จดหมายจากพระครูธรรมโชติ ควรมิควรแล้วเเต่จะพิจารณาน่ะครับ
   คนทั่วไปมักจะสงสัยว่า "ทำไมอิสลามจึงห้ามกินหมู ?" และมักจะเข้าใจว่า เฉพาะคนมุสลิมเท่านั้นที่มีบทบัญญัติทางศาสนาห้ามกินหมู ทั้ง ๆ ที่ศาสนาคริสต์ ก็มีบทบัญญัติห้ามคนคริสเตียนกินเช่นกันและห้ามมาก่อนสมัยศาสดามุฮัมมัด เสียด้วยซ้ำ แต่ก็เป็นเรื่องแปลกที่ไม่ยักมีใครถามว่า "ทำไมคัมภีร์ไบเบิลจึงห้ามกินหมู่ ?"
เมื่อบทบัญญัติห้ามกินหมูถูกประทานให้แก่มุสลิมในยุคต้น ๆ ผู้คนในยุคนั้น ไม่รู้เหตุผลหรอกว่าทำไมพระเจ้าจึงทรงห้ามเพราะผู้ศรัทธาในพระเจ้ายุคนั้นรู้แต่ เพียงว่าเขาเป็นมุสลิม และมุสลิมคือผู้นอบน้อมยอมจำนนต่อคำสั่งของพระเจ้าโดย สิ้นเชิงดังนั้น เมื่อพระเจ้าทรงบัญชาสิ่งใดพวกเขาก็ปฏิบัติตาม โดยไม่มีการตั้งคำ ถามว่า "ทำไม?" เพราะพวกเขารู้ดีว่าพระเจ้าทรงมีเหตุผลและทรงมีเจตนาดีต่อ พวกเขา แต่เหตุผลของพระองค์ในเวลานั้นเกินกว่าทีสติปัญญาของพวกเขาแต่เหตุผล ของพระองค์ในเวลานั้นเกินกว่าที่สติปัญญาของพวกเขาจะหยั่งรู้ได้ ดังนั้น การปฏิบัติ ตามด้วยความศรัทธาเพียงอย่างเดียวสำหรับพวกเขาก็ถือว่าเป็นการเพียงพอแล้ว สำหรับการเป็นมุสลิม
แต่เมื่อโลกวิวัฒนาการขึ้น การปฏิบัติตามศาสนาด้วยความศรัทธาทางจิตใจ เพียงอย่างเดียว ดูเหมือนจะไม่เพียงพอแล้วสำหรับมนุษย์ผู้มีวิวัฒนาการทางสติ ปัญญา มนุษย์ต้องการจะรู้เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังคำสั่งของพระเจ้าเพื่อประกอบกับ ความศรัทธาของเขา ดังนั้น เพื่อตอบสนองความต้องการทางสติปัญญาของมนุษย์ พระองค์จึงได้ประทานความรู้ความสามารถทางสติปัญญให้แก่มนุษย์เพื่อใช้ค้นคว้า หาคำตอบและเหตุผลด้วยสติปัญญาของเขาเอง เพื่อที่จะปฏิบัติตามคำสอนของอิสลามในเรื่องนี้ มุสลิมจะต้องปฏิบัติตามในสิ่งที่ พระผู้เป็นเจ้าอนุมัติและงดเว้นในสิ่งที่พระองค์ห้ามทั้งนี้เพื่อที่จะได้รับความสะอาด บริสุทธิ์ทั้งทางด้านจิตวิญญาณและธรรมชาติแห่งความเป็นมนุษย์
การละเว้นจากการกินเนิ้อหมูในอิสลามมีเหตุผลหลายประการทั้งจากทัศนะของ ศาสนาและทัศนะทางวิทยาศาสตร์ การรักษาอนามัยและการแสงหาความบริสุทธิ์ของธรรมชาติ การละเว้นจากการกินเนื้อหมูเป็นขั้นตอนหนึ่งซึ่งอิสลามกำหนดไว้เพื่อเป็นการ รักษาสุขภาพอนามัย และการได้รับความบริสุทธิ์ของธรรมชาติ
อิสลามสอนให้มนุษย์มีชีวิตสะอาดอย่างไร ?
ประการแรก อิสลามได้ย้ำเรื่องความสะอาดบริสุทธิ์ของจิตวิญญาณและความ สะอาดของร่างกาย และประการที่สองคือการบริหารร่างกายที่เหมาะสม หลักการอิสลาม หนึ่งในห้าประการคือการละหมาดห้าเวลาในแต่ละวันนั้นเป็นสิ่งที่ยืนยันถึงเรื่องนี้ วิทยา ศาสตร์อาจจะเน้นเรื่องของอนามัย แต่จะไม่ใส่ใจต่อความสำคัญของการปลูกฝังธรรม ชาติอันบริสุทธิ์ของมนุษย์ หากจะเปรียบไปก็เหมือนกันการเน้นการศึกษาเรื่องวัตถุนิยม และจิตนิยม ความจริงแล้ว จิตนิยมและวัฒนธรรมของธรรมชาติอันบริสุทธิ์นั้นเป็นศาสตร์ และปรัชญาสองวิชาที่ถูกทอดทิ้งไปในช่วงระยะหนึ่ง ที่ข้าพเจ้าพูดว่าทิ้งช่วงไประยะหนึ่ง ก็เพราะข้าพเจ้าเชื่ออย่างจริงใจว่ามันจะถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีกและจะมีความสำคัญต่อไป ในอนาคตโดยการประดิษฐ์คิดค้นของวิทยาศาสตร์
วิชาอนามัยเป็นเรื่องภายนอกและเป็นเรื่องทางวัตถุ แต่เรื่องวัฒนธรรมของธรรม ชาติภายในนั้นเป็นเรื่องน่าสนใจที่เกี่ยวข้องทั่วร่างกายและจิตวิญญาณ อิสลามยอมรับและไม่ทำลายความรู้สึก เช่นเดียวกับศาสนาอื่น ๆ อิสลามได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากต่อลักษณะและ คุณธรรมอันดีงาม อิสลามถือว่ามนุษย์เกิดมาบริสุทธิ์ เม่งจื๊อก็เช่นเดียวกับอิสลามที่ถือว่า ความดีและความชั่วจะได้รับการเรียนรู้อย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ความแตกต่างระหว่างสอง ความคิดนี้ก็คืออิสลามสอนให้รู้ถึงวิธีการที่จะได้รับความดีงามและหลีกเลี่ยงนิสัยที่เลวทราม เพราะทั้งความดีและความชั่วจะเติบโตในมนุษย์ตามการศึกษาและสภาพแวดล้อมในชีวิต ประจำวันของเขา


โดย: ทรงกลด [22 ก.ย. 47 11:55] ( IP A:203.146.232.155 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   มนุษย์มีความต้องการตามธรรมชาติ เช่น ต้องการอาหารการหลับนอน การสืบพันธุ์ อยู่ในตัวเอง เช่นเดียวกับที่เขามีความรู้สึกตามธรรมชาติอย่างอื่น เช่นความสุข ความโกรธ ความเศร้า ความรัก ความกลัว ความหิว ความปรารถนาและอื่น ๆ ความปรารถนาเกิดขึ้นจากสัญชาติญาณแห่งการเป็นเจ้าของ ความไม่พอใจในการ เป็นเจ้าของจะก่อให้เกิดอาการอิจฉาและในที่สุดก็กลายเป็นความริษยาและความโลภ อย่างไรก็ตามอิสลามก็ไม่ได้แนะนำให้ทำลายความรู้สึกเหล่านี้ แต่อิสลามได้เสนอวิธีการควบคุมมันไว้ให้แก่มนุษย์ เพราะตราบใดที่มนุษย์ยังมีชีวิตอยู่ ความรู้สึกเช่นนั้จะเกิดขึ้นอยู่เรื่อย ๆ ความจริงแล้ว ความรู้สึกของมนุษย์นั้นเปรียบเสมือน กับเครื่องยนต์ของยานพาหนะ มันขึ้นอยู่กับคนขับต่างหากที่จะควบคุมมันและนำมันไปสู่ จุดหมายที่เป็นประโยชน์
การเลือกอาหาร
การห้ามกินเนื้อหมูในอิสลามเป็นขั้นตอนหนึ่งในการศึกษาทางวัตถุนิยมและนำไปสู่ การเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความจำเป็นสำหรับการมีธรรมชาติอันบริสุทธิ์ของมนุษย์โดยอัตโนมัติ ในฐานะที่เลือดโดยแท้จริงแล้วคือชีวิตของเราและสิ่งใดที่เราบริโภคเข้าไปนั้นจะมีผลต่อระบบ เลือดของเราในที่สุด ดังนั้น มันจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่เราจะต้องรู้จักเลือกอาหารและเครื่องดื่ม เป็น ที่ค่อนข้างเห็นได้ชัดเจนว่ายิ่งมนุษย์มีอารยธรรมมากเท่าใด มนุษย์ก็จะยิ่งรู้จักเลือกอาหาร มากยิ่งขึ้นเท่านั้น นอกจากนั้นแล้ว เรายังรู้อีกว่าคนไร้อารยธรรมแห่งแอฟริกาในในอดีตนั้น เป็นชนเผ่าที่กินเนื้อมนุษย์ด้วยกันเป็นอาหาร ชนพื้นเมืองในมลายูและชาวเขาบางพวกใน บอร์เนียวไม่รู้จักการเลือกอาหารการกิน คนพวกนี้จะกินงู หนอน หนูและอะไรก็ตามที่พวกเขา จับได้ พวกจัณฑาลในอินเดียก็ไม่รู้จักเลือกอาหาร แต่พอมีวัฒนธรรมสูงขึ้นก็จึงเริ่มรู้จักเลือก กินอาหารและลดปมด้อยลงไป นี่คือข้อพิสูจน์ที่สนับสนุนคำพูดของข้าพเจ้า
การพัฒนาไปสู่สภาพอันบริสุทธิ์ในความเป็นมนุษย์นั้นมิได้อยู่ที่การละเว้นจากการกิน เนื้อหมู การกินเนื้อสัตว์ที่ตายเองโดยธรรมชาติหรือตายเนื่องจากการต่อสู้ไม่ว่าจะเป็นวัว ควาย แพะ แกะหรือสัตว์ปีกก็เป็นที่ต้องห้ามในอิสลามเช่นกัน เราไม่รู้ว่านักวิทยาศาสตร์จะทำการ ศึกษาเรื่องเนื้อหรือเลือดของสัตว์ที่ตายเพราะการต่อสู้หรือเปล่า แต่เรามุสลิมถูกสอนมิให้กิน เนื้อของสัตว์แหล่านั้นมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
นอกจากที่กล่าวมาข้างต้นและจากหลักการอิสลามแล้วมุสลิมจะไม่กินเนื้อของสัตว์ที่ ล่าสัตว์ด้วยกันเป็นอาหารอีก เช่น สิงโต เสือ งู แมว สุนัข หนู เป็นต้น ข้อห้ามเช่นนี้มีเหตุผล เพื่อความสะอาดบริสุทธิ์ของธรรมชาติแห่งความเป็นมนุษย์ เพราะว่าเมื่อบริโภคอาหารใด ๆ เข้าไป อาหารไม่เพียงแต่จะเข้าไปในลำไส้และกลายเป็นของเสียที่ร่างกายขับถ่ายออกมาเท่านั้น แต่มันจะถูกดูดซึมเข้าไปในระบบเลือดและหมุนเวียน เข้าไปยังทุกส่วนของร่างกายรวมทั้ง สมองด้วย และนี่เองที่ทำให้มันมีผลต่อธรรมชาติของมนุษย์
อิสลามอนุญาตให้มุสลิมกินเนื้อที่สะอาด อิสลามมิได้ห้ามและก็มิได้สนับสนุนใครให้ เป็นมังสวิรัต (ผู้ทีไม่กินเนื้อสัตว์) แต่อย่างไรก็ตาม ในการกินเนื้อสัตว์นั้น มุสลิมจะต้องรู้จัก เลือก บางคนอาจโต้แย้งว่า "หมูสมัยใหม่" ได้รับอาหารทีสะอาดดังนั้นเนื้อของมันก็น่าที่จะ บริโภคได้คำตอบสำหรับคำโต้แย้งนี้ก็คือคุณอาจจะให้อาหารที่สะอาดแก่หมู แต่คุณก็ไม่ สามารถที่เปลี่ยนธรรมชาติของหมูได้ จะอย่างไรก็แล้วแต่ หมู่ก็ยังเป็นหมูอยู่วันยังค่ำ หมูมิใช่ พืช คุณมิอาจจะเปลี่ยนธรรมชาติของมันโดยการทาบกิ่งหรือต่อตา โดยธรรมชาติแล้ว หมูมีนิสัยขี้เกียจและหมกมุ่นอยู่กับเรื่องสืบพันธุ์ มันไม่ชอบ แสงอาทิตย์และเป็นสัตว์ขี้กลัว ยิ่งมีอายุมากมันจะยิ่งขี้เกียจมาก หมูจะกินแทบทุกสิ่ง ที่อยู่ข้างหน้ามันไม่ว่าสิ่งนั้นจะสกปรกโสโครกเพียงใด มันจะชอบที่สกปรกมากกว่าที่ สะอาด ชอบที่จะกินและนอนโดยไม่ชอบเดินไปไหนมาไหนมีนิสัยตะกละ ในบรรดาสัตว์ ทั้งหมด หมูจะเป็นแหล่งของตัวพยาธิที่เป็นพิษแหล่งใหญ่ที่สุด ดังนั้นเนื้อหมูจึงเป็นพาหะ ของโรคหลายอย่างมายังมนุษย์ ด้วยเหตุผลนี้เอง เนื้อหมูจึงไม่เหมาะสมที่จะนำมาบริโภค
ความเห็นของนายแพทย์จีนและนายแพทย์ชาติอื่นทั้งในอดีตและปัจจุบันเกี่ยว กับเนื้อหม เมื่อพูดถึงเรื่องนิสัยการกินที่สะอาด ข้าพเจ้าขออนุญาตแนะนำความเห็นและ บทสรุปทางการแพทย์และบทสรุปของคนจีนและนักเขียนทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ให้ผู้อ่าน ได้รู้เพื่อเป็นข้อมูลประกอบถึงเรื่องการห้ามมุสลิมกินหมู
นิตยสารอายุวัฒนะของจีนที่มีชื่อเสียงเล่มหนึ่งชื่อ "หยันโฉวตัน" กล่าวว่า : "เมื่อใกล้ตายความกลัวจะเข้าไปยังหัวใจของหมูและลมหายใจสุดท้ายของสัตว์จะเข้า ไปยังน้ำดี เนื้อสัตว์ทุกชนิดเป็นอาหารบำรุงกำลังยกเว้นเนื้อหมู จงอย่ากินมัน" จะเห็นว่ามีการอ้างถึงความกลัวและลมหายใสุดท้ายของสัตว์ที่เข้าไปยังหัวใจ และน้ำดีของมันซึ่งเรื่องนี้อาจจะไม่เป็นที่ยอมรับได้สำหรับนักวิทยาศาสตร์ แต่มันจะ ต้องมีเหตุผลอะไรสักอย่างสำหรับการสรุปแบบห้วน ๆ นี้
ในสมัยราชวงศ์ถัง มีหมอคนหนึ่งชื่อ ซุนซีเหมา เคยถูกเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ใคร ๆ อยากจะเป็นกันแต่ท่านกลับปฏิเสธ หมอผู้นี้มีอายุยืนถึง 100 ปี และ เป็นนักอนามัยผู้ยิ่งใหญ่ในสมัยเมื่อสองพันปีที่ผ่านมา ท่านได้เขียนไว้ในหนังสือเรื่อง "เฉเฉนลู" (บันทึกแห่งสุขภาพ) ว่า :- "เนื้อหมูอาจทำให้การป่วยไข้เก่า ๆ กลับคืนมาอีก มันนำไปสู่การเป็นหมัน โรคไขข้อ กระดูกอักเสบ และโรคหืด" หมอผู้นี้ได้ชี้ให้เห็นโรคอย่างน้อยทีสุดสามโรคและยังกล่าวถึงแนวโน้วของเนื้อหม ูที่จะเป็นสาเหตุทำให้โรคเก่ากลับมาอีก การค้นพบของท่านได้รับการยืนยันโดยนักวิทยา ศาสตร์ในปัจจุบันแล้ว หมอมีชื่อเสียงอีกท่านหนึ่งแห่งราชวงศ์หมิง ชื่อ หลีชีเฉน (ซึ่งเป็นซินแสด้านยา และเขียนตำราไว้กว่า 50 เล่ม) ได้ใช้เวลาตลอดชีวิตของท่านศึกษาเกี่ยวกับเรื่องยา ได้กล่าวเกี่ยวกับเนื้อหมูไว้ว่า :- "หมูทางตอนใต้มีกลิ่นฉุนและมีน้ำมันเข้มข้น มันมีพิษภัยที่ก่อให้เกิดโรคมากมาย" ถ้าหากไม่มีความเชื่อมั่นหลังจากการศึกษาอย่างหนักเกี่ยวกับพืชสมุนไพรและสิ่งที่กิน ได้นับพันชนิด หมอผู้ยิ่งใหญ่อย่างหลีชีเฉนก็คงไม่กล้าพูดว่าเนื้อหมูโดยทั่วไปเป็นอันตราย ต่อสุขภาพ ความเห็นและข้อสรุปทางการแพทย์เหล่านี้ถูกอ้างมาจากหนังสือเรื่อง "พิธีกรรมในอิสลาม" (The Rites in Islam) ซึ่งเขียนโดย เชค หวางไต้ยู่ นักการแพทย์สมัยใหม่ชื่อ ฉือฮุนหยู ได้เขียนไว้ในหนังสือเรื่อง "ปัญหาของการกินเนื้อสัตว์ เป็นอาหาร" (The Problem of Carnivorousness) ของเขาว่าการกินเนื้อหมูเป็น สาเหตุทำให้เกิดความจำเสื่อมและผมร่วง วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ก็ได้พบว่า เนื้อหมูเป็น สาเหตุประการหนึ่งที่ทำให้ศีรษะล้านและความจำเสื่อม ซึ่งโรคทั้งสองนี้เป็นที่หวั่นกลัวของ คนหนุ่มและคนแก่คำพูดเช่นนี้สนับสนุนคำพูดเกี่ยวกับเรื่องหมูของคนในยุคโบราณโดย ทางอ้อม
โดยปกติเรามักจะเห็นคนขายหมูมีรูปร่างอ้วนฉุ แต่นั่นไม่จำเป็นต้องหมายถึงการ มีสุขภาพดีเสมอไป บางทีมันอาจจะเป็นของการติดต่อสัมผัสกับเนื้อหมูอย่างต่อเนื่องและ เป็นโรคที่เนื้อหมูนำมาก็ได้ ดร.เกลน เชฟฟาร์ด (Fr.Glen Shephard) ได้เขียนเกี่ยว กับเรื่องอันตรายของการกินเนื้อหมูไว้ในหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ ฉบับวันที่ 31 พฤษภาคม 1952 ไว้ว่า
"ประชาชนในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา 1 ใน 6 คนมีเชื้อจุลินทรีย์ในกล้าม เนื้อ-ทริโคโนซีส-จากการกินเนื้อหมูที่มีเชื้อพยาธิทริคินาหลายคนติดเชื้อโรค แต่ไม่มีอาการ คนส่วนใหญ่ที่ติดเชื้อนี้จะฟื้นจากอาการป่วยช้ามาก บางคนเสียชีวิต บางคนกลายเป็นคนทุพพลภาพซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นคนกินเนื้อหมูอย่างไม่ระมัดระวัง"
"ไม่มีใครที่ปลอดพ้นจากเชื้อโรคนี้และก็ไม่มีวิธีการรักษา ไม่มียาปฏิชีวนะหรือยา และวัคซีนใด ๆ ที่สามารถจะมีผลต่อพยาธิมรณะตัวจิ๋วนี้ได้ ดังนั้น การป้องกันการ ติดเชื้อจึงเป็นคำตอบที่แท้จริง"
"พยาธิทริคินามีความยาวเมื่อเติบโตเต็มที่ประมาณ 1/8 นิ้ว และกว้างประมาณ 1/400 นิ้ว มีอายุยืนถึง 40 ปี มีสารห่อหุ้มตัวเป็นลักษณะแคปซูลกลมคล้ายลูกมะนาว อยู่ระหว่างเส้นใยกล้ามเนื้อ"
"เมื่อคุณกินเนื้อที่ติดเชื้อโรคเข้าไปสารที่ห่อหุ้มพยาธินี้จะถูกย่อยแต่ตัวพยาธิที่อยู่ภาย ในจะเติบโตเต็มที่และแต่ละตัวจะออกลูกประมาณ 1500 ตัว พยาธิเหล่านี้จะเข้าไปใน เลือดของคุณในเวลาหนึ่งหรือสองสัปดาห์หลังจากที่คุณกินพ่อแม่ของมันเข้าไป เนื่องจาก พยาธิสามารถรุกรานเข้าไปได้ในหลายส่วนของอวัยวะ ดังนั้น อาการของโรคนี้จะเหมือน กับโรคอื่น ๆ อีก 50 โรคซึ่งทำให้เป็นเรื่องยากในการวินิจฉัย"
"วิธีการหมักเค็มและการรมควันธรรมดาไม่อาจที่จะฆ่าพยาธิเหล่านี้ และการ ตรวจเนื้อของรัฐบาลที่สถานที่บรรจุหีบห่อหรือที่โรงฆ่าสัตว์ก็ไม่สามารถรู้ถึงเนื้อหมูที่ ติดโรคนี้ได้"
หลังจากที่อ่านถ้อยคำของ ดร.เชฟฟาร์ด แล้ว เราสามารถสันนิษฐานได้ว่า ไม่มีหลักประกันความปลอดภัยที่แท้จริงแม้แต่เมื่อตอนเรากินเนือ้หมูจึงเป็นการเอา สุขภาพและชีวิตของเราเข้าไปเสี่ยงเหมือนกับการพนัน





โดย: ต่อเนื่องกัน [22 ก.ย. 47 12:05] ( IP A:203.146.232.155 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   โรคที่มีสาเหตุมาจากหมูและการกินเนื้อหมู
เราขอทำความเข้าใจให้กับท่านเป็นที่กระจ่างก่อนว่าเนื้อของสัตว์ทุกชนิดหรือแม้ กระทั่งผักนั้นจะมีจุลินทรีย์ที่เป็นเชื้อโรคอยู่ด้วยกันทั้งนั้น แต่เนื้อหมูจะมีเชื้อจุลินทรีย์และ พยาธิที่มีเชื้อโรคอยู่มากที่สุด ในบรรดาเนื้อสัตว์ที่มนุษย์รู้จัก ยิ่งเราศึกษาเนื้อหมูมากขึ้น เราก็ยิ่งมีความกลัวมากขึ้น
ต่อไปนี้เป็นรายชื่อของจุลินทรีย์ที่เป็นเชื้อโรคและพยาธิที่พบในเนื้อหมูและโรคต่างๆ ที่มีสาเหตุมาจากมัน โรคต่าง ๆ เหล่านี้เป็นโรคที่ติดต่อและระบาดได้ง่ายในขณะทีบางโรค มีความรุนแรงอาจถึงตายได้ นี่เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่ายิ่งวิทยาศาสตร์มีความก้าวหน้ามากเท่าใดก็ยิ่งเป็นการ พิสูจน์เห็นถึงความถูกต้องของอิสลามมากขึ้นเท่านั้น
ชื่อพยาธิ
1. Fasciolopsis Buski (พยาธิใบไม้ลำไส้) Zlankester 1857 : Ocliver-1902) พยาธิเหล่านี้จะแผงตัวอยู่ในลำไส้เล็กของ หมู เป็นเวลานาน พยาธิเหล่านี้เมื่อออกจาก ตัวหมู ก็จะไปติดตัวทาก ซึ่งจะมาติดต่อกับ คนอีกทีหนึ่ง ส่วนใหญ่แล้วจะมีอยู่ในเมืองจีน
2. พยาธิตัวกลมพยาธิชนิดนี้มีความยาว 9-10 นิ้ว และได้ชื่อว่า "พยาธิท่องเที่ยว"เพราะมัน สามารถเคลื่อนที่ไปได้ ชื่อของโรคที่มีสาเหตุจากพยาธิ 1. 28% ของคนไข้ที่เข้ารับการรักษาใน โรงพยาบาลเฉาฮิง (จังหวัดเฉเกียงของจีน) และ5.5% ของคนไข้อื่น ๆ ที่ไปรับ การรักษาภายนอกโรงพยาบาลได้รับการ ติดเชื้อโรคคนไข้จะมีอาการผิดปกติในเรื่อง การ ย่อยอาหารและจะเป็นโรคท้องร่วง ต่อเนื่อง ร่างกายจะบวมเนื่องจากเนื้อเยื่อ ใต้ผิวหนังพองน้ำ โรคปอดอักเสบ โรคหายใจขัด โรคดีซ่าน
ข้อมูลเกี่ยวกับพยาธิและเชื้อโรคที่พบในเนื้อหมูหรือหนังหมูและเป็นสาเหตุของ โรคต่าง ๆ ที่กล่าวมานั้นคัดมาจากบทความที่เขียนโดย ดร.มุฮัมมัด ญะฟัรในหนังสืออิสลา มิครีวิว ตีพิมพ์ในลอนดอน ค.ศ. 1957 ข้อมูลอีกส่วนหนึ่งข้าพเจ้าได้รับมาจากตันศรีโจฮารี ดาวุด ผู้อำนวยการหน่วยบริการทหารผ่านศึกของมาเลเซีย ข้อมูลบางส่วนถูกนำมาจาก วารสาร "ESSentia Review on Agriculture-Veterinary" ฉบับที่ 12 เล่ม 2 (1959) ของใต้หวัน
ใน ค.ศ. 1936 เมื่อผู้เขียนได้ไปเยี่ยมคณะแพทย์ศาสตร์ของมหาวิทยาลัยไคโร คณบดี ของคณะได้ชี้ให้ผู้เขียนดูพยาธิตัวแบนขนาดยาว 10 ฟุตในโถแก้วใหญ่ใบหนึ่งและกล่าวว่า "นี่มาจากเมืองจีน" ผู้เขียนรู้สึกไม่สบายใจต่อข้ออ้างดังกล่าวและได้พูดทักท้วงด้วยเสียง ขุ่น ๆ ว่า "ทำไมจะต้องเอ่ยถึงเมืองจีนเป็นการเฉพาะด้วย ?""จีนเป็นประเทศที่กินเนื้อหมู ที่ใหญ่ที่สุดในโลก นอกจากนี้ยังมีโรคอื่น ๆ ที่มาจากหมู่มากเป็นอันดับหนึ่งด้วย เช่น Tricana Spiralis และพยาธิลำไส้ ดังนั้น ประเทศส่วนใหญ่จึงซื้อตัวอย่างเหล่านี้มาจากเมืองจีน เพราะว่า มันมีอยู่ที่นั่นแล้ว"เมื่อได้ฟังเช่นนั้น ผู้เขียนจึงต้องหยุดทักท้วงและยอมรับข้ออ้างอิงนั้นด้วย ความเงียบ
ข้าพเจ้าเชื่อว่าคนจีนได้นำหมูป่ามาเลี้ยงประมาณ 10,000 ปีแล้วแล้วหมูก็ดูเหมือน ว่าจะติดต่อกับมนุษย์มาเป็นเวลานานแล้วด้วย คำว่า "บ้าน" หรือ "ครอบครัว" ที่เขียนใน ภาษาจีนนั้นเป็นหลังคาอยู่ข้างบนและมีหมูอยู่ข้างใต้ วิถีการดำรงชีวิตเช่นเดียวกันนี้ ก็มีอยู่ในบ้านตัวเรือนยาวในซาราวัค
คนนับถือศาสนาอื่นที่ไม่กินหมู นอกเหนือจากอิสลามแล้ว ยังมีศาสนาอื่นที่ห้ามกินเนื้อหมูด้วย เช่น
1. ศาสนายูดาย ชาวยิวเป็นผู้ที่มีความเชื่อมั่นในคัมภีร์ไบเบิลเก่าซึ่งมีคำสอนกล่าวไว้อย่างชัดเจน ในบทเวลวิติโก 11.7-8 ว่า "…หมู เพราะมันเป็นสัตว์แยกกีบและมีกีบผ่า แต่ไม่เคี้ยวเอื้อง จึงเป็นสัตว์มลทินแก่เจ้าอย่ารับประทานเนื้อของสัตว์เหล่านี้เลย และเจ้าอย่าแตะต้องซาก ของมันมันเป็นของมลทินแก่เจ้า" ชาวยิวหลายคนยังปฏิบัติตามในเรื่องนี้อย่างเคร่งครัด
2. ศาสนาฮินดู ผู้นับถือศาสนาฮินดูถูกห้ามกินเนื้อหมูด้วยเช่นกัน ข้าพเจ้ารูเรื่องนี้เมื่อตอนเดินทางไป อินเดีย คนฮินดูที่ข้าพเจ้าพบไม่สามารถบอกได้ว่าตรงไหนของคัมภีร์ที่ห้ามกินหมู คนใน วรรณะจัณฑาลของอินเดียจะไม่เลือกกินอาหาร แต่คนในวรรณะอื่นถือว่าการกินเนื้อหมูเป็น เรื่องน่าอาย ความจริงแล้ว คนฮินดูทุกคนจะเป็นนักมังสวิรัติโดยเฉพาะวรรณะพราหมณ์
อย่างไรก็ตาม นายมุฮัมมัด ดูรายได้พบบันทึกต่อไปนี้ในคัมภีร์ษุกัลเปียมของชาวฮินดู บทที่ 163 ที่กล่าวว่า "วันหนึ่งเมื่อมาณิกาวัสสะกามกราบไหว้พระศิวะแล้ว เขาก็ได้เอาเนื้อ หมูป่าที่เพิ่งล่ามาใหม่ ๆ มาถวายพระศิวะ ทันใดนั้น เขาก็เห็นเลือดซึมออกมาจากดวงตา ของรูปปั้นพระศิวะ หลังจากนั้น เขาก็ได้ยินเสียงกล่าวว่า "เจ้าผู้ที่กินเนื้อได้ทำบาป" นี่คือ ทั้งหมดที่ข้าพเจ้าอ้างเกี่ยวกับเรื่องการกินเนื้อหมูชองชาวฮินดู เกี่ยวกับเรื่องการห้ามกินเนื้อวัวนั้น เพื่อนผู้ทรงคุณวุฒิหลายคนได้กล่าวว่าไม่มีคัมภีร์ ฮินดูเล่มใดที่อ้างอิงถึงเรื่องนี้ มันเป็นเพียงขนบธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันมาโดยผู้คนตั้งแต่ยุคก่อน
3. ศาสนาโซโรแอสเตอร์ ศาสนาโซโรแอสเตอร์เป็นศาสนาประจำชาติของชาวเปอร์เซียซึ่งถูกก่อตั้งโดยโซโรแอสเตอร์ ์เมื่อประมาณ 550 ปี ก่อนคริสตกาล ศาสนานี้วางพื้นฐานอยู่บนปรัชญาและความเชื่อใน อำนาจแห่งความดีและความชั่ว ศาสนานี้บางทีก็ถูกเรียกว่าศาสนาบูชาไฟ มีชาวเปอร์เซีย ประมาณ 150,000 คน ในอินเดียโดยเฉพาะในบอมเบย์ ร้านอาหารของคนพวกนี้ในบอมเบย์ จะไม่มีอาหารทีทำด้วยเนื้อหมูและเนื้อวัว
4. ศาสคริสต์นิกายเซเวนเดย์แอดเวนติสต์ นิกายเซเวนเดย์แอดเวนติสต์ของคริสต์ศาสนาถูกก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1853 โดยวิลเลียม มิลเลอร์ ผู้พยากรณ์ว่าการสิ้นสุดของโลกจะเกิดขึ้นประมาณ ค.ศ. 1843- 1845 ผู้นัถือนิกายนี้ปฎิบัติตามคำสอนของคัมภีร์ไบเบิลบทเลวิติโกเกี่ยวกับเรื่องการห้ามกิน เนื้อหมูและมักจะมากินอาหารที่ร้านมุสลิมเพื่อความสบายใจเมื่อต้องกินอาหารนอกบ้าน นอก จากนั้นแล้ว นิกายนี้ยังห้ามดื่มชาและกาแฟด้วย

โดย: ต่อเนื่องกันอีกแล้ว [22 ก.ย. 47 12:09] ( IP A:203.146.232.155 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   ศาสนาพุทธ พุทธศาสนิกชนมีศีลที่จะต้องปฏิบัติ 5 ข้อด้วยกัน คือห้ามฆ่าสัตว์ ห้ามผิดประเวณี ห้าม ลักขโมย ห้ามพูดปด และห้ามดื่มสิ่งมีนเมา ชาวพุทธที่มีความเคร่งครัดในศาสนา จะปฏิบัติศีลอีก50 หรือ 500 ข้อ แล้วแต่ระดับของความศรัทธา
ขอให้เรามาพิจารณาถึงศีลข้อแรกซึ่งไม่เหมือนกับอิสลามและศาสนาคริสต์ กล่าวคือ ศาสนา พุทธจะห้ามฆ่าสัตว์ทุกชนิดซึ่งรวมทั้งหนู งู แมลงวัน ยุง และอื่น ๆ ซึ่งดูเหมือนว่าจะทำให้ พุทธศาสนิกชนต้องถือมังสวิรัติ ชาวพุทธในนิกายมหายานจะไม่กินเนื้อไก่ เป็ด ปลาเนื้อวัว หรือเนื้อแพะกล่าวสั้น ๆ ก็คือเนื้อสัตว์ทุกชนิดรวมทั้งไข่ บางครั้งแม้แต่หัวหอม และกระเทียมก็ถูกห้ามด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ ชาวพุทธก็ไม่น่าที่จะกินเนื้อหมูด้วย อย่างไรก็ตามเราจะเห็นว่าผู้ที่นับถือศาสนาพุทธส่วนใหญ่มักจะไม่ปฏิบัติตามศีลขัอนี้ อันเนื่องมาจากสภาพแวดล้อมของท้องถิ่นที่อยู่อาศัยเช่น ธิเบต และมองโกเลียซึ่งผัก เป็นสิ่งที่หายากมาก
2. ศาสนาคริสต์ .. ผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์ทุกคนไม่ควรจะกินเนื้อหมูเพราะชาวคริสเตียนเป็นผู้ที่เชื่อในพระคัมภีร์ ไบเบิลเก่าและใหม่อย่างไม่มีเงื่อนไขและในพระคัมภีร์ไบเบิลฉบับเก่า บทเลวิติโกก็ห้ามการ กินเนื้อหมูอย่างชัดเจน ชาวคริสเตียนบางคนอ้างว่าปัจจุบันพวกเขาเป็นชาวคริสเตียน มิใช่ยิวอีกต่อไปแล้ว แต่เราขอถาม ว่าทำไมพวกเขาถิงปฏิบัติบัญญัติสิบประการอย่างเคร่งครัด และทำไมคัมภีร์ไบเบิลเก่า และใหม่จึงถูกรวมเข้าด้วยกันเป็นหนึ่งซึ่งเรียกกันว่าคัมภีร์ไบเบิลนอกจากนั้นแล้วคำอบรมสั่งสอน ขั้นพื้นฐานของนักบวชชาวคริสต์ก็วางพื้นฐานอยู่บนคัมภีร์ไบเบิลเก่าด้วย
คนจีนส่วนใหญ่ก็ไม่ควรกินหมู ถ้าหากข้าพเจ้ากล้าที่จะกล่าวคำพูดข้างต้น ข้าพเจ้าก็จะต้องหาข้อพิสูจน์ในสิ่งที่ ข้าพเจ้าได้พูดไป ที่ข้าพเจ้าพูดว่าคนจีนส่วนใหญ่นั้น ข้าพเจ้าหมายถึงผู้ที่ยึดถือคำสอนของ ขงจื๊อ คำสอนของขงจื๊อมาจากคัมภีร์ลี่ฉี (คัมภีร์แห่งพิธีกรรม) ในบทเฉายีของคัมภีร์เล่มนี้ กล่าวว่า "ฉึนซูปูเฉหุนยู่" ซึ่งหมายความว่า "ผู้ดีไม่กินเนื้อหมูและเนื้อหมา" (ตามคำแปล ของสาธุคุณ อาร์. อาร์. แมธธิวในพจนานุกรมจีน-อังกฤษของเขา) เพื่อที่จะให้แน่ใจในความ หมายที่ถูกต้องของคำทั้งหกคำดังกล่าวมาข้าพเจ้าได้ถามผ่านไปยังสมาชิกสำนักพิมพ์ฉบับนั้น นายลองเฟลโลดับบลิว.ซี.หลิว. ก็ได้ถามนัการศึกษาอาวุโสและเป็นนักวิชาการชาวจีนที่มีชื่อ เสียงคนหนึ่งชื่อนายควนเฉินหมินซึ่งยอมรับว่าคำทั้งหกดังกล่าวมานั้นหมายความว่า "ไม่มี คนดีคนไหนกินเนื้อหมูหรือเนื้อหมา" ดังนั้น คนจีนที่ยอมรับนับถือลัทธิขงจื๊อเป็นศาสนาหรือ เป็นคำสอนและนับถือว่าคัมภีร์แห่งพิธีกรรมเป็นคัมภีร์ที่มีค่า อย่างน้อยที่สุดก็ไม่ควรกินเนื้อหมู และเนื้อหมา
คัมภีร์แห่งพิธีกรรมเป็นคัมภีร์ที่มีอายุกว่า 3,000 ปีและถูกค้นพบโดยคนในยุคสมัย ก่อนเมื่อเนื้อหมูและเนื้อหมาเป็นที่ต้องห้าม อิสลามเป็นศาสนาที่ถูกประทานมาเมื่อประมาณพัน สี่ร้อยปีหลังจากที่คัมภีร์แห่งพิธีกรรมได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ อิสลามได้ห้ามคนกินเนื้อหมู แน่นอน มันจะต้องมีความหมายสำคัญบางอย่างอยู่ในคำสอนของคัมภีร์ต่าง ๆ ดังกล่าวมา
3 ความเห็นของมิชชันนารีคริสเตียนเกี่ยวกับเนื้อหมู ข้าพเจ้าได้อ่านคำแปลคัมภีร์กุรอานของสาธุคุณอิลเลียสหวางชิงฉาย แห่งมณฑลเทียนสิน และพบข้อความเกี่ยวกับความคิดเห็นของนักสอนศาสนาคริสเตียนคนหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องการห้ามกิน หมูในบทที่ 6 โองการที่ 145 ชื่อของนักบวชคนนั้นคือ หบินหังปิน และชื่อของหนังสือเล่มนั้นคือ "ไต๋ชูโยเต๋า" (มีทางตั้งแต่เริ่มต้น) ข้าพเจ้ารู้สึกสนใจมากในความคิดเห็นนี้เพราะว่าบาดหลวง ท่านนี้มิใช่บาดหลวงในนิกายเซเวนเดย์ แอดเวนติสต์ ขอให้ผู้อ่านได้สังเกตต่อไปว่าบาดหลวง ท่านนี้มิได้มีการเข้าข้างหรือต่อต้านอิสลามแต่ประการใด
ท่านได้กล่าว "ผู้ที่นับถือศาสนาร่วมกับข้าพเจ้าหลายคนที่กินหมูมักจะถามข้าพเจ้าว่า : เราจะตกนรกเพราะกินเนื้อหมูหรือไม่ ? ข้าพเจ้าตอบว่า นี่เป็นปัญหาเรื่องสุขอนามัยโดยเฉพาะ ใครก็ตามที่พร้อมจะรับใช้และสรรเสริญพระเจ้าจะต้องเตรียมสุขภาพไว้ให้ดีอยู่เสมอ ไม่เพียง แต่หมูเท่านั้นที่ควรจะหลีกเลี่ยง แต่อะไรก็ตามที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพจะต้องถูกหลีกเลี่ยง ทั้งหมดด้วยเช่นกัน (หมายเหตุ : คำกล่าวเช่นนี้สอดคล้องกับอิสลามทุกกรณี) บาดหลวงท่านนั้นได้กล่าวต่อไปว่า : "ข้าพเจ้ามีประสบการณ์บางอย่างเกี่ยวกับการกินหมู และต้องการจะบอกให้พวกท่านทั้งหลายได้ทราบข้าพเจ้าชอบทานเนื้อวัวและเนื้อแพะ แต่ถึง กระนั้นก็ตาม ข้าพเจ้าก็ไม่บริโภคมันมาก ถ้าหากข้าพเจ้ากินหมู ข้าพเจ้าจะปวดท้องทันที ข้าพ เจ้าเป็นโรคปวดท้องมาตั้งนานแล้ว แต่เมื่อข้าพเจ้าหยุดกินเนื้อหมู อาการปวดท้องก็หายไปโดย สิ้นเชิง ข้าพเจ้ากล้ายืนยันว่าใครก็ตามที่ปฎิบัติตามคำสอนเกี่ยวกับสุขภาพของพระผู้เป็นเจ้า ที่แท้จริงแล้ว สุขภาพของพวกเขาจะดีขึ้นอย่างแน่นอน ใครก็ตามที่ไม่เชื่อก็จะได้รับความทุกข์ ทรมานจากการเจ็บไข้ได้ป่วยถ้าหากว่าที่ท่านกินมันก็เป็นความผิดของท่านเองหากท่านติดโรค ในเมื่อข้าพเจ้าไม่อยากที่จะป่วย ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่กินเนื้อหมู ตับ ไส้ และน้ำมันหมู" "เพื่อนของข้าพเจ้าคนหนึ่งถามว่า "ท่านไม่กินเนื้อหมูแต่ท่านกินน้ำมันหมูหรือเปล่า ?" เขาตอบว่า "ผมไม่กินเนื้อหมู แต่กินแฮม" นี่เป็นการแสดงว่าเพื่อนของข้าพเจ้ากำลังสับสน พระเจ้าห้ามคนของพระองค์เลี้ยงและขายหมู พวกเขาจึงไม่ควรกินเนื้อหมูหรือแตะต้องมัน คัมภีร์ไบเบิลกล่าวไว้อย่างชัดเจนว่าตัวหมูทั้งหมดนั้นสกปรก ดังนั้น แฮมที่มาจากหมูนั้นจึงเป็น ที่ต้องห้ามด้วยเช่นกัน"
"ข้าพเจ้ามีนักศึกษาคนหนึ่งซึ่งใบหน้ามีสิวเต็มไปหมดข้าพเจ้าบอกนักศึกษาผู้นั้นว่าสิ่ง เหล่านั้นเป็นผลมาจากการกินเนื้อหมู ข้าพเจ้าแนะนำว่า หากเขาหยุดกินเนื้อหมู สิวเหล่านั้นก็จะ หมดไป หลังจากนั้นอีกสองปีข้าพเจ้าก็ได้พบกับนักศึกษาผู้นั้นอีกแต่คราวนี้ ข้าพเจ้าถามว่า เขายังกินหมูอยู่หรือเปล่า เขาก็ตอบว่าได้หยุดกินมาสองปีแล้วซึ่งทำให้ใบหน้าของเขาหาย จากการเป็นสิว"
บาดหลวงผู้นั้นได้เล่าต่อไปว่า "พวกเติร์กและอาหรับเป็นมุสลิมและพวกเขาไม่กินหมูเพราะว่าอิสลามห้ามอย่าง เด็ดขาด ส่วนพวกเยอรมันชอบกินหมูและกินมากเสียด้วย ระหว่างสงครามในยุโรป ทหารหลาย คนได้รับบาดเจ็บและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลมาทำการผ่าตัด ปรากฏว่าพวกเติร์กได้รับการ เยียวยารักษาหายเร็วกว่าพวกทหารเยอรมันซึ่งต้องใช้เวลารักษาเป็นแรมเดือน ทำไมถึงเป็น เช่นนั้น ? แพทย์ได้ให้คำตอบง่าย ๆ ดังนี้ "พวกทหารเยอรมันชอบกินหมู" นี่มิได้ให้คำตอบ ง่าย ๆ ดังนี้ "พวกทหารเยอรมันชอบกินหมู" นี่มิได้เป็นข้อพิสูจน์ถึงผลร้ายที่เกิดจากเนื้อหม ูหรือ ? แผลฝีหรือแผลมีหนองนั้นยากที่จะรักษาและมันจะทำให้อาการเลวลงถ้าหากคนไข้กิน เนื้อหมู แพทย์หลายคนเคยห้ามคนไข้ที่เป็นแผลมีหนองกินหมู พระเจ้าห้ามมนุษย์กินหมู ก่อนที่มนุษย์จะเจ็บไข้ได้ป่วย พวกท่านจะหยุดกินเนื้อหมูเสียตอนนี้โดยการทำตามคำ แนะนำของพระเจ้าหรือจะคอยให้ล้มป่วยลงเสียก่อน ?"
"ก่อนหน้านี้ข้าพเจ้าชอบกินขาหมูเลือดและน้ำมันหมูมากแต่พอมาอ่านคัมภีร์ไบเบิลบทเล วิติโกข้าพเจ้าก็สะอิดสะเอียนขึ้นมา เพราะข้าพเจ้าเป็นผู้ที่ชอบกินหมูคนหนึ่ง ข้าพเจ้าได้บอก เพื่อนของข้าพเจ้าว่าคัมภีร์เก่าเป็นเรื่องของอดีต เดี๋ยวนี้ข้าพเจ้านับถือพันธะสัญญาใหม่ ข้าพเจ้า จะกินอะไรก็ได้ตามที่ข้าพเจ้าต้องการ"
"วันหนึ่งมีเรื่องเกิดขึ้นเมื่อข้าพเจ้าได้ไปตรวจสอบคอกและอาหารของหมู ข้าพเจ้า สังเกตด้วยความสะคิดสะเรียนว่าหมูนั้นกำลังกินสิ่งปฏิกูลของมนุษย์ ชาวจีนหลายคนเป็น วัณโรค เมื่อคนเหล่านี้ถ่ายสิ่งปฏิกูลที่มีเชื้อออกมา หมูกินเข้าไป แล้วคนไปกินเนื้อหมู ที่มีเชื้อโรคอยู่ วัฎจักรของวัณโรคก็หมุนเวียนกันอยู่อย่างนั้นหลายคนตายไปเพราะติดเชื้อ โรคจากหมู ท่านเชื่อไหม ?"
"วันหนึ่งเมื่อข้าพเจ้าไปเยี่ยมโรงฆ่าสัตว์ ข้าพเจ้าสังเกตว่าหนังของแกะนั้นขาวสะอาด แต่หนังหมูนั้นเต็มไปด้วยปุ่มคล้ายสิวของนักศึกษาคนนั้น ข้าพเจ้าเชื่อว่าสิวของนักศึกษา คนนั้นเป็นผลมาจากการกินหมู ?"
"ร่างกายของเราเป็นสถานที่ของพระเจ้า ดังนั้น จึงเป็นธรรมดาที่เราควรจะป้องกัน มิให้สิ่งที่น่างรังเกียจมาแปดเปื้อนสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์นี้"
ในตะวันออก มีหลายคนเป็นโรคอย่างหนึ่งที่เรียกว่า "เวน" (WEN) โรคนี้มาจากหมู ในวรรณกรรมฮิบรูไม่มีคำนี้เพราะหลายพันปีก่อน บรรพบุรุษของพวกยิวไม่กินหมู แต่ในปัจจุบันพวกยิวบางคนลืมศาสนาของพวกตนและเริ่มกินหมู ดังนั้น พวกยิวส่วนหนึ่งจึงมีโอกาส ติดโรคนี้ คำว่า "เวน" (WEN) มีอยู่ในภาษาลาตินเพราะว่าพวกโรมันชอบกินหมู คำนี้มีความหมายว่า "หมูตัวเล็ก" ในภาษาลาตินเพราะว่าในศูนย์กลางของการเจริญเติบโตของมะเร็ง จะมีรอยบวม คล้ายหมู แพทย์กล่าวว่า "คนที่กินหมูมาก ๆ จะให้กำเนิดเด็กที่จะติโรดเวนนี้ภายในสามชั่วคน
ท่านเชื่อไหม ?
1. เกี่ยวกับคำว่า "เวน" นี้ สาธุคุณหลินได้เขียนเป็นภาษาจีนว่า "หลิว" ซึ่งพจนานุกรม แมธธิว แปลออกมาเป็นคำว่า "เวน" ซึ่งแปลว่า "เนื้องอก" และ "การบวม" เท่านั้น "หลิว" จึงอาจเป็น เครือญาติของมะเร็ง
2. เราเห็นด้วยกับสาธุคุณหลินในเรื่องการอธิบายความหมายของคำว่า "เวน" โดยชาวยิว เพราะว่าพวกเขาไม่ปลอดพ้นจากเชื้อโรคของหมู สาธุคุณหลิวยังได้กล่าวต่อไปอีกว่า
"ชาวต่างชาติหลายคนไม่ชอบที่จะถูกเรียกว่าอ้วน เพราะว่าหมูนั้นอ้วน พวกเขาชอบที่จะถูก เรียกว่าสมบูรณ์มากกว่า ข้าพเจ้ารู้จักเพื่อนคนหนึ่งซึ่งเป็นนักเคมีทำงานเป็นผู้ตรวจเนื้ออยู่โรงฆ่าสัตว์ ฉิงเตา เขาบอกข้าพเจ้าว่าเขาได้ตรวจโรคกว่า 90 ชนิดในเนื้อหมู (เราขอเอ่ยแค่เพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น) แล้วก็แสดงให้ข้าพเจ้าเห็นเชื้อโรคต่าง ๆ ที่พบได้ในเนื้อหมูและบนตัวหมูโดยอาศัยกล้องจุลทรรศน์ช่วย มีเชื้อจุลินทรีย์หลายอย่างที่อ้วนแบนเหมือน แผ่นกระดาษ เมื่อคุณกินเนื้อหมูเข้าไป เชื้อโรคเหล่านี้ จะเติบโตในกล้ามเนื้อของคุณจนกระทั่งคุณตายมีตัวจุลินทรีย์คล้ายเส้นด้ายที่อาศัยอยู่ในท้องของมนุษย์ จนกระทั่งมนุษย์ตายมีพยาธิหลายชนิดที่มีหัวทั้งสองด้านและที่อยู่ในเส้นเลือด มนุษย์จะตายเมื่อพยาธิ เหล่านี้ทำให้เลือดเป็นพิษ เพื่อนของข้าพเจ้าบอกว่าเชื้อโรคพวกนี้มีมากกว่ายี่สิบสายพันธุ์ที่ไม่ตาย ในอุณหภูมิสูง ใครก็ตามที่โชคร้ายกินเนื้อหมูที่มีเชื้อโรคชนิดนี้อยู่ก็จะเป็นโรคที่ไม่อาจรักษาได้ ถ้าหากเชื้อโรคเหล่านี้ขึ้นไปถึงตา มันก็จะทำให้ตาบอด ถ้าขึ้นไปถึงหูก็จะทำให้หูหนวก ไปถึงปอด ก็จะเป็นโรคปอด ถ้าไปถึงผิวหนังก็จะเกิดโรคผิวหนัง หมูที่ถูกฆ่าตัวใดถูกพบว่ามีเชื้อโรคเหล่านี้อยู่ ่โรงฆ่าสัตว์จะนำไปฝัง

โดย: คนเดิมนั่นแหละ [22 ก.ย. 47 12:16] ( IP A:203.146.232.155 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   ตั้งใจจะอ่าน แต่ความพยายามยังไม่สำเร็จ
โดย: ป้อม [12 ก.พ. 48 11:24] ( IP A:203.150.217.119 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
   ไอ้ควาย 0 3 เค้าไม่ได้ใช้คำ ห้าม เค้าใช้คำว่า พึงละเว้น และเค้าก็ไม่ได้บังคับใคร ให้ทำหรือห้ามทำอะไร แล้วแต่ศรัทธาความเชื่อ ไม่ได้ห้ามทุกคนเหมือนมึง แก่นของศาสนาพุทธคือเดินสายกลาง ขนาดไอน์สไตล์ยังเคยพูดเลยว่า ศาสนาพุทธใกล้เคียงวิทยาศาสตร์ที่สุด
ไม่เหมือนพวกมึงหรอก ห้ามแดกหมูกินหมูไม่ได้ ได้ข่าวพวกมึงไม่รู้จัก
บาปกรรมนี่หว่า ระวังนะโว๊ย
โดย: นำ [26 ธ.ค. 51 12:29] ( IP A:124.120.64.216 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
   เธญเธฑเธ•เธ•เธฒเธซเธดเธญเธฑเธ•เน‚เธ™เธ™เธฒเน‚เธ–
โดย: เธ”เธณ [14 มี.ค. 52 21:08] ( IP A:125.26.242.221 X: )
คลิก เพื่อเปลี่ยนกลับไปแสดงความคิดเห็นแบบเดิม

ชื่อไฟล์รูปห้ามมีอักขระพิเศษ เช่น (#),(<),(>),(&) เป็นต้นค่ะ
ชื่อ / e-mail :    แทรกไอคอนน่ารักๆในข้อความ
e-mail :
ส่งอีเมลทุกครั้งที่มีการตอบกระทู้       (ใส่ Email เมื่อต้องการให้ส่ง Email เมื่อมีคนมาโพสในกระทู้)




คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน