ความสามัคคี ความปรองดอง
    ปาฐกถาธรรมเรื่อง
ความสามัคคี ปรองดอง สมานฉันท์
โดย พระราชญาณวิสิฐ วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล ป.ธ.๖)
เจ้าสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดราชบุรี (แห่งที่ ๑) โดยมติมหาเถรสมาคม
ผู้อำนวยการสถาบันพุทธภาวนา วัดหลวงพ่อสดฯ
สถาบันเครือข่ายของมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งโลก
เจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี
ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย
วันอาทิตย์ที่ ๒๗ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๔๙ เวลา ๐๘.๐๐ น.
_____________

วิวาทํ ภยโต ทิสฺวา อวิวาทญฺจ เขมโต
สมคฺคา สขิลา โหถ เอสา พุทฺธานุสาสนี
“ท่านทั้งหลาย จงเห็นความวิวาทโดยความเป็นภัย และเห็นความไม่วิวาท โดยความปลอดภัยแล้ว เป็นผู้พร้อมเพรียง มีความประนีประนอมกันเถิด นี้เป็นพระพุทธานุสาสนี”
พุทฺธ. ขุ. จริยา. ๓๓/๓๕/๕๙๕


“สุขา สงฺฆสฺส สามคฺคี”
“ความสามัคคีพร้อมเพรียงแห่งหมู่นำสุขมาให้”
ขุ. ธ. ๒๕/๒๔/๔๑.

เจริญสุข/เจริญพร ญาติโยมสาธุชนผู้ฟังทุกท่าน

วันนี้ อาตมภาพก็ได้มาพบกับท่านผู้ฟังอีกเช่นเคยในรายการปาฐกถาธรรม วันนี้จักได้กล่าวถึงเรื่องความสามัคคี ปรองดอง สมานฉันท์ ซึ่งสังคมตั้งแต่สังคมย่อย คือ สังคมในครอบครัว สังคมในวงงาน และถึงสังคมใหญ่ คือ ประเทศชาติของเรากำลังประสบปัญหาขาดความสามัคคี ปรองดอง และสมานฉันท์ กันอย่างมากในยุคปัจจุบัน ที่มีแต่ความเจริญทางด้านวัตถุและเทคโนโลยี แต่ขาดความเจริญทางด้านจิตใจด้วยคุณธรรมและจริยธรรม อันนับเป็นภยันตรายอย่างยิ่งต่อความเจริญมั่นคงทางสังคม เศรษฐกิจ และทางการเมือง ของประเทศชาติ ดังปรากฏเป็นข่าวความแตกแยกสามัคคีของสังคมทุกระดับ ทุกหมู่เหล่าอยู่ในทุกวันนี้

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายทุกยุคทุกสมัย ตระหนักถึงปัญหาความแตกแยกสามัคคีของหมู่คณะมาตั้งแต่อดีตจนถึงพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน และแม้ที่จะมีมาต่อไปในอนาคต จึงต่างสอนพระภิกษุสาวกทั้งหลายว่า “ท่านทั้งหลายจงเห็นความวิวาทโดยความเป็นภัย และเห็นความไม่วิวาทโดยความปลอดภัยแล้ว จงเป็นผู้พร้อมเพรียงกัน มีความประนีประนอมกันเถิด นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย” และทรงสอนอีกว่า “ความสามัคคีพร้อมเพรียงแห่งหมู่คณะนำสุขมาให้”

จากพระพุทธานุสาสนี คือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลายนี้ มีประเด็นสำคัญอยู่ว่า

(๑) ความวิวาทเป็นภัย (๒) ความไม่วิวาทเป็นความปลอดภัย (๓) ภิกษุทั้งหลาย จงเห็นความวิวาทโดยความเป็นภัย และเห็นความไม่วิวาทโดยความปลอดภัยแล้ว จงเป็นผู้สามัคคีพร้อมเพรียงกัน (๔) จงมีความประนีประนอมกัน (๕) กับอีกพระคาถาว่า ความสามัคคีพร้อมเพรียงกันแห่งหมู่คณะนำมาซึ่งความสุข อธิบายว่า

ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสถึง “ความวิวาท” ว่าเป็น “ภัย” นั้น อธิบายว่า ความทะเลาะเบาะแว้ง เริ่มแต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ จนกลายเป็นการทะเลาะวิวาท เป็นปากเป็นเสียงกัน ทุ่มเถียงกัน โต้เถียงกันรุนแรง ด้วยความโกรธเคืองกัน ระหว่างบุคคลหรือคณะบุคคลตั้งแต่ ๒ ฝ่ายขึ้นไปนั้น ย่อมก่อให้เกิดความบาดหมางใจกัน ด้วยความโกรธและเกลียดชังกัน ถึงความพยาบาท ผูกใจเจ็บแค้นกัน นำไปสู่ความแตกสามัคคีกันระหว่างบุคคลและ/หรือหมู่คณะนั้น

บุคคลหรือคณะบุคคลที่แตกสามัคคีกัน นับตั้งแต่สังคมย่อย อย่างเช่น สังคมในครอบครัว ย่อมหาความสงบสุขมิได้ การที่จะปฏิบัติต่อกันด้วยความรัก ด้วยความเห็นอกเห็นใจและเอื้ออาทรต่อกันด้วยดี ก็ไม่มี ทำให้ขาดความปรองดองสมานฉันท์ที่จะร่วมแรงร่วมใจกันประกอบกิจการงานอาชีพ สร้างฐานะของครอบครัวให้เจริญเป็นปึกแผ่นมั่นคง ฐานะของครอบครัวเช่นนั้นย่อมถึงความเสื่อมและทรุดลง ถึงเป็นครอบครัวแตกแยก มีผลให้สมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกๆ ที่อยู่ในวัยเด็กขาดที่พึ่งอันอบอุ่น ก่อให้เกิดปัญหาทางสังคมตามมาอีกนับนานาประการ ดังที่ได้ยินได้ฟังข่าวอย่างดกดื่นอยู่ในทุกวันนี้

ความเสื่อมเสียจากการทะเลาะวิวาทในระดับสังคมย่อย เช่น สังคมในครอบครัวเช่นนี้มี ฉันใด ความเสื่อมเสียจากการทะเลาะวิวาทในระดับสังคมใหญ่ขึ้นไป เช่น สังคมในวงงาน และสังคมประเทศชาติ ถึงสังคมโลกก็มี ก็เป็นฉันนั้น เหมือนกัน

และถ้ายิ่งการทะเลาะวิวาทนั้นรุนแรงยิ่งขึ้น ขยายวงเขตกว้างขวางออกไปยิ่งขึ้น ถึงทำลายทรัพย์สินและเกียรติคุณความดี ของฝ่ายตรงกันข้ามให้พินาศเสียหายด้วยประการต่างๆ และหนักเข้าถึงประทุษร้าย ประหัตประหารกัน และที่หนักยิ่งขึ้นถึงเกิดการจลาจล หรือการก่อความไม่สงบระหว่างบุคคลหรือคณะบุคคลภายในประเทศ และที่อาจมีเหตุปัจจัยโยงใยถึงส่วนได้ส่วนเสียของบุคคลหรือคณะบุคคลชาวต่างประเทศ ก็อาจเป็นชนวนให้ลุกลามใหญ่โตถึงเป็นสงครามระหว่างประเทศ อันก่อให้เกิดความเสียหายต่อการเศรษฐกิจ สังคม และต่อการเมืองของประเทศชาติ ก่อให้เกิดความทุกข์เดื
โดย: [0 3] ( IP )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   อดร้อนแก่ประชาชนโดยส่วนรวมทั้งภายในและภายนอกประเทศได้มากยิ่งขึ้น ตามส่วนแห่งความหนักเบาของกิเลส ตัณหา อุปาทาน อันเป็นเหตุนำเหตุหนุนให้ผู้หลงผิด ประพฤติหรือปฏิบัติผิดๆ ต่อกัน เริ่มตั้งแต่โต้เถียงกันด้วยทั้งกิริยาวาจาที่ก้าวร้าวรุนแรง ถึงใช้กำลังและอาวุธประทุษร้ายประหัตประหารกันได้

พระพุทธองค์จึงได้ตรัสแสดง “ความวิวาท” ว่าเป็น “ภัย” และได้ตรัสสอนภิกษุสงฆ์สาวกทั้งหลายให้เห็น “ความวิวาทโดยความเป็นภัย” และให้เห็น “ความไม่ทะเลาะวิวาทโดยความปลอดภัย” แล้วให้มี “ความสามัคคีพร้อมเพรียงกัน” ให้มี “ความประนีประนอมกัน” และตรัสผลของความสามัคคีปรองดองว่า “ความสามัคคีพร้อมเพรียงกันของหมู่คณะนำมาซึ่งความสุข”

ตามพระพุทธดำรัสนี้ ว่า “สมคฺคา สขิลา โหถ” แปลตรงตัวว่า “เธอทั้งหลายจงเป็นผู้สามัคคีกัน มีถ้อยคำสุภาพอ่อนหวานกันเถิด” ซึ่งหมายความว่า จงเป็นผู้สามัคคีปรองดองกัน รู้จักประนีประนอมตกลงกัน ด้วยความปรารถนาดีมีไมตรีจิตต่อกัน หนักนิดเบาหน่อยก็อภัยให้แก่กัน ไม่ถือโทษผูกโกรธกัน ด้วยจิตเมตตากรุณาต่อกัน ไม่ทะเลาะวิวาทแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นในทางทำลายล้างผลาญกัน ด้วยความโกรธ ความจงเกลียดจงชัง และ/หรือด้วยความพยาบาทจองเวรซึ่งกันและกัน

ส่วนว่า ถ้าบุคคลใดหรือฝ่ายใดที่ประพฤติผิดทำนองคลองธรรม ด้วยเจตนาทุจริตคิดมิชอบจริงๆ อีกฝ่ายหนึ่งหรือสังคมก็สามารถดำเนินมาตรการตรวจสอบตามกฎหมาย หรือหาความชอบธรรมจากศาลสถิตยุติธรรมได้

มิใช่คอยแต่จะกล่าวร้ายป้ายสี ทำลายเกียรติคุณความดีของซึ่งกันและกันอย่างไม่เป็นธรรม อันก่อให้เกิดความร้าวฉานและถึงความแตกสามัคคีกันในที่สุด อันรังแต่จะเกิดโทษและเป็นความทุกข์เดือดร้อนไปด้วยกันทุกฝ่าย เหมือนการสาดน้ำใส่กัน ย่อมเปียกปอนไปด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย แล้วยังกระเซ็นไปเปียกผู้อื่นทั้งโดยตรงและโดยอ้อมด้วย ฉันใด ฉันนั้น

เมื่อสังคมหรือหมู่คณะใดมีความสามัคคี ปรองดอง สมานฉันท์ เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ด้วยจิตใจที่เป็นมิตรไมตรี มีน้ำใจดีต่อกัน สังคมหรือหมู่คณะนั้นย่อมสามารถช่วยเหลือเกื้อกูล อนุเคราะห์สงเคราะห์กันและกัน กับทั้งพร้อมเพรียงกัน ร่วมแรงร่วมใจกัน ดำเนินชีวิตหรือกระทำกิจการร่วมกัน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองและของสังคมประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้า เป็นปึกแผ่นมั่นคงได้ และให้มีความสงบร่มเย็นสันติสุขไปด้วยกันทุกฝ่าย

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสว่า “สุขา สงฺฆสฺส สามคฺคี” แปลความว่า “ความสามัคคีพร้อมเพรียงแห่งหมู่คณะนำมาซึ่งความสุข”

พระพุทธานุสาสนี คือ คำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตามที่ได้ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทในเบื้องต้นนี้นั้น บัณฑิตผู้มีปัญญาย่อมเข้าใจได้และปฏิบัติได้อยู่แล้ว แต่ไฉนชนส่วนหนึ่งซึ่งย่อมจะรู้และเข้าใจพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านี้ได้ แต่ปฏิบัติไม่ได้ และ/หรือไม่ได้ปฏิบัติตาม ทั้งๆ ที่สังคมในยุคปัจจุบันนี้ ประชาชนส่วนมากต่างมีวิชาความรู้กันสูงๆ และสามารถกระทำให้เกิดความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุ ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้อย่างมากมาย แต่สังคมกลับมีแต่ความแตกแยก ขาดความสามัคคี ปรองดอง สมานฉันท์ หนักขึ้น ? ปัญหาข้อนี้ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสว่า

สุกรํ สาธุนา สาธุ ปาปํ ปาเปน สุกรํ
สาธุ ปาเปน ทุกรํ ปาปมริเยหิ ทุกรํ
“ความดี คนดีทำได้ง่าย ความดี คนชั่วทำได้ยาก ความชั่ว คนชั่วทำได้ง่าย ความชั่ว พระอริยเจ้าทั้งหลายทำได้ยาก”
ขุ. อุ. ๒๕/๑๒๔/๑๖๗


ความสามัคคี ปรองดอง สมานฉันท์ เป็นความดีให้ผลเป็นความปลอดภัยแก่หมู่คณะ แก่สังคมประเทศชาติอย่างนี้แหละ ที่คนดี คือคนมีศีลมีธรรมประจำใจและปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ย่อมมีสติปัญญาอันเห็นชอบว่า การทะเลาะวิวาท แก่งแย่ง ชิงดีชิงเด่นกันในทางทำลายล้างผลาญกันว่า เป็นภัยอันตรายต่อความสงบ เรียบร้อย และความเจริญสันติสุข แก่ทั้งตนเองและผู้อื่น และทั้งมีความเห็นชอบว่า การไม่ทะเลาะวิวาท แก่งแย่ง ชิงดีชิงเด่นกันในทางทำลายโดยความเป็นความปลอดภัย กล่าวคือ ย่อมนำมาซึ่งความสงบเรียบร้อยดีงาม และความเจริญสันติสุข มาสู่ทั้งตนเองและผู้อื่น ที่อยู่ร่วมกันในสังคมประเทศชาติ บุคคลดีมีคุณธรรมดังกล่าวนี้ จึงมีปกติประพฤติปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความมีน้ำใจไมตรีต่อกัน ดังพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า “รู้รัก รู้สามัคคี” ซึ่งเป็นคุณความดี อันกอปรด้วยพรหมวิหารธรรม และสัปปุริสธรรม เป็นต้น เพื่อประคับประคองความสามัคคี ปรองดอง สมานฉันท์ของหมู่คณะ และสังคมประเทศชาติให้เกิดและให้เจริญขึ้น เข้มแข็งขึ้น เพื่อให้สามารถร่วมแรงร่วมใจกันดำเนินชีวิต พัฒนาคุณภาพชีวิตทั้งของตนเองและของหมู่คณะ ให้มีความเจริญก้าวหน้าและสันติสุขดีขึ้น อย่างมั่นคง จึงปฏิบัติต่อกันด้วยพรหมวิหารธรรม คุณธรรมเครื่องอยู่ของผู้ใหญ่ ผู้เป็นบัณฑิตโดยคุณธรรม ได้แก่ ด้วย เมตตาพรหมวิหาร ๑ กรุณาพรหมวิหาร ๑ มุทิตาพรหมวิหาร ๑ และอุเบกขาพรหมวิหาร ๑

[พรหมวิหารธรรม>

คุณธรรมประจำใจอันประเสริฐ เป็นเครื่องอยู่ของผู้ใหญ่ คือของผู้มีคุณความดีสูงยิ่ง ๔ ประการ คือ

(๑) เมตตา ความรัก ปรารถนาแต่จะให้ผู้อื่นเป็นสุข จะคิด จะปรึกษาหารือ จะพูด จะกระทำอะไร ก็คิด ปรึกษาหารือ พูดและกระทำ ด้วยความปรารถนาดีต่อกัน

(๒) กรุณา ความสงสาร ปรารถนาแต่จะให้ผู้มีหรือผู้ประสบกับปัญหาความทุกข์เดือดร้อน ให้เขาได้พ้นจากปัญหาความทุกข์เดือดร้อนนั้น

(๓) มุทิตา พลอยยินดีที่ผู้อื่นได้ดีและอยู่ดีมีสุข ไม่คิดอิจฉาริษยากัน ไม่มุ่งร้ายทำลายกัน

(๔) อุเบกขา ความมีใจมัธยัสถ์ เป็นกลาง วางเฉย เมื่อได้รู้/เห็นผู้อื่นถึงซึ่งความวิบัติ อันเราช่วยอะไรไม่ได้ และไม่คิด ไม่พูด หรือแสดงกิริยาอาการดูหมิ่น เหยียดหยาม ซ้ำเติม หรือเยาะเย้ย ถากถาง จะคิดพิจารณาปัญหาใดๆ หรือจะปรึกษาหารือกันในปัญหาใดๆ ก็กระทำด้วยจิตใจเป็นกลาง กล่าวคือ ด้วยความถูกต้อง ตามกฎหมายและทำนองคลองธรรม ด้วยความเหมาะสม ด้วยความบริสุทธิ์ใจ และด้วยความยุติธรรม เที่ยงธรรม คือ ไม่ลำเอียงเพราะความหลงรัก หรือเพราะมีผลประโยชน์เป็นสิ่งจูงใจ หรือเพราะถือพรรคถือพวกพ้องหมู่เหล่า จนมองไม่เห็นคุณงามความดีของผู้อื่นหรือฝ่ายอื่น เห็นแต่ความดีของตนหรือเฉพาะของฝ่ายตน จนเสียความยุติธรรม ๑ ไม่ลำเอียงเพราะความหลงโกรธหรือเกลียด-ชัง ๑ ไม่ลำเอียงเพราะความเกรงกลัว ๑ และไม่ลำเอียงเพราะหูเบา หรือหลงตามกระแสข่าว โดยขาดโยนิโสมนสิการ คือ ขาดการวินิจพิจารณาเหตุสังเกตผล จากข้อมูลหรือหลักฐานพยานที่ถูกต้องแท้จริง จากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ ที่ตรงประเด็น และที่สมบูรณ์ดีพอแก่การวินิจฉัย โดยรอบคอบ ให้สามารถแยกแยะดี-ชั่ว ถูกหรือผิด ได้ตามความเป็นจริง อีก ๑

[สัปปุริสธรรม คุณธรรมของสัตบุรุษ>

คุณธรรมของสัตบุรุษหรือสัปปุรุษ คือของคนดี มีศีลมีธรรม ซึ่งมีหลายข้อหลายประการ แต่ ณ ที่นี้ จะขอยกเอามาเพียงคุณธรรมหมวดหนึ่ง (ม. อุป. ๑๔/๑๔๕-๑๔๘/๑๑๒-๑๑๓) ที่จะเป็นคุณเครื่องช่วยให้การปฏิบัติต่อกันด้วยดี ก่อให้เกิดความสามัคคี ปรองดอง สมานฉันท์ โดยตรง คือ

(๑) สัตบุรุษผู้มีคุณธรรม ๗ ประการ ต่อไปนี้ เป็นมิตรสหาย และตนเองก็ทรงคุณธรรมนั้นๆ ด้วย คือ มีศรัทธาในบุคคลและข้อปฏิบัติที่ควรศรัทธา ๑ มีความละอายต่อความชั่ว ๑ และมีความเกรงกลัวต่อบาปอกุศล ๑ เป็นผู้ได้ยินได้ฟัง ได้เรียนรู้ และมีประสบการณ์มามาก ๑ เป็นผู้มีความเพียร มุ่งกระทำแต่คุณความดี ละเว้นความชั่ว และอบรมจิตใจให้ผ่องใส ๑

อนึ่ง สัตบุรุษย่อมเป็นผู้มีสติยั้งคิด พิจารณาเหตุสังเกตผล และระลึกรู้ กำหนดรู้ดี-รู้ชั่วตามที่เป็นจริงได้ ไม่เอาแต่หูเบา ฟังความข้างเดียว หลงตามกระแสข่าว โดยไม่พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายให้รอบคอบ ๑ กล่าวคือ รู้จักระงับยับยั้งชั่งใจ พิจารณาปัญหาต่างๆ ด้วยข้อมูลหรือหลักฐานพยาน ที่ถูกต้อง ที่เชื่อถือได้ และที่ตรงประเด็น ก่อนตัดสินใจว่าฝ่ายใดดีหรือชั่ว ถูกหรือผิดจริง และ

เป็นผู้มีปัญญาอันเห็นชอบ และปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามทำนองคลองธรรม และตามกฎหมายของบ้านเมือง กอปรด้วยความรอบรู้ทางเจริญ-ทางเสื่อมแห่งชีวิต และรู้จักแยกแยะคนดีหรือชั่ว ว่าเขามีดีมีชั่วกี่มากน้อย ตามความเป็นจริง อีกด้วย

(๒) จะคิด จะปรึกษาหารือ จะพูด หรือจะกระทำอะไรๆ ก็ไม่คิด ไม่ปรึกษาหารือ ไม่พูด และไม่กระทำ เพื่อเบียดเบียนตนเองและเบียดเบียนผู้อื่น ให้เดือดร้อนเสียหาย โดยไม่เป็นธรรม

(๓) จะพูดจา จะวิพากษ์วิจารณ์ ก็พูดจาหรือวิพากษ์วิจารณ์ ด้วยถ้อยคำที่เป็นความจริง ที่สุภาพอ่อนหวาน ที่สมานไมตรี-ประนีประนอม และที่เป็นสารประโยชน์ ไม่อ้างความเท็จ หรือบิดเบือนให้ผู้อื่นหลงเข้าใจผิดหรือสำคัญผิดจากความจริง และไม่กล่าวถ้อยคำก้าวร้าว หยาบคาย ไม่ยุแยกให้แตกสามัคคี และไม่กล่าวแต่ถ้อยคำที่เพ้อเจ้อ เหลวไหล ไร้สารประโยชน์

ผู้ทรงพรหมวิหารธรรม และมีสัปปุริสธรรมประจำใจ จึงมีปกติประพฤติปฏิบัติต่อผู้อื่น ด้วยความปรารถนาดีมีน้ำใจต่อกัน รู้จักประนีประนอมถนอมน้ำใจกัน หนักนิดเบาหน่อยก็ให้อภัยกัน ไม่ถือโทษ โกรธ พยาบาท จองเวรกัน ไม่มีอคติต่อกัน ไม่อิจฉาริษยากัน และย่อมปฏิบัติต่อกันด้วยอัธยาศัยไมตรีอันดีงาม

เพราะเหตุนั้น เราจึงเห็นสัตบุรุษคือคนดีมีศีลมีธรรมนั้น ย่อมมีปกติไม่คิด ไม่พูดกล่าวร้าย และไม่กระทำร้ายผู้อื่น ด้วยกิริยา วาจา ที่ก้าวร้าว หยาบคาย ด้วยเจตนา มุ่งหมายเพื่อทำลายล้างผลาญผู้อื่น ย่อมเห็นมีปกติคิด พูด และปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยกิริยา วาจา ที่ดี ที่ชอบ เพื่อให้คนที่เขาตั้งใจทำดีอยู่แล้ว ได้มีกำลังใจทำดียิ่งๆ ขึ้นไป ให้คำแนะนำที่ดีที่ชอบแก่ผู้ที่หลงผิดพลาดพลั้งให้ได้สติ รู้ผิด-ชอบ ชั่ว-ดี และให้มีโอกาสแก้ตัว กลับตัวกลับใจ ประพฤติปฏิบัติดีปฏิบัติชอบได้อีกต่อไป ส่วนคนที่ประพฤติชั่วโดยสันดาน ที่ไม่ยอมกลับตัวกลับใจเป็นคนดี เมื่อได้ให้สติแก่เขาให้รู้ผิดชอบชั่วดี และให้โอกาสแก่เขาได้กลับตัวกลับใจมาประพฤติปฏิบัติตนให้ดีเสียใหม่แล้ว แต่ไม่อาจช่วยให้เขาดีขึ้นได้ ทำนองที่พระท่านเรียกว่า

“อเตกิจฉา” คือ ที่ไม่อาจแก้ไขได้แล้ว ก็จำต้องวางใจเป็นอุเบกขา คือปล่อยให้เขาได้รับโทษทัณฑ์ไปตามยถากรรมที่เขาก่อขึ้นเอง ตามพระพุทธดำรัสว่า “กมฺมุนา วตฺตตี โลโก” “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” โดยที่เรามิต้องแสดงกิริยา วาจา เยาะเย้ย ถากถาง ดูหมิ่น หรือซ้ำเติมอะไรอีก นี้เป็นวิถีชีวิตของบัณฑิตโดยธรรมแท้

สังคมไทยแต่โบราณ เป็นสังคมที่ประชาชนส่วนใหญ่อยู่ร่วมกันด้วยความเอื้อเฟื้อเกื้อกูล มีปัญหาความทุกข์เดือดร้อนก็ดูแลช่วยเหลือกัน มีกิจการใหญ่หรือพิธีใหญ่ ก็สามัคคีพร้อมเพรียงกันช่วยกันทำ มีปัญหาก็ร่วมปรึกษาหารือตกลงกัน ด้วยความประนีประนอม ปรองดอง สมานฉันท์ ไม่ตั้งหน้าแต่จะเอาชนะคะคานกัน ด้วยทิฏฐิมานะและ/หรือด้วยความเห็นแก่ตัวจัด หรือด้วยความเคียดแค้น ริษยาพยาบาท ให้เกิดความแตกร้าวรุนแรงในสังคมหมู่คณะ ประชาชนจึงอยู่ร่วมกันในสังคมด้วยความสันติสุข

อีกประการหนึ่ง ในสมัยก่อนประชาชนไทยส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธ ผู้มีจิตศรัทธาในพระรัตนตรัย ต่างเข้าวัดเข้าวาฟังเทศน์ฟังธรรมกันเสมอ ประชาชนมีศีลมีธรรมประจำใจกันมาก จึงปฏิบัติต่อกันด้วยดี แม้จะมีชนต่างชาติต่างศาสนามาอยู่ใกล้กันหรืออยู่ร่วมกัน ก็มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน ด้วยเมตตากรุณาธรรมต่อกัน ไม่มุ่งร้ายกัน

สังคมไทยแต่โบราณจึงเป็นสังคมที่มีแต่ความสงบสุข เพราะปฏิบัติต่อกันด้วยพรหมวิหารธรรม ถึงจะมีปัญหาข้อขัดแย้งกันบ้าง ก็เพียงส่วนน้อย ผู้ใหญ่หรือผู้นำชุมชนในท้องถิ่นก็พอจัดการประนีประนอมให้ระงับได้ ไม่ถึงกับขยายวงเขตรุนแรงใหญ่โตจนเกินเหตุ เหมือนเช่นที่กำลังเป็นที่และเห็นกันอยู่ในทุกวันนี้

ส่วนสังคมในยุคปัจจุบันนี้ เป็นสังคมที่การประกอบกิจการงานอาชีพเต็มไปด้วยการแข่งขันกันสูง ประชาชนส่วนมากสาละวนอยู่กับการงานในอาชีพ จึงห่างวัดห่างวา และไม่สนใจเข้าศึกษาสัมมาปฏิบัติพระสัทธรรม ให้ซาบซึ้งในพระคุณของพระรัตนตรัยดีพอ จึงกลายเป็นผู้ขาดศีลขาดธรรม ไร้คุณธรรมประจำใจไปโดยปริยาย เป็นเหตุให้กิเลส ตัณหา อุปาทานเข้าครอบงำจิตใจได้ง่าย และไร้จิตสำนึกในบาป-บุญ คุณ-โทษ กันมากขึ้น ยิ่งได้เห็นตัวอย่างการปฏิบัติต่อกันอย่างรุนแรง ในเวลามีปัญหาข้อขัดแย้งกันทุกเรื่อง จากสื่อมวลชนในยุคโลกาภิวัตน์ (Globalization) ที่มีแต่การแข่งขัน ชิงดี-ชิงเด่นกันในทางทำลาย ก็ซึมซับเข้าไปในจิตสันดาน เมื่อมีการขัดแย้งกันแม้ในครอบครัว ในวงงาน และในวงสังคม ก็จะแสดงกิริยา วาจา โต้เถียง วิพากษ์วิจารณ์ ทะเลาะวิวาทกันอย่างรุนแรง ดังตัวอย่างที่เห็นเป็นข่าวการประท้วงที่รุนแรงเพราะความขัดแย้งกันในต่างประเทศ เริ่มตั้งแต่การใช้วิธีการปลุกระดมมวลชน สร้างกระแสมวลชนให้คล้อยตามเป็นแนวร่วมมาปะทะกันด้วยกิริยาวาจาที่ก้าวร้าว หยาบคายต่อกัน หนักๆ เข้าก็บานปลายกลายเป็นการปะทะกันด้วยกำลังอย่างบ้าคลั่ง และไร้ศีลธรรม และนำไปสู่การเกิดการจลาจลระหว่างคนในชาติกันเอง ให้ชาวต่างชาติคู่แข่งเขาฉกฉวยโอกาสทองตักตวงผลประโยชน์ล่วงหน้าไป เพราะมัวแต่ทะเลาะวิวาทกันเอง ด้วยความโง่เขลาเบาปัญญาแท้ๆ

ความขัดแย้งของคนในสังคมไทยทุกวันนี้ ก็คล้ายกับการขัดแย้งของชนในต่างประเทศ นับตั้งแต่สังคมในครอบครัว เวลาขัดแย้งกันก็มักแสดงกิริยาวาจาที่รุนแรงต่อกัน ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ก็แสดงกิริยาวาจาก้าวร้าวหยาบคายต่อกันโดยไม่ต้องเกรงใจกันแล้ว ความขัดแย้งในสังคมประเทศชาติก็ยิ่งทวีความรุนแรงหนักขึ้น ด้วยมาตรการชิงดีชิงเด่นกันในทางทำลาย ด้วยอำนาจกิเลส ตัณหา ริษยา เคียดแค้น มีการปลุกระดมมวลชนให้เห็นคล้อยตาม และเป็นพรรคพวกแนวร่วม ขยายวงเขตให้กว้างออกไป ให้เป็นกำลังของฝ่ายตนให้มากๆ มีการปลุกเร้าให้เคียดแค้นฝ่ายตรงกันข้ามอย่างบ้าคลั่ง เพื่อทำลายล้างผลาญกันให้สะใจ และเป็นไปเพื่อที่จะให้อีกฝ่ายหนึ่งพินาศเสียหาย มาตรการและวิธีการดังกล่าวก็ถูกนำมาใช้ฟาดฟันประหัตประหารกัน ทุกรูปแบบ ทั้งลับและเปิดเผย อย่างไร้ศีลธรรม ราวกับบ้านเมืองไร้ขื่อไร้แป ตามที่โบราณท่านว่า“ไม่ได้ด้วยเล่ห์ ก็ด้วยกล ไม่ได้ด้วยเวทย์มนต์ ก็ด้วยคาถา” หรือเข้าทำนองเพลงปฏิรูปว่า “ใครจะตายก็ช่างมัน! เราไม่ตายก็แล้วกัน!!” มิใยที่ชาติบ้านเมืองจะเสียหายย่อยยับไปอย่างไร ก็ยังคงตั้งหน้าทำลายกันเองอย่างไม่ลืมหูลืมตา ผิดวิสัยสังคมไทยชาวพุทธผู้รักความสงบ ที่นิยมการแก้ปัญหาโดยสันติวิธี ประนีประนอมกัน จึงก่อให้เกิดความแตกแยกสามัคคีในสังคมประเทศชาติอย่างหนักอยู่ในทุกวันนี้ เป็นเหตุให้ประเทศชาติเสื่อมเสียทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงทางการเมืองไปมากแล้ว

หากประชาชนในชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระหว่างผู้รู้สึกเป็นปฏิปักษ์ต่อกันและผู้หลงบ้าคลั่งตามกระแสที่เขาปลุกระดมนั้น ไม่ใช้สติสัมปชัญญะ ระงับยับยั้งชั่งใจด้วยปัญญาอันเห็นชอบ พิจารณาเหตุสังเกตผลดีของความสามัคคีปรองดอง ของคนในชาติด้วยกันเอง ไม่พิจารณาเห็นผลเสียของการขาดความสามัคคีปรองดอง ต่างคนต่างไม่ยอมลดมานะละทิฏฐิ ไม่ยอมลดราวาศอกแก่กันและกัน ด้วยมองเห็นแต่ความผิดความชั่วของคนอื่นหรือฝ่ายอื่น แต่ไม่เห็นความผิดความชั่วของตนหรือของพรรคพวกตน เหมือนกับการชี้นิ้วว่าผู้อื่นชั่ว แต่อีก ๓ นิ้ว คือ นิ้วกลาง นิ้วนาง และนิ้วก้อย กลับชี้เข้าหาตัวเองโดยไม่รู้ตัว และถ้าหากยังไม่ยอมหยุดทะเลาะวิวาทกันเสีย สังคมประเทศชาติของไทยเราย่อมจะถึงความระส่ำระส่ายอย่างหนัก เป็นเหตุให้การเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงทางการเมืองของประเทศชาติของเราต้องเสียหายอย่างหนัก ให้ประชาชนทั้งประเทศรวมทั้งคู่กรณีที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกันนั้นเองด้วย จะต้องประสบกับความสูญเสียไปด้วยกันทุกฝ่าย ยากแก่การที่จะเยียวยาแก้ไขต่อกาลไม่นานนี้ และเมื่อเหตุการณ์บานปลายไปเช่นนี้ ก็อย่าได้หวังเลยว่า ฝ่ายไหนจะเป็นฝ่ายได้ชัยชนะและเป็นสุขได้ เพราะผลลัพธ์ก็คือ ประเทศชาติเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ คือเสียหายย่อยยับ แล้วยังจะมีฝ่ายไหนที่จะเป็นฝ่ายชนะและเป็นสุขได้อีกหรือ ?

จึงขอให้สาธุชนคนไทยทั้งชาติได้พิจารณา และตระหนักถึงภัยของการทะเลาะวิวาทกัน และได้พิจารณาเห็นการไม่ทะเลาะวิวาทกันเป็นความปลอดภัย ตามพระสัทธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านี้ แล้วช่วยเตือนสติผู้ที่รู้สึกขัดแย้งกันรุนแรงถึงกับเป็นปฏิปักษ์ต่อกันทุกฝ่าย ให้หยุดคิด และพยายามลดมานะละทิฏฐิลง หยุดทะเลาะวิวาททำลายกัน ด้วยกิริยาวาจาก้าวร้าวรุนแรงต่อกันเสีย โดยเร็วได้เท่าไรก็จะยิ่งเป็นผลดีเท่านั้น ก่อนที่จะสายเกินแก้ แล้วหันหน้าเข้าปรึกษาหารือกัน ตกลงประนีประนอมกัน ด้วยความปรารถนาดีต่อกัน เพื่อเห็นแก่ความสงบสุขของชาติบ้านเมือง และเห็นแก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐและเป็นที่รักเทิดทูนของเราทั้งหลาย

จงนึกถึงความดีของกันและกันด้วยมุทิตาธรรม จะได้มีความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจกัน แล้วหันหน้าเข้ามาร่วมใจกันสร้างสรรค์ความสามัคคี ประนีประนอม ปรองดอง สมานฉันท์กัน ด้วยพรหมวิหารและด้วยสัปปุริสธรรม ตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ดังที่ได้ชี้แจงแสดงมาแล้วนี้ จักได้ร่วมแรงร่วมใจกัน ช่วยกันพัฒนาประเทศชาติบ้านเมืองของไทยเรา ทั้งทางด้านการเศรษฐกิจ สังคม และทางการเมือง ให้เจริญก้าวหน้าและมั่นคง ให้ประเทศชาติบ้านเมืองของไทยเราได้พ้นจากความหายนะ กลับคืนสู่ความสงบสุข เพื่อให้ประชาชนทุกหมู่เหล่า รวมทั้งท่านที่เคยรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ต่อกันนั้นเองด้วย ให้ได้รับความเจริญและสันติสุขไปด้วยกันหมดทั้งประเทศ สมดังพุทธภาษิตว่า “สุขา สงฺฆสฺส สามคฺคี ความสามัคคีแห่งหมู่คณะ นำมาซึ่งความสุข” ด้วยประการฉะนี้

ก่อนจบรายการนี้ ขอทุกท่านจงตั้งใจให้สงบ เจริญพรหมวิหารธรรม แผ่เมตตาและกรุณาธรรมต่อกัน และตั้งจิตอธิษฐานถึงคุณพระรัตนตรัย ขอได้โปรดดลบันดาลประทานพร ให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ จงทรงเกษมสำราญ ทรงมีพระพลานามัยแข็งแรง และทรงมีพระชนมายุยิ่งยืนนาน สถิตสถาพรในสิริราชสมบัติ แผ่พระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อมพสกนิกรชาวไทยให้อยู่เย็นเป็นสุข และขอเดชานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ จงช่วยขจัดปัดเป่าปัญหาของประเทศชาติบ้านเมืองให้หมดสิ้นไป ยังความเจริญและสันติสุขให้เกิดมีแก่ประชาชนชาวไทยทั้งประเทศโดยพลัน เทอญ

ขอความสุขสวัสดีจงมีแด่ท่านผู้ฟังทุกท่าน เจริญพร

โดย: หน่อง UD Admin [20 ก.ค. 54 15:17] ( IP A:223.206.2.90 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
    อาจจะเป็นคำสอนที่ยาวมากจนไม่น่าอ่าน แต่ถ้าอ่านแล้วจะได้รับผลประโยชน์จากการอ่าน ถ้านำมาพิจารณาปฏิบัติตาม นับว่าเป็นข้อคิดสะกิดใจที่ดีมาก ในสังคมของคนในสภาพปัจจุบันที่เราๆท่านๆพบเห็นมา ทุกวันนี้ โลกเดือดร้อน วุ่นวายไม่ใช่เพราะกิเลสไฟสามกองคือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง หรอกหรือที่หลอกให้นำพาจิตใจเราหลงไปตามมันชี้นำ จนไม่รู้ว่าอะไร คือบุญ อะไรคือบาป น่าสงสารทิฐิของคนในสมัยนี้ อ่านแล้วย้อนมองตัวเองเลยเกิดความรู้สึกแบบนี้ ขึ้นมา น่าสลดสังเวชเมื่อไรจะฉลาดจากความโง่เป็นเหยื่อกิเลสพวกนี้เสียที มหาหน่อง
โดย: หน่อง UD Admin [20 ก.ค. 54 15:29] ( IP A:223.206.2.90 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
    เยี่ยมเสมอนะครับ
โดย: kriang33 [21 ก.ค. 54 8:37] ( IP A:124.120.199.96 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
    มีหลักธรรมอยู่ในใจบ้างไม่มากก็น้อยก็จะดำเนินชีวิตได้ถูกต้องและดีขึ้น....ขอบคุณครับพี่หน่อง
โดย: saknangsao [21 ก.ค. 54 19:25] ( IP A:125.27.239.168 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
   

โดย: เอ ส้มเสี้ยว เว็ปมาสเตอร์ [21 ก.ค. 54 19:53] ( IP A:223.204.173.62 X: )

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน