6/10 บอร์ด  <<  กลับไปหน้าแรก

จดหมายจากพระครูธรรมโชติ ควรมิควรแล้วเเต่จะพิจารณาน่ะครับ
   คนทั่วไปมักจะสงสัยว่า "ทำไมอิสลามจึงห้ามกินหมู ?" และมักจะเข้าใจว่า เฉพาะคนมุสลิมเท่านั้นที่มีบทบัญญัติทางศาสนาห้ามกินหมู ทั้ง ๆ ที่ศาสนาคริสต์ ก็มีบทบัญญัติห้ามคนคริสเตียนกินเช่นกันและห้ามมาก่อนสมัยศาสดามุฮัมมัด เสียด้วยซ้ำ แต่ก็เป็นเรื่องแปลกที่ไม่ยักมีใครถามว่า "ทำไมคัมภีร์ไบเบิลจึงห้ามกินหมู่ ?"
เมื่อบทบัญญัติห้ามกินหมูถูกประทานให้แก่มุสลิมในยุคต้น ๆ ผู้คนในยุคนั้น ไม่รู้เหตุผลหรอกว่าทำไมพระเจ้าจึงทรงห้ามเพราะผู้ศรัทธาในพระเจ้ายุคนั้นรู้แต่ เพียงว่าเขาเป็นมุสลิม และมุสลิมคือผู้นอบน้อมยอมจำนนต่อคำสั่งของพระเจ้าโดย สิ้นเชิงดังนั้น เมื่อพระเจ้าทรงบัญชาสิ่งใดพวกเขาก็ปฏิบัติตาม โดยไม่มีการตั้งคำ ถามว่า "ทำไม?" เพราะพวกเขารู้ดีว่าพระเจ้าทรงมีเหตุผลและทรงมีเจตนาดีต่อ พวกเขา แต่เหตุผลของพระองค์ในเวลานั้นเกินกว่าทีสติปัญญาของพวกเขาแต่เหตุผล ของพระองค์ในเวลานั้นเกินกว่าที่สติปัญญาของพวกเขาจะหยั่งรู้ได้ ดังนั้น การปฏิบัติ ตามด้วยความศรัทธาเพียงอย่างเดียวสำหรับพวกเขาก็ถือว่าเป็นการเพียงพอแล้ว สำหรับการเป็นมุสลิม
แต่เมื่อโลกวิวัฒนาการขึ้น การปฏิบัติตามศาสนาด้วยความศรัทธาทางจิตใจ เพียงอย่างเดียว ดูเหมือนจะไม่เพียงพอแล้วสำหรับมนุษย์ผู้มีวิวัฒนาการทางสติ ปัญญา มนุษย์ต้องการจะรู้เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังคำสั่งของพระเจ้าเพื่อประกอบกับ ความศรัทธาของเขา ดังนั้น เพื่อตอบสนองความต้องการทางสติปัญญาของมนุษย์ พระองค์จึงได้ประทานความรู้ความสามารถทางสติปัญญให้แก่มนุษย์เพื่อใช้ค้นคว้า หาคำตอบและเหตุผลด้วยสติปัญญาของเขาเอง เพื่อที่จะปฏิบัติตามคำสอนของอิสลามในเรื่องนี้ มุสลิมจะต้องปฏิบัติตามในสิ่งที่ พระผู้เป็นเจ้าอนุมัติและงดเว้นในสิ่งที่พระองค์ห้ามทั้งนี้เพื่อที่จะได้รับความสะอาด บริสุทธิ์ทั้งทางด้านจิตวิญญาณและธรรมชาติแห่งความเป็นมนุษย์
การละเว้นจากการกินเนิ้อหมูในอิสลามมีเหตุผลหลายประการทั้งจากทัศนะของ ศาสนาและทัศนะทางวิทยาศาสตร์ การรักษาอนามัยและการแสงหาความบริสุทธิ์ของธรรมชาติ การละเว้นจากการกินเนื้อหมูเป็นขั้นตอนหนึ่งซึ่งอิสลามกำหนดไว้เพื่อเป็นการ รักษาสุขภาพอนามัย และการได้รับความบริสุทธิ์ของธรรมชาติ
อิสลามสอนให้มนุษย์มีชีวิตสะอาดอย่างไร ?
ประการแรก อิสลามได้ย้ำเรื่องความสะอาดบริสุทธิ์ของจิตวิญญาณและความ สะอาดของร่างกาย และประการที่สองคือการบริหารร่างกายที่เหมาะสม หลักการอิสลาม หนึ่งในห้าประการคือการละหมาดห้าเวลาในแต่ละวันนั้นเป็นสิ่งที่ยืนยันถึงเรื่องนี้ วิทยา ศาสตร์อาจจะเน้นเรื่องของอนามัย แต่จะไม่ใส่ใจต่อความสำคัญของการปลูกฝังธรรม ชาติอันบริสุทธิ์ของมนุษย์ หากจะเปรียบไปก็เหมือนกันการเน้นการศึกษาเรื่องวัตถุนิยม และจิตนิยม ความจริงแล้ว จิตนิยมและวัฒนธรรมของธรรมชาติอันบริสุทธิ์นั้นเป็นศาสตร์ และปรัชญาสองวิชาที่ถูกทอดทิ้งไปในช่วงระยะหนึ่ง ที่ข้าพเจ้าพูดว่าทิ้งช่วงไประยะหนึ่ง ก็เพราะข้าพเจ้าเชื่ออย่างจริงใจว่ามันจะถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีกและจะมีความสำคัญต่อไป ในอนาคตโดยการประดิษฐ์คิดค้นของวิทยาศาสตร์
วิชาอนามัยเป็นเรื่องภายนอกและเป็นเรื่องทางวัตถุ แต่เรื่องวัฒนธรรมของธรรม ชาติภายในนั้นเป็นเรื่องน่าสนใจที่เกี่ยวข้องทั่วร่างกายและจิตวิญญาณ อิสลามยอมรับและไม่ทำลายความรู้สึก เช่นเดียวกับศาสนาอื่น ๆ อิสลามได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากต่อลักษณะและ คุณธรรมอันดีงาม อิสลามถือว่ามนุษย์เกิดมาบริสุทธิ์ เม่งจื๊อก็เช่นเดียวกับอิสลามที่ถือว่า ความดีและความชั่วจะได้รับการเรียนรู้อย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ความแตกต่างระหว่างสอง ความคิดนี้ก็คืออิสลามสอนให้รู้ถึงวิธีการที่จะได้รับความดีงามและหลีกเลี่ยงนิสัยที่เลวทราม เพราะทั้งความดีและความชั่วจะเติบโตในมนุษย์ตามการศึกษาและสภาพแวดล้อมในชีวิต ประจำวันของเขา


โดย: ทรงกลด [22 ก.ย. 47 11:55] ( IP A:203.146.232.155 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live

ความคิดเห็นที่ 2
   ้องมีเหตุผลอะไรสักอย่างสำหรับการสรุปแบบห้วน ๆ นี้
ในสมัยราชวงศ์ถัง มีหมอคนหนึ่งชื่อ ซุนซีเหมา เคยถูกเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ใคร ๆ อยากจะเป็นกันแต่ท่านกลับปฏิเสธ หมอผู้นี้มีอายุยืนถึง 100 ปี และ เป็นนักอนามัยผู้ยิ่งใหญ่ในสมัยเมื่อสองพันปีที่ผ่านมา ท่านได้เขียนไว้ในหนังสือเรื่อง "เฉเฉนลู" (บันทึกแห่งสุขภาพ) ว่า :- "เนื้อหมูอาจทำให้การป่วยไข้เก่า ๆ กลับคืนมาอีก มันนำไปสู่การเป็นหมัน โรคไขข้อ กระดูกอักเสบ และโรคหืด" หมอผู้นี้ได้ชี้ให้เห็นโรคอย่างน้อยทีสุดสามโรคและยังกล่าวถึงแนวโน้วของเนื้อหม ูที่จะเป็นสาเหตุทำให้โรคเก่ากลับมาอีก การค้นพบของท่านได้รับการยืนยันโดยนักวิทยา ศาสตร์ในปัจจุบันแล้ว หมอมีชื่อเสียงอีกท่านหนึ่งแห่งราชวงศ์หมิง ชื่อ หลีชีเฉน (ซึ่งเป็นซินแสด้านยา และเขียนตำราไว้กว่า 50 เล่ม) ได้ใช้เวลาตลอดชีวิตของท่านศึกษาเกี่ยวกับเรื่องยา ได้กล่าวเกี่ยวกับเนื้อหมูไว้ว่า :- "หมูทางตอนใต้มีกลิ่นฉุนและมีน้ำมันเข้มข้น มันมีพิษภัยที่ก่อให้เกิดโรคมากมาย" ถ้าหากไม่มีความเชื่อมั่นหลังจากการศึกษาอย่างหนักเกี่ยวกับพืชสมุนไพรและสิ่งที่กิน ได้นับพันชนิด หมอผู้ยิ่งใหญ่อย่างหลีชีเฉนก็คงไม่กล้าพูดว่าเนื้อหมูโดยทั่วไปเป็นอันตราย ต่อสุขภาพ ความเห็นและข้อสรุปทางการแพทย์เหล่านี้ถูกอ้างมาจากหนังสือเรื่อง "พิธีกรรมในอิสลาม" (The Rites in Islam) ซึ่งเขียนโดย เชค หวางไต้ยู่ นักการแพทย์สมัยใหม่ชื่อ ฉือฮุนหยู ได้เขียนไว้ในหนังสือเรื่อง "ปัญหาของการกินเนื้อสัตว์ เป็นอาหาร" (The Problem of Carnivorousness) ของเขาว่าการกินเนื้อหมูเป็น สาเหตุทำให้เกิดความจำเสื่อมและผมร่วง วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ก็ได้พบว่า เนื้อหมูเป็น สาเหตุประการหนึ่งที่ทำให้ศีรษะล้านและความจำเสื่อม ซึ่งโรคทั้งสองนี้เป็นที่หวั่นกลัวของ คนหนุ่มและคนแก่คำพูดเช่นนี้สนับสนุนคำพูดเกี่ยวกับเรื่องหมูของคนในยุคโบราณโดย ทางอ้อม
โดยปกติเรามักจะเห็นคนขายหมูมีรูปร่างอ้วนฉุ แต่นั่นไม่จำเป็นต้องหมายถึงการ มีสุขภาพดีเสมอไป บางทีมันอาจจะเป็นของการติดต่อสัมผัสกับเนื้อหมูอย่างต่อเนื่องและ เป็นโรคที่เนื้อหมูนำมาก็ได้ ดร.เกลน เชฟฟาร์ด (Fr.Glen Shephard) ได้เขียนเกี่ยว กับเรื่องอันตรายของการกินเนื้อหมูไว้ในหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ ฉบับวันที่ 31 พฤษภาคม 1952 ไว้ว่า
"ประชาชนในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา 1 ใน 6 คนมีเชื้อจุลินทรีย์ในกล้าม เนื้อ-ทริโคโนซีส-จากการกินเนื้อหมูที่มีเชื้อพยาธิทริคินาหลายคนติดเชื้อโรค แต่ไม่มีอาการ คนส่วนใหญ่ที่ติดเชื้อนี้จะฟื้นจากอาการป่วยช้ามาก บางคนเสียชีวิต บางคนกลายเป็นคนทุพพลภาพซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นคนกินเนื้อหมูอย่างไม่ระมัดระวัง"
"ไม่มีใครที่ปลอดพ้นจากเชื้อโรคนี้และก็ไม่มีวิธีการรักษา ไม่มียาปฏิชีวนะหรือยา และวัคซีนใด ๆ ที่สามารถจะมีผลต่อพยาธิมรณะตัวจิ๋วนี้ได้ ดังนั้น การป้องกันการ ติดเชื้อจึงเป็นคำตอบที่แท้จริง"
"พยาธิทริคินามีความยาวเมื่อเติบโตเต็มที่ประมาณ 1/8 นิ้ว และกว้างประมาณ 1/400 นิ้ว มีอายุยืนถึง 40 ปี มีสารห่อหุ้มตัวเป็นลักษณะแคปซูลกลมคล้ายลูกมะนาว อยู่ระหว่างเส้นใยกล้ามเนื้อ"
"เมื่อคุณกินเนื้อที่ติดเชื้อโรคเข้าไปสารที่ห่อหุ้มพยาธินี้จะถูกย่อยแต่ตัวพยาธิที่อยู่ภาย ในจะเติบโตเต็มที่และแต่ละตัวจะออกลูกประมาณ 1500 ตัว พยาธิเหล่านี้จะเข้าไปใน เลือดของคุณในเวลาหนึ่งหรือสองสัปดาห์หลังจากที่คุณกินพ่อแม่ของมันเข้าไป เนื่องจาก พยาธิสามารถรุกรานเข้าไปได้ในหลายส่วนของอวัยวะ ดังนั้น อาการของโรคนี้จะเหมือน กับโรคอื่น ๆ อีก 50 โรคซึ่งทำให้เป็นเรื่องยากในการวินิจฉัย"
"วิธีการหมักเค็มและการรมควันธรรมดาไม่อาจที่จะฆ่าพยาธิเหล่านี้ และการ ตรวจเนื้อของรัฐบาลที่สถานที่บรรจุหีบห่อหรือที่โรงฆ่าสัตว์ก็ไม่สามารถรู้ถึงเนื้อหมูที่ ติดโรคนี้ได้"
หลังจากที่อ่านถ้อยคำของ ดร.เชฟฟาร์ด แล้ว เราสามารถสันนิษฐานได้ว่า ไม่มีหลักประกันความปลอดภัยที่แท้จริงแม้แต่เมื่อตอนเรากินเนือ้หมูจึงเป็นการเอา สุขภาพและชีวิตของเราเข้าไปเสี่ยงเหมือนกับการพนัน





โดย: ต่อเนื่องกัน [22 ก.ย. 47 12:05] ( IP A:203.146.232.155 X: )

ความคิดเห็นที่ 4
   เพียงขนบธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันมาโดยผู้คนตั้งแต่ยุคก่อน
3. ศาสนาโซโรแอสเตอร์ ศาสนาโซโรแอสเตอร์เป็นศาสนาประจำชาติของชาวเปอร์เซียซึ่งถูกก่อตั้งโดยโซโรแอสเตอร์ ์เมื่อประมาณ 550 ปี ก่อนคริสตกาล ศาสนานี้วางพื้นฐานอยู่บนปรัชญาและความเชื่อใน อำนาจแห่งความดีและความชั่ว ศาสนานี้บางทีก็ถูกเรียกว่าศาสนาบูชาไฟ มีชาวเปอร์เซีย ประมาณ 150,000 คน ในอินเดียโดยเฉพาะในบอมเบย์ ร้านอาหารของคนพวกนี้ในบอมเบย์ จะไม่มีอาหารทีทำด้วยเนื้อหมูและเนื้อวัว
4. ศาสคริสต์นิกายเซเวนเดย์แอดเวนติสต์ นิกายเซเวนเดย์แอดเวนติสต์ของคริสต์ศาสนาถูกก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1853 โดยวิลเลียม มิลเลอร์ ผู้พยากรณ์ว่าการสิ้นสุดของโลกจะเกิดขึ้นประมาณ ค.ศ. 1843- 1845 ผู้นัถือนิกายนี้ปฎิบัติตามคำสอนของคัมภีร์ไบเบิลบทเลวิติโกเกี่ยวกับเรื่องการห้ามกิน เนื้อหมูและมักจะมากินอาหารที่ร้านมุสลิมเพื่อความสบายใจเมื่อต้องกินอาหารนอกบ้าน นอก จากนั้นแล้ว นิกายนี้ยังห้ามดื่มชาและกาแฟด้วย

โดย: ต่อเนื่องกันอีกแล้ว [22 ก.ย. 47 12:09] ( IP A:203.146.232.155 X: )

ความคิดเห็นที่ 7
   ู (เราขอเอ่ยแค่เพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น) แล้วก็แสดงให้ข้าพเจ้าเห็นเชื้อโรคต่าง ๆ ที่พบได้ในเนื้อหมูและบนตัวหมูโดยอาศัยกล้องจุลทรรศน์ช่วย มีเชื้อจุลินทรีย์หลายอย่างที่อ้วนแบนเหมือน แผ่นกระดาษ เมื่อคุณกินเนื้อหมูเข้าไป เชื้อโรคเหล่านี้ จะเติบโตในกล้ามเนื้อของคุณจนกระทั่งคุณตายมีตัวจุลินทรีย์คล้ายเส้นด้ายที่อาศัยอยู่ในท้องของมนุษย์ จนกระทั่งมนุษย์ตายมีพยาธิหลายชนิดที่มีหัวทั้งสองด้านและที่อยู่ในเส้นเลือด มนุษย์จะตายเมื่อพยาธิ เหล่านี้ทำให้เลือดเป็นพิษ เพื่อนของข้าพเจ้าบอกว่าเชื้อโรคพวกนี้มีมากกว่ายี่สิบสายพันธุ์ที่ไม่ตาย ในอุณหภูมิสูง ใครก็ตามที่โชคร้ายกินเนื้อหมูที่มีเชื้อโรคชนิดนี้อยู่ก็จะเป็นโรคที่ไม่อาจรักษาได้ ถ้าหากเชื้อโรคเหล่านี้ขึ้นไปถึงตา มันก็จะทำให้ตาบอด ถ้าขึ้นไปถึงหูก็จะทำให้หูหนวก ไปถึงปอด ก็จะเป็นโรคปอด ถ้าไปถึงผิวหนังก็จะเกิดโรคผิวหนัง หมูที่ถูกฆ่าตัวใดถูกพบว่ามีเชื้อโรคเหล่านี้อยู่ ่โรงฆ่าสัตว์จะนำไปฝัง

โดย: คนเดิมนั่นแหละ [22 ก.ย. 47 12:16] ( IP A:203.146.232.155 X: )

ความคิดเห็นที่ 8
   ตั้งใจจะอ่าน แต่ความพยายามยังไม่สำเร็จ
โดย: ป้อม [12 ก.พ. 48 11:24] ( IP A:203.150.217.119 X: )

ความคิดเห็นที่ 9
   ไอ้ควาย 0 3 เค้าไม่ได้ใช้คำ ห้าม เค้าใช้คำว่า พึงละเว้น และเค้าก็ไม่ได้บังคับใคร ให้ทำหรือห้ามทำอะไร แล้วแต่ศรัทธาความเชื่อ ไม่ได้ห้ามทุกคนเหมือนมึง แก่นของศาสนาพุทธคือเดินสายกลาง ขนาดไอน์สไตล์ยังเคยพูดเลยว่า ศาสนาพุทธใกล้เคียงวิทยาศาสตร์ที่สุด
ไม่เหมือนพวกมึงหรอก ห้ามแดกหมูกินหมูไม่ได้ ได้ข่าวพวกมึงไม่รู้จัก
บาปกรรมนี่หว่า ระวังนะโว๊ย
โดย: นำ [26 ธ.ค. 51 12:29] ( IP A:124.120.64.216 X: )

ความคิดเห็นที่ 10
   เธญเธฑเธ•เธ•เธฒเธซเธดเธญเธฑเธ•เน‚เธ™เธ™เธฒเน‚เธ–
โดย: เธ”เธณ [14 มี.ค. 52 21:08] ( IP A:125.26.242.221 X: )


คลิก เพื่อเปลี่ยนกลับไปแสดงความคิดเห็นแบบเดิม
ชื่อ / e-mail :    แทรกไอคอนน่ารักๆในข้อความ
e-mail :
ส่งอีเมลทุกครั้งที่มีการตอบกระทู้       (ใส่ Email เมื่อต้องการให้ส่ง Email เมื่อมีคนมาโพสในกระทู้)
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


วิธีการ upload รูปภาพแบบใหม่ วิธีการใส่ copy paste หรือ คัดลอกข้อความ ในแบบใหม่

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน