vichadham  >>  ห้องธรรมกับชีวิต

มีเสียงระฆังดังที่หูเวลาหาวนอนครับ
   ผมอยากทราบว่าเสียงนั้นมาจากไหนครับ เป็นตอนที่ผมบวช และปฏิบัติครับ
โดย: บุณมี / sssboun@yahoo.com [16 พ.ค. 50 19:03] ( IP A:202.137.133.124 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live

ความคิดเห็นที่ 1
   เป็นได้ 2 อย่างครับ คือ
1.เป็นนิมิตในการปฏิบัติธรรม เพราะจะเกิดในขณะที่ปฏิบัตธรรม หลังจากเลิกปฏิบัติก็จะหายไป หรือปฏิบัติไปเรื่อยๆ ก็จะหายไปเอง นิมิตนั้นมีได้ได้หลายแบบ เช่น นิมิตเป็นโมโนภาพ นิมิตเป็นเสียง นิมิตเป็นกลิ่น ฯลฯ
2.เป็นไม่สมดุลย์ระหว่างหูส่วนใน ส่วนกลาง ก็ได้ หรืออาจจะเกิดจากการเครียด ซึ่งจะเกิดเมื่อมีภาวะนั้นครับ
โดย: Vicha [17 พ.ค. 50 8:40] ( IP A:58.10.167.214 X: )

ความคิดเห็นที่ 2
   ขอขอบคุณพี่มากเลยที่ตอบผม แล้วตอนที่ผมเทสไปเทสไปแล้วเกิดน้ำตาไหลออกมาเขาเรียกอาการอย่างนี้ว่าอะไรครับ ก็ตอนนั้นผมจะมีอาการตื่นตลอดวันหนึ่งๆแทบจะไม่ได้นอนหลับเลย ถึงจะหลับแต่ก็มีสติครับ แล้วยังมีความรู้สึกเหมือนกับว่ามันมีแผนอะไร หรือบวมๆที่คิ้วทังสองข้าง และเมื่อตอนสวดบทไหว้พระ เมื่อได้ยินมันก็น้ำตาไหลออกอีกแทบจะห้ามมันเอาไว้ไม่ได้เลย ในตอนนั้นผมจะคิดอะไรๆมันก็โล่งคิดออกอย่างง่ายดายเลยครับ มันอยากจะเทส มันอยากจะสอน มันไม่รุ้สึกกล้วอะไรเลยครับ ยังมีอาการแปลกอีกครับตอนที่ได้เห็น เพื่อนไปประฏิบัติธรรมด้วยกันนอนโกน มันจะรู้สึกเบื่อหน่ายมากเลยครับ ผมก็เฝ้าสังเกตอาการหาวนอนอยู่ และได้ทดลองแกล้งทำเป็นหาวแต่ก็ไม่มีเสียงครับ และ เมื่อถึงคาวที่ผมไม่ได้นอนหลับ ถึงจะหาวแต่ก็ไม่ปรากดเสียงเลยครับ ไม่รู้ว่าพี่มีความคิดเห็นประการใดบ้างครับ ผมได้อ่านดูประวัตของพี่ดูแล้ว เห็นพี่เป็นผู้หนึ่งที่มีการประสบการมาก ผมเลยเรียนขอถามพี่ครับ แล้วยังมีอีกหลายเรื่องแล้วผมจะเล่าให้พี่ฟ้งในโอกาศถัดไปครับ ถ้าชีวิตผมยังไม่สิ้นเสียก่อนครับ
โดย: บุณมี / sssboun@yahoo.com [20 พ.ค. 50 10:39] ( IP A:202.137.134.109 X: )

ความคิดเห็นที่ 3
   ตอบ คุณบุณมี

"เมื่อตอนสวดบทไหว้พระ เมื่อได้ยินมันก็น้ำตาไหลออกอีกแทบจะห้ามมันเอาไว้ไม่ได้เลย" เป็นอาการของการเกิดปีติครับ
"มันอยากจะเทส มันอยากจะสอน มันไม่รุ้สึกกล้วอะไรเลยครับ" เป็นอาการของวิปัสนูกิเลสอย่างหนึ่งครับ

ปฏิบัติต่อไป เมื่อสติเจริญขึ้น พละ 5 สมดุลย์ อาการเหล่านี้ก็จะค่อยหายไปเองครับ โดยไม่หลงทางไปยึดมั่นและถือมั่นเสียก่อน

โดย: Vicha [21 พ.ค. 50 8:54] ( IP A:58.10.167.214 X: )

ความคิดเห็นที่ 4
   ขอขอบพะคุณอีกครั้งครับ พละ 5 นั้นมีอะไรบ้างครับ ผมเรียนศึกษามาน้อยในพระไตปิฏดกยังอ่านได้เพียงแต่เล็กน้อย ขอพี่ช่วยเป็นแสงสะหว่างให้กับผมด้วยครับ และยังมีอีกครับ มีช่วงหนึ่งมีเด็กๆเขาบวช เพื่อทดแทนคุณของพ่อที่เสียไปนั้น มีประมาณ 7 - 8 คนครับ ผมก็ได้พาพวกเขา เดินจงกรม ผมเป็นผู้ที่นับก่อนหลังจากนั้นผมก็ได้ ให้องค์ต่อไปนับต่อกันไปเป็นลำดับ เมื่อองค์อื่นนับ ผมก็ได้พิจารณา และรู้จักนิสัยของเขาเหล่านั้นด้วยว่าเขามีนิสัยเป็นคนอย่างไร เมื่อเอยขึ้นและถามแต่ละองค์แล้วก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าถูกต้องครับ อีกประการนึ่งผมต้องการจะพูดเร็วๆก็ได้ ต้องการจะพูดอย่างช้าๆก็ได้ สะหลุบว่าสามาถบังคับอารมณ์ให้เปลี่ยนแปลงไปตามที่นึกได้ครับ ตอนที่ผมมีอาการอย่างนั้นผมก็มีความหลงเข้ามาเหมือนกับพี่เหมือนกันครับนึกว่าตนเองได้สำเร็จแล้ว แต่ในความเป็นจริงตอนนั้นผมไม่เคยคิดว่าอยากจะเป็นพระอรหันนะครับ มีแต่คิดอยากจะช่วยเหลือผู้อื่น อยากเห็นเขามีความสุบ อยากให้เขาพ้นจากความทุก อยากให้รู้จักเครารพผู้ใหญ่ มีความสามัคคี รักกันดูแลชึ่งกันและกันก็เท่านั้นครับแต่มันกับเกิดขึ้นกับตัวผมเองครับ ตอนนั้นอารมณ์นั้นพึ่งเข้ามาใหม่ๆนั้นผม พะยามจะผลักมันออกไปแต่ออกไปได้ไม่นานมันก็กลับเข้ามาอีกครับ.
โดย: บุณมี / sssboun@yahoo.com [21 พ.ค. 50 20:05] ( IP A:202.137.134.16 X: )

ความคิดเห็นที่ 5
   ตอบ บุณมี (คำนำหน้าละไว้ก่อน)

พละ 5 นั้นได้แก่ 1.สติ 2.สมาธิ 3.ปัญญา 4.ศรัทธา 5.ความเพียร

พละทั้ง 5 เมื่อเจริญสมดลย์กัน ก็จะทำให้วิปัสสนาญานเจริญขึ้นตามลำดับ

ส่วนอาการที่เล่ามานั้นเป็นภาวะของ วิปัสสนู

วิปัสสนูกิเลสไม่ใช่ของน่าเกียดน่ากลัว แต่เป็นภาวะที่บอกให้ทราบว่าได้พัฒนา สติ สมาธิ ปัญญา มาถึงระดับพื้นฐานที่พอใช้แล้วครับ

สิ่งที่ต้องพิจารณาตนเองคือ มีสติรู้จักกิเลสของตน ไม่ก้าวล่วงหรือกระทำไปตามกิเลสนั้น คือปล่อยวางแล้วไม่ยึดมั่นถือมั่นนั้นเอง
โดย: Vicha [22 พ.ค. 50 8:53] ( IP A:58.10.167.246 X: )

ความคิดเห็นที่ 6
   ขอขอบพระคุณครับคุณพี่ ที่ให้ความกระจ่างแจ้งแด่ผมที่ยังอ่อนในการศึกษา ต้องขอโทษพี่มานะที่นี้ด้วยบางคำศัพผมอาจสะกดไม่ถูก เพราะผมเป็นคนสันชาตลาวครับ แต่เชื้อชาติเดียวกันกับพี่ ผมเป็นคนที่เรียนหนังสือมาน้อยครับ จบแค่ ม4 ครับ ภาษาไทย์ก็ไม่ได้เรียนครับ และ ยังมีช่วงที่ผมศึกมานะครับ มันเกิดอารมณ์ เป็นลักสะนะวิตก เป็นเหมือนคนไม่ค่อยจะเต็มครับ เป็นคนที่คิดมาก คิดกลัวไปหมดไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร กลัวว่าจะแก้ไข กลัวว่าจะรับไม่ได้ ทำไม่ได้เป็นต้นครับ แต่พอหลังจากผมได้แต่งงานมาแล้ว ประมาณ 4 เดือนหลังอาการเหล่านั้นก็เริ่มจางหายไป และกับสู่สภาพปกติครับ แล้วผมก็เริ่มที่จะหันมาค้นคว้าเกี่ยวกับธรรมะ ด้วยตัวของตัวเอง และพอจะเข้าใจเรืองของชีวิตดีขึ้นมาอีกระดับหนึ่งครับ ผมได้แต่งหนังสือเล่มเล็กๆ ชื่อว่าคะติเตือนใจ และได้พิมออกจำหน่ายแล้วครับ ในหนังสือนั้นมีบางส่วนที่ผมเอาความเก่ามาเพื่อขยาย อย่างเช่น (ตนเป็นที่พึ่งของตน ตนไม่พิจารณาตน ไม่แก้ไขตน แล้วตนจะพ้นทุกข์ได้อย่างไร) เป็นต้นครับ ส่วนที่แต่งขึ้นมาใหม่นั้นก็มีเป็นกลอนที่ผมชอบมากเพราะมันกวมเอาเนื้อในเกือบทังหมดเลยครับมีดั่งว่า (รู้ใช้รู้ปะหยัด พัตธนาตน ค้นคว้าอยู่ตลอด ไม่หวังดับมอดผู้อื่น กลึ่นกินผู้น้อย คอยช่วยเหลือและอุ้มชู สู่ชีวิตที่สดใส) ผมมีปัญหาอยากจะขอเรียนถามพี่อีกครับ เพราะผมได้อ่านหนังสือ ขินมหานิทาน ของหอสมถดแห่งขาติครับมีหลายคำที่ผมยังไม่เข้าใจว่ามีความหมายอย่างไรเช่นว่าพระองคุลี. พระชงฆ์. พระคุยหะลับ. พระมังสะ. พระศอ. พระสกลกาย. พระชิวหา. พระอุณาโลม. พระขนง. พระนลาต แปลเป็นความชาวบ้านเรียกว่าอย่างไรครับรบกวนพี่ช่วยตอบผมด้วยครับ
โดย: บุณมี / sssboun@yahoo.com [22 พ.ค. 50 19:45] ( IP A:202.137.134.21 X: )

ความคิดเห็นที่ 7
    พอดีราชาศัพย์ต่างๆ ผมไม่ได้เจาะทำความเข้าใจในรายละเอียด จึงหาได้จดจำ เมื่อผ่านตาก็ผ่านไป จึงจะเหลือคำบางคำที่ผมพอจำได้และจากที่ค้นหา( http://www.google.co.th/ )ได้ คือ

พระคุยหะลับ = อวัยวะเพศอยู่ในฝัก
พระมังสะ = เนื้อ หรือกล้ามเนื้อ
พระศอ = ลำคอ
พระสกลกาย = ร่างกาย
พระชิวหา = ลิ้น
พระอุณาโลม = เส้นขน
พระโขนง = คิ้ว
พระชงฆ์ = ขา
พระองคุลี = นิ้ว
พระนลาต = หน้าผาก

"มหาบุรุษ ลักษณะ ๓๒ ประการ"

ผู้ที่มีมหาบุรุษลักษณะ เป็นคำที่ใช้เรียกพระพุทธเจ้าเมื่อก่อนตรัสรู้ ลักษณะของมหาบุรุษมี ๓๒ ประการ คือ

๑. มีพระบาทราบเสมอกัน (พระบาท = เท้า)
๒. ลายพื้นพระบาทเป็นจักร (จักร = รูปลอยล้อรถ คือธรรมนำชีวิตไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง ดุลล้อนำไป สู่ที่หมาย)
๓. มีส้นพระบาทยาย (ถ้าแบ่ง ๔ ส่วน พระชงฆ์ตั้งอยู่ในส่วนที่ ๓) (พระชงฆ์ = แข้ง)
๔. มีนิ้วยาวเรียว (หมายถึงนิ้วพระหัตถ์และพระบาทด้วย)(นิ้วพระหัตถ์ = นิ้วมือ)
๕. ฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทอ่อนนุ่ม
๖. ฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทมีลายดุจตาข่าย
๗. มีพระบาทเหมือนสังข์คว่ำ อัฐิข้อพระบาทตั้งลอยอยู่หลังพระบาท กลับกลอกได้คล่อง เมื่อทรงดำเนินผิดกว่าสามัญชน (อัฐิ = กระดูก ดำเนิน = เดิน)
๘. พระชงฆ์เรียวดุจแข้งเนื้อทราย
๙. เมื่อยืนตรง พระหัตถ์ทั้งสองลูบจับพระชานุ (พระชานุ = เข่า)
๑๐. มีพระคุยหะเร้นอยู่ในฝัก (พระคุยหะ = อวัยวะที่ลับ)
๑๑. มีฉวีวรรณดุจสีทอง (ฉวีวรรณ =สีผิวกาย)
๑๒. พระฉวีละเอียด (พระฉวี = ผิว)
๑๓. มีเส้นพระโลมาเฉพาะขุมละเส้น ๆ (พระโลมา = ขน)
๑๔. เส้นพระโลมาดำสนิทเวียนเป็นทักขิณาวัฏ มีปลายงอนขึ้นข้างบน (ทักขิณาวัฏ = วนเลี้ยวทางขวาอย่างเข็มนาฬิกา)
๑๕. พระกายตั้งตรงดุจท้าวมหาพรหม
๑๖. มีพระมังสะอูมเต็มในที่ ๗ แห่ง (คือ หลังพระหัตถ์ทั้ง ๒ และหลังพระบาททั้ง ๒ , พระอังสาทั้ง ๒, กับลำพระศอ) (พระมังสะ = เนื้อ , ชิ้นเนื้อ พระอังสา = บ่า,ไหล่ พระศอ = คอ)
๑๗. มีส่วนพระสรีระกายบริบูรณ์ (ล่ำพี) ดุจกึ่งท่อนหน้าแห่งพญาราชสีห์ (สรีระ = ร่างกาย)
๑๘. พระปฤษฎางค์ราบเต็มเสมอกัน (พระปฤษฎางค์ = ส่วนหลัง,ข้างหลัง)
๑๙. ส่วนพระกายเป็นปริมณฑล ดุลปริมณฑลแห่งต้นไทร(พระกายสูงเท่ากับว่าของพระองค์)(วา = เท่ากับ ๔ ศอก ประมาณ 2 เมตร)
๒๐. มีลำพระศอกกลมงามเสมอตลอด
๒๑. มีเส้นประสาทสำหรับรสพระกระยาหารอันดี
๒๒.มีพระหนุดุจคางแห่งราชสีห์ (โค้งเหมือนวงพระจันทร์)(พระหนุ = คาง)
๒๓.มีพระทนต์ ๔๐ ซี่ (ข้างละ ๒๐ ซี่) (พระทนต์ = ฟัน)
๒๔.มีพระทนต์เรียบเสมอกัน
๒๕.พระทนต์เรียบสนิทมิได้ห่าง
๒๖.เขี้ยวพระทนต์ทั้ง 4 ขาวงามบริสุทธ์
๒๗.พระชิวหาอ่อนและยาว (อาจแผ่ปกพระนลาฏใต้)(พระชิวหา = ลิ้น พระนลาฎ = หน้าผาก)
๒๘.พระสุรเสียงดุจท้าวมหาพรหม ตรัสมีสำเนียงดุจนกการเวก
๒๙.พระเนตรแจ่มใสดุจตาลูกโคเพิ่งคลอด
๓๐.ดวงพระเนตรแจ่มใสดุจตาลูกโคเพิ่งคลอด
๓๑.มีอุณาโลมระหว่างพระโขนง เวียนขวาเป็นทักขิณาวัฏ (อุณาโลม = ขนระหว่างคิ้ว)
๓๒.มีพระเศียรงามบริบูรณ์ดุจประดับด้วยกรอบพระพักตร์ (พระเศียร = ศีรษะ)
โดย: Vicha [23 พ.ค. 50 8:54] ( IP A:58.10.167.165 X: )

ความคิดเห็นที่ 8
   ขอกราบขอบพระคุณพี่เป็นอย่างมากเลยครับ มีเรื่องอยากจะขอถามอีกครับ ทำไมเวลาผมฟังเรื่องเกี่ยวกับพุทประหวัดแล้วน้ำตาของผมมักจะไหลออกมาครับ มีครั้งหนึ่งที่ผมพึ่งจะบวชผมได้อ่านเรื่องพระเวดสันดอนแล้วจู่ๆน้ำตาของผมมันก็ไหลออกมา มีหลายครั้งที่ผมอ่านหนังสือเกี่ยวกับชาดก น้ำตามันคอยที่จะไหลออกมาอยู่เลี้อยเลยครับ บางครั้งผมก็ห้ามเอาไว้ได้ บางครั้งผมก็ปล่อยให้มันไหลออกมาครับเป็นเพราะเหตุไรครับ มีอีกเรื่องหนึ่งผมอยากขอเรียนถามพี่ว่า ละหว่างคำว่า สหลาด กับ ปัญญา และ อดทน กับ อดกลั้นนั้นมันต่างกันอย่างไร หรือว่าเหมือนกันครับ (ยิ่งให้ก็ยิ่งได้ ยิ่งใช้ก็ยิ่งมาก)
โดย: บุณมี [23 พ.ค. 50 16:10] ( IP A:202.137.133.7 X: )

ความคิดเห็นที่ 9
   ตอบ
เป็นอาการของปีติ คือติดอยู่ในช่วงเกิดปีติง่าย จนกว่าจะพัฒนา ญาณหรือพละ 5 ให้สมดูลย์ ก็จะคลายลงเบาลงเองครับ หรือเมื่อเวลานานๆ ไป สิ่งเหล่านี้ก็จะลดน้อยลง เพราะศรัทธาลดถอยลงครับ

ต่อไปผมจะให้คำจำกัดความตามที่ผมเข้าใจนะครับ

ฉลาด คือมีไหวพริบในการแก้ไข และพัฒนาการความรู้ทางโลก ซึ่งสามารถก่อหรื่อกระทำ กุศลกรรมหรืออกุศลกรรมได้ ครับ

ปัญญา คือมีปัญญาดำรงตนได้อย่างถูกต้องในทางธรรม คือเป็นกุศลกรรม หรือไม่ก่อเป็นอกุศลกรรม ครับ

อดทน คือการกระทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งติดต่อกันโดยตลอดแม้ว่าจะยากลำบาก ก็กระทำอย่างต่อเนื่อง

อดกลั้น คือการข่มอารมณ์ ที่กระทบจนเกิด ราคะ โทสะ โมหะ อันไม่ดีไม่ให้ปะทุออกทางกาย วาจา และข่มใจต่อกิเลสนั้น
โดย: Vicha [24 พ.ค. 50 9:11] ( IP A:58.10.167.97 X: )

ความคิดเห็นที่ 10
   กราบขอบพระคุณพี่อีกครั้ง พี่ครับพี่มีวิธีที่จะแนะนำให้น้องๆที่กำลังเรียนอยู่นั้นได้ไหมครับว่า เมื่อเรานั้นอยากจะเรียนเก่งนั้นจะต้องเตรียมอะไรบ้างไว้ให้พ้อม ต้องสร้าง ต้องก่อ ต้องทำอย่างไรบ้าง ถึงจะเป็นคนที่เรียนเก่ง และดีของพ่อแม่ ได้โปรดแนะนำพวกเขาด้วย ผมมีคำกลอนหนึ่งที่พึงจะแต่งขึ้นมาไม่รู้ว่าจะดีแค่ไหนอยากให้พี่ช่วยแนะนำผมด้วย ( บ่อเกิดของความสุบ นั้นก็คือปัญญา บ่อเกิดของปัญญานั้นก็คือสมาธิ บ่อเกิดของสมาธิ นั้นก็คือความสงบ บ่อเกิดของความสงบ นั้นก็คือความดี บ่อเกิดของความดี นั้นก็คือการได้รักษาศีล เจริญสมาธิเรื้อยๆ ขยายความมาจาก ศีล สมาธิ ปัญญา)
โดย: บุณมี [24 พ.ค. 50 15:33] ( IP A:202.137.133.86 X: )

ความคิดเห็นที่ 11
   พอดีผมเพิ่งจะให้กฏ 3 ข้อกับลูกชายที่เรียนแย่ ไปปฏิบัติตาม เพราะอีกสองปีจะต้องสอบเข้า ม.1 ถ้าเขาทำได้ก็ไม่มีปัญญาแต่ถ้าไม่ย่อมทำ หรือทำบ้างไม่ทำบ้างก็อาจจะลำบากหน่อย 3 ข้อที่ว่าคือ

1.สนใจเรียนและทำความเข้าใจเวลาครูสอนในห้องเรียน
2.เมื่อกลับถึงบ้านทำการบ้านให้เสร็จแล้วทบทวนบทเรียนที่เรียนมา
3.เมื่อมีเวลาก็อ่านบทเรียนที่จะเรียนในวันต่อไป

การที่จะเป็นคนดีของพ่อแม่ก็คือ ต้องไม่เกะกะเกเร ไม่แสวงหาอบายมุข เช่นบุหรี่ เหล้า ยาเสพติด ไม่มีพฤติกรรมรุนแรง รับผิดชอบตนเอง ช่วยงานบ้านได้

บทความที่แต่งมานั้นไม่ใช่กลอนครับ เป็นเพียงบทความครับ ขาดสัมผัสตามรูปแบบกลอนครับ ผมแต่งกลอนให้ดูนะครับ

ความสุขพึงมีได้ด้วยปัญญา แสวงหาปัญญาด้วยการฝึก
ปฏิบัติธรรมจนสงบลึก แล้วผนึกเป็นสมาธิแก้กล้า
แต่ศีลนั้นเป็นฐานอันเบื้องต้น เพื่อให้พ้นจากการทำชั่วช้า
เมื่อทำได้ย่อมเป็นสุขในโลกหล้า แม้โลกหน้าก็พึงพ้นจากอบาย

โดย: Vicha [25 พ.ค. 50 9:54] ( IP A:58.10.167.164 X: )

ความคิดเห็นที่ 12
   กราบขอบพระคุณอีกครั้งครับ ผมขออนุยาตพี่ออกความเห็นได้ไหมครับเกี่ยวกับเรื่องวิธีที่จะทำตนเองให้เป็นคนเก่ง และดีได้ ถ้าได้ผมจะมาลงไว้ในวันต่อไปครับ มีอีกข้อหนึ่งอยากจะเรียนถามพี่ว่า พี่มีเคล็ดลับ หรือว่าวิธีทำให้จิตสงบได้ง่ายที่สุดครับ วิธีแก้อาการง้วงนอนตอนที่เราตื่นมานั่งสมาธิในช่วงเวลาเช้าครับ อีกประการหนึ่งคำที่ผมแต่งนั้นเขาเรียกอย่างไรครับ เพราะผมไม่ได้ศึกษาทางด้านนี้มาครับจึงอยากทราบ ขอโทษครับแล้วพี่สามาถอ่านภาษาลาวได้หรือเปล่าครับ
โดย: บุณมี [25 พ.ค. 50 10:13] ( IP A:202.137.133.53 X: )

ความคิดเห็นที่ 13
   จากคำถาม "ผมขออนุยาตพี่ออกความเห็นได้ไหมครับเกี่ยวกับเรื่องวิธีที่จะทำตนเองให้เป็นคนเก่ง และดีได้ "

ตอบ ได้สิครับ...

จากคำถาม "พี่มีเคล็ดลับ หรือว่าวิธีทำให้จิตสงบได้ง่ายที่สุดครับ"

ตอบ วิธีที่ 1 เข้าไปภาวนาที่จิตและธรรมารมณ์ที่ บังเกิดขึ้น วิธีที่ 2. ดูลม ใช้อานาปานสติ

จากคำถาม "วิธีแก้อาการง้วงนอนตอนที่เราตื่นมานั่งสมาธิในช่วงเวลาเช้าครับ "

ตอบ ปฏิบัติบ่อยๆ ความง้วงนอนนั้นก็จะหายไปครับ แต่ถ้าเป็นการนอนไม่พอควรนอนให้เต็มตื่น ประมาณวันละ 7 ชม. ขึ้นอยู่กับสุขภาพของแต่ละคนครับ

จากคำถาม "อีกประการหนึ่งคำที่ผมแต่งนั้นเขาเรียกอย่างไรครับ "

ตอบ เขาเรียกว่าร้อยแก้วครับ คือแต่งบทความในเชิงวิชาการ ไม่ได้มีการสัมผัสคำที่เป็น ร้อยกลอง หรือ กลอน ครับ

จากคำถาม "แล้วพี่สามาถอ่านภาษาลาวได้หรือเปล่าครับ"

ตอบ ผมคงอ่านไม่ออกนะครับ
โดย: Vicha [28 พ.ค. 50 9:10] ( IP A:58.10.167.74 X: )

ความคิดเห็นที่ 14
   วิธีแก้ง้วง และทำให้จิดสงบได้ง่ายของผมนั้นก็คือการเอาความตายมาใช้ในการประฎิบัติ เพราะเหตุว่าเมื่อความตายเข้ามาถึงใกล้ตัวเราแล้วละก็ จิตของคนส่วนมากนั้นจะคิดแต่เรื่องเดียว และบางครั้งก็อาจทำให้บุคคนนั้นสามาถทำในสิ่งที่เกินก่ำลังของมนุดของคนปกติทั่วไปที่จะทำได้เช่น ยกตู้เย็นออกมีเพียงลำพังคนเดียวได้เป็นต้น ดั่งนั้นผมจึงใช้วิธี หายใจเข้ายาวๆ หายใจออกยาวๆ สักประมาณ 4-5 รอบแล้วหายใจเข้าพอประมาณแล้วให้กลั้นลมหายใจ และนับ 1-50 หรือมากกว่านั้นแล้วแต่ละบุคคน จนถึงขั้นเกือบขาดใจแล้วค่อยผ่อนลมหายใจออก หายใจเข้าปกติแล้วเริ่มต้นใหม่ ทำอย่างนี้ประมาน 3-4 ครั้ง ก็จะหายใจอาการง้วงครับ ถ้ายังไม่หายให้ทำใหม่อีก(แต่ต้องทำให้ถึงที่สุดนะครับผมว่าแก้อาการง้วงได้แน่นอน) เปรียบเหมือนมีบุคคนมาบีบจมูกของเราไว้ เมื่อเป็นเช่นนั้นท่านจะสามาถหลับลงได้อย่างไร และผมมีอาการอีกอย่างหนึ่งครับที่แปลกนั้นก็คือในบางครั้งผมมีความรู้สึกว่าเหตุการอย่างนี้ ปัดจุบัณนี้เหมือนได้เคยๆได้กระทำมาแล้วไม่รู้พี่จะเป็นเหมือนอย่างผมหรือไม่ครับ และเขาเรียกอาการอย่างนี้ว่าอะไรครับ
โดย: บุณมี [28 พ.ค. 50 10:32] ( IP A:202.137.133.37 X: )

ความคิดเห็นที่ 15
   การแก้ง้วงแบบของ คุณบุณมี เป็นการกระทำที่ไม่ค่อยถูกทางสายกลางนะครับ

การปฏิบัติธรรมให้เป็นปกติ เป็นที่น่าจะดีกว่านะครับ เมื่อเราปฏิบัติบ่อยๆ ทุกเช้า หลังจากนอนได้อย่างเต็มอิ่ม เมื่อทำเป็นประจำต่อไป จนเคยชิน เมื่อตื่นเช้ามืดจะไม่ง้วงหาวนอนอีกเลย เป็นการแก้ปัญหาที่ถาวรและไม่เป็นอันตรายต่อสติสมาธิและร่างกายครับ

โดย: Vicha [29 พ.ค. 50 9:06] ( IP A:58.10.167.111 X: )


คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน
 s