คดีประวัติศาสตร์ จำคุก ก.ก.ต. 4ปี ไม่ลงอาญา
   http://www.nationchannel.com/special/2006/kkt/court.html

คำพิพากษาจำคุก กกต.
กลายเป็นคดีประวัติศาสตร์ของการเมืองไทยอีกครั้ง หลังศาลอาญามีคำพิพากษาจำคุก พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ นายปริญญา นาคฉัตรีย์ และนายวีระชัย แนวบุญเนียร คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในความผิดฐานกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 มาตรา 24 42 และ มาตรา 38 เป็นเวลาคนละ 4 ปี โดยไม่รอลงอาญา พร้อมทั้งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งคนละ 10 ปี กรณีร่วมกันจัดการเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตรอบใหม่ เมื่อวันที่ 23 และ 29 เมษายน 2549 โดยไม่มีอำนาจ และการออกหนังสือเวียนถึง ผอ.กต.เขต
ให้รับผู้สมัครรายเดิมเวียนเทียนสมัครใหม่
ทั้งนี้ คำพิพากษาขององค์คณะผู้พิพากษาได้พิจารณาการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสามไว้อย่างละเอียด ซึ่ง "คม ชัด ลึก" ได้คัดคำพิพากษาดังกล่าวมาอย่างละเอียด โดยมีความดังนี้ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ที่ห้องพิจารณา 704 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นายชาญณรงค์ ปราณีจิตต์ รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา นายกมล คำเพ็ญ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอาญา เจ้าของสำนวน นายบันดาล ดังขุนทด ผู้พิพากษาศาลอาญา และองค์คณะ อ่านคำพิพากษาจำคุก พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง นายปริญญา นาคฉัตรีย์ และนายวีระชัย แนวบุญเนียร กกต.

จำเลยในความผิดฐานกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 มาตรา 24 42 และมาตรา 38 เป็นเวลาคนละ 4 ปี โดยไม่รอลงอาญา และให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดคนละ 10 ปี กรณีร่วมกันจัดการเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตรอบใหม่ เมื่อวันที่ 23 และ 29 เมษายน 2549 โดยไม่มีอำนาจ และการออกหนังสือเวียนถึง ผอ.กต.เขต ให้รับผู้สมัครรายเดิมเวียนเทียนสมัครใหม่ ตามที่ นายถาวร เสนเนียม รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง

ทั้งนี้ ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยที่ 2-4 รับฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุตามฟ้องจำเลยที่ 2-4 เป็น กกต.มีจำเลยที่ 2 เป็นประธาน และเป็นนายทะเบียนพรรคการเมือง เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 ได้มีพระราชกฤษฎีกายุบสภา กำหนดให้มีการเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายน 2549 โดยหลังจากวันเปิดรับสมัครเลือกตั้งแล้ว ปรากฏว่า มีพรรคไทยรักไทยเพียงพรรคเดียวที่ส่งผู้สมัครระบบบัญชีชายชื่อครบ 100 คน โดยผู้รับสมัครเลือกตั้งทั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อพรรคไทยรักไทย ได้รับหมายเลข 2

ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย และพรรคมหาชนไม่ได้ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง ส่งผลให้ผู้สมัครพรรคไทยรักไทยลงสมัครเพียงคนเดียว จำนวน 281 เขตเลือกตั้ง จาก 400 เขต ซึ่งในวันรับเลือกตั้งดังกล่าวจำเลยทั้ง 3 ได้จัดคูหาเลือกตั้งให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งหันหน้าไปทางผนัง หรือฉากกั้น และหันออกด้านนอก โดยติดรูปผู้สมัครและหมายเลขที่ผนังคูหาเลือกตั้ง

สำหรับผลการเลือกตั้ง ปรากฏว่า ผู้สมัครของพรรคไทยรักไทยจำนวน 38 เขตเลือกตั้งจาก 15 จังหวัดในภาคใต้ได้คะแนนเสียงไม่ถึงร้อยละ 20 ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งต่อมาจำเลยที่ 2-4 มีมติและออกประกาศ กกต.เรื่องให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 23 เมษายน 2549 และให้มีการรับสมัครเลือกตั้งระหว่างวันที่ 8-9 เมษายน 2549 พร้อมทั้งออกหนังสือเวียนของสำนักงาน กกต. ที่ ลต 0301/ว.568 ไปยังประธาน กกต.จังหวัดทุกจังหวัดในภาคใต้ ยกเว้นระนอง เพชรบุรี และนนทบุรี ว่าผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่ไม่ได้รับเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายน 2549 แล้วมาสมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 23 เมษายน โดยที่ กกต.ยังไม่ได้ประกาศรับรองผลเลือกตั้งนั้น ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด

ต่อมาเมื่อวันที่ 18 เมษายน จำเลยทั้งสามได้มีมติกำหนดวันรับสมัครเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขต จ.สงขลา ในทุกเขตเลือกตั้ง ยกเว้นเขตเลือกตั้งที่ 5 เพิ่มเติม ระหว่างวันที่ 19-20 เมษายน และมีประกาศ กกต.ให้กำหนดวันรับสมัครเพิ่มเติม จากนั้น ผอ.กต.ประจำเขตเลือกตั้งที่ 1, 3 และ 4 จ.สงขลา ลาออกจากตำแหน่ง และเมื่อวันที่ 9 เมษายน ศาลฎีกาได้มีคำสั่งที่ 2752/2549 วินิจฉัยว่า ตราบใดที่ กกต.ยังไม่ได้ประกาศผลการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งใด ย่อมยังถือไม่ได้ว่ากระบวนการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นสิ้นสุดลงแล้ว กรณีการเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม กกต.อาจสั่ง หรือจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในเขตเลือกตั้งนั้นได้อีก โดย กกต.ไม่ต้องประกาศรับสมัครเลือกตั้งใหม่ ผู้สมัครในเขตเลือกตั้งนั้นทุกคนยังคงเป็นผู้สมัครในเขตเลือกตั้งนั้นอยู่ และศาลฎีกาได้มีคำวินิจฉัยในทำนองเดียวกันอีกหลายคดี

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2549 ศาลรัฐธรรมนูญได
โดย: [0 3] ( IP )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   ้มีคำวินิจฉัย ที่ 9/2549 ลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2549 ว่าการเลือกตั้ง ส.ส.เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 ตลอดจนการเลือกตั้งที่เกี่ยวเนื่องกับการเลือกตั้งดังกล่าว เป็นการเลือกตั้งที่มิชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการ ย่อมส่งผลให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ กกต.รับรองสิทธิทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อถูกเพิกถอนสิทธิ สำหรับคดีดังกล่าวมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2-4 กระทำตามฟ้องหรือไม่ โดยศาลเห็นว่า คดีนี้โจทก์และนายพิชัย ธรรมโชติ นายณรงค์ สุขจันทร์ นายดำรงค์ เพ็ชรพงศ์ นายทิวา เงินยวง นายถวิล ไพรสณฑ์

และนายเกรียงศักดิ์ หลิวจันทร์พัฒนา พยานโจทก์ต่างเบิกความสอดคล้องต้องกันว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตที่ 6 จ.สงขลา และไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส.ทุกครั้ง การที่จำเลยที่ 2-4 มีมติออกประกาศ กกต.เรื่องการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตใหม่ใน 38 เขตเลือกตั้ง และประกาศกำหนดวันรับสมัครผู้สมัครใหม่เป็นมติที่ขัดต่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2541 มาตรา 7/2 เพราะกฎหมายดังกล่าวไม่ได้ให้อำนาจจำเลยที่ 2-4 ในการเปิดรับผู้สมัครใหม่ คงให้อำนาจเพียงย่น หรือขยายเวลา หรืองดเว้นการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งให้เหมาะสมกับการเลือกตั้งใหม่ ให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

ดังนั้น การกระทำของจำเลยที่ 2-4 ดังกล่าวเป็นการช่วยเหลือผู้สมัครพรรคไทยรักไทยให้มีคู่แข่งในการเลือกตั้งเพื่อหลีกเลี่ยงเกณฑ์คะแนนร้อยละ 20 เพราะจำเลยทั้งสามรู้อยู่แล้วว่า โอกาสที่ผู้สมัครพรรคไทยรักไทยจะได้เกินร้อยละ 20 เป็นไปได้ยาก ดังจะเห็นได้จากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา นอกจากนี้ ประกาศ กกต.ที่กำหนดให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตใหม่ได้รับหมายเลขประจำตัวเป็นหมายเลขเดียวกับแบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองที่ตนสังกัดในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายน และให้ผู้สมัครของพรรคการที่ไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้หมายเลขต่อจากหมายเลขสุดท้ายของผู้สมัครรับเลือกตั้งเดิม จึงมีเจตนาช่วยเหลือผู้สมัครพรรคไทยรักไทยให้ได้เปรียบ เพราะพรรคการเมืองอื่นมีเวลาหาเสียงน้อยกว่า

คดีจึงต้องวินิจฉัยว่า การจัดให้เลือกตั้งใหม่ตามมาตรา 74 พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส.และ ส.ว.พ.ศ.2541 กรณีผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้งคนเดียวได้รับคะแนนเสียงไม่ถึงร้อยละ 20 จำเลยทั้งสามจะสามารถเปิดรับผู้สมัครเลือกตั้งใหม่ได้หรือไม่ เห็นว่า ตามถ้อยคำในมาตรา 74 และรัฐธรรมนูญมาตรา 145 ประกอบมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.คณะกรรมการการเลือกตั้ง มีความหมายเรื่องการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่เหมือนกันในทางว่า ไม่ว่าจะเป็นการสั่ง หรือจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ กกต.ต้องดำเนินการให้มีการเลือกตั้งใหม่

อย่างไรก็ตาม ตามคำเบิกความของ นายทิวา เงินยวง พยานโจทก์ ระบุว่า ตามมาตรา 74 หากจะเปิดรับสมัครใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งซ่อม หรือการเลือกตั้งทั่วไป ต้องออก พ.ร.ฎ.เท่านั้น และยังระบุด้วยว่า หากการประกาศรับสมัครใหม่ยังคงให้ผู้สมัครได้หมายเลขเดิมจะทำให้เกิดความไม่เสมอภาค ขณะที่ นายถวิล ไพรสณฑ์ พยานโจทก์เบิกความว่า การเลือกตั้งใหม่จะเปิดรับสมัครใหม่ไม่ได้ ซึ่งศาลเห็นว่า นายทิวาจบการศึกษาระดับปริญญาเอก เป็นคณะบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เคยทำงานในสภาผู้แทนฯ นาน 20 ปี เป็นกรรมาธิการพิจารณาร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเกือบทุกฉบับ

ขณะเดียวกัน นายถวิลก็เคยเป็น ส.ส.และ ส.ว. และเป็นกรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส.ฯ ซึ่งคำเบิกความของพยานโจทก์จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ และเชื่อว่า เบิกความไปตามความรู้ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ โดยไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส.ฯ มาตรา 7/2 บัญญัติว่า กกต.มีอำนาจเพียงย่น ขยายเวลา และงดเว้นการดำเนินการเกี่ยวกับการเลือกตั้งเท่านั้น ดังนั้น จำเลยทั้งสามจึงไม่มีอำนาจออกประกาศ กกต.กำหนดให้เลือกตั้ง ส.ส.แบ่งเขตใหม่ โดยให้เปิดรับผู้สมัครใหม่

สำหรับประเด็นที่ กกต.ออกหนังสือเวียนทางโทรสารส่งไปยังประธาน กกต.เขต ให้เปิดรับสมัครผู้สมัครรายเดิมที่ยังไม่ได้ประกาศผลเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายน โดยไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญนั้น เห็นว่า แม้ในหนังสือเวียนจะระบุในตอนท้ายว่า อำนาจในการตรวจสอบคุณสมบัติและการประกาศรับผู้สมัครเป็นสิทธิของ ผอ.กต.ประเขตเลือกตั้ง แต่การที่ข้อความทางโทรสารได้อ้างถึงมติที่ประชุมของจำเลยทั้งสาม จึงเป็นการจูงใจให้รับสมัครผู้สมัครที่ย้ายเขตเลือกตั้งได้ อันมีผลทำให้ผู้สมัครคนเดียวสามารถรับสมัครเลือกตั้งได้ถึงสองเขต โดยเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 108 ที่ให้พรรคการเมืองสามารถส่งผู้สมัครแบบแบ่งเขตได้เพียงคนเดียว

นอกจากนี้ มติดังกล่าวยังขัดต่อประกาศ กกต.เรื่องการรับสมัครเลือกตั้ง ส.ส.ที่ให้สิทธิผู้สมัครของพรรคการเมืองหนึ่งพรรคส่งสมัครเลือกตั้งแบบแบ่งเขต หรือแบบบัญชีรายชื่อได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น และหากส่งแบบแบ่งเขตก็ได้เพียงเขตเดียว ดังนั้น

การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายและขัดต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบมีผู้แทนที่ประชาชนไม่ได้ตัวแทนอย่างแท้จริงไปทำหน้าที่แทนตนในสภานิติบัญญัติและดำเนินกิจกรรมทางการเมือง

ส่วนประเด็นที่จำเลยทั้งสามมีมติให้ออกประกาศรับสมัคร ส.ส.สงขลา เพิ่มเติม เพราะเหตุที่มีหัวหน้าพรรคประชากรไทยและพรรคคนขอปลดหนี้ ร้องเรียนว่า ไม่สามารถส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้เพราะมีผู้ชุมนุมขัดขวางนั้น ได้ความจากคำเบิกความของ นายพิชัย ธรรมโชติ และนายณรงค์ สุขจันทร์ ผอ.กต.ประจำเขตเลือกตั้งที่ 3-4 จ.สงขลา พยานโจทก์ระบุว่า เมื่อให้จัดการเลือกตั้งใหม่แล้วเปิดรับผู้สมัครใหม่ครั้งแรกในวันที่ 8-9 เมษายน 2549 ปรากฏว่า มีผู้สมัครของพรรคไทยรักไทยและผู้สมัครพรรคการเมืองเล็กหลายพรรคมาสมัคร แต่หลังจากตรวจคุณสมบัติแล้วเหลือผู้สมัครพรรคไทยรักไทยเพียงพรรคเดียว จึงให้มีการรับสมัครใหม่อีกครั้งในวันที่ 19-20 เมษายน

ทั้งนี้ ศาลเห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองปากเบิกความตามที่ ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในขณะนั้น โดยไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับฝ่ายจำเลย คำเบิกความจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ การที่จำเลยทั้งสามประกาศให้รับสมัครเพิ่มเติมวันที่ 19-20 เมษายน เนื่องจากผู้สมัครพรรคเล็กขาดคุณสมบัติทำให้เหลือผู้สมัครรับเลือกตั้งพรรคไทยรักไทยพรรคเดียว ย่อมทำให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยทั้งสามว่า ประสงค์ที่จะให้ผู้สมัครพรรคไทยรักไทยมีผู้แข่งขันเพื่อหลีกเกณฑ์ได้คะแนนร้อยละ 20 โดยเจตนาช่วยผู้สมัครพรรคไทยรักไทยดังกล่าว

ย่อมทำให้ผลการเลือกตั้งไม่ได้เป็นไปเพื่อให้ได้ตัวแทนของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ซึ่งการกระทำของจำเลยทั้งสามที่เริ่มมาตั้งแต่ต้น เป็นการกระทำเชื่อมโยงกันมาโดยตลอด และแสดงให้เห็นเจตนากระทำผิดอย่างชัดแจ้ง

ส่วนที่จำเลยทั้งสามอ้างว่า การจัดเลือกตั้งใหม่เป็นการคิดแบบธรรมชาติประกอบข้อกฎหมาย คือ หากเอาของชิ้นหนึ่งไปให้คนหนึ่ง แต่คนนั้นไม่รับก็ไม่ควรเอาของชิ้นเดิมไปให้อีก เห็นว่า ข้อเท้จจริงปรากฏตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ.2543 ข้อ 6 ระบุว่า การเลือกตั้งใหม่ห้ามไม่ให้เปิดรับผู้สมัครและไม่ให้ผู้สมัครถอนการสมัครรับเลือกตั้ง อันเป็นระเบียบที่มีข้อกำหนดชัดเจนแล้ว ซึ่งไม่ต้องตีความไปในทางอื่น ดังนั้น จำเลยทั้งสามจะอ้างว่าไม่รู้ถึงระเบียบดังกล่าวไม่ได้ เพราะเป็นระเบียบของ กกต.เอง และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2543

สำหรับคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในประการสุดท้ายว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีหรือไม่เห็นว่า ป.วิอาญา มาตรา 28 บัญญัติว่า บุคคลที่มีอำนาจฟ้องคดีอาญามีอยู่ 2 ประเภท คือ พนักงานอัยการและผู้เสียหาย จึงต้องวินิจฉัยก่อนว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายหรือไม่ โดยศาลเห็นว่า เนื่องจากประเทศไทยมีการปกครองโดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์เป็นผู้ใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา รัฐมนตรี และศาลตามที่บัญญัติไว้ตามรัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตยมีหลักการสำคัญ คือ อำนาจเป็นของประชาชน โดยประชาชนเลือกผู้แทนของตนเข้าไปทำหน้าที่กำหนดนโยบายสาธารณะ การใช้อำนาจสูงสุดในการปกครองของประชาชนเป็นไปในทางอ้อม เรียกว่า ประชาธิปไตยแบบมีผู้แทน ซึ่งได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

นอกจากนี้ การเลือกตั้งยังเป็นกลไกที่ประชาชนสามารถใช้เปลี่ยนแปลงรัฐบาลได้อย่างสันติวิธี การเลือกตั้งจึงถือเป็นนวัตกรรมทางการเมืองสมัยที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง ฉะนั้น สิ่งที่จำเป็นที่สุดของการปกครองระบอบประชาธิปไตย คือ ประชาชนต้องมีสิทธิเสรีภาพและเสมอภาค โดยต้องมีหลักประกันแก่สิทธิดังกล่าวและต้องมีการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม เสมอภาค เปิดเผย และเสรี ส่วน กกต.ประกอบด้วย ประธานคนหนึ่งและกรรมการอีก 4 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา จากผู้ซึ่งมีความเป็นกลางทางการเมืองและมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ เพื่อเป็นผู้ควบคุมและดำเนินการจัดให้มีการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม ทั้งนี้ การที่ กกต.มีคุณสมบัติพิเศษและมีอำนาจอันเกี่ยวกับการเลือกตั้งเช่นนี้ การดำเนินการใดๆ ย่อมต้องถูกตรวจสอบได้ ทั้งนี้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า กกต.จัดการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม มิใช่เป็นการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เป็นการประพฤติมิชอบในการปฏิบัติหน้าที่

ย่อมทำให้สิทธิของโจทก์โดยเฉพาะสิทธิในการเลือกตั้งได้รับความเสียหาย ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งฯ มาตรา 24 ที่บัญญัติว่า ห้ามมิให้ กกต.กระทำการมิชอบต่อหน้าที่เพื่อเป็นคุณ หรือโทษต่อผู้สมัคร หรือพรรคการเมือง หรือกระทำการ หรือละเว้นการกระทำการโดยทุจริต นอกจากนี้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้งฯ มาตรา 94 บัญญัติให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ผู้สมัครรับเลือกตั้งและพรรคการเมืองยื่นคำร้องต่อ กกต.ให้มีการเลือกตั้งใหม่ได้ เมื่อเห็นว่าการเลือกตั้งในเขตของตนมิได้เป็นไปโดยบริสุทธิ์ยุติธรรม แสดงให้เห็นว่า กฎหมายมีเจตนารมณ์ที่จะคุ้มครองสิทธิของผู้สมัครรับเลือกตั้งและพรรคการเมืองที่ส่งสมาชิกลงรับสมัครเลือกตั้ง และคุ้มครองสิทธิของผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้สามารถใช้สิทธิเลือกตั้งได้โดยเที่ยงธรรม เมื่อโจทก์ได้รับความเสียหายจากการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 2-4 ดังกล่าวข้างต้นแล้ว โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายในความผิดต่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งมาตรา 24 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

ส่วนเรื่องที่จำเลยที่ 2-4 แย้งว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งฯ มาตรา 114 ที่บัญญัติว่า ในกรณีที่ปรากฏว่ามีการกระทำผิด พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นในเขตเลือกตั้งใด ให้ถือว่าผู้สมัคร หรือพรรคการเมืองที่ลงสมัครรับเลือกตั้งในเขตนั้นเป็นผู้เสียหายนั้น ซึ่งศาลเห็นว่า คดีนี้หลังจากไต่สวนมูลฟ้องแล้ว ศาลมีคำสั่งให้ประทับรับฟ้องเฉพาะความผิดต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ส่วนข้อหาอื่นให้ยก เมื่อศาลยกฟ้องในความผิดต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้งแล้ว จึงไม่ต้องวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายในความผิดต่อ พ.ร.บ.ดังกล่าวหรือไม่

ศาลจึงพิพากษาว่า จำเลยที่ 2-4 มีความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. พ.ศ.2541 มาตรา 24 42 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้จำคุกคนละ 4 ปี และให้เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง มีกำหนดคนละ 10 ปี ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 2-4 ต่อจากคดีอื่นนั้น ยังไม่ปรากฏว่า ศาลมีคำพิพากษาในคดีเหล่านั้น จึงให้ยกคำขอและให้ยกคำขอตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

ภายหลังจำเลยทั้งสามได้ยื่นคำร้องขอประกันตัวโดยใช้ตำแหน่งหน้าที่ราชการเป็นหลักทรัพย์ นอกจากนี้ พ.ต.อ.สพัฒน์ รัตนวราหะ รองเลขาธิการ กกต. นายบุญเกียรติ รักชาติเจริญ ผอ.สำนักบริหารการเลือกตั้ง กกต. และนางพรรณศิวา บูรณะสถิตย์พร ผู้ตรวจสอบภายใน กกต. ใช้ตำแหน่งขอยื่นประกันจำเลยทั้งสามด้วย รวมหลักทรัพย์ประมาณ 2.5 ล้านบาทเศษ

อย่างไรก็ดี ศาลอาญาพิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 148 ขอให้ศาลมีคำสั่งงดออกหมายจำคุก เห็นว่า ตามมาตรา 148 บัญญัติให้ความคุ้มกัน กกต.ระหว่างที่มี พ.ร.ฎ.เลือกตั้งเฉพาะเรื่องการจับกุมและคุมขังในชั้นสอบสวนเท่านั้น ส่วนมาตรา 148 วรรค 2 บัญญัติว่า กรณีที่มีการจับ กกต.ขณะกระทำผิดให้รายงานไปยังประธาน กกต.โดยด่วน และอาจสั่งให้ปล่อยผู้ถูกจับนั้นได้เห็นว่ากรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่ กกต. ถูกจับหรือคุมขังก่อนมี พ.ร.ฎ.เลือกตั้ง ซึ่งสิทธิความคุ้มกันดังกล่าวของ กกต.จะต่างกันกับสิทธิคุ้มกันของ ส.ส.ซึ่ง ส.ส. หรือ

ส.ว.จะได้รับความคุ้มกันทั้งในชั้นสอบสวนและการพิจารณาของศาล ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 165-166 จำเลยทั้งสามจึงไม่มีสิทธิขอให้ศาลงดออกหมายจำคุก สั่งยกคำร้องและให้ออกหมายจำคุกตามผลคำพิพากษา

สำหรับเรื่องการประกันตัว ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยทั้งสามเป็น กกต.ต้องมีความเป็นกลางทางการเมืองและมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 136 แต่การจัดเลือกตั้ง ส.ส.เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 และการเลือกตั้งที่ต่อเนื่องมา โดยจำเลยทั้งสามกลับถูกพรรคการเมืองหลายพรรคและประชาชนส่วนหนึ่งต่อต้าน นอกจากนี้ยังมีแพทย์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง และประชาชนหลายสาขาอาชีพทำการประท้วงด้วยการฉีกบัตรเลือกตั้งโดยเปิดเผย ประกอบกับหลายเขตเลือกตั้งที่มีผู้สมัครเพียงคนเดียวพรรคเดียวได้คะแนนเสียงน้อยกว่าร้อยละ 20 ทั้งนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นชี้ให้เห็นว่า เป็นปรากฏการณ์ที่ผิดปกติของสังคม โดยแทนที่จำเลยทั้งสามจะใส่ใจรีบหาทางแก้ไขความไม่พอใจของประชาชน

แต่จำเลยกลับเดินหน้าจัดเลือกตั้งต่อไปทั้งที่ยังไม่มีการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งหลายเขตอย่างเป็นทางการ จนเกิดการหมุนเวียนผู้สมัครทำให้เกิดวิกฤติศรัทธาต่อการจัดเลือกตั้งของจำเลยทั้งสามมากขึ้นตามลำดับ ซึ่งจำเลยทั้งสามเป็นผู้มีวัยวุฒิและคุณวุฒิ เคยดำรงตำแหน่งระดับสูงมาก่อน ย่อมตระหนักดีว่า กกต.เป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเมือง การปกครองในระบอบประชาธิปไตย เมื่อประชาชนจำนวนมาก รวมทั้งพรรคการเมืองไม่ไว้วางใจในความเป็นกลาง ความสุจริตและเที่ยงธรรมของจำเลยทั้งสามแล้ว ย่อมกระทบกระเทือนถึงการจัดการเลือกตั้งทุกระดับ

ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสามยังคงปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งต่อไปโดยไม่ใยดีต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการเลือกตั้ง ส.ส.ที่ผ่านมา และไม่ตระหนักถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในภายหน้า จึงส่อพิรุธและชี้ให้เห็นว่า จำเลยทั้งสามเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ

ด้วยเหตุดังกล่าวเป็นที่ประจักษ์และเชื่อได้ว่า หากศาลอาญาสั่งอนุญาตให้ปล่อยจำเลยทั้งสามระหว่างอุทธรณ์ เพื่อให้โอกาสจำเลยกลับไปปฏิบัติหน้าที่จัดการเลือกตั้ง ส.ส.อีกก็น่าจะเกิดความไม่เรียบร้อย สุจริต และเที่ยงธรรมเหมือนการเลือกตั้งที่ผ่านมา ดังนั้น เพื่อประโยชน์สุขและความสงบเรียบร้อยของสังคม จึงเห็นสมควรให้รีบส่งคำร้องขอประกันตัวพร้อมสำนวนให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาเพื่อมีคำสั่งต่อไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 106 (4)

--------------------------------------------------------------------
คดีดังกล่าวน่าจะเป็นบทเรียนสอนใจกับ ก.ก.ต. ทั่วประเทศนะค่ะ
โดย: nationchannel [14 ก.ย. 50 10:14] ( IP A:58.136.219.15 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   น่าสนใจครับ
โดย: นายฉิม [14 ก.ย. 50 16:15] ( IP A:202.57.137.157 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   สะใจจัง ความถูกต้องยังมีอยู่
โดย: โพราม [22 ก.ย. 50 18:03] ( IP A:61.7.190.210 X: )
คลิก เพื่อเปลี่ยนกลับไปแสดงความคิดเห็นแบบเดิม

ชื่อไฟล์รูปห้ามมีอักขระพิเศษ เช่น (#),(<),(>),(&) เป็นต้นค่ะ
ชื่อ / e-mail :    แทรกไอคอนน่ารักๆในข้อความ
e-mail :
ส่งอีเมลทุกครั้งที่มีการตอบกระทู้       (ใส่ Email เมื่อต้องการให้ส่ง Email เมื่อมีคนมาโพสในกระทู้)


CAPTCHA code



คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน