ภิกษุณีไทย ชาวบ้านโป่งคนแรก
   ประวัติ พระมหาโพธิธรรมาจารย์(ภิกษุณีวรมัย กบิลสิงห์)
ลูกหลานเรียกท่านว่า "หลวงย่า" "หลวงย่า" หรือ ภิกษุณี วรมัย กบิลสิงห์ ถือกำเนิดที่ ต. หนองปลาดุก อ. บ้านโป่ง จ. ราชบุรี เมื่อ 6 เมษายน 2451 เป็นบุตรคนที่ 6 ในครอบครัวที่มีบุตรธิดา 6 คน มารดาชื่อส้มจีน ในบั้นปลายชีวิตซึ่งบวชเป็นแม่ชี และเสียชีวิตในผ้าขาว บิดาชื่อเตียง "หลวงย่า" ใช้สกุลกบิลสิงห์ ซึ่งเป็นสกุลพระราชทานแก่ นายฉัตร มหาดเล็กหลวง และเป็นลูกผู้พี่ของคุณยายส้มจีน เมื่อสามีตาย คุณยายส้มจีนอายุเพียง 36 ปี ถูกผู้มีอิทธิพลรังแก จึงอพยพลูกๆ เข้ากรุงเทพฯ
"หลวงย่า" ได้รับการศึกษาจากโรงเรียนมหาพฤฒาราม,อัสสัมชัญ คอนแวนต์ และเคยไปเรียนที่ปีนังในช่วงสั้นๆ และได้เข้าเรียนพลศึกษา เป็นครูพลศึกษาหญิงคนแรกของประเทศไทย มีความถนัดพิเศษทางดาบฝรั่ง ท่านพูดถึงอาจารย์ของท่าน คือ อาจารย์กิมเส็ง ทวีสิทธิ์ อาจารย์ทีม อติปรมานนท์ ฯลฯ
ท่านสอบได้วุฒิทางการศึกษา (วุฒิ พ.ป.) เป็นครูสอนพลศึกษาที่ ร.ร. เบญจมราชาลัย กรุงเทพฯได้เคยเดินทางโดยจักรยานไปกับคณะลูกเสือไทยไปสิงคโปร์ ใช้เวลา 29 วัน เมื่อพ.ศ. 2475 เป็นสตรีไทยคนแรกที่ทำสถิตินี้ เป็นการยืนยันว่าความมานะอดทน ไม่จำกัดด้วยความแตกต่างทางเพศ
นอกจากเป็นครูแล้ว ท่านยังเป็นนักเขียน ได้ใช้ชีวิตเป็นนักหนังสือพิมพ์อยู่หลายปี ในชีวิตส่วนตัว ท่านสมรสกับนายก่อเกียรติ ษัฏเสน สส. จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ พ.ศ. 2485 มีลูกหลานโดยสายโลหิต คือธิดา ได้แก่ รศ.ดร. ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์ ซึ่งต่อมาบรรพชาเป็นสามเณรีธัมมนันทา (พ.ศ. 2544) มีหลานยาย 3 คน คือ นายเอกฉัตร นายวรฉัตร นายฉัตรฐากูร กบิลสิงห์ เหลนย่าทวด 2 คน คือ ด.ญ. นนท์ชนก กบิลสิงห์ และ ด.ช. ปารมี กบิลสิงห์
การหักเหชีวิตเข้าสู่สมณเพศ ท่านเริ่มหันมาสนใจการทำสมาธิ และศึกษาธรรมะ เริ่มต้นจากวัดปากน้ำภาษีเจริญ หลวงพ่อลี วัดอโศการาม การทำกรรมฐานแบบวัดมหาธาตุ ฯลฯ และเริ่มออกหนังสือวิปัสสนา บันเทิงสาร เป็นนิตยสารธรรมะรายเดือน ติดต่อกันนานถึง 32 ปี
ท่านรับศีล 8 จากท่านเจ้าคุณพรหมมุนี (ผิน สุวโจ) รองเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวรวิหาร เมื่อวันที่ 2 พ.ค. 2499 และต่อมาได้เดินทางไปรับการบรรพชาอุปสมบทจากไต้หวัน พ.ศ. 2514 เป็นภิกษุณีองค์แรกในประเทศไทย เริ่มก่อตั้งวัตรทรงธรรมกัลยาณีที่จังหวัดนครปฐม ตั้งแต่ พ.ศ. 2501 ดำเนินกิจการในการเผยแพร่พระพุทธศาสนา อบรมสั่งสอนพุทธศาสนิกชน และทำงานด้านสังคมสังเคราะห์ ควบคู่กันมาตลอด
พระมหาธรรมาจารย์มหาเถรี มีสามเณรีธัมมนันทา บุตรีโดยสายโลหิต และสายธรรม สืบสานการรับใช้พระศาสนาต่อมาจนปัจจุบัน
แหล่งที่มาข้อมูล : วัตรทรงธรรมกัลยาณี เลขที่ 195 ถนนเพชรเกษม ต. พระประโทน อ. เมืองฯ จ. นครปฐม 73000
โทร. (034) 258-270 โทรสาร (034) 284-315 E- mail : dhammananda99@hotmail.com

โดย: วัตรทรงธรรมกัลยาณี [7 เม.ย. 47 17:08] ( IP A:203.113.67.40 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   ขอแสดงความยินดีกับอีกหนึ่งแห่งความภาคภูมิใจของชาวบ้านโป่ง
โดย: คนไกลบ้าน [7 เม.ย. 47 23:45] ( IP A:203.113.67.37 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   http://www.thaibhikkhunis.org/thai/g79.html

ผมเคยทราบมาว่าภิกษุณีจะต้องบวชโดยมีอุปัชฌาเป็นภิกษุณี แต่ภายหลังไม่มีภิกษุณีแล้ว ในเมืองไทย จึงเป็นธรรมดาที่ท่านต้องไปบวชที่ไต้หวัน


ภิกษุณีรับประพฤติครุธรรม ๘ จากพระผู้มีพระภาคโดยลำดับ
คือ:-
๑. ภิกษุณีแม้อุปสมบทแล้วได้ ๑๐๐ พรรษา ก็พึงเคารพกราบไว้ พระภิกษุ แม้
อุปสมบทได้วันเดียว
๒. ภิกษุณี จะอยู่จำพรรษาในอาวาสที่ไม่มีพระภิกษุนั้นไม่ได้ ต้องอยู่ในอาวาสที่มี
พระภิกษุ
๓. ภิกษุณี จะต้องทำอุโบสถกรรม และรับฟังโอวาทจากสำนักภิกษุสงฆ์ทุกกึ่งเดือน
๔. ภิกษุณี อยู่จำพรรษาแล้ว วันออกพรรษาต้องทำปวารณาในสำนักสงฆ์ทั้งสองฝ่าย
(ภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์)
๕. ภิกษุณี ถ้าต้องอาบัติสังฆาทิเสส อยู่ปริวาสกรรม ต้องประพฤติมานัตในสงฆ์สอง
ฝ่าย
๖. ภิกษุณี ต้องอุปสมบทในสำนักสงฆ์สองฝ่าย หลังจากเป็นนางสิกขมานารักษา
สิกขาบท ๖ ประการ คือ ๑. เว้นจากการฆ่าสัตว์ ๒. เว้นจากการลักขโมย ๓. เว้น
จากการประพฤติผิดพรหมจรรย์ ๔.เว้นจากการพูดเท็จ ๕. เว้นจาการดื่มสุราเมรัย
และของมึนเมา ๖. เว้นจากการรับประทานอาหารในเวลาวิกาล ทั้ง ๖ ประการนี้
มิให้ขาดตกบกพร่องเป็นเวลา ๒ ปี ถ้าบกพร่องในระหว่าง ๒ ปี ต้องเริ่มปฏิบัติ
ใหม่
๗. ภิกษุณี จะกล่าวอักโกสกถาคือ ด่าบริพาษภิกษุ ด้วยอาการอย่างใดอย่างหนึ่งมิได้
๘. ภิกษุณี ตั้งแต่วันอุปสมบทเป็นต้นไป พึงฟังโอวาทจากภิกษุเพียงฝ่ายเดียว จะให้
โอวาทภิกษุมิได้
โดย: http://come.to/banpong [8 เม.ย. 47 21:01] ( IP A:203.146.170.20 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   good job
SA..TU
โดย: [9 เม.ย. 47 5:40] ( IP A:198.81.26.49 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   Y(T^ T)Y ผมจะพยายามทำอาหารเจ กินให้บ่อยครับๆ อาหารเจมีแต่ผัก ตังก็ไม่เปลือง ตอนนี้กระผมพุงโตเอามากๆครับ ถือแค่ศีล5 กับสวดมนต์แปลบ้าง ได้บุญมั้ยครับ -*-
โดย: ลำซำคุง [1 ก.ค. 50 3:13] ( IP A:58.147.116.209 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
   ผมเพิ่งรู้นิเองว่าหลวงย่าท่านมรณะภาพไปแล้ว ขอแสดงความเสียใจไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ ขอให้ดวงวิญญาณของหลวงย่าสมความปรารถนาในทุกสิ่ง ทุกอย่างที่ตั้งใจทำไว้นะครับ เสียดายครับ คนดีๆทำประโยชน์แก่ชาติ บ้านเมือง และสังคม T-T
โดย: ลำซำคุง [1 ก.ค. 50 3:21] ( IP A:58.147.116.209 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
   เมืองไทยไม่เคยมีภิกษุณีเถรวาทครับ เพราะเป็นปัจจันตชนบท ไม่ใช่แหล่งกำเนิดที่ราชวงศ์ศากยะมีอำนาจในการปกครอง เคยมีในเอเซียใต้ แต่สูญหายไปแล้ว สำหรับกรณีที่ศรีลังกา เป็นรับช่วงต่อโดยการอุปสมบทจากนิกายมหายาน ซึ่งขาดตอนจากธรรมเนียมเถรวาท
โดย: นัยตา [31 พ.ค. 52 10:36] ( IP A:125.27.13.67 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
   หลวงย่าท่านเป็นแบบอย่างคนแรกที่ดีในประเทศไทยของเรา ซึ่งข้าพเจ้าคิดว่าสมควรอย่างยิ่งที่สตรีไทยนับถือและเจรืญรอยตามหากประสงค์จะเป็นภิกษุคนต่อไป สาธุ

โดย: Keng.ps69@gmail.com [9 มิ.ย. 52 10:27] ( IP A:118.173.11.120 X: )
ความคิดเห็นที่ 8
   หลวงย่าท่านเป็นแบบอย่างคนแรกที่ดีในประเทศไทยของเรา ซึ่งข้าพเจ้าคิดว่าสมควรอย่างยิ่งที่สตรีไทยนับถือและเจรืญรอยตามหากประสงค์จะเป็นภิกษุณีคนต่อไป สาธุ
โดย: Keng.ps69@gmail.com [9 มิ.ย. 52 10:29] ( IP A:118.173.11.120 X: )
ความคิดเห็นที่ 9
   หลวงแม่ภิกษุณีธรรมมนันทา เป็นสายเถรวาท
บวชที่ศรีลังกา
และมีที่เชียงใหม่ ยโสธร อีกหลายรูปที่ไปบวชที่ศรีลังกา
แปลกใจอย่างเดียวว่า
ทำไมเวลาผู้หญิงไปทำเรื่องดีๆ เช่นการบวชเป็นสามเณรีภิกษุณี
กลับไม่ค่อยมีคนอนุโมทนา
ทั้งที่เป็นเพศแม่ แม่ให้กำเนิดมนุษย์
แม่อยากบรรลุธรรม
แต่เมืองไทยไม่ยอมให้บวช ต้องไปถึงศรีลังกา
โดย: ฟ้า [20 ธ.ค. 52 8:30] ( IP A:58.9.109.68 X: )
ความคิดเห็นที่ 10
   ใช่เห็นด้วยกับความคิดเห็นที่ 9
ประเทศไทยเราก็อย่างนี้แหละ
ไม่รู้อะไร เวลาที่ผู้หญิงจะออกบวชกลับว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมควร
ทั้งๆที่เป็นเรื่องที่ดี
โดย: รักชาติไทย [23 ม.ค. 53 15:32] ( IP A:118.173.190.80 X: )
ความคิดเห็นที่ 11
   

โดย: [10 ก.พ. 53 20:57] ( IP A:125.27.181.70 X: )
ความคิดเห็นที่ 12
   ใช่ๆ เห็นด้วยอย่างยิ่ง นี่แหละความไม่เท่าเทียม
โดย: en_joy30@hotmail.com [15 ก.ค. 53 14:48] ( IP A:114.128.215.242 X: )
ความคิดเห็นที่ 13
   จากที่หลวงแม่ธัมมนันทาเขียน หนังสือเรื่อง มาดสตรี กับพุทธศาสนาทำนองนี่แหละครับ ผมเห็นด้วยกับหลวงแม่จริงๆ ครับ ที่ว่าภิกษุณีนิกายมหายานนั้นมาจากเถรวาท ฉะนั้นการที่ภิกษุณีนิกายมหายานนั้นก็ล้วนมาจากการบวชจากภิกษุณีศรีลังกา ซึ่งถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัยของนิการเถรวาทอย่างยิ่ง ดังนั้นการบวชมาจากศรีลังกา หรือใต้หวันก็เท่ากับเป็นภิกษุณีนิกายเถรวาทโดยชอบตามพระวินัย เพราะการบวชภิกษุณีนั้นล้วนออกจากปากภิกษุและภิกษุณีฝ่ายเถรวาททั้งสิ้น ผมอยากทราบว่าผู้ต่อต้านเคยอ่านหนังสือประวัติศาสตร์บ้างไหม ไม่สิ การทีเปิดใจยอมรับสิ่งใหม่ต่างหาก แต่ถ้าจะว่าสิ่งใหม่ก็ไม่ใช่น๊ะ เพราะภิกษุณีนี้มีมาตั้งแต่พุทธกาลแล้ว ผมขอบอกผู้ต่อต้านด้วยจิตมัชฌิมาเลยว่า ศึกษาประวัติศาสตร์บ้างน๊ะครับ ดวยความหวังดี จาก นศ.มหาวิทยาลัย แห่งหนึ่ง
โดย: LeeDongWookJunki@hotmail.com [24 พ.ย. 53 15:32] ( IP A:202.29.24.195 X: )
ความคิดเห็นที่ 14
   ก็ไปอ่านกฎระเบียบให้ดีๆๆ ว่าเพราะเหตุผลใดถึงไม่ให้มี แล้วค่อยมาบ่น
การปฎิบัติธรรมไม่จำเป็นต้องมาบวชเป็นพระ หรือชี ตั้งใจจริงๆๆ ธรรมไม่มีการแบ่งแยก การแยกว่าเป็นพระผู้หญิง หรือชาย ไม่ใช่สาเหตุสำคัญ
ให้เข้าในธรรมที่พุทธเจ้าได้สั่งสอนมาให้เข้าใจ

โดย: ศิษพระอริยะ [18 ธ.ค. 53 13:25] ( IP A:183.88.62.47 X: )
ความคิดเห็นที่ 15
   ขอโทษก่อนนะคะถ้าออกความเห็นแล้วไปขัดใจความเห็นที่14 เพราะไม่ตั้งใจ แต่อยากอธิบายความคิดของตัวเอง คือกฎระเบียบก็พออ่านมาบ้าง มันก็จริงนะคะที่ผู้หญิงมีนิสัยแบบนั้น แต่ก็คงไม่ใช่ทุกคน ผู้ชายเองก็ใช่ว่าจะนิสัยดีกันหมดทุกคน คนเราก็มีทั้งดีทั้งไม่ดีในคนๆเดียว จริงมั้ยคะ ฉะนั้นเห็น่ว่าน่าจะให้โอกาสกับผู้หญิงบางคนที่เค้าตั้งใจและศรัทธาจริงๆดีกว่าไม่ดีหรือคะ เพราะเท่าทีเคยคุยกับผู้หญิงบางคนมา ก็มีคนศรัทธาถึงขนาดอยากบวชเป็นพระ ส่วนการปฏิบัติธรรมเห็นด้วยค่ะว่าที่ไม่ต้องบวชหรือเข้าวัดก็ปฏิบัติได้ในชีวิตประจำวัน แต่เราไม่สามารถตัดกิเลสได้หมดน่ะสิคะ เพราะมันมีสิ่งเร้าจากสังคมภายนอกมากระตุ้นอยู่ตลอดเวลา เดี๋ยวทุกข์เดี๋ยวสุข คงหาความสงบไม่ได้จริงๆ แต่ดิฉันคิดว่าคนที่เค้าศรัทธาและอยากบวชจริงๆ เค้าคงอยากหาความสงบให้ชีวิตและเจริญรอยตามพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริงเราก็น่าจะอนุโมทนาให้เค้านะคะเพราะไม่ว่าจะเพศไหนก็ตามถ้าได้บวชยังไงก็ถือว่าเป็นผู้ทรงศีลไม่ว่าจะศีลกี่ข้อก็ตาม คิดว่าอยู่ทางโลกคงหาความสงบที่แท้จริงไม่ได้แน่นอน แต่ถ้ามีใครอยู่ทางโลกแล้วตัดกิเลสได้หมดก็ขออนุโมทนาด้วยแล้วกันนะคะ ส่วนการปฏิบัติธรรมยอมรับค่ะว่าทำให้ชีวิตเรามีความสุขขึ้น เพราะเราปล่อยวางได้มากขึ้น กิเลสลดลงไปบ้างแต่ไม่หมดเพราะมันยากมาก เพราะดิฉันก็กำลังฝึกปฏิบัติมาได้3ปีแล้ว แต่ก็คิดอยู่ตลอดว่าถ้าไม่ได้บวชเราก็คงหาความสงบจริงๆไม่ได้ (สงบทั้งกาย วาจา ใจ) และอยากปฏิบัติธรรมที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ ความคิดคงไม่ต่างอะไรกับผู้ชายที่อยากบวชเป็นพระนะคะ ฉะนั้นถ้าเมืองไทยทำได้จริงๆเรามาช่วยกันอนุโทนาดีกว่านะคะ สาธุ สาธุ สุดท้ายนี้ก็ขอให้อย่าโกรธอย่าเกลียดกันเลยนะคะ เพราะมันเป็นเพี่ยงความรู้สึกของผู้หญิงคนหนึ่งที่คิดอย่างนี้จริงๆ ไม่ได้อคติกับใครเลย เพราะตัวเองก็อยากบวชเป็นพระเหมือนกันค่ะ
โดย: ผู้หญิงคนหนึ่ง [3 ม.ค. 54 1:07] ( IP A:110.49.206.29 X: )
ความคิดเห็นที่ 16
   บ้าหรือเปล่าปัจจุบันนี้เขาไม่ให้มีภิกษุณีกันเเล้ว เพราะว่าในพระไตรปิฎกนั้น พระองค์ท่านอนุญาตให้มีภิกษุณีได้เเค่สองพันกว่าปีเอง เเต่ที่เห็นในรูปนี้ไม่ทราบว่าไปรับวัฒนธรรมมาจากไหนกัน สรุปได้ว่าในพระพุทธศาสนานี้ไม่อนุญาตให้มีภิกษุณี หลวงปู่ที่วัดไกล้่วัดผมนี้บ่นใหญ่เลยเรี่องที่มีภิกษุณีนี้ล่ะครับ ถ้าถูกต้องก็ควรทำ ถ้าไม่ถูกต้องก็ไม่ควรทำ ใครมีปัญหาก็มาเครียกับผมได้นะ เพราะว่าเรื่องที่ผมพูดมานี้เป็นความจริง คนที่บอกว่าเป็นภิกษุณีเขาไม่เคยเรียนพระไตรปิฎกก็จะรุ้อะไรได้ เเค่บวชก็เเค่นั้นเอง เป็นเเม่ชียังจะดีกว่า เเม่ชีก็บรรลุพระอรหันต์ได้เหมือนกันนะ

โดย: _rittirong_@hotmail.co.th [9 ก.พ. 54 18:09] ( IP A:61.7.139.73 X: )
ความคิดเห็นที่ 17
   พุทธดำรัสองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า "ทางสายกลางนั่นแหละเป็นทางที่ควรดำเนิน" สิ่งใดที่ทำไปแล้วไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย แต่ดำรงไว้ซึ่งการสืบทอดในสิ่งที่ดีงาม ขอพื้นที่สักนิดในความเข้าใจและเห็นใจสตรีเพศด้วยเถอะค่ะ ก็เหมือนกับการเปรียบเทียบคนเหมือนกันกันแต่ไม่เหมือนกัน (ผู้หญิงเหมือนกันแต่ไม่เหมือนกันค่ะ)

โดย: niramol22@hotmail.com [15 ก.พ. 54 13:24] ( IP A:119.63.80.130 X: )
ความคิดเห็นที่ 18
   ไม่น่าต้องมาถกเถียงใช้อารมณ์กันเลยค่ะ หันมาสำรวจจิตตัวเองดีกว่าค่ะ หันไปผึกภาวนาจะได้บุญกว่ามาพูดกันในอารมณ์ที่ไม่พอใจ หญิงหรือชายล้วนแต่เป็นเพียงกายเนื้อสมมุติ เครื่องนุ่งห่มก็เป็นเพียงสิ่งภายนอก จะอยู่ในเพศใหน แต่งกายแบบใหนก็สามารถพบประนิพพานได้ทั้งหมด ควรหันมาเมตตาตนเองสร้างบารมีให้ตนเองได้แล้วจึงสามารถช่วยผู้อื่นให้มีปัญญา คำพูดอารมณ์ แม้พูดผิดเพียงนิดก็สามารถสร้างศัตรูได้ทุกเมื่อ สงบจิต ปาก อารมณ์ นำพาความร่มเย็น
โดย: ผู้ปฏิบัติธรรม [15 มี.ค. 54 23:53] ( IP A:110.168.35.44 X: )
ความคิดเห็นที่ 19
   เห็นด้วยกับความคิดเห็นที่ 15 ดิฉันรับราชการ ตอนนี้อายุ 51 ปี ดิฉันเริ่มศึกษาธรรมมะ เมื่ออายุ 49 มีการไปปฏิบัติธรรม ตามสถานที่ปฏิบัติต่างๆ และก็จะศึกษาต่อไป บอกกับลูกๆ เลยว่า ลูกเรียนจบมีงานทำ ตัวดิฉันเองเกษียรอายุราชการแม่จะออกบวชอยากศึกษาธรรม
ปัจจุบันก็ศึกษาธรรมะตลอด ยอมรับค่ะว่าทำให้ชีวิตสงบมีความสุข
โดย: ..... [19 มี.ค. 54 22:48] ( IP A:203.155.29.220 X: )
ความคิดเห็นที่ 20
   ขอโทษนะ คห.16 หากสตรีเค้าอยากจะบวชไม่เห็นจำเป็นที่คุณจะต้องมาว่าเค้าเลย ซึ่งเป็นความคิดส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับใคร หากคุณไม่พอใจ ก็ไม่ควรเข้ามาให้กระทู้นี้ ต่างคนต่างมีความคิดต่างกัน
โดย: sud-sud-555@hotmail.com [30 เม.ย. 54 11:46] ( IP A:119.42.80.40 X: )
ความคิดเห็นที่ 21
   บุรุษและสตรี..เมื่อออกบวช จิตตั้งมั่นกระทำความเพียรเพื่อมรรคผลนิพพาน..สมควรอนุโมทนาอย่างยิ่งยวด..ผู้ไม่อนุโมทนาพร้อมด้วยคำตำหนิติเตียนเหล่าภิกษุณี..ผู้ถือศีลปฏิบัติ ๓๑๑ ข้อ พอจะอนุโลมได้ว่า..ปัญญายังไม่เกิด..ยังมืด..มีจิตเศร้าหมอง..เพ่งเล็งเอาถูกผิดเป็นเกณฑ์ ขอให้พิจารณาว่่ารักษาจิตที่ได้มีขึ้นมาแล้วทุกวันนี้นั้นน่ะ..ให้ได้ดี..เย็นๆ..ไม่ร้อนรุ่ม มีธรรมะอยู่ตลอดเวลา สมควรแก่ปัจจุันขณะแล้วรึยัง?
โดย: kasanand909@gmail.com [24 พ.ค. 54 1:15] ( IP A:68.236.184.64 X: )
ความคิดเห็นที่ 22
   ย้อนไปในสมัยพุทธกาลพระพุทธเจ้ากว่าจะบวชให้ภิกษุณีคนแรกยังทรงห้ามถึง3ครั้งเพื่อดูความแน่วแน่ตั้งใจที่จะบวชแต่ก็ห้ามมิได้การที่จะเกิดภิกษุณีขึ้นในสมัยนี้น่าจะมาจากกรรมเก่าของคนที่บวชภิกษุณีได้กระทำหรืออธิฐานไว้ว่าเกิดกี่ชาติขอให้ได้บวชเป็นภิกษุณีอีก เพราะฉะนั้นการที่เขามาบวชเป็นภิกษุณีก็น่าจะมีที่มาจากสัญญาในอดีตชาติ เพราะทุกคนมีกรรมนำมาเกิด ภิกษุณีในสมัยพุทธกาลที่บวชแล้วยังไม่ไปนิพพานก็คงมี เหมือนผู้ที่บวชพระในสมัยนี้ยังไม่ไปนิพพานก็มากเกือบ99เปอร์เซ็นต์ การที่จะกลับมาเกิดเพื่อบำเพ็ญเพียรในแบบที่ตนเคยปฏิบัติแต่ยังไม่สำเร็จก็น่าจะเป็นไปได้ อย่าถือว่าผิดหรือถูกเลยทุกคนต้องเกิดตามเรื่องราวของกรรมตามที่เขากำหนด หากชาติที่แล้วเคยได้อธิฐานไว้ให้ได้เกิดมาบวชภิกษุณีเพื่อบรรลุธรรมก็จำเป็นต้องเกิด แต่ภิกษุณีสมัยนี้เกิดเร็วไปหน่อยหรืออาจจะช้าไปนิด คือว่าน่าจะเกิดในสมัยพระพุทธเจ้าองค์ก่อนโน้น แต่ดันมาเกิดหลังพุทธนิพพานแล้ว หรือไม่ก็อาจเป็นภิกษุณีในสมัยพุทธโคดม แต่เกิดไวไปนิดไม่ยอมเกิดในสมัยพระศรีอาริยะเมตไตร เกิดครึ่งๆกลางๆ เลยมารมากหน่อย เป็นอย่างนี้แหละโลกที่ใกล้ถึงกาลอวสานในพุทธการนี้ ส่วนความคิดเห็นของข้าพเจ้าอยากบวชเหมือนกันแต่กลัวโดนคนไม่สรรเสริญเพราะแม้แต่พระสงฆ์ยังถูกตำหนิ และภิกษุณีจะเหลือไหม เอาเป็นว่าการเกิดภิกษุณีเป็นเรื่องของกรรมที่เขาเคยสร้างไว้อธิฐานไว้ให้มาเกิดอย่าเถียงกันเลยถ้าบวชถูกต้องคนที่ตำหนิไม่เห็นด้วยถือว่าขวางบุญใหญ่ต้องตกนรกแต่ถ้าพระพุทธเจ้าทรงห้ามบวชแล้วผิดไม่ถูกต้องก็ต้องตกอบายภูมิเช่นกัน ในฐานะที่ข้าพเจ้าบวชเรียนมาพอสมควรถึงแม้จะไม่รู้ลึกในเรื่องนี้ก็ต้องขอบอกเลยว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เราคิดเราทำเขากำหนดไว้หมดแล้ว
โดย: kik_arjanauch@hotmail.com [27 พ.ค. 54] ( IP A:202.139.223.18 X: )
ความคิดเห็นที่ 23
   ขออนุโมทนาสาธุ กับความคิดเห็นที่22 ด้วยนะคะ
โดย: tik-mtts36@hotmail.com [26 มิ.ย. 54 13:47] ( IP A:125.25.18.216 X: )
ความคิดเห็นที่ 24
   พอดีผมได้ไปเจอมากันตัวเองครับ ที่วัดนี้แหละครับ ไม่รู้ว่าบวชมาถูกหรือผิดหลอกนะ แต่การไม่สำรวมและการเดินขอเงินคนที่มาทำบุญด้วยตนเองนั้นแหละที่ไม่ถูกต้องครับ คุณไม่ได้ต่างจากวัดที่ทำผิดวัดอื่นๆเลยครับ เพราะคุณนั้นผิดมาตั้งแต่เริ่มแล้วครับ ขออนุโมธนาบุญกับคนที่ทำถูกต้องครับ
โดย: badboy_gt10@hotmail.com [2 ก.ย. 54 20:36] ( IP A:125.24.202.36 X: )
ความคิดเห็นที่ 25
   หลวงแม่เคยตั้งคำถามกับสังคมว่า “สังคมไทยมีประตูเปิดกว้างสำหรับผู้หญิงสู่อาชีพโสเภณี แต่ทำไมประตูสำหรับผู้หญิงอีกด้านหนึ่งสู่การพ้นทุกข์จึงปิดตาย”

*อ่านแล้วพิจารณาด้วยปัญญา*

โดย: ymk_unni@hotmail.com [25 ก.ย. 54 14:28] ( IP A:101.51.31.212 X: )
ความคิดเห็นที่ 26
   เลิศคะ ความคิดที่ 25 ขอชมเชย เถียงเพศกันไปมาทำไม ดูจิตตัวเองจะดีกว่า อย่าดูแต่กาย ใครยึดเพศก็แสดงว่าคุณให้ความหมายกับกายที่ไม่เที่ยง กายที่แปรเปลี่ยนหญิงบ้างชายบ้างสัตว์บ้างไม่รู้กี่ภพชาติ กี่กองกระดูก อยากถือกายก็ช่างเขาไป ใช่ตัวเรา เขาวางเรื่องเพศไม่เป็นก็ช่างเขา ไม่ใช่เรา ปล่อยเขาคิดไป ดูจิตของเราดีกว่า บัวมีตั้ง 4 เหล่า สนใจไปไย จิตเราสว่างไม่มัวหมอง ใสสะอาด แค่นี้ก็พอ ทำของเราไปดีกว่าคะ
โดย: ก็แค่นั้น [13 ต.ค. 54 20:56] ( IP A:124.122.161.138 X: )
ความคิดเห็นที่ 27
   ผู้หญิงอยากบวชเป็นภิกษุณี ก็บวชเถอะครับ อนุโมทนาบุญด้วย เป็นสิ่งที่ดีที่จะได้มีโอกาศศึกษาพระธรรมได้อย่างเต็มที่ อยู่ในที่ของเราใครใคร่ศรัทธาก็ทำบุญกันไป เพราะยังไรเสียภิกษุณีรุ่นใหม่ก็ไม่ได้รับการยอมรับจากฝ่ายเถรวาทอยู่เเล้วล่ะคับ ในแง่ของการบรรลุธรรม อย่าไปต่อต้านหรือปิดกันพวกเขาเลยครับ นอกเสียจากว่าภิกษุณีจะต้องการอะไรไปมากกว่านั้น
โดย: junk \'n\' roll [21 ต.ค. 54 14:41] ( IP A:202.44.72.124 X: )
ความคิดเห็นที่ 28
   สมัยนี้ต่างจากสมัยพุทธกาลมากการที่จะมีภิกษุณีหรือฟื้นฟูภิกษุณีขึ้นมาอีกครั้งผมคิดว่าน่าจะต้องมีข้อแม้เพิ่มเพื่อป้องกันข้อครหาของสังคมในยุคปัจจุนี้ คือ นอกจากต้องถือครุธรรมแปดประการแล้วผู้หญิงท่านใดมีศรัทธาอยากบวชจริงขอให้รออายุครบ ๕๐ ปีก่อนน่าจะดีนะ เหตุผลก็เพื่อป้องกันข้อครหาจากสังคมที่ชอบมองในแง่ลบหรืออื่นๆอีกก็มี
โดย: metee2524@hotmail.com [5 ธ.ค. 54 14:30] ( IP A:223.204.89.84 X: )
ความคิดเห็นที่ 29
   คห.16 คำกล่าวนี้ "ในพระไตรปิฎกนั้น พระองค์ท่านอนุญาตให้มีภิกษุณีได้เเค่สองพันกว่าปีเอง" อยู่ในพระไตรปิฎกเล่มใดครับขอสอบถามผมจะได้ไปหามาศึกษาน่ะครับ
โดย: rot7890@sanook.com [11 ก.พ. 55 12:12] ( IP A:223.207.116.211 X: )
ความคิดเห็นที่ 30
   คือไม่ใช่อะไรหรอกนะครับ เราพูดกันมาเยอะแล้วกับเรื่องนี้ ไม่ใช่ว่าผู้ชายไม่ยอมให้ผู้หญิงบวชหรือกีดกั้นเสรี เพียงแต่ที่ประเทศนี้คืิอเถรวาท ถือคำสอนพุทธองค์มาแต่ต้น

บวชจากมหายาน เป็นเถรวาทไม่ได้
บวชจากเถรวาท หลาย ๆ คนก็บอกว่าไม่ใช่ของจริง เพราะภิกษุณีในอินเดียหายไปนานแล้ว ที่เขาบวชในศรีลังกา อินเดีย เขาบวชกันเอง ไม่ถูกต้อง

ถ้าใครบวชให้ ก็เหมือนตั้งตัวเองเปลี่ยนพระวินัยของพระพุทธองค์ เลยไม่มีใครกล้าทำ เป็นอนันตริยกรรมเชียวนะคุณ ตั้งตัวเป็นพระพุทธเจ้า

ทีนี้เราไม่ต้องมาพูดเรื่องกฎ วินัย กันนะ เอาแค่ปัญหาของสงฆ์ในปัจจุบัน แค่ผู้ชายก็ปวดหัวจะแย่อยู่แล้ว พระในเมืองไทยเราเดะนี้มีดีจริง ๆ สักกี่รูป ถ้ามีภิกษุณีมาอีก จะยุ่งขนาดไหนต่อไปภายหน้า ก็จงใช้จิตสัมมาทิฏฐิพิจารณาเอาเถิด ไม่ได้ห้ามบวชหรอก บวชได้ก็บวช อนุโมทนา

สัพพสิ่งล้วนอนิจจัง แม้แต่ศาสนาของพระพุทธเจ้า ก็จงทำใจยอมรับเถิด ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว มันคงถึงกาลอันดับสูญแห่งศาสนาแล้วล่ะ ย่อมมีเหตุให้ต้องเป็นไปตามกฎอนิจจัง
โดย: p-dome@hotmail.com [5 มี.ค. 55 15:28] ( IP A:101.109.15.208 X: )
ความคิดเห็นที่ 31
   คห30 คุณคิดได้อย่างไรว่าศาสนาพุทธจะสาบสูญ คุณได้อ่านพระไตรปิฎกเล่นไหน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้หรอ ข้าพระเจ้าอ่านไม่เคยเจอ
คห16 ในพระไตรปิฏกพระพุทธเจ้าไม่ได้กล่าวว่าภิกษุณีอยู่ได้แค่2000ปีครับ ไม่มีในพระไตรปิฏกครับ
ขอร้องทุกท่านครับถ้าไม่มีความรู้จิงเรื่องศาสนาพุทธจริงกรุณาอย่าเอามาอ้างครับ ก่อนเอามาอ้างกรุณาบอกด้วยว่ามาจากพระไตรปิฏกเล่มไหนวรรคที่เท่าไหร่ เพราะจะทำให้คนที่ไม่ได้นับถือศาสนาพุทธเอาไปวิจารแบบมั่วๆๆได้นะครับ จากผู้เรียนจบ ปธ.9 แต่ไม่อยากออกนาม
เจริญพร
โดย: paratiwat@gmail.com [17 มี.ค. 55 22:15] ( IP A:110.169.206.246 X: )
ความคิดเห็นที่ 32
   ไม่มีหญิง ไม่มีชาย มีแต่หน้าที่ที่ต้องทำในทางโลก และหน้าที่ที่ต้องทำในทางธรรม ทำให้ดีที่สุดเพื่อเส้นทางสู่พระนิพพานแม้ในโลกนี้และโลกหน้า ถามตัวเองเถิดว่า รู้จักฐานของตัวเองเพื่อเดินทางบนเส้นทางแห่งมรรคผลหรือยัง
โดย: winwin8882011@hotmail.com [1 มิ.ย. 55 6:18] ( IP A:1.1.238.59 X: )
ความคิดเห็นที่ 33
   ต้องศึกษา การปฏิบัตของภิกษุณีที่วัตรทรงธรรม ว่าตัดกิเลสได้มากน้อยเท่าไร เป็นวัตรสำหรับสตรีจริงก็ดีซิ บังเอิญเกิดมาสวยไปบวชวัดไหนก็ไม่แค้วมีปัญหา ถ้ามีวัตรทรงธรรมอย่างนี้ต้องศึกษาไปแน่นนอนแล้วพบกันค่ะท่าน
โดย: rex@hotmsil.com [5 มิ.ย. 55 13:47] ( IP A:1.2.215.168 X: )
ความคิดเห็นที่ 34
   ดีทั้งนั้น แย้งกันไปใย ธรรมมีอย่ในโลก ในสังคมก็เป็นธรรม มีระบอบที่วางไว้ดีการอยู่ร่วมทางสังคมย่อมดี สังคมเสื่อมด้วยเหตุที่ไม่ปฎิ บัติดีตามธรรมที่วางไว้การส่งเสริมสิ่งที่ทำให้สังคมไมเสื่อมไปอย่างกระทันหัน ไม่น่าเสียหายเป็นการดีหรือไม่หรือผิดธรรมที่วางไว้ อ่านหลายท่านได้แสดงความคิดไปตามหลักการดี แต่สังคมเราฟอนเฟะหรือยัง ไป..เรา..ไปทำหน้าที่ชาวพุทธตามที่พระพุทธองค์ทรงฝากไว้ด้วยกันนะเป็นบุญเป็นบารมีของตนๆ
โดย: wanna praungprom [9 ก.ค. 55 20:26] ( IP A:58.9.112.52 X: )
ความคิดเห็นที่ 35
   ผู้หญิงมีสิทธิ์เท่าเทียมชายแต่ไม่ใช่เรื่องการบวชเป็นภิกษุณี
โดย: pap2498@windowslive.com [13 ต.ค. 55 20:21] ( IP A:118.174.144.226 X: )
ความคิดเห็นที่ 36
   ถ้าคุณปฎิบัติธรรมจะรู้ว่าจริงๆแล้วไม่มีเพศ ไม่มีแม้กระทั่ง คน สัตว์ สิ่งของ ทุกอย่างเท่าเทียมกันหมด แล้วจะให้เกียติแม้กระทั่งมดตัวหนีงที่บังเอิญผ่านหน้าเราไป เพราะไม่แน่สักวันหนิํงมันอาจจะเป็นพระอรหันต์ก็ได้ อย่างไรก็ตามขอให้ทุกท่านข้ามพ้นจากวฎสงสารด้วนกันทุกท่านเทอญ และช่วยจรรโลงพุทธศาสนาตามคำสอนของพระศาสดาของเรา สาธุ
โดย: thamar.tanapha@hotmail.com [29 พ.ย. 55 17:24] ( IP A:82.44.63.239 X: )
ความคิดเห็นที่ 37
   สำหรับผมกราบพระภิกษุณีได้สนิทใจเลย เคยไปที่เชียงใหม่มี2อาราม(ขึ้นตรงกับวัดเพื่อครุธรรมข้อที่2)
ความคิดเห็นที่ 16 คุณเกินที่จะเยียวยาแล้วครับ
ความคิดเห็นที่ 28การรออายุครบ ๕๐ ปีค่อยบวชเพื่อป้องกันข้อครหาจากสังคมที่ชอบมองในแง่ลบ ความคิดนี้ไม่เห็นด้วยครับ พระพุทธองค์สอนว่าสรรเสริญหรือนินทาเป็นเรื่องของโลกถ้าใส่ใจก็จะเกิดทุกข์
ความคิดเห็นที่ 30 เมื่อเหตุปัจจัยพร้อมจึงเกิดผล ลองพิจารณานะครับ
ความคิดเห็นที่ 35 จิตของทั้งเพศชายและเพศหญิงจะมีศักยภาพเท่ากัน แต่ร่างของเพศหญิงเป็นร่างที่เปิดโอกาสให้จิตรับสิ่งกระทบมากกว่าร่างของเพศชาย จึงต้องอาศัยศีลมากกว่าในการควบคุมกาย วาจา ใจ ของเพศหญิงให้บริสุทธิ์ (ดร.สนอง วรอุไร)
โดย: ตั้งจิต [18 ส.ค. 56 8:22] ( IP A:1.0.135.151 X: )
ความคิดเห็นที่ 38
   ขอโทษนะครับการที่บวชภิกษุณีไม่ได้ มันไม่ใช่เรื่องการไม่เท่าเทียมของหญิง ชาย หรือ พรบ.คณะสงฆ์ครับ แต่มันเป็นเรื่องของพระวินัยครับเพราะจะบวชเป็นภิกษุนีได้ต้องบวชกับสงฆ์ทั้ง ๒ ฝ่าย แล้วภิกษุณ๊สาบสูญไปนานแล้วจะเอาพระอุปัชฌายภิกษุณีสงฆ์มาจากใหนครับ ฉะนั้นจึงไม่มีภิกษุสงฆ์รับเป็นอุปัชฌาย มันเป็นเรื่องหลักความเชื่อของศาสนา เรื่องของพระวินัย ไม่ใช่เรื่องสิทธิครับ แม้แต่ผู้ชายที่จะบวชพระแต่เป็นบุคคลวิบัติ(คุณสมบัติไม่ครบ)ก็ยังบวชไม่ได้เลยครับ ด้วยความเคารพครับ ผมไม่ได้ว่าผู้ที่บอกว่าเป็นภิกษุณีไม่ดีนะครับ การที่จะบวชและเรียกตัวเองว่าภิกษุณีมันก็เป็นสิทธิของท่าน และการที่มหาเถรสมาคมไม่ยอมรับและรับรองเห็นว่าไม่ชอบด้วยวินัยนั้นก็เป็นสิทธิ์ของมหาเถรเช่นกัน
ถ้าความเห็นของผมขัดแยงกับความเห็นของท่านใด หรือทำให้ท่านใดไม่สบายใจก็ขออภัยด้วยนะครับ
โดย: boonkum2531@gmail.com [16 ก.ย. 56 22:37] ( IP A:182.52.2.102 X: )
ความคิดเห็นที่ 39
   มื่อหญิงไทยไปรับการบวชที่ประเทศศรีลังกา พวกเธอเหล่านั้นได้รับการอุปสมบทมาจากพระภิกษุและภิกษุณีที่สังกัดอยู่ใน"เถรวาทนิกายสยามวงศ์ของทางศรีลังกา" ฉะนั้นภิกษุณีเหล่านี้ก็มีสิทธิ์อย่างชอบธรรมที่จะอ้างว่าตนเป็น"เถรวาท"ได้ เพียงแต่ไม่ใช่เถรวาทของไทยซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของคณะสงฆ์ไทยก็เท่านั้นเอง และทางภิกษุณีเองก็ยอมรับเรื่องนี้มาตลอดอย่างไม่อาจฝ่าฝืนได้ เพราะเป็นสิทธิ์อย่างชอบธรรมของทางคณะสงฆ์ไทยที่จะไม่ยอมรับสถานะของภิกษุณีเนื่องจากเห็นว่าการบวชไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัยเช่นเดียวกัน (แต่ถ้าหากท่านยอมรับได้นั้นทางผู้สนับสนุนภิกษุณีก็เห็นว่าเป็น การดี เป็นประโยชน์ต่อพระศาสนา จึงได้มีการร้องขอให้ท่านรับเข้าไปอยู่ในสังกัด แต่ก็ไม่ใช่การขู่เข็ญบังคับว่าท่านต้องยอมรับให้ได้)
โดย: khlongez [4 ม.ค. 58 13:09] ( IP A:115.87.138.231 X: )
ความคิดเห็นที่ 40
   

เราอย่ามองที่ความเท่าเทียมของชายหญิง  หรือมองว่าการบวชเป็นสิ่งที่ดีเลย  แต่ให้มองที่ กฏ  บ้านเมืองมีกฏหมาย   ศาสนามีกฏที่เรียก ว่าธรรมวินัย เพราะฉะนั้นอะไรที่ผิดกฏ  ก็อย่าพยายามฝืนให้มันเป็นสิ่งที่ถูก ด้วยการมองว่า เป็นเรื่องที่ดี หรือว่าเป็นความเท่าเทียม

เมื่อพระพุทธองค์กำหนดแล้ว ว่ากฏของการบวชเป็นภิกษุณีคือ 

-ต้องบวชกับคณะสงฆ์ ๒ ฝ่าย คือ   ฝ่ายภิกษุสงฆ์ ๑ ฝ่ายภิกษุณีสงฆ์ ๑ 

- ต้องถือครุธรรม 8 ประการตลอดชีวิต

- สำหรับสตรีที่จะไปขอบวช ต้องเป็นนางสิกขมานา รักษาศีล ๖ ข้อ ไม่ขาดเลย ๒ปี จึงจะบวชเป็นพระภิกษุณีได้ ถ้าขาดข้อใดข้อหนึ่งต้องเริ่มนับใหม่ให้ได้ 2 ปี จึงจะบวชได้ครับ หากขาดไป ก็ต้องเริ่มนับใหม่ทั้งหมด  หากครบตามเงื่อนไขที่กำหนดจึงบวชเป็นภิกษุณีได้

แล้วก็มีข้อมูลที่ชัดเจนว่า ภิกษุณีได้หมดไปจากโลกนี้แล้วเป็นเวลานาน ภิกษุณีที่บวชมาจากต่างประเทศ ปัจจุบัน ก็บวชจาก คณะสงฆ์ฝ่ายเดียว จึงไม่ถือว่าเป็นภิกษุณี ต่อให้ท่านทำตัวให้เมือนก็ขาดคุณสมบัติ และเมื่อท่านไปบวชให้กับ ภิกษุณีท่านอื่น ก็ไม่ได้ถือว่าเป็นภิกษุณีอยู่ดี  จึงอยากให้ยอมรับความจริงในข้อนี้มากกว่า 

การบรรลุธรรมจึงไม่ใช่อยู่ที่เพียงเพศบรรพชิต หรือ คฤหัสถ์ แต่สำคัญที่ ปัญญาความเข้าใจถูก คฤหัสถ์ก็สามารถบรรลุธรรมได้ เพียงแต่มีการศึกษาพระธรรมที่ถูกต้อง  

 

ดังนั้นจึงสรุปได้เลยว่า ภิกษุณีที่มีอยุ่ในปัจจุบัน เป็นเพียงภิกษุณีปลอมเท่านั้น

โดย: พิทักษ์ธรรม [4 ส.ค. 59 10:40] ( IP A:110.164.215.142 X: )
คลิก เพื่อเปลี่ยนกลับไปแสดงความคิดเห็นแบบเดิม

ชื่อไฟล์รูปห้ามมีอักขระพิเศษ เช่น (#),(<),(>),(&) เป็นต้นค่ะ
ชื่อ / e-mail :    แทรกไอคอนน่ารักๆในข้อความ
e-mail :
ส่งอีเมลทุกครั้งที่มีการตอบกระทู้       (ใส่ Email เมื่อต้องการให้ส่ง Email เมื่อมีคนมาโพสในกระทู้)


CAPTCHA code



คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน