lookmai-animal-hospital  >>  บทความ ความคิดเห็นนายนพดล

การประกอบอาชีพสัตวแพทย์ในส่วนคลินิกและโรงพยาบาลสัตว์
   อาชีพสัตวแพทย์ เป็นวิชาชีพอย่างหนึ่ง มีกฎหมายรับรอง ตาม พ.ร.บ. วิชาชีพการสัตวแพทย์ พ.ศ. 2545
พระองค์เจ้าวรวงษ์เธอกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธุ์ ได้ให้ความหมายของวิชาชีพไว้ในรวมคำบรรยาย หลักวิชาชีพนักกฎหมายฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2535 ไว้ว่า
วิชาชีพ(Profession) คือ อาชีวปฏิญาณ ซึ่งหมายความว่า การปฏิญาณตนต่อสรรพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่าจะประกอบอาชีพตามธรรมนิยม ซึ่งมีวางไว้เป็นบรรทัดฐาน”

วิชาชีพมีองค์ประกอบที่แตกต่างจากอาชีพทั่วไป กล่าวคือ อาชีพต้องมี คติ 3 ประการ ได้แก่
1. วิชาชีพต้องมีการศึกษาอบรมในวิชาการ เป็นการเฉพาะต่อวิชาชีพนั้น ๆ
2. วิชาชีพต้องมีองค์กรที่ทำหน้าที่ในการควบคุม ดูแลการประกอบวิชาชีพ นั้นๆ
3. วิชาชีพต้องมีเจตนารมณ์เพื่อให้บริการประชาชน
การที่จะเป็นวิชาชีพต้องมีองค์ประกอบให้ครบทั้ง 3 ประการจะขาดข้อใดข้อหนึ่งไม่ได้ มิ ฉะนั้นจะมีสถานะเพียงอาชีพทั่วไปเท่านั้น*
ความหมายของวิชาชีพการสัตวแพทย์
ตาม พ.ร.บ. วิชาชีพการสัตวแพทย์ วิชาชีพการสัตวแพทย์ หมายความว่า วิชาชีพเกี่ยวกับการกระทำใดๆ ต่อร่างกายสัตว์เพื่อการตรวจโรค การวินิจฉัยโรค การป้องกันโรค การบำบัดรักษา หรือการกำจัดโรคสัตว์ และการกระทำโดยตรงต่อร่างกายสัตว์ด้วยการฉีดสารหรือการสอดใส่วัตถุใดๆ เข้าไปในร่างกายสัตว์ เพื่อการตกแต่งหรือการบำรุงร่างกายสัตว์ การทำหมันหรือการขยายพันธุ์สัตว์ ด้วยเทคนิคที่สามารถป้องกันการแพร่โรคทางการสืบพันธุ์ และให้ความหมายรวมถึง โรคติดต่อระหว่างสัตว์และมนุษย์และการโภชนาภิบาลด้านสุขศาสตร์การอาหารและการปนเปื้อนในอาหารที่มีต้นกำเนิดมาจากสัตว์
ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ หมายความว่าบุคคลซึ่งได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาต เป็นผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ จากสัตวแพทยสภา
โดย: nop [29 ส.ค. 52] ( IP A:203.172.214.235 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live

ความคิดเห็นที่ 1
   ประวัติสัตวแพทย์ในประเทศไทย

2478 ถือกำเนิดเป็นสถาบันการศึกษาด้านสัตวแพทย์ชั้นสูงแห่งแรกที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแต่
ตอนนั้นยังมีฐานะเป็นแผนกสัตวแพทย์มีหลักสูตร 4 ปี
2482 ปรับหลักสูตรเป็น 5 ปี
2485 ย้ายไปสังกัดมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ( มหาวิทยาลัยมหิดลในปัจจุบัน) เลื่อนฐานะเป็น
คณะสัตวแพทย์ศาสตร์สังกัดกระทรวงสาธารณะสุข
2497 โอนย้ายคณะสัตวแพทย์ศาสตร์ไปสังกัดมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์สังกัดกระทรวงเกษตร
และสหกรณ์
2500 ปรับปรุงหลักสูตรเป็น 6 ปี
2502 คณะสัตวแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์โอนย้ายไปอยู่ในสังกัดสำนักนายกรัฐ
มนครี
2507 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ทำเรื่องถึงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ขอโอนคณะสัตวแพทย์
ศาตร์ซึ่งยังอยู่ในบริเวณพื้นที่ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกลับคืนมาอยู่กับจุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัยแต่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ยังไม่เห็นด้วย
2510 โอนย้ายมาสังกัดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสำนักนายกรัฐมนตรี
ส่วนคณะสัตวแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็ได้ดำเนินการต่อมาจนปัจจุบัน
2515 โอนย้ายมาสังกัดทบวงมหาวิทยาลัย
โดย: nop [29 ส.ค. 52] ( IP A:203.172.214.235 X: )

ความคิดเห็นที่ 2
   ประวัติโรงเรียนสัตวแพทย์กรมปศุสัตว์

2449 กระทรวงเกษตราธิการได้จัดให้มีการอบรมวิชาสัตวแพทย์ขึ้น โดยให้พนักงาน
กรมช่างไหม เข้ารับการอบรมแล้วก็หยุดชะงักไประยะหนึ่ง
2457 ได้เราเริ่มมีการอบรมวิชาสัตวแพทย์ใหม่อีกครั้งหนึ่ง
2477 หลวงชัยอัศวรักษ์ (ไชย แสงชูโต) หัวหน้ากองสัตวรักษ์กรมเกษตรได้เปิดสอน
วิชาสัตวแพทย์ เมื่อออกไปปราบโรครินเดอร์เปสต์ และต่อมาเรื่มมีอาจารย์ซึ่ง
เป็นนายสัตวแพทย์ที่จบจากคณะสัตวแพทย์ศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเข้า
มาสอนอบรม
2511 กรมปศุสัตว์ได้ปรับปรุงหลักสูตรใหม่เป็นโรงเรียนสัตวแพทย์ ผู้อำนวยการกอง
วิชาการ เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนหลักสูตร 1 ปี 6 เดือน
2519 กรมปศุสัตว์ได้ปรับปรุงหลักสูตรเป็น 2 ปี
2524 กรมปศุสัตว์ได้เปิดรับสมัครนักศึกษาสัตวแพทย์ที่ขอนแก่นและที่เชียงใหม่
2529 โรงเรียนสัตวแพทย์ได้ย้ายจากตึกชัยอัศวรักษ์กรมปศุสัตว์มาที่ภายใน
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
3 มกราคม 2529 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการที่กระทรวงศึกษิการและทบวงเสนอให้
พิจารณายุบโอนสถาบันการศึกษาที่สังกัดหน่วยงานนอกกระทรวงศึกษาธิการ
และทบวงมหาวิทยาลัย
17 สิงหาคม 2534 โรงเรียนสัตวแพทย์กรมปศุสัตว์พัฒนาหลักสูตรจากระดับประกาศนียบัตรวิชา
สัตวแพทย์ ( 2 ปี ) เป็นระดับปริญญาตรี ( 4 ปี ) โดยเข้าเป็นสถาบันสมทบกับ
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

16 ธันวาคม 2534 สภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีมติรับโรงเรียนสัตวแพทย์กรมปศุสัตว์เข้าเป็น
สถาบันสมทบ โดยปรับปรุงหลักสูตรให้เป็นระดับปริญญาตรีสาขาเทคนิคการ
สัตวแพทย์หรือวิทยาศาตร์การสัตวแพทย์ตามความเหมาะสม ( จึงถือว่าวันที่ 16
ธันวาคม เป็นวันสถาปนาคณะเทคนิคการสัตวแพทย์ )
15 มีนาคม 2536 สภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีมติรับรองหลักสูตรวิทยาศาสตร์บัญฑิต
( เทคนิคการสัตวแพทย์ ) และเปิดสอนนิสิตรุ่นแรกในปีการศึกษา 2536
8 พฤษภาคม 2538 กรมปศุสัตว์ได้เปลี่ยนชื่อโรงเรียนสัตวแพทย์เป็นวิทยาลัยเทคนิคการสัตวแพทย์
30 มิถุนายน 2542 กรมปศุสัตว์และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ลงนามข้อ “ตกลง” การโอน
การบริหารงานของวิทยาลัยเทคนิคการสัตวแพทย์กรมปศุสัตว์ให้กับหาวิทยาลัย
เกษตรศาสตร์
20 สิงหาคม 2545 ทบวงมหาวิทยาลัยเห็นชอบหลักสูตรวิทยาศาตร์บัณฑิตสาขาเทคนิคการแพทย์ 2545
6 กุมภาพันธ์ 2549 ที่ประชุมคณะบดีเห็นชอบในการยกฐานะวิทยาลัยเทคนิคการสัตวแพทย์ขึ้นเป็น
คณะเทคนิคการสัตวแพทย์
20กุมภาพันธ์ 2549 ที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยอนุมัติให้ยกฐานะวิทยาลัยเทคนิคการสัตวแพทย์ขึ้น
เป็นคณะเทคนิคการสัตวแพทย์
โดย: nop [29 ส.ค. 52] ( IP A:203.172.214.235 X: )

ความคิดเห็นที่ 3
   สัตวแพทย์สัตว์เลี้ยงมีบทบาทและความสำคัญอย่างไร
1. มีสถานะภาพในสังคมเช่นเดียวกันกับหมอคนแตกต่างกันเพียงแค่หมอคนรักษาคน หมอสัตว์รักษาสัตว์
2. เฝ้าระวังโรคระบาดสัตว์ต่าง ๆ โดยเฉพาะโรคระบาดสัตว์ติดคน
3. ฝึกสอนความรู้ประสบการณ์ให้แก่นักศึกษาสัตวแพทย์และสัตวแพทย์ใหม่
4. สร้างงานให้แก่สังคม
- สัตวแพทย์
- พยาบาลสัตวแพทย์/ผู้ช่วยสัตวแพทย์/สัตวบาล
- ผู้ผลิตและจำหน่ายยาและเวชภัณฑ์สำหรับสัตว์
- ช่างอาบน้ำตัดแต่งขนสุนัข
- ครูฝึกสอนสุนัขและสัตว์เลี้ยง
5.สร้างรูปแบบการบริหารจัดการด้านธุรกิจใหม่ ๆ ในการบริหารจัดการสถานพยาบาลสัตว์
- ชมรมผู้บริหารสถานพยาบาลสัตว์แห่งประเทศไทย
- เริ่มกำหนดเงินค่าจ้าง สวัสดิการสัตวแพทย์ สัตวบาล ผู้ช่วยสัตวแพทย์ ฯลฯ
- เริ่มกำหนดมาตรฐานของสถานพยาบาลสัตว์
- ผลักดันให้มีการคิด DF ในสถานพยาบาลสัตว์
6. สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่วิชาชีพสัตวแพทย์ให้ประชาชนทั่วไปเชื่อมั่นและศรัทธาในวิชาชีพ เพราะเป็นอาชีพสัตวแพทย์ส่วนที่มีการพบปะกับประชาชนทั่วไปมากที่สุด

แนวโน้มการทำงานในวิชาชีพสัตวแพทย์
ในเมืองใหญ่มีแนวโน้มแข่งขันกันมากขึ้น แต่นั่นเป็นการพัฒนารูปแบบและการให้บริการที่มีมาตรฐานสูงขึ้น การเติบโตของธุรกิจคาดว่าจะมีมากในเมืองใหญ่ และสถานพยาบาลขนาดเล็กจะปรับตัวไปสู่ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านคล้ายคลึงกับในหมอคน
และจากการแข่งขันที่สูงในเมืองใหญ่ที่รุนแรงขึ้นนั่นเองทำให้มีสัตวแพทย์กระจายออกไปเปิดกิจการในเมืองขนาดกลางและขนาดเล็กมากขึ้น ประกอบกับภาวะการระบาดของโรคสัตว์ติดคนซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจะทำให้สัตวแพทย์มีบทบาทมากขึ้นในส่วนราชการ คาดว่าในระยะ 10-20 ปีข้างหน้า จะมีสัตวแพทย์ประจำในท้องถิ่นมากขึ้นกว่าปัจจุบันมาก

โดย: nop [29 ส.ค. 52] ( IP A:203.172.214.235 X: )

ความคิดเห็นที่ 4
   ลักษณะการทำงานสัตวแพทย์สัตว์เลี้ยง
มี 2 ลักษณะ
1. เป็นลูกจ้าง
2. เป็นเจ้าของกิจการ
1. สัตวแพทย์ลูกจ้าง จะเป็นหมอที่กินเงินเดือนในสถานพยาบาลสัตว์ โดยได้รับค่าตอบแทนตามความรู้และประสบการณ์ในการทำงานนอกจากนี้ยังอาจได้รับส่วนแบ่งจากค่าตรวจ, จากยอดรายได้แต่ละเดือน, จากค่าผ่าตัด เป็นต้น
หน้าที่ - ตรวจวินิจฉัยรักษาโรคสัตว์ทั้งทางอายุรกรรมและห้องปฏิบัติการ
- คิดค่าบริการในบางแห่งเพียงแค่ส่งจ่ายยาเท่านั้น ระบบบัญชีทำการคิดเงินเองแต่ บางแห่งหมออาจต้องเป็นผู้คิดเงินทั้งหมด
- ควบคุมดูแลการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการตรวจ-รักษาสัตว์ในสถานพยาบาลรอง จากเจ้าของกิจการ
- ควบคุมดูแลเกี่ยวกับการระบาดของโรคติดต่อในสถานพยาบาล
- ดูแล-ควบคุมสต๊อกยาและเวชภัณฑ์
- ติดตามผลการรักษา
- ปฏิบัติตามนโยบายของเจ้าของกิจการ
- ช่วยเหลือฝึกฝนผู้ช่วยสัตวแพทย์
2. เป็นเจ้าของกิจการ ควรจะมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
- กล้าที่จะรับผิดชอบทั้งในวิชาชีพและกิจการ
- มีนิสัยชอบให้บริการ
- สามารถทำงานอยู่ในสำนักงานได้ทุกวัน
- มีทักษะและความรู้ในการบริหารจัดการธุรกิจ
- มีความสามารถในการบริหารบุคคล
- มีวิสัยทัศน์และหัวก้าวหน้า
บทบาทในการเป็นเจ้าของกิจการ
1. การบริหารด้านการเงิน
2. การบริหารด้านบุคคล
3. การบริหารลูกค้า
4. การบริหารด้านการตลาด
5. การจัดการด้านวิชาการ



หน้าที่ความรับผิดชอบของเจ้าของกิจการ
1. รับผิดชอบการตรวจวินิจฉัยรักษาสัตว์ป่วย
2. จัดการด้านการเงิน (กิจการ-ส่วนตัว)
3. จัดการด้านบัญชี
4. จัดการด้านสต๊อกสินค้า-ยา-เวชภัณฑ์
5. คัดเลือกพนักงานและปลดพนักงานหรือพัฒนาพนักงาน
6. สร้างภาพลักษณ์องค์กร( วัฒนธรรมองค์กร )
7. ควบคุมมาตรฐานภาพลักษณ์ขององค์กร
- พนักงาน
-อุปกรณ์
- การติดตามและให้
8. วิเคราะห์และประเมินสถานการณ์กิจการทุกระยะโดยเฉพาะช่วงที่รายได้ตกต่ำหรือรายจ่ายสูง
ผิดปกติ
9. เสาะแสวงหาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ทันสมัยและสินค้าใหม่ ๆ มาบริการลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ
โดย: nop [29 ส.ค. 52] ( IP A:203.172.214.235 X: )

ความคิดเห็นที่ 5
   การพัฒนาตนเองในการประกอบอาชีพภาคคลีนิกและโรงพยาบาลสัตว์
ปัจจุบันการแข่งขันในทางธุรกิจของคลินิกและโรงพยาบาลสัตว์ในเมืองใหญ่จะค่อนข้างรุนแรงเพื่อจะให้คลินิกและโรงพยาบาลสัตว์อยู่รอดได้ เราจำเป็นต้องมีการพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ พอจะสรุปได้คร่าว ๆ ดังนี้
1. สร้างภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร
- ความพร้อมและทันสมัยของเทคโนโลยี
- บุคลากรที่มีความรู้ความชำนาญ
- มีระบบและรูปแบบการปฏิบัติงานที่ชัดเจนมีมาตรฐาน
- บริการและร่วมงานกับสังคมตามโอกาสอันควร
2.พัฒนา เทคโนโลยีและวิชาการให้ล้ำหน้าคู่แข่งอยู่เสมอ
- เครื่องมือทางการแพทย์
- ชุดตรวจสำเร็จรูป
- การประสานงานกับ Lab ภายนอก
- ผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ
- เทคนิคความรู้วิชาใหม่ ๆ ในการตรวจวินิจฉัยรักษา





3. รักษามาตรฐานในการทำงานในองค์กร
- การต้อนรับลูกค้า
- การตรวจของสัตวแพทย์
- การดูแลสัตว์ป่วยฝากรักษา
- การคิดเงินค่ารักษาพยาบาล
- บริการเสริมอื่น ๆ ก็ต้องให้มาตรฐานเช่นกัน เช่น สินค้าคุณภาพดี ช่างตัดแต่ง ขนอาบน้ำสุนัขที่มีประสบการณ์และฝีมือ
- การบริการนอกสถานที่
- การบริการฉุกเฉิน
4. ระบบบัญชีและข้อมูลต่าง ๆ
ระบบบัญชีจะเป็นสิ่งที่บันทึกเหตุการณ์ต่าง ๆ ของกิจการไว้เมื่อต้องการรู้ว่ากิจการอยู่ในสภาวะอย่างไร เราสามารถดูได้จากบัญชีที่ทำไว้
หรือกรณีเกิดปัญหาในกิจการขึ้นโดยเฉพาะปัญหาด้านการเงิน เราจะตรวจสอบได้จากระบบบัญชีว่าสาเหตุของปัญหาได้อย่างทันการณ์หรือควบคุมปัญหาไม่ให้รุนแรงเกินไปได้
นอกจากระบบบัญชีแล้วเรายังควรเก็บข้อมูลต่าง ๆ เพื่อเป็นดัชนีบอกสถานการณ์ต่าง ๆ ของกิจการได้ เช่น รายได้รวม รายได้เฉลี่ยต่อวัน/ต่อเดือน ยอดขายของสินค้าแต่ละชนิดแต่ละหมวด ยอดรายได้จากการรักษาพยาบาลหมวดต่าง ๆ เช่น ค่าตรวจ ค่าLab ค่ายา ค่าวัคซีน เป็นต้น ข้อมูลเหล่านี้เราควรจะเก็บไว้และหยิบขึ้นมาดูอย่างสม่ำเสมอเพราะจะบอกอะไรต่าง ๆ ในกิจการของเราได้เป็นอย่างดี
โดย: nop [29 ส.ค. 52] ( IP A:203.172.214.235 X: )

ความคิดเห็นที่ 6
   ปัญหาที่พบประจำในคลีนิกและโรงพยาบาลสัตว์
1. ราคาค่ารักษาพยาบาล จะมีเป็นประจำว่า ลูกค้าบ่นว่าราคาแพงเกินไปมีเงินมาไม่พอจ่ายโดยเฉพาะบางรายที่ สัตว์ป่วยเสียชีวิตเราจึงควรมีราคามาตรฐานของกิจการไว้ให้ลูกค้าตรวจสอบได้ เช่น ติดประกาศหรือทำเป็นหนังสือบัญชีราคายาไว้ให้ลูกค้าดูได้ตามความต้องการของลูกค้าและควรต้องแจ้งราคาการตรวจ การรักษาพยาบาลให้เจ้าของทราบก่อนที่จะดำเนินการตรวจรักษาจะเป็นการป้องกันปัญหานี้ที่ดี
2. ไม่พอใจที่สัตว์ป่วยเสียชีวิต สัตวแพทย์ทุกคนจะต้องพบกับปัญหานี้ ให้ดีที่สุดคือการที่เราต้องแสดงให้เจ้าของเห็นว่าเรามีการดูแลเอาใจใส่ที่ดีที่สุดแล้ว และสิ่งที่สำคัญอีกประการคือการพยากรณ์โรคให้เจ้าของทราบว่ามีโอกาสหายมากน้อยแค่ไหน
หากยังไม่อาจแจ้งสาเหตุการตายของสัตว์ป่วยได้ต้องมีข้อสันนิษฐานให้กับเจ้าของสัตว์ พร้อมทั้งวิธีการที่จะพิสูจน์ข้อสันนิษฐานนั้นให้เจ้าของตัดสินใจว่าจะดำเนินการต่ออย่างไร


3. สัตว์ป่วยเสียชีวิตขณะกำลังให้ยา ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเจ้าของจะกล่าวหาว่าหมอเป็นคนทำให้สัตว์ของเขาเสียชีวิต ดังนั้น เมื่อมีสัตว์ป่วยฉุกเฉินมาต้องรับประเมินความรุนแรงและแจ้งเจ้าของให้ทราบ ทั้งอาการที่น่าเป็นห่วงและวิธีการแก้ไขที่เราจะให้การรักษา ผลที่อาจจะเกิดขึ้นและก่อนให้ยาแต่ละอย่างต้องแจ้งเจ้าของด้วยว่ายาอะไรให้เพื่ออะไร
4. เจ้าของทิ้งสัตว์ป่วย หรือไม่มาจ่ายค่ารักษากรณีสัตว์ป่วยเสียชีวิตให้คลินิกหรือโรงพยาบาลจัดเก็บเงินมัดจำไว้และควรให้เจ้าของชำระเงินทุกสัปดาห์
5. การเข้าออกของพนักงาน พบว่า หมอ คือพนักงานที่มีการเข้าออกงานบ่อยที่สุด พนักงานผู้ช่วยสัตวแพทย์นั้นเมื่อทำงานได้ซักระยะหนึ่งแล้วปรับตัวเข้ากับงานได้แล้วจะไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงแต่หมอส่วนใหญ่เมื่อทำงานได้ 1-2 ปี จะเปลี่ยนงานหรือออกไปเปิดกิจการเอง ดังนั้นเจ้าของกิจการจึงเป็นกลไกลหลักที่ต้องสะสมความรู้และประสบการณ์ทั้งหมดของกิจการไว้เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อองค์กรให้น้อยที่สุด หากพนักงานมีการออกจากงานไป
6. การสต๊อกสินค้ายาและเวชภัณฑ์มากเกินไป ทำให้ขาดเงินสดในกิจการ
- ขายสินค้าชนิดเดียวกันหลายยี่ห้อเกินไป
- สต๊อกสินค้ามากเกินไป
- ตามใจลูกค้ามากเกินไป
โดย: nop [29 ส.ค. 52] ( IP A:203.172.214.235 X: )

ความคิดเห็นที่ 7
   การเตรียมตัวขณะเรียน
1. ฝึกงานให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อสั่งสมประสบการณ์ในวิชาชีพให้มีความชำนาญมากที่สุดในวันที่จบการ ศึกษาออกไป
2. เรียนรู้วิชาการบัญชีและการบริหาร เพราะการทำคลินิกหรือโรงพยาบาลสัตว์ก็คือการทำธุรกิจอย่างหนึ่ง
3. ทำกิจกรรมระหว่าง เรียนบ้างเพื่อการเรียนรู้และการฝึกหัดการบริหารจัดการงานต่างๆ
4. เข้าเรียนให้สม่ำเสมอ เพราะเนื้อหาการเรียนจะมากและเยอะ นอกจากนี้ในห้องเรียนอาจจะได้ความรู้ใหม่เพิ่มเติมจากหนังสือหรือเอกสารการเรียนการสอน
โดย: nop [29 ส.ค. 52] ( IP A:203.172.214.235 X: )

ความคิดเห็นที่ 8
   การเลือกทำเลในการเปิดคลินิกหรือโรงพยาบาลสัตว์
1. เด่นสังเกตเห็นได้ง่าย มีคนผ่านมาก ไม่จำเป็นต้องอยู่ในแหล่งการค้า
2. บริเวณใกล้เคียงที่อยู่อาศัยมาก
3. เดินทางเข้า-ออก ได้สะดวก
4. มีบริเวณจอดรถพอเพียง




ภาพลักษณ์ของโรงพยาบาลหรือคลินิก
1. ตัวอาคารหรือตึกแถวที่ทำงานต้องมองดูดี อย่าให้ดูซอมซ่อ
2. จัดเนื้อที่ให้งานภายในเหมาะสมพอเพียง สะดวกใสการเคลื่อนย้ายสัตว์ป่วยเพื่อการตรวจและรักษาต้องสะอาด
3. พื้นและพนังห้องรักษาควรปูด้วยกระเบื้องสีขาวหรือสีอ่อน
4. อย่าให้มีกลิ่นเหม็น

บุคลิกภาพที่ดีของสัตวแพทย์ในคลินิกหรือโรงพยาบาลสัตว์
1. เลือกใช้เครื่องแต่งกายให้เหมาะสมต่อสถานภาพของหมอและควรสวมเสื้อกาวน์ จะช่วยเสริมบุคลิก โดยเฉพาะหมอที่อายุยังน้อย
2. ดูแลการจัดการให้ในหน้า ผม ร่างกายทุกส่วน ให้ดูสะอาดเรียบร้อย
3. ท่องทำนองการพูดจาให้น่าเชื่อถือ อย่าลุกลน พูดพล่าม หรือพูดเสียงดังเกินควร
4. อย่าโอ้อวด หรือกล่าวทับถมหมอคนอื่น ถึงเจ้าของจะพยายามเริ่มต้นก่อนก็ตาม
5. อย่าใช้ศัพท์ทางการแพทย์หรือศัพท์ภาษาอังกฤษ โดยไม่จำเป็น จะทำให้เจ้าของอึดอัด ลำบากใจ
6. ใช้คำแทนตัวสัตว์ว่า “เค้า” หรือ “เรียกชื่อ” อย่าใช้คำว่า “มัน”
7. ถ้ามีเวลามากพอ ควรใช้เวลาตรวจให้ละเอียด แม้จะวินิจฉัยโรคได้หรือไม่แล้วก็ตาม เจ้าของจะพอใจมาก
8. พยายามใช้เครื่องมือ อุปกรณ์ ประกอบการตรวจมากจะทำให้ดูน่าเชื่อถือมากขึ้น
9. ชี้แจงผลการวินิจฉัย แนวทางการรักษา และพยากรณ์โรค รวมทั้งประมาณค่าใช้จ่ายให้เจ้าของพอสังเขป เจ้าของจะพอใจ
10. ถ้ายังไม่สามารถวินิจฉัยโรคได้ อย่าด่วนสรุปจะเสียหายให้บอกว่า ยังไม่สามารถสรุปข้อวินิจฉัยได้ขอสังเกตอาการสักระยะ (มีความหมายว่า หมอเองก็ยังไม่รู้ว่าเป็นอะไรเลย)


Dr.Mc Curnine ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสัตว์แพทย์ คณะสัตวแพทย์มหาวิทยาลัยหลุยเซียน่า กล่าวว่า “ในการที่สัตวแพทย์จะปรับปรุงภาพพจน์ ให้เจ้าของสัตว์เกิดความเชื่อถือ ในระหว่างสื่อสารสนทนากันนั้น มีน้ำหนักสำคัญดั้งนี้
Body language มีความสำคัญถึง 55% เช่น
- จังหวะการเคลื่อนไหวของร่างกาย
- การยิ้ม
- การสบตา
- เสื้อผ้า ถือว่าสำคัญที่สุด จึงควรใส่ใจกับรูปแบบการตัดเย็บ คุณภาพวัสดุ
- การยกมือไหว้
- การรับฟังเจ้าของสัตว์
Pitch of voice มีความสำคัญ 38% ระดับเสียงที่เปล่งออกมามีผลต่อความรู้สึกของผู้ฟังมากระดับเสียงค่อนข้างต่ำ จะให้ความรู้สึกว่าผู้พูดมีความมั่นใจ
Words มีความสำคัญราว 7% เช่น การใช้คำแทนตัวสัตว์ว่า “เค้า” หรือเรียกชื่อสัตว์ป่วยจะให้ความรู้สึกที่ดีกว่าคำว่า “มัน”

โดย: nop [29 ส.ค. 52] ( IP A:203.172.214.235 X: )

ความคิดเห็นที่ 9
   วิธีการปฏิบัติงานในคลินิกหรือโรงพยาบาลสัตว์
บุคคลที่เกี่ยวข้องได้แก่ เจ้าหน้าที่ต้อนรับ ผู้ช่วยสัตวแพทย์ ซึ่งโดยทั่วไป จะได้พบกับเจ้าของสัตว์ก่อน และได้มีปฏิสัมพันธ์กันนานกว่าสัตวแพทย์ ซึ่งนับว่าเป็นบุคคลสุดท้ายในกระบวนการตรวจรักษาสัตว์ซ้ำ
แต่ขั้นตอนที่มีความสำคัญที่สุดคือ การตรวจร่างกายสัตว์ป่วยในห้องตรวจ เพื่อให้เกิดผลสูงสุด ควรเน้นที่จุดสำคัญ 8 ประการ คือ
1. การแนะนำตัวเอง เช่น การยกมือไหว้เจ้าของที่อาวุโสสูงกว่า หรือกล่าวทักทายว่า สวัสดีครับ สวัสดีค่ะ และควรมีป้านชื่อที่เสื้อกาวน์ หรือที่โต๊ะทำงาน
2. จับบังคับสัตว์อย่างถูกวิธีและละมุนละม่อม พูดกับสัตว์ ผู้ช่วยสัตวแพทย์ที่ช่วยจับบังคับสัตว์ต้องจับให้ถูกวิธีและมีความชำนาญ
3. ฟังเจ้าของสัตว์ และตอบสนองตามความบอกเล่าตามความเหมาะสม
4. ตรวจ จับ คลำ ตามร่างกายสัตว์ป่วย เช่น การวัดอุณหภูมิ เปิดดูสีเหงือก ถอนขนหู ตรวจจับผิวหน้า ใช้อุปกรณ์ให้มาก
5. ระหว่างการตรวจ ควรสนทนาไปเรื่อยๆ เช่น ปอดดูปกติดีนะครับ จมูกชื้นดี สีเหงือกซีดนิดหน่อยนะคับ ผิวหนังดูขาดควานสมบูรณ์นิดหน่อยนะครับ เป็นต้น
6. แสดงผลการตรวจให้เจ้าของเห็น เช่น ให้ดูเชื้อขี้เรื้อนในกล้องจุลทรรศน์ อธิบายผลการตรวจจาก Snap การตรวจโรคต่าง ๆ จะทำให้เพิ่มความน่าเชื่อถือมากขึ้น
7. ควรมีของฝากให้เจ้าของสัตว์บ้าง เช่น การถ่ายพยาธิให้ลูกสัตว์ฟรี หรือจากตัวอย่างสินค้าให้ไปทดลองใช้ เป็นต้น
8. ความมีน้ำใจ โดยอาจถามถึงสุขภาพสัตว์เลี้ยงตัวอื่นๆ ที่บ้าน หรือกล่าวชมสัตว์เลี้ยงที่มาพบ เช่น บ๊อบบี้นี้รูปร่างดีสวยมากเลยนะครับ พันธุ์นี้ฉลาดมากฝึกจูงคนตาบอดได้เลยนะครับ เจ้าของจะพอใจการหยิบยกเอาลักษณะเด่นของแต่ละสายพันธุ์หรือชนิดสัตว์มากล่าวชม จะทำให้เจ้าของพอใจและเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของหมอ

มนุษยสัมพันธ์
เจ้าหน้าที่ทำประวัติสัตว์ป่วย จ่ายยา เก็บเงิน ผู้ช่วยบังคับสัตว์ และ บุคลากรอื่นๆ ในคลินิกต้องเป็นผู้ที่มีลักษณะรับแขก ชอบทำงานบริการ มีความกระตือรือล้นในการดทำงานอาจช่วยแก้ไขปัญหาให้กับผู้อื่นและที่สำคัญต้องมีความรักความเมตตาสัตว์
Dr.Mc Curnin กล่าวว่า บ่อยครั้งที่เจ้าของสัตว์ ไม่นำสัตว์กลับมารักษาอีกเพราะบุคลากรในคลินิกขาด
มนุษยสัมพันธ์ โดยไม่เกี่ยวกับการรักษาเลย

วิธีการสื่อสัมพันธ์ที่ช่วยให้เจ้าของเกิดความพอใจ ประทับใจ เช่น
- การยิ้มแย้มแจ่มใส อากัปกิริยาที่เป็นมิตรยินดีต้อนรับ
- ความสะอาดเรียบร้อยภายในโรงพยาบาล อย่าให้มีกลิ่นเหม็น
- สัตว์ป่วยอาจปัสสาวะ อุจจาระเรี่ยราด อย่าแสดงอาการรังเกียจ ต้องรีบเก็บทำความสะอาดโดยเร็ว
- บุคลากรทุกคนรวมทั้งสัตวแพทย์เอง ต้องยินดีรับฟังปัญหาความเจ็บป่วยจากเจ้าของอย่างเป็นผู้ฟังที่ดี
- ที่จอดรถสะดวกสบายไม่รกรุงรัง
- รถของบุคลากรอย่าจอดขวางประตูเข้า-ออก ควรนำไปจอดที่อื่น
- อย่าให้เจ้าของสัตว์เคอะเขิน เมื่อเข้ามาในร้านต้องทักทายถามไถ่ปัญหาที่มาพบ
- พนักงานที่ทำหน้าที่ต้อนรับ ควรแต่งกายสะอาด ทรงผมเสื้อผ้าต้องดูดี ถ้ามีเครื่องแบบอย่างเดียวกันจะดูน่าเชื่อถือมากขึ้น
- ทั้งสัตวแพทย์และพนักงานในโรงพยาบาลต้องแสดงความตั้งใจที่จะช่วยเหลือสัตว์ ยินดีให้คำปรึกษาด้วยความยินดี ปฏิบัติงานเต็มความสามารถ แม้วิธีการจะยุ่งยากหรือเสียเวลาก็ตามเพื่อแสดงอาการให้เห็นว่า “ I care”
- ใครก็ตามที่ช่วยสัตวแพทย์ในห้องรักษาต้องถูกคัดเลือกและถูกฝึกให้มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี แต่งกายเหมาะสมชำนาญงานในหน้าที่ มีความรู้ในด้านวิชาการที่ถูกต้องและมีความสามารถในการสื่อสารเพราะบ่อยครั้งที่เจ้าของสัตว์ต้องการตัดสินใจบางอย่างแต่ลังเลไม่กล้าถามสัตวแพทย์จะหันมาปรึกษาผู้ช่วยสัตวแพทย์เพื่อต้องการข้อมูลประกอบการตัดสินใจ
โดย: nop [29 ส.ค. 52] ( IP A:203.172.214.235 X: )

ความคิดเห็นที่ 10
    เจ้าของสัตว์จะเลือกสัตวแพทย์จากอะไร
1. ที่ตั้งสถานพยาบาลสัตว์ ใกล้บ้านไปมาสะดวก เป็นสิ่งแรกที่เจ้าของจะเลือกหลังจากนั้นเขาจะไปที่อื่นดังนั้น เรื่องความรู้ของหมอจะสำคัญรองจากตำแหน่งทำเลของที่ตั้งสถานพยาบาลสัตว์
2. บุคลิกของหมอ
3. วิธีการจับสัตว์เลี้ยงของสัตวแพทย์
4. การอธิบายสื่อสารกันให้เข้าใจรู้เรื่อง
5. ความรู้ความชำนาญของหมอ

โดย: nop [29 ส.ค. 52] ( IP A:203.172.214.235 X: )

ความคิดเห็นที่ 11
   การคิดค่าบริการ
ควรพิจารณาจาก
1. ความยากง่ายของขบวนการรักษา ไม่ใช่เพียงค่ายาหรือเวชภัณฑ์เพียงอย่างเดียว
2. เวลาที่เสียไป
3. ค่าอุปกรณ์และเวชภัณฑ์ที่ใช้ไป
4. กำลังการจ่ายของเจ้าของ
สัตวแพทย์ควรเพิ่มค่าตรวจโรคอัตราค่ารักษาเพราะแสดงถึงคุณค่าของหมอในการเป็นผู้ตรวจ วินิจฉัยและกำหนดวิธีการรักษาโรคสัตว์
เมื่อมีการคิดเงินค่ารักษา ควรแยกให้เจ้าของสัตว์เห็นชัดเจนว่าส่วนใดเป็นค่ารักษา ส่วนใดเป็นค่าสินค้าพิเศษอื่น นอกเหนือจากค่ารักษา
โดย: nop [29 ส.ค. 52 1:02] ( IP A:203.172.214.235 X: )

ความคิดเห็นที่ 12
   สิ่งที่เจ้าของสัตว์อยากรู้ในการพาสัตว์เลี้ยงมารักษามีดังนี้
1. สัตว์ป่วยเป็นอะไร
2. มีสาเหตุจากอะไร ติดตัวอื่นได้หรือไม่
3. จะตายหรือรักษาหายหรือไม่
4. มีขบวนการรักษาอย่างไร
5. จะเสียค่าใช้จ่ายเท่าไหร่
สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งในการคิดค่ารักษาพยาบาลคือควรประเมินค่าใช้จ่ายคร่าว ๆ ให้เจ้าของทราบล่วงหน้าก่อนที่ จะทำการรักษา จะได้ไม่เสียความรู้สึกทั้งของเจ้าของและสัตวแพทย์และจะเกิดความรู้สึกในด้านบวกว่าเป็นอัตราที่ไม่ถูกชาร์จเกินปกติ

โดย: nop [29 ส.ค. 52 1:02] ( IP A:203.172.214.235 X: )

ความคิดเห็นที่ 13
   หลักการจัดการโรงพยาบาลสัตว์ 10 ประการ
1. สร้างทีมงานที่แข็งแกร่ง โดยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในหมู่ผู้ร่วมงาน มีการประชุม มีเบี้ยขยัน ส่วนSupplier และเจ้าของก็มีความสำคัญต้องเน้นการสร้างสื่อสัมพันธ์ที่ดีเช่นกัน
2. สร้างความประทับใจและภาพพจน์ที่ดี เพราะเจ้าของคาดหวังที่จะพบสัตวแพทย์ที่ดีและสัตวแพทย์ที่เขาเชื่อถือได้
3. สร้างสื่อสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การส่งใบนัด ใบเตือน นามบัตรหรือจดหมายข่าวเป็นต้น
4. พัฒนาบุคลากร กำหนดหน้าที่ให้ชัดเจน ส่งเสริมฝึกอบรมอย่างสม่ำเสมอ มีการประเมินและให้รางวัลเพื่อเพิ่มแรงจูงใจในการทำงาน
5. ภาพลักษณ์ภายนอกต้องดูดี อาคารทั้งภายในและภายนอกต้องสะอาดเรียบร้อยไม่ดูซอมซ่อ
6. บริการครบวงจร รักษา ผ่าตัด ฉีดวัคซีน อาบน้ำ-ตัดขน ทำหมัน ฝากเลี้ยง ฝากรักษา อาหารและอุปกรณ์สัตว์เลี้ยง
7. จัดโปรแกรมการทำงานให้เหมาะสม มีประสิทธิภาพ ทันตามกำหนด
8. ควบคุมการหมุนเวียนของสินค้าให้เหมาะสม อย่าให้ขาดหรือเก็บไว้นานเกินไป
9. จัดการบัญชีรายรับ-รายจ่าย แยกรายการต่าง ๆ ชัดเจน สามารถเรียกยอดรายรับ-รายจ่ายได้ตลอดเวลา
10. ปรับค่ารักษาให้เหมาะสม ถ้าจะให้ดี ควรมีการทบทวนอัตราค่ารักษาทุกปี
โดย: nop [29 ส.ค. 52 1:03] ( IP A:203.172.214.235 X: )

ความคิดเห็นที่ 14
   หัวใจสำคัญของวิชาชีพสัตวแพทย์
ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่จะเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จแห่งวิชาชีพ ก็คือ ต้องมีความรู้ทางวิชาการและความเชี่ยวชาญในการปฏิบัติงาน
1. ต้องรู้รอบรู้ลึก และมีความแม่นยำ
2. มีความเชี่ยวชาญ ในการปฏิบัติงาน ไม่ผิดพลาด
3. ถ้าสงสัยหรือไม่เข้าใจสิ่งใด ให้รีบตรวจสอบความถูกต้องจากตำรา
4. หมั่นศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม
โดย: nop [29 ส.ค. 52 1:04] ( IP A:203.172.214.235 X: )


คลิก เพื่อเปลี่ยนกลับไปแสดงความคิดเห็นแบบเดิม
ชื่อ / e-mail :    แทรกไอคอนน่ารักๆในข้อความ
e-mail :
ส่งอีเมลทุกครั้งที่มีการตอบกระทู้       (ใส่ Email เมื่อต้องการให้ส่ง Email เมื่อมีคนมาโพสในกระทู้)
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
วิธีการ upload รูปภาพแบบใหม่ วิธีการใส่ copy paste หรือ คัดลอกข้อความ ในแบบใหม่

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน