นครพนมเมืองมนต์เสนห์แห่งลุ่มน้ำโขง
    sign ตอนที่ยังไม่เคยไปนครพนม คิดว่านครพนมเป็นเมืองเล็ก ไกล และคงเหมือนเมืองริมโขงเมืองอื่น แต่พอได้ไปเยี่ยมและสัมผัสความเป็นตัวตนจริงๆของนครพนมเลยพบว่า นี่แหละ เรื่องเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลกในใจของเรา ทำไมถึงคิดอย่างนั้น เราจะเล่าเมื่องเมืองนครพนมในอีกหลายมุมที่หลายคนยังไม่รู้จัก

จังหวัดนครพนมเป็นจังหวัดที่มีบันทึกทางประวัติศาสตร์มาแต่โบราณกาล ในฐานะเมืองเก่าเมืองแก่เคียงคู่อยู่กับอาณาจักรศรีโคตรบูรณ์ ซึ่งแต่แรกเริ่มเดิมทีนั้นมีพื้นที่อยู่ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง และต่อมาก็ได้ย้ายมาอยู่ทางฝั่งขวา ตำนานแห่งประวัติศาสตร์ได้จารึกไว้ว่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกตีกรุงเวียงจันทน์ได้ ชื่อของดินแดนแห่งนี้ได้ถูกเปลี่ยนเป็น \\"มรุกขนคร\\" และต่อมาได้โปรดฯ ให้เป็น \\"นครพนม\\" เพื่อความเหมาะสมตามสภาพพื้นที่ด้วยเป็นเมืองที่มีพื้นที่ติดต่อกับเทือกเขามากมาย

นครพนม เป็นจังหวัดชายแดนตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย สภาพพื้นที่เป็นแนวรูปร่างยาวโค้งเล็กน้อย เลียบตามชายฝั่งขวาของแม่น้ำโขง มีส่วนกว้างจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตกประมาณ 20 กิโลเมตร ส่วนยาวจากทิศเหนือไปทิศใต้ประมาณ 153 กิโลเมตร มีพื้นที่ทั้งหมด 5,512.668 ตารางกิโลเมตร ลักษณะทั่วไปเป็นทิวเขาที่เนินสูงและที่ราบ มีพื้นที่ป่าไม้ร้อยละ 20 ของพื้นที่

ด้วยความเป็นอาณาจักรที่เคยเจริญรุ่งเรืองมาเก่าก่อนประกอบกับแม่น้ำโขงเป็นแหล่งอารยธรรมของมนุษยชาติ ดังนั้น นครพนมจึงมีโบราณสถานและมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและประเพณีที่เป็นแบบอย่างของตัวเองอยู่มาก
และกลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่กลายมาเป็นทุนวัฒนธรรมที่หาไม่ได้ทั่วไป เสน่ห์และสีสรรของนครพนมอยู่ที่ แม่น้ำโขงงามตา ศาสนารุ่งเรือง เมืองวัฒนธรรม งามล้ำศิลปสถาน มนต์เสน่ห์ย่านเมืองเก่า ร้อยเล่าเรื่องเมือง เฟื่องฟุ้งงานบุญ

โดย: kung [27 ก.ค. 49 12:49] ( IP A:202.12.97.118 X: )

ความคิดเห็นที่ 1
    flower เล่าเรื่อง แม่น้ำโขงงามตา แม่น้ำสายชีวิตที่หล่อเลี้ยงและหลอมรวมสายใยของชาวนครพนมเข้าไว้เป็นหนึ่ง แม่น้ำโขง มีต้นกำเนิดจากบริเวณที่ราบสูงธิเบต แถบเทือกเขาตังกุลา (Tanggula) มณฑลชิงไห่ (Qinghai) ประเทศจีน ไหลผ่านมณฑลยูนานและออกจากประเทศจีนที่เมืองเชียงรุ้ง (Cheingrong) เป็นเส้นเขตแดนระหว่างประเทศจีนกับประเทศพม่า เป็นเส้นเขตแดนระหว่างประเทศพม่ากับประเทศลาว รวมทั้งเป็นเส้นเขตแดนระหว่างนครพนมกับประเทศลาวโดยมีท่าข้ามอยู่กลางเมืองนครพนมชื่อท่าแขก เป็นท่าข้ามแพขนานยนต์ขนาดใหญ่ ที่ให้ข้ามไปมากันเป็นประจำ

โดย: kung [27 ก.ค. 49 12:58] ( IP A:202.12.97.118 X: )

ความคิดเห็นที่ 2
    เมืองนครพนมเป็นเมือง "ศาสนารุ่งเรือง" โดยแท้ จะเห็นได้จากภาพตลอดแนวฝั่งโขง มีวัดวาอารามสวยงามมากมาย เป็นจุดรวมใจของชาวชุมชน ชื่อชุมชนทุกชุมชนในเมืองนครพนมเป็นชื่อของวัด และนครพนมยังคงเป็นจังหวัดเดียวที่ยังคงจัดงานประเพณี ฮีตสิบสองคองสิบสี่ หรือประเพณีงานบุญประจำเดือนไว้โดยที่ไม่ใช่การสร้างภาพเพื่อโปรโมทการท่องเที่ยว วัดแห่งแรกของชาวเมืองนครพนมคือวัดโอกาส
วัดโอกาสเดิมชื่อวัดศรีบัวบาน ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครพนม มีพื้นที่ 3 ไร่ 2 งาน 28 วา วัดโอกาส (ศรีบัวบาน) เป็นวัดที่เก่าแก่สุดวัดหนึ่ง สร้างเมื่อ พ.ศ.1994 ในสมัยที่อาณาจักรศรีโคตรบูรยัง เจริญรุ่งเรืองอยู่และได้รับพระราชทานวิสุงคาบสีมาเมื่อ พ.ศ.2281 ด้วยเนื้อที่กว้าง 12 เมตร ยาว 17 เมตร ในตำนานกล่าวถึงการสร้างวัดว่า เมื่อจุลศักราช ราชาได้ 813 ตัว ตรงกับ พ.ศ.1994
จมื่นรักษาราษฏร ซึ่งเป็นนายกองเมือง ผู้ปฏิบัติราชการทางพระเนตรพระกรรณแทนพระเจ้าศรีโคตรบูรหลวงและชาวบ้านโพธิ์ค้ำ มีศรัทธาได้สร้างสำนักสงฆ์วัดศรีบัวบานขึ้นริมฝั่งน้ำของ(แม่น้ำโขง)ในบริเวณบ้านโพธิ์ค้ำ นครศรีโคตรบูร
ต่อมาเมื่อจุลศักราช ราชาได้ 1,100 ตัว ตรงกับพุทธศักราช 2281 ราชบุตรพรหมา (พรหมา บุตรเจ้ากู่แก้ว) ไดด้เป็นเจ้าผู้ครองเมืองนครบุรีศรีโคตรบูร มีพระราชทินนามว่าพระบรมราชาพรหมา มีพระราชศรัทธาบูรณปฏิสังจรณ์สำนักสงฆ์วัดศรีบัวบานขึ้น พร้อมกับสร้างพระอุโบสก สร้างพระประธานด้วยอิฐพทายเพ็ชรลงรักปิดทอง และตั้งชื่อพระประธานนั้นว่า "หลวงพ่อพระราชาพรหมา" นอกจากนั้นยังได้อัญเชิญ พระติ้วพระเทีวม ซึ่งเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของเมืองศรีโคตรบูรจากบ้านสำราญ มาประดิษฐานที่วัดศรีบัวบาน และรับสั่งให้ชาวบ้านสำราญเป็น "ข้าโอกาส" คอยปรนนิบัติรักษาพระติ้วพระเทียม พร้อมกับเปลี่ยนนามวัดใหม่จากวัดศรีบัวบานเป็น"วัดโอกาส"ดังปรากฏอยู่ในปัจจุบัน
เมื่อครั้งพระบรมราชาพรหมาได้มาบูรณะวัดศรีบัวบานนั้น มีเจ้าอาวาสปรากฏนามวา"ญาถ่านหลักคำ" หลังจากนั้นก็ไม่มีใครทราบนามลำดับเจ้าอาวาส จนกระทั้งมาถึงสมัยก่อนที่พระครูสุนทรกัลยาญพจน์จะมาเป็นเจ้าอาวาส จึงปรากฏนามเจ้าอาวาสตามลำดับดังนี้ คือ หลวงพ่อโฮม กตปุญโญ, พระมหาวิศิษฐ์,พระมหาประกิต และพระครูสุนทรกัลยาณพจน์(พ.ศ.2499-2537)
วัดโอกาส มีปูชนียวัตถุและปูชนียสถานที่สำคัญ คือ พระติ้วพระเทียม ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง และพระเจ้าเสลา
พระติ้ว พระเทียมนี้ เป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของนครศรีโคตรบูรหลวง หากมีเหตุโรคภัยเกิดที่บ้านใดเมืองใด เมื่ออัญเชิญไปบ้านนั้นเมืองนั้น เหตุร้ายภัยร้ายทั้งหลายในที่นั้นหายไป ด้วยอำนาจบารมีความศักดิ์ของพระติ้วพระเทียม ดังนั้น พระติ้วพระเทียมจึงเป็นที่เคารพบูชาของประชาชนมาจนถึงบัดนี้ ต่อมาพระบรมราชาพรหมา (พรหมา บุตรเกู่แก้ว) ได้เป็นเจ้าผู้ครองเมืองนครบุรีศรีโคตรบูร มีพระราชศรัทธาบูรณปฏิสังขรณ์สำนักสงฆ์วัดศรีบัวบาน (วัดโอกาส) ขึ้น และได้อัญเชิญพระติ้วพระเทียม ซึ่งเป็นพระคู่เมืองของอาณาจักรศรีโคตรบูรจากบ้านสำราญ มาประดิษฐานที่วัดศรีบัวบาน พ.ศ.2281 และรับส่งให้ชาวบ้านสำราญ เป็น "ข้าโอกาส" คอยปรนนิบัติรักษาพระติ้วพระเทียม พร้อมกับเปลี่ยนนามวัดใหม่จากวัดศรีบัวบานเป็นวัดโอกาส ดังปรากฏอยู่ในปัจจุบัน พระติ้ว พระเทียม จึงประดิษฐานอยู่ทีวัดโอกาสตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา และชาวเมืองนครพนมจะจัดงานนมัสการสรงน้ำพระติ้วพระเทียม ในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6

โดย: kung [27 ก.ค. 49 13:00] ( IP A:202.12.97.118 X: )

ความคิดเห็นที่ 3
    ความเป็นเมืองวัฒนธรรมของนครพนม ได้รากฐานมาจากวัฒนธรรมชาวพื้นเมืองเจ็ดเผ่ามาหลอมรวมด้วยพุทธศาสนา ก่อให้เกิดงานบุญประเพณีที่เฉพาะ จากชนชาติเจ็ดเผ่าพันธุ์ทีอยู่กันอย่างร่มเย็นและสงบสุข เกิดเป็นความสวยงามทั้งภาษาและวัฒนธรรมที่เฉพาะตัวไม่เหมือนใคร ตลอดจนมีอิทธิพลต่อสิ่งปลูกสร้างในนครพนมสามารถพบเห็นได้โดยทั่วไป เผ่าทั้งเจ็ดก็ยังคงรักษาเอกลักษ์เฉพาะตัวไว้ได้จนถึงปัจจุบัน ไม่ถูกทำลายด้วยอิทธิพลของวัตถุนิยมเช่นเมืองใหญ่อื่นๆ
เผ่าไทย เผ่า ในนครพนม ประกอบด้วย ผู้ไท (ภูไท) ไทยญ้อ ไทยแสก ไทยกะเลิง ไทยโส้ ไทยข่า ไทยลาว (ไทยอีสาน) แต่ละเป่าจะรวมกันเป็นกลุ่ม กระจัดกระจายอยู่ตามพื้นที่อำเภอต่าง ๆ ดังนี้

๑. ชาวผู้ไท (ภูไท) ผู้พิศมัย ความสุนทรีแห่งการต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองผู้มาเยือนโดยเฉพาะการจัดการบายศรีสู่ขวัญ เลี้ยง
อาหาร ขี่ช้างคู่ (ดูดอุคู่ชายหญิง) หรือเหล้าหมักแบบท้องถิ่นดื่มกัน ทั้งไหโดยใช้หลอดไม้ซางดูดน้ำเหล้าจากไห มีพิธีกรรมในรอบปีตามฮีตสิบสิง มีนาฏศิลป์การฟ้อนภูไทที่ร่ายรำลีลาที่อ่อนช้อยประกอบวงแคน ส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่เรณูนคร มีบางส่วนที่อยู่ที่อำเภอนาแก อำเภอธาตุพนม อำเภอปลาปาก

๒. ไทยญ้อ เป็นกลุ่มไทย-ลาว อีกกลุ่มหนึ่งซึ่งมาจากเมืองหงสา แขวงไชยบุรีประเทศ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เข้ามาตั้งถิ่นฐานที่ปากน้ำสงคราม เมื่อ พ.ศ. ๒๓๕๗ ส่วนใหญ่อยู่ที่อำเภอท่าอุเทน อำเภอบ้านแพง และบ้านขว้างคี ตำบลบ้านค้อ อำเภอโพนสวรรค์ ซึ่งได้ชื่อว่า "หมู่บ้านคอมโดมีเนียมผี"

๓. ไทยแสก มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่เมืองแสก เขตเมืองคำเกิด ติดชายแดนญวน ๒๐ กิโลเมตร อพยพมาอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่ตอนที่ประเทศไทยปราบกบฏเจ้าอนุวงศ์ สมัยราชการที่ ๓ ส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่ตำบลอาจสามารถ อำเภอเมืองนครพนม และบางส่วนอยู่ที่อำเภอนาหว้า มีประเพณีที่สำคัญคือ การเล่นแสกเต้นสาก

๔. ไทยกะเลิง มีภาษาพูดของเผ่าเช่นเดียวกับโส้ อพยพมาจากแขวงสุวรรณเขต เขตคำม่วน ไทยกะเลิง ส่วนใหญ่จะตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านพระซอง ตำบลพระซอง อำเภอนาแก และที่ตำบลรามราช อำเภอท่าอุเทน โดยมีศูนย์วัฒนธรรมไทยกะเลิง ที่โรงเรียนพระซองสามัคคีวิทยา อำเภอนาแก นอกจากนี้ยังมีบางส่วนได้ตั้งบ้านเรือยอยู่ที่ อำเภอโพนสวรรค์ อาศัยปะปนกับพวกข่าและโส้ และที่ตำบลนาถ่อน อำเภอธาตุพนม ก็มีจำนวนหนึ่งที่อาศัยอยู่ที่นั่น

๕. ไทยโส้ ถิ่นเดิมอยู่ที่เมืองมหาชัย ก่องแก้ว และแขวงเมืองคำม่วน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว อพยพเข้ามาอยู่ในภาคอีสาน สมัยรัชกาลที่ ๓ หลังปราบกบฏเจ้าอนุวงศ์ เป็นเผ่าที่มีความเชื่อ และความศรัทธาในบรรพบุรุษ มีพิธีกรรมที่สำคัญคือ พิธีโส้ทั่งบั้ง อาศัยอยู่ในพื้นที่บ้านพะทาย หนองเทา และบางส่วนที่อำเภอศรีสงคราม และอำเภอโพนสวรรค์

๖. ไทยข่า เป็นชาวพื้นเมืองเผ่าหนึ่ง ที่อาศัยปะปนอยู่กับไทยกะเลิง ไทยโซ่ (โส้) และไทยลาว ซึ่งปัจจุบันนี้ถูกกลืนเกือบกะหมดแล้ว เดิมไทยข่ามีถิ่นกำเนิดอยู่ในแขวงสุวรรณเขต แขวงสาละวันและแขวงอัตปือของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว อพยพมายังประเทศไทยในรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ชาวไทยข่าที่พอจะมีหลักฐานบ้างอาศัยปะปนกับไทยโซ่ (โส้) ในจังหวัดนครพนม เช่น หมู่บ้านคำเตย ตำบลท่าจำปา อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม

๗. ไทยลาว (ไทยอีสาน) เป็นประชากรกลุ่มใหญ่ พูดภาษาไทย-ลาว (ภาษาอีสานป เป็นกลุ่มผู้นำทางด้านวัฒนธรรมภาคอีสาน เช่น ฮีต คอง ตำนาน อักษรศาสตร์ จารีตประเพณี นิยมตั้งหมู่บ้านเป็นกลุ่ม บนที่ดอนเรียกตามภาษาท้องถิ่นว่า "โนน" ยึดทำเลการทำนาเป็นสำคัญ อาศัยอยู่ทั่วไป

โดย: kung [27 ก.ค. 49 13:02] ( IP A:202.12.97.118 X: )

ความคิดเห็นที่ 4
    อาคารเก่า สิ่งก่อสร้างเก่า ที่ผสานระหว่างอิทธิพลฝรั่งเศส ช่างญวน และช่างพื้นบ้าน ส่งผลให้กลิ่นอายของนครพนมดูคล้ายๆกับ ยุโรปกลางในบางจุด หากจับเฉพาะบางตึกจะดูไม่รู้เลยว่านี่อยู่ที่นครพนม
ยกตัวอย่าง หอสมุดแห่งชาติของนครพนม ที่นักอนุรักษณ์ศิลปสถานที่โด่งดังของเมืองไทยพบเห็นถึงกับเอ่ยปากชมว่า เป็นหอสมุดที่งดงามที่สุดในประเทศไทย
งดงามอย่างไร กลิ่นอายแบบไหน เชิญเพื่อนๆ สัมผัสดู

โดย: kung [27 ก.ค. 49 13:09] ( IP A:202.12.97.118 X: )

ความคิดเห็นที่ 5
    จวนผู้ว่าเก่าที่กำลังบูรณะเพื่อจะให้เป็นแหล่งเก็บงานศิลป์เก่าของเมือง เป็นตึกแบบฝรั่งเศส ประตูหน้าต้างทุบานตรงกัน ซึ่งความเชื่อของคนไทยเชื่อว่าอาถรรพ์ อยู่ไม่ได้ ไม่รู้เท็จจริงอย่างไร แต่จวนผู้ว่าหลังนี้ก็ถูกร่ำลือว่าอาถรรพ์ ผู้ว่าหลายคนได้พบเจออาถรรพ์จวนผู้ว่าหลังนี้ และผู้ว่าที่เครื่องบินตกก็มานอนรักษาตัวและเสียชีวิตที่นี่ คุณนายผู้ว่าคนนี้ก็มีอันต้องผูกคอตายหลังจากท่านผู้ว่าสิ้น ไม่นาน และอีกหลายเรื่องราวที่แสดงถึงอาถรรพ์จวนผู้ว่ายังเป็นเรื่องที่อยู่ในความ ทรงจำของคุณลุงลพ ผู้ดูแลจวนผู้ว่าหลังนี้มาจนถึงปัจจุบัน
แต่งานศิลป์ของจวนผู้ว่าหลังนี้เป็นแบบที่งดงาม ตรงตามรูปแบบของฝรั่งเศสในยุคนั้นและบ้านพักข้าราชการเก่าที่ยังใช้งานล้วนงามในงานศิลป์สถาปัติ์และทรงคุณค่าเป็นมรดกวัฒนธรรมอีกชิ้นที่อยู่สะท้อนตัวตนของนครพนมได้อย่างดี

โดย: kung [27 ก.ค. 49 13:10] ( IP A:202.12.97.118 X: )

ความคิดเห็นที่ 6
   งามล้ำศิลปสถานในหัวข้อนี้ขอเล่าด้วยภาพ อยากเห็นภาพความงามอีกเพิ่มเติม ขอเชิญชวนเพื่อนๆ ไปสัมผัสเสน่ห์และความงามของนครพนมด้วยตัวเองจ้า

โดย: kung [27 ก.ค. 49 13:11] ( IP A:202.12.97.118 X: )

ความคิดเห็นที่ 7
    มนต์เสน่ห์ย่านเมืองเก่า
หัวข้อนี้ขอกล่าวเน้นเรื่องเป็นความสนใจและเป็นงานที่กำลังทำในพื้นที่นครพนมและทำให้ได้ไปนครพนม จนเพื่อนๆได้เห็นรูปภาพและเรื่องราวชุดนี้ ขอเริ่มอย่างวิชาการเพื่อให้ได้ข้อมูลชัดเจนร่วมเห็นภาพเมืองไปด้วยกัน เริ่มเรื่องเล่าจากการเปลี่ยนแปลงลักษณะการปกครองของไทย
เนื่องจากกระทรวงมหาดไทย ได้ตราข้อบังคับลักษณะการปกครองหัวเมือง ร.ศ.117 ขึ้นและได้ประกาศให้เปลี่ยนนามมณฑลฝ่ายเหนือเป็นมณฑลอุดร มณฑลตะวันออกเฉียงเหนือเป็นมณฑลอีสาน (อุบลราชธานี) มณฑลตะวันตกเฉียงเหนือ เป็นมณฑลพายัพ (เชียงใหม่) มณฑลลาวกลาง เป็นมณฑลนครราชสีมา ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยลงวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2443 (จากราชกิจจานุเบกษา ร.ศ. 119)
กระทรวงมหาดไทย ปฏิรูปการปกครองส่วนภูมิภาคให้เหมือนกันหมดทั่วราชอาณาจักรและให้ยกเลิกการปกครองแบบโบราณของเมืองต่าง ๆ ในภาคอีสานซึ่งปกครองแบบมีเจ้าเมืองอุปฮาดราชวงศ์และราชบุตร ทั้งหมดให้เปลี่ยนเป็นตำแหน่งผู้ว่าราชการเมือง ปลัดเมืองยกกระบัตรเมืองให้เหมือนกันหมดทั่วราชอาณาจักร เจ้าเมืองหรือกรมการเมืองใดที่ยังไม่ชราภาพก็แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใหม่เป็นผู้ว่าราชการเมือง ปลัดเมืองแทน และได้รับพระราชทานเงินเดือนกันเป็นครั้งแรก แต่ได้เพิ่มตำแหน่งข้าหลวงออกมาประจำเมือง เพื่อเป็นตัวแทนของราชการส่วนกลาง และให้คำแนะนำปรึกษาแก่ผู้ว่าราชการเมืองและกรมการเมืองอีกด้วย

ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ อุปฮาด (กา) เป็น พระยาพนมนครานุรักษ์ สิทธิศักดิ์เทพฤายศทศบุรีศรีโคตรบูรณ์หลวง ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองนครพนม ซึ่งเป็นตำแหน่งใหม่ถือศักดินา 3,000 ไร่ ท่านเป็นบุตรพระราชกิจภักดี (พิมพา) อันเป็นต้นตระกูล พิมพานนท์

โดย: kung [27 ก.ค. 49 13:13] ( IP A:202.12.97.118 X: )

ความคิดเห็นที่ 8
    เมืองเก่ายังมีให้เห็นอยู่เป็นย่าน ทำให้แนวทางการอนุรักษ์เมืองจะก่อผลชัดเจนกว่าเป็นจุดหรือเป็นหลัง เนื่องจากผลที่จะตามมาในการคงสภาพย่านเมืองเก่าไว้ได้ คือบรรยากาศแบบเก่าๆที่เป็นมนต์เสน่ห์ของเมือง มรดกแห่งวัฒนธรรม ความท้าทายในการอนุรักษ์อยู่ที่ จะหากระบวนการใดมาจัดการย่านเมืองเก่าให้คงรูปลักษ์เดิมแต่สามารถอยู่ร่วมกับเทคโนโลยีใหม่ได้ โดยที่ไม่เปลี่ยนแปลงสภาพไปจากเดิมและที่สำคัญยังคงวิถีชีวิตของคนในย่านนั้นไว้ได้อย่างครบถ้วน ซึ่งกระบวนการที่สำคัญคือการสร้างความร่วมมือ ความเข้าใจ และสร้างอาชีพให้คนในย่านอยู่ได้โดยไม่ถูกกระแสเศรษฐกิจมาเปลี่ยนแปลง กรณีอนุรักษ์นี้มีรูปแบบคล้ายคลึงกับการอนุรักษ์เมืองฮอยอันของเวียดนามและผสานกับกระบวนการอนุรักษ์ย่านเมืองเก่าของมาเก๊า โดยค้นหาความเป็นตัวตนของนครพนมให้เจอแล้วอนุรักษ์ร่วมกับการพัฒนาที่เหมาะสม

โดย: kung [27 ก.ค. 49 13:18] ( IP A:202.12.97.118 X: )

ความคิดเห็นที่ 9
    ด้วยความที่อยู่ติดกับลาว และความเป็นเมืองชนเจ็ดเผ่า ส่งผลให้เมืองนครพนมมีรูปแบบสถาปัตยกรรมที่หลากหลายรูปแบบแต่มีความเป็นเอกลักษณ์ ด้วยฝีมือช่างจีน ช่างญวน ช่างลาว และอิทธิพลฝรั่งเศษ บ้านเก่าตึกเก่าที่นครพนมจึงเป็นสิ่งที่หาไม่ได้อีกในไทย จะมีรูปแบบที่คล้ายคลึงกันที่มุกดาหารแต่ตอนนี้มุกดาหารรื้อตึกรามบ้านช่องเก่าทิ้งสร้างเมืองใหม่ ทำให้ตึรามอาคารุ่นนี้พบเห็นได้ที่นครพนมเท่านั้น และกำลังจะถูกรื้อถอนด้วยกระบวนการสร้างเมือง หากไม่เร่งขบวนการอนุรักษ์ ก็จะกลายเป็นเหมือนเมืองมุกดาหารที่เขียนป้ายเชิญชวนนักท่องเที่ยวว่า มาเที่ยวเมืองมุกดาหารแล้วข้าวไปดูตึกเก่าฝรั่งที่ฝั่งลาว ทั้งที่ตึกเมืองมุกดาหารเดิม เป็นรุ่นเดียวกันกับที่ฝั่งลาว แต่ตอนนี้ไม่มีเหลือให้เห็นอีกต่อไป ไม่อยากให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่นครพนมเลย

โดย: kung (เจ้าบ้าน ) [27 ก.ค. 49 13:26] ( IP A:202.12.97.118 X: )

ความคิดเห็นที่ 10
    ดูเสน่ห์บ้านเก่าของอีสานกลุ่มนี้ สภาพยังดี ให้อารมณ์ได้ครบถ้วน หาไม่ได้อีกแล้ว

โดย: kung (เจ้าบ้าน ) [27 ก.ค. 49 13:31] ( IP A:202.12.97.118 X: )

ความคิดเห็นที่ 11
    รวมไปถึงย่านตลาดเก่าหอนาฬิกา ที่เดิมเป็นสถานีวิทยุกระจายเสียงชุมชนของชุมชนวัดโอกาศ ชุมชนและตลาดแห่งแรกของนครพนม ที่ยังคงตึกรามบ้านช่องของช่างญวนไว้ได้เกือบครบถ้วนทั้งย่าน โชคดีที่คนย่านนี้รวยทำให้และตลาดใหม่ย้ายไปเส้นอื่นทำให้ย่านนี้คนน้อยไม่คึกคัก ตึกรามจึงไม่ถูกรื้อยังใช้งานอยู่ในสภาพเดิม แต่หากปล่อยไว้นานไปก็จะทรุดโทรมก็ต้องรื้อสร้างกันใหม่ แต่หากผ่านกระบวนการอนุรักษณ์ย่านเก่าอย่างเป็นระบบ จะทำให้ชีวิตของย่านนี้ฟื้นคืนและสร้างรายได้จากความเป็นย่านเก่าได้เหมือนฮอยอัน หรือในอีกหลายเมืองเก่าของจีน

โดย: kung (เจ้าบ้าน ) [27 ก.ค. 49 13:33] ( IP A:202.12.97.118 X: )

ความคิดเห็นที่ 12
    ร้อยเล่าเรื่องเมือง
เนื่องจากเป็นเมืองเก่า คนหลายเผ่าพันธ์ อารยธรรมหลายหลาก ทำให้นครพนมกลายเป็นเมืองแห่งตำนานที่เล่าขานกันหลากหลายเรื่อง ประเพณีงานบุญที่แปลกต่างเป็นภาพสะท้อนถึงเรื่องเล่าของเมืองนครพนม ได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น ประเพณีสิบสองเดือน งานไหลเรือไฟที่ยิ่งใหญ่ งานแข่งเรือ งานแข่งขันกินหอยเสียบ งานบุญประเพณี ซำฮะ (ชำระ)
ประเพณีและเทศกาลน่าสนใจ
 ประเพณีโส้ทั่งบั้ง
เป็นประเพณีของพวกโซ่ (โส้) การเต้นโส้ทั่งบั้งนี้เป็นการรำในงานศพเพื่อที่จะส่งวิญญาณผู้ตายให้ไปสู่สุคติ การเต้นรำมีทั้งชายและหญิง พวกโซ่เป็นชนเผ่าข่าพวกหนึ่ง ลักษณะผิวคล้ำ มีภาษาเป็นของตนเอง ภาษาที่ใช้คล้ายภาษามอญปนเขมร หมู่บ้านชาวโส้นี้ตั้งอยู่ที่บริเวณอำเภอท่าอุเทน อำเภอนาแก และอำเภอศรีสงคราม
 การฟ้อนผู้ไท
เป็นการแสดงออกให้เห็นถึงความสามัคคีในหมู่คณะเดียวกัน โดยจะฟ้อนในงานเทศกาลเดือน 5 และเดือน 6 สมัยก่อนจะฟ้อนกันตามความถนัดและความสามารถแต่ละบุคคล ไม่ได้เน้นความเป็นระเบียบหรือความพร้อมเพรียง
 ประเพณีแสกเต้นสาก
เป็นประเพณีของชนเผ่าแสกที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านอาจสามารถ ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองนครพนมประมาณ 4 กิโลเมตร ประเพณีแสกเต้นสากเป็นการเต้นบวงสรวงเจ้าที่จะเต้นการเป็นประจำทุกปี ในเดือน 3 ขึ้น 3 ค่ำ การแสกเต้นสากนอกเทศกาลจะต้องทำพิธีขอขมาก่อน ของที่ใช้ ได้แก่ หัวหมู เงิน 20 บาท และเหล้า ซึ่งจะทำพิธีที่ศาลเจ้าประจำหมู่บ้านโดยการเสี่ยงทายไม้สี ถ้าได้สีเดียวกันแสดงว่าเจ้าไม่อนุญาต การเต้น "แสกเต้นสาก" ใช้ไม้สีแดงสลับขาวเรียก "สาก" นำด้วยเสียงกลองจังหวะเร็ว ผู้เต้นจะซอยเท้าถี่ๆ ลงไปตามจังหวะการกระทบไม้คล้ายการเต้นลาวกระทบไม้แต่จะเร็วกว่ามาก
 ประเพณีการแข่งเรือ
(ส่วงเฮือ) เป็นประเพณีที่ปฏิบัติสืบทอดกันมาช้านาน โดยจัดขึ้นระหว่างงานบุญออกพรรษามีความมุ่งหมายให้ชาวบ้านได้สนุกสนานร่วมกันก่อให้เกิดความสามัคคีความเสียสละ และเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนชาวลาวและชาวไทย จัดขึ้นในลำน้ำโขง บริเวณหน้าเขื่อนนครพนม มีระยะทางแข่งขัน 3 กิโลเมตร ในร่องน้ำที่ไหลเชี่ยวยากลำบากมากในการแข่งขัน ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าผู้ชนะคือผู้เก่งที่สุดในแถบลุ่มน้ำโขง

โดย: kung (เจ้าบ้าน ) [27 ก.ค. 49 13:34] ( IP A:202.12.97.118 X: )

ความคิดเห็นที่ 13
   ร้อยเล่าเรื่องเมือง
เนื่องจากเป็นเมืองเก่า คนหลายเผ่าพันธ์ อารยธรรมหลายหลาก ทำให้นครพนมกลายเป็นเมืองแห่งตำนานที่เล่าขานกันหลากหลายเรื่อง ประเพณีงานบุญที่แปลกต่างเป็นภาพสะท้อนถึงเรื่องเล่าของเมืองนครพนม ได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น ประเพณีสิบสองเดือน งานไหลเรือไฟที่ยิ่งใหญ่ งานแข่งเรือ งานแข่งขันกินหอยเสียบ งานบุญประเพณี ซำฮะ (ชำระ)
ประเพณีและเทศกาลน่าสนใจ
 ประเพณีโส้ทั่งบั้ง
เป็นประเพณีของพวกโซ่ (โส้) การเต้นโส้ทั่งบั้งนี้เป็นการรำในงานศพเพื่อที่จะส่งวิญญาณผู้ตายให้ไปสู่สุคติ การเต้นรำมีทั้งชายและหญิง พวกโซ่เป็นชนเผ่าข่าพวกหนึ่ง ลักษณะผิวคล้ำ มีภาษาเป็นของตนเอง ภาษาที่ใช้คล้ายภาษามอญปนเขมร หมู่บ้านชาวโส้นี้ตั้งอยู่ที่บริเวณอำเภอท่าอุเทน อำเภอนาแก และอำเภอศรีสงคราม
 การฟ้อนผู้ไท
เป็นการแสดงออกให้เห็นถึงความสามัคคีในหมู่คณะเดียวกัน โดยจะฟ้อนในงานเทศกาลเดือน 5 และเดือน 6 สมัยก่อนจะฟ้อนกันตามความถนัดและความสามารถแต่ละบุคคล ไม่ได้เน้นความเป็นระเบียบหรือความพร้อมเพรียง
 ประเพณีแสกเต้นสาก
เป็นประเพณีของชนเผ่าแสกที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านอาจสามารถ ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองนครพนมประมาณ 4 กิโลเมตร ประเพณีแสกเต้นสากเป็นการเต้นบวงสรวงเจ้าที่จะเต้นการเป็นประจำทุกปี ในเดือน 3 ขึ้น 3 ค่ำ การแสกเต้นสากนอกเทศกาลจะต้องทำพิธีขอขมาก่อน ของที่ใช้ ได้แก่ หัวหมู เงิน 20 บาท และเหล้า ซึ่งจะทำพิธีที่ศาลเจ้าประจำหมู่บ้านโดยการเสี่ยงทายไม้สี ถ้าได้สีเดียวกันแสดงว่าเจ้าไม่อนุญาต การเต้น "แสกเต้นสาก" ใช้ไม้สีแดงสลับขาวเรียก "สาก" นำด้วยเสียงกลองจังหวะเร็ว ผู้เต้นจะซอยเท้าถี่ๆ ลงไปตามจังหวะการกระทบไม้คล้ายการเต้นลาวกระทบไม้แต่จะเร็วกว่ามาก
 ประเพณีการแข่งเรือ
(ส่วงเฮือ) เป็นประเพณีที่ปฏิบัติสืบทอดกันมาช้านาน โดยจัดขึ้นระหว่างงานบุญออกพรรษามีความมุ่งหมายให้ชาวบ้านได้สนุกสนานร่วมกันก่อให้เกิดความสามัคคีความเสียสละ และเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนชาวลาวและชาวไทย จัดขึ้นในลำน้ำโขง บริเวณหน้าเขื่อนนครพนม มีระยะทางแข่งขัน 3 กิโลเมตร ในร่องน้ำที่ไหลเชี่ยวยากลำบากมากในการแข่งขัน ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าผู้ชนะคือผู้เก่งที่สุดในแถบลุ่มน้ำโขง

โดย: kung (เจ้าบ้าน ) [27 ก.ค. 49 13:36] ( IP A:202.12.97.118 X: )

ความคิดเห็นที่ 14
   เรือไฟที่ลอยกันในจังหวัดนครพนมนั้น มิใช่เรือที่ประดับด้วยหลอดไฟเพื่อให้เกิดเป็นลวดลายเท่านั้น แต่เป็นการใช้ไฟซึ่งเป็นเชื้อเพลิงจริงๆ มาประดับ ดังนั้นความสวยงามและความประทับใจจึงแตกต่างกันมาก แต่เรือไฟที่ชาวนครพนมทำกันมาในสมัยก่อนนั้น ไม่ได้มีรูปแบบเช่นในปัจจุบัน คือยังใช้วัสดุที่หาได้ง่ายจากธรรมชาติ ใช้ต้นกล้วย และไม้ไผ่เป็นโครง ประดับตกแต่งด้วยดอกไม้ธูปเทียน เชื้อเพลิงที่ใช้จุดไฟก็คือน้ำมันสน โดยใช้สบง จีวร หรือผ้าเก่าๆ เป็นไส้ตะเกียง นอกจากนั้นภายในเรือจะมีเครื่องอุปโภคบริโภค เช่น ผ้านุ่ง ผ้าห่ม เพื่อเป็นการให้ทานแก่ผู้ยากจนที่จะมาคอยเก็บสิ่งของเหล่านี้จากเรือไป

โดย: kung (เจ้าบ้าน ) [27 ก.ค. 49 13:39] ( IP A:202.12.97.118 X: )

ความคิดเห็นที่ 15
    งานนมัสการพระธาตุพนม
กำหนดจัดขึ้นในวันขึ้น 10 ค่ำถึงวันแรม 1 ค่ำ เดือน 3 ของทุกปีซึ่งถือเป็นงานประเพณีที่ยิ่งใหญ่และสำคัญยิ่งงานหนึ่งของชาวนครพนมและจังหวัดใกล้เคียง
ในสมัยโบราณ บรรดาชาวพุทธในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของประเทศไทย และในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีความเชื่อถือสืบต่อกันมาว่า ถ้าใครมีโอกาสได้เดินทางไปไหว้พระธาตุพนมอันศักดิ์สิทธิ์ ทำบุญทำกุศล ถวายเครื่องสักการบูชา บริจาคทรัพย์สวดมนต์ ท่องบทสาธยายคัมภีร์พระธรรมและเจริญเมตตา ภาวนาเฉพาะหน้าองค์พระธาตุพนมจิตใจจะสงบเยือกเย็นอย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง ถ้ายังไม่บรรลุพระนิพพานในชาตินี้เมื่อตายแล้ววิญญาณก็จะไปสู่สววรค์ เพราะฉะนั้นด้วยพลังของความเชื่อดังกล่าวนี้ได้ผลักดันให้แต่ละคนให้พยายามขวนขวายหาเพื่อบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ เท่าที่สามารถจะทำได้ พวกชาวพุทธในถิ่นนี้ถือกันว่าองค์พระธาตุพนมไม่เพียงแต่จะเป็นเจดีย์ ที่บรรจุพระอุรังคธาตุของพระพุทธเจ้าเท่านั้น แต่ยังเป็นสถานที่ซึ่งครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้า เมื่อครั้งยังดำรงพระชนม์อยู่ได้เสด็จมาประทับแรมอยู่หนึ่งราตรี ซึ่งเรื่องนี้ได้กล่าวไว้ในตำนาน พระธาตุพนม
พระธาตุพนมเป็นสิ่งศักดิ์และเป็นของคู่บ้านคู่เมือง เป็นมิ่งขวัญของชาวตะวันออกเฉียงเหนือ และของชาวลุ่มแม่น้ำโขงทุกคน พระธาตุพนม ประดิษฐานอยู่ ณ วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อำเภอธาตุพนม ตามตำนานกล่าวว่าสร้างมานาน ไม่น้อยกว่า 2,300 ปี ในฤดูเทศกาลวันเพ็ญ เดือน 3 ของทุกปี พุทธศาสนิกชนจะหลั่งไหล มาจากทุกสารทิศจำนวนเป็นแสน ๆ คนพากันมาสมโภชและนมัสการพระธาตุพนม งานนมัสการพระธาตุประจำปีถือเอวันขึ้น 10 ค่ำ เดือน 3 ของทุกปี เป็นวันแรกของงานไปสิ้นสุดเอาวันแรม 1 ค่ำ เดือน 3

โดย: kung (เจ้าบ้าน ) [27 ก.ค. 49 13:40] ( IP A:202.12.97.118 X: )

ความคิดเห็นที่ 16
    เฟื่องฟุ้งงานบุญ
นครพนมเป็นเมืองที่จัดงานบุญประเพณีสิบสองเดือนหรือ ฮีตสิบสองคองสิบสี่แบบเป็นวัฒนธรรมที่ทำสืบต่อกันมาโดยที่ยังไม่เลือนหายไปกับเทคโนโลยีเหมือนเช่นหัวเมืองอีสานเมืองอื่น ชนพื้นถิ่นดำรงชีวิตเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย มีโครงสร้างทางสังคมและทางวัฒนธรรมเป็นเอกลักษณ์ บนพื้นฐานความเป็นมาทางประวัติศาสตร์แนวคิดศรัทธา และเชื่อถือที่ได้รับการสั่งสมสืบทอดเป็นมรดก จังหวัดนครพนมมีชนเผ่าต่าง ๆ ทั้งหมด 7 เผ่า ในแต่ละเผ่าเป็นแหล่งอารยธรรมของมนุษย์ชาติ มีวิถีชีวิตเป็นเอกลักษณ์ทางประเพณีและวัฒนธรรมที่โดดเด่นและน่าสนใจ โดยที่ชนในแต่ละเผ่ายังปฏิบัติกันอยู่โดยยึดถือหลัก ฮีตสอบสอง (จารีตประเพณี 12 เดือน) ในการดำรงชีวิต
เดือนอ้าย พิธีทำบุญเข้ากรรมที่เรียกว่า ปริวาสกรรม เมื่อออกพรรษาพระภิกษุสงฆ์หลังจากรับกองกฐินแล้ว พระภิกษุสงฆ์ทุกรูปจะต้องทำพิธีเข้ากรรมเพื่อปลงอาบัติตามวิธีการของสงฆ์ ประชาชนมีจิตใจอนุโมทนาในส่วนกุศลด้วย จึงประกอบพิธีบุญขึ้นเพื่อสงเคราะห์ไนการอยู่กรรมของพระภิกษุสงฆ์ให้ดำเนินการไปด้วยดีและได้บุญ จากการถือศีลฟังเทศน์และให้ทานถวายจตุปัจจัยต่าง ๆ กับผู้ถือศีลที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง สามารถจรรโลงพระพุทธศาสนาให้เจริญก้าวหน้าอย่างถาวรต่อไป
เดือนยี่ เป็นเดือนที่ชาวบ้านชาวนาเกี่ยวข้าว และนวดข้าวเสร็จเพื่อเป็นสิริมงคลต่อพื้นที่บริเวณที่นวดข้าว เสร็จก่อนจะขนขึ้นยุ้งฉาง ก็จะประกอบพิธีทำบุญเรียกว่า ทำบุญขวัญข้าวหรือทำบุญคุณลาน ถ้าขนข้าวขึ้นยุ้งฉางแล้ว ชาวบ้านก็จะทำบุญร่วมกันเรียกว่า ทุกบุญกลางบ้าน
เดือนสาม พิธีการทำบุญข้าวจี่ ในวันขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3 ของทุกปี ชาวบ้านจะนำข้าวปลา อาหารและเครื่องทานต่าง ๆ ไปถวายที่วัดเพื่อรับศีลฟังเทศน์ อาหารที่ถวายพระในวันนั้นจะมี ข้าวจี่ ออกหน้า
พอเถิงเดือนสามค้อย เจ้าหัวคอยปั้นข้าวจี่ ปั้นข้าวจี่บ่ใส่น้ำอ้อย จัวน้อยเช็ดน้ำตา
ข้าวจี่ ทำจากข้าวเหนียวที่นึ่งสุกแล้วเคล้าทาเกลือใส่น้ำอ้อย แล้วปั้นเสียบไม้อังไฟให้เหลืองกรอบนำไปชุบไข่อังไฟต่อจนไข่สุกแล้วนำไปถวายพระได้ และในเดือนนี้มีการทำบุญมาฆบูชา
เดือนสี่ พิธีการทำบุญพระเวส (บุญเทศน์มหาชาติ) ถือว่าเป็นมหากุศล เนื่องจากพระเวสสันดรก่อนจะได้เป็นพระพุทธเจ้า พระองค์ได้สร้างกุศลด้วยการบริจาคทาน ช้าง ม้า ลูก เมีย จะสำเร็จมรรคผลตามประสงค์ พิธีการทำบุญพระเวสนี้กำหนดทำบุญ 3 วัน โดยวันแรกเป็นวันรวมชุมนุมชาวบ้านและหมู่บ้านใกล้เคียง เพื่อเตรียมงานในด้านต่าง ๆ วันที่ 2 เป็นวันแห่พระเวส นางมัทรี กัณหาชาลี ด้วยกองบุญต่าง ๆ วันที่ 3 เป็นวันเทศน์มหาชาติ
เดือนห้า ทำบุญสงกรานต์มีการทำบุญตักบาตรถวายจังหันตอนเช้า ถวายเพลตอนกลางวัน ตอนบ่ายจะนำดอกไม้ ธูปเทียน น้ำขมิ้น และของหอมไปสรงพระพุทธรูปพระภิกษุสงฆ์ และรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่เพื่อขอพรให้อยู่เย็นเป็นสุขตลอดไป ตอนค่ำมีการฟังเทศน์ที่โรงธรรมจนครอบเจ็ดวัน ในวันสุดท้ายจะมีการก่อเจดีย์ทรายที่หาดทรายบริเวณริมน้ำหรือในวัดมีการปักธงทิวให้สวยงาม เสร็จแล้วนำพระพุทธรูปขึ้นเก็บไว้ที่เดิม
เดือนหก พิธีการทำบุญบั้งไฟ (บุญสัจจะ) เป็นประเพณีของชาวนครพนมในตอนเช้าร่วมกันตักบาตรทำบุญ ตอนบ่ายมีการประกวดและแข่งขันขบวนแห่และแข่งจุดบั้งไฟ ในการจุดบั้งไฟนั้นเป็นการบวงสรวงบูชาเทวดาเพื่อขอฝนให้ตกต้องตามฤดูกาล ตอนกลางคืนมีพิธีทำบุญวันวิสาขบูชาฟังเทศน์และเวียนเทียน
เดือนเจ็ด พิธีกรรม บวงสรวงมเหศักดิ์หลักเมืองหรือพิธีทำบุญซำระ (ชำระ) เพื่อปัดรังควาน ขับไล่ ภูตผีปีศาจ และเสนียดจัญไร ด้วยการถือศีลฟังธรรมให้ทาน เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว และบันดาลให้บังเกิดความสุขสวัสดิ์แก่ตนเอง ในการประกอบอาชีพทำไร่ทำนาได้ผลตลอดทั้งปี
เดือนแปด พิธีทำบุญเข้าพรรษาโดยจัดขึ้นในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 มีการหล่อเทียนพรรษาถวายพระพุทธรูปในโบสถ์ตลอดพรรษา และถวายผ้าอาบน้ำฝนแก่พระภิกษุสงฆ์เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง
เดือนเก้า พิธีทำบุญข้าวประดับดิน ในวันแรม 14 ค่ำ เดือน 9 ถือว่าเป็นวันที่ยมบาลปล่อยเปรตจากนรกออกมารับประทาน โดยการให้ทานด้วยอาหารการกิน ข้าวต้ม ขนม ผลไม้ หมากพลู บุหรี่ ห่อด้วยใบตอง และนำไปวางไว้ตามฐานโบสถ์ โคนต้นไม้ ฐานเจดีย์ พื้นดิน และริมน้ำ ต้องวางห่อใบตองก่อนฟ้าสาง เพราะว่าเปรตจากนรกจะต้องกลับก่อนเห็นแสงตะวัน
เดือนสิบ พิธีทำบุญข้าวสากกำหนดทำพิธีกันในวันเพ็ญเดือน 10 เป็นประเพณีนิยมทำกันทุกบ้าน โดยการนำอาหารคาวหวาน หมากพลู เป็นถุง หรือตะกร้า มรรคทายกนำรายชื่อตามหมายเลขใส่บาตรไว้ ให้พระภิกษุสงฆ์และสามเณรมาจับสลากได้เจ้าของก็จะนำไปถวายเป็นเสร็จพิธี
เดือนสิบเอ็ด พิธีทำบุญออกพรรษามีการทำบุญตักบาตรเลี้ยงพระในตอนเช้า
คุ้มจัดออกร้านขายอาหารตามริมน้ำโขง พร้อมทั้งจัดออกร้านขายอาหารผู้ที่มาเที่ยว ในเวลากลางคืนมีการแข่งขันเรือยาว ในตอนแรกมีเรือแข่งอยู่ 5 ลำ คือ วัดโอกาส วัดศรีเทพ วัดกลาง วัดมหาธาตุ และวัดธาตุอินทร์แปลง ก่อนแข่งข
โดย: [0 3] ( IP )

ความคิดเห็นที่ 17
   ันเรือทุกลำจะต้องไปรวมกันที่ท่าน้ำหน้าวัดโอกาส หัวหน้าฝีพายจะต้องนำดอกไม้ธูปเทียน บูชาหอเจ้าหมื่นขออนุญาตทำการแข่งเรือเพื่อขอพรให้แก่เรือของตนและขอให้ปลอดภัยกันทั่วหน้า ในการแข่งขันไม่มีรูปแบบอะไรเรือทุกลำออกแข่งพร้อมกันทั้งหมด เริ่มจากวัดโอกาสไปสิ้นสุดที่วัดพระอินทร์แปลง แพ้ชนะถือเอาลำไหนแล่นตัดหน้าลำอื่นได้ถือว่าชนะไม่มีการพนันขันต่อ และเรือลำใดชนะหัวหน้าฝีพายจะต้องยืนฟ้อนรำหางนกยูงฝีพายพายเรือ เริ่มต้นแข่งใหม่ในขณะที่พายเรือไปนั้นจะมีผู้นำเซิ้งลูกเรือก็จะร้องตามด้วยความสนุกสนาน ในวันสุดท้ายมีการแห่ปราสาทผึ้ง แต่ละคุ้มวัดจัดทำปราสาทผึ้งประดับรถยนต์และขบวนแห่ให้สวยงาม โดยจัดแห่ในตอนบ่ายเพื่อประกอบแข่งขันในตอนกลางคืนจะมีการไหลเรือไฟตอนเริ่มแรกในแต่ละคุ้มจะทำเป็นรูปทรงพญานาคบ้างรูปหงส์บ้าง โดยใช้ต้นกล้วย ไฟ ใช้กระบอง (ขี้ไต้) ในเวลาปล่อยดูแล้วจะสวยงามมาก
เดือนสิบสอง พิธีทำบุญกฐิน ก่อนออกพรรษาในแต่ละวันจะมีผู้จิตศรัทธาทำบุญบริจาคทาน ทำใบจองไปติดไว้ที่ศาลาเพื่อแจ้งให้ชาวบ้านได้ทราบก่อนล่วงหน้า โดยแจ้งกำหนดวันเวลาที่จะทอดกฐินด้วย พอถึงวันเวลาที่กำหนดไว้เจ้าภาพนำองค์พระกฐินที่จัดเตรียมไว้ไปที่วัด พร้อมทั้งอาหารคาวหวานไปถวายด้วย

โดย: kung (เจ้าบ้าน ) [27 ก.ค. 49 13:43] ( IP A:202.12.97.118 X: )

ความคิดเห็นที่ 18
   แล้ว การบรรยายเรื่องนครพนมก็จบด้วยประการฉะนี้ เพราะข้าน้อยมีเวลาจำกัด เรื่องจบลงตรงที่ลาจากนครพนมแล้วก็ไปล่องเรือชมโขงกัน ตามป้ายโฆษณาข้างบน เลาะเลียบทั้งฝั่งลาวและไทย กับบริการอาหาร เสียงเพลง ตลอดริมฝั่งหกกิโล แฮปปี้เอนดิ้ง เห็นแล้วอยากมาไหม นครพนม

โดย: kung (เจ้าบ้าน ) [27 ก.ค. 49 13:45] ( IP A:202.12.97.118 X: )

ความคิดเห็นที่ 19
    ผมได้อ่านข้อเขียนและภาพที่คุณ Kung นำเสนอแล้วชื่นชมในความสามารถและเจตนาดีต่อการรักษาศิลปกรรม และสถาปัตยกรรม ของบ้านเมืองเรา สิ่งที่ได้พบเห็นคุณ Kung ก็นำเสนอให้เกิดประโยชน์ในวงกว้าง
พอดีคุณแม่ผมท่านมีบ้านเก่าได้รับมรดกมาจากคุณตา ขออนุญาตเผยแพร่ข้อมูล ดังนี้ครับ
บ้านนายฮ้อยอุ่น สร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบ เฟรนช์โคโลเนียล (FRENCH COLONIAL) สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2479 ลักษณะเป็นบ้านตึก 2 ชั้น จำนวน 5 คูหา กว้างราว 20 เมตร ลึก ราว 25 เมตร ตั้งอยู่ ณ เลขที่ 89 ถ.พนมพนารักษ์ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ตัวอาคารเคยใช้เป็นบ้านพักอาศัย และอาคารเรียนของโรงเรียนพนมราษฎร์วิทยา
ปัจจุบันบ้านหลังนี้มีอายุ 72 ปี นับเป็นงานสถาปัตยกรรมที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรม เป็นแหล่งศึกษาของผู้ที่ศึกษาด้านสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม และผู้สนใจทั่วไปทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ หลายคณะ ที่เดินทางมานมัสการองค์พระธาตุพนม จึงกลายเป็นสถานที่สำคัญของเมืองธาตุพนม โดยปรากฏในโปรแกรม GOOGLE EARTH ในพิกัดของเมืองธาตุพนมด้วย อย่างไรก็ดีบ้านหลังนี้ได้ขาดการดูแลรักษามาร่วม 17 ปี ซึ่งนับวันที่ตัวอาคารจะ
ชำรุดทรุดโทรมลง จึงใคร่ขอคำแนะนำจากท่านผู้รู้ว่าจะสามารถขอรับการสนับสนุนการบูรณะซ่อมแซมได้จากแหล่งใด และควรใช้ประโยชน์จากอาคารในลักษณะใดได้บ้าง
หากจะกรุณา โปรดติดต่อ นายประกาศิต จันทศ โทร.086-8605355 หรือ E-mail : chem787787@thaimail.com ขอขอบพระคุณครับ

โดย: chem787787@thaimailcom [19 ก.พ. 51 16:15] ( IP A:203.113.61.36 X: )

ความคิดเห็นที่ 20
   เห็นว่ากระทู้นครพนมนี้เป็นประโยชน์ ขออนุญาตคุณ kung ทำลิงค์มายังกระทู้นี้นะครับ
โดย: เมธี (jaturaporn_p@hotmail.com) [26 ก.พ. 51 17:06] ( IP A:58.10.158.135 X: )

ความคิดเห็นที่ 21
   ได้อ่านเรื่องที่คุณคุงโพสท์ไว้ ละเอียดดีมาก ในนามของลูกหลานชาวนครพนมคนหนึ่งขอขอบคุณเป็นอย่างสูงที่ได้ให้รายละเอียดหลายๆด้านเกี่ยวกับนครพนม แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ยังสงสัย เกี่ยวกับชนเผ่า บอกว่ามี7ชาติพันธุ์ แล้วชาติพันธุ์ดั้งเดิมที่อยู่ในดินแดนนี้ น่าจะนับเป็นอีกหนึ่งชนเผ่าไหม ที่จริงน่าจะนับไว้ด้วย เป็นแปดชาติพันธุ์เพราะชนชาติดั้งเดิมก็มีความสำคัญคืออาศัยอยู่ในที่นี้อยู่แล้ว 7 ชาติพันธุ์นั้นเป็นชาติพันธุ์อื่นที่อพยพโยกย้ายเข้ามา ชาติพันธุ์ดั้งเดิมที่เป็นอาณาจักรศรีโคตรบูรณ์หายไปไหน ทำไมจึงไม่นับเป็นชาติพันธุ์แรกที่อยู่ในพื้นที่นี้เลย ลองตั้งกระทู้ถามความเห็นหลายๆคนในเรื่องนี้จะดีไหม ขอขอบคุณที่ให้ความสนใจ
อาจารย์พวงเพชร รัตนรามา คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯลาดกระบัง

โดย: ramaratt@yahoo.com [6 พ.ค. 51 16:22] ( IP A:161.246.1.35 X: )

ความคิดเห็นที่ 22
   

โดย: ioc_pythagoras@yahoo.com [25 มิ.ย. 51 21:39] ( IP A:125.25.109.156 X: )

ความคิดเห็นที่ 23
   น่าทึ่งมากค่ะ ที่นครพนมมีอะไรที่ สืบทอดดีค่ะ

โดย: tongj5555@hotmail.com [10 ก.ย. 51 18:48] ( IP A:58.8.186.84 X: )

ความคิดเห็นที่ 24
   ดีจังอ่ะ

อยากให้มีคนรู้จักสิ่งดีๆของนครพนมเยอะ

มาเที่ยวนครพนมกันเยอะๆนะค่ะ


จากคนนครพนม
โดย: น.ส. เรือไฟ [11 ก.ย. 51 22:49] ( IP A:125.26.250.144 X: )

ความคิดเห็นที่ 25
   คนรักบ้านเกิดคับ


ผมอยากให้ชื่อเสียงของนครพนมโด่งดังไปทั่วโลกคับ



ขอบคุณมากๆคับที่ช่วยเผยแผ่และเผยแพร่บ้านเกิดเมืองนอนของคับ
โดย: คนรักบ้านเกิด [11 ก.ย. 51 23:25] ( IP A:125.26.250.144 X: )

ความคิดเห็นที่ 26
   สวยดี
โดย: น [28 ต.ค. 51 11:08] ( IP A:124.120.165.145 X: )

ความคิดเห็นที่ 27
   นครพนมเป็นเมืองที่อบอุ่นจริงๆ เคยไปมาแล้ว

คนนครก็น่ารัก ^^

ถ้าโตกว่านี้ จะไปเที่ยวอีกให้ได้เลย

ชอบริมโขงมาก บรรยากาศดี สุดๆ
โดย: louisezerr [11 ก.พ. 52 11:57] ( IP A:118.175.5.21 X: )

ความคิดเห็นที่ 28
   เมืองนครพนมน่าอยู่
โดย: atem_2551@hotmail.com [1 พ.ค. 52 10:31] ( IP A:125.26.251.129 X: )

ความคิดเห็นที่ 29
   คิดถึงบ้านครับ นครพนม
โดย: jack_2921@hotmail.com [8 ก.ค. 52 10:25] ( IP A:58.8.240.67 X: )

ความคิดเห็นที่ 30
   ข้อมูลดีมีประโยชน์ครับ แต่ถ้าจะให้ดีน่าจะให้เครดิตภาพที่คุณเอามารวมทั้งเนื้อหาบางส่วนด้วยนะครับ
โดย: คนธาตพนม [10 ก.ค. 52] ( IP A:125.25.184.201 X: )

ความคิดเห็นที่ 31
   ช่ายๆๆๆ

นครพนมเป็นเมืองน่าอยู่มาก

มาเที่ยวกันเยอะๆๆน่ะค้า

นี้ก้ใกล้วันไหลเรือไฟแล้ว คือ ใน วันที่4ตุลา นี้ ค้า
โดย: คนเมืองนครพนม [21 ก.ย. 52 17:19] ( IP A:117.47.235.100 X: )

ความคิดเห็นที่ 32
   ทดสอบ
โดย: ทดสอบ [15 ต.ค. 52 15:40] ( IP A:119.42.76.220 X: )

ความคิดเห็นที่ 33
   ว่าด้วยสายสกุลเจ้าเมืองทั้งหลายของนครพนม

สายเจ้าเมืองนครพนม มี ณ นครพนม พิมพานนท์ สูตรสุคนธ์ พรหมประกาย สิงหะวาระ สิทธิรัตน์ มังคละคีรี นาครทรรภ หน่อสวรรค์ เป็นต้น

สายเจ้าเมืองเรณูนคร มี ณ เรณู แก้วมณีชัย เตโช โกพลรัตน์ บัวสาย อินติยะ เป็นต้น

สายเมืองธาตุพนม มี รามางกูร ณ โคตะปุระ รามางกูร บุคคละ จันทศ ประคำมินทร์ พุทธศิริ สุมนารถ ลือชา เป็นต้น

สายเมืองอาจสามารถ เช่น อาจสามารถ เป็นต้น

สายเมืองท่าอุเทน เช่น กิติศรีวรพันธุ์ เป็นต้น

เป็นอันว่านครพนมมี นามสกุล ณ อยู่ 3 คือ ณ นครพนม ณ เรณู และ ณ โคตะปุระ
โดย: ทดสอบ [15 ต.ค. 52 15:47] ( IP A:119.42.76.220 X: )

รายละเอียด :
ชื่อ / e-mail :    แทรกไอคอนน่ารักๆในข้อความ
รูปประกอบ :
.jpg .bmp .gif < 100K
จัดตำแหน่งรูป :
ชิดซ้าย
กึ่งกลาง
ชิดขวา
เสียงประกอบ : .wav .mp3 .wma .ogg < 300K
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ