หลักการใช้ยาและสารเคมีในการรักษาโรคปลา
   หลักการใช้ยาและสารเคมีในการรักษาโรคปลา (ตอนที่ 1)
สวัสดีครับเพื่อนๆชาวไทยครอสบรีดทุกๆคน มาพบกับ RoF ครั้งที่เท่าไรแล้วก็ไม่ทราบนะครับ แต่รู้สึกว่าจะเขียนบทความเกี่ยวกับโรคต่างๆไปหลายโรคเหมือนกัน และค่อนข้างครอบคลุมกับโรคที่มักเกิดกับปลาหมอครอสบรีดของเรา แต่ปัญหาที่ผมเจอบ่อยๆ เกี่ยวกับการรักษาโรคปลาต่างๆ คือ ผู้เลี้ยงยังไม่กล้าตัดสินใจ หรือว่า ตัดสินใจเลือกวิธีการักษาโรคปลาผิดทาง ดังจะเห็นได้ว่า โรคปลาแต่ละโรคนั้น มีวิธีการรักษาให้เราเลือกมากมาย เช่น ชนิดของยา ปริมาณของยา วิธีการให้ยา ระยะเวลาการให้ยา ฯลฯ ซึ่งผมก็มักจะบอกเสมอๆว่า การจะเลือกใช้วิธีอะไรนั้น สถานการณ์ ประสบการณ์และความรู้ที่ถูกต้อง จะเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจของเราครับ ดังนั้นในเล่มนี้ เราลองมาดูถึงหลักการกว้างๆ ในการตัดสินใจใช้วิธีการรักษาโรคปลากันนะครับ สิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆทุกคนครับ
ข้อมูลเบื้องต้นที่สำคัญ
ในการที่เราจะตัดสินใจเลือกใช้วิธีการใดๆ หรือตัวยาใดๆในการรักษาปลานั้น สิ่งที่ต้องทำอย่างแรก คือการรวบรวมข้อมูลต่างๆให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังนี้
- ชนิด สายพันธุ์
ปลาแต่ละชนิด แต่ละสายพันธุ์ ก็มีลักษณะนิสัยใจคอ ความทนทานต่อโรคและสภาพแวดล้อมต่างๆกันครับ เช่นปลาเทกซัสแดง ค่อนข้างกินอาหารยาก กินน้อยกว่าปลาสายพันธุ์อื่น ปลาฟลาเวอร์ฮอร์น กินเก่งและมักมีปัญหาเรื่องโรคขี้ขาวเป็นประจำ เป็นต้น
- อายุ ขนาดของปลา
ปลาที่มีอายุต่างกัน และขนาดต่างกัน ก็มีความแข็งแรง ทนทานต่างกันเช่นเดียวกัน ถึงแม้จะเป็นปลาครอกเดียวกันก็ตาม และการบอกขนาดปลา ก็ควรบอกอายุปลาด้วยครับ เพราะว่า ขนาดของปลา ไม่จำเป็นต้องสัมพันธ์กับอายุเสมอไป ปลาบางตัวโตช้า อายุมากแต่ยังมีขนาดเล็กกว่าปลาอายุน้อยก็มี ซึ่งขนาดของปลาก็จะบ่งบอกว่าเราจะใช้วิธีการรักษาวิธีใด เช่น ปลาตัวเล็กเกินไป อาจใช้วิธีป้อนยา หรือ ฉีดยาไม่ได้ ปลาตัวโตเกินไป อาจแยกมาแช่ยาไม่สะดวกนัก เป็นต้น
- ข้อมูลของคุณภาพน้ำ
เช่น อุณหภูมิในรอบวัน pH ไนไตรท์ สีน้ำ ความเค็ม เป็นต้น ล้วนแล้วแต่ส่งผลต่อปลาและการรักษาปลาป่วยทั้งสิ้นครับ
- ระบบกรอง
ระบบกรองเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับการเลี้ยงปลาทุกชนิด เปรียบเสมือนที่บำบัดของเสียต่างๆที่เกิดขึ้นจากการเลี้ยง ทำให้น้ำมีคุณสมบัติเหมาะสมในการดำรงชีวิตอยู่เสมอให้นานที่สุด เท่าที่ระบบเราจะรองรับได้ ดังนั้นมันจะเป็นตัวบอกเราคร่าวๆถึงคุณภาพน้ำ และสาเหตุการป่วยของปลาได้ในระดับหนึ่ง อีกทั้งยังบอกว่าเราควรใช้วิธีการรักษาแบบใดด้วยครับ
- การใช้ยาและสารเคมีอื่นๆ
เป็นข้อมูลสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ขาดไม่ได้ ในระหว่างการเลี้ยงปลาของเรา เราได้ทำการใส่ยาและสารเคมีอะไรลงไปบ้าง เนื่องจากมันจะส่งผลไปถึงคุณภาพน้ำ และ สุขภาพปลาโดยตรง ปลาหลายชนิดแพ้สารเคมีบางตัวอย่างรุนแรง การให้ยาผิดจะยิ่งส่งผลร้ายกับปลาของเรา อีกทั้งยังเป็นข้อมูลเบื้องต้น ในการตัดสินใจทำการรักษาด้วยวิธีอื่นๆต่อไปครับ
- เทคนิควิธีการเลี้ยง
วิธีการเลี้ยงปลาของแต่ละคน ก็มีแปลกๆแตกต่างกันออกไปครับ ไม่เหมือนกันสักคน เช่น จำนวนปลา ขนาดตู้ การเปลี่ยนถ่ายน้ำ การล้างตู้ปลา ทำความสะอาดระบบกรอง การจัดแต่งตู้ด้วยหินหรือวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ก็ล้วนแล้วแต่มีผลต่อปลาของเราเช่นกันและใช้เป็นข้อมูลในการสรุปหาสาเหตุการป่วยได้ด้วยครับ
- อาหาร และวิธีการให้อาหาร
อาหารปลาหมอนั้น มีมากมายหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นอาหารสดชนิดต่างๆมากมาย กุ้งฝอยทำให้ปลาสีสวย หนอนนกทำให้ปลาโตเร็ว หัวโหนก หนอนแดง ไส้เดือนน้ำ ไรทะเล สำหรับลูกปลาเล็กๆ ฯลฯ อาหารสำเร็จรูปยี่ห้อต่างๆ เร่งสี เร่งมุก เร่งโต เร่งโหนก เร่งการวางไข่ฯลฯ อาหารคือสิ่งที่ปลากินเข้าไปในร่างกายทุกวันๆ ดังนั้น จึงเป็นสาเหตุหลักที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของการเจ็บป่วย โดยเฉพาะอาหารสดชนิดต่างๆ ถ้าไม่มีความสดสะอาดเพียงพอ ก็มักมีการปนเปื้อนของเชื้อโรคและเป็นพาหะของโรคต่างๆมากมาย ทั้งปรสิตและแบคทีเรีย นักเลี้ยงปลาหมอส่วนใหญ่มักให้ปลากินอาหารสด เพราะเชื่อว่า จะทำให้ปลาสีสวย โตเร็ว แข็งแรงสมบูรณ์ แต่ถ้าลืมเรื่องความสะอาด หรือไม่สามารถรับมือกับปัญหาเรื่องโรคที่จะเกิดตามมาได้อย่างถูกวิธีและทันการ ปลาของเราก็มักจะป่วย และตายก่อนที่จะแสดงความสวยงามออกมาให้เราได้เห็น เรียกได้ว่าไม่คุ้มค่ากันเลยครับ ดังนั้นการใช้อาหารสด เราก็ต้องแน่ใจในเรื่องความสดสะอาด การล้างทำความสะอาดด้วยน้ำเปล่าหลายๆรอบ หรือด้วยสารเคมีบางอย่าง เช่น ด่างทับทิม หรือ อคริฟลาวิน ก็ช่วยได้เยอะครับ และแน่ใจว่า ถ้าเกิดปัญหาเรื่องโรค และความผิดปกติต่างๆเกิดขึ้นกับปลาของเรา เรารับมือได้อย่างถูกวิธีครับ ส่วนวิธีการให้อาหารก็เช่นกัน ต่างคนก็ต่างวิธี บางคนให้เมื่อปลาหิว บางคนให้เป็นมื้อๆแล้วแต่เราสะดวก บางคนให้เหลือเฟือมากมาย สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อปลาเราทั้งสิ้นครับ
- แหล่งที่มาของน้ำ
ปลาอาศัยอยู่ในน้ำตลอดเวลา สั
โดย: [0 3] ( IP )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   มผัสกับน้ำอยู่ทุกวินาที น้ำจึงส่งผลต่อสุขภาพปลาเหนื่อสิ่งอื่นใด น้ำที่เรานำมาเลี้ยงปลานั้น มีแหล่งที่มามากมาย ส่วนใหญ่จะเป็นน้ำประปา หรือน้ำบาดาล คงไม่มีใครใช้น้ำฝนกันนะครับหรือมีก็คงน้อยมากๆ และไม่ควรใช้ด้วยเนื่องจากน้ำที่ผ่านชั้นบรรยากาศลงมาจะพาเอาเชื้อโรค ฝุ่นละออง สารพิษต่างๆลงมามากมายโดยเฉพาะในเมืองหลวงของเราครับ น้ำประปา ถือเป็นน้ำยอดนิยมในการเลี้ยงปลา น้ำประปามีคลอรีนค่อนข้างสูง จนถึงสูงมากโดยเฉพาะในฤดูร้อน คลอรีนเป็นอันตรายต่อปลาโดยไปกัดทำลายเนื้อเยื่ออ่อนต่างๆของปลาโดยเฉพาะเหงือก ทำให้การแลกเปลี่ยนก๊าซเกิดขึ้นได้น้อยมากและตายในที่สุด อีกทั้งยังทำลายเมือกผิวหนัง ดวงตาของปลาอีกด้วย บางคนใช้น้ำประปาแล้วปลามีอาการหอบ เปื่อย ตาขุ่น กลับไปคิดว่าปลาเป็นโรคตัวป่วย ไปซื้อยามาเห็นข้างขวดบอกรักษาอาการเปื่อย ก็ใส่ยาลงไป ปรากฏว่าปลาตาย แบบนี้พบเห็นได้บ่อยครับ เนื่องจากวิเคราะห์หาสาเหตุไม่ถูกต้องนั่นเอง น้ำประปาจะปลอดภัยเมื่อเราพักไว้ 12 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย ด้วยการให้อากาศแรงๆ หรือรันระบบกรองทิ้งไว้ก็ได้ครับให้เกิดการไหลเวียน หรือวิธีที่สะดวกที่สุด คือการกรองผ่านกรองคาร์บอนที่มีประสิทธิภาพ จะสามารถนำน้ำไปเลี้ยงปลาได้ทันทีครับ ส่วนการใช้ยาลดคลอรีนยี่ห้อต่างๆ เก็บไว้ในกรณีสุดท้ายละกันครับ เพราะยาดังกล่าว มีส่วนผสมของ โซเดียมไทโอซัลเฟต ซึ่งจะแตกตัวรวมกับ คลอไรด์ แล้วได้เกลือโซเดียมคลอไรด์และสารประกอบซัลเฟต ส่งผลให้น้ำมีความเค็มเพิ่มขึ้น และสารประกอบซัลเฟตยังส่งผลเสียต่อปลาในระยะยาวครับ ถ้ามีการสะสมก็ยิ่งอันตราย ส่วนน้ำบาดาลนั้นมีความกระด้างสูง ออกซิเจนต่ำ แต่น้ำที่มีความกระด้างก็เหมาะสมกับปลาหมอครอสบรีดของเราครับ แต่ถ้าอยากลดความกระด้าง ก็ให้พักน้ำไว้นานๆก็จะช่วยได้ครับสำหรับนำไปเลี้ยงปลาชนิดอื่นๆ
- สภาพแวดล้อมอื่นๆ
เช่น การตั้งวางตู้ อุณหภูมิโดยรอบ เสียง แสง ฝุ่นละออง สารเคมีที่อาจปนเปื้อน ฯลฯ เป็นต้น ล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบต่อปลาทั้งสิ้น และสามารถนำมาใช้เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์หาสาเหตุของการเจ็บป่วยได้เช่นกันครับ
สิ่งเหล่านี้เอง เป็นสิ่งสำคัญในการเริ่มต้นรักษาที่ถูกต้อง ไม่ทำให้เราหลงทางไปกับข้อมูลที่ไม่เพียงพอ เพราะอาการป่วยหรือผิดปกติของปลาแสดงออกได้เหมือนกัน แต่จากสาเหตุต่างๆกันได้หลายๆสาเหตุครับ เมื่อเราได้ข้อมูลดังกล่าวมาแล้ว เราจึงนำข้อมูลเหล่านี้ ไปวิเคราะห์เพื่อหาข้อสรุปของสาเหตุที่แท้จริงต่อไป
หลักการเลือกใช้ยาและสารเคมีต่างๆให้ได้ผลสูงสุด
1. เลือกวิธีการใช้ยาให้เหมาะสมกับความรุนแรงของโรค และสภาพการเลี้ยง
ในแง่ความรุนแรงของโรคนั้น ความรุนแรงของโรค ขึ้นกับ จำนวนเชื้อ จำนวนแผล และระยะเวลาที่ปลาเราป่วย ยิ่งมีมากเท่าใด ก็หมายความว่า ปลาเราเจ็บป่วยรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น การใช้ยาก็จำเป็นต้องใช้ที่ความเข้มข้นสูงกว่าปกติ หรือใช้ยาตัวที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ระยะเวลารักษานานขึ้น ส่วนในการเลี้ยงปลานั้น เรามีวิธีการเลี้ยง มีตู้ มีอุปกรณ์ มีระบบกรองต่างๆมากมาย สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เราต้องนำมาพิจารณาในข้อนี้ด้วยครับ เช่น ตู้เรามีระบบกรองข้างขนาดใหญ่ substrate แน่นๆ เราก็ควรปิดระบบกรองดังกล่าวก่อน ลดน้ำลง และหันมาใช้กรองฟองน้ำ ก่อนการแช่ยา เพื่อป้องกันการสูญเสียตัวยาไปกับระบบกรอง ถ้ามีการติดตั้ง UV หรือ คาร์บอน ก็ปิดและเอาออกด้วยเป็นต้น
2. เลือกความเข้มข้นของยา และระยะเวลาการใช้ยาให้เหมาะสมกับลักษณะการติดเชื้อ
ในการติดเชื้อนั้น มีหลายลักษณะดังที่จะกล่าวต่อไปครับ ส่วนระยะเวลาการแช่ยานั้น นอกจากจะคำนึงถึงลักษณะการติดเชื้อแล้ว เรายังควรคำนึงถึงความสะดวก ความยากง่ายในการปฏิบัติการรักษาของเราเองด้วยครับ เช่น เราเลี้ยงปลาตัวเดียว ขนาดใหญ่ไว้ในตู้ เราก็ควรเลือกวิธีการแช่ยาในตู้ใบนั้นเลยโดยการแช่ตลอดเปลี่ยนน้ำและยาจนกว่าจะหาย แต่ถ้าเรามีตู้ใหญ่ๆ เลี้ยงปลารวมกันหลายๆตัว และปลาตัวหนึ่งเกิดป่วยขึ้นมา ถ้าเรามีตู้พยาบาล ใบเล็กเราก็อาจแยกมารักษาในตู้ดังกล่าว แต่ถ้าเราไม่มี มีแต่ถังน้ำใบหนึ่ง เราก็อาจใช้วิธีการแช่ระยะสั้น แต่แช่ด้วยความเข้มข้นสูงๆ ทุกวันวันละครั้งจนกว่าปลาจะหาย เป็นต้น โดยทั้งนี้และทั้งนั้น จะใช้วิธีการใด ก็ขึ้นกับความเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เราเจออยู่ และความเป็นไปได้ในการปฏิบัติงานให้ได้ผลสูงสุดนะครับ
3. ในระหว่างการใช้ยา ควรจะให้ความระมัดระวังทั้งต่อผลข้างเคียงที่มีต่อปลาและระบบ
นิเวศน์ของตู้ปลา
เรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญครับ อย่าลืมว่ายา และสารเคมีต่างๆที่ใช้ในการรักษาโรคปลา ส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งแปลกปลอม ที่มีผลกระทบต่อปลาไม่มากก็น้อยครับ เราจึงต้องทำการศึกษาหาความเข้มข้นที่เหมาะสม ซึ่งหมายความว่าเป็นความเข้มข้นที่ดีที่สุด ที่ทำร้ายปลาน้อยที่สุด และทำลายเชื้อได้ดีที่สุด แต่อย่างไรก็ตาม ปลาเราก็จะต้องโดนทำร้ายจากยาและสารเคมีต่างๆอยู่ดีเช่นกันไม่มากก็น้อยครับ โดยเฉพาะสารเคมีอันตรายหลายๆอย่าง เช่น มาลาไคท์กรีน ฟอร์มาลีน คอปเปอร์ซัลเฟต ดิพเทอเร็กซ์ ฯลฯ ยิ่งต้องระวัง ส่วนยาปฏิชีวนะต่างๆ จะมีอันตรายน้อยกว่ามากครับ และนอกจากนั้น ระบบนิเวศน์ของตู้ปลา ซึ่งหมายถึง การเซตตัวของแบคทีเรียในระบบกรอง ตามชั้นหิน จะได้รับผลกระทบจากยาและสารเคมีของเราด้วยเช่นกันครับ เราทราบกันดีว่าไนตริฟลายอิงแบคทีเรียที่ช่วยในการย่อยสลายของเสียให้กับระบบของเรานั้น อาศัยอยู่บนสับสเตรทในระบบกรอง และตามพื้นผิวต่างๆในตู้ เช่น ชั้นกรวด บนหิน บนพืชน้ำ บนผนังตู้ฯลฯ แล้วแต่มันจะเกาะและเจริญเติบโตแบ่งเซลไปเรื่อยๆ ช่วยในการเปลี่ยนรูปของเสียที่เป็นอันตรายต่อปลา ไปอยู่ในรูปที่มีอันตรายน้อยลงมากๆ ยาปฏิชีวนะ และสารเคมีบางอย่างที่เราใช้ในการรักษาโรคจากแบคทีเรียนั้น ส่วนใหญ่เป็นยาที่ออกฤทธิ์ในวงกว้าง คือ นอกจากจะทำลายเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคปลาแล้ว มันยังทำลายแบคทีเรียที่มีประโยชน์ในระบบกรองของเราด้วยครับ ผลก็คือ ตู้ของเราขาดผู้ย่อยสลายของเสีย ทำให้น้ำเน่าเสียได้ง่ายมาก ปลาก็จะยิ่งป่วยและอ่อนแอลงไปอีกครับ สารเคมีหลายๆอย่างเปลี่ยนแปลงคุณภาพน้ำได้ เช่น ฟอร์มาลีนและยาที่มีส่วนผสมของฟอร์มาลีน ทำให้ออกซิเจนในน้ำลดต่ำลง ด่างทับทิม ทำให้ออกซิเจนในน้ำเพิ่มสูงขึ้น ยาหลายๆชนิดเปลี่ยนสี และความหนืดของน้ำ ทำให้น้ำมีสีต่างๆ และมีฟองเกิดขึ้น เป็นต้น
4. การตกค้างของยาในตัวปลาและสภาพแวดล้อม
ทุกวันนี้ สิ่งแวดล้อมนั้นเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องตะหนักถึงนะครับ ปลาทุกตัวมากมายหลากหลายชนิด เกิดขึ้นจากธรรมชาติทั้งนั้นครับ ถ้าเราทำลายมันลงไปแล้ว สิ่งสวยๆงามๆเหล่านี้คงเกิดขึ้นมาไม่ได้ ชีวิตเราอยู่ใกล้สิ่งแวดล้อมมากเสียจนมองข้ามมันไป ยาและสารเคมีทำร้ายตู้ปลาและปลาเราอย่างไร ก็ทำร้ายธรรมชาติได้ในลักษณะเดียวกัน จะทิ้งน้ำ หรือยา อะไรก็แล้วแต่ มองดูด้วยนะครับว่ามันไปลงที่ไหน และส่งผลเสียอะไรบ้างต่อสิ่งแวดล้อมรอบๆตัวเราครับ
5. อันตรายที่จะเกิดขึ้นกับสุขภาพของผู้ใช้
ยาและสารเคมีหลายๆชนิดนอกจากจะเป็นอันตรายต่อปลาแล้ว ยังส่งผลเสียต่อผู้ใช้อีกด้วยครับ ถ้าไม่ระมัดระวังในการใช้ เช่น ยาปฏิชีวนะนั้น ถ้าเราใช้ไม่ระมัดระวัง โดยการสัมผัสมันบ่อยๆ หรือสูดหายใจเข้าไปมากๆ ก็เท่ากับเราได้รับยานั้นๆโดยตรง นานๆเข้า อาการดื้อยาก็จะตามมาครับ ต่อไปเมื่อเราป่วยด้วยการติดเชื้อแบคทีเรีย เราก็จะไม่สามารถใช้ยาทั่วไปในการรักษาได้ ต้องใช้ยาที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นเรื่อยๆในการรักษา ซึ่งมักจะหายากและมีราคาแพง ถ้าเรารู้เท่าไม่ถึงการณ์ เมื่อป่วย และใช้ยาปฏิชีวนะปกติทั่วไป ซึ่งรักษาไม่หายเพราะเชื้อโรคในร่างกายของเราดื้อยาตัวนั้นไปแล้ว เราก็อาจมีอาการทรุดหนักอย่างรวดเร็ว และเสียชีวิตได้ เพราะยาที่ใช้นั้นไม่ได้ผล โดยที่เราไม่ทันตั้งตัว และหมอที่ทำการรักษาเราอาจไม่ทราบว่าเรามีประวัติการดื้อยามาก่อนด้วยครับ กว่าจะรู้ก็อาจสายเกินไปแล้ว หรือ สารเคมีบางอย่าง เช่น ฟอร์มาลีน ก็ออกฤทธิ์ทำลายระบบประสาทเมื่อสูดดมเข้าไป และทำลายเนื้อเยื้อเมื่อสัมผัส มาลาไคท์กรีน เป็นสารก่อมะเร็งขั้นรุนแรง เป็นต้นครับ
6. ความเป็นไปได้ที่จะหาซื้อยาดังกล่าว และราคาของยาที่เหมาะสมคุ้มค่ากับการรักษา
ในปัจจุบันนี้นั้น ข้อมูลต่างๆของยาปลาที่วางขายกันอยู่ในท้องตลาด ส่วนใหญ่จะไม่บอกรายละเอียดต่างๆของยาเอาไว้เลย ว่ามีส่วนประกอบอะไรบ้าง มีตัวยาออกฤทธิ์ชนิดไหน ปริมาณเท่าไร เป็นสารเคมี หรือ ยาปฏิชีวนะ อีกทั้งยังมักเขียนรายละเอียดและประสิทธิภาพเกินจริง ครอบจักรวาล หรือไม่ก็ผิดเพี้ยนไปเลย เพื่อประโยชน์ทางการตลาด ไม่บอกผลกระทบ รายละเอียด ข้อแม้ หรือข้อยกเว้นต่างๆ เอาให้ง่ายๆเข้าไว้ คนไทยชอบครับ ทำให้ผู้บริโภคได้รับผลกระทบจากการใช้ยาผิดประเภทอยู่เสมอ เนื่องจากปัญหาในแง่ทางกฎหมายและการควบคุมดูแลดังกล่าวยังไม่มีมารองรับ ดังนั้น เราต้องมีความระมัดระวังอย่างสูง และศึกษาหาข้อมูลให้ละเอียดก่อนการใช้ครับ นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าอีกด้วย เช่น ถ้าเราเลี้ยงในตู้เล็กเพียงไม่กี่ตู้ เราก็อาจใช้สารเคมีต่างๆในรูปสารละลายที่แบ่งใส่ขวดขาย หรือจะใช้ยาปฏิชีวนะชนิดแคปซูล ก็ยังพอไหวครับ ไม่เปลืองมาก แต่ถ้าเราเลี้ยงตู้ใหญ่ หลายๆตู้ หรือเลี้ยงในบ่อ ถ้าจะซื้อยาน้ำเป็นขวดๆมาใช้ ใส่ไปเท่าไรก็คงไม่ครบ dose ล่ะครับ กว่าจะครบก็หมดไปหลายบาท ดังนั้น หายาในรูปแบบของแข็งมาใช้จะดีกว่า แล้วมาเตรียมเป็นสารละลายเองจะประหยัดกว่ามากครับ ส่วนยาปฏิชีวนะ ก็เลือกใช้แบบผง บรรจุกระป๋อง จะประหยัดกว่าแบบแคปซูลหลายเท่าเช่นกันครับ
แหล่งที่มาของยา
ยาและสารเคมีต่างๆที่เรานำมาใช้กับปลาเพื่อการรักษาโรค รักษาสุขภาพปลาและเพื่อปรับสภาพน้ำต่างๆ มีที่มาจากหลายแหล่ง หลายกรรมวิธีครับ เราแบ่งประเภทได้ดังนี้
1. จากแร่ เช่น ไอโอดีน นำไปทำด่างทับทิม ใช้ฆ่าเชื้อโรคในอาหารและอุปกรณ์ ตลอดจนฆ่าเชื้อบนตัวปลา โพวิโดนไอโอดีน หรือเบตาดีน ใช้ทาแผลปลา ทองแดง นำมาทำคอปเปอร์ซัลเฟต ใช้ในการรักษาโรคจากปรสิต แคลเซี่ยม ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของโครงสร้างกระดูก และระบบประสาท แคลเซียมคาร์บอเนต ช่วยในการเพิ่มความกระด้างให้กับน้ำ เป็นต้น
2. จากสัตว์ เช่น ฮอร์โมนบางชนิด หรือ อวัยวะของสัตว์โดยตรง เช่น แต่ก่อนเราจะใช้ต่อมใต้สมองของปลาไน (Cyprinus carpio) มาบดและฉีดเข้าสู่ปลาตัวอื่นเพื่อกระตุ้นให้เกิดการวางไข่ เป็นต้น
3. จากพืช เช่น ราก เปลือก ใบ ดอก ผล เมล็ด ที่นิยมกันก็คือ ใบไม้ตากแห้ง หรือขอนไม้แห้ง นำมาแช่ไว้ในตู้ เพื่อปรับสภาพน้ำให้เป็นกรดอ่อนๆ หรือใช้หมักน้ำให้เป็นสีชาเพื่อลดความเครียด และปรับสภาพน้ำให้เหมาะสมกับปลาบางชนิด
4. จากจุลชีพ เช่น ยาปฏิชีวนะชนิดต่างๆ เกิดจากการสกัดจากจุลชีพ เช่นเชื้อรา และแบคทีเรียด้วยกันเอง มีโครงสร้าง และการออกฤทธิ์ที่ซับซ้อน มากมายหลายชนิด
5. จากการสังเคราะห์ของมนุษย์ ส่วนใหญ่เราจะทำการสังเคราะห์ยาปฏิชีวนะเลียนแบบธรรมชาติ หรือ สังเคราะห์โครงสร้างขึ้นมาเองใหม่ ด้วยการออกแบบให้จำเพาะเจาะจงกับเชื้อโรคครับ
การใช้ยาและสารเคมีนั้น นอกจากจะใช้ในการรักษาแล้ว ยังสามารถใช้เพื่อการป้องกันโรคต่างๆได้อีกด้วยครับ โดยการใช้เพื่อสองวัตถุประสงค์นี้ ก็มีวิธีการยาที่แตกต่างกันเช่นกันครับ โดยมีคำจำกัดความดังนี้
1. Therapy หมายถึง การรักษาโรคโดยการใช้ยาและสารเคมีต่างๆเพื่อวัตถุประสงค์ในการรักษาโรค เพื่อการกำจัดหรือยับยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อโรค ดังนั้น การรักษาจึงกระทำหลังจากการที่ปลาแสดงอาการผิดปกติ หรือหลังจากการวินิจฉัยและพบสาเหตุของโรคแล้วครับ ดังนั้นหลักการใช้ยา จึงต้องใช้ความเข้มข้นสูง ใช้ระยะเวลานาน และใช้ยาที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า ส่วนใหญ่จะใช้ยากลุ่มปฏิชีวนะ
2. Prophylaxis หมายถึง การป้องกันไม่ให้เกิดโรค โดยการใช้ยาและสารเคมีต่างๆในการฆ่าเชื้อโรคที่อาจติดมากับสิ่งต่างๆก่อนลงสู่ตู้ปลาของเรา ดังนั้นหลักการใช้ยาจึงใช้ที่ความเข้มข้นต่ำๆ เช่น แช่ปลาในตู้ด้วยอคริฟลาวิน เพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อราแทรกซ้อน หลักจากปลาโดนกัด หรือมีบาดแผล หรือ ที่ความเข้มข้นสูงๆ แต่ใช้ระยะเวลาสั้น เช่น การล้างทำความสะอาดอาหารสด หรืออุปกรณ์ต่างๆ ด้วยสารเคมีต่างๆเช่นด่างทับทิม หรือ การแช่ปลาที่เราซื้อมาใหม่ และไม่ไว้ใจในเรื่องสุขภาพ ด้วย อคริฟลาวิน ก่อนปล่อยลงตู้
ชนิดของยาที่ใช้ในการป้องกันและรักษาโรคปลา
1. กลุ่มสารเคมี (ยาฆ่าเชื้อ) เช่น ฟอร์มาลีน ด่างทับทิม สารประกอบไอโอดีน มาลาไคท์กรีน อคริฟลาวิน คอปเปอร์ซัลเฟต เมทธิลีนบลู ฯลฯ วัตถุประสงค์ของการใช้สารเคมี จะเพื่อเป็นการฆ่าเชื้อโรคในน้ำก่อน ในลักษณะของยาฆ่าเชื้อ (disinfectant) ส่วนการใช้เพื่อการรักษาจะเป็นการรักษาโรคที่เกิดจากปรสิตเซลเดียวเช่น โปรโตซัว รวมทั้งเชื้อรา และการควบคุมปริมาณของแบคทีเรียในระหว่างการเลี้ยง ซึ่งเป็นการติดเชื้อภายนอกร่างกายครับ เช่นแผลจากการบาดเจ็บ ติดเชื้อ แต่จะไม่ได้ผลหรือได้ผลน้อยมากหรือไม่ได้ผลเลยสำหรับอาการติดเชื้อภายในร่างกาย มีข้อดีคือ ประหยัด เหมาะสำหรับใช้ในน้ำปริมาณมากๆ
2. กลุ่มยาต้านจุลชีพ (ยาปฏิชีวนะ) เช่น เตทตร้าซัยคลิน แอมม๊อกซี่ซิลิน กลุ่มควิโนโลน และกุล่มซัลฟา เป็นต้นการใช้ยาต้านจุลชีพนั้น ส่วนใหญ่จะเน้นเฉพาะกลุ่มแบคทีเรีย ทั้งในลักษณะของการป้องกันและการรักษา ใช้ในกรณีการติดเชื้อภายนอก และการติดเชื้อภายในร่างกายครับ โดยปลาสามารถ ดูดซับผ่านเหงือก หรือกินเข้าไปโดยตรง และเข้าไปออกฤทธิ์ในร่างกายของปลาได้เนื่องจากมีโครงสร้างและการทำงานที่ซับซ้อนกว่ากลุ่มสารเคมีนั่นเอง นึกภาพนะครับ ถ้าเราป่วย เป็นแผลอักเสบเรื้อรัง เราจะทายาที่แผลด้วย เบตาดีน(โพวิโดนไอโอดีน) แต่เราจะกินยาปฏิชีวนะ (แอมม๊อกซี่ซิลิน) เพื่อช่วยกำจัดเชื้อแบคทีเรียในร่างกาย คงไม่มีใครกินเบตาดีนเพื่อรักษาแผลนะครับ
3. กลุ่มสารประกอบที่ใช้เสริมสุขภาพ เช่น กลุ่มวิตามิน และแร่ธาตุเสริมต่างๆ ซึ่งปัจจุบันมีขายกันอยู่มากมาย กลุ่มสารประกอบใช้เสริมสุขภาพที่ใช้กันมากคือ พวกวิตามินชนิดต่างๆ ซึ่งอยู่ในกลุ่มที่ละลายน้ำได้ เพราะช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาบาดแผล และมีผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของปลา ส่วนวิตามินอื่นๆที่ได้รับความสนใจก็เช่น วิตามิน อี เป็นต้น ส่วนสารประกอบอื่นๆก็เช่น กรดอะมิโนชนิดต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ใช้เพื่อการเจริญเติบโต และเพื่อความต้านทานโรคครับ อาหารเสริมต่างๆ ล้วนต่างก็อ้างสรรพคุณพิเศษต่างๆนาๆ มากน้อยเพียงไรก็แล้วแต่ยี่ห้อครับ นำมาใช้แต่พอเหมาะได้ แต่อย่าลืมว่า ปลาเราจะสมบูรณ์แข็งแรงได้ ไม่ใช่เพราะยาของเค้าเพียงขวดเดียวนะครับ
ประเภทของการติดเชื้อโรค
1. พิจารณาจากตำแหน่งของการติดเชื้อ
1.1 External Infection เป็นการติดเชื้อภายนอกร่างกาย เช่น บริเวณลำตัว ครีบ เหงือก เป็นต้น ซึ่งอาจเกิดจากโปรโตซัวร์ เชื้อรา และแบคทีเรีย เช่นโรคจุดขาว โรคสนิม โรคจากปรสิตต่างๆ อาการเปื่อย ตกเลือด บวมช้ำต่างๆ การติดเชื้อในลักษณะนี้ เราจะใช้ยาประเภทสารเคมีได้ผลครับ หรือจะใช้การแช่ด้วยยาปฏิชีวนะชนิดต่างๆก็ได้เช่นเดียวกัน แต่ก็ต้องตรงกับโรคนะครับ
1.2 Internal Infection เป็นการติดเชื้อภายในเช่น ในทางเดินอาหาร ซึ่งเกิดจากปรสิต พยาธิ แบคทีเรีย และไวรัส เช่น อาการท้องบวม มีพยาธิและปรสิตในทางเดินอาหาร การติดเชื้อแบคทีเรียที่ไตและทางเดินอาหาร โรคเกล็ดตั้ง โรคหูดหรือเนื้องอกต่างๆ ลักษณะการติดเชื้อแบบนี้ การแช่ด้วยสารเคมีต่างๆ ส่วนใหญ่จะไม่ได้ผลครับ เพราะสารเคมีจะออกฤทธิ์ภายนอกร่างกายที่ได้สัมผัสยาโดยตรง เราควรใช้ยาปฏิชีวนะซึ่งสามารถเข้าไปออกฤทธิ์ในกระแสเลือดของปลาได้ ด้วยวิธีการแช่ หรือ การป้อน การฉีด หรือการผสมอาหารให้กิน แล้วแต่ว่า ปลาของเรามีขนาดเท่าไร ยังยอมกินอาหารอยู่หรือไม่ มีจำนวนมากน้อยแค่ไหนเพื่อสะดวกในการรักษา ไม่ใช่ ปลาป่วยทั้งครอก 500 ตัว จับมาป้อนยาทุกตัว ทุกวัน แบบนี้คงไม่ไหวครับ ใช้วิธีการแช่จะดีกว่า ใช้ความเข้มข้นสูงหน่อย เปลี่ยนถ่ายน้ำและยาบ่อยๆก็ช่วยได้เยอะครับ หรือมีปลาตัวเดียวในตู้ขนาดใหญ่ การแช่อาจเปลืองยาโดยใช่เหตุ ถ้ายังกินอาหารอยู่ก็ผสมยาในอาหารให้ปลากิน ป้อนยาโดยตรง ฉีดยา หรือแยกมาแช่ในตู้ใบเล็ก ด้วยความเข้มข้นสูงระยะเวลาสั้น หรือ ความเข้มข้นต่ำระยะเวลานาน ก็แล้วแต่ความสะดวกของเรานะครับ
2. การติดเชื้อประเภท Systemic Infection
จะมีการกระจายของเชื้อไปทั่วร่างกายโดยผ่านทางกระแสเลือด ส่วนใหญ่เป็นการติดเชื้อแบคทีเรีย อาการแบบนี้ก็เหมือนกับการติดเชื้อภายในร่างกายครับ เพียงแต่อาการติดเชื้อจะรุนแรงกว่า และเป็นไปทั่วร่างกายในหลายๆระบบ หลายๆอวัยวะ ส่วนใหญ่ปลาที่ป่วยด้วยการติดเชื้อภายในจะมีอาการในลักษณะนี้ครับ โดยการรักษาอาจใช้การแช่ด้วยยาปฏิชีวนะ หรือการผสมอาหาร การป้อน และการฉีดครับ
3. พิจารณาจากลำดับการติดเชื้อ
3.1 Primary Infection เป็นสภาพการติดเชื้อที่เกิดจากการทำอันตรายของเชื้อโรคชนิดแรก อาจมีความรุนแรงมากหรือน้อยแล้วแต่ชนิดของเชื้อโรคครับ
3.2 Secondary Infection สภาพการติดเชื้อซึ่งสืบเนื่องมาจาก Primary Infection ซึ่งทำให้ปลาอ่อนแอ และเพิ่มโอกาสการติดเชื้ออื่นได้ง่ายขึ้น เช่นการติดเชื้อซึ่งเกิดจากโปรโตซัว อาจทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียง่ายขึ้น หรือการติดเชื้อไวรัส ทำให้ร่างกายอ่อนแอ ง่ายต่อการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนได้ง่ายขึ้นครับ เช่น ปลาที่เป็นโรคจุดขาว จะมีโอกาสติดเชื้อแบคทีเรียได้ง่ายขึ้น ดังนั้น นอกจากเราจะใช้ยารักษาโรคจุดขาวแล้ว เราก็อาจใส่ยาปฏิชีวนะ ในการป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียที่อาจจะตามมาด้วยก็ดีครับ
4. พิจารณาตามความรุนแรงของการติดเชื้อ
4.1 Acute Infection การติดเชื้อแบคทีเรียแบบเฉียบพลัน เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและมีความรุนแรงมาก ทำให้เกิดการตายจำนวนมาก มักเป็นการติดเชื้อที่มีสาเหตุเนื่องมาจากความเครียด เช่นการติดเชื้อหลังการขนย้ายปลา การติดเชื้อในลักษณะนี้ ส่วนใหญ่แล้วจะช่วยไม่ทันครับ ปลาจะตายเสียก่อนเนื่องจากความอ่อนแอของตัวปลาเอง ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ควรแยกปลาที่ป่วยหนักออกโดยเร็วที่สุด พยายามฟื้นปลาให้ได้ ด้วยน้ำที่คุณภาพเหมาะสม และออกซิเจนเต็มที่ การใช้ยาอย่าพึ่งให้เต็มที่ครับ ให้เพียงเจือจาง เพราะเราต้องตระหนักว่า การเจ็บป่วยลักษณะนี้ อยู่ที่ความอ่อนแอของตัวปลาในขณะนั้นเป็นหลัก เชื้อโรคเป็นสิ่งรองลงมา การใช้ยาเข้มข้นในตอนนี้ เท่ากับเป็นการซ้ำเติมปลาให้อ่อนแอลง จากการต่อต้านยา เราต้องพยายามฟื้นปลาให้อยู่ในสภาพที่แข็งแรงมากขึ้นที่สุดก่อน แล้วค่อยทำการรักษาเต็มรูปแบบต่อไปครับ
4.2 Chronic Infection การติดเชื้อแบบเรื้อรั้ง เกิดอาการป่วยกับปลาเป็นระยะเวลานานๆแต่ไม่มีการตายในระยะเวลาอันสั้น หรือมีการตายประปรายเป็นระยะเวลานาน ลักษณะการติดเชื้อแบบนี้ แสดงว่าปลายังมีสุขภาพแข็งแรงพอที่จะต่อสู้กับโรคและมีชีวิตอยู่ได้ในระยะเวลาหนึ่ง ก็ควรเลือกวิธีการรักษาให้เหมาะสมตามที่อธิบายมาข้างต้นครับ
สำหรับบทความในเล่มนี้ตอนแรก ขอจบลงแต่เพียงเท่านี้นะครับ หวังว่าหลักการกว้างๆดังกล่าวที่ให้ไป คงจะมีประโยชน์ต่อเพื่อนๆทุกคน ในการทำความเข้าใจโรค ยา และเข้าใจปลาได้ดีมากขึ้น ตลอดจนใช้วิธีการรักษาด้วยยาและสารเคมีได้อย่างมั่นใจมากขึ้นครับ มีอะไรผิดพลาดในบทความนี้ ก็ขออภัยไว้ ณ. ที่นี้ด้วยและยินดีรับคำแนะนำ และซักถามเพิ่มเติมได้ที่เวปไซด์ http://www.genepoolaquarium.com/ ส่วนตอนต่อไป พบกันใหม่ในเล่มหน้านะครับ สวัสดี มีความสุขกับการเลี้ยงปลาครับ
โดย: RoF (เจ้าบ้าน ) [23 ม.ค. 52 13:06] ( IP A:58.9.153.193 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   หลักการใช้ยาและสารเคมีในการรักษาโรคปลา (ตอนที่ 2)
สวัสดีครับ เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ชาว ไทยครอสบรีดทุกท่าน ไม่ได้เจอกันหลายเล่มเลยนะครับ ผมกราบขอโทษทุกท่านไว้ ณ. ที่นี้ด้วยนะครับ ที่หายไป ไม่มีข้อแก้ตัวใดๆครับ และก็หวังว่า ปลาสุดที่รักของทุกท่านคงจะสบายดีกันถ้วนหน้านะครับ เล่มล่าสุดที่ลงไปรู้สึกจะเป็น การ ถามตอบ ปัญหา ในเวปไซด์ http://www.genepoolaquarium.com/ คัดมาบางคำถามคำตอบที่ดูน่าสนใจ สงสัยตรงไหนเข้าไปอ่าน และถามเพิ่มเติมได้นะครับ มาฉบับนี้เป็นเรื่องราวต่อจาก เล่มก่อนหน้านั้นครับ คือเรื่อง การใช้ยาและสารเคมีในการรักษาโรคปลาหมอสี เนื้อหาในส่วนนี้ก็จะเป็นหลักการกว้างๆ ในการใช้ยาและสารเคมีให้ถูกต้อง ถูกวิธี ว่าอะไรควรใช้ไม่ควรใช้ อะไรควรทำในสถานการณ์แบบไหน ตลอดจนเป็นการปูพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการรักษาปลาครับ เรามาดูพร้อมๆกันเลยครับ
การแช่ยาในการรักษาโรคปลา
ในการรักษาปลาด้วยการแช่ยานั้น มีข้อคำนึงดังนี้ครับ
- ควรละลายยาหรือสารเคมี ในภาชนะขนาดเล็ก ให้ละลายเป็นเนื้อเดียวกับน้ำให้มากที่สุดก่อน แล้วค่อย เทลงไปในแทงก์ที่ปลาอาศัยอยู่ครับ การทำแบบนี้จะทำให้ตัวยาไม่ตกตะกอนตามพื้นตู้ และละลายกระจายตัวในน้ำได้ทั่วถึงครับ
- ยาและสารเคมีหลายชนิด สามารถทำลายแบคทีเรียที่มีประโยชน์ในระบบกรองได้ครับ ดังนั้น เราควรปิดระบบกรองเสียก่อน เช่น กรองข้าง กรองนอก กรองล่าง กรองบน ฯลฯ และหันมาใช้กรองฟองน้ำในระหว่างการรักษาปลา เราไม่ต้องกลัวน้ำเสียครับ เพราะระหว่างการรักษา เราต้องมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำและยาอยู่เสมอๆอยู่แล้ว การเปลี่ยนถ่ายน้ำและยาในระหว่างการรักษานั้น นอกจากจะเป็นการช่วยรักษาคุณภาพน้ำ โดยถ่ายเทของเสียออกจากตู้แล้ว ยังเป็นการเปลี่ยนเอายาที่หมดอายุออกไป เพื่อใส่ยาใหม่ที่ออกฤทธิ์ได้เต็มที่ลงไป อีกทั้งเป็นการลดปริมาณเชื้อโรคในน้ำได้เป็นอย่างดีครับ
- การแช่ด้วยยานั้น เป็นวิธีการที่ง่าย และได้ผลสำหรับโรคหลายๆชนิดครับ โดยเฉพาะโรคที่เกิดจากการติดเชื้อภายนอกร่างกาย แต่มีข้อจำกัดคือ ค่อนข้างเปลืองยา โดยเฉพาะในบ่อใหญ่ๆ และยาจะสูญเสียไปกับสิ่งแวดล้อมได้ง่ายมากๆครับ ทั้งจากสารอินทรีย์ และสารเคมีต่างๆที่มีอยู่มากมายในน้ำ ที่จะเป็นตัวลดประสิทธิภาพของยาลงไป อีกทั้งโรคที่เกิดจากการติดเชื้อภายในร่างกาย มักจะใช้วิธีการแช่ไม่ค่อยได้ผล ดังนั้น การจะเลือกใช้วิธีแช่ ต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ในการใช้งานจริงๆด้วยครับ ทั้งในแง่ความคุ้มค่า และความยากง่ายในการจัดการ เช่น ถ้ามีปลาหลายๆตัว และป่วยเพียงตัวเดียว ก็แยกมาแช่ ระยะสั้นด้วยความเข้มข้นสูง บ่อยๆ ไม่จำเป็นต้องใส่ยาไปทั้งตู้ หรือ ถ้ามีตู้พยาบาลก็แยกไปเลยครับ เป็นต้น ซึ่งจำได้ว่าเคยให้ไอเดียกันไปบ้างแล้วในบทความแรกๆ อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญคือ ปริมาณการใช้ยา และหน่วยในการวัดปริมาณยาสำหรับการรักษาด้วยวิธีการแช่ หลายคนยังไม่เข้าใจอยู่ โดยเฉพาะมือใหม่ เรามาเคลียร์ตรงนี้กันดีกว่าครับ
หน่วยที่ใช้ในการใช้ยากับสัตว์น้ำในการแช่ยา
1. ppm (ส่วนในล้านส่วน, Part Per Million)
คำว่า ppm เพื่อนๆทุกคนคงเคยได้ยินบ่อย หลายๆคนก็ยังไม่เข้าใจครับว่ามันหมายความว่าอย่างไร ppm แปลตามตัวว่า ส่วนในล้านส่วน เป็นหน่วยของความเข้มข้นของสารเคมีหรือยา ที่ใช้ในการรักษาโรคในสัตว์น้ำ ด้วยวิธีการแช่ครับ
คำว่าส่วนในล้านส่วนนั้น หมายความง่ายๆว่า ถ้าเราจะใส่ยา 1 ppm ก็หมายความว่า เราใส่ยาไป 1 ส่วน ในน้ำ 1 ล้านส่วนครับ
คำว่า ส่วน นั้น จะหมายถึงหน่วยวัดใดๆก็ได้ เช่น น้ำหนัก สำหรับยาที่เป็นของแข็ง หรือ ปริมาตร สำหรับยาที่เป็นของเหลว
ยกตัวอย่างง่ายๆนะครับ ใส่ยาปฏิชีวนะ 30 ppm ก็หมายความว่า
-ใส่ยาปฏิชีวนะ 30 ส่วนในน้ำ 1 ล้านส่วน หรือ
- ใส่ยาปฏิชีวนะ 30 มิลลิกรัม ในน้ำ 1 ล้านมิลลิกรัม (น้ำ หนัก 1 กรัม มีปริมาตร 1 cc.) หรือ
- ใส่ยาปฏิชีวนะ 30 มิลลิกรัม ในน้ำ 1 ลิตร (น้ำ หนัก 1 ล้านมิลลิกรัม มีปริมาตร 1 ลิตร)
หรือ ใส่ฟอร์มาลีน 20 ppm ก็หมายความว่า
- ใส่ฟอร์มาลีน 20 ส่วน ในน้ำ 1 ล้านส่วน หรือ
- ใส่ฟอร์มาลีน 20 cc ในน้ำ 1 ล้าน cc หรือ
- ใส่ฟอร์มาลีน 20 cc ในน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร (น้ำ 1 ล้าน cc = 1 ลูกบาศก์เมตร = 1 ตัน)
ผมจะสรุปให้อีกครั้งในหน่วยที่จำได้ง่ายๆ และใช้กันบ่อยๆนะครับ คือ
1 ppm เท่ากับ
- 1 มิลลิกรัม ในน้ำ 1 ลิตร
- 1 กรัม ในน้ำ 1 ตัน (1 ลูกบาศก์เมตร)
- 1 มิลลิลิตร (cc) ในน้ำ 1 ตัน
- 1.6 ลิตรของยาในรูปสารละลาย หรือ 1.6 กิโลกรัมของยาในรูปของแข็ง ในบ่อ 1 ไร่ ลึก 1 เมตร
เป็นต้น ครับ ลองไปปรับใช้กันดู ให้เหมาะสมกับสถานที่เลี้ยงของเรา ไม่ว่าจะเป็นตู้ อ่าง บ่อปูน หรือบ่อดินก็แล้วแต่ครับ
2. ppt (ส่วนในพันส่วน, Part Per Throusand)
ppt หรือ ส่วนในพันส่วน ก็เป็นหน่วยที่ใหญ่ขึ้นมาอีกระดับ จากหน่วย ppm ครับ สำหรับสารเคมีที่เราจะใช้หน่วยนี้ มักเป็นสารเคมีที่มีอันตรายต่อปลาน้อย และต้องใช้ในปริมาณมาก จึงจะส่งผลต่อปลาและสภาพแวดล้อมได้ เช่น เกลือ เป็นต้น และหน่วย ppt ก็เป็นหน่วยสากล ในการใช้วัดความเค็มของน้ำทะเลครับ (น้ำทะเลมีความเค็ม 30-35 ppt) ยกตัวอย่างเช่น ใส่เกลือ 1 ppt หมายความว่า
- ใส่เกลือ 1 ส่วน ในน้ำ 1000 ส่วน หรือ
- ใส่เกลือ 1 กรัม ในน้ำ 1000 กรัม หรือ
- ใส่เกลือ 1 กรัม ในน้ำ 1000 cc (1 ลิตร) หรือ
- ใส่เกลือ 1 กิโลกรัม ในน้ำ 1 ตัน เป็นต้นครับ
3. เปอร์เซ็นต์ (Percent)
เป็นหน่วยที่ใหญ่ ขึ้นมาอีกระดับจาก ppt ครับ เปอร์เซ็นต์ ก็แปลว่า ส่วนในร้อยส่วนนั่นเอง คำๆนี้ ทุกคนคงรู้จักกันดีนะครับ ยกตัวอย่างเช่น ใส่เกลือ 1 เปอร์เซ็นต์ ก็หมายความว่า
- ใส่เกลือ 1 ส่วน ในน้ำ 100 ส่วน หรือ
- ใส่เกลือ 1 กรัม ในน้ำ 100 กรัม หรือ
- ใส่เกลือ 1 กรัม ในน้ำ 100 cc หรือ
- ใส่เกลือ 10 กรัม ในน้ำ 1 ลิตร หรือ
- ใส่เกลือ 10 กิโลกรัม ในน้ำ 1 ตัน เป็นต้นครับ
มาถึงตรงนี้แล้ว เพื่อนๆพอเข้าใจหรือเปล่าครับ ดังนั้น เมื่อเราทราบถึงความหมายที่แท้จริงแบบนี้แล้ว เราจะเปลี่ยนหน่วยยังไงก็ไม่งงแล้วล่ะครับ ขอแค่มีพื้นฐานด้านการคำนวณเพียงเล็กน้อยก็พอแล้วครับ
การผสมยาในอาหาร
ดังที่เราทราบกันดีนะครับ ว่ามีโรคหลายโรคที่เกิดจากการติดเชื้อภายในร่างกาย เช่น ทางเดินอาหาร ในช่องท้อง ไต ระบบสืบพันธุ์ หรือ ติดเชื้อในระบบเลือด จริงอยู่ ถึงแม้การแช่ปลาด้วยยา จะได้ผลเช่นกัน เพราะปลาสามารถดูดซึมยาเข้าทางเหงือกได้ และเข้าไปสู่กระแสเลือดไหลเวียนไปยังอวัยวะต่างๆ แต่การผสมอาหารให้ปลากินนั้น สามารถออกฤทธิ์ในทางเดินอาหารได้โดยตรง อีกทั้งยังเกิดการย่อยสลายตัวยาให้อยู่ในรูปที่ออกฤทธิ์ได้ง่ายขึ้นด้วยครับ ยากลุ่มที่จะผสมให้ปลากินนั้น คือ ยาปฏิชีวนะชนิดต่างๆ ครับ การผสมอาหารให้ปลากินนั้น มีข้อจำกัดอยู่อย่างหนึ่งคือ ถ้าปลาป่วยมากๆแล้ว ปลาก็มักจะไม่กินอาหารตามไปด้วยครับ ซึ่งทำให้เราไม่สามารถใช้วิธีนี้ได้ นอกจากนั้น ยังต้องอาศัยเวลาและความชำนาญในการผสมอาหารกับยาด้วยครับ แต่วิธีการผสมยากับอาหารก็มีข้อดีมากมายครับ คือ
- สามารถถูกดูดซึมโดยร่างกายปลาได้โดยตรง โดยไม่สูญเสียประสิทธิภาพของยาไปกับสิ่งแวดล้อม ทำให้การรักษาได้ผลดีขึ้น โดยเฉพาะการติดเชื้อภายใน
- ประหยัดปริมาณยาที่ใช้ เนื่องจากปลาจะได้รับยาเข้าไปโดยตรง ไม่ผ่านสิ่งแวดล้อม
- ยาที่ใช้จะส่งผลกระทบต่อแบคทีเรียในระบบกรอง และสภาพแวดล้อมในตู้น้อยกว่ามาก เช่น สีน้ำ ฟองที่จะเกิดขึ้นจากขบวนการออกซิเดชั่น เป็นต้น
-
หน่วยของยาที่ให้โดยการผสมอาหาร
- ให้เป็นน้ำหนักยา ต่อ น้ำหนักของสัตว์น้ำ
เช่น ให้ยา 30 มิลลิกรัมต่อปลาหนัก 1 กิโลกรัม เป็นต้น วิธีนี้ เราต้องมีการชั่งน้ำหนักสัตว์น้ำ หรือ กะน้ำหนักได้อย่างแม่นยำก่อนใช้ครับ เรามักจะใช้สำหรับ ปลาที่เลี้ยงไว้จำนวนน้อยๆ หรือ เพียงตัวเดียวในตู้ ไม่เหมาะกับปลาจำนวนมากๆ และมีขนาดต่างๆกัน เพราะจะทำให้ค่าคลาดเคลื่อนสูงครับ
- ให้เป็นน้ำหนักของยาต่อกิโลกรัมต่ออาหารของสัตว์น้ำ
เช่น ผสมยา 10 กรัม ต่ออาหารหนัก 1 กิโลกรัม วิธีนี้ จะมีข้อดีคือ จะสามารถใหักับปลาหลายๆตัวได้ในเวลาเดียวกัน และไม่ต้องจับปลาขึ้นมาชั่งน้ำหนักด้วยครับ เหมาะสำหรับปลาที่ป่วยพร้อมๆกันหลายๆตัวในบ่อ หรือ หลายๆตู้ เพราะผสมยาเพียงครั้งเดียว ก็ใช้ได้ทุกตัว
การฉีดยา
การฉีดยานั้น ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่นิยมใช้กันนะครับ แต่เราต้องมีความชำนาญในการจับปลา และฉีดยาพอสมควร ไม่เหมาะกับปลาที่ป่วยรวมกันหลายๆตัว หรือปลาที่มีขนาดเล็กเกิน 6 นิ้วนะครับ แต่ก็มีข้อดีต่างๆมากมายครับเช่น
- ปลาได้รับยาโดยตรง ไม่สูญเสียไปกับสิ่งแวดล้อม ประหยัดปริมาณยา
- ใช้ได้ผลดีกับการติดเชื้อภายในร่างกาย
- ปลาที่ป่วยหนักไม่กินอาหาร ก็สามารถรับยาได้โดยตรงด้วยวิธีการนี้ครับ
- ไม่ส่งผลกระทบต่อระบบกรอง และสิ่งแวดล้อมภายในที่เลี้ยง
ตำแหน่งที่เรานิยมใช้ฉีดยา มีสองตำแหน่งครับ คือ บริเวณกล้ามเนื้อตรงหลัง การฉีดตรงนี้ จะค่อนข้างปลอดภัยต่อตัวปลา แต่อาจมีข้อเสียคือ ปลาต้องใช้เวลาดูดซึมยาก่อนแพร่กระจายไปยังระบบต่างๆในร่างกาย
ตำแหน่งที่สองคือ ช่องท้อง วิธีการฉีดแบบนี้ ต้องอาศัยความชำนาญพอสมควรครับ ถ้าไม่แน่ใจก็ไม่ควรเสี่ยงทำแบบนี้ เพราะอาจโดนอวัยวะภายในที่สำคัญ หรือสูญเสียยาไปกับทางเดินอาหารส่วนปลายซึ่งไม่มีการดูดซึมแล้วก็ได้ครับ แต่ก็มีข้อดีคือ ออกฤทธิ์ได้เร็วกว่าวิธีแรก พอสมควร
หน่วยของการให้ยาด้วยวิธีการฉีด
ส่วนใหญ่แล้ว เราจะใช้เป็นปริมาณยาต่อหน้ำหนักของสัตว์น้ำ เช่น ฉีดยากานามัยซิน 20 มิลลิกรัม ต่อปลาหนัก 1 กิโลกรัมเป็นต้นครับ
สำหรับวันนี้ ผมขอจบบทความตอนที่สองไว้แค่นี้ก่อนนะครับ หวังว่ามันคงมีประโยชน์ และสร้างความกระจ่างในข้อสงสัยได้บ้างพอสมควร อีกทั้งยังสามารถนำไปใช้ในสถานการณ์จริงๆได้ แล้วพบกันใหม่ในเล่มหน้านะครับ ขอบคุณครับ

โดย: RoF (เจ้าบ้าน ) [23 ม.ค. 52 13:08] ( IP A:58.9.153.193 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   สุดยอดครับพี่ต้น ขอบคุณที่ให้ความรู้ครับ กระจ่างขึ้นเยอะมากๆครับ
ขอบคุณครับ
โดย: mybonmyharo [23 ม.ค. 52 21:56] ( IP A:58.8.27.47 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   ขอบคุนมากคับ

^^~

เริ่มเหนทางสว่างแล้ว

55+
โดย: boom [24 ม.ค. 52 20:21] ( IP A:118.174.28.68 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
   แน่นเอี้ยดเรย หุหุ..

ขอบคุณสำหรับความรู้ (อีกแล้ว) ครับพี่
โดย: เอก (kaikem121 ) [2 ก.พ. 52 11:53] ( IP A:58.9.156.90 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
   http://www.pantown.com/board.php?id=2888&area=4&name=board1&topic=6251&action=view

เพิ่มเติมครับฟ
โดย: RoF (เจ้าบ้าน ) [15 เม.ย. 52 23:21] ( IP A:125.24.91.6 X: )

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน