สงสัยเรื่องของยางสน
   ขออนุญาตถามหน่อยนะครับ
การทำยางสนใช้เองสักก้อนนี้ต้องทำอย่างไรบ้างครับ
ต้องกรีดยางเหมือนต้นยางพารารึเปล่า
หรือต้องตัดมาทั้งต้นแล้วต้มเอา
...
แล้วใช้ยางกำยานแทนกันได้ไหมครับ(หอมดี สีไปหอมไป ^_^)
....
ป.ล.ช่วงนี้อากาศร้อนรักษาสุขภาพกายใจกันดีๆนะครับ(เป็นห่วง)
โดย: clarinet [11 เม.ย. 53 10:38] ( IP A:124.122.78.233 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
    เห็นว่าเรื่องของยางสนที่ อ.อานันท์ นาคคงเขียนไว้เมื่อปี2000ยังอ่านได้ประโยชน์อยู่ขอนำมาลงซ้ำเพื่อท่านที่ยังไม่ได้อ่านจะได้ความรู้เรื่องยางสนกันครับ ต่อไปนี้คือบทความจาก อ.หน่องครับ...

ยางสน คือน้ำหล่อเลี้ยง (เลือด!) ของต้นสนตระ *** ล pine คุณสมบัติเหนียวข้น และมีความใส เมื่อใช้มีดกรีดล้ำต้นสนที่ยังมีชีวิตอยู่ (หรือเมื่อเปลือกต้นสนแตกปริจากความร้อน จนลำต้นขยายตัว) จะมีน้ำไหลซึมออกมา เมื่อทิ้งไว้หรือสัมผัสอากาศในระยะเวลาหนึ่ง น้ำนั้นจะแห้งแข็งตัว
คนไทยเราสมมติเรียกน้ำที่ได้นี้ว่า ยางสน เลียนแบบน้ำยาง ที่ได้จากต้นยาง ซึ่งมีอาการเดียวกัน เมื่อถูกแยกออกมาจากลำต้น
โดยทั่วไป น้ำสนนี้จะไม่ไหลเยอะๆเหมือนน้ำยาง ต้องกรีดแล้วกรีดอีกหลายๆแผล และนำน้าสนแห้งๆนั้น มาหลอมรวมกันอีกที ให้เกิดมวลที่ใหญ่ขึ้น เก็บไว้เป็นก้อนยางสน หรือเรซิ่น (resin)
น้ำสนที่โดนความร้อนทุกรูปแบบ ตั้งแต่แดดไปจนไฟเผา จะเปลี่ยนไปเป็นสีเหลือง สีน้ำตาล สีแดง จนถึงสีดำ แล้วแต่ปริมาณความร้อนที่สร้างปฎิกิริยาให้แก่น้ำสนนั้น และเมื่อทิ้งไว้ให้เย็น ก็จะแข็งตัวพอประมาณ แต่ก็ถือว่าเป็นสารที่มีความเปราะ ถ้าถูกทุบหรือเสียดสีด้วยวัตถุอื่น ก็จะแตกเป็นก้อนเล็กหรือจนเป็นผงขาวละเอียดเหมือนแป้ง

แต่ดั้งเดิม ยางสนถูกนำไปใช้ประโยชน์ในด้านเป็นเชื้อเพลิง, เป็นเครื่องช่วยสร้างความฝืดของอุปกรณ์ทางช่างบางอย่าง ช่วยในการสร้างความฝืดของเครื่องลากล้อเลื่อนในการก่อสร้างสมัยก่อนเก่า, เป็นส่วนผสมของน้ำยาเคลือบเครื่องเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่เรียกว่าตระ *** ล varnish ให้ไม้นั้นมีเงางามและกันมอดแมลง, เป็นส่วนผสมของยาแผนโบราณบางประเภท, และใช้งานจิปาถะในครัวเรือน นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานเรื่องการนำไปใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องประดับตกแต่งในบางชนเผ่า

ยางสนที่ผ่านกระบวนการตกผลึก ภายใต้เงื่อนไขของเวลาและสิ่งแวดล้อมทางชีวเคมีที่เหมาะสม ก็จะกลายสภาพเป็นรัตนชาติที่เรียกว่าอำพัน (amber) ขึ้นมาได้ ตัวอย่างดังในฉากไตเติ้ลของหนังจูราสสิคปาร์คภาคหนึ่ง ที่ยุงน้อยตัวหนึ่งได้ดูดเลือดไดโนเสาร์มาจนอิ่มแปล้แล้ว เกิดเคราะห์ร้าย กลับต้องไปตกอยู่ในหยดน้ำยางสนซึ่งเผอิญเข้าสู่ช่วงแข็งตัวพอดี ก็เลยถูกขังทั้งเป็น และเมื่อเวลาผ่านไปหลายแสนล้านปี ก้อนยางสนดึกดำบรรพ์หรืออำพันนี้ ก็ถูกขุดพบขึ้นมาใหม่ นักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ได้ใช้ความเก่งเหลือเชื่อสร้างโคลนนิ่งไดโนเสาร์จากเลือดยุงที่ถูกแช่อยู่ในยางสน กลายเป็นหนังทำรายได้ถล่มทลายโลกนี้ไป

ยางสนเป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับโลกดนตรีตั้งแต่เมื่อไร ไม่รู้

ไม่มีหลักฐานแน่ชัดบ่งบอกว่าใครเป็นเจ้าความคิดในการใช้ยางสนกับการดนตรี และเครื่องสีที่เรียกง่ายๆว่าซอ (fiddle)นั้น มีอยู่ทุกหนแห่งในโลกโบราณ ใช้หลักการคล้ายๆกันคือ ใช้คันชักรูปลักษณะคันธนู (bow) ถูสาย (string) ให้เกิดความสั่นสะเทือนจนเป็นเสียงขึ้นมา และเป็นเสียงที่เกิดจากการเสียดสีด้วยความฝืดในปริมาณที่พอเหมาะ (จนกลายเป็นเสียงไพเราะ) ในการนี้ ยางสน resin ได้ถูกนำมาใช้เป็นตัวกลางช่วยกำกับให้ความฝืดและแรงเสียดทานของคันชักนั้นคงที่

ผงยางสนเป็นหัวใจหลักในการสร้างความฝืดให้กับคันชักซอทุกชนิดในโลก ในส่วนหางม้า บริเวณที่จะใช้ถูไถกับสายซอ (ทำจากวัสดุชนิดต่างๆ เช่น ไหมฟั่นละเอียดชุบน้ำยาให้แข็งตัว, เถาวัลย์บางประเภท, สายโลหะ เหล็ก เงิน ทองเหลือง, สายพลาสติก-เอ็น) โดยที่จริง คุณสมบัติพื้นฐานของหางม้า (ที่มาจากม้าจริง!) นั้น ก็มีความขรุขระในตัวอยู่แล้ว เอาไปถูกับสายซอก็พอที่จะมีเสียงเนื่องด้วยอาการสั่นสะเทือนแบบที่เรียกว่า friction แต่เนื่องจากการแปรรูปหางม้ามาเป็นคันชัก ต้องผ่านการถ่วงดึงให้ยืดได้ที่ และหวีสางจัดระเบียบเส้นหางม้าให้เรียบร้อย ก็เลยทำให้ธรรมชาติของอาการขรุขระนั้นลดน้อยลงไป จึงต้องเอายางสนมาถูๆกับหางม้า ให้ละอองยางสนติดเคลือบอยู่บนผิวหางม้า ทำให้ความฝืดมีความสัมพัทธิ์กับสายซอและกำลังแรงขับเคลื่อนของคันชักนั้น

ที่จริง เรื่องหางม้า เหตุใดจึงกลายมาเป็นคันชักซอนี่ ก็ต้องติดตามถามไถ่อีกเหมือนกัน ไม่รู้ว่ามีมาตั้งแต่เมื่อไร ไม่รู้ว่าใครเริ่ม มีวัสดุประเภทใดอีก (เรื่องนี้น่าสนใจ เคยอ่านเจอมาบ้างว่า ซอในอัฟริกาบางเผ่า ใช้การกรีดเถาวัลย์จนเป็นเส้นฝอยยาว-ใช้หวายทุบให้เป็นใยละเอียด-ใช้เส้นปอฉีกละเอียด, ในอินเดียบางแห่ง ใช้เส้นผมของนักบวช ถือว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์, ในจีนตอนเหนือบางแห่ง ใช้เส้นผมบรรพบุรุษที่ตายแล้ว ถือว่าเป็นของมงคล เสียงซอมีพลังอำนาจในการติดต่อกับเทพเจ้าได้, ในอินเดียนแดงบางเผ่า ใช้เส้นผมผู้หญิงพรหมจารี เพราะอะไรก็ไม่รู้ ฯลฯ) และทำไมจึงมาลงตัวที่หางม้าในที่สุด เป็นเรื่องที่น่าสนใจค้นหากันต่อไป
เมื่อเกิดเทคโนโลยีอุตสาหกรรมการผลิตเส้นใยสังเคราะห์ขึ้นมา หางม้าที่เคยได้รับความนิยม ก็ถูกแทนที่ด้วยพลาสติกเส้นเล็กละเอียดที่เรียกว่าไนล่อน มีคุณสมบัติเหนือกว่าในเรื่องความเหนียวทนทาน ราคาถูก ผลิตได้ทีละมากๆ ทำง่าย หาซื้อง่าย มีหลายระดับคุณภาพ เป็นการลดต้นทุนหางม้า ที่ทั้งหายาก-ราคาแพงและเสื่อมง่ายกว่า แต่อย่างไรก็ตาม โดยธรรมชาติแล้ว ไนล่อนนั้นยังสู้หางม้าไม่ได้ในเรื่องความขรุขระและปริมาตรของมวลสาร แต่เมื่อได้ผงยางสนมาช่วยในปริมาณเหมาะสมแล้ว ก็สร้างเสียงซอได้ดีไม่แพ้กัน

ยางสนที่ใช้สำหรับซอชนิดต่างๆ เป็นยางสนแบบพิเศษ ที่ผ่านกระบวนการผลิตอย่างซับซ้อนกว่ายางสนในครัวเรือนหรืออุตสาหกรรมการก่อสร้าง

การทำยางสนซอนั้น ต้องใช้ความรู้ความชำนาญและความพิถีพิถันในหลายๆด้าน ตั้งแต่กรรมวิธีของการคัดประเภทพันธุ์สนที่จะให้น้ำยางคุณภาพดีเลวอย่างไร มีการคัดเลือกอายุของต้นสนที่จะกรีดเอาน้ำออกมา เอามาเก็บไว้ในอุณหภูมิพอเหมาะ เอามาต้ม กรองเศษผงต่างๆออกหลายๆชั้นเพื่อให้ได้น้ำยางสนที่สะอาดบริสุทธิ์ มีการค้นคว้าหาสูตรลับที่จะช่วยสร้างความละเอียดของผงยางสนที่สร้างความฝืดอย่างเหมาะสมให้แก่คันชักซอแต่ละประเภท (ซอฝรั่งเขาค่อนข้างเคร่งครัดเรื่องชนิดของยางสนและคุณภาพของยางสนมาก)
โรงงานยางสนซอที่สำคัญๆของโลกหลายโรงอยู่ในยุโรป โดยเฉพาะเยอรมัน ผลิตยางสนดีๆออกมาสู่ตลาดโลกอย่างเป็นงานเป็นการ ราคาแพง หาซื้อยาก และมีข้อจำกัดในการใช้-การรักษาความสะอาดมากมาย นอกจากนี้ แหล่งผลิตใหญ่อีกพวกหนึ่งคือจีน ซึ่งมียางสนหลายระดับ ตั้งแต่ดีมากไปจนถึงเลวมาก ขึ้นอยู่กับกรรมวิธีการผลิตและวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต แต่ก็นับว่าสามารถหาซื้อได้ง่ายดาย แพร่หลายกว่าของยุโรป จีนมีป่าสนที่กว้างใหญ่ไพศาลในตอนเหนือ มีสนพันธุ์ดีปลูกไว้มากมาย มีอุตสาหกรรมการส่งออกยางสนในกิจการต่างๆมานานนับร้อยปี ยางสนจีนส่วนหนึ่ง พวกโรงงานในยุโรป (เยอรมัน อังกฤษ เบลเยี่ยม เป็นต้น) รับซื้อไว้เพื่อนำไปแปรรูปอีกที เอาไปต้มกลั่นกรองต่อจนเป็นยางสนบริสุทธิ์ แล้วติดฉลากเมดอินยุโรปมาขายตามท้องตลาดทั่วไป พวกนักเล่นซอฝรั่งมืออาชีพนิยมใช้กันมาก

ส่วนของไทยนั้น นอกจากข้อจำกัดเรื่องพันธุ์สนที่จะผลิตน้ำยางสนคุณภาพแล้ว การผลิตยางสนซอยังต้องทำใจกันอยู่มาก โดยเฉพาะความเปราะและความสกปรกของก้อนยางสน ตลอดรวมไปถึง นิสัยมักง่ายของคนเล่นซอบางจำพวกที่เอาความสะดวกเป็นตัวตั้ง หยอดยางสนเลอะเทอะดำเปื้อนบนกระโหลกซอหรือกระบอกซอ และไม่รู้จักการถนอมรักษาทำความสะอาดเมื่อเลิกเล่นซอ ก่อให้เกิดความสกปรกโสโครกทั้งในส่วนของคันชักซอ กระบอกซอ คันทวนซอ สายซอ และบริเวณที่วางซอนั้นด้วย
ตามท้องตลาดดนตรีไทยทุกวันนี้ ใช้ยางสนเมดอินไทยแลนด์ แต่ก่อนผลิตแถวนครปฐมกับนนทบุรี คุณภาพไม่ดีนัก รูปร่างที่นิยมคือเป็นแท่งยางสนแบบเทียนไข ตรงกลางมีไส้เชือก จุดไฟปุ๊ปก็หยอดน้ำยางได้ปั๊ป พร้อมๆกับดมควันพิษไปด้วยในตัว ร้านค้าดนตรีไทยทุกร้านนิยมเอายางสนแบบเทียนไขมาวางขายเป็นล่ำเป็นสัน ขายในราคาถูก เป็นที่ชื่นชอบแก่บรรดานักดนตรีสมัครเล่นโดยถ้วนหน้า

ที่ถามมาว่ามีใครเคยใช้สารอื่นแทนยางสนไหม คิดว่ามี แต่คงไม่ดีเท่า หรือไม่ลงตัวเหมือนยางสนแบบดั้งเดิม เนื่องด้วยยางสนซอที่มาจากต้นสนนั้น ได้ผ่านกระบวนการศึกษาวิเคราะห์และมีกรรมวิธีที่ผลิตยางสนจนเป็นที่ยอมรับกันได้ว่าใช้งานได้ดีจริง ทำให้ซอชนิดต่างๆของโลก ส่งเสียงได้ไพเราะจริง และเป็นตัวกลางในการเล่นที่เหมาะสมลงตัวอยู่แล้ว แต่ถ้าจะคิดค้นเอายางไม้ประเภทอื่นมาใช้แทนยางสนก็ไม่ว่ากระไร ถ้าใช้ได้ผลดีก็บอกกันบ้างก็แล้วกัน หรือใครจะคิดสรรหาผงอื่นๆที่ไม่ใช่ผงยางสนมาถูหางม้าซอก็เชิญเถิด ซอใครซอมัน ขอให้โชคดีเถิดท่านผู้ชม

เรื่องวัสดุทดแทนยางสนคงตอบไม่ได้ แต่เรื่องหางม้าพอตอบได้ จากประสบการณ็ที่เคยเห็นมาก็คือ ที่ญี่ปุ่นเขาทำสายเอ็นคันชักแบบพิเศษ คือมีร่องความขรุขระมากกว่าปกติ และมีความฝืดในตัวเอง ซึ่งเมื่อสีลงไปบนสายซอแล้ว ก็เกิดเป็นเสียงไพเราะไม่แพ้หางม้าหรือสายเอ็นหยอดยางสนเลย และที่น่าจะดีกว่าก็คือ ไม่ต้องไปพะวงกับปัญหาเรื่องเครื่องดนตรีจะสกปรกโสโครก มือเหนียว หรือแพ้ละอองยางสน เสียสุขภาพผู้เล่น อะไรทำนองนั้น คันชักแบบพิเศษนี้ ถ้าสนใจคงต้องไปเสาะหาแถวญี่ปุ่นกันเอง ไม่ทราบราคา คงจะแพงพอสมควร

ยางสนสำหรับซอไทย ถ้าจะใช้ให้เป็นงานเป็นการ คิดว่ายางสนไวโอลินหรือเชลโลดีๆก็น่าสนใจ แต่ต้องคำนึงถึงการรักษาความสะอาดของซอหลังการเล่นด้วย ไม่ใช่เอาแต่โปะยางสน ถูตะพึดตะพือจนฝุ่นขาววอก แต่ไม่เคยคิดถึงการเช็ดถูคันชัก สายซอ และส่วนอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เช่น คันทวนด้านติดกับกระบอก หนังซอด้านบนที่ติดกับบริเวณสี อย่าลืมว่า อากาศบ้านเรานั้นร้อนมาก แค่คนก็เหงื่อออกจะแย่อยู่แล้ว นี่ซอโดนทั้งความร้อน ความชื้น ไหนจะฝุ่นยางสนอีก โธ่ ซอก็มีหัวใจนะครับ



สุดท้ายนี้ ถ้าไม่ยึดติดกับความรักชาติบ้านเมืองจนเกินไป เรื่องยางสนเมดอินไทยแลนด์นั้น ไม่สนับสนุนให้ใช้กันพร่ำเพรื่อ ถึงจะมีราคาถูกและใช้ได้ง่ายๆ แต่ก็เป็นยางสนคุณภาพต่ำมาก และยังมองไม่เห็นว่าผู้ผลิตรายใดจะใส่ใจค้นคว้าพัฒนาให้ยางสนไทยมีคุณภาพมาตรฐานขึ้นมา
ถ้ารักซอจริง นอกจากจะต้องใส่ใจในการเช็ดถูทำความสะอาดซออยู่บ่อยๆแล้ว ก็ขอชักชวนให้เสียดุลย์การค้ากันสักหน่อย ซื้อยางสนยุโรปเถอะครับ แพงกว่ากันเล็กน้อย แต่สุขภาพซอสบายขึ้นเยอะเลย


จากคุณ: หน่อง- [Tuesday, July 11, 2000# 17:27>
โดย: ณพ [11 เม.ย. 53 15:37] ( IP A:110.49.112.244 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   ส่วนคุณ clarinet สนใจจะลองทำยางสนด้วยตนเองลองไปชมขั้นตอนวิธีการหน่อยดีไหมครับ เห็นว่าน่าสนใจดี เอามาฝากกันครับ...

http://www.pantown.com/board.php?id=13220&area=4&name=board2&topic=67&action=view
โดย: ณพ [11 เม.ย. 53 15:40] ( IP A:110.49.112.244 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   อย่างนี้นี่เอง
ขอบคุณมากครับ ^-^
โดย: clarinet [11 เม.ย. 53 20:04] ( IP A:124.120.198.156 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   คำว่ายางสน ภาษาอังกฤษที่ถูกต้องคือ ROSIN นะครับ
ตอนนั้นที่พิมพ์ลงไทยคิดส์ ค่อนข้างรีบร้อน พิมพ์สดมิได้เช็คตัวสะกด นึกอะไรได้ก็จิ้มรัวแป้นพิมพ์ไปเลย แล้วกด enter ปรากฏว่ากลับมาอ่านอีกทีเจอตัวผิดเข้าไปเต็มๆ ต้องขออภัย หากจะถูกนำไปใช้อ้างอิงต่อ
โดย: หน่อง [27 พ.ค. 53 9:04] ( IP A:125.24.60.155 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
   เคยไปซื้อยางสนจากจีนมาใช้ค่ะ เขาทำใส่กล่องพลาสติกแบบมีฝาปิด ใช้ดีมาก แต่ราคาแพงกว่าไทยนะคะ
โดย: ปลา [18 พ.ย. 53 15:22] ( IP A:110.49.18.241 X: )
* ขณะนี้พี้นที่เต็ม ไม่สามารถโพสต์กระทู้เพิ่มได้ *

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน