ถนนสายท่องเที่ยวในวันเดียว เมืองคนสวยโพธารามคนงามบ้านโป่ง
   ถนนสายท่องเที่ยวในวันเดียว เมืองคนสวยโพธารามและเมืองคนงามบ้านโป่ง เริ่มตั้งแต่ บึงกระจับ-สระน้ำโกสินารายณ์-พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง-วัดใหญ่นครชุมน์-บึงวังมะนาว--วัดขนอนหนังใหญ่-วัดคงคาราม
การเดินทางจากกรุงเทพใช้เส้นทางถนนเพชรเกษม หรือถนนบรมราชชนนี (ปิ่นเกล้า-นครชัยศรี) เมื่อถึงจังหวัดนครปฐม ผ่านแยกสะพานลอยเข้าเมืองนครปฐม ให้ขับชิดขวาลอดใต้สะพานผ่านจังหวัดนครปฐม มุ่งหน้าไปจังหวัดราชบุรี จากนั้นเมื่อผ่านแยกสะพานลอยเข้าเมืองบ้านโป่ง ให้ชิดซ้ายข้ามสะพานลอยเข้าเมืองบ้านโป่ง ไปตามทางประมาณ 1 กิโลเมตร ก่อนถึงสามแยกกระจับ ด้านขวามือ ก็จะถึงบึงกระจับ หรือถ้าขับผ่านเลยไปอีก 9 กิโลเมตร ข้ามทางรถไฟจะถึงสามแยกเข้าตัวเมืองบ้านโป่ง ไม่ต้องเข้าตัวเมืองให้ขับตรงไป จนกระทั่งถึงสี่แยกไฟแดง 1.ถ้าเลือกเลี้ยวขวาทางไปกาญจนบุรี ประมาณ 4 กิโลเมตรทางขวามือสังเกตจะเป็น สระน้ำโกสินารายณ์ ซึ่งอยู่ด้านหลัง บจ.เยื่อกระดาษสยาม 2.ถ้าเลือกเลี้ยวซ้ายจะเข้าตัวเมืองบ้านโป่ง 3.ถ้าเลือกตรงไปจะเป็นสะพานข้ามแม่น้ำแม่กลองทางเดียวกันกับไปเขาช่องพรานที่มีค้างค้าวหลายร้อยล้านตัว แต่เราจะขับข้ามสะพานข้ามแม่น้ำไปประมาณ 7 กม.ด้านซ้ายมือจะมีป้ายบอกทางเข้าวัดม่วง เลี้ยวเข้าไปประมาณ 3 กม.ก็จะถึงที่หมายคือ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง ด้านหลังวัดจะมีสะพานข้ามแม่น้ำแม่กลอง ขับข้ามสะพานเลี้ยวซ้ายประมาณ 500 เมตรก็จะถึงวัดใหญ่นครชุมน์ จากนั้นย้อนกลับมาใช้เส้นทางเดิมขับเลยวัดม่วงไปอีกประมาณ 1.5 กม.จะข้ามสะพานข้ามคลองเล็กๆขับข้ามสะพานให้เลี้ยวขวาทางลูกรังเลียบคลองที่เราข้ามสะพานมา ประมาณ 100 เมตรก็จะถึงบึงวังมะนาว ออกจากบึงวังมะนาวใช้เส้นทางเดิม หรือถ้าขับเลยไปประมาณ 4-5 กิโลเมตรทางซ้ายมือก็จะเป็นวัดขนอนหนังใหญ่ ไม่ใกล้ไม่ไกลกับวัดขนอนหนังใหญ่ก็จะเป็นวัดคงคารามที่นี่จะมีจิตรกรรมฝาผนังเก่าแก่น่าชม ถือว่าเส้นทางที่แนะนำมาทั้งหมดเป็นสายท่องเที่ยวของจังหวัดเลยก็ว่าได้ ขอให้สนุกกับการเที่ยวภาคตะวันตก
โดย: เจ้าบ้าน [10 ก.พ. 47 14:51] ( IP A:203.113.67.37 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   ถ้าจะดูสถานที่ท่องเที่ยวแบบเจาะลึกทุกตำบลในจังหวัดราชบุรี หรือสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ไปที่นี่ http://www.thaitambon.com/Provinces/Ratchaburi.htm
โดย: [20 ก.พ. 47 18:47] ( IP A:210.203.175.244 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   แบนเนอร์ส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดราชบุรี จากเวบไซท์ประชาสัมพันธ์ จังหวัดราชบุรี

โดย: [21 ก.พ. 47 13:18] ( IP A:203.113.67.38 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   บรรยากาศบึงกระจับในช่วงเวลาใกล้พลบค่ำ เห็นภาพแล้วชวนให้น่าำไปเยี่ยมเยียนเสียจริงๆ

โดย: [28 ก.พ. 47 14:54] ( IP A:203.150.14.161 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   บึงวังมะนาวสวยงามไม่แพ้กัน

โดย: [28 ก.พ. 47 14:56] ( IP A:203.150.14.161 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
   ชอบ
โดย: cometuey [28 ก.พ. 47 16:49] ( IP A:198.81.26.49 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
   เฮ้คนบ้านโป่งน้ำใจดี อุตสาห์สแกนภาพสวยๆที่ท่องเที่ยวของบ้านโป่งให้ได้ชมกัน ถึงแม้จะไม่ได้อยู่ที่บ้านโป่งก็รู้สึกอบอุ่นเหมือนได้อยู่บ้าน
โดย: ลูกบ้านโป่งโดยกำเนิด [28 ก.พ. 47 17:59] ( IP A:203.150.14.161 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
   กระทู้นี้น่าสนใจถึงแม้จะไม่ใช่ช่วงเทศกาลตรุษจีน ก็สามารถไปเที่ยวได้เนื่องจากให้รายละเอียดของศาลเจ้าแม่เบิกไพรดี จากคุณชาวบ้านโป่ง ที่โพสไว้ที่ http://banpong.hypermart.net เชื่อว่าชาวบ้านโป่งหลายคนก็ยังไม่รู้ประวัติเหล่านี้ ลองอ่านดูนะ
ท่องเที่ยวไปใน 1 วัน เทศกาลตรุษจีนที่บ้านโป่ง30 มกราคม 2544
วันนี้เช่นเคยช่วงเช้า ก่อนไปทำงาน เราจะต้องขับรถไปส่งแม่ และอาสาว ตามวันเวลาตรวจประจำที่หมอนัดที่โรงพยาบาลบ้านโป่ง พอใกล้เวลาเที่ยง ลูกสาวของอาสาวจะโทรศัพท์ให้ไปรับแม่ พร้อมอาสาวที่โรงพยาบาล หลังจากตรวจเสร็จแล้ว เมื่อทุกคนขึ้นรถเรียบร้อยแล้ว เราเอ่ยถามขึ้นว่ามื้อเที่ยงนี้จะกินอะไรดี แม่บอกว่าไปกินก๋วยเตี๋ยวผัดไทยหน้าศาลเจ้าแม่เบิกไพร กันดีกว่า เราเคยพาแม่มากินที่นี่ครั้งนึง แม่คงติดใจรสชาติของผัดไทยแน่ๆ ขับรถข้ามสะพานเฉลิมพระเกียรติหน้าวัดบ้านโป่ง เลี้ยวซ้ายประมาณ 1.7 กิโล ก็จะถึงศาลเจ้าแม่เบิกไพร เราไปกัน 4 คน แม่กับอาสาว สั่งผัดไทย ส่วนเรา และลูกสาวอาสาวสั่งบะหมี่แห้ง หลังจากกินเรียบร้อยแล้ว แม่บอกว่าวันนี้จะถือโอกาสไหว้อาม่าศาลเจ้าแม่เบิกไพร คงเกรงว่าอีกไม่กี่วันข้างหน้าก็จะถึงเทศกาลตรุษจีน ช่วงนั้นอาจมีประชาชนจากทุกสารทิศมากราบไหว้องค์เจ้าแม่กันเยอะ จะได้ไม่ต้องเบียดเสียดกัน เนื่องจากเทศกาลตรุษจีนถือว่าเป็นช่วงเทศกาลที่มีประชาชนมากราบไหว้เจ้าแม่กันมากที่สุด สำหรับประวัติศาลเจ้าแม่เบิกไพรแห่งนี้เมื่อปี พ.ศ.2420 ครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสทางชลมารคผ่านแม่น้ำแม่กลอง จังหวัดราชบุรี เพื่อไปไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ช่วงเสด็จกลับ ขบวนเรือพระที่นั่ง ล่องมาตามแม่น้ำแม่กลอง เมื่อเสด็จผ่านบ้านโป่ง นั้นทรงมีรับสั่งตามพระราชหัตถเลขาว่า “ที่บ้านโป่ง มีโรงบ่อนกำลังมีหุ่นจีนอยู่ แล้วมีโรงจีนอยู่เป็นแถวยาวๆ ต่อไปก็โรง*บทำน้ำตาลอีกหนึ่งโรง 3 โมงครึ่งถึงบ้านเบิกไพร มีเกาะอยู่กลางน้ำฝั่งซ้ายมือ ต้นไม้หนาเป็นต้นมะม่วง ต้นขนุน ข้างท้ายเกาะริมฝั่งขวา มีศาลเจ้าเบิกไพร เมื่อมาคราวก่อนเราไม่ได้แวะ แต่ส่งธูปเทียนขึ้นไปบูชา คราวนี้ตั้งใจว่า จะขึ้นไปคำนับและขึ้นไปดูด้วยเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์คนนับถือ เมื่อเราขึ้นบกนั้น 3 โมง 50 นาทีแล้ว มีศาลเก่าฝากระดานหลังหนึ่งอยู่ข้างหน้าหลังคามุงจาก มีต้นคัดค้าวเลื้อยขึ้นเกาะต้นไม้ใหญ่ เป็นเชิงอยู่บนศาล ข้างหลังมีเรือนจีนฝากระดานหลังคามุงกระเบื้อง 2 หลังแฝด มีโรงผู้รักษาติดกันอยู่ ข้างศาลมีจีนผู้รักษาอยู่ 3 คน ที่ตามลานศาลนั้นมีต้นไม้มะพลับใหญ่หลายต้น ไก่เดินไกว่ไปทั้งศาล ขึ้นไปไข่ไว้บนศาลใหม่ๆก็มี โปรยข้าวศาลให้กินเข้ามาใกล้ทีเดียว บูชาแล้วกลับลงเรือ 4 โมงครึ่ง ออกเรือมาอีกหน่อยก็เห็นฝ้ายกองอยู่ริมตลิ่ง เขาว่าแถบนี้เป็นไร่ฝ้ายกันมาก” ข้อความทั้งหมดนี้เป็นพระราชหัตถเลขาเมื่อ 125 ปีก่อน ไม่รู้ว่าศาลเจ้าแม่เบิกไพรในปัจจุบันเขาจะปลูกต้นคัดค้าว และต้นมะพลับ ไว้หรือเปล่า อย่างน้อยเพื่อเป็นการรำลึกถึงในพระมหากรุณาธิคุณของล้นเกล้า และบรรยากาศสมัยที่เคยเสด็จมาที่ศาลแห่งนี้ บังเอิญเราไม่รู้จักต้นไม้ทั้งสองชนิดนี้ด้วย หรือเขาอาจจะปลูกไว้ด้วยแล้วก็ได้ และอีกอย่างหนึ่งน่าจะมีข้อความพระราชหัตถเลขาดังกล่าวติดไว้หน้าศาลเจ้าให้ประชาขนที่มากราบไหว้บูชาได้ทราบถึงวันประวัติศาสตร์สำคัญของศาลแห่งนี้ในอดีตก็จะเป็นการดียิ่งขึ้น บรรยากาศของศาลเจ้าวันนี้เป็นสถานที่สงบน่าเลื่อมใสศรัทธาอย่างที่เคยเป็นมา ด้านหน้าทางขวามือจะเป็นบ่อเลี้ยงปลา เดินเข้าไปในศาลด้านขวามือมีหญิงชราท่านหนึ่งเข้าใจว่าคงจะเป็นผู้จัดการปกครองศาลเจ้าแห่งนี้ นั่งอยู่หลังโต๊ะธูปเทียนบูชา ลูกของอาสาวทำบุญธูปเทียนบูชาให้พวกเรา 4 ชุด แต่ละชุดประกอบไปด้วย ธูป 19 ดอก ไว้ปักบูชาแห่งละ 3 ดอก เพื่อไหว้หน้าองค์เจ้าแม่ และเทพเจ้าต่างๆ ในศาลเจ้าแม่ เราเริ่มไหว้ที่องค์เจ้าแม่ คุกเข่ากราบ 3 ครั้ง เทพเจ้าในศาล 2 องค์ ข้างนอกศาลด้านซ้าย 1 องค์ ขวา 1 องค์ รวมทั้งหมดใช้ธูป 15 ดอก เมื่อไหว้จนครบแล้วจะเหลือธูป 4 ดอก เรานำไปปักหน้าประตูศาลซ้ายขวา กระบวนการไหว้เรามารู้ทีหลัง จากการได้อ่านหนังสืองานฉลองลานเอนกประสงค์ ศาลเจ้าแม่เบิกไพรที่เพิ่งผ่านไป ที่เขาแจกฟรี เขียนถึงขั้นตอนการกราบไหว้บูชาว่าหลังจากไหว้องค์เจ้าแม่เสร็จแล้ว ยังไม่ต้องไหว้เทพเจ้า 2 องค์ด้านซ้าย-ขวาขององค์เจ้าแม่ในศาล ให้เดินออกประตูด้านหน้าศาลก่อน ซึ่งคนจีนโบราณเชื่อว่าการออกประตูด้้านหน้าศาล จะทำให้ชีวิตประสบแต่ความรุ่งเรือง ถ้าใช้ประตูด้านข้าง การดำรงชีวิตจะเป็นรองคนอื่นตลอดไป เมื่อเดินออกประตูด้านหน้าศาล ให้เดินไปทางด้านซ้ายมือเพื่อไหว้เทพเจ้าองค์ต่อไป หลังจากไหว้เสร็จแล้ว ให้เดินเข้าประตูหน้าศาลเจ้าแม่อีกครั้ง เพื่อไหว้พระพุทธอันดับต่อไปซึ่งอยู่ด้านซ้ายมือขององค์เจ้าแม่ เสร็จแล้วเดินมาด้านขวามือขององค์เจ้าแม่เพื่อกราบไหว้เทพเจ้าองค์ต่อไป หลังจากไหว้เสร็จแล้วให้เดินออกประตูหน้าศาลอีกครั้ง แล้วให้เดินไปด้านขวามือ เพื่อกราบไหว้เทพเจ้าองค์ต่อไป เมื่อไหว้จนครบแล้ว ธูปที่เหลือให้นำไปด้านหน้าศาล ปักหน้าประตูซ้ายขวา เสร็จแล้วเข้าประตูด้านหน้ามากราบองค์เจ้าแม่อีกครั้ง เป็นการจบกระบวนการไหว้ เสร็จจากการกราบไหว้เราเดินดูรอบๆ ภายในศาลเจ้าแม่ซึ่งในสมัยเด็กๆ ช่วงเทศกาลตรุษจีนพ่อและแม่มักจะพาเรามาไหว้เสมอ ทุกสิ่งทุกอย่างยังดูเหมือนเดิมหลังคาของศาลจะเต็มไปด้วยคราบเขม่าควันธูป หลังจากนั้นแม่ รวมทั้งน้าสาว ได้เข้าไปเสี่ยงเซียมซี แม่เสี่ยงของแม่เองรวมทั้งเสี่ยงแทนลูกทั้งสี่คน มีพี่สาว ตัวเรา และน้องชายอีก 2 คน ส่วนพ่อนั้นแม่บอกว่าพ่อไม่ค่อยชอบเสี่ยงเซียมซีเลยไม่ได้เสี่ยงแทนให้ เสร็จจากกราบไหว้ศาลเจ้าแม่เรียบร้อย เราขับรถไปตามถนนด้านขวามือขององค์เจ้าแม่ เลาะริมน้ำไปเรื่อยๆ เพื่อจะไปพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดบ้านม่วง ตามเส้นทางที่จะไปจะผ่าน วัดตาลปากลัด วัดโพธิ์โสภิธาราม ซึ่งเป็นแหล่งชุมชาวมอญที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน จากนั้นก็จะผ่านพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดบ้านม่วง วันนี้พวกเราไม่ได้แวะ เนื่องจากเวลาจำกัด หน้าวัดบ้านม่วงจะมีสะพานเล็ก ไม่สามารถสวนทางกันได้ แต่บนสะพานเขาจะทำเป็นที่ให้รถหลีกกัน ถ้าขับตรงไปเรื่อยๆ ก็จะไปถึงวัดคงคาราม เพื่อดูจิตรกรรมฝาผนังอันลือชื่อของจังหวัดราชบุรี แต่พวกเราข้ามสะพานหน้าวัดบ้านม่วงพอข้ามสะพานแล้วเราก็เลี้ยวซ้าย เลาะริมตลิ่งไปเรื่อยๆ ไปประมาณ 1 ก.ม.จะผ่านวัดสำคัญๆ คือ วัดใหญ่นครชุมน์ แหล่งชุมชนชาวมอญที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง วัดตาผา วัดอุทุมพรธาราม มีช่วงหนึ่งถ้ามองไปฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำก็จะเห็นศาลเจ้าแม่เบิกไพร พอถึงตรงนี้แม่ยังบอกว่าเขาน่าจะสร้างสะพานข้ามไปยังศาลเจ้าแม่ไม่แน่นะต่อไปในอนาคตเขาอาจจะสร้างก็ได้ จากนั้นเราขับรถไปเรื่อยๆ ก็จะมาบรรจบกันที่สะพานเฉลิมพระเกียรติอีกครั้ง หลังจากทัวร์ระยะสั้นๆ เราส่งแม่และน้าสาวที่บ้านเรียบร้อยแล้วแล้ว ก็กลับมาทำงานที่สำนักงานต่อไปด้วยความอิ่มเอิบใจ
โดย: [28 ก.พ. 47 23:17] ( IP A:203.113.34.11 X: )
ความคิดเห็นที่ 10
   

โดย: [29 มี.ค. 47 18:22] ( IP A:203.150.14.161 X: )
ความคิดเห็นที่ 11
   ท่องเที่ยวเสร็จแล้ว ขอแนะนำร้านอาหารอร่อยในจังหวัดราชบุรี คลิกที่นี่ http://www.pantip.com/cafe/chuanchim/nonbkk/ratchaburee_01.html
โดย: ลองลิ้มชิมรส [5 เม.ย. 47 16:23] ( IP A:203.113.67.36 X: )
ความคิดเห็นที่ 12
   จากถนนเพชรเกษม (ทางหลวงหมายเลข4) ข้ามสะพานลอยบ้านโป่ง (ทางหลวงหมายเลข323) ก็จะเข้าตัวเมืองบ้านโป่ง

โดย: [5 เม.ย. 47 22:44] ( IP A:203.113.67.37 X: )
ความคิดเห็นที่ 13
   รายละเอียดที่พักในจังหวัดราชบุรี
อำเภอเมือง กวงฮั้ว 200/202 ถ.อัมรินทร์ โทร. 0 3233 7119 จำนวน 20 ห้อง ราคา 100-120 บาท
กฤษณะ 118 ถ.คฑาธร โทร. 0 3233 7262, 0 3232 6560 จำนวน 18 ห้อง ราคา 120-300 บาท
โกลเด้น ซิตี้ 76/1 หมู่ 5 ถ.เพชรเกษม ห่างจากตัวเมืองประมาณ 4 กม. โทร. 0 3231 7140-4 โทรสาร 0 3231 7145 จำนวน 210 ห้อง ราคา 1,050 บาท
ครัวหลวง รีสอร์ท 59 หมู่ 2 ถ.เพชรเกษม โทร. 0 3232 1221, 0 3232 6848, 0 3231 6888 โทรสาร 0 3232 6849 จำนวน 40 หลัง ราคา 720 บาท
นำสิน 2-16 ถ.ไกรเพชร โทร. 0 3233 7551, 0 3232 6238 โทรสาร 0 3233 7633 จำนวน 78 ห้อง ราคา 250-520 บาท
ราชบุรีดี 1 43/1 ถ.อุดมสิริ โทร. 0 3233 8542, 0 3233 8302 จำนวน 50 ห้อง ราคา 260-550 บาท
ศาลาไทย 65 ถ.คฑาธร ต.หน้าเมือง โทร. 0 3233 7172 จำนวน 44 ห้อง ราคา 150-500 บาท
หงษ์ฟ้า 13/17 ถ.ราษฏรยินดี ต.หน้าเมือง โทร. 0 3233 7484 จำนวน 30 ห้อง ราคา 170-230 บาท
อารยะ 187/1-12 ถ.ไกรเพชร โทร. 0 3233 7781-2 จำนวน 80 ห้อง ราคา 250-480 บาท
อำเภอสวนผึ้ง เดือนล้อมคันทรีโฮม 111/1 หมู่ 11 ต.ท่าเคย โทร. 0 3236 4111, 0 3236 4222, 0 1269 6006 บ้านพัก จำนวน 6 หลัง ราคา 2,600-9,000 บาท
บ้านห้วยน้ำใส 173 หมู่ 3 ต.สวนผึ้ง โทร. 0 1210 3491 ราคา 900-2,000 บาท
บ้านบัววัฒนา 26/1 หมู่ 7 ต.สวนผึ้ง โทร. 0 3239 5081, 0 3239 5083, 0 3239 5201, 0 3222 1189, 0 1941 8294 จำนวน 7 ห้อง ราคา 1,200-1,800 บาท
บ่อคลึงฮอทสปริง ถ.บ่อคลึง-สวนผึ้ง เลยอำเภอสวนผึ้งไป 15 กม. โทร. 0 3232 9024 กรุงเทพฯ โทร. 0 2279 8169-71, 0 2294 3300, 0 2294 3256 มีบ้าน 3 หลังๆ ละ 10-20 คน ราคา 1,200-3,500 บาท มีเต๊นท์ให้เช่า
ภโวทัย (อยู่ในพิพิธภัณฑ์ภโวทัย) 94 ถ.สวนป่าสิริกิติ์-สวนผึ้ง ต.ตะนาวศรี โทร. 0 3234 2053, 0 3222 1189, 0 3239 5192-4, 0 1486 9804 บ้านพัก 6 หลัง ราคา 1,500-4,500 บาท
สวนนางพญา เลยอำเภอจอมบึงไป 28 กม. ตามเส้นทางโป่งกระทิง-ชัฎป่าหวาย-โป่งกระทิง โทร. 0 1215 2817 กรุงเทพฯ โทร. 0 2539 8354-5, 0 2932 9789 โทรสาร 0 2932 9192 จำนวน 33 ห้อง ราคา 900-1,500 บาท มีบ้านพัก 9 หลัง ราคา 2,500 บาท
สวนผึ้งแลนด์ 107/2 หมู่ 5 ต.บ้านคา โทร. 0 3239 5218 จำนวน 22 ห้อง ราคา 900 บาท
สวนผึ้งคันทรี่ วิลเลจ โทร. 0 1316 0487
อำเภอบ้านโป่ง เกษมสุข 2/98 ถ.แสงชูโต ต.บ้านโป่ง โทร. 0 3221 1384, 0 3222 1027 จำนวน 70 ห้อง ราคา 190-425 บาท
ไทยนำริเวอร์ไซด์ 19/50 หมู่ 4 ถ.แสงชูโต โทร. 0 3221 1947-8 โทรสาร 0 3221 1154 จำนวน 140 ห้อง ราคา 280-1,500 บาท
ไทยนำโฮเต็ล 19/19 ถ.แสงชูโต ต.ปากแรด โทร. 0 3221 1947-8 จำนวน 140 ห้อง ราคา 200-1,200 บาท
ทิพย์ 105 ซ.กระชังวัฒนา โทร. 0 3221 1346 จำนวน 18 ห้อง ราคา 120-180 บาท
วิลล่าโฮเต็ล 30/2 ถ.แสงชูโต โทร. 0 3222 1312 จำนวน 55 ห้อง ราคา 200-600 บาท
อำเภอดำเนินสะดวก บ้านสุขโชครีสอร์ท 103 หมู่ 5 ต.ท่านัด โทร. 0 3225 4301, 0 3225 4982, 0 3234 5798 จำนวน 40 ห้อง ราคา 250-1,600 บาท
อำเภอจอมบึง ราชบุรี คันทรี่คลับ 95 หมู่ 10 ต.ปากช่อง โทร. 0 3226 1223-6 จำนวน 50 ห้อง ราคา 1,200-1,800 บาท
อำเภอโพธาราม แสนสุข ถ.แสงชูโต จำนวน 18 ห้อง ราคา 500 บาท
ราคานี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ ติดต่อยืนยันกับโรงแรมอีกครั้ง
ส่วนการเดินทางไปจังหวัดราชบุรี ดังนี้
ทางรถยนต์ ใช้เส้นทางสายเพชรเกษม (ทางหลวงหมายเลข 4 ) ผ่าน ท่าพระ บางแค สามพราน นครชัยศรี นครปฐม เข้าราชบุรีหรือเส้นทางถนนบรมราชชนนี(ปิ่นเกล้า-นครชัยศรี ทางหลวงหมายเลข 338 ) ไปบรรจบกับถนนเพชรเกษมที่นครชัยก่อนถึงตัวเมืองนครปฐม 16 กิโลเมตร จากนั้นใช้ถนนเพชรเกษม ตรงไปตัวเมืองราชบุรี รวมระยะทาง 101 กิโลเมตร
ทางรถโดยสารประจำทาง บริษัทขนส่ง จำกัด เปิดบริการเดินรถ จากสถานีขนส่งสายใต้ทุกวันวันละหลายเที่ยว รายละเอียด ติดต่อได้ที่ โทร. 4345557-8 (รถธรรมดา) และ 4351199 (รถปรับอากาศ) และที่จังหวัดราชบุรี โทร. 338276, 338439
ทางรถไฟ จังหวัดราชบุรี สามารถเดินทาง จากกรุงเทพฯ โดยทางรถไฟมีรถไฟ ออกจาก สถานีรถไฟกรุงเทพฯ (หัวลำโพง) และสถานีรถไฟธนบุรี (บางกอกน้อย) ทุกวัน ซึ่งมีทั้งรถด่วน รถเร็ว รถธรรมดา และรถดีเซลราง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง รายละเอียดและกำหนด เวลาตลอดจนค่าโดยสาร ติดต่อสอบถามที่สถานี รถไฟกรุงเทพฯ โทร. 2237010, 2237020 และสถานีรถไฟธนบุรี โทร.4113102
โดย: เจ้าบ้าน [14 เม.ย. 47 10:25] ( IP A:203.113.34.13 X: )
ความคิดเห็นที่ 14
   แหล่งท่องเที่ยว เมืองคนงาม นามบ้านโป่ง อยู่เมืองโอ่ง มังกร แน่นอนยิ่ง
ศาลเจ้าแม่ เบิกไพร เลื่อมใสจริง เพราะเป็นสิ่ง ที่ศรัทธา มาช้านาน
เป็นชุมชน แหล่งมอญ มาก่อนเก่า รวบรวมเอา ประเพณี อันโดดเด่น
วัดใหญ่ นครชุมน์ ประจักษ์เป็น ดั่งเฉกเช่น วัฒนธรรม ครั้งโบราณ
สระน้ำโก สินารายณ์ ที่บ่งชี้ เมืองเก่า ทราวดี มีให้เห็น
ได้รับรู้ เรื่องราว ทุกประเด็น สิ่งที่เน้น คืออดีต ที่ผ่านมา
พิพิธภัณฑ์ วัดม่วง แหล่งท่องเที่ยว เป็นเรื่องเกี่ยว กับมอญ ของสะสม
จากอดีต ถึงวันนี้ มีให้ชม คนนิยม มาศึกษา หาความจริง
เข้าในเมือง จะพบ โบสถ์ คาทอลิก เป็นวัดคริสต์ ที่โอฬาร ยามได้เห็น
หอนาฬิกา ตั้งตระหง่าน เช้าและเย็น อยู่ในเส้น สองทาง กลางใจเมือง
ออกไปนิด ก็จะถึง บึงกระจับ หรือวกกลับ ไปอีกหน่อย ก็จะถึง
วังมะนาว ชาวบ้านรู้ ก็คือบึง เป็นที่ซึ่ง ใช้พักผ่อน และหย่อนใจ
เที่ยวบ้านโป่ง ก็ขอเชิญ ท่านเพลินจิต ใช้ชีวิต สุขสมหมาย คลายเศร้าหมอง
พักกินอยู่ ให้สบาย ดั่งหมายปอง เหมือนพี่น้อง คอยต้อนรับ ประทับใจ

โดย: อำนาจ [20 เม.ย. 47 22:17] ( IP A:203.113.67.37 X: )
ความคิดเห็นที่ 15
   คนไทยกับความเชื่อความศรัทธาดูเหมือนจะคู่กันจนแยกไม่ออก อย่าว่าแต่คนไทยแม้แต่ชาวต่างชาติ เขาก็มีความเชื่อความศรัทธาบางสิ่งบางอย่างในแบบของเขา เรียกว่าเป็นเหมือนกันทั่วโลก ใครที่เป็นชาวบ้านโป่งโดยกำเนิด หรือชาวอำเภอใกล้เคียง คงเคยได้ยินกิตติศัพท์เลื่องลือความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่ออโนทัย แห่งวัดจันทาราม อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ในเรื่องของการบนบานศาลกล่าวขอในสิ่งที่ตัวเองหวังและสมหวังดังตั้งใจ โบสถ์ของหลวงพ่อตั้งอยู่บนถนนเพชรเกษม ไม่ใกล้ไม่ไกลจาก บึงกระจับ และสถานีรถไฟหนองปลาดุก รถโดยสารทุกคันที่เดินทางไปบ้านโป่ง หรือกาญจนบุรี ทุกคันจะต้องผ่านเส้นทางดังกล่าว เมื่อผ่านโบสถ์หล่วงพ่อคนขับ ก็จะต้องบีบแตรเป็นการแสดงความเคารพต่อท่าน

โดย: สืบเสาะเจาะข่าว [13 ส.ค. 47 20:35] ( IP A:64.110.74.244 X: )
ความคิดเห็นที่ 16
   จากโบสถ์เล็กเก่าที่คับแคบไม่เพียงพอต้อนรับคลื่นมหาชนที่มีความศรัทธาหลวงพ่อ จนต้องขยับขยายสร้างโบสถ์หลังใหม่สวยวิจิตรตระการตา

โดย: สืบเสาะเจาะข่าว [13 ส.ค. 47 20:39] ( IP A:64.110.74.244 X: )
ความคิดเห็นที่ 17
   จอหนังกลางแปลงที่ถูกติดตั้งหน้าลานโบสถ์อย่างเป็นการถาวร และมีการฉายหนังแก้บนเกือบทุกวัน เรียกได้ว่าในรอบปี 365 วัน มีการฉายหนังไม่น่าจะต่ำกว่า 300 วัน เป็นตัวเลขที่แสดงถึงความสมหวังของผู้ที่มาไหว้ขอพรจากหลวงพ่อ

โดย: สืบเสาะเจาะข่าว [13 ส.ค. 47 20:44] ( IP A:64.110.74.244 X: )
ความคิดเห็นที่ 18
   อีกมุมมองของโบสถ์หลวงพ่ออันสวยงาม การเดินทางเมื่อใช้เส้นทาง 323 ข้ามสะพานลอยเพื่อใช้เส้นทางไปบ้านโป่ง-กาญจนบุรี ลงจากสะพานลอยประมาณ 100 เมตร ชิดซ้ายเลี้ยวเข้าวัดถึงที่หมายพอดี

โดย: สืบเสาะเจาะข่าว [13 ส.ค. 47 20:50] ( IP A:64.110.74.244 X: )
ความคิดเห็นที่ 19
   โบสถ์อันวิจิตรสวยงามของวัดม่วง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี

โดย: รักบ้านเกิด [11 ก.ย. 47 16:03] ( IP A:203.150.217.111 X: )
ความคิดเห็นที่ 20
   อาคารพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ศูนย์รวมแห่งการศึกษาประวัติความเป็นมาเรื่องราวในอดีตของชุมชน ด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมเกิดขึ้นจากความร่วมมือของชาวบ้าน วัด และนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยศิลปากร ภายในอาคารการแสดงจัดแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ดังนี้ คือ
1. ว่าด้วยเรื่องลุ่มแม่น้ำแม่กลอง ที่เอื้อต่อการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ เส้นทางติดต่อทางการค้า
2. ว่าด้วยเรื่องสังคมวัฒนธรรมท้องถิ่น ความสัมพันธ์ของชุมชนบ้านม่วงกับชุมชนอื่น
3. ว่าด้วยเรื่องงานศิลปะในพุทธศาสนาของชาวบ้านม่วง เช่น ธรรมาสน์มอญ ผ้าพระบฎ ตู้พระธรรม คัมภีร์อักษร
4. ว่าด้วยเรื่องวิถีชีวิตชาวบ้านม่วง การทำมาหากิน ความเชื่อเรื่องพุทธศาสนา
5. ว่าด้วยเรื่องบ้านม่วงกับการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตชุมชน
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดเฉพาะวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น.

โดย: รักบ้านเกิด [11 ก.ย. 47 16:33] ( IP A:203.150.217.111 X: )
ความคิดเห็นที่ 21
    ประวัติศาลเจ้าแม่เบิกไพร
ศาลเจ้าแม่เบิกไพร ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ตำบลเบิกไพร อำเภอเบิกไพร จังหวัดราชบุรี ประมาณในรัชสมัยกรุงธนบุรีหรือประมาณ พ.ศ 2317 เมืองราชบุรี(เมืองคูบัว)เป็นเมืองท่ามีการติดต่อค้าขายกับชาวต่างประเทศมีพ่อค้าชาวจีนซึ่งเคารพศรัทธาต่อองค์เจ้าแม่เทียงโหวเซี้ยบ้อ จากเมืองจีนได้นำผงธูปติดตัวมาด้วยเพื่อเป็นที่พึ่งทางใจระหว่างเดินทางโดยได้เดินทางมาทางเรือและได้มาติดต่อค้าขายกับพ่อค้าชาวจีนในเมืองไทยเมื่อมาถึงเมืองคูบัว(ราชบุรี)ซึ่งเป็นเมืองท่าได้เดินทางมาที่บ้านโป่งโดยเดินทางมาตามลำน้ำแม่กลองเมื่อมาถึงตำบลเบิกไพร(ในสมัยนั้นเป็นชุมชนการค้าขายตามประวัติอำเภอบ้านโป่งจากหนังสือลุ่มแม่น้ำกลองของมหาวิทยาลัยศิลปกรและจดหมายเหตุเมืองราชบุรีซึ่งหาหลักฐานได้ที่วัดม่วง) สถานที่นั้นถูกต้องตามตำราการสร้างศาลและยังมีคุ้งน้ำวนใกล้บริเวณและสมัยนั้นบ้านคุ้งพยอมและบ้านเบิกไพรเป็นชุมชนที่แลกเปลี่ยนสินค้ากันจึงได้สร้างศาลเล็กๆขึ้นหลังหนึ่งติดกับลำน้ำแม่กลองและได้นำผงธูปขององค์เจ้าแม่เทียงโหวเซี้ยบ้อตั้งประดิษฐไว้(ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างศาลรูปทรงไหน)หลังจากนั้นพ่อค้าชาวจีนก็เดินทางค้าขายไปมาแต่มิได้นำกระถางธูปขององค์เจ้าแม่เทียงโหวเซี้ยบ้อกลับไปเมืองจีนแต่อย่างใด ชาวบ้านโป่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีนก็ได้นมัสการองค์เจ้าแม่เทียงโหวเซี้ยบ้อสืบสานต่อจจากพ่อค้าชาวจีนตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาและได้ขนานนาม เจ้าแม่เทียงโหวเซี้ยบ้อว่า เจ้าแม่เบิกไพร ตามตำบลที่อยู่กิตติศัพท์อภินิหารของเจ้าแม่เบิกไพรเป็นที่รู้จักเรื่องลือในตลาดบ้านโป่งเป็นอย่างยิ่ง เป็นผลให้มีผู้ที่เลื่อมใสศรัทราในตัวองค์เจ้าแม่เบิกไพรเดินทางไปนมัสการกันมากขึ้น ทำให้ศาลเล็กๆหลังนั้นไม่พอเพียงสำหรับชาวบ้านโป่งและละแวกใกล้เคียงที่มานมัสการองค์เจ้าแม่เบิกไพร ประกอบกับในฤดูน้ำหลากได้เซาะตลิ่งพังทลายจนถึงที่ตั้งของศาล ชาวบ้านโป่งจึงได้สร้างศาลใหม่ เป็นการสร้างศาลครั้งที่ 2 ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างศาลลักษณะใด พอถึงฤดูน้ำหลาก น้ำได้เซาะตลิ่งพังทลายลงทุกปีจนถึงบริเวณที่สร้างศาลชาวบ้านโป่งจึงได้สร้างศาลขึ้นใหม่ เป็นการสร้างศาลครั้งที่ 3 หลายปีต่อมาน้ำได้เซาะตลิ่งพังลงจึงได้สร้างศาลหลังใหม่ขึ้นอีก เป็นการสร้างศาลครั้งที่ 4 ลักษณะศาลเป็นหลังคามุงจาก ฝาไม้กระดาน อยู่ด้านหน้าหลังศาลเป็นเรือนจีน ฝากระดานหลังคามุงกระเบื้อง มีโรงผู้รักษาดูแลอยู่ติดกันมีชาวจีนคอยดูแล 3 คน ข้างศาลมีตนไม้ใหญ่มีต้นคัดค้าวเลื้อยเกาะต้นไม้อยู่บนศาล บริเวณศาลมีต้นมะพลับใหญ่ๆ อยู่หลายต้น อภินิหารความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าแม่เบิกไพร เป็นที่เคารพศรัทธาของชาวเบิกไพรเป็นอย่างยิ่งมีผู้เคารพศรัทธาแรงกล้าคือ นายกล่ำ อ่อนแช่ม ได้มอบที่ดินมีเนื้อที่ 604 ตาราวาซึ่งอยู่ติดกับลำน้ำแม่กลอง ในปี พ.ศ. 2466 มอบถวายแด่องค์เจ้าแม่เบิกไพรโดยนายกล่ำ อ่อนแช่ม ได้ทำเรื่องมอบที่ดินให้กรมการปกครอง เมื่อ พ.ศ. 2466 มาแล้วโดยยกให้กรมการปกครองเป็นเจ้าของโฉนด และกระทรวงมหาดไทยได้ออกโฉนด หมายเลขที่ 2719 ขึ้นในวันที่ 8 มกราคม 2467 ต่อมาในปี พ.ศ. 2482 ทางราชการได้ทำคันดินกั้นน้ำพร้อมถนนตัดผ่านหลังศาลเจ้าแม่เบิกไพรในสมัยนั้นจึงได้สร้างศาลเจ้าแม่ขึ้นใหม่ เป็นการสร้างครั้งที่ 5 ได้สร้างขึ้นเมื่อวันจันทร์ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2482 ปีเถาะ (ตรงกับวันจีน เจียวเหว่ยจับชิกมิ่งก๊กยี่เก๋านี้ ปีมะโรง ปีที่ 29) พร้อมทั้งคณะกรรมการเถ้านั้งประจำปี และชาวตลาดบ้านโป่งละแวกใกล้เคียง รวมทั้งจังหวัดอื่นๆ ที่มานมัสการองค์เจ้าแม่ ได้ร่วมกันบริจาคทรัพย์สร้างศาล หลังใหม่ได้สร้างโครงเป็นปูนหลังค่าสังกะสี ยังได้สร้างรูปเหมือนองค์เจ้าแม่เทียงเซี้ยบ้อ ซึ่งได้ให้ช่างฝีมือแกะสลักชาวจีนมาแกะสลักพร้อมกับช่างก่อสร้างศาล ซึ่งเดินทางมาจากประเทศจีน ขณะก่อสร้างศาลยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ในปี พ.ศ. 2484 ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้นทำให้การก่อสร้างศาลต้องหยุดชะงัก คณะกรรมการส่วนใหญ่เป็นชาวจีน ต้องหลีกลี้หนีภัยสงครามกัน ในปี พ.ศ. 2485 นางทิพย์ อ่อนแช่ม นางวาด พยอมหอม นางมูน พันเปรม นายหมู อ่อนแช่ม ทายาทนายกล่ำ อ่อนแช่ม ได้แบ่งเนื้อที่ 27 ตาราวา ซึ่งคณะกรรมการได้ปลูกศาลล้ำที่เข้าไปได้ทำหนังสือสัญญายกให้ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ.2485 โฉนดหมายเลข 3518 ลงวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ.2498
โดย: คนเก่าคนแก่ [16 ก.ย. 47 9:20] ( IP A:203.150.217.113 X: )
ความคิดเห็นที่ 22
    ปีพ.ศ.2488 สงครามโลกครั้งที่ 2ได้ยุติลง เมื่อการค้าเศรษฐกิจในตลาดบ้านโป่งเข้าสู่สภาวะปกติก็คิดจะบูรณะศาลเจ้าแม่ใหม่ ในปี พ.ศ.2497 ได้เกิดอัคคีภัยในตลาดบ้านโป่งไฟได้เผาผลาญบ้านเรือนและร้านค้าในตลาดบ้านโป่งจนหมดทั้งตลาดคณะกรรมการที่คิดจะบูรณะศาลเจ้าแม่ ก็หยุดชะงักลงอีกครั้ง ต่อมาในปี พ.ศ 2503 คณะกรรมการก็ได้บูรณะศาลเจ้าแม่ขึ้นใหม่โดยได้ตกแต่งภายในศาลให้สวยงามดั้งที่ได้เห็นในปัจจุบันนี้ ได้ให้ช่างฝีมือดีจากชาวจีน โดยเริ่มตกแต่งภายในศาลขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2503 ปีชวด(เดือน 3 แรม 1 ค่ำ)ตรงกับวันจีน เจียวเหว่ยจับชิก มิ่งก๊กสี่จับเก๋านี้ ปีที่ 49 พร้อมทั้งคณะเถ้านั้งประจำปีได้ช่วยกันบูรณะตกแต่งศาลเจ้าแม่ให้สวยงาม ต่อมาน้ำเซาะตลิ่งพังลงมาอีก ประกอบทั้งจระเข้มาขุดดินบริเวณตลิ่งหน้าศาล จึงต้องสร้างเขื่อนกั้นดินขึ้น และป้องกันถนนบริเวณหน้าศาลพังทลายลง ในปี พ.ศ. 2510 ได้ก่อสร้างแทงค์น้ำ อยู่ใกล้ประตูริมรั้วด้านหน้า ต่อมาในปี พ.ศ. 2520-2524 ได้รื้อแทงค์น้ำเก่าออกไป และได้สร้างแทงค์น้ำขึ้นมาใหม่ใหญ่กว่าเดิม พร้อมทั้งสร้างรั้วอาณาเขตบริเวณศาล และเทพื้นคอนกรีตรอบๆ บริเวณศาลเจ้าแม่ดังที่เห็นในปันจุบัน ต่อมาปี พ.ศ. 2535 ผู้ใหญ่เนียร กันขำ มีความประสงค์จัดสร้างถนนราดยาง เพื่อให้คนมานมัสการองค์เจ้าแม่เบิกไพรได้เดินทางสะดวกขึ้น และเป็นประโยชน์ต่อคนตำบลเบิกไพรเป็นอย่างยิ่ง ได้ไปปรึกษานางละออง ศรีคำ เพื่อขอให้คณะกรรมการที่เหลืออยู่ มาช่วยก่อสร้างถนน จึงได้ไปที่ร้านลี้ไฮ้กี่ ขอให้นายไพศาล ลีฬหกุล ทายาทร้านลี้ไฮ้กี่กรรมการที่เหลืออยู่มาช่วยสร้างถนนแห่งนี้ นายไพศาลจึงได้ไปเชิญ บุคคลหลายท่านมาช่วยการทำงาน ขณะก่อสร้างถนนอยู่นั้นในปี พ.ศ.2536 นายเป๋ง แซ่เฮ้ง(ประธานก่อสร้างถนน )ได้เสียชีวิตลง นายไพศาล จึงได้ไปเชิญ พ.ต.ท.ทองฤิทธิ์ ศรีนวล รอง ผ.ก.ก. สันติบาลเขต 7 เป็นที่ปรึกษาการก่อสร้างถนนแห่งนี้ได้รับความร่วมมือจากชาวตำบลเบิกไพร หมู่ที่ 1 ช่วยกันบริจาคที่ดิน เพื่อขยายถนนให้กว้างและได้มาตราฐาน ตั้งแต่ทางแยกท่าควาย จนถึงบริเวณหน้าศาลเจ้าแม่เพื่อให้ผู้เคารพนับถือองค์เจ้าแม่ ได้เดินทางมานมัสการได้สะดวกขึ้นและนำความเจริญมาสู่ท้องถิ่นของชาวตำบลเบิกไพร ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2539 ทางอำเภอบ้านโป่ง โดยนายสมพงษ์ บุญฑริก ปลัดอำเภอฝ่ายทะเบียนได้จัดส่งศาลเจ้าแม่เบิกไพร เข้าประกวดศาลเจ้าทั่วประเทศ เป็นครั้งแรกของอำเภอบ้านโป่ง ที่ได้จัดส่งศาลเจ้าแม่เบิกไพรเข้าประกวดในครั้งนี้และได้รับรางวัล “ศาลเจ้าแม่ดีเด่น” ในเขตภาคกลาง 20 จังหวัด ได้เข้ารับรางวัลศาลเจ้าดีเด่น เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม พ. ศ. 2539 นำความปลื้มปิติมาสู่ชาวอำเภอบ้านโป่ง เป็นอย่างยิ่ง
โดย: คนเก่าคนแก่ [16 ก.ย. 47 9:30] ( IP A:203.150.217.112 X: )
ความคิดเห็นที่ 23
   รายชื่อโรงแรมในอำเภอบ้านโป่ง
1. ไทยนำริเวอร์ไซค์ 032-211947 อำเภอบ้านโป่ง
2. ซีซาร์พาเลส 032-200052-3 อำเภอบ้านโป่ง
3. ลักกี้โฮเต็ล 032-211227 อำเภอบ้านโป่ง
4. วิลล่าโฮเต็ล 032-221321 อำเภอบ้านโป่ง
5. เกษมสุข 032-200662-3 อำเภอบ้านโป่ง
6. นิวศิริสัมพันธ์ 032-211595 อำเภอบ้านโป่ง
7. ไทยนิวโฮเต็ล 032-200155-6 อำเภอบ้านโป่ง
8. บ้านโป่งอินน์ 032-221923 อำเภอบ้านโป่ง
9. ทิพย์โฮเต็ล 032-211346 อำเภอบ้านโป่ง
10. ศรีสวัสดิ์ 032-211027 อำเภอบ้านโป่ง
โดย: เที่ยวบ้านโป่ง [9 ต.ค. 47 23:11] ( IP A:203.150.217.115 X: )
ความคิดเห็นที่ 24
    ถนนสายท่องเที่ยวในวันเดียว เมืองคนสวยโพธารามและเมืองคนงามบ้านโป่ง เริ่มตั้งแต่ บึงกระจับ-สระน้ำโกสินารายณ์-พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง-วัดใหญ่นครชุมน์-บึงวังมะนาว--วัดขนอนหนังใหญ่-วัดคงคาราม
การเดินทางจากกรุงเทพใช้เส้นทางถนนเพชรเกษม ทางหลวงหมายเลข 4 หรือถนนบรมราชชนนี (ปิ่นเกล้า-นครชัยศรี) ทางหลวงหมายเลข 338 ซึ่งจะตัดกับถนนเพชรเกษม ที่นครชัยศรี เมื่อถึงจังหวัดนครปฐม ให้ขับรถลอดใต้สะพานผ่านจังหวัดนครปฐม มุ่งหน้าไปจังหวัดราชบุรี ประมาณ 15 กิโลเมตร ถึงแยกสะพานลอยเข้า อำเภอบ้านโป่ง และจังหวัดกาญจนบุรี ให้ชิดซ้ายขึ้นสะพานลอยเข้าอำเภอบ้านโป่ง ตาม ทางหลวงหมายเลข 323 ขับไปตามทางประมาณ 2 กิโลเมตร ด้านขวามือ ก็จะถึง บึงกระจับ หรือถ้าขับผ่านเลยไปอีก 6 กิโลเมตร ข้ามทางรถไฟจะถึงสามแยกเข้าตัวเมืองบ้านโป่ง ไม่ต้องเข้าตัวเมืองให้ขับตรงไปตามทางหลวงหมายเลข 323 จนกระทั่งถึงสี่แยกไฟแดง 1.ถ้าเลือกเลี้ยวขวาทางไปกาญจนบุรี ประมาณ 4 กิโลเมตรทางขวามือสังเกตจะเป็น สระน้ำโกสินารายณ์ ซึ่งอยู่ด้านหลัง บจ.เยื่อกระดาษสยาม 2.ถ้าเลือกเลี้ยวซ้ายจะเข้าตัวเมืองบ้านโป่ง 3.ถ้าเลือกตรงไป เขาช่องพราน ทางหลวงหมายเลข 3089 ที่มีค้างค้าวหลายร้อยล้านตัว ข้ามแม่น้ำไปประมาณ 7 กม. ด้านซ้ายมือจะมีป้ายบอกทางเข้า พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง เลี้ยวเข้าไปประมาณ 3 กม.ก็จะถึงที่หมายด้านซ้ายมือ คือ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง ด้านหลังวัดจะมีสะพานรถสวนกันไม่ได้ข้ามแม่น้ำแม่กลอง ขับข้ามสะพานเลี้ยวซ้ายไปเพียง 1 กิโลเมตรก็จะถึง วัดใหญ่นครชุมน์ จากนั้นย้อนกลับมาใช้เส้นทางเดิมขับเลยวัดม่วงไปอีกประมาณ 2 กม.ข้ามสะพานข้ามคลองเล็กๆรถสวนกันไม่ได้ ขับข้ามสะพานให้เลี้ยวขวาเชิงสะพานทางลูกรัง ประมาณ 400 เมตร ก็จะถึง บึงวังมะนาว ออกจากบึงวังมะนาว ขับเลยไปประมาณ 2 กิโลเมตรทางขวามือเป็นทางเข้า วัดรับน้ำ หรือขับไปอีก 1.5 กิโลเมตร ซ้ายมือก็จะเป็น วัดขนอนหนังใหญ่ ขับไปอีก 2 กม.จะเจอสามแยก วัดเกาะ ให้เลี้ยวซ้ายตาม ทางหลวงหมายเลข 3090 ขับข้ามสะพานข้ามแม่น้ำแม่กลอง ถ้าเลี้ยวซ้ายเชิงสะพานไปอีก 1.5 กม. ด้านซ้ายมือจะเป็น วัดคงคาราม ที่นี่จะมีจิตรกรรมฝาผนังเก่าแก่น่าชม หรือถ้าเลี้ยวขวาเชิงสะพานไปประมาณ 100 เมตร ก็จะถึง วัดไทรอารีรักษ์ ถือว่าเส้นทางที่แนะนำมาทั้งหมดเป็นสายท่องเที่ยวของจังหวัดเลยก็ว่าได้ ขอให้สนุกกับการเที่ยวภาคตะวันตก

โดย: คนสวยโพธารามคนงามบ้านโป่ง [25 ม.ค. 48 21:11] ( IP A:203.150.217.119 X: )
ความคิดเห็นที่ 25
   อยากไปดูหนังที่โรงหนังโฆษิตจังเลยอ่ะฮือๆๆ..อยู่ไกลตอนนี้กลับมาดูไม่ได้แล้วเป็นไงมายเฮ้ส์หนุกป่ะตอนนี้
โดย: เด็กซ่าส์ถานีรถไฟจ่ะ [1 พ.ย. 48 8:40] ( IP A:62.195.247.211 X: )
ความคิดเห็นที่ 26
   สวัสดีทุกท่าน
เราเป็นคนที่เกิดที่ตำบลวัดบ้านม่วง บ้านอยู่ติดกับวัด และแม่น้ำแม่กลอง แต่ย้ายมาอยู กรุงเทพนานแล้ว ตั้งแต่จบ ประถม วันนี้ได้อ่านเรื่องราวถิ่นกำเนิดตัวเองแล้วคิดถึงความหลังครั้งยังเด็ก ไม่เคยกลับไปนานแล้วเป็นเวลานาน อ่านบทความแล้วเห็นภาพว่าที่นั่นคงเจริญมากๆทีเดียว ที่สำคัญไม่เคยรู้เรื่องประวัติเจ้าแม่เบิกไพรเลยทั้งที่ตอนเด็กเคยนั่งเรือผ่านและยกมือไหว้ทุกครั้งที่ผ่าน (ยายสอนให้ไหว้) ไว้มีโอกาสเมื่อไหร่จะแวะไปสักครั้ง คิดว่าตอนนี้ทุกบ้านคงมี internet กันทุกบ้านแล้วมั้ง
จาก
สาวมอญคนสวย
โดย: suwannes@hotmail.com [31 พ.ค. 50 15:59] ( IP A:125.25.77.167 X: )
ความคิดเห็นที่ 27
   มาเยืยน จากเด็กบ้านโป่ง มุลนิธิรวมใจ ราชบุรี
โดย: เด็กราดรี [21 มิ.ย. 50 14:47] ( IP A:203.158.221.227 X: )
ความคิดเห็นที่ 29
    ช่วงเทศกาลออกพรรษา ยังมีการแข่งขันเรือยาว ที่ วัดใหญ่ และอีกหลายวัดตามวันเวลาที่แต่ละวัดจะกำหนดขึ้น รับรองว่าสนุกและไม่เหมือนใคร
โดย: คน มอญ [31 ก.ค. 50 16:17] ( IP A:58.181.129.86 X: )
ความคิดเห็นที่ 35
   ผมขอตามหาเพื่อน เป็นคนแถววัดบ้านม่วง บ้านติดแม่น้ำแม่กลอง ชื่อเล่น พั้ง ชื่อเดิม สำลี เล่อยิ้ม เปลี่ยนเป็น วรัญญา เล่อยิ้ม เคยมาทำงานที่เครือสหพัฒน์ ศรีราชา แล้วไปทำงานต่อที่ กทม. บ.ck shoe ไม่ได้เจอกันนานแล้ว ตอนนี้ติดต่อไม่ได้ เบอร์มือถือคงเปลี่ยนใหม่แล้ว ถ้าใครรู้จัก วานบอกให้เขาติดต่อหาเพื่อนชื่อ ต๋อม ด้วย เบอร์ติดต่อ 081-3984041
โดย: noppadol@thailube.co.th [14 ก.ย. 50 21:04] ( IP A:202.91.18.204 X: )
ความคิดเห็นที่ 36
   อำเภอ บ้านโป่ง
เป็นอำเภอ ที่ ถูกขนานนามเรียกว่าเป็น (เมืองคนงาม) (คุณแม่เป็นชาว ไทย – รามัญ) แห่งเมืองคนงาม ต้นสกุล (ติเยาว์) มาช้านานแล้ว และจังหวัดราชบุรี ก็เป็นจังหวัดที่มีเขตการติดต่อกับจังหวัดเพชรบุรี เมื่อสมัยก่อนนั้นคุณปู่เคยเป็นนายอำเภออยู่ที่ อำเภอ ท่ายาง จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ และ คุณลุง ก็เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัด เพชรบุรี เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๗ – ๒๕๓๑ คือ คุณลุง เชาวน์วัศ สุดลาภา คือหลังจากคุณลุงเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด กรุงเทพมหานคร เมื่อ ปี ๒๕๒๒ – ๒๕๒๔ และเป็นผู้ว่าราราชการจังหวัดลพบุรี เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๐ – ๒๕๒๒ และคุณลุงก็เป็น (ส.ส) ๔ สมัย และสอบได้ที่ ๑ ทั้ง๔ สมัยซ้อน และได้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง มหาดไทย ถึง ๒ ครั้งสมัย และที่ผมกล่าวถึง จังหวัดราชบุรีนั้นทางทิศ ตะวันตก นั้นติด กับจังหวัด กาญจนบุรี ครั้นที่เมื่อสมัยที่คุณปู่ มงคล สุดลาภา เป็น นายอำเภออยู่ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถึง ๒ อำเภอ คือ อำเภอปราณบุรี อำเภอบางสะพาน และเป็น นายอำเภอที่ จังหวัด เพชรบุรีถึง ๒ อำเภอ คือ อำเภอ ชะอำ และอำเภอ ท่ายาง ก่อนที่ คุณปู่มงคล สุดลาภา จะมาเป็น นายกเทศมนตรี คนที่ ๑๖ ของอำเภอ เมือง จังหวัด กาญจนบุรี และเป็น ปลัด จังหวัด กาญจนบุรี และคุณปู่มงคล สุดลาภา ก็ได้เป็น ผู้ตรวจการกระทรวง มหาดไทย ซึ่ง ความสัมพันธ์กัน ระหว่าง (อำเภอ บ้านโป่ง) จังหวัด ราชบุรี ถึงจังหวัดเพชรบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัด กาญจนบุรี และจังหวัด สุพรรณบุรี นั้น (คุณลุงเคยเป็น นายอำเภอที่สุพรรณบุรี) ถ้าจะให้พูดกันแล้ว ตระกูล สุดลาภา ก็เป็นนักการเมือที่มีชื่อเสียงทางด้านการปกครอง และการทำประโยชน์มากมายมหาศาล ในหลายๆด้านให้กับประเทศชาติและเขต ๗ มาช้านาน แล้ว ส่วน กระผม นาย ฑีพัตรยศ สุดลาภา ก็มี คุณแม่ เป็นคนไทย – รามัญ ในอำเภอ บ้านโป่งจังหวัดราชบุรี (ตระกูล “ติเยาว์”) และก็มีย่าใหญ่ (ย่าทวด) ต้นสกุล “สุปัญโญ” ที่ จังหวัด ลพบุรี และ คุณพ่อ ของย่าทวดผม ก็มี ยศ เป็น “เจ้าพระยา” แห่งเมืองลพบุรี เป็น(เจ้าเมือง)ในสมัยแห่ง รัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว




ประวัติและความเชื่อของชาว รามัญ ใน อำเภอบ้านโป่ง (เมืองคนงาม) จ.ราชบุรีนายฑีพัตรยศ สุดลาภา ชื่อเล่น (ลูกหิน) คุณแม่ของผมเป็นชาวมอญรามัญ เพราะ คุณตา และ คุณยาย เป็นชาวไทย – รามัญ ทั้ง ๒ ฝ่าย ต้นตระกูล (ติเยาว์)


ประวัติและความเชื่อของชาว รามัญ ใน อำเภอบ้านโป่ง (เมืองคนงาม) จ.ราชบุรีนายฑีพัตรยศ สุดลาภา ชื่อเล่น (ลูกหิน) คุณแม่ของผมเป็นชาวมอญ (รามัญ) เพราะคุณตา กับคุณยายเป็นชาวรามัญทั้ง 2 ฝ่าย (คุณแม่นามสกุล ติเยาว์) และเล่าให้ฟังว่าสมัยเมื่อหลายร้อยปีก่อน ตระกูลทางคุณแม่ของผมนี้ได้เดินทางมาจาก กรุงหงสาวดี
แล้วเดินทางเข้ามาอยู่ใน อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี และที่บ้านของผมยังมีประเพณีประจำตระกูลก็คือการนับถือ ผีมอญ และก็มีความเคร่งในศาสนสพุทธ จากความเชื่อเรื่องผีมอญ(ผีตระกูลหรือผีบรรพบุรุษนี้ทำให้เกิดการมีประเพณี รำผีมอญ
มูลเหตุของการรำผีมอญ เนื่องมาจากความเชื่อที่ว่า ชาวมอญมีผีรักษา หรือผีประจำคระกูลเรียกเป็นการทั่วไปว่า “ผีมอญ” ซึ่งผีนี้มีหน้าที่คอยปกปักรักษาสมาชิกในครอบครัวให้อยู่เย็นเป็นสุข แต่มีข้อแม้ว่า ห้ามล่วงละเมิดหรือ “ทำผิดผี” ด้วยประการทั้งปวงเช่น ห้ามคนตั้งครรภ์ที่ไม่ใช่ลูกสาวของเจ้าเรือนนอนในเรือน ห้ามคู่สามีและภรรยาที่ไม่ได้อยู่ร่วมผีเดียวกันกับเจ้าเรือน ร่วมหลับนอนในเรือน ห้ามเจ้าเรือนกินอาหารร่วมสำรับกับแขกผู้มาเยือน ฯลฯ
การ”ผิดผี” จะส่งผลให้คนในบ้านเกิดเจ็บไข้ไม่สบาย เมื่อหมอดูทำนายว่าเป็นเพราะผู้ กระทำ ก็จะจัดหาวันเพื่อทำพิธีรำผีมอญ ซึ่งก็คือกระบวนการแสดงขอขมา หรือลุโทษแก่โทษ ที่ได้กระทำล่วงเกินผีนั่นเอง ชาวมอญราชบุรี ไม่ทำพิธีรำผีมอญบ่อยครั้งนัก หากเลี่ยงได้ก็จะเลี่ยง เนื่องจากการรำผีมอญแต่ละครั้งจะต้องใช้เงินค่อนข้างมาก อีกประการหนึ่งเป็นการประกาศว่า บ้านเรือนหลังนี้ ได้มีผู้ทำผิดผี จึงได้เกิดการรำผีมอญเกิดขึ้น ดังนั้นวิธีการเลี่ยงที่ดีและง่าย คือการปฏิบัติกิจของคนในครอบครัวมิให้ผิดผี ซึ่งเท่ากับเป็นการคุมพฤติกรรมให้อยู่ในกรอบของความเหมาะควร เมื่อทุกคนเคารพ ถือผีของกันและกัน ก็คือการเคารพหลักให้อยู่ร่วมกันอย่างมั่นคง การนับถือผีของชาวมอญจึงเป็นเรื่องที่มีเหตุผล และเคารพยึดถืออยู่ตลอด

ประวัติและความเป็นมา
ชาวมอญ เรียกแผ่นดินตนเองว่า”รามัญประเทศ” และส่วนคำว่า”รามัญ” นั้นมาจากภาษาบาลีว่า ”รามญญ” ในปัจจุบันที่ชาวไทย-มอญ ตั้งหลักแหล่งเป็นกลุ่มใหญ่ ได้แก่อำเภอ ปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ รองลงมาคือ อำเภอบ้านโป่ง อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี และในจังหวัดกาญจนบุรี ส่วนในตอนเหนือจะพบในจังหวัดลำปาง ลำพูน และเชียงใหม่ นอกจากนั้นยังมีกระจัดกระจายเป็นกลุ่มเล็กๆ อยู่ในจังหวัด สมุทรสงคราม นครปฐม เพชรบุรี สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา นครราชสีมา นครสวรรค์ ฉะเชิงเทรา ปราณบุรี เป็นต้น

ความเป็นมาของมอญราชบุรี ชาวมอญราชบุรีนั้นนับถือพุทธศาสนาตั้งแต่อยู่ในประเทศพม่า โดยมีหงสาวดีเป็นเมืองหลวง ครั้นเมื่อหนีภัยมาอยู่ในแดนสยาม การนับถือพระพุทธศาสนาก็ยังคงมั่นเมื่อปักหลักรวมพลตั้งเป็นชุมชนขึ้นที่ใดก็มักจะสร้างวัดเป็นศุนย์รวมใจ เช่นเดียวกับชาวมอญรุ่มแม่น้ำแม่กลอง หลักฐานการสร้างวัดม่วง อำเภอบ้านโป่ง-- -โพธาราม ว่ามีการสร้างเมื่อในปี พ.ศ 2223 ต่อมาได้ค้นพบในคัมภีร์หมายเลข 321
ขึ้นที่วัดม่วง ความนั้นว่าผู้จารึกชื่ออุตตมะ เป็นชื่อขณะที่ยังเป็นพระ จารึกเอาไว้ในวัดม่วง แล้วเสร็จเมื่อตะวันบ่าย วันศุกร์ แรม 6 ค่ำ “ศักราช1000” หรือ พ.ศ2181 ตัวเลขศักราชที่เป็นทางการว่าวัดม่วงสร้างเมื่อ พ.ศ 2223 กับที่ค้นพบใหม่คือ พ.ศ2181 นั้นต่างกัน หากศักราชใหม่เป็นจริงนั้นแสดงว่า วัดม่วงบ้านโป่งต้องสร้างมาก่อนปีพ.ศ2181 เพราะอย่างน้อยต้องมีวัดมาแล้วก่อนที่จะมีพระภิกษุชื่อ อุตตมะมาจารึกไว้ในใบลาน แต่ประเด็นสำคัญก็คือ ชาวมอญได้ร่วมกันสร้างวัดเพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจ และวัดก็ได้มีบทบาทต่อสังคมของชาวมอญเสมอมา ภายหลังที่ชาวมอญจากถิ่นอื่นๆเช่น จากกรุงเทพฯ ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ มาอยู่อาศัยร่วมกับชาวมอญยุคบุกเบิก โดยมาอาศัยอยู่ในหมู่เครือญาติ มาแต่งงานเป็นเขย หรือเป็นสะใภ้กับชาวมอญด้วยกัน รวมถึงการหนีภัยสงครามจากการทิ้งระเบิดที่กรุงเทพฯ สมัยสงครามโลกครั้งที่2 จึงทำให้ชาวมอญรุ่มแม่น้ำแม่กลองขยายตัวขึ้นเป็นลำดับ ต่อมาเมื่อมีการคมนาคมและระบบชลประทานมรการพัฒนามากขึ้น เช่น การตัดถนนเข้าสู่ชุมชน การสร้างทางรถไฟผ่าน การสร้างเขื่อนเขาแหลม จังหวัดกาญจนบุรี ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวมอญราชบุรีในเขตบ้านโป่ง และโพธาราม มีคนในชุมชนออกไปทำงานรับจ้างนอกท้องถิ่น และมีคนต่างท้องถิ่นเข้ามาอยู่ในชุมชน แต่ ชาวมอญ โดยเฉพาะที่บ้านม่วง อำเภอบ้านโป่ง และตำบลคลองตาคต อำเภอโพธาราม
เป็นแหล่งชุมชนที่ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีมอญไว้ได้อย่างค่อนข้างมาก
ชุมชนบ้านม่วงนี้มีวัดม่วงเป็นศูนย์กลาง วัดม่วงเจริญมากเพราะมีหลวงปู่เข็มเป็นองค์อุปัชฌาย์ตอนนั้นองค์เดียว ชาวมอญ ชาวกระเหรี่ยงตอนเหนือลุ่มแม่น้ำแม่กลองขึ้นไปจนถึงเมืองกาญจนบุรีล่องแพมาบวช บางคนก็มาหาเจ้าภาพชาวบ้านม่วงให้บวชให้ ตนลาวจากหนองปลาหมอ และชาวมอญสองฝั่งตอนบนก็บวชที่วัดม่วงกัน
ศรัทธาสองฟากฝ่าย ชาวมอญราชบุรีนั้นเฉกเช่นชาวไทยทั่วๆไปที่มีความเชื่อดั้งเดิมในเรื่องผี ขนานไปกับการนับถือพุทธศาสนาแต่ในกรณีของชาวมอญแล้ว ดูเหมือนว่าความเชื่อทั้งสองประการจะเข้มไปคนละแบบ เพรากิติศัพท์ในเรื่องของพระมอญเคร่งพระวินัยเป็นที่เรื่องลือคงความสมณสารูปไว้ได้มาก ถึงขั้นกล่าวกันว่า เป็นแบบอย่างให้เกิดธรรมยุติกนิกายในช่วงรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้นเมื่อตั้งธรรมยุติกนิกายขึ้นแล้ว มีพระภิกษุชาวมอญ คือพระไตรสรณธัช (เย็น) นำไปเผยแพร่ที่เมืองมอญอีกทอดหนึ่ง
ชาวมอญราชบุรี ในท้องที่บ้านโป่งและโพธารามเองยังศรัทธามั่นคง เข้าวัด ทำบุญอยู่เสมอมา กิจการงานใดที่เนื่องด้วยพระศาสนาก็ร่วมแรงแข็งขันเป็นอันดี การปฏิบัติต่อพระสงฆ์นั้น ถือเสมือนป็นบุคคลพิเศษ อุบาสกอุบาสิกาผู้สูงวัยชาวมอญ ราชบุรี ยังเลี่ยงที่จะเหยียบหรือยืนทับเงาของพระสงฆ์ ความใส่ใจในสิ่งอันละเอียดอ่อนเช่นนี้ สื่อให้เห็นจรรยามารยาทของกลุ่มชนที่ได้รับการอบรมทางด้านศีลธรรมมาเป็นอย่างดี
ส่วนศรัทธาในอีกฝ่ายนั้น ชาวมอญราชบุรียังคงนับถือผีมอญ ซึ่งจำแนกได้เป็นหลายอย่าง เช่น ผีบรรพบุรุษ ผีตระกูล ผีเมีย ผีครูอาจารย์ ผีลูกหลาน ฯลฯ ตลอดจนผีไร้ญาติ ด้วยเหตุนี้ชาวมอญจึงนำเรื่องผีมาเป็นเรื่องจำแนก เพื่อจัดระเบียบคนในสังคมตนเอง กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ชาวมอญถือหลักความเชื่อเรื่องผีมาเป็นเกณฑ์ในการนับเครือญาติที่ร่วมถือผีเดียวกัน ถือผีต่างกัน ซึ่งวิธีการนี้น่าจะมีมาก่อนพุทธศาสนาจะเผยแพร่เข้าไปในหมู่ชาวมอญ
ความเชื่อศาสนาของชาวไทย เชื้อสาย มอญ
1. เชื่อกันว่าการทำบุญให้ทานอะไรก็ตามย่อมส่งผลถึงผู้ที่เราปรารถนาจะอุทิศส่วนกุศลให้ชาวไทยมอญส่วนใหญ่จะ “นิพพาน” โดยสังเกตได้จากคำอธิฐานที่ว่า “นิพพาน ปัจจะ โยโหตุ” ขอให้เป็นปัจจัย สำเร็จพระนิพพานด้วนเทอญ
2. เชื่อกันว่าการไปทำบุญ จะต้องแต่งตัวให้ถูกต้องตามกาลเทศะ ภาชนะที่ใส่อาหารไปทำบุญ จะต้องเตรียมไปอย่างปราณีต เพราะจะส่งผลไปถึงอนาคตชาติ
3.มีความเชื่อว่าการทำบุญที่ทำบุญแล้วได้บุญมากคือ
- การสร้างพระพุทธ คือ การสร้างพระพุทธรูป
- การสร้างพระธรรม คือการสร้างพระไตรปิฎก และพระอภิธรรม
- การสร้างพระสงฆ์ คือ การบวชพระ
4. มีความเชื่อ ในการนับถือพระพุทธศาสนา ชาวไทยมอญมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก โดย ถือว่าพระพุทธเจ้าเป็นองค์เคารพ สักการบูชาสูงสุด
5. ความเชื่อ ในการนับถือพระพุทธศาสนา และเคร่งครัดในศาสนา พระมอญจึงถือเคร่งทางวินัยมาก ถึงกับมีคำที่ว่า “ถือศีลต้องพระไทย วินัยต้องพระมอญ” ซึ่งการถือศีลอย่างเคร่งครัดจึงเป็นต้นกำเนิดของพระธรรมยุติกนิกายในประเทศไทย
6. ปัจจุบันนี้พระมอญยังเคร่งครัดวินัยอยู่จะไม่เห็นพระมอญในเวลากลางวันอาบน้ำ ริมน้ำ มานั่งเล่นหน้าวัด เดินไปในหมู่บ้าน เป็นต้น
7. ในวัดมอญทุกวัด จะมีศาลเจ้าประจำมอญทุกวัด มอญเรียกว่า “ตะละพาน”
8. ชาวบ้านเคารพสถานที่ในวัด
9. ความเชื่อว่าวัดใน ช่อฟ้าใบระกา หน้าบันพัลทลายลงมาอย่าได้นำขึ้นไปอีก
10. มีความเชื่อว่าวัดใดกำลังปลุกเสกพระอยู่ ผู้หญิง สุนัข จะเข้าไปไม่ได้
11. มีความเชื่อ ในเรื่องการบวชเรียน มักจะเห็นว่า ชาวบ้านเดินผ่านหน้าโบสถ์ก็ต้องแสดงความเคารพกราบไหว้พระ ผู้หญิงห้ามเข้าไปในโบสถ์หรือบริเวณกุฏิพระ
12.มีความเชื่อ เมื่อบ้านใดมีทารกเกิดใหม่จะต้องนำทารกนั้นไปใส่ในกระด้งร่อน แล้วพูดว่า”สามวันลูกผี สี่วันลูกคน” ต่อเด็ก
13. มีความเชื่อ ในการโกนผมไฟ การโกนผมไฟ เป็นการสู่ขวัญเด็ก และสู่ขวัญบิดา มารดา เพื่อให้เกิดความสบายใจ ด้วยความเชื่อมั่นในความศักดิ์สิทธิ์ของพิธี ที่จะทำให้เป็นมงคลต่อเด็ก
14. มีความเชื่อว่า ทำดีได้ดี ทำประณีตได้ประณีต
15. มีความเชื่อ เกี่ยวกับการปลูกเรือนว่า เวลาสร้างบ้าน เวลาปลูกสร้างบ้านเรือนให้ปลูกวันเกิดของผู้สร้าง(เจ้าของ)
16.มีความเชื่อว่า เวลาปลูกบ้านต้องปลูกให้เสาเท่ากันหมด เชื่อว่าจะมีความสุข
17. มีความเชื่อว่า เมื่อจะขึ้นบ้านใหม่จะต้องเลือกวันและมีกำหนดเวลาไว้ว่าแต่ละวันจะทำอะไร
18. มีความเชื่อเกี่ยวกับ ความกตัญญูกตเวที น้องๆควรเชื่อฟังพี่คนโตซึ่งได้ถ่ายทอดจากผีบรรพบุรุษแห่งตระกูล
19. มีความเชื่อว่า ระบบเพื่อนบ้านและระบบเครือญาติทำให้การเป็นอยู่ในสังคม มีการพึ่งพา ถ้อยที ถ้อยอาศัยกันเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน ให้ความเกรงใจและให้ความเคารพนับถือกัน
20. มีความเชื่อว่า บุคคลที่นามสกุลเดียวกัน จะจัดงานบวชนาคกับงานแต่งงานในวันเดียวกันไม่ได้
21. เมื่อมีลูกสาวที่แต่งงานแล้ว จะให้ย้ายไปอยู่ที่อื่น ไม่ไห้นอนบ้านเดียวกับพ่อแม่
22. มีความเชื่อว่า ตุ๊กตา เป็นสิ่งไม่ดี จึงห้ามนำเข้าบ้าน เพราะจะทำให้ไม่มีความสุข
23. มีความเชื่อเกี่ยวกับต้นไม้ว่าห้ามปลูกต้นราตรี ต้นลั่นทม ต้นพิกุล ไว้ในบ้าน เพราะต้นไม้เหล่านี้เป็นต้นไม้ที่อยู่ในวัด
24. มีความเชื่อว่า ต้นไม้ที่มีชื่อต่อไปนี้คือ ต้นโพธิ์ ต้นหว้า ต้นบุนนาค ต้นงิ้ว ถ้างอกขึ้นข้างๆบ้าน รีบทำลายเสียอย่าได้เก็บไว้ จะทำให้เจ้าของบ้านได้รับความเสียหาย
25. มีความเชื่อในเรื่องเต่า ชาวไทยมอญ จะไม่จับเต่ามาทำอาหาร ไม่จับตัวเต่าที่มีชีวิตเมื่อพบเห็นจึงต้องพูดว่า เต่าตัวนี้ตายแล้ว เพื่อเป็นการแก้เคล็ด แล้วนำเต่าไปปล่อย
26. มีความเชื่อว่า ศพคนตายจะต้องหันไปทางทิศเหนือ
27. มีความเชื่อว่า ภายใน 6 เดือน 9เดือน จะมีการทำพิธีไหว้ผีบ้านผีเรือน ปู่ย่า ตายาย โดยมีเครื่องไหว้ คือ กล้วย ไก่ หมู ขนมต้มแดง ขนมต้มขาว
28. มีความเชื่อว่า ที่บ้านชาวไทยมอญ จะต้องมีที่ตั้งบูชาผ๊บรรพบุรุษ มีวิธีเซ่นผี เลี้ยงผี พิธีรำผี

29. ,มีความเชื่อในการเคารพบรรพบุรุษ ไม่ว่าท่านจะล่วงลับไปแล้ว หรือว่าท่านจะมีชีวิตอยู่ก็ตามเพราะการเคารพเทิดทูนบรรพบุรุษ ย่อมนำความเจริญมาถึงตนและครอบครัวตามหลัพระพุทธศาสนาที่ว่า “ปูชะนียานัง” หมายถึงการบูชาคนที่ควรเคารพ
30. มีความเชื่อว่า บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วยังหิวโหยอยู่ ยังชอบรับประทานอาหาร ตามเทศกาล กล่าวคือ ขนมกาละแม จะมีในเทศกาลสงกรานต์ ขนมกระยาสารท มีในเทศกาลออกพรรษา ข้าวเม่าทอด มีในเทศกาลทอดกฐิน ข้าวต้มลูกโยนน้ำผึ้ง มีในวันเพ็ญเดือนสิบ
31. มีความเชื่อว่า บรรพบุรุษกับพวก เขาสามารถติดต่อกันได้ตลอดเวลา และมักจะพบว่า ผีบรรพบุรุษจะรู้ด้วยการเซ่นไหว้อยู่เสมอ การทำบุญต้องอุทิศส่วนกุศลให้ การแต่งงานถือว่าจำเป็นต้องบอกผีบรรพบุรุษทั้งสองฝ่ายรับรู้ โดยจัดสิ่งของเซ่นไหว้ เช่นผ้าขาว เหล้า ไก่ โดยผ่านเจ้าบ่าวเป็นฝ่ายจัดหา ที่เรียกว่าเครื่องขันหมากจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนหนึ่งให้เจ้าสาว เซ่นไหว้บรรพบุรุษของเจ้าสาว อีกส่วนหนึ่งให้เจ้าบ่าวนำไปเซ่นไหว้บรรพบุรุษของเจ้าบ่าว
32. มีความเชื่อว่า ผีบรรพบุรุษ เจ้าพ่อ เจ้าแม่ ที่เคารพมาแต่อยู่กรุงหงสาวดี แล้วอันเชิญมาประดิษฐานในชุมชนของตนเอง โดยปลูกศาลเจ้าให้เป็นที่สถิตดวงวิญญาณเหล่านั้น เพราะความผูกพันก็มีอยู่ตลอดเวลา
33. มีความเชื่อในเรื่องของผีบรรพบุรุษ
- ชาวไทยมอญมีความเชิอว่า ลูกชายคนโตของตระกูลจะเป็นผู้รับผีบรรพบุรุษต่อจาก บิดา มารดา หรือ คนรุ่นเก่าที่ล่วงลับไปแล้ว ที่บ้านจะมีที่ตั้งผีบรรพบุรุษ
- เชื่อว่า ผีบรรพบุรุษจะสิงสถิตอยู่ที่เสาเอกของเรือนโดยมีสัญญาลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่าเป็นเสาผี คือ หีบ หรือกระบุงใส่ผ้าผี ได้แก่ สไบ ผ้าซิ่น ผ้าขาวม้า แหวนหัวพลอยแดง แขวนไว้ที่เสาผี
34. เชื่อว่า การที่ผู้หญิงไปแต่งงานกับคนต่างตระกูลหรือต่างผี จะต้องทำพิธีคืนผีบอกกล่าวก่อนที่จะไปเข้ากับผีฝ่ายสามี
35. เชื่อว่า ผู้ใดอยู่ในตระกูลทำผิดซึ่งระเบียบหรือข้อห้ามจะทำให้มีการเจ็บป่วยเกิดขึ้นซึ่งจะต้องทำพิธีรำผี
36. เชื่อว่า ชายหญิงที่ไม่ใช่ลูกคน(คนละผีกัน) จะร่วมหลับนอนกันภายในบ้านไม่ได้
37. มีความเชื่อว่าหญิงมีครรภ์ที่ไม่ใช่ลูกสาวห้ามนอนบนเรือน
38.มีความเชื่อว่า เมื่อมีคนในตระกูลตายหรือท้องในปีนั้น(สิ้นสุดเดือน6) ห้ามคนในตระกูลจัดพิธีต่างๆ เช่น พิธีโกนจุก แต่งงาน บวช หรือเลี้ยงผี
39. มีความเชื่อว่า หมู่บ้านชาวไทยมอญทุกหมู่บ้าน จะต้องมีศาลเจ้าประจำหมู่บ้านทุกๆ ปี หลังสงกรานต์แล้วจะต้องทำพิธี “รำเจ้า” ประจำหมู่บ้าน


สิ่งที่บ่งบอกความเป็นมอญราชบุรี
นับจนถึงพ.ศนี้ หากมีกลุ่มชาติพันธุ์ใด ยังคงธำรงรักษาขนบประเพณีของตนไว้ได้ นับว่าเป็นความยิ่งใหญ่ และเป็นคุณูประการให้กับสังคมส่วนรวม เพราะการมีกลุ่มชาติพันธุ์ในชาติพันธุ์หนึ่งขึ้นมานั้น มิใช่จะเกิดขึ้นมาโดยง่ายซึ่งชาวมอญราชบุรีควรได้รับคำเชิดชูเกียรตินี้ เพราะยังคงรักษาลักษณะเด่นทางสายพันธุ์ไว้ได้หลายประการ

ภาษามอญราชบุรี
ชาวมอญมีทั้งภาษาพูดและภาเขียนเป็นของตนเองอักษรมอญมีอิทธิพลต่อระบบการเขียนของภาษาอื่นๆรัฐไทยสมัยสุโขทัยก็ได้แบบอย่างจากอักษรมอญ แปลงรูปแล้วนำมาเขียนในภาไทย ในปัจจุบันนี้ภาษาพม่า ภาษาไทใหญ่ ภาษากระเหรี่ยง ได้นำเอาอักษรมอญไปเขียนภาษาของตน โดยมิได้ดัดแปลง แต่เลือกเอาบางอักษร แล้วคิดระเบียบวิธีการเขียนและการออกเสียงตามอย่างภาษาของตน ชาวมอญราชบุรี เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังรักษาวัฒนธรรมภาษาเอาไว้ได้ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในหมู่ผู้สูงอายุที่ยังคงสื่อสารกันด้วยภาษามอญ
ปัจจุบันนี้ยังหาภาษามอญที่ถือว่าเป็นมาตราฐานไม่ได้ เช่น ถิ่นพระประแดง บางขันหมาก สามโคก บางขุนเทียน เกาะเกร็ด ฯลฯ รวมทั้งถิ่นบ้านโป่งและโพธาราม ซึ่งเรียกรวมกันในที่นี้ว่าเป็นมอญราชบุรี เฉพาะมีความแตกต่างกันทางด้านเสียงสระ และ คำศัพท์ย่อยๆที่เป็นการกำหนดเรียกขึ้นมาในท้องถื่น แต่ชาวไทยที่มีเชื้อสายมอญเหล่านี้ยังสามารถใช้ภาษามอญสื่อความกันได้เช่นกัน ภาษามอญถิ่นราชบุรีจึงถือว่าเป็นสิ่งที่บ่งบอกในความเป็นคนไทยเชื้อสายมอญได้มาก

ที่อยู่อาศัย
เมื่อชาวไทยมอญจะสร้างบ้าน มักนิยมไปปรึกษาผู้ใหญ่ เจ้าอาวาส หรือศึกษาจากตำราที่มีชื่อว่า ” โลกะสิทธิ “ อันเป็นตำราที่อธิบายถึงเกณฑ์ โฉลก ในการสร้างบ้านใหม่
ตำรา “โลกะสิทธิ “ จะกล่าถึงเรื่องการปลูกสร้างบ้านเรือน ซึ่งต้องปฏิบัติดังนี้
๑. ดูทิศดี - ทิศร้าย
๒. ดูทำเลที่ปลูก
๓. ดูดินบริเวณที่สร้างบ้าน
๔. ดูวัน เดือน ปี ที่เหมาะจะปลูกบ้าน
๕. ดูสิ่งต่างๆที่สมควรปฏิบัติในบ้านเรือน ซึ่งถ้าปฏิบัติดีจะนำความดีมาให้ แต่ถ้าปฏิบัติไม่ดีจะนำความวิบัติมาสู่
๖. ดูการเลือกไม้เสาสำหรับการปลูกบ้าน
๗. ต้นไม้ต่างๆปลูกในบ้าน ให้ถูกตามทิศจะมีแต่สิริมงคล
บ้านชาวไทยมอญมักจะสร้างหันหน้าไปทางทิศเหนือ เพราะถือว่าในสมัยโบราณชาวไทยมอญอพยพถิ่นฐานมาจากทางเหนือ เมื่อย้ายเข้ามายังระลึกถึงถิ่นฐานเดิมจึงทำเช่นนั้น และเนื่องจากประเทศไทยมีแม่น้ำที่มีแนวทางจากเหนือ เมื่อปลูกบ้าน เมื่อปลูกบ้านขวางแม่น้ำโดยไม่มีทางเลือก จึงถูกเรียกว่า “มอญขวาง”
เมื่อสร้างบ้านชาวไทยมอญจะใช้กระเช้าประดับตกแต่งด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์แขวนไว้ตรงเสาทางเดียวกันว่าเป็นการทำขวัญผีเรือน
บ้านคนไทยในสมัยก่อนจะปลูกเหมือนทรงไทย ภายในบ้านใช้ไม้แผ่นใหญ่อย่างดีปูพื้น หลังคาทำทรงต่างกันบ้างเล็กน้อย แต่ละหลังจะต้องมีกรงเหล็กที่บานหน้าต่างทุกบาน สันนิษฐานว่ามีการป้องกันไว้ไม่ให้บุตรสาวหรือสาวๆในบ้านหนีไปไหนหรือกันไม่ให้พวกทาสหนีได้
เมื่อปลูกบ้านเสร็จแล้ว จะมีประเพณีขึ้นบ้านใหม่ ในการขึ้นบ้านใหม่ของชาวไทยมอญก็มีลักษณะคล้ายคนไทย แต่ส่วนใหญ่ยังมีความเชื่อเกี่ยวกับการเข้าสู่อาศัย ตามตำราได้กำหนดวันและวิธีเข้าอยู่บ้านใหม่ คือ
วันอาทิตย์ ก่อนจะเข้าไปในบ้านใหม่ต้องเอาของมีค่าเข้าไปในบ้านก่อน
วันจันทร์ ต้องเอาเสื่อและหมอนเข้าไปก่อน
วันอังคาร ให้เอาเงินทองเข้าไปก่อน
วันพุธ ให้กินอาหารเสียก่อนแล้วจึงเข้าไปอยู่
วันพฤหัสบดี ต้องเอาเครื่องหอมและจุดโคมเข้าไปก่อน
วันศุกร์ พ่อแม่ต้องเข้าไปก่อน
วันเสาร์ ห้ามเข้าไปอยู่ในบ้านใหม่ไม่ดี

การแต่งกายของชาวมอญ
ในยามปกติ ชาวไทยด้วยกันอาจไม่ทราบเลยว่าคนที่นั่งโดยสารรถเมล์คันเดียวกัน คนที่เรียนร่วมมหาวิทยาลัยเดียวกัน หรือแม้คนที่เดินจ่ายตลาดแห่งเดียวกันนั้นเป็นคนเชื้อสายมอญ ต่อเมื่อได้ไปเห็นร่วมพิธีมอญ การแต่งกายแบบมอญ จึงจะจำแนกเห็นความต่างได้
การแต่งกายเป็นอีกปัจจัยหนึ่งในการบ่งบอกว่า คนเหล่านั้นมีสายใยทางวัฒนธรรมใด เพราะทุกวันนี้โอกาสที่ชาวมอญจะแต่งกาย ที่การแสดงออกถึงการเป็นมอญก็ต้องถึงวาระงานรวมกลุ่ม เช่นวันชาติมอญ ที่จัดโดยสมาคม ไทยรามัญ หรืองานประเพณี เช่น สงกรานต์ และการไปทำบุญที่วัดในวันสำคัญทางศาสนา
รูปแบบการแต่งกายของชาวมอญราชบุรี ชายนุ่งโสร่งลายตารางเส้นตัดสี่เหลี่ยมหลากสี เช่นพื้นสีเขียว หรือสีม่วง เส้นลายสีเหลือง เป็นต้น นุ่งลายคอกลม มีผ้าสไบหรือผ้าขาวม้าพาดไหล่ หากเป็นการพาดอย่างเป็นงานวิธีการ จะพาดโดยให้กึ่งกลางของผ้าอยู่บริเวณใต้อกหรือใต้ราวนมแล้วตวัดชายผ้าให้ไปคล้องที่ไหล่ซ้ายและขวา หญิงชาวมอญสวมผ้าถุง ยาวเกือบถึงตาตุ่ม มีลายเล็กละเอียด สวมเสื้อแขนกุด คอกลมรัดทรง สวมทับด้วยเสื้อแขนยาวทรงกระบอก ผ้าสีอ่อน เนื้อบาง แต่ก่อนนี้มีแบบแผนว่า ถ้าเป็นหญิงสาวยังโสด จะสวมเสื้อยาวถึงข้อมือ หากมีสามี จะใส่เสื้อแขนสามส่วน
ส่วนประกอบด้านการแต่งตัวอีกอย่างหนึ่ง คือการเกล้าผมมวย มวยผมแบบมอญจะรวบเกล้าไว้ด้านหลังเหนือท้ายทอย ใช้อุปกรณ์รูปทรงตัวยู เรียกว่า อะน่ดโซ่ก เสียบแทรงเข้าไปปอยผมที่เกล้าไว้ แล้วใช้อุปกรณ์อีกชิ้นหนึ่งเรียกว่า ฮะเหลี่ยงโซ่ก รูปทรงอย่างวงเล็บปีกกา เหน็บขัดผมกับอะน่ดโซ่
ก เพื่อกันไม่ให้ผมลุ่ยจากที่มวยไว้ แล้วนำดอกไม้ดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อก็ได้ มาเสียบแซมเพื่อสร้างความสวยงาม อุปกรณ์ประดับผมทั้งสองชิ้นนี้ นิยมทำด้วยเงิน
เมื่อเริ่มแต่งกายไปร่วมงานพิธีหรือไปทำบุญที่วัด หญิงชาวมอญนิยมพาดสไบไว้ที่ไหล่ด้วย หากอากาศเย็น สามารถใช้สไบเฉียงคลี่ห่มคลุมไหล่ได้

เครื่องใช้ประจำตัวของชาวมอญ
ชาวไทยมอญในสมัยโบราณ จะมีเครื่องประดับตกแต่งร่างกายหลายชนิด ซึ่ง ได้แก่
๑. กำไล ส่วนมาแป็นกำไลเงินสำหรับใส่ข้อเท้าของหญิง แต่ปัจจุบันไม่นิยมใช้ จะใช้สำหรับของนาคในพิธีบวชเท่านั้น
๒. เข็มขัด จะทำด้วยเงิน มักใช้เป็นเครื่องประดับของชายและหญิง
๓. ลูกปัด นำมาเป็นเครื่องประดับ ตกแต่งมักทำด้วยหินและแก้ว
๔. กระดูกสัตว์ จะนำมาทำเป็นกำไลข้อเท้า ซึ่งใช้เป็นเครื่องประดับได้อย่างหนึ่ง
๕. สำริด จะนำมาทำเป็นกำไลข้อเท้า
๖. ขมิ้น ดินสอพอง เป็นเครื่องประทินโฉม ของหญิงในสมัยโบราณ

เครื่องมือเครื่องใช้ของชาวมอญ
- ครกตำหมากทำด้วยไม้ ตะบันหมากทองเหลือง เชี่ยนหมากไม้ ทองเหลือง ไม้ปาดปูน
- กล่องยาเส้นสำหรับใส่ยาเส้น ใบตอง ใบยา
- คบเพลิง (เช่น ใบไม้ ขี้กบ ( ผสมเศษไม้จากการใสไม้ ) ดอกน้ำมันยางเอามาเป็นมัดเป็นดุ้นยาวมัดใช้เป็นเชื้อเพลิง ) ตะบันไฟ หินเหล็กไฟ เป็นเครื่องมือจุดไฟ
- ครก ( มีลักษณะเป็นอย่างหลุม สำหรับตำหรือโขลกด้วยสาก )
- กระจ่า จวักสำหรับคดข้าวหรือตักแกง ทำด้วยกะลาและไม้ มีด้ามถือ บางทีก็เรียกว่า”ตวัก”
- กระบุงเล็ก สำหรับใส่ของเล็กเช่น เครื่องยาหรือรากไม้ต่างๆ
- กระบุง เป็นภาชนะสำหรับใส่ผลิตผล เช่น ข้าวเปลือก ข้าวสาร ถั่ว งา ฯลฯ
- กระบวยภาชนะสำหรับตักน้ำดื่ม
- ทะนาน ภาชนะทำจากกะลามะพร้าว ใช้ตักข้าวสารหุง
- กรรไกรเหล็ก ใช้สำหรับตัดผม
- เตาเชิงกราน เตาหุงข้าวที่นิยมใช้ในครัวเรือน
- หม้อน้ำดินเผา สำหรับใส่น้ำดื่ม ทำจากดินเผา ฯลฯ



การทำบุญจองโอะฮตาน
ในช่วงเดือนมาฆะ หรือประมาณเดือนกุมภาพันธ์อากาศในสมัยอดีตยังคงหนาวเย็น ชาวมอญที่เลื่อมใสศรัทธาจึงรำลึกว่า ความหนาวไม่ปราณีผู้ใด รวมถึงพระสงฆ์องค์เจ้าที่พำนักอยู่ในวัดก็ย่อมเป็นทุกข์ เพราะความหนาวเย็นด้วย จึงเกิดศรัทธานำฟืนไปถวายพระในวัด จนเป็นประเพณีถวายฟืนแด่พระสงฆ์ เพื่อที่จะได้นำไปเป็นเชื้อเพลิงทั้งในการต้มน้ำร้อนฉัน ปรุงยา หรือก่อไฟผิงไล่ความหนาวเย็น ต่อมาจึงเหลือเป็นการสุมฟืนก่อไฟไล่หนาวถวายเป็นทาน ภาษามอญเรียกงานบุญนี้ว่า จองโอะฮตาน
จอง แปลว่า เผา หรือไฟให้ใหม้. โอะฮ ( คล้ายกับเปล่งเสียงว่า โอะ แล้วตามด้วยลมออกทางจมูก ) แปลว่า ฟืน ส่วนคำว่า ตาน หรือบางแห่งเขียนว่า ต่าน เป็นคำบาลีตรงกับคำว่าทาน หรือมอบให้ด้วยจิตที่สละแล้ว ด้วยเหตุนี้เมื่อแปลเป็นไทยจึงหมายถึงงานบุญเผาฟืนเป็นทาน
ก่อนวันมาฆะบูชา ชาวมอญจะจัดเตรียมไม้ฟืนโดยตัดไม้ในป่าละเมาะขนาดข้อแขนหรตือขนาดที่กำถือได้เหมาะมือความยาวประมาณวาเศษ แต่โดยส่วนใหญ่จะเลือกใช้ไม้กระถินเพราะเมื่อเลาะเปลือกออกแล้ว เนื้อไม้จะมีสีขาว เวลานำขมิ้นที่โขลกมาไล้ตามท่อนไม้ จะช่วยขับให้ผิวไม้กลายเป็นสีเหลืองสด ผึ่งแดดหรือลมให้สีขมิ้นติดผิวไม้ฟืน
ก่อนวันมาฆะบูชา ชาวมอญจะนำดอกไม้บรรดามีในท้องถิ่นเท่าที่จะหาได้ นำมาผูกมัดไว้ที่ปลายฟืนพร้อมกับธูป ๓ ดอก เทียน ๑ เล่ม และใบหญ้าคาแห้งอีกหนึ่งกำมือ ดอกไม้และธุปเทียน ใช้เป็นเครื่องบูชา ส่วนใบหญ้าคาใช้เป็นเชื้อไฟ ใช้เชือกมะนิลาผูก ๓ เปลาะ ที่ยอด กลาง และบริเวณโคลนฟืน ต่อจากนั้นจึงนำไปตั้งวางพิงกันไว้เป็นรูปกระโจมยอดแหลมในลานวัด ซึ่งกว่าจะถึงตอนเย็น ฟืนที่มีผู้ที่นำมาถวายก็จะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ เพราะบางครัวเรือนทำฟืนตามจำนวนสมาชิกในบ้าน
อีกสิ่งหนึ่งที่มักทำในช่วงงานบุญจองโอะฮตาน คือ การทำข้าวหลาม นับเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมเพราะฤดูนี้ชาวบ้านได้เสร็จจากธุระจากงานไร่นา มีข้าวขึ้นยุ้ง อีกทั้งนับเป็นช่วงข้าวใหม่ด้วย เมื่อนำข้าวใหม่มาทำข้าวหลาม ก็ยิ่งเพิ่มรสชาติได้ดียิ่งขึ้น ในอดีตทุกบ้านจึงพร้อมใจกันทำข้าวหลาม
วันรุ่งขึ้นก่อนฟ้าสาง ประมาณ ๔-๕ นาฬิกา ชาวมอญบ้านม่วงจะร่วมกันออกไปที่วัด นำอาหารเช่น ข้าวต้ม ข้าวปลาอาหาร และข้าวหลาม เตรียมไปถวายจังหันมื้อพิเศษ นำเสื่อปูลาดกับพื้นลานวัดเพื่อให้ผู้มาร่วมทำบุญได้นั่งรอเวลา ต่อจากนั้นมัคนายกจะจุดไฟเผาฟืนที่ทุกคนนำมาร่วมทำบุญให้ลุกไหม้โชน ครั้นฟืนสุกเป็นถ่านที่คุแดงจึงนิมนต์พระเณรทุกรูปมารับภัตตาหารเช้ามื้อพิเศษ ท่ามกลางไออุ่นจากดวงไฟ
งานบุญนี้ เป็นการจัดขึ้นตอนเช้าตรู่ ดังนั้นลูกสาวบ้านใดที่มาวัดตอนที่พระกำลังเริ่มฉัน ก็จะถูกเหลียวมองจากชาวบ้านที่มาก่อน และได้รับการค่อนแคะว่าเป็นคนเกียจคร้าน ไม่เหมาะที่ชายใดจะหมายปองไว้เป็นภรรยา
ในอดีต ชาวมอญที่อำเภอโพธารามเคยมีงานบุญจองโอะฮตาน เช่นกัน แต่ไม่ได้จัดทำมาหลายปี ประเพณีนี้จึงเหลือเป็นเพียงแห่งเดียวในหมู่ชาวมอญราชบุรี

สำรับอาหารชาวมอญราชบุรี
ชาวมอญยังดำรงชีตอยู่ในต่างจังหวัด และเป็นแหล่งชุมชนที่มิใช่ชุมชนเมือง จะมีวิธีทำอาหารกันอย่างพื้นบ้าน คือมีต้ม แกง ปิ้ง ย่าง เป็นพื้น และทำเลที่ตั้งชุมชนมักไกล้แหล่งน้ำหรือริมแม่น้ำ อาหารส่นใหญ่จึงปรุงด้วยปลา เพราะเป็นสิ่งที่หาได้ง่าย ชาวมอญจึงไม่ใช่กลุ่มคนที่มี “เมนูพิสดาร” อยู่ในตำรับอาหาร แต่มักจะนำปลาชนิดต่างๆมาปรุงกับพืชผักท้องถิ่น
อาหารแบบมอญพื้นบ้านย่าน บ้านโป่ง โพธาราม นิยมออกไปทางรสเปรี้ยว หรือส้ม ผักผลไม้ที่นำมาปรุงแกงปลา ผลพุทรานาหรือพุทราขี้นกที่มักจะเกิดขึ้นเองตามหัวไร่ปลายนา นำเอาผลห่าม ( ไม่สุกมากหรือครึ่งสุกครึ่งดิบ ) มาทุบหรือโขลกพอแตก ประสมลงไปในแกงปลา รวมกับผักอื่นๆ ซึ่งพุทราจะให้รสเปรี้ยว แกงรสชาติแบบมอญพื้นบ้าน จึงเรียกให้น้ำลายสอเพราะความเปรี้ยวที่ลงตัว
ผักอย่างอื่นที่นำมาปรุงในหม้อแกงมอญ เพื่อเพิ่มความเปรี้ยวคือ ยอดส้มป่อย ใบมะขามอ่อน ลูกมะส้าน ใบกระเจี๊ยบแดง โดยเลือกนำเอาใบเพสลาด (คือไม่อ่อนและไม่แก่จนเกินไป ) อย่างใดอย่างหนึ่ง
นอกจากผักที่คนไทยทั่วไปบริโภคกันแล้ว ชาวมอญยังนำผล มะตาดดิบมาทำอาหารอีกด้วย แกะฝาเปลือกหุ้มรอบขั้นนอกออก แล้วเฉือนเอาเฉพาะเนื้อมาทำแกง ชาวมอญนิยมบริโภคอาหารสมุนไพรหรืออาหารตามธรรมชาติ หรืออาหารยาในชีวิตประจำทุกวัน เช่นแกงผลมะตาด แกงขนุนอ่อน แกงบอน ข้าวแช่
วัฒนธรรมการบริโภคของชาวมอญราชบุรี ถือได้ว่ามีความเป็นมอญสูงเมื่อเปรียบเทียบกับชาวมอญถิ่นอื่นๆในอีกหลายท้องที่ของประเทศไทย เพราะหันไปนิยมอาหารประเภทผัด หรือทอดมากขึ้น
มอญทอผ้า
เรื่องราวของมอญทอผ้า อาจจะไม่เป็นที่คุ้นเคยมากนักทางสื่อต่างๆ เพราะกลุ่มชาติพันธ์อื่นๆ เช่นคนพวน คนไทยยวน และชาวไทยทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้สร้างชื่อเสียงเรื่องลือมากกว่า ในความเป็นจริงชาวมอญก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่รู้กรรมวิธีถักทอใยด้ายให้กลายเป็นผืนผ้า เพราะในอดีตก่อนที่จะมีโรงงานทอผ้า กลุ่มชาติพันธ์ต่างๆก็เรียนรู้วิธีการทอผ้ากันมานานแล้ว มีในช่วงที่บ้านเมืองเจริญนี้เท่านั้น ที่ทำให้คนหลงลืมความรู้แบบบรรพชนที่สอนให้รู้จักการทอผ้า
ชาวมอญราชบุรียังมีความรู้เรื่องการทอผ้า และยังทำอยู่ตราบเท่าวันนี้อยู่ที่บ้านม่วง และเหลือเพียง ครัวเรือนเดียวเท่านั้น โดยรูปแบบการทอยังใช้ กี่ซัด คือเป็นเครื่องหูกที่กางไว้กับกี่ แล้วใช้มือซัดกระสวยไปมาทางขวา แทนการใช้กี่กระตุกซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นเมื่อภายหลัง
ผู้ทอผ้าชาวมอญ ยังคงใช้แปรงหวีเครือหูกที่ทำจากแกนของดอกเตยป่า ซึ่งการหวีผูกนี้ เพื่อไม่ให้เครือหูกพันกัน โดยการใช้แปรงแตะไขมะพร้า แล้วหวีไปตามแนวยาว รูปแบบเนื้อผ้าและลวดลายผ้าทอของชาวมอญ จึงยังคงเสน่ห์เดิมๆ แบบชาวบ้าน ไม่ได้แต่งลวดลายจากภายนอกให้เกินงาม
กล่าวกันของในหมู่ของชาวมอญทั่วไป ต่างลงความเห็นว่ามอญราชบุรี ที่อำเภอบ้านโป่ง โดยเฉพาะที่บ้านม่วงและปริมณฑลโดยรอบวัดม่วงยังคงรักษาความป็นมอญไว้ได้มาก ไม่ว่าจะเป็นภาษาซึ่งยังคงเป็นผู้เฒ่าผู้แก้สื่อสารกันอยู่เสมอ อาหารมอญ และการทอผ้าประกอบกับชุมชนมอญราชบุรีในหลายท้องที่ ได้ตระหนักถึงบทบาทของชาวมอญราชบุรีในหลายท้องที่ ได้ตระหนักถึงบทบาทของชาวมอญ ได้ร่วมกันบริจาคทรัพย์และสิ่งของอันมีค่าไว้ให้เป็นสมบัติวัฒนธรรมในวัดม่วง ผู้สนใจเรื่องศิลปะวัฒนธรรม ประเพณี พิธีกรรม และค่านิยมความเชื่อแบบมอญ สามารถเรียนรู้ไดจากชุมชนชาวมอญราชบุรี

ประวัติ อำเภอบ้านโป่ง
อำเภอบ้านโป่ง กับสภาพภูมิศาสตร์ ที่ตั้ง
อำเภอบ้านโป่งอยู่ทางทิศเหนือของจังหวัดราชบุรีและที่ว่าการอำเภอบ้านโป่งตั้งอยู่ถนนทรงพล ตำบลบ้านโป่ง (ในเขตเทศบาลเมืองอำเภอบ้านโป่ง) ระยะห่างจากจังหวัดราชบุรี ๔๒ กิโลเมตร มีทางหลวงแผ่นดิน ๒ สายผ่าน ชื่อทางหลงแผ่นดินสาย ๔ เพชรเกษม และทางหลวงแผ่นดิน สาย ๒๓๔ (บ้านโป่ง – กาญจนบุรี มีทางรถไฟผ่าน ๓ สาย คือ ทางรถไฟสายใต้ สาย หนองปลาดุก - สุพรรณบุรี และสาย หนองปลาดุก - กาญจนบุรี และมีแม่น้ำ สำคัญผ่าน ๑ สายคือ แม่น้ำแม่กลอง

พื้นที่ อำเภอบ้านโป่ง มีพื้นที่ทั้งหมด ๓๙๐ ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต ทิศเหนือ ติดต่อกับ อำเภอท่าม่วง อำเภอท่ามะกา จ.กาญจนบุรี อำเภอ กำแพงแสน จังหวัด นครปฐม
ทิศใต้ ติดต่อกับ อำเภอ โพธาราม จังหวัด ราชบุรี
ทิศตะวันออก ติดต่อกับ อำเภอ เมือง จังหวัด นครปฐม
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอ โพธาราม จังหวัดราชบุรี

สภาพ ภูมิประเทศ ส่วนใหญ่ เป็นที่ราบรุ่มเหมาสำหรับ ทำนา ทำสวน ทำไร่ มีป่า และภูเขาในท้องที่ ตำบล เขาขลุง มีแม่น้ำแม่กลองไหลผ่าน

สภาพภูมิอากาศ อากาศ โปร่งเย็น มี ๓ ฤดู คือ ฤดู ร้อน ฤดู หนาว และ ฤดูฝน และมีฝนชุกในระหว่าง เดือน สิงหาคม กันยายน ตุลาคม และจะแล้งมากในระหว่าง เดือน กุมภาพันธ์ มีนาคม และ เมษายน

ลำน้ำที่สำคัญ ลำน้ำที่เป็นประโยชน์ในด้านการเกษตร.. การคมนาคม..และการบริโภค คือ แม่น้ำ แม่กลอง เริ่มต้นจาก แควใหญ่ และแควน้อย มาบรรจบกันที่ตัวจังหวัดกาญจนบุรี ไหลผ่านท้องที่ อำเภอ บ้านโป่ง ที่ตำบลบัวขาว ตำบล ท่าผา ตำบล เบิกไพร ตำบลบ้านโป่ง ตำบล ปากแรต
ตำบล คุ้งพยอม ตำบล สวนกล้วย ตำบล นครชุมต์ และตำบล บ้านม่วง มีระยะประมาณ ๒๐ กิโลเมตร


ห้วย หนอง คลอง บึง มีเนื้อที่รวมแล้ว ประมาณ ๙๕๐ ไร่

ทรัพยากรธรรมชาติ คือ ลูกรัง หิน กรวด ทราย แร่ธาตุ

ประชากร และ สภาพ การปกครอง แบ่งเป็น ๒ ลักษณะ คือ การปกครองส่วน ภูมิภาค แบ่งออกเป็น ๑๕ ตำบล มีหมู่บ้าน ๑๖๕ หมู่บ้าน
และมีตำบล ดังนี้
๑. ตำบลสวนกล้วย
๒. ตำบลหนองกบ
๓. ตำบลหนองปลาหมอ
๔. ตำบลเขาขลุง
๕. ตำบลปากแรต
๖. ตำบลบัวขาว
๗. ตำบลท่าผา
๘. ตำบลนครชุมต์
๙. ตำบลดอนกระเบื้อง
๑๐. ตำบลคุ้งพยอม
๑๑. ตำบลเบิกไพร
๑๒. ตำบลหนองอ้อ
๑๓. ตำบลกรับใหญ่
๑๔. ตำบลบ้านม่วง
๑๕. ตำบลบ้านโป่ง
การปกครองส่วนท้องถิ่น แบ่งเป็น
- เทศบาล ๑ แห่ง คือ เทศบาลเมืองบ้านโป่ง
- สุขาภิบาล ๓ แห่ง คือ สุขาภิบาลท่าผา สุขาภิบาลกระจับ และสุขาภิบาลห้วยกระบอก
- มีสภาตำบล ๑๓ แห่ง
สภาพเศรษฐกิจ และ อาชีพ
- เกษตรกรรม ๘๐ %
- ทำนา ๔๐ %
- ทำไร่ ๔๐ %
- รับจ้าง ๑๒ %

- ค้าขาย ๒ %
- รับราชการหรือรัฐวิสาหกิจ ๒ %
- อื่นๆ ๔ %

การปศุสัตว์ เลี้ยงสุกร เป็ด ไก่ โค กระบือ ห่าน
การประมง เลี้ยงปลาตะเพียน กุ้งก้ามกราม ปลาดุก ปลาช่อน
การอุตสาหกรรม โรงสี ๖๗ แห่ง โรงเรื่อย ๔ แห่ง โรงงาน ๔๔๒ แห่ง
การพาณิชย์กรรม บริษัท ๒๕ แห่ง ห้างหุ้นส่วน ๓๐ แห่ง โรงแรม ๑๕ แห่ง โรงมหรสพ ๓ แห่ง

การศึกษา
- โรงเรียนกรมสามัญศึกษา ๔ แห่ง
- โรงเรียนประถมศึกษา ๕๖ แห่ง
- โรงเรียนเทศบาล ๓ แห่ง
- โรงเรียนราษฎร์ ๑๘ แห่ง

ศาสนา ประชาชนส่วนใหญ่นับถือ ศาสนสพุทธ
- วัดพุทธศาสนา ๕๕ แห่ง
- โบสถ์คริสต์ศาสนา ๑๐ แห่ง
- มัสยิด ๑ แห่ง

ศิลปวัฒนธรรม ศูนย์วัฒนธรรม อำเภอ ๑ แห่ง

ประวัติและความเป็นมา แต่เดิมที่ตั้งของอำเภอบ้านโป่งเป็นอาณาเขตทวารวดีแต่โบราณ มีชาวอินเดีย และชาวเขมร มาตั้งหลักแหล่งทำมาหากินอยู่แถบนี้ ปรากฏตามหลักฐานว่าชาวอินเดียได้นำเอาชื่อเมืองมาตั้งชื่อในท้องถิ่นตะวันออก ของแม่น้ำแม่กลองและเป็นหมู่บ้านของตำบลท่าผา ในปัจจุบันนี้ ชื่อว่า หมู่บ้าน “ โกสินารายณ์ “ ตามจดหมายเหตุของราชบุรี ร. ศ ๑๑๖ กล่าวว่าอำเภอบ้านโป่งแต่เดิมตั้งอยู่ที่ตำบลท่าผา ต่อมา ร. ศ ๑๒๔ รัฐบาลได้สร้างทางรถไฟสายใต้ขึ้น และเห็นว่า ถ้าหากอำเภออยู่ที่ท่าผาแล้ว การคมนาคมไม่สู้สะดวก จึงย้ายที่ว่าการอำเภอ มาตั้งที่ตำบลบ้านโป่ง เรียกว่า อำเภอบ้านโป่ง สืบถึงทุกวันนี้ บริเวณที่ตั้งอำเภอ บ้านโป่ง เดิมเป็นป่าโปร่ง สัตว์ชอบมาอาศัยและกินดินโป่ง ( เป็นดินที่มสีรสเค็ม ) โดยเฉพาะสัตว์พวกเรียงผา จะชอบมาก ตามตำนานเก่าแก่อ้างว่า คำว่า “บ้านโป่ง “ เดิมทีเรียกว่า “บ้านทับโป่ง” ซึ่งเล่ากันว่า มีกระท่อม หรือ บ้าน (ทับ) อยู่ข้างดินโป่ง แต่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า บ้านโป่ง เพราสะดวกและสั้นดี ต่อมาทางราชการได้เปลี่ยนชื่อเป็น อำเภอบ้านโป่งตามไปด้วน อำเภอ บ้านโป่ง เคยโอนไปอยู่กับ จังหวัด กาญจนบุรีครั้งหนึ่ง ระหว่าง สงครามมหาเอเชียบูรพา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๕ และโอนกลับมาจังหวัดราชบุรีตามเดิม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๙

สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์

๑. สระโกสินารายณ์
เป็นสระโบราณมีเนื้อที่กว้างขวางถึง ๕๐ ไร่ ครั้งหนึ่งเป็นที่เลื่องลือกันว่า น้ำในศักดิ์สิทธิ์มากสามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้นานัปการ ผู้คนจากทั่วสารทิศ จึงพากันมาตักน้ำอาบและดื่มกินในทางโบราณคดี สระโกสินารายณ์นี้ เป็นส่วนหนึ่งของเมืองโบราณ กรมศิลปากรเคยสำรวจพบคันดินแนวกำแพง เหลือ ๓ ด้าน แต่ละด้าน ยาวเกือบ ๑ กิโลเมตร ภายในเมืองมีการขุดสระไว้หลายสระ ชาวบ้านเรียกชื่อ ต่างๆกัน บางสระมีลำรางเล็กๆ ขุดไขน้ำจากแม่น้ำแม่กลองเข้ามา ส่วนสระโกสินารายณ์นี้ แม้ตั้งอยู่นอกเมือง แต่ก็ชิดกับกำแพงเมือง นอกจากนี้ที่เนินจอมปราสาทในอาณาบริเวณเมืองเก่า ยังขุดพบกรอบประตูและกลีบขนุนหินทรายแดง จึงสันนิษฐานว่า ตรงนั้นเคยเป็นพระปรางค์ใหญ่ ทั้งยังพบสิ่งต่างๆ อีกมาก ทั้งหมดเป็นศิลปะของสมัยลพบุรี แต่ที่สำคัญที่สุด คือ รูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร เปร่งรัศมีขนาดใหญ่ ทำด้วยหินปูนสีทรายแดงอีกอันหนึ่ง เข้าใจว่าป็นที่รองรับพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรองค์นั้น ของที่ขุดพบจากเมืองโบราณแห่งนี้เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร
สรโกสินารายณ์ ปัจจุบันเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวอำเภอ บ้านโป่ง เพราะมีต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นเรียงรายอยู่สองฟากถนนรอบสระ อยู่ในเขตตำบลท่าผา หลังโรงงานกระดาษ สยามคราฟท์ ไม่ห่างจากตัวอำเภอบ้านโป่งมากนัก



๒. ศาลเจ้าแม่เบิกไพร
ตั้งอยู่ที่ตำบลเบิกไพร อำเภอบ้านโป่ง เป็นศาลศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เคารพสักการะของคนในท้องถิ่นและจังหวัดใกล้เคียงมาช้านาน แต่ไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดว่าสร้างขึ้นในสมัยใดนอกจากมีประวัติเล่าว่า ครั้นเมื่อ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสไทรโยค ได้เสด็จมาที่ศาลเจ้าแม่เบิกไพรนี้ถึง ๒ ครั้ง

๓. ค่ายหลวงบ้านโป่ง
เข้าใจกันว่า เป็นค่ายที่สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นสถานที่ที่พระองค์เคยเสด็จไปประทับ และทรงนำเอากองเสือป่าไปพัก ชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียง เรียกกันเพียงสั้นๆว่า “ค่ายหลวงบ้านโป่ง” สภาพของค่ายเท่าที่ปรากฏอยู่ก็คือ สันเนินและแนวคู อยู่ในตัวอำเภอบ้านโป่ง ทางทิศเหนือมีอาณาเขต จากริมแม่น้ำแม่กลอง ไปถึงถนนสาย ๑๘ เนื่องจากค่ายแห่งนี้เป็นเพียงที่พักชั่วคราว สิ่งปลูกสร้างทั้งหลายจึงไม่ถาวรหลงเหลืออยู่จนถึงปัจจุบัน



ประวัติคุณปู่ มงคล สุดลาภา
ประวัติ คุณปู่ มงคล สุดลาภา
ประวัติ เป็น นายอำเภอ ปราณบุรี จ. ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2502
เป็น นายอำเภอ บางสะพาน จ. ประจวบคีรีขันธ์
เป็น นายอำเภอ ชะอำ จ. เพชรบุรี
เป็น นายอำเภอ ท่ายาง จ. เพชรบุรี
เป็น รองผู้ว่าราชการจังหวัด ศรีษะเกศ
เป็น นายกเทศมนตรี อำเภอ เมือง จ. กาญจนบุรี
เป็น ปลัดจังหวัดกาญจนบุรี
เป็น ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย


นาย มงคล สุดลาภา รูปสมัยเป็นนายกเทศมนตรี เมืองกาจนบุรี คนที่ 16

นายมงคล สุดลาภา1 ต.ค. 2516 - 27 พ.ย. 2517
นายกเทศมนตรีคนที่ 1 นายกเทศมนตรีคนที่ 2 นายกเทศมนตรีคนที่ 3 นายกเทศมนตรีคนที่ 4

ขุนหิรัญประศาสตร์ (กลม พัฒนมาศ)
พ.ศ. 2479 - พ.ศ. 2481
พ.ศ. 2494 - พ.ศ. 2499 สวัสดิ์ สาระศาสิน
พ.ศ. 2481 - พ.ศ. 2483 นายบุญผ่อง สิริเวชชะพันธุ์
พ.ศ. 2483 - พ.ศ. 2485
พ.ศ. 2489 - พ.ศ. 2492 นายนิยม สินค้าเจริญ
พ.ศ. 2485 - พ.ศ. 2489

นายกเทศมนตรีคนที่ 5 นายกเทศมนตรีคนที่ 6 นายกเทศมนตรีคนที่ 7 นายกเทศมนตรีคนที่ 8

นายชำนาญ พงษ์สวัสดิ์
พ.ศ. 2492 - พ.ศ. 2492 นายแผน สิริเวชชะพันธุ์
พ.ศ. 2492 --พ.ศ. 2494 นายสมาน บุญอารักษ์
พ.ศ. 2499 - พ.ศ. 2499 นายประทีป ประเสริฐกุล
พ.ศ. 2499 - พ.ศ. 2501

นายกเทศมนตรีคนที่ 9 นายกเทศมนตรีคนที่ 10 นายกเทศมนตรีคนที่ 11 นายกเทศมนตรีคนที่ 12

นายสมจิตต์ ราคา
พ.ศ. 2501 - พ.ศ. 2502 นายอมร บุญลิขิต
พ.ศ. 2502 - พ.ศ. 2503 ร.ต.ต.สะอาด สุจริตจันทร์
พ.ศ. 2503 - พ.ศ. 2504 นายเฉลย รุ่งสว่าง
พ.ศ. 2504 - 2504

นายกเทศมนตรีคนที่ 13 นายกเทศมนตรีคนที่ 14 นายกเทศมนตรีคนที่ 15 นายกเทศมนตรีคนที่ 16

นายสวัสดิ์ ตุลยสุวรรณ
พ.ศ. 2504 - พ.ศ. 2506 นายชัยทัต สุนทรพิพิธ
พ.ศ. 2506 - พ.ศ. 2511 ร.ต. สมจิตต์ เสตะพันธุ
พ.ศ. 2511 - พ.ศ. 2515
9 ม.ค. 2516 - 1 ต.ค. 251 นายมงคล สุดลาภา
1 ต.ค. 2516 - 27 พ.ย. 2517
นายกเทศมนตรีคนที่ 17
นายกเทศมนตรีคนที่ 18 นายกเทศมนตรีคนที่ 19 นายกเทศมนตรีคนที่ 20

นายนิทัศน์ ถนอมทรัพย์
27 พ.ย. 2517 - 28 พ.ย. 2538 นายประสิทธิ์ โอภาสทิพากร
28 พ.ย. 2538 - 10 ม.ค. 2546 นางสมบูรณ์ สาระศาลิน
10 ม.ค. 2543 - 2546 นายประสิทธิ์ โอภาสทิพากร
ปัจจุบัน


รคนปัจจุบันคนที่20ายชื่อ นายกเทศมนตรี เมืองกาญจนบุรี ตั้งแต่(อดีต)คนที่ 1 ถึง
นายมงคล สุดลาภา ผู้ก่อตั้งโรงเรียน เมืองปราณบุรี ต.ปราณบุรี อ.ปราณบุรี
จ. ประจวบคีรีขันธ์

ประวัติโรงเรียนเมืองปราณบุรี
โรงเรียนเมืองปราณบุรีตั้งอยู่เลขที่ 73 ตำบลปราณบุรี อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาแบบสหศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประจวบคีรีขันธ์เขต 2 เริ่มเปิดสอน ครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2502 โดยนายมงคล สุดลาภา นายอำเภอปราณบุรี เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งขึ้น ตาม คำสั่งที่ 5981/2502 ลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2502 ให้เปิดเป็นโรงเรียนวิสามัญตอนปลาย โดยใช้สถานที่ สโมสรข้าราชการอำเภอปราณบุรี เป็นสถานที่เรียนชั่วคราว มีนักเรียนทั้งหมด 25 คน เป็นชาย 14 คน หญิง 11 คน มีนายนิยม พุทธิเภษัช ศึกษาธิการอำเภอปราณบุรี ดำรงตำแหน่งผู้รักษาการ ครูใหญ่ และนายทันรุจิเลข ผู้ช่วยศึกษาธิการอำเภอเป็นครูผู้สอน ปี 20 - 70 2504 ได้รับบริจาคที่ดิน จำนวน 13 ไร่ 1 งาน 38 ตารางวา จากนายจรัส นิตยธรรมให้สร้างโรงเรียนเมืองปราณบุรี ปี 2508 ได้งบประมาณเพิ่มเติมซื้อที่ดิน จากนายจรัส นิตยธรรมจำนวน 12 ไร่ 1 งาน 42 ตารางวา รวมเป็นที่ดินทั้งหมด 25 ไร่ 2 งาน 42 ตารางวา


และประวัติของคุณลุง เชาวน์วัศ สุดลาภา ครั้งมีความผูกพันธ์ กับจังหวัด เพชรบุรี และจังหวัดสุพรรณบุรี และ จังหวัดราชบุรี



ประวัติการทำงานของพณฯ ท่านคุณลุง เชาวน์วัศ สุดลาภา

นาย เชาน์วัศ สุดลาภา เกิดวันที่ 1 มิถุนายา พ.ศ 2476
ที่อยู่กรุงเทพฯ เลขที่ 511/46 ถ. จรัลสนิทวงศ์ 37 เขต บางกอกน้อย จ. กรุงเทพฯ โทร 024123742
ที่อยู่ลพบุรี เลขที่ 155 ต.วังขนอนขว้าง อ.โคกสำโรง จ. ลพบุรี โทร 036441686
ภริยา ชื่อ นาง กมลทิพย์ สุดลาภา อดีต นางงาม ประจำจังหวัดสงขลา เมื่อ 50กว่าปีที่แล้ว
การศึกษา ปริญญาตรี และ ปริญญาโท มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
จบการศึกษา Diploma ทางรัฐประสาสน์ศาสตร์ กรุง บรอน์ประเทศเยอรมันนี
Diploma ทางรัฐประสาสน์ศาสตร์ กรุง เฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์
ปริญญาเอก กิตติมศักดิ์ จาก 2 มหาวิทยาลัย ในประเทศ สหรัฐอเมริกา
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ม ป.ช มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก
- สำนักเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร

ประวัติการทำงาน เคยดำรงตำแหน่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัด ลพบุรี 4 สมัย ใน ปี พ.ศ 2531 / 2535/1 / 2535/2 / 2538 และสอบได้ (ส.ส) ที่ 1 ทั้งสี่สมัย

ผู้ช่วยเลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปี 2507 - 2511
เลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปี 2515 - 2517
สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ วุฒิสมาชิก ปี 2515
ผู้ว่าราชการ จังหวัด พังงา ปี 2519 - 2520
ผู้ว่าราชการ จังหวัด ลพบุรี ปี 2520 -2522
ผู้ว่าราชการจังหวัด กรุงเทพมหานคร ปี 2522 -2524
ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร ปี 2524 - 2526
ผู้ว่าราชการ จังหวัด เพชรบุรี ปี 2527 - 2531
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัด ลพบุรี (สอบได้ที่ 1 ทั้ง 4 สมัย ซ้อน)
ประธานคณะกรรมการศึกษา ผู้แทนราษฎร ปี 2531 - 2535
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย 2 สมัย ปี 2533 – 2535 -2536
รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ปี 2535




ความเป็นมาความสัมพันธ์กันระหว่างพณฯ ท่านเชาวน์วัศ สุดลาภา

กับดร.วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์




วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ (Vongsak Swasdipanich)

ปัจจุบันเป็น ผู้ว่าราชการจังหวัด ราชบุรี2550
วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ (Vongsak Swasdipanich) ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย เกิด ๆ๒๗ มิถุนายน ๒๔๙๔ อายุ ๕๔ ปีเต็ม ภูมิลำเนาอำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด บุตรคนที่ ๕ ของเจริญ - ซิวเจียง สวัสดิ์พาณิชย์
อนันต์ สวัสดิ์พาณิชย์ พี่ชายคนโต ประกอบธุรกิจการเกษตรที่จังหวัดร้อยเอ็ด มนตรี สวัสดิ์พาณิชย์ พี่ชายคนรอง ประกอบธุรกิจน้ำแร่ดื่มที่จังหวัดร้อยเอ็ด ชูศรี ไวทยาวันศิริ พี่สาวคนที่สาม ประกอบธุรกิจเภสัชและกิจการโรงแรมที่จังหวัดนครราชสีมา รองศาสตราจารย์ ดร. สุวพงษ์ สวัสดิ์พาณิชย์ พี่ชายคนที่สี่ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตสกลนคร เกรียงศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ น้องชาย นิติกรธนาคารกรุงเทพ จำกัด สำนักงานใหญ่ และมัชฌา นราสวัสดิ์ น้องสาวคนเล็ก ประกอบธุรกิจอะไหล่รถจักรยานยนต์ที่จังหวัดร้อยเอ็ด
การศึกษาชั้นประถมโรงเรียนบ้านอาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด มัธยมต้นโรงเรียนร้อยเอ็ดวิทยาลัย ออกไปเข้า ม.ศ. ๓ ที่วิทยาลัยบางแสน ตามคำแนะนำของญาติผู้ใหญ่ ดร. ก่อ สวัสดิ์พาณิชย์ บิดาของศิโรตม์ สวัสดิ์พาณิชย์ อธิบดีกรมสรรพากร และมัธยมปลายโรงเรียนจรัสสมรอนุศาสน์ ยานนาวา กรุงเทพฯ
เป็นน้องใหม่ภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปีการศึกษา ๒๕๑๓ เพราะอยากเป็นนายอำเภอ โดยมีอุดม พัวสกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูนเป็นเพื่อนร่วมรุ่น
เรียนแบบไม่หยุดพักทั้งภาคเล็กและภาคใหญ่ ย่นเวลาเหลือ ๓ ปี ทั้ง ๆ ที่อาจารย์เตือนว่าถ้าพลาดละก็เจ็บกว่าคนเรียน ๔ ปี แต่ก็ได้รัฐศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา ๒๕๑๕ รับพระราชทานปริญญาพร้อมรุ่นพี่ในปี ๒๕๑๖
๐ ๐ ๐
นั่งรถไฟเข้ากรุงเทพฯ ไปพบเชาว์วัศน์ สุดลาภา เลขานุการจอมพล ประภาส จารุเสถียร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น เพื่อขอฝึกงานโดยไม่ต้องการเงินเดือน
เชาวน์วัศ สุดลาภา ชอบใจที่กล้าเดินเข้ามาหาทั้ง ๆ ที่ไม่เคยรู้จักกัน
แต่พรรคพวกพามาฝากเยอะ ก็เลยรับไว้ทั้งธรรมศาสตร์ จุฬาฯ และเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยละ ๑ คน ได้เป็นลูกจ้างชั่วคราวสมใจ
ทำได้ไม่กี่เดือนก็เกิดเหตุการณ์ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๑๖
ภารกิจที่ไม่เคยคิดมาก่อนในชีวิตคือพาเชาว์วัศน์ สุดลาภา หลีกลี้ผู้คนไปหลบภัยที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ ถนนราชดำเนิน โรงแรม ๙๙ บางลำภู โรงแรมพาร์ลิเมนท์ ถนนวิสุทธิกษัตริย์ และโรงแรมวงเวียน ๒๒ กรกฎาคม จนเงินหมด
เชาวน์วัศ สุดลาภา ให้นำแฟ้มบัญชีเจ้าหน้าที่มาเปิดดูว่ารู้จักใครที่ไว้ใจได้บ้าง แล้วโทรศัพท์บอกเขามาช่วยจ่ายเงินให้ที จากนั้นก็พาเชาน์วัศ สุดลาภา ไปส่งที่อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แล้วพาภริยาของเชาน์วัศ สุดลาภา ขึ้นรถไฟล่องใต้ไปส่งที่จังหวัดสงขลา ก่อนจะกลับมารายงานตัวที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) สวนรื่นฤดี พร้อมกับพันตำรวจเอก สุทิน เอมะพัฒน์ ช่วยราชการสำนักงานเลขานุการรัฐมนตรีในขณะนั้น
สามวันสามคืนในสวนรื่นฤดี ได้รับรู้เรื่องราวหลายอย่าง รวมทั้งการเจรจาของจอมพล ถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และนายทหารระดับสูง อาทิ พลเอก กฤษณ์ สีวะรา และพันเอก ณรงค์ กิตติขจร เป็นต้น
เด็กกว่าเขาเพื่อน จึงรับหน้าที่ให้บริการอาหารเครื่องดื่มแก่ผู้ใหญ่ใน กอ.รมน.
หลังหายตื่นเต้นจากเหตุการณ์ที่ค่อย ๆ สงบลง ก็นึกขึ้นได้ว่าไปสอบแข่งขันเป็นปลัดอำเภอเอาไว้
แวะไปดู จึงรู้ว่าติด
๑ พฤษภาคม ๒๕๑๘ ได้รับการบรรจุเป็นปลัดอำเภอตรี กิ่งอำเภอปทุมรัตน์ ร้อยเอ็ด จังหวัดบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง
ทำงานได้ปีเดียว ผู้ว่าราชการจังหวัดแวะมาตรวจราชการแล้วเห็นหน่วยก้าน สั่งให้เข้ามาเป็นปลัดอำเภอตรี อำเภอเมืองร้อยเอ็ด พร้อมกับสอบได้ชั้นโท (เจ้าพนักงานปกครอง ๔)
๒๕๑๙ ศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านบริหารรัฐกิจที่ Kentucky State University (KSU), Frankfort, Kentucky สหรัฐฯ
๒๕๒๐ ได้ปริญญา Master of Public Affairs (Planning)
บินกลับมาประจำกองการศึกษาประชาบาล จนกระทั่งสอบได้ระดับ ๕
กันยายน ๒๕๒๒ ย้ายไปเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน ๕ สำนักงานจังหวัดเลย ปีถัดมาย้ายไปลงตำแหน่งเดียวกันที่จังหวัดพิจิตร
ธันวาคม ๒๕๒๕ ย้ายไปเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน จังหวัดศรีสะเกษ หลังสอบได้ระดับ ๖
อยู่ศรีสะเกษ ๕ ปีเต็ม จึงได้ย้ายไปรักษาการหัวหน้าฝ่ายแผนและโครงการ จังหวัดอุบลราชธานี
ตุลาคม ๒๕๓๓ ได้รับแต่งตั้งให้รักษาการหัวหน้าสำนักงานจังหวัดอุบลราชธานี หลังสอบได้ระดับ ๗
เพียงปีเดียวก็สอบได้ระดับ ๘
ธันวาคม ๒๕๓๔ ได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าสำนักงานจังหวัดมุกดาหาร (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน ๘)
จากนั้น เข้ารับการอบรมหลักสูตรนักบริหารมหาดไทย ระดับ ๘ สถาบันดำรงราชานุภาพ ๔๕ วัน
เมื่อชนะศักดิ์ ยุวบูรณ์ ย้ายไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้ทำเรื่องขอผู้จบปริญญาโทจากต่างประเทศมาเป็นหัวหน้าสำนักงานจังหวัดเพื่อช่วยงาน SEA Games ซึ่งเชียงใหม่เป็นเจ้าภาพ
กระทรวงฯ ส่งชื่อมาให้ ๒ คน แต่คนแรกขออยู่ที่เก่า หัวหน้าสำนักงานจังหวัดเชียงใหม่จึงกลายเป็นวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์
ยังไม่ทันจะเดินทางไป อารีย์ วงศ์อารยะ ปลัดกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้นโทรศัพท์มาหา บอกว่าคงจะไม่ได้ไปเชียงใหม่แล้วละ
ไม่เป็นไร เพราะก็ไม่อยากไปอยู่แล้ว
หัวหน้าสำนักงานจังหวัดเชียงใหม่ตัวจริงไม่ใช่ใครที่ไหน พระนาย สุวรรณรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นนายอำเภออมก๋อยในขณะนั้น
เมษายน ๒๕๓๕ ได้รับคำสั่งใหม่ให้มาเป็นหัวหน้าสำนักงานจังหวัดสมุทรปราการ
แต่คนเก่าขออยู่ต่อ ในขณะที่คนใหม่ก็ไม่สมัครใจจะไป จึงไม่ได้ไปทั้งเชียงใหม่และสมุทรปราการทั้ง ๆ ที่คำสั่งออกมาแล้ว
สรุปแล้วได้อยู่ที่เดิม คือ มุกดาหาร
ตุลาคม ๒๕๓๖ ย้ายไปเป็น หัวหน้าสำนักงานจังหวัดขอนแก่น
๐ ๐ ๐
เมื่อกระทรวงมหาดไทยปรับโครงสร้างภายในแยก 'ฝ่ายแผนพัฒนาจังหวัด' ออกจาก 'สำนักนโยบายและแผน' แล้วยกขึ้นเป็นหน่วยงานระดับกอง
ชนะศักดิ์ ยุวบูรณ์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นึกถึงคนที่เคยขอไปช่วยงาน SEA Games แล้วไม่ได้มาทำงานด้วยกันเมื่อครั้งยังเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ หนนี้คงไม่มีปัญหา
พฤศจิกายน ๒๕๓๗ จึงได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการกองแผนพัฒนาจังหวัด สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย คนแรก
คนในกระทรวงมหาดไทยด้วยกันไม่ได้หมายความว่าจะมีโอกาสเติบโตหรือได้รับการพิจารณาให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดถ้าไม่ผ่านการเป็นปลัดอำเภอ นายอำเภอ ปลัดจังหวัด และรองผู้ว่าราชการจังหวัด ก็ยากที่จะได้ขึ้นเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด เช่น ข้าราชการมหาดไทยระดับ ๔ - ๕ ถ้าโอนมาจากสายปกครองแล้ว โอกาสในการเข้าโรงเรียนนายอำเภอจะน้อยลง
เมื่อไม่ได้เรียนก็ไม่ได้เป็นนายอำเภอ
แต่ถ้าได้เป็นผู้อำนวยการกอง ในสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยแล้ว ยังมีโอกาสที่จะได้รับการพิจารณาแต่งตั้งเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัด เส้นทางไปสู่การเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดจึงไม่ถึงกับตีบตัน ผนวกกับการปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนมาตลอด เงินเดือนที่ได้รับก็สูงเต็มขั้น ผลงานใหม่ก็ได้ใช้ความรู้ด้านการวางแผนที่ได้ร่ำเรียนมา
ตุลาคม ๒๕๓๙ จึงได้รับแต่งตั้งเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี โดยไม่ผ่านการเป็นนายอำเภอและปลัดจังหวัด ขณะมีอายุน้อยที่สุดในบรรดาคนเป็นรองผู้ว่าฯ ด้วยกัน โดยไม่เคยวิ่งเต้นให้ได้มาซึ่งตำแหน่ง
จากนั้น กลับไปเข้ารับการอบรมหลักสูตรนักบริหารมหาดไทย ระดับ ๙ สถาบันดำรงราชานุภาพ นาน ๖ เดือนเต็ม จึงกลับมาทำงานต่อ
แม้ยังไม่มีอำนาจเต็มเหมือนผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ก็หนีไม่พ้นการใช้หลักนักบริหาร (องค์กร) นักพัฒนา (โครงการ) และนักปกครอง (คน) ขาดไปหลักใดหลักหนึ่งก็ไม่ได้
งานที่ได้รับมอบหมายจากพลากร สุวรรณรัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานีในขณะนั้น คือการจัดตั้งเขตอุตสาหกรรม อันทำให้ปัตตานีเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีโรงงานด้านอุตสาหกรรมการเกษตรขนาดใหญ่ที่สุดในภาคใต้ อาทิ โรงงานปลากระป๋อง โรงงานปลาป่น โรงงานอาหารสัตว์ เป็นต้น
อีกงานหนึ่งคือคือโครงการจัดตั้งธนาคารอิสลาม (Islamic Bank)
และที่ได้รับมอบหมายเป็นพิเศษคือการเป็นตัวแทนผู้ว่าราชการจังหวัดใน ๔ จังหวัดภาคใต้เข้าร่วมประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และมาเลเซีย
เนื่องจากจังหวัดภูเก็ตมีเป้าหมายในการเป็นเมืองหน้าต่างโลก พีระพงศ์ จำนงเฉลิมฉัตร ผู้ว่าราชการจังหวัดในขณะนั้นจึงทำเรื่องขอตัว เพราะเห็นศักยภาพที่ปัตตานี
ตุลาคม ๒๕๔๐ ย้ายไปดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต โดยมีชาวไทยมุสลิม ๗ คันรถ ตามมาส่งถึงตัวเกาะ
๐ ๐ ๐
ที่ภูเก็ต รับผิดชอบงานด้านเศรษฐกิจ โดยมีภารกิจหลักพัฒนาการท่องเที่ยว ซึ่งช่วงนั้นมีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเต็มที่ จนไม่ทันกับการดูแลรักษา
แต่ก็ไม่ง่ายในการจัดระเบียบ เพราะ 'ผลประโยชน์' คืออุปสรรคสำคัญ โดยเฉพาะป่าตอง
'สารสนเทศ' คือ หัวใจสำคัญในการบริหารจัดการ
หลังตามเก็บรายชื่อชาวบ้านร้านถิ่นมาแยกเป็นหมวดหมู่จนรู้ใครเป็นใคร และรู้ต่อไปถึงอิทธิพลที่มีผลทั้งทางบวกและลบต่อการจัดระเบียบ
ผลพวงจากการจัดทำสารสนเทศ ทำให้เห็นภาพด้านประชากรศาสตร์อย่างชัดเจนของคนภูเก็ต จึงมีโอกาสได้เชื่อมโยงคนไทยมุสลิมซึ่งมีอยู่ร้อยละ ๓๕ มาช่วยกันพัฒนาภูเก็ต
และหลังการเดินเท้าย่ำป่าตอง ยังทำให้รู้ว่าหนึ่งในกลุ่มผู้สร้างปัญหาจุ๊ก ๆ จิ๊ก ๆ ไม่ใช่ใครที่ไหน พวกแผงหลัก แผงลอย รถเข็น และคานหาบ เร่ขายตำบักหุ่ง (ใส่หรือไม่ใส่ปลาแดกก็แล้วแต่) ไปจนถึงรถสองแถว และนวดโบราณทั้งที่อยู่ในตึกและริมชายหาด
พอได้ยินเขาส่งเสียง ก็รู้ว่าไม่ใช่ใครที่ไหน จัดแจงส่งภาษาเดียวกัน
ป่าตองค่อย ๆ มีระเบียบขึ้นโดยลำดับหลังหลังเปลี่ยนผู้ว่าราชการจังหวัดอีก ๒ คน คือ พงศ์โพยม วาศภูติ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาในปัจจุบัน และชาญชัย สุนทรมัฏฐ์ รองปลัดกระทรวงฯ ฝ่ายความมั่นคงในปัจจุบัน
เป็นรองผู้ว่าฯ ภูเก็ตครบ ๔ ปี แต่เปลี่ยนผู้ว่าฯ ปีละคน
ตุลาคม ๒๕๔๔ ย้ายไปเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง พร้อมกับเข้าศึกษาที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปรอ. ๔๔๑๔) เป็นเวลา ๑ ปีเต็ม
เพื่อนร่วมรุ่นที่กำลังขั้วตำแหน่งใหม่ในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ อาทิ พลเรือเอก สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ว่าที่ผู้บัญชาการทหารเรือ พลเรือเอก วิชัย ยุวนางกูร ว่าที่รองผู้บัญชาการทหารเรือ พลเรือเอก นพพร อาชวาคม ว่าที่ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ พลเอก พรชัย กรานเลิศ ว่าที่ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก พลอากาศเอก พรชัย รามโกมุท ว่าที่ผู้บัญชาการกองบัญชาการสนับสนุนทหารอากาศ พลตำรวจโท ชลอ ชูวงษ์ และพลตำรวจโท วิโรจน์ พหลเวชช์ ว่าที่ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นต้น
ส่วนเพื่อนร่วมรุ่นที่มาจากกระทรวงเดียวกัน ได้แก่ เจตน์ ธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น พระนาย สุวรรณรัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี วิชม ทองสงค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ปรีชา บุตรศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ เมฆินทร์ เมธาวิกูล ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ปานชัย บวรรัตนปราน ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร และสุธี มากบุญ ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร
๐ ๐ ๐
๑ ตุลาคม ๒๕๔๕ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย หลังจบ วปอ.
'หนองคาย' จังหวัดชายแดนติดแม่น้ำโขงได้ชื่อว่าน่าอยู่อันดับ ๗ ของโลก เป็นดินแดนชุ่มน้ำอันดับ ๑,๐๙๘ ของโลก เป็นเมืองที่มีนักบวชและนักพรตมากที่สุดในเอเชีย และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยยังจัดให้เป็น ๑ ใน ๕ จังหวัดที่น่าอาศัยระยะยาวอีกด้วย
ฟังแล้วน่าชื่นชม แต่ไม่มีอะไรในกอไผ่ที่จะผลักดันให้คนต่างถิ่นหรือต่างชาติอยากมาเที่ยวและลงทุนเพื่อให้คนหนองคายมีรายได้ดีขึ้น ขณะที่บางคนในภาครัฐกลับทำงานผิดช่องทาง
ประสบการณ์จากการเป็นหัวหน้าสำนักงานจังหวัดและรองผู้ว่าราชการจังหวัดช่วยให้ไม่ต้องเสียเวลาเริ่มต้นเท่าใดนัก
ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องเป็นเรื่องสำคัญ ระยะแรกจึงต้องอาศัย Honda, Silver Shadow คันใหญ่ ขับตระเวณเข้าไปตรวจพื้นที่ทุกสัปดาห์ ล้มเมื่อใดไม่ต้องยก เพราะมอเตอร์ไซค์หนักกว่าท่านผู้ว่าฯ ร่างเล็กหลายร้อยกิโลกรัม
จากนั้น จัดประชุมนายอำเภอให้ถี่ขึ้น เพื่อเร่งนโยบายของรัฐที่ได้นำมาขยายเป็นแผนปฏิบัติการให้บังเกิดผลเป็นรูปธรรม โดยชี้ให้เห็นว่า ช่องทางนี้นอกจากจะช่วยชาวบ้านให้อยู่ดีกินดีแล้ว ยังสนองนโยบายจากส่วนกลางอันเป็นผลงานที่ชอบธรรมอีกด้วย
และเพื่อให้เรื่องที่คนชื่นชมมีความเป็นไปได้จริง โครงการเรารักหนองคายจึงเกิดขึ้น
แต่ถ้าภายในไม่พร้อมก็ยากที่จะรุกออกไปภายนอกได้ดี จึงเริ่มต้นที่การทำภายในให้สะอาดทั้งด้าน 'รูปธรรม' และ 'นามธรรม'
เริ่มจากรณรงค์ให้ 'หนองคายไร้ขยะ' ด้วยการจัดให้มีวัน 'เรารักหนองคาย' โดยส่วนราชการภูมิภาค ท้องถิ่น และชาวบ้าน มาคุยกัน ในที่สุดก็ออกมาเป็นทุกวันพุธที่สองและสี่ของเดือน ทั้ง ๑๗ เทศบาลเล็กใหญ่ และ ๑๑๑ องค์การบริหารส่วนตำบล ตลอดจนชาวบ้าน ยกขบวนกันออกมาทำความสะอาดหนองคายทั้งจังหวัด ทำมาแล้วตั้งแต่ต้นปี ๒๕๔๕ จนถึงวันนี้
ต่อไปเป็นเรื่องของการบริหารจัดการ วัฒนธรรม จริยธรรม และระเบียบวินัย
ข้าราชการ
นับว่าท้าทายในการผลักดันให้มีธรรมบริหาร (Good Governance) แผนส่งเสริมการทำงานด้วยความ 'จริงใจ จริงจัง และโปร่งใส' จึงเกิดขึ้น โดยจัดตั้งคณะทำงานด้านยุทธศาสตร์ (CEO Staff) ของผู้ว่าราชการจังหวัด ประกอบด้วยหัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์ของกระทรวงต่าง ๆ ที่มาประจำอยู่ในจังหวัด แล้วจัดให้มีการประชุมกันทุกวันอังคารและพฤหัสบดี และจัดอบรมข้าราชการให้เข้าใจเรื่อง 'ธรรมบริหาร'
ชาวบ้าน
มีการจัดตั้งตัวแทนประชาชน ๗ คนนอกล้วน ๆ มาจากชาวไทยเชื้อสายญวน ต้นตระกูลเก่า ณ หนองคาย มหาวิทยาลัยขอนแก่น วิทยาเขตหนองคาย ประชาคม ผู้นำลูกเสือชาวบ้าน องค์กรพัฒนาเอกชน และประชาชนในอำเภอเมือง เพื่อให้ข้อคิดเห็นและเสนอแนะแก่ผู้ว่าฯ
เด็กและเยาวชน
แผนงาน 'คุณครูผู้ว่าฯ' ซึ่งวัยรุ่นฮือฮาเมื่อเห็น 'ผู้ใหญ่แนว' สวมบทครูสัญจร ขี่มอเตอร์ไซค์ตะลอนสอนหนังสือนักเรียนมัธยม โดยเฉพาะวัยรุ่นเป็นกลุ่มเป้าหมายพิเศษ จากนั้นนำเด็กนักเรียนที่อยู่ชนบทรอบนอกทยอยกันเข้ามาพบผู้ว่าฯ ต่อด้วยทัศนศึกษาในเมือง ในทางกลับกันก็ส่งนักเรียนในเมืองไปทัศนศึกษาชนบทที่ห่างไกล แต่ไม่ลืมอุปกรณ์การเรียนการสอนและเครื่องมือที่จะช่วยให้นักเรียนทำกิจกรรมได้ แผนงานพัฒนาห้องเรียนคอมพิวเตอร์ แผนงานห้องเรียนศิลปะ และแผนงานลานกีฬาเอนกประสงค์ จึงทยอยออกมารองรับ โดยเฉพาะทุนการศึกษาเด็กนักเรียนที่ด้อยโอกาส ซึ่งเงินส่วนหนึ่งมาจากเพื่อนร่วมรุ่น วปรอ. ๔๔๑๔ นี่แหละ
๐ ๐ ๐
เมื่อภายในสะอาด อบอุ่น และมีความพร้อมระดับหนึ่ง จึงเริ่มงานเชิงรุก อันได้แก่ การพัฒนาจังหวัดหนองคายในด้านนิเวศ เกษตรอุตสาหกรรม การค้าชายแดน และท่องเที่ยว
ด้านนิเวศ
หนองคายมีพื้นที่ติดแม่น้ำโขง ๓๓๐ กิโลเมตร แต่ละปีหน้าดินถูกน้ำเซาะหายไป ๒ เมตร ปล่อยต่อไปอีกไม่ได้แล้ว จึงทำการศึกษาจุดที่อ่อนไหว ส่วนไหนที่พังทลายมากก็สร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งเป็นจุด ๆ ไป ได้งบเพิ่มเติมมาเมื่อใดก็ทยอยทำตามแผนที่ได้ศึกษาไว้
ด้านเกษตรอุตสาหกรรม
นอกจากการส่งเสริมสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (One Tambon One Product: OTOP) ที่ประกวดประขันกันทุกจังหวัดแล้ว คือการใช้จุดเด่นของจังหวัดในด้านภูมิศาสตร์ พัฒนาให้หนองคายเป็นครัวโลกด้านผักผลไม้ที่ปลูกได้ทุกชนิด ตลอดจนการปลูกพืชสมุนไพรและสวนพฤกษชาติ ควบคู่กับเป้าหมายในการตั้งโรงงานปุ๋ยอินทรีย์ ๖ แห่ง เพื่อใช้ในการส่งเสริมแผนงานนี้ โดยเฉพาะยางพาราซึ่งหนองคายมีพื้นที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือถึง ๒๕๐,๐๐๐ ไร่
การค้าชายแดน
แม้หนองคายเป็นเมืองชายแดน แต่ที่ผ่านมามีแต่หันหน้าหากรุงเทพฯ หันหลังให้ต่างประเทศ น่าจะไปลาวและจีนตอนใต้อีกทางหนึ่ง จึงตั้งคณะทำงานชายแดน ฝ่ายไทยมี ๗ คน มาจากหัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์ ตำรวจ ทหาร เกษตรฯ ศึกษาฯ พาณิชย์ และสำนักงานจังหวัด ฝ่ายลาวอีก ๗ คน รวมเป็น ๑๔ คน ให้ความสำคัญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ต้องมาก่อน เมื่อชอบพอกันแล้ว เรื่องอื่น ๆ ก็พูดกันได้ ถัดไปเป็นเรื่องความปลอดภัย ความมั่นคง ยาเสพติด แรงงานต่างด้าว และการค้าขาย ส่วนแผนงานสำคัญในเรื่องการค้าชายแดน คือ การจัดตั้งเขตปลอดอากร จัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษอุดรธานี-หนองคาย-เวียงจันทน์ จัดหาพื้นที่ตรวจสินค้าแห่งใหม่ของด่านศุลกากร และจัดสร้างด่านพรมแดนพร้อมท่าเทียบเรือแพขนานยนต์ที่อำเภอบึงกาฬ
การท่องเที่ยว
งานใหญ่คือการจับมือกับ ดร. จิตสันติ ธนะโสภณ ผู้ว่าการ การรถไฟแห่งประเทศไทย ใช้บริเวณสถานีรถไฟเก่าก่อสร้างพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำจืด (Aquarium) มูลค่า ๓๓๗ ล้านบาท เพื่ออนุรักษ์พันธุ์ปลาในแม่น้ำโขงที่เหลืออยู่ ๕๘๐ สายพันธุ์ ไม่ให้หดหาย คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี ๒๕๕๐
อีกงานหนึ่งเป็นการก่อสร้างศูนย์ OTOP เพื่อเป็นแหล่งกลางในการเผยแพร่และจำหน่ายสินค้าทุกตำบลของจังหวัดฯ และ ASEAN ข้างศาลากลาง เนื้อที่ ๕ ไร่ มีทั้งสินค้าบ้านเรา สินค้าบ้านเขา คือ จีน และสิบสองปันนา มูลค่ากว่า ๔๐ ล้านบาท
ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้คนต่างชาติและต่างถิ่นได้สัมผัสวิถีชีวิตแบบไทย ๆ ของชาวหนองคายด้วยการพัฒนาที่พักในบ้าน (Home stay) กระจายไปทั่วอำเภอที่อยู่ริมแม่น้ำโขง เพื่อบริการนักท่องเที่ยวที่นิยมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
และที่ถึงขั้นผลิตคู่มือกันเลยก็คือ ส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างหนองคายกับเวียงจันทน์ แบบว่า มา ๑ จังหวัด ได้เที่ยว ๒ ประเทศ ทำนองนั้น
๐ ๐ ๐
ทั้งหมดที่ว่ามานี้ ประเด็นอยู่ที่การสื่อสารให้ทุกฝ่ายได้รับรู้ข่าวสาร เข้าใจ ยอมรับ และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือ
ที่นี่ใช้วิธีการสื่อสารค่อนข้างหลากหลาย ทั้งระดับบุคคล ระดับกลุ่ม ไปจนถึงระดับมวลชน มีทั้งที่ผู้ว่าฯ เข้าไปหา และยกขบวนกันมาพบ ตลอดจนการสื่อสารที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ
ทุกเช้าวันเสาร์หลังรายการ 'นายกฯ พบประชาชน' ที่หนองคายมีรายการ 'บ้านเมืองน่าอยู่' ทางวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย FM ๙๐.๕ เมกะเฮิรตซ์ เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๐.๐๐ น. ผู้ว่าฯ วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ พูดใส่ไมโครโฟนคุยกับชาวบ้านให้ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร มีการบอกเล่าเก้าสิบ พร้อมเปิดสายท้ายรายการให้สอบถามและร้องเรียนอีกด้วย
ทุกครั้งเมื่อกลับจากประชุมที่กรุงเทพฯ วันรุ่งขึ้น หัวหน้าส่วนราชการและนายอำเภอจะรับรู้เรื่องราวที่ไปประชุมมา วันถัดไป กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์การบริหารส่วนตำบล จะรับรู้ข่าวสารผ่านหัวหน้าส่วนราชการและนายอำเภอ และวันที่สาม ประชาชนในแต่ละท้องถิ่นจะรับรู้ข่าวสารจากกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์การบริหารส่วนตำบล
แล้วยังเปิด 'สภากาแฟ' อีกเดือนละ ๒ ครั้ง เวลา ๐๗.๐๐ - ๐๘.๓๐ น. ให้หัวหน้าส่วนราชการ ส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน ได้แสดงความคิดเห็นร่วมกัน นอกเหนือจากวารสาร 'เรารักหนองคาย' รายเดือน และแผ่นพับต่าง ๆ มากมาย ฯลฯ
ไม่มีท้องที่ใดปราศจากอิทธิพล แต่เมื่อคนหลายฝ่ายในท้องที่นั้นสามารถเข้าถึงกัน โดยมีเวทีให้พบปะพูดจากัน ความกดดันถ้ามีก็จะน้อยลง
เครือข่ายภาคประชาชนที่มีความพร้อมด้านข้อมูลข่าวสารยังช่วยให้การปฏิบัติงานภาครัฐเกิด 'ธรรมบริหาร' อีกทางหนึ่งด้วย
ที่นี่มีรายชื่อผู้ยากจนในบัญชีกว่า ๘,๐๐๐ คน ฝันของผู้ว่าฯ วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ คือ ศูนย์กลางด้านการค้าและบันเทิงมูลค่ากว่า ๔,๐๐๐ ล้านบาท ที่ภาคเอกชนให้ความสนใจเพราะอยู่ใกล้ลาว ถ้าเกิดขึ้นจริงเมื่อใด แทบจะล้างบัญชียากจน เพราะคนมีงานทำกันทั่วถ้วน
๐ ๐ ๐
ชีวิตส่วนตัว สมรสกับวิไลพร วิรัตน์จันทร์ อดีตพนักงานสาขาอำเภอเกษตรวิสัย ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อ ๑๗ มีนาคม ๒๕๑๘
เบญจพล สวัสดิ์พาณิชย์ บุตรคนโต อายุ ๒๓ ปี ภาควิชาโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ปีสุดท้าย
เบญจรงค์ สวัสดิ์พาณิชย์ บุตรคนเล็ก อายุ ๑๘ ปี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปี ๒
ข้อคิดที่ วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ เขียนไว้ในทำเนียบรุ่น วปรอ. ๔๔๑๔ ก็คือ ...
"จะเก่ง จะดี จะชั่ว อยู่ที่ตัวสร้างขึ้นมาเอง"

บรรดาพ่อค้าแม่ขายครั้นรู้ว่ารองผู้ว่าฯ ผูกเสี่ยวกัน ก็ดีใจ ให้ความเคารพนับถือ
เมื่อเป็นพวกเดียวกันแล้ว "ทำแบบนี้ต่อไปไม่ได้ มาอยู่ที่นี่ต้องไว้หน้าพ่อ" รองผู้ว่าฯ คนร้อยเอ็ดขอกันตรง ๆ
จากนั้น จัดแจงรวมกลุ่มตั้งชมรมชาวอีสานในจังหวัดภูเก็ต หลังอยู่ที่นี่ได้ ๑ ปี อันเป็นช่วงที่จเด็จ อินสว่าง มาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดแทนพีระพงศ์ จำนงเฉลิมฉัตร
แล้วรับเป็นประธานชมรมฯ คนแรก อันทำให้รู้ว่าที่นี่มีชาวอีสานกว่า ๒๐,๐๐๐ คน
สมมติเล่น ๆ ถ้าทุกคนโอนทะเบียนบ้านไปอยู่ภูเก็ตเมื่อใด มีโอกาสเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้แล้ว ๑ คน
โดย: teapatyost341455@hotmail.com [19 มี.ค. 51 20:48] ( IP A:61.7.191.119 X: )
ความคิดเห็นที่ 37
   อำเภอ บ้านโป่ง
เป็นอำเภอ ที่ ถูกขนานนามเรียกว่าเป็น (เมืองคนงาม) (คุณแม่เป็นชาว ไทย – รามัญ) แห่งเมืองคนงาม ต้นสกุล (ติเยาว์) มาช้านานแล้ว และจังหวัดราชบุรี ก็เป็นจังหวัดที่มีเขตการติดต่อกับจังหวัดเพชรบุรี เมื่อสมัยก่อนนั้นคุณปู่เคยเป็นนายอำเภออยู่ที่ อำเภอ ท่ายาง จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ และ คุณลุง ก็เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัด เพชรบุรี เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๗ – ๒๕๓๑ คือ คุณลุง เชาวน์วัศ สุดลาภา คือหลังจากคุณลุงเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด กรุงเทพมหานคร เมื่อ ปี ๒๕๒๒ – ๒๕๒๔ และเป็นผู้ว่าราราชการจังหวัดลพบุรี เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๐ – ๒๕๒๒ และคุณลุงก็เป็น (ส.ส) ๔ สมัย และสอบได้ที่ ๑ ทั้ง๔ สมัยซ้อน และได้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง มหาดไทย ถึง ๒ ครั้งสมัย และที่ผมกล่าวถึง จังหวัดราชบุรีนั้นทางทิศ ตะวันตก นั้นติด กับจังหวัด กาญจนบุรี ครั้นที่เมื่อสมัยที่คุณปู่ มงคล สุดลาภา เป็น นายอำเภออยู่ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถึง ๒ อำเภอ คือ อำเภอปราณบุรี อำเภอบางสะพาน และเป็น นายอำเภอที่ จังหวัด เพชรบุรีถึง ๒ อำเภอ คือ อำเภอ ชะอำ และอำเภอ ท่ายาง ก่อนที่ คุณปู่มงคล สุดลาภา จะมาเป็น นายกเทศมนตรี คนที่ ๑๖ ของอำเภอ เมือง จังหวัด กาญจนบุรี และเป็น ปลัด จังหวัด กาญจนบุรี และคุณปู่มงคล สุดลาภา ก็ได้เป็น ผู้ตรวจการกระทรวง มหาดไทย ซึ่ง ความสัมพันธ์กัน ระหว่าง (อำเภอ บ้านโป่ง) จังหวัด ราชบุรี ถึงจังหวัดเพชรบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัด กาญจนบุรี และจังหวัด สุพรรณบุรี นั้น (คุณลุงเคยเป็น นายอำเภอที่สุพรรณบุรี) ถ้าจะให้พูดกันแล้ว ตระกูล สุดลาภา ก็เป็นนักการเมือที่มีชื่อเสียงทางด้านการปกครอง และการทำประโยชน์มากมายมหาศาล ในหลายๆด้านให้กับประเทศชาติและเขต ๗ มาช้านาน แล้ว ส่วน กระผม นาย ฑีพัตรยศ สุดลาภา ก็มี คุณแม่ เป็นคนไทย – รามัญ ในอำเภอ บ้านโป่งจังหวัดราชบุรี (ตระกูล “ติเยาว์”) และก็มีย่าใหญ่ (ย่าทวด) ต้นสกุล “สุปัญโญ” ที่ จังหวัด ลพบุรี และ คุณพ่อ ของย่าทวดผม ก็มี ยศ เป็น “เจ้าพระยา” แห่งเมืองลพบุรี เป็น(เจ้าเมือง)ในสมัยแห่ง รัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว




ประวัติและความเชื่อของชาว รามัญ ใน อำเภอบ้านโป่ง (เมืองคนงาม) จ.ราชบุรีนายฑีพัตรยศ สุดลาภา ชื่อเล่น (ลูกหิน) คุณแม่ของผมเป็นชาวมอญรามัญ เพราะ คุณตา และ คุณยาย เป็นชาวไทย – รามัญ ทั้ง ๒ ฝ่าย ต้นตระกูล (ติเยาว์)


ประวัติและความเชื่อของชาว รามัญ ใน อำเภอบ้านโป่ง (เมืองคนงาม) จ.ราชบุรีนายฑีพัตรยศ สุดลาภา ชื่อเล่น (ลูกหิน) คุณแม่ของผมเป็นชาวมอญ (รามัญ) เพราะคุณตา กับคุณยายเป็นชาวรามัญทั้ง 2 ฝ่าย (คุณแม่นามสกุล ติเยาว์) และเล่าให้ฟังว่าสมัยเมื่อหลายร้อยปีก่อน ตระกูลทางคุณแม่ของผมนี้ได้เดินทางมาจาก กรุงหงสาวดี
แล้วเดินทางเข้ามาอยู่ใน อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี และที่บ้านของผมยังมีประเพณีประจำตระกูลก็คือการนับถือ ผีมอญ และก็มีความเคร่งในศาสนสพุทธ จากความเชื่อเรื่องผีมอญ(ผีตระกูลหรือผีบรรพบุรุษนี้ทำให้เกิดการมีประเพณี รำผีมอญ
มูลเหตุของการรำผีมอญ เนื่องมาจากความเชื่อที่ว่า ชาวมอญมีผีรักษา หรือผีประจำคระกูลเรียกเป็นการทั่วไปว่า “ผีมอญ” ซึ่งผีนี้มีหน้าที่คอยปกปักรักษาสมาชิกในครอบครัวให้อยู่เย็นเป็นสุข แต่มีข้อแม้ว่า ห้ามล่วงละเมิดหรือ “ทำผิดผี” ด้วยประการทั้งปวงเช่น ห้ามคนตั้งครรภ์ที่ไม่ใช่ลูกสาวของเจ้าเรือนนอนในเรือน ห้ามคู่สามีและภรรยาที่ไม่ได้อยู่ร่วมผีเดียวกันกับเจ้าเรือน ร่วมหลับนอนในเรือน ห้ามเจ้าเรือนกินอาหารร่วมสำรับกับแขกผู้มาเยือน ฯลฯ
การ”ผิดผี” จะส่งผลให้คนในบ้านเกิดเจ็บไข้ไม่สบาย เมื่อหมอดูทำนายว่าเป็นเพราะผู้ กระทำ ก็จะจัดหาวันเพื่อทำพิธีรำผีมอญ ซึ่งก็คือกระบวนการแสดงขอขมา หรือลุโทษแก่โทษ ที่ได้กระทำล่วงเกินผีนั่นเอง ชาวมอญราชบุรี ไม่ทำพิธีรำผีมอญบ่อยครั้งนัก หากเลี่ยงได้ก็จะเลี่ยง เนื่องจากการรำผีมอญแต่ละครั้งจะต้องใช้เงินค่อนข้างมาก อีกประการหนึ่งเป็นการประกาศว่า บ้านเรือนหลังนี้ ได้มีผู้ทำผิดผี จึงได้เกิดการรำผีมอญเกิดขึ้น ดังนั้นวิธีการเลี่ยงที่ดีและง่าย คือการปฏิบัติกิจของคนในครอบครัวมิให้ผิดผี ซึ่งเท่ากับเป็นการคุมพฤติกรรมให้อยู่ในกรอบของความเหมาะควร เมื่อทุกคนเคารพ ถือผีของกันและกัน ก็คือการเคารพหลักให้อยู่ร่วมกันอย่างมั่นคง การนับถือผีของชาวมอญจึงเป็นเรื่องที่มีเหตุผล และเคารพยึดถืออยู่ตลอด

ประวัติและความเป็นมา
ชาวมอญ เรียกแผ่นดินตนเองว่า”รามัญประเทศ” และส่วนคำว่า”รามัญ” นั้นมาจากภาษาบาลีว่า ”รามญญ” ในปัจจุบันที่ชาวไทย-มอญ ตั้งหลักแหล่งเป็นกลุ่มใหญ่ ได้แก่อำเภอ ปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ รองลงมาคือ อำเภอบ้านโป่ง อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี และในจังหวัดกาญจนบุรี ส่วนในตอนเหนือจะพบในจังหวัดลำปาง ลำพูน และเชียงใหม่ นอกจากนั้นยังมีกระจัดกระจายเป็นกลุ่มเล็กๆ อยู่ในจังหวัด สมุทรสงคราม นครปฐม เพชรบุรี สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา นครราชสีมา นครสวรรค์ ฉะเชิงเทรา ปราณบุรี เป็นต้น

ความเป็นมาของมอญราชบุรี ชาวมอญราชบุรีนั้นนับถือพุทธศาสนาตั้งแต่อยู่ในประเทศพม่า โดยมีหงสาวดีเป็นเมืองหลวง ครั้นเมื่อหนีภัยมาอยู่ในแดนสยาม การนับถือพระพุทธศาสนาก็ยังคงมั่นเมื่อปักหลักรวมพลตั้งเป็นชุมชนขึ้นที่ใดก็มักจะสร้างวัดเป็นศุนย์รวมใจ เช่นเดียวกับชาวมอญรุ่มแม่น้ำแม่กลอง หลักฐานการสร้างวัดม่วง อำเภอบ้านโป่ง-- -โพธาราม ว่ามีการสร้างเมื่อในปี พ.ศ 2223 ต่อมาได้ค้นพบในคัมภีร์หมายเลข 321
ขึ้นที่วัดม่วง ความนั้นว่าผู้จารึกชื่ออุตตมะ เป็นชื่อขณะที่ยังเป็นพระ จารึกเอาไว้ในวัดม่วง แล้วเสร็จเมื่อตะวันบ่าย วันศุกร์ แรม 6 ค่ำ “ศักราช1000” หรือ พ.ศ2181 ตัวเลขศักราชที่เป็นทางการว่าวัดม่วงสร้างเมื่อ พ.ศ 2223 กับที่ค้นพบใหม่คือ พ.ศ2181 นั้นต่างกัน หากศักราชใหม่เป็นจริงนั้นแสดงว่า วัดม่วงบ้านโป่งต้องสร้างมาก่อนปีพ.ศ2181 เพราะอย่างน้อยต้องมีวัดมาแล้วก่อนที่จะมีพระภิกษุชื่อ อุตตมะมาจารึกไว้ในใบลาน แต่ประเด็นสำคัญก็คือ ชาวมอญได้ร่วมกันสร้างวัดเพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจ และวัดก็ได้มีบทบาทต่อสังคมของชาวมอญเสมอมา ภายหลังที่ชาวมอญจากถิ่นอื่นๆเช่น จากกรุงเทพฯ ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ มาอยู่อาศัยร่วมกับชาวมอญยุคบุกเบิก โดยมาอาศัยอยู่ในหมู่เครือญาติ มาแต่งงานเป็นเขย หรือเป็นสะใภ้กับชาวมอญด้วยกัน รวมถึงการหนีภัยสงครามจากการทิ้งระเบิดที่กรุงเทพฯ สมัยสงครามโลกครั้งที่2 จึงทำให้ชาวมอญรุ่มแม่น้ำแม่กลองขยายตัวขึ้นเป็นลำดับ ต่อมาเมื่อมีการคมนาคมและระบบชลประทานมรการพัฒนามากขึ้น เช่น การตัดถนนเข้าสู่ชุมชน การสร้างทางรถไฟผ่าน การสร้างเขื่อนเขาแหลม จังหวัดกาญจนบุรี ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวมอญราชบุรีในเขตบ้านโป่ง และโพธาราม มีคนในชุมชนออกไปทำงานรับจ้างนอกท้องถิ่น และมีคนต่างท้องถิ่นเข้ามาอยู่ในชุมชน แต่ ชาวมอญ โดยเฉพาะที่บ้านม่วง อำเภอบ้านโป่ง และตำบลคลองตาคต อำเภอโพธาราม
เป็นแหล่งชุมชนที่ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีมอญไว้ได้อย่างค่อนข้างมาก
ชุมชนบ้านม่วงนี้มีวัดม่วงเป็นศูนย์กลาง วัดม่วงเจริญมากเพราะมีหลวงปู่เข็มเป็นองค์อุปัชฌาย์ตอนนั้นองค์เดียว ชาวมอญ ชาวกระเหรี่ยงตอนเหนือลุ่มแม่น้ำแม่กลองขึ้นไปจนถึงเมืองกาญจนบุรีล่องแพมาบวช บางคนก็มาหาเจ้าภาพชาวบ้านม่วงให้บวชให้ ตนลาวจากหนองปลาหมอ และชาวมอญสองฝั่งตอนบนก็บวชที่วัดม่วงกัน
ศรัทธาสองฟากฝ่าย ชาวมอญราชบุรีนั้นเฉกเช่นชาวไทยทั่วๆไปที่มีความเชื่อดั้งเดิมในเรื่องผี ขนานไปกับการนับถือพุทธศาสนาแต่ในกรณีของชาวมอญแล้ว ดูเหมือนว่าความเชื่อทั้งสองประการจะเข้มไปคนละแบบ เพรากิติศัพท์ในเรื่องของพระมอญเคร่งพระวินัยเป็นที่เรื่องลือคงความสมณสารูปไว้ได้มาก ถึงขั้นกล่าวกันว่า เป็นแบบอย่างให้เกิดธรรมยุติกนิกายในช่วงรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้นเมื่อตั้งธรรมยุติกนิกายขึ้นแล้ว มีพระภิกษุชาวมอญ คือพระไตรสรณธัช (เย็น) นำไปเผยแพร่ที่เมืองมอญอีกทอดหนึ่ง
ชาวมอญราชบุรี ในท้องที่บ้านโป่งและโพธารามเองยังศรัทธามั่นคง เข้าวัด ทำบุญอยู่เสมอมา กิจการงานใดที่เนื่องด้วยพระศาสนาก็ร่วมแรงแข็งขันเป็นอันดี การปฏิบัติต่อพระสงฆ์นั้น ถือเสมือนป็นบุคคลพิเศษ อุบาสกอุบาสิกาผู้สูงวัยชาวมอญ ราชบุรี ยังเลี่ยงที่จะเหยียบหรือยืนทับเงาของพระสงฆ์ ความใส่ใจในสิ่งอันละเอียดอ่อนเช่นนี้ สื่อให้เห็นจรรยามารยาทของกลุ่มชนที่ได้รับการอบรมทางด้านศีลธรรมมาเป็นอย่างดี
ส่วนศรัทธาในอีกฝ่ายนั้น ชาวมอญราชบุรียังคงนับถือผีมอญ ซึ่งจำแนกได้เป็นหลายอย่าง เช่น ผีบรรพบุรุษ ผีตระกูล ผีเมีย ผีครูอาจารย์ ผีลูกหลาน ฯลฯ ตลอดจนผีไร้ญาติ ด้วยเหตุนี้ชาวมอญจึงนำเรื่องผีมาเป็นเรื่องจำแนก เพื่อจัดระเบียบคนในสังคมตนเอง กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ชาวมอญถือหลักความเชื่อเรื่องผีมาเป็นเกณฑ์ในการนับเครือญาติที่ร่วมถือผีเดียวกัน ถือผีต่างกัน ซึ่งวิธีการนี้น่าจะมีมาก่อนพุทธศาสนาจะเผยแพร่เข้าไปในหมู่ชาวมอญ
ความเชื่อศาสนาของชาวไทย เชื้อสาย มอญ
1. เชื่อกันว่าการทำบุญให้ทานอะไรก็ตามย่อมส่งผลถึงผู้ที่เราปรารถนาจะอุทิศส่วนกุศลให้ชาวไทยมอญส่วนใหญ่จะ “นิพพาน” โดยสังเกตได้จากคำอธิฐานที่ว่า “นิพพาน ปัจจะ โยโหตุ” ขอให้เป็นปัจจัย สำเร็จพระนิพพานด้วนเทอญ
2. เชื่อกันว่าการไปทำบุญ จะต้องแต่งตัวให้ถูกต้องตามกาลเทศะ ภาชนะที่ใส่อาหารไปทำบุญ จะต้องเตรียมไปอย่างปราณีต เพราะจะส่งผลไปถึงอนาคตชาติ
3.มีความเชื่อว่าการทำบุญที่ทำบุญแล้วได้บุญมากคือ
- การสร้างพระพุทธ คือ การสร้างพระพุทธรูป
- การสร้างพระธรรม คือการสร้างพระไตรปิฎก และพระอภิธรรม
- การสร้างพระสงฆ์ คือ การบวชพระ
4. มีความเชื่อ ในการนับถือพระพุทธศาสนา ชาวไทยมอญมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก โดย ถือว่าพระพุทธเจ้าเป็นองค์เคารพ สักการบูชาสูงสุด
5. ความเชื่อ ในการนับถือพระพุทธศาสนา และเคร่งครัดในศาสนา พระมอญจึงถือเคร่งทางวินัยมาก ถึงกับมีคำที่ว่า “ถือศีลต้องพระไทย วินัยต้องพระมอญ” ซึ่งการถือศีลอย่างเคร่งครัดจึงเป็นต้นกำเนิดของพระธรรมยุติกนิกายในประเทศไทย
6. ปัจจุบันนี้พระมอญยังเคร่งครัดวินัยอยู่จะไม่เห็นพระมอญในเวลากลางวันอาบน้ำ ริมน้ำ มานั่งเล่นหน้าวัด เดินไปในหมู่บ้าน เป็นต้น
7. ในวัดมอญทุกวัด จะมีศาลเจ้าประจำมอญทุกวัด มอญเรียกว่า “ตะละพาน”
8. ชาวบ้านเคารพสถานที่ในวัด
9. ความเชื่อว่าวัดใน ช่อฟ้าใบระกา หน้าบันพัลทลายลงมาอย่าได้นำขึ้นไปอีก
10. มีความเชื่อว่าวัดใดกำลังปลุกเสกพระอยู่ ผู้หญิง สุนัข จะเข้าไปไม่ได้
11. มีความเชื่อ ในเรื่องการบวชเรียน มักจะเห็นว่า ชาวบ้านเดินผ่านหน้าโบสถ์ก็ต้องแสดงความเคารพกราบไหว้พระ ผู้หญิงห้ามเข้าไปในโบสถ์หรือบริเวณกุฏิพระ
12.มีความเชื่อ เมื่อบ้านใดมีทารกเกิดใหม่จะต้องนำทารกนั้นไปใส่ในกระด้งร่อน แล้วพูดว่า”สามวันลูกผี สี่วันลูกคน” ต่อเด็ก
13. มีความเชื่อ ในการโกนผมไฟ การโกนผมไฟ เป็นการสู่ขวัญเด็ก และสู่ขวัญบิดา มารดา เพื่อให้เกิดความสบายใจ ด้วยความเชื่อมั่นในความศักดิ์สิทธิ์ของพิธี ที่จะทำให้เป็นมงคลต่อเด็ก
14. มีความเชื่อว่า ทำดีได้ดี ทำประณีตได้ประณีต
15. มีความเชื่อ เกี่ยวกับการปลูกเรือนว่า เวลาสร้างบ้าน เวลาปลูกสร้างบ้านเรือนให้ปลูกวันเกิดของผู้สร้าง(เจ้าของ)
16.มีความเชื่อว่า เวลาปลูกบ้านต้องปลูกให้เสาเท่ากันหมด เชื่อว่าจะมีความสุข
17. มีความเชื่อว่า เมื่อจะขึ้นบ้านใหม่จะต้องเลือกวันและมีกำหนดเวลาไว้ว่าแต่ละวันจะทำอะไร
18. มีความเชื่อเกี่ยวกับ ความกตัญญูกตเวที น้องๆควรเชื่อฟังพี่คนโตซึ่งได้ถ่ายทอดจากผีบรรพบุรุษแห่งตระกูล
19. มีความเชื่อว่า ระบบเพื่อนบ้านและระบบเครือญาติทำให้การเป็นอยู่ในสังคม มีการพึ่งพา ถ้อยที ถ้อยอาศัยกันเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน ให้ความเกรงใจและให้ความเคารพนับถือกัน
20. มีความเชื่อว่า บุคคลที่นามสกุลเดียวกัน จะจัดงานบวชนาคกับงานแต่งงานในวันเดียวกันไม่ได้
21. เมื่อมีลูกสาวที่แต่งงานแล้ว จะให้ย้ายไปอยู่ที่อื่น ไม่ไห้นอนบ้านเดียวกับพ่อแม่
22. มีความเชื่อว่า ตุ๊กตา เป็นสิ่งไม่ดี จึงห้ามนำเข้าบ้าน เพราะจะทำให้ไม่มีความสุข
23. มีความเชื่อเกี่ยวกับต้นไม้ว่าห้ามปลูกต้นราตรี ต้นลั่นทม ต้นพิกุล ไว้ในบ้าน เพราะต้นไม้เหล่านี้เป็นต้นไม้ที่อยู่ในวัด
24. มีความเชื่อว่า ต้นไม้ที่มีชื่อต่อไปนี้คือ ต้นโพธิ์ ต้นหว้า ต้นบุนนาค ต้นงิ้ว ถ้างอกขึ้นข้างๆบ้าน รีบทำลายเสียอย่าได้เก็บไว้ จะทำให้เจ้าของบ้านได้รับความเสียหาย
25. มีความเชื่อในเรื่องเต่า ชาวไทยมอญ จะไม่จับเต่ามาทำอาหาร ไม่จับตัวเต่าที่มีชีวิตเมื่อพบเห็นจึงต้องพูดว่า เต่าตัวนี้ตายแล้ว เพื่อเป็นการแก้เคล็ด แล้วนำเต่าไปปล่อย
26. มีความเชื่อว่า ศพคนตายจะต้องหันไปทางทิศเหนือ
27. มีความเชื่อว่า ภายใน 6 เดือน 9เดือน จะมีการทำพิธีไหว้ผีบ้านผีเรือน ปู่ย่า ตายาย โดยมีเครื่องไหว้ คือ กล้วย ไก่ หมู ขนมต้มแดง ขนมต้มขาว
28. มีความเชื่อว่า ที่บ้านชาวไทยมอญ จะต้องมีที่ตั้งบูชาผ๊บรรพบุรุษ มีวิธีเซ่นผี เลี้ยงผี พิธีรำผี

29. ,มีความเชื่อในการเคารพบรรพบุรุษ ไม่ว่าท่านจะล่วงลับไปแล้ว หรือว่าท่านจะมีชีวิตอยู่ก็ตามเพราะการเคารพเทิดทูนบรรพบุรุษ ย่อมนำความเจริญมาถึงตนและครอบครัวตามหลัพระพุทธศาสนาที่ว่า “ปูชะนียานัง” หมายถึงการบูชาคนที่ควรเคารพ
30. มีความเชื่อว่า บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วยังหิวโหยอยู่ ยังชอบรับประทานอาหาร ตามเทศกาล กล่าวคือ ขนมกาละแม จะมีในเทศกาลสงกรานต์ ขนมกระยาสารท มีในเทศกาลออกพรรษา ข้าวเม่าทอด มีในเทศกาลทอดกฐิน ข้าวต้มลูกโยนน้ำผึ้ง มีในวันเพ็ญเดือนสิบ
31. มีความเชื่อว่า บรรพบุรุษกับพวก เขาสามารถติดต่อกันได้ตลอดเวลา และมักจะพบว่า ผีบรรพบุรุษจะรู้ด้วยการเซ่นไหว้อยู่เสมอ การทำบุญต้องอุทิศส่วนกุศลให้ การแต่งงานถือว่าจำเป็นต้องบอกผีบรรพบุรุษทั้งสองฝ่ายรับรู้ โดยจัดสิ่งของเซ่นไหว้ เช่นผ้าขาว เหล้า ไก่ โดยผ่านเจ้าบ่าวเป็นฝ่ายจัดหา ที่เรียกว่าเครื่องขันหมากจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนหนึ่งให้เจ้าสาว เซ่นไหว้บรรพบุรุษของเจ้าสาว อีกส่วนหนึ่งให้เจ้าบ่าวนำไปเซ่นไหว้บรรพบุรุษของเจ้าบ่าว
32. มีความเชื่อว่า ผีบรรพบุรุษ เจ้าพ่อ เจ้าแม่ ที่เคารพมาแต่อยู่กรุงหงสาวดี แล้วอันเชิญมาประดิษฐานในชุมชนของตนเอง โดยปลูกศาลเจ้าให้เป็นที่สถิตดวงวิญญาณเหล่านั้น เพราะความผูกพันก็มีอยู่ตลอดเวลา
33. มีความเชื่อในเรื่องของผีบรรพบุรุษ
- ชาวไทยมอญมีความเชิอว่า ลูกชายคนโตของตระกูลจะเป็นผู้รับผีบรรพบุรุษต่อจาก บิดา มารดา หรือ คนรุ่นเก่าที่ล่วงลับไปแล้ว ที่บ้านจะมีที่ตั้งผีบรรพบุรุษ
- เชื่อว่า ผีบรรพบุรุษจะสิงสถิตอยู่ที่เสาเอกของเรือนโดยมีสัญญาลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่าเป็นเสาผี คือ หีบ หรือกระบุงใส่ผ้าผี ได้แก่ สไบ ผ้าซิ่น ผ้าขาวม้า แหวนหัวพลอยแดง แขวนไว้ที่เสาผี
34. เชื่อว่า การที่ผู้หญิงไปแต่งงานกับคนต่างตระกูลหรือต่างผี จะต้องทำพิธีคืนผีบอกกล่าวก่อนที่จะไปเข้ากับผีฝ่ายสามี
35. เชื่อว่า ผู้ใดอยู่ในตระกูลทำผิดซึ่งระเบียบหรือข้อห้ามจะทำให้มีการเจ็บป่วยเกิดขึ้นซึ่งจะต้องทำพิธีรำผี
36. เชื่อว่า ชายหญิงที่ไม่ใช่ลูกคน(คนละผีกัน) จะร่วมหลับนอนกันภายในบ้านไม่ได้
37. มีความเชื่อว่าหญิงมีครรภ์ที่ไม่ใช่ลูกสาวห้ามนอนบนเรือน
38.มีความเชื่อว่า เมื่อมีคนในตระกูลตายหรือท้องในปีนั้น(สิ้นสุดเดือน6) ห้ามคนในตระกูลจัดพิธีต่างๆ เช่น พิธีโกนจุก แต่งงาน บวช หรือเลี้ยงผี
39. มีความเชื่อว่า หมู่บ้านชาวไทยมอญทุกหมู่บ้าน จะต้องมีศาลเจ้าประจำหมู่บ้านทุกๆ ปี หลังสงกรานต์แล้วจะต้องทำพิธี “รำเจ้า” ประจำหมู่บ้าน


สิ่งที่บ่งบอกความเป็นมอญราชบุรี
นับจนถึงพ.ศนี้ หากมีกลุ่มชาติพันธุ์ใด ยังคงธำรงรักษาขนบประเพณีของตนไว้ได้ นับว่าเป็นความยิ่งใหญ่ และเป็นคุณูประการให้กับสังคมส่วนรวม เพราะการมีกลุ่มชาติพันธุ์ในชาติพันธุ์หนึ่งขึ้นมานั้น มิใช่จะเกิดขึ้นมาโดยง่ายซึ่งชาวมอญราชบุรีควรได้รับคำเชิดชูเกียรตินี้ เพราะยังคงรักษาลักษณะเด่นทางสายพันธุ์ไว้ได้หลายประการ

ภาษามอญราชบุรี
ชาวมอญมีทั้งภาษาพูดและภาเขียนเป็นของตนเองอักษรมอญมีอิทธิพลต่อระบบการเขียนของภาษาอื่นๆรัฐไทยสมัยสุโขทัยก็ได้แบบอย่างจากอักษรมอญ แปลงรูปแล้วนำมาเขียนในภาไทย ในปัจจุบันนี้ภาษาพม่า ภาษาไทใหญ่ ภาษากระเหรี่ยง ได้นำเอาอักษรมอญไปเขียนภาษาของตน โดยมิได้ดัดแปลง แต่เลือกเอาบางอักษร แล้วคิดระเบียบวิธีการเขียนและการออกเสียงตามอย่างภาษาของตน ชาวมอญราชบุรี เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังรักษาวัฒนธรรมภาษาเอาไว้ได้ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในหมู่ผู้สูงอายุที่ยังคงสื่อสารกันด้วยภาษามอญ
ปัจจุบันนี้ยังหาภาษามอญที่ถือว่าเป็นมาตราฐานไม่ได้ เช่น ถิ่นพระประแดง บางขันหมาก สามโคก บางขุนเทียน เกาะเกร็ด ฯลฯ รวมทั้งถิ่นบ้านโป่งและโพธาราม ซึ่งเรียกรวมกันในที่นี้ว่าเป็นมอญราชบุรี เฉพาะมีความแตกต่างกันทางด้านเสียงสระ และ คำศัพท์ย่อยๆที่เป็นการกำหนดเรียกขึ้นมาในท้องถื่น แต่ชาวไทยที่มีเชื้อสายมอญเหล่านี้ยังสามารถใช้ภาษามอญสื่อความกันได้เช่นกัน ภาษามอญถิ่นราชบุรีจึงถือว่าเป็นสิ่งที่บ่งบอกในความเป็นคนไทยเชื้อสายมอญได้มาก

ที่อยู่อาศัย
เมื่อชาวไทยมอญจะสร้างบ้าน มักนิยมไปปรึกษาผู้ใหญ่ เจ้าอาวาส หรือศึกษาจากตำราที่มีชื่อว่า ” โลกะสิทธิ “ อันเป็นตำราที่อธิบายถึงเกณฑ์ โฉลก ในการสร้างบ้านใหม่
ตำรา “โลกะสิทธิ “ จะกล่าถึงเรื่องการปลูกสร้างบ้านเรือน ซึ่งต้องปฏิบัติดังนี้
๑. ดูทิศดี - ทิศร้าย
๒. ดูทำเลที่ปลูก
๓. ดูดินบริเวณที่สร้างบ้าน
๔. ดูวัน เดือน ปี ที่เหมาะจะปลูกบ้าน
๕. ดูสิ่งต่างๆที่สมควรปฏิบัติในบ้านเรือน ซึ่งถ้าปฏิบัติดีจะนำความดีมาให้ แต่ถ้าปฏิบัติไม่ดีจะนำความวิบัติมาสู่
๖. ดูการเลือกไม้เสาสำหรับการปลูกบ้าน
๗. ต้นไม้ต่างๆปลูกในบ้าน ให้ถูกตามทิศจะมีแต่สิริมงคล
บ้านชาวไทยมอญมักจะสร้างหันหน้าไปทางทิศเหนือ เพราะถือว่าในสมัยโบราณชาวไทยมอญอพยพถิ่นฐานมาจากทางเหนือ เมื่อย้ายเข้ามายังระลึกถึงถิ่นฐานเดิมจึงทำเช่นนั้น และเนื่องจากประเทศไทยมีแม่น้ำที่มีแนวทางจากเหนือ เมื่อปลูกบ้าน เมื่อปลูกบ้านขวางแม่น้ำโดยไม่มีทางเลือก จึงถูกเรียกว่า “มอญขวาง”
เมื่อสร้างบ้านชาวไทยมอญจะใช้กระเช้าประดับตกแต่งด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์แขวนไว้ตรงเสาทางเดียวกันว่าเป็นการทำขวัญผีเรือน
บ้านคนไทยในสมัยก่อนจะปลูกเหมือนทรงไทย ภายในบ้านใช้ไม้แผ่นใหญ่อย่างดีปูพื้น หลังคาทำทรงต่างกันบ้างเล็กน้อย แต่ละหลังจะต้องมีกรงเหล็กที่บานหน้าต่างทุกบาน สันนิษฐานว่ามีการป้องกันไว้ไม่ให้บุตรสาวหรือสาวๆในบ้านหนีไปไหนหรือกันไม่ให้พวกทาสหนีได้
เมื่อปลูกบ้านเสร็จแล้ว จะมีประเพณีขึ้นบ้านใหม่ ในการขึ้นบ้านใหม่ของชาวไทยมอญก็มีลักษณะคล้ายคนไทย แต่ส่วนใหญ่ยังมีความเชื่อเกี่ยวกับการเข้าสู่อาศัย ตามตำราได้กำหนดวันและวิธีเข้าอยู่บ้านใหม่ คือ
วันอาทิตย์ ก่อนจะเข้าไปในบ้านใหม่ต้องเอาของมีค่าเข้าไปในบ้านก่อน
วันจันทร์ ต้องเอาเสื่อและหมอนเข้าไปก่อน
วันอังคาร ให้เอาเงินทองเข้าไปก่อน
วันพุธ ให้กินอาหารเสียก่อนแล้วจึงเข้าไปอยู่
วันพฤหัสบดี ต้องเอาเครื่องหอมและจุดโคมเข้าไปก่อน
วันศุกร์ พ่อแม่ต้องเข้าไปก่อน
วันเสาร์ ห้ามเข้าไปอยู่ในบ้านใหม่ไม่ดี

การแต่งกายของชาวมอญ
ในยามปกติ ชาวไทยด้วยกันอาจไม่ทราบเลยว่าคนที่นั่งโดยสารรถเมล์คันเดียวกัน คนที่เรียนร่วมมหาวิทยาลัยเดียวกัน หรือแม้คนที่เดินจ่ายตลาดแห่งเดียวกันนั้นเป็นคนเชื้อสายมอญ ต่อเมื่อได้ไปเห็นร่วมพิธีมอญ การแต่งกายแบบมอญ จึงจะจำแนกเห็นความต่างได้
การแต่งกายเป็นอีกปัจจัยหนึ่งในการบ่งบอกว่า คนเหล่านั้นมีสายใยทางวัฒนธรรมใด เพราะทุกวันนี้โอกาสที่ชาวมอญจะแต่งกาย ที่การแสดงออกถึงการเป็นมอญก็ต้องถึงวาระงานรวมกลุ่ม เช่นวันชาติมอญ ที่จัดโดยสมาคม ไทยรามัญ หรืองานประเพณี เช่น สงกรานต์ และการไปทำบุญที่วัดในวันสำคัญทางศาสนา
รูปแบบการแต่งกายของชาวมอญราชบุรี ชายนุ่งโสร่งลายตารางเส้นตัดสี่เหลี่ยมหลากสี เช่นพื้นสีเขียว หรือสีม่วง เส้นลายสีเหลือง เป็นต้น นุ่งลายคอกลม มีผ้าสไบหรือผ้าขาวม้าพาดไหล่ หากเป็นการพาดอย่างเป็นงานวิธีการ จะพาดโดยให้กึ่งกลางของผ้าอยู่บริเวณใต้อกหรือใต้ราวนมแล้วตวัดชายผ้าให้ไปคล้องที่ไหล่ซ้ายและขวา หญิงชาวมอญสวมผ้าถุง ยาวเกือบถึงตาตุ่ม มีลายเล็กละเอียด สวมเสื้อแขนกุด คอกลมรัดทรง สวมทับด้วยเสื้อแขนยาวทรงกระบอก ผ้าสีอ่อน เนื้อบาง แต่ก่อนนี้มีแบบแผนว่า ถ้าเป็นหญิงสาวยังโสด จะสวมเสื้อยาวถึงข้อมือ หากมีสามี จะใส่เสื้อแขนสามส่วน
ส่วนประกอบด้านการแต่งตัวอีกอย่างหนึ่ง คือการเกล้าผมมวย มวยผมแบบมอญจะรวบเกล้าไว้ด้านหลังเหนือท้ายทอย ใช้อุปกรณ์รูปทรงตัวยู เรียกว่า อะน่ดโซ่ก เสียบแทรงเข้าไปปอยผมที่เกล้าไว้ แล้วใช้อุปกรณ์อีกชิ้นหนึ่งเรียกว่า ฮะเหลี่ยงโซ่ก รูปทรงอย่างวงเล็บปีกกา เหน็บขัดผมกับอะน่ดโซ่
ก เพื่อกันไม่ให้ผมลุ่ยจากที่มวยไว้ แล้วนำดอกไม้ดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อก็ได้ มาเสียบแซมเพื่อสร้างความสวยงาม อุปกรณ์ประดับผมทั้งสองชิ้นนี้ นิยมทำด้วยเงิน
เมื่อเริ่มแต่งกายไปร่วมงานพิธีหรือไปทำบุญที่วัด หญิงชาวมอญนิยมพาดสไบไว้ที่ไหล่ด้วย หากอากาศเย็น สามารถใช้สไบเฉียงคลี่ห่มคลุมไหล่ได้

เครื่องใช้ประจำตัวของชาวมอญ
ชาวไทยมอญในสมัยโบราณ จะมีเครื่องประดับตกแต่งร่างกายหลายชนิด ซึ่ง ได้แก่
๑. กำไล ส่วนมาแป็นกำไลเงินสำหรับใส่ข้อเท้าของหญิง แต่ปัจจุบันไม่นิยมใช้ จะใช้สำหรับของนาคในพิธีบวชเท่านั้น
๒. เข็มขัด จะทำด้วยเงิน มักใช้เป็นเครื่องประดับของชายและหญิง
๓. ลูกปัด นำมาเป็นเครื่องประดับ ตกแต่งมักทำด้วยหินและแก้ว
๔. กระดูกสัตว์ จะนำมาทำเป็นกำไลข้อเท้า ซึ่งใช้เป็นเครื่องประดับได้อย่างหนึ่ง
๕. สำริด จะนำมาทำเป็นกำไลข้อเท้า
๖. ขมิ้น ดินสอพอง เป็นเครื่องประทินโฉม ของหญิงในสมัยโบราณ

เครื่องมือเครื่องใช้ของชาวมอญ
- ครกตำหมากทำด้วยไม้ ตะบันหมากทองเหลือง เชี่ยนหมากไม้ ทองเหลือง ไม้ปาดปูน
- กล่องยาเส้นสำหรับใส่ยาเส้น ใบตอง ใบยา
- คบเพลิง (เช่น ใบไม้ ขี้กบ ( ผสมเศษไม้จากการใสไม้ ) ดอกน้ำมันยางเอามาเป็นมัดเป็นดุ้นยาวมัดใช้เป็นเชื้อเพลิง ) ตะบันไฟ หินเหล็กไฟ เป็นเครื่องมือจุดไฟ
- ครก ( มีลักษณะเป็นอย่างหลุม สำหรับตำหรือโขลกด้วยสาก )
- กระจ่า จวักสำหรับคดข้าวหรือตักแกง ทำด้วยกะลาและไม้ มีด้ามถือ บางทีก็เรียกว่า”ตวัก”
- กระบุงเล็ก สำหรับใส่ของเล็กเช่น เครื่องยาหรือรากไม้ต่างๆ
- กระบุง เป็นภาชนะสำหรับใส่ผลิตผล เช่น ข้าวเปลือก ข้าวสาร ถั่ว งา ฯลฯ
- กระบวยภาชนะสำหรับตักน้ำดื่ม
- ทะนาน ภาชนะทำจากกะลามะพร้าว ใช้ตักข้าวสารหุง
- กรรไกรเหล็ก ใช้สำหรับตัดผม
- เตาเชิงกราน เตาหุงข้าวที่นิยมใช้ในครัวเรือน
- หม้อน้ำดินเผา สำหรับใส่น้ำดื่ม ทำจากดินเผา ฯลฯ



การทำบุญจองโอะฮตาน
ในช่วงเดือนมาฆะ หรือประมาณเดือนกุมภาพันธ์อากาศในสมัยอดีตยังคงหนาวเย็น ชาวมอญที่เลื่อมใสศรัทธาจึงรำลึกว่า ความหนาวไม่ปราณีผู้ใด รวมถึงพระสงฆ์องค์เจ้าที่พำนักอยู่ในวัดก็ย่อมเป็นทุกข์ เพราะความหนาวเย็นด้วย จึงเกิดศรัทธานำฟืนไปถวายพระในวัด จนเป็นประเพณีถวายฟืนแด่พระสงฆ์ เพื่อที่จะได้นำไปเป็นเชื้อเพลิงทั้งในการต้มน้ำร้อนฉัน ปรุงยา หรือก่อไฟผิงไล่ความหนาวเย็น ต่อมาจึงเหลือเป็นการสุมฟืนก่อไฟไล่หนาวถวายเป็นทาน ภาษามอญเรียกงานบุญนี้ว่า จองโอะฮตาน
จอง แปลว่า เผา หรือไฟให้ใหม้. โอะฮ ( คล้ายกับเปล่งเสียงว่า โอะ แล้วตามด้วยลมออกทางจมูก ) แปลว่า ฟืน ส่วนคำว่า ตาน หรือบางแห่งเขียนว่า ต่าน เป็นคำบาลีตรงกับคำว่าทาน หรือมอบให้ด้วยจิตที่สละแล้ว ด้วยเหตุนี้เมื่อแปลเป็นไทยจึงหมายถึงงานบุญเผาฟืนเป็นทาน
ก่อนวันมาฆะบูชา ชาวมอญจะจัดเตรียมไม้ฟืนโดยตัดไม้ในป่าละเมาะขนาดข้อแขนหรตือขนาดที่กำถือได้เหมาะมือความยาวประมาณวาเศษ แต่โดยส่วนใหญ่จะเลือกใช้ไม้กระถินเพราะเมื่อเลาะเปลือกออกแล้ว เนื้อไม้จะมีสีขาว เวลานำขมิ้นที่โขลกมาไล้ตามท่อนไม้ จะช่วยขับให้ผิวไม้กลายเป็นสีเหลืองสด ผึ่งแดดหรือลมให้สีขมิ้นติดผิวไม้ฟืน
ก่อนวันมาฆะบูชา ชาวมอญจะนำดอกไม้บรรดามีในท้องถิ่นเท่าที่จะหาได้ นำมาผูกมัดไว้ที่ปลายฟืนพร้อมกับธูป ๓ ดอก เทียน ๑ เล่ม และใบหญ้าคาแห้งอีกหนึ่งกำมือ ดอกไม้และธุปเทียน ใช้เป็นเครื่องบูชา ส่วนใบหญ้าคาใช้เป็นเชื้อไฟ ใช้เชือกมะนิลาผูก ๓ เปลาะ ที่ยอด กลาง และบริเวณโคลนฟืน ต่อจากนั้นจึงนำไปตั้งวางพิงกันไว้เป็นรูปกระโจมยอดแหลมในลานวัด ซึ่งกว่าจะถึงตอนเย็น ฟืนที่มีผู้ที่นำมาถวายก็จะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ เพราะบางครัวเรือนทำฟืนตามจำนวนสมาชิกในบ้าน
อีกสิ่งหนึ่งที่มักทำในช่วงงานบุญจองโอะฮตาน คือ การทำข้าวหลาม นับเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมเพราะฤดูนี้ชาวบ้านได้เสร็จจากธุระจากงานไร่นา มีข้าวขึ้นยุ้ง อีกทั้งนับเป็นช่วงข้าวใหม่ด้วย เมื่อนำข้าวใหม่มาทำข้าวหลาม ก็ยิ่งเพิ่มรสชาติได้ดียิ่งขึ้น ในอดีตทุกบ้านจึงพร้อมใจกันทำข้าวหลาม
วันรุ่งขึ้นก่อนฟ้าสาง ประมาณ ๔-๕ นาฬิกา ชาวมอญบ้านม่วงจะร่วมกันออกไปที่วัด นำอาหารเช่น ข้าวต้ม ข้าวปลาอาหาร และข้าวหลาม เตรียมไปถวายจังหันมื้อพิเศษ นำเสื่อปูลาดกับพื้นลานวัดเพื่อให้ผู้มาร่วมทำบุญได้นั่งรอเวลา ต่อจากนั้นมัคนายกจะจุดไฟเผาฟืนที่ทุกคนนำมาร่วมทำบุญให้ลุกไหม้โชน ครั้นฟืนสุกเป็นถ่านที่คุแดงจึงนิมนต์พระเณรทุกรูปมารับภัตตาหารเช้ามื้อพิเศษ ท่ามกลางไออุ่นจากดวงไฟ
งานบุญนี้ เป็นการจัดขึ้นตอนเช้าตรู่ ดังนั้นลูกสาวบ้านใดที่มาวัดตอนที่พระกำลังเริ่มฉัน ก็จะถูกเหลียวมองจากชาวบ้านที่มาก่อน และได้รับการค่อนแคะว่าเป็นคนเกียจคร้าน ไม่เหมาะที่ชายใดจะหมายปองไว้เป็นภรรยา
ในอดีต ชาวมอญที่อำเภอโพธารามเคยมีงานบุญจองโอะฮตาน เช่นกัน แต่ไม่ได้จัดทำมาหลายปี ประเพณีนี้จึงเหลือเป็นเพียงแห่งเดียวในหมู่ชาวมอญราชบุรี

สำรับอาหารชาวมอญราชบุรี
ชาวมอญยังดำรงชีตอยู่ในต่างจังหวัด และเป็นแหล่งชุมชนที่มิใช่ชุมชนเมือง จะมีวิธีทำอาหารกันอย่างพื้นบ้าน คือมีต้ม แกง ปิ้ง ย่าง เป็นพื้น และทำเลที่ตั้งชุมชนมักไกล้แหล่งน้ำหรือริมแม่น้ำ อาหารส่นใหญ่จึงปรุงด้วยปลา เพราะเป็นสิ่งที่หาได้ง่าย ชาวมอญจึงไม่ใช่กลุ่มคนที่มี “เมนูพิสดาร” อยู่ในตำรับอาหาร แต่มักจะนำปลาชนิดต่างๆมาปรุงกับพืชผักท้องถิ่น
อาหารแบบมอญพื้นบ้านย่าน บ้านโป่ง โพธาราม นิยมออกไปทางรสเปรี้ยว หรือส้ม ผักผลไม้ที่นำมาปรุงแกงปลา ผลพุทรานาหรือพุทราขี้นกที่มักจะเกิดขึ้นเองตามหัวไร่ปลายนา นำเอาผลห่าม ( ไม่สุกมากหรือครึ่งสุกครึ่งดิบ ) มาทุบหรือโขลกพอแตก ประสมลงไปในแกงปลา รวมกับผักอื่นๆ ซึ่งพุทราจะให้รสเปรี้ยว แกงรสชาติแบบมอญพื้นบ้าน จึงเรียกให้น้ำลายสอเพราะความเปรี้ยวที่ลงตัว
ผักอย่างอื่นที่นำมาปรุงในหม้อแกงมอญ เพื่อเพิ่มความเปรี้ยวคือ ยอดส้มป่อย ใบมะขามอ่อน ลูกมะส้าน ใบกระเจี๊ยบแดง โดยเลือกนำเอาใบเพสลาด (คือไม่อ่อนและไม่แก่จนเกินไป ) อย่างใดอย่างหนึ่ง
นอกจากผักที่คนไทยทั่วไปบริโภคกันแล้ว ชาวมอญยังนำผล มะตาดดิบมาทำอาหารอีกด้วย แกะฝาเปลือกหุ้มรอบขั้นนอกออก แล้วเฉือนเอาเฉพาะเนื้อมาทำแกง ชาวมอญนิยมบริโภคอาหารสมุนไพรหรืออาหารตามธรรมชาติ หรืออาหารยาในชีวิตประจำทุกวัน เช่นแกงผลมะตาด แกงขนุนอ่อน แกงบอน ข้าวแช่
วัฒนธรรมการบริโภคของชาวมอญราชบุรี ถือได้ว่ามีความเป็นมอญสูงเมื่อเปรียบเทียบกับชาวมอญถิ่นอื่นๆในอีกหลายท้องที่ของประเทศไทย เพราะหันไปนิยมอาหารประเภทผัด หรือทอดมากขึ้น
มอญทอผ้า
เรื่องราวของมอญทอผ้า อาจจะไม่เป็นที่คุ้นเคยมากนักทางสื่อต่างๆ เพราะกลุ่มชาติพันธ์อื่นๆ เช่นคนพวน คนไทยยวน และชาวไทยทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้สร้างชื่อเสียงเรื่องลือมากกว่า ในความเป็นจริงชาวมอญก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่รู้กรรมวิธีถักทอใยด้ายให้กลายเป็นผืนผ้า เพราะในอดีตก่อนที่จะมีโรงงานทอผ้า กลุ่มชาติพันธ์ต่างๆก็เรียนรู้วิธีการทอผ้ากันมานานแล้ว มีในช่วงที่บ้านเมืองเจริญนี้เท่านั้น ที่ทำให้คนหลงลืมความรู้แบบบรรพชนที่สอนให้รู้จักการทอผ้า
ชาวมอญราชบุรียังมีความรู้เรื่องการทอผ้า และยังทำอยู่ตราบเท่าวันนี้อยู่ที่บ้านม่วง และเหลือเพียง ครัวเรือนเดียวเท่านั้น โดยรูปแบบการทอยังใช้ กี่ซัด คือเป็นเครื่องหูกที่กางไว้กับกี่ แล้วใช้มือซัดกระสวยไปมาทางขวา แทนการใช้กี่กระตุกซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นเมื่อภายหลัง
ผู้ทอผ้าชาวมอญ ยังคงใช้แปรงหวีเครือหูกที่ทำจากแกนของดอกเตยป่า ซึ่งการหวีผูกนี้ เพื่อไม่ให้เครือหูกพันกัน โดยการใช้แปรงแตะไขมะพร้า แล้วหวีไปตามแนวยาว รูปแบบเนื้อผ้าและลวดลายผ้าทอของชาวมอญ จึงยังคงเสน่ห์เดิมๆ แบบชาวบ้าน ไม่ได้แต่งลวดลายจากภายนอกให้เกินงาม
กล่าวกันของในหมู่ของชาวมอญทั่วไป ต่างลงความเห็นว่ามอญราชบุรี ที่อำเภอบ้านโป่ง โดยเฉพาะที่บ้านม่วงและปริมณฑลโดยรอบวัดม่วงยังคงรักษาความป็นมอญไว้ได้มาก ไม่ว่าจะเป็นภาษาซึ่งยังคงเป็นผู้เฒ่าผู้แก้สื่อสารกันอยู่เสมอ อาหารมอญ และการทอผ้าประกอบกับชุมชนมอญราชบุรีในหลายท้องที่ ได้ตระหนักถึงบทบาทของชาวมอญราชบุรีในหลายท้องที่ ได้ตระหนักถึงบทบาทของชาวมอญ ได้ร่วมกันบริจาคทรัพย์และสิ่งของอันมีค่าไว้ให้เป็นสมบัติวัฒนธรรมในวัดม่วง ผู้สนใจเรื่องศิลปะวัฒนธรรม ประเพณี พิธีกรรม และค่านิยมความเชื่อแบบมอญ สามารถเรียนรู้ไดจากชุมชนชาวมอญราชบุรี

ประวัติ อำเภอบ้านโป่ง
อำเภอบ้านโป่ง กับสภาพภูมิศาสตร์ ที่ตั้ง
อำเภอบ้านโป่งอยู่ทางทิศเหนือของจังหวัดราชบุรีและที่ว่าการอำเภอบ้านโป่งตั้งอยู่ถนนทรงพล ตำบลบ้านโป่ง (ในเขตเทศบาลเมืองอำเภอบ้านโป่ง) ระยะห่างจากจังหวัดราชบุรี ๔๒ กิโลเมตร มีทางหลวงแผ่นดิน ๒ สายผ่าน ชื่อทางหลงแผ่นดินสาย ๔ เพชรเกษม และทางหลวงแผ่นดิน สาย ๒๓๔ (บ้านโป่ง – กาญจนบุรี มีทางรถไฟผ่าน ๓ สาย คือ ทางรถไฟสายใต้ สาย หนองปลาดุก - สุพรรณบุรี และสาย หนองปลาดุก - กาญจนบุรี และมีแม่น้ำ สำคัญผ่าน ๑ สายคือ แม่น้ำแม่กลอง

พื้นที่ อำเภอบ้านโป่ง มีพื้นที่ทั้งหมด ๓๙๐ ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต ทิศเหนือ ติดต่อกับ อำเภอท่าม่วง อำเภอท่ามะกา จ.กาญจนบุรี อำเภอ กำแพงแสน จังหวัด นครปฐม
ทิศใต้ ติดต่อกับ อำเภอ โพธาราม จังหวัด ราชบุรี
ทิศตะวันออก ติดต่อกับ อำเภอ เมือง จังหวัด นครปฐม
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอ โพธาราม จังหวัดราชบุรี

สภาพ ภูมิประเทศ ส่วนใหญ่ เป็นที่ราบรุ่มเหมาสำหรับ ทำนา ทำสวน ทำไร่ มีป่า และภูเขาในท้องที่ ตำบล เขาขลุง มีแม่น้ำแม่กลองไหลผ่าน

สภาพภูมิอากาศ อากาศ โปร่งเย็น มี ๓ ฤดู คือ ฤดู ร้อน ฤดู หนาว และ ฤดูฝน และมีฝนชุกในระหว่าง เดือน สิงหาคม กันยายน ตุลาคม และจะแล้งมากในระหว่าง เดือน กุมภาพันธ์ มีนาคม และ เมษายน

ลำน้ำที่สำคัญ ลำน้ำที่เป็นประโยชน์ในด้านการเกษตร.. การคมนาคม..และการบริโภค คือ แม่น้ำ แม่กลอง เริ่มต้นจาก แควใหญ่ และแควน้อย มาบรรจบกันที่ตัวจังหวัดกาญจนบุรี ไหลผ่านท้องที่ อำเภอ บ้านโป่ง ที่ตำบลบัวขาว ตำบล ท่าผา ตำบล เบิกไพร ตำบลบ้านโป่ง ตำบล ปากแรต
ตำบล คุ้งพยอม ตำบล สวนกล้วย ตำบล นครชุมต์ และตำบล บ้านม่วง มีระยะประมาณ ๒๐ กิโลเมตร


ห้วย หนอง คลอง บึง มีเนื้อที่รวมแล้ว ประมาณ ๙๕๐ ไร่

ทรัพยากรธรรมชาติ คือ ลูกรัง หิน กรวด ทราย แร่ธาตุ

ประชากร และ สภาพ การปกครอง แบ่งเป็น ๒ ลักษณะ คือ การปกครองส่วน ภูมิภาค แบ่งออกเป็น ๑๕ ตำบล มีหมู่บ้าน ๑๖๕ หมู่บ้าน
และมีตำบล ดังนี้
๑. ตำบลสวนกล้วย
๒. ตำบลหนองกบ
๓. ตำบลหนองปลาหมอ
๔. ตำบลเขาขลุง
๕. ตำบลปากแรต
๖. ตำบลบัวขาว
๗. ตำบลท่าผา
๘. ตำบลนครชุมต์
๙. ตำบลดอนกระเบื้อง
๑๐. ตำบลคุ้งพยอม
๑๑. ตำบลเบิกไพร
๑๒. ตำบลหนองอ้อ
๑๓. ตำบลกรับใหญ่
๑๔. ตำบลบ้านม่วง
๑๕. ตำบลบ้านโป่ง
การปกครองส่วนท้องถิ่น แบ่งเป็น
- เทศบาล ๑ แห่ง คือ เทศบาลเมืองบ้านโป่ง
- สุขาภิบาล ๓ แห่ง คือ สุขาภิบาลท่าผา สุขาภิบาลกระจับ และสุขาภิบาลห้วยกระบอก
- มีสภาตำบล ๑๓ แห่ง
สภาพเศรษฐกิจ และ อาชีพ
- เกษตรกรรม ๘๐ %
- ทำนา ๔๐ %
- ทำไร่ ๔๐ %
- รับจ้าง ๑๒ %

- ค้าขาย ๒ %
- รับราชการหรือรัฐวิสาหกิจ ๒ %
- อื่นๆ ๔ %

การปศุสัตว์ เลี้ยงสุกร เป็ด ไก่ โค กระบือ ห่าน
การประมง เลี้ยงปลาตะเพียน กุ้งก้ามกราม ปลาดุก ปลาช่อน
การอุตสาหกรรม โรงสี ๖๗ แห่ง โรงเรื่อย ๔ แห่ง โรงงาน ๔๔๒ แห่ง
การพาณิชย์กรรม บริษัท ๒๕ แห่ง ห้างหุ้นส่วน ๓๐ แห่ง โรงแรม ๑๕ แห่ง โรงมหรสพ ๓ แห่ง

การศึกษา
- โรงเรียนกรมสามัญศึกษา ๔ แห่ง
- โรงเรียนประถมศึกษา ๕๖ แห่ง
- โรงเรียนเทศบาล ๓ แห่ง
- โรงเรียนราษฎร์ ๑๘ แห่ง

ศาสนา ประชาชนส่วนใหญ่นับถือ ศาสนสพุทธ
- วัดพุทธศาสนา ๕๕ แห่ง
- โบสถ์คริสต์ศาสนา ๑๐ แห่ง
- มัสยิด ๑ แห่ง

ศิลปวัฒนธรรม ศูนย์วัฒนธรรม อำเภอ ๑ แห่ง

ประวัติและความเป็นมา แต่เดิมที่ตั้งของอำเภอบ้านโป่งเป็นอาณาเขตทวารวดีแต่โบราณ มีชาวอินเดีย และชาวเขมร มาตั้งหลักแหล่งทำมาหากินอยู่แถบนี้ ปรากฏตามหลักฐานว่าชาวอินเดียได้นำเอาชื่อเมืองมาตั้งชื่อในท้องถิ่นตะวันออก ของแม่น้ำแม่กลองและเป็นหมู่บ้านของตำบลท่าผา ในปัจจุบันนี้ ชื่อว่า หมู่บ้าน “ โกสินารายณ์ “ ตามจดหมายเหตุของราชบุรี ร. ศ ๑๑๖ กล่าวว่าอำเภอบ้านโป่งแต่เดิมตั้งอยู่ที่ตำบลท่าผา ต่อมา ร. ศ ๑๒๔ รัฐบาลได้สร้างทางรถไฟสายใต้ขึ้น และเห็นว่า ถ้าหากอำเภออยู่ที่ท่าผาแล้ว การคมนาคมไม่สู้สะดวก จึงย้ายที่ว่าการอำเภอ มาตั้งที่ตำบลบ้านโป่ง เรียกว่า อำเภอบ้านโป่ง สืบถึงทุกวันนี้ บริเวณที่ตั้งอำเภอ บ้านโป่ง เดิมเป็นป่าโปร่ง สัตว์ชอบมาอาศัยและกินดินโป่ง ( เป็นดินที่มสีรสเค็ม ) โดยเฉพาะสัตว์พวกเรียงผา จะชอบมาก ตามตำนานเก่าแก่อ้างว่า คำว่า “บ้านโป่ง “ เดิมทีเรียกว่า “บ้านทับโป่ง” ซึ่งเล่ากันว่า มีกระท่อม หรือ บ้าน (ทับ) อยู่ข้างดินโป่ง แต่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า บ้านโป่ง เพราสะดวกและสั้นดี ต่อมาทางราชการได้เปลี่ยนชื่อเป็น อำเภอบ้านโป่งตามไปด้วน อำเภอ บ้านโป่ง เคยโอนไปอยู่กับ จังหวัด กาญจนบุรีครั้งหนึ่ง ระหว่าง สงครามมหาเอเชียบูรพา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๕ และโอนกลับมาจังหวัดราชบุรีตามเดิม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๙

สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์

๑. สระโกสินารายณ์
เป็นสระโบราณมีเนื้อที่กว้างขวางถึง ๕๐ ไร่ ครั้งหนึ่งเป็นที่เลื่องลือกันว่า น้ำในศักดิ์สิทธิ์มากสามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้นานัปการ ผู้คนจากทั่วสารทิศ จึงพากันมาตักน้ำอาบและดื่มกินในทางโบราณคดี สระโกสินารายณ์นี้ เป็นส่วนหนึ่งของเมืองโบราณ กรมศิลปากรเคยสำรวจพบคันดินแนวกำแพง เหลือ ๓ ด้าน แต่ละด้าน ยาวเกือบ ๑ กิโลเมตร ภายในเมืองมีการขุดสระไว้หลายสระ ชาวบ้านเรียกชื่อ ต่างๆกัน บางสระมีลำรางเล็กๆ ขุดไขน้ำจากแม่น้ำแม่กลองเข้ามา ส่วนสระโกสินารายณ์นี้ แม้ตั้งอยู่นอกเมือง แต่ก็ชิดกับกำแพงเมือง นอกจากนี้ที่เนินจอมปราสาทในอาณาบริเวณเมืองเก่า ยังขุดพบกรอบประตูและกลีบขนุนหินทรายแดง จึงสันนิษฐานว่า ตรงนั้นเคยเป็นพระปรางค์ใหญ่ ทั้งยังพบสิ่งต่างๆ อีกมาก ทั้งหมดเป็นศิลปะของสมัยลพบุรี แต่ที่สำคัญที่สุด คือ รูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร เปร่งรัศมีขนาดใหญ่ ทำด้วยหินปูนสีทรายแดงอีกอันหนึ่ง เข้าใจว่าป็นที่รองรับพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรองค์นั้น ของที่ขุดพบจากเมืองโบราณแห่งนี้เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร
สรโกสินารายณ์ ปัจจุบันเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวอำเภอ บ้านโป่ง เพราะมีต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นเรียงรายอยู่สองฟากถนนรอบสระ อยู่ในเขตตำบลท่าผา หลังโรงงานกระดาษ สยามคราฟท์ ไม่ห่างจากตัวอำเภอบ้านโป่งมากนัก



๒. ศาลเจ้าแม่เบิกไพร
ตั้งอยู่ที่ตำบลเบิกไพร อำเภอบ้านโป่ง เป็นศาลศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เคารพสักการะของคนในท้องถิ่นและจังหวัดใกล้เคียงมาช้านาน แต่ไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดว่าสร้างขึ้นในสมัยใดนอกจากมีประวัติเล่าว่า ครั้นเมื่อ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสไทรโยค ได้เสด็จมาที่ศาลเจ้าแม่เบิกไพรนี้ถึง ๒ ครั้ง

๓. ค่ายหลวงบ้านโป่ง
เข้าใจกันว่า เป็นค่ายที่สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นสถานที่ที่พระองค์เคยเสด็จไปประทับ และทรงนำเอากองเสือป่าไปพัก ชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียง เรียกกันเพียงสั้นๆว่า “ค่ายหลวงบ้านโป่ง” สภาพของค่ายเท่าที่ปรากฏอยู่ก็คือ สันเนินและแนวคู อยู่ในตัวอำเภอบ้านโป่ง ทางทิศเหนือมีอาณาเขต จากริมแม่น้ำแม่กลอง ไปถึงถนนสาย ๑๘ เนื่องจากค่ายแห่งนี้เป็นเพียงที่พักชั่วคราว สิ่งปลูกสร้างทั้งหลายจึงไม่ถาวรหลงเหลืออยู่จนถึงปัจจุบัน



ประวัติคุณปู่ มงคล สุดลาภา
ประวัติ คุณปู่ มงคล สุดลาภา
ประวัติ เป็น นายอำเภอ ปราณบุรี จ. ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2502
เป็น นายอำเภอ บางสะพาน จ. ประจวบคีรีขันธ์
เป็น นายอำเภอ ชะอำ จ. เพชรบุรี
เป็น นายอำเภอ ท่ายาง จ. เพชรบุรี
เป็น รองผู้ว่าราชการจังหวัด ศรีษะเกศ
เป็น นายกเทศมนตรี อำเภอ เมือง จ. กาญจนบุรี
เป็น ปลัดจังหวัดกาญจนบุรี
เป็น ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย


นาย มงคล สุดลาภา รูปสมัยเป็นนายกเทศมนตรี เมืองกาจนบุรี คนที่ 16

นายมงคล สุดลาภา1 ต.ค. 2516 - 27 พ.ย. 2517
นายกเทศมนตรีคนที่ 1 นายกเทศมนตรีคนที่ 2 นายกเทศมนตรีคนที่ 3 นายกเทศมนตรีคนที่ 4

ขุนหิรัญประศาสตร์ (กลม พัฒนมาศ)
พ.ศ. 2479 - พ.ศ. 2481
พ.ศ. 2494 - พ.ศ. 2499 สวัสดิ์ สาระศาสิน
พ.ศ. 2481 - พ.ศ. 2483 นายบุญผ่อง สิริเวชชะพันธุ์
พ.ศ. 2483 - พ.ศ. 2485
พ.ศ. 2489 - พ.ศ. 2492 นายนิยม สินค้าเจริญ
พ.ศ. 2485 - พ.ศ. 2489

นายกเทศมนตรีคนที่ 5 นายกเทศมนตรีคนที่ 6 นายกเทศมนตรีคนที่ 7 นายกเทศมนตรีคนที่ 8

นายชำนาญ พงษ์สวัสดิ์
พ.ศ. 2492 - พ.ศ. 2492 นายแผน สิริเวชชะพันธุ์
พ.ศ. 2492 --พ.ศ. 2494 นายสมาน บุญอารักษ์
พ.ศ. 2499 - พ.ศ. 2499 นายประทีป ประเสริฐกุล
พ.ศ. 2499 - พ.ศ. 2501

นายกเทศมนตรีคนที่ 9 นายกเทศมนตรีคนที่ 10 นายกเทศมนตรีคนที่ 11 นายกเทศมนตรีคนที่ 12

นายสมจิตต์ ราคา
พ.ศ. 2501 - พ.ศ. 2502 นายอมร บุญลิขิต
พ.ศ. 2502 - พ.ศ. 2503 ร.ต.ต.สะอาด สุจริตจันทร์
พ.ศ. 2503 - พ.ศ. 2504 นายเฉลย รุ่งสว่าง
พ.ศ. 2504 - 2504

นายกเทศมนตรีคนที่ 13 นายกเทศมนตรีคนที่ 14 นายกเทศมนตรีคนที่ 15 นายกเทศมนตรีคนที่ 16

นายสวัสดิ์ ตุลยสุวรรณ
พ.ศ. 2504 - พ.ศ. 2506 นายชัยทัต สุนทรพิพิธ
พ.ศ. 2506 - พ.ศ. 2511 ร.ต. สมจิตต์ เสตะพันธุ
พ.ศ. 2511 - พ.ศ. 2515
9 ม.ค. 2516 - 1 ต.ค. 251 นายมงคล สุดลาภา
1 ต.ค. 2516 - 27 พ.ย. 2517
นายกเทศมนตรีคนที่ 17
นายกเทศมนตรีคนที่ 18 นายกเทศมนตรีคนที่ 19 นายกเทศมนตรีคนที่ 20

นายนิทัศน์ ถนอมทรัพย์
27 พ.ย. 2517 - 28 พ.ย. 2538 นายประสิทธิ์ โอภาสทิพากร
28 พ.ย. 2538 - 10 ม.ค. 2546 นางสมบูรณ์ สาระศาลิน
10 ม.ค. 2543 - 2546 นายประสิทธิ์ โอภาสทิพากร
ปัจจุบัน


รคนปัจจุบันคนที่20ายชื่อ นายกเทศมนตรี เมืองกาญจนบุรี ตั้งแต่(อดีต)คนที่ 1 ถึง
นายมงคล สุดลาภา ผู้ก่อตั้งโรงเรียน เมืองปราณบุรี ต.ปราณบุรี อ.ปราณบุรี
จ. ประจวบคีรีขันธ์

ประวัติโรงเรียนเมืองปราณบุรี
โรงเรียนเมืองปราณบุรีตั้งอยู่เลขที่ 73 ตำบลปราณบุรี อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาแบบสหศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประจวบคีรีขันธ์เขต 2 เริ่มเปิดสอน ครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2502 โดยนายมงคล สุดลาภา นายอำเภอปราณบุรี เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งขึ้น ตาม คำสั่งที่ 5981/2502 ลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2502 ให้เปิดเป็นโรงเรียนวิสามัญตอนปลาย โดยใช้สถานที่ สโมสรข้าราชการอำเภอปราณบุรี เป็นสถานที่เรียนชั่วคราว มีนักเรียนทั้งหมด 25 คน เป็นชาย 14 คน หญิง 11 คน มีนายนิยม พุทธิเภษัช ศึกษาธิการอำเภอปราณบุรี ดำรงตำแหน่งผู้รักษาการ ครูใหญ่ และนายทันรุจิเลข ผู้ช่วยศึกษาธิการอำเภอเป็นครูผู้สอน ปี 20 - 70 2504 ได้รับบริจาคที่ดิน จำนวน 13 ไร่ 1 งาน 38 ตารางวา จากนายจรัส นิตยธรรมให้สร้างโรงเรียนเมืองปราณบุรี ปี 2508 ได้งบประมาณเพิ่มเติมซื้อที่ดิน จากนายจรัส นิตยธรรมจำนวน 12 ไร่ 1 งาน 42 ตารางวา รวมเป็นที่ดินทั้งหมด 25 ไร่ 2 งาน 42 ตารางวา


และประวัติของคุณลุง เชาวน์วัศ สุดลาภา ครั้งมีความผูกพันธ์ กับจังหวัด เพชรบุรี และจังหวัดสุพรรณบุรี และ จังหวัดราชบุรี



ประวัติการทำงานของพณฯ ท่านคุณลุง เชาวน์วัศ สุดลาภา

นาย เชาน์วัศ สุดลาภา เกิดวันที่ 1 มิถุนายา พ.ศ 2476
ที่อยู่กรุงเทพฯ เลขที่ 511/46 ถ. จรัลสนิทวงศ์ 37 เขต บางกอกน้อย จ. กรุงเทพฯ โทร 024123742
ที่อยู่ลพบุรี เลขที่ 155 ต.วังขนอนขว้าง อ.โคกสำโรง จ. ลพบุรี โทร 036441686
ภริยา ชื่อ นาง กมลทิพย์ สุดลาภา อดีต นางงาม ประจำจังหวัดสงขลา เมื่อ 50กว่าปีที่แล้ว
การศึกษา ปริญญาตรี และ ปริญญาโท มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
จบการศึกษา Diploma ทางรัฐประสาสน์ศาสตร์ กรุง บรอน์ประเทศเยอรมันนี
Diploma ทางรัฐประสาสน์ศาสตร์ กรุง เฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์
ปริญญาเอก กิตติมศักดิ์ จาก 2 มหาวิทยาลัย ในประเทศ สหรัฐอเมริกา
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ม ป.ช มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก
- สำนักเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร

ประวัติการทำงาน เคยดำรงตำแหน่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัด ลพบุรี 4 สมัย ใน ปี พ.ศ 2531 / 2535/1 / 2535/2 / 2538 และสอบได้ (ส.ส) ที่ 1 ทั้งสี่สมัย

ผู้ช่วยเลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปี 2507 - 2511
เลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปี 2515 - 2517
สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ วุฒิสมาชิก ปี 2515
ผู้ว่าราชการ จังหวัด พังงา ปี 2519 - 2520
ผู้ว่าราชการ จังหวัด ลพบุรี ปี 2520 -2522
ผู้ว่าราชการจังหวัด กรุงเทพมหานคร ปี 2522 -2524
ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร ปี 2524 - 2526
ผู้ว่าราชการ จังหวัด เพชรบุรี ปี 2527 - 2531
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัด ลพบุรี (สอบได้ที่ 1 ทั้ง 4 สมัย ซ้อน)
ประธานคณะกรรมการศึกษา ผู้แทนราษฎร ปี 2531 - 2535
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย 2 สมัย ปี 2533 – 2535 -2536
รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ปี 2535




ความเป็นมาความสัมพันธ์กันระหว่างพณฯ ท่านเชาวน์วัศ สุดลาภา

กับดร.วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์




วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ (Vongsak Swasdipanich)

ปัจจุบันเป็น ผู้ว่าราชการจังหวัด ราชบุรี2550
วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ (Vongsak Swasdipanich) ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย เกิด ๆ๒๗ มิถุนายน ๒๔๙๔ อายุ ๕๔ ปีเต็ม ภูมิลำเนาอำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด บุตรคนที่ ๕ ของเจริญ - ซิวเจียง สวัสดิ์พาณิชย์
อนันต์ สวัสดิ์พาณิชย์ พี่ชายคนโต ประกอบธุรกิจการเกษตรที่จังหวัดร้อยเอ็ด มนตรี สวัสดิ์พาณิชย์ พี่ชายคนรอง ประกอบธุรกิจน้ำแร่ดื่มที่จังหวัดร้อยเอ็ด ชูศรี ไวทยาวันศิริ พี่สาวคนที่สาม ประกอบธุรกิจเภสัชและกิจการโรงแรมที่จังหวัดนครราชสีมา รองศาสตราจารย์ ดร. สุวพงษ์ สวัสดิ์พาณิชย์ พี่ชายคนที่สี่ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตสกลนคร เกรียงศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ น้องชาย นิติกรธนาคารกรุงเทพ จำกัด สำนักงานใหญ่ และมัชฌา นราสวัสดิ์ น้องสาวคนเล็ก ประกอบธุรกิจอะไหล่รถจักรยานยนต์ที่จังหวัดร้อยเอ็ด
การศึกษาชั้นประถมโรงเรียนบ้านอาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด มัธยมต้นโรงเรียนร้อยเอ็ดวิทยาลัย ออกไปเข้า ม.ศ. ๓ ที่วิทยาลัยบางแสน ตามคำแนะนำของญาติผู้ใหญ่ ดร. ก่อ สวัสดิ์พาณิชย์ บิดาของศิโรตม์ สวัสดิ์พาณิชย์ อธิบดีกรมสรรพากร และมัธยมปลายโรงเรียนจรัสสมรอนุศาสน์ ยานนาวา กรุงเทพฯ
เป็นน้องใหม่ภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปีการศึกษา ๒๕๑๓ เพราะอยากเป็นนายอำเภอ โดยมีอุดม พัวสกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูนเป็นเพื่อนร่วมรุ่น
เรียนแบบไม่หยุดพักทั้งภาคเล็กและภาคใหญ่ ย่นเวลาเหลือ ๓ ปี ทั้ง ๆ ที่อาจารย์เตือนว่าถ้าพลาดละก็เจ็บกว่าคนเรียน ๔ ปี แต่ก็ได้รัฐศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา ๒๕๑๕ รับพระราชทานปริญญาพร้อมรุ่นพี่ในปี ๒๕๑๖
๐ ๐ ๐
นั่งรถไฟเข้ากรุงเทพฯ ไปพบเชาว์วัศน์ สุดลาภา เลขานุการจอมพล ประภาส จารุเสถียร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น เพื่อขอฝึกงานโดยไม่ต้องการเงินเดือน
เชาวน์วัศ สุดลาภา ชอบใจที่กล้าเดินเข้ามาหาทั้ง ๆ ที่ไม่เคยรู้จักกัน
แต่พรรคพวกพามาฝากเยอะ ก็เลยรับไว้ทั้งธรรมศาสตร์ จุฬาฯ และเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยละ ๑ คน ได้เป็นลูกจ้างชั่วคราวสมใจ
ทำได้ไม่กี่เดือนก็เกิดเหตุการณ์ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๑๖
ภารกิจที่ไม่เคยคิดมาก่อนในชีวิตคือพาเชาว์วัศน์ สุดลาภา หลีกลี้ผู้คนไปหลบภัยที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ ถนนราชดำเนิน โรงแรม ๙๙ บางลำภู โรงแรมพาร์ลิเมนท์ ถนนวิสุทธิกษัตริย์ และโรงแรมวงเวียน ๒๒ กรกฎาคม จนเงินหมด
เชาวน์วัศ สุดลาภา ให้นำแฟ้มบัญชีเจ้าหน้าที่มาเปิดดูว่ารู้จักใครที่ไว้ใจได้บ้าง แล้วโทรศัพท์บอกเขามาช่วยจ่ายเงินให้ที จากนั้นก็พาเชาน์วัศ สุดลาภา ไปส่งที่อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แล้วพาภริยาของเชาน์วัศ สุดลาภา ขึ้นรถไฟล่องใต้ไปส่งที่จังหวัดสงขลา ก่อนจะกลับมารายงานตัวที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) สวนรื่นฤดี พร้อมกับพันตำรวจเอก สุทิน เอมะพัฒน์ ช่วยราชการสำนักงานเลขานุการรัฐมนตรีในขณะนั้น
สามวันสามคืนในสวนรื่นฤดี ได้รับรู้เรื่องราวหลายอย่าง รวมทั้งการเจรจาของจอมพล ถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และนายทหารระดับสูง อาทิ พลเอก กฤษณ์ สีวะรา และพันเอก ณรงค์ กิตติขจร เป็นต้น
เด็กกว่าเขาเพื่อน จึงรับหน้าที่ให้บริการอาหารเครื่องดื่มแก่ผู้ใหญ่ใน กอ.รมน.
หลังหายตื่นเต้นจากเหตุการณ์ที่ค่อย ๆ สงบลง ก็นึกขึ้นได้ว่าไปสอบแข่งขันเป็นปลัดอำเภอเอาไว้
แวะไปดู จึงรู้ว่าติด
๑ พฤษภาคม ๒๕๑๘ ได้รับการบรรจุเป็นปลัดอำเภอตรี กิ่งอำเภอปทุมรัตน์ ร้อยเอ็ด จังหวัดบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง
ทำงานได้ปีเดียว ผู้ว่าราชการจังหวัดแวะมาตรวจราชการแล้วเห็นหน่วยก้าน สั่งให้เข้ามาเป็นปลัดอำเภอตรี อำเภอเมืองร้อยเอ็ด พร้อมกับสอบได้ชั้นโท (เจ้าพนักงานปกครอง ๔)
๒๕๑๙ ศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านบริหารรัฐกิจที่ Kentucky State University (KSU), Frankfort, Kentucky สหรัฐฯ
๒๕๒๐ ได้ปริญญา Master of Public Affairs (Planning)
บินกลับมาประจำกองการศึกษาประชาบาล จนกระทั่งสอบได้ระดับ ๕
กันยายน ๒๕๒๒ ย้ายไปเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน ๕ สำนักงานจังหวัดเลย ปีถัดมาย้ายไปลงตำแหน่งเดียวกันที่จังหวัดพิจิตร
ธันวาคม ๒๕๒๕ ย้ายไปเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน จังหวัดศรีสะเกษ หลังสอบได้ระดับ ๖
อยู่ศรีสะเกษ ๕ ปีเต็ม จึงได้ย้ายไปรักษาการหัวหน้าฝ่ายแผนและโครงการ จังหวัดอุบลราชธานี
ตุลาคม ๒๕๓๓ ได้รับแต่งตั้งให้รักษาการหัวหน้าสำนักงานจังหวัดอุบลราชธานี หลังสอบได้ระดับ ๗
เพียงปีเดียวก็สอบได้ระดับ ๘
ธันวาคม ๒๕๓๔ ได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าสำนักงานจังหวัดมุกดาหาร (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน ๘)
จากนั้น เข้ารับการอบรมหลักสูตรนักบริหารมหาดไทย ระดับ ๘ สถาบันดำรงราชานุภาพ ๔๕ วัน
เมื่อชนะศักดิ์ ยุวบูรณ์ ย้ายไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้ทำเรื่องขอผู้จบปริญญาโทจากต่างประเทศมาเป็นหัวหน้าสำนักงานจังหวัดเพื่อช่วยงาน SEA Games ซึ่งเชียงใหม่เป็นเจ้าภาพ
กระทรวงฯ ส่งชื่อมาให้ ๒ คน แต่คนแรกขออยู่ที่เก่า หัวหน้าสำนักงานจังหวัดเชียงใหม่จึงกลายเป็นวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์
ยังไม่ทันจะเดินทางไป อารีย์ วงศ์อารยะ ปลัดกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้นโทรศัพท์มาหา บอกว่าคงจะไม่ได้ไปเชียงใหม่แล้วละ
ไม่เป็นไร เพราะก็ไม่อยากไปอยู่แล้ว
หัวหน้าสำนักงานจังหวัดเชียงใหม่ตัวจริงไม่ใช่ใครที่ไหน พระนาย สุวรรณรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นนายอำเภออมก๋อยในขณะนั้น
เมษายน ๒๕๓๕ ได้รับคำสั่งใหม่ให้มาเป็นหัวหน้าสำนักงานจังหวัดสมุทรปราการ
แต่คนเก่าขออยู่ต่อ ในขณะที่คนใหม่ก็ไม่สมัครใจจะไป จึงไม่ได้ไปทั้งเชียงใหม่และสมุทรปราการทั้ง ๆ ที่คำสั่งออกมาแล้ว
สรุปแล้วได้อยู่ที่เดิม คือ มุกดาหาร
ตุลาคม ๒๕๓๖ ย้ายไปเป็น หัวหน้าสำนักงานจังหวัดขอนแก่น
๐ ๐ ๐
เมื่อกระทรวงมหาดไทยปรับโครงสร้างภายในแยก 'ฝ่ายแผนพัฒนาจังหวัด' ออกจาก 'สำนักนโยบายและแผน' แล้วยกขึ้นเป็นหน่วยงานระดับกอง
ชนะศักดิ์ ยุวบูรณ์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นึกถึงคนที่เคยขอไปช่วยงาน SEA Games แล้วไม่ได้มาทำงานด้วยกันเมื่อครั้งยังเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ หนนี้คงไม่มีปัญหา
พฤศจิกายน ๒๕๓๗ จึงได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการกองแผนพัฒนาจังหวัด สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย คนแรก
คนในกระทรวงมหาดไทยด้วยกันไม่ได้หมายความว่าจะมีโอกาสเติบโตหรือได้รับการพิจารณาให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดถ้าไม่ผ่านการเป็นปลัดอำเภอ นายอำเภอ ปลัดจังหวัด และรองผู้ว่าราชการจังหวัด ก็ยากที่จะได้ขึ้นเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด เช่น ข้าราชการมหาดไทยระดับ ๔ - ๕ ถ้าโอนมาจากสายปกครองแล้ว โอกาสในการเข้าโรงเรียนนายอำเภอจะน้อยลง
เมื่อไม่ได้เรียนก็ไม่ได้เป็นนายอำเภอ
แต่ถ้าได้เป็นผู้อำนวยการกอง ในสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยแล้ว ยังมีโอกาสที่จะได้รับการพิจารณาแต่งตั้งเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัด เส้นทางไปสู่การเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดจึงไม่ถึงกับตีบตัน ผนวกกับการปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนมาตลอด เงินเดือนที่ได้รับก็สูงเต็มขั้น ผลงานใหม่ก็ได้ใช้ความรู้ด้านการวางแผนที่ได้ร่ำเรียนมา
ตุลาคม ๒๕๓๙ จึงได้รับแต่งตั้งเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี โดยไม่ผ่านการเป็นนายอำเภอและปลัดจังหวัด ขณะมีอายุน้อยที่สุดในบรรดาคนเป็นรองผู้ว่าฯ ด้วยกัน โดยไม่เคยวิ่งเต้นให้ได้มาซึ่งตำแหน่ง
จากนั้น กลับไปเข้ารับการอบรมหลักสูตรนักบริหารมหาดไทย ระดับ ๙ สถาบันดำรงราชานุภาพ นาน ๖ เดือนเต็ม จึงกลับมาทำงานต่อ
แม้ยังไม่มีอำนาจเต็มเหมือนผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ก็หนีไม่พ้นการใช้หลักนักบริหาร (องค์กร) นักพัฒนา (โครงการ) และนักปกครอง (คน) ขาดไปหลักใดหลักหนึ่งก็ไม่ได้
งานที่ได้รับมอบหมายจากพลากร สุวรรณรัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานีในขณะนั้น คือการจัดตั้งเขตอุตสาหกรรม อันทำให้ปัตตานีเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีโรงงานด้านอุตสาหกรรมการเกษตรขนาดใหญ่ที่สุดในภาคใต้ อาทิ โรงงานปลากระป๋อง โรงงานปลาป่น โรงงานอาหารสัตว์ เป็นต้น
อีกงานหนึ่งคือคือโครงการจัดตั้งธนาคารอิสลาม (Islamic Bank)
และที่ได้รับมอบหมายเป็นพิเศษคือการเป็นตัวแทนผู้ว่าราชการจังหวัดใน ๔ จังหวัดภาคใต้เข้าร่วมประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และมาเลเซีย
เนื่องจากจังหวัดภูเก็ตมีเป้าหมายในการเป็นเมืองหน้าต่างโลก พีระพงศ์ จำนงเฉลิมฉัตร ผู้ว่าราชการจังหวัดในขณะนั้นจึงทำเรื่องขอตัว เพราะเห็นศักยภาพที่ปัตตานี
ตุลาคม ๒๕๔๐ ย้ายไปดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต โดยมีชาวไทยมุสลิม ๗ คันรถ ตามมาส่งถึงตัวเกาะ
๐ ๐ ๐
ที่ภูเก็ต รับผิดชอบงานด้านเศรษฐกิจ โดยมีภารกิจหลักพัฒนาการท่องเที่ยว ซึ่งช่วงนั้นมีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเต็มที่ จนไม่ทันกับการดูแลรักษา
แต่ก็ไม่ง่ายในการจัดระเบียบ เพราะ 'ผลประโยชน์' คืออุปสรรคสำคัญ โดยเฉพาะป่าตอง
'สารสนเทศ' คือ หัวใจสำคัญในการบริหารจัดการ
หลังตามเก็บรายชื่อชาวบ้านร้านถิ่นมาแยกเป็นหมวดหมู่จนรู้ใครเป็นใคร และรู้ต่อไปถึงอิทธิพลที่มีผลทั้งทางบวกและลบต่อการจัดระเบียบ
ผลพวงจากการจัดทำสารสนเทศ ทำให้เห็นภาพด้านประชากรศาสตร์อย่างชัดเจนของคนภูเก็ต จึงมีโอกาสได้เชื่อมโยงคนไทยมุสลิมซึ่งมีอยู่ร้อยละ ๓๕ มาช่วยกันพัฒนาภูเก็ต
และหลังการเดินเท้าย่ำป่าตอง ยังทำให้รู้ว่าหนึ่งในกลุ่มผู้สร้างปัญหาจุ๊ก ๆ จิ๊ก ๆ ไม่ใช่ใครที่ไหน พวกแผงหลัก แผงลอย รถเข็น และคานหาบ เร่ขายตำบักหุ่ง (ใส่หรือไม่ใส่ปลาแดกก็แล้วแต่) ไปจนถึงรถสองแถว และนวดโบราณทั้งที่อยู่ในตึกและริมชายหาด
พอได้ยินเขาส่งเสียง ก็รู้ว่าไม่ใช่ใครที่ไหน จัดแจงส่งภาษาเดียวกัน
ป่าตองค่อย ๆ มีระเบียบขึ้นโดยลำดับหลังหลังเปลี่ยนผู้ว่าราชการจังหวัดอีก ๒ คน คือ พงศ์โพยม วาศภูติ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาในปัจจุบัน และชาญชัย สุนทรมัฏฐ์ รองปลัดกระทรวงฯ ฝ่ายความมั่นคงในปัจจุบัน
เป็นรองผู้ว่าฯ ภูเก็ตครบ ๔ ปี แต่เปลี่ยนผู้ว่าฯ ปีละคน
ตุลาคม ๒๕๔๔ ย้ายไปเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง พร้อมกับเข้าศึกษาที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปรอ. ๔๔๑๔) เป็นเวลา ๑ ปีเต็ม
เพื่อนร่วมรุ่นที่กำลังขั้วตำแหน่งใหม่ในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ อาทิ พลเรือเอก สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ว่าที่ผู้บัญชาการทหารเรือ พลเรือเอก วิชัย ยุวนางกูร ว่าที่รองผู้บัญชาการทหารเรือ พลเรือเอก นพพร อาชวาคม ว่าที่ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ พลเอก พรชัย กรานเลิศ ว่าที่ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก พลอากาศเอก พรชัย รามโกมุท ว่าที่ผู้บัญชาการกองบัญชาการสนับสนุนทหารอากาศ พลตำรวจโท ชลอ ชูวงษ์ และพลตำรวจโท วิโรจน์ พหลเวชช์ ว่าที่ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นต้น
ส่วนเพื่อนร่วมรุ่นที่มาจากกระทรวงเดียวกัน ได้แก่ เจตน์ ธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น พระนาย สุวรรณรัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี วิชม ทองสงค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ปรีชา บุตรศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ เมฆินทร์ เมธาวิกูล ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ปานชัย บวรรัตนปราน ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร และสุธี มากบุญ ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร
๐ ๐ ๐
๑ ตุลาคม ๒๕๔๕ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย หลังจบ วปอ.
'หนองคาย' จังหวัดชายแดนติดแม่น้ำโขงได้ชื่อว่าน่าอยู่อันดับ ๗ ของโลก เป็นดินแดนชุ่มน้ำอันดับ ๑,๐๙๘ ของโลก เป็นเมืองที่มีนักบวชและนักพรตมากที่สุดในเอเชีย และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยยังจัดให้เป็น ๑ ใน ๕ จังหวัดที่น่าอาศัยระยะยาวอีกด้วย
ฟังแล้วน่าชื่นชม แต่ไม่มีอะไรในกอไผ่ที่จะผลักดันให้คนต่างถิ่นหรือต่างชาติอยากมาเที่ยวและลงทุนเพื่อให้คนหนองคายมีรายได้ดีขึ้น ขณะที่บางคนในภาครัฐกลับทำงานผิดช่องทาง
ประสบการณ์จากการเป็นหัวหน้าสำนักงานจังหวัดและรองผู้ว่าราชการจังหวัดช่วยให้ไม่ต้องเสียเวลาเริ่มต้นเท่าใดนัก
ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องเป็นเรื่องสำคัญ ระยะแรกจึงต้องอาศัย Honda, Silver Shadow คันใหญ่ ขับตระเวณเข้าไปตรวจพื้นที่ทุกสัปดาห์ ล้มเมื่อใดไม่ต้องยก เพราะมอเตอร์ไซค์หนักกว่าท่านผู้ว่าฯ ร่างเล็กหลายร้อยกิโลกรัม
จากนั้น จัดประชุมนายอำเภอให้ถี่ขึ้น เพื่อเร่งนโยบายของรัฐที่ได้นำมาขยายเป็นแผนปฏิบัติการให้บังเกิดผลเป็นรูปธรรม โดยชี้ให้เห็นว่า ช่องทางนี้นอกจากจะช่วยชาวบ้านให้อยู่ดีกินดีแล้ว ยังสนองนโยบายจากส่วนกลางอันเป็นผลงานที่ชอบธรรมอีกด้วย
และเพื่อให้เรื่องที่คนชื่นชมมีความเป็นไปได้จริง โครงการเรารักหนองคายจึงเกิดขึ้น
แต่ถ้าภายในไม่พร้อมก็ยากที่จะรุกออกไปภายนอกได้ดี จึงเริ่มต้นที่การทำภายในให้สะอาดทั้งด้าน 'รูปธรรม' และ 'นามธรรม'
เริ่มจากรณรงค์ให้ 'หนองคายไร้ขยะ' ด้วยการจัดให้มีวัน 'เรารักหนองคาย' โดยส่วนราชการภูมิภาค ท้องถิ่น และชาวบ้าน มาคุยกัน ในที่สุดก็ออกมาเป็นทุกวันพุธที่สองและสี่ของเดือน ทั้ง ๑๗ เทศบาลเล็กใหญ่ และ ๑๑๑ องค์การบริหารส่วนตำบล ตลอดจนชาวบ้าน ยกขบวนกันออกมาทำความสะอาดหนองคายทั้งจังหวัด ทำมาแล้วตั้งแต่ต้นปี ๒๕๔๕ จนถึงวันนี้
ต่อไปเป็นเรื่องของการบริหารจัดการ วัฒนธรรม จริยธรรม และระเบียบวินัย
ข้าราชการ
นับว่าท้าทายในการผลักดันให้มีธรรมบริหาร (Good Governance) แผนส่งเสริมการทำงานด้วยความ 'จริงใจ จริงจัง และโปร่งใส' จึงเกิดขึ้น โดยจัดตั้งคณะทำงานด้านยุทธศาสตร์ (CEO Staff) ของผู้ว่าราชการจังหวัด ประกอบด้วยหัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์ของกระทรวงต่าง ๆ ที่มาประจำอยู่ในจังหวัด แล้วจัดให้มีการประชุมกันทุกวันอังคารและพฤหัสบดี และจัดอบรมข้าราชการให้เข้าใจเรื่อง 'ธรรมบริหาร'
ชาวบ้าน
มีการจัดตั้งตัวแทนประชาชน ๗ คนนอกล้วน ๆ มาจากชาวไทยเชื้อสายญวน ต้นตระกูลเก่า ณ หนองคาย มหาวิทยาลัยขอนแก่น วิทยาเขตหนองคาย ประชาคม ผู้นำลูกเสือชาวบ้าน องค์กรพัฒนาเอกชน และประชาชนในอำเภอเมือง เพื่อให้ข้อคิดเห็นและเสนอแนะแก่ผู้ว่าฯ
เด็กและเยาวชน
แผนงาน 'คุณครูผู้ว่าฯ' ซึ่งวัยรุ่นฮือฮาเมื่อเห็น 'ผู้ใหญ่แนว' สวมบทครูสัญจร ขี่มอเตอร์ไซค์ตะลอนสอนหนังสือนักเรียนมัธยม โดยเฉพาะวัยรุ่นเป็นกลุ่มเป้าหมายพิเศษ จากนั้นนำเด็กนักเรียนที่อยู่ชนบทรอบนอกทยอยกันเข้ามาพบผู้ว่าฯ ต่อด้วยทัศนศึกษาในเมือง ในทางกลับกันก็ส่งนักเรียนในเมืองไปทัศนศึกษาชนบทที่ห่างไกล แต่ไม่ลืมอุปกรณ์การเรียนการสอนและเครื่องมือที่จะช่วยให้นักเรียนทำกิจกรรมได้ แผนงานพัฒนาห้องเรียนคอมพิวเตอร์ แผนงานห้องเรียนศิลปะ และแผนงานลานกีฬาเอนกประสงค์ จึงทยอยออกมารองรับ โดยเฉพาะทุนการศึกษาเด็กนักเรียนที่ด้อยโอกาส ซึ่งเงินส่วนหนึ่งมาจากเพื่อนร่วมรุ่น วปรอ. ๔๔๑๔ นี่แหละ
๐ ๐ ๐
เมื่อภายในสะอาด อบอุ่น และมีความพร้อมระดับหนึ่ง จึงเริ่มงานเชิงรุก อันได้แก่ การพัฒนาจังหวัดหนองคายในด้านนิเวศ เกษตรอุตสาหกรรม การค้าชายแดน และท่องเที่ยว
ด้านนิเวศ
หนองคายมีพื้นที่ติดแม่น้ำโขง ๓๓๐ กิโลเมตร แต่ละปีหน้าดินถูกน้ำเซาะหายไป ๒ เมตร ปล่อยต่อไปอีกไม่ได้แล้ว จึงทำการศึกษาจุดที่อ่อนไหว ส่วนไหนที่พังทลายมากก็สร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งเป็นจุด ๆ ไป ได้งบเพิ่มเติมมาเมื่อใดก็ทยอยทำตามแผนที่ได้ศึกษาไว้
ด้านเกษตรอุตสาหกรรม
นอกจากการส่งเสริมสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (One Tambon One Product: OTOP) ที่ประกวดประขันกันทุกจังหวัดแล้ว คือการใช้จุดเด่นของจังหวัดในด้านภูมิศาสตร์ พัฒนาให้หนองคายเป็นครัวโลกด้านผักผลไม้ที่ปลูกได้ทุกชนิด ตลอดจนการปลูกพืชสมุนไพรและสวนพฤกษชาติ ควบคู่กับเป้าหมายในการตั้งโรงงานปุ๋ยอินทรีย์ ๖ แห่ง เพื่อใช้ในการส่งเสริมแผนงานนี้ โดยเฉพาะยางพาราซึ่งหนองคายมีพื้นที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือถึง ๒๕๐,๐๐๐ ไร่
การค้าชายแดน
แม้หนองคายเป็นเมืองชายแดน แต่ที่ผ่านมามีแต่หันหน้าหากรุงเทพฯ หันหลังให้ต่างประเทศ น่าจะไปลาวและจีนตอนใต้อีกทางหนึ่ง จึงตั้งคณะทำงานชายแดน ฝ่ายไทยมี ๗ คน มาจากหัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์ ตำรวจ ทหาร เกษตรฯ ศึกษาฯ พาณิชย์ และสำนักงานจังหวัด ฝ่ายลาวอีก ๗ คน รวมเป็น ๑๔ คน ให้ความสำคัญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ต้องมาก่อน เมื่อชอบพอกันแล้ว เรื่องอื่น ๆ ก็พูดกันได้ ถัดไปเป็นเรื่องความปลอดภัย ความมั่นคง ยาเสพติด แรงงานต่างด้าว และการค้าขาย ส่วนแผนงานสำคัญในเรื่องการค้าชายแดน คือ การจัดตั้งเขตปลอดอากร จัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษอุดรธานี-หนองคาย-เวียงจันทน์ จัดหาพื้นที่ตรวจสินค้าแห่งใหม่ของด่านศุลกากร และจัดสร้างด่านพรมแดนพร้อมท่าเทียบเรือแพขนานยนต์ที่อำเภอบึงกาฬ
การท่องเที่ยว
งานใหญ่คือการจับมือกับ ดร. จิตสันติ ธนะโสภณ ผู้ว่าการ การรถไฟแห่งประเทศไทย ใช้บริเวณสถานีรถไฟเก่าก่อสร้างพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำจืด (Aquarium) มูลค่า ๓๓๗ ล้านบาท เพื่ออนุรักษ์พันธุ์ปลาในแม่น้ำโขงที่เหลืออยู่ ๕๘๐ สายพันธุ์ ไม่ให้หดหาย คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี ๒๕๕๐
อีกงานหนึ่งเป็นการก่อสร้างศูนย์ OTOP เพื่อเป็นแหล่งกลางในการเผยแพร่และจำหน่ายสินค้าทุกตำบลของจังหวัดฯ และ ASEAN ข้างศาลากลาง เนื้อที่ ๕ ไร่ มีทั้งสินค้าบ้านเรา สินค้าบ้านเขา คือ จีน และสิบสองปันนา มูลค่ากว่า ๔๐ ล้านบาท
ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้คนต่างชาติและต่างถิ่นได้สัมผัสวิถีชีวิตแบบไทย ๆ ของชาวหนองคายด้วยการพัฒนาที่พักในบ้าน (Home stay) กระจายไปทั่วอำเภอที่อยู่ริมแม่น้ำโขง เพื่อบริการนักท่องเที่ยวที่นิยมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
และที่ถึงขั้นผลิตคู่มือกันเลยก็คือ ส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างหนองคายกับเวียงจันทน์ แบบว่า มา ๑ จังหวัด ได้เที่ยว ๒ ประเทศ ทำนองนั้น
๐ ๐ ๐
ทั้งหมดที่ว่ามานี้ ประเด็นอยู่ที่การสื่อสารให้ทุกฝ่ายได้รับรู้ข่าวสาร เข้าใจ ยอมรับ และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือ
ที่นี่ใช้วิธีการสื่อสารค่อนข้างหลากหลาย ทั้งระดับบุคคล ระดับกลุ่ม ไปจนถึงระดับมวลชน มีทั้งที่ผู้ว่าฯ เข้าไปหา และยกขบวนกันมาพบ ตลอดจนการสื่อสารที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ
ทุกเช้าวันเสาร์หลังรายการ 'นายกฯ พบประชาชน' ที่หนองคายมีรายการ 'บ้านเมืองน่าอยู่' ทางวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย FM ๙๐.๕ เมกะเฮิรตซ์ เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๐.๐๐ น. ผู้ว่าฯ วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ พูดใส่ไมโครโฟนคุยกับชาวบ้านให้ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร มีการบอกเล่าเก้าสิบ พร้อมเปิดสายท้ายรายการให้สอบถามและร้องเรียนอีกด้วย
ทุกครั้งเมื่อกลับจากประชุมที่กรุงเทพฯ วันรุ่งขึ้น หัวหน้าส่วนราชการและนายอำเภอจะรับรู้เรื่องราวที่ไปประชุมมา วันถัดไป กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์การบริหารส่วนตำบล จะรับรู้ข่าวสารผ่านหัวหน้าส่วนราชการและนายอำเภอ และวันที่สาม ประชาชนในแต่ละท้องถิ่นจะรับรู้ข่าวสารจากกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์การบริหารส่วนตำบล
แล้วยังเปิด 'สภากาแฟ' อีกเดือนละ ๒ ครั้ง เวลา ๐๗.๐๐ - ๐๘.๓๐ น. ให้หัวหน้าส่วนราชการ ส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน ได้แสดงความคิดเห็นร่วมกัน นอกเหนือจากวารสาร 'เรารักหนองคาย' รายเดือน และแผ่นพับต่าง ๆ มากมาย ฯลฯ
ไม่มีท้องที่ใดปราศจากอิทธิพล แต่เมื่อคนหลายฝ่ายในท้องที่นั้นสามารถเข้าถึงกัน โดยมีเวทีให้พบปะพูดจากัน ความกดดันถ้ามีก็จะน้อยลง
เครือข่ายภาคประชาชนที่มีความพร้อมด้านข้อมูลข่าวสารยังช่วยให้การปฏิบัติงานภาครัฐเกิด 'ธรรมบริหาร' อีกทางหนึ่งด้วย
ที่นี่มีรายชื่อผู้ยากจนในบัญชีกว่า ๘,๐๐๐ คน ฝันของผู้ว่าฯ วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ คือ ศูนย์กลางด้านการค้าและบันเทิงมูลค่ากว่า ๔,๐๐๐ ล้านบาท ที่ภาคเอกชนให้ความสนใจเพราะอยู่ใกล้ลาว ถ้าเกิดขึ้นจริงเมื่อใด แทบจะล้างบัญชียากจน เพราะคนมีงานทำกันทั่วถ้วน
๐ ๐ ๐
ชีวิตส่วนตัว สมรสกับวิไลพร วิรัตน์จันทร์ อดีตพนักงานสาขาอำเภอเกษตรวิสัย ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อ ๑๗ มีนาคม ๒๕๑๘
เบญจพล สวัสดิ์พาณิชย์ บุตรคนโต อายุ ๒๓ ปี ภาควิชาโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ปีสุดท้าย
เบญจรงค์ สวัสดิ์พาณิชย์ บุตรคนเล็ก อายุ ๑๘ ปี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปี ๒
ข้อคิดที่ วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ เขียนไว้ในทำเนียบรุ่น วปรอ. ๔๔๑๔ ก็คือ ...
"จะเก่ง จะดี จะชั่ว อยู่ที่ตัวสร้างขึ้นมาเอง"

บรรดาพ่อค้าแม่ขายครั้นรู้ว่ารองผู้ว่าฯ ผูกเสี่ยวกัน ก็ดีใจ ให้ความเคารพนับถือ
เมื่อเป็นพวกเดียวกันแล้ว "ทำแบบนี้ต่อไปไม่ได้ มาอยู่ที่นี่ต้องไว้หน้าพ่อ" รองผู้ว่าฯ คนร้อยเอ็ดขอกันตรง ๆ
จากนั้น จัดแจงรวมกลุ่มตั้งชมรมชาวอีสานในจังหวัดภูเก็ต หลังอยู่ที่นี่ได้ ๑ ปี อันเป็นช่วงที่จเด็จ อินสว่าง มาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดแทนพีระพงศ์ จำนงเฉลิมฉัตร
แล้วรับเป็นประธานชมรมฯ คนแรก อันทำให้รู้ว่าที่นี่มีชาวอีสานกว่า ๒๐,๐๐๐ คน
สมมติเล่น ๆ ถ้าทุกคนโอนทะเบียนบ้านไปอยู่ภูเก็ตเมื่อใด มีโอกาสเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้แล้ว ๑ คน
โดย: teapatyost341455@hotmail.com [19 มี.ค. 51 20:50] ( IP A:61.7.191.119 X: )
ความคิดเห็นที่ 39
   หลักฐานทางโบราณคดีที่พบในสมัยพุทธศตวรรษที่ 11–13 คือเหรียญเงินเส้นผ่าศูนย์กลาง 19 ม.ม. พบที่นครปฐม และอู่ทองนั้น พบว่ามีอักษรจารึกไว้ว่า “ศรีทวารวดีศวร”และ มีรูปหม้อน้ำกลศอยู่อีกด้านหนึ่ง ทำให้เชื่อได้ว่า ชนชาติมอญโบราณ ได้ตั้งอาณาจักรทวารวดี (บางแห่งเรียกทวาราวดี) ขึ้นในภาคกลางของดินแดนสุวรรณภูมิ

มีศูนย์กลางที่เมืองนครปฐมโบราณ (ลุ่มแม่น้ำท่าจีนหรือนครชัยศรี) กับเมืองอู่ทองและเมืองละโว้ (ลพบุรี) ต่อมาได้ขยายอำนาจขึ้นไป ถึงเมืองหริภุญชัยหรือลำพูน มีหลักฐานเล่าไว้ว่า ราว พ.ศ. 1100 พระนางจามเทวี ราชธิดาของเจ้าเมืองลวปุระหรือละโว้ลพบุรี ได้อพยพผู้คนขึ้นไปตั้งเมืองหริภุญชัยที่ลำพูน ส่วนที่เมืองนครปฐมนั้นมีการพบ พระปฐมเจดีย์ และมีการพบจารึกภาษาปัลลวะ บาลี สันสกฤต และ ภาษามอญ ที่บริเวณพระปฐมเจดีย์และบริเวณใกล้เคียง พบจารึก ภาษามอญ อักษรปัลลวะ บันทึกเรื่องการสร้างพระพุทธรูป เสาหงส์ วิหาร และแนวต้นมะพร้าวเป็นอาณาเขตพระอารามที่วัดโพธิ์ร้าง จังหวัดนครปฐม อายุราว พ.ศ. 1200 (ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์พระปฐมเจดีย์) และพบ จารึกมอญ ที่ลำพูนอายุราว พ.ศ. 1628 (ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ หริภุญไชย จังหวัดลำพูน)

ต่อมาอาณาจักรขอมหลังจากพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สวรรคตใน พ.ศ. 1732 อำนาจก็เริ่มเสื่อมลง รวมถึงให้พ่อขุนบางกลางหาว ที่สถาปนาเป็น พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ และประกาศตั้งอาณาจักรสุโขทัย เป็นอิสระจากการปกครองของขอม พ่อขุนรามคำแหง พระราชโอรสของขุนศรีอินทราทิตย์ ได้ครองราชย์และทรงดัดแปลงอักษรขอมและ มอญ มาประดิษฐเป็นลายสือไทย

ด้านจารึกภาษามอญ บนใบลานนั้น พบมากมายตาม หมู่บ้านมอญ ในประเทศไทย ส่วนที่ประเทศพม่าพบมากตาม หมู่บ้านมอญในเมืองสะเทิมและเมืองไจก์ขมี ซึ่งมีการคัดลอกและรวบรวมนำมาเก็บไว้ ที่หอสมุดแห่งชาติเมืองย่างกุ้ง และที่ห้องสมุดมอญเมืองเมาะลำไย นอกจากนี้กองโบราณคดีและกองวัฒนธรรม ยังได้จัดพิมพ์วรรณกรรม ชาดก ตำรามอญ และเคยมีการริเริ่มจัดพิมพ์พจนานุกรมมอญ-พม่าอีกด้วย

[แก้> มอญอพยพ
ทุกวันนี้ ชนชาติมอญ ไม่มีอาณาเขตประเทศปกครองตนเอง เนื่องจากตกอยู่ในภาวะสงคราม และการแย่งชิงราชสมบัติกันเอง และการรุกรานของพม่า ชาวมอญอยู่อย่างแสนสาหัส ถูกกดขี่รีดไถ การเกณฑ์แรงงานก่อสร้าง ทำไร่นาหาเสบียงเพื่อการสงคราม และเกณฑ์เข้ากองทัพ โดยเฉพาะสงครามในปี พ.ศ. 2300 เป็นสงครามครั้งสุดท้าย ที่คนมอญพ่ายแพ้แก่พม่าอย่างราบคาบ ชาวมอญส่วนหนึ่งจึงอพยพโยกย้ายเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนในเมืองไทยหลายต่อหลายครั้ง เท่าที่มีการจดบันทึกเอาไว้รวมทั้งสิ้น 9 ครั้ง

ครั้งที่ 1 เมื่อ พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ตีหงสาวดีแตกใน พ.ศ. 2082 ชาวมอญจำนวนมากหนีเข้ามากรุงศรีอยุธยา พระเจ้าแผ่นดินโปรดฯให้ตั้งบ้านเรือนอยู่แถบตัวเมืองกรุงศรีอยุธยาชั้นนอก พระยาเกียรติพระยารามและครัวเรือน ให้ตั้งบ้านเรือนอยู่แถบตัวเมืองชั้นใน ใกล้พระอารามวัดขุนแสน และเมื่อถึง พ.ศ. 2084 ราชวงศ์ตองอูตีเมืองเมาะตะมะแตก มีการฆ่าฟันชาวมอญลงขนาดใหญ่ ก็เข้าใจว่ามีมอญหนีเข้ามาสู่กรุงศรีอยุธยาอีก ถือเป็นระลอกแรกของมอญอพยพ

ครั้งที่ 2 เมื่อพระนเรศวรเสด็จไปพม่าเมื่อคราวพระเจ้าบุเรงนองสิ้นพระชนม์ แล้วประกาศเอกราช ทรงชักชวนมอญที่เข้าสวามิภักดิ์ ให้อพยพเข้ามาพร้อมกัน ราว พ.ศ. 2127 ในการอพยพครั้งนี้ไม่ปรากฏว่าพระเจ้าแผ่นดินโปรดฯ ให้ตั้งบ้านเรือนที่ใด แต่คาดว่าคงเป็นย่านเดียวกับการอพยพคราวแรก

ครั้งที่ 3 เกิดขึ้นเมื่อหงสาวดีถูกยะไข่ทำลายใน พ.ศ. 2138 ครั้งนี้ก็มีการอพยพใหญ่ของ มอญ มาทางตะวันออกเข้าสู่ดินแดนของกรุงศรีอยุธยาอีก

ครั้งที่ 4 หลังจากที่ราชวงศ์ตองอูย้ายราชธานีไปอยู่ที่อังวะ หลังจากหงสาวดีถูกทำลายแล้ว พวกมอญ ตั้งอำนาจขึ้นใหม่ในดินแดนของตน ต่อมา ถึงรัชกาลพระเจ้านอกเปกหลุน พม่าจึงยกทัพมาปราบพวกมอญอีกใน พ.ศ. 2156 ทำให้เกิดการอพยพของมอญเข้าสู่กรุงศรีอยุธยาอีก หลักฐานบางแห่งกล่าวว่า มอญ กลุ่มนี้ได้รับอนุญาตให้ตั้งภูมิลำเนาอยู่ตามแนวชายแดนไทย

ครั้งที่ 5 ใน พ.ศ. 2204 หรือ 2205 พวกมอญในเมืองเมาะตะมะก่อการกบฎขึ้นอีก แต่ถูกพม่าปราบลงได้ จึงต้องอพยพหนีเข้ากรุงศรีอยุธยาอีกระลอกหนึ่ง ผ่านทางด่านเจดีย์สามองค์ เข้าใจว่ากลุ่มนี้สัมพันธ์กับกลุ่มมอญที่ตั้งอยู่ชายแดน

ครั้งที่ 6 หลังจากที่มอญสามารถตั้งอาณาจักรของตนขึ้นได้ใหม่ในปลายราชวงศ์ตองอู แล้วยกกำลังไปตีกรุงอังวะแตก อลองพญารวบรวมกำลังพม่าแล้วลุกขึ้นต่อสู้จนในที่สุดก็ตั้งราชวงศ์อลองพญาได้ และใน พ.ศ. 2300 ก็สามารถตีหงสาวดีได้อีก นโยบายของราชวงศ์นี้คือ กลืน มอญ ให้เป็นพม่าโดยวิธีรุนแรง จึงมีชาวมอญอพยพหนีมาสู่เมืองไทยอีกหลาย ระลอก รวมทั้งกลุ่มที่หนีขึ้นเหนือไปสู่ล้านนา และเรียกกันว่าพวก “เม็ง” ในปัจจุบันนี้

ครั้งที่ 7 ใน พ.ศ. 2316 ตรงกับแผ่นดินกรุงธนบุรี มอญก่อกบฎในย่างกุ้ง พม่าปราบปรามอย่างทารุณแล้วเผาย่างกุ้งจนราบเรียบ ทำให้มอญอพยพเข้าไทยอีก พระเจ้าตากสินทรงโปรดฯ ให้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ปากเกร็ด ซึ่งทำให้เกิดกลุ่มมอญเก่า (พระยารามัญวงศ์) และมอญใหม่ (พระยาเจ่ง) คนที่นับตัวเองเป็น มอญ ในปัจจุบันล้วนอพยพเข้ามาจากระลอกนี้ หรือหลังจากนี้ทั้งนั้น ส่วน มอญ ที่อพยพก่อนหน้านี้กลืนหายเป็นไทยไปหมด แม้แต่กลุ่มที่อยู่ตามชายแดนแถบเมืองกาญจนบุรี

ครั้งที่ 8 พ.ศ. 2336 เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 ยึดเมืองทวายได้ แต่รักษาไว้ไม่ได้ ต้องถอยกลับเข้าไทย ก็นำเอาพวกมอญโดยเฉพาะที่เป็นพวกหัวหน้าเข้ามาอีก

ครั้งที่ 9 พ.ศ. 2357 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 เมื่อ มอญ ไม่พอใจที่ถูกพม่าเกณฑ์แรงงานก่อสร้างพระเจดีย์ ก่อกบฎที่เมืองเมาะตะมะ ถูกพม่าปราบ ต้องหนีเข้าไทยเป็นระลอกใหญ่มาก ราว 40,000 คนเศษ เจ้าฟ้ามงกุฎ (ต่อมาคือรัชกาลที่ 4) เสด็จเป็นแม่กองพร้อมด้วยกรมหลวงพิทักษ์มนตรี ออกไปรับถึงชายแดน พวกนี้มาตั้งรกรากที่สามโคก (ปทุมธานี) ปากเกร็ด และพระประแดง มอญที่อพยพเข้ามาครั้งนี้เรียกกันว่ามอญใหม่[7>

[แก้> ชุมชนมอญ
ชาวมอญได้อพยพมาพำนักอยู่ประเทศไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระยาเกียรติและพระยารามขุนนางมอญที่มีความดีความชอบในราชการและกลุ่มญาติพี่น้องได้รับพระราชทานที่ดินตั้งบ้านเรือน ณ บ้านขมิ้น ซึ่งได้แก่บริเวณวัดขุนแสนในปัจจุบัน มอญในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ทั้งกลุ่มชาวมอญเก่าที่อยู่มาแต่เดิมและกลุ่มมอญใหม่ได้รับพระราชทานที่ดินให้ตั้งชุมชนอยู่ชานกรุงศรีอยุธยาบริเวณวัดตองปุและคลองคูจาม

นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถึงกลุ่มชาวมอญที่มีอาชีพฆ่าเป็ดไก่ขายที่ตลาดวัดวัวควาย และมีตลาดมอญขายขัน ถาดทองเหลือง ซึ่งเป็นทั้งตลาดสดด้วย ตั้งอยู่ภายนอกกำแพงเมืองด้านใต้ บริเวณปากคลองเกาะแก้วมีชาวมอญบรรทุกมะพร้าว ไม้แสมทะล และเกลือมาจำหน่าย

ในสงครามเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 2 ผู้นำชุมชนชาวมอญในกรุงศรีอยุธยาคือสุกี้พระนายกอง ได้อาสากองทัพพม่าทำสงครามกับอยุธยา และรวบรวมกองทัพมอญได้ถึง 2,000 คน[8> ในปัจจุบันแม้จะไม่มีชุมชนของผู้สืบเชื้อสายมอญภายในกรุงศรีอยุธยาอยู่ในบริเวณที่กล่าวถึงในประวัติศาสตร์แต่ก็ยังมีชุมชนมอญและกลุ่มวัฒนธรรมมอญกระจายอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาจากพระนครศรีอยุธยาลงมาจนถึงกรุงเทพฯหลายชุมชน ชาวมอญได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ทั่วไปตามที่ราบลุ่มริมน้ำภาคกลาง ได้แก่ ลพบุรี สระบุรี อยุธยา นครปฐม กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง นครนายก ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรสงคราม สมุทรปราการ สมุทรสาคร กรุงเทพฯ ฉะเชิงเทรา เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และบางส่วนตั้งภูมิลำเนาอยู่แถบภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี ทางภาคอีสาน ได้แก่ นครราชสีมา มีบ้างเล็กน้อยที่อพยพลงใต้ อย่าง ชุมพร สุราษฎร์ธานี โดยมากเป็นแหล่งที่พระเจ้าแผ่นดินทรงโปรดฯ พระราชทานที่ดินทำกินให้แต่แรกอพยพเข้ามา

ชุมชนมอญในประเทศไทย[9>

มอญบางจะเกร็ง จ.สมุทรสงคราม
มอญบางปลา จ.สมุทรสาคร
มอญบ้านเก่า จ.อุทัยธานี
มอญสลุย จ.ชุมพร
มอญหนองดู่ จ.ลำพูน
บ้านมอญ จ.นครสวรรค์
มอญบางไส้ไก่ กรุงเทพฯ
มอญบ้านโป่ง-โพธาราม จ.ราชบุรี
มอญกระทุ่มมืด จ.นครปฐม
มอญสามโคก จ.ปทุมธานี
มอญบ้านเสากระโดง จ.อยุธยา
คลองมอญ กรุงเทพฯ
สะพานมอญ กรุงเทพฯ
มอญปากเกร็ด จ.นนทบุรี
มอญบางกระดี่ กรุงเทพ
มอญบางขันหมาก จ.ลพบุรี
มอญคลองสิบสี่ (มอญหนองจอก) กรุงเทพฯ
มอญลาดกระบัง กรุงเทพฯ
มอญปากลัด (มอญพระประแดง) จ.สมุทรปราการ
มอญเกาะเกร็ด จ.นนทบุรี
มอญ จ.สมุทรสาคร
มอญเกาะรัตนโกสินทร์ กรุงเทพฯ
มอญปทุมธานี จ.ปทุมธานี
โดย: Dk_songza@hotmail.com [20 ก.ย. 53 17:50] ( IP A:119.42.80.119 X: )
ความคิดเห็นที่ 40
   หลักฐานทางโบราณคดีที่พบในสมัยพุทธศตวรรษที่ 11–13 คือเหรียญเงินเส้นผ่าศูนย์กลาง 19 ม.ม. พบที่นครปฐม และอู่ทองนั้น พบว่ามีอักษรจารึกไว้ว่า “ศรีทวารวดีศวร”และ มีรูปหม้อน้ำกลศอยู่อีกด้านหนึ่ง ทำให้เชื่อได้ว่า ชนชาติมอญโบราณ ได้ตั้งอาณาจักรทวารวดี (บางแห่งเรียกทวาราวดี) ขึ้นในภาคกลางของดินแดนสุวรรณภูมิ

มีศูนย์กลางที่เมืองนครปฐมโบราณ (ลุ่มแม่น้ำท่าจีนหรือนครชัยศรี) กับเมืองอู่ทองและเมืองละโว้ (ลพบุรี) ต่อมาได้ขยายอำนาจขึ้นไป ถึงเมืองหริภุญชัยหรือลำพูน มีหลักฐานเล่าไว้ว่า ราว พ.ศ. 1100 พระนางจามเทวี ราชธิดาของเจ้าเมืองลวปุระหรือละโว้ลพบุรี ได้อพยพผู้คนขึ้นไปตั้งเมืองหริภุญชัยที่ลำพูน ส่วนที่เมืองนครปฐมนั้นมีการพบ พระปฐมเจดีย์ และมีการพบจารึกภาษาปัลลวะ บาลี สันสกฤต และ ภาษามอญ ที่บริเวณพระปฐมเจดีย์และบริเวณใกล้เคียง พบจารึก ภาษามอญ อักษรปัลลวะ บันทึกเรื่องการสร้างพระพุทธรูป เสาหงส์ วิหาร และแนวต้นมะพร้าวเป็นอาณาเขตพระอารามที่วัดโพธิ์ร้าง จังหวัดนครปฐม อายุราว พ.ศ. 1200 (ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์พระปฐมเจดีย์) และพบ จารึกมอญ ที่ลำพูนอายุราว พ.ศ. 1628 (ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ หริภุญไชย จังหวัดลำพูน)

ต่อมาอาณาจักรขอมหลังจากพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สวรรคตใน พ.ศ. 1732 อำนาจก็เริ่มเสื่อมลง รวมถึงให้พ่อขุนบางกลางหาว ที่สถาปนาเป็น พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ และประกาศตั้งอาณาจักรสุโขทัย เป็นอิสระจากการปกครองของขอม พ่อขุนรามคำแหง พระราชโอรสของขุนศรีอินทราทิตย์ ได้ครองราชย์และทรงดัดแปลงอักษรขอมและ มอญ มาประดิษฐเป็นลายสือไทย

ด้านจารึกภาษามอญ บนใบลานนั้น พบมากมายตาม หมู่บ้านมอญ ในประเทศไทย ส่วนที่ประเทศพม่าพบมากตาม หมู่บ้านมอญในเมืองสะเทิมและเมืองไจก์ขมี ซึ่งมีการคัดลอกและรวบรวมนำมาเก็บไว้ ที่หอสมุดแห่งชาติเมืองย่างกุ้ง และที่ห้องสมุดมอญเมืองเมาะลำไย นอกจากนี้กองโบราณคดีและกองวัฒนธรรม ยังได้จัดพิมพ์วรรณกรรม ชาดก ตำรามอญ และเคยมีการริเริ่มจัดพิมพ์พจนานุกรมมอญ-พม่าอีกด้วย

[แก้> มอญอพยพ
ทุกวันนี้ ชนชาติมอญ ไม่มีอาณาเขตประเทศปกครองตนเอง เนื่องจากตกอยู่ในภาวะสงคราม และการแย่งชิงราชสมบัติกันเอง และการรุกรานของพม่า ชาวมอญอยู่อย่างแสนสาหัส ถูกกดขี่รีดไถ การเกณฑ์แรงงานก่อสร้าง ทำไร่นาหาเสบียงเพื่อการสงคราม และเกณฑ์เข้ากองทัพ โดยเฉพาะสงครามในปี พ.ศ. 2300 เป็นสงครามครั้งสุดท้าย ที่คนมอญพ่ายแพ้แก่พม่าอย่างราบคาบ ชาวมอญส่วนหนึ่งจึงอพยพโยกย้ายเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนในเมืองไทยหลายต่อหลายครั้ง เท่าที่มีการจดบันทึกเอาไว้รวมทั้งสิ้น 9 ครั้ง

ครั้งที่ 1 เมื่อ พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ตีหงสาวดีแตกใน พ.ศ. 2082 ชาวมอญจำนวนมากหนีเข้ามากรุงศรีอยุธยา พระเจ้าแผ่นดินโปรดฯให้ตั้งบ้านเรือนอยู่แถบตัวเมืองกรุงศรีอยุธยาชั้นนอก พระยาเกียรติพระยารามและครัวเรือน ให้ตั้งบ้านเรือนอยู่แถบตัวเมืองชั้นใน ใกล้พระอารามวัดขุนแสน และเมื่อถึง พ.ศ. 2084 ราชวงศ์ตองอูตีเมืองเมาะตะมะแตก มีการฆ่าฟันชาวมอญลงขนาดใหญ่ ก็เข้าใจว่ามีมอญหนีเข้ามาสู่กรุงศรีอยุธยาอีก ถือเป็นระลอกแรกของมอญอพยพ

ครั้งที่ 2 เมื่อพระนเรศวรเสด็จไปพม่าเมื่อคราวพระเจ้าบุเรงนองสิ้นพระชนม์ แล้วประกาศเอกราช ทรงชักชวนมอญที่เข้าสวามิภักดิ์ ให้อพยพเข้ามาพร้อมกัน ราว พ.ศ. 2127 ในการอพยพครั้งนี้ไม่ปรากฏว่าพระเจ้าแผ่นดินโปรดฯ ให้ตั้งบ้านเรือนที่ใด แต่คาดว่าคงเป็นย่านเดียวกับการอพยพคราวแรก

ครั้งที่ 3 เกิดขึ้นเมื่อหงสาวดีถูกยะไข่ทำลายใน พ.ศ. 2138 ครั้งนี้ก็มีการอพยพใหญ่ของ มอญ มาทางตะวันออกเข้าสู่ดินแดนของกรุงศรีอยุธยาอีก

ครั้งที่ 4 หลังจากที่ราชวงศ์ตองอูย้ายราชธานีไปอยู่ที่อังวะ หลังจากหงสาวดีถูกทำลายแล้ว พวกมอญ ตั้งอำนาจขึ้นใหม่ในดินแดนของตน ต่อมา ถึงรัชกาลพระเจ้านอกเปกหลุน พม่าจึงยกทัพมาปราบพวกมอญอีกใน พ.ศ. 2156 ทำให้เกิดการอพยพของมอญเข้าสู่กรุงศรีอยุธยาอีก หลักฐานบางแห่งกล่าวว่า มอญ กลุ่มนี้ได้รับอนุญาตให้ตั้งภูมิลำเนาอยู่ตามแนวชายแดนไทย

ครั้งที่ 5 ใน พ.ศ. 2204 หรือ 2205 พวกมอญในเมืองเมาะตะมะก่อการกบฎขึ้นอีก แต่ถูกพม่าปราบลงได้ จึงต้องอพยพหนีเข้ากรุงศรีอยุธยาอีกระลอกหนึ่ง ผ่านทางด่านเจดีย์สามองค์ เข้าใจว่ากลุ่มนี้สัมพันธ์กับกลุ่มมอญที่ตั้งอยู่ชายแดน

ครั้งที่ 6 หลังจากที่มอญสามารถตั้งอาณาจักรของตนขึ้นได้ใหม่ในปลายราชวงศ์ตองอู แล้วยกกำลังไปตีกรุงอังวะแตก อลองพญารวบรวมกำลังพม่าแล้วลุกขึ้นต่อสู้จนในที่สุดก็ตั้งราชวงศ์อลองพญาได้ และใน พ.ศ. 2300 ก็สามารถตีหงสาวดีได้อีก นโยบายของราชวงศ์นี้คือ กลืน มอญ ให้เป็นพม่าโดยวิธีรุนแรง จึงมีชาวมอญอพยพหนีมาสู่เมืองไทยอีกหลาย ระลอก รวมทั้งกลุ่มที่หนีขึ้นเหนือไปสู่ล้านนา และเรียกกันว่าพวก “เม็ง” ในปัจจุบันนี้

ครั้งที่ 7 ใน พ.ศ. 2316 ตรงกับแผ่นดินกรุงธนบุรี มอญก่อกบฎในย่างกุ้ง พม่าปราบปรามอย่างทารุณแล้วเผาย่างกุ้งจนราบเรียบ ทำให้มอญอพยพเข้าไทยอีก พระเจ้าตากสินทรงโปรดฯ ให้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ปากเกร็ด ซึ่งทำให้เกิดกลุ่มมอญเก่า (พระยารามัญวงศ์) และมอญใหม่ (พระยาเจ่ง) คนที่นับตัวเองเป็น มอญ ในปัจจุบันล้วนอพยพเข้ามาจากระลอกนี้ หรือหลังจากนี้ทั้งนั้น ส่วน มอญ ที่อพยพก่อนหน้านี้กลืนหายเป็นไทยไปหมด แม้แต่กลุ่มที่อยู่ตามชายแดนแถบเมืองกาญจนบุรี

ครั้งที่ 8 พ.ศ. 2336 เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 ยึดเมืองทวายได้ แต่รักษาไว้ไม่ได้ ต้องถอยกลับเข้าไทย ก็นำเอาพวกมอญโดยเฉพาะที่เป็นพวกหัวหน้าเข้ามาอีก

ครั้งที่ 9 พ.ศ. 2357 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 เมื่อ มอญ ไม่พอใจที่ถูกพม่าเกณฑ์แรงงานก่อสร้างพระเจดีย์ ก่อกบฎที่เมืองเมาะตะมะ ถูกพม่าปราบ ต้องหนีเข้าไทยเป็นระลอกใหญ่มาก ราว 40,000 คนเศษ เจ้าฟ้ามงกุฎ (ต่อมาคือรัชกาลที่ 4) เสด็จเป็นแม่กองพร้อมด้วยกรมหลวงพิทักษ์มนตรี ออกไปรับถึงชายแดน พวกนี้มาตั้งรกรากที่สามโคก (ปทุมธานี) ปากเกร็ด และพระประแดง มอญที่อพยพเข้ามาครั้งนี้เรียกกันว่ามอญใหม่[7>

[แก้> ชุมชนมอญ
ชาวมอญได้อพยพมาพำนักอยู่ประเทศไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระยาเกียรติและพระยารามขุนนางมอญที่มีความดีความชอบในราชการและกลุ่มญาติพี่น้องได้รับพระราชทานที่ดินตั้งบ้านเรือน ณ บ้านขมิ้น ซึ่งได้แก่บริเวณวัดขุนแสนในปัจจุบัน มอญในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ทั้งกลุ่มชาวมอญเก่าที่อยู่มาแต่เดิมและกลุ่มมอญใหม่ได้รับพระราชทานที่ดินให้ตั้งชุมชนอยู่ชานกรุงศรีอยุธยาบริเวณวัดตองปุและคลองคูจาม

นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถึงกลุ่มชาวมอญที่มีอาชีพฆ่าเป็ดไก่ขายที่ตลาดวัดวัวควาย และมีตลาดมอญขายขัน ถาดทองเหลือง ซึ่งเป็นทั้งตลาดสดด้วย ตั้งอยู่ภายนอกกำแพงเมืองด้านใต้ บริเวณปากคลองเกาะแก้วมีชาวมอญบรรทุกมะพร้าว ไม้แสมทะล และเกลือมาจำหน่าย

ในสงครามเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 2 ผู้นำชุมชนชาวมอญในกรุงศรีอยุธยาคือสุกี้พระนายกอง ได้อาสากองทัพพม่าทำสงครามกับอยุธยา และรวบรวมกองทัพมอญได้ถึง 2,000 คน[8> ในปัจจุบันแม้จะไม่มีชุมชนของผู้สืบเชื้อสายมอญภายในกรุงศรีอยุธยาอยู่ในบริเวณที่กล่าวถึงในประวัติศาสตร์แต่ก็ยังมีชุมชนมอญและกลุ่มวัฒนธรรมมอญกระจายอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาจากพระนครศรีอยุธยาลงมาจนถึงกรุงเทพฯหลายชุมชน ชาวมอญได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ทั่วไปตามที่ราบลุ่มริมน้ำภาคกลาง ได้แก่ ลพบุรี สระบุรี อยุธยา นครปฐม กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง นครนายก ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรสงคราม สมุทรปราการ สมุทรสาคร กรุงเทพฯ ฉะเชิงเทรา เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และบางส่วนตั้งภูมิลำเนาอยู่แถบภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี ทางภาคอีสาน ได้แก่ นครราชสีมา มีบ้างเล็กน้อยที่อพยพลงใต้ อย่าง ชุมพร สุราษฎร์ธานี โดยมากเป็นแหล่งที่พระเจ้าแผ่นดินทรงโปรดฯ พระราชทานที่ดินทำกินให้แต่แรกอพยพเข้ามา

ชุมชนมอญในประเทศไทย[9>

มอญบางจะเกร็ง จ.สมุทรสงคราม
มอญบางปลา จ.สมุทรสาคร
มอญบ้านเก่า จ.อุทัยธานี
มอญสลุย จ.ชุมพร
มอญหนองดู่ จ.ลำพูน
บ้านมอญ จ.นครสวรรค์
มอญบางไส้ไก่ กรุงเทพฯ
มอญบ้านโป่ง-โพธาราม จ.ราชบุรี
มอญกระทุ่มมืด จ.นครปฐม
มอญสามโคก จ.ปทุมธานี
มอญบ้านเสากระโดง จ.อยุธยา
คลองมอญ กรุงเทพฯ
สะพานมอญ กรุงเทพฯ
มอญปากเกร็ด จ.นนทบุรี
มอญบางกระดี่ กรุงเทพ
มอญบางขันหมาก จ.ลพบุรี
มอญคลองสิบสี่ (มอญหนองจอก) กรุงเทพฯ
มอญลาดกระบัง กรุงเทพฯ
มอญปากลัด (มอญพระประแดง) จ.สมุทรปราการ
มอญเกาะเกร็ด จ.นนทบุรี
มอญ จ.สมุทรสาคร
มอญเกาะรัตนโกสินทร์ กรุงเทพฯ
มอญปทุมธานี จ.ปทุมธานี
โดย: Dk_songza@hotmail.com [20 ก.ย. 53 17:53] ( IP A:119.42.80.119 X: )
ความคิดเห็นที่ 41
   บ้านต้นผึ้ง รีสอร์ทสวนผึ้ง เป็นรีสอร์ทบนเนินเขา ชมหมอกยามเช้า บริการเป็นกันเอง เหมือนเพื่อนมาบ้านเพื่อน พร้อมกิจกรรมมากมาย นั่งฟาง ฟังโฟลค ชมหมอก http://www.baantonphung.com
โดย: supakit15@gmail.com [1 ธ.ค. 55 8:29] ( IP A:110.77.201.66 X: )
คลิก เพื่อเปลี่ยนกลับไปแสดงความคิดเห็นแบบเดิม

ชื่อไฟล์รูปห้ามมีอักขระพิเศษ เช่น (#),(<),(>),(&) เป็นต้นค่ะ
ชื่อ / e-mail :    แทรกไอคอนน่ารักๆในข้อความ
e-mail :
ส่งอีเมลทุกครั้งที่มีการตอบกระทู้       (ใส่ Email เมื่อต้องการให้ส่ง Email เมื่อมีคนมาโพสในกระทู้)

พิมพ์เพื่อยืนยันตัวตนว่าไม่ใช่ คอมพิวเตอร์


คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน