บทความปลาทอง GALLERY  <<  กลับไปหน้าแรก

ข้อมูลปลาสิงห์ญี่ปุ่นทั้งมวล
   .... เจาะลึกเรื่องราวทุกแง่มุม
"เชลฟ์ยิบซัมที่ปิดทึบ เว้นช่องว่างให้เห็นด้านหนึ่งของตู้ เจ้าปลาทองตัวเชื่องว่ายวน อยู่ในตู้ใบนั้น เมื่อเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ภาพที่ปรากฏแก่สายตาก็คือ ปลาทองตัวโต สีแดงสดใสหน้าตามู่ทู่ดูประหลาด ดูโดดเด่นด้วนวุ้นเหนือริมฝีปากที่มองดูคล้ายเขี้ยวของสิงห์รูปปั้นที่เห็นตามวัดจีน รูปร่างที่บึกบึนล่ำสัน ลำหลังโค้งเนียนได้รูปเหมือนไข่ผ่าซีก ลีลาการว่ายน้ำที่ดูกระฉับกระเฉงและมีพลัง" เป็นสเน่ห์เฉพาะตัวของปลาทองที่มีชื่อว่า "สิงห์ญี่ปุ่น"

โดย: เจ้าบ้าน [7 พ.ค. 55 6:28] ( IP A:101.109.202.95 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live

ความคิดเห็นที่ 2
   มีจุดด้อยเรื่องของหน้า แต่ก็มีจุดเด่นในเรื่องความโค้งของหลัง ซึ้งถูกอกถูกใจคนไทย ทำให้สิงห์โอซาก้าได้ถูกนำไปพัฒนาต่อยอด โดยการผสมกับสิงห์ญี่ปุ่นสายเดิมที่ถูกนำเข้ามาก่อน จนกลายเป็นสิงห์ญี่ปุ่นที่มีความครบเครื่องมากยิ่งขึ้น

สำหรับความหลากหลายของสีสันของสิงห์ญี่ปุ่นในยุคก่อนมีนักเลี้ยงรุ่นเก่าหลายท่านบิกว่า ไม่ต่างกับยุคนี้มากนัก สีพื้นฐานที่มีในตอนนั้นก็คือ สีจำปา สีทองคำเปลว หรือทองซีดๆ มีเขียว ซึ่งเป็นลักษณะของปลาที่ไม่ลอก ยุคหนึ่งเมื่อประมาณปี 2530 นักเพาะพันธุ์ ย่านอุดมสุขและบางนาได้พัฒนาปลาสีขาวทั้งตัวและเกล็ดเป็นประกายเงามามขึ้นมา เรียกว่าสิงห์ญี่ปุ่นเกล็ดมุก เป็นที่สนใจขิงคนในวงการมากพอสมควร ส่วนสีขาวแดงที่เป็นสียอดนิยมในตอนนี้เมื่อก่อนยังมีจำนวนน้อย แต่ใช่ว่าจะหาตัวที่สวยๆไม่ได้เลย ท่านอาจารย์เฉลิมวิไล ชื่นศรี แห่งคณะประมง มหาวิทยาลัยเกตรศาสตร์ ซึ่งเป็นคณะกรรมการตัดสินในงานประกวดเมื่อ 20 ปีที่แล้วได้รื้อฟื้นความทรงจำให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งที่ตนทำการตัดสินในงานประกวดงานหนึ่ง เคยเห็นปลาที่หัวเป็นสีแดง ลำตัวสีขาวมุก สวยงามมากที่ปัจจุบันในวงการเรียกว่า หัวควั่นแดง คือปลาที่หัวเป็นสีแดง ลำตัวเป็นสีขาว ครีบทุกครีบเป็นสีแดง นั่นแสดงว่าในยุคอดีตสิงห์ญี่ปุ่นก็มีความหลากหลายของสีสันมากพอสมควร เพียงแต่ว่าการเพาะพันธุ์ไม่ได้ให้ความสนใจที่จะพัฒนากันอย่างจริงจังเหมือนในสมัยนี้

โดย: เจ้าบ้าน [7 พ.ค. 55 6:29] ( IP A:101.109.202.95 X: )

ความคิดเห็นที่ 3
   สิงห์ญี่ปุ่นยุคอดีตเป็นหมันจริงหรือ ?
เป็นข้อสงสัยและถกเถียงกันมาช้านานว่า เหตุใดสิงห์ญี่ปุ่นที่นำเข้ามาจึงเพาะพันธุ์ไม่ได้ ตัวเมียไม่ไข่ ตัวผู้ไม่มีน้ำเชื้อ ถึงขนาดมีการตั้งข้อสงสัยกันขึ้นมาว่า ถูกทางญี่ปุ่นฉายรังสีบางชนิดมาก่อนหน้านี้ เพื่อให้เป็นหมัน เนื่องจากเป็นปลาราคาแพง ผู้เพาะพันธุ์ชาวญี่ปุ่นจึงกลัวสายพันธุ์จะมาแพร่หลายในประเทศอื่น พังดูอาจจะเป็นเรื่องตลก แต่เป็นเรื่องตลกที่แฝงไปด้วยปริศนาที่ชวนให้หาคำตอบ
ถ้าถกกันในเชิงวิชาการ คิดเเบเป็นวิทยาศาตร์หน่อยเหตุที่ทำให้สิงห์ญี่ปุ่นที่นำเข้ามาเพาะพันธุ์ไม่ได้นั้น น่าจะเป็นเพราะว่า โดยธรรมชาติแล้ว ปลาทองที่เลี้ยงในประเทศเขตหนาวจะเจริญพันธุ์ช้า โดยปกติจะเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เมื่ออายุ 23 ปี แต่พอมาอยู่ในเมืองไทย อากาศร้อน อุณหภูมิน้ำสูง ปลากินอาหารได้เยอะจึงโตเร็วเมื่อผู้เพาะพันธุ์เห็นว่าปลามีขนาดใหญ่แล้วจึงนำไปใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ พูดง่ายๆคือ เป็นปลาที่โตเกินอายุ หรือเป็นปลาที่ตัวโตแต่อายุยังน้อยนั่นเอง ต่อมาภายหลังมีผู้เพาะพันธุ์ท่านหนึ่งได้ตั้งสมติฐานของปปัญหานี้ขึ้นมาว่า ถ้าเรานำลูกปลามาในเมืองไทยตั้งแต่เล้กๆเพื่อให้ปลาได้มีการปรับตัวให้เคยชินกับสภาพแวดล้อม จะแก้ปัญหานี้ได้หรือไม่ ว่าแล้วเขาก็สั่งปลาลูกฝอยจากประเทศญี่ปุ่นเข้ามาเลี้ยง เลี้ยงจนลูกปลาชุดนั้นโตพอที่จะผสมพันธุ์ เมื่อทดลองนำไปเพาะปรากฏว่า ให้ลูกได้ตามปกติ ข้อสงสัยที่ว่าปลาฉายรังสีจึงหมดไปโดยปริยาย ผู้เพาะพันธุ์คนที่กล่าวถึงนี้คือคุณไล้ นามสกุลอะไรไม่ทราบแน่ชัด เขาคนนี้เป็นนักเพาะพันธุ์ปลาทองที่มีชื่อเสียงมากๆในยุคเกือบๆ 40 ปีที่แล้ว ด้วยความที่เป็นคนช่างสังเกตุ และชอบลองผิดลองถูก ปลาทองชนิดใดที่เพาะไม่ได้ เมื่อมาอยุ่ในมือของคนคนนี้ก็ไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด

โดย: เจ้าบ้าน [7 พ.ค. 55 6:30] ( IP A:101.109.202.95 X: )

ความคิดเห็นที่ 4
   รันชู & สิงห์ญี่ปุ่น ความเหมือนในความต่าง
อย่างที่บอกว่า คนไทยคุ้นเคยกับการดูปลาในตู้จากด้านข้างมากกว่าด้านบน (Top view) แตกต่างกับคนญี่ปุ่นที่นิยมเลี้ยงปลาในอ่าง เพื่อชื่นชมความงามจากด้านบน คนญี่ปุ่นเรียกปลาทองหัวสิงห์ที่นิยมเลี้ยงในอ่างว่า (Ranchu) ถ้าจะบอกว่ารันชูคือสิงห์ญี่ปุ่น และสิงห์ญี่ปุ่นคือรันชู ก็คงไม่ผิด เพราะจากคำบอกเล่าจากประสบการณ์ของผู้นำเข้าที่เดินทางไปคัดเลือกปลาด้วยตนถึงญี่ปุ่นได้บอกว่า สิงห์ญี่ปุ่นนำเข้ามาขายในเมืองไทยยุคแรกๆ ก็คือรันชูนั่นเอง เพราะญี่ปุ่นไม่ได้มีการแบ่งแยกว่าปลาแบบใด้จะต้องเลี้ยงในอ่าง ปลาแบบใดเลี้ยงในตู้ ที่ญี่ปุ่นจะนิยมเลี้ยงปลาทองหัวสิงห์ทุกชนิดในอ่าง แต่พอปลาเหล่านี้ถูกนำเข้า และมาอยุ่ในมือผุ้เพาะพันธุ์ชาวไทย จึงเกิดการคัดพันธุ์เพื่อพัฒนารูปร่างหรือฟอร์มปลาให้ตรงกับรสนิยมการเลี้ยงของคนไทยมากขึ้น ถ้าเอ่ยอถึงสิงห์ญี่ปุ่นก็ต้องหมายถึงปลาทองหัวสิงห์เลี้ยงในตู้นั่นเอง ถึงขนาดมีคำกล่าวว่า ถ้าจะไปหาสิงห์ญี่ปุ่น Side view สวยๆไม่ต้องไปหาที่ญี่ปุ่นหลอก หาที่เมืองไทยง่ายกว่าเยอะ

โดย: เจ้าบ้าน [7 พ.ค. 55 6:30] ( IP A:101.109.202.95 X: )

ความคิดเห็นที่ 5
   สิงห์ญี่ปุ่นยุคพัฒนา

ประมาณปีพ.ศ.2543 หลังวิกฤติฟองสบู่แตกไม่นาน การเข้ามาของปลาทองรันชูก็ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการปลาทองอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน รันชูฟีเวอร์ขนาดไหน ลิงคิดดูลูกแบล็คเบบี้เปิดขายวันเดียวหมด แล้วราคาก็ไม่ใช่ถูกๆเสียด้วยสิจำได้ว่าราคาที่ผู้นำเข้ามาตั้งไว้สูงถึงหลักพันเลยทีเดียว ถ้าเป็นสายดีๆราคาก็พุ่งขึ้นสูงถึงตัวละหลายพันบาท
การเข้ามาของปลาทองรันชูนอกจากจะทำให้แวดวงของนักเล่น นักเลี้ยงปลาทองคึกคักแล้ว ผู้เพาะพันธุ์ปลาทอง Side View หลายคนในยุคนั้นได้มองเห็นคุณลักษณะเด่นของรันชู และมีแนวคิดที่จะนำลักษณะเด่นของรันชู และมีแนวคิดที่จะนำลักษณะเด่นตรงนั้นไปใส่ในตัวสิงห์ญี่ปุ่นสายดั้งเดิมที่มีเข้ามาอยู่ในเมืองไทยเสียนานจนลืมวาซาบิไปแล้ว
กล่าวคือ ที่ผ่านมาสิงห์ญี่ปุ่นที่เลี้ยงกันในเมืองไทยได้ถูกพัฒนาจนถูกอกถูกใจคนไทยในระดับหนึ่งแล้ว แต่ก็ยังไม่ถึงจุดที่เรียกว่าว่าสมบูรณ์แบบ นักเพาะพันธุ์ จึงพยายามนำจุดเด่นของรันชูมาผสมผสานกับจุดเด่นสิงห์ญี่ปุ่นสายดั้งเดิม คือเรื่องของวุ้นเหนือริมฝีปากที่แทงออกมาที่เรียกกันว่าเขี้ยว เค้าโครงหน้าที่เป็นบล็อคสี่เหลี่ยม
ลำหลังที่หนาขึ้น แต่ก็ยังคงความโค้งของหลังที่เหมือนรูปไข่ผ่าซีก สีสันและมาร์กกิ้งที่หลายหลายขึ้น ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ ผู้เพาะพันธุ์ต้องการให้เป็นสิงห์ญี่ปุ่นที่มองได้ทั้งทอปวิวและไซ๕วิว เหมือนเนื้อหาบทเพลงในหนั้งสือคู่มือการเลี้ยงปลาทองของ อ.เชิดชาย อมาตยกุล อดีตอธิบดีกรมประมงที่กล่าวไว้ว่า ลักษณะของสิงห์ญี่ปุ่นที่ดี จะต้องเป็นปลาที่มองด้านข้างแล้วลำหลังโค้งเหมือนไข่ผ่าซีก มองด้านบนจะต้องเหมือนเหรียญโคบัน คือเหรียญโบราณของญี่ปุ่นมีลักษณะป่องออกด้านข้าง มีความบาลานซ์เท่ากันสองข้าง หากเป็นปลาทองสิงห์ญี่ปุ่น ท้องทั้งสองข้างที่ป่องออกมาก็ต้องมีความบาลานซ์เท่ากันทั้งสองข้าง และเนื่องจากสายเลือดของสิงห์ญี่ปุ่นที่ถูกคัดพันธุ์และพัฒนาในเมืองไทยนั้นถูกถ่างออกห่างจากรันชูซึ้งเป็นต้นตระกูลสิงห์ญี่ปุ่นออกไปมาก ทำให้ลักษณะเด่นบางประการของสายดั่งเดิมหายไป ที่เห็นได้ชัดเลยก็คือ ความแข็งแรงของใบหาง นักเพาะพันธุ์รันชูของญี่ปุ่นค่อนข้างให้ความสำคัญตรงจุดนี้มาก จะสังเกตุเห็นว่ารันชูของญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะมีใบหางที่แข็งแรง ทำให้ว่ายน้ำดูมีพลัง เมื่อนักเพาะพันธุ์ไทยเริ่มนำรันชูมาผสม ก็เท่ากับเป็นการดึงเอาลักษณะเด่นของสายพันธุ์ดั้งเดิมกลับคืนมา
นักเพาะพันธุ์ปลาทองสิงห์ญี่ปุ่นคนดังของวงการท่านหนึ่งได้ให้ข้อมูลในเรื่องการปรับปรุงสายพันธุ์จากประสบการณ์ของตนเองให้ฟังว่า ในยุคที่รันชูกำลังเฟื่องฟู มีวัตถุดิบในตลาดให้หยิบจับนำมาพัฒนาเยอะแยะไปหมด ในขณะที่สิงห์ญี่ปุ่นในเวลานั้นมันยังมีข้อด้อยอยู่จึงจำเป็นต้องมีการปรับปรุงพันธุ์ โดยการนำรันชูมารผสมกับสิงห์ญี่ปุ่นลูกปลาที่ได้จากการผสมข้ามสายใน Generation แรกยังมีลักษณะกระเดียดไปทางรันชู คือวุ้นเขี้ยงทั้งสองข้างชัดเจนขึ้น แต่หลังเมื่อมองจากด้านข้างกลับเหมือนไม้กระดาน ไม่โค้งลงลึกตามที่ต้องการก็ต้องเก็บปลาที่มีลักษณะใกล้เคียงมากที่สุดเอาไว้พัฒนาต่อ
การพัฒนาในรุ่นต่อไปได้มีการทดลองอยู่สองแบบ แบบแรกคือ การผสมย้อนกลับกับสิงห์ญี่ปุ่นสายเดิม อีกแบบหนึ่งก็คือนำปลา Generation จากหลายๆคลอกมาผสมไขว้สายกัน ผลที่ได้ก็คือก็ยังไม่ได้ปลาที่มีลักษณะตามต้องการ เขาใช้เวลาพัฒนาอยู่ถึง 3 ปี กว่าจะได้ปลาที่มีลักษณะเด่นของสิงห์ญี่ปุ่นปุ่นและรันชูในตัวเดียวกัน แต่ก็ต้องขอบอก ณ ที่นี้ด้วยว่า ข้อมูลในส่วนนี้เป็นข้อมูลที่มาจากประสบการณ์เฉพาะบุคคล เพราะฉะนั้นจึง ไม่สามารถนำไปอ้างอิงได้ว่า เป็นวิธีการปรับปรุงสายพันธุ์ที่เป็นมาตราฐานเดียวกันทั้งวงการ
สำหรับวันนี้คงจุใจกับเรื่องราวของสิงห์ญี่ปุ่นกันพอสมควร เนื่องจากเนื้อที่หมดฉบับลงแล้ว เอาเป็นว่า ฉบับหน้าจะมาว่ากันต่อเรื่องถึงเรื่องราวของสิงห์ญี่ปุ่นในประเด็นอื่นๆต่อไปไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของสิงห์ญี่ปุ่นขึ้นแท่น Number 1 ในตลาดส่งออกปลาทอง , เทรนของสิงห์ญี่ปุ่นในปัจจุบัน , สิงห์ญี่ปุ่นกับมาตราฐานการประกวด และปิดท้ายด้วยเรื่องที่ผู้อ่านหลายท่านคงอยากรู้แน่นอน นั่นก็คือ เลี้ยงสิงห์ญี่ป่นให้สวยดั่ง...ไม่ยากขอจงโปรดติดตามด้วยความระทึกในดวงหทัยพลัน


Enjoy Goldfish Keeping !!!

Fancy Fish

โดย: เจ้าบ้าน [7 พ.ค. 55 6:31] ( IP A:101.109.202.95 X: )

ความคิดเห็นที่ 6
   .... เจาะลึกเรื่องราวทุกแง่มุม
สวัสดีพ่อแม่พี่น้อง มิตรรักแฟนพันธุ์แท้ปลาทองทุกท่าน กระผมนาย Goldfish Hunter กลับมารับใช้พื้นที่ตรงนี้ร่ายน้ำหมึกสังสรรค์บทความ "ปลาทองสิงห์ญี่ปุ่น King of Goldfish" ภาคต่อเนื่องจากฉบับที่แล้วอีกครั้ง และนอกจากจะเป็นภาคต่อจากทิ้งท้ายเอาไว้แล้ว ยังเป็นภาคจบบริบูรณ์ของบทความนี้อีกด้วยครับ

โดย: เจ้าบ้าน [7 พ.ค. 55 6:31] ( IP A:101.109.202.95 X: )

ความคิดเห็นที่ 7
   สิงห์ญี่ปุ่นกับมาตราฐานการประกวดในเมืองไทย

มื่อประมาณ 8 ปีที่แล้ว กรมประมงร่วมกับผู้ค้า และนักเพาะพันธุ์ปลาทอง ได้มีการจัดสัมนาว่าด้วยมาตราฐานการประกวดปลาทอง หนึ่งในหัวข้อที่ถูกหยิบยกมาถกกันในวันนั้นก็คือ การจำแนกสิงห์ญี่ปุ่นออกจากสิงห์ลูกผสม และแก้ไขปรับปรุงมาตราฐานการประกวดปลาทองสิงห์ญี่ปุ่นให้มีความถูกต้องมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาได้เกิดความสัยสนและเข้าใจไม่ตรงกันในเรื่องนี้อยู่บ่อยๆ

โดย: เจ้าบ้าน [7 พ.ค. 55 6:32] ( IP A:101.109.202.95 X: )

ความคิดเห็นที่ 9
   ให้ได้ปลามาร์กกิ้งระดับเทพจำนวนมากขึ้น

โดย: เจ้าบ้าน [7 พ.ค. 55 6:32] ( IP A:101.109.202.95 X: )

ความคิดเห็นที่ 10
   สิงห์ญี่ปุ่นขึ้นแท่น Number 1 ในตลาดส่งออกปลาทอง
หากจะบอกว่าปลาทองชนิดใดเป็นความภาคภูมิใจของชาวไทย นอกจากสิงห์ดำตามิดแล้ว สิงห์ญี่ปุ่นนี่แหละที่มีเลือดไทยเต็มร้อย แม้ว่าจะเป็นปลาที่มีต้นกำเนิดและถูกนำเข้ามาจากญี่ปุ่นก็ตามแต่วันนี้ ถามว่าที่ญี่ปุ่นมีสิงห์ญี่ปุ่นสวยๆ Side view สวยๆ อย่างเมืองไทยไหม พนันกันเลยว่า พลิกแผ่นดินหาก็ไม่เจอ ด้วยเหตุนี้ต่างชาติถึงกับขนานนามสิงห์ญี่ปุ่นว่า Thai Ranchu เลยทีเดียว
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า สิงห์ญี่ปุ่นเป็นปลาทองที่มีมูลค่าต่อตัวหรือมีราคาแพงที่สุดในบรรดาปลาทองทุกสายพันธุ์ที่มีการเพาะเลี้ยงในเมืองไทยและมีการส่งออกไปยังต่างประเทศ ตลาดสำคัญที่มีความต้องการปลาทองสิงห์ญี่ปุ่นจากเมืองไทยจำนวนมาก เรียงลำดับจากมากไปหาน้อยก็คือ สิงค์โปร มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ความต้องการของทั้ง 3 ประเทศนี้สูงในเชิงปริมาณ และกำลังซื้อ/หน่วย ส่วนประเทศในภูมิภาคอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมานี้ อาทิเช่น สหรัฐอเมริกา และประเทศแถบยุโรป จะต้องการปลาเกรดที่เรียกว่า pet geade คือแทบจะไม่สนใจในเรื่องมาตราฐานความสวยความงาม แต่จะสนใจเรื่องขนาดตัวปลาและจำนวนมากกว่า เพราะฉะนั้นประเทศต่างๆเหล่านี้จึงมุ่งไปซื้อปลาจากจีนเป็นหลัก เพราะปลาจากจีนนั้นขึ้นชื่อในเรื่องของราคาถูก และมีการผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก
สำหรับการแบ่งเกรดสิงห์ญี่ปุ่นในท้องตลาด ก็แบ่งเหมือนกับปลาทองชนิดอื่น ๆ คือเริ่มจากเกรดที่มีราคาแพงที่สุด คือเกรด shiw class หรือ high quality ก็สุดแท้แต่จะเรียก แต่ที่สุดแล้วมันก็คือปลาที่สามารถใช้ประกวดได้ เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นต้องมีความสวยงามตรงตามมาตรฐานการประกวด แต่ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องครถ้วนทุกกระเบียดนิ้ว บางตัวมีสีสันดี ๆ เช่น หัวควั่นแดง เกล็ดข้าวโพด ราคาก็จะสูงขึ้นไปเป็นเงาตามตัว ในท้องตลาด ทั้งต่างประเทศและในประเทศ ปลาเกรดนี้จะมีราคาแพงที่สุด สนนราคาซื้อขายกันในท้องตลาด เริ่มตั้งแต่ไซซ์ 2.5 นิ้ว ที่จะเป็นไซซ์เริ่มอ่านขาดแล้วว่า ในอนาคตจะไปถึงดวงดาวหรือไม่ จะอยู่ในระดับหลักพันกลางๆ จนถึงปลายๆ ถ้าขยับขึ้นเป็นไซซ์ 3 นิ้ว ขึ้นไป ซึ้งเป็นไซซ์ที่เลือกแล้วไม่ผิดหวัง ก็จะอยู่ที่หลักพันปลายๆจนถึงหลักหมื่น
เกรดต่อมาคือปลาเกรด A เกรดนี้จะเป็นปลาสวยงามใกล้เคียงกับปลาเกรดประกวด อาจจะมีตำหนิบ้าง แต่เล็กน้อยมาก ๆ ๆ ๆ เช่น หลังโค้งดี แต่มีรอยบุบเล็กน้อย รอการเต็มขึ้นมา เป็นปลาสีเดียว ปลาเกรดนี้บางตัว ถ้าเลี้ยงดีๆ ก็จะสามารถพัฒนาความสวยงามขึ้นจนสามารถส่งประกวดได้โดยไม่อายใครสนนราคาซื้อขายของปลาเกรดนี้จะอยู่ที่หลักพันต้นๆจนถึงปลายๆส่วนน้อยที่ราคาอาจจะทะลุขึ้นไปหลักหมื่น แต่ก็หาได้ยากมาก
อีกเกรดหนึ่งคือปลาเกรดเลี้ยงเล่น หรือปลารอง ผมขอเรียกว่าเป็นปลาเกรด B ก็แล้วกัน อาจจะไม่ตรงกับการแบ่งเกรดของผู้ค้าหรือผู้ส่งออกบางท่าน ก็ต้องขออภัย ปลาเกรดนี้ป็นปลามีตำหนิเล้กน้อย แต่ไม่ถึงกับร้ายแรงถึงขึ้นพิการ หลังไม่ดี แต่หน้าดี เขี้ยวเด้ง รูปร่างน่ารักน่าชัง เหมาะสำหรับมือใหม่หัดเลี้ยงหรือคนที่เลี้ยงแค่ขำๆ ไม่ได้คิดจะไปประกวดประชันอะไร ราคาของปลาเกรดนี้ขายกันตั้งแต่หลักสิบจนถึงหลักร้อย เป็นปลาเกรด ที่มีการส่งออกเป็นจำนวนมาก มีการส่งออกเพียงไม่กี่ไซซ์ คือไซซ์ประมาณ 3 นิ้ว ราคาจะอยู่ที่หลักร้อย ส่วนปลาไซซ์ตั้งแต่ 3 นิ้วขึ้นไปเรียกว่าจัมโบ้ หากมีตำหนิที่หลัง เช่นหลังบุบ โครงสร้างความโค้งของหลังเปลี่ยนไปในทางที่ไม่ดี หรือตำหนิที่หาง เช่น หางหักพับก็จะถูกจัดให้เป็นปลาเกรดรองเช่นกัน แต่จะมีจำนวนน้อยมาก
ในระหว่างการเก็บข้อมูลเพื่อเขียนบทความนี้ขึ้นมา ความสงสัยส่วนตัว ได้ทำให้เกิดคำถามหนึ่งขึ้นมา นั่นก็คือ ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกเช่นนี้ จะส่งผลกระทบต่อความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศอย่างไรบ้าง
ผู้ส่งออกปลาทองและเจ้าของฟาร์มที่ทำการส่งออกให้คำตอบตรงกันว่า ความต้องการของตลาดยังมีอยู่ ยอดออเดอร์การสั่งซื้อลดลงไม่มาก แต่ขายปลาไม่ได้ราคาเหมือนเดิม นั้นเป็นเพราะกำลังซื้อของลูกค้านั่นน้อยลง แต่ก็ยังถือว่า พิษเศรษฐกิจนั่นส่งผลต่อธุรกิจปลาสวยงามไม่มากเท่ากับธุรกิจภาคใหญ่อื่นๆ อาทิเช่นธุรกิจยานยนต์ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น แต่ดูเหมือนว่า ผู้คนจะมองหาสิ่งที่จรรโลงใจอย่างปลาสวยงาม เพราะมันเป็นยาวิเศษที่ช่วยเยียวยาจิตใจที่บอบช้ำและจ่อมจมกับความเครียดอันเกิดจากสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำได้เป็นอย่างดี

โดย: เจ้าบ้าน [7 พ.ค. 55 6:33] ( IP A:101.109.202.95 X: )

ความคิดเห็นที่ 12
   บเบาๆ ถ้ารู้สึกว่าบุ๋มลงไปนิดหน่อย เลี้ยงสมบูร์ก็มีโอกาสเต็ม แต่ถ้าลูบแล้วสะดุดกับปุ่มปมล่ะก็ อัดอาหารให้ตายยังไงไม่ขึ้น

โดย: เจ้าบ้าน [7 พ.ค. 55 6:33] ( IP A:101.109.202.95 X: )

ความคิดเห็นที่ 14
   ช่วงอายุมีความต้องการสารอาหารไม่เท่ากัน
ลูกปลาขนาดเล็กขนาดไม่เกิน 2 นิ้ว อายุไม่เกิย 2 เดือน มีความต้องการโปรตีนประมาณ 60-80% เพื่อการเจริญเติบโต
ปลาวัยรุ่นขนาดไม่เกิน 3 นิ้ว อายุระหว่าง 2-4 เดือน มีความต้องการโปรตีนประมาณ 40-60% เพื่อความสมบูรณ์เพศ และเพื่อการเจริญเติบโต
ปลาโตเต็มวัยขนาด 3 นิ้วขึ้นไป อายุ 4 เดือน ขึ้นไป มีความต้องการโปรตีนประมาณ 30-40% เพื่อการเจริญเติบโต
ในการให้อาหารควรยึดหลักที่ว่า ให้น้อยๆ แต่บ่อย ถ้ามีเวลาควรซอยมื้ออาหารออกเป็นมื้อย่อยๆ อาจจะเป็นเช้า สาย เที่ยง บ่าย และเย็น หลังการสังเกตุว่าปลายังมีความอยากกินอาหารอยู่กินให้หมดภายใน 15-20 นาที และในระหว่างที่ปลากินอาหารถ้าโฟลว์น้ำสะอาดลงไปในอ่างทีละนิดๆ ก็จะทำให้ปลามีความคึกคักและมีความอยากกินอาหารมากขึ้นครับ
เดินทางมาจนถึงบรรทัดนี้จนได้ สำหรับบทความอันยืดยาว ที่จำเป็นต้องแบ่งออกเป็น 2 ภาค ทั้งๆที่ ความตั้งใจในตอนต้นจะเขียนรวดเดียวจบ ก็หวังว่า บทความที่เขียนให้อ่านทั้ง 2 ฉบับ จะช่วยให้ท่านเกิดความเข้าใจในตัวปลาทองสิงห์ญี่ปุ่นมากขึ้นจริงๆ แล้วผมอยากจะหาข้อมูลให้ได้มากกว่านี้ และเขียนต่อให้ละเอียดอีกนิด แต่ติดอยู่ที่เงื่อนไขในเรื่องเวลาที่จำกัด สำหรับโอกาสหน้ามาร่ายน้ำหมึก ผลิตบทความที่หน้าสนใจให้ท่านได้อ่านกันอีกครับสำหรับฉบับนี้กระผมนาน Goldfish Hunter ต้องขอเอ่ยคำว่านิทรา ราตรีสวัสดิ์ไปก่อน เพราะตอนนี้...... โอยยยยยย !!! ตี 3 แล้วคร้าบบบบบ

ENJOY GOLDFISH KEEPING
Fancyfish Magazine
จากใจผู้คัดลอกบทความ
ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ ตัวกระผมเองผู้คัดลอกบทความลง webboard ยังรู้สึกเมื่อยนิ้ว แต่สำหรับคนที่เขียนบทความและตรัสเตรียมหาข้อมูลค้นคว้าสอบถาม คงต้องลำบากกว่าตัวผมเป็น 100 เท่าแน่ ที่ผมนำบทความมาตีแผ่ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายอื่นใดนอกจากเผยแพร่ความรู้ สู่มือใหม่และผู้ที่สนใจในตัวปลาทองหัวสิงห์ทุกคนครับ และก็ไม่อยากให้บทความดีๆแบบนี้ต้องจางหายไปตามกาลเวลา...

โดย: เจ้าบ้าน [7 พ.ค. 55 6:34] ( IP A:101.109.202.95 X: )


คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน