาเมื่อเห็น 'ผู้ใหญ่แนว' สวมบทครูสัญจร ขี่มอเตอร์ไซค์ตะลอนสอนหนังสือนักเรียนมัธยม โดยเฉพาะวัยรุ่นเป็นกลุ่มเป้าหมายพิเศษ จากนั้นนำเด็กนักเรียนที่อยู่ชนบทรอบนอกทยอยกันเข้ามาพบผู้ว่าฯ ต่อด้วยทัศนศึกษาในเมือง ในทางกลับกันก็ส่งนักเรียนในเมืองไปทัศนศึกษาชนบทที่ห่างไกล แต่ไม่ลืมอุปกรณ์การเรียนการสอนและเครื่องมือที่จะช่วยให้นักเรียนทำกิจกรรม ได้ แผนงานพัฒนาห้องเรียนคอมพิวเตอร์ แผนงานห้องเรียนศิลปะ และแผนงานลานกีฬาเอนกประสงค์ จึงทยอยออกมารองรับ โดยเฉพาะทุนการศึกษาเด็กนักเรียนที่ด้อยโอกาส ซึ่งเงินส่วนหนึ่งมาจากเพื่อนร่วมรุ่น วปรอ. ๔๔๑๔ นี่แหละ
๐ ๐ ๐
เมื่อ ภายในสะอาด อบอุ่น และมีความพร้อมระดับหนึ่ง จึงเริ่มงานเชิงรุก อันได้แก่ การพัฒนาจังหวัดหนองคายในด้านนิเวศ เกษตรอุตสาหกรรม การค้าชายแดน และท่องเที่ยว
ด้านนิเวศ
หนองคายมีพื้นที่ติดแม่น้ำโขง ๓๓๐ กิโลเมตร แต่ละปีหน้าดินถูกน้ำเซาะหายไป ๒ เมตร ปล่อยต่อไปอีกไม่ได้แล้ว จึงทำการศึกษาจุดที่อ่อนไหว ส่วนไหนที่พังทลายมากก็สร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งเป็นจุด ๆ ไป ได้งบเพิ่มเติมมาเมื่อใดก็ทยอยทำตามแผนที่ได้ศึกษาไว้
ด้านเกษตรอุตสาหกรรม
นอกจากการส่งเสริมสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 126
(One Tambon One Product: OTOP) ที่ประกวดประขันกันทุกจังหวัดแล้ว คือการใช้จุดเด่นของจังหวัดในด้านภูมิศาสตร์ พัฒนาให้หนองคายเป็นครัวโลกด้านผักผลไม้ที่ปลูกได้ทุกชนิด ตลอดจนการปลูกพืชสมุนไพรและสวนพฤกษชาติ ควบคู่กับเป้าหมายในการตั้งโรงงานปุ๋ยอินทรีย์ ๖ แห่ง เพื่อใช้ในการส่งเสริมแผนงานนี้ โดยเฉพาะยางพาราซึ่งหนองคายมีพื้นที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือถึง ๒๕๐,๐๐๐ ไร่
การค้าชายแดน
แม้หนองคายเป็นเมืองชายแดน แต่ที่ผ่านมามีแต่หันหน้าหากรุงเทพฯ หันหลังให้ต่างประเทศ น่าจะไปลาวและจีนตอนใต้อีกทางหนึ่ง จึงตั้งคณะทำงานชายแดน ฝ่ายไทยมี ๗ คน มาจากหัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์ ตำรวจ ทหาร เกษตรฯ ศึกษาฯ พาณิชย์ และสำนักงานจังหวัด ฝ่ายลาวอีก ๗ คน รวมเป็น ๑๔ คน ให้ความสำคัญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ต้องมาก่อน เมื่อชอบพอกันแล้ว เรื่องอื่น ๆ ก็พูดกันได้ ถัดไปเป็นเรื่องความปลอดภัย ความมั่นคง ยาเสพติด แรงงานต่างด้าว และการค้าขาย ส่วนแผนงานสำคัญในเรื่องการค้าชายแดน คือ การจัดตั้งเขตปลอดอากร จัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษอุดรธานี-หนองคาย-เวียงจันทน์ จัดหาพื้นที่ตรวจสินค้าแห่งใหม่ของด่านศุลกากร และจัดสร้างด่านพรมแดนพร้อมท่าเทียบเรือแพขนานยนต์ที่อำเภอบึงกาฬ
การท่องเที่ยว
งาน ใหญ่คือการจับมือกับ ดร. จิตสันติ ธนะโสภณ ผู้ว่าการ การรถไฟแห่งประเทศไทย ใช้บริเวณสถานีรถไฟเก่าก่อสร้างพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำจืด (Aquarium) มูลค่า ๓๓๗ ล้านบาท เพื่ออนุรักษ์พันธุ์ปลาในแม่น้ำโขงที่เหลืออยู่ ๕๘๐ สายพันธุ์ ไม่ให้หดหาย คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี ๒๕๕๐
อีกงานหนึ่งเป็นการก่อสร้าง ศูนย์ OTOP เพื่อเป็นแหล่งกลางในการเผยแพร่และจำหน่ายสินค้าทุกตำบลของจังหวัดฯ และ ASEAN ข้างศาลากลาง เนื้อที่ ๕ ไร่ มีทั้งสินค้าบ้านเรา สินค้าบ้านเขา คือ จีน และสิบสองปันนา มูลค่ากว่า ๔๐ ล้านบาท
ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้คน ต่างชาติและต่างถิ่นได้สัมผัสวิถีชีวิตแบบไทย ๆ ของชาวหนองคายด้วยการพัฒนาที่พักในบ้าน (Home stay) กระจายไปทั่วอำเภอที่อยู่ริมแม่น้ำโขง เพื่อบริการนักท่องเที่ยวที่นิยมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
และที่ถึง ขั้นผลิตคู่มือกันเลยก็คือ ส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างหนองคายกับเวียงจันทน์ แบบว่า มา ๑ จังหวัด ได้เที่ยว ๒ ประเทศ ทำนองนั้น
๐ ๐ ๐
ทั้งหมดที่ว่ามานี้ ประเด็นอยู่ที่การสื่อสารให้ทุกฝ่ายได้รับรู้ข่าวสาร เข้าใจ ยอมรับ และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือ
ที่ นี่ใช้วิธีการสื่อสารค่อนข้างหลากหลาย ทั้งระดับบุคคล ระดับกลุ่ม ไปจนถึงระดับมวลชน มีทั้งที่ผู้ว่าฯ เข้าไปหา และยกขบวนกันมาพบ ตลอดจนการสื่อสารที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ
ทุกเช้าวันเสาร์หลัง รายการ 'นายกฯ พบประชาชน' ที่หนองคายมีรายการ 'บ้านเมืองน่าอยู่' ทางวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย FM ๙๐.๕ เมกะเฮิรตซ์ เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๐.๐๐ น. ผู้ว่าฯ วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ พูดใส่ไมโครโฟนคุยกับชาวบ้านให้ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร มีการบอกเล่าเก้าสิบ พร้อมเปิดสายท้ายรายการให้สอบถามและร้องเรียนอีกด้วย
ทุกครั้งเมื่อกลับ จากประชุมที่กรุงเทพฯ วันรุ่งขึ้น หัวหน้าส่วนราชการและนายอำเภอจะรับรู้เรื่องราวที่ไปประชุมมา วันถัดไป กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์การบริหารส่วนตำบล จะรับรู้ข่าวสารผ่านหัวหน้าส่วนราชการและนายอำเภอ และวันที่สาม ประชาชนในแต่ละท้องถิ่นจะรับรู้ข่าวสารจากกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์การบริหารส่วนตำบล
แล้วยังเปิด 'สภากาแฟ' อีกเดือนละ ๒ ครั้ง เวลา ๐๗.๐๐ - ๐๘.๓๐ น. ให้หัวหน้าส่วนราชการ ส่วนท้องถิ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 64
่น และภาคเอกชน ได้แสดงความคิดเห็นร่วมกัน นอกเหนือจากวารสาร 'เรารักหนองคาย' รายเดือน และแผ่นพับต่าง ๆ มากมาย ฯลฯ
ไม่มีท้องที่ใดปราศจากอิทธิพล แต่เมื่อคนหลายฝ่ายในท้องที่นั้นสามารถเข้าถึงกัน โดยมีเวทีให้พบปะพูดจากัน ความกดดันถ้ามีก็จะน้อยลง
เครือข่ายภาคประชาชนที่มีความพร้อมด้านข้อมูลข่าวสารยังช่วยให้การปฏิบัติงานภาครัฐเกิด 'ธรรมบริหาร' อีกทางหนึ่งด้วย
ที่ นี่มีรายชื่อผู้ยากจนในบัญชีกว่า ๘,๐๐๐ คน ฝันของผู้ว่าฯ วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ คือ ศูนย์กลางด้านการค้าและบันเทิงมูลค่ากว่า ๔,๐๐๐ ล้านบาท ที่ภาคเอกชนให้ความสนใจเพราะอยู่ใกล้ลาว ถ้าเกิดขึ้นจริงเมื่อใด แทบจะล้างบัญชียากจน เพราะคนมีงานทำกันทั่วถ้วน
๐ ๐ ๐
ชีวิตส่วนตัว สมรสกับวิไลพร วิรัตน์จันทร์ อดีตพนักงานสาขาอำเภอเกษตรวิสัย ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อ ๑๗ มีนาคม ๒๕๑๘
เบญจพล สวัสดิ์พาณิชย์ บุตรคนโต อายุ ๒๓ ปี ภาควิชาโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ปีสุดท้าย
เบญจรงค์ สวัสดิ์พาณิชย์ บุตรคนเล็ก อายุ ๑๘ ปี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปี ๒
ข้อคิดที่ วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ เขียนไว้ในทำเนียบรุ่น วปรอ. ๔๔๑๔ ก็คือ ...
"จะเก่ง จะดี จะชั่ว อยู่ที่ตัวสร้างขึ้นมาเอง"

บรรดาพ่อค้าแม่ขา
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 127
ยครั้นรู้ว่ารองผู้ว่าฯ ผูกเสี่ยวกัน ก็ดีใจ ให้ความเคารพนับถือ
เมื่อเป็นพวกเดียวกันแล้ว "ทำแบบนี้ต่อไปไม่ได้ มาอยู่ที่นี่ต้องไว้หน้าพ่อ" รองผู้ว่าฯ คนร้อยเอ็ดขอกันตรง ๆ
จาก นั้น จัดแจงรวมกลุ่มตั้งชมรมชาวอีสานในจังหวัดภูเก็ต หลังอยู่ที่นี่ได้ ๑ ปี อันเป็นช่วงที่จเด็จ อินสว่าง มาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดแทนพีระพงศ์ จำนงเฉลิมฉัตร
แล้วรับเป็นประธานชมรมฯ คนแรก อันทำให้รู้ว่าที่นี่มีชาวอีสานกว่า ๒๐,๐๐๐ คน
สมมติเล่น ๆ ถ้าทุกคนโอนทะเบียนบ้านไปอยู่ภูเก็ตเมื่อใด มีโอกาสเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้แล้ว ๑ คน
โดย: teapatyost341455@hotmail.com [19 มี.ค. 51 20:50> ( IP A:61.7.191.119 X: )
ความคิดเห็นที่ 66
หลักฐานทางโบราณคดีที่พบในสมัยพุทธศตวรรษที่ 11–13 คือเหรียญเงินเส้นผ่าศูนย์กลาง 19 ม.ม. พบที่นครปฐม และอู่ทองนั้น พบว่ามีอักษรจารึกไว้ว่า “ศรีทวารวดีศวร”และ มีรูปหม้อน้ำกลศอยู่อีกด้านหนึ่ง ทำให้เชื่อได้ว่า ชนชาติมอญโบราณ ได้ตั้งอาณาจักรทวารวดี (บางแห่งเรียกทวาราวดี) ขึ้นในภาคกลางของดินแดนสุวรรณภูมิ

มีศูนย์กลางที่เมืองนครปฐมโบราณ (ลุ่มแม่น้ำท่าจีนหรือนครชัยศรี) กับเมืองอู่ทองและเมืองละโว้ (ลพบุรี) ต่อมาได้ขยายอำนาจขึ้นไป ถึงเมืองหริภุญชัยหรือลำพูน มีหลักฐานเล่าไว้ว่า ราว พ.ศ. 1100 พระนางจามเทวี ราชธิดาของเจ้าเมืองลวปุระหรือละโว้ลพบุรี ได้อพยพผู้คนขึ้นไปตั้งเมืองหริภุญชัยที่ลำพูน ส่วนที่เมืองนครปฐมนั้นมีการพบ พระปฐมเจดีย์ และมีการพบจารึกภาษาปัลลวะ บาลี สันสกฤต และ ภาษามอญ ที่บริเวณพระปฐมเจดีย์และบริเวณใกล้เคียง พบจารึก ภาษามอญ อักษรปัลลวะ บันทึกเรื่องการสร้างพระพุทธรูป เสาหงส์ วิหาร และแนวต้นมะพร้าวเป็นอาณาเขตพระอารามที่วัดโพธิ์ร้าง จังหวัดนครปฐม อายุราว พ.ศ. 1200 (ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์พระปฐมเจดีย์) และพบ จารึกมอญ ที่ลำพูนอายุราว พ.ศ. 1628 (ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ หริภุญไชย จังหวัดลำพูน)

ต่อมาอาณาจักรขอมหลังจากพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สวรรคตใน พ.ศ. 1732 อำนาจก็เริ่มเสื่อมลง รวมถึงให้พ่อขุนบางกลางหาว ที่สถาปนาเป็น พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ และประกาศตั้งอาณาจักรสุโขทัย เป็นอิสระจากการปกครองของขอม พ่อขุนรามคำแหง พระราชโอรสของขุนศรีอินทราทิตย์ ได้ครองราชย์และทรงดัดแปลงอักษรขอมและ มอญ มาประดิษฐเป็นลายสือไทย

ด้านจารึกภาษามอญ บนใบลานนั้น พบมากมายตาม หมู่บ้านมอญ ในประเทศไทย ส่วนที่ประเทศพม่าพบมากตาม หมู่บ้านมอญในเมืองสะเทิมและเมืองไจก์ขมี ซึ่งมีการคัดลอกและรวบรวมนำมาเก็บไว้ ที่หอสมุดแห่งชาติเมืองย่างกุ้ง และที่ห้องสมุดมอญเมืองเมาะลำไย นอกจากนี้กองโบราณคดีและกองวัฒนธรรม ยังได้จัดพิมพ์วรรณกรรม ชาดก ตำรามอญ และเคยมีการริเริ่มจัดพิมพ์พจนานุกรมมอญ-พม่าอีกด้วย

[แก้> มอญอพยพ
ทุก วันนี้ ชนชาติมอญ ไม่มีอาณาเขตประเทศปกครองตนเอง เนื่องจากตกอยู่ในภาวะสงคราม และการแย่งชิงราชสมบัติกันเอง และการรุกรานของพม่า ชาวมอญอยู่อย่างแสนสาหัส ถูกกดขี่รีดไถ การเกณฑ์แรงงานก่อสร้าง ทำไร่นาหาเสบียงเพื่อการสงคราม และเกณฑ์เข้ากองทัพ โดยเฉพาะสงครามในปี พ.ศ. 2300 เป็นสงครามครั้งสุดท้าย ที่คนมอญพ่ายแพ้แก่พม่าอย่างราบคาบ ชาวมอญส่วนหนึ่งจึงอพยพโยกย้ายเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนในเมืองไทยหลายต่อหลายครั้ง เท่าที่มีการจดบันทึกเอาไว้รวมทั้งสิ้น 9 ครั้ง

ครั้งที่ 1 เมื่อ พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ตีหงสาวดีแตกใน พ.ศ. 2082 ชาวมอญจำนวนมากหนีเข้ามากรุงศรีอยุธยา พระเจ้าแผ่นดินโปรดฯให้ตั้งบ้านเรือนอยู่แถบตัวเมืองกรุงศรีอยุธยาชั้นนอก พระยาเกียรติพระยารามและครัวเรือน ให้ตั้งบ้านเรือนอยู่แถบตัวเมืองชั้นใน ใกล้พระอารามวัดขุนแสน และเมื่อถึง พ.ศ. 2084 ราชวงศ์ตองอูตีเมืองเมาะตะมะแตก มีการฆ่าฟันชาวมอญลงขนาดใหญ่ ก็เข้าใจว่ามีมอญหนีเข้ามาสู่กรุงศรีอยุธยาอีก ถือเป็นระลอกแรกของมอญอพยพ

ครั้ง ที่ 2 เมื่อพระนเรศวรเสด็จไปพม่าเมื่อคราวพระเจ้าบุเรงนองสิ้นพระชนม์ แล้วประกาศเอกราช ทรงชักชวนมอญที่เข้าสวามิภักดิ์ ให้อพยพเข้ามาพร้อมกัน ราว พ.ศ. 2127 ในการอพยพครั้งนี้ไม่ปรากฏว่าพระเจ้าแผ่นดินโปรดฯ ให้ตั้งบ้านเรือนที่ใด แต่คาดว่าคงเป็นย่านเดียวกับการอพยพคราวแรก

ครั้ง ที่ 3 เกิดขึ้นเมื่อหงสาวดีถูกยะไข่ทำลายใน พ.ศ. 2138 ครั้งนี้ก็มีการอพยพใหญ่ของ มอญ มาทางตะวันออกเข้าสู่ดินแดนของกรุงศรีอยุธยาอีก

ครั้งที่ 4 หลังจากที่ราชวงศ์ตองอูย้ายราชธานีไปอยู่ที่อังวะ หลังจากหงสาวดีถูกทำลายแล้ว พวกมอญ ตั้งอำนาจขึ้นใหม่ในดินแดนของตน ต่อมา ถึงรัชกาลพระเจ้านอกเปกหลุน พม่าจึงยกทัพมาปราบพวกมอญอีกใน พ.ศ. 2156 ทำให้เกิดการอพยพของมอญเข้าสู่กรุงศรีอยุธยาอีก หลักฐานบางแห่งกล่าวว่า มอญ กลุ่มนี้ได้รับอนุญาตให้ตั้งภูมิลำเนาอยู่ตามแนวชายแดนไทย

ครั้งที
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 128
่ 5 ใน พ.ศ. 2204 หรือ 2205 พวกมอญในเมืองเมาะตะมะก่อการกบฎขึ้นอีก แต่ถูกพม่าปราบลงได้ จึงต้องอพยพหนีเข้ากรุงศรีอยุธยาอีกระลอกหนึ่ง ผ่านทางด่านเจดีย์สามองค์ เข้าใจว่ากลุ่มนี้สัมพันธ์กับกลุ่มมอญที่ตั้งอยู่ชายแดน

ครั้งที่ 6 หลังจากที่มอญสามารถตั้งอาณาจักรของตนขึ้นได้ใหม่ในปลายราชวงศ์ตองอู แล้วยกกำลังไปตีกรุงอังวะแตก อลองพญารวบรวมกำลังพม่าแล้วลุกขึ้นต่อสู้จนในที่สุดก็ตั้งราชวงศ์อลองพญาได้ และใน พ.ศ. 2300 ก็สามารถตีหงสาวดีได้อีก นโยบายของราชวงศ์นี้คือ กลืน มอญ ให้เป็นพม่าโดยวิธีรุนแรง จึงมีชาวมอญอพยพหนีมาสู่เมืองไทยอีกหลาย ระลอก รวมทั้งกลุ่มที่หนีขึ้นเหนือไปสู่ล้านนา และเรียกกันว่าพวก “เม็ง” ในปัจจุบันนี้

ครั้งที่ 7 ใน พ.ศ. 2316 ตรงกับแผ่นดินกรุงธนบุรี มอญก่อกบฎในย่างกุ้ง พม่าปราบปรามอย่างทารุณแล
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 67
้วเผาย่างกุ้งจนราบเรียบ ทำให้มอญอพยพเข้าไทยอีก พระเจ้าตากสินทรงโปรดฯ ให้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ปากเกร็ด ซึ่งทำให้เกิดกลุ่มมอญเก่า (พระยารามัญวงศ์) และมอญใหม่ (พระยาเจ่ง) คนที่นับตัวเองเป็น มอญ ในปัจจุบันล้วนอพยพเข้ามาจากระลอกนี้ หรือหลังจากนี้ทั้งนั้น ส่วน มอญ ที่อพยพก่อนหน้านี้กลืนหายเป็นไทยไปหมด แม้แต่กลุ่มที่อยู่ตามชายแดนแถบเมืองกาญจนบุรี

ครั้งที่ 8 พ.ศ. 2336 เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 ยึดเมืองทวายได้ แต่รักษาไว้ไม่ได้ ต้องถอยกลับเข้าไทย ก็นำเอาพวกมอญโดยเฉพาะที่เป็นพวกหัวหน้าเข้ามาอีก

ครั้งที่ 9 พ.ศ. 2357 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 เมื่อ มอญ ไม่พอใจที่ถูกพม่าเกณฑ์แรงงานก่อสร้างพระเจดีย์ ก่อกบฎที่เมืองเมาะตะมะ ถูกพม่าปราบ ต้องหนีเข้าไทยเป็นระลอกใหญ่มาก ราว 40,000 คนเศษ เจ้าฟ้ามงกุฎ (ต่อมาคือรัชกาลที่ 4) เสด็จเป็นแม่กองพร้อมด้วยกรมหลวงพิทักษ์มนตรี ออกไปรับถึงชายแดน พวกนี้มาตั้งรกรากที่สามโคก (ปทุมธานี) ปากเกร็ด และพระประแดง มอญที่อพยพเข้ามาครั้งนี้เรียกกันว่ามอญใหม่[7>

[แก้> ชุมชนมอญ
ชาว มอญได้อพยพมาพำนักอยู่ประเทศไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระยาเกียรติและพระยารามขุนนางมอญที่มีความดีความชอบในราชการและกลุ่มญาติ พี่น้องได้รับพระราชทานที่ดินตั้งบ้านเรือน ณ บ้านขมิ้น ซึ่งได้แก่บริเวณวัดขุนแสนในปัจจุบัน มอญในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ทั้งกลุ่มชาวมอญเก่าที่อยู่มาแต่เดิมและกลุ่มมอญใหม่ได้รับพระราชทานที่ดิน ให้ตั้งชุมชนอยู่ชานกรุงศรีอยุธยาบริเวณวัดตองปุและคลองคูจาม

นอกจาก นี้ยังมีการกล่าวถึงกลุ่มชาวมอญที่มีอาชีพฆ่าเป็ดไก่ขายที่ตลาดวัดวัวควาย และมีตลาดมอญขายขัน ถาดทองเหลือง ซึ่งเป็นทั้งตลาดสดด้วย ตั้งอยู่ภายนอกกำแพงเมืองด้านใต้ บริเวณปากคลองเกาะแก้วมีชาวมอญบรรทุกมะพร้าว ไม้แสมทะล และเกลือมาจำหน่าย

ใน สงครามเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 2 ผู้นำชุมชนชาวมอญในกรุงศรีอยุธยาคือสุกี้พระนายกอง ได้อาสากองทัพพม่าทำสงครามกับอยุธยา และรวบรวมกองทัพมอญได้ถึง 2,000 คน[8> ในปัจจุบันแม้จะไม่มีชุมชนของผู้สืบเชื้อสายมอญภายในกรุงศรีอยุธยาอยู่ใน บริเวณที่กล่าวถึงในประวัติศาสตร์แต่ก็ยังมีชุมชนมอญและกลุ่มวัฒนธรรมมอญ กระจายอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาจากพระนครศรีอยุธยาลงมาจนถึง กรุงเทพฯหลายชุมชน ชาวมอญได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ทั่วไปตามที่ราบลุ่มริมน้ำภาคกลาง ได้แก่ ลพบุรี สระบุรี อยุธยา นครปฐม กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง นครนายก ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรสงคราม สมุทรปราการ สมุทรสาคร กรุงเทพฯ ฉะเชิงเทรา เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และบางส่วนตั้งภูมิลำเนาอยู่แถบภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี ทางภาคอีสาน ได้แก่ นครราชสีมา มีบ้างเล็กน้อยที่อพยพลงใต้ อย่าง ชุมพร สุราษฎร์ธานี โดยมากเป็นแหล่งที่พระเจ้าแผ่นดินทรงโปรดฯ พระราชทานที่ดินทำกินให้แต่แรกอพยพเข้ามา

ชุมชนมอญในประเทศไทย[9>

มอญบางจะเกร็ง จ.สมุทรสงคราม
มอญบางปลา จ.สมุทรสาคร
มอญบ้านเก่า จ.อุทัยธานี
มอญสลุย จ.ชุมพร
มอญหนองดู่ จ.ลำพูน
บ้านมอญ จ.นครสวรรค์
มอญบางไส้ไก่ กรุงเทพฯ
มอญบ้านโป่ง-โพธาราม จ.ราชบุรี
มอญกระทุ่มมืด จ.นครปฐม
มอญสามโคก จ.ปทุมธานี
มอญบ้านเสากระโดง จ.อยุธยา
คลองมอญ กรุงเทพฯ
สะพานมอญ กรุงเทพฯ
มอญปากเกร็ด จ.นนทบุรี
มอญบางกระดี่ กรุงเทพ
มอญบางขันหมาก จ.ลพบุรี
มอญคลองสิบสี่ (มอญหนองจอก) กรุงเทพฯ
มอญลาดกระบัง กรุงเทพฯ
มอญปากลัด (มอญพระประแดง) จ.สมุทรปราการ
มอญเกาะเกร็ด จ.นนทบุรี
มอญ จ.สมุทรสาคร
มอญเกาะรัตนโกสินทร์ กรุงเทพฯ
มอญปทุมธานี จ.ปทุมธานี
โดย: Dk_songza@hotmail.com [20 ก.ย. 53 17:50> ( IP A:119.42.80.119 X: )
ความคิดเห็นที่ 68

โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 129
ลักฐานทางโบราณคดีที่พบในสมัยพุทธศตวรรษที่ 11–13 คือเหรียญเงินเส้นผ่าศูนย์กลาง 19 ม.ม. พบที่นครปฐม และอู่ทองนั้น พบว่ามีอักษรจารึกไว้ว่า “ศรีทวารวดีศวร”และ มีรูปหม้อน้ำกลศอยู่อีกด้านหนึ่ง ทำให้เชื่อได้ว่า ชนชาติมอญโบราณ ได้ตั้งอาณาจักรทวารวดี (บางแห่งเรียกทวาราวดี) ขึ้นในภาคกลางของดินแดนสุวรรณภูมิ

มีศูนย์กลางที่เมืองนครปฐมโบราณ (ลุ่มแม่น้ำท่าจีนหรือนครชัยศรี) กับเมืองอู่ทองและเมืองละโว้ (ลพบุรี) ต่อมาได้ขยายอำนาจขึ้นไป ถึงเมืองหริภุญชัยหรือลำพูน มีหลักฐานเล่าไว้ว่า ราว พ.ศ. 1100 พระนางจามเทวี ราชธิดาของเจ้าเมืองลวปุระหรือละโว้ลพบุรี ได้อพยพผู้คนขึ้นไปตั้งเมืองหริภุญชัยที่ลำพูน ส่วนที่เมืองนครปฐมนั้นมีการพบ พระปฐมเจดีย์ และมีการพบจารึกภาษาปัลลวะ บาลี สันสกฤต และ ภาษามอญ ที่บริเวณพระปฐมเจดีย์และบริเวณใกล้เคียง พบจารึก ภาษามอญ อักษรปัลลวะ บันทึกเรื่องการสร้างพระพุทธรูป เสาหงส์ วิหาร และแนวต้นมะพร้าวเป็นอาณาเขตพระอารามที่วัดโพธิ์ร้าง จังหวัดนครปฐม อายุราว พ.ศ. 1200 (ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์พระปฐมเจดีย์) และพบ จารึกมอญ ที่ลำพูนอายุราว พ.ศ. 1628 (ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ หริภุญไชย จังหวัดลำพูน)

ต่อมาอาณาจักรขอมหลังจากพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สวรรคตใน พ.ศ. 1732 อำนาจก็เริ่มเสื่อมลง รวมถึงให้พ่อขุนบางกลางหาว ที่สถาปนาเป็น พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ และประกาศตั้งอาณาจักรสุโขทัย เป็นอิสระจากการปกครองของขอม พ่อขุนรามคำแหง พระราชโอรสของขุนศรีอินทราทิตย์ ได้ครองราชย์และทรงดัดแปลงอักษรขอมและ มอญ มาประดิษฐเป็นลายสือไทย

ด้านจารึกภาษามอญ บนใบลานนั้น พบมากมายตาม หมู่บ้านมอญ ในประเทศไทย ส่วนที่ประเทศพม่าพบมากตาม หมู่บ้านมอญในเมืองสะเทิมและเมืองไจก์ขมี ซึ่งมีการคัดลอกและรวบรวมนำมาเก็บไว้ ที่หอสมุดแห่งชาติเมืองย่างกุ้ง และที่ห้องสมุดมอญเมืองเมาะลำไย นอกจากนี้กองโบราณคดีและกองวัฒนธรรม ยังได้จัดพิมพ์วรรณกรรม ชาดก ตำรามอญ และเคยมีการริเริ่มจัดพิมพ์พจนานุกรมมอญ-พม่าอีกด้วย

[แก้> มอญอพยพ
ทุก วันนี้ ชนชาติมอญ ไม่มีอาณาเขตประเทศปกครองตนเอง เนื่องจากตกอยู่ในภาวะสงคราม และการแย่งชิงราชสมบัติกันเอง และการรุกรานของพม่า ชาวมอญอยู่อย่างแสนสาหัส ถูกกดขี่รีดไถ การเกณฑ์แรงงานก่อสร้าง ทำไร่นาหาเสบียงเพื่อการสงคราม และเกณฑ์เข้ากองทัพ โดยเฉพาะสงครามในปี พ.ศ. 2300 เป็นสงครามครั้งสุดท้าย ที่คนมอญพ่ายแพ้แก่พม่าอย่างราบคาบ ชาวมอญส่วนหนึ่งจึงอพยพโยกย้ายเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนในเมืองไทยหลายต่อหลายครั้ง เท่าที่มีการจดบันทึกเอาไว้รวมทั้งสิ้น 9 ครั้ง

ครั้งที่ 1 เมื่อ พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ตีหงสาวดีแตกใน พ.ศ. 2082 ชาวมอญจำนวนมากหนีเข้ามากรุงศรีอยุธยา พระเจ้าแผ่นดินโปรดฯให้ตั้งบ้านเรือนอยู่แถบตัวเมืองกรุงศรีอยุธยาชั้นนอก พระยาเกียรติพระยารามและครัวเรือน ให้ตั้งบ้านเรือนอยู่แถบตัวเมืองชั้นใน ใกล้พระอารามวัดขุนแสน และเมื่อถึง พ.ศ. 2084 ราชวงศ์ตองอูตีเมืองเมาะตะมะแตก มีการฆ่าฟันชาวมอญลงขนาดใหญ่ ก็เข้าใจว่ามีมอญหนีเข้ามาสู่กรุงศรีอยุธยาอีก ถือเป็นระลอกแรกของมอญอพยพ

ครั้ง ที่ 2 เมื่อพระนเรศวรเสด็จไปพม่าเมื่อคราวพระเจ้าบุเรงนองสิ้นพระชนม์ แล้วประกาศเอกราช ทรงชักชวนมอญที่เข้าสวามิภักดิ์ ให้อพยพเข้ามาพร้อมกัน ราว พ.ศ. 2127 ในการอพยพครั้งนี้ไม่ปรากฏว่าพระเจ้าแผ่นดินโปรดฯ ให้ตั้งบ้านเรือนที่ใด แต่คาดว่าคงเป็นย่านเดียวกับการอพยพคราวแรก

ครั้ง ที่ 3 เกิดขึ้นเมื่อหงสาวดีถูกยะไข่ทำลายใน พ.ศ. 2138 ครั้งนี้ก็มีการอพยพใหญ่ของ มอญ มาทางตะวันออกเข้าสู่ดินแดนของกรุงศรีอยุธยาอีก

ครั้งที่ 4 หลังจากที่ราชวงศ์ตองอูย้ายราชธานีไปอยู่ที่อังวะ หลังจากหงสาวดีถูกทำลายแล้ว พวกมอญ ตั้งอำนาจขึ้นใหม่ในดินแดนของตน ต่อมา ถึงรัชกาลพระเจ้านอกเปกหลุน พม่าจึงยกทัพมาปราบพวกมอญอีกใน พ.ศ. 2156 ทำให้เกิดการอพยพของมอญเข้าสู่กรุงศรีอยุธยาอีก หลักฐานบางแห่งกล่าวว่า มอญ กลุ่มนี้ได้รับอนุญาตให้ตั้งภูมิลำเนาอยู่ตามแนวชายแดนไทย

ครั้งที่ 5 ใน พ.ศ. 2204 หรือ 2205 พวกมอญในเมืองเมาะตะมะก่อการกบฎขึ้นอีก แต่ถูกพม่าปราบลงได้ จึงต้องอพยพหนีเข้ากรุงศรีอยุธยาอีกระลอกหนึ่ง ผ่านทางด่านเจดีย์สามองค์ เข้าใจว่ากลุ่มนี้สัมพันธ์กับกลุ่มมอญที่ตั้งอยู่ชายแดน

ครั้งที่ 6 หลังจากที่มอญสามารถตั้งอาณาจักรของตนขึ้นได้ใหม่ในปลายราชวงศ์ตองอู แล้วยกกำลังไปตีกรุงอังวะแตก อลองพญารวบรวมกำลังพม่าแล้วลุกขึ้นต่อสู้จนในที่สุดก็ตั้งราชวงศ์อลองพญาได้ และใน พ.ศ. 2300 ก็สามารถตีหงสาวดีได้อีก นโยบายของราชวงศ์นี้คือ กลืน มอญ ให้เป็นพม่าโดยวิธีรุนแรง จึงมีชาวมอญอพยพหนีมาสู่เมืองไทยอีกหลาย ระลอก รวมทั้งกลุ่มที่หนีขึ้นเหนือไปสู่ล้านนา และเรียกกันว่าพวก “เม็ง” ในปัจจุบันนี้

ครั้งที่ 7 ใน พ.ศ. 2316 ตรงกับแผ่นดินกรุงธนบุรี มอญก่อกบฎในย
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 130
่างกุ้ง พม่าปราบปรามอย่างทารุณแล
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 69
้วเผาย่างกุ้งจนราบเรียบ ทำให้มอญอพยพเข้าไทยอีก พระเจ้าตากสินทรงโปรดฯ ให้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ปากเกร็ด ซึ่งทำให้เกิดกลุ่มมอญเก่า (พระยารามัญวงศ์) และมอญใหม่ (พระยาเจ่ง) คนที่นับตัวเองเป็น มอญ ในปัจจุบันล้วนอพยพเข้ามาจากระลอกนี้ หรือหลังจากนี้ทั้งนั้น ส่วน มอญ ที่อพยพก่อนหน้านี้กลืนหายเป็นไทยไปหมด แม้แต่กลุ่มที่อยู่ตามชายแดนแถบเมืองกาญจนบุรี

ครั้งที่ 8 พ.ศ. 2336 เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 ยึดเมืองทวายได้ แต่รักษาไว้ไม่ได้ ต้องถอยกลับเข้าไทย ก็นำเอาพวกมอญโดยเฉพาะที่เป็นพวกหัวหน้าเข้ามาอีก

ครั้งที่ 9 พ.ศ. 2357 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 เมื่อ มอญ ไม่พอใจที่ถูกพม่าเกณฑ์แรงงานก่อสร้างพระเจดีย์ ก่อกบฎที่เมืองเมาะตะมะ ถูกพม่าปราบ ต้องหนีเข้าไทยเป็นระลอกใหญ่มาก ราว 40,000 คนเศษ เจ้าฟ้ามงกุฎ (ต่อมาคือรัชกาลที่ 4) เสด็จเป็นแม่กองพร้อมด้วยกรมหลวงพิทักษ์มนตรี ออกไปรับถึงชายแดน พวกนี้มาตั้งรกรากที่สามโคก (ปทุมธานี) ปากเกร็ด และพระประแดง มอญที่อพยพเข้ามาครั้งนี้เรียกกันว่ามอญใหม่[7>

[แก้> ชุมชนมอญ
ชาว มอญได้อพยพมาพำนักอยู่ประเทศไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระยาเกียรติและพระยารามขุนนางมอญที่มีความดีความชอบในราชการและกลุ่มญาติ พี่น้องได้รับพระราชทานที่ดินตั้งบ้านเรือน ณ บ้านขมิ้น ซึ่งได้แก่บริเวณวัดขุนแสนในปัจจุบัน มอญในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ทั้งกลุ่มชาวมอญเก่าที่อยู่มาแต่เดิมและกลุ่มมอญใหม่ได้รับพระราชทานที่ดิน ให้ตั้งชุมชนอยู่ชานกรุงศรีอยุธยาบริเวณวัดตองปุและคลองคูจาม

นอกจาก นี้ยังมีการกล่าวถึงกลุ่มชาวมอญที่มีอาชีพฆ่าเป็ดไก่ขายที่ตลาดวัดวัวควาย และมีตลาดมอญขายขัน ถาดทองเหลือง ซึ่งเป็นทั้งตลาดสดด้วย ตั้งอยู่ภายนอกกำแพงเมืองด้านใต้ บริเวณปากคลองเกาะแก้วมีชาวมอญบรรทุกมะพร้าว ไม้แสมทะล และเกลือมาจำหน่าย

ใน สงครามเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 2 ผู้นำชุมชนชาวมอญในกรุงศรีอยุธยาคือสุกี้พระนายกอง ได้อาสากองทัพพม่าทำสงครามกับอยุธยา และรวบรวมกองทัพมอญได้ถึง 2,000 คน[8> ในปัจจุบันแม้จะไม่มีชุมชนของผู้สืบเชื้อสายมอญภายในกรุงศรีอยุธยาอยู่ใน บริเวณที่กล่าวถึงในประวัติศาสตร์แต่ก็ยังมีชุมชนมอญและกลุ่มวัฒนธรรมมอญ กระจายอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาจากพระนครศรีอยุธยาลงมาจนถึง กรุงเทพฯหลายชุมชน ชาวมอญได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ทั่วไปตามที่ราบลุ่มริมน้ำภาคกลาง ได้แก่ ลพบุรี สระบุรี อยุธยา นครปฐม กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง นครนายก ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรสงคราม สมุทรปราการ สมุทรสาคร กรุงเทพฯ ฉะเชิงเทรา เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และบางส่วนตั้งภูมิลำเนาอยู่แถบภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี ทางภาคอีสาน ได้แก่ นครราชสีมา มีบ้างเล็กน้อยที่อพยพลงใต้ อย่าง ชุมพร สุราษฎร์ธานี โดยมากเป็นแหล่งที่พระเจ้าแผ่นดินทรงโปรดฯ พระราชทานที่ดินทำกินให้แต่แรกอพยพเข้ามา

ชุมชนมอญในประเทศไทย[9>

มอญบางจะเกร็ง จ.สมุทรสงคราม
มอญบางปลา จ.สมุทรสาคร
มอญบ้านเก่า จ.อุทัยธานี
มอญสลุย จ.ชุมพร
มอญหนองดู่ จ.ลำพูน
บ้านมอญ จ.นครสวรรค์
มอญบางไส้ไก่ กรุงเทพฯ
มอญบ้านโป่ง-โพธาราม จ.ราชบุรี
มอญกระทุ่มมืด จ.นครปฐม
มอญสามโคก จ.ปทุมธานี
มอญบ้านเสากระโดง จ.อยุธยา
คลองมอญ กรุงเทพฯ
สะพานมอญ กรุงเทพฯ
มอญปากเกร็ด จ.นนทบุรี
มอญบางกระดี่ กรุงเทพ
มอญบางขันหมาก จ.ลพบุรี
มอญคลองสิบสี่ (มอญหนองจอก) กรุงเทพฯ
มอญลาดกระบัง กรุงเทพฯ
มอญปากลัด (มอญพระประแดง) จ.สมุทรปราการ
มอญเกาะเกร็ด จ.นนทบุรี
มอญ จ.สมุทรสาคร
มอญเกาะรัตนโกสินทร์ กรุงเทพฯ
มอญปทุมธานี จ.ปทุมธานี
โดย: Dk_songza@hotmail.com [20 ก.ย. 53 17:53> ( IP A:119.42.80.119 X: )

ถนนสายท่องเที่ยวในวันเดียว เมืองคนสวยโพธารามและเมืองคนงามบ้านโป่ง เริ่มตั้งแต่ บึงกระจับ-สระน้ำโกสินารายณ์-พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง-วัดใหญ่นคร ชุมน์-บึงวังมะนาว--วัดขนอนหนังใหญ่-วัดคงคาราม
การเดินทางจากกรุงเทพใช้ เส้นทางถนนเพชรเกษม หรือถนนบรมราชชนนี (ปิ่นเกล้า-นครชัยศรี) เมื่อถึงจังหวัดนครปฐม ผ่านแยกสะพานลอยเข้าเมืองนครปฐม ให้ขับชิดขวาลอดใต้สะพานผ่านจังหวัดนครปฐม มุ่งหน้าไปจังหวัดราชบุรี จากนั้นเมื่อผ่านแยกสะพานลอยเข้าเมืองบ้านโป่ง ให้ชิดซ้ายข้ามสะพานลอยเข้าเมืองบ้านโป่ง ไปตามทางประมาณ 1 กิโลเมตร ก่อนถึงสามแยกกระจับ ด้านขวามือ ก็จะถึงบึงกระจับ หรือถ้าขับผ่านเลยไปอีก 9 กิโลเมตร ข้ามทางรถไฟจะถึงสามแยกเข้าตัวเมืองบ้านโป่ง ไม่ต้องเข้าตัวเมืองให้ขับตรงไป จนกระทั่งถึงสี่แยกไฟแดง 1.ถ้าเลือกเลี้ยวขวาทางไปก
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 131
าญจนบุรี ประมาณ 4 กิโลเมตรทางขวามือสังเกตจะเป็น สระน้ำโกสินารายณ์ ซึ่งอยู่ด้านหลัง บจ.เยื่อกระดาษสยาม 2.ถ้าเลือกเลี้ยวซ้ายจะเข้าตัวเมืองบ้านโป่ง 3.ถ้าเลือกตรงไปจะเป็นสะพานข้ามแม่น้ำแม่กลองทางเดียวกันกับไปเขาช่องพราน ที่มีค้างค้าวหลายร้อยล้านตัว แต่เราจะขับข้ามสะพานข้ามแม่น้ำไปประมาณ 7 กม.ด้านซ้ายมือจะมีป้ายบอกทางเข้าวัดม่วง เลี้ยวเข้าไปประมาณ 3 กม.ก็จะถึงที่หมายคือ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง ด้านหลังวัดจะมีสะพานข้ามแม่น้ำแม่กลอง ขับข้ามสะพานเลี้ยวซ้ายประมาณ 500 เมตรก็จะถึงวัดใหญ่นครชุมน์ จากนั้นย้อนกลับมาใช้เส้นทางเดิมขับเลยวัดม่วงไปอีกประมาณ 1.5 กม.จะข้ามสะพานข้ามคลองเล็กๆขับข้ามสะพานให้เลี้ยวขวาทางลูกรังเลียบคลองที่ เราข้ามสะพานมา ประมาณ 100 เมตรก็จะถึงบึงวังมะนาว ออกจากบึงวังมะนาวใช้เส้นทางเดิม หรือถ้าขับเลยไปประมาณ 4-5 กิโลเมตรทางซ้ายมือก็จะเป็นวัดขนอนหนังใหญ่ ไม่ใกล้ไม่ไกลกับวัดขนอนหนังใหญ่ก็จะเป็นวัดคงคารามที่นี่จะมีจิตรกรรมฝา ผนังเก่าแก่น่าชม ถือว่าเส้นทางที่แนะนำมาทั้งหมดเป็นสายท่องเที่ยวของจังหวัดเลยก็ว่าได้ ขอให้สนุกกับการเที่ยวภาคตะวันตก
โดย: เจ้าบ้าน [10 ก.พ. 47 14:51> ( IP A:203.113.67.37 X: )
Add to Facebook Add to Twitter Add to Multiply Add to Google Add to Blogger Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
ถ้าจะดูสถานที่ท่องเที่ยวแบบเจาะลึกทุกตำบลในจังหวัดราชบุรี หรือสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ไปที่นี่ http://www.thaitambon.com/Provinces/Ratchaburi.htm
โดย: [20 ก.พ. 47 18:47> ( IP A:210.203.175.244 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
แบนเนอร์ส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดราชบุรี จากเวบไซท์ประชาสัมพันธ์ จังหวัดราชบุรี

โดย: [21 ก.พ. 47 13:18> ( IP A:203.113.67.38 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
บรรยากาศบึงกระจับในช่วงเวลาใกล้พลบค่ำ เห็นภาพแล้วชวนให้น่าำไปเยี่ยมเยียนเสียจริงๆ

โดย: [28 ก.พ. 47 14:54> ( IP A:203.150.14.161 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
บึงวังมะนาวสวยงามไม่แพ้กัน

โดย: [28 ก.พ. 47 14:56> ( IP A:203.150.14.161 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
ชอบ
โดย: cometuey [28 ก.พ. 47 16:49> ( IP A:198.81.26.49 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
เฮ้คนบ้านโป่งน้ำใจดี อุตสาห์สแกนภาพสวยๆที่ท่องเที่ยวของบ้านโป่งให้ได้ชมกัน ถึงแม้จะไม่ได้อยู่ที่บ้านโป่งก็รู้สึกอบอุ่นเหมือนได้อยู่บ้าน
โดย: ลูกบ้านโป่งโดยกำเนิด [28 ก.พ. 47 17:59> ( IP A:203.150.14.161 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
กระทู้นี้น่าสนใจถึงแม้จะไม่ใช่ช่วงเทศกาลตรุษจีน ก็สามารถไปเที่ยวได้เนื่องจากให้รายละเอียดของศาลเจ้าแม่เบิกไพรดี จากคุณชาวบ้านโป่ง ที่โพสไว้ที่ http://banpong.hypermart.net เชื่อว่าชาวบ้านโป่งหลายคนก็ยังไม่รู้ประวัติเหล่านี้ ลองอ่านดูนะ
ท่องเที่ยวไปใน 1 วัน เทศกาลตรุษจีนที่บ้านโป่ง30 มกราคม 2544
วันนี้ เช่นเคยช่วงเช้า ก่อนไปทำงาน เราจะต้องขับรถไปส่งแม่ และอาสาว ตามวันเวลาตรวจประจำที่หมอนัดที่โรงพยาบาลบ้านโป่ง พอใกล้เวลาเที่ยง ลูกสาวของอาสาวจะโทรศัพท์ให้ไปรับแม่ พร้อมอาสาวที่โรงพยาบาล หลังจากตรวจเสร็จแล้ว เมื่อทุกคนขึ้นรถเรียบร้อยแล้ว เราเอ่ยถามขึ้นว่ามื้อเที่ยงนี้จะกินอะไรดี แม่บอกว่าไปกินก๋วยเตี๋ยวผัดไทยหน้าศาลเจ้าแม่เบิกไพร กันดีกว่า เราเคยพาแม่มากินที่นี่ครั้งนึง แม่คงติดใจรสชาติของผัดไทยแน่ๆ ขับรถข้ามสะพานเฉลิมพระเกียรติหน้าวัดบ้านโป่ง เลี้ยวซ้ายประมาณ 1.7 กิโล ก็จะถึงศาลเจ้าแม่เบิกไพร เราไปกัน 4 คน แม่กับอาสาว สั่งผัดไทย ส่วนเรา และลูกสาวอาสาวสั่งบะหมี่แห้ง หลังจากกินเรียบร้อยแล้ว แม่บอกว่าวันนี้จะถือโอกาสไหว้อาม่าศาลเจ้าแม่เบิกไพร คงเกรงว่าอีกไม่กี่วันข้างหน้าก็จะถึงเทศกาลตรุษจีน ช่วงนั้นอาจมีประชาชนจากทุกสารทิศมากราบไหว้องค์เจ้าแม่กันเยอะ จะได้ไม่ต้องเบียดเสียดกัน เนื่องจากเทศกาลตรุษจีนถือว่าเป็นช่วงเทศกาลที่มีประชาชนมากราบไหว้เจ้าแม่ กันมากที่สุด สำหรับประวัติศาลเจ้าแม่เบิกไพรแห่งนี้เมื่อปี พ.ศ.2420 ครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสทางชลมารคผ่านแม่น้ำแม่กลอง จังหวัดราชบุรี เพื่อไปไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ช่วงเสด็จกลับ ขบวนเรือพระที่นั่ง ล่องมาตามแม่น้ำแม่กลอง เมื่อเสด็จผ่านบ้านโป่ง นั้นทรงมีรับสั่งตามพระราชหัตถเลขาว่า “ที่บ้านโป่ง มีโรงบ่อนกำลังมีหุ่นจีนอยู่ แล้วมีโรงจีนอยู่เป็นแถวยาวๆ ต่อไปก็โรง*บทำน้ำตาลอีกหนึ่งโรง 3 โมงครึ่งถึงบ้านเบิกไพร มีเกาะอยู่กลางน้ำฝั่งซ้ายมือ ต้นไม้หนาเป็นต้นมะม่วง ต้นขนุน ข้างท้ายเกาะริมฝั่งขวา มีศาลเจ้าเบิกไพร เมื่อมาคราวก่อนเราไม่ได้แวะ แต่ส่งธูปเทียนขึ้นไปบูชา คราวนี้ตั้งใจว่า จะขึ้นไปคำนับและขึ้นไปดูด้วยเป็
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 132
นที่ศักดิ์สิทธิ์คนนับถือ เมื่อเราขึ้นบกนั้น 3 โมง 50 นาทีแล้ว มีศาลเก่าฝากระดานหลังหนึ่งอยู่ข้างหน้าหลังคามุงจาก มีต้นคัดค้าวเลื้อยขึ้นเกาะต้นไม้ใหญ่ เป็นเชิงอยู่บนศาล ข้างหลังมีเรือนจีนฝากระดานหลังคามุงกระเบื้อง 2 หลังแฝด มีโรงผู้รักษาติดกันอยู่ ข้างศาลมีจีนผู้รักษาอยู่ 3 คน ที่ตามลานศาลนั้นมีต้นไม้มะพลับใหญ่หลายต้น ไก่เดินไกว่ไปทั้งศาล ขึ้นไปไข่ไว้บนศาลใหม่ๆก็มี โปรยข้าวศาลให้กินเข้ามาใกล้ทีเดียว บูชาแล้วกลับลงเรือ 4 โมงครึ่ง ออกเรือมาอีกหน่อยก็เห็นฝ้ายกองอยู่ริมตลิ่ง เขาว่าแถบนี้เป็นไร่ฝ้ายกันมาก” ข้อความทั้งหมดนี้เป็นพระราชหัตถเลขาเมื่อ 125 ปีก่อน ไม่รู้ว่าศาลเจ้าแม่เบิกไพรในปัจจุบันเขาจะปลูกต้นคัดค้าว และต้นมะพลับ ไว้หรือเปล่า อย่างน้อยเพื่อเป็นการรำลึกถึงในพระมหากรุณาธิคุณของล้นเกล้า และบรรยากาศสมัยที่เคยเสด็จมาที่ศาลแห่งนี้ บังเอิญเราไม่รู้จักต้นไม้ทั้งสองชนิดนี้ด้วย หรือเขาอาจจะปลูกไว้ด้วยแล้วก็ได้ และอีกอย่างหนึ่งน่าจะมีข้อความพระราชหัตถเลขาดังกล่าวติดไว้หน้าศาลเจ้าให้ ประชาขนที่มากราบไหว้บูชาได้ทราบถึงวันประวัติศาสตร์สำคัญของศาลแห่งนี้ใน อดีตก็จะเป็นการดียิ่งขึ้น บรรยากาศของศาลเจ้าวันนี้เป็นสถานที่สงบน่าเลื่อมใสศรัทธาอย่างที่เคยเป็นมา ด้านหน้าทางขวามือจะเป็นบ่อเลี้ยงปลา เดินเข้าไปในศาลด้านขวามือมีหญิงชราท่านหนึ่งเข้าใจว่าคงจะเป็นผู้จัดการ ปกครองศาลเจ้าแห่งนี้ นั่งอยู่หลังโต๊ะธูปเทียนบูชา ลูกของอาสาวทำบุญธูปเทียนบูชาให้พวกเรา 4 ชุด แต่ละชุดประกอบไปด้วย ธูป 19 ดอก ไว้ปักบูชาแห่งละ 3 ดอก เพื่อไหว้หน้าองค์เจ้าแม่ และเทพเจ้าต่างๆ ในศาลเจ้าแม่ เราเริ่มไหว้ที่องค์เจ้าแม่ คุกเข่ากราบ 3 ครั้ง เทพเจ้าในศาล 2 องค์ ข้างนอกศาลด้านซ้าย 1 องค์ ขวา 1 องค์ รวมทั้งหมดใช้ธูป 15 ดอก เมื่อไหว้จนครบแล้วจะเหลือธูป 4 ดอก เรานำไปปักหน้าประตูศาลซ้ายขวา กระบวนการไหว้เรามารู้ทีหลัง จากการได้อ่านหนังสืองานฉลองลานเอนกประสงค์ ศาลเจ้าแม่เบิกไพรที่เพิ่งผ่านไป ที่เขาแจกฟรี เขียนถึงขั้นตอนการกราบไหว้บูชาว่าหลังจากไหว้องค์เจ้าแม่เสร็จแล้ว ยังไม่ต้องไหว้เทพเจ้า 2 องค์ด้านซ้าย-ขวาขององค์เจ้าแม่ในศาล ให้เดินออกประตูด้านหน้าศาลก่อน ซึ่งคนจีนโบราณเชื่อว่าการออกประตูด้้านหน้าศาล จะทำให้ชีวิตประสบแต่ความรุ่งเรือง ถ้าใช้ประตูด้านข้าง การดำรงชีวิตจะเป็นรองคนอื่นตลอดไป เมื่อเดินออกประตูด้านหน้าศาล ให้เดินไปทางด้านซ้ายมือเพื่อไหว้เทพเจ้าองค์ต่อไป หลังจากไหว้เสร็จแล้ว ให้เดินเข้าประตูหน้าศาลเจ้าแม่อีกครั้ง เพื่อไหว้พระพุทธอันดับต่อไปซึ่งอยู่ด้านซ้ายมือขององค์เจ้าแม่ เสร็จแล้วเดินมาด้านขวามือขององค์เจ้าแม่เพื่อกราบไหว้เทพเจ้าองค์ต่อไป หลั
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 8
งจากไหว้เสร็จแล้วให้เดินออกประตูหน้าศาลอีกครั้ง แล้วให้เดินไปด้านขวามือ เพื่อกราบไหว้เทพเจ้าองค์ต่อไป เมื่อไหว้จนครบแล้ว ธูปที่เหลือให้นำไปด้านหน้าศาล ปักหน้าประตูซ้ายขวา เสร็จแล้วเข้าประตูด้านหน้ามากราบองค์เจ้าแม่อีกครั้ง เป็นการจบกระบวนการไหว้ เสร็จจากการกราบไหว้เราเดินดูรอบๆ ภายในศาลเจ้าแม่ซึ่งในสมัยเด็กๆ ช่วงเทศกาลตรุษจีนพ่อและแม่มักจะพาเรามาไหว้เสมอ ทุกสิ่งทุกอย่างยังดูเหมือนเดิมหลังคาของศาลจะเต็มไปด้วยคราบเขม่าควันธูป หลังจากนั้นแม่ รวมทั้งน้าสาว ได้เข้าไปเสี่ยงเซียมซี แม่เสี่ยงของแม่เองรวมทั้งเสี่ยงแทนลูกทั้งสี่คน มีพี่สาว ตัวเรา และน้องชายอีก 2 คน ส่วนพ่อนั้นแม่บอกว่าพ่อไม่ค่อยชอบเสี่ยงเซียมซีเลยไม่ได้เสี่ยงแทนให้ เสร็จจากกราบไหว้ศาลเจ้าแม่เรียบร้อย เราขับรถไปตามถนนด้านขวามือขององค์เจ้าแม่ เลาะริมน้ำไปเรื่อยๆ เพื่อจะไปพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดบ้านม่วง ตามเส้นทางที่จะไปจะผ่าน วัดตาลปากลัด วัดโพธิ์โสภิธาราม ซึ่งเป็นแหล่งชุมชาวมอญที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน จากนั้นก็จะผ่านพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดบ้านม่วง วันนี้พวกเราไม่ได้แวะ เนื่องจากเวลาจำกัด หน้าวัดบ้านม่วงจะมีสะพานเล็ก ไม่สามารถสวนทางกันได้ แต่บนสะพานเขาจะทำเป็นที่ให้รถหลีกกัน ถ้าขับตรงไปเรื่อยๆ ก็จะไปถึงวัดคงคาราม เพื่อดูจิตรกรรมฝาผนังอันลือชื่อของจังหวัดราชบุรี แต่พวกเราข้ามสะพานหน้าวัดบ้านม่วงพอข้ามสะพานแล้วเราก็เลี้ยวซ้าย เลาะริมตลิ่งไปเรื่อยๆ ไปประมาณ 1 ก.ม.จะผ่านวัดสำคัญๆ คือ วัดใหญ่นครชุมน์ แหล่งชุมชนชาวมอญที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง วัดตาผา วัดอุทุมพรธาราม มีช่วงหนึ่งถ้ามองไปฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำก็จะเห็นศาลเจ้าแม่เบิกไพร พอถึงตรงนี้แม่ยังบอกว่าเขาน่าจะสร้างสะพานข้ามไปยังศาลเจ้าแม่ไม่แน่นะต่อ ไปในอนาคตเขาอาจจะสร้างก็ได้ จากนั้นเราขับรถไปเรื่อยๆ ก็จะมาบรรจบกันที่สะพานเฉลิมพระเกียรติอีกครั้ง หลังจากทัวร์ระยะสั้นๆ เราส่งแม่และน้าสาวที่บ้านเรียบร้อยแล้วแล้ว ก็กลับมาทำงานที่สำนักงานต่อไปด้วยความอิ่มเอิบใจ
โดย: [28 ก.พ. 47 23:17> ( IP A:203.113.34.11 X: )
ความคิดเห็นที่ 11


โดย: [29 มี.ค. 47 1
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 133
8:22> ( IP A:203.150.14.161 X: )
ความคิดเห็นที่ 12
ท่องเที่ยวเสร็จแล้ว ขอแนะนำร้านอาหารอร่อยในจังหวัดราชบุรี คลิกที่นี่ http://www.pantip.com/cafe/chuanchim/nonbkk/ratchaburee_01.html
โดย: ลองลิ้มชิมรส [5 เม.ย. 47 16:23> ( IP A:203.113.67.36 X: )
ความคิดเห็นที่ 13
จากถนนเพชรเกษม (ทางหลวงหมายเลข4) ข้ามสะพานลอยบ้านโป่ง (ทางหลวงหมายเลข323) ก็จะเข้าตัวเมืองบ้านโป่ง

โดย: [5 เม.ย. 47 22:44> ( IP A:203.113.67.37 X: )
ความคิดเห็นที่ 14
รายละเอียดที่พักในจังหวัดราชบุรี
อำเภอเมือง กวงฮั้ว 200/202 ถ.อัมรินทร์ โทร. 0 3233 7119 จำนวน 20 ห้อง ราคา 100-120 บาท
กฤษณะ 118 ถ.คฑาธร โทร. 0 3233 7262, 0 3232 6560 จำนวน 18 ห้อง ราคา 120-300 บาท
โกลเด้น ซิตี้ 76/1 หมู่ 5 ถ.เพชรเกษม ห่างจากตัวเมืองประมาณ 4 กม. โทร. 0 3231 7140-4 โทรสาร 0 3231 7145 จำนวน 210 ห้อง ราคา 1,050 บาท
ครัวหลวง รีสอร์ท 59 หมู่ 2 ถ.เพชรเกษม โทร. 0 3232 1221, 0 3232 6848, 0 3231 6888 โทรสาร 0 3232 6849 จำนวน 40 หลัง ราคา 720 บาท
นำสิน 2-16 ถ.ไกรเพชร โทร. 0 3233 7551, 0 3232 6238 โทรสาร 0 3233 7633 จำนวน 78 ห้อง ราคา 250-520 บาท
ราชบุรีดี 1 43/1 ถ.อุดมสิริ โทร. 0 3233 8542, 0 3233 8302 จำนวน 50 ห้อง ราคา 260-550 บาท
ศาลาไทย 65 ถ.คฑาธร ต.หน้าเมือง โทร. 0 3233 7172 จำนวน 44 ห้อง ราคา 150-500 บาท
หงษ์ฟ้า 13/17 ถ.ราษฏรยินดี ต.หน้าเมือง โทร. 0 3233 7484 จำนวน 30 ห้อง ราคา 170-230 บาท
อารยะ 187/1-12 ถ.ไกรเพชร โทร. 0 3233 7781-2 จำนวน 80 ห้อง ราคา 250-480 บาท
อำเภอ สวนผึ้ง เดือนล้อมคันทรีโฮม 111/1 หมู่ 11 ต.ท่าเคย โทร. 0 3236 4111, 0 3236 4222, 0 1269 6006 บ้านพัก จำนวน 6 หลัง ราคา 2,600-9,000 บาท
บ้านห้วยน้ำใส 173 หมู่ 3 ต.สวนผึ้ง โทร. 0 1210 3491 ราคา 900-2,000 บาท
บ้าน บัววัฒนา 26/1 หมู่ 7 ต.สวนผึ้ง โทร. 0 3239 5081, 0 3239 5083, 0 3239 5201, 0 3222 1189, 0 1941 8294 จำนวน 7 ห้อง ราคา 1,200-1,800 บาท
บ่อ คลึงฮอทสปริง ถ.บ่อคลึง-สวนผึ้ง เลยอำเภอสวนผึ้งไป 15 กม. โทร. 0 3232 9024 กรุงเทพฯ โทร. 0 2279 8169-71, 0 2294 3300, 0 2294 3256 มีบ้าน 3 หลังๆ ละ 10-20 คน ราคา 1,200-3,500 บาท มีเต๊นท์ให้เช่า
ภโวทัย (อยู่ในพิพิธภัณฑ์ภโวทัย) 94 ถ.สวนป่าสิริกิติ์-สวนผึ้ง ต.ตะนาวศรี โทร. 0 3234 2053, 0 3222 1189, 0 3239 5192-4, 0 1486 9804 บ้านพัก 6 หลัง ราคา 1,500-4,500 บาท
สวนนางพญา เลยอำเภอจอมบึงไป 28 กม. ตามเส้นทางโป่งกระทิง-ชัฎป่าหวาย-โป่งกระทิง โทร. 0 1215 2817 กรุงเทพฯ โทร. 0 2539 8354-5, 0 2932 9789 โทรสาร 0 2932 9192 จำนวน 33 ห้อง ราคา 900-1,500 บาท มีบ้านพัก 9 หลัง ราคา 2,500 บาท
สวนผึ้งแลนด์ 107/2 หมู่ 5 ต.บ้านคา โทร. 0 3239 5218 จำนวน 22 ห้อง ราคา 900 บาท
สวนผึ้งคันทรี่ วิลเลจ โทร. 0 1316 0487
อำเภอบ้านโป่ง เกษมสุข 2/98 ถ.แสงชูโต ต.บ้านโป่ง โทร. 0 3221 1384, 0 3222 1027 จำนวน 70 ห้อง ราคา 190-425 บาท
ไทยนำริเวอร์ไซด์ 19/50 หมู่ 4 ถ.แสงชูโต โทร. 0 3221 1947-8 โทรสาร 0 3221 1154 จำนวน 140 ห้อง ราคา 280-1,500 บาท
ไทยนำโฮเต็ล 19/19 ถ.แสงชูโต ต.ปากแรด โทร. 0 3221 1947-8 จำนวน 140 ห้อง ราคา 200-1,200 บาท
ทิพย์ 105 ซ.กระชังวัฒนา โทร. 0 3221 1346 จำนวน 18 ห้อง ราคา 120-180 บาท
วิลล่าโฮเต็ล 30/2 ถ.แสงชูโต โทร. 0 3222 1312 จำนวน 55 ห้อง ราคา 200-600 บาท
อำเภอ ดำเนินสะดวก บ้านสุขโชครีสอร์ท 103 หมู่ 5 ต.ท่านัด โทร. 0 3225 4301, 0 3225 4982, 0 3234 5798 จำนวน 40 ห้อง ราคา 250-1,600 บาท
อำเภอจอมบึง ราชบุรี คันทรี่คลับ 95 หมู่ 10 ต.ปากช่อง โทร. 0 3226 1223-6 จำนวน 50 ห้อง ราคา 1,200-1,800 บาท
อำเภอโพธาราม แสนสุข ถ.แสงชูโต จำนวน 18 ห้อง ราคา 500 บาท
ราคานี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ ติดต่อยืนยันกับโรงแรมอีกครั้ง
ส่วนการเดินทางไปจังหวัดราชบุรี ดังนี้
ทาง รถยนต์ ใช้เส้นทางสายเพชรเกษม (ทางหลวงหมายเลข 4 ) ผ่าน ท่าพระ บางแค สามพราน นครชัยศรี นครปฐม เข้าราชบุรีหรือเส้นทางถนนบรมราชชนนี(ปิ่นเกล้า-นครชัยศรี ทางหลวงหมายเลข 338 ) ไปบรรจบกับถนนเพชรเกษมที่นครชัยก่อนถึงตัวเมืองนครปฐม 16 กิโลเมตร จากนั้นใช้ถนนเพชรเกษม ตรงไปตัวเมืองราชบุรี รวมระยะทาง 101 กิโลเมตร
ทาง รถโดยสารประจำทาง บริษัทขนส่ง จำกัด เปิดบริการเดินรถ จากสถานีขนส่งสายใต้ทุกวันวันละหลายเที่ยว รายละเอียด ติดต่อได้ที่ โทร. 4345557-8 (รถธรรมดา) และ 4351199 (รถปรับอากาศ) และที่จังหวัดราชบุรี โทร. 338276, 338439
ทางรถไฟ จังหวัดราชบุรี สามารถเดินทาง จากกรุงเทพฯ โดยทางรถไฟมีรถไฟ ออกจาก สถานีรถไฟกรุงเทพฯ (หัวลำโพง) และสถานีรถไฟธนบุรี (บางกอกน้อย) ทุกวัน ซึ
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 134
่งมีทั้งรถด่วน รถเร็ว รถธรรมดา และรถดีเซลราง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง รายละเอียดและกำหนด เวลาตลอดจนค่าโดยสาร ติดต่อสอบถามที่สถานี รถไฟกรุงเทพฯ โทร. 2237010, 2237020 และสถานีรถไฟธนบุรี โทร.4113102
โดย: เจ้าบ้าน [14 เม.ย. 47 10:25> ( IP A:203.113.34.13 X: )
ความคิดเห็นที่ 15
แหล่งท่องเที่ยว เมืองคนงาม นามบ้านโป่ง อยู่เมืองโอ่ง มังกร แน่นอนยิ่ง
ศาลเจ้าแม่ เบิกไพร เลื่อมใสจริง เพราะเป็นสิ่ง ที่ศรัทธา มาช้านาน
เป็นชุมชน แหล่งมอญ มาก่อนเก่า รวบรวมเอา ประเพณี อันโดดเด่น
วัดใหญ่ นครชุมน์ ประจักษ์เป็น ดั่งเฉกเช่น วัฒนธรรม ครั้งโบราณ
สระน้ำโก สินารายณ์ ที่บ่งชี้ เมืองเก่า ทราวดี มีให้เห็น
ได้รับรู้ เรื่องราว ทุกประเด็น สิ่งที่เน้น คืออดีต ที่ผ่านมา
พิพิธภัณฑ์ วัดม่วง แหล่งท่องเที่ยว เป็นเรื่องเกี่ยว กับมอญ ของสะสม
จากอดีต ถึงวันนี้ มีให้ชม คนนิยม มาศึกษา หาความจริง
เข้าในเมือง จะพบ โบสถ์ คาทอลิก เป็นวัดคริสต์ ที่โอฬาร ยามได้เห็น
หอนาฬิกา ตั้งตระหง่าน เช้าและเย็น อยู่ในเส้น สองทาง กลางใจเมือง
ออกไปนิด ก็จะถึง บึงกระจับ หรือวกกลับ ไปอีกหน่อย ก็จะถึง
วังมะนาว ชาวบ้านรู้ ก็คือบึง เป็นที่ซึ่ง ใช้พักผ่อน และหย่อนใจ
เที่ยวบ้านโป่ง ก็ขอเชิญ ท่านเพลินจิต ใช้ชีวิต สุขสมหมาย คลายเศร้าหมอง
พักกินอยู่ ให้สบาย ดั่งหมายปอง เหมือนพี่น้อง คอยต้อนรับ ประทับใจ

โดย: อำนาจ [20 เม.ย. 47 22:17> ( IP A:203.113.67.37 X: )
ความคิดเห็นที่ 16
คนไทยกับความเชื่อความศรัทธาดูเหมือนจะคู่กันจนแยกไม่ออก อย่าว่าแต่คนไทยแม้แต่ชาวต่างชาติ เขาก็มีความเชื่อความศรัทธาบางสิ่งบางอย่างในแบบของเขา เรียกว่าเป็นเหมือนกันทั่วโลก ใครที่เป็นชาวบ้านโป่งโดยกำเนิด หรือชาวอำเภอใกล้เคียง คงเคยได้ยินกิตติศัพท์เลื่องลือความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่ออโนทัย แห่งวัดจันทาราม อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ในเรื่องของการบนบานศาลกล่าวขอในสิ่งที่ตัวเองหวังและสมหวังดังตั้งใจ โบสถ์ของหลวงพ่อตั้งอยู่บนถนนเพชรเกษม ไม่ใกล้ไม่ไกลจาก บึงกระจับ และสถานีรถไฟหนองปลาดุก รถโดยสารทุกคันที่เดินทางไปบ้านโป่ง หรือกาญจนบุรี ทุกคันจะต้องผ่านเส้นทางดังกล่าว เมื่อผ่านโบสถ์หล่วงพ่อคนขับ ก็จะต้องบีบแตรเป็นการแสดงความเคารพต่อท่าน

โดย: สืบเสาะเจาะข่าว [13 ส.ค. 47 20:35> ( IP A:64.110.74.244 X: )
ความคิดเห็นที่ 17
จากโบสถ์เล็กเก่าที่คับแคบไม่เพียงพอต้อนรับคลื่นมหาชนที่มีความศรัทธาหลวงพ่อ จนต้องขยับขยายสร้างโบสถ์หลังใหม่สวยวิจิตรตระการตา

โดย: สืบเสาะเจาะข่าว [13 ส.ค. 47 20:39> ( IP A:64.110.74.244 X: )
ความคิดเห็นที่ 18
จอหนังกลางแปลงที่ถูกติดตั้งหน้าลานโบสถ์อย่างเป็นการถาวร และมีการฉายหนังแก้บนเกือบทุกวัน เรียกได้ว่าในรอบปี 365 วัน มีการฉายหนังไม่น่าจะต่ำกว่า 300 วัน เป็นตัวเลขที่แสดงถึงความสมหวังของผู้ที่มาไหว้ขอพรจากหลวงพ่อ

โดย: สืบเสาะเจาะข่าว [13 ส.ค. 47 20:44> ( IP A:64.110.74.244 X: )
ความคิดเห็นที่ 19
อีกมุมมองของโบสถ์หลวงพ่ออันสวยงาม การเดินทางเมื่อใช้เส้นทาง 323 ข้ามสะพานลอยเพื่อใช้เส้นทางไปบ้านโป่ง-กาญจนบุรี ลงจากสะพานลอยประมาณ 100 เมตร ชิดซ้ายเลี้ยวเข้าวัดถึงที่หมายพอดี

โดย: สืบเสาะเจาะข่าว [13 ส.ค. 47 20:50> ( IP A:64.110.74.244 X: )
ความคิดเห็นที่ 20
โบสถ์อันวิจิตรสวยงามของวัดม่วง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี

โดย: รักบ้านเกิด [11 ก.ย. 47 16:03> ( IP A:203.150.217.111 X: )
ความคิดเห็นที่ 21
อาคารพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ศูนย์รวมแห่งการศึกษาประวัติความเป็นมาเรื่องราวในอดีตของชุมชน ด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมเกิดขึ้นจากความร่วมมือของชาวบ้าน วัด และนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยศิลปากร ภายในอาคารการแสดงจัดแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ดังนี้ คือ
1. ว่าด้วยเรื่องลุ่มแม่น้ำแม่กลอง ที่เอื้อต่อการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ เส้นทางติดต่อทางการค้า
2. ว่าด้วยเรื่องสังคมวัฒนธรรมท้องถิ่น ความสัมพันธ์ของชุมชนบ้านม่วงกับชุมชนอื่น
3. ว่าด้วยเรื่องงานศิลปะในพุทธศาสนาของชาวบ้านม่วง เช่น ธรรมาสน์มอญ ผ้าพระบฎ ตู้พระธรรม คัมภีร์อักษร
4. ว่าด้วยเรื่องวิถีชีวิตชาวบ้านม่วง การทำมาหากิน ความเชื่อเรื่องพุทธศาสนา
5. ว่าด้วยเรื่องบ้านม่วงกับการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตชุมชน
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดเฉพาะวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น.

โดย: รักบ้านเกิด [11 ก.ย. 47 16:33> ( IP A:203.150.217.111 X: )
ความคิดเห็นที่ 22
ประวัติศาลเจ้าแม่เบิกไพร
ศาล เจ้าแม่เบิกไพร ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ตำบลเบิกไพร อำเภอเบิกไพร จังหวัดราชบุรี ประมาณในรัชสมัยกรุงธนบุรีหรือประมาณ พ.ศ 2317 เมืองราชบุรี(เมืองคูบัว)เป็นเมืองท่ามีการติดต่อค้าขายกับ
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 135
ชาวต่างประเทศมีพ่อค้าชาวจีนซึ่งเคารพศรัทธาต่อ องค์เจ้าแม่เทียงโหวเซี้ยบ้อ จากเมืองจีนได้นำผงธูปติดตัวมาด้วยเพื่อเป็นที่พึ่งทางใจระหว่างเดินทางโดย ได้เดินทางมาทางเรือและได้มาติดต่อค้าขายกับพ่อค้าชาวจีนในเมืองไทยเมื่อมา ถึงเมืองคูบัว(ราชบุรี)ซึ่งเป็นเมืองท่าได้เดินทางมาที่บ้านโป่งโดยเดินทาง มาตามลำน้ำแม่กลองเมื่อมาถึงตำบลเบิกไพร(ในสมัยนั้นเป็นชุมชนการค้าขายตาม ประวัติอำเภอบ้านโป่งจากหนังสือลุ่มแม่น้ำกลองของมหาวิทยาลัยศิลปกรและ จดหมายเหตุเมืองราชบุรีซึ่งหาหลักฐานได้ที่วัดม่วง) สถานที่นั้นถูกต้องตามตำราการสร้างศาลและยังมีคุ้งน้ำวนใกล้บริเวณและสมัย นั้นบ้านคุ้งพยอมและบ้านเบิกไพรเป็นชุมชนที่แลกเปลี่ยนสินค้ากันจึงได้สร้าง ศาลเล็กๆขึ้นหลังหนึ่งติดกับลำน้ำแม่กลองและได้นำผงธูปขององค์เจ้าแม่เทียง โหวเซี้ยบ้อตั้งประดิษฐไว้(ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างศาลรูปทรงไหน)หลังจาก นั้นพ่อค้าชาวจีนก็เดินทางค้าขายไปมาแต่มิได้นำกระถางธูปขององค์เจ้าแม่ เทียงโหวเซี้ยบ้อกลับไปเมืองจีนแต่อย่างใด ชาวบ้านโป่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีนก็ได้นมัสการองค์เจ้าแม่เทียงโหวเซี้ยบ้อสืบ สานต่อจจากพ่อค้าชาวจีนตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาและได้ขนานนาม เจ้าแม่เทียงโหวเซี้ยบ้อว่า เจ้าแม่เบิกไพร ตามตำบลที่อยู่กิตติศัพท์อภินิหารของเจ้าแม่เบิกไพรเป็นที่รู้จักเรื่องลือ ในตลาดบ้านโป่งเป็นอย่างยิ่ง เป็นผลให้มีผู้ที่เลื่อมใสศรัทราในตัวองค์เจ้าแม่เบิกไพรเดินทางไปนมัสการ กันมากขึ้น ทำให้ศาลเล็กๆหลังนั้นไม่พอเพียงสำหรับชาวบ้านโป่งและละแวกใกล้เคียงที่มา นมัสการองค์เจ้าแม่เบิกไพร ประกอบกับในฤดูน้ำหลากได้เซาะตลิ่งพังทลายจนถึงที่ตั้งของศาล ชาวบ้านโป่งจึงได้สร้างศาลใหม่ เป็นการสร้างศาลครั้งที่ 2 ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างศาลลักษณะใด พอถึงฤดูน้ำหลาก น้ำได้เซาะตลิ่งพังทลายลงทุกปีจนถึงบริเวณที่สร้างศาลชาวบ้านโป่งจึงได้ สร้างศาลขึ้นใหม่ เป็นการสร้างศาลครั้งที่ 3 หลายปีต่อมาน้ำได้เซาะตลิ่งพังลงจึงได้สร้างศาลหลังใหม่ขึ้นอีก เป็นการสร้างศาลครั้งที่ 4 ลักษณะศาลเป็นหลังคามุงจาก ฝาไม้กระดาน อยู่ด้านหน้าหลังศาลเป็นเรือนจีน ฝากระดานหลังคามุงกระเบื้อง มีโรงผู้รักษาดูแลอยู่ติดกันมีชาวจีนคอยดูแล 3 คน ข้างศาลมีตนไม้ใหญ่มีต้นคัดค้าวเลื้อยเกาะต้นไม้อยู่บนศาล บริเวณศาลมีต้นมะพลับใหญ่ๆ อยู่หลายต้น อภินิหารความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าแม่เบิกไพร เป็นที่เคารพศรัทธาของชาวเบิกไพรเป็นอย่างยิ่งมีผู้เคารพศรัทธาแรงกล้าคือ นายกล่ำ อ่อนแช่ม ได้มอบที่ดินมีเนื้อที่ 604 ตาราวาซึ่งอยู่ติดกับลำน้ำแม่กลอง ในปี พ.ศ. 2466 มอบถวายแด่องค์เจ้าแม่เบิกไพรโดยนายกล่ำ อ่อนแช่ม ได้ทำเรื่องมอบที่ดินให้กรมการปกครอง เมื่อ พ.ศ. 2466 มาแล้วโดยยกให้กรมการปกครองเป็นเจ้าของโฉนด และกระทรวงมหาดไทยได้ออกโฉนด หมายเลขที่ 2719 ขึ้นในวันที่ 8 มกราคม 2467 ต่อมาในปี พ.ศ. 2482 ทางราชการได้ทำคันดินกั้นน้ำพร้อมถนนตัดผ่านหลังศาลเจ้าแม่เบิกไพรในสมัย นั้นจึงได้สร้างศาลเจ้าแม่ขึ้นใหม่ เป็นการสร้างครั้งที่ 5 ได้สร้างขึ้นเมื่อวันจันทร์ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2482 ปีเถาะ (ตรงกับวันจีน เจียวเหว่ยจับชิกมิ่งก๊กยี่เก๋านี้ ปีมะโรง ปีที่ 29) พร้อมทั้งคณะกรรมการเถ้านั้งประจำปี และชาวตลาดบ้านโป่งละแวกใกล้เคียง รวมทั้งจังหวัดอื่นๆ ที่มานมัสการองค์เจ้าแม่ ได้ร่วมกันบริจาคทรัพย์สร้างศาล หลังใหม่ได้สร้างโครงเป็นปูนหลังค่าสังกะสี ยังได้สร้างรูปเหมือนองค์เจ้าแม่เทียงเซี้ยบ้อ ซึ่งได้ให้ช่างฝีมือแกะสลักชาวจีนมาแกะสลักพร้อมกับช่างก่อสร้างศาล ซึ่งเดินทางมาจากประเทศจีน ขณะก่อสร้างศาลยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ในปี พ.ศ. 2484 ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้นทำให้การก่อสร้างศาลต้องหยุดชะงัก คณะกรรมการส่วนใหญ่เป็นชาวจีน ต้องหลีกลี้หนีภัยสงครามกัน ในปี พ.ศ. 2485 นางทิพย์ อ่อนแช่ม นางวาด พยอมหอม นางมูน พันเปรม นายหมู อ่อนแช่ม ทายาทนายกล่ำ อ่อนแช่ม ได้แบ่งเนื้อที่ 27 ตาราวา ซึ่งคณะกรรมการได้ปลูกศาลล้ำที่เข้าไปได้ทำหนังสือสัญญายกให้ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ.2485 โฉนดหมายเลข 3518 ลงวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ.2498
โดย: คนเก่าคนแก่ [16 ก.ย. 47 9:20> ( IP A:203.150.217.113 X: )
ความคิดเห็นที่ 23
ปีพ.ศ.2488 สงครามโลกครั้งที่ 2ได้ยุติลง เมื่อการค้าเศรษฐกิจในตลาดบ้านโป่งเข้าสู่สภาวะปกติก็คิดจะบูรณะศาลเจ้าแม่ ใหม่ ในปี พ.ศ.2497 ได้เกิดอัคคีภัยในตลาดบ้านโป่งไฟได้เผาผลาญบ้านเรือนและร้านค้าในตลาด บ้านโป่งจนหมดทั้งตลาดคณะกรรมการที่คิดจะบูรณะศาลเจ้าแม่ ก็หยุดชะงักลงอีกครั้ง ต่อมาในปี พ.ศ 2503 คณะกรรมการก็ได้บูรณะศาลเจ้าแม่ขึ้นใหม่โดยได้ตกแต่งภายในศาลให้สวยงามดั้ง ที่ได้เห็นในปัจจุบันนี้ ได้ให้ช่างฝีมือดีจากชาวจีน โดยเริ่มตกแต่งภายในศาลขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2503 ปีชวด(เดือน 3 แรม 1 ค่ำ)ตรงกับวันจีน เจียวเหว่ยจับชิก มิ่งก๊กสี่จับเก๋านี้ ปีที่ 49 พร้อมทั้งคณะเถ้านั้งประจำปีได้ช่วยกันบูรณะตกแต่งศาลเจ้าแม่ให้สวยงาม ต่อมาน้ำเซ
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 136
าะตลิ่งพังลงมาอีก ประกอบทั้งจระเข้มาขุดดินบริเวณตลิ่งหน้าศาล จึงต้องสร้างเขื่อนกั้นดินขึ้น และป้องกันถนนบริเวณหน้าศาลพังทลายลง ในปี พ.ศ. 2510 ได้ก่อสร้างแทงค์น้ำ อยู่ใกล้ประตูริมรั้วด้านหน้า ต่อมาในปี พ.ศ. 2520-2524 ได้รื้อแทงค์น้ำเก่าออกไป และได้สร้างแทงค์น้ำขึ้นมาใหม่ใหญ่กว่าเดิม พร้อมทั้งสร้างรั้วอาณาเขตบริเวณศาล และเทพื้นคอนกรีตรอบๆ บริเวณศาลเจ้าแม่ดังที่เห็นในปันจุบัน ต่อมาปี พ.ศ. 2535 ผู้ใหญ่เนียร กันขำ มีความประสงค์จัดสร้างถนนราดยาง เพื่อให้คนมานมัสการองค์เจ้าแม่เบิกไพรได้เดินทางสะดวกขึ้น และเป็นประโยชน์ต่อคนตำบลเบิกไพรเป็นอย่างยิ่ง ได้ไปปรึกษานางละออง ศรีคำ เพื่อขอให้คณะกรรมการที่เหลืออยู่ มาช่วยก่อสร้างถนน จึงได้ไปที่ร้านลี้ไฮ้กี่ ขอให้นายไพศาล ลีฬหกุล ทายาทร้านลี้ไฮ้กี่กรรมการที่เหลืออยู่มาช่วยสร้างถนนแห่งนี้ นายไพศาลจึงได้ไปเชิญ บุคคลหลายท่านมาช่วยการทำงาน ขณะก่อสร้างถนนอยู่นั้นในปี พ.ศ.2536 นายเป๋ง แซ่เฮ้ง(ประธานก่อสร้างถนน )ได้เสียชีวิตลง นายไพศาล จึงได้ไปเชิญ พ.ต.ท.ทองฤิทธิ์ ศรีนวล รอง ผ.ก.ก. สันติบาลเขต 7 เป็นที่ปรึกษาการก่อสร้างถนนแห่งนี้ได้รับความร่วมมือจากชาวตำบลเบิกไพร หมู่ที่ 1 ช่วยกันบริจาคที่ดิน เพื่อขยายถนนให้กว้างและได้มาตราฐาน ตั้งแต่ทางแยกท่าควาย จนถึงบริเวณหน้าศาลเจ้าแม่เพื่อให้ผู้เคารพนับถือองค์เจ้าแม่ ได้เดินทางมานมัสการได้สะดวกขึ้นและนำความเจริญมาสู่ท้องถิ่นของชาวตำบลเบิก ไพร ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2539 ทางอำเภอบ้านโป่ง โดยนายสมพงษ์ บุญฑริก ปลัดอำเภอฝ่ายทะเบียนได้จัดส่งศาลเจ้าแม่เบิกไพร เข้าประกวดศาลเจ้าทั่วประเทศ เป็นครั้งแรกของอำเภอบ้านโป่ง ที่ได้จัดส่งศาลเจ้าแม่เบิกไพรเข้าประกวดในครั้งนี้และได้รับรางวัล “ศาลเจ้าแม่ดีเด่น” ในเขตภาคกลาง 20 จังหวัด ได้เข้ารับรางวัลศาลเจ้าดีเด่น เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม พ. ศ. 2539 นำความปลื้มปิติมาสู่ชาวอำเภอบ้านโป่ง เป็นอย่างยิ่ง
โดย: คนเก่าคนแก่ [16 ก.ย. 47 9:30> ( IP A:203.150.217.112 X: )
ความคิดเห็นที่ 24
รายชื่อโรงแรมในอำเภอบ้านโป่ง
1. ไทยนำริเวอร์ไซค์ 032-211947 อำเภอบ้านโป่ง
2. ซีซาร์พาเลส 032-200052-3 อำเภอบ้านโป่ง
3. ลักกี้โฮเต็ล 032-211227 อำเภอบ้านโป่ง
4. วิลล่าโฮเต็ล 032-221321 อำเภอบ้านโป่ง
5. เกษมสุข 032-200662-3 อำเภอบ้านโป่ง
6. นิวศิริสัมพันธ์ 032-211595 อำเภอบ้านโป่ง
7. ไทยนิวโฮเต็ล 032-200155-6 อำเภอบ้านโป่ง
8. บ้านโป่งอินน์ 032-221923 อำเภอบ้านโป่ง
9. ทิพย์โฮเต็ล 032-211346 อำเภอบ้านโป่ง
10. ศรีสวัสดิ์ 032-211027 อำเภอบ้านโป่ง
โดย: เที่ยวบ้านโป่ง [9 ต.ค. 47 23:11> ( IP A:203.150.217.115 X: )
ความคิดเห็นที่ 25
ถนนสายท่องเที่ยวในวันเดียว เมืองคนสวยโพธารามและเมืองคนงามบ้านโป่ง เริ่มตั้งแต่ บึงกระจับ-สระน้ำโกสินารายณ์-พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง-วัดใหญ่นคร ชุมน์-บึงวังมะนาว--วัดขนอนหนังใหญ่-วัดคงคาราม
การเดินทางจากกรุงเทพใช้ เส้นทางถนนเพชรเกษม ทางหลวงหมายเลข 4 หรือถนนบรมราชชนนี (ปิ่นเกล้า-นครชัยศรี) ทางหลวงหมายเลข 338 ซึ่งจะตัดกับถนนเพชรเกษม ที่นครชัยศรี เมื่อถึงจังหวัดนครปฐม ให้ขับรถลอดใต้สะพานผ่านจังหวัดนครปฐม มุ่งหน้าไปจังหวัดราชบุรี ประมาณ 15 กิโลเมตร ถึงแยกสะพานลอยเข้า อำเภอบ้านโป่ง และจังหวัดกาญจนบุรี ให้ชิดซ้ายขึ้นสะพานลอยเข้าอำเภอบ้านโป่ง ตาม ทางหลวงหมายเลข 323 ขับไปตามทางประมาณ 2 กิโลเมตร ด้านขวามือ ก็จะถึง บึงกระจับ หรือถ้าขับผ่านเลยไปอีก 6 กิโลเมตร ข้ามทางรถไฟจะถึงสามแยกเข้าตัวเมืองบ้านโป่ง ไม่ต้องเข้าตัวเมืองให้ขับตรงไปตามทางหลวงหมายเลข 323 จนกระทั่งถึงสี่แยกไฟแดง 1.ถ้าเลือกเลี้ยวขวาทางไปกาญจนบุรี ประมาณ 4 กิโลเมตรทางขวามือสังเกตจะเป็น สระน้ำโกสินารายณ์ ซึ่งอยู่ด้านหลัง บจ.เยื่อกระดาษสยาม 2.ถ้าเลือกเลี้ยวซ้ายจะเข้าตัวเมืองบ้านโป่ง 3.ถ้าเลือกตรงไป เขาช่องพราน ทางหลวงหมายเลข 3089 ที่มีค้างค้าวหลายร้อยล้านตัว ข้ามแม่น้ำไปประมาณ 7 กม. ด้านซ้ายมือจะมีป้ายบอกทางเข้า พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง เลี้ยวเข้าไปประมาณ 3 กม.ก็จะถึงที่หมายด้านซ้ายมือ คือ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง ด้านหลังวัดจะมีสะพานรถสวนกันไม่ได้ข้ามแม่น้ำแม่กลอง ขับข้ามสะพานเลี้ยวซ้ายไปเพียง 1 กิโลเมตรก็จะถึง วัดใหญ่นครชุมน์ จากนั้นย้อนกลับมาใช้เส้นทางเดิมขับเลยวัดม่วงไปอีกประมาณ 2 กม.ข้ามสะพานข้ามคลองเล็กๆรถสวนกันไม่ได้ ขับข้ามสะพานให้เลี้ยวขวาเชิงสะพานทางลูกรัง ประมาณ 400 เมตร ก็จะถึง บึงวังมะนาว ออกจากบึงวังมะนาว ขับเลยไปประมาณ 2 กิโลเมตรทางขวามือเป็นทางเข้า วัดรับน้ำ หรือขับไปอีก 1.5 กิโลเมตร ซ้ายมือก็จะเป็น วัดขนอนหนังใหญ่ ขับไปอีก 2 กม.จะเจอสามแยก วัดเกาะ ให้เลี้ยวซ้ายตาม ทางหลวงหมายเลข 3090 ขับข้ามสะพานข้ามแม่น้ำแม่กลอง ถ้าเลี้ยวซ้ายเชิงสะพานไปอีก 1.5 กม. ด้านซ้ายมือจะเป็น วัดคงคาราม ที่นี่จะมีจิตรกรรมฝ
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 137
าผนังเก่าแก่น่าชม หรือถ้าเลี้ยวขวาเชิงสะพานไปประมาณ 100 เมตร ก็จะถึง วัดไทรอารีรักษ์ ถือว่าเส้นทางที่แนะนำมาทั้งหมดเป็นสายท่องเที่ยวของจังหวัดเลยก็ว่าได้ ขอให้สนุกกับการเที่ยวภาคตะวันตก

โดย: คนสวยโพธารามคนงามบ้านโป่ง [25 ม.ค. 48 21:11> ( IP A:203.150.217.119 X: )
ความคิดเห็นที่ 26
อยากไปดูหนังที่โรงหนังโฆษิตจังเลยอ่ะฮือๆๆ..อยู่ไกลตอนนี้กลับมาดูไม่ได้แล้วเป็นไงมายเฮ้ส์หนุกป่ะตอนนี้
โดย: เด็กซ่าส์ถานีรถไฟจ่ะ [1 พ.ย. 48 8:40> ( IP A:62.195.247.211 X: )
ความคิดเห็นที่ 27
สวัสดีทุกท่าน
เรา เป็นคนที่เกิดที่ตำบลวัดบ้านม่วง บ้านอยู่ติดกับวัด และแม่น้ำแม่กลอง แต่ย้ายมาอยู กรุงเทพนานแล้ว ตั้งแต่จบ ประถม วันนี้ได้อ่านเรื่องราวถิ่นกำเนิดตัวเองแล้วคิดถึงความหลังครั้งยังเด็ก ไม่เคยกลับไปนานแล้วเป็นเวลานาน อ่านบทความแล้วเห็นภาพว่าที่นั่นคงเจริญมากๆทีเดียว ที่สำคัญไม่เคยรู้เรื่องประวัติเจ้าแม่เบิกไพรเลยทั้งที่ตอนเด็กเคยนั่งเรือ ผ่านและยกมือไหว้ทุกครั้งที่ผ่าน (ยายสอนให้ไหว้) ไว้มีโอกาสเมื่อไหร่จะแวะไปสักครั้ง คิดว่าตอนนี้ทุกบ้านคงมี internet กันทุกบ้านแล้วมั้ง
จาก
สาวมอญคนสวย
โดย: suwannes@hotmail.com [31 พ.ค. 50 15:59> ( IP A:125.25.77.167 X: )
ความคิดเห็นที่ 28
มาเยืยน จากเด็กบ้านโป่ง มุลนิธิรวมใจ ราชบุรี
โดย: เด็กราดรี [21 มิ.ย. 50 14:47> ( IP A:203.158.221.227 X: )
ความคิดเห็นที่ 30
ช่วงเทศกาลออกพรรษา ยังมีการแข่งขันเรือยาว ที่ วัดใหญ่ และอีกหลายวัดตามวันเวลาที่แต่ละวัดจะกำหนดขึ้น รับรองว่าสนุกและไม่เหมือนใคร
โดย: คน มอญ [31 ก.ค. 50 16:17> ( IP A:58.181.129.86 X: )
ความคิดเห็นที่ 36
ผมขอตามหาเพื่อน เป็นคนแถววัดบ้านม่วง บ้านติดแม่น้ำแม่กลอง ชื่อเล่น พั้ง ชื่อเดิม สำลี เล่อยิ้ม เปลี่ยนเป็น วรัญญา เล่อยิ้ม เคยมาทำงานที่เครือสหพัฒน์ ศรีราชา แล้วไปทำงานต่อที่ กทม. บ.ck shoe ไม่ได้เจอกันนานแล้ว ตอนนี้ติดต่อไม่ได้ เบอร์มือถือคงเปลี่ยนใหม่แล้ว ถ้าใครรู้จัก วานบอกให้เขาติดต่อหาเพื่อนชื่อ ต๋อม ด้วย เบอร์ติดต่อ 081-3984041
โดย: noppadol@thailube.co.th [14 ก.ย. 50 21:04> ( IP A:202.91.18.204 X: )
ความคิดเห็นที่ 37
อำเภอ บ้านโป่ง
เป็น อำเภอ ที่ ถูกขนานนามเรียกว่าเป็น (เมืองคนงาม) (คุณแม่เป็นชาว ไทย – รามัญ) แห่งเมืองคนงาม ต้นสกุล (ติเยาว์) มาช้านานแล้ว และจังหวัดราชบุรี ก็เป็นจังหวัดที่มีเขตการติดต่อกับจังหวัดเพชรบุรี เมื่อสมัยก่อนนั้นคุณปู่เคยเป็นนายอำเภออยู่ที่ อำเภอ ท่ายาง จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ และ คุณลุง ก็เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัด เพชรบุรี เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๗ – ๒๕๓๑ คือ คุณลุง เชาวน์วัศ สุดลาภา คือหลังจากคุณลุงเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด กรุงเทพมหานคร เมื่อ ปี ๒๕๒๒ – ๒๕๒๔ และเป็นผู้ว่าราราชการจังหวัดลพบุรี เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๐ – ๒๕๒๒ และคุณลุงก็เป็น (ส.ส) ๔ สมัย และสอบได้ที่ ๑ ทั้ง๔ สมัยซ้อน และได้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง มหาดไทย ถึง ๒ ครั้งสมัย และที่ผมกล่าวถึง จังหวัดราชบุรีนั้นทางทิศ ตะวันตก นั้นติด กับจังหวัด กาญจนบุรี ครั้นที่เมื่อสมัยที่คุณปู่ มงคล สุดลาภา เป็น นายอำเภออยู่ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถึง ๒ อำเภอ คือ อำเภอปราณบุรี อำเภอบางสะพาน และเป็น นายอำเภอที่ จังหวัด เพชรบุรีถึง ๒ อำเภอ คือ อำเภอ ชะอำ และอำเภอ ท่ายาง ก่อนที่ คุณปู่มงคล สุดลาภา จะมาเป็น นายกเทศมนตรี คนที่ ๑๖ ของอำเภอ เมือง จังหวัด กาญจนบุรี และเป็น ปลัด จังหวัด กาญจนบุรี และคุณปู่มงคล สุดลาภา ก็ได้เป็น ผู้ตรวจการกระทรวง มหาดไทย ซึ่ง ความสัมพันธ์กัน ระหว่าง (อำเภอ บ้านโป่ง) จังหวัด ราชบุรี ถึงจังหวัดเพชรบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัด กาญจนบุรี และจังหวัด สุพรรณบุรี นั้น (คุณลุงเคยเป็น นายอำเภอที่สุพรรณบุรี) ถ้าจะให้พูดกันแล้ว ตระกูล สุดลาภา ก็เป็นนักการเมือที่มีชื่อเสียงทางด้านการปกครอง และการทำประโยชน์มากมายมหาศาล ในหลายๆด้านให้กับประเทศชาติและเขต ๗ มาช้านาน แล้ว ส่วน กระผม นาย ฑีพัตรยศ สุดลาภา ก็มี คุณแม่ เป็นคนไทย – รามัญ ในอำเภอ บ้านโป่งจังหวัดราชบุรี (ตระกูล “ติเยาว์”) และก็มีย่าใหญ่ (ย่าทวด) ต้นสกุล “สุปัญโญ” ที่ จังหวัด ลพบุรี และ คุณพ่อ ของย่าทวดผม ก็มี ยศ เป็น “เจ้าพระยา” แห่งเมืองลพบุรี เป็น(เจ้าเมือง)ในสมัยแห่ง รัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว




ประวัติ และความเชื่อของชาว รามัญ ใน อำเภอบ้านโป่ง (เมืองคนงาม) จ.ราชบุรีนายฑีพัตรยศ สุดลาภา ชื่อเล่น (ลูกหิน) คุณแม่ของผมเป็นชาวมอญรามัญ เพราะ คุณตา และ คุณยาย เป็นชาวไทย – รามัญ ทั้ง ๒ ฝ่าย ต้นตระกูล (ติเยาว์)<b< td=""></b<>
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 138
r>

ประวัติและความเชื่อของชาว รามัญ ใน อำเภอบ้านโป่ง (เมืองคนงาม) จ.ราชบุรีนายฑีพัตรยศ สุดลาภา ชื่อเล่น (ลูกหิน) คุณแม่ของผมเป็นชาวมอญ (รามัญ) เพราะคุณตา กับคุณยายเป็นชาวรามัญทั้ง 2 ฝ่าย (คุณแม่นามสกุล ติเยาว์) และเล่าให้ฟังว่าสมัยเมื่อหลายร้อยปีก่อน ตระกูลทางคุณแม่ของผมนี้ได้เดินทางมาจาก กรุงหงสาวดี
แล้วเดินทางเข้ามา อยู่ใน อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี และที่บ้านของผมยังมีประเพณีประจำตระกูลก็คือการนับถือ ผีมอญ และก็มีความเคร่งในศาสนสพุทธ จากความเชื่อเรื่องผีมอญ(ผีตระกูลหรือผีบรรพบุรุษนี้ทำให้เกิดการมีประเพณี รำผีมอญ
มูลเหตุของการรำผีมอญ เนื่องมาจากความเชื่อที่ว่า ชาวมอญมีผีรักษา หรือผีประจำคระกูลเรียกเป็นการทั่วไปว่า “ผีมอญ” ซึ่งผีนี้มีหน้าที่คอยปกปักรักษาสมาชิกในครอบครัวให้อยู่เย็นเป็นสุข แต่มีข้อแม้ว่า ห้ามล่วงละเมิดหรือ “ทำผิดผี” ด้วยประการทั้งปวงเช่น ห้ามคนตั้งครรภ์ที่ไม่ใช่ลูกสาวของเจ้าเรือนนอนในเรือน ห้ามคู่สามีและภรรยาที่ไม่ได้อยู่ร่วมผีเดียวกันกับเจ้าเรือน ร่วมหลับนอนในเรือน ห้ามเจ้าเรือนกินอาหารร่วมสำรับกับแขกผู้มาเยือน ฯลฯ
การ”ผิด ผี” จะส่งผลให้คนในบ้านเกิดเจ็บไข้ไม่สบาย เมื่อหมอดูทำนายว่าเป็นเพราะผู้ กระทำ ก็จะจัดหาวันเพื่อทำพิธีรำผีมอญ ซึ่งก็คือกระบวนการแสดงขอขมา หรือลุโทษแก่โทษ ที่ได้กระทำล่วงเกินผีนั่นเอง ชาวมอญราชบุรี ไม่ทำพิธีรำผีมอญบ่อยครั้งนัก หากเลี่ยงได้ก็จะเลี่ยง เนื่องจากการรำผีมอญแต่ละครั้งจะต้องใช้เงินค่อนข้างมาก อีกประการหนึ่งเป็นการประกาศว่า บ้านเรือนหลังนี้ ได้มีผู้ทำผิดผี จึงได้เกิดการรำผีมอญเกิดขึ้น ดังนั้นวิธีการเลี่ยงที่ดีและง่าย คือการปฏิบัติกิจของคนในครอบครัวมิให้ผิดผี ซึ่งเท่ากับเป็นการคุมพฤติกรรมให้อยู่ในกรอบของความเหมาะควร เมื่อทุกคนเคารพ ถือผีของกันและกัน ก็คือการเคารพหลักให้อยู่ร่วมกันอย่างมั่นคง การนับถือผีของชาวมอญจึงเป็นเรื่องที่มีเหตุผล และเคารพยึดถืออยู่ตลอด

ประวัติและความเป็นมา
ชาว มอญ เรียกแผ่นดินตนเองว่า”รามัญประเทศ” และส่วนคำว่า”รามัญ” นั้นมาจากภาษาบาลีว่า ”รามญญ” ในปัจจุบันที่ชาวไทย-มอญ ตั้งหลักแหล่งเป็นกลุ่มใหญ่ ได้แก่อำเภอ ปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ รองลงมาคือ อำเภอบ้านโป่ง อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี และในจังหวัด
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 38
กาญจนบุรี ส่วนในตอนเหนือจะพบในจังหวัดลำปาง ลำพูน และเชียงใหม่ นอกจากนั้นยังมีกระจัดกระจายเป็นกลุ่มเล็กๆ อยู่ในจังหวัด สมุทรสงคราม นครปฐม เพชรบุรี สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา นครราชสีมา นครสวรรค์ ฉะเชิงเทรา ปราณบุรี เป็นต้น

ความเป็นมาของมอญราชบุรี ชาวมอญราชบุรีนั้นนับถือพุทธศาสนาตั้งแต่อยู่ในประเทศพม่า โดยมีหงสาวดีเป็นเมืองหลวง ครั้นเมื่อหนีภัยมาอยู่ในแดนสยาม การนับถือพระพุทธศาสนาก็ยังคงมั่นเมื่อปักหลักรวมพลตั้งเป็นชุมชนขึ้นที่ใด ก็มักจะสร้างวัดเป็นศุนย์รวมใจ เช่นเดียวกับชาวมอญรุ่มแม่น้ำแม่กลอง หลักฐานการสร้างวัดม่วง อำเภอบ้านโป่ง-- -โพธาราม ว่ามีการสร้างเมื่อในปี พ.ศ 2223 ต่อมาได้ค้นพบในคัมภีร์หมายเลข 321
ขึ้นที่วัดม่วง ความนั้นว่าผู้จารึกชื่ออุตตมะ เป็นชื่อขณะที่ยังเป็นพระ จารึกเอาไว้ในวัดม่วง แล้วเสร็จเมื่อตะวันบ่าย วันศุกร์ แรม 6 ค่ำ “ศักราช1000” หรือ พ.ศ2181 ตัวเลขศักราชที่เป็นทางการว่าวัดม่วงสร้างเมื่อ พ.ศ 2223 กับที่ค้นพบใหม่คือ พ.ศ2181 นั้นต่างกัน หากศักราชใหม่เป็นจริงนั้นแสดงว่า วัดม่วงบ้านโป่งต้องสร้างมาก่อนปีพ.ศ2181 เพราะอย่างน้อยต้องมีวัดมาแล้วก่อนที่จะมีพระภิกษุชื่อ อุตตมะมาจารึกไว้ในใบลาน แต่ประเด็นสำคัญก็คือ ชาวมอญได้ร่วมกันสร้างวัดเพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจ และวัดก็ได้มีบทบาทต่อสังคมของชาวมอญเสมอมา ภายหลังที่ชาวมอญจากถิ่นอื่นๆเช่น จากกรุงเทพฯ ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ มาอยู่อาศัยร่วมกับชาวมอญยุคบุกเบิก โดยมาอาศัยอยู่ในหมู่เครือญาติ มาแต่งงานเป็นเขย หรือเป็นสะใภ้กับชาวมอญด้วยกัน รวมถึงการหนีภัยสงครามจากการทิ้งระเบิดที่กรุงเทพฯ สมัยสงครามโลกครั้งที่2 จึงทำให้ชาวมอญรุ่มแม่น้ำแม่กลองขยายตัวขึ้นเป็นลำดับ ต่อมาเมื่อมีการคมนาคมและระบบชลประทานมรการพัฒนามากขึ้น เช่น การตัดถนนเข้าสู่ชุมชน การสร้างทางรถไฟผ่าน การสร้างเขื่อนเขาแหลม จังหวัดกาญจนบุรี ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวมอญราชบุรีในเขตบ้านโป่ง และโพธาราม มีคนในชุมชนออกไปทำงานรับจ้างนอกท้องถิ่น และมีคนต่างท้องถิ่นเข้ามาอยู่ในชุมชน แต่ ชาวมอญ โดยเฉพาะที่บ้านม่วง อำเภอบ้านโป่ง และตำบลคลองตาคต อำเภอโพธาราม
เป็นแหล่งชุมชนที่ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีมอญไว้ได้อย่างค่อนข้างมาก
ชุมชนบ้านม่วงนี้มีวัดม่วงเป็นศูนย์กลาง วัดม่วงเจริญมากเพราะมีหลวงปู่เข็มเป็นองค์อุปัชฌาย์ตอนนั้นองค์เดียว ชาวมอญ ชา
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 139
วกระเหรี่ยงตอนเหนือลุ่มแม่น้ำแม่กลองขึ้นไปจน ถึงเมืองกาญจนบุรีล่องแพมาบวช บางคนก็มาหาเจ้าภาพชาวบ้านม่วงให้บวชให้ ตนลาวจากหนองปลาหมอ และชาวมอญสองฝั่งตอนบนก็บวชที่วัดม่วงกัน
ศรัทธาสอง ฟากฝ่าย ชาวมอญราชบุรีนั้นเฉกเช่นชาวไทยทั่วๆไปที่มีความเชื่อดั้งเดิมในเรื่องผี ขนานไปกับการนับถือพุทธศาสนาแต่ในกรณีของชาวมอญแล้ว ดูเหมือนว่าความเชื่อทั้งสองประการจะเข้มไปคนละแบบ เพรากิติศัพท์ในเรื่องของพระมอญเคร่งพระวินัยเป็นที่เรื่องลือคงความ สมณสารูปไว้ได้มาก ถึงขั้นกล่าวกันว่า เป็นแบบอย่างให้เกิดธรรมยุติกนิกายในช่วงรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ครั้นเมื่อตั้งธรรมยุติกนิกายขึ้นแล้ว มีพระภิกษุชาวมอญ คือพระไตรสรณธัช (เย็น) นำไปเผยแพร่ที่เมืองมอญอีกทอดหนึ่ง
ชาวมอญ ราชบุรี ในท้องที่บ้านโป่งและโพธารามเองยังศรัทธามั่นคง เข้าวัด ทำบุญอยู่เสมอมา กิจการงานใดที่เนื่องด้วยพระศาสนาก็ร่วมแรงแข็งขันเป็นอันดี การปฏิบัติต่อพระสงฆ์นั้น ถือเสมือนป็นบุคคลพิเศษ อุบาสกอุบาสิกาผู้สูงวัยชาวมอญ ราชบุรี ยังเลี่ยงที่จะเหยียบหรือยืนทับเงาของพระสงฆ์ ความใส่ใจในสิ่งอันละเอียดอ่อนเช่นนี้ สื่อให้เห็นจรรยามารยาทของกลุ่มชนที่ได้รับการอบรมทางด้านศีลธรรมมาเป็น อย่างดี
ส่วนศรัทธาในอีกฝ่ายนั้น ชาวมอญราชบุรียังคงนับถือผีมอญ ซึ่งจำแนกได้เป็นหลายอย่าง เช่น ผีบรรพบุรุษ ผีตระกูล ผีเมีย ผีครูอาจารย์ ผีลูกหลาน ฯลฯ ตลอดจนผีไร้ญาติ ด้วยเหตุนี้ชาวมอญจึงนำเรื่องผีมาเป็นเรื่องจำแนก เพื่อจัดระเบียบคนในสังคมตนเอง กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ชาวมอญถือหลักความเชื่อเรื่องผีมาเป็นเกณฑ์ในการนับเครือญาติที่ร่วมถือผี เดียวกัน ถือผีต่างกัน ซึ่งวิธีการนี้น่าจะมีมาก่อนพุทธศาสนาจะเผยแพร่เข้าไปในหมู่ชาวมอญ
ความเชื่อศาสนาของชาวไทย เชื้อสาย มอญ
1. เชื่อกันว่าการทำบุญให้ทานอะไรก็ตามย่อมส่งผลถึงผู้ที่เราปรารถนาจะอุทิศ ส่วนกุศลให้ชาวไทยมอญส่วนใหญ่จะ “นิพพาน” โดยสังเกตได้จากคำอธิฐานที่ว่า “นิพพาน ปัจจะ โยโหตุ” ขอให้เป็นปัจจัย สำเร็จพระนิพพานด้วนเทอญ
2. เชื่อกันว่าการไปทำบุญ จะต้องแต่งตัวให้ถูกต้องตามกาลเทศะ ภาชนะที่ใส่อาหารไปทำบุญ จะต้องเตรียมไปอย่างปราณีต เพราะจะส่งผลไปถึงอนาคตชาติ
3.มีความเชื่อว่าการทำบุญที่ทำบุญแล้วได้บุญมากคือ
- การสร้างพระพุทธ คือ การสร้างพระพุทธรูป
- การสร้างพระธรรม คือการสร้างพระไตรปิฎก และพระอภิธรรม
- การสร้างพระสงฆ์ คือ การบวชพระ
4. มีความเชื่อ ในก
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 39
ารนับถือพระพุทธศาสนา ชาวไทยมอญมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก โดย ถือว่าพระพุทธเจ้าเป็นองค์เคารพ สักการบูชาสูงสุด
5. ความเชื่อ ในการนับถือพระพุทธศาสนา และเคร่งครัดในศาสนา พระมอญจึงถือเคร่งทางวินัยมาก ถึงกับมีคำที่ว่า “ถือศีลต้องพระไทย วินัยต้องพระมอญ” ซึ่งการถือศีลอย่างเคร่งครัดจึงเป็นต้นกำเนิดของพระธรรมยุติกนิกายในประเทศ ไทย
6. ปัจจุบันนี้พระมอญยังเคร่งครัดวินัยอยู่จะไม่เห็นพระมอญในเวลากลางวันอาบน้ำ ริมน้ำ มานั่งเล่นหน้าวัด เดินไปในหมู่บ้าน เป็นต้น
7. ในวัดมอญทุกวัด จะมีศาลเจ้าประจำมอญทุกวัด มอญเรียกว่า “ตะละพาน”
8. ชาวบ้านเคารพสถานที่ในวัด
9. ความเชื่อว่าวัดใน ช่อฟ้าใบระกา หน้าบันพัลทลายลงมาอย่าได้นำขึ้นไปอีก
10. มีความเชื่อว่าวัดใดกำลังปลุกเสกพระอยู่ ผู้หญิง สุนัข จะเข้าไปไม่ได้
11. มีความเชื่อ ในเรื่องการบวชเรียน มักจะเห็นว่า ชาวบ้านเดินผ่านหน้าโบสถ์ก็ต้องแสดงความเคารพกราบไหว้พระ ผู้หญิงห้ามเข้าไปในโบสถ์หรือบริเวณกุฏิพระ
12.มีความเชื่อ เมื่อบ้านใดมีทารกเกิดใหม่จะต้องนำทารกนั้นไปใส่ในกระด้งร่อน แล้วพูดว่า”สามวันลูกผี สี่วันลูกคน” ต่อเด็ก
13. มีความเชื่อ ในการโกนผมไฟ การโกนผมไฟ เป็นการสู่ขวัญเด็ก และสู่ขวัญบิดา มารดา เพื่อให้เกิดความสบายใจ ด้วยความเชื่อมั่นในความศักดิ์สิทธิ์ของพิธี ที่จะทำให้เป็นมงคลต่อเด็ก
14. มีความเชื่อว่า ทำดีได้ดี ทำประณีตได้ประณีต
15. มีความเชื่อ เกี่ยวกับการปลูกเรือนว่า เวลาสร้างบ้าน เวลาปลูกสร้างบ้านเรือนให้ปลูกวันเกิดของผู้สร้าง(เจ้าของ)
16.มีความเชื่อว่า เวลาปลูกบ้านต้องปลูกให้เสาเท่ากันหมด เชื่อว่าจะมีความสุข
17. มีความเชื่อว่า เมื่อจะขึ้นบ้านใหม่จะต้องเลือกวันและมีกำหนดเวลาไว้ว่าแต่ละวันจะทำอะไร
18. มีความเชื่อเกี่ยวกับ ความกตัญญูกตเวที น้องๆควรเชื่อฟังพี่คนโตซึ่งได้ถ่ายทอดจากผีบรรพบุรุษแห่งตระกูล
19. มีความเชื่อว่า ระบบเพื่อนบ้านและระบบเครือญาติทำให้การเป็นอยู่ในสังคม มีการพึ่งพา ถ้อยที ถ้อยอาศัยกันเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน ให้ความเกรงใจและให้ความเคารพนับถือกัน
20. มีความเชื่อว่า บุคคลที่นามสกุลเดียวกัน จะจัดงานบวชนาคกับงานแต่งงานในวันเดียวกันไม่ได้
21. เมื่อมีลูกสาวที่แต่งงานแล้ว จะให้ย้ายไปอยู่ที่อื่น ไม่ไห้นอ
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 140
นบ้านเดียวกับพ่อแม่
22. มีความเชื่อว่า ตุ๊กตา เป็นสิ่งไม่ดี จึงห้ามนำเข้าบ้าน เพราะจะทำให้ไม่มีความสุข
23. มีความเชื่อเกี่ยวกับต้นไม้ว่าห้ามปลูกต้นราตรี ต้นลั่นทม ต้นพิกุล ไว้ในบ้าน เพราะต้นไม้เหล่านี้เป็นต้นไม้ที่อยู่ในวัด
24. มีความเชื่อว่า ต้นไม้ที่มีชื่อต่อไปนี้คือ ต้นโพธิ์ ต้นหว้า ต้นบุนนาค ต้นงิ้ว ถ้างอกขึ้นข้างๆบ้าน รีบทำลายเสียอย่าได้เก็บไว้ จะทำให้เจ้าของบ้านได้รับความเสียหาย
25. มีความเชื่อในเรื่องเต่า ชาวไทยมอญ จะไม่จับเต่ามาทำอาหาร ไม่จับตัวเต่าที่มีชีวิตเมื่อพบเห็นจึงต้องพูดว่า เต่าตัวนี้ตายแล้ว เพื่อเป็นการแก้เคล็ด แล้วนำเต่าไปปล่อย
26. มีความเชื่อว่า ศพคนตายจะต้องหันไปทางทิศเหนือ
27. มีความเชื่อว่า ภายใน 6 เดือน 9เดือน จะมีการทำพิธีไหว้ผีบ้านผีเรือน ปู่ย่า ตายาย โดยมีเครื่องไหว้ คือ กล้วย ไก่ หมู ขนมต้มแดง ขนมต้มขาว
28. มีความเชื่อว่า ที่บ้านชาวไทยมอญ จะต้องมีที่ตั้งบูชาผ๊บรรพบุรุษ มีวิธีเซ่นผี เลี้ยงผี พิธีรำผี

29. ,มีความเชื่อในการเคารพบรรพบุรุษ ไม่ว่าท่านจะล่วงลับไปแล้ว หรือว่าท่านจะมีชีวิตอยู่ก็ตามเพราะการเคารพเทิดทูนบรรพบุรุษ ย่อมนำความเจริญมาถึงตนและครอบครัวตามหลัพระพุทธศาสนาที่ว่า “ปูชะนียานัง” หมายถึงการบูชาคนที่ควรเคารพ
30. มีความเชื่อว่า บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วยังหิวโหยอยู่ ยังชอบรับประทานอาหาร ตามเทศกาล กล่าวคือ ขนมกาละแม จะมีในเทศกาลสงกรานต์ ขนมกระยาสารท มีในเทศกาลออกพรรษา ข้าวเม่าทอด มีในเทศกาลทอดกฐิน ข้าวต้มลูกโยนน้ำผึ้ง มีในวันเพ็ญเดือนสิบ
31. มีความเชื่อว่า บรรพบุรุษกับพวก เขาสามารถติดต่อกันได้ตลอดเวลา และมักจะพบว่า ผีบรรพบุรุษจะรู้ด้วยการเซ่นไหว้อยู่เสมอ การทำบุญต้องอุทิศส่วนกุศลให้ การแต่งงานถือว่าจำเป็นต้องบอกผีบรรพบุรุษทั้งสองฝ่ายรับรู้ โดยจัดสิ่งของเซ่นไหว้ เช่นผ้าขาว เหล้า ไก่ โดยผ่านเจ้าบ่าวเป็นฝ่ายจัดหา ที่เรียกว่าเครื่องขันหมากจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนหนึ่งให้เจ้าสาว เซ่นไหว้บรรพบุรุษของเจ้าสาว อีกส่วนหนึ่งให้เจ้าบ่าวนำไปเซ่นไหว้บรรพบุรุษของเจ้าบ่าว
32. มีความเชื่อว่า ผีบรรพบุรุษ เจ้าพ่อ เจ้าแม่ ที่เคารพมาแต่อยู่กรุงหงสาวดี แล้วอันเชิญมาประดิษฐานในชุมชนของตนเอง โดยปลูกศาลเจ้าให้เป็นที่สถิตดวงวิญญาณเหล่านั้น เพราะความผูกพันก็มีอยู่ตลอดเวลา
33. มีความเชื่อในเรื่องของผีบรรพบุรุษ
- ชาวไทยมอญมีความเชิอว่า ลูกชายคนโตของตระกูลจะเป็นผู้รับผีบรรพบุรุษต่อจาก บิดา มารดา หรือ คนรุ่นเก่าที่ล่วงลับไปแล้ว ที่บ้านจะมีที่ตั้งผีบรรพบุรุษ
- เชื่
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 40
อว่า ผีบรรพบุรุษจะสิงสถิตอยู่ที่เสาเอกของเรือนโดยมีสัญญาลักษณ์ที่แสดงให้เห็น ว่าเป็นเสาผี คือ หีบ หรือกระบุงใส่ผ้าผี ได้แก่ สไบ ผ้าซิ่น ผ้าขาวม้า แหวนหัวพลอยแดง แขวนไว้ที่เสาผี
34. เชื่อว่า การที่ผู้หญิงไปแต่งงานกับคนต่างตระกูลหรือต่างผี จะต้องทำพิธีคืนผีบอกกล่าวก่อนที่จะไปเข้ากับผีฝ่ายสามี
35. เชื่อว่า ผู้ใดอยู่ในตระกูลทำผิดซึ่งระเบียบหรือข้อห้ามจะทำให้มีการเจ็บป่วยเกิดขึ้นซึ่งจะต้องทำพิธีรำผี
36. เชื่อว่า ชายหญิงที่ไม่ใช่ลูกคน(คนละผีกัน) จะร่วมหลับนอนกันภายในบ้านไม่ได้
37. มีความเชื่อว่าหญิงมีครรภ์ที่ไม่ใช่ลูกสาวห้ามนอนบนเรือน
38.มี ความเชื่อว่า เมื่อมีคนในตระกูลตายหรือท้องในปีนั้น(สิ้นสุดเดือน6) ห้ามคนในตระกูลจัดพิธีต่างๆ เช่น พิธีโกนจุก แต่งงาน บวช หรือเลี้ยงผี
39. มีความเชื่อว่า หมู่บ้านชาวไทยมอญทุกหมู่บ้าน จะต้องมีศาลเจ้าประจำหมู่บ้านทุกๆ ปี หลังสงกรานต์แล้วจะต้องทำพิธี “รำเจ้า” ประจำหมู่บ้าน


สิ่งที่บ่งบอกความเป็นมอญราชบุรี
นับ จนถึงพ.ศนี้ หากมีกลุ่มชาติพันธุ์ใด ยังคงธำรงรักษาขนบประเพณีของตนไว้ได้ นับว่าเป็นความยิ่งใหญ่ และเป็นคุณูประการให้กับสังคมส่วนรวม เพราะการมีกลุ่มชาติพันธุ์ในชาติพันธุ์หนึ่งขึ้นมานั้น มิใช่จะเกิดขึ้นมาโดยง่ายซึ่งชาวมอญราชบุรีควรได้รับคำเชิดชูเกียรตินี้ เพราะยังคงรักษาลักษณะเด่นทางสายพันธุ์ไว้ได้หลายประการ

ภาษามอญราชบุรี
ชาว มอญมีทั้งภาษาพูดและภาเขียนเป็นของตนเองอักษรมอญมีอิทธิพลต่อระบบการเขียน ของภาษาอื่นๆรัฐไทยสมัยสุโขทัยก็ได้แบบอย่างจากอักษรมอญ แปลงรูปแล้วนำมาเขียนในภาไทย ในปัจจุบันนี้ภาษาพม่า ภาษาไทใหญ่ ภาษากระเหรี่ยง ได้นำเอาอักษรมอญไปเขียนภาษาของตน โดยมิได้ดัดแปลง แต่เลือกเอาบางอักษร แล้วคิดระเบียบวิธีการเขียนและการออกเสียงตามอย่างภาษาของตน ชาวมอญราชบุรี เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังรักษาวัฒนธรรมภาษาเอาไว้ได้ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในหมู่ผู้สูงอายุที่ยังคงสื่อสารกันด้วยภาษามอญ
ปัจจุบันนี้ยัง หาภาษามอญที่ถือว่าเป็นมาตราฐานไม่ได้ เช่น ถิ่นพระประแดง บางขันหมาก สามโคก บางขุนเทียน เกาะเกร็ด ฯลฯ รวมทั้งถิ่นบ้านโป่งและโพธาราม ซึ่งเรียกรวมกันในที่นี้ว่าเป็นมอญราชบุรี เฉพาะมีความแตกต
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 141
่างกันทางด้านเสียงสระ และ คำศัพท์ย่อยๆที่เป็นการกำหนดเรียกขึ้นมาในท้องถื่น แต่ชาวไทยที่มีเชื้อสายมอญเหล่านี้ยังสามารถใช้ภาษามอญสื่อความกันได้เช่น กัน ภาษามอญถิ่นราชบุรีจึงถือว่าเป็นสิ่งที่บ่งบอกในความเป็นคนไทยเชื้อสายมอญ ได้มาก

ที่อยู่อาศัย
เมื่อชาวไทยมอญจะสร้างบ้าน มักนิยมไปปรึกษาผู้ใหญ่ เจ้าอาวาส หรือศึกษาจากตำราที่มีชื่อว่า ” โลกะสิทธิ “ อันเป็นตำราที่อธิบายถึงเกณฑ์ โฉลก ในการสร้างบ้านใหม่
ตำรา “โลกะสิทธิ “ จะกล่าถึงเรื่องการปลูกสร้างบ้านเรือน ซึ่งต้องปฏิบัติดังนี้
๑. ดูทิศดี - ทิศร้าย
๒. ดูทำเลที่ปลูก
๓. ดูดินบริเวณที่สร้างบ้าน
๔. ดูวัน เดือน ปี ที่เหมาะจะปลูกบ้าน
๕. ดูสิ่งต่างๆที่สมควรปฏิบัติในบ้านเรือน ซึ่งถ้าปฏิบัติดีจะนำความดีมาให้ แต่ถ้าปฏิบัติไม่ดีจะนำความวิบัติมาสู่
๖. ดูการเลือกไม้เสาสำหรับการปลูกบ้าน
๗. ต้นไม้ต่างๆปลูกในบ้าน ให้ถูกตามทิศจะมีแต่สิริมงคล
บ้าน ชาวไทยมอญมักจะสร้างหันหน้าไปทางทิศเหนือ เพราะถือว่าในสมัยโบราณชาวไทยมอญอพยพถิ่นฐานมาจากทางเหนือ เมื่อย้ายเข้ามายังระลึกถึงถิ่นฐานเดิมจึงทำเช่นนั้น และเนื่องจากประเทศไทยมีแม่น้ำที่มีแนวทางจากเหนือ เมื่อปลูกบ้าน เมื่อปลูกบ้านขวางแม่น้ำโดยไม่มีทางเลือก จึงถูกเรียกว่า “มอญขวาง”
เมื่อสร้างบ้านชาวไทยมอญจะใช้กระเช้าประดับตกแต่งด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์แขวนไว้ตรงเสาทางเดียวกันว่าเป็นการทำขวัญผีเรือน
บ้าน คนไทยในสมัยก่อนจะปลูกเหมือนทรงไทย ภายในบ้านใช้ไม้แผ่นใหญ่อย่างดีปูพื้น หลังคาทำทรงต่างกันบ้างเล็กน้อย แต่ละหลังจะต้องมีกรงเหล็กที่บานหน้าต่างทุกบาน สันนิษฐานว่ามีการป้องกันไว้ไม่ให้บุตรสาวหรือสาวๆในบ้านหนีไปไหนหรือกันไม่ ให้พวกทาสหนีได้
เมื่อปลูกบ้านเสร็จแล้ว จะมีประเพณีขึ้นบ้านใหม่ ในการขึ้นบ้านใหม่ของชาวไทยมอญก็มีลักษณะคล้ายคนไทย แต่ส่วนใหญ่ยังมีความเชื่อเกี่ยวกับการเข้าสู่อาศัย ตามตำราได้กำหนดวันและวิธีเข้าอยู่บ้านใหม่ คือ
วันอาทิตย์ ก่อนจะเข้าไปในบ้านใหม่ต้องเอาของมีค่าเข้าไปในบ้านก่อน
วันจันทร์ ต้องเอาเสื่อและหมอนเข้าไปก่อน
วันอังคาร ให้เอาเงินทองเข้าไปก่อน
วันพุธ ให้กินอาหารเสียก่อนแล้วจึงเข้าไปอยู่
วันพฤหัสบดี ต้องเอาเครื่องหอมและจุดโคมเข้าไปก่อน
วันศุกร์ พ่อแม่ต้องเข้าไปก่อน
วันเสาร์ ห้ามเข้าไปอยู่ในบ้านใหม่ไม่ดี

การแต่งกายของชาวมอญ
ในยามปกติ ชาวไทยด้วยกันอาจไม่ทราบเลยว่าคนที่นั่งโดยสารรถเ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 41
มล์คันเดียวกัน คนที่เรียนร่วมมหาวิทยาลัยเดียวกัน หรือแม้คนที่เดินจ่ายตลาดแห่งเดียวกันนั้นเป็นคนเชื้อสายมอญ ต่อเมื่อได้ไปเห็นร่วมพิธีมอญ การแต่งกายแบบมอญ จึงจะจำแนกเห็นความต่างได้
การ แต่งกายเป็นอีกปัจจัยหนึ่งในการบ่งบอกว่า คนเหล่านั้นมีสายใยทางวัฒนธรรมใด เพราะทุกวันนี้โอกาสที่ชาวมอญจะแต่งกาย ที่การแสดงออกถึงการเป็นมอญก็ต้องถึงวาระงานรวมกลุ่ม เช่นวันชาติมอญ ที่จัดโดยสมาคม ไทยรามัญ หรืองานประเพณี เช่น สงกรานต์ และการไปทำบุญที่วัดในวันสำคัญทางศาสนา
รูปแบบการแต่งกายของชาวมอญ ราชบุรี ชายนุ่งโสร่งลายตารางเส้นตัดสี่เหลี่ยมหลากสี เช่นพื้นสีเขียว หรือสีม่วง เส้นลายสีเหลือง เป็นต้น นุ่งลายคอกลม มีผ้าสไบหรือผ้าขาวม้าพาดไหล่ หากเป็นการพาดอย่างเป็นงานวิธีการ จะพาดโดยให้กึ่งกลางของผ้าอยู่บริเวณใต้อกหรือใต้ราวนมแล้วตวัดชายผ้าให้ไป คล้องที่ไหล่ซ้ายและขวา หญิงชาวมอญสวมผ้าถุง ยาวเกือบถึงตาตุ่ม มีลายเล็กละเอียด สวมเสื้อแขนกุด คอกลมรัดทรง สวมทับด้วยเสื้อแขนยาวทรงกระบอก ผ้าสีอ่อน เนื้อบาง แต่ก่อนนี้มีแบบแผนว่า ถ้าเป็นหญิงสาวยังโสด จะสวมเสื้อยาวถึงข้อมือ หากมีสามี จะใส่เสื้อแขนสามส่วน
ส่วนประกอบด้านการแต่งตัวอีกอย่างหนึ่ง คือการเกล้าผมมวย มวยผมแบบมอญจะรวบเกล้าไว้ด้านหลังเหนือท้ายทอย ใช้อุปกรณ์รูปทรงตัวยู เรียกว่า อะน่ดโซ่ก เสียบแทรงเข้าไปปอยผมที่เกล้าไว้ แล้วใช้อุปกรณ์อีกชิ้นหนึ่งเรียกว่า ฮะเหลี่ยงโซ่ก รูปทรงอย่างวงเล็บปีกกา เหน็บขัดผมกับอะน่ดโซ่
ก เพื่อกันไม่ให้ผมลุ่ยจากที่มวยไว้ แล้วนำดอกไม้ดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อก็ได้ มาเสียบแซมเพื่อสร้างความสวยงาม อุปกรณ์ประดับผมทั้งสองชิ้นนี้ นิยมทำด้วยเงิน
เมื่อเริ่มแต่งกายไปร่วม งานพิธีหรือไปทำบุญที่วัด หญิงชาวมอญนิยมพาดสไบไว้ที่ไหล่ด้วย หากอากาศเย็น สามารถใช้สไบเฉียงคลี่ห่มคลุมไหล่ได้

เครื่องใช้ประจำตัวของชาวมอญ
ชาวไทยมอญในสมัยโบราณ จะมีเครื่องประดับตกแต่งร่างกายหลายชนิด ซึ่ง ได้แก่
๑. กำไล ส่วนมาแป็นกำไลเงินสำหรับใส่ข้อเท้าของหญิง แต่ปัจจุบันไม่นิยมใช้ จะใช้สำหรับของนาคในพิธีบวชเท่านั้น
๒. เข็มขัด จะทำด้วยเงิน มักใช้เป็นเครื่องประดับของชายและหญิง
๓. ลูกปัด นำมาเป็นเครื่องประดับ ตกแต่งมักทำด้วยหินและแก้ว
๔. กระดูกสัตว์ จะนำมาทำเป็นกำไลข้อเท้า ซึ่งใช้เป็นเครื่องประดับได้อย่
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 142
างหนึ่ง
๕. สำริด จะนำมาทำเป็นกำไลข้อเท้า
๖. ขมิ้น ดินสอพอง เป็นเครื่องประทินโฉม ของหญิงในสมัยโบราณ

เครื่องมือเครื่องใช้ของชาวมอญ
- ครกตำหมากทำด้วยไม้ ตะบันหมากทองเหลือง เชี่ยนหมากไม้ ทองเหลือง ไม้ปาดปูน
- กล่องยาเส้นสำหรับใส่ยาเส้น ใบตอง ใบยา
- คบเพลิง (เช่น ใบไม้ ขี้กบ ( ผสมเศษไม้จากการใสไม้ ) ดอกน้ำมันยางเอามาเป็นมัดเป็นดุ้นยาวมัดใช้เป็นเชื้อเพลิง ) ตะบันไฟ หินเหล็กไฟ เป็นเครื่องมือจุดไฟ
- ครก ( มีลักษณะเป็นอย่างหลุม สำหรับตำหรือโขลกด้วยสาก )
- กระจ่า จวักสำหรับคดข้าวหรือตักแกง ทำด้วยกะลาและไม้ มีด้ามถือ บางทีก็เรียกว่า”ตวัก”
- กระบุงเล็ก สำหรับใส่ของเล็กเช่น เครื่องยาหรือรากไม้ต่างๆ
- กระบุง เป็นภาชนะสำหรับใส่ผลิตผล เช่น ข้าวเปลือก ข้าวสาร ถั่ว งา ฯลฯ
- กระบวยภาชนะสำหรับตักน้ำดื่ม
- ทะนาน ภาชนะทำจากกะลามะพร้าว ใช้ตักข้าวสารหุง
- กรรไกรเหล็ก ใช้สำหรับตัดผม
- เตาเชิงกราน เตาหุงข้าวที่นิยมใช้ในครัวเรือน
- หม้อน้ำดินเผา สำหรับใส่น้ำดื่ม ทำจากดินเผา ฯลฯ



การทำบุญจองโอะฮตาน
ใน ช่วงเดือนมาฆะ หรือประมาณเดือนกุมภาพันธ์อากาศในสมัยอดีตยังคงหนาวเย็น ชาวมอญที่เลื่อมใสศรัทธาจึงรำลึกว่า ความหนาวไม่ปราณีผู้ใด รวมถึงพระสงฆ์องค์เจ้าที่พำนักอยู่ในวัดก็ย่อมเป็นทุกข์ เพราะความหนาวเย็นด้วย จึงเกิดศรัทธานำฟืนไปถวายพระในวัด จนเป็นประเพณีถวายฟืนแด่พระสงฆ์ เพื่อที่จะได้นำไปเป็นเชื้อเพลิงทั้งในการต้มน้ำร้อนฉัน ปรุงยา หรือก่อไฟผิงไล่ความหนาวเย็น ต่อมาจึงเหลือเป็นการสุมฟืนก่อไฟไล่หนาวถวายเป็นทาน ภาษามอญเรียกงานบุญนี้ว่า จองโอะฮตาน
จอง แปลว่า เผา หรือไฟให้ใหม้. โอะฮ ( คล้ายกับเปล่งเสียงว่า โอะ แล้วตามด้วยลมออกทางจมูก ) แปลว่า ฟืน ส่วนคำว่า ตาน หรือบางแห่งเขียนว่า ต่าน เป็นคำบาลีตรงกับคำว่าทาน หรือมอบให้ด้วยจิตที่สละแล้ว ด้วยเหตุนี้เมื่อแปลเป็นไทยจึงหมายถึงงานบุญเผาฟืนเป็นทาน
ก่อนวันมาฆะ บูชา ชาวมอญจะจัดเตรียมไม้ฟืนโดยตัดไม้ในป่าละเมาะขนาดข้อแขนหรตือขนาดที่กำถือ ได้เหมาะมือความยาวประมาณวาเศษ แต่โดยส่วนใหญ่จะเลือกใช้ไม้กระถินเพราะเมื่อเลาะเปลือกออกแล้ว เนื้อไม้จะมีสีขาว เวลานำขมิ้นที่โขลกมาไล้ตามท่อนไม้ จะช่วยขับให้ผิวไม้กลายเป็นสีเหลืองสด ผึ่งแดดหรือลมให้สีขมิ้นติดผิวไม้ฟืน
ก่อ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 42
นวันมาฆะบูชา ชาวมอญจะนำดอกไม้บรรดามีในท้องถิ่นเท่าที่จะหาได้ นำมาผูกมัดไว้ที่ปลายฟืนพร้อมกับธูป ๓ ดอก เทียน ๑ เล่ม และใบหญ้าคาแห้งอีกหนึ่งกำมือ ดอกไม้และธุปเทียน ใช้เป็นเครื่องบูชา ส่วนใบหญ้าคาใช้เป็นเชื้อไฟ ใช้เชือกมะนิลาผูก ๓ เปลาะ ที่ยอด กลาง และบริเวณโคลนฟืน ต่อจากนั้นจึงนำไปตั้งวางพิงกันไว้เป็นรูปกระโจมยอดแหลมในลานวัด ซึ่งกว่าจะถึงตอนเย็น ฟืนที่มีผู้ที่นำมาถวายก็จะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ เพราะบางครัวเรือนทำฟืนตามจำนวนสมาชิกในบ้าน
อีกสิ่งหนึ่งที่มักทำในช่วง งานบุญจองโอะฮตาน คือ การทำข้าวหลาม นับเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมเพราะฤดูนี้ชาวบ้านได้เสร็จจากธุระจากงานไร่นา มีข้าวขึ้นยุ้ง อีกทั้งนับเป็นช่วงข้าวใหม่ด้วย เมื่อนำข้าวใหม่มาทำข้าวหลาม ก็ยิ่งเพิ่มรสชาติได้ดียิ่งขึ้น ในอดีตทุกบ้านจึงพร้อมใจกันทำข้าวหลาม
วันรุ่งขึ้นก่อนฟ้าสาง ประมาณ ๔-๕ นาฬิกา ชาวมอญบ้านม่วงจะร่วมกันออกไปที่วัด นำอาหารเช่น ข้าวต้ม ข้าวปลาอาหาร และข้าวหลาม เตรียมไปถวายจังหันมื้อพิเศษ นำเสื่อปูลาดกับพื้นลานวัดเพื่อให้ผู้มาร่วมทำบุญได้นั่งรอเวลา ต่อจากนั้นมัคนายกจะจุดไฟเผาฟืนที่ทุกคนนำมาร่วมทำบุญให้ลุกไหม้โชน ครั้นฟืนสุกเป็นถ่านที่คุแดงจึงนิมนต์พระเณรทุกรูปมารับภัตตาหารเช้ามื้อ พิเศษ ท่ามกลางไออุ่นจากดวงไฟ
งานบุญนี้ เป็นการจัดขึ้นตอนเช้าตรู่ ดังนั้นลูกสาวบ้านใดที่มาวัดตอนที่พระกำลังเริ่มฉัน ก็จะถูกเหลียวมองจากชาวบ้านที่มาก่อน และได้รับการค่อนแคะว่าเป็นคนเกียจคร้าน ไม่เหมาะที่ชายใดจะหมายปองไว้เป็นภรรยา
ในอดีต ชาวมอญที่อำเภอโพธารามเคยมีงานบุญจองโอะฮตาน เช่นกัน แต่ไม่ได้จัดทำมาหลายปี ประเพณีนี้จึงเหลือเป็นเพียงแห่งเดียวในหมู่ชาวมอญราชบุรี

สำรับอาหารชาวมอญราชบุรี
ชาว มอญยังดำรงชีตอยู่ในต่างจังหวัด และเป็นแหล่งชุมชนที่มิใช่ชุมชนเมือง จะมีวิธีทำอาหารกันอย่างพื้นบ้าน คือมีต้ม แกง ปิ้ง ย่าง เป็นพื้น และทำเลที่ตั้งชุมชนมักไกล้แหล่งน้ำหรือริมแม่น้ำ อาหารส่นใหญ่จึงปรุงด้วยปลา เพราะเป็นสิ่งที่หาได้ง่าย ชาวมอญจึงไม่ใช่กลุ่มคนที่มี “เมนูพิสดาร” อยู่ในตำรับอาหาร แต่มักจะนำปลาชนิดต่างๆมาปรุงกับพืชผักท้องถิ่น
อาหารแบบมอญพื้นบ้านย่าน บ้านโป่ง โพธาราม นิยมออกไปทางรสเปรี้ยว หรือส้ม ผักผลไม้ที่นำมาปรุงแกงปลา ผลพุทรานาหรือพุทราขี้นกที่มักจะเกิดขึ้นเองตามหัวไร่ปลายนา นำเอาผลห่าม ( ไม่สุกมากหรือครึ่งสุกครึ่งดิบ ) มาทุบหรือโขลกพอแตก ประสมลงไปในแกงปลา รวมกับผักอื่นๆ ซึ่งพุทร
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 143
าจะให้รสเปรี้ยว แกงรสชาติแบบมอญพื้นบ้าน จึงเรียกให้น้ำลายสอเพราะความเปรี้ยวที่ลงตัว
ผัก อย่างอื่นที่นำมาปรุงในหม้อแกงมอญ เพื่อเพิ่มความเปรี้ยวคือ ยอดส้มป่อย ใบมะขามอ่อน ลูกมะส้าน ใบกระเจี๊ยบแดง โดยเลือกนำเอาใบเพสลาด (คือไม่อ่อนและไม่แก่จนเกินไป ) อย่างใดอย่างหนึ่ง
นอกจากผักที่คนไทย ทั่วไปบริโภคกันแล้ว ชาวมอญยังนำผล มะตาดดิบมาทำอาหารอีกด้วย แกะฝาเปลือกหุ้มรอบขั้นนอกออก แล้วเฉือนเอาเฉพาะเนื้อมาทำแกง ชาวมอญนิยมบริโภคอาหารสมุนไพรหรืออาหารตามธรรมชาติ หรืออาหารยาในชีวิตประจำทุกวัน เช่นแกงผลมะตาด แกงขนุนอ่อน แกงบอน ข้าวแช่
วัฒนธรรม การบริโภคของชาวมอญราชบุรี ถือได้ว่ามีความเป็นมอญสูงเมื่อเปรียบเทียบกับชาวมอญถิ่นอื่นๆในอีกหลายท้อง ที่ของประเทศไทย เพราะหันไปนิยมอาหารประเภทผัด หรือทอดมากขึ้น
มอญทอผ้า
เรื่อง ราวของมอญทอผ้า อาจจะไม่เป็นที่คุ้นเคยมากนักทางสื่อต่างๆ เพราะกลุ่มชาติพันธ์อื่นๆ เช่นคนพวน คนไทยยวน และชาวไทยทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้สร้างชื่อเสียงเรื่องลือมากกว่า ในความเป็นจริงชาวมอญก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่รู้กรรมวิธีถักทอใยด้ายให้กลาย เป็นผืนผ้า เพราะในอดีตก่อนที่จะมีโรงงานทอผ้า กลุ่มชาติพันธ์ต่างๆก็เรียนรู้วิธีการทอผ้ากันมานานแล้ว มีในช่วงที่บ้านเมืองเจริญนี้เท่านั้น ที่ทำให้คนหลงลืมความรู้แบบบรรพชนที่สอนให้รู้จักการทอผ้า
ชาวมอญราชบุรี ยังมีความรู้เรื่องการทอผ้า และยังทำอยู่ตราบเท่าวันนี้อยู่ที่บ้านม่วง และเหลือเพียง ครัวเรือนเดียวเท่านั้น โดยรูปแบบการทอยังใช้ กี่ซัด คือเป็นเครื่องหูกที่กางไว้กับกี่ แล้วใช้มือซัดกระสวยไปมาทางขวา แทนการใช้กี่กระตุกซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นเมื่อภายหลัง
ผู้ทอผ้าชาวมอญ ยังคงใช้แปรงหวีเครือหูกที่ทำจากแกนของดอกเตยป่า ซึ่งการหวีผูกนี้ เพื่อไม่ให้เครือหูกพันกัน โดยการใช้แปรงแตะไขมะพร้า แล้วหวีไปตามแนวยาว รูปแบบเนื้อผ้าและลวดลายผ้าทอของชาวมอญ จึงยังคงเสน่ห์เดิมๆ แบบชาวบ้าน ไม่ได้แต่งลวดลายจากภายนอกให้เกินงาม
กล่าวกันของในหมู่ของชาวมอญทั่วไป ต่างลงความเห็นว่ามอญราชบุรี ที่อำเภอบ้านโป่ง โดยเฉพาะที่บ้านม่วงและปริมณฑลโดยรอบวัดม่วงยังคงรักษาความป็นมอญไว้ได้มาก ไม่ว่าจะเป็นภาษาซึ่งยังคงเป็นผู้เฒ่าผู้แก้สื่อสารกันอยู่เสมอ อาหารมอญ และการทอผ้าประกอบกับ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 43
ชุมชนมอญราชบุรีในหลายท้องที่ ได้ตระหนักถึงบทบาทของชาวมอญราชบุรีในหลายท้องที่ ได้ตระหนักถึงบทบาทของชาวมอญ ได้ร่วมกันบริจาคทรัพย์และสิ่งของอันมีค่าไว้ให้เป็นสมบัติวัฒนธรรมในวัด ม่วง ผู้สนใจเรื่องศิลปะวัฒนธรรม ประเพณี พิธีกรรม และค่านิยมความเชื่อแบบมอญ สามารถเรียนรู้ไดจากชุมชนชาวมอญราชบุรี

ประวัติ อำเภอบ้านโป่ง
อำเภอบ้านโป่ง กับสภาพภูมิศาสตร์ ที่ตั้ง
อำเภอ บ้านโป่งอยู่ทางทิศเหนือของจังหวัดราชบุรีและที่ว่าการอำเภอบ้านโป่งตั้ง อยู่ถนนทรงพล ตำบลบ้านโป่ง (ในเขตเทศบาลเมืองอำเภอบ้านโป่ง) ระยะห่างจากจังหวัดราชบุรี ๔๒ กิโลเมตร มีทางหลวงแผ่นดิน ๒ สายผ่าน ชื่อทางหลงแผ่นดินสาย ๔ เพชรเกษม และทางหลวงแผ่นดิน สาย ๒๓๔ (บ้านโป่ง – กาญจนบุรี มีทางรถไฟผ่าน ๓ สาย คือ ทางรถไฟสายใต้ สาย หนองปลาดุก - สุพรรณบุรี และสาย หนองปลาดุก - กาญจนบุรี และมีแม่น้ำ สำคัญผ่าน ๑ สายคือ แม่น้ำแม่กลอง

พื้นที่ อำเภอบ้านโป่ง มีพื้นที่ทั้งหมด ๓๙๐ ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต ทิศเหนือ ติดต่อกับ อำเภอท่าม่วง อำเภอท่ามะกา จ.กาญจนบุรี อำเภอ กำแพงแสน จังหวัด นครปฐม
ทิศใต้ ติดต่อกับ อำเภอ โพธาราม จังหวัด ราชบุรี
ทิศตะวันออก ติดต่อกับ อำเภอ เมือง จังหวัด นครปฐม
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอ โพธาราม จังหวัดราชบุรี

สภาพ ภูมิประเทศ ส่วนใหญ่ เป็นที่ราบรุ่มเหมาสำหรับ ทำนา ทำสวน ทำไร่ มีป่า และภูเขาในท้องที่ ตำบล เขาขลุง มีแม่น้ำแม่กลองไหลผ่าน

สภาพ ภูมิอากาศ อากาศ โปร่งเย็น มี ๓ ฤดู คือ ฤดู ร้อน ฤดู หนาว และ ฤดูฝน และมีฝนชุกในระหว่าง เดือน สิงหาคม กันยายน ตุลาคม และจะแล้งมากในระหว่าง เดือน กุมภาพันธ์ มีนาคม และ เมษายน

ลำน้ำที่สำคัญ ลำน้ำที่เป็นประโยชน์ในด้านการเกษตร.. การคมนาคม..และการบริโภค คือ แม่น้ำ แม่กลอง เริ่มต้นจาก แควใหญ่ และแควน้อย มาบรรจบกันที่ตัวจังหวัดกาญจนบุรี ไหลผ่านท้องที่ อำเภอ บ้านโป่ง ที่ตำบลบัวขาว ตำบล ท่าผา ตำบล เบิกไพร ตำบลบ้านโป่ง ตำบล ปากแรต
ตำบล คุ้งพยอม ตำบล สวนกล้วย ตำบล นครชุมต์ และตำบล บ้านม่วง มีระยะประมาณ ๒๐ กิโลเมตร


ห้วย หนอง คลอง บึง มีเนื้อที่รวมแล้ว ประมาณ ๙๕๐ ไร่

ทรัพยากรธรรมชาติ คือ ลูกรัง หิน กรวด ทราย แร่ธาตุ

ประชากร และ สภาพ การปกครอง แบ่งเป็น ๒ ลักษณะ คือ การปกครองส่วน ภูมิภาค แบ่งออกเป็น ๑๕ ตำบล มีหมู่บ้าน ๑๖๕ หมู่บ้าน
และมีตำบล ดังนี้
๑. ตำบลสวนกล้วย
๒. ตำบลหนองกบ
๓. ตำบลหนองปลาหมอ
๔. ตำบลเขาขลุง
๕. ตำบลปากแรต
๖. ตำบ
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 144
ลบัวขาว
๗. ตำบลท่าผา
๘. ตำบลนครชุมต์
๙. ตำบลดอนกระเบื้อง
๑๐. ตำบลคุ้งพยอม
๑๑. ตำบลเบิกไพร
๑๒. ตำบลหนองอ้อ
๑๓. ตำบลกรับใหญ่
๑๔. ตำบลบ้านม่วง
๑๕. ตำบลบ้านโป่ง
การปกครองส่วนท้องถิ่น แบ่งเป็น
- เทศบาล ๑ แห่ง คือ เทศบาลเมืองบ้านโป่ง
- สุขาภิบาล ๓ แห่ง คือ สุขาภิบาลท่าผา สุขาภิบาลกระจับ และสุขาภิบาลห้วยกระบอก
- มีสภาตำบล ๑๓ แห่ง
สภาพเศรษฐกิจ และ อาชีพ
- เกษตรกรรม ๘๐ %
- ทำนา ๔๐ %
- ทำไร่ ๔๐ %
- รับจ้าง ๑๒ %

- ค้าขาย ๒ %
- รับราชการหรือรัฐวิสาหกิจ ๒ %
- อื่นๆ ๔ %

การปศุสัตว์ เลี้ยงสุกร เป็ด ไก่ โค กระบือ ห่าน
การประมง เลี้ยงปลาตะเพียน กุ้งก้ามกราม ปลาดุก ปลาช่อน
การอุตสาหกรรม โรงสี ๖๗ แห่ง โรงเรื่อย ๔ แห่ง โรงงาน ๔๔๒ แห่ง
การพาณิชย์กรรม บริษัท ๒๕ แห่ง ห้างหุ้นส่วน ๓๐ แห่ง โรงแรม ๑๕ แห่ง โรงมหรสพ ๓ แห่ง

การศึกษา
- โรงเรียนกรมสามัญศึกษา ๔ แห่ง
- โรงเรียนประถมศึกษา ๕๖ แห่ง
- โรงเรียนเทศบาล ๓ แห่ง
- โรงเรียนราษฎร์ ๑๘ แห่ง

ศาสนา ประชาชนส่วนใหญ่นับถือ ศาสนสพุทธ
- วัดพุทธศาสนา ๕๕ แห่ง
- โบสถ์คริสต์ศาสนา ๑๐ แห่ง
- มัสยิด ๑ แห่ง

ศิลปวัฒนธรรม ศูนย์วัฒนธรรม อำเภอ ๑ แห่ง

ประวัติ และความเป็นมา แต่เดิมที่ตั้งของอำเภอบ้านโป่งเป็นอาณาเขตทวารวดีแต่โบราณ มีชาวอินเดีย และชาวเขมร มาตั้งหลักแหล่งทำมาหากินอยู่แถบนี้ ปรากฏตามหลักฐานว่าชาวอินเดียได้นำเอาชื่อเมืองมาตั้งชื่อในท้องถิ่นตะวัน ออก ของแม่น้ำแม่กลองและเป็นหมู่บ้านของตำบลท่าผา ในปัจจุบันนี้ ชื่อว่า หมู่บ้าน “ โกสินารายณ์ “ ตามจดหมายเหตุของราชบุรี ร. ศ ๑๑๖ กล่าวว่าอำเภอบ้านโป่งแต่เดิมตั้งอยู่ที่ตำบลท่าผา ต่อมา ร. ศ ๑๒๔ ร
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 44
ัฐบาลได้สร้างทางรถไฟสายใต้ขึ้น และเห็นว่า ถ้าหากอำเภออยู่ที่ท่าผาแล้ว การคมนาคมไม่สู้สะดวก จึงย้ายที่ว่าการอำเภอ มาตั้งที่ตำบลบ้านโป่ง เรียกว่า อำเภอบ้านโป่ง สืบถึงทุกวันนี้ บริเวณที่ตั้งอำเภอ บ้านโป่ง เดิมเป็นป่าโปร่ง สัตว์ชอบมาอาศัยและกินดินโป่ง ( เป็นดินที่มสีรสเค็ม ) โดยเฉพาะสัตว์พวกเรียงผา จะชอบมาก ตามตำนานเก่าแก่อ้างว่า คำว่า “บ้านโป่ง “ เดิมทีเรียกว่า “บ้านทับโป่ง” ซึ่งเล่ากันว่า มีกระท่อม หรือ บ้าน (ทับ) อยู่ข้างดินโป่ง แต่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า บ้านโป่ง เพราสะดวกและสั้นดี ต่อมาทางราชการได้เปลี่ยนชื่อเป็น อำเภอบ้านโป่งตามไปด้วน อำเภอ บ้านโป่ง เคยโอนไปอยู่กับ จังหวัด กาญจนบุรีครั้งหนึ่ง ระหว่าง สงครามมหาเอเชียบูรพา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๕ และโอนกลับมาจังหวัดราชบุรีตามเดิม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๙

สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์

๑. สระโกสินารายณ์
เป็น สระโบราณมีเนื้อที่กว้างขวางถึง ๕๐ ไร่ ครั้งหนึ่งเป็นที่เลื่องลือกันว่า น้ำในศักดิ์สิทธิ์มากสามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้นานัปการ ผู้คนจากทั่วสารทิศ จึงพากันมาตักน้ำอาบและดื่มกินในทางโบราณคดี สระโกสินารายณ์นี้ เป็นส่วนหนึ่งของเมืองโบราณ กรมศิลปากรเคยสำรวจพบคันดินแนวกำแพง เหลือ ๓ ด้าน แต่ละด้าน ยาวเกือบ ๑ กิโลเมตร ภายในเมืองมีการขุดสระไว้หลายสระ ชาวบ้านเรียกชื่อ ต่างๆกัน บางสระมีลำรางเล็กๆ ขุดไขน้ำจากแม่น้ำแม่กลองเข้ามา ส่วนสระโกสินารายณ์นี้ แม้ตั้งอยู่นอกเมือง แต่ก็ชิดกับกำแพงเมือง นอกจากนี้ที่เนินจอมปราสาทในอาณาบริเวณเมืองเก่า ยังขุดพบกรอบประตูและกลีบขนุนหินทรายแดง จึงสันนิษฐานว่า ตรงนั้นเคยเป็นพระปรางค์ใหญ่ ทั้งยังพบสิ่งต่างๆ อีกมาก ทั้งหมดเป็นศิลปะของสมัยลพบุรี แต่ที่สำคัญที่สุด คือ รูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร เปร่งรัศมีขนาดใหญ่ ทำด้วยหินปูนสีทรายแดงอีกอันหนึ่ง เข้าใจว่าป็นที่รองรับพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรองค์นั้น ของที่ขุดพบจากเมืองโบราณแห่งนี้เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร
สรโกสินารายณ์ ปัจจุบันเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวอำเภอ บ้านโป่ง เพราะมีต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นเรียงรายอยู่สองฟากถนนรอบสระ อยู่ในเขตตำบลท่าผา หลังโรงงานกระดาษ สยามคราฟท์ ไม่ห่างจากตัวอำเภอบ้านโป่งมากนัก



๒. ศาลเจ้าแม่เบิกไพร
ตั้ง อยู่ที่ตำบลเบิกไพร อำเภอบ้านโป่ง เป็นศาลศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เคารพสักการะของคนในท้องถิ่นและจังหวัดใกล้เคียง มาช้านาน แต่ไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดว่าสร้างขึ้นในสมัยใดนอกจากมีประวัติเล่าว่า ครั้นเมื่อ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสไทรโยค ได้เสด็จมาที่ศาลเจ้าแม่เบิกไพรนี้ถึง ๒ ครั้ง

๓. ค่ายหลวงบ้านโป่ง
เข้า ใจกันว่า เป็นค่ายที่สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นสถานที่ที่พระองค์เคยเสด็จไปประทับ และทรงนำเอากองเสือป่าไปพัก ชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียง เรียกกันเพียงสั้นๆว่า “ค่ายหลวงบ้านโป่ง” สภาพของค่ายเท่าที่ปรากฏอยู่ก็คือ สันเนินและแนวคู อย
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 145
ู่ในตัวอำเภอบ้านโป่ง ทางทิศเหนือมีอาณาเขต จากริมแม่น้ำแม่กลอง ไปถึงถนนสาย ๑๘ เนื่องจากค่ายแห่งนี้เป็นเพียงที่พักชั่วคราว สิ่งปลูกสร้างทั้งหลายจึงไม่ถาวรหลงเหลืออยู่จนถึงปัจจุบัน



ประวัติคุณปู่ มงคล สุดลาภา
ประวัติ คุณปู่ มงคล สุดลาภา
ประวัติ เป็น นายอำเภอ ปราณบุรี จ. ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2502
เป็น นายอำเภอ บางสะพาน จ. ประจวบคีรีขันธ์
เป็น นายอำเภอ ชะอำ จ. เพชรบุรี
เป็น นายอำเภอ ท่ายาง จ. เพชรบุรี
เป็น รองผู้ว่าราชการจังหวัด ศรีษะเกศ
เป็น นายกเทศมนตรี อำเภอ เมือง จ. กาญจนบุรี
เป็น ปลัดจังหวัดกาญจนบุรี
เป็น ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย


นาย มงคล สุดลาภา รูปสมัยเป็นนายกเทศมนตรี เมืองกาจนบุรี คนที่ 16

นายมงคล สุดลาภา1 ต.ค. 2516 - 27 พ.ย. 2517
นายกเทศมนตรีคนที่ 1 นายกเทศมนตรีคนที่ 2 นายกเทศมนตรีคนที่ 3 นายกเทศมนตรีคนที่ 4

ขุนหิรัญประศาสตร์ (กลม พัฒนมาศ)
พ.ศ. 2479 - พ.ศ. 2481
พ.ศ. 2494 - พ.ศ. 2499 สวัสดิ์ สาระศาสิน
พ.ศ. 2481 - พ.ศ. 2483 นายบุญผ่อง สิริเวชชะพันธุ์
พ.ศ. 2483 - พ.ศ. 2485
พ.ศ. 2489 - พ.ศ. 2492 นายนิยม สินค้าเจริญ
พ.ศ. 2485 - พ.ศ. 2489

นายกเทศมนตรีคนที่ 5 นายกเทศมนตรีคนที่ 6 นายกเทศมนตรีคนที่ 7 นายกเทศมนตรีคนที่ 8

นายชำนาญ พงษ์สวัสดิ์
พ.ศ. 2492
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 45
- พ.ศ. 2492 นายแผน สิริเวชชะพันธุ์
พ.ศ. 2492 --พ.ศ. 2494 นายสมาน บุญอารักษ์
พ.ศ. 2499 - พ.ศ. 2499 นายประทีป ประเสริฐกุล
พ.ศ. 2499 - พ.ศ. 2501

นายกเทศมนตรีคนที่ 9 นายกเทศมนตรีคนที่ 10 นายกเทศมนตรีคนที่ 11 นายกเทศมนตรีคนที่ 12

นายสมจิตต์ ราคา
พ.ศ. 2501 - พ.ศ. 2502 นายอมร บุญลิขิต
พ.ศ. 2502 - พ.ศ. 2503 ร.ต.ต.สะอาด สุจริตจันทร์
พ.ศ. 2503 - พ.ศ. 2504 นายเฉลย รุ่งสว่าง
พ.ศ. 2504 - 2504

นายกเทศมนตรีคนที่ 13 นายกเทศมนตรีคนที่ 14 นายกเทศมนตรีคนที่ 15 นายกเทศมนตรีคนที่ 16

นายสวัสดิ์ ตุลยสุวรรณ
พ.ศ. 2504 - พ.ศ. 2506 นายชัยทัต สุนทรพิพิธ
พ.ศ. 2506 - พ.ศ. 2511 ร.ต. สมจิตต์ เสตะพันธุ
พ.ศ. 2511 - พ.ศ. 2515
9 ม.ค. 2516 - 1 ต.ค. 251 นายมงคล สุดลาภา
1 ต.ค. 2516 - 27 พ.ย. 2517
นายกเทศมนตรีคนที่ 17
นายกเทศมนตรีคนที่ 18 นายกเทศมนตรีคนที่ 19 นายกเทศมนตรีคนที่ 20

นายนิทัศน์ ถนอมทรัพย์
27 พ.ย. 2517 - 28 พ.ย. 2538 นายประสิทธิ์ โอภาสทิพากร
28 พ.ย. 2538 - 10 ม.ค. 2546 นางสมบูรณ์ สาระศาลิน
10 ม.ค. 2543 - 2546 นายประสิทธิ์ โอภาสทิพากร
ปัจจุบัน


รคนปัจจุบันคนที่20ายชื่อ นายกเทศมนตรี เมืองกาญจนบุรี ตั้งแต่(อดีต)คนที่ 1 ถึง
นายมงคล สุดลาภา ผู้ก่อตั้งโรงเรียน เมืองปราณบุรี ต.ปราณบุรี อ.ปราณบุรี
จ. ประจวบคีรีขันธ์

ประวัติโรงเรียนเมืองปราณบุรี
โรงเรียน เมืองปราณบุรีตั้งอยู่เลขที่ 73 ตำบลปราณบุรี อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาแบบสหศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประจวบคีรีขันธ์เขต 2 เริ่มเปิดสอน ครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2502 โดยนายมงคล สุดลาภา นายอำเภอปราณบุรี เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งขึ้น ตาม คำสั่งที่ 5981/2502 ลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2502 ให้เปิดเป็นโรงเรียนวิสามัญตอนปลาย โดยใช้สถานที่ สโมสรข้าราชการอำเภอปราณบุรี เป็นสถานที่เรียนชั่วคราว มีนักเรียนทั้งหมด 25 คน เป็นชาย 14 คน หญิง 11 คน มีนายนิยม พุทธิเภษัช ศึกษาธิการอำเภอปราณบุรี ดำรงตำแหน่งผู้รักษาการ ครูใหญ่ และนายทันรุจิเลข ผู้ช่วยศึกษาธิการอำเภอเป็นครูผู้สอน ปี 20 - 70 2504 ได้รับบริจาคที่ดิน จำนวน 13 ไร่ 1 งาน 38 ตารางวา จากนายจรัส นิตยธรรมให้สร้างโรงเรียนเมืองปราณบุรี ปี 2508 ได้งบประมาณเพิ่มเติมซื้อที่ดิน จากนายจรัส นิตยธรรมจำนวน 12 ไร่ 1 งาน 42 ตารางวา รวมเป็นที่ดินทั้งหมด 25 ไร่ 2 งาน 42 ตารางวา


และประวัติของคุณลุง เชาวน์วัศ สุดลาภา ครั้งมีความผูกพันธ์ กับจังหวัด เพชรบุรี และจังหวัดสุพรรณบุรี และ จังหวัดราชบุรี



ประวัติการทำงานของพณฯ ท่านคุณลุง เชาวน์วัศ สุดลาภา

นาย เชาน์วัศ สุดลาภา เกิดวันที่ 1 มิถุนายา พ.ศ 2476
ที่อยู่กรุงเทพฯ เลขที่ 511/46 ถ. จรัลสนิทวงศ์ 37 เขต บางกอกน้อย จ. กรุงเทพฯ โทร 024123742
ที่อยู่ลพบุรี เลขที่ 155 ต.วังขนอนขว้าง อ.โคกสำโรง จ. ลพบุรี โทร 036441686
ภริยา ชื่อ นาง กมลทิพย์ สุดลาภา อดีต นางงาม ประจำจังหวัดสงขลา เมื่อ 50กว่าปีที่แล้ว
การศึกษา ปริญญาตรี และ ปริญญาโท มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
จบการศึกษา Diploma ทางรัฐประสาสน์ศาสตร์ กรุง บรอน์ประเทศเยอรมันนี
Diploma ทางรัฐประสาสน์ศาสตร์ กรุง เฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์
ปริญญาเอก กิตติมศักดิ์ จาก 2 มหาวิทยาลัย ในประเทศ สหร
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 146
ัฐอเมริกา
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ม ป.ช มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก
- สำนักเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร

ประวัติการ ทำงาน เคยดำรงตำแหน่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัด ลพบุรี 4 สมัย ใน ปี พ.ศ 2531 / 2535/1 / 2535/2 / 2538 และสอบได้ (ส.ส) ที่ 1 ทั้งสี่สมัย

ผู้ช่วยเลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปี 2507 - 2511
เลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปี 2515 - 2517
สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ วุฒิสมาชิก ปี 2515
ผู้ว่าราชการ จังหวัด พังงา ปี 2519 - 2520
ผู้ว่าราชการ จังหวัด ลพบุรี ปี 2520 -2522
ผู้ว่าราชการจังหวัด กรุงเทพมหานคร ปี 2522 -2524
ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 46
ปี 2524 - 2526
ผู้ว่าราชการ จังหวัด เพชรบุรี ปี 2527 - 2531
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัด ลพบุรี (สอบได้ที่ 1 ทั้ง 4 สมัย ซ้อน)
ประธานคณะกรรมการศึกษา ผู้แทนราษฎร ปี 2531 - 2535
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย 2 สมัย ปี 2533 – 2535 -2536
รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ปี 2535




ความเป็นมาความสัมพันธ์กันระหว่างพณฯ ท่านเชาวน์วัศ สุดลาภา

กับดร.วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์




วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ (Vongsak Swasdipanich)

ปัจจุบันเป็น ผู้ว่าราชการจังหวัด ราชบุรี2550
วงศ์ ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ (Vongsak Swasdipanich) ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย เกิด ๆ๒๗ มิถุนายน ๒๔๙๔ อายุ ๕๔ ปีเต็ม ภูมิลำเนาอำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด บุตรคนที่ ๕ ของเจริญ - ซิวเจียง สวัสดิ์พาณิชย์
อนันต์ สวัสดิ์พาณิชย์ พี่ชายคนโต ประกอบธุรกิจการเกษตรที่จังหวัดร้อยเอ็ด มนตรี สวัสดิ์พาณิชย์ พี่ชายคนรอง ประกอบธุรกิจน้ำแร่ดื่มที่จังหวัดร้อยเอ็ด ชูศรี ไวทยาวันศิริ พี่สาวคนที่สาม ประกอบธุรกิจเภสัชและกิจการโรงแรมที่จังหวัดนครราชสีมา รองศาสตราจารย์ ดร. สุวพงษ์ สวัสดิ์พาณิชย์ พี่ชายคนที่สี่ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตสกลนคร เกรียงศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ น้องชาย นิติกรธนาคารกรุงเทพ จำกัด สำนักงานใหญ่ และมัชฌา นราสวัสดิ์ น้องสาวคนเล็ก ประกอบธุรกิจอะไหล่รถจักรยานยนต์ที่จังหวัดร้อยเอ็ด
การศึกษาชั้นประถม โรงเรียนบ้านอาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด มัธยมต้นโรงเรียนร้อยเอ็ดวิทยาลัย ออกไปเข้า ม.ศ. ๓ ที่วิทยาลัยบางแสน ตามคำแนะนำของญาติผู้ใหญ่ ดร. ก่อ สวัสดิ์พาณิชย์ บิดาของศิโรตม์ สวัสดิ์พาณิชย์ อธิบดีกรมสรรพากร และมัธยมปลายโรงเรียนจรัสสมรอนุศาสน์ ยานนาวา กรุงเทพฯ
เป็นน้องใหม่ภาค วิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปีการศึกษา ๒๕๑๓ เพราะอยากเป็นนายอำเภอ โดยมีอุดม พัวสกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูนเป็นเพื่อนร่วมรุ่น
เรียนแบบไม่หยุดพักทั้งภาค เล็กและภาคใหญ่ ย่นเวลาเหลือ ๓ ปี ทั้ง ๆ ที่อาจารย์เตือนว่าถ้าพลาดละก็เจ็บกว่าคนเรียน ๔ ปี แต่ก็ได้รัฐศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา ๒๕๑๕ รับพระราชทานปริญญาพร้อมรุ่นพี่ในปี ๒๕๑๖
๐ ๐ ๐
นั่ง รถไฟเข้ากรุงเทพฯ ไปพบเชาว์วัศน์ สุดลาภา เลขานุการจอมพล ประภาส จารุเสถียร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น เพื่อขอฝึกงานโดยไม่ต้องการเงินเดือน
เชาวน์วัศ สุดลาภา ชอบใจที่กล้าเดินเข้ามาหาทั้ง ๆ ที่ไม่เคยรู้จักกัน
แต่พรรคพวกพามาฝากเยอะ ก็เลยรับไว้ทั้งธรรมศาสตร์ จุฬาฯ และเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยละ ๑ คน ได้เป็นลูกจ้างชั่วคราวสมใจ
ทำได้ไม่กี่เดือนก็เกิดเหตุการณ์ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๑๖
ภารกิจ ที่ไม่เคยคิดมาก่อนในชีวิตคือพาเชาว์วัศน์ สุดลาภา หลีกลี้ผู้คนไปหลบภัยที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ ถนนราชดำเนิน โรงแรม ๙๙ บางลำภู โรงแรมพาร์ลิเมนท์ ถนนวิสุทธิกษัตริย์ และโรงแรมวงเวียน ๒๒ กรกฎาคม จนเงินหมด
เชาวน์วัศ สุดลาภา ให้นำแฟ้มบัญชีเจ้าหน้าที่มาเปิดดูว่ารู้จักใครที่ไว้ใจได้บ้าง แล้วโทรศัพท์บอกเขามาช่วยจ่ายเงินให้ที จากนั้นก็พาเชาน์วัศ สุดลาภา ไปส่งที่อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แล้วพาภริยาของเชาน์วัศ สุดลาภา ขึ้นรถไฟล่องใต้ไปส่งที่จังหวัดสงขลา ก่อนจะกลับมารายงานตัวที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) สวนรื่นฤดี พร้อมกับพันตำรวจเอก สุทิน เอมะพัฒน์ ช่วยราชการสำนักงานเลขานุการรัฐมนตรีในขณะนั้น
สามวันสามคืนในสวนรื่นฤดี ได้รับรู้เรื่องราวหลายอย่าง รวมทั้งการเจรจาของจอมพล ถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และนายทหารระดับสูง อาทิ พลเอก กฤษณ์ สีวะรา และพันเอก ณรงค์ กิตติขจร เป็นต้น
เด็กกว่าเขาเพื่อน จึงรับหน้าที่ให้บริการอาหารเครื่องดื่มแก่ผู้ใหญ่ใน กอ.รมน.
หลังหายตื่นเต้นจากเหตุการณ์ที่ค่อย ๆ สงบลง ก็นึกขึ้นได้ว่าไปสอบแข่งขันเป็นปลัดอำเภอเอาไว้
แวะไปดู จึงรู้ว่าติด
๑ พฤษภาคม ๒๕๑๘ ได้รับการบรรจุเป็นปลัดอำเภอตรี กิ่งอำเภอปทุมรัตน์ ร้อยเอ็ด จังหวัดบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง
ทำงานได้ปีเดียว ผู้ว่าราชการจังหวัดแวะม
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 147
าตรวจราชการแล้วเห็นหน่วยก้าน สั่งให้เข้ามาเป็นปลัดอำเภอตรี อำเภอเมืองร้อยเอ็ด พร้อมกับสอบได้ชั้นโท (เจ้าพนักงานปกครอง ๔)
๒๕๑๙ ศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านบริหารรัฐกิจที่ Kentucky State University (KSU), Frankfort, Kentucky สหรัฐฯ
๒๕๒๐ ได้ปริญญา Master of Public Affairs (Planning)
บินกลับมาประจำกองการศึกษาประชาบาล จนกระทั่งสอบได้ระดับ ๕
กันยายน ๒๕๒๒ ย
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 47
้ายไปเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน ๕ สำนักงานจังหวัดเลย ปีถัดมาย้ายไปลงตำแหน่งเดียวกันที่จังหวัดพิจิตร
ธันวาคม ๒๕๒๕ ย้ายไปเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน จังหวัดศรีสะเกษ หลังสอบได้ระดับ ๖
อยู่ศรีสะเกษ ๕ ปีเต็ม จึงได้ย้ายไปรักษาการหัวหน้าฝ่ายแผนและโครงการ จังหวัดอุบลราชธานี
ตุลาคม ๒๕๓๓ ได้รับแต่งตั้งให้รักษาการหัวหน้าสำนักงานจังหวัดอุบลราชธานี หลังสอบได้ระดับ ๗
เพียงปีเดียวก็สอบได้ระดับ ๘
ธันวาคม ๒๕๓๔ ได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าสำนักงานจังหวัดมุกดาหาร (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน ๘)
จากนั้น เข้ารับการอบรมหลักสูตรนักบริหารมหาดไทย ระดับ ๘ สถาบันดำรงราชานุภาพ ๔๕ วัน
เมื่อ ชนะศักดิ์ ยุวบูรณ์ ย้ายไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้ทำเรื่องขอผู้จบปริญญาโทจากต่างประเทศมาเป็นหัวหน้าสำนักงานจังหวัดเพื่อ ช่วยงาน SEA Games ซึ่งเชียงใหม่เป็นเจ้าภาพ
กระทรวงฯ ส่งชื่อมาให้ ๒ คน แต่คนแรกขออยู่ที่เก่า หัวหน้าสำนักงานจังหวัดเชียงใหม่จึงกลายเป็นวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์
ยังไม่ทันจะเดินทางไป อารีย์ วงศ์อารยะ ปลัดกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้นโทรศัพท์มาหา บอกว่าคงจะไม่ได้ไปเชียงใหม่แล้วละ
ไม่เป็นไร เพราะก็ไม่อยากไปอยู่แล้ว
หัว หน้าสำนักงานจังหวัดเชียงใหม่ตัวจริงไม่ใช่ใครที่ไหน พระนาย สุวรรณรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นนายอำเภออมก๋อยในขณะนั้น
เมษายน ๒๕๓๕ ได้รับคำสั่งใหม่ให้มาเป็นหัวหน้าสำนักงานจังหวัดสมุทรปราการ
แต่คนเก่าขออยู่ต่อ ในขณะที่คนใหม่ก็ไม่สมัครใจจะไป จึงไม่ได้ไปทั้งเชียงใหม่และสมุทรปราการทั้ง ๆ ที่คำสั่งออกมาแล้ว
สรุปแล้วได้อยู่ที่เดิม คือ มุกดาหาร
ตุลาคม ๒๕๓๖ ย้ายไปเป็น หัวหน้าสำนักงานจังหวัดขอนแก่น
๐ ๐ ๐
เมื่อกระทรวงมหาดไทยปรับโครงสร้างภายในแยก 'ฝ่ายแผนพัฒนาจังหวัด' ออกจาก 'สำนักนโยบายและแผน' แล้วยกขึ้นเป็นหน่วยงานระดับกอง
ชนะ ศักดิ์ ยุวบูรณ์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นึกถึงคนที่เคยขอไปช่วยงาน SEA Games แล้วไม่ได้มาทำงานด้วยกันเมื่อครั้งยังเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ หนนี้คงไม่มีปัญหา
พฤศจิกายน ๒๕๓๗ จึงได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการกองแผนพัฒนาจังหวัด สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย คนแรก
คน ในกระทรวงมหาดไทยด้วยกันไม่ได้หมายความว่าจะมีโอกาสเติบโตหรือได้รับการ พิจารณาให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดถ้าไม่ผ่านการเป็นปลัดอำเภอ นายอำเภอ ปลัดจังหวัด และรองผู้ว่าราชการจังหวัด ก็ยากที่จะได้ขึ้นเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด เช่น ข้าราชการมหาดไทยระดับ ๔ - ๕ ถ้าโอนมาจากสายปกครองแล้ว โอกาสในการเข้าโรงเรียนนายอำเภอจะน้อยลง
เมื่อไม่ได้เรียนก็ไม่ได้เป็นนายอำเภอ
แต่ ถ้าได้เป็นผู้อำนวยการกอง ในสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยแล้ว ยังมีโอกาสที่จะได้รับการพิจารณาแต่งตั้งเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัด เส้นทางไปสู่การเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดจึงไม่ถึงกับตีบตัน ผนวกกับการปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนมาตลอด เงินเดือนที่ได้รับก็สูงเต็มขั้น ผลงานใหม่ก็ได้ใช้ความรู้ด้านการวางแผนที่ได้ร่ำเรียนมา
ตุลาคม ๒๕๓๙ จึงได้รับแต่งตั้งเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี โดยไม่ผ่านการเป็นนายอำเภอและปลัดจังหวัด ขณะมีอายุน้อยที่สุดในบรรดาคนเป็นรองผู้ว่าฯ ด้วยกัน โดยไม่เคยวิ่งเต้นให้ได้มาซึ่งตำแหน่ง
จากนั้น กลับไปเข้ารับการอบรมหลักสูตรนักบริหารมหาดไทย ระดับ ๙ สถาบันดำรงราชานุภาพ นาน ๖ เดือนเต็ม จึงกลับมาทำงานต่อ
แม้ ยังไม่มีอำนาจเต็มเหมือนผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ก็หนีไม่พ้นการใช้หลักนักบริหาร (องค์กร) นักพัฒนา (โครงการ) และนักปกครอง (คน) ขาดไปหลักใดหลักหนึ่งก็ไม่ได้
งานที่ได้รับมอบหมายจาก พลากร สุวรรณรัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานีในขณะนั้น คือการจัดตั้งเขตอุตสาหกรรม อันทำให้ปัตตานีเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีโรงงานด้านอุตสาหกรรมการเกษตรขนาด ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ อาทิ โรงงานปลากระป๋อง โรงงานปลาป่น โรงงานอาหารสัตว์ เป็นต้น
อีกงานหนึ่งคือคือโครงการจัดตั้งธนาคารอิสลาม (Islamic Bank)
และ ที่ได้รับมอบหมายเป็นพิเศษคือการเป็นตัวแทนผู้ว่าราชการจังหวัดใน ๔ จังหวัดภาคใต้เข้าร่วมประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และมาเลเซีย
เนื่องจากจังหวัดภูเก็ตมีเป้าหมายในการเป็นเมือง หน้าต่างโลก พีระพงศ์ จำนงเฉลิมฉัตร ผู้ว่าราชการจังหวัดในขณะนั้นจึงทำเรื่องขอตัว เพราะเห็นศักยภาพที่ปัตตานี
ตุลาคม ๒๕๔๐ ย้าย
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 148
ไปดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต โดยมีชาวไทยมุสลิม ๗ คันรถ ตามมาส่งถึงตัวเกาะ
๐ ๐ ๐
ที่ ภูเก็ต รับผิดชอบงานด้านเศรษฐกิจ โดยมีภารกิจหลักพัฒนาการท่องเที่ยว ซึ่งช่วงนั้นมีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเต็มที่ จนไม่ทันกับการดูแลรักษา
แต่ก็ไม่ง่ายในการจัดระเบียบ เพราะ 'ผลประโยชน์' คืออุปสรรคสำคัญ โดยเฉพาะป่าตอง
'สารสนเทศ' คือ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 48
หัวใจสำคัญในการบริหารจัดการ
หลังตามเก็บรายชื่อชาวบ้านร้านถิ่นมาแยกเป็นหมวดหมู่จนรู้ใครเป็นใคร และรู้ต่อไปถึงอิทธิพลที่มีผลทั้งทางบวกและลบต่อการจัดระเบียบ
ผล พวงจากการจัดทำสารสนเทศ ทำให้เห็นภาพด้านประชากรศาสตร์อย่างชัดเจนของคนภูเก็ต จึงมีโอกาสได้เชื่อมโยงคนไทยมุสลิมซึ่งมีอยู่ร้อยละ ๓๕ มาช่วยกันพัฒนาภูเก็ต
และหลังการเดินเท้าย่ำป่าตอง ยังทำให้รู้ว่าหนึ่งในกลุ่มผู้สร้างปัญหาจุ๊ก ๆ จิ๊ก ๆ ไม่ใช่ใครที่ไหน พวกแผงหลัก แผงลอย รถเข็น และคานหาบ เร่ขายตำบักหุ่ง (ใส่หรือไม่ใส่ปลาแดกก็แล้วแต่) ไปจนถึงรถสองแถว และนวดโบราณทั้งที่อยู่ในตึกและริมชายหาด
พอได้ยินเขาส่งเสียง ก็รู้ว่าไม่ใช่ใครที่ไหน จัดแจงส่งภาษาเดียวกัน
ป่า ตองค่อย ๆ มีระเบียบขึ้นโดยลำดับหลังหลังเปลี่ยนผู้ว่าราชการจังหวัดอีก ๒ คน คือ พงศ์โพยม วาศภูติ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาในปัจจุบัน และชาญชัย สุนทรมัฏฐ์ รองปลัดกระทรวงฯ ฝ่ายความมั่นคงในปัจจุบัน
เป็นรองผู้ว่าฯ ภูเก็ตครบ ๔ ปี แต่เปลี่ยนผู้ว่าฯ ปีละคน
ตุลาคม ๒๕๔๔ ย้ายไปเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง พร้อมกับเข้าศึกษาที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปรอ. ๔๔๑๔) เป็นเวลา ๑ ปีเต็ม
เพื่อน ร่วมรุ่นที่กำลังขั้วตำแหน่งใหม่ในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ อาทิ พลเรือเอก สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ว่าที่ผู้บัญชาการทหารเรือ พลเรือเอก วิชัย ยุวนางกูร ว่าที่รองผู้บัญชาการทหารเรือ พลเรือเอก นพพร อาชวาคม ว่าที่ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ พลเอก พรชัย กรานเลิศ ว่าที่ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก พลอากาศเอก พรชัย รามโกมุท ว่าที่ผู้บัญชาการกองบัญชาการสนับสนุนทหารอากาศ พลตำรวจโท ชลอ ชูวงษ์ และพลตำรวจโท วิโรจน์ พหลเวชช์ ว่าที่ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นต้น
ส่วนเพื่อนร่วมรุ่นที่มาจากกระทรวงเดียวกัน ได้แก่ เจตน์ ธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น พระนาย สุวรรณรัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี วิชม ทองสงค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ปรีชา บุตรศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ เมฆินทร์ เมธาวิกูล ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ปานชัย บวรรัตนปราน ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร และสุธี มากบุญ ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร
๐ ๐ ๐
๑ ตุลาคม ๒๕๔๕ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย หลังจบ วปอ.
'หนองคาย' จังหวัดชายแดนติดแม่น้ำโขงได้ชื่อว่าน่าอยู่อันดับ ๗ ของโลก เป็นดินแดนชุ่มน้ำอันดับ ๑,๐๙๘ ของโลก เป็นเมืองที่มีนักบวชและนักพรตมากที่สุดในเอเชีย และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยยังจัดให้เป็น ๑ ใน ๕ จังหวัดที่น่าอาศัยระยะยาวอีกด้วย
ฟังแล้วน่าชื่นชม แต่ไม่มีอะไรในกอไผ่ที่จะผลักดันให้คนต่างถิ่นหรือต่างชาติอยากมาเที่ยวและ ลงทุนเพื่อให้คนหนองคายมีรายได้ดีขึ้น ขณะที่บางคนในภาครัฐกลับทำงานผิดช่องทาง
ประสบการณ์จากการเป็นหัวหน้าสำนักงานจังหวัดและรองผู้ว่าราชการจังหวัดช่วยให้ไม่ต้องเสียเวลาเริ่มต้นเท่าใดนัก
ข้อมูล ข่าวสารที่ถูกต้องเป็นเรื่องสำคัญ ระยะแรกจึงต้องอาศัย Honda, Silver Shadow คันใหญ่ ขับตระเวณเข้าไปตรวจพื้นที่ทุกสัปดาห์ ล้มเมื่อใดไม่ต้องยก เพราะมอเตอร์ไซค์หนักกว่าท่านผู้ว่าฯ ร่างเล็กหลายร้อยกิโลกรัม
จากนั้น จัดประชุมนายอำเภอให้ถี่ขึ้น เพื่อเร่งนโยบายของรัฐที่ได้นำมาขยายเป็นแผนปฏิบัติการให้บังเกิดผลเป็น รูปธรรม โดยชี้ให้เห็นว่า ช่องทางนี้นอกจากจะช่วยชาวบ้านให้อยู่ดีกินดีแล้ว ยังสนองนโยบายจากส่วนกลางอันเป็นผลงานที่ชอบธรรมอีกด้วย
และเพื่อให้เรื่องที่คนชื่นชมมีความเป็นไปได้จริง โครงการเรารักหนองคายจึงเกิดขึ้น
แต่ถ้าภายในไม่พร้อมก็ยากที่จะรุกออกไปภายนอกได้ดี จึงเริ่มต้นที่การทำภายในให้สะอาดทั้งด้าน 'รูปธรรม' และ 'นามธรรม'
เริ่ม จากรณรงค์ให้ 'หนองคายไร้ขยะ' ด้วยการจัดให้มีวัน 'เรารักหนองคาย' โดยส่วนราชการภูมิภาค ท้องถิ่น และชาวบ้าน มาคุยกัน ในที่สุดก็ออกมาเป็นทุกวันพุธที่สองและสี่ของเดือน ทั้ง ๑๗ เทศบาลเล็กใหญ่ และ ๑๑๑ องค์การบริหารส่วนตำบล ตลอดจนชาวบ้าน ยกขบวนกันออกมาทำความสะอาดหนองคายทั้งจังหวัด ทำมาแล้วตั้งแต่ต้นปี ๒๕๔๕ จนถึงวันนี้
ต่อไปเป็นเรื่องของการบริหารจัดการ วัฒนธรรม จริยธรรม และระเบียบวินัย
ข้าราชการ
นับ ว่าท้าทายในการผลักดันให้มีธรรมบริหาร (Good Governance) แผนส่งเสริมการทำงานด้วยความ 'จริงใจ จริงจัง และโปร่งใส' จึงเกิดขึ้น โดยจัดตั้งคณะทำงานด้านยุทธศาสตร์ (CEO Staff) ของผู้ว่าราชการจังหวัด ประกอบด้วยหัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์ของกระท
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 149
รวงต่าง ๆ ที่มาประจำอยู่ในจังหวัด แล้วจัดให้มีการประชุมกันทุกวันอังคารและพฤหัสบดี และจัดอบรมข้าราชการให้เข้าใจเรื่อง 'ธรรมบริหาร'
ชาวบ้าน
มีการจัด ตั้งตัวแทนประชาชน ๗ คนนอกล้วน ๆ มาจากชาวไทยเชื้อสายญวน ต้นตระกูลเก่า ณ หนองคาย มหาวิทยาลัยขอนแก่น วิทยาเขตหนองคาย ประชาคม ผู้นำลูกเสือชาวบ้าน องค์กรพัฒนาเอกชน และประชาชนในอำเภอเมือง เ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 49
พื่อให้ข้อคิดเห็นและเสนอแนะแก่ผู้ว่าฯ
เด็กและเยาวชน
แผน งาน 'คุณครูผู้ว่าฯ' ซึ่งวัยรุ่นฮือฮาเมื่อเห็น 'ผู้ใหญ่แนว' สวมบทครูสัญจร ขี่มอเตอร์ไซค์ตะลอนสอนหนังสือนักเรียนมัธยม โดยเฉพาะวัยรุ่นเป็นกลุ่มเป้าหมายพิเศษ จากนั้นนำเด็กนักเรียนที่อยู่ชนบทรอบนอกทยอยกันเข้ามาพบผู้ว่าฯ ต่อด้วยทัศนศึกษาในเมือง ในทางกลับกันก็ส่งนักเรียนในเมืองไปทัศนศึกษาชนบทที่ห่างไกล แต่ไม่ลืมอุปกรณ์การเรียนการสอนและเครื่องมือที่จะช่วยให้นักเรียนทำกิจกรรม ได้ แผนงานพัฒนาห้องเรียนคอมพิวเตอร์ แผนงานห้องเรียนศิลปะ และแผนงานลานกีฬาเอนกประสงค์ จึงทยอยออกมารองรับ โดยเฉพาะทุนการศึกษาเด็กนักเรียนที่ด้อยโอกาส ซึ่งเงินส่วนหนึ่งมาจากเพื่อนร่วมรุ่น วปรอ. ๔๔๑๔ นี่แหละ
๐ ๐ ๐
เมื่อ ภายในสะอาด อบอุ่น และมีความพร้อมระดับหนึ่ง จึงเริ่มงานเชิงรุก อันได้แก่ การพัฒนาจังหวัดหนองคายในด้านนิเวศ เกษตรอุตสาหกรรม การค้าชายแดน และท่องเที่ยว
ด้านนิเวศ
หนองคายมีพื้นที่ติดแม่น้ำโขง ๓๓๐ กิโลเมตร แต่ละปีหน้าดินถูกน้ำเซาะหายไป ๒ เมตร ปล่อยต่อไปอีกไม่ได้แล้ว จึงทำการศึกษาจุดที่อ่อนไหว ส่วนไหนที่พังทลายมากก็สร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งเป็นจุด ๆ ไป ได้งบเพิ่มเติมมาเมื่อใดก็ทยอยทำตามแผนที่ได้ศึกษาไว้
ด้านเกษตรอุตสาหกรรม
นอก จากการส่งเสริมสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (One Tambon One Product: OTOP) ที่ประกวดประขันกันทุกจังหวัดแล้ว คือการใช้จุดเด่นของจังหวัดในด้านภูมิศาสตร์ พัฒนาให้หนองคายเป็นครัวโลกด้านผักผลไม้ที่ปลูกได้ทุกชนิด ตลอดจนการปลูกพืชสมุนไพรและสวนพฤกษชาติ ควบคู่กับเป้าหมายในการตั้งโรงงานปุ๋ยอินทรีย์ ๖ แห่ง เพื่อใช้ในการส่งเสริมแผนงานนี้ โดยเฉพาะยางพาราซึ่งหนองคายมีพื้นที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือถึง ๒๕๐,๐๐๐ ไร่
การค้าชายแดน
แม้หนองคายเป็นเมืองชายแดน แต่ที่ผ่านมามีแต่หันหน้าหากรุงเทพฯ หันหลังให้ต่างประเทศ น่าจะไปลาวและจีนตอนใต้อีกทางหนึ่ง จึงตั้งคณะทำงานชายแดน ฝ่ายไทยมี ๗ คน มาจากหัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์ ตำรวจ ทหาร เกษตรฯ ศึกษาฯ พาณิชย์ และสำนักงานจังหวัด ฝ่ายลาวอีก ๗ คน รวมเป็น ๑๔ คน ให้ความสำคัญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ต้องมาก่อน เมื่อชอบพอกันแล้ว เรื่องอื่น ๆ ก็พูดกันได้ ถัดไปเป็นเรื่องความปลอดภัย ความมั่นคง ยาเสพติด แรงงานต่างด้าว และการค้าขาย ส่วนแผนงานสำคัญในเรื่องการค้าชายแดน คือ การจัดตั้งเขตปลอดอากร จัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษอุดรธานี-หนองคาย-เวียงจันทน์ จัดหาพื้นที่ตรวจสินค้าแห่งใหม่ของด่านศุลกากร และจัดสร้างด่านพรมแดนพร้อมท่าเทียบเรือแพขนานยนต์ที่อำเภอบึงกาฬ
การท่องเที่ยว
งาน ใหญ่คือการจับมือกับ ดร. จิตสันติ ธนะโสภณ ผู้ว่าการ การรถไฟแห่งประเทศไทย ใช้บริเวณสถานีรถไฟเก่าก่อสร้างพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำจืด (Aquarium) มูลค่า ๓๓๗ ล้านบาท เพื่ออนุรักษ์พันธุ์ปลาในแม่น้ำโขงที่เหลืออยู่ ๕๘๐ สายพันธุ์ ไม่ให้หดหาย คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี ๒๕๕๐
อีกงานหนึ่งเป็นการก่อสร้าง ศูนย์ OTOP เพื่อเป็นแหล่งกลางในการเผยแพร่และจำหน่ายสินค้าทุกตำบลของจังหวัดฯ และ ASEAN ข้างศาลากลาง เนื้อที่ ๕ ไร่ มีทั้งสินค้าบ้านเรา สินค้าบ้านเขา คือ จีน และสิบสองปันนา มูลค่ากว่า ๔๐ ล้านบาท
ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้คน ต่างชาติและต่างถิ่นได้สัมผัสวิถีชีวิตแบบไทย ๆ ของชาวหนองคายด้วยการพัฒนาที่พักในบ้าน (Home stay) กระจายไปทั่วอำเภอที่อยู่ริมแม่น้ำโขง เพื่อบริการนักท่องเที่ยวที่นิยมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
และที่ถึง ขั้นผลิตคู่มือกันเลยก็คือ ส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างหนองคายกับเวียงจันทน์ แบบว่า มา ๑ จังหวัด ได้เที่ยว ๒ ประเทศ ทำนองนั้น
๐ ๐ ๐
ทั้งหมดที่ว่ามานี้ ประเด็นอยู่ที่การสื่อสารให้ทุกฝ่ายได้รับรู้ข่าวสาร เข้าใจ ยอมรับ และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือ
ที่ นี่ใช้วิธีการสื่อสารค่อนข้างหลากหลาย ทั้งระดับบุคคล ระดับกลุ่ม ไปจนถึงระดับมวลชน มีทั้งที่ผู้ว่าฯ เข้าไปหา และยกขบวนกันมาพบ ตลอดจนการสื่อสารที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ
ทุกเช้าวันเสาร์หลัง รายการ 'นายกฯ พบประชาชน' ที่หนองคายมีรายการ 'บ้านเมืองน่าอยู่' ทางวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย FM ๙๐.๕ เมกะเฮิรตซ์ เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๐.๐๐ น. ผู้ว่าฯ วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ พูดใส่ไมโครโฟนคุยกับชาวบ้านให้ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร มีการบอกเล่าเก้าสิบ พร้อมเปิดสายท้ายรายการให้สอบถามและร้องเรียนอีกด้วย
ทุกครั้งเมื่อกลับจากประชุมที่กรุงเทพฯ วันรุ่งขึ้น หัวหน้าส่วน
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 150
ราชการและนายอำเภอจะรับรู้เรื่องราวที่ไปประชุม มา วันถัดไป กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์การบริหารส่วนตำบล จะรับรู้ข่าวสารผ่านหัวหน้าส่วนราชการและนายอำเภอ และวันที่สาม ประชาชนในแต่ละท้องถิ่นจะรับรู้ข่าวสารจากกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์การบริหารส่วนตำบล
แล้วยังเปิด 'สภากาแฟ' อีกเดือนละ ๒ ครั้ง เวลา ๐๗.๐๐ - ๐๘.๓๐ น. ให้หัวหน้าส่วนราชการ ส่วนท้องถิ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 50
่น และภาคเอกชน ได้แสดงความคิดเห็นร่วมกัน นอกเหนือจากวารสาร 'เรารักหนองคาย' รายเดือน และแผ่นพับต่าง ๆ มากมาย ฯลฯ
ไม่มีท้องที่ใดปราศจากอิทธิพล แต่เมื่อคนหลายฝ่ายในท้องที่นั้นสามารถเข้าถึงกัน โดยมีเวทีให้พบปะพูดจากัน ความกดดันถ้ามีก็จะน้อยลง
เครือข่ายภาคประชาชนที่มีความพร้อมด้านข้อมูลข่าวสารยังช่วยให้การปฏิบัติงานภาครัฐเกิด 'ธรรมบริหาร' อีกทางหนึ่งด้วย
ที่ นี่มีรายชื่อผู้ยากจนในบัญชีกว่า ๘,๐๐๐ คน ฝันของผู้ว่าฯ วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ คือ ศูนย์กลางด้านการค้าและบันเทิงมูลค่ากว่า ๔,๐๐๐ ล้านบาท ที่ภาคเอกชนให้ความสนใจเพราะอยู่ใกล้ลาว ถ้าเกิดขึ้นจริงเมื่อใด แทบจะล้างบัญชียากจน เพราะคนมีงานทำกันทั่วถ้วน
๐ ๐ ๐
ชีวิตส่วนตัว สมรสกับวิไลพร วิรัตน์จันทร์ อดีตพนักงานสาขาอำเภอเกษตรวิสัย ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อ ๑๗ มีนาคม ๒๕๑๘
เบญจพล สวัสดิ์พาณิชย์ บุตรคนโต อายุ ๒๓ ปี ภาควิชาโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ปีสุดท้าย
เบญจรงค์ สวัสดิ์พาณิชย์ บุตรคนเล็ก อายุ ๑๘ ปี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปี ๒
ข้อคิดที่ วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ เขียนไว้ในทำเนียบรุ่น วปรอ. ๔๔๑๔ ก็คือ ...
"จะเก่ง จะดี จะชั่ว อยู่ที่ตัวสร้างขึ้นมาเอง"

บรรดาพ่อค้าแม่ขายครั้นรู้ว่ารองผู้ว่าฯ ผูกเสี่ยวกัน ก็ดีใจ ให้ความเคารพนับถือ
เมื่อเป็นพวกเดียวกันแล้ว "ทำแบบนี้ต่อไปไม่ได้ มาอยู่ที่นี่ต้องไว้หน้าพ่อ" รองผู้ว่าฯ คนร้อยเอ็ดขอกันตรง ๆ
จาก นั้น จัดแจงรวมกลุ่มตั้งชมรมชาวอีสานในจังหวัดภูเก็ต หลังอยู่ที่นี่ได้ ๑ ปี อันเป็นช่วงที่จเด็จ อินสว่าง มาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดแทนพีระพงศ์ จำนงเฉลิมฉัตร
แล้วรับเป็นประธานชมรมฯ คนแรก อันทำให้รู้ว่าที่นี่มีชาวอีสานกว่า ๒๐,๐๐๐ คน
สมมติเล่น ๆ ถ้าทุกคนโอนทะเบียนบ้านไปอยู่ภูเก็ตเมื่อใด มีโอกาสเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้แล้ว ๑ คน
โดย: teapatyost341455@hotmail.com [19 มี.ค. 51 20:48> ( IP A:61.7.191.119 X: )
ความคิดเห็นที่ 51
อำเภอ บ้านโป่ง
เป็น อำเภอ ที่ ถูกขนานนามเรียกว่าเป็น (เมืองคนงาม) (คุณแม่เป็นชาว ไทย – รามัญ) แห่งเมืองคนงาม ต้นสกุล (ติเยาว์) มาช้านานแล้ว และจังหวัดราชบุรี ก็เป็นจังหวัดที่มีเขตการติดต่อกับจังหวัดเพชรบุรี เมื่อสมัยก่อนนั้นคุณปู่เคยเป็นนายอำเภออยู่ที่ อำเภอ ท่ายาง จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ และ คุณลุง ก็เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัด เพชรบุรี เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๗ – ๒๕๓๑ คือ คุณลุง เชาวน์วัศ สุดลาภา คือหลังจากคุณลุงเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด กรุงเทพมหานคร เมื่อ ปี ๒๕๒๒ – ๒๕๒๔ และเป็นผู้ว่าราราชการจังหวัดลพบุรี เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๐ – ๒๕๒๒ และคุณลุงก็เป็น (ส.ส) ๔ สมัย และสอบได้ที่ ๑ ทั้ง๔ สมัยซ้อน และได้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง มหาดไทย ถึง ๒ ครั้งสมัย และที่ผมกล่าวถึง จังหวัดราชบุรีนั้นทางทิศ ตะวันตก นั้นติด กับจังหวัด กาญจนบุรี ครั้นที่เมื่อสมัยที่คุณปู่ มงคล สุดลาภา เป็น นายอำเภออยู่ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถึง ๒ อำเภอ คือ อำเภอปราณบุรี อำเภอบางสะพาน และเป็น นายอำเภอที่ จังหวัด เพชรบุรีถึง ๒ อำเภอ คือ อำเภอ ชะอำ และอำเภอ ท่ายาง ก่อนที่ คุณปู่มงคล สุดลาภา จะมาเป็น นายกเทศมนตรี คนที่ ๑๖ ของอำเภอ เมือง จังหวัด กาญจนบุรี และเป็น ปลัด จังหวัด กาญจนบุรี และคุณปู่มงคล สุดลาภา ก็ได้เป็น ผู้ตรวจการกระทรวง มหาดไทย ซึ่ง ความสัมพันธ์กัน ระหว่าง (อำเภอ บ้านโป่ง) จังหวัด ราชบุรี ถึงจังหวัดเพชรบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัด กาญจนบุรี และจังหวัด สุพรรณบุรี นั้น (คุณลุงเคยเป็น นายอำเภอที่สุพรรณบุรี) ถ้าจะให้พูดกันแล้ว ตระกูล สุดลาภา ก็เป็นนักการเมือที่มีชื่อเสียงทางด้านการปกครอง และการทำประโยชน์มากมายมหาศาล ในหลายๆด้านให้กับประเทศชาติและเขต ๗ มาช้านาน แล้ว ส่วน กระผม นาย ฑีพัตรยศ สุดลาภา ก็มี คุณแม่ เป็นคนไทย – รามัญ ในอำเภอ บ้านโป่งจังหวัดราชบุรี (ตระกูล “ติเยาว์”) และก็มีย่าใหญ่ (ย่าทวด) ต้นสกุล “สุปัญโญ” ที่ จังหวัด ลพบุรี และ คุณพ่อ ของย่าทวดผม ก็มี ยศ เป็น “เจ้าพระยา” แห่งเมืองลพบุรี เป็น(เจ้าเมือง)ในสมัยแห่ง รัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว




ประวัติและความเชื่อของชาว รามัญ ใน
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 151
อำเภอบ้านโป่ง (เมืองคนงาม) จ.ราชบุรีนายฑีพัตรยศ สุดลาภา ชื่อเล่น (ลูกหิน) คุณแม่ของผมเป็นชาวมอญรามัญ เพราะ คุณตา และ คุณยาย เป็นชาวไทย – รามัญ ทั้ง ๒ ฝ่าย ต้นตระกูล (ติเยาว์)


ประวัติและความเชื่อของชาว รามัญ ใน อำเภอบ้านโป่ง (เมืองคนงาม) จ.ราชบุรีนายฑีพัตรยศ สุดลาภา ชื่อเล่น (ลูกหิน) คุณแม่ของผมเป็นชาวมอญ (รามัญ) เพราะคุณตา กับคุณยายเป็นชาวรามัญทั้ง 2 ฝ่าย (คุณแม่นามสกุล ติเยาว์) และเล่าให้ฟังว่าสมัยเมื่อหลายร้อยปีก่อน ตระกูลทางคุณแม่ของผมนี้ได้เดินทางมาจาก กรุงหงสาวดี
แล้วเดินทางเข้ามา อยู่ใน อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี และที่บ้านของผมยังมีประเพณีประจำตระกูลก็คือการนับถือ ผีมอญ และก็มีความเคร่งในศาสนสพุทธ จากความเชื่อเรื่องผีมอญ(ผีตระกูลหรือผีบรรพบุรุษนี้ทำให้เกิดการมีประเพณี รำผีมอญ
มูลเหตุของการรำผีมอญ เนื่องมาจากความเชื่อที่ว่า ชาวมอญมีผีรักษา หรือผีประจำคระกูลเรียกเป็นการทั่วไปว่า “ผีมอญ” ซึ่งผีนี้มีหน้าที่คอยปกปักรักษาสมาชิกในครอบครัวให้อยู่เย็นเป็นสุข แต่มีข้อแม้ว่า ห้ามล่วงละเมิดหรือ “ทำผิดผี” ด้วยประการทั้งปวงเช่น ห้ามคนตั้งครรภ์ที่ไม่ใช่ลูกสาวของเจ้าเรือนนอนในเรือน ห้ามคู่สามีและภรรยาที่ไม่ได้อยู่ร่วมผีเดียวกันกับเจ้าเรือน ร่วมหลับนอนในเรือน ห้ามเจ้าเรือนกินอาหารร่วมสำรับกับแขกผู้มาเยือน ฯลฯ
การ”ผิด ผี” จะส่งผลให้คนในบ้านเกิดเจ็บไข้ไม่สบาย เมื่อหมอดูทำนายว่าเป็นเพราะผู้ กระทำ ก็จะจัดหาวันเพื่อทำพิธีรำผีมอญ ซึ่งก็คือกระบวนการแสดงขอขมา หรือลุโทษแก่โทษ ที่ได้กระทำล่วงเกินผีนั่นเอง ชาวมอญราชบุรี ไม่ทำพิธีรำผีมอญบ่อยครั้งนัก หากเลี่ยงได้ก็จะเลี่ยง เนื่องจากการรำผีมอญแต่ละครั้งจะต้องใช้เงินค่อนข้างมาก อีกประการหนึ่งเป็นการประกาศว่า บ้านเรือนหลังนี้ ได้มีผู้ทำผิดผี จึงได้เกิดการรำผีมอญเกิดขึ้น ดังนั้นวิธีการเลี่ยงที่ดีและง่าย คือการปฏิบัติกิจของคนในครอบครัวมิให้ผิดผี ซึ่งเท่ากับเป็นการคุมพฤติกรรมให้อยู่ในกรอบของความเหมาะควร เมื่อทุกคนเคารพ ถือผีของกันและกัน ก็คือการเคารพหลักให้อยู่ร่วมกันอย่างมั่นคง การนับถือผีของชาวมอญจึงเป็นเรื่องที่มีเหตุผล และเคารพยึดถืออยู่ตลอด

ประวัติและความเป็นมา
ชาว มอญ เรียกแผ่นดินตนเองว่า”รามัญประเทศ” และส่วนคำว่า”รามัญ” นั้นมาจากภาษาบาลีว่า ”รามญญ” ในปัจจุบันที่ชาวไทย-มอญ ตั้งหลักแหล่งเป็นกลุ่มใหญ่ ได้แก่อำเภอ ปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ รองลงมาคือ อำเภอบ้านโป่ง อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี และในจังหวัด
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 52
กาญจนบุรี ส่วนในตอนเหนือจะพบในจังหวัดลำปาง ลำพูน และเชียงใหม่ นอกจากนั้นยังมีกระจัดกระจายเป็นกลุ่มเล็กๆ อยู่ในจังหวัด สมุทรสงคราม นครปฐม เพชรบุรี สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา นครราชสีมา นครสวรรค์ ฉะเชิงเทรา ปราณบุรี เป็นต้น

ความเป็นมาของมอญราชบุรี ชาวมอญราชบุรีนั้นนับถือพุทธศาสนาตั้งแต่อยู่ในประเทศพม่า โดยมีหงสาวดีเป็นเมืองหลวง ครั้นเมื่อหนีภัยมาอยู่ในแดนสยาม การนับถือพระพุทธศาสนาก็ยังคงมั่นเมื่อปักหลักรวมพลตั้งเป็นชุมชนขึ้นที่ใด ก็มักจะสร้างวัดเป็นศุนย์รวมใจ เช่นเดียวกับชาวมอญรุ่มแม่น้ำแม่กลอง หลักฐานการสร้างวัดม่วง อำเภอบ้านโป่ง-- -โพธาราม ว่ามีการสร้างเมื่อในปี พ.ศ 2223 ต่อมาได้ค้นพบในคัมภีร์หมายเลข 321
ขึ้นที่วัดม่วง ความนั้นว่าผู้จารึกชื่ออุตตมะ เป็นชื่อขณะที่ยังเป็นพระ จารึกเอาไว้ในวัดม่วง แล้วเสร็จเมื่อตะวันบ่าย วันศุกร์ แรม 6 ค่ำ “ศักราช1000” หรือ พ.ศ2181 ตัวเลขศักราชที่เป็นทางการว่าวัดม่วงสร้างเมื่อ พ.ศ 2223 กับที่ค้นพบใหม่คือ พ.ศ2181 นั้นต่างกัน หากศักราชใหม่เป็นจริงนั้นแสดงว่า วัดม่วงบ้านโป่งต้องสร้างมาก่อนปีพ.ศ2181 เพราะอย่างน้อยต้องมีวัดมาแล้วก่อนที่จะมีพระภิกษุชื่อ อุตตมะมาจารึกไว้ในใบลาน แต่ประเด็นสำคัญก็คือ ชาวมอญได้ร่วมกันสร้างวัดเพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจ และวัดก็ได้มีบทบาทต่อสังคมของชาวมอญเสมอมา ภายหลังที่ชาวมอญจากถิ่นอื่นๆเช่น จากกรุงเทพฯ ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ มาอยู่อาศัยร่วมกับชาวมอญยุคบุกเบิก โดยมาอาศัยอยู่ในหมู่เครือญาติ มาแต่งงานเป็นเขย หรือเป็นสะใภ้กับชาวมอญด้วยกัน รวมถึงการหนีภัยสงครามจากการทิ้งระเบิดที่กรุงเทพฯ สมัยสงครามโลกครั้งที่2 จึงทำให้ชาวมอญรุ่มแม่น้ำแม่กลองขยายตัวขึ้นเป็นลำดับ ต่อมาเมื่อมีการคมนาคมและระบบชลประทานมรการพัฒนามากขึ้น เช่น การตัดถนนเข้าสู่ชุมชน การสร้างทางรถไฟผ่าน การสร้างเขื่อนเขาแหลม จังหวัดกาญจนบุรี ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวมอญราชบุรีในเขตบ้านโป่ง และโพธาราม มีคนในชุมชนออกไปทำงานรับจ้างนอกท้องถิ่น และมีคนต่างท้องถิ่นเข้ามาอยู่ในชุมชน แต่ ชาวมอญ โดยเฉพาะที่บ้านม่วง อำเภอบ้านโป่ง และตำบลคลองตาคต อำเภอโพธาราม
เป็นแหล
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 152
่งชุมชนที่ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีมอญไว้ได้อย่างค่อนข้างมาก
ชุมชน บ้านม่วงนี้มีวัดม่วงเป็นศูนย์กลาง วัดม่วงเจริญมากเพราะมีหลวงปู่เข็มเป็นองค์อุปัชฌาย์ตอนนั้นองค์เดียว ชาวมอญ ชาวกระเหรี่ยงตอนเหนือลุ่มแม่น้ำแม่กลองขึ้นไปจนถึงเมืองกาญจนบุรีล่องแพมา บวช บางคนก็มาหาเจ้าภาพชาวบ้านม่วงให้บวชให้ ตนลาวจากหนองปลาหมอ และชาวมอญสองฝั่งตอนบนก็บวชที่วัดม่วงกัน
ศรัทธาสองฟากฝ่าย ชาวมอญราชบุรีนั้นเฉกเช่นชาวไทยทั่วๆไปที่มีความเชื่อดั้งเดิมในเรื่องผี ขนานไปกับการนับถือพุทธศาสนาแต่ในกรณีของชาวมอญแล้ว ดูเหมือนว่าความเชื่อทั้งสองประการจะเข้มไปคนละแบบ เพรากิติศัพท์ในเรื่องของพระมอญเคร่งพระวินัยเป็นที่เรื่องลือคงความ สมณสารูปไว้ได้มาก ถึงขั้นกล่าวกันว่า เป็นแบบอย่างให้เกิดธรรมยุติกนิกายในช่วงรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ครั้นเมื่อตั้งธรรมยุติกนิกายขึ้นแล้ว มีพระภิกษุชาวมอญ คือพระไตรสรณธัช (เย็น) นำไปเผยแพร่ที่เมืองมอญอีกทอดหนึ่ง
ชาวมอญ ราชบุรี ในท้องที่บ้านโป่งและโพธารามเองยังศรัทธามั่นคง เข้าวัด ทำบุญอยู่เสมอมา กิจการงานใดที่เนื่องด้วยพระศาสนาก็ร่วมแรงแข็งขันเป็นอันดี การปฏิบัติต่อพระสงฆ์นั้น ถือเสมือนป็นบุคคลพิเศษ อุบาสกอุบาสิกาผู้สูงวัยชาวมอญ ราชบุรี ยังเลี่ยงที่จะเหยียบหรือยืนทับเงาของพระสงฆ์ ความใส่ใจในสิ่งอันละเอียดอ่อนเช่นนี้ สื่อให้เห็นจรรยามารยาทของกลุ่มชนที่ได้รับการอบรมทางด้านศีลธรรมมาเป็น อย่างดี
ส่วนศรัทธาในอีกฝ่ายนั้น ชาวมอญราชบุรียังคงนับถือผีมอญ ซึ่งจำแนกได้เป็นหลายอย่าง เช่น ผีบรรพบุรุษ ผีตระกูล ผีเมีย ผีครูอาจารย์ ผีลูกหลาน ฯลฯ ตลอดจนผีไร้ญาติ ด้วยเหตุนี้ชาวมอญจึงนำเรื่องผีมาเป็นเรื่องจำแนก เพื่อจัดระเบียบคนในสังคมตนเอง กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ชาวมอญถือหลักความเชื่อเรื่องผีมาเป็นเกณฑ์ในการนับเครือญาติที่ร่วมถือผี เดียวกัน ถือผีต่างกัน ซึ่งวิธีการนี้น่าจะมีมาก่อนพุทธศาสนาจะเผยแพร่เข้าไปในหมู่ชาวมอญ
ความเชื่อศาสนาของชาวไทย เชื้อสาย มอญ
1. เชื่อกันว่าการทำบุญให้ทานอะไรก็ตามย่อมส่งผลถึงผู้ที่เราปรารถนาจะอุทิศ ส่วนกุศลให้ชาวไทยมอญส่วนใหญ่จะ “นิพพาน” โดยสังเกตได้จากคำอธิฐานที่ว่า “นิพพาน ปัจจะ โยโหตุ” ขอให้เป็นปัจจัย สำเร็จพระนิพพานด้วนเทอญ
2. เชื่อกันว่าการไปทำบุญ จะต้องแต่งตัวให้ถูกต้องตามกาลเทศะ ภาชนะที่ใส่อาหารไปทำบุญ จะต้องเตรียมไปอย่างปราณีต เพราะจะส่งผลไปถึงอนาคตชาติ
3.มีความเชื่อว่าการทำบุญที่ทำบุญแล้วได้บุญมากคือ
- การสร้างพระพุทธ คือ การสร้างพระพุทธรูป
- การสร้างพระธรรม คือการสร้างพระไตรปิฎก และพระอภิธรรม
- การสร้างพระสงฆ์ คือ การบวชพระ
4. มีความเชื่อ ในก
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 53
ารนับถือพระพุทธศาสนา ชาวไทยมอญมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก โดย ถือว่าพระพุทธเจ้าเป็นองค์เคารพ สักการบูชาสูงสุด
5. ความเชื่อ ในการนับถือพระพุทธศาสนา และเคร่งครัดในศาสนา พระมอญจึงถือเคร่งทางวินัยมาก ถึงกับมีคำที่ว่า “ถือศีลต้องพระไทย วินัยต้องพระมอญ” ซึ่งการถือศีลอย่างเคร่งครัดจึงเป็นต้นกำเนิดของพระธรรมยุติกนิกายในประเทศ ไทย
6. ปัจจุบันนี้พระมอญยังเคร่งครัดวินัยอยู่จะไม่เห็นพระมอญในเวลากลางวันอาบน้ำ ริมน้ำ มานั่งเล่นหน้าวัด เดินไปในหมู่บ้าน เป็นต้น
7. ในวัดมอญทุกวัด จะมีศาลเจ้าประจำมอญทุกวัด มอญเรียกว่า “ตะละพาน”
8. ชาวบ้านเคารพสถานที่ในวัด
9. ความเชื่อว่าวัดใน ช่อฟ้าใบระกา หน้าบันพัลทลายลงมาอย่าได้นำขึ้นไปอีก
10. มีความเชื่อว่าวัดใดกำลังปลุกเสกพระอยู่ ผู้หญิง สุนัข จะเข้าไปไม่ได้
11. มีความเชื่อ ในเรื่องการบวชเรียน มักจะเห็นว่า ชาวบ้านเดินผ่านหน้าโบสถ์ก็ต้องแสดงความเคารพกราบไหว้พระ ผู้หญิงห้ามเข้าไปในโบสถ์หรือบริเวณกุฏิพระ
12.มีความเชื่อ เมื่อบ้านใดมีทารกเกิดใหม่จะต้องนำทารกนั้นไปใส่ในกระด้งร่อน แล้วพูดว่า”สามวันลูกผี สี่วันลูกคน” ต่อเด็ก
13. มีความเชื่อ ในการโกนผมไฟ การโกนผมไฟ เป็นการสู่ขวัญเด็ก และสู่ขวัญบิดา มารดา เพื่อให้เกิดความสบายใจ ด้วยความเชื่อมั่นในความศักดิ์สิทธิ์ของพิธี ที่จะทำให้เป็นมงคลต่อเด็ก
14. มีความเชื่อว่า ทำดีได้ดี ทำประณีตได้ประณีต
15. มีความเชื่อ เกี่ยวกับการปลูกเรือนว่า เวลาสร้างบ้าน เวลาปลูกสร้างบ้านเรือนให้ปลูกวันเกิดของผู้สร้าง(เจ้าของ)
16.มีความเชื่อว่า เวลาปลูกบ้านต้องปลูกให้เสาเท่ากันหมด เชื่อว่าจะมีความสุข
17. มีความเชื่อว่า เมื่อจะขึ้นบ้านใหม่จะต้องเลือกวันและมีกำหนดเวลาไว้ว่าแต่ละวันจะทำอะไร
18. มีความเชื่อเกี่ยวกับ ความกตัญญูกตเวที น้องๆควรเชื่อฟังพี่คนโตซึ่งได้ถ่ายทอดจากผีบรรพบุรุษแห่งตระกูล
19. มีความเชื่อว่า ระบบเพื่อนบ้านและระบบเครือญาติทำให้การเป็นอยู่ในสังคม มีการพึ่งพา ถ้อยที ถ้อยอาศัยกันเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน ให้ความเกรงใจแ
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 153
ละให้ความเคารพนับถือกัน
20. มีความเชื่อว่า บุคคลที่นามสกุลเดียวกัน จะจัดงานบวชนาคกับงานแต่งงานในวันเดียวกันไม่ได้
21. เมื่อมีลูกสาวที่แต่งงานแล้ว จะให้ย้ายไปอยู่ที่อื่น ไม่ไห้นอนบ้านเดียวกับพ่อแม่
22. มีความเชื่อว่า ตุ๊กตา เป็นสิ่งไม่ดี จึงห้ามนำเข้าบ้าน เพราะจะทำให้ไม่มีความสุข
23. มีความเชื่อเกี่ยวกับต้นไม้ว่าห้ามปลูกต้นราตรี ต้นลั่นทม ต้นพิกุล ไว้ในบ้าน เพราะต้นไม้เหล่านี้เป็นต้นไม้ที่อยู่ในวัด
24. มีความเชื่อว่า ต้นไม้ที่มีชื่อต่อไปนี้คือ ต้นโพธิ์ ต้นหว้า ต้นบุนนาค ต้นงิ้ว ถ้างอกขึ้นข้างๆบ้าน รีบทำลายเสียอย่าได้เก็บไว้ จะทำให้เจ้าของบ้านได้รับความเสียหาย
25. มีความเชื่อในเรื่องเต่า ชาวไทยมอญ จะไม่จับเต่ามาทำอาหาร ไม่จับตัวเต่าที่มีชีวิตเมื่อพบเห็นจึงต้องพูดว่า เต่าตัวนี้ตายแล้ว เพื่อเป็นการแก้เคล็ด แล้วนำเต่าไปปล่อย
26. มีความเชื่อว่า ศพคนตายจะต้องหันไปทางทิศเหนือ
27. มีความเชื่อว่า ภายใน 6 เดือน 9เดือน จะมีการทำพิธีไหว้ผีบ้านผีเรือน ปู่ย่า ตายาย โดยมีเครื่องไหว้ คือ กล้วย ไก่ หมู ขนมต้มแดง ขนมต้มขาว
28. มีความเชื่อว่า ที่บ้านชาวไทยมอญ จะต้องมีที่ตั้งบูชาผ๊บรรพบุรุษ มีวิธีเซ่นผี เลี้ยงผี พิธีรำผี

29. ,มีความเชื่อในการเคารพบรรพบุรุษ ไม่ว่าท่านจะล่วงลับไปแล้ว หรือว่าท่านจะมีชีวิตอยู่ก็ตามเพราะการเคารพเทิดทูนบรรพบุรุษ ย่อมนำความเจริญมาถึงตนและครอบครัวตามหลัพระพุทธศาสนาที่ว่า “ปูชะนียานัง” หมายถึงการบูชาคนที่ควรเคารพ
30. มีความเชื่อว่า บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วยังหิวโหยอยู่ ยังชอบรับประทานอาหาร ตามเทศกาล กล่าวคือ ขนมกาละแม จะมีในเทศกาลสงกรานต์ ขนมกระยาสารท มีในเทศกาลออกพรรษา ข้าวเม่าทอด มีในเทศกาลทอดกฐิน ข้าวต้มลูกโยนน้ำผึ้ง มีในวันเพ็ญเดือนสิบ
31. มีความเชื่อว่า บรรพบุรุษกับพวก เขาสามารถติดต่อกันได้ตลอดเวลา และมักจะพบว่า ผีบรรพบุรุษจะรู้ด้วยการเซ่นไหว้อยู่เสมอ การทำบุญต้องอุทิศส่วนกุศลให้ การแต่งงานถือว่าจำเป็นต้องบอกผีบรรพบุรุษทั้งสองฝ่ายรับรู้ โดยจัดสิ่งของเซ่นไหว้ เช่นผ้าขาว เหล้า ไก่ โดยผ่านเจ้าบ่าวเป็นฝ่ายจัดหา ที่เรียกว่าเครื่องขันหมากจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนหนึ่งให้เจ้าสาว เซ่นไหว้บรรพบุรุษของเจ้าสาว อีกส่วนหนึ่งให้เจ้าบ่าวนำไปเซ่นไหว้บรรพบุรุษของเจ้าบ่าว
32. มีความเชื่อว่า ผีบรรพบุรุษ เจ้าพ่อ เจ้าแม่ ที่เคารพมาแต่อยู่กรุงหงสาวดี แล้วอันเชิญมาประดิษฐานในชุมชนของตนเอง โดยปลูกศาลเจ้าให้เป็นที่สถิตดวงวิญญาณเหล่านั้น เพราะความผูกพันก็มีอยู่ตลอดเวลา
33. มีความเชื่อในเรื่องของผีบรรพบุรุษ
- ชาวไทยมอญมีความเชิอว่า ลูกชายคนโตของตระกูลจะเป็นผู้รับผีบรรพบุรุษต่อจาก บิดา มารดา หรือ คนรุ่นเก่าที่ล่วงลับไปแล้ว ที่บ้านจะมีที่ตั้งผีบรรพบุรุษ
- เชื่
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 54
อว่า ผีบรรพบุรุษจะสิงสถิตอยู่ที่เสาเอกของเรือนโดยมีสัญญาลักษณ์ที่แสดงให้เห็น ว่าเป็นเสาผี คือ หีบ หรือกระบุงใส่ผ้าผี ได้แก่ สไบ ผ้าซิ่น ผ้าขาวม้า แหวนหัวพลอยแดง แขวนไว้ที่เสาผี
34. เชื่อว่า การที่ผู้หญิงไปแต่งงานกับคนต่างตระกูลหรือต่างผี จะต้องทำพิธีคืนผีบอกกล่าวก่อนที่จะไปเข้ากับผีฝ่ายสามี
35. เชื่อว่า ผู้ใดอยู่ในตระกูลทำผิดซึ่งระเบียบหรือข้อห้ามจะทำให้มีการเจ็บป่วยเกิดขึ้นซึ่งจะต้องทำพิธีรำผี
36. เชื่อว่า ชายหญิงที่ไม่ใช่ลูกคน(คนละผีกัน) จะร่วมหลับนอนกันภายในบ้านไม่ได้
37. มีความเชื่อว่าหญิงมีครรภ์ที่ไม่ใช่ลูกสาวห้ามนอนบนเรือน
38.มี ความเชื่อว่า เมื่อมีคนในตระกูลตายหรือท้องในปีนั้น(สิ้นสุดเดือน6) ห้ามคนในตระกูลจัดพิธีต่างๆ เช่น พิธีโกนจุก แต่งงาน บวช หรือเลี้ยงผี
39. มีความเชื่อว่า หมู่บ้านชาวไทยมอญทุกหมู่บ้าน จะต้องมีศาลเจ้าประจำหมู่บ้านทุกๆ ปี หลังสงกรานต์แล้วจะต้องทำพิธี “รำเจ้า” ประจำหมู่บ้าน


สิ่งที่บ่งบอกความเป็นมอญราชบุรี
นับ จนถึงพ.ศนี้ หากมีกลุ่มชาติพันธุ์ใด ยังคงธำรงรักษาขนบประเพณีของตนไว้ได้ นับว่าเป็นความยิ่งใหญ่ และเป็นคุณูประการให้กับสังคมส่วนรวม เพราะการมีกลุ่มชาติพันธุ์ในชาติพันธุ์หนึ่งขึ้นมานั้น มิใช่จะเกิดขึ้นมาโดยง่ายซึ่งชาวมอญราชบุรีควรได้รับคำเชิดชูเกียรตินี้ เพราะยังคงรักษาลักษณะเด่นทางสายพันธุ์ไว้ได้หลายประการ

ภาษามอญราชบุรี
ชาว มอญมีทั้งภาษาพูดและภาเขียนเป็นของตนเองอักษรมอญมีอิทธิพลต่อระบบการเขียน ของภาษาอื่นๆรัฐไทยสมัยสุโขทัยก็ได้แบบอย่างจากอักษรมอญ แปลงรูปแล้วนำมาเขียนในภาไทย ในปัจจุบันนี้ภาษาพม่า ภาษาไทใหญ่ ภาษากระเหรี่ยง ได้นำเอาอักษรมอญไปเขียนภาษาของตน โดยมิได้ดัดแปลง แต่เลือกเอาบางอักษร แล้วคิดระเบียบวิธีการเขียนและการออกเสียงตามอย่างภาษาของตน ชาวมอญราชบุรี เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังรักษาวัฒนธรรมภาษาเอาไว้ได้ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในหมู่ผู้สูงอายุที่ยังคงสื่อสารกันด้วยภาษามอญ
ปัจจุบันนี้ยังหาภ
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 154
าษามอญที่ถือว่าเป็นมาตราฐานไม่ได้ เช่น ถิ่นพระประแดง บางขันหมาก สามโคก บางขุนเทียน เกาะเกร็ด ฯลฯ รวมทั้งถิ่นบ้านโป่งและโพธาราม ซึ่งเรียกรวมกันในที่นี้ว่าเป็นมอญราชบุรี เฉพาะมีความแตกต่างกันทางด้านเสียงสระ และ คำศัพท์ย่อยๆที่เป็นการกำหนดเรียกขึ้นมาในท้องถื่น แต่ชาวไทยที่มีเชื้อสายมอญเหล่านี้ยังสามารถใช้ภาษามอญสื่อความกันได้เช่น กัน ภาษามอญถิ่นราชบุรีจึงถือว่าเป็นสิ่งที่บ่งบอกในความเป็นคนไทยเชื้อสายมอญ ได้มาก

ที่อยู่อาศัย
เมื่อชาวไทยมอญจะสร้างบ้าน มักนิยมไปปรึกษาผู้ใหญ่ เจ้าอาวาส หรือศึกษาจากตำราที่มีชื่อว่า ” โลกะสิทธิ “ อันเป็นตำราที่อธิบายถึงเกณฑ์ โฉลก ในการสร้างบ้านใหม่
ตำรา “โลกะสิทธิ “ จะกล่าถึงเรื่องการปลูกสร้างบ้านเรือน ซึ่งต้องปฏิบัติดังนี้
๑. ดูทิศดี - ทิศร้าย
๒. ดูทำเลที่ปลูก
๓. ดูดินบริเวณที่สร้างบ้าน
๔. ดูวัน เดือน ปี ที่เหมาะจะปลูกบ้าน
๕. ดูสิ่งต่างๆที่สมควรปฏิบัติในบ้านเรือน ซึ่งถ้าปฏิบัติดีจะนำความดีมาให้ แต่ถ้าปฏิบัติไม่ดีจะนำความวิบัติมาสู่
๖. ดูการเลือกไม้เสาสำหรับการปลูกบ้าน
๗. ต้นไม้ต่างๆปลูกในบ้าน ให้ถูกตามทิศจะมีแต่สิริมงคล
บ้าน ชาวไทยมอญมักจะสร้างหันหน้าไปทางทิศเหนือ เพราะถือว่าในสมัยโบราณชาวไทยมอญอพยพถิ่นฐานมาจากทางเหนือ เมื่อย้ายเข้ามายังระลึกถึงถิ่นฐานเดิมจึงทำเช่นนั้น และเนื่องจากประเทศไทยมีแม่น้ำที่มีแนวทางจากเหนือ เมื่อปลูกบ้าน เมื่อปลูกบ้านขวางแม่น้ำโดยไม่มีทางเลือก จึงถูกเรียกว่า “มอญขวาง”
เมื่อสร้างบ้านชาวไทยมอญจะใช้กระเช้าประดับตกแต่งด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์แขวนไว้ตรงเสาทางเดียวกันว่าเป็นการทำขวัญผีเรือน
บ้าน คนไทยในสมัยก่อนจะปลูกเหมือนทรงไทย ภายในบ้านใช้ไม้แผ่นใหญ่อย่างดีปูพื้น หลังคาทำทรงต่างกันบ้างเล็กน้อย แต่ละหลังจะต้องมีกรงเหล็กที่บานหน้าต่างทุกบาน สันนิษฐานว่ามีการป้องกันไว้ไม่ให้บุตรสาวหรือสาวๆในบ้านหนีไปไหนหรือกันไม่ ให้พวกทาสหนีได้
เมื่อปลูกบ้านเสร็จแล้ว จะมีประเพณีขึ้นบ้านใหม่ ในการขึ้นบ้านใหม่ของชาวไทยมอญก็มีลักษณะคล้ายคนไทย แต่ส่วนใหญ่ยังมีความเชื่อเกี่ยวกับการเข้าสู่อาศัย ตามตำราได้กำหนดวันและวิธีเข้าอยู่บ้านใหม่ คือ
วันอาทิตย์ ก่อนจะเข้าไปในบ้านใหม่ต้องเอาของมีค่าเข้าไปในบ้านก่อน
วันจันทร์ ต้องเอาเสื่อและหมอนเข้าไปก่อน
วันอังคาร ให้เอาเงินทองเข้าไปก่อน
วันพุธ ให้กินอาหารเสียก่อนแล้วจึงเข้าไปอยู่
วันพฤหัสบดี ต้องเอาเครื่องหอมและจุดโคมเข้าไปก่อน
วันศุกร์ พ่อแม่ต้องเข้าไปก่อน
วันเสาร์ ห้ามเข้าไปอยู่ในบ้านใหม่ไม่ดี

การแต่งกายของชาวมอญ
ในยามปกติ ชาวไทยด้วยกันอาจไม่ทราบเลยว่าคนที่นั่งโดยสารรถเ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 55
มล์คันเดียวกัน คนที่เรียนร่วมมหาวิทยาลัยเดียวกัน หรือแม้คนที่เดินจ่ายตลาดแห่งเดียวกันนั้นเป็นคนเชื้อสายมอญ ต่อเมื่อได้ไปเห็นร่วมพิธีมอญ การแต่งกายแบบมอญ จึงจะจำแนกเห็นความต่างได้
การ แต่งกายเป็นอีกปัจจัยหนึ่งในการบ่งบอกว่า คนเหล่านั้นมีสายใยทางวัฒนธรรมใด เพราะทุกวันนี้โอกาสที่ชาวมอญจะแต่งกาย ที่การแสดงออกถึงการเป็นมอญก็ต้องถึงวาระงานรวมกลุ่ม เช่นวันชาติมอญ ที่จัดโดยสมาคม ไทยรามัญ หรืองานประเพณี เช่น สงกรานต์ และการไปทำบุญที่วัดในวันสำคัญทางศาสนา
รูปแบบการแต่งกายของชาวมอญ ราชบุรี ชายนุ่งโสร่งลายตารางเส้นตัดสี่เหลี่ยมหลากสี เช่นพื้นสีเขียว หรือสีม่วง เส้นลายสีเหลือง เป็นต้น นุ่งลายคอกลม มีผ้าสไบหรือผ้าขาวม้าพาดไหล่ หากเป็นการพาดอย่างเป็นงานวิธีการ จะพาดโดยให้กึ่งกลางของผ้าอยู่บริเวณใต้อกหรือใต้ราวนมแล้วตวัดชายผ้าให้ไป คล้องที่ไหล่ซ้ายและขวา หญิงชาวมอญสวมผ้าถุง ยาวเกือบถึงตาตุ่ม มีลายเล็กละเอียด สวมเสื้อแขนกุด คอกลมรัดทรง สวมทับด้วยเสื้อแขนยาวทรงกระบอก ผ้าสีอ่อน เนื้อบาง แต่ก่อนนี้มีแบบแผนว่า ถ้าเป็นหญิงสาวยังโสด จะสวมเสื้อยาวถึงข้อมือ หากมีสามี จะใส่เสื้อแขนสามส่วน
ส่วนประกอบด้านการแต่งตัวอีกอย่างหนึ่ง คือการเกล้าผมมวย มวยผมแบบมอญจะรวบเกล้าไว้ด้านหลังเหนือท้ายทอย ใช้อุปกรณ์รูปทรงตัวยู เรียกว่า อะน่ดโซ่ก เสียบแทรงเข้าไปปอยผมที่เกล้าไว้ แล้วใช้อุปกรณ์อีกชิ้นหนึ่งเรียกว่า ฮะเหลี่ยงโซ่ก รูปทรงอย่างวงเล็บปีกกา เหน็บขัดผมกับอะน่ดโซ่
ก เพื่อกันไม่ให้ผมลุ่ยจากที่มวยไว้ แล้วนำดอกไม้ดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อก็ได้ มาเสียบแซมเพื่อสร้างความสวยงาม อุปกรณ์ประดับผมทั้งสองชิ้นนี้ นิยมทำด้วยเงิน
เมื่อเริ่มแต่งกายไปร่วม งานพิธีหรือไปทำบุญที่วัด หญิงชาวมอญนิยมพาดสไบไว้ที่ไหล่ด้วย หากอากาศเย็น สามารถใช้สไบเฉียงคลี่ห่มคลุมไหล่ได้

เครื่องใช้ประจำตัวของชาวมอญ
ชาวไทยมอญในสมัยโบราณ จะมีเครื่องประดับตกแต่งร่างกายหลายชนิด ซึ่ง ได้แก่
๑. กำไล ส่วนมาแป็นกำไลเงินสำหรับใส่ข้อเท้าของหญิง แต่ปัจจุบันไม่นิยมใช้ จะใช้สำหรับของนาคในพิธีบวชเท่านั้น
๒. เข็มขัด
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 155
จะทำด้วยเงิน มักใช้เป็นเครื่องประดับของชายและหญิง
๓. ลูกปัด นำมาเป็นเครื่องประดับ ตกแต่งมักทำด้วยหินและแก้ว
๔. กระดูกสัตว์ จะนำมาทำเป็นกำไลข้อเท้า ซึ่งใช้เป็นเครื่องประดับได้อย่างหนึ่ง
๕. สำริด จะนำมาทำเป็นกำไลข้อเท้า
๖. ขมิ้น ดินสอพอง เป็นเครื่องประทินโฉม ของหญิงในสมัยโบราณ

เครื่องมือเครื่องใช้ของชาวมอญ
- ครกตำหมากทำด้วยไม้ ตะบันหมากทองเหลือง เชี่ยนหมากไม้ ทองเหลือง ไม้ปาดปูน
- กล่องยาเส้นสำหรับใส่ยาเส้น ใบตอง ใบยา
- คบเพลิง (เช่น ใบไม้ ขี้กบ ( ผสมเศษไม้จากการใสไม้ ) ดอกน้ำมันยางเอามาเป็นมัดเป็นดุ้นยาวมัดใช้เป็นเชื้อเพลิง ) ตะบันไฟ หินเหล็กไฟ เป็นเครื่องมือจุดไฟ
- ครก ( มีลักษณะเป็นอย่างหลุม สำหรับตำหรือโขลกด้วยสาก )
- กระจ่า จวักสำหรับคดข้าวหรือตักแกง ทำด้วยกะลาและไม้ มีด้ามถือ บางทีก็เรียกว่า”ตวัก”
- กระบุงเล็ก สำหรับใส่ของเล็กเช่น เครื่องยาหรือรากไม้ต่างๆ
- กระบุง เป็นภาชนะสำหรับใส่ผลิตผล เช่น ข้าวเปลือก ข้าวสาร ถั่ว งา ฯลฯ
- กระบวยภาชนะสำหรับตักน้ำดื่ม
- ทะนาน ภาชนะทำจากกะลามะพร้าว ใช้ตักข้าวสารหุง
- กรรไกรเหล็ก ใช้สำหรับตัดผม
- เตาเชิงกราน เตาหุงข้าวที่นิยมใช้ในครัวเรือน
- หม้อน้ำดินเผา สำหรับใส่น้ำดื่ม ทำจากดินเผา ฯลฯ



การทำบุญจองโอะฮตาน
ใน ช่วงเดือนมาฆะ หรือประมาณเดือนกุมภาพันธ์อากาศในสมัยอดีตยังคงหนาวเย็น ชาวมอญที่เลื่อมใสศรัทธาจึงรำลึกว่า ความหนาวไม่ปราณีผู้ใด รวมถึงพระสงฆ์องค์เจ้าที่พำนักอยู่ในวัดก็ย่อมเป็นทุกข์ เพราะความหนาวเย็นด้วย จึงเกิดศรัทธานำฟืนไปถวายพระในวัด จนเป็นประเพณีถวายฟืนแด่พระสงฆ์ เพื่อที่จะได้นำไปเป็นเชื้อเพลิงทั้งในการต้มน้ำร้อนฉัน ปรุงยา หรือก่อไฟผิงไล่ความหนาวเย็น ต่อมาจึงเหลือเป็นการสุมฟืนก่อไฟไล่หนาวถวายเป็นทาน ภาษามอญเรียกงานบุญนี้ว่า จองโอะฮตาน
จอง แปลว่า เผา หรือไฟให้ใหม้. โอะฮ ( คล้ายกับเปล่งเสียงว่า โอะ แล้วตามด้วยลมออกทางจมูก ) แปลว่า ฟืน ส่วนคำว่า ตาน หรือบางแห่งเขียนว่า ต่าน เป็นคำบาลีตรงกับคำว่าทาน หรือมอบให้ด้วยจิตที่สละแล้ว ด้วยเหตุนี้เมื่อแปลเป็นไทยจึงหมายถึงงานบุญเผาฟืนเป็นทาน
ก่อนวันมาฆะ บูชา ชาวมอญจะจัดเตรียมไม้ฟืนโดยตัดไม้ในป่าละเมาะขนาดข้อแขนหรตือขนาดที่กำถือ ได้เหมาะมือความยาวประมาณวาเศษ แต่โดยส่วนใหญ่จะเลือกใช้ไม้กระถินเพราะเมื่อเลาะเปลือกออกแล้ว เนื้อไม้จะมีสีขาว เวลานำขมิ้นที่โขลกมาไล้ตามท่อนไม้ จะช่วยขับให้ผิวไม้กลายเป็นสีเหลืองสด ผึ่งแดดหรือลมให้สีขมิ้นติดผิวไม้ฟืน
ก่อ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 56
นวันมาฆะบูชา ชาวมอญจะนำดอกไม้บรรดามีในท้องถิ่นเท่าที่จะหาได้ นำมาผูกมัดไว้ที่ปลายฟืนพร้อมกับธูป ๓ ดอก เทียน ๑ เล่ม และใบหญ้าคาแห้งอีกหนึ่งกำมือ ดอกไม้และธุปเทียน ใช้เป็นเครื่องบูชา ส่วนใบหญ้าคาใช้เป็นเชื้อไฟ ใช้เชือกมะนิลาผูก ๓ เปลาะ ที่ยอด กลาง และบริเวณโคลนฟืน ต่อจากนั้นจึงนำไปตั้งวางพิงกันไว้เป็นรูปกระโจมยอดแหลมในลานวัด ซึ่งกว่าจะถึงตอนเย็น ฟืนที่มีผู้ที่นำมาถวายก็จะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ เพราะบางครัวเรือนทำฟืนตามจำนวนสมาชิกในบ้าน
อีกสิ่งหนึ่งที่มักทำในช่วง งานบุญจองโอะฮตาน คือ การทำข้าวหลาม นับเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมเพราะฤดูนี้ชาวบ้านได้เสร็จจากธุระจากงานไร่นา มีข้าวขึ้นยุ้ง อีกทั้งนับเป็นช่วงข้าวใหม่ด้วย เมื่อนำข้าวใหม่มาทำข้าวหลาม ก็ยิ่งเพิ่มรสชาติได้ดียิ่งขึ้น ในอดีตทุกบ้านจึงพร้อมใจกันทำข้าวหลาม
วันรุ่งขึ้นก่อนฟ้าสาง ประมาณ ๔-๕ นาฬิกา ชาวมอญบ้านม่วงจะร่วมกันออกไปที่วัด นำอาหารเช่น ข้าวต้ม ข้าวปลาอาหาร และข้าวหลาม เตรียมไปถวายจังหันมื้อพิเศษ นำเสื่อปูลาดกับพื้นลานวัดเพื่อให้ผู้มาร่วมทำบุญได้นั่งรอเวลา ต่อจากนั้นมัคนายกจะจุดไฟเผาฟืนที่ทุกคนนำมาร่วมทำบุญให้ลุกไหม้โชน ครั้นฟืนสุกเป็นถ่านที่คุแดงจึงนิมนต์พระเณรทุกรูปมารับภัตตาหารเช้ามื้อ พิเศษ ท่ามกลางไออุ่นจากดวงไฟ
งานบุญนี้ เป็นการจัดขึ้นตอนเช้าตรู่ ดังนั้นลูกสาวบ้านใดที่มาวัดตอนที่พระกำลังเริ่มฉัน ก็จะถูกเหลียวมองจากชาวบ้านที่มาก่อน และได้รับการค่อนแคะว่าเป็นคนเกียจคร้าน ไม่เหมาะที่ชายใดจะหมายปองไว้เป็นภรรยา
ในอดีต ชาวมอญที่อำเภอโพธารามเคยมีงานบุญจองโอะฮตาน เช่นกัน แต่ไม่ได้จัดทำมาหลายปี ประเพณีนี้จึงเหลือเป็นเพียงแห่งเดียวในหมู่ชาวมอญราชบุรี

สำรับอาหารชาวมอญราชบุรี
ชาว มอญยังดำรงชีตอยู่ในต่างจังหวัด และเป็นแหล่งชุมชนที่มิใช่ชุมชนเมือง จะมีวิธีทำอาหารกันอย่างพื้นบ้าน คือมีต้ม แกง ปิ้ง ย่าง เป็นพื้น และทำเลที่ตั้งชุมชนมักไกล้แหล่งน้ำหรือริมแม่น้ำ อาหารส่นใหญ่จึงปรุงด้วยปลา เพราะเป็นสิ่งที่หาได้ง่าย ชาวมอญจึงไม่ใช่กลุ่มคนที่มี “เมนูพิสดาร” อยู่ในตำรับอาหาร แต่มักจะนำปลาชนิดต่างๆมาปรุงกับพืชผักท้องถิ่น
อาหารแบบมอญพื้นบ้านย่าน บ้านโป่ง โพธาราม นิยมออกไปทางรสเปรี้ยว หรือส้ม ผักผลไม
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 156
้ที่นำมาปรุงแกงปลา ผลพุทรานาหรือพุทราขี้นกที่มักจะเกิดขึ้นเองตามหัวไร่ปลายนา นำเอาผลห่าม ( ไม่สุกมากหรือครึ่งสุกครึ่งดิบ ) มาทุบหรือโขลกพอแตก ประสมลงไปในแกงปลา รวมกับผักอื่นๆ ซึ่งพุทราจะให้รสเปรี้ยว แกงรสชาติแบบมอญพื้นบ้าน จึงเรียกให้น้ำลายสอเพราะความเปรี้ยวที่ลงตัว
ผักอย่างอื่นที่นำมาปรุงใน หม้อแกงมอญ เพื่อเพิ่มความเปรี้ยวคือ ยอดส้มป่อย ใบมะขามอ่อน ลูกมะส้าน ใบกระเจี๊ยบแดง โดยเลือกนำเอาใบเพสลาด (คือไม่อ่อนและไม่แก่จนเกินไป ) อย่างใดอย่างหนึ่ง
นอกจากผักที่คนไทยทั่วไปบริโภคกันแล้ว ชาวมอญยังนำผล มะตาดดิบมาทำอาหารอีกด้วย แกะฝาเปลือกหุ้มรอบขั้นนอกออก แล้วเฉือนเอาเฉพาะเนื้อมาทำแกง ชาวมอญนิยมบริโภคอาหารสมุนไพรหรืออาหารตามธรรมชาติ หรืออาหารยาในชีวิตประจำทุกวัน เช่นแกงผลมะตาด แกงขนุนอ่อน แกงบอน ข้าวแช่
วัฒนธรรม การบริโภคของชาวมอญราชบุรี ถือได้ว่ามีความเป็นมอญสูงเมื่อเปรียบเทียบกับชาวมอญถิ่นอื่นๆในอีกหลายท้อง ที่ของประเทศไทย เพราะหันไปนิยมอาหารประเภทผัด หรือทอดมากขึ้น
มอญทอผ้า
เรื่อง ราวของมอญทอผ้า อาจจะไม่เป็นที่คุ้นเคยมากนักทางสื่อต่างๆ เพราะกลุ่มชาติพันธ์อื่นๆ เช่นคนพวน คนไทยยวน และชาวไทยทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้สร้างชื่อเสียงเรื่องลือมากกว่า ในความเป็นจริงชาวมอญก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่รู้กรรมวิธีถักทอใยด้ายให้กลาย เป็นผืนผ้า เพราะในอดีตก่อนที่จะมีโรงงานทอผ้า กลุ่มชาติพันธ์ต่างๆก็เรียนรู้วิธีการทอผ้ากันมานานแล้ว มีในช่วงที่บ้านเมืองเจริญนี้เท่านั้น ที่ทำให้คนหลงลืมความรู้แบบบรรพชนที่สอนให้รู้จักการทอผ้า
ชาวมอญราชบุรี ยังมีความรู้เรื่องการทอผ้า และยังทำอยู่ตราบเท่าวันนี้อยู่ที่บ้านม่วง และเหลือเพียง ครัวเรือนเดียวเท่านั้น โดยรูปแบบการทอยังใช้ กี่ซัด คือเป็นเครื่องหูกที่กางไว้กับกี่ แล้วใช้มือซัดกระสวยไปมาทางขวา แทนการใช้กี่กระตุกซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นเมื่อภายหลัง
ผู้ทอผ้าชาวมอญ ยังคงใช้แปรงหวีเครือหูกที่ทำจากแกนของดอกเตยป่า ซึ่งการหวีผูกนี้ เพื่อไม่ให้เครือหูกพันกัน โดยการใช้แปรงแตะไขมะพร้า แล้วหวีไปตามแนวยาว รูปแบบเนื้อผ้าและลวดลายผ้าทอของชาวมอญ จึงยังคงเสน่ห์เดิมๆ แบบชาวบ้าน ไม่ได้แต่งลวดลายจากภายนอกให้เกินงาม
กล่าวกันของในหมู่ของชาวมอญทั่วไป ต่างลงความเห็นว่ามอญราชบุรี ที่อำเภอบ้านโป่ง โดยเฉพาะที่บ้านม่วงและปริมณฑลโดยรอบวัดม่วงยังคงรักษาความป็นมอญไว้ได้มาก ไม่ว่าจะเป็นภาษาซึ่งยังคงเป็นผู้เฒ่าผู้แก้สื่อสารกันอยู่เสมอ อาหารมอญ และการทอผ้าประกอบกับ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 57
ชุมชนมอญราชบุรีในหลายท้องที่ ได้ตระหนักถึงบทบาทของชาวมอญราชบุรีในหลายท้องที่ ได้ตระหนักถึงบทบาทของชาวมอญ ได้ร่วมกันบริจาคทรัพย์และสิ่งของอันมีค่าไว้ให้เป็นสมบัติวัฒนธรรมในวัด ม่วง ผู้สนใจเรื่องศิลปะวัฒนธรรม ประเพณี พิธีกรรม และค่านิยมความเชื่อแบบมอญ สามารถเรียนรู้ไดจากชุมชนชาวมอญราชบุรี

ประวัติ อำเภอบ้านโป่ง
อำเภอบ้านโป่ง กับสภาพภูมิศาสตร์ ที่ตั้ง
อำเภอ บ้านโป่งอยู่ทางทิศเหนือของจังหวัดราชบุรีและที่ว่าการอำเภอบ้านโป่งตั้ง อยู่ถนนทรงพล ตำบลบ้านโป่ง (ในเขตเทศบาลเมืองอำเภอบ้านโป่ง) ระยะห่างจากจังหวัดราชบุรี ๔๒ กิโลเมตร มีทางหลวงแผ่นดิน ๒ สายผ่าน ชื่อทางหลงแผ่นดินสาย ๔ เพชรเกษม และทางหลวงแผ่นดิน สาย ๒๓๔ (บ้านโป่ง – กาญจนบุรี มีทางรถไฟผ่าน ๓ สาย คือ ทางรถไฟสายใต้ สาย หนองปลาดุก - สุพรรณบุรี และสาย หนองปลาดุก - กาญจนบุรี และมีแม่น้ำ สำคัญผ่าน ๑ สายคือ แม่น้ำแม่กลอง

พื้นที่ อำเภอบ้านโป่ง มีพื้นที่ทั้งหมด ๓๙๐ ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต ทิศเหนือ ติดต่อกับ อำเภอท่าม่วง อำเภอท่ามะกา จ.กาญจนบุรี อำเภอ กำแพงแสน จังหวัด นครปฐม
ทิศใต้ ติดต่อกับ อำเภอ โพธาราม จังหวัด ราชบุรี
ทิศตะวันออก ติดต่อกับ อำเภอ เมือง จังหวัด นครปฐม
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอ โพธาราม จังหวัดราชบุรี

สภาพ ภูมิประเทศ ส่วนใหญ่ เป็นที่ราบรุ่มเหมาสำหรับ ทำนา ทำสวน ทำไร่ มีป่า และภูเขาในท้องที่ ตำบล เขาขลุง มีแม่น้ำแม่กลองไหลผ่าน

สภาพ ภูมิอากาศ อากาศ โปร่งเย็น มี ๓ ฤดู คือ ฤดู ร้อน ฤดู หนาว และ ฤดูฝน และมีฝนชุกในระหว่าง เดือน สิงหาคม กันยายน ตุลาคม และจะแล้งมากในระหว่าง เดือน กุมภาพันธ์ มีนาคม และ เมษายน

ลำน้ำที่สำคัญ ลำน้ำที่เป็นประโยชน์ในด้านการเกษตร.. การคมนาคม..และการบริโภค คือ แม่น้ำ แม่กลอง เริ่มต้นจาก แควใหญ่ และแควน้อย มาบรรจบกันที่ตัวจังหวัดกาญจนบุรี ไหลผ่านท้องที่ อำเภอ บ้านโป่ง ที่ตำบลบัวขาว ตำบล ท่าผา ตำบล เบิกไพร ตำบลบ้านโป่ง ตำบล ปากแรต
ตำบล คุ้งพยอม ตำบล สวนกล้วย ตำบล นครชุมต์ และตำบล บ้านม่วง มีระยะประมาณ ๒๐ กิโลเมตร


ห้วย หนอง คลอง บึง มีเนื้อที่รวมแล้ว ประมาณ ๙๕๐ ไร่

ทรัพยากรธรรมชาติ คือ ลูกรัง หิน กรวด ทราย แร่ธาตุ

ประชากร และ สภาพ การปกครอง แบ่งเป็น ๒ ลักษณะ คือ การป
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 157
กครองส่วน ภูมิภาค แบ่งออกเป็น ๑๕ ตำบล มีหมู่บ้าน ๑๖๕ หมู่บ้าน
และมีตำบล ดังนี้
๑. ตำบลสวนกล้วย
๒. ตำบลหนองกบ
๓. ตำบลหนองปลาหมอ
๔. ตำบลเขาขลุง
๕. ตำบลปากแรต
๖. ตำบลบัวขาว
๗. ตำบลท่าผา
๘. ตำบลนครชุมต์
๙. ตำบลดอนกระเบื้อง
๑๐. ตำบลคุ้งพยอม
๑๑. ตำบลเบิกไพร
๑๒. ตำบลหนองอ้อ
๑๓. ตำบลกรับใหญ่
๑๔. ตำบลบ้านม่วง
๑๕. ตำบลบ้านโป่ง
การปกครองส่วนท้องถิ่น แบ่งเป็น
- เทศบาล ๑ แห่ง คือ เทศบาลเมืองบ้านโป่ง
- สุขาภิบาล ๓ แห่ง คือ สุขาภิบาลท่าผา สุขาภิบาลกระจับ และสุขาภิบาลห้วยกระบอก
- มีสภาตำบล ๑๓ แห่ง
สภาพเศรษฐกิจ และ อาชีพ
- เกษตรกรรม ๘๐ %
- ทำนา ๔๐ %
- ทำไร่ ๔๐ %
- รับจ้าง ๑๒ %

- ค้าขาย ๒ %
- รับราชการหรือรัฐวิสาหกิจ ๒ %
- อื่นๆ ๔ %

การปศุสัตว์ เลี้ยงสุกร เป็ด ไก่ โค กระบือ ห่าน
การประมง เลี้ยงปลาตะเพียน กุ้งก้ามกราม ปลาดุก ปลาช่อน
การอุตสาหกรรม โรงสี ๖๗ แห่ง โรงเรื่อย ๔ แห่ง โรงงาน ๔๔๒ แห่ง
การพาณิชย์กรรม บริษัท ๒๕ แห่ง ห้างหุ้นส่วน ๓๐ แห่ง โรงแรม ๑๕ แห่ง โรงมหรสพ ๓ แห่ง

การศึกษา
- โรงเรียนกรมสามัญศึกษา ๔ แห่ง
- โรงเรียนประถมศึกษา ๕๖ แห่ง
- โรงเรียนเทศบาล ๓ แห่ง
- โรงเรียนราษฎร์ ๑๘ แห่ง

ศาสนา ประชาชนส่วนใหญ่นับถือ ศาสนสพุทธ
- วัดพุทธศาสนา ๕๕ แห่ง
- โบสถ์คริสต์ศาสนา ๑๐ แห่ง
- มัสยิด ๑ แห่ง

ศิลปวัฒนธรรม ศูนย์วัฒนธรรม อำเภอ ๑ แห่ง

ประวัติ และความเป็นมา แต่เดิมที่ตั้งของอำเภอบ้านโป่งเป็นอาณาเขตทวารวดีแต่โบราณ มีชาวอินเดีย และชาวเขมร มาตั้งหลักแหล่งทำมาหากินอยู่แถบนี้ ปรากฏตามหลักฐานว่าชาวอินเดียได้นำเอาชื่อเมืองมาตั้งชื่อในท้องถิ่นตะวัน ออก ของแม่น้ำแม่กลองและเป็นหมู่บ้านของตำบลท่าผา ในปัจจุบันนี้ ชื่อว่า หมู่บ้าน “ โกสินารายณ์ “ ตามจดหมายเหตุของราชบุรี ร. ศ ๑๑๖ กล่าวว่าอำเภอบ้านโป่งแต่เดิมตั้งอยู่ที่ตำบลท่าผา ต่อมา ร. ศ ๑๒๔ ร
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 58
ัฐบาลได้สร้างทางรถไฟสายใต้ขึ้น และเห็นว่า ถ้าหากอำเภออยู่ที่ท่าผาแล้ว การคมนาคมไม่สู้สะดวก จึงย้ายที่ว่าการอำเภอ มาตั้งที่ตำบลบ้านโป่ง เรียกว่า อำเภอบ้านโป่ง สืบถึงทุกวันนี้ บริเวณที่ตั้งอำเภอ บ้านโป่ง เดิมเป็นป่าโปร่ง สัตว์ชอบมาอาศัยและกินดินโป่ง ( เป็นดินที่มสีรสเค็ม ) โดยเฉพาะสัตว์พวกเรียงผา จะชอบมาก ตามตำนานเก่าแก่อ้างว่า คำว่า “บ้านโป่ง “ เดิมทีเรียกว่า “บ้านทับโป่ง” ซึ่งเล่ากันว่า มีกระท่อม หรือ บ้าน (ทับ) อยู่ข้างดินโป่ง แต่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า บ้านโป่ง เพราสะดวกและสั้นดี ต่อมาทางราชการได้เปลี่ยนชื่อเป็น อำเภอบ้านโป่งตามไปด้วน อำเภอ บ้านโป่ง เคยโอนไปอยู่กับ จังหวัด กาญจนบุรีครั้งหนึ่ง ระหว่าง สงครามมหาเอเชียบูรพา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๕ และโอนกลับมาจังหวัดราชบุรีตามเดิม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๙

สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์

๑. สระโกสินารายณ์
เป็น สระโบราณมีเนื้อที่กว้างขวางถึง ๕๐ ไร่ ครั้งหนึ่งเป็นที่เลื่องลือกันว่า น้ำในศักดิ์สิทธิ์มากสามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้นานัปการ ผู้คนจากทั่วสารทิศ จึงพากันมาตักน้ำอาบและดื่มกินในทางโบราณคดี สระโกสินารายณ์นี้ เป็นส่วนหนึ่งของเมืองโบราณ กรมศิลปากรเคยสำรวจพบคันดินแนวกำแพง เหลือ ๓ ด้าน แต่ละด้าน ยาวเกือบ ๑ กิโลเมตร ภายในเมืองมีการขุดสระไว้หลายสระ ชาวบ้านเรียกชื่อ ต่างๆกัน บางสระมีลำรางเล็กๆ ขุดไขน้ำจากแม่น้ำแม่กลองเข้ามา ส่วนสระโกสินารายณ์นี้ แม้ตั้งอยู่นอกเมือง แต่ก็ชิดกับกำแพงเมือง นอกจากนี้ที่เนินจอมปราสาทในอาณาบริเวณเมืองเก่า ยังขุดพบกรอบประตูและกลีบขนุนหินทรายแดง จึงสันนิษฐานว่า ตรงนั้นเคยเป็นพระปรางค์ใหญ่ ทั้งยังพบสิ่งต่างๆ อีกมาก ทั้งหมดเป็นศิลปะของสมัยลพบุรี แต่ที่สำคัญที่สุด คือ รูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร เปร่งรัศมีขนาดใหญ่ ทำด้วยหินปูนสีทรายแดงอีกอันหนึ่ง เข้าใจว่าป็นที่รองรับพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรองค์นั้น ของที่ขุดพบจากเมืองโบราณแห่งนี้เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร
สรโกสินารายณ์ ปัจจุบันเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวอำเภอ บ้านโป่ง เพราะมีต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นเรียงรายอยู่สองฟากถนนรอบสระ อยู่ในเขตตำบลท่าผา หลังโรงงานกระดาษ สยามคราฟท์ ไม่ห่างจากตัวอำเภอบ้านโป่งมากนัก



๒. ศาลเจ้าแม่เบิกไพร
ตั้ง อยู่ที่ตำบลเบิกไพร อำเภอบ้านโป่ง เป็นศาลศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เคารพสักการะของคนในท้องถิ่นและจังหวัดใกล้เคียง มาช้านาน แต่ไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดว่าสร้างขึ้นในสมัยใดนอกจากมีประวัติเล่าว่า ครั้นเมื่อ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสไทรโยค ได้เสด็จมาที่ศาลเจ้าแม่เบิกไพรนี้ถึง ๒ ครั้ง

๓. ค่ายหลวงบ้านโป่ง
เข้าใจกันว่า เป็นค่ายที่สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นสถานที่
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 158
ที่พระองค์เคยเสด็จไปประทับ และทรงนำเอากองเสือป่าไปพัก ชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียง เรียกกันเพียงสั้นๆว่า “ค่ายหลวงบ้านโป่ง” สภาพของค่ายเท่าที่ปรากฏอยู่ก็คือ สันเนินและแนวคู อยู่ในตัวอำเภอบ้านโป่ง ทางทิศเหนือมีอาณาเขต จากริมแม่น้ำแม่กลอง ไปถึงถนนสาย ๑๘ เนื่องจากค่ายแห่งนี้เป็นเพียงที่พักชั่วคราว สิ่งปลูกสร้างทั้งหลายจึงไม่ถาวรหลงเหลืออยู่จนถึงปัจจุบัน



ประวัติคุณปู่ มงคล สุดลาภา
ประวัติ คุณปู่ มงคล สุดลาภา
ประวัติ เป็น นายอำเภอ ปราณบุรี จ. ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2502
เป็น นายอำเภอ บางสะพาน จ. ประจวบคีรีขันธ์
เป็น นายอำเภอ ชะอำ จ. เพชรบุรี
เป็น นายอำเภอ ท่ายาง จ. เพชรบุรี
เป็น รองผู้ว่าราชการจังหวัด ศรีษะเกศ
เป็น นายกเทศมนตรี อำเภอ เมือง จ. กาญจนบุรี
เป็น ปลัดจังหวัดกาญจนบุรี
เป็น ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย


นาย มงคล สุดลาภา รูปสมัยเป็นนายกเทศมนตรี เมืองกาจนบุรี คนที่ 16

นายมงคล สุดลาภา1 ต.ค. 2516 - 27 พ.ย. 2517
นายกเทศมนตรีคนที่ 1 นายกเทศมนตรีคนที่ 2 นายกเทศมนตรีคนที่ 3 นายกเทศมนตรีคนที่ 4

ขุนหิรัญประศาสตร์ (กลม พัฒนมาศ)
พ.ศ. 2479 - พ.ศ. 2481
พ.ศ. 2494 - พ.ศ. 2499 สวัสดิ์ สาระศาสิน
พ.ศ. 2481 - พ.ศ. 2483 นายบุญผ่อง สิริเวชชะพันธุ์
พ.ศ. 2483 - พ.ศ. 2485
พ.ศ. 2489 - พ.ศ. 2492 นายนิยม สินค้าเจริญ
พ.ศ. 2485 - พ.ศ. 2489

นายกเทศมนตรีคนที่ 5 นายกเทศมนตรีคนที่ 6 นายกเทศมนตรีคนที่ 7 นายกเทศมนตรีคนที่ 8

นายชำนาญ พงษ์สวัสดิ์
พ.ศ. 2492
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 59
- พ.ศ. 2492 นายแผน สิริเวชชะพันธุ์
พ.ศ. 2492 --พ.ศ. 2494 นายสมาน บุญอารักษ์
พ.ศ. 2499 - พ.ศ. 2499 นายประทีป ประเสริฐกุล
พ.ศ. 2499 - พ.ศ. 2501

นายกเทศมนตรีคนที่ 9 นายกเทศมนตรีคนที่ 10 นายกเทศมนตรีคนที่ 11 นายกเทศมนตรีคนที่ 12

นายสมจิตต์ ราคา
พ.ศ. 2501 - พ.ศ. 2502 นายอมร บุญลิขิต
พ.ศ. 2502 - พ.ศ. 2503 ร.ต.ต.สะอาด สุจริตจันทร์
พ.ศ. 2503 - พ.ศ. 2504 นายเฉลย รุ่งสว่าง
พ.ศ. 2504 - 2504

นายกเทศมนตรีคนที่ 13 นายกเทศมนตรีคนที่ 14 นายกเทศมนตรีคนที่ 15 นายกเทศมนตรีคนที่ 16

นายสวัสดิ์ ตุลยสุวรรณ
พ.ศ. 2504 - พ.ศ. 2506 นายชัยทัต สุนทรพิพิธ
พ.ศ. 2506 - พ.ศ. 2511 ร.ต. สมจิตต์ เสตะพันธุ
พ.ศ. 2511 - พ.ศ. 2515
9 ม.ค. 2516 - 1 ต.ค. 251 นายมงคล สุดลาภา
1 ต.ค. 2516 - 27 พ.ย. 2517
นายกเทศมนตรีคนที่ 17
นายกเทศมนตรีคนที่ 18 นายกเทศมนตรีคนที่ 19 นายกเทศมนตรีคนที่ 20

นายนิทัศน์ ถนอมทรัพย์
27 พ.ย. 2517 - 28 พ.ย. 2538 นายประสิทธิ์ โอภาสทิพากร
28 พ.ย. 2538 - 10 ม.ค. 2546 นางสมบูรณ์ สาระศาลิน
10 ม.ค. 2543 - 2546 นายประสิทธิ์ โอภาสทิพากร
ปัจจุบัน


รคนปัจจุบันคนที่20ายชื่อ นายกเทศมนตรี เมืองกาญจนบุรี ตั้งแต่(อดีต)คนที่ 1 ถึง
นายมงคล สุดลาภา ผู้ก่อตั้งโรงเรียน เมืองปราณบุรี ต.ปราณบุรี อ.ปราณบุรี
จ. ประจวบคีรีขันธ์

ประวัติโรงเรียนเมืองปราณบุรี
โรงเรียน เมืองปราณบุรีตั้งอยู่เลขที่ 73 ตำบลปราณบุรี อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาแบบสหศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประจวบคีรีขันธ์เขต 2 เริ่มเปิดสอน ครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2502 โดยนายมงคล สุดลาภา นายอำเภอปราณบุรี เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งขึ้น ตาม คำสั่งที่ 5981/2502 ลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2502 ให้เปิดเป็นโรงเรียนวิสามัญตอนปลาย โดยใช้สถานที่ สโมสรข้าราชการอำเภอปราณบุรี เป็นสถานที่เรียนชั่วคราว มีนักเรียนทั้งหมด 25 คน เป็นชาย 14 คน หญิง 11 คน มีนายนิยม พุทธิเภษัช ศึกษาธิการอำเภอปราณบุรี ดำรงตำแหน่งผู้รักษาการ ครูใหญ่ และนายทันรุจิเลข ผู้ช่วยศึกษาธิการอำเภอเป็นครูผู้สอน ปี 20 - 70 2504 ได้รับบริจาคที่ดิน จำนวน 13 ไร่ 1 งาน 38 ตารางวา จากนายจรัส นิตยธรรมให้สร้างโรงเรียนเมืองปราณบุรี ปี 2508 ได้งบประมาณเพิ่มเติมซื้อที่ดิน จากนายจรัส นิตยธรรมจำนวน 12 ไร่ 1 งาน 42 ตารางวา รวมเป็นที่ดินทั้งหมด 25 ไร่ 2 งาน 42 ตารางวา


และประวัติของคุณลุง เชาวน์วัศ สุดลาภา ครั้งมีความผูกพันธ์ กับจังหวัด เพชรบุรี และจังหวัดสุพรรณบุรี และ จังหวัดราชบุรี



ประวัติการทำงานของพณฯ ท่านคุณลุง เชาวน์วัศ สุดลาภา

นาย เชาน์วัศ สุดลาภา เกิดวันที่ 1 มิถุนายา พ.ศ 2476
ที่อยู่กรุงเทพฯ เลขที่ 511/46 ถ. จรัลสนิทวงศ์ 37 เขต บางกอกน้อย จ. กรุงเทพฯ โทร 024123742
ที่อยู่ลพบุรี เลขที่ 155 ต.วังขนอนขว้าง อ.โคกสำโรง จ. ลพบุรี โทร 036441686
ภริยา ชื่อ นาง กมลทิพย์ สุดลาภา อดีต นางงาม ประจำจังหวัดสงขลา เมื่อ 50กว่าปีที่แล้ว
การศึกษา ปริญญาตรี และ ปริญญาโท มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์<br< td=""></br<>
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 159
>จบการศึกษา Diploma ทางรัฐประสาสน์ศาสตร์ กรุง บรอน์ประเทศเยอรมันนี
Diploma ทางรัฐประสาสน์ศาสตร์ กรุง เฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์
ปริญญาเอก กิตติมศักดิ์ จาก 2 มหาวิทยาลัย ในประเทศ สหรัฐอเมริกา
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ม ป.ช มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก
- สำนักเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร

ประวัติการ ทำงาน เคยดำรงตำแหน่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัด ลพบุรี 4 สมัย ใน ปี พ.ศ 2531 / 2535/1 / 2535/2 / 2538 และสอบได้ (ส.ส) ที่ 1 ทั้งสี่สมัย

ผู้ช่วยเลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปี 2507 - 2511
เลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปี 2515 - 2517
สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ วุฒิสมาชิก ปี 2515
ผู้ว่าราชการ จังหวัด พังงา ปี 2519 - 2520
ผู้ว่าราชการ จังหวัด ลพบุรี ปี 2520 -2522
ผู้ว่าราชการจังหวัด กรุงเทพมหานคร ปี 2522 -2524
ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 60
ปี 2524 - 2526
ผู้ว่าราชการ จังหวัด เพชรบุรี ปี 2527 - 2531
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัด ลพบุรี (สอบได้ที่ 1 ทั้ง 4 สมัย ซ้อน)
ประธานคณะกรรมการศึกษา ผู้แทนราษฎร ปี 2531 - 2535
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย 2 สมัย ปี 2533 – 2535 -2536
รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ปี 2535




ความเป็นมาความสัมพันธ์กันระหว่างพณฯ ท่านเชาวน์วัศ สุดลาภา

กับดร.วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์




วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ (Vongsak Swasdipanich)

ปัจจุบันเป็น ผู้ว่าราชการจังหวัด ราชบุรี2550
วงศ์ ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ (Vongsak Swasdipanich) ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย เกิด ๆ๒๗ มิถุนายน ๒๔๙๔ อายุ ๕๔ ปีเต็ม ภูมิลำเนาอำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด บุตรคนที่ ๕ ของเจริญ - ซิวเจียง สวัสดิ์พาณิชย์
อนันต์ สวัสดิ์พาณิชย์ พี่ชายคนโต ประกอบธุรกิจการเกษตรที่จังหวัดร้อยเอ็ด มนตรี สวัสดิ์พาณิชย์ พี่ชายคนรอง ประกอบธุรกิจน้ำแร่ดื่มที่จังหวัดร้อยเอ็ด ชูศรี ไวทยาวันศิริ พี่สาวคนที่สาม ประกอบธุรกิจเภสัชและกิจการโรงแรมที่จังหวัดนครราชสีมา รองศาสตราจารย์ ดร. สุวพงษ์ สวัสดิ์พาณิชย์ พี่ชายคนที่สี่ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตสกลนคร เกรียงศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ น้องชาย นิติกรธนาคารกรุงเทพ จำกัด สำนักงานใหญ่ และมัชฌา นราสวัสดิ์ น้องสาวคนเล็ก ประกอบธุรกิจอะไหล่รถจักรยานยนต์ที่จังหวัดร้อยเอ็ด
การศึกษาชั้นประถม โรงเรียนบ้านอาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด มัธยมต้นโรงเรียนร้อยเอ็ดวิทยาลัย ออกไปเข้า ม.ศ. ๓ ที่วิทยาลัยบางแสน ตามคำแนะนำของญาติผู้ใหญ่ ดร. ก่อ สวัสดิ์พาณิชย์ บิดาของศิโรตม์ สวัสดิ์พาณิชย์ อธิบดีกรมสรรพากร และมัธยมปลายโรงเรียนจรัสสมรอนุศาสน์ ยานนาวา กรุงเทพฯ
เป็นน้องใหม่ภาค วิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปีการศึกษา ๒๕๑๓ เพราะอยากเป็นนายอำเภอ โดยมีอุดม พัวสกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูนเป็นเพื่อนร่วมรุ่น
เรียนแบบไม่หยุดพักทั้งภาค เล็กและภาคใหญ่ ย่นเวลาเหลือ ๓ ปี ทั้ง ๆ ที่อาจารย์เตือนว่าถ้าพลาดละก็เจ็บกว่าคนเรียน ๔ ปี แต่ก็ได้รัฐศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา ๒๕๑๕ รับพระราชทานปริญญาพร้อมรุ่นพี่ในปี ๒๕๑๖
๐ ๐ ๐
นั่ง รถไฟเข้ากรุงเทพฯ ไปพบเชาว์วัศน์ สุดลาภา เลขานุการจอมพล ประภาส จารุเสถียร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น เพื่อขอฝึกงานโดยไม่ต้องการเงินเดือน
เชาวน์วัศ สุดลาภา ชอบใจที่กล้าเดินเข้ามาหาทั้ง ๆ ที่ไม่เคยรู้จักกัน
แต่พรรคพวกพามาฝากเยอะ ก็เลยรับไว้ทั้งธรรมศาสตร์ จุฬาฯ และเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยละ ๑ คน ได้เป็นลูกจ้างชั่วคราวสมใจ
ทำได้ไม่กี่เดือนก็เกิดเหตุการณ์ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๑๖
ภารกิจ ที่ไม่เคยคิดมาก่อนในชีวิตคือพาเชาว์วัศน์ สุดลาภา หลีกลี้ผู้คนไปหลบภัยที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ ถนนราชดำเนิน โรงแรม ๙๙ บางลำภู โรงแรมพาร์ลิเมนท์ ถนนวิสุทธิกษัตริย์ และโรงแรมวงเวียน ๒๒ กรกฎาคม จนเงินหมด
เชาวน์วัศ สุดลาภา ให้นำแฟ้มบัญชีเจ้าหน้าที่มาเปิดดูว่ารู้จักใครที่ไว้ใจได้บ้าง แล้วโทรศัพท์บอกเขามาช่วยจ่ายเงินให้ที จากนั้นก็พาเชาน์วัศ สุดลาภา ไปส่งที่อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แล้วพาภริยาของเชาน์วัศ สุดลาภา ขึ้นรถไฟล่องใต้ไปส่งที่จังหวัดสงขลา ก่อนจะกลับมารายงานตัวที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) สวนรื่นฤดี พร้อมกับพันตำรวจเอก สุทิน เอมะพัฒน์ ช่วยราชการสำนักงานเลขานุการรัฐมนตรีในขณะนั้น
สามวันสามคืนในสวนรื่นฤดี ได้รับรู้เรื่องราวหลายอย่าง รวมทั้งการเจรจาของจอมพล ถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และนายทหารระดับสูง อาทิ พลเอก กฤษณ์ สีวะรา และพันเอก ณรงค์ กิตติขจร เป็นต้น
เด็กกว่าเขาเพื่อน จึงรับหน้าที่ให้บริการอาหารเครื่องดื่มแก่ผู้ใหญ่ใน กอ.รมน.
หลังหายตื่นเต้นจากเหตุการณ์ที่ค่อย ๆ สงบลง ก็นึกขึ้นได้ว่าไปสอบแข่งขันเป็นปลัดอำเภ
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 160
อเอาไว้
แวะไปดู จึงรู้ว่าติด
๑ พฤษภาคม ๒๕๑๘ ได้รับการบรรจุเป็นปลัดอำเภอตรี กิ่งอำเภอปทุมรัตน์ ร้อยเอ็ด จังหวัดบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง
ทำ งานได้ปีเดียว ผู้ว่าราชการจังหวัดแวะมาตรวจราชการแล้วเห็นหน่วยก้าน สั่งให้เข้ามาเป็นปลัดอำเภอตรี อำเภอเมืองร้อยเอ็ด พร้อมกับสอบได้ชั้นโท (เจ้าพนักงานปกครอง ๔)
๒๕๑๙ ศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านบริหารรัฐกิจที่ Kentucky State University (KSU), Frankfort, Kentucky สหรัฐฯ
๒๕๒๐ ได้ปริญญา Master of Public Affairs (Planning)
บินกลับมาประจำกองการศึกษาประชาบาล จนกระทั่งสอบได้ระดับ ๕
กันยายน ๒๕๒๒ ย
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 61
้ายไปเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน ๕ สำนักงานจังหวัดเลย ปีถัดมาย้ายไปลงตำแหน่งเดียวกันที่จังหวัดพิจิตร
ธันวาคม ๒๕๒๕ ย้ายไปเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน จังหวัดศรีสะเกษ หลังสอบได้ระดับ ๖
อยู่ศรีสะเกษ ๕ ปีเต็ม จึงได้ย้ายไปรักษาการหัวหน้าฝ่ายแผนและโครงการ จังหวัดอุบลราชธานี
ตุลาคม ๒๕๓๓ ได้รับแต่งตั้งให้รักษาการหัวหน้าสำนักงานจังหวัดอุบลราชธานี หลังสอบได้ระดับ ๗
เพียงปีเดียวก็สอบได้ระดับ ๘
ธันวาคม ๒๕๓๔ ได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าสำนักงานจังหวัดมุกดาหาร (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน ๘)
จากนั้น เข้ารับการอบรมหลักสูตรนักบริหารมหาดไทย ระดับ ๘ สถาบันดำรงราชานุภาพ ๔๕ วัน
เมื่อ ชนะศักดิ์ ยุวบูรณ์ ย้ายไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้ทำเรื่องขอผู้จบปริญญาโทจากต่างประเทศมาเป็นหัวหน้าสำนักงานจังหวัดเพื่อ ช่วยงาน SEA Games ซึ่งเชียงใหม่เป็นเจ้าภาพ
กระทรวงฯ ส่งชื่อมาให้ ๒ คน แต่คนแรกขออยู่ที่เก่า หัวหน้าสำนักงานจังหวัดเชียงใหม่จึงกลายเป็นวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์
ยังไม่ทันจะเดินทางไป อารีย์ วงศ์อารยะ ปลัดกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้นโทรศัพท์มาหา บอกว่าคงจะไม่ได้ไปเชียงใหม่แล้วละ
ไม่เป็นไร เพราะก็ไม่อยากไปอยู่แล้ว
หัว หน้าสำนักงานจังหวัดเชียงใหม่ตัวจริงไม่ใช่ใครที่ไหน พระนาย สุวรรณรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นนายอำเภออมก๋อยในขณะนั้น
เมษายน ๒๕๓๕ ได้รับคำสั่งใหม่ให้มาเป็นหัวหน้าสำนักงานจังหวัดสมุทรปราการ
แต่คนเก่าขออยู่ต่อ ในขณะที่คนใหม่ก็ไม่สมัครใจจะไป จึงไม่ได้ไปทั้งเชียงใหม่และสมุทรปราการทั้ง ๆ ที่คำสั่งออกมาแล้ว
สรุปแล้วได้อยู่ที่เดิม คือ มุกดาหาร
ตุลาคม ๒๕๓๖ ย้ายไปเป็น หัวหน้าสำนักงานจังหวัดขอนแก่น
๐ ๐ ๐
เมื่อกระทรวงมหาดไทยปรับโครงสร้างภายในแยก 'ฝ่ายแผนพัฒนาจังหวัด' ออกจาก 'สำนักนโยบายและแผน' แล้วยกขึ้นเป็นหน่วยงานระดับกอง
ชนะ ศักดิ์ ยุวบูรณ์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นึกถึงคนที่เคยขอไปช่วยงาน SEA Games แล้วไม่ได้มาทำงานด้วยกันเมื่อครั้งยังเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ หนนี้คงไม่มีปัญหา
พฤศจิกายน ๒๕๓๗ จึงได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการกองแผนพัฒนาจังหวัด สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย คนแรก
คน ในกระทรวงมหาดไทยด้วยกันไม่ได้หมายความว่าจะมีโอกาสเติบโตหรือได้รับการ พิจารณาให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดถ้าไม่ผ่านการเป็นปลัดอำเภอ นายอำเภอ ปลัดจังหวัด และรองผู้ว่าราชการจังหวัด ก็ยากที่จะได้ขึ้นเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด เช่น ข้าราชการมหาดไทยระดับ ๔ - ๕ ถ้าโอนมาจากสายปกครองแล้ว โอกาสในการเข้าโรงเรียนนายอำเภอจะน้อยลง
เมื่อไม่ได้เรียนก็ไม่ได้เป็นนายอำเภอ
แต่ ถ้าได้เป็นผู้อำนวยการกอง ในสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยแล้ว ยังมีโอกาสที่จะได้รับการพิจารณาแต่งตั้งเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัด เส้นทางไปสู่การเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดจึงไม่ถึงกับตีบตัน ผนวกกับการปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนมาตลอด เงินเดือนที่ได้รับก็สูงเต็มขั้น ผลงานใหม่ก็ได้ใช้ความรู้ด้านการวางแผนที่ได้ร่ำเรียนมา
ตุลาคม ๒๕๓๙ จึงได้รับแต่งตั้งเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี โดยไม่ผ่านการเป็นนายอำเภอและปลัดจังหวัด ขณะมีอายุน้อยที่สุดในบรรดาคนเป็นรองผู้ว่าฯ ด้วยกัน โดยไม่เคยวิ่งเต้นให้ได้มาซึ่งตำแหน่ง
จากนั้น กลับไปเข้ารับการอบรมหลักสูตรนักบริหารมหาดไทย ระดับ ๙ สถาบันดำรงราชานุภาพ นาน ๖ เดือนเต็ม จึงกลับมาทำงานต่อ
แม้ ยังไม่มีอำนาจเต็มเหมือนผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ก็หนีไม่พ้นการใช้หลักนักบริหาร (องค์กร) นักพัฒนา (โครงการ) และนักปกครอง (คน) ขาดไปหลักใดหลักหนึ่งก็ไม่ได้
งานที่ได้รับมอบหมายจาก พลากร สุวรรณรัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานีในขณะนั้น คือการจัดตั้งเขตอุตสาหกรรม อันทำให้ปัตตานีเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีโรงงานด้านอุตสาหกรรมการเกษตรขนาด ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ อาทิ โรงงานปลากระป๋อง โรงงานปลาป่น โรงงานอาหารสัตว์ เป็นต้น
อีกงานหนึ่งคือคือโครงการจัดตั้งธนาคารอิสลาม (Islamic Bank)
และ ที่ได้รับมอบหมายเป็นพิเศษคือการเป็นตัวแทนผู้ว่าราชการจังหวัดใน ๔ จังหวัดภาคใต้เข้าร่วมประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และม
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 161
าเลเซีย
เนื่องจากจังหวัดภูเก็ตมีเป้าหมายใน การเป็นเมืองหน้าต่างโลก พีระพงศ์ จำนงเฉลิมฉัตร ผู้ว่าราชการจังหวัดในขณะนั้นจึงทำเรื่องขอตัว เพราะเห็นศักยภาพที่ปัตตานี
ตุลาคม ๒๕๔๐ ย้ายไปดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต โดยมีชาวไทยมุสลิม ๗ คันรถ ตามมาส่งถึงตัวเกาะ
๐ ๐ ๐
ที่ ภูเก็ต รับผิดชอบงานด้านเศรษฐกิจ โดยมีภารกิจหลักพัฒนาการท่องเที่ยว ซึ่งช่วงนั้นมีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเต็มที่ จนไม่ทันกับการดูแลรักษา
แต่ก็ไม่ง่ายในการจัดระเบียบ เพราะ 'ผลประโยชน์' คืออุปสรรคสำคัญ โดยเฉพาะป่าตอง
'สารสนเทศ' คือ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 62
หัวใจสำคัญในการบริหารจัดการ
หลังตามเก็บรายชื่อชาวบ้านร้านถิ่นมาแยกเป็นหมวดหมู่จนรู้ใครเป็นใคร และรู้ต่อไปถึงอิทธิพลที่มีผลทั้งทางบวกและลบต่อการจัดระเบียบ
ผล พวงจากการจัดทำสารสนเทศ ทำให้เห็นภาพด้านประชากรศาสตร์อย่างชัดเจนของคนภูเก็ต จึงมีโอกาสได้เชื่อมโยงคนไทยมุสลิมซึ่งมีอยู่ร้อยละ ๓๕ มาช่วยกันพัฒนาภูเก็ต
และหลังการเดินเท้าย่ำป่าตอง ยังทำให้รู้ว่าหนึ่งในกลุ่มผู้สร้างปัญหาจุ๊ก ๆ จิ๊ก ๆ ไม่ใช่ใครที่ไหน พวกแผงหลัก แผงลอย รถเข็น และคานหาบ เร่ขายตำบักหุ่ง (ใส่หรือไม่ใส่ปลาแดกก็แล้วแต่) ไปจนถึงรถสองแถว และนวดโบราณทั้งที่อยู่ในตึกและริมชายหาด
พอได้ยินเขาส่งเสียง ก็รู้ว่าไม่ใช่ใครที่ไหน จัดแจงส่งภาษาเดียวกัน
ป่า ตองค่อย ๆ มีระเบียบขึ้นโดยลำดับหลังหลังเปลี่ยนผู้ว่าราชการจังหวัดอีก ๒ คน คือ พงศ์โพยม วาศภูติ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาในปัจจุบัน และชาญชัย สุนทรมัฏฐ์ รองปลัดกระทรวงฯ ฝ่ายความมั่นคงในปัจจุบัน
เป็นรองผู้ว่าฯ ภูเก็ตครบ ๔ ปี แต่เปลี่ยนผู้ว่าฯ ปีละคน
ตุลาคม ๒๕๔๔ ย้ายไปเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง พร้อมกับเข้าศึกษาที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปรอ. ๔๔๑๔) เป็นเวลา ๑ ปีเต็ม
เพื่อน ร่วมรุ่นที่กำลังขั้วตำแหน่งใหม่ในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ อาทิ พลเรือเอก สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ว่าที่ผู้บัญชาการทหารเรือ พลเรือเอก วิชัย ยุวนางกูร ว่าที่รองผู้บัญชาการทหารเรือ พลเรือเอก นพพร อาชวาคม ว่าที่ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ พลเอก พรชัย กรานเลิศ ว่าที่ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก พลอากาศเอก พรชัย รามโกมุท ว่าที่ผู้บัญชาการกองบัญชาการสนับสนุนทหารอากาศ พลตำรวจโท ชลอ ชูวงษ์ และพลตำรวจโท วิโรจน์ พหลเวชช์ ว่าที่ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นต้น
ส่วนเพื่อนร่วมรุ่นที่มาจากกระทรวงเดียวกัน ได้แก่ เจตน์ ธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น พระนาย สุวรรณรัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี วิชม ทองสงค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ปรีชา บุตรศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ เมฆินทร์ เมธาวิกูล ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ปานชัย บวรรัตนปราน ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร และสุธี มากบุญ ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร
๐ ๐ ๐
๑ ตุลาคม ๒๕๔๕ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย หลังจบ วปอ.
'หนองคาย' จังหวัดชายแดนติดแม่น้ำโขงได้ชื่อว่าน่าอยู่อันดับ ๗ ของโลก เป็นดินแดนชุ่มน้ำอันดับ ๑,๐๙๘ ของโลก เป็นเมืองที่มีนักบวชและนักพรตมากที่สุดในเอเชีย และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยยังจัดให้เป็น ๑ ใน ๕ จังหวัดที่น่าอาศัยระยะยาวอีกด้วย
ฟังแล้วน่าชื่นชม แต่ไม่มีอะไรในกอไผ่ที่จะผลักดันให้คนต่างถิ่นหรือต่างชาติอยากมาเที่ยวและ ลงทุนเพื่อให้คนหนองคายมีรายได้ดีขึ้น ขณะที่บางคนในภาครัฐกลับทำงานผิดช่องทาง
ประสบการณ์จากการเป็นหัวหน้าสำนักงานจังหวัดและรองผู้ว่าราชการจังหวัดช่วยให้ไม่ต้องเสียเวลาเริ่มต้นเท่าใดนัก
ข้อมูล ข่าวสารที่ถูกต้องเป็นเรื่องสำคัญ ระยะแรกจึงต้องอาศัย Honda, Silver Shadow คันใหญ่ ขับตระเวณเข้าไปตรวจพื้นที่ทุกสัปดาห์ ล้มเมื่อใดไม่ต้องยก เพราะมอเตอร์ไซค์หนักกว่าท่านผู้ว่าฯ ร่างเล็กหลายร้อยกิโลกรัม
จากนั้น จัดประชุมนายอำเภอให้ถี่ขึ้น เพื่อเร่งนโยบายของรัฐที่ได้นำมาขยายเป็นแผนปฏิบัติการให้บังเกิดผลเป็น รูปธรรม โดยชี้ให้เห็นว่า ช่องทางนี้นอกจากจะช่วยชาวบ้านให้อยู่ดีกินดีแล้ว ยังสนองนโยบายจากส่วนกลางอันเป็นผลงานที่ชอบธรรมอีกด้วย
และเพื่อให้เรื่องที่คนชื่นชมมีความเป็นไปได้จริง โครงการเรารักหนองคายจึงเกิดขึ้น
แต่ถ้าภายในไม่พร้อมก็ยากที่จะรุกออกไปภายนอกได้ดี จึงเริ่มต้นที่การทำภายในให้สะอาดทั้งด้าน 'รูปธรรม' และ 'นามธรรม'
เริ่ม จากรณรงค์ให้ 'หนองคายไร้ขยะ' ด้วยการจัดให้มีวัน 'เรารักหนองคาย' โดยส่วนราชการภูมิภาค ท้องถิ่น และชาวบ้าน มาคุยกัน ในที่สุดก็ออกมาเป็นทุกวันพุธที่สองและสี่ของเดือน ทั้ง ๑๗ เทศบาลเล็กใหญ่ และ ๑๑๑ องค์การบริหารส่วนตำบล ตลอดจนชาวบ้าน ยกขบวนกันออกมาทำความสะอาดหนองคายทั้งจังหวัด ทำมาแล้วตั้งแต่ต้นปี ๒๕๔๕ จนถึงวันนี้
ต่อไปเป็นเรื่องของการบริหารจัดการ วัฒนธรรม จริยธรรม และระเบียบวินัย
ข้าราชการ
นับว่าท้าทายในการผลักดันให้มีธรรมบริหาร (Good Gove
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 162
rnance) แผนส่งเสริมการทำงานด้วยความ 'จริงใจ จริงจัง และโปร่งใส' จึงเกิดขึ้น โดยจัดตั้งคณะทำงานด้านยุทธศาสตร์ (CEO Staff) ของผู้ว่าราชการจังหวัด ประกอบด้วยหัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์ของกระทรวงต่าง ๆ ที่มาประจำอยู่ในจังหวัด แล้วจัดให้มีการประชุมกันทุกวันอังคารและพฤหัสบดี และจัดอบรมข้าราชการให้เข้าใจเรื่อง 'ธรรมบริหาร'
ชาวบ้าน
มีการจัด ตั้งตัวแทนประชาชน ๗ คนนอกล้วน ๆ มาจากชาวไทยเชื้อสายญวน ต้นตระกูลเก่า ณ หนองคาย มหาวิทยาลัยขอนแก่น วิทยาเขตหนองคาย ประชาคม ผู้นำลูกเสือชาวบ้าน องค์กรพัฒนาเอกชน และประชาชนในอำเภอเมือง เ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 63
พื่อให้ข้อคิดเห็นและเสนอแนะแก่ผู้ว่าฯ
เด็กและเยาวชน
แผน งาน 'คุณครูผู้ว่าฯ' ซึ่งวัยรุ่นฮือฮาเมื่อเห็น 'ผู้ใหญ่แนว' สวมบทครูสัญจร ขี่มอเตอร์ไซค์ตะลอนสอนหนังสือนักเรียนมัธยม โดยเฉพาะวัยรุ่นเป็นกลุ่มเป้าหมายพิเศษ จากนั้นนำเด็กนักเรียนที่อยู่ชนบทรอบนอกทยอยกันเข้ามาพบผู้ว่าฯ ต่อด้วยทัศนศึกษาในเมือง ในทางกลับกันก็ส่งนักเรียนในเมืองไปทัศนศึกษาชนบทที่ห่างไกล แต่ไม่ลืมอุปกรณ์การเรียนการสอนและเครื่องมือที่จะช่วยให้นักเรียนทำกิจกรรม ได้ แผนงานพัฒนาห้องเรียนคอมพิวเตอร์ แผนงานห้องเรียนศิลปะ และแผนงานลานกีฬาเอนกประสงค์ จึงทยอยออกมารองรับ โดยเฉพาะทุนการศึกษาเด็กนักเรียนที่ด้อยโอกาส ซึ่งเงินส่วนหนึ่งมาจากเพื่อนร่วมรุ่น วปรอ. ๔๔๑๔ นี่แหละ
๐ ๐ ๐
เมื่อ ภายในสะอาด อบอุ่น และมีความพร้อมระดับหนึ่ง จึงเริ่มงานเชิงรุก อันได้แก่ การพัฒนาจังหวัดหนองคายในด้านนิเวศ เกษตรอุตสาหกรรม การค้าชายแดน และท่องเที่ยว
ด้านนิเวศ
หนองคายมีพื้นที่ติดแม่น้ำโขง ๓๓๐ กิโลเมตร แต่ละปีหน้าดินถูกน้ำเซาะหายไป ๒ เมตร ปล่อยต่อไปอีกไม่ได้แล้ว จึงทำการศึกษาจุดที่อ่อนไหว ส่วนไหนที่พังทลายมากก็สร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งเป็นจุด ๆ ไป ได้งบเพิ่มเติมมาเมื่อใดก็ทยอยทำตามแผนที่ได้ศึกษาไว้
ด้านเกษตรอุตสาหกรรม
นอก จากการส่งเสริมสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (One Tambon One Product: OTOP) ที่ประกวดประขันกันทุกจังหวัดแล้ว คือการใช้จุดเด่นของจังหวัดในด้านภูมิศาสตร์ พัฒนาให้หนองคายเป็นครัวโลกด้านผักผลไม้ที่ปลูกได้ทุกชนิด ตลอดจนการปลูกพืชสมุนไพรและสวนพฤกษชาติ ควบคู่กับเป้าหมายในการตั้งโรงงานปุ๋ยอินทรีย์ ๖ แห่ง เพื่อใช้ในการส่งเสริมแผนงานนี้ โดยเฉพาะยางพาราซึ่งหนองคายมีพื้นที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือถึง ๒๕๐,๐๐๐ ไร่
การค้าชายแดน
แม้หนองคายเป็นเมืองชายแดน แต่ที่ผ่านมามีแต่หันหน้าหากรุงเทพฯ หันหลังให้ต่างประเทศ น่าจะไปลาวและจีนตอนใต้อีกทางหนึ่ง จึงตั้งคณะทำงานชายแดน ฝ่ายไทยมี ๗ คน มาจากหัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์ ตำรวจ ทหาร เกษตรฯ ศึกษาฯ พาณิชย์ และสำนักงานจังหวัด ฝ่ายลาวอีก ๗ คน รวมเป็น ๑๔ คน ให้ความสำคัญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ต้องมาก่อน เมื่อชอบพอกันแล้ว เรื่องอื่น ๆ ก็พูดกันได้ ถัดไปเป็นเรื่องความปลอดภัย ความมั่นคง ยาเสพติด แรงงานต่างด้าว และการค้าขาย ส่วนแผนงานสำคัญในเรื่องการค้าชายแดน คือ การจัดตั้งเขตปลอดอากร จัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษอุดรธานี-หนองคาย-เวียงจันทน์ จัดหาพื้นที่ตรวจสินค้าแห่งใหม่ของด่านศุลกากร และจัดสร้างด่านพรมแดนพร้อมท่าเทียบเรือแพขนานยนต์ที่อำเภอบึงกาฬ
การท่องเที่ยว
งาน ใหญ่คือการจับมือกับ ดร. จิตสันติ ธนะโสภณ ผู้ว่าการ การรถไฟแห่งประเทศไทย ใช้บริเวณสถานีรถไฟเก่าก่อสร้างพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำจืด (Aquarium) มูลค่า ๓๓๗ ล้านบาท เพื่ออนุรักษ์พันธุ์ปลาในแม่น้ำโขงที่เหลืออยู่ ๕๘๐ สายพันธุ์ ไม่ให้หดหาย คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี ๒๕๕๐
อีกงานหนึ่งเป็นการก่อสร้าง ศูนย์ OTOP เพื่อเป็นแหล่งกลางในการเผยแพร่และจำหน่ายสินค้าทุกตำบลของจังหวัดฯ และ ASEAN ข้างศาลากลาง เนื้อที่ ๕ ไร่ มีทั้งสินค้าบ้านเรา สินค้าบ้านเขา คือ จีน และสิบสองปันนา มูลค่ากว่า ๔๐ ล้านบาท
ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้คน ต่างชาติและต่างถิ่นได้สัมผัสวิถีชีวิตแบบไทย ๆ ของชาวหนองคายด้วยการพัฒนาที่พักในบ้าน (Home stay) กระจายไปทั่วอำเภอที่อยู่ริมแม่น้ำโขง เพื่อบริการนักท่องเที่ยวที่นิยมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
และที่ถึง ขั้นผลิตคู่มือกันเลยก็คือ ส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างหนองคายกับเวียงจันทน์ แบบว่า มา ๑ จังหวัด ได้เที่ยว ๒ ประเทศ ทำนองนั้น
๐ ๐ ๐
ทั้งหมดที่ว่ามานี้ ประเด็นอยู่ที่การสื่อสารให้ทุกฝ่ายได้รับรู้ข่าวสาร เข้าใจ ยอมรับ และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือ
ที่ นี่ใช้วิธีการสื่อสารค่อนข้างหลากหลาย ทั้งระดับบุคคล ระดับกลุ่ม ไปจนถึงระดับมวลชน มีทั้งที่ผู้ว่าฯ เข้าไปหา และยกขบวนกันมาพบ ตลอดจนการสื่อสารที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ
ทุกเช้าวันเสาร์หลัง รายการ 'นายกฯ พบประชาชน' ที่หนองคายมีรายการ 'บ้านเมืองน่าอยู่' ทางวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย FM ๙๐.๕ เมกะเฮิรตซ์ เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๐.๐๐ น. ผู้ว่าฯ วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ พูดใส
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 163
่ไมโครโฟนคุยกับชาวบ้านให้ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร มีการบอกเล่าเก้าสิบ พร้อมเปิดสายท้ายรายการให้สอบถามและร้องเรียนอีกด้วย
ทุก ครั้งเมื่อกลับจากประชุมที่กรุงเทพฯ วันรุ่งขึ้น หัวหน้าส่วนราชการและนายอำเภอจะรับรู้เรื่องราวที่ไปประชุมมา วันถัดไป กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์การบริหารส่วนตำบล จะรับรู้ข่าวสารผ่านหัวหน้าส่วนราชการและนายอำเภอ และวันที่สาม ประชาชนในแต่ละท้องถิ่นจะรับรู้ข่าวสารจากกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์การบริหารส่วนตำบล
แล้วยังเปิด 'สภากาแฟ' อีกเดือนละ ๒ ครั้ง เวลา ๐๗.๐๐ - ๐๘.๓๐ น. ให้หัวหน้าส่วนราชการ ส่วนท้องถิ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 64
่น และภาคเอกชน ได้แสดงความคิดเห็นร่วมกัน นอกเหนือจากวารสาร 'เรารักหนองคาย' รายเดือน และแผ่นพับต่าง ๆ มากมาย ฯลฯ
ไม่มีท้องที่ใดปราศจากอิทธิพล แต่เมื่อคนหลายฝ่ายในท้องที่นั้นสามารถเข้าถึงกัน โดยมีเวทีให้พบปะพูดจากัน ความกดดันถ้ามีก็จะน้อยลง
เครือข่ายภาคประชาชนที่มีความพร้อมด้านข้อมูลข่าวสารยังช่วยให้การปฏิบัติงานภาครัฐเกิด 'ธรรมบริหาร' อีกทางหนึ่งด้วย
ที่ นี่มีรายชื่อผู้ยากจนในบัญชีกว่า ๘,๐๐๐ คน ฝันของผู้ว่าฯ วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ คือ ศูนย์กลางด้านการค้าและบันเทิงมูลค่ากว่า ๔,๐๐๐ ล้านบาท ที่ภาคเอกชนให้ความสนใจเพราะอยู่ใกล้ลาว ถ้าเกิดขึ้นจริงเมื่อใด แทบจะล้างบัญชียากจน เพราะคนมีงานทำกันทั่วถ้วน
๐ ๐ ๐
ชีวิตส่วนตัว สมรสกับวิไลพร วิรัตน์จันทร์ อดีตพนักงานสาขาอำเภอเกษตรวิสัย ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อ ๑๗ มีนาคม ๒๕๑๘
เบญจพล สวัสดิ์พาณิชย์ บุตรคนโต อายุ ๒๓ ปี ภาควิชาโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ปีสุดท้าย
เบญจรงค์ สวัสดิ์พาณิชย์ บุตรคนเล็ก อายุ ๑๘ ปี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปี ๒
ข้อคิดที่ วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ เขียนไว้ในทำเนียบรุ่น วปรอ. ๔๔๑๔ ก็คือ ...
"จะเก่ง จะดี จะชั่ว อยู่ที่ตัวสร้างขึ้นมาเอง"

บรรดาพ่อค้าแม่ขายครั้นรู้ว่ารองผู้ว่าฯ ผูกเสี่ยวกัน ก็ดีใจ ให้ความเคารพนับถือ
เมื่อเป็นพวกเดียวกันแล้ว "ทำแบบนี้ต่อไปไม่ได้ มาอยู่ที่นี่ต้องไว้หน้าพ่อ" รองผู้ว่าฯ คนร้อยเอ็ดขอกันตรง ๆ
จาก นั้น จัดแจงรวมกลุ่มตั้งชมรมชาวอีสานในจังหวัดภูเก็ต หลังอยู่ที่นี่ได้ ๑ ปี อันเป็นช่วงที่จเด็จ อินสว่าง มาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดแทนพีระพงศ์ จำนงเฉลิมฉัตร
แล้วรับเป็นประธานชมรมฯ คนแรก อันทำให้รู้ว่าที่นี่มีชาวอีสานกว่า ๒๐,๐๐๐ คน
สมมติเล่น ๆ ถ้าทุกคนโอนทะเบียนบ้านไปอยู่ภูเก็ตเมื่อใด มีโอกาสเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้แล้ว ๑ คน
โดย: teapatyost341455@hotmail.com [19 มี.ค. 51 20:50> ( IP A:61.7.191.119 X: )
ความคิดเห็นที่ 66
หลักฐานทางโบราณคดีที่พบในสมัยพุทธศตวรรษที่ 11–13 คือเหรียญเงินเส้นผ่าศูนย์กลาง 19 ม.ม. พบที่นครปฐม และอู่ทองนั้น พบว่ามีอักษรจารึกไว้ว่า “ศรีทวารวดีศวร”และ มีรูปหม้อน้ำกลศอยู่อีกด้านหนึ่ง ทำให้เชื่อได้ว่า ชนชาติมอญโบราณ ได้ตั้งอาณาจักรทวารวดี (บางแห่งเรียกทวาราวดี) ขึ้นในภาคกลางของดินแดนสุวรรณภูมิ

มีศูนย์กลางที่เมืองนครปฐมโบราณ (ลุ่มแม่น้ำท่าจีนหรือนครชัยศรี) กับเมืองอู่ทองและเมืองละโว้ (ลพบุรี) ต่อมาได้ขยายอำนาจขึ้นไป ถึงเมืองหริภุญชัยหรือลำพูน มีหลักฐานเล่าไว้ว่า ราว พ.ศ. 1100 พระนางจามเทวี ราชธิดาของเจ้าเมืองลวปุระหรือละโว้ลพบุรี ได้อพยพผู้คนขึ้นไปตั้งเมืองหริภุญชัยที่ลำพูน ส่วนที่เมืองนครปฐมนั้นมีการพบ พระปฐมเจดีย์ และมีการพบจารึกภาษาปัลลวะ บาลี สันสกฤต และ ภาษามอญ ที่บริเวณพระปฐมเจดีย์และบริเวณใกล้เคียง พบจารึก ภาษามอญ อักษรปัลลวะ บันทึกเรื่องการสร้างพระพุทธรูป เสาหงส์ วิหาร และแนวต้นมะพร้าวเป็นอาณาเขตพระอารามที่วัดโพธิ์ร้าง จังหวัดนครปฐม อายุราว พ.ศ. 1200 (ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์พระปฐมเจดีย์) และพบ จารึกมอญ ที่ลำพูนอายุราว พ.ศ. 1628 (ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ หริภุญไชย จังหวัดลำพูน)

ต่อมาอาณาจักรขอมหลังจากพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สวรรคตใน พ.ศ. 1732 อำนาจก็เริ่มเสื่อมลง รวมถึงให้พ่อขุนบางกลางหาว ที่สถาปนาเป็น พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ และประกาศตั้งอาณาจักรสุโขทัย เป็นอิสระจากการปกครองของขอม พ่อขุนรามคำแหง พระราชโอรสของขุนศรีอินทราทิตย์ ได้ครองราชย์และทรงดัดแปลงอักษรขอมและ มอญ มาประดิษฐเป็นลายสือไทย

ด้านจารึกภาษามอญ บนใบลานนั้น พบมากมายตาม หมู่บ้านมอญ ในประเทศไทย ส่วนที่ประเทศพม่าพบมากตาม หมู่บ้านมอญในเมืองสะเทิมและเมืองไจก์ขมี ซึ่งมีการคัดลอกและรวบรวมนำมาเก็บไว้ ที่หอสมุดแห่งชาติเมืองย่างกุ้ง และที่ห้องสมุดมอญเมืองเมาะลำไย นอกจากนี้กองโบราณคดีและกองวัฒนธรรม ยังได้จัดพิมพ์วรรณกรรม ชาดก ตำรามอญ และเคยมีการริเริ่มจัดพิมพ์พจนานุกรมมอ
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 164
ญ-พม่าอีกด้วย

[แก้> มอญอพยพ
ทุก วันนี้ ชนชาติมอญ ไม่มีอาณาเขตประเทศปกครองตนเอง เนื่องจากตกอยู่ในภาวะสงคราม และการแย่งชิงราชสมบัติกันเอง และการรุกรานของพม่า ชาวมอญอยู่อย่างแสนสาหัส ถูกกดขี่รีดไถ การเกณฑ์แรงงานก่อสร้าง ทำไร่นาหาเสบียงเพื่อการสงคราม และเกณฑ์เข้ากองทัพ โดยเฉพาะสงครามในปี พ.ศ. 2300 เป็นสงครามครั้งสุดท้าย ที่คนมอญพ่ายแพ้แก่พม่าอย่างราบคาบ ชาวมอญส่วนหนึ่งจึงอพยพโยกย้ายเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนในเมืองไทยหลายต่อหลายครั้ง เท่าที่มีการจดบันทึกเอาไว้รวมทั้งสิ้น 9 ครั้ง

ครั้งที่ 1 เมื่อ พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ตีหงสาวดีแตกใน พ.ศ. 2082 ชาวมอญจำนวนมากหนีเข้ามากรุงศรีอยุธยา พระเจ้าแผ่นดินโปรดฯให้ตั้งบ้านเรือนอยู่แถบตัวเมืองกรุงศรีอยุธยาชั้นนอก พระยาเกียรติพระยารามและครัวเรือน ให้ตั้งบ้านเรือนอยู่แถบตัวเมืองชั้นใน ใกล้พระอารามวัดขุนแสน และเมื่อถึง พ.ศ. 2084 ราชวงศ์ตองอูตีเมืองเมาะตะมะแตก มีการฆ่าฟันชาวมอญลงขนาดใหญ่ ก็เข้าใจว่ามีมอญหนีเข้ามาสู่กรุงศรีอยุธยาอีก ถือเป็นระลอกแรกของมอญอพยพ

ครั้ง ที่ 2 เมื่อพระนเรศวรเสด็จไปพม่าเมื่อคราวพระเจ้าบุเรงนองสิ้นพระชนม์ แล้วประกาศเอกราช ทรงชักชวนมอญที่เข้าสวามิภักดิ์ ให้อพยพเข้ามาพร้อมกัน ราว พ.ศ. 2127 ในการอพยพครั้งนี้ไม่ปรากฏว่าพระเจ้าแผ่นดินโปรดฯ ให้ตั้งบ้านเรือนที่ใด แต่คาดว่าคงเป็นย่านเดียวกับการอพยพคราวแรก

ครั้ง ที่ 3 เกิดขึ้นเมื่อหงสาวดีถูกยะไข่ทำลายใน พ.ศ. 2138 ครั้งนี้ก็มีการอพยพใหญ่ของ มอญ มาทางตะวันออกเข้าสู่ดินแดนของกรุงศรีอยุธยาอีก

ครั้งที่ 4 หลังจากที่ราชวงศ์ตองอูย้ายราชธานีไปอยู่ที่อังวะ หลังจากหงสาวดีถูกทำลายแล้ว พวกมอญ ตั้งอำนาจขึ้นใหม่ในดินแดนของตน ต่อมา ถึงรัชกาลพระเจ้านอกเปกหลุน พม่าจึงยกทัพมาปราบพวกมอญอีกใน พ.ศ. 2156 ทำให้เกิดการอพยพของมอญเข้าสู่กรุงศรีอยุธยาอีก หลักฐานบางแห่งกล่าวว่า มอญ กลุ่มนี้ได้รับอนุญาตให้ตั้งภูมิลำเนาอยู่ตามแนวชายแดนไทย

ครั้งที่ 5 ใน พ.ศ. 2204 หรือ 2205 พวกมอญในเมืองเมาะตะมะก่อการกบฎขึ้นอีก แต่ถูกพม่าปราบลงได้ จึงต้องอพยพหนีเข้ากรุงศรีอยุธยาอีกระลอกหนึ่ง ผ่านทางด่านเจดีย์สามองค์ เข้าใจว่ากลุ่มนี้สัมพันธ์กับกลุ่มมอญที่ตั้งอยู่ชายแดน

ครั้งที่ 6 หลังจากที่มอญสามารถตั้งอาณาจักรของตนขึ้นได้ใหม่ในปลายราชวงศ์ตองอู แล้วยกกำลังไปตีกรุงอังวะแตก อลองพญารวบรวมกำลังพม่าแล้วลุกขึ้นต่อสู้จนในที่สุดก็ตั้งราชวงศ์อลองพญาได้ และใน พ.ศ. 2300 ก็สามารถตีหงสาวดีได้อีก นโยบายของราชวงศ์นี้คือ กลืน มอญ ให้เป็นพม่าโดยวิธีรุนแรง จึงมีชาวมอญอพยพหนีมาสู่เมืองไทยอีกหลาย ระลอก รวมทั้งกลุ่มที่หนีขึ้นเหนือไปสู่ล้านนา และเรียกกันว่าพวก “เม็ง” ในปัจจุบันนี้

ครั้งที่ 7 ใน พ.ศ. 2316 ตรงกับแผ่นดินกรุงธนบุรี มอญก่อกบฎในย่างกุ้ง พม่าปราบปรามอย่างทารุณแล
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 67
้วเผาย่างกุ้งจนราบเรียบ ทำให้มอญอพยพเข้าไทยอีก พระเจ้าตากสินทรงโปรดฯ ให้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ปากเกร็ด ซึ่งทำให้เกิดกลุ่มมอญเก่า (พระยารามัญวงศ์) และมอญใหม่ (พระยาเจ่ง) คนที่นับตัวเองเป็น มอญ ในปัจจุบันล้วนอพยพเข้ามาจากระลอกนี้ หรือหลังจากนี้ทั้งนั้น ส่วน มอญ ที่อพยพก่อนหน้านี้กลืนหายเป็นไทยไปหมด แม้แต่กลุ่มที่อยู่ตามชายแดนแถบเมืองกาญจนบุรี

ครั้งที่ 8 พ.ศ. 2336 เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 ยึดเมืองทวายได้ แต่รักษาไว้ไม่ได้ ต้องถอยกลับเข้าไทย ก็นำเอาพวกมอญโดยเฉพาะที่เป็นพวกหัวหน้าเข้ามาอีก

ครั้งที่ 9 พ.ศ. 2357 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 เมื่อ มอญ ไม่พอใจที่ถูกพม่าเกณฑ์แรงงานก่อสร้างพระเจดีย์ ก่อกบฎที่เมืองเมาะตะมะ ถูกพม่าปราบ ต้องหนีเข้าไทยเป็นระลอกใหญ่มาก ราว 40,000 คนเศษ เจ้าฟ้ามงกุฎ (ต่อมาคือรัชกาลที่ 4) เสด็จเป็นแม่กองพร้อมด้วยกรมหลวงพิทักษ์มนตรี ออกไปรับถึงชายแดน พวกนี้มาตั้งรกรากที่สามโคก (ปทุมธานี) ปากเกร็ด และพระประแดง มอญที่อพยพเข้ามาครั้งนี้เรียกกันว่ามอญใหม่[7>

[แก้> ชุมชนมอญ
ชาว มอญได้อพยพมาพำนักอยู่ประเทศไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระยาเกียรติและพระยารามขุนนางมอญที่มีความดีความชอบในราชการและกลุ่มญาติ พี่น้องได้รับพระราชทานที่ดินตั้งบ้านเรือน ณ บ้านขมิ้น ซึ่งได้แก่บริเวณวัดขุนแสนในปัจจุบัน มอญในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ทั้งกลุ่มชาวมอญเก่าที่อยู่มาแต่เดิมและกลุ่มมอญใหม่ได้รับพระราชทานที่ดิน ให้ตั้งชุมชนอยู่ชานกรุงศรีอยุธยาบริเวณวัดตองปุและคลองคูจาม

นอกจาก นี้ยังมีการกล่าวถึงกลุ่มชาวมอญที่มีอาชีพฆ่าเป็ดไก่ขายที่ตลาดวัดวัวควาย และมีตลาดมอญขายขัน ถาดทองเหลือง ซึ่งเป็นทั้งตลาดสดด้วย ตั้งอยู่ภายนอกกำแพงเมืองด้านใต้ บริเวณปากคลองเกาะแก้วมีชาวมอญบรรทุกมะพร้าว ไม้แสมทะล และเกลือมาจำหน่า
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 165


ในสงครามเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 2 ผู้นำชุมชนชาวมอญในกรุงศรีอยุธยาคือสุกี้พระนายกอง ได้อาสากองทัพพม่าทำสงครามกับอยุธยา และรวบรวมกองทัพมอญได้ถึง 2,000 คน[8> ในปัจจุบันแม้จะไม่มีชุมชนของผู้สืบเชื้อสายมอญภายในกรุงศรีอยุธยาอยู่ใน บริเวณที่กล่าวถึงในประวัติศาสตร์แต่ก็ยังมีชุมชนมอญและกลุ่มวัฒนธรรมมอญ กระจายอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาจากพระนครศรีอยุธยาลงมาจนถึง กรุงเทพฯหลายชุมชน ชาวมอญได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ทั่วไปตามที่ราบลุ่มริมน้ำภาคกลาง ได้แก่ ลพบุรี สระบุรี อยุธยา นครปฐม กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง นครนายก ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรสงคราม สมุทรปราการ สมุทรสาคร กรุงเทพฯ ฉะเชิงเทรา เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และบางส่วนตั้งภูมิลำเนาอยู่แถบภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี ทางภาคอีสาน ได้แก่ นครราชสีมา มีบ้างเล็กน้อยที่อพยพลงใต้ อย่าง ชุมพร สุราษฎร์ธานี โดยมากเป็นแหล่งที่พระเจ้าแผ่นดินทรงโปรดฯ พระราชทานที่ดินทำกินให้แต่แรกอพยพเข้ามา

ชุมชนมอญในประเทศไทย[9>

มอญบางจะเกร็ง จ.สมุทรสงคราม
มอญบางปลา จ.สมุทรสาคร
มอญบ้านเก่า จ.อุทัยธานี
มอญสลุย จ.ชุมพร
มอญหนองดู่ จ.ลำพูน
บ้านมอญ จ.นครสวรรค์
มอญบางไส้ไก่ กรุงเทพฯ
มอญบ้านโป่ง-โพธาราม จ.ราชบุรี
มอญกระทุ่มมืด จ.นครปฐม
มอญสามโคก จ.ปทุมธานี
มอญบ้านเสากระโดง จ.อยุธยา
คลองมอญ กรุงเทพฯ
สะพานมอญ กรุงเทพฯ
มอญปากเกร็ด จ.นนทบุรี
มอญบางกระดี่ กรุงเทพ
มอญบางขันหมาก จ.ลพบุรี
มอญคลองสิบสี่ (มอญหนองจอก) กรุงเทพฯ
มอญลาดกระบัง กรุงเทพฯ
มอญปากลัด (มอญพระประแดง) จ.สมุทรปราการ
มอญเกาะเกร็ด จ.นนทบุรี
มอญ จ.สมุทรสาคร
มอญเกาะรัตนโกสินทร์ กรุงเทพฯ
มอญปทุมธานี จ.ปทุมธานี
โดย: Dk_songza@hotmail.com [20 ก.ย. 53 17:50> ( IP A:119.42.80.119 X: )
ความคิดเห็นที่ 68
หลักฐานทางโบราณคดีที่พบในสมัยพุทธศตวรรษที่ 11–13 คือเหรียญเงินเส้นผ่าศูนย์กลาง 19 ม.ม. พบที่นครปฐม และอู่ทองนั้น พบว่ามีอักษรจารึกไว้ว่า “ศรีทวารวดีศวร”และ มีรูปหม้อน้ำกลศอยู่อีกด้านหนึ่ง ทำให้เชื่อได้ว่า ชนชาติมอญโบราณ ได้ตั้งอาณาจักรทวารวดี (บางแห่งเรียกทวาราวดี) ขึ้นในภาคกลางของดินแดนสุวรรณภูมิ

มีศูนย์กลางที่เมืองนครปฐมโบราณ (ลุ่มแม่น้ำท่าจีนหรือนครชัยศรี) กับเมืองอู่ทองและเมืองละโว้ (ลพบุรี) ต่อมาได้ขยายอำนาจขึ้นไป ถึงเมืองหริภุญชัยหรือลำพูน มีหลักฐานเล่าไว้ว่า ราว พ.ศ. 1100 พระนางจามเทวี ราชธิดาของเจ้าเมืองลวปุระหรือละโว้ลพบุรี ได้อพยพผู้คนขึ้นไปตั้งเมืองหริภุญชัยที่ลำพูน ส่วนที่เมืองนครปฐมนั้นมีการพบ พระปฐมเจดีย์ และมีการพบจารึกภาษาปัลลวะ บาลี สันสกฤต และ ภาษามอญ ที่บริเวณพระปฐมเจดีย์และบริเวณใกล้เคียง พบจารึก ภาษามอญ อักษรปัลลวะ บันทึกเรื่องการสร้างพระพุทธรูป เสาหงส์ วิหาร และแนวต้นมะพร้าวเป็นอาณาเขตพระอารามที่วัดโพธิ์ร้าง จังหวัดนครปฐม อายุราว พ.ศ. 1200 (ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์พระปฐมเจดีย์) และพบ จารึกมอญ ที่ลำพูนอายุราว พ.ศ. 1628 (ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ หริภุญไชย จังหวัดลำพูน)

ต่อมาอาณาจักรขอมหลังจากพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สวรรคตใน พ.ศ. 1732 อำนาจก็เริ่มเสื่อมลง รวมถึงให้พ่อขุนบางกลางหาว ที่สถาปนาเป็น พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ และประกาศตั้งอาณาจักรสุโขทัย เป็นอิสระจากการปกครองของขอม พ่อขุนรามคำแหง พระราชโอรสของขุนศรีอินทราทิตย์ ได้ครองราชย์และทรงดัดแปลงอักษรขอมและ มอญ มาประดิษฐเป็นลายสือไทย

ด้านจารึกภาษามอญ บนใบลานนั้น พบมากมายตาม หมู่บ้านมอญ ในประเทศไทย ส่วนที่ประเทศพม่าพบมากตาม หมู่บ้านมอญในเมืองสะเทิมและเมืองไจก์ขมี ซึ่งมีการคัดลอกและรวบรวมนำมาเก็บไว้ ที่หอสมุดแห่งชาติเมืองย่างกุ้ง และที่ห้องสมุดมอญเมืองเมาะลำไย นอกจากนี้กองโบราณคดีและกองวัฒนธรรม ยังได้จัดพิมพ์วรรณกรรม ชาดก ตำรามอญ และเคยมีการริเริ่มจัดพิมพ์พจนานุกรมมอญ-พม่าอีกด้วย

[แก้> มอญอพยพ
ทุก วันนี้ ชนชาติมอญ ไม่มีอาณาเขตประเทศปกครองตนเอง เนื่องจากตกอยู่ในภาวะสงคราม และการแย่งชิงราชสมบัติกันเอง และการรุกรานของพม่า ชาวมอญอยู่อย่างแสนสาหัส ถูกกดขี่รีดไถ การเกณฑ์แรงงานก่อสร้าง ทำไร่นาหาเสบียงเพื่อการสงคราม และเกณฑ์เข้ากองทัพ โดยเฉพาะสงครามในปี พ.ศ. 2300 เป็นสงครามครั้งสุดท้าย ที่คนมอญพ่ายแพ้แก่พม่าอย่างราบคาบ ชาวมอญส่วนหนึ่งจึงอพยพโยกย้ายเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนในเมืองไทยหลายต่อหลายครั้ง เท่าที่มีการจดบันทึกเอาไว้รวมทั้งสิ้น 9 ครั้ง

ครั้งที่ 1 เมื่อ พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ตีหงสาวดีแตกใน พ.ศ. 2082 ชาวมอญจำนวนมากหนีเข้ามากรุงศรีอยุธยา พระเจ้าแผ่นดินโปรดฯให้ตั้งบ้านเรือนอยู่แถบตัวเมืองกรุงศรีอยุธยาชั้นนอก พระย
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 166
าเกียรติพระยารามและครัวเรือน ให้ตั้งบ้านเรือนอยู่แถบตัวเมืองชั้นใน ใกล้พระอารามวัดขุนแสน และเมื่อถึง พ.ศ. 2084 ราชวงศ์ตองอูตีเมืองเมาะตะมะแตก มีการฆ่าฟันชาวมอญลงขนาดใหญ่ ก็เข้าใจว่ามีมอญหนีเข้ามาสู่กรุงศรีอยุธยาอีก ถือเป็นระลอกแรกของมอญอพยพ

ครั้ง ที่ 2 เมื่อพระนเรศวรเสด็จไปพม่าเมื่อคราวพระเจ้าบุเรงนองสิ้นพระชนม์ แล้วประกาศเอกราช ทรงชักชวนมอญที่เข้าสวามิภักดิ์ ให้อพยพเข้ามาพร้อมกัน ราว พ.ศ. 2127 ในการอพยพครั้งนี้ไม่ปรากฏว่าพระเจ้าแผ่นดินโปรดฯ ให้ตั้งบ้านเรือนที่ใด แต่คาดว่าคงเป็นย่านเดียวกับการอพยพคราวแรก

ครั้ง ที่ 3 เกิดขึ้นเมื่อหงสาวดีถูกยะไข่ทำลายใน พ.ศ. 2138 ครั้งนี้ก็มีการอพยพใหญ่ของ มอญ มาทางตะวันออกเข้าสู่ดินแดนของกรุงศรีอยุธยาอีก

ครั้งที่ 4 หลังจากที่ราชวงศ์ตองอูย้ายราชธานีไปอยู่ที่อังวะ หลังจากหงสาวดีถูกทำลายแล้ว พวกมอญ ตั้งอำนาจขึ้นใหม่ในดินแดนของตน ต่อมา ถึงรัชกาลพระเจ้านอกเปกหลุน พม่าจึงยกทัพมาปราบพวกมอญอีกใน พ.ศ. 2156 ทำให้เกิดการอพยพของมอญเข้าสู่กรุงศรีอยุธยาอีก หลักฐานบางแห่งกล่าวว่า มอญ กลุ่มนี้ได้รับอนุญาตให้ตั้งภูมิลำเนาอยู่ตามแนวชายแดนไทย

ครั้งที่ 5 ใน พ.ศ. 2204 หรือ 2205 พวกมอญในเมืองเมาะตะมะก่อการกบฎขึ้นอีก แต่ถูกพม่าปราบลงได้ จึงต้องอพยพหนีเข้ากรุงศรีอยุธยาอีกระลอกหนึ่ง ผ่านทางด่านเจดีย์สามองค์ เข้าใจว่ากลุ่มนี้สัมพันธ์กับกลุ่มมอญที่ตั้งอยู่ชายแดน

ครั้งที่ 6 หลังจากที่มอญสามารถตั้งอาณาจักรของตนขึ้นได้ใหม่ในปลายราชวงศ์ตองอู แล้วยกกำลังไปตีกรุงอังวะแตก อลองพญารวบรวมกำลังพม่าแล้วลุกขึ้นต่อสู้จนในที่สุดก็ตั้งราชวงศ์อลองพญาได้ และใน พ.ศ. 2300 ก็สามารถตีหงสาวดีได้อีก นโยบายของราชวงศ์นี้คือ กลืน มอญ ให้เป็นพม่าโดยวิธีรุนแรง จึงมีชาวมอญอพยพหนีมาสู่เมืองไทยอีกหลาย ระลอก รวมทั้งกลุ่มที่หนีขึ้นเหนือไปสู่ล้านนา และเรียกกันว่าพวก “เม็ง” ในปัจจุบันนี้

ครั้งที่ 7 ใน พ.ศ. 2316 ตรงกับแผ่นดินกรุงธนบุรี มอญก่อกบฎในย่างกุ้ง พม่าปราบปรามอย่างทารุณแล
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 69
้วเผาย่างกุ้งจนราบเรียบ ทำให้มอญอพยพเข้าไทยอีก พระเจ้าตากสินทรงโปรดฯ ให้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ปากเกร็ด ซึ่งทำให้เกิดกลุ่มมอญเก่า (พระยารามัญวงศ์) และมอญใหม่ (พระยาเจ่ง) คนที่นับตัวเองเป็น มอญ ในปัจจุบันล้วนอพยพเข้ามาจากระลอกนี้ หรือหลังจากนี้ทั้งนั้น ส่วน มอญ ที่อพยพก่อนหน้านี้กลืนหายเป็นไทยไปหมด แม้แต่กลุ่มที่อยู่ตามชายแดนแถบเมืองกาญจนบุรี

ครั้งที่ 8 พ.ศ. 2336 เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 ยึดเมืองทวายได้ แต่รักษาไว้ไม่ได้ ต้องถอยกลับเข้าไทย ก็นำเอาพวกมอญโดยเฉพาะที่เป็นพวกหัวหน้าเข้ามาอีก

ครั้งที่ 9 พ.ศ. 2357 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 เมื่อ มอญ ไม่พอใจที่ถูกพม่าเกณฑ์แรงงานก่อสร้างพระเจดีย์ ก่อกบฎที่เมืองเมาะตะมะ ถูกพม่าปราบ ต้องหนีเข้าไทยเป็นระลอกใหญ่มาก ราว 40,000 คนเศษ เจ้าฟ้ามงกุฎ (ต่อมาคือรัชกาลที่ 4) เสด็จเป็นแม่กองพร้อมด้วยกรมหลวงพิทักษ์มนตรี ออกไปรับถึงชายแดน พวกนี้มาตั้งรกรากที่สามโคก (ปทุมธานี) ปากเกร็ด และพระประแดง มอญที่อพยพเข้ามาครั้งนี้เรียกกันว่ามอญใหม่[7>

[แก้> ชุมชนมอญ
ชาว มอญได้อพยพมาพำนักอยู่ประเทศไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระยาเกียรติและพระยารามขุนนางมอญที่มีความดีความชอบในราชการและกลุ่มญาติ พี่น้องได้รับพระราชทานที่ดินตั้งบ้านเรือน ณ บ้านขมิ้น ซึ่งได้แก่บริเวณวัดขุนแสนในปัจจุบัน มอญในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ทั้งกลุ่มชาวมอญเก่าที่อยู่มาแต่เดิมและกลุ่มมอญใหม่ได้รับพระราชทานที่ดิน ให้ตั้งชุมชนอยู่ชานกรุงศรีอยุธยาบริเวณวัดตองปุและคลองคูจาม

นอกจาก นี้ยังมีการกล่าวถึงกลุ่มชาวมอญที่มีอาชีพฆ่าเป็ดไก่ขายที่ตลาดวัดวัวควาย และมีตลาดมอญขายขัน ถาดทองเหลือง ซึ่งเป็นทั้งตลาดสดด้วย ตั้งอยู่ภายนอกกำแพงเมืองด้านใต้ บริเวณปากคลองเกาะแก้วมีชาวมอญบรรทุกมะพร้าว ไม้แสมทะล และเกลือมาจำหน่าย

ใน สงครามเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 2 ผู้นำชุมชนชาวมอญในกรุงศรีอยุธยาคือสุกี้พระนายกอง ได้อาสากองทัพพม่าทำสงครามกับอยุธยา และรวบรวมกองทัพมอญได้ถึง 2,000 คน[8> ในปัจจุบันแม้จะไม่มีชุมชนของผู้สืบเชื้อสายมอญภายในกรุงศรีอยุธยาอยู่ใน บริเวณที่กล่าวถึงในประวัติศาสตร์แต่ก็ยังมีชุมชนมอญและกลุ่มวัฒนธรรมมอญ กระจายอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาจากพระนครศรีอยุธยาลงมาจนถึง กรุงเทพฯหลายชุมชน ชาวมอญได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ทั่วไปตามที่ราบลุ่มริมน้ำภาคกลาง ได้แก่ ลพบุรี สระบุรี อยุธยา นครปฐม กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง นครนายก ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรสงคราม สมุทรปราการ สมุทรสาคร กรุงเทพฯ ฉะเชิงเทรา เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และบางส่วนตั้งภูมิลำเนาอยู่แถบภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปา
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 167
ง ตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี ทางภาคอีสาน ได้แก่ นครราชสีมา มีบ้างเล็กน้อยที่อพยพลงใต้ อย่าง ชุมพร สุราษฎร์ธานี โดยมากเป็นแหล่งที่พระเจ้าแผ่นดินทรงโปรดฯ พระราชทานที่ดินทำกินให้แต่แรกอพยพเข้ามา

ชุมชนมอญในประเทศไทย[9>

มอญบางจะเกร็ง จ.สมุทรสงคราม
มอญบางปลา จ.สมุทรสาคร
มอญบ้านเก่า จ.อุทัยธานี
มอญสลุย จ.ชุมพร
มอญหนองดู่ จ.ลำพูน
บ้านมอญ จ.นครสวรรค์
มอญบางไส้ไก่ กรุงเทพฯ
มอญบ้านโป่ง-โพธาราม จ.ราชบุรี
มอญกระทุ่มมืด จ.นครปฐม
มอญสามโคก จ.ปทุมธานี
มอญบ้านเสากระโดง จ.อยุธยา
คลองมอญ กรุงเทพฯ
สะพานมอญ กรุงเทพฯ
มอญปากเกร็ด จ.นนทบุรี
มอญบางกระดี่ กรุงเทพ
มอญบางขันหมาก จ.ลพบุรี
มอญคลองสิบสี่ (มอญหนองจอก) กรุงเทพฯ
มอญลาดกระบัง กรุงเทพฯ
มอญปากลัด (มอญพระประแดง) จ.สมุทรปราการ
มอญเกาะเกร็ด จ.นนทบุรี
มอญ จ.สมุทรสาคร
มอญเกาะรัตนโกสินทร์ กรุงเทพฯ
มอญปทุมธานี จ.ปทุมธานี
โดย: Dk_songza@hotmail.com [20 ก.ย. 53 17:53> ( IP A:119.42.80.119 X: )

โดย: io [26 มิ.ย. 54 11:17> ( IP A:125.25.121.165 X: )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 168
ถนนสายท่องเที่ยวในวันเดียว เมืองคนสวยโพธารามและเมืองคนงามบ้านโป่ง เริ่มตั้งแต่ บึงกระจับ-สระน้ำโกสินารายณ์-พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง-วัดใหญ่นคร ชุมน์-บึงวังมะนาว--วัดขนอนหนังใหญ่-วัดคงคาราม
การเดินทางจากกรุงเทพใช้ เส้นทางถนนเพชรเกษม หรือถนนบรมราชชนนี (ปิ่นเกล้า-นครชัยศรี) เมื่อถึงจังหวัดนครปฐม ผ่านแยกสะพานลอยเข้าเมืองนครปฐม ให้ขับชิดขวาลอดใต้สะพานผ่านจังหวัดนครปฐม มุ่งหน้าไปจังหวัดราชบุรี จากนั้นเมื่อผ่านแยกสะพานลอยเข้าเมืองบ้านโป่ง ให้ชิดซ้ายข้ามสะพานลอยเข้าเมืองบ้านโป่ง ไปตามทางประมาณ 1 กิโลเมตร ก่อนถึงสามแยกกระจับ ด้านขวามือ ก็จะถึงบึงกระจับ หรือถ้าขับผ่านเลยไปอีก 9 กิโลเมตร ข้ามทางรถไฟจะถึงสามแยกเข้าตัวเมืองบ้านโป่ง ไม่ต้องเข้าตัวเมืองให้ขับตรงไป จนกระทั่งถึงสี่แยกไฟแดง 1.ถ้าเลือกเลี้ยวขวาทางไปกาญจนบุรี ประมาณ 4 กิโลเมตรทางขวามือสังเกตจะเป็น สระน้ำโกสินารายณ์ ซึ่งอยู่ด้านหลัง บจ.เยื่อกระดาษสยาม 2.ถ้าเลือกเลี้ยวซ้ายจะเข้าตัวเมืองบ้านโป่ง 3.ถ้าเลือกตรงไปจะเป็นสะพานข้ามแม่น้ำแม่กลองทางเดียวกันกับไปเขาช่องพราน ที่มีค้างค้าวหลายร้อยล้านตัว แต่เราจะขับข้ามสะพานข้ามแม่น้ำไปประมาณ 7 กม.ด้านซ้ายมือจะมีป้ายบอกทางเข้าวัดม่วง เลี้ยวเข้าไปประมาณ 3 กม.ก็จะถึงที่หมายคือ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง ด้านหลังวัดจะมีสะพานข้ามแม่น้ำแม่กลอง ขับข้ามสะพานเลี้ยวซ้ายประมาณ 500 เมตรก็จะถึงวัดใหญ่นครชุมน์ จากนั้นย้อนกลับมาใช้เส้นทางเดิมขับเลยวัดม่วงไปอีกประมาณ 1.5 กม.จะข้ามสะพานข้ามคลองเล็กๆขับข้ามสะพานให้เลี้ยวขวาทางลูกรังเลียบคลองที่ เราข้ามสะพานมา ประมาณ 100 เมตรก็จะถึงบึงวังมะนาว ออกจากบึงวังมะนาวใช้เส้นทางเดิม หรือถ้าขับเลยไปประมาณ 4-5 กิโลเมตรทางซ้ายมือก็จะเป็นวัดขนอนหนังใหญ่ ไม่ใกล้ไม่ไกลกับวัดขนอนหนังใหญ่ก็จะเป็นวัดคงคารามที่นี่จะมีจิตรกรรมฝา ผนังเก่าแก่น่าชม ถือว่าเส้นทางที่แนะนำมาทั้งหมดเป็นสายท่องเที่ยวของจังหวัดเลยก็ว่าได้ ขอให้สนุกกับการเที่ยวภาคตะวันตก
โดย: เจ้าบ้าน [10 ก.พ. 47 14:51> ( IP A:203.113.67.37 X: )
Add to Facebook Add to Twitter Add to Multiply Add to Google Add to Blogger Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
ถ้าจะดูสถานที่ท่องเที่ยวแบบเจาะลึกทุกตำบลในจังหวัดราชบุรี หรือสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ไปที่นี่ http://www.thaitambon.com/Provinces/Ratchaburi.htm
โดย: [20 ก.พ. 47 18:47> ( IP A:210.203.175.244 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
แบนเนอร์ส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดราชบุรี จากเวบไซท์ประชาสัมพันธ์ จังหวัดราชบุรี

โดย: [21 ก.พ. 47 13:18> ( IP A:203.113.67.38 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
บรรยากาศบึงกระจับในช่วงเวลาใกล้พลบค่ำ เห็นภาพแล้วชวนให้น่าำไปเยี่ยมเยียนเสียจริงๆ

โดย: [28 ก.พ. 47 14:54> ( IP A:203.150.14.161 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
บึงวังมะนาวสวยงามไม่แพ้กัน

โดย: [28 ก.พ. 47 14:56> ( IP A:203.150.14.161 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
ชอบ
โดย: cometuey [28 ก.พ. 47 16:49> ( IP A:198.81.26.49 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
เฮ้คนบ้านโป่งน้ำใจดี อุตสาห์สแกนภาพสวยๆที่ท่องเที่ยวของบ้านโป่งให้ได้ชมกัน ถึงแม้จะไม่ได้อยู่ที่บ้านโป่งก็รู้สึกอบอุ่นเหมือนได้อยู่บ้าน
โดย: ลูกบ้านโป่งโดยกำเนิด [28 ก.พ. 47 17:59> ( IP A:203.150.14.161 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
กระทู้นี้น่าสนใจถึงแม้จะไม่ใช่ช่วงเทศกาลตรุษจีน ก็สามารถไปเที่ยวได้เนื่องจากให้รายละเอียดของศาลเจ้าแม่เบิกไพรดี จากคุณชาวบ้านโป่ง ที่โพสไว้ที่ http://banpong.hypermart.net เชื่อว่าชาวบ้านโป่งหลายคนก็ยังไม่รู้ประวัติเหล่านี้ ลองอ่านดูนะ
ท่องเที่ยวไปใน 1 วัน เทศกาลตรุษจีนที่บ้านโป่ง30 มกราคม 2544
วันนี้ เช่นเคยช่วงเช้า ก่อนไปทำงาน เราจะต้องขับรถไปส่งแม่ และอาสาว ตามวันเวลาตรวจประจำที่หมอนัดที่โรงพยาบาลบ้านโป่ง พอใกล้เวลาเที่ยง ลูกสาวของอาสาวจะโทรศัพท์ให้ไปรับแม่ พร้อมอาสาวที่โรงพยาบาล หลังจากตรวจเสร็จแล้ว เมื่อทุกคนขึ้นรถเรียบร้อยแล้ว เราเอ่ยถามขึ้นว่ามื้อเที่ยงนี้จะกินอะไรดี แม่บอกว่าไปกินก๋วยเตี๋ยวผัดไทยหน้าศาลเจ้าแม่เบิกไพร กันดีกว่า เราเคยพาแม่มากินที่นี่ครั้งนึง แม่คงติดใจรสชาติของผัดไทยแน่ๆ ขับรถข้ามสะพานเฉลิมพระเกียรติหน้าวัดบ้านโป่ง เลี้ยวซ้ายประมาณ 1.7 กิโล ก็จะถึงศาลเจ้าแม่เบิกไพร เราไปกัน 4 คน แม่กับอาสาว สั่งผัดไทย ส่วนเรา และลูกสาวอาสาวสั่งบะหมี่แห้ง หลังจากกินเรียบร้อยแล้ว แม่บอกว่าวันนี้จะถือโอกาสไหว้อาม่าศาลเจ้าแม่เบิกไพร คงเกรงว่าอีกไม่กี่วันข้างหน้าก็จะถึงเทศกาลตรุษจีน ช่วงนั้นอาจมีประชาชนจากทุกสารทิศมากราบไหว้องค์เจ้าแม่กันเยอะ จะได้ไม่ต้องเบียดเสียดกัน เนื่องจา
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 169
กเทศกาลตรุษจีนถือว่าเป็นช่วงเทศกาลที่มีประชาชน มากราบไหว้เจ้าแม่กันมากที่สุด สำหรับประวัติศาลเจ้าแม่เบิกไพรแห่งนี้เมื่อปี พ.ศ.2420 ครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสทางชลมารคผ่านแม่น้ำแม่กลอง จังหวัดราชบุรี เพื่อไปไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ช่วงเสด็จกลับ ขบวนเรือพระที่นั่ง ล่องมาตามแม่น้ำแม่กลอง เมื่อเสด็จผ่านบ้านโป่ง นั้นทรงมีรับสั่งตามพระราชหัตถเลขาว่า “ที่บ้านโป่ง มีโรงบ่อนกำลังมีหุ่นจีนอยู่ แล้วมีโรงจีนอยู่เป็นแถวยาวๆ ต่อไปก็โรง*บทำน้ำตาลอีกหนึ่งโรง 3 โมงครึ่งถึงบ้านเบิกไพร มีเกาะอยู่กลางน้ำฝั่งซ้ายมือ ต้นไม้หนาเป็นต้นมะม่วง ต้นขนุน ข้างท้ายเกาะริมฝั่งขวา มีศาลเจ้าเบิกไพร เมื่อมาคราวก่อนเราไม่ได้แวะ แต่ส่งธูปเทียนขึ้นไปบูชา คราวนี้ตั้งใจว่า จะขึ้นไปคำนับและขึ้นไปดูด้วยเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์คนนับถือ เมื่อเราขึ้นบกนั้น 3 โมง 50 นาทีแล้ว มีศาลเก่าฝากระดานหลังหนึ่งอยู่ข้างหน้าหลังคามุงจาก มีต้นคัดค้าวเลื้อยขึ้นเกาะต้นไม้ใหญ่ เป็นเชิงอยู่บนศาล ข้างหลังมีเรือนจีนฝากระดานหลังคามุงกระเบื้อง 2 หลังแฝด มีโรงผู้รักษาติดกันอยู่ ข้างศาลมีจีนผู้รักษาอยู่ 3 คน ที่ตามลานศาลนั้นมีต้นไม้มะพลับใหญ่หลายต้น ไก่เดินไกว่ไปทั้งศาล ขึ้นไปไข่ไว้บนศาลใหม่ๆก็มี โปรยข้าวศาลให้กินเข้ามาใกล้ทีเดียว บูชาแล้วกลับลงเรือ 4 โมงครึ่ง ออกเรือมาอีกหน่อยก็เห็นฝ้ายกองอยู่ริมตลิ่ง เขาว่าแถบนี้เป็นไร่ฝ้ายกันมาก” ข้อความทั้งหมดนี้เป็นพระราชหัตถเลขาเมื่อ 125 ปีก่อน ไม่รู้ว่าศาลเจ้าแม่เบิกไพรในปัจจุบันเขาจะปลูกต้นคัดค้าว และต้นมะพลับ ไว้หรือเปล่า อย่างน้อยเพื่อเป็นการรำลึกถึงในพระมหากรุณาธิคุณของล้นเกล้า และบรรยากาศสมัยที่เคยเสด็จมาที่ศาลแห่งนี้ บังเอิญเราไม่รู้จักต้นไม้ทั้งสองชนิดนี้ด้วย หรือเขาอาจจะปลูกไว้ด้วยแล้วก็ได้ และอีกอย่างหนึ่งน่าจะมีข้อความพระราชหัตถเลขาดังกล่าวติดไว้หน้าศาลเจ้าให้ ประชาขนที่มากราบไหว้บูชาได้ทราบถึงวันประวัติศาสตร์สำคัญของศาลแห่งนี้ใน อดีตก็จะเป็นการดียิ่งขึ้น บรรยากาศของศาลเจ้าวันนี้เป็นสถานที่สงบน่าเลื่อมใสศรัทธาอย่างที่เคยเป็นมา ด้านหน้าทางขวามือจะเป็นบ่อเลี้ยงปลา เดินเข้าไปในศาลด้านขวามือมีหญิงชราท่านหนึ่งเข้าใจว่าคงจะเป็นผู้จัดการ ปกครองศาลเจ้าแห่งนี้ นั่งอยู่หลังโต๊ะธูปเทียนบูชา ลูกของอาสาวทำบุญธูปเทียนบูชาให้พวกเรา 4 ชุด แต่ละชุดประกอบไปด้วย ธูป 19 ดอก ไว้ปักบูชาแห่งละ 3 ดอก เพื่อไหว้หน้าองค์เจ้าแม่ และเทพเจ้าต่างๆ ในศาลเจ้าแม่ เราเริ่มไหว้ที่องค์เจ้าแม่ คุกเข่ากราบ 3 ครั้ง เทพเจ้าในศาล 2 องค์ ข้างนอกศาลด้านซ้าย 1 องค์ ขวา 1 องค์ รวมทั้งหมดใช้ธูป 15 ดอก เมื่อไหว้จนครบแล้วจะเหลือธูป 4 ดอก เรานำไปปักหน้าประตูศาลซ้ายขวา กระบวนการไหว้เรามารู้ทีหลัง จากการได้อ่านหนังสืองานฉลองลานเอนกประสงค์ ศาลเจ้าแม่เบิกไพรที่เพิ่งผ่านไป ที่เขาแจกฟรี เขียนถึงขั้นตอนการกราบไหว้บูชาว่าหลังจากไหว้องค์เจ้าแม่เสร็จแล้ว ยังไม่ต้องไหว้เทพเจ้า 2 องค์ด้านซ้าย-ขวาขององค์เจ้าแม่ในศาล ให้เดินออกประตูด้านหน้าศาลก่อน ซึ่งคนจีนโบราณเชื่อว่าการออกประตูด้้านหน้าศาล จะทำให้ชีวิตประสบแต่ความรุ่งเรือง ถ้าใช้ประตูด้านข้าง การดำรงชีวิตจะเป็นรองคนอื่นตลอดไป เมื่อเดินออกประตูด้านหน้าศาล ให้เดินไปทางด้านซ้ายมือเพื่อไหว้เทพเจ้าองค์ต่อไป หลังจากไหว้เสร็จแล้ว ให้เดินเข้าประตูหน้าศาลเจ้าแม่อีกครั้ง เพื่อไหว้พระพุทธอันดับต่อไปซึ่งอยู่ด้านซ้ายมือขององค์เจ้าแม่ เสร็จแล้วเดินมาด้านขวามือขององค์เจ้าแม่เพื่อกราบไหว้เทพเจ้าองค์ต่อไป หลั
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 8
งจากไหว้เสร็จแล้วให้เดินออกประตูหน้าศาลอีกครั้ง แล้วให้เดินไปด้านขวามือ เพื่อกราบไหว้เทพเจ้าองค์ต่อไป เมื่อไหว้จนครบแล้ว ธูปที่เหลือให้นำไปด้านหน้าศาล ปักหน้าประตูซ้ายขวา เสร็จแล้วเข้าประตูด้านหน้ามากราบองค์เจ้าแม่อีกครั้ง เป็นการจบกระบวนการไหว้ เสร็จจากการกราบไหว้เราเดินดูรอบๆ ภายในศาลเจ้าแม่ซึ่งในสมัยเด็กๆ ช่วงเทศกาลตรุษจีนพ่อและแม่มักจะพาเรามาไหว้เสมอ ทุกสิ่งทุกอย่างยังดูเหมือนเดิมหลังคาของศาลจะเต็มไปด้วยคราบเขม่าควันธูป หลังจากนั้นแม่ รวมทั้งน้าสาว ได้เข้าไปเสี่ยงเซียมซี แม่เสี่ยงของแม่เองรวมทั้งเสี่ยงแทนลูกทั้งสี่คน มีพี่สาว ตัวเรา และน้องชายอีก 2 คน ส่วนพ่อนั้นแม่บอกว่าพ่อไม่ค่อยชอบเสี่ยงเซียมซีเลยไม่ได้เสี่ยงแทนให้ เสร็จจากกราบไหว้ศาลเจ้าแม่เรียบร้อย เราขับรถไปตามถนนด้านขวามือขององค์เจ้าแม่ เลาะริมน้ำไปเรื่อยๆ เพื่อจะไปพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดบ้านม่วง ตามเส้นทางที่จะไปจะผ่าน วัดตาลปากลัด วัดโพธิ์โสภิธาราม ซึ่งเป็นแหล่งชุมชาวมอญที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน จากนั้นก็จะผ่านพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดบ้านม่วง วันนี้พวกเราไม่ได้แวะ เนื่องจากเวลาจำกัด หน้าวัดบ้านม่วงจะมีสะพานเล็ก ไม่สามารถสวนทางกันได้ แต่บนสะพานเขาจะทำเป็นที่ให้รถหลีกกัน ถ้าขับตรงไปเรื่อยๆ ก็จะไปถึงวัดคง
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 170
คาราม เพื่อดูจิตรกรรมฝาผนังอันลือชื่อของจังหวัดราชบุรี แต่พวกเราข้ามสะพานหน้าวัดบ้านม่วงพอข้ามสะพานแล้วเราก็เลี้ยวซ้าย เลาะริมตลิ่งไปเรื่อยๆ ไปประมาณ 1 ก.ม.จะผ่านวัดสำคัญๆ คือ วัดใหญ่นครชุมน์ แหล่งชุมชนชาวมอญที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง วัดตาผา วัดอุทุมพรธาราม มีช่วงหนึ่งถ้ามองไปฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำก็จะเห็นศาลเจ้าแม่เบิกไพร พอถึงตรงนี้แม่ยังบอกว่าเขาน่าจะสร้างสะพานข้ามไปยังศาลเจ้าแม่ไม่แน่นะต่อ ไปในอนาคตเขาอาจจะสร้างก็ได้ จากนั้นเราขับรถไปเรื่อยๆ ก็จะมาบรรจบกันที่สะพานเฉลิมพระเกียรติอีกครั้ง หลังจากทัวร์ระยะสั้นๆ เราส่งแม่และน้าสาวที่บ้านเรียบร้อยแล้วแล้ว ก็กลับมาทำงานที่สำนักงานต่อไปด้วยความอิ่มเอิบใจ
โดย: [28 ก.พ. 47 23:17> ( IP A:203.113.34.11 X: )
ความคิดเห็นที่ 11


โดย: [29 มี.ค. 47 18:22> ( IP A:203.150.14.161 X: )
ความคิดเห็นที่ 12
ท่องเที่ยวเสร็จแล้ว ขอแนะนำร้านอาหารอร่อยในจังหวัดราชบุรี คลิกที่นี่ http://www.pantip.com/cafe/chuanchim/nonbkk/ratchaburee_01.html
โดย: ลองลิ้มชิมรส [5 เม.ย. 47 16:23> ( IP A:203.113.67.36 X: )
ความคิดเห็นที่ 13
จากถนนเพชรเกษม (ทางหลวงหมายเลข4) ข้ามสะพานลอยบ้านโป่ง (ทางหลวงหมายเลข323) ก็จะเข้าตัวเมืองบ้านโป่ง

โดย: [5 เม.ย. 47 22:44> ( IP A:203.113.67.37 X: )
ความคิดเห็นที่ 14
รายละเอียดที่พักในจังหวัดราชบุรี
อำเภอเมือง กวงฮั้ว 200/202 ถ.อัมรินทร์ โทร. 0 3233 7119 จำนวน 20 ห้อง ราคา 100-120 บาท
กฤษณะ 118 ถ.คฑาธร โทร. 0 3233 7262, 0 3232 6560 จำนวน 18 ห้อง ราคา 120-300 บาท
โกลเด้น ซิตี้ 76/1 หมู่ 5 ถ.เพชรเกษม ห่างจากตัวเมืองประมาณ 4 กม. โทร. 0 3231 7140-4 โทรสาร 0 3231 7145 จำนวน 210 ห้อง ราคา 1,050 บาท
ครัวหลวง รีสอร์ท 59 หมู่ 2 ถ.เพชรเกษม โทร. 0 3232 1221, 0 3232 6848, 0 3231 6888 โทรสาร 0 3232 6849 จำนวน 40 หลัง ราคา 720 บาท
นำสิน 2-16 ถ.ไกรเพชร โทร. 0 3233 7551, 0 3232 6238 โทรสาร 0 3233 7633 จำนวน 78 ห้อง ราคา 250-520 บาท
ราชบุรีดี 1 43/1 ถ.อุดมสิริ โทร. 0 3233 8542, 0 3233 8302 จำนวน 50 ห้อง ราคา 260-550 บาท
ศาลาไทย 65 ถ.คฑาธร ต.หน้าเมือง โทร. 0 3233 7172 จำนวน 44 ห้อง ราคา 150-500 บาท
หงษ์ฟ้า 13/17 ถ.ราษฏรยินดี ต.หน้าเมือง โทร. 0 3233 7484 จำนวน 30 ห้อง ราคา 170-230 บาท
อารยะ 187/1-12 ถ.ไกรเพชร โทร. 0 3233 7781-2 จำนวน 80 ห้อง ราคา 250-480 บาท
อำเภอ สวนผึ้ง เดือนล้อมคันทรีโฮม 111/1 หมู่ 11 ต.ท่าเคย โทร. 0 3236 4111, 0 3236 4222, 0 1269 6006 บ้านพัก จำนวน 6 หลัง ราคา 2,600-9,000 บาท
บ้านห้วยน้ำใส 173 หมู่ 3 ต.สวนผึ้ง โทร. 0 1210 3491 ราคา 900-2,000 บาท
บ้าน บัววัฒนา 26/1 หมู่ 7 ต.สวนผึ้ง โทร. 0 3239 5081, 0 3239 5083, 0 3239 5201, 0 3222 1189, 0 1941 8294 จำนวน 7 ห้อง ราคา 1,200-1,800 บาท
บ่อ คลึงฮอทสปริง ถ.บ่อคลึง-สวนผึ้ง เลยอำเภอสวนผึ้งไป 15 กม. โทร. 0 3232 9024 กรุงเทพฯ โทร. 0 2279 8169-71, 0 2294 3300, 0 2294 3256 มีบ้าน 3 หลังๆ ละ 10-20 คน ราคา 1,200-3,500 บาท มีเต๊นท์ให้เช่า
ภโวทัย (อยู่ในพิพิธภัณฑ์ภโวทัย) 94 ถ.สวนป่าสิริกิติ์-สวนผึ้ง ต.ตะนาวศรี โทร. 0 3234 2053, 0 3222 1189, 0 3239 5192-4, 0 1486 9804 บ้านพัก 6 หลัง ราคา 1,500-4,500 บาท
สวนนางพญา เลยอำเภอจอมบึงไป 28 กม. ตามเส้นทางโป่งกระทิง-ชัฎป่าหวาย-โป่งกระทิง โทร. 0 1215 2817 กรุงเทพฯ โทร. 0 2539 8354-5, 0 2932 9789 โทรสาร 0 2932 9192 จำนวน 33 ห้อง ราคา 900-1,500 บาท มีบ้านพัก 9 หลัง ราคา 2,500 บาท
สวนผึ้งแลนด์ 107/2 หมู่ 5 ต.บ้านคา โทร. 0 3239 5218 จำนวน 22 ห้อง ราคา 900 บาท
สวนผึ้งคันทรี่ วิลเลจ โทร. 0 1316 0487
อำเภอบ้านโป่ง เกษมสุข 2/98 ถ.แสงชูโต ต.บ้านโป่ง โทร. 0 3221 1384, 0 3222 1027 จำนวน 70 ห้อง ราคา 190-425 บาท
ไทยนำริเวอร์ไซด์ 19/50 หมู่ 4 ถ.แสงชูโต โทร. 0 3221 1947-8 โทรสาร 0 3221 1154 จำนวน 140 ห้อง ราคา 280-1,500 บาท
ไทยนำโฮเต็ล 19/19 ถ.แสงชูโต ต.ปากแรด โทร. 0 3221 1947-8 จำนวน 140 ห้อง ราคา 200-1,200 บาท
ทิพย์ 105 ซ.กระชังวัฒนา โทร. 0 3221 1346 จำนวน 18 ห้อง ราคา 120-180 บาท
วิลล่าโฮเต็ล 30/2 ถ.แสงชูโต โทร. 0 3222 1312 จำนวน 55 ห้อง ราคา 200-600 บาท
อำเภอ ดำเนินสะดวก บ้านสุขโชครีสอร์ท 103 หมู่ 5 ต.ท่านัด โทร. 0 3225 4301, 0 3225 4982, 0 3234 5798 จำนวน 40 ห้อง ราคา 250-1,600 บาท
อำเภอจอมบึง ราชบุรี คันทรี่คลับ 95 หมู่ 10 ต.ปากช่อง โทร. 0 3226 1223-6 จำนวน 50 ห้อง ราคา 1,200-1,800 บาท
อำเภอโพธาราม แสนสุข ถ.แสงชูโต จำนวน 18 ห้อง ราคา 500 บาท
ราคานี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ ติดต่อยืนยันกับโรงแรมอีกครั้ง<
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 171
br>ส่วนการเดินทางไปจังหวัดราชบุรี ดังนี้
ทาง รถยนต์ ใช้เส้นทางสายเพชรเกษม (ทางหลวงหมายเลข 4 ) ผ่าน ท่าพระ บางแค สามพราน นครชัยศรี นครปฐม เข้าราชบุรีหรือเส้นทางถนนบรมราชชนนี(ปิ่นเกล้า-นครชัยศรี ทางหลวงหมายเลข 338 ) ไปบรรจบกับถนนเพชรเกษมที่นครชัยก่อนถึงตัวเมืองนครปฐม 16 กิโลเมตร จากนั้นใช้ถนนเพชรเกษม ตรงไปตัวเมืองราชบุรี รวมระยะทาง 101 กิโลเมตร
ทาง รถโดยสารประจำทาง บริษัทขนส่ง จำกัด เปิดบริการเดินรถ จากสถานีขนส่งสายใต้ทุกวันวันละหลายเที่ยว รายละเอียด ติดต่อได้ที่ โทร. 4345557-8 (รถธรรมดา) และ 4351199 (รถปรับอากาศ) และที่จังหวัดราชบุรี โทร. 338276, 338439
ทางรถไฟ จังหวัดราชบุรี สามารถเดินทาง จากกรุงเทพฯ โดยทางรถไฟมีรถไฟ ออกจาก สถานีรถไฟกรุงเทพฯ (หัวลำโพง) และสถานีรถไฟธนบุรี (บางกอกน้อย) ทุกวัน ซึ่งมีทั้งรถด่วน รถเร็ว รถธรรมดา และรถดีเซลราง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง รายละเอียดและกำหนด เวลาตลอดจนค่าโดยสาร ติดต่อสอบถามที่สถานี รถไฟกรุงเทพฯ โทร. 2237010, 2237020 และสถานีรถไฟธนบุรี โทร.4113102
โดย: เจ้าบ้าน [14 เม.ย. 47 10:25> ( IP A:203.113.34.13 X: )
ความคิดเห็นที่ 15
แหล่งท่องเที่ยว เมืองคนงาม นามบ้านโป่ง อยู่เมืองโอ่ง มังกร แน่นอนยิ่ง
ศาลเจ้าแม่ เบิกไพร เลื่อมใสจริง เพราะเป็นสิ่ง ที่ศรัทธา มาช้านาน
เป็นชุมชน แหล่งมอญ มาก่อนเก่า รวบรวมเอา ประเพณี อันโดดเด่น
วัดใหญ่ นครชุมน์ ประจักษ์เป็น ดั่งเฉกเช่น วัฒนธรรม ครั้งโบราณ
สระน้ำโก สินารายณ์ ที่บ่งชี้ เมืองเก่า ทราวดี มีให้เห็น
ได้รับรู้ เรื่องราว ทุกประเด็น สิ่งที่เน้น คืออดีต ที่ผ่านมา
พิพิธภัณฑ์ วัดม่วง แหล่งท่องเที่ยว เป็นเรื่องเกี่ยว กับมอญ ของสะสม
จากอดีต ถึงวันนี้ มีให้ชม คนนิยม มาศึกษา หาความจริง
เข้าในเมือง จะพบ โบสถ์ คาทอลิก เป็นวัดคริสต์ ที่โอฬาร ยามได้เห็น
หอนาฬิกา ตั้งตระหง่าน เช้าและเย็น อยู่ในเส้น สองทาง กลางใจเมือง
ออกไปนิด ก็จะถึง บึงกระจับ หรือวกกลับ ไปอีกหน่อย ก็จะถึง
วังมะนาว ชาวบ้านรู้ ก็คือบึง เป็นที่ซึ่ง ใช้พักผ่อน และหย่อนใจ
เที่ยวบ้านโป่ง ก็ขอเชิญ ท่านเพลินจิต ใช้ชีวิต สุขสมหมาย คลายเศร้าหมอง
พักกินอยู่ ให้สบาย ดั่งหมายปอง เหมือนพี่น้อง คอยต้อนรับ ประทับใจ

โดย: อำนาจ [20 เม.ย. 47 22:17> ( IP A:203.113.67.37 X: )
ความคิดเห็นที่ 16
คนไทยกับความเชื่อความศรัทธาดูเหมือนจะคู่กันจนแยกไม่ออก อย่าว่าแต่คนไทยแม้แต่ชาวต่างชาติ เขาก็มีความเชื่อความศรัทธาบางสิ่งบางอย่างในแบบของเขา เรียกว่าเป็นเหมือนกันทั่วโลก ใครที่เป็นชาวบ้านโป่งโดยกำเนิด หรือชาวอำเภอใกล้เคียง คงเคยได้ยินกิตติศัพท์เลื่องลือความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่ออโนทัย แห่งวัดจันทาราม อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ในเรื่องของการบนบานศาลกล่าวขอในสิ่งที่ตัวเองหวังและสมหวังดังตั้งใจ โบสถ์ของหลวงพ่อตั้งอยู่บนถนนเพชรเกษม ไม่ใกล้ไม่ไกลจาก บึงกระจับ และสถานีรถไฟหนองปลาดุก รถโดยสารทุกคันที่เดินทางไปบ้านโป่ง หรือกาญจนบุรี ทุกคันจะต้องผ่านเส้นทางดังกล่าว เมื่อผ่านโบสถ์หล่วงพ่อคนขับ ก็จะต้องบีบแตรเป็นการแสดงความเคารพต่อท่าน

โดย: สืบเสาะเจาะข่าว [13 ส.ค. 47 20:35> ( IP A:64.110.74.244 X: )
ความคิดเห็นที่ 17
จากโบสถ์เล็กเก่าที่คับแคบไม่เพียงพอต้อนรับคลื่นมหาชนที่มีความศรัทธาหลวงพ่อ จนต้องขยับขยายสร้างโบสถ์หลังใหม่สวยวิจิตรตระการตา

โดย: สืบเสาะเจาะข่าว [13 ส.ค. 47 20:39> ( IP A:64.110.74.244 X: )
ความคิดเห็นที่ 18
จอหนังกลางแปลงที่ถูกติดตั้งหน้าลานโบสถ์อย่างเป็นการถาวร และมีการฉายหนังแก้บนเกือบทุกวัน เรียกได้ว่าในรอบปี 365 วัน มีการฉายหนังไม่น่าจะต่ำกว่า 300 วัน เป็นตัวเลขที่แสดงถึงความสมหวังของผู้ที่มาไหว้ขอพรจากหลวงพ่อ

โดย: สืบเสาะเจาะข่าว [13 ส.ค. 47 20:44> ( IP A:64.110.74.244 X: )
ความคิดเห็นที่ 19
อีกมุมมองของโบสถ์หลวงพ่ออันสวยงาม การเดินทางเมื่อใช้เส้นทาง 323 ข้ามสะพานลอยเพื่อใช้เส้นทางไปบ้านโป่ง-กาญจนบุรี ลงจากสะพานลอยประมาณ 100 เมตร ชิดซ้ายเลี้ยวเข้าวัดถึงที่หมายพอดี

โดย: สืบเสาะเจาะข่าว [13 ส.ค. 47 20:50> ( IP A:64.110.74.244 X: )
ความคิดเห็นที่ 20
โบสถ์อันวิจิตรสวยงามของวัดม่วง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี

โดย: รักบ้านเกิด [11 ก.ย. 47 16:03> ( IP A:203.150.217.111 X: )
ความคิดเห็นที่ 21
อาคารพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ศูนย์รวมแห่งการศึกษาประวัติความเป็นมาเรื่องราวในอดีตของชุมชน ด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมเกิดขึ้นจากความร่วมมือของชาวบ้าน วัด และนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยศิลปากร ภายในอาคารการแสดงจัดแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ดังนี้ คือ
1. ว่าด้วยเรื่องลุ่มแม่น้ำแม่กลอง ที่เอื้อต่อการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ เส้นทางติดต่อทางการค้า
2. ว่าด้วยเรื่องสังคมวั
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 172
ฒนธรรมท้องถิ่น ความสัมพันธ์ของชุมชนบ้านม่วงกับชุมชนอื่น
3. ว่าด้วยเรื่องงานศิลปะในพุทธศาสนาของชาวบ้านม่วง เช่น ธรรมาสน์มอญ ผ้าพระบฎ ตู้พระธรรม คัมภีร์อักษร
4. ว่าด้วยเรื่องวิถีชีวิตชาวบ้านม่วง การทำมาหากิน ความเชื่อเรื่องพุทธศาสนา
5. ว่าด้วยเรื่องบ้านม่วงกับการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตชุมชน
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดเฉพาะวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น.

โดย: รักบ้านเกิด [11 ก.ย. 47 16:33> ( IP A:203.150.217.111 X: )
ความคิดเห็นที่ 22
ประวัติศาลเจ้าแม่เบิกไพร
ศาล เจ้าแม่เบิกไพร ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ตำบลเบิกไพร อำเภอเบิกไพร จังหวัดราชบุรี ประมาณในรัชสมัยกรุงธนบุรีหรือประมาณ พ.ศ 2317 เมืองราชบุรี(เมืองคูบัว)เป็นเมืองท่ามีการติดต่อค้าขายกับชาวต่างประเทศมี พ่อค้าชาวจีนซึ่งเคารพศรัทธาต่อองค์เจ้าแม่เทียงโหวเซี้ยบ้อ จากเมืองจีนได้นำผงธูปติดตัวมาด้วยเพื่อเป็นที่พึ่งทางใจระหว่างเดินทางโดย ได้เดินทางมาทางเรือและได้มาติดต่อค้าขายกับพ่อค้าชาวจีนในเมืองไทยเมื่อมา ถึงเมืองคูบัว(ราชบุรี)ซึ่งเป็นเมืองท่าได้เดินทางมาที่บ้านโป่งโดยเดินทาง มาตามลำน้ำแม่กลองเมื่อมาถึงตำบลเบิกไพร(ในสมัยนั้นเป็นชุมชนการค้าขายตาม ประวัติอำเภอบ้านโป่งจากหนังสือลุ่มแม่น้ำกลองของมหาวิทยาลัยศิลปกรและ จดหมายเหตุเมืองราชบุรีซึ่งหาหลักฐานได้ที่วัดม่วง) สถานที่นั้นถูกต้องตามตำราการสร้างศาลและยังมีคุ้งน้ำวนใกล้บริเวณและสมัย นั้นบ้านคุ้งพยอมและบ้านเบิกไพรเป็นชุมชนที่แลกเปลี่ยนสินค้ากันจึงได้สร้าง ศาลเล็กๆขึ้นหลังหนึ่งติดกับลำน้ำแม่กลองและได้นำผงธูปขององค์เจ้าแม่เทียง โหวเซี้ยบ้อตั้งประดิษฐไว้(ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างศาลรูปทรงไหน)หลังจาก นั้นพ่อค้าชาวจีนก็เดินทางค้าขายไปมาแต่มิได้นำกระถางธูปขององค์เจ้าแม่ เทียงโหวเซี้ยบ้อกลับไปเมืองจีนแต่อย่างใด ชาวบ้านโป่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีนก็ได้นมัสการองค์เจ้าแม่เทียงโหวเซี้ยบ้อสืบ สานต่อจจากพ่อค้าชาวจีนตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาและได้ขนานนาม เจ้าแม่เทียงโหวเซี้ยบ้อว่า เจ้าแม่เบิกไพร ตามตำบลที่อยู่กิตติศัพท์อภินิหารของเจ้าแม่เบิกไพรเป็นที่รู้จักเรื่องลือ ในตลาดบ้านโป่งเป็นอย่างยิ่ง เป็นผลให้มีผู้ที่เลื่อมใสศรัทราในตัวองค์เจ้าแม่เบิกไพรเดินทางไปนมัสการ กันมากขึ้น ทำให้ศาลเล็กๆหลังนั้นไม่พอเพียงสำหรับชาวบ้านโป่งและละแวกใกล้เคียงที่มา นมัสการองค์เจ้าแม่เบิกไพร ประกอบกับในฤดูน้ำหลากได้เซาะตลิ่งพังทลายจนถึงที่ตั้งของศาล ชาวบ้านโป่งจึงได้สร้างศาลใหม่ เป็นการสร้างศาลครั้งที่ 2 ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างศาลลักษณะใด พอถึงฤดูน้ำหลาก น้ำได้เซาะตลิ่งพังทลายลงทุกปีจนถึงบริเวณที่สร้างศาลชาวบ้านโป่งจึงได้ สร้างศาลขึ้นใหม่ เป็นการสร้างศาลครั้งที่ 3 หลายปีต่อมาน้ำได้เซาะตลิ่งพังลงจึงได้สร้างศาลหลังใหม่ขึ้นอีก เป็นการสร้างศาลครั้งที่ 4 ลักษณะศาลเป็นหลังคามุงจาก ฝาไม้กระดาน อยู่ด้านหน้าหลังศาลเป็นเรือนจีน ฝากระดานหลังคามุงกระเบื้อง มีโรงผู้รักษาดูแลอยู่ติดกันมีชาวจีนคอยดูแล 3 คน ข้างศาลมีตนไม้ใหญ่มีต้นคัดค้าวเลื้อยเกาะต้นไม้อยู่บนศาล บริเวณศาลมีต้นมะพลับใหญ่ๆ อยู่หลายต้น อภินิหารความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าแม่เบิกไพร เป็นที่เคารพศรัทธาของชาวเบิกไพรเป็นอย่างยิ่งมีผู้เคารพศรัทธาแรงกล้าคือ นายกล่ำ อ่อนแช่ม ได้มอบที่ดินมีเนื้อที่ 604 ตาราวาซึ่งอยู่ติดกับลำน้ำแม่กลอง ในปี พ.ศ. 2466 มอบถวายแด่องค์เจ้าแม่เบิกไพรโดยนายกล่ำ อ่อนแช่ม ได้ทำเรื่องมอบที่ดินให้กรมการปกครอง เมื่อ พ.ศ. 2466 มาแล้วโดยยกให้กรมการปกครองเป็นเจ้าของโฉนด และกระทรวงมหาดไทยได้ออกโฉนด หมายเลขที่ 2719 ขึ้นในวันที่ 8 มกราคม 2467 ต่อมาในปี พ.ศ. 2482 ทางราชการได้ทำคันดินกั้นน้ำพร้อมถนนตัดผ่านหลังศาลเจ้าแม่เบิกไพรในสมัย นั้นจึงได้สร้างศาลเจ้าแม่ขึ้นใหม่ เป็นการสร้างครั้งที่ 5 ได้สร้างขึ้นเมื่อวันจันทร์ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2482 ปีเถาะ (ตรงกับวันจีน เจียวเหว่ยจับชิกมิ่งก๊กยี่เก๋านี้ ปีมะโรง ปีที่ 29) พร้อมทั้งคณะกรรมการเถ้านั้งประจำปี และชาวตลาดบ้านโป่งละแวกใกล้เคียง รวมทั้งจังหวัดอื่นๆ ที่มานมัสการองค์เจ้าแม่ ได้ร่วมกันบริจาคทรัพย์สร้างศาล หลังใหม่ได้สร้างโครงเป็นปูนหลังค่าสังกะสี ยังได้สร้างรูปเหมือนองค์เจ้าแม่เทียงเซี้ยบ้อ ซึ่งได้ให้ช่างฝีมือแกะสลักชาวจีนมาแกะสลักพร้อมกับช่างก่อสร้างศาล ซึ่งเดินทางมาจากประเทศจีน ขณะก่อสร้างศาลยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ในปี พ.ศ. 2484 ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้นทำให้การก่อสร้างศาลต้องหยุดชะงัก คณะกรรมการส่วนใหญ่เป็นชาวจีน ต้องหลีกลี้หนีภัยสงครามกัน ในปี พ.ศ. 2485 นางทิพย์ อ่อนแช่ม นางวาด พยอมหอม นางมูน พันเปรม นายหมู อ่อนแช่ม ทายาทนายกล่ำ อ่อนแช่ม ได้แบ่งเนื้อที่ 27 ตาราวา ซึ่งคณะกรรมการได้ปลูกศาลล้ำที่เข้าไปได้ทำหนังสือสัญญายกให้ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ.2485 โฉนดหมายเลข 3518 ลงวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ.2498
โดย: คนเก่าคนแก่ [16 ก.ย.
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 173
47 9:20> ( IP A:203.150.217.113 X: )
ความคิดเห็นที่ 23
ปีพ.ศ.2488 สงครามโลกครั้งที่ 2ได้ยุติลง เมื่อการค้าเศรษฐกิจในตลาดบ้านโป่งเข้าสู่สภาวะปกติก็คิดจะบูรณะศาลเจ้าแม่ ใหม่ ในปี พ.ศ.2497 ได้เกิดอัคคีภัยในตลาดบ้านโป่งไฟได้เผาผลาญบ้านเรือนและร้านค้าในตลาด บ้านโป่งจนหมดทั้งตลาดคณะกรรมการที่คิดจะบูรณะศาลเจ้าแม่ ก็หยุดชะงักลงอีกครั้ง ต่อมาในปี พ.ศ 2503 คณะกรรมการก็ได้บูรณะศาลเจ้าแม่ขึ้นใหม่โดยได้ตกแต่งภายในศาลให้สวยงามดั้ง ที่ได้เห็นในปัจจุบันนี้ ได้ให้ช่างฝีมือดีจากชาวจีน โดยเริ่มตกแต่งภายในศาลขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2503 ปีชวด(เดือน 3 แรม 1 ค่ำ)ตรงกับวันจีน เจียวเหว่ยจับชิก มิ่งก๊กสี่จับเก๋านี้ ปีที่ 49 พร้อมทั้งคณะเถ้านั้งประจำปีได้ช่วยกันบูรณะตกแต่งศาลเจ้าแม่ให้สวยงาม ต่อมาน้ำเซาะตลิ่งพังลงมาอีก ประกอบทั้งจระเข้มาขุดดินบริเวณตลิ่งหน้าศาล จึงต้องสร้างเขื่อนกั้นดินขึ้น และป้องกันถนนบริเวณหน้าศาลพังทลายลง ในปี พ.ศ. 2510 ได้ก่อสร้างแทงค์น้ำ อยู่ใกล้ประตูริมรั้วด้านหน้า ต่อมาในปี พ.ศ. 2520-2524 ได้รื้อแทงค์น้ำเก่าออกไป และได้สร้างแทงค์น้ำขึ้นมาใหม่ใหญ่กว่าเดิม พร้อมทั้งสร้างรั้วอาณาเขตบริเวณศาล และเทพื้นคอนกรีตรอบๆ บริเวณศาลเจ้าแม่ดังที่เห็นในปันจุบัน ต่อมาปี พ.ศ. 2535 ผู้ใหญ่เนียร กันขำ มีความประสงค์จัดสร้างถนนราดยาง เพื่อให้คนมานมัสการองค์เจ้าแม่เบิกไพรได้เดินทางสะดวกขึ้น และเป็นประโยชน์ต่อคนตำบลเบิกไพรเป็นอย่างยิ่ง ได้ไปปรึกษานางละออง ศรีคำ เพื่อขอให้คณะกรรมการที่เหลืออยู่ มาช่วยก่อสร้างถนน จึงได้ไปที่ร้านลี้ไฮ้กี่ ขอให้นายไพศาล ลีฬหกุล ทายาทร้านลี้ไฮ้กี่กรรมการที่เหลืออยู่มาช่วยสร้างถนนแห่งนี้ นายไพศาลจึงได้ไปเชิญ บุคคลหลายท่านมาช่วยการทำงาน ขณะก่อสร้างถนนอยู่นั้นในปี พ.ศ.2536 นายเป๋ง แซ่เฮ้ง(ประธานก่อสร้างถนน )ได้เสียชีวิตลง นายไพศาล จึงได้ไปเชิญ พ.ต.ท.ทองฤิทธิ์ ศรีนวล รอง ผ.ก.ก. สันติบาลเขต 7 เป็นที่ปรึกษาการก่อสร้างถนนแห่งนี้ได้รับความร่วมมือจากชาวตำบลเบิกไพร หมู่ที่ 1 ช่วยกันบริจาคที่ดิน เพื่อขยายถนนให้กว้างและได้มาตราฐาน ตั้งแต่ทางแยกท่าควาย จนถึงบริเวณหน้าศาลเจ้าแม่เพื่อให้ผู้เคารพนับถือองค์เจ้าแม่ ได้เดินทางมานมัสการได้สะดวกขึ้นและนำความเจริญมาสู่ท้องถิ่นของชาวตำบลเบิก ไพร ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2539 ทางอำเภอบ้านโป่ง โดยนายสมพงษ์ บุญฑริก ปลัดอำเภอฝ่ายทะเบียนได้จัดส่งศาลเจ้าแม่เบิกไพร เข้าประกวดศาลเจ้าทั่วประเทศ เป็นครั้งแรกของอำเภอบ้านโป่ง ที่ได้จัดส่งศาลเจ้าแม่เบิกไพรเข้าประกวดในครั้งนี้และได้รับรางวัล “ศาลเจ้าแม่ดีเด่น” ในเขตภาคกลาง 20 จังหวัด ได้เข้ารับรางวัลศาลเจ้าดีเด่น เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม พ. ศ. 2539 นำความปลื้มปิติมาสู่ชาวอำเภอบ้านโป่ง เป็นอย่างยิ่ง
โดย: คนเก่าคนแก่ [16 ก.ย. 47 9:30> ( IP A:203.150.217.112 X: )
ความคิดเห็นที่ 24
รายชื่อโรงแรมในอำเภอบ้านโป่ง
1. ไทยนำริเวอร์ไซค์ 032-211947 อำเภอบ้านโป่ง
2. ซีซาร์พาเลส 032-200052-3 อำเภอบ้านโป่ง
3. ลักกี้โฮเต็ล 032-211227 อำเภอบ้านโป่ง
4. วิลล่าโฮเต็ล 032-221321 อำเภอบ้านโป่ง
5. เกษมสุข 032-200662-3 อำเภอบ้านโป่ง
6. นิวศิริสัมพันธ์ 032-211595 อำเภอบ้านโป่ง
7. ไทยนิวโฮเต็ล 032-200155-6 อำเภอบ้านโป่ง
8. บ้านโป่งอินน์ 032-221923 อำเภอบ้านโป่ง
9. ทิพย์โฮเต็ล 032-211346 อำเภอบ้านโป่ง
10. ศรีสวัสดิ์ 032-211027 อำเภอบ้านโป่ง
โดย: เที่ยวบ้านโป่ง [9 ต.ค. 47 23:11> ( IP A:203.150.217.115 X: )
ความคิดเห็นที่ 25
ถนนสายท่องเที่ยวในวันเดียว เมืองคนสวยโพธารามและเมืองคนงามบ้านโป่ง เริ่มตั้งแต่ บึงกระจับ-สระน้ำโกสินารายณ์-พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง-วัดใหญ่นคร ชุมน์-บึงวังมะนาว--วัดขนอนหนังใหญ่-วัดคงคาราม
การเดินทางจากกรุงเทพใช้ เส้นทางถนนเพชรเกษม ทางหลวงหมายเลข 4 หรือถนนบรมราชชนนี (ปิ่นเกล้า-นครชัยศรี) ทางหลวงหมายเลข 338 ซึ่งจะตัดกับถนนเพชรเกษม ที่นครชัยศรี เมื่อถึงจังหวัดนครปฐม ให้ขับรถลอดใต้สะพานผ่านจังหวัดนครปฐม มุ่งหน้าไปจังหวัดราชบุรี ประมาณ 15 กิโลเมตร ถึงแยกสะพานลอยเข้า อำเภอบ้านโป่ง และจังหวัดกาญจนบุรี ให้ชิดซ้ายขึ้นสะพานลอยเข้าอำเภอบ้านโป่ง ตาม ทางหลวงหมายเลข 323 ขับไปตามทางประมาณ 2 กิโลเมตร ด้านขวามือ ก็จะถึง บึงกระจับ หรือถ้าขับผ่านเลยไปอีก 6 กิโลเมตร ข้ามทางรถไฟจะถึงสามแยกเข้าตัวเมืองบ้านโป่ง ไม่ต้องเข้าตัวเมืองให้ขับตรงไปตามทางหลวงหมายเลข 323 จนกระทั่งถึงสี่แยกไฟแดง 1.ถ้าเลือกเลี้ยวขวาทางไปกาญจนบุรี ประมาณ 4 กิโลเมตรทางขวามือสังเกตจะเป็น สระน้ำโกสินารายณ์ ซึ่งอยู่ด้านหลัง บจ.เยื่อกระดาษสยาม 2.ถ้าเลือกเลี้ยวซ้ายจะเข้าตัวเมืองบ้านโป่ง 3.ถ้าเลือกตรงไป เขาช่องพราน ทางหลวงหมายเลข 3089 ที่มีค้างค้าวหลายร้อยล้านตัว ข้ามแม่น้ำไปประมาณ 7 กม. ด้านซ้ายมือจะมีป้ายบอกทางเข้า พิพิธภั
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 174
ณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง เลี้ยวเข้าไปประมาณ 3 กม.ก็จะถึงที่หมายด้านซ้ายมือ คือ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง ด้านหลังวัดจะมีสะพานรถสวนกันไม่ได้ข้ามแม่น้ำแม่กลอง ขับข้ามสะพานเลี้ยวซ้ายไปเพียง 1 กิโลเมตรก็จะถึง วัดใหญ่นครชุมน์ จากนั้นย้อนกลับมาใช้เส้นทางเดิมขับเลยวัดม่วงไปอีกประมาณ 2 กม.ข้ามสะพานข้ามคลองเล็กๆรถสวนกันไม่ได้ ขับข้ามสะพานให้เลี้ยวขวาเชิงสะพานทางลูกรัง ประมาณ 400 เมตร ก็จะถึง บึงวังมะนาว ออกจากบึงวังมะนาว ขับเลยไปประมาณ 2 กิโลเมตรทางขวามือเป็นทางเข้า วัดรับน้ำ หรือขับไปอีก 1.5 กิโลเมตร ซ้ายมือก็จะเป็น วัดขนอนหนังใหญ่ ขับไปอีก 2 กม.จะเจอสามแยก วัดเกาะ ให้เลี้ยวซ้ายตาม ทางหลวงหมายเลข 3090 ขับข้ามสะพานข้ามแม่น้ำแม่กลอง ถ้าเลี้ยวซ้ายเชิงสะพานไปอีก 1.5 กม. ด้านซ้ายมือจะเป็น วัดคงคาราม ที่นี่จะมีจิตรกรรมฝาผนังเก่าแก่น่าชม หรือถ้าเลี้ยวขวาเชิงสะพานไปประมาณ 100 เมตร ก็จะถึง วัดไทรอารีรักษ์ ถือว่าเส้นทางที่แนะนำมาทั้งหมดเป็นสายท่องเที่ยวของจังหวัดเลยก็ว่าได้ ขอให้สนุกกับการเที่ยวภาคตะวันตก

โดย: คนสวยโพธารามคนงามบ้านโป่ง [25 ม.ค. 48 21:11> ( IP A:203.150.217.119 X: )
ความคิดเห็นที่ 26
อยากไปดูหนังที่โรงหนังโฆษิตจังเลยอ่ะฮือๆๆ..อยู่ไกลตอนนี้กลับมาดูไม่ได้แล้วเป็นไงมายเฮ้ส์หนุกป่ะตอนนี้
โดย: เด็กซ่าส์ถานีรถไฟจ่ะ [1 พ.ย. 48 8:40> ( IP A:62.195.247.211 X: )
ความคิดเห็นที่ 27
สวัสดีทุกท่าน
เรา เป็นคนที่เกิดที่ตำบลวัดบ้านม่วง บ้านอยู่ติดกับวัด และแม่น้ำแม่กลอง แต่ย้ายมาอยู กรุงเทพนานแล้ว ตั้งแต่จบ ประถม วันนี้ได้อ่านเรื่องราวถิ่นกำเนิดตัวเองแล้วคิดถึงความหลังครั้งยังเด็ก ไม่เคยกลับไปนานแล้วเป็นเวลานาน อ่านบทความแล้วเห็นภาพว่าที่นั่นคงเจริญมากๆทีเดียว ที่สำคัญไม่เคยรู้เรื่องประวัติเจ้าแม่เบิกไพรเลยทั้งที่ตอนเด็กเคยนั่งเรือ ผ่านและยกมือไหว้ทุกครั้งที่ผ่าน (ยายสอนให้ไหว้) ไว้มีโอกาสเมื่อไหร่จะแวะไปสักครั้ง คิดว่าตอนนี้ทุกบ้านคงมี internet กันทุกบ้านแล้วมั้ง
จาก
สาวมอญคนสวย
โดย: suwannes@hotmail.com [31 พ.ค. 50 15:59> ( IP A:125.25.77.167 X: )
ความคิดเห็นที่ 28
มาเยืยน จากเด็กบ้านโป่ง มุลนิธิรวมใจ ราชบุรี
โดย: เด็กราดรี [21 มิ.ย. 50 14:47> ( IP A:203.158.221.227 X: )
ความคิดเห็นที่ 30
ช่วงเทศกาลออกพรรษา ยังมีการแข่งขันเรือยาว ที่ วัดใหญ่ และอีกหลายวัดตามวันเวลาที่แต่ละวัดจะกำหนดขึ้น รับรองว่าสนุกและไม่เหมือนใคร
โดย: คน มอญ [31 ก.ค. 50 16:17> ( IP A:58.181.129.86 X: )
ความคิดเห็นที่ 36
ผมขอตามหาเพื่อน เป็นคนแถววัดบ้านม่วง บ้านติดแม่น้ำแม่กลอง ชื่อเล่น พั้ง ชื่อเดิม สำลี เล่อยิ้ม เปลี่ยนเป็น วรัญญา เล่อยิ้ม เคยมาทำงานที่เครือสหพัฒน์ ศรีราชา แล้วไปทำงานต่อที่ กทม. บ.ck shoe ไม่ได้เจอกันนานแล้ว ตอนนี้ติดต่อไม่ได้ เบอร์มือถือคงเปลี่ยนใหม่แล้ว ถ้าใครรู้จัก วานบอกให้เขาติดต่อหาเพื่อนชื่อ ต๋อม ด้วย เบอร์ติดต่อ 081-3984041
โดย: noppadol@thailube.co.th [14 ก.ย. 50 21:04> ( IP A:202.91.18.204 X: )
ความคิดเห็นที่ 37
อำเภอ บ้านโป่ง
เป็น อำเภอ ที่ ถูกขนานนามเรียกว่าเป็น (เมืองคนงาม) (คุณแม่เป็นชาว ไทย – รามัญ) แห่งเมืองคนงาม ต้นสกุล (ติเยาว์) มาช้านานแล้ว และจังหวัดราชบุรี ก็เป็นจังหวัดที่มีเขตการติดต่อกับจังหวัดเพชรบุรี เมื่อสมัยก่อนนั้นคุณปู่เคยเป็นนายอำเภออยู่ที่ อำเภอ ท่ายาง จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ และ คุณลุง ก็เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัด เพชรบุรี เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๗ – ๒๕๓๑ คือ คุณลุง เชาวน์วัศ สุดลาภา คือหลังจากคุณลุงเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด กรุงเทพมหานคร เมื่อ ปี ๒๕๒๒ – ๒๕๒๔ และเป็นผู้ว่าราราชการจังหวัดลพบุรี เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๐ – ๒๕๒๒ และคุณลุงก็เป็น (ส.ส) ๔ สมัย และสอบได้ที่ ๑ ทั้ง๔ สมัยซ้อน และได้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง มหาดไทย ถึง ๒ ครั้งสมัย และที่ผมกล่าวถึง จังหวัดราชบุรีนั้นทางทิศ ตะวันตก นั้นติด กับจังหวัด กาญจนบุรี ครั้นที่เมื่อสมัยที่คุณปู่ มงคล สุดลาภา เป็น นายอำเภออยู่ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถึง ๒ อำเภอ คือ อำเภอปราณบุรี อำเภอบางสะพาน และเป็น นายอำเภอที่ จังหวัด เพชรบุรีถึง ๒ อำเภอ คือ อำเภอ ชะอำ และอำเภอ ท่ายาง ก่อนที่ คุณปู่มงคล สุดลาภา จะมาเป็น นายกเทศมนตรี คนที่ ๑๖ ของอำเภอ เมือง จังหวัด กาญจนบุรี และเป็น ปลัด จังหวัด กาญจนบุรี และคุณปู่มงคล สุดลาภา ก็ได้เป็น ผู้ตรวจการกระทรวง มหาดไทย ซึ่ง ความสัมพันธ์กัน ระหว่าง (อำเภอ บ้านโป่ง) จังหวัด ราชบุรี ถึงจังหวัดเพชรบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัด กาญจนบุรี และจังหวัด สุพรรณบุรี นั้น (คุณลุงเคยเป็น นายอำเภอที่สุพรรณบุรี) ถ้าจะให้พูดกันแล้ว ตระกูล สุดลาภา ก็เป็น
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 175
นักการเมือที่มีชื่อเสียงทางด้านการปกครอง และการทำประโยชน์มากมายมหาศาล ในหลายๆด้านให้กับประเทศชาติและเขต ๗ มาช้านาน แล้ว ส่วน กระผม นาย ฑีพัตรยศ สุดลาภา ก็มี คุณแม่ เป็นคนไทย – รามัญ ในอำเภอ บ้านโป่งจังหวัดราชบุรี (ตระกูล “ติเยาว์”) และก็มีย่าใหญ่ (ย่าทวด) ต้นสกุล “สุปัญโญ” ที่ จังหวัด ลพบุรี และ คุณพ่อ ของย่าทวดผม ก็มี ยศ เป็น “เจ้าพระยา” แห่งเมืองลพบุรี เป็น(เจ้าเมือง)ในสมัยแห่ง รัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว




ประวัติ และความเชื่อของชาว รามัญ ใน อำเภอบ้านโป่ง (เมืองคนงาม) จ.ราชบุรีนายฑีพัตรยศ สุดลาภา ชื่อเล่น (ลูกหิน) คุณแม่ของผมเป็นชาวมอญรามัญ เพราะ คุณตา และ คุณยาย เป็นชาวไทย – รามัญ ทั้ง ๒ ฝ่าย ต้นตระกูล (ติเยาว์)


ประวัติและความเชื่อของชาว รามัญ ใน อำเภอบ้านโป่ง (เมืองคนงาม) จ.ราชบุรีนายฑีพัตรยศ สุดลาภา ชื่อเล่น (ลูกหิน) คุณแม่ของผมเป็นชาวมอญ (รามัญ) เพราะคุณตา กับคุณยายเป็นชาวรามัญทั้ง 2 ฝ่าย (คุณแม่นามสกุล ติเยาว์) และเล่าให้ฟังว่าสมัยเมื่อหลายร้อยปีก่อน ตระกูลทางคุณแม่ของผมนี้ได้เดินทางมาจาก กรุงหงสาวดี
แล้วเดินทางเข้ามา อยู่ใน อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี และที่บ้านของผมยังมีประเพณีประจำตระกูลก็คือการนับถือ ผีมอญ และก็มีความเคร่งในศาสนสพุทธ จากความเชื่อเรื่องผีมอญ(ผีตระกูลหรือผีบรรพบุรุษนี้ทำให้เกิดการมีประเพณี รำผีมอญ
มูลเหตุของการรำผีมอญ เนื่องมาจากความเชื่อที่ว่า ชาวมอญมีผีรักษา หรือผีประจำคระกูลเรียกเป็นการทั่วไปว่า “ผีมอญ” ซึ่งผีนี้มีหน้าที่คอยปกปักรักษาสมาชิกในครอบครัวให้อยู่เย็นเป็นสุข แต่มีข้อแม้ว่า ห้ามล่วงละเมิดหรือ “ทำผิดผี” ด้วยประการทั้งปวงเช่น ห้ามคนตั้งครรภ์ที่ไม่ใช่ลูกสาวของเจ้าเรือนนอนในเรือน ห้ามคู่สามีและภรรยาที่ไม่ได้อยู่ร่วมผีเดียวกันกับเจ้าเรือน ร่วมหลับนอนในเรือน ห้ามเจ้าเรือนกินอาหารร่วมสำรับกับแขกผู้มาเยือน ฯลฯ
การ”ผิด ผี” จะส่งผลให้คนในบ้านเกิดเจ็บไข้ไม่สบาย เมื่อหมอดูทำนายว่าเป็นเพราะผู้ กระทำ ก็จะจัดหาวันเพื่อทำพิธีรำผีมอญ ซึ่งก็คือกระบวนการแสดงขอขมา หรือลุโทษแก่โทษ ที่ได้กระทำล่วงเกินผีนั่นเอง ชาวมอญราชบุรี ไม่ทำพิธีรำผีมอญบ่อยครั้งนัก หากเลี่ยงได้ก็จะเลี่ยง เนื่องจากการรำผีมอญแต่ละครั้งจะต้องใช้เงินค่อนข้างมาก อีกประการหนึ่งเป็นการประกาศว่า บ้านเรือนหลังนี้ ได้มีผู้ทำผิดผี จึงได้เกิดการรำผีมอญเกิดขึ้น ดังนั้นวิธีการเลี่ยงที่ดีและง่าย คือการปฏิบัติกิจของคนในครอบครัวมิให้ผิดผี ซึ่งเท่ากับเป็นการคุมพฤติกรรมให้อยู่ในกรอบของความเหมาะควร เมื่อทุกคนเคารพ ถือผีของกันและกัน ก็คือการเคารพหลักให้อยู่ร่วมกันอย่างมั่นคง การนับถือผีของชาวมอญจึงเป็นเรื่องที่มีเหตุผล และเคารพยึดถืออยู่ตลอด

ประวัติและความเป็นมา
ชาว มอญ เรียกแผ่นดินตนเองว่า”รามัญประเทศ” และส่วนคำว่า”รามัญ” นั้นมาจากภาษาบาลีว่า ”รามญญ” ในปัจจุบันที่ชาวไทย-มอญ ตั้งหลักแหล่งเป็นกลุ่มใหญ่ ได้แก่อำเภอ ปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ รองลงมาคือ อำเภอบ้านโป่ง อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี และในจังหวัด
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 38
กาญจนบุรี ส่วนในตอนเหนือจะพบในจังหวัดลำปาง ลำพูน และเชียงใหม่ นอกจากนั้นยังมีกระจัดกระจายเป็นกลุ่มเล็กๆ อยู่ในจังหวัด สมุทรสงคราม นครปฐม เพชรบุรี สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา นครราชสีมา นครสวรรค์ ฉะเชิงเทรา ปราณบุรี เป็นต้น

ความเป็นมาของมอญราชบุรี ชาวมอญราชบุรีนั้นนับถือพุทธศาสนาตั้งแต่อยู่ในประเทศพม่า โดยมีหงสาวดีเป็นเมืองหลวง ครั้นเมื่อหนีภัยมาอยู่ในแดนสยาม การนับถือพระพุทธศาสนาก็ยังคงมั่นเมื่อปักหลักรวมพลตั้งเป็นชุมชนขึ้นที่ใด ก็มักจะสร้างวัดเป็นศุนย์รวมใจ เช่นเดียวกับชาวมอญรุ่มแม่น้ำแม่กลอง หลักฐานการสร้างวัดม่วง อำเภอบ้านโป่ง-- -โพธาราม ว่ามีการสร้างเมื่อในปี พ.ศ 2223 ต่อมาได้ค้นพบในคัมภีร์หมายเลข 321
ขึ้นที่วัดม่วง ความนั้นว่าผู้จารึกชื่ออุตตมะ เป็นชื่อขณะที่ยังเป็นพระ จารึกเอาไว้ในวัดม่วง แล้วเสร็จเมื่อตะวันบ่าย วันศุกร์ แรม 6 ค่ำ “ศักราช1000” หรือ พ.ศ2181 ตัวเลขศักราชที่เป็นทางการว่าวัดม่วงสร้างเมื่อ พ.ศ 2223 กับที่ค้นพบใหม่คือ พ.ศ2181 นั้นต่างกัน หากศักราชใหม่เป็นจริงนั้นแสดงว่า วัดม่วงบ้านโป่งต้องสร้างมาก่อนปีพ.ศ2181 เพราะอย่างน้อยต้องมีวัดมาแล้วก่อนที่จะมีพระภิกษุชื่อ อุตตมะมาจารึกไว้ในใบลาน แต่ประเด็นสำคัญก็คือ ชาวมอญได้ร่วมกันสร้างวัดเพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจ และวัดก็ได้มีบทบาทต่อสังคมของชาวมอญเสมอมา ภายหลังที่ชาวมอญจากถิ่นอื่นๆเช่น จากกรุงเทพฯ ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ มาอยู่อาศัยร่วมกับชาวมอญยุคบุกเบิก โดยมาอาศัยอยู่ในหมู่เครือญาติ มาแต่งงาน
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 176
เป็นเขย หรือเป็นสะใภ้กับชาวมอญด้วยกัน รวมถึงการหนีภัยสงครามจากการทิ้งระเบิดที่กรุงเทพฯ สมัยสงครามโลกครั้งที่2 จึงทำให้ชาวมอญรุ่มแม่น้ำแม่กลองขยายตัวขึ้นเป็นลำดับ ต่อมาเมื่อมีการคมนาคมและระบบชลประทานมรการพัฒนามากขึ้น เช่น การตัดถนนเข้าสู่ชุมชน การสร้างทางรถไฟผ่าน การสร้างเขื่อนเขาแหลม จังหวัดกาญจนบุรี ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวมอญราชบุรีในเขตบ้านโป่ง และโพธาราม มีคนในชุมชนออกไปทำงานรับจ้างนอกท้องถิ่น และมีคนต่างท้องถิ่นเข้ามาอยู่ในชุมชน แต่ ชาวมอญ โดยเฉพาะที่บ้านม่วง อำเภอบ้านโป่ง และตำบลคลองตาคต อำเภอโพธาราม
เป็นแหล่งชุมชนที่ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีมอญไว้ได้อย่างค่อนข้างมาก
ชุมชน บ้านม่วงนี้มีวัดม่วงเป็นศูนย์กลาง วัดม่วงเจริญมากเพราะมีหลวงปู่เข็มเป็นองค์อุปัชฌาย์ตอนนั้นองค์เดียว ชาวมอญ ชาวกระเหรี่ยงตอนเหนือลุ่มแม่น้ำแม่กลองขึ้นไปจนถึงเมืองกาญจนบุรีล่องแพมา บวช บางคนก็มาหาเจ้าภาพชาวบ้านม่วงให้บวชให้ ตนลาวจากหนองปลาหมอ และชาวมอญสองฝั่งตอนบนก็บวชที่วัดม่วงกัน
ศรัทธาสองฟากฝ่าย ชาวมอญราชบุรีนั้นเฉกเช่นชาวไทยทั่วๆไปที่มีความเชื่อดั้งเดิมในเรื่องผี ขนานไปกับการนับถือพุทธศาสนาแต่ในกรณีของชาวมอญแล้ว ดูเหมือนว่าความเชื่อทั้งสองประการจะเข้มไปคนละแบบ เพรากิติศัพท์ในเรื่องของพระมอญเคร่งพระวินัยเป็นที่เรื่องลือคงความ สมณสารูปไว้ได้มาก ถึงขั้นกล่าวกันว่า เป็นแบบอย่างให้เกิดธรรมยุติกนิกายในช่วงรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ครั้นเมื่อตั้งธรรมยุติกนิกายขึ้นแล้ว มีพระภิกษุชาวมอญ คือพระไตรสรณธัช (เย็น) นำไปเผยแพร่ที่เมืองมอญอีกทอดหนึ่ง
ชาวมอญ ราชบุรี ในท้องที่บ้านโป่งและโพธารามเองยังศรัทธามั่นคง เข้าวัด ทำบุญอยู่เสมอมา กิจการงานใดที่เนื่องด้วยพระศาสนาก็ร่วมแรงแข็งขันเป็นอันดี การปฏิบัติต่อพระสงฆ์นั้น ถือเสมือนป็นบุคคลพิเศษ อุบาสกอุบาสิกาผู้สูงวัยชาวมอญ ราชบุรี ยังเลี่ยงที่จะเหยียบหรือยืนทับเงาของพระสงฆ์ ความใส่ใจในสิ่งอันละเอียดอ่อนเช่นนี้ สื่อให้เห็นจรรยามารยาทของกลุ่มชนที่ได้รับการอบรมทางด้านศีลธรรมมาเป็น อย่างดี
ส่วนศรัทธาในอีกฝ่ายนั้น ชาวมอญราชบุรียังคงนับถือผีมอญ ซึ่งจำแนกได้เป็นหลายอย่าง เช่น ผีบรรพบุรุษ ผีตระกูล ผีเมีย ผีครูอาจารย์ ผีลูกหลาน ฯลฯ ตลอดจนผีไร้ญาติ ด้วยเหตุนี้ชาวมอญจึงนำเรื่องผีมาเป็นเรื่องจำแนก เพื่อจัดระเบียบคนในสังคมตนเอง กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ชาวมอญถือหลักความเชื่อเรื่องผีมาเป็นเกณฑ์ในการนับเครือญาติที่ร่วมถือผี เดียวกัน ถือผีต่างกัน ซึ่งวิธีการนี้น่าจะมีมาก่อนพุทธศาสนาจะเผยแพร่เข้าไปในหมู่ชาวมอญ
ความเชื่อศาสนาของชาวไทย เชื้อสาย มอญ
1. เชื่อกันว่าการทำบุญให้ทานอะไรก็ตามย่อมส่งผลถึงผู้ที่เราปรารถนาจะอุทิศ ส่วนกุศลให้ชาวไทยมอญส่วนใหญ่จะ “นิพพาน” โดยสังเกตได้จากคำอธิฐานที่ว่า “นิพพาน ปัจจะ โยโหตุ” ขอให้เป็นปัจจัย สำเร็จพระนิพพานด้วนเทอญ
2. เชื่อกันว่าการไปทำบุญ จะต้องแต่งตัวให้ถูกต้องตามกาลเทศะ ภาชนะที่ใส่อาหารไปทำบุญ จะต้องเตรียมไปอย่างปราณีต เพราะจะส่งผลไปถึงอนาคตชาติ
3.มีความเชื่อว่าการทำบุญที่ทำบุญแล้วได้บุญมากคือ
- การสร้างพระพุทธ คือ การสร้างพระพุทธรูป
- การสร้างพระธรรม คือการสร้างพระไตรปิฎก และพระอภิธรรม
- การสร้างพระสงฆ์ คือ การบวชพระ
4. มีความเชื่อ ในก
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 39
ารนับถือพระพุทธศาสนา ชาวไทยมอญมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก โดย ถือว่าพระพุทธเจ้าเป็นองค์เคารพ สักการบูชาสูงสุด
5. ความเชื่อ ในการนับถือพระพุทธศาสนา และเคร่งครัดในศาสนา พระมอญจึงถือเคร่งทางวินัยมาก ถึงกับมีคำที่ว่า “ถือศีลต้องพระไทย วินัยต้องพระมอญ” ซึ่งการถือศีลอย่างเคร่งครัดจึงเป็นต้นกำเนิดของพระธรรมยุติกนิกายในประเทศ ไทย
6. ปัจจุบันนี้พระมอญยังเคร่งครัดวินัยอยู่จะไม่เห็นพระมอญในเวลากลางวันอาบน้ำ ริมน้ำ มานั่งเล่นหน้าวัด เดินไปในหมู่บ้าน เป็นต้น
7. ในวัดมอญทุกวัด จะมีศาลเจ้าประจำมอญทุกวัด มอญเรียกว่า “ตะละพาน”
8. ชาวบ้านเคารพสถานที่ในวัด
9. ความเชื่อว่าวัดใน ช่อฟ้าใบระกา หน้าบันพัลทลายลงมาอย่าได้นำขึ้นไปอีก
10. มีความเชื่อว่าวัดใดกำลังปลุกเสกพระอยู่ ผู้หญิง สุนัข จะเข้าไปไม่ได้
11. มีความเชื่อ ในเรื่องการบวชเรียน มักจะเห็นว่า ชาวบ้านเดินผ่านหน้าโบสถ์ก็ต้องแสดงความเคารพกราบไหว้พระ ผู้หญิงห้ามเข้าไปในโบสถ์หรือบริเวณกุฏิพระ
12.มีความเชื่อ เมื่อบ้านใดมีทารกเกิดใหม่จะต้องนำทารกนั้นไปใส่ในกระด้งร่อน แล้วพูดว่า”สามวันลูกผี สี่วันลูกคน” ต่อเด็ก
13. มีความเชื่อ ในการโกนผมไฟ การโกนผมไฟ เป็นการสู่ขวัญเด็ก และสู่ขวัญบิดา มารดา เพื่อให้เกิดความสบายใจ ด้วยความเชื่อมั่นในความศักดิ์สิทธิ์ของพิธี ที่จะทำให้เป็นมงคลต่อเด็ก
14. มีความเชื่อว่า ทำดีได้ดี ทำประณีตได้ประณีต
15. มีความเชื่อ
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 177
เกี่ยวกับการปลูกเรือนว่า เวลาสร้างบ้าน เวลาปลูกสร้างบ้านเรือนให้ปลูกวันเกิดของผู้สร้าง(เจ้าของ)
16.มีความเชื่อว่า เวลาปลูกบ้านต้องปลูกให้เสาเท่ากันหมด เชื่อว่าจะมีความสุข
17. มีความเชื่อว่า เมื่อจะขึ้นบ้านใหม่จะต้องเลือกวันและมีกำหนดเวลาไว้ว่าแต่ละวันจะทำอะไร
18. มีความเชื่อเกี่ยวกับ ความกตัญญูกตเวที น้องๆควรเชื่อฟังพี่คนโตซึ่งได้ถ่ายทอดจากผีบรรพบุรุษแห่งตระกูล
19. มีความเชื่อว่า ระบบเพื่อนบ้านและระบบเครือญาติทำให้การเป็นอยู่ในสังคม มีการพึ่งพา ถ้อยที ถ้อยอาศัยกันเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน ให้ความเกรงใจและให้ความเคารพนับถือกัน
20. มีความเชื่อว่า บุคคลที่นามสกุลเดียวกัน จะจัดงานบวชนาคกับงานแต่งงานในวันเดียวกันไม่ได้
21. เมื่อมีลูกสาวที่แต่งงานแล้ว จะให้ย้ายไปอยู่ที่อื่น ไม่ไห้นอนบ้านเดียวกับพ่อแม่
22. มีความเชื่อว่า ตุ๊กตา เป็นสิ่งไม่ดี จึงห้ามนำเข้าบ้าน เพราะจะทำให้ไม่มีความสุข
23. มีความเชื่อเกี่ยวกับต้นไม้ว่าห้ามปลูกต้นราตรี ต้นลั่นทม ต้นพิกุล ไว้ในบ้าน เพราะต้นไม้เหล่านี้เป็นต้นไม้ที่อยู่ในวัด
24. มีความเชื่อว่า ต้นไม้ที่มีชื่อต่อไปนี้คือ ต้นโพธิ์ ต้นหว้า ต้นบุนนาค ต้นงิ้ว ถ้างอกขึ้นข้างๆบ้าน รีบทำลายเสียอย่าได้เก็บไว้ จะทำให้เจ้าของบ้านได้รับความเสียหาย
25. มีความเชื่อในเรื่องเต่า ชาวไทยมอญ จะไม่จับเต่ามาทำอาหาร ไม่จับตัวเต่าที่มีชีวิตเมื่อพบเห็นจึงต้องพูดว่า เต่าตัวนี้ตายแล้ว เพื่อเป็นการแก้เคล็ด แล้วนำเต่าไปปล่อย
26. มีความเชื่อว่า ศพคนตายจะต้องหันไปทางทิศเหนือ
27. มีความเชื่อว่า ภายใน 6 เดือน 9เดือน จะมีการทำพิธีไหว้ผีบ้านผีเรือน ปู่ย่า ตายาย โดยมีเครื่องไหว้ คือ กล้วย ไก่ หมู ขนมต้มแดง ขนมต้มขาว
28. มีความเชื่อว่า ที่บ้านชาวไทยมอญ จะต้องมีที่ตั้งบูชาผ๊บรรพบุรุษ มีวิธีเซ่นผี เลี้ยงผี พิธีรำผี

29. ,มีความเชื่อในการเคารพบรรพบุรุษ ไม่ว่าท่านจะล่วงลับไปแล้ว หรือว่าท่านจะมีชีวิตอยู่ก็ตามเพราะการเคารพเทิดทูนบรรพบุรุษ ย่อมนำความเจริญมาถึงตนและครอบครัวตามหลัพระพุทธศาสนาที่ว่า “ปูชะนียานัง” หมายถึงการบูชาคนที่ควรเคารพ
30. มีความเชื่อว่า บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วยังหิวโหยอยู่ ยังชอบรับประทานอาหาร ตามเทศกาล กล่าวคือ ขนมกาละแม จะมีในเทศกาลสงกรานต์ ขนมกระยาสารท มีในเทศกาลออกพรรษา ข้าวเม่าทอด มีในเทศกาลทอดกฐิน ข้าวต้มลูกโยนน้ำผึ้ง มีในวันเพ็ญเดือนสิบ
31. มีความเชื่อว่า บรรพบุรุษกับพวก เขาสามารถติดต่อกันได้ตลอดเวลา และมักจะพบว่า ผีบรรพบุรุษจะรู้ด้วยการเซ่นไหว้อยู่เสมอ การทำบุญต้องอุทิศส่วนกุศลให้ การแต่งงานถือว่าจำเป็นต้องบอกผีบรรพบุรุษทั้งสองฝ่ายรับรู้ โดยจัดสิ่งของเซ่นไหว้ เช่นผ้าขาว เหล้า ไก่ โดยผ่านเจ้าบ่าวเป็นฝ่ายจัดหา ที่เรียกว่าเครื่องขันหมากจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนหนึ่งให้เจ้าสาว เซ่นไหว้บรรพบุรุษของเจ้าสาว อีกส่วนหนึ่งให้เจ้าบ่าวนำไปเซ่นไหว้บรรพบุรุษของเจ้าบ่าว
32. มีความเชื่อว่า ผีบรรพบุรุษ เจ้าพ่อ เจ้าแม่ ที่เคารพมาแต่อยู่กรุงหงสาวดี แล้วอันเชิญมาประดิษฐานในชุมชนของตนเอง โดยปลูกศาลเจ้าให้เป็นที่สถิตดวงวิญญาณเหล่านั้น เพราะความผูกพันก็มีอยู่ตลอดเวลา
33. มีความเชื่อในเรื่องของผีบรรพบุรุษ
- ชาวไทยมอญมีความเชิอว่า ลูกชายคนโตของตระกูลจะเป็นผู้รับผีบรรพบุรุษต่อจาก บิดา มารดา หรือ คนรุ่นเก่าที่ล่วงลับไปแล้ว ที่บ้านจะมีที่ตั้งผีบรรพบุรุษ
- เชื่
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 40
อว่า ผีบรรพบุรุษจะสิงสถิตอยู่ที่เสาเอกของเรือนโดยมีสัญญาลักษณ์ที่แสดงให้เห็น ว่าเป็นเสาผี คือ หีบ หรือกระบุงใส่ผ้าผี ได้แก่ สไบ ผ้าซิ่น ผ้าขาวม้า แหวนหัวพลอยแดง แขวนไว้ที่เสาผี
34. เชื่อว่า การที่ผู้หญิงไปแต่งงานกับคนต่างตระกูลหรือต่างผี จะต้องทำพิธีคืนผีบอกกล่าวก่อนที่จะไปเข้ากับผีฝ่ายสามี
35. เชื่อว่า ผู้ใดอยู่ในตระกูลทำผิดซึ่งระเบียบหรือข้อห้ามจะทำให้มีการเจ็บป่วยเกิดขึ้นซึ่งจะต้องทำพิธีรำผี
36. เชื่อว่า ชายหญิงที่ไม่ใช่ลูกคน(คนละผีกัน) จะร่วมหลับนอนกันภายในบ้านไม่ได้
37. มีความเชื่อว่าหญิงมีครรภ์ที่ไม่ใช่ลูกสาวห้ามนอนบนเรือน
38.มี ความเชื่อว่า เมื่อมีคนในตระกูลตายหรือท้องในปีนั้น(สิ้นสุดเดือน6) ห้ามคนในตระกูลจัดพิธีต่างๆ เช่น พิธีโกนจุก แต่งงาน บวช หรือเลี้ยงผี
39. มีความเชื่อว่า หมู่บ้านชาวไทยมอญทุกหมู่บ้าน จะต้องมีศาลเจ้าประจำหมู่บ้านทุกๆ ปี หลังสงกรานต์แล้วจะต้องทำพิธี “รำเจ้า” ประจำหมู่บ้าน


สิ่งที่บ่งบอกความเป็นมอญราชบุรี
นับ จนถึงพ.ศนี้ หากมีกลุ่มชาติพันธุ์ใด ยังคงธำรงรักษาขนบประเพณีของตนไว้ได้ นับว่าเป็นความยิ่งใหญ่ และเป็นคุณูประการให้กับสังคมส่วนรวม เพราะการมีกลุ่มชาติพันธุ์ในชาติพันธุ์หนึ่งขึ้นมานั้น มิใช่จะเกิดขึ้นมาโดยง่ายซึ่งชาวมอญราชบุรีควรได้รับคำเชิดชูเกียรตินี้ เพราะยังคงรักษาลักษณะเด่นทางสายพ
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 178
ันธุ์ไว้ได้หลายประการ

ภาษามอญราชบุรี
ชาว มอญมีทั้งภาษาพูดและภาเขียนเป็นของตนเองอักษรมอญมีอิทธิพลต่อระบบการเขียน ของภาษาอื่นๆรัฐไทยสมัยสุโขทัยก็ได้แบบอย่างจากอักษรมอญ แปลงรูปแล้วนำมาเขียนในภาไทย ในปัจจุบันนี้ภาษาพม่า ภาษาไทใหญ่ ภาษากระเหรี่ยง ได้นำเอาอักษรมอญไปเขียนภาษาของตน โดยมิได้ดัดแปลง แต่เลือกเอาบางอักษร แล้วคิดระเบียบวิธีการเขียนและการออกเสียงตามอย่างภาษาของตน ชาวมอญราชบุรี เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังรักษาวัฒนธรรมภาษาเอาไว้ได้ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในหมู่ผู้สูงอายุที่ยังคงสื่อสารกันด้วยภาษามอญ
ปัจจุบันนี้ยัง หาภาษามอญที่ถือว่าเป็นมาตราฐานไม่ได้ เช่น ถิ่นพระประแดง บางขันหมาก สามโคก บางขุนเทียน เกาะเกร็ด ฯลฯ รวมทั้งถิ่นบ้านโป่งและโพธาราม ซึ่งเรียกรวมกันในที่นี้ว่าเป็นมอญราชบุรี เฉพาะมีความแตกต่างกันทางด้านเสียงสระ และ คำศัพท์ย่อยๆที่เป็นการกำหนดเรียกขึ้นมาในท้องถื่น แต่ชาวไทยที่มีเชื้อสายมอญเหล่านี้ยังสามารถใช้ภาษามอญสื่อความกันได้เช่น กัน ภาษามอญถิ่นราชบุรีจึงถือว่าเป็นสิ่งที่บ่งบอกในความเป็นคนไทยเชื้อสายมอญ ได้มาก

ที่อยู่อาศัย
เมื่อชาวไทยมอญจะสร้างบ้าน มักนิยมไปปรึกษาผู้ใหญ่ เจ้าอาวาส หรือศึกษาจากตำราที่มีชื่อว่า ” โลกะสิทธิ “ อันเป็นตำราที่อธิบายถึงเกณฑ์ โฉลก ในการสร้างบ้านใหม่
ตำรา “โลกะสิทธิ “ จะกล่าถึงเรื่องการปลูกสร้างบ้านเรือน ซึ่งต้องปฏิบัติดังนี้
๑. ดูทิศดี - ทิศร้าย
๒. ดูทำเลที่ปลูก
๓. ดูดินบริเวณที่สร้างบ้าน
๔. ดูวัน เดือน ปี ที่เหมาะจะปลูกบ้าน
๕. ดูสิ่งต่างๆที่สมควรปฏิบัติในบ้านเรือน ซึ่งถ้าปฏิบัติดีจะนำความดีมาให้ แต่ถ้าปฏิบัติไม่ดีจะนำความวิบัติมาสู่
๖. ดูการเลือกไม้เสาสำหรับการปลูกบ้าน
๗. ต้นไม้ต่างๆปลูกในบ้าน ให้ถูกตามทิศจะมีแต่สิริมงคล
บ้าน ชาวไทยมอญมักจะสร้างหันหน้าไปทางทิศเหนือ เพราะถือว่าในสมัยโบราณชาวไทยมอญอพยพถิ่นฐานมาจากทางเหนือ เมื่อย้ายเข้ามายังระลึกถึงถิ่นฐานเดิมจึงทำเช่นนั้น และเนื่องจากประเทศไทยมีแม่น้ำที่มีแนวทางจากเหนือ เมื่อปลูกบ้าน เมื่อปลูกบ้านขวางแม่น้ำโดยไม่มีทางเลือก จึงถูกเรียกว่า “มอญขวาง”
เมื่อสร้างบ้านชาวไทยมอญจะใช้กระเช้าประดับตกแต่งด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์แขวนไว้ตรงเสาทางเดียวกันว่าเป็นการทำขวัญผีเรือน
บ้าน คนไทยในสมัยก่อนจะปลูกเหมือนทรงไทย ภายในบ้านใช้ไม้แผ่นใหญ่อย่างดีปูพื้น หลังคาทำทรงต่างกันบ้างเล็กน้อย แต่ละหลังจะต้องมีกรงเหล็กที่บานหน้าต่างทุกบาน สันนิษฐานว่ามีการป้องกันไว้ไม่ให้บุตรสาวหรือสาวๆในบ้านหนีไปไหนหรือกันไม่ ให้พวกทาสหนีได้
เมื่อปลูกบ้านเสร็จแล้ว จะมีประเพณีขึ้นบ้านใหม่ ในการขึ้นบ้านใหม่ของชาวไทยมอญก็มีลักษณะคล้ายคนไทย แต่ส่วนใหญ่ยังมีความเชื่อเกี่ยวกับการเข้าสู่อาศัย ตามตำราได้กำหนดวันและวิธีเข้าอยู่บ้านใหม่ คือ
วันอาทิตย์ ก่อนจะเข้าไปในบ้านใหม่ต้องเอาของมีค่าเข้าไปในบ้านก่อน
วันจันทร์ ต้องเอาเสื่อและหมอนเข้าไปก่อน
วันอังคาร ให้เอาเงินทองเข้าไปก่อน
วันพุธ ให้กินอาหารเสียก่อนแล้วจึงเข้าไปอยู่
วันพฤหัสบดี ต้องเอาเครื่องหอมและจุดโคมเข้าไปก่อน
วันศุกร์ พ่อแม่ต้องเข้าไปก่อน
วันเสาร์ ห้ามเข้าไปอยู่ในบ้านใหม่ไม่ดี

การแต่งกายของชาวมอญ
ในยามปกติ ชาวไทยด้วยกันอาจไม่ทราบเลยว่าคนที่นั่งโดยสารรถเ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 41
มล์คันเดียวกัน คนที่เรียนร่วมมหาวิทยาลัยเดียวกัน หรือแม้คนที่เดินจ่ายตลาดแห่งเดียวกันนั้นเป็นคนเชื้อสายมอญ ต่อเมื่อได้ไปเห็นร่วมพิธีมอญ การแต่งกายแบบมอญ จึงจะจำแนกเห็นความต่างได้
การ แต่งกายเป็นอีกปัจจัยหนึ่งในการบ่งบอกว่า คนเหล่านั้นมีสายใยทางวัฒนธรรมใด เพราะทุกวันนี้โอกาสที่ชาวมอญจะแต่งกาย ที่การแสดงออกถึงการเป็นมอญก็ต้องถึงวาระงานรวมกลุ่ม เช่นวันชาติมอญ ที่จัดโดยสมาคม ไทยรามัญ หรืองานประเพณี เช่น สงกรานต์ และการไปทำบุญที่วัดในวันสำคัญทางศาสนา
รูปแบบการแต่งกายของชาวมอญ ราชบุรี ชายนุ่งโสร่งลายตารางเส้นตัดสี่เหลี่ยมหลากสี เช่นพื้นสีเขียว หรือสีม่วง เส้นลายสีเหลือง เป็นต้น นุ่งลายคอกลม มีผ้าสไบหรือผ้าขาวม้าพาดไหล่ หากเป็นการพาดอย่างเป็นงานวิธีการ จะพาดโดยให้กึ่งกลางของผ้าอยู่บริเวณใต้อกหรือใต้ราวนมแล้วตวัดชายผ้าให้ไป คล้องที่ไหล่ซ้ายและขวา หญิงชาวมอญสวมผ้าถุง ยาวเกือบถึงตาตุ่ม มีลายเล็กละเอียด สวมเสื้อแขนกุด คอกลมรัดทรง สวมทับด้วยเสื้อแขนยาวทรงกระบอก ผ้าสีอ่อน เนื้อบาง แต่ก่อนนี้มีแบบแผนว่า ถ้าเป็นหญิงสาวยังโสด จะสวมเสื้อยาวถึงข้อมือ หากมีสามี จะใส่เสื้อแขนสามส่วน
ส่วนประกอบด้านการแต่งตัวอีกอย่างหนึ่ง คือการเกล้าผมมวย มวยผมแบบมอญจะรวบเกล้าไว้ด้านหลังเหนือท้ายทอย ใช้อุปกรณ์รูปทรงตัวยู เรียกว่า อะน่ดโซ่ก เสียบแทรงเข้าไปปอยผมที่เกล้าไว้ แล้วใช้อุปกรณ์อีกชิ้นหนึ่งเรียกว่า ฮะเหลี่ยงโซ่ก รูปทรงอย่างวงเล็บปีกกา เหน็บขัดผมกับอะน่
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 179
ดโซ่
ก เพื่อกันไม่ให้ผมลุ่ยจากที่มวยไว้ แล้วนำดอกไม้ดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อก็ได้ มาเสียบแซมเพื่อสร้างความสวยงาม อุปกรณ์ประดับผมทั้งสองชิ้นนี้ นิยมทำด้วยเงิน
เมื่อเริ่มแต่งกายไปร่วม งานพิธีหรือไปทำบุญที่วัด หญิงชาวมอญนิยมพาดสไบไว้ที่ไหล่ด้วย หากอากาศเย็น สามารถใช้สไบเฉียงคลี่ห่มคลุมไหล่ได้

เครื่องใช้ประจำตัวของชาวมอญ
ชาวไทยมอญในสมัยโบราณ จะมีเครื่องประดับตกแต่งร่างกายหลายชนิด ซึ่ง ได้แก่
๑. กำไล ส่วนมาแป็นกำไลเงินสำหรับใส่ข้อเท้าของหญิง แต่ปัจจุบันไม่นิยมใช้ จะใช้สำหรับของนาคในพิธีบวชเท่านั้น
๒. เข็มขัด จะทำด้วยเงิน มักใช้เป็นเครื่องประดับของชายและหญิง
๓. ลูกปัด นำมาเป็นเครื่องประดับ ตกแต่งมักทำด้วยหินและแก้ว
๔. กระดูกสัตว์ จะนำมาทำเป็นกำไลข้อเท้า ซึ่งใช้เป็นเครื่องประดับได้อย่างหนึ่ง
๕. สำริด จะนำมาทำเป็นกำไลข้อเท้า
๖. ขมิ้น ดินสอพอง เป็นเครื่องประทินโฉม ของหญิงในสมัยโบราณ

เครื่องมือเครื่องใช้ของชาวมอญ
- ครกตำหมากทำด้วยไม้ ตะบันหมากทองเหลือง เชี่ยนหมากไม้ ทองเหลือง ไม้ปาดปูน
- กล่องยาเส้นสำหรับใส่ยาเส้น ใบตอง ใบยา
- คบเพลิง (เช่น ใบไม้ ขี้กบ ( ผสมเศษไม้จากการใสไม้ ) ดอกน้ำมันยางเอามาเป็นมัดเป็นดุ้นยาวมัดใช้เป็นเชื้อเพลิง ) ตะบันไฟ หินเหล็กไฟ เป็นเครื่องมือจุดไฟ
- ครก ( มีลักษณะเป็นอย่างหลุม สำหรับตำหรือโขลกด้วยสาก )
- กระจ่า จวักสำหรับคดข้าวหรือตักแกง ทำด้วยกะลาและไม้ มีด้ามถือ บางทีก็เรียกว่า”ตวัก”
- กระบุงเล็ก สำหรับใส่ของเล็กเช่น เครื่องยาหรือรากไม้ต่างๆ
- กระบุง เป็นภาชนะสำหรับใส่ผลิตผล เช่น ข้าวเปลือก ข้าวสาร ถั่ว งา ฯลฯ
- กระบวยภาชนะสำหรับตักน้ำดื่ม
- ทะนาน ภาชนะทำจากกะลามะพร้าว ใช้ตักข้าวสารหุง
- กรรไกรเหล็ก ใช้สำหรับตัดผม
- เตาเชิงกราน เตาหุงข้าวที่นิยมใช้ในครัวเรือน
- หม้อน้ำดินเผา สำหรับใส่น้ำดื่ม ทำจากดินเผา ฯลฯ



การทำบุญจองโอะฮตาน
ใน ช่วงเดือนมาฆะ หรือประมาณเดือนกุมภาพันธ์อากาศในสมัยอดีตยังคงหนาวเย็น ชาวมอญที่เลื่อมใสศรัทธาจึงรำลึกว่า ความหนาวไม่ปราณีผู้ใด รวมถึงพระสงฆ์องค์เจ้าที่พำนักอยู่ในวัดก็ย่อมเป็นทุกข์ เพราะความหนาวเย็นด้วย จึงเกิดศรัทธานำฟืนไปถวายพระในวัด จนเป็นประเพณีถวายฟืนแด่พระสงฆ์ เพื่อที่จะได้นำไปเป็นเชื้อเพลิงทั้งในการต้มน้ำร้อนฉัน ปรุงยา หรือก่อไฟผิงไล่ความหนาวเย็น ต่อมาจึงเหลือเป็นการสุมฟืนก่อไฟไล่หนาวถวายเป็นทาน ภาษามอญเรียกงานบุญนี้ว่า จองโอะฮตาน
จอง แปลว่า เผา หรือไฟให้ใหม้. โอะฮ ( คล้ายกับเปล่งเสียงว่า โอะ แล้วตามด้วยลมออกทางจมูก ) แปลว่า ฟืน ส่วนคำว่า ตาน หรือบางแห่งเขียนว่า ต่าน เป็นคำบาลีตรงกับคำว่าทาน หรือมอบให้ด้วยจิตที่สละแล้ว ด้วยเหตุนี้เมื่อแปลเป็นไทยจึงหมายถึงงานบุญเผาฟืนเป็นทาน
ก่อนวันมาฆะ บูชา ชาวมอญจะจัดเตรียมไม้ฟืนโดยตัดไม้ในป่าละเมาะขนาดข้อแขนหรตือขนาดที่กำถือ ได้เหมาะมือความยาวประมาณวาเศษ แต่โดยส่วนใหญ่จะเลือกใช้ไม้กระถินเพราะเมื่อเลาะเปลือกออกแล้ว เนื้อไม้จะมีสีขาว เวลานำขมิ้นที่โขลกมาไล้ตามท่อนไม้ จะช่วยขับให้ผิวไม้กลายเป็นสีเหลืองสด ผึ่งแดดหรือลมให้สีขมิ้นติดผิวไม้ฟืน
ก่อ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 42
นวันมาฆะบูชา ชาวมอญจะนำดอกไม้บรรดามีในท้องถิ่นเท่าที่จะหาได้ นำมาผูกมัดไว้ที่ปลายฟืนพร้อมกับธูป ๓ ดอก เทียน ๑ เล่ม และใบหญ้าคาแห้งอีกหนึ่งกำมือ ดอกไม้และธุปเทียน ใช้เป็นเครื่องบูชา ส่วนใบหญ้าคาใช้เป็นเชื้อไฟ ใช้เชือกมะนิลาผูก ๓ เปลาะ ที่ยอด กลาง และบริเวณโคลนฟืน ต่อจากนั้นจึงนำไปตั้งวางพิงกันไว้เป็นรูปกระโจมยอดแหลมในลานวัด ซึ่งกว่าจะถึงตอนเย็น ฟืนที่มีผู้ที่นำมาถวายก็จะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ เพราะบางครัวเรือนทำฟืนตามจำนวนสมาชิกในบ้าน
อีกสิ่งหนึ่งที่มักทำในช่วง งานบุญจองโอะฮตาน คือ การทำข้าวหลาม นับเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมเพราะฤดูนี้ชาวบ้านได้เสร็จจากธุระจากงานไร่นา มีข้าวขึ้นยุ้ง อีกทั้งนับเป็นช่วงข้าวใหม่ด้วย เมื่อนำข้าวใหม่มาทำข้าวหลาม ก็ยิ่งเพิ่มรสชาติได้ดียิ่งขึ้น ในอดีตทุกบ้านจึงพร้อมใจกันทำข้าวหลาม
วันรุ่งขึ้นก่อนฟ้าสาง ประมาณ ๔-๕ นาฬิกา ชาวมอญบ้านม่วงจะร่วมกันออกไปที่วัด นำอาหารเช่น ข้าวต้ม ข้าวปลาอาหาร และข้าวหลาม เตรียมไปถวายจังหันมื้อพิเศษ นำเสื่อปูลาดกับพื้นลานวัดเพื่อให้ผู้มาร่วมทำบุญได้นั่งรอเวลา ต่อจากนั้นมัคนายกจะจุดไฟเผาฟืนที่ทุกคนนำมาร่วมทำบุญให้ลุกไหม้โชน ครั้นฟืนสุกเป็นถ่านที่คุแดงจึงนิมนต์พระเณรทุกรูปมารับภัตตาหารเช้ามื้อ พิเศษ ท่ามกลางไออุ่นจากดวงไฟ
งานบุญนี้ เป็นการจัดขึ้นตอนเช้าตรู่ ดังนั้นลูกสาวบ้านใดที่มาวัดตอนที่พระกำลังเริ่มฉัน ก็จะถูกเหลียวมองจากชาวบ้านที่มาก่อน และได้รับการค่อนแคะว่าเป็นคนเกียจคร้าน ไม่เหมาะที่ชายใดจะหมายปองไว้เป็นภรรยา
ในอดีต ชาวมอญที่อำเภอโพธารามเคยมีงานบุญจองโอะฮตาน เช่นกัน แต่ไม่ได้จัดทำมาหลา
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 180
ยปี ประเพณีนี้จึงเหลือเป็นเพียงแห่งเดียวในหมู่ชาวมอญราชบุรี

สำรับอาหารชาวมอญราชบุรี
ชาว มอญยังดำรงชีตอยู่ในต่างจังหวัด และเป็นแหล่งชุมชนที่มิใช่ชุมชนเมือง จะมีวิธีทำอาหารกันอย่างพื้นบ้าน คือมีต้ม แกง ปิ้ง ย่าง เป็นพื้น และทำเลที่ตั้งชุมชนมักไกล้แหล่งน้ำหรือริมแม่น้ำ อาหารส่นใหญ่จึงปรุงด้วยปลา เพราะเป็นสิ่งที่หาได้ง่าย ชาวมอญจึงไม่ใช่กลุ่มคนที่มี “เมนูพิสดาร” อยู่ในตำรับอาหาร แต่มักจะนำปลาชนิดต่างๆมาปรุงกับพืชผักท้องถิ่น
อาหารแบบมอญพื้นบ้านย่าน บ้านโป่ง โพธาราม นิยมออกไปทางรสเปรี้ยว หรือส้ม ผักผลไม้ที่นำมาปรุงแกงปลา ผลพุทรานาหรือพุทราขี้นกที่มักจะเกิดขึ้นเองตามหัวไร่ปลายนา นำเอาผลห่าม ( ไม่สุกมากหรือครึ่งสุกครึ่งดิบ ) มาทุบหรือโขลกพอแตก ประสมลงไปในแกงปลา รวมกับผักอื่นๆ ซึ่งพุทราจะให้รสเปรี้ยว แกงรสชาติแบบมอญพื้นบ้าน จึงเรียกให้น้ำลายสอเพราะความเปรี้ยวที่ลงตัว
ผักอย่างอื่นที่นำมาปรุงใน หม้อแกงมอญ เพื่อเพิ่มความเปรี้ยวคือ ยอดส้มป่อย ใบมะขามอ่อน ลูกมะส้าน ใบกระเจี๊ยบแดง โดยเลือกนำเอาใบเพสลาด (คือไม่อ่อนและไม่แก่จนเกินไป ) อย่างใดอย่างหนึ่ง
นอกจากผักที่คนไทยทั่วไปบริโภคกันแล้ว ชาวมอญยังนำผล มะตาดดิบมาทำอาหารอีกด้วย แกะฝาเปลือกหุ้มรอบขั้นนอกออก แล้วเฉือนเอาเฉพาะเนื้อมาทำแกง ชาวมอญนิยมบริโภคอาหารสมุนไพรหรืออาหารตามธรรมชาติ หรืออาหารยาในชีวิตประจำทุกวัน เช่นแกงผลมะตาด แกงขนุนอ่อน แกงบอน ข้าวแช่
วัฒนธรรม การบริโภคของชาวมอญราชบุรี ถือได้ว่ามีความเป็นมอญสูงเมื่อเปรียบเทียบกับชาวมอญถิ่นอื่นๆในอีกหลายท้อง ที่ของประเทศไทย เพราะหันไปนิยมอาหารประเภทผัด หรือทอดมากขึ้น
มอญทอผ้า
เรื่อง ราวของมอญทอผ้า อาจจะไม่เป็นที่คุ้นเคยมากนักทางสื่อต่างๆ เพราะกลุ่มชาติพันธ์อื่นๆ เช่นคนพวน คนไทยยวน และชาวไทยทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้สร้างชื่อเสียงเรื่องลือมากกว่า ในความเป็นจริงชาวมอญก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่รู้กรรมวิธีถักทอใยด้ายให้กลาย เป็นผืนผ้า เพราะในอดีตก่อนที่จะมีโรงงานทอผ้า กลุ่มชาติพันธ์ต่างๆก็เรียนรู้วิธีการทอผ้ากันมานานแล้ว มีในช่วงที่บ้านเมืองเจริญนี้เท่านั้น ที่ทำให้คนหลงลืมความรู้แบบบรรพชนที่สอนให้รู้จักการทอผ้า
ชาวมอญราชบุรี ยังมีความรู้เรื่องการทอผ้า และยังทำอยู่ตราบเท่าวันนี้อยู่ที่บ้านม่วง และเหลือเพียง ครัวเรือนเดียวเท่านั้น โดยรูปแบบการทอยังใช้ กี่ซัด คือเป็นเครื่องหูกที่กางไว้กับกี่ แล้วใช้มือซัดกระสวยไปมาทางขวา แทนการใช้กี่กระตุกซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นเมื่อภายหลัง
ผู้ทอผ้าชาวมอญ ยังคงใช้แปรงหวีเครือหูกที่ทำจากแกนของดอกเตยป่า ซึ่งการหวีผูกนี้ เพื่อไม่ให้เครือหูกพันกัน โดยการใช้แปรงแตะไขมะพร้า แล้วหวีไปตามแนวยาว รูปแบบเนื้อผ้าและลวดลายผ้าทอของชาวมอญ จึงยังคงเสน่ห์เดิมๆ แบบชาวบ้าน ไม่ได้แต่งลวดลายจากภายนอกให้เกินงาม
กล่าวกันของในหมู่ของชาวมอญทั่วไป ต่างลงความเห็นว่ามอญราชบุรี ที่อำเภอบ้านโป่ง โดยเฉพาะที่บ้านม่วงและปริมณฑลโดยรอบวัดม่วงยังคงรักษาความป็นมอญไว้ได้มาก ไม่ว่าจะเป็นภาษาซึ่งยังคงเป็นผู้เฒ่าผู้แก้สื่อสารกันอยู่เสมอ อาหารมอญ และการทอผ้าประกอบกับ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 43
ชุมชนมอญราชบุรีในหลายท้องที่ ได้ตระหนักถึงบทบาทของชาวมอญราชบุรีในหลายท้องที่ ได้ตระหนักถึงบทบาทของชาวมอญ ได้ร่วมกันบริจาคทรัพย์และสิ่งของอันมีค่าไว้ให้เป็นสมบัติวัฒนธรรมในวัด ม่วง ผู้สนใจเรื่องศิลปะวัฒนธรรม ประเพณี พิธีกรรม และค่านิยมความเชื่อแบบมอญ สามารถเรียนรู้ไดจากชุมชนชาวมอญราชบุรี

ประวัติ อำเภอบ้านโป่ง
อำเภอบ้านโป่ง กับสภาพภูมิศาสตร์ ที่ตั้ง
อำเภอ บ้านโป่งอยู่ทางทิศเหนือของจังหวัดราชบุรีและที่ว่าการอำเภอบ้านโป่งตั้ง อยู่ถนนทรงพล ตำบลบ้านโป่ง (ในเขตเทศบาลเมืองอำเภอบ้านโป่ง) ระยะห่างจากจังหวัดราชบุรี ๔๒ กิโลเมตร มีทางหลวงแผ่นดิน ๒ สายผ่าน ชื่อทางหลงแผ่นดินสาย ๔ เพชรเกษม และทางหลวงแผ่นดิน สาย ๒๓๔ (บ้านโป่ง – กาญจนบุรี มีทางรถไฟผ่าน ๓ สาย คือ ทางรถไฟสายใต้ สาย หนองปลาดุก - สุพรรณบุรี และสาย หนองปลาดุก - กาญจนบุรี และมีแม่น้ำ สำคัญผ่าน ๑ สายคือ แม่น้ำแม่กลอง

พื้นที่ อำเภอบ้านโป่ง มีพื้นที่ทั้งหมด ๓๙๐ ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต ทิศเหนือ ติดต่อกับ อำเภอท่าม่วง อำเภอท่ามะกา จ.กาญจนบุรี อำเภอ กำแพงแสน จังหวัด นครปฐม
ทิศใต้ ติดต่อกับ อำเภอ โพธาราม จังหวัด ราชบุรี
ทิศตะวันออก ติดต่อกับ อำเภอ เมือง จังหวัด นครปฐม
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอ โพธาราม จังหวัดราชบุรี

สภาพ ภูมิประเทศ ส่วนใหญ่ เป็นที่ราบรุ่มเหมาสำหรับ ทำนา ทำสวน ทำไร่ มีป่า และภูเขาในท้องที่ ตำบล เขาขลุง มีแม่น้ำแม่กลองไหลผ่าน

สภาพ ภูมิอากาศ อากาศ โปร่งเย็น มี ๓ ฤดู คือ ฤดู ร้อน ฤดู หนาว และ ฤดูฝน และมีฝนชุกในระหว่าง เดือน สิงหาคม กันยายน ตุลาคม และจะแล้งมากในระหว่าง เดือน กุมภาพันธ์ มีนาคม และ เมษายน
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 181


ลำน้ำที่สำคัญ ลำน้ำที่เป็นประโยชน์ในด้านการเกษตร.. การคมนาคม..และการบริโภค คือ แม่น้ำ แม่กลอง เริ่มต้นจาก แควใหญ่ และแควน้อย มาบรรจบกันที่ตัวจังหวัดกาญจนบุรี ไหลผ่านท้องที่ อำเภอ บ้านโป่ง ที่ตำบลบัวขาว ตำบล ท่าผา ตำบล เบิกไพร ตำบลบ้านโป่ง ตำบล ปากแรต
ตำบล คุ้งพยอม ตำบล สวนกล้วย ตำบล นครชุมต์ และตำบล บ้านม่วง มีระยะประมาณ ๒๐ กิโลเมตร


ห้วย หนอง คลอง บึง มีเนื้อที่รวมแล้ว ประมาณ ๙๕๐ ไร่

ทรัพยากรธรรมชาติ คือ ลูกรัง หิน กรวด ทราย แร่ธาตุ

ประชากร และ สภาพ การปกครอง แบ่งเป็น ๒ ลักษณะ คือ การปกครองส่วน ภูมิภาค แบ่งออกเป็น ๑๕ ตำบล มีหมู่บ้าน ๑๖๕ หมู่บ้าน
และมีตำบล ดังนี้
๑. ตำบลสวนกล้วย
๒. ตำบลหนองกบ
๓. ตำบลหนองปลาหมอ
๔. ตำบลเขาขลุง
๕. ตำบลปากแรต
๖. ตำบลบัวขาว
๗. ตำบลท่าผา
๘. ตำบลนครชุมต์
๙. ตำบลดอนกระเบื้อง
๑๐. ตำบลคุ้งพยอม
๑๑. ตำบลเบิกไพร
๑๒. ตำบลหนองอ้อ
๑๓. ตำบลกรับใหญ่
๑๔. ตำบลบ้านม่วง
๑๕. ตำบลบ้านโป่ง
การปกครองส่วนท้องถิ่น แบ่งเป็น
- เทศบาล ๑ แห่ง คือ เทศบาลเมืองบ้านโป่ง
- สุขาภิบาล ๓ แห่ง คือ สุขาภิบาลท่าผา สุขาภิบาลกระจับ และสุขาภิบาลห้วยกระบอก
- มีสภาตำบล ๑๓ แห่ง
สภาพเศรษฐกิจ และ อาชีพ
- เกษตรกรรม ๘๐ %
- ทำนา ๔๐ %
- ทำไร่ ๔๐ %
- รับจ้าง ๑๒ %

- ค้าขาย ๒ %
- รับราชการหรือรัฐวิสาหกิจ ๒ %
- อื่นๆ ๔ %

การปศุสัตว์ เลี้ยงสุกร เป็ด ไก่ โค กระบือ ห่าน
การประมง เลี้ยงปลาตะเพียน กุ้งก้ามกราม ปลาดุก ปลาช่อน
การอุตสาหกรรม โรงสี ๖๗ แห่ง โรงเรื่อย ๔ แห่ง โรงงาน ๔๔๒ แห่ง
การพาณิชย์กรรม บริษัท ๒๕ แห่ง ห้างหุ้นส่วน ๓๐ แห่ง โรงแรม ๑๕ แห่ง โรงมหรสพ ๓ แห่ง

การศึกษา
- โรงเรียนกรมสามัญศึกษา ๔ แห่ง
- โรงเรียนประถมศึกษา ๕๖ แห่ง
- โรงเรียนเทศบาล ๓ แห่ง
- โรงเรียนราษฎร์ ๑๘ แห่ง

ศาสนา ประชาชนส่วนใหญ่นับถือ ศาสนสพุทธ
- วัดพุทธศาสนา ๕๕ แห่ง
- โบสถ์คริสต์ศาสนา ๑๐ แห่ง
- มัสยิด ๑ แห่ง

ศิลปวัฒนธรรม ศูนย์วัฒนธรรม อำเภอ ๑ แห่ง

ประวัติ และความเป็นมา แต่เดิมที่ตั้งของอำเภอบ้านโป่งเป็นอาณาเขตทวารวดีแต่โบราณ มีชาวอินเดีย และชาวเขมร มาตั้งหลักแหล่งทำมาหากินอยู่แถบนี้ ปรากฏตามหลักฐานว่าชาวอินเดียได้นำเอาชื่อเมืองมาตั้งชื่อในท้องถิ่นตะวัน ออก ของแม่น้ำแม่กลองและเป็นหมู่บ้านของตำบลท่าผา ในปัจจุบันนี้ ชื่อว่า หมู่บ้าน “ โกสินารายณ์ “ ตามจดหมายเหตุของราชบุรี ร. ศ ๑๑๖ กล่าวว่าอำเภอบ้านโป่งแต่เดิมตั้งอยู่ที่ตำบลท่าผา ต่อมา ร. ศ ๑๒๔ ร
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 44
ัฐบาลได้สร้างทางรถไฟสายใต้ขึ้น และเห็นว่า ถ้าหากอำเภออยู่ที่ท่าผาแล้ว การคมนาคมไม่สู้สะดวก จึงย้ายที่ว่าการอำเภอ มาตั้งที่ตำบลบ้านโป่ง เรียกว่า อำเภอบ้านโป่ง สืบถึงทุกวันนี้ บริเวณที่ตั้งอำเภอ บ้านโป่ง เดิมเป็นป่าโปร่ง สัตว์ชอบมาอาศัยและกินดินโป่ง ( เป็นดินที่มสีรสเค็ม ) โดยเฉพาะสัตว์พวกเรียงผา จะชอบมาก ตามตำนานเก่าแก่อ้างว่า คำว่า “บ้านโป่ง “ เดิมทีเรียกว่า “บ้านทับโป่ง” ซึ่งเล่ากันว่า มีกระท่อม หรือ บ้าน (ทับ) อยู่ข้างดินโป่ง แต่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า บ้านโป่ง เพราสะดวกและสั้นดี ต่อมาทางราชการได้เปลี่ยนชื่อเป็น อำเภอบ้านโป่งตามไปด้วน อำเภอ บ้านโป่ง เคยโอนไปอยู่กับ จังหวัด กาญจนบุรีครั้งหนึ่ง ระหว่าง สงครามมหาเอเชียบูรพา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๕ และโอนกลับมาจังหวัดราชบุรีตามเดิม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๙

สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์

๑. สระโกสินารายณ์
เป็น สระโบราณมีเนื้อที่กว้างขวางถึง ๕๐ ไร่ ครั้งหนึ่งเป็นที่เลื่องลือกันว่า น้ำในศักดิ์สิทธิ์มากสามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้นานัปการ ผู้คนจากทั่วสารทิศ จึงพากันมาตักน้ำอาบและดื่มกินในทางโบราณคดี สระโกสินารายณ์นี้ เป็นส่วนหนึ่งของเมืองโบราณ กรมศิลปากรเคยสำรวจพบคันดินแนวกำแพง เหลือ ๓ ด้าน แต่ละด้าน ยาวเกือบ ๑ กิโลเมตร ภายในเมืองมีการขุดสระไว้หลายสระ ชาวบ้านเรียกชื่อ ต่างๆกัน บางสระมีลำรางเล็กๆ ขุดไขน้ำจากแม่น้ำแม่กลองเข้ามา ส่วนสระโกสินารายณ์นี้ แม้ตั้งอยู่นอกเมือง แต่ก็ชิดกับกำแพงเมือง นอกจากนี้ที่เนินจอมปราสาทในอาณาบริเวณเมืองเก่า ยังขุดพบกรอบประตูและกลีบขนุนหินทรายแดง จึงสันนิษฐานว่า ตรงนั้นเคยเป็นพระปรางค์ใหญ่ ทั้งยังพบสิ่งต่างๆ อีกมาก ทั้งหมดเป็นศิลปะของสมัยลพบุรี แต่ที่สำคัญที่สุด คือ รูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร เปร่งรัศมีขนาดใหญ่ ทำด้วยหินปูนสีทรายแดงอีกอันหนึ่ง เข้าใจว่าป็นที่รองรับพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรองค์นั้น ของที่ขุดพบจากเมืองโบราณแห่งนี้เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร
สรโกสินารายณ์ ปัจจุบันเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวอำเภอ บ้านโป่ง เพราะมีต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นเรียงรายอยู่สองฟากถนนรอบสระ อยู่ในเขตต
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 182
ำบลท่าผา หลังโรงงานกระดาษ สยามคราฟท์ ไม่ห่างจากตัวอำเภอบ้านโป่งมากนัก



๒. ศาลเจ้าแม่เบิกไพร
ตั้ง อยู่ที่ตำบลเบิกไพร อำเภอบ้านโป่ง เป็นศาลศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เคารพสักการะของคนในท้องถิ่นและจังหวัดใกล้เคียง มาช้านาน แต่ไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดว่าสร้างขึ้นในสมัยใดนอกจากมีประวัติเล่าว่า ครั้นเมื่อ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสไทรโยค ได้เสด็จมาที่ศาลเจ้าแม่เบิกไพรนี้ถึง ๒ ครั้ง

๓. ค่ายหลวงบ้านโป่ง
เข้า ใจกันว่า เป็นค่ายที่สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นสถานที่ที่พระองค์เคยเสด็จไปประทับ และทรงนำเอากองเสือป่าไปพัก ชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียง เรียกกันเพียงสั้นๆว่า “ค่ายหลวงบ้านโป่ง” สภาพของค่ายเท่าที่ปรากฏอยู่ก็คือ สันเนินและแนวคู อยู่ในตัวอำเภอบ้านโป่ง ทางทิศเหนือมีอาณาเขต จากริมแม่น้ำแม่กลอง ไปถึงถนนสาย ๑๘ เนื่องจากค่ายแห่งนี้เป็นเพียงที่พักชั่วคราว สิ่งปลูกสร้างทั้งหลายจึงไม่ถาวรหลงเหลืออยู่จนถึงปัจจุบัน



ประวัติคุณปู่ มงคล สุดลาภา
ประวัติ คุณปู่ มงคล สุดลาภา
ประวัติ เป็น นายอำเภอ ปราณบุรี จ. ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2502
เป็น นายอำเภอ บางสะพาน จ. ประจวบคีรีขันธ์
เป็น นายอำเภอ ชะอำ จ. เพชรบุรี
เป็น นายอำเภอ ท่ายาง จ. เพชรบุรี
เป็น รองผู้ว่าราชการจังหวัด ศรีษะเกศ
เป็น นายกเทศมนตรี อำเภอ เมือง จ. กาญจนบุรี
เป็น ปลัดจังหวัดกาญจนบุรี
เป็น ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย


นาย มงคล สุดลาภา รูปสมัยเป็นนายกเทศมนตรี เมืองกาจนบุรี คนที่ 16

นายมงคล สุดลาภา1 ต.ค. 2516 - 27 พ.ย. 2517
นายกเทศมนตรีคนที่ 1 นายกเทศมนตรีคนที่ 2 นายกเทศมนตรีคนที่ 3 นายกเทศมนตรีคนที่ 4

ขุนหิรัญประศาสตร์ (กลม พัฒนมาศ)
พ.ศ. 2479 - พ.ศ. 2481
พ.ศ. 2494 - พ.ศ. 2499 สวัสดิ์ สาระศาสิน
พ.ศ. 2481 - พ.ศ. 2483 นายบุญผ่อง สิริเวชชะพันธุ์
พ.ศ. 2483 - พ.ศ. 2485
พ.ศ. 2489 - พ.ศ. 2492 นายนิยม สินค้าเจริญ
พ.ศ. 2485 - พ.ศ. 2489

นายกเทศมนตรีคนที่ 5 นายกเทศมนตรีคนที่ 6 นายกเทศมนตรีคนที่ 7 นายกเทศมนตรีคนที่ 8

นายชำนาญ พงษ์สวัสดิ์
พ.ศ. 2492
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 45
- พ.ศ. 2492 นายแผน สิริเวชชะพันธุ์
พ.ศ. 2492 --พ.ศ. 2494 นายสมาน บุญอารักษ์
พ.ศ. 2499 - พ.ศ. 2499 นายประทีป ประเสริฐกุล
พ.ศ. 2499 - พ.ศ. 2501

นายกเทศมนตรีคนที่ 9 นายกเทศมนตรีคนที่ 10 นายกเทศมนตรีคนที่ 11 นายกเทศมนตรีคนที่ 12

นายสมจิตต์ ราคา
พ.ศ. 2501 - พ.ศ. 2502 นายอมร บุญลิขิต
พ.ศ. 2502 - พ.ศ. 2503 ร.ต.ต.สะอาด สุจริตจันทร์
พ.ศ. 2503 - พ.ศ. 2504 นายเฉลย รุ่งสว่าง
พ.ศ. 2504 - 2504

นายกเทศมนตรีคนที่ 13 นายกเทศมนตรีคนที่ 14 นายกเทศมนตรีคนที่ 15 นายกเทศมนตรีคนที่ 16

นายสวัสดิ์ ตุลยสุวรรณ
พ.ศ. 2504 - พ.ศ. 2506 นายชัยทัต สุนทรพิพิธ
พ.ศ. 2506 - พ.ศ. 2511 ร.ต. สมจิตต์ เสตะพันธุ
พ.ศ. 2511 - พ.ศ. 2515
9 ม.ค. 2516 - 1 ต.ค. 251 นายมงคล สุดลาภา
1 ต.ค. 2516 - 27 พ.ย. 2517
นายกเทศมนตรีคนที่ 17
นายกเทศมนตรีคนที่ 18 นายกเทศมนตรีคนที่ 19 นายกเทศมนตรีคนที่ 20

นายนิทัศน์ ถนอมทรัพย์
27 พ.ย. 2517 - 28 พ.ย. 2538 นายประสิทธิ์ โอภาสทิพากร
28 พ.ย. 2538 - 10 ม.ค. 2546 นางสมบูรณ์ สาระศาลิน
10 ม.ค. 2543 - 2546 นายประสิทธิ์ โอภาสทิพากร
ปัจจุบัน


รคนปัจจุบันคนที่20ายชื่อ นายกเทศมนตรี เมืองกาญจนบุรี ตั้งแต่(อดีต)คนที่ 1 ถึง
นายมงคล สุดลาภา ผู้ก่อตั้งโรงเรียน เมืองปราณบุรี ต.ปราณบุรี อ.ปราณบุรี
จ. ประจวบคีรีขันธ์

ประวัติโรงเรียนเมืองปราณบุรี
โรงเรียน เมืองปราณบุรีตั้งอยู่เลขที่ 73 ตำบลปราณบุรี อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาแบบสหศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประจวบคีรีขันธ์เขต 2 เริ่มเปิดสอน ครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2502 โดยนายมงคล สุดลาภา นายอำเภอปราณบุรี เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งขึ้น ตาม คำสั่งที่ 5981/2502 ลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2502 ให้เปิดเป็นโรงเรียนวิสามัญตอนปลาย โดยใช้สถานที่ สโมสรข้าราชการอำเภอปราณบุรี เป็นสถานที่เรียนชั่วคราว มีนักเรียนทั้งหมด 25 คน เป็นชาย 14 คน หญิง 11 คน มีนายนิยม พุทธิเภษัช ศึกษาธิการอำเภอปราณบุรี ดำรงตำแหน่งผู้รักษาการ ครูใหญ่ และนายทันรุจิเลข ผู้ช่วยศึกษาธิการอำเภอเป็นครูผู้สอน ปี 20 - 70 2504 ได้รับบริจาคที่ดิน จำนวน 13 ไร่ 1 งาน 38 ตารางวา จากนายจรัส นิตยธรรมให้สร้างโรงเรียนเมืองปราณบุรี ปี 2508 ได้งบประมาณเพิ่มเติมซื้อที่ดิน จากนายจรัส นิตยธรรมจำนวน 12 ไร่ 1 งาน 42 ตารางวา รวมเป็นที่ดินทั้งหมด 25 ไร่ 2 งาน 42 ตารางวา


และประวัติของคุณลุง เชาวน์วัศ สุดล
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 183
าภา ครั้งมีความผูกพันธ์ กับจังหวัด เพชรบุรี และจังหวัดสุพรรณบุรี และ จังหวัดราชบุรี



ประวัติการทำงานของพณฯ ท่านคุณลุง เชาวน์วัศ สุดลาภา

นาย เชาน์วัศ สุดลาภา เกิดวันที่ 1 มิถุนายา พ.ศ 2476
ที่อยู่กรุงเทพฯ เลขที่ 511/46 ถ. จรัลสนิทวงศ์ 37 เขต บางกอกน้อย จ. กรุงเทพฯ โทร 024123742
ที่อยู่ลพบุรี เลขที่ 155 ต.วังขนอนขว้าง อ.โคกสำโรง จ. ลพบุรี โทร 036441686
ภริยา ชื่อ นาง กมลทิพย์ สุดลาภา อดีต นางงาม ประจำจังหวัดสงขลา เมื่อ 50กว่าปีที่แล้ว
การศึกษา ปริญญาตรี และ ปริญญาโท มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
จบการศึกษา Diploma ทางรัฐประสาสน์ศาสตร์ กรุง บรอน์ประเทศเยอรมันนี
Diploma ทางรัฐประสาสน์ศาสตร์ กรุง เฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์
ปริญญาเอก กิตติมศักดิ์ จาก 2 มหาวิทยาลัย ในประเทศ สหรัฐอเมริกา
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ม ป.ช มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก
- สำนักเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร

ประวัติการ ทำงาน เคยดำรงตำแหน่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัด ลพบุรี 4 สมัย ใน ปี พ.ศ 2531 / 2535/1 / 2535/2 / 2538 และสอบได้ (ส.ส) ที่ 1 ทั้งสี่สมัย

ผู้ช่วยเลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปี 2507 - 2511
เลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปี 2515 - 2517
สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ วุฒิสมาชิก ปี 2515
ผู้ว่าราชการ จังหวัด พังงา ปี 2519 - 2520
ผู้ว่าราชการ จังหวัด ลพบุรี ปี 2520 -2522
ผู้ว่าราชการจังหวัด กรุงเทพมหานคร ปี 2522 -2524
ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 46
ปี 2524 - 2526
ผู้ว่าราชการ จังหวัด เพชรบุรี ปี 2527 - 2531
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัด ลพบุรี (สอบได้ที่ 1 ทั้ง 4 สมัย ซ้อน)
ประธานคณะกรรมการศึกษา ผู้แทนราษฎร ปี 2531 - 2535
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย 2 สมัย ปี 2533 – 2535 -2536
รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ปี 2535




ความเป็นมาความสัมพันธ์กันระหว่างพณฯ ท่านเชาวน์วัศ สุดลาภา

กับดร.วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์




วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ (Vongsak Swasdipanich)

ปัจจุบันเป็น ผู้ว่าราชการจังหวัด ราชบุรี2550
วงศ์ ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ (Vongsak Swasdipanich) ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย เกิด ๆ๒๗ มิถุนายน ๒๔๙๔ อายุ ๕๔ ปีเต็ม ภูมิลำเนาอำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด บุตรคนที่ ๕ ของเจริญ - ซิวเจียง สวัสดิ์พาณิชย์
อนันต์ สวัสดิ์พาณิชย์ พี่ชายคนโต ประกอบธุรกิจการเกษตรที่จังหวัดร้อยเอ็ด มนตรี สวัสดิ์พาณิชย์ พี่ชายคนรอง ประกอบธุรกิจน้ำแร่ดื่มที่จังหวัดร้อยเอ็ด ชูศรี ไวทยาวันศิริ พี่สาวคนที่สาม ประกอบธุรกิจเภสัชและกิจการโรงแรมที่จังหวัดนครราชสีมา รองศาสตราจารย์ ดร. สุวพงษ์ สวัสดิ์พาณิชย์ พี่ชายคนที่สี่ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตสกลนคร เกรียงศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ น้องชาย นิติกรธนาคารกรุงเทพ จำกัด สำนักงานใหญ่ และมัชฌา นราสวัสดิ์ น้องสาวคนเล็ก ประกอบธุรกิจอะไหล่รถจักรยานยนต์ที่จังหวัดร้อยเอ็ด
การศึกษาชั้นประถม โรงเรียนบ้านอาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด มัธยมต้นโรงเรียนร้อยเอ็ดวิทยาลัย ออกไปเข้า ม.ศ. ๓ ที่วิทยาลัยบางแสน ตามคำแนะนำของญาติผู้ใหญ่ ดร. ก่อ สวัสดิ์พาณิชย์ บิดาของศิโรตม์ สวัสดิ์พาณิชย์ อธิบดีกรมสรรพากร และมัธยมปลายโรงเรียนจรัสสมรอนุศาสน์ ยานนาวา กรุงเทพฯ
เป็นน้องใหม่ภาค วิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปีการศึกษา ๒๕๑๓ เพราะอยากเป็นนายอำเภอ โดยมีอุดม พัวสกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูนเป็นเพื่อนร่วมรุ่น
เรียนแบบไม่หยุดพักทั้งภาค เล็กและภาคใหญ่ ย่นเวลาเหลือ ๓ ปี ทั้ง ๆ ที่อาจารย์เตือนว่าถ้าพลาดละก็เจ็บกว่าคนเรียน ๔ ปี แต่ก็ได้รัฐศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา ๒๕๑๕ รับพระราชทานปริญญาพร้อมรุ่นพี่ในปี ๒๕๑๖
๐ ๐ ๐
นั่ง รถไฟเข้ากรุงเทพฯ ไปพบเชาว์วัศน์ สุดลาภา เลขานุการจอมพล ประภาส จารุเสถียร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น เพื่อขอฝึกงานโดยไม่ต้องการเงินเดือน
เชาวน์วัศ สุดลาภา ชอบใจที่กล้าเดินเข้ามาหาทั้ง ๆ ที่ไม่เคยรู้จักกัน
แต่พรรคพวกพามาฝากเยอะ ก็เลยรับไว้ทั้งธรรมศาสตร์ จุฬาฯ และเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยละ ๑ คน ได้เป็นลูกจ้างชั่วคราวสมใจ
ทำได้ไม่กี่เดือนก็เกิดเหตุการณ์ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๑๖
ภารกิจ ที่ไม่เคยคิดมาก่อนในชีวิตคือพาเชาว์วัศน์ สุดลาภา หลีกลี้ผู้คนไปหลบภัยที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ ถนนราชดำเนิน โรงแรม ๙๙ บางลำภู โรงแรมพาร์ลิเมนท์ ถนนวิสุทธิกษัตริย์ และโรงแรมวงเวียน ๒๒ กรกฎาคม จนเงินหมด
เชาวน์วัศ สุดลาภา ให้นำแฟ้มบัญชีเจ้าหน้าที่มาเปิดดูว่ารู้จักใครที่ไว้ใจได้บ้าง แล้วโทรศัพท์บอกเขามาช่วยจ่ายเงินให้ที จากนั้นก็พาเชาน์วัศ สุดลาภา ไปส่งที่อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แล้วพาภริยาของเชาน์วัศ สุดลาภา ขึ้นรถไฟล่องใต้ไปส่งที่จั
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 184
งหวัดสงขลา ก่อนจะกลับมารายงานตัวที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) สวนรื่นฤดี พร้อมกับพันตำรวจเอก สุทิน เอมะพัฒน์ ช่วยราชการสำนักงานเลขานุการรัฐมนตรีในขณะนั้น
สามวันสามคืนในสวนรื่นฤดี ได้รับรู้เรื่องราวหลายอย่าง รวมทั้งการเจรจาของจอมพล ถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และนายทหารระดับสูง อาทิ พลเอก กฤษณ์ สีวะรา และพันเอก ณรงค์ กิตติขจร เป็นต้น
เด็กกว่าเขาเพื่อน จึงรับหน้าที่ให้บริการอาหารเครื่องดื่มแก่ผู้ใหญ่ใน กอ.รมน.
หลังหายตื่นเต้นจากเหตุการณ์ที่ค่อย ๆ สงบลง ก็นึกขึ้นได้ว่าไปสอบแข่งขันเป็นปลัดอำเภอเอาไว้
แวะไปดู จึงรู้ว่าติด
๑ พฤษภาคม ๒๕๑๘ ได้รับการบรรจุเป็นปลัดอำเภอตรี กิ่งอำเภอปทุมรัตน์ ร้อยเอ็ด จังหวัดบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง
ทำ งานได้ปีเดียว ผู้ว่าราชการจังหวัดแวะมาตรวจราชการแล้วเห็นหน่วยก้าน สั่งให้เข้ามาเป็นปลัดอำเภอตรี อำเภอเมืองร้อยเอ็ด พร้อมกับสอบได้ชั้นโท (เจ้าพนักงานปกครอง ๔)
๒๕๑๙ ศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านบริหารรัฐกิจที่ Kentucky State University (KSU), Frankfort, Kentucky สหรัฐฯ
๒๕๒๐ ได้ปริญญา Master of Public Affairs (Planning)
บินกลับมาประจำกองการศึกษาประชาบาล จนกระทั่งสอบได้ระดับ ๕
กันยายน ๒๕๒๒ ย
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 47
้ายไปเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน ๕ สำนักงานจังหวัดเลย ปีถัดมาย้ายไปลงตำแหน่งเดียวกันที่จังหวัดพิจิตร
ธันวาคม ๒๕๒๕ ย้ายไปเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน จังหวัดศรีสะเกษ หลังสอบได้ระดับ ๖
อยู่ศรีสะเกษ ๕ ปีเต็ม จึงได้ย้ายไปรักษาการหัวหน้าฝ่ายแผนและโครงการ จังหวัดอุบลราชธานี
ตุลาคม ๒๕๓๓ ได้รับแต่งตั้งให้รักษาการหัวหน้าสำนักงานจังหวัดอุบลราชธานี หลังสอบได้ระดับ ๗
เพียงปีเดียวก็สอบได้ระดับ ๘
ธันวาคม ๒๕๓๔ ได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าสำนักงานจังหวัดมุกดาหาร (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน ๘)
จากนั้น เข้ารับการอบรมหลักสูตรนักบริหารมหาดไทย ระดับ ๘ สถาบันดำรงราชานุภาพ ๔๕ วัน
เมื่อ ชนะศักดิ์ ยุวบูรณ์ ย้ายไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้ทำเรื่องขอผู้จบปริญญาโทจากต่างประเทศมาเป็นหัวหน้าสำนักงานจังหวัดเพื่อ ช่วยงาน SEA Games ซึ่งเชียงใหม่เป็นเจ้าภาพ
กระทรวงฯ ส่งชื่อมาให้ ๒ คน แต่คนแรกขออยู่ที่เก่า หัวหน้าสำนักงานจังหวัดเชียงใหม่จึงกลายเป็นวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์
ยังไม่ทันจะเดินทางไป อารีย์ วงศ์อารยะ ปลัดกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้นโทรศัพท์มาหา บอกว่าคงจะไม่ได้ไปเชียงใหม่แล้วละ
ไม่เป็นไร เพราะก็ไม่อยากไปอยู่แล้ว
หัว หน้าสำนักงานจังหวัดเชียงใหม่ตัวจริงไม่ใช่ใครที่ไหน พระนาย สุวรรณรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นนายอำเภออมก๋อยในขณะนั้น
เมษายน ๒๕๓๕ ได้รับคำสั่งใหม่ให้มาเป็นหัวหน้าสำนักงานจังหวัดสมุทรปราการ
แต่คนเก่าขออยู่ต่อ ในขณะที่คนใหม่ก็ไม่สมัครใจจะไป จึงไม่ได้ไปทั้งเชียงใหม่และสมุทรปราการทั้ง ๆ ที่คำสั่งออกมาแล้ว
สรุปแล้วได้อยู่ที่เดิม คือ มุกดาหาร
ตุลาคม ๒๕๓๖ ย้ายไปเป็น หัวหน้าสำนักงานจังหวัดขอนแก่น
๐ ๐ ๐
เมื่อกระทรวงมหาดไทยปรับโครงสร้างภายในแยก 'ฝ่ายแผนพัฒนาจังหวัด' ออกจาก 'สำนักนโยบายและแผน' แล้วยกขึ้นเป็นหน่วยงานระดับกอง
ชนะ ศักดิ์ ยุวบูรณ์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นึกถึงคนที่เคยขอไปช่วยงาน SEA Games แล้วไม่ได้มาทำงานด้วยกันเมื่อครั้งยังเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ หนนี้คงไม่มีปัญหา
พฤศจิกายน ๒๕๓๗ จึงได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการกองแผนพัฒนาจังหวัด สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย คนแรก
คน ในกระทรวงมหาดไทยด้วยกันไม่ได้หมายความว่าจะมีโอกาสเติบโตหรือได้รับการ พิจารณาให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดถ้าไม่ผ่านการเป็นปลัดอำเภอ นายอำเภอ ปลัดจังหวัด และรองผู้ว่าราชการจังหวัด ก็ยากที่จะได้ขึ้นเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด เช่น ข้าราชการมหาดไทยระดับ ๔ - ๕ ถ้าโอนมาจากสายปกครองแล้ว โอกาสในการเข้าโรงเรียนนายอำเภอจะน้อยลง
เมื่อไม่ได้เรียนก็ไม่ได้เป็นนายอำเภอ
แต่ ถ้าได้เป็นผู้อำนวยการกอง ในสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยแล้ว ยังมีโอกาสที่จะได้รับการพิจารณาแต่งตั้งเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัด เส้นทางไปสู่การเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดจึงไม่ถึงกับตีบตัน ผนวกกับการปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนมาตลอด เงินเดือนที่ได้รับก็สูงเต็มขั้น ผลงานใหม่ก็ได้ใช้ความรู้ด้านการวางแผนที่ได้ร่ำเรียนมา
ตุลาคม ๒๕๓๙ จึงได้รับแต่งตั้งเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี โดยไม่ผ่านการเป็นนายอำเภอและปลัดจังหวัด ขณะมีอายุน้อยที่สุดในบรรดาคนเป็นรองผู้ว่าฯ ด้วยกัน โดยไม่เคยวิ่งเต้นให้ได้มาซึ่งตำแหน่ง
จากนั้น กลับไปเข้ารับการอบรมหลักสูตรนักบริหารมหาดไทย ระดับ ๙ สถาบันดำรงราชานุภาพ นาน ๖ เดือนเต็ม จึงกลับมาทำงานต่อ
แม้ยังไม่มีอำนาจเต็มเหมือนผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ก็หนีไม่พ้นการใช้หลักนักบริหาร (องค์กร) นักพัฒนา (โ
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 185
ครงการ) และนักปกครอง (คน) ขาดไปหลักใดหลักหนึ่งก็ไม่ได้
งาน ที่ได้รับมอบหมายจากพลากร สุวรรณรัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานีในขณะนั้น คือการจัดตั้งเขตอุตสาหกรรม อันทำให้ปัตตานีเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีโรงงานด้านอุตสาหกรรมการเกษตรขนาด ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ อาทิ โรงงานปลากระป๋อง โรงงานปลาป่น โรงงานอาหารสัตว์ เป็นต้น
อีกงานหนึ่งคือคือโครงการจัดตั้งธนาคารอิสลาม (Islamic Bank)
และ ที่ได้รับมอบหมายเป็นพิเศษคือการเป็นตัวแทนผู้ว่าราชการจังหวัดใน ๔ จังหวัดภาคใต้เข้าร่วมประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และมาเลเซีย
เนื่องจากจังหวัดภูเก็ตมีเป้าหมายในการเป็นเมือง หน้าต่างโลก พีระพงศ์ จำนงเฉลิมฉัตร ผู้ว่าราชการจังหวัดในขณะนั้นจึงทำเรื่องขอตัว เพราะเห็นศักยภาพที่ปัตตานี
ตุลาคม ๒๕๔๐ ย้ายไปดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต โดยมีชาวไทยมุสลิม ๗ คันรถ ตามมาส่งถึงตัวเกาะ
๐ ๐ ๐
ที่ ภูเก็ต รับผิดชอบงานด้านเศรษฐกิจ โดยมีภารกิจหลักพัฒนาการท่องเที่ยว ซึ่งช่วงนั้นมีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเต็มที่ จนไม่ทันกับการดูแลรักษา
แต่ก็ไม่ง่ายในการจัดระเบียบ เพราะ 'ผลประโยชน์' คืออุปสรรคสำคัญ โดยเฉพาะป่าตอง
'สารสนเทศ' คือ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 48
หัวใจสำคัญในการบริหารจัดการ
หลังตามเก็บรายชื่อชาวบ้านร้านถิ่นมาแยกเป็นหมวดหมู่จนรู้ใครเป็นใคร และรู้ต่อไปถึงอิทธิพลที่มีผลทั้งทางบวกและลบต่อการจัดระเบียบ
ผล พวงจากการจัดทำสารสนเทศ ทำให้เห็นภาพด้านประชากรศาสตร์อย่างชัดเจนของคนภูเก็ต จึงมีโอกาสได้เชื่อมโยงคนไทยมุสลิมซึ่งมีอยู่ร้อยละ ๓๕ มาช่วยกันพัฒนาภูเก็ต
และหลังการเดินเท้าย่ำป่าตอง ยังทำให้รู้ว่าหนึ่งในกลุ่มผู้สร้างปัญหาจุ๊ก ๆ จิ๊ก ๆ ไม่ใช่ใครที่ไหน พวกแผงหลัก แผงลอย รถเข็น และคานหาบ เร่ขายตำบักหุ่ง (ใส่หรือไม่ใส่ปลาแดกก็แล้วแต่) ไปจนถึงรถสองแถว และนวดโบราณทั้งที่อยู่ในตึกและริมชายหาด
พอได้ยินเขาส่งเสียง ก็รู้ว่าไม่ใช่ใครที่ไหน จัดแจงส่งภาษาเดียวกัน
ป่า ตองค่อย ๆ มีระเบียบขึ้นโดยลำดับหลังหลังเปลี่ยนผู้ว่าราชการจังหวัดอีก ๒ คน คือ พงศ์โพยม วาศภูติ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาในปัจจุบัน และชาญชัย สุนทรมัฏฐ์ รองปลัดกระทรวงฯ ฝ่ายความมั่นคงในปัจจุบัน
เป็นรองผู้ว่าฯ ภูเก็ตครบ ๔ ปี แต่เปลี่ยนผู้ว่าฯ ปีละคน
ตุลาคม ๒๕๔๔ ย้ายไปเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง พร้อมกับเข้าศึกษาที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปรอ. ๔๔๑๔) เป็นเวลา ๑ ปีเต็ม
เพื่อน ร่วมรุ่นที่กำลังขั้วตำแหน่งใหม่ในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ อาทิ พลเรือเอก สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ว่าที่ผู้บัญชาการทหารเรือ พลเรือเอก วิชัย ยุวนางกูร ว่าที่รองผู้บัญชาการทหารเรือ พลเรือเอก นพพร อาชวาคม ว่าที่ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ พลเอก พรชัย กรานเลิศ ว่าที่ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก พลอากาศเอก พรชัย รามโกมุท ว่าที่ผู้บัญชาการกองบัญชาการสนับสนุนทหารอากาศ พลตำรวจโท ชลอ ชูวงษ์ และพลตำรวจโท วิโรจน์ พหลเวชช์ ว่าที่ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นต้น
ส่วนเพื่อนร่วมรุ่นที่มาจากกระทรวงเดียวกัน ได้แก่ เจตน์ ธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น พระนาย สุวรรณรัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี วิชม ทองสงค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ปรีชา บุตรศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ เมฆินทร์ เมธาวิกูล ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ปานชัย บวรรัตนปราน ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร และสุธี มากบุญ ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร
๐ ๐ ๐
๑ ตุลาคม ๒๕๔๕ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย หลังจบ วปอ.
'หนองคาย' จังหวัดชายแดนติดแม่น้ำโขงได้ชื่อว่าน่าอยู่อันดับ ๗ ของโลก เป็นดินแดนชุ่มน้ำอันดับ ๑,๐๙๘ ของโลก เป็นเมืองที่มีนักบวชและนักพรตมากที่สุดในเอเชีย และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยยังจัดให้เป็น ๑ ใน ๕ จังหวัดที่น่าอาศัยระยะยาวอีกด้วย
ฟังแล้วน่าชื่นชม แต่ไม่มีอะไรในกอไผ่ที่จะผลักดันให้คนต่างถิ่นหรือต่างชาติอยากมาเที่ยวและ ลงทุนเพื่อให้คนหนองคายมีรายได้ดีขึ้น ขณะที่บางคนในภาครัฐกลับทำงานผิดช่องทาง
ประสบการณ์จากการเป็นหัวหน้าสำนักงานจังหวัดและรองผู้ว่าราชการจังหวัดช่วยให้ไม่ต้องเสียเวลาเริ่มต้นเท่าใดนัก
ข้อมูล ข่าวสารที่ถูกต้องเป็นเรื่องสำคัญ ระยะแรกจึงต้องอาศัย Honda, Silver Shadow คันใหญ่ ขับตระเวณเข้าไปตรวจพื้นที่ทุกสัปดาห์ ล้มเมื่อใดไม่ต้องยก เพราะมอเตอร์ไซค์หนักกว่าท่านผู้ว่าฯ ร่างเล็กหลายร้อยกิโลกรัม
จากนั้น จัดประชุมนายอำเภอให้ถี่ขึ้น เพื่อเร่งนโยบายของรัฐที่ได้นำมาขยายเป็นแผนปฏิบัติการให้บังเกิดผลเป็น รูปธรรม โดยชี้ให้เห็นว่า ช่องทางนี้นอกจากจะช่วยชาวบ้านให้อยู่ดีกินดีแล้ว ยังสนองนโยบายจากส่วนกลางอันเป็นผลงานที่ชอบธรรมอีกด้วย
และเพื่อให้เรื่องที่คนชื่นชมมีความเป็นไปได้จริง โครงการเรารักหนองคายจึงเกิดขึ้น
แต่ถ้าภายในไม่พร้อมก็ยากที่จะรุกออกไปภายนอกได
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 186
้ดี จึงเริ่มต้นที่การทำภายในให้สะอาดทั้งด้าน 'รูปธรรม' และ 'นามธรรม'
เริ่ม จากรณรงค์ให้ 'หนองคายไร้ขยะ' ด้วยการจัดให้มีวัน 'เรารักหนองคาย' โดยส่วนราชการภูมิภาค ท้องถิ่น และชาวบ้าน มาคุยกัน ในที่สุดก็ออกมาเป็นทุกวันพุธที่สองและสี่ของเดือน ทั้ง ๑๗ เทศบาลเล็กใหญ่ และ ๑๑๑ องค์การบริหารส่วนตำบล ตลอดจนชาวบ้าน ยกขบวนกันออกมาทำความสะอาดหนองคายทั้งจังหวัด ทำมาแล้วตั้งแต่ต้นปี ๒๕๔๕ จนถึงวันนี้
ต่อไปเป็นเรื่องของการบริหารจัดการ วัฒนธรรม จริยธรรม และระเบียบวินัย
ข้าราชการ
นับ ว่าท้าทายในการผลักดันให้มีธรรมบริหาร (Good Governance) แผนส่งเสริมการทำงานด้วยความ 'จริงใจ จริงจัง และโปร่งใส' จึงเกิดขึ้น โดยจัดตั้งคณะทำงานด้านยุทธศาสตร์ (CEO Staff) ของผู้ว่าราชการจังหวัด ประกอบด้วยหัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์ของกระทรวงต่าง ๆ ที่มาประจำอยู่ในจังหวัด แล้วจัดให้มีการประชุมกันทุกวันอังคารและพฤหัสบดี และจัดอบรมข้าราชการให้เข้าใจเรื่อง 'ธรรมบริหาร'
ชาวบ้าน
มีการจัด ตั้งตัวแทนประชาชน ๗ คนนอกล้วน ๆ มาจากชาวไทยเชื้อสายญวน ต้นตระกูลเก่า ณ หนองคาย มหาวิทยาลัยขอนแก่น วิทยาเขตหนองคาย ประชาคม ผู้นำลูกเสือชาวบ้าน องค์กรพัฒนาเอกชน และประชาชนในอำเภอเมือง เ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 49
พื่อให้ข้อคิดเห็นและเสนอแนะแก่ผู้ว่าฯ
เด็กและเยาวชน
แผน งาน 'คุณครูผู้ว่าฯ' ซึ่งวัยรุ่นฮือฮาเมื่อเห็น 'ผู้ใหญ่แนว' สวมบทครูสัญจร ขี่มอเตอร์ไซค์ตะลอนสอนหนังสือนักเรียนมัธยม โดยเฉพาะวัยรุ่นเป็นกลุ่มเป้าหมายพิเศษ จากนั้นนำเด็กนักเรียนที่อยู่ชนบทรอบนอกทยอยกันเข้ามาพบผู้ว่าฯ ต่อด้วยทัศนศึกษาในเมือง ในทางกลับกันก็ส่งนักเรียนในเมืองไปทัศนศึกษาชนบทที่ห่างไกล แต่ไม่ลืมอุปกรณ์การเรียนการสอนและเครื่องมือที่จะช่วยให้นักเรียนทำกิจกรรม ได้ แผนงานพัฒนาห้องเรียนคอมพิวเตอร์ แผนงานห้องเรียนศิลปะ และแผนงานลานกีฬาเอนกประสงค์ จึงทยอยออกมารองรับ โดยเฉพาะทุนการศึกษาเด็กนักเรียนที่ด้อยโอกาส ซึ่งเงินส่วนหนึ่งมาจากเพื่อนร่วมรุ่น วปรอ. ๔๔๑๔ นี่แหละ
๐ ๐ ๐
เมื่อ ภายในสะอาด อบอุ่น และมีความพร้อมระดับหนึ่ง จึงเริ่มงานเชิงรุก อันได้แก่ การพัฒนาจังหวัดหนองคายในด้านนิเวศ เกษตรอุตสาหกรรม การค้าชายแดน และท่องเที่ยว
ด้านนิเวศ
หนองคายมีพื้นที่ติดแม่น้ำโขง ๓๓๐ กิโลเมตร แต่ละปีหน้าดินถูกน้ำเซาะหายไป ๒ เมตร ปล่อยต่อไปอีกไม่ได้แล้ว จึงทำการศึกษาจุดที่อ่อนไหว ส่วนไหนที่พังทลายมากก็สร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งเป็นจุด ๆ ไป ได้งบเพิ่มเติมมาเมื่อใดก็ทยอยทำตามแผนที่ได้ศึกษาไว้
ด้านเกษตรอุตสาหกรรม
นอก จากการส่งเสริมสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (One Tambon One Product: OTOP) ที่ประกวดประขันกันทุกจังหวัดแล้ว คือการใช้จุดเด่นของจังหวัดในด้านภูมิศาสตร์ พัฒนาให้หนองคายเป็นครัวโลกด้านผักผลไม้ที่ปลูกได้ทุกชนิด ตลอดจนการปลูกพืชสมุนไพรและสวนพฤกษชาติ ควบคู่กับเป้าหมายในการตั้งโรงงานปุ๋ยอินทรีย์ ๖ แห่ง เพื่อใช้ในการส่งเสริมแผนงานนี้ โดยเฉพาะยางพาราซึ่งหนองคายมีพื้นที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือถึง ๒๕๐,๐๐๐ ไร่
การค้าชายแดน
แม้หนองคายเป็นเมืองชายแดน แต่ที่ผ่านมามีแต่หันหน้าหากรุงเทพฯ หันหลังให้ต่างประเทศ น่าจะไปลาวและจีนตอนใต้อีกทางหนึ่ง จึงตั้งคณะทำงานชายแดน ฝ่ายไทยมี ๗ คน มาจากหัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์ ตำรวจ ทหาร เกษตรฯ ศึกษาฯ พาณิชย์ และสำนักงานจังหวัด ฝ่ายลาวอีก ๗ คน รวมเป็น ๑๔ คน ให้ความสำคัญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ต้องมาก่อน เมื่อชอบพอกันแล้ว เรื่องอื่น ๆ ก็พูดกันได้ ถัดไปเป็นเรื่องความปลอดภัย ความมั่นคง ยาเสพติด แรงงานต่างด้าว และการค้าขาย ส่วนแผนงานสำคัญในเรื่องการค้าชายแดน คือ การจัดตั้งเขตปลอดอากร จัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษอุดรธานี-หนองคาย-เวียงจันทน์ จัดหาพื้นที่ตรวจสินค้าแห่งใหม่ของด่านศุลกากร และจัดสร้างด่านพรมแดนพร้อมท่าเทียบเรือแพขนานยนต์ที่อำเภอบึงกาฬ
การท่องเที่ยว
งาน ใหญ่คือการจับมือกับ ดร. จิตสันติ ธนะโสภณ ผู้ว่าการ การรถไฟแห่งประเทศไทย ใช้บริเวณสถานีรถไฟเก่าก่อสร้างพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำจืด (Aquarium) มูลค่า ๓๓๗ ล้านบาท เพื่ออนุรักษ์พันธุ์ปลาในแม่น้ำโขงที่เหลืออยู่ ๕๘๐ สายพันธุ์ ไม่ให้หดหาย คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี ๒๕๕๐
อีกงานหนึ่งเป็นการก่อสร้าง ศูนย์ OTOP เพื่อเป็นแหล่งกลางในการเผยแพร่และจำหน่ายสินค้าทุกตำบลของจังหวัดฯ และ ASEAN ข้างศาลากลาง เนื้อที่ ๕ ไร่ มีทั้งสินค้าบ้านเรา สินค้าบ้านเขา คือ จีน และสิบสองปันนา มูลค่ากว่า ๔๐ ล้านบาท
ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้คน ต่างชาติและต่างถิ่นได้สัมผัสวิถีชีวิตแบบไทย ๆ ของชาวหนองคายด้วยการพัฒนาที่พักในบ้าน (Home stay) กระจายไปทั่วอำเภอที่อยู่ริมแม่น้ำโขง เพื่อบริการนักท่องเที่ยวที่นิยมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
และที่ถึงขั้นผลิตคู่มือกันเลยก็คือ ส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างหนองคายกับเวียงจันทน์ แบบว่า มา ๑ จังหวัด ได
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 187
้เที่ยว ๒ ประเทศ ทำนองนั้น
๐ ๐ ๐
ทั้งหมดที่ว่ามานี้ ประเด็นอยู่ที่การสื่อสารให้ทุกฝ่ายได้รับรู้ข่าวสาร เข้าใจ ยอมรับ และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือ
ที่ นี่ใช้วิธีการสื่อสารค่อนข้างหลากหลาย ทั้งระดับบุคคล ระดับกลุ่ม ไปจนถึงระดับมวลชน มีทั้งที่ผู้ว่าฯ เข้าไปหา และยกขบวนกันมาพบ ตลอดจนการสื่อสารที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ
ทุกเช้าวันเสาร์หลัง รายการ 'นายกฯ พบประชาชน' ที่หนองคายมีรายการ 'บ้านเมืองน่าอยู่' ทางวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย FM ๙๐.๕ เมกะเฮิรตซ์ เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๐.๐๐ น. ผู้ว่าฯ วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ พูดใส่ไมโครโฟนคุยกับชาวบ้านให้ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร มีการบอกเล่าเก้าสิบ พร้อมเปิดสายท้ายรายการให้สอบถามและร้องเรียนอีกด้วย
ทุกครั้งเมื่อกลับ จากประชุมที่กรุงเทพฯ วันรุ่งขึ้น หัวหน้าส่วนราชการและนายอำเภอจะรับรู้เรื่องราวที่ไปประชุมมา วันถัดไป กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์การบริหารส่วนตำบล จะรับรู้ข่าวสารผ่านหัวหน้าส่วนราชการและนายอำเภอ และวันที่สาม ประชาชนในแต่ละท้องถิ่นจะรับรู้ข่าวสารจากกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์การบริหารส่วนตำบล
แล้วยังเปิด 'สภากาแฟ' อีกเดือนละ ๒ ครั้ง เวลา ๐๗.๐๐ - ๐๘.๓๐ น. ให้หัวหน้าส่วนราชการ ส่วนท้องถิ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 50
่น และภาคเอกชน ได้แสดงความคิดเห็นร่วมกัน นอกเหนือจากวารสาร 'เรารักหนองคาย' รายเดือน และแผ่นพับต่าง ๆ มากมาย ฯลฯ
ไม่มีท้องที่ใดปราศจากอิทธิพล แต่เมื่อคนหลายฝ่ายในท้องที่นั้นสามารถเข้าถึงกัน โดยมีเวทีให้พบปะพูดจากัน ความกดดันถ้ามีก็จะน้อยลง
เครือข่ายภาคประชาชนที่มีความพร้อมด้านข้อมูลข่าวสารยังช่วยให้การปฏิบัติงานภาครัฐเกิด 'ธรรมบริหาร' อีกทางหนึ่งด้วย
ที่ นี่มีรายชื่อผู้ยากจนในบัญชีกว่า ๘,๐๐๐ คน ฝันของผู้ว่าฯ วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ คือ ศูนย์กลางด้านการค้าและบันเทิงมูลค่ากว่า ๔,๐๐๐ ล้านบาท ที่ภาคเอกชนให้ความสนใจเพราะอยู่ใกล้ลาว ถ้าเกิดขึ้นจริงเมื่อใด แทบจะล้างบัญชียากจน เพราะคนมีงานทำกันทั่วถ้วน
๐ ๐ ๐
ชีวิตส่วนตัว สมรสกับวิไลพร วิรัตน์จันทร์ อดีตพนักงานสาขาอำเภอเกษตรวิสัย ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อ ๑๗ มีนาคม ๒๕๑๘
เบญจพล สวัสดิ์พาณิชย์ บุตรคนโต อายุ ๒๓ ปี ภาควิชาโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ปีสุดท้าย
เบญจรงค์ สวัสดิ์พาณิชย์ บุตรคนเล็ก อายุ ๑๘ ปี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปี ๒
ข้อคิดที่ วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ เขียนไว้ในทำเนียบรุ่น วปรอ. ๔๔๑๔ ก็คือ ...
"จะเก่ง จะดี จะชั่ว อยู่ที่ตัวสร้างขึ้นมาเอง"

บรรดาพ่อค้าแม่ขายครั้นรู้ว่ารองผู้ว่าฯ ผูกเสี่ยวกัน ก็ดีใจ ให้ความเคารพนับถือ
เมื่อเป็นพวกเดียวกันแล้ว "ทำแบบนี้ต่อไปไม่ได้ มาอยู่ที่นี่ต้องไว้หน้าพ่อ" รองผู้ว่าฯ คนร้อยเอ็ดขอกันตรง ๆ
จาก นั้น จัดแจงรวมกลุ่มตั้งชมรมชาวอีสานในจังหวัดภูเก็ต หลังอยู่ที่นี่ได้ ๑ ปี อันเป็นช่วงที่จเด็จ อินสว่าง มาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดแทนพีระพงศ์ จำนงเฉลิมฉัตร
แล้วรับเป็นประธานชมรมฯ คนแรก อันทำให้รู้ว่าที่นี่มีชาวอีสานกว่า ๒๐,๐๐๐ คน
สมมติเล่น ๆ ถ้าทุกคนโอนทะเบียนบ้านไปอยู่ภูเก็ตเมื่อใด มีโอกาสเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้แล้ว ๑ คน
โดย: teapatyost341455@hotmail.com [19 มี.ค. 51 20:48> ( IP A:61.7.191.119 X: )
ความคิดเห็นที่ 51
อำเภอ บ้านโป่ง
เป็น อำเภอ ที่ ถูกขนานนามเรียกว่าเป็น (เมืองคนงาม) (คุณแม่เป็นชาว ไทย – รามัญ) แห่งเมืองคนงาม ต้นสกุล (ติเยาว์) มาช้านานแล้ว และจังหวัดราชบุรี ก็เป็นจังหวัดที่มีเขตการติดต่อกับจังหวัดเพชรบุรี เมื่อสมัยก่อนนั้นคุณปู่เคยเป็นนายอำเภออยู่ที่ อำเภอ ท่ายาง จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ และ คุณลุง ก็เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัด เพชรบุรี เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๗ – ๒๕๓๑ คือ คุณลุง เชาวน์วัศ สุดลาภา คือหลังจากคุณลุงเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด กรุงเทพมหานคร เมื่อ ปี ๒๕๒๒ – ๒๕๒๔ และเป็นผู้ว่าราราชการจังหวัดลพบุรี เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๐ – ๒๕๒๒ และคุณลุงก็เป็น (ส.ส) ๔ สมัย และสอบได้ที่ ๑ ทั้ง๔ สมัยซ้อน และได้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง มหาดไทย ถึง ๒ ครั้งสมัย และที่ผมกล่าวถึง จังหวัดราชบุรีนั้นทางทิศ ตะวันตก นั้นติด กับจังหวัด กาญจนบุรี ครั้นที่เมื่อสมัยที่คุณปู่ มงคล สุดลาภา เป็น นายอำเภออยู่ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถึง ๒ อำเภอ คือ อำเภอปราณบุรี อำเภอบางสะพาน และเป็น นายอำเภอที่ จังหวัด เพชรบุรีถึง ๒ อำเภอ คือ อำเภอ ชะอำ และอำเภอ ท่ายาง ก่อนที่ คุณปู่มงคล สุดลาภา จะมาเป็น นายกเทศมนตรี คนที่ ๑๖ ของอำเภอ เมือง จังหวัด กาญจนบุรี และเป็น ปลัด จังหวัด กาญจนบุรี และคุณปู่มงคล สุดลาภา ก็ได้เป็น ผู้ตรวจการกระทรวง มหาดไทย ซึ่ง ความสัมพันธ์กัน ระหว่าง (อำเภอ บ้านโป่ง
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 188
) จังหวัด ราชบุรี ถึงจังหวัดเพชรบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัด กาญจนบุรี และจังหวัด สุพรรณบุรี นั้น (คุณลุงเคยเป็น นายอำเภอที่สุพรรณบุรี) ถ้าจะให้พูดกันแล้ว ตระกูล สุดลาภา ก็เป็นนักการเมือที่มีชื่อเสียงทางด้านการปกครอง และการทำประโยชน์มากมายมหาศาล ในหลายๆด้านให้กับประเทศชาติและเขต ๗ มาช้านาน แล้ว ส่วน กระผม นาย ฑีพัตรยศ สุดลาภา ก็มี คุณแม่ เป็นคนไทย – รามัญ ในอำเภอ บ้านโป่งจังหวัดราชบุรี (ตระกูล “ติเยาว์”) และก็มีย่าใหญ่ (ย่าทวด) ต้นสกุล “สุปัญโญ” ที่ จังหวัด ลพบุรี และ คุณพ่อ ของย่าทวดผม ก็มี ยศ เป็น “เจ้าพระยา” แห่งเมืองลพบุรี เป็น(เจ้าเมือง)ในสมัยแห่ง รัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว




ประวัติ และความเชื่อของชาว รามัญ ใน อำเภอบ้านโป่ง (เมืองคนงาม) จ.ราชบุรีนายฑีพัตรยศ สุดลาภา ชื่อเล่น (ลูกหิน) คุณแม่ของผมเป็นชาวมอญรามัญ เพราะ คุณตา และ คุณยาย เป็นชาวไทย – รามัญ ทั้ง ๒ ฝ่าย ต้นตระกูล (ติเยาว์)


ประวัติและความเชื่อของชาว รามัญ ใน อำเภอบ้านโป่ง (เมืองคนงาม) จ.ราชบุรีนายฑีพัตรยศ สุดลาภา ชื่อเล่น (ลูกหิน) คุณแม่ของผมเป็นชาวมอญ (รามัญ) เพราะคุณตา กับคุณยายเป็นชาวรามัญทั้ง 2 ฝ่าย (คุณแม่นามสกุล ติเยาว์) และเล่าให้ฟังว่าสมัยเมื่อหลายร้อยปีก่อน ตระกูลทางคุณแม่ของผมนี้ได้เดินทางมาจาก กรุงหงสาวดี
แล้วเดินทางเข้ามา อยู่ใน อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี และที่บ้านของผมยังมีประเพณีประจำตระกูลก็คือการนับถือ ผีมอญ และก็มีความเคร่งในศาสนสพุทธ จากความเชื่อเรื่องผีมอญ(ผีตระกูลหรือผีบรรพบุรุษนี้ทำให้เกิดการมีประเพณี รำผีมอญ
มูลเหตุของการรำผีมอญ เนื่องมาจากความเชื่อที่ว่า ชาวมอญมีผีรักษา หรือผีประจำคระกูลเรียกเป็นการทั่วไปว่า “ผีมอญ” ซึ่งผีนี้มีหน้าที่คอยปกปักรักษาสมาชิกในครอบครัวให้อยู่เย็นเป็นสุข แต่มีข้อแม้ว่า ห้ามล่วงละเมิดหรือ “ทำผิดผี” ด้วยประการทั้งปวงเช่น ห้ามคนตั้งครรภ์ที่ไม่ใช่ลูกสาวของเจ้าเรือนนอนในเรือน ห้ามคู่สามีและภรรยาที่ไม่ได้อยู่ร่วมผีเดียวกันกับเจ้าเรือน ร่วมหลับนอนในเรือน ห้ามเจ้าเรือนกินอาหารร่วมสำรับกับแขกผู้มาเยือน ฯลฯ
การ”ผิด ผี” จะส่งผลให้คนในบ้านเกิดเจ็บไข้ไม่สบาย เมื่อหมอดูทำนายว่าเป็นเพราะผู้ กระทำ ก็จะจัดหาวันเพื่อทำพิธีรำผีมอญ ซึ่งก็คือกระบวนการแสดงขอขมา หรือลุโทษแก่โทษ ที่ได้กระทำล่วงเกินผีนั่นเอง ชาวมอญราชบุรี ไม่ทำพิธีรำผีมอญบ่อยครั้งนัก หากเลี่ยงได้ก็จะเลี่ยง เนื่องจากการรำผีมอญแต่ละครั้งจะต้องใช้เงินค่อนข้างมาก อีกประการหนึ่งเป็นการประกาศว่า บ้านเรือนหลังนี้ ได้มีผู้ทำผิดผี จึงได้เกิดการรำผีมอญเกิดขึ้น ดังนั้นวิธีการเลี่ยงที่ดีและง่าย คือการปฏิบัติกิจของคนในครอบครัวมิให้ผิดผี ซึ่งเท่ากับเป็นการคุมพฤติกรรมให้อยู่ในกรอบของความเหมาะควร เมื่อทุกคนเคารพ ถือผีของกันและกัน ก็คือการเคารพหลักให้อยู่ร่วมกันอย่างมั่นคง การนับถือผีของชาวมอญจึงเป็นเรื่องที่มีเหตุผล และเคารพยึดถืออยู่ตลอด

ประวัติและความเป็นมา
ชาว มอญ เรียกแผ่นดินตนเองว่า”รามัญประเทศ” และส่วนคำว่า”รามัญ” นั้นมาจากภาษาบาลีว่า ”รามญญ” ในปัจจุบันที่ชาวไทย-มอญ ตั้งหลักแหล่งเป็นกลุ่มใหญ่ ได้แก่อำเภอ ปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ รองลงมาคือ อำเภอบ้านโป่ง อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี และในจังหวัด
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 52
กาญจนบุรี ส่วนในตอนเหนือจะพบในจังหวัดลำปาง ลำพูน และเชียงใหม่ นอกจากนั้นยังมีกระจัดกระจายเป็นกลุ่มเล็กๆ อยู่ในจังหวัด สมุทรสงคราม นครปฐม เพชรบุรี สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา นครราชสีมา นครสวรรค์ ฉะเชิงเทรา ปราณบุรี เป็นต้น

ความเป็นมาของมอญราชบุรี ชาวมอญราชบุรีนั้นนับถือพุทธศาสนาตั้งแต่อยู่ในประเทศพม่า โดยมีหงสาวดีเป็นเมืองหลวง ครั้นเมื่อหนีภัยมาอยู่ในแดนสยาม การนับถือพระพุทธศาสนาก็ยังคงมั่นเมื่อปักหลักรวมพลตั้งเป็นชุมชนขึ้นที่ใด ก็มักจะสร้างวัดเป็นศุนย์รวมใจ เช่นเดียวกับชาวมอญรุ่มแม่น้ำแม่กลอง หลักฐานการสร้างวัดม่วง อำเภอบ้านโป่ง-- -โพธาราม ว่ามีการสร้างเมื่อในปี พ.ศ 2223 ต่อมาได้ค้นพบในคัมภีร์หมายเลข 321
ขึ้นที่วัดม่วง ความนั้นว่าผู้จารึกชื่ออุตตมะ เป็นชื่อขณะที่ยังเป็นพระ จารึกเอาไว้ในวัดม่วง แล้วเสร็จเมื่อตะวันบ่าย วันศุกร์ แรม 6 ค่ำ “ศักราช1000” หรือ พ.ศ2181 ตัวเลขศักราชที่เป็นทางการว่าวัดม่วงสร้างเมื่อ พ.ศ 2223 กับที่ค้นพบใหม่คือ พ.ศ2181 นั้นต่างกัน หากศักราชใหม่เป็นจริงนั้นแสดงว่า วัดม่วงบ้านโป่งต้องสร้างมาก่อนปีพ.ศ2181 เพราะอย่างน้อยต้องมีวัดมาแล้วก่อนที่จะมีพระภิกษุชื่อ อุตตมะมาจารึกไว้ในใบลาน แต่ประเด็นสำคัญก็คือ ชาวมอญได้ร่วมกันสร้างวัดเพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจ และวัดก
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 189
็ได้มีบทบาทต่อสังคมของชาวมอญเสมอมา ภายหลังที่ชาวมอญจากถิ่นอื่นๆเช่น จากกรุงเทพฯ ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ มาอยู่อาศัยร่วมกับชาวมอญยุคบุกเบิก โดยมาอาศัยอยู่ในหมู่เครือญาติ มาแต่งงานเป็นเขย หรือเป็นสะใภ้กับชาวมอญด้วยกัน รวมถึงการหนีภัยสงครามจากการทิ้งระเบิดที่กรุงเทพฯ สมัยสงครามโลกครั้งที่2 จึงทำให้ชาวมอญรุ่มแม่น้ำแม่กลองขยายตัวขึ้นเป็นลำดับ ต่อมาเมื่อมีการคมนาคมและระบบชลประทานมรการพัฒนามากขึ้น เช่น การตัดถนนเข้าสู่ชุมชน การสร้างทางรถไฟผ่าน การสร้างเขื่อนเขาแหลม จังหวัดกาญจนบุรี ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวมอญราชบุรีในเขตบ้านโป่ง และโพธาราม มีคนในชุมชนออกไปทำงานรับจ้างนอกท้องถิ่น และมีคนต่างท้องถิ่นเข้ามาอยู่ในชุมชน แต่ ชาวมอญ โดยเฉพาะที่บ้านม่วง อำเภอบ้านโป่ง และตำบลคลองตาคต อำเภอโพธาราม
เป็นแหล่งชุมชนที่ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีมอญไว้ได้อย่างค่อนข้างมาก
ชุมชน บ้านม่วงนี้มีวัดม่วงเป็นศูนย์กลาง วัดม่วงเจริญมากเพราะมีหลวงปู่เข็มเป็นองค์อุปัชฌาย์ตอนนั้นองค์เดียว ชาวมอญ ชาวกระเหรี่ยงตอนเหนือลุ่มแม่น้ำแม่กลองขึ้นไปจนถึงเมืองกาญจนบุรีล่องแพมา บวช บางคนก็มาหาเจ้าภาพชาวบ้านม่วงให้บวชให้ ตนลาวจากหนองปลาหมอ และชาวมอญสองฝั่งตอนบนก็บวชที่วัดม่วงกัน
ศรัทธาสองฟากฝ่าย ชาวมอญราชบุรีนั้นเฉกเช่นชาวไทยทั่วๆไปที่มีความเชื่อดั้งเดิมในเรื่องผี ขนานไปกับการนับถือพุทธศาสนาแต่ในกรณีของชาวมอญแล้ว ดูเหมือนว่าความเชื่อทั้งสองประการจะเข้มไปคนละแบบ เพรากิติศัพท์ในเรื่องของพระมอญเคร่งพระวินัยเป็นที่เรื่องลือคงความ สมณสารูปไว้ได้มาก ถึงขั้นกล่าวกันว่า เป็นแบบอย่างให้เกิดธรรมยุติกนิกายในช่วงรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ครั้นเมื่อตั้งธรรมยุติกนิกายขึ้นแล้ว มีพระภิกษุชาวมอญ คือพระไตรสรณธัช (เย็น) นำไปเผยแพร่ที่เมืองมอญอีกทอดหนึ่ง
ชาวมอญ ราชบุรี ในท้องที่บ้านโป่งและโพธารามเองยังศรัทธามั่นคง เข้าวัด ทำบุญอยู่เสมอมา กิจการงานใดที่เนื่องด้วยพระศาสนาก็ร่วมแรงแข็งขันเป็นอันดี การปฏิบัติต่อพระสงฆ์นั้น ถือเสมือนป็นบุคคลพิเศษ อุบาสกอุบาสิกาผู้สูงวัยชาวมอญ ราชบุรี ยังเลี่ยงที่จะเหยียบหรือยืนทับเงาของพระสงฆ์ ความใส่ใจในสิ่งอันละเอียดอ่อนเช่นนี้ สื่อให้เห็นจรรยามารยาทของกลุ่มชนที่ได้รับการอบรมทางด้านศีลธรรมมาเป็น อย่างดี
ส่วนศรัทธาในอีกฝ่ายนั้น ชาวมอญราชบุรียังคงนับถือผีมอญ ซึ่งจำแนกได้เป็นหลายอย่าง เช่น ผีบรรพบุรุษ ผีตระกูล ผีเมีย ผีครูอาจารย์ ผีลูกหลาน ฯลฯ ตลอดจนผีไร้ญาติ ด้วยเหตุนี้ชาวมอญจึงนำเรื่องผีมาเป็นเรื่องจำแนก เพื่อจัดระเบียบคนในสังคมตนเอง กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ชาวมอญถือหลักความเชื่อเรื่องผีมาเป็นเกณฑ์ในการนับเครือญาติที่ร่วมถือผี เดียวกัน ถือผีต่างกัน ซึ่งวิธีการนี้น่าจะมีมาก่อนพุทธศาสนาจะเผยแพร่เข้าไปในหมู่ชาวมอญ
ความเชื่อศาสนาของชาวไทย เชื้อสาย มอญ
1. เชื่อกันว่าการทำบุญให้ทานอะไรก็ตามย่อมส่งผลถึงผู้ที่เราปรารถนาจะอุทิศ ส่วนกุศลให้ชาวไทยมอญส่วนใหญ่จะ “นิพพาน” โดยสังเกตได้จากคำอธิฐานที่ว่า “นิพพาน ปัจจะ โยโหตุ” ขอให้เป็นปัจจัย สำเร็จพระนิพพานด้วนเทอญ
2. เชื่อกันว่าการไปทำบุญ จะต้องแต่งตัวให้ถูกต้องตามกาลเทศะ ภาชนะที่ใส่อาหารไปทำบุญ จะต้องเตรียมไปอย่างปราณีต เพราะจะส่งผลไปถึงอนาคตชาติ
3.มีความเชื่อว่าการทำบุญที่ทำบุญแล้วได้บุญมากคือ
- การสร้างพระพุทธ คือ การสร้างพระพุทธรูป
- การสร้างพระธรรม คือการสร้างพระไตรปิฎก และพระอภิธรรม
- การสร้างพระสงฆ์ คือ การบวชพระ
4. มีความเชื่อ ในก
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 53
ารนับถือพระพุทธศาสนา ชาวไทยมอญมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก โดย ถือว่าพระพุทธเจ้าเป็นองค์เคารพ สักการบูชาสูงสุด
5. ความเชื่อ ในการนับถือพระพุทธศาสนา และเคร่งครัดในศาสนา พระมอญจึงถือเคร่งทางวินัยมาก ถึงกับมีคำที่ว่า “ถือศีลต้องพระไทย วินัยต้องพระมอญ” ซึ่งการถือศีลอย่างเคร่งครัดจึงเป็นต้นกำเนิดของพระธรรมยุติกนิกายในประเทศ ไทย
6. ปัจจุบันนี้พระมอญยังเคร่งครัดวินัยอยู่จะไม่เห็นพระมอญในเวลากลางวันอาบน้ำ ริมน้ำ มานั่งเล่นหน้าวัด เดินไปในหมู่บ้าน เป็นต้น
7. ในวัดมอญทุกวัด จะมีศาลเจ้าประจำมอญทุกวัด มอญเรียกว่า “ตะละพาน”
8. ชาวบ้านเคารพสถานที่ในวัด
9. ความเชื่อว่าวัดใน ช่อฟ้าใบระกา หน้าบันพัลทลายลงมาอย่าได้นำขึ้นไปอีก
10. มีความเชื่อว่าวัดใดกำลังปลุกเสกพระอยู่ ผู้หญิง สุนัข จะเข้าไปไม่ได้
11. มีความเชื่อ ในเรื่องการบวชเรียน มักจะเห็นว่า ชาวบ้านเดินผ่านหน้าโบสถ์ก็ต้องแสดงความเคารพกราบไหว้พระ ผู้หญิงห้ามเข้าไปในโบสถ์หรือบริเวณกุฏิพระ
12.มีความเชื่อ เมื่อบ้านใดมีทารกเกิดใหม่จะต้องนำทารกนั้นไปใส่ในกระด้งร่อน แล้วพูดว่า”สามวันลูกผี สี่วันลูกคน” ต่อเด็ก
13. มีความเชื่อ ในการโกนผมไฟ การโกนผมไฟ เป็นการสู่ขวัญเด็ก
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 190
และสู่ขวัญบิดา มารดา เพื่อให้เกิดความสบายใจ ด้วยความเชื่อมั่นในความศักดิ์สิทธิ์ของพิธี ที่จะทำให้เป็นมงคลต่อเด็ก
14. มีความเชื่อว่า ทำดีได้ดี ทำประณีตได้ประณีต
15. มีความเชื่อ เกี่ยวกับการปลูกเรือนว่า เวลาสร้างบ้าน เวลาปลูกสร้างบ้านเรือนให้ปลูกวันเกิดของผู้สร้าง(เจ้าของ)
16.มีความเชื่อว่า เวลาปลูกบ้านต้องปลูกให้เสาเท่ากันหมด เชื่อว่าจะมีความสุข
17. มีความเชื่อว่า เมื่อจะขึ้นบ้านใหม่จะต้องเลือกวันและมีกำหนดเวลาไว้ว่าแต่ละวันจะทำอะไร
18. มีความเชื่อเกี่ยวกับ ความกตัญญูกตเวที น้องๆควรเชื่อฟังพี่คนโตซึ่งได้ถ่ายทอดจากผีบรรพบุรุษแห่งตระกูล
19. มีความเชื่อว่า ระบบเพื่อนบ้านและระบบเครือญาติทำให้การเป็นอยู่ในสังคม มีการพึ่งพา ถ้อยที ถ้อยอาศัยกันเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน ให้ความเกรงใจและให้ความเคารพนับถือกัน
20. มีความเชื่อว่า บุคคลที่นามสกุลเดียวกัน จะจัดงานบวชนาคกับงานแต่งงานในวันเดียวกันไม่ได้
21. เมื่อมีลูกสาวที่แต่งงานแล้ว จะให้ย้ายไปอยู่ที่อื่น ไม่ไห้นอนบ้านเดียวกับพ่อแม่
22. มีความเชื่อว่า ตุ๊กตา เป็นสิ่งไม่ดี จึงห้ามนำเข้าบ้าน เพราะจะทำให้ไม่มีความสุข
23. มีความเชื่อเกี่ยวกับต้นไม้ว่าห้ามปลูกต้นราตรี ต้นลั่นทม ต้นพิกุล ไว้ในบ้าน เพราะต้นไม้เหล่านี้เป็นต้นไม้ที่อยู่ในวัด
24. มีความเชื่อว่า ต้นไม้ที่มีชื่อต่อไปนี้คือ ต้นโพธิ์ ต้นหว้า ต้นบุนนาค ต้นงิ้ว ถ้างอกขึ้นข้างๆบ้าน รีบทำลายเสียอย่าได้เก็บไว้ จะทำให้เจ้าของบ้านได้รับความเสียหาย
25. มีความเชื่อในเรื่องเต่า ชาวไทยมอญ จะไม่จับเต่ามาทำอาหาร ไม่จับตัวเต่าที่มีชีวิตเมื่อพบเห็นจึงต้องพูดว่า เต่าตัวนี้ตายแล้ว เพื่อเป็นการแก้เคล็ด แล้วนำเต่าไปปล่อย
26. มีความเชื่อว่า ศพคนตายจะต้องหันไปทางทิศเหนือ
27. มีความเชื่อว่า ภายใน 6 เดือน 9เดือน จะมีการทำพิธีไหว้ผีบ้านผีเรือน ปู่ย่า ตายาย โดยมีเครื่องไหว้ คือ กล้วย ไก่ หมู ขนมต้มแดง ขนมต้มขาว
28. มีความเชื่อว่า ที่บ้านชาวไทยมอญ จะต้องมีที่ตั้งบูชาผ๊บรรพบุรุษ มีวิธีเซ่นผี เลี้ยงผี พิธีรำผี

29. ,มีความเชื่อในการเคารพบรรพบุรุษ ไม่ว่าท่านจะล่วงลับไปแล้ว หรือว่าท่านจะมีชีวิตอยู่ก็ตามเพราะการเคารพเทิดทูนบรรพบุรุษ ย่อมนำความเจริญมาถึงตนและครอบครัวตามหลัพระพุทธศาสนาที่ว่า “ปูชะนียานัง” หมายถึงการบูชาคนที่ควรเคารพ
30. มีความเชื่อว่า บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วยังหิวโหยอยู่ ยังชอบรับประทานอาหาร ตามเทศกาล กล่าวคือ ขนมกาละแม จะมีในเทศกาลสงกรานต์ ขนมกระยาสารท มีในเทศกาลออกพรรษา ข้าวเม่าทอด มีในเทศกาลทอดกฐิน ข้าวต้มลูกโยนน้ำผึ้ง มีในวันเพ็ญเดือนสิบ
31. มีความเชื่อว่า บรรพบุรุษกับพวก เขาสามารถติดต่อกันได้ตลอดเวลา และมักจะพบว่า ผีบรรพบุรุษจะรู้ด้วยการเซ่นไหว้อยู่เสมอ การทำบุญต้องอุทิศส่วนกุศลให้ การแต่งงานถือว่าจำเป็นต้องบอกผีบรรพบุรุษทั้งสองฝ่ายรับรู้ โดยจัดสิ่งของเซ่นไหว้ เช่นผ้าขาว เหล้า ไก่ โดยผ่านเจ้าบ่าวเป็นฝ่ายจัดหา ที่เรียกว่าเครื่องขันหมากจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนหนึ่งให้เจ้าสาว เซ่นไหว้บรรพบุรุษของเจ้าสาว อีกส่วนหนึ่งให้เจ้าบ่าวนำไปเซ่นไหว้บรรพบุรุษของเจ้าบ่าว
32. มีความเชื่อว่า ผีบรรพบุรุษ เจ้าพ่อ เจ้าแม่ ที่เคารพมาแต่อยู่กรุงหงสาวดี แล้วอันเชิญมาประดิษฐานในชุมชนของตนเอง โดยปลูกศาลเจ้าให้เป็นที่สถิตดวงวิญญาณเหล่านั้น เพราะความผูกพันก็มีอยู่ตลอดเวลา
33. มีความเชื่อในเรื่องของผีบรรพบุรุษ
- ชาวไทยมอญมีความเชิอว่า ลูกชายคนโตของตระกูลจะเป็นผู้รับผีบรรพบุรุษต่อจาก บิดา มารดา หรือ คนรุ่นเก่าที่ล่วงลับไปแล้ว ที่บ้านจะมีที่ตั้งผีบรรพบุรุษ
- เชื่
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 54
อว่า ผีบรรพบุรุษจะสิงสถิตอยู่ที่เสาเอกของเรือนโดยมีสัญญาลักษณ์ที่แสดงให้เห็น ว่าเป็นเสาผี คือ หีบ หรือกระบุงใส่ผ้าผี ได้แก่ สไบ ผ้าซิ่น ผ้าขาวม้า แหวนหัวพลอยแดง แขวนไว้ที่เสาผี
34. เชื่อว่า การที่ผู้หญิงไปแต่งงานกับคนต่างตระกูลหรือต่างผี จะต้องทำพิธีคืนผีบอกกล่าวก่อนที่จะไปเข้ากับผีฝ่ายสามี
35. เชื่อว่า ผู้ใดอยู่ในตระกูลทำผิดซึ่งระเบียบหรือข้อห้ามจะทำให้มีการเจ็บป่วยเกิดขึ้นซึ่งจะต้องทำพิธีรำผี
36. เชื่อว่า ชายหญิงที่ไม่ใช่ลูกคน(คนละผีกัน) จะร่วมหลับนอนกันภายในบ้านไม่ได้
37. มีความเชื่อว่าหญิงมีครรภ์ที่ไม่ใช่ลูกสาวห้ามนอนบนเรือน
38.มี ความเชื่อว่า เมื่อมีคนในตระกูลตายหรือท้องในปีนั้น(สิ้นสุดเดือน6) ห้ามคนในตระกูลจัดพิธีต่างๆ เช่น พิธีโกนจุก แต่งงาน บวช หรือเลี้ยงผี
39. มีความเชื่อว่า หมู่บ้านชาวไทยมอญทุกหมู่บ้าน จะต้องมีศาลเจ้าประจำหมู่บ้านทุกๆ ปี หลังสงกรานต์แล้วจะต้องทำพิธี “รำเจ้า” ประจำหมู่บ้าน


สิ่งที่บ่งบอกความเป็นมอญราชบุรี
นับจนถึงพ.ศนี้ หากมีกลุ่มชาติพันธุ์ใด ยังคงธำรงรักษาขนบประเพณีของตนไว้ได้ นับว่าเป็นความยิ่งใหญ่ และเป็น
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 191
คุณูประการให้กับสังคมส่วนรวม เพราะการมีกลุ่มชาติพันธุ์ในชาติพันธุ์หนึ่งขึ้นมานั้น มิใช่จะเกิดขึ้นมาโดยง่ายซึ่งชาวมอญราชบุรีควรได้รับคำเชิดชูเกียรตินี้ เพราะยังคงรักษาลักษณะเด่นทางสายพันธุ์ไว้ได้หลายประการ

ภาษามอญราชบุรี
ชาว มอญมีทั้งภาษาพูดและภาเขียนเป็นของตนเองอักษรมอญมีอิทธิพลต่อระบบการเขียน ของภาษาอื่นๆรัฐไทยสมัยสุโขทัยก็ได้แบบอย่างจากอักษรมอญ แปลงรูปแล้วนำมาเขียนในภาไทย ในปัจจุบันนี้ภาษาพม่า ภาษาไทใหญ่ ภาษากระเหรี่ยง ได้นำเอาอักษรมอญไปเขียนภาษาของตน โดยมิได้ดัดแปลง แต่เลือกเอาบางอักษร แล้วคิดระเบียบวิธีการเขียนและการออกเสียงตามอย่างภาษาของตน ชาวมอญราชบุรี เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังรักษาวัฒนธรรมภาษาเอาไว้ได้ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในหมู่ผู้สูงอายุที่ยังคงสื่อสารกันด้วยภาษามอญ
ปัจจุบันนี้ยัง หาภาษามอญที่ถือว่าเป็นมาตราฐานไม่ได้ เช่น ถิ่นพระประแดง บางขันหมาก สามโคก บางขุนเทียน เกาะเกร็ด ฯลฯ รวมทั้งถิ่นบ้านโป่งและโพธาราม ซึ่งเรียกรวมกันในที่นี้ว่าเป็นมอญราชบุรี เฉพาะมีความแตกต่างกันทางด้านเสียงสระ และ คำศัพท์ย่อยๆที่เป็นการกำหนดเรียกขึ้นมาในท้องถื่น แต่ชาวไทยที่มีเชื้อสายมอญเหล่านี้ยังสามารถใช้ภาษามอญสื่อความกันได้เช่น กัน ภาษามอญถิ่นราชบุรีจึงถือว่าเป็นสิ่งที่บ่งบอกในความเป็นคนไทยเชื้อสายมอญ ได้มาก

ที่อยู่อาศัย
เมื่อชาวไทยมอญจะสร้างบ้าน มักนิยมไปปรึกษาผู้ใหญ่ เจ้าอาวาส หรือศึกษาจากตำราที่มีชื่อว่า ” โลกะสิทธิ “ อันเป็นตำราที่อธิบายถึงเกณฑ์ โฉลก ในการสร้างบ้านใหม่
ตำรา “โลกะสิทธิ “ จะกล่าถึงเรื่องการปลูกสร้างบ้านเรือน ซึ่งต้องปฏิบัติดังนี้
๑. ดูทิศดี - ทิศร้าย
๒. ดูทำเลที่ปลูก
๓. ดูดินบริเวณที่สร้างบ้าน
๔. ดูวัน เดือน ปี ที่เหมาะจะปลูกบ้าน
๕. ดูสิ่งต่างๆที่สมควรปฏิบัติในบ้านเรือน ซึ่งถ้าปฏิบัติดีจะนำความดีมาให้ แต่ถ้าปฏิบัติไม่ดีจะนำความวิบัติมาสู่
๖. ดูการเลือกไม้เสาสำหรับการปลูกบ้าน
๗. ต้นไม้ต่างๆปลูกในบ้าน ให้ถูกตามทิศจะมีแต่สิริมงคล
บ้าน ชาวไทยมอญมักจะสร้างหันหน้าไปทางทิศเหนือ เพราะถือว่าในสมัยโบราณชาวไทยมอญอพยพถิ่นฐานมาจากทางเหนือ เมื่อย้ายเข้ามายังระลึกถึงถิ่นฐานเดิมจึงทำเช่นนั้น และเนื่องจากประเทศไทยมีแม่น้ำที่มีแนวทางจากเหนือ เมื่อปลูกบ้าน เมื่อปลูกบ้านขวางแม่น้ำโดยไม่มีทางเลือก จึงถูกเรียกว่า “มอญขวาง”
เมื่อสร้างบ้านชาวไทยมอญจะใช้กระเช้าประดับตกแต่งด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์แขวนไว้ตรงเสาทางเดียวกันว่าเป็นการทำขวัญผีเรือน
บ้าน คนไทยในสมัยก่อนจะปลูกเหมือนทรงไทย ภายในบ้านใช้ไม้แผ่นใหญ่อย่างดีปูพื้น หลังคาทำทรงต่างกันบ้างเล็กน้อย แต่ละหลังจะต้องมีกรงเหล็กที่บานหน้าต่างทุกบาน สันนิษฐานว่ามีการป้องกันไว้ไม่ให้บุตรสาวหรือสาวๆในบ้านหนีไปไหนหรือกันไม่ ให้พวกทาสหนีได้
เมื่อปลูกบ้านเสร็จแล้ว จะมีประเพณีขึ้นบ้านใหม่ ในการขึ้นบ้านใหม่ของชาวไทยมอญก็มีลักษณะคล้ายคนไทย แต่ส่วนใหญ่ยังมีความเชื่อเกี่ยวกับการเข้าสู่อาศัย ตามตำราได้กำหนดวันและวิธีเข้าอยู่บ้านใหม่ คือ
วันอาทิตย์ ก่อนจะเข้าไปในบ้านใหม่ต้องเอาของมีค่าเข้าไปในบ้านก่อน
วันจันทร์ ต้องเอาเสื่อและหมอนเข้าไปก่อน
วันอังคาร ให้เอาเงินทองเข้าไปก่อน
วันพุธ ให้กินอาหารเสียก่อนแล้วจึงเข้าไปอยู่
วันพฤหัสบดี ต้องเอาเครื่องหอมและจุดโคมเข้าไปก่อน
วันศุกร์ พ่อแม่ต้องเข้าไปก่อน
วันเสาร์ ห้ามเข้าไปอยู่ในบ้านใหม่ไม่ดี

การแต่งกายของชาวมอญ
ในยามปกติ ชาวไทยด้วยกันอาจไม่ทราบเลยว่าคนที่นั่งโดยสารรถเ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 55
มล์คันเดียวกัน คนที่เรียนร่วมมหาวิทยาลัยเดียวกัน หรือแม้คนที่เดินจ่ายตลาดแห่งเดียวกันนั้นเป็นคนเชื้อสายมอญ ต่อเมื่อได้ไปเห็นร่วมพิธีมอญ การแต่งกายแบบมอญ จึงจะจำแนกเห็นความต่างได้
การ แต่งกายเป็นอีกปัจจัยหนึ่งในการบ่งบอกว่า คนเหล่านั้นมีสายใยทางวัฒนธรรมใด เพราะทุกวันนี้โอกาสที่ชาวมอญจะแต่งกาย ที่การแสดงออกถึงการเป็นมอญก็ต้องถึงวาระงานรวมกลุ่ม เช่นวันชาติมอญ ที่จัดโดยสมาคม ไทยรามัญ หรืองานประเพณี เช่น สงกรานต์ และการไปทำบุญที่วัดในวันสำคัญทางศาสนา
รูปแบบการแต่งกายของชาวมอญ ราชบุรี ชายนุ่งโสร่งลายตารางเส้นตัดสี่เหลี่ยมหลากสี เช่นพื้นสีเขียว หรือสีม่วง เส้นลายสีเหลือง เป็นต้น นุ่งลายคอกลม มีผ้าสไบหรือผ้าขาวม้าพาดไหล่ หากเป็นการพาดอย่างเป็นงานวิธีการ จะพาดโดยให้กึ่งกลางของผ้าอยู่บริเวณใต้อกหรือใต้ราวนมแล้วตวัดชายผ้าให้ไป คล้องที่ไหล่ซ้ายและขวา หญิงชาวมอญสวมผ้าถุง ยาวเกือบถึงตาตุ่ม มีลายเล็กละเอียด สวมเสื้อแขนกุด คอกลมรัดทรง สวมทับด้วยเสื้อแขนยาวทรงกระบอก ผ้าสีอ่อน เนื้อบาง แต่ก่อนนี้มีแบบแผนว่า ถ้าเป็นหญิงสาวยังโสด จะสวมเสื้อยาวถึงข้อมือ หากมีสามี จะใส่เสื้อแขนสามส่วน
ส่วนประกอบด้านการแต่งตัวอีกอย่างหนึ่ง คือการเกล้าผมมวย มวยผมแบบมอญจะรวบเกล้าไว้
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 192
ด้านหลังเหนือท้ายทอย ใช้อุปกรณ์รูปทรงตัวยู เรียกว่า อะน่ดโซ่ก เสียบแทรงเข้าไปปอยผมที่เกล้าไว้ แล้วใช้อุปกรณ์อีกชิ้นหนึ่งเรียกว่า ฮะเหลี่ยงโซ่ก รูปทรงอย่างวงเล็บปีกกา เหน็บขัดผมกับอะน่ดโซ่
ก เพื่อกันไม่ให้ผมลุ่ยจากที่มวยไว้ แล้วนำดอกไม้ดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อก็ได้ มาเสียบแซมเพื่อสร้างความสวยงาม อุปกรณ์ประดับผมทั้งสองชิ้นนี้ นิยมทำด้วยเงิน
เมื่อเริ่มแต่งกายไปร่วม งานพิธีหรือไปทำบุญที่วัด หญิงชาวมอญนิยมพาดสไบไว้ที่ไหล่ด้วย หากอากาศเย็น สามารถใช้สไบเฉียงคลี่ห่มคลุมไหล่ได้

เครื่องใช้ประจำตัวของชาวมอญ
ชาวไทยมอญในสมัยโบราณ จะมีเครื่องประดับตกแต่งร่างกายหลายชนิด ซึ่ง ได้แก่
๑. กำไล ส่วนมาแป็นกำไลเงินสำหรับใส่ข้อเท้าของหญิง แต่ปัจจุบันไม่นิยมใช้ จะใช้สำหรับของนาคในพิธีบวชเท่านั้น
๒. เข็มขัด จะทำด้วยเงิน มักใช้เป็นเครื่องประดับของชายและหญิง
๓. ลูกปัด นำมาเป็นเครื่องประดับ ตกแต่งมักทำด้วยหินและแก้ว
๔. กระดูกสัตว์ จะนำมาทำเป็นกำไลข้อเท้า ซึ่งใช้เป็นเครื่องประดับได้อย่างหนึ่ง
๕. สำริด จะนำมาทำเป็นกำไลข้อเท้า
๖. ขมิ้น ดินสอพอง เป็นเครื่องประทินโฉม ของหญิงในสมัยโบราณ

เครื่องมือเครื่องใช้ของชาวมอญ
- ครกตำหมากทำด้วยไม้ ตะบันหมากทองเหลือง เชี่ยนหมากไม้ ทองเหลือง ไม้ปาดปูน
- กล่องยาเส้นสำหรับใส่ยาเส้น ใบตอง ใบยา
- คบเพลิง (เช่น ใบไม้ ขี้กบ ( ผสมเศษไม้จากการใสไม้ ) ดอกน้ำมันยางเอามาเป็นมัดเป็นดุ้นยาวมัดใช้เป็นเชื้อเพลิง ) ตะบันไฟ หินเหล็กไฟ เป็นเครื่องมือจุดไฟ
- ครก ( มีลักษณะเป็นอย่างหลุม สำหรับตำหรือโขลกด้วยสาก )
- กระจ่า จวักสำหรับคดข้าวหรือตักแกง ทำด้วยกะลาและไม้ มีด้ามถือ บางทีก็เรียกว่า”ตวัก”
- กระบุงเล็ก สำหรับใส่ของเล็กเช่น เครื่องยาหรือรากไม้ต่างๆ
- กระบุง เป็นภาชนะสำหรับใส่ผลิตผล เช่น ข้าวเปลือก ข้าวสาร ถั่ว งา ฯลฯ
- กระบวยภาชนะสำหรับตักน้ำดื่ม
- ทะนาน ภาชนะทำจากกะลามะพร้าว ใช้ตักข้าวสารหุง
- กรรไกรเหล็ก ใช้สำหรับตัดผม
- เตาเชิงกราน เตาหุงข้าวที่นิยมใช้ในครัวเรือน
- หม้อน้ำดินเผา สำหรับใส่น้ำดื่ม ทำจากดินเผา ฯลฯ



การทำบุญจองโอะฮตาน
ใน ช่วงเดือนมาฆะ หรือประมาณเดือนกุมภาพันธ์อากาศในสมัยอดีตยังคงหนาวเย็น ชาวมอญที่เลื่อมใสศรัทธาจึงรำลึกว่า ความหนาวไม่ปราณีผู้ใด รวมถึงพระสงฆ์องค์เจ้าที่พำนักอยู่ในวัดก็ย่อมเป็นทุกข์ เพราะความหนาวเย็นด้วย จึงเกิดศรัทธานำฟืนไปถวายพระในวัด จนเป็นประเพณีถวายฟืนแด่พระสงฆ์ เพื่อที่จะได้นำไปเป็นเชื้อเพลิงทั้งในการต้มน้ำร้อนฉัน ปรุงยา หรือก่อไฟผิงไล่ความหนาวเย็น ต่อมาจึงเหลือเป็นการสุมฟืนก่อไฟไล่หนาวถวายเป็นทาน ภาษามอญเรียกงานบุญนี้ว่า จองโอะฮตาน
จอง แปลว่า เผา หรือไฟให้ใหม้. โอะฮ ( คล้ายกับเปล่งเสียงว่า โอะ แล้วตามด้วยลมออกทางจมูก ) แปลว่า ฟืน ส่วนคำว่า ตาน หรือบางแห่งเขียนว่า ต่าน เป็นคำบาลีตรงกับคำว่าทาน หรือมอบให้ด้วยจิตที่สละแล้ว ด้วยเหตุนี้เมื่อแปลเป็นไทยจึงหมายถึงงานบุญเผาฟืนเป็นทาน
ก่อนวันมาฆะ บูชา ชาวมอญจะจัดเตรียมไม้ฟืนโดยตัดไม้ในป่าละเมาะขนาดข้อแขนหรตือขนาดที่กำถือ ได้เหมาะมือความยาวประมาณวาเศษ แต่โดยส่วนใหญ่จะเลือกใช้ไม้กระถินเพราะเมื่อเลาะเปลือกออกแล้ว เนื้อไม้จะมีสีขาว เวลานำขมิ้นที่โขลกมาไล้ตามท่อนไม้ จะช่วยขับให้ผิวไม้กลายเป็นสีเหลืองสด ผึ่งแดดหรือลมให้สีขมิ้นติดผิวไม้ฟืน
ก่อ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 56
นวันมาฆะบูชา ชาวมอญจะนำดอกไม้บรรดามีในท้องถิ่นเท่าที่จะหาได้ นำมาผูกมัดไว้ที่ปลายฟืนพร้อมกับธูป ๓ ดอก เทียน ๑ เล่ม และใบหญ้าคาแห้งอีกหนึ่งกำมือ ดอกไม้และธุปเทียน ใช้เป็นเครื่องบูชา ส่วนใบหญ้าคาใช้เป็นเชื้อไฟ ใช้เชือกมะนิลาผูก ๓ เปลาะ ที่ยอด กลาง และบริเวณโคลนฟืน ต่อจากนั้นจึงนำไปตั้งวางพิงกันไว้เป็นรูปกระโจมยอดแหลมในลานวัด ซึ่งกว่าจะถึงตอนเย็น ฟืนที่มีผู้ที่นำมาถวายก็จะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ เพราะบางครัวเรือนทำฟืนตามจำนวนสมาชิกในบ้าน
อีกสิ่งหนึ่งที่มักทำในช่วง งานบุญจองโอะฮตาน คือ การทำข้าวหลาม นับเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมเพราะฤดูนี้ชาวบ้านได้เสร็จจากธุระจากงานไร่นา มีข้าวขึ้นยุ้ง อีกทั้งนับเป็นช่วงข้าวใหม่ด้วย เมื่อนำข้าวใหม่มาทำข้าวหลาม ก็ยิ่งเพิ่มรสชาติได้ดียิ่งขึ้น ในอดีตทุกบ้านจึงพร้อมใจกันทำข้าวหลาม
วันรุ่งขึ้นก่อนฟ้าสาง ประมาณ ๔-๕ นาฬิกา ชาวมอญบ้านม่วงจะร่วมกันออกไปที่วัด นำอาหารเช่น ข้าวต้ม ข้าวปลาอาหาร และข้าวหลาม เตรียมไปถวายจังหันมื้อพิเศษ นำเสื่อปูลาดกับพื้นลานวัดเพื่อให้ผู้มาร่วมทำบุญได้นั่งรอเวลา ต่อจากนั้นมัคนายกจะจุดไฟเผาฟืนที่ทุกคนนำมาร่วมทำบุญให้ลุกไหม้โชน ครั้นฟืนสุกเป็นถ่านที่คุแดงจึงนิมนต์พระเณรทุกรูปมารับภัตตาหารเช้ามื้อ พิเศษ ท่ามกลางไออุ่นจากดวงไฟ
งานบุญนี้ เป็นการจัดขึ้นตอนเช้าตรู่ ดังนั้นลูกสาวบ้านใดที่มาวัดตอนที่พระกำลังเริ่มฉัน ก็จะถูกเหล
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 193
ียวมองจากชาวบ้านที่มาก่อน และได้รับการค่อนแคะว่าเป็นคนเกียจคร้าน ไม่เหมาะที่ชายใดจะหมายปองไว้เป็นภรรยา
ใน อดีต ชาวมอญที่อำเภอโพธารามเคยมีงานบุญจองโอะฮตาน เช่นกัน แต่ไม่ได้จัดทำมาหลายปี ประเพณีนี้จึงเหลือเป็นเพียงแห่งเดียวในหมู่ชาวมอญราชบุรี

สำรับอาหารชาวมอญราชบุรี
ชาว มอญยังดำรงชีตอยู่ในต่างจังหวัด และเป็นแหล่งชุมชนที่มิใช่ชุมชนเมือง จะมีวิธีทำอาหารกันอย่างพื้นบ้าน คือมีต้ม แกง ปิ้ง ย่าง เป็นพื้น และทำเลที่ตั้งชุมชนมักไกล้แหล่งน้ำหรือริมแม่น้ำ อาหารส่นใหญ่จึงปรุงด้วยปลา เพราะเป็นสิ่งที่หาได้ง่าย ชาวมอญจึงไม่ใช่กลุ่มคนที่มี “เมนูพิสดาร” อยู่ในตำรับอาหาร แต่มักจะนำปลาชนิดต่างๆมาปรุงกับพืชผักท้องถิ่น
อาหารแบบมอญพื้นบ้านย่าน บ้านโป่ง โพธาราม นิยมออกไปทางรสเปรี้ยว หรือส้ม ผักผลไม้ที่นำมาปรุงแกงปลา ผลพุทรานาหรือพุทราขี้นกที่มักจะเกิดขึ้นเองตามหัวไร่ปลายนา นำเอาผลห่าม ( ไม่สุกมากหรือครึ่งสุกครึ่งดิบ ) มาทุบหรือโขลกพอแตก ประสมลงไปในแกงปลา รวมกับผักอื่นๆ ซึ่งพุทราจะให้รสเปรี้ยว แกงรสชาติแบบมอญพื้นบ้าน จึงเรียกให้น้ำลายสอเพราะความเปรี้ยวที่ลงตัว
ผักอย่างอื่นที่นำมาปรุงใน หม้อแกงมอญ เพื่อเพิ่มความเปรี้ยวคือ ยอดส้มป่อย ใบมะขามอ่อน ลูกมะส้าน ใบกระเจี๊ยบแดง โดยเลือกนำเอาใบเพสลาด (คือไม่อ่อนและไม่แก่จนเกินไป ) อย่างใดอย่างหนึ่ง
นอกจากผักที่คนไทยทั่วไปบริโภคกันแล้ว ชาวมอญยังนำผล มะตาดดิบมาทำอาหารอีกด้วย แกะฝาเปลือกหุ้มรอบขั้นนอกออก แล้วเฉือนเอาเฉพาะเนื้อมาทำแกง ชาวมอญนิยมบริโภคอาหารสมุนไพรหรืออาหารตามธรรมชาติ หรืออาหารยาในชีวิตประจำทุกวัน เช่นแกงผลมะตาด แกงขนุนอ่อน แกงบอน ข้าวแช่
วัฒนธรรม การบริโภคของชาวมอญราชบุรี ถือได้ว่ามีความเป็นมอญสูงเมื่อเปรียบเทียบกับชาวมอญถิ่นอื่นๆในอีกหลายท้อง ที่ของประเทศไทย เพราะหันไปนิยมอาหารประเภทผัด หรือทอดมากขึ้น
มอญทอผ้า
เรื่อง ราวของมอญทอผ้า อาจจะไม่เป็นที่คุ้นเคยมากนักทางสื่อต่างๆ เพราะกลุ่มชาติพันธ์อื่นๆ เช่นคนพวน คนไทยยวน และชาวไทยทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้สร้างชื่อเสียงเรื่องลือมากกว่า ในความเป็นจริงชาวมอญก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่รู้กรรมวิธีถักทอใยด้ายให้กลาย เป็นผืนผ้า เพราะในอดีตก่อนที่จะมีโรงงานทอผ้า กลุ่มชาติพันธ์ต่างๆก็เรียนรู้วิธีการทอผ้ากันมานานแล้ว มีในช่วงที่บ้านเมืองเจริญนี้เท่านั้น ที่ทำให้คนหลงลืมความรู้แบบบรรพชนที่สอนให้รู้จักการทอผ้า
ชาวมอญราชบุรี ยังมีความรู้เรื่องการทอผ้า และยังทำอยู่ตราบเท่าวันนี้อยู่ที่บ้านม่วง และเหลือเพียง ครัวเรือนเดียวเท่านั้น โดยรูปแบบการทอยังใช้ กี่ซัด คือเป็นเครื่องหูกที่กางไว้กับกี่ แล้วใช้มือซัดกระสวยไปมาทางขวา แทนการใช้กี่กระตุกซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นเมื่อภายหลัง
ผู้ทอผ้าชาวมอญ ยังคงใช้แปรงหวีเครือหูกที่ทำจากแกนของดอกเตยป่า ซึ่งการหวีผูกนี้ เพื่อไม่ให้เครือหูกพันกัน โดยการใช้แปรงแตะไขมะพร้า แล้วหวีไปตามแนวยาว รูปแบบเนื้อผ้าและลวดลายผ้าทอของชาวมอญ จึงยังคงเสน่ห์เดิมๆ แบบชาวบ้าน ไม่ได้แต่งลวดลายจากภายนอกให้เกินงาม
กล่าวกันของในหมู่ของชาวมอญทั่วไป ต่างลงความเห็นว่ามอญราชบุรี ที่อำเภอบ้านโป่ง โดยเฉพาะที่บ้านม่วงและปริมณฑลโดยรอบวัดม่วงยังคงรักษาความป็นมอญไว้ได้มาก ไม่ว่าจะเป็นภาษาซึ่งยังคงเป็นผู้เฒ่าผู้แก้สื่อสารกันอยู่เสมอ อาหารมอญ และการทอผ้าประกอบกับ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 57
ชุมชนมอญราชบุรีในหลายท้องที่ ได้ตระหนักถึงบทบาทของชาวมอญราชบุรีในหลายท้องที่ ได้ตระหนักถึงบทบาทของชาวมอญ ได้ร่วมกันบริจาคทรัพย์และสิ่งของอันมีค่าไว้ให้เป็นสมบัติวัฒนธรรมในวัด ม่วง ผู้สนใจเรื่องศิลปะวัฒนธรรม ประเพณี พิธีกรรม และค่านิยมความเชื่อแบบมอญ สามารถเรียนรู้ไดจากชุมชนชาวมอญราชบุรี

ประวัติ อำเภอบ้านโป่ง
อำเภอบ้านโป่ง กับสภาพภูมิศาสตร์ ที่ตั้ง
อำเภอ บ้านโป่งอยู่ทางทิศเหนือของจังหวัดราชบุรีและที่ว่าการอำเภอบ้านโป่งตั้ง อยู่ถนนทรงพล ตำบลบ้านโป่ง (ในเขตเทศบาลเมืองอำเภอบ้านโป่ง) ระยะห่างจากจังหวัดราชบุรี ๔๒ กิโลเมตร มีทางหลวงแผ่นดิน ๒ สายผ่าน ชื่อทางหลงแผ่นดินสาย ๔ เพชรเกษม และทางหลวงแผ่นดิน สาย ๒๓๔ (บ้านโป่ง – กาญจนบุรี มีทางรถไฟผ่าน ๓ สาย คือ ทางรถไฟสายใต้ สาย หนองปลาดุก - สุพรรณบุรี และสาย หนองปลาดุก - กาญจนบุรี และมีแม่น้ำ สำคัญผ่าน ๑ สายคือ แม่น้ำแม่กลอง

พื้นที่ อำเภอบ้านโป่ง มีพื้นที่ทั้งหมด ๓๙๐ ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต ทิศเหนือ ติดต่อกับ อำเภอท่าม่วง อำเภอท่ามะกา จ.กาญจนบุรี อำเภอ กำแพงแสน จังหวัด นครปฐม
ทิศใต้ ติดต่อกับ อำเภอ โพธาราม จังหวัด ราชบุรี
ทิศตะวันออก ติดต่อกับ อำเภอ เมือง จังหวัด นครปฐม
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอ โพธาราม จังหวัดราชบุรี

สภาพ ภูมิประเทศ ส่วนใหญ่ เป็นที่ราบรุ่มเหมาสำหรับ ทำนา ทำสวน ทำไร่ มีป่า และภูเขาในท้องที่ ตำบล เขาขลุง มีแม่น้ำแม่กลองไหลผ่าน<
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 194
br>
สภาพภูมิอากาศ อากาศ โปร่งเย็น มี ๓ ฤดู คือ ฤดู ร้อน ฤดู หนาว และ ฤดูฝน และมีฝนชุกในระหว่าง เดือน สิงหาคม กันยายน ตุลาคม และจะแล้งมากในระหว่าง เดือน กุมภาพันธ์ มีนาคม และ เมษายน

ลำ น้ำที่สำคัญ ลำน้ำที่เป็นประโยชน์ในด้านการเกษตร.. การคมนาคม..และการบริโภค คือ แม่น้ำ แม่กลอง เริ่มต้นจาก แควใหญ่ และแควน้อย มาบรรจบกันที่ตัวจังหวัดกาญจนบุรี ไหลผ่านท้องที่ อำเภอ บ้านโป่ง ที่ตำบลบัวขาว ตำบล ท่าผา ตำบล เบิกไพร ตำบลบ้านโป่ง ตำบล ปากแรต
ตำบล คุ้งพยอม ตำบล สวนกล้วย ตำบล นครชุมต์ และตำบล บ้านม่วง มีระยะประมาณ ๒๐ กิโลเมตร


ห้วย หนอง คลอง บึง มีเนื้อที่รวมแล้ว ประมาณ ๙๕๐ ไร่

ทรัพยากรธรรมชาติ คือ ลูกรัง หิน กรวด ทราย แร่ธาตุ

ประชากร และ สภาพ การปกครอง แบ่งเป็น ๒ ลักษณะ คือ การปกครองส่วน ภูมิภาค แบ่งออกเป็น ๑๕ ตำบล มีหมู่บ้าน ๑๖๕ หมู่บ้าน
และมีตำบล ดังนี้
๑. ตำบลสวนกล้วย
๒. ตำบลหนองกบ
๓. ตำบลหนองปลาหมอ
๔. ตำบลเขาขลุง
๕. ตำบลปากแรต
๖. ตำบลบัวขาว
๗. ตำบลท่าผา
๘. ตำบลนครชุมต์
๙. ตำบลดอนกระเบื้อง
๑๐. ตำบลคุ้งพยอม
๑๑. ตำบลเบิกไพร
๑๒. ตำบลหนองอ้อ
๑๓. ตำบลกรับใหญ่
๑๔. ตำบลบ้านม่วง
๑๕. ตำบลบ้านโป่ง
การปกครองส่วนท้องถิ่น แบ่งเป็น
- เทศบาล ๑ แห่ง คือ เทศบาลเมืองบ้านโป่ง
- สุขาภิบาล ๓ แห่ง คือ สุขาภิบาลท่าผา สุขาภิบาลกระจับ และสุขาภิบาลห้วยกระบอก
- มีสภาตำบล ๑๓ แห่ง
สภาพเศรษฐกิจ และ อาชีพ
- เกษตรกรรม ๘๐ %
- ทำนา ๔๐ %
- ทำไร่ ๔๐ %
- รับจ้าง ๑๒ %

- ค้าขาย ๒ %
- รับราชการหรือรัฐวิสาหกิจ ๒ %
- อื่นๆ ๔ %

การปศุสัตว์ เลี้ยงสุกร เป็ด ไก่ โค กระบือ ห่าน
การประมง เลี้ยงปลาตะเพียน กุ้งก้ามกราม ปลาดุก ปลาช่อน
การอุตสาหกรรม โรงสี ๖๗ แห่ง โรงเรื่อย ๔ แห่ง โรงงาน ๔๔๒ แห่ง
การพาณิชย์กรรม บริษัท ๒๕ แห่ง ห้างหุ้นส่วน ๓๐ แห่ง โรงแรม ๑๕ แห่ง โรงมหรสพ ๓ แห่ง

การศึกษา
- โรงเรียนกรมสามัญศึกษา ๔ แห่ง
- โรงเรียนประถมศึกษา ๕๖ แห่ง
- โรงเรียนเทศบาล ๓ แห่ง
- โรงเรียนราษฎร์ ๑๘ แห่ง

ศาสนา ประชาชนส่วนใหญ่นับถือ ศาสนสพุทธ
- วัดพุทธศาสนา ๕๕ แห่ง
- โบสถ์คริสต์ศาสนา ๑๐ แห่ง
- มัสยิด ๑ แห่ง

ศิลปวัฒนธรรม ศูนย์วัฒนธรรม อำเภอ ๑ แห่ง

ประวัติ และความเป็นมา แต่เดิมที่ตั้งของอำเภอบ้านโป่งเป็นอาณาเขตทวารวดีแต่โบราณ มีชาวอินเดีย และชาวเขมร มาตั้งหลักแหล่งทำมาหากินอยู่แถบนี้ ปรากฏตามหลักฐานว่าชาวอินเดียได้นำเอาชื่อเมืองมาตั้งชื่อในท้องถิ่นตะวัน ออก ของแม่น้ำแม่กลองและเป็นหมู่บ้านของตำบลท่าผา ในปัจจุบันนี้ ชื่อว่า หมู่บ้าน “ โกสินารายณ์ “ ตามจดหมายเหตุของราชบุรี ร. ศ ๑๑๖ กล่าวว่าอำเภอบ้านโป่งแต่เดิมตั้งอยู่ที่ตำบลท่าผา ต่อมา ร. ศ ๑๒๔ ร
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 58
ัฐบาลได้สร้างทางรถไฟสายใต้ขึ้น และเห็นว่า ถ้าหากอำเภออยู่ที่ท่าผาแล้ว การคมนาคมไม่สู้สะดวก จึงย้ายที่ว่าการอำเภอ มาตั้งที่ตำบลบ้านโป่ง เรียกว่า อำเภอบ้านโป่ง สืบถึงทุกวันนี้ บริเวณที่ตั้งอำเภอ บ้านโป่ง เดิมเป็นป่าโปร่ง สัตว์ชอบมาอาศัยและกินดินโป่ง ( เป็นดินที่มสีรสเค็ม ) โดยเฉพาะสัตว์พวกเรียงผา จะชอบมาก ตามตำนานเก่าแก่อ้างว่า คำว่า “บ้านโป่ง “ เดิมทีเรียกว่า “บ้านทับโป่ง” ซึ่งเล่ากันว่า มีกระท่อม หรือ บ้าน (ทับ) อยู่ข้างดินโป่ง แต่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า บ้านโป่ง เพราสะดวกและสั้นดี ต่อมาทางราชการได้เปลี่ยนชื่อเป็น อำเภอบ้านโป่งตามไปด้วน อำเภอ บ้านโป่ง เคยโอนไปอยู่กับ จังหวัด กาญจนบุรีครั้งหนึ่ง ระหว่าง สงครามมหาเอเชียบูรพา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๕ และโอนกลับมาจังหวัดราชบุรีตามเดิม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๙

สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์

๑. สระโกสินารายณ์
เป็น สระโบราณมีเนื้อที่กว้างขวางถึง ๕๐ ไร่ ครั้งหนึ่งเป็นที่เลื่องลือกันว่า น้ำในศักดิ์สิทธิ์มากสามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้นานัปการ ผู้คนจากทั่วสารทิศ จึงพากันมาตักน้ำอาบและดื่มกินในทางโบราณคดี สระโกสินารายณ์นี้ เป็นส่วนหนึ่งของเมืองโบราณ กรมศิลปากรเคยสำรวจพบคันดินแนวกำแพง เหลือ ๓ ด้าน แต่ละด้าน ยาวเกือบ ๑ กิโลเมตร ภายในเมืองมีการขุดสระไว้หลายสระ ชาวบ้านเรียกชื่อ ต่างๆกัน บางสระมีลำรางเล็กๆ ขุดไขน้ำจากแม่น้ำแม่กลองเข้ามา ส่วนสระโกสินารายณ์นี้ แม้ตั้งอยู่นอกเมือง แต่ก็ชิดกับกำแพงเมือง นอกจากนี้ที่เนินจอมปราสาทในอาณาบริเวณเมืองเก่า ยังขุดพบกรอบประตูและกลีบขนุนหินทรายแดง จึงสันนิษฐานว่า ตรงนั้นเคยเป็นพระปรางค์ใหญ่ ทั้งยังพบสิ่งต่างๆ อีกมาก ทั้งหมดเป็นศิลปะของสมัยลพบุรี แต่ที่สำคัญที่สุด คือ รูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร เปร่งรัศมีขนาดใหญ่ ทำด้วยหินปูนสีทรายแดงอีกอันหนึ่ง เข้าใจว่าป็นที่รองรับพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรองค์นั้น ของที่ขุดพบจากเมืองโบราณแห่งนี้เก
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 195
็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร
สรโก สินารายณ์ ปัจจุบันเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวอำเภอ บ้านโป่ง เพราะมีต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นเรียงรายอยู่สองฟากถนนรอบสระ อยู่ในเขตตำบลท่าผา หลังโรงงานกระดาษ สยามคราฟท์ ไม่ห่างจากตัวอำเภอบ้านโป่งมากนัก



๒. ศาลเจ้าแม่เบิกไพร
ตั้ง อยู่ที่ตำบลเบิกไพร อำเภอบ้านโป่ง เป็นศาลศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เคารพสักการะของคนในท้องถิ่นและจังหวัดใกล้เคียง มาช้านาน แต่ไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดว่าสร้างขึ้นในสมัยใดนอกจากมีประวัติเล่าว่า ครั้นเมื่อ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสไทรโยค ได้เสด็จมาที่ศาลเจ้าแม่เบิกไพรนี้ถึง ๒ ครั้ง

๓. ค่ายหลวงบ้านโป่ง
เข้า ใจกันว่า เป็นค่ายที่สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นสถานที่ที่พระองค์เคยเสด็จไปประทับ และทรงนำเอากองเสือป่าไปพัก ชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียง เรียกกันเพียงสั้นๆว่า “ค่ายหลวงบ้านโป่ง” สภาพของค่ายเท่าที่ปรากฏอยู่ก็คือ สันเนินและแนวคู อยู่ในตัวอำเภอบ้านโป่ง ทางทิศเหนือมีอาณาเขต จากริมแม่น้ำแม่กลอง ไปถึงถนนสาย ๑๘ เนื่องจากค่ายแห่งนี้เป็นเพียงที่พักชั่วคราว สิ่งปลูกสร้างทั้งหลายจึงไม่ถาวรหลงเหลืออยู่จนถึงปัจจุบัน



ประวัติคุณปู่ มงคล สุดลาภา
ประวัติ คุณปู่ มงคล สุดลาภา
ประวัติ เป็น นายอำเภอ ปราณบุรี จ. ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2502
เป็น นายอำเภอ บางสะพาน จ. ประจวบคีรีขันธ์
เป็น นายอำเภอ ชะอำ จ. เพชรบุรี
เป็น นายอำเภอ ท่ายาง จ. เพชรบุรี
เป็น รองผู้ว่าราชการจังหวัด ศรีษะเกศ
เป็น นายกเทศมนตรี อำเภอ เมือง จ. กาญจนบุรี
เป็น ปลัดจังหวัดกาญจนบุรี
เป็น ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย


นาย มงคล สุดลาภา รูปสมัยเป็นนายกเทศมนตรี เมืองกาจนบุรี คนที่ 16

นายมงคล สุดลาภา1 ต.ค. 2516 - 27 พ.ย. 2517
นายกเทศมนตรีคนที่ 1 นายกเทศมนตรีคนที่ 2 นายกเทศมนตรีคนที่ 3 นายกเทศมนตรีคนที่ 4

ขุนหิรัญประศาสตร์ (กลม พัฒนมาศ)
พ.ศ. 2479 - พ.ศ. 2481
พ.ศ. 2494 - พ.ศ. 2499 สวัสดิ์ สาระศาสิน
พ.ศ. 2481 - พ.ศ. 2483 นายบุญผ่อง สิริเวชชะพันธุ์
พ.ศ. 2483 - พ.ศ. 2485
พ.ศ. 2489 - พ.ศ. 2492 นายนิยม สินค้าเจริญ
พ.ศ. 2485 - พ.ศ. 2489

นายกเทศมนตรีคนที่ 5 นายกเทศมนตรีคนที่ 6 นายกเทศมนตรีคนที่ 7 นายกเทศมนตรีคนที่ 8

นายชำนาญ พงษ์สวัสดิ์
พ.ศ. 2492
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 59
- พ.ศ. 2492 นายแผน สิริเวชชะพันธุ์
พ.ศ. 2492 --พ.ศ. 2494 นายสมาน บุญอารักษ์
พ.ศ. 2499 - พ.ศ. 2499 นายประทีป ประเสริฐกุล
พ.ศ. 2499 - พ.ศ. 2501

นายกเทศมนตรีคนที่ 9 นายกเทศมนตรีคนที่ 10 นายกเทศมนตรีคนที่ 11 นายกเทศมนตรีคนที่ 12

นายสมจิตต์ ราคา
พ.ศ. 2501 - พ.ศ. 2502 นายอมร บุญลิขิต
พ.ศ. 2502 - พ.ศ. 2503 ร.ต.ต.สะอาด สุจริตจันทร์
พ.ศ. 2503 - พ.ศ. 2504 นายเฉลย รุ่งสว่าง
พ.ศ. 2504 - 2504

นายกเทศมนตรีคนที่ 13 นายกเทศมนตรีคนที่ 14 นายกเทศมนตรีคนที่ 15 นายกเทศมนตรีคนที่ 16

นายสวัสดิ์ ตุลยสุวรรณ
พ.ศ. 2504 - พ.ศ. 2506 นายชัยทัต สุนทรพิพิธ
พ.ศ. 2506 - พ.ศ. 2511 ร.ต. สมจิตต์ เสตะพันธุ
พ.ศ. 2511 - พ.ศ. 2515
9 ม.ค. 2516 - 1 ต.ค. 251 นายมงคล สุดลาภา
1 ต.ค. 2516 - 27 พ.ย. 2517
นายกเทศมนตรีคนที่ 17
นายกเทศมนตรีคนที่ 18 นายกเทศมนตรีคนที่ 19 นายกเทศมนตรีคนที่ 20

นายนิทัศน์ ถนอมทรัพย์
27 พ.ย. 2517 - 28 พ.ย. 2538 นายประสิทธิ์ โอภาสทิพากร
28 พ.ย. 2538 - 10 ม.ค. 2546 นางสมบูรณ์ สาระศาลิน
10 ม.ค. 2543 - 2546 นายประสิทธิ์ โอภาสทิพากร
ปัจจุบัน


รคนปัจจุบันคนที่20ายชื่อ นายกเทศมนตรี เมืองกาญจนบุรี ตั้งแต่(อดีต)คนที่ 1 ถึง
นายมงคล สุดลาภา ผู้ก่อตั้งโรงเรียน เมืองปราณบุรี ต.ปราณบุรี อ.ปราณบุรี
จ. ประจวบคีรีขันธ์

ประวัติโรงเรียนเมืองปราณบุรี
โรงเรียน เมืองปราณบุรีตั้งอยู่เลขที่ 73 ตำบลปราณบุรี อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาแบบสหศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประจวบคีรีขันธ์เขต 2 เริ่มเปิดสอน ครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2502 โดยนายมงคล สุดลาภา นายอำเภอปราณบุรี เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งขึ้น ตาม คำสั่งที่ 5981/2502 ลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2502 ให้เปิดเป็นโรงเรียนวิสามัญตอนปลาย โดยใช้สถานที่ สโมสรข้าราชการอำเภอปราณบุรี เป็นสถานที่เรียนชั่วคราว มีนักเรียนทั้งหมด 25 คน เป็นชาย 14 คน หญิง 11 คน มีนายนิยม พุทธิเภษัช ศึกษาธิการอำเภอปราณบุรี ดำรงตำแหน่งผู้รักษาการ ครูใหญ่ และนายทันรุจิเลข ผู้ช่วยศึกษาธิการอำเภอเป็นครูผู้สอน ปี 20 - 70 2504 ได้รับบริจาคที่ดิน จำนวน 13 ไร่ 1 งาน 38 ตารางวา จากนายจรัส นิตยธรรมให้สร้างโรงเรียนเมืองปราณ
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 196
บุรี ปี 2508 ได้งบประมาณเพิ่มเติมซื้อที่ดิน จากนายจรัส นิตยธรรมจำนวน 12 ไร่ 1 งาน 42 ตารางวา รวมเป็นที่ดินทั้งหมด 25 ไร่ 2 งาน 42 ตารางวา


และประวัติของคุณลุง เชาวน์วัศ สุดลาภา ครั้งมีความผูกพันธ์ กับจังหวัด เพชรบุรี และจังหวัดสุพรรณบุรี และ จังหวัดราชบุรี



ประวัติการทำงานของพณฯ ท่านคุณลุง เชาวน์วัศ สุดลาภา

นาย เชาน์วัศ สุดลาภา เกิดวันที่ 1 มิถุนายา พ.ศ 2476
ที่อยู่กรุงเทพฯ เลขที่ 511/46 ถ. จรัลสนิทวงศ์ 37 เขต บางกอกน้อย จ. กรุงเทพฯ โทร 024123742
ที่อยู่ลพบุรี เลขที่ 155 ต.วังขนอนขว้าง อ.โคกสำโรง จ. ลพบุรี โทร 036441686
ภริยา ชื่อ นาง กมลทิพย์ สุดลาภา อดีต นางงาม ประจำจังหวัดสงขลา เมื่อ 50กว่าปีที่แล้ว
การศึกษา ปริญญาตรี และ ปริญญาโท มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
จบการศึกษา Diploma ทางรัฐประสาสน์ศาสตร์ กรุง บรอน์ประเทศเยอรมันนี
Diploma ทางรัฐประสาสน์ศาสตร์ กรุง เฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์
ปริญญาเอก กิตติมศักดิ์ จาก 2 มหาวิทยาลัย ในประเทศ สหรัฐอเมริกา
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ม ป.ช มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก
- สำนักเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร

ประวัติการ ทำงาน เคยดำรงตำแหน่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัด ลพบุรี 4 สมัย ใน ปี พ.ศ 2531 / 2535/1 / 2535/2 / 2538 และสอบได้ (ส.ส) ที่ 1 ทั้งสี่สมัย

ผู้ช่วยเลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปี 2507 - 2511
เลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปี 2515 - 2517
สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ วุฒิสมาชิก ปี 2515
ผู้ว่าราชการ จังหวัด พังงา ปี 2519 - 2520
ผู้ว่าราชการ จังหวัด ลพบุรี ปี 2520 -2522
ผู้ว่าราชการจังหวัด กรุงเทพมหานคร ปี 2522 -2524
ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 60
ปี 2524 - 2526
ผู้ว่าราชการ จังหวัด เพชรบุรี ปี 2527 - 2531
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัด ลพบุรี (สอบได้ที่ 1 ทั้ง 4 สมัย ซ้อน)
ประธานคณะกรรมการศึกษา ผู้แทนราษฎร ปี 2531 - 2535
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย 2 สมัย ปี 2533 – 2535 -2536
รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ปี 2535




ความเป็นมาความสัมพันธ์กันระหว่างพณฯ ท่านเชาวน์วัศ สุดลาภา

กับดร.วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์




วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ (Vongsak Swasdipanich)

ปัจจุบันเป็น ผู้ว่าราชการจังหวัด ราชบุรี2550
วงศ์ ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ (Vongsak Swasdipanich) ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย เกิด ๆ๒๗ มิถุนายน ๒๔๙๔ อายุ ๕๔ ปีเต็ม ภูมิลำเนาอำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด บุตรคนที่ ๕ ของเจริญ - ซิวเจียง สวัสดิ์พาณิชย์
อนันต์ สวัสดิ์พาณิชย์ พี่ชายคนโต ประกอบธุรกิจการเกษตรที่จังหวัดร้อยเอ็ด มนตรี สวัสดิ์พาณิชย์ พี่ชายคนรอง ประกอบธุรกิจน้ำแร่ดื่มที่จังหวัดร้อยเอ็ด ชูศรี ไวทยาวันศิริ พี่สาวคนที่สาม ประกอบธุรกิจเภสัชและกิจการโรงแรมที่จังหวัดนครราชสีมา รองศาสตราจารย์ ดร. สุวพงษ์ สวัสดิ์พาณิชย์ พี่ชายคนที่สี่ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตสกลนคร เกรียงศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ น้องชาย นิติกรธนาคารกรุงเทพ จำกัด สำนักงานใหญ่ และมัชฌา นราสวัสดิ์ น้องสาวคนเล็ก ประกอบธุรกิจอะไหล่รถจักรยานยนต์ที่จังหวัดร้อยเอ็ด
การศึกษาชั้นประถม โรงเรียนบ้านอาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด มัธยมต้นโรงเรียนร้อยเอ็ดวิทยาลัย ออกไปเข้า ม.ศ. ๓ ที่วิทยาลัยบางแสน ตามคำแนะนำของญาติผู้ใหญ่ ดร. ก่อ สวัสดิ์พาณิชย์ บิดาของศิโรตม์ สวัสดิ์พาณิชย์ อธิบดีกรมสรรพากร และมัธยมปลายโรงเรียนจรัสสมรอนุศาสน์ ยานนาวา กรุงเทพฯ
เป็นน้องใหม่ภาค วิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปีการศึกษา ๒๕๑๓ เพราะอยากเป็นนายอำเภอ โดยมีอุดม พัวสกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูนเป็นเพื่อนร่วมรุ่น
เรียนแบบไม่หยุดพักทั้งภาค เล็กและภาคใหญ่ ย่นเวลาเหลือ ๓ ปี ทั้ง ๆ ที่อาจารย์เตือนว่าถ้าพลาดละก็เจ็บกว่าคนเรียน ๔ ปี แต่ก็ได้รัฐศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา ๒๕๑๕ รับพระราชทานปริญญาพร้อมรุ่นพี่ในปี ๒๕๑๖
๐ ๐ ๐
นั่ง รถไฟเข้ากรุงเทพฯ ไปพบเชาว์วัศน์ สุดลาภา เลขานุการจอมพล ประภาส จารุเสถียร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น เพื่อขอฝึกงานโดยไม่ต้องการเงินเดือน
เชาวน์วัศ สุดลาภา ชอบใจที่กล้าเดินเข้ามาหาทั้ง ๆ ที่ไม่เคยรู้จักกัน
แต่พรรคพวกพามาฝากเยอะ ก็เลยรับไว้ทั้งธรรมศาสตร์ จุฬาฯ และเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยละ ๑ คน ได้เป็นลูกจ้างชั่วคราวสมใจ
ทำได้ไม่กี่เดือนก็เกิดเหตุการณ์ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๑๖
ภารกิจ ที่ไม่เคยคิดมาก่อนในชีวิตคือพาเชาว์วัศน์ สุดลาภา หลีกลี้ผู้คนไปหลบภัยที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ ถนนราชดำเนิน โรงแรม ๙๙ บางลำภู โรงแรมพาร์ลิเมนท์ ถนนวิสุทธิกษัตริย์ และโรงแรมวงเวียน ๒๒ กรกฎาคม จนเงินหมด
เชาวน์วัศ สุดลาภา ให้นำแฟ้มบัญชีเจ้าหน้าที่มาเปิดดูว่ารู้จัก
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 197
ใครที่ไว้ใจได้บ้าง แล้วโทรศัพท์บอกเขามาช่วยจ่ายเงินให้ที จากนั้นก็พาเชาน์วัศ สุดลาภา ไปส่งที่อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แล้วพาภริยาของเชาน์วัศ สุดลาภา ขึ้นรถไฟล่องใต้ไปส่งที่จังหวัดสงขลา ก่อนจะกลับมารายงานตัวที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) สวนรื่นฤดี พร้อมกับพันตำรวจเอก สุทิน เอมะพัฒน์ ช่วยราชการสำนักงานเลขานุการรัฐมนตรีในขณะนั้น
สามวันสามคืนในสวนรื่นฤดี ได้รับรู้เรื่องราวหลายอย่าง รวมทั้งการเจรจาของจอมพล ถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และนายทหารระดับสูง อาทิ พลเอก กฤษณ์ สีวะรา และพันเอก ณรงค์ กิตติขจร เป็นต้น
เด็กกว่าเขาเพื่อน จึงรับหน้าที่ให้บริการอาหารเครื่องดื่มแก่ผู้ใหญ่ใน กอ.รมน.
หลังหายตื่นเต้นจากเหตุการณ์ที่ค่อย ๆ สงบลง ก็นึกขึ้นได้ว่าไปสอบแข่งขันเป็นปลัดอำเภอเอาไว้
แวะไปดู จึงรู้ว่าติด
๑ พฤษภาคม ๒๕๑๘ ได้รับการบรรจุเป็นปลัดอำเภอตรี กิ่งอำเภอปทุมรัตน์ ร้อยเอ็ด จังหวัดบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง
ทำ งานได้ปีเดียว ผู้ว่าราชการจังหวัดแวะมาตรวจราชการแล้วเห็นหน่วยก้าน สั่งให้เข้ามาเป็นปลัดอำเภอตรี อำเภอเมืองร้อยเอ็ด พร้อมกับสอบได้ชั้นโท (เจ้าพนักงานปกครอง ๔)
๒๕๑๙ ศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านบริหารรัฐกิจที่ Kentucky State University (KSU), Frankfort, Kentucky สหรัฐฯ
๒๕๒๐ ได้ปริญญา Master of Public Affairs (Planning)
บินกลับมาประจำกองการศึกษาประชาบาล จนกระทั่งสอบได้ระดับ ๕
กันยายน ๒๕๒๒ ย
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 61
้ายไปเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน ๕ สำนักงานจังหวัดเลย ปีถัดมาย้ายไปลงตำแหน่งเดียวกันที่จังหวัดพิจิตร
ธันวาคม ๒๕๒๕ ย้ายไปเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน จังหวัดศรีสะเกษ หลังสอบได้ระดับ ๖
อยู่ศรีสะเกษ ๕ ปีเต็ม จึงได้ย้ายไปรักษาการหัวหน้าฝ่ายแผนและโครงการ จังหวัดอุบลราชธานี
ตุลาคม ๒๕๓๓ ได้รับแต่งตั้งให้รักษาการหัวหน้าสำนักงานจังหวัดอุบลราชธานี หลังสอบได้ระดับ ๗
เพียงปีเดียวก็สอบได้ระดับ ๘
ธันวาคม ๒๕๓๔ ได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าสำนักงานจังหวัดมุกดาหาร (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน ๘)
จากนั้น เข้ารับการอบรมหลักสูตรนักบริหารมหาดไทย ระดับ ๘ สถาบันดำรงราชานุภาพ ๔๕ วัน
เมื่อ ชนะศักดิ์ ยุวบูรณ์ ย้ายไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้ทำเรื่องขอผู้จบปริญญาโทจากต่างประเทศมาเป็นหัวหน้าสำนักงานจังหวัดเพื่อ ช่วยงาน SEA Games ซึ่งเชียงใหม่เป็นเจ้าภาพ
กระทรวงฯ ส่งชื่อมาให้ ๒ คน แต่คนแรกขออยู่ที่เก่า หัวหน้าสำนักงานจังหวัดเชียงใหม่จึงกลายเป็นวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์
ยังไม่ทันจะเดินทางไป อารีย์ วงศ์อารยะ ปลัดกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้นโทรศัพท์มาหา บอกว่าคงจะไม่ได้ไปเชียงใหม่แล้วละ
ไม่เป็นไร เพราะก็ไม่อยากไปอยู่แล้ว
หัว หน้าสำนักงานจังหวัดเชียงใหม่ตัวจริงไม่ใช่ใครที่ไหน พระนาย สุวรรณรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นนายอำเภออมก๋อยในขณะนั้น
เมษายน ๒๕๓๕ ได้รับคำสั่งใหม่ให้มาเป็นหัวหน้าสำนักงานจังหวัดสมุทรปราการ
แต่คนเก่าขออยู่ต่อ ในขณะที่คนใหม่ก็ไม่สมัครใจจะไป จึงไม่ได้ไปทั้งเชียงใหม่และสมุทรปราการทั้ง ๆ ที่คำสั่งออกมาแล้ว
สรุปแล้วได้อยู่ที่เดิม คือ มุกดาหาร
ตุลาคม ๒๕๓๖ ย้ายไปเป็น หัวหน้าสำนักงานจังหวัดขอนแก่น
๐ ๐ ๐
เมื่อกระทรวงมหาดไทยปรับโครงสร้างภายในแยก 'ฝ่ายแผนพัฒนาจังหวัด' ออกจาก 'สำนักนโยบายและแผน' แล้วยกขึ้นเป็นหน่วยงานระดับกอง
ชนะ ศักดิ์ ยุวบูรณ์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นึกถึงคนที่เคยขอไปช่วยงาน SEA Games แล้วไม่ได้มาทำงานด้วยกันเมื่อครั้งยังเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ หนนี้คงไม่มีปัญหา
พฤศจิกายน ๒๕๓๗ จึงได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการกองแผนพัฒนาจังหวัด สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย คนแรก
คน ในกระทรวงมหาดไทยด้วยกันไม่ได้หมายความว่าจะมีโอกาสเติบโตหรือได้รับการ พิจารณาให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดถ้าไม่ผ่านการเป็นปลัดอำเภอ นายอำเภอ ปลัดจังหวัด และรองผู้ว่าราชการจังหวัด ก็ยากที่จะได้ขึ้นเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด เช่น ข้าราชการมหาดไทยระดับ ๔ - ๕ ถ้าโอนมาจากสายปกครองแล้ว โอกาสในการเข้าโรงเรียนนายอำเภอจะน้อยลง
เมื่อไม่ได้เรียนก็ไม่ได้เป็นนายอำเภอ
แต่ ถ้าได้เป็นผู้อำนวยการกอง ในสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยแล้ว ยังมีโอกาสที่จะได้รับการพิจารณาแต่งตั้งเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัด เส้นทางไปสู่การเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดจึงไม่ถึงกับตีบตัน ผนวกกับการปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนมาตลอด เงินเดือนที่ได้รับก็สูงเต็มขั้น ผลงานใหม่ก็ได้ใช้ความรู้ด้านการวางแผนที่ได้ร่ำเรียนมา
ตุลาคม ๒๕๓๙ จึงได้รับแต่งตั้งเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี โดยไม่ผ่านการเป็นนายอำเภอและปลัดจังหวัด ขณะมีอายุน้อยที่สุดในบรรดาคนเป็นรองผู้ว่าฯ ด้วยกัน โดยไม่เคยวิ่งเต้นให้ได้มาซึ่งตำแหน่ง
จากนั้น กลับไปเข้ารับการอบรมหลักสูต
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 198
รนักบริหารมหาดไทย ระดับ ๙ สถาบันดำรงราชานุภาพ นาน ๖ เดือนเต็ม จึงกลับมาทำงานต่อ
แม้ ยังไม่มีอำนาจเต็มเหมือนผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ก็หนีไม่พ้นการใช้หลักนักบริหาร (องค์กร) นักพัฒนา (โครงการ) และนักปกครอง (คน) ขาดไปหลักใดหลักหนึ่งก็ไม่ได้
งานที่ได้รับมอบหมายจาก พลากร สุวรรณรัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานีในขณะนั้น คือการจัดตั้งเขตอุตสาหกรรม อันทำให้ปัตตานีเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีโรงงานด้านอุตสาหกรรมการเกษตรขนาด ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ อาทิ โรงงานปลากระป๋อง โรงงานปลาป่น โรงงานอาหารสัตว์ เป็นต้น
อีกงานหนึ่งคือคือโครงการจัดตั้งธนาคารอิสลาม (Islamic Bank)
และ ที่ได้รับมอบหมายเป็นพิเศษคือการเป็นตัวแทนผู้ว่าราชการจังหวัดใน ๔ จังหวัดภาคใต้เข้าร่วมประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และมาเลเซีย
เนื่องจากจังหวัดภูเก็ตมีเป้าหมายในการเป็นเมือง หน้าต่างโลก พีระพงศ์ จำนงเฉลิมฉัตร ผู้ว่าราชการจังหวัดในขณะนั้นจึงทำเรื่องขอตัว เพราะเห็นศักยภาพที่ปัตตานี
ตุลาคม ๒๕๔๐ ย้ายไปดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต โดยมีชาวไทยมุสลิม ๗ คันรถ ตามมาส่งถึงตัวเกาะ
๐ ๐ ๐
ที่ ภูเก็ต รับผิดชอบงานด้านเศรษฐกิจ โดยมีภารกิจหลักพัฒนาการท่องเที่ยว ซึ่งช่วงนั้นมีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเต็มที่ จนไม่ทันกับการดูแลรักษา
แต่ก็ไม่ง่ายในการจัดระเบียบ เพราะ 'ผลประโยชน์' คืออุปสรรคสำคัญ โดยเฉพาะป่าตอง
'สารสนเทศ' คือ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 62
หัวใจสำคัญในการบริหารจัดการ
หลังตามเก็บรายชื่อชาวบ้านร้านถิ่นมาแยกเป็นหมวดหมู่จนรู้ใครเป็นใคร และรู้ต่อไปถึงอิทธิพลที่มีผลทั้งทางบวกและลบต่อการจัดระเบียบ
ผล พวงจากการจัดทำสารสนเทศ ทำให้เห็นภาพด้านประชากรศาสตร์อย่างชัดเจนของคนภูเก็ต จึงมีโอกาสได้เชื่อมโยงคนไทยมุสลิมซึ่งมีอยู่ร้อยละ ๓๕ มาช่วยกันพัฒนาภูเก็ต
และหลังการเดินเท้าย่ำป่าตอง ยังทำให้รู้ว่าหนึ่งในกลุ่มผู้สร้างปัญหาจุ๊ก ๆ จิ๊ก ๆ ไม่ใช่ใครที่ไหน พวกแผงหลัก แผงลอย รถเข็น และคานหาบ เร่ขายตำบักหุ่ง (ใส่หรือไม่ใส่ปลาแดกก็แล้วแต่) ไปจนถึงรถสองแถว และนวดโบราณทั้งที่อยู่ในตึกและริมชายหาด
พอได้ยินเขาส่งเสียง ก็รู้ว่าไม่ใช่ใครที่ไหน จัดแจงส่งภาษาเดียวกัน
ป่า ตองค่อย ๆ มีระเบียบขึ้นโดยลำดับหลังหลังเปลี่ยนผู้ว่าราชการจังหวัดอีก ๒ คน คือ พงศ์โพยม วาศภูติ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาในปัจจุบัน และชาญชัย สุนทรมัฏฐ์ รองปลัดกระทรวงฯ ฝ่ายความมั่นคงในปัจจุบัน
เป็นรองผู้ว่าฯ ภูเก็ตครบ ๔ ปี แต่เปลี่ยนผู้ว่าฯ ปีละคน
ตุลาคม ๒๕๔๔ ย้ายไปเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง พร้อมกับเข้าศึกษาที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปรอ. ๔๔๑๔) เป็นเวลา ๑ ปีเต็ม
เพื่อน ร่วมรุ่นที่กำลังขั้วตำแหน่งใหม่ในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ อาทิ พลเรือเอก สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ว่าที่ผู้บัญชาการทหารเรือ พลเรือเอก วิชัย ยุวนางกูร ว่าที่รองผู้บัญชาการทหารเรือ พลเรือเอก นพพร อาชวาคม ว่าที่ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ พลเอก พรชัย กรานเลิศ ว่าที่ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก พลอากาศเอก พรชัย รามโกมุท ว่าที่ผู้บัญชาการกองบัญชาการสนับสนุนทหารอากาศ พลตำรวจโท ชลอ ชูวงษ์ และพลตำรวจโท วิโรจน์ พหลเวชช์ ว่าที่ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นต้น
ส่วนเพื่อนร่วมรุ่นที่มาจากกระทรวงเดียวกัน ได้แก่ เจตน์ ธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น พระนาย สุวรรณรัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี วิชม ทองสงค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ปรีชา บุตรศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ เมฆินทร์ เมธาวิกูล ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ปานชัย บวรรัตนปราน ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร และสุธี มากบุญ ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร
๐ ๐ ๐
๑ ตุลาคม ๒๕๔๕ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย หลังจบ วปอ.
'หนองคาย' จังหวัดชายแดนติดแม่น้ำโขงได้ชื่อว่าน่าอยู่อันดับ ๗ ของโลก เป็นดินแดนชุ่มน้ำอันดับ ๑,๐๙๘ ของโลก เป็นเมืองที่มีนักบวชและนักพรตมากที่สุดในเอเชีย และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยยังจัดให้เป็น ๑ ใน ๕ จังหวัดที่น่าอาศัยระยะยาวอีกด้วย
ฟังแล้วน่าชื่นชม แต่ไม่มีอะไรในกอไผ่ที่จะผลักดันให้คนต่างถิ่นหรือต่างชาติอยากมาเที่ยวและ ลงทุนเพื่อให้คนหนองคายมีรายได้ดีขึ้น ขณะที่บางคนในภาครัฐกลับทำงานผิดช่องทาง
ประสบการณ์จากการเป็นหัวหน้าสำนักงานจังหวัดและรองผู้ว่าราชการจังหวัดช่วยให้ไม่ต้องเสียเวลาเริ่มต้นเท่าใดนัก
ข้อมูล ข่าวสารที่ถูกต้องเป็นเรื่องสำคัญ ระยะแรกจึงต้องอาศัย Honda, Silver Shadow คันใหญ่ ขับตระเวณเข้าไปตรวจพื้นที่ทุกสัปดาห์ ล้มเมื่อใดไม่ต้องยก เพราะมอเตอร์ไซค์หนักกว่าท่านผู้ว่าฯ ร่างเล็กหลายร้อยกิโลกรัม
จากนั้น จัดประชุมนายอำเภอให้ถี่ขึ้น เพื่อเร่งนโยบายของรัฐที่ได้นำมาขยายเป็นแผนปฏิบัติการให้บังเกิดผลเป็น รูปธรรม โดยชี้ให้เห็นว่า ช่องทางนี้นอกจากจะช่วยชาวบ้านให้อยู่ดีกินดีแล้ว ยั
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 199
งสนองนโยบายจากส่วนกลางอันเป็นผลงานที่ชอบธรรมอีกด้วย
และเพื่อให้เรื่องที่คนชื่นชมมีความเป็นไปได้จริง โครงการเรารักหนองคายจึงเกิดขึ้น
แต่ถ้าภายในไม่พร้อมก็ยากที่จะรุกออกไปภายนอกได้ดี จึงเริ่มต้นที่การทำภายในให้สะอาดทั้งด้าน 'รูปธรรม' และ 'นามธรรม'
เริ่ม จากรณรงค์ให้ 'หนองคายไร้ขยะ' ด้วยการจัดให้มีวัน 'เรารักหนองคาย' โดยส่วนราชการภูมิภาค ท้องถิ่น และชาวบ้าน มาคุยกัน ในที่สุดก็ออกมาเป็นทุกวันพุธที่สองและสี่ของเดือน ทั้ง ๑๗ เทศบาลเล็กใหญ่ และ ๑๑๑ องค์การบริหารส่วนตำบล ตลอดจนชาวบ้าน ยกขบวนกันออกมาทำความสะอาดหนองคายทั้งจังหวัด ทำมาแล้วตั้งแต่ต้นปี ๒๕๔๕ จนถึงวันนี้
ต่อไปเป็นเรื่องของการบริหารจัดการ วัฒนธรรม จริยธรรม และระเบียบวินัย
ข้าราชการ
นับ ว่าท้าทายในการผลักดันให้มีธรรมบริหาร (Good Governance) แผนส่งเสริมการทำงานด้วยความ 'จริงใจ จริงจัง และโปร่งใส' จึงเกิดขึ้น โดยจัดตั้งคณะทำงานด้านยุทธศาสตร์ (CEO Staff) ของผู้ว่าราชการจังหวัด ประกอบด้วยหัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์ของกระทรวงต่าง ๆ ที่มาประจำอยู่ในจังหวัด แล้วจัดให้มีการประชุมกันทุกวันอังคารและพฤหัสบดี และจัดอบรมข้าราชการให้เข้าใจเรื่อง 'ธรรมบริหาร'
ชาวบ้าน
มีการจัด ตั้งตัวแทนประชาชน ๗ คนนอกล้วน ๆ มาจากชาวไทยเชื้อสายญวน ต้นตระกูลเก่า ณ หนองคาย มหาวิทยาลัยขอนแก่น วิทยาเขตหนองคาย ประชาคม ผู้นำลูกเสือชาวบ้าน องค์กรพัฒนาเอกชน และประชาชนในอำเภอเมือง เ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 63
พื่อให้ข้อคิดเห็นและเสนอแนะแก่ผู้ว่าฯ
เด็กและเยาวชน
แผน งาน 'คุณครูผู้ว่าฯ' ซึ่งวัยรุ่นฮือฮาเมื่อเห็น 'ผู้ใหญ่แนว' สวมบทครูสัญจร ขี่มอเตอร์ไซค์ตะลอนสอนหนังสือนักเรียนมัธยม โดยเฉพาะวัยรุ่นเป็นกลุ่มเป้าหมายพิเศษ จากนั้นนำเด็กนักเรียนที่อยู่ชนบทรอบนอกทยอยกันเข้ามาพบผู้ว่าฯ ต่อด้วยทัศนศึกษาในเมือง ในทางกลับกันก็ส่งนักเรียนในเมืองไปทัศนศึกษาชนบทที่ห่างไกล แต่ไม่ลืมอุปกรณ์การเรียนการสอนและเครื่องมือที่จะช่วยให้นักเรียนทำกิจกรรม ได้ แผนงานพัฒนาห้องเรียนคอมพิวเตอร์ แผนงานห้องเรียนศิลปะ และแผนงานลานกีฬาเอนกประสงค์ จึงทยอยออกมารองรับ โดยเฉพาะทุนการศึกษาเด็กนักเรียนที่ด้อยโอกาส ซึ่งเงินส่วนหนึ่งมาจากเพื่อนร่วมรุ่น วปรอ. ๔๔๑๔ นี่แหละ
๐ ๐ ๐
เมื่อ ภายในสะอาด อบอุ่น และมีความพร้อมระดับหนึ่ง จึงเริ่มงานเชิงรุก อันได้แก่ การพัฒนาจังหวัดหนองคายในด้านนิเวศ เกษตรอุตสาหกรรม การค้าชายแดน และท่องเที่ยว
ด้านนิเวศ
หนองคายมีพื้นที่ติดแม่น้ำโขง ๓๓๐ กิโลเมตร แต่ละปีหน้าดินถูกน้ำเซาะหายไป ๒ เมตร ปล่อยต่อไปอีกไม่ได้แล้ว จึงทำการศึกษาจุดที่อ่อนไหว ส่วนไหนที่พังทลายมากก็สร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งเป็นจุด ๆ ไป ได้งบเพิ่มเติมมาเมื่อใดก็ทยอยทำตามแผนที่ได้ศึกษาไว้
ด้านเกษตรอุตสาหกรรม
นอก จากการส่งเสริมสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (One Tambon One Product: OTOP) ที่ประกวดประขันกันทุกจังหวัดแล้ว คือการใช้จุดเด่นของจังหวัดในด้านภูมิศาสตร์ พัฒนาให้หนองคายเป็นครัวโลกด้านผักผลไม้ที่ปลูกได้ทุกชนิด ตลอดจนการปลูกพืชสมุนไพรและสวนพฤกษชาติ ควบคู่กับเป้าหมายในการตั้งโรงงานปุ๋ยอินทรีย์ ๖ แห่ง เพื่อใช้ในการส่งเสริมแผนงานนี้ โดยเฉพาะยางพาราซึ่งหนองคายมีพื้นที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือถึง ๒๕๐,๐๐๐ ไร่
การค้าชายแดน
แม้หนองคายเป็นเมืองชายแดน แต่ที่ผ่านมามีแต่หันหน้าหากรุงเทพฯ หันหลังให้ต่างประเทศ น่าจะไปลาวและจีนตอนใต้อีกทางหนึ่ง จึงตั้งคณะทำงานชายแดน ฝ่ายไทยมี ๗ คน มาจากหัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์ ตำรวจ ทหาร เกษตรฯ ศึกษาฯ พาณิชย์ และสำนักงานจังหวัด ฝ่ายลาวอีก ๗ คน รวมเป็น ๑๔ คน ให้ความสำคัญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ต้องมาก่อน เมื่อชอบพอกันแล้ว เรื่องอื่น ๆ ก็พูดกันได้ ถัดไปเป็นเรื่องความปลอดภัย ความมั่นคง ยาเสพติด แรงงานต่างด้าว และการค้าขาย ส่วนแผนงานสำคัญในเรื่องการค้าชายแดน คือ การจัดตั้งเขตปลอดอากร จัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษอุดรธานี-หนองคาย-เวียงจันทน์ จัดหาพื้นที่ตรวจสินค้าแห่งใหม่ของด่านศุลกากร และจัดสร้างด่านพรมแดนพร้อมท่าเทียบเรือแพขนานยนต์ที่อำเภอบึงกาฬ
การท่องเที่ยว
งาน ใหญ่คือการจับมือกับ ดร. จิตสันติ ธนะโสภณ ผู้ว่าการ การรถไฟแห่งประเทศไทย ใช้บริเวณสถานีรถไฟเก่าก่อสร้างพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำจืด (Aquarium) มูลค่า ๓๓๗ ล้านบาท เพื่ออนุรักษ์พันธุ์ปลาในแม่น้ำโขงที่เหลืออยู่ ๕๘๐ สายพันธุ์ ไม่ให้หดหาย คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี ๒๕๕๐
อีกงานหนึ่งเป็นการก่อสร้าง ศูนย์ OTOP เพื่อเป็นแหล่งกลางในการเผยแพร่และจำหน่ายสินค้าทุกตำบลของจังหวัดฯ และ ASEAN ข้างศาลากลาง เนื้อที่ ๕ ไร่ มีทั้งสินค้าบ้านเรา สินค้าบ้านเขา คือ จีน และสิบสองปันนา มูลค่ากว่า ๔๐ ล้านบาท
ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้คน ต่างชาติและต่างถิ่นได้สัมผัสวิถีชีวิตแบบไทย ๆ ของชาวหนองคายด้วยการพัฒนาที่พักในบ้าน (Home stay) กระจายไปทั่วอำเภอที่อ
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 200
ยู่ริมแม่น้ำโขง เพื่อบริการนักท่องเที่ยวที่นิยมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
และ ที่ถึงขั้นผลิตคู่มือกันเลยก็คือ ส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างหนองคายกับเวียงจันทน์ แบบว่า มา ๑ จังหวัด ได้เที่ยว ๒ ประเทศ ทำนองนั้น
๐ ๐ ๐
ทั้งหมดที่ว่ามานี้ ประเด็นอยู่ที่การสื่อสารให้ทุกฝ่ายได้รับรู้ข่าวสาร เข้าใจ ยอมรับ และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือ
ที่ นี่ใช้วิธีการสื่อสารค่อนข้างหลากหลาย ทั้งระดับบุคคล ระดับกลุ่ม ไปจนถึงระดับมวลชน มีทั้งที่ผู้ว่าฯ เข้าไปหา และยกขบวนกันมาพบ ตลอดจนการสื่อสารที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ
ทุกเช้าวันเสาร์หลัง รายการ 'นายกฯ พบประชาชน' ที่หนองคายมีรายการ 'บ้านเมืองน่าอยู่' ทางวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย FM ๙๐.๕ เมกะเฮิรตซ์ เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๐.๐๐ น. ผู้ว่าฯ วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ พูดใส่ไมโครโฟนคุยกับชาวบ้านให้ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร มีการบอกเล่าเก้าสิบ พร้อมเปิดสายท้ายรายการให้สอบถามและร้องเรียนอีกด้วย
ทุกครั้งเมื่อกลับ จากประชุมที่กรุงเทพฯ วันรุ่งขึ้น หัวหน้าส่วนราชการและนายอำเภอจะรับรู้เรื่องราวที่ไปประชุมมา วันถัดไป กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์การบริหารส่วนตำบล จะรับรู้ข่าวสารผ่านหัวหน้าส่วนราชการและนายอำเภอ และวันที่สาม ประชาชนในแต่ละท้องถิ่นจะรับรู้ข่าวสารจากกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์การบริหารส่วนตำบล
แล้วยังเปิด 'สภากาแฟ' อีกเดือนละ ๒ ครั้ง เวลา ๐๗.๐๐ - ๐๘.๓๐ น. ให้หัวหน้าส่วนราชการ ส่วนท้องถิ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 64
่น และภาคเอกชน ได้แสดงความคิดเห็นร่วมกัน นอกเหนือจากวารสาร 'เรารักหนองคาย' รายเดือน และแผ่นพับต่าง ๆ มากมาย ฯลฯ
ไม่มีท้องที่ใดปราศจากอิทธิพล แต่เมื่อคนหลายฝ่ายในท้องที่นั้นสามารถเข้าถึงกัน โดยมีเวทีให้พบปะพูดจากัน ความกดดันถ้ามีก็จะน้อยลง
เครือข่ายภาคประชาชนที่มีความพร้อมด้านข้อมูลข่าวสารยังช่วยให้การปฏิบัติงานภาครัฐเกิด 'ธรรมบริหาร' อีกทางหนึ่งด้วย
ที่ นี่มีรายชื่อผู้ยากจนในบัญชีกว่า ๘,๐๐๐ คน ฝันของผู้ว่าฯ วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ คือ ศูนย์กลางด้านการค้าและบันเทิงมูลค่ากว่า ๔,๐๐๐ ล้านบาท ที่ภาคเอกชนให้ความสนใจเพราะอยู่ใกล้ลาว ถ้าเกิดขึ้นจริงเมื่อใด แทบจะล้างบัญชียากจน เพราะคนมีงานทำกันทั่วถ้วน
๐ ๐ ๐
ชีวิตส่วนตัว สมรสกับวิไลพร วิรัตน์จันทร์ อดีตพนักงานสาขาอำเภอเกษตรวิสัย ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อ ๑๗ มีนาคม ๒๕๑๘
เบญจพล สวัสดิ์พาณิชย์ บุตรคนโต อายุ ๒๓ ปี ภาควิชาโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ปีสุดท้าย
เบญจรงค์ สวัสดิ์พาณิชย์ บุตรคนเล็ก อายุ ๑๘ ปี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปี ๒
ข้อคิดที่ วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ เขียนไว้ในทำเนียบรุ่น วปรอ. ๔๔๑๔ ก็คือ ...
"จะเก่ง จะดี จะชั่ว อยู่ที่ตัวสร้างขึ้นมาเอง"

บรรดาพ่อค้าแม่ขายครั้นรู้ว่ารองผู้ว่าฯ ผูกเสี่ยวกัน ก็ดีใจ ให้ความเคารพนับถือ
เมื่อเป็นพวกเดียวกันแล้ว "ทำแบบนี้ต่อไปไม่ได้ มาอยู่ที่นี่ต้องไว้หน้าพ่อ" รองผู้ว่าฯ คนร้อยเอ็ดขอกันตรง ๆ
จาก นั้น จัดแจงรวมกลุ่มตั้งชมรมชาวอีสานในจังหวัดภูเก็ต หลังอยู่ที่นี่ได้ ๑ ปี อันเป็นช่วงที่จเด็จ อินสว่าง มาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดแทนพีระพงศ์ จำนงเฉลิมฉัตร
แล้วรับเป็นประธานชมรมฯ คนแรก อันทำให้รู้ว่าที่นี่มีชาวอีสานกว่า ๒๐,๐๐๐ คน
สมมติเล่น ๆ ถ้าทุกคนโอนทะเบียนบ้านไปอยู่ภูเก็ตเมื่อใด มีโอกาสเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้แล้ว ๑ คน
โดย: teapatyost341455@hotmail.com [19 มี.ค. 51 20:50> ( IP A:61.7.191.119 X: )
ความคิดเห็นที่ 66
หลักฐานทางโบราณคดีที่พบในสมัยพุทธศตวรรษที่ 11–13 คือเหรียญเงินเส้นผ่าศูนย์กลาง 19 ม.ม. พบที่นครปฐม และอู่ทองนั้น พบว่ามีอักษรจารึกไว้ว่า “ศรีทวารวดีศวร”และ มีรูปหม้อน้ำกลศอยู่อีกด้านหนึ่ง ทำให้เชื่อได้ว่า ชนชาติมอญโบราณ ได้ตั้งอาณาจักรทวารวดี (บางแห่งเรียกทวาราวดี) ขึ้นในภาคกลางของดินแดนสุวรรณภูมิ

มีศูนย์กลางที่เมืองนครปฐมโบราณ (ลุ่มแม่น้ำท่าจีนหรือนครชัยศรี) กับเมืองอู่ทองและเมืองละโว้ (ลพบุรี) ต่อมาได้ขยายอำนาจขึ้นไป ถึงเมืองหริภุญชัยหรือลำพูน มีหลักฐานเล่าไว้ว่า ราว พ.ศ. 1100 พระนางจามเทวี ราชธิดาของเจ้าเมืองลวปุระหรือละโว้ลพบุรี ได้อพยพผู้คนขึ้นไปตั้งเมืองหริภุญชัยที่ลำพูน ส่วนที่เมืองนครปฐมนั้นมีการพบ พระปฐมเจดีย์ และมีการพบจารึกภาษาปัลลวะ บาลี สันสกฤต และ ภาษามอญ ที่บริเวณพระปฐมเจดีย์และบริเวณใกล้เคียง พบจารึก ภาษามอญ อักษรปัลลวะ บันทึกเรื่องการสร้างพระพุทธรูป เสาหงส์ วิหาร และแนวต้นมะพร้าวเป็นอาณาเขตพระอารามที่วัดโพธิ์ร้าง จังหวัดนครปฐม อายุราว พ.ศ. 1200 (ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์พระปฐมเจดีย์) และพบ จารึกมอญ ที่ลำพูนอายุราว พ.ศ. 1628 (ปัจจุบันอยู่ที่พ
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 201
ิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ หริภุญไชย จังหวัดลำพูน)

ต่อ มาอาณาจักรขอมหลังจากพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สวรรคตใน พ.ศ. 1732 อำนาจก็เริ่มเสื่อมลง รวมถึงให้พ่อขุนบางกลางหาว ที่สถาปนาเป็น พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ และประกาศตั้งอาณาจักรสุโขทัย เป็นอิสระจากการปกครองของขอม พ่อขุนรามคำแหง พระราชโอรสของขุนศรีอินทราทิตย์ ได้ครองราชย์และทรงดัดแปลงอักษรขอมและ มอญ มาประดิษฐเป็นลายสือไทย

ด้านจารึกภาษามอญ บนใบลานนั้น พบมากมายตาม หมู่บ้านมอญ ในประเทศไทย ส่วนที่ประเทศพม่าพบมากตาม หมู่บ้านมอญในเมืองสะเทิมและเมืองไจก์ขมี ซึ่งมีการคัดลอกและรวบรวมนำมาเก็บไว้ ที่หอสมุดแห่งชาติเมืองย่างกุ้ง และที่ห้องสมุดมอญเมืองเมาะลำไย นอกจากนี้กองโบราณคดีและกองวัฒนธรรม ยังได้จัดพิมพ์วรรณกรรม ชาดก ตำรามอญ และเคยมีการริเริ่มจัดพิมพ์พจนานุกรมมอญ-พม่าอีกด้วย

[แก้> มอญอพยพ
ทุก วันนี้ ชนชาติมอญ ไม่มีอาณาเขตประเทศปกครองตนเอง เนื่องจากตกอยู่ในภาวะสงคราม และการแย่งชิงราชสมบัติกันเอง และการรุกรานของพม่า ชาวมอญอยู่อย่างแสนสาหัส ถูกกดขี่รีดไถ การเกณฑ์แรงงานก่อสร้าง ทำไร่นาหาเสบียงเพื่อการสงคราม และเกณฑ์เข้ากองทัพ โดยเฉพาะสงครามในปี พ.ศ. 2300 เป็นสงครามครั้งสุดท้าย ที่คนมอญพ่ายแพ้แก่พม่าอย่างราบคาบ ชาวมอญส่วนหนึ่งจึงอพยพโยกย้ายเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนในเมืองไทยหลายต่อหลายครั้ง เท่าที่มีการจดบันทึกเอาไว้รวมทั้งสิ้น 9 ครั้ง

ครั้งที่ 1 เมื่อ พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ตีหงสาวดีแตกใน พ.ศ. 2082 ชาวมอญจำนวนมากหนีเข้ามากรุงศรีอยุธยา พระเจ้าแผ่นดินโปรดฯให้ตั้งบ้านเรือนอยู่แถบตัวเมืองกรุงศรีอยุธยาชั้นนอก พระยาเกียรติพระยารามและครัวเรือน ให้ตั้งบ้านเรือนอยู่แถบตัวเมืองชั้นใน ใกล้พระอารามวัดขุนแสน และเมื่อถึง พ.ศ. 2084 ราชวงศ์ตองอูตีเมืองเมาะตะมะแตก มีการฆ่าฟันชาวมอญลงขนาดใหญ่ ก็เข้าใจว่ามีมอญหนีเข้ามาสู่กรุงศรีอยุธยาอีก ถือเป็นระลอกแรกของมอญอพยพ

ครั้ง ที่ 2 เมื่อพระนเรศวรเสด็จไปพม่าเมื่อคราวพระเจ้าบุเรงนองสิ้นพระชนม์ แล้วประกาศเอกราช ทรงชักชวนมอญที่เข้าสวามิภักดิ์ ให้อพยพเข้ามาพร้อมกัน ราว พ.ศ. 2127 ในการอพยพครั้งนี้ไม่ปรากฏว่าพระเจ้าแผ่นดินโปรดฯ ให้ตั้งบ้านเรือนที่ใด แต่คาดว่าคงเป็นย่านเดียวกับการอพยพคราวแรก

ครั้ง ที่ 3 เกิดขึ้นเมื่อหงสาวดีถูกยะไข่ทำลายใน พ.ศ. 2138 ครั้งนี้ก็มีการอพยพใหญ่ของ มอญ มาทางตะวันออกเข้าสู่ดินแดนของกรุงศรีอยุธยาอีก

ครั้งที่ 4 หลังจากที่ราชวงศ์ตองอูย้ายราชธานีไปอยู่ที่อังวะ หลังจากหงสาวดีถูกทำลายแล้ว พวกมอญ ตั้งอำนาจขึ้นใหม่ในดินแดนของตน ต่อมา ถึงรัชกาลพระเจ้านอกเปกหลุน พม่าจึงยกทัพมาปราบพวกมอญอีกใน พ.ศ. 2156 ทำให้เกิดการอพยพของมอญเข้าสู่กรุงศรีอยุธยาอีก หลักฐานบางแห่งกล่าวว่า มอญ กลุ่มนี้ได้รับอนุญาตให้ตั้งภูมิลำเนาอยู่ตามแนวชายแดนไทย

ครั้งที่ 5 ใน พ.ศ. 2204 หรือ 2205 พวกมอญในเมืองเมาะตะมะก่อการกบฎขึ้นอีก แต่ถูกพม่าปราบลงได้ จึงต้องอพยพหนีเข้ากรุงศรีอยุธยาอีกระลอกหนึ่ง ผ่านทางด่านเจดีย์สามองค์ เข้าใจว่ากลุ่มนี้สัมพันธ์กับกลุ่มมอญที่ตั้งอยู่ชายแดน

ครั้งที่ 6 หลังจากที่มอญสามารถตั้งอาณาจักรของตนขึ้นได้ใหม่ในปลายราชวงศ์ตองอู แล้วยกกำลังไปตีกรุงอังวะแตก อลองพญารวบรวมกำลังพม่าแล้วลุกขึ้นต่อสู้จนในที่สุดก็ตั้งราชวงศ์อลองพญาได้ และใน พ.ศ. 2300 ก็สามารถตีหงสาวดีได้อีก นโยบายของราชวงศ์นี้คือ กลืน มอญ ให้เป็นพม่าโดยวิธีรุนแรง จึงมีชาวมอญอพยพหนีมาสู่เมืองไทยอีกหลาย ระลอก รวมทั้งกลุ่มที่หนีขึ้นเหนือไปสู่ล้านนา และเรียกกันว่าพวก “เม็ง” ในปัจจุบันนี้

ครั้งที่ 7 ใน พ.ศ. 2316 ตรงกับแผ่นดินกรุงธนบุรี มอญก่อกบฎในย่างกุ้ง พม่าปราบปรามอย่างทารุณแล
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 67
้วเผาย่างกุ้งจนราบเรียบ ทำให้มอญอพยพเข้าไทยอีก พระเจ้าตากสินทรงโปรดฯ ให้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ปากเกร็ด ซึ่งทำให้เกิดกลุ่มมอญเก่า (พระยารามัญวงศ์) และมอญใหม่ (พระยาเจ่ง) คนที่นับตัวเองเป็น มอญ ในปัจจุบันล้วนอพยพเข้ามาจากระลอกนี้ หรือหลังจากนี้ทั้งนั้น ส่วน มอญ ที่อพยพก่อนหน้านี้กลืนหายเป็นไทยไปหมด แม้แต่กลุ่มที่อยู่ตามชายแดนแถบเมืองกาญจนบุรี

ครั้งที่ 8 พ.ศ. 2336 เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 ยึดเมืองทวายได้ แต่รักษาไว้ไม่ได้ ต้องถอยกลับเข้าไทย ก็นำเอาพวกมอญโดยเฉพาะที่เป็นพวกหัวหน้าเข้ามาอีก

ครั้งที่ 9 พ.ศ. 2357 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 เมื่อ มอญ ไม่พอใจที่ถูกพม่าเกณฑ์แรงงานก่อสร้างพระเจดีย์ ก่อกบฎที่เมืองเมาะตะมะ ถูกพม่าปราบ ต้องหนีเข้าไทยเป็นระลอกใหญ่มาก ราว 40,000 คนเศษ เจ้าฟ้ามงกุฎ (ต่อมาคือรัชกาลที่ 4) เสด็จเป็นแม่กองพร้อมด้วยกรมหลวงพิทักษ์มนตรี ออกไปรับถึงชายแดน พวกนี้มาตั้งรกรากที่สามโคก (ปทุมธานี) ปากเกร็ด และพระประแดง มอญที่อพยพเข้
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 202
ามาครั้งนี้เรียกกันว่ามอญใหม่[7>

[แก้> ชุมชนมอญ
ชาว มอญได้อพยพมาพำนักอยู่ประเทศไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระยาเกียรติและพระยารามขุนนางมอญที่มีความดีความชอบในราชการและกลุ่มญาติ พี่น้องได้รับพระราชทานที่ดินตั้งบ้านเรือน ณ บ้านขมิ้น ซึ่งได้แก่บริเวณวัดขุนแสนในปัจจุบัน มอญในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ทั้งกลุ่มชาวมอญเก่าที่อยู่มาแต่เดิมและกลุ่มมอญใหม่ได้รับพระราชทานที่ดิน ให้ตั้งชุมชนอยู่ชานกรุงศรีอยุธยาบริเวณวัดตองปุและคลองคูจาม

นอกจาก นี้ยังมีการกล่าวถึงกลุ่มชาวมอญที่มีอาชีพฆ่าเป็ดไก่ขายที่ตลาดวัดวัวควาย และมีตลาดมอญขายขัน ถาดทองเหลือง ซึ่งเป็นทั้งตลาดสดด้วย ตั้งอยู่ภายนอกกำแพงเมืองด้านใต้ บริเวณปากคลองเกาะแก้วมีชาวมอญบรรทุกมะพร้าว ไม้แสมทะล และเกลือมาจำหน่าย

ใน สงครามเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 2 ผู้นำชุมชนชาวมอญในกรุงศรีอยุธยาคือสุกี้พระนายกอง ได้อาสากองทัพพม่าทำสงครามกับอยุธยา และรวบรวมกองทัพมอญได้ถึง 2,000 คน[8> ในปัจจุบันแม้จะไม่มีชุมชนของผู้สืบเชื้อสายมอญภายในกรุงศรีอยุธยาอยู่ใน บริเวณที่กล่าวถึงในประวัติศาสตร์แต่ก็ยังมีชุมชนมอญและกลุ่มวัฒนธรรมมอญ กระจายอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาจากพระนครศรีอยุธยาลงมาจนถึง กรุงเทพฯหลายชุมชน ชาวมอญได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ทั่วไปตามที่ราบลุ่มริมน้ำภาคกลาง ได้แก่ ลพบุรี สระบุรี อยุธยา นครปฐม กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง นครนายก ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรสงคราม สมุทรปราการ สมุทรสาคร กรุงเทพฯ ฉะเชิงเทรา เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และบางส่วนตั้งภูมิลำเนาอยู่แถบภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี ทางภาคอีสาน ได้แก่ นครราชสีมา มีบ้างเล็กน้อยที่อพยพลงใต้ อย่าง ชุมพร สุราษฎร์ธานี โดยมากเป็นแหล่งที่พระเจ้าแผ่นดินทรงโปรดฯ พระราชทานที่ดินทำกินให้แต่แรกอพยพเข้ามา

ชุมชนมอญในประเทศไทย[9>

มอญบางจะเกร็ง จ.สมุทรสงคราม
มอญบางปลา จ.สมุทรสาคร
มอญบ้านเก่า จ.อุทัยธานี
มอญสลุย จ.ชุมพร
มอญหนองดู่ จ.ลำพูน
บ้านมอญ จ.นครสวรรค์
มอญบางไส้ไก่ กรุงเทพฯ
มอญบ้านโป่ง-โพธาราม จ.ราชบุรี
มอญกระทุ่มมืด จ.นครปฐม
มอญสามโคก จ.ปทุมธานี
มอญบ้านเสากระโดง จ.อยุธยา
คลองมอญ กรุงเทพฯ
สะพานมอญ กรุงเทพฯ
มอญปากเกร็ด จ.นนทบุรี
มอญบางกระดี่ กรุงเทพ
มอญบางขันหมาก จ.ลพบุรี
มอญคลองสิบสี่ (มอญหนองจอก) กรุงเทพฯ
มอญลาดกระบัง กรุงเทพฯ
มอญปากลัด (มอญพระประแดง) จ.สมุทรปราการ
มอญเกาะเกร็ด จ.นนทบุรี
มอญ จ.สมุทรสาคร
มอญเกาะรัตนโกสินทร์ กรุงเทพฯ
มอญปทุมธานี จ.ปทุมธานี
โดย: Dk_songza@hotmail.com [20 ก.ย. 53 17:50> ( IP A:119.42.80.119 X: )
ความคิดเห็นที่ 68
หลักฐานทางโบราณคดีที่พบในสมัยพุทธศตวรรษที่ 11–13 คือเหรียญเงินเส้นผ่าศูนย์กลาง 19 ม.ม. พบที่นครปฐม และอู่ทองนั้น พบว่ามีอักษรจารึกไว้ว่า “ศรีทวารวดีศวร”และ มีรูปหม้อน้ำกลศอยู่อีกด้านหนึ่ง ทำให้เชื่อได้ว่า ชนชาติมอญโบราณ ได้ตั้งอาณาจักรทวารวดี (บางแห่งเรียกทวาราวดี) ขึ้นในภาคกลางของดินแดนสุวรรณภูมิ

มีศูนย์กลางที่เมืองนครปฐมโบราณ (ลุ่มแม่น้ำท่าจีนหรือนครชัยศรี) กับเมืองอู่ทองและเมืองละโว้ (ลพบุรี) ต่อมาได้ขยายอำนาจขึ้นไป ถึงเมืองหริภุญชัยหรือลำพูน มีหลักฐานเล่าไว้ว่า ราว พ.ศ. 1100 พระนางจามเทวี ราชธิดาของเจ้าเมืองลวปุระหรือละโว้ลพบุรี ได้อพยพผู้คนขึ้นไปตั้งเมืองหริภุญชัยที่ลำพูน ส่วนที่เมืองนครปฐมนั้นมีการพบ พระปฐมเจดีย์ และมีการพบจารึกภาษาปัลลวะ บาลี สันสกฤต และ ภาษามอญ ที่บริเวณพระปฐมเจดีย์และบริเวณใกล้เคียง พบจารึก ภาษามอญ อักษรปัลลวะ บันทึกเรื่องการสร้างพระพุทธรูป เสาหงส์ วิหาร และแนวต้นมะพร้าวเป็นอาณาเขตพระอารามที่วัดโพธิ์ร้าง จังหวัดนครปฐม อายุราว พ.ศ. 1200 (ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์พระปฐมเจดีย์) และพบ จารึกมอญ ที่ลำพูนอายุราว พ.ศ. 1628 (ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ หริภุญไชย จังหวัดลำพูน)

ต่อมาอาณาจักรขอมหลังจากพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สวรรคตใน พ.ศ. 1732 อำนาจก็เริ่มเสื่อมลง รวมถึงให้พ่อขุนบางกลางหาว ที่สถาปนาเป็น พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ และประกาศตั้งอาณาจักรสุโขทัย เป็นอิสระจากการปกครองของขอม พ่อขุนรามคำแหง พระราชโอรสของขุนศรีอินทราทิตย์ ได้ครองราชย์และทรงดัดแปลงอักษรขอมและ มอญ มาประดิษฐเป็นลายสือไทย

ด้านจารึกภาษามอญ บนใบลานนั้น พบมากมายตาม หมู่บ้านมอญ ในประเทศไทย ส่วนที่ประเทศพม่าพบมากตาม หมู่บ้านมอญในเมืองสะเทิมและเมืองไจก์ขมี ซึ่งมีการคัดลอกและรวบรวมนำมาเก็บไว้ ที่หอสมุดแห่งชาติเมืองย่างกุ้ง และที่ห้องสมุดมอญเมืองเมาะลำไย นอกจากนี้กองโบราณคดีและกองวัฒนธรรม ยังได้จัดพิมพ์วรรณกรรม ชาดก ตำรามอญ และเคยมีการริเริ่มจัด
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 203
พิมพ์พจนานุกรมมอญ-พม่าอีกด้วย

[แก้> มอญอพยพ
ทุก วันนี้ ชนชาติมอญ ไม่มีอาณาเขตประเทศปกครองตนเอง เนื่องจากตกอยู่ในภาวะสงคราม และการแย่งชิงราชสมบัติกันเอง และการรุกรานของพม่า ชาวมอญอยู่อย่างแสนสาหัส ถูกกดขี่รีดไถ การเกณฑ์แรงงานก่อสร้าง ทำไร่นาหาเสบียงเพื่อการสงคราม และเกณฑ์เข้ากองทัพ โดยเฉพาะสงครามในปี พ.ศ. 2300 เป็นสงครามครั้งสุดท้าย ที่คนมอญพ่ายแพ้แก่พม่าอย่างราบคาบ ชาวมอญส่วนหนึ่งจึงอพยพโยกย้ายเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนในเมืองไทยหลายต่อหลายครั้ง เท่าที่มีการจดบันทึกเอาไว้รวมทั้งสิ้น 9 ครั้ง

ครั้งที่ 1 เมื่อ พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ตีหงสาวดีแตกใน พ.ศ. 2082 ชาวมอญจำนวนมากหนีเข้ามากรุงศรีอยุธยา พระเจ้าแผ่นดินโปรดฯให้ตั้งบ้านเรือนอยู่แถบตัวเมืองกรุงศรีอยุธยาชั้นนอก พระยาเกียรติพระยารามและครัวเรือน ให้ตั้งบ้านเรือนอยู่แถบตัวเมืองชั้นใน ใกล้พระอารามวัดขุนแสน และเมื่อถึง พ.ศ. 2084 ราชวงศ์ตองอูตีเมืองเมาะตะมะแตก มีการฆ่าฟันชาวมอญลงขนาดใหญ่ ก็เข้าใจว่ามีมอญหนีเข้ามาสู่กรุงศรีอยุธยาอีก ถือเป็นระลอกแรกของมอญอพยพ

ครั้ง ที่ 2 เมื่อพระนเรศวรเสด็จไปพม่าเมื่อคราวพระเจ้าบุเรงนองสิ้นพระชนม์ แล้วประกาศเอกราช ทรงชักชวนมอญที่เข้าสวามิภักดิ์ ให้อพยพเข้ามาพร้อมกัน ราว พ.ศ. 2127 ในการอพยพครั้งนี้ไม่ปรากฏว่าพระเจ้าแผ่นดินโปรดฯ ให้ตั้งบ้านเรือนที่ใด แต่คาดว่าคงเป็นย่านเดียวกับการอพยพคราวแรก

ครั้ง ที่ 3 เกิดขึ้นเมื่อหงสาวดีถูกยะไข่ทำลายใน พ.ศ. 2138 ครั้งนี้ก็มีการอพยพใหญ่ของ มอญ มาทางตะวันออกเข้าสู่ดินแดนของกรุงศรีอยุธยาอีก

ครั้งที่ 4 หลังจากที่ราชวงศ์ตองอูย้ายราชธานีไปอยู่ที่อังวะ หลังจากหงสาวดีถูกทำลายแล้ว พวกมอญ ตั้งอำนาจขึ้นใหม่ในดินแดนของตน ต่อมา ถึงรัชกาลพระเจ้านอกเปกหลุน พม่าจึงยกทัพมาปราบพวกมอญอีกใน พ.ศ. 2156 ทำให้เกิดการอพยพของมอญเข้าสู่กรุงศรีอยุธยาอีก หลักฐานบางแห่งกล่าวว่า มอญ กลุ่มนี้ได้รับอนุญาตให้ตั้งภูมิลำเนาอยู่ตามแนวชายแดนไทย

ครั้งที่ 5 ใน พ.ศ. 2204 หรือ 2205 พวกมอญในเมืองเมาะตะมะก่อการกบฎขึ้นอีก แต่ถูกพม่าปราบลงได้ จึงต้องอพยพหนีเข้ากรุงศรีอยุธยาอีกระลอกหนึ่ง ผ่านทางด่านเจดีย์สามองค์ เข้าใจว่ากลุ่มนี้สัมพันธ์กับกลุ่มมอญที่ตั้งอยู่ชายแดน

ครั้งที่ 6 หลังจากที่มอญสามารถตั้งอาณาจักรของตนขึ้นได้ใหม่ในปลายราชวงศ์ตองอู แล้วยกกำลังไปตีกรุงอังวะแตก อลองพญารวบรวมกำลังพม่าแล้วลุกขึ้นต่อสู้จนในที่สุดก็ตั้งราชวงศ์อลองพญาได้ และใน พ.ศ. 2300 ก็สามารถตีหงสาวดีได้อีก นโยบายของราชวงศ์นี้คือ กลืน มอญ ให้เป็นพม่าโดยวิธีรุนแรง จึงมีชาวมอญอพยพหนีมาสู่เมืองไทยอีกหลาย ระลอก รวมทั้งกลุ่มที่หนีขึ้นเหนือไปสู่ล้านนา และเรียกกันว่าพวก “เม็ง” ในปัจจุบันนี้

ครั้งที่ 7 ใน พ.ศ. 2316 ตรงกับแผ่นดินกรุงธนบุรี มอญก่อกบฎในย่างกุ้ง พม่าปราบปรามอย่างทารุณแล
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 69
้วเผาย่างกุ้งจนราบเรียบ ทำให้มอญอพยพเข้าไทยอีก พระเจ้าตากสินทรงโปรดฯ ให้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ปากเกร็ด ซึ่งทำให้เกิดกลุ่มมอญเก่า (พระยารามัญวงศ์) และมอญใหม่ (พระยาเจ่ง) คนที่นับตัวเองเป็น มอญ ในปัจจุบันล้วนอพยพเข้ามาจากระลอกนี้ หรือหลังจากนี้ทั้งนั้น ส่วน มอญ ที่อพยพก่อนหน้านี้กลืนหายเป็นไทยไปหมด แม้แต่กลุ่มที่อยู่ตามชายแดนแถบเมืองกาญจนบุรี

ครั้งที่ 8 พ.ศ. 2336 เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 ยึดเมืองทวายได้ แต่รักษาไว้ไม่ได้ ต้องถอยกลับเข้าไทย ก็นำเอาพวกมอญโดยเฉพาะที่เป็นพวกหัวหน้าเข้ามาอีก

ครั้งที่ 9 พ.ศ. 2357 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 เมื่อ มอญ ไม่พอใจที่ถูกพม่าเกณฑ์แรงงานก่อสร้างพระเจดีย์ ก่อกบฎที่เมืองเมาะตะมะ ถูกพม่าปราบ ต้องหนีเข้าไทยเป็นระลอกใหญ่มาก ราว 40,000 คนเศษ เจ้าฟ้ามงกุฎ (ต่อมาคือรัชกาลที่ 4) เสด็จเป็นแม่กองพร้อมด้วยกรมหลวงพิทักษ์มนตรี ออกไปรับถึงชายแดน พวกนี้มาตั้งรกรากที่สามโคก (ปทุมธานี) ปากเกร็ด และพระประแดง มอญที่อพยพเข้ามาครั้งนี้เรียกกันว่ามอญใหม่[7>

[แก้> ชุมชนมอญ
ชาว มอญได้อพยพมาพำนักอยู่ประเทศไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระยาเกียรติและพระยารามขุนนางมอญที่มีความดีความชอบในราชการและกลุ่มญาติ พี่น้องได้รับพระราชทานที่ดินตั้งบ้านเรือน ณ บ้านขมิ้น ซึ่งได้แก่บริเวณวัดขุนแสนในปัจจุบัน มอญในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ทั้งกลุ่มชาวมอญเก่าที่อยู่มาแต่เดิมและกลุ่มมอญใหม่ได้รับพระราชทานที่ดิน ให้ตั้งชุมชนอยู่ชานกรุงศรีอยุธยาบริเวณวัดตองปุและคลองคูจาม

นอกจาก นี้ยังมีการกล่าวถึงกลุ่มชาวมอญที่มีอาชีพฆ่าเป็ดไก่ขายที่ตลาดวัดวัวควาย และมีตลาดมอญขายขัน ถาดทองเหลือง ซึ่งเป็นทั้งตลาดสดด้วย ตั้งอยู่ภายนอกกำแพงเมืองด้านใต้ บริเวณปากคลองเกาะแก้วมีชาวมอญบรรทุกมะพร้าว ไม้แสมทะล
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 204
และเกลือมาจำหน่าย

ในสงครามเสียกรุง ศรีอยุธยา ครั้งที่ 2 ผู้นำชุมชนชาวมอญในกรุงศรีอยุธยาคือสุกี้พระนายกอง ได้อาสากองทัพพม่าทำสงครามกับอยุธยา และรวบรวมกองทัพมอญได้ถึง 2,000 คน[8> ในปัจจุบันแม้จะไม่มีชุมชนของผู้สืบเชื้อสายมอญภายในกรุงศรีอยุธยาอยู่ใน บริเวณที่กล่าวถึงในประวัติศาสตร์แต่ก็ยังมีชุมชนมอญและกลุ่มวัฒนธรรมมอญ กระจายอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาจากพระนครศรีอยุธยาลงมาจนถึง กรุงเทพฯหลายชุมชน ชาวมอญได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ทั่วไปตามที่ราบลุ่มริมน้ำภาคกลาง ได้แก่ ลพบุรี สระบุรี อยุธยา นครปฐม กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง นครนายก ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรสงคราม สมุทรปราการ สมุทรสาคร กรุงเทพฯ ฉะเชิงเทรา เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และบางส่วนตั้งภูมิลำเนาอยู่แถบภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี ทางภาคอีสาน ได้แก่ นครราชสีมา มีบ้างเล็กน้อยที่อพยพลงใต้ อย่าง ชุมพร สุราษฎร์ธานี โดยมากเป็นแหล่งที่พระเจ้าแผ่นดินทรงโปรดฯ พระราชทานที่ดินทำกินให้แต่แรกอพยพเข้ามา

ชุมชนมอญในประเทศไทย[9>

มอญบางจะเกร็ง จ.สมุทรสงคราม
มอญบางปลา จ.สมุทรสาคร
มอญบ้านเก่า จ.อุทัยธานี
มอญสลุย จ.ชุมพร
มอญหนองดู่ จ.ลำพูน
บ้านมอญ จ.นครสวรรค์
มอญบางไส้ไก่ กรุงเทพฯ
มอญบ้านโป่ง-โพธาราม จ.ราชบุรี
มอญกระทุ่มมืด จ.นครปฐม
มอญสามโคก จ.ปทุมธานี
มอญบ้านเสากระโดง จ.อยุธยา
คลองมอญ กรุงเทพฯ
สะพานมอญ กรุงเทพฯ
มอญปากเกร็ด จ.นนทบุรี
มอญบางกระดี่ กรุงเทพ
มอญบางขันหมาก จ.ลพบุรี
มอญคลองสิบสี่ (มอญหนองจอก) กรุงเทพฯ
มอญลาดกระบัง กรุงเทพฯ
มอญปากลัด (มอญพระประแดง) จ.สมุทรปราการ
มอญเกาะเกร็ด จ.นนทบุรี
มอญ จ.สมุทรสาคร
มอญเกาะรัตนโกสินทร์ กรุงเทพฯ
มอญปทุมธานี จ.ปทุมธานี
โดย: Dk_songza@hotmail.com [20 ก.ย. 53 17:53> ( IP A:119.42.80.119 X: )
ถนนสายท่องเที่ยวในวันเดียว เมืองคนสวยโพธารามและเมืองคนงามบ้านโป่ง เริ่มตั้งแต่ บึงกระจับ-สระน้ำโกสินารายณ์-พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง-วัดใหญ่นคร ชุมน์-บึงวังมะนาว--วัดขนอนหนังใหญ่-วัดคงคาราม
การเดินทางจากกรุงเทพใช้ เส้นทางถนนเพชรเกษม หรือถนนบรมราชชนนี (ปิ่นเกล้า-นครชัยศรี) เมื่อถึงจังหวัดนครปฐม ผ่านแยกสะพานลอยเข้าเมืองนครปฐม ให้ขับชิดขวาลอดใต้สะพานผ่านจังหวัดนครปฐม มุ่งหน้าไปจังหวัดราชบุรี จากนั้นเมื่อผ่านแยกสะพานลอยเข้าเมืองบ้านโป่ง ให้ชิดซ้ายข้ามสะพานลอยเข้าเมืองบ้านโป่ง ไปตามทางประมาณ 1 กิโลเมตร ก่อนถึงสามแยกกระจับ ด้านขวามือ ก็จะถึงบึงกระจับ หรือถ้าขับผ่านเลยไปอีก 9 กิโลเมตร ข้ามทางรถไฟจะถึงสามแยกเข้าตัวเมืองบ้านโป่ง ไม่ต้องเข้าตัวเมืองให้ขับตรงไป จนกระทั่งถึงสี่แยกไฟแดง 1.ถ้าเลือกเลี้ยวขวาทางไปกาญจนบุรี ประมาณ 4 กิโลเมตรทางขวามือสังเกตจะเป็น สระน้ำโกสินารายณ์ ซึ่งอยู่ด้านหลัง บจ.เยื่อกระดาษสยาม 2.ถ้าเลือกเลี้ยวซ้ายจะเข้าตัวเมืองบ้านโป่ง 3.ถ้าเลือกตรงไปจะเป็นสะพานข้ามแม่น้ำแม่กลองทางเดียวกันกับไปเขาช่องพราน ที่มีค้างค้าวหลายร้อยล้านตัว แต่เราจะขับข้ามสะพานข้ามแม่น้ำไปประมาณ 7 กม.ด้านซ้ายมือจะมีป้ายบอกทางเข้าวัดม่วง เลี้ยวเข้าไปประมาณ 3 กม.ก็จะถึงที่หมายคือ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง ด้านหลังวัดจะมีสะพานข้ามแม่น้ำแม่กลอง ขับข้ามสะพานเลี้ยวซ้ายประมาณ 500 เมตรก็จะถึงวัดใหญ่นครชุมน์ จากนั้นย้อนกลับมาใช้เส้นทางเดิมขับเลยวัดม่วงไปอีกประมาณ 1.5 กม.จะข้ามสะพานข้ามคลองเล็กๆขับข้ามสะพานให้เลี้ยวขวาทางลูกรังเลียบคลองที่ เราข้ามสะพานมา ประมาณ 100 เมตรก็จะถึงบึงวังมะนาว ออกจากบึงวังมะนาวใช้เส้นทางเดิม หรือถ้าขับเลยไปประมาณ 4-5 กิโลเมตรทางซ้ายมือก็จะเป็นวัดขนอนหนังใหญ่ ไม่ใกล้ไม่ไกลกับวัดขนอนหนังใหญ่ก็จะเป็นวัดคงคารามที่นี่จะมีจิตรกรรมฝา ผนังเก่าแก่น่าชม ถือว่าเส้นทางที่แนะนำมาทั้งหมดเป็นสายท่องเที่ยวของจังหวัดเลยก็ว่าได้ ขอให้สนุกกับการเที่ยวภาคตะวันตก
โดย: เจ้าบ้าน [10 ก.พ. 47 14:51> ( IP A:203.113.67.37 X: )
Add to Facebook Add to Twitter Add to Multiply Add to Google Add to Blogger Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
ถ้าจะดูสถานที่ท่องเที่ยวแบบเจาะลึกทุกตำบลในจังหวัดราชบุรี หรือสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ไปที่นี่ http://www.thaitambon.com/Provinces/Ratchaburi.htm
โดย: [20 ก.พ. 47 18:47> ( IP A:210.203.175.244 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
แบนเนอร์ส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดราชบุรี จากเวบไซท์ประชาสัมพันธ์ จังหวัดราชบุรี

โดย: [21 ก.พ. 47 13:18> ( IP A:203.113.67.38 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
บรรยากาศบึงกระจับในช่วงเวลาใกล้พลบค่ำ เห็นภาพแล้วชวนให้น่าำไปเยี่ยมเยียนเส
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 205
ียจริงๆ

โดย: [28 ก.พ. 47 14:54> ( IP A:203.150.14.161 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
บึงวังมะนาวสวยงามไม่แพ้กัน

โดย: [28 ก.พ. 47 14:56> ( IP A:203.150.14.161 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
ชอบ
โดย: cometuey [28 ก.พ. 47 16:49> ( IP A:198.81.26.49 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
เฮ้คนบ้านโป่งน้ำใจดี อุตสาห์สแกนภาพสวยๆที่ท่องเที่ยวของบ้านโป่งให้ได้ชมกัน ถึงแม้จะไม่ได้อยู่ที่บ้านโป่งก็รู้สึกอบอุ่นเหมือนได้อยู่บ้าน
โดย: ลูกบ้านโป่งโดยกำเนิด [28 ก.พ. 47 17:59> ( IP A:203.150.14.161 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
กระทู้นี้น่าสนใจถึงแม้จะไม่ใช่ช่วงเทศกาลตรุษจีน ก็สามารถไปเที่ยวได้เนื่องจากให้รายละเอียดของศาลเจ้าแม่เบิกไพรดี จากคุณชาวบ้านโป่ง ที่โพสไว้ที่ http://banpong.hypermart.net เชื่อว่าชาวบ้านโป่งหลายคนก็ยังไม่รู้ประวัติเหล่านี้ ลองอ่านดูนะ
ท่องเที่ยวไปใน 1 วัน เทศกาลตรุษจีนที่บ้านโป่ง30 มกราคม 2544
วันนี้ เช่นเคยช่วงเช้า ก่อนไปทำงาน เราจะต้องขับรถไปส่งแม่ และอาสาว ตามวันเวลาตรวจประจำที่หมอนัดที่โรงพยาบาลบ้านโป่ง พอใกล้เวลาเที่ยง ลูกสาวของอาสาวจะโทรศัพท์ให้ไปรับแม่ พร้อมอาสาวที่โรงพยาบาล หลังจากตรวจเสร็จแล้ว เมื่อทุกคนขึ้นรถเรียบร้อยแล้ว เราเอ่ยถามขึ้นว่ามื้อเที่ยงนี้จะกินอะไรดี แม่บอกว่าไปกินก๋วยเตี๋ยวผัดไทยหน้าศาลเจ้าแม่เบิกไพร กันดีกว่า เราเคยพาแม่มากินที่นี่ครั้งนึง แม่คงติดใจรสชาติของผัดไทยแน่ๆ ขับรถข้ามสะพานเฉลิมพระเกียรติหน้าวัดบ้านโป่ง เลี้ยวซ้ายประมาณ 1.7 กิโล ก็จะถึงศาลเจ้าแม่เบิกไพร เราไปกัน 4 คน แม่กับอาสาว สั่งผัดไทย ส่วนเรา และลูกสาวอาสาวสั่งบะหมี่แห้ง หลังจากกินเรียบร้อยแล้ว แม่บอกว่าวันนี้จะถือโอกาสไหว้อาม่าศาลเจ้าแม่เบิกไพร คงเกรงว่าอีกไม่กี่วันข้างหน้าก็จะถึงเทศกาลตรุษจีน ช่วงนั้นอาจมีประชาชนจากทุกสารทิศมากราบไหว้องค์เจ้าแม่กันเยอะ จะได้ไม่ต้องเบียดเสียดกัน เนื่องจากเทศกาลตรุษจีนถือว่าเป็นช่วงเทศกาลที่มีประชาชนมากราบไหว้เจ้าแม่ กันมากที่สุด สำหรับประวัติศาลเจ้าแม่เบิกไพรแห่งนี้เมื่อปี พ.ศ.2420 ครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสทางชลมารคผ่านแม่น้ำแม่กลอง จังหวัดราชบุรี เพื่อไปไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ช่วงเสด็จกลับ ขบวนเรือพระที่นั่ง ล่องมาตามแม่น้ำแม่กลอง เมื่อเสด็จผ่านบ้านโป่ง นั้นทรงมีรับสั่งตามพระราชหัตถเลขาว่า “ที่บ้านโป่ง มีโรงบ่อนกำลังมีหุ่นจีนอยู่ แล้วมีโรงจีนอยู่เป็นแถวยาวๆ ต่อไปก็โรง*บทำน้ำตาลอีกหนึ่งโรง 3 โมงครึ่งถึงบ้านเบิกไพร มีเกาะอยู่กลางน้ำฝั่งซ้ายมือ ต้นไม้หนาเป็นต้นมะม่วง ต้นขนุน ข้างท้ายเกาะริมฝั่งขวา มีศาลเจ้าเบิกไพร เมื่อมาคราวก่อนเราไม่ได้แวะ แต่ส่งธูปเทียนขึ้นไปบูชา คราวนี้ตั้งใจว่า จะขึ้นไปคำนับและขึ้นไปดูด้วยเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์คนนับถือ เมื่อเราขึ้นบกนั้น 3 โมง 50 นาทีแล้ว มีศาลเก่าฝากระดานหลังหนึ่งอยู่ข้างหน้าหลังคามุงจาก มีต้นคัดค้าวเลื้อยขึ้นเกาะต้นไม้ใหญ่ เป็นเชิงอยู่บนศาล ข้างหลังมีเรือนจีนฝากระดานหลังคามุงกระเบื้อง 2 หลังแฝด มีโรงผู้รักษาติดกันอยู่ ข้างศาลมีจีนผู้รักษาอยู่ 3 คน ที่ตามลานศาลนั้นมีต้นไม้มะพลับใหญ่หลายต้น ไก่เดินไกว่ไปทั้งศาล ขึ้นไปไข่ไว้บนศาลใหม่ๆก็มี โปรยข้าวศาลให้กินเข้ามาใกล้ทีเดียว บูชาแล้วกลับลงเรือ 4 โมงครึ่ง ออกเรือมาอีกหน่อยก็เห็นฝ้ายกองอยู่ริมตลิ่ง เขาว่าแถบนี้เป็นไร่ฝ้ายกันมาก” ข้อความทั้งหมดนี้เป็นพระราชหัตถเลขาเมื่อ 125 ปีก่อน ไม่รู้ว่าศาลเจ้าแม่เบิกไพรในปัจจุบันเขาจะปลูกต้นคัดค้าว และต้นมะพลับ ไว้หรือเปล่า อย่างน้อยเพื่อเป็นการรำลึกถึงในพระมหากรุณาธิคุณของล้นเกล้า และบรรยากาศสมัยที่เคยเสด็จมาที่ศาลแห่งนี้ บังเอิญเราไม่รู้จักต้นไม้ทั้งสองชนิดนี้ด้วย หรือเขาอาจจะปลูกไว้ด้วยแล้วก็ได้ และอีกอย่างหนึ่งน่าจะมีข้อความพระราชหัตถเลขาดังกล่าวติดไว้หน้าศาลเจ้าให้ ประชาขนที่มากราบไหว้บูชาได้ทราบถึงวันประวัติศาสตร์สำคัญของศาลแห่งนี้ใน อดีตก็จะเป็นการดียิ่งขึ้น บรรยากาศของศาลเจ้าวันนี้เป็นสถานที่สงบน่าเลื่อมใสศรัทธาอย่างที่เคยเป็นมา ด้านหน้าทางขวามือจะเป็นบ่อเลี้ยงปลา เดินเข้าไปในศาลด้านขวามือมีหญิงชราท่านหนึ่งเข้าใจว่าคงจะเป็นผู้จัดการ ปกครองศาลเจ้าแห่งนี้ นั่งอยู่หลังโต๊ะธูปเทียนบูชา ลูกของอาสาวทำบุญธูปเทียนบูชาให้พวกเรา 4 ชุด แต่ละชุดประกอบไปด้วย ธูป 19 ดอก ไว้ปักบูชาแห่งละ 3 ดอก เพื่อไหว้หน้าองค์เจ้าแม่ และเทพเจ้าต่างๆ ในศาลเจ้าแม่ เราเริ่มไหว้ที่องค์เจ้าแม่ คุกเข่ากราบ 3 ครั้ง เทพเจ้าในศาล 2 องค์ ข้างนอกศาลด้านซ้าย 1 องค์ ขวา 1 องค์ รวมทั้งหมดใช้ธูป 15 ดอก เมื่อไหว้จนครบแล้วจะเหลือธูป 4 ดอก เรานำไปปักหน้าประตูศาลซ้ายขวา กระบวนการไหว้เรามารู้ทีหลัง จากการได้อ่านหนังสืองานฉลองลานเอนกประสงค์ ศาลเจ้าแม่เบิกไพรที่เพิ่งผ่านไป ที่เขาแจกฟรี เขียนถึงขั้นตอน
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 206
การกราบไหว้บูชาว่าหลังจากไหว้องค์เจ้าแม่เสร็จ แล้ว ยังไม่ต้องไหว้เทพเจ้า 2 องค์ด้านซ้าย-ขวาขององค์เจ้าแม่ในศาล ให้เดินออกประตูด้านหน้าศาลก่อน ซึ่งคนจีนโบราณเชื่อว่าการออกประตูด้้านหน้าศาล จะทำให้ชีวิตประสบแต่ความรุ่งเรือง ถ้าใช้ประตูด้านข้าง การดำรงชีวิตจะเป็นรองคนอื่นตลอดไป เมื่อเดินออกประตูด้านหน้าศาล ให้เดินไปทางด้านซ้ายมือเพื่อไหว้เทพเจ้าองค์ต่อไป หลังจากไหว้เสร็จแล้ว ให้เดินเข้าประตูหน้าศาลเจ้าแม่อีกครั้ง เพื่อไหว้พระพุทธอันดับต่อไปซึ่งอยู่ด้านซ้ายมือขององค์เจ้าแม่ เสร็จแล้วเดินมาด้านขวามือขององค์เจ้าแม่เพื่อกราบไหว้เทพเจ้าองค์ต่อไป หลั
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 8
งจากไหว้เสร็จแล้วให้เดินออกประตูหน้าศาลอีกครั้ง แล้วให้เดินไปด้านขวามือ เพื่อกราบไหว้เทพเจ้าองค์ต่อไป เมื่อไหว้จนครบแล้ว ธูปที่เหลือให้นำไปด้านหน้าศาล ปักหน้าประตูซ้ายขวา เสร็จแล้วเข้าประตูด้านหน้ามากราบองค์เจ้าแม่อีกครั้ง เป็นการจบกระบวนการไหว้ เสร็จจากการกราบไหว้เราเดินดูรอบๆ ภายในศาลเจ้าแม่ซึ่งในสมัยเด็กๆ ช่วงเทศกาลตรุษจีนพ่อและแม่มักจะพาเรามาไหว้เสมอ ทุกสิ่งทุกอย่างยังดูเหมือนเดิมหลังคาของศาลจะเต็มไปด้วยคราบเขม่าควันธูป หลังจากนั้นแม่ รวมทั้งน้าสาว ได้เข้าไปเสี่ยงเซียมซี แม่เสี่ยงของแม่เองรวมทั้งเสี่ยงแทนลูกทั้งสี่คน มีพี่สาว ตัวเรา และน้องชายอีก 2 คน ส่วนพ่อนั้นแม่บอกว่าพ่อไม่ค่อยชอบเสี่ยงเซียมซีเลยไม่ได้เสี่ยงแทนให้ เสร็จจากกราบไหว้ศาลเจ้าแม่เรียบร้อย เราขับรถไปตามถนนด้านขวามือขององค์เจ้าแม่ เลาะริมน้ำไปเรื่อยๆ เพื่อจะไปพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดบ้านม่วง ตามเส้นทางที่จะไปจะผ่าน วัดตาลปากลัด วัดโพธิ์โสภิธาราม ซึ่งเป็นแหล่งชุมชาวมอญที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน จากนั้นก็จะผ่านพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดบ้านม่วง วันนี้พวกเราไม่ได้แวะ เนื่องจากเวลาจำกัด หน้าวัดบ้านม่วงจะมีสะพานเล็ก ไม่สามารถสวนทางกันได้ แต่บนสะพานเขาจะทำเป็นที่ให้รถหลีกกัน ถ้าขับตรงไปเรื่อยๆ ก็จะไปถึงวัดคงคาราม เพื่อดูจิตรกรรมฝาผนังอันลือชื่อของจังหวัดราชบุรี แต่พวกเราข้ามสะพานหน้าวัดบ้านม่วงพอข้ามสะพานแล้วเราก็เลี้ยวซ้าย เลาะริมตลิ่งไปเรื่อยๆ ไปประมาณ 1 ก.ม.จะผ่านวัดสำคัญๆ คือ วัดใหญ่นครชุมน์ แหล่งชุมชนชาวมอญที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง วัดตาผา วัดอุทุมพรธาราม มีช่วงหนึ่งถ้ามองไปฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำก็จะเห็นศาลเจ้าแม่เบิกไพร พอถึงตรงนี้แม่ยังบอกว่าเขาน่าจะสร้างสะพานข้ามไปยังศาลเจ้าแม่ไม่แน่นะต่อ ไปในอนาคตเขาอาจจะสร้างก็ได้ จากนั้นเราขับรถไปเรื่อยๆ ก็จะมาบรรจบกันที่สะพานเฉลิมพระเกียรติอีกครั้ง หลังจากทัวร์ระยะสั้นๆ เราส่งแม่และน้าสาวที่บ้านเรียบร้อยแล้วแล้ว ก็กลับมาทำงานที่สำนักงานต่อไปด้วยความอิ่มเอิบใจ
โดย: [28 ก.พ. 47 23:17> ( IP A:203.113.34.11 X: )
ความคิดเห็นที่ 11


โดย: [29 มี.ค. 47 18:22> ( IP A:203.150.14.161 X: )
ความคิดเห็นที่ 12
ท่องเที่ยวเสร็จแล้ว ขอแนะนำร้านอาหารอร่อยในจังหวัดราชบุรี คลิกที่นี่ http://www.pantip.com/cafe/chuanchim/nonbkk/ratchaburee_01.html
โดย: ลองลิ้มชิมรส [5 เม.ย. 47 16:23> ( IP A:203.113.67.36 X: )
ความคิดเห็นที่ 13
จากถนนเพชรเกษม (ทางหลวงหมายเลข4) ข้ามสะพานลอยบ้านโป่ง (ทางหลวงหมายเลข323) ก็จะเข้าตัวเมืองบ้านโป่ง

โดย: [5 เม.ย. 47 22:44> ( IP A:203.113.67.37 X: )
ความคิดเห็นที่ 14
รายละเอียดที่พักในจังหวัดราชบุรี
อำเภอเมือง กวงฮั้ว 200/202 ถ.อัมรินทร์ โทร. 0 3233 7119 จำนวน 20 ห้อง ราคา 100-120 บาท
กฤษณะ 118 ถ.คฑาธร โทร. 0 3233 7262, 0 3232 6560 จำนวน 18 ห้อง ราคา 120-300 บาท
โกลเด้น ซิตี้ 76/1 หมู่ 5 ถ.เพชรเกษม ห่างจากตัวเมืองประมาณ 4 กม. โทร. 0 3231 7140-4 โทรสาร 0 3231 7145 จำนวน 210 ห้อง ราคา 1,050 บาท
ครัวหลวง รีสอร์ท 59 หมู่ 2 ถ.เพชรเกษม โทร. 0 3232 1221, 0 3232 6848, 0 3231 6888 โทรสาร 0 3232 6849 จำนวน 40 หลัง ราคา 720 บาท
นำสิน 2-16 ถ.ไกรเพชร โทร. 0 3233 7551, 0 3232 6238 โทรสาร 0 3233 7633 จำนวน 78 ห้อง ราคา 250-520 บาท
ราชบุรีดี 1 43/1 ถ.อุดมสิริ โทร. 0 3233 8542, 0 3233 8302 จำนวน 50 ห้อง ราคา 260-550 บาท
ศาลาไทย 65 ถ.คฑาธร ต.หน้าเมือง โทร. 0 3233 7172 จำนวน 44 ห้อง ราคา 150-500 บาท
หงษ์ฟ้า 13/17 ถ.ราษฏรยินดี ต.หน้าเมือง โทร. 0 3233 7484 จำนวน 30 ห้อง ราคา 170-230 บาท
อารยะ 187/1-12 ถ.ไกรเพชร โทร. 0 3233 7781-2 จำนวน 80 ห้อง ราคา 250-480 บาท
อำเภอ สวนผึ้ง เดือนล้อมคันทรีโฮม 111/1 หมู่ 11 ต.ท่าเคย โทร. 0 3236 4111, 0 3236 4222, 0 1269 6006 บ้านพัก จำนวน 6 หลัง ราคา 2,600-9,000 บาท
บ้านห้วยน้ำใส 173 หมู่ 3 ต.สวนผึ้ง โทร. 0 1210 3491 ราคา 900-2,000 บาท<
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 207
br>บ้านบัววัฒนา 26/1 หมู่ 7 ต.สวนผึ้ง โทร. 0 3239 5081, 0 3239 5083, 0 3239 5201, 0 3222 1189, 0 1941 8294 จำนวน 7 ห้อง ราคา 1,200-1,800 บาท
บ่อคลึงฮอทสปริง ถ.บ่อคลึง-สวนผึ้ง เลยอำเภอสวนผึ้งไป 15 กม. โทร. 0 3232 9024 กรุงเทพฯ โทร. 0 2279 8169-71, 0 2294 3300, 0 2294 3256 มีบ้าน 3 หลังๆ ละ 10-20 คน ราคา 1,200-3,500 บาท มีเต๊นท์ให้เช่า
ภโวทัย (อยู่ในพิพิธภัณฑ์ภโวทัย) 94 ถ.สวนป่าสิริกิติ์-สวนผึ้ง ต.ตะนาวศรี โทร. 0 3234 2053, 0 3222 1189, 0 3239 5192-4, 0 1486 9804 บ้านพัก 6 หลัง ราคา 1,500-4,500 บาท
สวนนาง พญา เลยอำเภอจอมบึงไป 28 กม. ตามเส้นทางโป่งกระทิง-ชัฎป่าหวาย-โป่งกระทิง โทร. 0 1215 2817 กรุงเทพฯ โทร. 0 2539 8354-5, 0 2932 9789 โทรสาร 0 2932 9192 จำนวน 33 ห้อง ราคา 900-1,500 บาท มีบ้านพัก 9 หลัง ราคา 2,500 บาท
สวนผึ้งแลนด์ 107/2 หมู่ 5 ต.บ้านคา โทร. 0 3239 5218 จำนวน 22 ห้อง ราคา 900 บาท
สวนผึ้งคันทรี่ วิลเลจ โทร. 0 1316 0487
อำเภอบ้านโป่ง เกษมสุข 2/98 ถ.แสงชูโต ต.บ้านโป่ง โทร. 0 3221 1384, 0 3222 1027 จำนวน 70 ห้อง ราคา 190-425 บาท
ไทยนำริเวอร์ไซด์ 19/50 หมู่ 4 ถ.แสงชูโต โทร. 0 3221 1947-8 โทรสาร 0 3221 1154 จำนวน 140 ห้อง ราคา 280-1,500 บาท
ไทยนำโฮเต็ล 19/19 ถ.แสงชูโต ต.ปากแรด โทร. 0 3221 1947-8 จำนวน 140 ห้อง ราคา 200-1,200 บาท
ทิพย์ 105 ซ.กระชังวัฒนา โทร. 0 3221 1346 จำนวน 18 ห้อง ราคา 120-180 บาท
วิลล่าโฮเต็ล 30/2 ถ.แสงชูโต โทร. 0 3222 1312 จำนวน 55 ห้อง ราคา 200-600 บาท
อำเภอ ดำเนินสะดวก บ้านสุขโชครีสอร์ท 103 หมู่ 5 ต.ท่านัด โทร. 0 3225 4301, 0 3225 4982, 0 3234 5798 จำนวน 40 ห้อง ราคา 250-1,600 บาท
อำเภอจอมบึง ราชบุรี คันทรี่คลับ 95 หมู่ 10 ต.ปากช่อง โทร. 0 3226 1223-6 จำนวน 50 ห้อง ราคา 1,200-1,800 บาท
อำเภอโพธาราม แสนสุข ถ.แสงชูโต จำนวน 18 ห้อง ราคา 500 บาท
ราคานี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ ติดต่อยืนยันกับโรงแรมอีกครั้ง
ส่วนการเดินทางไปจังหวัดราชบุรี ดังนี้
ทาง รถยนต์ ใช้เส้นทางสายเพชรเกษม (ทางหลวงหมายเลข 4 ) ผ่าน ท่าพระ บางแค สามพราน นครชัยศรี นครปฐม เข้าราชบุรีหรือเส้นทางถนนบรมราชชนนี(ปิ่นเกล้า-นครชัยศรี ทางหลวงหมายเลข 338 ) ไปบรรจบกับถนนเพชรเกษมที่นครชัยก่อนถึงตัวเมืองนครปฐม 16 กิโลเมตร จากนั้นใช้ถนนเพชรเกษม ตรงไปตัวเมืองราชบุรี รวมระยะทาง 101 กิโลเมตร
ทาง รถโดยสารประจำทาง บริษัทขนส่ง จำกัด เปิดบริการเดินรถ จากสถานีขนส่งสายใต้ทุกวันวันละหลายเที่ยว รายละเอียด ติดต่อได้ที่ โทร. 4345557-8 (รถธรรมดา) และ 4351199 (รถปรับอากาศ) และที่จังหวัดราชบุรี โทร. 338276, 338439
ทางรถไฟ จังหวัดราชบุรี สามารถเดินทาง จากกรุงเทพฯ โดยทางรถไฟมีรถไฟ ออกจาก สถานีรถไฟกรุงเทพฯ (หัวลำโพง) และสถานีรถไฟธนบุรี (บางกอกน้อย) ทุกวัน ซึ่งมีทั้งรถด่วน รถเร็ว รถธรรมดา และรถดีเซลราง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง รายละเอียดและกำหนด เวลาตลอดจนค่าโดยสาร ติดต่อสอบถามที่สถานี รถไฟกรุงเทพฯ โทร. 2237010, 2237020 และสถานีรถไฟธนบุรี โทร.4113102
โดย: เจ้าบ้าน [14 เม.ย. 47 10:25> ( IP A:203.113.34.13 X: )
ความคิดเห็นที่ 15
แหล่งท่องเที่ยว เมืองคนงาม นามบ้านโป่ง อยู่เมืองโอ่ง มังกร แน่นอนยิ่ง
ศาลเจ้าแม่ เบิกไพร เลื่อมใสจริง เพราะเป็นสิ่ง ที่ศรัทธา มาช้านาน
เป็นชุมชน แหล่งมอญ มาก่อนเก่า รวบรวมเอา ประเพณี อันโดดเด่น
วัดใหญ่ นครชุมน์ ประจักษ์เป็น ดั่งเฉกเช่น วัฒนธรรม ครั้งโบราณ
สระน้ำโก สินารายณ์ ที่บ่งชี้ เมืองเก่า ทราวดี มีให้เห็น
ได้รับรู้ เรื่องราว ทุกประเด็น สิ่งที่เน้น คืออดีต ที่ผ่านมา
พิพิธภัณฑ์ วัดม่วง แหล่งท่องเที่ยว เป็นเรื่องเกี่ยว กับมอญ ของสะสม
จากอดีต ถึงวันนี้ มีให้ชม คนนิยม มาศึกษา หาความจริง
เข้าในเมือง จะพบ โบสถ์ คาทอลิก เป็นวัดคริสต์ ที่โอฬาร ยามได้เห็น
หอนาฬิกา ตั้งตระหง่าน เช้าและเย็น อยู่ในเส้น สองทาง กลางใจเมือง
ออกไปนิด ก็จะถึง บึงกระจับ หรือวกกลับ ไปอีกหน่อย ก็จะถึง
วังมะนาว ชาวบ้านรู้ ก็คือบึง เป็นที่ซึ่ง ใช้พักผ่อน และหย่อนใจ
เที่ยวบ้านโป่ง ก็ขอเชิญ ท่านเพลินจิต ใช้ชีวิต สุขสมหมาย คลายเศร้าหมอง
พักกินอยู่ ให้สบาย ดั่งหมายปอง เหมือนพี่น้อง คอยต้อนรับ ประทับใจ

โดย: อำนาจ [20 เม.ย. 47 22:17> ( IP A:203.113.67.37 X: )
ความคิดเห็นที่ 16
คนไทยกับความเชื่อความศรัทธาดูเหมือนจะคู่กันจนแยกไม่ออก อย่าว่าแต่คนไทยแม้แต่ชาวต่างชาติ เขาก็มีความเชื่อความศรัทธาบางสิ่งบางอย่างในแบบของเขา เรียกว่าเป็นเหมือนกันทั่วโลก ใครที่เป็นชาวบ้านโป่งโดยกำเนิด หรือชาวอำเภอใกล้เคียง คงเคยได้ยินกิตติศัพท์เลื่องลือความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่ออโนทัย แห่งวัดจันทาราม อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ในเรื่องของการบนบานศาลกล่าวขอในสิ่งที่ตัวเองหวังและสมหวังดังตั้งใ
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 208
จ โบสถ์ของหลวงพ่อตั้งอยู่บนถนนเพชรเกษม ไม่ใกล้ไม่ไกลจาก บึงกระจับ และสถานีรถไฟหนองปลาดุก รถโดยสารทุกคันที่เดินทางไปบ้านโป่ง หรือกาญจนบุรี ทุกคันจะต้องผ่านเส้นทางดังกล่าว เมื่อผ่านโบสถ์หล่วงพ่อคนขับ ก็จะต้องบีบแตรเป็นการแสดงความเคารพต่อท่าน

โดย: สืบเสาะเจาะข่าว [13 ส.ค. 47 20:35> ( IP A:64.110.74.244 X: )
ความคิดเห็นที่ 17
จากโบสถ์เล็กเก่าที่คับแคบไม่เพียงพอต้อนรับคลื่นมหาชนที่มีความศรัทธาหลวงพ่อ จนต้องขยับขยายสร้างโบสถ์หลังใหม่สวยวิจิตรตระการตา

โดย: สืบเสาะเจาะข่าว [13 ส.ค. 47 20:39> ( IP A:64.110.74.244 X: )
ความคิดเห็นที่ 18
จอหนังกลางแปลงที่ถูกติดตั้งหน้าลานโบสถ์อย่างเป็นการถาวร และมีการฉายหนังแก้บนเกือบทุกวัน เรียกได้ว่าในรอบปี 365 วัน มีการฉายหนังไม่น่าจะต่ำกว่า 300 วัน เป็นตัวเลขที่แสดงถึงความสมหวังของผู้ที่มาไหว้ขอพรจากหลวงพ่อ

โดย: สืบเสาะเจาะข่าว [13 ส.ค. 47 20:44> ( IP A:64.110.74.244 X: )
ความคิดเห็นที่ 19
อีกมุมมองของโบสถ์หลวงพ่ออันสวยงาม การเดินทางเมื่อใช้เส้นทาง 323 ข้ามสะพานลอยเพื่อใช้เส้นทางไปบ้านโป่ง-กาญจนบุรี ลงจากสะพานลอยประมาณ 100 เมตร ชิดซ้ายเลี้ยวเข้าวัดถึงที่หมายพอดี

โดย: สืบเสาะเจาะข่าว [13 ส.ค. 47 20:50> ( IP A:64.110.74.244 X: )
ความคิดเห็นที่ 20
โบสถ์อันวิจิตรสวยงามของวัดม่วง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี

โดย: รักบ้านเกิด [11 ก.ย. 47 16:03> ( IP A:203.150.217.111 X: )
ความคิดเห็นที่ 21
อาคารพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ศูนย์รวมแห่งการศึกษาประวัติความเป็นมาเรื่องราวในอดีตของชุมชน ด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมเกิดขึ้นจากความร่วมมือของชาวบ้าน วัด และนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยศิลปากร ภายในอาคารการแสดงจัดแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ดังนี้ คือ
1. ว่าด้วยเรื่องลุ่มแม่น้ำแม่กลอง ที่เอื้อต่อการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ เส้นทางติดต่อทางการค้า
2. ว่าด้วยเรื่องสังคมวัฒนธรรมท้องถิ่น ความสัมพันธ์ของชุมชนบ้านม่วงกับชุมชนอื่น
3. ว่าด้วยเรื่องงานศิลปะในพุทธศาสนาของชาวบ้านม่วง เช่น ธรรมาสน์มอญ ผ้าพระบฎ ตู้พระธรรม คัมภีร์อักษร
4. ว่าด้วยเรื่องวิถีชีวิตชาวบ้านม่วง การทำมาหากิน ความเชื่อเรื่องพุทธศาสนา
5. ว่าด้วยเรื่องบ้านม่วงกับการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตชุมชน
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดเฉพาะวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น.

โดย: รักบ้านเกิด [11 ก.ย. 47 16:33> ( IP A:203.150.217.111 X: )
ความคิดเห็นที่ 22
ประวัติศาลเจ้าแม่เบิกไพร
ศาล เจ้าแม่เบิกไพร ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ตำบลเบิกไพร อำเภอเบิกไพร จังหวัดราชบุรี ประมาณในรัชสมัยกรุงธนบุรีหรือประมาณ พ.ศ 2317 เมืองราชบุรี(เมืองคูบัว)เป็นเมืองท่ามีการติดต่อค้าขายกับชาวต่างประเทศมี พ่อค้าชาวจีนซึ่งเคารพศรัทธาต่อองค์เจ้าแม่เทียงโหวเซี้ยบ้อ จากเมืองจีนได้นำผงธูปติดตัวมาด้วยเพื่อเป็นที่พึ่งทางใจระหว่างเดินทางโดย ได้เดินทางมาทางเรือและได้มาติดต่อค้าขายกับพ่อค้าชาวจีนในเมืองไทยเมื่อมา ถึงเมืองคูบัว(ราชบุรี)ซึ่งเป็นเมืองท่าได้เดินทางมาที่บ้านโป่งโดยเดินทาง มาตามลำน้ำแม่กลองเมื่อมาถึงตำบลเบิกไพร(ในสมัยนั้นเป็นชุมชนการค้าขายตาม ประวัติอำเภอบ้านโป่งจากหนังสือลุ่มแม่น้ำกลองของมหาวิทยาลัยศิลปกรและ จดหมายเหตุเมืองราชบุรีซึ่งหาหลักฐานได้ที่วัดม่วง) สถานที่นั้นถูกต้องตามตำราการสร้างศาลและยังมีคุ้งน้ำวนใกล้บริเวณและสมัย นั้นบ้านคุ้งพยอมและบ้านเบิกไพรเป็นชุมชนที่แลกเปลี่ยนสินค้ากันจึงได้สร้าง ศาลเล็กๆขึ้นหลังหนึ่งติดกับลำน้ำแม่กลองและได้นำผงธูปขององค์เจ้าแม่เทียง โหวเซี้ยบ้อตั้งประดิษฐไว้(ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างศาลรูปทรงไหน)หลังจาก นั้นพ่อค้าชาวจีนก็เดินทางค้าขายไปมาแต่มิได้นำกระถางธูปขององค์เจ้าแม่ เทียงโหวเซี้ยบ้อกลับไปเมืองจีนแต่อย่างใด ชาวบ้านโป่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีนก็ได้นมัสการองค์เจ้าแม่เทียงโหวเซี้ยบ้อสืบ สานต่อจจากพ่อค้าชาวจีนตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาและได้ขนานนาม เจ้าแม่เทียงโหวเซี้ยบ้อว่า เจ้าแม่เบิกไพร ตามตำบลที่อยู่กิตติศัพท์อภินิหารของเจ้าแม่เบิกไพรเป็นที่รู้จักเรื่องลือ ในตลาดบ้านโป่งเป็นอย่างยิ่ง เป็นผลให้มีผู้ที่เลื่อมใสศรัทราในตัวองค์เจ้าแม่เบิกไพรเดินทางไปนมัสการ กันมากขึ้น ทำให้ศาลเล็กๆหลังนั้นไม่พอเพียงสำหรับชาวบ้านโป่งและละแวกใกล้เคียงที่มา นมัสการองค์เจ้าแม่เบิกไพร ประกอบกับในฤดูน้ำหลากได้เซาะตลิ่งพังทลายจนถึงที่ตั้งของศาล ชาวบ้านโป่งจึงได้สร้างศาลใหม่ เป็นการสร้างศาลครั้งที่ 2 ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างศาลลักษณะใด พอถึงฤดูน้ำหลาก น้ำได้เซาะตลิ่งพังทลายลงทุกปีจนถึงบริเวณที่สร้างศาลชาวบ้านโป่งจึงได้ สร้างศาลขึ้นใหม่ เป็นการสร้างศาลครั้งที่ 3 หลายปีต่อมาน้ำได้เซาะตลิ่งพังลงจึงได้สร้างศาลหลังใหม่ขึ้นอีก เป็นการสร้างศาลครั้งที่ 4 ลักษณะศาลเป็นหลังคาม
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 209
ุงจาก ฝาไม้กระดาน อยู่ด้านหน้าหลังศาลเป็นเรือนจีน ฝากระดานหลังคามุงกระเบื้อง มีโรงผู้รักษาดูแลอยู่ติดกันมีชาวจีนคอยดูแล 3 คน ข้างศาลมีตนไม้ใหญ่มีต้นคัดค้าวเลื้อยเกาะต้นไม้อยู่บนศาล บริเวณศาลมีต้นมะพลับใหญ่ๆ อยู่หลายต้น อภินิหารความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าแม่เบิกไพร เป็นที่เคารพศรัทธาของชาวเบิกไพรเป็นอย่างยิ่งมีผู้เคารพศรัทธาแรงกล้าคือ นายกล่ำ อ่อนแช่ม ได้มอบที่ดินมีเนื้อที่ 604 ตาราวาซึ่งอยู่ติดกับลำน้ำแม่กลอง ในปี พ.ศ. 2466 มอบถวายแด่องค์เจ้าแม่เบิกไพรโดยนายกล่ำ อ่อนแช่ม ได้ทำเรื่องมอบที่ดินให้กรมการปกครอง เมื่อ พ.ศ. 2466 มาแล้วโดยยกให้กรมการปกครองเป็นเจ้าของโฉนด และกระทรวงมหาดไทยได้ออกโฉนด หมายเลขที่ 2719 ขึ้นในวันที่ 8 มกราคม 2467 ต่อมาในปี พ.ศ. 2482 ทางราชการได้ทำคันดินกั้นน้ำพร้อมถนนตัดผ่านหลังศาลเจ้าแม่เบิกไพรในสมัย นั้นจึงได้สร้างศาลเจ้าแม่ขึ้นใหม่ เป็นการสร้างครั้งที่ 5 ได้สร้างขึ้นเมื่อวันจันทร์ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2482 ปีเถาะ (ตรงกับวันจีน เจียวเหว่ยจับชิกมิ่งก๊กยี่เก๋านี้ ปีมะโรง ปีที่ 29) พร้อมทั้งคณะกรรมการเถ้านั้งประจำปี และชาวตลาดบ้านโป่งละแวกใกล้เคียง รวมทั้งจังหวัดอื่นๆ ที่มานมัสการองค์เจ้าแม่ ได้ร่วมกันบริจาคทรัพย์สร้างศาล หลังใหม่ได้สร้างโครงเป็นปูนหลังค่าสังกะสี ยังได้สร้างรูปเหมือนองค์เจ้าแม่เทียงเซี้ยบ้อ ซึ่งได้ให้ช่างฝีมือแกะสลักชาวจีนมาแกะสลักพร้อมกับช่างก่อสร้างศาล ซึ่งเดินทางมาจากประเทศจีน ขณะก่อสร้างศาลยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ในปี พ.ศ. 2484 ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้นทำให้การก่อสร้างศาลต้องหยุดชะงัก คณะกรรมการส่วนใหญ่เป็นชาวจีน ต้องหลีกลี้หนีภัยสงครามกัน ในปี พ.ศ. 2485 นางทิพย์ อ่อนแช่ม นางวาด พยอมหอม นางมูน พันเปรม นายหมู อ่อนแช่ม ทายาทนายกล่ำ อ่อนแช่ม ได้แบ่งเนื้อที่ 27 ตาราวา ซึ่งคณะกรรมการได้ปลูกศาลล้ำที่เข้าไปได้ทำหนังสือสัญญายกให้ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ.2485 โฉนดหมายเลข 3518 ลงวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ.2498
โดย: คนเก่าคนแก่ [16 ก.ย. 47 9:20> ( IP A:203.150.217.113 X: )
ความคิดเห็นที่ 23
ปีพ.ศ.2488 สงครามโลกครั้งที่ 2ได้ยุติลง เมื่อการค้าเศรษฐกิจในตลาดบ้านโป่งเข้าสู่สภาวะปกติก็คิดจะบูรณะศาลเจ้าแม่ ใหม่ ในปี พ.ศ.2497 ได้เกิดอัคคีภัยในตลาดบ้านโป่งไฟได้เผาผลาญบ้านเรือนและร้านค้าในตลาด บ้านโป่งจนหมดทั้งตลาดคณะกรรมการที่คิดจะบูรณะศาลเจ้าแม่ ก็หยุดชะงักลงอีกครั้ง ต่อมาในปี พ.ศ 2503 คณะกรรมการก็ได้บูรณะศาลเจ้าแม่ขึ้นใหม่โดยได้ตกแต่งภายในศาลให้สวยงามดั้ง ที่ได้เห็นในปัจจุบันนี้ ได้ให้ช่างฝีมือดีจากชาวจีน โดยเริ่มตกแต่งภายในศาลขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2503 ปีชวด(เดือน 3 แรม 1 ค่ำ)ตรงกับวันจีน เจียวเหว่ยจับชิก มิ่งก๊กสี่จับเก๋านี้ ปีที่ 49 พร้อมทั้งคณะเถ้านั้งประจำปีได้ช่วยกันบูรณะตกแต่งศาลเจ้าแม่ให้สวยงาม ต่อมาน้ำเซาะตลิ่งพังลงมาอีก ประกอบทั้งจระเข้มาขุดดินบริเวณตลิ่งหน้าศาล จึงต้องสร้างเขื่อนกั้นดินขึ้น และป้องกันถนนบริเวณหน้าศาลพังทลายลง ในปี พ.ศ. 2510 ได้ก่อสร้างแทงค์น้ำ อยู่ใกล้ประตูริมรั้วด้านหน้า ต่อมาในปี พ.ศ. 2520-2524 ได้รื้อแทงค์น้ำเก่าออกไป และได้สร้างแทงค์น้ำขึ้นมาใหม่ใหญ่กว่าเดิม พร้อมทั้งสร้างรั้วอาณาเขตบริเวณศาล และเทพื้นคอนกรีตรอบๆ บริเวณศาลเจ้าแม่ดังที่เห็นในปันจุบัน ต่อมาปี พ.ศ. 2535 ผู้ใหญ่เนียร กันขำ มีความประสงค์จัดสร้างถนนราดยาง เพื่อให้คนมานมัสการองค์เจ้าแม่เบิกไพรได้เดินทางสะดวกขึ้น และเป็นประโยชน์ต่อคนตำบลเบิกไพรเป็นอย่างยิ่ง ได้ไปปรึกษานางละออง ศรีคำ เพื่อขอให้คณะกรรมการที่เหลืออยู่ มาช่วยก่อสร้างถนน จึงได้ไปที่ร้านลี้ไฮ้กี่ ขอให้นายไพศาล ลีฬหกุล ทายาทร้านลี้ไฮ้กี่กรรมการที่เหลืออยู่มาช่วยสร้างถนนแห่งนี้ นายไพศาลจึงได้ไปเชิญ บุคคลหลายท่านมาช่วยการทำงาน ขณะก่อสร้างถนนอยู่นั้นในปี พ.ศ.2536 นายเป๋ง แซ่เฮ้ง(ประธานก่อสร้างถนน )ได้เสียชีวิตลง นายไพศาล จึงได้ไปเชิญ พ.ต.ท.ทองฤิทธิ์ ศรีนวล รอง ผ.ก.ก. สันติบาลเขต 7 เป็นที่ปรึกษาการก่อสร้างถนนแห่งนี้ได้รับความร่วมมือจากชาวตำบลเบิกไพร หมู่ที่ 1 ช่วยกันบริจาคที่ดิน เพื่อขยายถนนให้กว้างและได้มาตราฐาน ตั้งแต่ทางแยกท่าควาย จนถึงบริเวณหน้าศาลเจ้าแม่เพื่อให้ผู้เคารพนับถือองค์เจ้าแม่ ได้เดินทางมานมัสการได้สะดวกขึ้นและนำความเจริญมาสู่ท้องถิ่นของชาวตำบลเบิก ไพร ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2539 ทางอำเภอบ้านโป่ง โดยนายสมพงษ์ บุญฑริก ปลัดอำเภอฝ่ายทะเบียนได้จัดส่งศาลเจ้าแม่เบิกไพร เข้าประกวดศาลเจ้าทั่วประเทศ เป็นครั้งแรกของอำเภอบ้านโป่ง ที่ได้จัดส่งศาลเจ้าแม่เบิกไพรเข้าประกวดในครั้งนี้และได้รับรางวัล “ศาลเจ้าแม่ดีเด่น” ในเขตภาคกลาง 20 จังหวัด ได้เข้ารับรางวัลศาลเจ้าดีเด่น เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม พ. ศ. 2539 นำความปลื้มปิติมาสู่ชาวอำเภอบ้านโป่ง เป็นอย่างยิ่ง
โดย: คนเก่าคนแก่ [16 ก.ย. 47 9:30> ( IP A:203.150.217.112 X:
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 210
)
ความคิดเห็นที่ 24
รายชื่อโรงแรมในอำเภอบ้านโป่ง
1. ไทยนำริเวอร์ไซค์ 032-211947 อำเภอบ้านโป่ง
2. ซีซาร์พาเลส 032-200052-3 อำเภอบ้านโป่ง
3. ลักกี้โฮเต็ล 032-211227 อำเภอบ้านโป่ง
4. วิลล่าโฮเต็ล 032-221321 อำเภอบ้านโป่ง
5. เกษมสุข 032-200662-3 อำเภอบ้านโป่ง
6. นิวศิริสัมพันธ์ 032-211595 อำเภอบ้านโป่ง
7. ไทยนิวโฮเต็ล 032-200155-6 อำเภอบ้านโป่ง
8. บ้านโป่งอินน์ 032-221923 อำเภอบ้านโป่ง
9. ทิพย์โฮเต็ล 032-211346 อำเภอบ้านโป่ง
10. ศรีสวัสดิ์ 032-211027 อำเภอบ้านโป่ง
โดย: เที่ยวบ้านโป่ง [9 ต.ค. 47 23:11> ( IP A:203.150.217.115 X: )
ความคิดเห็นที่ 25
ถนนสายท่องเที่ยวในวันเดียว เมืองคนสวยโพธารามและเมืองคนงามบ้านโป่ง เริ่มตั้งแต่ บึงกระจับ-สระน้ำโกสินารายณ์-พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง-วัดใหญ่นคร ชุมน์-บึงวังมะนาว--วัดขนอนหนังใหญ่-วัดคงคาราม
การเดินทางจากกรุงเทพใช้ เส้นทางถนนเพชรเกษม ทางหลวงหมายเลข 4 หรือถนนบรมราชชนนี (ปิ่นเกล้า-นครชัยศรี) ทางหลวงหมายเลข 338 ซึ่งจะตัดกับถนนเพชรเกษม ที่นครชัยศรี เมื่อถึงจังหวัดนครปฐม ให้ขับรถลอดใต้สะพานผ่านจังหวัดนครปฐม มุ่งหน้าไปจังหวัดราชบุรี ประมาณ 15 กิโลเมตร ถึงแยกสะพานลอยเข้า อำเภอบ้านโป่ง และจังหวัดกาญจนบุรี ให้ชิดซ้ายขึ้นสะพานลอยเข้าอำเภอบ้านโป่ง ตาม ทางหลวงหมายเลข 323 ขับไปตามทางประมาณ 2 กิโลเมตร ด้านขวามือ ก็จะถึง บึงกระจับ หรือถ้าขับผ่านเลยไปอีก 6 กิโลเมตร ข้ามทางรถไฟจะถึงสามแยกเข้าตัวเมืองบ้านโป่ง ไม่ต้องเข้าตัวเมืองให้ขับตรงไปตามทางหลวงหมายเลข 323 จนกระทั่งถึงสี่แยกไฟแดง 1.ถ้าเลือกเลี้ยวขวาทางไปกาญจนบุรี ประมาณ 4 กิโลเมตรทางขวามือสังเกตจะเป็น สระน้ำโกสินารายณ์ ซึ่งอยู่ด้านหลัง บจ.เยื่อกระดาษสยาม 2.ถ้าเลือกเลี้ยวซ้ายจะเข้าตัวเมืองบ้านโป่ง 3.ถ้าเลือกตรงไป เขาช่องพราน ทางหลวงหมายเลข 3089 ที่มีค้างค้าวหลายร้อยล้านตัว ข้ามแม่น้ำไปประมาณ 7 กม. ด้านซ้ายมือจะมีป้ายบอกทางเข้า พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง เลี้ยวเข้าไปประมาณ 3 กม.ก็จะถึงที่หมายด้านซ้ายมือ คือ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง ด้านหลังวัดจะมีสะพานรถสวนกันไม่ได้ข้ามแม่น้ำแม่กลอง ขับข้ามสะพานเลี้ยวซ้ายไปเพียง 1 กิโลเมตรก็จะถึง วัดใหญ่นครชุมน์ จากนั้นย้อนกลับมาใช้เส้นทางเดิมขับเลยวัดม่วงไปอีกประมาณ 2 กม.ข้ามสะพานข้ามคลองเล็กๆรถสวนกันไม่ได้ ขับข้ามสะพานให้เลี้ยวขวาเชิงสะพานทางลูกรัง ประมาณ 400 เมตร ก็จะถึง บึงวังมะนาว ออกจากบึงวังมะนาว ขับเลยไปประมาณ 2 กิโลเมตรทางขวามือเป็นทางเข้า วัดรับน้ำ หรือขับไปอีก 1.5 กิโลเมตร ซ้ายมือก็จะเป็น วัดขนอนหนังใหญ่ ขับไปอีก 2 กม.จะเจอสามแยก วัดเกาะ ให้เลี้ยวซ้ายตาม ทางหลวงหมายเลข 3090 ขับข้ามสะพานข้ามแม่น้ำแม่กลอง ถ้าเลี้ยวซ้ายเชิงสะพานไปอีก 1.5 กม. ด้านซ้ายมือจะเป็น วัดคงคาราม ที่นี่จะมีจิตรกรรมฝาผนังเก่าแก่น่าชม หรือถ้าเลี้ยวขวาเชิงสะพานไปประมาณ 100 เมตร ก็จะถึง วัดไทรอารีรักษ์ ถือว่าเส้นทางที่แนะนำมาทั้งหมดเป็นสายท่องเที่ยวของจังหวัดเลยก็ว่าได้ ขอให้สนุกกับการเที่ยวภาคตะวันตก

โดย: คนสวยโพธารามคนงามบ้านโป่ง [25 ม.ค. 48 21:11> ( IP A:203.150.217.119 X: )
ความคิดเห็นที่ 26
อยากไปดูหนังที่โรงหนังโฆษิตจังเลยอ่ะฮือๆๆ..อยู่ไกลตอนนี้กลับมาดูไม่ได้แล้วเป็นไงมายเฮ้ส์หนุกป่ะตอนนี้
โดย: เด็กซ่าส์ถานีรถไฟจ่ะ [1 พ.ย. 48 8:40> ( IP A:62.195.247.211 X: )
ความคิดเห็นที่ 27
สวัสดีทุกท่าน
เรา เป็นคนที่เกิดที่ตำบลวัดบ้านม่วง บ้านอยู่ติดกับวัด และแม่น้ำแม่กลอง แต่ย้ายมาอยู กรุงเทพนานแล้ว ตั้งแต่จบ ประถม วันนี้ได้อ่านเรื่องราวถิ่นกำเนิดตัวเองแล้วคิดถึงความหลังครั้งยังเด็ก ไม่เคยกลับไปนานแล้วเป็นเวลานาน อ่านบทความแล้วเห็นภาพว่าที่นั่นคงเจริญมากๆทีเดียว ที่สำคัญไม่เคยรู้เรื่องประวัติเจ้าแม่เบิกไพรเลยทั้งที่ตอนเด็กเคยนั่งเรือ ผ่านและยกมือไหว้ทุกครั้งที่ผ่าน (ยายสอนให้ไหว้) ไว้มีโอกาสเมื่อไหร่จะแวะไปสักครั้ง คิดว่าตอนนี้ทุกบ้านคงมี internet กันทุกบ้านแล้วมั้ง
จาก
สาวมอญคนสวย
โดย: suwannes@hotmail.com [31 พ.ค. 50 15:59> ( IP A:125.25.77.167 X: )
ความคิดเห็นที่ 28
มาเยืยน จากเด็กบ้านโป่ง มุลนิธิรวมใจ ราชบุรี
โดย: เด็กราดรี [21 มิ.ย. 50 14:47> ( IP A:203.158.221.227 X: )
ความคิดเห็นที่ 30
ช่วงเทศกาลออกพรรษา ยังมีการแข่งขันเรือยาว ที่ วัดใหญ่ และอีกหลายวัดตามวันเวลาที่แต่ละวัดจะกำหนดขึ้น รับรองว่าสนุกและไม่เหมือนใคร
โดย: คน มอญ [31 ก.ค. 50 16:17> ( IP A:58.181.129.86 X: )
ความคิดเห็นที่ 36
ผมขอตามหาเพื่อน เป็นคนแถววัดบ้านม่วง บ้านติดแม่น้ำแม่กลอง ชื่อเล่น พั้ง ชื่อเดิม สำลี เล่อยิ้ม เปลี่ยนเป็น วรัญญา เล่อยิ้ม เคยมาทำงานที่เครือสหพัฒน์ ศรีราชา แล้วไปทำงานต่อ
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 211
ที่ กทม. บ.ck shoe ไม่ได้เจอกันนานแล้ว ตอนนี้ติดต่อไม่ได้ เบอร์มือถือคงเปลี่ยนใหม่แล้ว ถ้าใครรู้จัก วานบอกให้เขาติดต่อหาเพื่อนชื่อ ต๋อม ด้วย เบอร์ติดต่อ 081-3984041
โดย: noppadol@thailube.co.th [14 ก.ย. 50 21:04> ( IP A:202.91.18.204 X: )
ความคิดเห็นที่ 37
อำเภอ บ้านโป่ง
เป็น อำเภอ ที่ ถูกขนานนามเรียกว่าเป็น (เมืองคนงาม) (คุณแม่เป็นชาว ไทย – รามัญ) แห่งเมืองคนงาม ต้นสกุล (ติเยาว์) มาช้านานแล้ว และจังหวัดราชบุรี ก็เป็นจังหวัดที่มีเขตการติดต่อกับจังหวัดเพชรบุรี เมื่อสมัยก่อนนั้นคุณปู่เคยเป็นนายอำเภออยู่ที่ อำเภอ ท่ายาง จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ และ คุณลุง ก็เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัด เพชรบุรี เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๗ – ๒๕๓๑ คือ คุณลุง เชาวน์วัศ สุดลาภา คือหลังจากคุณลุงเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด กรุงเทพมหานคร เมื่อ ปี ๒๕๒๒ – ๒๕๒๔ และเป็นผู้ว่าราราชการจังหวัดลพบุรี เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๐ – ๒๕๒๒ และคุณลุงก็เป็น (ส.ส) ๔ สมัย และสอบได้ที่ ๑ ทั้ง๔ สมัยซ้อน และได้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง มหาดไทย ถึง ๒ ครั้งสมัย และที่ผมกล่าวถึง จังหวัดราชบุรีนั้นทางทิศ ตะวันตก นั้นติด กับจังหวัด กาญจนบุรี ครั้นที่เมื่อสมัยที่คุณปู่ มงคล สุดลาภา เป็น นายอำเภออยู่ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถึง ๒ อำเภอ คือ อำเภอปราณบุรี อำเภอบางสะพาน และเป็น นายอำเภอที่ จังหวัด เพชรบุรีถึง ๒ อำเภอ คือ อำเภอ ชะอำ และอำเภอ ท่ายาง ก่อนที่ คุณปู่มงคล สุดลาภา จะมาเป็น นายกเทศมนตรี คนที่ ๑๖ ของอำเภอ เมือง จังหวัด กาญจนบุรี และเป็น ปลัด จังหวัด กาญจนบุรี และคุณปู่มงคล สุดลาภา ก็ได้เป็น ผู้ตรวจการกระทรวง มหาดไทย ซึ่ง ความสัมพันธ์กัน ระหว่าง (อำเภอ บ้านโป่ง) จังหวัด ราชบุรี ถึงจังหวัดเพชรบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัด กาญจนบุรี และจังหวัด สุพรรณบุรี นั้น (คุณลุงเคยเป็น นายอำเภอที่สุพรรณบุรี) ถ้าจะให้พูดกันแล้ว ตระกูล สุดลาภา ก็เป็นนักการเมือที่มีชื่อเสียงทางด้านการปกครอง และการทำประโยชน์มากมายมหาศาล ในหลายๆด้านให้กับประเทศชาติและเขต ๗ มาช้านาน แล้ว ส่วน กระผม นาย ฑีพัตรยศ สุดลาภา ก็มี คุณแม่ เป็นคนไทย – รามัญ ในอำเภอ บ้านโป่งจังหวัดราชบุรี (ตระกูล “ติเยาว์”) และก็มีย่าใหญ่ (ย่าทวด) ต้นสกุล “สุปัญโญ” ที่ จังหวัด ลพบุรี และ คุณพ่อ ของย่าทวดผม ก็มี ยศ เป็น “เจ้าพระยา” แห่งเมืองลพบุรี เป็น(เจ้าเมือง)ในสมัยแห่ง รัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว




ประวัติ และความเชื่อของชาว รามัญ ใน อำเภอบ้านโป่ง (เมืองคนงาม) จ.ราชบุรีนายฑีพัตรยศ สุดลาภา ชื่อเล่น (ลูกหิน) คุณแม่ของผมเป็นชาวมอญรามัญ เพราะ คุณตา และ คุณยาย เป็นชาวไทย – รามัญ ทั้ง ๒ ฝ่าย ต้นตระกูล (ติเยาว์)


ประวัติและความเชื่อของชาว รามัญ ใน อำเภอบ้านโป่ง (เมืองคนงาม) จ.ราชบุรีนายฑีพัตรยศ สุดลาภา ชื่อเล่น (ลูกหิน) คุณแม่ของผมเป็นชาวมอญ (รามัญ) เพราะคุณตา กับคุณยายเป็นชาวรามัญทั้ง 2 ฝ่าย (คุณแม่นามสกุล ติเยาว์) และเล่าให้ฟังว่าสมัยเมื่อหลายร้อยปีก่อน ตระกูลทางคุณแม่ของผมนี้ได้เดินทางมาจาก กรุงหงสาวดี
แล้วเดินทางเข้ามา อยู่ใน อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี และที่บ้านของผมยังมีประเพณีประจำตระกูลก็คือการนับถือ ผีมอญ และก็มีความเคร่งในศาสนสพุทธ จากความเชื่อเรื่องผีมอญ(ผีตระกูลหรือผีบรรพบุรุษนี้ทำให้เกิดการมีประเพณี รำผีมอญ
มูลเหตุของการรำผีมอญ เนื่องมาจากความเชื่อที่ว่า ชาวมอญมีผีรักษา หรือผีประจำคระกูลเรียกเป็นการทั่วไปว่า “ผีมอญ” ซึ่งผีนี้มีหน้าที่คอยปกปักรักษาสมาชิกในครอบครัวให้อยู่เย็นเป็นสุข แต่มีข้อแม้ว่า ห้ามล่วงละเมิดหรือ “ทำผิดผี” ด้วยประการทั้งปวงเช่น ห้ามคนตั้งครรภ์ที่ไม่ใช่ลูกสาวของเจ้าเรือนนอนในเรือน ห้ามคู่สามีและภรรยาที่ไม่ได้อยู่ร่วมผีเดียวกันกับเจ้าเรือน ร่วมหลับนอนในเรือน ห้ามเจ้าเรือนกินอาหารร่วมสำรับกับแขกผู้มาเยือน ฯลฯ
การ”ผิด ผี” จะส่งผลให้คนในบ้านเกิดเจ็บไข้ไม่สบาย เมื่อหมอดูทำนายว่าเป็นเพราะผู้ กระทำ ก็จะจัดหาวันเพื่อทำพิธีรำผีมอญ ซึ่งก็คือกระบวนการแสดงขอขมา หรือลุโทษแก่โทษ ที่ได้กระทำล่วงเกินผีนั่นเอง ชาวมอญราชบุรี ไม่ทำพิธีรำผีมอญบ่อยครั้งนัก หากเลี่ยงได้ก็จะเลี่ยง เนื่องจากการรำผีมอญแต่ละครั้งจะต้องใช้เงินค่อนข้างมาก อีกประการหนึ่งเป็นการประกาศว่า บ้านเรือนหลังนี้ ได้มีผู้ทำผิดผี จึงได้เกิดการรำผีมอญเกิดขึ้น ดังนั้นวิธีการเลี่ยงที่ดีและง่าย คือการปฏิบัติกิจของคนในครอบครัวมิให้ผิดผี ซึ่งเท่ากับเป็นการคุมพฤติกรรมให้อยู่ในกรอบของความเหมาะควร เมื่อทุกคนเคารพ ถือผีของกันและกัน ก็คือการเคารพหลักให้อยู่ร่วมกันอย่างมั่นคง การนับถือผีของชาวมอญจึงเป็นเรื่องที่มีเหตุผล และเคารพยึดถืออยู่ตลอด

ประวัติและความเป็นม
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 212

ชาวมอญ เรียกแผ่นดินตนเองว่า”รามัญประเทศ” และส่วนคำว่า”รามัญ” นั้นมาจากภาษาบาลีว่า ”รามญญ” ในปัจจุบันที่ชาวไทย-มอญ ตั้งหลักแหล่งเป็นกลุ่มใหญ่ ได้แก่อำเภอ ปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ รองลงมาคือ อำเภอบ้านโป่ง อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี และในจังหวัด
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 38
กาญจนบุรี ส่วนในตอนเหนือจะพบในจังหวัดลำปาง ลำพูน และเชียงใหม่ นอกจากนั้นยังมีกระจัดกระจายเป็นกลุ่มเล็กๆ อยู่ในจังหวัด สมุทรสงคราม นครปฐม เพชรบุรี สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา นครราชสีมา นครสวรรค์ ฉะเชิงเทรา ปราณบุรี เป็นต้น

ความเป็นมาของมอญราชบุรี ชาวมอญราชบุรีนั้นนับถือพุทธศาสนาตั้งแต่อยู่ในประเทศพม่า โดยมีหงสาวดีเป็นเมืองหลวง ครั้นเมื่อหนีภัยมาอยู่ในแดนสยาม การนับถือพระพุทธศาสนาก็ยังคงมั่นเมื่อปักหลักรวมพลตั้งเป็นชุมชนขึ้นที่ใด ก็มักจะสร้างวัดเป็นศุนย์รวมใจ เช่นเดียวกับชาวมอญรุ่มแม่น้ำแม่กลอง หลักฐานการสร้างวัดม่วง อำเภอบ้านโป่ง-- -โพธาราม ว่ามีการสร้างเมื่อในปี พ.ศ 2223 ต่อมาได้ค้นพบในคัมภีร์หมายเลข 321
ขึ้นที่วัดม่วง ความนั้นว่าผู้จารึกชื่ออุตตมะ เป็นชื่อขณะที่ยังเป็นพระ จารึกเอาไว้ในวัดม่วง แล้วเสร็จเมื่อตะวันบ่าย วันศุกร์ แรม 6 ค่ำ “ศักราช1000” หรือ พ.ศ2181 ตัวเลขศักราชที่เป็นทางการว่าวัดม่วงสร้างเมื่อ พ.ศ 2223 กับที่ค้นพบใหม่คือ พ.ศ2181 นั้นต่างกัน หากศักราชใหม่เป็นจริงนั้นแสดงว่า วัดม่วงบ้านโป่งต้องสร้างมาก่อนปีพ.ศ2181 เพราะอย่างน้อยต้องมีวัดมาแล้วก่อนที่จะมีพระภิกษุชื่อ อุตตมะมาจารึกไว้ในใบลาน แต่ประเด็นสำคัญก็คือ ชาวมอญได้ร่วมกันสร้างวัดเพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจ และวัดก็ได้มีบทบาทต่อสังคมของชาวมอญเสมอมา ภายหลังที่ชาวมอญจากถิ่นอื่นๆเช่น จากกรุงเทพฯ ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ มาอยู่อาศัยร่วมกับชาวมอญยุคบุกเบิก โดยมาอาศัยอยู่ในหมู่เครือญาติ มาแต่งงานเป็นเขย หรือเป็นสะใภ้กับชาวมอญด้วยกัน รวมถึงการหนีภัยสงครามจากการทิ้งระเบิดที่กรุงเทพฯ สมัยสงครามโลกครั้งที่2 จึงทำให้ชาวมอญรุ่มแม่น้ำแม่กลองขยายตัวขึ้นเป็นลำดับ ต่อมาเมื่อมีการคมนาคมและระบบชลประทานมรการพัฒนามากขึ้น เช่น การตัดถนนเข้าสู่ชุมชน การสร้างทางรถไฟผ่าน การสร้างเขื่อนเขาแหลม จังหวัดกาญจนบุรี ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวมอญราชบุรีในเขตบ้านโป่ง และโพธาราม มีคนในชุมชนออกไปทำงานรับจ้างนอกท้องถิ่น และมีคนต่างท้องถิ่นเข้ามาอยู่ในชุมชน แต่ ชาวมอญ โดยเฉพาะที่บ้านม่วง อำเภอบ้านโป่ง และตำบลคลองตาคต อำเภอโพธาราม
เป็นแหล่งชุมชนที่ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีมอญไว้ได้อย่างค่อนข้างมาก
ชุมชน บ้านม่วงนี้มีวัดม่วงเป็นศูนย์กลาง วัดม่วงเจริญมากเพราะมีหลวงปู่เข็มเป็นองค์อุปัชฌาย์ตอนนั้นองค์เดียว ชาวมอญ ชาวกระเหรี่ยงตอนเหนือลุ่มแม่น้ำแม่กลองขึ้นไปจนถึงเมืองกาญจนบุรีล่องแพมา บวช บางคนก็มาหาเจ้าภาพชาวบ้านม่วงให้บวชให้ ตนลาวจากหนองปลาหมอ และชาวมอญสองฝั่งตอนบนก็บวชที่วัดม่วงกัน
ศรัทธาสองฟากฝ่าย ชาวมอญราชบุรีนั้นเฉกเช่นชาวไทยทั่วๆไปที่มีความเชื่อดั้งเดิมในเรื่องผี ขนานไปกับการนับถือพุทธศาสนาแต่ในกรณีของชาวมอญแล้ว ดูเหมือนว่าความเชื่อทั้งสองประการจะเข้มไปคนละแบบ เพรากิติศัพท์ในเรื่องของพระมอญเคร่งพระวินัยเป็นที่เรื่องลือคงความ สมณสารูปไว้ได้มาก ถึงขั้นกล่าวกันว่า เป็นแบบอย่างให้เกิดธรรมยุติกนิกายในช่วงรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ครั้นเมื่อตั้งธรรมยุติกนิกายขึ้นแล้ว มีพระภิกษุชาวมอญ คือพระไตรสรณธัช (เย็น) นำไปเผยแพร่ที่เมืองมอญอีกทอดหนึ่ง
ชาวมอญ ราชบุรี ในท้องที่บ้านโป่งและโพธารามเองยังศรัทธามั่นคง เข้าวัด ทำบุญอยู่เสมอมา กิจการงานใดที่เนื่องด้วยพระศาสนาก็ร่วมแรงแข็งขันเป็นอันดี การปฏิบัติต่อพระสงฆ์นั้น ถือเสมือนป็นบุคคลพิเศษ อุบาสกอุบาสิกาผู้สูงวัยชาวมอญ ราชบุรี ยังเลี่ยงที่จะเหยียบหรือยืนทับเงาของพระสงฆ์ ความใส่ใจในสิ่งอันละเอียดอ่อนเช่นนี้ สื่อให้เห็นจรรยามารยาทของกลุ่มชนที่ได้รับการอบรมทางด้านศีลธรรมมาเป็น อย่างดี
ส่วนศรัทธาในอีกฝ่ายนั้น ชาวมอญราชบุรียังคงนับถือผีมอญ ซึ่งจำแนกได้เป็นหลายอย่าง เช่น ผีบรรพบุรุษ ผีตระกูล ผีเมีย ผีครูอาจารย์ ผีลูกหลาน ฯลฯ ตลอดจนผีไร้ญาติ ด้วยเหตุนี้ชาวมอญจึงนำเรื่องผีมาเป็นเรื่องจำแนก เพื่อจัดระเบียบคนในสังคมตนเอง กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ชาวมอญถือหลักความเชื่อเรื่องผีมาเป็นเกณฑ์ในการนับเครือญาติที่ร่วมถือผี เดียวกัน ถือผีต่างกัน ซึ่งวิธีการนี้น่าจะมีมาก่อนพุทธศาสนาจะเผยแพร่เข้าไปในหมู่ชาวมอญ
ความเชื่อศาสนาของชาวไทย เชื้อสาย มอญ
1. เชื่อกันว่าการทำบุญให้ทานอะไรก็ตามย่อมส่งผลถึงผู้ที่เราปรารถนาจะอุทิศ ส่วนกุศลให้ชาวไทยมอญส่วนใหญ่จะ “นิพพาน” โดยสังเกตได้จากคำอธิฐานที่ว่า “นิพพาน ปัจจะ โยโหตุ” ขอให้เ
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 213
ป็นปัจจัย สำเร็จพระนิพพานด้วนเทอญ
2. เชื่อกันว่าการไปทำบุญ จะต้องแต่งตัวให้ถูกต้องตามกาลเทศะ ภาชนะที่ใส่อาหารไปทำบุญ จะต้องเตรียมไปอย่างปราณีต เพราะจะส่งผลไปถึงอนาคตชาติ
3.มีความเชื่อว่าการทำบุญที่ทำบุญแล้วได้บุญมากคือ
- การสร้างพระพุทธ คือ การสร้างพระพุทธรูป
- การสร้างพระธรรม คือการสร้างพระไตรปิฎก และพระอภิธรรม
- การสร้างพระสงฆ์ คือ การบวชพระ
4. มีความเชื่อ ในก
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 39
ารนับถือพระพุทธศาสนา ชาวไทยมอญมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก โดย ถือว่าพระพุทธเจ้าเป็นองค์เคารพ สักการบูชาสูงสุด
5. ความเชื่อ ในการนับถือพระพุทธศาสนา และเคร่งครัดในศาสนา พระมอญจึงถือเคร่งทางวินัยมาก ถึงกับมีคำที่ว่า “ถือศีลต้องพระไทย วินัยต้องพระมอญ” ซึ่งการถือศีลอย่างเคร่งครัดจึงเป็นต้นกำเนิดของพระธรรมยุติกนิกายในประเทศ ไทย
6. ปัจจุบันนี้พระมอญยังเคร่งครัดวินัยอยู่จะไม่เห็นพระมอญในเวลากลางวันอาบน้ำ ริมน้ำ มานั่งเล่นหน้าวัด เดินไปในหมู่บ้าน เป็นต้น
7. ในวัดมอญทุกวัด จะมีศาลเจ้าประจำมอญทุกวัด มอญเรียกว่า “ตะละพาน”
8. ชาวบ้านเคารพสถานที่ในวัด
9. ความเชื่อว่าวัดใน ช่อฟ้าใบระกา หน้าบันพัลทลายลงมาอย่าได้นำขึ้นไปอีก
10. มีความเชื่อว่าวัดใดกำลังปลุกเสกพระอยู่ ผู้หญิง สุนัข จะเข้าไปไม่ได้
11. มีความเชื่อ ในเรื่องการบวชเรียน มักจะเห็นว่า ชาวบ้านเดินผ่านหน้าโบสถ์ก็ต้องแสดงความเคารพกราบไหว้พระ ผู้หญิงห้ามเข้าไปในโบสถ์หรือบริเวณกุฏิพระ
12.มีความเชื่อ เมื่อบ้านใดมีทารกเกิดใหม่จะต้องนำทารกนั้นไปใส่ในกระด้งร่อน แล้วพูดว่า”สามวันลูกผี สี่วันลูกคน” ต่อเด็ก
13. มีความเชื่อ ในการโกนผมไฟ การโกนผมไฟ เป็นการสู่ขวัญเด็ก และสู่ขวัญบิดา มารดา เพื่อให้เกิดความสบายใจ ด้วยความเชื่อมั่นในความศักดิ์สิทธิ์ของพิธี ที่จะทำให้เป็นมงคลต่อเด็ก
14. มีความเชื่อว่า ทำดีได้ดี ทำประณีตได้ประณีต
15. มีความเชื่อ เกี่ยวกับการปลูกเรือนว่า เวลาสร้างบ้าน เวลาปลูกสร้างบ้านเรือนให้ปลูกวันเกิดของผู้สร้าง(เจ้าของ)
16.มีความเชื่อว่า เวลาปลูกบ้านต้องปลูกให้เสาเท่ากันหมด เชื่อว่าจะมีความสุข
17. มีความเชื่อว่า เมื่อจะขึ้นบ้านใหม่จะต้องเลือกวันและมีกำหนดเวลาไว้ว่าแต่ละวันจะทำอะไร
18. มีความเชื่อเกี่ยวกับ ความกตัญญูกตเวที น้องๆควรเชื่อฟังพี่คนโตซึ่งได้ถ่ายทอดจากผีบรรพบุรุษแห่งตระกูล
19. มีความเชื่อว่า ระบบเพื่อนบ้านและระบบเครือญาติทำให้การเป็นอยู่ในสังคม มีการพึ่งพา ถ้อยที ถ้อยอาศัยกันเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน ให้ความเกรงใจและให้ความเคารพนับถือกัน
20. มีความเชื่อว่า บุคคลที่นามสกุลเดียวกัน จะจัดงานบวชนาคกับงานแต่งงานในวันเดียวกันไม่ได้
21. เมื่อมีลูกสาวที่แต่งงานแล้ว จะให้ย้ายไปอยู่ที่อื่น ไม่ไห้นอนบ้านเดียวกับพ่อแม่
22. มีความเชื่อว่า ตุ๊กตา เป็นสิ่งไม่ดี จึงห้ามนำเข้าบ้าน เพราะจะทำให้ไม่มีความสุข
23. มีความเชื่อเกี่ยวกับต้นไม้ว่าห้ามปลูกต้นราตรี ต้นลั่นทม ต้นพิกุล ไว้ในบ้าน เพราะต้นไม้เหล่านี้เป็นต้นไม้ที่อยู่ในวัด
24. มีความเชื่อว่า ต้นไม้ที่มีชื่อต่อไปนี้คือ ต้นโพธิ์ ต้นหว้า ต้นบุนนาค ต้นงิ้ว ถ้างอกขึ้นข้างๆบ้าน รีบทำลายเสียอย่าได้เก็บไว้ จะทำให้เจ้าของบ้านได้รับความเสียหาย
25. มีความเชื่อในเรื่องเต่า ชาวไทยมอญ จะไม่จับเต่ามาทำอาหาร ไม่จับตัวเต่าที่มีชีวิตเมื่อพบเห็นจึงต้องพูดว่า เต่าตัวนี้ตายแล้ว เพื่อเป็นการแก้เคล็ด แล้วนำเต่าไปปล่อย
26. มีความเชื่อว่า ศพคนตายจะต้องหันไปทางทิศเหนือ
27. มีความเชื่อว่า ภายใน 6 เดือน 9เดือน จะมีการทำพิธีไหว้ผีบ้านผีเรือน ปู่ย่า ตายาย โดยมีเครื่องไหว้ คือ กล้วย ไก่ หมู ขนมต้มแดง ขนมต้มขาว
28. มีความเชื่อว่า ที่บ้านชาวไทยมอญ จะต้องมีที่ตั้งบูชาผ๊บรรพบุรุษ มีวิธีเซ่นผี เลี้ยงผี พิธีรำผี

29. ,มีความเชื่อในการเคารพบรรพบุรุษ ไม่ว่าท่านจะล่วงลับไปแล้ว หรือว่าท่านจะมีชีวิตอยู่ก็ตามเพราะการเคารพเทิดทูนบรรพบุรุษ ย่อมนำความเจริญมาถึงตนและครอบครัวตามหลัพระพุทธศาสนาที่ว่า “ปูชะนียานัง” หมายถึงการบูชาคนที่ควรเคารพ
30. มีความเชื่อว่า บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วยังหิวโหยอยู่ ยังชอบรับประทานอาหาร ตามเทศกาล กล่าวคือ ขนมกาละแม จะมีในเทศกาลสงกรานต์ ขนมกระยาสารท มีในเทศกาลออกพรรษา ข้าวเม่าทอด มีในเทศกาลทอดกฐิน ข้าวต้มลูกโยนน้ำผึ้ง มีในวันเพ็ญเดือนสิบ
31. มีความเชื่อว่า บรรพบุรุษกับพวก เขาสามารถติดต่อกันได้ตลอดเวลา และมักจะพบว่า ผีบรรพบุรุษจะรู้ด้วยการเซ่นไหว้อยู่เสมอ การทำบุญต้องอุทิศส่วนกุศลให้ การแต่งงานถือว่าจำเป็นต้องบอกผีบรรพบุรุษทั้งสองฝ่ายรับรู้ โดยจัดสิ่งของเซ่นไหว้ เช่นผ้าขาว เหล้า ไก่ โดยผ่านเจ้าบ่าวเป็นฝ่ายจัดหา ที่เรียกว่าเครื่องขันหมากจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนหนึ่งให้เจ้าสาว เซ่นไหว้บรร
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 214
พบุรุษของเจ้าสาว อีกส่วนหนึ่งให้เจ้าบ่าวนำไปเซ่นไหว้บรรพบุรุษของเจ้าบ่าว
32. มีความเชื่อว่า ผีบรรพบุรุษ เจ้าพ่อ เจ้าแม่ ที่เคารพมาแต่อยู่กรุงหงสาวดี แล้วอันเชิญมาประดิษฐานในชุมชนของตนเอง โดยปลูกศาลเจ้าให้เป็นที่สถิตดวงวิญญาณเหล่านั้น เพราะความผูกพันก็มีอยู่ตลอดเวลา
33. มีความเชื่อในเรื่องของผีบรรพบุรุษ
- ชาวไทยมอญมีความเชิอว่า ลูกชายคนโตของตระกูลจะเป็นผู้รับผีบรรพบุรุษต่อจาก บิดา มารดา หรือ คนรุ่นเก่าที่ล่วงลับไปแล้ว ที่บ้านจะมีที่ตั้งผีบรรพบุรุษ
- เชื่
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 40
อว่า ผีบรรพบุรุษจะสิงสถิตอยู่ที่เสาเอกของเรือนโดยมีสัญญาลักษณ์ที่แสดงให้เห็น ว่าเป็นเสาผี คือ หีบ หรือกระบุงใส่ผ้าผี ได้แก่ สไบ ผ้าซิ่น ผ้าขาวม้า แหวนหัวพลอยแดง แขวนไว้ที่เสาผี
34. เชื่อว่า การที่ผู้หญิงไปแต่งงานกับคนต่างตระกูลหรือต่างผี จะต้องทำพิธีคืนผีบอกกล่าวก่อนที่จะไปเข้ากับผีฝ่ายสามี
35. เชื่อว่า ผู้ใดอยู่ในตระกูลทำผิดซึ่งระเบียบหรือข้อห้ามจะทำให้มีการเจ็บป่วยเกิดขึ้นซึ่งจะต้องทำพิธีรำผี
36. เชื่อว่า ชายหญิงที่ไม่ใช่ลูกคน(คนละผีกัน) จะร่วมหลับนอนกันภายในบ้านไม่ได้
37. มีความเชื่อว่าหญิงมีครรภ์ที่ไม่ใช่ลูกสาวห้ามนอนบนเรือน
38.มี ความเชื่อว่า เมื่อมีคนในตระกูลตายหรือท้องในปีนั้น(สิ้นสุดเดือน6) ห้ามคนในตระกูลจัดพิธีต่างๆ เช่น พิธีโกนจุก แต่งงาน บวช หรือเลี้ยงผี
39. มีความเชื่อว่า หมู่บ้านชาวไทยมอญทุกหมู่บ้าน จะต้องมีศาลเจ้าประจำหมู่บ้านทุกๆ ปี หลังสงกรานต์แล้วจะต้องทำพิธี “รำเจ้า” ประจำหมู่บ้าน


สิ่งที่บ่งบอกความเป็นมอญราชบุรี
นับ จนถึงพ.ศนี้ หากมีกลุ่มชาติพันธุ์ใด ยังคงธำรงรักษาขนบประเพณีของตนไว้ได้ นับว่าเป็นความยิ่งใหญ่ และเป็นคุณูประการให้กับสังคมส่วนรวม เพราะการมีกลุ่มชาติพันธุ์ในชาติพันธุ์หนึ่งขึ้นมานั้น มิใช่จะเกิดขึ้นมาโดยง่ายซึ่งชาวมอญราชบุรีควรได้รับคำเชิดชูเกียรตินี้ เพราะยังคงรักษาลักษณะเด่นทางสายพันธุ์ไว้ได้หลายประการ

ภาษามอญราชบุรี
ชาว มอญมีทั้งภาษาพูดและภาเขียนเป็นของตนเองอักษรมอญมีอิทธิพลต่อระบบการเขียน ของภาษาอื่นๆรัฐไทยสมัยสุโขทัยก็ได้แบบอย่างจากอักษรมอญ แปลงรูปแล้วนำมาเขียนในภาไทย ในปัจจุบันนี้ภาษาพม่า ภาษาไทใหญ่ ภาษากระเหรี่ยง ได้นำเอาอักษรมอญไปเขียนภาษาของตน โดยมิได้ดัดแปลง แต่เลือกเอาบางอักษร แล้วคิดระเบียบวิธีการเขียนและการออกเสียงตามอย่างภาษาของตน ชาวมอญราชบุรี เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังรักษาวัฒนธรรมภาษาเอาไว้ได้ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในหมู่ผู้สูงอายุที่ยังคงสื่อสารกันด้วยภาษามอญ
ปัจจุบันนี้ยัง หาภาษามอญที่ถือว่าเป็นมาตราฐานไม่ได้ เช่น ถิ่นพระประแดง บางขันหมาก สามโคก บางขุนเทียน เกาะเกร็ด ฯลฯ รวมทั้งถิ่นบ้านโป่งและโพธาราม ซึ่งเรียกรวมกันในที่นี้ว่าเป็นมอญราชบุรี เฉพาะมีความแตกต่างกันทางด้านเสียงสระ และ คำศัพท์ย่อยๆที่เป็นการกำหนดเรียกขึ้นมาในท้องถื่น แต่ชาวไทยที่มีเชื้อสายมอญเหล่านี้ยังสามารถใช้ภาษามอญสื่อความกันได้เช่น กัน ภาษามอญถิ่นราชบุรีจึงถือว่าเป็นสิ่งที่บ่งบอกในความเป็นคนไทยเชื้อสายมอญ ได้มาก

ที่อยู่อาศัย
เมื่อชาวไทยมอญจะสร้างบ้าน มักนิยมไปปรึกษาผู้ใหญ่ เจ้าอาวาส หรือศึกษาจากตำราที่มีชื่อว่า ” โลกะสิทธิ “ อันเป็นตำราที่อธิบายถึงเกณฑ์ โฉลก ในการสร้างบ้านใหม่
ตำรา “โลกะสิทธิ “ จะกล่าถึงเรื่องการปลูกสร้างบ้านเรือน ซึ่งต้องปฏิบัติดังนี้
๑. ดูทิศดี - ทิศร้าย
๒. ดูทำเลที่ปลูก
๓. ดูดินบริเวณที่สร้างบ้าน
๔. ดูวัน เดือน ปี ที่เหมาะจะปลูกบ้าน
๕. ดูสิ่งต่างๆที่สมควรปฏิบัติในบ้านเรือน ซึ่งถ้าปฏิบัติดีจะนำความดีมาให้ แต่ถ้าปฏิบัติไม่ดีจะนำความวิบัติมาสู่
๖. ดูการเลือกไม้เสาสำหรับการปลูกบ้าน
๗. ต้นไม้ต่างๆปลูกในบ้าน ให้ถูกตามทิศจะมีแต่สิริมงคล
บ้าน ชาวไทยมอญมักจะสร้างหันหน้าไปทางทิศเหนือ เพราะถือว่าในสมัยโบราณชาวไทยมอญอพยพถิ่นฐานมาจากทางเหนือ เมื่อย้ายเข้ามายังระลึกถึงถิ่นฐานเดิมจึงทำเช่นนั้น และเนื่องจากประเทศไทยมีแม่น้ำที่มีแนวทางจากเหนือ เมื่อปลูกบ้าน เมื่อปลูกบ้านขวางแม่น้ำโดยไม่มีทางเลือก จึงถูกเรียกว่า “มอญขวาง”
เมื่อสร้างบ้านชาวไทยมอญจะใช้กระเช้าประดับตกแต่งด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์แขวนไว้ตรงเสาทางเดียวกันว่าเป็นการทำขวัญผีเรือน
บ้าน คนไทยในสมัยก่อนจะปลูกเหมือนทรงไทย ภายในบ้านใช้ไม้แผ่นใหญ่อย่างดีปูพื้น หลังคาทำทรงต่างกันบ้างเล็กน้อย แต่ละหลังจะต้องมีกรงเหล็กที่บานหน้าต่างทุกบาน สันนิษฐานว่ามีการป้องกันไว้ไม่ให้บุตรสาวหรือสาวๆในบ้านหนีไปไหนหรือกันไม่ ให้พวกทาสหนีได้
เมื่อปลูกบ้านเสร็จแล้ว จะมีประเพณีขึ้นบ้านใหม่ ในการขึ้นบ้านใหม่ของชาวไทยมอญก็มีลักษณะคล้ายคนไทย แต่ส่วนใหญ่ยังมีความเชื่อเกี่ยวกับการเข้าสู่อาศัย ตามตำราได้กำหนดวันและวิธีเข้าอยู่บ้านใหม่ คือ
วันอาทิตย์ ก
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 215
่อนจะเข้าไปในบ้านใหม่ต้องเอาของมีค่าเข้าไปในบ้านก่อน
วันจันทร์ ต้องเอาเสื่อและหมอนเข้าไปก่อน
วันอังคาร ให้เอาเงินทองเข้าไปก่อน
วันพุธ ให้กินอาหารเสียก่อนแล้วจึงเข้าไปอยู่
วันพฤหัสบดี ต้องเอาเครื่องหอมและจุดโคมเข้าไปก่อน
วันศุกร์ พ่อแม่ต้องเข้าไปก่อน
วันเสาร์ ห้ามเข้าไปอยู่ในบ้านใหม่ไม่ดี

การแต่งกายของชาวมอญ
ในยามปกติ ชาวไทยด้วยกันอาจไม่ทราบเลยว่าคนที่นั่งโดยสารรถเ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 41
มล์คันเดียวกัน คนที่เรียนร่วมมหาวิทยาลัยเดียวกัน หรือแม้คนที่เดินจ่ายตลาดแห่งเดียวกันนั้นเป็นคนเชื้อสายมอญ ต่อเมื่อได้ไปเห็นร่วมพิธีมอญ การแต่งกายแบบมอญ จึงจะจำแนกเห็นความต่างได้
การ แต่งกายเป็นอีกปัจจัยหนึ่งในการบ่งบอกว่า คนเหล่านั้นมีสายใยทางวัฒนธรรมใด เพราะทุกวันนี้โอกาสที่ชาวมอญจะแต่งกาย ที่การแสดงออกถึงการเป็นมอญก็ต้องถึงวาระงานรวมกลุ่ม เช่นวันชาติมอญ ที่จัดโดยสมาคม ไทยรามัญ หรืองานประเพณี เช่น สงกรานต์ และการไปทำบุญที่วัดในวันสำคัญทางศาสนา
รูปแบบการแต่งกายของชาวมอญ ราชบุรี ชายนุ่งโสร่งลายตารางเส้นตัดสี่เหลี่ยมหลากสี เช่นพื้นสีเขียว หรือสีม่วง เส้นลายสีเหลือง เป็นต้น นุ่งลายคอกลม มีผ้าสไบหรือผ้าขาวม้าพาดไหล่ หากเป็นการพาดอย่างเป็นงานวิธีการ จะพาดโดยให้กึ่งกลางของผ้าอยู่บริเวณใต้อกหรือใต้ราวนมแล้วตวัดชายผ้าให้ไป คล้องที่ไหล่ซ้ายและขวา หญิงชาวมอญสวมผ้าถุง ยาวเกือบถึงตาตุ่ม มีลายเล็กละเอียด สวมเสื้อแขนกุด คอกลมรัดทรง สวมทับด้วยเสื้อแขนยาวทรงกระบอก ผ้าสีอ่อน เนื้อบาง แต่ก่อนนี้มีแบบแผนว่า ถ้าเป็นหญิงสาวยังโสด จะสวมเสื้อยาวถึงข้อมือ หากมีสามี จะใส่เสื้อแขนสามส่วน
ส่วนประกอบด้านการแต่งตัวอีกอย่างหนึ่ง คือการเกล้าผมมวย มวยผมแบบมอญจะรวบเกล้าไว้ด้านหลังเหนือท้ายทอย ใช้อุปกรณ์รูปทรงตัวยู เรียกว่า อะน่ดโซ่ก เสียบแทรงเข้าไปปอยผมที่เกล้าไว้ แล้วใช้อุปกรณ์อีกชิ้นหนึ่งเรียกว่า ฮะเหลี่ยงโซ่ก รูปทรงอย่างวงเล็บปีกกา เหน็บขัดผมกับอะน่ดโซ่
ก เพื่อกันไม่ให้ผมลุ่ยจากที่มวยไว้ แล้วนำดอกไม้ดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อก็ได้ มาเสียบแซมเพื่อสร้างความสวยงาม อุปกรณ์ประดับผมทั้งสองชิ้นนี้ นิยมทำด้วยเงิน
เมื่อเริ่มแต่งกายไปร่วม งานพิธีหรือไปทำบุญที่วัด หญิงชาวมอญนิยมพาดสไบไว้ที่ไหล่ด้วย หากอากาศเย็น สามารถใช้สไบเฉียงคลี่ห่มคลุมไหล่ได้

เครื่องใช้ประจำตัวของชาวมอญ
ชาวไทยมอญในสมัยโบราณ จะมีเครื่องประดับตกแต่งร่างกายหลายชนิด ซึ่ง ได้แก่
๑. กำไล ส่วนมาแป็นกำไลเงินสำหรับใส่ข้อเท้าของหญิง แต่ปัจจุบันไม่นิยมใช้ จะใช้สำหรับของนาคในพิธีบวชเท่านั้น
๒. เข็มขัด จะทำด้วยเงิน มักใช้เป็นเครื่องประดับของชายและหญิง
๓. ลูกปัด นำมาเป็นเครื่องประดับ ตกแต่งมักทำด้วยหินและแก้ว
๔. กระดูกสัตว์ จะนำมาทำเป็นกำไลข้อเท้า ซึ่งใช้เป็นเครื่องประดับได้อย่างหนึ่ง
๕. สำริด จะนำมาทำเป็นกำไลข้อเท้า
๖. ขมิ้น ดินสอพอง เป็นเครื่องประทินโฉม ของหญิงในสมัยโบราณ

เครื่องมือเครื่องใช้ของชาวมอญ
- ครกตำหมากทำด้วยไม้ ตะบันหมากทองเหลือง เชี่ยนหมากไม้ ทองเหลือง ไม้ปาดปูน
- กล่องยาเส้นสำหรับใส่ยาเส้น ใบตอง ใบยา
- คบเพลิง (เช่น ใบไม้ ขี้กบ ( ผสมเศษไม้จากการใสไม้ ) ดอกน้ำมันยางเอามาเป็นมัดเป็นดุ้นยาวมัดใช้เป็นเชื้อเพลิง ) ตะบันไฟ หินเหล็กไฟ เป็นเครื่องมือจุดไฟ
- ครก ( มีลักษณะเป็นอย่างหลุม สำหรับตำหรือโขลกด้วยสาก )
- กระจ่า จวักสำหรับคดข้าวหรือตักแกง ทำด้วยกะลาและไม้ มีด้ามถือ บางทีก็เรียกว่า”ตวัก”
- กระบุงเล็ก สำหรับใส่ของเล็กเช่น เครื่องยาหรือรากไม้ต่างๆ
- กระบุง เป็นภาชนะสำหรับใส่ผลิตผล เช่น ข้าวเปลือก ข้าวสาร ถั่ว งา ฯลฯ
- กระบวยภาชนะสำหรับตักน้ำดื่ม
- ทะนาน ภาชนะทำจากกะลามะพร้าว ใช้ตักข้าวสารหุง
- กรรไกรเหล็ก ใช้สำหรับตัดผม
- เตาเชิงกราน เตาหุงข้าวที่นิยมใช้ในครัวเรือน
- หม้อน้ำดินเผา สำหรับใส่น้ำดื่ม ทำจากดินเผา ฯลฯ



การทำบุญจองโอะฮตาน
ใน ช่วงเดือนมาฆะ หรือประมาณเดือนกุมภาพันธ์อากาศในสมัยอดีตยังคงหนาวเย็น ชาวมอญที่เลื่อมใสศรัทธาจึงรำลึกว่า ความหนาวไม่ปราณีผู้ใด รวมถึงพระสงฆ์องค์เจ้าที่พำนักอยู่ในวัดก็ย่อมเป็นทุกข์ เพราะความหนาวเย็นด้วย จึงเกิดศรัทธานำฟืนไปถวายพระในวัด จนเป็นประเพณีถวายฟืนแด่พระสงฆ์ เพื่อที่จะได้นำไปเป็นเชื้อเพลิงทั้งในการต้มน้ำร้อนฉัน ปรุงยา หรือก่อไฟผิงไล่ความหนาวเย็น ต่อมาจึงเหลือเป็นการสุมฟืนก่อไฟไล่หนาวถวายเป็นทาน ภาษามอญเรียกงานบุญนี้ว่า จองโอะฮตาน
จอง แปลว่า เผา หรือไฟให้ใหม้. โอะฮ ( คล้ายกับเปล่งเสียงว่า โอะ แล้วตามด้วยลมออกทางจมูก ) แปลว่า ฟืน ส่วนคำว่า ตาน หรือบางแห่งเขียนว่า ต่าน เป็นคำบาลีตรงกับคำว่าทาน หรือมอบให้ด้วยจิตที่สละแล้ว ด้วยเหตุนี้เมื่อแปลเป็นไทยจึงหมายถึงงานบุญเผาฟืนเป็นทาน
ก่อนวันมาฆะบูชา ชาวมอญจะจัดเตรียมไม้ฟื
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 216
นโดยตัดไม้ในป่าละเมาะขนาดข้อแขนหรตือขนาดที่กำ ถือได้เหมาะมือความยาวประมาณวาเศษ แต่โดยส่วนใหญ่จะเลือกใช้ไม้กระถินเพราะเมื่อเลาะเปลือกออกแล้ว เนื้อไม้จะมีสีขาว เวลานำขมิ้นที่โขลกมาไล้ตามท่อนไม้ จะช่วยขับให้ผิวไม้กลายเป็นสีเหลืองสด ผึ่งแดดหรือลมให้สีขมิ้นติดผิวไม้ฟืน
ก่อ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 42
นวันมาฆะบูชา ชาวมอญจะนำดอกไม้บรรดามีในท้องถิ่นเท่าที่จะหาได้ นำมาผูกมัดไว้ที่ปลายฟืนพร้อมกับธูป ๓ ดอก เทียน ๑ เล่ม และใบหญ้าคาแห้งอีกหนึ่งกำมือ ดอกไม้และธุปเทียน ใช้เป็นเครื่องบูชา ส่วนใบหญ้าคาใช้เป็นเชื้อไฟ ใช้เชือกมะนิลาผูก ๓ เปลาะ ที่ยอด กลาง และบริเวณโคลนฟืน ต่อจากนั้นจึงนำไปตั้งวางพิงกันไว้เป็นรูปกระโจมยอดแหลมในลานวัด ซึ่งกว่าจะถึงตอนเย็น ฟืนที่มีผู้ที่นำมาถวายก็จะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ เพราะบางครัวเรือนทำฟืนตามจำนวนสมาชิกในบ้าน
อีกสิ่งหนึ่งที่มักทำในช่วง งานบุญจองโอะฮตาน คือ การทำข้าวหลาม นับเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมเพราะฤดูนี้ชาวบ้านได้เสร็จจากธุระจากงานไร่นา มีข้าวขึ้นยุ้ง อีกทั้งนับเป็นช่วงข้าวใหม่ด้วย เมื่อนำข้าวใหม่มาทำข้าวหลาม ก็ยิ่งเพิ่มรสชาติได้ดียิ่งขึ้น ในอดีตทุกบ้านจึงพร้อมใจกันทำข้าวหลาม
วันรุ่งขึ้นก่อนฟ้าสาง ประมาณ ๔-๕ นาฬิกา ชาวมอญบ้านม่วงจะร่วมกันออกไปที่วัด นำอาหารเช่น ข้าวต้ม ข้าวปลาอาหาร และข้าวหลาม เตรียมไปถวายจังหันมื้อพิเศษ นำเสื่อปูลาดกับพื้นลานวัดเพื่อให้ผู้มาร่วมทำบุญได้นั่งรอเวลา ต่อจากนั้นมัคนายกจะจุดไฟเผาฟืนที่ทุกคนนำมาร่วมทำบุญให้ลุกไหม้โชน ครั้นฟืนสุกเป็นถ่านที่คุแดงจึงนิมนต์พระเณรทุกรูปมารับภัตตาหารเช้ามื้อ พิเศษ ท่ามกลางไออุ่นจากดวงไฟ
งานบุญนี้ เป็นการจัดขึ้นตอนเช้าตรู่ ดังนั้นลูกสาวบ้านใดที่มาวัดตอนที่พระกำลังเริ่มฉัน ก็จะถูกเหลียวมองจากชาวบ้านที่มาก่อน และได้รับการค่อนแคะว่าเป็นคนเกียจคร้าน ไม่เหมาะที่ชายใดจะหมายปองไว้เป็นภรรยา
ในอดีต ชาวมอญที่อำเภอโพธารามเคยมีงานบุญจองโอะฮตาน เช่นกัน แต่ไม่ได้จัดทำมาหลายปี ประเพณีนี้จึงเหลือเป็นเพียงแห่งเดียวในหมู่ชาวมอญราชบุรี

สำรับอาหารชาวมอญราชบุรี
ชาว มอญยังดำรงชีตอยู่ในต่างจังหวัด และเป็นแหล่งชุมชนที่มิใช่ชุมชนเมือง จะมีวิธีทำอาหารกันอย่างพื้นบ้าน คือมีต้ม แกง ปิ้ง ย่าง เป็นพื้น และทำเลที่ตั้งชุมชนมักไกล้แหล่งน้ำหรือริมแม่น้ำ อาหารส่นใหญ่จึงปรุงด้วยปลา เพราะเป็นสิ่งที่หาได้ง่าย ชาวมอญจึงไม่ใช่กลุ่มคนที่มี “เมนูพิสดาร” อยู่ในตำรับอาหาร แต่มักจะนำปลาชนิดต่างๆมาปรุงกับพืชผักท้องถิ่น
อาหารแบบมอญพื้นบ้านย่าน บ้านโป่ง โพธาราม นิยมออกไปทางรสเปรี้ยว หรือส้ม ผักผลไม้ที่นำมาปรุงแกงปลา ผลพุทรานาหรือพุทราขี้นกที่มักจะเกิดขึ้นเองตามหัวไร่ปลายนา นำเอาผลห่าม ( ไม่สุกมากหรือครึ่งสุกครึ่งดิบ ) มาทุบหรือโขลกพอแตก ประสมลงไปในแกงปลา รวมกับผักอื่นๆ ซึ่งพุทราจะให้รสเปรี้ยว แกงรสชาติแบบมอญพื้นบ้าน จึงเรียกให้น้ำลายสอเพราะความเปรี้ยวที่ลงตัว
ผักอย่างอื่นที่นำมาปรุงใน หม้อแกงมอญ เพื่อเพิ่มความเปรี้ยวคือ ยอดส้มป่อย ใบมะขามอ่อน ลูกมะส้าน ใบกระเจี๊ยบแดง โดยเลือกนำเอาใบเพสลาด (คือไม่อ่อนและไม่แก่จนเกินไป ) อย่างใดอย่างหนึ่ง
นอกจากผักที่คนไทยทั่วไปบริโภคกันแล้ว ชาวมอญยังนำผล มะตาดดิบมาทำอาหารอีกด้วย แกะฝาเปลือกหุ้มรอบขั้นนอกออก แล้วเฉือนเอาเฉพาะเนื้อมาทำแกง ชาวมอญนิยมบริโภคอาหารสมุนไพรหรืออาหารตามธรรมชาติ หรืออาหารยาในชีวิตประจำทุกวัน เช่นแกงผลมะตาด แกงขนุนอ่อน แกงบอน ข้าวแช่
วัฒนธรรม การบริโภคของชาวมอญราชบุรี ถือได้ว่ามีความเป็นมอญสูงเมื่อเปรียบเทียบกับชาวมอญถิ่นอื่นๆในอีกหลายท้อง ที่ของประเทศไทย เพราะหันไปนิยมอาหารประเภทผัด หรือทอดมากขึ้น
มอญทอผ้า
เรื่อง ราวของมอญทอผ้า อาจจะไม่เป็นที่คุ้นเคยมากนักทางสื่อต่างๆ เพราะกลุ่มชาติพันธ์อื่นๆ เช่นคนพวน คนไทยยวน และชาวไทยทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้สร้างชื่อเสียงเรื่องลือมากกว่า ในความเป็นจริงชาวมอญก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่รู้กรรมวิธีถักทอใยด้ายให้กลาย เป็นผืนผ้า เพราะในอดีตก่อนที่จะมีโรงงานทอผ้า กลุ่มชาติพันธ์ต่างๆก็เรียนรู้วิธีการทอผ้ากันมานานแล้ว มีในช่วงที่บ้านเมืองเจริญนี้เท่านั้น ที่ทำให้คนหลงลืมความรู้แบบบรรพชนที่สอนให้รู้จักการทอผ้า
ชาวมอญราชบุรี ยังมีความรู้เรื่องการทอผ้า และยังทำอยู่ตราบเท่าวันนี้อยู่ที่บ้านม่วง และเหลือเพียง ครัวเรือนเดียวเท่านั้น โดยรูปแบบการทอยังใช้ กี่ซัด คือเป็นเครื่องหูกที่กางไว้กับกี่ แล้วใช้มือซัดกระสวยไปมาทางขวา แทนการใช้กี่กระตุกซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นเมื่อภายหลัง
ผู้ทอผ้าชาวมอญ ยังคงใช้แปรงหวีเครือหูกที่ทำจากแกนของดอกเตยป่า ซึ่งการหวีผูกนี้ เพื่อไม่ให้เครือหูกพันกัน โดยการใช้แปรงแตะไขมะพร้า แล้วหวีไปตามแนวยาว รูปแบบเนื้อผ้าและลวดลายผ้าทอของชาวมอญ จึงยังคงเสน่ห์เดิมๆ แบบชาวบ้าน ไม่ได้แต่งลวดลายจากภายนอกให้เกินงาม
กล่าวกันของในหมู่ของชาว
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 217
มอญทั่วไป ต่างลงความเห็นว่ามอญราชบุรี ที่อำเภอบ้านโป่ง โดยเฉพาะที่บ้านม่วงและปริมณฑลโดยรอบวัดม่วงยังคงรักษาความป็นมอญไว้ได้มาก ไม่ว่าจะเป็นภาษาซึ่งยังคงเป็นผู้เฒ่าผู้แก้สื่อสารกันอยู่เสมอ อาหารมอญ และการทอผ้าประกอบกับ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 43
ชุมชนมอญราชบุรีในหลายท้องที่ ได้ตระหนักถึงบทบาทของชาวมอญราชบุรีในหลายท้องที่ ได้ตระหนักถึงบทบาทของชาวมอญ ได้ร่วมกันบริจาคทรัพย์และสิ่งของอันมีค่าไว้ให้เป็นสมบัติวัฒนธรรมในวัด ม่วง ผู้สนใจเรื่องศิลปะวัฒนธรรม ประเพณี พิธีกรรม และค่านิยมความเชื่อแบบมอญ สามารถเรียนรู้ไดจากชุมชนชาวมอญราชบุรี

ประวัติ อำเภอบ้านโป่ง
อำเภอบ้านโป่ง กับสภาพภูมิศาสตร์ ที่ตั้ง
อำเภอ บ้านโป่งอยู่ทางทิศเหนือของจังหวัดราชบุรีและที่ว่าการอำเภอบ้านโป่งตั้ง อยู่ถนนทรงพล ตำบลบ้านโป่ง (ในเขตเทศบาลเมืองอำเภอบ้านโป่ง) ระยะห่างจากจังหวัดราชบุรี ๔๒ กิโลเมตร มีทางหลวงแผ่นดิน ๒ สายผ่าน ชื่อทางหลงแผ่นดินสาย ๔ เพชรเกษม และทางหลวงแผ่นดิน สาย ๒๓๔ (บ้านโป่ง – กาญจนบุรี มีทางรถไฟผ่าน ๓ สาย คือ ทางรถไฟสายใต้ สาย หนองปลาดุก - สุพรรณบุรี และสาย หนองปลาดุก - กาญจนบุรี และมีแม่น้ำ สำคัญผ่าน ๑ สายคือ แม่น้ำแม่กลอง

พื้นที่ อำเภอบ้านโป่ง มีพื้นที่ทั้งหมด ๓๙๐ ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต ทิศเหนือ ติดต่อกับ อำเภอท่าม่วง อำเภอท่ามะกา จ.กาญจนบุรี อำเภอ กำแพงแสน จังหวัด นครปฐม
ทิศใต้ ติดต่อกับ อำเภอ โพธาราม จังหวัด ราชบุรี
ทิศตะวันออก ติดต่อกับ อำเภอ เมือง จังหวัด นครปฐม
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอ โพธาราม จังหวัดราชบุรี

สภาพ ภูมิประเทศ ส่วนใหญ่ เป็นที่ราบรุ่มเหมาสำหรับ ทำนา ทำสวน ทำไร่ มีป่า และภูเขาในท้องที่ ตำบล เขาขลุง มีแม่น้ำแม่กลองไหลผ่าน

สภาพ ภูมิอากาศ อากาศ โปร่งเย็น มี ๓ ฤดู คือ ฤดู ร้อน ฤดู หนาว และ ฤดูฝน และมีฝนชุกในระหว่าง เดือน สิงหาคม กันยายน ตุลาคม และจะแล้งมากในระหว่าง เดือน กุมภาพันธ์ มีนาคม และ เมษายน

ลำน้ำที่สำคัญ ลำน้ำที่เป็นประโยชน์ในด้านการเกษตร.. การคมนาคม..และการบริโภค คือ แม่น้ำ แม่กลอง เริ่มต้นจาก แควใหญ่ และแควน้อย มาบรรจบกันที่ตัวจังหวัดกาญจนบุรี ไหลผ่านท้องที่ อำเภอ บ้านโป่ง ที่ตำบลบัวขาว ตำบล ท่าผา ตำบล เบิกไพร ตำบลบ้านโป่ง ตำบล ปากแรต
ตำบล คุ้งพยอม ตำบล สวนกล้วย ตำบล นครชุมต์ และตำบล บ้านม่วง มีระยะประมาณ ๒๐ กิโลเมตร


ห้วย หนอง คลอง บึง มีเนื้อที่รวมแล้ว ประมาณ ๙๕๐ ไร่

ทรัพยากรธรรมชาติ คือ ลูกรัง หิน กรวด ทราย แร่ธาตุ

ประชากร และ สภาพ การปกครอง แบ่งเป็น ๒ ลักษณะ คือ การปกครองส่วน ภูมิภาค แบ่งออกเป็น ๑๕ ตำบล มีหมู่บ้าน ๑๖๕ หมู่บ้าน
และมีตำบล ดังนี้
๑. ตำบลสวนกล้วย
๒. ตำบลหนองกบ
๓. ตำบลหนองปลาหมอ
๔. ตำบลเขาขลุง
๕. ตำบลปากแรต
๖. ตำบลบัวขาว
๗. ตำบลท่าผา
๘. ตำบลนครชุมต์
๙. ตำบลดอนกระเบื้อง
๑๐. ตำบลคุ้งพยอม
๑๑. ตำบลเบิกไพร
๑๒. ตำบลหนองอ้อ
๑๓. ตำบลกรับใหญ่
๑๔. ตำบลบ้านม่วง
๑๕. ตำบลบ้านโป่ง
การปกครองส่วนท้องถิ่น แบ่งเป็น
- เทศบาล ๑ แห่ง คือ เทศบาลเมืองบ้านโป่ง
- สุขาภิบาล ๓ แห่ง คือ สุขาภิบาลท่าผา สุขาภิบาลกระจับ และสุขาภิบาลห้วยกระบอก
- มีสภาตำบล ๑๓ แห่ง
สภาพเศรษฐกิจ และ อาชีพ
- เกษตรกรรม ๘๐ %
- ทำนา ๔๐ %
- ทำไร่ ๔๐ %
- รับจ้าง ๑๒ %

- ค้าขาย ๒ %
- รับราชการหรือรัฐวิสาหกิจ ๒ %
- อื่นๆ ๔ %

การปศุสัตว์ เลี้ยงสุกร เป็ด ไก่ โค กระบือ ห่าน
การประมง เลี้ยงปลาตะเพียน กุ้งก้ามกราม ปลาดุก ปลาช่อน
การอุตสาหกรรม โรงสี ๖๗ แห่ง โรงเรื่อย ๔ แห่ง โรงงาน ๔๔๒ แห่ง
การพาณิชย์กรรม บริษัท ๒๕ แห่ง ห้างหุ้นส่วน ๓๐ แห่ง โรงแรม ๑๕ แห่ง โรงมหรสพ ๓ แห่ง

การศึกษา
- โรงเรียนกรมสามัญศึกษา ๔ แห่ง
- โรงเรียนประถมศึกษา ๕๖ แห่ง
- โรงเรียนเทศบาล ๓ แห่ง
- โรงเรียนราษฎร์ ๑๘ แห่ง

ศาสนา ประชาชนส่วนใหญ่นับถือ ศาสนสพุทธ
- วัดพุทธศาสนา ๕๕ แห่ง
- โบสถ์คริสต์ศาสนา ๑๐ แห่ง
- มัสยิด ๑ แห่ง

ศิลปวัฒนธรรม ศูนย์วัฒนธรรม อำเภอ ๑ แห่ง

ประวัติ และความเป็นมา แต่เดิมที่ตั้งของอำเภอบ้านโป่งเป็นอาณาเขตทวารวดีแต่โบราณ มีชาวอินเดีย และชาวเขมร มาตั้งหลักแหล่งทำมาหากินอยู่แถบนี้ ปรากฏตามหลักฐานว่าชาวอินเดียได้นำเอาชื่อเมืองมาตั้งชื่อในท้องถิ่นตะวัน ออก ของแม่น้ำแม่กลองและเป็นหมู่บ้านของตำบลท่าผา ในปัจจุบันนี้ ชื่อว่า หมู่บ้าน “ โกสินารายณ์ “ ตามจดหมายเหตุของราชบุรี ร. ศ ๑๑๖ กล่าวว่าอำเภอบ้านโป่งแต่เดิมตั้งอยู่ที่ตำบลท่าผา ต่อมา ร. ศ ๑๒๔ ร
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 44
ัฐบาลได้สร้างทางรถไฟสายใต้ขึ้น และเห็นว่า ถ้าหากอำเภออยู่ที่ท่าผาแล้ว การคมนาคมไม่สู้สะดวก จึงย้ายที่ว่าการอำเภอ มาตั้งที่ตำบลบ้านโป่ง
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 218
เรียกว่า อำเภอบ้านโป่ง สืบถึงทุกวันนี้ บริเวณที่ตั้งอำเภอ บ้านโป่ง เดิมเป็นป่าโปร่ง สัตว์ชอบมาอาศัยและกินดินโป่ง ( เป็นดินที่มสีรสเค็ม ) โดยเฉพาะสัตว์พวกเรียงผา จะชอบมาก ตามตำนานเก่าแก่อ้างว่า คำว่า “บ้านโป่ง “ เดิมทีเรียกว่า “บ้านทับโป่ง” ซึ่งเล่ากันว่า มีกระท่อม หรือ บ้าน (ทับ) อยู่ข้างดินโป่ง แต่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า บ้านโป่ง เพราสะดวกและสั้นดี ต่อมาทางราชการได้เปลี่ยนชื่อเป็น อำเภอบ้านโป่งตามไปด้วน อำเภอ บ้านโป่ง เคยโอนไปอยู่กับ จังหวัด กาญจนบุรีครั้งหนึ่ง ระหว่าง สงครามมหาเอเชียบูรพา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๕ และโอนกลับมาจังหวัดราชบุรีตามเดิม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๙

สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์

๑. สระโกสินารายณ์
เป็น สระโบราณมีเนื้อที่กว้างขวางถึง ๕๐ ไร่ ครั้งหนึ่งเป็นที่เลื่องลือกันว่า น้ำในศักดิ์สิทธิ์มากสามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้นานัปการ ผู้คนจากทั่วสารทิศ จึงพากันมาตักน้ำอาบและดื่มกินในทางโบราณคดี สระโกสินารายณ์นี้ เป็นส่วนหนึ่งของเมืองโบราณ กรมศิลปากรเคยสำรวจพบคันดินแนวกำแพง เหลือ ๓ ด้าน แต่ละด้าน ยาวเกือบ ๑ กิโลเมตร ภายในเมืองมีการขุดสระไว้หลายสระ ชาวบ้านเรียกชื่อ ต่างๆกัน บางสระมีลำรางเล็กๆ ขุดไขน้ำจากแม่น้ำแม่กลองเข้ามา ส่วนสระโกสินารายณ์นี้ แม้ตั้งอยู่นอกเมือง แต่ก็ชิดกับกำแพงเมือง นอกจากนี้ที่เนินจอมปราสาทในอาณาบริเวณเมืองเก่า ยังขุดพบกรอบประตูและกลีบขนุนหินทรายแดง จึงสันนิษฐานว่า ตรงนั้นเคยเป็นพระปรางค์ใหญ่ ทั้งยังพบสิ่งต่างๆ อีกมาก ทั้งหมดเป็นศิลปะของสมัยลพบุรี แต่ที่สำคัญที่สุด คือ รูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร เปร่งรัศมีขนาดใหญ่ ทำด้วยหินปูนสีทรายแดงอีกอันหนึ่ง เข้าใจว่าป็นที่รองรับพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรองค์นั้น ของที่ขุดพบจากเมืองโบราณแห่งนี้เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร
สรโกสินารายณ์ ปัจจุบันเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวอำเภอ บ้านโป่ง เพราะมีต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นเรียงรายอยู่สองฟากถนนรอบสระ อยู่ในเขตตำบลท่าผา หลังโรงงานกระดาษ สยามคราฟท์ ไม่ห่างจากตัวอำเภอบ้านโป่งมากนัก



๒. ศาลเจ้าแม่เบิกไพร
ตั้ง อยู่ที่ตำบลเบิกไพร อำเภอบ้านโป่ง เป็นศาลศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เคารพสักการะของคนในท้องถิ่นและจังหวัดใกล้เคียง มาช้านาน แต่ไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดว่าสร้างขึ้นในสมัยใดนอกจากมีประวัติเล่าว่า ครั้นเมื่อ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสไทรโยค ได้เสด็จมาที่ศาลเจ้าแม่เบิกไพรนี้ถึง ๒ ครั้ง

๓. ค่ายหลวงบ้านโป่ง
เข้า ใจกันว่า เป็นค่ายที่สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นสถานที่ที่พระองค์เคยเสด็จไปประทับ และทรงนำเอากองเสือป่าไปพัก ชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียง เรียกกันเพียงสั้นๆว่า “ค่ายหลวงบ้านโป่ง” สภาพของค่ายเท่าที่ปรากฏอยู่ก็คือ สันเนินและแนวคู อยู่ในตัวอำเภอบ้านโป่ง ทางทิศเหนือมีอาณาเขต จากริมแม่น้ำแม่กลอง ไปถึงถนนสาย ๑๘ เนื่องจากค่ายแห่งนี้เป็นเพียงที่พักชั่วคราว สิ่งปลูกสร้างทั้งหลายจึงไม่ถาวรหลงเหลืออยู่จนถึงปัจจุบัน



ประวัติคุณปู่ มงคล สุดลาภา
ประวัติ คุณปู่ มงคล สุดลาภา
ประวัติ เป็น นายอำเภอ ปราณบุรี จ. ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2502
เป็น นายอำเภอ บางสะพาน จ. ประจวบคีรีขันธ์
เป็น นายอำเภอ ชะอำ จ. เพชรบุรี
เป็น นายอำเภอ ท่ายาง จ. เพชรบุรี
เป็น รองผู้ว่าราชการจังหวัด ศรีษะเกศ
เป็น นายกเทศมนตรี อำเภอ เมือง จ. กาญจนบุรี
เป็น ปลัดจังหวัดกาญจนบุรี
เป็น ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย


นาย มงคล สุดลาภา รูปสมัยเป็นนายกเทศมนตรี เมืองกาจนบุรี คนที่ 16

นายมงคล สุดลาภา1 ต.ค. 2516 - 27 พ.ย. 2517
นายกเทศมนตรีคนที่ 1 นายกเทศมนตรีคนที่ 2 นายกเทศมนตรีคนที่ 3 นายกเทศมนตรีคนที่ 4

ขุนหิรัญประศาสตร์ (กลม พัฒนมาศ)
พ.ศ. 2479 - พ.ศ. 2481
พ.ศ. 2494 - พ.ศ. 2499 สวัสดิ์ สาระศาสิน
พ.ศ. 2481 - พ.ศ. 2483 นายบุญผ่อง สิริเวชชะพันธุ์
พ.ศ. 2483 - พ.ศ. 2485
พ.ศ. 2489 - พ.ศ. 2492 นายนิยม สินค้าเจริญ
พ.ศ. 2485 - พ.ศ. 2489

นายกเทศมนตรีคนที่ 5 นายกเทศมนตรีคนที่ 6 นายกเทศมนตรีคนที่ 7 นายกเทศมนตรีคนที่ 8

นายชำนาญ พงษ์สวัสดิ์
พ.ศ. 2492
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 45
- พ.ศ. 2492 นายแผน สิริเวชชะพันธุ์
พ.ศ. 2492 --พ.ศ. 2494 นายสมาน บุญอารักษ์
พ.ศ. 2499 - พ.ศ. 2499 นายประทีป ประเสริฐกุล
พ.ศ. 2499 - พ.ศ. 2501

นายกเทศมนตรีคนที่ 9 นายกเทศมนตรีคนที่ 10 นายกเทศมนตรีคนที่ 11 นายกเทศมนตรีคนที่ 12

นายสมจิตต์ ราคา
พ.ศ. 2501 - พ.ศ. 2502 นายอมร บุญลิขิต
พ.ศ. 2502 - พ.ศ. 2503 ร.ต.ต.สะอาด สุจริตจันทร์
พ.ศ. 2503 - พ.ศ. 2504 นายเฉลย รุ่งสว่าง
พ.ศ. 2504 - 2504

นายกเทศมนตรีคนที่ 13 นายกเทศมนตรีค
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 219
นที่ 14 นายกเทศมนตรีคนที่ 15 นายกเทศมนตรีคนที่ 16

นายสวัสดิ์ ตุลยสุวรรณ
พ.ศ. 2504 - พ.ศ. 2506 นายชัยทัต สุนทรพิพิธ
พ.ศ. 2506 - พ.ศ. 2511 ร.ต. สมจิตต์ เสตะพันธุ
พ.ศ. 2511 - พ.ศ. 2515
9 ม.ค. 2516 - 1 ต.ค. 251 นายมงคล สุดลาภา
1 ต.ค. 2516 - 27 พ.ย. 2517
นายกเทศมนตรีคนที่ 17
นายกเทศมนตรีคนที่ 18 นายกเทศมนตรีคนที่ 19 นายกเทศมนตรีคนที่ 20

นายนิทัศน์ ถนอมทรัพย์
27 พ.ย. 2517 - 28 พ.ย. 2538 นายประสิทธิ์ โอภาสทิพากร
28 พ.ย. 2538 - 10 ม.ค. 2546 นางสมบูรณ์ สาระศาลิน
10 ม.ค. 2543 - 2546 นายประสิทธิ์ โอภาสทิพากร
ปัจจุบัน


รคนปัจจุบันคนที่20ายชื่อ นายกเทศมนตรี เมืองกาญจนบุรี ตั้งแต่(อดีต)คนที่ 1 ถึง
นายมงคล สุดลาภา ผู้ก่อตั้งโรงเรียน เมืองปราณบุรี ต.ปราณบุรี อ.ปราณบุรี
จ. ประจวบคีรีขันธ์

ประวัติโรงเรียนเมืองปราณบุรี
โรงเรียน เมืองปราณบุรีตั้งอยู่เลขที่ 73 ตำบลปราณบุรี อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาแบบสหศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประจวบคีรีขันธ์เขต 2 เริ่มเปิดสอน ครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2502 โดยนายมงคล สุดลาภา นายอำเภอปราณบุรี เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งขึ้น ตาม คำสั่งที่ 5981/2502 ลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2502 ให้เปิดเป็นโรงเรียนวิสามัญตอนปลาย โดยใช้สถานที่ สโมสรข้าราชการอำเภอปราณบุรี เป็นสถานที่เรียนชั่วคราว มีนักเรียนทั้งหมด 25 คน เป็นชาย 14 คน หญิง 11 คน มีนายนิยม พุทธิเภษัช ศึกษาธิการอำเภอปราณบุรี ดำรงตำแหน่งผู้รักษาการ ครูใหญ่ และนายทันรุจิเลข ผู้ช่วยศึกษาธิการอำเภอเป็นครูผู้สอน ปี 20 - 70 2504 ได้รับบริจาคที่ดิน จำนวน 13 ไร่ 1 งาน 38 ตารางวา จากนายจรัส นิตยธรรมให้สร้างโรงเรียนเมืองปราณบุรี ปี 2508 ได้งบประมาณเพิ่มเติมซื้อที่ดิน จากนายจรัส นิตยธรรมจำนวน 12 ไร่ 1 งาน 42 ตารางวา รวมเป็นที่ดินทั้งหมด 25 ไร่ 2 งาน 42 ตารางวา


และประวัติของคุณลุง เชาวน์วัศ สุดลาภา ครั้งมีความผูกพันธ์ กับจังหวัด เพชรบุรี และจังหวัดสุพรรณบุรี และ จังหวัดราชบุรี



ประวัติการทำงานของพณฯ ท่านคุณลุง เชาวน์วัศ สุดลาภา

นาย เชาน์วัศ สุดลาภา เกิดวันที่ 1 มิถุนายา พ.ศ 2476
ที่อยู่กรุงเทพฯ เลขที่ 511/46 ถ. จรัลสนิทวงศ์ 37 เขต บางกอกน้อย จ. กรุงเทพฯ โทร 024123742
ที่อยู่ลพบุรี เลขที่ 155 ต.วังขนอนขว้าง อ.โคกสำโรง จ. ลพบุรี โทร 036441686
ภริยา ชื่อ นาง กมลทิพย์ สุดลาภา อดีต นางงาม ประจำจังหวัดสงขลา เมื่อ 50กว่าปีที่แล้ว
การศึกษา ปริญญาตรี และ ปริญญาโท มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
จบการศึกษา Diploma ทางรัฐประสาสน์ศาสตร์ กรุง บรอน์ประเทศเยอรมันนี
Diploma ทางรัฐประสาสน์ศาสตร์ กรุง เฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์
ปริญญาเอก กิตติมศักดิ์ จาก 2 มหาวิทยาลัย ในประเทศ สหรัฐอเมริกา
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ม ป.ช มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก
- สำนักเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร

ประวัติการ ทำงาน เคยดำรงตำแหน่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัด ลพบุรี 4 สมัย ใน ปี พ.ศ 2531 / 2535/1 / 2535/2 / 2538 และสอบได้ (ส.ส) ที่ 1 ทั้งสี่สมัย

ผู้ช่วยเลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปี 2507 - 2511
เลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปี 2515 - 2517
สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ วุฒิสมาชิก ปี 2515
ผู้ว่าราชการ จังหวัด พังงา ปี 2519 - 2520
ผู้ว่าราชการ จังหวัด ลพบุรี ปี 2520 -2522
ผู้ว่าราชการจังหวัด กรุงเทพมหานคร ปี 2522 -2524
ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 46
ปี 2524 - 2526
ผู้ว่าราชการ จังหวัด เพชรบุรี ปี 2527 - 2531
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัด ลพบุรี (สอบได้ที่ 1 ทั้ง 4 สมัย ซ้อน)
ประธานคณะกรรมการศึกษา ผู้แทนราษฎร ปี 2531 - 2535
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย 2 สมัย ปี 2533 – 2535 -2536
รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ปี 2535




ความเป็นมาความสัมพันธ์กันระหว่างพณฯ ท่านเชาวน์วัศ สุดลาภา

กับดร.วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์




วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ (Vongsak Swasdipanich)

ปัจจุบันเป็น ผู้ว่าราชการจังหวัด ราชบุรี2550
วงศ์ ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ (Vongsak Swasdipanich) ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย เกิด ๆ๒๗ มิถุนายน ๒๔๙๔ อายุ ๕๔ ปีเต็ม ภูมิลำเนาอำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด บุตรคนที่ ๕ ของเจริญ - ซิวเจียง สวัสดิ์พาณิชย์
อนันต์ สวัสดิ์พาณิชย์ พี่ชายคนโต ประกอบธุรกิจการเกษตรที่จังหวัดร้อยเอ็ด มนตรี สวัสดิ์พาณิชย์ พี่ชายคนรอง ประกอบธุรกิจน้ำแร่ดื่มที่จังหวัดร้อยเอ็ด ชูศรี ไวทยาวันศิริ พี่สาวคนที่สาม ประกอบธุรกิจเภสัชและกิจการโรงแรมที่จังหวัดนครราชสีมา รองศาสตราจารย์ ดร. สุวพงษ์ สวัสดิ์พาณิชย์ พี่ชายคนที่สี่ รองอธิการ
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 220
บดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตสกลนคร เกรียงศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ น้องชาย นิติกรธนาคารกรุงเทพ จำกัด สำนักงานใหญ่ และมัชฌา นราสวัสดิ์ น้องสาวคนเล็ก ประกอบธุรกิจอะไหล่รถจักรยานยนต์ที่จังหวัดร้อยเอ็ด
การศึกษาชั้นประถม โรงเรียนบ้านอาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด มัธยมต้นโรงเรียนร้อยเอ็ดวิทยาลัย ออกไปเข้า ม.ศ. ๓ ที่วิทยาลัยบางแสน ตามคำแนะนำของญาติผู้ใหญ่ ดร. ก่อ สวัสดิ์พาณิชย์ บิดาของศิโรตม์ สวัสดิ์พาณิชย์ อธิบดีกรมสรรพากร และมัธยมปลายโรงเรียนจรัสสมรอนุศาสน์ ยานนาวา กรุงเทพฯ
เป็นน้องใหม่ภาค วิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปีการศึกษา ๒๕๑๓ เพราะอยากเป็นนายอำเภอ โดยมีอุดม พัวสกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูนเป็นเพื่อนร่วมรุ่น
เรียนแบบไม่หยุดพักทั้งภาค เล็กและภาคใหญ่ ย่นเวลาเหลือ ๓ ปี ทั้ง ๆ ที่อาจารย์เตือนว่าถ้าพลาดละก็เจ็บกว่าคนเรียน ๔ ปี แต่ก็ได้รัฐศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา ๒๕๑๕ รับพระราชทานปริญญาพร้อมรุ่นพี่ในปี ๒๕๑๖
๐ ๐ ๐
นั่ง รถไฟเข้ากรุงเทพฯ ไปพบเชาว์วัศน์ สุดลาภา เลขานุการจอมพล ประภาส จารุเสถียร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น เพื่อขอฝึกงานโดยไม่ต้องการเงินเดือน
เชาวน์วัศ สุดลาภา ชอบใจที่กล้าเดินเข้ามาหาทั้ง ๆ ที่ไม่เคยรู้จักกัน
แต่พรรคพวกพามาฝากเยอะ ก็เลยรับไว้ทั้งธรรมศาสตร์ จุฬาฯ และเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยละ ๑ คน ได้เป็นลูกจ้างชั่วคราวสมใจ
ทำได้ไม่กี่เดือนก็เกิดเหตุการณ์ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๑๖
ภารกิจ ที่ไม่เคยคิดมาก่อนในชีวิตคือพาเชาว์วัศน์ สุดลาภา หลีกลี้ผู้คนไปหลบภัยที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ ถนนราชดำเนิน โรงแรม ๙๙ บางลำภู โรงแรมพาร์ลิเมนท์ ถนนวิสุทธิกษัตริย์ และโรงแรมวงเวียน ๒๒ กรกฎาคม จนเงินหมด
เชาวน์วัศ สุดลาภา ให้นำแฟ้มบัญชีเจ้าหน้าที่มาเปิดดูว่ารู้จักใครที่ไว้ใจได้บ้าง แล้วโทรศัพท์บอกเขามาช่วยจ่ายเงินให้ที จากนั้นก็พาเชาน์วัศ สุดลาภา ไปส่งที่อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แล้วพาภริยาของเชาน์วัศ สุดลาภา ขึ้นรถไฟล่องใต้ไปส่งที่จังหวัดสงขลา ก่อนจะกลับมารายงานตัวที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) สวนรื่นฤดี พร้อมกับพันตำรวจเอก สุทิน เอมะพัฒน์ ช่วยราชการสำนักงานเลขานุการรัฐมนตรีในขณะนั้น
สามวันสามคืนในสวนรื่นฤดี ได้รับรู้เรื่องราวหลายอย่าง รวมทั้งการเจรจาของจอมพล ถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และนายทหารระดับสูง อาทิ พลเอก กฤษณ์ สีวะรา และพันเอก ณรงค์ กิตติขจร เป็นต้น
เด็กกว่าเขาเพื่อน จึงรับหน้าที่ให้บริการอาหารเครื่องดื่มแก่ผู้ใหญ่ใน กอ.รมน.
หลังหายตื่นเต้นจากเหตุการณ์ที่ค่อย ๆ สงบลง ก็นึกขึ้นได้ว่าไปสอบแข่งขันเป็นปลัดอำเภอเอาไว้
แวะไปดู จึงรู้ว่าติด
๑ พฤษภาคม ๒๕๑๘ ได้รับการบรรจุเป็นปลัดอำเภอตรี กิ่งอำเภอปทุมรัตน์ ร้อยเอ็ด จังหวัดบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง
ทำ งานได้ปีเดียว ผู้ว่าราชการจังหวัดแวะมาตรวจราชการแล้วเห็นหน่วยก้าน สั่งให้เข้ามาเป็นปลัดอำเภอตรี อำเภอเมืองร้อยเอ็ด พร้อมกับสอบได้ชั้นโท (เจ้าพนักงานปกครอง ๔)
๒๕๑๙ ศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านบริหารรัฐกิจที่ Kentucky State University (KSU), Frankfort, Kentucky สหรัฐฯ
๒๕๒๐ ได้ปริญญา Master of Public Affairs (Planning)
บินกลับมาประจำกองการศึกษาประชาบาล จนกระทั่งสอบได้ระดับ ๕
กันยายน ๒๕๒๒ ย
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 47
้ายไปเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน ๕ สำนักงานจังหวัดเลย ปีถัดมาย้ายไปลงตำแหน่งเดียวกันที่จังหวัดพิจิตร
ธันวาคม ๒๕๒๕ ย้ายไปเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน จังหวัดศรีสะเกษ หลังสอบได้ระดับ ๖
อยู่ศรีสะเกษ ๕ ปีเต็ม จึงได้ย้ายไปรักษาการหัวหน้าฝ่ายแผนและโครงการ จังหวัดอุบลราชธานี
ตุลาคม ๒๕๓๓ ได้รับแต่งตั้งให้รักษาการหัวหน้าสำนักงานจังหวัดอุบลราชธานี หลังสอบได้ระดับ ๗
เพียงปีเดียวก็สอบได้ระดับ ๘
ธันวาคม ๒๕๓๔ ได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าสำนักงานจังหวัดมุกดาหาร (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน ๘)
จากนั้น เข้ารับการอบรมหลักสูตรนักบริหารมหาดไทย ระดับ ๘ สถาบันดำรงราชานุภาพ ๔๕ วัน
เมื่อ ชนะศักดิ์ ยุวบูรณ์ ย้ายไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้ทำเรื่องขอผู้จบปริญญาโทจากต่างประเทศมาเป็นหัวหน้าสำนักงานจังหวัดเพื่อ ช่วยงาน SEA Games ซึ่งเชียงใหม่เป็นเจ้าภาพ
กระทรวงฯ ส่งชื่อมาให้ ๒ คน แต่คนแรกขออยู่ที่เก่า หัวหน้าสำนักงานจังหวัดเชียงใหม่จึงกลายเป็นวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์
ยังไม่ทันจะเดินทางไป อารีย์ วงศ์อารยะ ปลัดกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้นโทรศัพท์มาหา บอกว่าคงจะไม่ได้ไปเชียงใหม่แล้วละ
ไม่เป็นไร เพราะก็ไม่อยากไปอยู่แล้ว
หัว หน้าสำนักงานจังหวัดเชียงใหม่ตัวจริงไม่ใช่ใครที่ไหน พระนาย สุวรรณรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นนายอำเภออมก๋อยในขณะนั้น
เมษายน ๒๕๓๕ ได้รับคำสั่งใหม่ให้มาเป็นหัวหน้าสำนักงานจังหวัดสมุทรปราการ
แต่คนเก่าขออยู่ต่
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 221
อ ในขณะที่คนใหม่ก็ไม่สมัครใจจะไป จึงไม่ได้ไปทั้งเชียงใหม่และสมุทรปราการทั้ง ๆ ที่คำสั่งออกมาแล้ว
สรุปแล้วได้อยู่ที่เดิม คือ มุกดาหาร
ตุลาคม ๒๕๓๖ ย้ายไปเป็น หัวหน้าสำนักงานจังหวัดขอนแก่น
๐ ๐ ๐
เมื่อกระทรวงมหาดไทยปรับโครงสร้างภายในแยก 'ฝ่ายแผนพัฒนาจังหวัด' ออกจาก 'สำนักนโยบายและแผน' แล้วยกขึ้นเป็นหน่วยงานระดับกอง
ชนะ ศักดิ์ ยุวบูรณ์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นึกถึงคนที่เคยขอไปช่วยงาน SEA Games แล้วไม่ได้มาทำงานด้วยกันเมื่อครั้งยังเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ หนนี้คงไม่มีปัญหา
พฤศจิกายน ๒๕๓๗ จึงได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการกองแผนพัฒนาจังหวัด สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย คนแรก
คน ในกระทรวงมหาดไทยด้วยกันไม่ได้หมายความว่าจะมีโอกาสเติบโตหรือได้รับการ พิจารณาให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดถ้าไม่ผ่านการเป็นปลัดอำเภอ นายอำเภอ ปลัดจังหวัด และรองผู้ว่าราชการจังหวัด ก็ยากที่จะได้ขึ้นเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด เช่น ข้าราชการมหาดไทยระดับ ๔ - ๕ ถ้าโอนมาจากสายปกครองแล้ว โอกาสในการเข้าโรงเรียนนายอำเภอจะน้อยลง
เมื่อไม่ได้เรียนก็ไม่ได้เป็นนายอำเภอ
แต่ ถ้าได้เป็นผู้อำนวยการกอง ในสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยแล้ว ยังมีโอกาสที่จะได้รับการพิจารณาแต่งตั้งเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัด เส้นทางไปสู่การเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดจึงไม่ถึงกับตีบตัน ผนวกกับการปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนมาตลอด เงินเดือนที่ได้รับก็สูงเต็มขั้น ผลงานใหม่ก็ได้ใช้ความรู้ด้านการวางแผนที่ได้ร่ำเรียนมา
ตุลาคม ๒๕๓๙ จึงได้รับแต่งตั้งเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี โดยไม่ผ่านการเป็นนายอำเภอและปลัดจังหวัด ขณะมีอายุน้อยที่สุดในบรรดาคนเป็นรองผู้ว่าฯ ด้วยกัน โดยไม่เคยวิ่งเต้นให้ได้มาซึ่งตำแหน่ง
จากนั้น กลับไปเข้ารับการอบรมหลักสูตรนักบริหารมหาดไทย ระดับ ๙ สถาบันดำรงราชานุภาพ นาน ๖ เดือนเต็ม จึงกลับมาทำงานต่อ
แม้ ยังไม่มีอำนาจเต็มเหมือนผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ก็หนีไม่พ้นการใช้หลักนักบริหาร (องค์กร) นักพัฒนา (โครงการ) และนักปกครอง (คน) ขาดไปหลักใดหลักหนึ่งก็ไม่ได้
งานที่ได้รับมอบหมายจาก พลากร สุวรรณรัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานีในขณะนั้น คือการจัดตั้งเขตอุตสาหกรรม อันทำให้ปัตตานีเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีโรงงานด้านอุตสาหกรรมการเกษตรขนาด ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ อาทิ โรงงานปลากระป๋อง โรงงานปลาป่น โรงงานอาหารสัตว์ เป็นต้น
อีกงานหนึ่งคือคือโครงการจัดตั้งธนาคารอิสลาม (Islamic Bank)
และ ที่ได้รับมอบหมายเป็นพิเศษคือการเป็นตัวแทนผู้ว่าราชการจังหวัดใน ๔ จังหวัดภาคใต้เข้าร่วมประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และมาเลเซีย
เนื่องจากจังหวัดภูเก็ตมีเป้าหมายในการเป็นเมือง หน้าต่างโลก พีระพงศ์ จำนงเฉลิมฉัตร ผู้ว่าราชการจังหวัดในขณะนั้นจึงทำเรื่องขอตัว เพราะเห็นศักยภาพที่ปัตตานี
ตุลาคม ๒๕๔๐ ย้ายไปดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต โดยมีชาวไทยมุสลิม ๗ คันรถ ตามมาส่งถึงตัวเกาะ
๐ ๐ ๐
ที่ ภูเก็ต รับผิดชอบงานด้านเศรษฐกิจ โดยมีภารกิจหลักพัฒนาการท่องเที่ยว ซึ่งช่วงนั้นมีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเต็มที่ จนไม่ทันกับการดูแลรักษา
แต่ก็ไม่ง่ายในการจัดระเบียบ เพราะ 'ผลประโยชน์' คืออุปสรรคสำคัญ โดยเฉพาะป่าตอง
'สารสนเทศ' คือ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 48
หัวใจสำคัญในการบริหารจัดการ
หลังตามเก็บรายชื่อชาวบ้านร้านถิ่นมาแยกเป็นหมวดหมู่จนรู้ใครเป็นใคร และรู้ต่อไปถึงอิทธิพลที่มีผลทั้งทางบวกและลบต่อการจัดระเบียบ
ผล พวงจากการจัดทำสารสนเทศ ทำให้เห็นภาพด้านประชากรศาสตร์อย่างชัดเจนของคนภูเก็ต จึงมีโอกาสได้เชื่อมโยงคนไทยมุสลิมซึ่งมีอยู่ร้อยละ ๓๕ มาช่วยกันพัฒนาภูเก็ต
และหลังการเดินเท้าย่ำป่าตอง ยังทำให้รู้ว่าหนึ่งในกลุ่มผู้สร้างปัญหาจุ๊ก ๆ จิ๊ก ๆ ไม่ใช่ใครที่ไหน พวกแผงหลัก แผงลอย รถเข็น และคานหาบ เร่ขายตำบักหุ่ง (ใส่หรือไม่ใส่ปลาแดกก็แล้วแต่) ไปจนถึงรถสองแถว และนวดโบราณทั้งที่อยู่ในตึกและริมชายหาด
พอได้ยินเขาส่งเสียง ก็รู้ว่าไม่ใช่ใครที่ไหน จัดแจงส่งภาษาเดียวกัน
ป่า ตองค่อย ๆ มีระเบียบขึ้นโดยลำดับหลังหลังเปลี่ยนผู้ว่าราชการจังหวัดอีก ๒ คน คือ พงศ์โพยม วาศภูติ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาในปัจจุบัน และชาญชัย สุนทรมัฏฐ์ รองปลัดกระทรวงฯ ฝ่ายความมั่นคงในปัจจุบัน
เป็นรองผู้ว่าฯ ภูเก็ตครบ ๔ ปี แต่เปลี่ยนผู้ว่าฯ ปีละคน
ตุลาคม ๒๕๔๔ ย้ายไปเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง พร้อมกับเข้าศึกษาที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปรอ. ๔๔๑๔) เป็นเวลา ๑ ปีเต็ม
เพื่อน ร่วมรุ่นที่กำลังขั้วตำแหน่งใหม่ในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ อาทิ พลเรือเอก สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ว่าที่ผู้บัญชาการทหารเรือ พลเรือเอก วิชัย ยุวนางกูร ว่าที่รองผู้บัญชาการทหารเรือ พลเรือเอก นพพร อาชวาคม ว่าที่ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ พลเอก พรชัย กรานเลิศ ว่าที่ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก พลอากาศเอก พรช
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 222
ัย รามโกมุท ว่าที่ผู้บัญชาการกองบัญชาการสนับสนุนทหารอากาศ พลตำรวจโท ชลอ ชูวงษ์ และพลตำรวจโท วิโรจน์ พหลเวชช์ ว่าที่ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นต้น
ส่วนเพื่อนร่วมรุ่นที่มาจากกระทรวงเดียวกัน ได้แก่ เจตน์ ธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น พระนาย สุวรรณรัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี วิชม ทองสงค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ปรีชา บุตรศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ เมฆินทร์ เมธาวิกูล ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ปานชัย บวรรัตนปราน ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร และสุธี มากบุญ ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร
๐ ๐ ๐
๑ ตุลาคม ๒๕๔๕ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย หลังจบ วปอ.
'หนองคาย' จังหวัดชายแดนติดแม่น้ำโขงได้ชื่อว่าน่าอยู่อันดับ ๗ ของโลก เป็นดินแดนชุ่มน้ำอันดับ ๑,๐๙๘ ของโลก เป็นเมืองที่มีนักบวชและนักพรตมากที่สุดในเอเชีย และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยยังจัดให้เป็น ๑ ใน ๕ จังหวัดที่น่าอาศัยระยะยาวอีกด้วย
ฟังแล้วน่าชื่นชม แต่ไม่มีอะไรในกอไผ่ที่จะผลักดันให้คนต่างถิ่นหรือต่างชาติอยากมาเที่ยวและ ลงทุนเพื่อให้คนหนองคายมีรายได้ดีขึ้น ขณะที่บางคนในภาครัฐกลับทำงานผิดช่องทาง
ประสบการณ์จากการเป็นหัวหน้าสำนักงานจังหวัดและรองผู้ว่าราชการจังหวัดช่วยให้ไม่ต้องเสียเวลาเริ่มต้นเท่าใดนัก
ข้อมูล ข่าวสารที่ถูกต้องเป็นเรื่องสำคัญ ระยะแรกจึงต้องอาศัย Honda, Silver Shadow คันใหญ่ ขับตระเวณเข้าไปตรวจพื้นที่ทุกสัปดาห์ ล้มเมื่อใดไม่ต้องยก เพราะมอเตอร์ไซค์หนักกว่าท่านผู้ว่าฯ ร่างเล็กหลายร้อยกิโลกรัม
จากนั้น จัดประชุมนายอำเภอให้ถี่ขึ้น เพื่อเร่งนโยบายของรัฐที่ได้นำมาขยายเป็นแผนปฏิบัติการให้บังเกิดผลเป็น รูปธรรม โดยชี้ให้เห็นว่า ช่องทางนี้นอกจากจะช่วยชาวบ้านให้อยู่ดีกินดีแล้ว ยังสนองนโยบายจากส่วนกลางอันเป็นผลงานที่ชอบธรรมอีกด้วย
และเพื่อให้เรื่องที่คนชื่นชมมีความเป็นไปได้จริง โครงการเรารักหนองคายจึงเกิดขึ้น
แต่ถ้าภายในไม่พร้อมก็ยากที่จะรุกออกไปภายนอกได้ดี จึงเริ่มต้นที่การทำภายในให้สะอาดทั้งด้าน 'รูปธรรม' และ 'นามธรรม'
เริ่ม จากรณรงค์ให้ 'หนองคายไร้ขยะ' ด้วยการจัดให้มีวัน 'เรารักหนองคาย' โดยส่วนราชการภูมิภาค ท้องถิ่น และชาวบ้าน มาคุยกัน ในที่สุดก็ออกมาเป็นทุกวันพุธที่สองและสี่ของเดือน ทั้ง ๑๗ เทศบาลเล็กใหญ่ และ ๑๑๑ องค์การบริหารส่วนตำบล ตลอดจนชาวบ้าน ยกขบวนกันออกมาทำความสะอาดหนองคายทั้งจังหวัด ทำมาแล้วตั้งแต่ต้นปี ๒๕๔๕ จนถึงวันนี้
ต่อไปเป็นเรื่องของการบริหารจัดการ วัฒนธรรม จริยธรรม และระเบียบวินัย
ข้าราชการ
นับ ว่าท้าทายในการผลักดันให้มีธรรมบริหาร (Good Governance) แผนส่งเสริมการทำงานด้วยความ 'จริงใจ จริงจัง และโปร่งใส' จึงเกิดขึ้น โดยจัดตั้งคณะทำงานด้านยุทธศาสตร์ (CEO Staff) ของผู้ว่าราชการจังหวัด ประกอบด้วยหัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์ของกระทรวงต่าง ๆ ที่มาประจำอยู่ในจังหวัด แล้วจัดให้มีการประชุมกันทุกวันอังคารและพฤหัสบดี และจัดอบรมข้าราชการให้เข้าใจเรื่อง 'ธรรมบริหาร'
ชาวบ้าน
มีการจัด ตั้งตัวแทนประชาชน ๗ คนนอกล้วน ๆ มาจากชาวไทยเชื้อสายญวน ต้นตระกูลเก่า ณ หนองคาย มหาวิทยาลัยขอนแก่น วิทยาเขตหนองคาย ประชาคม ผู้นำลูกเสือชาวบ้าน องค์กรพัฒนาเอกชน และประชาชนในอำเภอเมือง เ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 49
พื่อให้ข้อคิดเห็นและเสนอแนะแก่ผู้ว่าฯ
เด็กและเยาวชน
แผน งาน 'คุณครูผู้ว่าฯ' ซึ่งวัยรุ่นฮือฮาเมื่อเห็น 'ผู้ใหญ่แนว' สวมบทครูสัญจร ขี่มอเตอร์ไซค์ตะลอนสอนหนังสือนักเรียนมัธยม โดยเฉพาะวัยรุ่นเป็นกลุ่มเป้าหมายพิเศษ จากนั้นนำเด็กนักเรียนที่อยู่ชนบทรอบนอกทยอยกันเข้ามาพบผู้ว่าฯ ต่อด้วยทัศนศึกษาในเมือง ในทางกลับกันก็ส่งนักเรียนในเมืองไปทัศนศึกษาชนบทที่ห่างไกล แต่ไม่ลืมอุปกรณ์การเรียนการสอนและเครื่องมือที่จะช่วยให้นักเรียนทำกิจกรรม ได้ แผนงานพัฒนาห้องเรียนคอมพิวเตอร์ แผนงานห้องเรียนศิลปะ และแผนงานลานกีฬาเอนกประสงค์ จึงทยอยออกมารองรับ โดยเฉพาะทุนการศึกษาเด็กนักเรียนที่ด้อยโอกาส ซึ่งเงินส่วนหนึ่งมาจากเพื่อนร่วมรุ่น วปรอ. ๔๔๑๔ นี่แหละ
๐ ๐ ๐
เมื่อ ภายในสะอาด อบอุ่น และมีความพร้อมระดับหนึ่ง จึงเริ่มงานเชิงรุก อันได้แก่ การพัฒนาจังหวัดหนองคายในด้านนิเวศ เกษตรอุตสาหกรรม การค้าชายแดน และท่องเที่ยว
ด้านนิเวศ
หนองคายมีพื้นที่ติดแม่น้ำโขง ๓๓๐ กิโลเมตร แต่ละปีหน้าดินถูกน้ำเซาะหายไป ๒ เมตร ปล่อยต่อไปอีกไม่ได้แล้ว จึงทำการศึกษาจุดที่อ่อนไหว ส่วนไหนที่พังทลายมากก็สร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งเป็นจุด ๆ ไป ได้งบเพิ่มเติมมาเมื่อใดก็ทยอยทำตามแผนที่ได้ศึกษาไว้
ด้านเกษตรอุตสาหกรรม
นอก จากการส่งเสริมสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (One Tambon One Product: OTOP) ที่ประกวดประขันกันทุกจังหวัดแล้ว คือการใช้จุดเด่นของจังหวัดในด้านภูมิศาสตร์ พัฒนาให้หนองคายเป็นครัวโลกด้านผักผลไม้ที่ปลูกได้ทุกชนิด ตลอดจนการปลูกพืชสมุ
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 223
นไพรและสวนพฤกษชาติ ควบคู่กับเป้าหมายในการตั้งโรงงานปุ๋ยอินทรีย์ ๖ แห่ง เพื่อใช้ในการส่งเสริมแผนงานนี้ โดยเฉพาะยางพาราซึ่งหนองคายมีพื้นที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือถึง ๒๕๐,๐๐๐ ไร่
การค้าชายแดน
แม้หนองคายเป็นเมืองชายแดน แต่ที่ผ่านมามีแต่หันหน้าหากรุงเทพฯ หันหลังให้ต่างประเทศ น่าจะไปลาวและจีนตอนใต้อีกทางหนึ่ง จึงตั้งคณะทำงานชายแดน ฝ่ายไทยมี ๗ คน มาจากหัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์ ตำรวจ ทหาร เกษตรฯ ศึกษาฯ พาณิชย์ และสำนักงานจังหวัด ฝ่ายลาวอีก ๗ คน รวมเป็น ๑๔ คน ให้ความสำคัญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ต้องมาก่อน เมื่อชอบพอกันแล้ว เรื่องอื่น ๆ ก็พูดกันได้ ถัดไปเป็นเรื่องความปลอดภัย ความมั่นคง ยาเสพติด แรงงานต่างด้าว และการค้าขาย ส่วนแผนงานสำคัญในเรื่องการค้าชายแดน คือ การจัดตั้งเขตปลอดอากร จัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษอุดรธานี-หนองคาย-เวียงจันทน์ จัดหาพื้นที่ตรวจสินค้าแห่งใหม่ของด่านศุลกากร และจัดสร้างด่านพรมแดนพร้อมท่าเทียบเรือแพขนานยนต์ที่อำเภอบึงกาฬ
การท่องเที่ยว
งาน ใหญ่คือการจับมือกับ ดร. จิตสันติ ธนะโสภณ ผู้ว่าการ การรถไฟแห่งประเทศไทย ใช้บริเวณสถานีรถไฟเก่าก่อสร้างพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำจืด (Aquarium) มูลค่า ๓๓๗ ล้านบาท เพื่ออนุรักษ์พันธุ์ปลาในแม่น้ำโขงที่เหลืออยู่ ๕๘๐ สายพันธุ์ ไม่ให้หดหาย คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี ๒๕๕๐
อีกงานหนึ่งเป็นการก่อสร้าง ศูนย์ OTOP เพื่อเป็นแหล่งกลางในการเผยแพร่และจำหน่ายสินค้าทุกตำบลของจังหวัดฯ และ ASEAN ข้างศาลากลาง เนื้อที่ ๕ ไร่ มีทั้งสินค้าบ้านเรา สินค้าบ้านเขา คือ จีน และสิบสองปันนา มูลค่ากว่า ๔๐ ล้านบาท
ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้คน ต่างชาติและต่างถิ่นได้สัมผัสวิถีชีวิตแบบไทย ๆ ของชาวหนองคายด้วยการพัฒนาที่พักในบ้าน (Home stay) กระจายไปทั่วอำเภอที่อยู่ริมแม่น้ำโขง เพื่อบริการนักท่องเที่ยวที่นิยมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
และที่ถึง ขั้นผลิตคู่มือกันเลยก็คือ ส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างหนองคายกับเวียงจันทน์ แบบว่า มา ๑ จังหวัด ได้เที่ยว ๒ ประเทศ ทำนองนั้น
๐ ๐ ๐
ทั้งหมดที่ว่ามานี้ ประเด็นอยู่ที่การสื่อสารให้ทุกฝ่ายได้รับรู้ข่าวสาร เข้าใจ ยอมรับ และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือ
ที่ นี่ใช้วิธีการสื่อสารค่อนข้างหลากหลาย ทั้งระดับบุคคล ระดับกลุ่ม ไปจนถึงระดับมวลชน มีทั้งที่ผู้ว่าฯ เข้าไปหา และยกขบวนกันมาพบ ตลอดจนการสื่อสารที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ
ทุกเช้าวันเสาร์หลัง รายการ 'นายกฯ พบประชาชน' ที่หนองคายมีรายการ 'บ้านเมืองน่าอยู่' ทางวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย FM ๙๐.๕ เมกะเฮิรตซ์ เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๐.๐๐ น. ผู้ว่าฯ วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ พูดใส่ไมโครโฟนคุยกับชาวบ้านให้ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร มีการบอกเล่าเก้าสิบ พร้อมเปิดสายท้ายรายการให้สอบถามและร้องเรียนอีกด้วย
ทุกครั้งเมื่อกลับ จากประชุมที่กรุงเทพฯ วันรุ่งขึ้น หัวหน้าส่วนราชการและนายอำเภอจะรับรู้เรื่องราวที่ไปประชุมมา วันถัดไป กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์การบริหารส่วนตำบล จะรับรู้ข่าวสารผ่านหัวหน้าส่วนราชการและนายอำเภอ และวันที่สาม ประชาชนในแต่ละท้องถิ่นจะรับรู้ข่าวสารจากกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์การบริหารส่วนตำบล
แล้วยังเปิด 'สภากาแฟ' อีกเดือนละ ๒ ครั้ง เวลา ๐๗.๐๐ - ๐๘.๓๐ น. ให้หัวหน้าส่วนราชการ ส่วนท้องถิ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 50
่น และภาคเอกชน ได้แสดงความคิดเห็นร่วมกัน นอกเหนือจากวารสาร 'เรารักหนองคาย' รายเดือน และแผ่นพับต่าง ๆ มากมาย ฯลฯ
ไม่มีท้องที่ใดปราศจากอิทธิพล แต่เมื่อคนหลายฝ่ายในท้องที่นั้นสามารถเข้าถึงกัน โดยมีเวทีให้พบปะพูดจากัน ความกดดันถ้ามีก็จะน้อยลง
เครือข่ายภาคประชาชนที่มีความพร้อมด้านข้อมูลข่าวสารยังช่วยให้การปฏิบัติงานภาครัฐเกิด 'ธรรมบริหาร' อีกทางหนึ่งด้วย
ที่ นี่มีรายชื่อผู้ยากจนในบัญชีกว่า ๘,๐๐๐ คน ฝันของผู้ว่าฯ วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ คือ ศูนย์กลางด้านการค้าและบันเทิงมูลค่ากว่า ๔,๐๐๐ ล้านบาท ที่ภาคเอกชนให้ความสนใจเพราะอยู่ใกล้ลาว ถ้าเกิดขึ้นจริงเมื่อใด แทบจะล้างบัญชียากจน เพราะคนมีงานทำกันทั่วถ้วน
๐ ๐ ๐
ชีวิตส่วนตัว สมรสกับวิไลพร วิรัตน์จันทร์ อดีตพนักงานสาขาอำเภอเกษตรวิสัย ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อ ๑๗ มีนาคม ๒๕๑๘
เบญจพล สวัสดิ์พาณิชย์ บุตรคนโต อายุ ๒๓ ปี ภาควิชาโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ปีสุดท้าย
เบญจรงค์ สวัสดิ์พาณิชย์ บุตรคนเล็ก อายุ ๑๘ ปี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปี ๒
ข้อคิดที่ วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ เขียนไว้ในทำเนียบรุ่น วปรอ. ๔๔๑๔ ก็คือ ...
"จะเก่ง จะดี จะชั่ว อยู่ที่ตัวสร้างขึ้นมาเอง"

บรรดาพ่อค้าแม่ขายครั้นรู้ว่ารองผู้ว่าฯ ผูกเสี่ยวกัน ก็ดีใจ ให้ความเคารพนับถือ
เมื่อเป็นพวกเดียวกันแล้ว "ทำแบบนี้ต่อไปไม่ได้ มาอยู่ที่นี่ต้องไว้หน้าพ่อ" รองผู้ว่าฯ คนร้อยเอ็ดขอกันตรง ๆ<b< td=""></b<>
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 224
r>จากนั้น จัดแจงรวมกลุ่มตั้งชมรมชาวอีสานในจังหวัดภูเก็ต หลังอยู่ที่นี่ได้ ๑ ปี อันเป็นช่วงที่จเด็จ อินสว่าง มาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดแทนพีระพงศ์ จำนงเฉลิมฉัตร
แล้วรับเป็นประธานชมรมฯ คนแรก อันทำให้รู้ว่าที่นี่มีชาวอีสานกว่า ๒๐,๐๐๐ คน
สมมติเล่น ๆ ถ้าทุกคนโอนทะเบียนบ้านไปอยู่ภูเก็ตเมื่อใด มีโอกาสเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้แล้ว ๑ คน
โดย: teapatyost341455@hotmail.com [19 มี.ค. 51 20:48> ( IP A:61.7.191.119 X: )
ความคิดเห็นที่ 51
อำเภอ บ้านโป่ง
เป็น อำเภอ ที่ ถูกขนานนามเรียกว่าเป็น (เมืองคนงาม) (คุณแม่เป็นชาว ไทย – รามัญ) แห่งเมืองคนงาม ต้นสกุล (ติเยาว์) มาช้านานแล้ว และจังหวัดราชบุรี ก็เป็นจังหวัดที่มีเขตการติดต่อกับจังหวัดเพชรบุรี เมื่อสมัยก่อนนั้นคุณปู่เคยเป็นนายอำเภออยู่ที่ อำเภอ ท่ายาง จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ และ คุณลุง ก็เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัด เพชรบุรี เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๗ – ๒๕๓๑ คือ คุณลุง เชาวน์วัศ สุดลาภา คือหลังจากคุณลุงเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด กรุงเทพมหานคร เมื่อ ปี ๒๕๒๒ – ๒๕๒๔ และเป็นผู้ว่าราราชการจังหวัดลพบุรี เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๐ – ๒๕๒๒ และคุณลุงก็เป็น (ส.ส) ๔ สมัย และสอบได้ที่ ๑ ทั้ง๔ สมัยซ้อน และได้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง มหาดไทย ถึง ๒ ครั้งสมัย และที่ผมกล่าวถึง จังหวัดราชบุรีนั้นทางทิศ ตะวันตก นั้นติด กับจังหวัด กาญจนบุรี ครั้นที่เมื่อสมัยที่คุณปู่ มงคล สุดลาภา เป็น นายอำเภออยู่ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถึง ๒ อำเภอ คือ อำเภอปราณบุรี อำเภอบางสะพาน และเป็น นายอำเภอที่ จังหวัด เพชรบุรีถึง ๒ อำเภอ คือ อำเภอ ชะอำ และอำเภอ ท่ายาง ก่อนที่ คุณปู่มงคล สุดลาภา จะมาเป็น นายกเทศมนตรี คนที่ ๑๖ ของอำเภอ เมือง จังหวัด กาญจนบุรี และเป็น ปลัด จังหวัด กาญจนบุรี และคุณปู่มงคล สุดลาภา ก็ได้เป็น ผู้ตรวจการกระทรวง มหาดไทย ซึ่ง ความสัมพันธ์กัน ระหว่าง (อำเภอ บ้านโป่ง) จังหวัด ราชบุรี ถึงจังหวัดเพชรบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัด กาญจนบุรี และจังหวัด สุพรรณบุรี นั้น (คุณลุงเคยเป็น นายอำเภอที่สุพรรณบุรี) ถ้าจะให้พูดกันแล้ว ตระกูล สุดลาภา ก็เป็นนักการเมือที่มีชื่อเสียงทางด้านการปกครอง และการทำประโยชน์มากมายมหาศาล ในหลายๆด้านให้กับประเทศชาติและเขต ๗ มาช้านาน แล้ว ส่วน กระผม นาย ฑีพัตรยศ สุดลาภา ก็มี คุณแม่ เป็นคนไทย – รามัญ ในอำเภอ บ้านโป่งจังหวัดราชบุรี (ตระกูล “ติเยาว์”) และก็มีย่าใหญ่ (ย่าทวด) ต้นสกุล “สุปัญโญ” ที่ จังหวัด ลพบุรี และ คุณพ่อ ของย่าทวดผม ก็มี ยศ เป็น “เจ้าพระยา” แห่งเมืองลพบุรี เป็น(เจ้าเมือง)ในสมัยแห่ง รัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว




ประวัติ และความเชื่อของชาว รามัญ ใน อำเภอบ้านโป่ง (เมืองคนงาม) จ.ราชบุรีนายฑีพัตรยศ สุดลาภา ชื่อเล่น (ลูกหิน) คุณแม่ของผมเป็นชาวมอญรามัญ เพราะ คุณตา และ คุณยาย เป็นชาวไทย – รามัญ ทั้ง ๒ ฝ่าย ต้นตระกูล (ติเยาว์)


ประวัติและความเชื่อของชาว รามัญ ใน อำเภอบ้านโป่ง (เมืองคนงาม) จ.ราชบุรีนายฑีพัตรยศ สุดลาภา ชื่อเล่น (ลูกหิน) คุณแม่ของผมเป็นชาวมอญ (รามัญ) เพราะคุณตา กับคุณยายเป็นชาวรามัญทั้ง 2 ฝ่าย (คุณแม่นามสกุล ติเยาว์) และเล่าให้ฟังว่าสมัยเมื่อหลายร้อยปีก่อน ตระกูลทางคุณแม่ของผมนี้ได้เดินทางมาจาก กรุงหงสาวดี
แล้วเดินทางเข้ามา อยู่ใน อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี และที่บ้านของผมยังมีประเพณีประจำตระกูลก็คือการนับถือ ผีมอญ และก็มีความเคร่งในศาสนสพุทธ จากความเชื่อเรื่องผีมอญ(ผีตระกูลหรือผีบรรพบุรุษนี้ทำให้เกิดการมีประเพณี รำผีมอญ
มูลเหตุของการรำผีมอญ เนื่องมาจากความเชื่อที่ว่า ชาวมอญมีผีรักษา หรือผีประจำคระกูลเรียกเป็นการทั่วไปว่า “ผีมอญ” ซึ่งผีนี้มีหน้าที่คอยปกปักรักษาสมาชิกในครอบครัวให้อยู่เย็นเป็นสุข แต่มีข้อแม้ว่า ห้ามล่วงละเมิดหรือ “ทำผิดผี” ด้วยประการทั้งปวงเช่น ห้ามคนตั้งครรภ์ที่ไม่ใช่ลูกสาวของเจ้าเรือนนอนในเรือน ห้ามคู่สามีและภรรยาที่ไม่ได้อยู่ร่วมผีเดียวกันกับเจ้าเรือน ร่วมหลับนอนในเรือน ห้ามเจ้าเรือนกินอาหารร่วมสำรับกับแขกผู้มาเยือน ฯลฯ
การ”ผิด ผี” จะส่งผลให้คนในบ้านเกิดเจ็บไข้ไม่สบาย เมื่อหมอดูทำนายว่าเป็นเพราะผู้ กระทำ ก็จะจัดหาวันเพื่อทำพิธีรำผีมอญ ซึ่งก็คือกระบวนการแสดงขอขมา หรือลุโทษแก่โทษ ที่ได้กระทำล่วงเกินผีนั่นเอง ชาวมอญราชบุรี ไม่ทำพิธีรำผีมอญบ่อยครั้งนัก หากเลี่ยงได้ก็จะเลี่ยง เนื่องจากการรำผีมอญแต่ละครั้งจะต้องใช้เงินค่อนข้างมาก อีกประการหนึ่งเป็นการประกาศว่า บ้านเรือนหลังนี้ ได้มีผู้ทำผิดผี จึงได้เกิดการรำผีมอญเกิดขึ้น ดังนั้นวิธีการเลี่ยงที่ดีและง่าย คือการปฏิบัติกิจของคนในครอบครัวมิให้ผิดผี ซึ่งเท่ากับเป็นการคุมพฤติกรรมให้อยู่ในกรอบของค
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 225
วามเหมาะควร เมื่อทุกคนเคารพ ถือผีของกันและกัน ก็คือการเคารพหลักให้อยู่ร่วมกันอย่างมั่นคง การนับถือผีของชาวมอญจึงเป็นเรื่องที่มีเหตุผล และเคารพยึดถืออยู่ตลอด

ประวัติและความเป็นมา
ชาว มอญ เรียกแผ่นดินตนเองว่า”รามัญประเทศ” และส่วนคำว่า”รามัญ” นั้นมาจากภาษาบาลีว่า ”รามญญ” ในปัจจุบันที่ชาวไทย-มอญ ตั้งหลักแหล่งเป็นกลุ่มใหญ่ ได้แก่อำเภอ ปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ รองลงมาคือ อำเภอบ้านโป่ง อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี และในจังหวัด
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 52
กาญจนบุรี ส่วนในตอนเหนือจะพบในจังหวัดลำปาง ลำพูน และเชียงใหม่ นอกจากนั้นยังมีกระจัดกระจายเป็นกลุ่มเล็กๆ อยู่ในจังหวัด สมุทรสงคราม นครปฐม เพชรบุรี สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา นครราชสีมา นครสวรรค์ ฉะเชิงเทรา ปราณบุรี เป็นต้น

ความเป็นมาของมอญราชบุรี ชาวมอญราชบุรีนั้นนับถือพุทธศาสนาตั้งแต่อยู่ในประเทศพม่า โดยมีหงสาวดีเป็นเมืองหลวง ครั้นเมื่อหนีภัยมาอยู่ในแดนสยาม การนับถือพระพุทธศาสนาก็ยังคงมั่นเมื่อปักหลักรวมพลตั้งเป็นชุมชนขึ้นที่ใด ก็มักจะสร้างวัดเป็นศุนย์รวมใจ เช่นเดียวกับชาวมอญรุ่มแม่น้ำแม่กลอง หลักฐานการสร้างวัดม่วง อำเภอบ้านโป่ง-- -โพธาราม ว่ามีการสร้างเมื่อในปี พ.ศ 2223 ต่อมาได้ค้นพบในคัมภีร์หมายเลข 321
ขึ้นที่วัดม่วง ความนั้นว่าผู้จารึกชื่ออุตตมะ เป็นชื่อขณะที่ยังเป็นพระ จารึกเอาไว้ในวัดม่วง แล้วเสร็จเมื่อตะวันบ่าย วันศุกร์ แรม 6 ค่ำ “ศักราช1000” หรือ พ.ศ2181 ตัวเลขศักราชที่เป็นทางการว่าวัดม่วงสร้างเมื่อ พ.ศ 2223 กับที่ค้นพบใหม่คือ พ.ศ2181 นั้นต่างกัน หากศักราชใหม่เป็นจริงนั้นแสดงว่า วัดม่วงบ้านโป่งต้องสร้างมาก่อนปีพ.ศ2181 เพราะอย่างน้อยต้องมีวัดมาแล้วก่อนที่จะมีพระภิกษุชื่อ อุตตมะมาจารึกไว้ในใบลาน แต่ประเด็นสำคัญก็คือ ชาวมอญได้ร่วมกันสร้างวัดเพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจ และวัดก็ได้มีบทบาทต่อสังคมของชาวมอญเสมอมา ภายหลังที่ชาวมอญจากถิ่นอื่นๆเช่น จากกรุงเทพฯ ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ มาอยู่อาศัยร่วมกับชาวมอญยุคบุกเบิก โดยมาอาศัยอยู่ในหมู่เครือญาติ มาแต่งงานเป็นเขย หรือเป็นสะใภ้กับชาวมอญด้วยกัน รวมถึงการหนีภัยสงครามจากการทิ้งระเบิดที่กรุงเทพฯ สมัยสงครามโลกครั้งที่2 จึงทำให้ชาวมอญรุ่มแม่น้ำแม่กลองขยายตัวขึ้นเป็นลำดับ ต่อมาเมื่อมีการคมนาคมและระบบชลประทานมรการพัฒนามากขึ้น เช่น การตัดถนนเข้าสู่ชุมชน การสร้างทางรถไฟผ่าน การสร้างเขื่อนเขาแหลม จังหวัดกาญจนบุรี ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวมอญราชบุรีในเขตบ้านโป่ง และโพธาราม มีคนในชุมชนออกไปทำงานรับจ้างนอกท้องถิ่น และมีคนต่างท้องถิ่นเข้ามาอยู่ในชุมชน แต่ ชาวมอญ โดยเฉพาะที่บ้านม่วง อำเภอบ้านโป่ง และตำบลคลองตาคต อำเภอโพธาราม
เป็นแหล่งชุมชนที่ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีมอญไว้ได้อย่างค่อนข้างมาก
ชุมชน บ้านม่วงนี้มีวัดม่วงเป็นศูนย์กลาง วัดม่วงเจริญมากเพราะมีหลวงปู่เข็มเป็นองค์อุปัชฌาย์ตอนนั้นองค์เดียว ชาวมอญ ชาวกระเหรี่ยงตอนเหนือลุ่มแม่น้ำแม่กลองขึ้นไปจนถึงเมืองกาญจนบุรีล่องแพมา บวช บางคนก็มาหาเจ้าภาพชาวบ้านม่วงให้บวชให้ ตนลาวจากหนองปลาหมอ และชาวมอญสองฝั่งตอนบนก็บวชที่วัดม่วงกัน
ศรัทธาสองฟากฝ่าย ชาวมอญราชบุรีนั้นเฉกเช่นชาวไทยทั่วๆไปที่มีความเชื่อดั้งเดิมในเรื่องผี ขนานไปกับการนับถือพุทธศาสนาแต่ในกรณีของชาวมอญแล้ว ดูเหมือนว่าความเชื่อทั้งสองประการจะเข้มไปคนละแบบ เพรากิติศัพท์ในเรื่องของพระมอญเคร่งพระวินัยเป็นที่เรื่องลือคงความ สมณสารูปไว้ได้มาก ถึงขั้นกล่าวกันว่า เป็นแบบอย่างให้เกิดธรรมยุติกนิกายในช่วงรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ครั้นเมื่อตั้งธรรมยุติกนิกายขึ้นแล้ว มีพระภิกษุชาวมอญ คือพระไตรสรณธัช (เย็น) นำไปเผยแพร่ที่เมืองมอญอีกทอดหนึ่ง
ชาวมอญ ราชบุรี ในท้องที่บ้านโป่งและโพธารามเองยังศรัทธามั่นคง เข้าวัด ทำบุญอยู่เสมอมา กิจการงานใดที่เนื่องด้วยพระศาสนาก็ร่วมแรงแข็งขันเป็นอันดี การปฏิบัติต่อพระสงฆ์นั้น ถือเสมือนป็นบุคคลพิเศษ อุบาสกอุบาสิกาผู้สูงวัยชาวมอญ ราชบุรี ยังเลี่ยงที่จะเหยียบหรือยืนทับเงาของพระสงฆ์ ความใส่ใจในสิ่งอันละเอียดอ่อนเช่นนี้ สื่อให้เห็นจรรยามารยาทของกลุ่มชนที่ได้รับการอบรมทางด้านศีลธรรมมาเป็น อย่างดี
ส่วนศรัทธาในอีกฝ่ายนั้น ชาวมอญราชบุรียังคงนับถือผีมอญ ซึ่งจำแนกได้เป็นหลายอย่าง เช่น ผีบรรพบุรุษ ผีตระกูล ผีเมีย ผีครูอาจารย์ ผีลูกหลาน ฯลฯ ตลอดจนผีไร้ญาติ ด้วยเหตุนี้ชาวมอญจึงนำเรื่องผีมาเป็นเรื่องจำแนก เพื่อจัดระเบียบคนในสังคมตนเอง กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ชาวมอญถือหลักความเชื่อเรื่องผีมาเป็นเกณฑ์ในการนับเครือญาติที่ร่วมถือผี เดียวกัน ถือผีต่างกัน ซึ่งวิธีการนี้น่าจะมีมาก่อนพุทธศาสนาจะเผยแพร่เข้าไปในหมู่ชาวมอญ
ความเชื่อศาสนาของชาวไทย เชื้อสาย มอญ
1. เชื่อกัน
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 226
ว่าการทำบุญให้ทานอะไรก็ตามย่อมส่งผลถึงผู้ที่ เราปรารถนาจะอุทิศส่วนกุศลให้ชาวไทยมอญส่วนใหญ่จะ “นิพพาน” โดยสังเกตได้จากคำอธิฐานที่ว่า “นิพพาน ปัจจะ โยโหตุ” ขอให้เป็นปัจจัย สำเร็จพระนิพพานด้วนเทอญ
2. เชื่อกันว่าการไปทำบุญ จะต้องแต่งตัวให้ถูกต้องตามกาลเทศะ ภาชนะที่ใส่อาหารไปทำบุญ จะต้องเตรียมไปอย่างปราณีต เพราะจะส่งผลไปถึงอนาคตชาติ
3.มีความเชื่อว่าการทำบุญที่ทำบุญแล้วได้บุญมากคือ
- การสร้างพระพุทธ คือ การสร้างพระพุทธรูป
- การสร้างพระธรรม คือการสร้างพระไตรปิฎก และพระอภิธรรม
- การสร้างพระสงฆ์ คือ การบวชพระ
4. มีความเชื่อ ในก
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 53
ารนับถือพระพุทธศาสนา ชาวไทยมอญมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก โดย ถือว่าพระพุทธเจ้าเป็นองค์เคารพ สักการบูชาสูงสุด
5. ความเชื่อ ในการนับถือพระพุทธศาสนา และเคร่งครัดในศาสนา พระมอญจึงถือเคร่งทางวินัยมาก ถึงกับมีคำที่ว่า “ถือศีลต้องพระไทย วินัยต้องพระมอญ” ซึ่งการถือศีลอย่างเคร่งครัดจึงเป็นต้นกำเนิดของพระธรรมยุติกนิกายในประเทศ ไทย
6. ปัจจุบันนี้พระมอญยังเคร่งครัดวินัยอยู่จะไม่เห็นพระมอญในเวลากลางวันอาบน้ำ ริมน้ำ มานั่งเล่นหน้าวัด เดินไปในหมู่บ้าน เป็นต้น
7. ในวัดมอญทุกวัด จะมีศาลเจ้าประจำมอญทุกวัด มอญเรียกว่า “ตะละพาน”
8. ชาวบ้านเคารพสถานที่ในวัด
9. ความเชื่อว่าวัดใน ช่อฟ้าใบระกา หน้าบันพัลทลายลงมาอย่าได้นำขึ้นไปอีก
10. มีความเชื่อว่าวัดใดกำลังปลุกเสกพระอยู่ ผู้หญิง สุนัข จะเข้าไปไม่ได้
11. มีความเชื่อ ในเรื่องการบวชเรียน มักจะเห็นว่า ชาวบ้านเดินผ่านหน้าโบสถ์ก็ต้องแสดงความเคารพกราบไหว้พระ ผู้หญิงห้ามเข้าไปในโบสถ์หรือบริเวณกุฏิพระ
12.มีความเชื่อ เมื่อบ้านใดมีทารกเกิดใหม่จะต้องนำทารกนั้นไปใส่ในกระด้งร่อน แล้วพูดว่า”สามวันลูกผี สี่วันลูกคน” ต่อเด็ก
13. มีความเชื่อ ในการโกนผมไฟ การโกนผมไฟ เป็นการสู่ขวัญเด็ก และสู่ขวัญบิดา มารดา เพื่อให้เกิดความสบายใจ ด้วยความเชื่อมั่นในความศักดิ์สิทธิ์ของพิธี ที่จะทำให้เป็นมงคลต่อเด็ก
14. มีความเชื่อว่า ทำดีได้ดี ทำประณีตได้ประณีต
15. มีความเชื่อ เกี่ยวกับการปลูกเรือนว่า เวลาสร้างบ้าน เวลาปลูกสร้างบ้านเรือนให้ปลูกวันเกิดของผู้สร้าง(เจ้าของ)
16.มีความเชื่อว่า เวลาปลูกบ้านต้องปลูกให้เสาเท่ากันหมด เชื่อว่าจะมีความสุข
17. มีความเชื่อว่า เมื่อจะขึ้นบ้านใหม่จะต้องเลือกวันและมีกำหนดเวลาไว้ว่าแต่ละวันจะทำอะไร
18. มีความเชื่อเกี่ยวกับ ความกตัญญูกตเวที น้องๆควรเชื่อฟังพี่คนโตซึ่งได้ถ่ายทอดจากผีบรรพบุรุษแห่งตระกูล
19. มีความเชื่อว่า ระบบเพื่อนบ้านและระบบเครือญาติทำให้การเป็นอยู่ในสังคม มีการพึ่งพา ถ้อยที ถ้อยอาศัยกันเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน ให้ความเกรงใจและให้ความเคารพนับถือกัน
20. มีความเชื่อว่า บุคคลที่นามสกุลเดียวกัน จะจัดงานบวชนาคกับงานแต่งงานในวันเดียวกันไม่ได้
21. เมื่อมีลูกสาวที่แต่งงานแล้ว จะให้ย้ายไปอยู่ที่อื่น ไม่ไห้นอนบ้านเดียวกับพ่อแม่
22. มีความเชื่อว่า ตุ๊กตา เป็นสิ่งไม่ดี จึงห้ามนำเข้าบ้าน เพราะจะทำให้ไม่มีความสุข
23. มีความเชื่อเกี่ยวกับต้นไม้ว่าห้ามปลูกต้นราตรี ต้นลั่นทม ต้นพิกุล ไว้ในบ้าน เพราะต้นไม้เหล่านี้เป็นต้นไม้ที่อยู่ในวัด
24. มีความเชื่อว่า ต้นไม้ที่มีชื่อต่อไปนี้คือ ต้นโพธิ์ ต้นหว้า ต้นบุนนาค ต้นงิ้ว ถ้างอกขึ้นข้างๆบ้าน รีบทำลายเสียอย่าได้เก็บไว้ จะทำให้เจ้าของบ้านได้รับความเสียหาย
25. มีความเชื่อในเรื่องเต่า ชาวไทยมอญ จะไม่จับเต่ามาทำอาหาร ไม่จับตัวเต่าที่มีชีวิตเมื่อพบเห็นจึงต้องพูดว่า เต่าตัวนี้ตายแล้ว เพื่อเป็นการแก้เคล็ด แล้วนำเต่าไปปล่อย
26. มีความเชื่อว่า ศพคนตายจะต้องหันไปทางทิศเหนือ
27. มีความเชื่อว่า ภายใน 6 เดือน 9เดือน จะมีการทำพิธีไหว้ผีบ้านผีเรือน ปู่ย่า ตายาย โดยมีเครื่องไหว้ คือ กล้วย ไก่ หมู ขนมต้มแดง ขนมต้มขาว
28. มีความเชื่อว่า ที่บ้านชาวไทยมอญ จะต้องมีที่ตั้งบูชาผ๊บรรพบุรุษ มีวิธีเซ่นผี เลี้ยงผี พิธีรำผี

29. ,มีความเชื่อในการเคารพบรรพบุรุษ ไม่ว่าท่านจะล่วงลับไปแล้ว หรือว่าท่านจะมีชีวิตอยู่ก็ตามเพราะการเคารพเทิดทูนบรรพบุรุษ ย่อมนำความเจริญมาถึงตนและครอบครัวตามหลัพระพุทธศาสนาที่ว่า “ปูชะนียานัง” หมายถึงการบูชาคนที่ควรเคารพ
30. มีความเชื่อว่า บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วยังหิวโหยอยู่ ยังชอบรับประทานอาหาร ตามเทศกาล กล่าวคือ ขนมกาละแม จะมีในเทศกาลสงกรานต์ ขนมกระยาสารท มีในเทศกาลออกพรรษา ข้าวเม่าทอด มีในเทศกาลทอดกฐิน ข้าวต้มลูกโยนน้ำผึ้ง มีในวันเพ็ญเดือนสิบ
31. มีความเชื่อว่า บรรพบุรุษกับพวก เขาสามารถติดต่อกันได้ตลอดเวลา และมักจะพบว่า ผีบรรพบุรุษจะรู้ด้วยการเซ่นไหว้อยู่เสมอ การทำบุญต้องอุทิศส่วนกุศลให้ การแต่งงานถือว่าจำเป็นต้องบ
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 227
อกผีบรรพบุรุษทั้งสองฝ่ายรับรู้ โดยจัดสิ่งของเซ่นไหว้ เช่นผ้าขาว เหล้า ไก่ โดยผ่านเจ้าบ่าวเป็นฝ่ายจัดหา ที่เรียกว่าเครื่องขันหมากจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนหนึ่งให้เจ้าสาว เซ่นไหว้บรรพบุรุษของเจ้าสาว อีกส่วนหนึ่งให้เจ้าบ่าวนำไปเซ่นไหว้บรรพบุรุษของเจ้าบ่าว
32. มีความเชื่อว่า ผีบรรพบุรุษ เจ้าพ่อ เจ้าแม่ ที่เคารพมาแต่อยู่กรุงหงสาวดี แล้วอันเชิญมาประดิษฐานในชุมชนของตนเอง โดยปลูกศาลเจ้าให้เป็นที่สถิตดวงวิญญาณเหล่านั้น เพราะความผูกพันก็มีอยู่ตลอดเวลา
33. มีความเชื่อในเรื่องของผีบรรพบุรุษ
- ชาวไทยมอญมีความเชิอว่า ลูกชายคนโตของตระกูลจะเป็นผู้รับผีบรรพบุรุษต่อจาก บิดา มารดา หรือ คนรุ่นเก่าที่ล่วงลับไปแล้ว ที่บ้านจะมีที่ตั้งผีบรรพบุรุษ
- เชื่
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 54
อว่า ผีบรรพบุรุษจะสิงสถิตอยู่ที่เสาเอกของเรือนโดยมีสัญญาลักษณ์ที่แสดงให้เห็น ว่าเป็นเสาผี คือ หีบ หรือกระบุงใส่ผ้าผี ได้แก่ สไบ ผ้าซิ่น ผ้าขาวม้า แหวนหัวพลอยแดง แขวนไว้ที่เสาผี
34. เชื่อว่า การที่ผู้หญิงไปแต่งงานกับคนต่างตระกูลหรือต่างผี จะต้องทำพิธีคืนผีบอกกล่าวก่อนที่จะไปเข้ากับผีฝ่ายสามี
35. เชื่อว่า ผู้ใดอยู่ในตระกูลทำผิดซึ่งระเบียบหรือข้อห้ามจะทำให้มีการเจ็บป่วยเกิดขึ้นซึ่งจะต้องทำพิธีรำผี
36. เชื่อว่า ชายหญิงที่ไม่ใช่ลูกคน(คนละผีกัน) จะร่วมหลับนอนกันภายในบ้านไม่ได้
37. มีความเชื่อว่าหญิงมีครรภ์ที่ไม่ใช่ลูกสาวห้ามนอนบนเรือน
38.มี ความเชื่อว่า เมื่อมีคนในตระกูลตายหรือท้องในปีนั้น(สิ้นสุดเดือน6) ห้ามคนในตระกูลจัดพิธีต่างๆ เช่น พิธีโกนจุก แต่งงาน บวช หรือเลี้ยงผี
39. มีความเชื่อว่า หมู่บ้านชาวไทยมอญทุกหมู่บ้าน จะต้องมีศาลเจ้าประจำหมู่บ้านทุกๆ ปี หลังสงกรานต์แล้วจะต้องทำพิธี “รำเจ้า” ประจำหมู่บ้าน


สิ่งที่บ่งบอกความเป็นมอญราชบุรี
นับ จนถึงพ.ศนี้ หากมีกลุ่มชาติพันธุ์ใด ยังคงธำรงรักษาขนบประเพณีของตนไว้ได้ นับว่าเป็นความยิ่งใหญ่ และเป็นคุณูประการให้กับสังคมส่วนรวม เพราะการมีกลุ่มชาติพันธุ์ในชาติพันธุ์หนึ่งขึ้นมานั้น มิใช่จะเกิดขึ้นมาโดยง่ายซึ่งชาวมอญราชบุรีควรได้รับคำเชิดชูเกียรตินี้ เพราะยังคงรักษาลักษณะเด่นทางสายพันธุ์ไว้ได้หลายประการ

ภาษามอญราชบุรี
ชาว มอญมีทั้งภาษาพูดและภาเขียนเป็นของตนเองอักษรมอญมีอิทธิพลต่อระบบการเขียน ของภาษาอื่นๆรัฐไทยสมัยสุโขทัยก็ได้แบบอย่างจากอักษรมอญ แปลงรูปแล้วนำมาเขียนในภาไทย ในปัจจุบันนี้ภาษาพม่า ภาษาไทใหญ่ ภาษากระเหรี่ยง ได้นำเอาอักษรมอญไปเขียนภาษาของตน โดยมิได้ดัดแปลง แต่เลือกเอาบางอักษร แล้วคิดระเบียบวิธีการเขียนและการออกเสียงตามอย่างภาษาของตน ชาวมอญราชบุรี เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังรักษาวัฒนธรรมภาษาเอาไว้ได้ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในหมู่ผู้สูงอายุที่ยังคงสื่อสารกันด้วยภาษามอญ
ปัจจุบันนี้ยัง หาภาษามอญที่ถือว่าเป็นมาตราฐานไม่ได้ เช่น ถิ่นพระประแดง บางขันหมาก สามโคก บางขุนเทียน เกาะเกร็ด ฯลฯ รวมทั้งถิ่นบ้านโป่งและโพธาราม ซึ่งเรียกรวมกันในที่นี้ว่าเป็นมอญราชบุรี เฉพาะมีความแตกต่างกันทางด้านเสียงสระ และ คำศัพท์ย่อยๆที่เป็นการกำหนดเรียกขึ้นมาในท้องถื่น แต่ชาวไทยที่มีเชื้อสายมอญเหล่านี้ยังสามารถใช้ภาษามอญสื่อความกันได้เช่น กัน ภาษามอญถิ่นราชบุรีจึงถือว่าเป็นสิ่งที่บ่งบอกในความเป็นคนไทยเชื้อสายมอญ ได้มาก

ที่อยู่อาศัย
เมื่อชาวไทยมอญจะสร้างบ้าน มักนิยมไปปรึกษาผู้ใหญ่ เจ้าอาวาส หรือศึกษาจากตำราที่มีชื่อว่า ” โลกะสิทธิ “ อันเป็นตำราที่อธิบายถึงเกณฑ์ โฉลก ในการสร้างบ้านใหม่
ตำรา “โลกะสิทธิ “ จะกล่าถึงเรื่องการปลูกสร้างบ้านเรือน ซึ่งต้องปฏิบัติดังนี้
๑. ดูทิศดี - ทิศร้าย
๒. ดูทำเลที่ปลูก
๓. ดูดินบริเวณที่สร้างบ้าน
๔. ดูวัน เดือน ปี ที่เหมาะจะปลูกบ้าน
๕. ดูสิ่งต่างๆที่สมควรปฏิบัติในบ้านเรือน ซึ่งถ้าปฏิบัติดีจะนำความดีมาให้ แต่ถ้าปฏิบัติไม่ดีจะนำความวิบัติมาสู่
๖. ดูการเลือกไม้เสาสำหรับการปลูกบ้าน
๗. ต้นไม้ต่างๆปลูกในบ้าน ให้ถูกตามทิศจะมีแต่สิริมงคล
บ้าน ชาวไทยมอญมักจะสร้างหันหน้าไปทางทิศเหนือ เพราะถือว่าในสมัยโบราณชาวไทยมอญอพยพถิ่นฐานมาจากทางเหนือ เมื่อย้ายเข้ามายังระลึกถึงถิ่นฐานเดิมจึงทำเช่นนั้น และเนื่องจากประเทศไทยมีแม่น้ำที่มีแนวทางจากเหนือ เมื่อปลูกบ้าน เมื่อปลูกบ้านขวางแม่น้ำโดยไม่มีทางเลือก จึงถูกเรียกว่า “มอญขวาง”
เมื่อสร้างบ้านชาวไทยมอญจะใช้กระเช้าประดับตกแต่งด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์แขวนไว้ตรงเสาทางเดียวกันว่าเป็นการทำขวัญผีเรือน
บ้าน คนไทยในสมัยก่อนจะปลูกเหมือนทรงไทย ภายในบ้านใช้ไม้แผ่นใหญ่อย่างดีปูพื้น หลังคาทำทรงต่างกันบ้างเล็กน้อย แต่ละหลังจะต้องมีกรงเหล็กที่บานหน้าต่างทุกบาน สันนิษฐานว่ามีการป้องกันไว้ไม่ให้บุตรสาวหรือสาวๆในบ้านหนีไปไหนหรือกันไม่ ให้พวกทาสหนีได้
เมื่อปลูกบ้านเสร็จแล้ว จะ
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 228
มีประเพณีขึ้นบ้านใหม่ ในการขึ้นบ้านใหม่ของชาวไทยมอญก็มีลักษณะคล้ายคนไทย แต่ส่วนใหญ่ยังมีความเชื่อเกี่ยวกับการเข้าสู่อาศัย ตามตำราได้กำหนดวันและวิธีเข้าอยู่บ้านใหม่ คือ
วันอาทิตย์ ก่อนจะเข้าไปในบ้านใหม่ต้องเอาของมีค่าเข้าไปในบ้านก่อน
วันจันทร์ ต้องเอาเสื่อและหมอนเข้าไปก่อน
วันอังคาร ให้เอาเงินทองเข้าไปก่อน
วันพุธ ให้กินอาหารเสียก่อนแล้วจึงเข้าไปอยู่
วันพฤหัสบดี ต้องเอาเครื่องหอมและจุดโคมเข้าไปก่อน
วันศุกร์ พ่อแม่ต้องเข้าไปก่อน
วันเสาร์ ห้ามเข้าไปอยู่ในบ้านใหม่ไม่ดี

การแต่งกายของชาวมอญ
ในยามปกติ ชาวไทยด้วยกันอาจไม่ทราบเลยว่าคนที่นั่งโดยสารรถเ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 55
มล์คันเดียวกัน คนที่เรียนร่วมมหาวิทยาลัยเดียวกัน หรือแม้คนที่เดินจ่ายตลาดแห่งเดียวกันนั้นเป็นคนเชื้อสายมอญ ต่อเมื่อได้ไปเห็นร่วมพิธีมอญ การแต่งกายแบบมอญ จึงจะจำแนกเห็นความต่างได้
การ แต่งกายเป็นอีกปัจจัยหนึ่งในการบ่งบอกว่า คนเหล่านั้นมีสายใยทางวัฒนธรรมใด เพราะทุกวันนี้โอกาสที่ชาวมอญจะแต่งกาย ที่การแสดงออกถึงการเป็นมอญก็ต้องถึงวาระงานรวมกลุ่ม เช่นวันชาติมอญ ที่จัดโดยสมาคม ไทยรามัญ หรืองานประเพณี เช่น สงกรานต์ และการไปทำบุญที่วัดในวันสำคัญทางศาสนา
รูปแบบการแต่งกายของชาวมอญ ราชบุรี ชายนุ่งโสร่งลายตารางเส้นตัดสี่เหลี่ยมหลากสี เช่นพื้นสีเขียว หรือสีม่วง เส้นลายสีเหลือง เป็นต้น นุ่งลายคอกลม มีผ้าสไบหรือผ้าขาวม้าพาดไหล่ หากเป็นการพาดอย่างเป็นงานวิธีการ จะพาดโดยให้กึ่งกลางของผ้าอยู่บริเวณใต้อกหรือใต้ราวนมแล้วตวัดชายผ้าให้ไป คล้องที่ไหล่ซ้ายและขวา หญิงชาวมอญสวมผ้าถุง ยาวเกือบถึงตาตุ่ม มีลายเล็กละเอียด สวมเสื้อแขนกุด คอกลมรัดทรง สวมทับด้วยเสื้อแขนยาวทรงกระบอก ผ้าสีอ่อน เนื้อบาง แต่ก่อนนี้มีแบบแผนว่า ถ้าเป็นหญิงสาวยังโสด จะสวมเสื้อยาวถึงข้อมือ หากมีสามี จะใส่เสื้อแขนสามส่วน
ส่วนประกอบด้านการแต่งตัวอีกอย่างหนึ่ง คือการเกล้าผมมวย มวยผมแบบมอญจะรวบเกล้าไว้ด้านหลังเหนือท้ายทอย ใช้อุปกรณ์รูปทรงตัวยู เรียกว่า อะน่ดโซ่ก เสียบแทรงเข้าไปปอยผมที่เกล้าไว้ แล้วใช้อุปกรณ์อีกชิ้นหนึ่งเรียกว่า ฮะเหลี่ยงโซ่ก รูปทรงอย่างวงเล็บปีกกา เหน็บขัดผมกับอะน่ดโซ่
ก เพื่อกันไม่ให้ผมลุ่ยจากที่มวยไว้ แล้วนำดอกไม้ดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อก็ได้ มาเสียบแซมเพื่อสร้างความสวยงาม อุปกรณ์ประดับผมทั้งสองชิ้นนี้ นิยมทำด้วยเงิน
เมื่อเริ่มแต่งกายไปร่วม งานพิธีหรือไปทำบุญที่วัด หญิงชาวมอญนิยมพาดสไบไว้ที่ไหล่ด้วย หากอากาศเย็น สามารถใช้สไบเฉียงคลี่ห่มคลุมไหล่ได้

เครื่องใช้ประจำตัวของชาวมอญ
ชาวไทยมอญในสมัยโบราณ จะมีเครื่องประดับตกแต่งร่างกายหลายชนิด ซึ่ง ได้แก่
๑. กำไล ส่วนมาแป็นกำไลเงินสำหรับใส่ข้อเท้าของหญิง แต่ปัจจุบันไม่นิยมใช้ จะใช้สำหรับของนาคในพิธีบวชเท่านั้น
๒. เข็มขัด จะทำด้วยเงิน มักใช้เป็นเครื่องประดับของชายและหญิง
๓. ลูกปัด นำมาเป็นเครื่องประดับ ตกแต่งมักทำด้วยหินและแก้ว
๔. กระดูกสัตว์ จะนำมาทำเป็นกำไลข้อเท้า ซึ่งใช้เป็นเครื่องประดับได้อย่างหนึ่ง
๕. สำริด จะนำมาทำเป็นกำไลข้อเท้า
๖. ขมิ้น ดินสอพอง เป็นเครื่องประทินโฉม ของหญิงในสมัยโบราณ

เครื่องมือเครื่องใช้ของชาวมอญ
- ครกตำหมากทำด้วยไม้ ตะบันหมากทองเหลือง เชี่ยนหมากไม้ ทองเหลือง ไม้ปาดปูน
- กล่องยาเส้นสำหรับใส่ยาเส้น ใบตอง ใบยา
- คบเพลิง (เช่น ใบไม้ ขี้กบ ( ผสมเศษไม้จากการใสไม้ ) ดอกน้ำมันยางเอามาเป็นมัดเป็นดุ้นยาวมัดใช้เป็นเชื้อเพลิง ) ตะบันไฟ หินเหล็กไฟ เป็นเครื่องมือจุดไฟ
- ครก ( มีลักษณะเป็นอย่างหลุม สำหรับตำหรือโขลกด้วยสาก )
- กระจ่า จวักสำหรับคดข้าวหรือตักแกง ทำด้วยกะลาและไม้ มีด้ามถือ บางทีก็เรียกว่า”ตวัก”
- กระบุงเล็ก สำหรับใส่ของเล็กเช่น เครื่องยาหรือรากไม้ต่างๆ
- กระบุง เป็นภาชนะสำหรับใส่ผลิตผล เช่น ข้าวเปลือก ข้าวสาร ถั่ว งา ฯลฯ
- กระบวยภาชนะสำหรับตักน้ำดื่ม
- ทะนาน ภาชนะทำจากกะลามะพร้าว ใช้ตักข้าวสารหุง
- กรรไกรเหล็ก ใช้สำหรับตัดผม
- เตาเชิงกราน เตาหุงข้าวที่นิยมใช้ในครัวเรือน
- หม้อน้ำดินเผา สำหรับใส่น้ำดื่ม ทำจากดินเผา ฯลฯ



การทำบุญจองโอะฮตาน
ใน ช่วงเดือนมาฆะ หรือประมาณเดือนกุมภาพันธ์อากาศในสมัยอดีตยังคงหนาวเย็น ชาวมอญที่เลื่อมใสศรัทธาจึงรำลึกว่า ความหนาวไม่ปราณีผู้ใด รวมถึงพระสงฆ์องค์เจ้าที่พำนักอยู่ในวัดก็ย่อมเป็นทุกข์ เพราะความหนาวเย็นด้วย จึงเกิดศรัทธานำฟืนไปถวายพระในวัด จนเป็นประเพณีถวายฟืนแด่พระสงฆ์ เพื่อที่จะได้นำไปเป็นเชื้อเพลิงทั้งในการต้มน้ำร้อนฉัน ปรุงยา หรือก่อไฟผิงไล่ความหนาวเย็น ต่อมาจึงเหลือเป็นการสุมฟืนก่อไฟไล่หนาวถวายเป็นทาน ภาษามอญเรียกงานบุญนี้ว่า จองโอะฮตาน
จอง แปลว่า เผา หรือไฟให้ใหม้. โอะฮ ( คล้ายกับเปล่งเสียงว่า โอะ แล้วตามด้วยลมออกทางจมูก ) แปลว่า ฟืน ส่วนคำ
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 229
ว่า ตาน หรือบางแห่งเขียนว่า ต่าน เป็นคำบาลีตรงกับคำว่าทาน หรือมอบให้ด้วยจิตที่สละแล้ว ด้วยเหตุนี้เมื่อแปลเป็นไทยจึงหมายถึงงานบุญเผาฟืนเป็นทาน
ก่อนวันมาฆะ บูชา ชาวมอญจะจัดเตรียมไม้ฟืนโดยตัดไม้ในป่าละเมาะขนาดข้อแขนหรตือขนาดที่กำถือ ได้เหมาะมือความยาวประมาณวาเศษ แต่โดยส่วนใหญ่จะเลือกใช้ไม้กระถินเพราะเมื่อเลาะเปลือกออกแล้ว เนื้อไม้จะมีสีขาว เวลานำขมิ้นที่โขลกมาไล้ตามท่อนไม้ จะช่วยขับให้ผิวไม้กลายเป็นสีเหลืองสด ผึ่งแดดหรือลมให้สีขมิ้นติดผิวไม้ฟืน
ก่อ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 56
นวันมาฆะบูชา ชาวมอญจะนำดอกไม้บรรดามีในท้องถิ่นเท่าที่จะหาได้ นำมาผูกมัดไว้ที่ปลายฟืนพร้อมกับธูป ๓ ดอก เทียน ๑ เล่ม และใบหญ้าคาแห้งอีกหนึ่งกำมือ ดอกไม้และธุปเทียน ใช้เป็นเครื่องบูชา ส่วนใบหญ้าคาใช้เป็นเชื้อไฟ ใช้เชือกมะนิลาผูก ๓ เปลาะ ที่ยอด กลาง และบริเวณโคลนฟืน ต่อจากนั้นจึงนำไปตั้งวางพิงกันไว้เป็นรูปกระโจมยอดแหลมในลานวัด ซึ่งกว่าจะถึงตอนเย็น ฟืนที่มีผู้ที่นำมาถวายก็จะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ เพราะบางครัวเรือนทำฟืนตามจำนวนสมาชิกในบ้าน
อีกสิ่งหนึ่งที่มักทำในช่วง งานบุญจองโอะฮตาน คือ การทำข้าวหลาม นับเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมเพราะฤดูนี้ชาวบ้านได้เสร็จจากธุระจากงานไร่นา มีข้าวขึ้นยุ้ง อีกทั้งนับเป็นช่วงข้าวใหม่ด้วย เมื่อนำข้าวใหม่มาทำข้าวหลาม ก็ยิ่งเพิ่มรสชาติได้ดียิ่งขึ้น ในอดีตทุกบ้านจึงพร้อมใจกันทำข้าวหลาม
วันรุ่งขึ้นก่อนฟ้าสาง ประมาณ ๔-๕ นาฬิกา ชาวมอญบ้านม่วงจะร่วมกันออกไปที่วัด นำอาหารเช่น ข้าวต้ม ข้าวปลาอาหาร และข้าวหลาม เตรียมไปถวายจังหันมื้อพิเศษ นำเสื่อปูลาดกับพื้นลานวัดเพื่อให้ผู้มาร่วมทำบุญได้นั่งรอเวลา ต่อจากนั้นมัคนายกจะจุดไฟเผาฟืนที่ทุกคนนำมาร่วมทำบุญให้ลุกไหม้โชน ครั้นฟืนสุกเป็นถ่านที่คุแดงจึงนิมนต์พระเณรทุกรูปมารับภัตตาหารเช้ามื้อ พิเศษ ท่ามกลางไออุ่นจากดวงไฟ
งานบุญนี้ เป็นการจัดขึ้นตอนเช้าตรู่ ดังนั้นลูกสาวบ้านใดที่มาวัดตอนที่พระกำลังเริ่มฉัน ก็จะถูกเหลียวมองจากชาวบ้านที่มาก่อน และได้รับการค่อนแคะว่าเป็นคนเกียจคร้าน ไม่เหมาะที่ชายใดจะหมายปองไว้เป็นภรรยา
ในอดีต ชาวมอญที่อำเภอโพธารามเคยมีงานบุญจองโอะฮตาน เช่นกัน แต่ไม่ได้จัดทำมาหลายปี ประเพณีนี้จึงเหลือเป็นเพียงแห่งเดียวในหมู่ชาวมอญราชบุรี

สำรับอาหารชาวมอญราชบุรี
ชาว มอญยังดำรงชีตอยู่ในต่างจังหวัด และเป็นแหล่งชุมชนที่มิใช่ชุมชนเมือง จะมีวิธีทำอาหารกันอย่างพื้นบ้าน คือมีต้ม แกง ปิ้ง ย่าง เป็นพื้น และทำเลที่ตั้งชุมชนมักไกล้แหล่งน้ำหรือริมแม่น้ำ อาหารส่นใหญ่จึงปรุงด้วยปลา เพราะเป็นสิ่งที่หาได้ง่าย ชาวมอญจึงไม่ใช่กลุ่มคนที่มี “เมนูพิสดาร” อยู่ในตำรับอาหาร แต่มักจะนำปลาชนิดต่างๆมาปรุงกับพืชผักท้องถิ่น
อาหารแบบมอญพื้นบ้านย่าน บ้านโป่ง โพธาราม นิยมออกไปทางรสเปรี้ยว หรือส้ม ผักผลไม้ที่นำมาปรุงแกงปลา ผลพุทรานาหรือพุทราขี้นกที่มักจะเกิดขึ้นเองตามหัวไร่ปลายนา นำเอาผลห่าม ( ไม่สุกมากหรือครึ่งสุกครึ่งดิบ ) มาทุบหรือโขลกพอแตก ประสมลงไปในแกงปลา รวมกับผักอื่นๆ ซึ่งพุทราจะให้รสเปรี้ยว แกงรสชาติแบบมอญพื้นบ้าน จึงเรียกให้น้ำลายสอเพราะความเปรี้ยวที่ลงตัว
ผักอย่างอื่นที่นำมาปรุงใน หม้อแกงมอญ เพื่อเพิ่มความเปรี้ยวคือ ยอดส้มป่อย ใบมะขามอ่อน ลูกมะส้าน ใบกระเจี๊ยบแดง โดยเลือกนำเอาใบเพสลาด (คือไม่อ่อนและไม่แก่จนเกินไป ) อย่างใดอย่างหนึ่ง
นอกจากผักที่คนไทยทั่วไปบริโภคกันแล้ว ชาวมอญยังนำผล มะตาดดิบมาทำอาหารอีกด้วย แกะฝาเปลือกหุ้มรอบขั้นนอกออก แล้วเฉือนเอาเฉพาะเนื้อมาทำแกง ชาวมอญนิยมบริโภคอาหารสมุนไพรหรืออาหารตามธรรมชาติ หรืออาหารยาในชีวิตประจำทุกวัน เช่นแกงผลมะตาด แกงขนุนอ่อน แกงบอน ข้าวแช่
วัฒนธรรม การบริโภคของชาวมอญราชบุรี ถือได้ว่ามีความเป็นมอญสูงเมื่อเปรียบเทียบกับชาวมอญถิ่นอื่นๆในอีกหลายท้อง ที่ของประเทศไทย เพราะหันไปนิยมอาหารประเภทผัด หรือทอดมากขึ้น
มอญทอผ้า
เรื่อง ราวของมอญทอผ้า อาจจะไม่เป็นที่คุ้นเคยมากนักทางสื่อต่างๆ เพราะกลุ่มชาติพันธ์อื่นๆ เช่นคนพวน คนไทยยวน และชาวไทยทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้สร้างชื่อเสียงเรื่องลือมากกว่า ในความเป็นจริงชาวมอญก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่รู้กรรมวิธีถักทอใยด้ายให้กลาย เป็นผืนผ้า เพราะในอดีตก่อนที่จะมีโรงงานทอผ้า กลุ่มชาติพันธ์ต่างๆก็เรียนรู้วิธีการทอผ้ากันมานานแล้ว มีในช่วงที่บ้านเมืองเจริญนี้เท่านั้น ที่ทำให้คนหลงลืมความรู้แบบบรรพชนที่สอนให้รู้จักการทอผ้า
ชาวมอญราชบุรี ยังมีความรู้เรื่องการทอผ้า และยังทำอยู่ตราบเท่าวันนี้อยู่ที่บ้านม่วง และเหลือเพียง ครัวเรือนเดียวเท่านั้น โดยรูปแบบการทอยังใช้ กี่ซัด คือเป็นเครื่องหูกที่กางไว้กับกี่ แล้วใช้มือซัดกระสวยไปมาทางขวา แทนการใช้กี่กระตุกซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นเมื่อภายหลัง
ผู้ทอผ้าชาวมอญ ยังคงใช้แปรงหวีเครือหูกที่ทำจากแกนของดอกเตยป่า ซึ่งการหวีผูกนี้ เพื่อไม่ให้เครือหู
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 230
กพันกัน โดยการใช้แปรงแตะไขมะพร้า แล้วหวีไปตามแนวยาว รูปแบบเนื้อผ้าและลวดลายผ้าทอของชาวมอญ จึงยังคงเสน่ห์เดิมๆ แบบชาวบ้าน ไม่ได้แต่งลวดลายจากภายนอกให้เกินงาม
กล่าว กันของในหมู่ของชาวมอญทั่วไป ต่างลงความเห็นว่ามอญราชบุรี ที่อำเภอบ้านโป่ง โดยเฉพาะที่บ้านม่วงและปริมณฑลโดยรอบวัดม่วงยังคงรักษาความป็นมอญไว้ได้มาก ไม่ว่าจะเป็นภาษาซึ่งยังคงเป็นผู้เฒ่าผู้แก้สื่อสารกันอยู่เสมอ อาหารมอญ และการทอผ้าประกอบกับ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 57
ชุมชนมอญราชบุรีในหลายท้องที่ ได้ตระหนักถึงบทบาทของชาวมอญราชบุรีในหลายท้องที่ ได้ตระหนักถึงบทบาทของชาวมอญ ได้ร่วมกันบริจาคทรัพย์และสิ่งของอันมีค่าไว้ให้เป็นสมบัติวัฒนธรรมในวัด ม่วง ผู้สนใจเรื่องศิลปะวัฒนธรรม ประเพณี พิธีกรรม และค่านิยมความเชื่อแบบมอญ สามารถเรียนรู้ไดจากชุมชนชาวมอญราชบุรี

ประวัติ อำเภอบ้านโป่ง
อำเภอบ้านโป่ง กับสภาพภูมิศาสตร์ ที่ตั้ง
อำเภอ บ้านโป่งอยู่ทางทิศเหนือของจังหวัดราชบุรีและที่ว่าการอำเภอบ้านโป่งตั้ง อยู่ถนนทรงพล ตำบลบ้านโป่ง (ในเขตเทศบาลเมืองอำเภอบ้านโป่ง) ระยะห่างจากจังหวัดราชบุรี ๔๒ กิโลเมตร มีทางหลวงแผ่นดิน ๒ สายผ่าน ชื่อทางหลงแผ่นดินสาย ๔ เพชรเกษม และทางหลวงแผ่นดิน สาย ๒๓๔ (บ้านโป่ง – กาญจนบุรี มีทางรถไฟผ่าน ๓ สาย คือ ทางรถไฟสายใต้ สาย หนองปลาดุก - สุพรรณบุรี และสาย หนองปลาดุก - กาญจนบุรี และมีแม่น้ำ สำคัญผ่าน ๑ สายคือ แม่น้ำแม่กลอง

พื้นที่ อำเภอบ้านโป่ง มีพื้นที่ทั้งหมด ๓๙๐ ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต ทิศเหนือ ติดต่อกับ อำเภอท่าม่วง อำเภอท่ามะกา จ.กาญจนบุรี อำเภอ กำแพงแสน จังหวัด นครปฐม
ทิศใต้ ติดต่อกับ อำเภอ โพธาราม จังหวัด ราชบุรี
ทิศตะวันออก ติดต่อกับ อำเภอ เมือง จังหวัด นครปฐม
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอ โพธาราม จังหวัดราชบุรี

สภาพ ภูมิประเทศ ส่วนใหญ่ เป็นที่ราบรุ่มเหมาสำหรับ ทำนา ทำสวน ทำไร่ มีป่า และภูเขาในท้องที่ ตำบล เขาขลุง มีแม่น้ำแม่กลองไหลผ่าน

สภาพ ภูมิอากาศ อากาศ โปร่งเย็น มี ๓ ฤดู คือ ฤดู ร้อน ฤดู หนาว และ ฤดูฝน และมีฝนชุกในระหว่าง เดือน สิงหาคม กันยายน ตุลาคม และจะแล้งมากในระหว่าง เดือน กุมภาพันธ์ มีนาคม และ เมษายน

ลำน้ำที่สำคัญ ลำน้ำที่เป็นประโยชน์ในด้านการเกษตร.. การคมนาคม..และการบริโภค คือ แม่น้ำ แม่กลอง เริ่มต้นจาก แควใหญ่ และแควน้อย มาบรรจบกันที่ตัวจังหวัดกาญจนบุรี ไหลผ่านท้องที่ อำเภอ บ้านโป่ง ที่ตำบลบัวขาว ตำบล ท่าผา ตำบล เบิกไพร ตำบลบ้านโป่ง ตำบล ปากแรต
ตำบล คุ้งพยอม ตำบล สวนกล้วย ตำบล นครชุมต์ และตำบล บ้านม่วง มีระยะประมาณ ๒๐ กิโลเมตร


ห้วย หนอง คลอง บึง มีเนื้อที่รวมแล้ว ประมาณ ๙๕๐ ไร่

ทรัพยากรธรรมชาติ คือ ลูกรัง หิน กรวด ทราย แร่ธาตุ

ประชากร และ สภาพ การปกครอง แบ่งเป็น ๒ ลักษณะ คือ การปกครองส่วน ภูมิภาค แบ่งออกเป็น ๑๕ ตำบล มีหมู่บ้าน ๑๖๕ หมู่บ้าน
และมีตำบล ดังนี้
๑. ตำบลสวนกล้วย
๒. ตำบลหนองกบ
๓. ตำบลหนองปลาหมอ
๔. ตำบลเขาขลุง
๕. ตำบลปากแรต
๖. ตำบลบัวขาว
๗. ตำบลท่าผา
๘. ตำบลนครชุมต์
๙. ตำบลดอนกระเบื้อง
๑๐. ตำบลคุ้งพยอม
๑๑. ตำบลเบิกไพร
๑๒. ตำบลหนองอ้อ
๑๓. ตำบลกรับใหญ่
๑๔. ตำบลบ้านม่วง
๑๕. ตำบลบ้านโป่ง
การปกครองส่วนท้องถิ่น แบ่งเป็น
- เทศบาล ๑ แห่ง คือ เทศบาลเมืองบ้านโป่ง
- สุขาภิบาล ๓ แห่ง คือ สุขาภิบาลท่าผา สุขาภิบาลกระจับ และสุขาภิบาลห้วยกระบอก
- มีสภาตำบล ๑๓ แห่ง
สภาพเศรษฐกิจ และ อาชีพ
- เกษตรกรรม ๘๐ %
- ทำนา ๔๐ %
- ทำไร่ ๔๐ %
- รับจ้าง ๑๒ %

- ค้าขาย ๒ %
- รับราชการหรือรัฐวิสาหกิจ ๒ %
- อื่นๆ ๔ %

การปศุสัตว์ เลี้ยงสุกร เป็ด ไก่ โค กระบือ ห่าน
การประมง เลี้ยงปลาตะเพียน กุ้งก้ามกราม ปลาดุก ปลาช่อน
การอุตสาหกรรม โรงสี ๖๗ แห่ง โรงเรื่อย ๔ แห่ง โรงงาน ๔๔๒ แห่ง
การพาณิชย์กรรม บริษัท ๒๕ แห่ง ห้างหุ้นส่วน ๓๐ แห่ง โรงแรม ๑๕ แห่ง โรงมหรสพ ๓ แห่ง

การศึกษา
- โรงเรียนกรมสามัญศึกษา ๔ แห่ง
- โรงเรียนประถมศึกษา ๕๖ แห่ง
- โรงเรียนเทศบาล ๓ แห่ง
- โรงเรียนราษฎร์ ๑๘ แห่ง

ศาสนา ประชาชนส่วนใหญ่นับถือ ศาสนสพุทธ
- วัดพุทธศาสนา ๕๕ แห่ง
- โบสถ์คริสต์ศาสนา ๑๐ แห่ง
- มัสยิด ๑ แห่ง

ศิลปวัฒนธรรม ศูนย์วัฒนธรรม อำเภอ ๑ แห่ง

ประวัติ และความเป็นมา แต่เดิมที่ตั้งของอำเภอบ้านโป่งเป็นอาณาเขตทวารวดีแต่โบราณ มีชาวอินเดีย และชาวเขมร มาตั้งหลักแหล่งทำมาหากินอยู่แถบนี้ ปรากฏตามหลักฐานว่าชาวอินเดียได้นำเอาชื่อเมืองมาตั้งชื่อในท้องถิ่นตะวัน ออก ของแม่น้ำแม่กลองและเป็นหมู่บ้านของตำบลท่าผา ในปัจจุบันนี้ ชื่อว่า หมู่บ้าน “ โกสินารายณ์ “ ตามจดหมายเหตุของราชบุรี ร. ศ ๑๑๖ กล่าวว่าอำเภอบ้านโป่งแต่เดิมตั้งอยู่ที่ตำบลท่าผา ต่อมา ร. ศ ๑๒๔ ร<b< td=""></b<>
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 231
r>โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 58
ัฐบาลได้สร้างทางรถไฟสายใต้ขึ้น และเห็นว่า ถ้าหากอำเภออยู่ที่ท่าผาแล้ว การคมนาคมไม่สู้สะดวก จึงย้ายที่ว่าการอำเภอ มาตั้งที่ตำบลบ้านโป่ง เรียกว่า อำเภอบ้านโป่ง สืบถึงทุกวันนี้ บริเวณที่ตั้งอำเภอ บ้านโป่ง เดิมเป็นป่าโปร่ง สัตว์ชอบมาอาศัยและกินดินโป่ง ( เป็นดินที่มสีรสเค็ม ) โดยเฉพาะสัตว์พวกเรียงผา จะชอบมาก ตามตำนานเก่าแก่อ้างว่า คำว่า “บ้านโป่ง “ เดิมทีเรียกว่า “บ้านทับโป่ง” ซึ่งเล่ากันว่า มีกระท่อม หรือ บ้าน (ทับ) อยู่ข้างดินโป่ง แต่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า บ้านโป่ง เพราสะดวกและสั้นดี ต่อมาทางราชการได้เปลี่ยนชื่อเป็น อำเภอบ้านโป่งตามไปด้วน อำเภอ บ้านโป่ง เคยโอนไปอยู่กับ จังหวัด กาญจนบุรีครั้งหนึ่ง ระหว่าง สงครามมหาเอเชียบูรพา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๕ และโอนกลับมาจังหวัดราชบุรีตามเดิม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๙

สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์

๑. สระโกสินารายณ์
เป็น สระโบราณมีเนื้อที่กว้างขวางถึง ๕๐ ไร่ ครั้งหนึ่งเป็นที่เลื่องลือกันว่า น้ำในศักดิ์สิทธิ์มากสามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้นานัปการ ผู้คนจากทั่วสารทิศ จึงพากันมาตักน้ำอาบและดื่มกินในทางโบราณคดี สระโกสินารายณ์นี้ เป็นส่วนหนึ่งของเมืองโบราณ กรมศิลปากรเคยสำรวจพบคันดินแนวกำแพง เหลือ ๓ ด้าน แต่ละด้าน ยาวเกือบ ๑ กิโลเมตร ภายในเมืองมีการขุดสระไว้หลายสระ ชาวบ้านเรียกชื่อ ต่างๆกัน บางสระมีลำรางเล็กๆ ขุดไขน้ำจากแม่น้ำแม่กลองเข้ามา ส่วนสระโกสินารายณ์นี้ แม้ตั้งอยู่นอกเมือง แต่ก็ชิดกับกำแพงเมือง นอกจากนี้ที่เนินจอมปราสาทในอาณาบริเวณเมืองเก่า ยังขุดพบกรอบประตูและกลีบขนุนหินทรายแดง จึงสันนิษฐานว่า ตรงนั้นเคยเป็นพระปรางค์ใหญ่ ทั้งยังพบสิ่งต่างๆ อีกมาก ทั้งหมดเป็นศิลปะของสมัยลพบุรี แต่ที่สำคัญที่สุด คือ รูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร เปร่งรัศมีขนาดใหญ่ ทำด้วยหินปูนสีทรายแดงอีกอันหนึ่ง เข้าใจว่าป็นที่รองรับพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรองค์นั้น ของที่ขุดพบจากเมืองโบราณแห่งนี้เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร
สรโกสินารายณ์ ปัจจุบันเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวอำเภอ บ้านโป่ง เพราะมีต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นเรียงรายอยู่สองฟากถนนรอบสระ อยู่ในเขตตำบลท่าผา หลังโรงงานกระดาษ สยามคราฟท์ ไม่ห่างจากตัวอำเภอบ้านโป่งมากนัก



๒. ศาลเจ้าแม่เบิกไพร
ตั้ง อยู่ที่ตำบลเบิกไพร อำเภอบ้านโป่ง เป็นศาลศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เคารพสักการะของคนในท้องถิ่นและจังหวัดใกล้เคียง มาช้านาน แต่ไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดว่าสร้างขึ้นในสมัยใดนอกจากมีประวัติเล่าว่า ครั้นเมื่อ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสไทรโยค ได้เสด็จมาที่ศาลเจ้าแม่เบิกไพรนี้ถึง ๒ ครั้ง

๓. ค่ายหลวงบ้านโป่ง
เข้า ใจกันว่า เป็นค่ายที่สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นสถานที่ที่พระองค์เคยเสด็จไปประทับ และทรงนำเอากองเสือป่าไปพัก ชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียง เรียกกันเพียงสั้นๆว่า “ค่ายหลวงบ้านโป่ง” สภาพของค่ายเท่าที่ปรากฏอยู่ก็คือ สันเนินและแนวคู อยู่ในตัวอำเภอบ้านโป่ง ทางทิศเหนือมีอาณาเขต จากริมแม่น้ำแม่กลอง ไปถึงถนนสาย ๑๘ เนื่องจากค่ายแห่งนี้เป็นเพียงที่พักชั่วคราว สิ่งปลูกสร้างทั้งหลายจึงไม่ถาวรหลงเหลืออยู่จนถึงปัจจุบัน



ประวัติคุณปู่ มงคล สุดลาภา
ประวัติ คุณปู่ มงคล สุดลาภา
ประวัติ เป็น นายอำเภอ ปราณบุรี จ. ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2502
เป็น นายอำเภอ บางสะพาน จ. ประจวบคีรีขันธ์
เป็น นายอำเภอ ชะอำ จ. เพชรบุรี
เป็น นายอำเภอ ท่ายาง จ. เพชรบุรี
เป็น รองผู้ว่าราชการจังหวัด ศรีษะเกศ
เป็น นายกเทศมนตรี อำเภอ เมือง จ. กาญจนบุรี
เป็น ปลัดจังหวัดกาญจนบุรี
เป็น ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย


นาย มงคล สุดลาภา รูปสมัยเป็นนายกเทศมนตรี เมืองกาจนบุรี คนที่ 16

นายมงคล สุดลาภา1 ต.ค. 2516 - 27 พ.ย. 2517
นายกเทศมนตรีคนที่ 1 นายกเทศมนตรีคนที่ 2 นายกเทศมนตรีคนที่ 3 นายกเทศมนตรีคนที่ 4

ขุนหิรัญประศาสตร์ (กลม พัฒนมาศ)
พ.ศ. 2479 - พ.ศ. 2481
พ.ศ. 2494 - พ.ศ. 2499 สวัสดิ์ สาระศาสิน
พ.ศ. 2481 - พ.ศ. 2483 นายบุญผ่อง สิริเวชชะพันธุ์
พ.ศ. 2483 - พ.ศ. 2485
พ.ศ. 2489 - พ.ศ. 2492 นายนิยม สินค้าเจริญ
พ.ศ. 2485 - พ.ศ. 2489

นายกเทศมนตรีคนที่ 5 นายกเทศมนตรีคนที่ 6 นายกเทศมนตรีคนที่ 7 นายกเทศมนตรีคนที่ 8

นายชำนาญ พงษ์สวัสดิ์
พ.ศ. 2492
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 59
- พ.ศ. 2492 นายแผน สิริเวชชะพันธุ์
พ.ศ. 2492 --พ.ศ. 2494 นายสมาน บุญอารักษ์
พ.ศ. 2499 - พ.ศ. 2499 นายประทีป ประเสริฐกุล
พ.ศ. 2499 - พ.ศ. 2501

นายกเทศมนตรีคนที่ 9 นายกเทศมนตรีคนที่ 10 นายกเทศมนตรีคนที่ 11 นายกเทศมนตรีคนที่ 12

นายสมจิตต์ ราคา
พ.ศ. 2501
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 232
- พ.ศ. 2502 นายอมร บุญลิขิต
พ.ศ. 2502 - พ.ศ. 2503 ร.ต.ต.สะอาด สุจริตจันทร์
พ.ศ. 2503 - พ.ศ. 2504 นายเฉลย รุ่งสว่าง
พ.ศ. 2504 - 2504

นายกเทศมนตรีคนที่ 13 นายกเทศมนตรีคนที่ 14 นายกเทศมนตรีคนที่ 15 นายกเทศมนตรีคนที่ 16

นายสวัสดิ์ ตุลยสุวรรณ
พ.ศ. 2504 - พ.ศ. 2506 นายชัยทัต สุนทรพิพิธ
พ.ศ. 2506 - พ.ศ. 2511 ร.ต. สมจิตต์ เสตะพันธุ
พ.ศ. 2511 - พ.ศ. 2515
9 ม.ค. 2516 - 1 ต.ค. 251 นายมงคล สุดลาภา
1 ต.ค. 2516 - 27 พ.ย. 2517
นายกเทศมนตรีคนที่ 17
นายกเทศมนตรีคนที่ 18 นายกเทศมนตรีคนที่ 19 นายกเทศมนตรีคนที่ 20

นายนิทัศน์ ถนอมทรัพย์
27 พ.ย. 2517 - 28 พ.ย. 2538 นายประสิทธิ์ โอภาสทิพากร
28 พ.ย. 2538 - 10 ม.ค. 2546 นางสมบูรณ์ สาระศาลิน
10 ม.ค. 2543 - 2546 นายประสิทธิ์ โอภาสทิพากร
ปัจจุบัน


รคนปัจจุบันคนที่20ายชื่อ นายกเทศมนตรี เมืองกาญจนบุรี ตั้งแต่(อดีต)คนที่ 1 ถึง
นายมงคล สุดลาภา ผู้ก่อตั้งโรงเรียน เมืองปราณบุรี ต.ปราณบุรี อ.ปราณบุรี
จ. ประจวบคีรีขันธ์

ประวัติโรงเรียนเมืองปราณบุรี
โรงเรียน เมืองปราณบุรีตั้งอยู่เลขที่ 73 ตำบลปราณบุรี อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาแบบสหศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประจวบคีรีขันธ์เขต 2 เริ่มเปิดสอน ครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2502 โดยนายมงคล สุดลาภา นายอำเภอปราณบุรี เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งขึ้น ตาม คำสั่งที่ 5981/2502 ลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2502 ให้เปิดเป็นโรงเรียนวิสามัญตอนปลาย โดยใช้สถานที่ สโมสรข้าราชการอำเภอปราณบุรี เป็นสถานที่เรียนชั่วคราว มีนักเรียนทั้งหมด 25 คน เป็นชาย 14 คน หญิง 11 คน มีนายนิยม พุทธิเภษัช ศึกษาธิการอำเภอปราณบุรี ดำรงตำแหน่งผู้รักษาการ ครูใหญ่ และนายทันรุจิเลข ผู้ช่วยศึกษาธิการอำเภอเป็นครูผู้สอน ปี 20 - 70 2504 ได้รับบริจาคที่ดิน จำนวน 13 ไร่ 1 งาน 38 ตารางวา จากนายจรัส นิตยธรรมให้สร้างโรงเรียนเมืองปราณบุรี ปี 2508 ได้งบประมาณเพิ่มเติมซื้อที่ดิน จากนายจรัส นิตยธรรมจำนวน 12 ไร่ 1 งาน 42 ตารางวา รวมเป็นที่ดินทั้งหมด 25 ไร่ 2 งาน 42 ตารางวา


และประวัติของคุณลุง เชาวน์วัศ สุดลาภา ครั้งมีความผูกพันธ์ กับจังหวัด เพชรบุรี และจังหวัดสุพรรณบุรี และ จังหวัดราชบุรี



ประวัติการทำงานของพณฯ ท่านคุณลุง เชาวน์วัศ สุดลาภา

นาย เชาน์วัศ สุดลาภา เกิดวันที่ 1 มิถุนายา พ.ศ 2476
ที่อยู่กรุงเทพฯ เลขที่ 511/46 ถ. จรัลสนิทวงศ์ 37 เขต บางกอกน้อย จ. กรุงเทพฯ โทร 024123742
ที่อยู่ลพบุรี เลขที่ 155 ต.วังขนอนขว้าง อ.โคกสำโรง จ. ลพบุรี โทร 036441686
ภริยา ชื่อ นาง กมลทิพย์ สุดลาภา อดีต นางงาม ประจำจังหวัดสงขลา เมื่อ 50กว่าปีที่แล้ว
การศึกษา ปริญญาตรี และ ปริญญาโท มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
จบการศึกษา Diploma ทางรัฐประสาสน์ศาสตร์ กรุง บรอน์ประเทศเยอรมันนี
Diploma ทางรัฐประสาสน์ศาสตร์ กรุง เฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์
ปริญญาเอก กิตติมศักดิ์ จาก 2 มหาวิทยาลัย ในประเทศ สหรัฐอเมริกา
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ม ป.ช มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก
- สำนักเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร

ประวัติการ ทำงาน เคยดำรงตำแหน่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัด ลพบุรี 4 สมัย ใน ปี พ.ศ 2531 / 2535/1 / 2535/2 / 2538 และสอบได้ (ส.ส) ที่ 1 ทั้งสี่สมัย

ผู้ช่วยเลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปี 2507 - 2511
เลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปี 2515 - 2517
สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ วุฒิสมาชิก ปี 2515
ผู้ว่าราชการ จังหวัด พังงา ปี 2519 - 2520
ผู้ว่าราชการ จังหวัด ลพบุรี ปี 2520 -2522
ผู้ว่าราชการจังหวัด กรุงเทพมหานคร ปี 2522 -2524
ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 60
ปี 2524 - 2526
ผู้ว่าราชการ จังหวัด เพชรบุรี ปี 2527 - 2531
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัด ลพบุรี (สอบได้ที่ 1 ทั้ง 4 สมัย ซ้อน)
ประธานคณะกรรมการศึกษา ผู้แทนราษฎร ปี 2531 - 2535
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย 2 สมัย ปี 2533 – 2535 -2536
รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ปี 2535




ความเป็นมาความสัมพันธ์กันระหว่างพณฯ ท่านเชาวน์วัศ สุดลาภา

กับดร.วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์




วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ (Vongsak Swasdipanich)

ปัจจุบันเป็น ผู้ว่าราชการจังหวัด ราชบุรี2550
วงศ์ ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ (Vongsak Swasdipanich) ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย เกิด ๆ๒๗ มิถุนายน ๒๔๙๔ อายุ ๕๔ ปีเต็ม ภูมิลำเนาอำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด บุตรคนที่ ๕ ของเจริญ - ซิวเจียง สวัสดิ์พาณิชย์
อนันต์ สวัสดิ์พาณิชย์ พี่ชายคนโต ประกอบธุรกิจการเกษตรที่จังหวัดร้อยเอ็ด มนตรี สวัสดิ์พาณิชย์ พี่ชายคนรอง ประกอบธุรกิ
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 233
จน้ำแร่ดื่มที่จังหวัดร้อยเอ็ด ชูศรี ไวทยาวันศิริ พี่สาวคนที่สาม ประกอบธุรกิจเภสัชและกิจการโรงแรมที่จังหวัดนครราชสีมา รองศาสตราจารย์ ดร. สุวพงษ์ สวัสดิ์พาณิชย์ พี่ชายคนที่สี่ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตสกลนคร เกรียงศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ น้องชาย นิติกรธนาคารกรุงเทพ จำกัด สำนักงานใหญ่ และมัชฌา นราสวัสดิ์ น้องสาวคนเล็ก ประกอบธุรกิจอะไหล่รถจักรยานยนต์ที่จังหวัดร้อยเอ็ด
การศึกษาชั้นประถม โรงเรียนบ้านอาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด มัธยมต้นโรงเรียนร้อยเอ็ดวิทยาลัย ออกไปเข้า ม.ศ. ๓ ที่วิทยาลัยบางแสน ตามคำแนะนำของญาติผู้ใหญ่ ดร. ก่อ สวัสดิ์พาณิชย์ บิดาของศิโรตม์ สวัสดิ์พาณิชย์ อธิบดีกรมสรรพากร และมัธยมปลายโรงเรียนจรัสสมรอนุศาสน์ ยานนาวา กรุงเทพฯ
เป็นน้องใหม่ภาค วิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปีการศึกษา ๒๕๑๓ เพราะอยากเป็นนายอำเภอ โดยมีอุดม พัวสกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูนเป็นเพื่อนร่วมรุ่น
เรียนแบบไม่หยุดพักทั้งภาค เล็กและภาคใหญ่ ย่นเวลาเหลือ ๓ ปี ทั้ง ๆ ที่อาจารย์เตือนว่าถ้าพลาดละก็เจ็บกว่าคนเรียน ๔ ปี แต่ก็ได้รัฐศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา ๒๕๑๕ รับพระราชทานปริญญาพร้อมรุ่นพี่ในปี ๒๕๑๖
๐ ๐ ๐
นั่ง รถไฟเข้ากรุงเทพฯ ไปพบเชาว์วัศน์ สุดลาภา เลขานุการจอมพล ประภาส จารุเสถียร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น เพื่อขอฝึกงานโดยไม่ต้องการเงินเดือน
เชาวน์วัศ สุดลาภา ชอบใจที่กล้าเดินเข้ามาหาทั้ง ๆ ที่ไม่เคยรู้จักกัน
แต่พรรคพวกพามาฝากเยอะ ก็เลยรับไว้ทั้งธรรมศาสตร์ จุฬาฯ และเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยละ ๑ คน ได้เป็นลูกจ้างชั่วคราวสมใจ
ทำได้ไม่กี่เดือนก็เกิดเหตุการณ์ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๑๖
ภารกิจ ที่ไม่เคยคิดมาก่อนในชีวิตคือพาเชาว์วัศน์ สุดลาภา หลีกลี้ผู้คนไปหลบภัยที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ ถนนราชดำเนิน โรงแรม ๙๙ บางลำภู โรงแรมพาร์ลิเมนท์ ถนนวิสุทธิกษัตริย์ และโรงแรมวงเวียน ๒๒ กรกฎาคม จนเงินหมด
เชาวน์วัศ สุดลาภา ให้นำแฟ้มบัญชีเจ้าหน้าที่มาเปิดดูว่ารู้จักใครที่ไว้ใจได้บ้าง แล้วโทรศัพท์บอกเขามาช่วยจ่ายเงินให้ที จากนั้นก็พาเชาน์วัศ สุดลาภา ไปส่งที่อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แล้วพาภริยาของเชาน์วัศ สุดลาภา ขึ้นรถไฟล่องใต้ไปส่งที่จังหวัดสงขลา ก่อนจะกลับมารายงานตัวที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) สวนรื่นฤดี พร้อมกับพันตำรวจเอก สุทิน เอมะพัฒน์ ช่วยราชการสำนักงานเลขานุการรัฐมนตรีในขณะนั้น
สามวันสามคืนในสวนรื่นฤดี ได้รับรู้เรื่องราวหลายอย่าง รวมทั้งการเจรจาของจอมพล ถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และนายทหารระดับสูง อาทิ พลเอก กฤษณ์ สีวะรา และพันเอก ณรงค์ กิตติขจร เป็นต้น
เด็กกว่าเขาเพื่อน จึงรับหน้าที่ให้บริการอาหารเครื่องดื่มแก่ผู้ใหญ่ใน กอ.รมน.
หลังหายตื่นเต้นจากเหตุการณ์ที่ค่อย ๆ สงบลง ก็นึกขึ้นได้ว่าไปสอบแข่งขันเป็นปลัดอำเภอเอาไว้
แวะไปดู จึงรู้ว่าติด
๑ พฤษภาคม ๒๕๑๘ ได้รับการบรรจุเป็นปลัดอำเภอตรี กิ่งอำเภอปทุมรัตน์ ร้อยเอ็ด จังหวัดบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง
ทำ งานได้ปีเดียว ผู้ว่าราชการจังหวัดแวะมาตรวจราชการแล้วเห็นหน่วยก้าน สั่งให้เข้ามาเป็นปลัดอำเภอตรี อำเภอเมืองร้อยเอ็ด พร้อมกับสอบได้ชั้นโท (เจ้าพนักงานปกครอง ๔)
๒๕๑๙ ศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านบริหารรัฐกิจที่ Kentucky State University (KSU), Frankfort, Kentucky สหรัฐฯ
๒๕๒๐ ได้ปริญญา Master of Public Affairs (Planning)
บินกลับมาประจำกองการศึกษาประชาบาล จนกระทั่งสอบได้ระดับ ๕
กันยายน ๒๕๒๒ ย
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 61
้ายไปเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน ๕ สำนักงานจังหวัดเลย ปีถัดมาย้ายไปลงตำแหน่งเดียวกันที่จังหวัดพิจิตร
ธันวาคม ๒๕๒๕ ย้ายไปเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน จังหวัดศรีสะเกษ หลังสอบได้ระดับ ๖
อยู่ศรีสะเกษ ๕ ปีเต็ม จึงได้ย้ายไปรักษาการหัวหน้าฝ่ายแผนและโครงการ จังหวัดอุบลราชธานี
ตุลาคม ๒๕๓๓ ได้รับแต่งตั้งให้รักษาการหัวหน้าสำนักงานจังหวัดอุบลราชธานี หลังสอบได้ระดับ ๗
เพียงปีเดียวก็สอบได้ระดับ ๘
ธันวาคม ๒๕๓๔ ได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าสำนักงานจังหวัดมุกดาหาร (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน ๘)
จากนั้น เข้ารับการอบรมหลักสูตรนักบริหารมหาดไทย ระดับ ๘ สถาบันดำรงราชานุภาพ ๔๕ วัน
เมื่อ ชนะศักดิ์ ยุวบูรณ์ ย้ายไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้ทำเรื่องขอผู้จบปริญญาโทจากต่างประเทศมาเป็นหัวหน้าสำนักงานจังหวัดเพื่อ ช่วยงาน SEA Games ซึ่งเชียงใหม่เป็นเจ้าภาพ
กระทรวงฯ ส่งชื่อมาให้ ๒ คน แต่คนแรกขออยู่ที่เก่า หัวหน้าสำนักงานจังหวัดเชียงใหม่จึงกลายเป็นวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์
ยังไม่ทันจะเดินทางไป อารีย์ วงศ์อารยะ ปลัดกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้นโทรศัพท์มาหา บอกว่าคงจะไม่ได้ไปเชียงใหม่แล้วละ
ไม่เป็นไร เพราะก็ไม่อยากไปอยู่แล้ว
หัวหน้าสำนักงานจังหวัดเชียงใหม่ตัวจริงไม่ใช
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 234
่ใครที่ไหน พระนาย สุวรรณรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นนายอำเภออมก๋อยในขณะนั้น
เมษายน ๒๕๓๕ ได้รับคำสั่งใหม่ให้มาเป็นหัวหน้าสำนักงานจังหวัดสมุทรปราการ
แต่คนเก่าขออยู่ต่อ ในขณะที่คนใหม่ก็ไม่สมัครใจจะไป จึงไม่ได้ไปทั้งเชียงใหม่และสมุทรปราการทั้ง ๆ ที่คำสั่งออกมาแล้ว
สรุปแล้วได้อยู่ที่เดิม คือ มุกดาหาร
ตุลาคม ๒๕๓๖ ย้ายไปเป็น หัวหน้าสำนักงานจังหวัดขอนแก่น
๐ ๐ ๐
เมื่อกระทรวงมหาดไทยปรับโครงสร้างภายในแยก 'ฝ่ายแผนพัฒนาจังหวัด' ออกจาก 'สำนักนโยบายและแผน' แล้วยกขึ้นเป็นหน่วยงานระดับกอง
ชนะ ศักดิ์ ยุวบูรณ์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นึกถึงคนที่เคยขอไปช่วยงาน SEA Games แล้วไม่ได้มาทำงานด้วยกันเมื่อครั้งยังเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ หนนี้คงไม่มีปัญหา
พฤศจิกายน ๒๕๓๗ จึงได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการกองแผนพัฒนาจังหวัด สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย คนแรก
คน ในกระทรวงมหาดไทยด้วยกันไม่ได้หมายความว่าจะมีโอกาสเติบโตหรือได้รับการ พิจารณาให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดถ้าไม่ผ่านการเป็นปลัดอำเภอ นายอำเภอ ปลัดจังหวัด และรองผู้ว่าราชการจังหวัด ก็ยากที่จะได้ขึ้นเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด เช่น ข้าราชการมหาดไทยระดับ ๔ - ๕ ถ้าโอนมาจากสายปกครองแล้ว โอกาสในการเข้าโรงเรียนนายอำเภอจะน้อยลง
เมื่อไม่ได้เรียนก็ไม่ได้เป็นนายอำเภอ
แต่ ถ้าได้เป็นผู้อำนวยการกอง ในสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยแล้ว ยังมีโอกาสที่จะได้รับการพิจารณาแต่งตั้งเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัด เส้นทางไปสู่การเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดจึงไม่ถึงกับตีบตัน ผนวกกับการปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนมาตลอด เงินเดือนที่ได้รับก็สูงเต็มขั้น ผลงานใหม่ก็ได้ใช้ความรู้ด้านการวางแผนที่ได้ร่ำเรียนมา
ตุลาคม ๒๕๓๙ จึงได้รับแต่งตั้งเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี โดยไม่ผ่านการเป็นนายอำเภอและปลัดจังหวัด ขณะมีอายุน้อยที่สุดในบรรดาคนเป็นรองผู้ว่าฯ ด้วยกัน โดยไม่เคยวิ่งเต้นให้ได้มาซึ่งตำแหน่ง
จากนั้น กลับไปเข้ารับการอบรมหลักสูตรนักบริหารมหาดไทย ระดับ ๙ สถาบันดำรงราชานุภาพ นาน ๖ เดือนเต็ม จึงกลับมาทำงานต่อ
แม้ ยังไม่มีอำนาจเต็มเหมือนผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ก็หนีไม่พ้นการใช้หลักนักบริหาร (องค์กร) นักพัฒนา (โครงการ) และนักปกครอง (คน) ขาดไปหลักใดหลักหนึ่งก็ไม่ได้
งานที่ได้รับมอบหมายจาก พลากร สุวรรณรัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานีในขณะนั้น คือการจัดตั้งเขตอุตสาหกรรม อันทำให้ปัตตานีเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีโรงงานด้านอุตสาหกรรมการเกษตรขนาด ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ อาทิ โรงงานปลากระป๋อง โรงงานปลาป่น โรงงานอาหารสัตว์ เป็นต้น
อีกงานหนึ่งคือคือโครงการจัดตั้งธนาคารอิสลาม (Islamic Bank)
และ ที่ได้รับมอบหมายเป็นพิเศษคือการเป็นตัวแทนผู้ว่าราชการจังหวัดใน ๔ จังหวัดภาคใต้เข้าร่วมประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และมาเลเซีย
เนื่องจากจังหวัดภูเก็ตมีเป้าหมายในการเป็นเมือง หน้าต่างโลก พีระพงศ์ จำนงเฉลิมฉัตร ผู้ว่าราชการจังหวัดในขณะนั้นจึงทำเรื่องขอตัว เพราะเห็นศักยภาพที่ปัตตานี
ตุลาคม ๒๕๔๐ ย้ายไปดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต โดยมีชาวไทยมุสลิม ๗ คันรถ ตามมาส่งถึงตัวเกาะ
๐ ๐ ๐
ที่ ภูเก็ต รับผิดชอบงานด้านเศรษฐกิจ โดยมีภารกิจหลักพัฒนาการท่องเที่ยว ซึ่งช่วงนั้นมีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเต็มที่ จนไม่ทันกับการดูแลรักษา
แต่ก็ไม่ง่ายในการจัดระเบียบ เพราะ 'ผลประโยชน์' คืออุปสรรคสำคัญ โดยเฉพาะป่าตอง
'สารสนเทศ' คือ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 62
หัวใจสำคัญในการบริหารจัดการ
หลังตามเก็บรายชื่อชาวบ้านร้านถิ่นมาแยกเป็นหมวดหมู่จนรู้ใครเป็นใคร และรู้ต่อไปถึงอิทธิพลที่มีผลทั้งทางบวกและลบต่อการจัดระเบียบ
ผล พวงจากการจัดทำสารสนเทศ ทำให้เห็นภาพด้านประชากรศาสตร์อย่างชัดเจนของคนภูเก็ต จึงมีโอกาสได้เชื่อมโยงคนไทยมุสลิมซึ่งมีอยู่ร้อยละ ๓๕ มาช่วยกันพัฒนาภูเก็ต
และหลังการเดินเท้าย่ำป่าตอง ยังทำให้รู้ว่าหนึ่งในกลุ่มผู้สร้างปัญหาจุ๊ก ๆ จิ๊ก ๆ ไม่ใช่ใครที่ไหน พวกแผงหลัก แผงลอย รถเข็น และคานหาบ เร่ขายตำบักหุ่ง (ใส่หรือไม่ใส่ปลาแดกก็แล้วแต่) ไปจนถึงรถสองแถว และนวดโบราณทั้งที่อยู่ในตึกและริมชายหาด
พอได้ยินเขาส่งเสียง ก็รู้ว่าไม่ใช่ใครที่ไหน จัดแจงส่งภาษาเดียวกัน
ป่า ตองค่อย ๆ มีระเบียบขึ้นโดยลำดับหลังหลังเปลี่ยนผู้ว่าราชการจังหวัดอีก ๒ คน คือ พงศ์โพยม วาศภูติ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาในปัจจุบัน และชาญชัย สุนทรมัฏฐ์ รองปลัดกระทรวงฯ ฝ่ายความมั่นคงในปัจจุบัน
เป็นรองผู้ว่าฯ ภูเก็ตครบ ๔ ปี แต่เปลี่ยนผู้ว่าฯ ปีละคน
ตุลาคม ๒๕๔๔ ย้ายไปเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง พร้อมกับเข้าศึกษาที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปรอ. ๔๔๑๔) เป็นเวลา ๑ ปีเต็ม
เพื่อนร่วมรุ่นที่กำลังขั้วตำแหน่งใหม่ในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ อาทิ พลเรือเอก สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ว่าที่ผู้บัญชาการทห
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 235
ารเรือ พลเรือเอก วิชัย ยุวนางกูร ว่าที่รองผู้บัญชาการทหารเรือ พลเรือเอก นพพร อาชวาคม ว่าที่ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ พลเอก พรชัย กรานเลิศ ว่าที่ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก พลอากาศเอก พรชัย รามโกมุท ว่าที่ผู้บัญชาการกองบัญชาการสนับสนุนทหารอากาศ พลตำรวจโท ชลอ ชูวงษ์ และพลตำรวจโท วิโรจน์ พหลเวชช์ ว่าที่ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นต้น
ส่วนเพื่อนร่วมรุ่นที่มาจากกระทรวงเดียวกัน ได้แก่ เจตน์ ธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น พระนาย สุวรรณรัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี วิชม ทองสงค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ปรีชา บุตรศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ เมฆินทร์ เมธาวิกูล ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ปานชัย บวรรัตนปราน ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร และสุธี มากบุญ ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร
๐ ๐ ๐
๑ ตุลาคม ๒๕๔๕ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย หลังจบ วปอ.
'หนองคาย' จังหวัดชายแดนติดแม่น้ำโขงได้ชื่อว่าน่าอยู่อันดับ ๗ ของโลก เป็นดินแดนชุ่มน้ำอันดับ ๑,๐๙๘ ของโลก เป็นเมืองที่มีนักบวชและนักพรตมากที่สุดในเอเชีย และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยยังจัดให้เป็น ๑ ใน ๕ จังหวัดที่น่าอาศัยระยะยาวอีกด้วย
ฟังแล้วน่าชื่นชม แต่ไม่มีอะไรในกอไผ่ที่จะผลักดันให้คนต่างถิ่นหรือต่างชาติอยากมาเที่ยวและ ลงทุนเพื่อให้คนหนองคายมีรายได้ดีขึ้น ขณะที่บางคนในภาครัฐกลับทำงานผิดช่องทาง
ประสบการณ์จากการเป็นหัวหน้าสำนักงานจังหวัดและรองผู้ว่าราชการจังหวัดช่วยให้ไม่ต้องเสียเวลาเริ่มต้นเท่าใดนัก
ข้อมูล ข่าวสารที่ถูกต้องเป็นเรื่องสำคัญ ระยะแรกจึงต้องอาศัย Honda, Silver Shadow คันใหญ่ ขับตระเวณเข้าไปตรวจพื้นที่ทุกสัปดาห์ ล้มเมื่อใดไม่ต้องยก เพราะมอเตอร์ไซค์หนักกว่าท่านผู้ว่าฯ ร่างเล็กหลายร้อยกิโลกรัม
จากนั้น จัดประชุมนายอำเภอให้ถี่ขึ้น เพื่อเร่งนโยบายของรัฐที่ได้นำมาขยายเป็นแผนปฏิบัติการให้บังเกิดผลเป็น รูปธรรม โดยชี้ให้เห็นว่า ช่องทางนี้นอกจากจะช่วยชาวบ้านให้อยู่ดีกินดีแล้ว ยังสนองนโยบายจากส่วนกลางอันเป็นผลงานที่ชอบธรรมอีกด้วย
และเพื่อให้เรื่องที่คนชื่นชมมีความเป็นไปได้จริง โครงการเรารักหนองคายจึงเกิดขึ้น
แต่ถ้าภายในไม่พร้อมก็ยากที่จะรุกออกไปภายนอกได้ดี จึงเริ่มต้นที่การทำภายในให้สะอาดทั้งด้าน 'รูปธรรม' และ 'นามธรรม'
เริ่ม จากรณรงค์ให้ 'หนองคายไร้ขยะ' ด้วยการจัดให้มีวัน 'เรารักหนองคาย' โดยส่วนราชการภูมิภาค ท้องถิ่น และชาวบ้าน มาคุยกัน ในที่สุดก็ออกมาเป็นทุกวันพุธที่สองและสี่ของเดือน ทั้ง ๑๗ เทศบาลเล็กใหญ่ และ ๑๑๑ องค์การบริหารส่วนตำบล ตลอดจนชาวบ้าน ยกขบวนกันออกมาทำความสะอาดหนองคายทั้งจังหวัด ทำมาแล้วตั้งแต่ต้นปี ๒๕๔๕ จนถึงวันนี้
ต่อไปเป็นเรื่องของการบริหารจัดการ วัฒนธรรม จริยธรรม และระเบียบวินัย
ข้าราชการ
นับ ว่าท้าทายในการผลักดันให้มีธรรมบริหาร (Good Governance) แผนส่งเสริมการทำงานด้วยความ 'จริงใจ จริงจัง และโปร่งใส' จึงเกิดขึ้น โดยจัดตั้งคณะทำงานด้านยุทธศาสตร์ (CEO Staff) ของผู้ว่าราชการจังหวัด ประกอบด้วยหัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์ของกระทรวงต่าง ๆ ที่มาประจำอยู่ในจังหวัด แล้วจัดให้มีการประชุมกันทุกวันอังคารและพฤหัสบดี และจัดอบรมข้าราชการให้เข้าใจเรื่อง 'ธรรมบริหาร'
ชาวบ้าน
มีการจัด ตั้งตัวแทนประชาชน ๗ คนนอกล้วน ๆ มาจากชาวไทยเชื้อสายญวน ต้นตระกูลเก่า ณ หนองคาย มหาวิทยาลัยขอนแก่น วิทยาเขตหนองคาย ประชาคม ผู้นำลูกเสือชาวบ้าน องค์กรพัฒนาเอกชน และประชาชนในอำเภอเมือง เ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 63
พื่อให้ข้อคิดเห็นและเสนอแนะแก่ผู้ว่าฯ
เด็กและเยาวชน
แผน งาน 'คุณครูผู้ว่าฯ' ซึ่งวัยรุ่นฮือฮาเมื่อเห็น 'ผู้ใหญ่แนว' สวมบทครูสัญจร ขี่มอเตอร์ไซค์ตะลอนสอนหนังสือนักเรียนมัธยม โดยเฉพาะวัยรุ่นเป็นกลุ่มเป้าหมายพิเศษ จากนั้นนำเด็กนักเรียนที่อยู่ชนบทรอบนอกทยอยกันเข้ามาพบผู้ว่าฯ ต่อด้วยทัศนศึกษาในเมือง ในทางกลับกันก็ส่งนักเรียนในเมืองไปทัศนศึกษาชนบทที่ห่างไกล แต่ไม่ลืมอุปกรณ์การเรียนการสอนและเครื่องมือที่จะช่วยให้นักเรียนทำกิจกรรม ได้ แผนงานพัฒนาห้องเรียนคอมพิวเตอร์ แผนงานห้องเรียนศิลปะ และแผนงานลานกีฬาเอนกประสงค์ จึงทยอยออกมารองรับ โดยเฉพาะทุนการศึกษาเด็กนักเรียนที่ด้อยโอกาส ซึ่งเงินส่วนหนึ่งมาจากเพื่อนร่วมรุ่น วปรอ. ๔๔๑๔ นี่แหละ
๐ ๐ ๐
เมื่อ ภายในสะอาด อบอุ่น และมีความพร้อมระดับหนึ่ง จึงเริ่มงานเชิงรุก อันได้แก่ การพัฒนาจังหวัดหนองคายในด้านนิเวศ เกษตรอุตสาหกรรม การค้าชายแดน และท่องเที่ยว
ด้านนิเวศ
หนองคายมีพื้นที่ติดแม่น้ำโขง ๓๓๐ กิโลเมตร แต่ละปีหน้าดินถูกน้ำเซาะหายไป ๒ เมตร ปล่อยต่อไปอีกไม่ได้แล้ว จึงทำการศึกษาจุดที่อ่อนไหว ส่วนไหนที่พังทลายมากก็สร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งเป็นจุด ๆ ไป ได้งบเพิ่มเติมมาเมื่อใดก็ทยอยทำตามแผนที่ได้ศึกษาไว้
ด้านเกษตรอุตสาหกรรม
นอกจากการส่งเสริมสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 236
(One Tambon One Product: OTOP) ที่ประกวดประขันกันทุกจังหวัดแล้ว คือการใช้จุดเด่นของจังหวัดในด้านภูมิศาสตร์ พัฒนาให้หนองคายเป็นครัวโลกด้านผักผลไม้ที่ปลูกได้ทุกชนิด ตลอดจนการปลูกพืชสมุนไพรและสวนพฤกษชาติ ควบคู่กับเป้าหมายในการตั้งโรงงานปุ๋ยอินทรีย์ ๖ แห่ง เพื่อใช้ในการส่งเสริมแผนงานนี้ โดยเฉพาะยางพาราซึ่งหนองคายมีพื้นที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือถึง ๒๕๐,๐๐๐ ไร่
การค้าชายแดน
แม้หนองคายเป็นเมืองชายแดน แต่ที่ผ่านมามีแต่หันหน้าหากรุงเทพฯ หันหลังให้ต่างประเทศ น่าจะไปลาวและจีนตอนใต้อีกทางหนึ่ง จึงตั้งคณะทำงานชายแดน ฝ่ายไทยมี ๗ คน มาจากหัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์ ตำรวจ ทหาร เกษตรฯ ศึกษาฯ พาณิชย์ และสำนักงานจังหวัด ฝ่ายลาวอีก ๗ คน รวมเป็น ๑๔ คน ให้ความสำคัญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ต้องมาก่อน เมื่อชอบพอกันแล้ว เรื่องอื่น ๆ ก็พูดกันได้ ถัดไปเป็นเรื่องความปลอดภัย ความมั่นคง ยาเสพติด แรงงานต่างด้าว และการค้าขาย ส่วนแผนงานสำคัญในเรื่องการค้าชายแดน คือ การจัดตั้งเขตปลอดอากร จัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษอุดรธานี-หนองคาย-เวียงจันทน์ จัดหาพื้นที่ตรวจสินค้าแห่งใหม่ของด่านศุลกากร และจัดสร้างด่านพรมแดนพร้อมท่าเทียบเรือแพขนานยนต์ที่อำเภอบึงกาฬ
การท่องเที่ยว
งาน ใหญ่คือการจับมือกับ ดร. จิตสันติ ธนะโสภณ ผู้ว่าการ การรถไฟแห่งประเทศไทย ใช้บริเวณสถานีรถไฟเก่าก่อสร้างพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำจืด (Aquarium) มูลค่า ๓๓๗ ล้านบาท เพื่ออนุรักษ์พันธุ์ปลาในแม่น้ำโขงที่เหลืออยู่ ๕๘๐ สายพันธุ์ ไม่ให้หดหาย คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี ๒๕๕๐
อีกงานหนึ่งเป็นการก่อสร้าง ศูนย์ OTOP เพื่อเป็นแหล่งกลางในการเผยแพร่และจำหน่ายสินค้าทุกตำบลของจังหวัดฯ และ ASEAN ข้างศาลากลาง เนื้อที่ ๕ ไร่ มีทั้งสินค้าบ้านเรา สินค้าบ้านเขา คือ จีน และสิบสองปันนา มูลค่ากว่า ๔๐ ล้านบาท
ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้คน ต่างชาติและต่างถิ่นได้สัมผัสวิถีชีวิตแบบไทย ๆ ของชาวหนองคายด้วยการพัฒนาที่พักในบ้าน (Home stay) กระจายไปทั่วอำเภอที่อยู่ริมแม่น้ำโขง เพื่อบริการนักท่องเที่ยวที่นิยมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
และที่ถึง ขั้นผลิตคู่มือกันเลยก็คือ ส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างหนองคายกับเวียงจันทน์ แบบว่า มา ๑ จังหวัด ได้เที่ยว ๒ ประเทศ ทำนองนั้น
๐ ๐ ๐
ทั้งหมดที่ว่ามานี้ ประเด็นอยู่ที่การสื่อสารให้ทุกฝ่ายได้รับรู้ข่าวสาร เข้าใจ ยอมรับ และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือ
ที่ นี่ใช้วิธีการสื่อสารค่อนข้างหลากหลาย ทั้งระดับบุคคล ระดับกลุ่ม ไปจนถึงระดับมวลชน มีทั้งที่ผู้ว่าฯ เข้าไปหา และยกขบวนกันมาพบ ตลอดจนการสื่อสารที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ
ทุกเช้าวันเสาร์หลัง รายการ 'นายกฯ พบประชาชน' ที่หนองคายมีรายการ 'บ้านเมืองน่าอยู่' ทางวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย FM ๙๐.๕ เมกะเฮิรตซ์ เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๐.๐๐ น. ผู้ว่าฯ วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ พูดใส่ไมโครโฟนคุยกับชาวบ้านให้ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร มีการบอกเล่าเก้าสิบ พร้อมเปิดสายท้ายรายการให้สอบถามและร้องเรียนอีกด้วย
ทุกครั้งเมื่อกลับ จากประชุมที่กรุงเทพฯ วันรุ่งขึ้น หัวหน้าส่วนราชการและนายอำเภอจะรับรู้เรื่องราวที่ไปประชุมมา วันถัดไป กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์การบริหารส่วนตำบล จะรับรู้ข่าวสารผ่านหัวหน้าส่วนราชการและนายอำเภอ และวันที่สาม ประชาชนในแต่ละท้องถิ่นจะรับรู้ข่าวสารจากกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์การบริหารส่วนตำบล
แล้วยังเปิด 'สภากาแฟ' อีกเดือนละ ๒ ครั้ง เวลา ๐๗.๐๐ - ๐๘.๓๐ น. ให้หัวหน้าส่วนราชการ ส่วนท้องถิ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 64
่น และภาคเอกชน ได้แสดงความคิดเห็นร่วมกัน นอกเหนือจากวารสาร 'เรารักหนองคาย' รายเดือน และแผ่นพับต่าง ๆ มากมาย ฯลฯ
ไม่มีท้องที่ใดปราศจากอิทธิพล แต่เมื่อคนหลายฝ่ายในท้องที่นั้นสามารถเข้าถึงกัน โดยมีเวทีให้พบปะพูดจากัน ความกดดันถ้ามีก็จะน้อยลง
เครือข่ายภาคประชาชนที่มีความพร้อมด้านข้อมูลข่าวสารยังช่วยให้การปฏิบัติงานภาครัฐเกิด 'ธรรมบริหาร' อีกทางหนึ่งด้วย
ที่ นี่มีรายชื่อผู้ยากจนในบัญชีกว่า ๘,๐๐๐ คน ฝันของผู้ว่าฯ วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ คือ ศูนย์กลางด้านการค้าและบันเทิงมูลค่ากว่า ๔,๐๐๐ ล้านบาท ที่ภาคเอกชนให้ความสนใจเพราะอยู่ใกล้ลาว ถ้าเกิดขึ้นจริงเมื่อใด แทบจะล้างบัญชียากจน เพราะคนมีงานทำกันทั่วถ้วน
๐ ๐ ๐
ชีวิตส่วนตัว สมรสกับวิไลพร วิรัตน์จันทร์ อดีตพนักงานสาขาอำเภอเกษตรวิสัย ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อ ๑๗ มีนาคม ๒๕๑๘
เบญจพล สวัสดิ์พาณิชย์ บุตรคนโต อายุ ๒๓ ปี ภาควิชาโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ปีสุดท้าย
เบญจรงค์ สวัสดิ์พาณิชย์ บุตรคนเล็ก อายุ ๑๘ ปี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปี ๒
ข้อคิดที่ วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ เขียนไว้ในทำเนียบรุ่น วปรอ. ๔๔๑๔ ก็คือ ...
"จะเก่ง จะดี จะชั่ว อยู่ที่ตัวสร้างขึ้นมาเอง"

บรรดาพ่อค้าแม่ข
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 237
ายครั้นรู้ว่ารองผู้ว่าฯ ผูกเสี่ยวกัน ก็ดีใจ ให้ความเคารพนับถือ
เมื่อเป็นพวกเดียวกันแล้ว "ทำแบบนี้ต่อไปไม่ได้ มาอยู่ที่นี่ต้องไว้หน้าพ่อ" รองผู้ว่าฯ คนร้อยเอ็ดขอกันตรง ๆ
จาก นั้น จัดแจงรวมกลุ่มตั้งชมรมชาวอีสานในจังหวัดภูเก็ต หลังอยู่ที่นี่ได้ ๑ ปี อันเป็นช่วงที่จเด็จ อินสว่าง มาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดแทนพีระพงศ์ จำนงเฉลิมฉัตร
แล้วรับเป็นประธานชมรมฯ คนแรก อันทำให้รู้ว่าที่นี่มีชาวอีสานกว่า ๒๐,๐๐๐ คน
สมมติเล่น ๆ ถ้าทุกคนโอนทะเบียนบ้านไปอยู่ภูเก็ตเมื่อใด มีโอกาสเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้แล้ว ๑ คน
โดย: teapatyost341455@hotmail.com [19 มี.ค. 51 20:50> ( IP A:61.7.191.119 X: )
ความคิดเห็นที่ 66
หลักฐานทางโบราณคดีที่พบในสมัยพุทธศตวรรษที่ 11–13 คือเหรียญเงินเส้นผ่าศูนย์กลาง 19 ม.ม. พบที่นครปฐม และอู่ทองนั้น พบว่ามีอักษรจารึกไว้ว่า “ศรีทวารวดีศวร”และ มีรูปหม้อน้ำกลศอยู่อีกด้านหนึ่ง ทำให้เชื่อได้ว่า ชนชาติมอญโบราณ ได้ตั้งอาณาจักรทวารวดี (บางแห่งเรียกทวาราวดี) ขึ้นในภาคกลางของดินแดนสุวรรณภูมิ

มีศูนย์กลางที่เมืองนครปฐมโบราณ (ลุ่มแม่น้ำท่าจีนหรือนครชัยศรี) กับเมืองอู่ทองและเมืองละโว้ (ลพบุรี) ต่อมาได้ขยายอำนาจขึ้นไป ถึงเมืองหริภุญชัยหรือลำพูน มีหลักฐานเล่าไว้ว่า ราว พ.ศ. 1100 พระนางจามเทวี ราชธิดาของเจ้าเมืองลวปุระหรือละโว้ลพบุรี ได้อพยพผู้คนขึ้นไปตั้งเมืองหริภุญชัยที่ลำพูน ส่วนที่เมืองนครปฐมนั้นมีการพบ พระปฐมเจดีย์ และมีการพบจารึกภาษาปัลลวะ บาลี สันสกฤต และ ภาษามอญ ที่บริเวณพระปฐมเจดีย์และบริเวณใกล้เคียง พบจารึก ภาษามอญ อักษรปัลลวะ บันทึกเรื่องการสร้างพระพุทธรูป เสาหงส์ วิหาร และแนวต้นมะพร้าวเป็นอาณาเขตพระอารามที่วัดโพธิ์ร้าง จังหวัดนครปฐม อายุราว พ.ศ. 1200 (ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์พระปฐมเจดีย์) และพบ จารึกมอญ ที่ลำพูนอายุราว พ.ศ. 1628 (ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ หริภุญไชย จังหวัดลำพูน)

ต่อมาอาณาจักรขอมหลังจากพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สวรรคตใน พ.ศ. 1732 อำนาจก็เริ่มเสื่อมลง รวมถึงให้พ่อขุนบางกลางหาว ที่สถาปนาเป็น พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ และประกาศตั้งอาณาจักรสุโขทัย เป็นอิสระจากการปกครองของขอม พ่อขุนรามคำแหง พระราชโอรสของขุนศรีอินทราทิตย์ ได้ครองราชย์และทรงดัดแปลงอักษรขอมและ มอญ มาประดิษฐเป็นลายสือไทย

ด้านจารึกภาษามอญ บนใบลานนั้น พบมากมายตาม หมู่บ้านมอญ ในประเทศไทย ส่วนที่ประเทศพม่าพบมากตาม หมู่บ้านมอญในเมืองสะเทิมและเมืองไจก์ขมี ซึ่งมีการคัดลอกและรวบรวมนำมาเก็บไว้ ที่หอสมุดแห่งชาติเมืองย่างกุ้ง และที่ห้องสมุดมอญเมืองเมาะลำไย นอกจากนี้กองโบราณคดีและกองวัฒนธรรม ยังได้จัดพิมพ์วรรณกรรม ชาดก ตำรามอญ และเคยมีการริเริ่มจัดพิมพ์พจนานุกรมมอญ-พม่าอีกด้วย

[แก้> มอญอพยพ
ทุก วันนี้ ชนชาติมอญ ไม่มีอาณาเขตประเทศปกครองตนเอง เนื่องจากตกอยู่ในภาวะสงคราม และการแย่งชิงราชสมบัติกันเอง และการรุกรานของพม่า ชาวมอญอยู่อย่างแสนสาหัส ถูกกดขี่รีดไถ การเกณฑ์แรงงานก่อสร้าง ทำไร่นาหาเสบียงเพื่อการสงคราม และเกณฑ์เข้ากองทัพ โดยเฉพาะสงครามในปี พ.ศ. 2300 เป็นสงครามครั้งสุดท้าย ที่คนมอญพ่ายแพ้แก่พม่าอย่างราบคาบ ชาวมอญส่วนหนึ่งจึงอพยพโยกย้ายเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนในเมืองไทยหลายต่อหลายครั้ง เท่าที่มีการจดบันทึกเอาไว้รวมทั้งสิ้น 9 ครั้ง

ครั้งที่ 1 เมื่อ พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ตีหงสาวดีแตกใน พ.ศ. 2082 ชาวมอญจำนวนมากหนีเข้ามากรุงศรีอยุธยา พระเจ้าแผ่นดินโปรดฯให้ตั้งบ้านเรือนอยู่แถบตัวเมืองกรุงศรีอยุธยาชั้นนอก พระยาเกียรติพระยารามและครัวเรือน ให้ตั้งบ้านเรือนอยู่แถบตัวเมืองชั้นใน ใกล้พระอารามวัดขุนแสน และเมื่อถึง พ.ศ. 2084 ราชวงศ์ตองอูตีเมืองเมาะตะมะแตก มีการฆ่าฟันชาวมอญลงขนาดใหญ่ ก็เข้าใจว่ามีมอญหนีเข้ามาสู่กรุงศรีอยุธยาอีก ถือเป็นระลอกแรกของมอญอพยพ

ครั้ง ที่ 2 เมื่อพระนเรศวรเสด็จไปพม่าเมื่อคราวพระเจ้าบุเรงนองสิ้นพระชนม์ แล้วประกาศเอกราช ทรงชักชวนมอญที่เข้าสวามิภักดิ์ ให้อพยพเข้ามาพร้อมกัน ราว พ.ศ. 2127 ในการอพยพครั้งนี้ไม่ปรากฏว่าพระเจ้าแผ่นดินโปรดฯ ให้ตั้งบ้านเรือนที่ใด แต่คาดว่าคงเป็นย่านเดียวกับการอพยพคราวแรก

ครั้ง ที่ 3 เกิดขึ้นเมื่อหงสาวดีถูกยะไข่ทำลายใน พ.ศ. 2138 ครั้งนี้ก็มีการอพยพใหญ่ของ มอญ มาทางตะวันออกเข้าสู่ดินแดนของกรุงศรีอยุธยาอีก

ครั้งที่ 4 หลังจากที่ราชวงศ์ตองอูย้ายราชธานีไปอยู่ที่อังวะ หลังจากหงสาวดีถูกทำลายแล้ว พวกมอญ ตั้งอำนาจขึ้นใหม่ในดินแดนของตน ต่อมา ถึงรัชกาลพระเจ้านอกเปกหลุน พม่าจึงยกทัพมาปราบพวกมอญอีกใน พ.ศ. 2156 ทำให้เกิดการอพยพของมอญเข้าสู่กรุงศรีอยุธยาอีก หลักฐานบางแห่งกล่าวว่า มอญ กลุ่มนี้ได้รับอนุญาตให้ตั้งภูมิลำเนาอยู่ตามแนวชายแดนไทย

ครั้งท
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 238
ี่ 5 ใน พ.ศ. 2204 หรือ 2205 พวกมอญในเมืองเมาะตะมะก่อการกบฎขึ้นอีก แต่ถูกพม่าปราบลงได้ จึงต้องอพยพหนีเข้ากรุงศรีอยุธยาอีกระลอกหนึ่ง ผ่านทางด่านเจดีย์สามองค์ เข้าใจว่ากลุ่มนี้สัมพันธ์กับกลุ่มมอญที่ตั้งอยู่ชายแดน

ครั้งที่ 6 หลังจากที่มอญสามารถตั้งอาณาจักรของตนขึ้นได้ใหม่ในปลายราชวงศ์ตองอู แล้วยกกำลังไปตีกรุงอังวะแตก อลองพญารวบรวมกำลังพม่าแล้วลุกขึ้นต่อสู้จนในที่สุดก็ตั้งราชวงศ์อลองพญาได้ และใน พ.ศ. 2300 ก็สามารถตีหงสาวดีได้อีก นโยบายของราชวงศ์นี้คือ กลืน มอญ ให้เป็นพม่าโดยวิธีรุนแรง จึงมีชาวมอญอพยพหนีมาสู่เมืองไทยอีกหลาย ระลอก รวมทั้งกลุ่มที่หนีขึ้นเหนือไปสู่ล้านนา และเรียกกันว่าพวก “เม็ง” ในปัจจุบันนี้

ครั้งที่ 7 ใน พ.ศ. 2316 ตรงกับแผ่นดินกรุงธนบุรี มอญก่อกบฎในย่างกุ้ง พม่าปราบปรามอย่างทารุณแล
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 67
้วเผาย่างกุ้งจนราบเรียบ ทำให้มอญอพยพเข้าไทยอีก พระเจ้าตากสินทรงโปรดฯ ให้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ปากเกร็ด ซึ่งทำให้เกิดกลุ่มมอญเก่า (พระยารามัญวงศ์) และมอญใหม่ (พระยาเจ่ง) คนที่นับตัวเองเป็น มอญ ในปัจจุบันล้วนอพยพเข้ามาจากระลอกนี้ หรือหลังจากนี้ทั้งนั้น ส่วน มอญ ที่อพยพก่อนหน้านี้กลืนหายเป็นไทยไปหมด แม้แต่กลุ่มที่อยู่ตามชายแดนแถบเมืองกาญจนบุรี

ครั้งที่ 8 พ.ศ. 2336 เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 ยึดเมืองทวายได้ แต่รักษาไว้ไม่ได้ ต้องถอยกลับเข้าไทย ก็นำเอาพวกมอญโดยเฉพาะที่เป็นพวกหัวหน้าเข้ามาอีก

ครั้งที่ 9 พ.ศ. 2357 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 เมื่อ มอญ ไม่พอใจที่ถูกพม่าเกณฑ์แรงงานก่อสร้างพระเจดีย์ ก่อกบฎที่เมืองเมาะตะมะ ถูกพม่าปราบ ต้องหนีเข้าไทยเป็นระลอกใหญ่มาก ราว 40,000 คนเศษ เจ้าฟ้ามงกุฎ (ต่อมาคือรัชกาลที่ 4) เสด็จเป็นแม่กองพร้อมด้วยกรมหลวงพิทักษ์มนตรี ออกไปรับถึงชายแดน พวกนี้มาตั้งรกรากที่สามโคก (ปทุมธานี) ปากเกร็ด และพระประแดง มอญที่อพยพเข้ามาครั้งนี้เรียกกันว่ามอญใหม่[7>

[แก้> ชุมชนมอญ
ชาว มอญได้อพยพมาพำนักอยู่ประเทศไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระยาเกียรติและพระยารามขุนนางมอญที่มีความดีความชอบในราชการและกลุ่มญาติ พี่น้องได้รับพระราชทานที่ดินตั้งบ้านเรือน ณ บ้านขมิ้น ซึ่งได้แก่บริเวณวัดขุนแสนในปัจจุบัน มอญในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ทั้งกลุ่มชาวมอญเก่าที่อยู่มาแต่เดิมและกลุ่มมอญใหม่ได้รับพระราชทานที่ดิน ให้ตั้งชุมชนอยู่ชานกรุงศรีอยุธยาบริเวณวัดตองปุและคลองคูจาม

นอกจาก นี้ยังมีการกล่าวถึงกลุ่มชาวมอญที่มีอาชีพฆ่าเป็ดไก่ขายที่ตลาดวัดวัวควาย และมีตลาดมอญขายขัน ถาดทองเหลือง ซึ่งเป็นทั้งตลาดสดด้วย ตั้งอยู่ภายนอกกำแพงเมืองด้านใต้ บริเวณปากคลองเกาะแก้วมีชาวมอญบรรทุกมะพร้าว ไม้แสมทะล และเกลือมาจำหน่าย

ใน สงครามเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 2 ผู้นำชุมชนชาวมอญในกรุงศรีอยุธยาคือสุกี้พระนายกอง ได้อาสากองทัพพม่าทำสงครามกับอยุธยา และรวบรวมกองทัพมอญได้ถึง 2,000 คน[8> ในปัจจุบันแม้จะไม่มีชุมชนของผู้สืบเชื้อสายมอญภายในกรุงศรีอยุธยาอยู่ใน บริเวณที่กล่าวถึงในประวัติศาสตร์แต่ก็ยังมีชุมชนมอญและกลุ่มวัฒนธรรมมอญ กระจายอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาจากพระนครศรีอยุธยาลงมาจนถึง กรุงเทพฯหลายชุมชน ชาวมอญได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ทั่วไปตามที่ราบลุ่มริมน้ำภาคกลาง ได้แก่ ลพบุรี สระบุรี อยุธยา นครปฐม กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง นครนายก ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรสงคราม สมุทรปราการ สมุทรสาคร กรุงเทพฯ ฉะเชิงเทรา เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และบางส่วนตั้งภูมิลำเนาอยู่แถบภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี ทางภาคอีสาน ได้แก่ นครราชสีมา มีบ้างเล็กน้อยที่อพยพลงใต้ อย่าง ชุมพร สุราษฎร์ธานี โดยมากเป็นแหล่งที่พระเจ้าแผ่นดินทรงโปรดฯ พระราชทานที่ดินทำกินให้แต่แรกอพยพเข้ามา

ชุมชนมอญในประเทศไทย[9>

มอญบางจะเกร็ง จ.สมุทรสงคราม
มอญบางปลา จ.สมุทรสาคร
มอญบ้านเก่า จ.อุทัยธานี
มอญสลุย จ.ชุมพร
มอญหนองดู่ จ.ลำพูน
บ้านมอญ จ.นครสวรรค์
มอญบางไส้ไก่ กรุงเทพฯ
มอญบ้านโป่ง-โพธาราม จ.ราชบุรี
มอญกระทุ่มมืด จ.นครปฐม
มอญสามโคก จ.ปทุมธานี
มอญบ้านเสากระโดง จ.อยุธยา
คลองมอญ กรุงเทพฯ
สะพานมอญ กรุงเทพฯ
มอญปากเกร็ด จ.นนทบุรี
มอญบางกระดี่ กรุงเทพ
มอญบางขันหมาก จ.ลพบุรี
มอญคลองสิบสี่ (มอญหนองจอก) กรุงเทพฯ
มอญลาดกระบัง กรุงเทพฯ
มอญปากลัด (มอญพระประแดง) จ.สมุทรปราการ
มอญเกาะเกร็ด จ.นนทบุรี
มอญ จ.สมุทรสาคร
มอญเกาะรัตนโกสินทร์ กรุงเทพฯ
มอญปทุมธานี จ.ปทุมธานี
โดย: Dk_songza@hotmail.com [20 ก.ย. 53 17:50> ( IP A:119.42.80.119 X: )
ความคิดเห็นที่ 68
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 239
หลักฐานทางโบราณคดีที่พบในสมัยพุทธศตวรรษที่ 11–13 คือเหรียญเงินเส้นผ่าศูนย์กลาง 19 ม.ม. พบที่นครปฐม และอู่ทองนั้น พบว่ามีอักษรจารึกไว้ว่า “ศรีทวารวดีศวร”และ มีรูปหม้อน้ำกลศอยู่อีกด้านหนึ่ง ทำให้เชื่อได้ว่า ชนชาติมอญโบราณ ได้ตั้งอาณาจักรทวารวดี (บางแห่งเรียกทวาราวดี) ขึ้นในภาคกลางของดินแดนสุวรรณภูมิ

มีศูนย์กลางที่เมืองนครปฐมโบราณ (ลุ่มแม่น้ำท่าจีนหรือนครชัยศรี) กับเมืองอู่ทองและเมืองละโว้ (ลพบุรี) ต่อมาได้ขยายอำนาจขึ้นไป ถึงเมืองหริภุญชัยหรือลำพูน มีหลักฐานเล่าไว้ว่า ราว พ.ศ. 1100 พระนางจามเทวี ราชธิดาของเจ้าเมืองลวปุระหรือละโว้ลพบุรี ได้อพยพผู้คนขึ้นไปตั้งเมืองหริภุญชัยที่ลำพูน ส่วนที่เมืองนครปฐมนั้นมีการพบ พระปฐมเจดีย์ และมีการพบจารึกภาษาปัลลวะ บาลี สันสกฤต และ ภาษามอญ ที่บริเวณพระปฐมเจดีย์และบริเวณใกล้เคียง พบจารึก ภาษามอญ อักษรปัลลวะ บันทึกเรื่องการสร้างพระพุทธรูป เสาหงส์ วิหาร และแนวต้นมะพร้าวเป็นอาณาเขตพระอารามที่วัดโพธิ์ร้าง จังหวัดนครปฐม อายุราว พ.ศ. 1200 (ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์พระปฐมเจดีย์) และพบ จารึกมอญ ที่ลำพูนอายุราว พ.ศ. 1628 (ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ หริภุญไชย จังหวัดลำพูน)

ต่อมาอาณาจักรขอมหลังจากพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สวรรคตใน พ.ศ. 1732 อำนาจก็เริ่มเสื่อมลง รวมถึงให้พ่อขุนบางกลางหาว ที่สถาปนาเป็น พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ และประกาศตั้งอาณาจักรสุโขทัย เป็นอิสระจากการปกครองของขอม พ่อขุนรามคำแหง พระราชโอรสของขุนศรีอินทราทิตย์ ได้ครองราชย์และทรงดัดแปลงอักษรขอมและ มอญ มาประดิษฐเป็นลายสือไทย

ด้านจารึกภาษามอญ บนใบลานนั้น พบมากมายตาม หมู่บ้านมอญ ในประเทศไทย ส่วนที่ประเทศพม่าพบมากตาม หมู่บ้านมอญในเมืองสะเทิมและเมืองไจก์ขมี ซึ่งมีการคัดลอกและรวบรวมนำมาเก็บไว้ ที่หอสมุดแห่งชาติเมืองย่างกุ้ง และที่ห้องสมุดมอญเมืองเมาะลำไย นอกจากนี้กองโบราณคดีและกองวัฒนธรรม ยังได้จัดพิมพ์วรรณกรรม ชาดก ตำรามอญ และเคยมีการริเริ่มจัดพิมพ์พจนานุกรมมอญ-พม่าอีกด้วย

[แก้> มอญอพยพ
ทุก วันนี้ ชนชาติมอญ ไม่มีอาณาเขตประเทศปกครองตนเอง เนื่องจากตกอยู่ในภาวะสงคราม และการแย่งชิงราชสมบัติกันเอง และการรุกรานของพม่า ชาวมอญอยู่อย่างแสนสาหัส ถูกกดขี่รีดไถ การเกณฑ์แรงงานก่อสร้าง ทำไร่นาหาเสบียงเพื่อการสงคราม และเกณฑ์เข้ากองทัพ โดยเฉพาะสงครามในปี พ.ศ. 2300 เป็นสงครามครั้งสุดท้าย ที่คนมอญพ่ายแพ้แก่พม่าอย่างราบคาบ ชาวมอญส่วนหนึ่งจึงอพยพโยกย้ายเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนในเมืองไทยหลายต่อหลายครั้ง เท่าที่มีการจดบันทึกเอาไว้รวมทั้งสิ้น 9 ครั้ง

ครั้งที่ 1 เมื่อ พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ตีหงสาวดีแตกใน พ.ศ. 2082 ชาวมอญจำนวนมากหนีเข้ามากรุงศรีอยุธยา พระเจ้าแผ่นดินโปรดฯให้ตั้งบ้านเรือนอยู่แถบตัวเมืองกรุงศรีอยุธยาชั้นนอก พระยาเกียรติพระยารามและครัวเรือน ให้ตั้งบ้านเรือนอยู่แถบตัวเมืองชั้นใน ใกล้พระอารามวัดขุนแสน และเมื่อถึง พ.ศ. 2084 ราชวงศ์ตองอูตีเมืองเมาะตะมะแตก มีการฆ่าฟันชาวมอญลงขนาดใหญ่ ก็เข้าใจว่ามีมอญหนีเข้ามาสู่กรุงศรีอยุธยาอีก ถือเป็นระลอกแรกของมอญอพยพ

ครั้ง ที่ 2 เมื่อพระนเรศวรเสด็จไปพม่าเมื่อคราวพระเจ้าบุเรงนองสิ้นพระชนม์ แล้วประกาศเอกราช ทรงชักชวนมอญที่เข้าสวามิภักดิ์ ให้อพยพเข้ามาพร้อมกัน ราว พ.ศ. 2127 ในการอพยพครั้งนี้ไม่ปรากฏว่าพระเจ้าแผ่นดินโปรดฯ ให้ตั้งบ้านเรือนที่ใด แต่คาดว่าคงเป็นย่านเดียวกับการอพยพคราวแรก

ครั้ง ที่ 3 เกิดขึ้นเมื่อหงสาวดีถูกยะไข่ทำลายใน พ.ศ. 2138 ครั้งนี้ก็มีการอพยพใหญ่ของ มอญ มาทางตะวันออกเข้าสู่ดินแดนของกรุงศรีอยุธยาอีก

ครั้งที่ 4 หลังจากที่ราชวงศ์ตองอูย้ายราชธานีไปอยู่ที่อังวะ หลังจากหงสาวดีถูกทำลายแล้ว พวกมอญ ตั้งอำนาจขึ้นใหม่ในดินแดนของตน ต่อมา ถึงรัชกาลพระเจ้านอกเปกหลุน พม่าจึงยกทัพมาปราบพวกมอญอีกใน พ.ศ. 2156 ทำให้เกิดการอพยพของมอญเข้าสู่กรุงศรีอยุธยาอีก หลักฐานบางแห่งกล่าวว่า มอญ กลุ่มนี้ได้รับอนุญาตให้ตั้งภูมิลำเนาอยู่ตามแนวชายแดนไทย

ครั้งที่ 5 ใน พ.ศ. 2204 หรือ 2205 พวกมอญในเมืองเมาะตะมะก่อการกบฎขึ้นอีก แต่ถูกพม่าปราบลงได้ จึงต้องอพยพหนีเข้ากรุงศรีอยุธยาอีกระลอกหนึ่ง ผ่านทางด่านเจดีย์สามองค์ เข้าใจว่ากลุ่มนี้สัมพันธ์กับกลุ่มมอญที่ตั้งอยู่ชายแดน

ครั้งที่ 6 หลังจากที่มอญสามารถตั้งอาณาจักรของตนขึ้นได้ใหม่ในปลายราชวงศ์ตองอู แล้วยกกำลังไปตีกรุงอังวะแตก อลองพญารวบรวมกำลังพม่าแล้วลุกขึ้นต่อสู้จนในที่สุดก็ตั้งราชวงศ์อลองพญาได้ และใน พ.ศ. 2300 ก็สามารถตีหงสาวดีได้อีก นโยบายของราชวงศ์นี้คือ กลืน มอญ ให้เป็นพม่าโดยวิธีรุนแรง จึงมีชาวมอญอพยพหนีมาสู่เมืองไทยอีกหลาย ระลอก รวมทั้งกลุ่มที่หนีขึ้นเหนือไปสู่ล้านนา และเรียกกันว่าพวก “เม็ง” ในปัจจุบันนี้

ครั้งที่ 7 ใน พ.ศ. 2316 ตรงกับแผ่นดินกรุงธนบุรี มอญก่อกบฎใน
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 240
ย่างกุ้ง พม่าปราบปรามอย่างทารุณแล
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 69
้วเผาย่างกุ้งจนราบเรียบ ทำให้มอญอพยพเข้าไทยอีก พระเจ้าตากสินทรงโปรดฯ ให้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ปากเกร็ด ซึ่งทำให้เกิดกลุ่มมอญเก่า (พระยารามัญวงศ์) และมอญใหม่ (พระยาเจ่ง) คนที่นับตัวเองเป็น มอญ ในปัจจุบันล้วนอพยพเข้ามาจากระลอกนี้ หรือหลังจากนี้ทั้งนั้น ส่วน มอญ ที่อพยพก่อนหน้านี้กลืนหายเป็นไทยไปหมด แม้แต่กลุ่มที่อยู่ตามชายแดนแถบเมืองกาญจนบุรี

ครั้งที่ 8 พ.ศ. 2336 เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 ยึดเมืองทวายได้ แต่รักษาไว้ไม่ได้ ต้องถอยกลับเข้าไทย ก็นำเอาพวกมอญโดยเฉพาะที่เป็นพวกหัวหน้าเข้ามาอีก

ครั้งที่ 9 พ.ศ. 2357 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 เมื่อ มอญ ไม่พอใจที่ถูกพม่าเกณฑ์แรงงานก่อสร้างพระเจดีย์ ก่อกบฎที่เมืองเมาะตะมะ ถูกพม่าปราบ ต้องหนีเข้าไทยเป็นระลอกใหญ่มาก ราว 40,000 คนเศษ เจ้าฟ้ามงกุฎ (ต่อมาคือรัชกาลที่ 4) เสด็จเป็นแม่กองพร้อมด้วยกรมหลวงพิทักษ์มนตรี ออกไปรับถึงชายแดน พวกนี้มาตั้งรกรากที่สามโคก (ปทุมธานี) ปากเกร็ด และพระประแดง มอญที่อพยพเข้ามาครั้งนี้เรียกกันว่ามอญใหม่[7>

[แก้> ชุมชนมอญ
ชาว มอญได้อพยพมาพำนักอยู่ประเทศไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระยาเกียรติและพระยารามขุนนางมอญที่มีความดีความชอบในราชการและกลุ่มญาติ พี่น้องได้รับพระราชทานที่ดินตั้งบ้านเรือน ณ บ้านขมิ้น ซึ่งได้แก่บริเวณวัดขุนแสนในปัจจุบัน มอญในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ทั้งกลุ่มชาวมอญเก่าที่อยู่มาแต่เดิมและกลุ่มมอญใหม่ได้รับพระราชทานที่ดิน ให้ตั้งชุมชนอยู่ชานกรุงศรีอยุธยาบริเวณวัดตองปุและคลองคูจาม

นอกจาก นี้ยังมีการกล่าวถึงกลุ่มชาวมอญที่มีอาชีพฆ่าเป็ดไก่ขายที่ตลาดวัดวัวควาย และมีตลาดมอญขายขัน ถาดทองเหลือง ซึ่งเป็นทั้งตลาดสดด้วย ตั้งอยู่ภายนอกกำแพงเมืองด้านใต้ บริเวณปากคลองเกาะแก้วมีชาวมอญบรรทุกมะพร้าว ไม้แสมทะล และเกลือมาจำหน่าย

ใน สงครามเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 2 ผู้นำชุมชนชาวมอญในกรุงศรีอยุธยาคือสุกี้พระนายกอง ได้อาสากองทัพพม่าทำสงครามกับอยุธยา และรวบรวมกองทัพมอญได้ถึง 2,000 คน[8> ในปัจจุบันแม้จะไม่มีชุมชนของผู้สืบเชื้อสายมอญภายในกรุงศรีอยุธยาอยู่ใน บริเวณที่กล่าวถึงในประวัติศาสตร์แต่ก็ยังมีชุมชนมอญและกลุ่มวัฒนธรรมมอญ กระจายอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาจากพระนครศรีอยุธยาลงมาจนถึง กรุงเทพฯหลายชุมชน ชาวมอญได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ทั่วไปตามที่ราบลุ่มริมน้ำภาคกลาง ได้แก่ ลพบุรี สระบุรี อยุธยา นครปฐม กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง นครนายก ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรสงคราม สมุทรปราการ สมุทรสาคร กรุงเทพฯ ฉะเชิงเทรา เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และบางส่วนตั้งภูมิลำเนาอยู่แถบภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี ทางภาคอีสาน ได้แก่ นครราชสีมา มีบ้างเล็กน้อยที่อพยพลงใต้ อย่าง ชุมพร สุราษฎร์ธานี โดยมากเป็นแหล่งที่พระเจ้าแผ่นดินทรงโปรดฯ พระราชทานที่ดินทำกินให้แต่แรกอพยพเข้ามา

ชุมชนมอญในประเทศไทย[9>

มอญบางจะเกร็ง จ.สมุทรสงคราม
มอญบางปลา จ.สมุทรสาคร
มอญบ้านเก่า จ.อุทัยธานี
มอญสลุย จ.ชุมพร
มอญหนองดู่ จ.ลำพูน
บ้านมอญ จ.นครสวรรค์
มอญบางไส้ไก่ กรุงเทพฯ
มอญบ้านโป่ง-โพธาราม จ.ราชบุรี
มอญกระทุ่มมืด จ.นครปฐม
มอญสามโคก จ.ปทุมธานี
มอญบ้านเสากระโดง จ.อยุธยา
คลองมอญ กรุงเทพฯ
สะพานมอญ กรุงเทพฯ
มอญปากเกร็ด จ.นนทบุรี
มอญบางกระดี่ กรุงเทพ
มอญบางขันหมาก จ.ลพบุรี
มอญคลองสิบสี่ (มอญหนองจอก) กรุงเทพฯ
มอญลาดกระบัง กรุงเทพฯ
มอญปากลัด (มอญพระประแดง) จ.สมุทรปราการ
มอญเกาะเกร็ด จ.นนทบุรี
มอญ จ.สมุทรสาคร
มอญเกาะรัตนโกสินทร์ กรุงเทพฯ
มอญปทุมธานี จ.ปทุมธานี
โดย: Dk_songza@hotmail.com [20 ก.ย. 53 17:53> ( IP A:119.42.80.119 X: )

ถนนสายท่องเที่ยวในวันเดียว เมืองคนสวยโพธารามและเมืองคนงามบ้านโป่ง เริ่มตั้งแต่ บึงกระจับ-สระน้ำโกสินารายณ์-พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง-วัดใหญ่นคร ชุมน์-บึงวังมะนาว--วัดขนอนหนังใหญ่-วัดคงคาราม
การเดินทางจากกรุงเทพใช้ เส้นทางถนนเพชรเกษม หรือถนนบรมราชชนนี (ปิ่นเกล้า-นครชัยศรี) เมื่อถึงจังหวัดนครปฐม ผ่านแยกสะพานลอยเข้าเมืองนครปฐม ให้ขับชิดขวาลอดใต้สะพานผ่านจังหวัดนครปฐม มุ่งหน้าไปจังหวัดราชบุรี จากนั้นเมื่อผ่านแยกสะพานลอยเข้าเมืองบ้านโป่ง ให้ชิดซ้ายข้ามสะพานลอยเข้าเมืองบ้านโป่ง ไปตามทางประมาณ 1 กิโลเมตร ก่อนถึงสามแยกกระจับ ด้านขวามือ ก็จะถึงบึงกระจับ หรือถ้าขับผ่านเลยไปอีก 9 กิโลเมตร ข้ามทางรถไฟจะถึงสามแยกเข้าตัวเมืองบ้านโป่ง ไม่ต้องเข้าตัวเมืองให้ขับตรงไป จนกระทั่งถึงสี่แยกไฟแดง 1.ถ้าเลือกเลี้ยวขวาทางไป
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 241
กาญจนบุรี ประมาณ 4 กิโลเมตรทางขวามือสังเกตจะเป็น สระน้ำโกสินารายณ์ ซึ่งอยู่ด้านหลัง บจ.เยื่อกระดาษสยาม 2.ถ้าเลือกเลี้ยวซ้ายจะเข้าตัวเมืองบ้านโป่ง 3.ถ้าเลือกตรงไปจะเป็นสะพานข้ามแม่น้ำแม่กลองทางเดียวกันกับไปเขาช่องพราน ที่มีค้างค้าวหลายร้อยล้านตัว แต่เราจะขับข้ามสะพานข้ามแม่น้ำไปประมาณ 7 กม.ด้านซ้ายมือจะมีป้ายบอกทางเข้าวัดม่วง เลี้ยวเข้าไปประมาณ 3 กม.ก็จะถึงที่หมายคือ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง ด้านหลังวัดจะมีสะพานข้ามแม่น้ำแม่กลอง ขับข้ามสะพานเลี้ยวซ้ายประมาณ 500 เมตรก็จะถึงวัดใหญ่นครชุมน์ จากนั้นย้อนกลับมาใช้เส้นทางเดิมขับเลยวัดม่วงไปอีกประมาณ 1.5 กม.จะข้ามสะพานข้ามคลองเล็กๆขับข้ามสะพานให้เลี้ยวขวาทางลูกรังเลียบคลองที่ เราข้ามสะพานมา ประมาณ 100 เมตรก็จะถึงบึงวังมะนาว ออกจากบึงวังมะนาวใช้เส้นทางเดิม หรือถ้าขับเลยไปประมาณ 4-5 กิโลเมตรทางซ้ายมือก็จะเป็นวัดขนอนหนังใหญ่ ไม่ใกล้ไม่ไกลกับวัดขนอนหนังใหญ่ก็จะเป็นวัดคงคารามที่นี่จะมีจิตรกรรมฝา ผนังเก่าแก่น่าชม ถือว่าเส้นทางที่แนะนำมาทั้งหมดเป็นสายท่องเที่ยวของจังหวัดเลยก็ว่าได้ ขอให้สนุกกับการเที่ยวภาคตะวันตก
โดย: เจ้าบ้าน [10 ก.พ. 47 14:51> ( IP A:203.113.67.37 X: )
Add to Facebook Add to Twitter Add to Multiply Add to Google Add to Blogger Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
ถ้าจะดูสถานที่ท่องเที่ยวแบบเจาะลึกทุกตำบลในจังหวัดราชบุรี หรือสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ไปที่นี่ http://www.thaitambon.com/Provinces/Ratchaburi.htm
โดย: [20 ก.พ. 47 18:47> ( IP A:210.203.175.244 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
แบนเนอร์ส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดราชบุรี จากเวบไซท์ประชาสัมพันธ์ จังหวัดราชบุรี

โดย: [21 ก.พ. 47 13:18> ( IP A:203.113.67.38 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
บรรยากาศบึงกระจับในช่วงเวลาใกล้พลบค่ำ เห็นภาพแล้วชวนให้น่าำไปเยี่ยมเยียนเสียจริงๆ

โดย: [28 ก.พ. 47 14:54> ( IP A:203.150.14.161 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
บึงวังมะนาวสวยงามไม่แพ้กัน

โดย: [28 ก.พ. 47 14:56> ( IP A:203.150.14.161 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
ชอบ
โดย: cometuey [28 ก.พ. 47 16:49> ( IP A:198.81.26.49 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
เฮ้คนบ้านโป่งน้ำใจดี อุตสาห์สแกนภาพสวยๆที่ท่องเที่ยวของบ้านโป่งให้ได้ชมกัน ถึงแม้จะไม่ได้อยู่ที่บ้านโป่งก็รู้สึกอบอุ่นเหมือนได้อยู่บ้าน
โดย: ลูกบ้านโป่งโดยกำเนิด [28 ก.พ. 47 17:59> ( IP A:203.150.14.161 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
กระทู้นี้น่าสนใจถึงแม้จะไม่ใช่ช่วงเทศกาลตรุษจีน ก็สามารถไปเที่ยวได้เนื่องจากให้รายละเอียดของศาลเจ้าแม่เบิกไพรดี จากคุณชาวบ้านโป่ง ที่โพสไว้ที่ http://banpong.hypermart.net เชื่อว่าชาวบ้านโป่งหลายคนก็ยังไม่รู้ประวัติเหล่านี้ ลองอ่านดูนะ
ท่องเที่ยวไปใน 1 วัน เทศกาลตรุษจีนที่บ้านโป่ง30 มกราคม 2544
วันนี้ เช่นเคยช่วงเช้า ก่อนไปทำงาน เราจะต้องขับรถไปส่งแม่ และอาสาว ตามวันเวลาตรวจประจำที่หมอนัดที่โรงพยาบาลบ้านโป่ง พอใกล้เวลาเที่ยง ลูกสาวของอาสาวจะโทรศัพท์ให้ไปรับแม่ พร้อมอาสาวที่โรงพยาบาล หลังจากตรวจเสร็จแล้ว เมื่อทุกคนขึ้นรถเรียบร้อยแล้ว เราเอ่ยถามขึ้นว่ามื้อเที่ยงนี้จะกินอะไรดี แม่บอกว่าไปกินก๋วยเตี๋ยวผัดไทยหน้าศาลเจ้าแม่เบิกไพร กันดีกว่า เราเคยพาแม่มากินที่นี่ครั้งนึง แม่คงติดใจรสชาติของผัดไทยแน่ๆ ขับรถข้ามสะพานเฉลิมพระเกียรติหน้าวัดบ้านโป่ง เลี้ยวซ้ายประมาณ 1.7 กิโล ก็จะถึงศาลเจ้าแม่เบิกไพร เราไปกัน 4 คน แม่กับอาสาว สั่งผัดไทย ส่วนเรา และลูกสาวอาสาวสั่งบะหมี่แห้ง หลังจากกินเรียบร้อยแล้ว แม่บอกว่าวันนี้จะถือโอกาสไหว้อาม่าศาลเจ้าแม่เบิกไพร คงเกรงว่าอีกไม่กี่วันข้างหน้าก็จะถึงเทศกาลตรุษจีน ช่วงนั้นอาจมีประชาชนจากทุกสารทิศมากราบไหว้องค์เจ้าแม่กันเยอะ จะได้ไม่ต้องเบียดเสียดกัน เนื่องจากเทศกาลตรุษจีนถือว่าเป็นช่วงเทศกาลที่มีประชาชนมากราบไหว้เจ้าแม่ กันมากที่สุด สำหรับประวัติศาลเจ้าแม่เบิกไพรแห่งนี้เมื่อปี พ.ศ.2420 ครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสทางชลมารคผ่านแม่น้ำแม่กลอง จังหวัดราชบุรี เพื่อไปไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ช่วงเสด็จกลับ ขบวนเรือพระที่นั่ง ล่องมาตามแม่น้ำแม่กลอง เมื่อเสด็จผ่านบ้านโป่ง นั้นทรงมีรับสั่งตามพระราชหัตถเลขาว่า “ที่บ้านโป่ง มีโรงบ่อนกำลังมีหุ่นจีนอยู่ แล้วมีโรงจีนอยู่เป็นแถวยาวๆ ต่อไปก็โรง*บทำน้ำตาลอีกหนึ่งโรง 3 โมงครึ่งถึงบ้านเบิกไพร มีเกาะอยู่กลางน้ำฝั่งซ้ายมือ ต้นไม้หนาเป็นต้นมะม่วง ต้นขนุน ข้างท้ายเกาะริมฝั่งขวา มีศาลเจ้าเบิกไพร เมื่อมาคราวก่อนเราไม่ได้แวะ แต่ส่งธูปเทียนขึ้นไปบูชา คราวนี้ตั้งใจว่า จะขึ้นไปคำนับและขึ้นไปดูด้วยเป
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 242
็นที่ศักดิ์สิทธิ์คนนับถือ เมื่อเราขึ้นบกนั้น 3 โมง 50 นาทีแล้ว มีศาลเก่าฝากระดานหลังหนึ่งอยู่ข้างหน้าหลังคามุงจาก มีต้นคัดค้าวเลื้อยขึ้นเกาะต้นไม้ใหญ่ เป็นเชิงอยู่บนศาล ข้างหลังมีเรือนจีนฝากระดานหลังคามุงกระเบื้อง 2 หลังแฝด มีโรงผู้รักษาติดกันอยู่ ข้างศาลมีจีนผู้รักษาอยู่ 3 คน ที่ตามลานศาลนั้นมีต้นไม้มะพลับใหญ่หลายต้น ไก่เดินไกว่ไปทั้งศาล ขึ้นไปไข่ไว้บนศาลใหม่ๆก็มี โปรยข้าวศาลให้กินเข้ามาใกล้ทีเดียว บูชาแล้วกลับลงเรือ 4 โมงครึ่ง ออกเรือมาอีกหน่อยก็เห็นฝ้ายกองอยู่ริมตลิ่ง เขาว่าแถบนี้เป็นไร่ฝ้ายกันมาก” ข้อความทั้งหมดนี้เป็นพระราชหัตถเลขาเมื่อ 125 ปีก่อน ไม่รู้ว่าศาลเจ้าแม่เบิกไพรในปัจจุบันเขาจะปลูกต้นคัดค้าว และต้นมะพลับ ไว้หรือเปล่า อย่างน้อยเพื่อเป็นการรำลึกถึงในพระมหากรุณาธิคุณของล้นเกล้า และบรรยากาศสมัยที่เคยเสด็จมาที่ศาลแห่งนี้ บังเอิญเราไม่รู้จักต้นไม้ทั้งสองชนิดนี้ด้วย หรือเขาอาจจะปลูกไว้ด้วยแล้วก็ได้ และอีกอย่างหนึ่งน่าจะมีข้อความพระราชหัตถเลขาดังกล่าวติดไว้หน้าศาลเจ้าให้ ประชาขนที่มากราบไหว้บูชาได้ทราบถึงวันประวัติศาสตร์สำคัญของศาลแห่งนี้ใน อดีตก็จะเป็นการดียิ่งขึ้น บรรยากาศของศาลเจ้าวันนี้เป็นสถานที่สงบน่าเลื่อมใสศรัทธาอย่างที่เคยเป็นมา ด้านหน้าทางขวามือจะเป็นบ่อเลี้ยงปลา เดินเข้าไปในศาลด้านขวามือมีหญิงชราท่านหนึ่งเข้าใจว่าคงจะเป็นผู้จัดการ ปกครองศาลเจ้าแห่งนี้ นั่งอยู่หลังโต๊ะธูปเทียนบูชา ลูกของอาสาวทำบุญธูปเทียนบูชาให้พวกเรา 4 ชุด แต่ละชุดประกอบไปด้วย ธูป 19 ดอก ไว้ปักบูชาแห่งละ 3 ดอก เพื่อไหว้หน้าองค์เจ้าแม่ และเทพเจ้าต่างๆ ในศาลเจ้าแม่ เราเริ่มไหว้ที่องค์เจ้าแม่ คุกเข่ากราบ 3 ครั้ง เทพเจ้าในศาล 2 องค์ ข้างนอกศาลด้านซ้าย 1 องค์ ขวา 1 องค์ รวมทั้งหมดใช้ธูป 15 ดอก เมื่อไหว้จนครบแล้วจะเหลือธูป 4 ดอก เรานำไปปักหน้าประตูศาลซ้ายขวา กระบวนการไหว้เรามารู้ทีหลัง จากการได้อ่านหนังสืองานฉลองลานเอนกประสงค์ ศาลเจ้าแม่เบิกไพรที่เพิ่งผ่านไป ที่เขาแจกฟรี เขียนถึงขั้นตอนการกราบไหว้บูชาว่าหลังจากไหว้องค์เจ้าแม่เสร็จแล้ว ยังไม่ต้องไหว้เทพเจ้า 2 องค์ด้านซ้าย-ขวาขององค์เจ้าแม่ในศาล ให้เดินออกประตูด้านหน้าศาลก่อน ซึ่งคนจีนโบราณเชื่อว่าการออกประตูด้้านหน้าศาล จะทำให้ชีวิตประสบแต่ความรุ่งเรือง ถ้าใช้ประตูด้านข้าง การดำรงชีวิตจะเป็นรองคนอื่นตลอดไป เมื่อเดินออกประตูด้านหน้าศาล ให้เดินไปทางด้านซ้ายมือเพื่อไหว้เทพเจ้าองค์ต่อไป หลังจากไหว้เสร็จแล้ว ให้เดินเข้าประตูหน้าศาลเจ้าแม่อีกครั้ง เพื่อไหว้พระพุทธอันดับต่อไปซึ่งอยู่ด้านซ้ายมือขององค์เจ้าแม่ เสร็จแล้วเดินมาด้านขวามือขององค์เจ้าแม่เพื่อกราบไหว้เทพเจ้าองค์ต่อไป หลั
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 8
งจากไหว้เสร็จแล้วให้เดินออกประตูหน้าศาลอีกครั้ง แล้วให้เดินไปด้านขวามือ เพื่อกราบไหว้เทพเจ้าองค์ต่อไป เมื่อไหว้จนครบแล้ว ธูปที่เหลือให้นำไปด้านหน้าศาล ปักหน้าประตูซ้ายขวา เสร็จแล้วเข้าประตูด้านหน้ามากราบองค์เจ้าแม่อีกครั้ง เป็นการจบกระบวนการไหว้ เสร็จจากการกราบไหว้เราเดินดูรอบๆ ภายในศาลเจ้าแม่ซึ่งในสมัยเด็กๆ ช่วงเทศกาลตรุษจีนพ่อและแม่มักจะพาเรามาไหว้เสมอ ทุกสิ่งทุกอย่างยังดูเหมือนเดิมหลังคาของศาลจะเต็มไปด้วยคราบเขม่าควันธูป หลังจากนั้นแม่ รวมทั้งน้าสาว ได้เข้าไปเสี่ยงเซียมซี แม่เสี่ยงของแม่เองรวมทั้งเสี่ยงแทนลูกทั้งสี่คน มีพี่สาว ตัวเรา และน้องชายอีก 2 คน ส่วนพ่อนั้นแม่บอกว่าพ่อไม่ค่อยชอบเสี่ยงเซียมซีเลยไม่ได้เสี่ยงแทนให้ เสร็จจากกราบไหว้ศาลเจ้าแม่เรียบร้อย เราขับรถไปตามถนนด้านขวามือขององค์เจ้าแม่ เลาะริมน้ำไปเรื่อยๆ เพื่อจะไปพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดบ้านม่วง ตามเส้นทางที่จะไปจะผ่าน วัดตาลปากลัด วัดโพธิ์โสภิธาราม ซึ่งเป็นแหล่งชุมชาวมอญที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน จากนั้นก็จะผ่านพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดบ้านม่วง วันนี้พวกเราไม่ได้แวะ เนื่องจากเวลาจำกัด หน้าวัดบ้านม่วงจะมีสะพานเล็ก ไม่สามารถสวนทางกันได้ แต่บนสะพานเขาจะทำเป็นที่ให้รถหลีกกัน ถ้าขับตรงไปเรื่อยๆ ก็จะไปถึงวัดคงคาราม เพื่อดูจิตรกรรมฝาผนังอันลือชื่อของจังหวัดราชบุรี แต่พวกเราข้ามสะพานหน้าวัดบ้านม่วงพอข้ามสะพานแล้วเราก็เลี้ยวซ้าย เลาะริมตลิ่งไปเรื่อยๆ ไปประมาณ 1 ก.ม.จะผ่านวัดสำคัญๆ คือ วัดใหญ่นครชุมน์ แหล่งชุมชนชาวมอญที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง วัดตาผา วัดอุทุมพรธาราม มีช่วงหนึ่งถ้ามองไปฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำก็จะเห็นศาลเจ้าแม่เบิกไพร พอถึงตรงนี้แม่ยังบอกว่าเขาน่าจะสร้างสะพานข้ามไปยังศาลเจ้าแม่ไม่แน่นะต่อ ไปในอนาคตเขาอาจจะสร้างก็ได้ จากนั้นเราขับรถไปเรื่อยๆ ก็จะมาบรรจบกันที่สะพานเฉลิมพระเกียรติอีกครั้ง หลังจากทัวร์ระยะสั้นๆ เราส่งแม่และน้าสาวที่บ้านเรียบร้อยแล้วแล้ว ก็กลับมาทำงานที่สำนักงานต่อไปด้วยความอิ่มเอิบใจ
โดย: [28 ก.พ. 47 23:17> ( IP A:203.113.34.11 X: )
ความคิดเห็นที่ 11


โดย: [29 มี.ค. 47
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 243
18:22> ( IP A:203.150.14.161 X: )
ความคิดเห็นที่ 12
ท่องเที่ยวเสร็จแล้ว ขอแนะนำร้านอาหารอร่อยในจังหวัดราชบุรี คลิกที่นี่ http://www.pantip.com/cafe/chuanchim/nonbkk/ratchaburee_01.html
โดย: ลองลิ้มชิมรส [5 เม.ย. 47 16:23> ( IP A:203.113.67.36 X: )
ความคิดเห็นที่ 13
จากถนนเพชรเกษม (ทางหลวงหมายเลข4) ข้ามสะพานลอยบ้านโป่ง (ทางหลวงหมายเลข323) ก็จะเข้าตัวเมืองบ้านโป่ง

โดย: [5 เม.ย. 47 22:44> ( IP A:203.113.67.37 X: )
ความคิดเห็นที่ 14
รายละเอียดที่พักในจังหวัดราชบุรี
อำเภอเมือง กวงฮั้ว 200/202 ถ.อัมรินทร์ โทร. 0 3233 7119 จำนวน 20 ห้อง ราคา 100-120 บาท
กฤษณะ 118 ถ.คฑาธร โทร. 0 3233 7262, 0 3232 6560 จำนวน 18 ห้อง ราคา 120-300 บาท
โกลเด้น ซิตี้ 76/1 หมู่ 5 ถ.เพชรเกษม ห่างจากตัวเมืองประมาณ 4 กม. โทร. 0 3231 7140-4 โทรสาร 0 3231 7145 จำนวน 210 ห้อง ราคา 1,050 บาท
ครัวหลวง รีสอร์ท 59 หมู่ 2 ถ.เพชรเกษม โทร. 0 3232 1221, 0 3232 6848, 0 3231 6888 โทรสาร 0 3232 6849 จำนวน 40 หลัง ราคา 720 บาท
นำสิน 2-16 ถ.ไกรเพชร โทร. 0 3233 7551, 0 3232 6238 โทรสาร 0 3233 7633 จำนวน 78 ห้อง ราคา 250-520 บาท
ราชบุรีดี 1 43/1 ถ.อุดมสิริ โทร. 0 3233 8542, 0 3233 8302 จำนวน 50 ห้อง ราคา 260-550 บาท
ศาลาไทย 65 ถ.คฑาธร ต.หน้าเมือง โทร. 0 3233 7172 จำนวน 44 ห้อง ราคา 150-500 บาท
หงษ์ฟ้า 13/17 ถ.ราษฏรยินดี ต.หน้าเมือง โทร. 0 3233 7484 จำนวน 30 ห้อง ราคา 170-230 บาท
อารยะ 187/1-12 ถ.ไกรเพชร โทร. 0 3233 7781-2 จำนวน 80 ห้อง ราคา 250-480 บาท
อำเภอ สวนผึ้ง เดือนล้อมคันทรีโฮม 111/1 หมู่ 11 ต.ท่าเคย โทร. 0 3236 4111, 0 3236 4222, 0 1269 6006 บ้านพัก จำนวน 6 หลัง ราคา 2,600-9,000 บาท
บ้านห้วยน้ำใส 173 หมู่ 3 ต.สวนผึ้ง โทร. 0 1210 3491 ราคา 900-2,000 บาท
บ้าน บัววัฒนา 26/1 หมู่ 7 ต.สวนผึ้ง โทร. 0 3239 5081, 0 3239 5083, 0 3239 5201, 0 3222 1189, 0 1941 8294 จำนวน 7 ห้อง ราคา 1,200-1,800 บาท
บ่อ คลึงฮอทสปริง ถ.บ่อคลึง-สวนผึ้ง เลยอำเภอสวนผึ้งไป 15 กม. โทร. 0 3232 9024 กรุงเทพฯ โทร. 0 2279 8169-71, 0 2294 3300, 0 2294 3256 มีบ้าน 3 หลังๆ ละ 10-20 คน ราคา 1,200-3,500 บาท มีเต๊นท์ให้เช่า
ภโวทัย (อยู่ในพิพิธภัณฑ์ภโวทัย) 94 ถ.สวนป่าสิริกิติ์-สวนผึ้ง ต.ตะนาวศรี โทร. 0 3234 2053, 0 3222 1189, 0 3239 5192-4, 0 1486 9804 บ้านพัก 6 หลัง ราคา 1,500-4,500 บาท
สวนนางพญา เลยอำเภอจอมบึงไป 28 กม. ตามเส้นทางโป่งกระทิง-ชัฎป่าหวาย-โป่งกระทิง โทร. 0 1215 2817 กรุงเทพฯ โทร. 0 2539 8354-5, 0 2932 9789 โทรสาร 0 2932 9192 จำนวน 33 ห้อง ราคา 900-1,500 บาท มีบ้านพัก 9 หลัง ราคา 2,500 บาท
สวนผึ้งแลนด์ 107/2 หมู่ 5 ต.บ้านคา โทร. 0 3239 5218 จำนวน 22 ห้อง ราคา 900 บาท
สวนผึ้งคันทรี่ วิลเลจ โทร. 0 1316 0487
อำเภอบ้านโป่ง เกษมสุข 2/98 ถ.แสงชูโต ต.บ้านโป่ง โทร. 0 3221 1384, 0 3222 1027 จำนวน 70 ห้อง ราคา 190-425 บาท
ไทยนำริเวอร์ไซด์ 19/50 หมู่ 4 ถ.แสงชูโต โทร. 0 3221 1947-8 โทรสาร 0 3221 1154 จำนวน 140 ห้อง ราคา 280-1,500 บาท
ไทยนำโฮเต็ล 19/19 ถ.แสงชูโต ต.ปากแรด โทร. 0 3221 1947-8 จำนวน 140 ห้อง ราคา 200-1,200 บาท
ทิพย์ 105 ซ.กระชังวัฒนา โทร. 0 3221 1346 จำนวน 18 ห้อง ราคา 120-180 บาท
วิลล่าโฮเต็ล 30/2 ถ.แสงชูโต โทร. 0 3222 1312 จำนวน 55 ห้อง ราคา 200-600 บาท
อำเภอ ดำเนินสะดวก บ้านสุขโชครีสอร์ท 103 หมู่ 5 ต.ท่านัด โทร. 0 3225 4301, 0 3225 4982, 0 3234 5798 จำนวน 40 ห้อง ราคา 250-1,600 บาท
อำเภอจอมบึง ราชบุรี คันทรี่คลับ 95 หมู่ 10 ต.ปากช่อง โทร. 0 3226 1223-6 จำนวน 50 ห้อง ราคา 1,200-1,800 บาท
อำเภอโพธาราม แสนสุข ถ.แสงชูโต จำนวน 18 ห้อง ราคา 500 บาท
ราคานี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ ติดต่อยืนยันกับโรงแรมอีกครั้ง
ส่วนการเดินทางไปจังหวัดราชบุรี ดังนี้
ทาง รถยนต์ ใช้เส้นทางสายเพชรเกษม (ทางหลวงหมายเลข 4 ) ผ่าน ท่าพระ บางแค สามพราน นครชัยศรี นครปฐม เข้าราชบุรีหรือเส้นทางถนนบรมราชชนนี(ปิ่นเกล้า-นครชัยศรี ทางหลวงหมายเลข 338 ) ไปบรรจบกับถนนเพชรเกษมที่นครชัยก่อนถึงตัวเมืองนครปฐม 16 กิโลเมตร จากนั้นใช้ถนนเพชรเกษม ตรงไปตัวเมืองราชบุรี รวมระยะทาง 101 กิโลเมตร
ทาง รถโดยสารประจำทาง บริษัทขนส่ง จำกัด เปิดบริการเดินรถ จากสถานีขนส่งสายใต้ทุกวันวันละหลายเที่ยว รายละเอียด ติดต่อได้ที่ โทร. 4345557-8 (รถธรรมดา) และ 4351199 (รถปรับอากาศ) และที่จังหวัดราชบุรี โทร. 338276, 338439
ทางรถไฟ จังหวัดราชบุรี สามารถเดินทาง จากกรุงเทพฯ โดยทางรถไฟมีรถไฟ ออกจาก สถานีรถไฟกรุงเทพฯ (หัวลำโพง) และสถานีรถไฟธนบุรี (บางกอกน้อย) ทุกวัน ซ
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 244
ึ่งมีทั้งรถด่วน รถเร็ว รถธรรมดา และรถดีเซลราง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง รายละเอียดและกำหนด เวลาตลอดจนค่าโดยสาร ติดต่อสอบถามที่สถานี รถไฟกรุงเทพฯ โทร. 2237010, 2237020 และสถานีรถไฟธนบุรี โทร.4113102
โดย: เจ้าบ้าน [14 เม.ย. 47 10:25> ( IP A:203.113.34.13 X: )
ความคิดเห็นที่ 15
แหล่งท่องเที่ยว เมืองคนงาม นามบ้านโป่ง อยู่เมืองโอ่ง มังกร แน่นอนยิ่ง
ศาลเจ้าแม่ เบิกไพร เลื่อมใสจริง เพราะเป็นสิ่ง ที่ศรัทธา มาช้านาน
เป็นชุมชน แหล่งมอญ มาก่อนเก่า รวบรวมเอา ประเพณี อันโดดเด่น
วัดใหญ่ นครชุมน์ ประจักษ์เป็น ดั่งเฉกเช่น วัฒนธรรม ครั้งโบราณ
สระน้ำโก สินารายณ์ ที่บ่งชี้ เมืองเก่า ทราวดี มีให้เห็น
ได้รับรู้ เรื่องราว ทุกประเด็น สิ่งที่เน้น คืออดีต ที่ผ่านมา
พิพิธภัณฑ์ วัดม่วง แหล่งท่องเที่ยว เป็นเรื่องเกี่ยว กับมอญ ของสะสม
จากอดีต ถึงวันนี้ มีให้ชม คนนิยม มาศึกษา หาความจริง
เข้าในเมือง จะพบ โบสถ์ คาทอลิก เป็นวัดคริสต์ ที่โอฬาร ยามได้เห็น
หอนาฬิกา ตั้งตระหง่าน เช้าและเย็น อยู่ในเส้น สองทาง กลางใจเมือง
ออกไปนิด ก็จะถึง บึงกระจับ หรือวกกลับ ไปอีกหน่อย ก็จะถึง
วังมะนาว ชาวบ้านรู้ ก็คือบึง เป็นที่ซึ่ง ใช้พักผ่อน และหย่อนใจ
เที่ยวบ้านโป่ง ก็ขอเชิญ ท่านเพลินจิต ใช้ชีวิต สุขสมหมาย คลายเศร้าหมอง
พักกินอยู่ ให้สบาย ดั่งหมายปอง เหมือนพี่น้อง คอยต้อนรับ ประทับใจ

โดย: อำนาจ [20 เม.ย. 47 22:17> ( IP A:203.113.67.37 X: )
ความคิดเห็นที่ 16
คนไทยกับความเชื่อความศรัทธาดูเหมือนจะคู่กันจนแยกไม่ออก อย่าว่าแต่คนไทยแม้แต่ชาวต่างชาติ เขาก็มีความเชื่อความศรัทธาบางสิ่งบางอย่างในแบบของเขา เรียกว่าเป็นเหมือนกันทั่วโลก ใครที่เป็นชาวบ้านโป่งโดยกำเนิด หรือชาวอำเภอใกล้เคียง คงเคยได้ยินกิตติศัพท์เลื่องลือความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่ออโนทัย แห่งวัดจันทาราม อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ในเรื่องของการบนบานศาลกล่าวขอในสิ่งที่ตัวเองหวังและสมหวังดังตั้งใจ โบสถ์ของหลวงพ่อตั้งอยู่บนถนนเพชรเกษม ไม่ใกล้ไม่ไกลจาก บึงกระจับ และสถานีรถไฟหนองปลาดุก รถโดยสารทุกคันที่เดินทางไปบ้านโป่ง หรือกาญจนบุรี ทุกคันจะต้องผ่านเส้นทางดังกล่าว เมื่อผ่านโบสถ์หล่วงพ่อคนขับ ก็จะต้องบีบแตรเป็นการแสดงความเคารพต่อท่าน

โดย: สืบเสาะเจาะข่าว [13 ส.ค. 47 20:35> ( IP A:64.110.74.244 X: )
ความคิดเห็นที่ 17
จากโบสถ์เล็กเก่าที่คับแคบไม่เพียงพอต้อนรับคลื่นมหาชนที่มีความศรัทธาหลวงพ่อ จนต้องขยับขยายสร้างโบสถ์หลังใหม่สวยวิจิตรตระการตา

โดย: สืบเสาะเจาะข่าว [13 ส.ค. 47 20:39> ( IP A:64.110.74.244 X: )
ความคิดเห็นที่ 18
จอหนังกลางแปลงที่ถูกติดตั้งหน้าลานโบสถ์อย่างเป็นการถาวร และมีการฉายหนังแก้บนเกือบทุกวัน เรียกได้ว่าในรอบปี 365 วัน มีการฉายหนังไม่น่าจะต่ำกว่า 300 วัน เป็นตัวเลขที่แสดงถึงความสมหวังของผู้ที่มาไหว้ขอพรจากหลวงพ่อ

โดย: สืบเสาะเจาะข่าว [13 ส.ค. 47 20:44> ( IP A:64.110.74.244 X: )
ความคิดเห็นที่ 19
อีกมุมมองของโบสถ์หลวงพ่ออันสวยงาม การเดินทางเมื่อใช้เส้นทาง 323 ข้ามสะพานลอยเพื่อใช้เส้นทางไปบ้านโป่ง-กาญจนบุรี ลงจากสะพานลอยประมาณ 100 เมตร ชิดซ้ายเลี้ยวเข้าวัดถึงที่หมายพอดี

โดย: สืบเสาะเจาะข่าว [13 ส.ค. 47 20:50> ( IP A:64.110.74.244 X: )
ความคิดเห็นที่ 20
โบสถ์อันวิจิตรสวยงามของวัดม่วง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี

โดย: รักบ้านเกิด [11 ก.ย. 47 16:03> ( IP A:203.150.217.111 X: )
ความคิดเห็นที่ 21
อาคารพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ศูนย์รวมแห่งการศึกษาประวัติความเป็นมาเรื่องราวในอดีตของชุมชน ด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมเกิดขึ้นจากความร่วมมือของชาวบ้าน วัด และนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยศิลปากร ภายในอาคารการแสดงจัดแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ดังนี้ คือ
1. ว่าด้วยเรื่องลุ่มแม่น้ำแม่กลอง ที่เอื้อต่อการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ เส้นทางติดต่อทางการค้า
2. ว่าด้วยเรื่องสังคมวัฒนธรรมท้องถิ่น ความสัมพันธ์ของชุมชนบ้านม่วงกับชุมชนอื่น
3. ว่าด้วยเรื่องงานศิลปะในพุทธศาสนาของชาวบ้านม่วง เช่น ธรรมาสน์มอญ ผ้าพระบฎ ตู้พระธรรม คัมภีร์อักษร
4. ว่าด้วยเรื่องวิถีชีวิตชาวบ้านม่วง การทำมาหากิน ความเชื่อเรื่องพุทธศาสนา
5. ว่าด้วยเรื่องบ้านม่วงกับการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตชุมชน
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดเฉพาะวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น.

โดย: รักบ้านเกิด [11 ก.ย. 47 16:33> ( IP A:203.150.217.111 X: )
ความคิดเห็นที่ 22
ประวัติศาลเจ้าแม่เบิกไพร
ศาล เจ้าแม่เบิกไพร ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ตำบลเบิกไพร อำเภอเบิกไพร จังหวัดราชบุรี ประมาณในรัชสมัยกรุงธนบุรีหรือประมาณ พ.ศ 2317 เมืองราชบุรี(เมืองคูบัว)เป็นเมืองท่ามีการติดต่อค้าขายกั
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 245
บชาวต่างประเทศมีพ่อค้าชาวจีนซึ่งเคารพศรัทธาต่อ องค์เจ้าแม่เทียงโหวเซี้ยบ้อ จากเมืองจีนได้นำผงธูปติดตัวมาด้วยเพื่อเป็นที่พึ่งทางใจระหว่างเดินทางโดย ได้เดินทางมาทางเรือและได้มาติดต่อค้าขายกับพ่อค้าชาวจีนในเมืองไทยเมื่อมา ถึงเมืองคูบัว(ราชบุรี)ซึ่งเป็นเมืองท่าได้เดินทางมาที่บ้านโป่งโดยเดินทาง มาตามลำน้ำแม่กลองเมื่อมาถึงตำบลเบิกไพร(ในสมัยนั้นเป็นชุมชนการค้าขายตาม ประวัติอำเภอบ้านโป่งจากหนังสือลุ่มแม่น้ำกลองของมหาวิทยาลัยศิลปกรและ จดหมายเหตุเมืองราชบุรีซึ่งหาหลักฐานได้ที่วัดม่วง) สถานที่นั้นถูกต้องตามตำราการสร้างศาลและยังมีคุ้งน้ำวนใกล้บริเวณและสมัย นั้นบ้านคุ้งพยอมและบ้านเบิกไพรเป็นชุมชนที่แลกเปลี่ยนสินค้ากันจึงได้สร้าง ศาลเล็กๆขึ้นหลังหนึ่งติดกับลำน้ำแม่กลองและได้นำผงธูปขององค์เจ้าแม่เทียง โหวเซี้ยบ้อตั้งประดิษฐไว้(ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างศาลรูปทรงไหน)หลังจาก นั้นพ่อค้าชาวจีนก็เดินทางค้าขายไปมาแต่มิได้นำกระถางธูปขององค์เจ้าแม่ เทียงโหวเซี้ยบ้อกลับไปเมืองจีนแต่อย่างใด ชาวบ้านโป่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีนก็ได้นมัสการองค์เจ้าแม่เทียงโหวเซี้ยบ้อสืบ สานต่อจจากพ่อค้าชาวจีนตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาและได้ขนานนาม เจ้าแม่เทียงโหวเซี้ยบ้อว่า เจ้าแม่เบิกไพร ตามตำบลที่อยู่กิตติศัพท์อภินิหารของเจ้าแม่เบิกไพรเป็นที่รู้จักเรื่องลือ ในตลาดบ้านโป่งเป็นอย่างยิ่ง เป็นผลให้มีผู้ที่เลื่อมใสศรัทราในตัวองค์เจ้าแม่เบิกไพรเดินทางไปนมัสการ กันมากขึ้น ทำให้ศาลเล็กๆหลังนั้นไม่พอเพียงสำหรับชาวบ้านโป่งและละแวกใกล้เคียงที่มา นมัสการองค์เจ้าแม่เบิกไพร ประกอบกับในฤดูน้ำหลากได้เซาะตลิ่งพังทลายจนถึงที่ตั้งของศาล ชาวบ้านโป่งจึงได้สร้างศาลใหม่ เป็นการสร้างศาลครั้งที่ 2 ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างศาลลักษณะใด พอถึงฤดูน้ำหลาก น้ำได้เซาะตลิ่งพังทลายลงทุกปีจนถึงบริเวณที่สร้างศาลชาวบ้านโป่งจึงได้ สร้างศาลขึ้นใหม่ เป็นการสร้างศาลครั้งที่ 3 หลายปีต่อมาน้ำได้เซาะตลิ่งพังลงจึงได้สร้างศาลหลังใหม่ขึ้นอีก เป็นการสร้างศาลครั้งที่ 4 ลักษณะศาลเป็นหลังคามุงจาก ฝาไม้กระดาน อยู่ด้านหน้าหลังศาลเป็นเรือนจีน ฝากระดานหลังคามุงกระเบื้อง มีโรงผู้รักษาดูแลอยู่ติดกันมีชาวจีนคอยดูแล 3 คน ข้างศาลมีตนไม้ใหญ่มีต้นคัดค้าวเลื้อยเกาะต้นไม้อยู่บนศาล บริเวณศาลมีต้นมะพลับใหญ่ๆ อยู่หลายต้น อภินิหารความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าแม่เบิกไพร เป็นที่เคารพศรัทธาของชาวเบิกไพรเป็นอย่างยิ่งมีผู้เคารพศรัทธาแรงกล้าคือ นายกล่ำ อ่อนแช่ม ได้มอบที่ดินมีเนื้อที่ 604 ตาราวาซึ่งอยู่ติดกับลำน้ำแม่กลอง ในปี พ.ศ. 2466 มอบถวายแด่องค์เจ้าแม่เบิกไพรโดยนายกล่ำ อ่อนแช่ม ได้ทำเรื่องมอบที่ดินให้กรมการปกครอง เมื่อ พ.ศ. 2466 มาแล้วโดยยกให้กรมการปกครองเป็นเจ้าของโฉนด และกระทรวงมหาดไทยได้ออกโฉนด หมายเลขที่ 2719 ขึ้นในวันที่ 8 มกราคม 2467 ต่อมาในปี พ.ศ. 2482 ทางราชการได้ทำคันดินกั้นน้ำพร้อมถนนตัดผ่านหลังศาลเจ้าแม่เบิกไพรในสมัย นั้นจึงได้สร้างศาลเจ้าแม่ขึ้นใหม่ เป็นการสร้างครั้งที่ 5 ได้สร้างขึ้นเมื่อวันจันทร์ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2482 ปีเถาะ (ตรงกับวันจีน เจียวเหว่ยจับชิกมิ่งก๊กยี่เก๋านี้ ปีมะโรง ปีที่ 29) พร้อมทั้งคณะกรรมการเถ้านั้งประจำปี และชาวตลาดบ้านโป่งละแวกใกล้เคียง รวมทั้งจังหวัดอื่นๆ ที่มานมัสการองค์เจ้าแม่ ได้ร่วมกันบริจาคทรัพย์สร้างศาล หลังใหม่ได้สร้างโครงเป็นปูนหลังค่าสังกะสี ยังได้สร้างรูปเหมือนองค์เจ้าแม่เทียงเซี้ยบ้อ ซึ่งได้ให้ช่างฝีมือแกะสลักชาวจีนมาแกะสลักพร้อมกับช่างก่อสร้างศาล ซึ่งเดินทางมาจากประเทศจีน ขณะก่อสร้างศาลยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ในปี พ.ศ. 2484 ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้นทำให้การก่อสร้างศาลต้องหยุดชะงัก คณะกรรมการส่วนใหญ่เป็นชาวจีน ต้องหลีกลี้หนีภัยสงครามกัน ในปี พ.ศ. 2485 นางทิพย์ อ่อนแช่ม นางวาด พยอมหอม นางมูน พันเปรม นายหมู อ่อนแช่ม ทายาทนายกล่ำ อ่อนแช่ม ได้แบ่งเนื้อที่ 27 ตาราวา ซึ่งคณะกรรมการได้ปลูกศาลล้ำที่เข้าไปได้ทำหนังสือสัญญายกให้ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ.2485 โฉนดหมายเลข 3518 ลงวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ.2498
โดย: คนเก่าคนแก่ [16 ก.ย. 47 9:20> ( IP A:203.150.217.113 X: )
ความคิดเห็นที่ 23
ปีพ.ศ.2488 สงครามโลกครั้งที่ 2ได้ยุติลง เมื่อการค้าเศรษฐกิจในตลาดบ้านโป่งเข้าสู่สภาวะปกติก็คิดจะบูรณะศาลเจ้าแม่ ใหม่ ในปี พ.ศ.2497 ได้เกิดอัคคีภัยในตลาดบ้านโป่งไฟได้เผาผลาญบ้านเรือนและร้านค้าในตลาด บ้านโป่งจนหมดทั้งตลาดคณะกรรมการที่คิดจะบูรณะศาลเจ้าแม่ ก็หยุดชะงักลงอีกครั้ง ต่อมาในปี พ.ศ 2503 คณะกรรมการก็ได้บูรณะศาลเจ้าแม่ขึ้นใหม่โดยได้ตกแต่งภายในศาลให้สวยงามดั้ง ที่ได้เห็นในปัจจุบันนี้ ได้ให้ช่างฝีมือดีจากชาวจีน โดยเริ่มตกแต่งภายในศาลขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2503 ปีชวด(เดือน 3 แรม 1 ค่ำ)ตรงกับวันจีน เจียวเหว่ยจับชิก มิ่งก๊กสี่จับเก๋านี้ ปีที่ 49 พร้อมทั้งคณะเถ้านั้งประจำปีได้ช่วยกันบูรณะตกแต่งศาลเจ้าแม่ให้สวยงาม ต่อมาน้ำเ
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 246
ซาะตลิ่งพังลงมาอีก ประกอบทั้งจระเข้มาขุดดินบริเวณตลิ่งหน้าศาล จึงต้องสร้างเขื่อนกั้นดินขึ้น และป้องกันถนนบริเวณหน้าศาลพังทลายลง ในปี พ.ศ. 2510 ได้ก่อสร้างแทงค์น้ำ อยู่ใกล้ประตูริมรั้วด้านหน้า ต่อมาในปี พ.ศ. 2520-2524 ได้รื้อแทงค์น้ำเก่าออกไป และได้สร้างแทงค์น้ำขึ้นมาใหม่ใหญ่กว่าเดิม พร้อมทั้งสร้างรั้วอาณาเขตบริเวณศาล และเทพื้นคอนกรีตรอบๆ บริเวณศาลเจ้าแม่ดังที่เห็นในปันจุบัน ต่อมาปี พ.ศ. 2535 ผู้ใหญ่เนียร กันขำ มีความประสงค์จัดสร้างถนนราดยาง เพื่อให้คนมานมัสการองค์เจ้าแม่เบิกไพรได้เดินทางสะดวกขึ้น และเป็นประโยชน์ต่อคนตำบลเบิกไพรเป็นอย่างยิ่ง ได้ไปปรึกษานางละออง ศรีคำ เพื่อขอให้คณะกรรมการที่เหลืออยู่ มาช่วยก่อสร้างถนน จึงได้ไปที่ร้านลี้ไฮ้กี่ ขอให้นายไพศาล ลีฬหกุล ทายาทร้านลี้ไฮ้กี่กรรมการที่เหลืออยู่มาช่วยสร้างถนนแห่งนี้ นายไพศาลจึงได้ไปเชิญ บุคคลหลายท่านมาช่วยการทำงาน ขณะก่อสร้างถนนอยู่นั้นในปี พ.ศ.2536 นายเป๋ง แซ่เฮ้ง(ประธานก่อสร้างถนน )ได้เสียชีวิตลง นายไพศาล จึงได้ไปเชิญ พ.ต.ท.ทองฤิทธิ์ ศรีนวล รอง ผ.ก.ก. สันติบาลเขต 7 เป็นที่ปรึกษาการก่อสร้างถนนแห่งนี้ได้รับความร่วมมือจากชาวตำบลเบิกไพร หมู่ที่ 1 ช่วยกันบริจาคที่ดิน เพื่อขยายถนนให้กว้างและได้มาตราฐาน ตั้งแต่ทางแยกท่าควาย จนถึงบริเวณหน้าศาลเจ้าแม่เพื่อให้ผู้เคารพนับถือองค์เจ้าแม่ ได้เดินทางมานมัสการได้สะดวกขึ้นและนำความเจริญมาสู่ท้องถิ่นของชาวตำบลเบิก ไพร ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2539 ทางอำเภอบ้านโป่ง โดยนายสมพงษ์ บุญฑริก ปลัดอำเภอฝ่ายทะเบียนได้จัดส่งศาลเจ้าแม่เบิกไพร เข้าประกวดศาลเจ้าทั่วประเทศ เป็นครั้งแรกของอำเภอบ้านโป่ง ที่ได้จัดส่งศาลเจ้าแม่เบิกไพรเข้าประกวดในครั้งนี้และได้รับรางวัล “ศาลเจ้าแม่ดีเด่น” ในเขตภาคกลาง 20 จังหวัด ได้เข้ารับรางวัลศาลเจ้าดีเด่น เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม พ. ศ. 2539 นำความปลื้มปิติมาสู่ชาวอำเภอบ้านโป่ง เป็นอย่างยิ่ง
โดย: คนเก่าคนแก่ [16 ก.ย. 47 9:30> ( IP A:203.150.217.112 X: )
ความคิดเห็นที่ 24
รายชื่อโรงแรมในอำเภอบ้านโป่ง
1. ไทยนำริเวอร์ไซค์ 032-211947 อำเภอบ้านโป่ง
2. ซีซาร์พาเลส 032-200052-3 อำเภอบ้านโป่ง
3. ลักกี้โฮเต็ล 032-211227 อำเภอบ้านโป่ง
4. วิลล่าโฮเต็ล 032-221321 อำเภอบ้านโป่ง
5. เกษมสุข 032-200662-3 อำเภอบ้านโป่ง
6. นิวศิริสัมพันธ์ 032-211595 อำเภอบ้านโป่ง
7. ไทยนิวโฮเต็ล 032-200155-6 อำเภอบ้านโป่ง
8. บ้านโป่งอินน์ 032-221923 อำเภอบ้านโป่ง
9. ทิพย์โฮเต็ล 032-211346 อำเภอบ้านโป่ง
10. ศรีสวัสดิ์ 032-211027 อำเภอบ้านโป่ง
โดย: เที่ยวบ้านโป่ง [9 ต.ค. 47 23:11> ( IP A:203.150.217.115 X: )
ความคิดเห็นที่ 25
ถนนสายท่องเที่ยวในวันเดียว เมืองคนสวยโพธารามและเมืองคนงามบ้านโป่ง เริ่มตั้งแต่ บึงกระจับ-สระน้ำโกสินารายณ์-พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง-วัดใหญ่นคร ชุมน์-บึงวังมะนาว--วัดขนอนหนังใหญ่-วัดคงคาราม
การเดินทางจากกรุงเทพใช้ เส้นทางถนนเพชรเกษม ทางหลวงหมายเลข 4 หรือถนนบรมราชชนนี (ปิ่นเกล้า-นครชัยศรี) ทางหลวงหมายเลข 338 ซึ่งจะตัดกับถนนเพชรเกษม ที่นครชัยศรี เมื่อถึงจังหวัดนครปฐม ให้ขับรถลอดใต้สะพานผ่านจังหวัดนครปฐม มุ่งหน้าไปจังหวัดราชบุรี ประมาณ 15 กิโลเมตร ถึงแยกสะพานลอยเข้า อำเภอบ้านโป่ง และจังหวัดกาญจนบุรี ให้ชิดซ้ายขึ้นสะพานลอยเข้าอำเภอบ้านโป่ง ตาม ทางหลวงหมายเลข 323 ขับไปตามทางประมาณ 2 กิโลเมตร ด้านขวามือ ก็จะถึง บึงกระจับ หรือถ้าขับผ่านเลยไปอีก 6 กิโลเมตร ข้ามทางรถไฟจะถึงสามแยกเข้าตัวเมืองบ้านโป่ง ไม่ต้องเข้าตัวเมืองให้ขับตรงไปตามทางหลวงหมายเลข 323 จนกระทั่งถึงสี่แยกไฟแดง 1.ถ้าเลือกเลี้ยวขวาทางไปกาญจนบุรี ประมาณ 4 กิโลเมตรทางขวามือสังเกตจะเป็น สระน้ำโกสินารายณ์ ซึ่งอยู่ด้านหลัง บจ.เยื่อกระดาษสยาม 2.ถ้าเลือกเลี้ยวซ้ายจะเข้าตัวเมืองบ้านโป่ง 3.ถ้าเลือกตรงไป เขาช่องพราน ทางหลวงหมายเลข 3089 ที่มีค้างค้าวหลายร้อยล้านตัว ข้ามแม่น้ำไปประมาณ 7 กม. ด้านซ้ายมือจะมีป้ายบอกทางเข้า พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง เลี้ยวเข้าไปประมาณ 3 กม.ก็จะถึงที่หมายด้านซ้ายมือ คือ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง ด้านหลังวัดจะมีสะพานรถสวนกันไม่ได้ข้ามแม่น้ำแม่กลอง ขับข้ามสะพานเลี้ยวซ้ายไปเพียง 1 กิโลเมตรก็จะถึง วัดใหญ่นครชุมน์ จากนั้นย้อนกลับมาใช้เส้นทางเดิมขับเลยวัดม่วงไปอีกประมาณ 2 กม.ข้ามสะพานข้ามคลองเล็กๆรถสวนกันไม่ได้ ขับข้ามสะพานให้เลี้ยวขวาเชิงสะพานทางลูกรัง ประมาณ 400 เมตร ก็จะถึง บึงวังมะนาว ออกจากบึงวังมะนาว ขับเลยไปประมาณ 2 กิโลเมตรทางขวามือเป็นทางเข้า วัดรับน้ำ หรือขับไปอีก 1.5 กิโลเมตร ซ้ายมือก็จะเป็น วัดขนอนหนังใหญ่ ขับไปอีก 2 กม.จะเจอสามแยก วัดเกาะ ให้เลี้ยวซ้ายตาม ทางหลวงหมายเลข 3090 ขับข้ามสะพานข้ามแม่น้ำแม่กลอง ถ้าเลี้ยวซ้ายเชิงสะพานไปอีก 1.5 กม. ด้านซ้ายมือจะเป็น วัดคงคาราม ที่นี่จะมีจิตรกรรม
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 247
ฝาผนังเก่าแก่น่าชม หรือถ้าเลี้ยวขวาเชิงสะพานไปประมาณ 100 เมตร ก็จะถึง วัดไทรอารีรักษ์ ถือว่าเส้นทางที่แนะนำมาทั้งหมดเป็นสายท่องเที่ยวของจังหวัดเลยก็ว่าได้ ขอให้สนุกกับการเที่ยวภาคตะวันตก

โดย: คนสวยโพธารามคนงามบ้านโป่ง [25 ม.ค. 48 21:11> ( IP A:203.150.217.119 X: )
ความคิดเห็นที่ 26
อยากไปดูหนังที่โรงหนังโฆษิตจังเลยอ่ะฮือๆๆ..อยู่ไกลตอนนี้กลับมาดูไม่ได้แล้วเป็นไงมายเฮ้ส์หนุกป่ะตอนนี้
โดย: เด็กซ่าส์ถานีรถไฟจ่ะ [1 พ.ย. 48 8:40> ( IP A:62.195.247.211 X: )
ความคิดเห็นที่ 27
สวัสดีทุกท่าน
เรา เป็นคนที่เกิดที่ตำบลวัดบ้านม่วง บ้านอยู่ติดกับวัด และแม่น้ำแม่กลอง แต่ย้ายมาอยู กรุงเทพนานแล้ว ตั้งแต่จบ ประถม วันนี้ได้อ่านเรื่องราวถิ่นกำเนิดตัวเองแล้วคิดถึงความหลังครั้งยังเด็ก ไม่เคยกลับไปนานแล้วเป็นเวลานาน อ่านบทความแล้วเห็นภาพว่าที่นั่นคงเจริญมากๆทีเดียว ที่สำคัญไม่เคยรู้เรื่องประวัติเจ้าแม่เบิกไพรเลยทั้งที่ตอนเด็กเคยนั่งเรือ ผ่านและยกมือไหว้ทุกครั้งที่ผ่าน (ยายสอนให้ไหว้) ไว้มีโอกาสเมื่อไหร่จะแวะไปสักครั้ง คิดว่าตอนนี้ทุกบ้านคงมี internet กันทุกบ้านแล้วมั้ง
จาก
สาวมอญคนสวย
โดย: suwannes@hotmail.com [31 พ.ค. 50 15:59> ( IP A:125.25.77.167 X: )
ความคิดเห็นที่ 28
มาเยืยน จากเด็กบ้านโป่ง มุลนิธิรวมใจ ราชบุรี
โดย: เด็กราดรี [21 มิ.ย. 50 14:47> ( IP A:203.158.221.227 X: )
ความคิดเห็นที่ 30
ช่วงเทศกาลออกพรรษา ยังมีการแข่งขันเรือยาว ที่ วัดใหญ่ และอีกหลายวัดตามวันเวลาที่แต่ละวัดจะกำหนดขึ้น รับรองว่าสนุกและไม่เหมือนใคร
โดย: คน มอญ [31 ก.ค. 50 16:17> ( IP A:58.181.129.86 X: )
ความคิดเห็นที่ 36
ผมขอตามหาเพื่อน เป็นคนแถววัดบ้านม่วง บ้านติดแม่น้ำแม่กลอง ชื่อเล่น พั้ง ชื่อเดิม สำลี เล่อยิ้ม เปลี่ยนเป็น วรัญญา เล่อยิ้ม เคยมาทำงานที่เครือสหพัฒน์ ศรีราชา แล้วไปทำงานต่อที่ กทม. บ.ck shoe ไม่ได้เจอกันนานแล้ว ตอนนี้ติดต่อไม่ได้ เบอร์มือถือคงเปลี่ยนใหม่แล้ว ถ้าใครรู้จัก วานบอกให้เขาติดต่อหาเพื่อนชื่อ ต๋อม ด้วย เบอร์ติดต่อ 081-3984041
โดย: noppadol@thailube.co.th [14 ก.ย. 50 21:04> ( IP A:202.91.18.204 X: )
ความคิดเห็นที่ 37
อำเภอ บ้านโป่ง
เป็น อำเภอ ที่ ถูกขนานนามเรียกว่าเป็น (เมืองคนงาม) (คุณแม่เป็นชาว ไทย – รามัญ) แห่งเมืองคนงาม ต้นสกุล (ติเยาว์) มาช้านานแล้ว และจังหวัดราชบุรี ก็เป็นจังหวัดที่มีเขตการติดต่อกับจังหวัดเพชรบุรี เมื่อสมัยก่อนนั้นคุณปู่เคยเป็นนายอำเภออยู่ที่ อำเภอ ท่ายาง จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ และ คุณลุง ก็เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัด เพชรบุรี เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๗ – ๒๕๓๑ คือ คุณลุง เชาวน์วัศ สุดลาภา คือหลังจากคุณลุงเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด กรุงเทพมหานคร เมื่อ ปี ๒๕๒๒ – ๒๕๒๔ และเป็นผู้ว่าราราชการจังหวัดลพบุรี เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๐ – ๒๕๒๒ และคุณลุงก็เป็น (ส.ส) ๔ สมัย และสอบได้ที่ ๑ ทั้ง๔ สมัยซ้อน และได้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง มหาดไทย ถึง ๒ ครั้งสมัย และที่ผมกล่าวถึง จังหวัดราชบุรีนั้นทางทิศ ตะวันตก นั้นติด กับจังหวัด กาญจนบุรี ครั้นที่เมื่อสมัยที่คุณปู่ มงคล สุดลาภา เป็น นายอำเภออยู่ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถึง ๒ อำเภอ คือ อำเภอปราณบุรี อำเภอบางสะพาน และเป็น นายอำเภอที่ จังหวัด เพชรบุรีถึง ๒ อำเภอ คือ อำเภอ ชะอำ และอำเภอ ท่ายาง ก่อนที่ คุณปู่มงคล สุดลาภา จะมาเป็น นายกเทศมนตรี คนที่ ๑๖ ของอำเภอ เมือง จังหวัด กาญจนบุรี และเป็น ปลัด จังหวัด กาญจนบุรี และคุณปู่มงคล สุดลาภา ก็ได้เป็น ผู้ตรวจการกระทรวง มหาดไทย ซึ่ง ความสัมพันธ์กัน ระหว่าง (อำเภอ บ้านโป่ง) จังหวัด ราชบุรี ถึงจังหวัดเพชรบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัด กาญจนบุรี และจังหวัด สุพรรณบุรี นั้น (คุณลุงเคยเป็น นายอำเภอที่สุพรรณบุรี) ถ้าจะให้พูดกันแล้ว ตระกูล สุดลาภา ก็เป็นนักการเมือที่มีชื่อเสียงทางด้านการปกครอง และการทำประโยชน์มากมายมหาศาล ในหลายๆด้านให้กับประเทศชาติและเขต ๗ มาช้านาน แล้ว ส่วน กระผม นาย ฑีพัตรยศ สุดลาภา ก็มี คุณแม่ เป็นคนไทย – รามัญ ในอำเภอ บ้านโป่งจังหวัดราชบุรี (ตระกูล “ติเยาว์”) และก็มีย่าใหญ่ (ย่าทวด) ต้นสกุล “สุปัญโญ” ที่ จังหวัด ลพบุรี และ คุณพ่อ ของย่าทวดผม ก็มี ยศ เป็น “เจ้าพระยา” แห่งเมืองลพบุรี เป็น(เจ้าเมือง)ในสมัยแห่ง รัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว




ประวัติ และความเชื่อของชาว รามัญ ใน อำเภอบ้านโป่ง (เมืองคนงาม) จ.ราชบุรีนายฑีพัตรยศ สุดลาภา ชื่อเล่น (ลูกหิน) คุณแม่ของผมเป็นชาวมอญรามัญ เพราะ คุณตา และ คุณยาย เป็นชาวไทย – รามัญ ทั้ง ๒ ฝ่าย ต้นตระกูล (ติเยาว์)<
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 248
br>

ประวัติและความเชื่อของชาว รามัญ ใน อำเภอบ้านโป่ง (เมืองคนงาม) จ.ราชบุรีนายฑีพัตรยศ สุดลาภา ชื่อเล่น (ลูกหิน) คุณแม่ของผมเป็นชาวมอญ (รามัญ) เพราะคุณตา กับคุณยายเป็นชาวรามัญทั้ง 2 ฝ่าย (คุณแม่นามสกุล ติเยาว์) และเล่าให้ฟังว่าสมัยเมื่อหลายร้อยปีก่อน ตระกูลทางคุณแม่ของผมนี้ได้เดินทางมาจาก กรุงหงสาวดี
แล้วเดินทางเข้ามา อยู่ใน อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี และที่บ้านของผมยังมีประเพณีประจำตระกูลก็คือการนับถือ ผีมอญ และก็มีความเคร่งในศาสนสพุทธ จากความเชื่อเรื่องผีมอญ(ผีตระกูลหรือผีบรรพบุรุษนี้ทำให้เกิดการมีประเพณี รำผีมอญ
มูลเหตุของการรำผีมอญ เนื่องมาจากความเชื่อที่ว่า ชาวมอญมีผีรักษา หรือผีประจำคระกูลเรียกเป็นการทั่วไปว่า “ผีมอญ” ซึ่งผีนี้มีหน้าที่คอยปกปักรักษาสมาชิกในครอบครัวให้อยู่เย็นเป็นสุข แต่มีข้อแม้ว่า ห้ามล่วงละเมิดหรือ “ทำผิดผี” ด้วยประการทั้งปวงเช่น ห้ามคนตั้งครรภ์ที่ไม่ใช่ลูกสาวของเจ้าเรือนนอนในเรือน ห้ามคู่สามีและภรรยาที่ไม่ได้อยู่ร่วมผีเดียวกันกับเจ้าเรือน ร่วมหลับนอนในเรือน ห้ามเจ้าเรือนกินอาหารร่วมสำรับกับแขกผู้มาเยือน ฯลฯ
การ”ผิด ผี” จะส่งผลให้คนในบ้านเกิดเจ็บไข้ไม่สบาย เมื่อหมอดูทำนายว่าเป็นเพราะผู้ กระทำ ก็จะจัดหาวันเพื่อทำพิธีรำผีมอญ ซึ่งก็คือกระบวนการแสดงขอขมา หรือลุโทษแก่โทษ ที่ได้กระทำล่วงเกินผีนั่นเอง ชาวมอญราชบุรี ไม่ทำพิธีรำผีมอญบ่อยครั้งนัก หากเลี่ยงได้ก็จะเลี่ยง เนื่องจากการรำผีมอญแต่ละครั้งจะต้องใช้เงินค่อนข้างมาก อีกประการหนึ่งเป็นการประกาศว่า บ้านเรือนหลังนี้ ได้มีผู้ทำผิดผี จึงได้เกิดการรำผีมอญเกิดขึ้น ดังนั้นวิธีการเลี่ยงที่ดีและง่าย คือการปฏิบัติกิจของคนในครอบครัวมิให้ผิดผี ซึ่งเท่ากับเป็นการคุมพฤติกรรมให้อยู่ในกรอบของความเหมาะควร เมื่อทุกคนเคารพ ถือผีของกันและกัน ก็คือการเคารพหลักให้อยู่ร่วมกันอย่างมั่นคง การนับถือผีของชาวมอญจึงเป็นเรื่องที่มีเหตุผล และเคารพยึดถืออยู่ตลอด

ประวัติและความเป็นมา
ชาว มอญ เรียกแผ่นดินตนเองว่า”รามัญประเทศ” และส่วนคำว่า”รามัญ” นั้นมาจากภาษาบาลีว่า ”รามญญ” ในปัจจุบันที่ชาวไทย-มอญ ตั้งหลักแหล่งเป็นกลุ่มใหญ่ ได้แก่อำเภอ ปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ รองลงมาคือ อำเภอบ้านโป่ง อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี และในจังหวัด
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 38
กาญจนบุรี ส่วนในตอนเหนือจะพบในจังหวัดลำปาง ลำพูน และเชียงใหม่ นอกจากนั้นยังมีกระจัดกระจายเป็นกลุ่มเล็กๆ อยู่ในจังหวัด สมุทรสงคราม นครปฐม เพชรบุรี สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา นครราชสีมา นครสวรรค์ ฉะเชิงเทรา ปราณบุรี เป็นต้น

ความเป็นมาของมอญราชบุรี ชาวมอญราชบุรีนั้นนับถือพุทธศาสนาตั้งแต่อยู่ในประเทศพม่า โดยมีหงสาวดีเป็นเมืองหลวง ครั้นเมื่อหนีภัยมาอยู่ในแดนสยาม การนับถือพระพุทธศาสนาก็ยังคงมั่นเมื่อปักหลักรวมพลตั้งเป็นชุมชนขึ้นที่ใด ก็มักจะสร้างวัดเป็นศุนย์รวมใจ เช่นเดียวกับชาวมอญรุ่มแม่น้ำแม่กลอง หลักฐานการสร้างวัดม่วง อำเภอบ้านโป่ง-- -โพธาราม ว่ามีการสร้างเมื่อในปี พ.ศ 2223 ต่อมาได้ค้นพบในคัมภีร์หมายเลข 321
ขึ้นที่วัดม่วง ความนั้นว่าผู้จารึกชื่ออุตตมะ เป็นชื่อขณะที่ยังเป็นพระ จารึกเอาไว้ในวัดม่วง แล้วเสร็จเมื่อตะวันบ่าย วันศุกร์ แรม 6 ค่ำ “ศักราช1000” หรือ พ.ศ2181 ตัวเลขศักราชที่เป็นทางการว่าวัดม่วงสร้างเมื่อ พ.ศ 2223 กับที่ค้นพบใหม่คือ พ.ศ2181 นั้นต่างกัน หากศักราชใหม่เป็นจริงนั้นแสดงว่า วัดม่วงบ้านโป่งต้องสร้างมาก่อนปีพ.ศ2181 เพราะอย่างน้อยต้องมีวัดมาแล้วก่อนที่จะมีพระภิกษุชื่อ อุตตมะมาจารึกไว้ในใบลาน แต่ประเด็นสำคัญก็คือ ชาวมอญได้ร่วมกันสร้างวัดเพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจ และวัดก็ได้มีบทบาทต่อสังคมของชาวมอญเสมอมา ภายหลังที่ชาวมอญจากถิ่นอื่นๆเช่น จากกรุงเทพฯ ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ มาอยู่อาศัยร่วมกับชาวมอญยุคบุกเบิก โดยมาอาศัยอยู่ในหมู่เครือญาติ มาแต่งงานเป็นเขย หรือเป็นสะใภ้กับชาวมอญด้วยกัน รวมถึงการหนีภัยสงครามจากการทิ้งระเบิดที่กรุงเทพฯ สมัยสงครามโลกครั้งที่2 จึงทำให้ชาวมอญรุ่มแม่น้ำแม่กลองขยายตัวขึ้นเป็นลำดับ ต่อมาเมื่อมีการคมนาคมและระบบชลประทานมรการพัฒนามากขึ้น เช่น การตัดถนนเข้าสู่ชุมชน การสร้างทางรถไฟผ่าน การสร้างเขื่อนเขาแหลม จังหวัดกาญจนบุรี ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวมอญราชบุรีในเขตบ้านโป่ง และโพธาราม มีคนในชุมชนออกไปทำงานรับจ้างนอกท้องถิ่น และมีคนต่างท้องถิ่นเข้ามาอยู่ในชุมชน แต่ ชาวมอญ โดยเฉพาะที่บ้านม่วง อำเภอบ้านโป่ง และตำบลคลองตาคต อำเภอโพธาราม
เป็นแหล่งชุมชนที่ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีมอญไว้ได้อย่างค่อนข้างมาก
ชุมชนบ้านม่วงนี้มีวัดม่วงเป็นศูนย์กลาง วัดม่วงเจริญมากเพราะมีหลวงปู่เข็มเป็นองค์อุปัชฌาย์ตอนนั้นองค์เดียว ชาวมอญ ช
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 249
าวกระเหรี่ยงตอนเหนือลุ่มแม่น้ำแม่กลองขึ้นไปจน ถึงเมืองกาญจนบุรีล่องแพมาบวช บางคนก็มาหาเจ้าภาพชาวบ้านม่วงให้บวชให้ ตนลาวจากหนองปลาหมอ และชาวมอญสองฝั่งตอนบนก็บวชที่วัดม่วงกัน
ศรัทธาสอง ฟากฝ่าย ชาวมอญราชบุรีนั้นเฉกเช่นชาวไทยทั่วๆไปที่มีความเชื่อดั้งเดิมในเรื่องผี ขนานไปกับการนับถือพุทธศาสนาแต่ในกรณีของชาวมอญแล้ว ดูเหมือนว่าความเชื่อทั้งสองประการจะเข้มไปคนละแบบ เพรากิติศัพท์ในเรื่องของพระมอญเคร่งพระวินัยเป็นที่เรื่องลือคงความ สมณสารูปไว้ได้มาก ถึงขั้นกล่าวกันว่า เป็นแบบอย่างให้เกิดธรรมยุติกนิกายในช่วงรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ครั้นเมื่อตั้งธรรมยุติกนิกายขึ้นแล้ว มีพระภิกษุชาวมอญ คือพระไตรสรณธัช (เย็น) นำไปเผยแพร่ที่เมืองมอญอีกทอดหนึ่ง
ชาวมอญ ราชบุรี ในท้องที่บ้านโป่งและโพธารามเองยังศรัทธามั่นคง เข้าวัด ทำบุญอยู่เสมอมา กิจการงานใดที่เนื่องด้วยพระศาสนาก็ร่วมแรงแข็งขันเป็นอันดี การปฏิบัติต่อพระสงฆ์นั้น ถือเสมือนป็นบุคคลพิเศษ อุบาสกอุบาสิกาผู้สูงวัยชาวมอญ ราชบุรี ยังเลี่ยงที่จะเหยียบหรือยืนทับเงาของพระสงฆ์ ความใส่ใจในสิ่งอันละเอียดอ่อนเช่นนี้ สื่อให้เห็นจรรยามารยาทของกลุ่มชนที่ได้รับการอบรมทางด้านศีลธรรมมาเป็น อย่างดี
ส่วนศรัทธาในอีกฝ่ายนั้น ชาวมอญราชบุรียังคงนับถือผีมอญ ซึ่งจำแนกได้เป็นหลายอย่าง เช่น ผีบรรพบุรุษ ผีตระกูล ผีเมีย ผีครูอาจารย์ ผีลูกหลาน ฯลฯ ตลอดจนผีไร้ญาติ ด้วยเหตุนี้ชาวมอญจึงนำเรื่องผีมาเป็นเรื่องจำแนก เพื่อจัดระเบียบคนในสังคมตนเอง กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ชาวมอญถือหลักความเชื่อเรื่องผีมาเป็นเกณฑ์ในการนับเครือญาติที่ร่วมถือผี เดียวกัน ถือผีต่างกัน ซึ่งวิธีการนี้น่าจะมีมาก่อนพุทธศาสนาจะเผยแพร่เข้าไปในหมู่ชาวมอญ
ความเชื่อศาสนาของชาวไทย เชื้อสาย มอญ
1. เชื่อกันว่าการทำบุญให้ทานอะไรก็ตามย่อมส่งผลถึงผู้ที่เราปรารถนาจะอุทิศ ส่วนกุศลให้ชาวไทยมอญส่วนใหญ่จะ “นิพพาน” โดยสังเกตได้จากคำอธิฐานที่ว่า “นิพพาน ปัจจะ โยโหตุ” ขอให้เป็นปัจจัย สำเร็จพระนิพพานด้วนเทอญ
2. เชื่อกันว่าการไปทำบุญ จะต้องแต่งตัวให้ถูกต้องตามกาลเทศะ ภาชนะที่ใส่อาหารไปทำบุญ จะต้องเตรียมไปอย่างปราณีต เพราะจะส่งผลไปถึงอนาคตชาติ
3.มีความเชื่อว่าการทำบุญที่ทำบุญแล้วได้บุญมากคือ
- การสร้างพระพุทธ คือ การสร้างพระพุทธรูป
- การสร้างพระธรรม คือการสร้างพระไตรปิฎก และพระอภิธรรม
- การสร้างพระสงฆ์ คือ การบวชพระ
4. มีความเชื่อ ในก
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 39
ารนับถือพระพุทธศาสนา ชาวไทยมอญมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก โดย ถือว่าพระพุทธเจ้าเป็นองค์เคารพ สักการบูชาสูงสุด
5. ความเชื่อ ในการนับถือพระพุทธศาสนา และเคร่งครัดในศาสนา พระมอญจึงถือเคร่งทางวินัยมาก ถึงกับมีคำที่ว่า “ถือศีลต้องพระไทย วินัยต้องพระมอญ” ซึ่งการถือศีลอย่างเคร่งครัดจึงเป็นต้นกำเนิดของพระธรรมยุติกนิกายในประเทศ ไทย
6. ปัจจุบันนี้พระมอญยังเคร่งครัดวินัยอยู่จะไม่เห็นพระมอญในเวลากลางวันอาบน้ำ ริมน้ำ มานั่งเล่นหน้าวัด เดินไปในหมู่บ้าน เป็นต้น
7. ในวัดมอญทุกวัด จะมีศาลเจ้าประจำมอญทุกวัด มอญเรียกว่า “ตะละพาน”
8. ชาวบ้านเคารพสถานที่ในวัด
9. ความเชื่อว่าวัดใน ช่อฟ้าใบระกา หน้าบันพัลทลายลงมาอย่าได้นำขึ้นไปอีก
10. มีความเชื่อว่าวัดใดกำลังปลุกเสกพระอยู่ ผู้หญิง สุนัข จะเข้าไปไม่ได้
11. มีความเชื่อ ในเรื่องการบวชเรียน มักจะเห็นว่า ชาวบ้านเดินผ่านหน้าโบสถ์ก็ต้องแสดงความเคารพกราบไหว้พระ ผู้หญิงห้ามเข้าไปในโบสถ์หรือบริเวณกุฏิพระ
12.มีความเชื่อ เมื่อบ้านใดมีทารกเกิดใหม่จะต้องนำทารกนั้นไปใส่ในกระด้งร่อน แล้วพูดว่า”สามวันลูกผี สี่วันลูกคน” ต่อเด็ก
13. มีความเชื่อ ในการโกนผมไฟ การโกนผมไฟ เป็นการสู่ขวัญเด็ก และสู่ขวัญบิดา มารดา เพื่อให้เกิดความสบายใจ ด้วยความเชื่อมั่นในความศักดิ์สิทธิ์ของพิธี ที่จะทำให้เป็นมงคลต่อเด็ก
14. มีความเชื่อว่า ทำดีได้ดี ทำประณีตได้ประณีต
15. มีความเชื่อ เกี่ยวกับการปลูกเรือนว่า เวลาสร้างบ้าน เวลาปลูกสร้างบ้านเรือนให้ปลูกวันเกิดของผู้สร้าง(เจ้าของ)
16.มีความเชื่อว่า เวลาปลูกบ้านต้องปลูกให้เสาเท่ากันหมด เชื่อว่าจะมีความสุข
17. มีความเชื่อว่า เมื่อจะขึ้นบ้านใหม่จะต้องเลือกวันและมีกำหนดเวลาไว้ว่าแต่ละวันจะทำอะไร
18. มีความเชื่อเกี่ยวกับ ความกตัญญูกตเวที น้องๆควรเชื่อฟังพี่คนโตซึ่งได้ถ่ายทอดจากผีบรรพบุรุษแห่งตระกูล
19. มีความเชื่อว่า ระบบเพื่อนบ้านและระบบเครือญาติทำให้การเป็นอยู่ในสังคม มีการพึ่งพา ถ้อยที ถ้อยอาศัยกันเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน ให้ความเกรงใจและให้ความเคารพนับถือกัน
20. มีความเชื่อว่า บุคคลที่นามสกุลเดียวกัน จะจัดงานบวชนาคกับงานแต่งงานในวันเดียวกันไม่ได้
21. เมื่อมีลูกสาวที่แต่งงานแล้ว จะให้ย้ายไปอยู่ที่อื่น ไม่ไห้น
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 250
อนบ้านเดียวกับพ่อแม่
22. มีความเชื่อว่า ตุ๊กตา เป็นสิ่งไม่ดี จึงห้ามนำเข้าบ้าน เพราะจะทำให้ไม่มีความสุข
23. มีความเชื่อเกี่ยวกับต้นไม้ว่าห้ามปลูกต้นราตรี ต้นลั่นทม ต้นพิกุล ไว้ในบ้าน เพราะต้นไม้เหล่านี้เป็นต้นไม้ที่อยู่ในวัด
24. มีความเชื่อว่า ต้นไม้ที่มีชื่อต่อไปนี้คือ ต้นโพธิ์ ต้นหว้า ต้นบุนนาค ต้นงิ้ว ถ้างอกขึ้นข้างๆบ้าน รีบทำลายเสียอย่าได้เก็บไว้ จะทำให้เจ้าของบ้านได้รับความเสียหาย
25. มีความเชื่อในเรื่องเต่า ชาวไทยมอญ จะไม่จับเต่ามาทำอาหาร ไม่จับตัวเต่าที่มีชีวิตเมื่อพบเห็นจึงต้องพูดว่า เต่าตัวนี้ตายแล้ว เพื่อเป็นการแก้เคล็ด แล้วนำเต่าไปปล่อย
26. มีความเชื่อว่า ศพคนตายจะต้องหันไปทางทิศเหนือ
27. มีความเชื่อว่า ภายใน 6 เดือน 9เดือน จะมีการทำพิธีไหว้ผีบ้านผีเรือน ปู่ย่า ตายาย โดยมีเครื่องไหว้ คือ กล้วย ไก่ หมู ขนมต้มแดง ขนมต้มขาว
28. มีความเชื่อว่า ที่บ้านชาวไทยมอญ จะต้องมีที่ตั้งบูชาผ๊บรรพบุรุษ มีวิธีเซ่นผี เลี้ยงผี พิธีรำผี

29. ,มีความเชื่อในการเคารพบรรพบุรุษ ไม่ว่าท่านจะล่วงลับไปแล้ว หรือว่าท่านจะมีชีวิตอยู่ก็ตามเพราะการเคารพเทิดทูนบรรพบุรุษ ย่อมนำความเจริญมาถึงตนและครอบครัวตามหลัพระพุทธศาสนาที่ว่า “ปูชะนียานัง” หมายถึงการบูชาคนที่ควรเคารพ
30. มีความเชื่อว่า บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วยังหิวโหยอยู่ ยังชอบรับประทานอาหาร ตามเทศกาล กล่าวคือ ขนมกาละแม จะมีในเทศกาลสงกรานต์ ขนมกระยาสารท มีในเทศกาลออกพรรษา ข้าวเม่าทอด มีในเทศกาลทอดกฐิน ข้าวต้มลูกโยนน้ำผึ้ง มีในวันเพ็ญเดือนสิบ
31. มีความเชื่อว่า บรรพบุรุษกับพวก เขาสามารถติดต่อกันได้ตลอดเวลา และมักจะพบว่า ผีบรรพบุรุษจะรู้ด้วยการเซ่นไหว้อยู่เสมอ การทำบุญต้องอุทิศส่วนกุศลให้ การแต่งงานถือว่าจำเป็นต้องบอกผีบรรพบุรุษทั้งสองฝ่ายรับรู้ โดยจัดสิ่งของเซ่นไหว้ เช่นผ้าขาว เหล้า ไก่ โดยผ่านเจ้าบ่าวเป็นฝ่ายจัดหา ที่เรียกว่าเครื่องขันหมากจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนหนึ่งให้เจ้าสาว เซ่นไหว้บรรพบุรุษของเจ้าสาว อีกส่วนหนึ่งให้เจ้าบ่าวนำไปเซ่นไหว้บรรพบุรุษของเจ้าบ่าว
32. มีความเชื่อว่า ผีบรรพบุรุษ เจ้าพ่อ เจ้าแม่ ที่เคารพมาแต่อยู่กรุงหงสาวดี แล้วอันเชิญมาประดิษฐานในชุมชนของตนเอง โดยปลูกศาลเจ้าให้เป็นที่สถิตดวงวิญญาณเหล่านั้น เพราะความผูกพันก็มีอยู่ตลอดเวลา
33. มีความเชื่อในเรื่องของผีบรรพบุรุษ
- ชาวไทยมอญมีความเชิอว่า ลูกชายคนโตของตระกูลจะเป็นผู้รับผีบรรพบุรุษต่อจาก บิดา มารดา หรือ คนรุ่นเก่าที่ล่วงลับไปแล้ว ที่บ้านจะมีที่ตั้งผีบรรพบุรุษ
- เชื่
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 40
อว่า ผีบรรพบุรุษจะสิงสถิตอยู่ที่เสาเอกของเรือนโดยมีสัญญาลักษณ์ที่แสดงให้เห็น ว่าเป็นเสาผี คือ หีบ หรือกระบุงใส่ผ้าผี ได้แก่ สไบ ผ้าซิ่น ผ้าขาวม้า แหวนหัวพลอยแดง แขวนไว้ที่เสาผี
34. เชื่อว่า การที่ผู้หญิงไปแต่งงานกับคนต่างตระกูลหรือต่างผี จะต้องทำพิธีคืนผีบอกกล่าวก่อนที่จะไปเข้ากับผีฝ่ายสามี
35. เชื่อว่า ผู้ใดอยู่ในตระกูลทำผิดซึ่งระเบียบหรือข้อห้ามจะทำให้มีการเจ็บป่วยเกิดขึ้นซึ่งจะต้องทำพิธีรำผี
36. เชื่อว่า ชายหญิงที่ไม่ใช่ลูกคน(คนละผีกัน) จะร่วมหลับนอนกันภายในบ้านไม่ได้
37. มีความเชื่อว่าหญิงมีครรภ์ที่ไม่ใช่ลูกสาวห้ามนอนบนเรือน
38.มี ความเชื่อว่า เมื่อมีคนในตระกูลตายหรือท้องในปีนั้น(สิ้นสุดเดือน6) ห้ามคนในตระกูลจัดพิธีต่างๆ เช่น พิธีโกนจุก แต่งงาน บวช หรือเลี้ยงผี
39. มีความเชื่อว่า หมู่บ้านชาวไทยมอญทุกหมู่บ้าน จะต้องมีศาลเจ้าประจำหมู่บ้านทุกๆ ปี หลังสงกรานต์แล้วจะต้องทำพิธี “รำเจ้า” ประจำหมู่บ้าน


สิ่งที่บ่งบอกความเป็นมอญราชบุรี
นับ จนถึงพ.ศนี้ หากมีกลุ่มชาติพันธุ์ใด ยังคงธำรงรักษาขนบประเพณีของตนไว้ได้ นับว่าเป็นความยิ่งใหญ่ และเป็นคุณูประการให้กับสังคมส่วนรวม เพราะการมีกลุ่มชาติพันธุ์ในชาติพันธุ์หนึ่งขึ้นมานั้น มิใช่จะเกิดขึ้นมาโดยง่ายซึ่งชาวมอญราชบุรีควรได้รับคำเชิดชูเกียรตินี้ เพราะยังคงรักษาลักษณะเด่นทางสายพันธุ์ไว้ได้หลายประการ

ภาษามอญราชบุรี
ชาว มอญมีทั้งภาษาพูดและภาเขียนเป็นของตนเองอักษรมอญมีอิทธิพลต่อระบบการเขียน ของภาษาอื่นๆรัฐไทยสมัยสุโขทัยก็ได้แบบอย่างจากอักษรมอญ แปลงรูปแล้วนำมาเขียนในภาไทย ในปัจจุบันนี้ภาษาพม่า ภาษาไทใหญ่ ภาษากระเหรี่ยง ได้นำเอาอักษรมอญไปเขียนภาษาของตน โดยมิได้ดัดแปลง แต่เลือกเอาบางอักษร แล้วคิดระเบียบวิธีการเขียนและการออกเสียงตามอย่างภาษาของตน ชาวมอญราชบุรี เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังรักษาวัฒนธรรมภาษาเอาไว้ได้ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในหมู่ผู้สูงอายุที่ยังคงสื่อสารกันด้วยภาษามอญ
ปัจจุบันนี้ยัง หาภาษามอญที่ถือว่าเป็นมาตราฐานไม่ได้ เช่น ถิ่นพระประแดง บางขันหมาก สามโคก บางขุนเทียน เกาะเกร็ด ฯลฯ รวมทั้งถิ่นบ้านโป่งและโพธาราม ซึ่งเรียกรวมกันในที่นี้ว่าเป็นมอญราชบุรี เฉพาะมีความแตก
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 251
ต่างกันทางด้านเสียงสระ และ คำศัพท์ย่อยๆที่เป็นการกำหนดเรียกขึ้นมาในท้องถื่น แต่ชาวไทยที่มีเชื้อสายมอญเหล่านี้ยังสามารถใช้ภาษามอญสื่อความกันได้เช่น กัน ภาษามอญถิ่นราชบุรีจึงถือว่าเป็นสิ่งที่บ่งบอกในความเป็นคนไทยเชื้อสายมอญ ได้มาก

ที่อยู่อาศัย
เมื่อชาวไทยมอญจะสร้างบ้าน มักนิยมไปปรึกษาผู้ใหญ่ เจ้าอาวาส หรือศึกษาจากตำราที่มีชื่อว่า ” โลกะสิทธิ “ อันเป็นตำราที่อธิบายถึงเกณฑ์ โฉลก ในการสร้างบ้านใหม่
ตำรา “โลกะสิทธิ “ จะกล่าถึงเรื่องการปลูกสร้างบ้านเรือน ซึ่งต้องปฏิบัติดังนี้
๑. ดูทิศดี - ทิศร้าย
๒. ดูทำเลที่ปลูก
๓. ดูดินบริเวณที่สร้างบ้าน
๔. ดูวัน เดือน ปี ที่เหมาะจะปลูกบ้าน
๕. ดูสิ่งต่างๆที่สมควรปฏิบัติในบ้านเรือน ซึ่งถ้าปฏิบัติดีจะนำความดีมาให้ แต่ถ้าปฏิบัติไม่ดีจะนำความวิบัติมาสู่
๖. ดูการเลือกไม้เสาสำหรับการปลูกบ้าน
๗. ต้นไม้ต่างๆปลูกในบ้าน ให้ถูกตามทิศจะมีแต่สิริมงคล
บ้าน ชาวไทยมอญมักจะสร้างหันหน้าไปทางทิศเหนือ เพราะถือว่าในสมัยโบราณชาวไทยมอญอพยพถิ่นฐานมาจากทางเหนือ เมื่อย้ายเข้ามายังระลึกถึงถิ่นฐานเดิมจึงทำเช่นนั้น และเนื่องจากประเทศไทยมีแม่น้ำที่มีแนวทางจากเหนือ เมื่อปลูกบ้าน เมื่อปลูกบ้านขวางแม่น้ำโดยไม่มีทางเลือก จึงถูกเรียกว่า “มอญขวาง”
เมื่อสร้างบ้านชาวไทยมอญจะใช้กระเช้าประดับตกแต่งด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์แขวนไว้ตรงเสาทางเดียวกันว่าเป็นการทำขวัญผีเรือน
บ้าน คนไทยในสมัยก่อนจะปลูกเหมือนทรงไทย ภายในบ้านใช้ไม้แผ่นใหญ่อย่างดีปูพื้น หลังคาทำทรงต่างกันบ้างเล็กน้อย แต่ละหลังจะต้องมีกรงเหล็กที่บานหน้าต่างทุกบาน สันนิษฐานว่ามีการป้องกันไว้ไม่ให้บุตรสาวหรือสาวๆในบ้านหนีไปไหนหรือกันไม่ ให้พวกทาสหนีได้
เมื่อปลูกบ้านเสร็จแล้ว จะมีประเพณีขึ้นบ้านใหม่ ในการขึ้นบ้านใหม่ของชาวไทยมอญก็มีลักษณะคล้ายคนไทย แต่ส่วนใหญ่ยังมีความเชื่อเกี่ยวกับการเข้าสู่อาศัย ตามตำราได้กำหนดวันและวิธีเข้าอยู่บ้านใหม่ คือ
วันอาทิตย์ ก่อนจะเข้าไปในบ้านใหม่ต้องเอาของมีค่าเข้าไปในบ้านก่อน
วันจันทร์ ต้องเอาเสื่อและหมอนเข้าไปก่อน
วันอังคาร ให้เอาเงินทองเข้าไปก่อน
วันพุธ ให้กินอาหารเสียก่อนแล้วจึงเข้าไปอยู่
วันพฤหัสบดี ต้องเอาเครื่องหอมและจุดโคมเข้าไปก่อน
วันศุกร์ พ่อแม่ต้องเข้าไปก่อน
วันเสาร์ ห้ามเข้าไปอยู่ในบ้านใหม่ไม่ดี

การแต่งกายของชาวมอญ
ในยามปกติ ชาวไทยด้วยกันอาจไม่ทราบเลยว่าคนที่นั่งโดยสารรถเ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 41
มล์คันเดียวกัน คนที่เรียนร่วมมหาวิทยาลัยเดียวกัน หรือแม้คนที่เดินจ่ายตลาดแห่งเดียวกันนั้นเป็นคนเชื้อสายมอญ ต่อเมื่อได้ไปเห็นร่วมพิธีมอญ การแต่งกายแบบมอญ จึงจะจำแนกเห็นความต่างได้
การ แต่งกายเป็นอีกปัจจัยหนึ่งในการบ่งบอกว่า คนเหล่านั้นมีสายใยทางวัฒนธรรมใด เพราะทุกวันนี้โอกาสที่ชาวมอญจะแต่งกาย ที่การแสดงออกถึงการเป็นมอญก็ต้องถึงวาระงานรวมกลุ่ม เช่นวันชาติมอญ ที่จัดโดยสมาคม ไทยรามัญ หรืองานประเพณี เช่น สงกรานต์ และการไปทำบุญที่วัดในวันสำคัญทางศาสนา
รูปแบบการแต่งกายของชาวมอญ ราชบุรี ชายนุ่งโสร่งลายตารางเส้นตัดสี่เหลี่ยมหลากสี เช่นพื้นสีเขียว หรือสีม่วง เส้นลายสีเหลือง เป็นต้น นุ่งลายคอกลม มีผ้าสไบหรือผ้าขาวม้าพาดไหล่ หากเป็นการพาดอย่างเป็นงานวิธีการ จะพาดโดยให้กึ่งกลางของผ้าอยู่บริเวณใต้อกหรือใต้ราวนมแล้วตวัดชายผ้าให้ไป คล้องที่ไหล่ซ้ายและขวา หญิงชาวมอญสวมผ้าถุง ยาวเกือบถึงตาตุ่ม มีลายเล็กละเอียด สวมเสื้อแขนกุด คอกลมรัดทรง สวมทับด้วยเสื้อแขนยาวทรงกระบอก ผ้าสีอ่อน เนื้อบาง แต่ก่อนนี้มีแบบแผนว่า ถ้าเป็นหญิงสาวยังโสด จะสวมเสื้อยาวถึงข้อมือ หากมีสามี จะใส่เสื้อแขนสามส่วน
ส่วนประกอบด้านการแต่งตัวอีกอย่างหนึ่ง คือการเกล้าผมมวย มวยผมแบบมอญจะรวบเกล้าไว้ด้านหลังเหนือท้ายทอย ใช้อุปกรณ์รูปทรงตัวยู เรียกว่า อะน่ดโซ่ก เสียบแทรงเข้าไปปอยผมที่เกล้าไว้ แล้วใช้อุปกรณ์อีกชิ้นหนึ่งเรียกว่า ฮะเหลี่ยงโซ่ก รูปทรงอย่างวงเล็บปีกกา เหน็บขัดผมกับอะน่ดโซ่
ก เพื่อกันไม่ให้ผมลุ่ยจากที่มวยไว้ แล้วนำดอกไม้ดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อก็ได้ มาเสียบแซมเพื่อสร้างความสวยงาม อุปกรณ์ประดับผมทั้งสองชิ้นนี้ นิยมทำด้วยเงิน
เมื่อเริ่มแต่งกายไปร่วม งานพิธีหรือไปทำบุญที่วัด หญิงชาวมอญนิยมพาดสไบไว้ที่ไหล่ด้วย หากอากาศเย็น สามารถใช้สไบเฉียงคลี่ห่มคลุมไหล่ได้

เครื่องใช้ประจำตัวของชาวมอญ
ชาวไทยมอญในสมัยโบราณ จะมีเครื่องประดับตกแต่งร่างกายหลายชนิด ซึ่ง ได้แก่
๑. กำไล ส่วนมาแป็นกำไลเงินสำหรับใส่ข้อเท้าของหญิง แต่ปัจจุบันไม่นิยมใช้ จะใช้สำหรับของนาคในพิธีบวชเท่านั้น
๒. เข็มขัด จะทำด้วยเงิน มักใช้เป็นเครื่องประดับของชายและหญิง
๓. ลูกปัด นำมาเป็นเครื่องประดับ ตกแต่งมักทำด้วยหินและแก้ว
๔. กระดูกสัตว์ จะนำมาทำเป็นกำไลข้อเท้า ซึ่งใช้เป็นเครื่องประดับได้อย
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 252
่างหนึ่ง
๕. สำริด จะนำมาทำเป็นกำไลข้อเท้า
๖. ขมิ้น ดินสอพอง เป็นเครื่องประทินโฉม ของหญิงในสมัยโบราณ

เครื่องมือเครื่องใช้ของชาวมอญ
- ครกตำหมากทำด้วยไม้ ตะบันหมากทองเหลือง เชี่ยนหมากไม้ ทองเหลือง ไม้ปาดปูน
- กล่องยาเส้นสำหรับใส่ยาเส้น ใบตอง ใบยา
- คบเพลิง (เช่น ใบไม้ ขี้กบ ( ผสมเศษไม้จากการใสไม้ ) ดอกน้ำมันยางเอามาเป็นมัดเป็นดุ้นยาวมัดใช้เป็นเชื้อเพลิง ) ตะบันไฟ หินเหล็กไฟ เป็นเครื่องมือจุดไฟ
- ครก ( มีลักษณะเป็นอย่างหลุม สำหรับตำหรือโขลกด้วยสาก )
- กระจ่า จวักสำหรับคดข้าวหรือตักแกง ทำด้วยกะลาและไม้ มีด้ามถือ บางทีก็เรียกว่า”ตวัก”
- กระบุงเล็ก สำหรับใส่ของเล็กเช่น เครื่องยาหรือรากไม้ต่างๆ
- กระบุง เป็นภาชนะสำหรับใส่ผลิตผล เช่น ข้าวเปลือก ข้าวสาร ถั่ว งา ฯลฯ
- กระบวยภาชนะสำหรับตักน้ำดื่ม
- ทะนาน ภาชนะทำจากกะลามะพร้าว ใช้ตักข้าวสารหุง
- กรรไกรเหล็ก ใช้สำหรับตัดผม
- เตาเชิงกราน เตาหุงข้าวที่นิยมใช้ในครัวเรือน
- หม้อน้ำดินเผา สำหรับใส่น้ำดื่ม ทำจากดินเผา ฯลฯ



การทำบุญจองโอะฮตาน
ใน ช่วงเดือนมาฆะ หรือประมาณเดือนกุมภาพันธ์อากาศในสมัยอดีตยังคงหนาวเย็น ชาวมอญที่เลื่อมใสศรัทธาจึงรำลึกว่า ความหนาวไม่ปราณีผู้ใด รวมถึงพระสงฆ์องค์เจ้าที่พำนักอยู่ในวัดก็ย่อมเป็นทุกข์ เพราะความหนาวเย็นด้วย จึงเกิดศรัทธานำฟืนไปถวายพระในวัด จนเป็นประเพณีถวายฟืนแด่พระสงฆ์ เพื่อที่จะได้นำไปเป็นเชื้อเพลิงทั้งในการต้มน้ำร้อนฉัน ปรุงยา หรือก่อไฟผิงไล่ความหนาวเย็น ต่อมาจึงเหลือเป็นการสุมฟืนก่อไฟไล่หนาวถวายเป็นทาน ภาษามอญเรียกงานบุญนี้ว่า จองโอะฮตาน
จอง แปลว่า เผา หรือไฟให้ใหม้. โอะฮ ( คล้ายกับเปล่งเสียงว่า โอะ แล้วตามด้วยลมออกทางจมูก ) แปลว่า ฟืน ส่วนคำว่า ตาน หรือบางแห่งเขียนว่า ต่าน เป็นคำบาลีตรงกับคำว่าทาน หรือมอบให้ด้วยจิตที่สละแล้ว ด้วยเหตุนี้เมื่อแปลเป็นไทยจึงหมายถึงงานบุญเผาฟืนเป็นทาน
ก่อนวันมาฆะ บูชา ชาวมอญจะจัดเตรียมไม้ฟืนโดยตัดไม้ในป่าละเมาะขนาดข้อแขนหรตือขนาดที่กำถือ ได้เหมาะมือความยาวประมาณวาเศษ แต่โดยส่วนใหญ่จะเลือกใช้ไม้กระถินเพราะเมื่อเลาะเปลือกออกแล้ว เนื้อไม้จะมีสีขาว เวลานำขมิ้นที่โขลกมาไล้ตามท่อนไม้ จะช่วยขับให้ผิวไม้กลายเป็นสีเหลืองสด ผึ่งแดดหรือลมให้สีขมิ้นติดผิวไม้ฟืน
ก่อ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 42
นวันมาฆะบูชา ชาวมอญจะนำดอกไม้บรรดามีในท้องถิ่นเท่าที่จะหาได้ นำมาผูกมัดไว้ที่ปลายฟืนพร้อมกับธูป ๓ ดอก เทียน ๑ เล่ม และใบหญ้าคาแห้งอีกหนึ่งกำมือ ดอกไม้และธุปเทียน ใช้เป็นเครื่องบูชา ส่วนใบหญ้าคาใช้เป็นเชื้อไฟ ใช้เชือกมะนิลาผูก ๓ เปลาะ ที่ยอด กลาง และบริเวณโคลนฟืน ต่อจากนั้นจึงนำไปตั้งวางพิงกันไว้เป็นรูปกระโจมยอดแหลมในลานวัด ซึ่งกว่าจะถึงตอนเย็น ฟืนที่มีผู้ที่นำมาถวายก็จะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ เพราะบางครัวเรือนทำฟืนตามจำนวนสมาชิกในบ้าน
อีกสิ่งหนึ่งที่มักทำในช่วง งานบุญจองโอะฮตาน คือ การทำข้าวหลาม นับเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมเพราะฤดูนี้ชาวบ้านได้เสร็จจากธุระจากงานไร่นา มีข้าวขึ้นยุ้ง อีกทั้งนับเป็นช่วงข้าวใหม่ด้วย เมื่อนำข้าวใหม่มาทำข้าวหลาม ก็ยิ่งเพิ่มรสชาติได้ดียิ่งขึ้น ในอดีตทุกบ้านจึงพร้อมใจกันทำข้าวหลาม
วันรุ่งขึ้นก่อนฟ้าสาง ประมาณ ๔-๕ นาฬิกา ชาวมอญบ้านม่วงจะร่วมกันออกไปที่วัด นำอาหารเช่น ข้าวต้ม ข้าวปลาอาหาร และข้าวหลาม เตรียมไปถวายจังหันมื้อพิเศษ นำเสื่อปูลาดกับพื้นลานวัดเพื่อให้ผู้มาร่วมทำบุญได้นั่งรอเวลา ต่อจากนั้นมัคนายกจะจุดไฟเผาฟืนที่ทุกคนนำมาร่วมทำบุญให้ลุกไหม้โชน ครั้นฟืนสุกเป็นถ่านที่คุแดงจึงนิมนต์พระเณรทุกรูปมารับภัตตาหารเช้ามื้อ พิเศษ ท่ามกลางไออุ่นจากดวงไฟ
งานบุญนี้ เป็นการจัดขึ้นตอนเช้าตรู่ ดังนั้นลูกสาวบ้านใดที่มาวัดตอนที่พระกำลังเริ่มฉัน ก็จะถูกเหลียวมองจากชาวบ้านที่มาก่อน และได้รับการค่อนแคะว่าเป็นคนเกียจคร้าน ไม่เหมาะที่ชายใดจะหมายปองไว้เป็นภรรยา
ในอดีต ชาวมอญที่อำเภอโพธารามเคยมีงานบุญจองโอะฮตาน เช่นกัน แต่ไม่ได้จัดทำมาหลายปี ประเพณีนี้จึงเหลือเป็นเพียงแห่งเดียวในหมู่ชาวมอญราชบุรี

สำรับอาหารชาวมอญราชบุรี
ชาว มอญยังดำรงชีตอยู่ในต่างจังหวัด และเป็นแหล่งชุมชนที่มิใช่ชุมชนเมือง จะมีวิธีทำอาหารกันอย่างพื้นบ้าน คือมีต้ม แกง ปิ้ง ย่าง เป็นพื้น และทำเลที่ตั้งชุมชนมักไกล้แหล่งน้ำหรือริมแม่น้ำ อาหารส่นใหญ่จึงปรุงด้วยปลา เพราะเป็นสิ่งที่หาได้ง่าย ชาวมอญจึงไม่ใช่กลุ่มคนที่มี “เมนูพิสดาร” อยู่ในตำรับอาหาร แต่มักจะนำปลาชนิดต่างๆมาปรุงกับพืชผักท้องถิ่น
อาหารแบบมอญพื้นบ้านย่าน บ้านโป่ง โพธาราม นิยมออกไปทางรสเปรี้ยว หรือส้ม ผักผลไม้ที่นำมาปรุงแกงปลา ผลพุทรานาหรือพุทราขี้นกที่มักจะเกิดขึ้นเองตามหัวไร่ปลายนา นำเอาผลห่าม ( ไม่สุกมากหรือครึ่งสุกครึ่งดิบ ) มาทุบหรือโขลกพอแตก ประสมลงไปในแกงปลา รวมกับผักอื่นๆ ซึ่งพุท
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 253
ราจะให้รสเปรี้ยว แกงรสชาติแบบมอญพื้นบ้าน จึงเรียกให้น้ำลายสอเพราะความเปรี้ยวที่ลงตัว
ผัก อย่างอื่นที่นำมาปรุงในหม้อแกงมอญ เพื่อเพิ่มความเปรี้ยวคือ ยอดส้มป่อย ใบมะขามอ่อน ลูกมะส้าน ใบกระเจี๊ยบแดง โดยเลือกนำเอาใบเพสลาด (คือไม่อ่อนและไม่แก่จนเกินไป ) อย่างใดอย่างหนึ่ง
นอกจากผักที่คนไทย ทั่วไปบริโภคกันแล้ว ชาวมอญยังนำผล มะตาดดิบมาทำอาหารอีกด้วย แกะฝาเปลือกหุ้มรอบขั้นนอกออก แล้วเฉือนเอาเฉพาะเนื้อมาทำแกง ชาวมอญนิยมบริโภคอาหารสมุนไพรหรืออาหารตามธรรมชาติ หรืออาหารยาในชีวิตประจำทุกวัน เช่นแกงผลมะตาด แกงขนุนอ่อน แกงบอน ข้าวแช่
วัฒนธรรม การบริโภคของชาวมอญราชบุรี ถือได้ว่ามีความเป็นมอญสูงเมื่อเปรียบเทียบกับชาวมอญถิ่นอื่นๆในอีกหลายท้อง ที่ของประเทศไทย เพราะหันไปนิยมอาหารประเภทผัด หรือทอดมากขึ้น
มอญทอผ้า
เรื่อง ราวของมอญทอผ้า อาจจะไม่เป็นที่คุ้นเคยมากนักทางสื่อต่างๆ เพราะกลุ่มชาติพันธ์อื่นๆ เช่นคนพวน คนไทยยวน และชาวไทยทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้สร้างชื่อเสียงเรื่องลือมากกว่า ในความเป็นจริงชาวมอญก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่รู้กรรมวิธีถักทอใยด้ายให้กลาย เป็นผืนผ้า เพราะในอดีตก่อนที่จะมีโรงงานทอผ้า กลุ่มชาติพันธ์ต่างๆก็เรียนรู้วิธีการทอผ้ากันมานานแล้ว มีในช่วงที่บ้านเมืองเจริญนี้เท่านั้น ที่ทำให้คนหลงลืมความรู้แบบบรรพชนที่สอนให้รู้จักการทอผ้า
ชาวมอญราชบุรี ยังมีความรู้เรื่องการทอผ้า และยังทำอยู่ตราบเท่าวันนี้อยู่ที่บ้านม่วง และเหลือเพียง ครัวเรือนเดียวเท่านั้น โดยรูปแบบการทอยังใช้ กี่ซัด คือเป็นเครื่องหูกที่กางไว้กับกี่ แล้วใช้มือซัดกระสวยไปมาทางขวา แทนการใช้กี่กระตุกซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นเมื่อภายหลัง
ผู้ทอผ้าชาวมอญ ยังคงใช้แปรงหวีเครือหูกที่ทำจากแกนของดอกเตยป่า ซึ่งการหวีผูกนี้ เพื่อไม่ให้เครือหูกพันกัน โดยการใช้แปรงแตะไขมะพร้า แล้วหวีไปตามแนวยาว รูปแบบเนื้อผ้าและลวดลายผ้าทอของชาวมอญ จึงยังคงเสน่ห์เดิมๆ แบบชาวบ้าน ไม่ได้แต่งลวดลายจากภายนอกให้เกินงาม
กล่าวกันของในหมู่ของชาวมอญทั่วไป ต่างลงความเห็นว่ามอญราชบุรี ที่อำเภอบ้านโป่ง โดยเฉพาะที่บ้านม่วงและปริมณฑลโดยรอบวัดม่วงยังคงรักษาความป็นมอญไว้ได้มาก ไม่ว่าจะเป็นภาษาซึ่งยังคงเป็นผู้เฒ่าผู้แก้สื่อสารกันอยู่เสมอ อาหารมอญ และการทอผ้าประกอบกับ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 43
ชุมชนมอญราชบุรีในหลายท้องที่ ได้ตระหนักถึงบทบาทของชาวมอญราชบุรีในหลายท้องที่ ได้ตระหนักถึงบทบาทของชาวมอญ ได้ร่วมกันบริจาคทรัพย์และสิ่งของอันมีค่าไว้ให้เป็นสมบัติวัฒนธรรมในวัด ม่วง ผู้สนใจเรื่องศิลปะวัฒนธรรม ประเพณี พิธีกรรม และค่านิยมความเชื่อแบบมอญ สามารถเรียนรู้ไดจากชุมชนชาวมอญราชบุรี

ประวัติ อำเภอบ้านโป่ง
อำเภอบ้านโป่ง กับสภาพภูมิศาสตร์ ที่ตั้ง
อำเภอ บ้านโป่งอยู่ทางทิศเหนือของจังหวัดราชบุรีและที่ว่าการอำเภอบ้านโป่งตั้ง อยู่ถนนทรงพล ตำบลบ้านโป่ง (ในเขตเทศบาลเมืองอำเภอบ้านโป่ง) ระยะห่างจากจังหวัดราชบุรี ๔๒ กิโลเมตร มีทางหลวงแผ่นดิน ๒ สายผ่าน ชื่อทางหลงแผ่นดินสาย ๔ เพชรเกษม และทางหลวงแผ่นดิน สาย ๒๓๔ (บ้านโป่ง – กาญจนบุรี มีทางรถไฟผ่าน ๓ สาย คือ ทางรถไฟสายใต้ สาย หนองปลาดุก - สุพรรณบุรี และสาย หนองปลาดุก - กาญจนบุรี และมีแม่น้ำ สำคัญผ่าน ๑ สายคือ แม่น้ำแม่กลอง

พื้นที่ อำเภอบ้านโป่ง มีพื้นที่ทั้งหมด ๓๙๐ ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต ทิศเหนือ ติดต่อกับ อำเภอท่าม่วง อำเภอท่ามะกา จ.กาญจนบุรี อำเภอ กำแพงแสน จังหวัด นครปฐม
ทิศใต้ ติดต่อกับ อำเภอ โพธาราม จังหวัด ราชบุรี
ทิศตะวันออก ติดต่อกับ อำเภอ เมือง จังหวัด นครปฐม
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอ โพธาราม จังหวัดราชบุรี

สภาพ ภูมิประเทศ ส่วนใหญ่ เป็นที่ราบรุ่มเหมาสำหรับ ทำนา ทำสวน ทำไร่ มีป่า และภูเขาในท้องที่ ตำบล เขาขลุง มีแม่น้ำแม่กลองไหลผ่าน

สภาพ ภูมิอากาศ อากาศ โปร่งเย็น มี ๓ ฤดู คือ ฤดู ร้อน ฤดู หนาว และ ฤดูฝน และมีฝนชุกในระหว่าง เดือน สิงหาคม กันยายน ตุลาคม และจะแล้งมากในระหว่าง เดือน กุมภาพันธ์ มีนาคม และ เมษายน

ลำน้ำที่สำคัญ ลำน้ำที่เป็นประโยชน์ในด้านการเกษตร.. การคมนาคม..และการบริโภค คือ แม่น้ำ แม่กลอง เริ่มต้นจาก แควใหญ่ และแควน้อย มาบรรจบกันที่ตัวจังหวัดกาญจนบุรี ไหลผ่านท้องที่ อำเภอ บ้านโป่ง ที่ตำบลบัวขาว ตำบล ท่าผา ตำบล เบิกไพร ตำบลบ้านโป่ง ตำบล ปากแรต
ตำบล คุ้งพยอม ตำบล สวนกล้วย ตำบล นครชุมต์ และตำบล บ้านม่วง มีระยะประมาณ ๒๐ กิโลเมตร


ห้วย หนอง คลอง บึง มีเนื้อที่รวมแล้ว ประมาณ ๙๕๐ ไร่

ทรัพยากรธรรมชาติ คือ ลูกรัง หิน กรวด ทราย แร่ธาตุ

ประชากร และ สภาพ การปกครอง แบ่งเป็น ๒ ลักษณะ คือ การปกครองส่วน ภูมิภาค แบ่งออกเป็น ๑๕ ตำบล มีหมู่บ้าน ๑๖๕ หมู่บ้าน
และมีตำบล ดังนี้
๑. ตำบลสวนกล้วย
๒. ตำบลหนองกบ
๓. ตำบลหนองปลาหมอ
๔. ตำบลเขาขลุง
๕. ตำบลปากแรต
๖. ตำ
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 254
บลบัวขาว
๗. ตำบลท่าผา
๘. ตำบลนครชุมต์
๙. ตำบลดอนกระเบื้อง
๑๐. ตำบลคุ้งพยอม
๑๑. ตำบลเบิกไพร
๑๒. ตำบลหนองอ้อ
๑๓. ตำบลกรับใหญ่
๑๔. ตำบลบ้านม่วง
๑๕. ตำบลบ้านโป่ง
การปกครองส่วนท้องถิ่น แบ่งเป็น
- เทศบาล ๑ แห่ง คือ เทศบาลเมืองบ้านโป่ง
- สุขาภิบาล ๓ แห่ง คือ สุขาภิบาลท่าผา สุขาภิบาลกระจับ และสุขาภิบาลห้วยกระบอก
- มีสภาตำบล ๑๓ แห่ง
สภาพเศรษฐกิจ และ อาชีพ
- เกษตรกรรม ๘๐ %
- ทำนา ๔๐ %
- ทำไร่ ๔๐ %
- รับจ้าง ๑๒ %

- ค้าขาย ๒ %
- รับราชการหรือรัฐวิสาหกิจ ๒ %
- อื่นๆ ๔ %

การปศุสัตว์ เลี้ยงสุกร เป็ด ไก่ โค กระบือ ห่าน
การประมง เลี้ยงปลาตะเพียน กุ้งก้ามกราม ปลาดุก ปลาช่อน
การอุตสาหกรรม โรงสี ๖๗ แห่ง โรงเรื่อย ๔ แห่ง โรงงาน ๔๔๒ แห่ง
การพาณิชย์กรรม บริษัท ๒๕ แห่ง ห้างหุ้นส่วน ๓๐ แห่ง โรงแรม ๑๕ แห่ง โรงมหรสพ ๓ แห่ง

การศึกษา
- โรงเรียนกรมสามัญศึกษา ๔ แห่ง
- โรงเรียนประถมศึกษา ๕๖ แห่ง
- โรงเรียนเทศบาล ๓ แห่ง
- โรงเรียนราษฎร์ ๑๘ แห่ง

ศาสนา ประชาชนส่วนใหญ่นับถือ ศาสนสพุทธ
- วัดพุทธศาสนา ๕๕ แห่ง
- โบสถ์คริสต์ศาสนา ๑๐ แห่ง
- มัสยิด ๑ แห่ง

ศิลปวัฒนธรรม ศูนย์วัฒนธรรม อำเภอ ๑ แห่ง

ประวัติ และความเป็นมา แต่เดิมที่ตั้งของอำเภอบ้านโป่งเป็นอาณาเขตทวารวดีแต่โบราณ มีชาวอินเดีย และชาวเขมร มาตั้งหลักแหล่งทำมาหากินอยู่แถบนี้ ปรากฏตามหลักฐานว่าชาวอินเดียได้นำเอาชื่อเมืองมาตั้งชื่อในท้องถิ่นตะวัน ออก ของแม่น้ำแม่กลองและเป็นหมู่บ้านของตำบลท่าผา ในปัจจุบันนี้ ชื่อว่า หมู่บ้าน “ โกสินารายณ์ “ ตามจดหมายเหตุของราชบุรี ร. ศ ๑๑๖ กล่าวว่าอำเภอบ้านโป่งแต่เดิมตั้งอยู่ที่ตำบลท่าผา ต่อมา ร. ศ ๑๒๔ ร
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 44
ัฐบาลได้สร้างทางรถไฟสายใต้ขึ้น และเห็นว่า ถ้าหากอำเภออยู่ที่ท่าผาแล้ว การคมนาคมไม่สู้สะดวก จึงย้ายที่ว่าการอำเภอ มาตั้งที่ตำบลบ้านโป่ง เรียกว่า อำเภอบ้านโป่ง สืบถึงทุกวันนี้ บริเวณที่ตั้งอำเภอ บ้านโป่ง เดิมเป็นป่าโปร่ง สัตว์ชอบมาอาศัยและกินดินโป่ง ( เป็นดินที่มสีรสเค็ม ) โดยเฉพาะสัตว์พวกเรียงผา จะชอบมาก ตามตำนานเก่าแก่อ้างว่า คำว่า “บ้านโป่ง “ เดิมทีเรียกว่า “บ้านทับโป่ง” ซึ่งเล่ากันว่า มีกระท่อม หรือ บ้าน (ทับ) อยู่ข้างดินโป่ง แต่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า บ้านโป่ง เพราสะดวกและสั้นดี ต่อมาทางราชการได้เปลี่ยนชื่อเป็น อำเภอบ้านโป่งตามไปด้วน อำเภอ บ้านโป่ง เคยโอนไปอยู่กับ จังหวัด กาญจนบุรีครั้งหนึ่ง ระหว่าง สงครามมหาเอเชียบูรพา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๕ และโอนกลับมาจังหวัดราชบุรีตามเดิม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๙

สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์

๑. สระโกสินารายณ์
เป็น สระโบราณมีเนื้อที่กว้างขวางถึง ๕๐ ไร่ ครั้งหนึ่งเป็นที่เลื่องลือกันว่า น้ำในศักดิ์สิทธิ์มากสามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้นานัปการ ผู้คนจากทั่วสารทิศ จึงพากันมาตักน้ำอาบและดื่มกินในทางโบราณคดี สระโกสินารายณ์นี้ เป็นส่วนหนึ่งของเมืองโบราณ กรมศิลปากรเคยสำรวจพบคันดินแนวกำแพง เหลือ ๓ ด้าน แต่ละด้าน ยาวเกือบ ๑ กิโลเมตร ภายในเมืองมีการขุดสระไว้หลายสระ ชาวบ้านเรียกชื่อ ต่างๆกัน บางสระมีลำรางเล็กๆ ขุดไขน้ำจากแม่น้ำแม่กลองเข้ามา ส่วนสระโกสินารายณ์นี้ แม้ตั้งอยู่นอกเมือง แต่ก็ชิดกับกำแพงเมือง นอกจากนี้ที่เนินจอมปราสาทในอาณาบริเวณเมืองเก่า ยังขุดพบกรอบประตูและกลีบขนุนหินทรายแดง จึงสันนิษฐานว่า ตรงนั้นเคยเป็นพระปรางค์ใหญ่ ทั้งยังพบสิ่งต่างๆ อีกมาก ทั้งหมดเป็นศิลปะของสมัยลพบุรี แต่ที่สำคัญที่สุด คือ รูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร เปร่งรัศมีขนาดใหญ่ ทำด้วยหินปูนสีทรายแดงอีกอันหนึ่ง เข้าใจว่าป็นที่รองรับพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรองค์นั้น ของที่ขุดพบจากเมืองโบราณแห่งนี้เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร
สรโกสินารายณ์ ปัจจุบันเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวอำเภอ บ้านโป่ง เพราะมีต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นเรียงรายอยู่สองฟากถนนรอบสระ อยู่ในเขตตำบลท่าผา หลังโรงงานกระดาษ สยามคราฟท์ ไม่ห่างจากตัวอำเภอบ้านโป่งมากนัก



๒. ศาลเจ้าแม่เบิกไพร
ตั้ง อยู่ที่ตำบลเบิกไพร อำเภอบ้านโป่ง เป็นศาลศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เคารพสักการะของคนในท้องถิ่นและจังหวัดใกล้เคียง มาช้านาน แต่ไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดว่าสร้างขึ้นในสมัยใดนอกจากมีประวัติเล่าว่า ครั้นเมื่อ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสไทรโยค ได้เสด็จมาที่ศาลเจ้าแม่เบิกไพรนี้ถึง ๒ ครั้ง

๓. ค่ายหลวงบ้านโป่ง
เข้า ใจกันว่า เป็นค่ายที่สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นสถานที่ที่พระองค์เคยเสด็จไปประทับ และทรงนำเอากองเสือป่าไปพัก ชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียง เรียกกันเพียงสั้นๆว่า “ค่ายหลวงบ้านโป่ง” สภาพของค่ายเท่าที่ปรากฏอยู่ก็คือ สันเนินและแนวคู อ
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 255
ยู่ในตัวอำเภอบ้านโป่ง ทางทิศเหนือมีอาณาเขต จากริมแม่น้ำแม่กลอง ไปถึงถนนสาย ๑๘ เนื่องจากค่ายแห่งนี้เป็นเพียงที่พักชั่วคราว สิ่งปลูกสร้างทั้งหลายจึงไม่ถาวรหลงเหลืออยู่จนถึงปัจจุบัน



ประวัติคุณปู่ มงคล สุดลาภา
ประวัติ คุณปู่ มงคล สุดลาภา
ประวัติ เป็น นายอำเภอ ปราณบุรี จ. ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2502
เป็น นายอำเภอ บางสะพาน จ. ประจวบคีรีขันธ์
เป็น นายอำเภอ ชะอำ จ. เพชรบุรี
เป็น นายอำเภอ ท่ายาง จ. เพชรบุรี
เป็น รองผู้ว่าราชการจังหวัด ศรีษะเกศ
เป็น นายกเทศมนตรี อำเภอ เมือง จ. กาญจนบุรี
เป็น ปลัดจังหวัดกาญจนบุรี
เป็น ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย


นาย มงคล สุดลาภา รูปสมัยเป็นนายกเทศมนตรี เมืองกาจนบุรี คนที่ 16

นายมงคล สุดลาภา1 ต.ค. 2516 - 27 พ.ย. 2517
นายกเทศมนตรีคนที่ 1 นายกเทศมนตรีคนที่ 2 นายกเทศมนตรีคนที่ 3 นายกเทศมนตรีคนที่ 4

ขุนหิรัญประศาสตร์ (กลม พัฒนมาศ)
พ.ศ. 2479 - พ.ศ. 2481
พ.ศ. 2494 - พ.ศ. 2499 สวัสดิ์ สาระศาสิน
พ.ศ. 2481 - พ.ศ. 2483 นายบุญผ่อง สิริเวชชะพันธุ์
พ.ศ. 2483 - พ.ศ. 2485
พ.ศ. 2489 - พ.ศ. 2492 นายนิยม สินค้าเจริญ
พ.ศ. 2485 - พ.ศ. 2489

นายกเทศมนตรีคนที่ 5 นายกเทศมนตรีคนที่ 6 นายกเทศมนตรีคนที่ 7 นายกเทศมนตรีคนที่ 8

นายชำนาญ พงษ์สวัสดิ์
พ.ศ. 2492
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 45
- พ.ศ. 2492 นายแผน สิริเวชชะพันธุ์
พ.ศ. 2492 --พ.ศ. 2494 นายสมาน บุญอารักษ์
พ.ศ. 2499 - พ.ศ. 2499 นายประทีป ประเสริฐกุล
พ.ศ. 2499 - พ.ศ. 2501

นายกเทศมนตรีคนที่ 9 นายกเทศมนตรีคนที่ 10 นายกเทศมนตรีคนที่ 11 นายกเทศมนตรีคนที่ 12

นายสมจิตต์ ราคา
พ.ศ. 2501 - พ.ศ. 2502 นายอมร บุญลิขิต
พ.ศ. 2502 - พ.ศ. 2503 ร.ต.ต.สะอาด สุจริตจันทร์
พ.ศ. 2503 - พ.ศ. 2504 นายเฉลย รุ่งสว่าง
พ.ศ. 2504 - 2504

นายกเทศมนตรีคนที่ 13 นายกเทศมนตรีคนที่ 14 นายกเทศมนตรีคนที่ 15 นายกเทศมนตรีคนที่ 16

นายสวัสดิ์ ตุลยสุวรรณ
พ.ศ. 2504 - พ.ศ. 2506 นายชัยทัต สุนทรพิพิธ
พ.ศ. 2506 - พ.ศ. 2511 ร.ต. สมจิตต์ เสตะพันธุ
พ.ศ. 2511 - พ.ศ. 2515
9 ม.ค. 2516 - 1 ต.ค. 251 นายมงคล สุดลาภา
1 ต.ค. 2516 - 27 พ.ย. 2517
นายกเทศมนตรีคนที่ 17
นายกเทศมนตรีคนที่ 18 นายกเทศมนตรีคนที่ 19 นายกเทศมนตรีคนที่ 20

นายนิทัศน์ ถนอมทรัพย์
27 พ.ย. 2517 - 28 พ.ย. 2538 นายประสิทธิ์ โอภาสทิพากร
28 พ.ย. 2538 - 10 ม.ค. 2546 นางสมบูรณ์ สาระศาลิน
10 ม.ค. 2543 - 2546 นายประสิทธิ์ โอภาสทิพากร
ปัจจุบัน


รคนปัจจุบันคนที่20ายชื่อ นายกเทศมนตรี เมืองกาญจนบุรี ตั้งแต่(อดีต)คนที่ 1 ถึง
นายมงคล สุดลาภา ผู้ก่อตั้งโรงเรียน เมืองปราณบุรี ต.ปราณบุรี อ.ปราณบุรี
จ. ประจวบคีรีขันธ์

ประวัติโรงเรียนเมืองปราณบุรี
โรงเรียน เมืองปราณบุรีตั้งอยู่เลขที่ 73 ตำบลปราณบุรี อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาแบบสหศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประจวบคีรีขันธ์เขต 2 เริ่มเปิดสอน ครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2502 โดยนายมงคล สุดลาภา นายอำเภอปราณบุรี เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งขึ้น ตาม คำสั่งที่ 5981/2502 ลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2502 ให้เปิดเป็นโรงเรียนวิสามัญตอนปลาย โดยใช้สถานที่ สโมสรข้าราชการอำเภอปราณบุรี เป็นสถานที่เรียนชั่วคราว มีนักเรียนทั้งหมด 25 คน เป็นชาย 14 คน หญิง 11 คน มีนายนิยม พุทธิเภษัช ศึกษาธิการอำเภอปราณบุรี ดำรงตำแหน่งผู้รักษาการ ครูใหญ่ และนายทันรุจิเลข ผู้ช่วยศึกษาธิการอำเภอเป็นครูผู้สอน ปี 20 - 70 2504 ได้รับบริจาคที่ดิน จำนวน 13 ไร่ 1 งาน 38 ตารางวา จากนายจรัส นิตยธรรมให้สร้างโรงเรียนเมืองปราณบุรี ปี 2508 ได้งบประมาณเพิ่มเติมซื้อที่ดิน จากนายจรัส นิตยธรรมจำนวน 12 ไร่ 1 งาน 42 ตารางวา รวมเป็นที่ดินทั้งหมด 25 ไร่ 2 งาน 42 ตารางวา


และประวัติของคุณลุง เชาวน์วัศ สุดลาภา ครั้งมีความผูกพันธ์ กับจังหวัด เพชรบุรี และจังหวัดสุพรรณบุรี และ จังหวัดราชบุรี



ประวัติการทำงานของพณฯ ท่านคุณลุง เชาวน์วัศ สุดลาภา

นาย เชาน์วัศ สุดลาภา เกิดวันที่ 1 มิถุนายา พ.ศ 2476
ที่อยู่กรุงเทพฯ เลขที่ 511/46 ถ. จรัลสนิทวงศ์ 37 เขต บางกอกน้อย จ. กรุงเทพฯ โทร 024123742
ที่อยู่ลพบุรี เลขที่ 155 ต.วังขนอนขว้าง อ.โคกสำโรง จ. ลพบุรี โทร 036441686
ภริยา ชื่อ นาง กมลทิพย์ สุดลาภา อดีต นางงาม ประจำจังหวัดสงขลา เมื่อ 50กว่าปีที่แล้ว
การศึกษา ปริญญาตรี และ ปริญญาโท มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
จบการศึกษา Diploma ทางรัฐประสาสน์ศาสตร์ กรุง บรอน์ประเทศเยอรมันนี
Diploma ทางรัฐประสาสน์ศาสตร์ กรุง เฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์
ปริญญาเอก กิตติมศักดิ์ จาก 2 มหาวิทยาลัย ในประเทศ สห
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 256
รัฐอเมริกา
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ม ป.ช มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก
- สำนักเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร

ประวัติการ ทำงาน เคยดำรงตำแหน่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัด ลพบุรี 4 สมัย ใน ปี พ.ศ 2531 / 2535/1 / 2535/2 / 2538 และสอบได้ (ส.ส) ที่ 1 ทั้งสี่สมัย

ผู้ช่วยเลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปี 2507 - 2511
เลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปี 2515 - 2517
สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ วุฒิสมาชิก ปี 2515
ผู้ว่าราชการ จังหวัด พังงา ปี 2519 - 2520
ผู้ว่าราชการ จังหวัด ลพบุรี ปี 2520 -2522
ผู้ว่าราชการจังหวัด กรุงเทพมหานคร ปี 2522 -2524
ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 46
ปี 2524 - 2526
ผู้ว่าราชการ จังหวัด เพชรบุรี ปี 2527 - 2531
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัด ลพบุรี (สอบได้ที่ 1 ทั้ง 4 สมัย ซ้อน)
ประธานคณะกรรมการศึกษา ผู้แทนราษฎร ปี 2531 - 2535
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย 2 สมัย ปี 2533 – 2535 -2536
รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ปี 2535




ความเป็นมาความสัมพันธ์กันระหว่างพณฯ ท่านเชาวน์วัศ สุดลาภา

กับดร.วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์




วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ (Vongsak Swasdipanich)

ปัจจุบันเป็น ผู้ว่าราชการจังหวัด ราชบุรี2550
วงศ์ ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ (Vongsak Swasdipanich) ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย เกิด ๆ๒๗ มิถุนายน ๒๔๙๔ อายุ ๕๔ ปีเต็ม ภูมิลำเนาอำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด บุตรคนที่ ๕ ของเจริญ - ซิวเจียง สวัสดิ์พาณิชย์
อนันต์ สวัสดิ์พาณิชย์ พี่ชายคนโต ประกอบธุรกิจการเกษตรที่จังหวัดร้อยเอ็ด มนตรี สวัสดิ์พาณิชย์ พี่ชายคนรอง ประกอบธุรกิจน้ำแร่ดื่มที่จังหวัดร้อยเอ็ด ชูศรี ไวทยาวันศิริ พี่สาวคนที่สาม ประกอบธุรกิจเภสัชและกิจการโรงแรมที่จังหวัดนครราชสีมา รองศาสตราจารย์ ดร. สุวพงษ์ สวัสดิ์พาณิชย์ พี่ชายคนที่สี่ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตสกลนคร เกรียงศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ น้องชาย นิติกรธนาคารกรุงเทพ จำกัด สำนักงานใหญ่ และมัชฌา นราสวัสดิ์ น้องสาวคนเล็ก ประกอบธุรกิจอะไหล่รถจักรยานยนต์ที่จังหวัดร้อยเอ็ด
การศึกษาชั้นประถม โรงเรียนบ้านอาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด มัธยมต้นโรงเรียนร้อยเอ็ดวิทยาลัย ออกไปเข้า ม.ศ. ๓ ที่วิทยาลัยบางแสน ตามคำแนะนำของญาติผู้ใหญ่ ดร. ก่อ สวัสดิ์พาณิชย์ บิดาของศิโรตม์ สวัสดิ์พาณิชย์ อธิบดีกรมสรรพากร และมัธยมปลายโรงเรียนจรัสสมรอนุศาสน์ ยานนาวา กรุงเทพฯ
เป็นน้องใหม่ภาค วิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปีการศึกษา ๒๕๑๓ เพราะอยากเป็นนายอำเภอ โดยมีอุดม พัวสกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูนเป็นเพื่อนร่วมรุ่น
เรียนแบบไม่หยุดพักทั้งภาค เล็กและภาคใหญ่ ย่นเวลาเหลือ ๓ ปี ทั้ง ๆ ที่อาจารย์เตือนว่าถ้าพลาดละก็เจ็บกว่าคนเรียน ๔ ปี แต่ก็ได้รัฐศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา ๒๕๑๕ รับพระราชทานปริญญาพร้อมรุ่นพี่ในปี ๒๕๑๖
๐ ๐ ๐
นั่ง รถไฟเข้ากรุงเทพฯ ไปพบเชาว์วัศน์ สุดลาภา เลขานุการจอมพล ประภาส จารุเสถียร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น เพื่อขอฝึกงานโดยไม่ต้องการเงินเดือน
เชาวน์วัศ สุดลาภา ชอบใจที่กล้าเดินเข้ามาหาทั้ง ๆ ที่ไม่เคยรู้จักกัน
แต่พรรคพวกพามาฝากเยอะ ก็เลยรับไว้ทั้งธรรมศาสตร์ จุฬาฯ และเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยละ ๑ คน ได้เป็นลูกจ้างชั่วคราวสมใจ
ทำได้ไม่กี่เดือนก็เกิดเหตุการณ์ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๑๖
ภารกิจ ที่ไม่เคยคิดมาก่อนในชีวิตคือพาเชาว์วัศน์ สุดลาภา หลีกลี้ผู้คนไปหลบภัยที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ ถนนราชดำเนิน โรงแรม ๙๙ บางลำภู โรงแรมพาร์ลิเมนท์ ถนนวิสุทธิกษัตริย์ และโรงแรมวงเวียน ๒๒ กรกฎาคม จนเงินหมด
เชาวน์วัศ สุดลาภา ให้นำแฟ้มบัญชีเจ้าหน้าที่มาเปิดดูว่ารู้จักใครที่ไว้ใจได้บ้าง แล้วโทรศัพท์บอกเขามาช่วยจ่ายเงินให้ที จากนั้นก็พาเชาน์วัศ สุดลาภา ไปส่งที่อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แล้วพาภริยาของเชาน์วัศ สุดลาภา ขึ้นรถไฟล่องใต้ไปส่งที่จังหวัดสงขลา ก่อนจะกลับมารายงานตัวที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) สวนรื่นฤดี พร้อมกับพันตำรวจเอก สุทิน เอมะพัฒน์ ช่วยราชการสำนักงานเลขานุการรัฐมนตรีในขณะนั้น
สามวันสามคืนในสวนรื่นฤดี ได้รับรู้เรื่องราวหลายอย่าง รวมทั้งการเจรจาของจอมพล ถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และนายทหารระดับสูง อาทิ พลเอก กฤษณ์ สีวะรา และพันเอก ณรงค์ กิตติขจร เป็นต้น
เด็กกว่าเขาเพื่อน จึงรับหน้าที่ให้บริการอาหารเครื่องดื่มแก่ผู้ใหญ่ใน กอ.รมน.
หลังหายตื่นเต้นจากเหตุการณ์ที่ค่อย ๆ สงบลง ก็นึกขึ้นได้ว่าไปสอบแข่งขันเป็นปลัดอำเภอเอาไว้
แวะไปดู จึงรู้ว่าติด
๑ พฤษภาคม ๒๕๑๘ ได้รับการบรรจุเป็นปลัดอำเภอตรี กิ่งอำเภอปทุมรัตน์ ร้อยเอ็ด จังหวัดบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง
ทำงานได้ปีเดียว ผู้ว่าราชการจังหวัดแวะ
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 257
มาตรวจราชการแล้วเห็นหน่วยก้าน สั่งให้เข้ามาเป็นปลัดอำเภอตรี อำเภอเมืองร้อยเอ็ด พร้อมกับสอบได้ชั้นโท (เจ้าพนักงานปกครอง ๔)
๒๕๑๙ ศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านบริหารรัฐกิจที่ Kentucky State University (KSU), Frankfort, Kentucky สหรัฐฯ
๒๕๒๐ ได้ปริญญา Master of Public Affairs (Planning)
บินกลับมาประจำกองการศึกษาประชาบาล จนกระทั่งสอบได้ระดับ ๕
กันยายน ๒๕๒๒ ย
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 47
้ายไปเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน ๕ สำนักงานจังหวัดเลย ปีถัดมาย้ายไปลงตำแหน่งเดียวกันที่จังหวัดพิจิตร
ธันวาคม ๒๕๒๕ ย้ายไปเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน จังหวัดศรีสะเกษ หลังสอบได้ระดับ ๖
อยู่ศรีสะเกษ ๕ ปีเต็ม จึงได้ย้ายไปรักษาการหัวหน้าฝ่ายแผนและโครงการ จังหวัดอุบลราชธานี
ตุลาคม ๒๕๓๓ ได้รับแต่งตั้งให้รักษาการหัวหน้าสำนักงานจังหวัดอุบลราชธานี หลังสอบได้ระดับ ๗
เพียงปีเดียวก็สอบได้ระดับ ๘
ธันวาคม ๒๕๓๔ ได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าสำนักงานจังหวัดมุกดาหาร (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน ๘)
จากนั้น เข้ารับการอบรมหลักสูตรนักบริหารมหาดไทย ระดับ ๘ สถาบันดำรงราชานุภาพ ๔๕ วัน
เมื่อ ชนะศักดิ์ ยุวบูรณ์ ย้ายไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้ทำเรื่องขอผู้จบปริญญาโทจากต่างประเทศมาเป็นหัวหน้าสำนักงานจังหวัดเพื่อ ช่วยงาน SEA Games ซึ่งเชียงใหม่เป็นเจ้าภาพ
กระทรวงฯ ส่งชื่อมาให้ ๒ คน แต่คนแรกขออยู่ที่เก่า หัวหน้าสำนักงานจังหวัดเชียงใหม่จึงกลายเป็นวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์
ยังไม่ทันจะเดินทางไป อารีย์ วงศ์อารยะ ปลัดกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้นโทรศัพท์มาหา บอกว่าคงจะไม่ได้ไปเชียงใหม่แล้วละ
ไม่เป็นไร เพราะก็ไม่อยากไปอยู่แล้ว
หัว หน้าสำนักงานจังหวัดเชียงใหม่ตัวจริงไม่ใช่ใครที่ไหน พระนาย สุวรรณรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นนายอำเภออมก๋อยในขณะนั้น
เมษายน ๒๕๓๕ ได้รับคำสั่งใหม่ให้มาเป็นหัวหน้าสำนักงานจังหวัดสมุทรปราการ
แต่คนเก่าขออยู่ต่อ ในขณะที่คนใหม่ก็ไม่สมัครใจจะไป จึงไม่ได้ไปทั้งเชียงใหม่และสมุทรปราการทั้ง ๆ ที่คำสั่งออกมาแล้ว
สรุปแล้วได้อยู่ที่เดิม คือ มุกดาหาร
ตุลาคม ๒๕๓๖ ย้ายไปเป็น หัวหน้าสำนักงานจังหวัดขอนแก่น
๐ ๐ ๐
เมื่อกระทรวงมหาดไทยปรับโครงสร้างภายในแยก 'ฝ่ายแผนพัฒนาจังหวัด' ออกจาก 'สำนักนโยบายและแผน' แล้วยกขึ้นเป็นหน่วยงานระดับกอง
ชนะ ศักดิ์ ยุวบูรณ์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นึกถึงคนที่เคยขอไปช่วยงาน SEA Games แล้วไม่ได้มาทำงานด้วยกันเมื่อครั้งยังเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ หนนี้คงไม่มีปัญหา
พฤศจิกายน ๒๕๓๗ จึงได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการกองแผนพัฒนาจังหวัด สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย คนแรก
คน ในกระทรวงมหาดไทยด้วยกันไม่ได้หมายความว่าจะมีโอกาสเติบโตหรือได้รับการ พิจารณาให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดถ้าไม่ผ่านการเป็นปลัดอำเภอ นายอำเภอ ปลัดจังหวัด และรองผู้ว่าราชการจังหวัด ก็ยากที่จะได้ขึ้นเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด เช่น ข้าราชการมหาดไทยระดับ ๔ - ๕ ถ้าโอนมาจากสายปกครองแล้ว โอกาสในการเข้าโรงเรียนนายอำเภอจะน้อยลง
เมื่อไม่ได้เรียนก็ไม่ได้เป็นนายอำเภอ
แต่ ถ้าได้เป็นผู้อำนวยการกอง ในสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยแล้ว ยังมีโอกาสที่จะได้รับการพิจารณาแต่งตั้งเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัด เส้นทางไปสู่การเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดจึงไม่ถึงกับตีบตัน ผนวกกับการปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนมาตลอด เงินเดือนที่ได้รับก็สูงเต็มขั้น ผลงานใหม่ก็ได้ใช้ความรู้ด้านการวางแผนที่ได้ร่ำเรียนมา
ตุลาคม ๒๕๓๙ จึงได้รับแต่งตั้งเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี โดยไม่ผ่านการเป็นนายอำเภอและปลัดจังหวัด ขณะมีอายุน้อยที่สุดในบรรดาคนเป็นรองผู้ว่าฯ ด้วยกัน โดยไม่เคยวิ่งเต้นให้ได้มาซึ่งตำแหน่ง
จากนั้น กลับไปเข้ารับการอบรมหลักสูตรนักบริหารมหาดไทย ระดับ ๙ สถาบันดำรงราชานุภาพ นาน ๖ เดือนเต็ม จึงกลับมาทำงานต่อ
แม้ ยังไม่มีอำนาจเต็มเหมือนผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ก็หนีไม่พ้นการใช้หลักนักบริหาร (องค์กร) นักพัฒนา (โครงการ) และนักปกครอง (คน) ขาดไปหลักใดหลักหนึ่งก็ไม่ได้
งานที่ได้รับมอบหมายจาก พลากร สุวรรณรัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานีในขณะนั้น คือการจัดตั้งเขตอุตสาหกรรม อันทำให้ปัตตานีเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีโรงงานด้านอุตสาหกรรมการเกษตรขนาด ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ อาทิ โรงงานปลากระป๋อง โรงงานปลาป่น โรงงานอาหารสัตว์ เป็นต้น
อีกงานหนึ่งคือคือโครงการจัดตั้งธนาคารอิสลาม (Islamic Bank)
และ ที่ได้รับมอบหมายเป็นพิเศษคือการเป็นตัวแทนผู้ว่าราชการจังหวัดใน ๔ จังหวัดภาคใต้เข้าร่วมประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และมาเลเซีย
เนื่องจากจังหวัดภูเก็ตมีเป้าหมายในการเป็นเมือง หน้าต่างโลก พีระพงศ์ จำนงเฉลิมฉัตร ผู้ว่าราชการจังหวัดในขณะนั้นจึงทำเรื่องขอตัว เพราะเห็นศักยภาพที่ปัตตานี
ตุลาคม ๒๕๔๐ ย้า
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 258
ยไปดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต โดยมีชาวไทยมุสลิม ๗ คันรถ ตามมาส่งถึงตัวเกาะ
๐ ๐ ๐
ที่ ภูเก็ต รับผิดชอบงานด้านเศรษฐกิจ โดยมีภารกิจหลักพัฒนาการท่องเที่ยว ซึ่งช่วงนั้นมีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเต็มที่ จนไม่ทันกับการดูแลรักษา
แต่ก็ไม่ง่ายในการจัดระเบียบ เพราะ 'ผลประโยชน์' คืออุปสรรคสำคัญ โดยเฉพาะป่าตอง
'สารสนเทศ' คือ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 48
หัวใจสำคัญในการบริหารจัดการ
หลังตามเก็บรายชื่อชาวบ้านร้านถิ่นมาแยกเป็นหมวดหมู่จนรู้ใครเป็นใคร และรู้ต่อไปถึงอิทธิพลที่มีผลทั้งทางบวกและลบต่อการจัดระเบียบ
ผล พวงจากการจัดทำสารสนเทศ ทำให้เห็นภาพด้านประชากรศาสตร์อย่างชัดเจนของคนภูเก็ต จึงมีโอกาสได้เชื่อมโยงคนไทยมุสลิมซึ่งมีอยู่ร้อยละ ๓๕ มาช่วยกันพัฒนาภูเก็ต
และหลังการเดินเท้าย่ำป่าตอง ยังทำให้รู้ว่าหนึ่งในกลุ่มผู้สร้างปัญหาจุ๊ก ๆ จิ๊ก ๆ ไม่ใช่ใครที่ไหน พวกแผงหลัก แผงลอย รถเข็น และคานหาบ เร่ขายตำบักหุ่ง (ใส่หรือไม่ใส่ปลาแดกก็แล้วแต่) ไปจนถึงรถสองแถว และนวดโบราณทั้งที่อยู่ในตึกและริมชายหาด
พอได้ยินเขาส่งเสียง ก็รู้ว่าไม่ใช่ใครที่ไหน จัดแจงส่งภาษาเดียวกัน
ป่า ตองค่อย ๆ มีระเบียบขึ้นโดยลำดับหลังหลังเปลี่ยนผู้ว่าราชการจังหวัดอีก ๒ คน คือ พงศ์โพยม วาศภูติ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาในปัจจุบัน และชาญชัย สุนทรมัฏฐ์ รองปลัดกระทรวงฯ ฝ่ายความมั่นคงในปัจจุบัน
เป็นรองผู้ว่าฯ ภูเก็ตครบ ๔ ปี แต่เปลี่ยนผู้ว่าฯ ปีละคน
ตุลาคม ๒๕๔๔ ย้ายไปเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง พร้อมกับเข้าศึกษาที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปรอ. ๔๔๑๔) เป็นเวลา ๑ ปีเต็ม
เพื่อน ร่วมรุ่นที่กำลังขั้วตำแหน่งใหม่ในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ อาทิ พลเรือเอก สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ว่าที่ผู้บัญชาการทหารเรือ พลเรือเอก วิชัย ยุวนางกูร ว่าที่รองผู้บัญชาการทหารเรือ พลเรือเอก นพพร อาชวาคม ว่าที่ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ พลเอก พรชัย กรานเลิศ ว่าที่ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก พลอากาศเอก พรชัย รามโกมุท ว่าที่ผู้บัญชาการกองบัญชาการสนับสนุนทหารอากาศ พลตำรวจโท ชลอ ชูวงษ์ และพลตำรวจโท วิโรจน์ พหลเวชช์ ว่าที่ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นต้น
ส่วนเพื่อนร่วมรุ่นที่มาจากกระทรวงเดียวกัน ได้แก่ เจตน์ ธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น พระนาย สุวรรณรัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี วิชม ทองสงค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ปรีชา บุตรศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ เมฆินทร์ เมธาวิกูล ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ปานชัย บวรรัตนปราน ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร และสุธี มากบุญ ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร
๐ ๐ ๐
๑ ตุลาคม ๒๕๔๕ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย หลังจบ วปอ.
'หนองคาย' จังหวัดชายแดนติดแม่น้ำโขงได้ชื่อว่าน่าอยู่อันดับ ๗ ของโลก เป็นดินแดนชุ่มน้ำอันดับ ๑,๐๙๘ ของโลก เป็นเมืองที่มีนักบวชและนักพรตมากที่สุดในเอเชีย และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยยังจัดให้เป็น ๑ ใน ๕ จังหวัดที่น่าอาศัยระยะยาวอีกด้วย
ฟังแล้วน่าชื่นชม แต่ไม่มีอะไรในกอไผ่ที่จะผลักดันให้คนต่างถิ่นหรือต่างชาติอยากมาเที่ยวและ ลงทุนเพื่อให้คนหนองคายมีรายได้ดีขึ้น ขณะที่บางคนในภาครัฐกลับทำงานผิดช่องทาง
ประสบการณ์จากการเป็นหัวหน้าสำนักงานจังหวัดและรองผู้ว่าราชการจังหวัดช่วยให้ไม่ต้องเสียเวลาเริ่มต้นเท่าใดนัก
ข้อมูล ข่าวสารที่ถูกต้องเป็นเรื่องสำคัญ ระยะแรกจึงต้องอาศัย Honda, Silver Shadow คันใหญ่ ขับตระเวณเข้าไปตรวจพื้นที่ทุกสัปดาห์ ล้มเมื่อใดไม่ต้องยก เพราะมอเตอร์ไซค์หนักกว่าท่านผู้ว่าฯ ร่างเล็กหลายร้อยกิโลกรัม
จากนั้น จัดประชุมนายอำเภอให้ถี่ขึ้น เพื่อเร่งนโยบายของรัฐที่ได้นำมาขยายเป็นแผนปฏิบัติการให้บังเกิดผลเป็น รูปธรรม โดยชี้ให้เห็นว่า ช่องทางนี้นอกจากจะช่วยชาวบ้านให้อยู่ดีกินดีแล้ว ยังสนองนโยบายจากส่วนกลางอันเป็นผลงานที่ชอบธรรมอีกด้วย
และเพื่อให้เรื่องที่คนชื่นชมมีความเป็นไปได้จริง โครงการเรารักหนองคายจึงเกิดขึ้น
แต่ถ้าภายในไม่พร้อมก็ยากที่จะรุกออกไปภายนอกได้ดี จึงเริ่มต้นที่การทำภายในให้สะอาดทั้งด้าน 'รูปธรรม' และ 'นามธรรม'
เริ่ม จากรณรงค์ให้ 'หนองคายไร้ขยะ' ด้วยการจัดให้มีวัน 'เรารักหนองคาย' โดยส่วนราชการภูมิภาค ท้องถิ่น และชาวบ้าน มาคุยกัน ในที่สุดก็ออกมาเป็นทุกวันพุธที่สองและสี่ของเดือน ทั้ง ๑๗ เทศบาลเล็กใหญ่ และ ๑๑๑ องค์การบริหารส่วนตำบล ตลอดจนชาวบ้าน ยกขบวนกันออกมาทำความสะอาดหนองคายทั้งจังหวัด ทำมาแล้วตั้งแต่ต้นปี ๒๕๔๕ จนถึงวันนี้
ต่อไปเป็นเรื่องของการบริหารจัดการ วัฒนธรรม จริยธรรม และระเบียบวินัย
ข้าราชการ
นับ ว่าท้าทายในการผลักดันให้มีธรรมบริหาร (Good Governance) แผนส่งเสริมการทำงานด้วยความ 'จริงใจ จริงจัง และโปร่งใส' จึงเกิดขึ้น โดยจัดตั้งคณะทำงานด้านยุทธศาสตร์ (CEO Staff) ของผู้ว่าราชการจังหวัด ประกอบด้วยหัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์ของกระ
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 259
ทรวงต่าง ๆ ที่มาประจำอยู่ในจังหวัด แล้วจัดให้มีการประชุมกันทุกวันอังคารและพฤหัสบดี และจัดอบรมข้าราชการให้เข้าใจเรื่อง 'ธรรมบริหาร'
ชาวบ้าน
มีการจัด ตั้งตัวแทนประชาชน ๗ คนนอกล้วน ๆ มาจากชาวไทยเชื้อสายญวน ต้นตระกูลเก่า ณ หนองคาย มหาวิทยาลัยขอนแก่น วิทยาเขตหนองคาย ประชาคม ผู้นำลูกเสือชาวบ้าน องค์กรพัฒนาเอกชน และประชาชนในอำเภอเมือง เ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 49
พื่อให้ข้อคิดเห็นและเสนอแนะแก่ผู้ว่าฯ
เด็กและเยาวชน
แผน งาน 'คุณครูผู้ว่าฯ' ซึ่งวัยรุ่นฮือฮาเมื่อเห็น 'ผู้ใหญ่แนว' สวมบทครูสัญจร ขี่มอเตอร์ไซค์ตะลอนสอนหนังสือนักเรียนมัธยม โดยเฉพาะวัยรุ่นเป็นกลุ่มเป้าหมายพิเศษ จากนั้นนำเด็กนักเรียนที่อยู่ชนบทรอบนอกทยอยกันเข้ามาพบผู้ว่าฯ ต่อด้วยทัศนศึกษาในเมือง ในทางกลับกันก็ส่งนักเรียนในเมืองไปทัศนศึกษาชนบทที่ห่างไกล แต่ไม่ลืมอุปกรณ์การเรียนการสอนและเครื่องมือที่จะช่วยให้นักเรียนทำกิจกรรม ได้ แผนงานพัฒนาห้องเรียนคอมพิวเตอร์ แผนงานห้องเรียนศิลปะ และแผนงานลานกีฬาเอนกประสงค์ จึงทยอยออกมารองรับ โดยเฉพาะทุนการศึกษาเด็กนักเรียนที่ด้อยโอกาส ซึ่งเงินส่วนหนึ่งมาจากเพื่อนร่วมรุ่น วปรอ. ๔๔๑๔ นี่แหละ
๐ ๐ ๐
เมื่อ ภายในสะอาด อบอุ่น และมีความพร้อมระดับหนึ่ง จึงเริ่มงานเชิงรุก อันได้แก่ การพัฒนาจังหวัดหนองคายในด้านนิเวศ เกษตรอุตสาหกรรม การค้าชายแดน และท่องเที่ยว
ด้านนิเวศ
หนองคายมีพื้นที่ติดแม่น้ำโขง ๓๓๐ กิโลเมตร แต่ละปีหน้าดินถูกน้ำเซาะหายไป ๒ เมตร ปล่อยต่อไปอีกไม่ได้แล้ว จึงทำการศึกษาจุดที่อ่อนไหว ส่วนไหนที่พังทลายมากก็สร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งเป็นจุด ๆ ไป ได้งบเพิ่มเติมมาเมื่อใดก็ทยอยทำตามแผนที่ได้ศึกษาไว้
ด้านเกษตรอุตสาหกรรม
นอก จากการส่งเสริมสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (One Tambon One Product: OTOP) ที่ประกวดประขันกันทุกจังหวัดแล้ว คือการใช้จุดเด่นของจังหวัดในด้านภูมิศาสตร์ พัฒนาให้หนองคายเป็นครัวโลกด้านผักผลไม้ที่ปลูกได้ทุกชนิด ตลอดจนการปลูกพืชสมุนไพรและสวนพฤกษชาติ ควบคู่กับเป้าหมายในการตั้งโรงงานปุ๋ยอินทรีย์ ๖ แห่ง เพื่อใช้ในการส่งเสริมแผนงานนี้ โดยเฉพาะยางพาราซึ่งหนองคายมีพื้นที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือถึง ๒๕๐,๐๐๐ ไร่
การค้าชายแดน
แม้หนองคายเป็นเมืองชายแดน แต่ที่ผ่านมามีแต่หันหน้าหากรุงเทพฯ หันหลังให้ต่างประเทศ น่าจะไปลาวและจีนตอนใต้อีกทางหนึ่ง จึงตั้งคณะทำงานชายแดน ฝ่ายไทยมี ๗ คน มาจากหัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์ ตำรวจ ทหาร เกษตรฯ ศึกษาฯ พาณิชย์ และสำนักงานจังหวัด ฝ่ายลาวอีก ๗ คน รวมเป็น ๑๔ คน ให้ความสำคัญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ต้องมาก่อน เมื่อชอบพอกันแล้ว เรื่องอื่น ๆ ก็พูดกันได้ ถัดไปเป็นเรื่องความปลอดภัย ความมั่นคง ยาเสพติด แรงงานต่างด้าว และการค้าขาย ส่วนแผนงานสำคัญในเรื่องการค้าชายแดน คือ การจัดตั้งเขตปลอดอากร จัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษอุดรธานี-หนองคาย-เวียงจันทน์ จัดหาพื้นที่ตรวจสินค้าแห่งใหม่ของด่านศุลกากร และจัดสร้างด่านพรมแดนพร้อมท่าเทียบเรือแพขนานยนต์ที่อำเภอบึงกาฬ
การท่องเที่ยว
งาน ใหญ่คือการจับมือกับ ดร. จิตสันติ ธนะโสภณ ผู้ว่าการ การรถไฟแห่งประเทศไทย ใช้บริเวณสถานีรถไฟเก่าก่อสร้างพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำจืด (Aquarium) มูลค่า ๓๓๗ ล้านบาท เพื่ออนุรักษ์พันธุ์ปลาในแม่น้ำโขงที่เหลืออยู่ ๕๘๐ สายพันธุ์ ไม่ให้หดหาย คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี ๒๕๕๐
อีกงานหนึ่งเป็นการก่อสร้าง ศูนย์ OTOP เพื่อเป็นแหล่งกลางในการเผยแพร่และจำหน่ายสินค้าทุกตำบลของจังหวัดฯ และ ASEAN ข้างศาลากลาง เนื้อที่ ๕ ไร่ มีทั้งสินค้าบ้านเรา สินค้าบ้านเขา คือ จีน และสิบสองปันนา มูลค่ากว่า ๔๐ ล้านบาท
ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้คน ต่างชาติและต่างถิ่นได้สัมผัสวิถีชีวิตแบบไทย ๆ ของชาวหนองคายด้วยการพัฒนาที่พักในบ้าน (Home stay) กระจายไปทั่วอำเภอที่อยู่ริมแม่น้ำโขง เพื่อบริการนักท่องเที่ยวที่นิยมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
และที่ถึง ขั้นผลิตคู่มือกันเลยก็คือ ส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างหนองคายกับเวียงจันทน์ แบบว่า มา ๑ จังหวัด ได้เที่ยว ๒ ประเทศ ทำนองนั้น
๐ ๐ ๐
ทั้งหมดที่ว่ามานี้ ประเด็นอยู่ที่การสื่อสารให้ทุกฝ่ายได้รับรู้ข่าวสาร เข้าใจ ยอมรับ และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือ
ที่ นี่ใช้วิธีการสื่อสารค่อนข้างหลากหลาย ทั้งระดับบุคคล ระดับกลุ่ม ไปจนถึงระดับมวลชน มีทั้งที่ผู้ว่าฯ เข้าไปหา และยกขบวนกันมาพบ ตลอดจนการสื่อสารที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ
ทุกเช้าวันเสาร์หลัง รายการ 'นายกฯ พบประชาชน' ที่หนองคายมีรายการ 'บ้านเมืองน่าอยู่' ทางวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย FM ๙๐.๕ เมกะเฮิรตซ์ เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๐.๐๐ น. ผู้ว่าฯ วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ พูดใส่ไมโครโฟนคุยกับชาวบ้านให้ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร มีการบอกเล่าเก้าสิบ พร้อมเปิดสายท้ายรายการให้สอบถามและร้องเรียนอีกด้วย
ทุกครั้งเมื่อกลับจากประชุมที่กรุงเทพฯ วันรุ่งขึ้น หัวหน้าส่ว
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 260
นราชการและนายอำเภอจะรับรู้เรื่องราวที่ไปประชุม มา วันถัดไป กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์การบริหารส่วนตำบล จะรับรู้ข่าวสารผ่านหัวหน้าส่วนราชการและนายอำเภอ และวันที่สาม ประชาชนในแต่ละท้องถิ่นจะรับรู้ข่าวสารจากกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์การบริหารส่วนตำบล
แล้วยังเปิด 'สภากาแฟ' อีกเดือนละ ๒ ครั้ง เวลา ๐๗.๐๐ - ๐๘.๓๐ น. ให้หัวหน้าส่วนราชการ ส่วนท้องถิ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 50
่น และภาคเอกชน ได้แสดงความคิดเห็นร่วมกัน นอกเหนือจากวารสาร 'เรารักหนองคาย' รายเดือน และแผ่นพับต่าง ๆ มากมาย ฯลฯ
ไม่มีท้องที่ใดปราศจากอิทธิพล แต่เมื่อคนหลายฝ่ายในท้องที่นั้นสามารถเข้าถึงกัน โดยมีเวทีให้พบปะพูดจากัน ความกดดันถ้ามีก็จะน้อยลง
เครือข่ายภาคประชาชนที่มีความพร้อมด้านข้อมูลข่าวสารยังช่วยให้การปฏิบัติงานภาครัฐเกิด 'ธรรมบริหาร' อีกทางหนึ่งด้วย
ที่ นี่มีรายชื่อผู้ยากจนในบัญชีกว่า ๘,๐๐๐ คน ฝันของผู้ว่าฯ วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ คือ ศูนย์กลางด้านการค้าและบันเทิงมูลค่ากว่า ๔,๐๐๐ ล้านบาท ที่ภาคเอกชนให้ความสนใจเพราะอยู่ใกล้ลาว ถ้าเกิดขึ้นจริงเมื่อใด แทบจะล้างบัญชียากจน เพราะคนมีงานทำกันทั่วถ้วน
๐ ๐ ๐
ชีวิตส่วนตัว สมรสกับวิไลพร วิรัตน์จันทร์ อดีตพนักงานสาขาอำเภอเกษตรวิสัย ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อ ๑๗ มีนาคม ๒๕๑๘
เบญจพล สวัสดิ์พาณิชย์ บุตรคนโต อายุ ๒๓ ปี ภาควิชาโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ปีสุดท้าย
เบญจรงค์ สวัสดิ์พาณิชย์ บุตรคนเล็ก อายุ ๑๘ ปี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปี ๒
ข้อคิดที่ วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ เขียนไว้ในทำเนียบรุ่น วปรอ. ๔๔๑๔ ก็คือ ...
"จะเก่ง จะดี จะชั่ว อยู่ที่ตัวสร้างขึ้นมาเอง"

บรรดาพ่อค้าแม่ขายครั้นรู้ว่ารองผู้ว่าฯ ผูกเสี่ยวกัน ก็ดีใจ ให้ความเคารพนับถือ
เมื่อเป็นพวกเดียวกันแล้ว "ทำแบบนี้ต่อไปไม่ได้ มาอยู่ที่นี่ต้องไว้หน้าพ่อ" รองผู้ว่าฯ คนร้อยเอ็ดขอกันตรง ๆ
จาก นั้น จัดแจงรวมกลุ่มตั้งชมรมชาวอีสานในจังหวัดภูเก็ต หลังอยู่ที่นี่ได้ ๑ ปี อันเป็นช่วงที่จเด็จ อินสว่าง มาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดแทนพีระพงศ์ จำนงเฉลิมฉัตร
แล้วรับเป็นประธานชมรมฯ คนแรก อันทำให้รู้ว่าที่นี่มีชาวอีสานกว่า ๒๐,๐๐๐ คน
สมมติเล่น ๆ ถ้าทุกคนโอนทะเบียนบ้านไปอยู่ภูเก็ตเมื่อใด มีโอกาสเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้แล้ว ๑ คน
โดย: teapatyost341455@hotmail.com [19 มี.ค. 51 20:48> ( IP A:61.7.191.119 X: )
ความคิดเห็นที่ 51
อำเภอ บ้านโป่ง
เป็น อำเภอ ที่ ถูกขนานนามเรียกว่าเป็น (เมืองคนงาม) (คุณแม่เป็นชาว ไทย – รามัญ) แห่งเมืองคนงาม ต้นสกุล (ติเยาว์) มาช้านานแล้ว และจังหวัดราชบุรี ก็เป็นจังหวัดที่มีเขตการติดต่อกับจังหวัดเพชรบุรี เมื่อสมัยก่อนนั้นคุณปู่เคยเป็นนายอำเภออยู่ที่ อำเภอ ท่ายาง จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ และ คุณลุง ก็เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัด เพชรบุรี เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๗ – ๒๕๓๑ คือ คุณลุง เชาวน์วัศ สุดลาภา คือหลังจากคุณลุงเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด กรุงเทพมหานคร เมื่อ ปี ๒๕๒๒ – ๒๕๒๔ และเป็นผู้ว่าราราชการจังหวัดลพบุรี เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๐ – ๒๕๒๒ และคุณลุงก็เป็น (ส.ส) ๔ สมัย และสอบได้ที่ ๑ ทั้ง๔ สมัยซ้อน และได้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง มหาดไทย ถึง ๒ ครั้งสมัย และที่ผมกล่าวถึง จังหวัดราชบุรีนั้นทางทิศ ตะวันตก นั้นติด กับจังหวัด กาญจนบุรี ครั้นที่เมื่อสมัยที่คุณปู่ มงคล สุดลาภา เป็น นายอำเภออยู่ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถึง ๒ อำเภอ คือ อำเภอปราณบุรี อำเภอบางสะพาน และเป็น นายอำเภอที่ จังหวัด เพชรบุรีถึง ๒ อำเภอ คือ อำเภอ ชะอำ และอำเภอ ท่ายาง ก่อนที่ คุณปู่มงคล สุดลาภา จะมาเป็น นายกเทศมนตรี คนที่ ๑๖ ของอำเภอ เมือง จังหวัด กาญจนบุรี และเป็น ปลัด จังหวัด กาญจนบุรี และคุณปู่มงคล สุดลาภา ก็ได้เป็น ผู้ตรวจการกระทรวง มหาดไทย ซึ่ง ความสัมพันธ์กัน ระหว่าง (อำเภอ บ้านโป่ง) จังหวัด ราชบุรี ถึงจังหวัดเพชรบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัด กาญจนบุรี และจังหวัด สุพรรณบุรี นั้น (คุณลุงเคยเป็น นายอำเภอที่สุพรรณบุรี) ถ้าจะให้พูดกันแล้ว ตระกูล สุดลาภา ก็เป็นนักการเมือที่มีชื่อเสียงทางด้านการปกครอง และการทำประโยชน์มากมายมหาศาล ในหลายๆด้านให้กับประเทศชาติและเขต ๗ มาช้านาน แล้ว ส่วน กระผม นาย ฑีพัตรยศ สุดลาภา ก็มี คุณแม่ เป็นคนไทย – รามัญ ในอำเภอ บ้านโป่งจังหวัดราชบุรี (ตระกูล “ติเยาว์”) และก็มีย่าใหญ่ (ย่าทวด) ต้นสกุล “สุปัญโญ” ที่ จังหวัด ลพบุรี และ คุณพ่อ ของย่าทวดผม ก็มี ยศ เป็น “เจ้าพระยา” แห่งเมืองลพบุรี เป็น(เจ้าเมือง)ในสมัยแห่ง รัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว




ประวัติและความเชื่อของชาว รามัญ ใ
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 261
น อำเภอบ้านโป่ง (เมืองคนงาม) จ.ราชบุรีนายฑีพัตรยศ สุดลาภา ชื่อเล่น (ลูกหิน) คุณแม่ของผมเป็นชาวมอญรามัญ เพราะ คุณตา และ คุณยาย เป็นชาวไทย – รามัญ ทั้ง ๒ ฝ่าย ต้นตระกูล (ติเยาว์)


ประวัติและความเชื่อของชาว รามัญ ใน อำเภอบ้านโป่ง (เมืองคนงาม) จ.ราชบุรีนายฑีพัตรยศ สุดลาภา ชื่อเล่น (ลูกหิน) คุณแม่ของผมเป็นชาวมอญ (รามัญ) เพราะคุณตา กับคุณยายเป็นชาวรามัญทั้ง 2 ฝ่าย (คุณแม่นามสกุล ติเยาว์) และเล่าให้ฟังว่าสมัยเมื่อหลายร้อยปีก่อน ตระกูลทางคุณแม่ของผมนี้ได้เดินทางมาจาก กรุงหงสาวดี
แล้วเดินทางเข้ามา อยู่ใน อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี และที่บ้านของผมยังมีประเพณีประจำตระกูลก็คือการนับถือ ผีมอญ และก็มีความเคร่งในศาสนสพุทธ จากความเชื่อเรื่องผีมอญ(ผีตระกูลหรือผีบรรพบุรุษนี้ทำให้เกิดการมีประเพณี รำผีมอญ
มูลเหตุของการรำผีมอญ เนื่องมาจากความเชื่อที่ว่า ชาวมอญมีผีรักษา หรือผีประจำคระกูลเรียกเป็นการทั่วไปว่า “ผีมอญ” ซึ่งผีนี้มีหน้าที่คอยปกปักรักษาสมาชิกในครอบครัวให้อยู่เย็นเป็นสุข แต่มีข้อแม้ว่า ห้ามล่วงละเมิดหรือ “ทำผิดผี” ด้วยประการทั้งปวงเช่น ห้ามคนตั้งครรภ์ที่ไม่ใช่ลูกสาวของเจ้าเรือนนอนในเรือน ห้ามคู่สามีและภรรยาที่ไม่ได้อยู่ร่วมผีเดียวกันกับเจ้าเรือน ร่วมหลับนอนในเรือน ห้ามเจ้าเรือนกินอาหารร่วมสำรับกับแขกผู้มาเยือน ฯลฯ
การ”ผิด ผี” จะส่งผลให้คนในบ้านเกิดเจ็บไข้ไม่สบาย เมื่อหมอดูทำนายว่าเป็นเพราะผู้ กระทำ ก็จะจัดหาวันเพื่อทำพิธีรำผีมอญ ซึ่งก็คือกระบวนการแสดงขอขมา หรือลุโทษแก่โทษ ที่ได้กระทำล่วงเกินผีนั่นเอง ชาวมอญราชบุรี ไม่ทำพิธีรำผีมอญบ่อยครั้งนัก หากเลี่ยงได้ก็จะเลี่ยง เนื่องจากการรำผีมอญแต่ละครั้งจะต้องใช้เงินค่อนข้างมาก อีกประการหนึ่งเป็นการประกาศว่า บ้านเรือนหลังนี้ ได้มีผู้ทำผิดผี จึงได้เกิดการรำผีมอญเกิดขึ้น ดังนั้นวิธีการเลี่ยงที่ดีและง่าย คือการปฏิบัติกิจของคนในครอบครัวมิให้ผิดผี ซึ่งเท่ากับเป็นการคุมพฤติกรรมให้อยู่ในกรอบของความเหมาะควร เมื่อทุกคนเคารพ ถือผีของกันและกัน ก็คือการเคารพหลักให้อยู่ร่วมกันอย่างมั่นคง การนับถือผีของชาวมอญจึงเป็นเรื่องที่มีเหตุผล และเคารพยึดถืออยู่ตลอด

ประวัติและความเป็นมา
ชาว มอญ เรียกแผ่นดินตนเองว่า”รามัญประเทศ” และส่วนคำว่า”รามัญ” นั้นมาจากภาษาบาลีว่า ”รามญญ” ในปัจจุบันที่ชาวไทย-มอญ ตั้งหลักแหล่งเป็นกลุ่มใหญ่ ได้แก่อำเภอ ปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ รองลงมาคือ อำเภอบ้านโป่ง อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี และในจังหวัด
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 52
กาญจนบุรี ส่วนในตอนเหนือจะพบในจังหวัดลำปาง ลำพูน และเชียงใหม่ นอกจากนั้นยังมีกระจัดกระจายเป็นกลุ่มเล็กๆ อยู่ในจังหวัด สมุทรสงคราม นครปฐม เพชรบุรี สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา นครราชสีมา นครสวรรค์ ฉะเชิงเทรา ปราณบุรี เป็นต้น

ความเป็นมาของมอญราชบุรี ชาวมอญราชบุรีนั้นนับถือพุทธศาสนาตั้งแต่อยู่ในประเทศพม่า โดยมีหงสาวดีเป็นเมืองหลวง ครั้นเมื่อหนีภัยมาอยู่ในแดนสยาม การนับถือพระพุทธศาสนาก็ยังคงมั่นเมื่อปักหลักรวมพลตั้งเป็นชุมชนขึ้นที่ใด ก็มักจะสร้างวัดเป็นศุนย์รวมใจ เช่นเดียวกับชาวมอญรุ่มแม่น้ำแม่กลอง หลักฐานการสร้างวัดม่วง อำเภอบ้านโป่ง-- -โพธาราม ว่ามีการสร้างเมื่อในปี พ.ศ 2223 ต่อมาได้ค้นพบในคัมภีร์หมายเลข 321
ขึ้นที่วัดม่วง ความนั้นว่าผู้จารึกชื่ออุตตมะ เป็นชื่อขณะที่ยังเป็นพระ จารึกเอาไว้ในวัดม่วง แล้วเสร็จเมื่อตะวันบ่าย วันศุกร์ แรม 6 ค่ำ “ศักราช1000” หรือ พ.ศ2181 ตัวเลขศักราชที่เป็นทางการว่าวัดม่วงสร้างเมื่อ พ.ศ 2223 กับที่ค้นพบใหม่คือ พ.ศ2181 นั้นต่างกัน หากศักราชใหม่เป็นจริงนั้นแสดงว่า วัดม่วงบ้านโป่งต้องสร้างมาก่อนปีพ.ศ2181 เพราะอย่างน้อยต้องมีวัดมาแล้วก่อนที่จะมีพระภิกษุชื่อ อุตตมะมาจารึกไว้ในใบลาน แต่ประเด็นสำคัญก็คือ ชาวมอญได้ร่วมกันสร้างวัดเพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจ และวัดก็ได้มีบทบาทต่อสังคมของชาวมอญเสมอมา ภายหลังที่ชาวมอญจากถิ่นอื่นๆเช่น จากกรุงเทพฯ ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ มาอยู่อาศัยร่วมกับชาวมอญยุคบุกเบิก โดยมาอาศัยอยู่ในหมู่เครือญาติ มาแต่งงานเป็นเขย หรือเป็นสะใภ้กับชาวมอญด้วยกัน รวมถึงการหนีภัยสงครามจากการทิ้งระเบิดที่กรุงเทพฯ สมัยสงครามโลกครั้งที่2 จึงทำให้ชาวมอญรุ่มแม่น้ำแม่กลองขยายตัวขึ้นเป็นลำดับ ต่อมาเมื่อมีการคมนาคมและระบบชลประทานมรการพัฒนามากขึ้น เช่น การตัดถนนเข้าสู่ชุมชน การสร้างทางรถไฟผ่าน การสร้างเขื่อนเขาแหลม จังหวัดกาญจนบุรี ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวมอญราชบุรีในเขตบ้านโป่ง และโพธาราม มีคนในชุมชนออกไปทำงานรับจ้างนอกท้องถิ่น และมีคนต่างท้องถิ่นเข้ามาอยู่ในชุมชน แต่ ชาวมอญ โดยเฉพาะที่บ้านม่วง อำเภอบ้านโป่ง และตำบลคลองตาคต อำเภอโพธาราม
เป็นแห
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 262
ล่งชุมชนที่ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีมอญไว้ได้อย่างค่อนข้างมาก
ชุมชน บ้านม่วงนี้มีวัดม่วงเป็นศูนย์กลาง วัดม่วงเจริญมากเพราะมีหลวงปู่เข็มเป็นองค์อุปัชฌาย์ตอนนั้นองค์เดียว ชาวมอญ ชาวกระเหรี่ยงตอนเหนือลุ่มแม่น้ำแม่กลองขึ้นไปจนถึงเมืองกาญจนบุรีล่องแพมา บวช บางคนก็มาหาเจ้าภาพชาวบ้านม่วงให้บวชให้ ตนลาวจากหนองปลาหมอ และชาวมอญสองฝั่งตอนบนก็บวชที่วัดม่วงกัน
ศรัทธาสองฟากฝ่าย ชาวมอญราชบุรีนั้นเฉกเช่นชาวไทยทั่วๆไปที่มีความเชื่อดั้งเดิมในเรื่องผี ขนานไปกับการนับถือพุทธศาสนาแต่ในกรณีของชาวมอญแล้ว ดูเหมือนว่าความเชื่อทั้งสองประการจะเข้มไปคนละแบบ เพรากิติศัพท์ในเรื่องของพระมอญเคร่งพระวินัยเป็นที่เรื่องลือคงความ สมณสารูปไว้ได้มาก ถึงขั้นกล่าวกันว่า เป็นแบบอย่างให้เกิดธรรมยุติกนิกายในช่วงรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ครั้นเมื่อตั้งธรรมยุติกนิกายขึ้นแล้ว มีพระภิกษุชาวมอญ คือพระไตรสรณธัช (เย็น) นำไปเผยแพร่ที่เมืองมอญอีกทอดหนึ่ง
ชาวมอญ ราชบุรี ในท้องที่บ้านโป่งและโพธารามเองยังศรัทธามั่นคง เข้าวัด ทำบุญอยู่เสมอมา กิจการงานใดที่เนื่องด้วยพระศาสนาก็ร่วมแรงแข็งขันเป็นอันดี การปฏิบัติต่อพระสงฆ์นั้น ถือเสมือนป็นบุคคลพิเศษ อุบาสกอุบาสิกาผู้สูงวัยชาวมอญ ราชบุรี ยังเลี่ยงที่จะเหยียบหรือยืนทับเงาของพระสงฆ์ ความใส่ใจในสิ่งอันละเอียดอ่อนเช่นนี้ สื่อให้เห็นจรรยามารยาทของกลุ่มชนที่ได้รับการอบรมทางด้านศีลธรรมมาเป็น อย่างดี
ส่วนศรัทธาในอีกฝ่ายนั้น ชาวมอญราชบุรียังคงนับถือผีมอญ ซึ่งจำแนกได้เป็นหลายอย่าง เช่น ผีบรรพบุรุษ ผีตระกูล ผีเมีย ผีครูอาจารย์ ผีลูกหลาน ฯลฯ ตลอดจนผีไร้ญาติ ด้วยเหตุนี้ชาวมอญจึงนำเรื่องผีมาเป็นเรื่องจำแนก เพื่อจัดระเบียบคนในสังคมตนเอง กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ชาวมอญถือหลักความเชื่อเรื่องผีมาเป็นเกณฑ์ในการนับเครือญาติที่ร่วมถือผี เดียวกัน ถือผีต่างกัน ซึ่งวิธีการนี้น่าจะมีมาก่อนพุทธศาสนาจะเผยแพร่เข้าไปในหมู่ชาวมอญ
ความเชื่อศาสนาของชาวไทย เชื้อสาย มอญ
1. เชื่อกันว่าการทำบุญให้ทานอะไรก็ตามย่อมส่งผลถึงผู้ที่เราปรารถนาจะอุทิศ ส่วนกุศลให้ชาวไทยมอญส่วนใหญ่จะ “นิพพาน” โดยสังเกตได้จากคำอธิฐานที่ว่า “นิพพาน ปัจจะ โยโหตุ” ขอให้เป็นปัจจัย สำเร็จพระนิพพานด้วนเทอญ
2. เชื่อกันว่าการไปทำบุญ จะต้องแต่งตัวให้ถูกต้องตามกาลเทศะ ภาชนะที่ใส่อาหารไปทำบุญ จะต้องเตรียมไปอย่างปราณีต เพราะจะส่งผลไปถึงอนาคตชาติ
3.มีความเชื่อว่าการทำบุญที่ทำบุญแล้วได้บุญมากคือ
- การสร้างพระพุทธ คือ การสร้างพระพุทธรูป
- การสร้างพระธรรม คือการสร้างพระไตรปิฎก และพระอภิธรรม
- การสร้างพระสงฆ์ คือ การบวชพระ
4. มีความเชื่อ ในก
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 53
ารนับถือพระพุทธศาสนา ชาวไทยมอญมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก โดย ถือว่าพระพุทธเจ้าเป็นองค์เคารพ สักการบูชาสูงสุด
5. ความเชื่อ ในการนับถือพระพุทธศาสนา และเคร่งครัดในศาสนา พระมอญจึงถือเคร่งทางวินัยมาก ถึงกับมีคำที่ว่า “ถือศีลต้องพระไทย วินัยต้องพระมอญ” ซึ่งการถือศีลอย่างเคร่งครัดจึงเป็นต้นกำเนิดของพระธรรมยุติกนิกายในประเทศ ไทย
6. ปัจจุบันนี้พระมอญยังเคร่งครัดวินัยอยู่จะไม่เห็นพระมอญในเวลากลางวันอาบน้ำ ริมน้ำ มานั่งเล่นหน้าวัด เดินไปในหมู่บ้าน เป็นต้น
7. ในวัดมอญทุกวัด จะมีศาลเจ้าประจำมอญทุกวัด มอญเรียกว่า “ตะละพาน”
8. ชาวบ้านเคารพสถานที่ในวัด
9. ความเชื่อว่าวัดใน ช่อฟ้าใบระกา หน้าบันพัลทลายลงมาอย่าได้นำขึ้นไปอีก
10. มีความเชื่อว่าวัดใดกำลังปลุกเสกพระอยู่ ผู้หญิง สุนัข จะเข้าไปไม่ได้
11. มีความเชื่อ ในเรื่องการบวชเรียน มักจะเห็นว่า ชาวบ้านเดินผ่านหน้าโบสถ์ก็ต้องแสดงความเคารพกราบไหว้พระ ผู้หญิงห้ามเข้าไปในโบสถ์หรือบริเวณกุฏิพระ
12.มีความเชื่อ เมื่อบ้านใดมีทารกเกิดใหม่จะต้องนำทารกนั้นไปใส่ในกระด้งร่อน แล้วพูดว่า”สามวันลูกผี สี่วันลูกคน” ต่อเด็ก
13. มีความเชื่อ ในการโกนผมไฟ การโกนผมไฟ เป็นการสู่ขวัญเด็ก และสู่ขวัญบิดา มารดา เพื่อให้เกิดความสบายใจ ด้วยความเชื่อมั่นในความศักดิ์สิทธิ์ของพิธี ที่จะทำให้เป็นมงคลต่อเด็ก
14. มีความเชื่อว่า ทำดีได้ดี ทำประณีตได้ประณีต
15. มีความเชื่อ เกี่ยวกับการปลูกเรือนว่า เวลาสร้างบ้าน เวลาปลูกสร้างบ้านเรือนให้ปลูกวันเกิดของผู้สร้าง(เจ้าของ)
16.มีความเชื่อว่า เวลาปลูกบ้านต้องปลูกให้เสาเท่ากันหมด เชื่อว่าจะมีความสุข
17. มีความเชื่อว่า เมื่อจะขึ้นบ้านใหม่จะต้องเลือกวันและมีกำหนดเวลาไว้ว่าแต่ละวันจะทำอะไร
18. มีความเชื่อเกี่ยวกับ ความกตัญญูกตเวที น้องๆควรเชื่อฟังพี่คนโตซึ่งได้ถ่ายทอดจากผีบรรพบุรุษแห่งตระกูล
19. มีความเชื่อว่า ระบบเพื่อนบ้านและระบบเครือญาติทำให้การเป็นอยู่ในสังคม มีการพึ่งพา ถ้อยที ถ้อยอาศัยกันเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน ให้ความเกรงใจ
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 263
และให้ความเคารพนับถือกัน
20. มีความเชื่อว่า บุคคลที่นามสกุลเดียวกัน จะจัดงานบวชนาคกับงานแต่งงานในวันเดียวกันไม่ได้
21. เมื่อมีลูกสาวที่แต่งงานแล้ว จะให้ย้ายไปอยู่ที่อื่น ไม่ไห้นอนบ้านเดียวกับพ่อแม่
22. มีความเชื่อว่า ตุ๊กตา เป็นสิ่งไม่ดี จึงห้ามนำเข้าบ้าน เพราะจะทำให้ไม่มีความสุข
23. มีความเชื่อเกี่ยวกับต้นไม้ว่าห้ามปลูกต้นราตรี ต้นลั่นทม ต้นพิกุล ไว้ในบ้าน เพราะต้นไม้เหล่านี้เป็นต้นไม้ที่อยู่ในวัด
24. มีความเชื่อว่า ต้นไม้ที่มีชื่อต่อไปนี้คือ ต้นโพธิ์ ต้นหว้า ต้นบุนนาค ต้นงิ้ว ถ้างอกขึ้นข้างๆบ้าน รีบทำลายเสียอย่าได้เก็บไว้ จะทำให้เจ้าของบ้านได้รับความเสียหาย
25. มีความเชื่อในเรื่องเต่า ชาวไทยมอญ จะไม่จับเต่ามาทำอาหาร ไม่จับตัวเต่าที่มีชีวิตเมื่อพบเห็นจึงต้องพูดว่า เต่าตัวนี้ตายแล้ว เพื่อเป็นการแก้เคล็ด แล้วนำเต่าไปปล่อย
26. มีความเชื่อว่า ศพคนตายจะต้องหันไปทางทิศเหนือ
27. มีความเชื่อว่า ภายใน 6 เดือน 9เดือน จะมีการทำพิธีไหว้ผีบ้านผีเรือน ปู่ย่า ตายาย โดยมีเครื่องไหว้ คือ กล้วย ไก่ หมู ขนมต้มแดง ขนมต้มขาว
28. มีความเชื่อว่า ที่บ้านชาวไทยมอญ จะต้องมีที่ตั้งบูชาผ๊บรรพบุรุษ มีวิธีเซ่นผี เลี้ยงผี พิธีรำผี

29. ,มีความเชื่อในการเคารพบรรพบุรุษ ไม่ว่าท่านจะล่วงลับไปแล้ว หรือว่าท่านจะมีชีวิตอยู่ก็ตามเพราะการเคารพเทิดทูนบรรพบุรุษ ย่อมนำความเจริญมาถึงตนและครอบครัวตามหลัพระพุทธศาสนาที่ว่า “ปูชะนียานัง” หมายถึงการบูชาคนที่ควรเคารพ
30. มีความเชื่อว่า บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วยังหิวโหยอยู่ ยังชอบรับประทานอาหาร ตามเทศกาล กล่าวคือ ขนมกาละแม จะมีในเทศกาลสงกรานต์ ขนมกระยาสารท มีในเทศกาลออกพรรษา ข้าวเม่าทอด มีในเทศกาลทอดกฐิน ข้าวต้มลูกโยนน้ำผึ้ง มีในวันเพ็ญเดือนสิบ
31. มีความเชื่อว่า บรรพบุรุษกับพวก เขาสามารถติดต่อกันได้ตลอดเวลา และมักจะพบว่า ผีบรรพบุรุษจะรู้ด้วยการเซ่นไหว้อยู่เสมอ การทำบุญต้องอุทิศส่วนกุศลให้ การแต่งงานถือว่าจำเป็นต้องบอกผีบรรพบุรุษทั้งสองฝ่ายรับรู้ โดยจัดสิ่งของเซ่นไหว้ เช่นผ้าขาว เหล้า ไก่ โดยผ่านเจ้าบ่าวเป็นฝ่ายจัดหา ที่เรียกว่าเครื่องขันหมากจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนหนึ่งให้เจ้าสาว เซ่นไหว้บรรพบุรุษของเจ้าสาว อีกส่วนหนึ่งให้เจ้าบ่าวนำไปเซ่นไหว้บรรพบุรุษของเจ้าบ่าว
32. มีความเชื่อว่า ผีบรรพบุรุษ เจ้าพ่อ เจ้าแม่ ที่เคารพมาแต่อยู่กรุงหงสาวดี แล้วอันเชิญมาประดิษฐานในชุมชนของตนเอง โดยปลูกศาลเจ้าให้เป็นที่สถิตดวงวิญญาณเหล่านั้น เพราะความผูกพันก็มีอยู่ตลอดเวลา
33. มีความเชื่อในเรื่องของผีบรรพบุรุษ
- ชาวไทยมอญมีความเชิอว่า ลูกชายคนโตของตระกูลจะเป็นผู้รับผีบรรพบุรุษต่อจาก บิดา มารดา หรือ คนรุ่นเก่าที่ล่วงลับไปแล้ว ที่บ้านจะมีที่ตั้งผีบรรพบุรุษ
- เชื่
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 54
อว่า ผีบรรพบุรุษจะสิงสถิตอยู่ที่เสาเอกของเรือนโดยมีสัญญาลักษณ์ที่แสดงให้เห็น ว่าเป็นเสาผี คือ หีบ หรือกระบุงใส่ผ้าผี ได้แก่ สไบ ผ้าซิ่น ผ้าขาวม้า แหวนหัวพลอยแดง แขวนไว้ที่เสาผี
34. เชื่อว่า การที่ผู้หญิงไปแต่งงานกับคนต่างตระกูลหรือต่างผี จะต้องทำพิธีคืนผีบอกกล่าวก่อนที่จะไปเข้ากับผีฝ่ายสามี
35. เชื่อว่า ผู้ใดอยู่ในตระกูลทำผิดซึ่งระเบียบหรือข้อห้ามจะทำให้มีการเจ็บป่วยเกิดขึ้นซึ่งจะต้องทำพิธีรำผี
36. เชื่อว่า ชายหญิงที่ไม่ใช่ลูกคน(คนละผีกัน) จะร่วมหลับนอนกันภายในบ้านไม่ได้
37. มีความเชื่อว่าหญิงมีครรภ์ที่ไม่ใช่ลูกสาวห้ามนอนบนเรือน
38.มี ความเชื่อว่า เมื่อมีคนในตระกูลตายหรือท้องในปีนั้น(สิ้นสุดเดือน6) ห้ามคนในตระกูลจัดพิธีต่างๆ เช่น พิธีโกนจุก แต่งงาน บวช หรือเลี้ยงผี
39. มีความเชื่อว่า หมู่บ้านชาวไทยมอญทุกหมู่บ้าน จะต้องมีศาลเจ้าประจำหมู่บ้านทุกๆ ปี หลังสงกรานต์แล้วจะต้องทำพิธี “รำเจ้า” ประจำหมู่บ้าน


สิ่งที่บ่งบอกความเป็นมอญราชบุรี
นับ จนถึงพ.ศนี้ หากมีกลุ่มชาติพันธุ์ใด ยังคงธำรงรักษาขนบประเพณีของตนไว้ได้ นับว่าเป็นความยิ่งใหญ่ และเป็นคุณูประการให้กับสังคมส่วนรวม เพราะการมีกลุ่มชาติพันธุ์ในชาติพันธุ์หนึ่งขึ้นมานั้น มิใช่จะเกิดขึ้นมาโดยง่ายซึ่งชาวมอญราชบุรีควรได้รับคำเชิดชูเกียรตินี้ เพราะยังคงรักษาลักษณะเด่นทางสายพันธุ์ไว้ได้หลายประการ

ภาษามอญราชบุรี
ชาว มอญมีทั้งภาษาพูดและภาเขียนเป็นของตนเองอักษรมอญมีอิทธิพลต่อระบบการเขียน ของภาษาอื่นๆรัฐไทยสมัยสุโขทัยก็ได้แบบอย่างจากอักษรมอญ แปลงรูปแล้วนำมาเขียนในภาไทย ในปัจจุบันนี้ภาษาพม่า ภาษาไทใหญ่ ภาษากระเหรี่ยง ได้นำเอาอักษรมอญไปเขียนภาษาของตน โดยมิได้ดัดแปลง แต่เลือกเอาบางอักษร แล้วคิดระเบียบวิธีการเขียนและการออกเสียงตามอย่างภาษาของตน ชาวมอญราชบุรี เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังรักษาวัฒนธรรมภาษาเอาไว้ได้ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในหมู่ผู้สูงอายุที่ยังคงสื่อสารกันด้วยภาษามอญ
ปัจจุบันนี้ยังหา
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 264
ภาษามอญที่ถือว่าเป็นมาตราฐานไม่ได้ เช่น ถิ่นพระประแดง บางขันหมาก สามโคก บางขุนเทียน เกาะเกร็ด ฯลฯ รวมทั้งถิ่นบ้านโป่งและโพธาราม ซึ่งเรียกรวมกันในที่นี้ว่าเป็นมอญราชบุรี เฉพาะมีความแตกต่างกันทางด้านเสียงสระ และ คำศัพท์ย่อยๆที่เป็นการกำหนดเรียกขึ้นมาในท้องถื่น แต่ชาวไทยที่มีเชื้อสายมอญเหล่านี้ยังสามารถใช้ภาษามอญสื่อความกันได้เช่น กัน ภาษามอญถิ่นราชบุรีจึงถือว่าเป็นสิ่งที่บ่งบอกในความเป็นคนไทยเชื้อสายมอญ ได้มาก

ที่อยู่อาศัย
เมื่อชาวไทยมอญจะสร้างบ้าน มักนิยมไปปรึกษาผู้ใหญ่ เจ้าอาวาส หรือศึกษาจากตำราที่มีชื่อว่า ” โลกะสิทธิ “ อันเป็นตำราที่อธิบายถึงเกณฑ์ โฉลก ในการสร้างบ้านใหม่
ตำรา “โลกะสิทธิ “ จะกล่าถึงเรื่องการปลูกสร้างบ้านเรือน ซึ่งต้องปฏิบัติดังนี้
๑. ดูทิศดี - ทิศร้าย
๒. ดูทำเลที่ปลูก
๓. ดูดินบริเวณที่สร้างบ้าน
๔. ดูวัน เดือน ปี ที่เหมาะจะปลูกบ้าน
๕. ดูสิ่งต่างๆที่สมควรปฏิบัติในบ้านเรือน ซึ่งถ้าปฏิบัติดีจะนำความดีมาให้ แต่ถ้าปฏิบัติไม่ดีจะนำความวิบัติมาสู่
๖. ดูการเลือกไม้เสาสำหรับการปลูกบ้าน
๗. ต้นไม้ต่างๆปลูกในบ้าน ให้ถูกตามทิศจะมีแต่สิริมงคล
บ้าน ชาวไทยมอญมักจะสร้างหันหน้าไปทางทิศเหนือ เพราะถือว่าในสมัยโบราณชาวไทยมอญอพยพถิ่นฐานมาจากทางเหนือ เมื่อย้ายเข้ามายังระลึกถึงถิ่นฐานเดิมจึงทำเช่นนั้น และเนื่องจากประเทศไทยมีแม่น้ำที่มีแนวทางจากเหนือ เมื่อปลูกบ้าน เมื่อปลูกบ้านขวางแม่น้ำโดยไม่มีทางเลือก จึงถูกเรียกว่า “มอญขวาง”
เมื่อสร้างบ้านชาวไทยมอญจะใช้กระเช้าประดับตกแต่งด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์แขวนไว้ตรงเสาทางเดียวกันว่าเป็นการทำขวัญผีเรือน
บ้าน คนไทยในสมัยก่อนจะปลูกเหมือนทรงไทย ภายในบ้านใช้ไม้แผ่นใหญ่อย่างดีปูพื้น หลังคาทำทรงต่างกันบ้างเล็กน้อย แต่ละหลังจะต้องมีกรงเหล็กที่บานหน้าต่างทุกบาน สันนิษฐานว่ามีการป้องกันไว้ไม่ให้บุตรสาวหรือสาวๆในบ้านหนีไปไหนหรือกันไม่ ให้พวกทาสหนีได้
เมื่อปลูกบ้านเสร็จแล้ว จะมีประเพณีขึ้นบ้านใหม่ ในการขึ้นบ้านใหม่ของชาวไทยมอญก็มีลักษณะคล้ายคนไทย แต่ส่วนใหญ่ยังมีความเชื่อเกี่ยวกับการเข้าสู่อาศัย ตามตำราได้กำหนดวันและวิธีเข้าอยู่บ้านใหม่ คือ
วันอาทิตย์ ก่อนจะเข้าไปในบ้านใหม่ต้องเอาของมีค่าเข้าไปในบ้านก่อน
วันจันทร์ ต้องเอาเสื่อและหมอนเข้าไปก่อน
วันอังคาร ให้เอาเงินทองเข้าไปก่อน
วันพุธ ให้กินอาหารเสียก่อนแล้วจึงเข้าไปอยู่
วันพฤหัสบดี ต้องเอาเครื่องหอมและจุดโคมเข้าไปก่อน
วันศุกร์ พ่อแม่ต้องเข้าไปก่อน
วันเสาร์ ห้ามเข้าไปอยู่ในบ้านใหม่ไม่ดี

การแต่งกายของชาวมอญ
ในยามปกติ ชาวไทยด้วยกันอาจไม่ทราบเลยว่าคนที่นั่งโดยสารรถเ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 55
มล์คันเดียวกัน คนที่เรียนร่วมมหาวิทยาลัยเดียวกัน หรือแม้คนที่เดินจ่ายตลาดแห่งเดียวกันนั้นเป็นคนเชื้อสายมอญ ต่อเมื่อได้ไปเห็นร่วมพิธีมอญ การแต่งกายแบบมอญ จึงจะจำแนกเห็นความต่างได้
การ แต่งกายเป็นอีกปัจจัยหนึ่งในการบ่งบอกว่า คนเหล่านั้นมีสายใยทางวัฒนธรรมใด เพราะทุกวันนี้โอกาสที่ชาวมอญจะแต่งกาย ที่การแสดงออกถึงการเป็นมอญก็ต้องถึงวาระงานรวมกลุ่ม เช่นวันชาติมอญ ที่จัดโดยสมาคม ไทยรามัญ หรืองานประเพณี เช่น สงกรานต์ และการไปทำบุญที่วัดในวันสำคัญทางศาสนา
รูปแบบการแต่งกายของชาวมอญ ราชบุรี ชายนุ่งโสร่งลายตารางเส้นตัดสี่เหลี่ยมหลากสี เช่นพื้นสีเขียว หรือสีม่วง เส้นลายสีเหลือง เป็นต้น นุ่งลายคอกลม มีผ้าสไบหรือผ้าขาวม้าพาดไหล่ หากเป็นการพาดอย่างเป็นงานวิธีการ จะพาดโดยให้กึ่งกลางของผ้าอยู่บริเวณใต้อกหรือใต้ราวนมแล้วตวัดชายผ้าให้ไป คล้องที่ไหล่ซ้ายและขวา หญิงชาวมอญสวมผ้าถุง ยาวเกือบถึงตาตุ่ม มีลายเล็กละเอียด สวมเสื้อแขนกุด คอกลมรัดทรง สวมทับด้วยเสื้อแขนยาวทรงกระบอก ผ้าสีอ่อน เนื้อบาง แต่ก่อนนี้มีแบบแผนว่า ถ้าเป็นหญิงสาวยังโสด จะสวมเสื้อยาวถึงข้อมือ หากมีสามี จะใส่เสื้อแขนสามส่วน
ส่วนประกอบด้านการแต่งตัวอีกอย่างหนึ่ง คือการเกล้าผมมวย มวยผมแบบมอญจะรวบเกล้าไว้ด้านหลังเหนือท้ายทอย ใช้อุปกรณ์รูปทรงตัวยู เรียกว่า อะน่ดโซ่ก เสียบแทรงเข้าไปปอยผมที่เกล้าไว้ แล้วใช้อุปกรณ์อีกชิ้นหนึ่งเรียกว่า ฮะเหลี่ยงโซ่ก รูปทรงอย่างวงเล็บปีกกา เหน็บขัดผมกับอะน่ดโซ่
ก เพื่อกันไม่ให้ผมลุ่ยจากที่มวยไว้ แล้วนำดอกไม้ดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อก็ได้ มาเสียบแซมเพื่อสร้างความสวยงาม อุปกรณ์ประดับผมทั้งสองชิ้นนี้ นิยมทำด้วยเงิน
เมื่อเริ่มแต่งกายไปร่วม งานพิธีหรือไปทำบุญที่วัด หญิงชาวมอญนิยมพาดสไบไว้ที่ไหล่ด้วย หากอากาศเย็น สามารถใช้สไบเฉียงคลี่ห่มคลุมไหล่ได้

เครื่องใช้ประจำตัวของชาวมอญ
ชาวไทยมอญในสมัยโบราณ จะมีเครื่องประดับตกแต่งร่างกายหลายชนิด ซึ่ง ได้แก่
๑. กำไล ส่วนมาแป็นกำไลเงินสำหรับใส่ข้อเท้าของหญิง แต่ปัจจุบันไม่นิยมใช้ จะใช้สำหรับของนาคในพิธีบวชเท่านั้น
๒. เข็มขัด
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 265
จะทำด้วยเงิน มักใช้เป็นเครื่องประดับของชายและหญิง
๓. ลูกปัด นำมาเป็นเครื่องประดับ ตกแต่งมักทำด้วยหินและแก้ว
๔. กระดูกสัตว์ จะนำมาทำเป็นกำไลข้อเท้า ซึ่งใช้เป็นเครื่องประดับได้อย่างหนึ่ง
๕. สำริด จะนำมาทำเป็นกำไลข้อเท้า
๖. ขมิ้น ดินสอพอง เป็นเครื่องประทินโฉม ของหญิงในสมัยโบราณ

เครื่องมือเครื่องใช้ของชาวมอญ
- ครกตำหมากทำด้วยไม้ ตะบันหมากทองเหลือง เชี่ยนหมากไม้ ทองเหลือง ไม้ปาดปูน
- กล่องยาเส้นสำหรับใส่ยาเส้น ใบตอง ใบยา
- คบเพลิง (เช่น ใบไม้ ขี้กบ ( ผสมเศษไม้จากการใสไม้ ) ดอกน้ำมันยางเอามาเป็นมัดเป็นดุ้นยาวมัดใช้เป็นเชื้อเพลิง ) ตะบันไฟ หินเหล็กไฟ เป็นเครื่องมือจุดไฟ
- ครก ( มีลักษณะเป็นอย่างหลุม สำหรับตำหรือโขลกด้วยสาก )
- กระจ่า จวักสำหรับคดข้าวหรือตักแกง ทำด้วยกะลาและไม้ มีด้ามถือ บางทีก็เรียกว่า”ตวัก”
- กระบุงเล็ก สำหรับใส่ของเล็กเช่น เครื่องยาหรือรากไม้ต่างๆ
- กระบุง เป็นภาชนะสำหรับใส่ผลิตผล เช่น ข้าวเปลือก ข้าวสาร ถั่ว งา ฯลฯ
- กระบวยภาชนะสำหรับตักน้ำดื่ม
- ทะนาน ภาชนะทำจากกะลามะพร้าว ใช้ตักข้าวสารหุง
- กรรไกรเหล็ก ใช้สำหรับตัดผม
- เตาเชิงกราน เตาหุงข้าวที่นิยมใช้ในครัวเรือน
- หม้อน้ำดินเผา สำหรับใส่น้ำดื่ม ทำจากดินเผา ฯลฯ



การทำบุญจองโอะฮตาน
ใน ช่วงเดือนมาฆะ หรือประมาณเดือนกุมภาพันธ์อากาศในสมัยอดีตยังคงหนาวเย็น ชาวมอญที่เลื่อมใสศรัทธาจึงรำลึกว่า ความหนาวไม่ปราณีผู้ใด รวมถึงพระสงฆ์องค์เจ้าที่พำนักอยู่ในวัดก็ย่อมเป็นทุกข์ เพราะความหนาวเย็นด้วย จึงเกิดศรัทธานำฟืนไปถวายพระในวัด จนเป็นประเพณีถวายฟืนแด่พระสงฆ์ เพื่อที่จะได้นำไปเป็นเชื้อเพลิงทั้งในการต้มน้ำร้อนฉัน ปรุงยา หรือก่อไฟผิงไล่ความหนาวเย็น ต่อมาจึงเหลือเป็นการสุมฟืนก่อไฟไล่หนาวถวายเป็นทาน ภาษามอญเรียกงานบุญนี้ว่า จองโอะฮตาน
จอง แปลว่า เผา หรือไฟให้ใหม้. โอะฮ ( คล้ายกับเปล่งเสียงว่า โอะ แล้วตามด้วยลมออกทางจมูก ) แปลว่า ฟืน ส่วนคำว่า ตาน หรือบางแห่งเขียนว่า ต่าน เป็นคำบาลีตรงกับคำว่าทาน หรือมอบให้ด้วยจิตที่สละแล้ว ด้วยเหตุนี้เมื่อแปลเป็นไทยจึงหมายถึงงานบุญเผาฟืนเป็นทาน
ก่อนวันมาฆะ บูชา ชาวมอญจะจัดเตรียมไม้ฟืนโดยตัดไม้ในป่าละเมาะขนาดข้อแขนหรตือขนาดที่กำถือ ได้เหมาะมือความยาวประมาณวาเศษ แต่โดยส่วนใหญ่จะเลือกใช้ไม้กระถินเพราะเมื่อเลาะเปลือกออกแล้ว เนื้อไม้จะมีสีขาว เวลานำขมิ้นที่โขลกมาไล้ตามท่อนไม้ จะช่วยขับให้ผิวไม้กลายเป็นสีเหลืองสด ผึ่งแดดหรือลมให้สีขมิ้นติดผิวไม้ฟืน
ก่อ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 56
นวันมาฆะบูชา ชาวมอญจะนำดอกไม้บรรดามีในท้องถิ่นเท่าที่จะหาได้ นำมาผูกมัดไว้ที่ปลายฟืนพร้อมกับธูป ๓ ดอก เทียน ๑ เล่ม และใบหญ้าคาแห้งอีกหนึ่งกำมือ ดอกไม้และธุปเทียน ใช้เป็นเครื่องบูชา ส่วนใบหญ้าคาใช้เป็นเชื้อไฟ ใช้เชือกมะนิลาผูก ๓ เปลาะ ที่ยอด กลาง และบริเวณโคลนฟืน ต่อจากนั้นจึงนำไปตั้งวางพิงกันไว้เป็นรูปกระโจมยอดแหลมในลานวัด ซึ่งกว่าจะถึงตอนเย็น ฟืนที่มีผู้ที่นำมาถวายก็จะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ เพราะบางครัวเรือนทำฟืนตามจำนวนสมาชิกในบ้าน
อีกสิ่งหนึ่งที่มักทำในช่วง งานบุญจองโอะฮตาน คือ การทำข้าวหลาม นับเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมเพราะฤดูนี้ชาวบ้านได้เสร็จจากธุระจากงานไร่นา มีข้าวขึ้นยุ้ง อีกทั้งนับเป็นช่วงข้าวใหม่ด้วย เมื่อนำข้าวใหม่มาทำข้าวหลาม ก็ยิ่งเพิ่มรสชาติได้ดียิ่งขึ้น ในอดีตทุกบ้านจึงพร้อมใจกันทำข้าวหลาม
วันรุ่งขึ้นก่อนฟ้าสาง ประมาณ ๔-๕ นาฬิกา ชาวมอญบ้านม่วงจะร่วมกันออกไปที่วัด นำอาหารเช่น ข้าวต้ม ข้าวปลาอาหาร และข้าวหลาม เตรียมไปถวายจังหันมื้อพิเศษ นำเสื่อปูลาดกับพื้นลานวัดเพื่อให้ผู้มาร่วมทำบุญได้นั่งรอเวลา ต่อจากนั้นมัคนายกจะจุดไฟเผาฟืนที่ทุกคนนำมาร่วมทำบุญให้ลุกไหม้โชน ครั้นฟืนสุกเป็นถ่านที่คุแดงจึงนิมนต์พระเณรทุกรูปมารับภัตตาหารเช้ามื้อ พิเศษ ท่ามกลางไออุ่นจากดวงไฟ
งานบุญนี้ เป็นการจัดขึ้นตอนเช้าตรู่ ดังนั้นลูกสาวบ้านใดที่มาวัดตอนที่พระกำลังเริ่มฉัน ก็จะถูกเหลียวมองจากชาวบ้านที่มาก่อน และได้รับการค่อนแคะว่าเป็นคนเกียจคร้าน ไม่เหมาะที่ชายใดจะหมายปองไว้เป็นภรรยา
ในอดีต ชาวมอญที่อำเภอโพธารามเคยมีงานบุญจองโอะฮตาน เช่นกัน แต่ไม่ได้จัดทำมาหลายปี ประเพณีนี้จึงเหลือเป็นเพียงแห่งเดียวในหมู่ชาวมอญราชบุรี

สำรับอาหารชาวมอญราชบุรี
ชาว มอญยังดำรงชีตอยู่ในต่างจังหวัด และเป็นแหล่งชุมชนที่มิใช่ชุมชนเมือง จะมีวิธีทำอาหารกันอย่างพื้นบ้าน คือมีต้ม แกง ปิ้ง ย่าง เป็นพื้น และทำเลที่ตั้งชุมชนมักไกล้แหล่งน้ำหรือริมแม่น้ำ อาหารส่นใหญ่จึงปรุงด้วยปลา เพราะเป็นสิ่งที่หาได้ง่าย ชาวมอญจึงไม่ใช่กลุ่มคนที่มี “เมนูพิสดาร” อยู่ในตำรับอาหาร แต่มักจะนำปลาชนิดต่างๆมาปรุงกับพืชผักท้องถิ่น
อาหารแบบมอญพื้นบ้านย่าน บ้านโป่ง โพธาราม นิยมออกไปทางรสเปรี้ยว หรือส้ม ผักผลไ
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 266
ม้ที่นำมาปรุงแกงปลา ผลพุทรานาหรือพุทราขี้นกที่มักจะเกิดขึ้นเองตามหัวไร่ปลายนา นำเอาผลห่าม ( ไม่สุกมากหรือครึ่งสุกครึ่งดิบ ) มาทุบหรือโขลกพอแตก ประสมลงไปในแกงปลา รวมกับผักอื่นๆ ซึ่งพุทราจะให้รสเปรี้ยว แกงรสชาติแบบมอญพื้นบ้าน จึงเรียกให้น้ำลายสอเพราะความเปรี้ยวที่ลงตัว
ผักอย่างอื่นที่นำมาปรุงใน หม้อแกงมอญ เพื่อเพิ่มความเปรี้ยวคือ ยอดส้มป่อย ใบมะขามอ่อน ลูกมะส้าน ใบกระเจี๊ยบแดง โดยเลือกนำเอาใบเพสลาด (คือไม่อ่อนและไม่แก่จนเกินไป ) อย่างใดอย่างหนึ่ง
นอกจากผักที่คนไทยทั่วไปบริโภคกันแล้ว ชาวมอญยังนำผล มะตาดดิบมาทำอาหารอีกด้วย แกะฝาเปลือกหุ้มรอบขั้นนอกออก แล้วเฉือนเอาเฉพาะเนื้อมาทำแกง ชาวมอญนิยมบริโภคอาหารสมุนไพรหรืออาหารตามธรรมชาติ หรืออาหารยาในชีวิตประจำทุกวัน เช่นแกงผลมะตาด แกงขนุนอ่อน แกงบอน ข้าวแช่
วัฒนธรรม การบริโภคของชาวมอญราชบุรี ถือได้ว่ามีความเป็นมอญสูงเมื่อเปรียบเทียบกับชาวมอญถิ่นอื่นๆในอีกหลายท้อง ที่ของประเทศไทย เพราะหันไปนิยมอาหารประเภทผัด หรือทอดมากขึ้น
มอญทอผ้า
เรื่อง ราวของมอญทอผ้า อาจจะไม่เป็นที่คุ้นเคยมากนักทางสื่อต่างๆ เพราะกลุ่มชาติพันธ์อื่นๆ เช่นคนพวน คนไทยยวน และชาวไทยทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้สร้างชื่อเสียงเรื่องลือมากกว่า ในความเป็นจริงชาวมอญก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่รู้กรรมวิธีถักทอใยด้ายให้กลาย เป็นผืนผ้า เพราะในอดีตก่อนที่จะมีโรงงานทอผ้า กลุ่มชาติพันธ์ต่างๆก็เรียนรู้วิธีการทอผ้ากันมานานแล้ว มีในช่วงที่บ้านเมืองเจริญนี้เท่านั้น ที่ทำให้คนหลงลืมความรู้แบบบรรพชนที่สอนให้รู้จักการทอผ้า
ชาวมอญราชบุรี ยังมีความรู้เรื่องการทอผ้า และยังทำอยู่ตราบเท่าวันนี้อยู่ที่บ้านม่วง และเหลือเพียง ครัวเรือนเดียวเท่านั้น โดยรูปแบบการทอยังใช้ กี่ซัด คือเป็นเครื่องหูกที่กางไว้กับกี่ แล้วใช้มือซัดกระสวยไปมาทางขวา แทนการใช้กี่กระตุกซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นเมื่อภายหลัง
ผู้ทอผ้าชาวมอญ ยังคงใช้แปรงหวีเครือหูกที่ทำจากแกนของดอกเตยป่า ซึ่งการหวีผูกนี้ เพื่อไม่ให้เครือหูกพันกัน โดยการใช้แปรงแตะไขมะพร้า แล้วหวีไปตามแนวยาว รูปแบบเนื้อผ้าและลวดลายผ้าทอของชาวมอญ จึงยังคงเสน่ห์เดิมๆ แบบชาวบ้าน ไม่ได้แต่งลวดลายจากภายนอกให้เกินงาม
กล่าวกันของในหมู่ของชาวมอญทั่วไป ต่างลงความเห็นว่ามอญราชบุรี ที่อำเภอบ้านโป่ง โดยเฉพาะที่บ้านม่วงและปริมณฑลโดยรอบวัดม่วงยังคงรักษาความป็นมอญไว้ได้มาก ไม่ว่าจะเป็นภาษาซึ่งยังคงเป็นผู้เฒ่าผู้แก้สื่อสารกันอยู่เสมอ อาหารมอญ และการทอผ้าประกอบกับ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 57
ชุมชนมอญราชบุรีในหลายท้องที่ ได้ตระหนักถึงบทบาทของชาวมอญราชบุรีในหลายท้องที่ ได้ตระหนักถึงบทบาทของชาวมอญ ได้ร่วมกันบริจาคทรัพย์และสิ่งของอันมีค่าไว้ให้เป็นสมบัติวัฒนธรรมในวัด ม่วง ผู้สนใจเรื่องศิลปะวัฒนธรรม ประเพณี พิธีกรรม และค่านิยมความเชื่อแบบมอญ สามารถเรียนรู้ไดจากชุมชนชาวมอญราชบุรี

ประวัติ อำเภอบ้านโป่ง
อำเภอบ้านโป่ง กับสภาพภูมิศาสตร์ ที่ตั้ง
อำเภอ บ้านโป่งอยู่ทางทิศเหนือของจังหวัดราชบุรีและที่ว่าการอำเภอบ้านโป่งตั้ง อยู่ถนนทรงพล ตำบลบ้านโป่ง (ในเขตเทศบาลเมืองอำเภอบ้านโป่ง) ระยะห่างจากจังหวัดราชบุรี ๔๒ กิโลเมตร มีทางหลวงแผ่นดิน ๒ สายผ่าน ชื่อทางหลงแผ่นดินสาย ๔ เพชรเกษม และทางหลวงแผ่นดิน สาย ๒๓๔ (บ้านโป่ง – กาญจนบุรี มีทางรถไฟผ่าน ๓ สาย คือ ทางรถไฟสายใต้ สาย หนองปลาดุก - สุพรรณบุรี และสาย หนองปลาดุก - กาญจนบุรี และมีแม่น้ำ สำคัญผ่าน ๑ สายคือ แม่น้ำแม่กลอง

พื้นที่ อำเภอบ้านโป่ง มีพื้นที่ทั้งหมด ๓๙๐ ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต ทิศเหนือ ติดต่อกับ อำเภอท่าม่วง อำเภอท่ามะกา จ.กาญจนบุรี อำเภอ กำแพงแสน จังหวัด นครปฐม
ทิศใต้ ติดต่อกับ อำเภอ โพธาราม จังหวัด ราชบุรี
ทิศตะวันออก ติดต่อกับ อำเภอ เมือง จังหวัด นครปฐม
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอ โพธาราม จังหวัดราชบุรี

สภาพ ภูมิประเทศ ส่วนใหญ่ เป็นที่ราบรุ่มเหมาสำหรับ ทำนา ทำสวน ทำไร่ มีป่า และภูเขาในท้องที่ ตำบล เขาขลุง มีแม่น้ำแม่กลองไหลผ่าน

สภาพ ภูมิอากาศ อากาศ โปร่งเย็น มี ๓ ฤดู คือ ฤดู ร้อน ฤดู หนาว และ ฤดูฝน และมีฝนชุกในระหว่าง เดือน สิงหาคม กันยายน ตุลาคม และจะแล้งมากในระหว่าง เดือน กุมภาพันธ์ มีนาคม และ เมษายน

ลำน้ำที่สำคัญ ลำน้ำที่เป็นประโยชน์ในด้านการเกษตร.. การคมนาคม..และการบริโภค คือ แม่น้ำ แม่กลอง เริ่มต้นจาก แควใหญ่ และแควน้อย มาบรรจบกันที่ตัวจังหวัดกาญจนบุรี ไหลผ่านท้องที่ อำเภอ บ้านโป่ง ที่ตำบลบัวขาว ตำบล ท่าผา ตำบล เบิกไพร ตำบลบ้านโป่ง ตำบล ปากแรต
ตำบล คุ้งพยอม ตำบล สวนกล้วย ตำบล นครชุมต์ และตำบล บ้านม่วง มีระยะประมาณ ๒๐ กิโลเมตร


ห้วย หนอง คลอง บึง มีเนื้อที่รวมแล้ว ประมาณ ๙๕๐ ไร่

ทรัพยากรธรรมชาติ คือ ลูกรัง หิน กรวด ทราย แร่ธาตุ

ประชากร และ สภาพ การปกครอง แบ่งเป็น ๒ ลักษณะ คือ การ
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 267
ปกครองส่วน ภูมิภาค แบ่งออกเป็น ๑๕ ตำบล มีหมู่บ้าน ๑๖๕ หมู่บ้าน
และมีตำบล ดังนี้
๑. ตำบลสวนกล้วย
๒. ตำบลหนองกบ
๓. ตำบลหนองปลาหมอ
๔. ตำบลเขาขลุง
๕. ตำบลปากแรต
๖. ตำบลบัวขาว
๗. ตำบลท่าผา
๘. ตำบลนครชุมต์
๙. ตำบลดอนกระเบื้อง
๑๐. ตำบลคุ้งพยอม
๑๑. ตำบลเบิกไพร
๑๒. ตำบลหนองอ้อ
๑๓. ตำบลกรับใหญ่
๑๔. ตำบลบ้านม่วง
๑๕. ตำบลบ้านโป่ง
การปกครองส่วนท้องถิ่น แบ่งเป็น
- เทศบาล ๑ แห่ง คือ เทศบาลเมืองบ้านโป่ง
- สุขาภิบาล ๓ แห่ง คือ สุขาภิบาลท่าผา สุขาภิบาลกระจับ และสุขาภิบาลห้วยกระบอก
- มีสภาตำบล ๑๓ แห่ง
สภาพเศรษฐกิจ และ อาชีพ
- เกษตรกรรม ๘๐ %
- ทำนา ๔๐ %
- ทำไร่ ๔๐ %
- รับจ้าง ๑๒ %

- ค้าขาย ๒ %
- รับราชการหรือรัฐวิสาหกิจ ๒ %
- อื่นๆ ๔ %

การปศุสัตว์ เลี้ยงสุกร เป็ด ไก่ โค กระบือ ห่าน
การประมง เลี้ยงปลาตะเพียน กุ้งก้ามกราม ปลาดุก ปลาช่อน
การอุตสาหกรรม โรงสี ๖๗ แห่ง โรงเรื่อย ๔ แห่ง โรงงาน ๔๔๒ แห่ง
การพาณิชย์กรรม บริษัท ๒๕ แห่ง ห้างหุ้นส่วน ๓๐ แห่ง โรงแรม ๑๕ แห่ง โรงมหรสพ ๓ แห่ง

การศึกษา
- โรงเรียนกรมสามัญศึกษา ๔ แห่ง
- โรงเรียนประถมศึกษา ๕๖ แห่ง
- โรงเรียนเทศบาล ๓ แห่ง
- โรงเรียนราษฎร์ ๑๘ แห่ง

ศาสนา ประชาชนส่วนใหญ่นับถือ ศาสนสพุทธ
- วัดพุทธศาสนา ๕๕ แห่ง
- โบสถ์คริสต์ศาสนา ๑๐ แห่ง
- มัสยิด ๑ แห่ง

ศิลปวัฒนธรรม ศูนย์วัฒนธรรม อำเภอ ๑ แห่ง

ประวัติ และความเป็นมา แต่เดิมที่ตั้งของอำเภอบ้านโป่งเป็นอาณาเขตทวารวดีแต่โบราณ มีชาวอินเดีย และชาวเขมร มาตั้งหลักแหล่งทำมาหากินอยู่แถบนี้ ปรากฏตามหลักฐานว่าชาวอินเดียได้นำเอาชื่อเมืองมาตั้งชื่อในท้องถิ่นตะวัน ออก ของแม่น้ำแม่กลองและเป็นหมู่บ้านของตำบลท่าผา ในปัจจุบันนี้ ชื่อว่า หมู่บ้าน “ โกสินารายณ์ “ ตามจดหมายเหตุของราชบุรี ร. ศ ๑๑๖ กล่าวว่าอำเภอบ้านโป่งแต่เดิมตั้งอยู่ที่ตำบลท่าผา ต่อมา ร. ศ ๑๒๔ ร
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 58
ัฐบาลได้สร้างทางรถไฟสายใต้ขึ้น และเห็นว่า ถ้าหากอำเภออยู่ที่ท่าผาแล้ว การคมนาคมไม่สู้สะดวก จึงย้ายที่ว่าการอำเภอ มาตั้งที่ตำบลบ้านโป่ง เรียกว่า อำเภอบ้านโป่ง สืบถึงทุกวันนี้ บริเวณที่ตั้งอำเภอ บ้านโป่ง เดิมเป็นป่าโปร่ง สัตว์ชอบมาอาศัยและกินดินโป่ง ( เป็นดินที่มสีรสเค็ม ) โดยเฉพาะสัตว์พวกเรียงผา จะชอบมาก ตามตำนานเก่าแก่อ้างว่า คำว่า “บ้านโป่ง “ เดิมทีเรียกว่า “บ้านทับโป่ง” ซึ่งเล่ากันว่า มีกระท่อม หรือ บ้าน (ทับ) อยู่ข้างดินโป่ง แต่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า บ้านโป่ง เพราสะดวกและสั้นดี ต่อมาทางราชการได้เปลี่ยนชื่อเป็น อำเภอบ้านโป่งตามไปด้วน อำเภอ บ้านโป่ง เคยโอนไปอยู่กับ จังหวัด กาญจนบุรีครั้งหนึ่ง ระหว่าง สงครามมหาเอเชียบูรพา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๕ และโอนกลับมาจังหวัดราชบุรีตามเดิม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๙

สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์

๑. สระโกสินารายณ์
เป็น สระโบราณมีเนื้อที่กว้างขวางถึง ๕๐ ไร่ ครั้งหนึ่งเป็นที่เลื่องลือกันว่า น้ำในศักดิ์สิทธิ์มากสามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้นานัปการ ผู้คนจากทั่วสารทิศ จึงพากันมาตักน้ำอาบและดื่มกินในทางโบราณคดี สระโกสินารายณ์นี้ เป็นส่วนหนึ่งของเมืองโบราณ กรมศิลปากรเคยสำรวจพบคันดินแนวกำแพง เหลือ ๓ ด้าน แต่ละด้าน ยาวเกือบ ๑ กิโลเมตร ภายในเมืองมีการขุดสระไว้หลายสระ ชาวบ้านเรียกชื่อ ต่างๆกัน บางสระมีลำรางเล็กๆ ขุดไขน้ำจากแม่น้ำแม่กลองเข้ามา ส่วนสระโกสินารายณ์นี้ แม้ตั้งอยู่นอกเมือง แต่ก็ชิดกับกำแพงเมือง นอกจากนี้ที่เนินจอมปราสาทในอาณาบริเวณเมืองเก่า ยังขุดพบกรอบประตูและกลีบขนุนหินทรายแดง จึงสันนิษฐานว่า ตรงนั้นเคยเป็นพระปรางค์ใหญ่ ทั้งยังพบสิ่งต่างๆ อีกมาก ทั้งหมดเป็นศิลปะของสมัยลพบุรี แต่ที่สำคัญที่สุด คือ รูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร เปร่งรัศมีขนาดใหญ่ ทำด้วยหินปูนสีทรายแดงอีกอันหนึ่ง เข้าใจว่าป็นที่รองรับพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรองค์นั้น ของที่ขุดพบจากเมืองโบราณแห่งนี้เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร
สรโกสินารายณ์ ปัจจุบันเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวอำเภอ บ้านโป่ง เพราะมีต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นเรียงรายอยู่สองฟากถนนรอบสระ อยู่ในเขตตำบลท่าผา หลังโรงงานกระดาษ สยามคราฟท์ ไม่ห่างจากตัวอำเภอบ้านโป่งมากนัก



๒. ศาลเจ้าแม่เบิกไพร
ตั้ง อยู่ที่ตำบลเบิกไพร อำเภอบ้านโป่ง เป็นศาลศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เคารพสักการะของคนในท้องถิ่นและจังหวัดใกล้เคียง มาช้านาน แต่ไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดว่าสร้างขึ้นในสมัยใดนอกจากมีประวัติเล่าว่า ครั้นเมื่อ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสไทรโยค ได้เสด็จมาที่ศาลเจ้าแม่เบิกไพรนี้ถึง ๒ ครั้ง

๓. ค่ายหลวงบ้านโป่ง
เข้าใจกันว่า เป็นค่ายที่สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นสถานที
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 268
่ที่พระองค์เคยเสด็จไปประทับ และทรงนำเอากองเสือป่าไปพัก ชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียง เรียกกันเพียงสั้นๆว่า “ค่ายหลวงบ้านโป่ง” สภาพของค่ายเท่าที่ปรากฏอยู่ก็คือ สันเนินและแนวคู อยู่ในตัวอำเภอบ้านโป่ง ทางทิศเหนือมีอาณาเขต จากริมแม่น้ำแม่กลอง ไปถึงถนนสาย ๑๘ เนื่องจากค่ายแห่งนี้เป็นเพียงที่พักชั่วคราว สิ่งปลูกสร้างทั้งหลายจึงไม่ถาวรหลงเหลืออยู่จนถึงปัจจุบัน



ประวัติคุณปู่ มงคล สุดลาภา
ประวัติ คุณปู่ มงคล สุดลาภา
ประวัติ เป็น นายอำเภอ ปราณบุรี จ. ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2502
เป็น นายอำเภอ บางสะพาน จ. ประจวบคีรีขันธ์
เป็น นายอำเภอ ชะอำ จ. เพชรบุรี
เป็น นายอำเภอ ท่ายาง จ. เพชรบุรี
เป็น รองผู้ว่าราชการจังหวัด ศรีษะเกศ
เป็น นายกเทศมนตรี อำเภอ เมือง จ. กาญจนบุรี
เป็น ปลัดจังหวัดกาญจนบุรี
เป็น ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย


นาย มงคล สุดลาภา รูปสมัยเป็นนายกเทศมนตรี เมืองกาจนบุรี คนที่ 16

นายมงคล สุดลาภา1 ต.ค. 2516 - 27 พ.ย. 2517
นายกเทศมนตรีคนที่ 1 นายกเทศมนตรีคนที่ 2 นายกเทศมนตรีคนที่ 3 นายกเทศมนตรีคนที่ 4

ขุนหิรัญประศาสตร์ (กลม พัฒนมาศ)
พ.ศ. 2479 - พ.ศ. 2481
พ.ศ. 2494 - พ.ศ. 2499 สวัสดิ์ สาระศาสิน
พ.ศ. 2481 - พ.ศ. 2483 นายบุญผ่อง สิริเวชชะพันธุ์
พ.ศ. 2483 - พ.ศ. 2485
พ.ศ. 2489 - พ.ศ. 2492 นายนิยม สินค้าเจริญ
พ.ศ. 2485 - พ.ศ. 2489

นายกเทศมนตรีคนที่ 5 นายกเทศมนตรีคนที่ 6 นายกเทศมนตรีคนที่ 7 นายกเทศมนตรีคนที่ 8

นายชำนาญ พงษ์สวัสดิ์
พ.ศ. 2492
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 59
- พ.ศ. 2492 นายแผน สิริเวชชะพันธุ์
พ.ศ. 2492 --พ.ศ. 2494 นายสมาน บุญอารักษ์
พ.ศ. 2499 - พ.ศ. 2499 นายประทีป ประเสริฐกุล
พ.ศ. 2499 - พ.ศ. 2501

นายกเทศมนตรีคนที่ 9 นายกเทศมนตรีคนที่ 10 นายกเทศมนตรีคนที่ 11 นายกเทศมนตรีคนที่ 12

นายสมจิตต์ ราคา
พ.ศ. 2501 - พ.ศ. 2502 นายอมร บุญลิขิต
พ.ศ. 2502 - พ.ศ. 2503 ร.ต.ต.สะอาด สุจริตจันทร์
พ.ศ. 2503 - พ.ศ. 2504 นายเฉลย รุ่งสว่าง
พ.ศ. 2504 - 2504

นายกเทศมนตรีคนที่ 13 นายกเทศมนตรีคนที่ 14 นายกเทศมนตรีคนที่ 15 นายกเทศมนตรีคนที่ 16

นายสวัสดิ์ ตุลยสุวรรณ
พ.ศ. 2504 - พ.ศ. 2506 นายชัยทัต สุนทรพิพิธ
พ.ศ. 2506 - พ.ศ. 2511 ร.ต. สมจิตต์ เสตะพันธุ
พ.ศ. 2511 - พ.ศ. 2515
9 ม.ค. 2516 - 1 ต.ค. 251 นายมงคล สุดลาภา
1 ต.ค. 2516 - 27 พ.ย. 2517
นายกเทศมนตรีคนที่ 17
นายกเทศมนตรีคนที่ 18 นายกเทศมนตรีคนที่ 19 นายกเทศมนตรีคนที่ 20

นายนิทัศน์ ถนอมทรัพย์
27 พ.ย. 2517 - 28 พ.ย. 2538 นายประสิทธิ์ โอภาสทิพากร
28 พ.ย. 2538 - 10 ม.ค. 2546 นางสมบูรณ์ สาระศาลิน
10 ม.ค. 2543 - 2546 นายประสิทธิ์ โอภาสทิพากร
ปัจจุบัน


รคนปัจจุบันคนที่20ายชื่อ นายกเทศมนตรี เมืองกาญจนบุรี ตั้งแต่(อดีต)คนที่ 1 ถึง
นายมงคล สุดลาภา ผู้ก่อตั้งโรงเรียน เมืองปราณบุรี ต.ปราณบุรี อ.ปราณบุรี
จ. ประจวบคีรีขันธ์

ประวัติโรงเรียนเมืองปราณบุรี
โรงเรียน เมืองปราณบุรีตั้งอยู่เลขที่ 73 ตำบลปราณบุรี อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาแบบสหศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประจวบคีรีขันธ์เขต 2 เริ่มเปิดสอน ครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2502 โดยนายมงคล สุดลาภา นายอำเภอปราณบุรี เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งขึ้น ตาม คำสั่งที่ 5981/2502 ลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2502 ให้เปิดเป็นโรงเรียนวิสามัญตอนปลาย โดยใช้สถานที่ สโมสรข้าราชการอำเภอปราณบุรี เป็นสถานที่เรียนชั่วคราว มีนักเรียนทั้งหมด 25 คน เป็นชาย 14 คน หญิง 11 คน มีนายนิยม พุทธิเภษัช ศึกษาธิการอำเภอปราณบุรี ดำรงตำแหน่งผู้รักษาการ ครูใหญ่ และนายทันรุจิเลข ผู้ช่วยศึกษาธิการอำเภอเป็นครูผู้สอน ปี 20 - 70 2504 ได้รับบริจาคที่ดิน จำนวน 13 ไร่ 1 งาน 38 ตารางวา จากนายจรัส นิตยธรรมให้สร้างโรงเรียนเมืองปราณบุรี ปี 2508 ได้งบประมาณเพิ่มเติมซื้อที่ดิน จากนายจรัส นิตยธรรมจำนวน 12 ไร่ 1 งาน 42 ตารางวา รวมเป็นที่ดินทั้งหมด 25 ไร่ 2 งาน 42 ตารางวา


และประวัติของคุณลุง เชาวน์วัศ สุดลาภา ครั้งมีความผูกพันธ์ กับจังหวัด เพชรบุรี และจังหวัดสุพรรณบุรี และ จังหวัดราชบุรี



ประวัติการทำงานของพณฯ ท่านคุณลุง เชาวน์วัศ สุดลาภา

นาย เชาน์วัศ สุดลาภา เกิดวันที่ 1 มิถุนายา พ.ศ 2476
ที่อยู่กรุงเทพฯ เลขที่ 511/46 ถ. จรัลสนิทวงศ์ 37 เขต บางกอกน้อย จ. กรุงเทพฯ โทร 024123742
ที่อยู่ลพบุรี เลขที่ 155 ต.วังขนอนขว้าง อ.โคกสำโรง จ. ลพบุรี โทร 036441686
ภริยา ชื่อ นาง กมลทิพย์ สุดลาภา อดีต นางงาม ประจำจังหวัดสงขลา เมื่อ 50กว่าปีที่แล้ว
การศึกษา ปริญญาตรี และ ปริญญาโท มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์<b< td=""></b<>
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 269
r>จบการศึกษา Diploma ทางรัฐประสาสน์ศาสตร์ กรุง บรอน์ประเทศเยอรมันนี
Diploma ทางรัฐประสาสน์ศาสตร์ กรุง เฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์
ปริญญาเอก กิตติมศักดิ์ จาก 2 มหาวิทยาลัย ในประเทศ สหรัฐอเมริกา
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ม ป.ช มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก
- สำนักเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร

ประวัติการ ทำงาน เคยดำรงตำแหน่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัด ลพบุรี 4 สมัย ใน ปี พ.ศ 2531 / 2535/1 / 2535/2 / 2538 และสอบได้ (ส.ส) ที่ 1 ทั้งสี่สมัย

ผู้ช่วยเลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปี 2507 - 2511
เลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปี 2515 - 2517
สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ วุฒิสมาชิก ปี 2515
ผู้ว่าราชการ จังหวัด พังงา ปี 2519 - 2520
ผู้ว่าราชการ จังหวัด ลพบุรี ปี 2520 -2522
ผู้ว่าราชการจังหวัด กรุงเทพมหานคร ปี 2522 -2524
ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 60
ปี 2524 - 2526
ผู้ว่าราชการ จังหวัด เพชรบุรี ปี 2527 - 2531
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัด ลพบุรี (สอบได้ที่ 1 ทั้ง 4 สมัย ซ้อน)
ประธานคณะกรรมการศึกษา ผู้แทนราษฎร ปี 2531 - 2535
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย 2 สมัย ปี 2533 – 2535 -2536
รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ปี 2535




ความเป็นมาความสัมพันธ์กันระหว่างพณฯ ท่านเชาวน์วัศ สุดลาภา

กับดร.วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์




วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ (Vongsak Swasdipanich)

ปัจจุบันเป็น ผู้ว่าราชการจังหวัด ราชบุรี2550
วงศ์ ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ (Vongsak Swasdipanich) ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย เกิด ๆ๒๗ มิถุนายน ๒๔๙๔ อายุ ๕๔ ปีเต็ม ภูมิลำเนาอำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด บุตรคนที่ ๕ ของเจริญ - ซิวเจียง สวัสดิ์พาณิชย์
อนันต์ สวัสดิ์พาณิชย์ พี่ชายคนโต ประกอบธุรกิจการเกษตรที่จังหวัดร้อยเอ็ด มนตรี สวัสดิ์พาณิชย์ พี่ชายคนรอง ประกอบธุรกิจน้ำแร่ดื่มที่จังหวัดร้อยเอ็ด ชูศรี ไวทยาวันศิริ พี่สาวคนที่สาม ประกอบธุรกิจเภสัชและกิจการโรงแรมที่จังหวัดนครราชสีมา รองศาสตราจารย์ ดร. สุวพงษ์ สวัสดิ์พาณิชย์ พี่ชายคนที่สี่ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตสกลนคร เกรียงศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ น้องชาย นิติกรธนาคารกรุงเทพ จำกัด สำนักงานใหญ่ และมัชฌา นราสวัสดิ์ น้องสาวคนเล็ก ประกอบธุรกิจอะไหล่รถจักรยานยนต์ที่จังหวัดร้อยเอ็ด
การศึกษาชั้นประถม โรงเรียนบ้านอาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด มัธยมต้นโรงเรียนร้อยเอ็ดวิทยาลัย ออกไปเข้า ม.ศ. ๓ ที่วิทยาลัยบางแสน ตามคำแนะนำของญาติผู้ใหญ่ ดร. ก่อ สวัสดิ์พาณิชย์ บิดาของศิโรตม์ สวัสดิ์พาณิชย์ อธิบดีกรมสรรพากร และมัธยมปลายโรงเรียนจรัสสมรอนุศาสน์ ยานนาวา กรุงเทพฯ
เป็นน้องใหม่ภาค วิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปีการศึกษา ๒๕๑๓ เพราะอยากเป็นนายอำเภอ โดยมีอุดม พัวสกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูนเป็นเพื่อนร่วมรุ่น
เรียนแบบไม่หยุดพักทั้งภาค เล็กและภาคใหญ่ ย่นเวลาเหลือ ๓ ปี ทั้ง ๆ ที่อาจารย์เตือนว่าถ้าพลาดละก็เจ็บกว่าคนเรียน ๔ ปี แต่ก็ได้รัฐศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา ๒๕๑๕ รับพระราชทานปริญญาพร้อมรุ่นพี่ในปี ๒๕๑๖
๐ ๐ ๐
นั่ง รถไฟเข้ากรุงเทพฯ ไปพบเชาว์วัศน์ สุดลาภา เลขานุการจอมพล ประภาส จารุเสถียร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น เพื่อขอฝึกงานโดยไม่ต้องการเงินเดือน
เชาวน์วัศ สุดลาภา ชอบใจที่กล้าเดินเข้ามาหาทั้ง ๆ ที่ไม่เคยรู้จักกัน
แต่พรรคพวกพามาฝากเยอะ ก็เลยรับไว้ทั้งธรรมศาสตร์ จุฬาฯ และเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยละ ๑ คน ได้เป็นลูกจ้างชั่วคราวสมใจ
ทำได้ไม่กี่เดือนก็เกิดเหตุการณ์ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๑๖
ภารกิจ ที่ไม่เคยคิดมาก่อนในชีวิตคือพาเชาว์วัศน์ สุดลาภา หลีกลี้ผู้คนไปหลบภัยที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ ถนนราชดำเนิน โรงแรม ๙๙ บางลำภู โรงแรมพาร์ลิเมนท์ ถนนวิสุทธิกษัตริย์ และโรงแรมวงเวียน ๒๒ กรกฎาคม จนเงินหมด
เชาวน์วัศ สุดลาภา ให้นำแฟ้มบัญชีเจ้าหน้าที่มาเปิดดูว่ารู้จักใครที่ไว้ใจได้บ้าง แล้วโทรศัพท์บอกเขามาช่วยจ่ายเงินให้ที จากนั้นก็พาเชาน์วัศ สุดลาภา ไปส่งที่อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แล้วพาภริยาของเชาน์วัศ สุดลาภา ขึ้นรถไฟล่องใต้ไปส่งที่จังหวัดสงขลา ก่อนจะกลับมารายงานตัวที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) สวนรื่นฤดี พร้อมกับพันตำรวจเอก สุทิน เอมะพัฒน์ ช่วยราชการสำนักงานเลขานุการรัฐมนตรีในขณะนั้น
สามวันสามคืนในสวนรื่นฤดี ได้รับรู้เรื่องราวหลายอย่าง รวมทั้งการเจรจาของจอมพล ถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และนายทหารระดับสูง อาทิ พลเอก กฤษณ์ สีวะรา และพันเอก ณรงค์ กิตติขจร เป็นต้น
เด็กกว่าเขาเพื่อน จึงรับหน้าที่ให้บริการอาหารเครื่องดื่มแก่ผู้ใหญ่ใน กอ.รมน.
หลังหายตื่นเต้นจากเหตุการณ์ที่ค่อย ๆ สงบลง ก็นึกขึ้นได้ว่าไปสอบแข่งขันเป็นปลัดอำเ
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 270
ภอเอาไว้
แวะไปดู จึงรู้ว่าติด
๑ พฤษภาคม ๒๕๑๘ ได้รับการบรรจุเป็นปลัดอำเภอตรี กิ่งอำเภอปทุมรัตน์ ร้อยเอ็ด จังหวัดบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง
ทำ งานได้ปีเดียว ผู้ว่าราชการจังหวัดแวะมาตรวจราชการแล้วเห็นหน่วยก้าน สั่งให้เข้ามาเป็นปลัดอำเภอตรี อำเภอเมืองร้อยเอ็ด พร้อมกับสอบได้ชั้นโท (เจ้าพนักงานปกครอง ๔)
๒๕๑๙ ศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านบริหารรัฐกิจที่ Kentucky State University (KSU), Frankfort, Kentucky สหรัฐฯ
๒๕๒๐ ได้ปริญญา Master of Public Affairs (Planning)
บินกลับมาประจำกองการศึกษาประชาบาล จนกระทั่งสอบได้ระดับ ๕
กันยายน ๒๕๒๒ ย
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 61
้ายไปเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน ๕ สำนักงานจังหวัดเลย ปีถัดมาย้ายไปลงตำแหน่งเดียวกันที่จังหวัดพิจิตร
ธันวาคม ๒๕๒๕ ย้ายไปเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน จังหวัดศรีสะเกษ หลังสอบได้ระดับ ๖
อยู่ศรีสะเกษ ๕ ปีเต็ม จึงได้ย้ายไปรักษาการหัวหน้าฝ่ายแผนและโครงการ จังหวัดอุบลราชธานี
ตุลาคม ๒๕๓๓ ได้รับแต่งตั้งให้รักษาการหัวหน้าสำนักงานจังหวัดอุบลราชธานี หลังสอบได้ระดับ ๗
เพียงปีเดียวก็สอบได้ระดับ ๘
ธันวาคม ๒๕๓๔ ได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าสำนักงานจังหวัดมุกดาหาร (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน ๘)
จากนั้น เข้ารับการอบรมหลักสูตรนักบริหารมหาดไทย ระดับ ๘ สถาบันดำรงราชานุภาพ ๔๕ วัน
เมื่อ ชนะศักดิ์ ยุวบูรณ์ ย้ายไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้ทำเรื่องขอผู้จบปริญญาโทจากต่างประเทศมาเป็นหัวหน้าสำนักงานจังหวัดเพื่อ ช่วยงาน SEA Games ซึ่งเชียงใหม่เป็นเจ้าภาพ
กระทรวงฯ ส่งชื่อมาให้ ๒ คน แต่คนแรกขออยู่ที่เก่า หัวหน้าสำนักงานจังหวัดเชียงใหม่จึงกลายเป็นวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์
ยังไม่ทันจะเดินทางไป อารีย์ วงศ์อารยะ ปลัดกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้นโทรศัพท์มาหา บอกว่าคงจะไม่ได้ไปเชียงใหม่แล้วละ
ไม่เป็นไร เพราะก็ไม่อยากไปอยู่แล้ว
หัว หน้าสำนักงานจังหวัดเชียงใหม่ตัวจริงไม่ใช่ใครที่ไหน พระนาย สุวรรณรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นนายอำเภออมก๋อยในขณะนั้น
เมษายน ๒๕๓๕ ได้รับคำสั่งใหม่ให้มาเป็นหัวหน้าสำนักงานจังหวัดสมุทรปราการ
แต่คนเก่าขออยู่ต่อ ในขณะที่คนใหม่ก็ไม่สมัครใจจะไป จึงไม่ได้ไปทั้งเชียงใหม่และสมุทรปราการทั้ง ๆ ที่คำสั่งออกมาแล้ว
สรุปแล้วได้อยู่ที่เดิม คือ มุกดาหาร
ตุลาคม ๒๕๓๖ ย้ายไปเป็น หัวหน้าสำนักงานจังหวัดขอนแก่น
๐ ๐ ๐
เมื่อกระทรวงมหาดไทยปรับโครงสร้างภายในแยก 'ฝ่ายแผนพัฒนาจังหวัด' ออกจาก 'สำนักนโยบายและแผน' แล้วยกขึ้นเป็นหน่วยงานระดับกอง
ชนะ ศักดิ์ ยุวบูรณ์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นึกถึงคนที่เคยขอไปช่วยงาน SEA Games แล้วไม่ได้มาทำงานด้วยกันเมื่อครั้งยังเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ หนนี้คงไม่มีปัญหา
พฤศจิกายน ๒๕๓๗ จึงได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการกองแผนพัฒนาจังหวัด สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย คนแรก
คน ในกระทรวงมหาดไทยด้วยกันไม่ได้หมายความว่าจะมีโอกาสเติบโตหรือได้รับการ พิจารณาให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดถ้าไม่ผ่านการเป็นปลัดอำเภอ นายอำเภอ ปลัดจังหวัด และรองผู้ว่าราชการจังหวัด ก็ยากที่จะได้ขึ้นเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด เช่น ข้าราชการมหาดไทยระดับ ๔ - ๕ ถ้าโอนมาจากสายปกครองแล้ว โอกาสในการเข้าโรงเรียนนายอำเภอจะน้อยลง
เมื่อไม่ได้เรียนก็ไม่ได้เป็นนายอำเภอ
แต่ ถ้าได้เป็นผู้อำนวยการกอง ในสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยแล้ว ยังมีโอกาสที่จะได้รับการพิจารณาแต่งตั้งเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัด เส้นทางไปสู่การเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดจึงไม่ถึงกับตีบตัน ผนวกกับการปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนมาตลอด เงินเดือนที่ได้รับก็สูงเต็มขั้น ผลงานใหม่ก็ได้ใช้ความรู้ด้านการวางแผนที่ได้ร่ำเรียนมา
ตุลาคม ๒๕๓๙ จึงได้รับแต่งตั้งเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี โดยไม่ผ่านการเป็นนายอำเภอและปลัดจังหวัด ขณะมีอายุน้อยที่สุดในบรรดาคนเป็นรองผู้ว่าฯ ด้วยกัน โดยไม่เคยวิ่งเต้นให้ได้มาซึ่งตำแหน่ง
จากนั้น กลับไปเข้ารับการอบรมหลักสูตรนักบริหารมหาดไทย ระดับ ๙ สถาบันดำรงราชานุภาพ นาน ๖ เดือนเต็ม จึงกลับมาทำงานต่อ
แม้ ยังไม่มีอำนาจเต็มเหมือนผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ก็หนีไม่พ้นการใช้หลักนักบริหาร (องค์กร) นักพัฒนา (โครงการ) และนักปกครอง (คน) ขาดไปหลักใดหลักหนึ่งก็ไม่ได้
งานที่ได้รับมอบหมายจาก พลากร สุวรรณรัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานีในขณะนั้น คือการจัดตั้งเขตอุตสาหกรรม อันทำให้ปัตตานีเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีโรงงานด้านอุตสาหกรรมการเกษตรขนาด ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ อาทิ โรงงานปลากระป๋อง โรงงานปลาป่น โรงงานอาหารสัตว์ เป็นต้น
อีกงานหนึ่งคือคือโครงการจัดตั้งธนาคารอิสลาม (Islamic Bank)
และ ที่ได้รับมอบหมายเป็นพิเศษคือการเป็นตัวแทนผู้ว่าราชการจังหวัดใน ๔ จังหวัดภาคใต้เข้าร่วมประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และ
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 271
มาเลเซีย
เนื่องจากจังหวัดภูเก็ตมีเป้าหมายใน การเป็นเมืองหน้าต่างโลก พีระพงศ์ จำนงเฉลิมฉัตร ผู้ว่าราชการจังหวัดในขณะนั้นจึงทำเรื่องขอตัว เพราะเห็นศักยภาพที่ปัตตานี
ตุลาคม ๒๕๔๐ ย้ายไปดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต โดยมีชาวไทยมุสลิม ๗ คันรถ ตามมาส่งถึงตัวเกาะ
๐ ๐ ๐
ที่ ภูเก็ต รับผิดชอบงานด้านเศรษฐกิจ โดยมีภารกิจหลักพัฒนาการท่องเที่ยว ซึ่งช่วงนั้นมีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเต็มที่ จนไม่ทันกับการดูแลรักษา
แต่ก็ไม่ง่ายในการจัดระเบียบ เพราะ 'ผลประโยชน์' คืออุปสรรคสำคัญ โดยเฉพาะป่าตอง
'สารสนเทศ' คือ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 62
หัวใจสำคัญในการบริหารจัดการ
หลังตามเก็บรายชื่อชาวบ้านร้านถิ่นมาแยกเป็นหมวดหมู่จนรู้ใครเป็นใคร และรู้ต่อไปถึงอิทธิพลที่มีผลทั้งทางบวกและลบต่อการจัดระเบียบ
ผล พวงจากการจัดทำสารสนเทศ ทำให้เห็นภาพด้านประชากรศาสตร์อย่างชัดเจนของคนภูเก็ต จึงมีโอกาสได้เชื่อมโยงคนไทยมุสลิมซึ่งมีอยู่ร้อยละ ๓๕ มาช่วยกันพัฒนาภูเก็ต
และหลังการเดินเท้าย่ำป่าตอง ยังทำให้รู้ว่าหนึ่งในกลุ่มผู้สร้างปัญหาจุ๊ก ๆ จิ๊ก ๆ ไม่ใช่ใครที่ไหน พวกแผงหลัก แผงลอย รถเข็น และคานหาบ เร่ขายตำบักหุ่ง (ใส่หรือไม่ใส่ปลาแดกก็แล้วแต่) ไปจนถึงรถสองแถว และนวดโบราณทั้งที่อยู่ในตึกและริมชายหาด
พอได้ยินเขาส่งเสียง ก็รู้ว่าไม่ใช่ใครที่ไหน จัดแจงส่งภาษาเดียวกัน
ป่า ตองค่อย ๆ มีระเบียบขึ้นโดยลำดับหลังหลังเปลี่ยนผู้ว่าราชการจังหวัดอีก ๒ คน คือ พงศ์โพยม วาศภูติ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาในปัจจุบัน และชาญชัย สุนทรมัฏฐ์ รองปลัดกระทรวงฯ ฝ่ายความมั่นคงในปัจจุบัน
เป็นรองผู้ว่าฯ ภูเก็ตครบ ๔ ปี แต่เปลี่ยนผู้ว่าฯ ปีละคน
ตุลาคม ๒๕๔๔ ย้ายไปเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง พร้อมกับเข้าศึกษาที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปรอ. ๔๔๑๔) เป็นเวลา ๑ ปีเต็ม
เพื่อน ร่วมรุ่นที่กำลังขั้วตำแหน่งใหม่ในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ อาทิ พลเรือเอก สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ว่าที่ผู้บัญชาการทหารเรือ พลเรือเอก วิชัย ยุวนางกูร ว่าที่รองผู้บัญชาการทหารเรือ พลเรือเอก นพพร อาชวาคม ว่าที่ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ พลเอก พรชัย กรานเลิศ ว่าที่ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก พลอากาศเอก พรชัย รามโกมุท ว่าที่ผู้บัญชาการกองบัญชาการสนับสนุนทหารอากาศ พลตำรวจโท ชลอ ชูวงษ์ และพลตำรวจโท วิโรจน์ พหลเวชช์ ว่าที่ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นต้น
ส่วนเพื่อนร่วมรุ่นที่มาจากกระทรวงเดียวกัน ได้แก่ เจตน์ ธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น พระนาย สุวรรณรัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี วิชม ทองสงค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ปรีชา บุตรศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ เมฆินทร์ เมธาวิกูล ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ปานชัย บวรรัตนปราน ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร และสุธี มากบุญ ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร
๐ ๐ ๐
๑ ตุลาคม ๒๕๔๕ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย หลังจบ วปอ.
'หนองคาย' จังหวัดชายแดนติดแม่น้ำโขงได้ชื่อว่าน่าอยู่อันดับ ๗ ของโลก เป็นดินแดนชุ่มน้ำอันดับ ๑,๐๙๘ ของโลก เป็นเมืองที่มีนักบวชและนักพรตมากที่สุดในเอเชีย และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยยังจัดให้เป็น ๑ ใน ๕ จังหวัดที่น่าอาศัยระยะยาวอีกด้วย
ฟังแล้วน่าชื่นชม แต่ไม่มีอะไรในกอไผ่ที่จะผลักดันให้คนต่างถิ่นหรือต่างชาติอยากมาเที่ยวและ ลงทุนเพื่อให้คนหนองคายมีรายได้ดีขึ้น ขณะที่บางคนในภาครัฐกลับทำงานผิดช่องทาง
ประสบการณ์จากการเป็นหัวหน้าสำนักงานจังหวัดและรองผู้ว่าราชการจังหวัดช่วยให้ไม่ต้องเสียเวลาเริ่มต้นเท่าใดนัก
ข้อมูล ข่าวสารที่ถูกต้องเป็นเรื่องสำคัญ ระยะแรกจึงต้องอาศัย Honda, Silver Shadow คันใหญ่ ขับตระเวณเข้าไปตรวจพื้นที่ทุกสัปดาห์ ล้มเมื่อใดไม่ต้องยก เพราะมอเตอร์ไซค์หนักกว่าท่านผู้ว่าฯ ร่างเล็กหลายร้อยกิโลกรัม
จากนั้น จัดประชุมนายอำเภอให้ถี่ขึ้น เพื่อเร่งนโยบายของรัฐที่ได้นำมาขยายเป็นแผนปฏิบัติการให้บังเกิดผลเป็น รูปธรรม โดยชี้ให้เห็นว่า ช่องทางนี้นอกจากจะช่วยชาวบ้านให้อยู่ดีกินดีแล้ว ยังสนองนโยบายจากส่วนกลางอันเป็นผลงานที่ชอบธรรมอีกด้วย
และเพื่อให้เรื่องที่คนชื่นชมมีความเป็นไปได้จริง โครงการเรารักหนองคายจึงเกิดขึ้น
แต่ถ้าภายในไม่พร้อมก็ยากที่จะรุกออกไปภายนอกได้ดี จึงเริ่มต้นที่การทำภายในให้สะอาดทั้งด้าน 'รูปธรรม' และ 'นามธรรม'
เริ่ม จากรณรงค์ให้ 'หนองคายไร้ขยะ' ด้วยการจัดให้มีวัน 'เรารักหนองคาย' โดยส่วนราชการภูมิภาค ท้องถิ่น และชาวบ้าน มาคุยกัน ในที่สุดก็ออกมาเป็นทุกวันพุธที่สองและสี่ของเดือน ทั้ง ๑๗ เทศบาลเล็กใหญ่ และ ๑๑๑ องค์การบริหารส่วนตำบล ตลอดจนชาวบ้าน ยกขบวนกันออกมาทำความสะอาดหนองคายทั้งจังหวัด ทำมาแล้วตั้งแต่ต้นปี ๒๕๔๕ จนถึงวันนี้
ต่อไปเป็นเรื่องของการบริหารจัดการ วัฒนธรรม จริยธรรม และระเบียบวินัย
ข้าราชการ
นับว่าท้าทายในการผลักดันให้มีธรรมบริหาร (Good Gov
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 272
ernance) แผนส่งเสริมการทำงานด้วยความ 'จริงใจ จริงจัง และโปร่งใส' จึงเกิดขึ้น โดยจัดตั้งคณะทำงานด้านยุทธศาสตร์ (CEO Staff) ของผู้ว่าราชการจังหวัด ประกอบด้วยหัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์ของกระทรวงต่าง ๆ ที่มาประจำอยู่ในจังหวัด แล้วจัดให้มีการประชุมกันทุกวันอังคารและพฤหัสบดี และจัดอบรมข้าราชการให้เข้าใจเรื่อง 'ธรรมบริหาร'
ชาวบ้าน
มีการจัด ตั้งตัวแทนประชาชน ๗ คนนอกล้วน ๆ มาจากชาวไทยเชื้อสายญวน ต้นตระกูลเก่า ณ หนองคาย มหาวิทยาลัยขอนแก่น วิทยาเขตหนองคาย ประชาคม ผู้นำลูกเสือชาวบ้าน องค์กรพัฒนาเอกชน และประชาชนในอำเภอเมือง เ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 63
พื่อให้ข้อคิดเห็นและเสนอแนะแก่ผู้ว่าฯ
เด็กและเยาวชน
แผน งาน 'คุณครูผู้ว่าฯ' ซึ่งวัยรุ่นฮือฮาเมื่อเห็น 'ผู้ใหญ่แนว' สวมบทครูสัญจร ขี่มอเตอร์ไซค์ตะลอนสอนหนังสือนักเรียนมัธยม โดยเฉพาะวัยรุ่นเป็นกลุ่มเป้าหมายพิเศษ จากนั้นนำเด็กนักเรียนที่อยู่ชนบทรอบนอกทยอยกันเข้ามาพบผู้ว่าฯ ต่อด้วยทัศนศึกษาในเมือง ในทางกลับกันก็ส่งนักเรียนในเมืองไปทัศนศึกษาชนบทที่ห่างไกล แต่ไม่ลืมอุปกรณ์การเรียนการสอนและเครื่องมือที่จะช่วยให้นักเรียนทำกิจกรรม ได้ แผนงานพัฒนาห้องเรียนคอมพิวเตอร์ แผนงานห้องเรียนศิลปะ และแผนงานลานกีฬาเอนกประสงค์ จึงทยอยออกมารองรับ โดยเฉพาะทุนการศึกษาเด็กนักเรียนที่ด้อยโอกาส ซึ่งเงินส่วนหนึ่งมาจากเพื่อนร่วมรุ่น วปรอ. ๔๔๑๔ นี่แหละ
๐ ๐ ๐
เมื่อ ภายในสะอาด อบอุ่น และมีความพร้อมระดับหนึ่ง จึงเริ่มงานเชิงรุก อันได้แก่ การพัฒนาจังหวัดหนองคายในด้านนิเวศ เกษตรอุตสาหกรรม การค้าชายแดน และท่องเที่ยว
ด้านนิเวศ
หนองคายมีพื้นที่ติดแม่น้ำโขง ๓๓๐ กิโลเมตร แต่ละปีหน้าดินถูกน้ำเซาะหายไป ๒ เมตร ปล่อยต่อไปอีกไม่ได้แล้ว จึงทำการศึกษาจุดที่อ่อนไหว ส่วนไหนที่พังทลายมากก็สร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งเป็นจุด ๆ ไป ได้งบเพิ่มเติมมาเมื่อใดก็ทยอยทำตามแผนที่ได้ศึกษาไว้
ด้านเกษตรอุตสาหกรรม
นอก จากการส่งเสริมสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (One Tambon One Product: OTOP) ที่ประกวดประขันกันทุกจังหวัดแล้ว คือการใช้จุดเด่นของจังหวัดในด้านภูมิศาสตร์ พัฒนาให้หนองคายเป็นครัวโลกด้านผักผลไม้ที่ปลูกได้ทุกชนิด ตลอดจนการปลูกพืชสมุนไพรและสวนพฤกษชาติ ควบคู่กับเป้าหมายในการตั้งโรงงานปุ๋ยอินทรีย์ ๖ แห่ง เพื่อใช้ในการส่งเสริมแผนงานนี้ โดยเฉพาะยางพาราซึ่งหนองคายมีพื้นที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือถึง ๒๕๐,๐๐๐ ไร่
การค้าชายแดน
แม้หนองคายเป็นเมืองชายแดน แต่ที่ผ่านมามีแต่หันหน้าหากรุงเทพฯ หันหลังให้ต่างประเทศ น่าจะไปลาวและจีนตอนใต้อีกทางหนึ่ง จึงตั้งคณะทำงานชายแดน ฝ่ายไทยมี ๗ คน มาจากหัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์ ตำรวจ ทหาร เกษตรฯ ศึกษาฯ พาณิชย์ และสำนักงานจังหวัด ฝ่ายลาวอีก ๗ คน รวมเป็น ๑๔ คน ให้ความสำคัญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ต้องมาก่อน เมื่อชอบพอกันแล้ว เรื่องอื่น ๆ ก็พูดกันได้ ถัดไปเป็นเรื่องความปลอดภัย ความมั่นคง ยาเสพติด แรงงานต่างด้าว และการค้าขาย ส่วนแผนงานสำคัญในเรื่องการค้าชายแดน คือ การจัดตั้งเขตปลอดอากร จัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษอุดรธานี-หนองคาย-เวียงจันทน์ จัดหาพื้นที่ตรวจสินค้าแห่งใหม่ของด่านศุลกากร และจัดสร้างด่านพรมแดนพร้อมท่าเทียบเรือแพขนานยนต์ที่อำเภอบึงกาฬ
การท่องเที่ยว
งาน ใหญ่คือการจับมือกับ ดร. จิตสันติ ธนะโสภณ ผู้ว่าการ การรถไฟแห่งประเทศไทย ใช้บริเวณสถานีรถไฟเก่าก่อสร้างพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำจืด (Aquarium) มูลค่า ๓๓๗ ล้านบาท เพื่ออนุรักษ์พันธุ์ปลาในแม่น้ำโขงที่เหลืออยู่ ๕๘๐ สายพันธุ์ ไม่ให้หดหาย คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี ๒๕๕๐
อีกงานหนึ่งเป็นการก่อสร้าง ศูนย์ OTOP เพื่อเป็นแหล่งกลางในการเผยแพร่และจำหน่ายสินค้าทุกตำบลของจังหวัดฯ และ ASEAN ข้างศาลากลาง เนื้อที่ ๕ ไร่ มีทั้งสินค้าบ้านเรา สินค้าบ้านเขา คือ จีน และสิบสองปันนา มูลค่ากว่า ๔๐ ล้านบาท
ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้คน ต่างชาติและต่างถิ่นได้สัมผัสวิถีชีวิตแบบไทย ๆ ของชาวหนองคายด้วยการพัฒนาที่พักในบ้าน (Home stay) กระจายไปทั่วอำเภอที่อยู่ริมแม่น้ำโขง เพื่อบริการนักท่องเที่ยวที่นิยมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
และที่ถึง ขั้นผลิตคู่มือกันเลยก็คือ ส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างหนองคายกับเวียงจันทน์ แบบว่า มา ๑ จังหวัด ได้เที่ยว ๒ ประเทศ ทำนองนั้น
๐ ๐ ๐
ทั้งหมดที่ว่ามานี้ ประเด็นอยู่ที่การสื่อสารให้ทุกฝ่ายได้รับรู้ข่าวสาร เข้าใจ ยอมรับ และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือ
ที่ นี่ใช้วิธีการสื่อสารค่อนข้างหลากหลาย ทั้งระดับบุคคล ระดับกลุ่ม ไปจนถึงระดับมวลชน มีทั้งที่ผู้ว่าฯ เข้าไปหา และยกขบวนกันมาพบ ตลอดจนการสื่อสารที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ
ทุกเช้าวันเสาร์หลัง รายการ 'นายกฯ พบประชาชน' ที่หนองคายมีรายการ 'บ้านเมืองน่าอยู่' ทางวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย FM ๙๐.๕ เมกะเฮิรตซ์ เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๐.๐๐ น. ผู้ว่าฯ วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ พูดใ
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 273
ส่ไมโครโฟนคุยกับชาวบ้านให้ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร มีการบอกเล่าเก้าสิบ พร้อมเปิดสายท้ายรายการให้สอบถามและร้องเรียนอีกด้วย
ทุก ครั้งเมื่อกลับจากประชุมที่กรุงเทพฯ วันรุ่งขึ้น หัวหน้าส่วนราชการและนายอำเภอจะรับรู้เรื่องราวที่ไปประชุมมา วันถัดไป กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์การบริหารส่วนตำบล จะรับรู้ข่าวสารผ่านหัวหน้าส่วนราชการและนายอำเภอ และวันที่สาม ประชาชนในแต่ละท้องถิ่นจะรับรู้ข่าวสารจากกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์การบริหารส่วนตำบล
แล้วยังเปิด 'สภากาแฟ' อีกเดือนละ ๒ ครั้ง เวลา ๐๗.๐๐ - ๐๘.๓๐ น. ให้หัวหน้าส่วนราชการ ส่วนท้องถิ
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 64
่น และภาคเอกชน ได้แสดงความคิดเห็นร่วมกัน นอกเหนือจากวารสาร 'เรารักหนองคาย' รายเดือน และแผ่นพับต่าง ๆ มากมาย ฯลฯ
ไม่มีท้องที่ใดปราศจากอิทธิพล แต่เมื่อคนหลายฝ่ายในท้องที่นั้นสามารถเข้าถึงกัน โดยมีเวทีให้พบปะพูดจากัน ความกดดันถ้ามีก็จะน้อยลง
เครือข่ายภาคประชาชนที่มีความพร้อมด้านข้อมูลข่าวสารยังช่วยให้การปฏิบัติงานภาครัฐเกิด 'ธรรมบริหาร' อีกทางหนึ่งด้วย
ที่ นี่มีรายชื่อผู้ยากจนในบัญชีกว่า ๘,๐๐๐ คน ฝันของผู้ว่าฯ วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ คือ ศูนย์กลางด้านการค้าและบันเทิงมูลค่ากว่า ๔,๐๐๐ ล้านบาท ที่ภาคเอกชนให้ความสนใจเพราะอยู่ใกล้ลาว ถ้าเกิดขึ้นจริงเมื่อใด แทบจะล้างบัญชียากจน เพราะคนมีงานทำกันทั่วถ้วน
๐ ๐ ๐
ชีวิตส่วนตัว สมรสกับวิไลพร วิรัตน์จันทร์ อดีตพนักงานสาขาอำเภอเกษตรวิสัย ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อ ๑๗ มีนาคม ๒๕๑๘
เบญจพล สวัสดิ์พาณิชย์ บุตรคนโต อายุ ๒๓ ปี ภาควิชาโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ปีสุดท้าย
เบญจรงค์ สวัสดิ์พาณิชย์ บุตรคนเล็ก อายุ ๑๘ ปี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปี ๒
ข้อคิดที่ วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ เขียนไว้ในทำเนียบรุ่น วปรอ. ๔๔๑๔ ก็คือ ...
"จะเก่ง จะดี จะชั่ว อยู่ที่ตัวสร้างขึ้นมาเอง"

บรรดาพ่อค้าแม่ขายครั้นรู้ว่ารองผู้ว่าฯ ผูกเสี่ยวกัน ก็ดีใจ ให้ความเคารพนับถือ
เมื่อเป็นพวกเดียวกันแล้ว "ทำแบบนี้ต่อไปไม่ได้ มาอยู่ที่นี่ต้องไว้หน้าพ่อ" รองผู้ว่าฯ คนร้อยเอ็ดขอกันตรง ๆ
จาก นั้น จัดแจงรวมกลุ่มตั้งชมรมชาวอีสานในจังหวัดภูเก็ต หลังอยู่ที่นี่ได้ ๑ ปี อันเป็นช่วงที่จเด็จ อินสว่าง มาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดแทนพีระพงศ์ จำนงเฉลิมฉัตร
แล้วรับเป็นประธานชมรมฯ คนแรก อันทำให้รู้ว่าที่นี่มีชาวอีสานกว่า ๒๐,๐๐๐ คน
สมมติเล่น ๆ ถ้าทุกคนโอนทะเบียนบ้านไปอยู่ภูเก็ตเมื่อใด มีโอกาสเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้แล้ว ๑ คน
โดย: teapatyost341455@hotmail.com [19 มี.ค. 51 20:50> ( IP A:61.7.191.119 X: )
ความคิดเห็นที่ 66
หลักฐานทางโบราณคดีที่พบในสมัยพุทธศตวรรษที่ 11–13 คือเหรียญเงินเส้นผ่าศูนย์กลาง 19 ม.ม. พบที่นครปฐม และอู่ทองนั้น พบว่ามีอักษรจารึกไว้ว่า “ศรีทวารวดีศวร”และ มีรูปหม้อน้ำกลศอยู่อีกด้านหนึ่ง ทำให้เชื่อได้ว่า ชนชาติมอญโบราณ ได้ตั้งอาณาจักรทวารวดี (บางแห่งเรียกทวาราวดี) ขึ้นในภาคกลางของดินแดนสุวรรณภูมิ

มีศูนย์กลางที่เมืองนครปฐมโบราณ (ลุ่มแม่น้ำท่าจีนหรือนครชัยศรี) กับเมืองอู่ทองและเมืองละโว้ (ลพบุรี) ต่อมาได้ขยายอำนาจขึ้นไป ถึงเมืองหริภุญชัยหรือลำพูน มีหลักฐานเล่าไว้ว่า ราว พ.ศ. 1100 พระนางจามเทวี ราชธิดาของเจ้าเมืองลวปุระหรือละโว้ลพบุรี ได้อพยพผู้คนขึ้นไปตั้งเมืองหริภุญชัยที่ลำพูน ส่วนที่เมืองนครปฐมนั้นมีการพบ พระปฐมเจดีย์ และมีการพบจารึกภาษาปัลลวะ บาลี สันสกฤต และ ภาษามอญ ที่บริเวณพระปฐมเจดีย์และบริเวณใกล้เคียง พบจารึก ภาษามอญ อักษรปัลลวะ บันทึกเรื่องการสร้างพระพุทธรูป เสาหงส์ วิหาร และแนวต้นมะพร้าวเป็นอาณาเขตพระอารามที่วัดโพธิ์ร้าง จังหวัดนครปฐม อายุราว พ.ศ. 1200 (ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์พระปฐมเจดีย์) และพบ จารึกมอญ ที่ลำพูนอายุราว พ.ศ. 1628 (ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ หริภุญไชย จังหวัดลำพูน)

ต่อมาอาณาจักรขอมหลังจากพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สวรรคตใน พ.ศ. 1732 อำนาจก็เริ่มเสื่อมลง รวมถึงให้พ่อขุนบางกลางหาว ที่สถาปนาเป็น พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ และประกาศตั้งอาณาจักรสุโขทัย เป็นอิสระจากการปกครองของขอม พ่อขุนรามคำแหง พระราชโอรสของขุนศรีอินทราทิตย์ ได้ครองราชย์และทรงดัดแปลงอักษรขอมและ มอญ มาประดิษฐเป็นลายสือไทย

ด้านจารึกภาษามอญ บนใบลานนั้น พบมากมายตาม หมู่บ้านมอญ ในประเทศไทย ส่วนที่ประเทศพม่าพบมากตาม หมู่บ้านมอญในเมืองสะเทิมและเมืองไจก์ขมี ซึ่งมีการคัดลอกและรวบรวมนำมาเก็บไว้ ที่หอสมุดแห่งชาติเมืองย่างกุ้ง และที่ห้องสมุดมอญเมืองเมาะลำไย นอกจากนี้กองโบราณคดีและกองวัฒนธรรม ยังได้จัดพิมพ์วรรณกรรม ชาดก ตำรามอญ และเคยมีการริเริ่มจัดพิมพ์พจนานุกรมม
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 274
อญ-พม่าอีกด้วย

[แก้> มอญอพยพ
ทุก วันนี้ ชนชาติมอญ ไม่มีอาณาเขตประเทศปกครองตนเอง เนื่องจากตกอยู่ในภาวะสงคราม และการแย่งชิงราชสมบัติกันเอง และการรุกรานของพม่า ชาวมอญอยู่อย่างแสนสาหัส ถูกกดขี่รีดไถ การเกณฑ์แรงงานก่อสร้าง ทำไร่นาหาเสบียงเพื่อการสงคราม และเกณฑ์เข้ากองทัพ โดยเฉพาะสงครามในปี พ.ศ. 2300 เป็นสงครามครั้งสุดท้าย ที่คนมอญพ่ายแพ้แก่พม่าอย่างราบคาบ ชาวมอญส่วนหนึ่งจึงอพยพโยกย้ายเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนในเมืองไทยหลายต่อหลายครั้ง เท่าที่มีการจดบันทึกเอาไว้รวมทั้งสิ้น 9 ครั้ง

ครั้งที่ 1 เมื่อ พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ตีหงสาวดีแตกใน พ.ศ. 2082 ชาวมอญจำนวนมากหนีเข้ามากรุงศรีอยุธยา พระเจ้าแผ่นดินโปรดฯให้ตั้งบ้านเรือนอยู่แถบตัวเมืองกรุงศรีอยุธยาชั้นนอก พระยาเกียรติพระยารามและครัวเรือน ให้ตั้งบ้านเรือนอยู่แถบตัวเมืองชั้นใน ใกล้พระอารามวัดขุนแสน และเมื่อถึง พ.ศ. 2084 ราชวงศ์ตองอูตีเมืองเมาะตะมะแตก มีการฆ่าฟันชาวมอญลงขนาดใหญ่ ก็เข้าใจว่ามีมอญหนีเข้ามาสู่กรุงศรีอยุธยาอีก ถือเป็นระลอกแรกของมอญอพยพ

ครั้ง ที่ 2 เมื่อพระนเรศวรเสด็จไปพม่าเมื่อคราวพระเจ้าบุเรงนองสิ้นพระชนม์ แล้วประกาศเอกราช ทรงชักชวนมอญที่เข้าสวามิภักดิ์ ให้อพยพเข้ามาพร้อมกัน ราว พ.ศ. 2127 ในการอพยพครั้งนี้ไม่ปรากฏว่าพระเจ้าแผ่นดินโปรดฯ ให้ตั้งบ้านเรือนที่ใด แต่คาดว่าคงเป็นย่านเดียวกับการอพยพคราวแรก

ครั้ง ที่ 3 เกิดขึ้นเมื่อหงสาวดีถูกยะไข่ทำลายใน พ.ศ. 2138 ครั้งนี้ก็มีการอพยพใหญ่ของ มอญ มาทางตะวันออกเข้าสู่ดินแดนของกรุงศรีอยุธยาอีก

ครั้งที่ 4 หลังจากที่ราชวงศ์ตองอูย้ายราชธานีไปอยู่ที่อังวะ หลังจากหงสาวดีถูกทำลายแล้ว พวกมอญ ตั้งอำนาจขึ้นใหม่ในดินแดนของตน ต่อมา ถึงรัชกาลพระเจ้านอกเปกหลุน พม่าจึงยกทัพมาปราบพวกมอญอีกใน พ.ศ. 2156 ทำให้เกิดการอพยพของมอญเข้าสู่กรุงศรีอยุธยาอีก หลักฐานบางแห่งกล่าวว่า มอญ กลุ่มนี้ได้รับอนุญาตให้ตั้งภูมิลำเนาอยู่ตามแนวชายแดนไทย

ครั้งที่ 5 ใน พ.ศ. 2204 หรือ 2205 พวกมอญในเมืองเมาะตะมะก่อการกบฎขึ้นอีก แต่ถูกพม่าปราบลงได้ จึงต้องอพยพหนีเข้ากรุงศรีอยุธยาอีกระลอกหนึ่ง ผ่านทางด่านเจดีย์สามองค์ เข้าใจว่ากลุ่มนี้สัมพันธ์กับกลุ่มมอญที่ตั้งอยู่ชายแดน

ครั้งที่ 6 หลังจากที่มอญสามารถตั้งอาณาจักรของตนขึ้นได้ใหม่ในปลายราชวงศ์ตองอู แล้วยกกำลังไปตีกรุงอังวะแตก อลองพญารวบรวมกำลังพม่าแล้วลุกขึ้นต่อสู้จนในที่สุดก็ตั้งราชวงศ์อลองพญาได้ และใน พ.ศ. 2300 ก็สามารถตีหงสาวดีได้อีก นโยบายของราชวงศ์นี้คือ กลืน มอญ ให้เป็นพม่าโดยวิธีรุนแรง จึงมีชาวมอญอพยพหนีมาสู่เมืองไทยอีกหลาย ระลอก รวมทั้งกลุ่มที่หนีขึ้นเหนือไปสู่ล้านนา และเรียกกันว่าพวก “เม็ง” ในปัจจุบันนี้

ครั้งที่ 7 ใน พ.ศ. 2316 ตรงกับแผ่นดินกรุงธนบุรี มอญก่อกบฎในย่างกุ้ง พม่าปราบปรามอย่างทารุณแล
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 67
้วเผาย่างกุ้งจนราบเรียบ ทำให้มอญอพยพเข้าไทยอีก พระเจ้าตากสินทรงโปรดฯ ให้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ปากเกร็ด ซึ่งทำให้เกิดกลุ่มมอญเก่า (พระยารามัญวงศ์) และมอญใหม่ (พระยาเจ่ง) คนที่นับตัวเองเป็น มอญ ในปัจจุบันล้วนอพยพเข้ามาจากระลอกนี้ หรือหลังจากนี้ทั้งนั้น ส่วน มอญ ที่อพยพก่อนหน้านี้กลืนหายเป็นไทยไปหมด แม้แต่กลุ่มที่อยู่ตามชายแดนแถบเมืองกาญจนบุรี

ครั้งที่ 8 พ.ศ. 2336 เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 ยึดเมืองทวายได้ แต่รักษาไว้ไม่ได้ ต้องถอยกลับเข้าไทย ก็นำเอาพวกมอญโดยเฉพาะที่เป็นพวกหัวหน้าเข้ามาอีก

ครั้งที่ 9 พ.ศ. 2357 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 เมื่อ มอญ ไม่พอใจที่ถูกพม่าเกณฑ์แรงงานก่อสร้างพระเจดีย์ ก่อกบฎที่เมืองเมาะตะมะ ถูกพม่าปราบ ต้องหนีเข้าไทยเป็นระลอกใหญ่มาก ราว 40,000 คนเศษ เจ้าฟ้ามงกุฎ (ต่อมาคือรัชกาลที่ 4) เสด็จเป็นแม่กองพร้อมด้วยกรมหลวงพิทักษ์มนตรี ออกไปรับถึงชายแดน พวกนี้มาตั้งรกรากที่สามโคก (ปทุมธานี) ปากเกร็ด และพระประแดง มอญที่อพยพเข้ามาครั้งนี้เรียกกันว่ามอญใหม่[7>

[แก้> ชุมชนมอญ
ชาว มอญได้อพยพมาพำนักอยู่ประเทศไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระยาเกียรติและพระยารามขุนนางมอญที่มีความดีความชอบในราชการและกลุ่มญาติ พี่น้องได้รับพระราชทานที่ดินตั้งบ้านเรือน ณ บ้านขมิ้น ซึ่งได้แก่บริเวณวัดขุนแสนในปัจจุบัน มอญในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ทั้งกลุ่มชาวมอญเก่าที่อยู่มาแต่เดิมและกลุ่มมอญใหม่ได้รับพระราชทานที่ดิน ให้ตั้งชุมชนอยู่ชานกรุงศรีอยุธยาบริเวณวัดตองปุและคลองคูจาม

นอกจาก นี้ยังมีการกล่าวถึงกลุ่มชาวมอญที่มีอาชีพฆ่าเป็ดไก่ขายที่ตลาดวัดวัวควาย และมีตลาดมอญขายขัน ถาดทองเหลือง ซึ่งเป็นทั้งตลาดสดด้วย ตั้งอยู่ภายนอกกำแพงเมืองด้านใต้ บริเวณปากคลองเกาะแก้วมีชาวมอญบรรทุกมะพร้าว ไม้แสมทะล และเกลือมาจำหน่
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 275
าย

ในสงครามเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 2 ผู้นำชุมชนชาวมอญในกรุงศรีอยุธยาคือสุกี้พระนายกอง ได้อาสากองทัพพม่าทำสงครามกับอยุธยา และรวบรวมกองทัพมอญได้ถึง 2,000 คน[8> ในปัจจุบันแม้จะไม่มีชุมชนของผู้สืบเชื้อสายมอญภายในกรุงศรีอยุธยาอยู่ใน บริเวณที่กล่าวถึงในประวัติศาสตร์แต่ก็ยังมีชุมชนมอญและกลุ่มวัฒนธรรมมอญ กระจายอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาจากพระนครศรีอยุธยาลงมาจนถึง กรุงเทพฯหลายชุมชน ชาวมอญได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ทั่วไปตามที่ราบลุ่มริมน้ำภาคกลาง ได้แก่ ลพบุรี สระบุรี อยุธยา นครปฐม กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง นครนายก ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรสงคราม สมุทรปราการ สมุทรสาคร กรุงเทพฯ ฉะเชิงเทรา เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และบางส่วนตั้งภูมิลำเนาอยู่แถบภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี ทางภาคอีสาน ได้แก่ นครราชสีมา มีบ้างเล็กน้อยที่อพยพลงใต้ อย่าง ชุมพร สุราษฎร์ธานี โดยมากเป็นแหล่งที่พระเจ้าแผ่นดินทรงโปรดฯ พระราชทานที่ดินทำกินให้แต่แรกอพยพเข้ามา

ชุมชนมอญในประเทศไทย[9>

มอญบางจะเกร็ง จ.สมุทรสงคราม
มอญบางปลา จ.สมุทรสาคร
มอญบ้านเก่า จ.อุทัยธานี
มอญสลุย จ.ชุมพร
มอญหนองดู่ จ.ลำพูน
บ้านมอญ จ.นครสวรรค์
มอญบางไส้ไก่ กรุงเทพฯ
มอญบ้านโป่ง-โพธาราม จ.ราชบุรี
มอญกระทุ่มมืด จ.นครปฐม
มอญสามโคก จ.ปทุมธานี
มอญบ้านเสากระโดง จ.อยุธยา
คลองมอญ กรุงเทพฯ
สะพานมอญ กรุงเทพฯ
มอญปากเกร็ด จ.นนทบุรี
มอญบางกระดี่ กรุงเทพ
มอญบางขันหมาก จ.ลพบุรี
มอญคลองสิบสี่ (มอญหนองจอก) กรุงเทพฯ
มอญลาดกระบัง กรุงเทพฯ
มอญปากลัด (มอญพระประแดง) จ.สมุทรปราการ
มอญเกาะเกร็ด จ.นนทบุรี
มอญ จ.สมุทรสาคร
มอญเกาะรัตนโกสินทร์ กรุงเทพฯ
มอญปทุมธานี จ.ปทุมธานี
โดย: Dk_songza@hotmail.com [20 ก.ย. 53 17:50> ( IP A:119.42.80.119 X: )
ความคิดเห็นที่ 68
หลักฐานทางโบราณคดีที่พบในสมัยพุทธศตวรรษที่ 11–13 คือเหรียญเงินเส้นผ่าศูนย์กลาง 19 ม.ม. พบที่นครปฐม และอู่ทองนั้น พบว่ามีอักษรจารึกไว้ว่า “ศรีทวารวดีศวร”และ มีรูปหม้อน้ำกลศอยู่อีกด้านหนึ่ง ทำให้เชื่อได้ว่า ชนชาติมอญโบราณ ได้ตั้งอาณาจักรทวารวดี (บางแห่งเรียกทวาราวดี) ขึ้นในภาคกลางของดินแดนสุวรรณภูมิ

มีศูนย์กลางที่เมืองนครปฐมโบราณ (ลุ่มแม่น้ำท่าจีนหรือนครชัยศรี) กับเมืองอู่ทองและเมืองละโว้ (ลพบุรี) ต่อมาได้ขยายอำนาจขึ้นไป ถึงเมืองหริภุญชัยหรือลำพูน มีหลักฐานเล่าไว้ว่า ราว พ.ศ. 1100 พระนางจามเทวี ราชธิดาของเจ้าเมืองลวปุระหรือละโว้ลพบุรี ได้อพยพผู้คนขึ้นไปตั้งเมืองหริภุญชัยที่ลำพูน ส่วนที่เมืองนครปฐมนั้นมีการพบ พระปฐมเจดีย์ และมีการพบจารึกภาษาปัลลวะ บาลี สันสกฤต และ ภาษามอญ ที่บริเวณพระปฐมเจดีย์และบริเวณใกล้เคียง พบจารึก ภาษามอญ อักษรปัลลวะ บันทึกเรื่องการสร้างพระพุทธรูป เสาหงส์ วิหาร และแนวต้นมะพร้าวเป็นอาณาเขตพระอารามที่วัดโพธิ์ร้าง จังหวัดนครปฐม อายุราว พ.ศ. 1200 (ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์พระปฐมเจดีย์) และพบ จารึกมอญ ที่ลำพูนอายุราว พ.ศ. 1628 (ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ หริภุญไชย จังหวัดลำพูน)

ต่อมาอาณาจักรขอมหลังจากพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สวรรคตใน พ.ศ. 1732 อำนาจก็เริ่มเสื่อมลง รวมถึงให้พ่อขุนบางกลางหาว ที่สถาปนาเป็น พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ และประกาศตั้งอาณาจักรสุโขทัย เป็นอิสระจากการปกครองของขอม พ่อขุนรามคำแหง พระราชโอรสของขุนศรีอินทราทิตย์ ได้ครองราชย์และทรงดัดแปลงอักษรขอมและ มอญ มาประดิษฐเป็นลายสือไทย

ด้านจารึกภาษามอญ บนใบลานนั้น พบมากมายตาม หมู่บ้านมอญ ในประเทศไทย ส่วนที่ประเทศพม่าพบมากตาม หมู่บ้านมอญในเมืองสะเทิมและเมืองไจก์ขมี ซึ่งมีการคัดลอกและรวบรวมนำมาเก็บไว้ ที่หอสมุดแห่งชาติเมืองย่างกุ้ง และที่ห้องสมุดมอญเมืองเมาะลำไย นอกจากนี้กองโบราณคดีและกองวัฒนธรรม ยังได้จัดพิมพ์วรรณกรรม ชาดก ตำรามอญ และเคยมีการริเริ่มจัดพิมพ์พจนานุกรมมอญ-พม่าอีกด้วย

[แก้> มอญอพยพ
ทุก วันนี้ ชนชาติมอญ ไม่มีอาณาเขตประเทศปกครองตนเอง เนื่องจากตกอยู่ในภาวะสงคราม และการแย่งชิงราชสมบัติกันเอง และการรุกรานของพม่า ชาวมอญอยู่อย่างแสนสาหัส ถูกกดขี่รีดไถ การเกณฑ์แรงงานก่อสร้าง ทำไร่นาหาเสบียงเพื่อการสงคราม และเกณฑ์เข้ากองทัพ โดยเฉพาะสงครามในปี พ.ศ. 2300 เป็นสงครามครั้งสุดท้าย ที่คนมอญพ่ายแพ้แก่พม่าอย่างราบคาบ ชาวมอญส่วนหนึ่งจึงอพยพโยกย้ายเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนในเมืองไทยหลายต่อหลายครั้ง เท่าที่มีการจดบันทึกเอาไว้รวมทั้งสิ้น 9 ครั้ง

ครั้งที่ 1 เมื่อ พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ตีหงสาวดีแตกใน พ.ศ. 2082 ชาวมอญจำนวนมากหนีเข้ามากรุงศรีอยุธยา พระเจ้าแผ่นดินโปรดฯให้ตั้งบ้านเรือนอยู่แถบตัวเมืองกรุงศรีอยุธยาชั้นนอก พระ
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 276
ยาเกียรติพระยารามและครัวเรือน ให้ตั้งบ้านเรือนอยู่แถบตัวเมืองชั้นใน ใกล้พระอารามวัดขุนแสน และเมื่อถึง พ.ศ. 2084 ราชวงศ์ตองอูตีเมืองเมาะตะมะแตก มีการฆ่าฟันชาวมอญลงขนาดใหญ่ ก็เข้าใจว่ามีมอญหนีเข้ามาสู่กรุงศรีอยุธยาอีก ถือเป็นระลอกแรกของมอญอพยพ

ครั้ง ที่ 2 เมื่อพระนเรศวรเสด็จไปพม่าเมื่อคราวพระเจ้าบุเรงนองสิ้นพระชนม์ แล้วประกาศเอกราช ทรงชักชวนมอญที่เข้าสวามิภักดิ์ ให้อพยพเข้ามาพร้อมกัน ราว พ.ศ. 2127 ในการอพยพครั้งนี้ไม่ปรากฏว่าพระเจ้าแผ่นดินโปรดฯ ให้ตั้งบ้านเรือนที่ใด แต่คาดว่าคงเป็นย่านเดียวกับการอพยพคราวแรก

ครั้ง ที่ 3 เกิดขึ้นเมื่อหงสาวดีถูกยะไข่ทำลายใน พ.ศ. 2138 ครั้งนี้ก็มีการอพยพใหญ่ของ มอญ มาทางตะวันออกเข้าสู่ดินแดนของกรุงศรีอยุธยาอีก

ครั้งที่ 4 หลังจากที่ราชวงศ์ตองอูย้ายราชธานีไปอยู่ที่อังวะ หลังจากหงสาวดีถูกทำลายแล้ว พวกมอญ ตั้งอำนาจขึ้นใหม่ในดินแดนของตน ต่อมา ถึงรัชกาลพระเจ้านอกเปกหลุน พม่าจึงยกทัพมาปราบพวกมอญอีกใน พ.ศ. 2156 ทำให้เกิดการอพยพของมอญเข้าสู่กรุงศรีอยุธยาอีก หลักฐานบางแห่งกล่าวว่า มอญ กลุ่มนี้ได้รับอนุญาตให้ตั้งภูมิลำเนาอยู่ตามแนวชายแดนไทย

ครั้งที่ 5 ใน พ.ศ. 2204 หรือ 2205 พวกมอญในเมืองเมาะตะมะก่อการกบฎขึ้นอีก แต่ถูกพม่าปราบลงได้ จึงต้องอพยพหนีเข้ากรุงศรีอยุธยาอีกระลอกหนึ่ง ผ่านทางด่านเจดีย์สามองค์ เข้าใจว่ากลุ่มนี้สัมพันธ์กับกลุ่มมอญที่ตั้งอยู่ชายแดน

ครั้งที่ 6 หลังจากที่มอญสามารถตั้งอาณาจักรของตนขึ้นได้ใหม่ในปลายราชวงศ์ตองอู แล้วยกกำลังไปตีกรุงอังวะแตก อลองพญารวบรวมกำลังพม่าแล้วลุกขึ้นต่อสู้จนในที่สุดก็ตั้งราชวงศ์อลองพญาได้ และใน พ.ศ. 2300 ก็สามารถตีหงสาวดีได้อีก นโยบายของราชวงศ์นี้คือ กลืน มอญ ให้เป็นพม่าโดยวิธีรุนแรง จึงมีชาวมอญอพยพหนีมาสู่เมืองไทยอีกหลาย ระลอก รวมทั้งกลุ่มที่หนีขึ้นเหนือไปสู่ล้านนา และเรียกกันว่าพวก “เม็ง” ในปัจจุบันนี้

ครั้งที่ 7 ใน พ.ศ. 2316 ตรงกับแผ่นดินกรุงธนบุรี มอญก่อกบฎในย่างกุ้ง พม่าปราบปรามอย่างทารุณแล
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 69
้วเผาย่างกุ้งจนราบเรียบ ทำให้มอญอพยพเข้าไทยอีก พระเจ้าตากสินทรงโปรดฯ ให้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ปากเกร็ด ซึ่งทำให้เกิดกลุ่มมอญเก่า (พระยารามัญวงศ์) และมอญใหม่ (พระยาเจ่ง) คนที่นับตัวเองเป็น มอญ ในปัจจุบันล้วนอพยพเข้ามาจากระลอกนี้ หรือหลังจากนี้ทั้งนั้น ส่วน มอญ ที่อพยพก่อนหน้านี้กลืนหายเป็นไทยไปหมด แม้แต่กลุ่มที่อยู่ตามชายแดนแถบเมืองกาญจนบุรี

ครั้งที่ 8 พ.ศ. 2336 เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 ยึดเมืองทวายได้ แต่รักษาไว้ไม่ได้ ต้องถอยกลับเข้าไทย ก็นำเอาพวกมอญโดยเฉพาะที่เป็นพวกหัวหน้าเข้ามาอีก

ครั้งที่ 9 พ.ศ. 2357 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 เมื่อ มอญ ไม่พอใจที่ถูกพม่าเกณฑ์แรงงานก่อสร้างพระเจดีย์ ก่อกบฎที่เมืองเมาะตะมะ ถูกพม่าปราบ ต้องหนีเข้าไทยเป็นระลอกใหญ่มาก ราว 40,000 คนเศษ เจ้าฟ้ามงกุฎ (ต่อมาคือรัชกาลที่ 4) เสด็จเป็นแม่กองพร้อมด้วยกรมหลวงพิทักษ์มนตรี ออกไปรับถึงชายแดน พวกนี้มาตั้งรกรากที่สามโคก (ปทุมธานี) ปากเกร็ด และพระประแดง มอญที่อพยพเข้ามาครั้งนี้เรียกกันว่ามอญใหม่[7>

[แก้> ชุมชนมอญ
ชาว มอญได้อพยพมาพำนักอยู่ประเทศไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระยาเกียรติและพระยารามขุนนางมอญที่มีความดีความชอบในราชการและกลุ่มญาติ พี่น้องได้รับพระราชทานที่ดินตั้งบ้านเรือน ณ บ้านขมิ้น ซึ่งได้แก่บริเวณวัดขุนแสนในปัจจุบัน มอญในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ทั้งกลุ่มชาวมอญเก่าที่อยู่มาแต่เดิมและกลุ่มมอญใหม่ได้รับพระราชทานที่ดิน ให้ตั้งชุมชนอยู่ชานกรุงศรีอยุธยาบริเวณวัดตองปุและคลองคูจาม

นอกจาก นี้ยังมีการกล่าวถึงกลุ่มชาวมอญที่มีอาชีพฆ่าเป็ดไก่ขายที่ตลาดวัดวัวควาย และมีตลาดมอญขายขัน ถาดทองเหลือง ซึ่งเป็นทั้งตลาดสดด้วย ตั้งอยู่ภายนอกกำแพงเมืองด้านใต้ บริเวณปากคลองเกาะแก้วมีชาวมอญบรรทุกมะพร้าว ไม้แสมทะล และเกลือมาจำหน่าย

ใน สงครามเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 2 ผู้นำชุมชนชาวมอญในกรุงศรีอยุธยาคือสุกี้พระนายกอง ได้อาสากองทัพพม่าทำสงครามกับอยุธยา และรวบรวมกองทัพมอญได้ถึง 2,000 คน[8> ในปัจจุบันแม้จะไม่มีชุมชนของผู้สืบเชื้อสายมอญภายในกรุงศรีอยุธยาอยู่ใน บริเวณที่กล่าวถึงในประวัติศาสตร์แต่ก็ยังมีชุมชนมอญและกลุ่มวัฒนธรรมมอญ กระจายอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาจากพระนครศรีอยุธยาลงมาจนถึง กรุงเทพฯหลายชุมชน ชาวมอญได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ทั่วไปตามที่ราบลุ่มริมน้ำภาคกลาง ได้แก่ ลพบุรี สระบุรี อยุธยา นครปฐม กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง นครนายก ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรสงคราม สมุทรปราการ สมุทรสาคร กรุงเทพฯ ฉะเชิงเทรา เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และบางส่วนตั้งภูมิลำเนาอยู่แถบภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน ลำป
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 277
าง ตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี ทางภาคอีสาน ได้แก่ นครราชสีมา มีบ้างเล็กน้อยที่อพยพลงใต้ อย่าง ชุมพร สุราษฎร์ธานี โดยมากเป็นแหล่งที่พระเจ้าแผ่นดินทรงโปรดฯ พระราชทานที่ดินทำกินให้แต่แรกอพยพเข้ามา

ชุมชนมอญในประเทศไทย[9>

มอญบางจะเกร็ง จ.สมุทรสงคราม
มอญบางปลา จ.สมุทรสาคร
มอญบ้านเก่า จ.อุทัยธานี
มอญสลุย จ.ชุมพร
มอญหนองดู่ จ.ลำพูน
บ้านมอญ จ.นครสวรรค์
มอญบางไส้ไก่ กรุงเทพฯ
มอญบ้านโป่ง-โพธาราม จ.ราชบุรี
มอญกระทุ่มมืด จ.นครปฐม
มอญสามโคก จ.ปทุมธานี
มอญบ้านเสากระโดง จ.อยุธยา
คลองมอญ กรุงเทพฯ
สะพานมอญ กรุงเทพฯ
มอญปากเกร็ด จ.นนทบุรี
มอญบางกระดี่ กรุงเทพ
มอญบางขันหมาก จ.ลพบุรี
มอญคลองสิบสี่ (มอญหนองจอก) กรุงเทพฯ
มอญลาดกระบัง กรุงเทพฯ
มอญปากลัด (มอญพระประแดง) จ.สมุทรปราการ
มอญเกาะเกร็ด จ.นนทบุรี
มอญ จ.สมุทรสาคร
มอญเกาะรัตนโกสินทร์ กรุงเทพฯ
มอญปทุมธานี จ.ปทุมธานี
โดย: Dk_songza@hotmail.com [20 ก.ย. 53 17:53> ( IP A:119.42.80.119 X: )

โดย: iuyt [26 มิ.ย. 54 11:23> ( IP A:125.25.121.165 X: )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 278
ถนนสายท่องเที่ยวในวันเดียว เมืองคนสวยโพธารามและเมืองคนงามบ้านโป่ง เริ่มตั้งแต่ บึงกระจับ-สระน้ำโกสินารายณ์-พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง-วัดใหญ่นคร ชุมน์-บึงวังมะนาว--วัดขนอนหนังใหญ่-วัดคงคาราม
การเดินทางจากกรุงเทพใช้ เส้นทางถนนเพชรเกษม หรือถนนบรมราชชนนี (ปิ่นเกล้า-นครชัยศรี) เมื่อถึงจังหวัดนครปฐม ผ่านแยกสะพานลอยเข้าเมืองนครปฐม ให้ขับชิดขวาลอดใต้สะพานผ่านจังหวัดนครปฐม มุ่งหน้าไปจังหวัดราชบุรี จากนั้นเมื่อผ่านแยกสะพานลอยเข้าเมืองบ้านโป่ง ให้ชิดซ้ายข้ามสะพานลอยเข้าเมืองบ้านโป่ง ไปตามทางประมาณ 1 กิโลเมตร ก่อนถึงสามแยกกระจับ ด้านขวามือ ก็จะถึงบึงกระจับ หรือถ้าขับผ่านเลยไปอีก 9 กิโลเมตร ข้ามทางรถไฟจะถึงสามแยกเข้าตัวเมืองบ้านโป่ง ไม่ต้องเข้าตัวเมืองให้ขับตรงไป จนกระทั่งถึงสี่แยกไฟแดง 1.ถ้าเลือกเลี้ยวขวาทางไปกาญจนบุรี ประมาณ 4 กิโลเมตรทางขวามือสังเกตจะเป็น สระน้ำโกสินารายณ์ ซึ่งอยู่ด้านหลัง บจ.เยื่อกระดาษสยาม 2.ถ้าเลือกเลี้ยวซ้ายจะเข้าตัวเมืองบ้านโป่ง 3.ถ้าเลือกตรงไปจะเป็นสะพานข้ามแม่น้ำแม่กลองทางเดียวกันกับไปเขาช่องพราน ที่มีค้างค้าวหลายร้อยล้านตัว แต่เราจะขับข้ามสะพานข้ามแม่น้ำไปประมาณ 7 กม.ด้านซ้ายมือจะมีป้ายบอกทางเข้าวัดม่วง เลี้ยวเข้าไปประมาณ 3 กม.ก็จะถึงที่หมายคือ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง ด้านหลังวัดจะมีสะพานข้ามแม่น้ำแม่กลอง ขับข้ามสะพานเลี้ยวซ้ายประมาณ 500 เมตรก็จะถึงวัดใหญ่นครชุมน์ จากนั้นย้อนกลับมาใช้เส้นทางเดิมขับเลยวัดม่วงไปอีกประมาณ 1.5 กม.จะข้ามสะพานข้ามคลองเล็กๆขับข้ามสะพานให้เลี้ยวขวาทางลูกรังเลียบคลองที่ เราข้ามสะพานมา ประมาณ 100 เมตรก็จะถึงบึงวังมะนาว ออกจากบึงวังมะนาวใช้เส้นทางเดิม หรือถ้าขับเลยไปประมาณ 4-5 กิโลเมตรทางซ้ายมือก็จะเป็นวัดขนอนหนังใหญ่ ไม่ใกล้ไม่ไกลกับวัดขนอนหนังใหญ่ก็จะเป็นวัดคงคารามที่นี่จะมีจิตรกรรมฝา ผนังเก่าแก่น่าชม ถือว่าเส้นทางที่แนะนำมาทั้งหมดเป็นสายท่องเที่ยวของจังหวัดเลยก็ว่าได้ ขอให้สนุกกับการเที่ยวภาคตะวันตก
โดย: เจ้าบ้าน [10 ก.พ. 47 14:51> ( IP A:203.113.67.37 X: )
Add to Facebook Add to Twitter Add to Multiply Add to Google Add to Blogger Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
ถ้าจะดูสถานที่ท่องเที่ยวแบบเจาะลึกทุกตำบลในจังหวัดราชบุรี หรือสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ไปที่นี่ http://www.thaitambon.com/Provinces/Ratchaburi.htm
โดย: [20 ก.พ. 47 18:47> ( IP A:210.203.175.244 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
แบนเนอร์ส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดราชบุรี จากเวบไซท์ประชาสัมพันธ์ จังหวัดราชบุรี

โดย: [21 ก.พ. 47 13:18> ( IP A:203.113.67.38 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
บรรยากาศบึงกระจับในช่วงเวลาใกล้พลบค่ำ เห็นภาพแล้วชวนให้น่าำไปเยี่ยมเยียนเสียจริงๆ

โดย: [28 ก.พ. 47 14:54> ( IP A:203.150.14.161 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
บึงวังมะนาวสวยงามไม่แพ้กัน

โดย: [28 ก.พ. 47 14:56> ( IP A:203.150.14.161 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
ชอบ
โดย: cometuey [28 ก.พ. 47 16:49> ( IP A:198.81.26.49 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
เฮ้คนบ้านโป่งน้ำใจดี อุตสาห์สแกนภาพสวยๆที่ท่องเที่ยวของบ้านโป่งให้ได้ชมกัน ถึงแม้จะไม่ได้อยู่ที่บ้านโป่งก็รู้สึกอบอุ่นเหมือนได้อยู่บ้าน
โดย: ลูกบ้านโป่งโดยกำเนิด [28 ก.พ. 47 17:59> ( IP A:203.150.14.161 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
กระทู้นี้น่าสนใจถึงแม้จะไม่ใช่ช่วงเทศกาลตรุษจีน ก็สามารถไปเที่ยวได้เนื่องจากให้รายละเอียดของศาลเจ้าแม่เบิกไพรดี จากคุณชาวบ้านโป่ง ที่โพสไว้ที่ http://banpong.hypermart.net เชื่อว่าชาวบ้านโป่งหลายคนก็ยังไม่รู้ประวัติเหล่านี้ ลองอ่านดูนะ
ท่องเที่ยวไปใน 1 วัน เทศกาลตรุษจีนที่บ้านโป่ง30 มกราคม 2544
วันนี้ เช่นเคยช่วงเช้า ก่อนไปทำงาน เราจะต้องขับรถไปส่งแม่ และอาสาว ตามวันเวลาตรวจประจำที่หมอนัดที่โรงพยาบาลบ้านโป่ง พอใกล้เวลาเที่ยง ลูกสาวของอาสาวจะโทรศัพท์ให้ไปรับแม่ พร้อมอาสาวที่โรงพยาบาล หลังจากตรวจเสร็จแล้ว เมื่อทุกคนขึ้นรถเรียบร้อยแล้ว เราเอ่ยถามขึ้นว่ามื้อเที่ยงนี้จะกินอะไรดี แม่บอกว่าไปกินก๋วยเตี๋ยวผัดไทยหน้าศาลเจ้าแม่เบิกไพร กันดีกว่า เราเคยพาแม่มากินที่นี่ครั้งนึง แม่คงติดใจรสชาติของผัดไทยแน่ๆ ขับรถข้ามสะพานเฉลิมพระเกียรติหน้าวัดบ้านโป่ง เลี้ยวซ้ายประมาณ 1.7 กิโล ก็จะถึงศาลเจ้าแม่เบิกไพร เราไปกัน 4 คน แม่กับอาสาว สั่งผัดไทย ส่วนเรา และลูกสาวอาสาวสั่งบะหมี่แห้ง หลังจากกินเรียบร้อยแล้ว แม่บอกว่าวันนี้จะถือโอกาสไหว้อาม่าศาลเจ้าแม่เบิกไพร คงเกรงว่าอีกไม่กี่วันข้างหน้าก็จะถึงเทศกาลตรุษจีน ช่วงนั้นอาจมีประชาชนจากทุกสารทิศมากราบไหว้องค์เจ้าแม่กันเยอะ จะได้ไม่ต้องเบียดเสียดกัน เนื่องจา
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 279
กเทศกาลตรุษจีนถือว่าเป็นช่วงเทศกาลที่มีประชาชน มากราบไหว้เจ้าแม่กันมากที่สุด สำหรับประวัติศาลเจ้าแม่เบิกไพรแห่งนี้เมื่อปี พ.ศ.2420 ครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสทางชลมารคผ่านแม่น้ำแม่กลอง จังหวัดราชบุรี เพื่อไปไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ช่วงเสด็จกลับ ขบวนเรือพระที่นั่ง ล่องมาตามแม่น้ำแม่กลอง เมื่อเสด็จผ่านบ้านโป่ง นั้นทรงมีรับสั่งตามพระราชหัตถเลขาว่า “ที่บ้านโป่ง มีโรงบ่อนกำลังมีหุ่นจีนอยู่ แล้วมีโรงจีนอยู่เป็นแถวยาวๆ ต่อไปก็โรง*บทำน้ำตาลอีกหนึ่งโรง 3 โมงครึ่งถึงบ้านเบิกไพร มีเกาะอยู่กลางน้ำฝั่งซ้ายมือ ต้นไม้หนาเป็นต้นมะม่วง ต้นขนุน ข้างท้ายเกาะริมฝั่งขวา มีศาลเจ้าเบิกไพร เมื่อมาคราวก่อนเราไม่ได้แวะ แต่ส่งธูปเทียนขึ้นไปบูชา คราวนี้ตั้งใจว่า จะขึ้นไปคำนับและขึ้นไปดูด้วยเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์คนนับถือ เมื่อเราขึ้นบกนั้น 3 โมง 50 นาทีแล้ว มีศาลเก่าฝากระดานหลังหนึ่งอยู่ข้างหน้าหลังคามุงจาก มีต้นคัดค้าวเลื้อยขึ้นเกาะต้นไม้ใหญ่ เป็นเชิงอยู่บนศาล ข้างหลังมีเรือนจีนฝากระดานหลังคามุงกระเบื้อง 2 หลังแฝด มีโรงผู้รักษาติดกันอยู่ ข้างศาลมีจีนผู้รักษาอยู่ 3 คน ที่ตามลานศาลนั้นมีต้นไม้มะพลับใหญ่หลายต้น ไก่เดินไกว่ไปทั้งศาล ขึ้นไปไข่ไว้บนศาลใหม่ๆก็มี โปรยข้าวศาลให้กินเข้ามาใกล้ทีเดียว บูชาแล้วกลับลงเรือ 4 โมงครึ่ง ออกเรือมาอีกหน่อยก็เห็นฝ้ายกองอยู่ริมตลิ่ง เขาว่าแถบนี้เป็นไร่ฝ้ายกันมาก” ข้อความทั้งหมดนี้เป็นพระราชหัตถเลขาเมื่อ 125 ปีก่อน ไม่รู้ว่าศาลเจ้าแม่เบิกไพรในปัจจุบันเขาจะปลูกต้นคัดค้าว และต้นมะพลับ ไว้หรือเปล่า อย่างน้อยเพื่อเป็นการรำลึกถึงในพระมหากรุณาธิคุณของล้นเกล้า และบรรยากาศสมัยที่เคยเสด็จมาที่ศาลแห่งนี้ บังเอิญเราไม่รู้จักต้นไม้ทั้งสองชนิดนี้ด้วย หรือเขาอาจจะปลูกไว้ด้วยแล้วก็ได้ และอีกอย่างหนึ่งน่าจะมีข้อความพระราชหัตถเลขาดังกล่าวติดไว้หน้าศาลเจ้าให้ ประชาขนที่มากราบไหว้บูชาได้ทราบถึงวันประวัติศาสตร์สำคัญของศาลแห่งนี้ใน อดีตก็จะเป็นการดียิ่งขึ้น บรรยากาศของศาลเจ้าวันนี้เป็นสถานที่สงบน่าเลื่อมใสศรัทธาอย่างที่เคยเป็นมา ด้านหน้าทางขวามือจะเป็นบ่อเลี้ยงปลา เดินเข้าไปในศาลด้านขวามือมีหญิงชราท่านหนึ่งเข้าใจว่าคงจะเป็นผู้จัดการ ปกครองศาลเจ้าแห่งนี้ นั่งอยู่หลังโต๊ะธูปเทียนบูชา ลูกของอาสาวทำบุญธูปเทียนบูชาให้พวกเรา 4 ชุด แต่ละชุดประกอบไปด้วย ธูป 19 ดอก ไว้ปักบูชาแห่งละ 3 ดอก เพื่อไหว้หน้าองค์เจ้าแม่ และเทพเจ้าต่างๆ ในศาลเจ้าแม่ เราเริ่มไหว้ที่องค์เจ้าแม่ คุกเข่ากราบ 3 ครั้ง เทพเจ้าในศาล 2 องค์ ข้างนอกศาลด้านซ้าย 1 องค์ ขวา 1 องค์ รวมทั้งหมดใช้ธูป 15 ดอก เมื่อไหว้จนครบแล้วจะเหลือธูป 4 ดอก เรานำไปปักหน้าประตูศาลซ้ายขวา กระบวนการไหว้เรามารู้ทีหลัง จากการได้อ่านหนังสืองานฉลองลานเอนกประสงค์ ศาลเจ้าแม่เบิกไพรที่เพิ่งผ่านไป ที่เขาแจกฟรี เขียนถึงขั้นตอนการกราบไหว้บูชาว่าหลังจากไหว้องค์เจ้าแม่เสร็จแล้ว ยังไม่ต้องไหว้เทพเจ้า 2 องค์ด้านซ้าย-ขวาขององค์เจ้าแม่ในศาล ให้เดินออกประตูด้านหน้าศาลก่อน ซึ่งคนจีนโบราณเชื่อว่าการออกประตูด้้านหน้าศาล จะทำให้ชีวิตประสบแต่ความรุ่งเรือง ถ้าใช้ประตูด้านข้าง การดำรงชีวิตจะเป็นรองคนอื่นตลอดไป เมื่อเดินออกประตูด้านหน้าศาล ให้เดินไปทางด้านซ้ายมือเพื่อไหว้เทพเจ้าองค์ต่อไป หลังจากไหว้เสร็จแล้ว ให้เดินเข้าประตูหน้าศาลเจ้าแม่อีกครั้ง เพื่อไหว้พระพุทธอันดับต่อไปซึ่งอยู่ด้านซ้ายมือขององค์เจ้าแม่ เสร็จแล้วเดินมาด้านขวามือขององค์เจ้าแม่เพื่อกราบไหว้เทพเจ้าองค์ต่อไป หลั
โดย: [0 3> ( IP )
ความคิดเห็นที่ 8
งจากไหว้เสร็จแล้วให้เดินออกประตูหน้าศาลอีกครั้ง แล้วให้เดินไปด้านขวามือ เพื่อกราบไหว้เทพเจ้าองค์ต่อไป เมื่อไหว้จนครบแล้ว ธูปที่เหลือให้นำไปด้านหน้าศาล ปักหน้าประตูซ้ายขวา เสร็จแล้วเข้าประตูด้านหน้ามากราบองค์เจ้าแม่อีกครั้ง เป็นการจบกระบวนการไหว้ เสร็จจากการกราบไหว้เราเดินดูรอบๆ ภายในศาลเจ้าแม่ซึ่งในสมัยเด็กๆ ช่วงเทศกาลตรุษจีนพ่อและแม่มักจะพาเรามาไหว้เสมอ ทุกสิ่งทุกอย่างยังดูเหมือนเดิมหลังคาของศาลจะเต็มไปด้วยคราบเขม่าควันธูป หลังจากนั้นแม่ รวมทั้งน้าสาว ได้เข้าไปเสี่ยงเซียมซี แม่เสี่ยงของแม่เองรวมทั้งเสี่ยงแทนลูกทั้งสี่คน มีพี่สาว ตัวเรา และน้องชายอีก 2 คน ส่วนพ่อนั้นแม่บอกว่าพ่อไม่ค่อยชอบเสี่ยงเซียมซีเลยไม่ได้เสี่ยงแทนให้ เสร็จจากกราบไหว้ศาลเจ้าแม่เรียบร้อย เราขับรถไปตามถนนด้านขวามือขององค์เจ้าแม่ เลาะริมน้ำไปเรื่อยๆ เพื่อจะไปพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดบ้านม่วง ตามเส้นทางที่จะไปจะผ่าน วัดตาลปากลัด วัดโพธิ์โสภิธาราม ซึ่งเป็นแหล่งชุมชาวมอญที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน จากนั้นก็จะผ่านพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดบ้านม่วง วันนี้พวกเราไม่ได้แวะ เนื่องจากเวลาจำกัด หน้าวัดบ้านม่วงจะมีสะพานเล็ก ไม่สามารถสวนทางกันได้ แต่บนสะพานเขาจะทำเป็นที่ให้รถหลีกกัน ถ้าขับตรงไปเรื่อยๆ ก็จะไปถึงวัดคง
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 280
คาราม เพื่อดูจิตรกรรมฝาผนังอันลือชื่อของจังหวัดราชบุรี แต่พวกเราข้ามสะพานหน้าวัดบ้านม่วงพอข้ามสะพานแล้วเราก็เลี้ยวซ้าย เลาะริมตลิ่งไปเรื่อยๆ ไปประมาณ 1 ก.ม.จะผ่านวัดสำคัญๆ คือ วัดใหญ่นครชุมน์ แหล่งชุมชนชาวมอญที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง วัดตาผา วัดอุทุมพรธาราม มีช่วงหนึ่งถ้ามองไปฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำก็จะเห็นศาลเจ้าแม่เบิกไพร พอถึงตรงนี้แม่ยังบอกว่าเขาน่าจะสร้างสะพานข้ามไปยังศาลเจ้าแม่ไม่แน่นะต่อ ไปในอนาคตเขาอาจจะสร้างก็ได้ จากนั้นเราขับรถไปเรื่อยๆ ก็จะมาบรรจบกันที่สะพานเฉลิมพระเกียรติอีกครั้ง หลังจากทัวร์ระยะสั้นๆ เราส่งแม่และน้าสาวที่บ้านเรียบร้อยแล้วแล้ว ก็กลับมาทำงานที่สำนักงานต่อไปด้วยความอิ่มเอิบใจ
โดย: [28 ก.พ. 47 23:17> ( IP A:203.113.34.11 X: )
ความคิดเห็นที่ 11


โดย: [29 มี.ค. 47 18:22> ( IP A:203.150.14.161 X: )
ความคิดเห็นที่ 12
ท่องเที่ยวเสร็จแล้ว ขอแนะนำร้านอาหารอร่อยในจังหวัดราชบุรี คลิกที่นี่ http://www.pantip.com/cafe/chuanchim/nonbkk/ratchaburee_01.html
โดย: ลองลิ้มชิมรส [5 เม.ย. 47 16:23> ( IP A:203.113.67.36 X: )
ความคิดเห็นที่ 13
จากถนนเพชรเกษม (ทางหลวงหมายเลข4) ข้ามสะพานลอยบ้านโป่ง (ทางหลวงหมายเลข323) ก็จะเข้าตัวเมืองบ้านโป่ง

โดย: [5 เม.ย. 47 22:44> ( IP A:203.113.67.37 X: )
ความคิดเห็นที่ 14
รายละเอียดที่พักในจังหวัดราชบุรี
อำเภอเมือง กวงฮั้ว 200/202 ถ.อัมรินทร์ โทร. 0 3233 7119 จำนวน 20 ห้อง ราคา 100-120 บาท
กฤษณะ 118 ถ.คฑาธร โทร. 0 3233 7262, 0 3232 6560 จำนวน 18 ห้อง ราคา 120-300 บาท
โกลเด้น ซิตี้ 76/1 หมู่ 5 ถ.เพชรเกษม ห่างจากตัวเมืองประมาณ 4 กม. โทร. 0 3231 7140-4 โทรสาร 0 3231 7145 จำนวน 210 ห้อง ราคา 1,050 บาท
ครัวหลวง รีสอร์ท 59 หมู่ 2 ถ.เพชรเกษม โทร. 0 3232 1221, 0 3232 6848, 0 3231 6888 โทรสาร 0 3232 6849 จำนวน 40 หลัง ราคา 720 บาท
นำสิน 2-16 ถ.ไกรเพชร โทร. 0 3233 7551, 0 3232 6238 โทรสาร 0 3233 7633 จำนวน 78 ห้อง ราคา 250-520 บาท
ราชบุรีดี 1 43/1 ถ.อุดมสิริ โทร. 0 3233 8542, 0 3233 8302 จำนวน 50 ห้อง ราคา 260-550 บาท
ศาลาไทย 65 ถ.คฑาธร ต.หน้าเมือง โทร. 0 3233 7172 จำนวน 44 ห้อง ราคา 150-500 บาท
หงษ์ฟ้า 13/17 ถ.ราษฏรยินดี ต.หน้าเมือง โทร. 0 3233 7484 จำนวน 30 ห้อง ราคา 170-230 บาท
อารยะ 187/1-12 ถ.ไกรเพชร โทร. 0 3233 7781-2 จำนวน 80 ห้อง ราคา 250-480 บาท
อำเภอ สวนผึ้ง เดือนล้อมคันทรีโฮม 111/1 หมู่ 11 ต.ท่าเคย โทร. 0 3236 4111, 0 3236 4222, 0 1269 6006 บ้านพัก จำนวน 6 หลัง ราคา 2,600-9,000 บาท
บ้านห้วยน้ำใส 173 หมู่ 3 ต.สวนผึ้ง โทร. 0 1210 3491 ราคา 900-2,000 บาท
บ้าน บัววัฒนา 26/1 หมู่ 7 ต.สวนผึ้ง โทร. 0 3239 5081, 0 3239 5083, 0 3239 5201, 0 3222 1189, 0 1941 8294 จำนวน 7 ห้อง ราคา 1,200-1,800 บาท
บ่อ คลึงฮอทสปริง ถ.บ่อคลึง-สวนผึ้ง เลยอำเภอสวนผึ้งไป 15 กม. โทร. 0 3232 9024 กรุงเทพฯ โทร. 0 2279 8169-71, 0 2294 3300, 0 2294 3256 มีบ้าน 3 หลังๆ ละ 10-20 คน ราคา 1,200-3,500 บาท มีเต๊นท์ให้เช่า
ภโวทัย (อยู่ในพิพิธภัณฑ์ภโวทัย) 94 ถ.สวนป่าสิริกิติ์-สวนผึ้ง ต.ตะนาวศรี โทร. 0 3234 2053, 0 3222 1189, 0 3239 5192-4, 0 1486 9804 บ้านพัก 6 หลัง ราคา 1,500-4,500 บาท
สวนนางพญา เลยอำเภอจอมบึงไป 28 กม. ตามเส้นทางโป่งกระทิง-ชัฎป่าหวาย-โป่งกระทิง โทร. 0 1215 2817 กรุงเทพฯ โทร. 0 2539 8354-5, 0 2932 9789 โทรสาร 0 2932 9192 จำนวน 33 ห้อง ราคา 900-1,500 บาท มีบ้านพัก 9 หลัง ราคา 2,500 บาท
สวนผึ้งแลนด์ 107/2 หมู่ 5 ต.บ้านคา โทร. 0 3239 5218 จำนวน 22 ห้อง ราคา 900 บาท
สวนผึ้งคันทรี่ วิลเลจ โทร. 0 1316 0487
อำเภอบ้านโป่ง เกษมสุข 2/98 ถ.แสงชูโต ต.บ้านโป่ง โทร. 0 3221 1384, 0 3222 1027 จำนวน 70 ห้อง ราคา 190-425 บาท
ไทยนำริเวอร์ไซด์ 19/50 หมู่ 4 ถ.แสงชูโต โทร. 0 3221 1947-8 โทรสาร 0 3221 1154 จำนวน 140 ห้อง ราคา 280-1,500 บาท
ไทยนำโฮเต็ล 19/19 ถ.แสงชูโต ต.ปากแรด โทร. 0 3221 1947-8 จำนวน 140 ห้อง ราคา 200-1,200 บาท
ทิพย์ 105 ซ.กระชังวัฒนา โทร. 0 3221 1346 จำนวน 18 ห้อง ราคา 120-180 บาท
วิลล่าโฮเต็ล 30/2 ถ.แสงชูโต โทร. 0 3222 1312 จำนวน 55 ห้อง ราคา 200-600 บาท
อำเภอ ดำเนินสะดวก บ้านสุขโชครีสอร์ท 103 หมู่ 5 ต.ท่านัด โทร. 0 3225 4301, 0 3225 4982, 0 3234 5798 จำนวน 40 ห้อง ราคา 250-1,600 บาท
อำเภอจอมบึง ราชบุรี คันทรี่คลับ 95 หมู่ 10 ต.ปากช่อง โทร. 0 3226 1223-6 จำนวน 50 ห้อง ราคา 1,200-1,800 บาท
อำเภอโพธาราม แสนสุข ถ.แสงชูโต จำนวน 18 ห้อง ราคา 500 บาท
ราคานี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ ติดต่อยืนยันกับโรงแรมอีกครั้ง<
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 281
br>ส่วนการเดินทางไปจังหวัดราชบุรี ดังนี้
ทาง รถยนต์ ใช้เส้นทางสายเพชรเกษม (ทางหลวงหมายเลข 4 ) ผ่าน ท่าพระ บางแค สามพราน นครชัยศรี นครปฐม เข้าราชบุรีหรือเส้นทางถนนบรมราชชนนี(ปิ่นเกล้า-นครชัยศรี ทางหลวงหมายเลข 338 ) ไปบรรจบกับถนนเพชรเกษมที่นครชัยก่อนถึงตัวเมืองนครปฐม 16 กิโลเมตร จากนั้นใช้ถนนเพชรเกษม ตรงไปตัวเมืองราชบุรี รวมระยะทาง 101 กิโลเมตร
ทาง รถโดยสารประจำทาง บริษัทขนส่ง จำกัด เปิดบริการเดินรถ จากสถานีขนส่งสายใต้ทุกวันวันละหลายเที่ยว รายละเอียด ติดต่อได้ที่ โทร. 4345557-8 (รถธรรมดา) และ 4351199 (รถปรับอากาศ) และที่จังหวัดราชบุรี โทร. 338276, 338439
ทางรถไฟ จังหวัดราชบุรี สามารถเดินทาง จากกรุงเทพฯ โดยทางรถไฟมีรถไฟ ออกจาก สถานีรถไฟกรุงเทพฯ (หัวลำโพง) และสถานีรถไฟธนบุรี (บางกอกน้อย) ทุกวัน ซึ่งมีทั้งรถด่วน รถเร็ว รถธรรมดา และรถดีเซลราง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง รายละเอียดและกำหนด เวลาตลอดจนค่าโดยสาร ติดต่อสอบถามที่สถานี รถไฟกรุงเทพฯ โทร. 2237010, 2237020 และสถานีรถไฟธนบุรี โทร.4113102
โดย: เจ้าบ้าน [14 เม.ย. 47 10:25> ( IP A:203.113.34.13 X: )
ความคิดเห็นที่ 15
แหล่งท่องเที่ยว เมืองคนงาม นามบ้านโป่ง อยู่เมืองโอ่ง มังกร แน่นอนยิ่ง
ศาลเจ้าแม่ เบิกไพร เลื่อมใสจริง เพราะเป็นสิ่ง ที่ศรัทธา มาช้านาน
เป็นชุมชน แหล่งมอญ มาก่อนเก่า รวบรวมเอา ประเพณี อันโดดเด่น
วัดใหญ่ นครชุมน์ ประจักษ์เป็น ดั่งเฉกเช่น วัฒนธรรม ครั้งโบราณ
สระน้ำโก สินารายณ์ ที่บ่งชี้ เมืองเก่า ทราวดี มีให้เห็น
ได้รับรู้ เรื่องราว ทุกประเด็น สิ่งที่เน้น คืออดีต ที่ผ่านมา
พิพิธภัณฑ์ วัดม่วง แหล่งท่องเที่ยว เป็นเรื่องเกี่ยว กับมอญ ของสะสม
จากอดีต ถึงวันนี้ มีให้ชม คนนิยม มาศึกษา หาความจริง
เข้าในเมือง จะพบ โบสถ์ คาทอลิก เป็นวัดคริสต์ ที่โอฬาร ยามได้เห็น
หอนาฬิกา ตั้งตระหง่าน เช้าและเย็น อยู่ในเส้น สองทาง กลางใจเมือง
ออกไปนิด ก็จะถึง บึงกระจับ หรือวกกลับ ไปอีกหน่อย ก็จะถึง
วังมะนาว ชาวบ้านรู้ ก็คือบึง เป็นที่ซึ่ง ใช้พักผ่อน และหย่อนใจ
เที่ยวบ้านโป่ง ก็ขอเชิญ ท่านเพลินจิต ใช้ชีวิต สุขสมหมาย คลายเศร้าหมอง
พักกินอยู่ ให้สบาย ดั่งหมายปอง เหมือนพี่น้อง คอยต้อนรับ ประทับใจ

โดย: อำนาจ [20 เม.ย. 47 22:17> ( IP A:203.113.67.37 X: )
ความคิดเห็นที่ 16
คนไทยกับความเชื่อความศรัทธาดูเหมือนจะคู่กันจนแยกไม่ออก อย่าว่าแต่คนไทยแม้แต่ชาวต่างชาติ เขาก็มีความเชื่อความศรัทธาบางสิ่งบางอย่างในแบบของเขา เรียกว่าเป็นเหมือนกันทั่วโลก ใครที่เป็นชาวบ้านโป่งโดยกำเนิด หรือชาวอำเภอใกล้เคียง คงเคยได้ยินกิตติศัพท์เลื่องลือความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่ออโนทัย แห่งวัดจันทาราม อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ในเรื่องของการบนบานศาลกล่าวขอในสิ่งที่ตัวเองหวังและสมหวังดังตั้งใจ โบสถ์ของหลวงพ่อตั้งอยู่บนถนนเพชรเกษม ไม่ใกล้ไม่ไกลจาก บึงกระจับ และสถานีรถไฟหนองปลาดุก รถโดยสารทุกคันที่เดินทางไปบ้านโป่ง หรือกาญจนบุรี ทุกคันจะต้องผ่านเส้นทางดังกล่าว เมื่อผ่านโบสถ์หล่วงพ่อคนขับ ก็จะต้องบีบแตรเป็นการแสดงความเคารพต่อท่าน

โดย: สืบเสาะเจาะข่าว [13 ส.ค. 47 20:35> ( IP A:64.110.74.244 X: )
ความคิดเห็นที่ 17
จากโบสถ์เล็กเก่าที่คับแคบไม่เพียงพอต้อนรับคลื่นมหาชนที่มีความศรัทธาหลวงพ่อ จนต้องขยับขยายสร้างโบสถ์หลังใหม่สวยวิจิตรตระการตา

โดย: สืบเสาะเจาะข่าว [13 ส.ค. 47 20:39> ( IP A:64.110.74.244 X: )
ความคิดเห็นที่ 18
จอหนังกลางแปลงที่ถูกติดตั้งหน้าลานโบสถ์อย่างเป็นการถาวร และมีการฉายหนังแก้บนเกือบทุกวัน เรียกได้ว่าในรอบปี 365 วัน มีการฉายหนังไม่น่าจะต่ำกว่า 300 วัน เป็นตัวเลขที่แสดงถึงความสมหวังของผู้ที่มาไหว้ขอพรจากหลวงพ่อ

โดย: สืบเสาะเจาะข่าว [13 ส.ค. 47 20:44> ( IP A:64.110.74.244 X: )
ความคิดเห็นที่ 19
อีกมุมมองของโบสถ์หลวงพ่ออันสวยงาม การเดินทางเมื่อใช้เส้นทาง 323 ข้ามสะพานลอยเพื่อใช้เส้นทางไปบ้านโป่ง-กาญจนบุรี ลงจากสะพานลอยประมาณ 100 เมตร ชิดซ้ายเลี้ยวเข้าวัดถึงที่หมายพอดี

โดย: สืบเสาะเจาะข่าว [13 ส.ค. 47 20:50> ( IP A:64.110.74.244 X: )
ความคิดเห็นที่ 20
โบสถ์อันวิจิตรสวยงามของวัดม่วง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี

โดย: รักบ้านเกิด [11 ก.ย. 47 16:03> ( IP A:203.150.217.111 X: )
ความคิดเห็นที่ 21
อาคารพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ศูนย์รวมแห่งการศึกษาประวัติความเป็นมาเรื่องราวในอดีตของชุมชน ด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมเกิดขึ้นจากความร่วมมือของชาวบ้าน วัด และนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยศิลปากร ภายในอาคารการแสดงจัดแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ดังนี้ คือ
1. ว่าด้วยเรื่องลุ่มแม่น้ำแม่กลอง ที่เอื้อต่อการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ เส้นทางติดต่อทางการค้า
2. ว่าด้วยเรื่องสังคมวั
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 282
ฒนธรรมท้องถิ่น ความสัมพันธ์ของชุมชนบ้านม่วงกับชุมชนอื่น
3. ว่าด้วยเรื่องงานศิลปะในพุทธศาสนาของชาวบ้านม่วง เช่น ธรรมาสน์มอญ ผ้าพระบฎ ตู้พระธรรม คัมภีร์อักษร
4. ว่าด้วยเรื่องวิถีชีวิตชาวบ้านม่วง การทำมาหากิน ความเชื่อเรื่องพุทธศาสนา
5. ว่าด้วยเรื่องบ้านม่วงกับการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตชุมชน
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดเฉพาะวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น.

โดย: รักบ้านเกิด [11 ก.ย. 47 16:33> ( IP A:203.150.217.111 X: )
ความคิดเห็นที่ 22
ประวัติศาลเจ้าแม่เบิกไพร
ศาล เจ้าแม่เบิกไพร ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ตำบลเบิกไพร อำเภอเบิกไพร จังหวัดราชบุรี ประมาณในรัชสมัยกรุงธนบุรีหรือประมาณ พ.ศ 2317 เมืองราชบุรี(เมืองคูบัว)เป็นเมืองท่ามีการติดต่อค้าขายกับชาวต่างประเทศมี พ่อค้าชาวจีนซึ่งเคารพศรัทธาต่อองค์เจ้าแม่เทียงโหวเซี้ยบ้อ จากเมืองจีนได้นำผงธูปติดตัวมาด้วยเพื่อเป็นที่พึ่งทางใจระหว่างเดินทางโดย ได้เดินทางมาทางเรือและได้มาติดต่อค้าขายกับพ่อค้าชาวจีนในเมืองไทยเมื่อมา ถึงเมืองคูบัว(ราชบุรี)ซึ่งเป็นเมืองท่าได้เดินทางมาที่บ้านโป่งโดยเดินทาง มาตามลำน้ำแม่กลองเมื่อมาถึงตำบลเบิกไพร(ในสมัยนั้นเป็นชุมชนการค้าขายตาม ประวัติอำเภอบ้านโป่งจากหนังสือลุ่มแม่น้ำกลองของมหาวิทยาลัยศิลปกรและ จดหมายเหตุเมืองราชบุรีซึ่งหาหลักฐานได้ที่วัดม่วง) สถานที่นั้นถูกต้องตามตำราการสร้างศาลและยังมีคุ้งน้ำวนใกล้บริเวณและสมัย นั้นบ้านคุ้งพยอมและบ้านเบิกไพรเป็นชุมชนที่แลกเปลี่ยนสินค้ากันจึงได้สร้าง ศาลเล็กๆขึ้นหลังหนึ่งติดกับลำน้ำแม่กลองและได้นำผงธูปขององค์เจ้าแม่เทียง โหวเซี้ยบ้อตั้งประดิษฐไว้(ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างศาลรูปทรงไหน)หลังจาก นั้นพ่อค้าชาวจีนก็เดินทางค้าขายไปมาแต่มิได้นำกระถางธูปขององค์เจ้าแม่ เทียงโหวเซี้ยบ้อกลับไปเมืองจีนแต่อย่างใด ชาวบ้านโป่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีนก็ได้นมัสการองค์เจ้าแม่เทียงโหวเซี้ยบ้อสืบ สานต่อจจากพ่อค้าชาวจีนตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาและได้ขนานนาม เจ้าแม่เทียงโหวเซี้ยบ้อว่า เจ้าแม่เบิกไพร ตามตำบลที่อยู่กิตติศัพท์อภินิหารของเจ้าแม่เบิกไพรเป็นที่รู้จักเรื่องลือ ในตลาดบ้านโป่งเป็นอย่างยิ่ง เป็นผลให้มีผู้ที่เลื่อมใสศรัทราในตัวองค์เจ้าแม่เบิกไพรเดินทางไปนมัสการ กันมากขึ้น ทำให้ศาลเล็กๆหลังนั้นไม่พอเพียงสำหรับชาวบ้านโป่งและละแวกใกล้เคียงที่มา นมัสการองค์เจ้าแม่เบิกไพร ประกอบกับในฤดูน้ำหลากได้เซาะตลิ่งพังทลายจนถึงที่ตั้งของศาล ชาวบ้านโป่งจึงได้สร้างศาลใหม่ เป็นการสร้างศาลครั้งที่ 2 ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างศาลลักษณะใด พอถึงฤดูน้ำหลาก น้ำได้เซาะตลิ่งพังทลายลงทุกปีจนถึงบริเวณที่สร้างศาลชาวบ้านโป่งจึงได้ สร้างศาลขึ้นใหม่ เป็นการสร้างศาลครั้งที่ 3 หลายปีต่อมาน้ำได้เซาะตลิ่งพังลงจึงได้สร้างศาลหลังใหม่ขึ้นอีก เป็นการสร้างศาลครั้งที่ 4 ลักษณะศาลเป็นหลังคามุงจาก ฝาไม้กระดาน อยู่ด้านหน้าหลังศาลเป็นเรือนจีน ฝากระดานหลังคามุงกระเบื้อง มีโรงผู้รักษาดูแลอยู่ติดกันมีชาวจีนคอยดูแล 3 คน ข้างศาลมีตนไม้ใหญ่มีต้นคัดค้าวเลื้อยเกาะต้นไม้อยู่บนศาล บริเวณศาลมีต้นมะพลับใหญ่ๆ อยู่หลายต้น อภินิหารความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าแม่เบิกไพร เป็นที่เคารพศรัทธาของชาวเบิกไพรเป็นอย่างยิ่งมีผู้เคารพศรัทธาแรงกล้าคือ นายกล่ำ อ่อนแช่ม ได้มอบที่ดินมีเนื้อที่ 604 ตาราวาซึ่งอยู่ติดกับลำน้ำแม่กลอง ในปี พ.ศ. 2466 มอบถวายแด่องค์เจ้าแม่เบิกไพรโดยนายกล่ำ อ่อนแช่ม ได้ทำเรื่องมอบที่ดินให้กรมการปกครอง เมื่อ พ.ศ. 2466 มาแล้วโดยยกให้กรมการปกครองเป็นเจ้าของโฉนด และกระทรวงมหาดไทยได้ออกโฉนด หมายเลขที่ 2719 ขึ้นในวันที่ 8 มกราคม 2467 ต่อมาในปี พ.ศ. 2482 ทางราชการได้ทำคันดินกั้นน้ำพร้อมถนนตัดผ่านหลังศาลเจ้าแม่เบิกไพรในสมัย นั้นจึงได้สร้างศาลเจ้าแม่ขึ้นใหม่ เป็นการสร้างครั้งที่ 5 ได้สร้างขึ้นเมื่อวันจันทร์ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2482 ปีเถาะ (ตรงกับวันจีน เจียวเหว่ยจับชิกมิ่งก๊กยี่เก๋านี้ ปีมะโรง ปีที่ 29) พร้อมทั้งคณะกรรมการเถ้านั้งประจำปี และชาวตลาดบ้านโป่งละแวกใกล้เคียง รวมทั้งจังหวัดอื่นๆ ที่มานมัสการองค์เจ้าแม่ ได้ร่วมกันบริจาคทรัพย์สร้างศาล หลังใหม่ได้สร้างโครงเป็นปูนหลังค่าสังกะสี ยังได้สร้างรูปเหมือนองค์เจ้าแม่เทียงเซี้ยบ้อ ซึ่งได้ให้ช่างฝีมือแกะสลักชาวจีนมาแกะสลักพร้อมกับช่างก่อสร้างศาล ซึ่งเดินทางมาจากประเทศจีน ขณะก่อสร้างศาลยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ในปี พ.ศ. 2484 ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้นทำให้การก่อสร้างศาลต้องหยุดชะงัก คณะกรรมการส่วนใหญ่เป็นชาวจีน ต้องหลีกลี้หนีภัยสงครามกัน ในปี พ.ศ. 2485 นางทิพย์ อ่อนแช่ม นางวาด พยอมหอม นางมูน พันเปรม นายหมู อ่อนแช่ม ทายาทนายกล่ำ อ่อนแช่ม ได้แบ่งเนื้อที่ 27 ตาราวา ซึ่งคณะกรรมการได้ปลูกศาลล้ำที่เข้าไปได้ทำหนังสือสัญญายกให้ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ.2485 โฉนดหมายเลข 3518 ลงวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ.2498
โดย: คนเก่าคนแก่ [16 ก.ย.
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 283
47 9:20> ( IP A:203.150.217.113 X: )
ความคิดเห็นที่ 23
ปีพ.ศ.2488 สงครามโลกครั้งที่ 2ได้ยุติลง เมื่อการค้าเศรษฐกิจในตลาดบ้านโป่งเข้าสู่สภาวะปกติก็คิดจะบูรณะศาลเจ้าแม่ ใหม่ ในปี พ.ศ.2497 ได้เกิดอัคคีภัยในตลาดบ้านโป่งไฟได้เผาผลาญบ้านเรือนและร้านค้าในตลาด บ้านโป่งจนหมดทั้งตลาดคณะกรรมการที่คิดจะบูรณะศาลเจ้าแม่ ก็หยุดชะงักลงอีกครั้ง ต่อมาในปี พ.ศ 2503 คณะกรรมการก็ได้บูรณะศาลเจ้าแม่ขึ้นใหม่โดยได้ตกแต่งภายในศาลให้สวยงามดั้ง ที่ได้เห็นในปัจจุบันนี้ ได้ให้ช่างฝีมือดีจากชาวจีน โดยเริ่มตกแต่งภายในศาลขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2503 ปีชวด(เดือน 3 แรม 1 ค่ำ)ตรงกับวันจีน เจียวเหว่ยจับชิก มิ่งก๊กสี่จับเก๋านี้ ปีที่ 49 พร้อมทั้งคณะเถ้านั้งประจำปีได้ช่วยกันบูรณะตกแต่งศาลเจ้าแม่ให้สวยงาม ต่อมาน้ำเซาะตลิ่งพังลงมาอีก ประกอบทั้งจระเข้มาขุดดินบริเวณตลิ่งหน้าศาล จึงต้องสร้างเขื่อนกั้นดินขึ้น และป้องกันถนนบริเวณหน้าศาลพังทลายลง ในปี พ.ศ. 2510 ได้ก่อสร้างแทงค์น้ำ อยู่ใกล้ประตูริมรั้วด้านหน้า ต่อมาในปี พ.ศ. 2520-2524 ได้รื้อแทงค์น้ำเก่าออกไป และได้สร้างแทงค์น้ำขึ้นมาใหม่ใหญ่กว่าเดิม พร้อมทั้งสร้างรั้วอาณาเขตบริเวณศาล และเทพื้นคอนกรีตรอบๆ บริเวณศาลเจ้าแม่ดังที่เห็นในปันจุบัน ต่อมาปี พ.ศ. 2535 ผู้ใหญ่เนียร กันขำ มีความประสงค์จัดสร้างถนนราดยาง เพื่อให้คนมานมัสการองค์เจ้าแม่เบิกไพรได้เดินทางสะดวกขึ้น และเป็นประโยชน์ต่อคนตำบลเบิกไพรเป็นอย่างยิ่ง ได้ไปปรึกษานางละออง ศรีคำ เพื่อขอให้คณะกรรมการที่เหลืออยู่ มาช่วยก่อสร้างถนน จึงได้ไปที่ร้านลี้ไฮ้กี่ ขอให้นายไพศาล ลีฬหกุล ทายาทร้านลี้ไฮ้กี่กรรมการที่เหลืออยู่มาช่วยสร้างถนนแห่งนี้ นายไพศาลจึงได้ไปเชิญ บุคคลหลายท่านมาช่วยการทำงาน ขณะก่อสร้างถนนอยู่นั้นในปี พ.ศ.2536 นายเป๋ง แซ่เฮ้ง(ประธานก่อสร้างถนน )ได้เสียชีวิตลง นายไพศาล จึงได้ไปเชิญ พ.ต.ท.ทองฤิทธิ์ ศรีนวล รอง ผ.ก.ก. สันติบาลเขต 7 เป็นที่ปรึกษาการก่อสร้างถนนแห่งนี้ได้รับความร่วมมือจากชาวตำบลเบิกไพร หมู่ที่ 1 ช่วยกันบริจาคที่ดิน เพื่อขยายถนนให้กว้างและได้มาตราฐาน ตั้งแต่ทางแยกท่าควาย จนถึงบริเวณหน้าศาลเจ้าแม่เพื่อให้ผู้เคารพนับถือองค์เจ้าแม่ ได้เดินทางมานมัสการได้สะดวกขึ้นและนำความเจริญมาสู่ท้องถิ่นของชาวตำบลเบิก ไพร ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2539 ทางอำเภอบ้านโป่ง โดยนายสมพงษ์ บุญฑริก ปลัดอำเภอฝ่ายทะเบียนได้จัดส่งศาลเจ้าแม่เบิกไพร เข้าประกวดศาลเจ้าทั่วประเทศ เป็นครั้งแรกของอำเภอบ้านโป่ง ที่ได้จัดส่งศาลเจ้าแม่เบิกไพรเข้าประกวดในครั้งนี้และได้รับรางวัล “ศาลเจ้าแม่ดีเด่น” ในเขตภาคกลาง 20 จังหวัด ได้เข้ารับรางวัลศาลเจ้าดีเด่น เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม พ. ศ. 2539 นำความปลื้มปิติมาสู่ชาวอำเภอบ้านโป่ง เป็นอย่างยิ่ง
โดย: คนเก่าคนแก่ [16 ก.ย. 47 9:30> ( IP A:203.150.217.112 X: )
ความคิดเห็นที่ 24
รายชื่อโรงแรมในอำเภอบ้านโป่ง
1. ไทยนำริเวอร์ไซค์ 032-211947 อำเภอบ้านโป่ง
2. ซีซาร์พาเลส 032-200052-3 อำเภอบ้านโป่ง
3. ลักกี้โฮเต็ล 032-211227 อำเภอบ้านโป่ง
4. วิลล่าโฮเต็ล 032-221321 อำเภอบ้านโป่ง
5. เกษมสุข 032-200662-3 อำเภอบ้านโป่ง
6. นิวศิริสัมพันธ์ 032-211595 อำเภอบ้านโป่ง
7. ไทยนิวโฮเต็ล 032-200155-6 อำเภอบ้านโป่ง
8. บ้านโป่งอินน์ 032-221923 อำเภอบ้านโป่ง
9. ทิพย์โฮเต็ล 032-211346 อำเภอบ้านโป่ง
10. ศรีสวัสดิ์ 032-211027 อำเภอบ้านโป่ง
โดย: เที่ยวบ้านโป่ง [9 ต.ค. 47 23:11> ( IP A:203.150.217.115 X: )
ความคิดเห็นที่ 25
ถนนสายท่องเที่ยวในวันเดียว เมืองคนสวยโพธารามและเมืองคนงามบ้านโป่ง เริ่มตั้งแต่ บึงกระจับ-สระน้ำโกสินารายณ์-พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง-วัดใหญ่นคร ชุมน์-บึงวังมะนาว--วัดขนอนหนังใหญ่-วัดคงคาราม
การเดินทางจากกรุงเทพใช้ เส้นทางถนนเพชรเกษม ทางหลวงหมายเลข 4 หรือถนนบรมราชชนนี (ปิ่นเกล้า-นครชัยศรี) ทางหลวงหมายเลข 338 ซึ่งจะตัดกับถนนเพชรเกษม ที่นครชัยศรี เมื่อถึงจังหวัดนครปฐม ให้ขับรถลอดใต้สะพานผ่านจังหวัดนครปฐม มุ่งหน้าไปจังหวัดราชบุรี ประมาณ 15 กิโลเมตร ถึงแยกสะพานลอยเข้า อำเภอบ้านโป่ง และจังหวัดกาญจนบุรี ให้ชิดซ้ายขึ้นสะพานลอยเข้าอำเภอบ้านโป่ง ตาม ทางหลวงหมายเลข 323 ขับไปตามทางประมาณ 2 กิโลเมตร ด้านขวามือ ก็จะถึง บึงกระจับ หรือถ้าขับผ่านเลยไปอีก 6 กิโลเมตร ข้ามทางรถไฟจะถึงสามแยกเข้าตัวเมืองบ้านโป่ง ไม่ต้องเข้าตัวเมืองให้ขับตรงไปตามทางหลวงหมายเลข 323 จนกระทั่งถึงสี่แยกไฟแดง 1.ถ้าเลือกเลี้ยวขวาทางไปกาญจนบุรี ประมาณ 4 กิโลเมตรทางขวามือสังเกตจะเป็น สระน้ำโกสินารายณ์ ซึ่งอยู่ด้านหลัง บจ.เยื่อกระดาษสยาม 2.ถ้าเลือกเลี้ยวซ้ายจะเข้าตัวเมืองบ้านโป่ง 3.ถ้าเลือกตรงไป เขาช่องพราน ทางหลวงหมายเลข 3089 ที่มีค้างค้าวหลายร้อยล้านตัว ข้ามแม่น้ำไปประมาณ 7 กม. ด้านซ้ายมือจะมีป้ายบอกทางเข้า พิพิธภั
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 284
ณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง เลี้ยวเข้าไปประมาณ 3 กม.ก็จะถึงที่หมายด้านซ้ายมือ คือ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง ด้านหลังวัดจะมีสะพานรถสวนกันไม่ได้ข้ามแม่น้ำแม่กลอง ขับข้ามสะพานเลี้ยวซ้ายไปเพียง 1 กิโลเมตรก็จะถึง วัดใหญ่นครชุมน์ จากนั้นย้อนกลับมาใช้เส้นทางเดิมขับเลยวัดม่วงไปอีกประมาณ 2 กม.ข้ามสะพานข้ามคลองเล็กๆรถสวนกันไม่ได้ ขับข้ามสะพานให้เลี้ยวขวาเชิงสะพานทางลูกรัง ประมาณ 400 เมตร ก็จะถึง บึงวังมะนาว ออกจากบึงวังมะนาว ขับเลยไปประมาณ 2 กิโลเมตรทางขวามือเป็นทางเข้า วัดรับน้ำ หรือขับไปอีก 1.5 กิโลเมตร ซ้ายมือก็จะเป็น วัดขนอนหนังใหญ่ ขับไปอีก 2 กม.จะเจอสามแยก วัดเกาะ ให้เลี้ยวซ้ายตาม ทางหลวงหมายเลข 3090 ขับข้ามสะพานข้ามแม่น้ำแม่กลอง ถ้าเลี้ยวซ้ายเชิงสะพานไปอีก 1.5 กม. ด้านซ้ายมือจะเป็น วัดคงคาราม ที่นี่จะมีจิตรกรรมฝาผนังเก่าแก่น่าชม หรือถ้าเลี้ยวขวาเชิงสะพานไปประมาณ 100 เมตร ก็จะถึง วัดไทรอารีรักษ์ ถือว่าเส้นทางที่แนะนำมาทั้งหมดเป็นสายท่องเที่ยวของจังหวัดเลยก็ว่าได้ ขอให้สนุกกับการเที่ยวภาคตะวันตก

โดย: คนสวยโพธารามคนงามบ้านโป่ง [25 ม.ค. 48 21:11> ( IP A:203.150.217.119 X: )
ความคิดเห็นที่ 26
อยากไปดูหนังที่โรงหนังโฆษิตจังเลยอ่ะฮือๆๆ..อยู่ไกลตอนนี้กลับมาดูไม่ได้แล้วเป็นไงมายเฮ้ส์หนุกป่ะตอนนี้
โดย: เด็กซ่าส์ถานีรถไฟจ่ะ [1 พ.ย. 48 8:40> ( IP A:62.195.247.211 X: )
ความคิดเห็นที่ 27
สวัสดีทุกท่าน
เรา เป็นคนที่เกิดที่ตำบลวัดบ้านม่วง บ้านอยู่ติดกับวัด และแม่น้ำแม่กลอง แต่ย้ายมาอยู กรุงเทพนานแล้ว ตั้งแต่จบ ประถม วันนี้ได้อ่านเรื่องราวถิ่นกำเนิดตัวเองแล้วคิดถึงความหลังครั้งยังเด็ก ไม่เคยกลับไปนานแล้วเป็นเวลานาน อ่านบทความแล้วเห็นภาพว่าที่นั่นคงเจริญมากๆทีเดียว ที่สำคัญไม่เคยรู้เรื่องประวัติเจ้าแม่เบิกไพรเลยทั้งที่ตอนเด็กเคยนั่งเรือ ผ่านและยกมือไหว้ทุกครั้งที่ผ่าน (ยายสอนให้ไหว้) ไว้มีโอกาสเมื่อไหร่จะแวะไปสักครั้ง คิดว่าตอนนี้ทุกบ้านคงมี internet กันทุกบ้านแล้วมั้ง
จาก
สาวมอญคนสวย
โดย: suwannes@hotmail.com [31 พ.ค. 50 15:59> ( IP A:125.25.77.167 X: )
ความคิดเห็นที่ 28
มาเยืยน จากเด็กบ้านโป่ง มุลนิธิรวมใจ ราชบุรี
โดย: เด็กราดรี [21 มิ.ย. 50 14:47> ( IP A:203.158.221.227 X: )
ความคิดเห็นที่ 30
ช่วงเทศกาลออกพรรษา ยังมีการแข่งขันเรือยาว ที่ วัดใหญ่ และอีกหลายวัดตามวันเวลาที่แต่ละวัดจะกำหนดขึ้น รับรองว่าสนุกและไม่เหมือนใคร
โดย: คน มอญ [31 ก.ค. 50 16:17> ( IP A:58.181.129.86 X: )
ความคิดเห็นที่ 36
ผมขอตามหาเพื่อน เป็นคนแถววัดบ้านม่วง บ้านติดแม่น้ำแม่กลอง ชื่อเล่น พั้ง ชื่อเดิม สำลี เล่อยิ้ม เปลี่ยนเป็น วรัญญา เล่อยิ้ม เคยมาทำงานที่เครือสหพัฒน์ ศรีราชา แล้วไปทำงานต่อที่ กทม. บ.ck shoe ไม่ได้เจอกันนานแล้ว ตอนนี้ติดต่อไม่ได้ เบอร์มือถือคงเปลี่ยนใหม่แล้ว ถ้าใครรู้จัก วานบอกให้เขาติดต่อหาเพื่อนชื่อ ต๋อม ด้วย เบอร์ติดต่อ 081-3984041
โดย: noppadol@thailube.co.th [14 ก.ย. 50 21:04> ( IP A:202.91.18.204 X: )
ความคิดเห็นที่ 37
อำเภอ บ้านโป่ง
เป็น อำเภอ ที่ ถูกขนานนามเรียกว่าเป็น (เมืองคนงาม) (คุณแม่เป็นชาว ไทย – รามัญ) แห่งเมืองคนงาม ต้นสกุล (ติเยาว์) มาช้านานแล้ว และจังหวัดราชบุรี ก็เป็นจังหวัดที่มีเขตการติดต่อกับจังหวัดเพชรบุรี เมื่อสมัยก่อนนั้นคุณปู่เคยเป็นนายอำเภออยู่ที่ อำเภอ ท่ายาง จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ และ คุณลุง ก็เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัด เพชรบุรี เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๗ – ๒๕๓๑ คือ คุณลุง เชาวน์วัศ สุดลาภา คือหลังจากคุณลุงเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด กรุงเทพมหานคร เมื่อ ปี ๒๕๒๒ – ๒๕๒๔ และเป็นผู้ว่าราราชการจังหวัดลพบุรี เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๐ – ๒๕๒๒ และคุณลุงก็เป็น (ส.ส) ๔ สมัย และสอบได้ที่ ๑ ทั้ง๔ สมัยซ้อน และได้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง มหาดไทย ถึง ๒ ครั้งสมัย และที่ผมกล่าวถึง จังหวัดราชบุรีนั้นทางทิศ ตะวันตก นั้นติด กับจังหวัด กาญจนบุรี ครั้นที่เมื่อสมัยที่คุณปู่ มงคล สุดลาภา เป็น นายอำเภออยู่ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถึง ๒ อำเภอ คือ อำเภอปราณบุรี อำเภอบางสะพาน และเป็น นายอำเภอที่ จังหวัด เพชรบุรีถึง ๒ อำเภอ คือ อำเภอ ชะอำ และอำเภอ ท่ายาง ก่อนที่ คุณปู่มงคล สุดลาภา จะมาเป็น นายกเทศมนตรี คนที่ ๑๖ ของอำเภอ เมือง จังหวัด กาญจนบุรี และเป็น ปลัด จังหวัด กาญจนบุรี และคุณปู่มงคล สุดลาภา ก็ได้เป็น ผู้ตรวจการกระทรวง มหาดไทย ซึ่ง ความสัมพันธ์กัน ระหว่าง (อำเภอ บ้านโป่ง) จังหวัด ราชบุรี ถึงจังหวัดเพชรบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัด กาญจนบุรี และจังหวัด สุพรรณบุรี นั้น (คุณลุงเคยเป็น นายอำเภอที่สุพรรณบุรี) ถ้าจะให้พูดกันแล้ว ตระกูล สุดลาภา ก็เป็น
โดย: [0 3> ( IP )
________________________________________
ความคิดเห็นที่ 285
นักการเมือที่มีชื่อเสียงทางด้านการปกครอง และการทำประโยชน์มากมายมหาศาล ในหลายๆด้านให้กับประเทศชาติและเขต ๗ มาช้านาน แล้ว ส่วน กระผม นาย ฑีพัตรยศ สุดลาภา ก็มี คุณแม่ เป็นคนไทย – รามัญ ในอำเภอ บ้านโป่งจังหวัดราชบุรี (ตระกูล “ติเยาว์”) และก็มีย่าใหญ่ (ย่าทวด) ต้นสกุล “สุปัญโญ” ที่ จังหวัด ลพบุรี และ คุณพ่อ ของย่าทวดผม ก็มี ยศ เป็น “เจ้าพระยา” แห่งเมืองลพบุรี เป็น(เจ้าเมือง)ในสมัยแห่ง รัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว




ประวัติ และความเชื่อของชาว รามัญ ใน อำเภอบ้านโป่ง (เมืองคนงาม) จ.ราชบุรีนายฑีพัตรยศ สุดลาภา ชื่อเล่น (ลูกหิน) คุณแม่ของผมเป็นชาวมอญรามัญ เพราะ คุณตา และ คุณยาย เป็นชาวไทย – รามัญ ทั้ง ๒ ฝ่าย ต้นตระกูล (ติเย