JsSound  >>  N

การใช้งาน MIXER
   ต้องขอขอบคุณ ยุทธนาซาวด์ลำพูน เจ้าของเนื้อหาเกี่ยวกับการใช้มิกเซอร์
..ช่วงนี้งานเบาบาง ลองมาอ่านเพิ่มอาหารสมอง สำหรับท่านที่ยังเข้าใจไม่ลึกซึ้ง..ลองดูครับ สำหรับท่านที่เข้าใจท่องแท้ ก็เข้ามาแชร์ความรู้กันได้ครับ พวกเราจะได้พัฒนาก้าวไกล และใช้ของที่มีน้อยนิด อย่างเต็มประสิทธิภาพ

พื้นฐานมิกเซอร์ (Mixer basics)

มิกเซอร์ จะประกอบไปด้วยอุปกรณ์ต่างๆที่ทำหน้าที่ปรุงแต่งสัญญาณที่เข้ามาในแต่ล่ะปุ่มมิกเซอร์จะแยกหน้าที่การทำหน้าที่การทำงานที่แตกต่างกันออกไปต่อไปนี้จะเป็นรายระเอียดของปุ่มต่างๆบนมิกเซอร์

อินพุตแจ็ค (input jacks)
ทำหน้าที่รับสัญญาณจากไมโครโฟนหรือจากเครื่องดนตรีต่างๆที่เป็นไลน์ (line) ตำแหน่งมักอยู่บนสุดของมิกเซอร์ลักษณะของเต้ารับสัญญาณ (jack) จะมีอยู่สามแบบคือ (RCA) (-10dBv) และ (XLR) การใช้เต้ารับสัญญาณนั้นขึ้นอยู่กับราคาของเครื่องมิกเซอร์นั้นหากมีราคาแพงเต้ารับสัญญาณจะเป็นแบบ XLR ส่วนมิกเซอร์แบบกึ่งโปรจะใช้เต้าแบบ RCA และแบบ1/4นิ้ว

แฟนทอม (phantom)
ทำหน้าที่จ่ายไฟให้กับไมโครโฟนที่เป็นแบบคอนเดนเซอร์ (condenser) ไฟที่ออกมาจะเป็นไฟ (DC)ซึ่งมีแรงดันระหว่าง 12-48 โวลต์ (volt)

เฟส (phase)
ทำหน้าที่ปรับแก้ไขเฟสที่ไม่ถูกต้องที่อาจเกิดจากการต่อขั้วสายผิดพลาดหรือการวางไมค์ที่ก่อให้เกิดการกลับเฟส (มักเกิดจากการวางไมค์มากกว่าสองตัวขึ้นไป) ให้คืนอยู่ในสภาพปกติ สวิตซ์เฟสนี้จะพบในมิกเซอร์ราคาแพงเท่านั้น

แพด ( pad)
จะพบสวิตช์นี้ในมิกเซอร์ที่มีราคาแพงเท่านั้น ทำหน้าที่ลดความแรงของสัญญาณที่เข้ามาลง –20dB และในมิกเซอร์บางยี่ห้อจะใช้คำว่า MIC ATT (microphone attenuation) ซึ่งทำหน้าที่เหมือนกัน
สวิตช์เลือกไมค์,ไลน์,เทปอินพุต (mic/line/tape input select)
ทำหน้าที่เป็นตัวเลือกแหล่งสัญญาณที่เข้ามาเพื่อให้ความเหมาะสมของสัญญาณก่อนที่จะป้อนเข้ามาให้เหมาะสมกับภาคปรีแอมป์ (pre-amp) มากที่สุด และเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดอาการแตกพร่า (distrotion) ในขณะใช้งานเราสามารถปรับระดับสัญญาณได้ด้วยการดูที่มิเตอร์ (vu meter)

พีคมิเตอร์ (peak meter)
ทำหน้าที่คอยระวังความแรงของสัญญาณที่เข้ามาในแชนเนลนั้นๆของมิกเซอร์ input เพื่อไม่ให้มีค่าที่เกินค่าที่กำหนดไว้โดยไฟจะสว่างขึ้น เมื่อไฟสว่างให้ปรับลดที่เกน (gain) หรืออีคิว
วิธีการดูสัญญาณที่ขึ้นพีคนั้นสามารถช่วยให้สามารถเร่งความแรงของสัญญาณที่เข้ามาได้เต็มที่ ในขณะที่เราวัดจาก vu meter และทำให้ทราบได้ว่ามีช่วง
ไหนของสัญญาณทีมีความแรงที่สุด

โลว์พาสฟิลเตอร์ (lowpass-filter)
ทำหน้าที่ตัดสัญญาณความถี่สูงระหว่าง 8-10kHz เพื่อไม่ให้ผ่านไปได้ แต่ยอมให้ความถี่ต่ำผ่านได้โดยสะดวก ซึ่งในเครื่องมิกเซอร์ราคาแพงๆสามารถตั้งค่าความถี่สูงที่ต้องการตัดไม่ให้ผ่านได้อีกด้วย

ไฮพาสฟิลเตอร์ (highpass-filter)
ทำหน้าที่ตัดสัญญาณเฉพาะย่านความถี่ต่ำประมาณ 80-100 Hz ไม่ให้ผ่านไปได้แต่ยอมให้ความถี่สูงผ่านไปได้ ซึ่งในเครื่องมิกเซอร์ราคาแพงๆสามารถตั้งค่าความถี่สูงที่ต้องการให้ผ่านได้อีกด้วย

โดย: ประจบ พี.เจ.เทค.081-8877471 [6 มิ.ย. 56 11:50] ( IP A:171.4.123.75 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live

ความคิดเห็นที่ 1
   แชนเนลมิวต์ (channel mute) ทำหน้าที่ปิดเปิดสัญญาณที่เข้ามาในแต่ละแชนเนลของมิกเซอร์ ประโยชน์ของปุ่มนี้ช่วยให้กำหนดการปิดเปิดของสัญญาณที่ได้ยินแต่ล่ะช่องเป็นอิสระ

อินเสิร์ตแจ็ค (insert jack)
ทำหน้าที่เหมือนสวิตซ์ร่วมที่เชื่อมอุปกรณ์จากภายนอกเพื่อให้เข้ามาผสมกับสัญญาณที่อยู่ในแต่ล่ะแชนเนลของมิกเซอร์ ทำให้แยกสัญญาณจากแชนเนลเพื่อส่งไปเข้าเครื่องมือช่วยปรุงแต่งเสียงต่างๆ (signal processor) เช่นคอมเพรสเซอร์ หรือ ดีเลย์ เป็นต้น ได้เป็นอิสระแต่ล่ะช่องเสียง (channel)

อีควอไลเซอร์ (equalizer)
ทำหน้าที่ปรับความถี่ของสัญญาณที่เข้ามาเพื่อปรับแต่งหาความถูกต้องตามที่ต้องการเรานิยมเรียกย่อๆว่า (EQ) ลักษณะการทำงานของอีคิวจะมีตั้งแต่แบบง่ายๆสองย่านความถี่คือเสียงสูง (treble) และความถี่ต่ำ (bass) ไปจนถึงแบบละเอียดที่มีครบทุกความถี่ (สูงกลางต่ำ) ซึ่งจะเป็นอีคิวแบบที่เรียกว่า พาราเมตริก อีคิว (parametric eq)

อีคิวบายพาส (EQ bypass)
ทำหน้าที่ปิดหรือเปิดในการใช้อีคิวหรือจะไม่ใช้ ทั้งนี้เพื่อการรับฟังเปรียบเทียบการใช้อีคิวและไม่ใช้ ว่าสัญญาณเสียงก่อนใช้อีคิวและหลังใช้จะเป็นอย่างไร

เฟดเดอร์ (fader)
ทำหน้าที่ปรับเพิ่มระดับสัญญาณที่เข้าและออกไปจากมิกเซอร์ output เพื่อป้อนเข้าสู่เครื่องขยายเสียง บางครั้งเรานิยมเรียกทั่วไปว่าโวลุ่ม (volume)

สตูดิโอเลฟเวล (studio level)
ทำหน้าที่ควบคุมความดังของเสียงที่ออกมาจากมิกเซอร์เพื่อส่งเข้าไปยังห้องที่บันทึกเสียงเครื่องดนตรีก็คือห้อง studio นั่นเอง

คอนโทรลรูมเลฟเวล (control room level)
ทำหน้าที่ควบคุมความดังของเสียงที่ได้ยินทั้งหมดจากมิกเซอร์ที่อยู่ภายในห้องควบคุมเสียง (control room level


โซโล (solo)
ทำหน้าที่ตัดสัญญาณแต่ล่ะช่องเสียงออกมาเพื่อการรับฟังโดยอิสระโดยเราจะได้ยินเฉพาะช่องเสียงที่เรากดปุ่มโซโลใช้งานอยู่เท่านั้น โดยไม่จำเป็นต้องปิดร่องเสียงอื่นๆ เช่น ในขณะที่กำลังฟังเสียงที่เข้ามาในมิกเซอร์สี่ช่องเสียงพร้อมๆกัน และเราต้องการฟังตรวจสอบเสียงจากช่องเสียงที่สองเพียงช่องเดียว เราก็กดปุ่มโซโลลงไปเราจะได้ยินเสียงจากช่องเสียงที่สองเท่านั้นซึ่งมันจะทำหน้าที่ตัดแยกเสียงในช่องเสียงอื่นๆให้เงียบโดยอัตโนมัติ

โซโลเลฟเวล (solo level)
ทำหน้าที่ควบคุมสัญญาณของโซโลในช่องเสียงต่างๆบนมิกเซอร์ทั้งหมด ว่าให้อยู่ในระดับความดังเบาที่เท่าไรตามความต้องการของเอ็นจิเนียร์ เพื่อความสมดุลย์ของเสียงเมื่อกดออกเพื่อฟังรวมกับระดับปกติ

ออกซีไลอะรี่ (auxiliary)
เรียกย่อๆว่าออกเซนด์ (aux send) ทำหน้าที่เป็นตัวจ่ายสัญญาณที่เข้ามาในแต่ล่ะช่องเสียงเพื่อส่งต่อไปยังอุปกรณ์ปรุงแต่งเสียงต่างๆ หรือแหล่งรับสัญญาณอื่นๆตามที่เราต้องการ อ๊อกเซนด์ (aux send) จะมีมาสเตอร์อ๊อก (master aux) ซึ่งควบคุมความแรงของสัญญาณอ๊อกทั้งหมดในทุกช่องเสียงบนมิกเซอร์อีกต่อหนึ่ง

ปรี (pre)
หมายถึงสัญญาณที่เข้ามาในแชนเนลเสียงมิกเซอร์ จะถูกดักออกมาก่อนที่จะผ่านเข้าสู่เฟดเดอร์หลักที่มิกเซอร์(เฟดเดอร์นี้มักจะอยู่ล่างสุดและมีลักษณะยาว) ซึ่งเมื่อดึงเฟดเดอร์หลักลงมาเพื่อลดสัญญาณเสียงลง สัญญาณเสียงก็จะไม่เบาตามไปด้วยแต่จะไปดังออกที่ภาคปรี (pre) ซึ่งอาจจะพ่วงต่อไปยังเอฟเฟ็กต์ต่าง ๆ เช่น รีเวอร์บ เป็นต้น ดังนั้นเสียงที่ยังคงได้ยินก็จะเป็นเสียงที่มาจากรีเวอร์บนั่นเอง ผลคือสัญญาณที่เข้ามาจะเป็นอิสระไม่ขึ้นกับเฟดเดอร์หลักที่ทำให้สามารถนำสัญญาณนั้น ๆ ไปใช้เพื่อผลทางเสียงได้ตามแต่ต้องการหรือสร้างสีสรรทางเสียงและมิติได้อีกทางหนึ่ง

โพสต์ (post)
หมายถึงสัญญาณที่เข้ามาแชนเนลเสียงของมิกเซอร์ จะมีผลดังเบาตามเฟดเดอร์หลัก
คือเมื่อเราลดเฟดเดอร์ลงสัญญาณที่เข้ามาก็จะลงตามไปด้วย แม้ว่าสัญญาณจะถูกแยกส่งออกไปยังเอฟเฟคอื่น ๆ ก็ตาม

แพน (pan)
ทำหน้าที่เคลื่อนย้ายตำแหน่งสัญญาณให้ไปทางซ้ายหรือขวาและทำหน้าที่เป็นตัวถ่ายโอนสัญญาณลงร่องเสียง(track)เพื่อป้อนเข้าสู่เครื่องบันทึกเทปอีกด้วย

โดย: ประจบ พี.เจ.เทค.081-8877471 [6 มิ.ย. 56 11:55] ( IP A:171.4.123.75 X: )

ความคิดเห็นที่ 2
   แพน (pan)
ทำหน้าที่เคลื่อนย้ายตำแหน่งสัญญาณให้ไปทางซ้ายหรือขวาและทำหน้าที่เป็นตัวถ่ายโอนสัญญาณลงร่องเสียง(track)เพื่อป้อนเข้าสู่เครื่องบันทึกเทปอีกด้วย

กรุ๊ปหรือบัส (group or bus)
ทำหน้าที่รวมสัญญาณที่เข้ามาจากหลายช่องเสียง(channel)เพื่อรวมสัญญาณให้ออกที่ output เดียว เพื่อส่งต่อไปยังเครื่องบันทึกเทปหรือเครื่องขยายเสียงหรือช่องเสียงภายในมิกเซอร์เอง เช่น เราสามารถกรุ๊ปหรือบัสเสียงกลุ่มนักร้องประสานเสียงจากหลาย ๆ ช่องเสียงบนมิกเซอร์ ให้ออกเป็นช่องเสียงเดียวได้ด้วยการควบคุมเฟดเดอร์เพียงตัวเดียวเพื่อสะดวกต่อการควบคุมความดังเบาของสัญญาณทั้งหมด การส่งสัญญาณบัสหรือกรุ๊ปทำได้ด้วยการใช้แพน(pan) เป็นตัวจ่ายสัญญาณว่าไปทางไหนควบคู่ไปกับช่องเลือกสัญญาณ (track selected)

เลือกแทรคเสียง (track selected)
ในมิกเซอร์ที่มีราคาแพงนั้นจะอยู่บนสุดเป็นส่วนใหญ่ ทำหน้าที่เป็นตัวจ่ายสัญญาณว่าจะให้ออกไปสู่ช่องเสียงใดที่เครื่องบันทึกเทปแบบมัลติแทรคซึ่งอาจเรียกได้อีกชื่อหนึ่งว่า ไดเร็กต์แอสไซน์ (direct assign)

ไดเร็กต์เอาต์พุต (direct output)
ทำหน้าที่ดักสัญญาณที่เข้ามาโดยไม่ผ่านปุ่มต่าง ๆ บนมิกเซอร์เพื่อให้สามารถนำสัญญาณสด ๆ นี้ไปพ่วงกับอุปกรณ์ปรุงแต่งเสียง(effects)หรือเครื่องบันทึกเสียงได้โดยตรงตามแต่วัตถุประสงค์

เอฟเฟ็กต์เซนด์ (effect send)
ทำหน้าที่จ่ายสัญญาณออกมาจากตัวมิกเซอร์ในแต่ละช่องเสียงไปสุ่เอฟเฟ็กต์ต่าง ๆ เช่น รีเวิร์บ (reverb) หรือดีเลย์ซึ่งมักใช้ปุ่ม aux เป็นตัวส่งสัญญาณ

เอฟเฟ็กต์รีเทอร์น (effect return)
ทำหน้าที่รับสัญญาณที่ผ่านมาจากอุปกรณ์ต่างๆที่ถูกป้อนมาจาก effect send อีกทีหนึ่งเพื่อการได้ยินเสียงที่ส่งออกมาจากเครื่องเอฟเฟ็กต์

สเตอริโอมาสเตอร์แฟดเดอร์ (stereo master fader)
มีอยู่สองลักษณะคือแบบ สไลด์โวลุ่ม (slide volume) และแบบหมุน (rotarypot)
ทำหน้าที่เป็นตัวปรับความดังเบาของสัญญาณทั้งหมดบนมิกเซอร์ทั้งซ้ายและขวาก่อนที่จะออกไปสู่เครื่องมือต่างๆ

กรุ๊ปหรือบัสเอาต์พุตแฟดเดอร์ ( group or buss output faders )
บางที่เรียกว่ากรุ๊ปเฟดเดอร์ (supgroup faders) ควบคุมการส่งออกของสัญญาณที่มาจากกรุ๊ปหรือบัสอินพุตแฟดเดอร์ ( buss input fader) โดยจะแยกเป็นสเตอริโอซึ่งมีแพน (pan) ทำหน้าที่ควบคุมการส่งสัญญาณไปทางซ้ายหรือขวาเพื่อผลของการมิกซ์เสียง (mixdown) หรือการจัดตำแหน่งสัญญาณ

สเตอริโอบัสอินพุต (stereo buss input)
ทำหน้าที่รองรับสัญญาณจากแหล่งสัญญาณอื่นๆเพื่อให้สามารถนำสัญญาณมาใช้สัญญาณร่วมกัน เช่นกรณีที่ใช้มิกเซอร์สองตัวโดยตัวแรกใช้สำหรับรองรับสัญญาณจากเครื่องดนตรีและเสียงร้อง ส่วนตัวที่สองใช้สำหรับกล ุ่มคีย์บอร์ด แต่เราต้องการควบคุมสัญญาณทั้งหมดจากมิกเซอร์ตัวแรกเราสามารถทำได้โดยการส่งสัญญาณจากมิกเซอร์ในตัวที่สองจากภาคเอาต์พุตสเตอริโอ (output stereo) แล้วต่อเข้าที่

สเตอริโอบัส (stereo buss) ที่ว่านี้ในมิกเซอร์ตัวแรกซึ่งจะทำให้สามารถควบคุมระดับความแรงเบาของสัญญาณจากมิกเซอร์ตัวที่สองได้ที่มิกเซอร์ในตัวแรกในภาคสเตอริโอบัสของมิกเซอร์ตัวแรก

อ๊อกซีไลอะรี่รีเซนด์มาสเตอร์ (auxiliary send masters) ทำหน้าที่ควบคุมความดังเบาของสัญญาณทั้งหมดที่มาจาก aux จากแต่ล่ะช่องเสียงในมิกเซอร์ หากเราปิด aux send master ถึงแม้เราจะส่งสัญญาณจาก aux ในแต่ล่ะแชนเนลก็จะไม่มีเสียงดัง ในทางตรงกันข้ามหากเราเพิ่มระดับความแรงของ aux send master ความแรงของสัญญาณจาก aux ในแต่ล่ะช่องเสียงบนมิกเซอร์ก็จะดังทั้งหมด

โดย: ประจบ พี.เจ.เทค.081-8877471 [6 มิ.ย. 56 11:58] ( IP A:171.4.123.75 X: )

ความคิดเห็นที่ 3
   MIXER CONSOLE

ขอเริ่มกันด้วยเครื่องมือชิ้นนี้ก็แล้วกันนะครับ ชื่อเรียกเป็นทางการของมันก็คือ mixing console ครับ หรือจะเรียกสั้นๆว่า board ก็ได้

ถ้าคุณเคยได้ไปเยี่ยมชมห้องอัดเสียงที่ไหนก็ตาม คุณก็จะเห็นไอ้เจ้านี่แหละ ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่กลาง control room ขนาดก็ประมาณว่าเตียงเดี่ยวน่ะแหละครับ ถ้าเอากระดานมาปูทับละก็ ขึ้นไปนอนเล่นได้เลย ปุ่มต่างๆก็ ราวๆซัก...ล้านเจ็ดสิบเอ็ดปุ่มเห็นจะได้

บางท่านคงเคยสงสัยว่าไอ้ปุ่มต่างๆเหล่านี้มันทำงานจริงๆรึเปล่า รึว่าทำไว้โก้ๆ ให้มันน่าเกรงขามขู่คนเล่นๆ ขอตอบว่า ทุกปุ่มต้องใช้ครับ การจะบิด จะหมุน จะยก แต่ละปุ่ม ล้วนมีผลกับเสียงทั้งสิ้น

แล้วมันจะหมุนกันยังไงถูกล่ะน่ะ ออกจะเยอะขนาดนั้น ?
ไม่ยากหรอกน่า ค่อยๆทำความเข้าใจมันไปทีละอย่างซิครับ มา....จะว่าให้ฟัง.........

ปุ่มต่างๆของ mixer ใน 1 channel ชื่อของแต่ละปุ่มอาจจะ แตกต่างกันไป แล้วแต่ ยี่ห้อหรือรุ่น แต่การทำงานจะเหมือนกันครับ รูปที่เอามาเป็นตัวอย่างนี่เป็น ยี่ห้อ tascam ครับ

ปุ่ม trim ทำหน้าที่คล้ายๆกับ volumn คือ ถ้าหมุนปุ่มนี้ เสียงมันจะดัง-ค่อย แต่อย่าเข้าใจผิดนะครับ มันไม่ใช่ volumn ครับ มันทำหน้าที่เป็น preamp ของ channel นี้ตะหาก เพราะฉะนั้น ถ้าคุณยกมันมากไป สัญญาณก็จะ distort คือพร่า เพี้ยน แตก

วิธีปรับ trim ที่ถูกต้องก็คือ ทำงี้ครับ ต่อแหล่งสัญญาณที่จะใช้เข้าไป เช่น mic ลดปุ่ม trim จนสุด ยก fader ข้างล่างขึ้นมาที่ 0 db จากนั้นลองพูดหรือร้องในระดับเสียงเท่าที่ใช้งานจริง ค่อยๆหมุนปุ่ม trim ขึ้นมา จนสัญญาณไฟ peak กะพริบ ก็หยุดอยู่ตรงนั้น

ถ้าไม่มีสัญญาณไฟ peakก็ใช้หูน่ะแหละครับ ให้เสียงมันดังอยู่ในระดับสูงสุดที่ใช้งานจริง board ส่วนใหญ่จะมีไฟ peak มาให้ทั้งนั้นแหละครับ อ้อ..trim นี่มันมีอีกชื่อนึงว่า attenuator นะครับ

phantom power ถ้าคุณใช้ mic แบบ condenser เสียบที่ช่องนี้ คุณต้องใช้ปุ่มนี้ครับ condenser mic เนี่ย มันต้องใช้ไฟเลี้ยงครับ ถ้ายี่ห้อห่วยหน่อย ก็จะใช้ battery 1.5 volt หรือ 9 volt แต่ถ้าเป็น mic ชั้นดี ที่ใช้ในห้องอัดเสียง จะต้องใช้ไฟ 48 volt ครับ

ไอ้ไฟ 48 volt นี่แหละเรียกว่า phantom power ถ้าคุณกดปุ่มนี้ board ก็จะส่งสัญญาณไฟ 48 volt ไปให้ mic ของคุณเอง แต่ถ้าคุณใช้ mic แบบ dynamic ก็ไม่ต้องกดนะครับ


อีกอย่างที่ควรระวังก็คือ เวลาจะกดปุ่มนี้ กรุณาลด main volumn ให้สุดนะครับ ไม่งั้น ลำโพงของคุณอาจจะกระเด็นตกลงมาได้ มันจะดัง พลั่กสนั่นเลยละครับ ผมเคยโดนมาแล้ว ไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้เค้ามีวงจรตัดไอ้เสียงพลั่กนี่รึยัง

mic/line ปุ่มนี้ไว้กดเลือกครับ ว่าเราใช้อุปกรณ์อะไรต่อเข้าที่ channel นี้ บางทีมันอาจจะเขียนว่า line/mic ก็ได้ครับ ถ้าสมมุติมันเขียนว่า mic/line ก็แสดงว่า ถ้าไม่กดปุ่มนี้ เราก็จะต่อ mic เข้าที่ช่องนี้

แต่ถ้าเราเอาอุปกรณ์ประเภท line signal เช่น เครื่องเล่นเทป,เครื่องเล่น cd, สัญญาณเสียงจากเครื่อง dvd หรือสัญญาณเสียงจาก guitar มาต่อเข้าที่ช่องนี้ เราก็ต้องกดปุ่ม mic/line ลง เพื่อบอกมันว่า เฮ้ย....ชั้นเอาไอ้นี่มาต่อไว้นะ เพราะสัญญาณจาก mic และสัญญาณ line เนี่ย ความแรงมันไม่เท่ากันครับ

โดย: ประจบ พี.เจ.เทค.081-8877471 [6 มิ.ย. 56 12:00] ( IP A:171.4.123.75 X: )

ความคิดเห็นที่ 4
   EQ บ้านเราก็เรียกว่าปุ่มปรับทุ้ม-แหลมนั่นแหละครับ แต่ถ้าเป็น board ชั้นดี มันไม่ได้มีแค่ทุ้มกะแหลมครับ มันมีกลางแถมมาด้วย ไอ้เสียงกลางที่แถมมาเนี่ย ก็มี 2 ปุ่มอีก

ปุ่มนึงเอาไว้ ลด-เพิ่ม อีกปุ่มนึง เอาไว้เลือกค่าความถี่ของเสียงกลางที่ต้องการจะ ลด- เพิ่ม.....เริ่มเวียนหัวรึยังครับ

effect send หรืออีกชื่อหนึ่งว่า aux send อย่างน้อยๆที่สุดก็ควรจะมีซัก 2 aux นะครับ อันนี้เอาไว้ควบคุมระดับสัญญาณที่จะส่งไปยังอุปกรณ์ประเภท effect prosessor ทั้งหลาย ผ่านทางช่อง aux

เรื่อง effect เนี่ยก็เป็นเรื่องยักษ์อีกเรื่องนึง ที่ผมตั้งใจว่าจะแยกไปเขียนไว้อีกหัวข้อต่างหากไปเลย
board บางรุ่นอาจจะมีถึง 6 aux นะครับ

........อ้ะ...ต่อครับ เรื่องสัญญาณ effect send หรือ aux send ยังไม่จบนะครับ สัญญาณทั้งหลายที่ส่งไปทางช่อง aux เนี่ย เมื่อเดินทางไปถึงปลายทาง ซึ่งก็คือ เครื่อง effect ทั้งหลายแหล่นั่นแล้ว ก็จะไปเข้ากระบวนการปรุงเสียงโดยเครื่อง effect นั้นๆ อาจจะเป็น reverb, flanger, phaser หรืออะไรก็ตามแต่หละ

เมื่อปรุงเสียงจนเสร็จสรรพ เครื่อง effect เหล่านั้นก็จะส่งสัญญาณที่ผ่านการปรุงแล้ว กลับคืนมาที่ board อีกครั้ง ช่องทางที่สัญญาณจาก effect กลับมาที่ board มันจะผ่านมาทางช่อง aux return ครับ หรืออาจจะเขียนว่า effect return ก็ได้


.......ดังนั้นก็พอจะสรุปได้ว่า ถ้า board นั้นมีกี่ aux มันก็จะต้องมีเท่านั้น return อ้อ..อีกอย่างนึง สัญญาณ aux send เนี่ย มันจะมีตัว master คุมโดยเฉพาะนะครับ คือนอกจากจะปรับระดับที่แต่ละ channel แล้ว ก็ยังสามารถไปปรับที่ aux send ใหญ่ได้อีกด้วย


.....engineer บางคน ไม่นิยมเอาสัญญาณจาก effect กลับมาทาง ช่อง return นะครับ พี่แกจะเล่นโลดโผนกว่านั้น ด้วยการเอาไปผ่านเข้า boardอื่นแยกต่างหาก ให้มันเวียนหัวเล่น เหตุผลที่ทำยังงั้นก็คือ เค้าต้องการจะ eq สัญญาณขากลับนั้นซะก่อน เท่านั้นเองครับ


....ยังไม่หมดครับ ยังมีอีกปุ่มนึง คือปุ่ม pre fader และ post fader ...มันคืออะไร ?


pre fader สัญญาณที่ออกไปทางช่อง aux จะไม่ผ่าน fader ของ channel ครับ หมายถึงว่า แม้คุณจะลด fader ของ channel นี้ลงจนสุดก็ตาม สัญญาณที่ออกไปที่ effect หรือออกทางช่อง aux นั้นก็ยังไปอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ควบคุมโดยปุ่ม aux send อย่างเดียว

ประโยชน์ของวิธีนี้ก็คือ..ยกตัวอย่างว่า มือกลอง แกอยากจะได้ยินเสียง guitar bass ด้วย เราก็เอาสัญญาณจากตู้เบส มาต่อเข้าที่ channel นี้ แล้วส่งเป็น aux ออกไปที่แอมป์เล็กๆซักตัว เพื่อให้ตามือกลองแกได้ยินทาง headphone แต่เราจะลด fader ของ channel นี้จนสุด เพื่อไม่ให้เสียงเบสนั้น ออกมาในระบบรวม..เป็นต้นครับ


post fader ก็ตรงข้ามกะ pre fader น่ะแหละครับ คือสัญญาณ aux จะผ่าน fader ด้วย การยกหรือลด fader จะมีผลกับสัญญาณที่ออกไปทางช่อง aux ครับ

ปุ่ม tape in จะมีเป็นบาง board เท่านั้นนะครับ ถ้ามีก็ถือว่าเป็นของแถมไป เพราะมันเท่ากับว่าเรามี channel ใช้งานเพิ่มขึ้นครับ เพราะมันจะเป็น channel ซ้อนอยู่ใน channel อีกที เราไม่จำเป็นต้องเอาเทปต่อเข้าไปนะครับ อย่าไปเชื่อมัน....... อะไรก็ได้ครับ ที่เป็นสัญญาณระดับ line signal เพราะสัญญาณเทปเนี่ย มันจะเป็นสัญญาณระดับเดียวกันกับสัญญาณ aux


......ปุ่ม fader เล็กๆในช่อง tape in นั่นมันจะทำงานเป็นอิสระนะครับ ไม่เกี่ยวกับ fader ของ channel นอกจากว่า คุณจะไปกดปุ่ม flip (ที่ผมติดค้างเอาไว้น่ะแหละ) ถ้าคุณกด flip อุปกรณ์ที่ต่อเข้ากับ tape in ก็จะโดนบังคับด้วย fader ของ channel ด้วย


..... destination ที่อยู่ในช่อง tape in เพื่อให้เราเลือกว่า สัญญาณจากปุ่มนี้เราจะส่งไปที่ไหนครับ จะส่งไปที่ main หรือ monitor ก็ได้ครับ...ก็อีกแหละ ถ้าคุณกด flip มันก็จะไปที่ main ได้อย่างเดียวนะครับ

ปุ่ม main in บางทีก็เขียนว่า bus หรือ group เวลาคุณอ่าน spec ของ board นะครับ คุณอาจจะเคยเห็นกลุ่มตัวเลขว่ายังงี้ครับ 24-8-2 ซึ่งหมายความว่า board นี้มี 24 channel , 8 group , 2 main ครับ...

ทีนี้ ไอ้ group หรือ bus เนี่ย มันเอาไว้ทำอะไรล่ะ...ก็ตามชื่อของมันน่ะแหละครับ คือเป็นการจัดแบ่ง group ของอุปกรณ์ที่เอามาต่อเข้า channel ต่างๆ

โดย: ประจบ พี.เจ.เทค.081-8877471 [6 มิ.ย. 56 12:01] ( IP A:171.4.123.75 X: )

ความคิดเห็นที่ 6
   แต่ VCA นี่ ย้อนทางครับ เราสั่งให้ VCA ไป ควบคุม channel แทนครับ เช่น vca 1 นี่เราสั่งให้คุมวงดนตรีทั้งวง อาจะ 40 หรือ 100 channel เลยก็ได้ ครับ เวลาเราลด fader VCA 1 จะทำให้ ทุก channel ที่เราสั่งให้เป็น ลูกน้องของ VCA 1 นี้จะลดเบาลงตาม ครับ
อ้อ VCA ไม่เรียกเป็น group นะครับ อย่าสับสนล่ะ 8 VCA แปลว่า มี VCA ให้ใช้อยู่ 8 อันครับ

- 8 Mute groups
MUTE แปลว่า ใบ้ MUTE GROUP แปลว่า กลุ่มที่เราต้องการให้เงียบไป เช่น ชุดกลอง ใช้ MUTE 1 เวลาเรากด MUTE 1 ชุดกลองจะเงียบไปเลย ไม่มี output ไปออกที่ buss out ไหนทั้งนั้นครับ 8 mute group แปลว่า มีให้ใช้งาน 8 อันครับ

โดย: ประจบ พี.เจ.เทค.081-8877471 [6 มิ.ย. 56 12:06] ( IP A:171.4.123.75 X: )

ความคิดเห็นที่ 7
   

ขอบคุณครับ  มึนตึบ

โดย: ทองอินทร์ [6 มี.ค. 57 14:55] ( IP A:1.2.218.177 X: )


คลิก เพื่อเปลี่ยนกลับไปแสดงความคิดเห็นแบบเดิม
ชื่อ / e-mail :    แทรกไอคอนน่ารักๆในข้อความ
e-mail :
ส่งอีเมลทุกครั้งที่มีการตอบกระทู้       (ใส่ Email เมื่อต้องการให้ส่ง Email เมื่อมีคนมาโพสในกระทู้)
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
วิธีการ upload รูปภาพแบบใหม่ วิธีการใส่ copy paste หรือ คัดลอกข้อความ ในแบบใหม่

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน