อยากรู้จังว่าตำหนักทรงที่ไหนจริงแท้แน่นอนไม่หลอกลวง
   ใครมีอาจารย์ดีๆ แนะนำหน่อย ที่ไม่เรียกเก็บเงินค่าขันธ์แพงๆน่ะ
โดย: nokmaya@hotmail.com [4 ก.ค. 49 12:30] ( IP A:203.188.13.208 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   ตำหนักจริง หรือปลอม นั้นอาจจะระบุยากเกินไป อาศัยการพิจารณาจะง่ายกว่าค่ะ โดยตั้งข้อสังเกตุไว้ก่อนดังนี้....
1.มีการปฏิบัติที่น่าเชื่อถือ
2.ไม่เรียกร้องเงินทองจากผู้ไปหา หรือผู้เดือดร้อน หรือลูกค้า ลูกศิษย์
3.ไม่ตั้งค่ากำนนครูมากเกินไปจนคนะรรมดา หรือคนจนไม่มีโอกาสได้พึ่งบารมี
4.สอนธรรมะ และการปฏิบัติ
5.เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ศิษย์
6.ไม่ติดลาภสักการะ
7.ไม่อ้างเคาะห์ภัยและเรียกค่าสะเดาะห์เคราะห์แพงๆ เกินความเป็นจริง
หากใครมีข้อสังเกตุที่น่าจะเป็นประโยชน์มาแลกเปลี่ยนกันนะคะ
6
โดย: เจ้าบ้าน [15 ม.ค. 50 18:39] ( IP A:58.8.150.178 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   สถานที่ ๆ จะแนะนำ ก็จะเป็นวัด ซึ่งพระองค์นี้ท่านเก่งมาก เมื่อก่อนตอนที่ดิฉัน มีปัญหามาก ๆ ท่านก็ช่วยบอกช่วยสอน ช่วยอบรม ว่าควรจะเดินไปทางไหนอย่างไร จนบัดนี้ดิฉันได้หมดซึ่งทุกปัญหา ที่นี่ไม่มีการเรียกค่าเสดาะเคราะห์ ต่าง ๆ ไม่เรียกร้องเงินทองใด ๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่นำสิ่งที่ท่านสอน ท่านบอกนำมาปฏิบัติ ตาม แล้วทุกอย่างก็จะดีขึ้นเอง ที่สำคัญท่านทายอนาคตได้แม่น มาก ๆ วัดนี้อยู่ที่ลพบุรี ชื่อวัดเขาลังพัฒนา อยู่แถวโคกสำโรง ชื่อพระครูสมบัติ หรือหลวงพี่หมู
โดย: piyakarnka@hotmail.com [26 ก.พ. 51 20:26] ( IP A:124.120.156.58 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
    ถ.รามอิณทรา ซ. 68 หมู่บ้านแสงอรุณ โทร 02 9180492
รับทำนายโชคชะตา,ตั้งศาลทุกชนิด, รับทำพิธีใหว้ครู, เสริมบารมี
เร่งลาภ เร่งกรรม แก้คุณไสย์ผู้ที่โดนของ ไล่ผี รับขันธ์( สำหรับผู้มีองค์ ไม่มีองค์ ไม่ต้องรับขันธ์ เสียเวลา เสียเงิน เปล่าๆ ) แก้กรรมทีถูกเทพกระทำ , ตามคนหาย , ตามของหาย , ด้าขายรำรวย
เปิดร่าง - เสริมร่างสำหรับผู้มีองค์ , ติดต่อญาติที่ล่วงลับ , มีอีกเยอะ แค่นี้ก่อน
- ตำหนักแท้ดูไม่ยาก
ให้คนมีองค์ไปดู ถ้า เค้ารูเค้าเห็น แสดงว่าของจริง
แต่ทีนี่ถ้าคุณมีองค์จริง เราจะรู้ เราจะบอก ต่อให้คุณซ่อน เราก็รู้
เพราะ เราเป็นตำหนักครู ( สามารถเสริมบารมีตำหนักอื่นได้- ท่านสั่งใว้ให้บอก )
โดย: pratak_h@fujipoly.co.th [4 เม.ย. 51 13:22] ( IP A:58.97.5.131 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   ไปมาแล้ว ซ.68 คล้ายกับหมอดูพลังจิตค่ะ ไปครั้งเดียว แล้วไม่ได้ไปอีกเพราะเดินทางไม่สะดวก
โดย: เทพนารี [24 เม.ย. 51 13:07] ( IP A:125.27.14.87 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
   ก็อยากรู้เหมือนกันแต่ที่ไปเห็นมาก็ไม่ค่อยแน่ใจบางที่ก็ทักถูกแต่ท่าทางก็ไม่เหมือนบางครั้งเผลอพูดเป็นมนุษย์ออกมาว่ากันว่าถ้าเทพเจ้าประทับร่างจริงจะไม่มีจิตมนุษย์เลย เว้นเเต่ว่าประทับไม่เต็มองค์
ตรงนี้เราคือร่างของพระมหารานีเทวีจักรวาลเเห่งสามโลกหรือพระเเม่ลักษมี ท่านเสด็จลงมาญานนี้มาคู่กับพระมหาเทพวิษณุเจ้า ท่านเสด็จลงมาทั้งสองพระองค์เพื่อปลดทุกข์ให้มนุษย์แต่รับรองว่าตำหนักพระเเม่ลักษมีที่อยู่ อ.พาน จ.เชียงราย เป็นเทพประทับร่างทรงไม่ใช่ร่างทรงประทับเทพ....
โดย: koapisith@gmail.com [12 พ.ค. 51 13:34] ( IP A:58.147.20.203 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
   ไม่มีหรอกครับที่ระดับ มหาเทพ มหาเทวี จะลงมาประทับทรง
คิดง่ายๆ ดูนะครับ ประวัติของเทพนั้นแต่ละองค์นั้น มีตอนไหนบ้างที่ มหาเทพ มหาเทวี จะเข้ามาประทับสู่ร่างมนุษย์ มีแต่ท่านจะแปลงกายลงมา หรืออวตาลลงมาคับ ในศาสนาของฮินดูเอง ก็ไม่มีเรื่องการประทับทรงเลย และไม่มีศาสนาใดในโลกนี้ให้มีการประทับทรง เวลาที่มหาเทพ มหาเทวีลงมาทำงานที่โลกมนุษย์ก็เพื่อส่วนรวม ไม่ใช่แค่ใครคนใดคนหนึ่ง ไม่ใช่ลงมาให้หวย ลงมาทำเสน่ห์ ลงมาเรียกคู่ ซึ่งไม่ใช่หน้าที่ของท่านเลยและท่านก็ไม่ทำด้วย ท่านมาพื่อจัดการกับภัยพิบัติในโลกมนุษย์เท่านั้น ไม่เชื่อลองศึกษาดูเอาคับ
ถ้าจะมีก็พวกวิญญาณผีห่าซาตาน มันเข้ามาหลอกว่าเป็นมหาเทพ มหาเทวี เพื่อให้มารับขันธ์มันไป คุณที่รับไปแล้วก็ตกเป็นทาสผีมัน เฮ่อ..น่าสงสารคับ ผีมันบังคับให้ทำทุกอย่าง ถ้าขัดใจมัน มันจะทำให้มีอันเป็นไป เจ็บไข้เป็นอัมพฤก อัมพาต รับประทาน ยังงี้ต้องถอนมันออก คับ ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.prommasart.com/article/article2.aspx
โดย: หวังดีคับ [23 พ.ค. 51 12:02] ( IP A:124.121.56.88 X: )
ความคิดเห็นที่ 8
   พระธรรมมีอยู่เกื่อนตลาดทำไมดูน่าสงสารจัง
โดย: หลวงน้อง [27 พ.ค. 51 23:31] ( IP A:58.9.219.18 X: )
ความคิดเห็นที่ 9
   มหาเทพ มหาเทวี จะเข้ามาประทับสู่ร่างมนุษย์ได้ครับแต่ว่าเป็นภาคที่แบ่งลงมาทำหน้าที่ต่างๆไม่เหมือนกันครับและจะเชิญลงมาบ่อยๆไม่ได้ยิ่งเป็น มหาเทพ มหาเทวี แล้วจะลงมาประทับได้ปีล่ะครั้งหรือแล้วแต่วาระครับเพราะว่าองค์ประธานหรือองค์แรกจะอยู่เบื้องบนจะไม่ลงมาหรอกครับมนุษย์ทั้งจักรวาลนี้ไม่มีใครที่จะมีบารมีพอครับและทางศาสนาฮินดูก็มีเข้าทรงครับงานประจำปีที่วัดแขกสีลมก็เห็นว่าพระแขกในวัดก็ลงกันทุกๆปีศาสนาอื่นเขาก็ลงกันตามวัดที่จัดงานประจำปีก็ให้พระหรือลูกศิษย์ที่วัดเขาก็ลงกันครับที่เห็นมาก็ศาสนาพุทธ ฮินดู จีน ธิเบต อื่นๆอีกครับ
โดย: teeyai95@hotmail.com [28 มิ.ย. 51 15:39] ( IP A:118.173.3.0 X: )
ความคิดเห็นที่ 10
    การลงทรงมีทั้งจริงและไม่จริง มหาเทพก็ลงทรงได้แต่ร่างนั้นต้องบริสุทธิ์งดเนื้อสัตว์ก่อนลงทรง และเทพจะลงทรงก็ต่อเมื่อมีเรื่องจิงๆหรือไม่ก็ลงมาเพื่อสร้างบารมี องค์เทพจาลงผ่านร่างมนุษย์โดยการส่งเป็นกระแสคลื่นลงมา พูดง่ายๆเหมือนกับร่างทรงนั้นเป็นเครื่องโทรศัพท์และองค์เทพต่อสายโทรศัพท์ลงมา
โดย: Bright [10 ก.ค. 51 21:32] ( IP A:58.8.21.93 X: )
ความคิดเห็นที่ 11
   พวกร่างทรง ที่หลอกลวงชาวบ้าน
หรือคนที่กำลังจะตกเป็นเหยื่อของพวกร่างทรง
ขอเชิญที่เว็บไซต์ของเรา
http://www.siamganesh.com

รู้ไว้เพื่อป้องกันตัว ก่อนจะสายเกินไป!!!
พระพิฆเนศ และเทพทางพราหมณ์ ฮินดู ไม่ประสงค์จะข้องเกี่ยวกับพวกร่างทรง
เรามีเนื้อหาดีๆ ให้อ่าน ลองเปิดอ่านดู แล้วปัญญาจะเกิดแก่ทุกท่าน
โดย: siamganesh [30 ก.ค. 51 3:26] ( IP A:58.8.184.191 X: )
ความคิดเห็นที่ 12
   พวกร่างทรง ที่หลอกลวงชาวบ้าน
หรือคนที่กำลังจะตกเป็นเหยื่อของพวกร่างทรง
ขอเชิญที่เว็บไซต์ของเรา
http://www.siamganesh.com

รู้ไว้เพื่อป้องกันตัว ก่อนจะสายเกินไป!!!
พระพิฆเนศ และเทพทางพราหมณ์ ฮินดู ไม่ประสงค์จะข้องเกี่ยวกับพวกร่างทรง
เรามีเนื้อหาดีๆ ให้อ่าน ลองเปิดอ่านดู แล้วปัญญาจะเกิดแก่ทุกท่าน
โดย: siamganesh [30 ก.ค. 51 3:26] ( IP A:58.8.200.175 X: )
ความคิดเห็นที่ 13
   ลองเข้าไปสัมผัสที่นี่ดูนะครับ ผมลองไปดูมาแล้วไม่เรียกร้องอะไรครับค่าครู12 บาท เทวสถานนี้เขาจะบูชาครูวันที่ 9 พฤศจิกายนนี้ ที่อำเภอเมืองสุพรรณบุรีครับ พ่อศิวะจะรับลูกศิษย์ทุกวันอาทิตย์ครับ 081-1924098 ขอเป็นทานครับ
โดย: - [28 ก.ย. 51 10:30] ( IP A:114.128.174.229 X: )
ความคิดเห็นที่ 14
   ผมเคยไปลองมาหลายๆที่ครับ ก้อมาหยุดอยู่ที่นี่แหละครับ ท่านพ่อไม่เคยเรียกร้องเลยครับ แถมบางครั้งถ้าลูกศิษย์ที่เข้าหาไม่มีเงินท่านพ่อก็จะให้เงินคืนไปอีก ค่าครู12บาท ค่าธูปค่าเทียนก็ไม่พอแล้วครับคุณๆคิดเหมือนผมรึเปล่าครับ วันที่9พ.ย.2551 ช่วงเช้ากายทรงของท่านพ่อจะทำพิธีบวงสรวงถวายเครื่องสังเวยกับบรรดาศิษยานุศิษย์ ช่วงสายก็จะเสริมขันธ์และครอบเศียรประทานพรให้แด่ศิษย์ แล้วช่วงค่ำก็จะชุมนุมเทพ ทำขวัญบายศรี(ร่างทรงก็จะมาอวยพรกันช่วงนี้ครับ) ถ้าคุณๆสะดวกก็มาร่วมขอพรท่านพ่อศิวะกันนะครับ
โดย: - [28 ก.ย. 51 10:39] ( IP A:114.128.174.229 X: )
ความคิดเห็นที่ 15
   คาถาเมตตามหาลาภ (เศรษฐีใหญ่)
เอหิสาลิกา ยังยัง พุทธัง อาคัจฉาหิ สาลิกาถิง กะระณัง ตาวังคาวา,เอหิมะมะ สุวะโปตะโก อะยัง ราชา สุวัณณะวัณณา สาลิกานัง มะโหสะโต ปิยังมะมะ / นะเมตตา โมกรุณา พุทปรานี ธายินดี ยะเอ็นดู ยะหันตะวา รักพุทจะ / โอมนะโมพุทธายะ พุทธังสะระติ ธัมมังสะระติ สังฆังสะระติ จิตตังสะมาเรมะมะเอทิ เอหิชัยยะ เอหิสัพเพชะนา พะหูชะนา เอหิ / โอม นะปะโร รันนะขุเภติ พุทธัง สะระติ จิตตัง สมาคะมา,ธัมมัง สะระติ จิตตัง สมาคะมา,สังฆัง สะระติ จิตตัง สมาคะมา / โอมนะโม พุทธะ นะ มะ อะ อุ เอหิชัยยะ เอหิสัพเพชะนา พะหูชะนา เอหิ / จันโทอะภะกันตะโร ปิติปิโย เทวะมนุสสานัง อิตภิโยปุริโส มะอะอุ อุมะอะ อิสวาสุ อิกะวิติ / นะโมพุทธายะ มะพะทะนะ ภะกะสะจะ สัพเพเทวาปีสาเจวะ อาฬะวะกาทะโยปิยะ ขัคคัง ตาละปัตตัง ทิสะวา สัพเพยักขา ปะลายันติ สักกัสสะ วะชิราวุธัง เวสสุวัณณัสสะ คะธาวุธัง อะฬะวะกัสสะ ทุสาวุธัง ยะมะนัสสะ นะยะนาวุธัง อิเมทิสะวา สัพเพยักขา ปะลายันติ/ ตานังเลนัง สัพพะปาณีนัง เลนังตานัง สัพพะปาณีนัง/ นะโมพุทธายะ นะรานะระ รัตตังญานัง,นะรานะระ รัตตังหิตัง,นะรานะระ รัตตังเขมัง,วิปัสสิตัง นะมามิหัง / นะโม พุทธายะ โมคคัลลานัญจะ มหาเถโร,อิทธิมันโต อานุภาเวนะ,เชยยะสิทธิเม / นะโมพุทธายะ นะมะพะทะ จะภะกะสะ นะอุอุนะ เตชะสุเนนะมะ ภูจะนาวิเว อิตินะยะปะรังยุตเต นะโมพุทธายะ สัพพะสิเนหา จะปูชิโต สัพพะโกธาวินาสสันตุ อะเสสะโต เมตตากรุณายัง ทะยะวิสา โสปิยามะนาโปเม สัพพะโลกัสสะมิง โพธิมะหิสะกะ อิถิพุนะ อิถิสัตโต อิถีวาโย เอหิมะมะ,นะกาโร โหติ, สัมภะโว ธะนัง โภคัง, ทุสะมะนิ, นะนัง โภคัง ทุสะมะนิ อุมิอะมิ มะหิสุตัง สุนะพุทธัง อะสุนะอะ นะมะพะทะ จะภะกะสะ นะมามีมา มะหาลาภา อิติพุทธัสสะ สุวัณณังวา ระชะตังวา มะณีวา ธะนังวา พีชังวา อัตถังวา ปัตถังวา เอหิ เอหิ อาคัจเฉยยะ อิติมีมา นะมามิหัง /อุปะคุตโต จะ มะหาเถโร สัมพุทเธนะวิยากะโต มารัญจะ มาระพะลัญจะ โสอิทานิมะหาเถโร นะมัสสิตตะวา ปะติฏฐิโต อะหังวันทามิ อิทาเนวะ อุปะคุตตัง จะ มหาเถรัง ยังยัง อุปัททะวัง ชาตัง อะเสสะโต มะหาลาภัง ภะวันตุเม / อิมินา สักกาเรนะ สีวะลีเถรัง อะภิปูชะยามิ สีวลี จะ มะหาเถโร อินโท พรัมมาจะ ปูชิตัง สัพพะลาภัง ประสิทธิเม เถรัสสะ อานุภาเวนะ สัพพะโสตถี ภะวันตุเม ฯนะชาลีติประสิทธิลาภา ปะสันนะจิตตา สะทา โหนติ ปิยังมะมะ สัพเพชะนา พะหูชะนา สัพเพทิศา สะมาคะตา กาละโภชะนา วิกาละโภชะนา อาคัจฉันติ ปิยังมะมะ ธัมมะจักกัง ปะทัง สุตะวา พุชฌิตะวา อัตตังปะทัง สันติ อะระหาโลเก โลกานัง หิตะการะณาภันเต คะวัมปะตินามะ ตีสุ โลเก สุปากะโต พรหมะปุตโต มะหาเถโร อะระโห เชฏฐะโก มุนิ นัตถิ เถโร สะโม อินทะคันธัพพา,อะสุราเทวาสักโก,พรหมาภิปูชิโต นะโมพุทธัสสะ คะวัมปะติสสะ นะโมธัมมัสสะ คะวัมปะติสสะ นะโมสังฆัสสะ คะวัมปะติสสะ สุกขาสุกขะ วะรัง ธัมมัง ธัมมะจักกัง ปะวะรัง วะรัง ฯโย อะริโย มหาเถโร อะระหัง อภิญญาธะโร ปะฏิสัมภิทัปปัตโต เตวิชโช พุทธะสาวะโก พะหูเมตตาทิวาสะโน มหาเถรานุสาสะโก อะมะตัญเญวะ สุชีวะติ,อภินันที คุหาวะนัง โส โลกุตตะโร นาโม อัมเหหิ อะภิปูชิโต อิธะ ฐานูปะมาคัมมะ กุสะเล โน นิโยชะเย ปุตตะเมวะ ปิยัง เทสิ มัคคะผะลัง วะ เทสะติ ปะระมะสารีริกะธาตุ วะชิรัญจาปิวานิตัง โส โลเก จะ อุปปันโน เอเกเนวะ หิตังกะโร อะยัง โน โข ปุญญะลาโภ อัปปะมัตโต ภะเวตัพโพ สาธุกันตัง อะนุกะริสสามะ ยัง วะเรนะ สุภาสิตัง โลกุตตะโร จะ มหาเถโร เทวะตานะระปูชิโต โลกุตตะระคุณัง เอตัง อะหัง วันทามิ ตัง สะทา มหาเถรานุภาเวนะ สุขัง โสตถี ภะวันตุ เม" สยามะเทวาธิราชา เทวาติเทวา มะหิทธิกา เทยยะรัตฐัง อะนุรักขันตุ อาโรคะเยนะ สุเขนะจะ เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ สุวัตถิ โหตุ สัพพะทา สยามะเทวานุภาเวนะ สยามะเทวะเตขะสา ทุกขะโรคะภะยาเวรา โสกาสัตตุ จุปัททะวา อะเนกาอันตะรายาปิ วินัสสันตุ อะเสสะโต ชะยะสิทธิธะนัง ลาภัง โสตถิ ภาคะยัง สุขังพะลัง สิริอายุจะวัณโณจะ โภคัง วุฑฒี จะยะสะวา สะตะวัสสา จะ อายุจะ ชีวะสิทธี ภะวันตุเม " กัจจาย ยะนะจะมหาเถโร พุทโธ พุทธานัง พุทธะตัง พุทธัญจะ พุทธะสุภาสิตัง พุทธะตังสะมะนุปปัตโต พุทธะโชตัง นะมามิหัง ปิโยเทวะ มะนุสสานัง ปิโยพรหมะ นะมุตตะโม,ปิโยนาคะ สุปันนานัง ปิยินทะริยัง นะมามิหัง,สัพเพชะนา พะหูชะนา ปุริโสชะนา อิตถีชะนา ราชาภาคินิ จิตตัง อาคัจฉาหิ ปิยังมะมะฯธัมมะจักกัง ปะทังสุตะวา พุชฌิตะวา อัตตังปะทัง สันติเก อะระหาโลเก โลกานังหิตะการะณา ภันตาตันเต กัจจายยะนะนามะ,ตีสุโลเกสุ ปากะโต พรหมะปุตโต มะหาเถโร อะระโห เชฏฐะโกมุนี นัตถิเถโร สะโมอินทะคันธัพพา อะสุราเทวะ สักโก พรหมาภิปูชิโต นะโมพุทธัสสะ กัจจายยะนะมะหาเถรัสสะ นะโมธัมมัสสะ กัจจายยะนะมะหาเถรัสสะ นะโมสังฆัสสะ กัจจายยะนะมะหาเถรัสสะ สุขาสุขะวะรังธัมมัง ธัมมะจักกัง ปะวะรัง นิฎฐิตัง โอม นะโม พระภะระตะยะ นะโมนะมะคันฐะมาลา สิทธานัง กะพะมานะ สัมมาอะระหังวันทามิ อิมัง ทุปะถูปัง,บุพพะคันฐัง,ครูอาจาริยะคุณณัง,อะหังปูเชมิ,นะโม ชีวะโก,สิระสาอะหัง การุณิโก,วิสะตะทิพพะมันตัง ปะภาโส สุริยังจันทัง โกมาระภัทโต ปะกาเสติปัทธิ โตอะเมหะ โสระโรคา สุมะนาโหมิ นะระนะอะ โรคาพยาธิ วินาสสันติ,นะโมพุทธายะ พระพุทธะ ไตรรัตตะนะญาณ มณีนพรัตน์ สีสะหัสสะ สุธรรมา พุทโธ ธัมโม สังโฆ ยะธาพุทโมนะ,พุทธะบูชา ธัมมะบูชา สังฆะบูชา อัคคีทานัง วะรังคันธัง สีวลี จะมะหาเถรัง อะหังวันทามิ ทูระโต อะหังวันทามิ ธาตุโย อะหังวันทามิ สัพพะโส พุทธะ ธัมมะ สังฆะ ปูเชมิ สัพเพพุทธา สัพเพธัมมา สัพเพสังฆา พะลัปปัตตา ปัจเจกานัญ จะยังพะลัง อรหันตานัญ จะ เตเชนะรักขัง พันธามิ สัพพะโส พุทธัง อธิษฐามิ ธัมมัง อธิษฐามิ สังฆัง อธิษฐามิ นะโม พุทธะสิกขีพระพุทธเจ้า นะโมสรรพะพุทธานัง นะโม สรรพะธัมมานัง นะโม สรรพะสังฆานัง นะโม อิติ อิติ สัมปะจิตฉามิ นาสังสิโม พรหมา จะ มหาเทวา สัพเพยักขา ปะรายันติ พรหมา จะ มหาเทวา อะภิลาภา ภะวันตุเม มหาปุญโญ มหาลาโภ ภะวันตุเม มิเตภาหุหะติ พุทธะมะอะอุ นะโมพุทธายะ วิระทะโย วิระโคนายัง วิระหิงสา วิระ ทาสี วิระทาสา วิระอิทถิโย พุทธัสสะ มานีมามะ พุทธัสสะ สวาโหม สัมปะติจฉามิ เพ็ง ๆ พา ๆ หา ๆ ฤา ๆ
"นะชาลีติ ประสิทธิลาภา" สีวะลี จะ มหาเถโร เทวะตานะระปูชิโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ อะหัง วันทามิ ตัง สะทา สีวะลี จะ มหาเถโร ยักขาเทวาภิปูชิโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ อะหัง วันทามิ ตัง สะทา สีวะลี เถระคุณัง เอตัง โสตถิ ลาภัง ภะวันตุ เมฯ พุทธังเมตตา นะชาลีติ ธัมมังเมตตา นะชาลีติ สังฆังเมตตา นะชาลีติ สีวะลีเมตตา นะชาลีติ โอมมะพะลังวา ราชะกุมาโรวา ราชะกุมารีวา ราชาวา ราชินีวา คะหัฏโฐวา ปัพพะชิโตวา สะมะโณวา พราหมะโณวา อิตถีวา ปุริโสวา วาณิโชวา วาณิชาวา อุปาสะโกวา อุปาสิกาวา ทาระโกวา ทาริกาวา สัพเพ อิเม ชะนา พะหู ชะนา มังปิยายันตุ อาคัจเฉยยะ อาคัจฉาหิ เอหิ จิตตัง ปิยัง มะมะ มะหาลาภะสักการา ภะวันตุ เม * สิวะลี มะหาเถรัง วันทามิหัง มะหาสิวะลีเถโร มะหาลาโภโหติ มะหาสิวะลีเถโร ลาภัง เมเทถะ ฉิมพะลี จะมหานามัง สัพพะลาภัง ภะวิสสะติ เถรัสสานุภาเวนะ สะทา โหนติ ปิยัง มะมะฯ ฉิมพะลีจะมหาเถโร โสระโห ปัจจะยาทิมหิ เชยยะลาโภ มหาลาโภ สัพพะลาภา ภะวันตุ สัพพะทา ฯ ทิตติตถะภะเวราชา ปิยา จะคะระตุเม เย สารัตติ นิรันตะรัง สัพพะสุขาวะหา ฯ ฉิมพะลี จะมหาเถโร ยักขาเทวาภิปูชิโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ อะหัง วันทามิ สัพพะทา ฯ ฉิมพะลี จะ มหาเถโร เทวะตานะระปูชิโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ มหาลาภัง กะโรนตุเม ลาเภนะ อุตตะโม โหติ สัพพะลาภะ ภะวันตุ สัพพะทา ฯ ฉิมพะลี จะ มะหานามัง อินทาพรหมา จะ ปูชิตัง สัพพะลาภัง,ประสิทธิ เม,เถรัสสานุภาเวนะ สะทา สุขี ปิยัง มะมะ ฯ พุทธัง พาหุชะนานัง เอหิจิตตัง เอหิมะนุสสานัง เอหิลาภัง เอหิเมตตา ชมภูทีเป มะนุสสานัง อิตถิโยปุริโส จิตตัง พันธังเอหิ พุทธะสังมิ สังสิโมนา ธัมมะสังมิ โมนาสังสิ สังฆะสังมิ สิโมนาสัง.จิตติ วิตัง นะกรึง คะรัง สหัสสะเนตโต เทวินโต ทิพพะจักขุง วิโสทายิ มุนินทะ วะทะนัมพุชะ คัพภะสัมภะวะ สุนทะรีปาณีนัง สะระณัง วาณี มัยหัง ปิณะยะตัง มะนังฯ เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก โส มานิมา ฤ ฤา ฦ ฦา สา มานิมา ฤ ฤา ฦ ฦา โอม เถระอุตตะมัง วะลังวะระ มะหาปัญโญ สะวาโหมฯ โอมปุปุ ทะลุปัญญา ปัญญาปุปุฯปุปุ ทะลุปัญญา พุทธชักมา พาคิดได้ อัดยังยะ,สว่างวะดังดวงแก้ว,นะพุทธังปิด,นะธัมมังปิด,พระสังฆังปิดพระเจ้าแผลงฤทธิ ปิดทวารทั้งเก้า หน้ากูเป็นหนัง หลังกูเป็นกระดูก คุณทำมิถูก นะโมพุทธายะ. จินดามะณี สะหะโกติ สัตตัง เทวานัง มะนุสสะเทวานัง อะมะนุสสะเทวานัง สะมะณีจิตตัง บุตรีจิตตัง อาคัจฉาหิ ปะริเทวันติ ปิยังมะมะ มะณีจินดา ปัญจะทานัง ทาสาโกมัง ทาสีโกมัง ปิสันทัสสะนะมามิหัง สัพเพชะนา พะหูชะนา มหาจินดา เอหิพุทธัง ปิยินทรียัง เทวะมะนุสสานัง ปิโยนาคะ สุปันนานัง ปิยินทะรียัง นะมามิหัง พุทโธโสภะคะวา ธัมโมโสภะคะวา สังโฆโสภะคะวา อินทะเสน่หา พรหมะเสน่หา อิตถีเสน่หา ราชาเทวีมะณีรักขัง ปิยังมะมะ พุทธะสังมินะชาลิติ พระอะระหังสัพพะลาภัง ประสิทธิ เม จุ ขุ ปูธะ มหามณีจินดา ปิยังมะมะ วิจะสตรี ทาสีทาสา จะโตมังเสน่หา กิริยา ปิโย อิตถีโย มะมัง รักขันตุ สัพพะทา สิทธิเตชัง มหาลาภัง มหาสิทธิโยจะ จินดามณี,ปิยัง มันตัง อะสังทาสัง,โกมัง อุปะสันติ สิเนหัง มาตา ปิตา อะโหระสัง,ปะโพตัญ จะ มะหาราชา,ตะวังมังโป สัตถุโนทิปัง,กาเลเทโว สุโตเสติ กิจจิเทโว สักโกปัชชัง ภัสพิภิณเณนะวา ทัตตะวา ปิยัง กัตตะวา สิริปุตโต ภะวันตุเม สิทธิลาภัง ชะนานะเว ฯ สุสิมุลิ สุนะโมโล อะวิสะมะ สะสิมะนะ"อิติบาทะเก อิติ บาทะกัง คือเกือกแก้ว สวมเท้าข้าพเจ้าทั้งสองแล้ว ปาปิมิปะ นินะสะตุ ๆ อะสะปิด "มะนะมิ อะนะมิ อุนะมิ ปาปิมิปะ กันหะเนหะ" มะหายุทธัง " อะนิสทัสสะนะ อะอัปปัตติฆาตายะ อะยะวะงะ อิติผิดอะระหังจังงังอะ อิสันจะพันธะนัง ศาสตราหัง วันทามิอิ อะคงอะ"อุตตะปิตติ อุทธังปิดทะ พะวะเห อุหิมะหุมฮึมๆฮัมๆ ชะยะ ชะยะ หะริเทวัง เตชะสุเนมะภูจะนาวิเว สะหัสสะรังสี อิสีสะติ อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเสพุทธะนาเมอิ อิเมนาพุทธะตังโสอิ อิโสตังพุทธะปิติอิ อิติปาระมิตาติงสา อิติสัพพัญญุมาคะตา อิติโพธิมะนุปปัตโต อิติปิโส จะเตนะโม อุณะโลมัง เพชร ชะตังโหติ จักขุอุทาเวทะนาจิตมิพุทโธ อิติเน ตราอะระหัง อิติมรณัง ภะเว จะฉะ พะพะยะ วะสะเมนะ กะระวิเก ปะเสทะนานัง โอมสาริกามะหาสาริกา ขอไห้เสียง *ดังดั่งฟ้าฮ้องหื่น ขอไห้เสียงตื่นทั่วสากลนคร โอมละลวยมะหาละลวย โอมละเลียนมะหาละเลียน* โอมสะโหม ติดๆๆ" สิมพะลี จะมหาเถโร ยักขาเทวาภิปูชิโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ อะหังวันทามิ สัพพะทา สิมพะลี จะมหาเถโร เทวะตานะ ระปูชิตา โสระโห ปัจจะยาทิมหิ มะหาลาภัง กะโรนตุเม ลาเภนะ อุตตะโมโหติ โสระโห ปัจจะยาทิมหิ มะหาลาภัง สะทาโสตถี ภะวันตุเม ราชะปุตโต สิมพะลีอิติลาเภนะ อุตตะโม ยังยัง ชะนะปะทัง ยาติคะเม รา ชะนิโย สัพพะปูชิโต โหติ เถรัสสาปา เทวันทามิ เถรัสสาอานุภาเวนะ สัพพะลาโภ ภะวันตุเม สิมพะลี เถรัสสะ เอตะคุณนัง สัพพะธะนัง สุปัตติถินัง สาริกะธาตุ พุทธะรูปัง อะหังวันทามิ สัพพะทา"ธัมมะจักกัง ปะทัง สุตะวา อัตตัง ปะทัง สันติเกราหาโกเล โลกานังหิตาการะนา ภันเตคะวันปะติ นามะติสุโลเกสุปากะโต พรหมะปุตโต มะหาเถโร อะระโห เชฎธะโก มุนิพัสภิสะโมคัน ทัพพา อะสุรา เทวะสักโก พรหมาภิปูชิโต" หะอิอะปะ พุทธะสังมิ นะชาลีติ เอหิมาเรติ นะโมพุทธายะ มะอะอุ เออะมะอุ " กาเยนะ วาจายะ มะยะเจตะสามาระวิชะยัง สุวัณณะมานัง มะหาเตชัง มะหาลาภัง พุทธะปะฏิมัง เมตตาจิตตัง นะมามิหัง โอม ศรี ศรี ชัยยะชัยยะ สัพพะทุกขา อุปัททะวาสัพพันตะรายา สัพพะโรคา วินาสสันติ สะทาโสตถี ภะวันตุ เม."สิทธิพุทธัง กิจจังมะมะ ผู้คนไหลมานะชาลีติ สิทธิธัมมัง จิตตังมะมะ ข้าวของไหลมานะชาลีติ สิทธิสังฆัง จิตตังมะมะเงินทองไหลมา นะชาลีติ ฉิมพะลี มะหาลาภัง ภะวันตุเม"นะโอ้นะทา นะสะเสน่หา นะอุณนะโลมไปมา อาทิตย์เจรุนิ อุอู นะรึ นะรือ นะอะโอ้ โมพุทธนะอือ รึรือ ภะภา อะอํา สิทะยอ พุทธ่อ พุทโธ รืองามยะนะโมโส ทายะสะมานา มหาสะมานา มนุษย์สา มะนุสสุตตะมา ฉิมพะลีมะหาเถโร ยักขาลิโก สุระโหปัญโญ โกนาคะมะโนกัสสะโป สัพพัญญุโน พุทโธ อิทัง วัตตัง อธิษฐามิ นะเมตตา มะหานิยม โม เชยชม อะ นิยมเมตตา พุทธรักข้า ธานิยม ยะเชยชม อะนิยมเมตตา พระอรหังรัก ไมตรีเมตตา พระโมคัลลา ยันติ อะระหังพุทโธ อิติปิโส ภะคะวา นะเมตตาจิต นะโมพุทธายะ มิอุมิ พุทโธ อิติปิโส ภะคะวา พุทโธ ภะคะวาติ อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง อิติปิโส ภะคะวา สัมมาสัมพุทโธ ขอให้ธนบัตรใบอื่นไหลมาดั่งวาริน เอเตนะ สัจจะสัจจัง อธิษฐามิ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ไมตรีจิตตัง นะขา อาคัจฉายะ อาคัจฉาหิ ติวัตตัพโพโหนติ นะสิวังพรหมมา มะอะอุ "สิทธิวิชา มหามันตัง จินดามณี ทิวากะรัง ภูมิยาโจระปาตัสสะมัง ทิพพะจักขุง ฐาวะทิสสะเร จันทาเทวี อะสะมุขขี ทุติยา ปะทะลักขะณา มณีจินดา ปัญจะทานัง ยะสังทาสีทาสัง มาตาปุตตัง วะโอระสัง จิณดามณี สะหัสสะโกติ เทวานัง มะนุสสะภาวัง สะมะณะจิตตัง ปุริสะจิตตัง อาคัจฉาหิ ปะริเทวันติ ปิยังมะมะ สัพเพชะนา พะหูชะนา มหามณีจินดา เอหิพุทธัง ปิโยเทวะมนุสสานัง มหามณีจินดา เอหิธัมมัง ปิโยพรหมมา นะมุตตะโม มหามณีจินดา เอหิสังฆัง ปิโย นาคะสุปันนานัง ปินินทะริยัง นะมามิหัง พุทโธโสภะคะวา ธัมโมโสภะคะวา สังโฆโสภะคะวา อินทะเสน่หา พรหมมะเสน่หา อิสะระเสน่หา อิตถีเสน่หา ราชาเทวี มนตรีรักขัง จิตตังมรณัง จิตตัง มะมะ"พะระโส นามะยักโข เมตะทันตะ ปะริวาสะโก,อะสุณีหะเต โหตุเม ชะยะมังคะลานิ สุกโก ปัญจะ อากาเสจะ พุทธิ ปังกะโร นะโมพุทธายะ อิทธิชันโตชิโต อิทธิชันโตโลกะธาตุมะหิ อัตถะ ภาเวนัง นาทะยิ นะโม เม สัพพะเทวานัง สัพพะคะระหะ จะ เทวานัง สุริยัญจะ ปะมุญจะถะ สะสิภุมโม จะเทวานัง วุโธลาภัง ภะวิส สะติ ชีโว สุกะโร จะมะหาลาภัง โสโร ราหูเกตุ จะมะหาลาภัง สัพพะภะยังวินาสสันติ สัพพะทุกขังวินาสสันติ สัพพะโรคัง วินาสสันติ ลักขะณา อะหังวันทามิ สัพพะทา สัพเพเทวา มัง ปาละยันตุ สัพพะทา เอเตนะ มังคะละเตเชนะ สัพพะโสตถี ภะวันตุ เม พุทธัง ธัมมัง สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ นะโม เม สัพพะพุทธานัง อุปปันนานัง มะเหสินัง ตัณหังกะโร มะหาวีโร เมธังกะโร มะหายะโส สะระณังกะโร โลกะหิโต ทีปังกะโร ชุตินธะโร โกณฑัญโญ ชะนะปาโมกโข มังคะโล ปุริสาสะโภ สุมะโน สุมะโน ธีโร เรวะโต,ระติวัฑฒะโน,โสภิโต คุณะสัมปันโน,อะโนมะทัสสี,ชะนุตตะโม,ปะทุโม โลกะปัชโชโต,นาระโท,วะระสาระถี,ปะทุมุตตะโร,สัตตะสาโร สุเมโธ อัปปะฎิปุคคะโล สุชาโต สัพพะโลกัคโค ปิยะทัสสี นะราสะโภ,อัตถะทัสสี การุณิโก,ธัมมะทัสสี ตะโมนุโท,สิทธิธัตโถ อะสะโม โลเก,ติสโส จะ วะทะตัง วะโร ปุสโส จะ วะระโทพุทโธ,วิปัสสี จะ อะนูปะโม สิขี สัพพะหิโต,สัตถา เวสสะภู สุขะทายะโก กะกุสันโธ สัตถะวาโห โกนาคะมะโน ระณัญชะโห กัสสะโป สิริสัมปันโน โคตะโม สักกะยะปุงคะโว พุทโธ สัพพัญญุตะญาโณ มะหาชะนานุกัมปะโก, ธัมโม โลกุตตะโร วะโร สังโฆ มัคคะผะลัฎโฐ, จะ อินทะสุวัณณะปาระมี, เถโร อิจเจตัง ระตะนัตตะยัง เอตัสสะ อานุภาเวนะ สัพพะทุกขา อุปัททะวา อันตะรายา จะ นัสสันตุ ปุญญะลาภะ มะหาเตโช สิทธิกิจจัง สิทธิลาโภ สัพพะ โสตถี ภะวันตุ เม, สัมพุทธะชิตา จะ สัจจานิ เถรัสสะ พระพุทธะชิตา สัพพะโส คุณะวิภา สัมปัตโต นะรุตตะโม มะหาลาภัง ภะวันตุ เม พระนะชาลีติ พระฉิมพลีจะมหาเถโร สุวรรณรัตนะจินดามะณีมามะ วัตถุวัตถามามะ โภชะนะมามะ อาหาระมามะ พะลาพละมามะ มะหาลาโภ มะหาพรหมามามะ มะหาอินทรามามะ มะหาราชามามะ มะหาราชเทวีมามะ มะหาราชกุมาโรมามะ มะหาราชกุมารีมามะ อัครมะหาเสนาบดีมามะ มะหาเศรษฐีมามะ มะหาเศรษฐีนีมามะ สัพเพชนา มะหาชะนา สัพพะสุขังสวัสดิลาภังมหาลาภังภะวันตุเม นะโมพุทธายะ นะมะพะทะ จะภะกะสะ นะอุอุนะ เตชะสุเนมะ ภูจะนาวิเวอิติ นะยะปะรังยุตเต นะโมพุทธายะ สัพพะสิเนหา จะปูชิโต สัพพะโกธาวินาสสันตุ อะเสสะโต เมตตากะรุณายัง ทะยะวิสา โสปิยามะนา โปเม สัพพะโลกัสสะมิง โพธิมะหิสะกะ อิถิพุนะ อิถิสัตโต อิตถีวาโย เอหิ มะมะ นะกาโร โหติ สัมภะโว นะโมตัสสะภะคะวะโต อะภิวัน ทิยะ ปูเชตะวา เอเตนะ จาปิ สัจเจนะ ปะวุตตา,โชคลาภ ชาติโย ปัพพัณณา จาปะรัณณาจะ วิรูหันตุ สุวัณณะรัชชะตัง จะระวะมัยหัง เทหิ สาสะเต คะฤหะบะดีเศรษฐี กุมภะโฆสะกะเศรษฐี เมณฑะกะเศรษฐี ธะนญชัยยะเศรษฐี ทุคคะตะเศรษฐี อนาถะบิณฑิกะเศรษฐี ปุริโสวา อิตถีวา ทาสีวา ทาสาวา สุวัณณัง รัชชะตัง วัตถังวา โอมมะหาสุนทะริโพธิสัตโต จะ เทวะมะนุสสานัง ตะระมาโภคาวะ ชิปปังขิปปะ มะหา สัมปัตติสุขัง สะระกะธะนัง อะหังวันทามิสิทธิสะวาโหม พุทธาอะเนนามะลิยาสุสังคะเยมิ พุทธาอิริมะลิยา สุสังคะเยมิ พุทธาอิระปะโยเคมะ,คุณนะปักเขสะเมมะมิ อุนาโลมา ปันนะ วิชายะเต ธะนังโภคัง ทุสะมะนิ นะนังโภคัง ทุสะมะนิ อุมิอะมิ มะหิสุตัง สุนะพุทธัง อะสุนะอะ นะมะพะทะ จะภะกะสะ สุวัณณะรัชชะตัง มะหาสุวัณณะรัชชะตัง อังคะตะเศรษฐี มหาอังคะตะเศรษฐี มิคะตะเศรษฐี มะหามิคตะเศรษฐี ปุริเศรษฐีสาวา อิตถีวา พรหมะณีวา มะอะอุมานิมามา อิมัง พุทธัง องค์มหาโชค ขอเอหิจงมา ธังมัง องค์มหาลาภ ขอเอหิจงมา สังฆัง องค์มหาชัย ขอเอหิจงมา พุทโธ สิทธิริดธิ ธัมโมสิทธิริดธิ สังโฆสิทธิริดธิ สุขะสุขะ ชัยยะชัยยะ ลาภะลาภะ สัพพะธัมมานังประสิทธิเม พุทโธสวัสดีมีชัย ธัมโมสวัสดีมีชัย สังโฆสวัสดีมีชัย อิมัง ปะทีปัง สุรังคันธัง อะธิฐามิ โอม พุทโธ วันทานัง สุขิตา มหาลาโภ ทุติยัมปิ โอม ธัมโม วันทานัง สุขิตา มหาลาโภ ตะติยัมปิ โอม สังโฆ วันทานัง สุขิตา มหาลาโภฯ อินทะยะสัง เทวะยะสัง พรหมะยะสัง มหาพรหมะยะสัง อิสียะสัง มะหาอิสียะสัง มุนียะสัง มะหามุนียะสัง ปุริสะยะสัง มะหาปุริสะยะสัง จักกะวัตติยะสัง มะหาจักกะวัตติยะสัง พุทธะยะสัง ปัจเจกะพุทธะยะสัง อะระหันตะยะสัง สัพพะสิทธิวิชชาจะระณะยะสัง สัพพะโลกา ธิปะติญาณะยะสัง,สัพพะโลกะจะริยะ ญาณะยะสัง เอเตนะ ยะเสนะ เอเตนะสัจจะวะจะเนนะ มะมะสุวัตถิโหตุ มัยหัง สะวาหายะ นะโมพุทธัสสะ นะโมธัมมัสสะ นะโมสังฆัสสะ เสยยะถีทัง หุรูหุรู สวาหายะฯ พุทธะเสฏโฐมะหานาถัง วัณณะโก สิงหะนาทะถัง พุทธะสิระสาเตเชนะ มาระเสนาปะราเชยยัง ชัยยะ ภะวันตุ เม,อุกาสะ อิมัง อัคคีพาหูบุพผัง อะหังวันทา อาจาริยัง สัพพะสัยยัง วินาส สันติ สิทธิการิยะ อะปะระปะชา อิมัสมิง ภะวันตุเม ทุติยัมปิ อิมัง อัคคีพาหูบุพผัง อะหังวันทา อาจาริยัง สัพพะสัยยังวินาสสันติ สิทธิการิยะ อะปะระปะชา อิมัสมิง ภะวันตุเม, ตะติยัมปิ อิมัง อัคคีพาหูบุพผัง อะหังวันทา อาจาริยัง สัพพะสัยยังวินาสสันติ,สิทธิการิยะ อะปะระปะชา อิมัสมิง ภะวันตุเม,นะโมพุทธัสสะ คะวัมปะติสสะ , นะโมธัมมัสสะ คะวัมปะติสสะ, นะโมสังฆัสสะ คะวัมปะติสสะ, สุขา สุขะ วะรัง นะโมพุทธายะ, มะอะอุ ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา เจวะ เสกขา ธัมมา ยะธาพุทโมนะ ฯ อมอุดเทตะยัง สะนะทิ • อะหังตัง วันทามิ ตุมะเทโนกายะนะลัญจะ จิตตะพะลัญจะ สัพพะสิทธัญจะเหตุ ทุสะนิมะ ธะนัง โภคา เอหิ อาคัจเฉยยะ อาคัจฉาหิ เอหิ จิตตัง ปิยังมะมะ “ โอมมหาสิทธิโชคอุดม โอมปู่เจ้าเขาเขียว มีลูกสาวคนเดียวชื่อว่านางกวัก ชายเห็นชายรัก หญิงเห็นหญิงทัก รู้จักทุกตำบล คนรักถ้วนหน้า โอมพวกพานิชชาค้าหัวแหวนพากูไปค้าถึงเมืองแมน ค้าแหวนก็ได้แสนทะนาน กูค้าสาระพัดการ ก็ได้กำไรคล่อง ๆ กูจะค้าเงินก็เต็มกอง ทองก็เต็มหาบ กลับมาเรือนสามเดือน เลื่อนเป็นเศรษฐี สามปีเป็นพ่อค้าสำเภา โอมปู่เจ้าเขาเขียว ประสิทธิ์ให้แก่กูคนเดียวสวาหะ”โอมนะโมโพธิสันโตกัณหาชาลีกุมาโรโอมพัทธิราชะกุมาโร ชะหังหังเมสัตตะสวาโหม "พราหมมะณะทุกโข นะโมพุทเธสิโต ธัมมะราชา ชูชะโก สะวาหะ "นะมะพะทะ นะโมพุทธายะ จะภะกะสะ จิเจรุนิ นะออแอ โมออแอ พุทออแอ ธาออแอ ยะออแอ มะอะอุ พุทธะสังมิ อิติกุมาโร ประสิทธิเม จิเจรุนิตัง รูปังนิมิตตัง กุมาโรวา (ลูกรักลูกยม ) อาคัจฉายะ อาคัจฉาหิ มานิมามา เอหิจิตัง นะมะพะทะ,โอมมะอะทิ เอหิ มะมะ นะมะพะทะ นะอะระหัง อะหังครุฑโธ,อาคะ โตอัสสะมิ นาคะราเช อัปเปหิ,อุทธังนาโค เหฏโฐ ครุฑโธ,พุทธัง ธัมมัง สังฆัง สะระณังอิติ โอม วิรุณ ปักสา กะรันกะตา พิธีปูชา อาคัทฉายะ อาคัทฉาหิ เอหิมามา นะโม พุทธายะ กุสเสโตมะมะ กุสเสโต ลาลามะมะ โตลาโม โทลาโม มะมะ โทลาโม มะมะ โทลาโมตัง เหกุติ มะมะ เหกุติฯ ยัดถะตังมะมะ ตังถะยะ ตะวะตัง มะมะตัง วะติตัง เสกามะมะ กาเสกัง กาติยังมะมะ ยะติกาฯ เอหิภูตัง อะหังภูโต จะตุโภตัง อะหังภูโต เรียกเงิน เรียกทอง เรียกโชค เรียกลาภแก้ววิเศษ เอหิมะมะ เอหิมามา มาหาตัวข้าพเจ้า เอหินะโมพุทธายะ เอหิมะมะ เอหิมามา โอม เอหิ เอหิ อุกาสะ อิมัง ปาราชิกัง มหาลาภัง มหาธานัง มหาโภคัง มหาเงิน มหาทอง มหาโชค มหาลาภ นาโข วัทตัพโพ อากัจฉายะ อากัจฉาหิ เทวะมนุสสานัง มุทุกิจตัง เมตตาจิตตัง ปุริโสจิตตัง อิทฐีจิตตัง สัพเพชะนา พะหูชะนา มามิมามา เอหิ มามา นะเมตตา โมคคัลลานา พุทปราณี กกๆวิจะสายะ สัพพะเสน่หัง พุทโธสาริกาโย พุทธังสิโน จะภะกะสะ นะมะพะทะ พรัมมะกะโลโกสิ โนนารายณ์ การะวิกัง คันหะเสน่หะ สัพพะเสน่หัง สัพพะลาภัง สัพพะยัสสัง สัพพะสะรีรัง สัพพะสุขขัง ภะวันตุเม ยัดโน ยัดนัง ยัดตัง ยัดติ เอวัมปิ ปริวันตัง เอวังโหนตุ โอม ทรง สิทธิ ทรงทรง สวาหะ สวาโหม สิทธิกิจจัง สิทธิกัมมัง สิทธิลาโภ ชะโยนิจจัง เอหิ ธะนัง โภคัง มะมะ มามา อาคัจฉัยยะ อาคัจฉาหิ มะมะ มาทิมา มาตา วะปาริโต สันเต มานะ พัตเถ ปะระมัตธิโน มาติโน เทวะสังเฆหิ มานะ ฆาตัง นะมามิ นะมัสสามิ ติวาคะภะโธพุท นังสานุส มะวะเท ถาสัตถิ ระสามะ ทัมสะริ ปุโรตะ นุตอะโท วิกะโล โตคะสุ โนปันสัม นะระจะ ชาวิชโช พุทสัมมา สัมหังระอะวาคะภะโส ปิติอิ ชิวหา ยัง ยัง มะธุรัง วาจัง ชิวหา วาจันติ ผุสสิตตะวา จะสุนทะรัง ปิยาเยวะ ปิยันตุนา สิมพะลี จะ มหาเถโร เทวะตา นะระปูซิโต โสระโห ปัญจะยาทิมหิ มหาลาภัง กะโรนตุ เม ลาเภนะ อุตตะโม โหหิ โสระโห ปัญจะยาทิมหิ มหาลาภัง สะทาโสตถี ภะวันตุ เม ราชะปุตโต จะโยเถโร สิมพะลี อิติวิสสุโตลา เภนะ อุตตะโมโหหิ ยังยัง ชะนะปะทัง ยาติ นิคะเม ราชะธานิโย สัพพัตถะปูชิโต โหหิ เถรัสสะ ปาเทวันทามิ เถรัสสะ อานุภาเวนะ สัพพะลาโภ ภะวันตุ เม สิมพะลี นันทะ สิมพะลี เถรัสสะ เอตถะตัง คุณณัง สัพพะธะนัง สุปัตติ ถิตัง สาลิกาธาตุ พุทธะรูปัง อะหังวันทามิ สัพพะทา อิติบูชา จะ มหาราชา สัพพะเสน่หา อะระหังสัมมา สัมพุทโธ มามา ยาตรา ยามดี วันชัยมารศรี สวัสดีลาโภ นะโมพุทธายะ นาสังสิโม เงินทองไหลมาเทมา นะชาลีติ อุอากะสะ จัตตาโร สติปัฏฐานา จัตตาโร อิสะระปะโช สัมมาอาชีโว พระสังกัจจายให้ทรัพย์ พระสีวะลีให้ลาภ พระอุปคุตให้โชคให้ชัย ชนะเหล่าพญามารทั้งปวง ด้วยอำนาจปาระมีของพระพุทธเจ้า ทั้งหลายหาประมาณมิได้ ด้วยอานุภาพแห่งพระธรรม ด้วยอานุภาพแห่งอริยะสงฆ์ ขอความสวัสดีมีชัยจงบังเกิดมีแก่ข้าพเจ้า........................... ขอให้เพียบพร้อมด้วยทรัพย์ สิน เงิน ทอง ข้าทาสบริวาร ปัจจัยสี่ ครบถ้วน คำว่าไม่มีอย่าบังเกิดแก่ข้าพเจ้าอีกเลย เหล็กไหล แก้วสารพัดนึก ยืดได้เคลื่อนได้ อยู่คู่ผู้มีบุญปารมี มะอะอุ นะจงมาหา โมดลจิตดลใจให้ได้มา พุทนำพามา ธาให้ถึงหลัก ยะให้ถึงที่ ผู้มีปารมีเลิศล้ำ ปารมีสามสิบทัศ ปารมีของพระพุทธเจ้าทุกๆๆพระองค์ พระธรรม พระอริยะสงฆ์ พระอนาคามี พระสกิทาคามี พระโสดาบัน พร้อมทั้งคุณศิล คุณธรรม คุณเวทมนต์ กลคาถา พระฤาษี 108 ตน เทพเทพาอารักษ์ขา ข้าพเจ้ากล่าวอาราธนาอัญเชิญ เหล็กไหลธาตุกายสิทธิ์ แก้ว 7 สี มณี 7 แสง ฉัพพรรณรังสีขอ งองค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย จงเสด็จมา ณ สถานที่แห่งนี้ เพื่อช่วยเหลือ จองกิง จองกัง จองพันธะนัง จองเหล็กไหล อิสะวาสุ
แก้เคราะห์ ตัดกรรม สรรพเข็ญ สรรพเคราะห์ แล่นมาพานปู่แก้ ปู่ปัด สรรพลางแล่นมาข้อง ปู่แก้ปู่ปัด เข็ญแล่นต้องเถิงตนเข็ญคนต้องเถิงเนื้อ ปู่แก้ปู่ปัด ปัดอันฮ้ายให้หนี ปัดอันดีให้อยู่ โอมจินจักมึงมาฮ้องให้เป็นภัย หมาจังไฮมึงมาหอนให้เป็นโทษ มึงมาฮ้องประโยชน์สิ่งอันใด โอมสวหายะ ตั้งแต่นี้เมือหน้าอย่าได้มีศัตรูมาตัด เทวทัตอย่าได้มาพาน ฝูงมารอย่าได้มาใกล้ สรรพเข็ญฮ้ายขอให้พ่ายหนี สัพพะสิทธิ ภะวันตุ เต ฯ กัมมัสสะโกมหิ กัมมะทายาโท กัมมะโยนิ กัมมะพันธุ กัมมะปะฏิสสะระโณ ยัง กัมมัง กะริสสามิ กัลยาณัง วาปาปะกังวา ตัด"นะ หิ เวเรนะ เวรานิ สัมมันตีธะ กุทาจะนัง อะเวเรนะ จะ สัมมันติ เอสะ ธัมโม สะนันตะโน ตัด"ควรสวดบทอากาวัตตาสูตร ธัมมจักร เมตตาใหญ่
พิมพ์เป็นธรรมทาน โหรจักรวาล 089 - 9853139
1. นายวงศ์สถิตย์ พวงทอง 2. นายวิเชียร พวงทอง 3. นางวะภาวันดี พวงทอง
4.น.ส.สุดารัตน์ พวงทอง 5.น.ส.อมรรัตน์ ชัยกอง 6.นายพงศ์เทพ พวงทอง
7.นายวิสุทธิ์ มธุรส 8.นางคำมุล มธุรส 9.นายจงประเสริฐ มธุรส
10.นายคำพัน มธุรส 11.นายสุปัน มธุรส 12.นายประสิทธิ์ มธุรส13.นายพิชัย มธุรส พร้อมครอบครัว ผู้มีพระคุณ ญาติ เทวดารักษาบริวาร เจ้ากรรมนายเวร เชื้อโรค เทพเทวาอนุโมทนาบุญ พร้อมกัน สาธุ

บทสวดสงบเหตุร้ายทั้งปวงอุปปาตะสันติ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (สามจบ)
(นำ) หันทะ มะยัง อุปปาตะสันติ คาถาโย ภะณา มะเส ฯ
[แก้ไข> คันถารัมภะ คำเริ่มต้นคัมภีร์
(ก) สุทุททะโส อะยัง ธัมโม โลกัตถัง ชินะเทสิโต มหาสันติกะโร โลเก สัพพะส้มปัตติทายะโก.
(ข) สัพพุปะปาตูสะมะโณ ภูตะยักขะนิวาระโณ อะกาละมัจจุสะมะโณ โสกะโรคะวินาสะโน.
(ค) ปะระจักกะมัททะโนปิ รัญโญ วิชะยะวัฑฒะโน สัพพานิฏฐะหะโร สันติ ธัมมัง วักขามิ ภูตะโต.
(ฆ) วัตถุตตะยัสสะ โย ยัตถะ สังวัณเณติ คุณุตตะเม ตัสสะ ตัตถะ สุขาโรคฺยะ โสตถิโย โหนติสัพพะทา.
พระพุทธเจ้าในอดีต ๒๘ พระองค์ ในสารมัณฑกัป ๔ พระองค์
๑. ตัณหังกะโร มหาวีโร สัพพะโลกานุกัมปะโก วันตะสังสาระคะมะโน สัพพะกามะทะโท สะทา.
๒. สัพพาภิภู สัพพะวิทู สัพพะเทวะคะรุตตะโม สัพพาสะวะปะริกขีโณ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๓. วะระลักขะณะสัมปันโน เมธังกะโร มหามุนิ ชุตินธะโร มหาสิรี สุวัณณะคิริสันนิโภ.
๔. ทิพพะรูโป มหากาโย มะหานาโถ มะหัพพะโล มะหาการุณิโก สัตถา มะหาสันติง กะโรตุ โน.
๕. มหาโมหะตะมัง หันตะวา โย นา โถ สะระณังกะโร เทวาเทวะมะนุสสานัง โลกานัญจะ หิตังกะโร.
๖. พฺยามัปปะภาภิรุจิโต นิโครธะปะริมัณฑะโล นิโครธะปักกะพิมโพฏโฐ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๗. อะสีติระตะนุพเพโธ ทีปังกะโร มะหามุนิ ปภา นิททาวะเต ตัสสะ ฐาเน ทะวาทะสะ โยชะเน.
๘. วัสสะสะตะสะหัสสานิ ฐัตตะวา โลเก วินายะโก โลกาโลกะกะโร สัตถา สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
ในสารกัป ๑ พระองค์
๙. อัฏฐาสีติหัตถุพเพโธ โกณทัญโญ นามะ นายะโก สัพพะธัมเมหิ อะสะโม สัพพะปาระมิตาคะโม.
๑๐. วัสสะสะตะสะหัสสานิ อายุ ตัสสะ มเหสิโน โมเจตุ โส สัพพะภะยา สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
ในสารมัณฑกัป ๔ พระองค์
๑๑. อัฏฐาสีติ ระตะนานิ อัจจุคคะโต ชุตินธะโร มังคะโล นามะ สัมพุทโธ นะวุติสะหัสสายุโก.
๑๒. ฉัพพัณณะรังสิโย ทะสะ สะหัสสะโลกะธาตุยา ผะรันตา ตัสสะ ฉาเทนติ เอสะ โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๓. นะวุติระตะนุพเพโธ สุมะโน นามะ นายะโก กัญจะนาจะละสังกาโส นะวุติสะหัสสายุโก.
๑๔. อุเปโต พุทธะคุเณหิ สัพพะสัตตะหิเตสะโก กะโรตุ โน มหาสันติง อาโรคะยัญจะ สุขัง สะทา.
๑๕. อะสีติระตะนุพเพโธ สัฏฐีสะหัสสะอายุโก เรวะโต นามะ สัมพุทโธ สัพพะโลกุตตะโร มุนิ.
๑๖. ตัสสะ สะรีเร นิพพัตตา ปะภามาลา อะนุตตะรา ผะรันตา โยชะเน นิจจัง สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๗. โสภิโต นามะ สัมพุทโธ นะวุติสะหัสสายุโก สังสาระ สาคะเร สัตเต พะหู โมเจติ ทุกขะโต.
๑๘. อัฏฐะปัญญาสะระตะนัง อัจจุคคะโต มะหามุนิ โอภาเสติ ทิสา สัพพา สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
ในวรกัป ๓ พระองค์
๑๙. อะโนมะทัสสี สัมพุทโธ เตชัสสี ทุระติกกะโม อัฏฐะปัญญาสะระตะโน โอภาเสนโต สะเทวะเก.
๒๐. นิพพานะปาปะโก โลเก วัสสะสะตะสหัสสายุโก กะโรตุ โน มหาสันติง สุขิตา จะ มะยัง สะทา.
๒๑. ปะทุโม นามะ สัมพุทโธ โลกะเชฏโฐ นะราสะโภ อัฏฐะปัญญาสะระตะโน อาทิจโจวะ วิโรจะติ.
๒๒. วัสสะสะตะสะหัสสานิ อายุ ตัสสะ มเหสิโน โสปิ พุทโธ การุณิโก สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๒๓. อัฏฐาสีติระตะนุพเพโธ นาระโท สัพพะกามะโท นิรันตะรัง ทิวารัตติง โยชะนัง ผะระเต ปะภา.
๒๔. นะวุติวัสสะสะหัสสานิ ฐัตฺวา โลเก วินายะโก โมเจติ ทุกขะโต สัตเต โสปิ โสตถิง กะโรตุ โน.
ในวรกัป ๓ พระองค์
๒๕. อัฏฐะปัญญาสะระตะโน ปะทุมุตตะโร มหามุนิ ตัสสะ ปากะติกา รังสี ผะรันติ ทฺวาทะสะ โยชะเน.
๒๖. วัสสะสะตะสะหัสสานิ ฐัตฺวา โลเกมะตันทะโท โมเจติ พันธะนา สัตเต โสปิ ปาเลตุ โน สะทา.
๒๗. อัฏฐาสีติระตะนานิ อัจจุคคะโต มหามุนิ สุเมโธ นามะ สัมพุทโธ นะวุติสะหัสสายุโก.
๒๘. ตัสสะ ปากะติกา รังสี ผะรันติ โยชะนัง สะทา ปาเลตุ โน สะทา พุทโธ ภะเยหิ วิวิเธหิ จะ.
๒๙. ปัญญาสะระตะนุพเพโธ สุชาโต นามะ นายะโก เหมะวัณโณ มะหาวีโร มะหาตะมะวิโนทะโน.
๓๐. นะวุติวัสสะสะหัสสานิ อายุ ตัสสะ มะเหสิโน โสปิ พุทโธ การุณิโก สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
ในวรกัป ๓ พระองค์
๓๑. อะสีติระตะนุพเพโธ ปิยะทัสสี มหามุนิ นะวุติวัสสะสะหัสสานิ ฐัตฺวา โลกัคคะนายะโก.
๓๒. โสปิ สัพพะคุณูเปโต สัพพะโลกะสุขัปปะโท สัพพะโทสัง วินาเสนโต สะพัง โสตถิง กะโรตุ โน.
๓๓. อะสีติระตะนุพเพโธ อัตถะทัสสี นะราสะโภ วัสสะสะตะสะหัสสานิ โลเก อัฏฐาสิ นายะโก.
๓๔. ตัสสะ ปากะติกา รังสี ผะรันติ โยชะนัง สะทา นิรันตะรัง ทิวารัตติง นาโถ โสตถิง กะโรตุ โน.
๓๕. ธัมมะทัสสี จะ สัมพุทโธ อะสีติหัตถะมุคคะโต อะติโรจะติ เตเชนะ สะเทวาสุระมานุเส.
๓๖. วัสสะสะตะสะหัสสานิ ฐัตฺวา โลเก มะหายะโส สัพพะสัตเต ปะโมเจติ ภะยา รักขะตุ โน สะทา.
ในสารมัณฑกัป ๔ พระองค์
๓๗. สิทธัตโถ นามะ สัมพุทโธ สัฏฐิระตะนะมุคคะโต ติภะเว โสตถิชะนะโก สะติสสะหัสสะอายุโก.
๓๘. สังสาระสาคะรา โลเก สันตาเรตฺวา สะเทวะเก นิพพาเปติ จะ โส สัตถา สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๓๙. สัฏฐิระตะนะมุพเพโธ ติสโส โลกัคคะนายะโก อะนูปะโม อะสะทิโส อะตุโล อุตตะโม ชิโน.
๔๐. วัสสะสะตะสะหัสสานิ อายุ ตัสสะมะเหสิโน อาโรคฺยัญจะ มหาลุขัง โหตุ โน ตัสสะ เตชะสา.
๔๑. อัฏฐะปัญญาสะระตะโน ผุสโส โลกัคคะนายะโก ชะนัมพุชัง วิโพเธนโต นิพพาเปนโต สะเทวะเก
๔๒. นะวุติวัสสะสะหัสสานิ ฐัตฺวา โลเก มะหายะโส อุทธะรันโต พะหู สัตเต สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๔๓. อะสีติระตะนุพเพโธ วิปัสสี โลกะนายะโก ปะภา นิทธาวะเต ตัสสะ สะมันตา สัตตะ โยชะเน.
๔๔. โสปิ เทวะมะนุสสานัง พันธะนา ปะริโมจะยิ อะสีติสะหัสสายุโก นาโถ โสตถิง กะโรตุ โน.
ในมัณฑกัป ๒ พระองค์
๔๕. สัตตะตีหัตถะมุพเพโธ สิขี นาเมสะ นายะโก ปภา นิทธาวะเต ตัสสะ สะมันตา โยชะนัตตะเย.
๔๖. โสปิ อะตุลฺโย สัมพุทโธ สัตตะตีสะหัสสายุโก กะโรตุ โน มะหาสันติง สุขิตา จะ มะยัง สะทา.
๔๗. เวสสะภู นามะ สัมพุทโธ เหมะรูปะสะมูปะโม สัฏฐีิระตะนะมุพเพโธ สัฏฐี จะ สะหัสสายุโก.
๔๘. พฺรัหฺมะเทวะมะนุสเสหิ นาคาสุระทิเชหิ วา ปูชิโตปิ สะทา นาโถ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
ในภัททกัป ๔ พระองค์
๔๙. ตาฬีสะระตะนุพเพโธ กะกุสันโธ มหามุนิ ตัสสะ กายา นิจฉะรันติ ปะภา ทฺวาทะสะ โยชะนา.
๕๐. จัตตาลฬีสะ สะหัสสานิ ตัสสะ อายุ อะนุตตะโร กะโรตุ โส สะทา นาโถ อายุ สุขัง พะลัญจะ โน.
๕๑. โกนาคะมะนะ สัมพุทโธ ติงสะหัตถะ สะมุคคะโต ติงสะวัสสะ สะหัสสานิ อายุ ตัสสะ มะเหสิโน.
๕๒. ธัมมามะเตนะ ตัปเปตา เทวะสังฆัง สุราละเย มะหีตะเล จะ ชะนะตัง สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๕๓. กัสสะโป นามะ สัมพุทโธ ธัมมะราชา ปะภังกะโร วีสะตีหัตถะมุพเพโธ วีสะสะหัสสะอายุโก.
๕๔. อะนูปะโมสะมะสะโม เทวะสัตถา อะนุตตะโร กะโรตุ โน มะหาสันติง อาโรคฺยัญจะ ชะยัง สะทา.
๕๕. อัฏฐาระสะหัตถะถุพเพโธ โคตะโม สักกะยะวัฑฒะโน สัพพัญญู สัพพะติละโก สัพพะโลกะสุขัปปะโท.
๕๖. สัมพุทโธ สัพพะธัมมานัง ภะเคหิ ภาคฺยะวายุโก วิชชาจะระณะสัมปันโน โสตถฺยาโรคฺยัง ทะทาตุ โน.
๕๗. อัพภะตีตา จะ สัมพุทธา อะเนกะสะตะโกฏิโย สัพพะโลกะมะภิญญายะ สัพพะสัตตานุกัมปิโน.
๕๘. สัพพะเวระภะยาตีตา สัพพะโลกะสุขัปปะทา สัพพะโทสัง วินาเสนตา สัพพะโสตถิง กะโรนตุ โน.
พระพุทธเจ้าในอนาคต ๑ พระองค์
๕๙. อะนาคะเต จะ สัมพุทโธ เมตเตยโย เทวะปูชิโต มะหิทธิโก มหาเทโว มะหาสันติง กะโรตุ โน.
พระปัจเจกพุทธเจ้า
๖๐. สัพเพ ปัจเจกะสัมพุทธา นิโรธะฌานะโกวิทา นิราละยา นิราสังกา อัปปะเมยยา มเหสะโย.
๖๑. ทูเรปิ วิเนยเย ทิสฺวา สัมปัตตา ตังขะเณนะ เต สันทิฏฐิกะผะเล กัตฺวา สะทา สันติง กะโรนตุ โน.
นวโลกุตตรธรรม ๙ และพระปริยัติธรรม ๑
๖๒. สฺวากขาตะตาทิสัมปันโน ธัมโม สะปะริยัตติโก สังสาระ สาคะรา โลเก ตาเรติ ชินะโคจะโร.
๖๓. กิเลสะชาละวิทธังสี วิสุทโธ พุทธะเสวิโต นิพพานะคะมะโน สันโต สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
พระสังฆรัตนะ
๖๔. สีลาทิคุณะสัมปันโน สังโฆ มัคคะผะเล ฐิโต ชิตินทฺริโย ชิตะปาโป ทักขิเนยโย อะนุตตะโร.
๖๕. อะนาสะโว ปะริสุทโธ นิราสาโส ภะวาภะเว นิพพานะโคจะโร สันโต สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
พระเถระชั้นผู้ใหญ่ ๑๐๘ รูป
๖๖. อัญญาตะโกญทัญญัตเถโร รัตตัญญูณังอัคโค อะหุ ธัมมะจักกาภิสะมะโย สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๖๗. วัปปัตเถโร มะหาปัญโญ มะหาตะมะวิโนทะโน มะหาสันติกะโร โลเก มะหาสันติง กะโรตุ โน.
๖๘. ภัททิโย ภัททะสีโล จะ ทักขิเนยโย อะนุตตะโร โลกัตถะจะริโต เถโร สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๖๙. มะหานาโม มหาปัญโญ มะหาธัมมะวิทู สุโต มะหาขีณาสะโว เถโร มะหาสันติง กะโรตุ โน.
๗๐. อัสสะชิตะเถโร มหาปัญโญ ชิตะมาโร ชิตินทฺริโย ชิตะปัจจัตถิโก โลเก สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๗๑. อะนุปุพพิกะถัง สุตฺวา ยะโส เอกัคคะมานะโส อัคคะธัมมะมะนุปปัตโต โสตถฺยาโรคฺยัง ทะทาตุ โน.
๗๒. จัตฺวาธิกา จะ ปัญญาสะ เถรา คิหิสะหายะกา ปัตฺวานะ ปะระมัง สันติง สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๗๓. เย ติงสะ ภัททะวัคคิยา รูเปนาตุละวัณณิโน ขีณาสะวา วะสีภูตา เต กะโรนตุ อะนามะยัง.
๗๔. อุรุเวลละกัสสะโปปิ มะหาปะริสานะมุตตะโม ฐะปิโต อัคคะฐานัมหิ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๗๕. โย นะทีกัสสะปัตเถโร ปุญญักเขตโต อะนุตตะโร สาสังโฆ สีละสัมปันโน สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๗๖. ธัมมะปัชชะลิโต สันโต โย เถโร คะยากัสสะโป สังยุตโต ภะวะนิเสนโห สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๗๗. โลกะนาถัง ฐะเปตฺวานะ ปัญญะวันตานะ ปาณินัง ปัญญายะ สารีปุตตัสสะ กะลัง นาคฆะติ โสฬะสิง.
๗๘. สาริปุตโต มะหาปัญโญ ปะฐะโม อัคคะสาวะโก ธัมมะเสนาปะติ เสฏโฐ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๗๙. ปาทังคุลิกะมัตเตนะ เวชะยันตะปะกัมปะโน ปะถะวิง มะหะติง สัพพัง สะมัตโถ ปะริวัตติตุง.
๘๐. โมคคัลลาโน มะหาเถโร ทุติโย อัคคะสาวะโก อิทธิมันตานัง โส อัคโค สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๘๑. มะหากัสสะปัตเถโรปิ อุตตัตตะกะนะกะสันนิโภ ธุตะคุณัค คะ นิกขิตโต ตะติโย สัตถุสาวะโก
๘๒. อะรัญญะวาสาภิระโต ปังสุกูละธะโรมุนิ สุคะตะสาสะนะธะโร สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๘๓. อาปัตติอะนาปัตติยา สเตกิจฉายะ โกวิโท วินะเย อัคคะนิกขิตโต อุปาลิ สัตถุวัณณิโต.
๘๔. วินะเย ปาระมิปปัตโต วินะยัคโคจะโร มุนิ กะโรตุ โน มหาสันติง โสตถฺยาโรคฺยัง ทะทาตุ โน.
๘๕. อะนุรุทธะ มะหาเถโร ทิพพะจักขู นะมุตตะโม ญาติเสฏโฐ ภะคะวะโต โสตถฺยาโรคฺยัง ทะทาตุ โน.
๘๖. อุจจากุลิกานัง อัคโค ภัททิโย สุสะมาหิโต กาฬิโคธายะ ปุตโต จะ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๘๗. อานันโท พุทธุปัฏฐาโก สังคีติสาธุสัมมะโต พะหุสสุโต ธัมมะธะโร สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๘๘. กิพิิโล สิริสัมปันโน มะหาสุขะสะมัปปิโต มะหาขีณาสะโว ชาโต มะหาสันติง กะโรตุ โน.
๘๙. คะรุวาสัง วะสิตฺวานะ ปะสันโน พุทธะสาสะเน ภะคุ จะระหะตัง ปัตโต สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๙๐. กุลัปปะสาทะชะนะโก กาฬุทายี มะหิทธิโก เอตะทัคคัฏฐิโต เถโร สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๙๑. เสฏโฐ ธัมมะกะถิกานัง ติณณัง เวทานะ ปาระคู ปุณโณ มันตานิยา ปุตโต เถโร โสตถิง กะโรตุ โน.
๙๒. ภาระทฺวาโช มะหาเถโร สีหะนาทานะมุตตะโม ฐะปิโต อัคคะฐานัมหิ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๙๓. สังขิตตะ ภาสิตะมัตถัง วิตถาเรนะ วิชานะโก กัจจายะโน ภะวะนิเสนโห เถโร โสตถิง กะโรตุ โน.
๙๔. ละกุณฏะกะภัททิโย เถโร มัญชุสสะรานะ มุตตะโม ฐะปิโต อัคคะฐานัมหิ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๙๕. อะระณะวิหารีณัง อัคโค ทักขิเนยโย อะนุตตะโร สุภูติ ภูตะทะมะโน เถโร โสตถิง กะโรตุ โน.
๙๖. อะรัญญะวาสีนัง อัคโค เรวะโต ขะทิระวะนิโย วิเวกาภิระโต เถโร สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๙๗. ณายีนัง อุตตะโม เถโร กังขาเรวะตะนามะโก สะมาธิฌานะกุสะโล สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๙๘. โสโณ จะ โกฬิวีโสปิ อารัทธะวีริยานะ มุตตะโม ปะหิตัตโต สะทา เถโร โสตถิง ผาสุง กะโรตุ โน.
๙๙. กัลยาณะวากกะระณานัง โสโณ กุฏิกัณโณปิ จะ อัคโคติ วัณณิโต เถโร โสตถิง ผาสุง กะโรตุ โน.
๑๐๐. ลาภีนะมุตตะโม เถโร สีวะลิ อิติ วิสุโต โส ระโต ปัจจะยาทิมหิ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๐๑. สัทธาธิมุตตานัง อัคโค วักกะลิ อิติ นามะโก ปาโมชชะพะหุโล เถโร สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๐๒. ราหุโล พุทธะปุตโตปิ สิกขากามานะ มุตตะโม ทายาโท สัพพะธัมเมสุ มะหาสันติง กะโรตุ โน.
๑๐๓. สัทธายะ ปัพพะชิตฺวานะ รัฏฐะปาโล ปะรักกะมี เอตะทัคเค ฐิโตเยวะ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๐๔. กุณฑะธาโน มะหาเถโร สะลากัง ปะฐะมัง คะโต ฐะปิโตเยวะ ฐานัมหิ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๐๕. ปะฏิภานะวันตานัมปิ อัคโคติ พุทธะวัณณิโต วังคีโส อะระหา เสฏโฐ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๐๖. สะมันตะปาสาทิกานัง อัคคัฏฐานัมหิ ฐะปิโต อุปะเสโน วังคันตะปุตโต สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๐๗. ทัพโพ มัลละปุตโต เถโร เสนาสะนะปัญญาปะโก ฐะปิโต อัคคัฏฐานัมหิ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๐๘. ปิลินทะวัจฉะสะมะโณ เทวะตานัง ปิโย อะหุ ฐะปิโต อัคคัฏฐานัมหิ โสตถฺยาโรคฺยัง ทะทาตุ โน.
๑๐๙. พาหิโย ทารุจีริโย ขิปปาภิญญานะ มุตตะโม กะโรตุ โน มะหาสันติง อาโรคฺยัญจะ ชะยัง สะทา.
๑๑๐. กุมาระกัสสะปัตเถโร จิตตะกะถีนะ มุตตะโม มิจฉาวิตักกุปัจเฉโท สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๑๑. ปฏิสัมภิทาปัตตานัง อัคคัฏฐานัมหิ ฐะปิโต โกฏฐิโต อะระหา เสฏโฐ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๑๒. อัปปาพาโธ มะหาเถโร อัปปาพาธานะ มุตตะโม พากุโล อะระหา ชาโต สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๑๓. ปุพเพนิวาสะเวทีนัง อัคโคติ พุทธะวัณณิโต โสภิโต นามะโส เถโร สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๑๔. มหากัปปินัตเถโรปิ ภิกขุโอวาทะโก อะหุ กุสะโล โอวาททะทาเน สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๑๕. ภิกขุโนวาทะกานัค โค นันทะโก อิติ วิสสุโต ปาเลตุ โน สะทา เถโร โสตถิง ผาสุง กะโรตุ โน.
๑๑๖. อินทฺริเยสุ คุตตะทฺวาโร อัคคัฏฐาเน ฐิโต อะหุ นันทัตเถโร วะสิปปัตโต สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๑๗. เตโชธาตุกุสะลานัง อัคคัฏฐานัมหิ ฐะปิโต สาคะโต นามะ โส เถโร โสตถิง ผาสุง กะโรตุ โน.
๑๑๘. สัญญาวิวัฏฏะกุสะโล ปะธาโน ภาวะนาระโต พุทธะสิสโส มหาปันโถ มะหาสันติง กะโรตุ โน.
๑๑๙. จูฬะปันถะกัตเถโรปิ มะโนมะยาภินิมมิโต ฐะปิโต อัคคัฏฐานัมหิ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๒๐. ปฏิภาเนยยะกานัง ตุ อัคคัฏฐานัมหิ ฐะปิโต ราโธ เถโร มหาโสตถิง กะโรตุ โน อะนามะยัง.
๑๒๑. ลูขะจีวะระธะรานัง ภิกขูนัง อุตตะโม อะหุ โมฆะราชะมะหาเถโร มะหาสันติง กะโรตุ โน.
๑๒๒. วิมะโล วิมะสัปปัญโญ สุรูโป สุสะมาหิโต ระโช นะ ลิมปะติ ขันเธ มะหาสันติง กะโรตุ โน.
๑๒๓. ธัมมะปาโล มะหาปาโล มะหาธัมมะธะโร ยะติ มะหาขีณาสะโว โลเก มะหาสันติง กะโรตุ โน.
๑๒๔. จักขุปาโล มะหาเถโร ปะธาโน สีละสังวุโต ปะหิตัตโต มะหากาโย มะหาสันติง กะโรตุ โน.
๑๒๕. สัพพะเวระภะยาตีโต นาระโท อาสะวักขะโย มหาสันติกะโร โลเก สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๒๖. พุทธะปูชายะ นิระโต ชินะภัตติปะรายะโน สัทธัมมะสะวะโน เถโร สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๒๗. ปัจฉิมะภะวะสัมปัตโต โคตะโม ภาวะนาระโต ราคักขะยะมะนุปปัตโต สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๒๘. เสนาสะเนสุ สัปปายัง สัทธา ฌานัง สะมาระภิ โคธิโก พุทธะฌายันโต สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๒๙. พุทเธ ปะสันนะมานะโส สุพาหุ ปัญชะลีกะโต ขีณาสะโว วะสีภูโต มะหาสันติง กะโรตุ โน.
๑๓๐. วิปัสสะนายะ ปะสุโต วัลลิโย สุสะมาหิโต สะโต ณายี วะเนวาสี สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๓๑. อุตติโย วินะยะธะโร อะติกกันโต นะรามะเร ธาเรณโต อันติมัง เทหัง สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๓๒. วิมะโล วิระโชชัลโล ชาโต ปัญฑะระเกตุนา พิมพิสารัทธะโช เถโร สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๓๓. รัมมารัญเญ วะสีตฺวานะ ภาเวนโต กุสะลัง พะหุง โยคักเขมะมะนุปปัตโต สะภิโย สันติง กะโรตุ โน.
๑๓๔. ปุพเพนิวาสัง ชานันโต ทิพพะจักขุ วิโสธะโน นาคีโตระหะติง ปัตโต โสตถฺยาโรคฺยัง ทะทาตุ โน.
๑๓๕. ปาติโมกขะมะนุปปัตโต วิชะโย รัญญะโคจะโร ลาภาลาภี ตะถาสังสี สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๓๖. ตัณหาชะฏัง วิชะเฏตฺวา วัฑเฒตฺวานะ วิปัสสะนัง สังฆรักขิโต มะหาเถโร มะหาสันติง กะโรตุ โน.
๑๓๗. อะรัญญะวาสาภิระโต ภะวะเนตติสะมูหะโต ธัมมานัง ปาระมิปปัตโต อุตตะโร ปาตุ โน ภะยา.
๑๓๘. ปุพเพ ปุญญานิ กัตตฺวานะ ปุพพะโยคัง สะมาระภิ อุสสะโภ ระหะตัง ปัตโต สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๓๙. สะมาปัตติ สะมาปันโน ฉะฬะภิญโญ มหิทธิโก สิวะโก พุทธะฌายันโต สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๔๐. สัตตาริยะธะโน เถโร ธะนิโย ธัมมะสาคะโร วันตะสังสาระคะมะโน สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๔๑. ปัญจักขันเธ ปะริญญายะ ภาวะยิตฺวานะ นิพพุตัง ปัตฺวานะ ปะระมัง สันติง โปสิโย ปาตุ โน ภะยา
๑๔๒. อุปะนิสสะยะสัมปันโน อุชชะโย พุทธะมามะโก โลกัตถะปะสุโต เถโร สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๔๓. พุทธัปปะสาทะสัมปันโน ปัพพะชิ ชินะสาสะเน สัญชะโย นามะ โส เถโร สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๔๔. มารัญชะโย มะหาเถโร รามะเณยโย มะหิทธิโก นิพพานะนินนะจิตโต โส สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๔๕. อุโภ ปาปัญจะ ปุญญัญจะ วีติวัตโต อะนาสะโว วีรัตเถโร ระหัปปัตโต สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๔๖. ปุณณะมาสะมะหาเถโร ปังสุกูละธะโร ยะติ ปุพพะกิจจะวิธิง กัตฺวา มะหาสันติง กะโรตุ โน.
๑๔๗. ปัญจะฉินโน ปัญจะชะโห ปัญจะ จุตตะริภาวะโน. ปัญจะสังคาติโค เถโร สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๔๘. ปุพเพ ราคัง วิจาเรนโต ชินะภัตติปะรายะโน เพลัฏฐะสีโส วังสะธะโร สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๔๙. ปัญจุปันนานิ อะภะโย นิกันติ นัตถิ ชีวิเต อะชิโต โส มะหาเถโร มหาสันติง กะโรตุ โน.
๑๕๐. วิวัฏฏะนิสสะเย ปุญเญ กัตฺวา สัมพุทธะภัตติมา กุลลัตเถโร ระหัปปัตโต มหาสันติง กะโรตุ โน.
๑๕๑. วิปัสสี ธัมมะทายาโท เถโร นิโคฺรธะนามะโก นิพพานาคะมะสันทิฏโฐ สะทา สันติง กะโรตุ โน.
๑๕๒. ติสโส วิชชา อะนุปปัตโต สุคันโธ นามะ โส ระโห สัพพะปาปะปะริกขีโณ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๕๓. นันทิโย สัทธาสัมปันโน ชิตะเกลโส มะหาเถโร อะภิญญา ปาระมิปปัตโต สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๕๔. กิเลสา ฌาปิตา เยนะ ชิตะธัมมะระเตนะ โส กัมมาระปุตตะวิมะโล สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๕๕. เทวะโลกะมะนุสเสสุ อะนุภุตฺวา วิภูติโย ติสสัตเถโร มะหาภูโต มะหาสันติง กะโรตุ โน.
๑๕๖. สุวิมุตโต มะหานาโค ตีหิ วังเกหิ มุตตะโก สุมังคะโล มะหาเถโร มะหาสันติง กะโรตุ โน.
๑๕๗. นิรัคคะโฬ นิราสาโส มะละขีละวิโสธะโน วิเวกาภิระโต คุตโต สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๕๘. ปะวิเวกะมะนุปปัตโต คิริมานันทะนามะโก ภาเวนโต กุสะเล ธัมเม สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๕๙. พุทธะสาสะนะมารัทโธ สะมิทธิ ภาวะนาระโต สะมิทธิคุณะสัมปันโน สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๖๐. อาราธิตะชิโน สันโต โชติตเถโร มหาระหา วิมุตโต สัพพะสังสารา สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๖๑. เสนาสะนานิ ปันตานิ เสวันโต ฌานะมาระภิ ฉะฬะภิญโญ มะหาจุนโท สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๖๒. ฉันนัตเถโร สะหะชาโต สุณันโต ชินะสาสะนัง โยคักเขมะมะนุปปัตโต สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๖๓. เมฆิโย พุทธุปัฏฐาโก ชินะภัตติปะรายะโน มิจฉาวิตักกุปัจเฉโท สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๖๔. อุปะวาโณ มะหาเถโร มะหากาโย มะหาระหา มะหิทธิโก มะหาเตโช สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๖๕. สังกิจโจ โจระฑะมะโน สัพพะสังโยชะนักขะโย ปาเลตุ โน สัพพะภะยา โสตถฺยาโรคฺยัง ทะทาตุ โน.
๑๖๖. ปัญหะพฺยากะระเณ เฉโก เมตตาฌานะระโต ยะติ โสปาโกปายะสัมปันโน สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๖๗. เขตตะสัมปัตติสัมปัตโต วัฑฒะมาโนวะ โสตถินา สุมะโน อะระหา ชาโต สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๖๘. ปิโย เทวะมะนุสสานัง สานุตเถโร พะหุสสุโต เมตตาฌายี ตะโมฆาตี สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๖๙. โย จะ ปุพเพ กะตัง ปาปัง กุสะ เลนะ ปะหียะติ อังคุลิมาโล โส เถโร สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๗๐. วิปัสสะนาธะรา เยปิ เถรา สะมะถะยานิกา ขีณาสะวา มะหาเตชา มะหาตะมะวิโนทะนา.
๑๗๑. ฌานิกาฌานิกา เยปิ ธัมมาภิสะมะยาทะโย สัพเพ โสตถิง สะทา เทนตุ ชะยะมาโรคฺยะมายุโน
พระเถรีชั้นผู้ใหญ่ ๑๓ รูป
๑๗๒. รัตตัญญูณัง ภิกขุนีนัง โคตะมี ชินะมาตุจฉา ฐะปิตา อัคคัฏฐานัมหิ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๗๓. มะหาปัญญานะมัคคัฏฐา เขมาเถรีติ ปากะฏา สาวิกา พุทธะเสฏฐัสสะ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๗๔. เถรี อุปปะละวัณณา จะ อิทธิมันตีนะ มุตตะมา สาวิกา พุทธะเสฏฐัสสะ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๗๕. วินะยัทธะรีนัง อัคคา ปะฏาจาราติ วิสสุตา ฐะปิตา อัคคัฏฐานัมหิ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๗๖. ธัมมะกะถิกะปะวะรา ธัมมะทินนาติ นามิกา ฐะปิตา อัคคัฏฐานัมหิ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๗๗. ฌายิกานัง ภิกขุนีนัง นันทา เภรีติ นาเมสา อัคคัฏฐาเน ฐิตา อะหุ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๗๘. อารัทธะวีริยานัง อัคคา โสณาเถรีติ นามิกา ฐะปิตา ตัตถะ ฐานัมหิ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๗๙. ทิพพะจักขุกานัง อัคคา พะกุลา อิติ วิสสุตา วิสุทธะนะยะนา สาปิ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๘๐. กุณฑะละเกสี ภิกขุนี ขิปปาภิญญานะมุตตะมา
ฐะปิตาเยวะ ฐานัมหิ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

๑๘๑. เถรี ภัททะกาปิลานี ปุพพะชาติมะนุสสะรี ตาสังเยวะ ภิกขุนีนัง อัคคา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๘๒. เถรี ตุ ภัททะกัจจานา มะหาภิญญานะมุตตะมา ชิเนนะ สุขะทุกขัง สา สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๘๓. ลูขะจีวะระธารีนัง อัคคา กิสาปิ โคตะมี ฐะปิตา อัคคัฏฐานัมหิ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๘๔. สิงคาละมาตา ภิกขุนี สัทธาธิมุตตานะ มุตตะมา กะโรนตุโน มะหาสันติง อาโรคะยัญจะ สุขัง สะทา.
๑๘๕. อัญญา ภิกขุนิโย สัพพา นานาคุณะธะรา พะหู ปาเลนตุ โน สัพพะภะยา โสกะโรคาทิสัมภะวา.
๑๘๖. โสตาปันนาทะโย เสกขา สัทธาปัญญาสีลาทิกา ภาคะโส เกลสะทะหะนา สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
พญานาค
๑๘๗. สุมะโน สุมะนะจะโล อะระวาเฬระปัตตะโก จัมเปยโย มุจะลินโท จะ กัมพะโล ภุชะคิสสะโร.
๑๘๘. กาละนาโค มะหากาโฬ สังขะปาโล มะโหทะโร มะณิกัณโฐ มะณิอัคขิ นันทะนาโคปะนันทะโก.
๑๘๙. วะรุโณ ธะตะรัฏโฐ จะ กุงคุวิโล ปะลาละโก จิตฺระนาโค มะหาวีโร ฉัพฺยาปุตโต จะ วาสุกี.
๑๙๐. กัณหาโคตะโม ภุชะนินโท อัคคิธูมะสิโข ตะถา จูโฬทะโร อะหิจฉัตโต นาคา เอราปะถาทะโย.
๑๙๑. อาสิวิสา โฆระวิสา เย สัพเพ นะยะนาวุธา ชะลัฏฐา วะ ถะลัฏฐา วา ปัพพะ เตยยา นะทีจะรา กะโรนตุ โน มะหาโสตถิง อายุมาโรคิยัง สะทา.
เปรต
๑๙๒. นิชฌามะตัณหิกา เปตา อุสุสัตติ จะ โลมะกา มังสะปิณฑาทะโย เปตา เปตา เวมานิกาทะโย ปาเลนตุ โน สัพพะภะยา สะทา เต สุขิโน สะทา.
อสูร
๑๙๓. เย ปะหาราทะสัมพะรา พะละยาสุระคะณา จะ เย เวปะจิตตาสุระคะณา จันทาสุระคะณาทะโย.
๑๙๔. สัพเพ เตปิ มหาเตชา ภูตะยักขะนิวาระณา กะโรนตุ โน มะหาโสตถิง อาโรคะยัญจะ ชะยัง สะทา.
เทวดา
๑๙๕. เย ยักขา สัตตะสะหัสสา ภุมมา กาปิละวัตถุกา อิทธิมันโต ชุติมันโต วัณณะวันโต ยะสัสสสิโณ.
๑๙๖. สัพเพ ติสะระณา ยักขา มะเหสักขา ชุตินธะรา กะโรนตุ โน มะหาโสตถิง อาโรคะยัญจะ ชะยัง สะทา.
๑๙๗. ฉะสะหัสสา เหมะวะตา ยักขา นานัตตะวัณณิโน พุทธะปูชายะ นิระตา สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๑๙๘. สาตาคิรา ติสะหัสสา ยักขา นีลาทิวัณณิโน นานาปะภายะ สัมปันนา สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๑๙๙. เวสสามิตตา ปัญจะสะตา ยักขา นานัตตะวัณณิโน อิทธิมันโต ชุติมันโต วัณณะวันโต ยะสัสสิโณ โมทะมานา อะภิกกามุง สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๐๐. กุมภีโร ราชะคะหิโก เวปุลลัสสะนิเวสะนัง ภิยโย นัง สะตะสะหัสสัง ยักขานัง ปะยิรุปาสะติ โส ยักเขหิ ปะริวาโร สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๐๑. ปุริมัญจะ ทิสัง ราชา ธะตะรัฏโฐ ปะสาสะติ คันธัพพานัง อะธิปะติ มะหาราชา ยะสัสสิ โส.
๒๐๒. ปุตตาปิ ตัสสะ พะหะโว อินทะนามา มะหัพพะลา โส ราชา สะหะ ปุตเตหิ สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๐๓. ทักขินัญจะ ทิสัง ราชา วิรุฬโห ตัง ปะสาสะติ กุมภัณฑานัง อะธิปะติ มะหาราชา ยะสัสสิ โส.
๒๐๔. ปุตตาปิ ตัสสะ พะหะโว อินทะนามา มะหัพพะลา วิรุฬโห สะหะ ปุตเตหิ สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๐๕. ปัจฉิมัญจะ ทิสัง ราชา วิรูปักโข ปะสาสะติ นาคานัญจะ อะธิปะติ มะหาราชา ยะสัสสิ โส.
๒๐๖. ปุตตาปิ ตัสสะ พะหะโว อินทะนามา มะหัพพะลา วิรูปักโข สะปุสเตหิ สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๐๗. อุตตะรัญจะ ทิสัง ราชา กุเวโร ตัง ปะสาสะติ ยักขานัญจะ อะธิปะติ มะหาราชา ยะสัสสิ โส.
๒๐๘. ปุตตาปิ ตัสสะ พะหะโว อินทะนามา มะหัพพะลา กุเวโร สะหะ ปุตเตหิ สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๐๙. ปุริมัง ทิสัง ธะตะรัฏโฐ ทักขิเณนะ วิรุฬหะโก ปัจฉิเมนะ วิรูปักโข กุเวโร อุตตะรัง ทิสัง.
๒๑๐. จัตตาโร เต มะหาราชา สะมันตา จะตุโร ทิสา ทัททัฬหะมานา อัฏฐังสุ สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๑๑. เตสัง มายาวิโน ทาสา อาคุง วัญจะนิกา สะฐา มายา กุเฏณฑุ เวเฏณฑุ วิตุจจะ วิตุโฏ สะหะ.
๒๑๒. จันทะโน กามะเสฏโฐ จะ กินนุฆัณฑุ นิฆัณฑุ จะ ปะนาโท โอปะมัญโญ จะ เทวะสูโต จะ มาตะลิ.
๒๑๓. จิตตะเสโน จะ คันธัพโพ นะโฬราชา ชะโนสะโภ วะโร ปัญจะสิโข เจวะ ติมพะรู สุริยะวัจฉะสา.
๒๑๔. เอเต จัญเญ จะ ราชาโน คันธัพพา จะ มะหัพพะลา โมทะมานา สะทา โสตถิง โน กะโรณตุ อะนามะยัง.
๒๑๕. มะหันตา นาคะสา นาคา เวสาลา สะหะ ตัจฉะกา กัมพะลัสสะตะรา จาปิ เมรูปาทะสิตา พะลา.
๒๑๖. ยามุนา ธะตะรัฏฐา จะ สัพเพ นาคา ยะสัสสิโน เอราวะโณ มะหานาโค โน กะโรณตุ อานามะยัง.
๒๑๗. มะหิทธิกา สุปัณณา เย นาคะราเช มะหัพพะเล คะเหตตะวา ชินะเขตเตวะ ปักขันทิงสุ นะเภ พะลา.
๒๑๘. ปะฐัพฺยาโป จะเตโช จะ วาโย เทวา มะหิทธิกา อุปะจาเรนะ นิพพัตตา สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๑๙. วะรุณา วาระณา เทวา โสโม จะ ยะสะสา สะหะ เมตตาการุณิกา สัพเพ สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๒๐. ปัณณาสะโยชะนายาเม วิมาเน ระตะนามะเย ฐิโต ตะเม วิหันตะวานะ สุริโย โสตถิง กะโรตุ โน.
๒๒๑. จันโท สีตะกะโร โลเก ปะภายุชชะลิโตทะโย มะหันธะการะวิทธังสิ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๒๒๒. เวณฑู จะ สะหัสสี เทวา อะสะมา จะ ทุเว ยะมา จันทัสสูปะนิสา เทวา เทวาสูริยะนิสสิตา พุทธัสสะ มามะกา สัพเพ สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.

๒๒๓. นักขัตตานิ ปุรักขิตฺวา เทวา มันทะวะลาหะกา สักโก ปุรินทะโท เสฏโฐ สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๒๔. มะหันตา สะหะภู เทวา ชะละมัคคิสิขาริวะ อะริฏฐะกา จะ โรชา จะ อุมาปุปผะนิภาสิโน.
๒๒๕. วะรูณา สะหะธัมมา จะ อัจจุตา จะ อะเนชะกา สุเลยยะรุจิรา เทวา เทวา วาสะวะเนสิโน ทะเสเต ทะสะธา กายา สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๒๖. สะมานา มะหาสะมานา มานุสา มานุสุตตะมา ขิฑฑาปะโทสิกา เทวา เทวา มะโนปะโทสิกา.
๒๒๗. อะถาปิ หะระโย เทวา เทวา โลหิตะวาสิโน ปะระคา มะหาปาระคา สัพเพ เทวา ยะสัสสิโน ทะเสเต ทะสะธา กายา สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๒๘. สุกกา กะรุมหา อะรุณา อาคุง เวฆะนะสา สะหะ โอทาตะคัยหา ปาโมกขา อาคุง เทวา วิจักขะณา.
๒๒๙. สะทามัตตา หาระคะชา มิสสะกา จะ ยะสัสสิโน ถะยะนัง อาคะปัชชุนโน โย ทิสาสะวะภิวัสสะติ.
๒๓๐. ทะเสเต ทะสะธา กายา สัพเพ นานัตตะวัณณิโน อิทธิมันโต ชุติมันโต วัณณะวันโต ยะสัสสิโน โมทะมานา ชินะทานา สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๓๑. โลกะธาตุสะหัสเสสุ ทะสะเสววะ สะมันตะโต เทวาทะโย ปาณะคะนา สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๓๒. เขมิยา กัฏฐะกายา จะ โชตินามา มะหิทธิกา ลัมพีตะกา ลามะเสฏฐา สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๓๓. ชะลัฏฐา จะ ถะลัฏฐัญเญ เทวากาสัฏฐะกาทะโย ยักขะคันธัพพะกุมภัณฑา ปิสาจา เย มะโหระคา เมตตะจิตตา จะ สัพเพ เต โสตถิง ผาสุง กะโรนตุ โน.
๒๓๔. ตาวะติงสา จะ เย เทวา ยามา เทวา มะหิทธิกา ตุสิตา จะ มะหา เทวา นิมมานะระติโนมะรา.
๒๓๕. วะสะวัตตีสุ ระติโน สัพเพ เทวา สะวาสะวา พุทธะปูชายะ นิระตา สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
พรหม
๒๓๖. พฺรัหฺมาโน ปาริสัชชา จะ เย จะ พฺรัหฺมะปุโรหิตา มะหาพฺรัหฺมา จะ สัพเพ เต ปะฐะมัชฌานะสัณฐิโน.
๒๓๗. เมตตาวิหาริโน สันตา สัมพุทธัสสะ ปะรายะนา กะโรนตุ โน มะหาโสตถิง เสกขาเสกขะปุถุชชะนา.
๒๓๘. ปะริตตาภัปปะมาณาภา พฺรัหฺมา จาภัสสะรา ตะถา พุทธะปูชายะ นิระตา ทุติยัชฌานะสัณฐิโน.
๒๓๙. เมตตาการุณิกา สัพเพ สัพพะสัตตะหิเตสิโน กะโรนตุ โน มะหาสันติง โสตถิมาโรคฺยะมายุวัง.
๒๔๐. ปะริตตะสุภาพฺรัหฺมาโน อัปปะมาณะสุภา จะ เย สุภะกิณหา จะ พฺรัหฺมาโน ตะติยัชฌานะสัณฐิโน.
๒๔๑. ปะภายะ ผะระณา โลเก พุทธะฌานะระตา สะทา อะหิงสา สัพพะสัตเตสุ สะทา สันติง กะโรนตุ โน.
๒๔๒. เวหัปผะลาปิ พฺรัหฺมาโน จะตุถถัชฌานะสัณฐิโน เสกขะปุถุชชะนาเสกขา สะทา สันติง กะโรนตุ โน.
๒๔๓. สัมปัตติยา นะ หายันติ พฺรัหฺมาโน ชินะสาวะกา อะวิหานามะกา สัพเพ สะทา สันติง กะโรนตุ โน.
๒๔๔. อะตัปปา นามะ พฺรัหฺมาโน จะตุถถัชฌานะสัณฐิโน พฺรัหฺมะวิหาริกา สัพเพ โสตถิง ผาสุง กะโรนตุ โน.
๒๔๕. สุทัสสา นามะ พฺรัหฺมาโน ภิรูปา ฌานะโภคิโน อะปุนาคะมะนา กาเม สันติง ผาสุง กะโรนตุ โน.
๒๔๖. พฺรัหฺมะวิหาระสัมปันนา ชินะภัตติปะรายะนา พฺรัหฺมาโน สุทัสสี นามะ สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๔๗. อะกะนิฏฐา จะ พฺร้หฺมาโน เชฏฐา สัพพะคุเณหิ จะ ปะหีนะภะวะนิเสนหา สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๔๘. ปะฐะมารูปะพฺรัหฺมาโน สัพพะรูปะวิราคิโน ชินะภัตติระตา สัพเพ สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๔๙. ทุติยารูปะพฺรัหฺมาโน เหฏฐาฌานะวิราคิโน ชินะภัตติระตา สัพเพ สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๕๐. ตะติยารูปะพฺรัหฺมาโน เหฏฐาฌานะวิราคิโน ชินะภัตติระตา สัพเพ สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๕๑. จะตุตถารูปะพฺรัหฺมาโน เหฏฐาฌานะวิราคิโน ชินะภัตติระตา สัพเพ สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
บุคคลประเภทรวม
๒๕๒. เวเทเหปะระโคยาเน ชัมพูทีเป กุรุมหิ จะ เทวะยักขะปิสาเจหิ สัทธิง วิชชาธะราทะโย.
๒๕๓. อากาสัฏฐา จะ พฺรัหฺมาโน ชะลัฏฐา จันตะลิกขะชา ทะวิปะทาทะโย เย สัตตา สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๕๔. มาระเสนะวิฆาตัสสะ ชินัสสะ สุขะฌายิโน เตโชพะเลนะ มะหะตา สะทา มังคะละมัตถุ โน.
๒๕๕. นานาคุณะวิจิตตัสสะ รูปะกายัสสะ สัตถุ โน สัพพะเทวะมะนุสสานัง มาระพันธะวิโมจิโน เมตตาพะเลนะ มะหะตา สะทา มังคะละมัตถุ โน.
๒๕๖. สัพพัยญุตาทิกายัสสะ ธัมมะกายัสสะ สัตถุโน จักขาทะยะโคจะรัสสาปิ โคจะรัสเสวะ ภูริยา เตโชพะเลนะ มะหะตา สัพพะ มังคะละมัตถุ โน.
๒๕๗. รูปะกายะสะทิสัสสะ นิมมิตัสสะ มะเหสิโน ธัมมัสสะ วัตตุโน สัคเค เทวานัง สุคะตา ปะติ เตโชพะเลนะ มะหาตา สะทา มังคะละมัตถุ โน.
๒๕๘. สิกขิตฺวา มานุเส เทเว โมจะวิตฺวา สะเทวะเก สังขาเร ปะชะหันตัสสะ นิพพุตัสสะ มะเหสิโน มหันเตนานุภาเวนะ สัพพะ มังคะละมัตถุ โน.
๒๕๙. จะตุราสีติสะหัสสะ ธัมมักขันธัสสะ เตชะสา นะวังคะสาสะนัสสาปิ นะวะโลกุตตะรัสสะ จะ สัพพะปาปะปะวาเหนะ สัพพะ มังคะละมัตถุ โน.
๒๖๐. มะหะโตริยะสังฆัสสะ ปัญญักเขตตัสสะ ตาทิโน ปะหีนะสัพพะปาปัสสะ สีลาทิกขันธะธาริโณ มะหาเตชานุภาเวนะ สัพพะ มังคะละมัตถุ โน.
๒๖๑. ปาตาเล ภูตะลากาเส เทวะยักขะปิสาจะกา วิชชาธะรา จะ คันธัพพา นาคะกุมภัณฑะรักขะสา สัพเพสะมานุภาเวนะ สัพพะ มังคะละมัตถุ โน.
อานุภาพของอุปปาตะสันติ
๒๖๒. อิจเจวะมุปปาตะสันติง โย วะเทยยะ สุเณยยะ วา วิเชยยะ สัพพะปาปานิ วุทธัตตัญจะ ภะวิสสะติ.
๒๖๓. โสตถิกาโม ละเภ โสตถิง สุขะกาโม สุขังละเภ อายุกาโม ละเภยยายุง ปุตตะกาโม ละเภปุตตัง.
๒๖๔. นะ ตัสสะ โรคา พาเธนติ วาตะปิตตาทิสัมภะวะ อะกาละมะระณัง นัตถิ นะ เทโว วิสะโมสะเร.
๒๖๕. นะ จุปปาตะภะตัง ตัสสะ ดนปี ปัตตะภะยัง ตะถา นัสสันติ ทุนนิมิตตานิ ปาปะกัมมัฏฐิตานิ จะ ทีฆะมายุ มะหาโสตถิง อาโรคฺยัญจะ สะทา ภะเว.
๒๖๖. โย สุตฺวาปิ มะหาสันติง สังคามัง ปะวิเส นะโร วิชะเย เวริโน สัพเพ นะ สัตเถหะยะภิภูยะเต.
๒๖๗. สัพพะทา ละภะเต ปิติง นะวิปัตติง นาวะคาหะติ โรเคหิ นาภิภูยะเต สะวัตถูหิ วิวัฑฒะเต.
๒๖๘. ยัตฺระ เทเส วะโกวะกา พาฬหะกา รักขะสาทะโย อุปปาตะสันติโฆเสนะ สัพเพ ตัตถะ สะมันติ เต.
๒๖๙. ยะมุททิสสะ วะเท สันติง สะชีวัญจาปะยะชีวิตัง โส มุจจะเต มะหาทุกขา ปัปโปติ สุคะติง สะทา.
๒๗๐. เทวัฏฐาเน นาคะเร วา นิจจะมุปปาตะสันติยา ปาละกา เทวะราชาโน เตชะสิรีวิวัฑฒะนา.
๒๗๑. ปะถะพะยาปาทิสัญชาตา อุปปาตา จันตะลิกขะชา อินทาทิชะนิตุปปาตา ปาปะกัมมะสะมุฏฐิตา สัพพุปปาตา วินัสสันติ เตชะสุปปาตะสันติ. อุปปาตะสันติ นิฏฐิตาฯ
คาถาสูตรขวัญเทิง (บน) นะโม เม พุทธะเตชะสา ระตะนัตตะยะธัมมิกา เตชะปะสิทธิปะสีเทวา ณารายะณะ ปะระเมศะวะรา สิทธิพรัมหมา จะ อินทา จะตุโลกา คัมภีระรักขะกา พรัมหมะ โลกะเทวา สัคคะ เทวา อากาสะเทวา สะทา รักขันตุ โว สัพพะโสตถี จะ ภะวันตุ โว
คาถาสูตรขวัญลุ่ม (ล่าง) สัพพะพุทธานุภาเวนะ สัพพะธัมมานุภาเวนะ สัพพะสังฆานุภาเวนะ ตุยหัง สัพพะ โรคะ โสกุปัททะวะทุกขะ โทมะนัสสุปายาสา วินัสสันตุ สัพพะอันตะรายาปิ วินัสสันตุ สัพพะ สังกัปปา ตุยหัง สะมิชฌันตุ ทีฆายุตา ตุยหัง โหตุ สะตะวัสสะชีเวนะ สะมังคิโก โหตุ สัพพะทา อากาสะ ปัพพะตะวะนะภูมิคังคา มะหาสะมุททา อารักขะกา เทวะตา สะทา ตุมเห อะนุรักขันตุ
บทสูตรขวัญลุ่มเทิง ศรี ศรี มื้อนี้แม่นมื้อดี ศรี ศรี วันนี้แม่นวันเฮ้าหมอเฒ่าว่าวันดี วันสิทธิ อะมุตตะโชค ตกแต่งพาขวัญ แล้วจึงได้สูตรเชิญขวัญว่า มาเยอ ขวัญเอย ขวัญ 32 ขวัญ ให้เจ้ามาเฮ้า 92 ขวัญ ให้เจ้ามาโฮมมาสู่สมในเนื้อ มาสืบเชื้อในคีง ผ้าผืนลายเฝือเจ้าก็มี เสื่อหลากเหลื่อมลายคำก็มี ของ กินนำคือไข่ต้มก็มี หมากส้มผลผลาก็มี เหล้ายาสุราและกล้วยอ้อยก็มี สังวาลสร้อยเครื่องธะรงก็มี แหวนธำมะโฮงสุดสอดก้อยก็มี ของเพิงใจมีหลายหลาก ทั้งเหมี่ยงหมากเคี้ยวแดง ๆ ทั้งมันแซง และมันอ้อน กล้วยอ้อยก้อนวางเป็นถัน น้ำมันจันทร์หอมลูบไล้ มีทั้งฮวดดอกไม้สุบเกล้าเกศา มีทั้ง ดวงมาลาหอมห่วงเฮ้า มีทั้งดอกคัดเค้าบานจูมจี ตกแต่งดีจึงได้เชิญขวัญเจ้า หมอเฒ่าเอิ้นจ้อย ๆ ขวัญน้อยให้ต่าวมา ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญหัวให้มาอยู่หัวอย่าละ ขวัญตาให้มาอยู่ตาอย่าพราก ขวัญปากให้มาอยู่ปากอย่าหนี ขวัญเกศีเกษเกล้า ตั้งแต่เท้าฮอด จอมผม จงมาชมของใหม่ ขวัญไหล่และตากลม มาเชยชมอยู่ในเนื้อ มาอยู่เฮื้อในคีง ทั้งขวัญตีน และขวัญมือ ขวัญสายบือ (สะดือ) และท้องน้อย อย่าคลาดคล้อยให้มาอยู่ประจำโต ว่ามาเยอ ขวัญเอย ขวัญนมให้มาอยู่นมสองเต้า ขวัญเกล้าให้มาอยู่เกล้าเกศา ขวัญขาให้มาอยู่ขาแหล่ง แหง่ง ขวัญแข่งให้มาอยู่แข่งละงอ ขวัญคอให้มาอยู่คอกลมป้อง ขวัญท้องและขวัญคาง ขวัญแอว บางคิ้วก่อง ขวัญทุกห้องในตนว่ามาเยอขวัญเอย ให้มาอยู่ในสกลกายตราบต่อเท่า อายุเจ้าได้ 5 พันวัสสา ก็ข้าเทอญฯ สะตะวัสสา จะ อายุ จะ ชีวะ สิทธิ ภะวันตุ เต
บาศรีพระพุทธรูป ศรี ศรี ปีเดือนแกมถึงเขต พระสุริเยศเข้าสู่ราศรี ผิจ๊กปุน เป็นปี เป็นเดือน เป็นวัน มื้อนี้แม่นมื้อ ......... (ให้บอกวัน, เดือน, ปี ปัจจุบัน) วันนี้เป็นวันมหามงคลอันวิเศษ ฝูงข้าทั้งหลาย ยอมือถวายใส่เกษเกล้า นบพระเจ้า ตนมีรัศมีรังษี ถึงเดือนปีมาไต่เต้า องค์พระเจ้าจึงเสด็จลีลา มีวรรณางามสพาส ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พร้อมกันมากราบไหว้บูชา ฝูงข้าทั้งหลายเอากันมา ขัดลูปไล้ เพื่ออยากได้ดังคำมักคำปรารถนาแห่งฝูงข้าทั้งหลาย บ่ได้มีใจทึบหนา จึงได้ก้มกราบ บาทบาทา ไหว้พระเจ้าตนลือชาเฮืองโลก เพื่ออยากให้สมโชคดั่งคำปรารถนา บ่ได้คลาดแคล้ว ขอให้แล้วยังคำมักคำปรารถนา ฝูงข้าทั้งหลายบ่มีใจทึบหนาด้วยโทษ ทั้งกริ้วโกรธโกรธา ฝูงข้าทั้งหลายจึงเอากันมา บายศรีสมโภชพระแก้วเจ้า ทั้งผู้เฒ่าและปานกลาง ทั้งสาวฮามและเด็กน้อย เขามีใจชื่นช้อย เลื่อมใสดี ฝูงข้าทั้งหลายจึงได้มาขัดสีสรงเกษ ตามอุปเทศผู้หวังผล ฝูงข้าทั้งหลายยังได้กระทำ เพียรสร้างกุศลหลายหลาก จึงได้มาอุปฐากเจ้าทรงธรรม ผู้ได้นำคำสอนผายโผด สัตว์โลกให้พ้น จากโอฆะสงสาร ขอให้เถิงนิรพานอันล้ำเลิศ ฝูงข้าทั้งหลายบ่ได้เหมิดเสี่ยงความยินดี ต่อพระชินศรี ตนเป็นเค้า เป็นเจ้าแก่คน และเทวดาทั้งหลาย ตนมีรัศมีอันฮุ่งเฮืองบ่เศร้า ตราบต่อเท่า 5 พระ พันวัสสา ฝูงข้าทั้งหลายยังปรารถนาต่างๆ บางผ่องปรารถนาเอาสมบัติอันมาก สมบัติหลากโลกีย์ เป็นเศรษฐีมูลมั่ง นับด้วยชั่งอสงไขย บางผ่องปรารถนาเป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ขอให้ได้ผาบแพ้ ในทวีปทั้ง 4 คัณนา บางผ่องปรารถนาเป็นอินทาธิราช ตนเป็นอาชญ์แก่เทวดาทั้งหลาย บางผ่อง ปรารถนาเป็นพระปัจเจกโพธิญาณอันล้ำยิ่ง ข้ามพ้นทุกสิ่งในโอฆะสงสาร บางผ่องปรารถนาเอา พระสัพพัญญุตตัญญาณอันล้ำเลิศ นำสัตว์ผู้ประเสริฐสู่นิรพาน บางผ่องปรารถนาเถิงอรหันตา มรรคญาณผายผ่อง หมดบาปแล้วแจ้งส่องดั่งคำมักคำปรารถนา ฝูงข้าฯทั้งหลายจงสัมฤทธิ์สวัสดี อยู่ทุกเมื่อ ด้วยความเชื่อพุทธคุณ จัตตาโร ธัมมา วุฒิธรรม 4 ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ จงเจริญในขันธสันดาน แห่งฝูงข้าฯ ตราบต่อเท้าเข้าสู่เมืองแก้ว กล่าวแล้วคือว่า มหานีรพานทุกตนทุกคน ก็ข้าเทอญ นิพพานะ ปัจจัยโยโหตุ สาธุ สะทา ติฏฐะตุ พุทธะรูปัง สาวกานัง ปะติฏฐะกัง สาธุ
สู่ขวัญน้อยก่อนแต่งงาน ศรี ศรี มื้อนี้แม่นมื้อดี มื้อดิถี อะมุตตะโชค โตกใบนี้แม่นโตกไม้จันทร์ ขันอันนี้แม่น ขันมหาราช จากปราสาทอินทรา ป่อนลงมาให้หมู่เจ้า ให้ผู้เฒ่าแต่งพาขวัญ ศรีองค์อวนอ่อนน้อย สองแจ่มจ้อยนั่งเฮียงกัน มีทั้งขันเบ็ญจมาส งามองอาจช่อมาลา ผู้ได้มาพบพ้อ งามกะด้อคนมา เห็น แต่งแต่เว็นฮอดฮุ่งเช้า สองหน่อเง้าพระยาแถน แต่เมืองแมนปั้นป่อน มาอยู่บ่อนเคหา มาอยู่ ชายคาฮ่วมห้อง เฮ็ดถืกต้องตามตำรา อาคัจฉาหิ ชะยะตุ ภะวัง ชะยะมังคลา ติเรกะเตโช ล้ำเลิศ สุดประเสริฐเหลือหลาย เห็น เดือนหงายเจ้าอย่าได้ด่วน จิตอย่าป่วนไปไกล อย่าไปไสให้อยู่ห้อง อยู่ฮ่วมน้องพัวพัน อยู่ดอมกัน ฮักห่อ เป็นดังลูกพ่อ แม่เดียวกัน เมืองสวรรค์ปั้นป่อน ตั้งแต่ก่อนชาติหนหลัง ตามมายังมนุษย์โลก จั่งเป็นโชคแต่บุพเพ อะตีเต กาเล อะติชานาติ ตั้งแต่กี้เคยฮ่วมกันมา ดวงชาตาจั่งถืกต้อง จั่งได้มา ฮ่วมห้องเตียงนอน ให้เจ้าอยู่เป็นคู่สอนลอน สอนลอนทุกค่ำเช้า ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญเจ้าไปเที่ยวเล่นหิมะวันป่าไม้ใหญ่ ขวัญเจ้าไปเที่ยวเล่นไพรหนาพนามาส ขวัญเจ้า ไปเห็นปราสาทหมื่นห้อง ทองเหลื่อมสง่าศรี เห็นนารีแย้มแนมนำเขา กะให้ต่าว ขวัญเจ้าสาวเห็น บ่าวน้อยเชิงชู้ให้ต่าวมา ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญเจ้าไปเที่ยวค้าแดนไกลประเทศต่าง ขวัญเจ้าย่าง ข้ามน้ำทะเลกว้างย่านไกล กะให้มาสามื้อนี้วันนี้ ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญเจ้าไปทางก้ำตอนเหนือหาเที่ยว ไปคนเดียวเลาะเล่นอิดแล้วให้ ต่าวมา ขวัญเจ้าพาสาวเล่นวารีลงอาบ ล้างส่วยแล้วขวัญเจ้าให้ต่าวมา ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญ เจ้าไปทางก้ำหงสา มะละแม่ง ขวัญจอมแพงไปอยู่พุ้นโตเจ้าให้ดุ่งมา เมืองลังกาทางพุ้นกลางนะที ปากอ่าว เห็นสาวงามอย่าสิเว้า เด้อเจ้าอย่าสิหลง เมืองหงสาอยู่หย่อน ๆ นครลุงอยู่ห่าง ๆ เมือง เชียงตุงอยู่ซ้ง ๆ โขงกั้นให้ด่วนมา ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญเจ้าเคยไปเล่นแดนแกวแม้วกะเหรี่ยง อย่าฟังเสียงถูกเอิ้นให้ เมินหน้าต่าวมา ขวัญเจ้าไปหาแก้วนำแกวทางไซ่ง่อน ให้เจ้ากลับต่าวย่อนมาซ้อนคู่เคียง ว่ามาเยอ ขวัญเอย ขวัญเจ้าไปเที่ยวเล่นพนมเปญเขมรต่ำ พระตะบองฝ่ายก้ำทางพุ้นบ่อนชม นครทมเขมร พุ้น สาวงามเสียมราฐ ชมปราสาทนครวัดอย่าได้ช้ามาถ่อนอย่าอยู่นาน ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญเจ้าเลยไปพุ้นภูชุนสัตนาค หลวงพระบางให้ย่างย้ายกลายก้ำให้ หล่ำมา ขวัญหูขวัญตาพร้อมเกษาแขนข้อ ทั้งขวัญคอไหล่ท้องให้มาห้องแห่ง เฮาขวัญเลาคีงตน ตัวด้วยขวัญมวยผมขาแข่ง ขวัญคำแพงลูกแก้วฟังแล้วต่าวมา ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญเจ้าอย่าได้ เมามัวช้า ให้มาหานางนาถ มาปราสาทใหญ่กว้างสองเฒ่าอยู่คอย เอถะ ตาตา ปิยะปุตตะกา คันขวัญมาเถิงแล้วเฮือนซานบ้านส่อง ให้เจ้านอนอยู่ห้อง สบายเนื้ออย่าคะนิง ว่ามาเยอขวัญเอย โพยภัยฮ้ายอันตรายอย่ามาเบียด อย่าให้ความเดือดฮ้อน มาใกล้ให้ห่างหนี ขอให้มีสุขล้นอนันตังตื้อติ่ว หิวหอดฮ้ายให้หายเสี่ยงอย่ามี สมบัติล้นอนันตังมูล มาก อย่าได้ทุกข์ยากฮ้ายหลายล้นสิ่งของ ให้เนืองนองคือน้ำ ไหลมาอานันต์เนก ให้เป็นเอกลื่นล้น คนย่องทั่วไตร คึดใด๋ให้เจ้าได้สมดั่งมโนหมาย ทั้งเงินคำมีหลาย โกฏิกือกองล้าน ให้กินทานเหลือ ล้นอานิสงฆ์นำส่ง ตามประสงค์คึดไว้มโนแม้นดั่งพระทัย ว่ามาเยอขวัญเอย คันนอนตื่นให้เจ้าเห็นเงินเต็มพา คันเจ้าหลับตาให้เจ้าฝันเห็น หน่วยแก้ว ให้เจ้าคลาดแคล้วจากมลทิน มีของกินเหลือหลาก ลูกหลานมากมาโฮม เสียงทม ๆ คีคื่น ให้ล้นลื่นคนทั้งปวง อย่าขัดขวางโชคลาภ มีคนกราบวันทา ให้มีไฮ่แสนวามีนาพันไฮ่ มีทั้งไก่ และหมูหมา มหิสา โคณา คือว่า งัวควายและช้างม้า มีข้อยข้าพอพัน มาโฮมกันชูส่อย มีคนส่อย ญาติกา มีคนมาแหนแห่ ให้เจ้าสุขยามแก่มีกินทาน มีสมภารแก่กล้า ให้มีหน้าคนชม เสียงทม ๆ คนยอย่อง มีพี่น้องเหลือหลายกินทานไปได้บุญมาก มีหลายหลากบุญนำ หลุดเวรกรรมอย่ามาสู่ ให้ได้หมู่เป็นเศรษฐี ให้เจ้ามีแสนสิ่ง ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญเจ้ามาโฮมอยู่ อย่าป๋าหมู่ไล่หนี ขวัญเจ้าจงมีสุขอาจ อยู่ปราสาท หลังสูง มีคนจูงในทางเลิศ แสนประเสริฐเหลือหลาย ให้เจ้ามีเฮือนซานหลังใหญ่ ให้มีไพร่พลแสน ดั่งเมืองแมนทิพย์อาสน์ มีอำนาจดั่งพระยาราชสีห์ มีเสียงดีดั่งนกการะเวก ให้เป็นเอกในเมืองคน อย่าได้จนอึดอยาก ทุกสิ่งมากเหลือตา มีเสนาแหนแห่ ให้ลื่นพ่อลื่นแม่เงินคำ ทั้งศีลธรรมล้ำเลิศ แสนประเสริฐสุขสันต์ มานำกันกุศลเก่า ทั้งพงศ์เผ่าวงศ์วาน ทั้งกินทานอย่าได้ขาด ทั้งตักบาตร และจังหัน จัตตาโร ธัมมา วัฑฒันติ อายุ วัณโณ สุขัง พะลัง มังสังเนื้อสังขารอย่าเหี่ยว คนเหลียว เห็นให้ผ่องแผ้ว เห็นแล้วส่องนำ ทั้งกรรมนั้นโทษา มีโทษความโกรธนั้นหายสิ้นปิ่นหนี อย่าได้มีมา ต้องสนองนำกรรมไล่ เฮ็ดอันใด๋ค้าอันใด๋กะให้ได้ สมแม้นปรารถนา สัพพะพุทธานุภาเวนะ สัพพะ ธัมมานุภาเวนะ สัพพะสังฆานุภาเวนะ ขอจงเป็นสุข เป็นสุข ทุกทิพาราตรี เทอญฯ สาธุ
สู่ขวัญคนป่วย ศรี ศรี มื้อนี้แม่นมื้อดี มื้อขับหนีเคราะห์อันฮ้าย มื้อหยับย้ายเวรกรรม มื้อหน่อธรรม เผิ่นผาบแพ้ มื้อเผิ่นแก้เสนียดจัญไร มื้อนี้แม่นมื้อพระมาลัยมาโปรด มื้อละโกรธละความหลง มื้อ พระลงไปทางหลุ่ม ช่วยให้ชุ่มทั้งซุมแซง พระฤทธีแฮงแก่กล้า ไปเบิ่งหน้าพระยามาร อดสงสารบ่ได้ พระจึงใช้พระคาถา ว่า อมพระเพลิง อมพระพาย อมพระนารายณ์ผู้มีเดช พระยาเวสสุวรรณ มาร่วมกันพอหมู่ ให้มาอยู่ซูซม พระบรมโลกธาตุ มีง้าวอาจบังตนกู ฆ่าผีฆ่าพลายคอขาด ฆ่ามารโตฉลาดตายจุ่ม ตายกอง แขนทั้งสองให้คงที่ อย่าได้หนีจากที่จงคืนมา พระราชาจอมราชผู้องอาจเทวัญ มารวมกัน เสกเป่า ให้โรคเก่าหายหนี ให้เจ้าดีคือเก่า ให้เจ้าต่าวแข็งแรง จงมีแฮงมาเถิด บุญเจ้าเกิดคืนมา ทางหยูกยาก็ให้ถืก จั่งหาฤกษ์มาเวียน ป่วยปีเดือนให้หายขาด ทางพยาธิ์ให้หายหนี สองพันปีอย่า มาผ่า ให้คนว่าเจ้าแข็งแรง เจ้ามีแฮงดั่งพระยาช้าง ให้เจ้าย่างไปไกล มาไว ๆ คล่องแคล่ว เบิ๊ดเข็ญ แล้วเคราะห์หนีหาย อันตรายอย่ามาอยู่ในกาย จงหายสามื้อนี้วันนี้ ขวัญเจ้าไปไกลกะให้มา ขวัญไปนากะให้ต่าว ขวัญอยู่อ่าวนะทีทอง ขวัญไปปองเป็นเจ้า หลงไปเว้าอยู่ในคอ ลมวอยๆ ให้เจ้าต่าว อย่าโอ้อ่าวนำเขา ขวัญอยู่เลาป่าอ้อ ขวัญไปพ้อไหเงินไห คำ ขวัญไปนำไก่ต่อ ขวัญไปหล่อเงินฮาง ขวัญไปทางเมืองหมั้น ขวัญเจ้าไปอยู่ชั้นปราสาทดอมผี กะให้มาสามื้อนี้วันนี้ ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญคิ้วก็ให้มา ขวัญสองตาใสส่อง ขวัญแอกยน่องตีนขา กะให้มามื้อนี้วันนี้ ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญหูอยู่กับหู ขวัญบุญชูอย่าหนีหง่าย อย่าปีนป่ายสองขา เดิน อย่ามัวเพลินอยู่นำป่า ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญคิ้วและขวัญผม ขวัญนมและแขนศอก อย่าได้ออกหนีไกล ว่ามา เยอขวัญเอย อย่าไปใส ขวัญหลังและขวัญไหล่ ให้ได้นุ่งผ้าใหม่ขวัญแอว เอาซุมแซวฮีบกลับต่าว ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญเจ้าอย่าไปไกลให้เขาว่า ขวัญอยู่บ่าแบกไหคำ ขวัญปานดำแบกไหเหล้า ตื่นฮุ่งเช้าขวัญมาหา ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญเจ้าหลงไปก้ำนำหวางเมยมั่ง ขวัญเจ้าไปนั่งเล่นชม พั่วดอกกระยอม ขวัญเจ้าไปซอมซู้หวังมาซูอยู่เช้าค่ำ ขวัญเจ้านำหมู่ช้างสารฮ้ายอยู่ดง ขวัญเจ้า ลงไปเล่นน้ำเขาพวกกะเหรี่ยง ขวัญเจ้าไปอยู่เบื้องเมืองแม้วหมู่แกว ขวัญเจ้าไปแถวพุ้นเมืองภูซุน ไซง่อน ขวัญเจ้าไปเลาท้างทางพุ้นอย่าแหว่ ขวัญเจ้าไปทางพุ้นหนองกระแสร์แสนย่าน แม่น้ำน่าน บ่อนสุทโธนาคน้ำเป็นเจ้าอย่าไป ขวัญเจ้าหลงไปถ้ำหนองหาญนางไอ่ บ่อนผาแดงไล่ฆ่าตีม้าผ่าฟัน ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญเจ้าไปพายฆ้องจูมคำมะละแม่ง ขวัญเจ้าแยงส่องเล่นเห็นแก้ว หน่วยใส เจ้าอย่าได้ซมอยู่นานดน คือสีทนหลงทางขาดเขินผืนผ้า ป๋าโตไว้มะโนราหนีจาก แสน ลำบากป่วยไข้ไพรพุ้นด่านเขา ขวัญหน่อเจ้าให้ผันเผ่นเวนคืน ว่ามาเยอขวัญเอย ชวัญเจ้ากลับมา แล้วให้มาอยู่ซุมแซง เซามีแฮงเหงื่อไคลไหลย้อย ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญสองข้างขาแขนเคยย่าง บาดนี้โรคห่างฮ้ายหนีพ่ายให้ต่าวมา ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญเจ้าอย่าได้มัวเมาเล่นนำเขาคนละเผ่า ขวัญของข่อยและเจ้าเฮานั้นต่างเขา อย่าไปเว้านำหมู่ผีพาย อย่าไปผายนำผีตาแฮก ผีเหลียวไม้ สิแดกตาผี ไม้ฤาษีฤทธิ์แก่กล้า ว่ามาเยอขวัญเอย เจ้าอย่าลงเป็นหาด เจ้าอย่าได้ขาดเขินวัง ให้มาอยู่เฮือนหลังใหญ่ มาเลี้ยงไก่บักแดงบักลาย มากินงายนำพ่อนำแม่ นำเฒ่าแก่ปู่ย่าลุงตา มาเฮ็ดนาเอาเข้าใส่เล้า มา นั่งเว้านำหมู่นำกอง มาหาเงินหาทองขายปลาขายข้าว ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญเจ้าอย่าไปไกลลง ไทยไปล่าง ขวัญเจ้าย่างนำคนอย่าไปดนให้ต่าว ได้ยินข่าวให้มาเฮือน ป่วยปีเดือนกะหายขาด โตพยาธิ์จัญไร เผิ่นเอาไปสับปาด โตพยาธิ์พาเป็นทั้งเคราะห์เข็ญมาหาเผิ่นไล่ เอาไปใส่ไฟสุม เอา ไปคุมฝังแน่น บัดนี้แหล่นทินลิน ทินลิน พระยาอินทร์เทิงฟ้า สั่งให้ว่าหายโรคา เป็นพระยานาหมื่น สุขล้นลื่นมีแฮง โตแข็งแรงหายขาด เมิ๊ดพยาธิ์ในโต ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญปากกะให้มาอยู่ปาก ขวัญหน้าผากและฮูดัง อย่าไปหยังขวัญ อยู่ท่ง อย่าได้จ่งมานำกัน ขวัญฟันกะมาอยู่ฟัน อย่าไปหลื่น ขวัญลิ้นกะให้มาอยู่ลิ้นลีลาน อย่าอยู่ นานหายป่วย ให้เจ้าอ่วยมาไว ๆ อย่าไปไกลหลายโยชน์ อย่ามีโทษมาหา ขวัญตาและขวัญคิ้ว กะให้มาอยู่คิ้วสองทาง ขวัญคางกะให้มาอยู่คางสามื้อนี้วันนี้ ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญส่วงน้อย หง่อนต่อคอเอ็นกะให้มาสามื้อนี้วันนี้ ขวัญเลือดและขวัญลม กะให้มาสามื้อนี้วันนี้ ขวัญท้องน้อย และสายบือ ขวัญนิ้วมือแหวนสุบใส่ แหวนวงใหม่ใสเมียง ๆ เอามาเฮียงมะณีโชติ งามเหลือโพด ธำมะรงค์ งามสมทรงเจ้าตกแต่ง แก้มแป่งแส่งขวัญมาเยอ ขวัญหัวใจและตับปอด จงมากอดใน กายา ขวัญจงมาหายพยาธิ์ อย่าได้คลาดไปไกล อย่าได้ลัยเหินห่าง มาอยู่หว่างในทรวง ว่ามาเยอขวัญเอย มาฮอดแล้วให้เจ้าอยู่แสนสบาย หายโพยภัยทุกข์โสก วิปโยคทุกข์ หนักหนา เจ้าเป็นมาหายขาดแคล้ว ใสดั่งแก้วไพฑูรย์ เป็นมุงคุลมื้อนี้ ไม้เท้าซี้พยาธิ์หาย พยาธิ์ตาย เอาปลายแหย่ อยู่นำพ่อแม่อย่าได้หนี สามพันปีให้เจ้าหมั่นปานสุเมรุราช ให้เจ้าอาชญ์ดั่งเอราวัณ ดั่งพระจันทร์นวลผ่อง ให้เจ้าค่องคือหลัง ให้เจ้ายังคือเก่า ให้สมเผ่างามงอน คนออนซอนผุดผ่อง คิงเจ้าค่องหายโรคา แนวมันมาทำภายในและภายนอก ว่ามาเยอขวัญเอย ให้มาอยู่กับเนื้อกับคีง ในมื้อนี้วันนี้ อุ อะ มุมะ มูลมา ทีมายุโก โหตุ สัพพะทา อะเนกา อันตะรายาปิ วินัสสันตุ สาธุฯ
คำผูกแขนคนป่วย อมพระพุทโธ พระพุทธัง ลมพัดต้องใบไม้หน่วงหนาวมาแล้ว ตกเมื่อยามเดือนหก ฝนตก ลงจ้น ๆ ขวัญเจ้าสิไปอยู่ซ้นหลังคาเฮือนไม้ป้องหล่อ ไผเดนอสิมาปั้นถ้าให้ปลาปิ้งป่อนใส่มือ พอมา ฮอดเดือนห้าเมษายนต้นปีใหม่ ฝนตกฮำป่าไม้ ขวัญหล้าให้ต่าวมา ขวัญแข่งให้มาอยู่แข่งลีลา ขวัญขาให้มาอยู่ขาลีล้อย ขวัญท้องน้อยและฮาวนม ขวัญคอกลมและคิ้วก่อง ขวัญส้นหน่องและ ฮาวแขน ขวัญเหมิดโตนวลละใหม่ ให้มาอยู่ในเนื้อและฮาวคีงสามื้อนี้วันนี้ ฝนตกเจ้าอย่าด่วนไป หน้า ฟ้าฮ้องเจ้าอย่าด่วนไปไกล ให้เจ้ากลับมาสามื้อนี้วันนี้เดี๋ยวนี้ มาฮอดแล้วกูจักใส่กระแจขวัญ นะผูก โมมัด พุทยัด ธาอุด ยะปีด สัพพะทุกขา สัพพะภะยา สัพพะโรคา วินาสสันตุ สาธุ
สู่ขวัญเฮือน ศรี ศรี มื้อนี้แม่นมื้อดี มื้อเศรษฐีอันมีนกเอี้ยง จั่งได้เสี่ยงหาขวัญมา ภริยาเมียมิ่ง แก้ม ปิ่งสิ่งหาเอาของ ทั้งแจ่วบองและมีดพร้า ได้เตรียมพร้าขวานคม สิไปชมป่าไม้ โบราณว่าเอาไม้แข็ง มีไม้แดงและไม้แต้ กิ่งก้านแผ่ในไพร แบกขวานไปสิปล้ำถาก หาบ่ยากไม้เสาเฮือน ไปเป็นเดือนยาม ออกใหม่ เอาลำใหญ่ยูงยาง เอามีดถางเบิ่งฮอดเหง้า จั่งบอกเจ้ารุกขา หมู่เทวดาเฝ้าอยู่ เฮ็ดนำปู่ ตามครูสอน ต้นมันงอนคดก่ง เผิ่นให้จ่งอย่าตัดมา บ่งามตาเอาไว้ก่อน หาเอาบ่อนลำสื่อปานเทียน เอาลำเหมือนเสาเมรุราช เอาเสาอาจดั่งโฮงอินทรา จั่งเอามาเป็นเสาเฮือนอยู่ ดีกว่าหมู่ไม้จิกไม้ฮัง จั่งมายังเสาเฮือนและเสาแฮก เจ้าจั่งแบกมาหา คันได้มาเก้ากำเก้าศอก เจ้าจั่งบอกเทพา ขอเผิ่น มาเป็นโฮงนอนแผ่ ขอมาปลูกให้แม่นอนเย็น นอนกลางเว็นได้เงินหมื่น นอนตื่นให้ได้เงินแสน ทั้งได้ แก้วได้แหวนหลายหลาก เจ้าจั่งเอาขวานถากตัดฮอน ตัดเป็นตอนฮอนหง่า ต้นเผิ่นว่าเป็นโกน ต้นเทิงโพนเผิ่น ห้าม ต้นเป็นง่ามปลายตาย บ่ดีหลายอย่าไปต้อง อย่าไปข้องเอามา ผิดตำราพ่อแม่ พวกเถ้าแก่ โบราณ มาปลูกเฮือนปลูกซานบ่ราบรื่น บ่สดชื่นมีแฮง เป็นเฮือนแข็งเข็ดขนาด อย่ามาพาดเฮือน นอน มันเป็นหนอนเจาะปู่ บ่ได้อยู่สุขสันต์ เอาขวานฟันเป็นเสนียด มันจักเดือดตอมตาม หา ความงามบ่ได้ เป็นคนไฮ้อนาถา อย่าเอามาบ่ถืกโสก หาเลาะโคกตัดเอา ตัดเอาเสาสิบสองต้น อย่าให้ค่นขวางทาง อย่าให้วางกลางไฮ่ ต้นไม้ใหญ่ไฟลน อย่าไปขนไปแก่ ต้นแก่แด่มันตาย อินทร์พรหมหมายเผิ่นบ่ชอบ บ่ประกอบเป็นเฮือนชาน ปลุกไปนานเกิดเสนียด คนบังเบียดโจรา อย่าเอามาเป็นกะทอด อย่ามาจอดเป็นขาง อย่ามาวางเป็นขื่อ ว่ามาเยอขวัญเอย เขาได้ตัดเจ้าล้ม เจ้าอย่าจ่มโมหัง ให้เจ้าฟังอย่าด่วน ว่ามาเยอขวัญ เอย ขวัญเสาแฮกอย่าได้หนี ขวัญเสาขวัญอย่าได้แล่น ให้เจ้าใสคือแว่นพระอินทรา ให้ขวัญเจ้า แล่นมาอยู่ลีล้ายลีล้าย ขวัญเจ้าย้ายทั้งขางตง ขวัญเจ้าลงทั้งขางขื่อ ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญเสา นางอย่าหลงทางป่องท้าง ให้เจ้ายาวไวๆ เสียงเรไรแมงง้วง เจ้าอย่าห่วงกลางดง ให้เจ้าลงมาสู่ ให้มาอยู่นำหลาน ทั้งขวัญซานติดต่อ ให้เจ้าก่อกองคำ ให้เจ้านำกองแก้ว มาฮอดแล้วอย่าไปใส ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญไม้จิกให้เจ้ามาอยู่ ขวัญไม้ดู่ให้เจ้ามาเวียน ขวัญไม้ตะเคียนให้ เจ้ามาใหญ่ มาตุ้มไพร่ลูกหลานมีแฮง ขวัญไม้แดงมาเฮียงไม้แต้ มาเป็นแม่กะได มาเป็นคิงไฟให้ นึ่งข้าว ให้มาเฝ้าอยู่ชายคา ยามเจ้ามาเอาเป็นเงินล้าน มาอยู่บ้านนำหลาน มาอยู่ซานวางแอ่ง ห้อยต่องแต่งกระบวยนำ ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญเจ้าอย่าได้หนีไปอยู่ไฮ่ ขวัญเจ้าอย่าไปไล่กวาง ฟาน มาอยู่ซานบ่เหงี่ยง ให้เจ้าเที่ยงคือพระยาแถน ว่ามาเยอขวัญเอย แป้นแอ้มใหม่คือไม้แดง ตงขางแข็งคือไม้แต้ เอามาแต่เมืองสาละวัน ไม้จันทันและหน้าต่าง วิสุกรรมเป็นซ่างป่อนมาหา ไม้สะยัวหลังคาพระอินทราตกแต่ง เผิ่นจัดแจ่งตงขาง เอามาวางพิงพาด ดูสะอาดโฮงหลวง คนทั้ง ปวงมาโฮมแห่ พวกเฒ่าแก่มาออนวอน มาเฮือนนอนเย็นซุ่ม ใต้เมืองหลุ่มงามหลาย ปานเดือน หงายใสส่อง บ่มีป่องฮูฮอย ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญเสาแฮกไปหลงอยู่กลางทาง ขวัญเสากลางไปหลงอยู่ป่า ไปอยู่ ท่านอนเซา ขวัญเสาเหนือและเสาใต้ กะให้มาสามื้อนี้วันนี้ ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญขื่อขวัญขาง ขวัญแขนนางและกระทอด ให้ออดหลอดออดหลอดมาไวๆ ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญจงมาพลัน อย่าช้า ให้เจ้ามาพร้อมหน้าพาขวัญ สิ่งสมควรขุนแต่งไว้บ่ห่อนไฮ้สวัสดี จำเริญศรีเหลือหลาก มีมวลมากสถาพร สุขทั้งนั่งสุขทั้งนอนบ่คลาดแคล้ว ปลุกเฮือนแก้วให้ผาบแพ้ข้าศึกศัตรู ชัยยะตุ ภะวัง ชัยยัมังคะลัง มหามุงคุล จงมีแก่ฝูงข้าทั้งหลายก็ข้าเทอญ
เสกน้ำรดเฮือนหลังสูตรขวัญแล้ว นะโม เม พุทธะเตชะสา ธัมโม เม ธัมมะ เตชะสา สังโฆ เม สังฆะเตชะสา ระตะนัตตะยะ ธัมมิกา เตชะ ปะสิทธิปะสีเทวา สัพเพ ภัทรานิ ปัสสันตุ มา กิญจิ ปาปะมาคะมา ชะยะสิทธิธะนัง ลาภัง สัพพะทุกขา สัพพะภะยา สัพพะโรคา วินาสันตุ สะทา โสตถี ภะวันตุ เตฯ
ผูกแขนบ่าวสาวแต่งงาน อมศรี อมศรี ฝ้ายเส้นนี้แม่นฝ้ายพระยาแถน ป่อนแขนมาพ่อสิผูก เอาเป็นลูกของ พระยา ผูกก้ำซ้ายให้ขวัญเจ้ามา ผูกก้ำขวาให้ขวัญเจ้าอยู่ ให้เป็นคู่เทียมสอง ให้ปรองดองฮักห่อ อยู่นำพ่อคูณเฮือน หลายปีเดือนให้เจ้าได้ลูกน้อย ทั้งข้อยข้าแลเงินคำ มีผู้นำเงินล้าน มีผู้ให้บ้าน หลังงาม มีนาทามพันไฮ่ มีหมูหมาเป็ดไก่ช้างม้าและงัวควาย นอนตื่นสวยให้เจ้าได้เงินล้าน ออก จากบ้านอย่าได้มีศัตรู ให้มีผู้ส่อยซูขนหาบ มีโชคลาภเนืองนอง มีข้าวของเต็มอั่ง ให้เจ้าได้นั่งเป็น เศรษฐี สองสามีจงควรคู่ ให้ทั้งสองเจ้าอยู่ถาวร ยามกินนอนอย่าอึดอยาก ของเหลือปากโภชนะ อาหาร มีลูกหลานเต็มเหลือหลาก อย่าอึดอยากแนวใด๋ ให้ไปไวมาค่อง ให้ได้ท่องศีลธรรม จ่มมำๆ ไหว้พระเจ้า ให้เป็นพ่อเฒ่าแม่เฒ่าทั้งสอง ให้ได้ถือไม้เท้ายอดทอง ถือตะบองยอดเพชร อย่าได้บก เป็นหาดอย่าได้ขาดเขินเป็นวัง ให้สมหวังเหลือเหตุ ให้เป็นดั่งพระเวสสันดร คนออนซอนเหลือ หลาก มีลูกมากปานกะปูยามนา อุ อะ มุ มะ มูลมา สะวาหุมฯ
ผูกแขนทั่วไป ฝ้ายอันนี้แม่นฝ้ายพระพรหม พระบรมมหาราช เครือเขากาด
ป่อนลงมา มีคาถาพระ อุปคุตอยู่นำ มีคาถายอดพระธรรมครบถ้วน พระยาอินทร์ล้วนส่งด่วนมาหา ส่งลงมาว่าให้ลูก ว่า ให้ผูกเอาขวัญ ว่าสมควรผูกไว้ ให้เป็นใหญ่ในโลกา ขวัญเข้ามาผูกแขนข้อ ผูกเอาหน่อคูณเฮือน ให้เจ้าใสปานเดือนอย่ามีเมฆ ให้เป็นเอกในเมืองคน อย่ายากจนอึดอยาก ยามเจ้าปากมีคนถาม ผิวพรรณงามผุดผ่อง สีใสส่องดั่งทองทา ยามไปมาอย่าอืดอาด ยัวระยาตรดั่งพระยาช้างสาร กับ ทั้งบริวารพอหมื่น ให้ล้นหลื่นคนทั้งหลาย มีหญิงชายเป็นข้อยข้า มีช้างม้าโตงาม มีคนหามแหนแห่ ให้เจ้าดีกว่าพ่อกว่าแม่ทั้งหลาย มีของขายเต็มบ้าน มีอยู่ฮ้านเนืองนอง มีนาหนองและนาห้วย มี คนช่วยการงาน อายุนานปานพระอุมา และนางวิสาขะสุขเลิศ แสนประเสริฐดั่งนางผุสดี มีขันติ ดั่งพระเตมีใบ้ ให้เจ้าใหญ่ดั่งพระอิศวรอยู่เขาไกรลาศ งามองอาจดั่งพระนารายณ์ บ่มีไผมาท่อ คือ น้อยหน่อสีดา มีปัญญาดั่งศรีปราชญ์ ให้ฉลาดดั่งศรีธนญชัย คิดอันใดให้เจ้าได้ดั่งคำมัก คำ ปรารถนา มะ อะ อุ อุ มะ นะ ชา ลิ ติ สาธุฯ
ผูกแขนเด็กน้อย ศรี ศรี ด้ายเส้นนี้แม่นด้ายพระยาพาลีผู้มีอำนาจ ผู้องอาจในขีดขีน กับทั้งพ่อพระยาอินทร์ แถนลอแถนหล่อ ส่งมาให้น้อยหน่อลูกพระอิศวร บรบวรทุกสิ่ง ให้เป็นมิ่งมุงคุล ว่าบุญเจ้าเกิดมาแต่ แถน ว่าแนนเจ้ามาแต่ฟ้า พระหน่อหล้านอนอู่สายไหม จอมพระทัยแก้วแก่น ผูกแขนข้างซ้ายให้ เจ้าเป็นพระยา ผูกข้างขวาให้ได้เป็นเอก ให้ได้พรพระปัจเจกอรหันต์ มารวมกันอยู่กับพ่อ ผู้เผิ่นก่อ แปลงมา กับมารดาผู้ให้จู้ให้เจ้าอยู่นอนเปล อย่าหันเหไปอยู่ป่า ให้เจ้ามาอยู่ท่าในโฮง ถึงสามโมง ให้เจ้าด่วน อย่าไม่วนอยู่ในไพร สัพพะเสนียดจัญไรจงหายหนี ให้เจ้าสุขีตราบเท่าอายุเจ้าได้ฮ้อย ขวบพันวัสสา ทีฆายุตา สะทา โสตถี ภะวันตุ เตฯ


โดย: - [15 ต.ค. 51 1:03] ( IP A:125.26.143.218 X: )
ความคิดเห็นที่ 16
   คาถาเมตตามหาลาภ (เศรษฐีใหญ่)
เอหิสาลิกา ยังยัง พุทธัง อาคัจฉาหิ สาลิกาถิง กะระณัง ตาวังคาวา,เอหิมะมะ สุวะโปตะโก อะยัง ราชา สุวัณณะวัณณา สาลิกานัง มะโหสะโต ปิยังมะมะ / นะเมตตา โมกรุณา พุทปรานี ธายินดี ยะเอ็นดู ยะหันตะวา รักพุทจะ / โอมนะโมพุทธายะ พุทธังสะระติ ธัมมังสะระติ สังฆังสะระติ จิตตังสะมาเรมะมะเอทิ เอหิชัยยะ เอหิสัพเพชะนา พะหูชะนา เอหิ / โอม นะปะโร รันนะขุเภติ พุทธัง สะระติ จิตตัง สมาคะมา,ธัมมัง สะระติ จิตตัง สมาคะมา,สังฆัง สะระติ จิตตัง สมาคะมา / โอมนะโม พุทธะ นะ มะ อะ อุ เอหิชัยยะ เอหิสัพเพชะนา พะหูชะนา เอหิ / จันโทอะภะกันตะโร ปิติปิโย เทวะมนุสสานัง อิตภิโยปุริโส มะอะอุ อุมะอะ อิสวาสุ อิกะวิติ / นะโมพุทธายะ มะพะทะนะ ภะกะสะจะ สัพเพเทวาปีสาเจวะ อาฬะวะกาทะโยปิยะ ขัคคัง ตาละปัตตัง ทิสะวา สัพเพยักขา ปะลายันติ สักกัสสะ วะชิราวุธัง เวสสุวัณณัสสะ คะธาวุธัง อะฬะวะกัสสะ ทุสาวุธัง ยะมะนัสสะ นะยะนาวุธัง อิเมทิสะวา สัพเพยักขา ปะลายันติ/ ตานังเลนัง สัพพะปาณีนัง เลนังตานัง สัพพะปาณีนัง/ นะโมพุทธายะ นะรานะระ รัตตังญานัง,นะรานะระ รัตตังหิตัง,นะรานะระ รัตตังเขมัง,วิปัสสิตัง นะมามิหัง / นะโม พุทธายะ โมคคัลลานัญจะ มหาเถโร,อิทธิมันโต อานุภาเวนะ,เชยยะสิทธิเม / นะโมพุทธายะ นะมะพะทะ จะภะกะสะ นะอุอุนะ เตชะสุเนนะมะ ภูจะนาวิเว อิตินะยะปะรังยุตเต นะโมพุทธายะ สัพพะสิเนหา จะปูชิโต สัพพะโกธาวินาสสันตุ อะเสสะโต เมตตากรุณายัง ทะยะวิสา โสปิยามะนาโปเม สัพพะโลกัสสะมิง โพธิมะหิสะกะ อิถิพุนะ อิถิสัตโต อิถีวาโย เอหิมะมะ,นะกาโร โหติ, สัมภะโว ธะนัง โภคัง, ทุสะมะนิ, นะนัง โภคัง ทุสะมะนิ อุมิอะมิ มะหิสุตัง สุนะพุทธัง อะสุนะอะ นะมะพะทะ จะภะกะสะ นะมามีมา มะหาลาภา อิติพุทธัสสะ สุวัณณังวา ระชะตังวา มะณีวา ธะนังวา พีชังวา อัตถังวา ปัตถังวา เอหิ เอหิ อาคัจเฉยยะ อิติมีมา นะมามิหัง /อุปะคุตโต จะ มะหาเถโร สัมพุทเธนะวิยากะโต มารัญจะ มาระพะลัญจะ โสอิทานิมะหาเถโร นะมัสสิตตะวา ปะติฏฐิโต อะหังวันทามิ อิทาเนวะ อุปะคุตตัง จะ มหาเถรัง ยังยัง อุปัททะวัง ชาตัง อะเสสะโต มะหาลาภัง ภะวันตุเม / อิมินา สักกาเรนะ สีวะลีเถรัง อะภิปูชะยามิ สีวลี จะ มะหาเถโร อินโท พรัมมาจะ ปูชิตัง สัพพะลาภัง ประสิทธิเม เถรัสสะ อานุภาเวนะ สัพพะโสตถี ภะวันตุเม ฯนะชาลีติประสิทธิลาภา ปะสันนะจิตตา สะทา โหนติ ปิยังมะมะ สัพเพชะนา พะหูชะนา สัพเพทิศา สะมาคะตา กาละโภชะนา วิกาละโภชะนา อาคัจฉันติ ปิยังมะมะ ธัมมะจักกัง ปะทัง สุตะวา พุชฌิตะวา อัตตังปะทัง สันติ อะระหาโลเก โลกานัง หิตะการะณาภันเต คะวัมปะตินามะ ตีสุ โลเก สุปากะโต พรหมะปุตโต มะหาเถโร อะระโห เชฏฐะโก มุนิ นัตถิ เถโร สะโม อินทะคันธัพพา,อะสุราเทวาสักโก,พรหมาภิปูชิโต นะโมพุทธัสสะ คะวัมปะติสสะ นะโมธัมมัสสะ คะวัมปะติสสะ นะโมสังฆัสสะ คะวัมปะติสสะ สุกขาสุกขะ วะรัง ธัมมัง ธัมมะจักกัง ปะวะรัง วะรัง ฯโย อะริโย มหาเถโร อะระหัง อภิญญาธะโร ปะฏิสัมภิทัปปัตโต เตวิชโช พุทธะสาวะโก พะหูเมตตาทิวาสะโน มหาเถรานุสาสะโก อะมะตัญเญวะ สุชีวะติ,อภินันที คุหาวะนัง โส โลกุตตะโร นาโม อัมเหหิ อะภิปูชิโต อิธะ ฐานูปะมาคัมมะ กุสะเล โน นิโยชะเย ปุตตะเมวะ ปิยัง เทสิ มัคคะผะลัง วะ เทสะติ ปะระมะสารีริกะธาตุ วะชิรัญจาปิวานิตัง โส โลเก จะ อุปปันโน เอเกเนวะ หิตังกะโร อะยัง โน โข ปุญญะลาโภ อัปปะมัตโต ภะเวตัพโพ สาธุกันตัง อะนุกะริสสามะ ยัง วะเรนะ สุภาสิตัง โลกุตตะโร จะ มหาเถโร เทวะตานะระปูชิโต โลกุตตะระคุณัง เอตัง อะหัง วันทามิ ตัง สะทา มหาเถรานุภาเวนะ สุขัง โสตถี ภะวันตุ เม" สยามะเทวาธิราชา เทวาติเทวา มะหิทธิกา เทยยะรัตฐัง อะนุรักขันตุ อาโรคะเยนะ สุเขนะจะ เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ สุวัตถิ โหตุ สัพพะทา สยามะเทวานุภาเวนะ สยามะเทวะเตขะสา ทุกขะโรคะภะยาเวรา โสกาสัตตุ จุปัททะวา อะเนกาอันตะรายาปิ วินัสสันตุ อะเสสะโต ชะยะสิทธิธะนัง ลาภัง โสตถิ ภาคะยัง สุขังพะลัง สิริอายุจะวัณโณจะ โภคัง วุฑฒี จะยะสะวา สะตะวัสสา จะ อายุจะ ชีวะสิทธี ภะวันตุเม " กัจจาย ยะนะจะมหาเถโร พุทโธ พุทธานัง พุทธะตัง พุทธัญจะ พุทธะสุภาสิตัง พุทธะตังสะมะนุปปัตโต พุทธะโชตัง นะมามิหัง ปิโยเทวะ มะนุสสานัง ปิโยพรหมะ นะมุตตะโม,ปิโยนาคะ สุปันนานัง ปิยินทะริยัง นะมามิหัง,สัพเพชะนา พะหูชะนา ปุริโสชะนา อิตถีชะนา ราชาภาคินิ จิตตัง อาคัจฉาหิ ปิยังมะมะฯธัมมะจักกัง ปะทังสุตะวา พุชฌิตะวา อัตตังปะทัง สันติเก อะระหาโลเก โลกานังหิตะการะณา ภันตาตันเต กัจจายยะนะนามะ,ตีสุโลเกสุ ปากะโต พรหมะปุตโต มะหาเถโร อะระโห เชฏฐะโกมุนี นัตถิเถโร สะโมอินทะคันธัพพา อะสุราเทวะ สักโก พรหมาภิปูชิโต นะโมพุทธัสสะ กัจจายยะนะมะหาเถรัสสะ นะโมธัมมัสสะ กัจจายยะนะมะหาเถรัสสะ นะโมสังฆัสสะ กัจจายยะนะมะหาเถรัสสะ สุขาสุขะวะรังธัมมัง ธัมมะจักกัง ปะวะรัง นิฎฐิตัง โอม นะโม พระภะระตะยะ นะโมนะมะคันฐะมาลา สิทธานัง กะพะมานะ สัมมาอะระหังวันทามิ อิมัง ทุปะถูปัง,บุพพะคันฐัง,ครูอาจาริยะคุณณัง,อะหังปูเชมิ,นะโม ชีวะโก,สิระสาอะหัง การุณิโก,วิสะตะทิพพะมันตัง ปะภาโส สุริยังจันทัง โกมาระภัทโต ปะกาเสติปัทธิ โตอะเมหะ โสระโรคา สุมะนาโหมิ นะระนะอะ โรคาพยาธิ วินาสสันติ,นะโมพุทธายะ พระพุทธะ ไตรรัตตะนะญาณ มณีนพรัตน์ สีสะหัสสะ สุธรรมา พุทโธ ธัมโม สังโฆ ยะธาพุทโมนะ,พุทธะบูชา ธัมมะบูชา สังฆะบูชา อัคคีทานัง วะรังคันธัง สีวลี จะมะหาเถรัง อะหังวันทามิ ทูระโต อะหังวันทามิ ธาตุโย อะหังวันทามิ สัพพะโส พุทธะ ธัมมะ สังฆะ ปูเชมิ สัพเพพุทธา สัพเพธัมมา สัพเพสังฆา พะลัปปัตตา ปัจเจกานัญ จะยังพะลัง อรหันตานัญ จะ เตเชนะรักขัง พันธามิ สัพพะโส พุทธัง อธิษฐามิ ธัมมัง อธิษฐามิ สังฆัง อธิษฐามิ นะโม พุทธะสิกขีพระพุทธเจ้า นะโมสรรพะพุทธานัง นะโม สรรพะธัมมานัง นะโม สรรพะสังฆานัง นะโม อิติ อิติ สัมปะจิตฉามิ นาสังสิโม พรหมา จะ มหาเทวา สัพเพยักขา ปะรายันติ พรหมา จะ มหาเทวา อะภิลาภา ภะวันตุเม มหาปุญโญ มหาลาโภ ภะวันตุเม มิเตภาหุหะติ พุทธะมะอะอุ นะโมพุทธายะ วิระทะโย วิระโคนายัง วิระหิงสา วิระ ทาสี วิระทาสา วิระอิทถิโย พุทธัสสะ มานีมามะ พุทธัสสะ สวาโหม สัมปะติจฉามิ เพ็ง ๆ พา ๆ หา ๆ ฤา ๆ
"นะชาลีติ ประสิทธิลาภา" สีวะลี จะ มหาเถโร เทวะตานะระปูชิโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ อะหัง วันทามิ ตัง สะทา สีวะลี จะ มหาเถโร ยักขาเทวาภิปูชิโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ อะหัง วันทามิ ตัง สะทา สีวะลี เถระคุณัง เอตัง โสตถิ ลาภัง ภะวันตุ เมฯ พุทธังเมตตา นะชาลีติ ธัมมังเมตตา นะชาลีติ สังฆังเมตตา นะชาลีติ สีวะลีเมตตา นะชาลีติ โอมมะพะลังวา ราชะกุมาโรวา ราชะกุมารีวา ราชาวา ราชินีวา คะหัฏโฐวา ปัพพะชิโตวา สะมะโณวา พราหมะโณวา อิตถีวา ปุริโสวา วาณิโชวา วาณิชาวา อุปาสะโกวา อุปาสิกาวา ทาระโกวา ทาริกาวา สัพเพ อิเม ชะนา พะหู ชะนา มังปิยายันตุ อาคัจเฉยยะ อาคัจฉาหิ เอหิ จิตตัง ปิยัง มะมะ มะหาลาภะสักการา ภะวันตุ เม * สิวะลี มะหาเถรัง วันทามิหัง มะหาสิวะลีเถโร มะหาลาโภโหติ มะหาสิวะลีเถโร ลาภัง เมเทถะ ฉิมพะลี จะมหานามัง สัพพะลาภัง ภะวิสสะติ เถรัสสานุภาเวนะ สะทา โหนติ ปิยัง มะมะฯ ฉิมพะลีจะมหาเถโร โสระโห ปัจจะยาทิมหิ เชยยะลาโภ มหาลาโภ สัพพะลาภา ภะวันตุ สัพพะทา ฯ ทิตติตถะภะเวราชา ปิยา จะคะระตุเม เย สารัตติ นิรันตะรัง สัพพะสุขาวะหา ฯ ฉิมพะลี จะมหาเถโร ยักขาเทวาภิปูชิโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ อะหัง วันทามิ สัพพะทา ฯ ฉิมพะลี จะ มหาเถโร เทวะตานะระปูชิโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ มหาลาภัง กะโรนตุเม ลาเภนะ อุตตะโม โหติ สัพพะลาภะ ภะวันตุ สัพพะทา ฯ ฉิมพะลี จะ มะหานามัง อินทาพรหมา จะ ปูชิตัง สัพพะลาภัง,ประสิทธิ เม,เถรัสสานุภาเวนะ สะทา สุขี ปิยัง มะมะ ฯ พุทธัง พาหุชะนานัง เอหิจิตตัง เอหิมะนุสสานัง เอหิลาภัง เอหิเมตตา ชมภูทีเป มะนุสสานัง อิตถิโยปุริโส จิตตัง พันธังเอหิ พุทธะสังมิ สังสิโมนา ธัมมะสังมิ โมนาสังสิ สังฆะสังมิ สิโมนาสัง.จิตติ วิตัง นะกรึง คะรัง สหัสสะเนตโต เทวินโต ทิพพะจักขุง วิโสทายิ มุนินทะ วะทะนัมพุชะ คัพภะสัมภะวะ สุนทะรีปาณีนัง สะระณัง วาณี มัยหัง ปิณะยะตัง มะนังฯ เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก โส มานิมา ฤ ฤา ฦ ฦา สา มานิมา ฤ ฤา ฦ ฦา โอม เถระอุตตะมัง วะลังวะระ มะหาปัญโญ สะวาโหมฯ โอมปุปุ ทะลุปัญญา ปัญญาปุปุฯปุปุ ทะลุปัญญา พุทธชักมา พาคิดได้ อัดยังยะ,สว่างวะดังดวงแก้ว,นะพุทธังปิด,นะธัมมังปิด,พระสังฆังปิดพระเจ้าแผลงฤทธิ ปิดทวารทั้งเก้า หน้ากูเป็นหนัง หลังกูเป็นกระดูก คุณทำมิถูก นะโมพุทธายะ. จินดามะณี สะหะโกติ สัตตัง เทวานัง มะนุสสะเทวานัง อะมะนุสสะเทวานัง สะมะณีจิตตัง บุตรีจิตตัง อาคัจฉาหิ ปะริเทวันติ ปิยังมะมะ มะณีจินดา ปัญจะทานัง ทาสาโกมัง ทาสีโกมัง ปิสันทัสสะนะมามิหัง สัพเพชะนา พะหูชะนา มหาจินดา เอหิพุทธัง ปิยินทรียัง เทวะมะนุสสานัง ปิโยนาคะ สุปันนานัง ปิยินทะรียัง นะมามิหัง พุทโธโสภะคะวา ธัมโมโสภะคะวา สังโฆโสภะคะวา อินทะเสน่หา พรหมะเสน่หา อิตถีเสน่หา ราชาเทวีมะณีรักขัง ปิยังมะมะ พุทธะสังมินะชาลิติ พระอะระหังสัพพะลาภัง ประสิทธิ เม จุ ขุ ปูธะ มหามณีจินดา ปิยังมะมะ วิจะสตรี ทาสีทาสา จะโตมังเสน่หา กิริยา ปิโย อิตถีโย มะมัง รักขันตุ สัพพะทา สิทธิเตชัง มหาลาภัง มหาสิทธิโยจะ จินดามณี,ปิยัง มันตัง อะสังทาสัง,โกมัง อุปะสันติ สิเนหัง มาตา ปิตา อะโหระสัง,ปะโพตัญ จะ มะหาราชา,ตะวังมังโป สัตถุโนทิปัง,กาเลเทโว สุโตเสติ กิจจิเทโว สักโกปัชชัง ภัสพิภิณเณนะวา ทัตตะวา ปิยัง กัตตะวา สิริปุตโต ภะวันตุเม สิทธิลาภัง ชะนานะเว ฯ สุสิมุลิ สุนะโมโล อะวิสะมะ สะสิมะนะ"อิติบาทะเก อิติ บาทะกัง คือเกือกแก้ว สวมเท้าข้าพเจ้าทั้งสองแล้ว ปาปิมิปะ นินะสะตุ ๆ อะสะปิด "มะนะมิ อะนะมิ อุนะมิ ปาปิมิปะ กันหะเนหะ" มะหายุทธัง " อะนิสทัสสะนะ อะอัปปัตติฆาตายะ อะยะวะงะ อิติผิดอะระหังจังงังอะ อิสันจะพันธะนัง ศาสตราหัง วันทามิอิ อะคงอะ"อุตตะปิตติ อุทธังปิดทะ พะวะเห อุหิมะหุมฮึมๆฮัมๆ ชะยะ ชะยะ หะริเทวัง เตชะสุเนมะภูจะนาวิเว สะหัสสะรังสี อิสีสะติ อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเสพุทธะนาเมอิ อิเมนาพุทธะตังโสอิ อิโสตังพุทธะปิติอิ อิติปาระมิตาติงสา อิติสัพพัญญุมาคะตา อิติโพธิมะนุปปัตโต อิติปิโส จะเตนะโม อุณะโลมัง เพชร ชะตังโหติ จักขุอุทาเวทะนาจิตมิพุทโธ อิติเน ตราอะระหัง อิติมรณัง ภะเว จะฉะ พะพะยะ วะสะเมนะ กะระวิเก ปะเสทะนานัง โอมสาริกามะหาสาริกา ขอไห้เสียง *ดังดั่งฟ้าฮ้องหื่น ขอไห้เสียงตื่นทั่วสากลนคร โอมละลวยมะหาละลวย โอมละเลียนมะหาละเลียน* โอมสะโหม ติดๆๆ" สิมพะลี จะมหาเถโร ยักขาเทวาภิปูชิโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ อะหังวันทามิ สัพพะทา สิมพะลี จะมหาเถโร เทวะตานะ ระปูชิตา โสระโห ปัจจะยาทิมหิ มะหาลาภัง กะโรนตุเม ลาเภนะ อุตตะโมโหติ โสระโห ปัจจะยาทิมหิ มะหาลาภัง สะทาโสตถี ภะวันตุเม ราชะปุตโต สิมพะลีอิติลาเภนะ อุตตะโม ยังยัง ชะนะปะทัง ยาติคะเม รา ชะนิโย สัพพะปูชิโต โหติ เถรัสสาปา เทวันทามิ เถรัสสาอานุภาเวนะ สัพพะลาโภ ภะวันตุเม สิมพะลี เถรัสสะ เอตะคุณนัง สัพพะธะนัง สุปัตติถินัง สาริกะธาตุ พุทธะรูปัง อะหังวันทามิ สัพพะทา"ธัมมะจักกัง ปะทัง สุตะวา อัตตัง ปะทัง สันติเกราหาโกเล โลกานังหิตาการะนา ภันเตคะวันปะติ นามะติสุโลเกสุปากะโต พรหมะปุตโต มะหาเถโร อะระโห เชฎธะโก มุนิพัสภิสะโมคัน ทัพพา อะสุรา เทวะสักโก พรหมาภิปูชิโต" หะอิอะปะ พุทธะสังมิ นะชาลีติ เอหิมาเรติ นะโมพุทธายะ มะอะอุ เออะมะอุ " กาเยนะ วาจายะ มะยะเจตะสามาระวิชะยัง สุวัณณะมานัง มะหาเตชัง มะหาลาภัง พุทธะปะฏิมัง เมตตาจิตตัง นะมามิหัง โอม ศรี ศรี ชัยยะชัยยะ สัพพะทุกขา อุปัททะวาสัพพันตะรายา สัพพะโรคา วินาสสันติ สะทาโสตถี ภะวันตุ เม."สิทธิพุทธัง กิจจังมะมะ ผู้คนไหลมานะชาลีติ สิทธิธัมมัง จิตตังมะมะ ข้าวของไหลมานะชาลีติ สิทธิสังฆัง จิตตังมะมะเงินทองไหลมา นะชาลีติ ฉิมพะลี มะหาลาภัง ภะวันตุเม"นะโอ้นะทา นะสะเสน่หา นะอุณนะโลมไปมา อาทิตย์เจรุนิ อุอู นะรึ นะรือ นะอะโอ้ โมพุทธนะอือ รึรือ ภะภา อะอํา สิทะยอ พุทธ่อ พุทโธ รืองามยะนะโมโส ทายะสะมานา มหาสะมานา มนุษย์สา มะนุสสุตตะมา ฉิมพะลีมะหาเถโร ยักขาลิโก สุระโหปัญโญ โกนาคะมะโนกัสสะโป สัพพัญญุโน พุทโธ อิทัง วัตตัง อธิษฐามิ นะเมตตา มะหานิยม โม เชยชม อะ นิยมเมตตา พุทธรักข้า ธานิยม ยะเชยชม อะนิยมเมตตา พระอรหังรัก ไมตรีเมตตา พระโมคัลลา ยันติ อะระหังพุทโธ อิติปิโส ภะคะวา นะเมตตาจิต นะโมพุทธายะ มิอุมิ พุทโธ อิติปิโส ภะคะวา พุทโธ ภะคะวาติ อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง อิติปิโส ภะคะวา สัมมาสัมพุทโธ ขอให้ธนบัตรใบอื่นไหลมาดั่งวาริน เอเตนะ สัจจะสัจจัง อธิษฐามิ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ไมตรีจิตตัง นะขา อาคัจฉายะ อาคัจฉาหิ ติวัตตัพโพโหนติ นะสิวังพรหมมา มะอะอุ "สิทธิวิชา มหามันตัง จินดามณี ทิวากะรัง ภูมิยาโจระปาตัสสะมัง ทิพพะจักขุง ฐาวะทิสสะเร จันทาเทวี อะสะมุขขี ทุติยา ปะทะลักขะณา มณีจินดา ปัญจะทานัง ยะสังทาสีทาสัง มาตาปุตตัง วะโอระสัง จิณดามณี สะหัสสะโกติ เทวานัง มะนุสสะภาวัง สะมะณะจิตตัง ปุริสะจิตตัง อาคัจฉาหิ ปะริเทวันติ ปิยังมะมะ สัพเพชะนา พะหูชะนา มหามณีจินดา เอหิพุทธัง ปิโยเทวะมนุสสานัง มหามณีจินดา เอหิธัมมัง ปิโยพรหมมา นะมุตตะโม มหามณีจินดา เอหิสังฆัง ปิโย นาคะสุปันนานัง ปินินทะริยัง นะมามิหัง พุทโธโสภะคะวา ธัมโมโสภะคะวา สังโฆโสภะคะวา อินทะเสน่หา พรหมมะเสน่หา อิสะระเสน่หา อิตถีเสน่หา ราชาเทวี มนตรีรักขัง จิตตังมรณัง จิตตัง มะมะ"พะระโส นามะยักโข เมตะทันตะ ปะริวาสะโก,อะสุณีหะเต โหตุเม ชะยะมังคะลานิ สุกโก ปัญจะ อากาเสจะ พุทธิ ปังกะโร นะโมพุทธายะ อิทธิชันโตชิโต อิทธิชันโตโลกะธาตุมะหิ อัตถะ ภาเวนัง นาทะยิ นะโม เม สัพพะเทวานัง สัพพะคะระหะ จะ เทวานัง สุริยัญจะ ปะมุญจะถะ สะสิภุมโม จะเทวานัง วุโธลาภัง ภะวิส สะติ ชีโว สุกะโร จะมะหาลาภัง โสโร ราหูเกตุ จะมะหาลาภัง สัพพะภะยังวินาสสันติ สัพพะทุกขังวินาสสันติ สัพพะโรคัง วินาสสันติ ลักขะณา อะหังวันทามิ สัพพะทา สัพเพเทวา มัง ปาละยันตุ สัพพะทา เอเตนะ มังคะละเตเชนะ สัพพะโสตถี ภะวันตุ เม พุทธัง ธัมมัง สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ นะโม เม สัพพะพุทธานัง อุปปันนานัง มะเหสินัง ตัณหังกะโร มะหาวีโร เมธังกะโร มะหายะโส สะระณังกะโร โลกะหิโต ทีปังกะโร ชุตินธะโร โกณฑัญโญ ชะนะปาโมกโข มังคะโล ปุริสาสะโภ สุมะโน สุมะโน ธีโร เรวะโต,ระติวัฑฒะโน,โสภิโต คุณะสัมปันโน,อะโนมะทัสสี,ชะนุตตะโม,ปะทุโม โลกะปัชโชโต,นาระโท,วะระสาระถี,ปะทุมุตตะโร,สัตตะสาโร สุเมโธ อัปปะฎิปุคคะโล สุชาโต สัพพะโลกัคโค ปิยะทัสสี นะราสะโภ,อัตถะทัสสี การุณิโก,ธัมมะทัสสี ตะโมนุโท,สิทธิธัตโถ อะสะโม โลเก,ติสโส จะ วะทะตัง วะโร ปุสโส จะ วะระโทพุทโธ,วิปัสสี จะ อะนูปะโม สิขี สัพพะหิโต,สัตถา เวสสะภู สุขะทายะโก กะกุสันโธ สัตถะวาโห โกนาคะมะโน ระณัญชะโห กัสสะโป สิริสัมปันโน โคตะโม สักกะยะปุงคะโว พุทโธ สัพพัญญุตะญาโณ มะหาชะนานุกัมปะโก, ธัมโม โลกุตตะโร วะโร สังโฆ มัคคะผะลัฎโฐ, จะ อินทะสุวัณณะปาระมี, เถโร อิจเจตัง ระตะนัตตะยัง เอตัสสะ อานุภาเวนะ สัพพะทุกขา อุปัททะวา อันตะรายา จะ นัสสันตุ ปุญญะลาภะ มะหาเตโช สิทธิกิจจัง สิทธิลาโภ สัพพะ โสตถี ภะวันตุ เม, สัมพุทธะชิตา จะ สัจจานิ เถรัสสะ พระพุทธะชิตา สัพพะโส คุณะวิภา สัมปัตโต นะรุตตะโม มะหาลาภัง ภะวันตุ เม พระนะชาลีติ พระฉิมพลีจะมหาเถโร สุวรรณรัตนะจินดามะณีมามะ วัตถุวัตถามามะ โภชะนะมามะ อาหาระมามะ พะลาพละมามะ มะหาลาโภ มะหาพรหมามามะ มะหาอินทรามามะ มะหาราชามามะ มะหาราชเทวีมามะ มะหาราชกุมาโรมามะ มะหาราชกุมารีมามะ อัครมะหาเสนาบดีมามะ มะหาเศรษฐีมามะ มะหาเศรษฐีนีมามะ สัพเพชนา มะหาชะนา สัพพะสุขังสวัสดิลาภังมหาลาภังภะวันตุเม นะโมพุทธายะ นะมะพะทะ จะภะกะสะ นะอุอุนะ เตชะสุเนมะ ภูจะนาวิเวอิติ นะยะปะรังยุตเต นะโมพุทธายะ สัพพะสิเนหา จะปูชิโต สัพพะโกธาวินาสสันตุ อะเสสะโต เมตตากะรุณายัง ทะยะวิสา โสปิยามะนา โปเม สัพพะโลกัสสะมิง โพธิมะหิสะกะ อิถิพุนะ อิถิสัตโต อิตถีวาโย เอหิ มะมะ นะกาโร โหติ สัมภะโว นะโมตัสสะภะคะวะโต อะภิวัน ทิยะ ปูเชตะวา เอเตนะ จาปิ สัจเจนะ ปะวุตตา,โชคลาภ ชาติโย ปัพพัณณา จาปะรัณณาจะ วิรูหันตุ สุวัณณะรัชชะตัง จะระวะมัยหัง เทหิ สาสะเต คะฤหะบะดีเศรษฐี กุมภะโฆสะกะเศรษฐี เมณฑะกะเศรษฐี ธะนญชัยยะเศรษฐี ทุคคะตะเศรษฐี อนาถะบิณฑิกะเศรษฐี ปุริโสวา อิตถีวา ทาสีวา ทาสาวา สุวัณณัง รัชชะตัง วัตถังวา โอมมะหาสุนทะริโพธิสัตโต จะ เทวะมะนุสสานัง ตะระมาโภคาวะ ชิปปังขิปปะ มะหา สัมปัตติสุขัง สะระกะธะนัง อะหังวันทามิสิทธิสะวาโหม พุทธาอะเนนามะลิยาสุสังคะเยมิ พุทธาอิริมะลิยา สุสังคะเยมิ พุทธาอิระปะโยเคมะ,คุณนะปักเขสะเมมะมิ อุนาโลมา ปันนะ วิชายะเต ธะนังโภคัง ทุสะมะนิ นะนังโภคัง ทุสะมะนิ อุมิอะมิ มะหิสุตัง สุนะพุทธัง อะสุนะอะ นะมะพะทะ จะภะกะสะ สุวัณณะรัชชะตัง มะหาสุวัณณะรัชชะตัง อังคะตะเศรษฐี มหาอังคะตะเศรษฐี มิคะตะเศรษฐี มะหามิคตะเศรษฐี ปุริเศรษฐีสาวา อิตถีวา พรหมะณีวา มะอะอุมานิมามา อิมัง พุทธัง องค์มหาโชค ขอเอหิจงมา ธังมัง องค์มหาลาภ ขอเอหิจงมา สังฆัง องค์มหาชัย ขอเอหิจงมา พุทโธ สิทธิริดธิ ธัมโมสิทธิริดธิ สังโฆสิทธิริดธิ สุขะสุขะ ชัยยะชัยยะ ลาภะลาภะ สัพพะธัมมานังประสิทธิเม พุทโธสวัสดีมีชัย ธัมโมสวัสดีมีชัย สังโฆสวัสดีมีชัย อิมัง ปะทีปัง สุรังคันธัง อะธิฐามิ โอม พุทโธ วันทานัง สุขิตา มหาลาโภ ทุติยัมปิ โอม ธัมโม วันทานัง สุขิตา มหาลาโภ ตะติยัมปิ โอม สังโฆ วันทานัง สุขิตา มหาลาโภฯ อินทะยะสัง เทวะยะสัง พรหมะยะสัง มหาพรหมะยะสัง อิสียะสัง มะหาอิสียะสัง มุนียะสัง มะหามุนียะสัง ปุริสะยะสัง มะหาปุริสะยะสัง จักกะวัตติยะสัง มะหาจักกะวัตติยะสัง พุทธะยะสัง ปัจเจกะพุทธะยะสัง อะระหันตะยะสัง สัพพะสิทธิวิชชาจะระณะยะสัง สัพพะโลกา ธิปะติญาณะยะสัง,สัพพะโลกะจะริยะ ญาณะยะสัง เอเตนะ ยะเสนะ เอเตนะสัจจะวะจะเนนะ มะมะสุวัตถิโหตุ มัยหัง สะวาหายะ นะโมพุทธัสสะ นะโมธัมมัสสะ นะโมสังฆัสสะ เสยยะถีทัง หุรูหุรู สวาหายะฯ พุทธะเสฏโฐมะหานาถัง วัณณะโก สิงหะนาทะถัง พุทธะสิระสาเตเชนะ มาระเสนาปะราเชยยัง ชัยยะ ภะวันตุ เม,อุกาสะ อิมัง อัคคีพาหูบุพผัง อะหังวันทา อาจาริยัง สัพพะสัยยัง วินาส สันติ สิทธิการิยะ อะปะระปะชา อิมัสมิง ภะวันตุเม ทุติยัมปิ อิมัง อัคคีพาหูบุพผัง อะหังวันทา อาจาริยัง สัพพะสัยยังวินาสสันติ สิทธิการิยะ อะปะระปะชา อิมัสมิง ภะวันตุเม, ตะติยัมปิ อิมัง อัคคีพาหูบุพผัง อะหังวันทา อาจาริยัง สัพพะสัยยังวินาสสันติ,สิทธิการิยะ อะปะระปะชา อิมัสมิง ภะวันตุเม,นะโมพุทธัสสะ คะวัมปะติสสะ , นะโมธัมมัสสะ คะวัมปะติสสะ, นะโมสังฆัสสะ คะวัมปะติสสะ, สุขา สุขะ วะรัง นะโมพุทธายะ, มะอะอุ ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา เจวะ เสกขา ธัมมา ยะธาพุทโมนะ ฯ อมอุดเทตะยัง สะนะทิ • อะหังตัง วันทามิ ตุมะเทโนกายะนะลัญจะ จิตตะพะลัญจะ สัพพะสิทธัญจะเหตุ ทุสะนิมะ ธะนัง โภคา เอหิ อาคัจเฉยยะ อาคัจฉาหิ เอหิ จิตตัง ปิยังมะมะ “ โอมมหาสิทธิโชคอุดม โอมปู่เจ้าเขาเขียว มีลูกสาวคนเดียวชื่อว่านางกวัก ชายเห็นชายรัก หญิงเห็นหญิงทัก รู้จักทุกตำบล คนรักถ้วนหน้า โอมพวกพานิชชาค้าหัวแหวนพากูไปค้าถึงเมืองแมน ค้าแหวนก็ได้แสนทะนาน กูค้าสาระพัดการ ก็ได้กำไรคล่อง ๆ กูจะค้าเงินก็เต็มกอง ทองก็เต็มหาบ กลับมาเรือนสามเดือน เลื่อนเป็นเศรษฐี สามปีเป็นพ่อค้าสำเภา โอมปู่เจ้าเขาเขียว ประสิทธิ์ให้แก่กูคนเดียวสวาหะ”โอมนะโมโพธิสันโตกัณหาชาลีกุมาโรโอมพัทธิราชะกุมาโร ชะหังหังเมสัตตะสวาโหม "พราหมมะณะทุกโข นะโมพุทเธสิโต ธัมมะราชา ชูชะโก สะวาหะ "นะมะพะทะ นะโมพุทธายะ จะภะกะสะ จิเจรุนิ นะออแอ โมออแอ พุทออแอ ธาออแอ ยะออแอ มะอะอุ พุทธะสังมิ อิติกุมาโร ประสิทธิเม จิเจรุนิตัง รูปังนิมิตตัง กุมาโรวา (ลูกรักลูกยม ) อาคัจฉายะ อาคัจฉาหิ มานิมามา เอหิจิตัง นะมะพะทะ,โอมมะอะทิ เอหิ มะมะ นะมะพะทะ นะอะระหัง อะหังครุฑโธ,อาคะ โตอัสสะมิ นาคะราเช อัปเปหิ,อุทธังนาโค เหฏโฐ ครุฑโธ,พุทธัง ธัมมัง สังฆัง สะระณังอิติ โอม วิรุณ ปักสา กะรันกะตา พิธีปูชา อาคัทฉายะ อาคัทฉาหิ เอหิมามา นะโม พุทธายะ กุสเสโตมะมะ กุสเสโต ลาลามะมะ โตลาโม โทลาโม มะมะ โทลาโม มะมะ โทลาโมตัง เหกุติ มะมะ เหกุติฯ ยัดถะตังมะมะ ตังถะยะ ตะวะตัง มะมะตัง วะติตัง เสกามะมะ กาเสกัง กาติยังมะมะ ยะติกาฯ เอหิภูตัง อะหังภูโต จะตุโภตัง อะหังภูโต เรียกเงิน เรียกทอง เรียกโชค เรียกลาภแก้ววิเศษ เอหิมะมะ เอหิมามา มาหาตัวข้าพเจ้า เอหินะโมพุทธายะ เอหิมะมะ เอหิมามา โอม เอหิ เอหิ อุกาสะ อิมัง ปาราชิกัง มหาลาภัง มหาธานัง มหาโภคัง มหาเงิน มหาทอง มหาโชค มหาลาภ นาโข วัทตัพโพ อากัจฉายะ อากัจฉาหิ เทวะมนุสสานัง มุทุกิจตัง เมตตาจิตตัง ปุริโสจิตตัง อิทฐีจิตตัง สัพเพชะนา พะหูชะนา มามิมามา เอหิ มามา นะเมตตา โมคคัลลานา พุทปราณี กกๆวิจะสายะ สัพพะเสน่หัง พุทโธสาริกาโย พุทธังสิโน จะภะกะสะ นะมะพะทะ พรัมมะกะโลโกสิ โนนารายณ์ การะวิกัง คันหะเสน่หะ สัพพะเสน่หัง สัพพะลาภัง สัพพะยัสสัง สัพพะสะรีรัง สัพพะสุขขัง ภะวันตุเม ยัดโน ยัดนัง ยัดตัง ยัดติ เอวัมปิ ปริวันตัง เอวังโหนตุ โอม ทรง สิทธิ ทรงทรง สวาหะ สวาโหม สิทธิกิจจัง สิทธิกัมมัง สิทธิลาโภ ชะโยนิจจัง เอหิ ธะนัง โภคัง มะมะ มามา อาคัจฉัยยะ อาคัจฉาหิ มะมะ มาทิมา มาตา วะปาริโต สันเต มานะ พัตเถ ปะระมัตธิโน มาติโน เทวะสังเฆหิ มานะ ฆาตัง นะมามิ นะมัสสามิ ติวาคะภะโธพุท นังสานุส มะวะเท ถาสัตถิ ระสามะ ทัมสะริ ปุโรตะ นุตอะโท วิกะโล โตคะสุ โนปันสัม นะระจะ ชาวิชโช พุทสัมมา สัมหังระอะวาคะภะโส ปิติอิ ชิวหา ยัง ยัง มะธุรัง วาจัง ชิวหา วาจันติ ผุสสิตตะวา จะสุนทะรัง ปิยาเยวะ ปิยันตุนา สิมพะลี จะ มหาเถโร เทวะตา นะระปูซิโต โสระโห ปัญจะยาทิมหิ มหาลาภัง กะโรนตุ เม ลาเภนะ อุตตะโม โหหิ โสระโห ปัญจะยาทิมหิ มหาลาภัง สะทาโสตถี ภะวันตุ เม ราชะปุตโต จะโยเถโร สิมพะลี อิติวิสสุโตลา เภนะ อุตตะโมโหหิ ยังยัง ชะนะปะทัง ยาติ นิคะเม ราชะธานิโย สัพพัตถะปูชิโต โหหิ เถรัสสะ ปาเทวันทามิ เถรัสสะ อานุภาเวนะ สัพพะลาโภ ภะวันตุ เม สิมพะลี นันทะ สิมพะลี เถรัสสะ เอตถะตัง คุณณัง สัพพะธะนัง สุปัตติ ถิตัง สาลิกาธาตุ พุทธะรูปัง อะหังวันทามิ สัพพะทา อิติบูชา จะ มหาราชา สัพพะเสน่หา อะระหังสัมมา สัมพุทโธ มามา ยาตรา ยามดี วันชัยมารศรี สวัสดีลาโภ นะโมพุทธายะ นาสังสิโม เงินทองไหลมาเทมา นะชาลีติ อุอากะสะ จัตตาโร สติปัฏฐานา จัตตาโร อิสะระปะโช สัมมาอาชีโว พระสังกัจจายให้ทรัพย์ พระสีวะลีให้ลาภ พระอุปคุตให้โชคให้ชัย ชนะเหล่าพญามารทั้งปวง ด้วยอำนาจปาระมีของพระพุทธเจ้า ทั้งหลายหาประมาณมิได้ ด้วยอานุภาพแห่งพระธรรม ด้วยอานุภาพแห่งอริยะสงฆ์ ขอความสวัสดีมีชัยจงบังเกิดมีแก่ข้าพเจ้า........................... ขอให้เพียบพร้อมด้วยทรัพย์ สิน เงิน ทอง ข้าทาสบริวาร ปัจจัยสี่ ครบถ้วน คำว่าไม่มีอย่าบังเกิดแก่ข้าพเจ้าอีกเลย เหล็กไหล แก้วสารพัดนึก ยืดได้เคลื่อนได้ อยู่คู่ผู้มีบุญปารมี มะอะอุ นะจงมาหา โมดลจิตดลใจให้ได้มา พุทนำพามา ธาให้ถึงหลัก ยะให้ถึงที่ ผู้มีปารมีเลิศล้ำ ปารมีสามสิบทัศ ปารมีของพระพุทธเจ้าทุกๆๆพระองค์ พระธรรม พระอริยะสงฆ์ พระอนาคามี พระสกิทาคามี พระโสดาบัน พร้อมทั้งคุณศิล คุณธรรม คุณเวทมนต์ กลคาถา พระฤาษี 108 ตน เทพเทพาอารักษ์ขา ข้าพเจ้ากล่าวอาราธนาอัญเชิญ เหล็กไหลธาตุกายสิทธิ์ แก้ว 7 สี มณี 7 แสง ฉัพพรรณรังสีขอ งองค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย จงเสด็จมา ณ สถานที่แห่งนี้ เพื่อช่วยเหลือ จองกิง จองกัง จองพันธะนัง จองเหล็กไหล อิสะวาสุ
แก้เคราะห์ ตัดกรรม สรรพเข็ญ สรรพเคราะห์ แล่นมาพานปู่แก้ ปู่ปัด สรรพลางแล่นมาข้อง ปู่แก้ปู่ปัด เข็ญแล่นต้องเถิงตนเข็ญคนต้องเถิงเนื้อ ปู่แก้ปู่ปัด ปัดอันฮ้ายให้หนี ปัดอันดีให้อยู่ โอมจินจักมึงมาฮ้องให้เป็นภัย หมาจังไฮมึงมาหอนให้เป็นโทษ มึงมาฮ้องประโยชน์สิ่งอันใด โอมสวหายะ ตั้งแต่นี้เมือหน้าอย่าได้มีศัตรูมาตัด เทวทัตอย่าได้มาพาน ฝูงมารอย่าได้มาใกล้ สรรพเข็ญฮ้ายขอให้พ่ายหนี สัพพะสิทธิ ภะวันตุ เต ฯ กัมมัสสะโกมหิ กัมมะทายาโท กัมมะโยนิ กัมมะพันธุ กัมมะปะฏิสสะระโณ ยัง กัมมัง กะริสสามิ กัลยาณัง วาปาปะกังวา ตัด"นะ หิ เวเรนะ เวรานิ สัมมันตีธะ กุทาจะนัง อะเวเรนะ จะ สัมมันติ เอสะ ธัมโม สะนันตะโน ตัด"ควรสวดบทอากาวัตตาสูตร ธัมมจักร เมตตาใหญ่
พิมพ์เป็นธรรมทาน โหรจักรวาล 089 - 9853139
1. นายวงศ์สถิตย์ พวงทอง 2. นายวิเชียร พวงทอง 3. นางวะภาวันดี พวงทอง
4.น.ส.สุดารัตน์ พวงทอง 5.น.ส.อมรรัตน์ ชัยกอง 6.นายพงศ์เทพ พวงทอง
7.นายวิสุทธิ์ มธุรส 8.นางคำมุล มธุรส 9.นายจงประเสริฐ มธุรส
10.นายคำพัน มธุรส 11.นายสุปัน มธุรส 12.นายประสิทธิ์ มธุรส13.นายพิชัย มธุรส พร้อมครอบครัว ผู้มีพระคุณ ญาติ เทวดารักษาบริวาร เจ้ากรรมนายเวร เชื้อโรค เทพเทวาอนุโมทนาบุญ พร้อมกัน สาธุ

บทสวดสงบเหตุร้ายทั้งปวงอุปปาตะสันติ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (สามจบ)
(นำ) หันทะ มะยัง อุปปาตะสันติ คาถาโย ภะณา มะเส ฯ
[แก้ไข> คันถารัมภะ คำเริ่มต้นคัมภีร์
(ก) สุทุททะโส อะยัง ธัมโม โลกัตถัง ชินะเทสิโต มหาสันติกะโร โลเก สัพพะส้มปัตติทายะโก.
(ข) สัพพุปะปาตูสะมะโณ ภูตะยักขะนิวาระโณ อะกาละมัจจุสะมะโณ โสกะโรคะวินาสะโน.
(ค) ปะระจักกะมัททะโนปิ รัญโญ วิชะยะวัฑฒะโน สัพพานิฏฐะหะโร สันติ ธัมมัง วักขามิ ภูตะโต.
(ฆ) วัตถุตตะยัสสะ โย ยัตถะ สังวัณเณติ คุณุตตะเม ตัสสะ ตัตถะ สุขาโรคฺยะ โสตถิโย โหนติสัพพะทา.
พระพุทธเจ้าในอดีต ๒๘ พระองค์ ในสารมัณฑกัป ๔ พระองค์
๑. ตัณหังกะโร มหาวีโร สัพพะโลกานุกัมปะโก วันตะสังสาระคะมะโน สัพพะกามะทะโท สะทา.
๒. สัพพาภิภู สัพพะวิทู สัพพะเทวะคะรุตตะโม สัพพาสะวะปะริกขีโณ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๓. วะระลักขะณะสัมปันโน เมธังกะโร มหามุนิ ชุตินธะโร มหาสิรี สุวัณณะคิริสันนิโภ.
๔. ทิพพะรูโป มหากาโย มะหานาโถ มะหัพพะโล มะหาการุณิโก สัตถา มะหาสันติง กะโรตุ โน.
๕. มหาโมหะตะมัง หันตะวา โย นา โถ สะระณังกะโร เทวาเทวะมะนุสสานัง โลกานัญจะ หิตังกะโร.
๖. พฺยามัปปะภาภิรุจิโต นิโครธะปะริมัณฑะโล นิโครธะปักกะพิมโพฏโฐ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๗. อะสีติระตะนุพเพโธ ทีปังกะโร มะหามุนิ ปภา นิททาวะเต ตัสสะ ฐาเน ทะวาทะสะ โยชะเน.
๘. วัสสะสะตะสะหัสสานิ ฐัตตะวา โลเก วินายะโก โลกาโลกะกะโร สัตถา สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
ในสารกัป ๑ พระองค์
๙. อัฏฐาสีติหัตถุพเพโธ โกณทัญโญ นามะ นายะโก สัพพะธัมเมหิ อะสะโม สัพพะปาระมิตาคะโม.
๑๐. วัสสะสะตะสะหัสสานิ อายุ ตัสสะ มเหสิโน โมเจตุ โส สัพพะภะยา สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
ในสารมัณฑกัป ๔ พระองค์
๑๑. อัฏฐาสีติ ระตะนานิ อัจจุคคะโต ชุตินธะโร มังคะโล นามะ สัมพุทโธ นะวุติสะหัสสายุโก.
๑๒. ฉัพพัณณะรังสิโย ทะสะ สะหัสสะโลกะธาตุยา ผะรันตา ตัสสะ ฉาเทนติ เอสะ โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๓. นะวุติระตะนุพเพโธ สุมะโน นามะ นายะโก กัญจะนาจะละสังกาโส นะวุติสะหัสสายุโก.
๑๔. อุเปโต พุทธะคุเณหิ สัพพะสัตตะหิเตสะโก กะโรตุ โน มหาสันติง อาโรคะยัญจะ สุขัง สะทา.
๑๕. อะสีติระตะนุพเพโธ สัฏฐีสะหัสสะอายุโก เรวะโต นามะ สัมพุทโธ สัพพะโลกุตตะโร มุนิ.
๑๖. ตัสสะ สะรีเร นิพพัตตา ปะภามาลา อะนุตตะรา ผะรันตา โยชะเน นิจจัง สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๗. โสภิโต นามะ สัมพุทโธ นะวุติสะหัสสายุโก สังสาระ สาคะเร สัตเต พะหู โมเจติ ทุกขะโต.
๑๘. อัฏฐะปัญญาสะระตะนัง อัจจุคคะโต มะหามุนิ โอภาเสติ ทิสา สัพพา สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
ในวรกัป ๓ พระองค์
๑๙. อะโนมะทัสสี สัมพุทโธ เตชัสสี ทุระติกกะโม อัฏฐะปัญญาสะระตะโน โอภาเสนโต สะเทวะเก.
๒๐. นิพพานะปาปะโก โลเก วัสสะสะตะสหัสสายุโก กะโรตุ โน มหาสันติง สุขิตา จะ มะยัง สะทา.
๒๑. ปะทุโม นามะ สัมพุทโธ โลกะเชฏโฐ นะราสะโภ อัฏฐะปัญญาสะระตะโน อาทิจโจวะ วิโรจะติ.
๒๒. วัสสะสะตะสะหัสสานิ อายุ ตัสสะ มเหสิโน โสปิ พุทโธ การุณิโก สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๒๓. อัฏฐาสีติระตะนุพเพโธ นาระโท สัพพะกามะโท นิรันตะรัง ทิวารัตติง โยชะนัง ผะระเต ปะภา.
๒๔. นะวุติวัสสะสะหัสสานิ ฐัตฺวา โลเก วินายะโก โมเจติ ทุกขะโต สัตเต โสปิ โสตถิง กะโรตุ โน.
ในวรกัป ๓ พระองค์
๒๕. อัฏฐะปัญญาสะระตะโน ปะทุมุตตะโร มหามุนิ ตัสสะ ปากะติกา รังสี ผะรันติ ทฺวาทะสะ โยชะเน.
๒๖. วัสสะสะตะสะหัสสานิ ฐัตฺวา โลเกมะตันทะโท โมเจติ พันธะนา สัตเต โสปิ ปาเลตุ โน สะทา.
๒๗. อัฏฐาสีติระตะนานิ อัจจุคคะโต มหามุนิ สุเมโธ นามะ สัมพุทโธ นะวุติสะหัสสายุโก.
๒๘. ตัสสะ ปากะติกา รังสี ผะรันติ โยชะนัง สะทา ปาเลตุ โน สะทา พุทโธ ภะเยหิ วิวิเธหิ จะ.
๒๙. ปัญญาสะระตะนุพเพโธ สุชาโต นามะ นายะโก เหมะวัณโณ มะหาวีโร มะหาตะมะวิโนทะโน.
๓๐. นะวุติวัสสะสะหัสสานิ อายุ ตัสสะ มะเหสิโน โสปิ พุทโธ การุณิโก สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
ในวรกัป ๓ พระองค์
๓๑. อะสีติระตะนุพเพโธ ปิยะทัสสี มหามุนิ นะวุติวัสสะสะหัสสานิ ฐัตฺวา โลกัคคะนายะโก.
๓๒. โสปิ สัพพะคุณูเปโต สัพพะโลกะสุขัปปะโท สัพพะโทสัง วินาเสนโต สะพัง โสตถิง กะโรตุ โน.
๓๓. อะสีติระตะนุพเพโธ อัตถะทัสสี นะราสะโภ วัสสะสะตะสะหัสสานิ โลเก อัฏฐาสิ นายะโก.
๓๔. ตัสสะ ปากะติกา รังสี ผะรันติ โยชะนัง สะทา นิรันตะรัง ทิวารัตติง นาโถ โสตถิง กะโรตุ โน.
๓๕. ธัมมะทัสสี จะ สัมพุทโธ อะสีติหัตถะมุคคะโต อะติโรจะติ เตเชนะ สะเทวาสุระมานุเส.
๓๖. วัสสะสะตะสะหัสสานิ ฐัตฺวา โลเก มะหายะโส สัพพะสัตเต ปะโมเจติ ภะยา รักขะตุ โน สะทา.
ในสารมัณฑกัป ๔ พระองค์
๓๗. สิทธัตโถ นามะ สัมพุทโธ สัฏฐิระตะนะมุคคะโต ติภะเว โสตถิชะนะโก สะติสสะหัสสะอายุโก.
๓๘. สังสาระสาคะรา โลเก สันตาเรตฺวา สะเทวะเก นิพพาเปติ จะ โส สัตถา สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๓๙. สัฏฐิระตะนะมุพเพโธ ติสโส โลกัคคะนายะโก อะนูปะโม อะสะทิโส อะตุโล อุตตะโม ชิโน.
๔๐. วัสสะสะตะสะหัสสานิ อายุ ตัสสะมะเหสิโน อาโรคฺยัญจะ มหาลุขัง โหตุ โน ตัสสะ เตชะสา.
๔๑. อัฏฐะปัญญาสะระตะโน ผุสโส โลกัคคะนายะโก ชะนัมพุชัง วิโพเธนโต นิพพาเปนโต สะเทวะเก
๔๒. นะวุติวัสสะสะหัสสานิ ฐัตฺวา โลเก มะหายะโส อุทธะรันโต พะหู สัตเต สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๔๓. อะสีติระตะนุพเพโธ วิปัสสี โลกะนายะโก ปะภา นิทธาวะเต ตัสสะ สะมันตา สัตตะ โยชะเน.
๔๔. โสปิ เทวะมะนุสสานัง พันธะนา ปะริโมจะยิ อะสีติสะหัสสายุโก นาโถ โสตถิง กะโรตุ โน.
ในมัณฑกัป ๒ พระองค์
๔๕. สัตตะตีหัตถะมุพเพโธ สิขี นาเมสะ นายะโก ปภา นิทธาวะเต ตัสสะ สะมันตา โยชะนัตตะเย.
๔๖. โสปิ อะตุลฺโย สัมพุทโธ สัตตะตีสะหัสสายุโก กะโรตุ โน มะหาสันติง สุขิตา จะ มะยัง สะทา.
๔๗. เวสสะภู นามะ สัมพุทโธ เหมะรูปะสะมูปะโม สัฏฐีิระตะนะมุพเพโธ สัฏฐี จะ สะหัสสายุโก.
๔๘. พฺรัหฺมะเทวะมะนุสเสหิ นาคาสุระทิเชหิ วา ปูชิโตปิ สะทา นาโถ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
ในภัททกัป ๔ พระองค์
๔๙. ตาฬีสะระตะนุพเพโธ กะกุสันโธ มหามุนิ ตัสสะ กายา นิจฉะรันติ ปะภา ทฺวาทะสะ โยชะนา.
๕๐. จัตตาลฬีสะ สะหัสสานิ ตัสสะ อายุ อะนุตตะโร กะโรตุ โส สะทา นาโถ อายุ สุขัง พะลัญจะ โน.
๕๑. โกนาคะมะนะ สัมพุทโธ ติงสะหัตถะ สะมุคคะโต ติงสะวัสสะ สะหัสสานิ อายุ ตัสสะ มะเหสิโน.
๕๒. ธัมมามะเตนะ ตัปเปตา เทวะสังฆัง สุราละเย มะหีตะเล จะ ชะนะตัง สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๕๓. กัสสะโป นามะ สัมพุทโธ ธัมมะราชา ปะภังกะโร วีสะตีหัตถะมุพเพโธ วีสะสะหัสสะอายุโก.
๕๔. อะนูปะโมสะมะสะโม เทวะสัตถา อะนุตตะโร กะโรตุ โน มะหาสันติง อาโรคฺยัญจะ ชะยัง สะทา.
๕๕. อัฏฐาระสะหัตถะถุพเพโธ โคตะโม สักกะยะวัฑฒะโน สัพพัญญู สัพพะติละโก สัพพะโลกะสุขัปปะโท.
๕๖. สัมพุทโธ สัพพะธัมมานัง ภะเคหิ ภาคฺยะวายุโก วิชชาจะระณะสัมปันโน โสตถฺยาโรคฺยัง ทะทาตุ โน.
๕๗. อัพภะตีตา จะ สัมพุทธา อะเนกะสะตะโกฏิโย สัพพะโลกะมะภิญญายะ สัพพะสัตตานุกัมปิโน.
๕๘. สัพพะเวระภะยาตีตา สัพพะโลกะสุขัปปะทา สัพพะโทสัง วินาเสนตา สัพพะโสตถิง กะโรนตุ โน.
พระพุทธเจ้าในอนาคต ๑ พระองค์
๕๙. อะนาคะเต จะ สัมพุทโธ เมตเตยโย เทวะปูชิโต มะหิทธิโก มหาเทโว มะหาสันติง กะโรตุ โน.
พระปัจเจกพุทธเจ้า
๖๐. สัพเพ ปัจเจกะสัมพุทธา นิโรธะฌานะโกวิทา นิราละยา นิราสังกา อัปปะเมยยา มเหสะโย.
๖๑. ทูเรปิ วิเนยเย ทิสฺวา สัมปัตตา ตังขะเณนะ เต สันทิฏฐิกะผะเล กัตฺวา สะทา สันติง กะโรนตุ โน.
นวโลกุตตรธรรม ๙ และพระปริยัติธรรม ๑
๖๒. สฺวากขาตะตาทิสัมปันโน ธัมโม สะปะริยัตติโก สังสาระ สาคะรา โลเก ตาเรติ ชินะโคจะโร.
๖๓. กิเลสะชาละวิทธังสี วิสุทโธ พุทธะเสวิโต นิพพานะคะมะโน สันโต สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
พระสังฆรัตนะ
๖๔. สีลาทิคุณะสัมปันโน สังโฆ มัคคะผะเล ฐิโต ชิตินทฺริโย ชิตะปาโป ทักขิเนยโย อะนุตตะโร.
๖๕. อะนาสะโว ปะริสุทโธ นิราสาโส ภะวาภะเว นิพพานะโคจะโร สันโต สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
พระเถระชั้นผู้ใหญ่ ๑๐๘ รูป
๖๖. อัญญาตะโกญทัญญัตเถโร รัตตัญญูณังอัคโค อะหุ ธัมมะจักกาภิสะมะโย สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๖๗. วัปปัตเถโร มะหาปัญโญ มะหาตะมะวิโนทะโน มะหาสันติกะโร โลเก มะหาสันติง กะโรตุ โน.
๖๘. ภัททิโย ภัททะสีโล จะ ทักขิเนยโย อะนุตตะโร โลกัตถะจะริโต เถโร สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๖๙. มะหานาโม มหาปัญโญ มะหาธัมมะวิทู สุโต มะหาขีณาสะโว เถโร มะหาสันติง กะโรตุ โน.
๗๐. อัสสะชิตะเถโร มหาปัญโญ ชิตะมาโร ชิตินทฺริโย ชิตะปัจจัตถิโก โลเก สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๗๑. อะนุปุพพิกะถัง สุตฺวา ยะโส เอกัคคะมานะโส อัคคะธัมมะมะนุปปัตโต โสตถฺยาโรคฺยัง ทะทาตุ โน.
๗๒. จัตฺวาธิกา จะ ปัญญาสะ เถรา คิหิสะหายะกา ปัตฺวานะ ปะระมัง สันติง สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๗๓. เย ติงสะ ภัททะวัคคิยา รูเปนาตุละวัณณิโน ขีณาสะวา วะสีภูตา เต กะโรนตุ อะนามะยัง.
๗๔. อุรุเวลละกัสสะโปปิ มะหาปะริสานะมุตตะโม ฐะปิโต อัคคะฐานัมหิ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๗๕. โย นะทีกัสสะปัตเถโร ปุญญักเขตโต อะนุตตะโร สาสังโฆ สีละสัมปันโน สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๗๖. ธัมมะปัชชะลิโต สันโต โย เถโร คะยากัสสะโป สังยุตโต ภะวะนิเสนโห สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๗๗. โลกะนาถัง ฐะเปตฺวานะ ปัญญะวันตานะ ปาณินัง ปัญญายะ สารีปุตตัสสะ กะลัง นาคฆะติ โสฬะสิง.
๗๘. สาริปุตโต มะหาปัญโญ ปะฐะโม อัคคะสาวะโก ธัมมะเสนาปะติ เสฏโฐ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๗๙. ปาทังคุลิกะมัตเตนะ เวชะยันตะปะกัมปะโน ปะถะวิง มะหะติง สัพพัง สะมัตโถ ปะริวัตติตุง.
๘๐. โมคคัลลาโน มะหาเถโร ทุติโย อัคคะสาวะโก อิทธิมันตานัง โส อัคโค สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๘๑. มะหากัสสะปัตเถโรปิ อุตตัตตะกะนะกะสันนิโภ ธุตะคุณัค คะ นิกขิตโต ตะติโย สัตถุสาวะโก
๘๒. อะรัญญะวาสาภิระโต ปังสุกูละธะโรมุนิ สุคะตะสาสะนะธะโร สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๘๓. อาปัตติอะนาปัตติยา สเตกิจฉายะ โกวิโท วินะเย อัคคะนิกขิตโต อุปาลิ สัตถุวัณณิโต.
๘๔. วินะเย ปาระมิปปัตโต วินะยัคโคจะโร มุนิ กะโรตุ โน มหาสันติง โสตถฺยาโรคฺยัง ทะทาตุ โน.
๘๕. อะนุรุทธะ มะหาเถโร ทิพพะจักขู นะมุตตะโม ญาติเสฏโฐ ภะคะวะโต โสตถฺยาโรคฺยัง ทะทาตุ โน.
๘๖. อุจจากุลิกานัง อัคโค ภัททิโย สุสะมาหิโต กาฬิโคธายะ ปุตโต จะ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๘๗. อานันโท พุทธุปัฏฐาโก สังคีติสาธุสัมมะโต พะหุสสุโต ธัมมะธะโร สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๘๘. กิพิิโล สิริสัมปันโน มะหาสุขะสะมัปปิโต มะหาขีณาสะโว ชาโต มะหาสันติง กะโรตุ โน.
๘๙. คะรุวาสัง วะสิตฺวานะ ปะสันโน พุทธะสาสะเน ภะคุ จะระหะตัง ปัตโต สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๙๐. กุลัปปะสาทะชะนะโก กาฬุทายี มะหิทธิโก เอตะทัคคัฏฐิโต เถโร สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๙๑. เสฏโฐ ธัมมะกะถิกานัง ติณณัง เวทานะ ปาระคู ปุณโณ มันตานิยา ปุตโต เถโร โสตถิง กะโรตุ โน.
๙๒. ภาระทฺวาโช มะหาเถโร สีหะนาทานะมุตตะโม ฐะปิโต อัคคะฐานัมหิ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๙๓. สังขิตตะ ภาสิตะมัตถัง วิตถาเรนะ วิชานะโก กัจจายะโน ภะวะนิเสนโห เถโร โสตถิง กะโรตุ โน.
๙๔. ละกุณฏะกะภัททิโย เถโร มัญชุสสะรานะ มุตตะโม ฐะปิโต อัคคะฐานัมหิ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๙๕. อะระณะวิหารีณัง อัคโค ทักขิเนยโย อะนุตตะโร สุภูติ ภูตะทะมะโน เถโร โสตถิง กะโรตุ โน.
๙๖. อะรัญญะวาสีนัง อัคโค เรวะโต ขะทิระวะนิโย วิเวกาภิระโต เถโร สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๙๗. ณายีนัง อุตตะโม เถโร กังขาเรวะตะนามะโก สะมาธิฌานะกุสะโล สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๙๘. โสโณ จะ โกฬิวีโสปิ อารัทธะวีริยานะ มุตตะโม ปะหิตัตโต สะทา เถโร โสตถิง ผาสุง กะโรตุ โน.
๙๙. กัลยาณะวากกะระณานัง โสโณ กุฏิกัณโณปิ จะ อัคโคติ วัณณิโต เถโร โสตถิง ผาสุง กะโรตุ โน.
๑๐๐. ลาภีนะมุตตะโม เถโร สีวะลิ อิติ วิสุโต โส ระโต ปัจจะยาทิมหิ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๐๑. สัทธาธิมุตตานัง อัคโค วักกะลิ อิติ นามะโก ปาโมชชะพะหุโล เถโร สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๐๒. ราหุโล พุทธะปุตโตปิ สิกขากามานะ มุตตะโม ทายาโท สัพพะธัมเมสุ มะหาสันติง กะโรตุ โน.
๑๐๓. สัทธายะ ปัพพะชิตฺวานะ รัฏฐะปาโล ปะรักกะมี เอตะทัคเค ฐิโตเยวะ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๐๔. กุณฑะธาโน มะหาเถโร สะลากัง ปะฐะมัง คะโต ฐะปิโตเยวะ ฐานัมหิ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๐๕. ปะฏิภานะวันตานัมปิ อัคโคติ พุทธะวัณณิโต วังคีโส อะระหา เสฏโฐ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๐๖. สะมันตะปาสาทิกานัง อัคคัฏฐานัมหิ ฐะปิโต อุปะเสโน วังคันตะปุตโต สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๐๗. ทัพโพ มัลละปุตโต เถโร เสนาสะนะปัญญาปะโก ฐะปิโต อัคคัฏฐานัมหิ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๐๘. ปิลินทะวัจฉะสะมะโณ เทวะตานัง ปิโย อะหุ ฐะปิโต อัคคัฏฐานัมหิ โสตถฺยาโรคฺยัง ทะทาตุ โน.
๑๐๙. พาหิโย ทารุจีริโย ขิปปาภิญญานะ มุตตะโม กะโรตุ โน มะหาสันติง อาโรคฺยัญจะ ชะยัง สะทา.
๑๑๐. กุมาระกัสสะปัตเถโร จิตตะกะถีนะ มุตตะโม มิจฉาวิตักกุปัจเฉโท สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๑๑. ปฏิสัมภิทาปัตตานัง อัคคัฏฐานัมหิ ฐะปิโต โกฏฐิโต อะระหา เสฏโฐ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๑๒. อัปปาพาโธ มะหาเถโร อัปปาพาธานะ มุตตะโม พากุโล อะระหา ชาโต สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๑๓. ปุพเพนิวาสะเวทีนัง อัคโคติ พุทธะวัณณิโต โสภิโต นามะโส เถโร สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๑๔. มหากัปปินัตเถโรปิ ภิกขุโอวาทะโก อะหุ กุสะโล โอวาททะทาเน สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๑๕. ภิกขุโนวาทะกานัค โค นันทะโก อิติ วิสสุโต ปาเลตุ โน สะทา เถโร โสตถิง ผาสุง กะโรตุ โน.
๑๑๖. อินทฺริเยสุ คุตตะทฺวาโร อัคคัฏฐาเน ฐิโต อะหุ นันทัตเถโร วะสิปปัตโต สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๑๗. เตโชธาตุกุสะลานัง อัคคัฏฐานัมหิ ฐะปิโต สาคะโต นามะ โส เถโร โสตถิง ผาสุง กะโรตุ โน.
๑๑๘. สัญญาวิวัฏฏะกุสะโล ปะธาโน ภาวะนาระโต พุทธะสิสโส มหาปันโถ มะหาสันติง กะโรตุ โน.
๑๑๙. จูฬะปันถะกัตเถโรปิ มะโนมะยาภินิมมิโต ฐะปิโต อัคคัฏฐานัมหิ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๒๐. ปฏิภาเนยยะกานัง ตุ อัคคัฏฐานัมหิ ฐะปิโต ราโธ เถโร มหาโสตถิง กะโรตุ โน อะนามะยัง.
๑๒๑. ลูขะจีวะระธะรานัง ภิกขูนัง อุตตะโม อะหุ โมฆะราชะมะหาเถโร มะหาสันติง กะโรตุ โน.
๑๒๒. วิมะโล วิมะสัปปัญโญ สุรูโป สุสะมาหิโต ระโช นะ ลิมปะติ ขันเธ มะหาสันติง กะโรตุ โน.
๑๒๓. ธัมมะปาโล มะหาปาโล มะหาธัมมะธะโร ยะติ มะหาขีณาสะโว โลเก มะหาสันติง กะโรตุ โน.
๑๒๔. จักขุปาโล มะหาเถโร ปะธาโน สีละสังวุโต ปะหิตัตโต มะหากาโย มะหาสันติง กะโรตุ โน.
๑๒๕. สัพพะเวระภะยาตีโต นาระโท อาสะวักขะโย มหาสันติกะโร โลเก สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๒๖. พุทธะปูชายะ นิระโต ชินะภัตติปะรายะโน สัทธัมมะสะวะโน เถโร สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๒๗. ปัจฉิมะภะวะสัมปัตโต โคตะโม ภาวะนาระโต ราคักขะยะมะนุปปัตโต สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๒๘. เสนาสะเนสุ สัปปายัง สัทธา ฌานัง สะมาระภิ โคธิโก พุทธะฌายันโต สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๒๙. พุทเธ ปะสันนะมานะโส สุพาหุ ปัญชะลีกะโต ขีณาสะโว วะสีภูโต มะหาสันติง กะโรตุ โน.
๑๓๐. วิปัสสะนายะ ปะสุโต วัลลิโย สุสะมาหิโต สะโต ณายี วะเนวาสี สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๓๑. อุตติโย วินะยะธะโร อะติกกันโต นะรามะเร ธาเรณโต อันติมัง เทหัง สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๓๒. วิมะโล วิระโชชัลโล ชาโต ปัญฑะระเกตุนา พิมพิสารัทธะโช เถโร สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๓๓. รัมมารัญเญ วะสีตฺวานะ ภาเวนโต กุสะลัง พะหุง โยคักเขมะมะนุปปัตโต สะภิโย สันติง กะโรตุ โน.
๑๓๔. ปุพเพนิวาสัง ชานันโต ทิพพะจักขุ วิโสธะโน นาคีโตระหะติง ปัตโต โสตถฺยาโรคฺยัง ทะทาตุ โน.
๑๓๕. ปาติโมกขะมะนุปปัตโต วิชะโย รัญญะโคจะโร ลาภาลาภี ตะถาสังสี สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๓๖. ตัณหาชะฏัง วิชะเฏตฺวา วัฑเฒตฺวานะ วิปัสสะนัง สังฆรักขิโต มะหาเถโร มะหาสันติง กะโรตุ โน.
๑๓๗. อะรัญญะวาสาภิระโต ภะวะเนตติสะมูหะโต ธัมมานัง ปาระมิปปัตโต อุตตะโร ปาตุ โน ภะยา.
๑๓๘. ปุพเพ ปุญญานิ กัตตฺวานะ ปุพพะโยคัง สะมาระภิ อุสสะโภ ระหะตัง ปัตโต สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๓๙. สะมาปัตติ สะมาปันโน ฉะฬะภิญโญ มหิทธิโก สิวะโก พุทธะฌายันโต สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๔๐. สัตตาริยะธะโน เถโร ธะนิโย ธัมมะสาคะโร วันตะสังสาระคะมะโน สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๔๑. ปัญจักขันเธ ปะริญญายะ ภาวะยิตฺวานะ นิพพุตัง ปัตฺวานะ ปะระมัง สันติง โปสิโย ปาตุ โน ภะยา
๑๔๒. อุปะนิสสะยะสัมปันโน อุชชะโย พุทธะมามะโก โลกัตถะปะสุโต เถโร สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๔๓. พุทธัปปะสาทะสัมปันโน ปัพพะชิ ชินะสาสะเน สัญชะโย นามะ โส เถโร สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๔๔. มารัญชะโย มะหาเถโร รามะเณยโย มะหิทธิโก นิพพานะนินนะจิตโต โส สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๔๕. อุโภ ปาปัญจะ ปุญญัญจะ วีติวัตโต อะนาสะโว วีรัตเถโร ระหัปปัตโต สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๔๖. ปุณณะมาสะมะหาเถโร ปังสุกูละธะโร ยะติ ปุพพะกิจจะวิธิง กัตฺวา มะหาสันติง กะโรตุ โน.
๑๔๗. ปัญจะฉินโน ปัญจะชะโห ปัญจะ จุตตะริภาวะโน. ปัญจะสังคาติโค เถโร สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๔๘. ปุพเพ ราคัง วิจาเรนโต ชินะภัตติปะรายะโน เพลัฏฐะสีโส วังสะธะโร สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๔๙. ปัญจุปันนานิ อะภะโย นิกันติ นัตถิ ชีวิเต อะชิโต โส มะหาเถโร มหาสันติง กะโรตุ โน.
๑๕๐. วิวัฏฏะนิสสะเย ปุญเญ กัตฺวา สัมพุทธะภัตติมา กุลลัตเถโร ระหัปปัตโต มหาสันติง กะโรตุ โน.
๑๕๑. วิปัสสี ธัมมะทายาโท เถโร นิโคฺรธะนามะโก นิพพานาคะมะสันทิฏโฐ สะทา สันติง กะโรตุ โน.
๑๕๒. ติสโส วิชชา อะนุปปัตโต สุคันโธ นามะ โส ระโห สัพพะปาปะปะริกขีโณ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๕๓. นันทิโย สัทธาสัมปันโน ชิตะเกลโส มะหาเถโร อะภิญญา ปาระมิปปัตโต สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๕๔. กิเลสา ฌาปิตา เยนะ ชิตะธัมมะระเตนะ โส กัมมาระปุตตะวิมะโล สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๕๕. เทวะโลกะมะนุสเสสุ อะนุภุตฺวา วิภูติโย ติสสัตเถโร มะหาภูโต มะหาสันติง กะโรตุ โน.
๑๕๖. สุวิมุตโต มะหานาโค ตีหิ วังเกหิ มุตตะโก สุมังคะโล มะหาเถโร มะหาสันติง กะโรตุ โน.
๑๕๗. นิรัคคะโฬ นิราสาโส มะละขีละวิโสธะโน วิเวกาภิระโต คุตโต สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๕๘. ปะวิเวกะมะนุปปัตโต คิริมานันทะนามะโก ภาเวนโต กุสะเล ธัมเม สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๕๙. พุทธะสาสะนะมารัทโธ สะมิทธิ ภาวะนาระโต สะมิทธิคุณะสัมปันโน สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๖๐. อาราธิตะชิโน สันโต โชติตเถโร มหาระหา วิมุตโต สัพพะสังสารา สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๖๑. เสนาสะนานิ ปันตานิ เสวันโต ฌานะมาระภิ ฉะฬะภิญโญ มะหาจุนโท สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๖๒. ฉันนัตเถโร สะหะชาโต สุณันโต ชินะสาสะนัง โยคักเขมะมะนุปปัตโต สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๖๓. เมฆิโย พุทธุปัฏฐาโก ชินะภัตติปะรายะโน มิจฉาวิตักกุปัจเฉโท สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๖๔. อุปะวาโณ มะหาเถโร มะหากาโย มะหาระหา มะหิทธิโก มะหาเตโช สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๖๕. สังกิจโจ โจระฑะมะโน สัพพะสังโยชะนักขะโย ปาเลตุ โน สัพพะภะยา โสตถฺยาโรคฺยัง ทะทาตุ โน.
๑๖๖. ปัญหะพฺยากะระเณ เฉโก เมตตาฌานะระโต ยะติ โสปาโกปายะสัมปันโน สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๖๗. เขตตะสัมปัตติสัมปัตโต วัฑฒะมาโนวะ โสตถินา สุมะโน อะระหา ชาโต สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๖๘. ปิโย เทวะมะนุสสานัง สานุตเถโร พะหุสสุโต เมตตาฌายี ตะโมฆาตี สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๖๙. โย จะ ปุพเพ กะตัง ปาปัง กุสะ เลนะ ปะหียะติ อังคุลิมาโล โส เถโร สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๗๐. วิปัสสะนาธะรา เยปิ เถรา สะมะถะยานิกา ขีณาสะวา มะหาเตชา มะหาตะมะวิโนทะนา.
๑๗๑. ฌานิกาฌานิกา เยปิ ธัมมาภิสะมะยาทะโย สัพเพ โสตถิง สะทา เทนตุ ชะยะมาโรคฺยะมายุโน
พระเถรีชั้นผู้ใหญ่ ๑๓ รูป
๑๗๒. รัตตัญญูณัง ภิกขุนีนัง โคตะมี ชินะมาตุจฉา ฐะปิตา อัคคัฏฐานัมหิ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๗๓. มะหาปัญญานะมัคคัฏฐา เขมาเถรีติ ปากะฏา สาวิกา พุทธะเสฏฐัสสะ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๗๔. เถรี อุปปะละวัณณา จะ อิทธิมันตีนะ มุตตะมา สาวิกา พุทธะเสฏฐัสสะ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๗๕. วินะยัทธะรีนัง อัคคา ปะฏาจาราติ วิสสุตา ฐะปิตา อัคคัฏฐานัมหิ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๗๖. ธัมมะกะถิกะปะวะรา ธัมมะทินนาติ นามิกา ฐะปิตา อัคคัฏฐานัมหิ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๗๗. ฌายิกานัง ภิกขุนีนัง นันทา เภรีติ นาเมสา อัคคัฏฐาเน ฐิตา อะหุ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๗๘. อารัทธะวีริยานัง อัคคา โสณาเถรีติ นามิกา ฐะปิตา ตัตถะ ฐานัมหิ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๗๙. ทิพพะจักขุกานัง อัคคา พะกุลา อิติ วิสสุตา วิสุทธะนะยะนา สาปิ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๘๐. กุณฑะละเกสี ภิกขุนี ขิปปาภิญญานะมุตตะมา
ฐะปิตาเยวะ ฐานัมหิ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

๑๘๑. เถรี ภัททะกาปิลานี ปุพพะชาติมะนุสสะรี ตาสังเยวะ ภิกขุนีนัง อัคคา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๘๒. เถรี ตุ ภัททะกัจจานา มะหาภิญญานะมุตตะมา ชิเนนะ สุขะทุกขัง สา สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๘๓. ลูขะจีวะระธารีนัง อัคคา กิสาปิ โคตะมี ฐะปิตา อัคคัฏฐานัมหิ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๘๔. สิงคาละมาตา ภิกขุนี สัทธาธิมุตตานะ มุตตะมา กะโรนตุโน มะหาสันติง อาโรคะยัญจะ สุขัง สะทา.
๑๘๕. อัญญา ภิกขุนิโย สัพพา นานาคุณะธะรา พะหู ปาเลนตุ โน สัพพะภะยา โสกะโรคาทิสัมภะวา.
๑๘๖. โสตาปันนาทะโย เสกขา สัทธาปัญญาสีลาทิกา ภาคะโส เกลสะทะหะนา สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
พญานาค
๑๘๗. สุมะโน สุมะนะจะโล อะระวาเฬระปัตตะโก จัมเปยโย มุจะลินโท จะ กัมพะโล ภุชะคิสสะโร.
๑๘๘. กาละนาโค มะหากาโฬ สังขะปาโล มะโหทะโร มะณิกัณโฐ มะณิอัคขิ นันทะนาโคปะนันทะโก.
๑๘๙. วะรุโณ ธะตะรัฏโฐ จะ กุงคุวิโล ปะลาละโก จิตฺระนาโค มะหาวีโร ฉัพฺยาปุตโต จะ วาสุกี.
๑๙๐. กัณหาโคตะโม ภุชะนินโท อัคคิธูมะสิโข ตะถา จูโฬทะโร อะหิจฉัตโต นาคา เอราปะถาทะโย.
๑๙๑. อาสิวิสา โฆระวิสา เย สัพเพ นะยะนาวุธา ชะลัฏฐา วะ ถะลัฏฐา วา ปัพพะ เตยยา นะทีจะรา กะโรนตุ โน มะหาโสตถิง อายุมาโรคิยัง สะทา.
เปรต
๑๙๒. นิชฌามะตัณหิกา เปตา อุสุสัตติ จะ โลมะกา มังสะปิณฑาทะโย เปตา เปตา เวมานิกาทะโย ปาเลนตุ โน สัพพะภะยา สะทา เต สุขิโน สะทา.
อสูร
๑๙๓. เย ปะหาราทะสัมพะรา พะละยาสุระคะณา จะ เย เวปะจิตตาสุระคะณา จันทาสุระคะณาทะโย.
๑๙๔. สัพเพ เตปิ มหาเตชา ภูตะยักขะนิวาระณา กะโรนตุ โน มะหาโสตถิง อาโรคะยัญจะ ชะยัง สะทา.
เทวดา
๑๙๕. เย ยักขา สัตตะสะหัสสา ภุมมา กาปิละวัตถุกา อิทธิมันโต ชุติมันโต วัณณะวันโต ยะสัสสสิโณ.
๑๙๖. สัพเพ ติสะระณา ยักขา มะเหสักขา ชุตินธะรา กะโรนตุ โน มะหาโสตถิง อาโรคะยัญจะ ชะยัง สะทา.
๑๙๗. ฉะสะหัสสา เหมะวะตา ยักขา นานัตตะวัณณิโน พุทธะปูชายะ นิระตา สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๑๙๘. สาตาคิรา ติสะหัสสา ยักขา นีลาทิวัณณิโน นานาปะภายะ สัมปันนา สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๑๙๙. เวสสามิตตา ปัญจะสะตา ยักขา นานัตตะวัณณิโน อิทธิมันโต ชุติมันโต วัณณะวันโต ยะสัสสิโณ โมทะมานา อะภิกกามุง สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๐๐. กุมภีโร ราชะคะหิโก เวปุลลัสสะนิเวสะนัง ภิยโย นัง สะตะสะหัสสัง ยักขานัง ปะยิรุปาสะติ โส ยักเขหิ ปะริวาโร สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๐๑. ปุริมัญจะ ทิสัง ราชา ธะตะรัฏโฐ ปะสาสะติ คันธัพพานัง อะธิปะติ มะหาราชา ยะสัสสิ โส.
๒๐๒. ปุตตาปิ ตัสสะ พะหะโว อินทะนามา มะหัพพะลา โส ราชา สะหะ ปุตเตหิ สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๐๓. ทักขินัญจะ ทิสัง ราชา วิรุฬโห ตัง ปะสาสะติ กุมภัณฑานัง อะธิปะติ มะหาราชา ยะสัสสิ โส.
๒๐๔. ปุตตาปิ ตัสสะ พะหะโว อินทะนามา มะหัพพะลา วิรุฬโห สะหะ ปุตเตหิ สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๐๕. ปัจฉิมัญจะ ทิสัง ราชา วิรูปักโข ปะสาสะติ นาคานัญจะ อะธิปะติ มะหาราชา ยะสัสสิ โส.
๒๐๖. ปุตตาปิ ตัสสะ พะหะโว อินทะนามา มะหัพพะลา วิรูปักโข สะปุสเตหิ สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๐๗. อุตตะรัญจะ ทิสัง ราชา กุเวโร ตัง ปะสาสะติ ยักขานัญจะ อะธิปะติ มะหาราชา ยะสัสสิ โส.
๒๐๘. ปุตตาปิ ตัสสะ พะหะโว อินทะนามา มะหัพพะลา กุเวโร สะหะ ปุตเตหิ สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๐๙. ปุริมัง ทิสัง ธะตะรัฏโฐ ทักขิเณนะ วิรุฬหะโก ปัจฉิเมนะ วิรูปักโข กุเวโร อุตตะรัง ทิสัง.
๒๑๐. จัตตาโร เต มะหาราชา สะมันตา จะตุโร ทิสา ทัททัฬหะมานา อัฏฐังสุ สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๑๑. เตสัง มายาวิโน ทาสา อาคุง วัญจะนิกา สะฐา มายา กุเฏณฑุ เวเฏณฑุ วิตุจจะ วิตุโฏ สะหะ.
๒๑๒. จันทะโน กามะเสฏโฐ จะ กินนุฆัณฑุ นิฆัณฑุ จะ ปะนาโท โอปะมัญโญ จะ เทวะสูโต จะ มาตะลิ.
๒๑๓. จิตตะเสโน จะ คันธัพโพ นะโฬราชา ชะโนสะโภ วะโร ปัญจะสิโข เจวะ ติมพะรู สุริยะวัจฉะสา.
๒๑๔. เอเต จัญเญ จะ ราชาโน คันธัพพา จะ มะหัพพะลา โมทะมานา สะทา โสตถิง โน กะโรณตุ อะนามะยัง.
๒๑๕. มะหันตา นาคะสา นาคา เวสาลา สะหะ ตัจฉะกา กัมพะลัสสะตะรา จาปิ เมรูปาทะสิตา พะลา.
๒๑๖. ยามุนา ธะตะรัฏฐา จะ สัพเพ นาคา ยะสัสสิโน เอราวะโณ มะหานาโค โน กะโรณตุ อานามะยัง.
๒๑๗. มะหิทธิกา สุปัณณา เย นาคะราเช มะหัพพะเล คะเหตตะวา ชินะเขตเตวะ ปักขันทิงสุ นะเภ พะลา.
๒๑๘. ปะฐัพฺยาโป จะเตโช จะ วาโย เทวา มะหิทธิกา อุปะจาเรนะ นิพพัตตา สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๑๙. วะรุณา วาระณา เทวา โสโม จะ ยะสะสา สะหะ เมตตาการุณิกา สัพเพ สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๒๐. ปัณณาสะโยชะนายาเม วิมาเน ระตะนามะเย ฐิโต ตะเม วิหันตะวานะ สุริโย โสตถิง กะโรตุ โน.
๒๒๑. จันโท สีตะกะโร โลเก ปะภายุชชะลิโตทะโย มะหันธะการะวิทธังสิ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๒๒๒. เวณฑู จะ สะหัสสี เทวา อะสะมา จะ ทุเว ยะมา จันทัสสูปะนิสา เทวา เทวาสูริยะนิสสิตา พุทธัสสะ มามะกา สัพเพ สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.

๒๒๓. นักขัตตานิ ปุรักขิตฺวา เทวา มันทะวะลาหะกา สักโก ปุรินทะโท เสฏโฐ สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๒๔. มะหันตา สะหะภู เทวา ชะละมัคคิสิขาริวะ อะริฏฐะกา จะ โรชา จะ อุมาปุปผะนิภาสิโน.
๒๒๕. วะรูณา สะหะธัมมา จะ อัจจุตา จะ อะเนชะกา สุเลยยะรุจิรา เทวา เทวา วาสะวะเนสิโน ทะเสเต ทะสะธา กายา สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๒๖. สะมานา มะหาสะมานา มานุสา มานุสุตตะมา ขิฑฑาปะโทสิกา เทวา เทวา มะโนปะโทสิกา.
๒๒๗. อะถาปิ หะระโย เทวา เทวา โลหิตะวาสิโน ปะระคา มะหาปาระคา สัพเพ เทวา ยะสัสสิโน ทะเสเต ทะสะธา กายา สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๒๘. สุกกา กะรุมหา อะรุณา อาคุง เวฆะนะสา สะหะ โอทาตะคัยหา ปาโมกขา อาคุง เทวา วิจักขะณา.
๒๒๙. สะทามัตตา หาระคะชา มิสสะกา จะ ยะสัสสิโน ถะยะนัง อาคะปัชชุนโน โย ทิสาสะวะภิวัสสะติ.
๒๓๐. ทะเสเต ทะสะธา กายา สัพเพ นานัตตะวัณณิโน อิทธิมันโต ชุติมันโต วัณณะวันโต ยะสัสสิโน โมทะมานา ชินะทานา สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๓๑. โลกะธาตุสะหัสเสสุ ทะสะเสววะ สะมันตะโต เทวาทะโย ปาณะคะนา สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๓๒. เขมิยา กัฏฐะกายา จะ โชตินามา มะหิทธิกา ลัมพีตะกา ลามะเสฏฐา สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๓๓. ชะลัฏฐา จะ ถะลัฏฐัญเญ เทวากาสัฏฐะกาทะโย ยักขะคันธัพพะกุมภัณฑา ปิสาจา เย มะโหระคา เมตตะจิตตา จะ สัพเพ เต โสตถิง ผาสุง กะโรนตุ โน.
๒๓๔. ตาวะติงสา จะ เย เทวา ยามา เทวา มะหิทธิกา ตุสิตา จะ มะหา เทวา นิมมานะระติโนมะรา.
๒๓๕. วะสะวัตตีสุ ระติโน สัพเพ เทวา สะวาสะวา พุทธะปูชายะ นิระตา สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
พรหม
๒๓๖. พฺรัหฺมาโน ปาริสัชชา จะ เย จะ พฺรัหฺมะปุโรหิตา มะหาพฺรัหฺมา จะ สัพเพ เต ปะฐะมัชฌานะสัณฐิโน.
๒๓๗. เมตตาวิหาริโน สันตา สัมพุทธัสสะ ปะรายะนา กะโรนตุ โน มะหาโสตถิง เสกขาเสกขะปุถุชชะนา.
๒๓๘. ปะริตตาภัปปะมาณาภา พฺรัหฺมา จาภัสสะรา ตะถา พุทธะปูชายะ นิระตา ทุติยัชฌานะสัณฐิโน.
๒๓๙. เมตตาการุณิกา สัพเพ สัพพะสัตตะหิเตสิโน กะโรนตุ โน มะหาสันติง โสตถิมาโรคฺยะมายุวัง.
๒๔๐. ปะริตตะสุภาพฺรัหฺมาโน อัปปะมาณะสุภา จะ เย สุภะกิณหา จะ พฺรัหฺมาโน ตะติยัชฌานะสัณฐิโน.
๒๔๑. ปะภายะ ผะระณา โลเก พุทธะฌานะระตา สะทา อะหิงสา สัพพะสัตเตสุ สะทา สันติง กะโรนตุ โน.
๒๔๒. เวหัปผะลาปิ พฺรัหฺมาโน จะตุถถัชฌานะสัณฐิโน เสกขะปุถุชชะนาเสกขา สะทา สันติง กะโรนตุ โน.
๒๔๓. สัมปัตติยา นะ หายันติ พฺรัหฺมาโน ชินะสาวะกา อะวิหานามะกา สัพเพ สะทา สันติง กะโรนตุ โน.
๒๔๔. อะตัปปา นามะ พฺรัหฺมาโน จะตุถถัชฌานะสัณฐิโน พฺรัหฺมะวิหาริกา สัพเพ โสตถิง ผาสุง กะโรนตุ โน.
๒๔๕. สุทัสสา นามะ พฺรัหฺมาโน ภิรูปา ฌานะโภคิโน อะปุนาคะมะนา กาเม สันติง ผาสุง กะโรนตุ โน.
๒๔๖. พฺรัหฺมะวิหาระสัมปันนา ชินะภัตติปะรายะนา พฺรัหฺมาโน สุทัสสี นามะ สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๔๗. อะกะนิฏฐา จะ พฺร้หฺมาโน เชฏฐา สัพพะคุเณหิ จะ ปะหีนะภะวะนิเสนหา สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๔๘. ปะฐะมารูปะพฺรัหฺมาโน สัพพะรูปะวิราคิโน ชินะภัตติระตา สัพเพ สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๔๙. ทุติยารูปะพฺรัหฺมาโน เหฏฐาฌานะวิราคิโน ชินะภัตติระตา สัพเพ สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๕๐. ตะติยารูปะพฺรัหฺมาโน เหฏฐาฌานะวิราคิโน ชินะภัตติระตา สัพเพ สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๕๑. จะตุตถารูปะพฺรัหฺมาโน เหฏฐาฌานะวิราคิโน ชินะภัตติระตา สัพเพ สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
บุคคลประเภทรวม
๒๕๒. เวเทเหปะระโคยาเน ชัมพูทีเป กุรุมหิ จะ เทวะยักขะปิสาเจหิ สัทธิง วิชชาธะราทะโย.
๒๕๓. อากาสัฏฐา จะ พฺรัหฺมาโน ชะลัฏฐา จันตะลิกขะชา ทะวิปะทาทะโย เย สัตตา สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๕๔. มาระเสนะวิฆาตัสสะ ชินัสสะ สุขะฌายิโน เตโชพะเลนะ มะหะตา สะทา มังคะละมัตถุ โน.
๒๕๕. นานาคุณะวิจิตตัสสะ รูปะกายัสสะ สัตถุ โน สัพพะเทวะมะนุสสานัง มาระพันธะวิโมจิโน เมตตาพะเลนะ มะหะตา สะทา มังคะละมัตถุ โน.
๒๕๖. สัพพัยญุตาทิกายัสสะ ธัมมะกายัสสะ สัตถุโน จักขาทะยะโคจะรัสสาปิ โคจะรัสเสวะ ภูริยา เตโชพะเลนะ มะหะตา สัพพะ มังคะละมัตถุ โน.
๒๕๗. รูปะกายะสะทิสัสสะ นิมมิตัสสะ มะเหสิโน ธัมมัสสะ วัตตุโน สัคเค เทวานัง สุคะตา ปะติ เตโชพะเลนะ มะหาตา สะทา มังคะละมัตถุ โน.
๒๕๘. สิกขิตฺวา มานุเส เทเว โมจะวิตฺวา สะเทวะเก สังขาเร ปะชะหันตัสสะ นิพพุตัสสะ มะเหสิโน มหันเตนานุภาเวนะ สัพพะ มังคะละมัตถุ โน.
๒๕๙. จะตุราสีติสะหัสสะ ธัมมักขันธัสสะ เตชะสา นะวังคะสาสะนัสสาปิ นะวะโลกุตตะรัสสะ จะ สัพพะปาปะปะวาเหนะ สัพพะ มังคะละมัตถุ โน.
๒๖๐. มะหะโตริยะสังฆัสสะ ปัญญักเขตตัสสะ ตาทิโน ปะหีนะสัพพะปาปัสสะ สีลาทิกขันธะธาริโณ มะหาเตชานุภาเวนะ สัพพะ มังคะละมัตถุ โน.
๒๖๑. ปาตาเล ภูตะลากาเส เทวะยักขะปิสาจะกา วิชชาธะรา จะ คันธัพพา นาคะกุมภัณฑะรักขะสา สัพเพสะมานุภาเวนะ สัพพะ มังคะละมัตถุ โน.
อานุภาพของอุปปาตะสันติ
๒๖๒. อิจเจวะมุปปาตะสันติง โย วะเทยยะ สุเณยยะ วา วิเชยยะ สัพพะปาปานิ วุทธัตตัญจะ ภะวิสสะติ.
๒๖๓. โสตถิกาโม ละเภ โสตถิง สุขะกาโม สุขังละเภ อายุกาโม ละเภยยายุง ปุตตะกาโม ละเภปุตตัง.
๒๖๔. นะ ตัสสะ โรคา พาเธนติ วาตะปิตตาทิสัมภะวะ อะกาละมะระณัง นัตถิ นะ เทโว วิสะโมสะเร.
๒๖๕. นะ จุปปาตะภะตัง ตัสสะ ดนปี ปัตตะภะยัง ตะถา นัสสันติ ทุนนิมิตตานิ ปาปะกัมมัฏฐิตานิ จะ ทีฆะมายุ มะหาโสตถิง อาโรคฺยัญจะ สะทา ภะเว.
๒๖๖. โย สุตฺวาปิ มะหาสันติง สังคามัง ปะวิเส นะโร วิชะเย เวริโน สัพเพ นะ สัตเถหะยะภิภูยะเต.
๒๖๗. สัพพะทา ละภะเต ปิติง นะวิปัตติง นาวะคาหะติ โรเคหิ นาภิภูยะเต สะวัตถูหิ วิวัฑฒะเต.
๒๖๘. ยัตฺระ เทเส วะโกวะกา พาฬหะกา รักขะสาทะโย อุปปาตะสันติโฆเสนะ สัพเพ ตัตถะ สะมันติ เต.
๒๖๙. ยะมุททิสสะ วะเท สันติง สะชีวัญจาปะยะชีวิตัง โส มุจจะเต มะหาทุกขา ปัปโปติ สุคะติง สะทา.
๒๗๐. เทวัฏฐาเน นาคะเร วา นิจจะมุปปาตะสันติยา ปาละกา เทวะราชาโน เตชะสิรีวิวัฑฒะนา.
๒๗๑. ปะถะพะยาปาทิสัญชาตา อุปปาตา จันตะลิกขะชา อินทาทิชะนิตุปปาตา ปาปะกัมมะสะมุฏฐิตา สัพพุปปาตา วินัสสันติ เตชะสุปปาตะสันติ. อุปปาตะสันติ นิฏฐิตาฯ
คาถาสูตรขวัญเทิง (บน) นะโม เม พุทธะเตชะสา ระตะนัตตะยะธัมมิกา เตชะปะสิทธิปะสีเทวา ณารายะณะ ปะระเมศะวะรา สิทธิพรัมหมา จะ อินทา จะตุโลกา คัมภีระรักขะกา พรัมหมะ โลกะเทวา สัคคะ เทวา อากาสะเทวา สะทา รักขันตุ โว สัพพะโสตถี จะ ภะวันตุ โว
คาถาสูตรขวัญลุ่ม (ล่าง) สัพพะพุทธานุภาเวนะ สัพพะธัมมานุภาเวนะ สัพพะสังฆานุภาเวนะ ตุยหัง สัพพะ โรคะ โสกุปัททะวะทุกขะ โทมะนัสสุปายาสา วินัสสันตุ สัพพะอันตะรายาปิ วินัสสันตุ สัพพะ สังกัปปา ตุยหัง สะมิชฌันตุ ทีฆายุตา ตุยหัง โหตุ สะตะวัสสะชีเวนะ สะมังคิโก โหตุ สัพพะทา อากาสะ ปัพพะตะวะนะภูมิคังคา มะหาสะมุททา อารักขะกา เทวะตา สะทา ตุมเห อะนุรักขันตุ
บทสูตรขวัญลุ่มเทิง ศรี ศรี มื้อนี้แม่นมื้อดี ศรี ศรี วันนี้แม่นวันเฮ้าหมอเฒ่าว่าวันดี วันสิทธิ อะมุตตะโชค ตกแต่งพาขวัญ แล้วจึงได้สูตรเชิญขวัญว่า มาเยอ ขวัญเอย ขวัญ 32 ขวัญ ให้เจ้ามาเฮ้า 92 ขวัญ ให้เจ้ามาโฮมมาสู่สมในเนื้อ มาสืบเชื้อในคีง ผ้าผืนลายเฝือเจ้าก็มี เสื่อหลากเหลื่อมลายคำก็มี ของ กินนำคือไข่ต้มก็มี หมากส้มผลผลาก็มี เหล้ายาสุราและกล้วยอ้อยก็มี สังวาลสร้อยเครื่องธะรงก็มี แหวนธำมะโฮงสุดสอดก้อยก็มี ของเพิงใจมีหลายหลาก ทั้งเหมี่ยงหมากเคี้ยวแดง ๆ ทั้งมันแซง และมันอ้อน กล้วยอ้อยก้อนวางเป็นถัน น้ำมันจันทร์หอมลูบไล้ มีทั้งฮวดดอกไม้สุบเกล้าเกศา มีทั้ง ดวงมาลาหอมห่วงเฮ้า มีทั้งดอกคัดเค้าบานจูมจี ตกแต่งดีจึงได้เชิญขวัญเจ้า หมอเฒ่าเอิ้นจ้อย ๆ ขวัญน้อยให้ต่าวมา ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญหัวให้มาอยู่หัวอย่าละ ขวัญตาให้มาอยู่ตาอย่าพราก ขวัญปากให้มาอยู่ปากอย่าหนี ขวัญเกศีเกษเกล้า ตั้งแต่เท้าฮอด จอมผม จงมาชมของใหม่ ขวัญไหล่และตากลม มาเชยชมอยู่ในเนื้อ มาอยู่เฮื้อในคีง ทั้งขวัญตีน และขวัญมือ ขวัญสายบือ (สะดือ) และท้องน้อย อย่าคลาดคล้อยให้มาอยู่ประจำโต ว่ามาเยอ ขวัญเอย ขวัญนมให้มาอยู่นมสองเต้า ขวัญเกล้าให้มาอยู่เกล้าเกศา ขวัญขาให้มาอยู่ขาแหล่ง แหง่ง ขวัญแข่งให้มาอยู่แข่งละงอ ขวัญคอให้มาอยู่คอกลมป้อง ขวัญท้องและขวัญคาง ขวัญแอว บางคิ้วก่อง ขวัญทุกห้องในตนว่ามาเยอขวัญเอย ให้มาอยู่ในสกลกายตราบต่อเท่า อายุเจ้าได้ 5 พันวัสสา ก็ข้าเทอญฯ สะตะวัสสา จะ อายุ จะ ชีวะ สิทธิ ภะวันตุ เต
บาศรีพระพุทธรูป ศรี ศรี ปีเดือนแกมถึงเขต พระสุริเยศเข้าสู่ราศรี ผิจ๊กปุน เป็นปี เป็นเดือน เป็นวัน มื้อนี้แม่นมื้อ ......... (ให้บอกวัน, เดือน, ปี ปัจจุบัน) วันนี้เป็นวันมหามงคลอันวิเศษ ฝูงข้าทั้งหลาย ยอมือถวายใส่เกษเกล้า นบพระเจ้า ตนมีรัศมีรังษี ถึงเดือนปีมาไต่เต้า องค์พระเจ้าจึงเสด็จลีลา มีวรรณางามสพาส ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พร้อมกันมากราบไหว้บูชา ฝูงข้าทั้งหลายเอากันมา ขัดลูปไล้ เพื่ออยากได้ดังคำมักคำปรารถนาแห่งฝูงข้าทั้งหลาย บ่ได้มีใจทึบหนา จึงได้ก้มกราบ บาทบาทา ไหว้พระเจ้าตนลือชาเฮืองโลก เพื่ออยากให้สมโชคดั่งคำปรารถนา บ่ได้คลาดแคล้ว ขอให้แล้วยังคำมักคำปรารถนา ฝูงข้าทั้งหลายบ่มีใจทึบหนาด้วยโทษ ทั้งกริ้วโกรธโกรธา ฝูงข้าทั้งหลายจึงเอากันมา บายศรีสมโภชพระแก้วเจ้า ทั้งผู้เฒ่าและปานกลาง ทั้งสาวฮามและเด็กน้อย เขามีใจชื่นช้อย เลื่อมใสดี ฝูงข้าทั้งหลายจึงได้มาขัดสีสรงเกษ ตามอุปเทศผู้หวังผล ฝูงข้าทั้งหลายยังได้กระทำ เพียรสร้างกุศลหลายหลาก จึงได้มาอุปฐากเจ้าทรงธรรม ผู้ได้นำคำสอนผายโผด สัตว์โลกให้พ้น จากโอฆะสงสาร ขอให้เถิงนิรพานอันล้ำเลิศ ฝูงข้าทั้งหลายบ่ได้เหมิดเสี่ยงความยินดี ต่อพระชินศรี ตนเป็นเค้า เป็นเจ้าแก่คน และเทวดาทั้งหลาย ตนมีรัศมีอันฮุ่งเฮืองบ่เศร้า ตราบต่อเท่า 5 พระ พันวัสสา ฝูงข้าทั้งหลายยังปรารถนาต่างๆ บางผ่องปรารถนาเอาสมบัติอันมาก สมบัติหลากโลกีย์ เป็นเศรษฐีมูลมั่ง นับด้วยชั่งอสงไขย บางผ่องปรารถนาเป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ขอให้ได้ผาบแพ้ ในทวีปทั้ง 4 คัณนา บางผ่องปรารถนาเป็นอินทาธิราช ตนเป็นอาชญ์แก่เทวดาทั้งหลาย บางผ่อง ปรารถนาเป็นพระปัจเจกโพธิญาณอันล้ำยิ่ง ข้ามพ้นทุกสิ่งในโอฆะสงสาร บางผ่องปรารถนาเอา พระสัพพัญญุตตัญญาณอันล้ำเลิศ นำสัตว์ผู้ประเสริฐสู่นิรพาน บางผ่องปรารถนาเถิงอรหันตา มรรคญาณผายผ่อง หมดบาปแล้วแจ้งส่องดั่งคำมักคำปรารถนา ฝูงข้าฯทั้งหลายจงสัมฤทธิ์สวัสดี อยู่ทุกเมื่อ ด้วยความเชื่อพุทธคุณ จัตตาโร ธัมมา วุฒิธรรม 4 ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ จงเจริญในขันธสันดาน แห่งฝูงข้าฯ ตราบต่อเท้าเข้าสู่เมืองแก้ว กล่าวแล้วคือว่า มหานีรพานทุกตนทุกคน ก็ข้าเทอญ นิพพานะ ปัจจัยโยโหตุ สาธุ สะทา ติฏฐะตุ พุทธะรูปัง สาวกานัง ปะติฏฐะกัง สาธุ
สู่ขวัญน้อยก่อนแต่งงาน ศรี ศรี มื้อนี้แม่นมื้อดี มื้อดิถี อะมุตตะโชค โตกใบนี้แม่นโตกไม้จันทร์ ขันอันนี้แม่น ขันมหาราช จากปราสาทอินทรา ป่อนลงมาให้หมู่เจ้า ให้ผู้เฒ่าแต่งพาขวัญ ศรีองค์อวนอ่อนน้อย สองแจ่มจ้อยนั่งเฮียงกัน มีทั้งขันเบ็ญจมาส งามองอาจช่อมาลา ผู้ได้มาพบพ้อ งามกะด้อคนมา เห็น แต่งแต่เว็นฮอดฮุ่งเช้า สองหน่อเง้าพระยาแถน แต่เมืองแมนปั้นป่อน มาอยู่บ่อนเคหา มาอยู่ ชายคาฮ่วมห้อง เฮ็ดถืกต้องตามตำรา อาคัจฉาหิ ชะยะตุ ภะวัง ชะยะมังคลา ติเรกะเตโช ล้ำเลิศ สุดประเสริฐเหลือหลาย เห็น เดือนหงายเจ้าอย่าได้ด่วน จิตอย่าป่วนไปไกล อย่าไปไสให้อยู่ห้อง อยู่ฮ่วมน้องพัวพัน อยู่ดอมกัน ฮักห่อ เป็นดังลูกพ่อ แม่เดียวกัน เมืองสวรรค์ปั้นป่อน ตั้งแต่ก่อนชาติหนหลัง ตามมายังมนุษย์โลก จั่งเป็นโชคแต่บุพเพ อะตีเต กาเล อะติชานาติ ตั้งแต่กี้เคยฮ่วมกันมา ดวงชาตาจั่งถืกต้อง จั่งได้มา ฮ่วมห้องเตียงนอน ให้เจ้าอยู่เป็นคู่สอนลอน สอนลอนทุกค่ำเช้า ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญเจ้าไปเที่ยวเล่นหิมะวันป่าไม้ใหญ่ ขวัญเจ้าไปเที่ยวเล่นไพรหนาพนามาส ขวัญเจ้า ไปเห็นปราสาทหมื่นห้อง ทองเหลื่อมสง่าศรี เห็นนารีแย้มแนมนำเขา กะให้ต่าว ขวัญเจ้าสาวเห็น บ่าวน้อยเชิงชู้ให้ต่าวมา ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญเจ้าไปเที่ยวค้าแดนไกลประเทศต่าง ขวัญเจ้าย่าง ข้ามน้ำทะเลกว้างย่านไกล กะให้มาสามื้อนี้วันนี้ ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญเจ้าไปทางก้ำตอนเหนือหาเที่ยว ไปคนเดียวเลาะเล่นอิดแล้วให้ ต่าวมา ขวัญเจ้าพาสาวเล่นวารีลงอาบ ล้างส่วยแล้วขวัญเจ้าให้ต่าวมา ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญ เจ้าไปทางก้ำหงสา มะละแม่ง ขวัญจอมแพงไปอยู่พุ้นโตเจ้าให้ดุ่งมา เมืองลังกาทางพุ้นกลางนะที ปากอ่าว เห็นสาวงามอย่าสิเว้า เด้อเจ้าอย่าสิหลง เมืองหงสาอยู่หย่อน ๆ นครลุงอยู่ห่าง ๆ เมือง เชียงตุงอยู่ซ้ง ๆ โขงกั้นให้ด่วนมา ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญเจ้าเคยไปเล่นแดนแกวแม้วกะเหรี่ยง อย่าฟังเสียงถูกเอิ้นให้ เมินหน้าต่าวมา ขวัญเจ้าไปหาแก้วนำแกวทางไซ่ง่อน ให้เจ้ากลับต่าวย่อนมาซ้อนคู่เคียง ว่ามาเยอ ขวัญเอย ขวัญเจ้าไปเที่ยวเล่นพนมเปญเขมรต่ำ พระตะบองฝ่ายก้ำทางพุ้นบ่อนชม นครทมเขมร พุ้น สาวงามเสียมราฐ ชมปราสาทนครวัดอย่าได้ช้ามาถ่อนอย่าอยู่นาน ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญเจ้าเลยไปพุ้นภูชุนสัตนาค หลวงพระบางให้ย่างย้ายกลายก้ำให้ หล่ำมา ขวัญหูขวัญตาพร้อมเกษาแขนข้อ ทั้งขวัญคอไหล่ท้องให้มาห้องแห่ง เฮาขวัญเลาคีงตน ตัวด้วยขวัญมวยผมขาแข่ง ขวัญคำแพงลูกแก้วฟังแล้วต่าวมา ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญเจ้าอย่าได้ เมามัวช้า ให้มาหานางนาถ มาปราสาทใหญ่กว้างสองเฒ่าอยู่คอย เอถะ ตาตา ปิยะปุตตะกา คันขวัญมาเถิงแล้วเฮือนซานบ้านส่อง ให้เจ้านอนอยู่ห้อง สบายเนื้ออย่าคะนิง ว่ามาเยอขวัญเอย โพยภัยฮ้ายอันตรายอย่ามาเบียด อย่าให้ความเดือดฮ้อน มาใกล้ให้ห่างหนี ขอให้มีสุขล้นอนันตังตื้อติ่ว หิวหอดฮ้ายให้หายเสี่ยงอย่ามี สมบัติล้นอนันตังมูล มาก อย่าได้ทุกข์ยากฮ้ายหลายล้นสิ่งของ ให้เนืองนองคือน้ำ ไหลมาอานันต์เนก ให้เป็นเอกลื่นล้น คนย่องทั่วไตร คึดใด๋ให้เจ้าได้สมดั่งมโนหมาย ทั้งเงินคำมีหลาย โกฏิกือกองล้าน ให้กินทานเหลือ ล้นอานิสงฆ์นำส่ง ตามประสงค์คึดไว้มโนแม้นดั่งพระทัย ว่ามาเยอขวัญเอย คันนอนตื่นให้เจ้าเห็นเงินเต็มพา คันเจ้าหลับตาให้เจ้าฝันเห็น หน่วยแก้ว ให้เจ้าคลาดแคล้วจากมลทิน มีของกินเหลือหลาก ลูกหลานมากมาโฮม เสียงทม ๆ คีคื่น ให้ล้นลื่นคนทั้งปวง อย่าขัดขวางโชคลาภ มีคนกราบวันทา ให้มีไฮ่แสนวามีนาพันไฮ่ มีทั้งไก่ และหมูหมา มหิสา โคณา คือว่า งัวควายและช้างม้า มีข้อยข้าพอพัน มาโฮมกันชูส่อย มีคนส่อย ญาติกา มีคนมาแหนแห่ ให้เจ้าสุขยามแก่มีกินทาน มีสมภารแก่กล้า ให้มีหน้าคนชม เสียงทม ๆ คนยอย่อง มีพี่น้องเหลือหลายกินทานไปได้บุญมาก มีหลายหลากบุญนำ หลุดเวรกรรมอย่ามาสู่ ให้ได้หมู่เป็นเศรษฐี ให้เจ้ามีแสนสิ่ง ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญเจ้ามาโฮมอยู่ อย่าป๋าหมู่ไล่หนี ขวัญเจ้าจงมีสุขอาจ อยู่ปราสาท หลังสูง มีคนจูงในทางเลิศ แสนประเสริฐเหลือหลาย ให้เจ้ามีเฮือนซานหลังใหญ่ ให้มีไพร่พลแสน ดั่งเมืองแมนทิพย์อาสน์ มีอำนาจดั่งพระยาราชสีห์ มีเสียงดีดั่งนกการะเวก ให้เป็นเอกในเมืองคน อย่าได้จนอึดอยาก ทุกสิ่งมากเหลือตา มีเสนาแหนแห่ ให้ลื่นพ่อลื่นแม่เงินคำ ทั้งศีลธรรมล้ำเลิศ แสนประเสริฐสุขสันต์ มานำกันกุศลเก่า ทั้งพงศ์เผ่าวงศ์วาน ทั้งกินทานอย่าได้ขาด ทั้งตักบาตร และจังหัน จัตตาโร ธัมมา วัฑฒันติ อายุ วัณโณ สุขัง พะลัง มังสังเนื้อสังขารอย่าเหี่ยว คนเหลียว เห็นให้ผ่องแผ้ว เห็นแล้วส่องนำ ทั้งกรรมนั้นโทษา มีโทษความโกรธนั้นหายสิ้นปิ่นหนี อย่าได้มีมา ต้องสนองนำกรรมไล่ เฮ็ดอันใด๋ค้าอันใด๋กะให้ได้ สมแม้นปรารถนา สัพพะพุทธานุภาเวนะ สัพพะ ธัมมานุภาเวนะ สัพพะสังฆานุภาเวนะ ขอจงเป็นสุข เป็นสุข ทุกทิพาราตรี เทอญฯ สาธุ
สู่ขวัญคนป่วย ศรี ศรี มื้อนี้แม่นมื้อดี มื้อขับหนีเคราะห์อันฮ้าย มื้อหยับย้ายเวรกรรม มื้อหน่อธรรม เผิ่นผาบแพ้ มื้อเผิ่นแก้เสนียดจัญไร มื้อนี้แม่นมื้อพระมาลัยมาโปรด มื้อละโกรธละความหลง มื้อ พระลงไปทางหลุ่ม ช่วยให้ชุ่มทั้งซุมแซง พระฤทธีแฮงแก่กล้า ไปเบิ่งหน้าพระยามาร อดสงสารบ่ได้ พระจึงใช้พระคาถา ว่า อมพระเพลิง อมพระพาย อมพระนารายณ์ผู้มีเดช พระยาเวสสุวรรณ มาร่วมกันพอหมู่ ให้มาอยู่ซูซม พระบรมโลกธาตุ มีง้าวอาจบังตนกู ฆ่าผีฆ่าพลายคอขาด ฆ่ามารโตฉลาดตายจุ่ม ตายกอง แขนทั้งสองให้คงที่ อย่าได้หนีจากที่จงคืนมา พระราชาจอมราชผู้องอาจเทวัญ มารวมกัน เสกเป่า ให้โรคเก่าหายหนี ให้เจ้าดีคือเก่า ให้เจ้าต่าวแข็งแรง จงมีแฮงมาเถิด บุญเจ้าเกิดคืนมา ทางหยูกยาก็ให้ถืก จั่งหาฤกษ์มาเวียน ป่วยปีเดือนให้หายขาด ทางพยาธิ์ให้หายหนี สองพันปีอย่า มาผ่า ให้คนว่าเจ้าแข็งแรง เจ้ามีแฮงดั่งพระยาช้าง ให้เจ้าย่างไปไกล มาไว ๆ คล่องแคล่ว เบิ๊ดเข็ญ แล้วเคราะห์หนีหาย อันตรายอย่ามาอยู่ในกาย จงหายสามื้อนี้วันนี้ ขวัญเจ้าไปไกลกะให้มา ขวัญไปนากะให้ต่าว ขวัญอยู่อ่าวนะทีทอง ขวัญไปปองเป็นเจ้า หลงไปเว้าอยู่ในคอ ลมวอยๆ ให้เจ้าต่าว อย่าโอ้อ่าวนำเขา ขวัญอยู่เลาป่าอ้อ ขวัญไปพ้อไหเงินไห คำ ขวัญไปนำไก่ต่อ ขวัญไปหล่อเงินฮาง ขวัญไปทางเมืองหมั้น ขวัญเจ้าไปอยู่ชั้นปราสาทดอมผี กะให้มาสามื้อนี้วันนี้ ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญคิ้วก็ให้มา ขวัญสองตาใสส่อง ขวัญแอกยน่องตีนขา กะให้มามื้อนี้วันนี้ ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญหูอยู่กับหู ขวัญบุญชูอย่าหนีหง่าย อย่าปีนป่ายสองขา เดิน อย่ามัวเพลินอยู่นำป่า ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญคิ้วและขวัญผม ขวัญนมและแขนศอก อย่าได้ออกหนีไกล ว่ามา เยอขวัญเอย อย่าไปใส ขวัญหลังและขวัญไหล่ ให้ได้นุ่งผ้าใหม่ขวัญแอว เอาซุมแซวฮีบกลับต่าว ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญเจ้าอย่าไปไกลให้เขาว่า ขวัญอยู่บ่าแบกไหคำ ขวัญปานดำแบกไหเหล้า ตื่นฮุ่งเช้าขวัญมาหา ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญเจ้าหลงไปก้ำนำหวางเมยมั่ง ขวัญเจ้าไปนั่งเล่นชม พั่วดอกกระยอม ขวัญเจ้าไปซอมซู้หวังมาซูอยู่เช้าค่ำ ขวัญเจ้านำหมู่ช้างสารฮ้ายอยู่ดง ขวัญเจ้า ลงไปเล่นน้ำเขาพวกกะเหรี่ยง ขวัญเจ้าไปอยู่เบื้องเมืองแม้วหมู่แกว ขวัญเจ้าไปแถวพุ้นเมืองภูซุน ไซง่อน ขวัญเจ้าไปเลาท้างทางพุ้นอย่าแหว่ ขวัญเจ้าไปทางพุ้นหนองกระแสร์แสนย่าน แม่น้ำน่าน บ่อนสุทโธนาคน้ำเป็นเจ้าอย่าไป ขวัญเจ้าหลงไปถ้ำหนองหาญนางไอ่ บ่อนผาแดงไล่ฆ่าตีม้าผ่าฟัน ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญเจ้าไปพายฆ้องจูมคำมะละแม่ง ขวัญเจ้าแยงส่องเล่นเห็นแก้ว หน่วยใส เจ้าอย่าได้ซมอยู่นานดน คือสีทนหลงทางขาดเขินผืนผ้า ป๋าโตไว้มะโนราหนีจาก แสน ลำบากป่วยไข้ไพรพุ้นด่านเขา ขวัญหน่อเจ้าให้ผันเผ่นเวนคืน ว่ามาเยอขวัญเอย ชวัญเจ้ากลับมา แล้วให้มาอยู่ซุมแซง เซามีแฮงเหงื่อไคลไหลย้อย ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญสองข้างขาแขนเคยย่าง บาดนี้โรคห่างฮ้ายหนีพ่ายให้ต่าวมา ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญเจ้าอย่าได้มัวเมาเล่นนำเขาคนละเผ่า ขวัญของข่อยและเจ้าเฮานั้นต่างเขา อย่าไปเว้านำหมู่ผีพาย อย่าไปผายนำผีตาแฮก ผีเหลียวไม้ สิแดกตาผี ไม้ฤาษีฤทธิ์แก่กล้า ว่ามาเยอขวัญเอย เจ้าอย่าลงเป็นหาด เจ้าอย่าได้ขาดเขินวัง ให้มาอยู่เฮือนหลังใหญ่ มาเลี้ยงไก่บักแดงบักลาย มากินงายนำพ่อนำแม่ นำเฒ่าแก่ปู่ย่าลุงตา มาเฮ็ดนาเอาเข้าใส่เล้า มา นั่งเว้านำหมู่นำกอง มาหาเงินหาทองขายปลาขายข้าว ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญเจ้าอย่าไปไกลลง ไทยไปล่าง ขวัญเจ้าย่างนำคนอย่าไปดนให้ต่าว ได้ยินข่าวให้มาเฮือน ป่วยปีเดือนกะหายขาด โตพยาธิ์จัญไร เผิ่นเอาไปสับปาด โตพยาธิ์พาเป็นทั้งเคราะห์เข็ญมาหาเผิ่นไล่ เอาไปใส่ไฟสุม เอา ไปคุมฝังแน่น บัดนี้แหล่นทินลิน ทินลิน พระยาอินทร์เทิงฟ้า สั่งให้ว่าหายโรคา เป็นพระยานาหมื่น สุขล้นลื่นมีแฮง โตแข็งแรงหายขาด เมิ๊ดพยาธิ์ในโต ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญปากกะให้มาอยู่ปาก ขวัญหน้าผากและฮูดัง อย่าไปหยังขวัญ อยู่ท่ง อย่าได้จ่งมานำกัน ขวัญฟันกะมาอยู่ฟัน อย่าไปหลื่น ขวัญลิ้นกะให้มาอยู่ลิ้นลีลาน อย่าอยู่ นานหายป่วย ให้เจ้าอ่วยมาไว ๆ อย่าไปไกลหลายโยชน์ อย่ามีโทษมาหา ขวัญตาและขวัญคิ้ว กะให้มาอยู่คิ้วสองทาง ขวัญคางกะให้มาอยู่คางสามื้อนี้วันนี้ ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญส่วงน้อย หง่อนต่อคอเอ็นกะให้มาสามื้อนี้วันนี้ ขวัญเลือดและขวัญลม กะให้มาสามื้อนี้วันนี้ ขวัญท้องน้อย และสายบือ ขวัญนิ้วมือแหวนสุบใส่ แหวนวงใหม่ใสเมียง ๆ เอามาเฮียงมะณีโชติ งามเหลือโพด ธำมะรงค์ งามสมทรงเจ้าตกแต่ง แก้มแป่งแส่งขวัญมาเยอ ขวัญหัวใจและตับปอด จงมากอดใน กายา ขวัญจงมาหายพยาธิ์ อย่าได้คลาดไปไกล อย่าได้ลัยเหินห่าง มาอยู่หว่างในทรวง ว่ามาเยอขวัญเอย มาฮอดแล้วให้เจ้าอยู่แสนสบาย หายโพยภัยทุกข์โสก วิปโยคทุกข์ หนักหนา เจ้าเป็นมาหายขาดแคล้ว ใสดั่งแก้วไพฑูรย์ เป็นมุงคุลมื้อนี้ ไม้เท้าซี้พยาธิ์หาย พยาธิ์ตาย เอาปลายแหย่ อยู่นำพ่อแม่อย่าได้หนี สามพันปีให้เจ้าหมั่นปานสุเมรุราช ให้เจ้าอาชญ์ดั่งเอราวัณ ดั่งพระจันทร์นวลผ่อง ให้เจ้าค่องคือหลัง ให้เจ้ายังคือเก่า ให้สมเผ่างามงอน คนออนซอนผุดผ่อง คิงเจ้าค่องหายโรคา แนวมันมาทำภายในและภายนอก ว่ามาเยอขวัญเอย ให้มาอยู่กับเนื้อกับคีง ในมื้อนี้วันนี้ อุ อะ มุมะ มูลมา ทีมายุโก โหตุ สัพพะทา อะเนกา อันตะรายาปิ วินัสสันตุ สาธุฯ
คำผูกแขนคนป่วย อมพระพุทโธ พระพุทธัง ลมพัดต้องใบไม้หน่วงหนาวมาแล้ว ตกเมื่อยามเดือนหก ฝนตก ลงจ้น ๆ ขวัญเจ้าสิไปอยู่ซ้นหลังคาเฮือนไม้ป้องหล่อ ไผเดนอสิมาปั้นถ้าให้ปลาปิ้งป่อนใส่มือ พอมา ฮอดเดือนห้าเมษายนต้นปีใหม่ ฝนตกฮำป่าไม้ ขวัญหล้าให้ต่าวมา ขวัญแข่งให้มาอยู่แข่งลีลา ขวัญขาให้มาอยู่ขาลีล้อย ขวัญท้องน้อยและฮาวนม ขวัญคอกลมและคิ้วก่อง ขวัญส้นหน่องและ ฮาวแขน ขวัญเหมิดโตนวลละใหม่ ให้มาอยู่ในเนื้อและฮาวคีงสามื้อนี้วันนี้ ฝนตกเจ้าอย่าด่วนไป หน้า ฟ้าฮ้องเจ้าอย่าด่วนไปไกล ให้เจ้ากลับมาสามื้อนี้วันนี้เดี๋ยวนี้ มาฮอดแล้วกูจักใส่กระแจขวัญ นะผูก โมมัด พุทยัด ธาอุด ยะปีด สัพพะทุกขา สัพพะภะยา สัพพะโรคา วินาสสันตุ สาธุ
สู่ขวัญเฮือน ศรี ศรี มื้อนี้แม่นมื้อดี มื้อเศรษฐีอันมีนกเอี้ยง จั่งได้เสี่ยงหาขวัญมา ภริยาเมียมิ่ง แก้ม ปิ่งสิ่งหาเอาของ ทั้งแจ่วบองและมีดพร้า ได้เตรียมพร้าขวานคม สิไปชมป่าไม้ โบราณว่าเอาไม้แข็ง มีไม้แดงและไม้แต้ กิ่งก้านแผ่ในไพร แบกขวานไปสิปล้ำถาก หาบ่ยากไม้เสาเฮือน ไปเป็นเดือนยาม ออกใหม่ เอาลำใหญ่ยูงยาง เอามีดถางเบิ่งฮอดเหง้า จั่งบอกเจ้ารุกขา หมู่เทวดาเฝ้าอยู่ เฮ็ดนำปู่ ตามครูสอน ต้นมันงอนคดก่ง เผิ่นให้จ่งอย่าตัดมา บ่งามตาเอาไว้ก่อน หาเอาบ่อนลำสื่อปานเทียน เอาลำเหมือนเสาเมรุราช เอาเสาอาจดั่งโฮงอินทรา จั่งเอามาเป็นเสาเฮือนอยู่ ดีกว่าหมู่ไม้จิกไม้ฮัง จั่งมายังเสาเฮือนและเสาแฮก เจ้าจั่งแบกมาหา คันได้มาเก้ากำเก้าศอก เจ้าจั่งบอกเทพา ขอเผิ่น มาเป็นโฮงนอนแผ่ ขอมาปลูกให้แม่นอนเย็น นอนกลางเว็นได้เงินหมื่น นอนตื่นให้ได้เงินแสน ทั้งได้ แก้วได้แหวนหลายหลาก เจ้าจั่งเอาขวานถากตัดฮอน ตัดเป็นตอนฮอนหง่า ต้นเผิ่นว่าเป็นโกน ต้นเทิงโพนเผิ่น ห้าม ต้นเป็นง่ามปลายตาย บ่ดีหลายอย่าไปต้อง อย่าไปข้องเอามา ผิดตำราพ่อแม่ พวกเถ้าแก่ โบราณ มาปลูกเฮือนปลูกซานบ่ราบรื่น บ่สดชื่นมีแฮง เป็นเฮือนแข็งเข็ดขนาด อย่ามาพาดเฮือน นอน มันเป็นหนอนเจาะปู่ บ่ได้อยู่สุขสันต์ เอาขวานฟันเป็นเสนียด มันจักเดือดตอมตาม หา ความงามบ่ได้ เป็นคนไฮ้อนาถา อย่าเอามาบ่ถืกโสก หาเลาะโคกตัดเอา ตัดเอาเสาสิบสองต้น อย่าให้ค่นขวางทาง อย่าให้วางกลางไฮ่ ต้นไม้ใหญ่ไฟลน อย่าไปขนไปแก่ ต้นแก่แด่มันตาย อินทร์พรหมหมายเผิ่นบ่ชอบ บ่ประกอบเป็นเฮือนชาน ปลุกไปนานเกิดเสนียด คนบังเบียดโจรา อย่าเอามาเป็นกะทอด อย่ามาจอดเป็นขาง อย่ามาวางเป็นขื่อ ว่ามาเยอขวัญเอย เขาได้ตัดเจ้าล้ม เจ้าอย่าจ่มโมหัง ให้เจ้าฟังอย่าด่วน ว่ามาเยอขวัญ เอย ขวัญเสาแฮกอย่าได้หนี ขวัญเสาขวัญอย่าได้แล่น ให้เจ้าใสคือแว่นพระอินทรา ให้ขวัญเจ้า แล่นมาอยู่ลีล้ายลีล้าย ขวัญเจ้าย้ายทั้งขางตง ขวัญเจ้าลงทั้งขางขื่อ ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญเสา นางอย่าหลงทางป่องท้าง ให้เจ้ายาวไวๆ เสียงเรไรแมงง้วง เจ้าอย่าห่วงกลางดง ให้เจ้าลงมาสู่ ให้มาอยู่นำหลาน ทั้งขวัญซานติดต่อ ให้เจ้าก่อกองคำ ให้เจ้านำกองแก้ว มาฮอดแล้วอย่าไปใส ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญไม้จิกให้เจ้ามาอยู่ ขวัญไม้ดู่ให้เจ้ามาเวียน ขวัญไม้ตะเคียนให้ เจ้ามาใหญ่ มาตุ้มไพร่ลูกหลานมีแฮง ขวัญไม้แดงมาเฮียงไม้แต้ มาเป็นแม่กะได มาเป็นคิงไฟให้ นึ่งข้าว ให้มาเฝ้าอยู่ชายคา ยามเจ้ามาเอาเป็นเงินล้าน มาอยู่บ้านนำหลาน มาอยู่ซานวางแอ่ง ห้อยต่องแต่งกระบวยนำ ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญเจ้าอย่าได้หนีไปอยู่ไฮ่ ขวัญเจ้าอย่าไปไล่กวาง ฟาน มาอยู่ซานบ่เหงี่ยง ให้เจ้าเที่ยงคือพระยาแถน ว่ามาเยอขวัญเอย แป้นแอ้มใหม่คือไม้แดง ตงขางแข็งคือไม้แต้ เอามาแต่เมืองสาละวัน ไม้จันทันและหน้าต่าง วิสุกรรมเป็นซ่างป่อนมาหา ไม้สะยัวหลังคาพระอินทราตกแต่ง เผิ่นจัดแจ่งตงขาง เอามาวางพิงพาด ดูสะอาดโฮงหลวง คนทั้ง ปวงมาโฮมแห่ พวกเฒ่าแก่มาออนวอน มาเฮือนนอนเย็นซุ่ม ใต้เมืองหลุ่มงามหลาย ปานเดือน หงายใสส่อง บ่มีป่องฮูฮอย ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญเสาแฮกไปหลงอยู่กลางทาง ขวัญเสากลางไปหลงอยู่ป่า ไปอยู่ ท่านอนเซา ขวัญเสาเหนือและเสาใต้ กะให้มาสามื้อนี้วันนี้ ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญขื่อขวัญขาง ขวัญแขนนางและกระทอด ให้ออดหลอดออดหลอดมาไวๆ ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญจงมาพลัน อย่าช้า ให้เจ้ามาพร้อมหน้าพาขวัญ สิ่งสมควรขุนแต่งไว้บ่ห่อนไฮ้สวัสดี จำเริญศรีเหลือหลาก มีมวลมากสถาพร สุขทั้งนั่งสุขทั้งนอนบ่คลาดแคล้ว ปลุกเฮือนแก้วให้ผาบแพ้ข้าศึกศัตรู ชัยยะตุ ภะวัง ชัยยัมังคะลัง มหามุงคุล จงมีแก่ฝูงข้าทั้งหลายก็ข้าเทอญ
เสกน้ำรดเฮือนหลังสูตรขวัญแล้ว นะโม เม พุทธะเตชะสา ธัมโม เม ธัมมะ เตชะสา สังโฆ เม สังฆะเตชะสา ระตะนัตตะยะ ธัมมิกา เตชะ ปะสิทธิปะสีเทวา สัพเพ ภัทรานิ ปัสสันตุ มา กิญจิ ปาปะมาคะมา ชะยะสิทธิธะนัง ลาภัง สัพพะทุกขา สัพพะภะยา สัพพะโรคา วินาสันตุ สะทา โสตถี ภะวันตุ เตฯ
ผูกแขนบ่าวสาวแต่งงาน อมศรี อมศรี ฝ้ายเส้นนี้แม่นฝ้ายพระยาแถน ป่อนแขนมาพ่อสิผูก เอาเป็นลูกของ พระยา ผูกก้ำซ้ายให้ขวัญเจ้ามา ผูกก้ำขวาให้ขวัญเจ้าอยู่ ให้เป็นคู่เทียมสอง ให้ปรองดองฮักห่อ อยู่นำพ่อคูณเฮือน หลายปีเดือนให้เจ้าได้ลูกน้อย ทั้งข้อยข้าแลเงินคำ มีผู้นำเงินล้าน มีผู้ให้บ้าน หลังงาม มีนาทามพันไฮ่ มีหมูหมาเป็ดไก่ช้างม้าและงัวควาย นอนตื่นสวยให้เจ้าได้เงินล้าน ออก จากบ้านอย่าได้มีศัตรู ให้มีผู้ส่อยซูขนหาบ มีโชคลาภเนืองนอง มีข้าวของเต็มอั่ง ให้เจ้าได้นั่งเป็น เศรษฐี สองสามีจงควรคู่ ให้ทั้งสองเจ้าอยู่ถาวร ยามกินนอนอย่าอึดอยาก ของเหลือปากโภชนะ อาหาร มีลูกหลานเต็มเหลือหลาก อย่าอึดอยากแนวใด๋ ให้ไปไวมาค่อง ให้ได้ท่องศีลธรรม จ่มมำๆ ไหว้พระเจ้า ให้เป็นพ่อเฒ่าแม่เฒ่าทั้งสอง ให้ได้ถือไม้เท้ายอดทอง ถือตะบองยอดเพชร อย่าได้บก เป็นหาดอย่าได้ขาดเขินเป็นวัง ให้สมหวังเหลือเหตุ ให้เป็นดั่งพระเวสสันดร คนออนซอนเหลือ หลาก มีลูกมากปานกะปูยามนา อุ อะ มุ มะ มูลมา สะวาหุมฯ
ผูกแขนทั่วไป ฝ้ายอันนี้แม่นฝ้ายพระพรหม พระบรมมหาราช เครือเขากาด
ป่อนลงมา มีคาถาพระ อุปคุตอยู่นำ มีคาถายอดพระธรรมครบถ้วน พระยาอินทร์ล้วนส่งด่วนมาหา ส่งลงมาว่าให้ลูก ว่า ให้ผูกเอาขวัญ ว่าสมควรผูกไว้ ให้เป็นใหญ่ในโลกา ขวัญเข้ามาผูกแขนข้อ ผูกเอาหน่อคูณเฮือน ให้เจ้าใสปานเดือนอย่ามีเมฆ ให้เป็นเอกในเมืองคน อย่ายากจนอึดอยาก ยามเจ้าปากมีคนถาม ผิวพรรณงามผุดผ่อง สีใสส่องดั่งทองทา ยามไปมาอย่าอืดอาด ยัวระยาตรดั่งพระยาช้างสาร กับ ทั้งบริวารพอหมื่น ให้ล้นหลื่นคนทั้งหลาย มีหญิงชายเป็นข้อยข้า มีช้างม้าโตงาม มีคนหามแหนแห่ ให้เจ้าดีกว่าพ่อกว่าแม่ทั้งหลาย มีของขายเต็มบ้าน มีอยู่ฮ้านเนืองนอง มีนาหนองและนาห้วย มี คนช่วยการงาน อายุนานปานพระอุมา และนางวิสาขะสุขเลิศ แสนประเสริฐดั่งนางผุสดี มีขันติ ดั่งพระเตมีใบ้ ให้เจ้าใหญ่ดั่งพระอิศวรอยู่เขาไกรลาศ งามองอาจดั่งพระนารายณ์ บ่มีไผมาท่อ คือ น้อยหน่อสีดา มีปัญญาดั่งศรีปราชญ์ ให้ฉลาดดั่งศรีธนญชัย คิดอันใดให้เจ้าได้ดั่งคำมัก คำ ปรารถนา มะ อะ อุ อุ มะ นะ ชา ลิ ติ สาธุฯ
ผูกแขนเด็กน้อย ศรี ศรี ด้ายเส้นนี้แม่นด้ายพระยาพาลีผู้มีอำนาจ ผู้องอาจในขีดขีน กับทั้งพ่อพระยาอินทร์ แถนลอแถนหล่อ ส่งมาให้น้อยหน่อลูกพระอิศวร บรบวรทุกสิ่ง ให้เป็นมิ่งมุงคุล ว่าบุญเจ้าเกิดมาแต่ แถน ว่าแนนเจ้ามาแต่ฟ้า พระหน่อหล้านอนอู่สายไหม จอมพระทัยแก้วแก่น ผูกแขนข้างซ้ายให้ เจ้าเป็นพระยา ผูกข้างขวาให้ได้เป็นเอก ให้ได้พรพระปัจเจกอรหันต์ มารวมกันอยู่กับพ่อ ผู้เผิ่นก่อ แปลงมา กับมารดาผู้ให้จู้ให้เจ้าอยู่นอนเปล อย่าหันเหไปอยู่ป่า ให้เจ้ามาอยู่ท่าในโฮง ถึงสามโมง ให้เจ้าด่วน อย่าไม่วนอยู่ในไพร สัพพะเสนียดจัญไรจงหายหนี ให้เจ้าสุขีตราบเท่าอายุเจ้าได้ฮ้อย ขวบพันวัสสา ทีฆายุตา สะทา โสตถี ภะวันตุ เตฯ


โดย: 3 [15 ต.ค. 51 1:05] ( IP A:125.26.143.218 X: )
ความคิดเห็นที่ 17
   ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า พุทธศาสนาจะเจริญถึงห้าพันปี จะมีนักบวชดำรงค์ศาสนา2500ปี ต่อจากนั้นอีก 2500 ปีองค์เทพ
และบรรดาปู่ฤษี เทพ ยัก ชั้นต่างๆทั้ง 16ชั้นฟ้า 15 ชั้นดินจะมาดำรงค์ศาสนา จึงเกิดมีร่างทรงเกิดขึ้นมามากมาย ตรองเอาเทิดจงศรัทราแต่
อย่างมงาย
โดย: narongthun@hotmail.com [11 ม.ค. 52 21:51] ( IP A:124.122.147.56 X: )
ความคิดเห็นที่ 18
   จงทำดีเทิด

โดย: narongthun@hotmail.com [11 ม.ค. 52 21:55] ( IP A:124.120.158.210 X: )
ความคิดเห็นที่ 19
   คาถาเบ็งชร
ชะโย สะนาคะตา พุทธา เชตะวา มารัง สะวาหะนัง จะตุสัจจัง มะตะระสัง เย ปิวิงสุ นาระสะภัง ตัณหะการาทะโย พุทธา อะถะวาสีติ นายะกา/ สัพเพ ปะติฏฐิตา มัยหัง มัตถะเก เม มุนิสสะรา สีเสปะติฏฐิโต พุทโธ ธัมโม สังโฆ จะ เต ตุโล ปะติฏฐิโต มัยหัง ธุเร สัพพะคุณา นะราอิธะ หะทะเย อะนุรุทโธ จะ สารีปุตโต จะ ทักขิเณ โกณทัญโญ ปะฏิภาคัสมิง โมคคัลลาโน จะ ทักขิเณ ทักขิเณ สะวะเน มัยหัง อาสุง อานัน ทะราหุโล กัสสะโป จะ มะหานาโม อุโภปิ วามะโสตะเก เก สันเต ปะฏิภาคัสมิง จันทิมา วะ ปภังกะโร นิสินโน สิริสัมปันโน โสภิโต มุนิปุงคะโว กุมาระกัสสะโป นามะ มะเหสี จิตตะวาทะโก โสมัยหัง วะจะเนนิจจัง ปะติฏฐาสิ คุณากะโร ปุณโณ อังคุลิมาโล จะ อุปาลินันทะสิมพะลี อิเม ปัญจะ มะหาเถรา ชาตา นะรา ติกามะมะ เสสาสีติ มะหาเถรา ชิตะวันโต ชะโน ระสา ชะรันโต สีละเตเชนะ อังคะมังเกสุสัญญิคา ระตะนัง ปุระโตอาสิ ทักขิเณ เมตตาสุตตะกัง ธะชัคคัง ปัสสะโตอาสิ วาเมอังคุลิมาละกัง ขันธะโมระปะริตตัญจะ อาฏานาฏิยะสุตตะกัง อากาสะสัททะนัง อาสิ เสสะปาการะสัญญิตา ชินะนานาพะละสังยุตตา สุตตะปาการัง กะตา วาตาปิฏะกะสัญญาวะ พะหิรา วะ สุปัททะวา อะเสสา วิริยัง ยันติ อะนันตะชินะเตชะสา วะสะโต เม สักกัจเจ พัทเธ สัมพุทธะปัญชะเร ชินะ พุทธะปัญชะรา ทะ ชัมหิ วิหะรันตา มะหิตตะเล สัทธา มาเรนตุ มัง สัพเพ เต มหาปุริสา สะทา อิจเจวะเมตะสุคุตโต สุรักโข ชินานุภาเวนะ สัพพะธัมมานุภาเวนะ สังเฆนะ ชิตุ ปัททะโว อะโรคะยา ปะระมา ลาภา สันตุฏฐี ปะระมัง ธะนัง วิสสาสา ปะระมา ญาติ นิพพานัง ปะระมัง สุขัง สุวัณณะโสฬสคาถา สัมมะตา

นะวะเศรษฐี
มาขะโย มาวะโย มัยหัง มา จะโก จิ อุปัททะโว ธัญญะธะนานิ เม ปะวัสสันตุ ธะนัญชะยัสสะ ยะถา ฆเร สุวัณณานิ หิรัญญา จะ สัพพะโภคา จะ รัตตะนา ปะวัสสันตุ เม เอวัง คาเร สุมะนะชะฎิลัลสะ จะ อะนาถะปิณฑิกะ เมณะฑัสสะ โซติกะสุมังคะลัสสะ จะ มันธาตุเวสสันตะรังสะ ปะวัสสันติ ยถา ฆเร เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ สัพพะสิทธิ ภะวันตุ เม

พระมาลัยดับไฟนรก
อัคคีปาปา ปะลายันติ มาลัยยะเทวะเถระสะหะ นะอะมะละตัง ปิดปัด อุด
คาถาเรียก
อะยัง มัจฉา มะหานะทิเย เอหิ มะมะ สะวาหม อะยัง มรึคา สัตตะสัตตา มหาวะเน เอหิ มะมะ อาคัจฉาหิ สะวาหม
อะยัง แก้วแหวนเงินทอง มะหานะทิเย เอหิ มะมะ สะวาหม อะยัง ลาภยศ สรรเสริญ สัตตะสัตตา มหาวะเน เอหิ มะมะ อาคัจฉาหิ สะวาหม
อะยัง มะหาโชค มะหาลาภ มะหานะทิเย เอหิ มะมะ สะวาหม อะยัง ของกายสิทธิ์ สัตตะสัตตา มหาวะเน เอหิ มะมะ อาคัจฉาหิ สะวาหม
อะยัง ผู้คน มะหานะทิเย เอหิ มะมะ สะวาหม อะยัง ข้าวของ สัตตะสัตตา มหาวะเน เอหิ มะมะ อาคัจฉาหิ สะวาหม
คาถาสิมพลี
นะชาลีติ อิติปิโสภะคะวา ยัง สุตัง ยัง ทานัง สิมพลี จะ มหาเถโร นามะ อินทา จะ ปูชิตา นะโมพุทธายะ ยัง สุตัง ยัง ทานัง สิมพลี จะ มหาลาภัง ปะสิทธิ เม
เถรัสสะวา สะทา โหติ ปิยัง มะมะ ตัวข้าพเจ้านี้ชื่อว่า สิมพลี
สิ่งที่ข้าพเจ้าปรารถนาก็จงมาบังเกิดแก่ข้าพเจ้าเทอญ สัพเพชะนา พะหูชะนา สัพเพทิสา สะมาหิตา อาคจเฉยยะ อาคัจฉาหิ
คาถาไขประตูพระนิพพาน ปะปิ วะวิ ตะติ นะนิ มะอะอุ สิวัง อุอะมะ
คาถาพระมหากัจจายน์
ขะขา เยนะ พุทธะ เยนะ ธัมมะ อะสัมมา สัมมา เยนะ สังฆา ฆะยะ สังฆา ปะรายิโน ทุกขะเวทนา เสนะราชา ทุกขะเวทนา ยังยัง ปะฐะวี เหฏฐันตุ เชยยะมังคะลัง
คาถาเศรษฐีทั้งแปด
มาขะโยมา วะโยมัยหัง มาจะโกจิอุปัททะโว ระตะนานิ ปะวัสสันตุ โชติกัสสะ ยะถาฆะเร / มาขะโยมา วะโยมัยหัง มาจะโกจิอุปัททะโว กะหาปะณานิ ปะวัสสันตุ เมณฑะกัสสะ ยะถาฆะเร/ มาขะโยมา วะโยมัยหัง มาจะโกจิอุปัททะโว หิรัญญานิ ปะวัสสันตุ สุมะนัสสะ ยะถาฆะเร/ มาขะโยมา วะโยมัยหัง มาจะโกจิอุปัททะโว กาญจะนานิ ปะวัสสันตุ ชะฏิลัสสะ ยะถาฆะเร/ มาขะโยมา วะโยมัยหัง มาจะโกจิอุปัททะโว ธัญญะธารานิ ปะวัสสันตุ ชะนัญชะยัสสะ ยะถาฆะเร/ มาขะโยมา วะโยมัยหัง มาจะโกจิอุปัททะโว ธะนานิ ปะวัสสันตุ อุคตัสสะ ยะถาฆะเร/ มาขะโยมา วะโยมัยหัง มาจะโกจิอุปัททะโว ตัณฑุลานิ ปะวัสสันตุ มันธาตุสสะ ยะถาฆะเร/ มาขะโยมา วะโยมัยหัง มาจะโกจิอุปัททะโว สัพพะพีชา ปะวัสสันตุ เวสสันตะรัสสะ ยะถาฆะเร
คาถาพระเจ้า ๔๐ พระองค์
มะนะมะอะ อะนะมะอุ อุนะมะนะ มะอะอะมะ มะอุอุมะ อุอะอะนะ นะอะอะนะ นะอะอุอะ อุนะนะอุ อุมะมะอุ จัตตาโรธัมมา อันว่าวุฒิธรรมทั้ง ๔ ประการ คือ อายุ วัณณะ สุขะ พละ จงเสด็จลงมาจำเริญแห่งตัวข้าพเจ้า ตราบต่อเท่าเข้าสู่นีระพานก็ข้าเทอญ โอกาสะ โอกาสะ ข้าพเจ้าขออัญเชิญ อาราธนาดวงมณี แก้วดวงวิเชียร แก้วดวงวิไชย ดวงพระพรหมและพระนะวะโลกุตตะระธรรมเจ้าทั้งหลาย มากกว่าเม็ดหินเม็ดทรายในสี่มหาสมุทร ตันเตประเพณีแต่พระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระปัจเจกะพุทธเจ้า พระอรหันตาเจ้าทั้งสี่พระองค์ จงเสด็จลงมารักษาจิตใจธาตุขันธ์แห่งข้าพเจ้า ตราบต่อเท่าเข้าสู่นีระพาน ก็ข้าเทอญ
คาถาปากพญา จิง ตำแจ่งแต่ง ชะแล่งนาไต สะหัสสา
คาถาป้องกันบาป
นะโมพุทธัสสะ นะโมธัมมัสสะ นะโมสังฆัสสะ ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา นะโม
(ท่อง พุทธคุณ๘ ธรรมคุณ๑๖สังฆคุณ๒๔จบ) มะอะอุ ทุกขัง มะอะอุ อนิจจัง มะอะอุ อนัตตา ตะหิตัง กุพุทธัง นะโมพุทธายะ โพธิรุกขา นะนุอุฏฐะโต นะโมพุทธายะ มะอะอุ ทุกขัง นะโม ธัมมัสสะ มะอะอุ อนิจจัง นะดมสังฆัสสะ มะอะอุ อนัตตา
คาถาออกทัพ นะวะภา ผาทิโน เยนะ นะเยโน นะชิตา ชินะ นะชิตา มานิโน เยนะ นะเยโน ธัมมะภาวะนา คุณะวาหะ
คาถาจันทร์น้อย นะเกิน โมกระจาย พุทละลาย ธากระจาย ยะสูญหาย นะปิดใจ โมหายตัว พุทล้อมหนทาง ธากำบัง ยะสูญ นะซอด โมชอบ พุทกะเลย ธากะลาย ยะสูญหาย หาย โมโม ภามะ ละกะ ธะลา พาอุอู สี คะละ
คาถาพระอุปคุต โจโถพุทตัง อะหังพุทตา โจโถปะลายันติ พุทธังทั้ง๔ มาผูกตัวข้า พุทธังทั้ง๕ มาผูกตัวกู เอหิจงมา วิยังมิมิ
คาถาสารพัดนึก ยะถา ปะนะ สะละจินตามะณี สัมมุปะมัง ปะหุกันติ มะณีโซติง เอตัง ธัมโมสุภาจะโต
ผาบให้กลัว โอมสีคง พะลาคง สะวาหะ ได้ยินเสียงปากกูให้มึงกลัว ได้ยินเสียงกูหัว ให้มึงอ่อน โอมสะวาหะ
คาถาแก้วสารพัดนึก ทุลิ ขุลิ ทะริ ตะกุ ติวิ ติกุ มุติ กุจิ ติกุ จุติ กุกิ วะวะ ติกุ จิติ กุมุ ติกุ มัยหัง สุวัตถิ โหนตุ หุรู หุรู หุรู สะวาหายะ
คาถากินเมือง เจกะตะวัง ระจะเรญะวะสะ สัฏฐะทานังนะมาคะโต
คาถาหาโชคลาภอาจารย์โก สะหัสสะเนตโต เทวินโท ทิพพะจักขุง วิโสธะยิ
คาถาตาทิพย์ จักขุยันตา ชิวหายันตัง โลกังวิทะ อิติ อรหัง อาหุปันตะ
ลิกเข โสติญาณัง ทิพพะจักขุง วิโสธะยิ มะอะอุ อุอะมะ
มนต์ออกรบ คุ้มได้ ๒๐ คน เหมมะ นามพะ ตัมตัง วิปาติวิโส สัพนังโค
ยัญญะ ยัญญามันพาธิรัง เตชะสา วิสีพาสัพ
คาถาพระธรณีบีบมวยผม ตัสสะ เกสี ยัตถะ ปะวัตติ คงๆ ตรงพระธรณี
ปฐพีมณฑล กะระนะ มาระเสนา ปะลายันติ
คาถาพระฉิมพลีเรียกลาภ
ฉิมพลีจะมหาเถโร ฉิมพลีจะมหาเถรัง ลาภะลาภังนิรันตะโร ลาภะสุโขนะชาลิติ
นิมิตเลข
โอกาสะๆข้าพเจ้าขออาราธนาพระเลขพระยันต์ ตัวสำคัญๆถึง ๙๙ จงมาเข้าในจักขุทวาร โสตทวาร ฆานะทวาร ชิวหาทะวาร กายทะวาร มะโนทะวาร แห่งข้าพเจ้าเทอญ เอหิ เอหิ เอหิ เลขยันตัง นิมิตตัง อรหัง อรหัง
คาถาเสี่ยงเลข อิติ อรหัง พุทธะนิมิตตัง อุปปันนัง โหติ
คาถาเพิกกสิณ
นะมะพะทะ พุทโธ โลกะทีปัง อากาสะ กะสิณัง วิโสธะยิ
นะมะพะทะ ธัมโม โลกะทีปัง อากาสะ กะสิณัง วิโสธะยิ
นะมะพะทะ สังโฆ โลกะทีปัง อากาสะ กะสิณัง วิโสธะยิ
คาถาพระเจ้าเปิดโลก
อุมะอิ เสฏฐะ อิทาริติ เถโรปิ เม เตสัพพานิ อังคัปปัจจังคานิ กิง มังคะละ ปัณณะระสะ สะรีรัง นิคคะหะ ปะระหุง ปาปิมาติ สะระวะตะ ภาวนาเมฆลั่น
พุทธังบังเกิดเปิดโลก โลกะวิทู ธัมมัง บังเกิดเปิดโลก โลกะวิทู สังฆัง บังเกิดเปิดโลก โลกะวิทู
คาถาดูเลขเมืองเส ตามะพะ สุมะลิ วิภูมะนะ นะโม
คาถาเสือโคร่ง โอมคาถาเสือโคร่ง โตปากกว้างใจดี เฒ่าปากฮีใจใหญ่
ให้มึงไปซอกไซ้ฝูงหมู่คนทั้งหลาย โอมสหะ
คาถาพระโมคคัลลา อินิเจวะ โมคคัลลลา เสฏฐาวาฐาวุธ
คาถาเมตตาไม่มีประมาณ เมตตัญจะสัพพะโลกัสสะมิง มานะสัมพาวะเย
อะปะริมานัง
๕๕๕ อ.บอย องค์ญาณหลวงปู่บรมครูหลวงปู่ใหญ่ โทร ๐๘๙-๙๘๕๓๑๓๙
โดย: 1111 [5 ก.พ. 52 16:31] ( IP A:125.26.144.19 X: )
ความคิดเห็นที่ 20
   

หลวงปู่เจียม พระมาลัย หลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่ทวด หลวงปู่โต หลวงปู่บุญมี

หนังสือ


ประวัติ บารมีธรรม

ของ

อาจารย์บอย
(องค์ญาณหลวงปู่บรมครูหลวงปู่ใหญ่)

รวบรวมประสบการณ์บางส่วน ดังนี้

1.ว่าด้วยเรื่องของ ทาน ศีล สมาธิ และปัญญา
2.ประสบการณ์ทางจิต
3.ประสบการณ์ช่วยสงเคราะห์สรรพสิ่ง
4.บทสวดมนต์ ที่ดีที่สุด

เกริ่นนำ

การเขียนหนังสือขึ้นมาครั้งนี้ เจตนาเพื่อสร้างประโยชน์แก่บุคคลที่กำลังหาคำตอบในหลายๆเรื่อง ที่ยังติดค้างคาใจอยู่ ซึ่งอาจจะยังหาคำตอบไม่ได้ นี่อาจจะเป็นอีกแนวทางหนึ่งให้กับท่านผู้ใฝ่ดีและหาหนทางพ้นทุกข์ ซึ่งทุกอย่างในโลกใบนี้ล้วนแล้วแต่เป็นไปตามกฏวัฏฏสงสาร ทุกอย่างย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาตามลิขิตของกรรม จะมีสิ่งใดที่จะเที่ยงแท้และจีรังยั่งยืนหามีไม่ ทุกสรรพสิ่งล้วนแล้วแต่ตกอยู่ภายใต้กฎ ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา คือ ความไม่เที่ยงนั่นเอง เมื่อเราทราบดีอยู่แล้วว่าทุกอย่างมันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ แล้วเรายังจะดิ้นรน ขวนขวาย ไฝ่หาสิ่งใดอยู่เล่า นอกจากหนทางที่จะนำเราไปสู่ความสุข แล้วความสุขที่แท้จริงล่ะมันอยู่ที่ใด อยู่ที่สิ่งที่มาปรนเปรอ บำรุงบำเรอท่านอยู่หรือเปล่า หรือจะเป็นสิ่งที่ท่านต้องการเพียงฝ่ายเดียว เท่านั้นน่ะเหรอ หนังสือบรรยายธรรมชุดนี้กำลังจะนำพาท่านไปพบกับสิ่งที่ท่านทั้งหลายอาจจะมองข้ามมันไปว่า ความสุขที่แท้จริงนั้นไม่ได้อยู่ไกลตัวท่านเลย แต่ตรงกันข้ามมันอาจจะอยู่ใกล้ตัวท่านมากเกินไปเสียด้วยซ้ำ จนทำให้ท่านอาจจะมองข้ามมันไปเปรียบเสมือนกับขนตาที่มันอยู่ใกล้ท่านเกินไป จนทำให้หลายๆครั้งมองไม่เห็นมัน และยังมีเรื่องเหลือเชื่อหลายๆอย่างที่เกิดจากประสบการณ์จริง หรือประสบการณ์ทางธรรมที่ข้าพเจ้าเคยได้สัมผัสมาจะนำมาเพื่อเล่าสู่กันฟัง เผื่อแผ่แก่คนที่กำลังติดทุกข์ในหลายๆเรื่อง ซึ่งอาจจะมีความสอดคล้องกันกับที่ข้าพเจ้าได้เคยสัมผัสมา โปรดตามข้าพเจ้ามาเถิด




องค์ญาณหลวงปู่บรมครูหลวงปู่ใหญ่
(นามแฝงของผู้เขียน)
Tel. 089 – 9853139





1.ว่าด้วยเรื่องของทาน

การทำทานให้ได้บุญนั้น มีความจำเป็น เป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำให้ครบทุกข้อ ทุกอย่างเพื่อที่จะให้การทำทานในครั้งนั้นๆ จะได้เกิดบุญและสัมฤทธิ์ผลตามประสงค์ ดังนี้
1.ของที่จะให้ทานควรบริสุทธิ์ อุปมาอุปไมย เสมือนกับชาวนาหาเมล็ดข้าวเพื่อที่จะนำมาเพาะปลูกในแปลงนา เมื่อหาได้เมล็ดข้าวพันธุ์ยิ่งดีฉันใด โอกาสที่ผลิตผลในการเพาะปลูกที่จะได้ออกมานั้น ก็ย่อมยังผลให้ได้ผลดีตามไปด้วยฉันนั้น
2.ผู้ให้ทานควรมีศรัทธาตั้งมั่น ไม่เสื่อม อุปมาอุปไมย เสมือนกับชาวนาเมื่อหาเมล็ดพืชพันธุ์ดีมาได้แล้ว ควรเตรียมดินและลงมือทำการเพาะปลูกด้วยความพากเพียร วิริยะ อุตสาหะ ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งที่มารบกวนจิตใจ ดังเช่นกิเลสทั้งหลายที่จะทำให้เกิดการปรุงแต่งเกิดขึ้นอย่างมากมาย ทั้งอยู่รอบกายและอยู่ในตัวของบุคคลนั้นๆ คำบอกเล่า คำนินทา ซึ่งจะมีผลทำให้ไขว้เขว จึงอาจทำให้เกิดความลังเลสงสัยขึ้นมาได้ เมื่อตั้งใจแน่วแน่แล้วว่าจะทำ แล้วทำสำเร็จได้ฉันใด ผลิตผลที่ได้ย่อมมีโอกาสเจริญงอกงามได้ฉันนั้น
3. ผู้รับทานเป็นผู้บริสุทธิ์ พระพุทธเจ้าท่านเคยกล่าวไว้ว่า ถ้าท่านพึงเลือกได้ก็พึงเลือกเอาเถิด เนื่องจากว่าการให้ทานกับบุคคลที่ต่างกันย่อมได้ผลต่างกัน ตามวาระของจิตของผู้รับทานจากเรา ซึ่งจะสามารถแบ่งตามลำดับ พอประมาณได้ดังนี้ คือ เมื่อท่านให้ทานกับสัตว์เดียรฉาน ได้ทาน 1 ส่วน เมื่อท่านให้ทานกับมนุษย์ผู้มีจิตใจทราม ได้ทาน 100 ส่วน เมื่อท่านให้ทานกับมนุษย์ผู้มีจิตใจดี ได้ทาน 10000 ส่วน เมื่อท่านให้ทานกับ มนุษย์ผู้รักษาศีล 5 ได้ทาน 1000000 ส่วน เมื่อท่านให้ทานกับ มนุษย์ผู้รักษาศีล 8 ได้ทาน 100000000 ส่วน เมื่อท่านให้ทานกับ มนุษย์ผู้รักษาศีล 10 ได้ทาน 100000000 ส่วน เมื่อท่านให้ทานกับภิกษุ ภิกษุณี ผู้รักษาศีลบริสุทธิ์ครบ ได้ทาน 100000000 ส่วน เมื่อท่านให้ทานกับผู้สำเร็จธรรมโสดาบัน ได้ทาน 10000000000 ส่วน เมื่อท่านให้ทานกับผู้สำเร็จธรรมสกิทาคามี ได้ทาน 1000000000000 ส่วน เมื่อท่านให้ทานกับผู้สำเร็จธรรมอนาคามี ได้ทาน 100000000000000 ส่วน เมื่อท่านให้ทานกับผู้สำเร็จธรรมอรหันต์ ได้ทาน 10000000000000000 ส่วน เมื่อท่านให้ทานกับพระพุทธเจ้าได้ทาน1000000000000000000 ส่วน แต่ในยุคปัจจุบันท่านไม่สามารถหาพระอริยะมารับทานได้ง่ายนัก เนื่องจากความเสื่อมที่เกิดขึ้นหลังจากที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพาน ซึ่งพระพุทธเจ้าเคยให้คำทำนายไว้กับพระเจ้าปเสนทิโกศล ว่า หลังจากที่พระองค์เสด็จปรินิพพาน ศาสนาของพระโคดม จะถูกแบ่งออกเป็น 3 ยุค คือ หลังปรินิพพาน จะให้พุทธบริษัทสี่ดูแล คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ซึ่งศาสนายังจะมีความรุ่งเรืองอยู่ แต่หลังจาก 2500 ปี จะให้เหล่าเทวดา นางฟ้า เป็นผู้ดูแล ซึ่งจะพบว่าเทวดาส่วนใหญ่ก็ยังมีกิเลสรวมกับมนุษย์ที่ยังมีกิเลส ซึ่งจะมีจำนวนมากกว่ามนุษย์และเหล่าเทวดาฝ่ายดี จึงทำให้ศาสนาเริ่มเสื่อม ภิกษุ ก็เริ่มแหว่ง ภิกษุณีก็หาย อุบาสก อุบาสิกา ก็เริ่มเสื่อม อุปมาอุปไมยเสมือนกับแท่งเหล็กถูกสนิมกิน กัดกร่อนไปเรื่อยๆ และหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพาน 4000 ปี จะเป็น ภูติ ผี ปีศาจ ดูแล ซึ่งก็คงไม่ต้องพูดถึงว่า ศาสนาจะเป็นอย่างไรต่อไป ถ้าท่านไม่สามารถเลือกผู้รับทานที่มีความบริสุทธิ์ มีภูมิธรรมสูงได้ ก็ให้ทำทาน โดยไม่จำเพาะเจาะจง นั่นก็คือการทำสังฆทาน ซึ่งบุญที่จะเกิด ก็จะยิ่งนับค่าไม่ได้เลย มากมายนัก เนื่องจากเป็นบุญที่ทำกับ คณะสงฆ์หมู่ใหญ่ และไม่จำเพาะเจาะจง ซึ่งจะทำให้ไม่ต้องเกิดความลังเลสงสัยตามมาหลังจากทำทานเสร็จและสิ่งของที่ให้ทานก็เป็นประโยชน์กับบุคคลส่วนใหญ่ อุปมาอุปไมยเสมือนกับชาวนาเมื่อมีเมล็ดพันธุ์ข้าวอยู่มากมาย เกินกว่าที่จะนำไปทำการเพาะในที่นาของตัวเอง เนื่องจากมีที่ดินไม่พอ จึงแบ่งเมล็ดพันธุ์ข้าวให้กับชาวนาคนอื่นที่ยังขาดเมล็ดพันธุ์ข้าวที่จะนำไปทำการเพาะปลูก ฉันใดก็ฉันนั้นถึงแม้ว่าผู้รับทานจากเราจะมีคนดีบ้าง ไม่ดีบ้าง แต่จากการให้ทานแก่คนหมู่มาก ย่อมยังผลทานให้ได้กลับคืนมาสู่ตัวไม่ช้าก็เร็ว และมากมายมหาศาล หาประมาณมิได้ อุปมาอุปไมยเสมือนกับดินที่ใช้เพาะปลูกยิ่งดีฉันใดย่อมได้ผลผลิต ดีขึ้นฉันนั้น
4. เมื่อให้ทานแล้ว ศรัทธาไม่เสื่อม อุปมาอุปไมยเสมือนกับชาวนาเมื่อทำการเพาะปลูกจนต้นข้าวออกรวง ทำการให้น้ำ พรวงดินและเก็บเกี่ยวอย่างระมัดระวัง ไม่ลังเลสงสัย มีจิตใจมุ่งมั่นและแน่วแน่ต่อการเก็บเกี่ยว ก็ย่อมได้ผลผลิตเต็มเม็ดเต็มหน่วยไม่ตกหล่นฉันนั้น
5. ผู้รับทาน นำสิ่งของไปทำประโยชน์ให้ อุปมาอุปไมยเสมือนกับชาวนานำเมล็ดข้าวที่ได้ หลังจากทำการเก็บเกี่ยว มาทำการเพาะปลูกใหม่หรือแจกจ่ายในส่วนที่เกินให้กับผู้ขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ข้าวช่วยปลูก (เป็นสังฆทาน) ผลทานนั้นย่อมเกิดประโยชน์อย่างมากมายมหาศาลนับประมาณมิได้ เพราะฉะนั้นบุคคลที่ให้ทานควรพิจารณาถึงประโยชน์ที่จะเกิดหลังจากการให้ทานด้วย ไม่ใช่คิดอยากจะทำก็ทำอย่างไม่มีสติ ซึ่งคนที่ไม่มีสติก็เปรียบเสมือนกับคนบ้า คนบ้าแม้จะทำในสิ่งที่เหมือนกับบุคคลปกติทั่วไปเขาทำกันก็ตาม แต่ผลที่ได้ออกมาก็ยังได้ไม่เท่ากับคนปกติทำแค่นิดเดียว เพราะฉะนั้นจงอย่าเป็นคนบ้าบุญ แต่ขอให้เป็นคนทำบุญจริงๆแล้วท่านก็จะไม่ต้องมาพูดหรือมาบ่น หลังจากทำบุญอีกว่า ทำดีแล้วไม่ได้ดี แต่บุญที่ให้ผลเร็วที่สุดก็คือทำบุญกับผู้ปฏิบัติที่พึ่งออกจากฌามสมาบัติใหม่ๆ แล้วท่านเป็นผู้ให้ทานเป็นคนแรก ผลที่ได้จะเห็นผลทันตา
ว่าด้วยเรื่องของทานก็คงจะฝากไว้ให้ท่านทั้งหลายผู้ฝักใฝ่ในทางธรรม ในการให้ทานพึงช่วยพิจารณาก่อนจะให้ทาน แล้วให้ทาน เมื่อพิจารณาได้ถูกทางแล้วก็จะเป็นบุญ มหากุศลเป็นอย่างยิ่งที่ได้ทำทาน ซึ่งผลบุญที่เกิดก็จะได้รับในชาติภพนี้เพื่อที่จะนำท่านผู้ฝักใฝ่ในการให้ทานทั้งสู่สุขติภูมิเมื่อถึงเวลาสมควร ด้วยกาล สาธุกาลในบุญที่เกิดขึ้นอย่างมหาศาลด้วยใจบริสุทธิ์ดี ก็ข้าเทอญ

2.ว่าด้วยการรักษาศีล

ในบทแรก ว่าด้วยการให้ทานนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับบุคคลที่ยังมีกิเลสหนาและยังไม่สามารถหลุดพ้นจากวัฏฏะสงสารได้ในชาติภพนี้ เนื่องจาก บุคคลที่ไม่ให้ทานเมื่อตายไปก็จะไม่ค่อยมีกิน ถึงแม้ว่าจะได้จุติเกิดมาในชาติภพใหม่ก็จะเป็นคนอนาถา อดๆอยากๆ เป็นคนยากจน กระผมเคยได้ยินผู้ปฏิบัติธรรมหลายๆท่านชอบพูดว่าการให้ทาน จะเป็นตัวถ่วงนิพพานซึ่งจากความเข้าใจของตัวกระผมเองที่ได้รับฟัง ก็คือ เมื่อทำบุญแล้วจะต้องมารับผลบุญผลทานที่ทำไว้จนหมดสิ้นก่อนจึงจะสามารถหาทางหลุดพ้นเข้าสู่นิพพานได้ ซึ่งจากหลักของความไม่ประมาท ท่านจะรู้ได้อย่างไรว่าท่านจะสามารถบรรลุธรรมได้ในชาติภพนี้ แล้วพระอรหันต์ทั้งหลายก็ล้วนมี บุญบารมีติดตัวมาทุกองค์ แล้วทำไมท่านจึงสามารถที่จะบรรลุธรรมได้ จึงเป็นข้อคิดให้กับท่านที่ยังหลงทางอยู่ในความประมาทอยู่ ว่าด้วยเรื่องทานแล้วต่อไปก็จะว่าด้วยเรื่องของการถือศีล การถือศีลนั้นไม่ยากลำบากมากมายเหมือนอย่างที่หลายๆท่านได้คิด ตั้งค่าไว้จนสูงเกินกว่าที่คนธรรมดาจะสามารถประพฤติปฏิบัติทำได้ ดังที่บุคคลโดยทั่วไปชอบคิดไปเอง ๑. การรักษาศีลไม่ใช่การยึด พระพุทธเจ้าท่านทรงสั่งสอนไว้ว่าไม่ให้ยึดมั่นถือมั่น ทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นจากการสมมุติ ทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่มีสิ่งใดตายตัว คงที่ แน่นอนตลอดไปได้ ล้วนเปลี่ยนไปตามกาลเวลาที่เหมาะสม
๒. การรักษาศีล ไม่ใช่ความหวังหรือการโฆษณาเล่าอ้าง พระพุทธเจ้าท่านทรงสั่งสอนว่าจะรู้อะไรก็ควรรู้ให้แน่ด้วยตัวของท่านเองเสียก่อนด้วยปัญญาและมีสติ ถึงเชื่อแน่ว่าจริง อย่าเชื่อเพราะคำเล่าลือหรือกล่าวอ้างว่าเป็นจริง จากผู้ที่ควรนับถือหรือมีประสบการณ์มาก่อนเพราะทุกอย่างในโลกใบนี้ย่อมมีความแตกต่างกันเกิดขึ้นอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตหรือวัตถุสิ่งของต่างๆ นาๆ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแล้วแต่ มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ตั้งอยู่ได้ชั่วขณะและมีความดับไปเป็นธรรมดา ถ้าท่านตั้งความหวังว่าเมื่อทำการรักษาศีลแล้วผิวจะสวย จะรวยเสน่ห์ จะปราศจากมนทิร ขอให้ท่านพึงรู้ไว้ว่าท่านกำลังเดินผิดทางอยู่ ในโลกใบนี้ไม่ใช่ทุกคนที่จะเกิดมาโชคดี คิดหวังสิ่งใด อยากได้สิ่งใด คาดหวังสิ่งใด จะได้สิ่งนั้นโดยฉับพลัน เพราะผลบุญที่เกิดจากการรักษาศีลย่อมเกิดขึ้นตามระยะเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น ถ้าท่านไปตั้งความหวังไว้มากๆเมื่อเริ่มทำการรักษาศีลแล้วผลที่ได้มาช้า ไม่ได้ดังใจปรารถนาศรัทธาของท่านก็จะเสื่อม ซึ่งจะมีผลทำให้ผลบุญที่ท่านควรจะได้รับเต็มเม็ดเต็มหน่วย ก็มีอันต้องขาดตกบกพร่องไป ตามกาลของการกระทำที่เกิดจากตัวท่านเอง แล้วท่านจะรู้ได้อย่างไรว่าการรักษาศีลดีจริง คำตอบที่ดีที่สุดนั่นก็คือ ท่านต้องทำเอง ทำให้ถูกหลักและทำให้ถึง เมื่อท่านทำได้อย่างที่กล่าวมาแล้วผลบุญที่ได้จากการรักษาศีลย่อมเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
๓. การรักษาศีลไม่ใช่แค่การท่องบทอาราธนาศีล รับศีลในหนังสือสวดมนต์ เพราะนั่นก็คือนามสมมุติเช่นเดียวกับตัวของท่านนั่นเอง จงพิจารณาให้ดีเถิด นาม รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่ใช่ของจริง แต่ของจริงก็ชอบแอบแฝงอยู่ในสิ่งที่ไม่จริงอยู่เสมอทุกเมื่อ ทุกเวลา เนื่องจากว่าทุกอย่างในโลกใบนี้ย่อมอยู่เป็นคู่ เป็นของคู่กัน นั่นจึงไม่แปลกที่จะมีของจริงอยู่ด้วย
๓. การรักษาศีลคือ ความไม่ประมาท ความไม่ตั้งใจ ความไม่วางใจที่จะทำผิดศีล การทำผิดศีลจะมีองค์ประกอบอยู่หลักๆ คือ เจตนาทางความคิดและลงมือทำ เมื่อท่านมีเจตนาทางความคิดว่าจะทำผิดศีล แล้วลงมือทำ ถือว่าท่านได้กระทำบาปกรรมต่อผู้อื่นทั้งทางกาย วาจาและใจ แต่ถ้าท่านทำไปโดยที่ไม่ได้มีเจตนาว่าจะทำร้ายผู้อื่นไม่ได้ตั้งใจทำ ถือได้ว่าศีลบกพร่องแต่ยังไม่ขาด ถ้าคิดที่จะทำแต่ยังไม่ได้ลงมือทำ ถือได้ว่าจิตตกแต่ศีลยังไม่ขาด แต่ถ้าทำไปโดยความไม่รู้ ไม่มีเจตนาพระพุทธเจ้าท่านเคยกล่าวไว้ว่า ผู้ไม่รู้คือผู้ไม่ผิด จากผลและการกระทำดังที่ได้กล่าวมานั้นท่านจะสามารถรู้ได้ว่าการรักษาศีลที่แท้จริง ก็คือ การรักษาใจ ของท่านนั่นเอง ตราบใดที่ท่านยังสามารถรักษาใจของท่านให้ตั้งมั่นอยู่ในคุณงามความดีได้ ระลึกนึกถึง คุณพระพุทธ พระธรรมและพระอริยะสงฆ์ ตราบนั้นท่านก็ยังได้ขึ้นชื่อว่า เป็นผู้รักษาศีลอยู่ทุกเมื่อทุกกาล
จากที่ได้กล่าวมาแล้วเบื้องต้น ท่านจะพบว่าการรักษาศีลนั้นเป็นพื้นฐานของผู้ที่จะฝึกสมาธิ ฝึกจิตได้ดี ซึ่งการรักษาศีลจะช่วยทำให้ท่านมีจิตใจปลอดโปร่ง โล่งสบาย หายหวาดระแวง สงสัย ลังเลกับการกระทำของท่าน ถ้าเป็นบุคคลที่ไม่มีศีลก็จะทำให้เกิดทุกข์อยู่ทุกขณะจิต ทำให้มีจิตใจที่เศร้าหมอง ยากต่อการกระทำในหลายๆเรื่องเพื่อให้เกิดคุณประโยชน์ได้สูงสุด การรักษาศีลที่ดี เบื้องต้นท่านควรจะปล่อยวางจิตใจที่เศร้าหมอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เคยกระทำผ่านมาในทางที่ไม่ดี รวมทั้งเรื่องที่ทำให้เศร้าโศกเสียใจ เพื่อจะทำให้ท่านสามารถรับแสงสว่างได้เต็มที่ อุปมาอุปไมยเปรียบเหมือนแก้วน้ำที่กำลังจะเทน้ำใสสะอาดบริสุทธิ์ลงไป ถ้าท่านไม่ทำความสะอาดแก้วน้ำ ชำระล้างฝุ่นผงที่สกปรกออกไปให้หมดเสียก่อน ก่อนที่ท่านจะเทน้ำใหม่ลงไป ถึงแม้ว่าน้ำที่จะเทลงใส่แก้วน้ำจะสะอาดเพียงใด ก็ไม่สามารถทำให้น้ำที่อยู่ในแก้วบริสุทธิ์ทั้งหมดได้ ฉันใดก็ฉันนั้น การทำใจให้บริสุทธิ์ ปล่อยวางจากความเศร้าหมองก่อนการรักษาศีล ก็ย่อมยังผลให้ท่านสามารถรับผลบุญที่บริสุทธิ์ได้มากฉันนั้น อุปมาก็มีอยู่แค่นี้ ในหัวข้อต่อไปก็จะได้กล่าวถึงว่าด้วยเรื่องของการฝึกจิต การทำสมาธิ ว่าแต่ละวิธีมีความแตกต่างกันอย่างไรหรือไม่ แล้วจะก่อให้เกิดประโยชน์อะไรกับท่านผู้ใฝ่ในการบำเพ็ญเพียรได้บ้าง ตามวาระ ตามโอกาสของจิตของผู้ปฏิบัติจะพึงรักษา และกระทำเอาไว้ได้

3.ว่าด้วยเรื่องของการทำสมาธิ

การทำสมาธิมีอยู่ด้วยกันหลายๆวิธี ซึ่งแต่ละวิธีก็จะมีขั้นตอนหรือวิธีการปฏิบัติแตกต่างกันออกไป แต่อย่างไรก็ตาม การทำสมาธิก็มีจุดมุ่งหมายไปยังจุดเดียวกัน นั่นก็คือการรวมจิต ทำให้จิตตั้งมั่นรวมเป็นหนึ่ง เพื่อที่จะเป็นพื้นฐานในการปฏิบัติภาวนาในขั้นต่อไป ซึ่งข้าพเจ้าจะขอกล่าวแค่วิธีการฝึกจิตที่ข้าพเจ้าเคยได้ลองปฏิบัติและเรียนรู้ แล้วแน่ใจว่าได้ผลจริงๆ เพียงเท่านั้น ดังนี้
1. การกำหนดจิตรู้ วิธีนี้เป็นวิธีการฝึกจิตที่เกิดขึ้นกับตัวของข้าพเจ้าเอง อาจจะไม่เหมือนใครแต่ก็ได้ผล วิธีการฝึกก็คือ ให้ท่านกำหนดจิตรู้อาการ ที่จุดใดจุดหนึ่ง ในตัวท่านเอง ตามโอกาส ตามวาระของจิต ว่าในขณะนั้นจิตจะไปจดจ่ออยู่ที่จุดใด ไม่ว่าท่านจะอยู่ในท่า ยืน เดิน นั่งหรือนอน ก็ตาม ร้อนก็ให้รู้ว่าร้อน เย็นก็ให้รู้ว่าเย็น หนาวก็ให้รู้ว่าหนาว ปวด หนักหรือเบาก็รู้ ให้รู้อยู่ตลอดเวลาว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง เมื่อท่านปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอไปเรื่อยๆท่านก็จะค้นพบความไม่เที่ยงซึ่งจะเป็นภูมิธรรมของวิปัสสนา ถ้าท่านปฏิบัติได้ดังนี้แล้วจะได้อะไรในเบื้องต้น คำตอบคือท่านจะมีจิตหยั่งรู้ ฌานหยั่งรู้ รู้ได้ในเรื่องต่างๆที่จะเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป ตามกาลเวลา
2. สายพุทโธ หลวงปู่มั่น เดินจงกรม กำหนดจิตให้เร็วโดย เท้าขวาเมื่อยกแล้วเหยียบพื้นดินให้กำหนดว่า พุท เท้าซ้ายเมื่อยกแล้วเหยียบพื้นดินให้กำหนดว่า โธ ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ
นั่งสมาธิ ให้นั่งสมาธิโดยเลือกเอาท่านั่งที่ถนัดที่สุด กำหนดลมหายใจเข้าว่าพุท กำหนดลม
หายใจออกว่าโธ จุดที่จะกำหนดจิตก็จะมีดังนี้คือ ปลายจมูก ท่อลมโพรงจมูก ลิ้นปี่ จะกำหนด
จุดใดจุดหนึ่งหรือจะกำหนดการไหลผ่านของลมตามจุดต่างๆทุกจุดก็ได้ เมื่อจิตรวมแล้วให้
พิจารณาถึงความหยาบ ละเอียดของลมไปเรื่อยๆ จนว่างเปล่า ตามวาระจิต เพื่อพิจารณาธรรม
นอนสมาธิ ให้กำหนด พุทโธ ตามจุดต่างๆเหมือนกับการนั่งสมาธิ คล้ายๆกัน
3. การกำหนดกรรมฐาน 5 อย่าง ของผู้บำเพ็ญเพียรลึกลับ นั่งสมาธิท่าที่ถนัด แล้วให้กำหนดจิตไว้จุดใดจุดหนึ่ง ตามที่จิตถนัดหรือจะกำหนดตามความหมายจากคำภาวนาก็ได้ คือ ผม ขน เล็บ ฟันและหนัง แล้วท่องในใจหรือออกเสียงเบาๆว่า เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ตโจ ทันตา นขา โลมา เกสา ให้ท่องกลับไป กลับมาเรื่อยๆ จนกว่าจิตจะรวมเป็นสมาธิ เมื่อใดเห็นดวงจิตกลมๆมีแสงสว่างเท่าดวงอาทิตย์อยู่ใกล้ตัว(ส่วนมากจะอยู่ที่ด้านบนซึ่งจะอยู่ระหว่างหน้าผากและกระหม่อม)ให้น้อมเอาดวงจิตเข้าสู่ร่างกายทันที เพื่อจะพิจารณากายเข้าสู่วิปัสสนาหรือต้องการดับจิตให้นิ่ง ก็พึงท่อง พุทธัง สรณัง คัจฉามิ การปฏิบัติจะช้าจะเร็วก็เป็นไปตามวาระจิตของท่าน ผู้มีความสนใจฝักใฝ่ในการภาวนา นั่งสมาธิ
4. การภาวนารวมจิต สัมมาอรหัง(หลวงปู่เจียม วัดกะม่อล) นาราอรหัง(หลวงปู่หงส์) พุทโธ(สายหลวงปู่แหวน หลวงปู่ฝั้น) นะมะพะทะ,จะพะกะสะ,นะมะอะอุ หรือ นะโมพุทธายะ(อ.บอย) พุทโธ(หลวงพ่อพุธ) หรือจะใช้บทอื่นๆก็ได้ดังใจ วิธีการปฏิบัติก็คือ ให้ท่องบทบริกรรมไปเรื่อยๆ จะกำหนดจิตอยู่ที่ตรงใหนก็ได้ ท่องบทบริกรรมไปจนกว่าจิตจะรวมกันเป็นสมาธิเกิดขึ้น เพื่อเป็นพื้นฐานที่จะพิจารณาธรรมเป็นวิปัสสนากรรมฐานต่อไป การปฏิบัติวิธีนี้ หลวงปู่เจียมท่านเคยให้ข้อเปรียบเทียบไว้ว่า ผู้ฝึกเปรียบเสมือนกำลังขุดเจาะบ่อน้ำบาดาล วันใหนขุดเจาะจนถึงตาน้ำ น้ำขึ้นมาเต็มบ่อ วันนั้นก็เห็นธรรม แล้วผู้ที่ปฏิบัติภาวนาเมื่อเลือกทางใหนปฏิบัติแล้วก็ควรทำให้ถึง ถ้าเปลี่ยนไปเรื่อยๆก็เหมือนกับช่างขุดเจาะหาบ่อน้ำบาดาล ขุดยังไม่ถึงใหนก็เปลี่ยนที่ไปเรื่อยๆแล้วชาติพบนี้ จะสามารถเห็นธรรมได้หรือไม่ กระผมก็ขอฝากไว้เป็นข้อคิดเล็กๆน้อย เพื่อผู้ฝึกปฏิบัติภาวนาจะได้เข้าใจ วาระจิตการกำหนดจิต กำหนดูกอยู่จริงๆ ทำไปเรื่อยๆจนกว่าจะสงบ แล้วจึงพิจารณาธรรมตามจุดต่างๆในร่างกายต่อไป เข้าสู่ภูมิธรรมวิปัสสนากรรมฐาน
5. กำหนดความว่าง วิธีปฏิบัติก็คือ ไม่ให้คิดอะไรเลยสักอย่าง ทุกสิ่งย่อมไม่มี ทำให้ว่างหมด เมื่อกำหนดจนจิตเกิดความว่างขึ้นแล้วให้พิจารณาถึงความไม่เที่ยง รูป นาม เกิดขึ้นจากการสมมุติ เข้าสู่ภูมิธรรมวิปัสสนา (ระวัง เมื่อจิตว่างจะเกิดอาการปิติอิ่มบุญ แล้วยึดมั่นถือมั่นปล่อยวางยาก ความว่างคือชั้นพรหม ซึ่งไม่ควรไปยึดมาก ควรปล่อยวางให้มากๆ)
6. กำหนด หนอ หลวงปู่เทพโลกอุดร ถ่ายทอดโดยหลวงพ่อติ่ง วิธีการปฏิบัติมีดังต่อไปนี้ คือ
เดินจงกรม ยืนตัวตรงกำหนดจิตช้าๆ จากกลางฝาเท้าขึ้นตรงกลางกระหม่อมว่า ยืน แล้วกำหนดจิตลงมาจากกลางกระหม่อมลงมายังกลางฝาเท้าว่า หนอ ทำไปเรื่อยๆจนกว่าจิตจะสงบ (ใจเย็นๆนะวิธีนี้ใจร้อนไม่ได้อะไรเลย) เมื่อจิตสงบแล้วจึงยกส้นเท้าข้างขวาขึ้นนิดหนึ่งแล้วภาวนาอย่างช้าๆว่า ขวา แล้วยกขาขวาขึ้นย่างไปข้างหน้าพร้อมทั้งภาวนาคำว่า ย่าง เมื่อเท้าขวาเหยียบลงเต็มฝาเท้าแล้วให้ภาวนาว่า หนอ ส่วนเท้าซ้ายก็ทำเหมือนกัน ดังนี้ ยกส้นเท้าข้างซ้ายขึ้นนิดหนึ่งแล้วภาวนาอย่างช้าๆว่า ซ้าย แล้วยกขาซ้ายขึ้นย่างไปข้างหน้าพร้อมทั้งภาวนาคำว่า ย่าง เมื่อเท้าซ้ายเหยียบลงเต็มฝาเท้าแล้วให้ภาวนาว่า หนอ ทำไปเรื่อยๆจนสุดทางจงกรม ให้เท้าทั้งสองยืนคู่กันเหมือนกับเริ่มเดิน ยืนแล้วกำหนดเหมือนเดิม คือ ยืนตัวตรงกำหนดจิตช้าๆ จากกลางฝาเท้าขึ้นตรงกลางกระหม่อมว่า ยืน แล้วกำหนดจิตลงมาจากกลางกระหม่อมลงมายังกลางฝาเท้าว่า หนอ ทำไปเรื่อยๆจนกว่าจิตจะสงบ เมื่อจิตสงบแล้วจะหันตัวกลับโดยให้เริ่มจาก ท่องขวา แล้วยกปลายเท้าขวาขึ้นพร้อมทั้งภาวนาว่า ยก แล้วหมุนไปทางขวา 45องศา พร้อมทั้งภาวนาว่า กลับ แล้ววางเท้าลงพร้อมทั้งภาวนาว่า หนอ ส่วนท้าวซ้ายให้กำหนดคำบริกรรมว่า ซ้าย แล้วยกส้นเท้าซ้ายขึ้นพร้อมทั้งบริกรรมคำว่า ยก แล้วยกเท้าซ้ายมาวางคู่เท้าขวาพร้อมกับบริกรรมคำว่า กลับ พอวางเท้าลงให้บริกรรมว่า หนอ แล้วให้ทำตามขั้นตอนเดิมอีกอย่างต่อเนื่อง โดยให้ท่องคำว่า ขวา แล้วยกปลายเท้าขวาขึ้นพร้อมทั้งภาวนาว่า ยก แล้วหมุนไปทางขวา 45องศา พร้อมทั้งภาวนาว่า กลับ แล้ววางเท้าลงพร้อมทั้งภาวนาว่า หนอ ส่วนท้าวซ้ายให้กำหนดคำบริกรรมว่า ซ้าย แล้วยกส้นเท้าซ้ายขึ้นพร้อมทั้งบริกรรมคำว่า ยก แล้วยกเท้าซ้ายมาพร้อมที่จะวางคู่เท้าขวาพร้อมกับบริกรรมคำว่า กลับ พอวางเท้าลงให้บริกรรมว่า หนอ เมื่อเท้าทั้งคู่หันกลับมาเรียบร้อยแล้ว ก็ให้ยืนกำหนดจิต แล้วทำเหมือนเดิมต่อไปเรื่อยๆจนกว่าจิตจะเกิดความสงบ หรือสมควรแก่กาลพอควร แล้วแผ่เมตตา นั่งสมาธิ การนั่งสมาธิท่านั่งก็เป็นส่วนที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งท่านเปรียบไว้ว่าท่านั่งก็เหมือนกับแก้วน้ำที่ตั้งวางไว้ก่อนนั่งสมาธิ ถ้าแก้วน้ำตั้งตรงก็ย่อมรับน้ำได้ดีและมากกว่าแก้วน้ำที่ตั้งเอียง เมื่อรู้อย่างนี้แล้วท่านผู้ใฝ่ในการปฏิบัติกรรมฐานก็ควรจะพิจารณารับไว้เผื่อจะเป็นประโยชน์และเพิ่มประโยชน์ให้แก่ท่านผู้ปฏิบัติภวนาได้มากยิ่งขึ้น วิธีปฏิบัติสายหลวงปู่เทพโลกอุดรเริ่มต้นจาก นั่งสบายๆ แล้วจับขาซ้ายเข้ามาวางพร้อมทั้งภาวนาอย่างช้าๆว่า ซ้ายวางหนอ แล้วจับขาขวาเข้ามาวางพร้อมทั้งภาวนาอย่างช้าๆว่า ขวาวางหนอ ในท่านั่งขัดสมาธิเพชร คือขาขวาทับขาซ้าย (ท่าอื่นก็ใช้ได้เหมือนกัน ใช้หลักภาวนาคล้ายๆกัน) แล้วยกมือซ้ายเข้ามาวางที่ตักพร้อมทั้งภาวนาว่า ซ้ายวางหนอ แล้วยกมือขวาเข้ามาวางซ้อนมือซ้ายพร้อมทั้งภาวนาว่า ขวาวางหนอ นั่งเหยียดตัวให้ตั้งตรงที่สุดแล้วลดตัวลงมานิดหนึ่ง นั่นล่ะคือท่านั่งที่ตรงที่สุดแล้ว ให้สายตามองไปตรงๆแล้วกำหนดคำภาวนาว่า นั่งหนอๆๆ แล้วจึงค่อยๆหลับตาทั้งสองข้างพร้อมๆกันกับคำภาวนาว่า หลับตาหนอ แล้วให้กำหนดจิตจากที่นั่งขึ้นมาตรงกลางกระหม่อมว่า นั่ง แล้วจึงกำหนดจิตจากตรงกลางกระหม่อมลงไปข้างล่างว่า หนอ กำหนดให้ได้ 3 รอบ แล้วจึงกำหนดลมหายใจเข้าอย่างช้าๆว่า พุท แล้วกำหนดลมหายใจออกอย่างช้าๆว่า โธ ทำไปเรื่อยๆ เมื่อมีจุดใหนของร่างกายมีอาการต่างๆเกิดขึ้นจะกำหนดจิตปล่อยวางไม่สนใจโดยกำหนดสิ่งนั้นเมื่อสามารถเกิดขึ้นและตั้งอยู่ได้เป็นธรรมดา ก็ย่อมดับไปได้เองเป็นธรรมดาเช่นเดียวกัน หรือจะเอาจิตไปกำหนดตามอาการที่เป็น โดยภาวนาว่า ..........หนอ ไปเรื่อยๆ จนเมื่ออาการดีขึ้นแล้วก็ให้นำจิตกลับมากำหนดลมหายใจ เข้า ออก โดยบริกรรมคำว่า พุท โธ ตามเดิม เมื่อภาวนาสมควรแก่กาลแล้ว ให้กำหนดจิตจากล่างสู่บน และจากบนสู่ล่าง ว่า หยุดหนอๆๆ แล้วก็ค่อยๆลืมตาขึ้นพร้อมกับภาวนาว่า ลืมตาหนอ แล้วค่อยๆยกมือขวาขึ้นวางด้านข้างพร้อมทั้งภาวนาว่า ขวายกหนอ แล้วยกมือซ้ายขึ้นวางด้านข้างพร้อมทั้งภาวนาว่า ซ้ายยกหนอ แล้วยกขาขวาขึ้นวางตรงด้านหน้าพร้อมทั้งภาวนาว่าขวายกหนอ แล้วยกขาขวาแล้วเหยียดออกไปข้างหน้าพร้อมทั้งภาวนาว่า ขวาเหยียดหนอ แล้วยกขาซ้ายแล้วเหยียดออกไปข้างหน้าพร้อมทั้งภาวนาว่า ซ้ายเหยียดหนอ ทำกายบริหารตามสมควร เพื่อให้ร่างกายสามารถปรับสภาพตามเดิม แล้วทำการแผ่เมตตา
๗. กำหนดกสิน การกำหนดกสินก็มีวิธีทำแบบง่ายๆคือ กสินสีแดงให้ระลึกนึกภาพเป็นวงกลมให้ได้ เป็นแสงสีแดงหรือเปลวเทียน แล้วท่อง เตโช กสินังไปเรื่อยๆ กสินดินให้ระลึกนึกภาพเป็นวงกลมให้ได้ เป็นแสงสีแสด แล้วท่อง ปฐวี กสินังไปเรื่อยๆ กสินสีขาวให้ระลึกนึกภาพเป็นวงกลมให้ได้ เป็นแสงสีขาว แล้วท่อง อาโล กสินังไปเรื่อยๆ กสินอากาศให้ระลึกนึกภาพเป็นวงกลมให้ได้ เป็นโปร่งใสเหมือนอากาศ แล้วท่อง วาโย กสินังไปเรื่อยๆ กสินพระพุทให้ระลึกนึกภาพเป็นองค์พระให้ได้ แล้วท่อง พุทโธ กสินังไปเรื่อยๆ เป็นต้น ซึ่งการฝึกกสินส่วนใหญ่นั้นจะเน้นไปในทางอิทธิฤทธิเป็นส่วนใหญ่ เมื่อผู้ฝึกทำการปฏิบัติภาวนาจนทำให้กสินเปลี่ยน ก็พึงพิจารณาธรรมถึงความไม่เที่ยงของกสิน ภูมิธรรมก็จะเข้าสู่วิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งเป็นเส้นทางสู่นิพพานทันที
๘. กำหนดลูกแก้ว วิธีการฝึกก็คล้ายกับการฝึกกสิน แต่เมื่อระลึกเห็นภาพลูกแก้วตามที่ต้องการแล้วก็ให้กำหนดจิตส่งไปดูยังจุดศูนย์กลางของลูกแก้ว ทำไปเรื่อยๆ ขยายเข้า แล้วถอยออก เมื่อเห็นถึงความเปลี่ยนแปลง จิตจะเกิดสลดสังเวสพึงเห็นถึงความไม่เที่ยง กำหนดวิปัสสนาต่อไป
๙. ยิงจิต กำหนดจิตให้ระลึกเห็นเป็นรูปกรวยปลายแหลม ซึ่งด้านปลายแหลมจะออกนอกตัวเราเมื่กำหนดแน่ชัดแล้วก็กำหนดปล่อยยิงออกไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ให้ฝึกบ่อยๆ ให้ชำนาญ สามารถยืดอายุสังขารได้ เป็นต้น
๑๐. ภาวนาจากคาถา บทสวดมนต์ เลือกบทสวดมนต์ที่เรามั่นใจ เช่น บทอิติปิโส พาหุง ชินบัญชร เป็นต้น นั่งหลับตาแล้วภาวนาไปเรื่อยๆจนกว่าจะเกิดอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์
๑๑. กำหนดจิตให้ยึดสุข วิธีการปฏิบัติก็คือ เริ่มแรกให้บริกรรมคำว่าปล่อยวาง ไปเรื่อยๆจนกว่าจิตจะละวางจากอารมณ์เศร้าหมองจนหมดสิ้น แล้วจึงเปลี่ยนคำบริกรรมว่า สว่าง บริกรรมไปเรื่อยๆจนกว่าจิตจะพบกับความสว่าง แล้วจึงเปลี่ยนคำบริกรรมว่า มีสุข บริกรรมไปเรื่อยๆจนกว่าจิตจะสบายพร้อมรับสุข แล้วจึงเปลี่ยนคำบริกรรมว่า รับสุข บริกรรมไปเรื่อยๆจนกว่าจิตจะสงบ แล้วจึงเปลี่ยนคำว่าสุข เป็นคำที่เราต้องการ เช่น โชค ลาภ เงิน ทอง เป็นต้น เอาทีละอย่างอย่าโลภมากเดี๋ยวลาภจะหาย เวลาบริกรรมจะกำหนดตามลมหายใจ เข้าออก ก็ได้
วิธีและแนวทางการฝึกปฏิบัติสมาธิดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นนั้น เป็นบางส่วนที่ตัวกระผมเองเคยสัมผัสมา ทั้งได้ทำการปฏิบัติดู เห็นผล มีผลบังเกิดได้จริง ตามวาระและโอกาสของจิต ซึ่งเป็นบางส่วนจากประสบการณ์จริงที่ได้รับรู้มา ทั้งทางโลกและทางธรรมโดยการเรียนรู้หรือรับจากทางจิต แต่ยังมีอีกมากที่ยังไม่ได้นำมากล่าวไว้ เพราะตัวกระผมเองเห็นสมควรว่าเท่าที่วิธีที่ได้กล่าวบรรยายมาเบื้องต้น ไว้ให้กับท่านทั้งหลายผู้ใฝ่ในการปฏิบัติภาวนา ก็คงจะศึกษาไม่จบ แต่ถ้าผู้ใดมีความสนใจอยากเรียนรู้เพิ่มเติมเนื่องจากสามารถปฏิบัติดังที่ข้าพเจ้าได้บรรยายไว้ข้างต้นจนสำเร็จลุล่วงได้ในระดับหนึ่ง ได้แล้ว ข้าพเจ้าก็มีความยินดีที่จะบอกกล่าววิธีอื่นๆที่ท่านพึงสนใจปรารถนาได้เช่นเดียวกัน ท้ายหัวข้อนี้ข้าพเจ้าก็พึงปรารถนาขอให้ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้พบสุขอยู่ตลอดทุกเมื่อทุกกาล สาธุกาล ก็ข้าเทอญ สาธุ

๔.ว่าด้วยเรื่องของปัญญา

ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นแล้วสำหรับเรื่องการให้ทานซึ่งจะช่วยเป็นพื้นฐานให้จิต รู้จักการปล่อยวางสิ่งของนอกกาย ซึ่งยังเป็นของหยาบอยู่ แล้วก็ตามมาด้วยเรื่องของการรักษาศีล ซึ่งจะช่วยให้จิตรู้จักการปล่อยวางจากการทำผิด ควบคุมใจ รักษาใจ ซึ่งค่อนข้างจะมีความละเอียดขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง แล้วตามด้วยการปฏิบัติภาวนาซึ่งเป็นภูมิธรรมที่ละเอียดมากขึ้น แต่การละวางจากกิเลสที่ละเอียดมากขึ้น ก็ยังไม่หมดสิ้นทุกข์ เพราะว่าการละวางกิเลสในขั้นที่สามนั้นยังไม่ถาวร คือเลิกได้ชั่วขณะใดขณะหนึ่งเท่านั้นเอง แต่ยังไม่ขาดสะบั้น จะทำอย่างไรล่ะถึงจะสามารถกำจัดกิเลสให้หมดไป ให้ขาดไปได้อย่างถาวรจริงๆ ซึ่งจะทำให้เราไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก พระพุทธเจ้าท่านใช้วิปัสสนากรรมฐานซึ่งมีพื้นฐานมาจากปัญญา ควบคู่กับสตินั่นเอง เราจึงต้องนำปัญญาเข้ามาช่วยเหมือนกับหลายๆท่านที่ได้กระทำด้วยความพากเพียร ผ่านพ้นวัฏฏสงสารได้มา ก็มากมายแล้ว กระผมจะอธิบายตามหลักการของจริงเบื้องต้นให้ฟังเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายๆ ดังนี้
๑. เราจะพิจารณาเรื่องของจักรวาล ว่าด้วยเรื่องของจักรวาลนั้นไม่มีใครสามารถกำหนดรู้ได้เลยว่าจักรวาลสามารถเกิดขึ้นมาได้อย่างไร แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธะเจ้าท่านยังเคยกล่าวไว้ในบันทึกพระไตรปิฏกว่า ท่านก็ไม่สามารถรู้ได้เช่นเดียวกันว่าจักรวาลเกิดขึ้นมาได้อย่างไรเมื่อท่านพิจารณาดูแล้วก็เห็นว่ามันมีของมันอยู่อย่างนี้มาตั้งนานแล้ว แต่ไม่ได้มีแค่เรายังมีจักรวาลอื่นๆอีกมากมายนับไม่ถ้วน ธรรมมะข้อนี้สอนให้เรารู้ได้ว่าทุกอย่างย่อมเกิดขึ้นมาได้เอง ตั้งอยู่ได้ และรอวันที่จะสูญสลายไปเพื่อรอวันเริ่มเกิดขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง
๒. เราจะพิจารณาเรื่องของโลก โลกมนุษย์ก็ไม่มีเคยสามารถรู้ได้เลยว่ามันเกิดมาเมื่อไหร่เพื่ออะไร แต่ในบันทึกในพระไตรปิฏกว่าด้วยเรื่องพระโมคคัลลาหลงทาง เมื่อครั้งสมัยพุทธกาลพระโมคคัลลานะได้แสดงอิทธิ์ฤทธิ์ออกไปนอกโลก นอกจักรวาล ไปเรื่อยๆจนกระทั่งไปเจออีกจักรวาลหนึ่ง อีกโลกหนึ่ง ซึ่งมีสิ่งมีชีวิตคล้ายๆกันกับโลกมนุษย์ ซึ่งได้ไปเจอพระพุทธเจ้ากำลังแสดงธรรมให้แก่พุทธบริษัท ฟัง พระโมคคัลลานนะจึงเหาะลงไปแสดงความเคารพบูชาแล้วแจ้งเหตุ แก่พระพุทธเจ้าแห่งนั้นฟังว่า ได้เหาะมาและหลงทางหาทางกลับไปยังโลกเดิมที่เหาะมาไม่ได้ พระพุทธเจ้า ณ ที่นั้นจึงชี้ทางให้ พระโมคคัลลานะจึงสามารถเหาะกลับมายังโลกมนุษย์ที่เดิมได้ ธรรมมะข้อนี้สอนให้รู้ว่าอย่าเป็นผู้ประมาท
๓. เราจะพิจารณาเรื่องของเทพเทวา พระพุทธเจ้าเคยกล่าวไว้ว่าเรื่องของเทวดา นางฟ้า มันก็มีของมันอยู่อย่างนั้นมาตั้งนานแล้วเหมือนกับโลกและจักรวาล ที่เกิดขึ้นเองเช่นเดียวกัน ธรรมมะข้อนี้สอนให้รู้ว่า ทุกสรรพสิ่งล้วนเกิดคล้ายๆกัน มีจุดกำเนิดอยู่ในวงโคจรเดียวกัน
ธรรมทั้ง ๓ ข้อเบื้องต้นนั้นรู้ ได้แต่อย่าไปสนใจมากเพราะจะทำให้เสียเวลาเป็นเรื่องไกลตัว
๔. เราจะพิจารณาถึงการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย คนเราเกิดมาล้วนเกิดจากกรรมทั้งสิ้น เมื่อเคยทำกรรมอันใดไว้แล้ว จะดีหรือชั่วก็ตาม ก็ย่อมเป็นผู้รับผลของกรรมแตกต่างกันไปตามวาระการให้ผลของกรรม ดังเช่น บางคนเกิดมารวย เพราะเคยให้ทานมาก บางคนเกิดมาจนเพราะไม่เคยให้ทานเลย เป็นต้น ถ้าเราจะดูต่อไปว่าทำไมบางคนเกิดยากจนแล้วเมื่อโตขึ้นกลับร่ำรวยทั้งที่เขาคนนี้ก็ไม่ใช่คนชอบทำบุญทำทาน เหตุเป็นเพราะว่าบุญกุศลของเขาคนนั้นที่เคยได้กระทำมาตามมาถึงพอดี จึงไม่แปลกที่เขาจะมีทรัพย์สิน เงินทอง เพิ่มขึ้น ซึ่งผลบุญที่ได้รับในช่วงดำเนินชีวิต เรียกว่ากรรมสืบเนื่อง คือกรรมที่ไม่ได้ส่งผลให้เกิดแต่กลับมาส่งผลให้ ภายหลังจากการเกิดแทน ซึ่งก็จะมีทั้งกรรมดี และกรรมชั่วตามวาระกรรมที่บุคคล คนนั้นได้พึงกระทำมาแต่ครั้งกาลก่อน พระท่านจึงชอบพูดบ่อยๆว่าคนเราเลือกเกิดไม่ได้เพราะมีก่อนที่ส่งผลตอนเกิดและช่วงดำเนินชีวิต แต่ทุกคนมีสิทธิ์เลือกที่จะทำความดีในชาติภพนี้ได้เพราะว่ากรรมในอดีตจะเปิดช่องให้เราเลือกทำกึ่งหนึ่งไว้เสมอ ถ้าเราทำดีและได้บุญแรง บุญบารมีที่เราได้กระทำก็สามารถจะมาช่วยส่งผลให้ชีวิตของเราดีขึ้นได้เหมือนกัน ขอแค่เราอย่าท้อแท้และจงทำต่อไปเถิดแล้วจะเกิดผลขึ้นได้ในสักวันหนึ่ง สำหรับการพิจารณาอาการของวาระสังขาร การเกิด แก่ เจ็บและตายนั้น ก็เข้าหลักธรรมของความไม่เที่ยง คือทุกอย่างล้วนเป็น อนิจจัง อนัตตา ไม่เที่ยง ไม่มีตัวตน ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะว่าตัวกำหนดรู้ของเรานั้น กำหนดขึ้นมาเอง เพราะฉะนั้นทุกอย่างล้วนไม่มีอะไรเป็นของจริงเลย คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่และก็ดับไปเป็นธรรมดา ตามวาระของแรงกรรม และสภาวะที่เหมาะสม แต่ก็ยังห่างจากตัวเรามาก
๕. การกำหนดที่เร็วที่สุด ก็คือการกำหนดรู้ถึงความไม่เที่ยง ไม่มีตัวตน ไม่ใช่ของจริง เป็นแค่รูป นาม สมมุติขึ้นมาทั้งนั้น ทุกอย่างล้วนอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ให้กำหนดรู้ทุกขณะจิต ทุกวาระจิต ทุกลมหายใจเข้าออก เมื่อเรากำหนดได้ดังนี้แล้ว ธรรมมะก็จะอยู่ใกล้ๆตัวเรานี่เอง มีทุกที่ ทุกสถาน ไม่ว่าจะใกล้หรือจะไกล มีทุกอย่าง รู้อะไรก็เกิดวามสลดสังเวช เห็นถึงความไม่เที่ยงแล้วก็ปล่อยวางซะ เพื่อไม่ให้ยึดมั่นถือมั่นกับอารมณ์ที่พิจารณา อาจจะส่งผลทำให้จิตใจเศร้าหมองได้ เพราะฉะนั้นธรรมมะไม่ได้อยู่ที่อื่นหยุดวิ่งหาธรรมนอกกาย แล้วจงรู้ธรรม
๖. รู้ธรรมให้ถูกวิธี มนุษย์ทุกคนต่างมีภูมิธรรมของวาระจิตที่ดีอยู่แล้ว เปรียบเสมือนเรามีเทียนกันคนละเล่ม พร้อมและรอที่จะจุดไส้เทียนให้เกิดประกายไฟเพียงแค่นั้น แต่วิธีที่จะจุดไฟนั้นอาจจะแตกต่างกันไปตามวาระของจิต จงดูวิธีที่จะจุดไฟ แล้วค้นหาวิธีที่จะจุดไฟให้เกิดขึ้นกับเทียนของท่านเองเถิด ซึ่งท่านต้องเป็นคนเดินไปหาคำตอบของตัวของท่านเอาเอง

๕.ประสบการณ์ทางจิต

๑. ก่อนจุติ ข้าพเจ้าเคยได้รับรู้นิมิตของตัวข้าพเจ้าเองก่อนที่จะลงมาเกิดในโลกมนุษย์ตามวาระกาลที่จะต้องลงมาเกิด เมื่อก่อนที่ดวงจิตของข้าพเจ้าจะลงมาเกิดนั้นจะมีลักษณะรูปร่างเหมือนกับพญาลิงเผือก ซึ่งจะมีรูปร่างคล้ายกับหนุมาน มีฤทธิ์เหมือนหนุมาน แต่ไม่ใช่หนุมาน เมื่อถึงวาระที่จะต้องลงมาเกิดฝ่ายข้าพเจ้าไม่ยินยอมลงมาจึงเกิดการไล่ล้อม จากเหล่าเทพเทวาทั้งเมืองสวรรค์เกิดขึ้น เกิดการสู้รบแต่จะไม่ทำร้ายกันให้เกิดการอาฆาต แต่ฝ่ายตัวดวงจิตของข้าพเจ้าเองเมื่อต่อสู่กับเหล่าเทวดาทั้งเมืองสวรรค์มากเข้าก็เกิดความเหนื่อยล้า ฝ่ายเทวดาก็ล้อมอาณาเขตของข้าพเจ้าให้แคบและเข้าใกล้กับบ่อจุติ ซึ่งบ่อจุติจะมีด้วยกันทั้งหมดอยู่ ๓ บ่อ ซึ่ง จะมี ๑.บ่อดำ ซึ่งเมื่อเทวดาองค์ใดได้ลงบ่อนี้ในเวลาเกิดจะตกระกำลำบากมาก ๒.บ่อเงิน ซึ่งบ่อนี้เมื่อเทวดาองค์ลงมาจุติจะมีฐานะความเป็นอยู่แบบปานกลาง และ๓.บ่อทอง ถ้าเทวดาองค์ใดได้ลงมาจุติโดยผ่านบ่อนี้ จะเป็นคนที่มีฐานะดี เป็นเศรษฐีหรือเกิดเป็นเชื้อเจ้าพระมหากษัตริย์ ซึ่งเมื่อข้าพเจ้าโดนไล่มาจนเกือบจะจนมุมจึงนึกขึ้นได้ว่า วังหรือปราสาทที่ท่านท้าวพระยามารอาศัยอยู่ อยู่ใกล้ๆนี่เอง เมื่อคิดได้ดังนั้นจึงได้แอบเข้าไปขโมยเอา แก้ววิเศษและเหล็กใหล กลืนกินเข้าไปในท้อง เมื่อสมุนของเหล่าพระยามาร มองเห็นข้าพเจ้ากลืนกินของวิเศษของพระยามารเข้าไปก็ได้รวมพลตามไล่ล่าดวงจิตของข้าพเจ้า เมื่อข้าพเจ้าโดนไล่จนมาถึงบ่อจุติทั้ง ๓ บ่อ ซึ่งจะมีเทวดาผู้เฒ่าผมยาว หนวดยาว รกรุงรังไปหมด ใส่ชุดขาว ถือไม้เท้าสีขาว ตรงปลายจะมีลักษณะเป็นม้วนๆ เข้าเจ้าก็ได้ถามถึงบ่อทั้งสามคือ อะไรท่านผู้เฒ่าก็สาธยายให้ฟังพร้อมทั้งบอกว่า บ่อของท่านที่จะได้ลงไปจุติก็คือบ่อทอง แต่ในขณะนั้นดวงจิตของข้าพเจ้าหันหลังให้บ่อจุติ โดยไม่ได้คิดที่จะลงจริงๆ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงเหล่าเทพและสมุนของพระยามารไล่ตามมาทันจึงเกิดความตกใจพลัดตกลงไปในบ่อดำ ซึ่งเมื่อท่านผู้เฒ่าได้เห็นก็ถึงกลับร้องให้คร่ำครวญว่าข้าพเจ้าซวยแน่แล้วส่งลงผิดบ่อ ฝ่ายข้าพเจ้าก็ตะโกนบอกไปว่าไม่เป็นไรหรอกท่าน และท่านผู้เฒ่าก็ตะโกนบอกมาว่าท่านไม่ต้องเป็นห่วงถึงแม้จะตก ระกำ ลำบาก ท่านก็จะเอาตัวรอดได้ทุกครั้งเพราะว่าบารมีของท่านจะช่วยเอาไว้ได้ตลอดเวลา เมื่อดวงจิตของข้าพเจ้าตกลงมา ก็มีไก่กับลิงมารองเท้าทั้งสองเป็นพาหนะให้ลงมาเกิด จะขึ้นกลับไปได้ก็ต้องสิ้นภพสิ้นชาติปัจจุบันเสียก่อนเท่านั้น
จากนิมิตสอนให้รู้ว่าจิตคนเราเหมือนกับลิง ซึ่งจะอยู่นิ่งๆได้ยาก จึงต้องไล่ต้อนเพื่อให้สงบ
๒. เมื่อจุติและจำความได้ อายุประมาณ ๓ ขวบ ข้าพเจ้าโตขึ้นมาพอจำความได้ ถ้าข้าพเจ้าตื่นนอนตอนเช้า เวลาประมาณ 07:00 น.ของทุกวัน พระภูมิเจ้าที่ที่รักษาบ้านของข้าพเจ้า ท่านจะมาอวยพรและพูดเล่นด้วยเสมอ ซึ่งในขณะนั้นท่านเป็นเทวดาหนุ่มรูปงานแต่กายด้วยชุดสีเขียวตัดกันกับผ้าสีขาวทั้งองค์ ประดับประดาด้วยเครื่องทรงกายตามสมควร และในบางวันก็จะมีพระอินทร์กับพระพรหม มาให้พรและสนทนาตามกาล ซึ่งพระอินทร์กับพระพรหมรูปร่างลักษณะการแต่งการของท่านทั้งสองเหมือนกับรูปปั้นในโลกมนุษย์จริงๆ และจะมีอยู่ครั้งหนึ่ง มีเทพบุตรถือสมุดบัญชีเหาะลงมาพร้อมทั้งให้ข้าพเจ้าขอพร ๑๐ ข้อ เหมือนกับพระเวสสันดร ในขณะนั้นตัวข้าพเจ้ายังเด็กนักจึงขอพรอย่างไม่ได้เรื่องไป ๙ ข้อ เสียของเปล่า แต่ข้อสุดท้ายข้าพเจ้าเลยขอให้สิ่งใหนที่ข้าพเจ้าพึงปรารถนาอยากได้ขอให้ได้และสำเร็จทุกอย่าง ท่านเทพบุตรกล่าวว่าข้าพเจ้าขี้โกงจึงได้เหาะหายไปและไม่กลับมาอีกเลย วันเวลาได้ผ่านไปด้วยเรื่องราวซ้ำซากๆ จนวันหนึ่งพระยามารได้ตามมาเจอตัวของข้าพเจ้า และหาทุกวิถีทางที่จะเอาของกายสิทธิ์กลับคืนแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากข้าพเจ้าจะยอมมอบคืนให้จนมีวันหนึ่ง พระยามารได้ขู่ว่าจะเอาชีวิตของบิดา มารดาของข้าพเจ้า ด้วยจิตที่ยังเด็กไม่ทันเล่เหลี่ยมของฝ่ายพระยามาร จึงได้ยินยอมจะมอบให้โดยอ้างปากให้พระยามารเอามือดำๆใหญ่ๆล้วงเข้าไปในปากเพื่อ จะหยิบเอาลูกแก้วและเหล็กไหลกายสิทธิ์ แต่ก่อนที่พระยามารจะจากไปก็ได้บอกไว้ว่าท่านไม่ต้องเป็นห่วงหรอกในตัวท่านยังมีของวิเศษอีกอย่างหนึ่งซึ่งดีที่สุดนั่นก็คือ พระแก้วมรกต ท่านประดิษฐานอยู่ตรงกลางหน้าอกของท่าน เฝ้าปฏิบัติบูชาให้ดี เพราะสิ่งนี้ไม่มีใครสามารถนำเอา หรือแย่งเอาไปจากตัวท่านได้หรอกและหลังจากวันนั้นพระยามารก็จากไปแล้วก็ไม่เคยเจอกันอีกเลย จากนิมิตสอนให้รู้ว่าคนเรามีของดีอยู่กับตัวกันทุกคน (พระที่ใจ) ไม่มีใครแย่งเอาไปจากตัวเราได้ แต่คนเรากลับชอบวิ่งหาสิ่งอื่นที่อยู่รอบตัวมากกว่าค้นหาของดีที่อยู่ในตัว สุดท้ายเขาก็มาพรากไปจากเรา( สิ่งของนอกกาย) ลาภ ยศ สรรเสริญ ของรัก ของหวง ร่างกาย สังขาร วิญญาณเมื่อถึงเวลาอันควรแก่กาลที่เหมาะสม
๓. กำหนดชีวิต จะมีเทวดาผู้เขียนแนวทางการดำเนินชีวิตของแต่ละบุคคล ทุกคนล้วนแล้วแต่ถูกกำหนดชีวิตให้มาเกิดเป็นไปตามบันทึก แต่สำหรับตัวข้าพเจ้าเทวดาผู้รักษาสมุดบันทึกการดำเนินชีวิต บอกให้ข้าพเจ้าเป็นคนกำหนดเอง จึงกำหนดให้ผ่านความทุกข์ยากลำบากก่อนแล้วเมื่ออายุครบ ๓๐ ปี จะมีครบทุกอย่าง แล้วเมื่ออายุครบ ๕๐ ปี จะหาใครมีเท่าได้ไม่จะเกินผู้อื่นในหลายๆด้านดลบัลดาลได้ตามใจปรารถนา จากนิมิตสอนให้รู้ว่าเราสามารถเลือกทำได้กำหนดการกระทำของตัวเองได้ถ้ามันถูก เราไม่จำเป็นต้องทำตามคนอื่นทุกอย่างถ้ามันผิด
๔. เมื่อจุติและจำความได้ อายุประมาณ ๔-๗ ขวบ เมื่อโตขึ้นข้าพเจ้าเป็นคนที่ชอบนั่งสมาธิชอบเห็นนั่นเห็นนี่ในวาระของจิตอยู่เรื่อยๆ และสามารถสะกดสัตว์เช่นสุนัข โดยใช้วิธีตามประสาเด็ก เอาน้ำลายเขียนเป็นรูปหัวใจบนหน้าผากสุนัขแล้วกำหนดจุด ๓ จุด ท่องนะโม ๓ จบ แล้วสั่งให้ทำตาม ปรากฏว่าได้ผลทุกครั้งจนชาวบ้านเข้าใจผิดแล้วถามว่าผมไปได้สุนัขมาเลี้ยงไว้ตั้งแต่เมื่อไร ตัวกระผมเองก็ได้แต่ยิ้มตอบ และในบางครั้งก็สามารถเสกของให้หายได้ดังใจนึก วิธีก็ง่ายๆนำวัตถุ สิ่งของ ที่ต้องการทำให้หาย วางไว้ข้างหลังแล้วหลับตาท่อง นะโม ๓ จบ แล้วอธิฐานให้หาย ปรากฏว่าสิ่งนั้นก็หาย อยากให้กลับมาก็ทำตามวิธีเดิมก็ปรากฏว่ามาตามเดิม การทำสมาธิจิตของข้าพเจ้ามีวันหนึ่งปรากฏนิมิตประหลาด คือมีลูกไฟ ลอยลงมาจากฟากฟ้า ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่คิดว่าเป็นสิ่งของมีค่าตกลงมาจากฟากฟ้า รวมไปถึงพ่อแม่ของข้าพเจ้าด้วย เมื่อลูกไฟลอยมาตกลงพื้นโลกทั้งพื้นดินและทุกสรรพสิ่งที่ขวางทางต่างโดนลูกไฟทำลายล้างจนหมดสิ้น ดูท่ามันคงไม่หยุดถ้าโลกใบนี้ยังไม่พินาศ ลูกไฟได้กลิ้งมายังบิดาและมารดาของข้าพเจ้า ในขณะนั้นข้าพเจ้ามีฤทธิ์สามารถลอยหนีขึ้นไปบนท้องฟ้าได้ พร้อมทั้งสามารถหยุดลูกไฟไดด้วยแต่ตัวเองต้องตายไปกับการหยุดลูกไฟ เมื่อลูกไฟได้ลอยมาใกล้ถึง ร่างของบิดามารดาของข้าพเจ้า ตัวข้าพเจ้าเองจึงได้ตัดสินใจลอยเข้าปะทะกับลูกไฟ ร่างแหลกสลายทันที เสียงดังก้องสะนั่นหวั่นไหวหาประมาณมิได้ เมื่อจิตเกินควบคุมอาการของวาระจิตจะแตกก็เกิดขึ้น หลังจากนั้นจึงได้หยุดนั่งสมาธิและเลือกสนใจ ก็มีเหลือแค่การสื่อสารกับสัตว์ตัวเล็กๆตามโอกาส จากนิมิตสอนให้รู้ว่าถ้ายังตัดห่วงไม่ได้ ถึงแม้ว่าจะมีอิทธิ์ฤทธิ์คือฌาน สามารถเหาะเหิรเดินอากาศได้ สุดท้ายก็ต้องพบกับความพินาศได้เช่นกัน
๕. ห้ามฟ้า ห้ามลม ห้ามฝน ได้ เมื่อข้าพเจ้าอายุได้ประมาณ ๑๕ ปี ก็เริ่มมีความสนใจเกี่ยวกับการปฏิบัติภาวนาอีกครั้งหนึ่ง โดยการภาวนาพระคาถาชินบัญชร ข้าพเจ้าจะท่องจนขึ้นใจและท่องอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ บางวัน ๑๐๘ จบ เป็นอย่างต่ำ เมื่อถึงโอกาสที่จำเป็นก็เกิดเรื่องเหลือเชื่อขึ้นคือ ข้าพเจ้าตั้งนะโม ๓ จบ แล้วอธิษฐาน ขอให้ฟ้าหยุดร้อง ขอให้ลมหยุดแรงหรือขอให้ฝนหยุดตก แล้วท่องคาถาพระชินบัญชร ยังไม่ถึงจบปรากฏว่าทุกอย่างหยุดไปตามที่ตัวเองปรารถนาจริงๆ จึงได้ทำการทดสอบอีกอย่าง ๕ ครั้ง ติดต่อกันปรากฏว่าได้ผลเหมือนเดิม จึงพอสรุปได้ว่า พระคาถาชินบัญชรสามารถห้ามฟ้า ห้ามลมและห้ามฝนได้จริง
คติธรรม สอนให้เรามั่นใจได้ว่า แม้แต่ ฟ้า ลมและฝน เรายังมีโอกาส ที่จะสามารถหยุดมันได้แล้วทำไม คนเราจะไม่สามารถหยุดทุกข์หรือห้ามทุกข์ได้เล่า ทุกอย่างล้วนเป็นไปได้เสมอ
๖. บังคับเปลวไฟได้ ขออะไรได้ทุกอย่าง เมื่อข้าพเจ้าเห็นผลว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริงจึงได้เริ่มศึกษาให้มากขึ้นโดยการท่องบทพระพุทธคุณ ๑๐๘ จบ ควบคู่กับการเพ่งเปลวไฟด้วยตามนุษย์ ปรากฏว่าสามารถบังคับเปลวไฟให้ลุกสูง แรงก็ได้ ต่ำก็ได้ ดังใจสั่ง พร้อมทั้งเมื่อปรารถนาสิ่งใดมักจะได้ทุกครั้งและได้มาโดยง่ายด้วย โดยเฉพาะพวกเครื่องรางของขลังยิ่งง่าย
คติธรรม สอนให้เราไม่ตั้งมั่นอยู่ในความประมาท เพราะว่า หลายๆสิ่งที่มนุษย์คิดว่า ไม่สามารถเป็นไปได้ เกิดขึ้นได้ ทำได้ ก็เกิดขึ้นแล้ว เป็นไปแล้ว ทำแล้ว สิ่งเหล่านี้มีจริงแล้วนรก สวรรค์และนิพพานล่ะ ท่านทั้งหลายคิดว่ามันมีอยู่จริงใหม ถ้ามีล่ะยังจะดำรงชีพอยู่ด้วยความประมาทใหม ถึงแม้ว่าทุกอย่างมันจะไม่เที่ยงแต่ตราบที่มันมีอยู่ เราก็ทุกเหมือนเดิม
๗. เริ่มศึกษาเรื่อง เวทมนต์และคาถา ซึ่งจะศึกษาแบบครูพักลักจำเป็นส่วนใหญ่ซึ่งเรื่องคาถา อาคา บางบทก็มีความศักดิ์สิทธิ์สมกับคำล่ำลือจริงๆ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ คติธรรม ทุกอย่าง ทุกสรรพสิ่ง ล้วนเกิดขึ้นที่จิต อยู่ที่เรากำหนด ถ้าจิตตั้งมั่น ผ่านการฝึกฝนมาดีแล้ว ทุกอย่างที่ท่านคิด ก็สามารถที่จะเป็นไปได้เสมอและความขลัง ความศักดิ์สิทธิ์ก็อยู่ที่จิต ทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นจากตัวของท่านเอง ว่าจะสามารถทำให้เกิดความขลังได้มากน้อยเพียงใด ท่านเป็นผู้กำหนด ดังจะเห็นได้จากหลายๆเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ทำไมพระองค์เดียวกัน ชนิดเดียวกัน รุ่นเดียวกัน สรรพคุณบอกไว้อย่างชัดเจนว่า ใครมีแล้วจะร่ำรวยกลายเป็นมหาเศรษฐีในเร็วพลัน แต่เมื่อมีคนนำมาใช้อย่างมากมายกลับพบว่า บางคนก็รวยจริงๆแต่บางคนกลับยิ่งจนกว่าเดิมทั้งยังหลงทางเดินไปในทางที่ผิด เคยมีเรื่องเล่าแต่ครั้งก่อนว่า มีทหารคนหนึ่งออกรบในสงคราม โดยทหารคนนั้นได้นำพระติดตัวไป ๑ องค์ แล้วอมไว้ในปากเนื่องจากว่า มือของเขาไม่ว่างที่จะใช้จับองค์พระ ทหารคนนั้นได้ออกรบจนเผลอทำพระหลุดออกจากปาก ด้วยความชลมุน สายตาก็คอยแต่จะจดจ้องอยู่กับข้าศึกศัตรู จึงคว้าสุ่มสี่สุ่มห้าได้เขียดมาตัวหนึ่งแทน แล้วก็หยิบเข้าปากโดยไม่ได้ดู เมื่อเขียดตัวนั้นเข้าไปในปากด้วยสัญชาตญาณของสัตว์ที่จะต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดปลอดภัยของตัวมันเอง ทันใดนั้นเขียดก็ได้ดิ้นสุดแรงและมีความต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ฝ่ายทหารคนนั้น เมื่อเกิดเหตุการณ์อย่างนั้นขึ้นกลับคิดว่า พระขึ้นหรือของขึ้น ทันใดนั้นก็มีจิตใจฮึดเฮิม เกิดความเชื่อมั่นว่าพระมีความศักดิ์สิทธิ์จริงแท้ จึงมีความมั่นใจที่จะต่อสู้อย่างห้าวหาญโดยไม่มีความกลัวตายหลงเหลือไว้เลยแม้แต่น้อย จึงได้คงกระพันหนังเหนียวต่อสู้จนชนะศึก ได้โดยเร็วพลัน แต่เมื่อรู้ภายหลังว่าที่แท้จริงแล้วสิ่งที่ตนเองคิดว่าเป็นของวิเศษเลิศล้ำ ฟันแทงไม่เข้ากลับกลายเป็นเขียดธรรมดา แค่ตัวเดียว เท่านั้นเอง เมื่อศรัทธาตก ความขลังก็หายไปโดยทันที และยังมีอีกเรื่องหนึ่ง ในสมัยก่อนมีจอมขมังเวทอยู่หนึ่งคน มีคาถาดี คือ นะโมพุทธายะ แต่ชายคนนี้มีลูกชายอยู่ ๒ คน ซึ่งลูกชายคนโต จะเป็นคนที่ผู้ชายคนนี้รักมากที่สุด จึงอยากให้วิชาแก่ลูกชายคนนี้เพียงคนเดียวแต่ถ้าทำอย่างนั้นก็อาจจะถูกลูกชายคนเล็กว่ากล่าว ว่าไม่มีความยุติธรรมเอาได้ ดังนั้นจึงทำทีว่าให้ลูกชายคนเล็กแอบฟังห่างๆอยู่ใต้ถุนบ้านจะได้เกิดความขลัง ส่วนลูกชายคนโตให้มาฟังบนบ้านจะได้ถูกจารีตธรรมเนียมเดิม เมื่อเกิดความเชื่อดังนั้นแล้ว ลูกชายคนโตและลูกชายคนเล็กก็ทำตามโดยทันที เมื่อได้ฟังคำบอกกล่าว บทคาถาแล้ว ลูกชายคนโตก็นำคำว่า นะโมพุทธายะ ไปสวดภาวนาแต่ไม่ค่อยมีความเชื่อถือและตั้งมั่น ไม่เหมือนกับลูกชายคนเล็กที่ฟังเอาคาถาไปผิดๆเหตุเพราะว่าตัวเองอยู่ใต้ถุนบ้านพร้อมทั้งอยู่ห่างไกลจากต้นเสียงมาก จึงได้ฟังเสียงบอกกล่าวไม่ค่อยจะชัด โดยบอกเพียงครั้งเดียว ได้ยินว่า นะโมพุทธาเยะ แต่ลูกชายคนเล็กกลับนำไปสวดภาวนาอย่างไม่ลังเลสงสัย เกิดความเชื่อมั่น จนทำให้คาถาที่จำมาผิดๆเกิดความศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาอย่างเหลือเชื่อ เมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน ลูกชายคนโตซึ่งได้บทคาถาที่ถูกต้องแต่สวด โดยที่ไม่มีความเชื่อมั่นในพระคาถา มีฐานะความเป็นอยู่เพียงแค่พออยู่พอกิน ซึ่งแตกต่างกันกับลูกชายคนเล็กถึงแม้ว่าจะท่องคาถา ซึ่งไม่มีความถูกต้องเลย แต่สวดด้วยความเชื่อมั่นตั้งมั่นกลับบังเกิดความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก เขามีฐานะถึงขั้นมหาเศรษฐีซึ่งร่ำรวยกว่าพ่อของเขาเสียอีก ทั้งยังมีเมตตามหานิยมมากมายนัก และนั่นจึงเป็นที่มาของการดัดแปลงบทพระคาถา อาคมต่างๆที่เราๆ ท่าน ๆ และคุณๆ ท่านหลายได้ว่ากล่าวและสวดภาวนากันอยู่
๘. ความเสื่อม ถึงแม้ว่าเวทย์มนต์ คาถาอาคม จะมีความเข้มขลังสักปานใดแต่ถ้าไม่ระวัง ความเสื่อมก็อาจจะเกิดขึ้นได้อยู่ทุกเวลา สถานที่ เมื่อถึงโอกาสและวาระที่เหมาะสมควรแก่กาล ถึงแม้ว่าท่านจะเก่งกล้าสักปานใด แต่ท่านก็ยังอยู่ภายใต้ของกฎแห่งกรรมเหมือนกับคนอื่นแต่จะต่างกันที่ว่าท่านจะมีกรรมส่วนใหนดีมากหรือน้อยกว่าเขาเหล่านั้นเพียงใด ก็แค่นั้นเอง (ถ้าท่านพึงเป็นบุคคลที่ไม่มีความประมาทอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก หรือทุกขณะจิต อยู่เสมอ ความเสื่อมคงจะมีโอกาสได้เข้าใกล้ตัวท่าน ช้ากว่าคนอื่นอย่างแน่นอน )

๖. คำยืนยันจากสายครูบาอาจารย์และผู้ปฏิบัติธรรม

๑. หลวงปู่เจียม วัดกะม่อล จังหวัดศรีษะเกษ เจอกันครั้งแรกหลวงปู่ท่านเรียกตัวของกระผมว่าอาจารย์ใหญ่ เป็นผู้มีบารมีสูงมากลงมาจุติ สูงมากหาประมาณมิได้ มีหลวงปู่ใหญ่ ๔ องค์เป็นผู้เฝ้าดูแลพระตำราอันศักดิ์สิทธิ์ ๓ ฉบับใหญ่ไว้ให้ ใครก็เข้าไปเปิดอ่านดูไม่ได้นอกจากตัวข้าพเจ้าเพียงผู้เดียวเท่านั้น เมื่อข้าพเจ้าถามหลวงปู่เจียมว่าหลวงปู่ใหญ่คือใครแล้วข้าพเจ้าคือใคร ท่านบอกว่าหลวงปู่ใหญ่ไม่ให้บอก จึงบอกไม่ได้ ทำอะไรขลังและศักดิ์สิทธิ์ไปหมดทุกอย่าง จะได้เป็นอาจารย์ใหญ่ทั้งทางโลกและทางธรรม ทั้งยังสามารถปรารถนาที่จะบรรลุธรรมได้ในชาตินี้และสามารถบรรลุธรรมได้ ซึ่งหลวงปู่เจียมท่านจะเป็นพระที่มีความปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบอยู่ทุกขณะจิต ทุกลมหายใจ เข้าและออก อย่างไม่เคยเพี้ยนจากสภาวะของการทำความดีเลย ซึ่งท่านเป็นพระที่มีความน่าเลื่อมใสและศรัทธาเป็นอย่างยิ่งทั้งยังเป็นที่เคารพนับถืออย่างหนาแน่นของผู้คนที่ตกทุกข์ได้อย่างในแถบนั้นเป็นอย่างมาก โดยถ้าใครมีเรื่องทุกข์ร้อน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใด ท่านจะช่วยเหลืออย่างไม่สนใจว่าท่านทั้งหลายเหล่านั้นจะเป็นคนยากดีมีหรือจน มาจากใหน ทุกคนมีความเสมอภาคหมดสำหรับท่าน แล้วท่านจะพิจารณาทางจิตเป็นใหญ่กว่าการทำพิธีทางไสยศาสตร์ โดยถ้าใครถูกของ โดนคุณไสยมา ท่านก็แค่ให้เอาขันธ์ ๕ มีดอกไม้ ธูป และเทียน มาบูชาท่าน แล้วท่านก็ทำพิธีสวดอะไรนิดๆหน่อยๆ ไม่ถึงครึ่งนาที ปรากฏว่าคนที่โดนของมาหายจากอาการแปลกประหลาดเป็นปลิดทิ้ง ( คนป่วยไม่ได้มา มีแต่ พ่อแม่ มาขอความเมตตาให้ช่วยเหลือ) ส่วนเรื่องเวทมนต์ คาถา หลวงปู่ก็เป็นที่หนึ่งในแถบนั้น มีอยู่ครั้งหนึ่งกระผมเคยขอเรียนวิชาจากท่าน ท่านบอกตัวหลวงปู่มีวิชาน้อยแค่นิดเดียวเองคงจะเทียบกับวิชาที่ท่านมีอยู่ไม่ได้หรอก อย่าเรียนเลย ให้ปฏิบัติภาวนาให้ถึงแล้วทุกอย่างจะปรากฏขึ้นมาให้ท่านได้เรียนรู้เอง ใครก็ไม่สามารถเข้าไปเปิดอ่านหรือดู แม้แต่เข้าใกล้ ตำราทั้ง ๓ ของท่านได้เลย เพราะมีหลวงปู่ใหญ่คอยดูแลอยู่ ๔ องค์ แต่ถ้าอยากรู้ในส่วนน้อยของหลวงปู่ หลวงปู่ก็จะบอกจนหมดสิ้น ท่านจึงได้บอกพระคาถาที่ดีที่สุดที่ท่านมี แต่ท่านจะไม่ทำพิธีครอบครูหรือยกขันธ์ครู เพราะท่านบอกไว้ว่า ทำอะไรก็ศักดิ์สิทธิ์หมด ไม่ต้องทำอะไรมากมายหรอก ขอให้เชื่อมั่นแล้วจะได้อยากที่ใจคิดทุกอย่างทุกประการ

๒. หลวงปู่ขุน (ศิษย์หลวงปู่มั่น) เมื่อครั้งที่กระยังบวชเป็นพระภิกษุอยู่ ท่านหลวงปู่ขุนได้เดินทางไกลมาจากจังหวัดสกลนคร จากวัดที่อยู่บนภูเขาแห่งหนึ่ง มาเพื่อที่จะสอนกัมมัฏฐานให้แก่ข้าพเจ้าโดยตรง ท่านอยากจะช่วยและร่วมสร้างบารมี โดยที่ตัวกระผมเองก็ไม่เคยได้รู้จักกับท่านมาก่อนเลย ท่านบอกว่ามาตามญาณบารมีที่หลวงปู่มั่นชี้ทางให้ไปพบผู้มีบุญแล้วจงส่งเสริมด้วย ในระหว่างการสนทนาธรรมท่านได้ยืนยันการบรรลุธรรม ว่าข้าพเจ้าสามารถปรารถนาเพื่อที่จะหลุดพ้นหรือบรรลุธรรมได้ในชาติภพนี้ พร้อมทั้งยังแสดงฤทธิ์ด้วยการหายตัวให้ดู พร้อมทั้งจะพาไปขุดสมบัติโบราณ แต่ในขณะนั้นข้าพเจ้าไม่ได้มีความสนใจ จึงปล่อยวางความลับไปกับท่าน ซึ่งหลวงปู่ขุนท่านจะเป็นพระที่ชอบสันโดษไม่ค่อยอยากจะยุ่งเกี่ยวกับใคร ใครจะทำหนังสือเกี่ยวกับประวัติพระอริยะ จะทำหนังสือให้ท่าน ท่านก็ไม่เอาทั้งยังขู่ไว้ด้วยว่า ใครกล้าทำก็ให้มันพินาศ จากคำพูดที่ท่านได้เคยกล่าวไว้กับลูกศิษย์ของท่านจึงไม่ค่อยมีใครกล้าทำ ท่านเป็นพระอีกหนึ่งองค์ที่แม้แต่หลวงสมชาย แม้แต่หลวงพ่อถาวร ยังยอมรับทั้งยังมีความนับถือในตัวหลวงปู่ขุนเป็นอย่างมาก โดยกล่าวไว้ว่าถ้าหลวงปู่ขุน มีความปรารถนาอยากจะสร้างวัดขึ้นที่ใหน กี่แห่งก็ตามขอให้บอกหรือแม้แค่รู้ข่าว ก็จะดำเนินการสร้างให้ทันที ดังที่ได้กล่าวมาแล้วจึงพอจะสรุปได้ว่าหลวงปู่ขุน เป็นพระที่ไม่ธรรมดาอีกองค์หนึ่งซึ่งก็สมแล้วล่ะที่ท่านเป็นศิษย์สายอาจารย์มั่น
๓. ธรรมอี๋ ธรรมอี๋เคยเป็นผู้บำเพ็ญพรตนุ่งขาวห่มขาวมาก่อน เป็นคนที่รอบรู้วิชาอาคมรวมทั้งของโบราณ เรื่องรากยารักษาคน แต่เป็นคนที่มีจิตใจเป็นไปในทางโลภมากเป็นส่วนใหญ่ เมื่อคนที่ยังมีฑิฐิมานะติดอยู่ในใจเป็นอันมาก ก็ย่อมที่จะชอบทดลองและยกตนข่มท่าน เมื่อธรรมอี๋เมื่อครั้งได้มาเจอข้าพเจ้าในรูปนักบวช ก็อยากจะทดสอบภูมิธรรม โดยนำสิ่งของที่ตนคิดว่ารู้ แน่แล้วว่าสิ่งนี้คืออะไร ดีไม่ดีแค่ใหน จึงได้นำสิ่งของดังกล่าวมาทดสอบชุดใหญ่ โดยแบ่งออกเป็น ๓ ชุด ในขณะนั้นข้าพเจ้ายังไม่รู้ชัดแน่หรอกว่ากำลังโดนทดสอบภูมิธรรมอยู่ ก็เลยดูและพูดไปตามคำซื่อ ที่พระภิกษุไม่สามารถพูดจาโกหก หรอกลวงได้ เมื่อข้าพเจ้าชี้ได้ถูกว่าวัตถุที่ดีที่สุดคืออะไร ธรรมอี๋ ถึงกับคุกเข่ากราบลงแทบเท้า ขอขมาลาโทษกันยกใหญ่ และได้เล่าถึงเจตนาที่แอบแฝงให้ฟัง พร้อมทั้งขอยืนยันฌานหยั่งรู้ของข้าพเจ้าว่ามีจริง แน่นอน พร้อมทั้งพาไปดูสมบัติโบราณ
๔. หลวงปู่จื้อ(ศิษย์ หลวงปู่มั่น) เมื่อครั้งที่ข้าพเจ้าได้ไปพบและกราบไว้หลวงปู่จื้อ จังหวัดชัยภูมิ ข้าพเจ้าได้นำลูกแก้วติดตัวไปด้วย จึงได้ยื่นให้หลวงปู่ช่วยแผ่บารมีให้ ท่านถึงกับตลึงว่าได้มาจากใหน เอามาได้อย่างไร เพราะผู้ที่จะมีลูกแก้วลูกนี้ได้ต้องเป็นผู้มีบุญบารมีใหญ่เท่านั้น ซึ่งหลวงพ่อคูณก็เคยพูดเหมือนกันว่าของดีแล้วไม่ต้องเสกเพิ่มอีกแล้ว อย่าเอาไปให้ใครดูบ่อยนักเดี๋ยวจะโดนเขาหรอกเอานะ ถ้าจะเล่าถึงเรื่องจำพวกเครื่องรางของขลัง ความศักดิ์สิทธิ์นั้น ข้าพเจ้าขอยืนยันว่า มีอยู่จริง เนื่องจากได้เคยสัมผัสประสบการ์ลึกลับเกี่ยวกับเรื่องอย่างนี้มาแล้ว มีอยู่ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าเคยนำธาตุกายสิทธิ์ประเภทสะเก็ดดาว ขนาดของก้อนสะเก็ดดาวใหญ่ประมาณเท่าไข่ไก่ มีสีดำเมื่อม ( หลวงปู่เจียมและขุน เคยทำการตรวจเช็คดูให้ ท่านว่าเป็นพวกเหล็กดิบ มีฤทธิ์มีเดชจริง ) ข้าพเจ้าได้นำไปทำการทดสอบบารมี ที่ค่ายทหารสุระนารี จังหวัดโคราช โดยผู้ทดสอบยิง เป็นนักแม่นปืนเพราะเป็นนักกีฬาที่มีฝีมือดีที่สุดของค่ายทหารแห่งนั้น ขณะที่ทำการทดสอบ ข้าพเจ้าได้มองเห็นอากาศที่อยู่บริเวณนั้นรวมตัวกันกลายเป็นเหมือนผืนน้ำขนาดใหญ่ หนาแน่นเต็มไปหมด เมื่อนายทหารยิงปืนนัดแรกซึ่งยืนอยู่ห่างจากของกายสิทธิ์ ประมาณ ๒ ก้าว คงยิงพลาดยากเพราะมันเหมือนกับ จ่อยิงจังๆ แต่ผลปรากฏว่าลูกปืนที่เห็นเป็นลำแสงได้ปลิวหายไปจากบริเวณนั้นโดยไม่ทราบสาเหตุ และไม่รู้เลยว่าลูกปืนพวกนั้นจะไปตกอยู่ที่ใด เป็นอย่างนี้ติดต่อกันประมาณ ๔ นัด หลังจากนั้น ลูกปืนที่ยิงออกจากลำกล้องปากกระบอกปืน จะมองเห็นเป็นลำแสงอย่างชัดเจนและจะเบี่ยงออกไปทางซ้าย ทางขวา ซึ่งมีระยะห่างจากของกายสิทธิ์ ประมาณ ๑ เมตร ลูกปืนถูกยิงจนหมดแม็ก นั่นจึงเป็นสิ่งที่พิสูจน์และเป็นข้อยืนยันได้ว่า เรื่องอิทธิ์ฤทธิ์ เครื่องรางของขลัง นั้นมีอยู่จริง ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ ส่วนเรื่องของพวกที่ชอบหาเครื่องรางของขลังไปขาย หรือพวกเหล็กไหล หินกินเหล็ก มีพวกแก๊งต้มตุ๋นหากินกับความโลภมากของมนุษย์ เป็นจำนวนมาก ขอให้ผู้ที่กำลังมีความหลงใหล ว่าจะได้เงินจากสิ่งเหล่านี้ จงพึงระวังไว้หน่อย นอกจากท่านจะเป็นผู้ที่มีบุญเก่าสะสมมาทางด้านนี้จริงๆ ถึงจะมีโอกาสประสบความสำเร็จได้ อาจจะเป็น ๑ ในล้านคนล่ะมัง ข้าพเจ้าเคยผ่านมาเยอะแล้ว เห็นมาเยอะแล้ว ส่วนใหญ่ ๙๙ % เหนื่อยเปล่า แถมยังโดนพวกที่หาของขลังด้วยกันหลอกกินฟรี เสียทั้งเงิน ทอง ข้าวของมาก็เยอะ นะ จะบอกให้ จงพึงระวังไว้หน่อย นะครับท่าน
๕. หลวงพ่อลึกลับ ข้าพเจ้าได้เจอกับหลวงพ่อองค์นี้โดยบังเอิญเมื่อครั้งไปนมัสการกราบไหว้หลวงปู่เจียม ท่านได้ยืนยันผู้ที่มีอิทธิ์ฤทธิ์มากที่สุดในภาคอีสานในขณะนี้มีอยู่ ๒ องค์ คือหลวงปู่เจียม และปู่ฤาษีทองทิพย์ แล้วท่านก็ชี้ทางให้ไปหาหลวงปู่ฤาษีทองทิพย์อยู่ทิศอีสานจากจุดยืน ท่านกำลังรอเจ้าอยู่ แต่ในขณะนั้นข้าพเจ้าไม่ได้สนใจก็เลยไม่ได้ไปหา ซึ่งหลวงพ่อองค์นี้ ท่านจะชอบเดินธุดงค์ไปเรื่อยๆ มีอยู่ครั้งหนึ่งท่าน ไปเดินธุดงค์ทางภาคใต้ พอเดินเข้าเขตชุมชนต่างลัทธิ ศาสนา ก็โดนลอยโดยปืน เอ็ม ๑๖ ทั้งพวง แต่ท่านรอดมาได้ด้วยบทสวดมนต์ อิติปิโส ถอยหลัง ลูกปืนจะตกย้อยลงสู่พื้นดินก่อนจะถึงตัวท่าน ประมาณ ๑ คืบมือ
เพราะฉะนั้นของดีก็อยู่ใกล้ตัวเรานี่เอง แต่เราไม่เคยรู้จักนำมาใช้ให้ถูกวิธีเฉย จึงสียของเปล่า
๖. แม่ขาว ยืนยันบารมี ว่าชาติภพหนึ่งเคยเกิดเป็นสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทุกวันนี้ก็ยันมีผู้
รักษาติดตามมาอย่างไม่ได้ขาด ท่านคนนี้ก็เป็นผู้ที่บำเพ็ญเพียรอย่างอุกฤษฏ์อีกหนึ่งท่าน แต่ข้าพเจ้ากลับกลายเป็นคู่กรรม คู่เวรเก่าของท่าน จึงได้ทดสอบและทำการทดลองบารมีกับอย่างมากมาย แต่สุดท้ายแล้ว ทุกอย่างก็ย่อมมีจุดจบ การอโหสิกรรมจึงเกิดขึ้นเมื่อถึงเวลา
๗. หลวงพ่อติ่ง ศิษย์สายธรรมหลวงปู่เทพโลกอุดร เมื่อเจอกันครั้งแรก วันแรกที่ท่านมาอยู่ที่วัดแห่งนั้น ท่านได้อธิษฐานไว้ว่า ขอให้ได้พบผู้ที่มีฤทธิ์มากที่สุดใน ๓ โลกธาตุ ในตอนนี้ เมื่อท่านได้พบกับข้าพเจ้าซึ่งข้าพเจ้าไปด้วยจิตระลึกได้ ถ้าเป็นคนธรรมดาคงจะไม่มีใครไปเพราะว่าวัดแห่งนี้ได้ล้างมาตั้งนานแล้ว ท่านได้บอกกับข้าพเจ้าว่ารอพบผู้มีฤทธิ์ วันนี้ได้เจอแล้ว พร้อมทั้งสอนการปฏิบัติธรรม สายหลวงปู่เทพโลกอุดรให้ ทั้งยืนยันว่าถ้ายังไม่บรรลุธรรมจะได้จุติในยุคของพระศรีอาริย์อย่างแน่นอน ท่านยังได้เล่าเหตุการณ์วันสิ้นโลกให้ฟังจากนิมิต ประวัติของหลวงพ่อติ่ง ที่ข้าพเจ้าได้ฟังจากท่านมาพอประมาณ คือ ท่านจะเป็นพระที่ชอบธุดงค์ และธุดงค์ไปเรื่อยๆ ตามป่าตามเขา และท่านยังชอบการเข้าฌานสมาบัติ คือ อธิฐานจิตจะเข้าฌานสมาบัติกี่วัน โดยวิธีการปฏิบัตินั้นก็คือ เมื่อเข้าสมาธิแล้ว ท่านจะไม่ลุกเดินไปใหน ไม่ฉันอะไร จนกว่าจะถึงกำหนดเวลาที่ได้ตั้งสัจจะอธิฐานบารมีไว้ก่อนปฏิบัติ ธรรม มีอยู่วันหนึ่งท่านเดินธุดงค์ไปแล้วเดินหลงป่าหาทางออกไม่เจอ หลายวันเข้าความอดอยากหิวโหยที่เกิดขึ้นจากร่างกายไม่ได้รับประทานอาหาร ไม่มีอาหารให้ฉัน เพื่อที่จะให้ร่างกายคงอยู่ได้ ท่านบอกว่า ณ วินาทีสุดท้ายที่ท่านกำลังจะสิ้นลมลงนั้น ท่านก็ได้ยินเสียงหลวงปู่เทพโลกอุดร มาบอกพระคาถากับท่าน เพื่อให้ท่านท่องแล้วจะสามารถนำพาชีวิตรอดพ้นจาก วิกฤษฎ์ได้ ในตอนแรกท่านก็ไม่เชื่อ เพราะกลัวจะเป็นผีหรือพวกปีศาจมาหรอกลวง ซึ่งจะเข้าทำนองคำพังเพยที่คนโบราณมักชอบพูดในเวลาคับขันว่า เคราะห์ซ้ำกรรมซ้อน แต่ในขณะนั้นท่านไม่มีทางเลือกจึงได้รองท่องดูปรากฏว่า ความหิวกระหายได้ทุเลาลง ท่านจึงได้ยินเสียงจากหลวงปู่เทพโลกอุดรบอกต่อไปอีกว่าให้ลุกขึ้นมานั่งภาวนา ในขณะนั้นท่านลงขึ้นมาแล้วจะล้มทรุดลงไปเนื่องจากอาการเหนื่อยล้า จึงได้ยินเสียงเรียนจากเทวดาว่า อย่าพึ่งตายๆ แล้วทันใดนั้นเทวดาทั้งสองก็ได้มาพยุงตัวท่านให้นั่งได้ ท่านจึงภาวนาต่อไป จนรู้สึกว่าเริ่มมีเรี่ยวแรงกลับคืนมา จึงเดินไปตามทางที่หลวงปู่เทพโลกอุดรบอก จึงสามารถเดินออกจากป่าได้ ซึ่งเขตป่าที่ท่านเดินหลงทางนั้นอยู่ที่ ภูเขาถ้อวัวแดงนั่นเอง ชัยภูมิ
๙. แม่ชี(ถ้ำวัวแดง) ท่านเดินทางมาจากพระธาตุพนม มาจำศีลที่ถ้ำวัวแดงตามนิมิตของหลวงเทพโลกอุดร มาวันแรก ก็ได้เจอกับกระผมทันที ท่านก็เป็นผู้ปฏิบัติและมีภูมิธรรมสามารถรู้เห็นถึงสิ่งที่มนุษย์ธรรมดาไม่สามารถอธิบายได้ ท่านนำแร่ทรายทองมอบให้แก่ข้าพเจ้า พร้อมทั้งยืนยันบารมี ว่าข้าพเจ้ามีเทพเทวาตามรักษามากมายเหลือเกิน ตั้งแต่ท่านปฏิบัติธรรมมายังไม่เคยเจอใครที่มีเทวดาตามรักษามากมายขนาดนี้มาก่อน พร้อมทั้งชี้แนะเกี่ยวกับเรื่องคาถาญาณบารมี
๑๐. ฤาษีถ้ำแสงดาว(เขตถ้ำวัวแดง) เมื่อเจอท่านก็ได้สนทนากันตามวาระธรรม เมื่อสมควรแก่กาล ท่านจึงบอกว่าข้าเคยเป็นนักรบมาก่อน ท่านก็เหมือนกัน ท่านเป็นผู้มีบารมีมากจงปฏิบัติบำเพ็ญเพียรต่อไป ท่านเดินมาถูกทางแล้ว
๑๑. พราหมณ์บอย(ถ้ำอิติปิโส) เจอกันสามครั้งถึงได้มีโอกาสได้คุยกัน พราหมณ์บอยยืนยันว่าแบ่งภาคมาจากหลวงปู่ใหญ่ ท่านสูงมากแต่บอกไม่ได้ เพราะท่านสั่งห้ามไม่ให้บอก มีเทพเทวารักษามากมาย ขอให้ปฏิบัติต่อไป จะดีทุกอย่างขออนุโมทนาบุญด้วย พราหม์บอยท่านจะเป็นผู้ที่ชอบปฏิบัติธรรมตามสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ เช่น ถ้ำวัวแดง ถ้ำอิติปิโส เป็นต้น ท่านมีลูกศิษย์ลูกหาอย่างมากมาย ซึ่งอาศรมหรือสำนักของท่านจะอยู่แถวจังหวัดสระบุรี แถวปากช่อง อยู่ติดกับข้างถนน ซึ่งจะมีรูปปั้นฤาษีอยู่มากมาย สำหรับใครที่โดนพวกคุณไสยมนต์ดำ ถ้าหาคนเก่งวิชามาแก้ให้ไม่ได้ ให้เอาน้ำล้างมือ ล้างเท้าของบิดามารดามากินและอาบ จะช่วยทำให้ดีขึ้น ซึ่งเป็นวิธีง่ายๆที่พราหม์บอยเคยบอกเอาไว้
๑๒. หลวงพ่อสฤษ สายธรรมหลวงปู่โต ยืนยันว่าเคยเป็นนักรบโบราณทั้งยังมีปู่ฤาษีและปู่พระยานาคคอยดูแลและปกปักรักษาอยู่ พร้อมทั้งชี้แนะแนวทางปฏิบัติ หลวงพ่อท่านจะชอบช่วยเหลือสงเคราะห์คนที่ป่วยเป็นโรคอัมพฤก อัมพาส ซึ่งท่านจะใช้วิธีการถ่ายพลังปราณคล้ายหนังจีนเลยล่ะ ประกอบกับยาโบราณ เพื่อช่วยเหลือ ปรากฏผลการรักษาหายไปเยอะแล้ว ละท่านเคยรับบารมีธรรมจากหลวงปู่โต ที่เมืองสวรรค์ชั้นฟ้ามาด้วย
๑๓. หลวงพ่อเอก ศิษย์หลวงปู่หงส์และหลวงปู่ดำ ยืนยันว่ามีปู่ฤาษีนารอทและปู่พระยานาคสัตตรุทร คอยดูแลและปกปักรักษาอยู่ เมื่อเจอท่านจึงได้กำหนดจิตว่าเคยมีความเกี่ยวพันกันมาอย่างไร จึงได้รู้ว่า ครั้งหนึ่งตัวข้าพเจ้าเคยจุติอยู่ชั้นพรหมสุทัสสี ชึ่งมีหน้าที่สวดกระทำพิธีต่างๆส่วนหลวงพ่อนั้นอยู่ชั้นสุทัสสา มีหน้าที่จัดเตรียมพิธีเครื่องบายศรีต่างๆ ซึ่งหลวงพ่อท่านจะเด่นไปในทางถอดคุณ ถอดของ โดยใช้ไข่ไก่กลิ้งไป กลิ้งมา และท่านยังเป็นลูกศิษย์หลวงปู่หงษ์ด้วย
๑๔. หลวงพ่อรวย วัดเจริญทรัพย์ ยืนยันมีฌานหูทิพย์ ตาทิพย์ สามารถบรรลุธรรมได้ในชาติภพนี้ และสามารถมีฤทธิ์ได้ถึงขั้นสูงสุด ท่านเป็นพระที่มีหูทิพย์ ตาทิพย์และสามารถขยายธรรมมะให้ฟังได้อย่างดีเยี่ยม ท่านจะชอบสอนหลักการ ที่จะนำพาไปสู่ความพ้นทุกข์
๑๕. เจ้าอาวาสวัดป่านาแก ยืนยันเป็นผู้มีบารมีมาก มีฌานหยั่งรู้จริง
๑๖. หลวงพ่อบุญฤทธิ์ จังหวัดชัยภูมิ ยืนยันเป็นผู้มีบารมีมาก ไม่ใช่คนธรรมดา เกิดเหตุอัศจรรย์ทุกครั้งที่อธิษฐานฤทธิ์ทดสอบบารมีธรรม เช่น อธิษฐานถ้าบุคคลนี้เป็นผู้มีบุญญาบารมีมาก สามารถสร้างวัดสร้างวาได้ ตามใจปรารถนา ก็ขอให้ฝนจงตกลงมาเดี๋ยวนี้เทอญ ขณะที่ท้องฟ้าแจ่มใสไม่มีเมฆลอยอยู่เลย ทันใดนั้นเมฆและฝนก็ได้ตกลงมาโดยฉับพลัน ทั้งที่ไม่ใช่ฤดูฝน แล้วเมื่อข้าพเจ้าลากลับและรับทราบการอธิฐานบารมี ฝนก็หยุดตกแล้วท้องฟ้าก็กลับใสสว่างปราศจากเมฆฝนดังเดิม และอีกเหตุการณ์หนึ่งเมื่อข้าพเจ้าได้ไปทำทานหลวงพ่อจึงได้อธิฐานบารมีกับข้าพเจ้าอีกครั้ง พอหลวงพ่อสวดสัพพีฐิโย สวดตุ๊กแกทั้งน้อยใหญ่ทั่วป่า ร้องลั่นรับบุญมหากุศลพร้อมกันอย่างสนั่นหวั่นไหวทั่วป่า จนกระทั่งหลวงพ่อให้พรเสร็จ จึงหยุดร้องพร้อมๆกัน และอีกครั้งหนึ่งเมื่อข้าพเจ้าไปกราบเสาหินโบราณประจำวัด หลวงพ่อจึงอธิษฐานบารมีของข้าพเจ้า จากป่าที่เงียบเชียบก็เกิดคลื่นลมพัดพามาอย่างแรง จนเมื่อข้าพเจ้าเดินไปถึงเสาหิน ลมจึงได้สงบลง
๑๗. หลวงพ่อเขียว บ้านหนองไห ข้าพเจ้าได้มีโอกาสไปทำบุญกับท่าน ๓ ครั้ง ปรากฏว่าทุกครั้งที่เดินเข้าไปในกุฏิของท่าน ตุ๊กแกจะร้องทักขึ้นอย่างสนั่นหวั่นไหว ท่านจึงกล่าวว่าเทวดามาทั้ง ๓ ครั้ง
๑๘. หลวงปู่สูง สายธรรมหลวงปู่เทพโลกอุดร จังหวัดชัยภูมิ ยืนยันเป็นผู้ที่มีฤทธิ์ เป็นของจริง เกิดลมหมุนขึ้นมา ๓ ลูก วิ่งรอบรูปปั้นหลวงปู่เทพโลกอุดร แล้ววิ่งมายังตรงหน้าตัวข้าพเจ้าแล้วก็หายไป
๑๙. หลวงปู่มี ศิษย์สาย อ.มั่น จังหวัดอุบล ท่านกล่าวไว้ว่ามีตาดีอยู่แล้วทำไมไม่ใช้ให้เกิดประโยชน์ พร้อมทั้งถ่ายพลังปราณไว้ให้
๒๐. ตำหนักร่างทรงจังหวัดอุตรดิตถ์ ยืนยันว่ามีพระมหากัสสปอยู่ด้วย พร้อมทั้งขอรับการช่วยเหลือจากข้าพเจ้าทั้งตำหนัก
๒๑.ตำหนักร่างทรงพระศิวะ พัทยา ยอมรับคำสั่งสอนไปปฏิบัติแล้วเห็นผลจริง จึงยืนยันว่าดีจริง

๗.บวชสามเดือนได้อะไร

๑. หลังบวชหนึ่งอาทิตย์โดนกิเลสเล่นงาน ข้าพเจ้าเคยบวชพระครั้งแรก ที่วัดป่าบ้านแก โดยหลวงปู่ผงเป็นอุปัชฌา เมื่อเริ่มบวชวันแรกข้าพเจ้าก็เข้าไปปฏิบัติภาวนาและจำวัดอยู่กลางป่าช้าทันที เมื่อเริ่มบวชไม่ว่าจะกลางวันหรือกลางคืนเมื่อใดว่างจากการปฏิบัติจิตใจก็จะเกิดอาการรุ่มร้อน คิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่ไม่หยุด เล่นเอาข้าพเจ้าเอาตัวเองแทบไม่รอด แต่ก็ผ่านมันมาได้
๒. เจอผีขอส่วนบุญ หลังจากข้าพเจ้าบวชได้อาทิตย์ที่สอง บริเวณที่อยู่ใกล้ๆที่จำวัดของข้าพเจ้าจะสังเกตเห็นมีเนินดินเล็กๆปรากฏอยู่ ซึ่งข้าพเจ้าก็ไม่ได้คิดว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นจนกระทั่งวันหนึ่ง เมื่อข้าพเจ้าจะเข้ากลดเพื่อจำวัด ก็ปรากฏเสียงประหลาดเกิดขึ้นอยู่เบื้องหลังของข้าพเจ้า เสียงนั้นดังเหมือนคนที่ร้องด้วยความเจ็บปวดโหยหวนมากๆ ฮอยๆๆ ฮอยๆๆ ข้าพเจ้าจึงทำการกำหนดจิตแผ่เมตตาธรรมให้ หลังจากนั้นเสียงก็หายไปและไม่มีปรากฏได้ยินอีกเลย
๓. ได้ยินเสียงหยดน้ำหล่นรอบๆนึกว่าโดนผีหรอก เมื่อระยะเวลาได้ผ่านไปเกือบจะเข้าอาทิตย์ที่สาม เช้าวันหนึ่งข้าพเจ้าได้ตื่นขึ้นจากการจำวัดอยู่ในกลด จึงได้ยินเสียงเหมือนมีคนเดินอยู่รอบๆที่พัก ตอนแรกก็รู้สึกกลัวอยู่เหมือนกัน แต่ถ้ามัวแต่กลัวก็คงไม่รู้ความจริงว่าสิ่งที่ข้าพเจ้านั้นคิดอยู่จะเป็นของจริงใช่หรือไม่ เมื่อคิดได้ดังนั้นจึงตัดสินใจว่าเป็นไงเป็นกัน ออกมาสอดส่องดูพบว่าไม่มีอะไรเลยนอกจากเสียงของหยดน้ำค้างที่ก่อตัวรวมกันเป็นหยดน้ำแล้วหล่นลงมาจากที่สูง มากระทบกับใบไม้จึงทำให้เกิดเสียงดังขึ้นรอบกลดของข้าพเจ้า
๔. โดนผีแกล้งกลางวันแสกๆ อยู่ในป่าช้าบริเวณหลังเมรุ เผาศพ มีทั้งหลุมฝังศพอย่างมากมายก็คงจะไม่แปลกหรอกที่จะมี เรื่องแปลกๆเกิดขึ้นอยู่หลายครั้ง เหมือนครั้งนี้ เมื่อข้าพเจ้าตั้งใจว่าจะปฏิบัติภาวนาอยู่ใต้ร่มไม้ ในเวลากลางวันก็ไม่วายโดนผีแกล้งอีก เมื่อข้าพเจ้านั่งหลับตาได้สักพักหนึ่งก็ได้ยินเสียงของการขูดขีดใบไม้อยู่รอบตัว ข้าพเจ้าก็ไม่ใส่ใจจนภาวนาเสร็จจึงลืมตาขึ้นมองดูปรากฏว่ามีรอยขีดพื้นดินเป็นรอยรอบตัวข้าพเจ้าจริงๆ ข้าพเจ้ามีความเข้าใจว่าบริเวณที่ข้าพเจ้านั่งบำเพ็ญเพียรนั้น ชะลอยคงจะเป็นหลุมฝังศพเขากระมัง เพราะบริเวณแถวนั้นจะมีลักษณะเป็นเนินดินปรากฏอยู่ ข้าพเจ้าจึงแผ่บุญกุศลให้แล้วก็ไม่ไปรบกวนที่ของเค้าอีก
๕. บารมีเริ่มเกิดจึงได้ปรากฏเหตุอัศจรรย์ เมื่อข้าพเจ้าได้กระทำความเพียรมาได้ระยะหนึ่ง ได้ปรากฏมีรังผึ้งขนาดใหญ่มาทำรังอยู่หน้าที่พักของข้าพเจ้าซึ่งชาวบ้านก็พูดกันไปต่างๆนาๆว่าเกิดเหตุอัศจรรย์ เป็นมงคล
๖. ตัดสินใจว่าจะเดินธุดงค์ เมื่อผู้ปฏิบัติธรรมได้กระทำการอย่างอุกฤษณ์ ก็จะเข้ากรณีคนร้อนวิชา อยากไปผจญกับโลกภายนอกว่าจะมีอะไรมากกว่าที่เรารู้เห็นอยู่อีกหรือไม่ จึงออกธุดงค์แต่ชะลอย บุญบารมีคงยังไม่ถึงจึงมีสิ่งปิดบังทำให้ข้าพเจ้าเกิดลืมผ้าสังฆาฏิ เมื่อนึกได้จึงต้องเดินกลับมา ระหว่างทางมีลูกวัวตัวหนึ่ง จะพยายามขวางทางไว้ไม้ให้ข้าพเจ้าเดินกลับวัด มันคงอยากให้ข้าพเจ้าแสวงหาธรรมต่อไป แต่โอกาสของข้าพเจ้ายังไม่ถึงจึงตัดสินใจกลับ ข้าพเจ้าก็แผ่เมตตาให้วัวตัวนั้นตามวาระธรรมที่ข้าพเจ้าพึงกระทำได้ในขณะนั้น เมื่อกลับมาถึงวัดก็ค่ำพอดีก็เข้าป่าช้าไปเรื่อยๆเพื่อที่จะกลับไปที่พัก เมื่อข้าพเจ้าเดินผ่านเมรุเผาศพได้ยินเสียงแว่วๆว่า อาจารย์มา ข้าพเจ้าคิดว่าพวกเขาคงจะกำลังประชุมกันเรื่องที่ข้าพเจ้าจะออกธุดงค์เป็นแน่แท้ เมื่อมองเห็นข้าพเจ้าอย่างไม่ได้ตั้งตัวจึงเอ่ยคำอุทานเช่นนั้นออกมา ข้าพเจ้าจึงแผ่เมตตาบารมีให้ตามสมควรแก่กาล ปกติแล้วแทบจะทุกคืนข้าพเจ้าจะเทศสอนธรรมให้แก่ ผู้ที่อาศัยอยู่บริเวณป่าช้าได้ฟังเสมอ เพื่อให้พวกเขาได้มีภูมิธรรมกันบ้างตามวาระจิตที่พวกเขาพึงจะรับรู้ได้
๗. โดนผีชนวิญญาณเกือบหลุดออกจากร่าง ที่วัดป่าบ้านแกจะมีศาลาร้างอยู่หลังหนึ่งปรากฏอยู่เป็นศาลาขนาดใหญ่สองชั้น ในเวลานั้นใกล้พลบค่ำข้าพเจ้าเหมือนมีสิ่งดลใจให้อยากเข้าไปศาลาหลังนั้นมากๆ โดยข้าพเจ้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเข้าไปทำไม แต่เมื่อถูกเชื้อเชิญแล้วข้าพเจ้าซึ่งเป็นพระภิกษุจะมัวกลัวตายก็ไม่รู้จะบวชมาทำไม จึงได้ตัดสินใจเข้าไปเพราะมั่นใจในบารมีคุณศีล คุณธรรมจะรักษาเราไว้ได้ เมื่อเข้าไปชั้นแรกตัวข้าพเจ้ารับรู้ด้วยจิตทันที มีผีสูงแปดศอกยืนอยู่จำนวนหนึ่ง เมื่อข้าพเจ้าเดินขึ้นชั้นสองก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงพลังของวิญญาณอย่างมากมายเต็มไปหมด ข้าพเจ้าคิดอย่างเดียวว่าพวกเขาคงอยากจะได้ส่วนบุญจากข้าพเจ้าล่ะกระมัง แต่มันกลับตรงกันข้ามเมื่อข้าพเจ้าก้าวย่างเท้าทั้งสองขึ้นไปบนชั้นสองของศาลาเสร็จ บริเวณหลังคาจะมีช่องที่จะทะลุพอให้ลำแสงที่เลือนรางผ่านเข้ามาอยู่หลายเส้น ข้าพเจ้ามองเห็นภูติวิญญาณวิ่งกรูเข้าตรงมาหาตัวข้าพเจ้าอย่างมากมายนับไม่ถ้วน เมื่อข้าพเจ้าโดนจู่โจมอย่างไม่ทันได้ตั้งตัวอย่างนั้น ตัวข้าพเจ้ารู้สึกถึงการสั่นกระเพื่อมเปรียบเสมือนกับว่าตัวข้าพเจ้าเป็นก้อนน้ำขนาดเท่าตัวคนที่กำลังสั่นกระเพื่อมอย่างแรงเหมือนกับวิญญาณกำลังจะหลุดออกจากร่าง ในตอนนั้น ข้าพเจ้าพยายามตั้งสติให้เร็วที่สุดโดยกำหนดคำว่า ตื่นๆๆๆ ไปเรื่อยๆ จึงจิตเริ่มนิ่งข้าพเจ้าก็รีบพาตัวเองลงมาทันที เมื่อลงมาจากศาลาจะเดินกลับที่พักบังเอิญต้องเดินผ่านคอกหมูตัวเมียมีหมูขนาดใหญ่อยู่ ๑ ตัว ซึ่งหมูตัวนั้นเมื่อเห็นข้าพเจ้ามันส่งเสียงร้องดังสนั่นหวั่นใหว เหมือนกับว่ามันกำลังเจออะไรที่น่ากลัวมากๆเดินข้าพเจ้าอยู่ จนทำให้หลวงพ่อที่ดูแลมันอยู่รีบวิ่งมาดูด้วยความตกใจ เมื่อข้าพเจ้าแผ่เมตตาจิตให้แล้วเดินห่างจากไป เสียงของหมูตัวนั้นก็ค่อยๆเบาลง เมื่อข้าพเจ้ากลับไปตั้งหลัง สวดคาถาป้องกันตัว จนมั่นใจแล้วว่าจิตใจมีความนิ่งสงบมากกว่าเดิม จึงย้อมกลับไปอีกสองครั้ง แล้วทำการแผ่เมตตาให้ผู้ที่พอจะไปสู่ภพภูมิที่ดีได้ ก็จะได้มีโอกาสได้ไป จะเหลืออยู่ก็แค่หัวหน้ากับสมุนหลักที่ชอบทำตัวเป็นอันธพาลอยู่ที่แห่งนั้นต่อไป ก็แค่นั้นเองล่ะ
๘. งูผีคิดทำร้ายรอดได้ด้วยการกำหนดจิต มีอยู่วันหนึ่งหลวงพี่ที่ข้าพเจ้ารู้จักและคุ้นเคยดีท่านป่วยเนื่องจากไปนำเอาวัตถุโบราณมาเก็บรักษาไว้ในครอบครอง ซึ่งที่จริงแล้ววัตถุก้อนนั้นถ้าหลวงพี่ไม่ไปเอามาก่อนข้าพเจ้าคงได้รับมันมา แล้วก็ไม่อาจจะรู้ได้เลยว่าจะโดนเหมือนอย่างท่านหรือเปล่า เมื่อท่านป่วยข้าพเจ้าจึงตัดสินใจนำกลดไปปักอยู่กลางเส้นทางเดินเล็ก ใกล้กับที่พักของท่าน ซึ่งจะอยู่บริเวณริมป่าช้า จากคำโบราณที่เคยกล่าวไว้ว่าอย่านอนขวางทางเดินหรือบริเวณที่รู้ว่าเคยเป็นทางเดินมาก่อน เพราะว่ามันอาจจะเป็นทางผีผ่านก็ได้ พอตกเย็นข้าพเจ้าก็ปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิตามเดิม เมื่อนั่งสมาธิเสร็จข้าพเจ้ากำลังจะจำวัดโดยข้าพเจ้าจะเอาหมอนขลิดรองพื้น ๑ ลูก แล้วก็วางซ้อนให้สูงขึ้นอีกด้วยผ้าสังฆาฏิโดยทำการพับซ้อนกันสามชั้น ท่านคิดเอาเองว่าจะสูงประมาณใหน เมื่อข้าพเจ้าโน้มหัวลงหมอนได้ไม่นาน ปรากฏว่ามีงูขนาดใหญ่กำลังเลื้อยผ่านหัวของข้าพเจ้าซึ่งขนาดของกลางลำตัวงูจะอยู่ตรงกระหม่อมของข้าพเจ้าพอดีท่านคิดดูเอาเองก็แล้วกันว่างูตัวนี้จะมีขนาดใหญ่เพียงใด แต่มีข้อสังเกตคือ สองฝั่งทางเดินล้วนแล้วแต่เป็นใบไม้แห้งแต่เมื่อมีงูขนาดใหญ่เพียงนี้เลื้อยผ่านทำไมถึงไม่มีเสียงดังเลยล่ะ จึงทำให้เกิดข้อคิดว่าคงจะไม่ใช่งูธรรมดาซะแล้วล่ะ เมื่อรู้ดังนั้นจึงกำหนดจิตว่าถ้าการตายครั้งนี้ จะทำให้ตัวข้าพเจ้าหมดเวร หมดกรรม จะพ้นทุกข์ก็ยอมตายว่ะ เอ้าตายก็ตาย หลังจากที่งูเลื้อยเสร็จก็เอาปากมาเป่าฟู่ๆที่บริเวณกลางกระหม่อมของข้าพเจ้า ถ้าหนีคงไม่ทันแล้วล่ะ จังหวะที่งูจะฉกก็ปรากฏมีตัวเงินตัวทอง วิ่งออกมาจากป่าทางฝั่งทางด้านซ้ายของข้าพเจ้าในขณะนั้นมาขบกัดกันกับงู เสียงดังสนั่นอยู่บนหัวข้าพเจ้า เมื่อข้าพเจ้าจับไฟฉายได้จึงรีบลุกขึ้นมาส่องดูแต่ปรากฏว่าไม่พบอะไรอีกเลย แต่ในคืนนั้นข้าพเจ้าจะไม่สามารถหลับนอนได้เลยเนื่องจากเมื่อใดที่ข้าพเจ้าจะเผลอตัวหลับไป เจ้าตัวเงินตัวทองก็จะคอยมาขย้ำกลดรอบข้างตัวข้าพเจ้าเพื่อให้มีสติอยู่เสมอจนถึงเวลารุ่งเช้าเหตุการณ์จึงได้สงบ ต้องขอแผ่เมตตาจิตรวมไปทั้งบุญบารมีทั้งหลายที่ข้าพเจ้าได้เคยสั่งสมมาแผ่ไปยังเจ้าตัวเงินตัวทอง รวมทั้งเหล่าเทวดาภูตผี ปีศาจ ที่มีส่วนช่วยเหลือชีวิตของข้าพเจ้าในครั้งนั้นด้วยเทอญ สาธุ
๙.นางเมขรากับรามสูรไล่กัน ในหลายๆเรื่องในโลกใบนี้ บางคนอาจจะคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ไร้สาระ บางคนอาจจะเชื่อแต่ยังไม่มีข้อพิสูจน์ ไม่ว่าใครจะคิดเช่นไรก็ตามแต่สำหรับตัวข้าพเจ้าเองแล้ว ข้าพเจ้าเชื่อว่า สิ่งนี้มีอยู่จริง ดังเช่นเรื่องนางเมขลาล่อแก้วกับท้าวรามสูร วันหนึ่งข้าพเจ้าเห็นต้นยางต้นหนึ่งมีความสูงใหญ่เป็นอย่างมากสูงเสียดฟ้า จึงได้ทำการปักกลดไว้ใต้ร่มไม้ต้นนั้น พอตกเย็นเมื่อเข้าสมาธิภาวนาเสร็จแล้วก็เข้าจำวัดแต่ยังไม่หลับ สายตาของข้าพเจ้ามองดูท้องฟ้าอยู่ตลอดเวลาไม่ห่าง ทันใดนั้นจากท้องฟ้าที่ใสสว่างก็มีเมฆ ลม และเสียงฟ้าร้องโหมกระหน่ำเข้ามาแทนที่โดยฉับพลัน ทันใดนั้นข้าพเจ้าก็ได้มองเห็นนางเมขลาลองผ่านมาพร้อมทั้งมีท้าวรามสูร ถือขวานไล่ฟาดฟันเสียงสายฟ้าดังสนั่นหวั่นใหวไปหมด บางครั้งก็รู้สึกกลัวว่าฟ้าจะผ่าลงมายังต้นยางใหญ่ เพราะว่ามีความสูงใหญ่มากที่สุดในบริเวณนั้น แต่ก็พิจารณาปลงสังขารเหมือนเดิมที่เคยทำมา คือ ตายก็ตาย แล้วก็หลับตานอนโดยไม่ใส่ใจอีก ตื่นเช้าขึ้นมาจึงรู้ตัวว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่ ชาวบ้านบางคนก็มาถามไถ่ว่าสงสัยเมื่อคืนมีคนมาลองของกับครูบาเป็นแน่แท้ เพราะฟ้าที่ผ่าเปรี๊ยงๆชาวบ้านเรียกว่าฟ้าผ่าแล้ง เกิดขึ้นในฤดูแล้ง เป็นสิ่งที่เกิดได้ยาก
๑๐. โดนลองวิชา หลังจากนั้นไม่นานก็เริ่มเข้าสู่ฤดูฝน จึงมีความจำเป็นที่จะต้องหาที่จำวัดใหม่นั่นก็คือ ที่โบสถ์นั่นเอง มีอยู่วันหนึ่งโดนลองของโดยผู้มีวิชาท่านหนึ่ง โดยข้าพเจ้าก็ทำความเพียร ด้วยการเดินจงกลมอยู่ชั่วเวลาหนึ่ง ท่านผู้นั้นก็เดินเข้ามาแล้วยิงคำถามออกมาเลยว่า มีผีอยู่บนต้นยางใหญ่หน้าโบสถ์ ทันใดนั้นเสียงเหมือนคนลูดตัวลงมาจากต้นยางใหญ่พร้อมกับเสียงปลวกที่เกาะอยู่ต้นยางใหญ่ก็ตกลงมาพร้อมกัน ดังสนั่นหวั่นไหวท่ามกลางความเงียบ แล้วก็ยิงคำถามมาอีกว่ามีผีอยู่บนหลังคาบ้านร้างซึ่งอยู่ใกล้กับต้นยางใหญ่เยื้องไปด้านซ้ายของข้าพเจ้า ทันใดนั้นก็มีเสียงเหมือนมีคนกำลังขย่มหลังคาซึ่งทำด้วยสังกะสีดังสนั่นหวั่นไหวไปหมด ข้าพเจ้ารู้แน่ชัดแล้วว่าคงมาลองวิชาเป็นแน่แท้ จึงตอบไปตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ แล้วก็โดนยิงคำถามมาอีกว่ามีผีอยู่ในห้องน้ำเก่า (อยู่ข้างโบสถ์) ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงน้ำใหลพร้อมกันทุกห้อง ซึ่งไม่น่าจะมีใครจะไปเปิดก๊อกน้ำไว้อย่างแน่นอนเพราะห้องน้ำแถบนั้นอยู่ในป่าใกล้หลุมฝังศพ ขณะนั้นมีแค่ข้าพเจ้าไปใช้เพียงผู้เดียว เมื่อเจอดังนั้นจึงโดนยิงคำถามมาอีกว่าผีกำลังจะเข้ามาหา ทันใดนั้นก็ได้เกิดคลื่นลมอย่างแรงมากๆเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ข้าพเจ้าจึงแกล้งพูดไปว่าเคยได้ยินคาถามาบทหนึ่ง จะท่องให้ฟัง แต่ท่านไม่อยากฟัง กระผมจึงพูดออกไปโดยไม่สนใจอีก เมื่อจบคาถาทุกอย่างก็สงบลงทันที คาถาบทนี้เคยใช้ได้ผลมาหลายครั้งเช่นเดียวกัน ดังเช่นเมื่อครั้งที่ข้าพเจ้าไปเรียนพิเศษอยู่โรงเรียนซึ่งเคยเป็นป่าช้าเก่า ในเวลาค่ำ ขณะนั้นอยู่กับเพื่อนแค่สองคน เมื่อพวกข้าพเจ้ากำลังคุยเล่นกันอยู่ก็ได้ยินเสียงคนเดินมายังหน้าห้อง พวกข้าพเจ้าจึงเดินไปเปิดดูไม่พบใครเลยสักคน แล้วก็มีลมกรรโชกมาใส่ห้องอย่างแรง จนหน้าต่างทุกบานมีอาการปิดเปิด อย่างกะทันหัน โดยไม่น่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นได้ เมื่อพอรู้แล้วว่าโดนแน่ๆ จึงบอกเพื่อนให้ท่องคาถาบทนี้ตาม เมื่อท่องจบปรากฏว่าเหตุการณ์ปกติทันที บรรยายนอกเรื่อยไปนานหวนกลับเข้ามาจบเรื่อย เมื่อท่านผู้มาลองเห็นเหตุการณ์สงบได้ทันตาเห็น ก็รีบหลับไปทันที
๑๑. ผีเคาะหน้าต่างรอบโบสถ์ติดต่อกัน อยู่มาคืนหนึ่งพอข้าพเจ้าเดินเข้าไปในโบสถ์หลังจากการทำความเพียร ภาวนาเดินจงกลมเสร็จ ก็ได้ยินเสียงลมดังกรรโชกมาอย่างแรง แล้วหลังจากนั้นก็ได้ยินเสียงเคาะบานหน้าต่างดังติดต่อกันรอบโบสถ์ ๓ รอบ ท่านคิดเองก็แล้วกันใครจะทำได้ ถ้าเป็นคนก็คงต้องใช้คนหลายคน เพื่อมายืนประจำทุกจุดของบานประตูและหน้าต่าง ในคืนนั้นข้าพเจ้าเองก็คิดว่าตัวเองคงจะไม่รอดเป็นแน่แท้ จึงปลงสังขาร แล้วก็นอนจำวัดเลยทันที เมื่อข้าพเจ้าตื่นนอนมาในช่วงดึก เมื่อลืมตาขึ้นมาก็พบว่ามีคนตัวดำๆร่างใหญ่ สังเกตดูคล้ายยมทูต มีด้วยกันทั้งหมดประมาณ ๗ ตน โดยมีคนถือสมุดบัญชีหนึ่งคน นอกนั้นจะถือหอกทั้งหมด ข้าพเจ้าคิดว่าคงจะหมดอายุขัยคราวนี้แน่นอน จึงหลับตาปลงสังขาร ตายก็ตาย ไม่ได้ใส่ใจ พอตื่นเช้าขึ้นมาจึงได้รู้ว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่
๑๒. เจอลูกแก้ว หลังจากที่ข้าพเจ้าได้กลับมาหลังจากเสร็จพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลพระสังกัจจาย เมื่อเดินเข้าใกล้ที่พักก็ปรากฏเห็นลูกแก้วใสสว่างลอยอยู่สองดวงเมื่อข้าพเจ้าเดินเข้าไปใกล้ลูกแก้วก็ยิ่งลอย เข้าใกล้ที่พักของข้าพเจ้าแล้วก็หายไป เมื่อพิจารณาดีๆแล้วก็คงจะเป็นลูกแก้วสองลูกที่อยู่กับข้าพเจ้านั่นเองล่ะ
๑๓. คาถาผีบอก มีวันหนึ่งข้าพเจ้าเดินไปสำรวจดูแถวรอบๆที่พักก็ปรากฏพบเจอตัวอักษรขอมโบราณถูกเขียนไว้บนแผ่นทราย รอยขีดเขียนยังใหม่ๆอยู่เลย แต่ในขณะนั้นไม่ได้ให้ความสนใจจึงไม่ได้จดจำเอาไว้ จึงเหลือแค่คำบอกเล่าเพียงเท่านั้นเอง
๑๔. หินมีชีวิต มีหินอยู่ก้อนหนึ่งซึ่งข้าพเจ้าได้มาจากธรรมอี๋ เมื่อข้าพเจ้านำหินหลายๆก้อนมาใส่ใว้ในอุ้มมือเพื่อนั่งสมาธิภาวนา เมื่อทำความเพียรได้ระยะเวลาหนึ่ง ก็พบว่าหินก้อนนั้นซึ่งอยู่ต่ำกว่าหินก้อนอื่นค่อยขยับตัวดันตัวเองขึ้นมาจนอยู่ข้างบนหินก้อนอื่น เมื่อข้าพเจ้าได้สัมผัสและเจอเหตุการณ์เช่นนั้นจึงจำเอาไว้ พอนั่งสมาธิเสร็จจึงเปิดมือดูพบว่าเป็นเรื่องมหัศจรรย์ยิ่งนัก แต่น่าเสียดายที่หินก้อนนั้นไม่ได้อยู่กับข้าพเจ้าอีกแล้วล่ะ
๑๕. เจองูยักษ์เมื่อครั้งที่ข้าพเจ้าไปสร้างวัดใหม่ ในค่ำคืนหนึ่งในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ พระจันทร์เต็มดวง สาดส่องแสงสีทองสว่างไสวไปทั่วท้องฟ้าและพื้นดิน ข้าพเจ้าได้รู้สึกตัวขึ้นมาในตอนดึก ก็ต้องตกใจเกือบยั้งสติไว้แทบไม่อยู่ เนื่องจากข้างบนหัวหรือตรงหน้าข้าพเจ้าขณะนั้น ต้นไม้ใหญ่กลายเป็นพญางูตัวใหญ่มากๆ ตัวดำเหมือนกับนิลมันเลื่อมเหมือนกับทาน้ำมันไว้ทั้งตัว มีตาสีแดงเท่าไข่ไก่ มีหัวเวียนรอบตัวประมาณ ๙ หัว แต่ตัวของพญางูไม่ขยับ ข้าพเจ้าเกือบจะลุกขึ้นวิ่งหนี ถ้าหนีอาจจะเป็นบ้าได้ จึงพิจารณาปลงสังขาร ตายก็ตาย จึงหลับไม่ใส่ใจ ก็ผ่านไปได้อีกครั้ง
๑๖. เสียงการ้องข้างโบสถ์ บอกเหตุ มีครั้งหนึ่งมีเสียงกาบินมาเกาะตรงประตูโบสถ์แล้วร้อง ๖ ที ปรากฏว่ามีคนตายติดต่อกัน ๖ คน จริงๆ แสดงว่าเรื่องลางบอกเหตุหรือลางสังหรณ์ ไม่เชื่อก็ไม่ควรจะลบหลู่ เพื่อเป็นเรื่องที่เราก็ไม่อาจที่จะสามารถจะคาดเดาหรือคาดคะเนได้
๑๖. บวชสามเดือนสร้างวัดได้หนึ่งแห่ง ข้าพเจ้าบวชได้สามเดือนสามารถสร้างวัดได้พร้อมทั้งพระพุทธรูปองค์ใหญ่และอื่นๆอีกมากมาย
ประสบการณ์ที่ได้พบเจอมายังมีอีกมากถ้าจะเล่าให้หมดก็คงจะยังไม่จบ เอาไว้ในโอกาสหน้า ค่อยเล่าสู่กันฟังอีกทีก็แล้วกัน ส่วนคนที่ถูกผีอำ ให้ภาวนา พุท โธ ในใจรอดพ้นแน่นอน

๘. คำว่าครู
ครูบาอาจารย์ มีหน้าที่แนะนำและสั่งสอน มิให้ลูกศิษย์เดินผิดทาง เป็นได้แค่คนชี้แนะแนวทางเท่านั้น แต่การกระทำดีที่จะบังเกิดขึ้นได้กับลูกศิษย์นั้น ลูกศิษย์ต้องเป็นคนทำเอง วิชาความรู้ต่างๆนาๆ ที่ครูบาอาจารย์มอบให้เปรียบเสมือนต้นกล้าเล็กๆที่มอบให้แก่ศิษย์ ส่วนจะดีชั่วยังไง เจริญงอกงามเติบโตได้แค่ใหน ท่านคงต้องเป็นคนทำมันเองแล้วล่ะ จะได้มากได้น้อยก็คงจะเป็นไปตามบุญบารมีเก่าที่ท่านได้เคยทำและสะสมมาด้วย แต่ถึงจะ ช้าๆก็ได้พร้าเล่มงาม

๙.การเปิดญาณบารมี

จากประสบการณ์และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต่างๆนาๆ ดังที่ได้หยิบยกขึ้นมา หลายๆเรื่องล้วนแล้วต่างชักโยง ต่างๆ เพื่อที่จะทำให้ตัวข้าพเจ้าค้นพบวิชาการเปิดญาณบารมี ซึ่งการเปิดญาณบารมีจะเน้นที่บารมีของตัวบุคคลเป็นส่วนใหญ่ โดยการเปิดญาณบารมีจะเริ่มต้นตั้งแต่การเปิดจิต แล้วจะตามมาด้วยวิญญาณ ธาตุขันธ์ กาย และรอบกายเป็นที่สุด โดยการเปิดญาณบารมีจะสำคัญมากที่การเปิดจิต โดยจะใช้บทบริกรรม นะมะพะทะ หรือ จะภะกะสะ หรือ นะมะอะอุ หรือ นะโมพุทธายะ โดยให้ท่องออกเสียงดังๆ เร็วๆ ไปเรื่อยๆ จนกว่าจิตจะรวมตัวเข้าสู่ภวังค์ เมื่อรวมจิตเป็นหนึ่งแค่ชั่วขณะช้างกระดิกหู งูแลบลิ้น คาถาสวดที่จะออกมาตามกำลังบุญบารมีของตัวบุคคลนั้นๆ ก็จะรัวออกมาทันที
ข้อดีของการเปิดญาณบารมี มีอยู่หลายๆข้อดังที่ได้ผ่านประสบการณ์จริงมาแล้ว ดังนี้
๑. ช่วยแก้ปัญหาอาการของร่างทรง ซึ่งการเปิดญาณบารมีจะเข้าไปปรับแก้ ตั้งธาตุขันธ์ของคนมีร่างทรงให้คงที่และยังช่วยให้สามารถรับกับบารมีขององค์เทพได้ดี ช่วยเหลือตัวเองได้
๒. ช่วยเหลือคนที่มีบารมีเก่า ใหม่ มากเกินไป คนที่จะมีทุกข์ได้ไม่ใช่แค่เรื่องกรรมชั่วเท่านั้น ถ้าใครมีกรรมดีมากๆ โดยที่ตัวเองไม่สามารถรับไหวก็ทับตัวเองตายได้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นการเปิดญาณบารมีจึงมีส่วนที่จะเข้าไปช่วยในส่วนของธาตุ ขันธ์ ร่างกายของมนุษย์ให้สามารถรับบารมีบุญที่มากเกินให้พอดีได้ ดังคำที่ว่าก้อนเงินหรือก้อนหิน ก็สามารถที่จะทับคนตายได้เช่นเดียวกัน ถ้าเรามีกำลังพอก็รอดได้
๓. ช่วยเหลือคนที่กำลังมีกรรมหนัก โดยการเปิดญาณบารมีจะขับไล่สิ่งที่มาแอบแฝง ไม่ว่าจะเป็นภูตผี ปีศาจ เจ้ากรรมนายเวร ออกจากตัวให้หมด แล้วเมื่อเขาทำอะไรเราไม่ได้ เราก็ทำบุญทำทานให้กับเขาตามสมควรกับกำลังกรรมที่ติดค้างกันมา เขาก็จะอโหสิกรรมให้เรา
๔. ช่วยคนที่มีคาถาเก่าติดตัวตามมาเกิด เมื่อมีของดีติดตัวมา ก็ทำให้ถูกต้อง แล้วทุกอย่างก็จะดีขึ้นเอง
๕. ดูดวง ตรวจเช็คกรรมได้
การเปิดญาณบารมียังมีเนื้อหาอีกมากมาย ถ้าท่านใดมีความสนใจก็ติดต่อสอบถามได้นะครับ

๑๐. ประสบการณ์สงเคราะห์สรรพสิ่ง

- ช่วยแก้ไขบ้านอาถรรพ์ เรื่องลี้ลับที่เกิดขึ้นในโลกใบนี้ มีอะไรมากมายหลากหลายนัก ยากที่จะคาดเดาได้ว่า สิ่งใหนจะเกิดขึ้น สิ่งใหนจะตั้งอยู่ได้นานและสิ่งใหนจะดับไปในเร็วพลัน ถึงแม้ว่าในหลายๆครั้งท่านอาจจะยังหาเหตุผลและการพิสูจน์ให้คนอื่นรู้เห็นได้ด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ แต่ท่านก็สามารถรับรู้เหตุการณ์ บางเรื่องเหล่านั้นได้ด้วยตัวของท่านเอง ดังเรื่องที่จะบรรยายในส่วนต่อไปเกี่ยวกับ บ้าน ซึ่งอาจจะมีส่วนทำให้ชีวิตของครอบครัวของท่าน ได้รับความสุขหรือทุกข์ ท่านอาจจะโต้แย้งว่า ใช่ กับ ไม่ใช่ แต่ละคำตอบข้าพเจ้าเชื่อแน่ว่าล้วนแล้วแต่มีเหตุผลในตัวของมันเอง แต่ทว่าคำตอบที่ท่านทั้งหลายได้เจอนั้นจะเป็นคำตอบที่ถูกหรือไม่ อย่างไร หลังจากที่ได้สาธยายมาก็ยืดเยื้อพอควร ข้าพเจ้าก็จะเรื่องเข้าเรื่องเลยทันที มีลูกศิษย์ท่านหนึ่งเคยมาหาข้าพเจ้าเพื่อตรวจดูดวงซะตา พร้อมทั้งที่อยู่อาศัย ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตัวเอง ก็พบว่าลูกศิษย์คนนั้นมีอาการแปลกๆหลายๆอย่าง มีลูกแก้วรักษาโดนคุณไสย เป็นต้น (ซึ่งจะไม่ขอนำมากล่าวโดยละเอียดเพื่อเป็นการให้เกียรติ) ซึ่งเมื่อข้าพเจ้าได้ทำนายทายทักลูกศิษย์คนนั้นก็ถึงกับอุทานว่าใช่ดังที่อาจารย์พูด แม่นจริงๆ พร้อมทั้งยกมือขึ้นสุดหัว ยอมกราบไหว้ (ลูกศิษย์คนนี้มีอายุมากกว่าข้าพเจ้า) แล้วข้าพเจ้าก็ได้ตรวจดูบ้านที่พักให้กับลูกศิษย์ พร้อมทั้งบอกกล่าวไปว่า บ้านโดนคนมีวิชาทำของใส่ จึงได้ทำน้ำมนต์อันศักดิ์สิทธิ์มอบให้เพื่อให้นำไปประพรมทั่วบ้านที่อาศัยอยู่ เมื่อลูกศิษย์ได้นำน้ำมนต์กลับไปถึงหน้าบ้าน ได้เกิดอาการขนพองสยองเกล้าพร้อมทั้งมีลมลูกใหญ่พัดกระหน่ำมายังตัวลูกศิษย์(ออกมาจากข้างในบ้าน)เมื่อเกิดเหตุการณ์ดังนั้นขึ้น ทางฝ่ายลูกศิษย์จึงได้รีบประพรมน้ำมนต์ให้ทั่วบ้าน( เกิดอาการขนพองสยองเกล้าตลอด )พร้อมทั้งนำมาอาบ ดื่มกิน จนเสร็จพิธี หลังจากวันนั้นป้าคนนั้นก็ได้นำพา ลูกหลานญาติพี่น้องแห่มาขอความเมตตาอนุเคราะห์จากข้าพเจ้าทั้งหมดวงศ์ตระกูล เมื่อข้าพเจ้าทำการสงเคราะห์ ก็พบว่าทุกอย่างดีขึ้น เป็นคำยืนยันที่ป้าคนนั้นโทรมาบอก ว่าของจริง ดีจริง และขออโหสิกรรมที่ตอนแรกไม่เชื่อ เพราะคิดว่าอายุยังน้อยไม่น่าจะเป็นของจริง

- ช่วยแก้ไขกรรม เริ่มต้นวิชาการเปิดญาณบารมี ถ้าจะกล่าวถึงเรื่องของกรรม ทุกท่านที่เกิดมาในโลกใบนี้ก็คงจะหนีไม่พ้นคำว่า กรรม ทุกคน เพราะทุกสิ่งล้วนเกิดมาจากกรรม เป็นผู้รับกรรมและเป็นผู้สร้างกรรม ถ้าจะถามว่าท่านมีทางที่จะพ้นกรรมได้ใหม คำตอบคือ มี แล้วถ้าท่านจะถามว่ามีอะไรบ้าง ข้าพเจ้าก็จะตอบให้ ดังนี้คือ ๑.บรรลุธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายสำหรับคนที่เข้าใจและมีบารมีถึงพร้อม ถึงกาล ๒.การอโหสิกรรม ซึ่งจะเกิดขึ้นได้เนื่องจากว่า ท่านทำบุญ อุทิศส่วนบุญ กุศล ให้กับเจ้ากรรมนายเวรแล้วทางฝ่ายเจ้ากรรมนายเวรเลิกราจากอาการ จองเวร จองกรรม กับตัวท่าน แต่ก็ยังยาก ที่จะให้คนที่มีความเครียดแค้นตัวเราอย่างมากมาย อยู่ดีๆจะให้เลิกราจากกันไป ง่ายๆ ๓. การป้องกัน ซึ่งต้องอาศัยผู้ที่มีบารมีสูงกว่า เจ้ากรรม นายเวร หรือบารมีที่ตัวเราสามารถสร้างได้เอง และเกิดมหากุศลอย่างมากมายนับไม่ถ้วน จากทั้ง ๓. ข้อที่ได้กล่าวมาแล้วเบื้องต้นนั้นสามารถช่วยได้ด้วยวิธี การเปิดญาณบารมี ซึ่งการเปิดญาณบารมีจะไปช่วยขับสิ่งที่ไม่ดีออกจาก จิต วิญญาณ ธาตุ กายและคุ้มครองรอบกายท่าน จึงมีผลทำให้ เจ้ากรรม นายเวร ไม่สามารถทำอะไรตัวท่านได้
และนั่นก็เป็นโอกาสที่ตัวของท่านจะสามารถทำบุญให้ เจ้ากรรมนายเวร เมื่อเจ้ากรรมนายเวรทำอะไรท่านไม่ได้และได้รับบุญจากตัวท่าน ก็จะเกิดการอโหสิกรรม ทันทีตามเหตุและผล
หลังจากที่สาธยายมามาก ก็จะขอเข้าเรื่องทันที ทันใด มีอยู่ครั้งหนึ่งมีลูกศิษย์อยู่คนหนึ่ง เป็นเด็กหนุ่มมาดูดวง ตรวจเช็คกรรม ข้าพเจ้าจึงได้ทำนายทายทักไปว่ามีเจ้ากรรมนายเวรติดตามคอยกลั่นแกล้งอยู่ ซึ่งเป็นเทวดาผู้ชายและเคยเป็นนายเก่าก่อนที่จะมาจุติ แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งลูกศิษย์คนนั้นเคยไปลบหลู่ท่าน จึงเป็นเหตุที่ต้องโดนกลั่นแกล้งมาโดยตลอด ลูกศิษย์คนนั้นก็เชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง จนกระทั่งวันหนึ่งเกิดอาการแปลกๆจึงได้ไปทำบุญเพื่อขอขมาตามที่ข้าพเจ้าเคยแนะนำเอาไว้ ( หลวงปู่เจ้าอาวาสวัดนั้นได้ยืนยันว่าสิ่งที่เขาพูด จริงทุกอย่างไม่ผิดแม้แต่คำเดียวเลย อย่าสงสัย ดีแล้ว ) จึงหายจากอาการผิดปกติและไม่เป็นอีกเลย เมื่อลูกศิษย์คนนั้นเกิดความเชื่อพร้อมทั้งมีศรัทธาตั้งมั่น ข้าพเจ้าจึงได้เปิดญาณบารมีให้ เมื่อเปิดให้แล้วสามารถสวดญาณบารมีได้ จึงเชื่อแน่ว่าสิ่งลี้ลับมีจริง คุณครูบาอาจารย์ดีจริง และมีอยู่ครั้งหนึ่งลูกศิษย์คนนี้ได้ไปปฏิบัติธรรมที่วัดแห่งหนึ่ง อยู่ภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อนั่งสมาธิภาวนาได้เกิดเหตุอัศจรรย์อย่างมากมาย ที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน เมื่อเล่านิมิตให้พระที่ดูแลกรรมฐานที่วัดแห่งนั้นฟัง พระท่านถึงกับอึ้งพร้อมทั้งอุทานออกมาว่า อัศจรรย์จริงๆ มหัศจรรย์จริงๆ เป็นไปได้อย่างไร อาตมาและภิกษุอื่นๆที่นี่ ฝึกมาอย่างต่ำประมาณ ๑๐ กว่าปีจึงสามารถเกิดนิมิตอย่างนี้ได้ ท่านไปทำอะไรมา ลูกศิษย์ไม่ได้บอก แต่ได้เล่าคำทำนายที่ข้าพเจ้าเคยพูดไว้ให้พระฟัง พระท่านว่า จริงทุกอย่าง ถูกทุกอย่าง อย่าสงสัยอีกเลย นี่คือคำบอกกล่าวบางส่วนที่ลูกศิษย์คนนั้นได้มาเล่าให้กระผมฟัง หลังจากนั้นลูกศิษย์คนนั้นจึงได้พาญาติ พี่น้อง หมู่ญาติทั้งหมด มาให้ข้าพเจ้าสงเคราะห์ให้

- ช่วยคนที่เคยทำแท้ง พระพุทธเจ้าเคยกล่าวไว้ว่า สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ซึ่งทุกอย่างที่เกิดมาในโลกใบนี้ล้วนแล้วแต่ อยากได้ดีกันทุกคน คงไม่มีใครอยากชั่วมาตั้งแต่เกิด แต่ความอ่อนไหว และไม่มั่นคงต่อความดีของหลายๆคน พร้อมทั้งสิ่งชักนำหลายๆอย่าง จึงมีผลทำให้ท่านหลายๆท่านทำชั่ว เดินผิดทาง เคยมีลูกศิษย์อยู่หลายๆคนเคยทำแท้งมา เมื่อมาถึง บางคนเกิดอาการสั่นร้องไห้ บางคนเกิดอาการแน่น หนัก แล้วแต่กรณีไป เป็นเรื่องปกติที่คนที่เคยทำแท้งมาชีวิตจะตกทุกข์ได้ยากโดยตลอด มีลูกศิษย์อยู่คนหนึ่งพยายามจะหาวิธีการแก้ไข แต่ก็ยังหาไม่เจอ จนมาพบกับตัวข้าพเจ้าเมื่อทำการตรวจเช็คกรรม ก็ได้ทำนายทายทักไปว่า เคยทำแท้งมา เจ้าตัวจึงได้ยอมรับว่าจริง จึงขอให้ข้าพเจ้าช่วยเหลือ ข้าพเจ้าจึงได้ช่วยเหลือไปตามโอกาสอันควร จึงได้หายทั้งคนและผี หลังจากนั้นลูกศิษย์คนนั้นจึงได้พาคนรู้จักมาให้ข้าพเจ้าช่วยสงเคราะห์จนหมดสิ้น .หลายๆคนที่โดนผีติดตาม ผีก็จะหลอกว่าเป็นองค์เทพ องค์นั้น องค์นี้ จนทำให้มนุษย์ที่ยังมีกิเลสและกรรมคิดไปว่าตัวเองมีองค์เทพมาอยู่ด้วย มีอยู่คนหนึ่งคิดว่าตัวเองมีองค์ เป็นร่างทรง มาหาข้าพเจ้า สุดท้ายก็ยอมรับว่าเคยทำแท้งมา จึงขอให้ข้าพเจ้าช่วย หลังจากที่ช่วยสงเคราะห์ ก็มาขอขมา ลาโทษกับตัวข้าพเจ้า ที่คิดมาลองบารมี หลังจากนั้นลูกศิษย์คนนั้นจึงได้พาคนรู้จักมาให้ข้าพเจ้าช่วยสงเคราะห์จนหมดสิ้น. มีอีกคนหนึ่งมีอาชีพเป็นอาจารย์ มีพี่สาวเป็นร่างทรงหลวงปู่เทพโลกอุดร ทั้งยังเคยไปทำการรักษามาแล้วหลายสถานที่ เสียเงินเสียทองมาก็เยอะ พอมาหาข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงได้ทำการตรวจเช็คกรรมแล้วทำนายทายทักไปว่า เคยทำแท้งมา ตอนแรกลูกศิษย์คนนั้นไม่ยอมรับเนื่องจาก อาย และกลัวเสียเกียรติ แต่ความจริงย่อมเป็นสิ่งไม่ตาย เมื่อข้าพเจ้าได้ทำพิธีให้ ลูกศิษย์คนนั้นก็ร้องให้ออกมาเป็นเสียงเด็กทันที ข้าพเจ้าจึงได้ทำการสงเคราะห์ทั้งคนและผี ให้มีความสุข หลังจากลูกศิษย์คนนั้น รู้ตัว มีสติสัมปชัญญะกลับคืนมาจึงได้ยอมรับว่าเคยทำแท้งมาจริงๆ และเคยไปทำพิธีมาแล้วหลายๆที่ คิดว่าวิญญาณเด็กที่เคยทำแท้ง จะไปสู่สุคติแล้ว จึงไม่ได้บอกไปเพราะ อาย หลังจากที่ได้รับการสงเคราะห์จากข้าพเจ้า เหตุการณ์ร้ายๆก็ได้สงบลง หลังจากนั้นลูกศิษย์คนนั้นจึงได้พาคนรู้จักมาให้ข้าพเจ้าช่วยสงเคราะห์จนหมดสิ้น
ยังมีเหตุการณ์อีกมากมายเกี่ยวกับคนที่เคยทำแท้งแล้วได้รับการสงเคราะห์จากข้าพเจ้าถ้าจะนำมาเล่าหมด ก็คงจะไม่จบง่ายๆเพราะฉะนั้นจึงขอหยุดไว้แค่นี้ก่อน สำหรับคนที่เคยทำแท้ง
( ความไม่เที่ยงได้เกิดขึ้นกับเราแล้วหนอ เป็นคำอุทานที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง เมื่อทำดีไปแล้ว กลับไม่ได้ในสิ่งที่ควรจะเป็น เหตุเกิดเพราะว่า กิเลสอันบาปหนาพาเป็นไป พระท่านว่าการเกิดเป็นคนนั้นยาก แต่การรักษาใจให้ทำดีหรือจักบุญคุณที่ได้รับนั่นสิ ยากกว่าการเกิดมากยิ่งนัก)

-โดนคุณไสย ยาสั่ง ยาเบี่อ กินของต่ำ คนเราทุกคนเกิดมาก็ต้องกิน เพื่อให้ร่างกายสามารถดำรงชีพอยู่ได้โดยปกติสุข มีหลายๆคนกินอิ่มทุกมื้อ มีหลายๆคนกินอิ่มบางมื้อ แต่มีบุคคลประเภทหนึ่งที่ชอบกินของผิดหรือโดนคนอื่นนำมาให้กิน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นไปในทางไสยศาสตร์ คุณไสย มนต์ดำ เป็นส่วนใหญ่ มีลูกศิษย์อยู่คนหนึ่งเมื่อได้รับการตรวจเช็คกรรมจากข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงได้ทำนายไปว่าโดนคุณไสยโดยไปกินของต่ำมา เมื่อทำการสอบถามพบว่าเคยไปกินน้ำมนต์ของผู้มีวิชามา ข้าพเจ้าจึงได้ทำการสงเคราะห์ เมื่อให้สวดญาณบารมีลูกศิษย์คนนั้นก็เกิดอาการแน่นหน้าอก แล้วอ๊วกออกมา มีอาการหน้าเขียวซ้ำเหมือนกำลังจะตายเสียให้ได้ เมื่อเห็นดังนั้นข้าพเจ้าจึงได้ช่วยเหลือจนหายสิ้น ลูกศิษย์คนนั้นจึงได้หายจากอาการผิดปกติต่างๆที่เคยเกิดขึ้นก่อนที่จะมาหาข้าพเจ้าหลังจากนั้นลูกศิษย์คนนั้นจึงได้พาคนรู้จักมาให้ข้าพเจ้าช่วยสงเคราะห์จนหมดสิ้น. อาการของคนที่กินของต่ำมาซึ่งจะมีอาการเกิดขึ้นแต่ต่างกันไปดังนี้คือ โดนลมพิษเข้าตัว จะมีอาการอ๊วกเป็นลมออกมา ส่วนคนที่กินน้ำผิดมา จะมีอาการอ๊วกเป็นน้ำ ยางตายออกมา และคนที่กินอาหารผิดมาก็จะมีอาการอ๊วกเป็นอาหารออกมา ตามวาระกาลที่ทำมานั่นเอง การสงเคราะห์คน ถ้าช่วยไปแล้วลบหลู่คุณครูบาอาจารย์ผู้ช่วยเหลือ ผู้มีพระคุณ หรือไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำที่สั่งสอนไปในทางที่ดี ข้าพเจ้าก็จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับบุคคลคนนั้นอีก แต่ถ้าจำเป็นต้องช่วยจริงๆก็คงต้องทำบุญใหญ่มากๆ

-ร่างทรง องค์เทพ เรื่องของร่างทรง องค์เทพ เป็นเรื่องที่หลายๆคนอาจจะเชื่อหรือไม่เชื่อ เหตุผลอาจเกิดเพราะว่า ยังไม่เคยเกิดประสบการณ์เกี่ยวกับร่างทรงกับตัวเอง แต่คำโบราณที่ท่านบอกไว้ว่า ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ ยังใช้ได้เสมอ มีลูกศิษย์หลายๆคนมาหาโดยมีอาการคล้ายมีองค์เทพมาอยู่ด้วย แต่ยังหาทางวิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง ยังไม่เจอ เมื่อแก้ไขข้อติดขัดยังไม่ได้ก็เป็นเหตุทำให้ เทพก็ทุกข์ คนก็ทุกข์ ผีหรือเจ้ากรรมนายเวรก็เป็นทุกข์ ข้าพเจ้าจึงได้ทำการสงเคราะห์โดยการเปิดญาณบารมีให้แล้วช่วยในหลายๆเรื่อง จนทุกอย่างดี เมื่อทุกอย่างดีแล้ว เทพก็สุข คนก็สุข ผีหรือเจ้ากรรมนายเวรก็เป็นสุข จึงเป็นสุขถ้วนหน้ากันไป ลูกศิษย์คนนั้นจึงได้ขอขมาลาโทษ ที่มีเจตนาอยากมาลอง แต่วันนี้เจอของจริงเห็นผลจริง ดีแท้ หลังจากนั้นลูกศิษย์คนนั้นจึงได้พาคนรู้จักมาให้ข้าพเจ้าช่วยสงเคราะห์จนหมดสิ้น

- เรียนธรรมบรรลุ แต่ได้ผีมาแทน ครอบร่างทรง แต่ได้กุมารทองมาแทน เรียนวิชาแต่ได้ อวิชามาด้วย มีหลายคนที่มาหาข้าพเจ้า แล้วได้รับการสงเคราะห์จากข้าพเจ้า ซึ่งมีทั้งคนธรรมดา รวมไปถึงพระภิกษุสงฆ์ ก็มีมาเยอะซึ่งข้าพเจ้าก็ได้ทำการสงเคราะห์ไปตามกาลเวลาที่อันควรจะทำไป บางคนก็มีผีติดตามมาอย่างเดียว บางคนก็มีทั้งผีและคุณไสย มนต์ดำมาด้วย บางคนก็มีผีติดตามมาอย่างเดียว บางคนก็มีทั้งผีและคุณไสย มนต์ดำ พร้อมทั้งของแถมคือ เจ้ากรรมนายเวร ติดตามมาทั้งขบวน ส่วนใหญ่ผีที่ติดตามมาก็มาจากสำนักวิชาธรรมบรรลุ ยัดให้มา เพื่อต้องการเรียกหรือบังคับให้ผู้เรียนวิชากลับไปหาเพื่อต้องการลาภสักการะ ควรระวังและจำไว้ให้ดีนะ ถ้าเป็นสายธรรมบรรลุ จะชอบยัดพวกภูตผีตายโหงหรือผีที่เคยเรียนวิชาคุณไสย มนต์ดำมาก่อนที่จะกลายมาเป็นผี ส่วนใหญ่เป็นผีดื้อ ถ้าเป็นสายร่างทรง องค์เทพ ชอบครอบกุมารทองให้ ถ้าเป็นสายวิชาอาคมชอบยัดอวิชาให้เพื่อให้เกิดเรื่องทุกข์ร้อนใจ อยู่ตลอดเวลา โดยส่วนใหญ่แล้วการแก้อาการผิดปกติไม่ว่าจะเป็น ผี หรือคุณไสยมนต์ดำ ที่สำนักต่างๆ มี ๑๐ ส่วน ชอบช่วย แค่ครั้งละ ๑ ส่วน คือการเลี้ยงเชื้อเอาไว้นั่นเอง ควรระวังให้มากๆเลยนะ พูดสาธยายมามากก็กลับมาเข้าเรื่องกันต่อ สำหรับคนที่ถูกผีติดตามมาก็จะเกิดอาการร้องให้ เสียใหญ่ ส่วนคนที่โดนคุณไสยติดตามมาก็จะเหนื่อยใจแทบขาด ไม่มีเรี่ยวแรง ไม่มีแรง เป็นต้น เมื่อถึงเวลาอันควรข้าพเจ้าก็สงเคราะห์ให้หายในเร็วพลัน ในวันนั้น หลายๆคนบอกว่าไม่เคยเชื่อเลยว่าเรื่องแบบนี้จะมีอยู่จริง แต่วันนี้เชื่อถือแล้ว เวรกรรมมีอยู่จริงและจะปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ หลังจากนั้นลูกศิษย์คนนั้นจึงได้พาคนรู้จักมาให้ข้าพเจ้าช่วยสงเคราะห์จนหมดสิ้น ( มีญาติของผู้ป่วยหลายๆคนบอกว่า ถ้าเป็นที่อื่นนะมันโดดขึ้นขี่คอเล่นหัวเลยล่ะ แม้แต่พระมันก็ยังไม่เว้น แต่มาหาอาจารย์บอย กลับตรงกันข้ามดูท่าที จะเคารพและเกรงกลัวอาจารย์เป็นอย่างมาก และหลังจากที่ได้รับการช่วยเหลือเหตุการณ์ไม่ดี สิ่งอัปมงคลก็ได้หายไปสิ้น บางคนก็สามารถสงเคราะห์คนต่อได้ตามบารมี)

- ช่วยร่างทรงทั้งตำหนัก มีอยู่ครั้งหนึ่งมีเจ้าของตำหนักร่างทรงโทรมาจาก จังหวัดอุตรดิตถ์และที่พัทยา โดยกำลังรับความลำบาก และวุ่นวายจากเรื่องทุกข์ร้อนต่างๆ ทั้งสำนัก บางคนก็มีร่าง พระโมคคัลลานะ บางคนก็มีร่างทรงของเจ้าแม่กวนอิม บางคนก็มีร่างทรงของพระอินทร์ พระพรหม พระยม พระกาฬ บางคนก็มีร่างทรงของ เจ้าพ่อ เจ้าแม่ เป็นต้น ซึ่งข้าพเจ้าก็ได้ทำการสงเคราะห์ ช่วยเหลือจนหายป่วยไปจนหมดสิ้น

- จากประสบการณ์ที่เคยสัมผัสมา ถ้านำมาเล่าให้ฟังทั้งหมดคงจะสาธยายไม่หมด เพราะมีเยอะมากๆจึงนำมาเล่าให้ฟัง เผื่อว่าจะได้เป็นแนวทางและประสบการณ์ให้ท่านทั้งหลายได้พึงพินิจพิจารณาตามสมควรแก่กาลเวลาของพวกท่านทั้งหลาย ทุกเมื่อทุกกาล ก็ข้าเทอญ

๙. คาถาหรือบทสวดมนต์ที่ดีที่สุด

๑. บทอากาวัตตาสูตร เป็นบทสวดเพื่อเสริมบารมีโดยตรง สวดได้วันละ ๑ จบ เป็นอย่างต่ำ
๒. บทอิติปิโส(พุทธคุณถอยหลัง) สวดเพื่อแก้คุณไสย เสนียดจัญไร ถอดอาถรรพ์ มนต์ดำ
๓. บทปาฏิโมกข์ถอยหลัง สวดเพื่อให้เกิดอิทธิฤทธิ แก้คุณไสย มนต์ดำ ปีศาจ
๔. เมตตาใหญ่หรือเมตตาหลวง สวดเพื่อให้เกิดความสิริมงคลแก่ตัว ให้เกิดเมตตามหานิยม
๕. บทพระอุปคุต ใช้ปราบมารโดยตรง
๖. พระธัมมจักรกัปวตนสูตร สวดเพื่ออัญเชิญให้เหล่าเทพเทวามาฟังธรรมแล้วให้พร
๗. คำบูชาสถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน รอยพระพุทธบาท คำบูชาพระบรมสารีริกธาตุ
สวดเพื่อทำให้จิตเกิดกุศล ผลบุญแห่งการระลึกรู้

ประวัติย่อผู้เขียน
ชื่อ นายวงศ์สถิตย์ พวงทอง
จบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
จบการศึกษาระดับปริญญาโท คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
089 – 9853139 อ.บอย

จัดสร้างโดย

1. พ่อวิสุทธิ์ มธุรส 9. พ.ต.ท.จงประเสริฐ มธุรส
2. แม่คำมุล มธุรส 10. จ.ส.ต. คำพันธุ์ มธุรส
3. พ่อวิเชียร พวงทอง 11. น.พ. สุปัน มธุรส
4. แม่วะภาวันดี พวงทอง 12. จ.ส.ต.ประสิทธิ์ มธุรส
5. นายวงศ์สถิตย์ พวงทอง 13. นายพิชัย มธุรส
6.นางสาวสุดารัตน์ พวงทอง
7. นางสาวอมรรัตน์ ชัยกอง พร้อมครอบครัว ฯ
8. นายพงศ์เทพ พวงทอง

พร้อม ญาติ เทวดารักษา นายเวร เชื้อโรค และสรรพสิ่งทั้งหลายทุกรูปนาม

อาราธนาธรรม ( รวมบทคาถาเปิดญาณบารมี อ.โหรจักรวาล )
ด้วยเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า....(ชื่อ - นามสกุล)... ขอบูชาคุณพระพุทธเจ้า คุณพระธรรมเจ้า คุณพระ
สังฆะเจ้า คุณพระอรหันตาเจ้า คุณพระอริยะเจ้าทั้งหลาย ที่สำเร็จไปแล้ว มากกว่าเมล็ดทรายในท้องมหาสมุทรทั้งสี่ ตลอดจนเบื้องสูงทั้ง ๑๖ ชั้นฟ้า ๑๕ ชั้นดิน คุณบิดามารดา คุณครูบาอาจารย์
ผู้มีพระคุณทุกท่าน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย เจ้าที่เจ้าทาง เจ้าป่าเจ้าเขา เจ้าบ้านเจ้าเรือน ตลอดจนทุกท่าน ที่ไม่ได้กล่าวนามมาก็ดี ข้าพระพุทธเจ้าขอเอาธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ ที่บิดามารดาได้ปรุงแต่งให้ เบื้องบนสูงสุด ปลายเส้นผม ลงมาเบื้องต่ำ ถึงกลางฝ่าเท้า เบื้องต่ำจากกลางฝ่าเท้าขึ้นไปจนถึงปลายเส้นผม เนื้อ หนัง เส้นเอ็น กระดูก ตลอดจนหนังกำพร้า ขออธิฐานเป็นกำแพงแก้ว ๗ ชั้น
ป้องกันมาร ในระหว่างข้าพระพุทธเจ้าสร้างบารมี เพื่อความรู้แจ้งแทงตลอด ในอรรถ ในธรรม
ของพระพุทธองค์ ท่านทั้งหลายที่เป็นมาร ข้าพระพุทธเจ้าขอให้ถอยออกไปร้อยโยชน์แสนโยชน์
อย่ามาเป็นมารของข้าพเจ้าอีกเลย ข้าพระพุทธเจ้าขอถวายสังขารนี้ เป็นพุทธบูชา ธัมมะบูชา สังฆะบูชา ข้าพระพุทธเจ้าจะสร้างบารมี ตามรอยพระบาทของพระพุทธองค์ ตั้งแต่ปัจจุบันนี้จนถึงพระนิพพานข้างหน้า แม้นสังขารของข้าพระพุทธเจ้าจะแตกดับไป ด้วยอำนาจของอิทธิฤทธิ ขอให้ดวงจิตและดวงวิญญาณของข้าพระพุทธเจ้า เข้าสู่พระนิพพานทันที หากแม้นว่าข้าพเจ้ายังต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร ขอความลำบากที่จะเกิดขึ้นกับ ธาตุ กาย ใจ วิญญาณ จิต ของข้าพเจ้า อย่าได้มีอีกต่อไปเลย ขออำนาจของบุญฤทธิ์ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จงปกป้องคุ้มครองรักษาให้ข้าพเจ้าจงพ้นและชนะมารทั้งปวง ขอให้ข้าพเจ้าทำกิจได้สำเร็จทุกประการ สมดังคำอธิษฐาน ให้บรรลุธรรมในกาลปัจจุบัน ในอนาคตเบื้องหน้าและเบื้องโน้นด้วยเทอญ สาธุ สาธุ สาธุ ( กราบ ๓ ครั้ง ) (คำอธิษฐานก่อนสวดมนต์)
อิมินา สักกาเรนะ ตัง พุทธัง อะภิปูชะยามิ อิมินา สักกาเรนะ ตัง ธัมมัง อะภิปูชะยามิ
อิมินา สักกาเรนะ ตัง สังฆัง อะภิปูชะยามิ (คำบูชาพระรัตนตรัย)
อะระหังสัมมาสัมพุทโธภะคะวา พุทธังภะคะวันตังอะภิวาเทมิ (กราบ)
สะวากขาโตภะคะวะตาธัมโม ธัมมังนะมัสสามิ (กราบ)
สุปะฏิปันโนภะคะวะโตสาวะกะสังโฆ สังฆังนะมามิ (กราบ) (บทกราบพระรัตนตรัย)
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ( ๓ ครั้ง ) (นมัสการพระรัตนตรัย)
วันทามิ พุทธัง สัพพะเมโทสัง ขะมะถะเมภันเต วันทามิ ธัมมัง สัพพะเมโทสัง ขะมะถะเมภันเต
วันทามิ สังฆัง สัพพะเมโทสัง ขะมะถะเมภันเต (ขอขมาพระรัตนตรัย)
พุทธัง สะระณังคัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิพุทธัง สะระณังคัจฉามิ ทุติยัมปิธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ทุติยัมปิสังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ตติยัมปิพุทธัง สะระณังคัจฉามิ ตติยัมปิธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ตติยัมปิสังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ปาณาติปาตา เวระมณีสิกขาปะทัง สะมาทิยามิ อะทินนาทานา เวระมณีสิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
กาเมสิจฉาจารา เวระมณีสิกขาปะทัง สะมาทิยามิ มุสาวาทา เวระมณีสิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมณีสิกขาปะทัง สะมาทิยามิ (สมาทานศีล ๕)
@ โอมศิษย์ ก้มนำพ่อก่อนำครู เห็นฮอยพ่อก้มดู เห็นฮอยครูศิษย์ก้มกราบ
ผู่ข่าบ่ได้ประมาทครู ครูอาบใต้ศิษย์บ่ได้อาบเหนือ สาธุ
@ นะโมตัสสะแก้ว อุอะเป็นที่เพิง พันเตหมายเพิงเจ้า คุณพระแก้วหน่วยสาม
อันวาศัตรูนั้นให้หายเสียหนีหลีก อย่าให้มาอยู่ข้างคิงผู่ข่า สิ่งใดเกตตะผม เกตเกล้า
ได้ทานดอกมาลา มีรักษาศีลฮูงเฮียง จิตใจผู่ข้าฉลองบูชาธรรม แห่งองค์พุทโธเจ้า
โธโสพร้อม โมโหปิตุมา โจรังพร้อม กำมังย้ายสิ่ง สิทธิลาโลพร้อม ไชโยองค์ประเสริฐ
มังคะละเลิศล้ำแก่ผู่ข้า ทุกคนทุกตนก็ข้าเทอญ (ธรรมบูชาพระพุทธเจ้าของพ่อวิสุทธิ์ มธุรส)
@ พุทโธเป็นบันแก้ว ตั้งแห่งบังตน ธัมโมให้มาบังแหวดระวังแวดล้อม
สังโฆเจ้าว่าบุญเป็นที่เพิง พุทโธอยู่หลัง ธัมมังอยู่หน้า ผู่ข่าอยู่กลาง พระบางอยู่เกล้า
พระเจ้าอยู่หัว พุทโธพุทธัดกำจัดออกไป อย่าเข้ามาใกล้เสนามณฑล ธัมโมธัมมัด กำจัด
ออกไป อย่าเข้ามาใกล้เสนามณฑล สังโฆสังฆัด กำจัดออกไป อย่าเข้ามาใกล้เสนามณฑล
(อาราธนาธรรมรักษาตัวของแม่คำมุล มธุรส)
@ โอมศิษย์ โอมทรงศิษย์ ขอได้ทรงอาสน์ ศิษย์บ่ได้ประมาทครู เห็นฮอยครูศิษย์ก้มกราบ
ครูอาบใต้ ศิษย์บ่ได้อาบเหนือ ศิษย์นำพ่อก่อนำครู
สาธุ สาธุ สาธุ ฝูงข้าทั้งหลาย ขอโอกาสอาราธนา รุกขาเทพเจ้าทั้งหลาย ทั้งพระอินทร์ พระพรหม พระยายมราช พระเสตตะปะ พระมหาปะถานเจ้าทั้งหลาย ทั้งสิปแปดพระคัมภีร์ พระสังขีนี พระลีพังคะ จงได้เสด็จมานิยมสมพร แห่งฝูงข้าทั้งหลาย ฝูงข้าทั้งหลายเหล่านี้ มีใจศรัทธา มีมาลา ยังดอกไม้ หอมฮวยเฮ้า มาบูชาแห่งพระธรรมเจ้าทั้งแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์
ขอให้พระองค์จงได้เสด็จมานิยมสมพร แห่งฝูงข้าทั้งหลาย ฝูงข้าทั้งหลายเหล่านี้ ขอพึ่งคุณพระพุทธ ขอพึ่งคุณพระธรรม ขอพึ่งคุณครูบาอาจารย์ ฝูงข้าทั้งหลายเหล่านี้ จึงเลือก สาธุ สาธุ
อิมินา อิมินา อิมินา อะระหัง สะวากขาโต สุปฏิปันโน
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ ( ๓ จบ )
สัคเค กาเม จะ รูเป คิริสิขะระตะเฏ จันตะลิกเข วิมาเน ทีเป รัฏเฐ จะคาเม ตะรุวะนะ คะหะเน เคหะวัตถุมะหิ เขตเต ภุมมา จายันตุ เทวา ชะละถะละ วิสะเม ยักขะคันธัพพะนาคา ติฏฐันตา สันติเก ยัง มุนิวะระจะนัง สาธะโว เม สุณันตุ ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมพะทันตา (๓จบ)
ฝูงข้าทั้งหลายเหล่านี้ จึงเรียกว่า พุทธะบูชา ธัมมะบูชา สังฆะบูชา ขอบูชาคุณพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ขอบูชาคุณพระธรรมทุกบท ขอบูชาคุณพระอริยะสงฆ์ทุกท่าน ขอให้พระธรรมจงได้เสด็จลงมา นิยมสมพร แห่งฝูงข้าทั้งหลาย ฝูงข้าทั้งหลายเหล่านี้ ขอโอกาสอาราธนาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พระธรรม พระอรหันตาเจ้าทุกท่านทุกองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกท่านทุกองค์ พระอนาคามี พระสกิทาคามี พระโสดาบัน คุณบิดามารดา คุณครูบาอาจารย์ คุณพระฤาษีตาไฟ คุณพระฤาษีนารอท คุณพระฤาษีที่มีฤทธิ์ทั้งหมด เชิญทั้งเทพดาเจ้าทั้งหลาย จงได้เสด็จลงมา นิยมสมพร แก่ฝูงข้าทั้งหลาย ฝูงข้าทั้งหลายเหล่านี้ จึงเรียกว่า ติเย มัตตะนัง พุทธะตึงตัง ธัมมะตึงตัง สังฆะตึงตัง ขออัญเชิญพระอรหันตาเจ้าทุกพระองค์ จงได้เสด็จลงมาตรัสส่องแจ้งสอระญาณในขอบฟ้าและแดนดิน อุอะอาระหัง พุทธะนิมนต์ ธัมมะนิมนต์ สังฆะนิมนต์ มนต์ มนต์ มนต์ พุทโธ พุทโธ พุทโธ ธัมโม ธัมโม ธัมโม สังโฆ สังโฆ สังโฆ รวยๆๆ (ธรรมฤาษีบรมครู )
@ นะโมพุทธายะ นะมะนะอะ นอกอนะกะ นอออนออะ นะอะกะอัง อุมิอะมิ มะหิสุตัง
สุนะพุทธัง อะสุนะอะ ( หัวใจพระเจ้า ๕ และ ๑๖ พระองค์ หัวใจธรรมแปดห้อง)
@ สะสะ อิอิ พะโอมะ ติดสะวะโต ปักขิยะธัมมา เทวะสิติธัมมา ปะมัตติโน ปัญญาเสตถัง
ปัญรัตตินัง ปัญโอภาโส ปะวัฏทันตุ ( อ้อเรือนธรรม )
@ นะมะอะอุ อุอะมะนะ มะอะอะนะ นะอุอะมะ อะอุนะมะ มะนะอุอะ อุนะมะอะ
อะมะนะอุ ( ตั้งธาตุทั้ง ๔ )
@ นะมะพะทะ ทะพะมะนะ (น้ำ๑๒) มะพะทะนะ นะทะพะมะ (ดิน๒๑)
พะทะนะมะ มะนะทะพะ (ไฟ๔) ทะนะมะพะ พะมะนะทะ (ลม๖) (ธาตุธรณี)
@ อุทะพะมะ นะมะพะทะ ทะอุนะทะ พะมะมะ นะอุอะพะ ทะนะมะอุ ทะนะมะ
พะมะทะนะ พะอุทะนะ มะพะ @ อะอุมะนะ มะอะนะอุ นะมะอุอะ อุนะอะมะ
มะอะนะอุ อะอุมะนะ อุนะอะมะ นะมะอุอะ ( ปั่นธาตุ )
@ นะมะนะอะ อุนะอุมะ มะนะมะอุ อะมะอะนะ ( ธาตุแก้วทั้ง ๔ )
@ สาธุ สาธุ สาธุ อรหังสัมมา ข้าพเจ้าจะขออาราธนาถดเอา คุณพระบิดา คุณพระมารดา
คุณครูบาอาจารย์ คุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ พร้อมทั้งคุณพระพุทธเจ้าทุกตนทุกองค์ คุณพระอรหันตาทุกท่านทุกองค์ พร้อมทั้งคุณพระศรีอาริยะเมตตรัย ผู้ที่สำเร็จพระอรหันตา
ทุกท่านทุกองค์ นะคุณอาโปธาตุ มะคุณปฐวีธาตุ ทะคุณวาโยธาตุ พะคุณเตโชธาตุ พร้อมทั้งคุณแก้ววิเชียรไฟ ๔ พร้อมทั้งคุณแก้วธัมมะราชลม ๖ พร้อมทั้งคุณแก้วมณีโซติน้ำ ๑๒ พร้อมทั้งคุณแก้วไพฑูรย์ดิน ๒๑ พร้อมทั้งท้าวบุญสงองค์คุลิ พร้อมทั้งแม่ญาน้อย นางธรณี ผู้คำนำให้กิน
คำดินให้อยู่ พร้อมทั้งพระธรรม พระธาตุ พระเกตุ พระธรณีทั้ง ๔ พร้อมทั้งคุณพระธรรม ให้เสด็จลงมาดลบันดาลให้ตัวตนของผู่ข่าพระเจ้านี้ ศักดิ์สิทธิ์ มีอิทธิฤทธิ์ มีอาถรรพ์ บัดเทอญ
( ระลึกถึงคุณครูบาอาจารย์ )
@ อะอุอุอะ อะนะนะอะ อะมะมะอะ อรหังสัมมา ข้าพเจ้าขอโอกาสอาราธนาเอาแก้ววิเชียรดวงประเสริฐ อันเทพพะดาเจ้าเก็บรัดรักษาไว้อยู่เบื้องบน จงเสด็จลงมาตั้งอยู่บนหัวของข้าพเจ้าในกาละบัดนี้ ก็ข้าเทอญ
@ อรหังสัมมา ข้าพเจ้าขอโอกาสอาราธนา เอาแก้วธัมมะราชสีเขียวอันประเสริฐ กว่าแก้วทั้งหลายในชมพูทวีป ขอจงเสด็จลงมาตั้งอยู่ในหัวใจของข้าพเจ้า ขอให้ข้าพเจ้ารู้แจ้งในพระภาวนาและโลกุตตะระธรรมทั้ง ๙ ของพระเจ้า ขอให้มีจิตกว้างขวางในขันธ์ทั้ง ๕ แห่งจิตของข้าพเจ้าในกาละบัดนี้ ก็ข้าเทอญ
@ อรหังสัมมา ข้าพเจ้าขอโอกาสอาราธนา เอาแก้วมณีโซติ ของพญายักษ์ เก็บรักษาไว้ในป่าหิมพาน จงเสด็จลงมาตั้งอยู่ในท้องของข้าพเจ้า ในกาละบัดนี้ ก็ข้าเทอญ
@ อรหังสัมมา ข้าพเจ้าขอโอกาสอาราธนาเอาแก้วไพฑูรย์ดิน ๒๑ ของพญายักษ์ ย่านางพันธุรัตน์เจ้า เอารักษาไว้ในถ้ำสัจปัญยะนะคูหา ขอให้เสด็จลงมาตั้งอยู่บั้นเอวและแข้งขา ตลอดทั้งกายาของข้าพเจ้าในกาละบัดนี้ ก็ข้าเทอญ (อาราธนาเอาดวงธรรม)
@ อิติปิโสภควา ข้าพเจ้าจะขออัญเชิญพระพุทธเจ้ามาอยู่เหนือเกล้าเหนือผม ขออัญเชิญพระธรรมมาเป็นแท่นบัลลัง ขออัญเชิญพระอริยะสงฆ์พร้อมทั้งพระอรหันตาทุกท่านทุกองค์มาเป็นเกาะป้องกันเป็นกำแพงแก้วทั้ง ๗ ชั้น ขออัญเชิญพระปัจเจกะพุทธเจ้ามาเป็นบารมี ขออัญเชิญพระอนาคามี พระสกิทาคามี พระโสดาบันมาเป็นองค์ศีลองค์ธรรมรักษา ธาตุ กาย วิญญาณ จิตของข้าพเจ้า ทุกรูขุมขน ข้าพเจ้าจะขอเชิญปู่ฤาษีผู้มีฤทธิ์มาเป็นเดช ขอเชิญเทวดาทั้งหลายมาฟังธรรมพร้อมทั้งหลายมาอวยพรชัย ขอเชิญพระพรหมมารักษาอยู่ข้างหน้า ขอเชิญพระอิศวรมาอยู่บ่าซ้าย ขอเชิญพระนารายณ์มาอยู่บ่าขวา ขอเชิญพระคงคามาเป็นน้ำลาย ขอเชิญพระพายมาเป็นลมปาก ขอเชิญพระยานาคมาเป็นสร้อยสังวาล ขอเชิญพระกาฬมาเป็นดวงใจ ข้าพเจ้าจะทำการสิ่งใดๆขอให้ประสิทธิ เม แห่งตัวข้านี้ทุกเมื่อ เทอญ สาธุ สาธุ สาธุ อาราธะนัง กะโรมิ (เชิญครู)
@ ทิศาปาโมกขัง อาจาริยัง เอหิธะนะ นะโมพุทธยะ วันธะนังสิทธัง อะ อา อิ อี อุ อู เอ แอ ไอ ใอ เอา อำ อะ เอหิ ทรงอัขระทั้ง ๔๔ ตัว โอมทรง สิทธิทรงทรง มหาทรง ทรงคาถาทุกตัว สวาหะ
เอสายัตติ เอหิพุทธังสะระณังคัจฉามิ เอหิธัมมังสะระณังคัจฉามิ เอหิสังฆังสะระณังคัจฉามิ เอหิพุทธะคุณนังสะระณังคัจฉามิ เอหิธัมมะคุณนังสะระณังคัจฉามิ เอหิสังฆะคุณนังสะระณังคัจฉามิ
เอหิพุธังปาระมิ เอหิธัมมังปาระมิ เอหิสังฆังประมิ เอหิจิตตัง เจตะสิกกัง พุทธังสิทธิ วาจังประสิทธิ เม ธัมมังสิทธิวาจังประสิทธิ เม สังฆังสิทธิวาจังประสิทธิ เม
@ โอมสูบสูบ กูจักสูบเอามนต์ในปาก กูจักสูบเอานาคคอดำ กูจักสูบเอามนต์เพื่อนยำแม้นไฟเดือนห้า กูจักสูบเอามนต์เพื่อนกล้าทานฟ้าโรงติดกัน อมสะโหมติด อมเจียก กูจะเรียกฝูงหมู่พญามนต์ กูเทียวกูจะผูก (สูบมนต์)
@ พุทโธ คือ พระอรหัง ขอให้ข้าพเจ้ามีฤทธิ์ พระอรหัง (ขอฤทธิ์ )
@ อิเมสังเทวะตา อานุภาเวนะ อิเมสังอินทรานัง อานุภาเวนะ อิเมสังพรหมานัง อานุภาเวนะ
พุทธานังอานุภาเวนะ ธัมมานังอานุภาเวนะ สังฆานังอานุภาเวนะ เชยยะมังคะลังอิเมสุ สวาหายะ
@ มามัง ชิเม สะหะมาเรมะ ( ๓ จบ )
@ โอมสูบสูบ กูจักสูบเอาไม้นัดในปาก กูจักสูบเอานาคตัวดำ กูจักสูบเอาไม้นัดเพื่อนยำไฟเดือน ๕ กูจักสูบเอาไม้นัดเพื่อนกล้าปานฟ้า กูจักสูบเอามหาเงิน กูจักสูบเอามหาทอง กูจักสูบเอามหาโชค กูจักสูบเอามหาลาภมหาชัย กูจักสูบเอาธาตุกายสิทธิ์ กูจักสูบเอามนต์ กูจักสูบเอาฤทธิ์
กูจักสูบเอาบารมี อมสะวะโหมติด (เรียกอักขระเข้าตัว)
@ สิเรพุทธะวะโรเสฏโฐ ละลาเฏธัมมะมุตตะโม ติงสะปาระมิโยปิฏเฐ ทะเวอังษาอัคคะสาวะกา พระพุทธะคุณนัง พระธัมมะคุณ พระสังฆะคุณนัง ปุมุตุยุ สัพเพพุทธา นะมามิหัง ชัยยะโสตถิง ภะวันตุ เม
@ สิโรเมพุทธะเทวัญจะ ละลาเฏพรหมะเทวะตา หัทธะยังนารายะกันเจวะ ทะเวหัตเถจะปะระเมสุรา ปาเทวิษณุกัญเจวะ สัพพะกัมมา ประสิทธิ เม (ขอพรเทวดา)
@ อุกาสะ อุกาสะ อุกาสะ นะโมพุทธายะ นะมะพะทะ ทะทะทะ อัดทะทะ อัดทะทะ อัดทะทะ อัดทะทะ อัด อัด พุทโธ พุทโธ พุทโธ พุทโธมะ พุทโธมะ พุทโธมะ ธัมโมมะ ธัมโมมะ ธัมโมมะ
สังโฆมะ สังโฆมะ สังโฆมะ กูจะปะสะผีร้ายทั้งหลาย ผีอยู่ ผีตาย พรายอยู่ พรายเน่า กูนี้เป็นลูกพ่อเจ้าพระฤาษี องค์แก่กล้าดวงประเสริฐองค์ธรรม ขอนิมนต์มาเหยียบผีร้ายทั้งหลาย ผีอันตรายต่างๆ ให้เหยียบมอดตายไปจากคนของกูเสียมื้อนี้ วันนี้ ยามนี้ ปะสะติทะ ปะสะติทะ ติเพิก ติเพิก
เพิก (ปลุกธรรม)
@ พระพุทธะเก พระอิติกุลังตัง พระพุทธัง จงมาเป็นหนังแห่งตัวข้าพเจ้า พระธัมมังเก พระอิติกุลังตัง พระธัมมังจงมาเป็นเนื้อแห่งตัวข้าพเจ้า สังฆะเก พระอิติกุลังตัง พระสังฆังจงมาเป็นกระดูกแห่งตัวข้าพเจ้า กะระมะถะ กิริมิถิ กุรุมุถุ เกเรเมเถ คือ สังวานเพทขององค์สมเด็จพระพุทธเจ้า จงมาสวมแห่งตัวข้าพเจ้า สังวิทาปุกะยะปะ จงมาเป็นกำแพงแก้วล้อมตัวข้าพเจ้าให้มั่นคง พระพุทโธจงมาเป็นลมหายใจ เข้าและออก แห่งตัวข้าพเจ้า พุทธะสังฆังกะโลเก อุมะอะปิด จงมาเป็นมงกุฎเพชร คาดตัวข้าพเจ้าในเภาวันนี้ อิติปาระมิตาติงสา อิติสัพพัญญูมาคะติงโททิ
มะนุสสะโต อิติปิโส จะเตนะโม จงมาเป็นรัศมีสง่าและราศีของตัวข้าพเจ้า ตะมัตถังปะกาเสนโต
สัตถาอาหะ จงมาเป็นอำนาจแห่งตัวข้าพเจ้า พระธรณีเจ้าจงมาห่อยลองเท้าข้าพเจ้าให้มั่นคง หนุมานะ นะสังขาตัง คือ กำลังหนุมาน จงมาเป็นกำลังแห่งตัวข้าพเจ้าในเภาวันนี้ เหวตสะพุทสะ คือ
หัวใจพระยาเวสสุวรรณ จงมาเป็นหัวใจแห่งตัวข้าพเจ้าในเวลานี้ พุทธังอัดโทปัดติคา คือ อภินิหารขององค์สมเด็จพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ที่ข้าพเจ้าได้กระทำมาแล้วแต่หนหลัง ข้าพเจ้าขอโอกาสอาราธนาพระสงฆ์อันศีลบริสุทธิ์จงเข่ามานั่งตั้งพิธี ตักน้ำมาแดะสะโบกโขระนี ( เรียกพระเจ้ารักษา )
@ อุกาสะ อุกาสะ ข้าจะขอภาวนาพระไตรลักษณ์เจ้านี่ ขอพระพุทธเจ้าจงมาเป็นที่เพิงแก่ข้านี้เถิด ( กราบ ๑ ครั้ง )
อุกาสะ อุกาสะ ในที่นี่ข้าจักปฏิบัติบูชาตามคำสอนของพระสัพพัญญูของพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ ข้าจักขอเอาอย่างพระลักษณะพระไตรรัตน์สรณะเจ้า อันมีในกงจักรแห่งพระบาทบาทา
ของพระพุทธเจ้าทั้งคู่ จงมาเกิดอยู่ในจักษุทวาร ในมะโนทวาร ในกายทวารแห่งข้าพเจ้า ในขณะเมื่อข้าพเจ้านั่งภาวนา แดนใดแลข้าพเจ้ายังบ่ได้ยังลักขะณา พระไตรลักษณ์เจ้าอันมีในกงจักรแห่งพระพุทธเจ้านี่นา ก็ขอให้ได้รู้ได้เห็น แม้นว่าข้าพเจ้าจะร่ำรวย มีทรัพย์สินเงินทอง ข้าทาสบริวาร เพียบพร้อมแล้วก็ตาม ชีวิตแห่งข้ายังค่อยเป็นไป ข้าก็จักค่อยกระทำเพียรปฏิบัติ ขอเอายัง
พระไตรลักษณ์ อันมีในกงจักรพระบาทบาทา แห่งพระพุทธเจ้าทั้งคู่ จงมาเกิดอยู่ในจักษุทวาร ในมโนวาร ในกายทวาร แห่งตัวข้าพเจ้านี้แท้ดีฦา แล้วข้าจะค่อยภาวนาไปว่า โลกุตตะรังธัมมานัง (๓ จบ ) ขอพระธรรมเจ้าจงมาบังเกิดปรากฏแก่ จักษุทวาร มโนทวารและกายทวาร แห่งข้าพเจ้านี้ เทอญ นิพพานปัจจะโย โหตุ
นะวัดถู พะคะทิพพะปัญญา อุป๊ะปา ทิเสสา นิพพานะ ทาตุ ยาจาตุ ราลิยะสัจจา สัมมาสัมมะญาณ นะวัดภูวิภัง พะคะทิพพะปัญญา อุป๊ะปา ทิเสสา นิพพานะ ทาตุ ยาจาตุ ราลิยะสัจจา สัมมาสัมมะญาณ วิมุตโตติ วิทันญาณะ วัดถูวิภัง คะทิพพะปัญญา อุป๊ะปา ทิเสสา นิพพานะ ทาตุ ยาจาตุ ราลิยะสัจจา สัมมาสัมมะญาณ วิมุตโต
เทวะโว พุทโธ สิริสิทธิคูรุ เทพาพันธะอารักขาเทวา ยักขามะมะ อิสะรุญาณ เอเทติเหเห ทิปัญญา อิสะระคูรุ โพนำ มะหเตโชวิชาสัมประชาโน พุลิปัญโยโส อุป๊ะปา ทิเสสา นิพพานะ ทาตุ ยาจาตุ ราลิยะสัจจา สัมมาสัมมะญาณ วิมุตโต อะนุปะปา ทิเสสา นิพพานะ ทาตุ ยาจาตุ ราลิยะสัจจา สัมมาสัมมะญาณ วิมุตโต อะนุปะปา ทิเสสา นิพพานะ ทาตุ ยาจาตุ ราลิยะสัจจา สัมมาสัมมะญาณ วิมุตโต
เนวะเสกขานาเสกขาเตโชวิชาสัมปะชาโน ภูริปัญโญ ทิพพะจักขุญาณ นะสัมพะยุตตะกา
บุพเพนิวาสาสะญาณ นะสัมมะยุตตะกา อิทฐี ฤทธี วิธี วิญญาณ นะสัมพะยุตตะกา ทิพพะโสตาญาณ นะสัมปะยุตตะกา ปาละจิตตาญาณ นะสัมปะยุตตะกา อาสาวะคะยะญาณประปา นะสัมปะยุตตะกา อาสาวะคะยะญาณปะปา นะสัมพะยุตตะกา
โลกุตตะรัง ฌานัง โลกุตตะรัง มัคคังฌานัง โลกุตตะรัง สติปัฏฐานังฌานัง โลกุตตะรัง สัมมัปปะทังฌานัง โลกุตตะรัง อิทธิปาทังฌานัง โลกุตตะรัง อินทริยังฌานัง โลกุตตะรัง พลังฌานัง โลกุตตะรัง โพชฌังคะฌานัง โลกุตตะรัง สัจจังฌานัง โลกุตตะรัง สัมมัชชะนังฌานัง โลกุตตะรัง ธัมมังฌานัง โลกุตตะรัง ขันธังฌานัง โลกุตตะรัง อายะตะนังฌานัง โลกุตตะรัง ธาตุงฌานัง โลกุตตะรัง สัมผัสสังฌานัง โลกุตตะรัง เวทะนังฌานัง โลกุตตะรัง สุญญังฌานัง โลกุตตะรัง เจตะนังฌานัง โลกุตตะรัง จิตตังฌานัง โลกุตตะรัง จิตตังฌานัง โลกุตตะรัง เจตะนังฌาฌานัง โลกุตตะรัง สุญญังฌานัง โลกุตตะรัง เวทะนังฌานัง โลกุตตะรัง สัมผัสสังฌานัง โลกุตตะรัง ธาตุงฌานัง โลกุตตะรัง อายะตะนังฌานัง โลกุตตะรัง ขันธังฌานัง โลกุตตะรัง ธัมมังฌานัง โลกุตตะรัง สัมมัชชะนังฌานัง โลกุตตะรัง สัจจังฌานัง
โลกุตตะรัง โพชฌังคะฌานัง โลกุตตะรัง พลังฌานัง โลกุตตะรัง อินทริยังฌานัง โลกุตตะรัง อิทธิปาทังฌานัง โลกุตตะรัง สัมมัปปะทังฌานัง โลกุตตะรัง สติปัฏฐานังฌานัง โลกุตตะรัง มัคคังฌานัง โลกุตตะรัง ฌานัง (ธรรมอิทธิฤทธิ์สำเร็จลุน)
@ ปัญญา จิตตัง เสน่หังพันทัง สะวะหุม ฆะเตสิ ฆะเตสิ กึงการะนา ฆะเตสิ อะหังปิตตัง ชานามิ ชานามิ อย่านะ อย่านะ พุทธัง ศัตรูจังงัง โจรังพันทัง สะระณังคัจฉามิ อย่านะ อย่านะ ธัมมัง ศัตรูจังงัง โจรังพันทัง สะระณังคัจฉามิ อย่านะ อย่านะ สังฆัง ศัตรูจังงัง โจรังพันทัง สะระณัง คัจฉามิ สาธุพระพุทธัง สักหนังหุ้มตัว พระเจ้าอยู่หัว ชะนะมะอะอุ สาธุพระธัมมัง สักหนังหุ้มตัว พระเจ้าอยู่หัว ชะนะมะอะอุ สาธุพระสังฆัง สักหนังหุ้มตัว พระเจ้าอยู่หัว( ปราบมารผาบหัวใจโจร)
ชะนะมะอะอุ อาปาเตวะทุชังอุรังวะสะหะ ( ปลุกวิชา)
@ อมมะโล อมมะลัง วัตตังวะระโท อะนุตตะโล ธัมมะวังรัง อะเทสายิ อัคคายัดสา ปัดชารัตติ อมหิเกวะโมคคะลายันติ (ไล่ปอบ)
@ เอหิภูตัง อะหังภูโต จะตุโภตัง อะหังภูโต เรียกเงิน เรียกทอง เรียกโชค เรียกลาภแก้ววิเศษ
เอหิมะมะ เอหิมามา มาหาตัวข้าพเจ้า เอหินะโมพุทธายะ เอหิมะมะ เอหิมามา โอม เอหิ เอหิ
อุกาสะ อิมัง ปาราชิกัง มหาลาภัง มหาธานัง มหาโภคัง มหาเงิน มหาทอง มหาโชค มหาลาภ
นาโข วัทตัพโพ อากัจฉายะ อากัจฉาหิ เทวะมนุสสานัง มุทุกิจตัง เมตตาจิตตัง ปุริโสจิตตัง อิทฐีจิตตัง สัพเพชะนา พะหูชะนา มามิมามา เอหิ มามา นะเมตตา โมคคัลลานา พุทปราณี กกๆวิจะสายะ สัพพะเสน่หัง พุทโธสาริกาโย พุทธังสิโน จะภะกะสะ นะมะพะทะ พรัมมะกะโลโกสิ โนนารายณ์ การะวิกัง คันหะเสน่หะ สัพพะเสน่หัง สัพพะลาภัง สัพพะยัสสัง สัพพะสะรีรัง สัพพะสุขขัง ภะวันตุเม ยัดโน ยัดนัง ยัดตัง ยัดติ เอวัมปิ ปริวันตัง เอวังโหนตุ โอม ทรง สิทธิ ทรงทรง สวาหะ สวาโหม สิทธิกิจจัง สิทธิกัมมัง สิทธิลาโภ ชะโยนิจจัง เอหิ ธะนัง โภคัง มะมะ มามา อาคัจฉัยยะ อาคัจฉาหิ มะมะ มาทิมา มาตา วะปาริโต สันเต มานะ พัตเถ ปะระมัตธิโน มาติโน เทวะสังเฆหิ มานะ ฆาตัง นะมามิ นะมัสสามิ ติวาคะภะโธพุท นังสานุส มะวะเท ถาสัตถิ ระสามะ ทัมสะริ ปุโรตะ นุตอะโท วิกะโล โตคะสุ โนปันสัม นะระจะ ชาวิชโช พุทสัมมา สัมหังระอะวาคะภะโส ปิติอิ ชิวหา ยัง ยัง มะธุรัง วาจัง ชิวหา วาจันติ ผุสสิตตะวา จะสุนทะรัง ปิยาเยวะ ปิยันตุนา สิมพะลี จะ มหาเถโร เทวะตา นะระปูซิโต โสระโห ปัญจะยาทิมหิ มหาลาภัง กะโรนตุ เม ลาเภนะ อุตตะโม โหหิ โสระโห ปัญจะยาทิมหิ มหาลาภัง สะทาโสตถี ภะวันตุ เม ราชะปุตโต จะโยเถโร สิมพะลี อิติวิสสุโตลา เภนะ อุตตะโมโหหิ ยังยัง ชะนะปะทัง ยาติ นิคะเม ราชะธานิโย สัพพัตถะปูชิโต โหหิ เถรัสสะ ปาเทวันทามิ เถรัสสะ อานุภาเวนะ สัพพะลาโภ ภะวันตุ เม สิมพะลี นันทะ สิมพะลี เถรัสสะ เอตถะตัง คุณณัง สัพพะธะนัง สุปัตติ ถิตัง สาลิกาธาตุ พุทธะรูปัง อะหังวันทามิ สัพพะทา อิติบูชา จะ มหาราชา สัพพะเสน่หา อะระหังสัมมา สัมพุทโธ มามา ยาตรา ยามดี วันชัยมารศรี สวัสดีลาโภ นะโมพุทธายะ นาสังสิโม เงินทองไหลมาเทมา นะชาลีติ อุอากะสะ จัตตาโร สติปัฏฐานา จัตตาโร อิสะระปะโช สัมมาอาชีโว พระสังกัจจายให้ทรัพย์ พระสีวะลีให้ลาภ พระอุปคุตให้โชคให้ชัย ชนะเหล่าพญามารทั้งปวง ด้วยอำนาจปาระมีของพระพุทธเจ้า ทั้งหลายหาประมาณมิได้ ด้วยอานุภาพแห่งพระธรรม ด้วยอานุภาพแห่งอริยะสงฆ์ ขอความสวัสดีมีชัยจงบังเกิดมีแก่ข้าพเจ้า........................... ขอให้เพียบพร้อมด้วยทรัพย์ สิน เงิน ทอง ข้าทาสบริวาร ปัจจัยสี่ ครบถ้วน คำว่าไม่มีอย่าบังเกิดแก่ข้าพเจ้าอีกเลย เหล็กไหล แก้วสารพัดนึก ยืดได้เคลื่อนได้ อยู่คู่ผู้มีบุญปารมี มะอะอุ นะจงมาหา โมดลจิตดลใจให้ได้มา พุทนำพามา ธาให้ถึงหลัก ยะให้ถึงที่ ผู้มีปารมีเลิศล้ำ ปารมีสามสิบทัศ ปารมีของพระพุทธเจ้าทุกๆๆพระองค์ พระธรรม พระอริยะสงฆ์ พระอนาคามี พระสกิทาคามี พระโสดาบัน พร้อมทั้งคุณศิล คุณธรรม คุณเวทมนต์ กลคาถา พระฤาษี 108 ตน เทพเทพาอารักษ์ขา ข้าพเจ้ากล่าวอาราธนาอัญเชิญ เหล็กไหลธาตุกายสิทธิ์ แก้ว 7 สี มณี 7 แสง ฉัพพรรณรังสีขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าและเทพดาเจ้าทั้งหลาย จงเสด็จมา ณ สถานที่แห่งนี้ เพื่อช่วยเหลือ จองกิง จองกัง จองพันธะนัง จองเหล็กไหล อิสะวาสุ ( ธรรมเศรษฐี ปู่เจียม)
@ มะอะอุ สิวังพรหมมา จิตตัง จิตมนุษย์ทั้งหลายทั่วทั้งแผ่นดิน มานิมามา อาคัจฉันติ มีจิตมารักกูทุกคน อุอะมะ เกลื้อกล่อมกันมา อะมะอุ บูชากูอย่าได้ขาด สัพพะบูชา มหาลาภ มหาลาภัง ภะวันตุ เม มะอะอุ สิวังพรหมมา จิตตัง มานิมา จิตตังวา บุปผังวา เทวีวา ราชาวา เศรษฐีวา สะมะโณวา พราหมะโณวา อิตถีวา ปุริโสวา พาณิชโชวา พาณิชชาวา เอหิ เอหิ ปูชิตา อะหังวันทามิ สัพพะทา ( ธรรมเมตตา)
@ นะ ราชานัง เมตตาจิตตัง ทุสะมะนิ โม เทวีนัง เมตตาจิตตัง ทุสะมะนิ พุท ปุริสานัง เมตตาจิตตัง ทุสะมะนิ ธา อิตถีนัง เมตตาจิตตัง ทุสะมะนิ ยะ สัตตานัง เมตตาจิตตัง ทุสะมะนิ
@ นะชื่น โมชม พุทนิยม มหานิยม ธาชมชื่น ยะชูใจ พุทธังเมตตา ธัมมังเมตตา สังฆังเมตตา นะกาโร กะกุสันโท มะหิทธิโก มะหิทธิโส สะหัสสะเนตโต ทิพพะจักขุง วิโสธายะ โมกาโร โกนาคะมะโน พุทโธ มะหิทธิโก มะหิทธิโส สะหัสสะเนตโต ทิพพะจักขุง วิโสธายะ พุทธะกาโร กัสสะโปพุทโธ มะหิทธิโก มะหิทธิโส สะหัสสะเนตโต ทิพพะจักขุง วิโสธายะ ธากาโร โคตะโมพุทโธ มะหิทธิโก มะหิทธิโส สะหัสสะเนตโต ทิพพะจักขุง วิโสธายะ ยะกาโร อริยะเมตตรัยโย
มะหิทธิโก มะหิทธิโส สะหัสสะเนตโต ทิพพะจักขุง วิโสธายะ นะหน้ากูงามดังพระนารายณ์ โมโฉมฉายกูงามดังท้าวตรีเนตร พุทเกตุกูงามดังเทพอัปสร ธากรกูงาม คือ พระอิศวร ยะเป็นที่รักแก่คนทั้งหลาย สะวาหะสะวาโหม ติด ติด ติด ( เมตตาใหญ่ )
เมตตัญ จะ สัพพะโลกัสสะมิง มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง ( แผ่เมตตา)
แก้เคราะห์ ตัดกรรม สรรพเข็ญ สรรพเคราะห์ แล่นมาพานปู่แก้ ปู่ปัด สรรพลางแล่นมาข้อง ปู่แก้ปู่ปัด เข็ญแล่นต้องเถิงตนเข็ญคนต้องเถิงเนื้อ ปู่แก้ปู่ปัด ปัดอันฮ้ายให้หนี ปัดอันดีให้อยู่ โอมจินจักมึงมาฮ้องให้เป็นภัย หมาจังไฮมึงมาหอนให้เป็นโทษ มึงมาฮ้องประโยชน์สิ่งอันใด โอมสวหายะ ตั้งแต่นี้เมือหน้าอย่าได้มีศัตรูมาตัด เทวทัตอย่าได้มาพาน ฝูงมารอย่าได้มาใกล้ สรรพเข็ญฮ้ายขอให้พ่ายหนี สัพพะสิทธิ ภะวันตุ เต ฯ กัมมัสสะโกมหิ กัมมะทายาโท กัมมะโยนิ กัมมะพันธุ กัมมะปะฏิสสะระโณ ยัง กัมมัง กะริสสามิ กัลยาณัง วาปาปะกังวา ตัด"นะ หิ เวเรนะ เวรานิ สัมมันตีธะ กุทาจะนัง อะเวเรนะ จะ สัมมันติ เอสะ ธัมโม สะนันตะโน ตัด"ควรสวดบทอากาวัตตาสูตร ธัมมจักร เมตตาใหญ่
พิมพ์เป็นธรรมทาน โหรจักรวาล 089 - 9853139
1. นายวงศ์สถิตย์ พวงทอง 2. นายวิเชียร พวงทอง 3. นางวะภาวันดี พวงทอง
4.น.ส.สุดารัตน์ พวงทอง 5.น.ส.อมรรัตน์ ชัยกอง 6.นายพงศ์เทพ พวงทอง
7.นายวิสุทธิ์ มธุรส 8.นางคำมุล มธุรส 9.นายจงประเสริฐ มธุรส
10.นายคำพัน มธุรส 11.นายสุปัน มธุรส 12.นายประสิทธิ์ มธุรส13.นายพิชัย มธุรส พร้อมครอบครัว ผู้มีพระคุณ ญาติ เทวดารักษาบริวาร เจ้ากรรมนายเวร เชื้อโรค เทพเทวาอนุโมทนาบุญ พร้อมกัน สาธุ

พระคาถาชุมนุมเทวดา
โอม อุกาสะ ข้าพเจ้าขอระลึกถึง คุณพระพุทธทุกๆพระองค์ พระธรรมทุกบท พระอรหันตาทุกท่านทุกองค์ สาธุ สัคเค ข้าพเจ้าขออัญเชิญ มวลเทพเจ้าซึ่งสิงสถิต อยู่ในฉกามาพจรสวรรค์ กาเม อยู่ในกามภพ อนันตจักรวาล จะรูเป เทพเจ้าดำรงอยู่ในห้วงมหรรณพสิงพรเขตยุคนธร จันตะลิกเข เทพเจ้าอันแน่นหนาอยู่ในอากาศวิมาน อยู่ในวิมานมาศรัตมณเฑียร ทีเป เทพเจ้าอยู่ในเกาะเกียรน้อยและใหญ่ รัฏเฐ ข้าขออัญเชิญเทพยาดาเจ้าที่อยู่ในแว่นแคว้นทั่วประเทศทั้งท้าวสยามเทวราชอันเรืองฤทัย ทั้งพระจันทร์ พระอาทิตย์และเทพเจ้าประจำวัน ผู้ดำรงค์โลกราศรี ตะรุวะนะคะหะเน เทพเจ้าอยู่ในหม่ไม้ไพรพฤกษาศาล เคหะวัตถุ มหิ เขตเต เทพเจ้าอยู่ที่บ้านเรือนและไร่นาและที่บ้านหลังนี้ ภุมมา ข้าขอเชิญเทพยดาเจ้าที่อยู่ในภูมิประเทศทั่วขอบเขตจักรวาลมีพระภูมิเจ้าที่ ประจำที่แห่งนี่เป็นประธาน ชะละถะละวิสะเม เทพเจ้าที่อยู่ในน้ำและบนบกมิได้เสมอกัน ยักขะคันทัพนาคา ทั้งยักษาคนธรรพ์นาคราชผู้เป็นใหญ่ ที่ท้าวภุชงค์พระยานาคราชกรุงบาดาล เป็นประธาน ติฏฐันตาสันติเกยัง เทพเจ้าอยู่ที่เกาะแก่งแห่งตำบล มุนิวะระวะจะนัง ข้าพเจ้าขออัญเชิญพระฤาษีทุกแห่งหนอันศักดิ์สิทธิ์ ด้วยปรีชา มีพระฤาษีตาวัว พระฤาษีตาไฟ พระฤาษีนารอด พระฤาษีนาไลย พระฤาษีกไลยโกฏิ พระฤาษีสิงหดาบส พระฤาษีสัจจะพันธ์คีรี พระฤาษีมุนิดาบส พร้อมด้วยคุณครูบาอาจารย์ คุณบิดา มารดา คุณครูปัติยาย หลวงปู่ใหญ่ หลวงปู่คง หลวงปู่ทวด หลวงปู่โต หลวงปู่ศุข วัดมะขามเฒ่า วัดเขาอ้อจังหวัดพัทลุง และหลวงพ่อ หลวงปู่ผู้มีฤทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย เจ้าพ่อแผนเป็นประธาน สาธะโวเมสุณันตุ ข้าขอเชิญเทพยดาอันเรืองเดช ซึ่งสิงสถิตย์อยู่ในอมรพิมานเมศเมืองฟ้า ธัมมัสสะวะนะกาโ,อะยัมภะทันตา ธัมมัสสะวะนะกาโ,อะยัมภะทันตา ธัมมัสสะวะนะกาโลอะยัมภะทันตา ข้าพเจ้าขออัญเชิญท้าวเทเวศร์สิ้นขอบเขตจักรวาลจงมา ช่วยคนเอาบุญ แล้วขอเทพยดาพร้อมด้วยคุณครูบาอาจารย์ที่ได้อัญเชิญมาทุกองค์ จงกรุณาประจำอยู่ในพิธีทำการปลุกเสกพิทักษ์รักษา ป้องกันภัยอันตรายกันศัตรูหมู่มารภายนอก มารภายใน ช่วยดลบันดาลจิตใจ ของข้าพเจ้าทั้งหลายให้มีปัญญาสามารถ เฉลียวฉลาดในการปลุกเสกบรรจุคุณ ช่วยเกื้อหนุนบัญชาให้เทพยดารักษาอยู่ประจำองค์พระทุกองค์ ที่สร้างขึ้นในพิธี ขอท้าวภุชงค์นาคราชพร้อมด้วยบริวารในกรุงบาดาล จงกรุณาส่งเสริมอิทธิปาฏิหาริย์ และพุทธานุภาพ จงนำพระทั้ง 108 องค์ พระบรมสารีริกธาตุ แก้ววิเศษและธาตุเหล็กไหลกายสิทธิ์ เป็นต้น ที่ข้าพเจ้าเคยได้กระทำมา กลับคืนมาประดิษฐานไว้ที่นี่ เพื่อให้เกิดผลเป็นประจักษ์พยานปรากฏเป็นอัศจรรย์ แก่มวลเทพยาดาและมนุษย์ทั้งหลาย พระผงวิเศษทั้ง 84,000 องค์ รวมทั้งธาตุกายสิทธิ์ทั้งมวล ใครนำไปสักการะบูชาก็ให้ปรากฏผลเป็นที่พึ่งเป็นที่ระลึก นึกอะไรก็ให้สมความปรารถนาทุกประการ ขอจงอยู่อย่ารู้เสื่อมคลาย ช่วยกันสืบต่ออายุพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนถาวร ด้วยอำนาจบุญกุศลที่คณะข้าพเจ้าและมวลเทพยดาครูอาจารย์ช่วยกันบำเพ็ญในกาลครั้งนี้ จงเป็นปัจจัยส่งให้คณะข้าพเจ้าทุกคน ตลอดถึงคุณครู คุณอาจารย์ คุณเทพยดา จงประสพความสุขความเจริญ ประสพมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ พระนิพพานสมบัติ เกิดพบพระพุทธศาสนาเข้าถึง คุณพระทุกชาติ ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพานในอนาคตเบื้องหน้าโน้นเทอญ นิพพานะ ปัจจะโย โหตุ อนาคต เตกาเล ขอให้ข้าพเจ้าทั้งหลายและผู้ประพฤติดีทุกท่าน ทุกรูปทุกนาม จงมีความสุข ทั่วกันถ้วนหน้าทุกท่าน สาธุการก็ข้าเทอญ
ขึ้นต้นทางพุทธศาสตร์ และพระธรรมดวงแก้ว ๗ แล
สาธุ (สามที) อุกาสะ (สามที) แล้วว่า… ข้าพเจ้าจักขออาราธนาเอาด้วงแก้วเจ็ด คือ พระอุปจารสมาธิ และพระอุปัญณาสมาธิทั้งเก้าประการ สิบกับดวงแก้วทั้งสิบอันบังเกิดแต่พระพุทธเจ้า แต่พระธรรมเจ้า แต่พระปัจเจกโพธิ์เจ้า และอรหันตาเจ้า ขอให้ดวงแก้วทั้งเจ็ด จงเสด็จมาอยู่ในขันธ์ทั้งห้าแห่งผู้ข้าในกาลบัดเดี๋ยวนี้ก็ข้าเทอญ? แก้วมณีโชติพระยาจักรรักษาไว้ในป่าหิมพานต์ฯ แก้วมณีจินดาอยู่หัวใจพระยาเทวดารักษาไว้ที่สูง? แก้ววัชชิระ เพชระพระยานันทารักษาไว้ในถ้ำท่งเตง? แก้ววิเชียรพระยาพร้อมรักษาไว้ที่สูงกว่ากงแก้วพระยาอินทารักษาไว้ในตาวะติงสา?
แก้วมณีสิบประการพระยาจงรักษาไว้ ในป่าพิมหานต์อยู่สะดือ? แก้วมณีจินดาสองพระยา เทวดารักษาไว้ในที่สูงอยู่หัวใจ? แก้ววัชชิระเพชระสามประการ พระยานาครักษาไว้ในถ้ำท่งเตงอยู่คอ? แก้ววิเชียรสี่พระยาพรหมรักษาไว้ในที่สูงอยู่ง่อน? กงจักร์แก้วห้าพระยาอินทารักษาไว้ในตาวะติงสาอยู่ปาก? แก้วไพฑูรย์หกพระยานาครักษาไว้ในเมืองนาคอยู่หัวทั้งสอง? มะอะอุ นะอุอะ นะมะ แก้วมณีโชติอยู่หน้า แก้วไพฑูรย์อยู่อก อุมะนะ อะนะ มะอะอุ แก้วปัทธรรมราชอยู่หน้า แก้ววิเชียรอยู่หลัง อุณะโรปะบีสัตถาเว (สิทธิการิยะอาจารย์เจ้า ท่านยกมาจากพรหมวิหาร ให้เป็นทานแก่กุลบุตรทั้งปวง แก้วสิบหกยกเอาสี่ตัวพระเจ้าอยู่หัวตัวเดียวอย่าละ บุคคลผู้ใดแก้ได้จักได้พระนิพพานอย่างแท้จริงแล) นะอุนะ อะนะมะ บทนี้แก้วมณีโชติ มะอะมะ อุมะนะ บทนี้แก้วไพฑูรย์ อะมะอะ นะอะอุ บทนี้แก้วปัทธรรมราช อุมะอุ นะอุอะ บทนี้แก้ววิเชียรแล อะมะอะ นะอะอุ / นะอุนะ อะนะมะ
เมื่อเขาจะจับเราให้เอาสองบทนี้เข้าในตัวเราจับไม่ได้เลยแก้วทั้งสองลูกนี้จักรักษา อุ คือพี่ อะ คือตัวเรา นะ คือพ่อ มะ คือแม่แล ?
อะนะอะ มะอะอุ บทนี้เสกเป่าตัวกันได้สารพัดแล? นะอะนะ อุนะมะ/อุนะอุ มะอุอะสองบทนี้ภาวนาเจ็ดจบมักจักได้อันใดได้ดังใจ
นะอุนะ อะนะมะ บทนี้ภาวนาเวลาจะไปทางน้ำ มะอะมะ อุมะนะ บทนี้ภาวนากันผี อะนะอะ มะอะอุ บทนี้เสกด้ายมงคลกันไฟแล ?
อะ นะมะอะอุ / อุนะ อุมะ อุอะ / นะอุ นะอะ นะมะ / อุอะ อุนะ อุมะ สี่บทนี้ภาวนาเอาน้ำมากิน อยากได้อันใดภาวนาเอาได้ดังใจมัก
ถ้าจะทำการใดๆ หรือจะให้เป็นนกยาง ให้เสกด้วยอาโปธาตุ ร้อยเอ็ดคาบ เป็นนกยางได้แล ? ถ้าจะให้เป็นตั๊กแตน ให้เสกด้วยวาโยธาตุเป็นแล ? อาจารย์กล่าวไว้ว่าเส้นผมบังภูเขาให้แปลเอาไปให้ได้ถ้าบ่อได้ บ่อพ้นทุกข์แลท่านเอย ?
อะ มะ นะ อุ ธาตุน้ำ มะ นะ อะ อุ ธาตุไฟ อะ นะ มะ อุ ธาตุดิน มะ นะ อุ อะ ธาตุลม
อุนะ อะนะ มะนะ / อะอุ มะอุ นะอุ / นะมะ อะมะ อุมะ / มะอะ อุอะ นะอะ สี่บทนี้ให้เอาเข้าทั้งสี่บทแล?
นะอุ นะอะ นะมะ / มะนะ มะอะ มะอุ / อะมะ อะอุ อะนะ / อุอะ อุมะ อุนะ สี่บทนี้ให้เอาเข้าทั้งสี่บทแล ?
1. มะนะ อะนะ อุนะ อะนุ นะมะ มะอุนะฯ บทนี้ให้บริกรรมให้เป็นคนหนุ่ม ?
2. นะอะ อุอะ มะอะ อุอะ มะนะ นะอะอุ ฯ บทนี้บริกรรมให้เป็นคนแก่ ?
3. อะมะ อุมะ นะมะ นะมะ อะอุนะ มะอะอุ ? บทนี้บริกรรมให้เป็นตัวเล็กแล ?
4. นะอะ อุอะ มะอะ มะนะ อุอะ นะอะอุ ? บทนี้บริกรรมให้ตัวใหญ่แล ?
5. นะมะ นะอะ นะอุ อะอุนะ มะอะอุ ? บทนี้บริกรรมให้ตัวเป็นดีแล ?
6. อุนะมะอุ อะอุอะมะ นะนะมะอะ อุอะอุนะ ? บทนี้บริกรรมอึดใจคนไม่เห็น
7. อะนะ อะอุ อะมะ นะมะอะอุ มะอะอุ ? บทนี้บริกรรมให้ฝนตก
8. มะนะ มะอะ มะอุ มะนะ อุอะนะ มะอะอุ ? บทนี้บริกรรมหายตัว ?
9. มะนะอุอะ นะมะอะอุ มะนะอุอะ ? บทนี้บริกรรมให้ฝนตก ?
อะ อุ นะ มะ อะ นะ มะ อะ อะ มะ อุ นะ ธาตุลม-ไฟ อาจารย์เจ้าให้พิจารณาเอา ใครไม่ได้ก็ได้แต่เป็นลมเสียเปล่าแล ?
นะมะพะทะ ? น้ำ ทำน้ำมนต์ ? มะพะทะนะ ? ดิน ทำอยู่ยง ? พะทะนะมะ ? ไฟ ทำทวนไฟ ? ทะนะมะพะ ? ลม ทำความ ?
นะมะอะอุ นะมะพะทะ จะพะกะสะ โสสะอะนิ ? ธาตุน้ำ มะนะอุอะ มะนะทะพะ กะสะจะพะ กะสะ โสนิอะ ? ธาตุดิน
อะอุนะมะ พะทะนะมะ กะสะจะพะ อะนิโสสะ ? ธาตุไฟ อุนะมะอะ ทะพะมะนะ สะจะพะกะ นิอะสะโส ? ธาตุลม
สิทธิการิยะจะกระทำการใดๆ ให้รู้จักธาตุสี่จึงประเสริฐแล นะคือธาตุน้ำ มะคือธาตุดิน พะคือธาตุไฟ ทะคือธาตุลม ถ้าจะกระทำการใดๆ ก็ดี ถ้าวันอาทิตย์ วันจันทร์ ธาตุดินให้ทำที่ดิน วันพุธ วันพฤหัสบดีธาตุน้ำให้อยู่ที่น้ำ วันศุกร์ธาตุไฟให้ทำที่ป่าช้า วันเสาร์ธาตุลมให้ทำที่พระเจ้านิพพานพระวัสสาแล ? วันอาทิตย์ให้ทำเมื่อตะวันเที่ยง วันจันทร์ให้ทำเวลาเช้ามืด วันอังคารให้ทำเวลากลางคืน วันพุธให้ทำเวลาตอนนอนหลับ วันพฤหัสบดีให้ทำเวลาเย็น วันศุกร์ให้ทำเวลาไก่ขัน วันเสาร์ให้ทำเวลาวันเที่ยงแล ?
สิทธิการิยะอุปเทสหัวใจพระกรณี หรือธาตุกระกรณี ถ้าจะให้เป็นล่องหน ให้เอาวาโยธาตุถ้าจะให้เป็นจังงังให้เอาปัฐวีธาตุ ถ้าจะให้เป็นนกยางให้เอาข้าวสารมา แล้วเสกด้วยวาโยธาตุสิบเจ็ดคาบ ถ้าจะให้เป็นงูเห่าให้เอาปลาช่อนมาหนึ่งตัว แล้วเสกด้วยวาโยธาตุสิบคาบปลุกเสกด้วยปัฐวีธาตุ แล้วใช้ได้ตามใจชอบเทอญ ถ้าจะทำเป็นต่อ แตน ให้เอาใบมะขามหรือข้าวสารเสกด้วยวาโยธาตุสิบคาบเทอญ ถ้าจะทำไม่ให้คนเห็นเราทั้งกลางวัน กลางคืน ให้เอาต้นหิ่งหายมาแกะเป็นพระคว่ำสูงหนึ่งข้อมือแล้วลงด้วยหัวใจพระกรณี จึงปลุกด้วยธาตุสี่ จนพระนั้นลุกขึ้นนั่งจึงจะใช้ได้ ให้เอาพระนั้นอมไปเถิดมิเห็นตัวเราเลย ถ้าจะสะเดาะโซ่ตรวนขื่อคา ให้บ่ายหน้าไปทิศบูรพาเมื่อเที่ยงคืนจุดธูปถวายพระแล้ว ภาวนาด้วยธาตุสี่นี้ร้อยแปดคาบเป็นที่รักแล ถ้าจะกันไฟมิให้ไหม้มาถึงบ้านเราให้เสกน้ำด้วยธาตุทั้งสี่ แล้วเอาพรหมที่บ้านเราไฟมิไหม้ได้แล ถ้าจะไปทางใดให้ภาวนา ปัฐวีธาตุเถิด ไม่มีอันตรายเลย ถ้าจะให้อำนาจแก่คนทั้งหลาย ให้เอาเขี้ยวเสือมาฝนด้วยน้ำหอม เสกด้วยวาโยธาตุสิบคาบ มีอำนาจมากแล ถ้าจะเรียกปลาอยู่ในน้ำให้มาหาเรา ให้ภาวนาปัฐวีธาตุ อาโปธาตุสิบห้าคาบมาแล ถ้าจะเรียกสัตว์ป่าให้มาหาเรา ให้ภาวนาปัฐวีธาตุอาโปธาตุร้อยแปดคาบมาแล ถ้าจะสำแดงตัวให้เป็นภูเขา ให้ยืนตัวตรงภาวนาปัฐวีธาตุสิบหกคาบเทอญ ถ้าจะเรียกน้ำให้ขุดหลุมลึกหนึ่งศอก ภาวนาด้วยอาโปธาตุสิบแปดคาบมีน้ำผุดขึ้นมาให้เรากินแล ถ้าเราอดน้ำให้ระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า พระฤษี พระอินทร์ พระพรหม เทวดา มาช่วยภาวนาคาถาพระกรณีด้วยธาตุสี่ จะสำเร็จความปรารถนาทุกประการแล ถ้าจะบังเลื่อมให้เอากาฝากไม้ชุมแสง มาแกะเป็นรูปพระคว่ำ แล้วลงด้วยอักขระสี่นั้นแล้วปลุกด้วยธาตุสี่ จนพระลุกขึ้นนั่งเอาพระนั้นไปเทอญ ไม่มีอันตรายเลย ถ้าจะบังเลื่อมให้เอาต้นหิ่งหายที่เกิดกองฟอนผีให้เอาวันอังคารวันเสาร์ มาทำเป็นลูกประคำร้อยแปดลูกแก้วลงอักขระตัวละลูกเสกด้วยคาถาพระกรณี นั้น ร้อยแปดคาบจะไปทางไหนให้เอาลูกประคำนั้นใส่หัวคนไม่เห็นเลย? ต่อไปเป็นบทอักขระแล
อะอา อิอี อุอู เอโอ กะขะคะฆะงะ จัสสะชัช ฌะญะ รัฐถะฑะฒะณะ ตะถะทะธะนะ ปะผะพะภะพะ มะยะ ระละ วะสะ ทะฬะอัง ?
นะมะพะทะ นะ บทนี้ธาตุน้ำ มะพะทะนะ มะ บทนี้ธาตุดิน พะทะนะมะ พะ บทนี้ธาตุไฟ ทะนะมะพะ ทะ บทนี้เป็นธาตุลม ?
จะพะกะสะ พะกะสะจะ กะสะจะพะ สะจะพะกะ สี่บทนี้ธาตุไฟ จะสะกะพะ สะกะพะจะ กะสะจะพะ สะจะพะกะ บทนี้ธาตุมา
นะ ส หัส สา สี สมาธิยามิ นะ จิเจรุนิคัสสันติ อาอัสสะโสสูรยังนิพพานัง ? บทนี้ขับธาตุแล ?
มะ ส หัส สา สี สมาธิยามิ มะ จิเจรุนิ จะระติปัฐวีปัสสา โสหัตถะ ยังสีวัง ? บทนี้เรียกธาตุแล ?
พะ ส หัสสาสี สมาธิยามิ พะ จิเจรุนิ สะทะนะเตโช เอกัชชานัง ปะระมังยัตวา ? บทนี้ปลุกธาตุแล ?
ทะ ส หัสสาสี สมาธิยามิ พะ จิเจรุนิ สัมพุทธนังวาโย นิพพานัง พันธะปาณะกัง ? บทนี้ผูกธาตุแล ?
นะ มะ พะ ทะ น้ำ คือ บิดา รูปักขันโธ ฯ มะ พะ ทะ นะ ดิน คือมารดาเวทนาขันโธ ฯ ?
พะ ทะ นะ มะ ไฟ คือ จิต สัญญากขันโธ ฯ ? ทะ นะ มะ พะ ลมคือชีวิตสังขารักขันโธ ฯ ? จึงตั้งเป็นธาตุสี่ได้แล ?
นะ มะ พะ ทะ อนุโลม ? มะ พะ ทะ นะ ปฏิโลม ? พะ ทะ นะ มะ กลืนจักร์ ? ทะ นะ มะ พะ คลายจักร์ ?
นะ มะ พะ ทะ ดินหนุนน้ำมีลมเป็นที่สุด ทำให้เกิดฝนต่างๆ ? มะ ทะ นะ พะ ลมหนุนดินมีไฟเป็นที่สุด ทำให้เหือดแห้งหายไป ?
พะ ทะ นะ มะ ลมหนุนไฟมีดินเป็นที่สุด ทำให้ฉิบหาย ? ทะ พะ มะ นะ ไฟหนุนลมมีน้ำเป็นที่สุด ทำให้หาย ?
นะ พะ มะ ทะ ไฟหนุนน้ำมีลมเป็นที่สุดทำให้คงทน ? มะ ทะ พะ นะ ลมหนุนดินมีน้ำเป็นที่สุด ทำให้แคล้วคลาด ?
พะ มะ นะ ทะ ดินหนุนไฟมีลมเป็นที่สุด ทำให้มาทันใจ ? ทะ พะ มะ นะ ไฟหนุนลมมีน้ำเป็นที่สุด ทำให้เป็นทันใจ ?
พะ นะ ทะ มะ น้ำหนุนไฟมีดินเป็นที่สุด ทำให้เป็นจังงัง ? ทะ มะ นะ พะ ดินหนุนลมมีไฟเป็นที่สุด ทำให้เป็นอ่อนหวาน ?
มะ นะ ทะ พะ น้ำหนุนดินมีไฟเป็นที่สุด ทำให้พ้นภัยต่างๆ? ทะ พะ มะ นะ ไฟหนุนลมมีน้ำเป็นที่สุด ทำให้กลับไป ?
พระคาถาเหล่านี้ถ้าจะทำอย่างใดให้แต่งขันธ์ห้า ขันธ์แปด เสียก่อนจึงจะถูก จึงจะศักดิ์สิทธิ์แล ?
มะอะอุนะ มณีโชติ อะอุนะมะ ไพฑูรย์ อุนะมะอะ ปัทธรรมราช นะมะอะอุ วิเชียร มะอะอุนะ อะอุนะมะ อุนะมะอะ นะมะอะอุ / อุอะมะนะ นะอุอะมะ มะนะอุอะ อะมะนะอุ / อะอุมะนะ อุนะอะมะ นะมะอุอะ มะอุนะอะ อะมะอุนะ / อุอะนะมะ นะมะอุอะ มะนะอะอุ บทนี้เป็น ด้วยแก้วมณีโชติแก้ไพฑูรย์ แก้วปัทธรรมราช และแก้ววิเชียร แล
ต่อไปเป็นธาตุสี่แล มะอะอุ นะมะพะทะ นะอะอุ นะมะพะทะ นะมะอุ นะมะอะทะ นะมะพะ นะมะอะอุ นะมะพะทะ อัสสาสะ
ปัสสานะ นิสสาสะ นะมะอะอุ นะอุ มะอะ ?
บทนี้แก้วมณีโชติ มะอะอุ นะ มะนะอะอุ บทนี้แก้วไพฑูรย์ อะอุนะ มะ อะมะอุนะ บทนี้แก้วปัทธรรมราช อุนะมะ อะ อุอะมะนะ
บทนี้แก้ววิเชียรแล นะ มะ อะ อุ ฯ นามมิ มะ อะ อุ นะ ฯ นามมิ อะ อุ นะ มะ ฯ นามมิ อุ นะ มะ อะ ฯ นามมิ
1. มะอะอุ นะ นะอุอะมะ อะอุนะมะ อะอุมะนะ นามมิ
2. อะอุนะ มะ มะนะอุอะ อุนะมะอะ นะอุอะมะ นามมิ
3. อะนะมะ อะ อะมะนะอุ มะนะอะอุ มะนะอุอะ นามมิ
4. นะมะอะ อุ อะอุนะมะ อะมะนะอุ อะมะอุนะ นามมิ
1. นะมะอะอุ นะ นะอุอะมะ นะ นะอะอุมะ นะ
2. มะอะอุนะ มะ มะนะอุอะ มะ มะอุนะอะ มะ มะอุอะนะ มะ
3. อะอุนะมะ อะ อะมะนะอุ อะ อะนะมะอุ อะ อะนะอุมะ อะ
4. อะอะมะนะ อุ อุอะมะ นะอุอุมะ อะนะอุอุ มะนะอะอุ
มะพะทะนะ กะสะจะพะ ? นะมะพะทะ พะกะสะจะ ?พะทะนะมะ สะจะพะกะ ? ทะนะมะพะ จะพะกะสะ ? นะ โม พุท ธา ยะ กาโรโหติ จงมาบังเกิดเป็น นะโมพุทธายะ นะโมพุทธายะ (มะ) ปัฐวีกาโรโหติ มะพะทะนะ มะ นะโมพุทธายะ ?
บทนี้เรียกธาตุถ้าจะมาปลุกธาตุใดให้เรียกตามธาตุนั้นเทอญ ถ้าจะปลุกธาตุดิน ให้ขึ้นต้น มะ จะปลูกธาตุน้ำให้ขึ้นต้นด้วย นะ จะปลูกธาตุไฟให้ขึ้น พะ ธาตุลมให้ขึ้น ทะ จะปลูกธาตุใดให้ว่าตามข้างต้นนั้น เทอญ ฯ
นะมะอะอุ นะมะพะทะ ทะพะมะนะ มะพะทะนะ พะมะนะทะ นะโมพุทธายะ ?
มะอะอุนะ มะพะทะนะ นะทะมะพะ พะทะนะมะ ทะพะมะนะ นะโมพุทธายะ ?
อะอุนะมะ พะทะนะมะ มะนะทะพะ ทะนะมะพะ นะทะพะมะ นะโมพุทธายะ ?
อุนะมะอะ ทะนะมะพะ พะมะนะทะ นะมะพะทะ มะนะทะพะ นะโมพุทธายะ ?
นะโมพุทธายะ มะ ปัฐวีจะเทวา จงให้มาสอนข้าพเจ้า ตะถาคะมุง ถ้าข้าพเจ้าทำธาตุสิ่งใดๆ ขอให้ได้ดังใจมักนั้นเทอญ ?
นะโมพุทธายะพะ เตโชจะเทวา จงให้มาสอนข้าพเจ้าตะถาคะมุง ถ้าข้าพเจ้าทำธาตุสิ่งใดๆ ขอให้ได้ดังใจมักนั้นเทอญ?
นะโมพุทธายะ (ยะ) อากาสะเทวาจงมาสอน ข้าพเจ้าตะถาคะมุง ถ้าข้าพเจ้าทำธาตุสิ่งใดๆ ขอให้ได้ดังใจมักนั้นเทอญ ?
นะมะอะอุ นะมะพะทะ จะสะกะพะ ทะพะมะนะ กะสะจะพะ มะพะทะนะ สะกะพะจะ พะมะนะทะ พะจะสะกะ นะโมพุทธายะ
มะอะอุนะ มะพะทะนะ สะจะกะพะ นะทะพะมะ กะพะจะสะ พะทะนะมะ สะจะพะกะ ทะพะมะนะ จะสะกะพะ นะโมพุทธายะ
อะอุนะมะ พะทะนะมะ สะจะกะพะ มะนะทะพะ กะพะจะสะ นะทะพะมะ จะพะกะสะ มะนะทะพะ พะจะสะกะ นะโมพุทธายะ
อุนะมะอะ ทะนะมะพะ จะพะกะสะ พะมะนะทะ สะกะพะจะ นะมะพะทะ ทะกะสะจะ มะนะทะพะ กะพะจะสะ นะโมพุทธายะ
มะมะอุนะ นะอุอะมะ อะอุนะมะ อุอะมะนะ นะมะอะอุ นะโมพุทธายะ ?
บทนี้ชื่อว่า แก้วมณีโชติ จะรักษาคน ให้นั่งสมาธิภาวนาสามทีหรือเจ็ดที แล้วเป่า แต่หัวลงไปถึงตีนเทอญ
อะอุนะมะ อะมะนะอุ นะมะอะอุ นะมะอะอุ มะนะอุอะ อะอุมะนะ อะ นะโมพุทธายะ ?
บทนี้ชื่อว่าแก้วไพฑูรย์ จะรักษาคน ให้นั่งสมาธิ สวดยี่สิบเอ็ดที เป่าแต่หน้าอกลงไปถึงตีนเทอญ
นะมะอะอุ อุอะมะนะ มะอะอุนะ อะมะนะอุ อุนะมะอะ อุ นะโมพุทธายะ ?
บทนี้ชื่อว่า แก้วปัทธรรมราช จะรักษาคน ให้นั่งสมาธิสวดสี่ทีเป่าแต่สะดือลงไปถึงตีนเทอญ
นะมะอะอุ อะอะมะนะ มะอะอุนะ อะมะนะอุ อะอุมะนะ นะโมพุทธายยะ ?
บทนี้ชื่อว่า แก้ววิเชียร ให้ทำน้ำมนต์ เป่าก็ได้ทุกอย่าง ?
มะ อะ อุ นะ นะ อุ อะ มะ อะ อุนะ มะ อุ อะ มะ นะ
อุ นะ อะ มะ
มะ พะ ทะ นะ นะ ทะ พะ มะ พะ ทะ นะ มะ ทะ พะ มะ นะ
นามมิ นะโมพุทธายยะ ?
อะ อุ นะ มะ มะ นะ อุ อะ อุ นะ มะ อะ นะ อุ อะ มะ
นะ มะ อุ อะ
พะ ทะ นะ มะ มะ นะ ทะ พะ ทะ นะ มะ พะ นะ ทะ พะ มะ
นามมิ นะโมพุทธายยะ ?
อะ อุ นะ มะ อะ มะ นะ อุ นะ มะ อะ อุ มะ นะ อุ อะ
มะ อะ นะ อุ
ทะ นะ มะ พะ พะ มะ นะ ทะ นะ มะ พะ ทะ มะ นะ ทะ มะ
นามมิ นะโมพุทธายยะ?
อาโปกสินังปัฐวีกสินังเตโชกสินังวาโยกสินัง ให้ว่าสามทีแล้วจึงว่าพุทธัง ธรรมมัง สังฆัง สามที แล้วจึงว่ารูปักขันโธ เวทนาปักขันโธ สัญญากขันโธ สังขารักขันโธ สามที ?
นะมะอะอุมะอะอุนะ อะอุนะมะอุนะมะอะ
นะมะพะทะมะพะทะนะพะทะนะมะทะนะมะพะ ?
ให้เดินจงกรมยาวเจ็ดวาแต่งขันธ์ครู ขันธ์ห้า ขันธ์แปด ขันธ์สิบ เทียนเล่มบาทสองคู่ หนักสิบบาทสี่คู่ บายศรีหนึ่งคู่ จอกน้ำหอมสองจอกกรวยข้างละแปดคู่แต่งแล้วจึงทำวัตร ไปถึง อิติปิโส สวากขาโต สุปฏิปัญโณ จนจบแล้วจึงว่าต่อพุทธังธรรมมังสังฆังสระนังคัสฉามิ ทุติจนจบจึงว่าบทนี้ต่อไป คุณพระพุทธเจ้ามีห้าสิบหกพระองค์ ชีวิตของข้าพเจ้าบัดนี้ขอถวายแก่พระพุทธเจ้า ตราบต่อเท้าเข้าสู่พระนิพพานขออย่าให้มีมารอันร้ายมาผจญ บังเบียดด้วย เตชะคุณ พระพุทธเจ้าขอให้ข้าพเจ้าได้มาบังเกิดในดวงแก้ว ที่ข้ามักนั้นเทอญ พุทธอยู่หัว ธัมโมอยู่หลัง สังโฆอยู่หน้า ข้าพเจ้าอยู่กลาง พระบางอยู่เกล้า พระเจ้าอยู่หัว แล้วจึงกราบลงว่าพุทธบูชา ธรรมบูชา สามทีเทอญ ?
นะ มะ อะ อุ อยู่หัว แก้ว มณีโชติ มะ อะ อุ นะ อยู่อก แก้วไพฑูรย์ อะ อุ นะ มะ อยู่หน้า แก้วปัทธรรมราช อุ นะ มะ อะ อยู่กลังแก้ววิเชียร
สาธุฯ อุกาสะฯ ข้าพเจ้าขออาราธนา อัญเชิญเอา คุณพระพุทธเจ้า ได้มาตั้งอยู่หัวแห่งข้าพเจ้าขอให้มีจิตเลื่อมใสใธรรมของพระพุทธเจ้าก็ข้าเทอญ ฯ
อระหังข้าพเจ้าขอเอาแก้วมณีโชติ เป็นของพระยาจักรเจ้ารักษาไว้ในป่าหิมพานต์ ขอจงเสด็จเข้ามาตั้งอยู่ในหัวแห่งข้าพเจ้าในกาลบัดนี้เทอญ ฯ
อระหังข้าพเจ้า ขออารธนาเอาแก้วไพฑูรย์ อันเป็นของพระยากัณฑยักษ์เจ้ารักษาไว้ในถ้ำคูหา ขอให้มาตั้งอยู่หัวอกแห่งข้าพเจ้าในกาลบัดนี้เทอญ ฯ
อระหังข้าพเจ้าขออาราธนาเอาแก้วปัทธรรมราช สีเขียวอันเป็นดวงกว่าแก้วในชมภู ขอให้เสด็จเข้ามาตั้งอยู่ปากแห่งข้าพเจ้า ตราบต่อเท้าข้าพเจ้าแจ้งในพระนวโลกุตระธรรม เจ้าขอให้มีจิตกว้างขวางในขันธ์ทั้งห้าก็ข้าเทอญ ฯ
อระหังข้าพเจ้าขออาราธนาเอาแก้ววิเชียร อันเป็นดวงประเสริฐที่พระยาดารักษาไว้ชั้นบน ของจงเสด็จมาตั้งอยู่หลังแห่งข้าพเจ้าในกาละบัดนี้เทอญ ฯ
อุกาสะอระหังวัทามิ ข้าพเจ้าขอน้อมดวงจิต ต่อพระไตรสะระณะคมเจ้าทั้งสามประการ ขอจงเสด็จมาเป็นที่พึ่งพร้อมทุกสิ่งทุกอย่างในเนื้อกาย ขอถวายแก่พระพุทธเจ้า ขอถวายแก่พระธรรมเจ้า ขอถวายแก่พระสังฆเจ้า พร้อมทุกสิ่งทุกอย่างก็ข้าเทอญ
มะ นะ อุ นะ เดิน แก้วมณีโชติ อยู่หัว อะ มะ นะ อะ ไปทางน้ำ แก้วไพฑูรย์ อยู่อกสีเหลือง อุ อะ นะ มะ โปรดสัตว์ แก้ววิเชียร อยู่หลังแสงไฟ นะ อุ มะ อะ อยู่กับที่ แก้วปัทธรรมราช สีเขียว
มะ นะ อะ นะ อุ นะ ?
นะ นัง นัง มัง มัง อะ อุ อะ นะ อุ นะ ?
นะ มะ อะ มะ อุ อะ อะ มะ มะ นะ นะ ?
นะ อะ มะ อะ อุ อัพ ภะ อะ คะ ?
นะ มะ อะ มะ อุ มะ อิ อี ?
มะ อะ นะ อุ อะ เอ อะ โอ ?
อะ นะ มะ อุ ยะ กะ จะ พะ สะ อุ โอ ?
มะ มะ นะ กะ นะ จะ อะ ถะ อะ คะ อิ อุ นะ ?
บทนี้เชื่อว่าแก้วแปดดวงบุคคลผู้ใดมีบุญวาสนา รู้แล้วใช้ได้พันช่องแลท่านเอย ?
มะ อะ อุ นะ ? บทนี้ภาวนาเสื้อเมืองรักษา ยี่สิบแปดพระองค์แล ?
อะ อุ นะ มะ อุ ? บทนี้ภาวนาทุกคืน เทวดาอากาศรักษาเราสามสิบแปดพระองค์แล ?
อุ อะ มะ นะ ? บทนี้ภาวนาทุกวัน เทวดาแสดงตัวให้เห็น สามสิบแปดพระองค์แล ?
นะ อะ อุ มะ ? บทนี้ภาวนาทุกคืนอารักขาเทวดามาสู่เรา สามสิบพระองค์แล ?
พระคาถาดวงแก้วนี้ ทั้งปวงนี้ให้นั่งสมาธินึกเอาแต่ในดวงแก้ว ทั้งสองบทนี้ถ้าจะปรารถนาอยากให้เป็นสิ่งอันใด ให้นั่งสมาธินึกเอาแต่ในดวงจิตก็จักเป็นดังความปรารถนาทุกประการแล บุคคลผู้ใดมีบุญจึงได้พบแล กุลบุตรเจ้าทั้งหลายจักปรารถนาเรียนเอา พระคาถานี้ให้รำพึงถึงคุณพระพุทธเจ้า คุณพระอรหันตาโพนสะเม็ก แล้วนั่งสมาธิ อยู่บ้านภาวนาเจ็ดที อยู่ห่อมห้วยภูเขาเก้าที อยู่ป่าสิบห้าที ไปหาท้าวพระยาเดินประเทศแปดที่บริกรรมอย่าขาดปากเทอญ จิตนึกถึงสิ่งใดก็จักได้ดังใจมักแล แก้วสี่ลูกนี้จักเดินให้ขึ้นแต่ “มะ” จักลงน้ำให้ว่าออกแต่ “อะ” จักโปรดสัตว์ให้ว่าหมดนั้นเทอญ จักอดข้าวให้เอาแก้วแปดดวงนี้ พึงแก้เอาตามปริศนาธรรมนั้นเทอญ ผู้มีปัญญามากให้พิจารณาเอาแก้วมณีโชติอยู่หัว แก้วไพฑูรย์อยู่อก แก้ววิเชียรอยู่หลัง แก้วปัทธรรมราชอยู่ปาก จักทำการสิ่งใดๆ ก็ดีให้เอาจักเกิดโพยภัยพายุใดๆ ก็ดีวุฒิมาก ถ้าเขาจะจับเราให้เอา แก้วปัทธรรมราช กับแก้วไพฑูรย์เข้าหาตัวเรา แล้วนั่งอยู่คนทั้งหลายไม่เห็นตัวเราเลย จะกันข้าศึกศรัตรูหน้าไม้โมคสินให้เอาคมเพชรสี่ดวงนั้นกำหราบอยู่ สิทธิ์พระเจ้าอย่าได้ขาดปากเทอญ สิ่งทั้งปวงนี้ชื่อว่า แก้วแปดดวงแล เว้นไว้แต่อายุขัย อุปเทศจบพระคาถาดวงแก้วเท่านี้แล ฯ
นะ มะ อะ อุ อุ อะ มะ นะ นะ มะ นะ อะ นะ อุ นะ มะ มะ นะ ?
นะ อะ อะ นะ อุ อุ นะ อะ นะ อุ นะ มะ นะ อุ มะ นะ อุ ?
อะ นะ นะ มะ มะ นะ นะ อะ อะ นะ นะ อุ อุ นะ อะ อุ มะ ?
นะ อุ มะ นะ อุ อะ นะ มะ อุ อะ นะ มะ อะ นะ อะ มะ นะ อุ มะ อุ ?
อุ นะ ?
บทนี้ยอดธรรมทั้งปวงแลใช้ได้เหมือนใจ ?

ต่อไปเป็นตัวลงแล ?
1 นะ มะ อะ อุ ?
1 มะ อุ อะ นะ ?
2 อุ อะ มะ นะ ?
2 อะ มะ อุ นะ ?
3 นะ มะ นะ อะ นะ อุ ?
3 มะ อะ นะ อะ มะ นะ ?
4 นะ มะ มะ นะ นะ อะ อะ นะ นะ อุ อุ นะ ?
4 อุ มะ อุ อะ อะ มะ ?
1 อะ นะ อุ นะ มะ นะ ?
1 นะ อะ มะ อุ ?
2 มะ อะ อุ นะ ?
2 มะ อะ อุ นะ ?
3 อะ มะ นะ อุ อะ นะ ?
นะมะอะอุนะมะมะนะนะอะอะนะนะอุอุนะ ?
บทนี้เสกน้ำส้มป่อยเป่าผิวคนไข้ใช้ได้พันช่องแล ?
มะอะอุนะมะนะนะมะมะอะอะมะมะอุอุมะ ?
บทนี้ภาวนาหาอันเปรียบมิได้แล ?
อุนะมะอะอะนะนะอุอุมะมะอุอุอะอะอุ ?
บทนี้เสกน้ำต่อกระดูกประสานแผลได้ทุกอย่างแล ?
มะมะสุปะมะมะ ?
บทนี้กันไข้ป่าแล ?
เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ?
บทนี้เสกใบเม้ากินเป็นอาหารแล ?
ปะอิพุทธสังอิ ?
บทนี้เสกน้ำกินไม่หิวคุ้มได้หนึ่งวัน ?
นะ มะ อะ นะ อุ นะ
มะ อะ อุ อะ มะ อะ
สองบทนี้เขาจับเรา บริกรรมอย่าได้ขาดหายตัวหนีได้แล ?
1 มะ นะ อะ นะ อุ นะ ?
2 นะ นะ นัง นัง มัง มัง อะ อุ อะ นะ อุ อะ นะ อะ อุ นะ ?
3 นะ มะ อะ อุ อะ อะ มะ มะ นะ นะ ?
4 นะ อะ มะ อะ พะ อัง คะ ?
5 นะ มะ อะ มะ อุ มะ อิ มะ อี อะ ?
6 อะ มะ นะ อะ อุ อะ เอ อะ โอ ?
7 อะ นะ มะ อุ ยะ กะ จะ สะ อุ โอ มะ มะ ?
8 นะ กะ นะ ขะ อะ งะ อะ ฆะ อี อุ เอ ?
บทนี้ชื่อว่าแก้วแปดดวงประเสริฐกว่าชมภูทวีป ใช้ได้ทุกอย่างให้พิจารณาเอาเทอญ ฯ
นะ มะ อะ อุ
อะ มะ นะ อุ
สองบทนี้หายตัว
นะ มะ อะ อุ
มะ นะ อุ อะ
สองบทนี้ห้ามมิให้ฝนตก
มะ นะ อุ อะ
มะ อะ อุ อะ นะ อะ
สองบทนี้กันโพยภัยแล
อะ อุ นะ มะมะ นะ มะ มะ นะ อุ อะ ?
บริกรรมให้เป็นคนหนุ่ม
อุ อะ มะ นะ นะ มะ อุ นะ ?
บริกรรมให้เป็นคนแก่ ?
นะ มะ อะ อุ นะ มะ อุ อะ ?
บริกรรมให้ตัวเล็ก ?
มะ นะ อุ อะ นะ มะ อะ อุ ?
บริกรรมให้ตัวใหญ่ ?
อุ มะ นะ อะ นะ มะ อะ อุ อะ อุ นะ มะ มะ อุ อะ ?
บทนี้บริกรรมไป คนไม่เห็น ?
นะ อุ นะ มะ อะ อุ นะ มะ อะ อุ นะ มะ มะ นะ อุ อะ ?
บทนี้บริกรรมไป คนไม่เห็น ?
นะ มะ อุ อะ นะ มะ อะ อุ ?
บทนี้บริกรรมหายตัว ?
สุสุละละทาทาโรโรอัสสะโสโสโนโน นะโมพุทธายะนะ มะอะอุอุมะยัดทา พูมโมอุถุระราลาบปะผากะระลา
บทนี้ภาวนาตายไม่เน่าแล ?
สัพพะถะปัตตังปุรัง ?
บทนี้ภาวนาเห็นโรงผี ?
อะชิตังปัตตังปุรัง ?
บทนี้ภาวนาเห็นตัวผี ?
ธิสัตตะปัตตังปุรัง ?
บทนี้ภาวนาเห็นถ่านไฟ แล?
สัพพะการังขากาหิงหึงกาโรกาวิธู ?
บทนี้ภาวนากลั้นเอาใจฟันกลางลงดินเทอญ ?
ต่อไปเป็นบทภาวนาอธิษฐานจิตแล
อุนะมะอะทาตุสันติโสนะสันตินัง โสนะคะชะติรัทธะสัมปัญโณมะพะยะละละละชะมะปะปะปะอุคะวะวะวะ นะวะสันทะปะสะคะนะติอัตตะสัมปะทา อุคะรัตนะอุนะตะตะโยโณโหตุ โกยะทะนะสะระรัตนังอุอุนะนะนะมะอะอะพะวะอะอุนะ ติปัสานะนังปิสัมระโรโหมิ ?
ให้ภาวนาทุกคืนก่อนนอนคืนละร้อยแปดจบเทอญ ?

ต่อไปเป็นบทภาวนา ตัดเหล็กไหลแล ?
ชะ ค มะ มะ มะ อุ อุ อุ อุ อุ ตะ ตะ ตะ ตะ ยะ มะ ตัส สะ อะ อุ อิอิระนันตัสสะอุตะวะวะวะ นะมะนังนังนังทาตุจิตตัง ?
ภาวนาตัดเหล็กไหล ?
มะชะวะวะวะมะมะมะ ละละละอุดิอุ ?
ภาวนาย่นแผ่นดินแล ให้ภาวนาร้อยแปดทีแล้วจึงไปเทอญ ? มิ ละ วะ นะ นะ นะ ยะ นะ ปะ พะ อิ อุ อุ อุ ?
ภาวนาร้อยเจ็ดทีอดอาหารได้เจ็ดวัน ?
พะละพะพะพุตะพะคะมะคุตุตุ ?
ภาวนาร้อยแปดคาบลากภูเขามาใกล้
ปิปะละละพะมะสะ ?
บทนี้เสกใบไม้เป็นอาหารร้อยเจ็ดทีแล ?
คะมะนุอุนะระชะพะปะนะมิเออุมุนะ ?
บทนี้สาตเพทภาวนาร้อยแปดทีป้องกันอันตรายทุกอย่างแล ?
อุอะจะอะเออุตุตะปะระมะชะตาชะคะมะ ?
บทนี้สาตสินธุ์ภาวนาร้อยเจ็ดคาบป้องกันตัว ?
นะคัดโมถอนพุทธเคลื่อนทานาถอน ค่ายป่ายขวานะโมพุทธายะถอดถอนพุทธะถอน ?
บทนี้ถอดถอนคนถูกกระทำ เสกเจ็ดทีเป่า ?
อะวะคะยะมะนะมิอุอะชะมะวะวะ ?
อะวะคะยะมะนะมิอุอะชะมะวะวะ ?
บทนี้บังหลวงป้องกันได้แสนคน ?
อะทาธรรมะสังฆัสสะอะนันตะพะจะนะคะรัสนังเทวะสันติโน เพทะนังอะหังโหมิ ?
บทนี้พระคาถาลงใต้บาดาล ให้ภาวนาร้อยแปดคาบเทอญ ?
ปะอิอะพะระทะทะ ?
ภาวนาแปลงรูปร้อยแปดที แล ?
ชะพะนะนังอัดสัมปัตติฐถามิ ?
ภาวนาปั้นเหล็กให้เป็นน้ำ ?
นะอิวะกะอิอะชะนังนัง ?
ภาวนาร้อยเจ็ดทีมีหูทิพย์ ตาทิพย์แล ?
จิตตะมะมะจิตตะมะมิ นะทะนังจิตตังสังฆังจิตตังอิมมะนังนัง ?
พระคาถาเรียกดวงจิตเจ็ดที ?
อัคคะยะนังกะระยันตังอุอะนะอุปะปะปะ ?
ภาวนาร้อยแปดคาบหายตัวได้ ?

บทต่อไปเป็นบทตั้งธาตุ หนุนธาตุ
นะเอหิปฐวีพรหมมาธาตุ โมเอหิอาโปอินทราธาตุ พุทเอหิเตโชนารายะธาตุ ? ธาเอหิวาโยอิสราธาตุยะเอหิเมตตัยโยธาตุ ? ปัญจะพุทธานะมามิหัง ?
ให้ได้สามสิบจบเทอญ ?
นะอิเพชคงอระหังทุคคะโตภควาติ นะโมพุทธะสังอระหังสุคคะโตภควาติ ?
พุทปิอัสวาสุอพรหังสุคคะโตภควาติ ทาโสมะอะอุอระหังสุคคะโตภควาติ ?
ยะพะอุอะมะอระหังสุคคะโตภควาติ ?
เมื่อตั้งแม่ธาตุใหญ่ทั้งสองบทนี้ได้แล้ว ครบบทละสามสิบจนให้ว่าพระคาถาพระกรณี กำกับไว้ห้าคาบเทอญ แล้วจึงผูกด้วยวัตว์สามจบอีก ?

ต่อไปเป็นบทตั้งธาตุสี่
นะโมพุทธายะ มะ พะ ทะ นะ พะ กะ สะ จะ ฯ ให้ได้ 4 คาบ ?
นะโมพุทธายะ มะ พะ ทะ นะ พะ กะ สะ จะ ฯ ให้ได้ 4 คาบ ?
นะโมพุทธายะ พะ ทะ นะ มะ กะ สะ จะ พะ ฯ ให้ได้ 4 คาบ ?
นะโมพุทธายะ ทะ นะ มะ พะ สะ จะ พะ กะ ฯ ให้ได้ 4 คาบ ?

ต่อไปเป็นบทตั้งและบทหนุน
นะโมพุทธายะ มะ พะ ทะ นะ พะ กะ สะ จะ ? ให้ได้ 4 คาบ
มะ อะ อุ นะ ? ให้ได้ 32 คาบ
นะโมพุทธายะ มะ พะ ทะ นะ พะ กะ สะ จะ ? ให้ได้ 4 คาบ
นะ อะ อุ มะ ? ให้ได้ 32 คาบ
นะโมพุทธษยะ พะ ทะ นะ มะ กะ สะ จะ พะ ? ให้ได้ 4 คาบ นะ มะ อุ อะ ? ให้ได้ 32 คาบ
นะโมพุทธายะ ทะ นะ มะ พะ สะ จะ พะ กะ ? ให้ได้ 4 คาบ
นะ มะ อะ อุ ? ให้ได้ 32 คาบ

ต่อไปเป็นบทหนุนธาตุ อย่างย่อมหาไว
นะ มะ พะ ทะ จะ พะ กะ สะ ?
มะ พะ ทะ นะ พะ กะ สะ จะ ?
พะ ทะ นะ มะ กะ สะ จะ พะ ?
ทะ นะ มะ พะ สะ จะ พะ กะ ?
ให้นั่งสมาธิบริกรรมจนเกิดอุคคัหะนิมิตร ร้อยแปดคาบ ?

ต่อไปเป็นบทรวมธาตุ
มะโมพุทธายะ นะมะพะทะ จะพะกะสะ นะมะมะนะ นะอะอะนะ นะอุอุนะ ?
นะโมพุทธายะ มะพะทะนะพะกะสะจะ มะนะนะมะ มะอะอะมะมะอุอุมะ ?
นะโมพุทธายะ พะทะนะมะกะสะจะพะ อะนะนะอะ อะมะมะอะอะอุอุอะ ?
นะโมพุทธายะ ทะนะมะพะสะจะพะกะ อุนะอุ อุมะมะอุ อุอะอะอุ ?
พุทธะสังมิ ปาสุอุชา อะระหังสัมมาสัมพุทธโธ นะโมพุทธายะ นะมะนะอะ นอกอนะกะ กอออนออะ นะอะกะอัง อุมิอะมิ มะหิสุตัง สุนะพุทธํง อะนุนะอะ อะสังวิสุโรปุสะภุพะสังวิทปุกะยะปะทิมะสังอังขุ มะอะอุอุอะมะ อิสวาสุ สุสวาอิ นาสังสิโม สังสิโมนา สิโมนาสัง โมนาสังสิ ?
ภาวนาตั้งละร้อยแปดจบเทอญ ฯ



กลับสู่หน้าแรก หลวงปู่สุภา กนฺตสีโล

วิธีภาวนาชักลูกประคำ ว่านวิเศษ 108 ของหลวงปู่คง
ก่อนเข้านั่งภาวนาควรอาบน้ำ ชำระร่างกายให้สะอาด จัดดอกไม้ธูปเทียนบูชาพระ ทำกิจเบื้องต้นเสร็จแล้ว ให้ตั้งใจสมาทานวิรัชศีล 5 คือ ว่า นะโม 3 จบ แล้วว่า พุทธังสะระนังคัจฉามิ ธัมมังสะระนังคัจฉามิ สังฆังสะระนังคัจฉามิ สังฆังสะระนังคัจฉามิ ทุติยัมปิ พุทธังสะระนังคัจฉามิ ทุติยัมปิ ธัมมังสะระนังคัจฉามิ ทุติยัมปิ สังฆังสะระนังคัจฉามิ ตะติยัมปิพุทธังสะระนังคัจฉามิ ตะติยัมปิ ธัมมังสะระนังคัจฉามิ ตะติยัมปิ สังฆังสะระนังคัจฉามิ แล้วว่า… อิมานิ ปัญจะสิกยาปะธานิสมาธิยามิ 3 จบ แล้วว่า… ปานาติปาตา เวระมรี สิกขา ปะทัง สมาธิยามิ อทินนาทานาเวระมนีสิกขาปะทังสมาธิยามิ กาเมสุมิจฉาจาราเวระมนีสิกขาปะทังสมาธิยามิ มุสาวาทาเวระมนีสิกยาปะทังสมาธิยามิ สุราเมระยะมัชปะมาทัตถานาเวระมนีสิกขาปะทังสมาธิยามิ ผู้ถือศีล 8 ก็ให้สมาทานวิรัชศีล 5 แล้วนั่งสมาธิเท้าขวาทับเท้าซ้าย มือขวาทับมือซ้ายเอาลูกประคำวางไว้บนมือ หลับตาภาวนากำหนดลมหายใจเข้านึกว่า “พุท” หายใจออกนึกว่า “โธ” จนจิตสงบแล้วเอามือขวาจับลูกประคำยกขึ้นเสมออก ภาวนาคาถาพระธรรมราช ว่า พุทธังสะระนังคัจฉามิ ธัมมังสะระนังคัจฉามิ สังฆังสะระนังคัจฉามิ ทะทะทะ โรโรโร อะอะอะ สะสะสะ โสโสโส โณโณโณ นะโมพุทธายะ 1 จบ นับลูกประคำไป 1 ลูกจนครบ 108 แล้ววางลูกประคำลงข้างหน้า กราบสามครั้ง หรือถ้านำติดตัวไป ก็ให้เอาลูกประคำสวมคอไป ก่อนออกเดินทางก็กำหนดลมหายใจเข้านึกว่า “พุท” หายใจออกนึกว่า “โธ” ทำจิตให้สงบแล้วออกเดินทางไป หรือถ้าจะทำการปลุกเสกพระเครื่องราง หรือของขลังอื่นๆ ก็ทำได้ ทำตามพิธีดังกล่าวข้างต้น หรือจะเอาคาถา หรือพระกรรมฐานบทอันที่ชอบกับอารมย์มาภาวนาชักลูกประคำก็ได้ เป็นบุญเป็นกุศลอย่างประเสริฐ มีพลานิสงส์ นับเป็นกัปเป็นกัลป์ เป็นปัจจัยแก่มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ พระนิพพานสมบัติ สวรรค์สมบัติ พระนิพพานสมบัติ ขอให้ทุกคนพยายามทำอย่าประมาท อย่าให้เสียชาติที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์พบพระศาสนา
วิธีการปฏิบัติทำจิตใจให้เข้าถึงคุณพระ ยกเอาพระคุณเป็นที่พึ่ง



ก่อนที่ท่านจะออกจากบ้านไปไหนมาไหนก็ดี เมื่อท่านเอาพระนี้ติดตัวไปด้วย หรือมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้นก็ดี ให้ตั้งจิตเป็นสมาธิกำหนดลมหายใจเข้าว่า พุท หายใจออกว่า โธ ให้กระแสจิตนิ่งไปจดจ่ออยู่ที่องค์พระ ระลึกถึงออกชื่อทำความปรารถนาตามคำดีคำชอบ แล้วจึงบริกรรมพระคาถานี้ "มะอะอุนะ อะอุนะมะอุ อุอะมะนะ นะอะอุมะ" 3 หรือ 7 จบ แล้วจึงออกเดินทาง หลวงพ่อรับรองว่าบุคคลนั้นจะไม่ไปเสียชีวิตข้างหน้า จะต้องกลับมาเสียชีวิตบ้านเดิม แม้จะเกิดณรงค์สงครามก็แล้วแต่
ถ้าถูกเขาจับเป็นแนวที่ 5 หรือถูกคุมขังก็ดี ให้ตั้งจิตอธิษฐาน แล้วบริกรรมพระคาถานี้ "อิโม อะสัง ปิทาวิสัง พุโสพะยะโร อายัตวา พุปุสะทา อะระนะพุภะ มหัง" โซ่ตรวนนั้นจะหลุดออกแล้วกลับมาบ้านเดิมได้
ถ้าท่านใช้ในทางค้าขาย เมื่อท่านจะมาจากบ้านไปซื้อของ ให้ตั้งจิตอธิษฐานแล้วบริกรรมพระคาถานี้ "มะอะอุนะ อะอุนะมะอุ อุอะมะนะ นะอะอุมะ" 3 หรือ 7 จบ เมื่อท่านซื้อของได้แล้ว ท่านจะนำของนั้นมาขายเอากำไรอีกต่อ ให้ว่าพระคาถาดังข้างต้นนี้จนจบแล้วต่อท้ายด้วยพระคาถานี้ "มะอะอุ มานิมามา" ของๆ ท่านจะขายได้ตามประสงค์

บทสวดมนต์
มหากุศล สร้างบารมี ต่อชะตา








จัดสร้างโดย

1. พ่อวิสุทธิ์ มธุรส 9. พ.ต.ท.จงประเสริฐ มธุรส
2. แม่คำมุล มธุรส 10. จ.ส.ต. คำพันธุ์ มธุรส
3. พ่อวิเชียร พวงทอง 11. น.พ. สุปัน มธุรส
4. แม่วะภาวันดี พวงทอง 12. จ.ส.ต.ประสิทธิ์ มธุรส
5. นายวงศ์สถิตย์ พวงทอง 13. นายพิชัย มธุรส
6.นางสาวสุดารัตน์ พวงทอง
7. นางสาวอมรรัตน์ ชัยกอง พร้อมครอบครัว ฯ
8. นายพงศ์เทพ พวงทอง

พร้อม ญาติ เทวดารักษา นายเวร เชื้อโรค และสรรพสิ่งทั้งหลายทุกรูปนาม
พระคาถา ที่ระงับมหานรกใหญ่ทั้ง 8 ได้นาน 90 แสนกัลป์ ( พระอาการวัตตาสูตร )

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้ตรัสถึงบทพระอาการวัตตาสูตรว่า อานิสงส์ดังนี้
พระอาการวัตตาสูตรนี้ ผู้ใดท่องได้ใช้สวดมนต์ปฏิบัติได้เสมอ มีอานิสงส์มากยิ่งนักหนา แม้ปรารถนา พระพุทธภูมิ พระปัจเจกภูมิ พระอัครสาวกภูมิ พระสาวิกาภูมิ จะปรารถนามนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติ ก็ส่งผลให้ได้สำเร็จสมความปรารถนาทั้งนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ได้เป็นพระพุทธเจ้า มีปัญญามากเพราะเจริญพุทธมนต์บทนี้ ถ้าผู้ใดปฏิบัติได้ เจริญได้ทุกๆวัน จะเห็นผลความสุขเกิดขึ้นเอง ไม่ต้องมีผู้อื่นบอกอานิสงส์ แสดงว่าผู้ที่เจริญพระสูตรนี้ครั้งหนึ่ง จะคุ้มครองภัยอันตราย 30 ประการ ได้ 4 เดือน ( คือภัยอันเกิดแต่ งูพิษ สุนัขป่า สุนัขบ้าน โคบ้าน และโคป่ากระบือบ้าน และกระบือเถื่อนพยัคฆะ หมู เสือ สิงห์และ ภัยอันเกิดแต่คชสารอัสดรพาชี จตุรงคชาติของพระราชาผู้เป็นจอมของนรชนภัยอันเกิดแต่น้ำ และเพลิง เกิดแต่มนุษย์ และอมนุษย์ ภูตผีปิศาจ เกิดแต่อาชญาของแผ่นดิน เกิดแต่ยักษ์กุมภัณฑ์และคนธรรพ์อารักขเทวดา เกิดแต่มาร ๕ ประการที่ผลาญให้วิการต่าง ๆเกิดแต่วิชาธรผู้ทรงคุณวิทยากร และภัยที่จะเกิดแต่มเหศวรเทวราชผู้เป็นใหญ่ในเทวโลกรวมเป็นภัย ๓๐ ประการ)
ผู้ใดเจริญพระสูตรนี้อยู่เป็นนิจ บาปกรรมทั้งปวงก็จะไม่ได้ช่องหยั่งลงสู่สันดานเว้นแต่กรรมเก่าตามมาทันเท่านั้น ผู้ใดอุตสาหะตั้งจิตตั้งใจเล่าเรียน ได้ใช้สวดมนต์ก็ดี บอกเล่าให้ผู้อื่นเลื่อมใสก็ดี เขียนเองก็ดี กระทำสักการะบูชา เคารพนับถือพร้อมทั้ง ไตรทวารก็ดี ผู้นั้นจะปรารถนาสิ่งใดก็จะสำเร็จทุกประการ ท่านผู้มีปรีชาศรัทธาความเลื่อมใส จะกระทำซึ่งอาการะวัตตาสูตร อันจะเป็นที่พักผ่อนพึ่งพาอาศัยในวัฎฎะกันดาร ดุจเกาะแลฝั่งเป็นที่อาศัยแห่งชนทั้งหลายผู้สัญจรไปมาในชลสาครสมุทรทะเลใหญ่ฉะนั้น อาการวัตตาสูตรนี้ พระพุทธเจ้า28 พระองค์ที่ปรินิพพานไปแล้วก็ดี พระตถาคตพุทธเจ้าของเราปัจจุบันนี้ก็ดี มิได้สละละวางทิ้งร้างให้ห่างเลยสักพระองค์เดียว ได้ทรงเจริญรอยตามพระสูตรนี้มาทุกๆพระองค์ จึงมีคุณานุภาพยิ่งใหญ่กว่าสูตรอื่น ไม่มีธรรมอื่นจะเปรียบให้เท่าถึง เป็นธรรมอันระงับได้โดยแท้
ในอนาคตกาล ถ้าบุคคลใดทำปาณาติบาต คือ ปลงชีวิตสัตว์ให้ตกถ่วงไป เป็นวัชชกรรมที่ชักนำให้ไปปฏิสนธิในนรกใหญ่ทั้ง 8 ขุม คือ สัญชีพนรก กาฬสุตตนรก สังฆาฏนรก โรรุวนรก มหาโรรุวนรก ตาปนรก มหาตาปนรก อเวจีนรก เปรต อสุรกาย เดรัจฉานกำเนิดไซร้ ถ้าได้ท่องบ่นจำจนคล่องก็จะปิดบังห้ามกันไว้ไม่ให้ไปสู่ทุคติกำเนิดก่อนโดยกาลนาน 90 แสนกัลป์ ผู้นั้นระลึกตามเนื่องๆก็จะสำเร็จ ไตรวิชชา และ อภิญญา 6 ประการ ยังทิพจักษุญานให้บริสุทธิ์ ดุจองค์มเหสักกเทวราช
มีอาการรีบร้อนออกจากบ้านไป จะไม่อดอาหารในระหว่างทางที่ผ่านไป จะเป็นที่พึ่งพาอาศัยแห่งชนทั้งหลายในเรื่องเสบียงอาหาร ภัยอันตราย ศัตรูหมู่ปัจจามิตร ไม่อาจจะมาครอบงำย่ำยีได้ นี่เป็นทิฏฐธรรมเวทนียานิสงส์ปัจจุบันทันตาในสัมปรายิกานิสงส์ที่จะเกื้อหนุนในภพเบื้องหน้านั้น แสดงว่าผู้ใดได้พระสูตรนี้ เมื่อสืบขันธะประวัติในภพเบื้องหน้า จะบริบูรณ์ด้วยโภคสมบัติ หิรัญรัตนมณีเหลือล้น ขนขึ้นรักษาไว้ที่เรือน และที่คลังเป็นต้นประกอบด้วยเครื่องอลังการวิภูษิตพรรณต่างๆ จะมีกำลังมากแรงขยันต่ออยุทธนาข้าศึก ศัตรูหมู่ไพรีไม่ย่อท้อ ทั้งจะมีฉวีวรรณผ่องใสบริสุทธิ์ดุจทองธรรมชาติ มีจักษุประสาทรุ่งเรืองงามไม่วิปริตแลเห็นทั่วทิศซึ่งสรรพรูปทั้งปวง และจะได้เป็นพระอินทร์ปิ่นพิภพดาวดึงส์อยู่ 36 กัลป์ โดยประมาณ และจะได้เป็น บรมจักรพรรดิราชผู้เป็นอิสระในทวีปใหญ่ 4 ทวีปน้อย 2000 เป็นบริวาร นานถึง 36 กัลป์ จะถึงพร้อมด้วยประสาทอันแล้วไปด้วยทองควรจะปรีดา บริบูรณ์ด้วยแก้ว 7 ประการ ได้แก่ จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว มณีแก้ว นางแก้ว ขุนคลังแก้ว ขุนพลแก้ว อันเป็นของเกิดสำหรับบุญแห่งจักรพรรดิราช จะตั้งอยู่ในสุขสมบัติโดยกำหนดกาลนาน
ยังเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสาร อานิสงส์คงอภิบาล ตามประคองไป ให้มีปัญญาเฉียบแหลมว่องไวสุขุมละเอียดลึกซึ้ง อาจรู้ทั่วถึงอรรถธรรมด้วยกำลังปรีชาญาน อวสานที่สุดชาติก็จะได้บรรลุพระนิพาน อนึ่ง ถ้ายังไม่ถึง พระนิพานก็จะไม่ไปบังเกิดในอบายภูมิทั้ง 4 มี นรก เปรต อสุรกาย ดิรัจฉานกำเนิดและมหานรกใหญ่ทั้ง 8 ขุม ช้านานถึง 90 แสนกัลป์ และจะไม่ไปเกิดในตระกูลหญิงจัณฑาลเข็ญใจ จะไม่ไปเกิดในตระกูลมิจฉาทิฏฐิ จะไม่ไปเกิดเป็นหญิง จะไม่ไปเกิดเป็นอุภโตพยัญชนกอันมีเพศเป็น 2 ฝ่าย จะไม่ไปเกิดเป็นบัณเฑาะก์ เป็นกระเทย ที่เป็นอภัพพบุคคล บุคคลผู้นั้นเกิดในภพใดๆ จะมีอวัยวะน้อยใหญ่บริบูรณ์ จะมีรูปทรงสัณฐานงามดีดุจทองธรรมชาติ เป็นที่เลื่อมใสแก่มหาชน ผู้ใดทัศนาไม่เบื่อหน่าย จะเป็นผู้มีอายุคงทนจนถึงอายุขัยถึงตาย จะเป็นคนมีศีล ศรัทธาธิคุณบริบูรณ์ ในการบริจาคทานไม่เบื่อหน่าย จะเป็นคนไม่มีโรคาพยาธิเบียดเบียน สรรพอันตรายความจัญไรภัยพิบัติ สรรพอาพาธที่บังเกิดเบียดเบียนกาย ก็จะสงบระงับดับคลายลงด้วยคุณานิสงส์ ผลที่ได้สวดมนต์ ได้สดับฟังพระสูตรนี้ ด้วยประสาทจิตผ่องใส เวลามรณสมัยใกล้จะตายจะไม่หลงสติ จะดำรงไว้ในทางสุคติ เสวยสุขสมบัติตามใจประสงค์ นรชนผู้ใดเห็นตามโดยชอบ ซึ่งพระสูตรอันเจือปนด้วยพระวินัยปรมัตถ์ มีนามบัญญัติชื่อว่า อาการวัตตาสูตร มีข้อความดังได้แสดงมาด้วยประการฉะนี้ จบอานิสงส์สังเขป
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
๑. อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะ สัมปันโน สุคะโต โลกะวิทูอนุตตะโร ปุริสะธัมมะสาระถิ สัตถาเทวมนุสสานัง พุทโธภะคะวาติ
๒. สวากขาโต ภะคะวะตาธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตังเวทิตัพโพ วิญญูหิติ
๓. สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆสามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทังจัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆอาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเนยโย อัญชะลีกะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ

<<ขึ้นต้นพระคาถาอาการวัตตาสูตร<
เอวัมเม สุตัง เอกัง สะมะยัง ภะคะวา ราชะคะเห วิหะระติ คิชฌะกูเฎ ปัพพะเต เตนะ โข ปะนะ สะมะเยนะ สัพพะสัตตานัง พุทธะคุโณ ธัมมะคุโณ สังฆะคุโณ อายัสมา อานันโท อะนุรุทโธ สารีปุตโต โมคคัลลาโน มะหิทธิโก มะหานุภาเวนะ สัตตานัง เอตะทะโวจะฯ
<<พระคาถาอาการวัตตาสูตร<
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง อิติปิ โส ภะคะวา สัมมาสัมพุทโธ
อิติปิ โส ภะคะวา วิชชาจะระณะสัมปันโน อิติปิ โส ภะคะวา สุคะโต
อิติปิ โส ภะคะวา โลกะวิทู อิติปิ โส ภะคะวา อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ
อิติปิ โส ภะคะวา สัตถาเทวะ มะนุสสานัง อิติปิ โส ภะคะวา พุธโธ
อิติปิ โส ภะคะวา ภะคะวาติฯ
(พุทธะคุณะวัคโค ปะฐะโม) วรรคที่ 1
อิติปิ โส ภะคะวา อภินิหาระ ปาระมิสัมปันโน อิติปิ โส ภะคะวา อุฬารัชฌาสะยะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ปะณิธานะ ปาระมิสัมปันโน อิติปิ โส ภะคะวา มะหากะรุณา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ญานะ ปาระมิสัมปันโน อิติปิ โส ภะคะวา ปะโยคะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ยุติ ปาระมิสัมปันโน อิติปิ โส ภะคะวา ชุตติ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา คัพภะโอกกันติ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา คัพภะฐิติ ปาระมิสัมปันโน
(อภินิหาระวัคโค ทุติโย) วรรคที่ 2
อิติปิโสภะคะวาคัพภะวุฏฐานะปาระมิสัมปันโน
อิติปิโสภะคะวาคัพภะมะละวิระหิตะปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อุตตะมะชาติ ปาระมิสัมปันโน อิติปิ โส ภะคะวา คะติ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อภิรูปะ ปาระมิสัมปันโน อิติปิ โส ภะคะวา สุวัณณะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา มะหาสิริ ปาระมิสัมปันโน อิติปิ โส ภะคะวา อาโรหะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ปะริณาหะ ปาระมิสัมปันโน อิติปิ โส ภะคะวา สุนิฏฐะ ปาระมิสัมปันโน
(คัพภะ วุฏฐานะวัคโค ตะติโย) วรรคที่ 3
อิติปิ โส ภะคะวา อะภิสัมโพธิ ปาระมิสัมปันโน อิติปิ โส ภะคะวา สีละขันธะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา สะมาธิขันธะ ปาระมิสัมปันโน อิติปิ โส ภะคะวา ปัญญาขันธะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ทะวัตติงสะ มะหาปุริสะ ลักขะณะ ปาระมิสัมปันโน
(อะภิสัมโพธิวัคโค จะตุตโถ) วรรคที่ 4
อิติปิ โส ภะคะวา มะหาปัญญา ปาระมิสัมปันโน อิติปิ โส ภะคะวา ปุถุปัญญา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา หาสะปัญญา ปาระมิสัมปันโน อิติปิ โส ภะคะวา ชะวะนะปัญญา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ติกขะปัญญา ปาระมิสัมปันโน อิติปิ โส ภะคะวา นิพเพธิกะปัญญา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา ปัญจะจักขุปาระมิสัมปันโน อิติปิโส ภะคะวาอัฏฐาระสะพุทธะกะระปาระมิสัมปันโน
(มะหาปัญญาวัคโค ปัญจะโม) วรรคที่ 5
อิติปิ โส ภะคะวา ทานะ ปาระมิสัมปันโน อิติปิ โส ภะคะวา สีละ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา เนกขัมมะ ปาระมิสัมปันโน อิติปิ โส ภะคะวา ปัญญา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา วิริยะ ปาระมิสัมปันโน อิติปิ โส ภะคะวา ขันติ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา สัจจะ ปาระมิสัมปันโน อิติปิ โส ภะคะวา อะธิษฐานะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา เมตตา ปาระมิสัมปันโน อิติปิ โส ภะคะวา อุเบกขา ปาระมิสัมปันโน
(ปาระมิวัคโคฉัฏโฐ) วรรคที่ 6
อิติปิ โส ภะคะวา ทะสะ ปาระมิสัมปันโน อิติปิ โส ภะคะวา ทะสะอุปะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวาทะสะปะระมัตถะปาระมิสัมปันโน อิติปิ โส ภะคะวา สะมะติงสะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวาตังตังฌานะฌานังคะปาระมิสัมปันโน อิติปิโส ภะคะวา อะภิญญาณะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา สะติ ปาระมิสัมปันโน อิติปิ โส ภะคะวา สะมาธิ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา วิมุตติ ปาระมิสัมปันโน อิติปิ โส ภะคะวา วิมุตติญานะ ปาระมิสัมปันโน
(ทะสะปาระมิวัคโค สัตตะโม) วรรคที่ 7
อิติปิ โส ภะคะวา วิชชาจะระณะ วิปัสสะนา วิชชา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา มะโน มะยัทธิวิชชา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อิทธิวิชชา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ทิพพะโสตะวิชชา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวาปะระจิตตะวิชชาปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ปุพเพนิวาสานุสสะติวิชชา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ทิพพะจักขุวิชชา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา จะระณะวิชชา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา วิชชา จะระณะธัมมะ วิชชา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อะนุปุพพะวิหาระ ปาระมิสัมปันโน
(วิชชาวัคโค อัฏฐะโม) วรรคที่ 8
อิติปิ โส ภะคะวา ปะริญญานะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ปะหานะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา สัจฉิกิริยา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ภาวะนา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ปะริญญาปะหานะสัจฉิกิริยาภาวะนา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา จะตุธัมมะสัจจะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ปะฏิสัมภิทาญานะ ปาระมิสัมปันโน
(ปะริญญาณะวัคโค นะวะโม) วรรคที่ 9
อิติปิ โส ภะคะวา โพธิปักขิยะธัมมะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา สะติปัฏฐานะปัญญา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา สัมมัปปะธานะปัญญา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อิทธิปาทะปัญญา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อินทรียะปัญญา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา พะละปัญญา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา โพชฌังคะปัญญา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อัฏฐังคิกะมัคคะธัมมะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา มะหาปุริสะสัจฉิกิริยา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อะนาวะระณะวิโมกขะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัตตะผะละวิมุตติ ปาระมิสัมปันโน
(โพธิปักขิยะวัคโค ทะสะโม) วรรคที่ 10
อิติปิ โส ภะคะวา ทะสะพะละญานะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ฐานาฐานะญานะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา วิปากะ ญานะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา สัพพัตถะคามินีปะฏิปะทาญานะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา นานาธาตุญานะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา นานาธิมุตติกะญานะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อินทรียะ ปะโรปะริ ยัตติญานะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา นิโรธวะวุฏฐานะญานะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ฌานาทิสังกิเลสาทิญานะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ปุพเพนิวาสานุสสะติญานะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา จุตูปะปาตะญานะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อาสะวักขะยะญานะ ปาระมิสัมปันโน
(ทะสะพะละญานะวัคโค เอกาทะสะโม) วรรคที่ 11
อิติปิ โส ภะคะวา โกฏิสะหัสสานัง ปะโกฏิ สะหัสสานัง หัตถีนังพะละธะระ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ปุริสะโกฏิ ทะสะสะหัสสานัง พะละธะระ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ปัญจะจักขุ ญานะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ยะมะกะญานะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา สีละคุณะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา คุณะปาระมิสะมาปัตติ ปาระมิสัมปันโน
(กายะพะละวัคโค ทะวาทะสะโฒ) วรรคที่ 12
อิติปิโสภะคะวาถามะพะละปาระมิสัมปันโน อิติปิโสภะคะวาถามะพะละญานะปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา พะละ ปาระมิสัมปันโน อิติปิ โส ภะคะวา พะละญานะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ปุริสะ ปาระมิสัมปันโน อิติปิ โส ภะคะวา อะตุละยะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ญานะ ปาระมิสัมปันโน อิติปิ โส ภะคะวา อุสสาหะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา คะเวสีญานะ ปาระมิสัมปันโน
(ถามะพะละวัคโค เตระสะโม) วรรคที่ 13
อิติปิ โส ภะคะวา จะริยา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา จะริยาญานะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา โลกัตถะจะริยา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา โลกัตถะจะริยาญานะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ญาตัตถะจะริยา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ญาตัตถะจะริยาญานะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา พุทธะจะริยา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา พุทธะจะริยาญานะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ติวิธะจะริยา ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ปาระมิอุปะปาระมิปะระมัตถะ ปาระมิสัมปันโน
(จริยาวัคโค จะตุททะสะโม) วรรคที่ 14
อิติปิ โส ภะคะวา ปัญจุปาทานักขันเธสุ อะนิจจะ ลักขะณะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ปัญจุปาทานักขันเธสุ ทุกขะ ลักขะณะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ปัญจุปาทานักขันเธสุ อะนัตตะ ลักขะณะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อายะตะเนสุ ติลักขะณะญานะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อัฏฐาระสะธาตสุ ติลักขะณะญานะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา วิปะริณามะลักขะณะ ปาระมิสัมปันโน
(ลักขะณะวัคโค ปัณณะระสะโม) วรรคที่ 15
อิติปิ โส ภะคะวา คะตัฏฐานะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา คะตัฏฐานะญานะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา วุสิตะ ปาระมิสัมปันโน อิติปิ โส ภะคะวา วุสิตะญานะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา สิกขา ปาระมิสัมปันโน อิติปิ โส ภะคะวา สิกขาญานะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา สังวะระ ปาระมิสัมปันโน อิติปิ โส ภะคะวา สังวะระญานะ ปาระมิสัมปันโน
(คะตัฏฐานะวัคโค โสฬะสะโม) วรรคที่ 16
อิติปิ โส ภะคะวา พุทธะปะเวณิ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา พุทธะปะเวณิญานะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ยะมะกะปาฏิหาริยะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ยะมะกะปาฏิหาริยะญานะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา จะตุพรัมมะวิหาระ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อะนาวะระณะญานะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อะปะริยันตะญานะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา สัพพัญญุตะญานะ ปาระมิสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา จะตุวีสะติโกฏิสะตะวะชิระญานะ ปาระมิสัมปันโน
(ปะเวณิวัคโค สัตตะระสะโม) วรรคที่ 17

(พระคาถาสุนทรีวาณี) (หัวใจพระอาการวัตตาสูตร)
มุนินทะ วะทะนัมพุชะคัพภะ สัมภะวะสุนทะรี ปาณีนัง สะระณัง วาณี มัยหัง ปิณะยะตัง มะนัง

*************************************************************************************
หลวงพ่อใหญ่(หลวงปู่สังวาลย์)เล่าให้ฟัง
วันพระแรม 8 ค่ำ เดือน 3 ปีมะแม บทอาการวัตตาสูตรนี่นะ เทวดาจะหมดอายุแล้วจะต้องจุติ เสียใจก็เที่ยวถามหมู่เทพเทวดาทั้งหลาย เทวดาผู้ใหญ่บอกให้เอาอาการวัตตาสูตรมาสวด สามารถอายุยืนได้ เราอยากจะช่วยรักษาบทสวดนี้เอาไว้ ไม่ให้สูญหาย พิมพ์ตัวโตๆนะ จะได้สวดกัน ก่อนนี้เราอยู่ในป่าช้า แรมค่ำหนึ่งหรือสองค่ำ เดือนยังไม่ทันพ้นยอดไม้ เรากำลังนั่งสมาธิอยู่ ฝันว่ามีคนมาสวดอาการวัตตาสูตรให้กับเรา บอกจะป้องกันไว้ให้ ป่าช้าก็สะท้านหวั่นไหว เหมือนพายุพัดอึกทึกเหมือนวัวควายมันกำลังวิ่งมา หมาที่อยู่ที่นั่นมันก็เห่าแบบกลัวเลยนะ แต่เราก็ไม่หวั่นไหวเลย นั่งเฉย พอรุ่งเช้าเราไปดูก็เห็นกิ่งยางกับต้นไม้ในป่าช้าหักจริงๆ พออีก 2 วัน ก็ฝันว่าให้เราท่องมนต์บทนี้ ทั้งๆ ที่เราสวดไม่ได้ พอรุ่งขึ้นในบิณฑบาตก็มีคนมาใส่บาตร เอาบทสวดนี้มาให้กับเรา เราก็เลยสวด สวดจนขึ้นใจ แบบท่องปาติโมกข์ พอได้กรรมฐาน เลยไม่ได้สวดเลย ท่องบทนี้ไปที่ไหนไม่อดอยากนะ ใครท่องแล้วไปไหนจะไม่อดอยาก จะไม่ตายโหง หมาบ้าควายบ้าจะไม่ทำลายได้ มีอานุภาพดี พิมพ์ตัวโตๆ นะ พิมพ์สีอะไร แบบไหนก็ดีทั้งนั้น สำหรับเราไม่มีอะไรไม่ดี ทุกอย่างดีหมด
พุทธคุณโดยพิสดาร (คู่พระอาการวัตตาสูตร)

อิติปิ โส ภะคะวา อะสุภะรัพภะ(กัมมัฏฐานัง) สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ยะมะโลกา สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ปะฐะวีธาตุ สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อาโปธาตุ สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา เตโชธาตุ สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา วาโยธาตุ สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อากาสะธาตุ สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา วิญญาณะธาตุ สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา โลกะธาตุ สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา จาตุมมะหาราชิกา เทวา สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ตาวะติงสา เทวา สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ยามา เทวา สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ตุสิตา เทวา สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา นิมมานะระตี เทวา สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ปะระนิมมิตะวะสะวัตตี เทวา สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา พรหมะปะริสัชชา เทวา สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา พรหมะปะโรหิตา เทวา สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา มะหาพรหมา เทวา สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ปะริตตาภา พรหมา เทวา สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อัปปะมาณาภา พรหมา เทวา สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อะภัสสะรา พรหมา เทวา สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ปะริตะสุภา พรหมา เทวา สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อัปปะมาณะสุภา พรหมา เทวา สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา สุภะกิณหะกา พรหมา เทวา สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อะสัญญีสัตตา พรหมา เทวา สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา เวหัปผะลา พรหมา เทวา สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อะวิหา พรหมา เทวา สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อะตัปปา พรหมา เทวา สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา สุทัสสา พรหมา เทวา สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา สุทัสสี พรหมา เทวา สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อะกะนิฏฐะกา พรหมา เทวา สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อากาสานัญจายะตะนะ พรหมา เทวา สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา วิญญาณัญจายะตะนะ พรหมา เทวา สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อากิญจัญญายะตะนะ พรหมา เทวา สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา เนวะสัญญานาสัญญายะตะนะ พรหมา เทวา สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา โสตาปัตติมัคโค สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา โสตาปัตติผะโล สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา สะกิทาคามิมัคโค สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา สะกิทาคามิผะโล สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อะนาคามิมัคโค สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อะนาคามิผะโล สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัตตะมัคโค สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัตตะผะโล สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา นิพพานัง ปะระมัง สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา นะโมเม สัพพะพุทธานัง สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา นะโมโพธิมุตตะมัง สัมมาวิชชาจะระณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ตัณหังกะโร นามะ ภะคะวา สะมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา เมธังกะโร นามะ ภะคะวา สะมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา สะระณังกะโร นามะ ภะคะวา สะมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ทีปังกะโร นามะ ภะคะวา สะมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา โกณฑัญโญ นามะ ภะคะวา สะมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา มังคะโล นามะ ภะคะวา สะมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา สุมะโน นามะ ภะคะวา สะมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา เรวะโต นามะ ภะคะวา สะมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา โสภิโต นามะ ภะคะวา สะมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อะโนมะทัสสี นามะ ภะคะวา สะมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ปะทุโม นามะ ภะคะวา สะมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา นาระโท นามะ ภะคะวา สะมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ปะทุมุตตะโร นามะ ภะคะวา สะมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา สุเมโธ นามะ ภะคะวา สะมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา สุชาโต นามะ ภะคะวา สะมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ปิยะทัสสี นามะ ภะคะวา สะมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อัตถะทัสสี นามะ ภะคะวา สะมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ธัมมะทัสสี นามะ ภะคะวา สะมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา สิทธัตโถ นามะ ภะคะวา สะมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ติสโส นามะ ภะคะวา สะมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ปุสโส นามะ ภะคะวา สะมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา วิปัสสี นามะ ภะคะวา สะมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา สิขี นามะ ภะคะวา สะมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา เวสสะภู นามะ ภะคะวา สะมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา กะกุสันโธ นามะ ภะคะวา สะมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา โกนาคะมะโน นามะ ภะคะวา สะมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา กัสสะโป นามะ ภะคะวา สะมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา โคตะโม นามะ ภะคะวา สะมาธิปัญญาคุณะสัมปันโน
ตัง โข ปะนะ ภะคะวันตัง เอวัง กัลยาโณ กิตติสัทโท อัพภุคคะโต, อิติปิ โส ภะคะวา, อะระหัง,
สัมมาสัมพุทโธ, วิชชาจะระณะสัมปันโน, สุคะโต, โลกะวิทู, อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ,
สัตถาเทวะมะนุสสานัง, พุทโธ, ภะคะวาติ, โส อิมัง โลกัง สะเทวะกัง สะมาระกัง สะพรัหมะกัง สัสสะ
มะณะ พราหมะณิงปะชัง สะเทวะมะนุสสัง สะยัง อะภิญญาสัจฉิกัตวา ปะเวเทสิ โส ภะคะวา จักขุภูโต
ญาณะภูโต ธัมมะภูโตตัสสะทา ปะวัตตา อัสสะชะเนนตาอะมะตัสสะทาตา ธัมมะสามิ ธัมมะราชา
ธัมมัง เทเสสิ อาทิกัลยาณัง มัชเฌกัลยาณังปะริโยสานะกัลยานัง สาตถัง สะพยัญชะนัง เกวะละปะริ
ปุณณัง ปะริสุทธัง พรหมะจะริยัง ปะกาเสสิ สาธุ โข ปะนะ ตะถารูปา

**************************************


พระคาถาตามพุทธตำนานที่เชิดชูถึงพระสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงปราบมารและทิธิต่างๆ
พระคาถาบทพาหุง
1.พาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง ครีเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท, ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ
2.มาราติเรกะมะภิยุชฌิตะสัพพะรัตติง โฆรัมปะนาฬะวะกะมักขะมะถัทธะยักขัง ขันตีสุทันตะวิธินา ชิตะวา มุนินโท, ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ
3.นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมัตตะภูตัง ทาวัคคิจักกะมะสะนีวะ สุทารุณันตัง เมตตัมพุเสกะวิธินา ชิตะวา มุนินโท, ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ
4.อุกขิตตะขัคคะมะติหัตถะ สุทารุณันตัง ธาวันติโยชะนะปะถังคุลิมาละวันตัง อิทธีภิสังขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโท, ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ
5.กัตวานะ กัฏฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินียา จิญจายะ ทุฏฐะวะจะนัง ชะนะกายะมัชเฌ สันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท, ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิฯ
6.สัจจัง วิหายะ มะติสัจจะกะวาทะเกตุง วาทาภิโรปิตะมะนัง อะติอันธะภูตัง ปัญญาปะทีปะชะลิโต ชิตะวา มุนินโท, ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ
7.นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง ปุตเตนะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโต อิทธูปะเทสะวิธินา ชิตะวา มุนินโท, ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ
8.ทุคคาหะทิฏฐิภุชะเคนะ สุทัฏฐะหัตถังพรัหมัง วิสุทธิชุติมิทธิพะกาภิธานัง
ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท, ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ
9.เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอัฏฐะคาถา โย วาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันที หิตวานะเนกะวิวิธานิ จุปัททะวานิ โมกขัง สุขัง อะธิคะเมยยะ นะโร สะปัญโญฯ
* ถ้าสวดให้คนอื่นใช้คำว่า เต สวดให้ตัวเองใช้คำว่า เม (เต แปลว่าท่าน - เม แปลว่าข้าพเจ้า)

มหาการุณิโก
มหาการุณิโก นาโถ หิตายะ สัพพะปาณินัง ปูเรตวา ปาระมี สัพพา ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ เต ชะยะมังคะลังฯชะยันโต โพธิยา มูเล สักยานัง นันทิวัฑฒะโน เอวัง ตะวัง วิชะโย โหหิ ชะยัสสุ ชะยะมังคะเล อะปะราชิตะปัลลังเก สีเส ปะฐะวิโปกขะเร อะภิเสเก สัพพะ พุทธานัง อัคคัปปัตโต ปะโมทะติฯ สุนักขัตตัง สุมังคะลัง สุปะภาตัง สุหุฏฐิตัง สุขะโณ สุมุหุตโต จะ สุยิฏฐัง พรัหมะ จารีสุ ปะทักขิณัง กายะกัมมัง วาจากัมมัง ปะทักขิณัง ปะทักขิณัง มโนกัมมัง ปะณิธี เต ปะทักขิณา ปะทักขิณานิ กัตวานะ ละภันตัดเถ ปะทักขิเณฯ
ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะพุทธา นุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต*
ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะธัมมา นุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต*
ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะสังฆา นุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต*
* ถ้าสวดให้คนอื่นใช้คำว่า เต สวดให้ตัวเองใช้คำว่า เม (เต แปลว่าท่าน - เม แปลว่าข้าพเจ้า)

คำไหว้ปาระมี 30 ทัส
ทานะ ปาระมี สัมปันโน , ทานะอุปะปาระมี สัมปันโน , ทานะปะรามัตถะปาระมี สัมปันโน , เมตตา ไมตรี กรุณา มุฑิตา อะเปกขา ปาระมี สัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา
สีละปาระมี สัมปันโน , สีละอุปะปาระมี สัมปันโน , สีละปะระมัตถะปาระมี สัมปันโน , เมตตา กรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมี สัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา
เนกขัมมะปาระมี สัมปันโน , เนกขัมมะอุปะปาระมี สัมปันโน , เนกขัมมะปะระมัตถะปาระมี สัมปันโน , เมตตา กรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมี สัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา
ปัญญาปาระมี สัมปันโน , ปัญญาอุปะปารมี สัมปันโน , ปัญญาปะระมัตถะปาระมี สัมปันโน , เมตตา กรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมี สัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา
ขันตีปาระมี สัมปันโน , ขันตีอุปะปาระมี สัมปันโน , ขันตีปะระมัตถะปาระมี สัมปันโน , เมตตา กรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมี สัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา
สัจจะปาระมี สัมปันโน , สัจจะอุปะปาระมี สัมปันโน , สัจจะปะระมัตถะปาระมี สัมปันโน , เมตตา กรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมี สัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา
อะธิฏฐานะปาระมี สัมปันโน , อะธิฏฐานะอุปะปาระมี สัมปันโน , อะธิฏฐานะปะระมัตถะปาระมี สัมปันโน , เมตตา กรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมี สัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา
เมตตาปาระมี สัมปันโน , เมตตาอุปะปาระมี สัมปันโน , เมตตาปะระมัตถะปาระมี สัมปันโน , เมตตา กรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมี สัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา
อุเปกขาปาระมี สัมปันโน , อุเปกขาอุปะปาระมี สัมปันโน , อุเปกขาปะระมัตถะปาระมี สัมปันโน , เมตตา กรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมี สัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา
ทะสะปาระมี สัมปันโน , ทะสะอุปะปาระมี สัมปันโน , ทะสะปะระมัตถะปาระมี สัมปันโน , เมตตา กรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมี สัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ นะมามิหังฯ


พระคาถาป้องกันภัยทั้ง10ทิศ
บูระพารัสมิง พรพุทธะคุณัง บูรพารัสมิง พระธัมเมตัง บูรพารัสมิง พระสังฆานัง ทุกขะโรคะ ภะยัง วิวัญชัยเย สัพพะทุกข์ สัพพะโศก สัพพะโรค สัพพะภัย สัพพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวัญชัยเย สัพพะธะนัง สัพพะลาภัง ภะวันตุเม รักขันตุ สุรักขันตุฯ
อาคะเนยรัสมิง พรพุทธะคุณัง อาคะเนยรัสมิง พระธัมเมตัง อาคะเนยรัสมิง พระสังฆานัง ทุกขะโรคะ ภะยัง วิวัญชัยเย สัพพะทุกข์ สัพพะโศก สัพพะโรค สัพพะภัย สัพพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวัญชัยเย สัพพะธะนัง สัพพะลาภัง ภะวันตุเม รักขันตุ สุรักขันตุฯ
ทักษิณรัสมิง พรพุทธะคุณัง ทักษิณรัสมิง พระธัมเมตัง ทักษิณรัสมิง พระสังฆานัง ทุกขะโรคะ ภะยัง วิวัญชัยเย สัพพะทุกข์ สัพพะโศก สัพพะโรค สัพพะภัย สัพพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวัญชัยเย สัพพะธะนัง สัพพะลาภัง ภะวันตุเม รักขันตุ สุรักขันตุฯ
หรดีรัสมิง พรพุทธะคุณัง หรดีรัสมิง พระธัมเมตัง หรดีรัสมิง พระสังฆานัง ทุกขะโรคะ ภะยัง วิวัญชัยเย สัพพะทุกข์ สัพพะโศก สัพพะโรค สัพพะภัย สัพพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวัญชัยเย สัพพะธะนัง สัพพะลาภัง ภะวันตุเม รักขันตุ สุรักขันตุฯ
ปัจจิมรัสมิง พรพุทธะคุณัง ปัจจิมรัสมิง พระธัมเมตัง ปัจจิมรัสมิง พระสังฆานัง ทุกขะโรคะ ภะยัง วิวัญชัยเย สัพพะทุกข์ สัพพะโศก สัพพะโรค สัพพะภัย สัพพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวัญชัยเย สัพพะธะนัง สัพพะลาภัง ภะวันตุเม รักขันตุ สุรักขันตุฯ
พายัพรัสมิง พรพุทธะคุณัง พายัพรัสมิง พระธัมเมตัง พายัพรัสมิง พระสังฆานัง ทุกขะโรคะ ภะยัง วิวัญชัยเย สัพพะทุกข์ สัพพะโศก สัพพะโรค สัพพะภัย สัพพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวัญชัยเย สัพพะธะนัง สัพพะลาภัง ภะวันตุเม รักขันตุ สุรักขันตุฯ
อุดรรัสมิง พรพุทธะคุณัง อุดรรัสมิง พระธัมเมตัง อุดรรัสมิง พระสังฆานัง ทุกขะโรคะ ภะยัง วิวัญชัยเย สัพพะทุกข์ สัพพะโศก สัพพะโรค สัพพะภัย สัพพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวัญชัยเย สัพพะธะนัง สัพพะลาภัง ภะวันตุเม รักขันตุ สุรักขันตุฯ
อิสานรัสมิง พรพุทธะคุณัง อิสานรัสมิง พระธัมเมตัง อิสานรัสมิง พระสังฆานัง ทุกขะโรคะ ภะยัง วิวัญชัยเย สัพพะทุกข์ สัพพะโศก สัพพะโรค สัพพะภัย สัพพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวัญชัยเย สัพพะธะนัง สัพพะลาภัง ภะวันตุเม รักขันตุ สุรักขันตุฯ
อากาศรัสมิง พรพุทธะคุณัง อากาศรัสมิง พระธัมเมตัง อากาศรัสมิง พระสังฆานัง ทุกขะโรคะ ภะยัง วิวัญชัยเย สัพพะทุกข์ สัพพะโศก สัพพะโรค สัพพะภัย สัพพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวัญชัยเย สัพพะธะนัง สัพพะลาภัง ภะวันตุเม รักขันตุ สุรักขันตุฯ
ปฐวีรัสมิง พรพุทธะคุณัง ปฐวีรัสมิง พระธัมเมตัง ปฐวีรัสมิง พระสังฆานัง ทุกขะโรคะ ภะยัง วิวัญชัยเย สัพพะทุกข์ สัพพะโศก สัพพะโรค สัพพะภัย สัพพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวัญชัยเย สัพพะธะนัง สัพพะลาภัง ภะวันตุเม รักขันตุ สุรักขันตุฯ

พุทธทำนาย ถอดความจากศิลาจารึก เขตมหาวิหาร ประเทศอินเดีย
สาธุ อรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นพระสัพพัญญูรู้แจ้งโลกทั้งในอดีตและใน อนาคต ทรงมีเมตตากรุณาแก่สัตว์โลกเป็นล้นพ้นเมื่อครั้งพระองค์ดำรงพระชนม์อยู่ ได้ตรัสแก่พระอานนท์ว่า ดูก่อนอานนท์ เมื่อศาสนาของของตถาคตล่วงเลยไปถึง กึ่งพุทธกาล สัตว์โลกทั้งหลาย ที่เกิดในยุคนั้น จะพบแต่ความลำบาก ทุกชาติทุกศาสนา ตามธรรมชาติอันหมุนเวียนของ โลก ที่หมุนไปใกล้ความแตกสลาย แผ่นดินแผ่นน้ำจะลุกเป็นไฟ มนุษย์และสัตว์จะได้ รับภัยพิบัติสารพัดทั่วทุกทิศ คนในสมัยนั้นจะมีนิสัยโหด ดุจกำเนิดจากสัตว์ป่า อำมหิตจะรบราฆ่าฟันกันเองถึงเลือดนองแผ่นดินแผ่นน้ำ ส่วนเวไนยสัตว์ ผู้ขวนขวาย ในกุศลตามวจนะของตถาคตก็จะระงับร้อนไม่รุนแรง บ้านเมืองใดมีความเคารพยำเกรงใน พระรัตนตรัยและคุณบิดามารดา เหตุร้ายภัยพิบัติจะเบาบางแต่ก็จะหนีกฎธรรมชาติไม่ พ้น เริ่มแต่พุทธศาสนาล่วงเลย ๒,๕๐๐ ปี เป็นต้นไป ไฟจะรุกรามมาทาง ทิศตะวันออก ไหม้วัดวาอาราม สมชีพรามณ์จะอดอยากยากเข็ญ ลูกไฟจะตกจากฟ้าเป็น เพลิงผลาญ เหล็กกล้า จะทะยานจากน้ำ มหาสมุทธจะชอกซ้ำ สงครามจากทั่วทิศศึกจะติด เมืองข้าวจะขาดแคลนทั่วแคล้นจะอดอยาก ผีโขมดป่าจะเข้าเมือง พระเสื้อเมือง ทรง
เมือง จะหนีเข้าไพร ผู้เป็นใหญ่มีอำนาจ จะเรียกแมลงผีเสื้อเหล็กนับแสนตัว มา ปล่อยไข่เป็นไฟผลาญ ยักษ์หินที่ถูกสาบเป็นเวลานาน จะตื่นขึ้นมาอาละวาทโลก ดิน ฟ้าอากาศจะแปรปรวน ตลิ่งจะพัง แผ่นดินจะถล่มเป็นทะเลโลกมนุษย์จะดิ่งสู่ความ หายนะนักปราชญ์จะถูกทำร้ายให้สิ้นสูญ ในระยะนั้นศาสนาของตถาคตจะเสื่อมลงมาก เพราะพุทธบริษัทไม่ ต้องอยู่ใน ศิลธรรม เชื่อคำคนโกง กล่าวคำเท็จ ไม่เคารพรักธรรมนิยม คนประจบ สอพลอได้รับความเชื่อถือในสังคม ผู้ที่มีศิลธรรม ประพฤติดี ประพฤติชอบ กลับไม่ มีใคร เคารพยำเกรง พระธรรมจะเริ่มเปล่งรัศมีฉายแสงส่องโลกอีกวาระหนึ่งก็ต่อเมื่อ มีธรรมิกราช โพธิญาณบังเกิดขึ้น อยู่ในความอุปถัมภ์ของพระเถระผู้ทรงธรรมฤทธิ์ ทั้งสองพระ องค์สถิตย์ ณ เบื้องต้นตะวันออกของมัชฌิมประเทศ จะเสด็จมาเสริมสร้างศาสนาของ ตถาคต ให้รุ่งเรืองสืบไปถึง ๕,๐๐๐ พระวัสสา ดูก่อนอานนท์ เวลานั้นพลโลกเหลือน้อย คำทำนายของตถาคตนี้ ย่อม ยังเวไนยสัตว์ให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ผู้ใดรู้แล้วไม่เชื่อ นับว่าเป็นกรรม ของสัตว์ ที่ต้องสิ้นสุดไปตามกรรมชั่วของตน ผู้ใดปรารถนารอดพ้นจากภัยพิบัติ ให้ รักษาศิล ๕ ประการ เจริญเมตตาภารนา ประกอบสัมมาอาชีพ มีใจสันโดดรู้จักพอ ไม่โป้ ปดคตโกง ไม่หลงมัวเมาอำนาจและลาภยศ ตั้งใจปฏิบัติตน ตามคำสอนของตถาคต ให้มั่น คง จึงจะพ้นอันตรายในกึ่งพุทธกาล"
พระชัยมงคลคาถา ( ชนะศัตรู )
นะโม เม พุทธะเตชัสสา ระตะนัตตะยะธัมมิกา เตชะประสิทธิ ปะสีเทวา นารายะปะระเมสุรา
สิทธิ พรหมา จะอินทรา จะ จะตุโลกา คัมภีรักขะกา สะมุททา ภูตุงคังคา จะ สะพรัมพะชัยยะ
ปะสิทธิภะวันตุ เต ชัยยะ ชัยยะ ธะระณิ ธะระณี อุทะธิ อุทะธิ นะทิ นะที
ชัยยะ ชัยยะ คะคนละตนละนิสัย นิรัยเสนนะ เมรุราชชะ พล นระชีชัยยะ ชัยยะ คัมภีระโสมภี นาเคนทะนาคี ปีสาจจะ ภูตะกาลี





คาถาชินบัญชร
ปุตตะกาโมละเภปุตตัง ธะนะกาโมละเภธะนัง อัตถิกาเยกายะญายะ เทวานังปิยะตังสุตตะวา
อิติปิโสภะคะวา ยะมะราชาโน ท้าวเวสสุวัณโณ มรณังสุขัง อะระหังสุคะโต นะโมพุทธายะ
เริ่มบทพระคาถาชินบัญชร
1. ชะยาสะนากะตา พุทธา เชตวา มารัง สะวาหะนัง จะตุสัจจาสะภัง ระสัง เย ปิวิงสุ นะราสะภา.
2. ตัณหังกะราทะโย พุทธา อัฏฐะวีสะติ นายะกา สัพเพ ปะติฏฐิตา มัยหัง มัตถะเกเต มุนิสสะรา.
3. สีเส ปะติฏฐิโต มัยหัง พุทโธ ธัมโม ทะวิโลจะเน สังโฆ ปะติฏฐิโต มัยหัง อุเร สัพพะคุณากะโร.
4. หะทะเย เม อะนุรุทโธ สารีปุตโต จะทักขิเณโกณฑัญโญ ปิฏฐิภาคัสมิง โมคคัลลาโน จะ วามะเก.
5. ทักขิเณ สะวะเน มัยหัง อาสุง อานันทะ ราหุโลกัสสะโป จะ มะหานาโม อุภาสุง วามะโสตะเก.
6. เกสันเต ปิฏฐิภาคัสมิง สุริโย วะ ปะภังกะโรนิสินโน สิริสัมปันโน โสภิโต มุนิปุงคะโว
7. กุมาระกัสสโป เถโร มะเหสี จิตตะ วาทะโกโส มัยหัง วะทะเน นิจจัง ปะติฏฐาสิคุณากะโร.
8. ปุณโณ อังคุลิมาโร จะ อุปาลี นันทะ สีวะลีเถรา ปัญจะ อิเม ชาตา นะลาเต ติละกา มะมะ.
9. เสสาสีติ มะหาเถรา วิชิตา ชินะสาวะกาเอเตสีติ มะหาเถรา ชิตะวันโต ชิโนระสา
ชะลันตา สีละเตเชนะ อังคะมังเคสุ สัณฐิตา.
10. ระตะนัง ปุระโต อาสิ ทักขิเณ เมตตะ สุตตะกังธะชัคคัง ปัจฉะโต อาสิ วาเม อังคุลิมาละกัง
11. ขันธะโมระปะริตตัญจะ อาฏานาฏิยะ สุตตะกัง อากาเส ฉะทะนัง อาสิ เสสา ปาการะสัณฐิตา
12. ชินา นานาวะระสังยุตตา สัตตัปปาการะ ลังกะตาวาตะปิตตาทะสัญชาตา พาหิรัช ฌัตตุปัททะวา.
13. อะเสสา วินะยัง ยันตุ อะนันตะชินะ เตชะสาวะสะโต เม สะกิจเจนะ สะทา สัมพุทธะปัญชะเร.
14. ชินะปัญชะระมัชฌัมหิ วิหะรันตัง มะฮี ตะเล สะทา ปาเลนตุ มัง สัพเพ เต มะหาปุริสาสะภา.
15. อิจเจวะมันโต สุคุตโต สุรักโขชินานุภาเวนะ ชิตุปัททะโวธัมมานุภาเวนะ ชิตาริสังโฆสังฆานุภาเวนะ ชิตันตะราโยสัทธัมมานุภาวะปาลิโต จะรามิ ชินะ ปัญชะเรติ.

ตำนานบทสวดเจ็ดตำนาน อานุภาพแห่งพระพุทธมนต์
เจ็ดตำนานหรือพระปริตร ซึ่งหมายถึง มนต์อันเป็นเครื่องป้องกันภยันตรายต่างๆมีอยู่ด้วยกัน 7 พระสูตรคือ
1. มงคลสูตร ว่าด้วยเหตุที่จะทำให้เกิดสิริมงคล
2. รัตนสูตรว่าด้วยรัตนทั้ง 3 คือพระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์ สวดเพื่อปัดเป่าอุปัทวันตรายให้หมดไป
3. กรณีย เมตตสูตร ว่าด้วยการเจริญเมตตา ไปไหนมาไหนให้คน เทวดารักใคร่เมตตา
4. ขันธปริตร ว่าด้วยพระพุทธมนต์สำหรับป้องกันสัตว์ร้ายพวกอสรพิษ
5. ธชัคคสูตร ว่าด้วยการเคารพธงและการรำลึกถึงคุณพระรัตนตรัยทำให้หายหวาดกลัว
6. อาฏานาฏิยปริตร ว่าด้วยพระพุทธมนต์ที่สามารถป้องกันอุปัทวันตรายทั้งปวง
7. อังคุลิมาลปริตร ว่าด้วยมนต์ขององคุลีมาล ใช้ในงานมงคลหรือทำให้คลอดลูกง่าย
พระธารณะปริตร
1. พุทธานัง ชีวิตัสสะ นะ สักกา เกนะจิ อันตราโย กาตุง ตถา เม โหตุ
2. อตีตังเส พุทธัสสะ ภควโต อัปปฏิหะตัง ญานัง อนาคะตังเส พุทธัสสะ ภควโต อัปปฏิหะตัง ญานัง
ปัจจุปปันนังเส พุทธัสสะ ภควโต อัปปฏิหะตัง ญานัง, อิเมหิ ตีหิ ธัมเมหิ สะมันนาคะตัสสะ พุทธัสสะ ภควโต
3. สัพพัง กายะกัมมัง ญาณะปุพพังคะมัง ญาณานุปริวัตตัง สัพพัง วจีกัมมัง ญาณะปุพพังคะมัง ญาณานุปริวัตตัง สัพพัง มโนกัมมัง ญาณะปุพพังคะมัง ญาณานุปริวัตตัง อิเมหิ ฉะหิ ธัมเมหิ สะมันนาคะตัสสะ พุทธัสสะภควโต
4. นัตถิ ฉันทัสสะ หานิ นัตถิ ธัมมะเทสะนายะ หานิ นัตถิ วีริยัสสะ หานิ นัตถิ วิปัสสะนายะ หานิ
นัตถิ สมาธิสสะ หานิ นัตถิ วิมุตติยาหานิ อิเมหิทวาทะสะหิ ธัมเมหิ สะมันนาคะตัสสะพุทธัสสะภควโต
5. นัตถิ ทวา, นัตถิ รวา นัตถิ อัปผุตัง, นัตถิเวคายิตัตตัง นัตถิ อัพยาวะฏะมโนนัตถิ อัปปฏิสังขานุเปกขา
อิเมหิ อัฏฐาระสะหิ ธัมเมหิ สะมันนาคะตัสสะ พุทธัสสะ ภควโต นโม สัตตันนัง สัมมาสัมพุทธานัง.
6. นัตถิ ตถาคะตัสสะ กายะทุจจะริตัง นัตถิ ตถาคะตัสสะวจีทุจจะริตัง นัตถิ ตถาคะตัสสะ มโนทุจจะริตัง นัตถิ อตีตังเส พุทธัสสะ ภควโต ปฏิหะตัง ญานัง นัตถิ อนาคะตังเส พุทธัสสะ ภควโต ปฏิหะตัง ญานัง นัตถิ ปัจจุปันนังเส พุทธัสสะ ภควโต ปฏิหะตัง ญานัง นัตถิ สัพพัง กายะกัมมัง ญาณาปุพพังคมัง ญานัง นานุปริวัตตัง นัตถิ สัพพัง วจีกัมมัง ญาณาปุพพังคมัง ญานัง นานุปริวัตตัง นัตถิ สัพพัง มโนกัมมัง ญาณาปุพพังคมัง ญานัง นานุปริวัตตัง อิมัง ธาระนัง อะมิตัง อะสะมัง, สัพพะสัตตานัง ตาณัง เลณัง สังสาระภยะภีตานัง อัคคัง มหาเตชัง. อิมัง อานันทะ ธารณะปริตตัง ธาเรหิ วาเจหิ ปริปุจฉาหิ ตัสสะ กาเย วิสัง นะ กเมยยะ อุทะเก นะ ลัคเคยยะ อัคคิ นะ ฑะเหยยะ, นานาภยะวิโก
นะ เอกาหาระโก, นะ ทวิหาระโก, นะ ติหาระโก นะ จตุหาระโก, นะ อุมมัตตะกัง, นะ มูฬหะกัง
มนุสเสหิ อะมนุสเสหิ นะ หิงสะกา
7. ตัง ธารณะปริตตัง ยะถา กตะมัง ชาโล, มหาชาโล ชาลิตเต, มหาชาลิตเต ปุคเค, มหาปุคเค สัมปัตเต, มหาสัมปัตเต ภูตังคัมหิ ตะมังคะลัง
8. อิมัง โข ปนานันทะ ธารณะปริตตัง สัตตะสัตตะติ สัมมาสัมพุทธะโกฏีหิ ภาสิตังวัตเต, อะวัตเต, คันธะเว, อะคันธะเว โนเม, อะโนเม, เสเว, อะเสเว กาเย, อะกาเย, ธาระเณ, อะธาระเณ อิลลิ, มิลลิ, ติลลิ, มิลลิ โยรุกเข, มหาโยรุกเข ภูตังคัมหิ, ตะมังคะลัง,
9. อิมัง โข ปนานันทะ ธารณะปริตตัง นวะนวุติยา สัมมาสัมพุทธะโกฏิหิ ภาสิตัง,
ทิฏฐิลา, ทัณฑิลา, มันติลา, โรคิลา, ขะระลา, ทุพภิลา, เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โสตถิ เม โหตุ สัพะทา.
พระคาถาป้องกันมหาภัย (หัวใจพระธารณะปริตร)
ทิฏฐิลา ทัณฑิลา มันติลา โรคิลา ขะระลา ทุพภิลา เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โสตถิ เม โหตุ สัพะทา.

โอสถะปริตรสักกัตวา
สวดเป็นยารักษาโรค
สักกัตตะวา พุทธะระตะนัง เพราะทำความเคารพพระพุทธรัตนะ
โอสะถัง อุตตะมัง วะรัง อันเป็นดั่งโอสถอันอุดมประเสริฐ
หิตัง เทวะมะนุสสานัง เป็นประโยชน์แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
พุทธะเตเชนะ โสตถินา ด้วยเดชแห่งพระพุทธเจ้า
นัสสันตุปัททะวา สัพเพ ขอสรรพอุปัทวะทั้งหลายจงพินาศไป
ทุกขา วูปะสะเมนตุ เต ขอทุกข์ทั้งหลายของท่านจงสงบไปโดยสวัสดี
สักกัตตะวา ธัมมะระตะนัง เพราะทำความเคารพพระธรรมรัตนะ
โอสะถัง อุตตะมัง วะรัง อันเป็นดั่งโอสถอันอุดมประเสริฐ
ปะริฬาหูปะสะมะนัง เป็นเครื่องระงับความกระวนกระวาย
ธัมมะเตเชนะ โสตถินา ด้วยเดชแห่งพระธรรมรัตนะ
นัสสันตุปัททะวา สัพเพ ขอสรรพอุปัทวะทั้งหลายจงินาศไป
ทุกขา วูปะสะเมนตุ เต ขอทุกข์ทั้งหลายของท่านจงสงบไปโดยสวัสดี
สักกัตตะวา ธัมมะระตะนัง เพราะทำความเคารพพระธรรมรัตนะ
โอสะถัง อุตตะมัง วะรัง อันเป็นดั่งโอสถอันอุดมประเสริฐ
ปะริฬาหูปะสะมะนัง เป็นเครื่องระงับความกระวนกระวาย
ธัมมะเตเชนะ โสตถินา ด้วยเดชแห่งพระธรรมรัตนะ
นัสสันตุปัททะวา สัพเพ ขอสรรพอุปัทวะทั้งหลายจงินาศไป
ภะยา วูปะสะเมนตุ เต ขอภัยทั้งหลายของท่านจงสงบไปโดยสวัสดี
สักกัตตะวา สังฆะระตะนัง เพราะทำความเคารพพระสงฆรัตนะ
โอสะถัง อุตตะมัง วะรัง อันเป็นดั่งโอสถอันอุดมประเสริฐ
อาหุเนยยัง ปาหุเนยยัง เป็นผู้ควรแก่สักการะที่เขานำมาบูชา เป็นผู้ควรแก่สักการะที่เขาจัดไว้ต้อนรับ
สังฆะเตเชนะ โสตถินา ด้วยเดชแห่งพระสงฆ์
นัสสันตุปัททะวา สัพเพ ขอสรรพอุปัทวะทั้งหลายจงินาศไป
โรคา วูปะสะเมนตุ เต ขอโรคทั้งหลายของท่านจงสงบไปโดยสวัสดี
รัตนสูตรยังกิญจิ
ทำให้โรคภัยไม่เบียด
ยังกิญจิ วิตตัง อิธะ วา หุรัง วา สะเคสุ วา ยัง ระตะนัง ปะณีตัง นะ โน สะมัง อัตถิ ตะถาคะเตนะ
อิทัมปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณีตัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ ขะยัง วิราคัง อะมะตัง ปะณีตัง
ยะทัชฌะคา สัก์ยะมุนี สะมาหิโต นะ เตนะ ธัมเมนะ สะมัตถิ กิญจิ อิทัมปิ ธัมเม ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ ยัมพุทธะเสฏโฐ ปะริวัณณะยีสุจิง สะมาธิมานันตะริกัญญะมาหุ
สะมาธินา เตนะ สะโม นะ วิชชะติ อิทัมปิ ธัมเม ระตะนัง ปะณีตัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
เย ปุคคะลา อัฏฐะ สะตัง ปะสัฏฐา จัตตาริ เอตานิ ยุคานิ โหนติ เต ทักขิเณยยา สุคะตัสสะ สาวะกา
เอเตสุ ทินนานิ มะหัปผะลานิ อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
เย สุปปะยุตตา มะนะสา ทัฬเหนะ นิกกามิโน โคตะมะสาสะนัมหิ เต ปัตติปัตตา อะมะตัง วิคัยหะ
ลัทธา มุธา นิพพุติง ภุญชะมานา อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
ขีณัง ปุราณัง นะวัง นัตถิ สัมภะวัง วิรัตตะจิตตายะติเก ภะวัสมิง เต ขีระพีชา อะวิรุฬหิฉันทา
นิพพันติ ธีรา ยะถายัมปะทีโปอิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ

กรณียเมตตสูตรเมตตัญจะ
ทำให้ภูติผีไม่มารบกวน
เมตตัญจะ สัพพะโลกัสมิง มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง อุทธัง อะโธ จะ ติริยัญจะ อะสัมพาธัง อะเวรังอะสะปัตตัง ติฏฐัญจะรัง นิสินโน วา สะยาโน วา ยาวะตัสสะ วิคะตะมิทโธ เอตัง สะติง อะธิฏเฐยยะ พรัหมะเมตัง วิหารัง อิธะมาหุ ทิฏฐิญ จะ อะนุปะคัมมะ สีละวา ทัสสะเนนะ สัมปันโน กาเมสุ วิเนยยะ เคธัง นะหิ ชาตุ คัพภะเสยยัง ปุนะเรตีติ ฯ

ขันธปริตรอัปปะมาโน
ป้องกันจากสัตว์มีพิษ
อัปปะมาโณ พุทโธ อัปปะมาโณ ธัมโม อัปปะมาโณ สังโฆปะมาณะวันตานิ สิริงสะปานิ อะหิ วิจฉิกา
สะตะปะที อุณณานาภี สะระภู มูสิกา กะตา เม รักขา กะตา เม ปะริตตา ปะฏิกกะมันตุ ภูตานิ โสหัง นะโม ภะคะวะโต นะโม สันตันนัง สัมมาสัมพุทธานังฯ




ยอดพระกัณฑ์พระไตรปิฎก
ยอดพระกัณฑ์ฉบับนี้ ได้มาจากต้นฉบับเดิมที่จารไว้บนใบลานเป็นอักษรขอมซึ่ง เปิดกรุครั้งแรกที่เมืองสวรรคโลก มีบันทึกเอาไว้ว่าผู้ใดสวดมนต์เป็นประจำทุกเช้าเย็น จะป้องกันภัยอันตรายต่างๆได้รอบด้าน ภาวนาพระคาถาอื่นสัก ๑๐๐ปีก็ไม่เท่ากับอานิสงส์ของการสวดยอดพระกัณฑ์พระไตรปิฎกนี้เพียงครั้งเดียว ผู้ใดที่สวดครบ ๗ วัน หรือครบอายุปัจจุบันของตัวเอง จะมีโชคลาภ ทำมาค้าขายรุ่งเรือง ปราศจากภัยพิบัติทั้งปวง ก่อนสวดยอดพระกัณฑ์พระไตรปิฏก พึงคุกเข่าพนมมือตั้งใจบูชาพระรัตนตรัย นมัสการพระรัตนตรัย นมัสการพระพุทธเจ้า นมัสการพระพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ขอให้ตั้งจิตมั่นในบทสวดมนต์จะมีเทพยดาอารักษ์ทั้งหลายร่วมอนุโมทนาสาธุการ อย่าได้ทำเล่นจะเกิดโทษแก่ตัว
คำบูชาพระรัตนตรัย
โย โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ อิเมหิ สักกาเรหิ ตัง ภะคะวันตัง อะภิปูชะยามิ
โย โส สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม อิเมหิ สักกาเรหิ ตัง ภะคะวันตัง อะภิปูชะยามิ
โย โส สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อิเมหิ สักกาเรหิ ตัง ภะคะวันตัง อะภิปูชะยามิ
นมัสการพระพุทธเจ้า
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
ยอดพระกัณฑ์พระไตรปิฎกมีดังนี้
๑. อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง วัจจะโส ภะคะวา อิติปิ โส ภะคะวา สัมมาสัมพุทโธ วัจจะโส ภะคะวา
อิติปิ โส ภะคะวา วิชชาจะระณะสัมปันโน วัจจะโส ภะคะวา
อิติปิ โส ภะคะวา สุคะโต วัจจะโส ภะคะวา อิติปิ โส ภะคะวา โลกะวิทู วัจจะโส ภะคะวา
๒. อะระหันตัง สะระณัง คัจฉามิ อะระหันตัง สิระสา นะมามิ
สัมมาสัมพุทธัง สะระณัง คัจฉามิ สัมมาสัมพุทธัง สิระสา นะมามิ
วิชชาจะระณะสัมปันนัง สะระนัง คัจฉามิ วิชชาจะระณะสัมปันนัง สิระสา นะมามิ
สุคะตัง สะระณัง คัจฉามิ สุคะตัง สิระสา นะมามิ
โลกะวิทัง สะระณัง คัจฉามิ โลกะวิทัง สิระสา นะมามิ
๓. อิติปิ โส ภะคะวา อะนุตตะโร วัจจะโส ภะคะวา
อิติปิ โส ภะคะวา ปุริสะธัมมะสาระถิ วัจจะโส ภะคะวา
อิติปิ โส ภะคะวา สัตถา เทวะมะนุสสานัง วัจจะโส ภะคะวา
อิติปิ โส ภะคะวา พุทโธ วัจจะโส ภะคะวา
๔. อะนุตตะรัง สะระณัง คัจฉามิ อะนุตตะรัง สิระสา นะมามิ
ปุริสะทัมมะสาระถิ สะระณัง คัจฉามิ ปุริสะทัมมะสาระถิ สิระสา นะมามิ
สัตถา เทวะมะนุสสานัง สะระณัง คัจฉามิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง สิระสา นะมามิ
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ พุทธัง สิระสา นะมามิ
๕. อิติปิ โส ภะคะวา รูปะขันโธ อะนิจจะลักขะณะปาระมี จะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา เวทะนาขันโธ อะนิจจะลักขะณะปาระมี จะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา สัญญาขันโธ อะนิจจะลักขะณะปาระมี จะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา สังขาระขันโธ อะนิจจะลักขะณะปาระมี จะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา วิญญาณะขันโธ อะนิจจะลักขะณะปาระมี จะ สัมปันโน
๖. อิติปิ โส ภะคะวา ปะถะวีจักกะวาฬะ จาตุมะหาราชิกา ตาวะติงสา ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา เตโชจักกะวาฬะ จาตุมะหาราชิกา ตาวะติงสา ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา วาโยจักกะวาฬะ จาตุมะหาราชิกา ตาวะติงสา ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อาโปจักกะวาฬะ จาตุมะหาราชิกา ตาวะติงสา ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อากาสะจักกะวาฬะ จาตุมะหาราชิกา ตาวะติงสา ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
๗. อิติปิ โส ภะคะวา ยามาธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ตุสิตาธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา นิมมานะระติธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา กามาวะจะระธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
๘. อิติปิ โส ภะคะวา รูปาวะจะระธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ปะฐะมะฌานะธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ทุติยะฌานะธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ตะติยะฌานะธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา จะตุตถะฌานะธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ปัญจะมาฌานะธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
๙. อิติปิ โส ภะคะวา อากาสานัญจายะตะนะเนวะสัญญานา
สัญญายะตะนะอะรูปาวะจะระธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา วิญญาณัญจายะตะนะ เนวะสัญญานา
สัญญายะตะนะอะรูปาวะ จะระธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อากิญจัญญายะตะนะ เนวะสัญญานา
สัญญายะตะนะ อะรูปาวะ จะระธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
๑๐. อิติปิ โส ภะคะวา โสตาปะฏิมัคคะธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา สะกิทาคาปะฏิมัคคะ ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อะนาคาปะฏิมัคคะ ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัตตะปะฏิมัคคะ ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
๑๑. อิติปิ โส ภะคะวา โสตาอะระหัตตะ ปะฏิผะละธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา สะกิทาคาอะระหัตตะ ปะฏิผะละธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อะนาคาอะระหัตตะ ปะฏิผะละธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
๑๒. กุสะลา ธัมมา อิติปิ โส ภะคะวา อะ อา ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ชมภูทีปัญจะอิสสะโร
กุสะลา ธัมมา นะโม พุทธายะ นะโม ธัมมายะ นะโม สังฆายะ ปัญจะ พุทธา นะมามิหัง อา ปา มะ จุ ปะ
ที มะ สัง อัง ขุ สัง วิ ธา ปุ กะ ยะ ปะ อุ ปะ สะ ชะ สุ เห ปา สา ยะ โส โส สะ สะ อะ อะ อะ อะ นิ
เต ชะ สุ เน มะ ภู จะ นา วิ เว อะ สัง วิ สุ โล ปุ สะ ภุ พะ อิ สวา สุ สุ สวา อิ กุสะลา ธัมมา จิตติวิอัตถิ
๑๓. อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง อะ อา ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ สา โพธิ ปัญจะ อิสาะโร ธัมมา
๑๔. กุสะลา ธัมมา นันทะวิวังโก อิติ สัมมาพุทโธ สุ คะ ลา โน ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
จาตุมะหาราชิกา อิสสะโร กุสะลา ธัมมา อิติ วิชชาจะระณะสัมปันโน อุ อุ ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ตาวะติงสา อิสสะโร กุสะลา ธัมมา นันทะ ปัญจะ สุคะโต โลกะวิทู มะหาเอโอ ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ยามา อิสสะโร กุสะลา ธัมมา พรหมมาสัททะ ปัญจะ สัตตะ สัตตาปาระมี อะนุตตะโร
ยะมะกะขะ ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
๑๕. ตุสิตา อิสสะโร กุสะลา ธัมมา ปุ ยะ ปะ กะ ปุริสะทัมมะสาระถิ ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
๑๖. นิมมานะระติ อิสสะโร กุสะลา ธัมมา เหตุโปวะ สัตถา เทวะมะนุสสานัง ตะถา ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
๑๗. ปะระนิมมิตะ อิสสะโร กุสะลา ธัมมา สังขาระขันโธ ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา รูปะขันโธ พุทธะปะผะ ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
๑๘. พรหมมา อิสสะโร กุสะลา ธัมมา นัจจิปัจจะยา วินะปัญจะ ภะคะวะตา ยาวะนิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ นะโม พุทธัสสะ นะโม ธัมมัสสะ นะโม สังฆัสสะ พุทธิลา โลกะลา กะระกะนา เอเตนะ
สัจเจนะ สุวัตถิ โหนตุ หุลู หุลู หุลู สะวาหายะ ฯ
๑๙. นะโม พุทธัสสะ นะโม ธัมมัสสะ นะโม สังฆัสสะ วิตติ วิตติ วิตติ มิตติ มิตติ จิตติ จิตติ อัตติ อัตติ มะยะสุ สุวัตถิ โหนตุ หุลู หุลู หุลู สะวาหายะ
๒๐. อินทะสาวัง มะหาอินทะสาวัง พรหมะสาวัง มะหาพรหมะสาวัง จักกะวัตติสาวัง มะหาจักกะวัตติสาวัง เทวาสาวัง มะหาเทวาสาวัง อิสิสาวัง มะหาอิสิสาวัง มุนีสาวัง มะหามุนีสาวัง สัปปุริสาวัง มะหาสัปปุริสาวัง พุทธะสาวัง ปัจเจกะพุทธะสาวัง อะระหัตตะสาวัง สัพพะสิทธิวิชชาธะรานังสาวัง สัพพะโลกา อิริยานังสาวัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ
๒๑. สาวัง คุณัง วะชะพะลัง เตชัง วิริยัง สิทธิกัมมัง นิพพานัง โมกขัง คุยหะกัง ถานัง สีลัง ปัญญานิกขัง ปุญญัง ภาคะยัง ตัปปัง สุขัง สิริรูปัง จะตุวีสะติเสนัง เอเตนะสัจเจนะ สุวัตถิโหนตุ หุลูหุลูหุลู สะวาหายะ
๒๒. นะโม พุทธัสสะ นะโม ธัมมัสสะ นะโม สังฆัสสะ ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา รูปะขันโธ เวทะนาขันโธ สัญญาขันโธ สังขาระขันโธ วิญญาณะขันโธ นะโม อิติปิโส ภะคะวา
๒๓. นะโม พุทธัสสะ ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา รูปะขันโธ เวทะนาขันโธ สัญญาขันโธ สังขาระขันโธ วิญญาณะขันโธ นะโม สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม
๒๔. นะโม ธัมมัสสะ ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา รูปะขันโธ เวทะนาขันโธ สัญญาขันโธ สังขาระขันโธ วิญญาณะขันโธ นะโม สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม
๒๕. นะโม ธัมมัสสะ ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา รูปะขันโธ เวทะนาขันโธ สัญญาขันโธ สังขาระขันโธ วิญญาณะขันโธ นะโม สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
๒๖. นะโม สังฆัสสะ ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา รูปะขันโธ เวทะนาขันโธ สัญญาขันโธ
สังขาระขันโธ วิญญาณะขันโธ นะโม สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ วาหะปะริตตัง
๒๗. นะโม พุทธายะ มะอะอุ ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา ยาวะ ตัสสะ หาโย นะโม อุอะมะ ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา อุ อะมะ อาวันทา นะโม พุทธายะ นะ อะ กะ ติ นิ สะ ระ นะ อา ระ ปะ ขุ ธัง มะ อะ อุ ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา

คาถาแผ่เมตตาตนเอง
อะหัง สุขิโต โหมิ ขอให้ข้าพเจ้ามีความสุข
อะหัง นิททุกโข โหมิ ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากความทุกข์
อะหัง อะเวโร โหมิ ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากเวร
อะหัง อัพยาปัชโฌ โหมิ ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากอุปสรรคอันตรายทั้งปวง
สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ
ขอให้ข้าพเจ้าจงมีความสุขกายสุขใจ รักษากายวาจาใจให้พันจากความทุกข์ภัยทั้งปวงเถิด
แผ่เมตตาให้สรรพสัตว์
สัพเพสัตตา สัตว์ทั้งหลาย ที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
อะเวรา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย
อัพยาปัชฌา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้พยาบาทเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย
อนีฆา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย
สุขีอัตตานัง ปะริหะรันตุ จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิดฯ
บทกรวดน้ำ (อุทิศส่วนกุศล)
อิทัง เม มาตาปิตูนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ มาตาปิตะโร
- ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่มารดาบิดาของข้าพเจ้า ขอให้มารดาบิดาของข้าพเจ้า จงมีความสุข
อิทัง เม ญาตินัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย
- ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า ขอให้ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า จงมีความสุข
อิทัง เม คุรูปัชฌายาจริยานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ คุรูปัชฌายาจริยา
- ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แด่ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้า ขอให้ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ จงมีความสุข
อิทัง สัพพะ เทวะตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เทวา
- ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เทวดาทั้งหลาย ขอให้เทวดาทั้งหลายจงมีความสุข
อิทัง สัพพะเปตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เปตา
- ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่เปรตทั้งหลาย ขอให้เปรตทั้งหลาย จงมีความสุข
อิทัง สัพพะ เวรีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพเวรี
- ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย จงมีความสุข
อิทัง สัพพะสัตตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพสัตตา
- ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ขอให้สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงมีความสุข
คาถาแผ่เมตตาพรหมวิหารสี่
บทเมตตา
สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งสิ้น
อะเวรา โหนตุ จงเป็นผู้ไม่มีเวรแก่กันและกันเถิด
อัพยาปัชฌา โหนตุ จงเป็นผู้ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน
อะนีฆา โหนตุ จงเป็นผู้ไม่มีทุกข์กาย ทุกข์ใจเถิด
สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ จงเป็นผู้มีสุข พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด
บทกรุณา
สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งสิ้น
สัพพะทุกขา ปะมุจจันตุ จงพ้นจากทุกข์เถิด
บทมุทิตา
สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งสิ้น
มา ลัทธะสัมปัตติโต วิมุจจันตุ จงอย่าไปปราศจากสมบัติอันตนได้แล้วเถิด
บทอุเบกขา
สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ทั้งสิ้น
กัมมัสสะกา เป็นผู้มีกรรมเป็นของของตน
กัมมะทายาทา เป็นผู้รับผลของกรรม
กัมมะโยนิ เป็นผู้มีกรรมเป็นกำเนิด
กัมมะพันธุ เป็นผู้มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์
กัมมะปะฏิสะระณา เป็นผู้มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย
ยัง กัมมัง กะริสสันติ กระทำกรรมอันใดไว้
กัลยาณัง วา ปาปะกัง วา ดีหรือชั่ว
ตัสสะ ทายาทา ภะวิสสันติ จักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น
มงคลข้อที่ 11 มา ตา ปิ ตุ อุปัฏฐานัง การอุปัฏฐากมารดา บิดา ข้อสำคัญ คือ ลูกตั้งตัวเป็นคนดี ตั้งใจเล่าเรียนวิชา ครั้นเติบโตขึ้นมีเหย้าเรือนก็หาเลี้ยงชีพโดยสุจริต ทำมาหาได้ตั้งตัวได้ ย่อมเป็นที่พอใจของบิดามารดาทั่วไป เมื่อบุตรบริบูรณ์แล้ว ย่อมจักเกื้อกูลให้ความสุขแก่บิดามารดาได้ทั้งอามิสและปฏิบัติ คือ มีเวลาเฝ้าปฏิบัติเมื่อท่านป่วยไข้แก่เฒ่า บุตรผู้มีกตัญญู ตั้งใจสนองตอบแทนคุณท่านจนถึงตลอดชีวิต มีการทำฌาปนกิจอุทิศให้เป็นที่สุด บุตรที่ดีย่อมประพฤติปฏิบัติเกื้อกูลมารดาบิดาอย่างนี้ กุลบุตร ที่เกิดมาพึงเห็นว่าตนเป็นบุตรของท่านคนหนึ่ง มารดาบิดาชื่อว่าเป็นบุพการี ผู้ทำอุปการะก่อน และชื่อว่าบุรพาจารย์เป็นครูผู้สอนก่อนชื่อเป็นพรหมของบุตรเพราะเป็นผู้มีเมตตากรุณาก่อนผู้อื่น พึงเข้าใจว่าสกลกายของตนที่เป็นอยู่นี้เนื่องมาจากมารดาบิดา ส่วนตัวของเราแท้มีแต่วิญญาณและจิต ที่เรียกว่า ปฏิสนธิจิต กับ กุสลากุศล เป็นผู้อุปถัมภ์ ให้ประณีตและเลวทรามเท่านั้น ตัวภพตัวชาตินี้ต้องถือเอาความว่าแบ่งมาจากมารดานั้นแหละเป็นส่วนมาก คือเมื่อตั้งปฏิสนธิแล้วต้องอาศัยแบ่งเลือดเนื้อจากมารดาเป็นสกลกายของตน จนถึงคลอดก็ยังต้องดื่มน้ำนมของมารดา อาศัยบิดามารดาเลี้ยงชีพจนเติบใหญ่ สกลกายอันนี้จึงชื่อว่าเนื่องอยู่กับด้วยมารดาบิดา ให้เห็นว่าบิดามารดามีอยู่ในตนทุกเมื่อ ถึงแม้ท่านล่วงลับไปแล้วก็เป็นแต่ส่วนของท่านเท่านั้น ส่วนที่ท่านแบ่งไว้ให้แก่เราแล้วตัวเรายังมีอยู่ ก็ชื่อว่าท่านยังอยู่ตราบนั้น ถ้าเห็นบิดามารดาอยู่กับตนอย่างนี้จึงจักเห็นคุณของท่าน คือว่าที่ตนได้รับความสุขในโลกนี้ ก็เพราะมีร่างกายที่อาศัย มารดา บิดา เป็นแดนเกิด ถ้าคิดได้อย่างนี้การอุปัฏฐากเลี้ยงดูมารดาบิดาด้วยอามิสและการปฏิบัติ ก็จักไม่รังเกียจและจักไม่กล้าที่จะทำความชั่ว เพราะเห็นแก่บิดามารดาและได้ชื่อว่าบูชามารดาบิดาด้วยปฏิบัติบูชา การหมั่นไปมาหาสู่เนืองๆการส่งข่าวและฝากสิ่งของมาให้เมื่อท่านเกิดความยินดีก็ได้ชื่อว่าเป็นการอุปัฏฐากบิดามารดาดังนี้ เป็นมงคลสูงสุดประการหนึ่ง
(มงคล 38 ของพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ )

คาถาบูชาองค์พ่อจตุคามรามเทพ
จตุคามรามเทวัง โพธิสัตตัง มะหาคุณัง มะหิทธิกัง อะหังปูเชมิ สิทธิกิจจัง สิทธิกัมมัง สิทธิลาโภ ชะโยนิจจัง นิรันตะรัง
โอม สุริยัน-จันทรา องค์จตุคามรามเทพ โพธิสัตว์ ศรีมหาราชพังพกาฬ จันทรภานุ ดวงตราแผ่นดิน พญาราหู สิบสองนักษัตรและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย................
ลูกขอน้อมสักการะบูชา และขออัญเชิญ ดวงตราองค์พ่อจตุคามรามเทพฯ อันศักดิ์สิทธิ์ ผู้ทรงญาณบารมี ขึ้นไว้เหนือเศียรเกล้าและขออัญเชิญมาประดิษฐานใน......(บ้านเรือน) ..... ของลูก ขอความสำเร็จและลาภผลจงบังเกิดแก่ลูกและครอบครัวเป็นนิรันดร ( หรืออธิษฐานตามปรารถนา)

เครื่องบวงสรวง
ธูปดำ 9 ดอก เทียน 1 คู่ หมากพลู 5 คำ ดอกไม้หรือพวงมาลัย บายศรีปากชาม 1 คู่ ยาเส้น 1 หยิบ (หรือบุหรี่) น้ำเปล่า 1 แก้ว มะพร้าว 1 ลูก
บูชาทุกวันพุธ
คำบูชาพระพุทธหลวงปู่ใหญ่ พิมพ์แจกเป็นธรรมทาน
วันทามิ อิมัง พุทธหลวงปู่ใหญ่ปะฏิมัง อิมัสมิง คะยาสีเส ปูชาระเห สักการะภูเต เจติเย สุปะติฏฐิตังฯอิมินา ปะนะ วันทะเนนะ มา เม ทะลิททิยัง อะหุ พะหุชะนานัง ปิโย โหมิ มะนาโป สาธุ โน ภันเต อิเมหิ สักกาเรหิ อภิปูชะยามิฯ ข้าพระพุทธเจ้า ขอกราบไว้พระพุทธหลวงปู่ใหญ่ปฏิมานี้ ซึ่งประดิษฐานตั้งมั่นดีแล้วในองค์พระเจดีย์ องค์ญาณ อันเป็นสถานที่ควรแก่การสักการะ ด้วยการกราบไว้นี้ ขอความเป็นผู้ขัดสนอย่าได้มีแก่ข้าพระพุทธเจ้า ขอให้ข้าพระพุทธเจ้าเป็นที่รักที่พอใจของคนทั่วไป ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าขอบูชาโดยยิ่ง ด้วยใจศรัทธาและตั้งมั่นฯ
คำบูชาสถานที่ประสูติ
วันทามิ ภันเต ภะคะวา อิมัง สังเวชะนียัง ฐานัง ยัตถาคะโตมหิ สัทธัสสะกุละปุตตัสสะ ทัสสะนียัง อิธะ ลุมพินีวะเน ตะถาคะเตนะ มัชฌิเมสุ ชะนะปะเทสุ อะริยะเกสุ มะนุสเสสุ อุปปันนังฯ ภาสิตา จะ อาสะภิวาจา อัคโคหะมัสมิ โลกัสสะเชฏโฐหะมัสมิ โลกัสสะ เสฏโฐหะมัสมิ โลกัสสะ อะยะมันติมา เม ชาติ นัตถิทานิ ปุนัพภะโวติฯ สาธุ โน ภันเต อิเมหิ สักกาเรหิ อภิปูชะยามิ สวากขาตัญจะ นะมามิ มัยหัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะฯข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าได้จาริกตามรอยพระบาทพระศาสดามาถึงแล้ว ขอถวายอภิวาทสังเวชนียสถานที่กุลบุตรผู้มีศรัทธา ควรทัสสนา (ควรเห็น) อันเป็นสถานที่พระตถาคตเจ้า เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ในหมู่มนุษย์ชาวอริยกะ ในมัชฌิมชนบท ณ สวนลุมพินีวันนี้ และได้ตรัสอาสภิวาจาว่า “เราเป็นผู้เลิศที่สุดในโลก เราเป็นผู้เจริญที่สุดในโลก เราเป็นผู้ประเสริฐที่สุดในโลก การเกิดของเรานี้เป็นชาติสุดท้าย บัดนี้จะไม่มีภพใหม่อีกแล้ว” ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าขอบูชาโดยยิ่ง ด้วยเครื่องสักการะเหล่านี้ และขอน้อมระลึกถึงพระธรรม ที่ทรงแสดงไว้ดีแล้ว ขอการสักการบูชาในครั้งนี้ จงเป็นไปเพื่อประโยชน์เพื่อความสุขแก่ข้าพระพุทธเจ้าตลอดกาลนาน เทอญฯ คำบูชาสถานที่ตรัสรู้
วันทามิ ภันเต ภะคะวะ อิมัง โพธิรุกขะเจติยัง สังเวชะนียัง ฐานัง ยัตถาคะโตมหิ สัทธัสสะ กุละปุตตัสสะ ทัสสะนียัง อิธะคะยาสีเส ตะถาคะเตนะ สะเทวะเก โลเก สะมาระเก สะพรัหมเก สัสสะมะณะพราหมะณิยา ปะชายะ สะเทวะมะนุสสายะ อะนุตตะรัง สัมมาสัมโพธิง อะภิสัมพุทธังฯ สาธุ โน ภันเต อิเมหิ สักกาเรหิ อภิปูชะยามิ สวากขาตัญจะ นะมามิ มัยหัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะฯ ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าได้จาริกตามรอยพระบาทพระศาสดามาถึงแล้ว ขอถวายอภิวาทต้นพระศรีมหาโพธิ์และพระเจดีย์นี้อันเป็นสังเวชนีย สถานที่กุลบุตรผู้มีศรัทธา ควรทัสสนา (ควรเห็น) อันเป็นสถานที่พระตถาคตตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้ว ซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลกในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ ณ ที่ตำบลคยาสีสะประเทศแห่งนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าขอบูชาโดยยิ่ง ด้วยเครื่องสักการะเหล่านี้ และขอน้อมระลึกถึงพระธรรม ที่ทรงแสดงไว้ดีแล้ว ขอการสักการบูชาในครั้งนี้ จงเป็นไปเพื่อประโยชน์เพื่อความสุขแก่ข้าพระพุทธเจ้าตลอดกาลนาน เทอญฯ
คำบูชาที่แสดงปฐมเทศนา
วันทามิ ภันเต ภะคะวะ อิมัง ธัมเมกขะเจติยัง สังเวชะนียัง ฐานัง ยัตถาคะโตมหิ สัทธัสสะ กุละปุตตัสสะ ทัสสะนียัง อาสาฬหะปุณณะมิยัง อิธะ พาราณะสิยัง อิสิปะตะเน มิคะทาเย ตะถาคะเตนะ ปัญจะวัคคิยานัง ภิกขูนัง อะนุตตะรัง ธัมมะจักกัง ปะฐะมัง ปะวัตเตตวา จัตตาริ อะริยะสัจจานิ ปะกาสิตานิฯ สาธุ โน ภันเต อิเมหิ สักกาเรหิ อภิปูชะยามิ สวากขาตัญจะ นะมามิ มัยหัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะฯข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าได้จาริกตามรอยพระบาทพระศาสดามาถึงแล้ว ขอถวายอภิวาทธัมเมกขะสถูปนี้ อันเป็นสังเวชนียสถานที่กุลบุตรผู้มีศรัทธา ควรทัสสนา (ควรเห็น) อันเป็นสถานที่พระตถาคตเจ้า ได้ยังพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยมให้เป็นไป ทรงประกาศอริยสัจจ์ ๔ เป็นครั้งแรก แก่ภิกษุปัญจวัคคีย์ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสีนี้ ในวันอาสาฬหปุณณมี ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าขอบูชาโดยยิ่ง ด้วยเครื่องสักการะเหล่านี้ และขอน้อมระลึกถึงพระธรรม ที่ทรงแสดงไว้ดีแล้ว ขอการสักการบูชาในครั้งนี้ จงเป็นไปเพื่อประโยชน์เพื่อความสุขแก่ข้าพระพุทธเจ้าตลอดกาลนาน เทอญฯ
คำบูชาสถูปปรินิพพาน
วันทามิ อิมัง ปะรินิพพานะถูปัง อิมัสมิง กุสินารายัง สาละวะโนทะเย พุทธัสสะ ภะคะวะโต ปะรินิพพานัฏฐาเน อะยัง วันทะนา อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะฯ
ข้าพระพุทธเจ้า ขอกราบไหว้สถูปเป็นที่ปรินิพพานนี้ ณ สาลวโนทยาน ที่เมืองกุสินารานี้ อันเป็นที่เสด็จดับขันธปรินิพพานแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอการกราบไหว้นี้ จงเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข ความเจริญของข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายตลอดกาลนาน เทอญฯ
คำบูชาพระพุทธปรินิพพาน
วันทามิ อิมัง พุทธะปะฏิมัง อิมัสมิง กุสินารายัง สาละวะโนทะเย พุทธัสสะ ภะคะวะโต ปะรินิพพานัฏฐาเน อะยัง วันทะนา อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะฯ
ข้าพระพุทธเจ้า ขอกราบไหว้พระพุทธปฏิมานี้ ณ สาลวโนทยาน ที่เมืองกุสินารานี้ อันเป็นที่เสด็จดับ ขันธปรินิพพานแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอการกราบไหว้นี้ จงเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข ความเจริญของข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายตลอดกาลนาน เทอญฯ
*********พระพุทธวาจา “ดูก่อนอานนท์ ชนเหล่าใดเที่ยวจาริกไปยังเจดีย์ ๔ สถานเหล่านั้นแล้ว มีจิตเลื่อมใส ชนเหล่านั้นทั้งหมดเบื้องหน้าแต่ตาย เพราะกายแตก จักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์”
คาถาบูชา 3 พระอรหันต์แห่งโชคลาภ
อิมินา สักกาเรนะ พุทธังปูเชมิ อิมินา สักกาเรนะ ธัมมังปูเชมิ
อิมินา สักกาเรนะ สังฆังปูเชมิ อิมินา สักกาเรนะ สิวลีเถระ ปูเชมิ
อิมินา สักกาเรนะ สังกัจจายน์เถระ ปุเชมิ อิมินา สักกาเรนะ อุปคุตเถระ ปูเชมิ
สิวลี สังกัจจายน์ อุปคุต จะ มหาเถโร เทวะตานะระปูชิโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ
อะหังวันทามิ ตังสะทา เอหิบูชา เอหิจิตติจิตตัง อินทาพรหมมัง มะนุสสังจะปูชิตัง
สิวลีอาราธนานัง นะชาลีติ สังกัจจายน์ อาราธนานัง นะปุเนวัง อุปคุตอาราธนานัง
จิตติลาภังจิตตังสุขัง สิวลีประสิทธิเม สัพพะลาภัง สะทาโสตถี สังกัจจายน์ประสิทธิเม มหาโภคัง สุขัง ปัจจะยาทิมหิ อุปคุตประสิทธิเม มหาลาภัง สัพพะสุโข ภวันตุ เมฯ
พระคาถาบูชาพระบรมสารีริกธาตุ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุท ธัสสะ (๓ จบ)
อะหัง วันทามิ ธาตุโย อะหัง วันทามิ สัพพะ โส พุทธัง ธัมมัง สังฆัง เอวัง ธาตุโย จัตตารี สะสะมา ทันต เกสา โลมา นะขา ขีจะ อะหัง วันทามิ ธาตุโย.
ข้าพเจ้าน้อมนมัสการ พระบรมสารีริกธาตุ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
และพระอรหันต์สาวกทั้งหลาย
อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน
สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง
พุทโธภะคะวาติ
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฎฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก
โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต
สาวะกะสังโฆ ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทัง จัตตาริ
ปุริสะยุคานิ อัฏฐะปุริ สะปุคคะลา เอสะภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณีโย
อะนุตตะรัง ปุญญัคเขตตัง โลกัสสาติ.ขอดวงจิตที่ตกหล่นอยู่นรกภูมิ อบายภูมิ ขอจิตดวงนั้นอย่าพึงมี พึงเกิด กับข้าพเจ้าและครอบครัว ตระกูลพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ญาติพี่น้องของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอเป็นตัวแทนของตระกูล ขอดวงจิตที่ตกหล่นเป็นกรรม จงมาร่วมอนุโมทนา จิตที่เป็นกุศลของข้าพเจ้า ขอจงหลุดพ้น จงหลุดพ้น จงหลุดพ้น ขอดวงจิตขึ้นสู่มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติ นับแต่บัดนี้เทอญ ขอมีทรัพย์ภายใน ทรัพย์ภายนอก มีสติปัญญาฉลาดหลักแหลม เรียนรู้ รับรู้ได้รวดเร็ว มีความจำเป็นเลิศ ขอให้สัมมาอาชีพของข้าพเจ้าประสบความสำเร็จ เจริญก้าวหน้า รุ่งเรืองตลอดไป และขอให้ข้าพเจ้าได้พบได้เจอพระพุทธศาสนาทุก ๆ ภพ ทุก ๆ ชาติ นิพพานะปัจจะโยโหตุ.
คาถาอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ
อัชชะตัคเค ปานุเปตัง พุทธัง ธัมมัง สังฆัง สะระนังคะโต สะมิมะหันตา พินนะมุตตา จะ มัชชิมา พินนะตันทุลา จะ ขุททะกาสา สะปะมัตตา เอวัง ธาตุโย สัพพะถาเน อาคัจฉันตุ สีเสเม ปัตตันตุตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปตราบเท่าชีวิต ข้าฯขอถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง ขออัญเชิญ พระบรมสารีริกธาตุที่สถิตอยู่ทั่วทุกหนแห่ง ขนาดใหญ่เท่าเมล็ดถั่วหัก แก้วมุกดา ขนาดกลางเท่าเมล็ดข้าวสารหัก และขนาดเล็กเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาด จงเสด็จตกลงเบื้องบนประดิษฐาน เหนือเศียรเกล้าของข้าฯในที่ทุกสถาน เทอญ
อ.บอย 089-9853139 องค์ญาณหลวงปู่บรมครูหลวงปู่ใหญ่ ทั่วจักรวาล ทั้ง 3 โลกธาตุ
คาถาเบ็งชร
ชะโย สะนาคะตา พุทธา เชตะวา มารัง สะวาหะนัง จะตุสัจจัง มะตะระสัง เย ปิวิงสุ นาระสะภัง ตัณหะการาทะโย พุทธา อะถะวาสีติ นายะกา/ สัพเพ ปะติฏฐิตา มัยหัง มัตถะเก เม มุนิสสะรา สีเสปะติฏฐิโต พุทโธ ธัมโม สังโฆ จะ เต ตุโล ปะติฏฐิโต มัยหัง ธุเร สัพพะคุณา นะราอิธะ หะทะเย อะนุรุทโธ จะ สารีปุตโต จะ ทักขิเณ โกณทัญโญ ปะฏิภาคัสมิง โมคคัลลาโน จะ ทักขิเณ ทักขิเณ สะวะเน มัยหัง อาสุง อานัน ทะราหุโล กัสสะโป จะ มะหานาโม อุโภปิ วามะโสตะเก เก สันเต ปะฏิภาคัสมิง จันทิมา วะ ปภังกะโร นิสินโน สิริสัมปันโน โสภิโต มุนิปุงคะโว กุมาระกัสสะโป นามะ มะเหสี จิตตะวาทะโก โสมัยหัง วะจะเนนิจจัง ปะติฏฐาสิ คุณากะโร ปุณโณ อังคุลิมาโล จะ อุปาลินันทะสิมพะลี อิเม ปัญจะ มะหาเถรา ชาตา นะรา ติกามะมะ เสสาสีติ มะหาเถรา ชิตะวันโต ชะโน ระสา ชะรันโต สีละเตเชนะ อังคะมังเกสุสัญญิคา ระตะนัง ปุระโตอาสิ ทักขิเณ เมตตาสุตตะกัง ธะชัคคัง ปัสสะโตอาสิ วาเมอังคุลิมาละกัง ขันธะโมระปะริตตัญจะ อาฏานาฏิยะสุตตะกัง อากาสะสัททะนัง อาสิ เสสะปาการะสัญญิตา ชินะนานาพะละสังยุตตา สุตตะปาการัง กะตา วาตาปิฏะกะสัญญาวะ พะหิรา วะ สุปัททะวา อะเสสา วิริยัง ยันติ อะนันตะชินะเตชะสา วะสะโต เม สักกัจเจ พัทเธ สัมพุทธะปัญชะเร ชินะ พุทธะปัญชะรา ทะ ชัมหิ วิหะรันตา มะหิตตะเล สัทธา มาเรนตุ มัง สัพเพ เต มหาปุริสา สะทา อิจเจวะเมตะสุคุตโต สุรักโข ชินานุภาเวนะ สัพพะธัมมานุภาเวนะ สังเฆนะ ชิตุ ปัททะโว อะโรคะยา ปะระมา ลาภา สันตุฏฐี ปะระมัง ธะนัง วิสสาสา ปะระมา ญาติ นิพพานัง ปะระมัง สุขัง สุวัณณะโสฬสคาถา สัมมะตา

นะวะเศรษฐี
มาขะโย มาวะโย มัยหัง มา จะโก จิ อุปัททะโว ธัญญะธะนานิ เม ปะวัสสันตุ ธะนัญชะยัสสะ ยะถา ฆเร สุวัณณานิ หิรัญญา จะ สัพพะโภคา จะ รัตตะนา ปะวัสสันตุ เม เอวัง คาเร สุมะนะชะฎิลัลสะ จะ อะนาถะปิณฑิกะ เมณะฑัสสะ โซติกะสุมังคะลัสสะ จะ มันธาตุเวสสันตะรังสะ ปะวัสสันติ ยถา ฆเร เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ สัพพะสิทธิ ภะวันตุ เม

พระมาลัยดับไฟนรก
อัคคีปาปา ปะลายันติ มาลัยยะเทวะเถระสะหะ นะอะมะละตัง ปิดปัด อุด
คาถาเรียก
อะยัง มัจฉา มะหานะทิเย เอหิ มะมะ สะวาหม อะยัง มรึคา สัตตะสัตตา มหาวะเน เอหิ มะมะ อาคัจฉาหิ สะวาหม
อะยัง แก้วแหวนเงินทอง มะหานะทิเย เอหิ มะมะ สะวาหม อะยัง ลาภยศ สรรเสริญ สัตตะสัตตา มหาวะเน เอหิ มะมะ อาคัจฉาหิ สะวาหม
อะยัง มะหาโชค มะหาลาภ มะหานะทิเย เอหิ มะมะ สะวาหม อะยัง ของกายสิทธิ์ สัตตะสัตตา มหาวะเน เอหิ มะมะ อาคัจฉาหิ สะวาหม
อะยัง ผู้คน มะหานะทิเย เอหิ มะมะ สะวาหม อะยัง ข้าวของ สัตตะสัตตา มหาวะเน เอหิ มะมะ อาคัจฉาหิ สะวาหม
คาถาสิมพลี
นะชาลีติ อิติปิโสภะคะวา ยัง สุตัง ยัง ทานัง สิมพลี จะ มหาเถโร นามะ อินทา จะ ปูชิตา นะโมพุทธายะ ยัง สุตัง ยัง ทานัง สิมพลี จะ มหาลาภัง ปะสิทธิ เม
เถรัสสะวา สะทา โหติ ปิยัง มะมะ ตัวข้าพเจ้านี้ชื่อว่า สิมพลี
สิ่งที่ข้าพเจ้าปรารถนาก็จงมาบังเกิดแก่ข้าพเจ้าเทอญ สัพเพชะนา พะหูชะนา สัพเพทิสา สะมาหิตา อาคจเฉยยะ อาคัจฉาหิ
คาถาไขประตูพระนิพพาน ปะปิ วะวิ ตะติ นะนิ มะอะอุ สิวัง อุอะมะ
คาถาพระมหากัจจายน์
ขะขา เยนะ พุทธะ เยนะ ธัมมะ อะสัมมา สัมมา เยนะ สังฆา ฆะยะ สังฆา ปะรายิโน ทุกขะเวทนา เสนะราชา ทุกขะเวทนา ยังยัง ปะฐะวี เหฏฐันตุ เชยยะมังคะลัง
คาถาเศรษฐีทั้งแปด
มาขะโยมา วะโยมัยหัง มาจะโกจิอุปัททะโว ระตะนานิ ปะวัสสันตุ โชติกัสสะ ยะถาฆะเร / มาขะโยมา วะโยมัยหัง มาจะโกจิอุปัททะโว กะหาปะณานิ ปะวัสสันตุ เมณฑะกัสสะ ยะถาฆะเร/ มาขะโยมา วะโยมัยหัง มาจะโกจิอุปัททะโว หิรัญญานิ ปะวัสสันตุ สุมะนัสสะ ยะถาฆะเร/ มาขะโยมา วะโยมัยหัง มาจะโกจิอุปัททะโว กาญจะนานิ ปะวัสสันตุ ชะฏิลัสสะ ยะถาฆะเร/ มาขะโยมา วะโยมัยหัง มาจะโกจิอุปัททะโว ธัญญะธารานิ ปะวัสสันตุ ชะนัญชะยัสสะ ยะถาฆะเร/ มาขะโยมา วะโยมัยหัง มาจะโกจิอุปัททะโว ธะนานิ ปะวัสสันตุ อุคตัสสะ ยะถาฆะเร/ มาขะโยมา วะโยมัยหัง มาจะโกจิอุปัททะโว ตัณฑุลานิ ปะวัสสันตุ มันธาตุสสะ ยะถาฆะเร/ มาขะโยมา วะโยมัยหัง มาจะโกจิอุปัททะโว สัพพะพีชา ปะวัสสันตุ เวสสันตะรัสสะ ยะถาฆะเร
คาถาพระเจ้า ๔๐ พระองค์
มะนะมะอะ อะนะมะอุ อุนะมะนะ มะอะอะมะ มะอุอุมะ อุอะอะนะ นะอะอะนะ นะอะอุอะ อุนะนะอุ อุมะมะอุ จัตตาโรธัมมา อันว่าวุฒิธรรมทั้ง ๔ ประการ คือ อายุ วัณณะ สุขะ พละ จงเสด็จลงมาจำเริญแห่งตัวข้าพเจ้า ตราบต่อเท่าเข้าสู่นีระพานก็ข้าเทอญ โอกาสะ โอกาสะ ข้าพเจ้าขออัญเชิญ อาราธนาดวงมณี แก้วดวงวิเชียร แก้วดวงวิไชย ดวงพระพรหมและพระนะวะโลกุตตะระธรรมเจ้าทั้งหลาย มากกว่าเม็ดหินเม็ดทรายในสี่มหาสมุทร ตันเตประเพณีแต่พระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระปัจเจกะพุทธเจ้า พระอรหันตาเจ้าทั้งสี่พระองค์ จงเสด็จลงมารักษาจิตใจธาตุขันธ์แห่งข้าพเจ้า ตราบต่อเท่าเข้าสู่นีระพาน ก็ข้าเทอญ
คาถาปากพญา จิง ตำแจ่งแต่ง ชะแล่งนาไต สะหัสสา
คาถาป้องกันบาป
นะโมพุทธัสสะ นะโมธัมมัสสะ นะโมสังฆัสสะ ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา นะโม
(ท่อง พุทธคุณ๘ ธรรมคุณ๑๖สังฆคุณ๒๔จบ) มะอะอุ ทุกขัง มะอะอุ อนิจจัง มะอะอุ อนัตตา ตะหิตัง กุพุทธัง นะโมพุทธายะ โพธิรุกขา นะนุอุฏฐะโต นะโมพุทธายะ มะอะอุ ทุกขัง นะโม ธัมมัสสะ มะอะอุ อนิจจัง นะดมสังฆัสสะ มะอะอุ อนัตตา
คาถาออกทัพ นะวะภา ผาทิโน เยนะ นะเยโน นะชิตา ชินะ นะชิตา มานิโน เยนะ นะเยโน ธัมมะภาวะนา คุณะวาหะ
คาถาจันทร์น้อย นะเกิน โมกระจาย พุทละลาย ธากระจาย ยะสูญหาย นะปิดใจ โมหายตัว พุทล้อมหนทาง ธากำบัง ยะสูญ นะซอด โมชอบ พุทกะเลย ธากะลาย ยะสูญหาย หาย โมโม ภามะ ละกะ ธะลา พาอุอู สี คะละ
คาถาพระอุปคุต โจโถพุทตัง อะหังพุทตา โจโถปะลายันติ พุทธังทั้ง๔ มาผูกตัวข้า พุทธังทั้ง๕ มาผูกตัวกู เอหิจงมา วิยังมิมิ
คาถาสารพัดนึก ยะถา ปะนะ สะละจินตามะณี สัมมุปะมัง ปะหุกันติ มะณีโซติง เอตัง ธัมโมสุภาจะโต
ผาบให้กลัว โอมสีคง พะลาคง สะวาหะ ได้ยินเสียงปากกูให้มึงกลัว ได้ยินเสียงกูหัว ให้มึงอ่อน โอมสะวาหะ
คาถาแก้วสารพัดนึก ทุลิ ขุลิ ทะริ ตะกุ ติวิ ติกุ มุติ กุจิ ติกุ จุติ กุกิ วะวะ ติกุ จิติ กุมุ ติกุ มัยหัง สุวัตถิ โหนตุ หุรู หุรู หุรู สะวาหายะ
คาถากินเมือง เจกะตะวัง ระจะเรญะวะสะ สัฏฐะทานังนะมาคะโต
คาถาหาโชคลาภอาจารย์โก สะหัสสะเนตโต เทวินโท ทิพพะจักขุง วิโสธะยิ
คาถาตาทิพย์ จักขุยันตา ชิวหายันตัง โลกังวิทะ อิติ อรหัง อาหุปันตะ
ลิกเข โสติญาณัง ทิพพะจักขุง วิโสธะยิ มะอะอุ อุอะมะ
มนต์ออกรบ คุ้มได้ ๒๐ คน เหมมะ นามพะ ตัมตัง วิปาติวิโส สัพนังโค
ยัญญะ ยัญญามันพาธิรัง เตชะสา วิสีพาสัพ
คาถาพระธรณีบีบมวยผม ตัสสะ เกสี ยัตถะ ปะวัตติ คงๆ ตรงพระธรณี
ปฐพีมณฑล กะระนะ มาระเสนา ปะลายันติ
คาถาพระฉิมพลีเรียกลาภ
ฉิมพลีจะมหาเถโร ฉิมพลีจะมหาเถรัง ลาภะลาภังนิรันตะโร ลาภะสุโขนะชาลิติ
นิมิตเลข
โอกาสะๆข้าพเจ้าขออาราธนาพระเลขพระยันต์ ตัวสำคัญๆถึง ๙๙ จงมาเข้าในจักขุทวาร โสตทวาร ฆานะทวาร ชิวหาทะวาร กายทะวาร มะโนทะวาร แห่งข้าพเจ้าเทอญ เอหิ เอหิ เอหิ เลขยันตัง นิมิตตัง อรหัง อรหัง
คาถาเสี่ยงเลข อิติ อรหัง พุทธะนิมิตตัง อุปปันนัง โหติ
คาถาเพิกกสิณ
นะมะพะทะ พุทโธ โลกะทีปัง อากาสะ กะสิณัง วิโสธะยิ
นะมะพะทะ ธัมโม โลกะทีปัง อากาสะ กะสิณัง วิโสธะยิ
นะมะพะทะ สังโฆ โลกะทีปัง อากาสะ กะสิณัง วิโสธะยิ
คาถาพระเจ้าเปิดโลก
อุมะอิ เสฏฐะ อิทาริติ เถโรปิ เม เตสัพพานิ อังคัปปัจจังคานิ กิง มังคะละ ปัณณะระสะ สะรีรัง นิคคะหะ ปะระหุง ปาปิมาติ สะระวะตะ ภาวนาเมฆลั่น
พุทธังบังเกิดเปิดโลก โลกะวิทู ธัมมัง บังเกิดเปิดโลก โลกะวิทู สังฆัง บังเกิดเปิดโลก โลกะวิทู
คาถาดูเลขเมืองเส ตามะพะ สุมะลิ วิภูมะนะ นะโม
คาถาเสือโคร่ง โอมคาถาเสือโคร่ง โตปากกว้างใจดี เฒ่าปากฮีใจใหญ่
ให้มึงไปซอกไซ้ฝูงหมู่คนทั้งหลาย โอมสหะ
คาถาพระโมคคัลลา อินิเจวะ โมคคัลลลา เสฏฐาวาฐาวุธ
คาถาเมตตาไม่มีประมาณ เมตตัญจะสัพพะโลกัสสะมิง มานะสัมพาวะเย
อะปะริมานัง
๕๕๕ อ.บอย องค์ญาณหลวงปู่บรมครูหลวงปู่ใหญ่ โทร ๐๘๙-๙๘๕๓๑๓๙
คาถาเมตตามหาลาภ (เศรษฐีใหญ่)
เอหิสาลิกา ยังยัง พุทธัง อาคัจฉาหิ สาลิกาถิง กะระณัง ตาวังคาวา,เอหิมะมะ สุวะโปตะโก อะยัง ราชา สุวัณณะวัณณา สาลิกานัง มะโหสะโต ปิยังมะมะ / นะเมตตา โมกรุณา พุทปรานี ธายินดี ยะเอ็นดู ยะหันตะวา รักพุทจะ / โอมนะโมพุทธายะ พุทธังสะระติ ธัมมังสะระติ สังฆังสะระติ จิตตังสะมาเรมะมะเอทิ เอหิชัยยะ เอหิสัพเพชะนา พะหูชะนา เอหิ / โอม นะปะโร รันนะขุเภติ พุทธัง สะระติ จิตตัง สมาคะมา,ธัมมัง สะระติ จิตตัง สมาคะมา,สังฆัง สะระติ จิตตัง สมาคะมา / โอมนะโม พุทธะ นะ มะ อะ อุ เอหิชัยยะ เอหิสัพเพชะนา พะหูชะนา เอหิ / จันโทอะภะกันตะโร ปิติปิโย เทวะมนุสสานัง อิตภิโยปุริโส มะอะอุ อุมะอะ อิสวาสุ อิกะวิติ / นะโมพุทธายะ มะพะทะนะ ภะกะสะจะ สัพเพเทวาปีสาเจวะ อาฬะวะกาทะโยปิยะ ขัคคัง ตาละปัตตัง ทิสะวา สัพเพยักขา ปะลายันติ สักกัสสะ วะชิราวุธัง เวสสุวัณณัสสะ คะธาวุธัง อะฬะวะกัสสะ ทุสาวุธัง ยะมะนัสสะ นะยะนาวุธัง อิเมทิสะวา สัพเพยักขา ปะลายันติ/ ตานังเลนัง สัพพะปาณีนัง เลนังตานัง สัพพะปาณีนัง/ นะโมพุทธายะ นะรานะระ รัตตังญานัง,นะรานะระ รัตตังหิตัง,นะรานะระ รัตตังเขมัง,วิปัสสิตัง นะมามิหัง / นะโม พุทธายะ โมคคัลลานัญจะ มหาเถโร,อิทธิมันโต อานุภาเวนะ,เชยยะสิทธิเม / นะโมพุทธายะ นะมะพะทะ จะภะกะสะ นะอุอุนะ เตชะสุเนนะมะ ภูจะนาวิเว อิตินะยะปะรังยุตเต นะโมพุทธายะ สัพพะสิเนหา จะปูชิโต สัพพะโกธาวินาสสันตุ อะเสสะโต เมตตากรุณายัง ทะยะวิสา โสปิยามะนาโปเม สัพพะโลกัสสะมิง โพธิมะหิสะกะ อิถิพุนะ อิถิสัตโต อิถีวาโย เอหิมะมะ,นะกาโร โหติ, สัมภะโว ธะนัง โภคัง, ทุสะมะนิ, นะนัง โภคัง ทุสะมะนิ อุมิอะมิ มะหิสุตัง สุนะพุทธัง อะสุนะอะ นะมะพะทะ จะภะกะสะ นะมามีมา มะหาลาภา อิติพุทธัสสะ สุวัณณังวา ระชะตังวา มะณีวา ธะนังวา พีชังวา อัตถังวา ปัตถังวา เอหิ เอหิ อาคัจเฉยยะ อิติมีมา นะมามิหัง /อุปะคุตโต จะ มะหาเถโร สัมพุทเธนะวิยากะโต มารัญจะ มาระพะลัญจะ โสอิทานิมะหาเถโร นะมัสสิตตะวา ปะติฏฐิโต อะหังวันทามิ อิทาเนวะ อุปะคุตตัง จะ มหาเถรัง ยังยัง อุปัททะวัง ชาตัง อะเสสะโต มะหาลาภัง ภะวันตุเม / อิมินา สักกาเรนะ สีวะลีเถรัง อะภิปูชะยามิ สีวลี จะ มะหาเถโร อินโท พรัมมาจะ ปูชิตัง สัพพะลาภัง ประสิทธิเม เถรัสสะ อานุภาเวนะ สัพพะโสตถี ภะวันตุเม ฯนะชาลีติประสิทธิลาภา ปะสันนะจิตตา สะทา โหนติ ปิยังมะมะ สัพเพชะนา พะหูชะนา สัพเพทิศา สะมาคะตา กาละโภชะนา วิกาละโภชะนา อาคัจฉันติ ปิยังมะมะ ธัมมะจักกัง ปะทัง สุตะวา พุชฌิตะวา อัตตังปะทัง สันติ อะระหาโลเก โลกานัง หิตะการะณาภันเต คะวัมปะตินามะ ตีสุ โลเก สุปากะโต พรหมะปุตโต มะหาเถโร อะระโห เชฏฐะโก มุนิ นัตถิ เถโร สะโม อินทะคันธัพพา,อะสุราเทวาสักโก,พรหมาภิปูชิโต นะโมพุทธัสสะ คะวัมปะติสสะ นะโมธัมมัสสะ คะวัมปะติสสะ นะโมสังฆัสสะ คะวัมปะติสสะ สุกขาสุกขะ วะรัง ธัมมัง ธัมมะจักกัง ปะวะรัง วะรัง ฯโย อะริโย มหาเถโร อะระหัง อภิญญาธะโร ปะฏิสัมภิทัปปัตโต เตวิชโช พุทธะสาวะโก พะหูเมตตาทิวาสะโน มหาเถรานุสาสะโก อะมะตัญเญวะ สุชีวะติ,อภินันที คุหาวะนัง โส โลกุตตะโร นาโม อัมเหหิ อะภิปูชิโต อิธะ ฐานูปะมาคัมมะ กุสะเล โน นิโยชะเย ปุตตะเมวะ ปิยัง เทสิ มัคคะผะลัง วะ เทสะติ ปะระมะสารีริกะธาตุ วะชิรัญจาปิวานิตัง โส โลเก จะ อุปปันโน เอเกเนวะ หิตังกะโร อะยัง โน โข ปุญญะลาโภ อัปปะมัตโต ภะเวตัพโพ สาธุกันตัง อะนุกะริสสามะ ยัง วะเรนะ สุภาสิตัง โลกุตตะโร จะ มหาเถโร เทวะตานะระปูชิโต โลกุตตะระคุณัง เอตัง อะหัง วันทามิ ตัง สะทา มหาเถรานุภาเวนะ สุขัง โสตถี ภะวันตุ เม" สยามะเทวาธิราชา เทวาติเทวา มะหิทธิกา เทยยะรัตฐัง อะนุรักขันตุ อาโรคะเยนะ สุเขนะจะ เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ สุวัตถิ โหตุ สัพพะทา สยามะเทวานุภาเวนะ สยามะเทวะเตขะสา ทุกขะโรคะภะยาเวรา โสกาสัตตุ จุปัททะวา อะเนกาอันตะรายาปิ วินัสสันตุ อะเสสะโต ชะยะสิทธิธะนัง ลาภัง โสตถิ ภาคะยัง สุขังพะลัง สิริอายุจะวัณโณจะ โภคัง วุฑฒี จะยะสะวา สะตะวัสสา จะ อายุจะ ชีวะสิทธี ภะวันตุเม " กัจจาย ยะนะจะมหาเถโร พุทโธ พุทธานัง พุทธะตัง พุทธัญจะ พุทธะสุภาสิตัง พุทธะตังสะมะนุปปัตโต พุทธะโชตัง นะมามิหัง ปิโยเทวะ มะนุสสานัง ปิโยพรหมะ นะมุตตะโม,ปิโยนาคะ สุปันนานัง ปิยินทะริยัง นะมามิหัง,สัพเพชะนา พะหูชะนา ปุริโสชะนา อิตถีชะนา ราชาภาคินิ จิตตัง อาคัจฉาหิ ปิยังมะมะฯธัมมะจักกัง ปะทังสุตะวา พุชฌิตะวา อัตตังปะทัง สันติเก อะระหาโลเก โลกานังหิตะการะณา ภันตาตันเต กัจจายยะนะนามะ,ตีสุโลเกสุ ปากะโต พรหมะปุตโต มะหาเถโร อะระโห เชฏฐะโกมุนี นัตถิเถโร สะโมอินทะคันธัพพา อะสุราเทวะ สักโก พรหมาภิปูชิโต นะโมพุทธัสสะ กัจจายยะนะมะหาเถรัสสะ นะโมธัมมัสสะ กัจจายยะนะมะหาเถรัสสะ นะโมสังฆัสสะ กัจจายยะนะมะหาเถรัสสะ สุขาสุขะวะรังธัมมัง ธัมมะจักกัง ปะวะรัง นิฎฐิตัง โอม นะโม พระภะระตะยะ นะโมนะมะคันฐะมาลา สิทธานัง กะพะมานะ สัมมาอะระหังวันทามิ อิมัง ทุปะถูปัง,บุพพะคันฐัง,ครูอาจาริยะคุณณัง,อะหังปูเชมิ,นะโม ชีวะโก,สิระสาอะหัง การุณิโก,วิสะตะทิพพะมันตัง ปะภาโส สุริยังจันทัง โกมาระภัทโต ปะกาเสติปัทธิ โตอะเมหะ โสระโรคา สุมะนาโหมิ นะระนะอะ โรคาพยาธิ วินาสสันติ,นะโมพุทธายะ พระพุทธะ ไตรรัตตะนะญาณ มณีนพรัตน์ สีสะหัสสะ สุธรรมา พุทโธ ธัมโม สังโฆ ยะธาพุทโมนะ,พุทธะบูชา ธัมมะบูชา สังฆะบูชา อัคคีทานัง วะรังคันธัง สีวลี จะมะหาเถรัง อะหังวันทามิ ทูระโต อะหังวันทามิ ธาตุโย อะหังวันทามิ สัพพะโส พุทธะ ธัมมะ สังฆะ ปูเชมิ สัพเพพุทธา สัพเพธัมมา สัพเพสังฆา พะลัปปัตตา ปัจเจกานัญ จะยังพะลัง อรหันตานัญ จะ เตเชนะรักขัง พันธามิ สัพพะโส พุทธัง อธิษฐามิ ธัมมัง อธิษฐามิ สังฆัง อธิษฐามิ นะโม พุทธะสิกขีพระพุทธเจ้า นะโมสรรพะพุทธานัง นะโม สรรพะธัมมานัง นะโม สรรพะสังฆานัง นะโม อิติ อิติ สัมปะจิตฉามิ นาสังสิโม พรหมา จะ มหาเทวา สัพเพยักขา ปะรายันติ พรหมา จะ มหาเทวา อะภิลาภา ภะวันตุเม มหาปุญโญ มหาลาโภ ภะวันตุเม มิเตภาหุหะติ พุทธะมะอะอุ นะโมพุทธายะ วิระทะโย วิระโคนายัง วิระหิงสา วิระ ทาสี วิระทาสา วิระอิทถิโย พุทธัสสะ มานีมามะ พุทธัสสะ สวาโหม สัมปะติจฉามิ เพ็ง ๆ พา ๆ หา ๆ ฤา ๆ
"นะชาลีติ ประสิทธิลาภา" สีวะลี จะ มหาเถโร เทวะตานะระปูชิโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ อะหัง วันทามิ ตัง สะทา สีวะลี จะ มหาเถโร ยักขาเทวาภิปูชิโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ อะหัง วันทามิ ตัง สะทา สีวะลี เถระคุณัง เอตัง โสตถิ ลาภัง ภะวันตุ เมฯ พุทธังเมตตา นะชาลีติ ธัมมังเมตตา นะชาลีติ สังฆังเมตตา นะชาลีติ สีวะลีเมตตา นะชาลีติ โอมมะพะลังวา ราชะกุมาโรวา ราชะกุมารีวา ราชาวา ราชินีวา คะหัฏโฐวา ปัพพะชิโตวา สะมะโณวา พราหมะโณวา อิตถีวา ปุริโสวา วาณิโชวา วาณิชาวา อุปาสะโกวา อุปาสิกาวา ทาระโกวา ทาริกาวา สัพเพ อิเม ชะนา พะหู ชะนา มังปิยายันตุ อาคัจเฉยยะ อาคัจฉาหิ เอหิ จิตตัง ปิยัง มะมะ มะหาลาภะสักการา ภะวันตุ เม * สิวะลี มะหาเถรัง วันทามิหัง มะหาสิวะลีเถโร มะหาลาโภโหติ มะหาสิวะลีเถโร ลาภัง เมเทถะ ฉิมพะลี จะมหานามัง สัพพะลาภัง ภะวิสสะติ เถรัสสานุภาเวนะ สะทา โหนติ ปิยัง มะมะฯ ฉิมพะลีจะมหาเถโร โสระโห ปัจจะยาทิมหิ เชยยะลาโภ มหาลาโภ สัพพะลาภา ภะวันตุ สัพพะทา ฯ ทิตติตถะภะเวราชา ปิยา จะคะระตุเม เย สารัตติ นิรันตะรัง สัพพะสุขาวะหา ฯ ฉิมพะลี จะมหาเถโร ยักขาเทวาภิปูชิโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ อะหัง วันทามิ สัพพะทา ฯ ฉิมพะลี จะ มหาเถโร เทวะตานะระปูชิโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ มหาลาภัง กะโรนตุเม ลาเภนะ อุตตะโม โหติ สัพพะลาภะ ภะวันตุ สัพพะทา ฯ ฉิมพะลี จะ มะหานามัง อินทาพรหมา จะ ปูชิตัง สัพพะลาภัง,ประสิทธิ เม,เถรัสสานุภาเวนะ สะทา สุขี ปิยัง มะมะ ฯ พุทธัง พาหุชะนานัง เอหิจิตตัง เอหิมะนุสสานัง เอหิลาภัง เอหิเมตตา ชมภูทีเป มะนุสสานัง อิตถิโยปุริโส จิตตัง พันธังเอหิ พุทธะสังมิ สังสิโมนา ธัมมะสังมิ โมนาสังสิ สังฆะสังมิ สิโมนาสัง.จิตติ วิตัง นะกรึง คะรัง สหัสสะเนตโต เทวินโต ทิพพะจักขุง วิโสทายิ มุนินทะ วะทะนัมพุชะ คัพภะสัมภะวะ สุนทะรีปาณีนัง สะระณัง วาณี มัยหัง ปิณะยะตัง มะนังฯ เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก โส มานิมา ฤ ฤา ฦ ฦา สา มานิมา ฤ ฤา ฦ ฦา โอม เถระอุตตะมัง วะลังวะระ มะหาปัญโญ สะวาโหมฯ โอมปุปุ ทะลุปัญญา ปัญญาปุปุฯปุปุ ทะลุปัญญา พุทธชักมา พาคิดได้ อัดยังยะ,สว่างวะดังดวงแก้ว,นะพุทธังปิด,นะธัมมังปิด,พระสังฆังปิดพระเจ้าแผลงฤทธิ ปิดทวารทั้งเก้า หน้ากูเป็นหนัง หลังกูเป็นกระดูก คุณทำมิถูก นะโมพุทธายะ. จินดามะณี สะหะโกติ สัตตัง เทวานัง มะนุสสะเทวานัง อะมะนุสสะเทวานัง สะมะณีจิตตัง บุตรีจิตตัง อาคัจฉาหิ ปะริเทวันติ ปิยังมะมะ มะณีจินดา ปัญจะทานัง ทาสาโกมัง ทาสีโกมัง ปิสันทัสสะนะมามิหัง สัพเพชะนา พะหูชะนา มหาจินดา เอหิพุทธัง ปิยินทรียัง เทวะมะนุสสานัง ปิโยนาคะ สุปันนานัง ปิยินทะรียัง นะมามิหัง พุทโธโสภะคะวา ธัมโมโสภะคะวา สังโฆโสภะคะวา อินทะเสน่หา พรหมะเสน่หา อิตถีเสน่หา ราชาเทวีมะณีรักขัง ปิยังมะมะ พุทธะสังมินะชาลิติ พระอะระหังสัพพะลาภัง ประสิทธิ เม จุ ขุ ปูธะ มหามณีจินดา ปิยังมะมะ วิจะสตรี ทาสีทาสา จะโตมังเสน่หา กิริยา ปิโย อิตถีโย มะมัง รักขันตุ สัพพะทา สิทธิเตชัง มหาลาภัง มหาสิทธิโยจะ จินดามณี,ปิยัง มันตัง อะสังทาสัง,โกมัง อุปะสันติ สิเนหัง มาตา ปิตา อะโหระสัง,ปะโพตัญ จะ มะหาราชา,ตะวังมังโป สัตถุโนทิปัง,กาเลเทโว สุโตเสติ กิจจิเทโว สักโกปัชชัง ภัสพิภิณเณนะวา ทัตตะวา ปิยัง กัตตะวา สิริปุตโต ภะวันตุเม สิทธิลาภัง ชะนานะเว ฯ สุสิมุลิ สุนะโมโล อะวิสะมะ สะสิมะนะ"อิติบาทะเก อิติ บาทะกัง คือเกือกแก้ว สวมเท้าข้าพเจ้าทั้งสองแล้ว ปาปิมิปะ นินะสะตุ ๆ อะสะปิด "มะนะมิ อะนะมิ อุนะมิ ปาปิมิปะ กันหะเนหะ" มะหายุทธัง " อะนิสทัสสะนะ อะอัปปัตติฆาตายะ อะยะวะงะ อิติผิดอะระหังจังงังอะ อิสันจะพันธะนัง ศาสตราหัง วันทามิอิ อะคงอะ"อุตตะปิตติ อุทธังปิดทะ พะวะเห อุหิมะหุมฮึมๆฮัมๆ ชะยะ ชะยะ หะริเทวัง เตชะสุเนมะภูจะนาวิเว สะหัสสะรังสี อิสีสะติ อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเสพุทธะนาเมอิ อิเมนาพุทธะตังโสอิ อิโสตังพุทธะปิติอิ อิติปาระมิตาติงสา อิติสัพพัญญุมาคะตา อิติโพธิมะนุปปัตโต อิติปิโส จะเตนะโม อุณะโลมัง เพชร ชะตังโหติ จักขุอุทาเวทะนาจิตมิพุทโธ อิติเน ตราอะระหัง อิติมรณัง ภะเว จะฉะ พะพะยะ วะสะเมนะ กะระวิเก ปะเสทะนานัง โอมสาริกามะหาสาริกา ขอไห้เสียง *ดังดั่งฟ้าฮ้องหื่น ขอไห้เสียงตื่นทั่วสากลนคร โอมละลวยมะหาละลวย โอมละเลียนมะหาละเลียน* โอมสะโหม ติดๆๆ" สิมพะลี จะมหาเถโร ยักขาเทวาภิปูชิโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ อะหังวันทามิ สัพพะทา สิมพะลี จะมหาเถโร เทวะตานะ ระปูชิตา โสระโห ปัจจะยาทิมหิ มะหาลาภัง กะโรนตุเม ลาเภนะ อุตตะโมโหติ โสระโห ปัจจะยาทิมหิ มะหาลาภัง สะทาโสตถี ภะวันตุเม ราชะปุตโต สิมพะลีอิติลาเภนะ อุตตะโม ยังยัง ชะนะปะทัง ยาติคะเม รา ชะนิโย สัพพะปูชิโต โหติ เถรัสสาปา เทวันทามิ เถรัสสาอานุภาเวนะ สัพพะลาโภ ภะวันตุเม สิมพะลี เถรัสสะ เอตะคุณนัง สัพพะธะนัง สุปัตติถินัง สาริกะธาตุ พุทธะรูปัง อะหังวันทามิ สัพพะทา"ธัมมะจักกัง ปะทัง สุตะวา อัตตัง ปะทัง สันติเกราหาโกเล โลกานังหิตาการะนา ภันเตคะวันปะติ นามะติสุโลเกสุปากะโต พรหมะปุตโต มะหาเถโร อะระโห เชฎธะโก มุนิพัสภิสะโมคัน ทัพพา อะสุรา เทวะสักโก พรหมาภิปูชิโต" หะอิอะปะ พุทธะสังมิ นะชาลีติ เอหิมาเรติ นะโมพุทธายะ มะอะอุ เออะมะอุ " กาเยนะ วาจายะ มะยะเจตะสามาระวิชะยัง สุวัณณะมานัง มะหาเตชัง มะหาลาภัง พุทธะปะฏิมัง เมตตาจิตตัง นะมามิหัง โอม ศรี ศรี ชัยยะชัยยะ สัพพะทุกขา อุปัททะวาสัพพันตะรายา สัพพะโรคา วินาสสันติ สะทาโสตถี ภะวันตุ เม."สิทธิพุทธัง กิจจังมะมะ ผู้คนไหลมานะชาลีติ สิทธิธัมมัง จิตตังมะมะ ข้าวของไหลมานะชาลีติ สิทธิสังฆัง จิตตังมะมะเงินทองไหลมา นะชาลีติ ฉิมพะลี มะหาลาภัง ภะวันตุเม"นะโอ้นะทา นะสะเสน่หา นะอุณนะโลมไปมา อาทิตย์เจรุนิ อุอู นะรึ นะรือ นะอะโอ้ โมพุทธนะอือ รึรือ ภะภา อะอํา สิทะยอ พุทธ่อ พุทโธ รืองามยะนะโมโส ทายะสะมานา มหาสะมานา มนุษย์สา มะนุสสุตตะมา ฉิมพะลีมะหาเถโร ยักขาลิโก สุระโหปัญโญ โกนาคะมะโนกัสสะโป สัพพัญญุโน พุทโธ อิทัง วัตตัง อธิษฐามิ นะเมตตา มะหานิยม โม เชยชม อะ นิยมเมตตา พุทธรักข้า ธานิยม ยะเชยชม อะนิยมเมตตา พระอรหังรัก ไมตรีเมตตา พระโมคัลลา ยันติ อะระหังพุทโธ อิติปิโส ภะคะวา นะเมตตาจิต นะโมพุทธายะ มิอุมิ พุทโธ อิติปิโส ภะคะวา พุทโธ ภะคะวาติ อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง อิติปิโส ภะคะวา สัมมาสัมพุทโธ ขอให้ธนบัตรใบอื่นไหลมาดั่งวาริน เอเตนะ สัจจะสัจจัง อธิษฐามิ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ไมตรีจิตตัง นะขา อาคัจฉายะ อาคัจฉาหิ ติวัตตัพโพโหนติ นะสิวังพรหมมา มะอะอุ "สิทธิวิชา มหามันตัง จินดามณี ทิวากะรัง ภูมิยาโจระปาตัสสะมัง ทิพพะจักขุง ฐาวะทิสสะเร จันทาเทวี อะสะมุขขี ทุติยา ปะทะลักขะณา มณีจินดา ปัญจะทานัง ยะสังทาสีทาสัง มาตาปุตตัง วะโอระสัง จิณดามณี สะหัสสะโกติ เทวานัง มะนุสสะภาวัง สะมะณะจิตตัง ปุริสะจิตตัง อาคัจฉาหิ ปะริเทวันติ ปิยังมะมะ สัพเพชะนา พะหูชะนา มหามณีจินดา เอหิพุทธัง ปิโยเทวะมนุสสานัง มหามณีจินดา เอหิธัมมัง ปิโยพรหมมา นะมุตตะโม มหามณีจินดา เอหิสังฆัง ปิโย นาคะสุปันนานัง ปินินทะริยัง นะมามิหัง พุทโธโสภะคะวา ธัมโมโสภะคะวา สังโฆโสภะคะวา อินทะเสน่หา พรหมมะเสน่หา อิสะระเสน่หา อิตถีเสน่หา ราชาเทวี มนตรีรักขัง จิตตังมรณัง จิตตัง มะมะ"พะระโส นามะยักโข เมตะทันตะ ปะริวาสะโก,อะสุณีหะเต โหตุเม ชะยะมังคะลานิ สุกโก ปัญจะ อากาเสจะ พุทธิ ปังกะโร นะโมพุทธายะ อิทธิชันโตชิโต อิทธิชันโตโลกะธาตุมะหิ อัตถะ ภาเวนัง นาทะยิ นะโม เม สัพพะเทวานัง สัพพะคะระหะ จะ เทวานัง สุริยัญจะ ปะมุญจะถะ สะสิภุมโม จะเทวานัง วุโธลาภัง ภะวิส สะติ ชีโว สุกะโร จะมะหาลาภัง โสโร ราหูเกตุ จะมะหาลาภัง สัพพะภะยังวินาสสันติ สัพพะทุกขังวินาสสันติ สัพพะโรคัง วินาสสันติ ลักขะณา อะหังวันทามิ สัพพะทา สัพเพเทวา มัง ปาละยันตุ สัพพะทา เอเตนะ มังคะละเตเชนะ สัพพะโสตถี ภะวันตุ เม พุทธัง ธัมมัง สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ นะโม เม สัพพะพุทธานัง อุปปันนานัง มะเหสินัง ตัณหังกะโร มะหาวีโร เมธังกะโร มะหายะโส สะระณังกะโร โลกะหิโต ทีปังกะโร ชุตินธะโร โกณฑัญโญ ชะนะปาโมกโข มังคะโล ปุริสาสะโภ สุมะโน สุมะโน ธีโร เรวะโต,ระติวัฑฒะโน,โสภิโต คุณะสัมปันโน,อะโนมะทัสสี,ชะนุตตะโม,ปะทุโม โลกะปัชโชโต,นาระโท,วะระสาระถี,ปะทุมุตตะโร,สัตตะสาโร สุเมโธ อัปปะฎิปุคคะโล สุชาโต สัพพะโลกัคโค ปิยะทัสสี นะราสะโภ,อัตถะทัสสี การุณิโก,ธัมมะทัสสี ตะโมนุโท,สิทธิธัตโถ อะสะโม โลเก,ติสโส จะ วะทะตัง วะโร ปุสโส จะ วะระโทพุทโธ,วิปัสสี จะ อะนูปะโม สิขี สัพพะหิโต,สัตถา เวสสะภู สุขะทายะโก กะกุสันโธ สัตถะวาโห โกนาคะมะโน ระณัญชะโห กัสสะโป สิริสัมปันโน โคตะโม สักกะยะปุงคะโว พุทโธ สัพพัญญุตะญาโณ มะหาชะนานุกัมปะโก, ธัมโม โลกุตตะโร วะโร สังโฆ มัคคะผะลัฎโฐ, จะ อินทะสุวัณณะปาระมี, เถโร อิจเจตัง ระตะนัตตะยัง เอตัสสะ อานุภาเวนะ สัพพะทุกขา อุปัททะวา อันตะรายา จะ นัสสันตุ ปุญญะลาภะ มะหาเตโช สิทธิกิจจัง สิทธิลาโภ สัพพะ โสตถี ภะวันตุ เม, สัมพุทธะชิตา จะ สัจจานิ เถรัสสะ พระพุทธะชิตา สัพพะโส คุณะวิภา สัมปัตโต นะรุตตะโม มะหาลาภัง ภะวันตุ เม พระนะชาลีติ พระฉิมพลีจะมหาเถโร สุวรรณรัตนะจินดามะณีมามะ วัตถุวัตถามามะ โภชะนะมามะ อาหาระมามะ พะลาพละมามะ มะหาลาโภ มะหาพรหมามามะ มะหาอินทรามามะ มะหาราชามามะ มะหาราชเทวีมามะ มะหาราชกุมาโรมามะ มะหาราชกุมารีมามะ อัครมะหาเสนาบดีมามะ มะหาเศรษฐีมามะ มะหาเศรษฐีนีมามะ สัพเพชนา มะหาชะนา สัพพะสุขังสวัสดิลาภังมหาลาภังภะวันตุเม นะโมพุทธายะ นะมะพะทะ จะภะกะสะ นะอุอุนะ เตชะสุเนมะ ภูจะนาวิเวอิติ นะยะปะรังยุตเต นะโมพุทธายะ สัพพะสิเนหา จะปูชิโต สัพพะโกธาวินาสสันตุ อะเสสะโต เมตตากะรุณายัง ทะยะวิสา โสปิยามะนา โปเม สัพพะโลกัสสะมิง โพธิมะหิสะกะ อิถิพุนะ อิถิสัตโต อิตถีวาโย เอหิ มะมะ นะกาโร โหติ สัมภะโว นะโมตัสสะภะคะวะโต อะภิวัน ทิยะ ปูเชตะวา เอเตนะ จาปิ สัจเจนะ ปะวุตตา,โชคลาภ ชาติโย ปัพพัณณา จาปะรัณณาจะ วิรูหันตุ สุวัณณะรัชชะตัง จะระวะมัยหัง เทหิ สาสะเต คะฤหะบะดีเศรษฐี กุมภะโฆสะกะเศรษฐี เมณฑะกะเศรษฐี ธะนญชัยยะเศรษฐี ทุคคะตะเศรษฐี อนาถะบิณฑิกะเศรษฐี ปุริโสวา อิตถีวา ทาสีวา ทาสาวา สุวัณณัง รัชชะตัง วัตถังวา โอมมะหาสุนทะริโพธิสัตโต จะ เทวะมะนุสสานัง ตะระมาโภคาวะ ชิปปังขิปปะ มะหา สัมปัตติสุขัง สะระกะธะนัง อะหังวันทามิสิทธิสะวาโหม พุทธาอะเนนามะลิยาสุสังคะเยมิ พุทธาอิริมะลิยา สุสังคะเยมิ พุทธาอิระปะโยเคมะ,คุณนะปักเขสะเมมะมิ อุนาโลมา ปันนะ วิชายะเต ธะนังโภคัง ทุสะมะนิ นะนังโภคัง ทุสะมะนิ อุมิอะมิ มะหิสุตัง สุนะพุทธัง อะสุนะอะ นะมะพะทะ จะภะกะสะ สุวัณณะรัชชะตัง มะหาสุวัณณะรัชชะตัง อังคะตะเศรษฐี มหาอังคะตะเศรษฐี มิคะตะเศรษฐี มะหามิคตะเศรษฐี ปุริเศรษฐีสาวา อิตถีวา พรหมะณีวา มะอะอุมานิมามา อิมัง พุทธัง องค์มหาโชค ขอเอหิจงมา ธังมัง องค์มหาลาภ ขอเอหิจงมา สังฆัง องค์มหาชัย ขอเอหิจงมา พุทโธ สิทธิริดธิ ธัมโมสิทธิริดธิ สังโฆสิทธิริดธิ สุขะสุขะ ชัยยะชัยยะ ลาภะลาภะ สัพพะธัมมานังประสิทธิเม พุทโธสวัสดีมีชัย ธัมโมสวัสดีมีชัย สังโฆสวัสดีมีชัย อิมัง ปะทีปัง สุรังคันธัง อะธิฐามิ โอม พุทโธ วันทานัง สุขิตา มหาลาโภ ทุติยัมปิ โอม ธัมโม วันทานัง สุขิตา มหาลาโภ ตะติยัมปิ โอม สังโฆ วันทานัง สุขิตา มหาลาโภฯ อินทะยะสัง เทวะยะสัง พรหมะยะสัง มหาพรหมะยะสัง อิสียะสัง มะหาอิสียะสัง มุนียะสัง มะหามุนียะสัง ปุริสะยะสัง มะหาปุริสะยะสัง จักกะวัตติยะสัง มะหาจักกะวัตติยะสัง พุทธะยะสัง ปัจเจกะพุทธะยะสัง อะระหันตะยะสัง สัพพะสิทธิวิชชาจะระณะยะสัง สัพพะโลกา ธิปะติญาณะยะสัง,สัพพะโลกะจะริยะ ญาณะยะสัง เอเตนะ ยะเสนะ เอเตนะสัจจะวะจะเนนะ มะมะสุวัตถิโหตุ มัยหัง สะวาหายะ นะโมพุทธัสสะ นะโมธัมมัสสะ นะโมสังฆัสสะ เสยยะถีทัง หุรูหุรู สวาหายะฯ พุทธะเสฏโฐมะหานาถัง วัณณะโก สิงหะนาทะถัง พุทธะสิระสาเตเชนะ มาระเสนาปะราเชยยัง ชัยยะ ภะวันตุ เม,อุกาสะ อิมัง อัคคีพาหูบุพผัง อะหังวันทา อาจาริยัง สัพพะสัยยัง วินาส สันติ สิทธิการิยะ อะปะระปะชา อิมัสมิง ภะวันตุเม ทุติยัมปิ อิมัง อัคคีพาหูบุพผัง อะหังวันทา อาจาริยัง สัพพะสัยยังวินาสสันติ สิทธิการิยะ อะปะระปะชา อิมัสมิง ภะวันตุเม, ตะติยัมปิ อิมัง อัคคีพาหูบุพผัง อะหังวันทา อาจาริยัง สัพพะสัยยังวินาสสันติ,สิทธิการิยะ อะปะระปะชา อิมัสมิง ภะวันตุเม,นะโมพุทธัสสะ คะวัมปะติสสะ , นะโมธัมมัสสะ คะวัมปะติสสะ, นะโมสังฆัสสะ คะวัมปะติสสะ, สุขา สุขะ วะรัง นะโมพุทธายะ, มะอะอุ ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา เจวะ เสกขา ธัมมา ยะธาพุทโมนะ ฯ อมอุดเทตะยัง สะนะทิ • อะหังตัง วันทามิ ตุมะเทโนกายะนะลัญจะ จิตตะพะลัญจะ สัพพะสิทธัญจะเหตุ ทุสะนิมะ ธะนัง โภคา เอหิ อาคัจเฉยยะ อาคัจฉาหิ เอหิ จิตตัง ปิยังมะมะ “ โอมมหาสิทธิโชคอุดม โอมปู่เจ้าเขาเขียว มีลูกสาวคนเดียวชื่อว่านางกวัก ชายเห็นชายรัก หญิงเห็นหญิงทัก รู้จักทุกตำบล คนรักถ้วนหน้า โอมพวกพานิชชาค้าหัวแหวนพากูไปค้าถึงเมืองแมน ค้าแหวนก็ได้แสนทะนาน กูค้าสาระพัดการ ก็ได้กำไรคล่อง ๆ กูจะค้าเงินก็เต็มกอง ทองก็เต็มหาบ กลับมาเรือนสามเดือน เลื่อนเป็นเศรษฐี สามปีเป็นพ่อค้าสำเภา โอมปู่เจ้าเขาเขียว ประสิทธิ์ให้แก่กูคนเดียวสวาหะ”โอมนะโมโพธิสันโตกัณหาชาลีกุมาโรโอมพัทธิราชะกุมาโร ชะหังหังเมสัตตะสวาโหม "พราหมมะณะทุกโข นะโมพุทเธสิโต ธัมมะราชา ชูชะโก สะวาหะ "นะมะพะทะ นะโมพุทธายะ จะภะกะสะ จิเจรุนิ นะออแอ โมออแอ พุทออแอ ธาออแอ ยะออแอ มะอะอุ พุทธะสังมิ อิติกุมาโร ประสิทธิเม จิเจรุนิตัง รูปังนิมิตตัง กุมาโรวา (ลูกรักลูกยม ) อาคัจฉายะ อาคัจฉาหิ มานิมามา เอหิจิตัง นะมะพะทะ,โอมมะอะทิ เอหิ มะมะ นะมะพะทะ นะอะระหัง อะหังครุฑโธ,อาคะ โตอัสสะมิ นาคะราเช อัปเปหิ,อุทธังนาโค เหฏโฐ ครุฑโธ,พุทธัง ธัมมัง สังฆัง สะระณังอิติ โอม วิรุณ ปักสา กะรันกะตา พิธีปูชา อาคัทฉายะ อาคัทฉาหิ เอหิมามา นะโม พุทธายะ กุสเสโตมะมะ กุสเสโต ลาลามะมะ โตลาโม โทลาโม มะมะ โทลาโม มะมะ โทลาโมตัง เหกุติ มะมะ เหกุติฯ ยัดถะตังมะมะ ตังถะยะ ตะวะตัง มะมะตัง วะติตัง เสกามะมะ กาเสกัง กาติยังมะมะ ยะติกาฯ เอหิภูตัง อะหังภูโต จะตุโภตัง อะหังภูโต เรียกเงิน เรียกทอง เรียกโชค เรียกลาภแก้ววิเศษ เอหิมะมะ เอหิมามา มาหาตัวข้าพเจ้า เอหินะโมพุทธายะ เอหิมะมะ เอหิมามา โอม เอหิ เอหิ อุกาสะ อิมัง ปาราชิกัง มหาลาภัง มหาธานัง มหาโภคัง มหาเงิน มหาทอง มหาโชค มหาลาภ นาโข วัทตัพโพ อากัจฉายะ อากัจฉาหิ เทวะมนุสสานัง มุทุกิจตัง เมตตาจิตตัง ปุริโสจิตตัง อิทฐีจิตตัง สัพเพชะนา พะหูชะนา มามิมามา เอหิ มามา นะเมตตา โมคคัลลานา พุทปราณี กกๆวิจะสายะ สัพพะเสน่หัง พุทโธสาริกาโย พุทธังสิโน จะภะกะสะ นะมะพะทะ พรัมมะกะโลโกสิ โนนารายณ์ การะวิกัง คันหะเสน่หะ สัพพะเสน่หัง สัพพะลาภัง สัพพะยัสสัง สัพพะสะรีรัง สัพพะสุขขัง ภะวันตุเม ยัดโน ยัดนัง ยัดตัง ยัดติ เอวัมปิ ปริวันตัง เอวังโหนตุ โอม ทรง สิทธิ ทรงทรง สวาหะ สวาโหม สิทธิกิจจัง สิทธิกัมมัง สิทธิลาโภ ชะโยนิจจัง เอหิ ธะนัง โภคัง มะมะ มามา อาคัจฉัยยะ อาคัจฉาหิ มะมะ มาทิมา มาตา วะปาริโต สันเต มานะ พัตเถ ปะระมัตธิโน มาติโน เทวะสังเฆหิ มานะ ฆาตัง นะมามิ นะมัสสามิ ติวาคะภะโธพุท นังสานุส มะวะเท ถาสัตถิ ระสามะ ทัมสะริ ปุโรตะ นุตอะโท วิกะโล โตคะสุ โนปันสัม นะระจะ ชาวิชโช พุทสัมมา สัมหังระอะวาคะภะโส ปิติอิ ชิวหา ยัง ยัง มะธุรัง วาจัง ชิวหา วาจันติ ผุสสิตตะวา จะสุนทะรัง ปิยาเยวะ ปิยันตุนา สิมพะลี จะ มหาเถโร เทวะตา นะระปูซิโต โสระโห ปัญจะยาทิมหิ มหาลาภัง กะโรนตุ เม ลาเภนะ อุตตะโม โหหิ โสระโห ปัญจะยาทิมหิ มหาลาภัง สะทาโสตถี ภะวันตุ เม ราชะปุตโต จะโยเถโร สิมพะลี อิติวิสสุโตลา เภนะ อุตตะโมโหหิ ยังยัง ชะนะปะทัง ยาติ นิคะเม ราชะธานิโย สัพพัตถะปูชิโต โหหิ เถรัสสะ ปาเทวันทามิ เถรัสสะ อานุภาเวนะ สัพพะลาโภ ภะวันตุ เม สิมพะลี นันทะ สิมพะลี เถรัสสะ เอตถะตัง คุณณัง สัพพะธะนัง สุปัตติ ถิตัง สาลิกาธาตุ พุทธะรูปัง อะหังวันทามิ สัพพะทา อิติบูชา จะ มหาราชา สัพพะเสน่หา อะระหังสัมมา สัมพุทโธ มามา ยาตรา ยามดี วันชัยมารศรี สวัสดีลาโภ นะโมพุทธายะ นาสังสิโม เงินทองไหลมาเทมา นะชาลีติ อุอากะสะ จัตตาโร สติปัฏฐานา จัตตาโร อิสะระปะโช สัมมาอาชีโว พระสังกัจจายให้ทรัพย์ พระสีวะลีให้ลาภ พระอุปคุตให้โชคให้ชัย ชนะเหล่าพญามารทั้งปวง ด้วยอำนาจปาระมีของพระพุทธเจ้า ทั้งหลายหาประมาณมิได้ ด้วยอานุภาพแห่งพระธรรม ด้วยอานุภาพแห่งอริยะสงฆ์ ขอความสวัสดีมีชัยจงบังเกิดมีแก่ข้าพเจ้า........................... ขอให้เพียบพร้อมด้วยทรัพย์ สิน เงิน ทอง ข้าทาสบริวาร ปัจจัยสี่ ครบถ้วน คำว่าไม่มีอย่าบังเกิดแก่ข้าพเจ้าอีกเลย เหล็กไหล แก้วสารพัดนึก ยืดได้เคลื่อนได้ อยู่คู่ผู้มีบุญปารมี มะอะอุ นะจงมาหา โมดลจิตดลใจให้ได้มา พุทนำพามา ธาให้ถึงหลัก ยะให้ถึงที่ ผู้มีปารมีเลิศล้ำ ปารมีสามสิบทัศ ปารมีของพระพุทธเจ้าทุกๆๆพระองค์ พระธรรม พระอริยะสงฆ์ พระอนาคามี พระสกิทาคามี พระโสดาบัน พร้อมทั้งคุณศิล คุณธรรม คุณเวทมนต์ กลคาถา พระฤาษี 108 ตน เทพเทพาอารักษ์ขา ข้าพเจ้ากล่าวอาราธนาอัญเชิญ เหล็กไหลธาตุกายสิทธิ์ แก้ว 7 สี มณี 7 แสง ฉัพพรรณรังสีขอ งองค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย จงเสด็จมา ณ สถานที่แห่งนี้ เพื่อช่วยเหลือ จองกิง จองกัง จองพันธะนัง จองเหล็กไหล อิสะวาสุ
แก้เคราะห์ ตัดกรรม สรรพเข็ญ สรรพเคราะห์ แล่นมาพานปู่แก้ ปู่ปัด สรรพลางแล่นมาข้อง ปู่แก้ปู่ปัด เข็ญแล่นต้องเถิงตนเข็ญคนต้องเถิงเนื้อ ปู่แก้ปู่ปัด ปัดอันฮ้ายให้หนี ปัดอันดีให้อยู่ โอมจินจักมึงมาฮ้องให้เป็นภัย หมาจังไฮมึงมาหอนให้เป็นโทษ มึงมาฮ้องประโยชน์สิ่งอันใด โอมสวหายะ ตั้งแต่นี้เมือหน้าอย่าได้มีศัตรูมาตัด เทวทัตอย่าได้มาพาน ฝูงมารอย่าได้มาใกล้ สรรพเข็ญฮ้ายขอให้พ่ายหนี สัพพะสิทธิ ภะวันตุ เต ฯ กัมมัสสะโกมหิ กัมมะทายาโท กัมมะโยนิ กัมมะพันธุ กัมมะปะฏิสสะระโณ ยัง กัมมัง กะริสสามิ กัลยาณัง วาปาปะกังวา ตัด"นะ หิ เวเรนะ เวรานิ สัมมันตีธะ กุทาจะนัง อะเวเรนะ จะ สัมมันติ เอสะ ธัมโม สะนันตะโน ตัด"ควรสวดบทอากาวัตตาสูตร ธัมมจักร เมตตาใหญ่
พิมพ์เป็นธรรมทาน โหรจักรวาล 089 - 9853139
1. นายวงศ์สถิตย์ พวงทอง 2. นายวิเชียร พวงทอง 3. นางวะภาวันดี พวงทอง
4.น.ส.สุดารัตน์ พวงทอง 5.น.ส.อมรรัตน์ ชัยกอง 6.นายพงศ์เทพ พวงทอง
7.นายวิสุทธิ์ มธุรส 8.นางคำมุล มธุรส 9.นายจงประเสริฐ มธุรส
10.นายคำพัน มธุรส 11.นายสุปัน มธุรส 12.นายประสิทธิ์ มธุรส13.นายพิชัย มธุรส พร้อมครอบครัว ผู้มีพระคุณ ญาติ เทวดารักษาบริวาร เจ้ากรรมนายเวร เชื้อโรค เทพเทวาอนุโมทนาบุญ พร้อมกัน สาธุ

บทสวดสงบเหตุร้ายทั้งปวงอุปปาตะสันติ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (สามจบ)
(นำ) หันทะ มะยัง อุปปาตะสันติ คาถาโย ภะณา มะเส ฯ
[แก้ไข> คันถารัมภะ คำเริ่มต้นคัมภีร์
(ก) สุทุททะโส อะยัง ธัมโม โลกัตถัง ชินะเทสิโต มหาสันติกะโร โลเก สัพพะส้มปัตติทายะโก.
(ข) สัพพุปะปาตูสะมะโณ ภูตะยักขะนิวาระโณ อะกาละมัจจุสะมะโณ โสกะโรคะวินาสะโน.
(ค) ปะระจักกะมัททะโนปิ รัญโญ วิชะยะวัฑฒะโน สัพพานิฏฐะหะโร สันติ ธัมมัง วักขามิ ภูตะโต.
(ฆ) วัตถุตตะยัสสะ โย ยัตถะ สังวัณเณติ คุณุตตะเม ตัสสะ ตัตถะ สุขาโรคฺยะ โสตถิโย โหนติสัพพะทา.
พระพุทธเจ้าในอดีต ๒๘ พระองค์ ในสารมัณฑกัป ๔ พระองค์
๑. ตัณหังกะโร มหาวีโร สัพพะโลกานุกัมปะโก วันตะสังสาระคะมะโน สัพพะกามะทะโท สะทา.
๒. สัพพาภิภู สัพพะวิทู สัพพะเทวะคะรุตตะโม สัพพาสะวะปะริกขีโณ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๓. วะระลักขะณะสัมปันโน เมธังกะโร มหามุนิ ชุตินธะโร มหาสิรี สุวัณณะคิริสันนิโภ.
๔. ทิพพะรูโป มหากาโย มะหานาโถ มะหัพพะโล มะหาการุณิโก สัตถา มะหาสันติง กะโรตุ โน.
๕. มหาโมหะตะมัง หันตะวา โย นา โถ สะระณังกะโร เทวาเทวะมะนุสสานัง โลกานัญจะ หิตังกะโร.
๖. พฺยามัปปะภาภิรุจิโต นิโครธะปะริมัณฑะโล นิโครธะปักกะพิมโพฏโฐ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๗. อะสีติระตะนุพเพโธ ทีปังกะโร มะหามุนิ ปภา นิททาวะเต ตัสสะ ฐาเน ทะวาทะสะ โยชะเน.
๘. วัสสะสะตะสะหัสสานิ ฐัตตะวา โลเก วินายะโก โลกาโลกะกะโร สัตถา สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
ในสารกัป ๑ พระองค์
๙. อัฏฐาสีติหัตถุพเพโธ โกณทัญโญ นามะ นายะโก สัพพะธัมเมหิ อะสะโม สัพพะปาระมิตาคะโม.
๑๐. วัสสะสะตะสะหัสสานิ อายุ ตัสสะ มเหสิโน โมเจตุ โส สัพพะภะยา สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
ในสารมัณฑกัป ๔ พระองค์
๑๑. อัฏฐาสีติ ระตะนานิ อัจจุคคะโต ชุตินธะโร มังคะโล นามะ สัมพุทโธ นะวุติสะหัสสายุโก.
๑๒. ฉัพพัณณะรังสิโย ทะสะ สะหัสสะโลกะธาตุยา ผะรันตา ตัสสะ ฉาเทนติ เอสะ โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๓. นะวุติระตะนุพเพโธ สุมะโน นามะ นายะโก กัญจะนาจะละสังกาโส นะวุติสะหัสสายุโก.
๑๔. อุเปโต พุทธะคุเณหิ สัพพะสัตตะหิเตสะโก กะโรตุ โน มหาสันติง อาโรคะยัญจะ สุขัง สะทา.
๑๕. อะสีติระตะนุพเพโธ สัฏฐีสะหัสสะอายุโก เรวะโต นามะ สัมพุทโธ สัพพะโลกุตตะโร มุนิ.
๑๖. ตัสสะ สะรีเร นิพพัตตา ปะภามาลา อะนุตตะรา ผะรันตา โยชะเน นิจจัง สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๗. โสภิโต นามะ สัมพุทโธ นะวุติสะหัสสายุโก สังสาระ สาคะเร สัตเต พะหู โมเจติ ทุกขะโต.
๑๘. อัฏฐะปัญญาสะระตะนัง อัจจุคคะโต มะหามุนิ โอภาเสติ ทิสา สัพพา สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
ในวรกัป ๓ พระองค์
๑๙. อะโนมะทัสสี สัมพุทโธ เตชัสสี ทุระติกกะโม อัฏฐะปัญญาสะระตะโน โอภาเสนโต สะเทวะเก.
๒๐. นิพพานะปาปะโก โลเก วัสสะสะตะสหัสสายุโก กะโรตุ โน มหาสันติง สุขิตา จะ มะยัง สะทา.
๒๑. ปะทุโม นามะ สัมพุทโธ โลกะเชฏโฐ นะราสะโภ อัฏฐะปัญญาสะระตะโน อาทิจโจวะ วิโรจะติ.
๒๒. วัสสะสะตะสะหัสสานิ อายุ ตัสสะ มเหสิโน โสปิ พุทโธ การุณิโก สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๒๓. อัฏฐาสีติระตะนุพเพโธ นาระโท สัพพะกามะโท นิรันตะรัง ทิวารัตติง โยชะนัง ผะระเต ปะภา.
๒๔. นะวุติวัสสะสะหัสสานิ ฐัตฺวา โลเก วินายะโก โมเจติ ทุกขะโต สัตเต โสปิ โสตถิง กะโรตุ โน.
ในวรกัป ๓ พระองค์
๒๕. อัฏฐะปัญญาสะระตะโน ปะทุมุตตะโร มหามุนิ ตัสสะ ปากะติกา รังสี ผะรันติ ทฺวาทะสะ โยชะเน.
๒๖. วัสสะสะตะสะหัสสานิ ฐัตฺวา โลเกมะตันทะโท โมเจติ พันธะนา สัตเต โสปิ ปาเลตุ โน สะทา.
๒๗. อัฏฐาสีติระตะนานิ อัจจุคคะโต มหามุนิ สุเมโธ นามะ สัมพุทโธ นะวุติสะหัสสายุโก.
๒๘. ตัสสะ ปากะติกา รังสี ผะรันติ โยชะนัง สะทา ปาเลตุ โน สะทา พุทโธ ภะเยหิ วิวิเธหิ จะ.
๒๙. ปัญญาสะระตะนุพเพโธ สุชาโต นามะ นายะโก เหมะวัณโณ มะหาวีโร มะหาตะมะวิโนทะโน.
๓๐. นะวุติวัสสะสะหัสสานิ อายุ ตัสสะ มะเหสิโน โสปิ พุทโธ การุณิโก สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
ในวรกัป ๓ พระองค์
๓๑. อะสีติระตะนุพเพโธ ปิยะทัสสี มหามุนิ นะวุติวัสสะสะหัสสานิ ฐัตฺวา โลกัคคะนายะโก.
๓๒. โสปิ สัพพะคุณูเปโต สัพพะโลกะสุขัปปะโท สัพพะโทสัง วินาเสนโต สะพัง โสตถิง กะโรตุ โน.
๓๓. อะสีติระตะนุพเพโธ อัตถะทัสสี นะราสะโภ วัสสะสะตะสะหัสสานิ โลเก อัฏฐาสิ นายะโก.
๓๔. ตัสสะ ปากะติกา รังสี ผะรันติ โยชะนัง สะทา นิรันตะรัง ทิวารัตติง นาโถ โสตถิง กะโรตุ โน.
๓๕. ธัมมะทัสสี จะ สัมพุทโธ อะสีติหัตถะมุคคะโต อะติโรจะติ เตเชนะ สะเทวาสุระมานุเส.
๓๖. วัสสะสะตะสะหัสสานิ ฐัตฺวา โลเก มะหายะโส สัพพะสัตเต ปะโมเจติ ภะยา รักขะตุ โน สะทา.
ในสารมัณฑกัป ๔ พระองค์
๓๗. สิทธัตโถ นามะ สัมพุทโธ สัฏฐิระตะนะมุคคะโต ติภะเว โสตถิชะนะโก สะติสสะหัสสะอายุโก.
๓๘. สังสาระสาคะรา โลเก สันตาเรตฺวา สะเทวะเก นิพพาเปติ จะ โส สัตถา สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๓๙. สัฏฐิระตะนะมุพเพโธ ติสโส โลกัคคะนายะโก อะนูปะโม อะสะทิโส อะตุโล อุตตะโม ชิโน.
๔๐. วัสสะสะตะสะหัสสานิ อายุ ตัสสะมะเหสิโน อาโรคฺยัญจะ มหาลุขัง โหตุ โน ตัสสะ เตชะสา.
๔๑. อัฏฐะปัญญาสะระตะโน ผุสโส โลกัคคะนายะโก ชะนัมพุชัง วิโพเธนโต นิพพาเปนโต สะเทวะเก
๔๒. นะวุติวัสสะสะหัสสานิ ฐัตฺวา โลเก มะหายะโส อุทธะรันโต พะหู สัตเต สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๔๓. อะสีติระตะนุพเพโธ วิปัสสี โลกะนายะโก ปะภา นิทธาวะเต ตัสสะ สะมันตา สัตตะ โยชะเน.
๔๔. โสปิ เทวะมะนุสสานัง พันธะนา ปะริโมจะยิ อะสีติสะหัสสายุโก นาโถ โสตถิง กะโรตุ โน.
ในมัณฑกัป ๒ พระองค์
๔๕. สัตตะตีหัตถะมุพเพโธ สิขี นาเมสะ นายะโก ปภา นิทธาวะเต ตัสสะ สะมันตา โยชะนัตตะเย.
๔๖. โสปิ อะตุลฺโย สัมพุทโธ สัตตะตีสะหัสสายุโก กะโรตุ โน มะหาสันติง สุขิตา จะ มะยัง สะทา.
๔๗. เวสสะภู นามะ สัมพุทโธ เหมะรูปะสะมูปะโม สัฏฐีิระตะนะมุพเพโธ สัฏฐี จะ สะหัสสายุโก.
๔๘. พฺรัหฺมะเทวะมะนุสเสหิ นาคาสุระทิเชหิ วา ปูชิโตปิ สะทา นาโถ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
ในภัททกัป ๔ พระองค์
๔๙. ตาฬีสะระตะนุพเพโธ กะกุสันโธ มหามุนิ ตัสสะ กายา นิจฉะรันติ ปะภา ทฺวาทะสะ โยชะนา.
๕๐. จัตตาลฬีสะ สะหัสสานิ ตัสสะ อายุ อะนุตตะโร กะโรตุ โส สะทา นาโถ อายุ สุขัง พะลัญจะ โน.
๕๑. โกนาคะมะนะ สัมพุทโธ ติงสะหัตถะ สะมุคคะโต ติงสะวัสสะ สะหัสสานิ อายุ ตัสสะ มะเหสิโน.
๕๒. ธัมมามะเตนะ ตัปเปตา เทวะสังฆัง สุราละเย มะหีตะเล จะ ชะนะตัง สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๕๓. กัสสะโป นามะ สัมพุทโธ ธัมมะราชา ปะภังกะโร วีสะตีหัตถะมุพเพโธ วีสะสะหัสสะอายุโก.
๕๔. อะนูปะโมสะมะสะโม เทวะสัตถา อะนุตตะโร กะโรตุ โน มะหาสันติง อาโรคฺยัญจะ ชะยัง สะทา.
๕๕. อัฏฐาระสะหัตถะถุพเพโธ โคตะโม สักกะยะวัฑฒะโน สัพพัญญู สัพพะติละโก สัพพะโลกะสุขัปปะโท.
๕๖. สัมพุทโธ สัพพะธัมมานัง ภะเคหิ ภาคฺยะวายุโก วิชชาจะระณะสัมปันโน โสตถฺยาโรคฺยัง ทะทาตุ โน.
๕๗. อัพภะตีตา จะ สัมพุทธา อะเนกะสะตะโกฏิโย สัพพะโลกะมะภิญญายะ สัพพะสัตตานุกัมปิโน.
๕๘. สัพพะเวระภะยาตีตา สัพพะโลกะสุขัปปะทา สัพพะโทสัง วินาเสนตา สัพพะโสตถิง กะโรนตุ โน.
พระพุทธเจ้าในอนาคต ๑ พระองค์
๕๙. อะนาคะเต จะ สัมพุทโธ เมตเตยโย เทวะปูชิโต มะหิทธิโก มหาเทโว มะหาสันติง กะโรตุ โน.
พระปัจเจกพุทธเจ้า
๖๐. สัพเพ ปัจเจกะสัมพุทธา นิโรธะฌานะโกวิทา นิราละยา นิราสังกา อัปปะเมยยา มเหสะโย.
๖๑. ทูเรปิ วิเนยเย ทิสฺวา สัมปัตตา ตังขะเณนะ เต สันทิฏฐิกะผะเล กัตฺวา สะทา สันติง กะโรนตุ โน.
นวโลกุตตรธรรม ๙ และพระปริยัติธรรม ๑
๖๒. สฺวากขาตะตาทิสัมปันโน ธัมโม สะปะริยัตติโก สังสาระ สาคะรา โลเก ตาเรติ ชินะโคจะโร.
๖๓. กิเลสะชาละวิทธังสี วิสุทโธ พุทธะเสวิโต นิพพานะคะมะโน สันโต สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
พระสังฆรัตนะ
๖๔. สีลาทิคุณะสัมปันโน สังโฆ มัคคะผะเล ฐิโต ชิตินทฺริโย ชิตะปาโป ทักขิเนยโย อะนุตตะโร.
๖๕. อะนาสะโว ปะริสุทโธ นิราสาโส ภะวาภะเว นิพพานะโคจะโร สันโต สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
พระเถระชั้นผู้ใหญ่ ๑๐๘ รูป
๖๖. อัญญาตะโกญทัญญัตเถโร รัตตัญญูณังอัคโค อะหุ ธัมมะจักกาภิสะมะโย สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๖๗. วัปปัตเถโร มะหาปัญโญ มะหาตะมะวิโนทะโน มะหาสันติกะโร โลเก มะหาสันติง กะโรตุ โน.
๖๘. ภัททิโย ภัททะสีโล จะ ทักขิเนยโย อะนุตตะโร โลกัตถะจะริโต เถโร สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๖๙. มะหานาโม มหาปัญโญ มะหาธัมมะวิทู สุโต มะหาขีณาสะโว เถโร มะหาสันติง กะโรตุ โน.
๗๐. อัสสะชิตะเถโร มหาปัญโญ ชิตะมาโร ชิตินทฺริโย ชิตะปัจจัตถิโก โลเก สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๗๑. อะนุปุพพิกะถัง สุตฺวา ยะโส เอกัคคะมานะโส อัคคะธัมมะมะนุปปัตโต โสตถฺยาโรคฺยัง ทะทาตุ โน.
๗๒. จัตฺวาธิกา จะ ปัญญาสะ เถรา คิหิสะหายะกา ปัตฺวานะ ปะระมัง สันติง สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๗๓. เย ติงสะ ภัททะวัคคิยา รูเปนาตุละวัณณิโน ขีณาสะวา วะสีภูตา เต กะโรนตุ อะนามะยัง.
๗๔. อุรุเวลละกัสสะโปปิ มะหาปะริสานะมุตตะโม ฐะปิโต อัคคะฐานัมหิ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๗๕. โย นะทีกัสสะปัตเถโร ปุญญักเขตโต อะนุตตะโร สาสังโฆ สีละสัมปันโน สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๗๖. ธัมมะปัชชะลิโต สันโต โย เถโร คะยากัสสะโป สังยุตโต ภะวะนิเสนโห สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๗๗. โลกะนาถัง ฐะเปตฺวานะ ปัญญะวันตานะ ปาณินัง ปัญญายะ สารีปุตตัสสะ กะลัง นาคฆะติ โสฬะสิง.
๗๘. สาริปุตโต มะหาปัญโญ ปะฐะโม อัคคะสาวะโก ธัมมะเสนาปะติ เสฏโฐ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๗๙. ปาทังคุลิกะมัตเตนะ เวชะยันตะปะกัมปะโน ปะถะวิง มะหะติง สัพพัง สะมัตโถ ปะริวัตติตุง.
๘๐. โมคคัลลาโน มะหาเถโร ทุติโย อัคคะสาวะโก อิทธิมันตานัง โส อัคโค สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๘๑. มะหากัสสะปัตเถโรปิ อุตตัตตะกะนะกะสันนิโภ ธุตะคุณัค คะ นิกขิตโต ตะติโย สัตถุสาวะโก
๘๒. อะรัญญะวาสาภิระโต ปังสุกูละธะโรมุนิ สุคะตะสาสะนะธะโร สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๘๓. อาปัตติอะนาปัตติยา สเตกิจฉายะ โกวิโท วินะเย อัคคะนิกขิตโต อุปาลิ สัตถุวัณณิโต.
๘๔. วินะเย ปาระมิปปัตโต วินะยัคโคจะโร มุนิ กะโรตุ โน มหาสันติง โสตถฺยาโรคฺยัง ทะทาตุ โน.
๘๕. อะนุรุทธะ มะหาเถโร ทิพพะจักขู นะมุตตะโม ญาติเสฏโฐ ภะคะวะโต โสตถฺยาโรคฺยัง ทะทาตุ โน.
๘๖. อุจจากุลิกานัง อัคโค ภัททิโย สุสะมาหิโต กาฬิโคธายะ ปุตโต จะ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๘๗. อานันโท พุทธุปัฏฐาโก สังคีติสาธุสัมมะโต พะหุสสุโต ธัมมะธะโร สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๘๘. กิพิิโล สิริสัมปันโน มะหาสุขะสะมัปปิโต มะหาขีณาสะโว ชาโต มะหาสันติง กะโรตุ โน.
๘๙. คะรุวาสัง วะสิตฺวานะ ปะสันโน พุทธะสาสะเน ภะคุ จะระหะตัง ปัตโต สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๙๐. กุลัปปะสาทะชะนะโก กาฬุทายี มะหิทธิโก เอตะทัคคัฏฐิโต เถโร สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๙๑. เสฏโฐ ธัมมะกะถิกานัง ติณณัง เวทานะ ปาระคู ปุณโณ มันตานิยา ปุตโต เถโร โสตถิง กะโรตุ โน.
๙๒. ภาระทฺวาโช มะหาเถโร สีหะนาทานะมุตตะโม ฐะปิโต อัคคะฐานัมหิ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๙๓. สังขิตตะ ภาสิตะมัตถัง วิตถาเรนะ วิชานะโก กัจจายะโน ภะวะนิเสนโห เถโร โสตถิง กะโรตุ โน.
๙๔. ละกุณฏะกะภัททิโย เถโร มัญชุสสะรานะ มุตตะโม ฐะปิโต อัคคะฐานัมหิ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๙๕. อะระณะวิหารีณัง อัคโค ทักขิเนยโย อะนุตตะโร สุภูติ ภูตะทะมะโน เถโร โสตถิง กะโรตุ โน.
๙๖. อะรัญญะวาสีนัง อัคโค เรวะโต ขะทิระวะนิโย วิเวกาภิระโต เถโร สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๙๗. ณายีนัง อุตตะโม เถโร กังขาเรวะตะนามะโก สะมาธิฌานะกุสะโล สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๙๘. โสโณ จะ โกฬิวีโสปิ อารัทธะวีริยานะ มุตตะโม ปะหิตัตโต สะทา เถโร โสตถิง ผาสุง กะโรตุ โน.
๙๙. กัลยาณะวากกะระณานัง โสโณ กุฏิกัณโณปิ จะ อัคโคติ วัณณิโต เถโร โสตถิง ผาสุง กะโรตุ โน.
๑๐๐. ลาภีนะมุตตะโม เถโร สีวะลิ อิติ วิสุโต โส ระโต ปัจจะยาทิมหิ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๐๑. สัทธาธิมุตตานัง อัคโค วักกะลิ อิติ นามะโก ปาโมชชะพะหุโล เถโร สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๐๒. ราหุโล พุทธะปุตโตปิ สิกขากามานะ มุตตะโม ทายาโท สัพพะธัมเมสุ มะหาสันติง กะโรตุ โน.
๑๐๓. สัทธายะ ปัพพะชิตฺวานะ รัฏฐะปาโล ปะรักกะมี เอตะทัคเค ฐิโตเยวะ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๐๔. กุณฑะธาโน มะหาเถโร สะลากัง ปะฐะมัง คะโต ฐะปิโตเยวะ ฐานัมหิ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๐๕. ปะฏิภานะวันตานัมปิ อัคโคติ พุทธะวัณณิโต วังคีโส อะระหา เสฏโฐ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๐๖. สะมันตะปาสาทิกานัง อัคคัฏฐานัมหิ ฐะปิโต อุปะเสโน วังคันตะปุตโต สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๐๗. ทัพโพ มัลละปุตโต เถโร เสนาสะนะปัญญาปะโก ฐะปิโต อัคคัฏฐานัมหิ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๐๘. ปิลินทะวัจฉะสะมะโณ เทวะตานัง ปิโย อะหุ ฐะปิโต อัคคัฏฐานัมหิ โสตถฺยาโรคฺยัง ทะทาตุ โน.
๑๐๙. พาหิโย ทารุจีริโย ขิปปาภิญญานะ มุตตะโม กะโรตุ โน มะหาสันติง อาโรคฺยัญจะ ชะยัง สะทา.
๑๑๐. กุมาระกัสสะปัตเถโร จิตตะกะถีนะ มุตตะโม มิจฉาวิตักกุปัจเฉโท สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๑๑. ปฏิสัมภิทาปัตตานัง อัคคัฏฐานัมหิ ฐะปิโต โกฏฐิโต อะระหา เสฏโฐ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๑๒. อัปปาพาโธ มะหาเถโร อัปปาพาธานะ มุตตะโม พากุโล อะระหา ชาโต สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๑๓. ปุพเพนิวาสะเวทีนัง อัคโคติ พุทธะวัณณิโต โสภิโต นามะโส เถโร สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๑๔. มหากัปปินัตเถโรปิ ภิกขุโอวาทะโก อะหุ กุสะโล โอวาททะทาเน สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๑๕. ภิกขุโนวาทะกานัค โค นันทะโก อิติ วิสสุโต ปาเลตุ โน สะทา เถโร โสตถิง ผาสุง กะโรตุ โน.
๑๑๖. อินทฺริเยสุ คุตตะทฺวาโร อัคคัฏฐาเน ฐิโต อะหุ นันทัตเถโร วะสิปปัตโต สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๑๗. เตโชธาตุกุสะลานัง อัคคัฏฐานัมหิ ฐะปิโต สาคะโต นามะ โส เถโร โสตถิง ผาสุง กะโรตุ โน.
๑๑๘. สัญญาวิวัฏฏะกุสะโล ปะธาโน ภาวะนาระโต พุทธะสิสโส มหาปันโถ มะหาสันติง กะโรตุ โน.
๑๑๙. จูฬะปันถะกัตเถโรปิ มะโนมะยาภินิมมิโต ฐะปิโต อัคคัฏฐานัมหิ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๒๐. ปฏิภาเนยยะกานัง ตุ อัคคัฏฐานัมหิ ฐะปิโต ราโธ เถโร มหาโสตถิง กะโรตุ โน อะนามะยัง.
๑๒๑. ลูขะจีวะระธะรานัง ภิกขูนัง อุตตะโม อะหุ โมฆะราชะมะหาเถโร มะหาสันติง กะโรตุ โน.
๑๒๒. วิมะโล วิมะสัปปัญโญ สุรูโป สุสะมาหิโต ระโช นะ ลิมปะติ ขันเธ มะหาสันติง กะโรตุ โน.
๑๒๓. ธัมมะปาโล มะหาปาโล มะหาธัมมะธะโร ยะติ มะหาขีณาสะโว โลเก มะหาสันติง กะโรตุ โน.
๑๒๔. จักขุปาโล มะหาเถโร ปะธาโน สีละสังวุโต ปะหิตัตโต มะหากาโย มะหาสันติง กะโรตุ โน.
๑๒๕. สัพพะเวระภะยาตีโต นาระโท อาสะวักขะโย มหาสันติกะโร โลเก สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๒๖. พุทธะปูชายะ นิระโต ชินะภัตติปะรายะโน สัทธัมมะสะวะโน เถโร สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๒๗. ปัจฉิมะภะวะสัมปัตโต โคตะโม ภาวะนาระโต ราคักขะยะมะนุปปัตโต สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๒๘. เสนาสะเนสุ สัปปายัง สัทธา ฌานัง สะมาระภิ โคธิโก พุทธะฌายันโต สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๒๙. พุทเธ ปะสันนะมานะโส สุพาหุ ปัญชะลีกะโต ขีณาสะโว วะสีภูโต มะหาสันติง กะโรตุ โน.
๑๓๐. วิปัสสะนายะ ปะสุโต วัลลิโย สุสะมาหิโต สะโต ณายี วะเนวาสี สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๓๑. อุตติโย วินะยะธะโร อะติกกันโต นะรามะเร ธาเรณโต อันติมัง เทหัง สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๓๒. วิมะโล วิระโชชัลโล ชาโต ปัญฑะระเกตุนา พิมพิสารัทธะโช เถโร สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๓๓. รัมมารัญเญ วะสีตฺวานะ ภาเวนโต กุสะลัง พะหุง โยคักเขมะมะนุปปัตโต สะภิโย สันติง กะโรตุ โน.
๑๓๔. ปุพเพนิวาสัง ชานันโต ทิพพะจักขุ วิโสธะโน นาคีโตระหะติง ปัตโต โสตถฺยาโรคฺยัง ทะทาตุ โน.
๑๓๕. ปาติโมกขะมะนุปปัตโต วิชะโย รัญญะโคจะโร ลาภาลาภี ตะถาสังสี สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๓๖. ตัณหาชะฏัง วิชะเฏตฺวา วัฑเฒตฺวานะ วิปัสสะนัง สังฆรักขิโต มะหาเถโร มะหาสันติง กะโรตุ โน.
๑๓๗. อะรัญญะวาสาภิระโต ภะวะเนตติสะมูหะโต ธัมมานัง ปาระมิปปัตโต อุตตะโร ปาตุ โน ภะยา.
๑๓๘. ปุพเพ ปุญญานิ กัตตฺวานะ ปุพพะโยคัง สะมาระภิ อุสสะโภ ระหะตัง ปัตโต สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๓๙. สะมาปัตติ สะมาปันโน ฉะฬะภิญโญ มหิทธิโก สิวะโก พุทธะฌายันโต สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๔๐. สัตตาริยะธะโน เถโร ธะนิโย ธัมมะสาคะโร วันตะสังสาระคะมะโน สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๔๑. ปัญจักขันเธ ปะริญญายะ ภาวะยิตฺวานะ นิพพุตัง ปัตฺวานะ ปะระมัง สันติง โปสิโย ปาตุ โน ภะยา
๑๔๒. อุปะนิสสะยะสัมปันโน อุชชะโย พุทธะมามะโก โลกัตถะปะสุโต เถโร สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๔๓. พุทธัปปะสาทะสัมปันโน ปัพพะชิ ชินะสาสะเน สัญชะโย นามะ โส เถโร สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๔๔. มารัญชะโย มะหาเถโร รามะเณยโย มะหิทธิโก นิพพานะนินนะจิตโต โส สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๔๕. อุโภ ปาปัญจะ ปุญญัญจะ วีติวัตโต อะนาสะโว วีรัตเถโร ระหัปปัตโต สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๔๖. ปุณณะมาสะมะหาเถโร ปังสุกูละธะโร ยะติ ปุพพะกิจจะวิธิง กัตฺวา มะหาสันติง กะโรตุ โน.
๑๔๗. ปัญจะฉินโน ปัญจะชะโห ปัญจะ จุตตะริภาวะโน. ปัญจะสังคาติโค เถโร สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๔๘. ปุพเพ ราคัง วิจาเรนโต ชินะภัตติปะรายะโน เพลัฏฐะสีโส วังสะธะโร สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๔๙. ปัญจุปันนานิ อะภะโย นิกันติ นัตถิ ชีวิเต อะชิโต โส มะหาเถโร มหาสันติง กะโรตุ โน.
๑๕๐. วิวัฏฏะนิสสะเย ปุญเญ กัตฺวา สัมพุทธะภัตติมา กุลลัตเถโร ระหัปปัตโต มหาสันติง กะโรตุ โน.
๑๕๑. วิปัสสี ธัมมะทายาโท เถโร นิโคฺรธะนามะโก นิพพานาคะมะสันทิฏโฐ สะทา สันติง กะโรตุ โน.
๑๕๒. ติสโส วิชชา อะนุปปัตโต สุคันโธ นามะ โส ระโห สัพพะปาปะปะริกขีโณ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๕๓. นันทิโย สัทธาสัมปันโน ชิตะเกลโส มะหาเถโร อะภิญญา ปาระมิปปัตโต สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๕๔. กิเลสา ฌาปิตา เยนะ ชิตะธัมมะระเตนะ โส กัมมาระปุตตะวิมะโล สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๕๕. เทวะโลกะมะนุสเสสุ อะนุภุตฺวา วิภูติโย ติสสัตเถโร มะหาภูโต มะหาสันติง กะโรตุ โน.
๑๕๖. สุวิมุตโต มะหานาโค ตีหิ วังเกหิ มุตตะโก สุมังคะโล มะหาเถโร มะหาสันติง กะโรตุ โน.
๑๕๗. นิรัคคะโฬ นิราสาโส มะละขีละวิโสธะโน วิเวกาภิระโต คุตโต สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๕๘. ปะวิเวกะมะนุปปัตโต คิริมานันทะนามะโก ภาเวนโต กุสะเล ธัมเม สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๕๙. พุทธะสาสะนะมารัทโธ สะมิทธิ ภาวะนาระโต สะมิทธิคุณะสัมปันโน สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๖๐. อาราธิตะชิโน สันโต โชติตเถโร มหาระหา วิมุตโต สัพพะสังสารา สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๖๑. เสนาสะนานิ ปันตานิ เสวันโต ฌานะมาระภิ ฉะฬะภิญโญ มะหาจุนโท สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๖๒. ฉันนัตเถโร สะหะชาโต สุณันโต ชินะสาสะนัง โยคักเขมะมะนุปปัตโต สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๖๓. เมฆิโย พุทธุปัฏฐาโก ชินะภัตติปะรายะโน มิจฉาวิตักกุปัจเฉโท สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๖๔. อุปะวาโณ มะหาเถโร มะหากาโย มะหาระหา มะหิทธิโก มะหาเตโช สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๖๕. สังกิจโจ โจระฑะมะโน สัพพะสังโยชะนักขะโย ปาเลตุ โน สัพพะภะยา โสตถฺยาโรคฺยัง ทะทาตุ โน.
๑๖๖. ปัญหะพฺยากะระเณ เฉโก เมตตาฌานะระโต ยะติ โสปาโกปายะสัมปันโน สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๖๗. เขตตะสัมปัตติสัมปัตโต วัฑฒะมาโนวะ โสตถินา สุมะโน อะระหา ชาโต สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๖๘. ปิโย เทวะมะนุสสานัง สานุตเถโร พะหุสสุโต เมตตาฌายี ตะโมฆาตี สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๖๙. โย จะ ปุพเพ กะตัง ปาปัง กุสะ เลนะ ปะหียะติ อังคุลิมาโล โส เถโร สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๗๐. วิปัสสะนาธะรา เยปิ เถรา สะมะถะยานิกา ขีณาสะวา มะหาเตชา มะหาตะมะวิโนทะนา.
๑๗๑. ฌานิกาฌานิกา เยปิ ธัมมาภิสะมะยาทะโย สัพเพ โสตถิง สะทา เทนตุ ชะยะมาโรคฺยะมายุโน
พระเถรีชั้นผู้ใหญ่ ๑๓ รูป
๑๗๒. รัตตัญญูณัง ภิกขุนีนัง โคตะมี ชินะมาตุจฉา ฐะปิตา อัคคัฏฐานัมหิ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๗๓. มะหาปัญญานะมัคคัฏฐา เขมาเถรีติ ปากะฏา สาวิกา พุทธะเสฏฐัสสะ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๗๔. เถรี อุปปะละวัณณา จะ อิทธิมันตีนะ มุตตะมา สาวิกา พุทธะเสฏฐัสสะ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๗๕. วินะยัทธะรีนัง อัคคา ปะฏาจาราติ วิสสุตา ฐะปิตา อัคคัฏฐานัมหิ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๗๖. ธัมมะกะถิกะปะวะรา ธัมมะทินนาติ นามิกา ฐะปิตา อัคคัฏฐานัมหิ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๗๗. ฌายิกานัง ภิกขุนีนัง นันทา เภรีติ นาเมสา อัคคัฏฐาเน ฐิตา อะหุ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๗๘. อารัทธะวีริยานัง อัคคา โสณาเถรีติ นามิกา ฐะปิตา ตัตถะ ฐานัมหิ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๗๙. ทิพพะจักขุกานัง อัคคา พะกุลา อิติ วิสสุตา วิสุทธะนะยะนา สาปิ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๘๐. กุณฑะละเกสี ภิกขุนี ขิปปาภิญญานะมุตตะมา
ฐะปิตาเยวะ ฐานัมหิ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

๑๘๑. เถรี ภัททะกาปิลานี ปุพพะชาติมะนุสสะรี ตาสังเยวะ ภิกขุนีนัง อัคคา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๘๒. เถรี ตุ ภัททะกัจจานา มะหาภิญญานะมุตตะมา ชิเนนะ สุขะทุกขัง สา สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๘๓. ลูขะจีวะระธารีนัง อัคคา กิสาปิ โคตะมี ฐะปิตา อัคคัฏฐานัมหิ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๑๘๔. สิงคาละมาตา ภิกขุนี สัทธาธิมุตตานะ มุตตะมา กะโรนตุโน มะหาสันติง อาโรคะยัญจะ สุขัง สะทา.
๑๘๕. อัญญา ภิกขุนิโย สัพพา นานาคุณะธะรา พะหู ปาเลนตุ โน สัพพะภะยา โสกะโรคาทิสัมภะวา.
๑๘๖. โสตาปันนาทะโย เสกขา สัทธาปัญญาสีลาทิกา ภาคะโส เกลสะทะหะนา สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
พญานาค
๑๘๗. สุมะโน สุมะนะจะโล อะระวาเฬระปัตตะโก จัมเปยโย มุจะลินโท จะ กัมพะโล ภุชะคิสสะโร.
๑๘๘. กาละนาโค มะหากาโฬ สังขะปาโล มะโหทะโร มะณิกัณโฐ มะณิอัคขิ นันทะนาโคปะนันทะโก.
๑๘๙. วะรุโณ ธะตะรัฏโฐ จะ กุงคุวิโล ปะลาละโก จิตฺระนาโค มะหาวีโร ฉัพฺยาปุตโต จะ วาสุกี.
๑๙๐. กัณหาโคตะโม ภุชะนินโท อัคคิธูมะสิโข ตะถา จูโฬทะโร อะหิจฉัตโต นาคา เอราปะถาทะโย.
๑๙๑. อาสิวิสา โฆระวิสา เย สัพเพ นะยะนาวุธา ชะลัฏฐา วะ ถะลัฏฐา วา ปัพพะ เตยยา นะทีจะรา กะโรนตุ โน มะหาโสตถิง อายุมาโรคิยัง สะทา.
เปรต
๑๙๒. นิชฌามะตัณหิกา เปตา อุสุสัตติ จะ โลมะกา มังสะปิณฑาทะโย เปตา เปตา เวมานิกาทะโย ปาเลนตุ โน สัพพะภะยา สะทา เต สุขิโน สะทา.
อสูร
๑๙๓. เย ปะหาราทะสัมพะรา พะละยาสุระคะณา จะ เย เวปะจิตตาสุระคะณา จันทาสุระคะณาทะโย.
๑๙๔. สัพเพ เตปิ มหาเตชา ภูตะยักขะนิวาระณา กะโรนตุ โน มะหาโสตถิง อาโรคะยัญจะ ชะยัง สะทา.
เทวดา
๑๙๕. เย ยักขา สัตตะสะหัสสา ภุมมา กาปิละวัตถุกา อิทธิมันโต ชุติมันโต วัณณะวันโต ยะสัสสสิโณ.
๑๙๖. สัพเพ ติสะระณา ยักขา มะเหสักขา ชุตินธะรา กะโรนตุ โน มะหาโสตถิง อาโรคะยัญจะ ชะยัง สะทา.
๑๙๗. ฉะสะหัสสา เหมะวะตา ยักขา นานัตตะวัณณิโน พุทธะปูชายะ นิระตา สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๑๙๘. สาตาคิรา ติสะหัสสา ยักขา นีลาทิวัณณิโน นานาปะภายะ สัมปันนา สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๑๙๙. เวสสามิตตา ปัญจะสะตา ยักขา นานัตตะวัณณิโน อิทธิมันโต ชุติมันโต วัณณะวันโต ยะสัสสิโณ โมทะมานา อะภิกกามุง สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๐๐. กุมภีโร ราชะคะหิโก เวปุลลัสสะนิเวสะนัง ภิยโย นัง สะตะสะหัสสัง ยักขานัง ปะยิรุปาสะติ โส ยักเขหิ ปะริวาโร สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๐๑. ปุริมัญจะ ทิสัง ราชา ธะตะรัฏโฐ ปะสาสะติ คันธัพพานัง อะธิปะติ มะหาราชา ยะสัสสิ โส.
๒๐๒. ปุตตาปิ ตัสสะ พะหะโว อินทะนามา มะหัพพะลา โส ราชา สะหะ ปุตเตหิ สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๐๓. ทักขินัญจะ ทิสัง ราชา วิรุฬโห ตัง ปะสาสะติ กุมภัณฑานัง อะธิปะติ มะหาราชา ยะสัสสิ โส.
๒๐๔. ปุตตาปิ ตัสสะ พะหะโว อินทะนามา มะหัพพะลา วิรุฬโห สะหะ ปุตเตหิ สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๐๕. ปัจฉิมัญจะ ทิสัง ราชา วิรูปักโข ปะสาสะติ นาคานัญจะ อะธิปะติ มะหาราชา ยะสัสสิ โส.
๒๐๖. ปุตตาปิ ตัสสะ พะหะโว อินทะนามา มะหัพพะลา วิรูปักโข สะปุสเตหิ สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๐๗. อุตตะรัญจะ ทิสัง ราชา กุเวโร ตัง ปะสาสะติ ยักขานัญจะ อะธิปะติ มะหาราชา ยะสัสสิ โส.
๒๐๘. ปุตตาปิ ตัสสะ พะหะโว อินทะนามา มะหัพพะลา กุเวโร สะหะ ปุตเตหิ สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๐๙. ปุริมัง ทิสัง ธะตะรัฏโฐ ทักขิเณนะ วิรุฬหะโก ปัจฉิเมนะ วิรูปักโข กุเวโร อุตตะรัง ทิสัง.
๒๑๐. จัตตาโร เต มะหาราชา สะมันตา จะตุโร ทิสา ทัททัฬหะมานา อัฏฐังสุ สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๑๑. เตสัง มายาวิโน ทาสา อาคุง วัญจะนิกา สะฐา มายา กุเฏณฑุ เวเฏณฑุ วิตุจจะ วิตุโฏ สะหะ.
๒๑๒. จันทะโน กามะเสฏโฐ จะ กินนุฆัณฑุ นิฆัณฑุ จะ ปะนาโท โอปะมัญโญ จะ เทวะสูโต จะ มาตะลิ.
๒๑๓. จิตตะเสโน จะ คันธัพโพ นะโฬราชา ชะโนสะโภ วะโร ปัญจะสิโข เจวะ ติมพะรู สุริยะวัจฉะสา.
๒๑๔. เอเต จัญเญ จะ ราชาโน คันธัพพา จะ มะหัพพะลา โมทะมานา สะทา โสตถิง โน กะโรณตุ อะนามะยัง.
๒๑๕. มะหันตา นาคะสา นาคา เวสาลา สะหะ ตัจฉะกา กัมพะลัสสะตะรา จาปิ เมรูปาทะสิตา พะลา.
๒๑๖. ยามุนา ธะตะรัฏฐา จะ สัพเพ นาคา ยะสัสสิโน เอราวะโณ มะหานาโค โน กะโรณตุ อานามะยัง.
๒๑๗. มะหิทธิกา สุปัณณา เย นาคะราเช มะหัพพะเล คะเหตตะวา ชินะเขตเตวะ ปักขันทิงสุ นะเภ พะลา.
๒๑๘. ปะฐัพฺยาโป จะเตโช จะ วาโย เทวา มะหิทธิกา อุปะจาเรนะ นิพพัตตา สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๑๙. วะรุณา วาระณา เทวา โสโม จะ ยะสะสา สะหะ เมตตาการุณิกา สัพเพ สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๒๐. ปัณณาสะโยชะนายาเม วิมาเน ระตะนามะเย ฐิโต ตะเม วิหันตะวานะ สุริโย โสตถิง กะโรตุ โน.
๒๒๑. จันโท สีตะกะโร โลเก ปะภายุชชะลิโตทะโย มะหันธะการะวิทธังสิ สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.
๒๒๒. เวณฑู จะ สะหัสสี เทวา อะสะมา จะ ทุเว ยะมา จันทัสสูปะนิสา เทวา เทวาสูริยะนิสสิตา พุทธัสสะ มามะกา สัพเพ สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.

๒๒๓. นักขัตตานิ ปุรักขิตฺวา เทวา มันทะวะลาหะกา สักโก ปุรินทะโท เสฏโฐ สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๒๔. มะหันตา สะหะภู เทวา ชะละมัคคิสิขาริวะ อะริฏฐะกา จะ โรชา จะ อุมาปุปผะนิภาสิโน.
๒๒๕. วะรูณา สะหะธัมมา จะ อัจจุตา จะ อะเนชะกา สุเลยยะรุจิรา เทวา เทวา วาสะวะเนสิโน ทะเสเต ทะสะธา กายา สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๒๖. สะมานา มะหาสะมานา มานุสา มานุสุตตะมา ขิฑฑาปะโทสิกา เทวา เทวา มะโนปะโทสิกา.
๒๒๗. อะถาปิ หะระโย เทวา เทวา โลหิตะวาสิโน ปะระคา มะหาปาระคา สัพเพ เทวา ยะสัสสิโน ทะเสเต ทะสะธา กายา สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๒๘. สุกกา กะรุมหา อะรุณา อาคุง เวฆะนะสา สะหะ โอทาตะคัยหา ปาโมกขา อาคุง เทวา วิจักขะณา.
๒๒๙. สะทามัตตา หาระคะชา มิสสะกา จะ ยะสัสสิโน ถะยะนัง อาคะปัชชุนโน โย ทิสาสะวะภิวัสสะติ.
๒๓๐. ทะเสเต ทะสะธา กายา สัพเพ นานัตตะวัณณิโน อิทธิมันโต ชุติมันโต วัณณะวันโต ยะสัสสิโน โมทะมานา ชินะทานา สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๓๑. โลกะธาตุสะหัสเสสุ ทะสะเสววะ สะมันตะโต เทวาทะโย ปาณะคะนา สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๓๒. เขมิยา กัฏฐะกายา จะ โชตินามา มะหิทธิกา ลัมพีตะกา ลามะเสฏฐา สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๓๓. ชะลัฏฐา จะ ถะลัฏฐัญเญ เทวากาสัฏฐะกาทะโย ยักขะคันธัพพะกุมภัณฑา ปิสาจา เย มะโหระคา เมตตะจิตตา จะ สัพเพ เต โสตถิง ผาสุง กะโรนตุ โน.
๒๓๔. ตาวะติงสา จะ เย เทวา ยามา เทวา มะหิทธิกา ตุสิตา จะ มะหา เทวา นิมมานะระติโนมะรา.
๒๓๕. วะสะวัตตีสุ ระติโน สัพเพ เทวา สะวาสะวา พุทธะปูชายะ นิระตา สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
พรหม
๒๓๖. พฺรัหฺมาโน ปาริสัชชา จะ เย จะ พฺรัหฺมะปุโรหิตา มะหาพฺรัหฺมา จะ สัพเพ เต ปะฐะมัชฌานะสัณฐิโน.
๒๓๗. เมตตาวิหาริโน สันตา สัมพุทธัสสะ ปะรายะนา กะโรนตุ โน มะหาโสตถิง เสกขาเสกขะปุถุชชะนา.
๒๓๘. ปะริตตาภัปปะมาณาภา พฺรัหฺมา จาภัสสะรา ตะถา พุทธะปูชายะ นิระตา ทุติยัชฌานะสัณฐิโน.
๒๓๙. เมตตาการุณิกา สัพเพ สัพพะสัตตะหิเตสิโน กะโรนตุ โน มะหาสันติง โสตถิมาโรคฺยะมายุวัง.
๒๔๐. ปะริตตะสุภาพฺรัหฺมาโน อัปปะมาณะสุภา จะ เย สุภะกิณหา จะ พฺรัหฺมาโน ตะติยัชฌานะสัณฐิโน.
๒๔๑. ปะภายะ ผะระณา โลเก พุทธะฌานะระตา สะทา อะหิงสา สัพพะสัตเตสุ สะทา สันติง กะโรนตุ โน.
๒๔๒. เวหัปผะลาปิ พฺรัหฺมาโน จะตุถถัชฌานะสัณฐิโน เสกขะปุถุชชะนาเสกขา สะทา สันติง กะโรนตุ โน.
๒๔๓. สัมปัตติยา นะ หายันติ พฺรัหฺมาโน ชินะสาวะกา อะวิหานามะกา สัพเพ สะทา สันติง กะโรนตุ โน.
๒๔๔. อะตัปปา นามะ พฺรัหฺมาโน จะตุถถัชฌานะสัณฐิโน พฺรัหฺมะวิหาริกา สัพเพ โสตถิง ผาสุง กะโรนตุ โน.
๒๔๕. สุทัสสา นามะ พฺรัหฺมาโน ภิรูปา ฌานะโภคิโน อะปุนาคะมะนา กาเม สันติง ผาสุง กะโรนตุ โน.
๒๔๖. พฺรัหฺมะวิหาระสัมปันนา ชินะภัตติปะรายะนา พฺรัหฺมาโน สุทัสสี นามะ สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๔๗. อะกะนิฏฐา จะ พฺร้หฺมาโน เชฏฐา สัพพะคุเณหิ จะ ปะหีนะภะวะนิเสนหา สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๔๘. ปะฐะมารูปะพฺรัหฺมาโน สัพพะรูปะวิราคิโน ชินะภัตติระตา สัพเพ สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๔๙. ทุติยารูปะพฺรัหฺมาโน เหฏฐาฌานะวิราคิโน ชินะภัตติระตา สัพเพ สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๕๐. ตะติยารูปะพฺรัหฺมาโน เหฏฐาฌานะวิราคิโน ชินะภัตติระตา สัพเพ สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๕๑. จะตุตถารูปะพฺรัหฺมาโน เหฏฐาฌานะวิราคิโน ชินะภัตติระตา สัพเพ สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
บุคคลประเภทรวม
๒๕๒. เวเทเหปะระโคยาเน ชัมพูทีเป กุรุมหิ จะ เทวะยักขะปิสาเจหิ สัทธิง วิชชาธะราทะโย.
๒๕๓. อากาสัฏฐา จะ พฺรัหฺมาโน ชะลัฏฐา จันตะลิกขะชา ทะวิปะทาทะโย เย สัตตา สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.
๒๕๔. มาระเสนะวิฆาตัสสะ ชินัสสะ สุขะฌายิโน เตโชพะเลนะ มะหะตา สะทา มังคะละมัตถุ โน.
๒๕๕. นานาคุณะวิจิตตัสสะ รูปะกายัสสะ สัตถุ โน สัพพะเทวะมะนุสสานัง มาระพันธะวิโมจิโน เมตตาพะเลนะ มะหะตา สะทา มังคะละมัตถุ โน.
๒๕๖. สัพพัยญุตาทิกายัสสะ ธัมมะกายัสสะ สัตถุโน จักขาทะยะโคจะรัสสาปิ โคจะรัสเสวะ ภูริยา เตโชพะเลนะ มะหะตา สัพพะ มังคะละมัตถุ โน.
๒๕๗. รูปะกายะสะทิสัสสะ นิมมิตัสสะ มะเหสิโน ธัมมัสสะ วัตตุโน สัคเค เทวานัง สุคะตา ปะติ เตโชพะเลนะ มะหาตา สะทา มังคะละมัตถุ โน.
๒๕๘. สิกขิตฺวา มานุเส เทเว โมจะวิตฺวา สะเทวะเก สังขาเร ปะชะหันตัสสะ นิพพุตัสสะ มะเหสิโน มหันเตนานุภาเวนะ สัพพะ มังคะละมัตถุ โน.
๒๕๙. จะตุราสีติสะหัสสะ ธัมมักขันธัสสะ เตชะสา นะวังคะสาสะนัสสาปิ นะวะโลกุตตะรัสสะ จะ สัพพะปาปะปะวาเหนะ สัพพะ มังคะละมัตถุ โน.
๒๖๐. มะหะโตริยะสังฆัสสะ ปัญญักเขตตัสสะ ตาทิโน ปะหีนะสัพพะปาปัสสะ สีลาทิกขันธะธาริโณ มะหาเตชานุภาเวนะ สัพพะ มังคะละมัตถุ โน.
๒๖๑. ปาตาเล ภูตะลากาเส เทวะยักขะปิสาจะกา วิชชาธะรา จะ คันธัพพา นาคะกุมภัณฑะรักขะสา สัพเพสะมานุภาเวนะ สัพพะ มังคะละมัตถุ โน.
อานุภาพของอุปปาตะสันติ
๒๖๒. อิจเจวะมุปปาตะสันติง โย วะเทยยะ สุเณยยะ วา วิเชยยะ สัพพะปาปานิ วุทธัตตัญจะ ภะวิสสะติ.
๒๖๓. โสตถิกาโม ละเภ โสตถิง สุขะกาโม สุขังละเภ อายุกาโม ละเภยยายุง ปุตตะกาโม ละเภปุตตัง.
๒๖๔. นะ ตัสสะ โรคา พาเธนติ วาตะปิตตาทิสัมภะวะ อะกาละมะระณัง นัตถิ นะ เทโว วิสะโมสะเร.
๒๖๕. นะ จุปปาตะภะตัง ตัสสะ ดนปี ปัตตะภะยัง ตะถา นัสสันติ ทุนนิมิตตานิ ปาปะกัมมัฏฐิตานิ จะ ทีฆะมายุ มะหาโสตถิง อาโรคฺยัญจะ สะทา ภะเว.
๒๖๖. โย สุตฺวาปิ มะหาสันติง สังคามัง ปะวิเส นะโร วิชะเย เวริโน สัพเพ นะ สัตเถหะยะภิภูยะเต.
๒๖๗. สัพพะทา ละภะเต ปิติง นะวิปัตติง นาวะคาหะติ โรเคหิ นาภิภูยะเต สะวัตถูหิ วิวัฑฒะเต.
๒๖๘. ยัตฺระ เทเส วะโกวะกา พาฬหะกา รักขะสาทะโย อุปปาตะสันติโฆเสนะ สัพเพ ตัตถะ สะมันติ เต.
๒๖๙. ยะมุททิสสะ วะเท สันติง สะชีวัญจาปะยะชีวิตัง โส มุจจะเต มะหาทุกขา ปัปโปติ สุคะติง สะทา.
๒๗๐. เทวัฏฐาเน นาคะเร วา นิจจะมุปปาตะสันติยา ปาละกา เทวะราชาโน เตชะสิรีวิวัฑฒะนา.
๒๗๑. ปะถะพะยาปาทิสัญชาตา อุปปาตา จันตะลิกขะชา อินทาทิชะนิตุปปาตา ปาปะกัมมะสะมุฏฐิตา สัพพุปปาตา วินัสสันติ เตชะสุปปาตะสันติ. อุปปาตะสันติ นิฏฐิตาฯ
คาถาสูตรขวัญเทิง (บน) นะโม เม พุทธะเตชะสา ระตะนัตตะยะธัมมิกา เตชะปะสิทธิปะสีเทวา ณารายะณะ ปะระเมศะวะรา สิทธิพรัมหมา จะ อินทา จะตุโลกา คัมภีระรักขะกา พรัมหมะ โลกะเทวา สัคคะ เทวา อากาสะเทวา สะทา รักขันตุ โว สัพพะโสตถี จะ ภะวันตุ โว
คาถาสูตรขวัญลุ่ม (ล่าง) สัพพะพุทธานุภาเวนะ สัพพะธัมมานุภาเวนะ สัพพะสังฆานุภาเวนะ ตุยหัง สัพพะ โรคะ โสกุปัททะวะทุกขะ โทมะนัสสุปายาสา วินัสสันตุ สัพพะอันตะรายาปิ วินัสสันตุ สัพพะ สังกัปปา ตุยหัง สะมิชฌันตุ ทีฆายุตา ตุยหัง โหตุ สะตะวัสสะชีเวนะ สะมังคิโก โหตุ สัพพะทา อากาสะ ปัพพะตะวะนะภูมิคังคา มะหาสะมุททา อารักขะกา เทวะตา สะทา ตุมเห อะนุรักขันตุ
บทสูตรขวัญลุ่มเทิง ศรี ศรี มื้อนี้แม่นมื้อดี ศรี ศรี วันนี้แม่นวันเฮ้าหมอเฒ่าว่าวันดี วันสิทธิ อะมุตตะโชค ตกแต่งพาขวัญ แล้วจึงได้สูตรเชิญขวัญว่า มาเยอ ขวัญเอย ขวัญ 32 ขวัญ ให้เจ้ามาเฮ้า 92 ขวัญ ให้เจ้ามาโฮมมาสู่สมในเนื้อ มาสืบเชื้อในคีง ผ้าผืนลายเฝือเจ้าก็มี เสื่อหลากเหลื่อมลายคำก็มี ของ กินนำคือไข่ต้มก็มี หมากส้มผลผลาก็มี เหล้ายาสุราและกล้วยอ้อยก็มี สังวาลสร้อยเครื่องธะรงก็มี แหวนธำมะโฮงสุดสอดก้อยก็มี ของเพิงใจมีหลายหลาก ทั้งเหมี่ยงหมากเคี้ยวแดง ๆ ทั้งมันแซง และมันอ้อน กล้วยอ้อยก้อนวางเป็นถัน น้ำมันจันทร์หอมลูบไล้ มีทั้งฮวดดอกไม้สุบเกล้าเกศา มีทั้ง ดวงมาลาหอมห่วงเฮ้า มีทั้งดอกคัดเค้าบานจูมจี ตกแต่งดีจึงได้เชิญขวัญเจ้า หมอเฒ่าเอิ้นจ้อย ๆ ขวัญน้อยให้ต่าวมา ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญหัวให้มาอยู่หัวอย่าละ ขวัญตาให้มาอยู่ตาอย่าพราก ขวัญปากให้มาอยู่ปากอย่าหนี ขวัญเกศีเกษเกล้า ตั้งแต่เท้าฮอด จอมผม จงมาชมของใหม่ ขวัญไหล่และตากลม มาเชยชมอยู่ในเนื้อ มาอยู่เฮื้อในคีง ทั้งขวัญตีน และขวัญมือ ขวัญสายบือ (สะดือ) และท้องน้อย อย่าคลาดคล้อยให้มาอยู่ประจำโต ว่ามาเยอ ขวัญเอย ขวัญนมให้มาอยู่นมสองเต้า ขวัญเกล้าให้มาอยู่เกล้าเกศา ขวัญขาให้มาอยู่ขาแหล่ง แหง่ง ขวัญแข่งให้มาอยู่แข่งละงอ ขวัญคอให้มาอยู่คอกลมป้อง ขวัญท้องและขวัญคาง ขวัญแอว บางคิ้วก่อง ขวัญทุกห้องในตนว่ามาเยอขวัญเอย ให้มาอยู่ในสกลกายตราบต่อเท่า อายุเจ้าได้ 5 พันวัสสา ก็ข้าเทอญฯ สะตะวัสสา จะ อายุ จะ ชีวะ สิทธิ ภะวันตุ เต
บาศรีพระพุทธรูป ศรี ศรี ปีเดือนแกมถึงเขต พระสุริเยศเข้าสู่ราศรี ผิจ๊กปุน เป็นปี เป็นเดือน เป็นวัน มื้อนี้แม่นมื้อ ......... (ให้บอกวัน, เดือน, ปี ปัจจุบัน) วันนี้เป็นวันมหามงคลอันวิเศษ ฝูงข้าทั้งหลาย ยอมือถวายใส่เกษเกล้า นบพระเจ้า ตนมีรัศมีรังษี ถึงเดือนปีมาไต่เต้า องค์พระเจ้าจึงเสด็จลีลา มีวรรณางามสพาส ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พร้อมกันมากราบไหว้บูชา ฝูงข้าทั้งหลายเอากันมา ขัดลูปไล้ เพื่ออยากได้ดังคำมักคำปรารถนาแห่งฝูงข้าทั้งหลาย บ่ได้มีใจทึบหนา จึงได้ก้มกราบ บาทบาทา ไหว้พระเจ้าตนลือชาเฮืองโลก เพื่ออยากให้สมโชคดั่งคำปรารถนา บ่ได้คลาดแคล้ว ขอให้แล้วยังคำมักคำปรารถนา ฝูงข้าทั้งหลายบ่มีใจทึบหนาด้วยโทษ ทั้งกริ้วโกรธโกรธา ฝูงข้าทั้งหลายจึงเอากันมา บายศรีสมโภชพระแก้วเจ้า ทั้งผู้เฒ่าและปานกลาง ทั้งสาวฮามและเด็กน้อย เขามีใจชื่นช้อย เลื่อมใสดี ฝูงข้าทั้งหลายจึงได้มาขัดสีสรงเกษ ตามอุปเทศผู้หวังผล ฝูงข้าทั้งหลายยังได้กระทำ เพียรสร้างกุศลหลายหลาก จึงได้มาอุปฐากเจ้าทรงธรรม ผู้ได้นำคำสอนผายโผด สัตว์โลกให้พ้น จากโอฆะสงสาร ขอให้เถิงนิรพานอันล้ำเลิศ ฝูงข้าทั้งหลายบ่ได้เหมิดเสี่ยงความยินดี ต่อพระชินศรี ตนเป็นเค้า เป็นเจ้าแก่คน และเทวดาทั้งหลาย ตนมีรัศมีอันฮุ่งเฮืองบ่เศร้า ตราบต่อเท่า 5 พระ พันวัสสา ฝูงข้าทั้งหลายยังปรารถนาต่างๆ บางผ่องปรารถนาเอาสมบัติอันมาก สมบัติหลากโลกีย์ เป็นเศรษฐีมูลมั่ง นับด้วยชั่งอสงไขย บางผ่องปรารถนาเป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ขอให้ได้ผาบแพ้ ในทวีปทั้ง 4 คัณนา บางผ่องปรารถนาเป็นอินทาธิราช ตนเป็นอาชญ์แก่เทวดาทั้งหลาย บางผ่อง ปรารถนาเป็นพระปัจเจกโพธิญาณอันล้ำยิ่ง ข้ามพ้นทุกสิ่งในโอฆะสงสาร บางผ่องปรารถนาเอา พระสัพพัญญุตตัญญาณอันล้ำเลิศ นำสัตว์ผู้ประเสริฐสู่นิรพาน บางผ่องปรารถนาเถิงอรหันตา มรรคญาณผายผ่อง หมดบาปแล้วแจ้งส่องดั่งคำมักคำปรารถนา ฝูงข้าฯทั้งหลายจงสัมฤทธิ์สวัสดี อยู่ทุกเมื่อ ด้วยความเชื่อพุทธคุณ จัตตาโร ธัมมา วุฒิธรรม 4 ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ จงเจริญในขันธสันดาน แห่งฝูงข้าฯ ตราบต่อเท้าเข้าสู่เมืองแก้ว กล่าวแล้วคือว่า มหานีรพานทุกตนทุกคน ก็ข้าเทอญ นิพพานะ ปัจจัยโยโหตุ สาธุ สะทา ติฏฐะตุ พุทธะรูปัง สาวกานัง ปะติฏฐะกัง สาธุ
สู่ขวัญน้อยก่อนแต่งงาน ศรี ศรี มื้อนี้แม่นมื้อดี มื้อดิถี อะมุตตะโชค โตกใบนี้แม่นโตกไม้จันทร์ ขันอันนี้แม่น ขันมหาราช จากปราสาทอินทรา ป่อนลงมาให้หมู่เจ้า ให้ผู้เฒ่าแต่งพาขวัญ ศรีองค์อวนอ่อนน้อย สองแจ่มจ้อยนั่งเฮียงกัน มีทั้งขันเบ็ญจมาส งามองอาจช่อมาลา ผู้ได้มาพบพ้อ งามกะด้อคนมา เห็น แต่งแต่เว็นฮอดฮุ่งเช้า สองหน่อเง้าพระยาแถน แต่เมืองแมนปั้นป่อน มาอยู่บ่อนเคหา มาอยู่ ชายคาฮ่วมห้อง เฮ็ดถืกต้องตามตำรา อาคัจฉาหิ ชะยะตุ ภะวัง ชะยะมังคลา ติเรกะเตโช ล้ำเลิศ สุดประเสริฐเหลือหลาย เห็น เดือนหงายเจ้าอย่าได้ด่วน จิตอย่าป่วนไปไกล อย่าไปไสให้อยู่ห้อง อยู่ฮ่วมน้องพัวพัน อยู่ดอมกัน ฮักห่อ เป็นดังลูกพ่อ แม่เดียวกัน เมืองสวรรค์ปั้นป่อน ตั้งแต่ก่อนชาติหนหลัง ตามมายังมนุษย์โลก จั่งเป็นโชคแต่บุพเพ อะตีเต กาเล อะติชานาติ ตั้งแต่กี้เคยฮ่วมกันมา ดวงชาตาจั่งถืกต้อง จั่งได้มา ฮ่วมห้องเตียงนอน ให้เจ้าอยู่เป็นคู่สอนลอน สอนลอนทุกค่ำเช้า ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญเจ้าไปเที่ยวเล่นหิมะวันป่าไม้ใหญ่ ขวัญเจ้าไปเที่ยวเล่นไพรหนาพนามาส ขวัญเจ้า ไปเห็นปราสาทหมื่นห้อง ทองเหลื่อมสง่าศรี เห็นนารีแย้มแนมนำเขา กะให้ต่าว ขวัญเจ้าสาวเห็น บ่าวน้อยเชิงชู้ให้ต่าวมา ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญเจ้าไปเที่ยวค้าแดนไกลประเทศต่าง ขวัญเจ้าย่าง ข้ามน้ำทะเลกว้างย่านไกล กะให้มาสามื้อนี้วันนี้ ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญเจ้าไปทางก้ำตอนเหนือหาเที่ยว ไปคนเดียวเลาะเล่นอิดแล้วให้ ต่าวมา ขวัญเจ้าพาสาวเล่นวารีลงอาบ ล้างส่วยแล้วขวัญเจ้าให้ต่าวมา ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญ เจ้าไปทางก้ำหงสา มะละแม่ง ขวัญจอมแพงไปอยู่พุ้นโตเจ้าให้ดุ่งมา เมืองลังกาทางพุ้นกลางนะที ปากอ่าว เห็นสาวงามอย่าสิเว้า เด้อเจ้าอย่าสิหลง เมืองหงสาอยู่หย่อน ๆ นครลุงอยู่ห่าง ๆ เมือง เชียงตุงอยู่ซ้ง ๆ โขงกั้นให้ด่วนมา ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญเจ้าเคยไปเล่นแดนแกวแม้วกะเหรี่ยง อย่าฟังเสียงถูกเอิ้นให้ เมินหน้าต่าวมา ขวัญเจ้าไปหาแก้วนำแกวทางไซ่ง่อน ให้เจ้ากลับต่าวย่อนมาซ้อนคู่เคียง ว่ามาเยอ ขวัญเอย ขวัญเจ้าไปเที่ยวเล่นพนมเปญเขมรต่ำ พระตะบองฝ่ายก้ำทางพุ้นบ่อนชม นครทมเขมร พุ้น สาวงามเสียมราฐ ชมปราสาทนครวัดอย่าได้ช้ามาถ่อนอย่าอยู่นาน ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญเจ้าเลยไปพุ้นภูชุนสัตนาค หลวงพระบางให้ย่างย้ายกลายก้ำให้ หล่ำมา ขวัญหูขวัญตาพร้อมเกษาแขนข้อ ทั้งขวัญคอไหล่ท้องให้มาห้องแห่ง เฮาขวัญเลาคีงตน ตัวด้วยขวัญมวยผมขาแข่ง ขวัญคำแพงลูกแก้วฟังแล้วต่าวมา ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญเจ้าอย่าได้ เมามัวช้า ให้มาหานางนาถ มาปราสาทใหญ่กว้างสองเฒ่าอยู่คอย เอถะ ตาตา ปิยะปุตตะกา คันขวัญมาเถิงแล้วเฮือนซานบ้านส่อง ให้เจ้านอนอยู่ห้อง สบายเนื้ออย่าคะนิง ว่ามาเยอขวัญเอย โพยภัยฮ้ายอันตรายอย่ามาเบียด อย่าให้ความเดือดฮ้อน มาใกล้ให้ห่างหนี ขอให้มีสุขล้นอนันตังตื้อติ่ว หิวหอดฮ้ายให้หายเสี่ยงอย่ามี สมบัติล้นอนันตังมูล มาก อย่าได้ทุกข์ยากฮ้ายหลายล้นสิ่งของ ให้เนืองนองคือน้ำ ไหลมาอานันต์เนก ให้เป็นเอกลื่นล้น คนย่องทั่วไตร คึดใด๋ให้เจ้าได้สมดั่งมโนหมาย ทั้งเงินคำมีหลาย โกฏิกือกองล้าน ให้กินทานเหลือ ล้นอานิสงฆ์นำส่ง ตามประสงค์คึดไว้มโนแม้นดั่งพระทัย ว่ามาเยอขวัญเอย คันนอนตื่นให้เจ้าเห็นเงินเต็มพา คันเจ้าหลับตาให้เจ้าฝันเห็น หน่วยแก้ว ให้เจ้าคลาดแคล้วจากมลทิน มีของกินเหลือหลาก ลูกหลานมากมาโฮม เสียงทม ๆ คีคื่น ให้ล้นลื่นคนทั้งปวง อย่าขัดขวางโชคลาภ มีคนกราบวันทา ให้มีไฮ่แสนวามีนาพันไฮ่ มีทั้งไก่ และหมูหมา มหิสา โคณา คือว่า งัวควายและช้างม้า มีข้อยข้าพอพัน มาโฮมกันชูส่อย มีคนส่อย ญาติกา มีคนมาแหนแห่ ให้เจ้าสุขยามแก่มีกินทาน มีสมภารแก่กล้า ให้มีหน้าคนชม เสียงทม ๆ คนยอย่อง มีพี่น้องเหลือหลายกินทานไปได้บุญมาก มีหลายหลากบุญนำ หลุดเวรกรรมอย่ามาสู่ ให้ได้หมู่เป็นเศรษฐี ให้เจ้ามีแสนสิ่ง ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญเจ้ามาโฮมอยู่ อย่าป๋าหมู่ไล่หนี ขวัญเจ้าจงมีสุขอาจ อยู่ปราสาท หลังสูง มีคนจูงในทางเลิศ แสนประเสริฐเหลือหลาย ให้เจ้ามีเฮือนซานหลังใหญ่ ให้มีไพร่พลแสน ดั่งเมืองแมนทิพย์อาสน์ มีอำนาจดั่งพระยาราชสีห์ มีเสียงดีดั่งนกการะเวก ให้เป็นเอกในเมืองคน อย่าได้จนอึดอยาก ทุกสิ่งมากเหลือตา มีเสนาแหนแห่ ให้ลื่นพ่อลื่นแม่เงินคำ ทั้งศีลธรรมล้ำเลิศ แสนประเสริฐสุขสันต์ มานำกันกุศลเก่า ทั้งพงศ์เผ่าวงศ์วาน ทั้งกินทานอย่าได้ขาด ทั้งตักบาตร และจังหัน จัตตาโร ธัมมา วัฑฒันติ อายุ วัณโณ สุขัง พะลัง มังสังเนื้อสังขารอย่าเหี่ยว คนเหลียว เห็นให้ผ่องแผ้ว เห็นแล้วส่องนำ ทั้งกรรมนั้นโทษา มีโทษความโกรธนั้นหายสิ้นปิ่นหนี อย่าได้มีมา ต้องสนองนำกรรมไล่ เฮ็ดอันใด๋ค้าอันใด๋กะให้ได้ สมแม้นปรารถนา สัพพะพุทธานุภาเวนะ สัพพะ ธัมมานุภาเวนะ สัพพะสังฆานุภาเวนะ ขอจงเป็นสุข เป็นสุข ทุกทิพาราตรี เทอญฯ สาธุ
สู่ขวัญคนป่วย ศรี ศรี มื้อนี้แม่นมื้อดี มื้อขับหนีเคราะห์อันฮ้าย มื้อหยับย้ายเวรกรรม มื้อหน่อธรรม เผิ่นผาบแพ้ มื้อเผิ่นแก้เสนียดจัญไร มื้อนี้แม่นมื้อพระมาลัยมาโปรด มื้อละโกรธละความหลง มื้อ พระลงไปทางหลุ่ม ช่วยให้ชุ่มทั้งซุมแซง พระฤทธีแฮงแก่กล้า ไปเบิ่งหน้าพระยามาร อดสงสารบ่ได้ พระจึงใช้พระคาถา ว่า อมพระเพลิง อมพระพาย อมพระนารายณ์ผู้มีเดช พระยาเวสสุวรรณ มาร่วมกันพอหมู่ ให้มาอยู่ซูซม พระบรมโลกธาตุ มีง้าวอาจบังตนกู ฆ่าผีฆ่าพลายคอขาด ฆ่ามารโตฉลาดตายจุ่ม ตายกอง แขนทั้งสองให้คงที่ อย่าได้หนีจากที่จงคืนมา พระราชาจอมราชผู้องอาจเทวัญ มารวมกัน เสกเป่า ให้โรคเก่าหายหนี ให้เจ้าดีคือเก่า ให้เจ้าต่าวแข็งแรง จงมีแฮงมาเถิด บุญเจ้าเกิดคืนมา ทางหยูกยาก็ให้ถืก จั่งหาฤกษ์มาเวียน ป่วยปีเดือนให้หายขาด ทางพยาธิ์ให้หายหนี สองพันปีอย่า มาผ่า ให้คนว่าเจ้าแข็งแรง เจ้ามีแฮงดั่งพระยาช้าง ให้เจ้าย่างไปไกล มาไว ๆ คล่องแคล่ว เบิ๊ดเข็ญ แล้วเคราะห์หนีหาย อันตรายอย่ามาอยู่ในกาย จงหายสามื้อนี้วันนี้ ขวัญเจ้าไปไกลกะให้มา ขวัญไปนากะให้ต่าว ขวัญอยู่อ่าวนะทีทอง ขวัญไปปองเป็นเจ้า หลงไปเว้าอยู่ในคอ ลมวอยๆ ให้เจ้าต่าว อย่าโอ้อ่าวนำเขา ขวัญอยู่เลาป่าอ้อ ขวัญไปพ้อไหเงินไห คำ ขวัญไปนำไก่ต่อ ขวัญไปหล่อเงินฮาง ขวัญไปทางเมืองหมั้น ขวัญเจ้าไปอยู่ชั้นปราสาทดอมผี กะให้มาสามื้อนี้วันนี้ ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญคิ้วก็ให้มา ขวัญสองตาใสส่อง ขวัญแอกยน่องตีนขา กะให้มามื้อนี้วันนี้ ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญหูอยู่กับหู ขวัญบุญชูอย่าหนีหง่าย อย่าปีนป่ายสองขา เดิน อย่ามัวเพลินอยู่นำป่า ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญคิ้วและขวัญผม ขวัญนมและแขนศอก อย่าได้ออกหนีไกล ว่ามา เยอขวัญเอย อย่าไปใส ขวัญหลังและขวัญไหล่ ให้ได้นุ่งผ้าใหม่ขวัญแอว เอาซุมแซวฮีบกลับต่าว ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญเจ้าอย่าไปไกลให้เขาว่า ขวัญอยู่บ่าแบกไหคำ ขวัญปานดำแบกไหเหล้า ตื่นฮุ่งเช้าขวัญมาหา ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญเจ้าหลงไปก้ำนำหวางเมยมั่ง ขวัญเจ้าไปนั่งเล่นชม พั่วดอกกระยอม ขวัญเจ้าไปซอมซู้หวังมาซูอยู่เช้าค่ำ ขวัญเจ้านำหมู่ช้างสารฮ้ายอยู่ดง ขวัญเจ้า ลงไปเล่นน้ำเขาพวกกะเหรี่ยง ขวัญเจ้าไปอยู่เบื้องเมืองแม้วหมู่แกว ขวัญเจ้าไปแถวพุ้นเมืองภูซุน ไซง่อน ขวัญเจ้าไปเลาท้างทางพุ้นอย่าแหว่ ขวัญเจ้าไปทางพุ้นหนองกระแสร์แสนย่าน แม่น้ำน่าน บ่อนสุทโธนาคน้ำเป็นเจ้าอย่าไป ขวัญเจ้าหลงไปถ้ำหนองหาญนางไอ่ บ่อนผาแดงไล่ฆ่าตีม้าผ่าฟัน ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญเจ้าไปพายฆ้องจูมคำมะละแม่ง ขวัญเจ้าแยงส่องเล่นเห็นแก้ว หน่วยใส เจ้าอย่าได้ซมอยู่นานดน คือสีทนหลงทางขาดเขินผืนผ้า ป๋าโตไว้มะโนราหนีจาก แสน ลำบากป่วยไข้ไพรพุ้นด่านเขา ขวัญหน่อเจ้าให้ผันเผ่นเวนคืน ว่ามาเยอขวัญเอย ชวัญเจ้ากลับมา แล้วให้มาอยู่ซุมแซง เซามีแฮงเหงื่อไคลไหลย้อย ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญสองข้างขาแขนเคยย่าง บาดนี้โรคห่างฮ้ายหนีพ่ายให้ต่าวมา ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญเจ้าอย่าได้มัวเมาเล่นนำเขาคนละเผ่า ขวัญของข่อยและเจ้าเฮานั้นต่างเขา อย่าไปเว้านำหมู่ผีพาย อย่าไปผายนำผีตาแฮก ผีเหลียวไม้ สิแดกตาผี ไม้ฤาษีฤทธิ์แก่กล้า ว่ามาเยอขวัญเอย เจ้าอย่าลงเป็นหาด เจ้าอย่าได้ขาดเขินวัง ให้มาอยู่เฮือนหลังใหญ่ มาเลี้ยงไก่บักแดงบักลาย มากินงายนำพ่อนำแม่ นำเฒ่าแก่ปู่ย่าลุงตา มาเฮ็ดนาเอาเข้าใส่เล้า มา นั่งเว้านำหมู่นำกอง มาหาเงินหาทองขายปลาขายข้าว ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญเจ้าอย่าไปไกลลง ไทยไปล่าง ขวัญเจ้าย่างนำคนอย่าไปดนให้ต่าว ได้ยินข่าวให้มาเฮือน ป่วยปีเดือนกะหายขาด โตพยาธิ์จัญไร เผิ่นเอาไปสับปาด โตพยาธิ์พาเป็นทั้งเคราะห์เข็ญมาหาเผิ่นไล่ เอาไปใส่ไฟสุม เอา ไปคุมฝังแน่น บัดนี้แหล่นทินลิน ทินลิน พระยาอินทร์เทิงฟ้า สั่งให้ว่าหายโรคา เป็นพระยานาหมื่น สุขล้นลื่นมีแฮง โตแข็งแรงหายขาด เมิ๊ดพยาธิ์ในโต ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญปากกะให้มาอยู่ปาก ขวัญหน้าผากและฮูดัง อย่าไปหยังขวัญ อยู่ท่ง อย่าได้จ่งมานำกัน ขวัญฟันกะมาอยู่ฟัน อย่าไปหลื่น ขวัญลิ้นกะให้มาอยู่ลิ้นลีลาน อย่าอยู่ นานหายป่วย ให้เจ้าอ่วยมาไว ๆ อย่าไปไกลหลายโยชน์ อย่ามีโทษมาหา ขวัญตาและขวัญคิ้ว กะให้มาอยู่คิ้วสองทาง ขวัญคางกะให้มาอยู่คางสามื้อนี้วันนี้ ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญส่วงน้อย หง่อนต่อคอเอ็นกะให้มาสามื้อนี้วันนี้ ขวัญเลือดและขวัญลม กะให้มาสามื้อนี้วันนี้ ขวัญท้องน้อย และสายบือ ขวัญนิ้วมือแหวนสุบใส่ แหวนวงใหม่ใสเมียง ๆ เอามาเฮียงมะณีโชติ งามเหลือโพด ธำมะรงค์ งามสมทรงเจ้าตกแต่ง แก้มแป่งแส่งขวัญมาเยอ ขวัญหัวใจและตับปอด จงมากอดใน กายา ขวัญจงมาหายพยาธิ์ อย่าได้คลาดไปไกล อย่าได้ลัยเหินห่าง มาอยู่หว่างในทรวง ว่ามาเยอขวัญเอย มาฮอดแล้วให้เจ้าอยู่แสนสบาย หายโพยภัยทุกข์โสก วิปโยคทุกข์ หนักหนา เจ้าเป็นมาหายขาดแคล้ว ใสดั่งแก้วไพฑูรย์ เป็นมุงคุลมื้อนี้ ไม้เท้าซี้พยาธิ์หาย พยาธิ์ตาย เอาปลายแหย่ อยู่นำพ่อแม่อย่าได้หนี สามพันปีให้เจ้าหมั่นปานสุเมรุราช ให้เจ้าอาชญ์ดั่งเอราวัณ ดั่งพระจันทร์นวลผ่อง ให้เจ้าค่องคือหลัง ให้เจ้ายังคือเก่า ให้สมเผ่างามงอน คนออนซอนผุดผ่อง คิงเจ้าค่องหายโรคา แนวมันมาทำภายในและภายนอก ว่ามาเยอขวัญเอย ให้มาอยู่กับเนื้อกับคีง ในมื้อนี้วันนี้ อุ อะ มุมะ มูลมา ทีมายุโก โหตุ สัพพะทา อะเนกา อันตะรายาปิ วินัสสันตุ สาธุฯ
คำผูกแขนคนป่วย อมพระพุทโธ พระพุทธัง ลมพัดต้องใบไม้หน่วงหนาวมาแล้ว ตกเมื่อยามเดือนหก ฝนตก ลงจ้น ๆ ขวัญเจ้าสิไปอยู่ซ้นหลังคาเฮือนไม้ป้องหล่อ ไผเดนอสิมาปั้นถ้าให้ปลาปิ้งป่อนใส่มือ พอมา ฮอดเดือนห้าเมษายนต้นปีใหม่ ฝนตกฮำป่าไม้ ขวัญหล้าให้ต่าวมา ขวัญแข่งให้มาอยู่แข่งลีลา ขวัญขาให้มาอยู่ขาลีล้อย ขวัญท้องน้อยและฮาวนม ขวัญคอกลมและคิ้วก่อง ขวัญส้นหน่องและ ฮาวแขน ขวัญเหมิดโตนวลละใหม่ ให้มาอยู่ในเนื้อและฮาวคีงสามื้อนี้วันนี้ ฝนตกเจ้าอย่าด่วนไป หน้า ฟ้าฮ้องเจ้าอย่าด่วนไปไกล ให้เจ้ากลับมาสามื้อนี้วันนี้เดี๋ยวนี้ มาฮอดแล้วกูจักใส่กระแจขวัญ นะผูก โมมัด พุทยัด ธาอุด ยะปีด สัพพะทุกขา สัพพะภะยา สัพพะโรคา วินาสสันตุ สาธุ
สู่ขวัญเฮือน ศรี ศรี มื้อนี้แม่นมื้อดี มื้อเศรษฐีอันมีนกเอี้ยง จั่งได้เสี่ยงหาขวัญมา ภริยาเมียมิ่ง แก้ม ปิ่งสิ่งหาเอาของ ทั้งแจ่วบองและมีดพร้า ได้เตรียมพร้าขวานคม สิไปชมป่าไม้ โบราณว่าเอาไม้แข็ง มีไม้แดงและไม้แต้ กิ่งก้านแผ่ในไพร แบกขวานไปสิปล้ำถาก หาบ่ยากไม้เสาเฮือน ไปเป็นเดือนยาม ออกใหม่ เอาลำใหญ่ยูงยาง เอามีดถางเบิ่งฮอดเหง้า จั่งบอกเจ้ารุกขา หมู่เทวดาเฝ้าอยู่ เฮ็ดนำปู่ ตามครูสอน ต้นมันงอนคดก่ง เผิ่นให้จ่งอย่าตัดมา บ่งามตาเอาไว้ก่อน หาเอาบ่อนลำสื่อปานเทียน เอาลำเหมือนเสาเมรุราช เอาเสาอาจดั่งโฮงอินทรา จั่งเอามาเป็นเสาเฮือนอยู่ ดีกว่าหมู่ไม้จิกไม้ฮัง จั่งมายังเสาเฮือนและเสาแฮก เจ้าจั่งแบกมาหา คันได้มาเก้ากำเก้าศอก เจ้าจั่งบอกเทพา ขอเผิ่น มาเป็นโฮงนอนแผ่ ขอมาปลูกให้แม่นอนเย็น นอนกลางเว็นได้เงินหมื่น นอนตื่นให้ได้เงินแสน ทั้งได้ แก้วได้แหวนหลายหลาก เจ้าจั่งเอาขวานถากตัดฮอน ตัดเป็นตอนฮอนหง่า ต้นเผิ่นว่าเป็นโกน ต้นเทิงโพนเผิ่น ห้าม ต้นเป็นง่ามปลายตาย บ่ดีหลายอย่าไปต้อง อย่าไปข้องเอามา ผิดตำราพ่อแม่ พวกเถ้าแก่ โบราณ มาปลูกเฮือนปลูกซานบ่ราบรื่น บ่สดชื่นมีแฮง เป็นเฮือนแข็งเข็ดขนาด อย่ามาพาดเฮือน นอน มันเป็นหนอนเจาะปู่ บ่ได้อยู่สุขสันต์ เอาขวานฟันเป็นเสนียด มันจักเดือดตอมตาม หา ความงามบ่ได้ เป็นคนไฮ้อนาถา อย่าเอามาบ่ถืกโสก หาเลาะโคกตัดเอา ตัดเอาเสาสิบสองต้น อย่าให้ค่นขวางทาง อย่าให้วางกลางไฮ่ ต้นไม้ใหญ่ไฟลน อย่าไปขนไปแก่ ต้นแก่แด่มันตาย อินทร์พรหมหมายเผิ่นบ่ชอบ บ่ประกอบเป็นเฮือนชาน ปลุกไปนานเกิดเสนียด คนบังเบียดโจรา อย่าเอามาเป็นกะทอด อย่ามาจอดเป็นขาง อย่ามาวางเป็นขื่อ ว่ามาเยอขวัญเอย เขาได้ตัดเจ้าล้ม เจ้าอย่าจ่มโมหัง ให้เจ้าฟังอย่าด่วน ว่ามาเยอขวัญ เอย ขวัญเสาแฮกอย่าได้หนี ขวัญเสาขวัญอย่าได้แล่น ให้เจ้าใสคือแว่นพระอินทรา ให้ขวัญเจ้า แล่นมาอยู่ลีล้ายลีล้าย ขวัญเจ้าย้ายทั้งขางตง ขวัญเจ้าลงทั้งขางขื่อ ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญเสา นางอย่าหลงทางป่องท้าง ให้เจ้ายาวไวๆ เสียงเรไรแมงง้วง เจ้าอย่าห่วงกลางดง ให้เจ้าลงมาสู่ ให้มาอยู่นำหลาน ทั้งขวัญซานติดต่อ ให้เจ้าก่อกองคำ ให้เจ้านำกองแก้ว มาฮอดแล้วอย่าไปใส ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญไม้จิกให้เจ้ามาอยู่ ขวัญไม้ดู่ให้เจ้ามาเวียน ขวัญไม้ตะเคียนให้ เจ้ามาใหญ่ มาตุ้มไพร่ลูกหลานมีแฮง ขวัญไม้แดงมาเฮียงไม้แต้ มาเป็นแม่กะได มาเป็นคิงไฟให้ นึ่งข้าว ให้มาเฝ้าอยู่ชายคา ยามเจ้ามาเอาเป็นเงินล้าน มาอยู่บ้านนำหลาน มาอยู่ซานวางแอ่ง ห้อยต่องแต่งกระบวยนำ ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญเจ้าอย่าได้หนีไปอยู่ไฮ่ ขวัญเจ้าอย่าไปไล่กวาง ฟาน มาอยู่ซานบ่เหงี่ยง ให้เจ้าเที่ยงคือพระยาแถน ว่ามาเยอขวัญเอย แป้นแอ้มใหม่คือไม้แดง ตงขางแข็งคือไม้แต้ เอามาแต่เมืองสาละวัน ไม้จันทันและหน้าต่าง วิสุกรรมเป็นซ่างป่อนมาหา ไม้สะยัวหลังคาพระอินทราตกแต่ง เผิ่นจัดแจ่งตงขาง เอามาวางพิงพาด ดูสะอาดโฮงหลวง คนทั้ง ปวงมาโฮมแห่ พวกเฒ่าแก่มาออนวอน มาเฮือนนอนเย็นซุ่ม ใต้เมืองหลุ่มงามหลาย ปานเดือน หงายใสส่อง บ่มีป่องฮูฮอย ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญเสาแฮกไปหลงอยู่กลางทาง ขวัญเสากลางไปหลงอยู่ป่า ไปอยู่ ท่านอนเซา ขวัญเสาเหนือและเสาใต้ กะให้มาสามื้อนี้วันนี้ ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญขื่อขวัญขาง ขวัญแขนนางและกระทอด ให้ออดหลอดออดหลอดมาไวๆ ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญจงมาพลัน อย่าช้า ให้เจ้ามาพร้อมหน้าพาขวัญ สิ่งสมควรขุนแต่งไว้บ่ห่อนไฮ้สวัสดี จำเริญศรีเหลือหลาก มีมวลมากสถาพร สุขทั้งนั่งสุขทั้งนอนบ่คลาดแคล้ว ปลุกเฮือนแก้วให้ผาบแพ้ข้าศึกศัตรู ชัยยะตุ ภะวัง ชัยยัมังคะลัง มหามุงคุล จงมีแก่ฝูงข้าทั้งหลายก็ข้าเทอญ
เสกน้ำรดเฮือนหลังสูตรขวัญแล้ว นะโม เม พุทธะเตชะสา ธัมโม เม ธัมมะ เตชะสา สังโฆ เม สังฆะเตชะสา ระตะนัตตะยะ ธัมมิกา เตชะ ปะสิทธิปะสีเทวา สัพเพ ภัทรานิ ปัสสันตุ มา กิญจิ ปาปะมาคะมา ชะยะสิทธิธะนัง ลาภัง สัพพะทุกขา สัพพะภะยา สัพพะโรคา วินาสันตุ สะทา โสตถี ภะวันตุ เตฯ
ผูกแขนบ่าวสาวแต่งงาน อมศรี อมศรี ฝ้ายเส้นนี้แม่นฝ้ายพระยาแถน ป่อนแขนมาพ่อสิผูก เอาเป็นลูกของ พระยา ผูกก้ำซ้ายให้ขวัญเจ้ามา ผูกก้ำขวาให้ขวัญเจ้าอยู่ ให้เป็นคู่เทียมสอง ให้ปรองดองฮักห่อ อยู่นำพ่อคูณเฮือน หลายปีเดือนให้เจ้าได้ลูกน้อย ทั้งข้อยข้าแลเงินคำ มีผู้นำเงินล้าน มีผู้ให้บ้าน หลังงาม มีนาทามพันไฮ่ มีหมูหมาเป็ดไก่ช้างม้าและงัวควาย นอนตื่นสวยให้เจ้าได้เงินล้าน ออก จากบ้านอย่าได้มีศัตรู ให้มีผู้ส่อยซูขนหาบ มีโชคลาภเนืองนอง มีข้าวของเต็มอั่ง ให้เจ้าได้นั่งเป็น เศรษฐี สองสามีจงควรคู่ ให้ทั้งสองเจ้าอยู่ถาวร ยามกินนอนอย่าอึดอยาก ของเหลือปากโภชนะ อาหาร มีลูกหลานเต็มเหลือหลาก อย่าอึดอยากแนวใด๋ ให้ไปไวมาค่อง ให้ได้ท่องศีลธรรม จ่มมำๆ ไหว้พระเจ้า ให้เป็นพ่อเฒ่าแม่เฒ่าทั้งสอง ให้ได้ถือไม้เท้ายอดทอง ถือตะบองยอดเพชร อย่าได้บก เป็นหาดอย่าได้ขาดเขินเป็นวัง ให้สมหวังเหลือเหตุ ให้เป็นดั่งพระเวสสันดร คนออนซอนเหลือ หลาก มีลูกมากปานกะปูยามนา อุ อะ มุ มะ มูลมา สะวาหุมฯ
ผูกแขนทั่วไป ฝ้ายอันนี้แม่นฝ้ายพระพรหม พระบรมมหาราช เครือเขากาด
ป่อนลงมา มีคาถาพระ อุปคุตอยู่นำ มีคาถายอดพระธรรมครบถ้วน พระยาอินทร์ล้วนส่งด่วนมาหา ส่งลงมาว่าให้ลูก ว่า ให้ผูกเอาขวัญ ว่าสมควรผูกไว้ ให้เป็นใหญ่ในโลกา ขวัญเข้ามาผูกแขนข้อ ผูกเอาหน่อคูณเฮือน ให้เจ้าใสปานเดือนอย่ามีเมฆ ให้เป็นเอกในเมืองคน อย่ายากจนอึดอยาก ยามเจ้าปากมีคนถาม ผิวพรรณงามผุดผ่อง สีใสส่องดั่งทองทา ยามไปมาอย่าอืดอาด ยัวระยาตรดั่งพระยาช้างสาร กับ ทั้งบริวารพอหมื่น ให้ล้นหลื่นคนทั้งหลาย มีหญิงชายเป็นข้อยข้า มีช้างม้าโตงาม มีคนหามแหนแห่ ให้เจ้าดีกว่าพ่อกว่าแม่ทั้งหลาย มีของขายเต็มบ้าน มีอยู่ฮ้านเนืองนอง มีนาหนองและนาห้วย มี คนช่วยการงาน อายุนานปานพระอุมา และนางวิสาขะสุขเลิศ แสนประเสริฐดั่งนางผุสดี มีขันติ ดั่งพระเตมีใบ้ ให้เจ้าใหญ่ดั่งพระอิศวรอยู่เขาไกรลาศ งามองอาจดั่งพระนารายณ์ บ่มีไผมาท่อ คือ น้อยหน่อสีดา มีปัญญาดั่งศรีปราชญ์ ให้ฉลาดดั่งศรีธนญชัย คิดอันใดให้เจ้าได้ดั่งคำมัก คำ ปรารถนา มะ อะ อุ อุ มะ นะ ชา ลิ ติ สาธุฯ
ผูกแขนเด็กน้อย ศรี ศรี ด้ายเส้นนี้แม่นด้ายพระยาพาลีผู้มีอำนาจ ผู้องอาจในขีดขีน กับทั้งพ่อพระยาอินทร์ แถนลอแถนหล่อ ส่งมาให้น้อยหน่อลูกพระอิศวร บรบวรทุกสิ่ง ให้เป็นมิ่งมุงคุล ว่าบุญเจ้าเกิดมาแต่ แถน ว่าแนนเจ้ามาแต่ฟ้า พระหน่อหล้านอนอู่สายไหม จอมพระทัยแก้วแก่น ผูกแขนข้างซ้ายให้ เจ้าเป็นพระยา ผูกข้างขวาให้ได้เป็นเอก ให้ได้พรพระปัจเจกอรหันต์ มารวมกันอยู่กับพ่อ ผู้เผิ่นก่อ แปลงมา กับมารดาผู้ให้จู้ให้เจ้าอยู่นอนเปล อย่าหันเหไปอยู่ป่า ให้เจ้ามาอยู่ท่าในโฮง ถึงสามโมง ให้เจ้าด่วน อย่าไม่วนอยู่ในไพร สัพพะเสนียดจัญไรจงหายหนี ให้เจ้าสุขีตราบเท่าอายุเจ้าได้ฮ้อย ขวบพันวัสสา ทีฆายุตา สะทา โสตถี ภะวันตุ เตฯ


โดย: wongsathit@hotmail.com [31 พ.ค. 52 20:58] ( IP A:125.26.156.174 X: )
ความคิดเห็นที่ 21
   แนะนำเวปดูดวงมาใหม่ ดูดวงสดๆผ่านเวปแคม ด้วยญาณทิพย์

http://www.luangputuad.com

โดย: ตำหนักทรงดูดวงหลวงปู่ทวด [15 ก.ค. 52 13:47] ( IP A:222.123.231.129 X: )
ความคิดเห็นที่ 22
   ตำหนักบรมจารย์ครูปู่ฤาษีชีวกโกมารภัจจ์ค่ะ
ที่จีงหวัดภูเก็ต สนใจติดต่อ 087-9110999
ของแท้แน่นอน
โดย: oh1369@gmail.com [29 ก.ค. 52 9:19] ( IP A:118.173.157.24 X: )
ความคิดเห็นที่ 23
   เทพท่านมีริดมีพลังสะสมบารมีมากมายมหาสารท่านทั้งหลายลองคิดดูสิเทพเนรมิตได้ทุกอย่างมีวิมารอลังการทำไมท่านจึงต้องมาประทับทรงกับมนุษย์ ถ้าท่านจะช่วยมนุษย์ท่านใช้ริดบารมีเลยไม่ดีกว่าเหรอครับป๋อายุแค่18ยังคิดได้เลยย555555555

โดย: rol-man-tik-love@hotmail.com [31 ก.ค. 52] ( IP A:58.64.112.59 X: )
ความคิดเห็นที่ 24
    ทางที่ดีอย่าไปยุ่งกับสิ่งเหล่านี้ดีกว่ามันเป็นเรื่องเกินเชื่อไปแล้วที่ยังคงมีอยู่เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้เพราะคนเราทุกคนยังไม่รู้จักการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องนั่นเอง ไม่ต้องไปเช็คองค์ ไม่ต้องอยากไปเป็นเจ้า-เป็นองค์ ไม่ต้องไปรับขันธ์ เพราะทุกอย่างมันอาจทำให้เราต้องเสียใจในภายหลังหากใครต้องการรู้เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้บางส่วนก็ติดต่อมาที่ ผมได้นะครับ รับให้คำปรึกษาฟรีทุกท่าน 083-8786308 รัชชานนท์ ต่อต่อได้ เฉพาะเวลา 2ทุ่ม ไปแล้วนะครับ
โดย: รัชชานนท์ /tatea222@hotmail.com [15 ส.ค. 52 11:49] ( IP A:222.123.248.248 X: )
ความคิดเห็นที่ 25
   ชอบอ่านกระทู้คิดเห็น...อ่ะ ท่องได้แต่คาถาพระชิณบัญชร อย่างเดียวเอง ท่องครั้งละ 10 จบบ่อยๆแต่ก็ต้องไปเปิดความหมายดูอีก...แฮมเพราะท่องไปก็ไม่รู้เรื่องอะไรอ่านความหมายแล้วก็รู้บ้างแต่ไม่หมด ท่องแล้วก็ไปทำบาปอีกทุกข์ใจก็ไปทำบุญทุกอย่างที่รู้จักแต่บุญส่วนบุญบาปส่วนบาปทดแทนกันได้ยังไงก็ไปตะเวนทุกตำหนักที่ดังๆก็เห็นฤทธิ์เดชแต่ละที่แต่ละองค์ก็เก่งแตกต่างกันไปจึงมาเปิดตำหนักเองมีร่างทรงอยู่เคียงข้างเห็นสิ่งเร้นลับมากมายก็ไม่ทำให้แน่ใจตัวเองว่าหากเราทำตัวเป็นคนดี มีศิลธรรม ยึดถือหลักปรัชญา อยู่ในจริยธรรม หากเราหมดลมหายใจเรามั่นใจแค่ไหนว่าเราจะได้ไปสวรรค์อย่างแน่นอน 100% จะว่าไปก็เติบโตมากับไสยศาสตร์ คาถา อาคม ตั้งแต่เกิดเลยก็น่าจะเป็นเช่นนั้นทุกอย่างมีฤทธิ์เดชจริงบ้างหลอกบ้างมากมายแม้แต่ตัวเราเองบางครั้งยังไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เห็นและทำด้วยนั้นมาจากตังเองหลงในอารมณ์เติมไปหรือเปล่าและยิ่งหากมีคำสาปแช่งจากอดีตกาลตั้งแต่บรรพบุรุษตกทอดมาก็ไม่สามารถปลดล็อคกับคำสาปแช่งเหล่านี้ได้ อาจมีความหวังจากหลายๆแห่งให้ทุเลาเบาบางได้แต่ก็ไม่หมดยังมีโอกาสจมดึ่งลึกในห้วงของความลำบากได้อยู่เสมอแต่มีผู้ที่ท่านสร้างเรามากับมือของท่านเองท่านหนึ่ง ในใจของท่านรักเรามาก รักเราอยู่เสมอ มั่นคงในความรักไ ม่มีวันเปลี่ยนแปลงพร้อมที่จะช่วยเราทุกคนให้พ้นจากโซ่ตรวนแห่งความบาปนี้อยู่ตลอดเวลาแต่เราไม่รุ้จักท่าน ไม่มีใครมาบอกมา เล่าให้ฟัง ว่าท่านเป็นใคร ท่านบอกไว้ว่า บาปเก่าของเราที่แดงเป็นสีเลือด ท่านจะชดใช้ให้เราแทน ให้ขาวดังหิมะอีกครั้งหนึ่งและเริ่มชีวิตใหม่ได้ในความรักที่มั่นคงของท่านอีกครั้งหนึ่งพร้อมได้จัดเตรียมหนทางข้างหน้าไว้สำหรับเรา... ท่านเป็นทางเดียว เป็นความจริงและเป็นชีวิต และในที่สุดเราก็จะหลุดออกจากบาปด้วยการไถ่ ที่มาจากการแลกมาชีวิตและความทรมานแสนสาหัสของท่านเอง หากเราได้รู้จักท่านผู้นี้ อ่านเรื่องราวในประวัติศาสตร์ เราพึ่งท่านได้เสมอถึงจะอยู่ในนาทีสุดท้าย ขอให้เราบอกท่านว่า... เราเป็นคนบาป เราขอต้อนรับท่านเข้ามาในชีวิตเป็นพระผู้ช่วยให้รอด ขออธิษฐาน ในนาม พระเยซูคริสต์ อาเมน. ชีวิตของเราจะเริ่มต้นใหม่อีกครั้งหนึ่งในทันที เป็นชีวิตที่มีหลายอย่างที่มีสันติสุขที่มนุษย์ด้วยกันให้กันไม่ได้ ความหวังใจที่มีอยู่มานานซ่อนไว้ในความคิดส่วนตัวจะเริ่มต้นขึ้นแล้วจริงๆและมั่นใจในปลายทางอยู่เสมอและเราจะเป็นพี่น้องกันในพระองค์...
โดย: punoy / akwatergate@windowslive.com [13 ต.ค. 52 23:57] ( IP A:125.25.131.116 X: )
ความคิดเห็นที่ 26
   ความคิดเห็นที่ 2
สถาน ที่ ๆ จะแนะนำ ก็จะเป็นวัด ซึ่งพระองค์นี้ท่านเก่งมาก เมื่อก่อนตอนที่ดิฉัน มีปัญหามาก ๆ ท่านก็ช่วยบอกช่วยสอน ช่วยอบรม ว่าควรจะเดินไปทางไหนอย่างไร จนบัดนี้ดิฉันได้หมดซึ่งทุกปัญหา ที่นี่ไม่มีการเรียกค่าเสดาะเคราะห์ ต่าง ๆ ไม่เรียกร้องเงินทองใด ๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่นำสิ่งที่ท่านสอน ท่านบอกนำมาปฏิบัติ ตาม แล้วทุกอย่างก็จะดีขึ้นเอง ที่สำคัญท่านทายอนาคตได้แม่น มาก ๆ วัดนี้อยู่ที่ลพบุรี ชื่อวัดเขาลังพัฒนา อยู่แถวโคกสำโรง ชื่อพระครูสมบัติ หรือหลวงพี่หมู
โดย: piyakarnka@hotmail.com [26 ก.พ. 51 20:26> ( IP A:124.120.156.58 X: )

............................................................................................

สงสัยคุณพี่คงจะเดินผิดทางแล้วละค่ะ...............
พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้พระสงฆ์สาวกของพระองค์มาเป็นร่างทรง
เคยสอบถามกับพระอาจารย์หลายๆที่ท่านบอกว่ามันผิดวินัยและไม่เหมาะสมที่จะให้เทพต่างๆมาสิงอยู่ในร่างพระ และพระก็มีศีลตั้ง 227 ข้อ ต่างกับเทพต่างๆเยอะ......คำสอนของพระพุทธเจ้าถ้าเรารู้จักนำมาใช้ก็เกิดประโยชน์และเป็นบุญกุศลอย่างยิ่งกับเราแล้ว
โดย: ying.karn2501@gmail.com [6 พ.ย. 52 19:43] ( IP A:115.67.246.24 X: )
ความคิดเห็นที่ 27
   วิถีเข้าสู่พระนิพพาน(ไหว้ครู 16 มกราคม 2553 จ.ขอนแก่น รับบารมี ฟรี อ.บอย 089-9853139)
๑. ให้พยายาม หลีกหนี ถอนตัว ออกห่างหรือตัดขาด จากวงจรของกิเลสและสิ่งที่จะทำให้ กาย – ใจ เกิดความเสื่อม เศร้าหมอง เกิดกิเลส ซึ่งขั้นตอนนี้มีผลทำให้กิเลสที่มีอยู่แล้วคงที่ ไม่ให้จิตมีโอกาสหรือช่องทางรับกิเลสเพิ่มเข้ามาอีก มนุษย์ทุกคนเกิดมาย่อมมีจิตใจที่สะอาดใสบริสุทธิ์ในเบื้องต้น และเมื่อต้องมารับกับสิ่งสกปรก ก็ทำให้จิตใจของมนุษย์เกาะเกี่ยวกับกิเลส ตัณหามากขึ้นเรื่อยๆในท่ามกลาง และเรากำลังจะลด ละ กิเลสให้หมดไปในที่สุด ให้ทำเป็นขั้นตอนทีละข้อตามลำดับนะ
๒. เมื่อท่านสามารถหลีกหนีจากสิ่งที่จะทำให้เกิดกิเลสได้แล้ว ต่อไปท่านก็พยายามละวางจิตใจที่ขุ่นมัวและยึดมั่นถือมั่นกับสิ่งที่ผิดศีลธรรมทั้งหลาย ทั้งในอดีตและปัจจุบัน เพื่อให้จิตใจเกิดความว่าง โล่งสบาย แล้วทำใจให้อิ่มสุขอยู่ตลอดเวลา ไม่ให้มีความเศร้าหมองเกิดขึ้น แล้วเลิกคบคนชั่วเป็นมิตร ให้คบบัณฑิตหรือผู้ที่มีภูมิธรรมสูงกว่าเป็นมิตร เพื่อจะเป็นบ่อบุญ เป็นที่พึ่งให้เราได้
๓. ให้ละความโลภ โกรธและหลง โดยวิธีดังนี้ - ความโลภ ละได้ด้วย การให้ทาน
-ความโกรธ ละได้ด้วยการระลึกถึงคุณพรหมวิหาร ๔ คือ เมตตา กรุณา มุฑิตา อุเบกขา และพึงระลึกรู้ไว้ว่า ผู้ที่โดนความโกรธเข้าครอบงำ เป็นบุคคลที่น่าสงสาร เป็นคนมีกรรมมาก ให้เราแผ่เมตตามากๆ -ความหลง ละด้วยการพิจารณาถึงความไม่เที่ยง พิจารณาเรื่องของกรรม ว่ากรรมย่อมมีเวลาส่งผล เกิดขึ้นเองได้ ตั้งอยู่ชั่วขณะแล้วก็จะดับไปเองในไม่ช้า เมื่อจิตเกิดความเบื่อหน่าย ปลง จิตก็จะคลายจากความยึดมั่นถือมั่น หรือให้ระลึกถึงโทษคือความเสื่อมที่จะเกิดขึ้นซึ่งจะทำให้เราเป็นทุกข์ หรือจะทำให้จิตสว่างโดยการระลึกรู้ พิจารณาอสุภกรรมฐาน ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท
๔. ถือศีล ให้รักษาศีลเพื่อควบคุม สร้างนิสัย และทำให้จิตใจ สะอาด สว่าง เกิดความเชื่อมั่นในคุณศีล คุณธรรม ที่กำลังปฏิบัติอยู่ ทำให้จิตใจเกิดความฮึกเฮิม เข้มแข็งขึ้น ไม่หวั่นวิตก ไม่สะดุ้ง กลัว
๕. เมื่อมีศีลบริสุทธิ์แล้ว ก็นำหลักของอริยมรรค มีองค์ ๘ เข้ามาช่วยดับ การใฝ่หา กาม,ภพและพรหมจรรย์ คือ
- สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ) -สัมมาสังกัปปะ(ความเห็นชอบ) –สัมมาวาจา(กล่าววาจาชอบ)
- สัมมากัมมันตะ(การกระทำชอบ) – สัมมาอาชีวะ(การเลี้ยงชีพชอบ) – สัมมาวายามะ(ความเพียรพยายามชอบ)
- สัมมาสติ(ความระลึกชอบ) –สัมมาสมาธิ(ความตั้งมั่นชอบ)
๖. (สมถะ + วิปัสสนา) กรรมฐาน ยืน เดิน นั่ง นอน
๖.๑ สมถะ อบรมจิต ละราคะ ได้เจโตวิมุติ
- สติปัฏฐาน ๔ คือ การพิจารณา เห็นกายในกาย เห็นเวทนาในเวทนา เห็นจิตในจิต เห็นธรรมในธรรม กำหนดรู้ตามอยู่ทุกขณะจิต ทุกอิริยาบถ พร้อมทั้งมีความเพียร มีสติ ทำจิตให้สบายอย่าบังคับ ไม่ปรุงแต่งและไม่ติดยึดมั่นถือมั่น
- อานาปานสติกับสติปัฏฐาน ๔ คือ รู้ลมหายใจ เข้า-ออก รู้ สั้น–ยาว คือ รู้กาย / รู้ปิติสุข หายใจ เข้า-ออก คือรู้เวทนา
รู้จิต หายใจ เข้า-ออก ให้เบิกบาน คือ รู้จิต / รู้ความไม่เที่ยง เกิด-ดับ คือ ความยึดติด - ความดับทุกข์ คือ รู้ธรรม
๖.๒ วิปัสสนา อบรมปัญญา ละอวิชชา ได้ปัญญาวิมุติ (วิมุติ คือ ความหลุดพ้นจากอาสวะกิเลสทั้งปวงหรือนิพพาน)
- ให้พิจารณาการ เกิด-ดับ ของ ขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดย
๑. ละความใคร่ ความพอใจ ในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ข่มใจไม่ให้คิด พิจารณา อสุภกรรมฐาน พิจารณาถึงความไม่เที่ยง ทุกอย่างเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป พิจารณาให้เป็นไตรลักษณ์ คือ ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา
๒.ไม่เปรียบความแตกต่างกันของขันธ์๕ ระหว่างตัวเรากับผู้อื่นให้พิจารณาหลัก อริยสัจ ๔ คือ ทุก สมุทัย นิโรจ มรรค
๓. จิตเป็นผู้สร้างภาพ ให้พิจารณาที่จิต เกิด-ดับ ที่จิต และทำให้ สุจริต ๓ คงอยู่ คือ กาย วาจา ใจ สุจริต โดยเฉพาะกายคตาสติ คือ ระวังกาย พึงระวังให้มาก ทำให้มาก
๗. เมื่อจิตถูกฝึกมาดีแล้ว ก็ให้พิจารณาแยกธาตุ ออกจากกันให้ชัดเจน(น้ำ ดิน ไฟ ลม) แยกได้แล้ว พิจารณาให้แจ้งแล้วละวางออกจากความยึดมั่นถือมั่นในธาตุ ในขันธ์ ภพชาติจบสิ้นทันที
๘. เกร็ดความรู้ -ฌานเสื่อม เกิดจาก จิตเคลื่อน นิมิตหาย เกิดความลังเลสงสัย ขาดการเอาใจใส่ เกิดความง่วง หวาดเสียว ตื่นเต้น ความชั่วหยาบ ตัณหาที่คอยกระชิบ ความสำคัญสภาวะว่าต่างกัน เพ่งเล็งรูปเกินไป ความเพียรน้อย
- ธรรมที่ควรกำหนดรู้ด้วยปัญญา คือ อุปาทานขันธ์ ๕ , ธรรมที่ควรละด้วยปัญญา คือ อวิชาและภวตัณหา
ธรรมที่ควรทำให้แจ้งด้วยปัญญา คือ วิชชาและวิมุติ , ธรรมที่ควรทำให้เจริญด้วยปัญญา คือ สมถะและวิปัสสนา
- สังขาร ๓ มี กาย วจี และ จิต ดับด้วบการเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ(นิพพาน) คือไม่คิดว่า เราจักเป็น กำลังเป็น เป็นแล้ว
- ตัดตัณหา ก็ตัด ภพ ชาติ ชรา มรณะ ได้
- อิทธิบาท ๔ ทำให้ ระลึกชาติได้ มีฤทธิ์ อายุยืน
- สมาธิเพื่อให้เกิดฌาม ทำกลางคืนให้สว่างเหมือนกลางวัน จิตให้สว่างเหมือนกับพระอาทิตย์
- สมาธิเพื่อให้มีสติ คือ รู้เวทนา สัญญา วิตก ที่กำลัง ตั้งอยู่ ดับไปและแผ่เมตตาจิต
- ปฏิบัติเพื่อหลุดพ้น ให้คุ้มครองทวารอินทรีย์ รู้จักประมาณในโภชนาและให้มีความเพียร
- เหาะได้ด้วย รู้กายในจิต รู้จิตในกาย เห็นว่าเกิดสุข และเบาในกาย
- ทำสิ่งนั้นให้เป็นสิ่งนี้ โดยการโน้มจิต ใจถึงสิ่งนั้นเป็นไปตามอาการธาตุ
- ชาติดับ ชรา มรณะ จึงดับ อวิชชาดับ สังขารจึงดับ
- วิชาและวิมุติ แก้ด้วยโพชฌงค์ ๗ คือ -สติ(ความระลึกได้) -ธัมมวิจยะ(ความสอดส่องในธรรม) -วิริยะ(ความเพียร)
- ปิติ(ความอิ่มใจ) -ปัสสัทธิ(ความชอบ) -สมาธิ(ความตั้งใจมั่น) -อุเบกขา(ความวางเฉย)
- ถ้าท่านฝึกจิตดีอยู่แล้วให้เอา ข้อ ๖- ๗ ก็สำเร็จได้เลย

การเปิดญาณบารมี (ธรรมธาตุ,การตั้งธาตุ,เล่นแร่แปรธาตุ,ปรับธาตุ)
การเปิดญาณบารมี เป็นการดึงบารมีที่เราเคยสร้าง ทุกภพทุกชาติ ให้มาช่วยเหลือให้ตัวเราอยู่เย็นเป็นสุข ให้เจริญด้วย อายุ วรรณะ สุข พละ ธนสารสมบัติ มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงมีปัญญาดี เรียนหนังสือเก่ง เป็นการนั่งสมาธิวิธีหนึ่ง(สมถกรรมฐาน) วิธีการเปิดญาณบารมี คือ ให้นั่งหลับตา แล้วท่องออกเสียงว่า นะ มะ พะ ทะ หรือ จะภะกะสะหรือ นะมะอะอุ หรือ นะโมพุทธายะ เป็นต้น ท่องออกเสียง นะ มะ พะ ทะ ไปเรื่อยๆ โดยรวมจิตให้เป็นสมาธิไว้ ที่ใดที่หนึ่ง เช่น ปลายจมูก ระหว่างตา ระหว่างคิ้ว หน้าผาก กลางกระหม่อม ท้ายทอย คอหอย ลิ้นปี่ เหนือสะดือ 2 นิ้ว หรือ สะดือ เมื่อจิตรวมเป็นสมาธิแล้วคาถาที่เป็นญาณบารมีประจำตัว ก็จะท่องออกมาเอง โดยอัตโนมัติ บารมีจะเปิดจาก จิต ไปยังวิญญาณ ไปยังธาตุ ไปยังร่างกาย และรอบกาย แผ่ไปไร้ขอบเขต ซึ่งจะทำให้สิ่งไม่ดีทั้งหลายที่แอบซ่อนอยู่ในกายแตกกระเจิงออกมา มีผลทำให้อาการเจ็บป่วยทางโลกวิญญาณหายได้ ทั้งยังช่วยปรับสมดุลให้กับตัว ทำให้คนที่มีปัญหาร่างทรง คาถา บารมีล้นตัว ดีขึ้น บารมีเข้าที่ สามารถนำพาตัวผ่านพ้นจุดแก้ไขธรรม ไม่ต้องผ่านความก้ำกลืนฝืนทน เมื่อคาถาญาณบารมีประจำตัวเปิดแล้ว ให้หมั่นสวดมนต์ และสวดคาถาญาณบารมีเป็นประจำทุกคืน เพื่อป้องกันตัว(ไม่ประมาท) ข้อปฏิบัติของผู้เปิดญาณบารมี สวดมนต์ไหว้พระ แผ่เมตตา สมาทานศีล ๕ นั่งสมาธิ ควรสวดบทอาการวัตตาสูตร เพื่อช่วยสร้างบารมีใหญ่ให้ตน อิติปิโสถอยหลัง ปาฏิโมกข์ถอยหลัง เมตตาใหญ่หรือเมตตาหลวง เป็นต้น (วิชาการเปิดญาณบารมี มีมาตั้งนานแล้วซึ่งพระอรหันต์ในครั้งพุทธกาลต่างเคยผ่านการศึกษากันมาทั้งสิ้น ก่อนได้ธรรมแต่ได้สูญหายไปเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของคนสมัยเก่าก่อน วันนี้เกิดขึ้นอีกเนื่องจากการสืบสายบุญเก่ายังมีอยู่ บารมีสอดคล้องกัน จึงทำให้สามารถเปิดญาณบารมีได้ ตอนนี้ทั้งโลกมีที่เดียว)
-ท่อง นะ มะ พะ ทะ หรือ คาถาญาณบารมีที่เปิดแล้ว เมื่อจิตเข้าองค์ฌานให้พิจารณาเป็นวิปัสสนาเพื่อบรรลุธรรมตามบารมีสร้างมา เพื่อกันความเสื่อม ความหลง ความยึดมั่นถือมั่น ยกระดับจิตให้สูงขึ้น ตามองค์ฌาน
-ทำบุญใส่บาตร นั่งสมาธิ 5 – 10 นาที -ปฏิบัติเป็นประจำทุกคืน อ.บอย (องค์ญาณหลวงปู่บรมครูหลวงปู่ใหญ่) 089-9853139 หมู่บ้านชัยพฤกษ์ เลควิว ซอย 12 ถนนริมบึงหนองโคตร ต.บ้านเป็ด อ.เมือง จ.ขอนแก่น ไหว้ครู 16 มกราคม 2553 รับบารมี ฟรี พึงได้บุญควรพิมพ์แจกเป็นทาน (ตลาดหลักทรัพย์ 086-8756279 เหมียว และสานุศิษย์หลวงปู่ใหญ่ ร่วมพิมพ์แจกเป็นธรรมทาน ขอส่วนบุญนี้ จงช่วยพวกข้าพเจ้าทั้งหลายให้พ้นทุกข์ ในชาตินี้และชาติหน้า เทอญ สาธุ) เป็นบุญอันมหาศาลที่วิชาการเปิดญาณบารมีของจริงได้ปรากฏในยุคอันวุ่นวายนี้ ผู้มีปัญญาควรขวนขวายดูเพื่อให้รู้แน่ชัดว่าจริงแท้มากน้อยแค่ใหน เมื่อจริงจึงไม่ควรละเลย เดี๋ยวจะเข้าสุภาษิตว่า เกิดมาเสียชาติเกิด ตายเสียเปล่า ไม่ได้อะไร

การทำทาน ผู้ที่ทำทาน จะสามารถรับผลของทานได้ 3 วาระ คือ ในชาตินี้ หลังความตาย และชาติหน้า
1. ได้รับผลในชาตินี้ คือ ได้รับเมื่อท่านลำบาก ไม่ว่าจะทำบุญ ทำทานกับใครก็ตาม ถ้าทำกับบุคคลที่รู้คุณคน หรือคนที่รู้จักให้เพื่อทดแทนบุญคุณ หรือบัณฑิต(คนใจบุญ) ไม่ว่าจะเป็น พระสงฆ์ สมณชี พราหม์ สามัญชน คนธรรมดา ขอทานหรือสัตว์ ชนิดต่างๆ เช่นสุนัข หรือแมว เป็นต้น เมื่อท่านทำบุญกับบุคคลที่มีจิตใจดี ไว้มากๆ(สร้างบุญคุณ หรือฝากบุญไว้กับเขา) เมื่อใดที่ท่านลำบาก ท่านก็จะสามารถได้รับความช่วยเหลือจากบุคคลนั้น โดยไม่ต้องพูดจา อธิบาย อะไรมากมาย ในบางครั้งถึงท่านไม่ขอให้ช่วยเหลือ ถ้าเขารู้ ย่อมช่วยเหลือท่านทันทีโดยไม่ต้องขอร้องให้ช่วย(ทดแทนคุณ) หรือบางครั้งท่านก็จะได้อะไรดีๆจากเขา อยู่เรื่อยๆ ถึงแม้ว่าท่านก็ไม่ได้รับความลำบาก (คนดีย่อม คิดดี ทำดี ) แต่ถ้าท่านไม่ได้สร้างบุญกับคนดี ไว้มากๆ (ไม่เคยฝากบุญไว้เลย) เวลาที่ท่านตกอับ เมื่อท่านไปขอความช่วยเหลือจากเขา ก็อาจจะได้รับความช่วยเหลือบ้างตามสมควร อาจจะไม่ได้มากมายอย่างที่ท่านนั้นต้องการ เนื่องจากท่านก็ไม่เคยช่วยเหลือเขา หรือฝากบุญไว้กับเขาเลย ( โทษใครไม่ได้ ทำบุญผิดที่ ผิดทางเอง) แต่นั่นก็ยังไม่ร้ายแรงเท่ากับท่านทำบุญกับคนที่ไม่ใช่บัณฑิต คนไม่รู้คุณคน ถึงแม้ท่านจะทำบุญกับเขามากมายแค่ใหน ก็เหมือนกับทิ้งกระดาษลง กองไฟ ไหม้หมดไม่มีเหลือ ทำมากเสียมาก ทำน้อยเสียน้อย เวลาที่ตกละกำลำบาก ถึงแม้จะอ้อนวอนขอความช่วยเหลือสักเพียงใด เขาก็ไม่มีวันที่จะช่วยเหลือท่านหรอก มิหน่ำช้ำอาจจะหาช่องทางกอบโกย เงินทอง ของมีค่าเพิ่มอีก ถึงแม้จะเป็น พระ ชี คนธรรมดา ก็ตาม เพราะฉะนั้นเวลาทำบุญ กับใครก็ต้องพิจารณาให้ดีก่อน เดี๋ยวจะมาบ่นเสียใจทีหลัง แต่ก็อาจจะสายเกินไปซะแล้ว นะ จะบอกให้ - อีกกรณีหนึ่ง เช่น นาย ก. เคยไปทำบุญมาแล้วทั่วประเทศ แต่ไม่เคยทำบุญที่สำนักเทพ เลย แต่พอลำบากกลับหาใครช่วยไม่ได้เลยสักที่ แต่มีวัดหนึ่งที่ช่วยได้คือ สำนักเทพ แต่กลับไม่เคยสร้างบุญกับสำนักเทพเลย เมื่อมาขอความช่วยเหลือจากสำนักเทพ เรื่องเจ้ากรรม นายเวร หรือ แต่งแก้ คุณไสย มนต์ดำ ก็ต้องเสียค่าครูตามกำลังที่สำนักเทพ ตั้งไว้ ซึ่ง นาย ก. บอกว่าไม่มีเงิน สำนักเทพก็ไม่สามารถยื่นมีไปช่วยได้(ไม่เคยทำบุญร่วมกันมาก่อน ไม่ฝากบุญไว้ ไม่มีบุญคุณต่อกัน) สำนักเทพจึงต้องพูดไปตามระเบียบ คือ ต้องหาของมาให้ครบถึงทำได้ อีกกรณีหนึ่ง แต่นาย ข. ไม่เคยทำบุญที่ใหนมาเลยนอกจากสำนักเทพ แห่งเดียว เมื่อถึงคราวลำบากมาขอความช่วยเหลือ สำนักเทพช่วยได้ แต่ นาย ข. ไม่มีเงินหรือสิ่งของทำพิธี หลวงพ่อสำนักเทพก็จัดหาให้โดยไม่ยุ่งยากเลย เนื่องจากว่า นาย ข. ได้สร้างบุญคุณหรือฝากบุญ กับสำนักเทพไว้เยอะ ( ทำบุญถูกที่ ทำบุญกับ อริยะ) จึงได้รับการช่วยเหลือในยามจำเป็น จากข้อความข้างต้น ท่านคิดว่าสำนักเทพ ทำถูกต้องใหม .... สำนักเทพทำถูกแล้ว เพราะฉะนั้นใครที่หลงทางก็ให้ คิดใหม่ ทำใหม่ ซะนะ แต่ถ้าเปลี่ยนจาก สำนักเทพ เป็น วัดเทพ ล่ะ ท่านคิดว่าวัดเทพทำผิดใหม....ผิด เนื่องจากว่า วัด หรือ ผู้ที่อาศัยวัด ถือได้ว่าเป็นหนี้ อุบาสก อุบาสิกา เพราะฉะนั้น พระที่ดีต้องช่วยเหลือคนจน คนยาก ไม่ว่าเขาจะมีเงิน มีของหรือไม่ ก็ต้องหาวิธีช่วย ถ้าไม่ช่วยหรือเรียกเงินเรียกทอง ถือว่าผิดตามข้อบัญญัติของสงฆ์ เป็นพวกอลัสชี ไม่ควรกราบไว้บูชา เพราะฉะนั้นจะทำสิ่งใดควรคิดให้ดี ไว้ก่อนนะ
2. ทำบุญ ได้รับผลหลังความตาย ก็ต้องทำให้ครบองค์ประกอบ ให้ถูกหลักของการทำบุญ รายละเอียดได้เคยเขียนไว้ในหนังสือประวัติ อ.บอย องค์ญาณหลวงปู่บรมครูหลวงปู่ใหญ่ เล่ม1 และ2 ถ้าสนใจก็หาอ่านได้นะ รายละเอียดบางอย่างใน อินเตอร์เน็ตก็มีลงไว้บ้าง
3. ทำบุญ ได้รับผลชาติหน้า ก็ต้องทำให้ครบองค์ประกอบของการทำทาน และต้องทำกับ อริยะ หรือ บัณฑิต ผู้มีธรรม สามารถสั่งสอน ถ่ายทอดธรรมะ ให้เราได้ แล้วเมื่อนำมาปฏิบัติแล้ว ภูมิความรู้ในธรรมก็จะไม่มีวันหายไปใหน ติดตามข้ามภพข้ามชาติได้เลย
เจ้ากรรม นายเวร เจ้ากรรม นายเวร คือผู้ที่เคยถูกกระทำมาก่อน พูดตรงๆคือเราไปทำไม่ดีกับพวกเขามาก่อน เขาจึงติดตามข้ามภพข้ามชาติ ยอมละทิ้งการเกิดใหม่ ขึ้นสวรรค์ เสวยบุญกุศลที่สร้างมา เพื่อมาล้างแค้น เพราะฉะนั้นอย่าง ไปด่า เจ้ากรรม นายเวร ว่า บ้า เพราะท่านนั่นล่ะ ตัวดีเลย บ้ากว่าเขาเสียอีก เพราะฉะนั้นถ้ามีโอกาสได้ทำบุญ ทำทานให้พวกเขา เมื่อรู้จงรีบทำเถิด เพราะนั่นคือสัญญาณการบอกข่าวดีว่า ท่านกำลังจะได้รับการพ้นโทษแล้วนะ
ศัตรู มาร ศัตรู มาร ผู้คิดร้าย ถือว่าไม่ใช่เจ้าหนี้แต่เป็นคู่ปรับกัน ถ้าทำบุญกุศลให้แล้ว ทำดีให้แล้ว ก็ยังไม่เลิกราจากการ คิดร้ายก็ต้องปราบ กัน เหมือนพระอุปคุต ปราบมาร เหมือนพระพุทธเจ้าปราบมาร เมื่อปราบได้แล้วก็ให้ธรรมะแก่เขาเพื่อให้เกิดตาสว่างไม่กล้าทำความผิดอีกต่อไป และแถมบุญกุศลให้ด้วย เพื่อเขาจะได้อสิกรรมให้ ในสิ่งที่เราได้ทำร้ายเขา กำราบเขา เหมือนพ่อ แม่ ตีลูก ด้วยรักเพราะอยากให้ได้ดี อย่างนี้ถือว่าไม่ผิด
กำหนดการ งานไหว้ครู 16 มกราคม 2553 เริ่ม 09:09 น. องค์ญาณบารมีหลวงปู่ใหญ่ อ.บอย ฟรีทุกอย่างในวันงาน ทำบุญตามศรัทธา
09.09 น. สวดอัญเชิญบูชา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ครูบา อาจารย์ เทพยดา ฟ้า ดิน
สวดทำน้ำมนต์ สวดปัดเสนียดออกจากพิธี ปลุกพลัง และเสริมบารมี
10.00 น. สวดอิติปิโส พุทธคุณ บูชาไฟพระพุทธ เพื่อสะเดาะเคราะห์ ต่อซะตา เสริมราศี ฟรี
11.00 น. สวดภาณพระ และสะเดาะเคราะห์รอบปี ฟรีในวันงาน (นอกวันงาน มีค่าครู)
12.00 น. ปลุกเสกวัตถุมงคล แจกฟรี สมเด็จองค์ปฐม แผ่นยันต์ และอื่นๆ
(นอกวันงานบูชาอย่างละ 1000บ.)
-สวดพาหุง 108 จบ พุทธคุณถอยหลัง 108 จบ และวิชาสายธรรมธาตุ จักรวาล
13.00 น. ครอบครูจักรวาล ลงสีผึ้งจักรวาล และลงแผ่นทองคำเปลว (ต้องนำแผ่นทองมา)
ลงจารอักขระยันต์จักรวาล ฟรีในวันงาน ปีนี้ลงครั้งสุดท้ายแล้ว ในวันงาน
14.00 น. ลงยันต์เกราะเพชร หลวงปู่ปาน หลวงพ่อฤาษีลิงดำ / ลงยันต์เกราะแก้ว
หลวงปู่เทพโลกอุดร รวม 2 เกราะ เป็นหนึ่ง 1
ลงยันต์เกราะอิทธิฤทธิ์ สายหลวงปู่สำเด็จลุน พระครูโพนสะเม็ด ฟรีในงาน
15.00 น. ลงน้ำมันซาตรี และประพรมน้ำมนต์จักรวาล ใครอยากอาบก็อาบได้ ฟรีในงาน
16.00 น. เปิดญาณรวม และสวดญาณบารมี เพื่อเสริมบารมี ฟรีในวันงาน
(นอกงาน ผ้าไตร+พระใหญ่+เศียรครู)
17.00 น. แสดงธรรมสายญาณบารมีหลวงปู่บรมครูหลวงปู่ใหญ่ อ.บอย
ว่าด้วยเรื่องการภาวนาให้ถึงธรรมได้ง่ายๆ
18.00 น. สอบถามปัญหาธรรม ตามสมควรแก่กาล
19.00 น. เคาะหัว รับบารมี พระพุทธ พระธรรม พระอริยะสงฆ์ ฟรี ในวันงาน
ร่วมทำบุญตามกำลังศรัทธาในวันงาน
1. ร่วมพิมพ์ธรรมทานแจกทาน และร่วมบุญแจกทาน ตามกำลังศรัทธา
2.ร่วมสร้างพระใหญ่ หน้าตักประมาณ 15 นิ้ว ถวายวัด 108 วัด องค์ละ 1000 บาท
3.ร่วมสร้างสถานที่ปฏิบัติธรรม ซื้อที่ดิน และสร้างศาลาธรรม บริเวณริมบึงหนองโคตร
เพื่อเป็นอานิสง ทั่ว 3 โลกธาตุ ตามกำลังศรัทธา(งบประมาณ 100 ล้าน บาท สร้างได้ ไม่ได้ ช่างมัน )
ถ้าอยากรู้ว่าท่านได้บารมีเท่าไร ให้เอาสิ่งที่ได้มาลบกับสิ่งที่ท่านได้สละไป ถ้าท่านขาดทุนแสดงว่าได้บารมี นะ
จำไว้ให้ดีล่ะ ถ้าความทุกข์ที่ได้น้อยกว่าความสุขที่ได้รับขณะทำความดีนั้น ปราศจากกิเลส แสดงว่าท่านได้กำไร
ประวัติพระมหากัสสปเถระ
สมัยของพระปทุมุตตระพุทธเจ้า
กระทำมหาทานพระปทุมุตตระพุทธเจ้ากับภิกษุหกล้านแปดแสนองค์
ได้ยินว่า ในอดีตกาล ปลายแสนกัป ในสมัยของพระพุทธเจ้าพระนาม พระปทุมุตตระ เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปอาศัยกรุงหงสวดี ประทับอยู่ในเขมมฤคทายวัน มีเศรษฐีผู้หนึ่งชื่อว่า เวเทหะ มีทรัพย์สมบัติ ๘๐ โกฎิ เมื่อรับประทานอาหารเช้าแล้วก็สมาทานอุโบสถศีล ถือของหอมและดอกไม้เป็นต้นไปพระวิหาร เพื่อบูชาองค์พระศาสดา ครั้นถึงแล้วจึงไหว้แล้วนั่งอยู่ในพระวิหารนั้น ขณะนั้นพระปทุมุตตระพุทธเจ้าได้กระทำการสถาปนาสาวกองค์ที่ ๓ นามว่า มหานิสภเถระ ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะผู้เป็นยอดของภิกษุผู้สอนธุดงค์ เวเทหะอุบาสกได้ฟังพระดำรัสนั้นแล้วก็บังเกิดความเลื่อมใส จนเมื่อเวลาจบพระธรรมกถาแล้ว หมู่พุทธบริษัทอื่นก็ได้ออกไปจากพระวิหารแล้ว เวเทหะอุบาสกจึงถวายบังคมพระศาสดาแล้วกราบทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์ทรงรับอาราธนาของข้าพระองค์ในวันพรุ่งนี้
พระศาสดาตรัสว่า อุบาสก ภิกษุสงฆ์มากนะ
อุบาสกทูลถามว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ภิกษุสงฆ์ทั้งสิ้นมีประมาณเท่าไร พระพุทธเจ้าข้า?
พระศาสดาตรัสว่า มีประมาณหกล้านแปดแสนองค์
อุบาสกกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขออาราธนาพระภิกษุสงฆ์ทั้งหมด แม้แต่สามเณรรูปเดียวก็อย่าเหลือไว้ในวิหาร
พระศาสดาทรงรับนิมนต์ด้วยดุษณีภาพ เวเทหะอุบาสกรู้ว่าพระศาสดาทรงรับนิมนต์แล้ว จึงทูลลาแล้วกลับไปยังเรือนของตน แล้วตระเตรียมมหาทานในวันรุ่งขึ้น พร้อมกับส่งคนให้ไปกราบทูลเวลาภัตตาหารแด่พระศาสดา.
ในวันรุ่งขึ้นพระศาสดาทรงถือบาตรและจีวร มีภิกษุสงฆ์ห้อมล้อมไปยังเรือนของเวเทหะอุบาสก ทรงประทับนั่งบนอาสนะที่อุบาสกจัดไว้ถวาย ทรงเสวยภัตาหาร มีข้าวต้มเป็นต้น ในระหว่างนั้น เวเทหะอุบาสกก็นั่งอยู่ที่ใกล้พระศาสดา.
พบพระภิกษุผู้ถือธุดงควัตร
ระหว่างนั้น พระมหานิสภเถระ ผู้ซึ่งได้รับการสถาปนาเป็นเอตะทัคคะผู้เป็นยอดของภิกษุผู้สอนธุดงค์เมื่อวันวาน กำลังเที่ยวบิณฑบาต เดินไปยังถนนหน้าบ้านท่านเวเทหะอุบาสกนั้น อุบาสกเห็นพระเถระเดินบิณฑบาตอยู่ จึงลุกขึ้นไปไหว้พระเถระแล้วกล่าวนิมนต์ว่าว่า
ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงให้บาตร พระเถระได้ให้บาตร อุบาสกกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ขอนิมนต์เข้าไปในเรือนนี้แหละ ขณะนี้พระศาสดาก็ประทับนั่งอยู่ในเรือน
พระเถระกล่าวว่า ไม่ควรนะอุบาสก
อุบาสกรับบาตรของพระเถระใส่บิณฑบาตเต็มแล้ว ได้ นำออกไปถวาย จากนั้นได้เดินส่งพระเถระไป แล้วกลับมานั่งในที่ใกล้พระศาสดา กราบทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระมหานิสภเถระนี้ แม้ข้าพระองค์กล่าวว่า พระศาสดาประทับอยู่ในเรือน ท่านก็ไม่ปรารถนาจะเข้ามา พระมหานิสภเถระนั่น มีคุณยิ่งกว่าพระองค์หรือหนอ อันธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมไม่มีวรรณมัจฉริยะ (ตระหนี่คุณความดีของคนอื่น)
ลำดับนั้น พระศาสดาทรงตรัสว่า ดูก่อนอุบาสก เรานั่งคอยภัตตาหารอยู่ในเรือน แต่พระมหานิสภเถระนั้นไม่นั่งคอยภิกษาในเรือนอย่างนี้ เราอยู่ในเมือง พระมหานิสภเถระนั้นอยู่ในป่าเท่านั้น เราอยู่ในที่มุมบัง พระมหานิสภเถระนั้นอยู่กลางแจ้งเท่านั้น ดังนั้น พระมหานิสภเถระนั้นมีคุณอย่างนี้
ตั้งความปรารถนาจะเป็นเอตทัคคะ
เวเทหะอุบาสกนั้น ตามปกติก็เป็นผู้เลื่อมใสดียิ่งอยู่แล้ว เมื่อได้ฟังพระพุทธดำรัสดังนั้น จึงเป็นเสมือนไฟที่ลุกโพลงอยู่ แล้วยังถูกราดซ้ำด้วยน้ำมันฉะนั้น และคิดว่า สมบัติอื่นเราไม่ต้องการ เราเพียงปรารถนาความเป็นยอดของภิกษุทั้งหลายผู้ถือธุดงค์เป็นวัตรในสำนักของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต.
เวเทหะอุบาสกนั้นจึงได้นิมนต์พระศาสดาอีก และได้ทำการถวายมหาทานอย่างนั้นต่อไปอีก ๗ วัน ในวันที่ ๗ ได้ถวายไตรจีวรแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน เมื่อถวายทานแล้วเวเทหะอุบาสกได้หมอบกราบพระบาทของพระศาสดา แล้วกราบทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ด้วยเมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ของข้าพระองค์ ผู้ถวายมหาทาน ๗ วัน ข้าพระองค์มิได้ปรารถนาสมบัติของเทวดา หรือสมบัติของท้าวสักกะ มาร และพรหม แม้สักอย่างหนึ่ง ด้วยผลแห่งการถวายมหาทานนี้ จงเป็นปัจจัยให้ข้าพระองค์ได้เป็นยอดของภิกษุผู้ทรงธุดงค์ ๑๓ เช่นเดียวกับตำแหน่งของพระมหานิสภเถระ ในสำนักของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต
สมเด็จพระบรมศาสดาทรงตรวจดูว่า ที่เวเทหะอุบาสกปรารถนาตำแหน่งอันใหญ่นี้ จะสำเร็จหรือไม่ ครั้นทรงเห็นว่าความปรารถนาของอุบาสกนั้นสำเร็จ จึงทรงตรัสว่า ความปรารถนาในตำแหน่งนั้นของท่านจักสำเร็จในสมัยของพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม ที่จักอุบัติขึ้นในอนาคตอีกแสนกัปนับจากนี้ ท่านจะเป็นพระสาวกที่ ๓ ของพระโคดมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่ามหากัสสปเถระ เวเทหะอุบาสกได้ฟังพุทธพยากรณ์นั้นแล้ว ก็ปิติยินดีเป็นอย่างยิ่ง ด้วยทราบว่าพุทธพยากรณ์ของพระบรมศาสดาย่อมไม่มีเปลี่ยนเป็นอื่น ดังนั้นในระหว่างช่วงอายุที่เหลืออยู่ของอุบาสกนั้น เขาก็ได้ทำการถวายทานโดยประการต่าง ๆ รักษาศีล กระทำกุศลกรรมนานับประการ เมื่อเวเทหะอุบาสกสิ้นชีพแล้วก็ไปเกิดในสวรรค์.
เอกสาฏกพราหมณ์
นับแต่นั้น เขาได้เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสุคติภูมิทั้งทั้งในภูมิเทวดาและมนุษย์ภูมิ จนในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ ในสมัยของพระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งทรงประทับอยู่ในมฤคทายวัน กรุงพันธุมดี อุบาสกนั้นก็จุติจากเทวโลกไปเกิดในตระกูลพราหมณ์เก่าแก่ตระกูลหนึ่ง.อาศัยอยู่กับนางพราหมณี พราหมณ์ และ พราหมณีนั้น มีผ้านุ่ง อยู่เพียงผืนเดียวเท่านั้น คนทั้งหลายจึงเรียกพราหมณ์นั้นว่า เอกสาฏกพราหมณ์ เมื่อเหล่าพราหมณ์ประชุมกัน ด้วยกิจบางอย่าง พราหมณ์ก็ต้องให้นางพราหมณีอยู่บ้าน ตนเองไปประชุมกับเหล่าพราหมณ์ เมื่อถึงคราวพวกพราหมณีประชุมกัน ตัวพราหมณ์เองก็ต้องอยู่บ้าน นางพราหมณีจะห่มผ้านั้นไปประชุม
พระวิปัสสีพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม
ในสมัยพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามวิปัสสีนั้น พระพุทธองค์จะทรงแสดงพระธรรมเทศนาทุก ๆ ๗ ปี ในปีนั้น ซึ่งเป็นเวลาถึงกำหนดที่พระพุทธองค์จะทรงแสดงพระธรรมเทศนา ก็ได้มีความโกลาหลขึ้นอย่างใหญ่หลวง เทวดาทั้งหลายทั่วชมพูทวีป ได้บอกแก่เอกสาฏกพราหมณ์นั้นว่า พระศาสดาจะทรงแสดงธรรมในวันนี้ พราหมณ์ได้ทราบข่าวนั้น ก็พูดกะนางพราหมณีว่า
แม่มหาจำเริญ เธอจักฟังธรรมกลางคืนหรือกลางวัน
นางพราหมณีพูดว่า พวกฉันชื่อว่าเป็นหญิงแม่บ้าน ไม่อาจฟังกลางคืนได้ขอฟังกลางวันเถิด
แล้วให้พราหมณ์อยู่เฝ้าบ้าน ส่วนตนเองนั้นก็ห่มผ้าซึ่งมีอยู่เพียงผืนเดียวไปฟังธรรมในตอนกลางวันพร้อมกับพวกอุบาสิกา ครั้นเมื่อฟังธรรมแล้ว ก็กลับมาพร้อมกับพวกอุบาสิกา ครั้นถึงเวลาค่ำพราหมณ์ ได้ให้นางพราหมณีอยู่บ้าน ตนเองก็ห่มผ้านั้นไปฟังพระธรรมเทศนายังพระวิหาร เวลานั้นสมเด็จพระบรมศาสดาประทับนั่งบนธรรมาสน์ที่เขาตกแต่งไว้ท่ามกลางพุทธบริษัท ทรงแสดงธรรมกถาอันวิจิตร เมื่อพราหมณ์นั่งฟังธรรมอยู่ท้ายเหล่าพุทธบริษัท ก็บังเกิดปิติ ขึ้นทั่วทั้งร่างในเวลาปฐมยามนั่นเอง พราหมณ์นั้นจึงดึงผ้าที่ตนห่มออกมาคิดว่า จะถวายผ้าที่ตนห่มนั้นแด่พระทศพล ในเวลาเดียวกันนั้นความหวงแหนในผ้าห่มซึ่งตนมีเพียงผืนเดียวก็บังเกิดขึ้นแก่พราหมณ์นั้น และคิดว่า พราหมณีกับเรามีผ้าห่มผืนเดียวเท่านั้น ผ้าห่ม ผืนอื่นใด ๆ เราก็ไม่มี และถ้าไม่มีผ้าห่มก็ออกไปข้างนอกไม่ได้ พราหมณ์นั้นจึงตกลงใจไม่ต้องการถวายโดยประการทั้งปวง ครั้นเมื่อปฐมยามผ่านไป พราหมณ์ก็เกิดปีติเหมือนอย่างที่เกิดเมื่อช่วงปฐมยามขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งในช่วงมัชฌิมยาม พราหมณ์คิดเหมือนอย่างนั้น แล้วไม่ได้ถวายเหมือนเช่นนั้นอีก ครั้นเมื่อมัชฌิมยามล่วงไป ปีติเหมือนอย่างนั้นนั่นแหละ ก็เกิดขึ้นแก่พราหมณ์อีกเป็นครั้งที่สามในช่วงปัจฉิมยาม พราหมณ์นั้นตัดสินใจว่า เป็นไรเป็นกัน ค่อยรู้กันทีหลัง คิดดังนั้นแล้วก็ดึงผ้าห่มมาวางแทบพระบาทพระบรมศาสดา ปรบมือขึ้น ๓ ครั้งแล้ว และร้องว่า ชิตํ เม, ชิตํ เม, ชิตํ เม (เราชนะแล้ว ๆ ๆ).
เวลานั้น พระเจ้าพันธุมราชประทับนั่งสดับธรรมอยู่ภายในม่านหลังธรรมาสน์ ได้ทรงสดับดังนั้น จึงส่งราชบุรุษให้ไปถามพราหมณ์นั้นว่า เขาพูดทำไม เมื่อราชบุรุษไปถาม พราหมณ์จึงกล่าวว่า คนอื่นนอกจากข้าพเจ้า เมื่อจะเอาชัยชนะต่อกองทัพข้าศึก จะต้องขึ้นพาหนะ เช่นช้างเป็นต้น ถือโล่หนัง และดาบเป็นอาวุธ เข้าต่อกรกับข้าศึกจึงจะได้ชัยชนะ แต่ชัยชนะเช่นนั้นไม่น่าอัศจรรย์ ส่วนตัวเราได้ทำลายจิตตระหนี่แล้ว ถวายผ้าที่ห่มอยู่แด่พระทศพล ชัยชนะของเรานั้นจึงน่าอัศจรรย์
ราชบุรุษจึงไปกราบทูลเรื่องราวนั้นแด่พระราชา พระราชารับสั่งว่า พวกเราไม่รู้สิ่งที่สมควรแก่พระทศพล แต่พราหมณ์นั้นรู้ จึงทรงรับสั่งให้ส่งผ้าสำรับหนึ่ง คือผ้านุ่งกับผ้าห่ม ไปพระราชทาน พราหมณ์เห็นผ้าคู่นั้นแล้วคิดว่า ถ้าเรามิได้กระทำอะไรพระราชาก็คงไม่พระราชทานอะไรให้แก่เรา เป็นเพราะเรากล่าวคุณทั้งหลายของพระบรมศาสดาหรอก ท่านจึงได้พระราชทาน ดังนั้นจะมีประโยชน์อะไรแก่เรากับรางวัลที่ได้รับโดยอาศัยพระคุณของพระบรมศาสดา คิดดังนั้นจึงได้ถวายผ้าสำรับนั้นแด่พระทศพลเสียเลย
พระราชา ตรัสถามว่า พราหมณ์ทำอย่างไร ทรงสดับว่า พราหมณ์ถวายผ้าสำรับนั้นนั้นแด่พระตถาคต จึงรับสั่งให้ส่งผ้าคู่ ๒ สำรับพระราชทานไปอีก พราหมณ์นั้นได้ถวายผ้าคู่ ๒ สำรับนั้นแด่พระศาสดา พระราชาก็ทรงส่งผ้าคู่ ๔ สำรับไปพระราชทานอีก พราหมณ์ก็นำผ้าที่ได้รับถวายพระศาสดาอีกเช่นเดิม ทำเช่นนี้จนกระทั่งพระราชาทรงส่งผ้าไปพระราชทาน ถึง ๓๒ สำรับ พราหมณ์จึงคิดว่า การทำดังนี้ เป็นเหมือนตั้งใจจะให้พระราชทานเพิ่มขึ้นแล้วจึงจะรับเอา จึงถือเอาผ้า ๒ สำรับ คือ เพื่อตนเองสำรับ ๑ เพื่อนางพราหมณีสำรับ ๑ แล้วถวายพระทศพล ๓๐ สำรับ แต่นั้นมาพราหมณ์ก็ได้เป็นผู้คุ้นเคยกับพระบรมศาสดา
ครั้นวันหนึ่งพระราชาทรงสดับธรรมในสำนักของพระบรมศาสดาในฤดูหนาว ได้พระราชทานผ้ากัมพลแดงสำหรับห่ม ส่วนพระองค์มีมูลค่าพันหนึ่งแก่พราหมณ์ แล้วรับสั่งว่า นับแต่นี้ไป ท่านจงห่มผ้ากัมพลแดงผืนนี้ฟังธรรมเถิด พราหมณ์นั้นคิดว่า ผ้ากัมพลแดงนี้จะมีประโยชน์อะไรกับกายอันโสโครก เปื่อยเน่าของเรานี้ จึงได้ถวายทำเป็นเพดานเหนือเตียงของพระตถาคตภายในพระคันธกุฎี
อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาเสด็จไปพระวิหารแต่เช้าตรู่ ประทับนั่งในที่ใกล้พระบรมศาสดาในพระคันธกุฏี ในขณะนั้น พระพุทธรัศมีมีพรรณ ๖ ประการ ส่องไปกระทบที่ผ้ากัมพล สีแดงของผ้ากัมพลก็บรรเจิดจ้าขึ้น พระราชาทอดพระเนตรเห็นก็จำได้จึงกราบทูลพระศาสดาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ผ้ากัมพลผืนนี้ของข้าพระองค์ ๆ ให้เอกสาฏกพราหมณ์ พระทศพลทรงตรัสว่ามหาบพิตร พระองค์พระราชทานเพื่อบูชาพราหมณ์ พราหมณ์ถวายเพื่อบูชาอาตมภาพ พระราชาทรงเลื่อมใสว่า พราหมณ์รู้สิ่งที่เหมาะที่ควร พระองค์เองกลับไม่รู้ จึงพระราชทานสิ่งที่เป็นของเกื้อกูลแก่มนุษย์ทุกอย่าง ๆ ละ ๘ ชนิด ๘ ครั้ง ให้เป็นของประทานชื่อว่า สัพพัฏฐกทาน แล้วทรงตั้งให้เป็นปุโรหิต พราหมณ์นั้นคิดว่า ชื่อว่าของ ๘ ชนิด ๘ ครั้ง ก็เป็น ๖๔ ชนิด จึงตั้งสลากภัต ๖๔ ที่ ถวายแด่พระสงฆ์ แล้วให้ทาน รักษาศีลตลอดชีวิต จุติจากชาตินั้นไปเกิดในสวรรค์
เกิดในระหว่างกาลของพระโกนาคมน์พุทธเจ้า และพระกัสสปทศพลพุทธเจ้า
จุติจากสวรรค์กลับมาเกิดในเรือนของกฏุมพี ในกรุงพาราณสี ในระหว่างกาลของพระพุทธเจ้า ๒ พระองค์ คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าโกนาคมน์ และพระกัสสปทศพลในกัปนี้ ครั้นเจริญวัยขึ้นก็แต่งงานมีเหย้าเรือน อยู่มาวันหนึ่ง ระหว่างที่เดินเที่ยวพักผ่อนไปในป่า.ก็พบพระปัจเจกพุทธเจ้าทรงกระทำจีวรกรรม (คือการ เย็บจีวร) อยู่ที่ริมแม่น้ำ แต่ผ้าอนุวาต (ผ้าแผ่นบาง ๆ ที่ทาบไป ตามชายสบงจีวรและสังฆาฎิ) มีไม่พอจึงทรงเริ่มจะพับเก็บ เขาเห็นเข้าจึงกล่าวถามพระปัจเจกพุทธเจ้าว่า เพราะอะไรจึงจะพับเก็บเสียเล่า เจ้าข้า พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวว่า ผ้าอนุวาตไม่พอ เขากล่าวว่า โปรดเอาผ้าสาฏกนี้ทำเถิดเจ้าข้า เขาถวายผ้าสาฏกแล้ว ตั้งความปรารถนาว่า ขอความเสื่อมใด ๆ ขอจงอย่าได้มี ในที่ที่ข้าพเจ้าได้เกิดเถิด
ต่อมาพระปัจเจกพุทธเจ้า เสด็จเข้าไปบิณฑบาต ณ ยังเรือนของเขา ในตอนนั้น ภรรยาและน้องสาวของเขากำลังทะเลาะกัน เมื่อน้องสาวของเขาถวายบิณฑบาตแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว ก็กล่าวพาดพิงถึงพี่สะใภ้ว่า ขอให้เราจงห่างไกลหญิงพาลเช่นนี้ร้อยโยชน์ ภรรยาของเขาที่กำลังยืนอยู่ที่ลานบ้านได้ยินเข้าจึงคิดว่า พระรูปนี้จงอย่าได้ฉันอาหารที่นางคนนี้ถวาย จึงจับบาตรพระปัจเจกพุทธเจ้ามาเทบิณฑบาตทิ้งแล้วเอาเปือกตมมาใส่จนเต็ม น้องสาวเขาเห็นพี่สะไภ้ทำเช่นนั้นจึงกล่าวว่า หญิงพาล เจ้าจงด่าจงบริภาษเราก่อนเถิด การเทภัตตาหารจากบาตรของท่านผู้ได้บำเพ็ญบารมีมา ๒ อสงไขยเช่นนี้ แล้วใส่เปือกตมให้ นั้นเป็นการไม่สมควรเลย
ภรรยาของเขาครั้นได้ฟังก็เกิดความสำนึกขึ้นได้ จึงกล่าวว่า โปรดหยุดก่อนเจ้าข้า แล้วเทเปือกตมออก ล้างบาตรแล้วชะโลมด้วยผงเครื่องหอม แล้วได้ใส่ของมีรสอร่อย ๔ อย่างเต็มบาตร แล้ววางถวายบาตรลงในมือของพระปัจเจกพุทธเจ้า ตั้งความปรารถนาว่า สรีระของเราจงผุดผ่องเหมือนบิณฑบาตอันผุดผ่องนี้เถิด พระปัจเจกพุทธเจ้าอนุโมทนาแล้วเหาะขึ้นสู่อากาศ.
เกิดในสมัยพระกัสสปทศพลพุทธเจ้า
ผัวเมียแม้ทั้งสองนั้นเมื่อครบชั่วอายุขัยแล้ว ตายลงก็ไปเกิดบนสวรรค์ จุติจากสวรรค์นั้นอีกครั้ง อุบาสกเกิดเป็นบุตรเศรษฐีมีสมบัติ ๘๐ โกฏิในกรุงพาราณสี ในครั้งพระกัสสปทศพลสัมมาสัมพุทธเจ้า ฝ่ายภรรยาเกิดเป็นธิดาของเศรษฐีเหมือนกัน เมื่อเขาเจริญวัย พวกญาติก็นำธิดาของเศรษฐีมายังเรือนบุตรเศรษฐีหมายจะตกแต่งเป็นภรรยาแก่บุตรเศรษฐี ด้วยอานุภาพของกรรมซึ่งได้กระทำไว้แก่พระปัจเจกพุทธเจ้าในชาติก่อน พอนางถูกส่งตัวเข้าไปยังตระกูลของสามี ทั่วทั้งสรีระเกิดกลิ่นเหม็นเหมือนส้วมที่เขาเปิดไว้ ตั้งแต่ย่างเข้าไปภายในธรณีประตู เศรษฐีกุมารถามว่า กลิ่นเหม็นนี้เป็นของใคร ครั้นได้ฟังว่าเป็นกลิ่นของลูกสาวเศรษฐี จึงให้นำส่งนางกลับไปเรือนตระกูล ธิดาเศรษฐีถูกส่งกลับไปกลับมาในทำนองนี้ถึง ๗ ครั้ง
ครั้นเมื่อพระกัสสปทศพลเสด็จปรินิพพานแล้ว พุทธศาสนิกชนเริ่มก่อพระเจดีย์สูงโยชน์หนึ่งด้วยอิฐทอง ทั้งหนาทั้งแน่น มีราคาก้อนละหนึ่งแสน เมื่อเขากำลังสร้างพระเจดีย์กันอยู่ ธิดาเศรษฐีคนนั้นคิดว่า เราต้องถูกส่งกลับถึง ๗ ครั้งแล้ว ชีวิตของเราจะมีประโยชน์อะไร จึงให้ยุบสิ่งของเครื่องประดับตัว แล้วนำไปทำอิฐทอง ยาวศอก กว้างคืบ สูง ๔ นิ้ว และถือก้อนหรดาลและมโนสิลา เก็บเอาดอกบัว ๘ กำ ไปยังสถานที่ที่สร้างพระเจดีย์ ขณะนั้นก้อนอิฐแถวหนึ่งที่กำลังก่อมาต่อกันนั้นเกิดขาดอิฐแผ่นต่อเชื่อม นางจึงพูดกับช่างว่า ท่านจงวางอิฐก้อนนี้ลงตรงนี้เถิด นายช่างกล่าวว่า นางผู้เจริญ ท่านมาได้เวลาพอดี ขอท่านจงวางเองเถิด นางจึงขึ้นไปเอาน้ำมันผสมกับหรดาลและมโนสิลา วางอิฐติดอยู่ได้ด้วยเครื่องยึดนั้น แล้วบูชาด้วยดอกอุบล ๘ กำมือไว้ข้างบนอิฐทองนั้น นางยกมือไหว้แล้วตั้งความปรารถนาว่า ในที่ที่เราเกิด ขอจงมีกลิ่นจันทน์ฟุ้งออกจากตัว กลิ่นอุบลจงฟุ้งออกจากปาก แล้วไหว้พระเจดีย์ ทำประทักษิณรอบพระเจดีย์แล้วกลับไป
ครั้นแล้วในขณะนั้นเอง เศรษฐีบุตรก็เกิดระลึกถึงเศรษฐีธิดาที่เขานำมาที่เรือนครั้งแรก ในพระนครเวลานั้นก็มีงานนักขัตฤกษ์เสียงกึกก้อง เขาจึงพูดกับคนรับใช้ว่า คราวนั้น เจ้านำธิดาเศรษฐีมายังเรือนนี้ นางนั้นอยู่ที่ไหน คนรับใช้กล่าวว่าอยู่ที่เรือนตระกูลของนางขอรับ นายท่าน เศรษฐีบุตรกล่าวว่า พวกเจ้าจงพามา เราจักเล่นนักขัตฤกษ์กับนาง พวกคนรับใช้ของบุตรเศรษฐีจึงไปยังเรือนตระกูลของนาง ไปไหว้นางแล้วยืนอยู่ นางจึงถามว่า ท่านทั้งหลายมาทำไมกัน พวกคนรับใช้ของบุตรเศรษฐีจึงบอกเรื่องราวที่มานั้น
นางกล่าวว่า ท่านทั้งหลาย เราเอาเครื่องอาภรณ์บูชาพระเจดีย์เสียแล้ว เราไม่มีเครื่องอาภรณ์ คนรับใช้เหล่านั้นจึงไปบอกแก่บุตรเศรษฐี ๆ จึงกล่าวว่า จงนำนางมาเถิด เราจะให้เครื่องประดับนั้นแก่นาง พวกคนรับใช้จึงไปนำนางมา กลิ่นจันทน์และกลิ่นอุบลขาบฟุ้งไปทั่วเรือน พร้อมกับที่นางเข้าไปในเรือน บุตรเศรษฐีจึงถามนางว่า ครั้งแรกมีกลิ่นเหม็นฟุ้งออกจากตัวเธอ แต่บัดนี้ กลิ่นจันทน์ฟุ้งออกจากตัว กลิ่นอุบลฟุ้งออกจากปากของเธอ นี่อะไรกัน ธิดาเศรษฐีจึงเล่ากรรมที่ตนกระทำตั้งแต่ต้น บุตรเศรษฐีเลื่อมใสว่า คำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นนิยยานิกธรรมหนอ จึงเอาเครื่องปกคลุมที่ทำด้วยผ้ากัมพล ยาวประมาณโยชน์หนึ่งหุ้มพระเจดีย์ทองเป็นพุทธบูชา แล้วเอาดอกประทุมทองขนาดใหญ่เท่าล้อรถประดับที่พระเจดีย์ทองนั้น ดอกประทุมทองที่แขวนห้อยไว้มีขนาด ๑๒ ศอก บุตรเศรษฐีนั้นครั้นอยู่จนสิ้นอายุในมนุษยโลกแล้วก็ไปเกิดในสวรรค์
กำเนิดในตระกูลอำมาตย์
จุติจากสวรรค์นั้น บังเกิดในตระกูลอำมาตย์ตระกูลหนึ่ง ซึ่งพำนักอยู่ในที่ห่างจากกรุงพาราณสีประมาณโยชน์หนึ่ง ฝ่ายลูกสาวเศรษฐีจุติจากเทวโลกเกิดเป็นพระราชธิดาองค์ใหญ่ ในราชตระกูล.
เมื่อคนทั้งสองนั้นเจริญวัย ในหมู่บ้านที่กุมารอยู่มีงานนักขัตฤกษ์ กุมารนั้นต้องการจะไปเที่ยวงานกล่าวกับมารดาว่า แม่จ๋า แม่จงให้ผ้าสาฎกฉัน ฉันจะห่มไปเล่นนักขัตฤกษ์ มารดาได้นำผ้าที่ใช้แล้วมาให้เขา เขาปฏิเสธว่า ผ้านี้หยาบไปจ้ะแม่ นางก็นำผ้าผืนอื่นมาให้ แต่ไม่ว่าจะนำผ้าผืนใดมา เขาก็ปฏิเสธว่าผ้านั้นหยาบไป มารดาจึงกล่าวกะเขาว่า ลูก เราเกิดในตระกูลเช่นนี้ พวกเราไม่มีบุญที่จะได้ผ้าเนื้อละเอียดกว่านี้หรอก เขากล่าวว่า แม่จ๋า ถ้าอย่างนั้น ฉันจะไปยังที่ที่จะได้ผ้าที่มีเนื้อละเอียดกว่านี้ มารดากล่าวว่า ลูกเอ๋ย แม่ปรารถนาให้เจ้าได้ราชสมบัติในกรุงพาราณสีวันนี้ทีเดียวน่ะ เขาไหว้มารดาแล้วกล่าวว่า ฉันไปละแม่ มารดาว่า ไปเถอะลูก นัยว่ามารดาของเขามีความคิดว่า มันจะไปไหนเสีย คงจะนั่งที่นี่ ที่นั่นอยู่ในเรือนหลังนี้แหละ
กุมารนั้นก็ออกไปตามเหตุแห่งกรรมที่กำหนดไว้ จนถึงกรุงพาราณสี แล้วเข้าไปนอนคลุมศีรษะอยู่บนแผ่นมงคลศิลาอาสน์ ในพระราชอุทยานของพระเจ้าพาราณสี ในวันนั้นเป็นวันที่พระเจ้าพาราณสีสวรรคตแล้วเป็นวันที่ ๗ เหล่าอำมาตย์ทั้งหลายเมื่อทำการถวายพระเพลิงพระศพแล้ว ก็นั่งปรึกษากันอยู่ที่พระลานหลวง ปรารภว่าว่า พระราชามีแต่พระธิดา ไม่มีพระราชโอรส ราชสมบัติไม่มีพระราชาปกครองเป็นเรื่องไม่สมควร ใครสมควรจะได้เป็นพระราชา เหล่าอำมาตย์ต่างก็ออกความเห็นว่า ท่านโน้นควรเป็น ท่านนี้ควรเป็น ปุโรหิตกล่าวว่า ไม่ควรเลือกมาก เอาเถอะ พวกเราจะบวงสรวงเทวดาแล้วเสี่ยงราชรถไปเพื่อหาผู้ที่สมควรจะครองราชย์ อำมาตย์เหล่านั้นจึงจัดแจงเทียมม้า ๔ ตัว แล้วตั้งเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ๕ อย่าง กับเศวตรฉัตรไว้บนรถแล้วปล่อยราชรถนั้นไป แล้วให้ประโคมดนตรีตามไปข้างหลัง ม้านำราชรถออกทางประตูด้านทิศปราจีน บ่ายหน้าไปทางพระราชอุทยาน อำมาตย์บางพวกกล่าวว่า รถบ่ายหน้าไปทางพระราชอุทยาน เพราะม้ามีความคุ้นเคยกับอุทยาน พวกท่านจงให้กลับมา ปุโรหิตกล่าวว่า อย่าให้กลับ ม้านำราชรถไปยังแท่นที่กุมารนอนอยู่ กระทำประทักษิณแก่กุมารแล้วจึงได้หยุดราวกับเตรียมพร้อมที่จะให้ขึ้น ปุโรหิตจึงเดินเข้าไปเลิกชายผ้าห่มด้านเท้าของกุมารที่นอนหลับอยู่เพื่อตรวจดูพื้นเท้าของกุมาร ครั้นตรวจดูแล้วจึงกล่าวว่า ไม่เพียงแค่ชมพูทวีปนี้ทวีปเดียว แต่ท่านผู้นี้สมควรได้ครองราชย์ในทวีปทั้ง ๔ มีทวีปสองพันเป็นบริวาร แล้วสั่งให้ประโคมดนตรีขึ้น ๓ ครั้ง
อำมาตย์ถวายราชสมบัติ
เมื่อกุมารนั้นได้ยินเสียงประโคมดนตรีจึงตื่นขึ้น แล้วเปิดผ้าที่คลุมหน้าขึ้นมองดูเหล่าอำมาตย์ที่มาห้อมล้อมอยู่แล้วพูดว่า ท่านทั้งหลาย พวกท่านมาด้วยกิจกการอะไรกัน พวกอำมาตย์ทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ เหล่าข้าพระองค์ขอถวายราชสมบัติแก่พระองค์ กุมารถามขึ้นว่า แล้วพระราชาของพวกท่านไปไหนเสียเล่า ? อำมาตย์ตอบว่า ได้เสด็จทิวงคตเสียเมื่อ ๗ วันที่แล้ว กุมารถามต่อไปว่า พระราชโอรสหรือพระราชธิดาของท่านไม่มีหรือ ? อำมาตย์ ข้าแต่สมมติเทพ พระราชธิดามี พระราชโอรสไม่มี กุมารรับว่า ถ้าเป็นเช่นนั้น เราจักครองราชย์ เหล่าอำมาตย์ได้ยินรับสั่งเช่นนั้น จึงสั่งให้สร้างมณฑปสำหรับอภิเษกในขณะนั้นทันที แล้วประดับพระราชธิดาด้วยเครื่องอลังการทุกอย่างนำมายังพระราชอุทยานทำการอภิเษกกับกุมาร.
เมื่อพระกุมารทำการอภิเษกแล้ว ประชาชนนำผ้ามีราคาแสนหนึ่งมาถวาย พระกุมารกล่าวว่า นี้อะไรท่าน พวกอำมาตย์ทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ผ้านุ่งพระเจ้าข้า, พระกุมาร ผ้านี้เนื้อหยาบไป มีผ้าอื่นที่เนื้อละเอียดกว่านี้หรือไม่ ? อำมาตย์ข้าแต่สมมติเทพ ในบรรดาผ้าที่มนุษย์ทั้งหลายใช้สอย ผ้าที่เนื้อละเอียดกว่านี้ไม่มี พระเจ้าข้า พระกุมารกล่าวว่า พระราชาของพวกท่านทรงผ้านุ่งเช่นนี้หรือ ? อำมาตย์ พระเจ้าข้า ข้าแต่สมมติเทพ พระกุมาร พระราชาของพวกท่านคงจะไม่มีบุญ พวกท่านจงนำพระเต้าทองมา เราจะทำให้ได้ผ้า อำมาตย์เหล่านั้นนำพระเต้าทองมาถวาย พระกุมารนั้นลุกขึ้นล้างพระหัตถ์ บ้วนพระโอฐ เอาพระหัตถ์วักน้ำสาดไปทางทิศตะวันออก ในขณะนั้นเอง ต้นกัลปพฤกษ์ก็ชำแรกแผ่นดินทึบผุดขึ้นมา ๘ ต้น ทรงวักน้ำสาดไปอีกทั่วทิศ ๓ ทิศอย่างนี้คือ ทิศใต้ ทิศตะวันออก ทิศเหนือ ต้นกัลปพฤกษ์ผุดขึ้นในทิศทั้ง ๔ ทิศละ ๘ ต้น รวมเป็น ๓๒ ต้น พระกุมารนั้นทรงปรารถนาผ้าทิพย์จากต้นกัลปพฤกษ์ ครั้นได้แล้วจึงทรงนุ่งผ้าทิพย์ผืนหนึ่ง ทรงห่มผืนหนึ่ง ดังนี้แล้วให้ยกฉัตรขึ้น ทรงประดับตกแต่งพระองค์ ทรงขึ้นช้างตัวประเสริฐเข้าพระนคร ขึ้นสู่ปราสาทเสวยมหาสมบัติ.
ครั้งกาลเวลาผ่านไป วันหนึ่งพระเทวีเห็นมหาสมบัติของพระราชาแล้ว ทรงปรารภแก่พระสวามีว่า ข้าแต่สมมติเทพ ในอดีตกาลพระองค์ได้ทรงศรัทธาต่อพระพุทธทั้งหลาย ได้ทรงกระทำกรรมดีไว้ในอดีต ในชาตินี้จึงทรงได้มหาสมบัติเช่นนี้ ในชาติปัจจุบันนี้ ยังไม่ทรงกระทำกุศลที่จะเป็นปัจจัยแก่อนาคต พระราชาตรัสว่า เราจักทำกุศลแก่ใคร เรายังไม่เห็นผู้มีศีล พระเทวีทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ชมพูทวีปไม่ว่างจากพระอรหันต์ทั้งหลายดอก พระองค์โปรดทรงตระเตรียมทานไว้เท่านั้น หม่อมฉันจะอาราธนาพระอรหันต์ในวันรุ่งขึ้น
พระราชารับสั่งให้ตระเตรียมทานไว้ที่ประตูด้านทิศปราจีน พระเทวีทรงอธิษฐานองค์อุโบสถศีลแต่ตรู่ ทรงบ่ายหน้าไปทางทิศตะวันออกหมอบลงบนปราสาทชั้นบนแล้วกล่าวว่า ถ้าพระอรหันต์มีอยู่ในทิศนี้ พรุ่งนี้ขอนิมนต์มารับภิกษาหารของข้าพเจ้าทั้งหลายเถิด ปรากฏว่าในทิศนั้นไม่มีพระอรหันต์มาปรากฎ พระนางก็ได้ให้แจกจ่ายสักการะที่เตรียมไว้นั้นแก่คนกำพร้า และยาจก ในวันรุ่งขึ้นทรงตระเตรียมทานไว้ทางประตูทิศใต้แล้วได้กระทำเหมือนอย่างนั้น ก็ไม่มีพระอรหันต์มาปรากฎในทิศนั้น ในวันรุ่งขึ้นทางประตูทิศตะวันตกก็เช่นเดียวกัน
ถวายทานพระปัจเจกพุทธเจ้า
ในวันที่ทรงตระเตรียมไว้ทางประตูทิศเหนือ พระมหาปทุมปัจเจกพุทธเจ้าผู้เป็นพี่ชายของพระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ องค์ ผู้เป็นโอรสของพระนางปทุมวดี อยู่ในป่าหิมพานต์ เรียกพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้เป็นน้องชายซึ่งถูกพระเทวีนิมนต์อย่างนั้นมาว่า ท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย พระเจ้านันทราชนิมนต์ท่านทั้งหลาย ท่านจงรับนิมนต์ของท้าวเธอเถิด พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นรับนิมนต์แล้ว ในวันรุ่งขึ้นเมื่อล้างหน้าที่สระอโนดาดแล้วเหาะไปลงที่ประตูทางด้านทิศเหนือ
เหล่าชนมากราบทูลแก่พระราชาว่า ข้าแต่สมมติเทพ พระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ องค์ มาแล้วพระเจ้าข้า พระราชาเสด็จ ไปพร้อมกับพระเทวี ทรงไหว้แล้วรับบาตรนิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายขึ้นสู่ปราสาท ถวายทานแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น ในเวลาเสร็จภัตตกิจ พระราชาทรงหมอบที่ใกล้เท้าพระสังฆเถระ พระเทวีหมอบที่ใกล้เท้าพระสังฆนวกะ แล้วกล่าวว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย ข้าพเจ้าทั้งหลายขออาราธนาท่านทั้งหลาย จงให้ปฏิญญาเพื่ออยู่ในที่นี้จนตลอดอายุของข้าพเจ้าทั้งหลายเถิด ครั้นท่านรับปฏิญญาแล้ว จึงให้ตกแต่งสถานที่สำหรับอยู่อาศัยแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นในพระอุทยาน คือ บรรณศาลา ๕๐๐ หลัง ที่จงกรม ๕๐๐ ที่ แล้วให้ท่านอยู่ในที่นั้นนั่นแล
เหล่าพระปัจเจกพุทธเจ้าทรงปรินิพพาน
ครั้นกาลเวลาล่วงไป เมืองชายแดนของพระราชาก่อการกำเริบขึ้น พระองค์ทรงกล่าวแก่พระเทวีว่า พี่จะไประงับเหตุที่เมืองชายแดน เธออย่าละเลยพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย แล้วเสด็จออกไปจากพระนคร ในระหว่างที่พระองค์ยังไม่เสด็จกลับ พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายก็สิ้นอายุสังขาร.ในวันเดียวกัน
ในวันนั้น พระมหาปทุมปัจเจกพุทธเจ้า ทรงฌานตลอดราตรีทั้ง ๓ ยาม ในเวลาอรุณขึ้น ทรงยืนเหนี่ยวแผ่นกระดานสำหรับใช้เป็นที่ยึด แล้วทรงปรินิพพานด้วย อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ พระปัจเจกพุทธเจ้าที่เหลือทั้งหมด ก็ปรินิพพานในลักษณะเดียวกัน ในวันรุ่งขึ้น พระเทวีทรงให้ตกแต่งที่นั่งของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายด้วยดอกไม้ จุดเครื่องหอม นั่งคอยพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายมา เมื่อไม่เห็นมาจึงส่งราชบุรุษไปดูว่าเกิดเหตุใดขึ้นกับพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ราชบุรุษนั้นไปเปิดประตูบรรณศาลาของพระมหาปทุมปัจเจกพุทธเจ้า ไม่พบท่านในบรรณศาลานั้น จึงไปยังที่จงกรม เห็นท่านยืนพิงแผ่นกระดานสำหรับยึด จึงไหว้ แล้วกล่าวว่า ได้เวลาแล้วเจ้าข้า ราชบุรุษนั้นเห็นว่าท่านไม่ทรงตอบจึงคิดว่าท่านหลับ จึงเดินไปเอามือลูบที่หลังเท้า จึงรู้ว่าท่านได้เสด็จปรินิพพานแล้ว เพราะเท้าทั้งสองเย็นและแข็ง จึงไปยังสำนักของพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์ที่ ๒ เมื่อรู้ว่าองค์ที่ ๒ ปรินิพพานแล้วเช่นกัน ก็ไปยังสำนักของพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์ที่ ๓ สุดท้ายก็รู้ว่าพระปัจเจกพุทธเจ้าทุกองค์ปรินิพพานแล้ว จึงไปกราบทูลว่า ข้าแต่พระเทวี พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายทรงปรินิพพานแล้ว พระเทวีทรงกรรแสงคร่ำครวญ เสด็จออกไปที่บรรณศาลานั้นพร้อมกับชาวเมือง รับสั่งให้เล่าสาธุกีฬา (การเล่นที่เกี่ยวกับเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) กระทำฌาปนกิจสรีระของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย แล้วเก็บธาตุสร้างพระเจดีย์ ไว้
พระราชาเสด็จกลับ
เมื่อพระราชาทรงปราบเมืองชายแดนให้สงบแล้วเสด็จกลับมา รับสั่งถามพระเทวีผู้เสด็จมาต้อนรับถึงพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย พระเทวีทูลว่า พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายปรินิพพานเสียแล้ว พระราชาทรงพระดำริ ว่า มรณะยังเกิดแก่บัณฑิตทั้งหลายเช่นนี้ พวกเราก็จะไม่พ้นไปเช่นกัน พระองค์จึงไม่เสด็จเข้าไปในพระนคร เสด็จเข้าไปยังพระราชอุทยานเลยทีเดียว รับสั่งให้เรียกพระโอรสองค์ใหญ่มาแล้วมอบราชสมบัติแก่พระโอรสนั้น แล้วทรงผนวชเป็นสมณะ ฝ่ายพระเทวีก็ทรงผนวชอยู่ในพระราชอุทยานนั้นเช่นกัน พระราชาและพระเทวีทั้งสองนั้น บำเพ็ญฌาน จนถึงอายุขัยจึงได้ตายแล้วไป บังเกิดในพรหมโลก.
กำเนิดเป็นปิบผลิมาณพในสมัยพระโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้านี้
ในระหว่างที่คนทั้งสองนั้นอยู่ในพรหมโลก พระศาสดาของเราทั้งหลายทรงอุบัติขึ้นในโลกประกาศพระธรรมจักรอันประเสริฐ เสด็จเข้าไปยังกรุงราชคฤห์โดยลำดับ เมื่อครั้งพระศาสดาประทับอยู่ในกรุงราชคฤห์นั้น ปิบผลิมาณพนี้ก็จุติมาบังเกิดในท้องภรรยาหลวงของกบิลพราหมณ์ ในหมู่บ้านของพวกพราหมณ์ชื่อมหาติตถะ ในนครมคธ
นางภัททากาปิลานี ก็มาเกิดในท้องของภรรยาหลวงของพราหมณ์ โกลิยโคตร ในสาคลนคร ในนครมคธเช่นกัน เมื่อท่านทั้งสองนั้นเติบโตขึ้นโดยลำดับ จนกระทั่งเมื่อนางภัททามีอายุได้ ๑๖ ปี และ ปิบผลิมาณพ มีอายุได้ ๒๐ ปี บิดามารดาได้เคี่ยวเข็นให้ท่านแต่งงานเพื่อดำรงวงศ์ตระกูล แต่ ปิบผลิมาณพก็ปฏิเสธเสียทุกครั้งโดยกล่าวว่า จะอยู่ปฏิบัติท่านทั้งสองตราบเท่าที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ต่อเมื่อท่านทั้งสองล่วงลับไปแล้ว ท่านจะบวช
ครั้นบิดามารดา เคี่ยวเข็ญหนักเข้า ปิบผลิมาณพคิดว่า เราจะทำให้มารดายอมจำนน จึงเอาทองคำสีสุกปลั่งพันลิ่ม ให้ช่างทองหล่อเป็นรูปหญิงคนหนึ่งแล้วจึงให้รูปหล่อหญิงนั้นนุ่งผ้าแดง ประดับด้วยดอกไม้และเครื่องประดับต่าง ๆ แล้วให้เรียกมารดามาพูดว่า คุณแม่ เมื่อลูกได้หญิงงามเช่นรูปหล่อนี้จึงจะแต่งงาน ถ้าไม่ได้จักไม่แต่ง นางพราหมณีเป็นคนมีปัญญาจึงคิดว่า บุตรของเราเป็นผู้มีบุญ เมื่อทำบุญไว้ในอดีตคงจะไม่ทำคนเดียว คงมีหญิงผู้ทำบุญร่วมกับบุตรของเรานี้ เป็นแน่แท้ จึงให้เรียกพราหมณ์ ๘ คนมา แล้วให้ยกรูปทองคำ ขึ้นตั้งบนรถแล้วสั่งให้พารูปหล่อตระเวนไป ถ้าพบเห็นทาริกา งามดังรูปทองนี้ และเกิดในตระกูลที่เสมอกันกับนางพราหมณีโดยชาติ เสมอกันโดยโคตรและเสมอกันโดยโภคทรัพย์ ในที่ใด ก็จงให้รูปทองนี้แหละให้เป็นบรรณการแก่นางในที่นั้น.
เหล่าพราหมณ์เสาะหาหญิงงาม
พราหมณ์เหล่านั้นก็พารูปหล่อออกไปตระเวน และคิดว่าจะไปที่ไหนกันดี จึงได้คิดว่า แคว้นมัททรัฐเป็นบ่อเกิดแห่งสตรี พวกเราควรจะไปมัททรัฐ จึงได้ ไปยังสาคลนครในมัททรัฐ
ในครั้งนั้น แม่นมของนางภัททากาปิลานี ให้นางภัททากาปิลานีอาบน้ำแต่งตัว แล้วให้นั่งเล่นอยู่ในห้อง ตนเองก็จะไปอาบน้ำที่ท่าน้ำ ในระหว่างเดินทางไปท่าน้ำนางเห็นรูปทองนั้น จึงพูดขู่ด้วยเข้าใจว่านางภัททากาปิลานีหลบออกมาเที่ยว และกล่าวว่า แน่ะแม่หัวดื้อ มาที่นี้ทำไม แล้วเงื้อฝ่ามือตีที่ข้างแก้มของรูปหุ่น พร้อมกับพูดว่า จงรีบกลับไป เมื่อมือกระทบรูปทองก็สะท้อนเหมือนตีหิน จึงตระหนักว่าเป็นหุ่นจึงพูดเลี่ยงไปว่า เราเห็นรูปทองเข้าก็เกิดความเข้าใจว่าธิดาแห่งแม่เจ้าของเรา ก็นางนี้ แม้จะให้เป็นผู้ถือผ้านุ่งของธิดาแห่งแม่เจ้าของเราก็ยังไม่เหมาะสม พวกพราหมณ์เหล่านั้นพากันห้อมล้อมนางแล้วถามว่า ธิดาแห่งเจ้านายของท่าน งามเท่านี้ไหม ? หญิงแม่นมพูดว่า นางนี่น่ะหรือ ธิดาแห่งแม่เจ้าของเรางามยิ่งกว่านางนี้ร้อยเท่า พันเท่า เมื่อเธอนั่งอยู่ในห้องที่มืด ความมืดก็จะหมดไปด้วยแสงสว่างจากร่างของเธอนั้นแหละ พวกพราหมณ์จึงถือเครื่องบูชา ยกรูปทองคำขึ้นบนรถ แล้วไปยังบ้านของพราหมณ์โกสิยโคตร
เหล่าผู้ถือจดหมายแปลงสารของปิบผลิมาณพและจดหมายของนางภัททากาปิลานี
พราหมณ์โกสิยโคตรกระทำปฏิสันถารแล้วถามเหตุของการมา ? ชนเหล่านั้นตอบตามเหตุที่ได้รับบัญชามา พราหมณ์โกสิยโคตรจึงยินดีด้วยเหตุว่า มีชาติ โคตร และทรัพย์สมบัติเสมอกัน และยินดีที่จะยกลูกสาวให้ แล้วก็รับเครื่องบรรณาการ ชนเหล่านั้นจึงส่งข่าวแก่กบิลพราหมณ์ว่า ได้เจ้าสาวแล้ว กบิลพราหมณ์ได้สดับข่าวนั้นแล้วจึงบอกแก่ปิบผลิมาณพ มาณพไม่มีความต้องการจะแต่งงาน จึงได้เขียนหนังสือถึงนางภัททากาปิลานี ว่าตนไม่ประสงค์จะแต่งงาน ประสงค์จะออกบวช และให้คนรับใช้นำไปส่งยังนางภัททาปิลานี
นางภัททากาปิลานีก็เช่นกัน เมื่อได้ฟังว่า บิดาจะยกเราให้แก่ปิบผลิมาณพ จึงได้เขียนหนังสือถึงปิบผลิมาณพว่าตนไม่ประสงค์จะแต่งงาน ประสงค์จะออกบวช และให้คนรับใช้นำไปส่งยังปิบผลิมาณพ ในระหว่างเดินทางผู้ถือหนังสือทั้งสองฉบับมาพบกันในระหว่างทาง จึงได้หยุดทักทายกัน เมื่อคนรับใช้ของปิบผลิมาณพถูกฝ่ายนางภัททากาปิลานีถามว่าถือหนังสือของใครมา ก็ตอบว่าเป็นหนังสือของปิบผลิมาณพส่งให้นางภัททากาปิลานี และเมื่อคนรับใช้ของนางภัททากาปิลานีถูกฝ่ายปิบผลิมาณพถามว่าถือหนังสือของใครมา ก็กล่าวว่า เป็นหนังสือของนางภัททากาปิลานีส่งให้ปีบผลิมาณพ จึงพากันอ่านหนังสือทั้งสองฉบับ เมื่ออ่านแล้วจึงกล่าวว่า เป็นการกระทำของเด็ก ๆ แท้ ๆ แล้วฉีกหนังสือทั้งสองทิ้งไป แล้วเขียนขึ้นใหม่เป็นจดหมายอันแสดงความพอใจซึ่งกันและกัน และแยกย้ายกันไปส่งให้คนทั้งสองนั้น ดังนั้น คนทั้งสองนั้นก็ได้แต่งงานกัน
เมื่อแต่งงานกันแล้ว หนุ่มสาวทั้งสองก็ยังประพฤติพรหมจรรย์ โดยทั้งสองต่างก็เอาพวงดอกไม้พวงหนึ่งวางไว้ กลางที่นอน มาณพขึ้นที่นอนทางด้านขวา นางภัททากาปิลานีขึ้นที่นอนทางด้านซ้าย แล้วกล่าวว่า ดอกไม้ในด้านของคนใดเหี่ยว พวกเขาจะรู้ได้ว่า ราคจิตเกิดขึ้นแล้วแก่ผู้นั้น คนทั้งสองนั้นนอนไม่หลับตลอดทั้งราตรี เพราะกลัวจะถูกตัวของกันและกัน จนกระทั่งเช้า อนึ่งในเวลากลางวันก็ไม่มีแม้แต่การยิ้มหัว คนทั้งสองนั้นไม่เกี่ยวข้องด้วยเรื่องโลกามิส ไม่จัดการทรัพย์สมบัติตราบเท่าที่บิดามารดายังมีชีวิตอยู่
เมื่อบิดามารดากระทำกาลกิริยาไปแล้ว จึงจัดการทรัพย์สมบัติ โดยปิบผลิมาณพมีสมบัติ ๘๗ โกฎิ เพียงเฉพาะผงทองคำที่ใช้ขัดสีสรีระแล้วทิ้งไปวันหนึ่ง ๆ มีประมาณ ๑๒ ทะนาน มีเหมืองน้ำประมาณ ๖๐ แห่ง ติดเครื่องยนต์ มีเรือกสวนไร่นาที่ทำกินเนื้อที่ประมาณ ๑๒ โยชน์ มีหมู่บ้านทาส ๑๔ บ้าน ขนาดเท่าเมืองอนุราธบุรี มีหัตถานึกคือกองช้าง ๑๔ กอง มีอัสสานึกคือกองม้า ๑๔ กอง มีรถานึกคือกองรถ ๑๔ กอง.
คิดสละสมบัติแล้วออกบวช
วันหนึ่ง ปิบผลิมาณพขึ้นม้าพร้อมด้วยบริวารไปยังที่ทำงาน ยืนอยู่ปลายนา เห็นพวกนกมีกาเป็นต้น คุ้ยเขี่ยสัตว์มีไส้เดือนเป็นต้น จากรอยไถเอามากิน จึงถามว่า ท่านทั้งหลาย สัตว์เหล่านี้กินอะไร ? เหล่าบริวารตอบว่า นายท่าน มันกิน ไส้เดือน มาณพถามว่า บาปที่สัตว์เหล่านี้ทำตกอยู่แก่ใคร? เหล่าบริวารตอบว่า นายท่าน บาปเป็นของท่าน มาณพคิดว่า ถ้าบาปที่สัตว์เหล่านี้กระทำตกเป็นของเราเช่นนี้ ทรัพย์ ๘๗ โกฎิ จะมีประโยชน์อันใด การงาน ๑๒ โยชน์ เหมืองน้ำติดเครื่องยนต์ ๖๐ แห่ง หมู่บ้านทาส ๑๔ แห่ง จะมีประโยชน์อันใด เราจะมอบทรัพย์สมบัติทั้งหมดนี้แก่ภัททากาปิลานี แล้วออกบวช.
ส่วนนางภัททากาปิลานีพร้อมกับเหล่าพวกแม่นมนั่งห้อมล้อมยู่ นางให้หว่านเมล็ดงา ๓ หม้อ ลงในไร่ เห็นพวกกากินสัตว์ในเมล็ดงาจึงถามว่า ท่านทั้งหลาย สัตว์เหล่านี้กินอะไร ? พวกแม่นม ตอบว่า แม่เจ้า พวกมันกินสัตว์ นางถามว่า อกุศลจะเป็นของใคร ? พวกแม่นมตอบว่า เป็นของแม่เจ้า นางคิดว่า ก็ถ้าอกุศลนี้จะเป็นของเรา ชีวิตเราก็ต้องวนเวียนอยู่ในวัฎฎะตั้ง ๑,๐๐๐ ภพ เมื่อลูกเจ้าพอมาถึง เราจะมอบทรัพย์สมบัติทั้งหมดแก่ลูกเจ้านั้นแล้วออกบวช.
มาณพ และนางภัททากาปิลานีเมื่อกลับมาแล้วก็อาบน้ำขึ้นปราสาท รับประทานอาหารแล้ว ปิบผลิมาณพกล่าวกะนางภัททากาปิลานี ว่าแม่ภัททากาปิลานี ทรัพย์ที่เธอนำเอามาเมื่อจะมาเรือนนี้จำนวนห้าหมื่นห้าพันเล่มเกวียนนั่น กับทรัพย์ของเรา ๘๗ โกฎิ ในเรือนนี้ และสมบัติอื่น ๆ ทั้งหมด เราขอมอบแก่เธอ เราจะออกบวช นางภัททากาปิลานีจึงกล่าวว่า เราก็จะบวชเช่นกัน คนทั้งสองนั้นให้คนรับใช้นำผ้ากาสายะ และบาตรดินมาจากตลาด ต่างปลงผมให้กันและกัน แล้วสอดบาตรลงในถุงคล้องที่ไหล่ลงจากปราสาท บรรดาทาสหรือกรรมกรทั้งหลายในเรือนก็ไม่มีใครจำได้.
ครั้งนั้น ชนหมู่บ้านทาส จำคนทั้งสองนั้นซึ่งกำลังเดินออกไปทางประตูบ้านทาสได้ ชนเหล่านั้นจึงร้องไห้แล้วหมอบลงที่เท้าของคนทั้งสองแล้วกล่าวว่า นายท่าน ท่านจะทำให้พวกข้าพเจ้าไร้ที่พึ่งหรือ คนทั้งสองกล่าวว่า พวกท่านเท่านั้น จงเป็นไท แก่ตัวแล้วเลี้ยงชีวิตอยู่เถิด เมื่อชาวบ้านทาสเหล่านั้นคร่ำครวญอยู่นั่นแหละ คนทั้งสองก็เดินหลีกไป พระเถระเดินไปข้างหน้าหันกลับมาแลดู พลางคิดว่าภัททากาปิลานีนี้ เป็นหญิง เดินมาข้างหลังเรา คนอื่น ๆ จะคิดว่า เรานี้แม้บวชแล้วก็ไม่อาจแยกกัน เป็นการไม่สมควรดังนี้ และพิจารณาว่า ถ้ามีใคร ๆ คิดต่อเราในทางร้ายเช่นนี้ก็จะเป็นบาปเป็นโทษแก่คนเหล่านั้น เราควรที่จะแยกทางไปจากนางเสีย.
แยกกันเดินทางที่ทางสองแพร่ง
พระเถระเดินไปข้างหน้าเห็นทาง ๒ แพร่ง จึงได้หยุดอยู่ที่ปากทางนั้น ฝ่ายนางภัททากาปิลานีเมื่อเดินมาถึงแล้วจึงไหว้แล้วยืนอยู่ พระเถระจึงกล่าวกล่าวกับนางภัททากาปิลานีว่า ถ้ามีผู้เห็นสตรีเช่นเจ้าเดินมาข้างหลังเรา เขาจะคิดว่า เราทั้งสองนี้ถึงบวชแล้วก็ไม่อาจแยกกัน แล้วจะคิดต่อพวกเราในทางร้าย พวกเขาก็จะได้รับบาปรับโทษในอบาย ตรงนี้เป็นทาง ๒ แพร่งท่านจงถือเอาทางสายหนึ่ง ฉันจะไปทางอีกสายหนึ่ง นางภัททากาปิลานีดีด้วยแล้วนางจึงทำประทักษิณ ๓ ครั้ง ไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ในที่ทั้ง ๔ แห่ง (คือ ข้างหน้า ข้างหลัง ข้างซ้าย ข้างขวา) แล้วกล่าวว่า ความสนิทสนมฐานมิตรซึ่งได้ทำไว้ตลอดกาลนานประมาณแสนกัปจะแตกในวันนี้ แล้วกล่าวว่าท่านมีชาติเบื้องขวา ทางขวาสมควรแก่ท่าน ฉันชื่อว่าเป็นมาตุคาม มีชาติเบื้องซ้าย ทางซ้ายสมควรแก่ฉัน แล้วเดินทางไปทางเบื้องซ้าย ในเวลาที่ท่านทั้งสองนั้นแยกทางกัน มหาปฐพีนี้ได้สะเทือนเลื่อนลั่น เหมือนจะพูดว่า เราสามารถรองรับเขาจักรวาล และเขาสิเนรุได้ แต่ไม่อาจรองรับคุณความดีทั้งสองของพวกท่านได้ ในอากาศมีเสียงเหมือนฟ้าผ่า ภูเขาจักรวาลก็โอนโน้มลง
ขณะนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทับนั่งในพระคันธกุฎี ณ พระเวฬุวันมหาวิหาร ได้สดับเสียงแผ่นดินไหวจึงทรงพระรำพึงว่าแผ่นดินไหวเพื่อใครหนอ ทรงทราบว่า ปิบผลิมาณพ และนางภัททากาปิลานี สละสมบัติแล้วบวชอุทิศเรา แผ่นดินไหวนี้เกิดด้วยกำลังแห่งคุณของคนทั้งสอง เราก็ควรทำการสงเคราะห์คนทั้งสองนี้ จึงเสด็จออกจากพระคันธกุฎี โดยลำพังเพียงพระองค์เดียว ทรงถือบาตรและจีวร ไม่ตรัสเรียกใคร ๆ ในบรรดาพระมหาสาวก ๘๐ องค์ เสด็จไปต้อนรับสิ้นทาง ๓ คาวุต ประทับนั่งขัดสมาธิที่โคนต้นพหุปุตตกนิโครธ ระหว่างกรุงราชคฤห์กับเมืองนาลันทา ก็เมื่อประทับนั่ง มิได้ประทับนั่งเหมือนพระธรรมดารูปหนึ่ง ทรงแสดงพระองค์เป็นพระพุทธเจ้า เปล่งพระรัศมีออกจากพระวรกายประมาณ ๘๐ ศอก.ดังนั้นในขณะนั้น พระพุทธรัศมีก็ได้พุ่งกระจายออกไปรอบด้าน ทำให้เหมือนเวลาพระจันทร์ และพระอาทิตย์ขึ้นเป็นพัน ๆ ดวง ทำให้ชายป่าบริเวณนั้นให้มีแสงสว่างขึ้นบนท้องฟ้าระยิบระยับประหนึ่งหมู่ดาว.ธรรมดาต้นนิโครธจะมีลำต้นขาว มีใบเขียว ผลสุกแดง แต่วันนั้น ต้นนิโครธกลับมีกิ่งขาว มีสีเหมือนทอง.
พระพุทธเจ้าทรงอุปสมบทพระมหากัสสปะด้วยวิธีโอวาทปฏิคคหณอุปสัมปทา
พระมหากัสสปเถระเห็นพระพุทธองค์ประทับอยู่เช่นนั้น ก็เกิดความเลื่อมใสอย่างสูงสุด คิดว่าท่านผู้นี้จะเป็นพระศาสดาของเรา เราบวชอุทิศพระศาสดาพระองค์นี้ จึงเดินเข้าไปไหว้แล้วกราบทูลปวารณาตนเป็นสาวก ซึ่งในพระอรรถกถาได้กล่าวไว้ว่า เป็นการเข้าถึงด้วยวิธียอมเป็นศิษย์ โดยการกล่าวว่า “ข้าพระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นศาสดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เป็นสาวก” ๓ ครั้ง การถวายสักการะต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าโดยสาวกผู้มีจิตเลื่อมใสทุ่มเทจิตใจทั้งหมดอย่างนี้ และได้ทำความเคารพอย่างยิ่งปานนี้ เหมือนเช่นที่พระมหากัสสปเถระกระทำต่อพระพุทธองค์นี้ ท่านเปรียบเอาไว้ว่า ถ้าท่านพระมหากัสสปเถระกระทำการเคารพเช่นนี้ต่อผู้อื่นที่มิใช่พระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ศีรษะของผู้นั้น “พึงหลุดจากคอ ดุจตาลสุกหล่นฉะนั้น” และอรรถกถาก็อธิบายเพิ่มเติมว่า
“หากพระมหากัสสปเถระพึงความเคารพ ด้วยจิตเลื่อมใสอย่างยิ่งนี้ ต่อมหาสมุทร.มหาสมุทรจะต้องถึงความเหือดแห้ง ดุจหยาดน้ำที่ใส่ในกระเบื้องร้อน.หากพึงทำความเคารพต่อจักรวาล.จักรวาลต้องกระจัดกระจายดุจกำแกลบ.หากพึงทำความเคารพต่อเขาสิเนรุ.เขาสิเนรุต้องย่อยยับดุจก้อนแป้งที่ถูกกาจิก หากพึงทำความเคารพต่อแผ่นดิน.แผ่นดินต้องกระจัดกระจายดุจผุยผงที่ถูกลมหอบมา”
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ประทานการอุปสมบทด้วยวิธี โอวาทปฏิคคหณอุปสัมปทา แก่พระมหากัสสปเถระด้วยโอวาท ๓ ประการ ดังนี้
เพราะเหตุนั้นแล กัสสป! เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราจักเข้าไปตั้งความละอาย และความเกรงไว้ในภิกษุทั้งที่เป็นผู้เฒ่า ทั้งที่เป็นผู้ใหม่ ทั้งที่เป็นผู้ปานกลาง อย่างแรงกล้า, เธอพึงศึกษาอย่างนี้แหละ กัสสป !
เพราะเหตุนั้นแล กัสสป ! เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่าเราจักฟังธรรมอันใดอันหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วยกุศล, เราเงี่ยหูลงฟังธรรมนั้นทั้งหมด ทำในใจให้สำเร็จประโยชน์ รวบรวมไว้ทั้งหมดด้วยใจ, เธอพึงศึกษาอย่างนี้แล กัสสป !
เพราะเหตุนั้นแล กัสสป ! เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า ก็สติที่เป็นไปในกายของเรา ซึ่งประกอบด้วยความสำราญ จักไม่ละเราเสีย, เธอพึงศึกษาอย่างนี้แล กัสสป !
ครั้นประทานแล้วพระพุทธองค์ก็ทรงหลีกไป ด้วยทรงดำริว่า เราจักทำภิกษุนี้ให้เป็นผู้อยู่ป่าเป็นวัตร ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร มีอาสนะเดียวเป็นวัตร พระมหากัสสปเถระ จึงได้สมาทานธุดงค์คุณ ๑๓ ข้อและบำเพ็ญเพียรในการปฏิบัติธรรม เพียง ๗ วันและได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ในเช้าของวันที่ ๘
ครั้งหนึ่งพระศาสดาเสด็จเดินทางมีพระเถระเป็นปัจฉาสมณะ พระสรีระของพระศาสดาตระการตาด้วยพระมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ สรีระของพระมหากัสสปประดับด้วยมหาปุริสลักษณะ ๗ ประการ พระมหากัสสปนั้นเดินตามเสด็จพระศาสดา เหมือนเรือพ่วงไปตามเรือใหญ่สีทอง ฉะนั้น
พระศาสดาเสด็จเดินทางไปหน่อยหนึ่งแล้วแวะลงข้างทาง แสดงอาการจะประทับนั่งที่โคนไม้แห่งหนึ่ง พระเถระรู้ว่า พระศาสดามีพระประสงค์จะประทับนั่ง จึงพับผ้าสังฆาฎิอันเป็นผ้าเก่าที่ตนห่มให้เป็น ๔ ชั้น แล้วปูลาดถวาย.
ทรงประทานจีวรเก่าของพระองค์แก่พระมหากัสสปเถระ
พระศาสดาประทับนั่งบนผ้าสังฆาฎินั้นแล้วเอาพระหัตถ์ลูบคลำเนื้อผ้าตรัสว่า กัสสป สังฆาฎิอันทำด้วยผ้าเก่าผืนนี้ของเธอนุ่มดี พระเถระรู้ว่า พระศาสดาตรัสถึงสังฆาฎิของเรานุ่ม คงจักประสงค์จะห่ม จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห่มสังฆาฎิเถิด พระศาสดาตรัสว่า กัสสป เธอจะห่มอะไร ? พระเถระกราบทูลว่า ข้าพระองค์ได้ผ้านุ่งของพระองค์จึงจักห่ม พระศาสดาตรัสว่า กัสสป ก็เธอจักอาจทรงผ้าบังสุกุลที่ใช้จนเก่าผืนนี้อย่างนี้ได้หรือ ด้วยว่ามหาปฐพีได้ไหวจนถึงน้ำรองแผ่นดิน ในวันที่เราซักผ้าบังสุกุลผืนนี้ ธรรมดาว่าจีวรที่เก่าเพราะใช้ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายนี้ ถึงเก่าแล้วคนที่มีคุณเพียงนิดหน่อยไม่อาจครองได้ จีวรเก่าของเราดังกล่าวนี้ สมควรแก่บุคคลผู้บำเพ็ญธุดงค์ในการถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตรมาแต่เดิมเช่นเธอ แล้วทรงเปลี่ยนจีวรกับพระเถระ.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปลี่ยนจีวรกับพระมหาเถระแล้ว ทรงห่มจีวรที่พระเถระห่มแล้ว พระเถระห่มจีวรของพระศาสดา ในขณะนั้น มหาปฐพีนี้ก็ไหวขึ้นด้วยเหตุที่ว่า ไม่เคยมีการประทานจีวรที่ทรงห่มแล้วแก่พระสาวกองค์ใดเลย
จีวรของพระมหาเถระนั้น อรรถกถากล่าวว่า
“จีวรนี้ที่เราห่ม ทาสีชื่อปุณณะทิ้งไว้ในป่าช้าผีดิบ เราเข้าไปสู่ป่าช้านั้นอันมีตัวสัตว์กระจายอยู่ ประมาณทะนานหนึ่ง กำจัดตัวสัตว์เหล่านั้นแล้ว ตั้งอยู่ในมหาอริยวงศ์ ถือเอา.ในวันที่เราถือเอาจีวรนี้ มหาปฐพีในหมื่นจักรวาลส่งเสียงสั่นสะเทือน อากาศนั้นส่งเสียง ตฏะ ตฏะ เทวดาในจักรวาลได้ให้สาธุการว่า ภิกษุผู้ถือเอาจีวรนี้ ควรเป็นผู้ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตรตามธรรมชาติ นั่งอาสนะเดียวเป็นวัตรตามธรรมชาติ เที่ยวไปตามลำดับตรอกเป็นวัตรตามธรรมชาติ ท่านจักอาจทำให้สมควรแก่จีวรนี้ได้ ดังนี้.”
ต่อมาได้ทรงสถาปนาพระเถระไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้วยพระดำรัสว่า มหากัสสปเป็นยอดของภิกษุทั้งหลายผู้ถือธุดงค์และสอนเรื่องธุดงค์ ในศาสนาของเราดังนี้แล.
พระมหากัสสปเถระกับการบัญญัติพระวินัยบางข้อ
ในการบัญญัติพระวินัยของพระพุทธองค์นั้น จะทรงบัญญัติขึ้นก็ต่อเมื่อมีเหตุให้ทรงต้องบัญญัติ จะไม่ทรงบัญญัติโดยไม่มีเหตุ พระวินัยที่ทรงบัญญัติขึ้นนั้น หลายข้อก็มีเหตุเกี่ยวเนื่องกับพระมหากัสสปเถระดังนี้
อุปสมบทกรรม
สวดอุปสัมปทาเปกขะระบุโคตร
ครั้งหนึ่ง มีผู้ประสงค์จะบวชในสำนักของท่านพระมหากัสสป ท่านพระมหากัสสปจึงส่งทูตไปยังสำนักท่านพระอานนท์เพื่ออาราธนาท่านพระอานนท์ให้มาสวดอุปสัมปทาเปกขะ ซึ่งการสวดอุปสัมปทาเปกขะนี้ผู้สวดจะต้องระบุนามของพระอุปัชฌาย์ ท่านพระอานนท์จึงตอบปฏิเสธไปเนื่องจากท่านไม่สามารถจะระบุนามของพระมหากัสสปได้ เพราะพระมหากัสสปเป็นที่เคารพของท่าน ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคจึงตรัสอนุญาตให้สวดระบุโคตรแทนการระบุนามได้.
อุปสมบทคู่
สมัยหนึ่ง ท่านพระมหากัสสปมีผู้ประสงค์จะบวชอยู่ ๒ คน ทั้งสองแก่งแย่งกันเพื่ออุปสมบทก่อน ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูล เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตให้ทำการอุปสมบทภิกษุ ๒ รูปในอนุสาวนาเดียวกัน.
พระมหากัสสปเถระเดินทางไปทำอุโบสถ
สมัยหนึ่ง ท่านพระมหากัสสปมาจากอันธกวินทวิหาร สู่พระนครราชคฤห์ เพื่อทำอุโบสถ ในระหว่างทางข้ามแม่น้ำเชี่ยวท่านเกือบถูกน้ำพัดไป จีวรของท่านเปียก ภิกษุทั้งหลายจึงถามท่าน ท่านจึงเล่าเรื่องดังกล่าวให้ฟัง ภิกษุทั้งหลาย จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติพระวินัยว่า สีมานั้นใดอันสงฆ์สมมติไว้แล้วให้มีสังวาสเสมอกัน มีอุโบสถเดียวกัน สงฆ์จงสมมติสีมานั้น ให้เป็นแดนไม่อยู่ปราศจากไตรจีวร.
พระพุทธานุญาตการเย็บดามผ้าด้วยด้าย
สมัยหนึ่ง ผ้าอุตราสงค์ที่ทำด้วยผ้าบังสุกุล ของท่านพระมหากัสสปเป็นของหนัก ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค จึงทรงอนุญาตให้ทำการเย็บดามด้วยด้าย
สังฆาทิเสส สิกขาบทที่ ๖
เรื่องภิกษุชาวรัฐอาฬวี
สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน อันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์ ครั้งนั้นภิกษุทั้งหลายชาวรัฐอาฬวี สร้างกุฎีซึ่งมีขนาดใหญ่ไม่มีกำหนด (ในขณะนั้นยังไม่มีพุทธบัญญัติเรื่องขนาดของกุฎี) กุฎีเหล่านั้นจึงไม่สำเร็จ พวกภิกษุเหล่านั้นจึงต้องมีการวิงวอน มีการขอเขาอยู่ร่ำไป ประชาชนที่ถูกเบียดเบียนด้วยการวิงวอนด้วยการขอ พอเห็นภิกษุทั้งหลายแล้ว หวาดบ้าง สะดุ้งบ้าง หนีไปเสียบ้าง เดินเลี่ยงไปเสียทางอื่นบ้าง เมินหน้าเสียบ้าง ปิดประตู เสียบ้าง แม้พบแม่โคเข้าก็หนี สำคัญว่าพวกภิกษุ.
ครั้งนั้น ท่านพระมหากัสสปจำพรรษาอยู่ในพระนครราชคฤห์ แล้วออกเดินทางมุ่งไปรัฐอาฬวี เที่ยวจาริกไปโดยลำดับถึงรัฐอาฬวีแล้ว พักอยู่ที่อัคคาฬวเจดีย์ในรัฐอาฬวีนั้น ครั้นเวลาเช้า ท่านพระมหากัสสปเข้าไปบิณฑบาต ในรัฐอาฬวี ประชาชนเห็นท่านพระมหากัสสปแล้วหวาดบ้าง สะดุ้งบ้าง หลบหนีไปบ้าง เดินเลี่ยงไปทางอื่นบ้าง เมินหน้าบ้าง ปิดประตูบ้านบ้าง ครั้นท่านกลับจากบิณฑบาตแล้ว เรียกภิกษุทั้งหลายมาถามถึงเหตุดังกล่าว ภิกษุจึงกราบเรียนเรื่องนั้นให้ท่านพระมหากัสสปทราบ
ครั้นเมื่อพระผู้มีพระภาค เสด็จจาริกไปถึงรัฐอาฬวีแล้ว ประทับอยู่ที่อัคคาฬวเจดีย์ในรัฐอาฬวีนั้น ท่านพระมหากัสสปจึงเข้าไปเฝ้า แล้วได้กราบทูลเนื้อความนั้นแด่พระผู้มีพระภาค
ประชุมสงฆ์ทรงบัญญัติสิกขาบท
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ แล้วทรงสอบถามภิกษุชาวรัฐอาฬวี ถึงเหตุดังกล่าวว่าจริงหรือไม่ ภิกษุชาวรัฐอาฬวีเหล่านั้นทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า การกระทำของพวกเธอนั่น ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ การกระทำของพวกเธอนั่น ไม่เป็นไป เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การกระทำของพวกเธอนั่นเป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และ เพื่อความเป็นอย่างอื่น ของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว
ครั้นพระผู้มีพระภาค ทรงติเตียนภิกษุชาวรัฐอาฬวีโดยอเนกปริยายดั่งนี้ แล้วตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคนไม่สันโดษ ความคลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุงง่าย ความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียร โดยอเนกปริยายแล้ว จึงทรงบัญญัติพระวินัยไว้ดังนี้
พระบัญญัติ
อนึ่ง ภิกษุผู้จะสร้างกุฎีอันหาเจ้าของมิได้ เฉพาะตนเอง ด้วยอาการ ขอเอาเอง พึงสร้างให้ได้ประมาณ ประมาณในการสร้างกุฎีนั้นดังนี้ โดยยาว ๑๒ คืบ โดยกว้างในร่วมใน ๗ คืบ ด้วยคืบสุคต พึงนำภิกษุทั้งหลายไปเพื่อแสดงที่ ภิกษุเหล่านั้นพึงแสดงที่อันไม่มีผู้จองไว้ อันมีชานรอบ หากภิกษุสร้างกุฎีด้วยอาการขอเอาเอง ในที่อันมีผู้จองไว้ อันหาชานรอบมิได้ หรือไม่นำภิกษุทั้งหลายไปเพื่อแสดงที่ หรือสร้างให้ล่วงประมาณเป็นสังฆาทิเสส.ดังนี้:-
พระเกียรติคุณของท่านพระมหากัสสปเถระ
พระมหากัสสปะเถระ ได้รับการยกย่องให้เป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ของพระพุทธองค์ ว่าโดยลำดับแล้วก็จัดอยู่ในลำดับที่สามของหมู่พระมหาสาวก รองจากพระสารีบุตร และ พระโมคคัลลานะ ซึ่งเป็นพระอัครสาวกเบื้องขวาและเบื้องซ้าย สมดังที่ท่านได้รับพุทธพยากรณ์จากพระปทุมุตตระพุทธเจ้า ท่านจะเป็นพระสาวกที่ ๓ ของพระโคดมพุทธเจ้า แต่ในทางปฏิบัติ ในสมัยพุทธกาลนั้น พระอัครสาวกทั้งสองต่างก็ได้นิพพานไปก่อนพระพุทธองค์ทั้งสิ้น ส่วนพระมหากัสสปะมีอายุยืนต่อมาหลังพุทธปรินิพพาน จึงนับได้ว่าท่านเป็นประธานของเหล่าภิกษุหลังพุทธปรินิพพาน
ท่านได้รับการยกย่องจากพระพุทธองค์เป็นอันมาก รวมทั้งการสถาปนาเป็นเอตทัคคะ เป็นยอดของภิกษุผู้ทรงธุดงค์ ๑๓ ซึ่งตามอรรถกถาได้กล่าวไว้ว่า โดยปกติมหาสาวกผู้จะได้รับการแต่งตั้งเป็นเอตทัคคะทางด้านใดด้านหนึ่งนั้น ก็ย่อมจะต้องได้มาด้วยเหตุ ๔ ประการคือ ๑. โดยเหตุเกิดเรื่อง ๒.โดยการมาก่อน ๓. โดยเป็นผู้ช่ำชองชำนาญ และ ๔. โดยเป็นผู้ยิ่งด้วยคุณ ในเหตุ ๔ อย่างนั้น พระเถระบางรูป ย่อมได้ตำแหน่งเอตทัคคะ โดยเหตุอย่างเดียว บางรูปได้โดยเหตุ ๒ อย่าง บางรูปได้โดยเหตุ ๓ อย่าง บางรูปได้ด้วยเหตุ ทั้ง ๔ อย่าง ท่านพระมหากัสสปเถระก็เป็นท่านหนึ่งที่ได้ตำแหน่งดังกล่าวด้วยเหตุครบทั้ง ๔ อย่าง
๑. โดยเหตุเกิดเรื่อง เรื่องที่เป็นเหตุก็คือเรื่องพระศาสดาทรงทรงเปลี่ยนจีวรกับพระมหาเถระ ด้วยทรงพิจารณาว่า อันว่าจีวรที่เก่าเนื่องเพราะใช้ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายนี้ ถึงเก่าแล้วคนที่มีคุณเพียงนิดหน่อยไม่อาจครองได้ จีวรเก่าดังกล่าวนี้ เฉพาะบุคคลผู้อาจสามารถในการบำเพ็ญข้อปฏิบัติ ผู้ถือผ้าบังสุกุลมาแต่เดิม เช่นพระมหาเถระจึงจะควรรับเอา และไม่เคยมีการประทานจีวรที่ทรงห่มแล้วแก่พระสาวกองค์ใดเลย
๒. โดยการมาก่อน ก็คือ ท่านพระเถระนี้มิใช่เป็นผู้ทรงธุดงคคุณมาก แต่ในปัจจุบันเท่านั้น ถึงในอดีต แม้ท่านบวชเป็นฤาษี ท่านก็เป็นผู้บำเพ็ญบารมีในทางทรงธุดงคคุณมาก มาถึง ๕๐๐ ชาติ
๓. โดยเป็นผู้ช่ำชองชำนาญ ก็คือ เมื่อท่านอยู่ท่ามกลางบริษัท ๔ เมื่อแสดงธรรม ย่อมไม่ละเว้นที่จะแสดงกถาวัตถุ ๑๐ ซึ่งเป็นธรรมที่ชักนำให้พุทธบริษัท มีความปรารถนาน้อย มีความสันโดษ มีความสงัดกาย สงัดใจ ชักนำให้ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ ชักนำให้ปรารภความเพียร ฯลฯ ซึ่งเป็นคุณของการทรงธุดงควัตรทั้งสิ้น
๔. โดยเป็นผู้ยิ่งด้วยคุณ ก็คือ เว้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสีย สาวกอื่นผู้เสมอเหมือนพระมหากัสสปะ ด้วยธุดงคคุณ ๑๓ ไม่มี เพราะฉะนั้นพระเถระได้โดยยิ่งด้วยคุณอย่างนี้.
นอกจากจะได้รับการสถาปนาเป็นเอตทัคคะแล้ว ท่านยังได้รับการยกย่องจากพระพุทธองค์อีกหลายประการดังที่ท่านได้ปรารภเมื่อครั้งสุภัททะภิกษุกล่าวจาบจ้วงพระพุทธองค์เมื่อทราบข่าวการเสด็จดับขันธปรินิพพานว่าและปรารถนาจะกระทำสังคายนาว่า
“ทรงยกย่องเราเป็นกายสักขี (มีวิหารธรรมเสมอด้วยพระองค์) ทรงมอบความเป็นสกลศาสนทายาท ๓ ครั้ง” (พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑)
ตัวเราอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนกัสสปะ เธอจักห่มได้หรือไม่ ซึ่งผ้าป่านบังสุกุลที่ใช้เก่าแล้วของเรา ดังนี้ ทรงอนุเคราะห์ด้วยสาธารณบริโภคในจีวร และด้วยการสถาปนาไว้เสมอกับพระองค์ในธรรมอันยิ่งของมนุษย์ ต่างโดยอนุปุพพวิหาร ๙ และอภิญญา ๖ เป็นต้น โดยนัยเป็นต้นอย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราต้องการสงัดจากกาม ทั้งหลาย สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย เข้าถึงปฐมฌานอยู่เพียงใด ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย แม้กัสสปะต้องการสงัดจากกามทั้งหลาย สงัดจากอกุศลธรรม ทั้งหลาย เข้าถึงปฐมฌานอยู่เพียงนั้น ดังนี้ (พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑)
ยิ่งกว่านั้นยังสรรเสริญ ด้วยความเป็นผู้มีจิตไม่ติดอยู่ในตระกูล เหมือนสั่นมือในอากาศ และด้วยปฏิปทาเปรียบด้วยพระจันทร์ ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กัสสปะเปรียบเหมือนดวงจันทร์ เข้าไปหาตระกูล ไม่คะนองกายไม่คะนองจิต เป็นผู้ใหม่เป็นนิตย์ ไม่ทะนงตัวในตระกูล” (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔)
และในพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ พระพุทธองค์ทรงตรัสแก่พราหมณ์ว่า
“ในหมู่มนุษย์ทั้งปวง ผู้ใดเป็นกษัตริย์ หรือเป็น พราหมณ์สืบวงศ์ตระกูลมาเป็นลำดับ ๆ ตั้ง ๑๐๐ ชาติ ถึงพร้อมด้วยไตรเพท ถึงแม้จะเป็นผู้เล่าเรียนมนต์ เป็นผู้ถึงฝั่งแห่งเวท ๓ การกราบไหว้ผู้นั้นแม้บ่อย ๆ ย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ ซึ่งจำแนกออก ๑๖ ครั้ง ของบุญที่ ไหว้พระกัสสปะนี้เพียงครั้งเดียวเลย”
การโปรดพุทธบริษัท
โปรดหญิงถวายข้าวตอก
ความพิสดารว่า ครั้งหนึ่งท่านพระมหากัสสป อยู่ที่ปิปผลิคูหา เข้าฌานแล้ว ออกในวันที่ ๗ เมื่อออกจากฌานแล้วท่านได้พิจารณาด้วยทิพยจักษุเพื่อพิจารณาบุคคลที่ควรโปรด เห็นหญิงรักษานาข้าวสาลีคนหนึ่ง เด็ดรวงข้าวสาลีทำข้าวตอกอยู่ ท่านได้เห็นว่าหญิงนี้มีศรัทธาจึงได้เดินทางไปโปรด นางกุลธิดาพอเห็นพระเถระก็มีจิตเลื่อมใส จึงได้นำข้าวตอกไปถวายพระเถระแล้ว ไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์*และได้ทำความปรารถนา ขอเป็นผู้มีส่วนแห่งธรรมที่ท่านเห็นแล้ว
ในระหว่างนางเดินทางกลับนางได้นึกถึงทานที่ตนได้ถวายไปเกิดจิตเป็นกุศลอยู่ แต่บนทางที่นางเดินทางกลับนั้น นางได้ถูกงูพิษร้ายกัด และถึงแก่ความตาย ณ ที่นั้นเอง.
ด้วยจิตอันเป็นกุศลก่อนที่จะตาย นางจึงได้ไปเกิดในวิมานทอง ในภพดาวดึงส์ ประดับเครื่องอลังการ แวดล้อมด้วยนางอัปสรตั้งพัน ที่ประตูวิมานอันประดับด้วยขันทองคำ เต็มไปด้วยข้าวตอกทองคำห้อยระย้าอยู่
นางเทพธิดานั้นต้องการจะทราบว่าตนทำกรรมเช่นไรจึงได้สมบัตินี้ เมื่อพิจารณาด้วยทิพยจักษุแล้วจึงได้รู้ว่า สมบัตินี้ได้มาเพราะผลแห่งข้าวตอกที่ถวายพระมหากัสสปเถระนางจึงคิดว่า สมบัติที่นางได้เช่นนี้เป็นเพราะได้กระทำกรรมไว้เพียงนิดหน่อย นางไม่ควรประมาท,ควรจะกระทำการปฏิบัติแก่พระพระมหาเถระนั้นเพื่อทำสมบัตินั้นให้ถาวร
นางจึงไปยังที่พักของพระมหาเถระ แล้วไปปัดกวาดบริเวณของพระเถระ แล้วตั้งน้ำฉันน้ำใช้ไว้แต่เช้าตรู่.พระเถระเห็นเช่นนั้น สำคัญว่าภิกษุหนุ่มหรือสามเณรบางรูปทำให้ท่าน.ในวันรุ่งขึ้นนางก็ได้ทำเช่นเดียวกันอีก ฝ่ายพระเถระก็เข้าใจเช่นเดิม จนกระทั่งในวันที่ ๓ พระเถระได้ยินเสียงไม้กวาดของนางและเห็นรัศมีของนางฉายเข้าไปทางช่องลูกดาล จึงเปิดประตูออกมา ถามว่า “นั่นใคร ?”
นางเทพธิดาจึงตอบแล้วเล่าเรื่องความประสงค์ของตนให้พระเถระฟัง
พระเถระจึงห้ามมิให้นางกระทำต่อไป เพื่อมิให้.มีผู้กล่าวในอนาคตว่า มีนางเทพธิดามาทำวัตรปฏิบัติ เข้าไปตั้งน้ำฉันน้ำใช้ เพื่อพระมหากัสสปเถระ
นางเทพธิดาจึงอ้อนวอนในความประสงค์ของตนซ้ำแล้วซ้ำอีก
พระเถระเห็นว่านางเทวธิดาดื้อดึงไม่ยอมฟังถ้อยคำ จึงปรบมือขึ้น
ด้วยเสียงปรบมือขับไล่ของพระมหาเถระดังกล่าว นางเทพธิดาไม่อาจอยู่ในที่นั้นได้ จึงเหาะขึ้นในอากาศ ยืนประนมมือร้องไห้ คร่ำครวญอยู่
พระศาสดา ประทับนั่งในพระคันธกุฎี ทรงสดับเสียงนางเทวธิดานั้นร้องไห้ จึงทรงแผ่พระรัศมีดุจประทับนั่งตรัสอยู่ในที่หน้านางเทวธิดา ตรัสว่า
“เทวธิดา การทำความสังวร (ในสมณจริยา) เป็นหน้าที่ของกัสสปผู้บุตรของเรา, แต่การกำหนดว่า ‘นี้เป็นประโยชน์ของเรา แล้วมุ่งกระทำแต่บุญ ย่อมเป็นหน้าที่ของผู้ที่ต้องการบุญ, เพราะว่าการทำบุญทำให้เกิดสุขแต่อย่างเดียว ทั้งในภพนี้ ทั้งในภพหน้า” ดังนี้
ในกาลจบเทศนาของพระพุทธองค์ นางเทพธิดานั้น จึงได้บรรลุโสดาปัตติผล
โปรดท้าวสักกเทวราช
นางอัปสรอยากทำบุญแต่ไม่สมหวัง
วันหนึ่ง พระมหากัสสปเถระได้เข้านิโรธสมาบัติ เป็นเวลา ๗ วัน เมื่อท่านออกจากสมาบัติแล้ว จึงดำริที่จะออกเที่ยวบิณฑบาต ตามลำดับตรอก ในกรุงราชคฤห์.เพื่อโปรดคนยากไร้ ด้วยเหตุว่าการถวายทานแด่พระภิกษุที่ออกจากสมาบัตินั้นจะได้รับผลบุญทันตาเห็น ในสมัยนั้น นางอัปสรประมาณ ๕๐๐ ผู้เป็นบริจาริกา ของพระอินทร์ เกิดความปรารถนาที่จะได้บุญเช่นนั้น จึงตระเตรียมบิณฑบาต ๕๐๐ ที่ แล้วถือมายืนอยู่ในระหว่างทาง กล่าวนิมนต์ท่านพระมหากัสสปเถระ พระเถระได้ปฏิเสธโดยกล่าวว่าท่านประสงค์จะสงเคราะห์แก่คนเข็ญใจ.
เหล่านางเทพธิดาจึงได้อ้อนวอนอีก พระเถระเห็นว่านางเทพธิดาดื้อดึงจึงดีดนิ้ว ไล่นางเทพธิดาเหล่านั้นใหไปเสีย นางเทพธิดาเหล่านั้นเหล่านั้น เมื่อพระเถระดีดนิ้วไล่ก็ไม่อาจอยู่ได้ จึงเหาะกลับไปยังเทวโลกตามเดิม ท้าวสักกะจึงตรัสถาม นางเทพธิดาก็เล่าเนื้อความให้แก่ท้าวสักกะฟัง
ท้าวสักกะแปลงตัวทำบุญแก่พระเถระ
ท้าวสักกะได้ฟังดังนั้นก็มีประสงค์จะถวายบิณฑบาตแด่พระเถระด้วยพระองค์เอง จึงแปลงเป็นคนแก่ ฟันหัก ผมหงอก หลังโกง เป็น ช่างหูกผู้เฒ่า และทรงให้นางสุชาดาผู้เทพธิดา แปลงร่างเป็นหญิงแก่ เช่นเดียวกัน แล้วทรงนิรมิตถนนช่างหูกขึ้นสายหนึ่ง แล้วท้าวสักกกะก็ประทับขึงหูกอยู่.
ฝ่ายพระเถระ เดินบ่ายหน้าเข้าเมือง ด้วยปรารถนาจะทำความสงเคราะห์พวกเข็ญใจ เห็นถนนสายนั้น นอกเมืองท่านก็ได้เห็นคนชรา ๒ คน ซึ่ง่ก็คือท้าวสักกะแปลงร่างกำลังขึงหูก นางสุชาดากำลังกรอหลอดด้าย พระเถระคิดว่า ผู้ชราสองคนนี้ แม้ในเวลาแก่เฒ่าก็ยังต้องทำงาน ในเมืองนี้เห็นจะหาผู้ที่เข็ญใจกว่าสองคนนี้คงจะไม่มี เราจักรับบิณฑบาตที่สองคนนี้ถวายแล้ว ทำความสงเคราะห์แก่คนสองคนนี้.ท่านคิดดังนั้นแล้วจึงบ่ายหน้าตรงไปยังเรือนของคนทั้งสองนั้นแล.
ท้าวสักกะ ทอดพระเนตรเห็นพระเถระเดินมา จึงตรัสอุบายกับนางสุชาดาว่า “พระเถระเดินมาทางนี้ เธอจงนั่งทำเป็นเหมือนไม่เห็นท่านเสีย ฉันจะลวงท่านสักครู่หนึ่ง แล้วจึงถวายบิณฑบาต.ครั้นพระเถระได้มายืนอยู่ที่ประตูเรือนของสองตายายแล้ว สองผัวเมียนั้นก็ทำเป็นเหมือนไม่เห็น ทำแต่การงานของตนไปเรื่อย เมื่อรอคอยอยู่ครู่หนึ่งแล้ว ท้าวสักกะจึงตรัสว่า “ที่ประตูเรือนดูเหมือนมีพระเถระยืนอยู่รูปหนึ่ง เธอไปดูซิ” นางสุชาดาตอบว่า “ท่านจงไปตรวจดูเถอะ” ท้าวเธอจึงเสด็จออกจากเรือนแล้ว ทรงไหว้พระเถระด้วยเบญจางคประดิษฐ์แล้ว เอาพระหัตถ์ทั้งสองยันพระชานุ แล้วถอนใจ เสด็จลุกขึ้น ย่อพระองค์ลงหน่อยหนึ่ง ตรัสว่า “พระผู้เป็นเจ้า เป็นพระเถระรูปไหนหนอ? แล้วตรัสว่า “ตาของผม มองไม่ค่อยเห็น” แล้ว ทรงเอามือป้องหน้าแหงนดูแล้ว ตรัสว่า “โอ ตายจริง! เป็นพระมหากัสสปเถระของเรา นาน ๆ จึงมายังประตูกระท่อมของเรา มีอะไรอยู่ ในเรือนบ้างไหม?” นางสุชาดาทำเป็นกุลีกุจออยู่หน่อยหนึ่งแล้วตอบว่า “มีจ๊ะ” ท้าวสักกะจึงตรัสว่า “ท่านเจ้าข้า พระคุณเจ้า โปรดทำความสงเคราะห์ แก่กระผมทั้งสองเถิด” แล้วก็ทรงรับบาตรไว้ พระเถระคิดว่า “แม้อาหารที่สองผัวเมียนั่นถวาย จะเป็นน้ำผักดองหรือรำกำมือหนึ่งก็ตามที.เราก็จะทำความสงเคราะห์แก่สองผัวเมียนั้น” ดังนี้แล้ว จึงได้ให้บาตรไป ท้าวสักกะนั้น เสด็จเข้าไปภายในเรือนแล้ว ทรงคดข้าวสุกออกจากหม้อ ใส่จนเต็มบาตรแล้ว มอบถวายในมือพระเถระ บิณฑบาตนั้นได้มีอาหารมากมายส่งกลิ่นหอมตลบทั่วกรุงราชคฤห์แล้ว
ท้าวสักกะตรัสบอกความจริงแก่พระเถระ
พระเถระเห็นดังนั้นก็คิดว่า “ภัตตาหารที่เฒ่าเข็ญใจนี้ถวายแก่เรา มีประมาณราวกับโภชนะของท้าวสักกะ เฒ่านี้เป็นใครกัน?” พระเถระพิจารณาด้วยญาณแล้วจึงทราบว่าเฒ่านั้นก็คือท้าวสักกะนั่นเอง ท่านจึงกล่าวว่า “พระองค์ทรงกระทำเช่นนี้ เหมือนแย่งสมบัติจากคนเข็ญใจ จัดว่าท่านได้ทำกรรมหนักแล้ว ท่านเองก็ทราบว่าใคร ๆ ก็ตาม ที่เป็นคนเข็ญใจ ถวายทานแก่อาตมภาพในวันนี้ เขาได้ตำแหน่งเสนาบดี หรือตำแหน่งเศรษฐี”
ท้าวสักกะจึงตอบว่า ผู้ที่เข็ญใจไปกว่ากระผม ไม่มีเลย ขอรับ.
พระเถระจึงถามว่า พระองค์เสวยสิริราชสมบัติในเทวโลก จะจัดว่าเป็นคน เข็ญใจ ได้อย่างไร?
ท้าวสักกะตอบว่า อย่างที่พระผู้เป็นเจ้าว่า ก็ถูกละ ขอรับ แต่ในสวรรค์ยังมีเทพบุตรผู้มีศักดิ์เสมอกัน ๓ องค์เหล่านี้ คือ จูฬรถเทพบุตร มหารถเทพบุตร อเนกวัณณเทพ ทั้ง ๓ องค์นี้ มีเดชมากกว่ากระผม เมื่อเทพบุตรทั้งสามนั้น พาพวกบริจาริกาออกมานอกวิมานเพื่อเล่นนักขัตฤกษ์’ กระผมก็ต้องหนีเข้าตำหนัก เพราะสู้รัศมีของเทพบุตรทั้งสามนั้นมิได้ ใครจะเข็ญใจกว่ากระผมเล่า? ขอรับ.
พระเถระกล่าวว่า ถึงจะเป็นอย่างนั้นก็เถิด ตั้งแต่นี้ต่อไป พระองค์อย่าได้ลวงถวายทานแก่อาตมภาพอย่างนี้อีก.
ท้าวสักกะถามว่า เมื่อกระผมลวงถวายทานแก่ท่านเช่นนี้ กุศลกรรมจะมีแก่กระผมหรือ ไม่มีขอรับ?
พระเถระตอบว่า มี พระองค์.
ท้าวสักกะตอบว่า เมื่อพวกกระผมปรารถนาบุญ การทำกุศลกรรมก็จัดเป็นหน้าที่ของกระผม
ท้าวเธอตรัสอย่างนั้นแล้ว ทรงไหว้พระเถระ พานางสุชาดา ทรงทำปทักษิณพระเถระแล้ว เหาะขึ้นสู่เวหาส ทรงเปล่งอุทานว่า
“โอ ทานที่เป็นทานอย่างเยี่ยม เราได้ตั้งไว้ดีแล้วในทานพระกัสสป.”
โปรดภรรยานายกาฬวฬิยะ
ครั้งหนึ่งในพระนครราชคฤห์นั้น มีคนเข็ญใจคนหนึ่ง ชื่อว่า กาฬวฬิยะ ในขณะที่ภรรยาของเขากำลังหุงข้าวยาคูกับผักดองอยู่นั้น พระมหากัสสปเถระก็ออกจากนิโรธสมาบัติ แล้วพิจารณาเพื่อที่จะหาผู้ที่สมควรจะเคราะห์ พิจารณาแล้วเห็นภรรยาของนายกาฬวฬิยะเป็นผู้ที่สมควรจะสงเคราะห์ จึงได้ไปยืนที่ประตูบ้านเพื่อบิณฑบาต นางรับบาตรจากพระเถระมาแล้วใส่ข้าวยาคูทั้งหมดลงในบาตรนั้นแล้วถวายพระเถระ พระเถระไปยังพระวิหารแล้วน้อมถวายภัตตาหารนั้นแด่พระศาสดา พระศาสดาทรงรับเอาแต่พอสำหรับพระองค์.ด้วยเดชของพระพุทธองค์ข้าวยาคูที่เหลือก็เพียงพอสำหรับพระภิกษุ ๕๐๐ รูป
พระมหากัสสปทูลถามวิบากของนายกาฬวฬิยะต่อพระศาสดา พระศาสดาทรงพยากรณ์ว่า ในวันที่ ๗ แต่วันนี้ไป เขาจักได้ฉัตรเศรษฐี. นายกาฬวฬิยะได้ฟังพระดำรัสนั้นแล้วไปบอกภรรยา.
ครั้งนั้น พระราชาเสด็จเลียบพระนครนอกเมือง ได้ทอดพระเนตรเห็นบุรุษนั่งอยู่บนที่สำหรับประหารชีวิตนอกพระนคร นักโทษนั้นเห็นพระราชา จึงร้องตะโกน ทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ขอพระองค์ได้โปรดส่งอาหารที่พระองค์เสวยมาให้ข้าพระองค์ เถิดพระเจ้าข้า พระราชารัปว่าจะส่งมาให้
ครั้นตกเย็น ระหว่างพวกวิเสทเตรียมพระกระยาหารตอนเย็น พระราชาทรงระลึกสิ่งที่รับปากกับนักโทษนั้นขึ้นมาได้ จึงตรัสว่า พวกเจ้าจงหาคนที่อาสาจะนำอาหารนี้ไปให้นักโทษ ด้วยเหตุที่ระหว่างทางที่จะไปยังตะแลงแกงนั้นจะต้องผ่านที่อยู่ของยักษ์ ชื่อทีฆตาละ พวกราชบุรุษเอาห่อทรัพย์พันหนึ่งเที่ยว ป่าวร้อง หาผู้สามารถในพระนคร ในการป่าวร้องครั้งที่ ๓ ภรรยาของนายกาฬวฬิยะจึงอาสา เนื่องจากต้องการทรัพย์นั้น และได้รับเอาห่อทรัพย์พันหนึ่งไป แล้วนางจึงปลอมตัวเป็นชาย ผูกสอดอาวุธ ๕ ประการ ถือถาดอาหารออกจากพระนครไป
ระหว่างทางที่ผ่านที่อยู่ของยักษ์ ชื่อทีฆตาละที่สิงสถิตย์อยู่ที่ต้นตาลนอกพระนคร ยักษ์เห็นนางเดินผ่านโคนไม้ไปจึงกล่าวว่า “หยุด หยุด เจ้าจงมาเป็นอาหารของเรา”
นางจึงตอบว่า “เราไม่ได้เป็นอาหารของท่าน เราเป็นราชทูตแห่งพระราชา”
ยักษ์ถามว่า “เจ้าจะไปไหน ?”
นางตอบว่า “เราจะไปยังตะแลงแกงที่นักโทษรอประหารชีวิต”
ยักษ์ถามว่า “ถ้าเช่นนั้น เจ้าสามารถนำข่าวของเราไปประกาศสักข่าวหนึ่งได้ไหม ?
นางตอบว่า “ได้สิ”
ยักษ์กล่าวว่า “เจ้าพึงประกาศดังนี้ว่า นางกาฬีธิดาของเจ้าสุมนเทพ ผู้เป็น ภริยาของทีฆตาลยักษ์คลอดบุตรเป็นชายแล้ว และที่โคนตาลต้นนี้ มีขุมทรัพย์อยู่ ๗ ขุม เจ้าจงเอาขุมทรัพย์นั้นไปเป็นของเจ้า
นางจึงได้ไปป่าวร้องว่า นางกาฬีธิดาของเจ้าสุมนเทพ ผู้เป็นภริยาของทีฆตาลยักษ์ คลอดบุตรเป็นชายแล้วดังที่รับปาก
ฝ่ายเจ้าสุมนเทพซึ่งนั่งอยู่ในยักขสมาคมได้ยินข่าวนั้น จึงกล่าวว่า มนุษย์คนหนึ่งนำข่าวอันน่ายินดีของพวกเรามาป่าวร้อง พวกเราจงไปนำเขามา
เมื่อนางได้แจ้งข่าวนั้นแก่เจ้าสุมนเทพ เจ้าสุมนเทพได้ยินดังนั้นแล้ว ก็ยินดีจึงกล่าวว่า ขุมทรัพย์ในรัศมีปริมณฑลที่ร่มเงาของต้นไม้นี้แผ่ไปถึง เราขอมอบให้แก่เจ้า
นางจึงกลับไปกราบทูลพระราชาให้ขนทรัพย์นั้นมา
พระราชาตรัสถามว่า มีผู้อื่นในพระนครใครบ้างที่มีทรัพย์มากเท่านี้ ก็ปรากฎว่าไม่มีผู้ใดในพระนครที่จะมีทรัพย์มากเท่ากับทรัพย์ที่ขุดมานั้น พระราชาจึงทรงตั้งสามีของนางให้เป็นธนเศรษฐีในพระนครนั้น
พระมหากัสสปกับเด็ก ๕๐๐ คน
วันหนึ่งพระศาสดามีภิกษุ ๕๐๐ เป็นบริวารพร้อมด้วยพระอสีติมหาเถระ เสด็จเข้าไปกรุงราชคฤห์ เพื่อบิณฑบาต ได้ทอดพระเนตรเห็นเด็ก ๕๐๐ คน ยกกระเช้าขนมออกจากเมืองแล้วไปสวนในวันมหรสพวันหนึ่ง เด็กเหล่านั้นก็เพียงแต่ถวายบังคมพระศาสดาแล้วก็หลีกไป,ไม่ปวารณาเพื่อถวายขนมแก่ภิกษุแม้สักรูปหนึ่ง
พระศาสดาตรัสกะภิกษุทั้งหลาย ในกาลที่ภิกษุเหล่านั้นไปแล้ว ว่า “ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจักฉันขนมไหม ?”
ภิกษุทูลถามว่า. ขนมที่ไหน ? พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. เธอทั้งหลายไม่เห็นพวกเด็กถือกระเช้าขนมเดินผ่านไปแล้วดอกหรือ ?
ภิกษุ. พวกเด็กนั้น ไม่ถวายขนมแก่ใครๆ พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. ภิกษุทั้งหลาย เด็กเหล่านั้นไม่นิมนต์เราหรือพวกเธอด้วยขนมก็จริง. ถึงกระนั้น ภิกษุผู้เป็นเจ้าของขนม ก็กำลังมาข้างหลัง ฉันขนมเสียก่อนแล้วไป จึงควร.
ตามธรรมดา พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมไม่มีความริษยาในบุคคลใด ๆ เลย; เพราะฉะนั้น พระศาสดาจึงตรัสคำนี้แล้วจึงพาภิกษุสงฆ์ไปประทับทั่งใต้ร่มเงาโคนไม้ต้นหนึ่ง.
ต่อมาพวกเด็กเมื่อเห็นพระมหากัสสปเถระเดินมาข้างหลัง ก็บังเกิดความรักและเลื่อมใสพระมหาเถระขึ้นอย่างเต็มเปี่ยมจึงวางกระเช้า ไหว้พระเถระด้วยเบญจางคประดิษฐ์ แล้วยกขนมพร้อมทั้งกระเช้าถวายแก่พระเถระ
พระเถระจึงกล่าวแก่เด็กเหล่านั้นว่า “นั่น พระศาสดาพาพระภิกษุสงฆ์ไปประทับนั่งแล้วที่โคนไม้, พวกเธอจงถือไทยธรรมไปแบ่งส่วนถวายภิกษุสงฆ์เถิด.
พวกเด็กจึงกลับไปพร้อมกับพระเถระ ถวายขนมพระบรมศาสดาและหมู่ภิกษุสงฆ์ แล้วได้ถวายน้ำในเวลาฉันเสร็จ.
ภิกษุทั้งหลายโพนทะนาว่า “พวกเด็กถวายภิกษาเพราะเห็นแก่หน้าพระมหากัสสปเถระ ในครั้งแรกไม่ต้อนรับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือพระมหาเถระอื่นทั้งหลายด้วยขนม ต่อเมื่อเห็นพระมหากัสสปเถระแล้ว จึงถือเอาขนมพร้อมด้วยกระเช้านั่นมาถวาย”
พระศาสดา ทรงสดับถ้อยคำของภิกษุเหล่านั้นแล้วจึงตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้เช่นกับมหากัสสปผู้บุตรของเรา ย่อมเป็นที่รักของเหล่าเทวดาและมนุษย์ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ย่อมทำบูชาด้วยปัจจัย ๔ แก่เธอโดยแท้” ดังนี้ แล้วตรัสพระคาถาแสดงแก่เหล่าเด็กทั้ง ๕๐๐ นั้น
ในกาลจบเทศนา เด็กเหล่านั้นทั้งหมด ก็ได้บรรลุโสดาปัตติผล ดังนี้
อาจามทายิกาวิมาน
พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันกลันจทกนิวาปสถาน กรุงราชคฤห์ สมัยนั้น ในกรุงราชคฤห์มีครอบครัวหนึ่งเป็นอหิวาตกโรค คนในครอบครัวนั้นตายกันหมด เหลือหญิงคนหนึ่ง หญิงนั้นทิ้งเรือนหนีไป หมดที่พึ่ง ไปเรือนของคนอื่น อาศัยอยู่ด้านหลังเรือนของเขา.พวกผู้คนในเรือนนั้นคิดสงสาร ให้ข้าวต้มข้าวสวยและข้าวตังเป็นต้น ที่เหลือในหม้อข้าวเป็นต้นแก่นาง นางเลี้ยงชีวิตอยู่ด้วยข้าวตังของผู้คน เหล่านั้น.
วันนั้นท่านพระมหากัสสปะ เข้านิโรธสมาบัติ ๗ วัน เมื่อออกจากนิโรธนั้นแล้ว พิจารณาหาผู้ที่สมควรจะอนุเคราะห์ ได้เห็นหญิงนั้นถึงวาระใกล้ตาย และเห็นกรรมในอดีตของนางจะนำไปสู่นรก แต่ก็ยังเห็นโอกาสที่นางจะได้ทำบุญ ท่านได้พิจารณาว่า เมื่อเราไปยังบ้านนั้น หญิงคนนี้จักถวายข้าวตังที่ตนที่ตนได้มา เพราะบุญนั้นนางจะได้ไปเกิดในเทวโลกชั้นนิมมานรดี
ดังนั้นในเวลาเช้า ท่านจึงเดินมุ่งหน้าไปยังที่อยู่ของนาง แล้วจึงยืนอยู่ข้างหน้าของหญิงนั้น.
นางเห็นพระเถระแล้ว คิดว่าพระเถระนี้เป็นพระเถระผู้ใหญ่ ในที่นี้ก็ไม่มีของกิน หรือของเคี้ยว ซึ่งควรที่จะถวายแก่พระเถระนี้ จะมีก็เพียง น้ำข้าวข้าวตังอันจืดเย็นไม่มีรส เต็มไปด้วยหญ้าและผงธุลี ซึ่งอยู่ในภาชนะสกปรกนี้ เราไม่อาจจะถวายแก่พระเถระเช่นนี้ได้
นางจึงกล่าวว่า ขอท่านจงโปรดสัตว์ข้างหน้าเถิด
พระเถระยืนนิ่งไม่ขยับเท้าแม้แต่ข้างเดียว
ผู้คนอยู่ในเรือนนำภิกขาเข้าไปถวาย พระเถระก็ไม่รับ
หญิงเข็ญใจนั้น รู้ว่าพระเถระประสงค์จะรับเฉพาะของเรา จึงมาในที่นี้ก็เพื่ออนุเคราะห์เรา เท่านั้น มีใจเลื่อมใส เกิดความเอื้อเฟื้อ ก็เกลี่ยข้าวตังนั้นลงในบาตรของพระเถระ
พระเถระแสดงอาการว่าจะฉันเพื่อเพิ่มความเลื่อมใสของนางให้มากขึ้น ผู้คนปูอาสนะแล้ว พระเถระก็นั่งบนอาสนะนั้นฉันข้าวตังนั้น ดื่มน้ำแล้วชักมืออกจากบาตร ทำอนุโมทนาแก่หญิงเข็ญใจ นั้นแล้วก็ไป.
ในคืนนั้นนางก็สิ้นชีวิต ก็ไปบังเกิดร่วมกับเหล่าเทพในสวรรค์ชั้นนิมมานรดี
ศิษย์เผากุฏิของพระมหากัสสปเถระ
ในกรุงราชคฤห์ มีพระ ๒ รูปเป็นผู้อุปัฏฐากพระมหากัสสปเถระผู้อาศัยอยู่ในถ้ำปิปผลิ.ภิกษุ ๒ รูปนั้น รูปหนึ่งกระทำการปฏิบัติต่อท่านพระมหาเถระโดยเคารพ ส่วนอีกรูปหนึ่งเป็นคนมักตู่เอากิจที่พระอีกรูปหนึ่งกระทำเป็นเสมือนหนึ่งว่าตนเป็นผู้กระทำเอง เมื่อภิกษุผู้ปฏิบัติต่อพระเถระโดยอาการอันเคารพนั้นตั้งน้ำบ้วนปากเพื่อถวายพระมหาเถระเป็นต้น ภิกษุขี้ตู่รูปนั้นก็จะไปยังสำนักของพระเถระ ไหว้แล้วกล่าวว่า ท่านขอรับ น้ำ กระผมตั้งไว้แล้ว ขอท่านจงล้างหน้าเถิดขอรับ เมื่อภิกษุรูปแรกนั้นลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ปัดกวาดบริเวณกุฏิไว้แล้ว ในเวลาพระเถระออกมา ภิกษุขี้ตู่รูปนั้นก็จะทำอย่างโน้นอย่างนี้ไปมา ทำทีเสมือนว่าบริเวณนั้นทั้งสิ้นตนเป็นผู้ปัดกวาดไว้ ภิกษุผู้สมบูรณ์ด้วยวัตรจึงคิดจะทำให้กรรมของพระหัวดื้อนี้ปรากกฎต่อพระเถระ
เมื่อภิกษุขี้ตู่นั้นฉันแล้วหลับอยู่นั้น ภิกษุรูปแรกจึงต้มน้ำเพื่อถวายพระเถระสำหรับอาบแล้ว ก็ตักใส่ในหม้อใบหนึ่ง ตั้งไว้หลังซุ้ม แต่เหลือน้ำไว้ในหม้อต้มน้ำประมาณกระบวยหนึ่ง แล้วตั้งไว้ให้เดือดพลุ่งเป็นไออยู่.
กรรมตามทัน
ภิกษุนี้ตื่นขึ้น เห็นไอพลุ่งออกจากหม้อต้มน้ำ จึงคิดว่า น้ำที่ภิกษุนั้นต้มแล้วคงไว้ในซุ้ม จึงรีบไปเรียนพระเถระว่า “น้ำกระผมตั้งไว้ในซุ้มแล้วขอรับ นิมนต์ท่านสรงเถิด” แล้วเข้าไปในซุ้มพร้อมกับพระเถระ พระเถระเมื่อไม่เห็นน้ำ จึงถามว่า“น้ำอยู่ที่ไหน? คุณ” ภิกษุหนุ่มไปยังโรงต้มน้ำ จ้วงกระบวยลงในภาชนะที่มีไอน้ำพลุ่งอยู่ เมื่อกระบวยกระทบพื้นภาชนะเปล่าที่ไม่มีน้ำก็มีเสียงดังเหมือนเสียงระฆัง ตั้งแต่นั้นมาภิกษุนั้นจึงมีชื่อว่า อุฬุงกสัททกะ พระภิกษุนั้นเมื่อพบว่าหม้อน้ำนั้นไม่มีน้ำ จึงโพนทะนาว่า “ขอท่านจงดูกรรมของภิกษุหัวดื้อเธอยกภาชนะเปล่าขึ้นตั้งไว้บนเตา แล้วไปไหนเสีย? กระผมเรียนด้วยเข้าใจว่าน้ำมีอยู่ในซุ้ม” แล้วก็ได้ถือหม้อน้ำไปยังท่าน้ำ.
ฝ่ายภิกษุผู้สมบูรณ์ด้วยวัตรจึงนำเอาน้ำมาจากหลังซุ้มแล้วตั้งไว้ในซุ้ม.พระเถระเห็นดังนั้นจึงพิจารณาดูก็รู้ว่า “ภิกษุอุฬุงกสัททกะนั้น ชอบกระทำกิจที่ตนไม่ได้ทำ ให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนเป็นผู้กระทำเอง” ท่านจึงได้ให้โอวาทแก่พระอุฬุงกสัททกะผู้มานั่งอุปัฏฐากในเวลาเย็นถึงความไม่ควรของความประพฤติของภิกษุนั้น
ภิกษุนั้นโกรธ แล้วในวันรุ่งขึ้นจึงไม่เข้าไปบิณฑบาตกับพระเถระ เมื่อพระเถระไปแล้ว ภิกษุนั้นไปสู่ตระกูลอุปัฏฐากของพระเถระ เมื่อถูกอุปัฏฐากถามถึงพระเถระ พระอุฬุงกสัททกะจึงบอกว่าพระเถระนั่งอยู่ในวิหาร นั่นแหละ เพราะไม่ผาสุก เมื่อเขากล่าวว่า ได้อะไรจึงจะควรขอรับ จึงกล่าวว่า ท่านจงให้สิ่งนี้และสิ่งนี้ แล้วถือเอาสิ่งที่อุปัฏฐากถวายพระเถระนั้นไปยังที่ชอบใจของตน ฉันแล้วจึงได้ไปยังวิหาร
พระเถระจับความเลวทรามของศิษย์ได้
ในวันรุ่งขึ้น พระเถระไปสู่ตระกูลอุปัฏฐากนั้น, เมื่อพวกอุปัฏฐากกล่าวว่า “ได้ยินว่า ความไม่ผาสุกเกิดแก่ท่าน’ จึงจัดแจงอาหารส่งไปตามที่ภิกษุหนุ่มแจ้ง ความผาสุกเกิดแก่ท่านแล้วหรือ?” พระเถระได้ฟังก็นิ่งเสีย, ครั้นเมื่อพระเถระไปสู่วิหารแล้ว จึงกล่าวกับภิกษุหนุ่มนั้นผู้มาอุปัฏฐากในเวลาเย็น ว่า “การกระทำของเธอเมื่อวานนี้ เป็นการกระทำที่ไม่สมควรแก่บรรพชิตทั้งหลาย”
ประทุษร้ายแก่ผู้มีคุณตายไปเกิดในอเวจี
ภิกษุนั้นโกรธแล้วผูกอาฆาตในพระเถระในวันรุ่งขึ้น เมื่อพระเถระเข้าไปสู่บ้าน ส่วนตนพักอยู่ในวิหาร จึงจับท่อนไม้ ทุบวัตถุทั้งหลาย มีภาชนะสำหรับใช้สอยเป็นต้น แล้วจุดไฟที่บรรณศาลาของพระเถระ สิ่งใดไฟไม่ไหม้ก็เอาพลองทุบทำลายสิ่งนั้นแล้วหนีออกไป พระอุฬุงกสัททกะนั้น ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่เป็นเหมือนดังเปรต ผอมโซ ครั้นตายแล้วก็ได้บังเกิดในอเวจี
เกิดร่วมสมัยกับพระโพธิสัตว์
ท่านได้เกิดร่วมชาติกับพระโพธิสัตว์อยู่หลายชาติ ดังที่ปรากฎในชาดกต่าง ๆ เช่น
เกิดเป็นพระสูระ พระพุทธองค์เสวยพระชาติเป็นพระเจ้าจันทราช ใน จันทกุมารชาดก
เกิดเป็นน้องชายหนึ่งใน ๖ คน พระพุทธองค์เสวยพระชาติเป็นมหากัญจนดาบส ใน ภิงสจริยาชาดก
เกิดเป็นทุกูละดาบส พระพุทธองค์เสวยพระชาติเป็นสุวรรณสาม ใน สุวรรณสามชาดก
เกิดเป็นบิดาของมาณพผู้เสาะหาวิชา พระพุทธองค์เสวยพระชาติเป็นอาจารย์ ใน อสาตมันตชาดก
เป็นประธานในการถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ
เมื่อพระบรมศาสดาเสด็จปรินิพพานแล้วถึงวันที่เจ็ด ครั้งนั้นพระมหากัสสปะพร้อมด้วยภิกษุบริวาร กำลังเดินทางจากเมืองปาวา จะไปยังเมืองกุสินารา เพื่อเฝ้าพระบรมศาสดา ระหว่างได้แวะพักร้อนที่ร่มไม้ ขณะที่กำลังนั่งพักอยู่นั้น ได้มีอาชีวกะผู้หนึ่ง ถือดอกมณฑารพที่ผูกติดกับกิ่งไม้ต่างร่มเดินมา พระเถระคิดว่า ดอกมณฑารพปกติจะมีก็แต่ในแดนสวรรค์ จะมีในโลกมนุษย์ก็ต่อเมื่อผู้มีฤทธิ์บางท่านแผลงฤทธิ์ หรือเมื่อพระสัพพัญญูโพธิสัตว์เสด็จลงสู่พระครรภ์ของพระมารดาเป็นต้น แต่วันนี้ ผู้มีฤทธิ์ได ๆ ก็ไม่ได้แสดงฤทธิ์ พระศาสดาของเราก็ไม่เสด็จลงสู่พระครรภ์ของพระมารดา มิใช่เวลาที่ทรงประสูติ ทั้งวันนี้พระองค์ก็มิได้ตรัสรู้ ไม่ได้ประกาศพระธรรมจักร ไม่ได้แสดงยมกปาฏิหาริย์ ไม่ได้เสด็จลงจากเทวโลก ไม่ได้ทรงปลงอายุสังขาร แต่พระศาสดาของเราทรงพระชรา คงจะเสด็จปรินิพพานเสียเป็นแน่แล้ว
เมื่อคิดเช่นนี้แล้ว ท่านจึงได้ลุกขึ้นจากที่นั่ง เข้าไปหาอาชีวกะผู้นั้น ถามว่า ท่านทราบข่าวพระบรมศาสดาของเราบ้างหรือไม่ อาชีวะจึงตอบว่า พระสมณโคดมได้ปรินิพพานเสียได้เจ็ดวันเช้าวันนี้ ดอกไม้นี้ข้าพเจ้าได้เก็บมาจากบริเวณที่เสด็จปรินิพพานนั้น
บรรดาภิกษุที่เดินทางมาพร้อมกับพระมหาเถระ ภิกษุพวกที่ ยังไม่บรรลุพระอรหัตผล ต่างก็โศกเศร้าคร่ำครวญ ล้มลงกลิ้งเกลือก ไปมา รำพันถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า ส่วนภิกษุที่บรรลุอรหัตผลแล้ว มีสติ สัมปชัญญะ ปลงธรรมสังเวชถึงความไม่เที่ยงของสังขารทั้งหลาย
ในกลุ่มภิกษุที่ยังไม่บรรลุพระอรหัตผลนั้น มีพระภิกษุปุถุชนรูปหนึ่งชื่อว่า สุภัททะ ซึ่งบวชเมื่อแก่และและมีใจอาฆาตพระพุทธองค์มาแต่เดิม ได้เที่ยวกล่าวแก่ภิกษุทั้งหลายว่าพวกท่านอย่าเศร้าโศก อย่าร่ำไรไปเลย พวกเราจะสบายแล้ว ด้วยเมื่อพระมหาสมณะยังอยู่นั้น ก็ได้คอบห้ามพวกเราอยู่ว่า สิ่งนี้ควรทำ สิ่งนี้ไม่ควรทำ บัดนี้ พวกเรา ปรารถนาจะทำสิ่งใด ก็จะกระทำสิ่งนั้น ไม่ปรารถนาจะทำสิ่งใด ก็จะไม่กระทำสิ่งนั้น
พระเถระฟังคำที่พระสุภัททะได้เที่ยวพูดกับหมู่ภิกษุเหล่านั้นแล้ว ท่านก็เกิดธรรมสังเวช.ว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าเพิ่งจะปรินิพพานได้เพียง ๗ วัน พระบรมศพก็ยังอยู่ เสี้ยนหนามศาสนาอันใหญ่เกิดขึ้นเร็วถึงปานนี้ พระศาสนาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนำมาด้วยทุกข์ยากนี้ถ้าปล่อยให้คนบาปเหล่านี้เติบโตและได้คนบาปอื่นมาเป็นพรรคพวก ก็อาจจะทำพระศาสนาให้เสื่อมถอยได้.
ถ้าเราจะให้ขับไล่พระชั่วองค์นี้ไป ผู้คนทั้งหลายก็จะพากันตำหนิโทษเราว่า พระศาสดาปรินิพพานไปยังไม่ทันไร พระบรมศพของพระสมณโคดมยังคงอยู่ เหล่าสาวกก็เกิดวิวาทกันเสียแล้ว เพราะฉะนั้น เราควรอดกลั้นไว้ก่อน พระธรรมที่ทรงแสดงแล้วนั้น เปรียบเหมือนดอกไม้ทั้งหลายที่เมื่อต้องลมก็ย่อมกระจัดกระจายไป ฉันใด สิกขาบทในวินัยก็จะพินาศ ธรรมในพระสูตรก็จะพินาศ ธรรมในพระอภิธรรมก็จะพินาศ ด้วยอำนาจของบุคคลชั่วเช่นนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน.เพราะฉะนั้น เราจะต้องสังคายนาธรรมวินัย เพื่อให้พระธรรมนี้ พระวินัยนี้ มั่นคงเหมือนดอกไม้ที่ผูกไว้ด้วยด้ายเหนียว
ในอดีต เหตุที่พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จต้อนรับเรา ตลอดทาง ๓ คาวุต (๓๐๐ เส้น) และทรงประทานอุปสมบทด้วยโอวาท ๓ ประการ ทรงประทานเปลี่ยนจีวรจากพระวรกายกับจีวรเก่าของเรา ตรัสทรงยกย่องว่าเราเป็นกายสักขี (มีวิหารธรรมเสมอด้วยพระองค์) ทรงมอบความเป็นสกลศาสนทายาท ก็เพื่อประโยชน์ว่าเราจะทำสังคายนาพระธรรมและพระวินัย เพื่อให้พระศาสนามั่นคงและแพร่หลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า กัสสปะผู้นี้จักเป็นผู้ดำรงวงศ์พระสัทธรรมของเรา จึงทรงอนุเคราะห์เรา ด้วยการอนุเคราะห์ที่ไม่ทรงกระทำแก่ผู้อื่นโดยทั่วไปนี้ เปรียบเหมือนพระราชาทรงอนุเคราะห์พระราชโอรส ผู้ดำรงวงศ์ตระกูลด้วยทรงมอบเกราะและพระราชอิสริยยศ มิใช่หรือ เรานั้นจะมีหนี้อื่นอะไรเล่า จึงควรจักทำความอุตสาหะให้เกิดแก่ภิกษุทั้งหลาย เพื่อช่วยกันสังคายนาธรรมและวินัย
การแสดงออกของพระสุภัททะ ทำให้พระมหากัสสปะได้ถือเป็นเหตุสำคัญ กระทำปฐมสังคายนาพระธรรมวินัย ดังนี้
ทางด้านคณะสงฆ์และเจ้ามัลลกษัตริย์ผู้ครองเมืองกุสินารา ได้ทำพิธีสักการะบูชาพระบรมศพพระพุทธเจ้าเป็นเวลาถึง ๖ วัน ในวันที่ ๗ จึงเชิญพระบรมศพเป็นขบวนไปทางทิศเหนือของเมือง ผ่านใจกลางเมือง แล้วเชิญพระศพไปมกุฏพันธนเจดีย์ ที่อยู่ทางด้านทิศตะวันออก ของเมือง เพื่อถวายพระเพลิง วันที่กำหนดจะถวายพระเพลิงนั้น ตรงกับวันแรม ๘ คํ่าเดิอน ๖ ซึ่งทุกวันนี้ทางเมืองไทยเราถือเป็นวันสำคัญวันหนึ่ง เรียกว่า 'วันอัฐมีบูชา'
พระบรมศพพระพุทธเจ้าประดิษฐานอยู่ในหีบทองที่เต็มไปด้วยนํ้ามันหอม ตั้งอยู่บนจิตกาธานที่ทำด้วยไม้หอมหลายชนิด ครั้นได้เวลามัลลปาโมกข์ ๔ องค์ ที่ได้รับมอบหมายหน้าที่ให้เป็นผู้จุดเพลิง แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็มิอาจทำให้เพลิงติดได้ พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราจึงได้ถามพระอนุรุทธะว่า อะไรเป็นเหตุที่ทำให้มัลลปาโมกข์ทั้ง ๔ องค์นี้ มิอาจทำให้ไฟติดได้ พระอนุรุทธเถระตอบว่าเป็นความประสงค์ของพวกเทวดาที่ทราบว่า ท่านพระมหากัสสปเถระพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป กำลังเดินทางไกลจากเมืองปาวามาสู่ เมืองกุสินารานี้ จิตกาธารของพระผู้มีพระภาคจะยังไม่สามารถติดไฟขึ้นได้ จนกว่าท่านพระมหากัสสปจะถวายบังคมพระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคด้วยมือของตน ฯ
อรรถกถากล่าวว่า เทวดาเหล่านั้น เป็นอุปัฏฐากในอดีตของพระมหาเถระนั่นเอง. เพราะมีจิตเลื่อมใสในพระมหากัสสปเถระ อุปัฏฐากเหล่านั้นก็ไปบังเกิดในสวรรค์. ในครั้งนี้เหล่าเทวดาเหล่านี้ไม่เห็นพระเถระในสมาคมผู้ร่วมกระทำพิธีถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระนั้น ก็พากันคิดว่า พระมหาเถระประจำตระกูลของพวกเราไปเสียที่ไหนหนอ ก็เห็นท่านเดินอยู่ระหว่างทาง จึงพากันอธิษฐานว่าเมื่อพระเถระประจำตระกูลของพวกเรายังไม่ได้ถวายบังคมพระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้า ขอจิตกาธารอย่าเพิ่งติดไฟ ดังนี้.
ครั้นเมื่อท่านพระมหากัสสปพร้อมหมู่ภิกษุมาถึงจึงได้เข้าไปถึงมกุฏพันธนเจดีย์ของพวกเจ้ามัลละ ในเมืองกุสินารา เมื่อถึงจิตกาธารของพระผู้มีพระภาค ครั้นแล้วกระทำจีวรเฉวียงบ่า ข้างหนึ่ง ประนมอัญชลี กระทำประทักษิณจิตกาธาร ๓ รอบ แล้วเปิดทางพระบาท ถวายบังคมพระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้า เหล่าภิกษุ ๕๐๐ รูป เหล่านั้น ก็กระทำเช่นเดียวกัน เมื่อท่านพระมหากัสสปและภิกษุ ๕๐๐ รูปนั้นถวายบังคมแล้ว จิตกาธารของพระผู้มีพระภาคก็มีเพลิงลุกโพลงขึ้นเอง เมื่อพระสรีระพระผู้มีพระภาคถูกไฟไหม้แล้ว ท่อน้ำก็ไหลหลั่งมาจากอากาศ และจากไม้สาละดับจิตกาธารของพระผู้มีพระภาค พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินารา ดับจิตกาธารของพระผู้มีพระภาคด้วยน้ำหอมล้วนๆ แล้วเชิญพระบรมสารีริกธาตุไปประดิษฐานไว้ที่สันคารศาลา คือ หอประชุมกลางเมือง รอบหอประชุมนั้นจัดทหารถืออาวุธพร้อมสรรพคอยพิทักษ์รักษา และทำสักการะบูชาด้วยฟ้อนรำ ดนตรีประโคมขับ และดอกไม้นาๆประการ และมีนักขัตฤกษ์เอิกเกริกกึกก้องฉลองถึง ๗ วันเป็นกำหนด
เป็นประธานในการทำปฐมสังคายนา
ท่านพระมหากัสสปะผู้เป็นสังฆเถระของภิกษุประมาณเจ็ดแสนรูปที่ประชุมกันในวันแบ่งพระบรมสารีริกธาตุของพระผู้มีพระภาคเจ้ามาระลึกถึงคำของ สุภัททะ กล่าวเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพานได้ ๗ วัน และดำริของท่านที่จะกระทำปฐมสังคายนาจึงได้แสดงดำรินั้นต่อสงฆ์ทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายกล่าวว่า ถ้ากระนั้น ขอพระเถระ จงคัดเลือกภิกษุ ทั้งหลายเถิดขอรับ ครั้งนั้น ท่านพระมหากัสสปเถระ จึงคัดเลือกพระอรหันต์ได้ ๔๙๙ รูป หย่อน ๕๐๐ รูปอยู่องค์หนึ่ง
เหตุที่พระมหากัสสปเถระจึงทำให้หย่อน ๕๐๐ อยู่รูปหนึ่ง อรรถกถากล่าวไว้ว่า เพื่อไว้ให้โอกาสแก่ท่านพระอานนท์เถระเพราะ พระมหาเถระได้พิจารณาว่า การกระทำสังคายนานั้น มีเหตุทั้งไม่ควรเลือก และ เหตุที่ควรเลือกพระอานนท์เข้าร่วมกระทำสังคายนา เหตุที่ไม่ควรเลือกก็เพราะว่าพระอานนท์นั้นเป็นพระเสขะ (ยังไม่บรรลุพระอรหันต์) ยังมีกิจที่ต้องทำอยู่ จึงไม่ควรเลือก แต่ถ้าเว้นท่านพระอานนท์เสียก็ไม่อาจทำสังคายนาธรรมได้ ด้วยธรรมทั้งหลายข้อใดข้อหนึ่ง ซึ่งพระพุทธองค์ทรงแสดงแล้ว ไม่มีธรรมข้อใดที่พระอานนท์ไม่ได้รับฟังต่อพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า (ด้วยเหตุที่ท่านขอพรต่อพระศาสดาก่อนที่จะรับเป็นพุทธอุปัฏฐาก ว่าถ้าพระพุทธองค์ไปทรงแสดงธรรมในที่ซึ่งพระอานนท์ไม่ได้อยู่ด้วย พระพุทธองค์จะต้องแสดงธรรมนั้นต่อพระอานนท์อีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากพระอานนท์เกรงข้อครหาของผู้ที่จะกล่าวว่า เป็นพระพุทธอุปัฏฐาก ใกล้ชิดพระพุทธเจ้าแต่ไม่เคยได้ยินธรรมข้อนั้น ข้อนี้) ฉะนั้น จึงไม่อาจเว้นเสียได้.เพราะว่า ท่านพระอานนท์นั้นแม้เป็นเสขะอยู่ แต่ก็น่าที่พระมหากัสสปเถระจะเลือก เพราะเป็นผู้มีอุปการะมากต่อการทำสังคายนาธรรม
แต่ที่พระมหากัสสปเถระตัดสินใจไม่เลือกพระอานนท์เถระ ก็เพราะจะหลีกเลี่ยงการตำหนิติเตียนจากบุคคลที่ไม่เข้าใจ อันที่จริงแล้ว ท่านพระเถระมีความสนิทสนมอย่างเหลือเกินกับท่านพระอานนท์.ดังเช่น ถึงท่านพระอานนท์จะมีผมบนศีรษะหงอกแล้ว.พระมหากัสสปเถระก็ยังสั่งสอนท่านพระอานนท์เถระด้วยวาทะเหมือนหนึ่งว่าท่านพระอานนท์ยังเป็นเด็กอยู่ เช่นว่า “เด็กคนนี้ ไม่รู้จักประมาณเสียเลย”. เป็นต้น
อีกประการหนึ่งท่านพระอานนท์นี้เกิดในตระกูลศากยะ เป็นพระอนุชาของพระตถาคต เป็นโอรสของพระเจ้าอา. ในการคัดเลือกท่านพระอานนท์ ภิกษุทั้งหลายจะสำคัญว่าท่านลำเอียง เลือกเพราะรัก จะพึงตำหนิติเตียนว่าพระมหากัสสปเถระละเว้นเหล่าภิกษุผู้บรรลุอรหันต์ปฏิสัมภิทาองค์อื่นไปเสีย แล้วไปเลือกพระอานนท์ ผู้ยังไม่บรรลุอรหัตผล. พระเถระเพื่อจะหลีกเลี่ยงคำตำหนิติเตียนนั้น จึงคิดว่า “ถ้าเว้นพระอานนท์เสีย ก็ไม่อาจทำสังคายนากันได้ แต่เราจะเลือก ก็ต่อเมื่อภิกษุทั้งหลายอนุมัติเท่านั้น” ดังนี้จึงไม่เลือกเอง.
ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายพากันร้องขอพระเถระ เพื่อให้ท่านเลือกอานนท์เสียเองเลย ดังนั้น ท่านพระมหากัสสปเถระ จึงได้เลือกท่านพระอานนท์ด้วยดังนี้.
พระเถระจึงได้มีจำนวนครบ ๕๐๐ รวมทั้งท่านพระอานนท์ ที่พระเถระเลือกโดยอนุมัติของภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้
เมื่อเลือกได้พระสงฆ์ครบทั้ง ๕๐๐ รูปแล้ว พระเถระทั้งหลายปรึกษากันว่า พวกเราควรจะสังคายนาพระธรรมและพระวินัยที่ไหนดีหนอ ครั้นแล้วเห็นพ้องต้องกันว่า พระนครราชคฤห์ มีโคจรคามมาก มีเสนาสนะเพียงพอ สมควรที่พวกเราจะอยู่ จำพรรษาในพระนครราชคฤห์ สังคายนาพระธรรมและพระวินัย ภิกษุพวกอื่นไม่ควร เข้าจำพรรษาในพระนครราชคฤห์ ด้วยเกรงว่าเพราะจะมีวิสภาคบุคคลบางคนเข้าไปสู่ท่ามกลางสงฆ์ซึ่งกำลังทำสังคายนาอยู่ แล้วจะคัดค้านถาวรกรรมของพวกท่านนี้เสีย
ครั้งนั้น พระมหากัสสปเถระ พิจารณาว่า นับแต่วันที่พระตถาคตปรินิพพานมา จนถึงบัดนี้เป็นอันล่วงไปแล้วกึงเดือน บัดนี้ฤดูคิมหันต์ยังเหลืออยู่เดือนครึ่ง ดิถีที่จะเข้าจำพรรษาก็ใกล้เข้ามาแล้ว จึงชักชวนหมู่พระสงฆ์ที่จะทำสังคายนาให้เดินทางไปยังกรุงราชคฤห์ แล้วก็ได้พาเอาภิกษุสงฆ์กึ่งหนึ่งเดินทางไปทางหนึ่ง ส่วนพระอนุรุทธเถระก็พาเอาภิกษุสงฆ์กึ่งหนึ่งเดินไปอีกทางหนึ่ง. ท่านพระอานนท์เถระนั้นถือเอาบาตรและจีวรของพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ที่มีความประสงค์จะเดินทางผ่านกรุงสาวัตถีไปยังกรุงราชคฤห์ ก็หลีกจาริกไปทางกรุงสาวัตถี
สมัยนั้น ในกรุงราชคฤห์มีวัดใหญ่อยู่ ๑๘ วัด ทุกวัดมีขยะและหยากเยื่อที่เขาทิ้งตกเรี่ยราดเต็มไปหมด.เพราะในช่วงเวลาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพาน ภิกษุทั้งหลายต่างก็ทอดทิ้งวัดและบริเวณไปกันหมด ครั้งนั้น พระเถระทั้งหลายคิดกันว่า เราจะช่วยกันปฏิสังขรณ์วิหารที่ชำรุดทรุดโทรมในตลอดเดือนแรกแห่งพรรษา เพื่อบูชาพระพุทธดำรัสและปลดเปลื้องคำตำหนิติเตียนของพวกเดียรถีย์. ด้วยว่าพวกเดียรถีย์พากันติเตียนว่า พวกสาวกของพระสมณโคดม เมื่อศาสดายังมีชีวิตอยู่ ก็ช่วยกันทะนุบำรุง ครั้นศาสดาปรินิพพานแล้ว ก็พากันทอดทิ้งไป.
ดังนั้นในเดือนแรกของพรรษาท่านจึงได้ทำการบูรณะพระอารามทั้ง ๑๘ แห่ง โดยมีพระเจ้าอชาตศัตรูทรงถวายการช่วยเหลือในครั้งนั้น แล้วจึงได้เริ่มกระทำการปฐมสังคายนา โดยมีพระเจ้าอชาตศัตรูเป็นองค์อุปัฐากการทำสังคายนาในครั้งนั้น โดยโปรดเกล้าฯให้สร้างสถานที่นั่งประชุมสำหรับภิกษุทั้งหลายผู้ทำสังคายนาที่ปากถ้ำสัตตบรรณ ข้างภูเขาเวภารบรรพต
ในวันก่อนการทำสังคายนา ท่านพระอานนท์คิดว่า พรุ่งนี้เป็นวันประชุม แต่การที่เรายังเป็นเสขบุคคลอยู่นั้นจะไปเข้าร่วมประชุมนั้นไม่เหมาะสม ในคืนนั้นจึงเร่งทำความเพียรจนเกือบตลอดราตรีก็ยังไม่บรรลุธรรม ครั้นในเวลาใกล้รุ่งจึงเอนกายลงด้วยตั้งใจว่า เราเร่งทำความเพียรจนเกินไป จึงดำริที่จะนอนพักสักครู่หนึ่ง แต่ขณะที่เอนตัวลง ศีรษะยังไม่ทันถึงหมอนและเท้ายังไม่ทันพ้นจากพื้น ในระหว่างนั้น จิตได้หลุดพ้นจากอาสวะ บรรลุธรรมเป็นเป็นพระอรหันต์
ในการสังคายนานั้น มีพระมหากัสสปะเถระเป็นประธาน มีหน้าที่ซักถามเกี่ยวกับพระธรรมวินัย โดย พระอุบาลี เป็นผู้ชี้แจงเกี่ยวกับข้อบัญญัติพระวินัย และ พระอานนท์ เป็นผู้ชี้แจงเกี่ยวกับพระสูตร และพระอภิธรรม
ในการสังคายนา เหล่าพระสงฆ์มีมติให้สังคายนาสุตตันตปิฎกก่อน โดยเริ่มจาก สังคายนาทีฆนิกาย สังคายนามัชฌิมนิกาย สังคายนาสังยุตตนิกาย สังคายนาอังคุตตรนิกาย ไปตามลำดับ
ครั้นสังคายนาทีฆนิกายแล้ว พระธรรรมสังคาหกเถระกล่าวว่า นิกายนี้ชื่อทีฆนิกาย แล้วมอบท่านพระอานนท์ ให้ไปสอนลูกศิษย์ของท่าน
ต่อจากการสังคายนาคัมภีร์ทีฆนิกายนั้น พระธรรมสังคาหกเถระ ทั้งหลายได้สังคายนามัชฌิมนิกาย แล้วมอบแก่ศิษย์ของพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรเถระว่า ท่านทั้งหลายจงบริหารคัมภีร์มัชฌิมนิกายนี้
ต่อจากการสังคายนาคัมภีร์มัชฌิมนิกายนั้น พระธรรรมสังคาหกเถระ ทั้งหลายได้สังคายนาสังยุตตนิกาย แล้วมอบแก่พระมหากัสสปเถระ ให้ไปสอนลูกศิษย์ของท่าน
ต่อจากการสังคายนาคัมภีร์สังยุตตนิกายนั้น พระธรรมสังคาหกเถระทั้งหลายได้สังคายนาอังคุตตรนิกาย แล้วมอบแก่พระอนุรุทธเถระให้ไปสอนลูกศิษย์ของท่าน
ในการสังคายนานั้นได้กำหนดแยกธรรมออกเป็นหมวดหมู่ เมื่อสังคายนาแล้วจึงร้อยกรองไว้ว่า นี้พระธรรม นี้พระวินัย นี้ปฐมพุทธพจน์ นี้มัชฌิมพุทธพจน์ นี้ปัจฉิมพุทธพจน์ นี้พระวินัยปิฎก นี้พระสุตตันตปิฎก นี้พระอภิธรรมปิฎก นี้ทีฆนิกาย นี้มัชฌิมนิกาย นี้สังยุตตนิกาย นี้อังคุตตรนิกาย นี้ขุททกนิกาย นี้องค์ ๙ มีสุตตะเป็นต้น นี้ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์.นอกจากนั้นก็ยังแยกเป็นประเภทที่ควรรวบรวมไว้แม้อื่น ๆ ซึ่งมีหลายชนิด มีอุทานสังคหะ วัคคสังคหะ เปยยาลสังคหะ นิบาตสังคหะ เช่นเอกนิบาต และทุกนิบาต เป็นต้น สังยุตตสังคหะและปัณณาสกสังคหะเป็นอาทิ ที่ปรากฏอยู่ในพระ-ไตรปิฎก ได้ร้อยกรองอยู่ ๗ เดือนจึงสำเร็จ
ในเวลาจบการร้อยกรองพระพุทธพจน์นั้น มหาปฐพีนี้เหมือนเกิดความปราโมทย์ และให้สาธุการว่า พระมหากัสสปเถระ ทำพระศาสนาของพระทศพลนี้ให้สามารถยั่งยืนต่อไปได้ตลอดกาลประมาณ ๕,๐๐๐ พระวรรษา ดังนี้ ปฐพีก็หวั่นไหวเอนเอียง สะเทือนสะท้านเป็นอเนกประการ จนถึงน้ำรองแผ่นดินเป็นที่สุด และอัศจรรย์ทั้งหลายเป็นอันมากก็ได้ปรากฏมีแล้ว ด้วยประการฉะนี้.
พระมหากัสสปปรินิพพาน
เมื่อสำเร็จการปฐมสังคายนาแล้ว พระมหาเถระก็สถิตอยู่ในเวฬุวนาราม ปฏิบัติธรรมอยู่มิได้ประมาท ให้โอวาทสั่งสอนภิกษุทั้งหลาย ซึ่งเป็นศิษยานุศิษย์ มาสิ้นกาลช้านาน
อยู่มาเวลาเที่ยงคืนวันหนึ่ง พระมหาเถระเข้าฌานสมาบัติเป็นที่สบายแห่งพระอริยเจ้า จึงพิจารณาอายุสังขารของท่านเห็นว่าแก่ชรา มีอายุได้ร้อยยี่สิบปีแล้ว เล็งแลดูไปก็เห็นว่าอายุของท่านสิ้นแล้ว เพลาพรุ่งนี้ท่านจะนิพพาน และจะนิพพานในระหว่างภูเขากุกกุฏสัมปาตบรรพตใกล้เมืองราชคฤห์
ครั้นรุ่งเช้าพระมหาเถระจึงให้ประชุมสงฆ์ แล้วสั่งสอนว่า อย่าประมาท อุตส่าห์พยายามอย่าให้ขาดเวลา จงปฎิบัติตามคำสั่งสอนของพระบรมศาสดา ตัวท่านนั้นสิ้นอายุแล้ว จะนิพพาน ณ เพลาเย็นวันนี้แล้ว บรรดาพระภิกษุที่เป็นปุถุชน ได้ฟังก็พากันโศกา ร่ำร้องไห้พิไร บรรดาพระขีณาสพทั้งหลายครั้นแจ้งเหตุ ต่างก็สงสารสังเวชว่า เกิดมาเป็นสัตว์สังขารแล้ว มีแต่จะสูญสิ้นไปเป็นที่สุด เกิดแล้วดับไป ถ้าแม้นระงับสังขารธรรมลงเสียได้ แล้วนั่นแหละจึงจะเป็นสุข ฝ่ายพระมหาเถระเห็นดังนั้น จึงได้ประโลมปลอบให้ชอบตามพระพุทธฎีกาว่า อันเกิดมาเป็นสังขารแล้วไม่เที่ยงแท้ ย่อมปรวนแปรไปมา พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ได้ตรัสในอดีต อนาคต และปัจจุบันนั้น ย่อมเทศนาไว้ทุก ๆ พระองค์ว่า เกิดมาเป็นสัตว์เป็นสังขารแล้ว ไม่แคล้วอนิจจังเลย เมื่อเห็นชัดฉะนี้แล้ว พึงเร่งกระทำเพียรพยายาม ยกตนให้พ้นอนิจจังให้จงได้ อันพระยามัจจุราชนี้ไซร้ ยากที่บุคคลจะข้ามพ้น เว้นไว้แต่พระอริยบุคคลที่ท่านสำเร็จพระนิพพาน อนึ่ง เล่าพระภิกษุทั้งหลาย จะใคร่เห็นเราในขณะเมื่อเข้าสู่พระนิพพาน จงไปประชุมอยู่แทบเชิงเขากุกกุฎปาตบรรพตนั้นเถิด
พระมหาเถระบอกเล่าพระสงฆ์ฉะนี้แล้ว เพลานั้นเล่าก็ควรจะบิณฑบาต ท่านจึงออกจากเวฬุวนาราม เพื่อไปบิณฑบาต บทจรเข้าสู่เมืองราชคฤห์ เที่ยวบิณฑบาตโดยลำดับตรอก ได้จังหันพอแล้วจึงหลีกออกจากบิณฑบาต กลับมาสู่ที่สำราญ กระทำภัตตกิจ
เมื่อกระทำภัตตกิจเสร็จแล้วจึงดำริว่า พระเจ้าอชาตสัตรูมีอุปการะแก่ท่านเป็นอันมาก มีศรัทธาบริจาคจตุปัจจัยถวายพระสงฆ์มิได้ขาด เคารพนบนอบในพระรัตนตรัย ช่วยท่านในการปฐมสังคายนา จำท่านจะไปบอกเล่า ให้พระเจ้าอชาตสัตรูรู้ก่อนจึงจะสมควร คิดแล้วท่านจึงเข้าไปในเมืองราชคฤห์ เมื่อเวลาเที่ยงไปสู่หน้าพระลานหลวง เวลานั้นพระเจ้าอชาตสัตรูบรรทมอยู่ ท่านจึงได้แจ้งแก่บรรดาอำมาตย์ทั้งหลายว่า ท่านประสงค์จะมาลาพระเจ้าอชาตสัตรู เพื่อเข้าสู่พระนิพพานในเวลาเย็นวันนี้ จากนั้นท่านก็กลับสู่เวฬุวนาราม วัตรปฎิบัติสิ่งใดที่ควรจะกระทำ ท่านก็ทำเสร็จทุกประการ แล้วจึงจากเวฬุวันพร้อมพระสงฆ์เป็นอันมาก เดินทางไปยังกุกกุฏบรรพต ไปถึงเมื่อเวลาเย็น แล้วท่านก็แสดงปาฎิหาริย์ต่าง ๆ พลางเทศนาโปรดมหาชนทั้งปวง ให้ลุล่วงเข้าสู่อริยภูมิเป็นอันมาก จากนั้นท่านได้อำลาพระสงฆ์ทั้งหลายว่า ให้อุตสาห์เจริญสมณธรรม อย่าประมาทในคำสั่งสอนของพระบรมศาสดา เราจะลาท่านทั้งหลายเข้าสู่พระนิพพานแล้ว จากนั้นท่านจึงเข้าไปสู่ระหว่างภูเขาทั้งสามลูก คิดอยู่ในใจว่าท่านจะนิพพานในปีนี้ แล้วพระมหาเถระจึงขึ้นสู่ที่ไสยาสน์ นั่งพับพะแนงเชิง เข้าสู่ผลสมาบัติ เมื่อออกจากผลสมาบัติแล้ว จึงตั้งอธิฐานไว้ว่า ถ้าแหละท่านดับสูญสิ้นอายุสังขาร เข้าสูนิพพานแล้วเมื่อใด ภูเขาทั้งสามลูกนี้จงมาประชุมกันเป็นลูกเดียว ให้ปรากฏเป็นห้องหับอยู่ภายในภูผา อุปมาดังห้องที่ไสยาสน์ พระมหาเถระได้ตั้งอธิฐานอีกว่า ตั้งแต่บัดนี้ไป มนุษย์ทั้งหลายอายุจะน้อยถอยลงทุกที ตราบเท่าถึง 10 ปี อายุขัย กาลครั้งนั้นจะเกิดการฆ่าฟันกันตาย เกิดมิคสัญญี มนุษย์ทั้งหลายเห็นกันสำคัญว่าเป็นเนื้อ ต่างเข้าไล่ฆ่าฟันกันตายจนสิ้นสุด ยังเหลืออยู่แต่มนุษย์ ที่หนีไปหลบซ่อนอยู่ผู้เดียว จึงอยู่ได้ ครั้งต่อมาบรรดาผู้ที่หลบซ่อนนั้น ออกมาพบกันบังเกิดเมตตาต่อกัน ประพฤติแต่สุจริตธรรม เมื่อสืบเชื้อสายกันต่อมา ก็มีอายุเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ จนถึงอสงไขยเป็นที่สุด คนทั้งหลายก็ประมาทมิได้ประพฤติธรรม อายุก็ลดน้อยถอยลงจนเหลือ 8 หมื่นปี ในกาลครั้งนั้นชมพูทวีป ก็ราบรื่นเสมอสมาน ปานประหนึ่งหน้ากลอง สรรพจะมีไพบูลย์ทุกสิ่งทุกประการ
ในกาลครั้งนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่าพระเมตไตรย ก็จะมาตรัสในโลกนี้ พระองค์จะเสด็จมา ณ ที่นี้ แล้วตรัสบอกแก่พระสงฆ์ว่า ท่านผู้นี้เป็นสาวกผู้ใหญ่ในศาสนาพระโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า มีนามปรากฏว่า อริยกัสสปเถระ ถือธุดงค์ได้สิ้นทั้ง 13 ประการ ตราบเท่าสิ้นชีวิตของท่านคือ ถือบังสุกุลิกธุดงค์ เตจีวริกธุดงค์ บิณฑบาติกาธุดงค์ สัปปทานจาริกธุดงค์ เอกาสนิกธุดงค์ ปัตตบินฑิกธุดงค์ ขลุปัจฉาภัตติกธุดงค์ อารัญญิกธุดงค์ รุกขมลิกธุดงค์ อัพโภกาสิกธุดงค์ โสสานิกธุดงค์ ยถาลันตติกธุดงค์ เนสัชชิกธุดงค์ ตั้งแต่วันอุปสมบทมา ตราบเท่าถึงวันเข้าพระนิพพาน
เมื่อพระมหาเถระอธิฐานแล้ว จึงเอนองค์ลงเหนือแท่นที่ไสยาสน์โดยบุรพเบื้องทักขิณา ลำดับหัตถบาทเป็นระเบียบ บ่ายพระเศียรสู่อุดรทิศา ก็ดับเบญจขันธ์ เข้าสู่พระอมตมหานิพพาน สูญสิ้นทั้งวิบากขันธ์และกรรมมัชรูปไม่เหลือ มิได้สืบต่อรูปกายให้ปรากฏในภพหน้า ก็ปรากฏชื่อว่า อนุปาทิเสสปรินิพพาน
พระเจ้าอชาตสัตรู เมื่อทราบข่าวพระมหาเถรปรินิพพานก็เศร้าโศกเสียพระทัยยิ่งนัก จึงได้เดินทางไปเคารพศพพระมหาเถระ แล้วให้จัดการสมโภชพระมหาเถระ 7 วัน เมื่อครบกำหนดแล้วจึงได้เสด็จกลับคืนสู่พระนคร ท้าวเธออุตส่าห์รักษาศีลบำเพ็ญทานเป็นเนืองนิจ ด้วยพระทัยคิดถึงคำสอนแห่งพระมหาเถระผู้เป็นอุปัชฌาย์ ตกว่าซากศพพระมหาเถระนั้น ทุกวันนี้ก็ยังปรากฏเป็นปรกติมิได้เปื่อยเน่า เครื่องสักการบูชาก็ยังตั้งอยู่เป็นปรกติ มิได้ดับสาบสูญไป
สัปบุรุษทั้งหลายผู้มีปัญญาพิจารณา เห็นความอนิจจังดังกล่าวมาฉะนี้ จงมีสติอุตส่าห์ขวนขวายสิ่งอันเป็นแก่นสาร คือรักษาศีล บำเพ็ญทานการกุศลสุจริต ให้ตั้งจิตจำเริญกุศลกรรมบถ 10 ประการ จงอุตส่าห์สร้างสมไปอย่างได้ขาด จะเป็นเสบียงเลี้ยงตนไปในมรรคาอันไกลคือ วัฏฏสงสาร ตราบเท่าสำเร็จพระนิพพาน
ประวัติพระมหากัจจายนเถระ
พระมหากัจจายนเถระ เป็นหนึ่งในพระมหาเถระลำดับแรก ๆ ของพระพุทธเจ้า ซึ่งได้รับการบรรพชาโดยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา และพระพุทธองค์ทรงยกย่องให้เป็นเอตทัคคะ ทางด้านการเทศนาขยายความแห่งธรรมที่พระพุทธองค์แสดงไว้โดยย่อ ให้พิสดาร โดยพระอรรถกถาจารย์ได้พรรณาไว้ว่า ท่านสามารถทำพระดำรัสโดยย่อของพระตถาคตให้บริบูรณ์ ทั้งโดยอรรถทั้งโดยพยัญชนะได้ ชื่อของท่านในพระไตรปิฎกบางแห่งพิมพ์เป็น พระมหากัจจานเถระ
ความปรารถนาในอดีต
ประวัติในอดีตชาติของท่าน นอกจากในหลาย ๆชาติที่ท่านได้เกิดร่วมสมัยกับพระพุทธองค์เมื่อครั้งเสวยชาติเป็นพระโพธิสัตว์ ดังเช่น
ได้เกิดเป็น รัชชุคาหกะอำมาตย์ผู้รังวัด เมื่อครั้งพระพุทธองค์ทรงเสวยพระชาติเป็น พระเจ้ากุรุราชโพธิสัตว์ ใน กุรุธรรมชาดก
ได้เกิดเป็น กาฬเทวิลดาบส เมื่อครั้งพระพุทธองค์ทรงเสวยพระชาติเป็น สรภังคดาบส ใน อินทริยชาดก
ได้เกิดเป็น กาลเทวละดาบส เมื่อครั้งพระพุทธองค์ทรงเสวยพระชาติเป็น สรภังคดาบสโพธิสัตว์ ใน สรภังคชาดก
ส่วนในชาติที่ท่านได้แสดงถึงความปรารถนาที่จะได้รับตำแหน่งเอตทัคคะดังกล่าวมีดังนี้
ได้ยินว่า ครั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ พระมหากัจจายนเถระนั้นบังเกิดในสกุลคฤหบดีผู้มหาศาล ครั้นเมื่อเจริญวัยแล้ว อยู่มาวันหนึ่งวันหนึ่งได้ไปยังพระวิหารที่พระพุทธปทุมุตตระประทับอยู่ และฟังธรรมอยู่แถวท้ายหมู่พุทธบริษัทในวิหารนั้น ได้เห็นภิกษุรูปหนึ่งที่พระศาสดาทรงสถาปนาไว้ในตำแหน่งเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้จำแนกอรรถแห่งพระดำรัสที่พระองค์ตรัสโดยย่อให้พิสดาร ท่านจึงปรารถนาที่จะได้เป็นอย่างภิกษุนี้ในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคตกาลเช่นนั้นบ้าง
ดังนั้นท่านจึงนิมนต์พระพระปทุมุตตระพุทธเจ้า และทำการถวายมหาทานอยู่ ๗ วัน. แล้วท่านจึงหมอบลงแทบพระบาทของพระศาสดา แสดงความปรารถนาว่า ด้วยผลแห่งการถวายทานสักการะนี้ ข้าพระองค์ไม่ปรารถนาสมบัติอื่นใด เพียงแต่ในอนาคตกาล ขอข้าพระองค์พึงได้ตำแหน่งเอตทัคคะนั้นในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคตกาล เหมือน ภิกษุที่พระองค์ทรงสถาปนาไว้ในตำแหน่ง ในวันสุดท้าย ๗ วัน นับแต่วันนี้
พระศาสดาทรงตรวจดูอนาคตกาลด้วยพุทธญาณ ทรงเห็นว่าความปรารถนาของกุลบุตรนี้จักสำเร็จ จึงทรงพยากรณ์ว่ากุลบุตรผู้เจริญ ในที่สุดแห่งแสนกัปในอนาคต พระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม จักทรงอุบัติขึ้น ท่านจักเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้จำแนกอรรถแห่งคำที่ตรัสโดยสังเขปให้พิสดาร ในศาสนาของพระโคดมพุทธเจ้าดังนี้ ครั้นเมื่อทรงพยากรณ์แล้ว ทรงกระทำอนุโมทนาแล้วเสด็จกลับไป.
ฝ่ายกุลบุตรนั้นบำเพ็ญกุศลตลอดชีพแล้วเวียนเกิดเวียนตายอยู่ในภูมิเทวดา และมนุษย์ทั้งหลายแสนกัป ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสุเมธะ ได้เป็นวิทยาธร เที่ยวไปทางอากาศ ได้พบพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสุเมธะ ซึ่งประทับนั่งในชัฏแห่งป่าแห่งหนึ่ง มีใจเลื่อมใสได้เอาดอกกรรณิการ์มาทำการบูชา.ด้วยบุญอันนั้น ท่านจึงเกิดเฉพาะแต่ในสุคติภูมิอย่างเดียว
ครั้นสมัยพระกัสสปพุทธเจ้า ท่านพระมหากัจจายนเถระก็มาถือปฏิสนธิในครอบครัวหนึ่ง ในกรุงพาราณสี เมื่อพระกัสสปพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว ท่านก็ไปยังสถานที่สร้างเจดีย์ทอง จึงเอาอิฐทองมีค่าแสนหนึ่งถวายเป็นพุทธบูชา ตั้งความปรารถนาว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า สรีระของข้าพระองค์จงมีวรรณเพียงดังทองในที่ ๆ เกิดแล้วเถิด
ต่อแต่นั้น ก็กระทำกุศลกรรมจนตลอดชีวิต และได้เวียนว่ายในภูมิเทวดาและมนุษย์ ได้พุทธันดรหนึ่ง ทั้งนี้ด้วยผล ๓ ประการแห่งพุทธบูชานั้น ดังที่กล่าวไว้ใน อปทาน ( ขุ. อ. ๓๓/ข้อ ๑๒๑) ดังนี้
๑ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา
๒ เราท่องเที่ยวอยู่แต่ในสองภพ คือในเทวดาและมนุษย์ ไม่เกิดในภูมิอื่น นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา
๓ เราเกิดในสองสกุล คือสกุลกษัตริย์และสกุลพราหมณ์ เราไม่เกิดใน สกุลที่ต่ำทราม นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา.
กำเนิดในพุทธกาล
ครั้งกาลสมัยพระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราอุบัติ ท่านก็ได้มาบังเกิดเป็นบุตรของติปิติวัจฉพราหมณ์ ผู้เป็นปุโรหิตของพระเจ้าจัณฑปัชโชต ในพระนครอุชเชนี ส่วนผู้เป็นมารดาชื่อจันทนปทุมา ในวันขนานนามท่าน มารดาบิดาปรึกษากันว่าบุตรของตนนั้นมีสรีระมีผิวดั่งทอง จึงขนานนามท่านว่า กาญจนมาณพ ดังนี้.
ครั้นเจริญขึ้นแล้วท่านก็ได้ศึกษาไตรเทพจนจบสิ้น ต่อมาเมื่อบิดาท่านวายชนม์แล้ว-ท่านก็ได้รับตำแหน่งปุโรหิตสืบแทนท่านบิดา โดยนามโคตรว่ากัจจายนะ
ครั้งหนึ่งพระเจ้าจัณฑปัชโชตทรงประชุมเหล่าอำมาตย์แล้วมีพระราชดำรัสถามว่า พระพุทธเจ้าได้ทรงบังเกิดขึ้นในโลกแล้ว จะมีผู้ใดสามารถทูลอาราธนาพระพุทธองค์มาได้ อำมาตย์ทูลว่า อาจารย์กาญจนพราหมณ์เท่านั้นที่จะเป็นผู้สามารถทูลอาราธนาพระพุทธองค์มาได้
พระเจ้าจัณฑปัชโชติจึงให้ตรัสเรียกกัจจายนะอำมาตย์มาเข้าเฝ้าและตรัสสั่งให้ท่านกัจจายนะอำมาตย์ไปยังสำนักของพระพุทธเจ้า และทูลอาราธนามายังวัง กัจจายนะอำมาตย์ทูลขอพรว่า ถ้าอนุญาตให้ท่านได้บวชท่านก็จะไป พระเจ้าจัณฑปัชโชติทรงให้พรตามที่กัจจายนะอำมาตย์ทูลขอ
เข้าเฝ้าพระพุทธองค์
กัจจายนอำมาตย์ จึงคัดเลือกผู้ที่จะไปทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าพร้อมกับตนเพียง ๘ คน. และออกเดินทาง ครั้นเมื่อไปถึง และได้ฟังพระบรมศาสดาทรงแสดงธรรม เมื่อจบเทศนาหมู่อำมาตย์นั้นก็ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมทั้งปฏิสัมภิทา ทั้ง ๘ ท่าน พระบรมศาสดาทรงประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทา โดยการเหยียดพระหัตถ์และทรงตรัสว่า เธอ จงมาเป็นภิกษุเถิด, จงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด ในทันใดนั้น ผมและหนวดของพระอรหันต์ทั้ง ๘ องค์ก็หายไป บาตร และจีวรก็บังเกิดขึ้นด้วยฤทธิ์ เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยอิริยาบถเหมือนพระเถระตั้งร้อยพรรษาฉะนั้น
พระอรหันตเถระเหล่านั้นเมื่อกิจของตนถึงที่สุดแล้วก็ไม่นั่งนิ่งอยู่เฉย กล่าวอาราธนาพระพุทธองค์เพื่อเสด็จไปกรุงอุชเชนีเหมือนที่พระกาฬุทายีเถระเคยกระทำ พระศาสดาสดับคำอาราธนาของท่านแล้วทรงพระวินิจฉัยว่า พระกัจจายนะย่อมหวังการไปของเราในชาติภูมิของตน แต่ธรรดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงอาศัยเหตุ อันหนึ่ง จึงไม่เสด็จไปสู่ที่ที่ไม่สมควรเสด็จ. เพราะฉะนั้นจึงตรัสแก่พระมหากัจจายนเถระว่า ภิกษุ ท่านนั้นแหละจงไป เมื่อท่านไปแล้ว พระราชาจักทรงเลื่อมใส พระมหากัจจายนเถระจึงถวายบังคมพระตถาคต แล้วกลับไปกรุงอุชเชนีพร้อมกับภิกษุทั้ง ๗ รูปที่มาพร้อมกับตนนั้น ในระหว่างทางกลับกรุงอุชเชนี ภิกษุเหล่านั้นได้เที่ยวบิณฑบาตในนิคมชื่อว่า นาลินิคม.
โปรดธิดาเศรษฐีผู้มีผมงาม
ในนิคมนั้น มีธิดาเศรษฐี ๒ คน คนหนึ่งเกิดในตระกูลเก่าแก่เข็ญใจ เมื่อมารดาบิดาสิ้นชีพไปแล้ว ก็อาศัยเป็นนางนมเลี้ยงชีพ. แต่รูปร่างของเธอนั้นบึกบึน ผมยาวเกินคนอื่น ๆ ในนิคมนั้น
และยังมีธิดาของตระกูลอิศรเศรษฐีอีกคนหนึ่ง เป็นคนไม่มีผม เมื่อก่อนนั้นมาแม้นางธิดาผู้นี้จะขอซื้อผมจากนางผมดกในราคา ๑๐๐ กหาปณะ หรือ ๑,๐๐๐ กหาปณะแก่เธอ ก็ไม่สำเร็จ
ในวันนั้น ธิดาเศรษฐีผู้มีผมดกนั้นเห็นพระมหากัจจายนเถระมีภิกษุ ๗ รูปเป็นบริวาร เดินมามีบาตรเปล่า คิดว่าภิกษุผู้เป็นเผ่าพันธุ์พราหมณ์รูปหนึ่ง มีผิวดังทองรูปนี้เดินไปบาตรเปล่าทรัพย์อย่างอื่นของเราก็ไม่มี แต่ว่าธิดาเศรษฐีผู้ไม่มีผมบ้านโน้นเคยส่งคนมาเพื่อต้องการซื้อผมจากเรา ตอนนี้เราอาจถวายไทยธรรมแก่พระเถระได้ด้วยทรัพย์ที่เกิดจากที่ได้ค่าผมนี้
เมื่อคิดดังนั้นแล้วจึงส่งสาวใช้ ไปนิมนต์พระเถระทั้งหลายให้นั่งภายในเรือนของตน พอพระเถระนั่งแล้ว นางก็เข้าห้องตัดผมของตน แล้วกล่าวแก่สาวใช้ว่า เจ้าจงเอาผมเหล่านี้ให้แก่ธิดาเศรษฐีบ้านโน้น แล้วเอาของที่นางให้มา เราจะถวายบิณฑบาตแก่พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย. สาวใช้ ถือผมนั้นไปยังสำนักของธิดาเศรษฐี.
ธรรมดาขึ้นชื่อว่าของที่จะขายนั้น จะมีราคาก็ต่อเมื่อผู้ซื้อต้องการขอซื้อ ธิดาเศรษฐีผู้ไม่มีผมคิดว่า เมื่อก่อนเราขอซื้อด้วยทรัพย์เป็นอันมาก แต่นางก็ไม่ยอมขาย แต่บัดนี้ เมื่อนางมาเสนอขายเอง ก็ไม่ได้ตามราคาเดิม จึงให้ไป ๘ กหาปณะเท่านั้น สาวใช้นำกหาปณะไปมอบให้แก่ธิดาเศรษฐีผู้มีผมมาก
ธิดาเศรษฐีก็จัดบิณฑบาต ๘ ที่ ให้มีค่าที่ละหนึ่งกหาปณะ ถวายแด่พระเถระทั้งหลาย พระเถระเล็งดูด้วยฌานแล้ว เห็นอุปนิสัยของธิดาเศรษฐี จึงถามว่าธิดาเศรษฐีไปไหน. สาวใช้ตอบว่า อยู่ในห้องเจ้าค่ะ พระเถระว่าจงไปเรียกนางมาซิ. ธิดาเศรษฐีก็มาด้วยความเคารพในพระเถระ ไหว้พระเถระแล้วเกิดศรัทธาอย่างแรง อันว่าทานอันบริสุทธิ์นั้นย่อมให้ผลในปัจจุบันชาติทีเดียว เพราะฉะนั้น พร้อมกับการไหว้พระเถระ ผมของนางจึงเกิดขึ้นดังเดิม
โปรดพระเจ้าจันฑปัชโชต
ฝ่ายพระเถระทั้งหลายจึงถือเอาบิณฑบาตนั้นเหาะขึ้นไปต่อหน้าธิดาเศรษฐี และเหาะลงยังพระราชอุทยานของพระเจ้าจันฑปัชโชต ชื่ออุทธยานกัญจนะ คนเฝ้าพระราชอุทยานเห็นพระเถระนั้น จึงไปเข้าเฝ้าพระราชา กราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ พระคุณเจ้ากัจจายะปุโรหิตของเราบวชแล้ว และกลับมายังอุทยานแล้วพระเจ้าข้า พระเจ้าจันฑปัชโชตจึงเสด็จไปยังอุทยาน ไหว้พระเถระผู้กระทำภัตกิจแล้วด้วยเบญจางคประดิษฐ์ แล้วประทับนั่ง ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง ตรัสถามว่า ท่านเจ้าข้าพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ที่ไหนล่ะ พระเถระทูลว่า พระองค์มิได้เสด็จมาเอง ทรงส่งอาตมะมา มหาบพิตร พระราชาตรัสถามว่าท่านผู้เจริญ วันนี้พระคุณเจ้าได้ภิกษา ณ ที่ไหน
พระเถระทูลบอกเรื่องที่ธิดาเศรษฐีกระทำทุกอย่างให้พระราชาทรงทราบ ตามถ้อยคำควรแก่ที่ตรัสถาม พระราชาตรัสสั่งให้จัดแจงที่อยู่แก่พระเถระ แล้วนิมนต์พระเถระไปยังนิเวศน์ แล้วรับสั่งให้ไปนำธิดาเศรษฐีมาตั้งไว้ในตำแหน่งอัครมเหสีแล้ว
พระราชาทรงกระทำสักการะใหญ่แต่พระมหากัจจายนเถระ มหาชนเลื่อมใสในธรรมกถาของพระเถระ บวชในสำนักของพระเถระ ตั้งแต่นั้น ทั่วพระนครก็รุ่งเรืองด้วยผ้ากาสาวพัตรเป็นอันเดียวกัน คลาคล่ำ ไปด้วยหมู่ภิกษุ ฝ่ายพระเทวีนั้นทรงเลื่อมใสในพระมหากัจจายนเถระอย่างยิ่ง ขอพระราชานุญาตสร้างวิหารถวายพระเถระในกัญจนราชอุทยาน. พระเถระยังชาวอุชเชนีให้เลื่อมใสในพระบวรพุทธศาสนาแล้ว จึงกลับไปเฝ้าพระศาสดาอีกครั้งหนึ่ง ต่อมาภายหลังพระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ เชตวันมหาวิหาร ทรงกระทำพระสูตร ๓ สูตร เหล่านี้คือ มธุบิณฑิกสูตร, กัจจายนเปยยาลสูตร, ปรายนสูตร ให้เป็นอรรถุปบัติเหตุ แล้วทรงสถาปนาพระเถระไว้ในตำแหน่งเป็นยอดของเหล่าภิกษุ ผู้จำแนกอรรถแห่งพระดำรัสที่ทรงตรัสโดยย่อให้พิสดารแล้ว.
พระมหากัจจายนเถระกราบทูลขอให้ทรงปรับพุทธบัญญัติบางข้อสำหรับจังหวัดอวันตีทักขิณาบถ
สมัยหนึ่ง ท่านพระมหากัจจายนะ พักอาศัยอยู่ที่ภูเขาปวัตตะ แขวงเมืองกุรุรฆระ ในอวันตีทักขิณาปถชนบท มีชายผู้หนึ่งชื่อ โสณะอุบาสกได้ฟังธรรมในสำนักของท่านพระมหากัจจายนะ ก็บังเกิดความเลื่อมใสเป็นอย่างยิ่งในพระพุทธศาสนา มีจิตตั้งอยู่ในสรณะและศีล จึงได้สร้างวิหารในที่อันสมบูรณ์ด้วยร่มเงาและน้ำ ใกล้ปวัตตบรรพต แล้วนิมนต์พระเถระให้อยู่ในวิหารนั้น โสณะอุบาสกได้อุปัฏฐากท่านพระมหากัจจายนะด้วยปัจจัยทั้ง ๔.ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า โสณะอุบาสกเป็นอุปัฏฐากของท่านมหากัจจานะ
ครั้งหนึ่งโสณะอุบาสกได้เดินทางไปยังเมืองอุชเชนีกับหมู่เกวียนเพื่อต้องการค้าขาย ครั้นค่ำลงในระหว่างทางหมู่เกวียนได้หยุดกองเกวียนไว้ในดงเพื่อพักผ่อน โสณะอุบาสกเพื่อหลีกการพักอย่างแออัดจึงหลีกไปนอนที่ท้ายหมู่เกวียน ครั้นใกล้รุ่ง หมู่เกวียนก็เคลื่อนออกเดินทางต่อไปโดยไม่มีใครปลุกโสณะอุบาสก
ครั้นเมื่อตื่นขึ้น โสณะอุบาสกไม่เห็นใครเลยก็ออกเดินไปตามทางเกวียนไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเหนื่อยจึงได้เข้าพักยังต้นไทร ระหว่างทาง ณ ที่นั้นเขาได้พบเปรตตนหนึ่งยืนกินเนื้อของตนเองที่หล่นจากกระดูก โสณะอุบาสกจึงได้ถามถึงกรรมของเปรตที่ทำมาในอดีต
เปรตนั้นก็เล่าว่า เมื่อชาติก่อนตนเป็นพ่อค้าอยู่ในเมืองภารุกัจฉนคร ได้หลอกลวงเอาของ ของคนอื่นมาเคี้ยวกิน เมื่อมีสมณะเข้าไปบิณฑบาต ตนก็ด่าว่า จงเคี้ยวกินเนื้อของพวกมึงซิ เพราะกรรมนั้นจึงต้องเสวยทุกข์เช่นนี้
โสณะอุบาสกได้ฟังดังนั้นกลับได้ความสลดใจอย่างเหลือล้น.และได้เดินทางต่อไป ก็ได้พบพวกเปรตเล็ก ๒ ตน มีโลหิตดำไหลออกจากปาก จึงถามถึงบุรพกรรมของเปรตนั้นเช่นเดียวกัน ฝ่ายเปรตเหล่านั้น ก็ได้เล่ากรรมของตน แก่โสณะอบาสกนั้น.ความว่า
ในอดีตชาติ ในเวลาที่ยังเป็นเด็ก เปรตเหล่านั้นเลี้ยงชีพด้วยการค้าขายสิ่งของ ในภารุกัจฉนคร เมื่อมารดาของตนนิมนต์พระขีณาสพทั้งหลายให้มาฉัน จึงไปยังเรือนแล้ว ด่าว่า ทำไม แม่จึงให้สิ่งของของพวกเรากับพวกสมณะ ขอให้โลหิตดำจงไหลออกจากปากของพวกสมณะผู้บริโภคโภชนะที่แม่ให้แล้วเถิด.เพราะกรรมนั้น เด็กเหล่านั้น จึงไปเกิดในนรก หมดกรรมจากนรกแล้ว ก็มาเกิดเป็นเปรต ด้วยเศษแห่งวิบากของกรรมนั้น
โสณะอุบาสก ได้ฟังดังนั้นก็เกิดความสลดใจอย่างเหลือล้น.ครั้นเมื่อเขากลับไปยังกรุงอุชเชนีจึงได้ขอบรรพชาต่อพระมหากัจจายนเถระ ท่านพระมหาเถระพิจารณาแล้วเห็นว่า ญาณของโสณะอุบาสกยังไม่แก่กล้าพอต่อเพศบรรพชิต จึงได้ยับยั้งไว้ถึงสองครั้ง
ในวาระที่สาม พระเถระพิจารณาเห็นว่าโสณะอุบาสกมีญาณแก่กล้าเพียงพอแล้ว จึงยินยอมให้บรรพชา แต่ว่าในสมัยนั้นการบรรพชาโดยพระสาวกต้องกระทำด้วยองค์ทสวรรค คือต้องหาพระสงฆ์ให้ครบ ๑๐ รูป. สมัยนั้น อวันตีชนบทอันตั้งอยู่แถบใต้ มีภิกษุน้อยรูป ท่านพระมหากัจจายนเถระกว่าจะจัดหาพระภิกษุสงฆ์ ให้ครบองค์ประชุมทสวรรคได้ก็ต่อล่วงไปถึง ๓ ปี จึงอุปสมบทให้ท่านพระโสณะได้.
ครั้นเมื่อบวชแล้วได้ระยะหนึ่ง พระโสณะเถระปรารถนาจะเดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้าจึงได้ขออนุญาตต่อพระอุปัชฌาย์คือพระมหากัจจายนเถระ ท่านพระกัจจายนเถระก็อนุญาตพร้อมทั้งสั่งให้ไปกราบทูลขอพระบรมพุทธานุญาต ให้พระพุทธองค์ทรงแก้ไขพุทธบัญญัติ ๕ ข้อ ซึ่งไม่สะดวกแก่พระภิกษุผู้อยู่ในอวันตีชนบท คือ:-
๑. จังหวัดอวันตีทักขิณาบถ มีภิกษุน้อยรูป ขอได้โปรดทรงอนุญาตอนุญาตการอุปสมบทด้วยคณะสงฆ์เพียง ๕ รูปได้ ทั่วปัจจันตชนบท
๒. พื้นดินในอวันตีทักขิณาบถ มีดินสีดำมาก ดื่นดาดด้วยระแหง กีบโค ขอได้โปรดทรงอนุญาตให้พระภิกษุสวมรองเท้าหลายชั้นได้ทั่วปัจจันตชนบท
๓. คนทั้งหลายในอวันตีทักขิณาบถ นิยมการอาบน้ำ ถือว่าน้ำทำให้บริสุทธิ์ ขอได้โปรดทรงอนุญาตการอาบน้ำได้เป็นนิตย์ทั่วปัจจันตชนบท
๔. ในอวันตีทักขิณาบถ ใช้เครื่องลาดที่ทำด้วย หนังแกะ หนังแพะหนังกวาง เป็นปกติธรรมดาเหมือนกับที่ในมัชฌิมชนบท ใช้เครื่องลาดที่ทำด้วยหญ้าตีนกา หญ้าหางนกยูง หญ้าหนวดแมว หญ้าหางช้าง เป็นปกติธรรมดาเช่นกัน ขอได้โปรดทรงอนุญาตให้ภิกษุได้ใช้ หนังเครื่องลาด คือ หนังแกะ หนังแพะ หนังกวาง ทั่วปัจจันตชนบท
๕. เมื่อมีผู้ฝากถวายจีวรให้กับหมู่ภิกษุผู้อยู่นอกสีมาด้วยคำว่า ข้าพเจ้าทั้งหลายถวายจีวรผืนนี้แก่ภิกษุผู้มีชื่อนี้ ภิกษุผู้รับฝากก็มาบอกแก่ภิกษุชื่อนั้น ๆ ว่า มีคนที่มีชื่ออย่างนี้ ฝากจีวรให้มาถวายแก่ท่าน พวกภิกษุผู้ได้รับคำบอกเล่าเมื่อทราบดังนั้น ก็รังเกียจไม่ยินดีรับจีวรที่มีผู้ฝากมาถวาย โดยคิดว่าจีวรนั้นเป็นนิสสัคคีย์ ขอได้โปรดทรงอนุญาตให้ภิกษุนั้นรับจีวรที่มีผู้ฝากภิกษุอื่นมาถวายได้ โดยให้ถือว่าจีวรนั่นยังไม่ควรนับราตรี ตราบเท่าที่ยังไม่ถึงมือภิกษุผู้ที่เขาเจาะจงถวาย
พระบรมศาสดาทรงอนุญาตตามที่ พระมหากัจจายนเถระกราบทูลขอ
ต่อมาพระโสณะเถระท่านนี้ ได้รับการยกย่องจากพระพุทธองค์ให้เป็น เอตทัคคะผู้เลิศกว่าภิกษุผู้กล่าวถ้อยคำอันไพเราะ
ทรงสถาปนาพระเถระไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ ผู้จำแนกอรรถแห่งพระดำรัสที่ทรงตรัสโดยย่อให้พิสดาร
ข้อพิสูจน์ในเรื่องนี้ได้ปรากฏอยู่หลายแห่ง เช่นเมื่อคราวพระพุทธองค์ทรงแสดง มธุปิณฑิกสูตร แก่พระภิกษุหมู่หนึ่ง แต่ได้ทรงแสดงไว้โดยย่อ เหล่าพระภิกษุนั้นเมื่อฟังความโดยย่อเช่นนั้นก็สงสัยว่าใครจะเป็นผู้สามารถเทศนาความโดยละเอียดให้แก่พวกตนได้ ก็นึกถึงพระมหากัจจายนเถระว่าเป็นผู้ที่พระศาสดาทรงยกย่องว่าจะชี้แจงเนื้อความแห่งอุเทศที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้โดยย่อ ให้พิสดารได้ จึงได้ไปอาราธนาพระมหากัจจายนเถระให้เทศน์ขยายความในเรื่องดังกล่าว
พระมหาเถระก็ได้เทศนาบรรยายขยายความอย่างพิสดารให้แก่หมู่ภิกษุเหล่านั้น ครั้นเมื่อจบแล้ว หมู่ภิกษุจึงเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ทูลเรื่องที่พวกตนอาราธนาพระมหากัจจายนเถระให้เทศน์ขยายความพุทธพจน์ที่ทรงแสดงโดยย่อแก่พวกตน พระพุทธองค์ทรงตรัสยกย่องพระมหากัจจายนเถระว่า
พระมหากัจจายนะเถระเป็นบัณฑิต เป็นผู้มีปัญญามาก แม้หมู่พระสงฆ์เหล่านั้นจะถามเนื้อความนี้กับพระพุทธองค์ พระพุทธองค์ก็จะพึงเทศนาเนื้อความนั้น เหมือนกับที่พระมหากัจจานะเทศน์แล้วเช่นนั้น
และใน อุทเทสวิภังคสูตร, มหากัจจายนภัทเทกรัตตสูตร และ อธรรมสูตร พระพุทธองค์ก็ทรงยกย่องพระมหากัจจายนเถระในลักษณะนั้นเช่นเดียวกัน
นอกจากจะเทศนาขยายความย่อในพระธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดงแก่พระภิกษุทั้งหลายแล้ว แม้กับพุทธบริษัทเหล่าอื่นมี อุบาสก อุบาสิกา เป็นต้น พุทธบริษัทเหล่านั้นเมื่อประสงค์ที่จะฟังธรรมที่พระพุทธองค์ตรัสโดยย่อ ให้ได้เนื้อความโดยละเอียดก็พากันมาอาราธนาให้พระมหากัจจายนเถระเทศนาเนื้อความโดยพิสดารให้ฟังเช่นกัน เช่นใน กาลีสูตร ท่านได้แสดงธรรมขยายความแห่งกุมารีปัญหาที่พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมโดยย่อไว้ ให้กับอุบาสิกาชื่อ กาลี ชาวเมืองกุรรฆระฟัง
ใน หลิททิกานิสูตร สมัยท่านพักอยู่ ณ ภูเขาชันข้างหนึ่ง ใกล้กุรรฆรนครแคว้นอวันตีรัฐ คฤหบดีชื่อหลิทกานิ เข้าไปหาท่านพระมหากัจจายนะเถระ แล้วอาราธนาให้ท่านได้เทศนาขยายความแห่ง มาคันทิยปัญหา ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมโดยย่อไว้ ให้ฟังโดยพิสดาร
การเผยแผ่พระพุทธศาสนา
นอกจากการขยายพระพุทธพจน์ที่ตรัสไว้โดยย่อ ให้พิสดารแล้ว ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา นอกจากที่ท่านก็ได้ปลูกฝังความเลื่อมใสให้เกิดแก่ชาวนครอุชเชนีให้เลื่อมใสในพระบวรพุทธศาสนาแล้ว ท่านยังได้เทศน์โปรด. พระเจ้ามธุรราชอวันตีบุตร แห่งเมืองมธุรา ซึ่งเป็นการเทศนาภายหลังที่พระพุทธองค์ทรงดับขันธปรินิพพานไปแล้ว ตามที่ปรากฎในมธุรสูตร จนได้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ยึดเอาพระพุทธพระธรรม และพระสงฆ์เป็นสรณะจนตลอดชีวิต
และเทศน์โปรด สุชาตกุมาร ผู้เป็นเป็นราชโอรสของพระเจ้าอัสสกะ ผู้เป็นใหญ่ในแคว้นอัสสกรัฐ ให้มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นการเทศนาภายหลังที่พระพุทธองค์ทรงดับขันธปรินิพพานไปแล้ว เช่นกัน และพยากรณ์ว่าสุชาติกุมารจะสิ้นชีวิตภายในห้าเดือนข้างหน้า และได้ให้พระบรมสารีริกธาตุแก่สุชาติกุมาร โดยให้สุชาตราชกุมาร บูชาพระบรมสารีริกธาตุนี้แล้วจะเป็นประโยชน์แก่ตนเอง สุชาตกุมารได้บูชาพระบรมสารีริกธาตุนั้น ด้วยของหอมและพวงมาลัย และขวนขวายในการทำบุญให้ทาน เมื่อสิ้นชิวิตแล้ว ได้ไปบังเกิดในสวนนันทวัน ที่ดาวดึงส์เทวโลก และมีราชรถทองเป็นสมบัติ ปรากฎเรื่องใน จูฬรถวิมานสูตร
สมัยท่านอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำกัททมทหะ ใกล้พระนครวรรณะ ท่านได้เทศน์โปรด พราหมณ์ที่ชื่อ อารามทัณฑะ จนได้เลื่อมใสในพระพุทธศาสน
สมัยท่านอยู่ที่ป่าคุนทาวัน ใกล้เมืองมธุรา ท่านได้เทศน์โปรด พราหมณ์ที่ชื่อ กัณฑรายนะ จนได้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ยึดเอาพระพุทธพระธรรม และพระสงฆ์เป็นสรณะจนตลอดชีวิต
สมัยท่านอยู่ ณ อรัญญกุฎี ใกล้มักกรกฏนคร ในอวันตีชนบท ท่านได้เทศน์โปรด พราหมณ์ที่ชื่อ โลหิจจ ผู้เป็นเจ้าสำนัก มีศิษย์มากมาย จนได้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ยึดเอาพระพุทธพระธรรม และพระสงฆ์เป็นสรณะจนตลอดชีวิตเช่นเดียวกัน
เกิดร่วมสมัยกับพระโพธิสัตว์
ท่านได้เกิดร่วมชาติกับพระโพธิสัตว์อยู่หลายชาติ ดังที่ปรากฎในชาดกต่าง ๆ เช่น
เกิดเป็นรัชชุคาหกะอำมาตย์ผู้รังวัด พระพุทธองค์เสวยพระชาติเป็นพระเจ้ากุรุราชโพธิสัตว์ ใน กุรุธรรมชาดก
เกิดเป็นกาฬเทวิลดาบส พระพุทธองค์เสวยพระชาติเป็นสรภังคดาบส ใน อินทรยชาดก
เกิดเป็นเทวลดาบส พระพุทธองค์เสวยพระชาติเป็นสรภังคดาบส ใน สรภังคชาดก
เรื่องพระโสไรยเถระ
เศรษฐีบุตรกลับเพศเป็นหญิงแล้วหลบหนี
เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี ลูกชายของโสไรยเศรษฐี ในโสไรยนคร นั่งบนยานน้อยกับสหายผู้หนึ่งออกไปจากนคร เพื่อประโยชน์จะอาบน้ำพร้อมกับบริวารเป็นอันมาก.ขณะนั้น พระมหากัจจายนเถระ กำลังเดินไปสู่โสไรยนครเพื่อบิณฑบาต รัศมีแห่งสรีระของพระเถระมีสีเหมือนทองคำ ลูกชายของโสไรยเศรษฐี เห็นท่านแล้วจึงคิดว่า"สวยจริงหนอ พระเถระรูปนี้ ควรเป็นภริยาของเรา หรือสีแห่งสรีระของภริยาของเรา พึงเป็นเหมือนสีแห่งสรีระของพระเถระนั้น." ในขณะสักว่าเขาคิดแล้วเท่านั้น เศรษฐีบุตรก็กลายเพศไปเป็นหญิง ลูกชายของโสไรยเศรษฐีเกิดความอายจึงลงจากยานน้อยหนีไปทางที่ไปสู่เมืองตักกสิลา.
พวกเพื่อนและพ่อแม่ออกติดตามแต่ไม่พบ
ฝ่ายพวกสหาย เที่ยวค้นหาข้างโน้นและข้างนี้ ก็ไม่ได้พบ.เมื่อตนอาบเสร็จแล้วจึงได้กลับไปสู่เรือน เมื่อถูกถามถึงบุตรเศรษฐี ก็ตอบว่า พวกเขาเข้าใจว่าบุตรเศรษฐีอาบน้ำเสร็จและกลับมาก่อนแล้ว.มารดาและบิดาของเขาเที่ยวตามหาในที่ต่าง ๆ ก็ไม่พบ จึงร้องไห้รำพัน ได้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลด้วยความสำคัญว่าลูกชายของพวกเขาได้เสียชีวิตไปแล้ว.
นางเดินตามพวกเกวียนไปเมืองตักกสิลา
ส่วนลูกชายเศรษฐีที่กลายเป็นเพศหญิง เห็นพวกเกวียนไปสู่เมืองตักกสิลาหมู่หนึ่ง จึงเดินตามไปข้างหลัง ๆ เมื่อพวกหมู่เกวียนเห็นนางเข้าจึงถามว่า "หล่อนเดินตามเกวียนพวกเรามาทำไม ? นางกล่าวว่า "พวกท่านจงขับเกวียนของท่านไปเถิด ดิฉันจักเดินไป," เมื่อเดินไป ๆ เมื่อยเข้านางจึงได้ถอดแหวนสำหรับสวมนิ้วมือให้เพื่อแลกกับการนั่งไปในเกวียน
ได้เป็นภริยาของลูกชายเศรษฐีในเมืองนั้น
พวกกองเกวียนต่างคิดว่า "ลูกชายเศรษฐีของพวกเราในกรุงตักกสิลายังไม่แต่งงาน เราจะบอกเรื่องหญิงนี้แก่ท่านเพื่อจะได้รางวัล" พวกเขาจึงไปแจ้งเรื่องนี้ ครั้นได้ฟังแล้วลูกชายเศรษฐีจึงให้เรียกนางมา เมื่อนางมาแล้ว บุตรเศรษฐีเห็นว่านางเหมาะกับวัยของตน มีรูปงามน่าพึงใจ ก็เกิดความรักขึ้น จึงได้รับนางไว้เป็นภริยา
นางคลอดบุตร
นางอยู่กับบุตรเศรษฐีจนมีบุตรด้วยกัน ๒ คนเมื่อรวมกับบุตรของนางเมื่อครั้งเป็นชายในโสไรยนครอีก ๒ คน.ก็รวมเป็น ๔ คน
นางได้พบกับเพื่อนเก่าแล้วเล่าเรื่องให้ฟัง
ต่อมาลูกชายเศรษฐีผู้เป็นสหายของนาง (เมื่อครั้งเป็นชาย) เดินทางจากโสไรยนครไปสู่กรุงตักกสิลา ขณะเข้าไปสู่พระนคร ได้ผ่านบ้านของนางซึ่งยืนมองดูผู้คนเดินไปมาบนถนนอยู่บนปราสาทชั้นบน เห็นสหายนั้นก็จำได้ จึงส่งสาวใช้ให้ไปเชิญมา แล้วรับรองและเลี้ยงดูอย่างใหญ่โต สหายนั้นสงสัยจึงถามว่า เราเคยรู้จักกันหรือนางจึงได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นที่ผ่านมาให้ฟัง
สหายเก่าของนางจึงแนะให้นางไปขอขมาต่อพระเถระเสีย ขอให้ท่านยกโทษให้
นางขอขมาพระมหากัจจายนเถระ
นางจึงเดินทางไปหาพระเถระ เล่าเรื่องและขอให้ท่านยกโทษให้ พระเถระจึงยกโทษให้ ครั้นพอพระเถระ เอ่ยปากยกโทษให้เท่านั้น นางก็กลับเพศเป็นชายดังเดิม
เมื่อกลับมาเป็นชายแล้ว เขาจึงมอบบุตรที่เกิดกับ เศรษฐีบุตรในกรุงตักกสิลาให้แก่บิดา และออกไปบวชในสำนักพระเถระ ได้นามว่า "โสไรยเถระ" และได้ออกจาริกไปถึงเมืองสาวัตถีกับพระเถระ
ชาวเมืองสาวัตถีทราบเรื่องเข้าพากันแตกตื่นเข้าไปถามเรื่องราว กี่พวกต่อกี่พวกก็ถามแต่เรื่องนี้จนท่านรำคาญใจจึงหลีกไปนั่งแต่คนเดียว ยืนแต่คนเดียว ท่านเข้าถึงความเป็นคนเดียวอย่างนี้ เริ่มตั้งความสิ้นและความเสื่อมในอัตภาพ บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลายแล้ว.
ประวัติพระอุปคุต
พระบริศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสพยากรณ์ไว้ว่า สืบต่อไปในภายหน้าจะมีพระภิกษุนามหนึ่งว่า "อุปคุตเถระ"
จักได้ทรมาณพญามารให้เอมพยศอนร้ายพ่ายแพ้แก่ อานุภาพแบะพญามาก็จะกล่าวปฏิญาณปรารถนาซึ่งพุทธภูมิ
เมื่อพระพุทธศาสนาล่างไปได้ 218 พรรษา เป็นรัชสมัยพระเจ้าศรีธรมาโศกราช หรือพระเจ้าอโศกมาหาราชปกครองชมพูทวีป
พระอุปคุตก็ได้จุตขึ้นในตระกูลวาณิชมีพี่ร่วมครรภ์ 3 คน บิดาเป็นพ่อค้าเครื่องหอมแห่งเมืองมถุราซึ่งตั้งอยู่ฝึ่งแม่น้ำยมนา
เดิมบิดาได้ให้สัญญาไว้กบพระสาณวารี (สาณสัมภูต)ว่าหากมีบุตรเป็นชายก็จะให้อุปสมบทในพระพุทะศาสนา เมื่อภริยาคลอดบุตรชายคนแรกก็ไม่ยอมให้บวชดดยอ้างว่าจะต้องเอาไว้ช่วยดูแลทรัพย์สินและจะถวายบุตรคนที่สอง พอภริยาคลอดบุตรชายคนที่สองก็บ่ายเบี่ยงอีกว่าอ้างว่าจะต้องเอาใช้เก็บหนี้สินตามต่างหัวเมือง ขอให้มีบุตรคนที่สามแล้จะบวชแน่นอน เมื่อภริยาพ่อค้าเครื่องหอมคลอดบุตรชายคนที่ 3 ซึ่งมีลักษณะงดงามยิ่งนักบิดาจึงได้ตั้งชื่อว่าอุปคุต และทำเพิกเฉยกับสัญญาที่เคยให้ไว้เสีย พระสาณวารีเห็นว่ายังไม่ถึงเวสมควรก็นิ่งอยู่ ู่จนกระท่งุปคุตเติบโตเป็นหนุ่มบิดาก็มอบหมายให้ดูแลร้านเเครื่องหอมชายดีเป็นเทน้ำเทท่าซึ่งเป็นคุณวิเศษเสน่ห์นิยมของอุปคุต
ประการหนึ่ง ยิ่งการค้าเคริญรุ่งเรืองบิดายิ่งไม่อยากให้บวช วันหนึ่งพระสาณวารีได้แวะเข้าไปในรานายเครื่องหอมแบะกล่าวธรรมกถา แก่อุปคุตทำให้เกิดความสลดสังเวช มีดวงตาเป็นธรรม คราวนี้พระสาณวารีจึงทวงสัญญากับบิดาอุปคุตซค่งหมดหนทางหลีกเหลี่ยงจึงอนุญาตให้อุปคุตอุปสสบทแล้วพระอุปคุตได้เจริญวิปสสนากรรมฐานโดยลำพัง และได้บรรลุเป็นพระอรหันต
์เป็นลูกศิษย์ถึง 18000 องค์
เมื่อพระเจ้าอโศกมหาราชได้ทรงรวบรวมพระบรมสารีริกธาตุพระพุทธเจ้าและทรงสร้างสธูปเจดีย์ป็นที่บรจะพระบรสารีริกธาตุ
ไว้84000องค์ทั่วชมภูทวีปทรงมีพระประสงค์จะทำพระราชพิฑีสมโภชถึง7ปี7เดือน7วันให้สมกับพระรชศรัทธาแต่ทรงเกรงว่าใน
ระหว่างสมโภชจะมีพญามารน้อยใหญ่คอยรังควาญจึงทรงขอให คณะสงฆ์ช่วยหาหนทางป้องกันพญามาร พรเถรานุเถระทั้งหลายได้ พิจารณาแล้ว่ากำลังบารมีของตนไม่สามารถระงับเหตุขจัดภัยจากพญามารที่จะมีขึ้นได้และได้ทราบว่า พระอุปคุตซึ่งมีนามเดิมว่า กีสนาอุปคุตมหาเถระ เป็นผู้ทรงอานุภาพมาก เนรมิตปราสาทแก้วเสวยสุขในฌามสมาบัติอยู่กลางสะดือทะเลสามารถป้งกัเหตุร้ายในงานพระราชพิธีสมโภชดังกล่าได้ คณะสงฆ์เห็นว่าพระอุปคุตได้ละเลย การประชุมและไม่ร่วมทำสังฆกรรมอุโบสถฟังพระปฏิโมกข์ร่วมกับคณะสงฆ์ตามพุทธบัญญัติ คณะสงฆ์จึงได้ มอบหมายให้พระอุปคุตรับผิดชอบจัดการป้องกันภัยอันตรายอย่าใหบังเกิดในระหว่างงานสมโภชครั้งนี้ซึ่งพระอุปคุตก็น้อมรับด้วยความยินดีพระเจ้าอโศกมหาราชก็ทรงโสมนัสยิ่งนักแต่ครั้งทอดพระเนตรพิจารณาองค์พระอุปคุตมาหาเถรแล้วก็หนักพระทัยเพราะพระอุปคุตมีร่างกายผอมแห้งแทบจะปิวตาลมรุ่งเข้าทอดพระเนตรเห็นพระอุปคุตหวังให้ช้างเหยียบให้ตายเสียพระอุปคุตรู้ว่าช้างวิ่งไล่มาข้างหลังจึงเข้าฒาฯสมาบัติอธิษฐานจิตให้ช้างตัวนั้นแข็งทื่อเหมือนหินไม่กระดุกกระดิกควาญช้างจะขับไสอย่าไรก็ไม่กระดิกตัวพรเจ้าอโศกมหาราชทอดพระเนตรเห็นดังนั้นทรงพอพระทัยบังเกิดความเคราพนับถือพระอุปคตเป็นยิ่งนัก
ครั้งได้เวลามงคลฤกษ์ราชพิธีสมโภชพระมหาเจดีย์จึงเริ่มขึ้น พญาวัสวดีมาราธิราชหรือพราะญามารทราบพฤติการณ์
ที่เกิดขึ้น บังเกิดมาหาวาตพายุพัดอย่างร้ายแรงประหนึ่งจะถล่มแผ่นดินให้ทลาย พระอุปคุตทรบด้วยฌาณอันประจึงเสริฐเข้า
ฌาฯสมายัติอธษฐานจิตให้เกิดเป็นลมใหญ่ประทะลมของพญามารจนพ่ายแก้ พญามาจึงแผลฤทธ
ิ์เป็นลมกรด เป็นเพลิง เป็นทรายเพลิงและพระการอื่น ๆ อีกมากมายพระอุปคุตก็แก้ไขปราบปรามได้ทุกอย่งจนพญามารเกิด
โทสะแรงกล้าหวังทำลายพระอุปคุต จึงแปลงตัวเข้าไปใกล้พระอุปคุตพระอุปคุตเป็นว่าพญามารใจคอโหดร้ายคอยแต่จะทำลาย
คนบุญกุศล ริษยาความดีของคนอื่นไม่มีใจอนุโมทนาความดีของผูใดจึงเนรมิตสุนัขเน่าเหมนมี
น้ำหนองไหลและหนอนซอนไซแวนคอพญามาร แล้วอธิฐานไม่ให้ผู้ใดแก้ออกได้พญามารอับอายยิ่งนักซมซานไปหามหาพรหม
ก็ไม่มีใครช่วยได้ ท้าวมาหาพรหมจึงแนะนำให้มาขอโทษพระอุปคุตเสียและอ้อนวอนท่านให้ช่วยแก้พญามารหมดหนทางจึงจำใจ
ปฏิบัติพระอุปคุตยิ่งขึ้น พญามารจึงยอกรอัญชลีอธิษฐานขอเป็นเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งในอนาคต ด้วยสัจจะบารมีที่ได้ระลึกถึง
คุณอนันต์ของพระองค์พระอุปคุตทราบตามคำแนะนำท้าวมหาพรหม พระอุปคุตหยั่งทราบด้วยญณว่าพระญามารยัง
ไม่ละพยศจริงจึงทรมานให้หนักยิ่งขึ้นเพื่อให้พิธีสมโภชได้ดำเนิไปได้ครบกำหนดเวลา จึงบอกให้พญามารตมไปที่ภูเขาแล้ใช้ผ้าผูก พญามารทิ้งไว้ที่ภุเขา 7 ปี 7 เดือน 7 วันจนพธีสมโภชสำเร็จลุล่วงไป ส่วนพญามารเมื่อดิ้นไม่หลุดจึงได้รำพึงว่าพระเถระรูปนี้เป็น เพียงสาวกของพระพุทธเจ้าเท่านั้น ยังทำร้ายผูกมัดเราให้ทรมาเมื่อเราและบริวารได้ทำร้ายพระพุทธองค์ขณะบำเพ็ญบารมีมีอยู่ที่ โพธิลัลลังก์พระพุทธองค์ไม่ทรงกริ้วและประทุษร้ายตอบกลับเมตตาปราณีแก่เรา
เมื่อพญามารตรึกตองเช่นนั้นก็เกิดความเลื่อมใสในบารมีธรรมของพระพุทธเจ้าและโกรธแค้นอัธยาศัยพยามารจึงเกิดความใสมนัสแล้วแจ้งแก่พญามารว่าเราแล้งลงทัณฑ์แก่ท่านเพื่อให้ระลึกถึงควมดีของพระพุทะเจ้าพญามาก็มีความปีติโสมนัสเป็อย่างยิ่ง พระอุปคุตจึงเปลื้องผ้ากยพันธ์ออกจากคอพญามาร คติยมในการสร้างรูปเคารพพระมาหาเถระอุปคุตนันมีแพร่หลายในประเทศพม่า มอญ ลานนา และภาคเหนือเป็นเทศไทยมีคำกล่าวขานกันว่าชาวเมืองรางกูณผู้หนึ่งได้ตักบาตรพระอุปคุตแล้วได้เป็นเศรษฐี ดังนั้น ชาวมืองทั้งปวงจึงพากันหุงหาอาหารแต่ยังไม่สว่างเพื่อคอยตักบารพระอุปคุตจนตราบเท่าทุกันนี้ก็ยังมีความเคราพนับถือเช่นนี้อยู่ ในจังหวัดเชียงใหม่มีวัดอุปคุต ชาวบ้านจึงพมกันมาทำบุญตักบาตรในวันเดืนวันเพ็ญซึ่งตรงกับวันพุธเพราะเชื่อกันว่าพระพรุอุปคุตจะออกมารับบิณฑบาตร วันนั้นและด้วยความเชื่อถือดังกบ่าว จึงนำมาสู่การสร้างรูปพระอุปคุตไว้สัการะบุชาก็จะเกินผลานิสงส์ดังด้ใส่บาตรบระอุปคุตดุจเดียวกัน ชาวพพม่ารามัญและชาวไทยภาคเหนือจึงนิยมสร้างพระอปคุตไว้สักการะบูชาแต่ด้วยเหตุที่ไม่เคยมีใครเคยได้เปรูปลักษณ์พระมาหาอุปคุต เถระจึงไม่มีมาตฐานในการจัดสร้าง รูปพรอุปคุตจึงแตกต่างกันไปตามจินตนาการความเชื่อศิลปวัฒนธรมขงแต่ละท้องถิ่น ส่วนที่คล้ายคลัน กันอยู่บ้างคือพระเศียรจะคลุมด้วยใบบัว ฐานด้านหน้า หบัง จะทำเป็นรูป กุ้ง หอย ปู ปลา ซึ่งเป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่ในน้ำและเป็นสิ่งบ่งบอกว่า พระมาหาเถระอุปคุตมีวิหารแก้วประดิษฐานอยู่กลางสะดือทุเล พระอุปคุตโบราณนิยมแกะสลักเสลาจากไม้ศรีมหาโพธ์กิ่งที่ชี้ไปทางทิศใต้ จึงเรียกชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า พระทักขิณสาขา หากทำจากเกษรดอกได้ขี้ธูปที่บูชาพระนำมาผสมผสานกันที่มีน้ำรักเป็นตัวประสาน ผสมด้วยครั่งเรียกว่าปานปองแปลว่ารวมกันหรือรวมกายในบางอค์เป็นปุ่มปมเป็นตุ่มหรือปุ่มเปมที่ฝังเข็มนันเป็นช่องที่บรรจะพระธาตุ และพระบรมธาตุจึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า พระบัวเข็ม หรือพระอุปคุต แยกตามลักษณะใหญ่ ๆ ได้ 4 ประเภทคือทำอย่างปางมารวิชัยนั่งก้มพระพักตรทรงจีวรหนึ่งทำอย่างห่มคลุมหรือคลุมโปงหนึ่งทำอย่างแนอาหารหรือจกบาตรหนึ่ง ทำอย่างปรงูหรือปรกมังกรอิทธิพลช่างจีนหนึ่ง
ความเป็นมาของพระอุปคุต
ก่อนงานเทศกาลนมัสการพระธาตุพนมทุกปี เจ้าภาพจัดงานจะประกอบพิธี อาราธนาเอาพระอุปคุตเถระจากฝั่งแม่น้ำโขง ซึ่งสมมติเป็นมหาสมุทร ที่อยู่จำพรรษาของพระเถระในอดีตกาล เข้ามาประดิษฐานไว้ในบริเวณลานพระธาตุพนม
ก่อนวันงาน (ปัจจุบันถือเอาวันขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๓ ) เพื่อขอพึ่งเดชอานุภาพของพระอุปคุตคุ้มครองงานให้ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยตลอดปลอดภัย และก่อนนั้น ก็มีพิธีคารวะองค์พระธาตุพนม
เพื่อเป็นการขออโหสิกรรมในการที่คณะกรรมการดำเนินงาน จะจัดให้มีงานนมัสการพระธาตุพนมประจำปีขึ้น ซึ่งอาจมีการกระทำอันไม่เหมาะสมเกิดขึ้น ในเจติยะสถานอันศักดิ์สิทธิ์ จึงได้จัดเครื่องสักการะคารวะพระบรมธาตุไว้ล่วงหน้าปีนี้ คณะกรรมการจัดงานและพุทธศาสนิกชนชาวธาตุพนม ตลอดข้าโอกาสพระธาตุพนมโดยรอบ ตกลงร่วมกันจัดพิธีอาราธนาพระอุปคุตเข้ามายังวัดพระธาตุพนม และคารวะพระธาตุพนมในวันขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๓ พร้อมกับพิธีถวายข้าวพีชภาคประจำปี ของข้าโอกาสพระธาตุพนม โดยเฉพาะพระอุปคุตเถระนั้น เป็นพระเถระองค์สำคัญ ที่มีบทบาทในทางทรงอานุภาพ และมีฤทธิ์เดชปราบปรามสิ่งเลวร้าย ในงานพิธีใหญ่ ๆ มาแต่โบราณกาล จึงใคร่ขอนำเอาบทบาทบางตอนท่านมาเล่าดังนี้
ในปลายพุทธศตวรรษที่ ๒ หลังพุทธปรินิพพาน ประมาณ พ.ศ. ๒๑๘ ปี ณ นครปาตลีบุตราชธานี (ปัจจุบันคือเมืองปัตนะ ภาคใต้อินเดีย) พระเจ้าศรีธรรมาโศกมหาราช (พระเจ้าอโศกมหาราช) ได้ผ่านพิภพมไหสวรรค์ราชสมบัติ พระองค์ทรงเลื่อมในในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง ได้ทรงสถาปนาสร้างพระวิหารและพระสถูปนัยว่าถึงแปดหมื่นสี่พันแห่งทั่วชมภูทวีป และได้ทรงขุดค้นพระบรมสารีริกธาตุมาไว้เพื่อนำไปบรรจุในสถูปที่พระองค์ทรงสร้างไว้ทุกแห่ง เมื่อได้ทรงขุดค้นรวบรวมหมดแล้ว ก็อัญเชิญไปสู่นครปาตลีบุตร ทรงกระทำการสักการะสัมมานะโดยเอนกประการ แล้วทรงแจกพระบรมสารีริกธาตุที่เหลือเข้าบรรจุไว้ในพระสถูปองค์ใหญ่อีก ๑ องค์สูงถึงกึ่งโยชน์ที่ฝั่งแม่น้ำคงดา ใกล้นครปาตลีบุตร แล้วนำพระบรมสารีริกธาตุที่เหลือข้าบรรจุไว้ในพระสถูปองค์ใหญ่นั้นและก็ทราบว่ามีบางส่วนที่ส่งไปบรรจุไว้ในต่างแคว้น
เมื่อการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุเสร็จเรียบร้อยแล้ว พระองค์ก็ทรงปรารภที่จะจัดให้มีการฉลองสมโภชพระสถูปเจดีย์ทั้งแปดหมื่นสีพันองค์นั้น เป็นการมโหฬารยิ่ง ตลอด ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน ในระยะเวลาดังกล่าวเพื่อให้การฉลองสมโภชเป็นไปด้วยความเรียบร้อยปราศจากอุปสรรค จึงใคร่จะอาราธนาพระสงฆ์ขีณาสพที่ทรงอิทธิฤทธิ์ เป็นผู้คุ้มครองงานให้ปราศจากการรบกวนจากมาร้ายต่าง ๆ
พระสงฆ์ในนครปาตลีบุตร ไม่มีองค์ใดที่จะรับเป็นผู้คุ้มครองงานมหกรรมอันยิ่งใหญ่นี้ได้ โดยเฉพาะพญาวัสสวดีมาร ผู้มีฤทธิ์ยิ่งกว่าภูตผีปีศาจทั้งหลาย พระสงฆ์ทั้งปวงจึงตั้งตัวแทน ๒ องค์ ลงไปอาราธนาพระอุปคุตเถระผู้เรืองฤทธิ์ ซึ่งจำพรรษาอยู่กลางมหาสมุทรมาช่วยรักษาความปลอดภัยในงานมิให้งานสมโภชองค์พระสถูปเจดีย์พบอุปสรรค ให้ดำเนินไปโดยตลอดปลอดภัยทุกประการ
เมื่อพระอุปคุตเถระได้รับนิมนต์จากผู้แทนพระสงฆ์เมืองปาตลีบุตรแล้ว ก็เดินทางมานมัสการและรายงานตัวต่อคณะสงฆ์ในวันรุ่งขึ้น พระเจ้าศรีธรรมโศกมหาราชได้เสด็จเข้ามานมัสการคณะสงฆ์ เพื่อขอทราบ ผู้จะเข้ามาทำหน้าที่รักษาการงานฉลองสมโภชพระสถูปเจดีย์ พระสงฆ์แนะนำพระอุปคุตเถระให้ทรงทราบ เมื่อพระองค์ทรงทรงทราบผู้จะมาทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยในงานแล้ว ก็ทรงนึกแคลงพระทัย เนื่องจากพระอุปคุตเถระมีลักษณะอ่อนแอร่างกายผ่ายผอมเกรงจะทำหน้าที่ไม่ได้สมบูรณ์แต่ไม่ทรงตรัสว่ากระไร
รุ่งขึ้นวันใหม่ ขณะที่พระอุปคุตหาเถระออกบิณฑบาตในนครปาตลีบุตรนั้น พระเจ้าศรีธรรมาโศกมหาราชใคร่จะทดสอบดูฤทธิ์พระเถระ จึงทรงปล่อยช้างซับมัน ( ช้างตกมัน ) ให้เข้าทำร้ายพระเถระพระมหาอุปคุตเห็นดังนั้นจึงสะกดช้างที่กำลังวิ่งเข้ามาให้ยุดอยู่กับที่ ไม่ไหวติงประดุจช้างที่สลักด้วยศิลา
เมื่อพระเจ้าศรีธรรมาโศกมหาราชทอดพระเนตรเห็นดังนั้น ก็ทรงเลื่อมใส จึงเสด็จไปขอขมาโทษพระเถระ ที่ได้กระทำการล่วงเกิน โดยเจตนาจะทดลอง พระมหาอุปคุตเถระ ให้อภัยทั้งแก่พระเจ้าศรีธรรมโศกมหาราชและพญาคชสาร พญาศรีธรรมาโศกมหาราชทรงพอพระทัย ตรัสสั่งให้เตรียมฉลองสมโภชพระสถูปเจดีย์ทั้งหมด ด้วยการปลูกปะรำร้านโรง ประดับธงทิว และประทีปโคมไฟ ตลอดระยะทางกึ่งโยชน์ ตามแนวฝั่งแม่น้ำคงคาสว่างไสวไปทั่วทั้งบริเวณ
บรรลุฤกษ์งามยามดีตามที่พระองค์ทรงกำหนดไว้ บรรดาพระสงฆ์ขีณาสพและพระสงฆ์ปุถุชน ตลอดพุทธศาสนิกชน ทั้งในนครปาตลีบุตรและต่างแดนจากจตุรทิศ ได้เริ่มหลั่งไหลเข้าสู่บริเวณงาน ต่างก็มีเครื่องสักการะบูชาอยู่ในมือเพื่อร่วมพิธีฉลองสมโภชพระบรมสารีริกธาตุที่บรรจุอยู่ในมหาเจดีย์ และเจดีย์ทั้งแปดหมื่นสี่พันองค์ ด้วยความเลื่อมใสศรัทธาเป็นอย่างยิ่ง
ท่ามกลางบรรดานักแสวงบุญ ที่กำลังมุ่งหน้าเข้าสู่บริเวณงานนั้น พญาวัสสวดีเทพบุตรมาร ( เทพบุตรที่เป็นมาร ) ได้โอกาสงามเช่นนี้ ก็แปลงร่างจากปรนิมมิตตะวัสสวดีเทวโลก อันเป็นที่อยู่ของตน ปนเปกับนักบุญทั้งหลายเพื่อทำลายพิธีกรรมอันยิ่งใหญ่นั้น
ในขณะนั้นพระมหาเถระอุปคุต ผู้ได้รับแต่งตั้งให้รับผิดชอบรักษาความปลอดภัยในบริเวณงานทั้งหมด หยั่งทราบด้วยญาณอันวิเศษ ถึงมหาภัยที่กำลังคุกคามอยู่เบื้องหน้า ที่ปลอมมาในรูปของนักบุญจึงเนรมิตร่างสุนัขเน่าที่กำลังขึ้นหนอน อธิฐานให้เข้าไปคล้องไว้กับคอพญามารแล้วอธิฐานว่า แม้เทพดามหาพรหมยมยักษ์ภูตผีปีศาจที่มีฤทธิ์เข็ดขลัง ก็อย่าสามารถนำร่างสุนัขเน่านี้ออกจากคอพญามารได้ แล้วขับพญามารหนีออกจากบริเวณงานทันทีพญามารพยายามแก้ร่างสุนัขเน่าด้วยฤทธานุภาพอย่างไรก็ไม่สามารถแก้ออกได้
พญาวัสสวดีมาร ยอมแพ้แก่พระอุปคุตเถระผู้ทรงฤทธิ์ เมื่อสิ้นคิดที่จะแก้ไข ก็ยอมออกจากบริเวณงานโดยดีแต่ขอร้องให้มหาอุปคุตเถระแก้ร่างสุนัขเน่าออกจากคอของตน เพราะทนต่อกลิ่นเหม็นไม่ได้พระมหาอุปคุตป์ก็อนุโลมตามแต่ไม่ไว้ใจพญามารสนิทนัก เพราะเกรงพญามารอาจคิดกลับมาทำลายพิธีในภายหลัง จึงอธิษฐานประคตเอวให้เป็นดังโซ่เหล็กผูกพญามารติดไว้กับเขาลูกหนึ่งนอกบริเวณงาน แล้วบอกแก่พญามารว่า เมื่อเสร็จพิธีฉลองสมโภชพระมหาเจดีย์สิ้นสุดลงแล้ว จึงจะแก้โซ่ออก ปล่อยให้พญามารเป็นอิสระ
เมื่องานฉลองสมโภชมหาเจดีย์ตลอด ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน สิ้นสุดลงด้วยความเรียบร้อย พระมหาเถระจึงได้ไปหาพญามารที่เขานอกเมือง เพื่อสังเกตดูว่าพญามารจะสิ้นพยศหรือยัง ก็ทราบว่าสิ้นพยศแล้วทั้งยังกล่าวสดุดีพระพุทธเจ้าว่า “ สมเด็จพระพุทธชินสิห์” องค์ใด ทรงมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ ทรงบำเพ็ญสิ่งอันเป็นที่สุดหามิได้ เป็นที่พึ่งพำนักแก่สัตว์โลกทั้งมวล ในกาลทุกเมื่อ พระองค์นั้นเป็นผู้ประเสริฐหาผู้เสมอเหมือนมิได้ อนึ่ง ในกาลก่อน ข้าพเจ้าได้ทำร้ายพระองค์โดยประการต่างๆ แต่พระองค์ ก็ยังทรงมหากรุณาธิคุณ มิได้กระทำการโต้ตอบแก่ข้าพเจ้าเลย มาบัดนี้ สาวกของพระองค์นามว่าอุปคุตไม่มีเมตตาแก่ข้าพเจ้าเลย กระทำกับข้าพเจ้าให้ได้รับความทุกข์ทรมานแสนสาหัสและได้รับความอับอายเป็นอย่างยิ่งถ้าหากว่า ข้ายังมีบุญกุศลที่ได้สั่งสมไว้แต่กาลก่อน ข้าพเจ้าขอตั้งจิตอธิฐานปรารถนาเป็นพระสัพพัญญูในอนาคต”
เมื่อพระอุปคุตเถระ ได้ยินคำกล่าวสดุดีพระพุทธคุณและแสดงความเสียใจของพญามารออกมาเช่นนั้น ก็เห็นว่าพญามารสิ้นพยศแล้ว จึงแก้โซ่เหล็กออก ปล่อยให้พญามารเป็นอิสสระอีกครั้งหนึ่ง
พระอุปคุตนั้น เกิดขึ้นหลังพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้วประมาณ พ.ศ. ๒๑๘ ปี เราไม่ทราบภูมิเดิมของพระมหาเถระอุปคุตละเอียดเท่าที่ควร ว่าเป็นบุตรของใคร เกิดในวรรณะอะไร ที่ไหน เท่าที่สันนิษฐานตามตำนานพระเถระอุปคุตน่าจะเป็นชาวเมืองปาตลีบุตร เมื่อบวชแล้วบำเพ็ญเพียร จนสำเร็จเป็นพระอรหันตขีณาสพ สำเร็จอภิญญาต่างๆ จนสามารถแสดงอภินิหารได้ร่ำลือมาจนทุกวันนี้ ไม่ชอบคลุกคลีด้วยหมู่ มีปฏิปทาดำเนินไปในทางสันโดษ มักน้อย นัยว่าท่านเนรมิตรเรือนแก้ว ( กุฎแก้ว ) ขึ้นในท้องทะเลหลวง ( สะดือทะเล ) แล้วก็ลงไปอยู่ประจำที่กุฎแก้วตลอดเวลา และคงจะขึ้นมาบิณฑบาตที่นครปาตลีบุตรเป็นประจำ เมื่อมีเหตุเภทภัยเกิดขึ้นในพระศาสนา หรือเมื่อมีพิธีกรรมใหญ่ๆ เมื่อ มีผู้นิมนต์ท่านก็ขึ้นช่วยเหลือด้วยความเต็มใจเสมอ เป็นพระเถระสำคัญองค์หนึ่ง เกิดขึ้นหลังพุทธปรินิพพาน สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ผู้นำกองทัพธรรมแผ่กระจายไปทั่วโลก เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนา
พระยามาราธิราช (VS พระอุปคุต)
วันที่ไปเยี่ยมจาตุมหาราชที่เล่ามาแล้วนั้น ก็เลยไปดาวดึงส์ ไปยามาแล้วก็ดุสิต ที่ชั้นดุสิตหลวงพ่อปานมารับ ก็กราบๆ ท่าน ท่านถามว่า เออ อยากพบพระศรีอาริย์ไหมล่ะ ตอบว่า อยากจะ เจอะ จะเจอะ ยังไงได้ล่ะ ท่านบอกว่า ไม่ต้องไปหรอก ท่านมาแล้ว สวย ดุสิตนี่สวยจริง ๆ ยามาน่ะ เขาขาวพรึ่ดหมด ต้นไม้น่ะมีแค่ ดาวดึงส์แห่งเดียวนะ เทวดานักฟ้อนก็มีแต่ดาวดึงส์แห่งเดียวเพราะว่า เป็นเมืองหลวง ชั้นยามาสวดมนต์ ตะพึด ดุสิตสวยสดงดงาม ไปถึงชั้นนิมมานรดี เทวดาที่ทำหน้าที่นิรมิตต่างๆเป็นชั้นที่ 5 ที่ว่า "ชั้น"น่ะไม่ใช่เป็นชั้นซ้อนๆ กันนะ เป็นพื้นเดียวอย่างโลกเรานี่แหละ แบ่งเป็นเขตเท่านั้นเองแต่เป็นทิพย์ ไปถึงแวะ เยี่ยมท่านแก้วจินดาก่อน ท่านแก้วจินดา ท่านก็มาด๊งเด๊ง ๆ ตามมสภาพของท่าน องค์นี้เคยทะเลาะกันมาเรื่อย
ท่านถามว่ามาไงล่ะ ตอบว่า มาเที่ยวซี
ถามท่านว่า เออ วิมาน พระยามาราธิราช อยู่ไหน หัวเราะก้ากเลย บอกว่า พระโง่ยังงี้ก็มีด้วย
ถามว่าทำไมล่ะ ตอบว่า ที่นี่เขาเรียก ท้าวมาลัย ครับ ที่นี่ไม่มีพระยามาราธิราชหรอก มีแต่สมัยพระพุทธเจ้า
ชื่อแกจริงๆ ชื่อ ท้าวมาลัย เป็นหัวหน้าเทวดาชั้น ที่ 6 เป็นผู้ว่าการ ก็เลยไปหากัน ท่านก็ออกมารับแหม สวยแฉ่งเลย รัศมีกายผ่องใส มารับที่เขตวิมานเชียวนะ ที่ไปกันตอนนี้สมทบกันไปหลายชั้น จำนวนมันก็ หลายหมื่นซี ท่านเชิญเข้าไป ไอ้หน้ามุขมันนิดเดียวแหละถามท่านว่า ขึ้นหมดรึนี่ ท่านตอบว่า ไม่เป็นไร หรอก วิมานเทวดายืดได้ แน่ะ เก่งเสียด้วย ไม่เหมือนเมืองมนุษย์หรอก ตั้งแค่ไหนก็แค่นั้น มองดูกะว่า จุสัก 200 ก็แย่แล้ว แต่เราเข้าไป เป็นหมื่นยังเต็มไม่ถึงครึ่ง คุยไปคุยมา
ถามท่านว่า ทำไมถึงไปลิดรอนพระพุทธเจ้า ตอบว่า ปัดโธ่ ท่านไม่รู้จักความโง่ของผม
ถามว่า ทำไมล่ะ ตอบว่า ผมกลัวพระพุทธเจ้าจะเทศน์สอนเอาคนไปนิพพานเสียหมด พอเวลาผมเป็นพระพุทธเจ้าบ้างแล้ว ผมจะสอนใครล่ะ
เราก็นึกในใจว่า โธ่ ไม่น่าโง่เลย จะขนไปยังไงหมด ถามท่านว่า เวลานี้ยังเป็น พระยามาร ไหม ท่านตอบ ไม่ ๆ ๆ ๆ พวกท่านมีหลายคน แหม เขากลัวพระยามารกันจริง ๆ ก็ไอ้มารอยู่ในตัวเองน่ะไม่ยักกลัว พระยามารนี้เวลานี้ช่วยชาวบ้าน พวกพุทธมามกะทุกคน พระยามารต้องบังคับให้ลูกน้องไปช่วยเหลือ คือ ที่ประคับประคอง พวกเรานี่แหละ จะเรียกว่า พระยามาร ไม่ได้แล้วนะ ต้องเรียกว่า ท้าวมาลัย
ทีนี้ย้อนมาตอนต้น ตามตำนานที่พระพุทธเจ้าตรัส มีคนถามว่า ทำไม่ท่านไม่ทรมานพระยามาราธิราชล่ะ ท่านตอบว่า ไม่ใช่คู่ปรับกัน พระยามารนี่จองขัดคอ ให้ปั่นป่วนนิดหน่อย ไม่จองเวรแรงขนาดเทวทัต เมื่อสมัยนั้น ท่านเป็นคนเลี้ยงม้าด้วยกันทั้งคู่ จะม้าแข่งหรือเปล่าก็ไม่รู้ซี ท่านไปเกี่ยวหญ้าม้ากัน เกี่ยวไปก็แยก งกันไปที ทีนี้ก็มีพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง เสด็จจาก ภูเขาคันธมาส กุฏิของท่าน มันไม่ค่อยดี ท่านต้องการ ต้นหญ้านี่ ไปผสมกับดินทาฝา เพราะพระจะเกี่ยวหญ้าเองก็ไม่ควร เมื่อเห็นสองคนนี้เกี่ยวหญ้า ท่านก็เหาะลงมายืนเฉย พระพุทธเจ้าของเรา ก็นึกในใจว่า เราเอาของเราถวายท่าน ก็เป็นการสมควร อยากจะเอาของเพื่อนถวายบ้างสักก้อนหนึ่ง แต่ถ้าเพื่อนกลับมาแล้วแสดงความไม่พอใจ ก็จะมีโทษมาก เพราะพระพุทธเจ้า เป็นพระที่มีบุญหนัก ก็เลยไม่ได้ถวายไป พอตอนเย็นกลับมารวมกัน ขนหญ้าขึ้นเกวียน ท่านก็เล่าเรื่องให้ฟัง เท่านั้นแหละแกโกรธหาว่า กลัวจะดีเท่าเทียม เอาละ ท่านไปไหนก็ตาม เราจะตามไปขัดคอ แต่ทุกชาติไม่ได้ขัด มาขัดเอาชาติสุดท้าย เมื่อ ระพุทธเจ้าตัดสินพระทัยออกมหาภิเนษกรมณ์ เห็นท่าไม่เป็นเรื่องแล้ว สิทธัตถะนี้ไปแน่ กูไม่ทันนี่หว่า แล้วก็มาขัดคอ ต่าง ๆ อย่างที่ทราบ กันดีอยู่แล้ว
มาในระยะหลังๆที่พระเจ้าอโศกมหาราช จะฉลองพระศาสนา อีตอนนั้นซี พระอุปคุต ท่านไปคุดอยู่กลาง มหาสมุทร บรรดาพระทั้งหลายนั่งประชุมกันว่า พระเจ้าอโศกมหาราช จะฉลองพระศาสนา เจ็ดปี เจ็ดเดือน เจ็ดวัน คราวนี้ ยังไง ๆ พระยามารต้องเล่นงานแน่ แล้วเราจะมีใครป้องกันได้บ้าง พระอรหันต์ตั้งสองแสนองค์ ปฏิสัมภิทาญาณก็มีอภิญญาก็มี ไม่มีใครสู้พระยามารได้หรือ ? สู้ได้ ไม่ใช่สู้ไม่ได้ แต่ทุกองค์บอกว่า ไม่ใช่หน้าที่ของเรา
ทีนี้ในการประชุมคราวนั้น พญานาค ขึ้นมาฟังด้วย พอดี พญาครุฑ บินมาในอากาศเห็นเข้าก็จะ ฉะพญานาคละซี ปฏิปักษ์กันนี่ โฉบลงมา พญานาควิ่งพรวดเข้าไปกลางวงพระ พระทั้งหลายตกตะลึง บอกว่าเณร ช่วยพญานาคเดี๋ยวนี้ เณรแกอายุ 7 ปีเท่านั้น เป็นพระอนาคามีได้อภิญญา พอท่านสั่ง เณรก็ยิ้ม เข้ามา วาโยกสิณ เอาลมหอบพยาครุฑไปเสียไกล พระได้ท่า บอกว่า เณรฉันบอกให้แกช่วยพญานาค แกยิ้มนั่นยิ้มเยาะพระ นี่ต้องลงทัณฑกรรม นั่น แน่ ไม่ใช่เล่น หาเรื่องคน เป็นที่หนึ่ง เณรก็ยอม แล้วแต่พระคุณเจ้าจะ ลงทัณฑ์ ท่านก็สั่งว่า ถ้าอย่างนั้นเธอจงลงไปตาม อุปคุต มานั่น ตอนแรกปรึกษากันว่า ใครจะเป็นคน ไปนิมนต์พระอุปคุต ที่จำพรรษาอยู่กลางทะเล พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ว่า มีอุปคุตคนเดียวเท่านั้น ที่เป็นคู่ ปรับพระยามาธิราช ปราบให้แพ้น่ะได้ แต่คู่ปรับนี้ ต้องปราบ ให้แพ้ด้วย แล้วทำให้ เลื่อมใส กลับเป็นคนดีด้วย ความประสงค์เป็นอย่างนี้ พระพุทธเจ้า ท่านจะปราบก็ปราบได้ แต่ท่านไม่สามารถทำให้ พระยามาร เป็นคนดีได้ ตอนก่อนจะนิพพาน ท่านจึงบอกไว้ว่า พระยามาราธิราชนี้มีคู่ทรมานเป็นพระอรหันต์ เบื้องหลัง เมื่อเรานิพพานไปแล้ว 200 ปี มีนามว่า อุปคุต
พอพระอุปคุตมาถึง พระทั้งหลายก็ว่า นี่อุปคุตเป็นอรหันต์แล้ว หาความสุขแต่ผู้เดียว ไม่ช่วยกันบำรุง พระพุทธศาสนา ไปเข้านิโรธสมาบัติ อยู่กลางทะเลอย่างนี้ ต้องถูกลงทัณฑกรรม เอาอีกแล้ว ทัณฑกรรมเฟ้อจริง ๆ พระอุปคุตก็ยอมรับว่า ไม่เป็นไรครับ เอาไงก็ว่ามาเถอะ เลยได้รับมอบหมายให้ต่อต้าน พระยามาราธิราช ในอีก 7 วันข้างหน้า พระอุปคุตก็ยอม แต่ขอกินข้าวให้อ้วนเสียก่อน ไม่อ้วนนี่ ท่าจะไม่เป็นเรื่อง เอา 7 วันก็พอ ตอนเช้าท่านก็เดินย่องแย่งเป็นขี้ยาเข้ามาในเมือง มีคนเขาบอกว่า นี่องค์นี้แหละที่เขาไป ตามมาต่อต้านพระยามาร พระเจ้าอโศกมหาราช ว่า โถ ! พระขี้ยาผอม เหลือแต่กระดูกยังงี้หรือ จะไปต่อต้านพระยามาราธิราช ไม่ได้ต้องลอง เลยเอาช้างพระที่นั่ง ตัวดุที่ตกมัน มายืนดักข้างทาง พอพระอุปคุต คล้อยหลังก็ไสช้างไล่แทงเลย พระอุปคุตได้ยินเสียงข้างหลัง เอ๊ะ อะไรกันแน่ เห็นช้างวิ่งเข้ามาใกล้ท่านก็ เอานิ้วจิ้มปั๊บ บอกว่า "หยุด" ช้างกันจ้ำเบ้าเลย นั่งเหมือนกะ หินอยู่ตรงนั้น จะขี้แตก ด้วยหรือเปล่าจำไม่ได้ พระเจ้าอโศกมหาราชเลยบอกว่า ไม่ต้องไป บิณฑบาตหรอก แล้วท่านก็เอามาเลี้ยงเสียอ้วนปี๋เลย
ทีนี้พอวันเริ่มต้นงาน พระยามารก็แสดงเดช ทำมืดครึ้ม ไม่ให้เห็นแสงอาทิตย์เลย พระทั้งหลายก็เตือนว่า นั่นไง ท่านอุปคุต พระยามารแสดงแล้ว ท่านบอกว่า ไม่เป็นไรเรื่องเล็กพอแต่งตัวรัดประคดเรียบร้อย ก็ไปหาพระยามาร บอกว่า คลายฤทธิ์เดี๋ยวนี้นะ ถ้าไม่คลายเป็นพัง เราอุปคุต พระยามารได้ยินก็ชักขนลุกซู่ ๆ รู้ฤทธิ์ รู้เดช ฉะกันมาหลายชาติแล้ว ตาเขาก็หนึ่ง ในตองอูเหมือนกัน เอ้า เก่งจริง ก็เชิญเลย นี่พระยามาราธิราชไม่เคยกลัวใคร แม้แต่ พระสมณโคดม ก็ยังไม่กลัว เลยสู้กัน ความจริง เอาเสียที่เดียว ก็ได้เหนือ ชั้นกว่ามาก ล่อกันไปล่อกันมา ท่านอุปคุต ท่านขี้เกียจขึ้นมา ก็จับเอามือไพล่หลัง อธิษฐาน ให้แก้ไม่ออก ไม่ใช่แต่เท่านั้น อธิษฐานเอาหมาเน่ามาผูกคอเสียอีกด้วย พระยามาราธิราชแกก็เทวดาองค์หนึ่งเทวดา นี่แต่กลิ่นคนเขาก็เหม็นเสียแล้ว โดนหมาเน่าเข้าวิ่งโร่ไปหาพระอินทร์เจ้านายใหญ่ พระอินทร์บอกว่า อ้าว ทำไมไปเล่นกับพระอุปคุตเล่า เขาจะทำบุญพระศาสนากันดันไปแกล้งเขา ใครจะไปมีฤทธิ์เท่าพระอรหันต์ ได้ไม่มี มีทางเดียวท่านไปขอขมาท่านอุปคุตเสีย แล้วสัญญาว่า จะไม่ทำพยศอีก พระอุปคุตก็จะอภัยแก่ เธอ ท่านก็จำเป็นจำยอมไปขอโทษขอโพย พระอุปคุตถามว่า ยังไง สิ้นฤทธิ์แล้วรึ ? แกบอกว่า ยอมๆ ยอม ทุกอย่าง ต่อไปไม่แกล้งอีกแล้ว พระอุปคุต ก็แก้หมาเน่า แก้มัดมือออก แต่ยังเอารัดประคต ผูกเข้าไว้ กับ เขาพระสุเมรุเสียอีกหลายเปลาะ ปล่อยพระยามารดิ้นด็อกแด็กอยู่ 7 ปี 7 เดือน 7 วัน ดิ้นเสียเขาพระสุเมรุ หวั่นไหว ดาวดึงส์ สะเทือนไปหมด
พอพระเจ้าอโศกมหาราช ฉลองศาสนาเสร็จ ไปถึง พระยามาร ก็บ่นว่า โธ่เอ๋ย พระสมณโคดม ท่านก็ใจดี นะ แต่สาวกนี่แหมใจร้ายเต็มที ท่านอุปคุตไปถึงก็ต่อว่า สาวกสมัยก่อน อย่างพระโมคคัลนา พระสารีบุตร พระบิณโฑลภารทวาชะ ใคร ๆ ก็มีฤทธิ์ มากกว่าท่านเสียอีก แต่ไม่ใจร้าย มีท่านคนเดียว ใจร้ายกับเรา ท่านอุปคุตก็โต้ว่า รู้แล้วไม่ใช่หรือ พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ว่า ท่านกับเราเท่านั้น ที่เป็นคู่ปรับกัน ความจริงแล้ว ท่านผู้มีฤทธิ์ ทั้งหมดน่ะ ตัวท่านสู้ไม่ได้หรอก ไม่มีทางสู้ เวลานี้ แม้แต่เณร 7 ขวบ ที่ไปตามเรา ท่านก็สู้ไม่ได้ แต่ที่ท่านทั้งหลายไม่ทำ ก็เพราะไม่ใช่หน้าที่ของท่าน แต่เป็นหน้าที่ของเราผลที่สุดพระอุปคุตท่านก็ปล่อย แต่บอกว่า ก่อนปล่อย ต้องสัญญากับเราก่อนว่า จะไม่รบกวน บรรดาภิกษุ ภิกษุณี อุบาสิกา ผู้ปรารถนาในธรรม ถ้ารบกวนเมื่อไรโทษจะหนักกว่านี้หลายพันเท่า พระยามารก็บอกว่าไม่เอาแล้ว ไอ้ 7 ปี 7 เดือน 7 วัน นี่ก็พอแล้ว
พระอุปคุตท่าน ก็ขอร้องให้พระยามาร แสดงเป็นรูปพระพุทธเจ้า สมัยยังทรงพระชนม์อยู่ให้ดู พระยามาร ตอบว่า ได้ ๆ ๆ เรื่องเล็ก แต่สัญญากันก่อนนะ จะไหว้ผมไม่ได้ นะห้ามไหว้ โดยเฉพาะ พวกท่าน เป็นอรหันต์ เป็นพระอริยะ มาไหว้ผมละ ไม่เป็นเรื่องหรอก พระอุปคุต ก็ตกลง พระยามาราธิราช บอกว่า ผมจะ เดินไปทางหลังเขา ถ้าออกมา ห้ามไหว้เด็ดขาดนะ เพราะ บาปจะตกอยู่กับผม พอพระยามาร ไปหลังเขา พระอุปคุต ก็ให้สัญญาณ เรียกพระอรหันต์มาทั้ง 2 แสนรูป สักครู่หนึ่ง พระยามารก็ออก เป็นพระพุทธเจ้า มีฉัพพรรณรังสี รัศมี สว่างไสว สวยสด งดงามมาก มี พระโมคคัลลา พระสารีบุตร อยู่เบื้อง ซ้าย ขวา ครบ เครื่องมาเลย พระทั้งหมด ลืมสัญญา ลุกขึ้นกราบพร้อมกัน กราบพระพุทธเจ้า พระยามารรีบคลายตัว ทันทีบอกว่า ท่านทำไมทำยังงี้ เป็นโทษกับผม ท่านอุปคุตก็บอกว่า ท่านไม่ต้องวิตก เพราะว่า การกราบนี้เขา ไม่ได้กราบท่าน เขากราบพระพุทธเจ้า โทษของท่านไม่มี พระยามาราธิราชก็บอกว่า ถ้าอย่างนั้น ขอพระคุณเจ้าทั้งหมดงดโทษให้ผมด้วย พร้อมด้วยพระรัตนตรัย เพราะว่า ผมเอง ก็ปรารถนาพุทธภูมิ แล้วท่าน ก็กลับไป เรื่องก็จบลงแต่เพียงนี้
ประวัติพระสีวลีเถระ
พระสีวลีเถระ เป็นพระมหาเถระที่มีประวัติค่อนข้างแปลกไปกว่าพระมหาเถระองค์อื่น ๆ ท่านต้องอยู่ในครรภ์พระมารดาอยู่ถึง ๗ ปี กับอีก ๗ วัน ด้วยอำนาจบุรพกรรมตามมาส่งผล และพระพุทธองค์ทรงยกย่องให้เป็นตำแหน่งเอตทัคคะในบรรดาภิกษุผู้เลิศด้วยลาภ และเลิศด้วยยศทั้งหลาย ในศาสนาของพระองค์ แม้พระมารดาคือ พระนางสุปฺปวาสา ผู้เป็นราชบุตรีของเจ้าโกลิยะ.ก็ทรงเป็นเอตทัคคะผู้กว่าพระสาวิกาทั้งหลายผู้ถวายสิ่งของอันประณีต การที่พระพุทธองค์ได้ทรงยกย่องท่านในตำแหน่งเอตทัคคะดังกล่าวก็เป็นไปตามความปรารถนาของท่านมาแต่ในอดีต
ความปรารถนาในอดีต
ในกัปที่แสน แต่กัปนี้ ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ ในครั้งนั้น ท่านได้เกิดเป็นกษัตริย์ในพระนครหงสวดี ได้ยินพระพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งสาวกของพระองค์ชื่อสุทัสสนะ ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะผู้มีลาภมาก ดังนั้น ทรงปรารถนาในตำแหน่งนั้นบ้าง จึงได้นิมนต์ พระชินสีห์พร้อมทั้งพระสาวก ให้เสวยและฉันถึง ๗ วัน ครั้น ถวายมหาทานแล้วก็ได้ตั้งความปรารถนาว่า ขอให้ท่านเป็นเอตทัคคะผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้มีลาภในอนาคตกาล.พระปทุมุตตระบรมศาสดา จึงทรงพยากรณ์ว่าความปรารถนาของท่านนี้จะสำเร็จในกัปที่แสนแต่กัปนี้ไป ท่านจะบังเกิดในนาม สีวลี ได้บวชในสำนักของพระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่าโคตมะ ซึ่งสมภพในวงศ์ของพระโอกกากราช ดังนี้แล้ว เสด็จหลีกไป
ต่อจากนั้น ท่านก็กระทำกุศลจนตลอดชีวิต ครั้นสิ้นชีวิตแล้วก็ท่องเที่ยวไปกำเนิดในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ครั้นในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ ในกาลของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า วิปัสสี ท่านได้ถือปฏิสนธิในหมู่บ้านแห่งหนึ่งไม่ไกลพระนครพันธุมดี ในสมัยนั้น ท่านเป็นคนโปรดปรานของสกุลหนึ่งในพระนคร และเป็นคนที่หมั่นขยันขวนขวายในกิจการงาน
สมัยหนึ่งหลังจากที่พระบรมศาสดาเสด็จเที่ยวจาริกไปในชนบท กลับมาสู่พระนครพันธุมดี ครั้งนั้น พระเจ้าพันธุมะซึ่งเป็นพุทธบิดา ได้ทรงเตรียมอาคันตุกทาน เพื่อภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ทรงปรารถนาจะทำมหาทานแข่งกับชาวเมือง ในวันใดที่พระราชาเป็นผู้ถวายทาน เหล่ามหาชนก็จะสังเกตดู และในวันรุ่งขึ้นก็จะเตรียมทานให้ยิ่งกว่านั้น และในวันถัดไป พระราชาก็จะถวายให้ยิ่งขึ้นไปอีก จนกระทั่งถึงวันที่ ๖ ซึ่งเป็นวันของชาวเมือง ชาวเมืองเหล่านั้นทั้งหมดได้จัดเตรียมสิ่งของไว้ทุกสิ่ง โดยตั้งใจจะไม่ให้มีสิ่งใดที่ขาดแม้สักสิ่งเดียว จึงได้ตรวจดูทานที่ตนได้เตรียมไว้ก็ไม่เห็นน้ำผึ้งสด มีเพียงน้ำผึ้งที่เคี่ยวแล้ว ชนเหล่านั้นจึงให้คนถือเอาทรัพย์คนละ ๑ พันกหาปนะแล้วส่งไปเฝ้ายังประตูพระนครทั้ง ๔ เพื่อขอซื้อจากผู้ที่มาจากชนบทนอกพระนคร
ในวันนั้นเอง ท่านเดินทางเข้ายังพระนครด้วยปรารถนาจะเยี่ยมนายบ้าน ในระหว่างทางท่านเห็นรวงผึ้งที่ปราศจากตัวอ่อน ขนาดเท่างอนไถ จึงไล่ตัวผึ้งให้หนีไป แล้วตัดกิ่งไม้ถือรวงผึ้ง ด้วยตั้งใจว่าจะนำไปให้แก่นายบ้าน ฝ่ายผู้ที่ชาวเมืองมอบเงินไปเพื่อหาซื้อน้ำผึ้ง พบท่านถือรวงผึ้งสดเข้ามาจึงขอซื้อในราคาหนึ่งกหาปนะ
ท่านเกิดความคิดว่า ธรรมดารวงผึ้งนี้ย่อมไม่ถึงค่าน้อยกว่าหนึ่งกหาปนะมาก แต่บุรุษนี้ให้ทรัพย์กหาปณะหนึ่ง เห็นจะมีเหตุเบื้องหลังอยู่ จึงตอบปฏิเสธไป บุรุษนั้นจึงขึ้นราคาให้เป็นสองกหาปนะ ท่านก็ยังปฏิเสธอีก บุรุษนั้นก็ขึ้นราคาไปเรื่อย ๆ จนถึงพันกหาปนะ
ท่านได้พิจารณาเห็นเป็นเรื่องผิดปกติมากที่ขอซื้อรวงผึ้งสดด้วยราคาถึงพันกหาปนะ จึงได้สอบถามถึงเหตุผล บุรุษผู้นั้นจึงให้เหตุผลว่า พวกชาวพระนครได้ตระเตรียมมหาทาน เพื่อถวายพระวิปัสสีสัมมาสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีสมณะ ๖ ล้าน ๘ แสนเป็นบริวาร ในมหาทานนั้นยัง ไม่มีน้ำผึ้งดิบอย่างเดียวเท่านั้น เพราะฉะนั้น เขาจึงขอซื้อ ในราคาเช่นนั้น.
ท่านเห็นเป็นโอกาสที่จะได้ทำบุญอันยิ่งใหญ่ จึงขอมีส่วนร่วมในมหาทานนั้น บุรุษนั้นไปบอกเนื้อความแก่ชาวเมือง. ชาวเมืองทราบในศรัทธาของเขาจึงอนุโมทนา ท่านจึงได้เอากหาปณะที่ตนเก็บไว้เพื่อเสบียงเดินทางจากบ้านไปซื้อเครื่องเทศ ๕ อย่างแล้ว ทำให้ป่น นำเอาน้ำส้มมาจากนมส้มแล้ว คั้นรังผึ้งลงในนั้น ปรุงด้วยจุณเครื่องเทศ ๕ อย่างแล้ว ใส่ลงในบัวตระเตรียมสิ่งนั้นเรียบร้อยแล้ว ถือไปนั่งในที่ไม่ไกลพระทศพล เมื่อมหาชนเป็นอันมากนำเอาสักการะไป เขามองดูวาระที่จะถึงแก่ตนในลำดับ รู้ช่องทางแล้วจึงเข้าเฝ้าพระศาสดา กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สักการะอันยากไร้นี้เป็นของข้าพระองค์ ขอพระองค์โปรดอาศัยความอนุเคราะห์ข้าพระองค์ รับสักการะนี้เถิด พระศาสดาทรงอนุเคราะห์เขา ทรงรับสักการะนั้นด้วยบาตรศิลา อันท้าวมหาราชทั้ง ๔ ถวายแล้ว ได้ทรงอธิษฐานให้ไทยธรรมที่ถวายเพียงพอแก่ภิกษุ ๖,๘๐๐,๐๐๐ รูป ด้วยอานุภาพแห่งพระพุทธเจ้า.น้ำผึ้งนั้นก็มีเพียงพอแก่พระสาวกทั้งสิ้น
ครั้นแล้วท่านถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้กระทำภัตกิจ เสร็จแล้วยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ ด้วยผลแห่งกรรมนี้ ขอข้าพระองค์ พึงเป็นผู้ถึงความเป็นผู้เลิศด้วยความเป็นผู้มีลาภ ในภพที่เกิดแล้ว ๆ ดังนี้ พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนกุลบุตร ความปรารถนาของท่านจงสำเร็จอย่างนั้น ดังนี้แล้ว ทรงกระทำภัตตานุโมทนาแก่เขาและชาวเมืองแล้วเสด็จหลีกไป.
บุรพกรรมที่นำไปสู่อเวจีและต้องอยู่ในครรภ์พระมารดา ๗ ปี ๗ วัน
เมื่อท่านได้สิ้นอายุในสมัยนั้นแล้ว ท่านก็ได้ไปบังเกิดในเทวโลก ท่องเที่ยวอยู่สิ้นกาลนาน ต่อมาในสมัยหนึ่งท่านได้จุติจากเทวโลก บังเกิดเป็นราชโอรสแห่งพระเจ้ากาสี (อรรถกถาบางแห่งว่า พระเจ้าพรหมทัต) ผู้ครองกรุงพาราณสี ต่อมาพระเจ้าโกศลทรงกรีธากองพลใหญ่มายึดกรุงพาราณสี ทรงปลงพระชนม์พระเจ้ากาสีและได้สถาปนาพระอัครมเหสีของพระราชานั้นให้เป็นอัครมเหสีของพระองค์. ฝ่ายพระราชโอรสของพระเจ้าพาราณสี ในเวลาที่พระบิดาถูกปลงพระชนม์ ได้ทรงหนีออกทางประตูระบายน้ำ รวบรวมญาติมิตรและพวกพ้องของพระองค์ไว้เป็นอันเดียวกัน รวมกำลังโดยลำดับแล้วเสด็จมายังกรุงพาราณสี ตั้งค่ายใหญ่ไว้ในที่ไม่ไกล ทรงส่งพระราชสาสน์ถึงพระราชาองค์นั้นว่า จะคืนราชสมบัติหรือจะรบ.
พระมารดาได้สดับสาสน์ของพระราชกุมารแล้ว จึงส่งพระราชสาสน์ลับแนะนำไปว่า จงอย่ามีการต่อสู้ จงตัดขาดการสัญจรทั่วทุกทิศ โดยการล้อมกรุงพาราณสีไว้ พวกคนในกรุงก็จะพากันลำบากเพราะหมด ไม้ น้ำและอาหาร และจะจับพระราชามาถวายเอง พระราชกุมารได้สดับสาสน์ของพระมารดาแล้ว จึงล้อมประตูใหญ่ทั้ง ๔ ด้านไว้ ๗ ปี.แต่การณ์ก็มิได้เป็นอย่างที่ทรงดำริ เนื่องจากพวกคนในกรุงพากันออกทางประตูเล็ก นำเอาไม้และน้ำเป็นต้น มาทำกิจทุกอย่าง.
ครั้นพระมารดาของพระราชกุมารทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว จึงส่งพระราชสาสน์ลับถึงพระโอรส ตำหนิพระโอรสว่า ลูกเราโง่เขลาไม่รู้อุบาย จงปิดประตูน้อยล้อมกรุงไว้. พระราชกุมารทรงสดับพระราชสาสน์ของพระมารดา จึงได้ทรงกระทำอย่างนั้นถึง ๗ วัน ชาวพระนครเมื่อออกไปข้างนอกไม่ได้ วันที่ ๗ จึงได้เอาพระเศียรของพระราชานั้นไปมอบแต่พระราชกุมาร พระราชกุมารได้เสด็จเข้ากรุงยึดราชสมบัติ.
ท่านได้กระทำกรรมนี้แล้ว ในกาลที่สุดแห่งอายุ ไปบังเกิดในอเวจี หมกไหม้อยู่ในนรกตราบเท่ามหาปฐพีนี้หนาขึ้นได้ประมาณโยชน์หนึ่ง
เพราะผลกรรมที่ล้อมพระนครไว้ถึง ๗ ปีในครั้งนั้น บัดนี้พระองค์จึงอยู่ในโลหิตกุมภี กล่าวคือพระครรภ์ของมารดา ๗ วัน. แต่เพราะล้อมกรุงไว้ถึง ๗ วันโดยเด็ดขาด จึงถึงความเป็นผู้หลงครรภ์ถึง๗ วัน. ส่วนในอรรถกถาชาดกท่านกล่าวว่า เพราะผลกรรมที่ล้อมกรุงยึดไว้ถึง ๗ วัน. พระองค์จึงอยู่ในโลหิตกุมภีถึง ๗ ปีแล้วถึงความเป็นผู้หลงครรภ์ถึง ๗ วัน. ก็พระองค์เป็นผู้เลิศด้วยลาภเพราะอานุภาพที่ถวายมหาทานแล้วตั้งความปรารถนาที่บาทมูลของพระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ขอเป็นผู้เลิศด้วยลาภ และที่ถวายน้ำอ้อยและนมส้มมีค่า ๑,๐๐๐กหาปณะพร้อมชาวเมือง แล้วได้ตั้งความปรารถนาในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี. ฝ่ายพระนางสุปปวาสา อุ้มครรภ์อยู่ถึง๗ ปี หลงครรภ์อยู่ถึง ๗ วัน เพราะที่ส่งสาสน์ไปว่า พ่อจงล้อมพระนครยึดไว้. พระมารดาและบุตรเหล่านั้น ได้เสวยทุกข์เช่นนี้อันสมควรแก่กรรมของตน ด้วยประการฉะนี้.
กำเนิดในพุทธกาล
ครั้นพ้นจากนรกอเวจีแล้ว ก็เที่ยวเกิดไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย จนถึงสมัยพระพุทธเจ้าของเรานี้ จึงได้ถือปฏิสนธิในครรภ์ของ พระนางสุปปวาสา ราชบุตรีของเจ้าโกลิยะ กษัตริย์พระนครโกลิยะ ซึ่งทรงอภิเษกกับเจ้าศากยวงศ์พระองค์หนึ่ง พระนางนั้นพระบรมศาสดาได้ทรงสถาปนาพระนางไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นเลิศกว่าพวกอุบาสิกาผู้ถวายของมีรสประณีต และได้ทรงปฏิบัติธรรมจนบรรลุโสดาบันปัตติผล
ด้วยกุศลกรรมแห่งการที่ท่านเป็นผู้เลิศด้วยลาภเพราะอานุภาพที่ถวายมหาทานแล้วตั้งความปรารถนาในสมัยแห่งองค์พระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ขอเป็นผู้เลิศด้วยลาภ และอานิสงส์ที่ถวายน้ำอ้อยและนมส้มมีค่า ๑,๐๐๐กหาปณะพร้อมชาวเมือง แล้วได้ตั้งความปรารถนาในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี.นับแต่วันที่ท่านถือปฏิสนธิ ก็มีคนถือเอาเครื่องบรรณาการมาให้พระนางสุปปวาสา วันละร้อยเล่มเกวียน ทั้งในเวลาเย็นและในเวลาเช้า
ครั้งนั้น คนทั้งหลายด้วยความปรารถนาจะลองบุญนั้น จึงให้นางเอามือจับกระเช้าพืช.พืชแต่ละเมล็ด ผลิตผลออกมาเป็นพืชตั้งร้อยกำ พันกำ พืชที่หว่านลงไปในที่นาแต่ละกรีส (หน่วยวัดที่นาในสมัยพุทธกาล) ก็เกิดผลประมาณ ๕๐ เล่มเกวียนบ้าง ๖๐ เล่มเกวียนบ้าง แม้ในเวลาขนข้าวใส่ยุ้ง คนทั้งหลายก็ให้นางเอามือจับประตูยุ้ง ด้วยบุญของราชธิดาเมื่อมีคนมารับของไป ของที่พร่องไปนั้นก็กลับเต็มเหมือนเดิม เมื่อคนทั้งหลายพูดว่า บุญของราชธิดา แล้วให้ของแก่ใคร ๆ จากภาชนภัตรที่เต็มบริบูรณ์ ภัตรย่อมไม่สิ้นไป จนกว่าจะยกของพ้นจากที่ตั้ง
ด้วยผลกรรมของพระนาง ที่ได้ส่งสาส์นลับไปแนะนำพระราชโอรส ร่วมกับวิบากกรรมของพระโอรสในอดีตที่ได้ล้อมกรุงพาราณสีไว้เป็นเวลาถึง ๗ ปี ทำให้เวลาล่วงไปถึง ๗ ปี.ก็ยังไม่มีพระประสูติกาล
ครั้นเมื่อครบกำหนด ๗ ปีแล้ว ด้วยวิบากกรรมร่วมกันของพระนาง กับ พระโอรสที่ได้ปิดล้อมประตูเล็กของกรุงพาราณสีไว้เป็นเวลา ๗ วัน ทำให้ชาวเมืองไม่สามารถออกจากเมืองมาหาอาหารและสิ่งที่จำเป็นในการดำรงชีวิต ได้รับความลำบากมาก ทำให้พระนางเสวยทุกข์หนักตลอด ๗ วัน
พระนางปรารภกับพระสวามีปรารถนาจะถวายทานก่อนที่จะตาย จึงส่งพระสวามีไปเฝ้าพระศาสดาเพื่อไปกราบทูลเรื่องนี้ แล้วนิมนต์พระบรมศาสดา และถ้าพระบรมศาสดาตรัสคำใด ขอให้ตั้งใจจดจำคำนั้นให้ดีแล้วกลับมาบอกพระนาง พระสวามีจึงเดินทางไปแล้วกราบทูลข่าวแด่พระพุทธองค์ พระบรมศาสดาทรงตรัสว่า พระนางสุปปวาสาโกลิยธิดาจงมี ความสุข จงมีความสบาย ไม่มีโรค จงคลอดบุตรที่หาโรคมิได้เถิด พระสวามีได้ยินดังนั้นจึงถวายบังคมพระศาสดา ทรงมุ่งหน้าเสด็จกลับพระราชนิเวศน์
ในเวลาเมื่อพระบรมสุคตตรัสเสร็จ พระกุมารก็คลอดจากพระครรภ์ของพระนางสุปปวาสาอย่างสะดวก เหล่าพระญาติและบริวารที่นั่งล้อมอยู่เริ่มหัวเราะ ทั้งที่หน้านองด้วยน้ำตา มหาชนยินดีแล้ว ร่าเริงแล้ว ได้ไปกราบทูลข่าวที่น่ายินดีแด่พระสวามีที่กำลังเดินทางกลับ พระราชาทรงเห็นอาการของชนเหล่านั้นทรงดำริว่า พระดำรัสที่พระทศพลตรัสเห็นจะเป็นผลแล้ว พระองค์จึงกราบทูลข่าวของพระทศพลนั้นแด่พระราชธิดา พระราชธิดาตรัสให้พระสวามีไปนิมนต์พระทศพล ตลอด ๗ วัน พระสวามีทรงกระทำดังนั้นและได้มีการถวายทานแด่พระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานตลอด ๗ วัน การประสูติของทารก ได้ดับจิตที่เร่าร้อนของพระประยูรญาติทั้งหมด เพราะฉะนั้น พระประยูรญาติจึงเฉลิมพระนามของกุมารนั้นว่า “สีวลีทารก”
พระสีวลีบวชเมื่อเกิดได้ ๗ วัน
ตั้งแต่เวลาที่ได้เกิดมาแล้ว ทารกนั้นได้เป็นผู้แข็งแรง อดทนได้ในการงานทั้งปวง เพราะค่าที่อยู่ในครรภ์มานานถึง ๗ ปี ครั้นถึงวันที่ ๗ พระนางสุปปวาสาตกแต่งพระสีวลีกุมารผู้โอรส ถวายบังคมพระศาสดา และพระภิกษุสงฆ์ เมื่อพระกุมารถูกนำเข้าไปสักการะพระสารีบุตรเถระเจ้านั้น พระเถระเจ้าได้กระทำปฏิสันถารกับเธอว่า สีวลี เธอยังจะพอทนได้หรือ ? สีวลีกุมาร ได้ตรัสตอบพระเถระเจ้าว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ กระผมจะมีความสุขที่ไหนได้เล่า กระผมนั้นต้องอยู่ในโลหกุมภีถึง ๗ ปี
พระเถระได้กล่าวกะสีวลีทารกนั้นอย่างนี้ว่า ก็ถ้าเธอได้รับความทุกข์ถึงขนาดนั้นแล้ว บวชเสียไม่สมควรหรือ สีวลีตอบว่าถ้าบวชได้ก็จะบวช พระนางสุปปวาสาเห็นทารกนั้นพูดอยู่กับพระเถระ ก็คิดว่าบุตรของเราพูดอะไรหนอกับพระธรรมเสนาบดี จึงเข้าไปหาพระเถระถามว่า บุตรของดิฉันพูดอะไรกับพระคุณเจ้า เจ้าคะ พระเถระกล่าวว่า บุตรของท่านพูดถึงความทุกข์ที่อยู่ในครรภ์ที่ตนได้รับ แล้วกล่าวว่า ถ้าท่านอนุญาต ก็จะบวช
พระนางสุปปาวาสาตรัสว่า ดีละเจ้าข้า โปรดให้เขาบรรพชาเถิด พระเถระนำทารกนั้นไปวิหาร ให้ ตจปัญจกกัมมัฎฐาน (กรรมฐาน 5 กอง คือ เกศา โลมา นขา ทันตา ตโจ) และได้กล่าวว่า สีวลี เราไม่จำต้องให้โอวาทดอก เธอจงพิจารณาทุกข์ ที่เธอเสวยมาถึง ๗ ปีนั่นแหละ ในขณะที่โกนผมปอยแรก พระสีวลีก็บรรลุโสดาปัตติผล และในขณะโกนปอยที่ที่ ๒ ก็บรรลุสกทาคามิผล และในขณะโกนผมปอยที่ ๓ ก็บรรลุอนาคามิผล และก็ได้บรรลุพระอรหัตผลพร้อมกันกับที่โกนผมหมด
ส่วนอาจารย์บางพวก กล่าวถึงการบรรลุพระอรหัตของพระเถระนี้ไว้ดังนี้ว่า เมื่อพระธรรมเสนาบดีสารีบุตร ให้โอวาทโดยนัยดังกล่าวแล้วข้างต้น เมื่อสีวลีกุมารกล่าวว่า กระผมจักรู้กิจกรรมที่กระผมสามารถจักกระทำได้ (ด้วยตนเอง) ดังนี้ แล้วจึงบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐาน เห็นกุฏิหลังหนึ่งว่าง (สงบสงัด) จึงเข้าไปสู่กุฏินั้นในวันนั้นแหละ ระลึกถึงทุกข์ที่ตนเสวยแล้วในท้องมารดาตลอด ๗ ปี แล้วพิจารณาทุกข์นั้น ในอดีตและอนาคต โดยทำนองนั้นแหละอยู่ ภพทั้ง ๓ ก็ปรากฏว่า เป็นเสมือนไฟติดทั่วแล้ว สีวลีสามเณรหยั่งลงสู่วิปัสสนาวิถี เพราะญาณถึงความแก่รอบ ทำอาสวะแม้ทั้งปวงให้สิ้นไป ตามลำดับมรรค บรรลุพระอรหัตแล้ว ในขณะนั้นเอง ส่วนพระเถระก็เป็นผู้แตกฉานในปฏิสัมภิทา ได้อภิญญา ๖
พระสีวลีทดลองบุญ
ในเวลาต่อมา พระบรมศาสดาได้เสด็จไปยังพระนาครสาวัตถี พระสีวลีเถระถวายอภิวาทพระบรมศาสดาแล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จักทดลองบุญของข้าพระองค์ ขอพระองค์จงมอบภิกษุ ๕๐๐ รูปแก่ข้าพระองค์ พระศาสดาตรัสสั่งว่า จงรับไปเถิด สีวลี.ท่านพาภิกษุ ๕๐๐ รูป เดินทางบ่ายหน้าไปสู่หิมวันตประเทศ เดินทางผ่านดง เทวดาที่สิงอยู่ที่ต้นไทร ที่ท่านเห็นเป็นครั้งแรก ได้ถวายทานตลอด ๗ วัน เทวดาทั้งหลายได้ถวายทานทุก ๆ ๗ วัน ในสถานที่ทั่ว ๆ ไป ที่ท่านเห็นต่างกรรม ต่างวาระ กันดังนี้ คือ
ท่านเห็นต้นไทรเป็นครั้งแรก เห็นภูเขาชื่อว่าปัณฑวะเป็นครั้งที่ ๒ เห็นแม่น้ำอจิรวดี เป็นครั้งที่ ๓ เห็นแม่น้ำวรสาครเป็นครั้งที่ ๔ เห็นภูเขาหิมวันต์เป็นครั้งที่ ๕ ถึงป่าฉัททันต์ เป็นครั้งที่ ๖ ถึงภูเขาคันธมาทน์เป็นครั้งที่ ๗ และพบพระเรวตะ เป็นครั้งที่ ๘.
ประชาชนทั้งหลาย ได้ถวายทานในที่ทุกแห่งตลอด ๗ วันเท่านั้น.ก็ในบรรดา ๗ วัน นาคทัตตเทวราช ที่ภูเขาคันธมาทน์ ได้ถวายบิณฑบาตชนิดน้ำนม (ขีรบิณฑบาต) สลับวันกับ ถวายบิณฑบาตชนิดเนยใส (สัปปิบิณฑบาต) วันเว้นวัน ลำดับนั้นภิกษุสงฆ์จึงถามท่านเทวราช ว่า ของที่ท่านนำมาถวายนั้นเกิดขึ้นได้อย่าไร ในเมื่อ แม่โคนมที่เขารีดนมถวายแด่เทวราชนี้ก็มิได้ปรากฏ การบีบทำน้ำนมส้มก็มิได้ปรากฏ .เนาคทัตตเทวราชตอบว่า นี้เป็นอานิสงส์แห่งการถวายสลากภัตรน้ำนมในกาลแห่งพระกัสสปทศพล.
ในกาลต่อมา พระศาสดาทรง เอาเหตุแห่งการที่พระขทิรวนิยเถระจัดการต้อนรับ ให้เป็นอัตถุปบัติ (เหตุเกิดแห่งเรื่อง) ในการที่ทรงแต่งตั้งพระสีวลีเถระไว้ในตำแหน่งแห่งภิกษุผู้เลิศ ในบรรดาภิกษุผู้เลิศด้วยลาภ และเลิศด้วยยศทั้งหลาย ในศาสนาของพระองค์ ในเรื่องนี้ มีเหตุเกิดขึ้นอย่างนี้
เหตุเกิดแห่งเรื่องที่ทรงแต่งตั้งพระสีวลีเถระไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะในบรรดาภิกษุผู้เลิศด้วยลาภ และเลิศด้วยยศทั้งหลาย ในศาสนาของพระองค์
ในสมัยหนึ่ง พระขทิรวนิยเรวตเถระ ซึ่งเป็นน้องชายของพระสารีบุตร ได้หนีการแต่งงานที่บิดามารดาจัดการให้ มาขอบวชในสำนักพระภิกษุ ซึ่งมีภิกษุอยู่ประมาณ ๓๐ รูป เหล่าพระภิกษุสอบถามดู ทราบว่าเป็นน้องชายของพระสารีบุตร ที่ท่านได้เคยแจ้งไว้ก่อนว่าถ้าน้องชายมาขอบวชก็อนุญาตให้บวชได้ จึงได้ทำการบวชให้แล้วส่งข่าวมายังท่านพระสารีบุตร
ครั้งนั้น เมื่อพระสารีบุตรทราบข่าวดังนั้น จึงกราบทูลพระศาสดาเพื่อขอไปเยี่ยม พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทราบว่าพระเรวตะเริ่มทำความเพียรเจริญวิปัสสนา จึงทรงห้ามพระสารีบุตรถึง ๒ ครั้ง ในครั้งที่ ๓ เมื่อพระสารีบุตรทูลอ้อนวอนอีก ทรงทราบว่า พระเรวตะบรรลุพระอรหัตแล้วจึงทรงอนุญาตและตรัสว่าจะทรงไปด้วยพร้อมเหล่าพระสาวกอื่น
ดังนั้น พระศาสดาพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่เป็นบริวาร ก็ได้เสด็จออกไปด้วยพระประสงค์ว่าจะไปเยี่ยมพระเรวตะ.ครั้นเดินทางมาถึง ณ ที่แห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นหนทาง ๒ แพร่ง
พระอานนเถระกราบทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญตรงนี้มีหนทาง ๒แพร่ง ภิกษุสงฆ์จะไปทางไหน พระเจ้าข้า
พระศาสดาตรัสถามว่า อานนท์หนทางไหน เป็นหนทางตรง
พระอานนท์กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญหนทางตรงมีระยะประมาณ ๓๐ โยชน์ แต่เป็นหนทางที่มีอมนุษย์ ส่วนหนทางอ้อมมีระยะทาง ๖๐ โยชน์ เป็นหนทางสะดวกปลอดภัย มีภิกษาดีหาง่าย.
พระศาสดาตรัสว่า อานนท์ สีวลีได้มาพร้อมกับพวกเรามิใช่หรือ
พระอานนท์กราบทูลว่า ใช่ พระสีวลีมาแล้วพระเจ้าข้า
พระศาสดาตรัสว่า ถ้าอย่างนั้นพระสงฆ์จงไปตามเส้นทางตรงนั้นแหละ เราจักได้ทดลองบุญของพระสีวลี.
พระศาสดามีพระภิกษุสงฆ์เป็นบริวาร เสด็จขึ้นสู่เส้นทาง ๓๐ โยชน์ เพื่อจะทรงทดลองบุญของพระสีวลีเถระ.
จำเดิมแต่ที่ได้เสด็จไปตามหนทาง หมู่เทวดาได้เนรมิตพระนครในที่ทุกๆ โยชน์ ช่วยกันจัดแจงพระวิหารเพื่อเป็นที่ประทับและที่อยู่แด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข
พวกเทวบุตร ได้ถือเอาข้าวยาคูและของเคี้ยวเป็นต้น ไปเที่ยวถามอยู่ว่า พระผู้เป็นเจ้าสีวลีไปไหน ดังนี้แล้ว จึงไปหาพระเถระ พระเถระจึงให้นำเอาสักการะและสัมมมานะเหล่านั้นไปถวายพระศาสดา พระศาสดาพร้อมทั้งบริวารเสวยบุญของพระสีวลีเถระผู้เดียว ได้เสด็จไปตลอดทางกันดารประมาณ ๓๐ โยชน์
ฝ่ายพระเรวตเถระทราบการเสด็จมาของพระศาสดา จึงนิรมิต พระคันธกุฎีเพื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า นิรมิตเรือนยอด ๕๐๐ ที่จงกรม ๕๐๐ และที่พักกลางคืนและที่พักกลางวัน ๕๐๐ พระศาสดาประทับอยู่ใน สำนักของเรวตะเถระนั้นสิ้นกาลประมาณเดือนหนึ่งแล แม้ประทับอยู่ ในที่นั้น ก็เสวยบุญของพระสีวลีเถระนั่นเอง แม้พระศาสดาทรงพาภิกษุสงฆ์ไป เสวยบุญของพระสีวลีเถระ ตลอดการประมาณเดือนหนึ่งนั่นแลอีก เสด็จเข้าไปสู่บุพพาราม ลำดับ
ในกาลต่อมา พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับนั่งในท่ามกลางหมู่พระอริยเจ้าแล้ว ทรงสถาปนาพระเถระนั้นไว้ในตำแหน่งอันเลิศว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระสีวลีเป็นผู้เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้มีลาภ.
เกิดร่วมสมัยกับพระโพธิสัตว์
ท่านได้เกิดร่วมชาติกับพระโพธิสัตว์ ดังที่ปรากฏในชาดก คือ
เกิดเป็นราชกุมารผู้ล้อมพระนครแล้วสืบราชสมบัติ พระพุทธองค์เสวยพระชาติเป็นพระเจ้าพาราณสีผู้เป็นพระราชบิดา ใน อสาตรูปชาดก
ประวัติพระควัมปติเถระ
พระควัมปติเถระ เป็นหนึ่งในพระมหาเถระลำดับแรก ๆ ของพระพุทธเจ้า ซึ่งได้รับการบรรพชาโดยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา โดยได้รับการบวช จากพระบรมศาสดา ต่อจากพระยสเถระ ถ้าถือตามลำดับชื่อที่ปรากฏในพระบาลีท่านก็เป็นพระอรหันต์องค์ที่ ๑๐ ของโลก
พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้ว ในพระพุทธเจ้าพระองค์ ก่อนๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพนั้นๆ ดังนี้
บุรพกรรมในสมัยพระสิขีพุทธเจ้า
ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ ท่านเกิดเป็นพรานเนื้อเที่ยวอยู่ในป่า ได้พบท่านได้เห็นพระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า สิขี แล้วบังเกิดมีใจเลื่อมใส จึงได้ทำการบูชาพระบรมศาสดาพระองค์นั้นด้วยดอกอัญชันเขียว ด้วยบุญกรรมนั้น เมื่อท่านสิ้นชีวิตแล้วก็ไปบังเกิดในเทวโลก
บุรพกรรมในสมัยพระโกนาคมนพุทธเจ้า
ในสมัยของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า โกนาคมนะ ท่านได้กระทำบุญไว้มากอย่าง เช่นให้สร้างฉัตร และไพรที ไว้บนเจดีย์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
บุรพกรรมในสมัยพระกัสสปพุทธเจ้า
ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า กัสสปะ ท่านก็บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง ตระกูลนั้นได้มีฝูงโคเป็นอันมาก จึงต้องมีพวกนายโคบาลก็เฝ้ารักษาฝูงโคนั้น มาณพผู้เป็นนายผู้นี้ก็ต้องเที่ยวตรวจดูการทำงานที่พวกนายโคบายทั้งหลายทำอยู่ วันหนึ่งขณะที่ออกตรวจงานอยู่นั้น ท่านก็ได้เห็นพระเถระผู้ขีณาสพรูปหนึ่ง ซึ่งเที่ยวบิณฑบาตในหมู่บ้าน แล้วทำภัตกิจอยู่นอกหมู่บ้าน ณ บริเวณแห่งหนึ่งทุก ๆ วัน ท่านเกรงว่า พระคุณเจ้าคงจะลำบากเพราะความร้อนของแดด จึงให้สร้างมณฑปด้วยไม้ซึกถวายแก่ท่านพระขีณาสพรูปนั้น อรรถกถาบางเล่มกล่าวว่า ท่านปลูกต้นซึกไว้ใกล้มณฑป พระเถระจึงนั่งใต้ต้นซึกนั้นทุก ๆ วันเพื่อจะ อนุเคราะห์เขา.
ด้วยบุญกรรมนั้น เขาจุติจากมนุษยโลกนั้นแล้ว บังเกิดในวิมานชั้น จาตุมหาราชิกะ ใกล้ประตูวิมานก็บังเกิดป่าไม้ซึกใหญ่อันระบุถึงกรรมเก่าของเขา และมีดอกไม้ประเภทอื่นอื่นที่เต็มไปด้วยสีและกลิ่น เข้าไปช่วยเสริมความงามทุกฤดูกาล ด้วยเหตุนั้น วิมานนั้นจึงปรากฏนามว่า "เสรีสกวิมาน" เทวบุตรนั้นท่องเที่ยว ไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ตลอดพุทธันดรหนึ่ง
กำเนิดเป็นควัมปติมาณพในสมัยพระสมณโคดมพุทธเจ้า
ในพุทธุปบาทกาลนี้ ท่านเกิดเป็นบุตรของสกุลเศรษฐีสืบๆ มา ในพระนครพาราณสี มีชื่อว่า ควัมปติ เป็นหนึ่งในบรรดาสหายผู้เป็นคฤหัสถ์ทั้ง ๔ ของ ยสกุลบุตรผู้ เป็นบุตรของนางสุชาดา ผู้ถวายข้าวปายาส ผสมน้ำนมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าในเช้าวันวิสาขปุรณมี เมื่อครั้งพระพุทธองค์ทรงตัดสินพระทัยเลิกกระทำทุกรกิริยา และในคืนนั้นก็ทรงบรรลุพระโพธิญาณเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ครั้นเมื่อวันหนึ่งยสกุลบุตรแลเห็นเหล่านางผู้เป็นบริวารนอนเกลื่อนกลาดอยู่บนเรือน ประกอบไปด้วยกิริยาอันไม่น่าดู น่าเกลียดเหมือนซากศพในป่าช้า บังเกิดความเบื่อหน่ายเปล่งอุทานว่า ผู้เจริญทั้งหลาย ที่นี่วุ่นวายหนอ ผู้เจริญทั้งหลาย ที่นี่ขัดข้องหนอ.จึงได้เดินเข้าไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวัน และได้พบพระผู้มีพระภาคเจ้าซึ่งได้ตรัสกับยสกุลบุตรนั้นว่า ยสะ ที่นี่แลไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง ยสะ เธอจงมานั่งเถิด เราจักแสดงธรรม ให้เธอฟัง ครั้นจบพระธรรมเทศนาแล้ว ยสกุลบุตรก็บรรลุโสดาบัน
ในวันรุ่งขึ้นเมื่อเศรษฐีบิดาของยสกุลบุตรออกมาตามบุตรที่หายไปจากบ้าน มาถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ได้พบพระพุทธองค์ ซึ่งทรงแสดงฤทธิ์มิให้เศรษฐีเห็นยสกุลบุตร แล้วได้แสดงธรรมโปรด จนกระทั่งเศรษฐีเกิดดวงตาเห็นธรรมบรรลุโสดาปัตติผล บังเกิดความเลื่อมใสประกาศตนว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะทั้งสาม นับเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะ ๓เป็นคนแรกในโลก.ส่วนยสกุลบุตรเมื่อจบพระธรรมเทศนาก็บรรลุพระอรหัต จากนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงบันดาลให้ท่านเศรษฐีเห็นพระยสกุลบุตร และชี้แจงจนท่านเศรษฐีเห็นชอบให้ยสกุลบุตรได้บวช และได้นิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อเสวยภัตตาหารในวันรุ่งขึ้น เมื่อเศรษฐีคฤหบดีกลับไปไม่นาน ยสกุลบุตรก็ทูลขอบรรพชาต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์จึงทรงโปรดให้ยสกุลบุตรได้บวชด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา โดยพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า จงเป็นภิกษุมาเถิด แล้วได้ตรัสว่า ธรรมเรากล่าวไว้ดีแล้ว จงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบเถิด พระวาจานั้นแลได้เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุนั้น.
วันรุ่งขึ้น เวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงเสด็จพร้อมด้วยท่านพระยสไปยังเรือนของท่านเศรษฐีผู้คหบดี ครั้นถึงแล้วจึงทรงเทศนาโปรดนางสุชาดาและภรรยาเก่าของท่านพระยส เมื่อจบพระธรรมเทศนาท่านทั้งสองก็บรรลุโสดาบัน ประกาศตนเป็นอุบาสิกาผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ นับเป็นอุบาสิกาคู่แรกของโลกที่กล่าวอ้างพระรัตนตรัยเป็นชุดแรกในโลก ครั้งนั้น มารดาบิดาและภรรยาเก่าของท่านพระยสได้อังคาสพระผู้มีพระภาคและท่านพระยส ด้วยขาทนียโภชนียาหารอันประณีตด้วยมือของตนๆ จนให้ห้ามภัต ทรงนำพระหัตถ์ออกจากบาตรแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้มารดาบิดา และภรรยาเก่าของท่านพระยส เห็นแจ้ง สมาทาน อาจหาญ ร่าเริง ด้วยธรรมีกถาแล้วเสด็จลุกจากอาสนะกลับไป.
สหายคฤหัสถ์ ๔ คนของพระยสออกบรรพชา
สหายคฤหัสถ์ ๔ คนของท่านพระยส คือ วิมล ๑ สุพาหุ ๑ ปุณณชิ ๑ ควัมปติ ๑ ซึ่งเป็นบุตรของสกุลเศรษฐีสืบๆ มา ในพระนครพาราณสี ได้ทราบข่าวว่า ยสกุลบุตรปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสายะ ออกจากเรือน บวชเป็นบรรพชิตแล้ว ครั้นทราบดังนั้นแล้วได้ดำริว่า ธรรมวินัยและบรรพชาที่ยสกุลบุตรที่กระทำลงไปนั้น คงไม่ต่ำทรามแน่นอน ดังนี้ จึงพากันเข้าไปหาท่านพระยส ท่านจึงพาสหายคฤหัสถ์ทั้ง ๔ นั้น เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคกราบทูลว่า ขอพระผู้มีพระภาคโปรดประทานโอวาทสั่งสอนสหายของข้าพระองค์เหล่านี้.
พระผู้มีพระภาคทรงแสดงอนุปุพพิกถาแก่พวกเขา คือ ทรงประกาศทานกถา สีลกถา สัคคกถา โทษ ความต่ำทรามและความเศร้าหมองของกามทั้งหลาย และอานิสงส์ในการออกจากกาม เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า พวกเขามีจิตสงบ มีจิตอ่อน มีจิตปลอดจากนิวรณ์ มีจิตเบิกบาน มีจิตผ่องใสแล้ว จึงทรงประกาศพระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงยกขึ้นแสดงด้วยพระองค์เอง คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ดวงตาเห็นธรรมปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับเป็นธรรมดา ได้เกิดแก่พวกเขา พวกเขาก็บรรลุโสดาบัน ณ ที่นั่งนั้นเอง จากนั้นท่านทั้ง ๔ จึงได้ทูลขอบบรรพชา อุปสมบทต่อพระผู้มีพระภาค.พระผู้มีพระภาคจึงทรงโปรดประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทาแก่ท่านทั้ง ๔ โดยทรงตรัสว่า พวกเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ดังนี้ แล้วได้ตรัสต่อไปว่า ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว พวกเธอจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด.
พระวาจานั้นแล ได้เป็นอุปสมบทของท่านทั้ง ๔ เหล่านั้น.
ต่อมา พระผู้มีพระภาคทรงประทานโอวาทสั่งสอนภิกษุเหล่านั้นด้วยธรรมีกถา เมื่อจบพระธรรมเทศนา จิตของภิกษุเหล่านั้น พ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น.บรรลุเป็นพระอรหันต์
สมัยนั้น จึงมีพระอรหันต์เกิดขึ้นในโลก ๑๑ องค์..
สหายคฤหัสถ์ ๕๐ คน ของพระยสออกบรรพชา
สหายคฤหัสถ์ของท่านพระยส เป็นชาวชนบทจำนวน ๕๐ คน เป็นบุตรของสกุลเก่าสืบๆ กันมา ได้ทราบข่าวว่า ยสกุลบุตร ปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสายะ ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตแล้ว ครั้นทราบดังนั้นแล้วได้ดำริว่า ธรรมวินัยและบรรพชาที่ยสกุลบุตรที่กระทำลงไปนั้น คงไม่ต่ำทรามแน่นอน ดังนี้ จึงพากันเข้าไปหาท่านพระยส ท่านจึงพาสหายคฤหัสถ์ทั้ง ๕๐ นั้น เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคกราบทูลว่า ขอพระผู้มีพระภาคโปรดประทานโอวาทสั่งสอนสหายของข้าพระองค์เหล่านี้..

พระผู้มีพระภาคทรงแสดงอนุปุพพิกถาแก่พวกเขา คือ ทรงประกาศทานกถา สีลกถา สัคคกถา โทษ ความต่ำทรามและความเศร้าหมองของกามทั้งหลาย และอานิสงส์ในการออกจากกาม เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า พวกเขามีจิตสงบ มีจิตอ่อน มีจิตปลอดจากนิวรณ์ มีจิตเบิกบาน มีจิตผ่องใสแล้ว จึงทรงประกาศพระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงยกขึ้นแสดงด้วยพระองค์เอง คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ดวงตาเห็นธรรมปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับเป็นธรรมดา ได้เกิดแก่พวกเขา พวกเขาก็บรรลุโสดาบัน ณ ที่นั่งนั้นเอง จากนั้นท่านทั้ง ๕๐ จึงได้ทูลขอบบรรพชา อุปสมบทต่อพระผู้มีพระภาค.พระผู้มีพระภาคจึงทรงโปรดประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทาแก่ท่านทั้ง ๕๐ โดยทรงตรัสว่า พวกเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ดังนี้ แล้วได้ตรัสต่อไปว่า ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว พวกเธอจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด.
พระวาจานั้นแล ได้เป็นอุปสมบทของท่านทั้ง ๕๐ เหล่านั้น.
ต่อมา พระผู้มีพระภาคทรงประทานโอวาทสั่งสอนภิกษุเหล่านั้นด้วยธรรมีกถา เมื่อจบพระธรรมเทศนา จิตของภิกษุเหล่านั้น พ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น.บรรลุเป็นพระอรหันต์.
สมัยนั้น จึงมีพระอรหันต์เกิดขึ้นในโลก ๖๑ องค์.
บุรพกรรมของชน ๕๕ คนมียสกุลบุตรเป็นต้น
วันหนึ่งพระศาสดา ทรงประชุมพระสาวกที่พระเวฬุวัน ทรงประทานตำแหน่งพระอัครสาวกแก่พระเถระทั้งสองแล้วทรง แสดงพระปาติโมกข์ เหล่าภิกษุบางพวกจึงกล่าวติเตียนว่า
“พระศาสดา ประทานตำแหน่งแก่พระอัครสาวกทั้งสองโดยเห็นแก่หน้า พระองค์เมื่อจะประทานตำแหน่งอัครสาวก ควรประทานแก่พระปัญจวัคคีย์ผู้บวชเป็นพวกแรกสุด พ้นจากพระปัญจวัคคีย์เหล่านั้น ก็ควรประทานแก่ภิกษุ ๕๕ รูป มีพระยสเถระเป็นประมุข พ้นจากภิกษุเหล่านั้น ก็ควรประทานแก่พระพวกภัทรวัคคีย์ พ้นจากภิกษุเหล่านั้น ก็ควรประทานแก่ภิกษุ ๓ พี่น้อง มีพระอุรุเวลกัสสปะเป็นต้น แต่พระ ศาสดาทรงละเลยภิกษุเหล่านั้นทั้งหมด เมื่อจะประทานตำแหน่งอัครสาวก ก็ทรงเลือกหน้า ประทานแก่ผู้บวชภายหลังเขาเหล่านั้น”
พระศาสดาตรัสถามภิกษุทั้งหลายถึงเรื่องที่พวกภิกษุเหล่านั้นพูดกันอยู่ ภิกษุทั้งหลายทูลเรื่องที่ตนพูดกัน พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า “ ภิกษุทั้งหลาย เราหาเลือกหน้าให้ตำแหน่งแก่พวกภิกษุไม่ แต่เราให้ ตำแหน่งที่แต่ละคน ๆ ตั้งจิตปรารถนาไว้แต่ปางก่อนแล้ว ๆ นั่นแล” และพระศาสดาทรงเล่าถึงบุรพกรรมของชนเหล่านั้น โดยเล่าถึงบุรพกรรมของยสกุลบุตรและสหายอีก ๕๔ คนไว้ดังนี้
กลุ่มพระยสกุลบุตรทั้ง ๕๕ คนนั้น เคยตั้งจิตปรารถนาพระอรหัต ไว้ในสำนักพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง และปฏิบัติทำกรรมที่เป็นบุญไว้เป็นอันมาก ครั้งหนึ่งในสมัยเมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่อุบัติขึ้น เขาเหล่านั้นเป็นสหายกัน ร่วมเป็นพวกกันทำบุญโดยเที่ยวจัดแจงศพคนไร้ที่พึ่ง วันหนึ่ง พวกเขาพบศพหญิงตายทั้งกลม จึงตกลงกันว่าจะเผาเสีย จึงนำศพนั้นไปป่าช้า เมื่อนำศพมาถึงป่าช้าแล้ว ยสกุลบุตรกับเพื่อนอีก ๔ คน จึงอยู่ที่ป่าช้านั้นเพื่อจัดการเผาศพ ส่วนเพื่อนที่เหลืออีก ๕๐ คนก็กลับไป
ในขณะที่ทำการเผาศพหญิงตายทั้งกลมอยู่นั้น ยสกุลบุตรได้ใช้หลาวเขี่ยศพนั้นเพื่อพลิกศพกลับไปกลับมาให้โดนไฟทั่ว ๆ ขณะที่เอาไม้เขี่ยร่างศพอยู่นั้นก็ได้พิจารณาศพที่ถูกเผา ได้อสุภสัญญาแล้ว เขาจึงแสดงอสุภสัญญาแก่สหายอีก ๔ คนนั้นว่า “ นี่เพื่อน ท่านจงดูศพนี้ มีหนังลอกแล้วในที่นั้น ๆ ดุจรูปโคด่าง ไม่สะอาด เหม็น น่าเกลียด ” สหายทั้ง ๔ คนนั้นก็ได้อสุภสัญญาในศพนั้น แล้วคนทั้ง ๕ นั้นเมื่อเผาศพเสร็จแล้วจึงได้นำอสุภสัญญาที่ปรากฏแก่ตนนั้น ไปบอกแก่สหายที่เหลือ ส่วนยสกุลบุตรนั้นเมื่อกลับถึงเรือนแล้วก็ได้บอกแก่มารดาบิดาและภรรยา คนทั้งหมดนั้นก็เจริญอสุภสัญญาแล้ว
นี้เป็นบุพกรรมของคน ๕๕ คน มียสกุลบุตรเป็นต้นนั้น เพราะฉะนั้นในสมัยปัจจุบัน ความที่เห็นว่าในเรือนของตน ที่เกลื่อนไปด้วยด้วยสตรีเป็นดุจป่าช้าจึงเกิดแก่ยสกุลบุตร และด้วยอุปนิสัยสมบัติแห่งอสุภสัญญาที่เคยได้มานั้น การบรรลุคุณวิเศษจึงเกิดขึ้นแก่พวกเขาทั้งหมด คนเหล่านี้ได้รับผลที่ตนปรารถนาแล้วเหมือนกัน ด้วยประการอย่างนี้ หาใช่พระบรมศาสดาเลือกหน้าแต่งตั้งให้ไม่
พระเถระแสดงฤทธิ์หยุดกระแสน้ำ
พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เสวยวิมตติสุขอยู่ในอัญชนวัน เมืองสาเกต ในครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ เสด็จไปยังเมืองสาเกต แล้วประทับอยู่ในพระวิหารอัญชนวัน เสนาสนะไม่พอ อาศัย ภิกษุเป็นอันมากพากันนอนที่เนินทราย ริมน้ำสรภู ใกล้ ๆ พระวิหาร ครั้งนั้น เมื่อห้วงน้ำหลากมาในเวลาเที่ยงคืน พวกสามเณรเป็นต้น ส่งเสียงร้องดังลั่น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเหตุนั้นแล้ว สั่งท่านพระควัมปติไปว่า ดูก่อนควัมปติ เธอจงไปสะกด (ข่ม) ห้วงน้ำไว้ เพื่อให้ภิกษุทั้งหลายอยู่อย่างสบาย พระเถระรับพระพุทธดำรัสว่า ดีแล้วพระเจ้าข้า แล้วสะกดกระแสน้ำให้หยุดด้วยกำลังฤทธิ์ ห้วงน้ำนั้นได้หยุดตั้งอยู่ดุจยอดเขา แต่ ไกลทีเดียว จำเดิมแต่นั้นมาอานุภาพของพระเถระ ได้ปรากฏแล้วในโลก
ครั้นวันหนึ่ง พระบรมศาสดาทอดพระเนตรเห็นพระเถระ นั่งท่ามกลางเทวบริษัทจำนวนมาก แล้วแสดงธรรมอยู่ เมื่อจะทรงสรรเสริญพระเถระ เพื่อประกาศคุณของท่าน ด้วยความอนุเคราะห์สัตวโลก จึงได้ทรงภาษิตพระคาถาว่า
เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย พากันนอบน้อมพระ ควัมปติ ผู้ห้ามแม่น้ำสรภุให้หยุดไหลได้ด้วยฤทธิ์ ไม่ติดอยู่ในกิเลสและตัณหาไร ๆ ไม่หวั่นไหวต่ออะไร ทั้งสิ้น เป็นผู้ผ่านพ้นเครื่องข้องทั้งปวง เป็นมหามุนี เป็นผู้ถึงฝั่งแห่งภพ ดังนี้.
ในการแสดงฤทธิ์หยุดกระแสน้ำของพระเถระในครั้งนั้น เป็นเหตุให้มาณพผู้หนึ่งชื่อว่า มหานาค ซึ่งได้เห็น ได้เกิดศรัทธา จึงขอบวชในสำนักของพระเถระ ต่อมาท่านมหานาคเถระก็ได้บำเพ็ญเพียรจนได้เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่ง
พระเถระกับปายาสิเทวบุตร
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว ท่านพระกุมารกัสสปะพร้อมด้วยภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป ไปถึงเสตัพยนคร ได้เทศนาโปรดพระยาปายาสิผู้เข้าไปหาท่านในนครนั้น จากมิจฉาทิฏฐิ ให้ดำรงอยู่ใน สัมมาทิฏฐิ จำเดิมแต่นั้นมา พระยาปายาสิก็เป็นผู้ขวนขวายในบุญ แต่เมื่อถวายทานแก่สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ท่านได้ถวายทานโดยไม่เคารพ เพราะมิได้เคยสร้างสมในทานนั้น ในเวลาต่อมาทำกาลกิริยาตายไปบังเกิดใน เสรีสกวิมานในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราช.
ดังที่ได้เล่ามาแล้วในตอนต้นว่า อดีตชาติท่านพระควัมปติเถระท่านเคยบังเกิดเป็นเทพบุตรอยู่เสรีสกวิมานมาก่อน ด้วยความเคยชินกับการพำนักอยู่ในวิมานนี้มาก่อน มาในพุทธุปบาทกาลนี้ เมื่อท่านเป็นพระควัมปติ ตั้งอยู่ในพระอรหัตแล้ว ในเวลาหลังภัต จึงไปพักผ่อนยังวิมานนั้นเนือง ๆ
ต่อมา เมื่อพระยาปายาสิสิ้นชีวิตลงและไปบังเกิดเป็นเทพบุตร ณ ที่นั้น เมื่อท่านพระควัมปติเถระไปพักกลางวัน จึงได้พบกับปายาสิเทพบุตร ท่านจึงถามว่า ผู้มีอายุ ท่านเป็นใคร
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าคือเจ้าปายาสิ ฯ
ดูกรท่านผู้มีอายุ ท่านเป็นผู้มีความเห็นอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้า ไม่มีเหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มี มิใช่หรือ ฯ
เป็นความจริง ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าเป็นผู้มีความเห็นอย่างนี้ว่า แม้เพราะ เหตุนี้ โลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดี ทำชั่วไม่มี แต่ว่า พระผู้เป็นเจ้ากุมารกัสสปได้ไถ่ถอนข้าพเจ้าออกจากทิฐิอันลามก นั้นแล้ว ฯ
ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็อุตตรมาณพซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในทานของท่าน ไปเกิด ที่ไหน ฯ
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อุตตรมาณพซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในทานของข้าพเจ้านั้น ให้ทานโดยเคารพ ให้ทานด้วยมือของตน ให้ทานด้วยความนอบน้อม มิได้ให้ทานอย่างทิ้งให้ เมื่อตายลงจึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ คืออยู่ร่วมกับพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ ส่วนข้าพเจ้ามิได้ให้ทานโดยเคารพ มิได้ให้ทานด้วย มือของตน มิได้ให้ทานด้วยความนอบน้อม ให้ทานอย่างทิ้งให้ เมื่อตายลง จึงได้เพียงอยู่ร่วมกับพวกเทวดาชั้นจาตุมหาราช คือได้วิมาน ชื่อเสรีสกะอันว่างเปล่า
ท่านควัมปติผู้เจริญ ถ้าอย่างนั้น ท่านไปยังมนุษยโลก แล้วโปรดบอกชนทั้งหลายอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายจงให้ทานโดยเคารพ จงให้ทานด้วยมือของ ตน จงให้ทานโดยความนอบน้อม จงอย่าให้ทานอย่างทิ้งให้ เจ้าปายาสิมิได้ให้ทานโดยเคารพ มิได้ให้ทานด้วยมือของตน มิได้ให้ทานโดยความนอบน้อม ให้ ทานอย่างทิ้งให้ เมื่อตายลงจึงได้เพียงอยู่ร่วมกับพวกเทวดาชั้นจาตุมหาราช คือได้วิมานชื่อเสรีสกะอันว่างเปล่า ส่วนอุตตรมาณพ ซึ่งเป็น เจ้าหน้าที่ในทานของเจ้าปายาสินั้น ให้ทานโดยเคารพ ให้ทานด้วยมือของตนให้ ทานโดยความนอบน้อม มิได้ให้ทานอย่างทิ้งให้ เมื่อตายลง จึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ คืออยู่ร่วมกับพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ ฯ
พระมหาโมคคัลลานะ
พระอัครสาวกผู้เป็นเลิศในทางฤทธิ์
ประวัติ
พระมหาโมคคัลลานะ มีชื่อเดิมว่า โกลิตะ เป็นบุตรพราหมณ์ท้ายบ้านผู้หนึ่ง ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากกรุงราชคฤห์ โกลิตมาณพเป็นเพื่อนสนิทกับอุปติสสมาณพหรือพระสารีบุตร ทั้งสองคนอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน เป็นบุตรแห่งสกุลผู้มั่งคั่งเหมือนกัน เบื่อชีวิตการครองเรือนที่วุ่นวาย จึงพาบริวารไปขอบวชอยู่ในสำนักสัญชัยปริพพาชก เรียนลัทธิของสัญชัยได้หมด จนได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยสอนหมู่ศิษย์ต่อไป ทั้งสองมาณพยังไม่พอใจในคำสอนของสัญชัยปริพาชก เพราะไม่ใช่แนวทางที่ตนต้องการ จึงตกลงกันที่จะแสวงหาอาจารย์ที่สามารถชี้แนะแนวทางที่ดีกว่านี้ หากใครได้โมกขธรรม ก็ขอให้บอกแก่อีกฝ่ายหนึ่ง
ได้ดวงตาเห็นธรรมและอุปสมบทเป็นภิกษุ
เมื่ออุปติสสมาณพได้ไปพบพระอัสสชิในกรุงราชคฤห์ ได้ฟัง "พระคาถาเย ธัมมา" จากพระอัสสชิ ทำให้ได้ดวงตาเห็นธรรม คือ บรรลุโสดาบัน อุปติสสมาณพได้นำคำสอนของพระอัสสชิไปแจ้งให้โกลิตมาณพทราบ โกลิตมาณพก็ได้ดวงตาเห็นธรรมเช่นดียวกัน ทั้งสองมาณพได้ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่วัดเวฬุวนาราม และได้ทูลขออุปสมบทต่อพระพุทธเจ้า พระองค์ก็ได้ทรงอนุญาตให้อุปสมบทเป็นภิกษุ โกลิตมาณพซึ่งอุปสมบทเป็นพระมหาโมคคัลลานะ บำเพ็ญความเพียงได้ 7 วัน ก็สำเร็จพระอรหันต์ ส่วนอุปติสสมาณพซึ่งอุปสมบทเป็นพระสารีบุตรอุปสมบทได้กึ่งเดือน จึงสำเร็จพระอรหันต์
พระมหาโมคคัลลานะเมื่ออุปสมบทแล้วไปทำความเพียรอยู่ที่บ้านกัลลวาลมุตตคาม ถูกนิวรณ์ คือ ถีนมิทธะ ได้แก่ ความหดหู่ซึมเซาเข้าครอบงำ มีอาการนั่งโงกง่วง พระบรมศาสดาได้เสด็จไปสอนอุบายสำหรับระงับความโงกง่วงแก่พระมหาโมคคัลลานะ พระมหาโมคคัลลานะสามารถกำจัดถีนมิทธะ ความหดหู่ซึมเซาได้ พิจารณาธรรมทั้งปวงด้วยปัญญา สำเร็จเป็นพระอรหันต์
ได้รับการแต่งตั้งเป็นอัครสาวก
ในวันที่พระสารีบุตรบรรลุพระอรหันต์ ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนมาฆะ ในคืนวันนั้น พระพุทธเจ้าทรงประทานพระโอวาทปาติโมกข์แก่จาตุรงคสันนิบาต จากนั้น พระพุทธเจ้าทรงประกาศแต่งตั้งพระสารีบุตรเป็นอัครสาวกเบื้องขวา เลิศกว่าผู้อื่นในทางปัญญา พระมหาโมคคัลลานะเป็นอัครสาวกเบื้องซ้ายเลิศกว่าผู้อื่นในทางฤทธิ์
เป็นผู้มีอภิญญา
พระมหาโมคคัลลานะเป็นอัครสาวกผู้มีอภิญญา ซึ่งแปลว่าความรู้ยิ่งยวด อภิญญามี ๖ ประการ ดังนี้
๑. อิทธิวิธิ แสดงฤทธิ์ได้ เช่น คนเดียวนิรมิตเป็นหลายคนได้ ล่องหนผ่านไปในวัตถุกั้นขวางอยู่ เช่น ฝา กำแพงได้ ดำดินคือไปใต้ดินได้ เดินบนน้ำ ดุจเดินบนพื้นดินได้ เหาะไปในอากาศได้
๒. ทิพพโสต มีหูทิพย์ ล่วงหูของสามัญมนุษย์ ฟังเสียง ๒ อย่างได้ คือทั้งเสียงทิพย์และเสียงมนุษย์ได้ ทั้งเสียงไกล ทั้งเสียงใกล้
๓. เจโตปริยญาณ กำหนดใจคนอื่นได้ รู้ได้ซึ่งใจของบุคคลอื่นอันบริสุทธิ์หรือเศร้าหมองอย่างไร
๔. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติได้ตั้งแต่ชาติหนึ่งสองชาติ จนตั้งหลายๆ กัป ว่าในชาติที่เท่านั้น ได้มีชื่อโคตร ผิวพรรณ มีอาหารอย่างนั้น ๆได้เสวยสุข ได้เสวยทุกข์อย่างนั้น ๆ มีอายุเท่านั้น ๆ จุติจากชาตินั้นแล้ว เกิดในชาติที่เท่านั้น ได้เป็นอย่างนั้น ๆ แล้วมาเกิดในชาตินี้
๕. ทิพพจักขุ มีตาทิพย์ มีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า จุตูปปาตญาณ มีจักษุทิพย์ บริสุทธิ์ล่วงจักษุสามัญมนุษย์ เห็นเหล่าสัตว์กำลังจุติก็มี กำลังเกิดก็มี เลวก็มี ดีก็มี ผิวพรรณงามก็มี ผิวพรรณไม่งามก็มี ได้ดีก็มี ตกยากก็มี รู้ชัดว่าสัตว์เป็นไปตามกรรม
๖. อาสวักขยญาณ ทำให้อาสวะสิ้นไป รู้ชัดตามความจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกข์สมุทัย นี้ทุกข์นิโรธ คามินีปฏิปทาเหล่านี้ อาสวะนี้เหตุเกิดอาสวะนี้ ความดับอาสวะนี้ ทางไปถึงความดับอาสวะ เมื่อรู้เห็นอย่างนี้จิตพ้นแล้วจากกามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ รู้ชัดว่าชาตินี้พ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กรณียะทำเสร็จแล้ว กิจอื่นอันจะต้องทำเช่นนี้ไม่มีอีก
อภิญญา ๕ ข้อแรก เป็นโลกิยอภิญญา ข้อ ๖ สุดท้ายเป็นโลกุตตรอภิญญา ผู้ที่จะบรรลุอรหันต์ จะต้องได้โลกุตตรอภิญญา คือ อาสวักขยญาณ ได้อภิฅญญา ๕ ข้อแรก ยังไม่บรรลุพระอรหันต์
ทิพพจักขุของพระมหาโมคคัลลานะ
เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่วัดเวฬุวันในกรุงราชคฤห์ พระมหาโมคคัลลานะกับพระลักขณะ ได้ขึ้นไปจำพรรษาอยู่บนเขาคิชกูฎ เวลาเช้าพระเถระทั้งสองได้ถือบาตรเดินลงมาจากยอดเขาเพื่อไปบิณฑบาตในเมือง ในระหว่างที่กำลังเดินลงมานั้น พระลักขณะได้เห็นพระมหาโมคคัลลานะยิ้ม จึงได้ถามถึงสาเหตุ พระมหาโมคคัลลานะตอบว่า ให้ถามเรื่องนี้ในที่เฉพาะพระพักตร์พระพุทธเจ้า กลับจากบิณฑบาตแล้ว พระเถระทั้งสองได้พร้อมกันเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พระลักขณะได้ถามถึงสาเหตุที่พระมหาโมคคัลลานะยิ้ม พระมหาโมคคัลลานะได้ตอบว่าสาเหตุที่ยิ้ม เพราะได้เห็นโครงร่างกระดูกร่างหนึ่งลอยไปมาอยู่ในอากาศ ถูกแร้งกาบินตามจิกกิน เนื้อที่ยึดซี่โครงเอาไว้ ยังผลให้ร่างกระดูกนั้นส่งเสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด
พระพุทธเจ้าตรัสรับรองว่า โครงกระดูกที่พระมหาโมคคัลลานะเห็นนั้นมีอยู่จริง และพระองค์เองก็ได้เห็นมาแล้วในวันตรัสรู้ แต่ที่ยังไม่ตรัสบอกใครก็เพราะยังไม่มีพยาน แต่บัดนี้พระองค์ได้พระมหาโมคคัลลานะเป็นพยานแล้วจึงตรัส เนื่องจากทรงเห็นว่า หากไม่มีพยานรับรอง เมื่อตรัสไปแล้ว สำหรับผู้ที่เชื่อไม่มีปัญหา แต่สำหรับผุ้ที่ไม่เชื่อจะเป็นผลร้ายอย่างใหญ่หลวงแก่เขา
จากนั้น พระพุทธเจ้าได้ตรัสบุพกรรมของโครงร่างกระดูกนั้นว่า เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ได้มีอาชีพเป็นนายโคฆาตก์ฆ่าวัวชำแหละเนื้อขายเลี้ยงชีวิตอยู่ในกรุงราชคฤห์นี้เอง ด้วยวิบาก (ผล) ของกรรมนั้น ตายแล้วได้ไปเกิดอยู่ในนรกหลายแสนปี พ้นจากนรกแล้วด้วยวิบากกรรมที่ยังเหลืออยู่จึงได้มาเกิดเป็นเปรตมีแต่โครงร่างกระดูก
พระพุทธเจ้าสนทนาธรรมกับพระมหาโมคคัลลานะทางทิพพจักขุ และทิพพโสต
ครั้งหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ส่วนพระมหาโมคคัลลานะกับพระสารีบุตรได้พักอยู่ที่วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์
วันหนึ่ง พระสารีบุตรได้ออกจากที่เร้นในตอนเย็นและเข้าไปหาพระมหาโมคคัลลานะ พระสาระบุตรเห็นพระมหาโมคคัลลานะผ่องใสจึงพูดว่า โมคคัลลานะผู้อาวุโส อินทรีย์ของท่านผ่องใสยิ่งนัก สีหน้าของท่านบริสุทธิ์ผุดผ่อง วันนี้ท่านโมคคัลลานะอยู่ด้วยธรรมเป็นเครื่องอยู่อันละเอียดหรือ พระมหาโมคคัลลานะตอบว่า ท่านผู้อาวุโส วันนี้ผมอยู่ด้วยธรรมเป็นเครื่องอยู่อย่างหยาบ แต่ว่าผมได้สนทนาธรรม
พระสารีบุตรถามว่า ท่านโมคคัลลานะได้สนทนาธรรมกับใคร พระมหาโมคคัลลานะตอบว่า กับพระผู้มีพระภาคเจ้า พระสารีบุตรถามว่า ผู้มีอายุ ขณะนี้พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในวัดเชตวันในเมืองสาวัตถีซึ่งอยู่ไกลจากที่นี่ ท่านโมคคัลลานะเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าด้วยฤทธิ์หรือ หรือว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาหาท่านโมคคัลลานะด้วยฤทธิ์ พระมหาโมคคัลลานะตอบว่า ท่านผู้อาวุโส ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง คือ ผมมิได้ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าด้วยฤทธิ์ ทั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าก็มิได้เสด็จมาหาผมด้วยฤทธิ์ แต่ว่า ผมกับพระพุทธเจ้าสนทนาธรรมกันทางทิพพจักขุและทิพพโสต เพราะว่า ผมมีทิพพจักขุ และทิพโสตบริสุทธิ์เท่ากับพระพุทธเจ้าและพระพุทธเจ้าก็มีทิพพจักขุและทิพโสตบริสุทธิ์เท่ากับผม
ปราบนันโทปนันทะนาคราช
ในคาถาพาหุง บทที่ ๗ มีข้อความเป็นภาษาบาลี และคำแปลเป็นไทยมีใจความว่า "พระจอมมุนี ทรงโปรดให้พระมหาโมคคัลลานะเถระพุทธชิโนรส (นิรมิตกายเป็นนาคราช) ไปทรมานพระยานาคราชชื่อนันโทปนันทะ ผู้มีความรู้ผิด มีฤทธิ์มาก ด้วยวิธีอันให้อุปเท่ห์แห่งฤทธิ์แก่พระเถระ ขอชัยมงคลทั้งหลาย จงเกิดมีแก่ท่านด้วยเดชแห่งพระพุทธชัยมงคลนั้น"
พระพุทธชัยมงคลในบทนี้ กล่าวถึงพระผู้มีพระภาคทรงมีชัยแก่นันโทปนันทะนาคราช ซึ่งมีเรื่องดังนี้
ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่วิหารเชตวัน เมืองสาวัตถี เช้าวันหนึ่งก่อนที่พระผู้มีพระภาคจะเสด็จไปรับภัตตาหารที่บ้านของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เวลาใกล้รุ่ง พระผู้มีพระภาคทรงตรวจดูสัตว์โลก ก็ทรงเห็นนันโทปนันทะนาคราชปรากฎอยู่ในข่ายพระญาณ ในตอนเช้าพระผู้มีพระภาคตรัสสั่งพระอานนท์ให้บอกสงฆ์ทราบว่า พระองค์จะเสด็จไปเทวโลก และได้ทรงพาพระสาวกผู้มีอภิญญาเหาะไปยังเทวโลก
นันโทปนันทะนาคราชเห็นพระผู้มีพระภาคและพระสาวกเหาะมาก็โกรธ โดยถือว่าตนเป็นผู้มีอานุภาพมาก ถ้าสมณะเหล่านั้นเหาะข้ามไป ฝุ่นละอองที่ติดเท้าก็จะล่วงหล่นมาบนหัว จะต้องหาทางไม่ให้เหาะข้ามไป จึงเอาหางรัดเขาพระสุเมรุไว้ ๗ รอบ และบันดาลให้เป็นหมอกควันมืดมัวไปหมด
มีสาวกหลายองค์ทูลอาสาที่จะปราบพระยานาค แต่พระผู้มีพระภาคไม่ทรงอนุญาต ครั้นเมื่อพระมหาโมคคัลลานะทูลอาสา พระผู้มีพระภาคจึงทรงอนุญาต พร้อมทั้งทรงให้พรให้มีชัยชนะแก่พระยานาค พระมหาโมคคัลลานะได้เนรมิตกายเป็นพระยานาคที่มีร่างกายยาวใหญ่กว่าพระยานันโทปนันทะถึง ๒ เท่า แล้วรัดกายพระยานาคให้แน่นเข้ากับเขาพระสุเมรุมิให้เคลื่อนไหว ฝ่ายพระยานาคถูกนาคพระมหาโมคคัลลานะรัดจนแทบกระดูกแตก ก็โกรธเกรี้ยวยิ่งนัก จึงพ่นพิษให้เป็นควันแผ่ไปโดยรอบ พระมหาโมคคัลลานะก็บันดาลให้ควันเกิดขึ้นมากยิ่งกว่า ปราบฤทธิ์ของพระยานาคนั้นเสีย พระยานาคจึงพ่นควันพิษเป็นเปลวไฟอันร้ายแรง พระมหาโมคคัลลานะก็เนรมิตไฟที่ร้อนแรงกว่าให้เกิดขึ้น ไฟของพระยานาคไม่อาจทำอันตรายแก่พระมหาโมคคัลลานะได้ แต่ไฟที่พระมหาโมคคัลลานะเนรมิตขึ้นกลับรุมล้อมพระยานาคทั้งภายนอกภายในให้รุ่มร้อนกระสับกระส่ายเป็นกำลัง
พระยานาคคิดว่าสมณะนี้ชื่อใด จึงมีฤทธิ์มากอย่างนี้ คิดแล้วก็ถามชื่อ พระมหาโมคคัลลานะก็บอกให้ทราบว่า เป็นอัครสาวกเบื้องซ้ายของพระผู้มีพระภาค พระยานาคได้กล่าวว่า ท่านเป็นสมณะเหตุใดจึงมาทำร้ายข้าพเจ้า การกระทำของท่านไม่สมควรแก่สมณะ พระมหาโมคคัลลานะได้ตอบว่าเราไม่ได้โกรธและลงโทษท่าน แต่ที่ทรมานท่านก็เพื่อจะช่วยท่านให้พ้นจากความเห็นผิดและพยศร้าย ให้ท่านอยู่ในทางตรงคืออริยมรรค
ในที่สุดพระมหาโมคคัลลานะก็ได้ปราบนันโทปนันทะนาคราชจนยอมจำนน พ้นจากการเป็นมิจฉาทิฏฐิ รู้จักบาปบุญคุณโทษ เกิดศรัทธาในพระพุทธศาสนา พระยานาคได้กราบนมัสการพระผู้มีพระภาคและขอบูชาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งตลอดไป พระผู้มีพระภาคได้ทรงประทานศีล ๕ ให้รักษา จากนันพระผู้มีพระภาคก็ได้พาพระสาวกไปเรือนของอนาถบิณฑิกเศรษฐีเพื่อรับภัตตาหาร
ถูกโจรทุบตีก่อนนิพพาน
พระมหาโมคคัลลานะมักจะเหาะไปเทวโลกและนรก ถามกรรมที่พวกเทวดาและพวกสัตว์ที่อยู่ในสวรรค์และนรกทำในชาติก่อน แล้วนำมาเล่าให้มนุษย์ฟัง ผู้คนก็พากันนำลาภสักการะมาถวาย เป็นเหตุให้พวกเดียรถีย์เสื่อมจากลาภ พวกนี้จึงว่าจ้างให้พวกโจรไปลอบฆ่าท่าน พวกโจรไปลอบฆ่าพระมหาโมคคัลลานะถึง ๓ ครั้ง ในสองครั้งแรกท่านเหาะหนีไปทางอากาศ พวกโจรไม่สามารถทำอ้นตรายท่านได้ แต่ในครั้งสุดท้าย ท่านพิจารณาเห็นว่าเป็นเพราะกรรมที่ทำไว้แต่ปางก่อนติดตามมา ท่านจึงไม่หนี พวกโจรก็จับท่านมาทุบตี จนกระดูกแตกละเอียด แล้วนำไปซ่อนไว้ในพุ่มไม้แห่งหนึ่ง แต่ท่านยังไม่มรณะ ได้รักษาตนเองด้วยกำลังฌาน แล้วไปเฝ้าพระศาสดาทูลลานิพพาน
ปรากฏว่าประชาชนมีความสงสัยว่าเหตุใดพระมหาโมคคัลลานะ ซึ่งเป็นถึงพระอัครสาวกเบื้องซ้ายผู้มีฤทธิ์จึงถูกโจรทุบตีอย่างทารุณ พระพุทธเจ้าได้ตรัสเล่าบุพพกรรมของพระมหาโมคคัลานะว่า ในอดีตชาตินานมาแล้ว พระมหาโมคคัลลานะได้เกิดเป็นชาวเมืองพาราณสี ทำหน้าที่เลี้ยงดูมารดาผู้ทุพพลภาพเสียตา ต่อมาได้ภรรยาคนหนึ่ง และได้ยอมทำตามภรรยา นำมารดาไปทิ้งไว้ในป่า ทุบตีจนตาย พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! โมคคัลลานะทำกรรมประมาณเท่านี้ โทษในนรกหลายแสนปี ด้วยวิบากยังเหลืออยู่ จึงถูกทุบตีอย่างนั้นนั่นและละเอียดหมดถึงมรณะสิ้น ๑๐๐ อัตตภาพ"
ประวัติพระสารีบุตร
พระอัครสาวกผู้เป็นเลิศในทางปัญญา
ประวัติ
พระสารีบุตร มีชื่อเดิมว่า อุปติสสะ เป็นบุตรพราหมณ์ผู้บริบูรณ์ด้วยโภคทรัพย์และบริวาร ชื่อวังคันตะ และนางสารี เกิดในตำบลบ้านชื่อนาลกะหรือนาลันทะ ไม่ห่างจากกรุงราชคฤห์
อุปติสสมาณพเป็นเพื่อนสนิทกับโกลิตมาณพ หรือพระมหาโมคคัลลานะ ทั้งสองคนอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน เป็นบุตรแห่งสกุลผู้มั่งคั่งเหมือนกัน เบื่อชีวิตการครองเรือนที่วุ่นวาย จึงพาบริวารไปขอบวชอยู่ในสำนักสัญชัยปริพาชก เรียนลัทธิของสัญชัยได้ทั้งหมด จนได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยสอนหมู่ศิษย์ต่อไป ทั้งสองมาณพยังไม่พอใจในคำสอนของสัญชัยปริพาชก เพราะไม่ใช่แนวทางที่ตนต้องการ จึงตกลงกันที่จะแสวงหาอาจารย์ที่สามารถชี้แนะแนวทางที่ดีกว่านี้ หากใครได้โมกขธรรม ก็ขอให้บอกแก่อีกฝ่ายหนึ่ง
พบพระอัสสชิ
ในวันหนึ่งอุปติสสมาณพได้เข้าไปในกรุงราชคฤห์ได้พบพระอัสสชิ ซึ่งเป็นหนึ่งในพระปัญจวัคคีย์ กำลังบิณฑบาต อุปติสสมาณพเห็นพระอัสสชิ มีอาการน่าเลื่อมใส มีความประทับใจ จึงเข้าไปถามพระอัสสชิว่า ผู้ใดเป็นศาสดาของท่าน พระอัสสชิตอบว่า สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นโอรสศากยราช เป็นศาสดา อุปติสสมาณพจึงขอให้พระอัสสชิแสดงธรรม พระอัสสชิได้ออกตัวว่าพึ่งบวชได้ไม่นาน ไม่อาจแสดงธรรมโดยกว้างขวาง อุปติสสมาณพจึงขอให้พระอัสสชิแสดงธรรมสั้น ๆก็ได้ พระอัสสชิได้แสดงธรรมแก่อุปติสสมาณพ เรียกกันว่า "คาถาเยธัมมา" เพราะขึ้นต้นด้วยคำว่า "เย ธัมมา" ในสมัยโบราณ ถือเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา อุปติสสมาณพได้นำคำสอนของพระอัสสชิไปแจ้งให้โกลิตมาณพทราบ โกลิตมาณพก็ได้ดวงตาเห็นธรรมเช่นเดียวกัน
ชักชวนอาจารย์สัญชัยไปเฝ้าพระพุทธเจ้า
มาณพทั้งสองได้ไปชักชวนสัญชัยปริพาชก ให้ไปบวชเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าด้วยกัน แต่สัญชัยปริพาชกไม่ยอมไป มาณพทั้งสองก็รบเร้าว่าพระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้ตรัสรู้เอง เป็นผู้รู้แจ้งจริง ต่อไปคนทั้งหลายจะหลั่งไหลไปฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า แล้วอาจารย์จะอยู่ได้อย่างไร สัญชัยปริพาชกจึงถามว่า ในโลกนี้คนโง่มากหรือคนฉลาดมาก มาณพทั้งสองได้ตอบว่า "คนโง่มากกว่า" สัญชัยปริพาชกจึงกล่าวแก่มาณพทั้งสองว่า "ปล่อยให้คนฉลาดไปเป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้า ให้คนโง่ซึ่งมีจำนวนมากกว่ามาเป็นลูกศิษย์ของเรา เราจะได้รับเครื่องสักการะจากคนจำนวนมาก คนฉลาดอย่างเธอทั้งสองจะไปเป็นศิษย์ของพระสมณโคดมก็ตามใจ"
ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า
อุปติสสมาณพและโกลิตมาณพจึงไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่สวนเวฬุวนาราม ในกรุงราชคฤห์ ในขณะนั้นพระพุทธองค์กำลังประทับท่ามกลางพุทธบริษัทจำนวนมาก เมื่อเห็นมาณพทั้งสองกำลังเดินมา จึงตรัสบอกภิกษุสงฆ์ว่า "ภิกษุทั้งหลาย มาณพทั้งสองคนนั้นจะเป็นอัครสาวกของเราตถาคต"
มาณพทั้งสองได้ทูลของอุปสมบทต่อพระพุทธเจ้า พระองค์ก็ได้ทรงอนุญาตให้บวชเป็นภิกษุ พระมหาโมคคัลลานะอุปสมบทได้ 7 วัน ก็สำเร็จพระอรหันต์ ส่วนพระสารีบุตรอุปสมบทได้กึ่งเดือน จึงสำเร็จพระอรหันต์ พระอรรถกถาจารย์ได้อธิบายการที่พระสารีบุตรได้บรรลุพระอรหันต์ช้ากว่าพระมหาโมคคัลลานะว่าเป็นเพราะพระสารีบุตรเป็นผู้มีปัญญามาก ต้องใช้บริกรรมใหญ่ เปรียบด้วยการเสด็จไปของพระราชาต้องตระเตรียมราชพาหนะและราชบริวาร จึงจำเป็นต้องใช้เวลามากกว่าการไปของคนสามัญ
ได้รับการแต่งตั้งเป็นอัครสาวก
ในวันที่พระสารีบุตรบรรลุพระอรหันต์ ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนมาฆะ ในคืนวันนั้นพระพุทธเจ้าทรงประทานพระโอวาทปาติโมกข์แก่จาตุรงคสันนิบาต จากนั้นพระพุทธเจ้าทรงประกาศแต่งตั้งพระสารีบุตรเป็นอัครสาวกเบื้องขวาเลิศกว่าผู้อื่นในทางปัญญา พระมหาโมคคัลลานะเป็นอัครสาวกเบื้องซ้ายเลศกว่าผู้อื่นในทางมีฤทธิ์
พระพุทธเจ้าทรงยกย่องพระสารีบุตรว่าเป็นเอตทัคคะในทางปัญญา เป็นผู้สามารถจะแสดงพระธรรมจักรและพระจตุราริยสัจให้กว้างขวางพิศดารเสมอพระองค์ เมื่อมีภิกษุมาทูลลาพระพุทธเจ้าเพื่อจะเที่ยวจาริกไป พระพุทธเจ้ามักจะตรัสให้ภิกษุที่มาทูลลา ไปลาพระสารีบุตรก่อน เพื่อให้พระสารีบุตรได้สั่งสอน เช่นครั้งหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่เมืองเทวทหะ ภิกษุเป็นจำนวนมากได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อทูลลาไปชนบท พระพุทธเจ้าก็ตรัสสั่งให้ไปลาพระสารีบุตร แล้วทรงยกย่องว่าพระสารีบุตรเป็นผู้มีปัญญา อนุเคราะห์เพื่อนบรรพชิตทั้งหลาย เปรียบเสมือนมารดาผู้ให้กำเนิด ย่อมแนะนำให้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล
พระสารีบุตรได้รับการยกย่องมีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า "พระธรรมเสนาบดี" พระสงฆ์ผู้ประกาศพระศาสนา ได้ชื่อว่าธรรมเสนา เป็นกองทัพธรรมที่ประกาศเผยแผ่ธรรม เมื่อไปถึงที่ไหน ก็ทำให้เกิดประโยชน์และความสุขที่นั่น พระพุทธเจ้าเป็นจอมธรรมเสนา เรียกว่า "พระธรรมราชา" โดยมีพระสารีบุตรเป็นพระธรรมเสนาบดี หรือแม่ทัพฝ่ายธรรม
เป็นผู้มีความกตัญญู
พระสารีบุตรยังได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นผู้มีความกตัญญู แม้ว่าพระสารีบุตรจะได้รับการแต่งตั้งจากพระพุทธเจ้าเป็นอัครสาวกเบื้องขวา ผู้เป็นเลิศในทางปัญญา ท่านก็นับถือพระอัสสชิเป็นอาจารย์ เพราะพระอัสสชิได้แสดงธรรมแก่ท่าน ทำให้ท่านมีดวงตาเห็นธรรม และได้มาอุปสมบทในพระพุทธศาสนา เมื่อพระอัสสชิอยู่ในทิศใด เมื่อพระสารีบุตรจะนอน จะนมัสการไปทางทิศนั้นก่อน และหันศรีษะไปทางทิศนั้น ภิกษุที่ไม่รู้เรื่องเข้าใจผิดว่าท่าานนอบน้อมทิศตามลัทธิของพวกมิจฉาทิฏฐิ ความทราบถึงพระบรมศาสดา จึงตรัสว่าพระสารีบุตรไม่ได้นอบน้อมทิศ ท่านนมัสการพระอัสสชิผู้เป็นอาจารย์
ครั้งหนึ่งมีพราหมณ์ผู้หนึ่งชื่อราธะ อยากจะอุปสมบทในพระพุทธศาสนา แต่ไม่มีภิกษุรูปใดรับอุปสมบทให้ เพราะเป็นผู้ชราเกินไป ราธะเมื่อไม่ได้บวชก็มีความเสียใจมาก มีร่างกายซูบซีด ผิวพรรณไม่ผ่องใส พระบรมศาสดาทอดพระเนตรเห็นราธะ จึงตรัสถามได้ความจริงแล้ว จึงตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า มีใครระลึกถึงอุปการะของราธะบ้าง พระสารีบุตรได้กราบทูลว่าท่านระลึกได้ ครั้งหนึ่งท่านเข้าไปบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ ราธะได้ถวายข้าวแก่ท่านทัพพีหนึ่ง พระศาสดาทรงสรรเสริญว่า ท่านเป็นผู้กตัญญูดีนัก อุปการะเพียงเท่านี้ก็ยังจำได้ จึงตรัสให้ท่านรับบรรพชาอุปสมบทราธพราหมณ์
โปรดมารดาก่อนจะนิพพาน
พระสารีบุตรได้พิจารณาเห็นว่าอายุสังขารจวนสิ้นแล้ว ปรารถนาจะไปโปรดมารดาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะนิพพานในห้องที่ท่านเกิด ปรากฏว่านางสารีพราหมณีผู้เป็นมารดา เป็นผู้ไม่ศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา มีความเสียใจที่พระสารีบุตรและน้อง ๆ พากันออกบวชในพระพุทธศาสนา พระสารีบุตรพยายามชักจูงมารดาให้มานับถือพระพุทธศาสนาหลายครั้งแล้ว แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ จึงดำริจะไปโปรดมารดาเป็นครั้งสุดท้าย
พระสารีบุตรได้กราบทูลลาพระพุทธเจ้าเพื่อไปนิพพานที่บ้านเกิด แล้วออกเดินทางกับพระจุนทะผู้เป็นน้อง กับพระที่เป็นบริวาร 500 องค์ เดินทางไปถึงหมู่บ้านนาลันทะ ซึ่งเป็นบ้านเกิด นางสารีพราหมณ์ผู้เป็นมารดา ได้จัดให้พระสารีบุตรพักในห้องที่เกิด และจัดเสนาสนะสำหรับเป็นที่อยู่ของภิกษุ 500 องค์ ที่เป็นบริวาร ในคืนวันนั้น ท้าวจาตุมหาราชทั้ง 4 องค์ มีท้าวเวสสุวัน เป็นต้น ได้มาถวายนมัสการพระสารีบุตรซึ่งกำลังนอนอาพาธอยู่ เมื่อท้าวจาตุมหาราชกลับไปแล้ว ท้าวสักกเทวราชหรือพระอินทร์ได้มาถวายนมัสการ เมื่อท้าวสักกเทวราชกลับไปแล้ว ท้าวสหัมบดีมหาพรหมก็ได้มาถวายนมัสการ มีรัศมีเปล่งปลั่งดังกองเพลิง ทำให้สว่างไสวไปทั้งห้อง เมื่อท้าวมหาพรหมกลับไปแล้ว นางสารีพราหมณีจึงได้ถามพระจุนทะเถระว่า ผู้ใดที่เข้ามาหาพี่ชายของท่าน พระจุนทะเถระจึงบอกมารดาว่า ท้าวจาตุมหาราช ท้าวสักกเทวราช และท้าวมหาพรหม ได้มาถวายนมัสการพระสารีบุตร
นางสารีพราหมณีได้ฟังดังนั้นก็เกิดความเลื่อมใสศรัทธาในพระสารีบุตรและพระพุทธเจ้า คิดว่าพระลูกชายของเรายังเป็นใหญ่กว่าท้าวจาตุมหาราช ท้าวสักกเทวราช และท้าวมหาพรหม พระพุทธเจ้าซึ่งเป็นครูของพระลูกชายของเราจะต้องมีอิทธิศักดานุภาพยิ่งใหญ่ พระสารีบุตรได้รู้ว่า บัดนี้มารดาได้เกิดความปีติโสมนัสและศรัทธาในพระพุทธเจ้าแล้ว ถึงเวลาที่จะเทศนาทดแทนพระคุณของมารดาและโปรดมารดาให้เป็นสัมมาทิฏฐิ จึงได้เทศนาสรรเสริญพระคุณของพระพุทธเจ้า เมื่อจบเทศนาแล้ว นางสารีพราหมณีก็ได้พระโสดาปัตติผล
ในเวลารุ่งเช้า พระสารีบุตรก็นิพพาน พระจุนทะเถระได้ทำฌาปนกิจสรีระพระสารีบุตร เก็บอัฐิธาตุนำไปถวายพระพุทธเจ้า ซึ่งประทับอยู่ พระเชตวัน เมืองสาวัตถี พระพุทธเจ้าได้โปรดให้ก่อพระเจดีย์บรรจุอัฐิธาตุของพระสารีบุตรไว้ ณ ที่นั้น พระพุทธเจ้าได้ตรัสยกย่องพระสารีบุตรว่าเป็นเลิศในความกตัญญูกตเวที และตรัสว่าลูกคนใดที่ทำให้พ่อแม่ตั้งอยู่ในสัมมาทิฏฐิ ลูกคนนั้นได้ตอบแทนพระคุณของพ่อแม่ด้วยความกตัญญูกตเวทีอย่างสูง
พระอัญญาโกณฑัญญเถระ
เอตทัคคะผู้เป็นรัตตัญญูรู้ราตรีนาน
บุรพกรรมในสมัยพระปทุมุตตรพุทธเจ้า
ปลายแสนกัปแต่ภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระอุบัติขึ้นในโลก มีภิกษุแสนรูปเป็นบริวาร เสด็จเที่ยวภิกษาในคามนิคมและราชธานี เพื่อสงเคราะห์มหาชน เมื่อเสด็จถึงกรุงหังสวดี มหาราชาผู้เป็นพระพุทธบิดา ทรงทราบข่าวว่าพระศาสดานั้นเสด็จมา จึงได้เสด็จออกไปต้อนรับ พระศาสดาได้ตรัสธรรมกถา แด่พระพุทธบิดา จบเทศนาบางพวกเป็นพระโสดาบัน บางพวกเป็นพระสกทาคามี บางพวกเป็นพระอนาคามี บางพวกบรรลุพระอรหัต พระราชาทรงนิมนต์พระทศพล เพื่อเสวยภัตตาหารในวันพรุ่งนี้ ในวันรุ่งขึ้นทรงให้แจ้งเวลาภัตตาหาร ได้ถวายมหาทาน ในพระราชนิเวศน์ของพระองค์แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีภิกษุแสนรูปเป็นบริวาร พระศาสดาทรงกระทำภัตตานุโมทนาแล้วเสด็จไปพระวิหารตามเดิม โดยทำนองนั้นนั่นแล ได้ถวายทานตลอดกาลยืดยาวนาน คือ วันรุ่งขึ้นชาวเมืองถวาย วันรุ่งขึ้นต่อไปพระราชาถวาย
ครั้งนั้น พระอัญญาโกณฑัญญะเถระนี้บังเกิดในตระกูลคฤหบดีมหาศาล กรุงหังสวดี วันหนึ่งในเวลาที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม เห็นชาวกรุงหังสวดี ต่างถือของหอมและดอกไม้เป็นต้น ไปยังที่แสดงธรรม จึงได้เดินตามไปพร้อมกับมหาชนนั้น เวลานั้นพระปทุมุตตระพุทธเจ้า ทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่ง ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะผู้แทงตลอดธรรมก่อนในพระศาสนาของพระองค์ ท่านได้ทราบเหตุนั้นแล้วจึงปรารถนาที่จะได้เป็นอย่างภิกษุนี้ในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคตกาลเช่นนั้นบ้าง
ดังนั้นท่านจึงนิมนต์พระปทุมุตตระพุทธเจ้า พร้อมภิกษุ ๑๐๐,๐๐๐ รูปเป็นบริวาร และทำการถวายมหาทานอยู่ ๗ วัน. แล้วท่านจึงหมอบลงแทบพระบาทของพระศาสดา แสดงความปรารถนาว่า ด้วยผลแห่งการถวายทานสักการะนี้ ข้าพระองค์ไม่ปรารถนาสมบัติอื่นใด เพียงแต่ในอนาคตกาล ขอข้าพระองค์พึงได้ตำแหน่งเอตทัคคะนั้นในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคตกาล เหมือน ภิกษุที่พระองค์ทรงสถาปนาไว้ในตำแหน่ง ในวันสุดท้าย ๗ วัน นับแต่วันนี้
พระศาสดาทรงตรวจดูอนาคตกาลด้วยพุทธญาณ ทรงเห็นว่าความปรารถนาของกุลบุตรนี้จักสำเร็จ จึงทรงพยากรณ์ว่ากุลบุตรผู้เจริญ ในที่สุดแห่งแสนกัปในอนาคต พระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม จักทรงอุบัติขึ้น ท่านจักดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล พร้อมด้วยพรหม ๑๘ โกฎิ เวลาจบพระธรรมจักกัปปวัตตนสูตร ด้วยการแสดงธรรมครั้งแรกของพระโคดมพุทธเจ้านั้นดังนี้
พระศาสดาครั้นทรงพยากรณ์กุลบุตรนั้นดังนี้แล้ว ทรงแสดงธรรม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ แล้วปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ชนทั้งหลายได้สร้างเจดีย์ทองคำบรรจุพระสรีระของพระองค์ สูง ๗ โยชน์ เศรษฐีนั้นให้สร้างเครื่องประดับอันมีค่ามากล้อมเจดีย์บรรจุพระสรีระของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.ในวันประดิษฐานพระเจดีย์ ให้สร้างเรือนแก้วภายในเจดีย์ เศรษฐีนั้นกระทำทานเป็นอันมากถึงแสนปี เมื่อสิ้นชีวิตแล้วแล้วบังเกิดในสวรรค์.วัฏฏะแห่งชีวิตวนอยู่ในภูมิเทวดา และมนุษย์ทั้งหลายนั่นเอง
บุรพกรรมในสมัยพระวิปัสสีพุทธเจ้า
ล่วงไป ๙๙,๙๐๙ กัป ในท้ายกัปที่ ๙๑ จากภัทรกัปนี้ กุลบุตรนี้บังเกิดในเรือนแห่งคฤหบดี ในรามคามใกล้ประตูกรุงพันธุมดี ได้นามว่า มหากาล ส่วนน้องชายของท่าน นามว่า จุลกาล.
สมัยนั้น พระโพธิสัตว์พระนามว่า วิปัสสี จุติมาบังเกิดเป็นพระโอรสของพระเจ้าพันธุมะ กรุงพันธุมดี ตรัสรู้แล้วทรงแสดงธรรมแก่ ขัณฑะ ผู้เป็นพระอนุชาของพระองค์ และบุตรปุโรหิต ชื่อ ติสสะ ทั้งสองดำรงอยู่ในพระอรหัตผล พระศาสดาทรงสถาปนาพระขัณฑเถระไว้ในตำแหน่งพระอัครสาวกรูปที่ ๑ ทรงสถาปนาพระติสสะเถระไว้ในตำแหน่งอัครสาวกรูปที่ ๒.
ฝ่ายพระราชา ทรงทราบเรื่องนั้นแล้ว จึงเสด็จไปสดับพระธรรมเทศนา ดำรงอยู่ในรัตนะ ๓ และทรงปรารถนาจะอุปัฏฐาก พระบรมศาสดา ผู้เป็นพระโอรส พร้อมหมู่พระภิกษุแต่ผู้เดียว ไม่ยอมให้ชนทั้งหลายได้มีโอกาสเช่นนั้นบ้าง จึงให้สร้างรั้วไม้ตะเคียนสองข้าง ตั้งแต่ซุ้มประตูพระวิหารจนถึงทวารพระราชวัง ให้ปิดล้อมด้วยผ้า แล้วนิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมหมู่ภิกษุเสด็จไปสู่พระราชมณเฑียร เพื่อกระทำภัตกิจ แล้วเสด็จกลับมายังวิหาร โดยทางเดิม มหาชนอื่น แม้จะดูก็ยังไม่ได้ดู แล้วไฉนจะได้ถวายภักษาหารและการบูชาเล่า.ทรงกระทำเช่นนี้มาตลอด ๗ ปี ๗ เดือน
ชาวพระนครคิดว่าเมื่อพระศาสดาเสด็จอุบัติขึ้นในโลก เป็นเวลานานถึงเพียงนี้แล้ว ถึงวันนี้ พวกเราแม้เพียงปรารถนาจะเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ก็ยังไม่ได้เฝ้า จะป่วยกล่าวไปไย ถึงการที่จะได้ถวายภิกษา หรือกระทำการบูชา หรือฟังธรรมเล่า พระราชาทรงยึดถือว่า พระพุทธเจ้า และพระสงฆ์เป็นของพระองค์เองผู้เดียว ที่ถูกแล้ว พระศาสดาเมื่อเสด็จอุบัติ ก็อุบัติเพื่อประโยชน์แก่มหาชนทั้งหลาย มิใช่อุบัติเพื่อประโยชน์เฉพาะแก่พระราชาเท่านั้นไม่ เพราะฉะนั้น เราจะกราบทูลพระราชาเพื่อขอโอกาสกระทำบุญแด่พระศาสดาบ้าง ถ้าไม่ให้พวกเราก็จะรบกับพระราชา คิดดังนี้แล้วมหาชนจึงแต่งตัวแทนเข้าไปหาเสนาบดี แจ้งเรื่องนั้นแก่ท่าน เสนาบดีก็รับปากจะเข้าร่วมเป็นฝ่ายมหาชน โดยมีข้อแม้ว่า ต้องให้เสนาบดีมีโอกาสทำบุญกับพระศาสดาเป็นคนแรก ชาวพระนครก็รับคำ
เสนาบดีเข้าไปเฝ้าพระราชากราบทูลเรื่องนั้นให้ทรงทราบ พระราชาทรงเห็นว่า ชาวพระนครมีกำลัง ทั้งเสนาบดีก็เป็นฝ่ายของชาวพระนครเหล่านั้นเหมือนกัน จึงตรัสต่อรองว่า ขอเวลาให้ท่านได้ทำบุญกับพระศาสดากับหมู่พระสงฆ์อีก ๗ ปี ๗ เดือน ชาวพระนครไม่รับ พระราชาทรงให้ลดลงอย่างนี้คือ ๖ ปี ๕ ปี ชาวพระนครก็ไม่ยินยอม สุดท้ายจึงขออีก ๗ วัน ชาวพระนครก็ยินยอม
พระราชาทรงนำสิ่งที่เตรียมไว้ถวายพระพุทธองค์และหมู่ภิกษุ สำหรับระยะเวลา ๗ ปี ๗ เดือน มารวมกันเพื่อถวายใน ๗ วันเท่านั้น แล้วพระราชาถวายบังคม กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า บัดนี้ ข้าพระองค์อนุญาตให้ชาวพระนครได้ถวายทานแล้ว ตั้งแต่พรุ่งนี้ไป โปรดทรงอนุเคราะห์แก่ชาวพระนครเหล่านั้นเถิด
ครั้นในวันต่อมา เสนาบดีได้ถวายมหาทานตามสัญญา ต่อจากนั้น ชาวพระนครก็ได้เวียนกันกระทำสักการะพระพุทธองค์และหมู่พระสาวก เมื่อถึงลำดับของชาวพระนคร ทั่ว ๆ ไป ที่อยู่ใกล้ประตูพระนคร มหากาล จึงกล่าวกับ จุลกาลผู้น้องชายว่า วันพรุ่งนี้ ถึงคราเราได้โอกาสสักการะแด่พระทศพล เราจะทำสักการะ โดยนำข้าวสาลีที่มีอยู่ในนาของเรา ที่กำลังออกรวงอ่อน แล้วนำเอาข้าวอ่อนนั้นเอามาเคี่ยวเป็นน้ำนมจนข้นปรุงด้วยเนยใส น้ำผึ้ง และน้ำตาลกรวด ถวายทานแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข จุลกาลผู้น้องไม่เห็นด้วยเพราะจะเป็นการทำลายข้าวที่กำลังตั้งท้องอยู่ให้เสียหาย
มหากาลจึงให้แบ่งที่นาออกเป็น ๒ ส่วนเท่า ๆ กัน และนำข้าวในส่วนของตนไปทำเป็นภัตตาหารตามที่ตนตั้งใจ แล้วถวายแด่พระบรมศาสดาและเหล่าพระภิกษุทั้งหลาย ในกาลเสร็จภัตกิจ เขาได้ทราบทูลว่า“ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทานอันเลิศของข้าพระองค์นี้ จงเป็นไปเพื่อความแทงตลอดธรรมอันเลิศก่อนกว่าสาวกทั้งปวง”.พระศาสดาตรัสว่า "จงเป็นอย่างนั้นเถิด" แล้วได้ทรงทำอนุโมทนา
ข้าวในนาส่วนที่ถูกนำมาเป็นภัตตาหารก็กลับมีขึ้นเต็มดังเดิม มหากาลผู้พี่ในเวลาต่อ ๆ มาก็ได้ทำทานเช่นนั้นเป็นระยะ ๆ รวม ๙ ครั้ง ในเวลาข้าวเม่า ได้ถวายส่วนเลิศในข้าวเม่า ได้ถวายข้าวกล้าอย่างเลิศพร้อมกับชาวบ้าน ในเวลาเกี่ยว ได้ถวายส่วนเลิศในข้าวเกี่ยว ในเวลาทำเขน็ด ก็ถวายส่วนเลิศในข้าวเขน็ด ในเวลามัดเป็น ฟ่อนเป็นต้น ก็ถวายส่วนเลิศในข้าวฟ่อน ได้ถวายส่วนเลิศในข้าวในลาน ในเวลานวดก็ถวายส่วนเลิศในข้าวนวด ในเวลาข้าวขึ้นยุ้งก็ถวายส่วนเลิศในข้าวขึ้นยุ้ง ได้ถวายทานตามคราว ๙ ครั้ง สำหรับข้าวกล้าอย่างเดียวเท่านั้น ดังกล่าวมาฉะนี้ ข้าวกล้าแม้นั้นก็คงยังตั้งขึ้นเหลือเฟือ
ท่านกระทำเช่นนั้นตลอดเวลาที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ และตราบเท่าที่พระสงฆ์ยังมีอยู่ ครั้นสิ้นชีพแล้ว ก็บังเกิดในเทวโลก ท่านท่องเที่ยวไปในเทวดาและ มนุษย์ เสวยสมบัติตลอด ๙๑ กัป
กำเนิดเป็นโกณฑัญญพราหมณ์ในสมัยพระสมณโคดมพุทธเจ้า
ในสมัยของพระสมณโคดมบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานี้ ท่านเกิดในเวลาก่อนที่พระบรมศาสดาของเราจะทรงอุบัติขึ้นในโลก ในตระกูลพราหมณ์มหาศาล ในหมู่บ้านพราหมณ์โทณวัตถุ ไม่ไกลจากกรุงกบิลพัสดุ เมื่อเกิดแล้วพวกญาติตั้งชื่อท่านว่า โกณฑัญญมาณพ ครั้นเจริญวัยแล้วก็ได้เรียนไตรเพทจนจบ และรู้ลักษณะมนต์ทั้งหลาย (ตำราทายลักษณะ)
เข้าทำนายพุทธลักษณะ
ครั้นเมื่อเจ้าชายสิทธัตถะประสูติได้ ๕ วัน พระประยูรญาติก็ได้จัดพระราชพิธีเฉลิมพระนาม โดยได้เชิญพราหมณ์ ๑๐๘ คน มาประกอบพิธี โดยถวายผ้าใหม่ให้ครอง และถวายภัตตาหาร ครั้นเสร็จภัตกิจแล้วจึงได้เลือกพราหมณ์ ๘ คน จากพราหมณ์ทั้ง ๑๐๘ คนนั้น พราหมณ์ ๘ คนเหล่านี้คือ พราหมณ์ชื่อรามะ ชื่อธชะ ชื่อลักขณะ ชื่อสุชาติมันตี ชื่อโภชะ ชื่อสุยามะ ชื่อโกณฑัญญะ ชื่อสุทัตตะ ซึ่ง่พราหมณ์เหล่านี้ก็เป็นกลุ่มที่ได้ทำนายพระสุบินในวันที่ทรงประสูตินั่นเอง

ครั้นเมื่อพราหมณ์ทั้ง ๘ ได้ตรวจดูพระสรีระของพระมหาบุรุษแล้ว มีพราหมณ์ ๗ คน (อรรถกถาบางแห่งบอกว่า ๓ คน) ได้ทำนายออกเป็น ๒ แนว ว่า ถ้าอยู่ครองฆราวาส จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ถ้าเสด็จออกทรงผนวช จะได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นศาสดาเอกในโลกส่วนโกณฑัญญมาณพ ซึ่งอายุน้อยที่สุดในหมู่พราหมณ์ทั้ง ๑๐๘ คนนั้นทำนายเป็นทางเดียว (อรรถกถาบางแห่งบอกว่า ๕ คน ทำนายเป็นทางเดียว ซึ่งทั้ง ๕ พราหมณ์นี้ก็คือปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ นั่นเอง) ว่าพระองค์จะเสด็จออกทรงผนวช แล้วจะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นศาสดาเอกในโลกแน่นอน พวกพราหมณ์เหล่านั้น เมื่อกลับไปสู่เรือนของตัวเองแล้วก็ได้ปรารภกับบุตรทั้งหลายว่า ตัวพ่อนั้นอายุมากแล้ว คงจะไม่ได้อยู่ชมพระบารมีของพระโอรสของพระเจ้าสุทโธทนมหาราช ผู้จะบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ พวกเจ้าเมื่อพระกุมารทรงตรัสรู้แล้วเจ้าจงบวชในพระศาสนาของพระองค์เถิด
กำเนิดปัญจวัคคีย์
อีก ๒๙ ปีต่อมา เจ้าชายสิทธัตถะ ทรงเห็นโทษในกาม เห็นอานิสงส์ในการออกจากกาม ในวันที่พระราหุลกุมารประสูติ จึงได้เสด็จออกทรงผนวช ในครั้งนั้นพราหมณ์ ๗ คน ได้สิ้นชีวิตไปตามกรรมแล้ว ส่วนโกณฑัญญมาณพ ซึ่งอายุน้อยกว่าเขาทั้งหมด เมื่อท่านทราบว่า พระมหาบุรุษทรงผนวชแล้ว จึงเข้าไปหาพวกบุตรพราหมณ์ของพราหมณ์ทั้ง ๗ และชักชวนให้ออกบวชตามเสด็จ แต่ก็มีบุตรพราหมณ์เพียง ๔ คนเท่านั้นที่เห็นดีด้วย บุตรพราหมณ์ทั้ง ๔ คน เหล่านี้ คือ ท่านภัททิยะ ท่านวัปปะ ท่านมหานาม และท่านอัสสชิ และท่านโกณฑัญญพราหมณ์จึงได้บวช
เมื่อบวชแล้วบรรพชิตทั้ง ๕ นี้อันมีท่านโกณฑัญญะเป็นหัวหน้า จึงได้มีชื่อว่า พระปัญจวัคคีย์เถระ ก็ได้เที่ยวบิณฑบาตในคามนิคมและราชธานี และได้เดินทางไปอุปัฎฐากพระโพธิสัตว์ ตลอด ๖ ปีที่พระโพธิสัตว์ทรงเริ่มกระทำทุกรกิริยา ด้วยหวังว่า พระสมณโคดมจักบรรลุธรรมใดก็จักบอกธรรมนั้นแก่เราทั้งหลาย ครั้นพระโพธิสัตว์ทรงพิจารณาเห็นว่าการบำเพ็ญทุกรกิริยามิใช่หนทางไปสู่อริยธรรม จึงทรงกลับมาเสวยพระกระยาเช่นเดิม หมู่ปัญจวัคคีย์คิดว่าพระมหาสัตว์ทรงละความเพียรเสียแล้ว จึงหมดความเลื่อมใส เกิดความเบื่อหน่าย พากันละพระองค์เสีย ไปอยู่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี
ครั้นเมื่อพระโพธิสัตว์ ทรงกลับมาเสวยพระกระยาหารดังปกติ ล่วงมาถึงวันวิสาขบุรณมี ทรงเสวยโภชนะอย่างดีที่นางสุชาดาถวาย ทรงลอยถาดทองไปให้ทวนกระแสแม่น้ำตามที่ทรงอธิษฐาน จึงตกลงพระทัยที่จะปฏิบัติธรรมเพื่อบรรลุพระมหาอมตธรรมให้ได้ในวันนั้น จึงทรงประทับใต้ร่มมหาโพธิ บ่ายพระพักตร์ไปสู่ด้านตะวันออก นั่งขัดสมาธิ อธิษฐานความเพียร ทรงกำจัดมารและพลมารและบรรลุธรรมเป็นลำดับ จนกระทั่ง ทรงตรัสรู้เป็นพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าในปัจฉิมยามแห่งราตรีนั้นเอง
ครั้นเมื่อทรงตรัสรู้แล้ว ก็ทรงพิจารณาถึงบุคคลที่พระองค์สมควรจะแสดงธรรมให้ก่อน จึงทรงพิจารณาถึง อาฬารดาบสและอุททกดาบส ก็ทรงทราบด้วยพระญาณว่าบุคคลทั้งสองสิ้นชีวิตไปแล้ว เมื่อทรงพิจารณาต่อไปก็ทรงเห็นว่า ภิกษุปัญจวัคคีย์ผู้อุปัฏฐากครั้งเมื่อทรงตั้งความเพียรนับว่าเป็นผู้มีอุปการะมากแก่เรา อีกทั้งโกณฑัญญพราหมณ์ก็เป็นผู้กระทำกรรมสะสมบารมีมาถึง๑๐๐,๐๐๐ กัป ก็เพื่อประสงค์จะเป็นผู้ได้ชื่อว่าเป็นผู้สามารถบรรลุธรรมก่อนผู้อื่น
ลำดับนั้น พระศาสดา จึงเสด็จไปยังป่าอิสิปตมฤคทายวัน ที่ปัญจวัคคีย์อาศัยอยู่ เสด็จเข้าไปหาพระปัญจวัคคีย์
ทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
ครั้นทรงพระดำริอย่างนี้แล้ว จึงเสด็จพุทธดำเนินไปสู่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ฯ ฝ่ายปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ได้เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาแต่ไกล เข้าใจว่าพระองค์เสด็จมาเพื่อแสวงหาผู้อุปฐาก จึงได้ตกลงกันว่า พระสมณโคดมนี้คลายความเพียรเวียนมาเพื่อความเป็นผู้มักมากแล้ว เสด็จมา ณ บัดนี้ พวกเราทั้งหลายไม่พึงไหว้ ไม่พึงลุกขึ้นต้อนรับ ไม่พึงรับบาตรและจีวรของพระองค์เลย แต่ว่าท่านนี้เกิดในตระกูลใหญ่ เป็นวรรณกษัตริย์ เราควรปูลาดอาสนะที่นั่งไว้ เพื่อพระองค์ปรารถนาก็จักประทับนั่ง ฯ ครั้นพระองค์เสด็จเข้าไปถึงแล้ว อาศัยความเคารพที่เคยประพฤติต่อพระองค์ มาบันดาลให้ลืมข้อตกลงที่ทำกันนั้นไว้จนหมดสิ้น ลุกขึ้นต้อนรับพระพุทธองค์ รูปหนึ่งรับบาตรจีวรของพระผู้มีพระภาค รูปหนึ่งปูอาสนะ รูปหนึ่งจัดหาน้ำล้างพระบาท รูปหนึ่งจัดตั้งตั่งรองพระบาท รูปหนึ่งนำกระเบื้องเช็ดพระบาทเข้าไปถวาย ดังที่เคยทำมา แต่ยังพูดกับพระองค์ด้วยถ้อยคำไม่เคารพ คือ เรียกโดยการเอ่ยพระนามโดยตรง หรือเรียกโดยใช้คำแทนพระพุทธองค์ว่า อาวุโส ฯ
พระพุทธองค์ทรงห้ามพวกปัญจวัคคีย์ มิให้เรียกพระองค์เช่นนั้น (ซึ่งถือว่าเป็นการไม่เคารพ ที่ทรงห้ามก็เพื่อจะมิให้เกิดโทษแก่เหล่าปัญจวัคคีย์เหล่านั้น) และทรงตรัสต่อไปว่า ตถาคตได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบแล้ว ท่านทั้งหลายจงตั้งใจฟังธรรมเถิด เราจะสั่งสอนอมตธรรมที่เราบรรลุแล้ว เพื่อที่เมื่อท่านทั้งหลายปฏิบัติตามที่เราสั่งสอนอยู่ ไม่ช้า ก็จักบรรลุถึงที่สุดแห่งพรหมจรรย์
เหล่าปัญจวัคคีย์ก็ยังไม่เชื่อ ได้กล่าวเป็นเชิงสงสัยในจริยาของพระพุทธองค์ว่า แต่เดิมที่ท่านปฏิบัติ แม้โดยการอดอาหาร กระทำทุกรกิริยาอย่างยิ่งยวด ถึง ๖ ปี ก็ไม่สามารถแทงตลอดพระสัพพัญญุตญาณได้ มาบัดนี้เมื่อท่านคลายความเพียรนั้น กลับมาเป็นผู้มักมาก ท่านจะบรรลุธรรมใด ๆ อย่างไรได้
พระพุทธองค์ทรงมีพระดำรัสว่า ท่านไม่ได้เป็นคนมักมาก คลายความเพียร เวียนมาเพื่อความเป็นผู้มักมากเลย ท่านบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบแล้ว และทรงขอให้เหล่าปัญจวัคคีย์ตั้งใจฟังธรรมที่ท่านจะแสดง แต่ปัญจวัคคีย์เหล่านั้นก็ยังได้กล่าวสงสัยในจริยาของพระพุทธองค์อีกถึง ๒ ครั้ง
จนในครั้งที่ ๓ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสเตือนให้เหล่าปัญจวัคคีย์ทั้งหลาย นึกถึงถ้อยคำของพระพุทธองค์ในครั้งก่อนว่า วาจาที่ท่านกล่าวว่าท่านได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบแล้ว เช่นนี้ ท่านได้เคยพูดออกมาในกาลก่อนหรือไม่ พวกภิกษุปัญจวัคคีย์จึงระลึกขึ้นได้ว่าพระวาจาเช่นนี้พระองค์ไม่เคยได้ตรัสมาก่อนเลย จึงพากันตั้งใจฟังพระธรรมเทศนาที่พระองค์จะตรัสเทศนาสั่งสอนสืบไป
ครั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสแสดง พระปฐมเทศนาประกาศพระสัมโพธิญาณ ชื่อว่า ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร แก่พระปัญจวัคคีย์ ครั้นเมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสพระธรรมเทศนาจบ ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลีปราศจากมลทิน ได้เกิดขึ้นแก่ท่านพระโกณฑัญญะว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวล มีความดับเป็นธรรมดา ได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน ในวันอาสาฬหปุรณมี เพ็ญกลางเดือน ๘ นั่นเอง
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบด้วยพระญาณว่า ท่านโกณฑัญญะ ได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันแล้ว จึงได้ทรงเปล่งพระอุทานว่า โกณฑัญญะ ได้รู้แล้วหนอ, โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ (อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ, อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ) เพราะเหตุนั้น คำว่า อัญญาโกณฑัญญะนี้ จึงได้เป็นชื่อของท่านตั้งแต่นั้นมา
ทรงประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทา
ครั้นเมื่อท่านพระอัญญาโกณฑัญญะ ได้บรรลุธรรม ดำรงอยู่ในโสดาปัตติมรรคแล้ว จึงได้ทูลขอบรรพชาต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งสมเด็จพระบรมศาสดาก็ประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทา โดยตรัสว่า เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ดังนี้ แล้วตรัสต่อไปว่าธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว เธอจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด.
บัดนั้น ถือว่าโลกมี พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ครบองค์สาม เป็นครั้งแรก
ในวันต่อมา เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงประทานโอวาทสั่งสอนด้วยธรรมีกถา ทรงให้พระภัททิยเถระตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล.และประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทา เป็นเอหิภิกษุรูปที่ ๒ ในวันแรม ๑ ค่ำ
ในวันแรม ๒ ค่ำ ทรงให้พระวัปปเถระตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล.และประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทา เป็นเอหิภิกษุรูปที่ ๓
ในวันแรม ๓ ค่ำ ทรงให้พระมหานามเถระตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล.และประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทา เป็นเอหิภิกษุรูปที่ ๔
ในวันแรม ๔ ค่ำ ทรงให้พระอัสสชิเถระตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล.และประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทา เป็นเอหิภิกษุรูปที่ ๕
อนึ่งในวันแรม ๕ ค่ำ ทรงเทศนาอนัตตลักขณสูตร ให้พระปัญจวัคคีย์ทั้งหมดตั้งอยู่ในพระอรหัตด้วย ครั้งนั้น มีพระอรหันต์เกิดขึ้นในโลก ๖ องค์.
ทรงตั้งพระเถระเป็นเอตทัคคะผู้เป็นรัตตัญญูรู้ราตรีนาน
ครั้นกาลต่อมา พระศาสดาประทับนั่งบนบวรพุทธอาสน์ที่เขาปูลาดไว้ในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ในพระเชตวันมหาวิหาร เมื่อจะทรงแสดงความที่พระเถระเป็นผู้รู้แจ้งธรรมก่อนเพื่อน จึงทรงตั้งพระเถระนั้นไว้ในเอตทัคคะว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อัญญาโกณฑัญญะนี้ เป็นเลิศแห่งภิกษุสาวกทั้งหลายของเราผู้เป็นรัตตัญญูรู้ราตรีนาน
พวกภิกษุติเตียนพระศาสดา
ครั้งเมื่อ พระศาสดาทรงประชุมพระสาวกที่พระเวฬุวัน ทรงประทานตำแหน่งพระอัครสาวกแก่พระเถระทั้งสองแล้วทรงแสดงพระปาติโมกข์.
พวกภิกษุ ติเตียนกล่าวว่า “พระศาสดา ประทานตำแหน่งแก่ภิกษุทั้งหลาย โดยเห็นแก่หน้า อันพระองค์เมื่อจะประทานตำแหน่งอัครสาวก ควรประทานแก่พระปัญจวัคคีย์ผู้บวชก่อน เมื่อไม่เหลียวแลถึงพระปัญจวัคคีย์เหล่านั้น ก็ควรประทานแก่ภิกษุ ๕๕ รูป มีพระยสเถระเป็นประมุข เมื่อไม่เหลียวแลถึงภิกษุเหล่านั้น ก็ควรประทานแก่พระพวกภัทรวัคคีย์ เมื่อไม่เหลียวแลถึงพระพวกภัทรวัคคีย์เหล่านั้น ก็ควรประทานแก่ภิกษุ ๓ พี่น้อง มีพระอุรุเวลกัสสปะเป็นต้น แต่พระศาสดา ทรงละเลยภิกษุเหล่านั้น เมื่อจะประทานตำแหน่งอัครสาวก ก็ทรงเลือกประทานแก่ผู้บวชภายหลังเขาทั้งหมด.”
พระศาสดา ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพูดอะไรกัน ? ” เมื่อภิกษุทั้งหลายทูลว่า “ เรื่องเช่นนี้พระพุทธเจ้าข้า” พระศาสดาจึงตรัสว่า “ ภิกษุทั้งหลาย เราหาเลือกหน้าให้ตำแหน่งแก่พวกภิกษุไม่ แต่เราให้ตำแหน่งที่แต่ละคน ๆ ตั้งความปรารถนาไว้แล้วในอดีตแก่ภิกษุเหล่านี้ แล้วทรงเล่าบุรพกรรมของพระอัญญาโกณฑัญญะในสมัยที่ตั้งความปรารถนาจะเป็นผู้แทงตลอดธรรมอันเลิศก่อนผู้อื่น ไว้เมื่อสมัยกระทำมหาทานแด่พระวิปัสสีพุทธเจ้า และทรงกล่าวอีกว่า
อนึ่ง แม้ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ในหงสาวดีนคร ในแสนกัลป์ก่อนหน้านี้ เขาถวายมหาทานตลอด ๗ วันแล้ว หมอบลงแทบบาทมูลของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ตั้งปรารถนาเพื่อแทงตลอดธรรมอันเลิศก่อนเขา เหมือนกัน สิ่งที่เราได้ให้ เป็นผลที่อัญญาโกณฑัญญะนี้ปรารถนาในอดีตทีเดียว เราหาได้เลือกหน้าให้ไม่ ”
พระเถระบวชหลานชาย
ครั้งหนึ่ง พระอัญญาโกณฑัญญเถระ มายังกรุงกบิลพัสดุ์ เพื่อบวชให้กับปุณณมาณพ หลานชายของท่านผู้เป็นบุตรของนางมันตานีพราหมณี (ผู้ซึ่งตำราบางแห่งบอกว่า เป็นน้องสาวของท่าน) โดยที่ชื่อของท่านปุณณมาณพเหมือนกับพระเถระอีกรูปหนึ่งซึ่งชื่อ ปุณณะ เช่นเดียวกัน จึงเรียกท่านว่า พระปุณณมันตานีบุตร พระปุณณมันตานีบุตรท่านนี้ เมื่อบวชแล้วก็ได้บำเพ็ญเพียรจนบรรลุพระอรหัตผล ต่อมาพระบรมศาสดาได้ทรงสถาปนาท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะของเหล่าภิกษุผู้เป็นธรรมกถึก
พระเถระปลีกตัวไปอยู่ป่า
ในระยะเวลาประมาณ ๑๒ ปีสุดท้ายแห่งอายุของท่าน ท่านได้ไปอยู่ในถิ่นช้างตระกูลฉันททันตะ ใกล้สระมันทากินีโปกขรณี ซึ่งเป็นสถานที่อยู่แห่งพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ก็เนื่องจากท่านเป็นพระมหาสาวกผู้เป็นที่เคารพนับถือทั้งเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เมื่อเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายไปยังสำนักของพระตถาคต กระทำการบูชาด้วยของหอมและดอกไม้แล้วก็จะเข้าไปบูชาพระเถระด้วยเสมอ เป็นธรรมดาว่าเมื่อมีผู้มาสู่สำนัก ท่านก็ต้องแสดงธรรมกถา หรือปฏิสันถารด้วย พระเถระเป็นผู้ปรารถนาความสงัด ท่านจึงคิดจะปลีกตนไปอยู่ ณ ที่ดังกล่าว
อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือ วันหนึ่ง พระเถระเห็นภิกษุรูปหนึ่ง ผู้เป็นสัทธิวิหาริกของตน เป็นคนเกียจคร้าน ไม่ประกอบด้วยความเพียร มีจิตฟุ้งซ่าน มักคลุกคลีอยู่กับบุคคลผู้ไม่เป็นกัลยาณมิตร จึงไปหาศิษย์ผู้นั้นแล้วให้โอวาทภิกษุนั้นว่า ท่านอย่ากระทำอย่างนี้เลย ท่านจงละบุคคลผู้ไม่เป็นกัลยาณมิตร คบหาบุคคลผู้เป็นกัลยาณมิตรทั้งหลาย.ภิกษุนั้นไม่สนใจต่อคำสอนของพระเถระ.พระเถระถึงธรรมสังเวช ต่อจริยาของภิกษุนั้น
อีกเหตุหนึ่ง ในเวลาแสดงธรรม เมื่อพระศาสดาประทับนั่งบนพุทธอาสน์ที่เขาตกแต่งไว้ตรงกลาง พระธรรมเสนาบดีนั่ง ณ ข้างพระหัตถ์เบื้องขวา พระโมคคัลลาะนั่ง ณ ข้างพระหัตถ์เบื้องซ้าย ส่วนเบื้องหลังแห่งพระสาวกทั้ง ๒ นั้น เขาปูอาสนะไว้สำหรับพระอัญญาโกณฑัญญะ เหล่าภิกษุที่เหลือนั่งแวดล้อมท่าน พระอัครสาวกทั้ง ๒ มีความเคารพในพระเถระ เพราะท่านแทงตลอดธรรมอันเลิศและเป็นพระเถระผู้เฒ่า พระเถระเห็นว่า ภิกษุเหล่านี้เกรงใจต่อเรา เราพึงจะทำให้ภิกษุเหล่านั้นอยู่โดยความสำราญ คิดดั่งนั้นแล้วพระเถระจึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลขอประทานอนุญาตไปอยู่ในชนบท พระศาสดาก็ทรงอนุญาต
ครั้นพระเถระเก็บงำเสนาสนะแล้ว ถือบาตรจีวรไปยังริมสระมันทากินีโปกขรณี ถิ่นช้างตระกูลฉัททันตะ ซึ่งเมื่อกาลก่อน โขลงช้างประมาณ ๘,๐๐๐ เชือก เคยปรนนิบัติพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย มาครั้งนี้ โขลงช้างเมื่อเห็นพระเถระก็ยินดีคิดว่าบุญเขตของพวกเรามาถึงแล้ว จึงเอาเท้าปรับที่สำหรับจงกรม เอาหญ้าออก นำกิ่งไม้เครื่องกีดขวางออก จัดแจงที่อยู่ของพระเถระ ทำวัตรทั้งหมด ประชุมปรึกษากันตั้งเวรกันไว้สำหรับอุปัฏฐากพระเถระ
พระเถระทูลลาพระพุทธองค์เพื่อไปนิพพาน
พระเถระอยู่ในป่านี้ตลอด ๑๒ ปี ครั้นท่านได้ตรวจดูอายุสังขารก็ทราบว่าสิ้นแล้ว จึงพิจารณาถึงสถานที่ที่ควรจะปรินิพพาน ท่านพิจารณาว่า เหล่าช้างทั้งหลายบำรุงเราถึง ๑๒ ปี กระทำกิจยากที่ผู้อื่นจะทำได้ เราจักขออนุญาตพระศาสดาปรินิพพานในที่ใกล้ ๆ ช้างเหล่านั้นแหละ แล้วจึงเหาะไปยังสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า
ครั้นถึงท่ามกลางสงฆ์อันมีพระบรมศาสดาเป็นประธาน แวดล้อมด้วยหมู่พุทธบริษัทแล้ว ท่านจึงถวายบังคมพระบรมศาสดา แล้วจึงประกาศชื่อ ด้วยพิจารณาว่า ท่านละเมืองไปอยู่ป่านานถึง ๑๒ ปี ในหมู่ชนทั้งหลายที่มาเฝ้าพระพุทธองค์ คนบางพวกจำพระเถระได้ บางพวกจำไม่ได้ บรรดาคนเหล่านั้น คนเหล่าใดที่ไม่รู้จักพระเถระ จักคิดร้ายว่า พระแก่ศีรษะขาวโพลนหลังโกงซี่โครงคดรูปนี้ทำปฏิสันถารกับพระศาสดา คนเหล่านั้นจักตกในอบาย แต่คนเหล่าใดรู้จักพระเถระ ก็จักเลื่อมใสว่า เป็นมหาสาวกปรากกฎในหมื่นจักรวาลเหมือนพระศาสดา คนเหล่านั้นจักเข้าถึงสวรรค์ ดังนี้ เพื่อจะปิดทางอบาย เปิดทางสวรรค์สำหรับชนเหล่านั้น ท่านจึงได้ประกาศชื่อของท่าน
ครั้นแล้วพระเถระจึงทำปฏิสันถารกับพระศาสดาขออนุญาตกาลปรินิพพานว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อายุสังขารของข้าพระองค์สิ้นแล้ว ข้าพระองค์จักปรินิพพาน พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า โกณฑัญญะเธอจักปรินิพพานที่ไหน พระเถระทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ช้างทั้งหลายที่เป็นอุปัฏฐากของข้าพระองค์ได้กระทำกิจที่ผู้อื่นทำได้ยาก ข้าพระองค์จักปรินิพพานในที่ใกล้ ๆ ช้างเหล่านั้น พระศาสดาทรงอนุญาต.
พระเถระทำประทักษิณพระทศพลแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ การเห็นครั้งนั้น เป็นการเห็นครั้งแรกของข้าพระองค์ ครั้งนี้เป็นการเห็นครั้งสุดท้าย มหาชนเมื่อทราบข่าวก็ร้องไห้คร่ำครวญอยู่ พระเถระถวายบังคมพระศาสดาแล้วออกมายืนที่ซุ้มประตู สั่งสอนมหาชนเหล่านั้นว่า ท่านทั้งหลาย อย่าเศร้าโศกเลยอย่าคร่ำครวญเลย เป็นพระพุทธเจ้าก็ตาม เป็นพุทธสาวกก็ตาม สังขารที่เกิดขึ้นแล้ว ชื่อว่าไม่แตกทำลาย ย่อมไม่มี แล้วท่านก็เหาะไปลงที่ริมสระมันทากินี สรงน้ำในสระโบกขรณีนุ่งสบงห่มจีวรแล้ว เก็บงำเสนาสนะ เข้าผลสมาบัติล่วง ๓ ยาม ปรินิพพานเวลาจวนสว่าง ต้นไม้ทุกต้นไม้หิมวันตประเทศได้โน้มน้อมออกผลบูชาพร้อมกับเวลาพระเถระปรินิพพาน
ช้างตัวเข้าเวรไม่รู้ว่าพระเถระปรินิพพานจัดน้ำบ้วนปากและไม้ชำระฟันทำวัตรปฏิบัติแต่เช้าตรู่ นำของควรเคี้ยวและผลไม้มายืนอยู่ที่ท้ายที่จงกรม ช้างนั้นไม่เห็นพระเถระออกมาจนพระอาทิตย์ขึ้นคิดว่า นี่อะไรกันหนอ เมื่อก่อน พระผู้เป็นเจ้าจงกรม ล้างหน้าแต่เช้าตรู่วันนี้ยังไม่ออกจากบรรณศาลา จึงเขย่าประตูกุฎี และดูเห็นพระเถระกำลังนั่ง จึงเหยียดงวงออกลูบคลำค้นหาลมอัสสาสปัสสาสะ รู้ว่าลมอัสสาสปัสสาสะขาด พระเถระปรินิพพานแล้ว จึงสอดงวงเข้าในปากร้องเสียงดังลั่น ทั่วหิมวันตประเทศได้มีเสียงบันลือเป็นอันเดียวกัน ช้าง ๘,๐๐๐ ประชุมกันยกพระเถระขึ้นนอนบนกระพองของหัวหน้าโขลง ถือกิ่งไม้ที่มีดอกบานสะพรั่ง แวดล้อมแห่ไปทั่วหิมวันต์แล้วมายังที่ของตนตามเดิม.
ท้าวสักกเทวราชปรึกษาพระวิษณุกรรมเทพบุตรว่า พระอัญญาโกณฑัญญะเถระปรินิพพานเสียแล้ว เราจักกระทำสักการะ ท่านจงเนรมิตปราสาทยอดขนาด ๙ โยชน์ล้วนแล้วด้วยรัตนะทุกอย่าง พระวิษณุกรรมเทพบุตรทำตามเทวบัญชาแล้ว ให้พระเถระนอนในปราสาทนั้น ได้มอบหมายปราสาทให้แก่ช้างทั้งหลาย ช้างเหล่านั้นยกปราสาทเวียนเขาหิมวันต์ประมาณ ๓,๐๐๐ โยชน์หลายรอบ พวกอากาศเทวดารับจากงวงของช้างเหล่านั้น แล้วแห่แหนปราสาทขึ้นไปจนถึงพรหมโลกครั้นแล้วพวกพรหมได้ให้ปราสาทแก่พวกเทวดา พวกเทวดาได้ให้ปราสาทแก่ช้างทั้งหลายตามเดิม
เทวดาแต่ละองค์ได้นำท่อนจันทร์ประมาณ ๔ องคุลีมา ได้มีจิตกาธานประมาณ ๙ โยชน์ พวกเทวดายกเรือนยอดขึ้นสู่จิตกาธาน ภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป เหาะมาสาธยายตลอดคืน.พระอนุรุทธเถระแสดงธรรม เทวดาเป็นอันมากได้ตรัสรู้ธรรม ในวันรุ่งขึ้นเวลาอรุณขึ้นนั่นอง เทวดาทั้งหลายให้ดับจิตกาธานแล้ว เอาพระธาตุมีสีดังดอกมะลิตูมบรรจุผ้ากรองน้ำ นำมาวางไว้ในพระหัตถ์ของพระศาสดา ในเมื่อพระองค์เสด็จออกถึงซุ้มประตูพระวิหารเวฬุวัน พระศาสดาทรงรับผ้ากรองน้ำบรรจุพระธาตุแล้ว ทรงเหยียดพระหัตถ์ไปที่แผ่นดิน พระเจดีย์เหมือนฟองเงินชำแรกแผ่นดินใหญ่ออกมา พระศาสดาทรงบรรจุพระธาตุในพระเจดีย์ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์ ได้ยินว่า พระเจดีย์นั้นก็ยังดำรงอยู่จนถึงทุกวันนี้แล.
“นิมิต”
แสดงธรรมโดย หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
บทความนี้คงเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่กำลังฝึกสมาธิ และพบเจอกับนิมิตต่างๆ อยู่ บางคนก็หลงใหลไปในนิมิตเมื่อพบนิมิตที่ดี บ้างก็กลัวนิมิตที่เกิดขึ้นไม่กล้าปฏิบัติต่อไปเมื่อพบนิมิตที่ไม่ดีหรือ นิมิตร้าย หรือบางคนอาจจะกำลังคิดแก้ไขเรื่องนี้อยู่ แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร หลวงพ่อพุธ ฐานิโย ท่านได้แสดงธรรมเรื่องนิมิตนี้พอประเทืองความรู้สำหรับผู้เห็นนิมิตในขณะทำ สมาธิ
หลวงพ่อพุธ ฐานิโย วัดป่าสาลวัน จังหวัดนครราชสีมา ได้เทศน์แสดงธรรมที่เกี่ยวข้องกับนิมิตในเทปเรื่อง “นิมิตและวิปัสสนา” เมื่อครั้งหลวงพ่อยังมีชีวิตอยู่
นักปฏิบัติบางท่านที่ติดนิมิตจนถอนตัวไม่ขึ้น หลับตาทำสมาธิก็ตกลงในวังวนแห่งภาพต่างๆที่ปรุงแต่งขึ้นในห้วงสมาธิจริงบ้าง ปลอมบ้าง แล้วแต่สภาพของสังขารปรุงแต่งหรือญาณกำเนิด ครูบาอาจารย์ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐานจึงเตือนผู้ปฏิบัติชั้นหลังมาทุกยุคทุกสมัย ในเรื่องนิมิตและความสุขในสมาธิ
นักปฏิบัติธรรมบางท่านก็หลงใหลได้ปลื้มกับนิมิต หรือให้ความสำคัญกับผู้รู้เห็นนิมิตว่าเป็นผู้วิเศษเลิศเลอ ภาพในนิมิตที่ปรากฏและถูกต้องนั้นมีเพียงเล็กน้อย นอกนั้นเกิดจากสังขารปรุงแต่งเสียเป็นส่วนใหญ่ทั้งนิมิตที่ปรากฏขึ้นเองและ นิมิตที่กำหนด
จิตเมื่อเข้าสู่สมาธิอ่อนๆ ก็มีนิมิตจางๆ แล้วค่อยๆ ชัดขึ้นเมื่อสมาธิสงบจนกระทั่งชัดที่สุด ทุกครั้งที่ปรากฏนิมิตต้องใช้ปัญญาอบรมจิตควบคู่กันไปด้วย (เพราะนิมิตที่ปรากฏอยู่ภายใต้กฎพระไตรลักษณ์) แล้วปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นในนิมิต เพื่อพัฒนาการจิตในระดับต่อไป ก็จะออกมาในอีกหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นปิติในลักษณะต่างๆ รวมทั้งความรู้สึกหลากหลายของความสงบก็จะปรากฏขึ้นมาเป็นลำดับ ทั้งนี้ต้องใช้ไตรลักษณ์เป็นหัวข้อธรรมใหญ่ในการพิจารณาองค์ประกอบของสมาธิ ทุกรูปแบบก็ว่าได้
เพราะฉะนั้นนักปฏิบัติทั้งหลายพึงสังวรระวังเกี่ยวกับเรื่องนิมิตต่างๆ ถ้าท่านภาวนาแล้วเกิดนิมิตต่างๆ ขึ้นมา สิ่งทั้งหลายเหล่านี้มักเกิดขึ้นเพราะอุปาทานที่ท่านคิดว่าอยากรู้อยากเห็น ระดับจิตที่สงบลงเป็นสมาธิในขั้นอุปจารสมาธินั้น ถ้าจิตมันปรุงแต่งอะไรขึ้นมาในขณะนั้นมันจะกลายเป็นตัวเป็นตนไปหมด เพราะสิ่งที่มองเห็นนั้นรู้สึกมองเห็นด้วยตาธรรมดา ตาท่านหลับอยู่แต่ท่านก็มองเห็นได้ ทำไมจึงมองเห็นได้ก็เพราะจิตท่านเป็นผู้ปรุงแต่งขึ้นมาเป็นรูปเป็นร่าง อันนี้พึงสังวร
ในเมื่อเหตุการณ์ที่กล่าวนี้เกิดมาแล้วควรจะปฏิบัติต่อนิมิตทั้งหลายเหล่านี้อย่างไร
๑. ท่านอย่าไปเอะใจ อย่าไปตื่นในการที่ได้พบเห็น ให้ประคองจิตอยู่ในท่าทีที่สงบเป็นปกติ
๒. อย่าไปยึดว่าสิ่งนั้นเป็นจริง ถ้าจริงมันจะสงสัย
สมาธิอ่อนๆ กระแสจิตส่งออกไปข้างนอกให้ประคองจิตให้เป็นสมาธิไว้นานๆ ภาพนิมิตนั้นจะอยู่ให้ท่านชม บางทีท่านอาจจะนึกว่าภาพนิมิตที่มองเห็นนั้นเป็นสิ่งที่สนุกเพลิดเพลิน สนุกยิ่งกว่าไปดูหนัง อันนี้แล้วแต่มันจะเป็นไปตามอำนาจกิเลสของใคร
แต่ถ้าผู้เห็นนิมิตนั้นเคยมีสมาธิดีมีปัญญาดีอาจจะจับเอานิมิตนั้นเป็น เครื่องรู้ของจิต เป็นเครื่องระลึกของสติพิจารณาเป็นกรรมฐานในแง่ของวิปัสสนาเลย กำหนดหมายว่านิมิตนี้ก็ไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงยักย้ายอยู่เสมอ ถ้าท่านสามารถกำหนดพิจารณาได้อย่างนี้ ท่านก็จะได้ความรู้ในแง่วิปัสสนา
เรื่องนิมิตต่างๆ นี้ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายโดยถ่ายเดียว เป็นสิ่งที่ให้ทั้งคุณเป็นสิ่งที่ให้ทั้งโทษ ถ้าผู้ปฏิบัติกำหนดหมายเอานิมิตเป็นเครื่องรู้ของจิต เป็นเครื่องระลึกของสติ เป็นอารมณ์ที่จะน้อมนึกพิจารณาวิปัสสนากรรมฐานหรือสมถะกรรมฐานก็แล้วแต่ ย่อมได้ประโยชน์สำหรับผู้มีสติปัญญา สามารถรู้เท่าทันนิมิตนั้นๆ
แต่ถ้าผู้หลงว่าเป็นจริงเป็นจัง จิตอาจจะไปติดนิมิตนั้นๆ ชอบอกชอบใจในนิมิตนั้นๆ บางทีก็จะไปเที่ยวกับนิมิตนั้น ฝากเอาไว้ให้นักปฏิบัติได้โปรดพิจารณาเอาเอง เพราะสิ่งเหล่านี้มันจะเป็นทางผ่านของผู้บำเพ็ญจิต แต่ถ้าจะเปรียบเทียบกับนิมิตต่างๆ ซึ่งเกิดจากการพิจารณากรรมฐาน โดยยกเอากายของเราเป็นเครื่องรู้ของจิต เป็นเครื่องระลึกของสติ จะน้อมนึกไปในแง่ไม่สวยงามก็ตาม จะน้อมนึกไปว่ากายเป็นธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ ก็ตาม
ในเมื่อจิตสงบลงแล้ว ยิ่งเห็นจริงในอสุภกรรมฐานหรือในธาตุกรรมฐาน จนมองเห็นอสุภกรรมฐานว่าร่างกายนี้เป็นของสกปรก เป็นสิ่งปฏิกูลเน่าเปื่อย น่าเกลียดผุพังสลายตัวไปจนไม่มีอะไรเหลือ ยังเหลือแต่สภาพจิตที่ยังสงบนิ่ง ใส บริสุทธิ์ สะอาด สิ่งที่รู้เห็นทั้งหลายหายหมดไปแล้ว ยังเหลือแต่จิตดวงเดียวล้วนๆ
แต่เมื่อจิตถอนออกมาจากความเป็นสภาพเช่นนั้นแล้ว มาสู่ปกติธรรมดาร่างกายที่มองเห็นว่าสาบสูญหายไปนั้นก็ยังปรากฏอยู่ จะปรากฏว่าสูญหายไปหรือปฏิกูลเฉพาะในขณะที่อยู่ในสมาธิเท่านั้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่รู้เห็นอันนี้เป็นเพียงนิมิต ซึ่งหลักของการปฏิบัติสมถะกรรมฐาน เมื่อจิตเพ่งจดจ่ออยู่ในสิ่งที่รู้แน่วแน่ นิมิตย่อมเกิดขึ้น
อันดับแรกเรียกว่า “อุคคหนิมิต” ในอันดับต่อไปเรียกว่า “ปฏิภาคนิมิต” อุคคหนิมิตจิตจดจ่อรู้ในสิ่งๆ เดียวอย่างแน่วแน่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง นิมิตนั้นก็อยู่ในสภาพปกติ จิตก็อยู่ในสภาพปกติ แต่รู้เห็นกันอย่างติดหูติดตา หลับตาก็เห็น ลืมตาก็เห็น อันนี้เรียกว่า “อุคคหนิมิต”
ทีนี้ถ้าหากว่าจิตสามารถปฏิวัติความเปลี่ยนแปลงของนิมิต ให้มีอันเป็นไปต่างๆขยายให้ใหญ่โตขึ้นหรือย่อให้เล็กลง หรือถึงขนาดสลายตัวไปไม่มีอะไรเหลือ จิตก็ก้าวขึ้นสู่ภูมิของ “ปฏิภาคนิมิต”
ถ้าหากว่านิมิตมีการเปลี่ยนแปลงยักย้ายอยู่อย่างนั้น ถ้าจิตสำคัญมั่นหมายในการเปลี่ยนแปลงของนิมิต โดยกำหนดอนิจจสัญญา คือความจำหมายว่าไม่เที่ยง เข้ามาแทรกความรู้เห็นในขณะนั้นโดยอัตโนมัติ จิตของท่านจะกลายเป็นการเดินภูมิวิปัสสนากรรมฐาน และนิมิตที่ปรากฏนั้นก็ปรากฏในขณะที่อยู่ในสมาธิเท่านั้น
ในขั้นนี้เรื่องราวหรือนิมิตอะไรที่พึงเกิดขึ้นภายในจิตของผู้ปฏิบัติอยู่ก็ ตาม ให้สังวรระวังรักษาความรู้สึกนึกคิดเอาไว้ว่า สิ่งนี้คือจิตของเราปรุงแต่งขึ้นในขณะที่จิตของเรามีสมาธิ เอาความรู้สึกอันนี้มาสกัดกั้นเอาไว้ก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้จิตของเราหลงหรือรู้ผิด นี่คือหลักการปฏิบัติที่เราพึงสังวรระวัง
นั้นเป็นคำสอนของพระเดชพระคุณหลวงพ่อพุธ ฐานิโย แห่งวัดป่าสาลวัน ที่ผู้พิมพ์ได้ย่นย่อใจความจากหนังสือที่เขาเขียนถอดมาจากเทปของหลวงพ่อพุธ ฐานิโย มาให้ได้อ่านกันพอเข้าใจ และขอยกเรื่องที่หลวงพ่อพุธตอบปัญหาคำถามเรื่องนิมิตที่พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวฯ ทรงถามหลวงพ่อมาให้ได้อ่านเพิ่มความเข้าใจในเรื่องนิมิตอีกหน่อย
ในหลวงกับหลวงพ่อพุธ ฐานิโย
ประมาณ พ.ศ. ๒๕๒๕ หลวงพ่อพุธเดินทางจากวัดป่าสาลวัน เพื่อไปเข้าเฝ้า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ ที่พระราชวังไกลกังวล ท่านมีรับสั่งนิมนต์หลวงพ่อพุธไปแสดงธรรมโดยเฉพาะ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ : นิมิตมีหลายอย่างบางอย่างแสดงให้เห็นเป็นตัวอย่าง อย่างหนึ่งและอีกอย่างหนึ่งก็ให้เห็นเหมือนฝัน และอีกอย่างหนึ่งก็แสดงให้เห็นเหมือนทิพย์ เป็นนิมิตความหมาย ขอท่านอาจารย์ได้อธิบายให้ฟัง
หลวงพ่อพุธ : นิมิตก็มีความหมายตรงตัว อยู่แล้วว่าเป็นเครื่องรู้ของจิต นิมิตจะเกิดขึ้นได้ในจิตสมาธิ เช่นผู้ภาวนาพุทโธ พุทโธ พุทโธ เมื่อจิตมีอาการเคลิ้มๆ ลงไปจิตสงบสว่าง กระแสจิตส่งออกไปข้างนอก แล้วก็เกิดขึ้นมาในลักษณะต่างๆ เช่น ภาพคน ภูตผี ปีศาจ เทวดา
และอีกอย่างหนึ่งในการพิจารณาอสุภกรรมฐานหรือธาตุกรรมฐาน ในขั้นต้นผู้ปฏิบัติอาศัยการน้อมนึกพิจารณาน้อมไปสู่การเป็นอสุภกรรมฐาน ความไม่สวยไม่งามน่าเกลียดโสโครกของร่างกาย น้อมไปสู่ความเป็นธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ คือเป็นองค์ประชุมของธาตุ ๔ ด้วย
ความตั้งใจก็ดีเมื่อจิตสงบตั้งมั่นเป็นสมาธิแล้ว จิตอยู่ในระดับอุปจารสมาธิก็จะเกิดนิมิตภายนอกขึ้นมา เมื่อผู้ปฏิบัติพิจารณาดูนิมิตภายนอกกาย นิมิตภายนอกกายจะย้อนกลับเข้ามาภายใน หมายถึงจิตนั้นน้อมเข้ามาภายในกาย ในขณะที่จิตรู้อยู่ภายในตัวนั้น จิตจะมีลักษณะตั้งอยู่ระหว่างกลางของกาย แล้วจิตจะไปรู้อยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งภายในกาย
เมื่อจิตมองดูสิ่งที่รู้เห็นอยู่ภายในกายนั้น จิตจะพิจารณากายต่อไปจนกระทั่งจิตละเอียดลงไปจนถึงขั้นอัปปนาสมาธิ เมื่อจิตถึงขั้นอัปปนาสมาธิแล้ว จิตจะมีลักษณะคล้ายๆ กับถอนตัวออกจากร่างกายแล้วจิตจะมาลอยเด่นอยู่ แล้วจิตจะย้อนกลับไปมองดูกายเดิม
ในเมื่อจิตย้อนกลับไปมองดูกายเดิม จิตก็มองเห็นกายในลักษณะที่นั่งหรือนอนอยู่ก็ตาม แล้วกายนั้นจะแสดงอาการขึ้นอืด เน่าเปื่อย ผุพัง สลายไป ในที่สุดก็ยังเหลือแต่โครงกระดูก ก็หลุดออกไปเป็นชิ้นๆ และแตกหักเป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ ในที่สุดกระดูกก็หลุดละเอียดลงไปและหายไปในที่สุด
อันนี้เป็นนิมิตซึ่งเกิดขึ้นในจิตโดยปราศจากสัญญาใดๆ ที่น้อมนึก นิมิตอันนี้เรียกว่า อุคคหนิมิต ในขณะที่จิตมองเห็นนั้น จิตยังไม่บอกว่าเป็นอะไรเรียกว่าอะไร คือเมื่อกายที่จิตมองเห็นนั้นมีอาการต่างๆ ผิดแปลก เช่นขึ้นอืด เน่าเปื่อย ผุพังลงไปดังที่ได้บรรยายมานั้น อันนี้จิตอยู่ในขั้นปฏิภาคนิมิต เป็นอุบายฝึกฝนอบรมจิตในขั้นสมถะ
เมื่อจิตมองดูนิมิตนั้นนิมิตนั้นอาจจะหายไป เมื่อนิมิตนั้นหายไป ก็ยังเหลือแต่สภาวะจิต ผู้รู้ นิ่ง สดใส สว่างชั่วขณะหนึ่ง ก็จะเกิดภูมิรู้ขึ้นภายในจิต คือมีแต่เกิดขึ้น ดับไป อยู่ภายในจิต จิตของผู้ปฏิบัติก็จะจดจ้องมองดูจิตที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ โดยปราศจากเจตนาสัญญาใดๆ ทั้งนั้น
สิ่งที่มองเห็นนั้นเรียกว่าอะไรเรียกไม่ถูก ไม่มีความหมายในสมมติบัญญัติที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในธัมมจักกัปวัตนสูตร สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา
สิ่งใดสิ่งหนึ่งในที่นี้หมายถึงอะไร จะเรียกชื่อตามสมมติบัญญัติไม่ถูก พระพุทธเจ้าตรัสว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อันนี้เป็นความรู้ของจิตที่เกิดขึ้นในการปฏิบัติธรรมขั้นสูง
ถ้าหากว่าจิตมองดูสิ่งที่เกิดขึ้นดับไป เกิดขึ้นดับไปแล้วก็ถอนออกมาจากสภาวะรู้อย่างนั้นจิตของผู้ปฏิบัติดีในขั้น นี้ก็เรียกว่าจิตอยู่ในขั้นสมถะกรรมฐาน
แต่ถ้าหากสิ่งที่จิตมองดูนั้นเกิดอนิจสัญญาความสำคัญมั่นหมายว่า สิ่งที่รู้เห็นนั้นเป็นของไม่เที่ยงแล้วก็เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จิตของผู้ปฏิบัติก็จะวิ่งเข้าสู่ภูมิวิปัสสนา
ในขณะที่จิตรู้อย่างนั้น ไม่มีอะไรปรากฏ คือมีแต่จิตผู้รู้นิ่งเด่นอยู่ และสิ่งที่ผู้รู้ก็ปรากฏอยู่ คือจิตกับความรู้ที่เกิดขึ้นภายในจิต และมีสติตามรู้จิตคือสิ่งรู้อันนั้น อันนี้เรียกว่าการปฏิบัติอยู่ในภูมิจิตภูมิธรรมขั้นสูง และอีกอย่างหนึ่งในลักษณะเช่นนี้ไปตรงกับพุทธสุภาษิตที่ว่า ในกาลใดก็ดีเมื่อธรรมทั้งหลายย่อมปรากฏอยู่แก่พราหมณ์ผู้มีความเพียร ในกาลนั้นความสงสัยย่อมสิ้นไป
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ : สำหรับนิมิตนี้ถ้าเป็นถึงอุคคหนิมิตหรือปฏิภาคนิมิต ทำให้สามารถที่จะเห็นได้จากการที่เราดู หมายความว่าภาพที่เห็นนิมิตอีกอย่างหนึ่งคล้ายๆ กับฝันมีความจริงเพียงใด กายหยาบหรือนิมิตในฝัน ตัวเองมีนิมิตว่าอย่างนั้นแล้วไปถามว่าแปลว่าอะไร บางทีก็มีความจริงหรือบางทีก็ไปถามพระอาจารย์ อธิบายว่ามีนิมิตว่ากระไรบ้าง และท่านก็บอกว่านิมิตอย่างนั้นๆ ที่แปลนิมิต เรื่องนิมิตนี้มีความจริงอย่างไร
หลวงพ่อพุธ : นิมิตนี้บางครั้งก็มีความจริง บางครั้งก็ไม่มีความจริง เหมือนๆ กับความฝัน คือนิมิตหรือการฝันในขั้นนี้เป็นเรื่องพื้นๆ โดยทั่วไป
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ : แต่ เรื่องนิมิตนี้เคยนำไปถามท่านผู้ทรงศีลหรือพวกหมอดู เคยไปถามท่าน อย่างเมื่อเร็วๆ นี้ได้ไปถามหลวงปู่ขาวว่าจะเป็นอย่างไรกับเหตุการณ์เมื่อเร็วๆ นี้ ท่านมีนิมิตหรือเปล่า หลวงปู่ท่านก็บอกว่ามีนิมิต เห็นแปลกก็ตีความหมายว่าไม่มีอะไรมาก แต่ท่านก็ตีความว่าไม่ค่อยจะดี อย่างนี้นิมิตของผู้ทรงศีลจะเป็นความหมายได้อย่างไร และอีกอย่างหนึ่งถ้าท่านแปลมาจะมีวิธีการอย่างไร
หลวงพ่อพุธ : นิมิตของผู้ทรงศีลก็อาศัยความมีศีล และอาศัยความคิดที่เกิดขึ้นของความรู้ เมื่อเกิดนิมิตขึ้นมา โดยพิจารณาในนิมิตสมาธิภาวนา ย่อมเป็นสิ่งที่เป็นจริง
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ : คำว่าอุคคหนิมิตมีความหมายมาจากคำว่า การทำจิตใจให้มีสติ ไม่ให้หลงในความสวยความงามในทางตรงใช่ไหม
หลวงพ่อพุธ : ความมีสติ ความไม่หลงติดในความสวยความงาม เป็นผลเกิดจากการพิจารณาทำอุคคหนิมิตให้เกิดขึ้นได้แล้ว แต่อุคคหนิมิตหมายถึงสิ่งที่มองเห็นติดตา เกิดจากการเพ่งกสิณอย่างใดอย่างหนึ่งจนเกิดสมาธิแน่วแน่ มองเห็นเป็นนิมิต ลืมตาก็เห็นหลับตาก็เห็นเรียกว่า อุคคหนิมิต
อีกอย่างหนึ่งเมื่อโยคาวจรมาพิจารณาอาการ ๓๒ มีผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นต้น โดยน้อมไปสู่ความเป็นสิ่งปฏิกูลน่าเกลียด สกปรก โสโครก จนจิตสงบตั้งมั่นเป็นสมาธิ สว่างไสว มีปิติสุข เอกัคคตาเป็นหนึ่งแน่วแน่ แล้วเกิดนิมิตมองเห็นอาการใดอาการหนึ่งในอาการ ๓๒ เช่น กระดูกเป็นต้น หรือเกิดนิมิตมองเห็นสิ่งปฏิกูลภายในร่างกายก็ดี หลับตาก็มองเห็น ลืมตาก็มองเห็นติดตา เรียกว่า อุคคหนิมิต มีผลเพื่อบรรเทาราคะให้เบาบางลง หรือขจัดราคะให้หมดไปตามกำลังแห่งสมาธิและสติปัญญา
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ : การพิจารณาความไม่สวยไม่งามนี้ มันเป็นสมมติบัญญัติ ไม่มีความหมาย หรือแล้วแต่จะคิดไปใช่หรือไม่
หลวงพ่อพุธ : แล้วแต่จะคิด ทุกสิ่งทุกอย่างก่อนที่จะเกิดความจริงขึ้นมา ต้องอาศัยความเป็นจริงที่ปรุงแต่งขึ้นมา เพื่ออบรมจิตของตัวเองให้มีความคล้อยตาม และเกิดความเชื่อถือว่าเป็นอย่างนั้น
ถ้าหากจะพิจารณาในปัจจุบันนี้ ให้พิจารณาน้อมไปถึงอดีต หากร่างกายนี้แตกสลายไปแล้ว ผมก็ดี ขนก็ดี เล็บก็ดี หนังก็ดี ฟันก็ดี ล้วนแต่แตกสลายไป ให้น้อมไปพิจารณาเพื่อให้จิตเกิดความรู้ความจริงเห็นจริง แม้จะไม่เกิดความเห็นอย่างนี้ แม้จิตจะไม่น้อมเข้าไปสู่พระธรรมวินัยที่ถูกต้องดังกล่าวก็ตาม
หลวงพ่อสงฆ์ จันทสโร วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย ชุมพร
ประวัติ
หลวงปู่สงฆ์ เป็นนามที่ ชาวกรุงเทพมหานคร เรียกชื่อท่าน ด้วยความ เคารพ เลื่อมใส ท่านเป็นพระคณาจารย์ สมถวิปัสสนา ที่ชาวจังหวัดชุมพร และชาวกรุงเทพๆ ภูมิใจเป็นหนักหนา
หลวงปู่ท่าน มีความเมตตาปรานีแก่ทุกๆคน ไม่เลือกชั้นวรรณะ ถ้าแม้บุคคล ใดไปขอพรจากท่านแล้ว จะได้รับความสมหวังอย่างมั่นคง ด้วยทุกคนเชื่อว่า ท่านหลวงปู่สงฆ์ มีวาจาศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก
หลวงปู่สงฆ์ ท่านเป็นคนชาว จังหวัดชุมพร โดยกำเนิด ท่านเกิด ที่หมู่บ้านวิสัยเหนือ อ.สวี จ.ชุมพร เมื่อวันอังคาร เดือน ๖ ขึ้น ๑ ค่ำ ปีขาล พ.ศ.๒๔๓๓
บิดา ชื่อ นางแดง มารดาชื่อ นางนุ้ย มีอาชีพทำนา-ไร่สวน อายุได้ ๑๘ ปี ท่านได้บรรพชาเป็น สามเณร ที่วัดสวี อันเป็นวัดใกล้ๆบ้านเกิดท่าน
เมื่อบวชเป็นสามเณรแล้ว ท่านก็ได้ศึกษาพระธรรมวินัยอยู่ ๒ ปี จึงได้ลาสึก ออกไปช่วยบิดา มารดา ประกอบอาชีพทำงานท้องนาและไร่สวน
ครั้นอายุครบอุปสมบท ท่านได้มาฝากตัวแก่พระอุปัชฌาย์ ที่วัดสวี ขอบวชเป็น พระภิกษุสงฆ์ ได้รับความเมตตาจาก พระอาจารย์ชื่น เป็นพระอุปัชฌาย์ ให้ฉายาว่า "จันทสโรภิกขุ"
หลังจากบวชเป็นพระแล้ว ท่านได้ไปอยู่จำพรรษาที่วัดควน อ.สวี จ.ชุมพร ๑ พรรษา ในระหว่างพรรษา ท่านได้ศึกษาพระธรรมวินัยเพิ่มเติม จนพอรู้แนวทางการ ดำเนินชีวิตในเพศพรหมจรรย์
ออกพรรษาแล้ว ท่านมีความสนใจทางสมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน แต่ในจังหวัดชุมพร ไม่มีพระอาจารย์สอนทางด้านนี้เลย ท่านจึงกราบลาพระอุปัชฌาย์ -อาจารย์ ออกจากจังหวัดชุมพร มุ่งหาพระอาจารย์สอนกรรมฐานในถิ่นอื่นๆ
โดยได้ออกเดินทางไปท่ามกลางป่าเขาอย่างไม่มีจุดหมายปลายทาง เพราะท่าน ยังไม่รู้จักคำว่า " เดินธุดงค์" ในสมัยนั้น
แต่หลวงปู่สงฆ์ มีความแน่ใจว่า การเดินทางอยู่ในป่าดงพงไพรนี้ จะต้องพบกับ พระผู้ปฏิบัติบ้าง เพราะพระกรรมฐานชอบอยู่ป่าดง มากกว่า อยู่วัดวาอาราม
หลวงปู่สงฆ์ รอดพ้นจากอันตรายรอบด้าน เช่น สัตว์ป่า ไข้ป่าอันดุร้ายไปได้ ก็เพราะแรงใจที่มุ่งปฏิบัติธรรม กับพระอาจารย์องค์ใดองค์หนึ่ง เมื่อพบก็จะมอบตัวเป็น ศิษย์ ขอฝึกอบรมด้วยเท่านั้น
หลวงปู่สงฆ์ประสบความสมหวัง เมื่อได้ทราบว่า .... พระอาจารย์รอด วัดโต๊ะแซ หรือตอแซ เป็นพระอาจารย์ที่ทรงฌานสมาบัติสูงองค์หนึ่ง ในจังหวัดภูเก็ต ท่านจึงได้ไป ฝากตัวเป็นศิษย์ ขอฝึกอบรม ปฏิบัติพระกรรมฐาน อยู่กับพระอาจารย์รอด ๒ พรรษา
หลวงปู่สงฆ์ มีความพากเพียร อย่างคร่ำเคร่ง มีสมาธิแก่กล้า สามารถในทาง ปฏิบัติมากแล้ว ท่านพระอาจารย์รอด ได้ให้ออกเดินธุดงค์ไปอยู่ป่าช้า ตามถ้ำผาป่าดง ต่อไป เพื่อความรุ้แจ้งในจิตใจ และจะได้ปรารภธรรมตามสติปัญญา
หลวงปู่สงฆ์เดินธุดงคกรรมฐานไปจนถึงชายแดนด้านมาลายู จากนั้นท่านก็ ได้เดินธุดงค์ ย้อนกลับมาจนถึงจังหวัดเพชรบุรี
หลวงปู่สงฆ์ จนฺทสโร ท่านมีความชำนาญในเรื่องสมถกรรมฐานและวิปัสสนา กรรมฐานมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมัยก่อนโน้น ทางภาคใต้ นับตั้งแต่จังหวัดชุมพรลง ไป ครูบาอาจารย์ต่างๆ มักจะสนใจปฏิบัติสมถกรรมฐานแล้ว เดินจิตเล่นฤทธิ์ กันเสีย โดยส่วนมาก
สำนักเรียนวิชาต่างๆ ภายใน(จิต) สำนักเขาอ้อ มีชื่อเสียงมากในเรื่องนี้ แต่ หลวงปู่สงฆ์ ก็ดี หลวงปู่หมุนก็ดี ตามที่มีชื่อเสียงโด่งดังอยู่ในปัจจุบันนี้ ท่านสามารถหัน เข้ามาดำเนินจิตสู่วิปัสสนากรรมฐานเสีย เพราะเป็นหนทางออกจากความยึดมั่น ในอำนาจจิต อำนาจฌานได้อย่างสิ้นเชิง เป็นความจริงดังนี้
ต่อมาหลวงปู่สงฆ์ ท่านเกิดสติปัญญา มองเห็นภัยในวัฎสงสาร ที่มันเคย แปรปรวน หมุนเวียน ไม่รู้จบ ท่านเกิดเบื่อหน่าย คิดดำเนินชีวิตในป่าดงพงไพร ทำจิต เร่งบำเพ็ญเพียร เพื่อความพ้นทุกข์
การเดินธุดงคกรรมฐานของครูบาอาจารย์นั้น มิใช่ว่าจะเดินไปในที่แห่งหนึ่ง แล้วไปในที่แห่งหนึ่ง พึงรีบเดินเพื่อให้ถึงเร็วๆนั้น หาไม่ แต่การเดินธุดงค์ก็เหมือนการเดินแบบปกติ หรือเดินจงกรมนั่นเอง
ท่านเดินอย่างมีสติ .... คือ ขณะที่ก้าวเดินไปนั้น ท่านกำหนดคำบริกรรม หรือพิจารณาธรรมไปเรื่อยๆ โดยไม่นับก้าวแต่อย่างใด
ท่านเดินด้วยสติ แม้อะไรจะเกิดขึ้นมาในช่วงนั้น ท่านก็รู้ชัด ไม่มีอาการของ จิตแส่ส่ายไปมา เพราะสติเป็นกำลังอันสำคัญขณะทำความเพียร เช่นอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน
หลวงปู่สงฆ์ จนฺทสโร ท่านได้อาศัยชีวิตอยู่ในป่าดงเป็นเวลาหลายปี อาศัยโคน ไม้ ถ้ำผาต่างๆ เป็นที่พักผ่อน ไม่มีความอาลัยในชีวิตว่าจะสุข หรือทุกข์ ท่านมุ่งปฏิบัติธรรม เพื่อความรู้ธรรม
เมื่อรู้ธรรมแล้ว ท่านก็นำธรรมะนั้น มาสอนจิตสอนใจตนเอง ขัดเกลา กิเลส ตัณหา อุปาทาน ซึ่งเป็นสมบัติประจำสันดานมนุษย์ ให้หลุดให้ลอกออกไปจากจิตใจ ชำระจิตใจด้วยธรรม เพื่อความสะอาดหมดจดแห่งชีวิต
๗ ปี แห่งการทรมานกิเลส ภายในจิตใจของท่าน ซึ่งไม่เคยออกจากป่าสู่เมือง เลย ทำให้สภาพจิตสดใสแจ่มแจ้งในธรรมะ
แต่สภาพสังขาร ดูออกจะเป็นฤาษีชีไพร หนวดเครารุงรัง ผมเผ้ายาว จีวร สบง ขาดรุ่งริ่ง นั่งภาวนาในป่าเมืองชุมพร
คล้ายกับวาสนาท่านจะต้องมาอยู่วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย จึงมีชาวบ้านป่า เดินตามนกตัวหนึ่ง ที่ร้องเป็นภาษามนุษย์ว่า " หนักก็วางเสีย ! หนักก็วางเสีย " ชาวบ้านป่า เดินตามนก จนพบหลวงปู่สงฆ์ และได้นิมนต์มาอยู่วัดร้างแห่งนั้น
หลวงปู่สงฆ์ จนฺทสโร ท่านเป็นพระภิกษุสงฆ์ ที่มีความอดทน ค้นคว้า สัจธรรม ความเป็นจริง ของพระพุทธเจ้า ด้วยชีวิตเป็นเดิมพัน
๑๐ พรรษา ท่ามกลางป่าดง ท่านอาศัยภูเขาลำเนาไพรมาโดยตลอด การบิณฑบาต ท่านโคจรไปในหมู่บ้านชาวป่า ได้บ้างอดบ้าง ตามอัตภาพ จนมีความพอดีแก่จิตใจ ปล่อยวางของหนักได้หมดสิ้นแล้วอย่างมั่นใจ
ท่านจึงออกจากป่า สู่วัดร้างแห่งหนึ่ง ท่านได้จำพรรษาก่อสร้างวัดร้างแห่งนั้น จนเจริญรุ่งเรืองในปัจจุบัน โดยขนานนามว่า วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย อ.เมือง จ.ชุมพร
หลวงปู่สงฆ์ จนฺทสโร ท่านเป็นพระผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบองค์หนึ่ง ในจังหวัดชุมพร บัดนี้ท่านได้วางแล้วซึ่งขันธ์อันหนักหน่วงของท่าน และได้ทิ้งรากฝากความดีงามให้แก่ชนรุ่นหลังระลึกถึง ณ วัดเจ้าฟ้าศาลาลอยเท่านั้น ! ...

โดย: 1111111111 [3 ม.ค. 53 17:08] ( IP A:125.26.153.193 X: )
ความคิดเห็นที่ 28
   ไหว้ครู 16 มกราคม 2553 อ.บอย ฟรีทุกอย่าง
โดย: 111111 [3 ม.ค. 53 17:10] ( IP A:125.26.153.193 X: )
ความคิดเห็นที่ 29
   เทพ เทวดามีจริงครับ ตำหนักหรือเทวสถานใดที่เขาช่วยเหลือแบบจริงใจ บริสุทธิ์ ก็ไปเถอะครับ เพราะป็นที่พึ่งพาทางใจได้ทางหนึ่ง จะประทับทรงกายทรง หรือดูด้วยพลังจิตหรือดูทางญาณ ถ้าเขาแนะนำเรา และบอกเราในทางที่ถูก ไม่คิดเงินทอง และต้องเชื่อด้วยเหตุผล ก็ถือว่าเขาอยู่ในศีลธรรม อยากรับใช้องค์เทพ จริง
โดย: อากาศ [23 ธ.ค. 53 22:07] ( IP A:223.205.172.44 X: )
ความคิดเห็นที่ 30
   ผมมีที่จะเสนอนะคับ ผมเคยไปมาแร๊ว รับรองแม่นมาก ครั้งแรกผมไปดูที่อื่นมาทักว่าผมมีองค์ต้องรับขันธ์อย่างโน้นอย่างนี้ แร๊วผมก้อรับมา แระพอผมมาที่นี่อยากจะลองดูว่าเปงยังไงท่านก้อบอกว่าไปทำรัยผิดมาหรือป่าว ทั้งๆที่ผมยังไม่ได้ถามรับอะรัยผิดๆมาหรือป่าว ผมก้อไม่รุ้เหมือนกันท่านก้อเฉลยในสิ่งที่ผมทำไป แระหาทางแก้ไขได้ ท่านว่าร่างทรงทุกคนจะต้องได้รับอนุญาตจากองค์อะรัยในสรวงสวรรค์ถึงได้ลงมาเป็นร่างทรงได้นี้ได้ เพราะอะรัยถึงเป็นร่างทรง แระเป็นเพื่ออะรัย คำถามของท่านซึ่งร่างทรงทั่วไปไม่มีคำตอบ ได้รับอนุญาตจากองค์....ขอเก็บไว้เป็นความลับ ต้องมาเอง คนที่มีองค์อะรัยหรือรับมาผิดๆ ท่านจะช่วยให้ แระชี้แนวทางและแสงสว่าง ให้พวกเราได้ แระร่างทรงจิงๆท่ายบอกว่าไม่จำเป็นจะต้องรับขันธ์ แระเพราะอะรัยถึงไม่ต้องรับขันธ์ ต้องลองมาถามท่านเอง เพราะบอกไม่ได้จิงๆ ร่างทรงท่านยังเด็กยู่เรย อายุ เพียง 17 เองคับ ครั้งแรกผมก้อไม่ค่อยอยากจะเชื่อ แต่พอเปิดทาง เปิดแสงสว่าง ให้ผม ผมถึงกับต้องเชื่อ ตอนนี้ท่านยังไม่เปิดเป็นตำหนัก เพราะท่านรอเปิดที่บ้านใหม่เรยทีเดียว (บ้านอย่างใหญ่คับผมเหงในรูปแล้ว) แสดงว่าองค์ท่านช่วยให้ร่างทรงได้มีก่อนถึงจะช่วยคนอื่นได้เพราะตัวร่างเขาขอไว้ ไม่อย่างนั้นลูกศิษจะมีเชื่อถือไม่ได้ ผมเหงทางธรรมแร๊ว พระตำหนักตั้งยู่ที่อยุธยา ชื่อพระตำหนัก กฤษณะนารายณ์ ปู่ฤาษีบรมครู 108 แห่งอโยธยา ท่านมีทุกสายญาณแล้วแต่ในช่วงเทศกาล ผมรับรองได้คับ ความแม่น แระแนวทางแก้ไข ปัญหา มีให้ท่านหมดแน่นอน ค่าครูเพียง เหรียญ 9 เหรียญ เหรียญอะรัยก้อได้ เพื่อเป็นการรับไว้เพื่อแลกกับปัญหาที่ท่านเกิดขึ้น แระทำไมถึงต้องใช่เหรียญ 9 เหรียญ ลองถามท่านดูคับ ผมเรยถวายปัจจัยเพิ่มในพานต่างหาก เพราะความศรัทธาของผมเอง แต่การดูให้ท่านท่านรับแค่ 9 เหรียญเท่านั้น อยากรู้อะรัยเพิ่ม ติดต่อมาหาผมก่อน 083-2534984 ชื่อเก็ตซ์ นะคับ ร่างทรงท่านเป็นกันเองมากไม่แบ่งชั้นวันนะ รับรองว่าท่านไปท่านจะมีจัยที่อยากไปอีก เพราะผมก้ออยากไปบ่อยๆแต่ไม่ค่อยมีเวลา ผมยู่ที่เชียงใหม่ท่านเคยมาเปิดที่เชียงใหม่ได้ 1 ปีเต็ม ท่านก้อย้ายกับอยู่ที่อยุธยา ผมเชิญท่านมาร่วมงานเปิดกิจการ ตั้งแต่เปิดกิจการให้ ความเจริญรุ่งเรืองมาถึงเรย ผมอยากให้ทุกๆๆลองไปดูนะคับ อย่างไงลองโทมาถามก่อนนะคับ จะได้บอกทางพระตำหนักให้ถูก ท่านไม่ยอมแจกเบอร์ให้คัย ตั้งอยู่ที่ ต.ตลิ่งชัน อ.บางปะอิน จ.อยุธยา ข้อมูลข่าวๆนะคับ
โดย: luk_1993_luk@hotmail.com [9 ส.ค. 54 14:01] ( IP A:115.87.203.48 X: )
ความคิดเห็นที่ 31
   อีกที่นึงคับ ท่านเป็นร่างทรง พระมหาโพธิสัตย์กวงอิม
พระนามท่านคือ กวงจือไจ๋ กวงซิอิม ยูไล ตั้งยู่ที่อยุธยา เหมือนกัน โทถามได้ 0832534984 ลองดูคลิปท่านได้ในยูทูป พิมคำว่า พระนามท่านแระคับ
โดย: luk_1993_luk@hotmail.com [9 ส.ค. 54 14:04] ( IP A:115.87.203.48 X: )
ความคิดเห็นที่ 32
   เห็นด้วยกับความคิดเห็นที่ 1

1.มีการปฏิบัติที่น่าเชื่อถือ
2.ไม่เรียกร้องเงินทองจากผู้ไปหา หรือผู้เดือดร้อน หรือลูกค้า ลูกศิษย์
3.ไม่ตั้งค่ากำนนครูมากเกินไปจนคนะรรมดา หรือคนจนไม่มีโอกาสได้พึ่งบารมี
4.สอนธรรมะ และการปฏิบัติ
5.เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ศิษย์
6.ไม่ติดลาภสักการะ
7.ไม่อ้างเคาะห์ภัยและเรียกค่าสะเดาะห์เคราะห์แพงๆ เกินความเป็นจริง

และยังมีอีกมุมหนึ่งของบ้านเหมืองร่างทรงปู ชื่ออักษรย่อ จ. คนแถวนั้นคงรู้จักดีหลายคนนับถือปู แต่ร่างทรงแต่อีกด้านหนึ่งคุณรู้หรือเปล่าปฎิบัติตัวยังไงทุกวันนี้อยู่บนความเดือนร้อนของคนอื่นกู้หนี้ยื่มสินใครแล้วก็ยากที่จะใช้คืนผลัดวันแล้ววันเล่าพอถึงวันไปทวงบอกว่าอยากได้ให้ไปฟ้องเอา จงระวังไว้อย่าหลงเชื่อลมปากโดนมาแล้วเกือบแสน เป็นถึงร่างทรงสินห้ายังรักษาไม่ได้แล้วจะให้นับถือต่อไปได้ยังไง จากคนที่นับถือปู
โดย: s [10 ธ.ค. 54 15:25] ( IP A:101.109.138.108 X: )
ความคิดเห็นที่ 33
   ที่จันทบุรี ต.บางกะจะ มีร่างของท้าวเวสสุวรรณ ตรงนี้ไม่มีการเรียกร้องใด้ทั้งสิ้น ค่าครู49บาท มีอยู่ 5คนเป็นพี่น้องคลานตามกันมาและ 5 คนนี้มีหน้าที่แตกต่างกัน และอีกที่ก็คือ จังหวัดสระแก้วเป็นสังขารของพระนารายณ์เขาจะเก็บตัวมากๆขายอาหารเจอยู่ในตลาดเมืองแก้วไม่ยุ่งกับใครแต่ถ้าใครมีปัญหาอะไรไปหาท่าน ท่านก็จะช่วยเหลือ ไม่เรียกร้องอะไรและไม่รับลูกศิษ
โดย: supachai0037@hotmail.com [3 ม.ค. 55 7:40] ( IP A:49.49.79.162 X: )
ความคิดเห็นที่ 34
   ตำหนักบรรเทาทิพย์ ลองไปตามลิ้งข้างล้างนะ http://www.facebook.com/pages/%E0%B8%95%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B9%8C/337078069682116

02-1578025 /0840284156 ตำหนักตั้งอยู่แถวๆ ม.กรุงเทพ รังสิต ครับ
โดย: buntaotip@gmail.com [8 เม.ย. 55 12:07] ( IP A:125.25.224.61 X: )
ความคิดเห็นที่ 35
    ตำหนักบรรเทาทิพย์ ลองไปตามลิ้งข้างล้างนะ
http://www.facebook.com/BunTaoTip
โดย: buntaotip@gmail.com [8 เม.ย. 55 12:25] ( IP A:125.25.224.61 X: )
ความคิดเห็นที่ 36
   ตำหนักทรงที่สี่แยกเหมืองง่าลำพูนมีผู้ชายกับผู้หญิงแก่ๆชอบลวกลวงใครมามีองค์เทพหมดให้รับขันธ์ทำพิธ๊มากมายหมดเป็นหมื่นอย่าทำครับโดนมาแล้วกำลังแจ้งคามเรียกของคืนอยู่
โดย: ตำหนักปลอม [28 ส.ค. 55 12:05] ( IP A:118.174.103.100 X: )
ความคิดเห็นที่ 37
   เชิญร่วมพิธีมหาพุทธาภิเษก ฟรี
วัดบ้านหินลาด ต.พังทุย อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น
16 ธันวาคม 2555
จัดหนัก จัดเต็ม เหมือนเดิม

เจ้าพิธี พระญาธรรม

โดย: wongsath@yahoo.com [10 พ.ย. 55 11:47] ( IP A:124.122.6.147 X: )
ความคิดเห็นที่ 38
   เชิญร่วมพิธีมหาพุทธาภิเษก ฟรี
วัดบ้านหินลาด ต.พังทุย อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น
16 ธันวาคม 2555
จัดหนัก จัดเต็ม เหมือนเดิม

เจ้าพิธี พระญาธรรม

โดย: wongsath@yahoo.com [10 พ.ย. 55 11:49] ( IP A:124.122.6.147 X: )
ความคิดเห็นที่ 39
   จัดเต็ม สอบถาม เส้นทาง 089-9853139

โดย: wongsath@yahoo.com [10 พ.ย. 55 11:56] ( IP A:124.122.6.147 X: )
ความคิดเห็นที่ 40
   โอกาสที่ไม่ควรพลาด
สวดทั้งวัน
โดย: wongsath@yahoo.com [10 พ.ย. 55 12:00] ( IP A:124.122.6.147 X: )
ความคิดเห็นที่ 41
   ...ขอแนะนำตำหนักใหม่ย่าน เมืองนนท์ อยู่ใน หมู่บ้าน บัวทอง 2 ชื่อ "วิมานพรหมประสิทธิ์" เป็นสายญาณบารมีของ องค์พ่อคเณศทรงเป็นองค์ประธาน สำหรับองค์ที่ทรงลงมาโปรด คือ องค์ปู่ พญานันโทปนันทนาคราช โดยไม่เรียกร้องอะไร เพราะ ท่างต้องการลงมาสร้าง บารมี ลงโปรดเฉพาะวัน อาทิตย์ ยกเว้นวันพระ ท่านรู้ทุกเรื่องที่เราไม่สบายใจหรือทุกข์ใจ พูดไปไม่เท่ามาสัมผัสคับ ท่านใจดีมาก สถานที่ตั้งวิมาน หมู่บ้านบัวทอง 2 จ.นนทบุรี ซ.21/2 โทร. (086) 882-3751

โดย: ao_pr [1 ธ.ค. 55 16:42] ( IP A:125.24.143.66 X: )
ความคิดเห็นที่ 42
   จัดหนัก จัดเต้ม กว่าเดิม พระญาธรรม
ปาฏิหาร์ยิ เพียบ
สาธุ
โดย: wongsath@yahoo.com [6 ธ.ค. 55 18:02] ( IP A:124.121.153.205 X: )
ความคิดเห็นที่ 43
   ขอเชิญร่วมงานไหว้ครูตำหนักแม่นางเทพอัปสรตะเคียนทองปี๒๕๕๖
ณ บ้านเลขที่ ๕๐/๙ ต.สระแก้ว อ.เมืองฯ จ.สระแก้ว ( ซอยหลังศูนย์ฯ ) ตั้งแต่วันที่ ๑๕-๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๖ และขอเรียนเชิญองค์เทพเทวาทั้ง ๑๐๘ พระทรงญาณบารมีพร้อมกายสังขารทุกสายญาณบารมีคณะศิษย์ยานุศิษย์และบุคคลทั่วไปทุกสายญาณพระบารมีเข้าร่วมประกอบพิธีไหว้ครูเพื่อเป็นการเสริมญาณบารมี ความเป็นศิริมงคลแด่องค์เทพเทวาและกายสังขาร และเป็นการแสดงความกตัญญุตารำลึกนึกถึงคุณของครูบาอาจารย์ที่ท่านได้ประสิทธิแก่เรามา ประชาชนบุคคลทั่วไปที่ไม่สามารถเข้าร่วมในพิธี ที่สำนักของท่านได้ สามารถเข้าร่วมในพิธีไหว้ครูนี้ได้
 กำหนดงาน วันจันทร์ที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๖
 เวลา ๐๙.๐๙ น. เปิดศาลเพียงตาชุมนุมองค์เทพเทวา.
 เวลา ๑๗.๐๙ น. พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์เย็น ๙ รูป.
 เวลา ๑๗.๐๙ น. ชุมนุมองค์เทพองค์เทพเทวา๑๐๘ พระทรงญาณ (สายไทย) โดย คณะหัวไม้นายแคล้ว ดำเนินงานโดย นายไม้พ่อแคล้ว เต็มวง จาก จ. ฉะเชิงเทรา.
 กำหนดงาน วันอังคารที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๖
 เวลา ๐๗.๓๙ น. ถวายภัตตราหารเช้าแด่พระภิกษุสงฆ์ ๙ รูป.
 เวลา ๐๙.๐๙ น. เริ่มพิธีไหว้ครูบูรพาจารย์พร้อมถวายเครื่องสังเวยแด่องค์เทพเทวา.
 เวลา ๑๙.๓๙ น. เริ่มพิธีเปิดบายศรีฉลององค์เทพเทวา ทั้ง ๑๐๘ พระทรงญาณ (สายภารตะ)โดย
คณะโซฮาบารมี ดำเนินงานโดย คุณ ไทธเวชฐ์ ชัยมงคล หรือคุณบอลโซฮา เต็มวง.
 หมายเหตุ ท่านที่ต้องการติดต่อสอบถามเส้นทางในการเดินทางมาร่วมงานตลอดจนถึงรายละเอียดของงานพิธีไหว้ครู โปรดติดต่อ โทร ๐๘๔-๑๖๔๓๐๘๕ ครูปริมมี่ ๐๘๘-๕๒๔๖๖๙๙ พี่เลี้ยง ๐๘๕-๒๒๕๘๖๘๕ พี่เลี้ยง ในพิธีไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น ทางคณะเจ้าภาพและตำหนักแม่นางเทพอัปสรตะเคียนทอง จึงขอเรียนเชิญทุกท่านและทุกกายสังขาร เข้าร่วมงานโดยพร้อมเพรียงกัน.
ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วสากลโลกจงปกปักษ์รักษาท่านให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุขด้วย อายุ วรรณะ สุข พละ ธนสารสมบัติ ญาณบารมีเพิ่มพูนอเนกอนันต์ ฯ ตลอดกาลนาน เทอญ.
โดย: weerasaksom23@mail.com [5 เม.ย. 56] ( IP A:118.172.190.139 X: )
ความคิดเห็นที่ 44
   อนุโมทนาสาธุบุญ กับผู้ทำดีทุกท่าน

facebook พระญาธรรม

โดย: wooddy@yahoo.com [7 เม.ย. 56 13:36] ( IP A:171.98.103.141 X: )
ความคิดเห็นที่ 45
   ขอแนะนำครับ ตำหนักดำครับ ผมไปหาวันแรกผมตกจัยมากเรยครับ แต่ยอมรับของเค้าดีจริงครับ ค่าครูแร้วแต่ศรัทธาครับ พร้อมบุหรี่ LMเขียว1ซอง ครับ แร้วเงินค่าครู ผมเห็นเค้าเอาไปซื้ออาหารเลี้ยงหมาจรจัดแล้วแบ่งเงินไปทำบุญด้วยครับ (ผมเห็นกับตาครับ) บางทีก็ไปถวายพระกับตำหนักนี้ด้วย ที่นี้ผมยอมเค้าเรื่อง ลงนะหน้าทองมหาเสน่ห์ครับ ของเค้าดีจริงๆผมยอมเลย ต้องรองมาเองครับ ถึงจะรู้ ถ้าอยากไปยังไงรองโทรไปสอบถามเส้นทางดูนะครับ 0873178790 ร่างชื่อเต้ครับ
โดย: teo_commin@hotmail.com [2 ก.ค. 56 3:59] ( IP A:124.122.202.153 X: )
ความคิดเห็นที่ 46
   ขอทราบว่าคาถาที่นำมาลงได้มาอย่างไร
ขอท่านผู้รู้ คาถาของหลวงปู่มั่น ที่สวดใช้แผ่ไปสามโลก
จะหาได้อย่างไร ครับ
ถ้าต้องการรู้ว่าครูบาอาจารย์ที่ เราบูชาอยู่ ท่านยังอยู่หรือไม่ตรวจสอบได้อย่างไร
ศิริพงศ์ ชลบุรี
โดย: Siriphong212@gmail.com [27 ต.ค. 56 21:29] ( IP A:49.0.117.25 X: )
ความคิดเห็นที่ 47
   คาถม คาถา มันก็คือเครื่องมือหรือสื่อ ใช้ในการรวมจิต เท่านั้น
ถ้าคุณเข้าใจหลักการแล้ว ท่องแค่ พุทโธ ทั้งชีวิต ก็ขลัง ใช้ไม่หมด
คำสอนบางส่วน จาก อ.บอย พระญาธรรม ขอนแก่น
โดย: ลูกศิษย์ อ.บอย [15 ม.ค. 57 22:05] ( IP A:171.98.161.167 X: )
ความคิดเห็นที่ 48
   

มีใคร พอรู้จัก ตำหนักสักยันต์พ่อแก่ฤาษีวิเชียรราช บ้างไหมครับถ้ามีขอ ที่อยู่ได้ไหมครับ  ศรัทธามากแต่ไปหาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ  เขาบอกว่าอยู่แถวสีลม ผมไปวนหาจนทั่วก็ไม่เจอสถานที่นี้เลย ถามคนเเถวนั้นเขาก็บอกว่าเคยได้ยิน แต่ไม่รู้จักที่ 

 

โดย: pran4949@outlook.co.th [9 เม.ย. 57 22:33] ( IP A:118.175.208.178 X: )
ความคิดเห็นที่ 49
   สนใจดูดวงจีนแบบเจาะลึกสไตล์FSO168 แนะนำการปรับดวงตามธาตุสำคัญ เน้นเรื่องความรัก การเงิน การงาน บารมี ทำนายไม่ตรงดูให้ฟรี สนใจลองเข้าไปเยี่ยมเราได้ที่ http://www.facebook.com/fso168
โดย: fso168 [6 มิ.ย. 57 19:36] ( IP A:113.53.2.112 X: )
ความคิดเห็นที่ 50
   

ขอแนะนำ อ. จิตติพลค่ะ เป็นสายญาณบารมีของพระศิวะ  ท่านสามารถ ดูดวง ตรวจกรรม แก้กรรม และถ้าใครมีองค์ท่านสามารถเชิญเทพเทียบองค์ได้ ถ้าป่วยด้วยวิบากกรรมท่านช่วยแก้ไขใด้  อยู่ อ.เมือง จ. ชลบุรี เบอร์โทร 083-1181375

โดย: karndori_kp@hotmail.com [28 มิ.ย. 57 11:21] ( IP A:110.77.137.61 X: )
ความคิดเห็นที่ 51
      อย่าอ่านนะขอร้อง มีความลับจะมาบอกเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นเคยมีเด็กถูกฆ่าตายที่ห้องนำ้ของภารโรง แต่ไม่สามารถหาต้นเหตุของคดีได้ จึงปล่อยร่างไร้วิญญาณของเด็กน้อยทิ้งใว้ ณ ที่เดิม ไม่มีการทำพิธีอะไรทั้งสิ้น วญญาณของเด็กจึงล่องลอยวนเวียนอยู่ในรร เป็นเวลาหลาย10ปี จนวันหนึ่งได้มีกลุ่มนรหญิงได้เข้าไปในห้องนำ้นั้นเพื่อหวังจะแกล้งภารโรง จึงได้พบวิญญาณของเด็กน้อยกำลังไต่ไปตามเพดารพร้อมแสยะยิ้มให้ พวกเธอกลัวมากรีบวิ่งออกจากห้องน้ำแต่เพื่อนคนหนึ่งดันไปเหยียบแอ่งน้ำที่พื้นเข้าเพื่อนคนหนึ่งได้จับแขนของอีกคนหนึ่งไว้จึงล้มกันมาเป็นทอดๆและหัวฝาดพื้นตายหมด วิญญาณของพวกเธอจึงวนเวียน ณ ที่แห่งนั้นตลอดไป จงส่งต่อไปอีก20กระทู้ภายในเวลา7ชม. ตอนแรกเราก็ไม่เชื่อหรอกแต่เพื่อนเราประสบอุบัติเหตุ5คนตั้งแต่เราอ่าน
โดย: ketnijakan@hotmail.com [7 ก.ค. 57 11:57] ( IP A:27.55.169.155 X: )
ความคิดเห็นที่ 52
   

เตือนภัย วันดอนขวัญ พระไหว้ฤาษี บิดเบือนหลักพระพุทธ ลัทธินอกรีต มีสมุนชือ อ.เต้ อ.เดช เว็บวัดอีสาน หลอกลวงชาวบ้าน อลัชชี  คนบุญ อย่าหลงเชือ นรกนะ สาธุ

โดย: qqqqqqqqq@hotmail.com [23 ส.ค. 57 11:24] ( IP A:114.109.203.17 X: )
ความคิดเห็นที่ 53
   

วัดดอนขวัญ อ.พนา จงอำนาจเจริญ  หลายปีก่อน ข่าวดังเน่ามาก สาธุ

โดย: aaaaaaaaaaaa [23 ส.ค. 57 11:26] ( IP A:114.109.203.17 X: )
ความคิดเห็นที่ 54
   ตำหนักทรงที่เชียงใหม่ก้มีอยู่อีกที่นะคะ อยู่ตรงข้ามริมน้ำขันโตกค่ะ เปงบ้านทรงไทยจะอยู่ใกล้ กับวัดศรีโขง ก่อนถึงวัดทางขวามือจะเห็นเปงบ้านไม้และมีศาลพระพรหมตั้งอยู่เห็นอย่างชัดเจน คนที่อยู่ในระแวกนั้นจะเรียกว่าเปงสำนักปฎิบัติธรรมค่ะ ก่อนดิฉันจะไปที่นี้ ดิฉันไปทุกที่ ไปมาหลายที่แล้ว ตามความคิดของดิฉัน ที่นี่เปงอีกที่ค่ะ ที่ดีช่วยเหลือคน แนะนำผรึกษาแล้วสอนคนให้เปงคนดีค่ะ
โดย: www.facebook.com/lovely.tom.chalerm [27 ส.ค. 57 1:50] ( IP A:171.101.133.17 X: )
ความคิดเห็นที่ 55
   

พ่อปู่ผาเมือง อยู่ อำเภอ  แม่เมาะ ลำปางครับไปแล้วไม่ผิดหวังผมเป์นลูกศิษร์มา18ปีแล้วท่างเป์นองค์บญช่วยคนป่วยดูดวงด้วยแม่นมาก เบอร์โทรมาถามผมได้0876560629

โดย: kran33@hotmail.com [14 ธ.ค. 57 21:18] ( IP A:1.47.232.94 X: )
ความคิดเห็นที่ 56
   พ่อปู่ผาเมือง อยู่อแม่เมาะ จ.ลำปางบ้านอยู่หน้าวัดเวียงสววรค์ใหม่ ต้องโทรมาถามก่อนนะครับอย่าไป แบบไม่โทรถามร่างทรงท่านทำงานผมให้เบอร์ร่างทรงท่านไม่ได้เดียวคนจะโท รไปเยอะรบกวนเวลาทำงาน ท่านรักษาคนป่วยมีเงินไม่มีเงินท่านก่อรักษา (ค่าครู 12บาท ค่าดูดวง )แม่นมาก ส่วนมากจะลงวันเสาร์และวันอาทิตย์เพราะร่างทรงทำงานโทราถามผมได้ว่าท่านลงวันไหนจะได้ถามร่างทรงให้ผมอยู่เชียงใหม่ยากให้คนที่ป่วยหายผมก่อจะได้บุญด้วยกะดูกหักท่านก่อต่อกระดูกให้ผมมาแล้วเส้นเลือดติบท่านก่อรักษาให้ผมมาแล้วท่านรักษาคนป่วยหลายอย่าง ดูดวงก่อแม่นมากให้ท่านไปดูแล้วท่านจะขอบคุณผมที่แนะนำทางสว่างให้ท่าน เบอร์ผม0876560629เงินทุกบาทท่านเอาไปถวายผ้าป่าตามวัดยากจนครับไปบรูณะวัด
โดย: kran33@hotmail.com [14 ธ.ค. 57 21:41] ( IP A:1.47.232.94 X: )
ความคิดเห็นที่ 57
   

พ่อปู่ผาเมือง เป์นมะเร์งก่อรักษามีคนหายาหลายคนครับ บางคนโดนของท่านก่อแก้ให้ครับ ไปเถอะครับ

ท่านรักษาหลายอย่างครับ บางคนไปมาหลายที่แล้วไม่หายมาหายที่นี่ ผมยากให้ทุกท่านที่ป่วยหายครับ

โดย: kran33@hotmail.com [15 ธ.ค. 57 9:17] ( IP A:1.47.36.216 X: )
ความคิดเห็นที่ 58
   ผมขอพิมพ์สั้นๆนะครับ พิมพ์ยาวๆไม่เก่งเอาที่ผมว่าชัวร์แม่นมากโทรไปเถอะครับ097-9955059 ผมนับถือท่านจริงๆถึงแม้ท่านจะเป็นผู้หญิงแต่ชีวิตผมพลิกจากเมีเงินหลักพันตอนนี้หลักแสนไปแล้วครับ โชคดีครับ
โดย: พงพัฒน์ [15 ธ.ค. 57 22:00] ( IP A:1.47.139.11 X: )
ความคิดเห็นที่ 59
   เช็คดวงกับร่างทรง ผ่านทางโทรศัพท์ ทำเสน่ห์ ผูกดวงคู่ ติดต่อ 0851852671 สอบถามทางไลน์ ID wanchai_140 ถามได้ทุกเรื่อง ของจริงท้าพิสุจน์ ค่าครูดูดวง 300
โดย: วันชัย [4 ม.ค. 58 7:22] ( IP A:1.47.17.21 X: )
ความคิดเห็นที่ 60
   
โดย: nakonpong_2531@hotmail.com [10 ก.พ. 58 19:31] ( IP A:27.55.211.160 X: )
ความคิดเห็นที่ 61
   คือว่าผมไม่คิดจะลบหลู่ความนับถือเรื่ององค์เทพศาสนาอื่น หรือ ร่างทรงทั้งหลาย ผมเจอบ่อยมาก โดยเฉพาะ มหาเทพของฮินดู อย่าง พระพรหม พระศิวะ พระนาราย มหาเทวี(แต่ละองค์ใหญ่มาก) หรือ องค์ อื่นๆ
ผมมีความคิดส่วนตัวว่า เวลาร่างทรงเทพทั้งหลาย ที่ผมยกตัวอย่างมาแล้วข้างต้น
ตอนท่านร่างทรงมหาเทพทั้งหลายตาย
ท่านคิดว่า ท่านจะทำพิธีศพหรือเผาศพท่าน ที่"วัดไหน" ???
โดย: nakonpong_2531@hotmail.com [10 ก.พ. 58 19:49] ( IP A:27.55.211.160 X: )
ความคิดเห็นที่ 62
   เรี่องพ่อปู่ผาเมือง ขอให้ท่านที่ยากไปรักษาหรือดูดวงหาปู่โทรมาถามได้ว่าพ่อปู่จะมาทรงวันไหนครับ ไม่ต้องโทรมา
ระบายความทุกกับผมเลยผมไม่รู้ครับปวดหัวแทนรอไปถามปู่เอาเองนะครับปู่จะมาเดือน6เหนือนะครับก่อหลังวันที่4มีนาคม2558ค่อยโทรมานะครับ ผมนับถือท่านมาก ทุกวันนี้ได้อยู้บ้านหลังเกือบ6ล้านมีรถขับท่านก่อดูดวงให้ครับไม่เชื่อมาดูได้ ซื้อเงินสดครับ หมู่บ้านเดอะไพร์มโฮไรชอน ถนนนันทาราม เชียงใหม่ ใกล้ ถนน วัวลาย บ้านเลขที่119/58ถามว่าบ้านอ้ายสงกรานต์ หลังไดเขารู้ครับ ขอบคุณทุกท่านครับ
โดย: kran33@hotmail.com [26 ก.พ. 58 21:01] ( IP A:1.46.202.220 X: )
ความคิดเห็นที่ 63
   จะเรียกว่าผมเป็นหน้าม้า ก็ได้ครับแต่ผมขอเชียร์อาจารย์ของผมครับ เพราะท่านช่วยชีวิตผมให้ผมกลับมายืนอยู่ในสังคมนี้ได้อีกครั้ง แรกๆผมไม่เชื่อหรอกครับเพราะอาจารย์ท่านเป็นผู้หญิงอายุก็รุ่นๆผมแต่ผมมาเคารพศรัทธาท่านก็ตรงที่ท่านบอกแนวทางแก้ไขชีวิตให้ผมปฏิบัติภายใน1เดือนการเงินผมดีขึ้นมาก ตอนนี้ผมมีเงินสร้างบ้านหลักล้านแล้วครับ เบอร์อาจารย์ผม097-9955059
โดย: นิรัตน์ [6 มี.ค. 58 11:16] ( IP A:118.172.72.105 X: )
ความคิดเห็นที่ 64
   

อ่านก่อนนะครับเรื่องพ่อปู่ผาเมืองช่วงนี้ร่างทรงไม่ว่างมาทรงเจ้าร่างทรงท่านไปเที่ยวกับบริษัทที่ทำงานยาวประมาณ5เดือน ท่านก่อจะไม่ทำงานการไฟฟ้าแม่เมาะแล้วท่านที่โทรมาถามผมช่วงนี้ไม่ต้องโทรมานะรออีก5เดือนค่อยโทรมา โทรมาถามได้ว่าพ่อปู่จะมาทรงเมื่อไร ไม่ใช่มาถามผมว่าจะเลิกกับเมีย2คนแล้วเอาใหม่ดีไหมแล้วคุณไม่คิดถึงลูกคุณเลยหรือคนไม่อยู่ในศิลในธรรมไม่ต้องโทรมานะครับ โทรถามผมได้ท่านจะมาวันไหน ให้มาหาพ่อปู่เอง ถามท่านเองยากรู้อะไร มีคนโทรมาว่าผมว่าหลอกลวง ผมเจ์บใจคำพูดคนที่โทรมามากมาก ถ้าท่านดูดวงไม่แน่ ผมคงไม่มาได้บ้านหลัง4ล้านกว่าหลอกครับมาดูได้ หมู่บ้านเดอะไพร์มโฮไรชอน ถนนนันทาราม ต.หายยา.อเมือ.จ.เชียงใหม่เลขที่119/58 บ้าน สงกรานต์หลังไหนถามได้นะ ขอให้โทรมาอีก5เดือนนะครับ ไม่ต้องโทรมาถามทางโทรศัพร์ให้มาหาพ่อปู่เองที่นี่เขาไม่หลอกลวงคุณครับถ้าคนอยู่แถวเชียงใหม่ ลำพูนไปกับผมก่อได้ผมมีรถยนต์ 

โดย: kran33@hotmail.com [20 เม.ย. 58 8:04] ( IP A:180.183.158.42 X: )
ความคิดเห็นที่ 65
   

อ่านก่อนนะครับขอบคุณทุกท่านที่ติดตามแล้วโทรมาถามเรื่อพ่อปู่ผาเมือง

ไม่รับฝากถามให้ไปหาปู่ด้วยตัวท่านเอง และไม่ต้องบอกว่าจะโอนเงินมาผมไม่รับ

ที่นี้เขาไม่หลอกลวงคุณครับ ผมรับรอง

ผมต้องการทุกท่านหายป่วยถึงโฟสลงเน์ต

ผมไม่ได้เป์นหน้าม้าให้ใครและไม่ต้องการให้ใครมาด่า 

คนเรามีศิลมีธรรมช่วยคนหายป่วยได้บุญเยอะ

 

 

โดย: kran33@hotmail.com [20 เม.ย. 58 8:31] ( IP A:180.183.158.42 X: )
ความคิดเห็นที่ 66
   

เรื่องพ่อปู่ผาเมืองไม่ต้องโทรมาแล้วนะครับผมไม่ว่างจะคุยงานเยอะร่างทรงก่อไม่ว่างทำงาน

โดย: kran33@hotmail.com [11 ส.ค. 58 22:45] ( IP A:180.183.156.184 X: )
ความคิดเห็นที่ 67
   

ระวังสำนักหมอดูหลอกต้มตุ๋นจนหมดตัว ทำเสน่ห์ใส่ให้ไปหลับนอนในโรงแรมแล้วหลอกเอาไปขาย ชื่อ หมอดู เล็ก ท่าเสด็จ ชื่อจริง ชยุตม์ ท่าเสด็จอำนวยโชค สำนักมันอยู่แถวซอยคู้บอน 39 เห็นป้ายว่าดูดวง เข้าซอยไปนิดเดียว มันหัวโล้นไม่มีผมเลย หน้าตาอุบาตมาก อย่าหลงไปเด็ดขาด ช่วยบอกต่อกันด้วย

โดย: anne [21 ส.ค. 58 2:26] ( IP A:58.11.76.100 X: )
ความคิดเห็นที่ 68
   

สนใจปรึกษาอาจารย์ขอให้ท่านช่วยติดต่อ อาจารย์เอก นาล้อม 086-114-1955 หรือ

เข้าดูข้อมูลที่ http://www.saiyasardlanna.com

และรับทำพิธีต่างๆ ทั้งสายขาวและสายดำ พร้อมทั้งมีเครื่องราง ของขลัง วัตถุมงคล ให้บูชา 

 

โดย: iake.takarn@gmail.com [31 ต.ค. 58 20:51] ( IP A:14.207.49.151 X: )
ความคิดเห็นที่ 69
   

ตำหนักปู่เจ้าสมิงพราย นารายณ์ทอง รับผูกดวงผูกคู่ ตามคนรักกลับ ปรึกษาปัญหาชีวิต เสริมดวงชะตาชีวิต ทำพิธีลงนะหน้าทอง ทำพิธีลงนะสาริกา ทำพิธีลงนะเสน่ห์ยาแฝด ทำพิธีลงนะพระลักษณ์ ทำพิธีรับครอบครู ทำพิธีลงนะสมบัติพ่อ เจิมรถ เจิมป้ายเสริมมงคลชีวิต ทำพิธีเรียกจิตคนรัก เรียกจิตคนหลง ให้เป็นคู่แท้ เรียกทรัพย์สินเงินทองทำมาค้าขายดี เรียกลูกค้ามาอุดหนุน เรียกคนเมตตา เรียกผู้ใหญ่มาเอ็นดู เรียกคนพิศวาสหลงไหล เรียกคนมาอุปถัมภ์ค้ำชูเกื้อหนุน เรียกให้เสน่หาใคร่ครวญ เรียกสิ่งดีๆเข้ามาในชีวิตให้สุขสมหวัง ให้ความรักราบรื่น ทำพิธีอาบน้ำมนต์แก้ปีชง สะเดาะเคราะห์ ถอนของ ทำให้มีเสน่ห์เมตตามหานิยมตลอดปี --------------------------------------------------------------------- **ติดต่อ 0918845457 อ.เพ็ชร** โทรคุยก่อนได้ ไม่มีโอนเงินหรือเรียกเก็บเงินก่อนแน่นอน รับประกันผล100% นัดเจอตัวทำพิธีกรรมอย่างเดียว รับประกันได้เลยว่าตัดสินใจมาแล้วคุณจะไม่ผิดหวัง

โดย: ตำหนักกปู่เจ้าสมิงพราย นารายณ์ทอง [11 พ.ย. 58 18:14] ( IP A:49.229.69.12 X: )
ความคิดเห็นที่ 70
   โทรไปดูเมืื่ออาทิตย์ก่อน ถือว่าแม่นดี ค่าดูไม่แพงไม่ต้องไปถึงตำหนักทักพี่เราว่าจะถูกหวยก็ถูกจริงๆ ทักเราว่าจะได้รถใหม่อันนี้เรารู้อยู่แล้วว่าเราจะซื้อแต่อาจารย์เขาบอกว่าเราจะได้ก็ตอนนี้ก็ขับอยู่แต่ท่านบอกจะมีคนเอาหอพักมาถามขายให้ในราคาถูกก็มีจริงๆวันนี้เลยคนข้างๆบ้านมาถามขายให้ เฮ้ย!แม่นอะ ใครชอบแบบโทรไปดูแบบไม่ต้องเสียน้ำมันไปหาท่านก็ลองโทรไป แต่ถ้าใครไม่เชื่อ ก็ผ่าน เพราะเราเชื่ออาจารย์100%ลืมบอกชื่ออ.ม่านฟ้า 083-7601561
โดย: ลินดา [30 พ.ย. 58 21:57] ( IP A:171.5.194.57 X: )
ความคิดเห็นที่ 71
   

มือปืนรับจ้าง รับงาน ตามใบสั่ง เก็บคน ชู้สาว กำจัดมือที่สาม เมียน้อย ชู้ กิ๊ก โดนแย่งคนรัก ขัดผลประโยช์น ต้องการให้ศัตรูหายไปจากโลก รับงานจริง ทำจริง เก็บจริง ยิงจริง ทำงานเป็นทีม ไร้หลักฐาน ไม่กระทบถึงผู้ว่าจ้าง สนใจทักแชตไลน์ ข้อความหลังไมค์ ท่านใด แค้นใคร เกลียดใคร โดนใครหักหลัง แย่งแฟน เอาเปรียบ โดนทิ้ง โดนหลอก ให้เจ็บช้ำน้ำใจ เราจัดการให้ท่านได้ ขอแค่มีรูป กะที่อยู่ เป้าหมาย ยินดีให้คำปรึกษา 
รับงานทั่วไทย ยินดีชำระแค้นให้ท่าน 
ติดต่อไลน์ไอดีไลน์: envygunman

โดย: รับงานกำจัดชู้ [7 ธ.ค. 58 23:45] ( IP A:183.89.59.145 X: )
ความคิดเห็นที่ 72
   อ.กฤต รับปรึกษาดวงชะตา ดูปีดีร้าย ดูเนื้อคู่ ลูกหลานดูการเงินการงานแนะวิธีเสริมบารมี ดูทางโทรศัพท์ค่าครู199บาท ดูจัดเต็มด้วยตัวเองตอบทุกคำถามให้เวลาเต็มที่499บาท. ให้เวลาครึ่งชั่วโมงเต็มๆที่รามสองเท่านั้นครับ พิเศษมา3ท่าน1,200บาทเท่านั้นครับบาทเท่านั้นครับ จองคิว นัดเวลาดูดวงที่0938166685
โดย: krit.tcrb58294@gmail.com [7 ม.ค. 59 1:26] ( IP A:1.46.98.152 X: )


คลิก เพื่อเปลี่ยนกลับไปแสดงความคิดเห็นแบบเดิม

ชื่อไฟล์รูปห้ามมีอักขระพิเศษ เช่น (#),(<),(>),(&) เป็นต้นค่ะ
ชื่อ / e-mail :    แทรกไอคอนน่ารักๆในข้อความ
e-mail :
ส่งอีเมลทุกครั้งที่มีการตอบกระทู้       (ใส่ Email เมื่อต้องการให้ส่ง Email เมื่อมีคนมาโพสในกระทู้)




คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน