แหวนวิเศษ ภาพยนตร์ฝีพระหัตถ์ ร.๗
   ได้มีโอกาสช่วยงานดนตรีเบื้องหลังนิดๆหน่อยๆกับงานนี้ นำมาลงไว้เพื่อเผยแพร่ผลงานภาพยนตร์ฝีพระหัตถ์ รัชกาลที่ ๗ กับการตีความดนตรีทำเพลงประกอบโดยวงกอไผ่ครับ

โดย: ณพ [4 เม.ย. 54 14:06] ( IP A:124.122.136.165 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   

โดย: ณพ [4 เม.ย. 54 14:07] ( IP A:124.122.136.165 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
    ภาพยนตร์ฝีพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

เรื่อง แหวนวิเศษ



พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีความสนพระทัยในด้านงานศิลปะภาพถ่ายและงานภาพยนตร์ พระราชกรณียกิจสำคัญด้านหนึ่ง คือการนำภาพยนตร์ฝีพระหัตถ์ออกฉายให้พระประยูรญาติ และข้าราชบริพารชมในโอกาสต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ด้านข่าวสารการเมือง หรืองานสารคดี หลายชิ้นถือเป็นบทบันทึกประวัติศาสตร์ที่ทรงคุณค่าในสังคมไทยยุคต่อๆ มา เช่น งานพิธีเปิดสะพานพุทธยอดฟ้า พระราชพิธีโสกันต์เจ้านาย เป็นต้น



ภาพยนตร์เรื่องแหวนวิเศษที่ท่านจะได้ชมนี้ ถือว่าเป็นของวิเศษจริงๆ ในโลกของการสร้างสรรค์งานภาพยนตร์



นอกจากจะเป็นผลงานที่พระเจ้าแผ่นดินพระองค์หนึ่งได้ทรงสร้างขึ้นด้วยพระปรีชาสามารถทั้งการผูกเรื่อง การกำกับ การถ่ายทำ และการตัดต่อ ซึ่งนับว่าเป็นคุณสมบัติอันสำคัญรอบด้านของคนทำงานภาพยนตร์แล้ว ก็ยังเป็นการใช้กลวิธีการสอดแทรกคุณธรรม และจินตนาการผ่านการเล่าเรื่องอย่างสนุกสนาน สื่อสารด้วยภาษาง่ายๆ และการผูกเหตุการณ์ของสิ่งธรรมดาสามัญกับอำนาจเหนือธรรมชาติให้บรรจบพบกัน ตัวละครทุกตัวในเรื่อง สวมบทบาทโดยพระประยูรญาติในราชวงศ์จักรี หากใช้ชีวิตหน้าจอเหมือนชาวบ้านทั่วไป ใช้ภาษาชาวบ้านในการพูดคุยสนทนา แทรกอารมณ์ขันตามสมควร มีการวาดการ์ตูนลายเส้นประกอบ และเป็นภาพยนตร์ที่ทุกผู้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างไม่ต้องมีกรอบกฎเกณฑ์มากั้น แม้จะเป็นภาพยนตร์ที่เกิดขึ้นในยุคที่เรียกว่า “หนังเงียบ” แต่ก็เป็นความเงียบที่ปะปนด้วยเสียงหัวเราะ และรอยยิ้มบนใบหน้าของคนดูทุกยุคสมัย



ภาพยนตร์เรื่องนี้ เปิดฉากที่ท้องทะเลแห่งหนึ่ง



นายคง ชายชาวประมงพายเรือลำหนึ่งมาขึ้นเกาะร้าง ในเรือลำนั้นมีเด็กๆ อยู่ห้าคน เจ้าเก่ง เจ้าตะกละ เจ้าซน เจ้าขี้เกียจ และหนูแหวน ทั้งห้าเป็นลูกติดหญิงหม้ายที่นายคงได้มาเป็นภรรยาใหม่ แต่ด้วยความจน ไม่สามารถเลี้ยงดูเด็กทั้งหมดนั้นได้ นายคงจึงวางแผนที่จะเอาไปปล่อยทิ้งไว้ในเกาะ



เด็กๆ ถูกบังคับให้ออกไปหาอาหารกลางป่าลึก เพราะนายคงหวังว่าจะหลงทางกลับไม่ได้ แต่มีนางพรายน้ำใจดีมาพบกับเด็กๆ แล้วมอบแหวนให้วงหนึ่ง แหวนนั้นมีอำนาจวิเศษเมื่อผู้สวมใส่ชี้ไปที่อะไรแล้วนึกปรารถนาก็จะได้สิ่งนั้นดังใจ เด็กๆ ที่หิวโหยเลือกเสกขนมมากินกันจนอิ่ม จากนั้น ก็เอาก้อนหินคนละก้อนหิ้วกลับไปฝากนายคง เมื่อนายคงเห็นเข้าไม่พอใจก็ต่อว่าต่อขาน แต่เมื่อเด็กๆ เสกให้ก้อนหินนั้นเป็นผลไม้ต่อหน้า นายคงก็เกิดอัศจรรย์ใจ ยิ่งทราบถึงอิทธิฤทธิ์ของแหวนจากปากคำของเด็กๆ ก็ยิ่งเกิดความโลภ ในที่สุดก็คิดชั่ว หลอกให้เด็กๆ นอนหลับเพื่อจะฆ่าทิ้งเอาแหวนมาเป็นสมบัติของตนเสีย แต่เจ้าเก่งก็ตื่นขึ้นมาทันที่นายคงกำลังเงื้อง่ามีดพร้าจะฆ่าฟัน เกิดการต่อสู้กันขึ้น ในที่สุดนายคงถูกสาปเป็นสุนัข เด็กๆ ก็ล้อเลียนสุนัขนั้นกันอย่างสนุกสนาน จนหนูแหวนน้องคนสุดท้องนึกสงสาร วอนพี่ๆ ขอให้คืนคำสาป เสกสุนัขมาเป็นพ่อดังเดิม และเป็นพ่อที่ใจดีที่สุดในโลก เมื่อนายคงกลับมาเป็นคน ก็รู้สึกสำนึกผิด ขอโทษในความร้ายกาจที่เคยกระทำมาแก่ลูกๆ แล้วชักชวนกันเดินทางกลับบ้าน



ก่อนที่เรือจะออกนั้น แหวนวิเศษก็หล่นน้ำหายไปในทะเล แต่ว่าทุกคนก็มิได้เสียใจในความสูญเสียของวิเศษนั้นแต่อย่างใด เพราะสิ่งที่ได้กลับคืนมานั้นวิเศษยิ่งกว่า นั่นคือความรักของครอบครัว ความรักที่จะเดินทางฝ่าคลื่นลมกลับไปสู่บ้านอันแสนสุขที่รอคอยทุกชีวิตอยู่ในอีกฟากฝั่งหนึ่งของท้องทะเลกว้างใหญ่



เรื่องราวที่ปรากฏในภาพยนตร์ ถูกถ่ายทอดโดยตัวละครสำคัญ ๗ ท่านและอีก ๑ ตัว



ผู้แสดงเป็นนายคง คือ พระองค์เจ้าอ๊อสคาร์นุทิส กรมหมื่นอนุวัตรจาตุรน เจ้าเก่งพี่ชายใหญ่ รับบทโดย หม่อมเจ้าการวิก จักรพันธุ์ เจ้าตะกละผู้หิวโหยอยู่ตลอดเวลา รับบทโดย หม่อมเจ้ายุธิษเฐียร สวัสดิวัตน์ เจ้าซนจอมทะลึ่งผู้ไม่กลัวใครแม้แต่ไม้เรียวของพ่อเลี้ยง รับบทโดย พระองค์เจ้าจีรศักดิ์สุประภาต เจ้าขี้เกียจผู้ง่วงเหงาหาวนอนตอลดเวลาที่อยู่หน้ากล้อง ทุกฉากทุกตอน รับบทโดย หม่อมเจ้าอัฌชา จักรพันธุ์ หนูแหวน น้องเล็กเด็กหญิงคนเดียวในครอบครัว รับบทโดย หม่อมเจ้าหญิงสีดาดำรวง สวัสดิวัตน์ นางพรายน้ำ ผู้ทำให้ชีวิตของเด็กๆเปลี่ยนแปลงด้วยอำนาจแหวนวิเศษ รับบทโดยหม่อมหลวงบัว สนิทวงศ์ และยังมีดาราพิเศษ “ขุนช้าง” สุนัขของพระนางรำไพพรรณี พระราชินีผู้ทรงร่วมเป็นองค์อุปถัมภ์กองถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ ขุนช้างรับบทเป็นนายคงตอนที่ถูกสาป



ดาราทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นตัวละครสมมติที่นำพาผู้ชมให้ได้รับความสนุกสนานบันเทิงอย่างเต็มที่ในช่วงเวลาสั้นๆ ที่ภาพยนตร์ปรากฏแก่สายตา ฉากที่ใช้ในการถ่ายทำ คือ เกาะพงันในหมู่เกาะสมุย งานภาพยนตร์ชิ้นนี้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงถ่ายทำเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๒ และโปรดเกล้าฯ พระราชทานไปจัดฉายในรายการภาพยนตร์ของสมาคมภาพยนตร์สมัครเล่นแห่งสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๓ ก่อนที่จะถึงการผลัดเปลี่ยนระบบการเมืองการปกครอง และสังคมไทยมีสื่อบันเทิงอื่นๆ เข้ามาทดแทนจนคุณค่าของแหวนวิเศษถูกลืมเลือนไปจากความทรงจำ



การอนุรักษ์ภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นงานชิ้นสำคัญของหอภาพยนตร์แห่งชาติ ซ่อมแซมคุณภาพของฟิล์มต้นฉบับ ทำสำเนาใหม่ ค้นคว้าข้อมูลโดยคุณโดม สุขวงศ์ นำออกเผยแพร่เป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๗ ที่หอภาพยนตร์ เมื่อครั้งตั้งอยู่ในบริเวณหอศิลปแห่งชาติ ถนนเจ้าฟ้า พระนคร แล้วนำออกเผยแพร่ต่อเนื่องอีกหลายวาระหลายสถานที่ ทั้งสาธารณะและในงานเฉพาะกิจ



เทคนิคการนำเสนอนั้น เนื่องด้วยเป็นภาพยนตร์เงียบ จึงได้กำหนดให้มีวงดนตรีบรรเลงสดหน้าจอ และเนื่องจากเป็นหนังที่มีเด็กๆ เป็นดาราส่วนใหญ่ วงดนตรีหน้าจอก็ต้องเป็นวงเด็กเล่นไปด้วย ในครั้งแรกที่แสดง มีวงดนตรีเด็กชื่อ “กอไผ่” ทำหน้าที่บรรเลงดนตรีสดประกอบ โดยการเรียบเรียงดนตรีของอานันท์ นาคคง เป็นลักษณะดนตรีทดลอง ตีความไปตามบุคลิกของตัวละครต่างๆ ในเรื่อง นำเพลงไทยเดิมทำนองสนุกๆ มาตัดต่อใหม่ วงกอไผ่ได้ทำหน้าที่ต่อเนื่องมาอีกหลายเวที หลายโอกาส แม้ว่าจะเลยวัยเด็กกันไปหมดทั้งวงแล้วก็ตาม นอกจากนี้ ยังมีวงดนตรีอื่นๆ ที่เคยบรรเลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ควรบันทึกไว้ด้วย อาทิ วงดอกเตอร์แซ็กแชมเบอร์ออร์เคสตรา วงดุริยางค์กรมศิลปากร วงดุริยางค์ทหารบก ฯลฯ แต่ละวงมีวิธีการบรรเลงต่างกันไป



การบรรเลงดนตรีสดหน้าจอภาพยนตร์นั้น เป็นธรรมเนียมที่เคยได้รับความนิยมกันมาตั้งแต่ครั้งโรงภาพยนตร์ในเมืองบางกอกยุคต้นรัชกาลพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวนำภาพยนตร์ต่างประเทศมาฉาย ก่อนจะถึงยุคที่ภาพยนตร์มีเสียงในฟิล์ม การเล่นดนตรีสดๆ และพากย์สดๆ ถือเป็นเสน่ห์ที่สำคัญในบรรยากาศโรงภาพยนตร์ย้อนยุค จะมีวงเครื่องสายผสมบ้าง แตรวงบ้าง มาบรรเลงเพลงโหมโรงหน้าประตูทางเข้า โฆษณาเชิญชวนให้คนมาดูภาพยนตร์ และบรรเลงประกอบการเคลื่อนไหวของเหตุการณ์ในจอ วงดนตรีประกอบหนังเงียบที่ถือเป็นตำนานของการทำงานเช่นนี้ ได้แก่ วงนายกุ๊น นายโนรี บรรเลงตามโรงภาพยนตร์ต่างๆ อาทิ พัฒนากร ปีนัง ระกา เฉลิมเขตร เฉลิมศรี นางเลิ้ง ฯลฯ ต่อมา เมื่อสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไป ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง มีภาพยนตร์เสียงในฟิล์มเข้ามาฉาย การบรรเลงดนตรีสดหน้าโรงและหน้าจอจึงสาบสูญไป



สำหรับการทำงานเพลงประกอบภาพยนตร์แหวนวิเศษในครั้งนี้ (พ.ศ. ๒๕๕๒) วงกอไผ่ได้รื้อฟื้นวิธีการที่นายกุ๊น นายโนรี เคยใช้ปฏิบัติมาเป็นพื้นฐานการวางเพลง และการสร้างสีสันให้กับภาพยนตร์เงียบ ใช้เครื่องสายไทยผสมกับเครื่องดนตรีไฟฟ้าสากล อาจมีความแตกต่างจากดนตรีเพื่อการฟัง เนื่องด้วยจุดหมายคือรับใช้ภาพเคลื่อนไหวเป็นสำคัญ เพลงหลักๆ ที่นำมาใช้ ได้แก่ เพลงโหมโรงคลื่นกระทบฝั่ง (พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๗) เพลงเขมรละออองค์เถา (พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๗) เพลงโล้ (หน้าพาทย์โบราณ-การเดินทางทางน้ำ) เพลงแสนคำนึง (หลวงประดิษฐไพเราะ ศร ศิลปบรรเลง) เพลงด้อมค่าย (หลวงประดิษฐไพเราะ ศร ศิลปบรรเลง) เพลงเขมรพายเรือ (สองชั้นของเก่า, ชั้นเดียวของครูเฉลิม บัวทั่ง) และเพลงข่า (ของเก่า) เรียบเรียงดนตรีใหม่โดยอานันท์ นาคคง ร่วมบรรเลงโดย ประสาร วงษ์วิโรจน์รักษ์, อัษฎาวุธ สาคริก, ชัยภัค ภัทรจินดา, ณัฐพันธุ์ นุชอำพันธ์, รัชวิทย์ มุสิการุณ, อมร พุทธานุ, วัชระ ปลื้มญาติ บันทึกเสียงโดย มารุต นพรัตน์



งานบันทึกเสียงครั้งนี้ได้รับความอนุเคราะห์เครื่องมือ และสถานที่จากมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) บันทึกและผสมเสียงเสร็จสิ้นระหว่างวันที่ ๙ – ๑๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๒



การจัดทำวิดีทัศน์เรื่องแหวนวิเศษในครั้งนี้ เป็นกรณีพิเศษ เนื่องในวาระงานเปิดศูนย์ ๑๐๐ ปี หม่อมหลวงบัว กิติยากร จังหวัดนครนายก ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มูลนิธิชัยพัฒนาดำเนินการจัดตั้งขึ้นเป็นที่ระลึกในวาระครบรอบ ๑๐๐ ปีเกิดของหม่อมหลวงบัว กิติยากร (นางพรายน้ำ) โดยโดยมูลนิธิชัยพัฒนาเป็นฝ่ายอำนวยการผลิตและเผยแพร่




(นำมาจากข้อมูลในปกดีวีดี เรื่องแหวนวิเศษ ผลิตโดยมูลนิธิชัยพัฒนา พฤศจิกายน 2552 และบทความที่ อ.อานันท์ นาคคง ได้เรียบเรียงไว้)
โดย: ณพ [4 เม.ย. 54 14:11] ( IP A:124.122.136.165 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   ปกดีวีดี

โดย: ณพ [4 เม.ย. 54 14:13] ( IP A:124.122.136.165 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   ปกหลัง แผ่นดีวีดี แหวนวิเศษ

โดย: ณพ [4 เม.ย. 54 14:15] ( IP A:124.122.136.165 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
   ได้ชมแล้วครับ ชอบมากๆครับ ขอบพระคุณอีกครั้งครับ
โดย: เจ้าบ้าน [4 เม.ย. 54 14:30] ( IP A:61.19.147.8 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
   ดูจากรายชื่อ(สมมุติ)เปรียบเทียบกับรายพระนามแล้ว เห็นได้ว่าท่านคงมีพระราชประสงค์ที่จะเเปลงพระนามของแต่ละพระองค์ให้เกี่ยวเนื่อง หรือมีนัยให้โยงความหมายถึงกันด้วยนะครับ

ดังเช่น
นายน้อย ศรศักดิ์ ซึ่งก็คือ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ชท่อนายน้อย คงมาจาก "เอียดน้อย" พระนามลำลองของพระองค์ และศรศ้กดิ์ คงมาจากตราพระราชลัญจกรประจำพระองค์ที่เป็นรูปศรสามเล่ม มาแผลงตามรูป ได้นามสกุล ศรศักดิ์

นายอ๊อด ก็พ้องเสียงตรงๆมาจากพระนาม พระองค์เจ้าอ๊อสคาร์นุทิศ

นามสกุล สุขเจริญ แผลงมาจากความหมาย ราชสกุล สวัสดิวัตน์
นามสกุล แสงสว่าง แผลงมาจากสร้อยพระนาม สุประภาต
เด็กหญิงสาดี ผวนมาจาก พระนาม สีดา ดำรวง
นางสาวประทุม ชิดเชื้อ แปลตรงๆจากนาม ม.ล.บัว สนิทวงศ์

ส่วนรายชื่อและรายพระนามอื่นๆก็คงมีส่วนเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องกันในทางใดทางหนึ่งเช่นกันครับ ฝากไว้ต้นแคะ ขบคิดกันต่อไปครับ
โดย: ณพ [8 เม.ย. 54 10:00] ( IP A:124.120.175.140 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
   ขอบคุณครับ
โดย: นายเวลา [30 ต.ค. 54 17:55] ( IP A:61.90.16.203 X: )
ความคิดเห็นที่ 9
   นามสกุลต่างๆ เช่น แสงแก้ว สุขเจริญ แสงสว่าง ได้มีการนำไปใช้เป็นนามสกุลจริงหรือไม่ อย่างไรครับ
โดย: นายสม [13 ก.พ. 55 12:43] ( IP A:203.113.0.205 X: )
* ขณะนี้พี้นที่เต็ม ไม่สามารถโพสต์กระทู้เพิ่มได้ *

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน