| นครพนมเมืองมนต์เสนห์แห่งลุ่มน้ำโขง
|
ความคิดเห็นที่
2 เมืองนครพนมเป็นเมือง "ศาสนารุ่งเรือง" โดยแท้ จะเห็นได้จากภาพตลอดแนวฝั่งโขง มีวัดวาอารามสวยงามมากมาย เป็นจุดรวมใจของชาวชุมชน ชื่อชุมชนทุกชุมชนในเมืองนครพนมเป็นชื่อของวัด และนครพนมยังคงเป็นจังหวัดเดียวที่ยังคงจัดงานประเพณี ฮีตสิบสองคองสิบสี่ หรือประเพณีงานบุญประจำเดือนไว้โดยที่ไม่ใช่การสร้างภาพเพื่อโปรโมทการท่องเที่ยว วัดแห่งแรกของชาวเมืองนครพนมคือวัดโอกาส วัดโอกาสเดิมชื่อวัดศรีบัวบาน ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครพนม มีพื้นที่ 3 ไร่ 2 งาน 28 วา วัดโอกาส (ศรีบัวบาน) เป็นวัดที่เก่าแก่สุดวัดหนึ่ง สร้างเมื่อ พ.ศ.1994 ในสมัยที่อาณาจักรศรีโคตรบูรยัง เจริญรุ่งเรืองอยู่และได้รับพระราชทานวิสุงคาบสีมาเมื่อ พ.ศ.2281 ด้วยเนื้อที่กว้าง 12 เมตร ยาว 17 เมตร ในตำนานกล่าวถึงการสร้างวัดว่า เมื่อจุลศักราช ราชาได้ 813 ตัว ตรงกับ พ.ศ.1994 จมื่นรักษาราษฏร ซึ่งเป็นนายกองเมือง ผู้ปฏิบัติราชการทางพระเนตรพระกรรณแทนพระเจ้าศรีโคตรบูรหลวงและชาวบ้านโพธิ์ค้ำ มีศรัทธาได้สร้างสำนักสงฆ์วัดศรีบัวบานขึ้นริมฝั่งน้ำของ(แม่น้ำโขง)ในบริเวณบ้านโพธิ์ค้ำ นครศรีโคตรบูร ต่อมาเมื่อจุลศักราช ราชาได้ 1,100 ตัว ตรงกับพุทธศักราช 2281 ราชบุตรพรหมา (พรหมา บุตรเจ้ากู่แก้ว) ไดด้เป็นเจ้าผู้ครองเมืองนครบุรีศรีโคตรบูร มีพระราชทินนามว่าพระบรมราชาพรหมา มีพระราชศรัทธาบูรณปฏิสังจรณ์สำนักสงฆ์วัดศรีบัวบานขึ้น พร้อมกับสร้างพระอุโบสก สร้างพระประธานด้วยอิฐพทายเพ็ชรลงรักปิดทอง และตั้งชื่อพระประธานนั้นว่า "หลวงพ่อพระราชาพรหมา" นอกจากนั้นยังได้อัญเชิญ พระติ้วพระเทีวม ซึ่งเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของเมืองศรีโคตรบูรจากบ้านสำราญ มาประดิษฐานที่วัดศรีบัวบาน และรับสั่งให้ชาวบ้านสำราญเป็น "ข้าโอกาส" คอยปรนนิบัติรักษาพระติ้วพระเทียม พร้อมกับเปลี่ยนนามวัดใหม่จากวัดศรีบัวบานเป็น"วัดโอกาส"ดังปรากฏอยู่ในปัจจุบัน เมื่อครั้งพระบรมราชาพรหมาได้มาบูรณะวัดศรีบัวบานนั้น มีเจ้าอาวาสปรากฏนามวา"ญาถ่านหลักคำ" หลังจากนั้นก็ไม่มีใครทราบนามลำดับเจ้าอาวาส จนกระทั้งมาถึงสมัยก่อนที่พระครูสุนทรกัลยาญพจน์จะมาเป็นเจ้าอาวาส จึงปรากฏนามเจ้าอาวาสตามลำดับดังนี้ คือ หลวงพ่อโฮม กตปุญโญ, พระมหาวิศิษฐ์,พระมหาประกิต และพระครูสุนทรกัลยาณพจน์(พ.ศ.2499-2537) วัดโอกาส มีปูชนียวัตถุและปูชนียสถานที่สำคัญ คือ พระติ้วพระเทียม ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง และพระเจ้าเสลา พระติ้ว พระเทียมนี้ เป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของนครศรีโคตรบูรหลวง หากมีเหตุโรคภัยเกิดที่บ้านใดเมืองใด เมื่ออัญเชิญไปบ้านนั้นเมืองนั้น เหตุร้ายภัยร้ายทั้งหลายในที่นั้นหายไป ด้วยอำนาจบารมีความศักดิ์ของพระติ้วพระเทียม ดังนั้น พระติ้วพระเทียมจึงเป็นที่เคารพบูชาของประชาชนมาจนถึงบัดนี้ ต่อมาพระบรมราชาพรหมา (พรหมา บุตรเกู่แก้ว) ได้เป็นเจ้าผู้ครองเมืองนครบุรีศรีโคตรบูร มีพระราชศรัทธาบูรณปฏิสังขรณ์สำนักสงฆ์วัดศรีบัวบาน (วัดโอกาส) ขึ้น และได้อัญเชิญพระติ้วพระเทียม ซึ่งเป็นพระคู่เมืองของอาณาจักรศรีโคตรบูรจากบ้านสำราญ มาประดิษฐานที่วัดศรีบัวบาน พ.ศ.2281 และรับส่งให้ชาวบ้านสำราญ เป็น "ข้าโอกาส" คอยปรนนิบัติรักษาพระติ้วพระเทียม พร้อมกับเปลี่ยนนามวัดใหม่จากวัดศรีบัวบานเป็นวัดโอกาส ดังปรากฏอยู่ในปัจจุบัน พระติ้ว พระเทียม จึงประดิษฐานอยู่ทีวัดโอกาสตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา และชาวเมืองนครพนมจะจัดงานนมัสการสรงน้ำพระติ้วพระเทียม ในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 
| | โดย: kung [27 ก.ค. 49 13:00] ( IP A:202.12.97.118 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่
3 ความเป็นเมืองวัฒนธรรมของนครพนม ได้รากฐานมาจากวัฒนธรรมชาวพื้นเมืองเจ็ดเผ่ามาหลอมรวมด้วยพุทธศาสนา ก่อให้เกิดงานบุญประเพณีที่เฉพาะ จากชนชาติเจ็ดเผ่าพันธุ์ทีอยู่กันอย่างร่มเย็นและสงบสุข เกิดเป็นความสวยงามทั้งภาษาและวัฒนธรรมที่เฉพาะตัวไม่เหมือนใคร ตลอดจนมีอิทธิพลต่อสิ่งปลูกสร้างในนครพนมสามารถพบเห็นได้โดยทั่วไป เผ่าทั้งเจ็ดก็ยังคงรักษาเอกลักษ์เฉพาะตัวไว้ได้จนถึงปัจจุบัน ไม่ถูกทำลายด้วยอิทธิพลของวัตถุนิยมเช่นเมืองใหญ่อื่นๆ เผ่าไทย เผ่า ในนครพนม ประกอบด้วย ผู้ไท (ภูไท) ไทยญ้อ ไทยแสก ไทยกะเลิง ไทยโส้ ไทยข่า ไทยลาว (ไทยอีสาน) แต่ละเป่าจะรวมกันเป็นกลุ่ม กระจัดกระจายอยู่ตามพื้นที่อำเภอต่าง ๆ ดังนี้
๑. ชาวผู้ไท (ภูไท) ผู้พิศมัย ความสุนทรีแห่งการต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองผู้มาเยือนโดยเฉพาะการจัดการบายศรีสู่ขวัญ เลี้ยง อาหาร ขี่ช้างคู่ (ดูดอุคู่ชายหญิง) หรือเหล้าหมักแบบท้องถิ่นดื่มกัน ทั้งไหโดยใช้หลอดไม้ซางดูดน้ำเหล้าจากไห มีพิธีกรรมในรอบปีตามฮีตสิบสิง มีนาฏศิลป์การฟ้อนภูไทที่ร่ายรำลีลาที่อ่อนช้อยประกอบวงแคน ส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่เรณูนคร มีบางส่วนที่อยู่ที่อำเภอนาแก อำเภอธาตุพนม อำเภอปลาปาก
๒. ไทยญ้อ เป็นกลุ่มไทย-ลาว อีกกลุ่มหนึ่งซึ่งมาจากเมืองหงสา แขวงไชยบุรีประเทศ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เข้ามาตั้งถิ่นฐานที่ปากน้ำสงคราม เมื่อ พ.ศ. ๒๓๕๗ ส่วนใหญ่อยู่ที่อำเภอท่าอุเทน อำเภอบ้านแพง และบ้านขว้างคี ตำบลบ้านค้อ อำเภอโพนสวรรค์ ซึ่งได้ชื่อว่า "หมู่บ้านคอมโดมีเนียมผี"
๓. ไทยแสก มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่เมืองแสก เขตเมืองคำเกิด ติดชายแดนญวน ๒๐ กิโลเมตร อพยพมาอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่ตอนที่ประเทศไทยปราบกบฏเจ้าอนุวงศ์ สมัยราชการที่ ๓ ส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่ตำบลอาจสามารถ อำเภอเมืองนครพนม และบางส่วนอยู่ที่อำเภอนาหว้า มีประเพณีที่สำคัญคือ การเล่นแสกเต้นสาก
๔. ไทยกะเลิง มีภาษาพูดของเผ่าเช่นเดียวกับโส้ อพยพมาจากแขวงสุวรรณเขต เขตคำม่วน ไทยกะเลิง ส่วนใหญ่จะตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านพระซอง ตำบลพระซอง อำเภอนาแก และที่ตำบลรามราช อำเภอท่าอุเทน โดยมีศูนย์วัฒนธรรมไทยกะเลิง ที่โรงเรียนพระซองสามัคคีวิทยา อำเภอนาแก นอกจากนี้ยังมีบางส่วนได้ตั้งบ้านเรือยอยู่ที่ อำเภอโพนสวรรค์ อาศัยปะปนกับพวกข่าและโส้ และที่ตำบลนาถ่อน อำเภอธาตุพนม ก็มีจำนวนหนึ่งที่อาศัยอยู่ที่นั่น
๕. ไทยโส้ ถิ่นเดิมอยู่ที่เมืองมหาชัย ก่องแก้ว และแขวงเมืองคำม่วน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว อพยพเข้ามาอยู่ในภาคอีสาน สมัยรัชกาลที่ ๓ หลังปราบกบฏเจ้าอนุวงศ์ เป็นเผ่าที่มีความเชื่อ และความศรัทธาในบรรพบุรุษ มีพิธีกรรมที่สำคัญคือ พิธีโส้ทั่งบั้ง อาศัยอยู่ในพื้นที่บ้านพะทาย หนองเทา และบางส่วนที่อำเภอศรีสงคราม และอำเภอโพนสวรรค์
๖. ไทยข่า เป็นชาวพื้นเมืองเผ่าหนึ่ง ที่อาศัยปะปนอยู่กับไทยกะเลิง ไทยโซ่ (โส้) และไทยลาว ซึ่งปัจจุบันนี้ถูกกลืนเกือบกะหมดแล้ว เดิมไทยข่ามีถิ่นกำเนิดอยู่ในแขวงสุวรรณเขต แขวงสาละวันและแขวงอัตปือของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว อพยพมายังประเทศไทยในรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ชาวไทยข่าที่พอจะมีหลักฐานบ้างอาศัยปะปนกับไทยโซ่ (โส้) ในจังหวัดนครพนม เช่น หมู่บ้านคำเตย ตำบลท่าจำปา อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม
๗. ไทยลาว (ไทยอีสาน) เป็นประชากรกลุ่มใหญ่ พูดภาษาไทย-ลาว (ภาษาอีสานป เป็นกลุ่มผู้นำทางด้านวัฒนธรรมภาคอีสาน เช่น ฮีต คอง ตำนาน อักษรศาสตร์ จารีตประเพณี นิยมตั้งหมู่บ้านเป็นกลุ่ม บนที่ดอนเรียกตามภาษาท้องถิ่นว่า "โนน" ยึดทำเลการทำนาเป็นสำคัญ อาศัยอยู่ทั่วไป

| | โดย: kung [27 ก.ค. 49 13:02] ( IP A:202.12.97.118 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่
4 อาคารเก่า สิ่งก่อสร้างเก่า ที่ผสานระหว่างอิทธิพลฝรั่งเศส ช่างญวน และช่างพื้นบ้าน ส่งผลให้กลิ่นอายของนครพนมดูคล้ายๆกับ ยุโรปกลางในบางจุด หากจับเฉพาะบางตึกจะดูไม่รู้เลยว่านี่อยู่ที่นครพนม ยกตัวอย่าง หอสมุดแห่งชาติของนครพนม ที่นักอนุรักษณ์ศิลปสถานที่โด่งดังของเมืองไทยพบเห็นถึงกับเอ่ยปากชมว่า เป็นหอสมุดที่งดงามที่สุดในประเทศไทย งดงามอย่างไร กลิ่นอายแบบไหน เชิญเพื่อนๆ สัมผัสดู
| | โดย: kung [27 ก.ค. 49 13:09] ( IP A:202.12.97.118 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่
5 จวนผู้ว่าเก่าที่กำลังบูรณะเพื่อจะให้เป็นแหล่งเก็บงานศิลป์เก่าของเมือง เป็นตึกแบบฝรั่งเศส ประตูหน้าต้างทุบานตรงกัน ซึ่งความเชื่อของคนไทยเชื่อว่าอาถรรพ์ อยู่ไม่ได้ ไม่รู้เท็จจริงอย่างไร แต่จวนผู้ว่าหลังนี้ก็ถูกร่ำลือว่าอาถรรพ์ ผู้ว่าหลายคนได้พบเจออาถรรพ์จวนผู้ว่าหลังนี้ และผู้ว่าที่เครื่องบินตกก็มานอนรักษาตัวและเสียชีวิตที่นี่ คุณนายผู้ว่าคนนี้ก็มีอันต้องผูกคอตายหลังจากท่านผู้ว่าสิ้น ไม่นาน และอีกหลายเรื่องราวที่แสดงถึงอาถรรพ์จวนผู้ว่ายังเป็นเรื่องที่อยู่ในความ ทรงจำของคุณลุงลพ ผู้ดูแลจวนผู้ว่าหลังนี้มาจนถึงปัจจุบัน แต่งานศิลป์ของจวนผู้ว่าหลังนี้เป็นแบบที่งดงาม ตรงตามรูปแบบของฝรั่งเศสในยุคนั้นและบ้านพักข้าราชการเก่าที่ยังใช้งานล้วนงามในงานศิลป์สถาปัติ์และทรงคุณค่าเป็นมรดกวัฒนธรรมอีกชิ้นที่อยู่สะท้อนตัวตนของนครพนมได้อย่างดี
| | โดย: kung [27 ก.ค. 49 13:10] ( IP A:202.12.97.118 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่
6 งามล้ำศิลปสถานในหัวข้อนี้ขอเล่าด้วยภาพ อยากเห็นภาพความงามอีกเพิ่มเติม ขอเชิญชวนเพื่อนๆ ไปสัมผัสเสน่ห์และความงามของนครพนมด้วยตัวเองจ้า
| | โดย: kung [27 ก.ค. 49 13:11] ( IP A:202.12.97.118 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่
7 มนต์เสน่ห์ย่านเมืองเก่า หัวข้อนี้ขอกล่าวเน้นเรื่องเป็นความสนใจและเป็นงานที่กำลังทำในพื้นที่นครพนมและทำให้ได้ไปนครพนม จนเพื่อนๆได้เห็นรูปภาพและเรื่องราวชุดนี้ ขอเริ่มอย่างวิชาการเพื่อให้ได้ข้อมูลชัดเจนร่วมเห็นภาพเมืองไปด้วยกัน เริ่มเรื่องเล่าจากการเปลี่ยนแปลงลักษณะการปกครองของไทย เนื่องจากกระทรวงมหาดไทย ได้ตราข้อบังคับลักษณะการปกครองหัวเมือง ร.ศ.117 ขึ้นและได้ประกาศให้เปลี่ยนนามมณฑลฝ่ายเหนือเป็นมณฑลอุดร มณฑลตะวันออกเฉียงเหนือเป็นมณฑลอีสาน (อุบลราชธานี) มณฑลตะวันตกเฉียงเหนือ เป็นมณฑลพายัพ (เชียงใหม่) มณฑลลาวกลาง เป็นมณฑลนครราชสีมา ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยลงวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2443 (จากราชกิจจานุเบกษา ร.ศ. 119) กระทรวงมหาดไทย ปฏิรูปการปกครองส่วนภูมิภาคให้เหมือนกันหมดทั่วราชอาณาจักรและให้ยกเลิกการปกครองแบบโบราณของเมืองต่าง ๆ ในภาคอีสานซึ่งปกครองแบบมีเจ้าเมืองอุปฮาดราชวงศ์และราชบุตร ทั้งหมดให้เปลี่ยนเป็นตำแหน่งผู้ว่าราชการเมือง ปลัดเมืองยกกระบัตรเมืองให้เหมือนกันหมดทั่วราชอาณาจักร เจ้าเมืองหรือกรมการเมืองใดที่ยังไม่ชราภาพก็แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใหม่เป็นผู้ว่าราชการเมือง ปลัดเมืองแทน และได้รับพระราชทานเงินเดือนกันเป็นครั้งแรก แต่ได้เพิ่มตำแหน่งข้าหลวงออกมาประจำเมือง เพื่อเป็นตัวแทนของราชการส่วนกลาง และให้คำแนะนำปรึกษาแก่ผู้ว่าราชการเมืองและกรมการเมืองอีกด้วย
ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ อุปฮาด (กา) เป็น พระยาพนมนครานุรักษ์ สิทธิศักดิ์เทพฤายศทศบุรีศรีโคตรบูรณ์หลวง ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองนครพนม ซึ่งเป็นตำแหน่งใหม่ถือศักดินา 3,000 ไร่ ท่านเป็นบุตรพระราชกิจภักดี (พิมพา) อันเป็นต้นตระกูล พิมพานนท์

| | โดย: kung [27 ก.ค. 49 13:13] ( IP A:202.12.97.118 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่
8 เมืองเก่ายังมีให้เห็นอยู่เป็นย่าน ทำให้แนวทางการอนุรักษ์เมืองจะก่อผลชัดเจนกว่าเป็นจุดหรือเป็นหลัง เนื่องจากผลที่จะตามมาในการคงสภาพย่านเมืองเก่าไว้ได้ คือบรรยากาศแบบเก่าๆที่เป็นมนต์เสน่ห์ของเมือง มรดกแห่งวัฒนธรรม ความท้าทายในการอนุรักษ์อยู่ที่ จะหากระบวนการใดมาจัดการย่านเมืองเก่าให้คงรูปลักษ์เดิมแต่สามารถอยู่ร่วมกับเทคโนโลยีใหม่ได้ โดยที่ไม่เปลี่ยนแปลงสภาพไปจากเดิมและที่สำคัญยังคงวิถีชีวิตของคนในย่านนั้นไว้ได้อย่างครบถ้วน ซึ่งกระบวนการที่สำคัญคือการสร้างความร่วมมือ ความเข้าใจ และสร้างอาชีพให้คนในย่านอยู่ได้โดยไม่ถูกกระแสเศรษฐกิจมาเปลี่ยนแปลง กรณีอนุรักษ์นี้มีรูปแบบคล้ายคลึงกับการอนุรักษ์เมืองฮอยอันของเวียดนามและผสานกับกระบวนการอนุรักษ์ย่านเมืองเก่าของมาเก๊า โดยค้นหาความเป็นตัวตนของนครพนมให้เจอแล้วอนุรักษ์ร่วมกับการพัฒนาที่เหมาะสม
| | โดย: kung [27 ก.ค. 49 13:18] ( IP A:202.12.97.118 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่
16 เฟื่องฟุ้งงานบุญ นครพนมเป็นเมืองที่จัดงานบุญประเพณีสิบสองเดือนหรือ ฮีตสิบสองคองสิบสี่แบบเป็นวัฒนธรรมที่ทำสืบต่อกันมาโดยที่ยังไม่เลือนหายไปกับเทคโนโลยีเหมือนเช่นหัวเมืองอีสานเมืองอื่น ชนพื้นถิ่นดำรงชีวิตเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย มีโครงสร้างทางสังคมและทางวัฒนธรรมเป็นเอกลักษณ์ บนพื้นฐานความเป็นมาทางประวัติศาสตร์แนวคิดศรัทธา และเชื่อถือที่ได้รับการสั่งสมสืบทอดเป็นมรดก จังหวัดนครพนมมีชนเผ่าต่าง ๆ ทั้งหมด 7 เผ่า ในแต่ละเผ่าเป็นแหล่งอารยธรรมของมนุษย์ชาติ มีวิถีชีวิตเป็นเอกลักษณ์ทางประเพณีและวัฒนธรรมที่โดดเด่นและน่าสนใจ โดยที่ชนในแต่ละเผ่ายังปฏิบัติกันอยู่โดยยึดถือหลัก ฮีตสอบสอง (จารีตประเพณี 12 เดือน) ในการดำรงชีวิต เดือนอ้าย พิธีทำบุญเข้ากรรมที่เรียกว่า ปริวาสกรรม เมื่อออกพรรษาพระภิกษุสงฆ์หลังจากรับกองกฐินแล้ว พระภิกษุสงฆ์ทุกรูปจะต้องทำพิธีเข้ากรรมเพื่อปลงอาบัติตามวิธีการของสงฆ์ ประชาชนมีจิตใจอนุโมทนาในส่วนกุศลด้วย จึงประกอบพิธีบุญขึ้นเพื่อสงเคราะห์ไนการอยู่กรรมของพระภิกษุสงฆ์ให้ดำเนินการไปด้วยดีและได้บุญ จากการถือศีลฟังเทศน์และให้ทานถวายจตุปัจจัยต่าง ๆ กับผู้ถือศีลที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง สามารถจรรโลงพระพุทธศาสนาให้เจริญก้าวหน้าอย่างถาวรต่อไป เดือนยี่ เป็นเดือนที่ชาวบ้านชาวนาเกี่ยวข้าว และนวดข้าวเสร็จเพื่อเป็นสิริมงคลต่อพื้นที่บริเวณที่นวดข้าว เสร็จก่อนจะขนขึ้นยุ้งฉาง ก็จะประกอบพิธีทำบุญเรียกว่า ทำบุญขวัญข้าวหรือทำบุญคุณลาน ถ้าขนข้าวขึ้นยุ้งฉางแล้ว ชาวบ้านก็จะทำบุญร่วมกันเรียกว่า ทุกบุญกลางบ้าน เดือนสาม พิธีการทำบุญข้าวจี่ ในวันขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3 ของทุกปี ชาวบ้านจะนำข้าวปลา อาหารและเครื่องทานต่าง ๆ ไปถวายที่วัดเพื่อรับศีลฟังเทศน์ อาหารที่ถวายพระในวันนั้นจะมี ข้าวจี่ ออกหน้า พอเถิงเดือนสามค้อย เจ้าหัวคอยปั้นข้าวจี่ ปั้นข้าวจี่บ่ใส่น้ำอ้อย จัวน้อยเช็ดน้ำตา ข้าวจี่ ทำจากข้าวเหนียวที่นึ่งสุกแล้วเคล้าทาเกลือใส่น้ำอ้อย แล้วปั้นเสียบไม้อังไฟให้เหลืองกรอบนำไปชุบไข่อังไฟต่อจนไข่สุกแล้วนำไปถวายพระได้ และในเดือนนี้มีการทำบุญมาฆบูชา เดือนสี่ พิธีการทำบุญพระเวส (บุญเทศน์มหาชาติ) ถือว่าเป็นมหากุศล เนื่องจากพระเวสสันดรก่อนจะได้เป็นพระพุทธเจ้า พระองค์ได้สร้างกุศลด้วยการบริจาคทาน ช้าง ม้า ลูก เมีย จะสำเร็จมรรคผลตามประสงค์ พิธีการทำบุญพระเวสนี้กำหนดทำบุญ 3 วัน โดยวันแรกเป็นวันรวมชุมนุมชาวบ้านและหมู่บ้านใกล้เคียง เพื่อเตรียมงานในด้านต่าง ๆ วันที่ 2 เป็นวันแห่พระเวส นางมัทรี กัณหาชาลี ด้วยกองบุญต่าง ๆ วันที่ 3 เป็นวันเทศน์มหาชาติ เดือนห้า ทำบุญสงกรานต์มีการทำบุญตักบาตรถวายจังหันตอนเช้า ถวายเพลตอนกลางวัน ตอนบ่ายจะนำดอกไม้ ธูปเทียน น้ำขมิ้น และของหอมไปสรงพระพุทธรูปพระภิกษุสงฆ์ และรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่เพื่อขอพรให้อยู่เย็นเป็นสุขตลอดไป ตอนค่ำมีการฟังเทศน์ที่โรงธรรมจนครอบเจ็ดวัน ในวันสุดท้ายจะมีการก่อเจดีย์ทรายที่หาดทรายบริเวณริมน้ำหรือในวัดมีการปักธงทิวให้สวยงาม เสร็จแล้วนำพระพุทธรูปขึ้นเก็บไว้ที่เดิม เดือนหก พิธีการทำบุญบั้งไฟ (บุญสัจจะ) เป็นประเพณีของชาวนครพนมในตอนเช้าร่วมกันตักบาตรทำบุญ ตอนบ่ายมีการประกวดและแข่งขันขบวนแห่และแข่งจุดบั้งไฟ ในการจุดบั้งไฟนั้นเป็นการบวงสรวงบูชาเทวดาเพื่อขอฝนให้ตกต้องตามฤดูกาล ตอนกลางคืนมีพิธีทำบุญวันวิสาขบูชาฟังเทศน์และเวียนเทียน เดือนเจ็ด พิธีกรรม บวงสรวงมเหศักดิ์หลักเมืองหรือพิธีทำบุญซำระ (ชำระ) เพื่อปัดรังควาน ขับไล่ ภูตผีปีศาจ และเสนียดจัญไร ด้วยการถือศีลฟังธรรมให้ทาน เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว และบันดาลให้บังเกิดความสุขสวัสดิ์แก่ตนเอง ในการประกอบอาชีพทำไร่ทำนาได้ผลตลอดทั้งปี เดือนแปด พิธีทำบุญเข้าพรรษาโดยจัดขึ้นในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 มีการหล่อเทียนพรรษาถวายพระพุทธรูปในโบสถ์ตลอดพรรษา และถวายผ้าอาบน้ำฝนแก่พระภิกษุสงฆ์เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง เดือนเก้า พิธีทำบุญข้าวประดับดิน ในวันแรม 14 ค่ำ เดือน 9 ถือว่าเป็นวันที่ยมบาลปล่อยเปรตจากนรกออกมารับประทาน โดยการให้ทานด้วยอาหารการกิน ข้าวต้ม ขนม ผลไม้ หมากพลู บุหรี่ ห่อด้วยใบตอง และนำไปวางไว้ตามฐานโบสถ์ โคนต้นไม้ ฐานเจดีย์ พื้นดิน และริมน้ำ ต้องวางห่อใบตองก่อนฟ้าสาง เพราะว่าเปรตจากนรกจะต้องกลับก่อนเห็นแสงตะวัน เดือนสิบ พิธีทำบุญข้าวสากกำหนดทำพิธีกันในวันเพ็ญเดือน 10 เป็นประเพณีนิยมทำกันทุกบ้าน โดยการนำอาหารคาวหวาน หมากพลู เป็นถุง หรือตะกร้า มรรคทายกนำรายชื่อตามหมายเลขใส่บาตรไว้ ให้พระภิกษุสงฆ์และสามเณรมาจับสลากได้เจ้าของก็จะนำไปถวายเป็นเสร็จพิธี เดือนสิบเอ็ด พิธีทำบุญออกพรรษามีการทำบุญตักบาตรเลี้ยงพระในตอนเช้า คุ้มจัดออกร้านขายอาหารตามริมน้ำโขง พร้อมทั้งจัดออกร้านขายอาหารผู้ที่มาเที่ยว ในเวลากลางคืนมีการแข่งขันเรือยาว ในตอนแรกมีเรือแข่งอยู่ 5 ลำ คือ วัดโอกาส วัดศรีเทพ วัดกลาง วัดมหาธาตุ และวัดธาตุอินทร์แปลง ก่อนแข่งข | | โดย: [0 3] ( IP ) |  |
ความคิดเห็นที่
19 ผมได้อ่านข้อเขียนและภาพที่คุณ Kung นำเสนอแล้วชื่นชมในความสามารถและเจตนาดีต่อการรักษาศิลปกรรม และสถาปัตยกรรม ของบ้านเมืองเรา สิ่งที่ได้พบเห็นคุณ Kung ก็นำเสนอให้เกิดประโยชน์ในวงกว้าง พอดีคุณแม่ผมท่านมีบ้านเก่าได้รับมรดกมาจากคุณตา ขออนุญาตเผยแพร่ข้อมูล ดังนี้ครับ บ้านนายฮ้อยอุ่น สร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบ เฟรนช์โคโลเนียล (FRENCH COLONIAL) สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2479 ลักษณะเป็นบ้านตึก 2 ชั้น จำนวน 5 คูหา กว้างราว 20 เมตร ลึก ราว 25 เมตร ตั้งอยู่ ณ เลขที่ 89 ถ.พนมพนารักษ์ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ตัวอาคารเคยใช้เป็นบ้านพักอาศัย และอาคารเรียนของโรงเรียนพนมราษฎร์วิทยา ปัจจุบันบ้านหลังนี้มีอายุ 72 ปี นับเป็นงานสถาปัตยกรรมที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรม เป็นแหล่งศึกษาของผู้ที่ศึกษาด้านสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม และผู้สนใจทั่วไปทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ หลายคณะ ที่เดินทางมานมัสการองค์พระธาตุพนม จึงกลายเป็นสถานที่สำคัญของเมืองธาตุพนม โดยปรากฏในโปรแกรม GOOGLE EARTH ในพิกัดของเมืองธาตุพนมด้วย อย่างไรก็ดีบ้านหลังนี้ได้ขาดการดูแลรักษามาร่วม 17 ปี ซึ่งนับวันที่ตัวอาคารจะ ชำรุดทรุดโทรมลง จึงใคร่ขอคำแนะนำจากท่านผู้รู้ว่าจะสามารถขอรับการสนับสนุนการบูรณะซ่อมแซมได้จากแหล่งใด และควรใช้ประโยชน์จากอาคารในลักษณะใดได้บ้าง หากจะกรุณา โปรดติดต่อ นายประกาศิต จันทศ โทร.086-8605355 หรือ E-mail : chem787787@thaimail.com ขอขอบพระคุณครับ

| | โดย: chem787787@thaimailcom [19 ก.พ. 51 16:15] ( IP A:203.113.61.36 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่
20 เห็นว่ากระทู้นครพนมนี้เป็นประโยชน์ ขออนุญาตคุณ kung ทำลิงค์มายังกระทู้นี้นะครับ | | โดย: เมธี (jaturaporn_p@hotmail.com) [26 ก.พ. 51 17:06] ( IP A:58.10.158.135 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่
21 ได้อ่านเรื่องที่คุณคุงโพสท์ไว้ ละเอียดดีมาก ในนามของลูกหลานชาวนครพนมคนหนึ่งขอขอบคุณเป็นอย่างสูงที่ได้ให้รายละเอียดหลายๆด้านเกี่ยวกับนครพนม แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ยังสงสัย เกี่ยวกับชนเผ่า บอกว่ามี7ชาติพันธุ์ แล้วชาติพันธุ์ดั้งเดิมที่อยู่ในดินแดนนี้ น่าจะนับเป็นอีกหนึ่งชนเผ่าไหม ที่จริงน่าจะนับไว้ด้วย เป็นแปดชาติพันธุ์เพราะชนชาติดั้งเดิมก็มีความสำคัญคืออาศัยอยู่ในที่นี้อยู่แล้ว 7 ชาติพันธุ์นั้นเป็นชาติพันธุ์อื่นที่อพยพโยกย้ายเข้ามา ชาติพันธุ์ดั้งเดิมที่เป็นอาณาจักรศรีโคตรบูรณ์หายไปไหน ทำไมจึงไม่นับเป็นชาติพันธุ์แรกที่อยู่ในพื้นที่นี้เลย ลองตั้งกระทู้ถามความเห็นหลายๆคนในเรื่องนี้จะดีไหม ขอขอบคุณที่ให้ความสนใจ อาจารย์พวงเพชร รัตนรามา คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯลาดกระบัง
| | โดย: ramaratt@yahoo.com [6 พ.ค. 51 16:22] ( IP A:161.246.1.35 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่
22 
| | โดย: ioc_pythagoras@yahoo.com [25 มิ.ย. 51 21:39] ( IP A:125.25.109.156 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่
23 น่าทึ่งมากค่ะ ที่นครพนมมีอะไรที่ สืบทอดดีค่ะ 
| | โดย: tongj5555@hotmail.com [10 ก.ย. 51 18:48] ( IP A:58.8.186.84 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่
24 ดีจังอ่ะ
อยากให้มีคนรู้จักสิ่งดีๆของนครพนมเยอะ
มาเที่ยวนครพนมกันเยอะๆนะค่ะ
จากคนนครพนม | | โดย: น.ส. เรือไฟ [11 ก.ย. 51 22:49] ( IP A:125.26.250.144 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่
25 คนรักบ้านเกิดคับ
ผมอยากให้ชื่อเสียงของนครพนมโด่งดังไปทั่วโลกคับ
ขอบคุณมากๆคับที่ช่วยเผยแผ่และเผยแพร่บ้านเกิดเมืองนอนของคับ | | โดย: คนรักบ้านเกิด [11 ก.ย. 51 23:25] ( IP A:125.26.250.144 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่
26 สวยดี | | โดย: น [28 ต.ค. 51 11:08] ( IP A:124.120.165.145 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่
27 นครพนมเป็นเมืองที่อบอุ่นจริงๆ เคยไปมาแล้ว
คนนครก็น่ารัก ^^
ถ้าโตกว่านี้ จะไปเที่ยวอีกให้ได้เลย
ชอบริมโขงมาก บรรยากาศดี สุดๆ | | โดย: louisezerr [11 ก.พ. 52 11:57] ( IP A:118.175.5.21 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่
28 เมืองนครพนมน่าอยู่ | | โดย: atem_2551@hotmail.com [1 พ.ค. 52 10:31] ( IP A:125.26.251.129 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่
29 คิดถึงบ้านครับ นครพนม | | โดย: jack_2921@hotmail.com [8 ก.ค. 52 10:25] ( IP A:58.8.240.67 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่
30 ข้อมูลดีมีประโยชน์ครับ แต่ถ้าจะให้ดีน่าจะให้เครดิตภาพที่คุณเอามารวมทั้งเนื้อหาบางส่วนด้วยนะครับ | | โดย: คนธาตพนม [10 ก.ค. 52] ( IP A:125.25.184.201 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่
31 ช่ายๆๆๆ
นครพนมเป็นเมืองน่าอยู่มาก
มาเที่ยวกันเยอะๆๆน่ะค้า
นี้ก้ใกล้วันไหลเรือไฟแล้ว คือ ใน วันที่4ตุลา นี้ ค้า | | โดย: คนเมืองนครพนม [21 ก.ย. 52 17:19] ( IP A:117.47.235.100 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่
32 ทดสอบ | | โดย: ทดสอบ [15 ต.ค. 52 15:40] ( IP A:119.42.76.220 X: ) |  |
ความคิดเห็นที่
33 ว่าด้วยสายสกุลเจ้าเมืองทั้งหลายของนครพนม
สายเจ้าเมืองนครพนม มี ณ นครพนม พิมพานนท์ สูตรสุคนธ์ พรหมประกาย สิงหะวาระ สิทธิรัตน์ มังคละคีรี นาครทรรภ หน่อสวรรค์ เป็นต้น
สายเจ้าเมืองเรณูนคร มี ณ เรณู แก้วมณีชัย เตโช โกพลรัตน์ บัวสาย อินติยะ เป็นต้น
สายเมืองธาตุพนม มี รามางกูร ณ โคตะปุระ รามางกูร บุคคละ จันทศ ประคำมินทร์ พุทธศิริ สุมนารถ ลือชา เป็นต้น
สายเมืองอาจสามารถ เช่น อาจสามารถ เป็นต้น
สายเมืองท่าอุเทน เช่น กิติศรีวรพันธุ์ เป็นต้น
เป็นอันว่านครพนมมี นามสกุล ณ อยู่ 3 คือ ณ นครพนม ณ เรณู และ ณ โคตะปุระ | | โดย: ทดสอบ [15 ต.ค. 52 15:47] ( IP A:119.42.76.220 X: ) |  |
|