chair-design  >>  Art (icle) : บทความศิลปเเละสถาปัตยกรรม

10 ภาพเขียนที่แพงที่สุดในโลก
   10 ภาพเขียนที่แพงที่สุดในโลก
ทุกคนรู้ดีว่างานศิลปะมีราคาแพง แต่คำถามที่ทุกคนอยากรู้คือที่ว่าแพงนั้นแพงแค่ไหน? และนี่คือภาพเขียนที่แพงที่สุด 10 ภาพที่เคยซื้อขายผ่านการประมูล แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าภาพเหล่านั้นเป็นภาพที่ดีที่สุดหรือสวยที่สุด แต่หมายความถึงว่าจิตรกรเหล่านั้นได้รับความนิยมอย่างสูงในวงการศิลปะ ภาพวาดเหล่านี้จะเรียงตามลำดับมูลค่าของมัน ซึ่งมูลค่าของมันก็ขึ้นอยู่กับช่วงเวลานั้นๆ ด้วย และคุณอาจจะสังเกตว่าภาพจิตรกรรมที่ขายไปใน1-2 ทศวรรษที่ผ่านมาติดอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย แน่นอนว่าภาพ Mona Lisa (La Gioconda) ที่วาดโดยจิตรกรเรืองนาม Leonardo da Vinci (1452-1519) ซึ่งวาดขึ้นในช่วงปี 1503–1507 ปัจจุบันเป็นสมบัติของรัฐบาลฝรั่งเศส จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ Muse du Louvre ในกรุงปารีส เป็นภาพที่ไม่มีวันนำออกมาประมูลขายได้ แต่มันเป็นภาพเขียนมีการประกันภัยที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ ในวันที่ 14 ธันวาคม 1962 ภาพนี้ได้รับการประกันภัยสูงถึง $ 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ก่อนที่จะนำออกไปแสดงยังสหรัฐอเมริกาเป็นเวลาหลายเดือน และในปี 2006 ภาพนี้จะมีมูลค่าเพิ่มสูงถึงราวๆ $ 670 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เลยทีเดียว 10 ภาพเขียนที่แพงที่สุดในโลก

โดย: - [8 ส.ค. 49 21:02] ( IP A:202.12.74.5 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live

ความคิดเห็นที่ 1
    1. Portrait of Dr. Gachet by Vincent van Gogh ($116,790,000)
ผู้ที่ซื้อภาพนี้ไปคือนาย Ryoei Saito มหาเศรษฐีนักธุรกิจชาวญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 1990 ด้วยวงเงินสูงถึง $ 82.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในการประมูลที่สถาบัน Christie ภาพเหมือนของ Dr. Gachet ถูกวาดขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายน 1890 โดย Vincent van Gogh จิตรกรยุคอิมเพรสชั่นนิสม์ (Impressionism) ชาวดัทช์

นาย Ryoei Saito ได้ประกาศสิ่งที่ช็อควงการศิลปะโลกเมื่อเขากล่าวว่าเขาปรารถนาที่จะเผารูปเขียนของ Vincent van Gogh ให้ตายไปพร้อมกันกับเขา แต่ต่อมาเขาได้อธิบายว่าเป็นแค่การพูดเปรียบเปรยเท่านั้น เพื่อบอกว่าเขามีความชื่นชมภาพเขียนชั้นยอดรูปนี้เพียงใด ซึ่งนาย Ryoei Saito ได้เสียชีวิตลงเมื่อปี 1996 Vincent van Gogh ได้เขียนรูปเหมือนของ ไว้ 2 รูปด้วยกัน โดยใช้สีสันต่างกันเล็กน้อย ซึ่งอีกภาพนั้นจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ Muse d'Orsay ที่กรุงปารีส

โดย: - [8 ส.ค. 49 21:02] ( IP A:202.12.74.8 X: )

ความคิดเห็นที่ 2
    2. Bal au moulin de la Galette by Pierre-Auguste Renoir ($110,420,000)
Bal au moulin de la Galette ภาพเขียนที่วาดขึ้นในปี 1876 โดยจิตรกรชาวฝรั่งเศส Pierre-Auguste Renoir ภาพนี้มีด้วยกัน 2 รูป และเป็นชื่อเดียวกันด้วย ภาพใหญ่กว่าจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ Muse d'Orsay ที่กรุงปารีส ส่วนภาพเล็กถูกประมูลขายไปเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 1990 ด้วยมูลค่าสูงถึง $ 78 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ที่สถาบัน ในกรุงนิวยอร์ค ให้กับนาย Ryoei Saito ซึ่งซื้อไปพร้อมกับภาพเหมือนของ Dr. Gachet ซึ่งภาพ Bal au moulin de la Galette ก็ตกอยู่ในอันตรายเช่นเดียวกับภาพเขียนของ Vincent van Gogh เช่นกัน

โดย: - [8 ส.ค. 49 21:04] ( IP A:202.12.74.6 X: )

ความคิดเห็นที่ 3
    3. Garcon a la Pipe by Pablo Picasso ($106,910,000)
Garcon a la Pipe (Boy with a Pipe) ภาพเขียนของ Pablo Picasso วาดขึ้นในปี 1905 อยู่ในช่วง 24 ปีของยุค Rose Period ที่มีชื่อเสียงของเขา เป็นยุคที่เขานิยมใช้สีส้มและชมพูในการเขียนภาพ สีน้ำมันบนผืนผ้าใบแสดงเด็กชายชาวปารีสคนหนึ่งกำลังถือไปป์ในมือซ้าย

ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2004 ภาพนี้ถูกประมูลขายไปในราคาสูงถึง $ 104.1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยสถาบัน Sotheby ในกรุงนิวยอร์ค หลังจากที่ทางสถาบันได้ตีราคาประเมินไว้ที่ $ 70 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ราคาขายที่ออกมาได้สร้างความประหลาดใจเล็กน้อย เนื่องจากภาพนี้ไม่ได้วาดขึ้นในยุค Cubism ที่สร้างชื่อเสียงให้กับ Picasso นักวิจารณ์ศิลปะหลายคนกล่าวว่ามูลค่าที่สูงลิ่วของภาพนี้มีมาจากชื่อเสียงของตัวศิลปินเอง มากกว่าคุณค่าความงามหรือความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในตัวภาพเอง

โดย: - [8 ส.ค. 49 21:04] ( IP A:202.12.74.6 X: )

ความคิดเห็นที่ 4
    4. Dora Maar au Chat by Pablo Picasso ($95,216,000)
Dora Maar au Chat (Dora Maar with Cat) ภาพเขียนปี 1941 โดย Pablo Picasso จิตรกรเอกชาวสเปน ผู้หญิงในภาพคือ Dora Maar ภรรยาของเขากำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ และมีแมวตัวน้อยเกาะอยู่บนไหล่ของเธอ ภาพนี้เขียนขึ้นในยุค Cubism ที่มีชื่อเสียงของเขา และถูกนำออกประมูลขายในการประมูลภาพเขียนของจิตรกรยุค Impressionism ที่สถาบัน Sotheby ในกรุงนิวยอร์ค เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2006 ด้วยมูลค่าสูงถึง $ 95.2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สูงกว่าราคาที่ประเมินไว้คือ $ 50 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งผู้ไม่ประสงค์ออกนามเป็นผู้ที่ประมูลได้ไป

โดย: - [8 ส.ค. 49 21:06] ( IP A:202.12.74.6 X: )

ความคิดเห็นที่ 5
    5. Irises by Vincent van Gogh ($78,400,000) ภาพดอก Irises วาดโดย Vincent van Gogh จิตรกรชาวดัทช์ ซึ่งเขียนขึ้นในขณะที่เขาพักรักษาตัวอยู่ในสถานพักฟื้น Saint Paul-de-Mausole ที่เมือง Saint-Remy-de-Provence ประเทศฝรั่งเศส ในช่วงปีสุดท้ายก่อนที่เขาจะเสียชีวิตในปี 1890

ในปี 1987 ภาพนี้ได้กลายเป็นภาพเขียนที่แพงที่สุดในโลก เมื่อมันถูกขายไปในราคาสูงถึง $ 54,000,000 ล้านเหรียญออสเตรเลีย โดยนาย Alan Bond แต่เขาไม่มีเงินเพียงพอที่จะจ่ายได้จึงต้องมีการประมูลขายอีกครั้งหนึ่ง ปัจจุบันภาพนี้เป็นสมบัติของพิพิธภัณฑ์ Getty Museum ในลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา

โดย: - [8 ส.ค. 49 21:07] ( IP A:202.12.74.5 X: )

ความคิดเห็นที่ 6
    6. Massacre of the Innocents by Peter Paul Rubens ($77,927,000)
ภาพเขียนฝีมือของ Peter Paul Rubens จิตรกรเอกชาวเฟลมมิช ซึ่งวาดภาพนี้ขึ้นในปี 1611 เป็นภาพเขียนที่เก่าแก่ที่สุดในบรรดาภาพเขียนทั้ง 10 รูป ผู้ที่ซื้อไปคือนาย Kenneth Thomson (บารอน ทอมสันที่ 2 แห่ง Fleet) ด้วยราคาสูงถึง 49.5 ล้านปอนด์ ($ 76.7 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) ในการประมูลเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2002 ที่สถาบัน Sotheby

โดย: - [8 ส.ค. 49 21:08] ( IP A:202.12.74.5 X: )

ความคิดเห็นที่ 7
    7. Les Noces de Pierrette by Pablo Picasso ($72,697,000)
Les Noces de Pierrette ภาพเขียนที่แพงที่สุดในโลกอีกภาพหนึ่งของ Pablo Picasso จิตรกรและประติมากรเอกชาวสเปน วาดขึ้นในยุค Blue Period ของเขา เป็นช่วงที่เขาทุกข์ทรมานจากความยากจนและความโศกเศร้า เนื่องจาก Carlos Casagemas เพื่อนรักของเขาฆ่าตัวตายเมื่อปี 1901 ภาพนี้ถูกขายให้กับเศรษฐีชาวเอเซียด้วยราคาสูงถึง $ 51.7 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 1989 ในการประมูลที่สถาบัน Binoche et Godeau ที่ปารีส

โดย: - [8 ส.ค. 49 21:09] ( IP A:202.12.74.6 X: )

ความคิดเห็นที่ 8
    8. Portrait de l'Artiste sans Barbe by Vincent van Gogh ($ 71,690,000)
Portrait de l'artiste sans barbe ("Self-portrait without beard") หรือ ”ภาพเหมือนที่ไม่มีเครา” หนึ่งในภาพเหมือนตัวเองหลายๆ ภาพของ Vincent van Gogh จิตรกรชาวดัทช์ ซึ่งเขียนขึ้นในช่วงปี 1889 ซึ่งเขาพำนักอยู่ที่เมือง Saint-Remy-de-Provence ประเทศฝรั่งเศส ภาพเขียนสีน้ำมันภาพบนเฟรมผ้าใบภาพนี้มีขนาด 40x31 ซ.ม. (16" x 13")

Van Gogh เขียนภาพนี้หลังจากที่เขาพึ่งโกนหนวดเสร็จ แตกต่างจากภาพเหมือนรูปอื่นๆ ของเขาที่ไว้เครา และมันได้กลายเป็นภาพเขียนที่แพงที่สุดในโลกตลอดกาลเมื่อถูกประมูลขายไปในราคาสูงถึง $ 65 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในการประมูลที่สถาบัน Christie ที่กรุงนิวยอร์ค เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 1998

โดย: - [8 ส.ค. 49 21:10] ( IP A:202.12.74.5 X: )

ความคิดเห็นที่ 9
    9. Rideau, Cruchon et Compotier by Paul Cezanne ($70,140,000)
Rideau, Cruchon et Compotier ภาพเขียนของ Paul Cezanne เขียนขึ้นในช่วงปี 1893-1894 Cezanne เป็นจิตรกรที่มีชื่อเสียงในการเขียนภาพหุ่นนิ่ง ซึ่งแสดงอารมณ์อันล้ำผ่านความสงบนิ่งในความเหมือนจริง

ภาพนี้ถูกประมูลขายไปด้วยราคาสูงถึง $ 60.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในการประมูลที่สถาบัน Sotheby เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม ปี 1999 ผู้ที่ประมูลไปคือ ตระกูล Whitneys หนึ่งในตระกูลที่มั่งคั่งที่สุดในสหรัฐอเมริกา แต่หลังจากนั้นภาพนี้ได้ถูกนำมาประมูลใหม่อีกครั้งหนึ่ง

โดย: - [8 ส.ค. 49 21:10] ( IP A:202.12.74.5 X: )

ความคิดเห็นที่ 10
    10. Femme aux Bras Croises by Pablo Picasso ($52,851,000)
Femme aux Bras Croises (Woman with Folded Arms) ภาพเขียนฝีมือของ Pablo Picasso วาดขึ้นในปี 1902 ในยุค Blue Period ของเขา ซึ่งเป็นยุคที่มืดมนและโศกเศร้า ในภาพเป็นรูปผู้หญิงนั่งกอดอกอย่างเหม่อลอยไร้จุดหมาย ความแตกต่างของน้ำหนักสีฟ้าที่สวยงามคือเทคนิคการใช้สีที่ Picasso นิยมใช้ในยุคนี้

ภาพ Femme aux Bras Croises ถูกประมูลขายไปในราคา $ 50 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในการประมูลของสถาบัน Christie ที่ Rockefellerในกรุงนิวยอร์ค เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2000

โดย: - [8 ส.ค. 49 21:11] ( IP A:202.12.74.8 X: )

ความคิดเห็นที่ 11
   การอภิปรายเรื่องความงามและรสนิยมชมชอบทางศิลปะและดนตรีนั้น เป็นเรื่องที่จะต้องใช้ระยะเวลาในการอภิปรายกันยาวนาน (แต่ก็คงจะสุขใจกว่าการอภิปรายเรื่องการเมืองในช่วงนี้อย่างแน่นอน)

อย่างไรก็ตาม ความงามของศิลปินระดับโลกบางท่าน อาจจะต้องใช้ใจสัมผัส มองด้วยสายตาประการเดียวมิได้ นอกจากนี้ประสบการณ์, การสั่งสมเกี่ยวกับการศึกษาศิลปะทั้งการปฏิบัติและการเสพ ก็มีความจำเป็นไม่แพ้กัน(แม้นไม่โดยตรงก็โดยปริยาย) รวมทั้งความเข้าใจในอัตถชีวประวัติของศิลปินท่านนั้นๆ

สำหรับความงามในผลงานของฟาน ก็อก (จ๋าขออนุญาตอ่านด้วยสำเนียงดัชท์) มันคงไม่ใช่ความงามในรูปแบบเรียลลิสติกซิสมฺ (เหมือนจริง) แต่ความงามอันปรากฏในภาพเขียนของเขามันเป็นความงามที่ออกมาจากก้นบึ้งอารมณ์จากความเจ็บปวดรวดร้าวและสิ้นหวังซึ่งฝีแปรง สีสันและอารมณ์ของภาพมันรันทดเกินกว่าที่จะระบายออกมาในรูปแบบเรียลลิสได้

คุณ APM ลองพิจารณาภาพดอกทานตะวันและภาพดอกไอริสนะคะ เห็นไหม... ว่ามันร่วงโรยและบูดเบี้ยวเพียงไรก็เหมือนชีวิตของฟาน ก็อก นั่นละค่ะ ระยะเวลาที่ผ่านมาไม่เคยมีใครเข้าใจเขา ยกเว้นธีโอ น้องชาย ภาพเขียนก็ขายไม่ได้ (ลืมไป .. ขายได้ภาพเดียว) รักใครก็ไม่สมหวัง ยังมีภาพเซลฟ์พร็อทเทรต (ภาพที่ ๘) นั่นอีก คุณAPM มองเห็นไหมคะว่าดวงตาของเจ้าของภาพ มันแห้งแล้งหม่นหมองขนาดไหน ไม่มีความสดชื่นอยู่ในแววตาเลย

นั่นละค่ะ สิ่งที่เรียกว่า "ความงาม" ในภาพเขียนของฟาน ก็อก

ฉันใดก็ฉันนั้น รสนิยมเชิงศิลปะของแต่ละบุคคลนั้นต่างกัน ไม่มีใครผิดไม่มีใครถูก บ้างชอบจิตรกรรมไทย บ้างชอบอิมเพรสชั่นนิสม์
บ้างชอบเซอร์เรียลลิสม์ ฯลฯ รสนิยมทางดนตรีก็เหมือนกันบ้างชอบคลาสสิค บ้างชอบลูกทุ่ง บ้างชอบร็อค ฯลฯ
โลกนี้อยู่ได้ด้วยความหลากหลายค่ะ แต่สำหรับจ๋าแล้วศิลปะและดนตรี คือ เส้นทางแห่งการสร้างสรรค์ที่มีสุนทรียศาสตร์ โดยมีความงามและความอิ่มเอิบใจเป็นจุดหมายปลายทาง

จ๋าอาจจะพูดจาเฟอะฟะไปบ้าง โปรดอย่าถือสา
โดย: จ๋า [8 ส.ค. 49 21:11] ( IP A:202.12.74.6 X: )

ความคิดเห็นที่ 12
   ไม่ทราบมีใครเป็นแฟน Gustav Klimmt รึเปล่า
ข่าวล่าสุดจากเว็บ manager ค่ะ

หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์รายงาน เจ้าพ่อเครื่องสำอาง โรนัลด์ เอส. ลอเดอร์ ซื้อภาพวาดในปี 1907 ของจิตรกรชื่อดัง กุสตาฟ คลิมท์ไปในราคาถึง 135 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 5,400 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาที่สูงที่สุดในการซื้อขายภาพวาด

หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ฉบับวานนี้ (19) รายงานว่า ภาพเหมือน “เด็กชายกับกล้องยาสูบ (เด็กเพิ่งหัด)” ของปิกัสโซในปี 1905 ซึ่งเคยมีราคาที่สูงทีสุดถึง 104.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ในการประมูลที่โซธบีส์ในปี 2004 ถูกทำลายสถิติโดยภาพเขียนของจิตรกรชาวเวียนนา กุสตาฟ คลิมท์

ภาพเหมือนหุ้มทองของอาเดเลอ บล็อค-เบาเออร์ ภรรยาของเจ้าของโรงงานน้ำตาลชาวยิว ได้รับการยอมรับว่าเป็นผลงานชิ้นเอกของคลิมท์ ซึ่งรัฐบาลออสเตรียต้องต่อสู้แย่งชิงภาพนี้กับหลานสาวของบลอค-เบาเออร์ผู้ที่โต้แย้งว่าภาพนั้นถูกทหารนาซียึดไประหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2

ในเดือนมกราคมที่ผ่านมานี้ ภาพเขียนทั้ง 5 ภาพของคลิมท์ได้รับการตัดสินให้คืนแก่หลานสาวของบล็อค-เบาเออร์ คือ มาเรีย อัลทแมนน์ วัย 90 ปี ซึ่งอาศัยในลอสแองเจลิสกับสมาชิกครอบครัวคนอื่น ๆ

การซื้อขายภาพครั้งนี้เป็นข้อตกลงที่เป็นความลับ และลอเดอร์เองก็ไม่สามารถยืนยันราคาได้ทางโทรศัพท์ แต่ผู้เชี่ยวชาญซึ่งคุ้นเคยกับการเจรจาต่อรองราคาที่ไม่ประสงค์ออกนาม กล่าวว่าลอเดอร์ซื้อภาพนั้นในราคา 135 ล้านเหรียญ

“มันเป็นการได้มาครอบครองครั้งหนึ่งในชีวิต” ลอเดอร์กล่าว นอกจากนี้เขายังเป็นผู้ก่อตั้ง นู แกลเลอรี พิพิธภัณฑ์เล็ก ๆ ในแมนฮัตตันซึ่งเปิดให้ชมมาเป็นเวลา 5 ปี โดยจัดแสดงภาพศิลปะเยอรมันและออสเตรียน ซึ่งภาพเขียนทั้ง 5 ภาพของคลิมท์ก็จะออกแสดงให้ชม ณ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ในวันที่ 13 กรกฎาคม - 18 กันยายน แต่ขณะนี้ภาพเขียนทั้งหมดยังคงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะนครลอสแองเจลิส

โดย: spass [8 ส.ค. 49 21:12] ( IP A:202.12.74.6 X: )

ความคิดเห็นที่ 13
   ศิลปินและงานศิลป์ของเขาจะไร้ค่า หากไร้ซึ่งผู้ซาบซึ้งศิลปะที่ดี
ผมไม่ทราบว่าคุณจ๋าเป็นศิลปินแค่ไหน แต่เป็นผู้ซาบซึ้งศิลปะที่มีคุณภาพจริงๆครับ
โดย: Kreisler [8 ส.ค. 49 21:13] ( IP A:202.12.74.8 X: )

ความคิดเห็นที่ 14
   ขอทยอยตอบ ดังนี้
๑. ตอบคุณKreisler : ขอบคุณค่ะ จ๋าไม่ได้เป็นศิลปินหรอกค่ะ อาศัยว่าใจรักทางด้านประวัติศาสตร์ศิลป์และทัศนศิลป์ แต่ก็ไม่ได้เก่งกาจอะไรนักหรอกค่ะ ธรรมดามากๆ
๒. ตอบลุงสุบ : คำถามแนวๆนี้ เมื่อหลายปีมาแล้วเคยเป็นข้อสอบในวิชาปรัชญาศิลปะ ซึ่งยากแสนยากที่จ๋าเคยเรียน แหะแหะ ต้องตอบอีกแล้วหรือนี่ ตอบแบบรวบรัดหน่อยนะ
ถ้าลุงสุบต้องการซื้องานreproduction(อ้อ..ควรเรียกว่า copy ดูจะตรงกว่า) เพื่อเสพย์ความงามแทนต้นฉบับและลุงสุบมีหัวใจที่รักศิลปะ ก็.. น่าจะ .. ซื้อได้ค่ะ
แต่จ๋าอยากจะบอกว่าเนื้อแท้ความงามของศิลปะนั้นมาจากการสร้างสรรค์ มาจากการหลอมรวมความรู้สึกนึกคิดตลอดจนประสบการณ์ของศิลปินออกมา ดังนั้นภาพ copy ดังกล่าวจึงน่าจะมีคุณค่าและความงามในเชิง decoration เท่านั้น ต่อให้ถูก copy จนเหมือนเพียงไรก็ไม่สามารถไปไกลถึงงาน pure art นะคะ
สำหรับช่างเขียนที่เน้นแต่การ copy ภาพที่มีชื่อเสียง เขาอาจจะมีความจำเป็นต้องใช้ปัจจัยต่างๆในการดำรงชีพก็ได้ค่ะ ไม่ว่ากัน
อย่างไรก็ตาม ถ้าตลอดชีวิตเขาวนเวียนอยู่แต่การลอก/เลียนแบบ มันคงเป็นชีวิตที่แห้งแล้งสุดๆ
๓. เดี๋ยวจ๋ามาตอบคุณแก้วช่างสงสัยนะคะ กรณีงานของดาลี จิตรกรผู้มีความบรรเจิด (ศัพท์สุภาพของคำว่า ต๊อง )
๔. เพิ่มเติมสักนิด งานส่วนใหญ่ของกุสตาฟ คลิมท์ มักจะมีสีทองและมีความมลังเมลืองปรากฏอยู่เกือบทุกภาพ ทั้งนี้เพราะรากเหง้าของบรรพบุรุษเขาเป็นช่างทองค่ะ สงสัยจะฝังอยู่ในสายเลือด
โดย: จ๋า [8 ส.ค. 49 21:13] ( IP A:202.12.74.8 X: )

ความคิดเห็นที่ 15
   ตอบคุณแก้วช่างสงสัยค่ะ

อย่าเรียกว่าชี้แนะเลยค่ะเพราะจ๋าก็ไม่ได้รอบรู้อะไร ถือเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดละกันค่ะ
- ผลงานของดาลี ก็น่าที่จะเข้าใจยากอยู่สักหน่อย เพราะตัวเขาเองก็ยังประกาศออกมาอย่างโจ๋งครึ่มว่า จะให้บุคคลทั่วไปมาเข้าใจความหมายภาพเขียนของเขาได้อย่างไร ในเมื่องตัวเขาเองยังไม่เข้าใจได้อย่างถ่องแท้ (ซะงั้น)
- ที่เป็นเช่นนี้ อาจจะเนื่องมาจากแนวความคิดของเขาที่ส่งสาส์นออกมาสู่ผู้ชมนั้น ต้องการสะท้อนให้เห็นถึงจิตใต้สำนึก,สัญชาติญาณและอารมณ์ความรู้สึกดิบๆ,ความอ้างว้างว้าเหว่, สัมผัสเกี่ยวกับความตาย ที่มันแฝงอยู่ในมนุษย์ทุกคน ไม่เกี่ยวกับพื้นฐานทางการศึกษาหรือว่าพื้นฐานทางวัฒนธรรม
ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจจะเป็นความงามและแก่นแท้ของชีวิตในอีกรูปแบบหนึ่งก็ได้ แม้มันจะดูยากก็ตาม
งานของดาลีดูแปลกประหลาด ทั้งนี้เพราะในวัยเด็กเขาถูกกดดันมากจากพ่อแม่ ก่อนหน้านั้นเขามีพี่ชายคนหนึ่งชื่อซัลวาดอร์ ดาลี เหมือนกัน และเก่งมากแต่มาตายไปเสียก่อน ต่อมาพอมีลูกชายคนใหม่ก็เลยคาดหวังและเลี้ยงดูอยู่ในกรอบกฎเกณฑ์เกินไปหน่อยแต่บ่อยครั้งก็ใช้อารมณ์กับลูกเกินไปหน่อยดาลีเลยเครียดมากมีอาการเพี้ยนแบบสุดโต่ง ดังนั้น ความเก็บกดที่อยู่ในจิตใต้สำนึก ต่างๆนานาในชีวิต จึงน่าที่จะแฝงอยู่ในผลงานของเขาน่ะค่ะ
- ที่ดาลีโด่งดังมาได้ นอกจากผลงานที่ไม่เหมือนใครแล้วคาดว่าคงจะมาจากไลฟ์สไตล์แปลกๆของแก เช่น ในงานเปิดนิทรรศการศิลปะของดาลี มีการเชิญนักการเมืองมาด้วย ทันใดนั้นเอง ไม่มีใครคาดคิดพี่แกก็ลุกขึ้นมาชี้หน้าด่านักการเมืองเฉยเลย (ไม่รู้ว่านักการเมืองคนนั้น หน้าออกเหลี่ยมๆหรือเปล่า)
รวมทั้งกาล่าผู้ภรรยาซึ่งเป็นเจ๊ดันสุดฤทธิ์ + ความสามารถอื่นๆในด้านการออกแบบของดาลีเอง เช่น ออกแบบฉากในละครเวที, บรรจุภัณฑ์ชอกโกเล็ต ตลอดจนเฟอร์นิเจอร์
- ไม่รู้สึกชอบก็ไม่เห็นเป็นไรเลย จ๋าเองก็เคยมีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกับอาจารย์บางประการ คืออาจารย์ชอบผลงานของศิลปินคนหนึ่งแต่จ๋าไม่ชอบ ก็บอกเหตุผลและความรู้สึกที่ไม่ชอบให้อาจารย์ฟัง แกก็บอกว่าแต่ละคนก็มีเหตุมีผลเป็นของตนเอง ไม่ผิด แต่ถ้าตลอดชีวิตนี้ไม่เคยเห็นความงามของภาพเขียนแม้ซักภาพเดียว อันนี้ผิดปกติแน่นอน
โดย: จ๋า [8 ส.ค. 49 21:13] ( IP A:202.12.74.5 X: )

ความคิดเห็นที่ 16
   - การที่ภาพแพงจนมากเกินไปนั้น ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการปั่นราคาของบริษัทประมูล, dealer(ก็คงเหมือนกับการปั่นราคาไวโอลินละกระมัง) รวมทั้งนักวิจารณ์ศิลปะบางคน ที่ตกเป็นทาสเงินตรา รวมหัวกันสร้างราคาจนเกินจริงผ่านบทวิจารณ์
และเศรษฐีบางคนก็ชอบเก็งกำไร มากกว่าที่จะสะสมเพราะความรักในศิลปะอย่างแท้จริง

- สำหรับภาพที่๒ คุณเอ๊ะตาดีมากๆเลยและตั้งข้อสังเกตว่าผู้หญิงในรูป หลายคนมีหน้าตาเหมือนกัน
พอดูไปดูมา ก็ชักจะรู้สึกว่า " คล้ายกัน" แฮะ

อย่างไรก็ตาม จุดประสงค์ของภาพนี้ไม่ได้ต้องการวาดภาพ Portraitค่ะและก็ไม่ได้สะท้อนภาพที่เป็นความงามของหญิงชายในเชิงอุดมคติในใจของเรอนัวร์ แห่งลัทธิอิมเพรสชั่นนิสมฺ เท่ากับความรู้สึกของเขาที่มีต่อสภาพบรรยากาศทางสังคมและผู้คนในสังคมชั้นสูงของฝรั่งเศส ซึ่งในสมัยนั้นสังคมชั้นสูงก็ค่อนข้างจะเลยเถิด ไร้สาระอยู่เหมือนกัน (ในภาพจะเห็นว่าไม่ใช่การเต้นรำทั่วไปแต่มีการกอดรัดกันพอสมควร สตรีบางคนอยู่ในอาการมึนเมา)ภาพนี้นอกจากจะงามด้วยองค์ประกอบของภาพ สีสัน บรรยากาศโดยรวมๆแล้ว ยังถือเป็นภาพที่บันทึกเรื่องราวทางสังคมในสมัยนั้นได้ตามสมควร
โดย: จ๋า [8 ส.ค. 49 21:14] ( IP A:202.12.74.6 X: )

ความคิดเห็นที่ 17
   มีอีกไอเดียที่เกี่ยวกับความงาม
บางครั้งความงามของภาพเขียนมันก็ขึ้นกับยุคสมัยนะ
ก่อนยุค impressionism และก่อนที่จะมีการถ่ายภาพในโลก ภาพที่เขียนเลียนแบบของจริงได้มากที่สุดจะมีค่ามาก จะถือว่ายอดเยี่ยม
อย่างเช่นภาพของ Vermeer ที่ชาญฉลาดมากในการเลียนแบบของจริงทั้งในเรื่องของสีและ perspective
แต่พอภาพในแนวนี้ออกมามากขึ้นๆผู้บริโภคเริ่มเอียน แถมมีวิวัฒนาการของกล้องถ่ายรูปขึ้นมาอีกทำให้รูปปวาดแบบนี้กลายเนธรรมดาไป ศิลปินเลยต้องหาแนวทางใหม่ๆมานำเสนอ
ดังนั้นใครก็ตามที่เป็นคนแรกที่ค้นพบแนวทางงานของเขามักจะมีความสำคัญเสมอ อย่างงาน impressionism นี่ในสมัยนั้นมันต้องช๊อคความรู้สึกคนอย่างมากกตัวอย่างเช่นภาพ impression sunrise ที่เหมือนกับเอาสีมาป้ายๆให้เปื้อนๆผ้าใบ บางคนอาจจะรับไม่ได้เลยด้วยซ้ำ แต่ถ้าหรี่ตาดูแบบสมมุติว่าเรากำลังตื่นขึ้นมาตอนเช้า ขี้ตาเต็มตาเลยมองไรไม่ใช่ก็จะเห็นว่าภาพนี้บันทึก อารมณ์ ของยามเช้าได้อย่างน่าทึ่ง เมื่อดูๆไปก็จะซาบซึ้งในงานเหล่านั้นขึ้นเรื่อยๆจนถึงกับคลั่งไคล้
แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปนานๆ มีงานผลิตมาในแนวนี้มากขึ้น คนสมัยต่อๆมาคงเข้าใจยากว่างานพวกนี้ยิ่งใหญ่อย่างไรในสมัยก่อน
นั่นเป็นเพราะว่างานพวกนี้มีความเป็น originality ในยุคของมันนั่นเอง

อย่างงานของ ฟาน ขฮ่อก (เลียนแบบคุณจ๋า ออกเสียงแบบดัทช์แท้ๆ Gogh จะออกเสียงเหมือขากสเลดเลยครับ นี่พูดจริงๆเพื่อนชาวดัทช์มันออกเสียงให้ฟัง มันขากสเลดดีๆนี่เอง คำว่า Paganini มันก็จะออกเสียงว่า ปัก - ขฮ้า - นินี่) ผมว่ามีดีตรงที่การใช้สี และฝีแปรงที่เป็นเอกลักษณ์รวมไปถึงการบันทึกอารมณ์และโลกทัศน์ที่บิดเบี้ยวของจิตกรความ มีเอกลักษณ์ ชื่อเสียงของจิตกร รวมไปถึงความสำคัญในแง่ประวัติศาสตร์นี่แหละครับที่ทำให้งานศิลป์แพงได้ถึงขนาดนี้
แพงกว่าไวโอลินตั้งเยอะแน่ะ ภาพเดียวซื้อ stradivari มาตั้งวง Orchestra ได้ตั้งวงนึงเลย
โดย: Kreisler [8 ส.ค. 49 21:15] ( IP A:202.12.74.6 X: )


คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน