สอนเพศศึกษาลูกวัยอนุบาล..หนูเกิดมาได้อย่างไร?
   ที่มา : บทความ เลี้ยงลูกถูกวิธี ชีวีเป็นสุข โดย ศาสตราจารย์แพทย์หญิง นงพงา ลิ้มสุวรรณ



การสอนเรื่องเพศให้กับลูก หรือการให้เพศศึกษากับลูกเป็นเรื่องที่พ่อแม่ทั่วไปมีความรู้น้อยมาก ว่าควรทำอย่างไรหรือควรจะทำหรือไม่

คนส่วนใหญ่จึงละเลยไม่ทำเสียเลย ปล่อยให้เด็กไปเรียนรู้เองอย่างถูกๆ ผิดๆ ซึ่งอาจเกิดผลที่ไม่ดีกับตัวเด็กเองได้มาก ทั้งจากความ

ไม่รู้และจากการรู้มาผิดๆ แล้วเกิดทัศนคติผิดๆ เกี่ยวกับเรื่องเพศ ฉะนั้นพ่อแม่จึงควรสอนลูกเรื่องเพศ


ก่อนอื่นพ่อแม่ต้องถามตัวเองก่อนที่จะสอนลูกว่า พ่อแม่เองมีทัศนคติหรือมีความคิดเกี่ยวกับเรื่องเพศอย่างไรบ้าง พ่อแม่เองที่มีความคิด

ว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องไม่ดี เป็นเรื่องน่าอดสู เป็นเรื่องน่าอาย หรือเป็นเรื่องสัปดน เป็นเรื่องไม่สุภาพที่จะพูดถึง หรือบางคนถึงกับคิดว่าเรื่อง

เพศเป็นเรื่องน่าขยะแขยงหรือสกปรก ถ้าคิดแบบนี้พ่อแม่ ไม่ควรสอนเอง เพราะจะทำให้เด็กมีทัศนคติที่ไม่ดีกับเรื่องเพศไปด้วย พ่อแม่ต้อง

เปลี่ยนทัศนคติให้ได้ก่อนว่า เรื่องเพศเป็นเรื่องธรรมชาติ ที่มนุษย์เกิดมามีสองเพศ ความต้องการทางเพศเป็นเรื่องธรรมดาเหมือนๆ กับที่

เราต้องการความรัก ต้องการความสุข พ่อแม่ควรมีความคิดว่าการมี เพศสัมพันธ์นั้นเป็นการแสดงออกซึ่งความรักระหว่างหญิงและชาย การ

ถ่ายทอดความคิดเรื่องเพศที่ถูกต้องนี้จะเป็นการป้องกันการมีเพศสัมพันธ์แบบไม่เลือกหรือป้องกันการมีพฤติกรรมสำส่อนทางเพศของลูก

ได้เป็นอย่างดี


การสอนเรื่องเพศให้กับลูก ควรเริ่มตั้งแต่ลูกยังเล็กๆ โดยสอดแทรกไปในชีวิตประจำวันที่พ่อแม่เลี้ยงดูเขา ดังนี้

การสอนลูกเรียนรู้เกี่ยวกับอวัยวะเพศ
ให้เริ่มสอนตั้งแต่ตอนเริ่มสอนลูกเรียกส่วนอื่นๆของร่างกาย โดยใช้ช่วงเวลาอาบน้ำให้ลูก ให้สอนเรียกชื่อของอวัยวะเพศเหมือนกับที่

เราสอนลูกว่า นี่เรียกว่า ตา หู ปาก จมูก ไม่ใช่เลี่ยงไปไม่เอ่ยถึงบริเวณนี้ ของร่างกายเลย ให้ใช้ชื่อที่เด็กเข้าใจ พ่อแม่เรียกเอง

(เพราะในสังคมไทยไม่มีชื่อที่เป็นทางการที่คนทั่วไปยอมใช้อย่างแพร่หลายเหมือนของต่างประเทศ) เช่น พ่อแม่อาจเรียกอวัยวะเพศชาย

ว่า จู๋ หรือ เจี๊ยว เพราะชื่อทางการจะเรียกยากกว่าสำหรับเด็ก คือชื่อ องคชาต อัญฑะ ส่วนอวัยวะเพศหญิงพ่อแม่อาจเรียกว่า ปิ๊ หรือ จิ๋ม

แต่ส่วนที่มีชื่อแล้วก็ควรเรียกให้ถูกต้อง เช่น ช่องคลอด แคมเล็ก แคมใหญ่ เป็นต้น และพ่อแม่ควรจะสอนให้ลูกดูแลทำความสะอาดอวัยวะ

เพศเหมือนกับทำความสะอาดส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ทำให้ลูกรู้ว่าอวัยวะเพศนั้นมีคุณค่า มีความสำคัญ รู้จักทำความสะอาดให้ดีเท่าเทียม

กับอวัยวะส่วนอื่นๆ ของร่างกาย

สอนโดยการเปิดให้ลูกถามคำถามตั้งแต่เด็ก
การให้ลูกถามคำถามเกี่ยวกับเรื่องเพศตั้งแต่เด็กจะทำให้เกิดการเรียนรู้ที่เป็นธรรมชาติมาก พ่อแม่ เป็นฝ่ายเริ่มต้นกระตุ้นให้เด็กอยาก

ถาม โดยให้คนพี่ช่วยแม่อาบน้ำน้อง แม่อาจเริ่มพูดถึงลูกสมัยที่ยังอยู่ในท้องของแม่ เช่น “ เมื่อตอนหนูอยู่ในท้องแม่ หนูดิ้นเก่งกว่าน้องนะ

น้องเค้านอนนิ่งกว่าไม่ค่อยดิ้นเลย “ เมื่อฟังแล้วเด็กจะสนใจอยากรู้ต่อไปเกี่ยวกับตัวเอง เด็กมักจะถามคำถามพื้นฐานเหล่านี้ คือ

หนูมาจากไหน?, หนูเข้าไปอยู่ในท้องแม่ได้อย่างไร?, หนูออกมาจากท้องแม่ทางไหน?

คำถาม “ หนูมาจากไหน “ ให้ตอบว่า “ หนูมาจากในท้องแม่เอง โตในท้องแม่ จนตัวโตแข็งแรงแล้วถึงมาโตข้างนอกไงคะ “

แล้วถ้าลูกต้องการรู้ต่อว่าออกจากท้องแม่ได้อย่างไรให้ตอบว่า
“ พอหนูตัวโตแม่ก็คลอดหนูออกมาโดยหมอเค้าช่วย “ ถ้าลูกถามต่อว่าคลอดออกมาทางไหน ให้ ตอบว่า “ แม่ทุกคนจะมีช่องคลอดเป็นช่องทางพิเศษให้ลูกออกมาซึ่งอยู่ใกล้ๆ ช่องปัสสาวะและทวารหนัก แต่ไม่ปะปนกันไม่เลอะเถอะ “

ถ้าเด็กเกิดอยากรู้ต่อและขอดูช่องนั้นหน่อย ให้บอกลูกว่า “ ช่องนี้จะเปิดเฉพาะเวลาเด็กออกเท่านั้น เวลานี้จะปิดแล้วมองไม่เห็น “
ส่วนคำถาม “ หนูเข้าไปอยู่ในนั้นได้ยังไง “ ให้ตอบง่ายๆ ที่เด็กเข้าใจได้ “ หนูอยู่ในตัวแม่อยู่แล้ว โดยเป็นไข่เล็กๆ แต่จะไม่โตเป็นเด็กจนกว่าไข่จะได้ตัวอสุจิจากพ่อมาผสม ไข่จะเริ่มโตเป็นเด็ก ฉะนั้นเด็กทุกคนจึงต้องมีพ่อด้วย “ ถ้าเด็กยังเล็กมักต้องการรู้แค่นี้

ถ้าเด็กโตขึ้นอีกเขาอาจอยากรู้มากขึ้น เช่น อาจถามว่า “ แล้วตัวอสุจิของพ่อไปผสมกับไข่ของแม่ ได้อย่างไร? “ ให้พ่อแม่ตอบว่า “ ผู้ชายและผู้หญิงที่รักกันเหมือนกับพ่อและแม่จะอยากอยู่ใกล้ชิดกัน จึงกอดกัน ใกล้ชิดกันเพื่อให้อวัยวะเพศของทั้งสองคนสอดรับกัน (อาจทำมือประกอบ) แล้วตัวอสุจิจากพ่อจะเข้าไปในตัวแม่ไปผสมกับไข่ ซึ่งการแสดงความรักแบบใกล้ชิดแบบนี้เขาเรียกว่า เพศสัมพันธ์ “

เด็กที่ฉลาดบางคนอาจถามต่ออีกว่า “ หนูขอดูได้ไหมว่าทำยังไง “ ซึ่งพ่อแม่อาจจะตกใจ พ่อแม่ไม่ ต้องตกใจ เพราะเด็กเ
โดย: [0 3] ( IP )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   ป็นคนอยากรู้อยากเห็นเป็นสิ่งที่ดี เขาใฝ่รู้ และเป็นการดีที่เขากล้าถามไม่มีความทะลึ่งหรือหยาบโลนอะไรทั้งสิ้น พ่อแม่ควรตอบว่า “ การแสดงความรัก เช่น การกอดจูบยังถือเป็นเรื่องที่ ต้องทำในที่ส่วนตัว หนูจึงไม่ค่อยเห็นพ่อแม่กอดจูบกันตามที่นอกบ้าน ส่วนเพศสัมพันธ์ยิ่งเป็นการแสดงความรักที่ใกล้ชิดพิเศษที่ไม่ต้องการให้ใครเห็นเลย แม่แต่หนูก็ไม่ต้องการให้เห็น “


ถ้าเด็กโตแล้วไม่ถามคำถามเอง
เมื่อไม่ได้สอนลูกตั้งแต่ยังเล็กลูกจะไม่ถาม ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเขาไม่สนใจเรื่องเพศ แต่เขาจะไปพยายามเรียนรู้ด้วยวิธีอื่นๆ เช่น

จากเพื่อน จากหนังสือลามก จากภาพยนตร์ แล้วอาจเข้าใจผิดได้ มาก ในกรณีนี้พ่อแม่ต้องกระตุ้นให้ถามคำถามเรื่องพวกนี้ในการพูดคุย

กัน ในชีวิตประจำวัน เช่น เวลาทานอาหารด้วยกัน ให้เด็กรู้ว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องที่พูดคุยกันได้ ไม่ใช่เรื่องน่าเกลียดแต่เป็นเรื่องที่ต้องรู้

เป็นเรื่องธรรมชาติ


เมื่อลูกเป็นวัยรุ่น ปัจจุบันทางโรงเรียนส่วนใหญ่จะสอนเด็กทางด้านกายภาพที่แตกต่างกันของผู้หญิงและผู้ชายให้แล้ว ลูกวัยรุ่นจะรู้ว่า

ระบบสืบพันธุ์ของผู้หญิงและของผู้ชายประกอบไปด้วยอะไรบ้าง อวัยวะเพศหญิงและเพศชายแตกต่างกันอย่างไร แต่มักไม่ค่อยสอนว่า

หญิงหรือชายมีความแตกต่างกันอย่างไรเกี่ยวกับความต้องการหรือความคาดหวังที่จะได้จากเพศตรงข้าม จึงทำให้ไม่เข้าใจกันมาก

ความเป็นจริงในความแตกต่างของทั้งสองเพศคือ โดยทั่วไปแล้วผู้หญิงต้องการความรักความสนใจจากเพศชายมากกว่ามีความต้องการ

ทางเพศโดยตรง ผู้หญิงต้องการความใกล้ชิดอบอุ่นรักใคร่ ซึ่งฝ่ายชายอาจเข้าใจว่าผู้หญิงต้องการเพศสัมพันธ์เหมือนกับตน ซึ่งฝ่ายชาย

มีแรงผลักดันทางเพศมากอยู่แล้วจึงอาจนำพาไปสู่เพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร เพราะยังไม่สามารถรับผิดชอบต่อเพศสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นได้

หรือไม่ได้มีการป้องกันผลเสียต่างๆ ที่จะตามมาจากการมีเพศสัมพันธ์ เช่น การติดโรคเอดส์ การมีท้องโดยยังไม่ได้แต่งงาน

ลูกจึงควรรู้ว่าเป็นการไม่เหมาะสมที่จะอยู่กันตามละพังสองต่อสองในที่ลับตาคนอื่นๆ เพราะอาจเสียการควบคุมตัวเองได้ง่าย

วัยรุ่นควรจะรู้ว่ามีทางออกเรื่องความต้องการทางเพศของตน เช่น ทำกิจกรรม เล่นกีฬา หรือแม้ แต่การสำเร็จความใคร่เป็นครั้งคราวนั้นเป็นเรื่องปกติที่ทำได้ ถ้าไม่หมกหมุ่น หรือทำมากจนเกินไป
โดย: เจ้าบ้าน [7 มิ.ย. 53 11:28] ( IP A:124.122.172.136 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   เปิดตำรา"เพศ"สอนเด็กตามวัย

สอนเรื่องเพศศึกษาให้กับเด็กมีหลากหลายมุมมอง บางคนมีมุมมองว่าถ้าจะสอนเรื่องเพศก็ควรสอนอย่างเปิดกว้าง ให้เด็กเรียนรู้วิธีมี
เพศสัมพันธ์อย่างถูกต้อง สอนให้เด็กรู้จักและคุ้นเคยกับถุงยางอนามัยตั้งแต่เล็ก เพื่อโตขึ้นจะได้ตระหนักและรู้จักป้องกันตนเองเวลา
จะมีเพศสัมพันธ์ บ้างก็ว่าไม่ควรสอนเดี๋ยวจะชี้โพรงให้กระรอก โตขึ้นเด็กก็จะเรียนรู้ไปเอง

นายสรรพสิทธิ์ คุมพ์ประพันธ์ ผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก แสดงความเห็นว่าเด็กเล็กๆ ซึ่งฮอร์โมนเพศและอารมณ์ทางเพศ
ยังไม่ทำงานจะยังไม่เข้าใจเรื่องเพศ การสอนให้เด็กรู้จักเรื่องเพศสัมพันธ์อาจทำให้เด็กรู้สึกไม่ดี ถ้าจะต้องเรียนรู้ถึงการสอดใส่อวัยวะเพศ
แม้จะสอนให้เด็กรู้จักป้องกันตั้งแต่เล็ก เด็กยังไม่เข้าใจ สอนไปก็จำไม่ได้

สิ่งที่สอนเด็กควรสอนให้รู้จักพัฒนาการทางเพศที่ถูกต้องและเหมาะสม การสอนเรื่องเพศให้กับเด็กในแต่ละวัยมีความแตกต่างกัน พ่อแม่
หรือผู้ใหญ่ต้องเข้าใจพัฒนาการของแต่ละวัยเป็นข้อมูลเบื้องต้น

เช่น ในเด็กวัย 2-6 ขวบหรือเด็กอนุบาล วิธีการสอนเป็นในลักษณะของการใช้ชีวิตประจำวัน เด็กจะเริ่มรับรู้ว่าตนเป็นเพศหญิงหรือ
เพศชายเมื่ออายุประมาณ 3 ขวบ และเด็กจะต้องเริ่มเรียนรู้ว่าผู้หญิงและผู้ชายจะแต่งกายต่างกันอย่างไร สำหรับเรื่องเพศ เด็กจะจำ
ในสิ่งที่เด็กจะจำได้ คิดได้ในระดับวุฒิภาวะของเขา ซึ่งอาจเป็นสิ่งดีๆ หรือเป็นสิ่งที่ไม่ดีมากๆ สำหรับเด็กขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม
ถ้าพ่อแม่หรือบุคคลแวดล้อมของเด็กมีพฤติกรรมทางเพศที่ดีและเหมาะสมเด็กก็จะ มีความจำแบบนี้อยู่ และถ้าเด็กพบพฤติกรรมที่ไม่
เหมาะสมเด็กก็จะมีความจำแบบนั้นเช่นกัน กรณีที่จะมีผลกระทบทางลบต่อเด็ก เช่น ถ้ามีการทุบตีทำร้ายร่างกายก่อนการมีเพศสัมพันธ์
เด็กก็จะจำได้เพราะกระทบกระเทือนอารมณ์ ในขณะที่การดำเนินชีวิตเหมือนคนปกติเด็กจะจำไม่ได้ แต่ถ้าเด็กพบเห็นบรรยากาศใน
ทางบวก มีความรัก ความอบอุ่น มีความสุขในบ้านเด็กก็จะจำได้

การเรียนรู้เรื่องเพศของเด็กในวัย 4-6 ขวบ ที่สอดคล้องกับพัฒนาการตามวัยยังไม่ต้องสอนเรื่องเพศสัมพันธ์ เพราะว่าเด็กยังไม่มีฮอร์โมน
เพศ หรือไม่มีโอกาสที่จะไปเชื่อมโยงกับอารมณ์เพศได้ แต่เรื่องบทบาททางเพศจะต้องสอน คือกฎเกณฑ์ทางสังคมในเรื่องเพศ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งขอบเขตทางร่างกาย

ปัญหาหนึ่งที่มักปฏิบัติกันในบางครอบครัวที่มีการศึกษาก็คือการแก้ผ้าอาบน้ำ ร่วมกับลูก โดยอ้างว่าเป็นการสอนเพศศึกษาให้ลูก
ซึ่งเป็นจุดอันตรายที่ใหญ่หลวงที่สุด เพราะจะทำให้เด็กไม่สามารถเข้าใจความเป็นส่วนตัวทางด้านร่างกายที่เหมาะสม และจะเป็น
จุดอ่อนที่จะทำให้เด็กถูกล่วงเกินทางเพศได้ง่าย เพราะเมื่อไม่อาจกำหนดขอบเขตทางกายระหว่างตนเองกับผู้อื่นอย่างเหมาะสมก็
หมายถึงว่าทุกคนสามารถเข้ามาถึงตัวเขาได้ สามารถเห็นหรือสัมผัสบริเวณที่ที่เป็นของส่วนตัวโดยไม่มีอะไรมาสกัดกั้น เขาจะไม่รู้ว่า
ร่างกายโดยเฉพาะบริเวณอวัยวะเพศไม่ควรจะเปิดเผยให้ผู้อื่น เข้ามาเกี่ยวข้องแตะต้องได้ตามใจชอบ

หากพ่อแม่ยังช่วยเหลือเด็กให้อาบน้ำอยู่ ต้องสอนให้เด็กดูแลตัวเอง ถ้าเป็นบริเวณพื้นที่ส่วนตัวต้องแนะนำวิธีทำความสะอาดให้ลูก
กระทำด้วยตนเอง ในวัยอนุบาลต้องสอนให้เด็กเข้าใจว่าร่างกายบริเวณที่เป็นของส่วนตัวเป็น เรื่องสำคัญ บุคคลที่ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง
จะมาสัมผัสไม่ได้

ปัญหา อีกเรื่องที่พบในเด็กวัยนี้คือเด็กอาจจะมีลักษณะของการทำอัตกาม (masturbation) ซึ่งเป็นการค้นพบด้วยตัวเองโดยบังเอิญ
เพราะเด็กวัยนี้เป็นวัยที่อยากรู้อยากเห็น โดยเฉพาะกับร่างกายตัวเอง บางโอกาสที่เขานอนอยู่บางท่า มีการสัมผัสอวัยวะเพศ แล้วรู้สึก
แปลกๆ แต่ไม่ใช่ความพอใจในเรื่องเพศโดยตรง เป็นระบบประสาทสำหรับรองรับการมีอารมณ์ทางเพศ หรือมีกิจกรรมทางเพศเมื่อฮอร์โมน
เพศทำงาน

ฉะนั้นเด็กจะมีความรู้สึกคล้ายกับถูกกระตุ้นเร่งเร้าทางเพศ อาจมีความรู้สึกแปลกๆ หรือรู้สึกสนุกผ่อนคลาย มีความพอใจแล้วกระทำเป็น
ประจำ เช่น เด็กผู้หญิงบางคนนอนหนีบหมอนถูไปถูมา หรือเด็กอาจจะนอนแล้วกดอวัยวะเพศกับพื้นไปกระตุ้นบริเวณส่วนที่เป็นระบบ
ประสาทสำหรับรองรับกิจกรรมทางเพศในอนาคตในเวลาที่มีฮอร์โมนเพศ

การที่เขาติดการนอนถูอวัยวะเพศกับพื้นหรือเอาขาหนีบหมอนไม่ใช่เรื่องผิดปกติ ทางเพศ เพียงแต่ว่าเขาไปพบประสบการณ์แปลกๆ
ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งแก้ไขได้โดยใช้วิธีเปลี่ยนความสนใจของเด็กให้เปลี่ยนท่านอน ไม่ใช่ตำหนิ ว่ากล่าวหรือลงโทษเด็ก เพราะเป็น
การแก้ไขปัญหาที่ไม่ถูกต้องและอาจทำให้เด็กยังข้องใจ สงสัยมากขึ้นว่ามีอะไรไม่ดีตรงไหน อาจทำให้เด็กมองเรื่องเพศเป็นเรื่องเลวร้าย
หรือมีภาพพจน์ในทางลบกับเรื่องเพศ หรือกับอวัยวะเพศ ซึ่งอาจมีผลทำให้เด็กมีปัญหาเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่

ด้าน พ.ญ.พรรณพิมล หล่อตระกูล ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล และกรรมการมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก กล่าวว่า
การสอนเรื่องเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยไม่ใช่การสอนแบบโดดๆ ควรมีมิติการเรียนรู้เรื่องเพศที่เชื่อมโยงเกี่ยวพันกัน ให้เด็กมีทัศนคติ
เรื่องเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยเมื่อถึงวัย สามารถปลูกฝังจากความเข้าใจเรื่องเพศของตน คุณค่าในตนเอง การสร้างความสัมพันธ์กับ
เพื่อนเพศเดียวกันและต่างเพศ รวมทั้งเพศสัมพันธ์ที่รับผิดชอบ หากการปลูกฝังทัศนคติเป็นไปอย่างเชื่อมโยงและต่อเนื่องเรื่อง
เพศสัมพันธ์ที่ ปลอดภัยจะเกิดขึ้น

ถ้า พ่อแม่ผู้ใหญ่เข้าใจว่าเรื่องทางเพศเป็นเรื่องที่ไม่น่าเข้าไปเกี่ยวข้องจะ ทำให้เด็กไม่มีโอกาสเรียนรู้เรื่องเพศ และไม่สามารถเข้าใจ
ว่าสาเหตุของการมีอารมณ์เพศมาจากไหนอย่างไร การไม่มีความรู้ในเรื่องนี้อาจทำให้เด็กมีปัญหาในเรื่องเพศ และอาจจะเก็บกดทางเพศ
เมื่อไปอยู่ในสังคมที่บีบบังคับให้สำรวมตนในเรื่องเพศ

ที่มา http://childmedia.net/node/191 สื่อสร้างสุขภาวะเยาวชน (สสย.)
โดย: เจ้าบ้าน [7 มิ.ย. 53 11:29] ( IP A:124.122.172.136 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   ผมเป็นวัยรุ่นชาวไทยเชื้อสายจีนคนหนึ่งที่สนใจการเรียนรู้เรื่องเพศศึกษาเพราะพ่อ-แม่ชาวไทยเชื้อสายจีนเห็นความสำคัญของการสอนเพศศึกษาที่ช่วยให้อาตี๋-อาหมวยมีความรู้เรื่องเพศศึกษาและปลอดภัยจากการตั้งครรภ์ไม่พร้อมและการติดโรค ครับ
โดย: ศิษย์เจ้าแม่กวนอิม [14 ส.ค. 55 13:46] ( IP A:118.173.68.214 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   

พ่อเอากับแม่ ทำให้ อสุจิ กับ ไข่ มาเจอกัน จึงทำให้เราเกิดมา

 

โดย: 098435921 [18 ส.ค. 57 15:50] ( IP A:49.230.106.127 X: )
คลิก เพื่อเปลี่ยนกลับไปแสดงความคิดเห็นแบบเดิม

ชื่อไฟล์รูปห้ามมีอักขระพิเศษ เช่น (#),(<),(>),(&) เป็นต้นค่ะ
ชื่อ / e-mail :    แทรกไอคอนน่ารักๆในข้อความ
e-mail :
ส่งอีเมลทุกครั้งที่มีการตอบกระทู้       (ใส่ Email เมื่อต้องการให้ส่ง Email เมื่อมีคนมาโพสในกระทู้)

พิมพ์เพื่อยืนยันตัวตนว่าไม่ใช่ คอมพิวเตอร์


คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน