ข้อมูลปลาสิงห์ญี่ปุ่นทั้งมวล
   .... เจาะลึกเรื่องราวทุกแง่มุม
"เชลฟ์ยิบซัมที่ปิดทึบ เว้นช่องว่างให้เห็นด้านหนึ่งของตู้ เจ้าปลาทองตัวเชื่องว่ายวน อยู่ในตู้ใบนั้น เมื่อเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ภาพที่ปรากฏแก่สายตาก็คือ ปลาทองตัวโต สีแดงสดใสหน้าตามู่ทู่ดูประหลาด ดูโดดเด่นด้วนวุ้นเหนือริมฝีปากที่มองดูคล้ายเขี้ยวของสิงห์รูปปั้นที่เห็นตามวัดจีน รูปร่างที่บึกบึนล่ำสัน ลำหลังโค้งเนียนได้รูปเหมือนไข่ผ่าซีก ลีลาการว่ายน้ำที่ดูกระฉับกระเฉงและมีพลัง" เป็นสเน่ห์เฉพาะตัวของปลาทองที่มีชื่อว่า "สิงห์ญี่ปุ่น"

โดย: เจ้าบ้าน [7 พ.ค. 55 6:28] ( IP A:101.109.202.95 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   ย้อนรอย...สิงห์ญี่ปุ่น



จากการสืบค้นหาข้อมูลจากเอกสาร และคำบอกเล่าจากผู้หลักผู้ใหญ่ที่คลุกคลีอยู่กับวงการปลาสวยงามในยุคนั้น เพื่อให้กระจ่างว่าสิงห์ญี่ปุ่นถูกนำเข้ามาในยุคสมัยใด และสืบลึกลงไปอีกว่าใครเป็นผู้นำเข้ามา ข้อมูลที่ได้รับเมื่อนำมาประมวลถึงความเป็นไปได้แล้ว ทำให้ได้ข้อสรุปว่า สิงห์ญี่ปุ่นปลาทองสุดคลาสสิคของเมืองไทยได้ถูกนำเข้ามาเมื่อประมาณ 40 ปีที่แล้วภายหลังการเข้ามาของสิงห์จีนไม่นาน แต่ไม่สามารถระบุปีพ.ศ.ได้ชัดเจน เนื่องจากไม่มีผู้ใดบันทึกหลักฐานไว้เป็นลายลักษณ์อักษร

ในยุคนั้นปลาสวยงามแทบทุกสายพันธุ์จะถูกนำเข้ามาจากประเทศจีนโดยผ่านตลาดใหญ่อย่างฮ่องกงและสิงค์โปร บางชนิดกูถูกนำเข้ามาจากญี่ปุ่นอาทิเช่น ปลาคาร์พ และปลาทอง รวมทั้งสิงห์ญี่ปุ่นซึ่งเป็นปลาทองที่ถือกำเนิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น ชื่อของปลาทองหัวสิงห์ชนิดนี้จึงมาจากชื่อประเทศที่เป็นต้นตำรับในการเพาะพันธุ์นั้นเอง

จากคำบอกเล่าขของคุณวิฑูร เทียนรุ่งศรี แห่งบริษัทไวท์เครนอควาเรียม ประเทศไทย จำกัด ที่เป็นผู้นำเข้าปลาสวยงามรายหนึ่งในยุคสมัยเกือบๆ 40ปีที่แล้ว ทำให้ผมทราบว่า ผู้นำเข้าปลาสวยงามจากประเทศญี่ปุ่นรายใหญ่ในยุคนั้นก็คือ NAN Supply หรือที่คนในวงการรู้จักกันในชื่อเจ๊ณีย์ที่เป็นผู้นำเข้าปลาคาร์พและปลาทองจากประเทศญี่ปุ่น ร้านขายปลาที่เป็นทั้งสถานที่โชว์และระบายสินค้าในยุคนั้นตั้งอยู่ตรงบริเวณตรงข้ามห้างสรรพสินค้ามาบุญครองในปัจจุบัน

เจ๊ณีย์น่าจะเป็นผู้นำเข้ารายแรกๆที่นำเข้าสิงห์ญี่ปุ่นเข้ามาทำตลาดอย่างจริงจังในเมืองไทย และได้รับการตอบรับจากนักเองปลาทองในสมัยนั้นอย่างล้นหลาม เนื่องจากเป็นของใหม่ และเป็นปลาที่มีความสวยงามตรงกับรสนิยมการเลี้ยงปลาของคนไทยที่นิยมดูปลาในตู้ ต่างจากสิงห์จีนที่ถูกนำเข้ามาก่อนหน้านี้ เป็นปลาที่หัวโต วุ้นมาก หลังไม่โค้ง หางตก ที่เหมาะแก่การเลี้ยงไว้ดูในอ่างมากกว่า สนนราคาขายของสิงห์ญี่ปุ่นในยุคนั้นหากเป็นปลาที่สวยและตัวใหญ่จะมีราคาถึง 2,000-3,000 บาทเลยทีเดียว หากเปรียบเทียบยุคนี้ ราคาขนาดนี้ถือว่าไม่แพงเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นยุคนั้น ในขณะที่ก๊วยเตี๋ยวราคายังชามละ 3-5 บาท ราคาขนาดนั้นก็ถือว่าแพงเอาการอยู่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นกลุ่มคนเลี้ยงสิงห์ญี่ปุ่นในยุคนั้นจะต้องมีฐานะอยู่พอสมควร

ในเวลาไล่เลี่ยกันนั้นเอง เจ้านายพระองค์หนึ่งในยุคนั้น คือพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภานุพันธ์ ยุคล ได้ทรงนำเข้าปลาทองสิงห์ญี่ปุ่นมาเลี้ยงเล่นในหมู่ญาติสนิทมิตรสหาย เมื่อปลาที่เลี้ยงแพร่พันธุ์จนมีจำนวนมาขึ้น ก็ได้ทรงแจกจ่ายให้กับผู้เพาะพันธุ์ปลาทองในยุคนั้นนำไปเพาพันธุ์ต่อ ผู้เพาะพันธุ์ในยุคนั้นต่างก็ได้อานิสงส์จากตรงนี้ไปตามๆกันต่อมาผู้เพาะพันธุ์หลายรายก็ได้ขยายการเพาะเลี้ยงไปสู่ระบบเกษตรกรรมเต็มตัว คือมีการเพาะเลี้ยงกันในบ่อดินมากยิ่งขึ้น ผู้เพาะพันธุ์ปลาทองบ่อดินที่มีชื่อเสียงในยุคนั้นก็คือ คุณมัก ราชาปลาทอง ที่ไปบุกเบิกการเลี้ยงปลาทองบ่อดินในย่านบางปู สมุทรปราการ ส่วนสิงห์ญี่ปุ่นอีกสายที่ถูกนำเข้าในเวลาต่อมา และสร้างความฮือฮาให้กับวงการปลาทองในยุคนั้นก็คือ สิงห์โอซาก้าที่เป็นปลาทองที่นำเข้ามาจากญี่ปุ่นเช่นกัน

เทรนด์ยอดฮิตในอดีต

ก่อนหน้าที่สิงห์ญี่ปุ่นจะถูกนำเข้ามา นักเลี้ยงปลาทองในสมัยนั้นคุ้นเคยกับภาพสิงห์จีนหัวต วุ้นเป็นเม็ดเล็กๆฟูเต็มหน้า หลังค่อนข้างลาดตรง มีความโค้งเพียงเล็กน้อย ต่อมาเมื่อมีการนำเข้าสิงห์ญี่ปุ่นเข้ามาในเมืองไทย ก่อให้เกิดกระแสความนิยมแพร่ขยายไปในวงกว้าง เนื่องจากเป็นปลาที่มีลักษณะตรงตามรสนิยมชมความงามของปลาจากด้านข้าง (Sideview View)

นักเลี้ยงปลารุ่นเก่ากึ้กหลายท่านให้ข้อมูลตรงกันว่า คุณลักษณะที่ทำให้สิงหืญี่ปุ่นได้รับความนิยมในยุคเกือบๆ 40 ปีที่แล้วก็คือ เป็นปลาที่มีวุ่นจับกันเป็นแผ่นแน่นไม่ละเอียดฟูเหมือนสิงห์จีน หลังโค้งได้รูป แต่ไม่ค่อยมีความเนียนหางกระดกได้องศาที่ดีกว่าสิงห์จีน แต่คงไม่ดีกว่าปลายุคนี้ มีวุ้นเหนือริมฝีปากที่เรียกว่าเขี้ยวแต่เพียงเล็กน้อย ไม่เหมือนสิงห์ญี่ปุ่นในสมัยนี้ที่วุ้นบริเวณนี้ยื่นออกมาเป็นเม็ดกลม หรือม้วนขึ้นมองเห็นอย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นคำกล่าวที่ว่า สิงห์ญี่ปุ่นยุคก่อนไม่มีเขี้ยวจึงไม่มีความเป็นจริงเลย แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะยังมีสิวห์ญี่ปุ่นอีกสายหนึ่งที่ถูกนำเข้ามาภายหลัง เป้นสิงห์ญี่ปุ่นที่หลังโค้งเป็นรูปไข่ผ่าซีก ตามอุดมคติของนักเลี้ยงปลาเมืองไทย เสียอยู่อย่างเดียวคือมีวุ้นน้อย บางตัวนั้นหน้าแทบโล้นเตียนเหมือนกับคนหัวล้านเลย คนไทยเรียกสิงห์ญี่ปุ่นชนิดนี้ว่า สิงห์โอซาก้าสันนิษฐานว่า เรียกตามชื่อเมืองโอซาก้า เมืองที่มีการเลี้ยงสิงห์ญี่ปุ่นชนิดนี้อย่างแพร่หลาย แต่ถึงแม้ว่าสิงห์โอซาก้าจะมีจุดด้อยเรื่องของหน้า แต่ก็มีจุดเด่นในเรื่องความโค้งของหลัง ซึ้งถูกอกถูกใจคนไทย ทำให้สิงห์โอซาก้าได้ถูกนำไปพัฒนาต่อยอด โดยการผสมกับสิงห์ญี่ปุ่นสายเดิมที่ถูกนำเข้ามาก่อน จนกลายเป็นสิงห์ญี่ปุ่นที่มีความครบเครื่องมากยิ่งขึ้น

สำหรับความหลากหลายของสีสันของสิงห์ญี่ปุ่นในยุคก่อนมีนักเลี้ยงรุ่นเก่าหลายท่านบิกว่า ไม่ต่างกับยุคนี้มากนัก สีพื้นฐานที่มีในตอนนั้นก็คือ สีจำปา สีทองคำเปลว หรือทองซีดๆ มีเขียว ซึ่งเป็นลักษณะของปลาที่ไม่ลอก ยุคหนึ่งเมื่อประมาณปี 2530 นักเพาะพันธุ์ ย่านอุดมสุขและบางนาได้พัฒนาปลาสีขาวทั้งตัวและเกล็ดเป็นประกายเงามามขึ้นมา เรียกว่าสิงห์ญี่ปุ่นเกล็ดมุก เป็นที่สนใจขิงคนในวงการมากพอสมควร ส่วนสีขาวแดงที่เป็นสียอดนิยมในตอนนี้เมื่อก่อนยังมีจำนวนน้อย แต่ใช่ว่าจะหาตัวที่สวยๆไม่ได้เลย ท่านอาจารย์เฉลิมวิไล ชื่นศรี แห่งคณะประมง มหาวิทยาลัยเกตรศาสตร์ ซึ่งเป็นคณะกรรมการตัดสินในงานประกวดเมื่อ 20 ปีที่แล้วได้รื้อฟื้นความทรงจำให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งที่ตนทำการตัดสินในงานประกวดงานหนึ่ง เคยเห็นปลาที่หัวเป็นสีแดง ลำตัวสีขาวมุก สวยงามมากที่ปัจจุบันในวงการเรียกว่า หัวควั่นแดง คือปลาที่หัวเป็นสีแดง ลำตัวเป็นสีขาว ครีบทุกครีบเป็นสีแดง นั่นแสดงว่าในยุคอดีตสิงห์ญี่ปุ่นก็มีความหลากหลายของสีสันมากพอสมควร เพียงแต่ว่าการเพาะพันธุ์ไม่ได้ให้ความสนใจที่จะพัฒนากันอย่างจริงจังเหมือนในสมัยนี้

โดย: เจ้าบ้าน [7 พ.ค. 55 6:29] ( IP A:101.109.202.95 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   สิงห์ญี่ปุ่นยุคอดีตเป็นหมันจริงหรือ ?
เป็นข้อสงสัยและถกเถียงกันมาช้านานว่า เหตุใดสิงห์ญี่ปุ่นที่นำเข้ามาจึงเพาะพันธุ์ไม่ได้ ตัวเมียไม่ไข่ ตัวผู้ไม่มีน้ำเชื้อ ถึงขนาดมีการตั้งข้อสงสัยกันขึ้นมาว่า ถูกทางญี่ปุ่นฉายรังสีบางชนิดมาก่อนหน้านี้ เพื่อให้เป็นหมัน เนื่องจากเป็นปลาราคาแพง ผู้เพาะพันธุ์ชาวญี่ปุ่นจึงกลัวสายพันธุ์จะมาแพร่หลายในประเทศอื่น พังดูอาจจะเป็นเรื่องตลก แต่เป็นเรื่องตลกที่แฝงไปด้วยปริศนาที่ชวนให้หาคำตอบ
ถ้าถกกันในเชิงวิชาการ คิดเเบเป็นวิทยาศาตร์หน่อยเหตุที่ทำให้สิงห์ญี่ปุ่นที่นำเข้ามาเพาะพันธุ์ไม่ได้นั้น น่าจะเป็นเพราะว่า โดยธรรมชาติแล้ว ปลาทองที่เลี้ยงในประเทศเขตหนาวจะเจริญพันธุ์ช้า โดยปกติจะเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เมื่ออายุ 23 ปี แต่พอมาอยู่ในเมืองไทย อากาศร้อน อุณหภูมิน้ำสูง ปลากินอาหารได้เยอะจึงโตเร็วเมื่อผู้เพาะพันธุ์เห็นว่าปลามีขนาดใหญ่แล้วจึงนำไปใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ พูดง่ายๆคือ เป็นปลาที่โตเกินอายุ หรือเป็นปลาที่ตัวโตแต่อายุยังน้อยนั่นเอง ต่อมาภายหลังมีผู้เพาะพันธุ์ท่านหนึ่งได้ตั้งสมติฐานของปปัญหานี้ขึ้นมาว่า ถ้าเรานำลูกปลามาในเมืองไทยตั้งแต่เล้กๆเพื่อให้ปลาได้มีการปรับตัวให้เคยชินกับสภาพแวดล้อม จะแก้ปัญหานี้ได้หรือไม่ ว่าแล้วเขาก็สั่งปลาลูกฝอยจากประเทศญี่ปุ่นเข้ามาเลี้ยง เลี้ยงจนลูกปลาชุดนั้นโตพอที่จะผสมพันธุ์ เมื่อทดลองนำไปเพาะปรากฏว่า ให้ลูกได้ตามปกติ ข้อสงสัยที่ว่าปลาฉายรังสีจึงหมดไปโดยปริยาย ผู้เพาะพันธุ์คนที่กล่าวถึงนี้คือคุณไล้ นามสกุลอะไรไม่ทราบแน่ชัด เขาคนนี้เป็นนักเพาะพันธุ์ปลาทองที่มีชื่อเสียงมากๆในยุคเกือบๆ 40 ปีที่แล้ว ด้วยความที่เป็นคนช่างสังเกตุ และชอบลองผิดลองถูก ปลาทองชนิดใดที่เพาะไม่ได้ เมื่อมาอยุ่ในมือของคนคนนี้ก็ไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด

โดย: เจ้าบ้าน [7 พ.ค. 55 6:30] ( IP A:101.109.202.95 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   รันชู & สิงห์ญี่ปุ่น ความเหมือนในความต่าง
อย่างที่บอกว่า คนไทยคุ้นเคยกับการดูปลาในตู้จากด้านข้างมากกว่าด้านบน (Top view) แตกต่างกับคนญี่ปุ่นที่นิยมเลี้ยงปลาในอ่าง เพื่อชื่นชมความงามจากด้านบน คนญี่ปุ่นเรียกปลาทองหัวสิงห์ที่นิยมเลี้ยงในอ่างว่า (Ranchu) ถ้าจะบอกว่ารันชูคือสิงห์ญี่ปุ่น และสิงห์ญี่ปุ่นคือรันชู ก็คงไม่ผิด เพราะจากคำบอกเล่าจากประสบการณ์ของผู้นำเข้าที่เดินทางไปคัดเลือกปลาด้วยตนถึงญี่ปุ่นได้บอกว่า สิงห์ญี่ปุ่นนำเข้ามาขายในเมืองไทยยุคแรกๆ ก็คือรันชูนั่นเอง เพราะญี่ปุ่นไม่ได้มีการแบ่งแยกว่าปลาแบบใด้จะต้องเลี้ยงในอ่าง ปลาแบบใดเลี้ยงในตู้ ที่ญี่ปุ่นจะนิยมเลี้ยงปลาทองหัวสิงห์ทุกชนิดในอ่าง แต่พอปลาเหล่านี้ถูกนำเข้า และมาอยุ่ในมือผุ้เพาะพันธุ์ชาวไทย จึงเกิดการคัดพันธุ์เพื่อพัฒนารูปร่างหรือฟอร์มปลาให้ตรงกับรสนิยมการเลี้ยงของคนไทยมากขึ้น ถ้าเอ่ยอถึงสิงห์ญี่ปุ่นก็ต้องหมายถึงปลาทองหัวสิงห์เลี้ยงในตู้นั่นเอง ถึงขนาดมีคำกล่าวว่า ถ้าจะไปหาสิงห์ญี่ปุ่น Side view สวยๆไม่ต้องไปหาที่ญี่ปุ่นหลอก หาที่เมืองไทยง่ายกว่าเยอะ

โดย: เจ้าบ้าน [7 พ.ค. 55 6:30] ( IP A:101.109.202.95 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   สิงห์ญี่ปุ่นยุคพัฒนา

ประมาณปีพ.ศ.2543 หลังวิกฤติฟองสบู่แตกไม่นาน การเข้ามาของปลาทองรันชูก็ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการปลาทองอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน รันชูฟีเวอร์ขนาดไหน ลิงคิดดูลูกแบล็คเบบี้เปิดขายวันเดียวหมด แล้วราคาก็ไม่ใช่ถูกๆเสียด้วยสิจำได้ว่าราคาที่ผู้นำเข้ามาตั้งไว้สูงถึงหลักพันเลยทีเดียว ถ้าเป็นสายดีๆราคาก็พุ่งขึ้นสูงถึงตัวละหลายพันบาท
การเข้ามาของปลาทองรันชูนอกจากจะทำให้แวดวงของนักเล่น นักเลี้ยงปลาทองคึกคักแล้ว ผู้เพาะพันธุ์ปลาทอง Side View หลายคนในยุคนั้นได้มองเห็นคุณลักษณะเด่นของรันชู และมีแนวคิดที่จะนำลักษณะเด่นของรันชู และมีแนวคิดที่จะนำลักษณะเด่นตรงนั้นไปใส่ในตัวสิงห์ญี่ปุ่นสายดั้งเดิมที่มีเข้ามาอยู่ในเมืองไทยเสียนานจนลืมวาซาบิไปแล้ว
กล่าวคือ ที่ผ่านมาสิงห์ญี่ปุ่นที่เลี้ยงกันในเมืองไทยได้ถูกพัฒนาจนถูกอกถูกใจคนไทยในระดับหนึ่งแล้ว แต่ก็ยังไม่ถึงจุดที่เรียกว่าว่าสมบูรณ์แบบ นักเพาะพันธุ์ จึงพยายามนำจุดเด่นของรันชูมาผสมผสานกับจุดเด่นสิงห์ญี่ปุ่นสายดั้งเดิม คือเรื่องของวุ้นเหนือริมฝีปากที่แทงออกมาที่เรียกกันว่าเขี้ยว เค้าโครงหน้าที่เป็นบล็อคสี่เหลี่ยม
ลำหลังที่หนาขึ้น แต่ก็ยังคงความโค้งของหลังที่เหมือนรูปไข่ผ่าซีก สีสันและมาร์กกิ้งที่หลายหลายขึ้น ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ ผู้เพาะพันธุ์ต้องการให้เป็นสิงห์ญี่ปุ่นที่มองได้ทั้งทอปวิวและไซ๕วิว เหมือนเนื้อหาบทเพลงในหนั้งสือคู่มือการเลี้ยงปลาทองของ อ.เชิดชาย อมาตยกุล อดีตอธิบดีกรมประมงที่กล่าวไว้ว่า ลักษณะของสิงห์ญี่ปุ่นที่ดี จะต้องเป็นปลาที่มองด้านข้างแล้วลำหลังโค้งเหมือนไข่ผ่าซีก มองด้านบนจะต้องเหมือนเหรียญโคบัน คือเหรียญโบราณของญี่ปุ่นมีลักษณะป่องออกด้านข้าง มีความบาลานซ์เท่ากันสองข้าง หากเป็นปลาทองสิงห์ญี่ปุ่น ท้องทั้งสองข้างที่ป่องออกมาก็ต้องมีความบาลานซ์เท่ากันทั้งสองข้าง และเนื่องจากสายเลือดของสิงห์ญี่ปุ่นที่ถูกคัดพันธุ์และพัฒนาในเมืองไทยนั้นถูกถ่างออกห่างจากรันชูซึ้งเป็นต้นตระกูลสิงห์ญี่ปุ่นออกไปมาก ทำให้ลักษณะเด่นบางประการของสายดั่งเดิมหายไป ที่เห็นได้ชัดเลยก็คือ ความแข็งแรงของใบหาง นักเพาะพันธุ์รันชูของญี่ปุ่นค่อนข้างให้ความสำคัญตรงจุดนี้มาก จะสังเกตุเห็นว่ารันชูของญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะมีใบหางที่แข็งแรง ทำให้ว่ายน้ำดูมีพลัง เมื่อนักเพาะพันธุ์ไทยเริ่มนำรันชูมาผสม ก็เท่ากับเป็นการดึงเอาลักษณะเด่นของสายพันธุ์ดั้งเดิมกลับคืนมา
นักเพาะพันธุ์ปลาทองสิงห์ญี่ปุ่นคนดังของวงการท่านหนึ่งได้ให้ข้อมูลในเรื่องการปรับปรุงสายพันธุ์จากประสบการณ์ของตนเองให้ฟังว่า ในยุคที่รันชูกำลังเฟื่องฟู มีวัตถุดิบในตลาดให้หยิบจับนำมาพัฒนาเยอะแยะไปหมด ในขณะที่สิงห์ญี่ปุ่นในเวลานั้นมันยังมีข้อด้อยอยู่จึงจำเป็นต้องมีการปรับปรุงพันธุ์ โดยการนำรันชูมารผสมกับสิงห์ญี่ปุ่นลูกปลาที่ได้จากการผสมข้ามสายใน Generation แรกยังมีลักษณะกระเดียดไปทางรันชู คือวุ้นเขี้ยงทั้งสองข้างชัดเจนขึ้น แต่หลังเมื่อมองจากด้านข้างกลับเหมือนไม้กระดาน ไม่โค้งลงลึกตามที่ต้องการก็ต้องเก็บปลาที่มีลักษณะใกล้เคียงมากที่สุดเอาไว้พัฒนาต่อ
การพัฒนาในรุ่นต่อไปได้มีการทดลองอยู่สองแบบ แบบแรกคือ การผสมย้อนกลับกับสิงห์ญี่ปุ่นสายเดิม อีกแบบหนึ่งก็คือนำปลา Generation จากหลายๆคลอกมาผสมไขว้สายกัน ผลที่ได้ก็คือก็ยังไม่ได้ปลาที่มีลักษณะตามต้องการ เขาใช้เวลาพัฒนาอยู่ถึง 3 ปี กว่าจะได้ปลาที่มีลักษณะเด่นของสิงห์ญี่ปุ่นปุ่นและรันชูในตัวเดียวกัน แต่ก็ต้องขอบอก ณ ที่นี้ด้วยว่า ข้อมูลในส่วนนี้เป็นข้อมูลที่มาจากประสบการณ์เฉพาะบุคคล เพราะฉะนั้นจึง ไม่สามารถนำไปอ้างอิงได้ว่า เป็นวิธีการปรับปรุงสายพันธุ์ที่เป็นมาตราฐานเดียวกันทั้งวงการ
สำหรับวันนี้คงจุใจกับเรื่องราวของสิงห์ญี่ปุ่นกันพอสมควร เนื่องจากเนื้อที่หมดฉบับลงแล้ว เอาเป็นว่า ฉบับหน้าจะมาว่ากันต่อเรื่องถึงเรื่องราวของสิงห์ญี่ปุ่นในประเด็นอื่นๆต่อไปไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของสิงห์ญี่ปุ่นขึ้นแท่น Number 1 ในตลาดส่งออกปลาทอง , เทรนของสิงห์ญี่ปุ่นในปัจจุบัน , สิงห์ญี่ปุ่นกับมาตราฐานการประกวด และปิดท้ายด้วยเรื่องที่ผู้อ่านหลายท่านคงอยากรู้แน่นอน นั่นก็คือ เลี้ยงสิงห์ญี่ป่นให้สวยดั่ง...ไม่ยากขอจงโปรดติดตามด้วยความระทึกในดวงหทัยพลัน


Enjoy Goldfish Keeping !!!

Fancy Fish

โดย: เจ้าบ้าน [7 พ.ค. 55 6:31] ( IP A:101.109.202.95 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
   .... เจาะลึกเรื่องราวทุกแง่มุม
สวัสดีพ่อแม่พี่น้อง มิตรรักแฟนพันธุ์แท้ปลาทองทุกท่าน กระผมนาย Goldfish Hunter กลับมารับใช้พื้นที่ตรงนี้ร่ายน้ำหมึกสังสรรค์บทความ "ปลาทองสิงห์ญี่ปุ่น King of Goldfish" ภาคต่อเนื่องจากฉบับที่แล้วอีกครั้ง และนอกจากจะเป็นภาคต่อจากทิ้งท้ายเอาไว้แล้ว ยังเป็นภาคจบบริบูรณ์ของบทความนี้อีกด้วยครับ

โดย: เจ้าบ้าน [7 พ.ค. 55 6:31] ( IP A:101.109.202.95 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
   สิงห์ญี่ปุ่นกับมาตราฐานการประกวดในเมืองไทย

มื่อประมาณ 8 ปีที่แล้ว กรมประมงร่วมกับผู้ค้า และนักเพาะพันธุ์ปลาทอง ได้มีการจัดสัมนาว่าด้วยมาตราฐานการประกวดปลาทอง หนึ่งในหัวข้อที่ถูกหยิบยกมาถกกันในวันนั้นก็คือ การจำแนกสิงห์ญี่ปุ่นออกจากสิงห์ลูกผสม และแก้ไขปรับปรุงมาตราฐานการประกวดปลาทองสิงห์ญี่ปุ่นให้มีความถูกต้องมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาได้เกิดความสัยสนและเข้าใจไม่ตรงกันในเรื่องนี้อยู่บ่อยๆ

โดย: เจ้าบ้าน [7 พ.ค. 55 6:32] ( IP A:101.109.202.95 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
   เทรนด์ของสิงห์ญี่ปุ่นในปัจจุบัน

สิงห์ญี่ปุ่นในปัจจุบันมีมากมายหลายแบบหลายสไตส์ แตกต่างกันไปตามลักษณะของวุ้น ณ ที่นี้ผมจะไม่ขอฟันธงและชี้นำว่าแบบไหนสวย แบบไหนไม่สวย แต่อยากจะบอกว่า วุ้นที่สวย (ในมุมมองของผม) ก็คือ วุ้นที่มีลักษณะตรงตามมาตราฐานของสายพันธุ์ที่สำคัญคือไม่ปิดตา และมีความสมดุลย์ของวุ้นแต่ละส่วน ทั้งวุ้นมงกุฏ ซึ้งมีมงกุฏเป็นก้อนยกสูง มงกุฏต่ำ มงกุฏที่แตกเป็นเม็ดหรือมงกุฏเรียงกันเป็น 6 ลูก (Six Pack) มองดูคล้ายกล้ามท้องของ นักเพาะกาย ที่เรียกกันว่า Dragon Head วุ้นข้างกระพุงแก้มที่ต่อเนื่องมาจากมงกุฏ เมื่อมองจากด้านหน้าของหัวปลาเข้าไปจะต้องเรียบเป็นแผ่น อนุโลมให้แตกละเอียดเป็นเม็ดขยุกขยุยได้แต่พองามแต่ถ้ามองดูแล้วเป็นก้อนกลมฟู ฟันธงให้หักเลยครับ ว่าเป็นสิงห์ลูกผสมชัวร์ สุดท้ายคือ วุ้นเขี้ยวเหนือริมฝีปากที่มีทั้งแบบยาวแทงออกมาตรงๆ แบบเม็ดกลมๆ คล้ายตุ่ม แบบม้วนใต้ตา แทงออกมาแล้วม้วนขึ้นคล้ายเขี้ยว ซึ่งเป็นลักษณะวุ้นที่เรียกว่า Dargon Head เช่นกัน เป็นไงบ้างครับลักษณะที่อธิบายมานี้ เป็นเพียงแค่รูปแบบหลักๆ ของวุ้นที่มีอยุ่ในตลาด ณ เวลานี้ ยังมีแยกย่อยออกไปอีกหลายแบบ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับการพัฒนาสายพันธุ์แต่ละฟาร์มจะมองว่าแบบไหนสวยสุดแท้แต่ความชื่นชอบของท่านแล้วครับ
เมื่อพูดถึงวุ้นก็มีเรื่องหนึ่งอยากจะเล่าสู่กันฟังเอาไว้ประดับความรู้ ฟังแล้วอยากให้คิดตามถึงความเป็นเหตุเป็นผลและความเป็นไปได้ด้วยครับ หลายท่านคงเคยได้ยิน หรือบางท่านอาจยังไม่เคยได้ยิน ในกรณีที่ผู้ซื้อบางคนได้ซื้อปลาสิงห์ญี่ปุ่นไซซ์เล็กกว่า 2.5 นิ้ว หน้าเขี้ยวเด้งๆ จากฟาร์มหรือร้านค้า พอเอาไปเลี้ยงได้สัก 2-3 เดือน หน้าเขี้ยวเด้งๆ แบบสิงห์ญี่ปุ่น กลับมีวุ้นแก้มฟูฟ่องออก มา สรุปว่าปลาตัวนั้นกลายเป็นสิงห์ลูกผสม ในกรณีนี้แม้แต่นักเลี้ยงปลารุ่นเดอะที่ดูปลาเก่งๆ ก็เคยพลาดแบบเสียมวยมาแล้ว เรา ๆ ท่านไ ที่ได้ยินเรื่องนี้ อาจมองเป็นเรื่องตลก ซื้อสิงห์ญี่ปุ่นกับได้สิงห์ลูกผสมมาเลี้ยง โดนเต็ม ๆ เลยงานนี้ แต่ถ้าหากเหตุการณ์นี้เกิดกับตัวท่านเองที่เป็นคนจ่ายตังส์หล่ะ รับลองเลยว่าขำไม่ออกแน่นอน
จากกรณีนี้ผมอยากจะเล่าเพิ่มเติมต่ออีกสักเล็กน้อย ไม่งั้นก็คงไม่ครบถ้วนกระบวนความ เหมือนกินขนมจีนไม่ได้ใส่น้ำยากินข้าวผัดไม่ใส่น้ำพริกปลายังไงอย่างนั้นแหละครับ เท่าที่ผมทราบมีผู้เพาะพันธุ์สิงห์ญี่ปุ่นบางท่าน นำสิงห์ลูกผสมมาผสมไขว้สาย เพื่อให้ได้ปลาหลังดีๆ เป็นเปอเซ็นต์มากขึ้น ได้ความอ้วนกลม หลังที่โค้งลึกและที่สอดคล้องกับกรณีที่ยกตัวอย่างให้ฟังก็คือวุ้นเขี้ยวขึ้นตั้งแต่เล็กๆ ขายเป็นปลาสไตล์เขี้ยวเด้งตั้งแต่เล็กๆ ใครเห็นใครก็ชอบ ซื้อง่ายขายคล่อง มุมหนึ่งอาจมองว่าเป็นความไม่ซื่อสัตย์ของผู้เพาะพันธุ์หรือผู้ขาย เรียกว่าเป็นการย้อมแมวก็ได้ แต่ถ้ามองด้วยใจเป็นกลาง ในฐานะผู้เพาะพันธุ์ บางทีเหตุการณ์ตรงนี้อาจะเกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพราะสิงห์ลูกผสมบางตัวโดยเฉพาะตัวผู้ รูปร่างหน้าตามันคล้ายสิงห์ญี่ปุ่นมาก หน้าไม่ค่อยฟูแถมบางสายก็มีวุ้นเขี้ยวเหมือนสิงห์ญี่ปุ่นอีกด้วย แต่ในทางพันธุกรรมจริงๆ แล้วมันก็คือสิงห์ลูกผสมที่พร้อมจะแสดงลักษณะของสิงห์ลูกผสมที่พร้อมจะแสดงลักษณะของสิงห์ลูกผสมออกมาเมื่อนำไปเพาะพันธุ์
ผู้เพาะพันธุ์คนดังของวงการท่านหนึ่ง ให้ความเห็นในกรณีนี้เอาไว้อย่างน่าฟังว่า การนำสิงห์ลูกผสมมาไขว้สายกับสิงห์ญี่ปุ่นอาจเกิดจากความไม่ตั้งใจหรือความไม่รู้ ในมุมมองของเขาการนำสายเลือดสิงห์ลูกผสมมาข้องเกี่ยวกับสิงห์ญี่ปุ่น ไม่เรียกว่าการพัฒนา มีแต่จะทำให้สายพันธุ์ถอยหลัง ในฐานะของผู้เพาะพันธุ์ที่ต้องอยู่รอดในธุรกิจ การทำให้สายพันธุ์ของตนเองถอยหลังก็เท่ากับเป็นการฆ่าตัวตายทางอ้อม
เมื่อเดือนที่ผ่านมา ผมมีความจำเป็นต้องเดินทางไปยัง อ.บ้านโปง จ.ราชบุรี เพื่อไปเสาะแสวงหาวัตถุดิบมาใช้ในการเขียนบทความนี้ ผมได้มีโอกาสสนทนากับเจ้าของฟาร์มเพาะพันธุ์สิงห์ญี่ปุนส่งออกหลายต่อหลายฟาร์มถึงความต้องการของตลาดในปัจจุบัน "ตอนนี้ต้องทำปลาแบบไหนออกมา ถึงจะขายได้" ผมถามเจ้าของฟาร์มเหล่านี้ด้วยคำถามเดียวกัน เป็นคำถามว่าย ๆ
คำตอบที่ได้รับกลับมาค่อนข้างคล้ายๆ กัน พอจะสรุปได้ดังนี้คือ ทุกวันนี้ทุกฟาร์มต่างทำปลาออกมาให้ตรงกับความต้องการของตลาด ซึ่งก็สอดคล้องมาตราฐานการประกวดปลาของกลมประมงนั่นเอง แต่สิงห์สำคัญที่ทุกคนย้ำกับผมนักหนาก็คือ สิงห์ญี่ปุ่นแท้ที่ขายได้ แล้วเลี้ยงหน้าต้องไม่ฟู และควรจะสวยทั้ง top view side view นอกจากนี้หลายฟาร์มยังพยายามที่จะมุ่งพัฒนารายละเอียดของตัวปลามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสี ที่ต้องเป็นขาวแดง ซึ้งจะขายได้ราคา บางฟาร์มก็มีการเป็บปลาที่มีสีสันแหวกแนวอย่างเช่น หัวควั่นแดง เกล็ดข้าวโพด และเทรนด์ล่าสุดคือ เขี้ยวแดง หน้าขาว เพื่อทำการพัฒนาให้สายพันธุ์มีความนิ่ง และให้ได้ปลามาร์กกิ้งระดับเทพจำนวนมากขึ้น

โดย: เจ้าบ้าน [7 พ.ค. 55 6:32] ( IP A:101.109.202.95 X: )
ความคิดเห็นที่ 8
   สิงห์ญี่ปุ่นขึ้นแท่น Number 1 ในตลาดส่งออกปลาทอง
หากจะบอกว่าปลาทองชนิดใดเป็นความภาคภูมิใจของชาวไทย นอกจากสิงห์ดำตามิดแล้ว สิงห์ญี่ปุ่นนี่แหละที่มีเลือดไทยเต็มร้อย แม้ว่าจะเป็นปลาที่มีต้นกำเนิดและถูกนำเข้ามาจากญี่ปุ่นก็ตามแต่วันนี้ ถามว่าที่ญี่ปุ่นมีสิงห์ญี่ปุ่นสวยๆ Side view สวยๆ อย่างเมืองไทยไหม พนันกันเลยว่า พลิกแผ่นดินหาก็ไม่เจอ ด้วยเหตุนี้ต่างชาติถึงกับขนานนามสิงห์ญี่ปุ่นว่า Thai Ranchu เลยทีเดียว
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า สิงห์ญี่ปุ่นเป็นปลาทองที่มีมูลค่าต่อตัวหรือมีราคาแพงที่สุดในบรรดาปลาทองทุกสายพันธุ์ที่มีการเพาะเลี้ยงในเมืองไทยและมีการส่งออกไปยังต่างประเทศ ตลาดสำคัญที่มีความต้องการปลาทองสิงห์ญี่ปุ่นจากเมืองไทยจำนวนมาก เรียงลำดับจากมากไปหาน้อยก็คือ สิงค์โปร มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ความต้องการของทั้ง 3 ประเทศนี้สูงในเชิงปริมาณ และกำลังซื้อ/หน่วย ส่วนประเทศในภูมิภาคอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมานี้ อาทิเช่น สหรัฐอเมริกา และประเทศแถบยุโรป จะต้องการปลาเกรดที่เรียกว่า pet geade คือแทบจะไม่สนใจในเรื่องมาตราฐานความสวยความงาม แต่จะสนใจเรื่องขนาดตัวปลาและจำนวนมากกว่า เพราะฉะนั้นประเทศต่างๆเหล่านี้จึงมุ่งไปซื้อปลาจากจีนเป็นหลัก เพราะปลาจากจีนนั้นขึ้นชื่อในเรื่องของราคาถูก และมีการผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก
สำหรับการแบ่งเกรดสิงห์ญี่ปุ่นในท้องตลาด ก็แบ่งเหมือนกับปลาทองชนิดอื่น ๆ คือเริ่มจากเกรดที่มีราคาแพงที่สุด คือเกรด shiw class หรือ high quality ก็สุดแท้แต่จะเรียก แต่ที่สุดแล้วมันก็คือปลาที่สามารถใช้ประกวดได้ เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นต้องมีความสวยงามตรงตามมาตรฐานการประกวด แต่ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องครถ้วนทุกกระเบียดนิ้ว บางตัวมีสีสันดี ๆ เช่น หัวควั่นแดง เกล็ดข้าวโพด ราคาก็จะสูงขึ้นไปเป็นเงาตามตัว ในท้องตลาด ทั้งต่างประเทศและในประเทศ ปลาเกรดนี้จะมีราคาแพงที่สุด สนนราคาซื้อขายกันในท้องตลาด เริ่มตั้งแต่ไซซ์ 2.5 นิ้ว ที่จะเป็นไซซ์เริ่มอ่านขาดแล้วว่า ในอนาคตจะไปถึงดวงดาวหรือไม่ จะอยู่ในระดับหลักพันกลางๆ จนถึงปลายๆ ถ้าขยับขึ้นเป็นไซซ์ 3 นิ้ว ขึ้นไป ซึ้งเป็นไซซ์ที่เลือกแล้วไม่ผิดหวัง ก็จะอยู่ที่หลักพันปลายๆจนถึงหลักหมื่น
เกรดต่อมาคือปลาเกรด A เกรดนี้จะเป็นปลาสวยงามใกล้เคียงกับปลาเกรดประกวด อาจจะมีตำหนิบ้าง แต่เล็กน้อยมาก ๆ ๆ ๆ เช่น หลังโค้งดี แต่มีรอยบุบเล็กน้อย รอการเต็มขึ้นมา เป็นปลาสีเดียว ปลาเกรดนี้บางตัว ถ้าเลี้ยงดีๆ ก็จะสามารถพัฒนาความสวยงามขึ้นจนสามารถส่งประกวดได้โดยไม่อายใครสนนราคาซื้อขายของปลาเกรดนี้จะอยู่ที่หลักพันต้นๆจนถึงปลายๆส่วนน้อยที่ราคาอาจจะทะลุขึ้นไปหลักหมื่น แต่ก็หาได้ยากมาก
อีกเกรดหนึ่งคือปลาเกรดเลี้ยงเล่น หรือปลารอง ผมขอเรียกว่าเป็นปลาเกรด B ก็แล้วกัน อาจจะไม่ตรงกับการแบ่งเกรดของผู้ค้าหรือผู้ส่งออกบางท่าน ก็ต้องขออภัย ปลาเกรดนี้ป็นปลามีตำหนิเล้กน้อย แต่ไม่ถึงกับร้ายแรงถึงขึ้นพิการ หลังไม่ดี แต่หน้าดี เขี้ยวเด้ง รูปร่างน่ารักน่าชัง เหมาะสำหรับมือใหม่หัดเลี้ยงหรือคนที่เลี้ยงแค่ขำๆ ไม่ได้คิดจะไปประกวดประชันอะไร ราคาของปลาเกรดนี้ขายกันตั้งแต่หลักสิบจนถึงหลักร้อย เป็นปลาเกรด ที่มีการส่งออกเป็นจำนวนมาก มีการส่งออกเพียงไม่กี่ไซซ์ คือไซซ์ประมาณ 3 นิ้ว ราคาจะอยู่ที่หลักร้อย ส่วนปลาไซซ์ตั้งแต่ 3 นิ้วขึ้นไปเรียกว่าจัมโบ้ หากมีตำหนิที่หลัง เช่นหลังบุบ โครงสร้างความโค้งของหลังเปลี่ยนไปในทางที่ไม่ดี หรือตำหนิที่หาง เช่น หางหักพับก็จะถูกจัดให้เป็นปลาเกรดรองเช่นกัน แต่จะมีจำนวนน้อยมาก
ในระหว่างการเก็บข้อมูลเพื่อเขียนบทความนี้ขึ้นมา ความสงสัยส่วนตัว ได้ทำให้เกิดคำถามหนึ่งขึ้นมา นั่นก็คือ ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกเช่นนี้ จะส่งผลกระทบต่อความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศอย่างไรบ้าง
ผู้ส่งออกปลาทองและเจ้าของฟาร์มที่ทำการส่งออกให้คำตอบตรงกันว่า ความต้องการของตลาดยังมีอยู่ ยอดออเดอร์การสั่งซื้อลดลงไม่มาก แต่ขายปลาไม่ได้ราคาเหมือนเดิม นั้นเป็นเพราะกำลังซื้อของลูกค้านั่นน้อยลง แต่ก็ยังถือว่า พิษเศรษฐกิจนั่นส่งผลต่อธุรกิจปลาสวยงามไม่มากเท่ากับธุรกิจภาคใหญ่อื่นๆ อาทิเช่นธุรกิจยานยนต์ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น แต่ดูเหมือนว่า ผู้คนจะมองหาสิ่งที่จรรโลงใจอย่างปลาสวยงาม เพราะมันเป็นยาวิเศษที่ช่วยเยียวยาจิตใจที่บอบช้ำและจ่อมจมกับความเครียดอันเกิดจากสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำได้เป็นอย่างดี

โดย: เจ้าบ้าน [7 พ.ค. 55 6:33] ( IP A:101.109.202.95 X: )
ความคิดเห็นที่ 9
   เลี้ยงปลาสิงห์ญี่ปุ่นให้สวยดังใจ...ไม่ยาก
และแล้วบทความนี้ก็เดินทางถึงโค้งสุดท้ายจนได้...มีคำกล่าวหนึ่งที่บอกว่า สิงห์ญี่ปุ่นเป็นปลาที่มีโอกาสเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่ดี ด้อยลง หรือพูดง่ายๆ ก็คือ มีโอกาสเสียปลา ได้ในทางที่ไม่ดี ด้อยลง หรือพูดง่ายๆก็คือ มีโอกาสเสียปลา ได้มากกว่าปลาทองชนิดอื่น เสียปลานี้คนละอย่างกับเสียคนนะครับคนเราเสียคนก็เพาะยาเสพย์ติด การพนัน ผู้หญิง (เฮ้ย !! อย่านอกเรื่อง) แต่สิงห์ญี่ปุ่นถ้าจะเสียปลา ก็เป็นเพราะ 2 สาเหตุสำคัญคือ 1) สายพันธุ์ไม่ดี 2) เลี้ยงไม่ดี
ก่อนจะเข้าคอร์สการเลี้ยงสิงห์ญี่ปุ่น ผมได้รวบรวมกรณี ที่เกิดการเสียปลาในสิงห์ญี่ปุ่นมาให้อ่านเล่นๆเป็นออเดิร์ฟกันก่อนที่พบบ่อยๆก็คือ
1. หน้าฟู อันนี้อธิบายไปว่าเกิดจากอะไร ถ้าอยากรู้สาเหตุโปรดอ่านเนื้อหาช่วงแรก (ขออู้หน่อย อิอิ)
2. สีลาม จากประสบการณ์ของผมและจากการสอบถามนักเลี้ยงปลาทองชั้นเซียน เมื่อนำมาประมูลดูแล้วผมคิดว่าการลามของสี เกิดจากพันธุกรรมของตัวปลา มากกว่าเกิดจากการให้อาหารเร่งสีอย่างที่หลายคนเข้าใจ เพราะสีแดงหรือสีส้มปรากฏอยู่บนตัวปลาทองนั้น เกิดจากเม็ดสีที่อยู่ในผิวหนังที่อยู่ใต้เกล็ดอีกที เม็ดสีที่ว่านี้มีคาโรทีนอยด์ (Carotenoid) หรือที่เรียกว่า แอสทาแซนทิน (Astaxanthin) เป็นส่วนประกอบหลัก
ส่วนใหญ่สารเร่งสีที่ผสมอยู่ในอาหารสำเร็จรูปนั้น จะเป็นสารเร่งสีที่ผสมอยู่ในอาหารสำเร็จรูปนั้น จะเป็นสารเร่งสีในกลุ่มเบตาแคโรทิน (Betacarotein) อย่างสารลูทิน (Lutein) สารซีอาแซนทิน (Zeaxantnin) และสารแอสทาแซนทิน ร่างกายของปลาทองมีกลไกบางอย่างที่สามารถเปลี่ยนสารลูทินและสารซีอาแซนทิน ให้เป็นสารแอสทาแซนทิน ที่เป็นสารสำคัญในการสร้างเม็ดสีของปลาทอง เพราะฉะนั้นการให้อาหารเร่งสีจึงเป็นการเพิ่มสารสีให้กับเม็ดสีสีแดงและสีส้มในตัวปลาเท่านั้น ส่วนเม็ดสีสีขาวนั้นเร่งสีต่างๆ ไม่ได้มีผลในการเพิ่มปริมาณแอสทาแซนทินให้เลย
3. สีหลุด ตรงนี้ก็เกิดจากพันธุกรรมเช่นกัน หลายคนบอกว่าเกิดจากการเปลี่ยนน้ำบ่อยเกินไปบ้าง เกิดจากค่าของเคมีในน้ำเช่น ค่า pH dH ปริมาณไนไตรท์ ฯลฯ แต่สาเหตุที่มีน้ำหนักมากที่สุดน่าจะเป็นเรื่องของพันธุกรรมมากกว่า ลองสังเกตุดูว่า ปลาที่สีหลุด มักจะมาจากพ่อแม่ปลาที่สีหลุดเช่นเดียวกัน ในสิงห์ญี่ปุ่น ปลาที่มีสีแดงที่หัวที่เรียกว่า ตันโจ มีโอกาสที่สีจะหลุดออกได้ง่ายที่สดรองลงมาก็คือสีเกล็ดข้าวโพดที่สายพันธุ์ยังไม่มีความนิ่ง
ในการเลือกซื้อสิงห์ญี่ปุ่นมาเลี้ยง ถ้าจะให้มั่นใจว่า สีจะไม่หลุด ต้องเลือกปลาไซซ์ 3 นิ้ว หรือ 3 นิ้วขึ้นไป ถ้าเป็นปลาหัวควั่นแดงครีบทุกส่วนควรเป็นสีแดง ในกรณีที่เป็นปลาสีเดียว ให้สังเกตุบริเวณท้อง หากบริเวณท้องมีการเปิดลอกเป็นสีขาวลางๆ ในอนาคตจะมีโอกาสกลายเป็นสีขาวแดงสูง ตรงนี้ไม่ใช่เรื่องเสียหายเพราะถือว่าหลุดแล้วสวยขึ้น
4. หัวทิ่ม อย่างที่คุณอนุสร เขียนไว้ในบทความจากไข่...กลายเป็นทอง ตอนหนึ่งว่า ต่อให้สวยเพียงใด แต่หัวทิ่มแล้ว กรรมการก็คงจะไม่ยกมือให้ได้รางวัล อาการแบบนี้ทำให้ปลาสวยๆ หลายตัวไปไม่ถึงดวงดาวนักต่อนักแล้ว เดี๋ญวจะเตือน
สิงห์ญี่ปุ่นสวยๆ และมีโอกาสคว้ารางวัล เวลาว่ายน้ำแล้วหยุดนิ่ง หัวต้องไม่ทิ่ม 99.99 % ของปลาที่หัวทิ่ม เป็นปลาที่มีรูปร่างสั้น สาเหตุสำคัญประการหนึ่งก็คือ การให้อาหารมากเกินไปจนปลาอ้วนกลม จึงเกิดอาการเสียศูนย์ในที่สุด ส่วนปลาที่รูปร่างยาวหน่อย แต่หลังไม่โค้งลึกเป็นรูปไข่ หลังตรงๆ เป็นกระดานก็อาจจะยืดระยะเวลาหัวทิ่มออกไปได้ แต่ถึงที่สุดแล้วเมื่อเข้าสูไซซ์หนึ่งก็หนีไม่พ้นอยุ่ดี
ในการเลือกสิงห์ญี่ปุ่นมาเลี้ยงนอกจากไม่ควรเลือกปลาที่รูปร่างสั้นแล่ว ควรเลือกปลาที่โค้งเป็นรูปไข่ผ่าซีก ตรงนี้มีทริคเล็กๆ น้อยในการเลือก คือ ช่วงโค้งลงก่อนจะถึงหางต้องเป็นรูปตัว (V) ถ้าลากเส้นตรงปลายแหลมของตัววีควรอยุ่ระดับเดียวกับดวงตาของปลา
5. ว่ายน้ำร่อน อาการที่ว่านี้จะเกิดขึ้นกับปลาที่มีใบหางไม่คลุมทวาร หางกางเกินไป มองด้านบนคล้ายหางของรันชู อาการนี้ถ้าจะแก้ต้องไปแก้ที่เหตุ คือเลือกปลาที่หางสวยๆ (ตอบแบบกำปั้นทุบดิน) เวลามองจากด้านหลังหางต้องมีลักษณะคล้ายจั่ว ไม่ลู่หรือกางออกจนเกินไป
6. หลังบุบ อย่าพึ่งตกใจไปครับว่า อะไรกัน เลี้ยงๆ ไปแล้วหลังบุบ มีงี้ด้วยหรอ จริงๆ แล้วไม่ใช่ว่ามันพึ่ฃมาบุบหลอกจริงๆมันบุบอยู่แล้ว เพียงแต่รอยบุบมันเล็ก จนท่านสังเกตุไม่เห็นเมื่อรูปร่างของปลาขยายใหญ่ขึ้น ประกอบกับเลี้ยงไม่ดี กินอาหารไม่สมบูรณ์ ปลาผอมลง ไม่มีเนื้อปกคลุมอยู่บริเวณนั้น รอยบุบจึงเห็นชัดเจนขึ้น ถามว่ามีวิธีแก้ไขไหม ตอบว่ามี ง่ายๆ ก็แค่เลี้ยงปลาให้สมบูรณ์ เดี๋ยวเนื้อส่วนนั้นก็ขึ้นเต็ม !! ไม่ทุกตัวไป ก็มีทริคในการสังเกตุมาฝากอีกเช่นเคย ลองเอามือลูบบริเวณที่บุบเบาๆ ถ้ารู้สึกว่าบุ๋มลงไปนิดหน่อย เลี้ยงสมบูร์ก็มีโอกาสเต็ม แต่ถ้าลูบแล้วสะดุดกับปุ่มปมล่ะก็ อัดอาหารให้ตายยังไงไม่ขึ้น

โดย: เจ้าบ้าน [7 พ.ค. 55 6:33] ( IP A:101.109.202.95 X: )
ความคิดเห็นที่ 10
   สาธยายเรื่องการเสียปลายืดยาว เข้าเรื่องการเลี้ยงสิงห์ญี่ปุ่นกันเสียที
ในเบื้องต้นก็ต้องมาดูที่ความพร้อมของสถานที่เลี้ยงของท่านเสียก่อน ว่าสถานที่ของท่านเหมาะสมกับการวางอ่างหรือตู้ ถ้าจะเลี้ยงอ่างก็ได้ทั้งอ่างไฟเบอร์และอ่างปูน วัสดุที่ทำอ่างนั้นไม่สำคัญเท่าไหร่ ที่สำคัญคือขนาดต่างหาก หากท่านต้องการเลี้ยงปลาให้มีอัตราการเจริญเติบโตที่ดี ขนาดของอ่างเลี้ยงควรไม่ต่ำกว่า 1.5 x 1.5 เมตร ลึกไม่น้อยกว่า 40 ซม. เลี้ยงได้ตั้งแต่ไซซ์เล็กเท่าม้วนบุหรี่จนถึงไซซ์ใหญ่ฝ่ามือปิดไม่มิด
สิงห์ญี่ปุ่นไซซ์ 1.5 - 3 นิ้วเลี้ยงระดับน้ำ 30 ซม. ไซซ์ตั้งแต่ 3 นิ้วขึ้นไป ก็เพิ่มเป็น 40 ซม. หรือถ้าท่านคิดจะลงทุนทำอ่างที่มีความลึกถึง 70 ซม. หรือมากว่านี้ก ก็ไม่ขัดศรัธธาครับ ยิ่งถ้าเป็นอ่างกว้าง + ลึก ด้วยแล้วล่ะก็ จะทำให้รูปร่างปลาทองของท่านขยับขยายเร็วยิ่งขึ้น
มีข้อควรระมัดระวังคือ ไม่ควรเอาปลารูปร่างสั้นๆ ไปเลี้ยงน้ำลึก คือตั้งแต่ 30 ซม. ขึ้นไป เพราะนอกจะไม่มีผลต่อการขยายรูปร่างแล้ว ยังจะทำให้ว่ายน้ำร่อนหรือบินอีกด้วย ในทางข้ามถ้าเอารูปร่างยาว หรือที่เรียกว่าโครง (สร้าง)ใหญ่ ไปเลี้ยงน้ำตื้นๆ ที่แคบๆ ก็จะโตช้า และไม่อ้วนท้วนสมบูรณ์
สำหรับท่านที่ไม่มีพื้นที่พอที่จะวางอ่าง ก็ต้องมองไปที่ตู้แล้วล่ะครับ ตู้ที่ใช้เลี้ยง อย่างต่ำๆ ควรเป็นตู้ขนาด 36 นิ้ว ถ้าจะเลี้ยงให้โตเร็ว ได้ไซซ์ ใหญ่ ก็ไม่ควรเลี้ยงเกิน 2 ตัว ตู้ 48 นิ้ว ไม่เกิน4ตัว ตู้ 60 นิ้ว ไม่เกิน 6 ตัว
ในส่วนของระบบกรองทั้งการเลี้ยงในอ่างหรือในตู้ จะมีหรือไม่มีก็ได้ ถ้าท่านมีเวลา หรือขยันเปลี่ยนน้ำสักหน่อย ก็ไม่จำเป็นต้องมีกรอง ซึ้งก็มีให้เลือกหลากหลายในท้องตลาด ถ้าเป็นการเลี้ยงในอ่างแนะนำให้ใช้กรองถัง วัสดุกรองที่ใช้ (เรียงจากบนลงล่าง) ควรจะมีดังนี้
ชั้นที่ 1 วัสดุกรองเคมี เช่น คาร์บอนที่ช่วยดูดซึมซับสารพิษในน้ำ
ชั้นที่ 2 ใยกรองหยาย กรองตะกอนสิ่งสกปรก อาจจะใช้เป็นฟองน้ำก็ได้
ชั้นที่ 3 ใยกรองละเอียด กรองตะกอนสิ่งสกปรกขนาดเล็ก อย่างเช่น ใยแก้ว
ชั้นที่ 4 วัสดุกรองชีวภาพเป็นที่อยู่อาศัยของจุลินทรีย์ ควรเป็นวัสดุที่มีรูพรุน จุลินทรีย์จะเกาะอาศัยได้ดี อย่างเช่น หินพัมมิส ไม่ควรใช้ปะการัง เพราะจะทำให้น้ำมีความกระด้างมาก
ชั้นที่ 5 วัสดุกรองที่เป็นตัวชะลอกกระแสน้ำไหลเวียนไปทั่วระบบกรองจะได้ออกซิเจนอย่างทั่วถึง เช่น เซรามิคริง
ส่วนการเลี้ยงในตู้อาจจะใช้กรองข้างหรือกรองมุมที่ตู้ที่เป็นกรองสำเร็จรูปติดมาพร้อมกับตู้ก็ได้ แต่ควรจัดเรียงวัสดุกรองใหม่เหมือนที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ และที่จำเป็นต้องทำคือ ดัดแปรงระบบเพื่อเบี่ยงเบนทิศทางของน้ำที่ผ่านการกรองแล้วพ่นน้ำกลับเข้ามาในตู้เพราะในระบบเดิมกระแสน้ำที่พ้นกลับเข้ามาในตู้มีความแรง และปะทะกับปลาเต็มๆ ปลาที่ต้องการว่ายทวนน้ำตลอดเวลา จะสูญเสียพลังงานมาก และมีความเครียดสูง นอกจากนี้ อาจจะทำให้เกิดการว่ายน้ำเสียศูนย์และครีบหางพับงอได้
ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงในอ่างหรือตู้ สิ่งสำคัญคือ ปลาต้องได้รับแสงแดดไม่น้อยกว่า 30 % ต่อวัน จะทำให้มีมีสันที่ดี และปลาจะเจริญเติบโตได้ดี ต้องอยู่ในน้ำสะอาด ถ้ามีเวลาควรเปลี่ยนวันละครั้ง ครั้งละ 30% ต่อวันดูดสิงปฏิกูลออกไปด้วย แต่ถ้าไม่มีเวลา มากถึงขนาดนั้นก็ควรจะต้องติดตั้งระบบกรอง เมื่อระบบกรองเข้าที่ ทำงานเต็มประสิทธิภาพแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนน้ำบ่อย อาจจะเป็นสัปดาห์ละครั้ง ครั้งละ 70% ก็ได้แต่ทุกๆ วันต้องมีการดูดขี้ปลาออกไปบ้าง
ปลาก็เหมือนคนเรา ที่ต้องการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ซึ่งก็คือ อยู่ในน้ำที่สะอาด และได้กินอาหารที่ดี มีคุณค่า อย่างที่ทราบกันว่าสุดยอดอาหารสำหรับปลาทองก็คือ ลูกน้ำถือเป็นอาหารเหลาสำหรับปลาทอง แต่ยุคนี้หายาก เพราะกระทรวงสารณสุขเข้มงวดกวดขันในการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงเหลือเกิน อาหารเม็ดสำเร็จรูปที่มีคุณภาพสูง ก็มีลหากหลายยี่ห้อ มั่นใจได้ในเรื่องของคุณค่าทางอาหารและความสะอาด ไข่ตุ๋น อันนี้ช่วยให้ปลาอ้วนช่วยให้รูปร่างปลาขยายเร็ว โดยเฉพาะช่วงท้อง ถ้าเป็นอาหารสดก็แนะนำหนอนแดง แบบสดก็ได้ แบบแช่แข็งก็ดี ไรแดง อาร์ทีเมีย (ไรทะเล) ทั้ง 3 อย่างนี้เป็นอาหารสดที่มีคุณค่าทางอาหารสูงไม่แพ้กัน ไส้เดือนน้ำ อย่างหลังสุดให้ปลากินแล้วอ้วนท้วนดี ให้ค้างไว้ให้ปลาตอดกินทั้งวันยังได้ เพียงแต่ต้องล้างให้สะอาดเสียก่อนอาหารสดทุกชนิด ถ้าเป็นอาหารมีชีวิต ไม่บรรจุในแยคเกจสุญญากาศ หรือผ่านการฆ่าเชื้อโรคมาแล้ว ต้องนำมาแช่ในน้ำด่างทับทิมในความเข้มข้น 100-150 ppm นานประมาณ 10 นาที กะง่ายๆ ก็คือ ด่างทับทิมหยิบมือเล็กๆ ต่อน้ำ 1 กาละมังนั่นเอง
ในการเลือกชนิดอาหารมาให้ปลากินต้องขึ้นอยู่กับความต้องการสารอาหารของปลาเป็นหลัก เพราะปลาแต่ละช่วงอายุมีความต้องการสารอาหารไม่เท่ากัน
ลูกปลาขนาดเล็กขนาดไม่เกิน 2 นิ้ว อายุไม่เกิย 2 เดือน มีความต้องการโปรตีนประมาณ 60-80% เพื่อการเจริญเติบโต
ปลาวัยรุ่นขนาดไม่เกิน 3 นิ้ว อายุระหว่าง 2-4 เดือน มีความต้องการโปรตีนประมาณ 40-60% เพื่อความสมบูรณ์เพศ และเพื่อการเจริญเติบโต
ปลาโตเต็มวัยขนาด 3 นิ้วขึ้นไป อายุ 4 เดือน ขึ้นไป มีความต้องการโปรตีนประมาณ 30-40% เพื่อการเจริญเติบโต
ในการให้อาหารควรยึดหลักที่ว่า ให้น้อยๆ แต่บ่อย ถ้ามีเวลาควรซอยมื้ออาหารออกเป็นมื้อย่อยๆ อาจจะเป็นเช้า สาย เที่ยง บ่าย และเย็น หลังการสังเกตุว่าปลายังมีความอยากกินอาหารอยู่กินให้หมดภายใน 15-20 นาที และในระหว่างที่ปลากินอาหารถ้าโฟลว์น้ำสะอาดลงไปในอ่างทีละนิดๆ ก็จะทำให้ปลามีความคึกคักและมีความอยากกินอาหารมากขึ้นครับ
เดินทางมาจนถึงบรรทัดนี้จนได้ สำหรับบทความอันยืดยาว ที่จำเป็นต้องแบ่งออกเป็น 2 ภาค ทั้งๆที่ ความตั้งใจในตอนต้นจะเขียนรวดเดียวจบ ก็หวังว่า บทความที่เขียนให้อ่านทั้ง 2 ฉบับ จะช่วยให้ท่านเกิดความเข้าใจในตัวปลาทองสิงห์ญี่ปุ่นมากขึ้นจริงๆ แล้วผมอยากจะหาข้อมูลให้ได้มากกว่านี้ และเขียนต่อให้ละเอียดอีกนิด แต่ติดอยู่ที่เงื่อนไขในเรื่องเวลาที่จำกัด สำหรับโอกาสหน้ามาร่ายน้ำหมึก ผลิตบทความที่หน้าสนใจให้ท่านได้อ่านกันอีกครับสำหรับฉบับนี้กระผมนาน Goldfish Hunter ต้องขอเอ่ยคำว่านิทรา ราตรีสวัสดิ์ไปก่อน เพราะตอนนี้...... โอยยยยยย !!! ตี 3 แล้วคร้าบบบบบ

ENJOY GOLDFISH KEEPING
Fancyfish Magazine
จากใจผู้คัดลอกบทความ
ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ ตัวกระผมเองผู้คัดลอกบทความลง webboard ยังรู้สึกเมื่อยนิ้ว แต่สำหรับคนที่เขียนบทความและตรัสเตรียมหาข้อมูลค้นคว้าสอบถาม คงต้องลำบากกว่าตัวผมเป็น 100 เท่าแน่ ที่ผมนำบทความมาตีแผ่ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายอื่นใดนอกจากเผยแพร่ความรู้ สู่มือใหม่และผู้ที่สนใจในตัวปลาทองหัวสิงห์ทุกคนครับ และก็ไม่อยากให้บทความดีๆแบบนี้ต้องจางหายไปตามกาลเวลา...

โดย: เจ้าบ้าน [7 พ.ค. 55 6:34] ( IP A:101.109.202.95 X: )

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน