การเตรียมความพร้อมเด็ก
   การเตรียมความพร้อมเด็กหมายถึง การที่เด็กมี
พัฒนาการทางด้านต่าง ๆ ทั้งทางร่างกาย อารมณ์ จิตใจ
สังคม และสติปัญญา เพียงพอที่จะรับรู้สิ่งต่าง ๆได้โดย
ไม่มีสิ่งใดเป็นอุปสรรค ก่อให้เกิดความพึงพอใจในการ
กระทำนั้น ๆ ยังให้บังเกิดผลตัวเองที่ดีต่อตัวเองและการ
เรียนรู้ ความพร้อมของเด็กในการเรียนมีความสัมพันธ์
อย่างยิ่งกับพัฒนาการ เด็กที่เจริญเติบโตยังไม่ถึงขั้นของ
การเรียนอย่างหนึ่ง จะบังคับให้เด็กเรียนย่อมไม่เกิด
ประโยชน์ ทั้งยังเป็นการสร้างความคับข้องใจให้กับเด็ก
ทั้งทางร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาด้วย
การเตรียมความพร้อมเด็กก็เหมือนกับการเตรียมตัว
ของผู้ใหญ่ที่จะทำงานให้เสร็จลุล่วงไปด้วยดีนั่นเอง
เช่น การเข้าประชุม ก็ต้องเตรียมศึกษาเอกสารต่าง ๆ
การไปทัศนาจรก็ต้องมีเวลาเตรียมตัวสัก 1 หรือ 2 วัน
เป็นต้น ดังนั้น การที่เด็กเล็ก ๆ เพิ่งจะออกไปสู่สังคม
นอกบ้านเป็นครั้งแรกในชีวิต ต้องเรียนรู้หลายสิ่งหลาย
อย่างจะ ต้องปรับตัวให้เข้ากับกฎเกณฑ์ของสังคมใหม่
ต้องเรียนรู้ภาษาพูดที่เป็นมาตรฐาน เด็กก็ต้องมีเวลา
เตรียมตัวหรือเตรียมพร้อมเช่นกัน เพื่อเป็นการสร้าง
ความมั่นใจในตนเอง สร้างทัศนคติที่ดีต่อการอยู่ใน
สังคมและการมาโรงเรียน ลดความล้มเหลวที่จะเกิด
ขึ้นกับเด็กในระยะแรกของการมาโรงเรียน โดยเฉพาะ
ในปัจจุบันการรับเด็กเข้าเรียนอายุน้อยลงจำเป็น
ต้องพยายามทำให้เกิดความพร้อมที่จะเรียนให้มากที่สุด
เพราะความพร้อมของเด็กช่วยให้เด็กมีพัฒนาการเจริญ
ตามวัยทุกด้านและเต็มศักยภาพ ถ้าเด็กเริ่มต้นชีวิตการ
เรียนรู้ด้วยดีจะ ลดความล้มเหลวของการเรียนและการ
ดำรงชีวิต ทำให้เด็กมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนและการอยู่
ร่วมกันในสังคม

หลักสำคัญในการเตรียมความพร้อม คือ ครูและ
ผู้ปกครองต้องสอนเมื่อเด็กมีความพร้อมและ จะต้อง
ยอมรับระดับความพร้อมของเด็กในปัจจุบัน
จะต้องพอใจในอัตราความก้าวหน้าด้านการเรียนรู้ของ
เด็กที่เรียนช้าและเป็นหน้าที่ของครูและผู้ปกครองที่
จะต้องจัดประสบการณ์หรือเนื้อหาให้เหมาะสม
กับความพร้อมนั้น ๆ อาจกล่าวได้ว่าเด็กที่มีอายุตั้งแต่
แรกเกิดจนถึงหกขวบเป็นช่วงอายุที่มีความสำคัญเป็นวัย
ทองของชีวิตเด็กจะเริ่มเรียนรู้ประสบการณ์
โลกกว้างและเป็นช่วงที่มีการพัฒนาโดยเฉพาะสติปัญญา
ความพร้อมในแต่ละขั้นจะเป็นพื้นฐานของการพัฒนาใน
ขั้นต่อไปในด้านต่างๆเช่นบุคลิกภาพ ค่านิยม ทัศนคติ
จริยธรรม



การเตรียมความพร้อมด้านร่างกายเด็กอายุ 3 ปี

พัฒนาการด้านร่างกาย กระโดดขึ้นลงอยู่กับที่ รับลูกบอลด้วย
มือและลำตัว เดินขึ้นบันไดสลับเท้าได้ เขียนรูปวงกลมตาม
แบบได้ ใช้กรรไกรมือเดียวได้

เป้าหมายด้านร่างกายสุขภาพอนามัย มีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์
มีน้ำหนัก ส่วนสูงตามเกณฑ์ (การเคลื่อนไหว) การใช้กล้ามเนื้อ
ใหญ่ โยนลูกบอลระยะไกล 1 เมตรได้ เดินขึ้นบันไดสลับเท้าได้
เดินตามเส้นบนพื้นได้วิ่งตามลำพังได้ กระโดดขึ้น – ลงอยู่กับที่
ได้ การใช้กล้ามเนื้อเล็ก ตัดกระดาษให้ขาดได้ เขียนรูปวงกลม
ตามแบบได้ ร้อยลูกปัดขนาดใหญ่ได้

กิจกรรมเตรียมความพร้อมทางด้านร่างกาย
ประสบการณ์ที่จัดขึ้นเพื่อพัฒนาด้านร่างกายเด็กวัย 3 ปี ควร
ประกอบ ด้วยประสบการณ์ที่ช่วยส่งเสริมเด็กในเรื่องต่อไปนี้
สุขภาพอนามัย ประสบการณ์ที่จัดให้เด็กวัย 3 ปี จะต้องช่วย
ส่งเสริมและปลูกฝังลักษณะนิสัยที่ดีเกี่ยวกับการรักษาสุขภาพ
อนามัย เช่น การล้างมือก่อนรับประทานอาหาร หรือหลังจากเข้า
ส้วม การแปรงฟัน การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
เป็นต้น นอกจากนี้การจัดอาหารให้เด็กอย่างถูกต้อง
ตามหลักโภชนาการ การรักษาความสะอาดและปลอดภัยต่อ
สิ่งแวดล้อมรอบตัว เด็กล้วนเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์
ที่ควรจัดให้เด็กวัย 3 ปี ได้รับทั้งสิ้น การพัฒนากล้ามเนื้อใหญ่
เด็กวัย 3 ปี ควรได้รับการฝึกการใช้แขน ขา ลำตัว เพื่อการ
เคลื่อนไหวและทรงตัว การให้โอกาสหรือประสบการณ์ในการ
เคลื่อนไหวแก่เด็กจะช่วยให้เด็กสามารถควบคุมการทำงานของ
กล้ามเนื้อใหญ่มากขึ้น มีความพร้อมในการทรงตัวอยู่กับที่และ
เคลื่อนที่ได้ดีขึ้น
การพัฒนากล้ามเนื้อเล็กและการฝึกตากับมือให้สัมพันธ์กัน โดย
จัดประสบการณ์ให้เด็กฝึกใช้มือ นิ้ว โดยการเล่นต่างๆ
เช่น การร้อยลูกปัด การปั้น การเล่นกับสี ด้วยวิธีต่างๆ การเล่น
ต่อภาพตัดต่อ การต่อแท่งไม้ เป็นต้น ซึ่งจะนำเด็กไปสู่
ความสามารถในการควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อเล็ก รวมทั้ง
ช่วยฝึกตากับมือให้สัมพันธ์กันต่อไปด้วย


การเตรียมความพร้อมด้านสติปัญญาเด็กอายุ 3 ปี

พัฒนาการด้านสติปัญญาสำรวจสิ่งต่างๆ ที่เหมือนกันและต่างกันได้
บอกชื่อของตนเองได
โดย: [0 3] ( IP )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   ้ ขอความช่วยเหลือเมื่อมีปัญหา สนทนาโต้ตอบ/
เล่าเรื่องด้วยประโยคสั้นๆได้ สนใจนิทานและเรื่องราวต่างๆ ร้องเพลง
ท่องคำกลอน คำคล้องจองง่ายๆ และแสดงท่าทางเลียนแบบได้ รู้จักใช้
คำถาม “อะไร”สร้างผลงานตามความคิดของตนเองอย่างง่ายๆ อยากรู้
อยากเห็นทุกอย่างรอบตัว

เป้าหมายด้านสติปัญญาฟังแล้วปฏิบัติตามคำสั่งง่ายๆ ได้ บอกชื่อของ
ตนเองได้ บอกสิ่งที่ต้องการได้ รู้จักใช้คำถาม “อะไร” สามารถ
โต้ตอบด้วยประโยคสั้นๆ ได้ บอกชื่อสิ่งของต่างๆ รอบตัวได้ จำแนก
ภาพที่เหมือนและต่างกันได้ ขีดเขี่ยเส้นอย่างอิสระได้ จับคู่สีต่างๆ ได้
ประมาณ 3-4 สี เข้าใจเปรียบเทียบขนาด เช่น “เล็ก” “ใหญ่”
เรียงลำดับสิ่งของได้ตามขนาด เรียนรู้จากการสังเกตและเลียนแบบผู้อื่น
นับปากเปล่า 1-5 ได้ จำแนกสิ่งต่างๆ ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 วาด
ภาพตามความพอใจของตน เลียนแบบท่าทางการเคลื่อนไหวต่างๆ
ร้องเพลง ท่องคำคล้องจองสั้นๆ

กิจกรรมเตรียมความพร้อมด้านสติปัญญาเด็กอายุ 3 ปี
ประสบการณ์ที่จะช่วยให้เด็กวัย 3 ปี มีพัฒนาการด้านสติปัญญานั้น
จะต้องประกอบไปด้วยประสบการณ์ที่ช่วยให้เด็กเรียนรู้จากประสาท
สัมผัสทั้งห้า คือ ตา หู จมูก ลิ้น ผิวกาย ส่งเสริมการใช้ภาษาเพื่อสื่อ
ความหมายโดยใช้ประสบการณ์ที่มีความหมายสำหรับเด็กประสบการณ์
ที่ควรจัดเพื่อพัฒนาด้านสติปัญญาจึงควรประกอบด้วย การรับรู้ด้วย
ประสาทสัมผัสทั้งห้า โดยจัดประสบการณ์ที่ช่วยให้เด็กรู้จักสังเกตด้วย
การดู การฟัง การดม การชิม และการสัมผัส ซึ่งจะเป็นพื้นฐานเบื้องต้น
ในการเรียนรู้ของเด็กต่อไป ครูและผู้เกี่ยวข้องควรจัดเวลาและจัดหาวัสดุ
อุปกรณ์เครื่องเล่นต่างๆ ให้เด็กได้มีโอกาสสำรวจค้นคว้าทดลองความ
อยากรู้อยากเห็นตามธรรมชาติของเด็ก โดยผ่าประสาทสัมผัสทั้งห้า แต่
ทั้งนี้ครูและผู้เกี่ยวข้องจะต้องจัดสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและดูแลอย่าง
ใกล้ชิด เพราะบ่อยครั้งที่เด็กวัยนี้กระทำสิ่งต่างๆ โดยไม่นึกถึงอันตรายที่
อาจเกิดขึ้นได้ การใช้ภาษา โดยจัดประสบการณ์ที่ช่วยส่งเสริมการใช้
ภาษาเพื่อสื่อความหมาย เช่น ให้เด็กฟังนิทาน ร้องเพลง ท่องคำกลอน
หรือคำคล้องจองง่ายๆ จัดประสบการณ์ที่เปิดโอกาสให้เด็กได้สนทนา
โต้ตอบ บอกความต้องการของตนเอง รู้จักใช้คำถาม ตอบคำถาม เล่า
เรื่องราวต่างๆ เล่นเกมที่ส่งเสริมประสบการณ์ทางภาษา การคิด วัย 3 ปี
เป็นวัยจินตนาการ การจัดประสบการณ์ให้เด็กในวันนี้จึงควรให้เด็กได้
แสดงออกในทางคิดสร้างสรรค์จินตนาการ ครูควรให้ความสนใจแก่เด็ก
ในเรื่อง ความคิดเห็นที่เด็กแสดงออกจัดให้เด็กมีโอกาสแลกเปลี่ยน
ความคิดเห็นกันในเรื่องความรู้สึก ฝึกการคิด แก้ปัญหาใน
ชีวิตประจำวันอย่างง่ายๆ เหมาะสมกับวัย

ขอบข่ายด้านสติปัญญา
- ภาษา คำศัพท์เพื่อให้รู้จักคำนาม ชื่อสิ่งของที่อยู่ใกล้ตัว
กิจกรรม
1. เล่นบทบาทสมมุติในการซื้อของ ใครเรียกชื่อสิ่งของนั้นๆถูกก็จะ
ได้สิ่งของไป
2. ของแล้วให้ทายว่าอะไรที่หายไป
3.ทายปัญหาโดยบอกประโยชน์ของสิ่งของแล้วให้เด็กบอกชื่อ
สิ่งของนั้น
4.เล่นภาพตัดต่อ ต่อแล้วจะได้รูป แล้วเรียกชื่อให้ถูกว่าเป็นรูปอะไร

คำกริยาที่บอกท่าทางต่างๆที่เห็น
- ทำท่าทางให้เด็กทายว่าเป็นกริยาอะไร
- บอกกริยาให้เด็กทำท่าทางให้ถูก
- ดูรูปแล้วบอกว่ารูปแสดงกริยาอะไร
- เด็กแสดงท่าทางแล้วให้เพื่อนทายว่าเป็นกริยาอะไร
- แสดงท่าทางประกอบบทเพลง บทกลอน

ฝึกการพูดเป็นประโ ยค- ให้เล่าเรื่องที่ตนสนใจ ชอบ เช่น ไปเที่ยว เรื่องสัตว์เลี้ยง
- เล่าเรื่องจากภาพว่าในภาพมีใคร มีอะไร
- เล่านิทานจากหนังสือนิทาน
- ต่อประโยคที่ครูพูดให้สมบูรณ์ เช่น ฉันชอบ..............ฉัน รัก
.......................
- ท่องจำบทกลอนสั้นๆ

คณิตศาสตร์
การนับ
เป็นกิจกรรมคณิตศาสตร์ที่สำคัญกิจกรรมหนึ่ง เด็กเล็กชอบนับ
แบบท่องจำโดยไม่เข้าใจความหมาย นอกจากจะเชื่อมโยงกับจุดประสงค์
บางอย่างแล้วเด็กยังใช้ความคิดเกี่ยวกับจำนวนเช่น 1 ต่อ และการจับคู่
เด็กจะนับควบคู่ไปด้วยการสอนการนับแก่เด็กควรให้นับอย่างมี
ความหมายไม่ใช่ท่องจำ การใช้วัตถุของจริงเป็นการช่วยให้เด็กมีความ
เข้าใจเรื่องจำนวนได้ดี

กิจกรรมการนับ1. พยายามให้เด็กได้ฝึกการนับจากประสบการณ์จริง เช่น นับว่า
วันนี้มีเพื่อนๆ มากี่คน
มีผู้หญิงกี่คน ชายกี่คน มีเด็กไว้ผมยาวกี่คน นับจำนวนกระดุมที่เสื้อ นับ
ต้นไม้ในสนาม
นับกล่อง นับหลอดด้าย ฯลฯ
2. ร้องเพลงเกี่ยวกับตัวเลขพร้อมทำท่าประกอบ เช่น เพลงนับ
เพลงบวกลบ
3. ท่องคำคล้องจองที่เกี่ยวกับตัวเลข
4. การสอนคราวหนึ่ง ๆ ควรเน้นเพียงตัวเลขเดียว เช่น สอน
เกี่ยวกับเพลง เช่น ถาม
เด็กว่า สัตว์อะไรบ้างที่มี 2 ขา พาหนะอะไรที่มี 2 ล้อ หรือในร่างกายมี
อวัยวะส่วนไหนมี 2 ชิ้น
5. ทำปฏิทินติดไว้ที่บ้าน เพื่อให้นักเรียนรู้จักวัน เดือน และปี

การวัดความสามารถในการวัดของเด็ก จะพัฒนาจากประสบการณ์ใน
การจัดหมวดหมู่ การเปรียบเทียบ และการจัดลำดับในขณะที่เด็ก
เปรียบเทียบน้ำหนักของสิ่งของหาสิ่งใดยาวที่สุดจะเป็นที่ที่เด็กกำลังใช้
มโนทัศน์ของการวัด

สิ่งที่ช่วยในการวัดก. นาฬิกาบอกเวลา (ชั่วโมงของแต่ละวัน)
ข. เทอร์โมมิเตอร์บอกอุณหภูมิ (ของสิ่งนั้นร้อนขนาดไหน)
ค. ไม้บรรทัด (ไม้หลา , เทปวัด) บอกว่ายาว สูง กว้าง แค่ไหน
ง. ปฏิทิน (บอกวัน สัปดาห์ เดือน และปี)
จ. ตาชั่ง (บอกว่าของหนักเท่าไร)
ฉ. ถ้วยตวงและช้อนตวงจะช่วยในการตวงอาหารและสิ่งอื่น ๆ

กิจกรรมการวัด1. พยายามจัดกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กได้วัดหลายๆ แบบ เช่น
วัดความยาวความกว้าง ขนาด น้ำหนัก ยกตัวอย่าง เมื่อเรียนเกี่ยวกับ
กล้วย ให้วัดความยาวของกล้วยหอมกล้วยน้ำว้า กล้วยไข่ (ควรเลือกลูก
ตรงๆ) แล้วชั่งน้ำหนัก ฯลฯ หรือเมือเรียนกับผักเช่น แตงกวา อาจนำ
แตงกวาและแตงร้านมาวัดและชั่งน้ำหนัก
2.วัดความสูงและชั่งน้ำหนักของเด็กแต่ละคน และทำแผนภูมิไว้
ในห้องเรียน วัดความสูงของผู้ปกครอง
3. เปิดโอกาสให้เด็กฝึกการวัด โดยใช้เครื่องมือแบบต่างๆ เช่น ใช้
เชือก แท่งไม้ สายวัด ไม้บรรทัด ฯลฯ และแนะนำให้เด็กรู้จักมาตรการ
วัด ระบบเมตริก (ถ้าหากเด็กพร้อม)
4. จัดหาเครื่องชั่งที่เหมือนกับร้านค้าต่างๆ ใช้กัน เพื่อฝึกให้เด็กได้
ชั่งน้ำหนักสิ่งของตามที่ตนเคยเห็นพ่อค้าแม่ค้าในตลาด
5.จัดหาเทอร์โมมิเตอร์ เพื่อให้เด็กดูว่าวันนี้อุณหภูมิเท่าไรหรือถ้า
อยากทราบ

การจัดหมวดหมู่
สิ่งของที่เหมือนและไม่เหมือนกัน เป็นกระบวนการที่จำเป็นใน
การพัฒนามโนทัศน์จำนวน เด็กต้องรู้จักการสังเกตความเหมือนและ
ความแตกต่าง และคุณสมบัติอื่นๆ ด้วย
บางครั้งเมื่อบอกให้เด็กจัดสิ่งของหรือรูปภาพให้เข้าพวกกัน เด็ก
อาจจะจัดไม่เหมือนดังใจที่คาดคิดไว้ ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินและบอก
เด็กว่าสิ่งที่เด็กจัดเหมาะสมหรือไม่นั้นควรไต่ถามเด็กก่อน เพื่อจะได้เข้า
ใจความเข้าใจของเด็ก

กิจกรรมการจัดหมวดหมู่
การจัดหมวดหมู่ เด็กจะร่วมกันจัดสิ่งของรวมกันเป็นหมู่ จากการ
เรียกชื่อสิ่งของ เช่น รองเท้า ถุงเท้าหรือหมวก เลือกสิ่งที่เหมือนกันวาง
รวมกัน แต่ก่อนที่จะเด็กจะสามารถในการรวมหมู่เด็กจะต้องเข้าใจ
ความหมายของคำที่ครูหรือผู้ปกครองใช้ เช่น เหมือนกัน สีเดียวกัน ใช้
ด้วยกัน ไปด้วยกันได้ ภาษาเป็นสิ่งจำเป็นและเป็นส่วนที่สำคัญในการ
เรียนคณิตศาสตร์

การเปรียบเทียบ
การเปรียบเทียบ คือ กระบวนการที่เด็กสร้างความสัมพันธ์ของ
สิ่งของบนพื้นฐานในวิธีการเปรียบเทียบเด็กจะเริ่มสร้างความสัมพันธ์
ระหว่างวัตถุ 2 สิ่ง ด้วยการใช้คุณลักษณะเฉพาะเป็นพื้นฐานตัวอย่างเช่น
เมื่อเด็กบอกว่าดินสอแท่งหนึ่งยาวกว่าอีกแท่งหนึ่ง ความสัมพันธ์ของคำ
ว่า “ยาวกว่า” ได้เกิดในความคิดเด็ก การเปรียบเทียบเหมือนกับการจัด
หมวดหมู่ เด็กจะเข้าใจความหมายของสั้นกว่า สูงกว่า มากกว่า น้อยกว่า
และอื่นๆ ในการเปรียบเทียบเป็นการสร้างพื้นฐานการเรียงตามลำดับ
และการวัดให้แก่เด็ก

กิจกรรมการเปรียบเทียบ
1.เลือกสิ่งของสองสิ่งเช่น ตุ๊กตาหรือแท่งไม้ซึ่งมีความสูงแตกต่าง
กัน ถามเด็กว่าสิ่งใดเตี้ยกว่า
2.วางขวดโหลเล็กสามขวด ตามลำดับ ให้แปรงหรือพู่กันเด็กสาม
อันถามเด็กว่ามีพู่กันที่จะเอาไปใส่ขวดครบหรือไม่ หลังจากนั้นสนทนา
ถึงวิธีหาคำตอบของเด็ก3 ตัดกระดาษเป็นรูปเตียขนาดต่างกันสามหลัง
และตุ๊กตาสามตัวขนาดต่างกันให้เด็กวางตุ๊กตาบนเตียงให้ถูกต้องหรือ
อาจใช้ของจริง

การเรียงตามลำดับ
หมายถึง การจัดวัตถุ หรือ ชุดของวัตถุที่เกิด ทิศทางและกฎถ้าครู
สั่งให้เด็กวางไม้บรรทัดที่มีขนาดต่างกันเรียงกันตามลำดับจากยาวถึงสั้น
เด็กจะสรุปเป็นหลักเกณฑ์หรือดินสอ แต่ละแท่งจะต้องวางเรียงกัน แท่ง
สั้นต้องวางเรียงก่อนแท่งยาวตามลำดับครูควรให้เด็กวางวัตถุที่นำมา
ลำดับไม่ควรเกิน 5 ชิ้น
ก. ขนาด : เล็กที่สุดถึงใหญ่ที่สุด ใหญ่ที่สุดถึงเล็กที่สุด เตี้ยที่สุด
ถึงสูงที่สุดบางที่สุดถึงหนาที่สุด
ข. ลักษณะที่ตั้ง : ใกล้ที่สุดถึงไกลที่สุด ไกลที่สุดถึงใกล้ที่สุด
ค. ที่หนึ่ง ที่สอง ที่สาม ของสุดท้าย สุดท้าย

กิจกรรมการเรียงลำดับ
1.ให้เด็กดูชุดของสิ่งของที่วางเรียงลำดับกัน จากนั้นให้ชุดสิ่งของ
ที่เหมือนกันอีกชุดหนึ่งแก่เด็ก ให้วางเรียงตามลำดับที่ให้ดูแต่แรก
2.ให้แกนหลอดใหญ่ด้วย 3 หลอด ทาสีให้ต่างกันร้อยหลอดด้วย
เชือกผูกปมระหว่างหลอดเพื่อไม่ให้ลื่นนำกระดาษม้วนเป็นหลอดพอให้
หลอดด้ายลอดได้นำพวกแกนหลอดด้ายลอด
หลอดกระดาษดึงออกทาทีละแกน พร้อมกับให้เด็กสังเกตและถามเด็กว่า
หลอดสีใดมาก่อนหลัง
3.ให้เด็กดูหลอดกาแฟ 5 หลอด ที่มีขนาดความยาวต่างกันเรียงกัน
ตามลำดับต่อจากนั้นนำหลอดกาแฟอีกชุดหนึ่งมีสีขนาดเหมือนชุดแรก
จัดหลอดที่ยาวเป็นอันดับ 1 , 3 , 5 ให้เด็กจัดเรียงใหม่ นำขวด 2ใบ ที่มี
ขนาดต่างกัน นำขวดที่เตรียมอีก3 ใบมาวางเปรียบเทียบและสนทนาถึง
ขนาดความสูงของขวด หลังจากนั้นสนทนาเปรียบเทียบแล้วเรียงลำดับ
การแบ่งส่วน
การแบ่งส่วน ของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง คือการแบ่งของสิ่งนั้นออกเป็น
ส่วนๆ เป็นสิ่งที่เด็กควรจะรู้มโนภาพจากประสบการณ์ตรงของเด็กเอง
เช่น การแบ่งส้มเป็นกลีบ แบ่งขนมปังเป็นชิ้น แบ่งสังขยาเป็นชิ้น เป็น
ต้น ครูควรช่วยให้เด็กสร้างมโนภาพในเรื่องการแบ่งส่วนโดยใช้คำถาม
เช่น
- เท่าไรคือทั้งหมด? ของทั้งหมดมีกี่ชิ้น? มี่กี่ชิ้นในอันอันนี้? ทุก
ชิ้นขนาดเท่ากันหรือไม่
- จำนวนชิ้นในทั้งหมดสามารถบอกได้ว่าเป็นส่วนย่อยและเรียก
แต่ละส่วนได้ เช่น แบ่งแตงโมออกเป็น 4 ชิ้น เท่าๆ กัน เด็กจะเรียก
แตงโมแต่ละชิ้นเป็นชิ้นที่ 1 ที่ 2 และ 3 ตามลำดับ ครูต้องคอยช่วยเหลือ
แนะนำเด็กให้เห็นขนาดของแตงโมแต่ละชิ้นซึ่งเท่ากันเป็นส่วนๆ แต่ละ
ส่วน

กิจกรรมการแบ่งส่วน
1. ให้คำการแบ่งส่วนเพื่อแสดงว่าเป็นส่วนหนึ่งของทั้งหมด เช่น
ครึ่งหนึ่ง ครึ่งถ้วย หนึ่งถ้วย ทั้งคู่ แบ่ง ชิ้น กลาง สองเท่า เหมือนกัน
2. จัดกิจกรรมที่ให้เด็กได้มีการแบ่งสิ่งของให้กันและกัน เช่น ให้
แบ่งส้มคนละครึ่งผล แบ่งคนละสามชิ้น
3. เตรียมกิจกรรมที่ใช้คำในการเปรียบเทียบสิ่งของต่างๆ ในรื่องขนาด
เช่น ใหญ่ เป็น 1 เท่าตัว เล็กเป็นครึ่งหนึ่ง กว้างเป็น 1 เท่า
4. ชั่งน้ำหนักบนเครื่องชั่ง วัดความสูงและ บันทึกน้ำหนัก
วิทยาศาสตร์
การรับรู้ข้อมูลโดยใช้ประสาทสัมผัสทั้ง5 นั้นคือ ตา ดู หู ฟัง
ลิ้น ชิมรส กาย สัมผัส จมูก ดมกลิ่น
การรับรู้รส
- ปิดตาชิมน้ำมะนาว น้ำเชื่อม น้ำเกลือ แล้วบอก ว่าแต่ละแก้วมีรสอะไร
- ให้เด็กชิมอาหาร ผลไม้ ขนมต่างๆ แล้วจำแนกเป็นพวกรสเปรี้ยว
หวาน เค็ม
- ให้เด็กดูรูปผลไม้ อาหาร ขนม แล้วบอกว่า มีรสอะไร
การรับรู้กลิ่น
- นำดอกไม้มาให้เด็กดม แล้วจำแนกว่ามีกลิ่นหอม เหม็น หรือไม่มีกลิ่น
- ให้เด็กช่วยบอกสิ่งที่เห็น สิ่งที่หอม
- ดูรูปภาพ รูปอาหาร รูปขยะ รูปน้ำเน่า น้ำแข็ง แล้วจำแนกว่า หอม
เหม็น หรือไม่มีกลิ่น
การรับรู้เสียง
- ให้เด็กทำเสียง ดัง ค่อย ตามคำสั่ง เช่น ตบมือ ดังๆ เดินค่อยๆ พูด
เบาๆ
- ทำเสียงแล้วจำแนกว่า เสียงค่อย หรือ ดัง ปิดตาทายเสียงพูด เสียง
สิ่งของต่างๆ ให้เด็กดูภาพแล้วทำเสียงร้องของสัตว์
การรับรู้ความร้อน ความเย็น
- ใช้น้ำเย็น กับน้ำอุ่น ให้เด็กเอามือจุ่มในน้ำถ้วยละมือ แล้วบอกว่ามือ
ไหนร้อน มือไหน เย็น
- ดูรูปแล้วจำแนกว่า อะไรร้อน อะไรเย็น เช่นรูปไฟ รูปดวงอาทิตย์
ไอศครีม น้ำตก
การรับรู้ผิวสัมผัส
นำวัสดุที่มีความนิ่ม แข็ง มาให้เด็กสัมผัสแล้วบอกความรู้สึก เช่น
หิน ไม้ สำลี ไหมพรม นุ่น เปรียบเทียบและแยกว่าอะไรแข็ง อะไรนิ่ม
เช่นเก่าอี้ไม้ เก้าอี้นวม เนื้อ กระดูก กระดาษแข็ง
ความคิดสร้างสรรค์
เด็กได้ใช้ความคิดโดยอิสระด้วยการสร้างผลงานจากวัสดุที่
แตกต่างหลากหลาย ในการทำกิจกรรมที่มีหลายรูปแบบให้เลือก ตาม
ความสนใจของตนเอง
วาดรูประบายสี : วาดรูปด้วยนิ้วมือ ระบายสีบนกระดาษ
ทราย ลอกรูป
ปั้นดินน้ำมัน : ปั้นตามใจชอบ ปั้นเลียนแบบ
พิมพ์ภาพ : พิมภาพวัสดุสิ่งของต่างๆ
พับกระดาษ : พับตามรอย พับตามขั้นตอน พับตามใจ
ชอบ
ฉีกกระดาษ : ฉีกตามรอย ฉีกเป็นชิ้นๆ
ตัดกระดาษ : ตัดตามรอย ตัดอิสระ
งานร้อย : ร้อยลูกปัด ร้อยหลอดกาแฟ


การเตรียมความพร้อมด้านอารมณ์-จิตใจ-สังคมเด็กอายุ 3 ปี
พัฒนาการด้านอารมณ์และจิตใจ แสดงอารมณ์ตามความรู้สึก
ชอบที่จะทำให้ผู้ใหญ่พอใจและได้รับคำชม กลัวการพลัดพราก
จากผู้เลี้ยงดูใกล้ชิดน้อยลง
เป้าหมายด้านอารมณ์และจิตใจ การแสดงออกทางด้านอารมณ์
ร่าเริง แจ่มใส แสดงอารมณ์ตามความรู้สึก เริ่มแสดงออกทาง
อารมณ์ได้เหมาะสมกับบางสถานการณ์ เช่นความรู้สึกที่ดีต่อ
ตนเองและผู้อื่น เริ่มรู้บทบาทหน้าที่ของตนเอง เริ่มรู้จักเลือก
เล่นสิ่งที่ตนชอบ สนใจ เริ่มมีความมั่นใจในตนเอง (คุณธรรม
และจริยธรรม) เริ่มแสดงความรักเพื่อนและสัตว์เลี้ยง ไม่ทำร้าย
ผู้อื่นเมื่อไม่พอใจ เริ่มรู้จักของสิ่งใดเป็นของตนเองและสิ่งใดเป็น
ของผู้อื่น เริ่มรู้จักเก็บของเล่น เริ่มรู้จักการรอคอย เริ่มตัดสินใจ
ในเรื่องง่ายๆ ได้

พัฒนาการด้านสังคม รับประทานอาหารได้ด้วยตนเองชอบเล่น
แบบคู่ขนาน (เล่นของเล่นชนิดเดียวกันแต่ต่างคนต่างเล่น) เล่น
สมมุติได้ รู้จักรอคอย
เป้าหมายด้านสังคม การช่วยเหลือตนเอง ล้างมือได้ ติดและถอด
กระดุมขนาดใหญ่ได้ รินน้ำดื่มเองได้ รับประทานอาหารได้ด้วย
ตนเอง เริ่มรู้จักใช้ห้องน้ำ ห้องส้วม การอยู่ร่วมกับผู้อื่นและการ
มีคุณธรรมจริยธรรม เริ่มเล่นกับเด็กคนอื่นได้ เริ่มรู้จักการขอ
โทษ เริ่มแบ่งปันสิ่งของ เริ่มปฏิบัติตามกฎ กติกาง่ายๆ รู้จักทำงาน
ที่ได้รับมอบหมายการอนุรักษ์วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เริ่ม
รู้จักแสดงความเคารพ ทิ้งขยะให้ถูกที่ ไม่ทำลายสิ่งของเครื่องใช้

กิจกรรมเตรียมความพร้อมด้านอารมณ์- จิตใจ และสังคม
การพัฒนาด้านอารมณ์ จิตใจและสังคมของเด็กวัย 3 ปีนั้น จำเป็น
จะต้องจัดประสบการณ์ที่ช่วยส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้ที่จะออกจาก
บ้านมาสู่สังคมภายนอกได้อย่างรบรื่น ยอมรับสภาพการแยกจาก
พ่อแม่ชั่วคราว ฝึกให้เด็กรู้จักช่วยเหลือตนเอง ปลูกฝังลักษณะ
นิสัยที่ดี ซึ่งจะเป็นการปูพื้นฐานในการดำเนินชีวิตในสังคม และ
อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ประสบการณ์ที่จัดเพื่อพัฒนา
เด็ก 3 ปี ในด้านอารมณ์ จิตใจ และสังคมจึงควรประกอบด้วย
การเล่นและการอยู่ร่วมกับผู้อื่น เด็กเรียนรู้สิ่งต่างๆ จากการเล่น
การเล่นจึงช่วยให้เกิดพัฒนาการทุกด้าน และเป็นวิธีที่เด็กสำรวจ
เพื่อทำความคุ้นเคยกับโลกรอบๆ ตัวเด็ก เด็กวัย 3 ปีมักจะเล่นเพื่อ
สนุก เด็กจะคิดการเล่นแบบจินตนาการและตามแบบอย่างที่เด็ก
เห็น การเล่นเลียนแบบของเด็กมักจะเกี่ยวกับสภาพหรือพื้นฐานที่
เด็กชอบและมีความสำคัญแก่ตัวเด็ก การเล่นที่ควรจัดให้เด็กวัย 3
ปี ควรมีดังนี้คือ การเล่นกลางแจ้งและเล่นเครื่องเล่นสนามการ
เล่นในร่ม เช่น การเล่นตามมุมเล่นต่างๆ ภายในห้องเรียน หรือเล่น
เครื่องเล่นสัมผัสต่างๆ เป็นต้น การเล่นสร้างสรรค์ เช่น เล่นทราย
น้ำ สี ไม้บล็อก เป็นต้น การเล่นจินตนาการ เช่น เล่นเป็นหมอ
เป็นตำรวจ เป็นต้นประสบการณ์การเล่นต่างๆ จะเปิดโอกาสให้
เด็กเรียนรู้การอยู่ร่วม กับผู้อื่น ในสังคม รู้จักรอคอย เอาใจเขามา
ใส่ใจเรา ทั้งยังสร้างความเชื่อมั่นในตนเองอีกด้วย การช่วยเหลือ
ตนเอง การจัดประสบการณ์ให้เด็กมีโอกาสช่วยตนเองในเรื่องการ
รับประทานอาหาร การขับถ่าย การพักผ่อน การแต่งกาย การทำ
ความสะอาดร่างกาย โดยครูและผู้เกี่ยวข้องในการอบรมเลี้ยงดูเด็ก
จะต้องอดทนไม่รีบร้อน ให้เวลาเด็กได้ช่วยเหลือตนเอง ในการทำ
สิ่งต่างๆ ไม่แสดงอาการโมโหหรือลงโทษเด็ก ถ้าเด็กทำไม่ได้หรือ
ทำได้ไม่ดีตามที่คาดหวังไว้ ทั้งนี้ เพราะเด็กช่วงวัย 2 ปีครึ่ง
ถึง 3ปีครึ่ง มีพฤติกรรมที่คล้ายคลึงกันมาก และเด็กวัย 3 ปีครึ่ง
บางครั้งก็เหมือนกับเด็กวัย 4 ปี การอบรมเลี้ยงดูเด็กวัยนี้ครูและ
ผู้เกี่ยวข้องจึงจำเป็นจะต้องเข้าใจพัฒนาการและลักษณะพิเศษ
เฉพาะตั้งแต่วัย 2-4 ปี เพื่อที่จะได้ไม่คาดหวังว่าเด็กจะทำได้มาก
หรือทำได้น้อยจนเกินไป และควรให้ความช่วยเหลือเมื่อเด็ก
ต้องการ การรู้จักควบคุมตนเอง เด็กเรียนรู้ที่จะควบคุมตนเองถ้า
ได้มีโอกาสที่จะปฏิสัมพันธ์กับเด็กอื่นและบุคคลที่อยู่แวดล้อม
การเปิดโอกาสให้เด็กได้ทำกิจกรรมหรือทำงานเป็นกลุ่มย่อยๆ
2-3 คน สำหรับเด็ก 3 ปี การเล่นบทบาทสมมุติหรือ การมี
โอกาสร่วมรับประทานอาหาร กับเพื่อนๆ ล้วนเป็นประสบการณ์ที่
ช่วยให้เด็กเรียนรู้ที่จะควบคุมตนเองการรู้จักตนเอง บุคคลที่
ใกล้ชิด และสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว เช่น ชื่อตนเอง ชื่อพ่อแม่
บุคคลในบ้าน ครู เพื่อน โรงเรียน สิ่งมีชีวิต สิ่งไม่มีชีวิต รวมถึง
การอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยจัดกิจกรรมให้
เหมาะสมกับวัย ความสนใจของเด็ก

โดย: เจ้าบ้าน [24 ม.ค. 51] ( IP A:221.128.68.119 X: )

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน