khonnon-group  >>  หลวงตาวาส วัดสะพานสูง จ นนทบุรี

ประวัติท่านอาจารย์แปลก ร้อยบาง กับวัดสพานสูง
   
โดย: [0 3] ( IP )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live

ความคิดเห็นที่ 1
    ประวัติท่านอาจารย์แปลก ร้อยบาง กับวัดสพานสูง

มีการเล่าขานกันจากปากต่อปาก จากรุ่นปู่ย่าตายาย สู่รุ่นพ่อแม่ มาถึงรุ่นหลาน เหลน ว่าครั้งหนึ่งท่านอาจารย์แปลก ร้อยบาง ได้ลอยเรือผ่านมาถึงใต้สะพานสูงเจริญราษฏร์ (ชื่อสะพานที่ท่านหลวงปู่กลิ่น ฯ ได้สลักไว้บนหินอ่อน เป็นสะพานข้ามคลองพระอุดมจากวัดสะพานสูงไปยังฝั่งตรงกันข้าม) เรือของท่านได้ลอยมาชนกับตลิ่งวัดสะพานสูง

หลังจากนั้นท่านได้ผูกไว้กับเสาหลักที่ตลิ่งวัด แล้วเดินเข้าไปยังกุฏิพระท่านหนึ่ง ท่านจึงก้มลงกราบแล้วกล่าวขึ้นว่า “ท่านอาจารย์จูงเรือกระผมมาทำไม” พระรูปนั้นกล่าวตอบว่า “เห็นว่าน้ำจะหลากกลัวว่าจะลำบาก จึงอยากให้มาพักอยู่ที่วัดก่อน” จากคำบอกเล่าต่อกันมา ทำให้ทราบว่า พระองค์นั้นคือหลวงปู่กลิ่น และคำกล่าวของท่านเป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก ในเวลาต่อมาไม่นานน้ำหลากท่วมใหญ่ ซึ่งสามารถกล่าวได้ว่า ทั้งท่านหลวงปู่กลิ่นและท่านอาจารย์แปลก ร้อยบาง สามารถสนทนาได้อย่างผู้รู้ ผู้ถึง ไม่ต้องกล่าวสาธยายให้มากความ รู้เขา รู้เรา รู้ระดับ รู้ชนะ รู้วรรณะ วางตัวได้อย่างเหมาะเจาะเหมาะสม ไม่ก้าวล่วง ไม่เกินเลย อยู่อย่างผู้รู้ มีแต่ความเคารพกับความศรัทธาให้กันและกัน

สำหรับชีวประวัติของท่านอาจารย์แปลกฯ หลวงพ่อวาส ซึ่งเป็นศิษย์องค์หนึ่ง ท่านได้กล่าวว่าใครจะเล่าอย่างไรก็ว่าอย่างนั้น ใครเขาจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา ไม่อยากจะกล่าวอะไรมากเดี๋ยวจะไปขัดคัดค้านกับผู้ที่พยายามจะเขียนชีวประวัติ เรื่องของเขาก็เรื่องของเขา เรื่องของเราก็ของเรา รู้เท่าที่รู้ ก็พอสังเขปแล้ว

โดย: ศิษย์หลวงพ่อเกิด [23 มิ.ย. 55 19:57] ( IP A:110.169.138.115 X: )

ความคิดเห็นที่ 2
   สำหรับชีวิตบั้นปลายของท่านอาจารย์แปลก ร้อยบาง ท่านได้ย้ายไปที่ปากคลองบางซื่อริมแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งตรงข้ามวัดแก้วฟ้า สี่แยกเกียกกาย กรุงเทพ โดยลูกศิษย์ที่เป็นทหารเรือ ได้ชัดชวนท่านให้มาอยู่บ้านเช่าบริเวณดังกล่าว
และต่อมาได้ย้ายเข้าไปอยู่ที่บ้านใกล้วัดประดู่ธรรมาธิปัตย์ ที่อยู่ในคลองบางซื่อนั้น โดยลูกศิษย์ที่เป็นทหารเรือชื่อ “จ่ายูร” เป็นผู้สร้างให้เป็นหลังไม่ใหญ่ชั้นเดียวมีห้องกลางหนึ่งห้อง ฝากั้น ประตูเปิด สำหรับห้องนอน มีนอกชานแล่นสำหรับรับลูกศิษย์ลูกหา ทำให้ท่านหมดความจำเป็นต้องใช้เรืออีก จึงได้ขายไป ขณะนั้นท่านมีครอบครัวแล้ว มีลูกผู้หญิง สองคน ลูกชายคนเล็กหนึ่งคน ต่อมามีลูกศิษย์ที่เป็นชาวต่างประเทศมาขอลูกสาวไปเป็นบุตรบุญธรรม แต่ท่านไม่ให้ ลูกศิษย์คนดังกล่าวได้อ้อนวอนอยู่นาน ซึ่งท่านได้พิจารณาแล้วเห็นว่าศิษย์คนดังกล่าวนั้น มีความศรัทธาท่านจริงและเป็นคนดีมีศีลธรรม ท่านจึงมอบลูกชายคนเล็กให้ไปพร้อมกันมอบตะกรุดเงินให้ติดตัวไปหนึ่งดอก

ในระหว่างที่อยู่ที่บ้านใกล้วัดประดู่ฯ นั้น มีลูกศิษย์ชื่อ “จุ๊ย” บ้านอยู่แถวหัวลำโพงได้ไปมาหาสู่ประจำคอยดูแลรับใช้ไม่ให้ขัดสน ในเวลาต่อมาท่านได้สิ้นบุญ ณ ที่แห่งนั้น

ปัจจุบันหลวงพ่อวาส ได้นำอัฐิของท่านอาจารย์แปลก มาบรรจุรวมกันกับอัฐิโยมบิดา โยมมารดาอยู่ในเจดีย์เดียวกัน ณ วัดสะพานสูง ปากเกร็ด นนทบุรี แสดงให้เห็นว่าหลวงพ่อวาส ซึ่งเป็นศิษย์มีความกตัญญูกตเวทีต่อ บิดา มารดา ครูบาอาจารย์ ไม่ให้หวังสิ่งตอบแทน แม้แต่ตะกรุดของท่านอาจารย์ หลวงพ่อก็ไม่มีติดตัว ที่ได้มาเมื่อครั้งท่านอาจารย์มีชีวิต ก็มอบต่อให้ผู้อื่นหมด คงมีแต่วิชาที่ได้ร่ำเรียนมาจนถึงทุกวันนี้ สำหรับสมบัติชิ้นสุดท้ายที่ท่านอาจารย์แปลก ฯ ได้เก็บไว้ให้ศิษย์ชื่อ “จุ๊ย ” คือตะกรุดโทนเงิน จำนวน 2 ดอก แต่ได้ถูกผู้คุ้นเคยท่านหนึ่งหยิบไป โดยไม่ได้รับอนุญาต แต่จะเป็นเพราะเหตุใดไม่ทราบ ผู้ครองตะกรุดดังกล่าวต้องประสบกับเหตุการณ์ ไฟไหม้บ้านถึงสองครั้ง ทำให้ต้องขายตะกรุดดังกล่าวให้หลวงพ่อวาส เพื่อใช้เป็นทุนในการสร้างบ้านในเวลาต่อมา

โดย: ศิษย์หลวงพ่อเกิด [23 มิ.ย. 55 19:59] ( IP A:110.169.138.115 X: )

ความคิดเห็นที่ 3
   เรื่องตะกรุดดังกล่าวนี้ หลวงพ่อวาส ท่านได้ทราบเรื่องมาแต่ต้นและติดตามตะกรุดดังกล่าวคืนมาได้เพียง 1 ดอก แล้วนำไปคืนให้กับ “จุ๊ย”

สิ่งที่เป็นถาวรวัตถุที่ท่านอาจารย์แปลก ร้อยบาง ได้สร้างไว้เป็นอนุสรณ์แห่งมงคลชีวิต ในปัจจุบันที่หลงเหลืออยู่ คือ ตะกรุดโทน กับตะกรุดพวง และสร้างฝ่าพระพุทธบาท หล่อที่วัดท่าเกวียน ในสมัยอาจารย์ดี (พระลูกวัดท่าเกวียนต่อมาเมื่อท่านได้สึกแล้ว)

รวมทั้งพระพุทธรูปบูชา “พระศรีอาริยเมตไตย” ซึ่งปัจจุบันไม่ทราบว่าอยู่ที่ใด หรือใครครองอยู่
เดิมท่านบวชครั้งแรกที่ไหนไม่ปรากฏหลักฐาน แต่ต่อมาท่านได้มาจำวัดอยู่ที่วัดท่าเกวียน จ. ปทุมธานี เป็นเพียงพระลูกวัดธรรมดา แต่ได้มีวิชาอาคมจนถือได้ว่าเป็นผู้แก่กล้าอาคมท่านหนึ่งแต่เสียที่ว่าท่านมิได้เป็นผู้ที่มีแหล่งกำเนิดในบริเวณนั้น แต่มีลูกศิษย์จำนวนมาก ในขณะที่ท่านได้สร้างอนุสรณ์ที่ยังคงอยู่ที่วัดท่าเกวียนจนถึงทุกวันนี้ก็คือ รอยฝ่าพระพุทธบาท ซึ่งท่านได้นำเงินที่ลูกศิษย์และชาวร่วมทำบุญทองเหลือ นำมาหลอมหล่อเป็น ฝ่าพระพุทธบาท โลหะที่เหลือจากการหล่อท่านได้หล่อพระศรีอริยเมตไตยขึ้นจำนวน 1 องค์ เป็นพระบูชาองค์ไม่ใหญ่มากนัก สูงประมาณ 1 ศอก พระองค์ดังกล่าวเป็นพระบูชาที่ท่านนำติดตัวไว้ตลอดเวลา

หลังจากท่านได้หล่อฝ่าพระพุทธบาทแล้ว ท่านได้จัดให้มีการปิดทอง 2 ครั้ง วิธีการคือท่านจะสานไม้ไผ่ที่มีอยู่บริเวณวัดจำนวนมากเป็นฝาแฝกสานไม้ไผ่ทำทางเป็นแบบเขาวงกต กั้นทางเดินสลับไปสลับมา เป็นค่ายกลลวง เหตุที่ทำเช่นนี้เข้าใจว่าเป็นปริศนาธรรมอย่างหนึ่ง ความหมายน่าจะเป็นการสอนให้คนรู้ว่าการเข้าถึงพระธรรมนั้น ไม่ยากแต่ไม่ง่าย อยู่ที่สมาธิ สติ ปัญญา ก็จะถึงซึ่งพระธรรมนั่นเอง

ในเวลาต่อมา สมภารได้สิ้นอายุลง ในขณะนั้นเห็นจะมีแต่ท่านเท่านั้นที่อาวุโส ทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิ แก่กลัววิชาอาคม สามารถที่จะปกครองวัดได้ เสียแต่ว่าท่านมิใช่ผู้ที่มีแหล่งกำเนิด ณ ที่นั้น จึงได้รับการต่อต้านจากผู้มีอิทธิพลในพื้นที่นั้น ไม่ให้ขึ้นเป็นใหญ่ในวัด และต้องการให้พระอีกองค์ ซึ่งเป็นญาติได้ขึ้นครองวัดแทน ด้วยเพราะท่านเป็นผู้รักสันโดษสงบ เรียบง่าย ไม่วุ่นวาย ไม่ปรารถนาในลาภยศสรรเสริญบารมี จึงได้ย้ายไปจำวัดอยู่ที่วัดย่านคลองสอง ซึ่งเป็นบ้านเกิด

หลังจากย้ายมาจำวัดใกล้บ้านเกิด ซึ่งสมัยก่อนมีสภาพทุรกันดาร เป็นวัดเล็กๆ มีพระจำพรรษาน้อยองค์ เหตุที่ท่านต้องสึกจากสงฆ์ เกิดจากสมภารในสมัยนั้น ได้นำสิ่งของล้ำค่าของวัดไปขาย นำรายได้มาใช้ส่วนตัว หรือจะนำมาใช้ในการซ่อมแซมวัด ไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจน ทำให้ท่านลุกขึ้นคัดค้าน เพราะของในวัดทุกชิ้นเป็นสมบัติของสงฆ์ มิใช่ของพระสงฆ์รูปใดรูปหนึ่ง

จนสร้างความไม่พอใจให้กับสมภาร ถึงกับออกปากไล่ หรืออยู่ได้ก็อยู่ อยู่ไม่ได้ก็สึกออกไป การคัดค้านไม่เป็นผล เพราะท่านเป็นเพียงพระลูกวัด โดยวินัยของสงฆ์แล้ว ไม่สามารถฟ้องทางโลกได้ ประกอบกับได้มีการท้าทายว่า ถ้าท่านแน่จริงให้สึกออกมาสู้กันว่าใครจะแพ้ชนะ

เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านจึงต้องสึกออกมาต่อสู้ทางโลก ผลปรากฏว่าสมภารกระทำผิดจริง จึงต้องสึกออกไปรับโทษทางกบินเมือง ตัวท่านอาจารย์แปลกเองก็มิได้กลับมาบวชอีก คงใช้ชีวิตสันโดษอยู่ในเรือประทุนลำน้อย ลอยเรือไปตามแม่น้ำลำคลอง เดินทางไปไม่มีจุดหมายปลายทาง ค่ำไหนนอนนั่น ส่วนใหญ่จะเป็นหน้าวัดที่เรือลอยผ่าน เรือของท่านจะไม่มีพาย แต่จะมีไม้ไผ่ใช้สำหรับปักหลักผูกเชือก
โดย: ศิษย์หลวงพ่อเกิด [23 มิ.ย. 55 20:04] ( IP A:110.169.138.115 X: )

ความคิดเห็นที่ 4
   มีการเล่าขานกันจากปากต่อปาก จากรุ่นปู่ย่าตายาย สู่รุ่นพ่อแม่ มาถึงรุ่นหลาน เหลน ว่าครั้งหนึ่งท่านอาจารย์แปลก ร้อยบาง ได้ลอยเรือผ่านมาถึงใต้สะพานสูงเจริญราษฏร์ (ชื่อสะพานที่ท่านหลวงปู่กลิ่น ฯ ได้สลักไว้บนหินอ่อน เป็นสะพานข้ามคลองพระอุดมจากวัดสะพานสูงไปยังฝั่งตรงกันข้าม) เรือของท่านได้ลอยมาชนกับตลิ่งวัดสะพานสูง

หลังจากนั้นท่านได้ผูกไว้กับเสาหลักที่ตลิ่งวัด แล้วเดินเข้าไปยังกุฏิพระท่านหนึ่ง ท่านจึงก้มลงกราบแล้วกล่าวขึ้นว่า “ท่านอาจารย์จูงเรือกระผมมาทำไม” พระรูปนั้นกล่าวตอบว่า “เห็นว่าน้ำจะหลากกลัวว่าจะลำบาก จึงอยากให้มาพักอยู่ที่วัดก่อน” จากคำบอกเล่าต่อกันมา ทำให้ทราบว่า พระองค์นั้นคือหลวงปู่กลิ่น และคำกล่าวของท่านเป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก ในเวลาต่อมาไม่นานน้ำหลากท่วมใหญ่ ซึ่งสามารถกล่าวได้ว่า ทั้งท่านหลวงปู่กลิ่นและท่านอาจารย์แปลก ร้อยบาง สามารถสนทนาได้อย่างผู้รู้ ผู้ถึง ไม่ต้องกล่าวสาธยายให้มากความ รู้เขา รู้เรา รู้ระดับ รู้ชนะ รู้วรรณะ วางตัวได้อย่างเหมาะเจาะเหมาะสม ไม่ก้าวล่วง ไม่เกินเลย อยู่อย่างผู้รู้ มีแต่ความเคารพกับความศรัทธาให้กันและกัน

สำหรับชีวประวัติของท่านอาจารย์แปลกฯ หลวงพ่อวาส ซึ่งเป็นศิษย์องค์หนึ่ง ท่านได้กล่าวว่าใครจะเล่าอย่างไรก็ว่าอย่างนั้น ใครเขาจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา ไม่อยากจะกล่าวอะไรมากเดี๋ยวจะไปขัดคัดค้านกับผู้ที่พยายามจะเขียนชีวประวัติ เรื่องของเขาก็เรื่องของเขา เรื่องของเราก็ของเรา รู้เท่าที่รู้ ก็พอสังเขปแล้ว

โดย: ศิษย์หลวงพ่อเกิด [23 มิ.ย. 55 20:07] ( IP A:110.169.138.115 X: )

ความคิดเห็นที่ 6
   รี่ยาเส้นมวนด้วยใบตองมวนโต ส่วนท่านอาจารย์แปลก ฯ ท่านก็มิได้แสดงออกหรือมีปฏิกิริยาใด ๆ ทั้งสิ้น คงนั่งมองเฉย ๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ส่วนในใจของท่านนั้นไม่มีใครทราบว่าท่านคิดอะไรอยู่ จนวันหนึ่งสบโอกาส ตาเล็กแก่อดรนทนไม่ไหว กระทำด้วยวิธีต่าง ๆ นานา แล้วยังเฉยไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองจากท่านอาจารย์แปลก ฯ พระเล็กจึงแกล้งเอยปากขึ้นว่า “อาจารย์มีของดีอะไรบ้างเล่า เห็นมีลูกศิษย์มาหากันมากมายเหลือเกิน ขอผมสักอย่างซิ” ทันใดนั้นท่านอาจารย์แปลก ฯ จึงหยิบตะกรุดแกล้งโยนไปหน้ากุฏิ แล้วเอยปากขอแรงให้พระเล็ก ช่วยหยิบให้หน่อย พระเล็กก็แกล้งตีสนิทหวังจะหาโอกาสจับผิดปรามาสท่านอาจารย์แปลก ฯ อยู่แล้ว จึงได้ก้มลงหยิบของชิ้นนั้น ทันทีที่มือหยิบของสิ่งนั้นขึ้นมา ท่านอาจารย์แปลก ฯ จึงใช้ไม้ลวกเหลาปลายแหลมเผาไฟพุ่งใส่ด้วยความเร็วและรุนแรง โดนเข้าที่สีข้างพระเล็ก ถึงกับหลังแอ่น อารามตกใจและเจ็บสีข้างผสมกับความกลัวไม้จะปักเข้าที่ตัว จึงตะโกนด่าออกไปว่า “ค..แน่อย่างนี้ถ้าพลาดก็ตายซีวะ” แต่เมื่อเห็นว่าไม้ลวกไม่ระคายผิวและสติเริ่มมา จึงแบมือออกพิจารณาเห็นของสิ่งนั้นคือตะกรุด จึงคิดขึ้นได้ว่าคงเป็นเพราะพุทธคุณแห่งตะกรุดดอกนี้แน่นอน ความคิดจึงเริ่มเปลี่ยนไปจากเดิม และเอยปากขอตะกรุดดอกนั้นจากท่านอาจารย์แปลก ฯ ซึ่งท่านอาจารย์แปลก ฯ จึงเอยปากออกตอบไปว่า “ของผมไม่ดีท่านเอาไปก็ไม่มีประโยชน์” พระเล็กก็ตอบกลับไปว่า “ถ้าไม่ดีไม้ลวกปลายแหลมนี้คงเสียบทะลุท้องผมไปแล้วซิอาจารย์” ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาพระเล็กก็จัดดอกไม้ธูปเทียนถวายตัวเป็นศิษย์และให้ท่านอาจารย์แปลก ฯ ลงกระหม่อมให้ หาฝาบาตรมาให้ลงตะกรุดให้ การลงของพระเล็กนั้นไม่ธรรมดา แก่จะขอให้ท่านอาจารย์แปลก ฯ ลงให้จนเป็นที่พอใจ เรียกว่า “เจ็ดเสาร์เก้าอังคาร” คือถ้าลงกระหม่อมก็ลงทุกวันเสาร์จนครบเจ็ดครับ และลงวันอังคารจนครบเก้าครั้ง ตามตำราของท่านอาจารย์แปลก ฯ ถือว่าสุดยอดแล้ว การลงกระหม่อมหรือนำแผ่นฝาบาตรมาให้ท่านลงตะกรุดต้องเตรียมดอกไม้เจ็ดสี หัวหมู ข้าวปากชาม พร้อมเงิน ๖ บาท เหล้าขาวหรือเหล้าโรง ๑ ขวด นั่นคือครั้งแรก แต่ครั้งต่อไปไม่ต้องจัดของมาถือว่ายกครูแล้ว หรือถ้าเป็นพี่น้องท้องเดียวกัน ก็ใช้แค่ชุดเดียวกันได้ ในชีวิตของตาเล็กหลังจากสึกออกมาในสมัยยุคต้นของหลวงพ่อทองสุข ฯ จนสิ้นบุญ เท่าที่ทราบ ร่างกายของท่านไม่เคยมีอะไรมาทำให้ระคายผิวแม้แต่น้อย ซึ่งก็มีเรื่องเล่าตอนที่วัดสพานสูงทำเขื่อนไม้กันดินหน้าวัดริมคลองพระอุดมในยุคหลวงพ่อทองสุข สมัยนั้นต้องใช้สามเกลอตอกเสาไม้ที่จะทำเป็นหลัก การตอกต้องตอกในน้ำริมคลองหน้าวัด พระเล็กแกเป็นพระหนุ่ม ก็ขันอาสาเป็นผู้คอยประคองเสาอยู่ในน้ำ ปล่อยให้พระหนุ่มอีกสี่รูปยกสามเกลอขึ้นตอกเสา ระหว่างตอกอยู่ในคลองสามเกลอก็โดนทั้งน้ำทั้งโคลนทำให้รื่นตอกพลาดสามเกลอแฉลบเฉี่ยวไปโดนหัวแต่โดนบ่าด้านหลัง ทั้งสามเกลอและพระเล็กตกน้ำจมหายไป น้ำก็เชี่ยวไหลแรง พระเณรต่างตกใจร้องเอะอะโวยวายกันวุ่นวาย สักพักพระเล็กก็โผล่หัวขึ้นมา เมื่อช่วยกันพยุงขึ้นตลิ่งก็พบว่าที่หัวปูด บริเวณไหล่เขียวแดงเป็นทางยาว แต่ไม่มีเลือดออกแม้แต่น้อย จากเหตุการณ์วันนั้นต่างคาดคะเนว่าตาเล็กโดนไปเต็ม ๆ ถ้าไม่ตายก็เลี้ยงไม่โต แต่กลับหาเป็นเช่นนั้นไม่ พระเล็กก็เป็นปกติ ซึ่งแก่ก็บอกกับท่านอาจารย์แปลก ฯ ว่าเป็นเพราะพุทธคุณที่อาจารย์ลงกระหม่อมให้กระผม จึงไม่เป็นอะไร ปัจจุบันตาเล็กสิ้นบุญไปแล้วประมาณ ๓ ปี ด้วยโรคตอมลูกหมากอักเสบ ถือว่าไม่ตายโหงตามคำพูดของท่านอาจารย์แปลก ฯ ว่าศิษย์ทุกคนที่ลงกระหม่อมหรือสักให้จะไม่ตายโหง และจากคำบอกเล่ากันต่อ ๆ มาจากบรรดาลูกศิษย์ที่ท่านอาจารย์แปลก ฯ สักหรือลงกระหม่อมให้ไม่มีใครตายโหงเลย
โดย: ศิษย์หลวงพ่อเกิด [23 มิ.ย. 55 20:10] ( IP A:110.169.138.115 X: )

ความคิดเห็นที่ 7
   

โดย: ศิษย์หลวงพ่อเกิด [23 มิ.ย. 55 20:12] ( IP A:110.169.138.115 X: )

ความคิดเห็นที่ 8
   ครั้งหนึ่งยุคท่านหลวงปู่กลิ่น ฯ เป็นสมภารวัดสพานสูง ท่านอาจารย์แปลก ฯ จัดให้มีพิธีไหว้ครูขึ้นเป็นครั้งแรก ในยุคนั้นเป็นยุคที่เพิ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่ ทางราชการก็กลัวว่าชาวบ้านจะลุกขึ้นต่อต้านการเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎร์ การรวมตัวของชาวบ้านก็จะถูกจับตามองจากเจ้าหน้าที่ของทางราชการตลอด จะทำอะไรก็จะต้องขออนุญาต ไม่งั๊นจะถูกตั้งข้อหา “กบฏอั้งยี่” เป็นภัยต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย ในงานไหว้ครูดังกล่าว ท่านอาจารย์แปลก ฯ มีความตั้งใจที่จะหารายได้ช่วยทางวัดสะพานสูงที่ให้ที่พักพิง เป็นการตอบแทนบุญคุณท่านหลวงปู่กลิ่น ฯ เพื่อนำรายได้ไปทำนุบำรุงเสนาอาสนะ ใช้บริเวณหอสวดมนต์ ซึ่งมีที่ตั้งอยู่บริเวณหอสวดมนต์ปัจจุบัน ต่างกันตรงที่สมัยท่านหลวงปู่กลิ่น ฯ เป็นหอไม้สักล้วน ๆ แต่ปัจจุบันเป็นตึก การไหว้ครูผู้มาร่วมงานต้องจัดเตรียมหัวหมู ดอกไม้เจ็ดสี ข้าวปากชาม ขนมต้มแดงต้มขาว เหล้าขาวหรือเหล้าโรง ๑ ขวด เงินค่าครู ๖ บาท ในวันนั้นบนหอสวดมนต์เต็มไปด้วยเครื่องสังเวยไหว้ครูตั้งเรียงรายจนเต็มหอสวดมนต์ ส่วนลูกศิษย์ก็นั่งกันอยู่ด้านล่าง คงปล่อยให้ท่านอาจารย์แปลก ฯ เตรียมตัวประกอบพิธี แต่ได้มีเหตุการณ์ที่ไม่เป็นมงคลเกิดขึ้น เมื่อกำนัน...ซึ่งเป็นอดีตกำนันอยู่แถววัดท่าเกวียน และเคยมีปัญหากับท่านอาจารย์แปลก ฯ สมัยท่านอาจารย์แปลก ฯ บวชอยู่วัดท่าเกวียน เป็นตัวตั้งตัวตีไม่ให้ท่านอาจารย์แปลก ฯ ขึ้นเป็นสมภาร ฯ ต่อจากสมภารรูปก่อนที่มรณภาพไป เพราะต้องการให้ลูกหลานของตนที่บวชอยู่ขึ้นเป็นสมภารแทน ทั้งที่ขัดแย้งกับคณะสงฆ์ภายในวัดและญาตโยมส่วนใหญ่ที่ต้องการให้ท่านอาจารย์แปลก ฯ ขึ้นครองวัดต่อ เนื่องจากเห็นว่าท่านอาจารย์แปลก ฯ มีวัยวุฒิ คุณวุฒิ ความรู้ความสามารถ เรียกความศรัทธาจากญาตโยมได้ดีกว่า ต่อไปจะเป็นกำลังสำคัญในการสร้างความเจริญให้กับวัดท่าเกวียนมากขึ้น ซึ่งท่านอาจารย์แปลก ฯ เกรงว่าจะเกิดความแตกแยกในหมู่คณะสงฆ์และความเสื่อมจากญาตโยมที่มีต่อวัดท่าเกวียน จึงตัดสินใจแก้ปัญหาหลีกทางให้ โดยได้ย้ายออกจากวัดท่าเกวียนและเดินทางกลับไปยังวัดคลองสอง ซึ่งเป็นบ้านเกิด

ย้อนกลับมาพิธีไหว้ครูที่วัดสพานสูง ในวันนั้น กำนัน..ได้แจ้งกับทางราชการว่า ท่านอาจารย์แปลก ฯ รวมตัวตั้งกบฏอั้งยี่ ทำให้โปริส ยกขบวนมายังวัดสพานสูง และขออนุญาตเข้าพบท่านหลวงปู่กลิ่น ฯ แจ้งให้ทราบคำกล่าวหา ท่านหลวงปู่กลิ่น ฯ จึงได้ให้ลูกศิษย์ไปตามท่านอาจารย์แปลก ฯ มายืนยันการจัดงานดังกล่าวและท่านหลวงปู่กลิ่น ฯ ได้กล่าวรับรองต่อทางราชการว่า การจัดงานไหว้ครูของท่านอาจารย์แปลก ฯ เป็นการรวมตัวเพื่อประกอบพิธีบูชาครู ซึ่งเป็นประเพณีวัฒนะธรรมของคนไทยที่ปฏิบัติกันมาแต่ครั้งโบราณ เป็นเรื่องที่ดี เมื่อเจ้าหน้าที่โปริสได้ฟังเป็นที่พอใจไม่เป็นอย่างคำกล่าวหา และได้รับคำรับรองจากท่านหลวงปู่กลิ่น ฯ แล้ว จึงกราบนมัสการลากลับ จากนั้น ท่านหลวงปู่กลิ่น ฯ จึงตัดสินใจแก้ปัญหาให้จัดงานแค่พิธีสงฆ์ ไม่ต้องมีพิธีกรรมอื่น ๆ ซึ่งในงานดังกล่าวหากไม่มีเหตุการณ์จากข้อกล่าวหาและการขอร้องจากท่านหลวงปู่กลิ่น ฯ ในพิธีไหว้ครูจะมีการลองของด้วยวิธีต่าง ๆ ของเหล่าบรรดาลูกศิษย์ ให้ผู้มาร่วมงานได้เกิดความมั่นใจ จากวันนั้นเป็นต้นมาท่านอาจารย์แปลก ฯ ก็ไม่เคยจัดงานไหว้ครูที่วัดสพานสูงอีกเลย จนย้ายไปอยู่ที่ห้องเช่าเรือนแพฝั่งตรงข้ามวัดแก้วฟ้า ตั้งสำนักสักยันต์และลงกระหม่อม และต่อมาย้ายมาอยู่ที่บ้านข้างวัดประดู่ สีแยกเกียกกาย โดยลูกศิษย์คนหนึ่งได้มอบที่ดินให้พร้อมกับปลูกบ้านพักเรือนไทยยกสูง มีห้องนอน ๑ ห้อง พื้นที่ที่เหลือปล่อยโล่ง เหมือนบ้านทรงไทยทั่วไป สำหรับเรือก็ขายต่อให้ผู้อื่น เนื่องจากหมดความจำเป็น เมื่อย้ายจากวัดสพานสูงแล้วจึงได้จัดให้มีการไหว้ครูเลยมาจนสิ้นบุญอายุของท่าน เมื่อปลายปี พ.ศ.๒๕๐๐
โดย: ศิษย์หลวงพ่อเกิด [23 มิ.ย. 55 20:13] ( IP A:110.169.138.115 X: )

ความคิดเห็นที่ 9
   การจารตะกรุดของท่านอาจารย์แปลก ร้อยบาง

ตะกรุดที่ ท่านอาจารย์แปลก ร้อยบาง จารมี ๒ ชนิด คือตะกรุดโทน กับ ตะกรุดพวง โดยมีลักษณะดังนี้.-
๑. ตะกรุดโทน
ยันต์ที่จาร คือ มหาอุต เสริมด้วยรัตนะมาลา จารเพียงหน้าเดียว บนแผ่นทองแดง มีความหนาประมาณ ๘ ออนลด์ ตัดมุมทั้งสี่มุม (ประมาณ ๑/๒ ซ.ม.) แล้วใช้ไม้เหลากลมขนาดเล็กเป็นแกนกลาง ม้วนด้วยมือ วิการม้วนโดยการนำแผ่นทองแดงที่จารแล้วนำมาทาบกับไม้ม้วน ม้วนนำให้ได้หนึ่งรอบ แล้วนำไปวางบนพ้นกระดานให้เหลี่ยมบนของแผ่นทองแดง ชนกับขอบร่องพื้นกระดาน จากนั้นใช้ฝ่ามือวางกดบนแผ่นทองแดงที่ม้วนแล้วดันกระแทกอย่างแรงและเร็ว แผ่นทองแดงดังกล่าวจะม้วนกลมแนบสนิทแน่น สวยงาม หัวตะกรุดทั้งสองด้านจะเรียบเสมอกัน เหมือนกับตะกรุดทั่วไป

๒. ตะกรุดพวง แบ่งออกเป็น ๓ ชนิด
๒.๑. ตะกรุดพวงชนิด ๕ ดอก จารบนแผ่นทองแดง มีความหนาประมาณ ๘ ออนด์ ตัดมุมทั้งสี่มุม (ประมาณ๑/๒ ซ.ม.) แล้วใช้ไม้เหลากลมขนาดเล็กเป็นแกนกลาง ม้วนด้วยมือ วิธีการเหมือนกับการม้วนตะกรุดโทน ตะกรุดแต่ละดอก จารอักขระไม่เหมือนกัน และจะนำเชือกที่ถักฝั้นเป็นเกลียวมาสอดคล้องร้อยเป็นพวง ร้อยเรียงเป็นลำดับกัน โดยมีอักขระที่จารดังนี้.-
๒.๑.๑ ดอกที่ ๑ จาร นะโมพุทธายะ รูปขันโท
๒.๑.๒ ดอกที่ ๒ จาร โมพุทธายะนะ สัญญาณะขันโท
๒.๑.๓ ดอกที่ ๓ จาร พุทธายะนะโม สังขาระขันโท
๒.๑.๔ ดอกที่ ๔ จาร ธายะนะโมพุท เวทนาขันโท
๒.๑.๕ ดอกที่ ๕ จาร ยะนะโมพุทธา วิญญาณะขันโท


๒.๒. ตะกรุดพวงชนิด ๖ ดอก เป็นตะกรุดพวงชนิด ๕ ดอก แล้วเพิ่มตะกรุดกันเขี้ยวงา เพิ่มเข้าไปอีก ๑ ดอก รวมเป็น ๖ ดอก ตะกรุดดอกที่ ๖ นี้ หลวงพ่อวาส ฯ ท่านเคยมีประสบการณ์จากตัวท่านเอง เมื่อครั้งที่ท่านเป็นฆราวาส ช่วยโยมบิดา มารดาทำนา ครั้งนั้นท่านใช้จอบถางหญ้าตามหัวคันนาและเขี่ยมารวมกันเป็นกองบนหัวคันนา สมัยก่อนจะต้องใช้เครื่องมือที่ไม่ทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเหมือนปัจจุบัน ที่ใช้สารเคมีสั่งจากต่างประเทศนำมาฉีดพ่นหญ้าตามคันนาทำให้วัชชพืชตามคันนาตามเรียบ สะดวก รวดเร็ว แต่ผลเสียจะตามมาทำให้ดินเสื่อมสภาพ ขาดความสมดุลย์ตามธรรมชาติไป เหมือนกับเมื่อประมาณ ๑๕ ปีที่ผ่านมาคนไทยแห่นิยมเลี้องหอยเชอรี่ เพื่อส่งไปขายญี่ปุ่นเพื่อทำเป็นเมนูอาหารจารเด็ด ที่สุดญี่ปุ่นเลิกซื้อ หอยเชอรี่ แพร่ระบาดอย่างหนักไม่สามารถควบคุมได้ เป็นปัญหากับชาวนาชาวสวน เพราะหอยเชอรี่เข้ากัดกินทำลายต้นกล้าเสียหาย ที่สุดพ่อค้าญี่ปุ่นได้ส่งสารเคมีกำจัดหอยเชอรี่เข้ามาขายให้กับเกษตรกรไทย สกัดการแพร่ระบาดได้ระดับหนึ่ง แต่ผลเสียก็ตามมาอีก สารเคมีที่ตกค้างกับเข้าทำลายกุ้ง หอย ปู ปลาตามธรรมชาติ ค่อย ๆ สูญพันธ์ไปเรื่อย ๆ น้ำก็เสีย สิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติก็หมดไป น้ำท่าที่เคยใช้ดื่มกินก็เป็นอันใช้ไม่ได้ นี่คือคำบอกเล่าของหลวงพ่อวาส ฯ เพื่อเตือนสติให้เราบรรดาลูกศิษย์ พึงสังวรไว้ว่า การอยู่กับธรรมชาติต้องใช้ธรรมชาติเป็นตัวกำหนด อย่าหวังร่ำรวยเกินความพอเพียง ให้ยึดถือกระแสพระราชดำรัสของพระเจ้าอยู่หัว ฯ ไว้ ลูกศิษย์บางท่านอาจได้ยินท่านเล่าเกี่ยวกับการเกษตรธรรมชาติให้ฟังบ้าง ท่านมักจะเทศน์ว่าคนสมัยก่อนสอนให้ลูกหลาน "ทำกิน" แต่คนสมัยนี้สอนลูกหลานให้ "หากิน" คำว่า "ทำกิน" ท่านหมายถึงทำแล้วจะมีกินอย่างเพียงพอและเหลือกิน แต่ "หากิน" คือหากินเรื่อยไป ไม่รู้จักพอ พอกหนี้ พอกสินเรื่อยไป

โดย: ศิษย์หลวงพ่อเกิด [23 มิ.ย. 55 20:20] ( IP A:110.169.138.115 X: )

ความคิดเห็นที่ 10
   ย้อนกลับมากล่าวถึงตอนที่หลวงพ่อ ฯ ถางหญ้าหัวคันนาจนกระทั่งถึงเวลาเที่ยงวัน ท่านได้นั่งพักตรงคันนาที่มีร่มไม้นั่งกินข้าวและพักเอาแรงจนกระทั่งตะวันบ่ายคล้อย ท่านจึงลุกออกเดินไปถางหญ้าต่อ ทันใดนั้น ท่านเห็นมีแสงอาทิตย์สะท้อนตรงบริเวณที่นั่งพัก เมื่อใช้จอบเขี่ยออกดู จึงเห็นเป็นงูเห่าตัวใหญ่ขนาดท่อนแขนนอนขดอยู่ไม่ขยับขะเยื่อน ซึ่งทุกครั้งที่ท่านออกทำนาท่านจะต้องคาดตะกรุดกันเขี้ยวกันงาของท่านอาจารย์แปลก ฯ ทุกครั้ง เพราะท่านอาจารย์ ฯ ได้บอกกล่าวท่านไว้ว่า ตะกรุดกันเขี้ยวกันงานี้ดีนักแล เพื่อความแน่นใจก็ให้รองใช้ตะกรุดนี้ผูกติดกับปลายไม้แล้วจี้ไปที่ตัวงู งูจะนอนนิ่งไม่ไหวติง ครั้งหนึ่งท่านได้ยินเพื่อนบ้านร้องตะโกนเห็นงูเห่าเลื้อยขวางทางจะเอาไม้ไล่ตี ชาวนากับงูเห่าเล่าขานกันมาแต่โบราณว่า "ชาวนากับงูเห่า" มักจะไม่ถูกกัน ดังนั้นเมื่อชาวนาเห็นงูเห่าก็ต้องกำจัดเพื่อนำมาเป็นอาหารเสีย หลวงพ่อ ฯ ท่านจึงร้องว่าอย่างไปทำเขา ทางของเขาก็ให้เขาไป ทางของเราเราก็ไป แต่ท่านก็นำเอาตะกรุดกันเขี้ยวกันงาออกจากเอว แล้วผูกติดกับปลายไม้ลวก อารารธนาคุณครูบาอาจารย์แล้วแหย่ไปที่ตัวงู ผลปรากฎว่างูเห่าม้วนขดตัวนอนนิ่งไม่ไหวติง จากนั้นท่านได้ใช้ไม้ลวกนั้นเขี่ยยกตัวงูแล้วนำไปปล่อยในป่าลก เมื่อปล่อยงูแล้ว งูได้เลื้อยไปอย่างช้า ๆ เข้าป่าไป ปรากฎการณ์นี้ไม่ได้เกิดกับตัวท่านคนเดียว มีเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันกับท่าน ซึ่งเป็นญาติกัน มีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้อง เป็นลูกของน้าวัน ฯ (ยายวันเป็นหลานหลวงปู่เอี่ยม ฯ) เป็นศิษย์อาจารย์แปลก ฯ เหมือนกัน และทำนาอยู่ติดกัน เล่าให้ฟังว่าครั้งหนึ่งใช้สุ่มจับปลา สุ่มคลอบลงไปในน้ำแล้วใช้มือจับโดนตัวรื่น ๆ มีเกร็ดเมื่อดึงมือออกมาพบว่าเป็นงูเห่าตัวสีดำเป็นเงาตัวอ่อนปลวกเปียก ด้วยความตกใจจึงโยนออกไปอย่างรวดเร็ว งูตัวนั้นก็เลื้อยดำน้ำหายไป เมื่อมีสติจึงนึกถึงท่านอาจารย์แปลก ฯ เมื่อครั้งที่มอบตะกรุดพวงให้ ท่านก็พูดว่า "ตะกรุดชุดนี้ดีนะกันเขี้ยวกันงานะ ติดตัวไว้เวลาไปทำนา ทำสวน หรือเดินทางในที่ลก ป้องกันงูเงี้ยวเขี้ยวขอดีนักแล" ที่กล่าวมานี้เป็นเครื่องยืนยันได้ว่า ตะกรุดชุดนี้มีดีอย่างไร
เมื่อกล่าวถึงเรือแล้ว นึกเศร้าใจ เมื่อเดินผ่านโรงเก็บไม้เก่า ๆ ข้างกุฎิแถวครึ่งตึกครึ่งไม้ด้านหลังติดกับกุฎชี มีเก๋งเรือโบราณสมัยท่านหลวงปู่กลิ่น ฯ ลักษณะคล้ายกับเก๋งเรือเจ้านาย ถ้านึกภาพไม่ออกลองนึกถึงภาพเก่าสมัยพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จประพาสต้นทางชลมารคดูครับ เก๋งเรือที่กล่าวถึงนี้เป็นของเก่าแต่ครั้งท่านหลวงปู่กลิ่น ฯ ส่วนตัวเรือไม่ทราบว่าหายไปไหน ถูกปล่อยปะละเลยหมดคุณค่า น่าเสียดายยิ่งนัก ไม่มีการเก็บรักษาอนุรักษ์ไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้เชยชมบารมีของท่านหลวงปู่กลิ่น ฯ ที่ท่านใช้เรือลำนี้ปฏิบัติศาสนกิจ ผู้ที่มีเรือและเก๋งเรือลักษณะนี้ส่วนใหญ่เห็นจะเป็นเจ้าใหญ่นายโตเขาใช้กัน จะมีฝีพายอย่างน้อยก็สามถึงสีคน เป็นการแสดงบารมีของผู้อยู่ในเก๋ง ซึ่งไม่ทราบที่มาว่าใครเป็นผู้นำมาถวายท่านหลวงปู่กลิ่น ฯ แต่ถ้านึกถึงบารมีของท่านหลวงปู่เอี่ยม ฯ ท่านหลวงปู่กลิ่น ฯ แล้ว สมัยที่ท่านมีชีวิตอยู่มีลูกศิษย์ลูกหาเป็นขุนน้ำขุนนางเจ้าใหญ่นายโตมากมาย (ดูบันทึกรายชื่อเฉพาะสมัยท่านหลวงปู่กลิ่น ฯ ในหนังสืองานแซยิดของท่านหลวงปู่กลิ่น ฯ ท่านได้บันทึกรายชื่อผู้ที่ได้ร่วมทำบุญสร้างศาสนสมบัติถาวรวัตถุไว้) สิ่งนี้จะเป็นหลักฐานอ้างอิงทางประวัติศาสตร์ให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาเล่าเรียนได้ แต่เสียดายขาดการดูแลรักษาไม่เห็นคุณค่า แม้แต่ศาลาการเปรียญ หอสวดมนต์ หอฉัน กุฎิ สร้างจากไม้สักทั้งสิ้น ถูกรื้อทิ้งสร้างใหม่ด้วยตึก คอนกรีตเสริมเหล็กดูแล้วหมดคุณค่า สมัยนี้การที่จะสร้างถาวรวัตถุด้วยไม้สักต้องเป็นผู้มีบารมีมาก ๆ ปัจจัยสูง แต่ก็ไม่แน่เสมอไป เพราะไม้สักไม่มีให้ตัดอีกแล้ว ผู้คนสมัยนี้เขาก็เลือกที่จะเข้าวัดที่อนุรักษ์ศิลปะเก่า ศาลาเก่า มองไปแล้วนึกถึงภาพบรรพบุรุษที่ใช้ความพยายามสร้างด้วยเครื่องมือแบบบ้าน ๆ สร้างด้วยใจที่มุงมั่นตั้งใจ แต่สมัยนี้เงินนั้นหาได้ง่ายทำอะไรก็ง่าย ๆ นึกแล้วก็เศร้าใจครับ
โดย: ศิษย์หลวงพ่อเกิด [23 มิ.ย. 55 21:25] ( IP A:110.169.138.115 X: )

ความคิดเห็นที่ 11
   

โดย: ศิษย์หลวงพ่อเกิด [23 มิ.ย. 55 22:59] ( IP A:110.169.138.115 X: )

ความคิดเห็นที่ 12
   ผมมีบรรยายการเก่า ๆ คลาสิก ๆ สมัยท่านหลวงปู่กลิ่น ฯ และท่านอาจารย์แปลก ร้อยบาง เป็นกุฏิพระหลังเก่าเหลืออยู่เพียงสองหลังภายในวัดสพานสูงที่ท่านอาจารย์แปลก ฯ ได้รับอนุญาตจากท่านหลวงปู่ ฯ ให้ใช้เป็นที่พักพิง และเป็นสถานที่ทำพิธีลงกระหม่อม สักยันต์และลงตะกรุดให้บรรดาลูกศิษย์ครับ แต่สมัยก่อนจะมีสะพานเชื่อมแล่นกลางติดต่อกัน ถ้านับจากพื้นถนนที่เห็นสะพานจะสูงประมาณ ๑ เมตร เพราะสมัยก่อนหน้าน้ำหลากจะท่วมสูงถึงประมาณนั้น กุฏิพระสงฆ์จึงสร้างไว้สูง กุฏิหลังที่เห็นอายุน่าจะอยู่ประมาณ ๘๐ ปีขึ้นไป สร้างด้วยไม้สัก ทรงไทย สบายครับไม่ต้องใช้แอร์หรือพัดลม เพราะใต้ถุนโปร่ง ลมธรรมชาติจากริมคลองพระอุดม พัดความชื้นของน้ำในลำคลองขึ้นมา ประกอบกับเสียงนก เสียงกาตามธรรมชาติครับ คละกับเสียงใบไม้ที่เสียดสีกันไปมาจากแรงพัดของลม โดยเฉพาะกุฏิที่ท่านอาจารย์แปลก ฯ พักอยู่ใกล้กับซุ้มกระดังงา ยามเย็น ๆ กลิ่นหอมของกระดังงาจะโชยกลิ่น ฯ มากระทบกับจมูก บางทีเมื่อถึงเวลาพระสงฆ์ทำวัตรเย็น เสียงสวดมนต์ภายในพระอุโบสถ์จะก้องและทุ๊มกระวานไปทั่ววัด ถ้ายังนั่งทอดอารมณ์ถึงพรบค่ำ ในช่วงเข้าพรรษาจะได้ยิ่งเสียงย่ำค่ำ พระสงฆ์ภายในวัดจะจัดเวรผลัดเปลี่ยนกัน รูปหนึ่งตีกลอง รูปหนึ่งตีระฆัง เสียงดัง ตะรุ่ม..ตุ่ม..เม้ง ..ตะรุ่ม..ตุ่ม..เม้ง ๆๆๆๆ เป็นจังหวะไป เป็นสัญญาณแจ้งเตือนพระสงฆ์ภายในวัด เตรียมตัวเข้ากุฏิ จำวัด

ภาพศาลาซุ้มกระดังงาเกี่ยวข้องกับท่านอาจารย์แปลก ร้อยบาง ก็ตรงที่ท่านจะไปนั่งทำสมาธิในเวลาช่วงบ่ายตะวันคล้อย และนั่งจารตะกรุดทั้งตะกรุดโทนและตะกรุดพวง เพราะบริเวณนั้นมีร่มเงาของศาลา และซุ้มกระดังงา ลมก็เย็น เรือประทุนลำน้อยของท่านก็จอดเทียบท่าอยู่บริเวณนี้ครับ เป็นเรือที่ท่านนำเอาปัจจัยจากเงินค่าบูชาตะกรุดรวบรวมมาซื้อเรือของพวกมอญขายกระถางและหม้อดินเผา ที่อยู่ทางเหนือวัดขึ้นไปทางปากคลองพระอุดม บริเวณดังกล่าวปัจจุบันนี้ยังคงมีต้นกระดังงาอายุน่าจะมากกว่าร้อยปีครับ ก็ลองเทียบเอาว่าอายุของหลวงพ่อวาส ฯ ท่านก็เข้าไป ๙๗ ปีแล้ว ท่านบอกว่าตั้งแต่ท่านจำความได้ ก็เห็นซุ้มกระดังงานี้มีอยู่แล้ว ต้นใหญ่มากมีรวดลายที่ลำต้น เป็นตะปุ่มตะปั่ม คด ๆ งอ ๆ ทอดเอนพาดขึ้นไปอยู่บนหลังคาสะพาน ซึ่งสร้างไว้ตั้งแต่สมัยท่านหลวงปู่กลิ่น ฯ เห็นมีตัวอักษรจารึกไว้ว่าสร้าง พ.ศ.๒๔๗๓ รวมแล้วสิริอายุสะพานได้ ๘๐ ปี ถือว่าเป็นสะพานที่ยังคงสภาพเดิมที่มีอายุมากที่สุดของวัด เพราะไม่มีการเปลี่ยนแปลง ต่างจากสะพานสูงหน้าวัดสร้างมาก่อน ประมาณ พ.ศ.๒๔๖๗ หรือ พ.ศ.๒๔๖๘ ผมไม่แน่ใจ แต่ปัจจุบันนี้ได้มีการซ่อมบูรณะมาแล้วไม่ต่ำกว่า ๕ - ๖ ครั้ง นับแต่สมัยท่านหลวงปู่กลิ่น ฯ หลวงพ่อทองสุก ฯ อาจารย์สอน ฯ อาจารย์ขาว

โดย: ศิษย์หลวงพ่อเกิด [23 มิ.ย. 55 23:04] ( IP A:110.169.138.115 X: )

ความคิดเห็นที่ 13
   นอกจากนี้ยังมีสะพานโค้งข้ามคูน้ำที่เชื่อมทางเดินไปยังวัดโปรดเกษ ใกล้กับศาลาซุ้มกระดังงา สร้างในสมัยท่านหลวงปู่กลิ่น ฯ เมื่อกล่าวถึงสะพานข้ามคูน้ำนี้แล้ว นึกถึงคำบอกเล่าของหลวงพ่อวาส ฯ ว่าสมัยก่อนยุคท่านหลวงปู่เอี่ยม ฯ คลองพระอุดม ไม่กว้างและใหญ่ลึกเท่านี้ ในคูนี้เองมีเจ้าจรเข้ตัวเขื่องยาวประมาณเมตรเศษ เข้าไปซุกซ่อนตัวอยู่ในคูน้ำนี้ แต่โชคดีมีคนเห็นผิดสังเกตุตอนน้ำลดแห้งขอด เห็นน้ำขุ่น ๆ แกว่งตัวไปมา จึงได้ตัดเอาไม่ไผ่มาปักกั้นเป็นแนว เมื่อน้ำแห้งก็เห็นตัวเจ้าจรเข้ตัวนี้ เมื่อผู้ใหญ่ส่วนใหญ่กลับจากทำนามา ก็ช่วยกันเอาหอกช่วยกันแทงจนถึงแก่ความตาย จากนั้นก็นำเอาเนื้อจรเข้มาแบ่งกันนำไปเป็นอาหารตามแต่ละคนจะถนัด ผมก็นึกถึงเนื้อบ้องตันแถวสมุทรปราการที่พวกคนจีนแผ่นดินใหญ่ และพวกฮองกงเขานิยมกินกัน ตอนแรกก็นึกแปลก แต่เมื่อฟังหลวงพ่อวาส ฯ ท่านเล่าแล้ว แสดงว่าคนไทยเราก็นิยมกินเนื้อจรเข้มาเป็นร้อยปีแล้ว

บริเวณศาลาซุ้มกระดังงานี้ ถ้าท่านอาจารย์แปลก ฯ ลงมานั่งเมื่อไหร่ จะมีลูกศิษย์มานั่งร่วมวงจับกลุ่มคุยกันเป็นวงใหญ่ ที่สำคัญไม่เคยขาดก็คือนำเอาแผ่นฝาบาตรตัดเป็นแผ่นมาถวายท่านอาจารย์แปลก ฯ ให้ช่วยลงตะกรุดให้ แผ่นฝาบาตรสมัยก่อนไม่เหมือนปัจจุบันนะครับ เป็นแผ่นทองเหลืองหนาเรียบ ไม่มีรวดลายเทพนม ยิ่งยุคปัจจุบันเป็นแผ่นสังกระสีปั้มลายนูนสูงต่ำรูปเทพนม ทั้งพระ ทั้งฆราวาส จะหาฝาบาตรมาให้ท่านลง ถ้าใครพอจะมีสตางค์ก็หาซื้อแผ่นทองแดงมาให้ท่านลง แต่หายากหน่อยครับ เพราะยุคสงครามโลก โลหะพวกนี้หายาก และมีราคาแพง เมื่อจะนำมาให้ท่านช่วยลงตะกรุดต้องนำมาพร้อมค่าครูอีก ๖ สลึง เหล้า ๑ ขวด เมื่อท่านลงเสร็จท่านจะนำไม้ม้วนมาวางทาบกับแผ่นตะกรุดใช้นิ้วหัวแม่มือกดให้ม้วนทาบแนวโค้งของไม้ม้วนแล้วนำมาวางทาบลงที่พื้นกระดาน ให้ปลายแผ่นตะกรุดติดขัดกับแนวร่องไม้กระดาน แล้วใช้ฝ่ามือกดแผ่นตะกรุดพร้อมกับดันหรือกระแทกอย่างแรงให้แผ่นตะกรุดนั้นม้วนและวิ่งไปข้างหน้า จนถึงปลายสุดของแผ่นตะกรุดนั้น เมื่อตะกรุดม้วนกลมดีแล้ว ท่านก็นำมาวางกับพื้นแล้วใช้ฝ่ามือกดแล้วดันไปข้างหน้าให้ดอกตะกรุดวิ่งไปตามฝ่ามือ ทำอย่างนี้จนเห็นว่าตะกรุดดอกนั้นแน่นและกลมดีแล้ว จึงปลุก ฯ ให้อีกหนึ่งครั้งเป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการทำตะกรุดของท่าน

โดย: ศิษย์หลวงพ่อเกิด [23 มิ.ย. 55 23:07] ( IP A:110.169.138.115 X: )

ความคิดเห็นที่ 14
   เมื่อกล่าวถึงเรื่องธรรมชาติ วันนี้ผมขออนุญาตถ่ายทอดเชิงวิทยาศาสตร์จากความรู้และประสบการณ์ของหลวงพ่อวาส ฯ มาเล่าสู่กันฟังสักเรื่องหนึ่งครับ

หลวงพ่อวาส ฯ ท่านเคยเล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้กันตามบ้านเรือน คงใช้แต่คบเพลิงขี่ใต้ หรือไม่ก็ตะเกียงน้ำมันก๊าซ หรืออย่างดีก็ตะเกียงเจ้าพายุ ยิ่งใกล้วันพระขึ้น ๑๕ ค่ำ พระจันทร์เต็มดวง เมื่อจะเดินไปเรือกสวนไร่นา สายตาเราจะมองเห็นทางเดินชัดเจน แม้แต่งูเงี้ยวเขี้ยวขอยังมองเห็นเลย เวลาโยมพ่อโยมแม่พามาท่านเที่ยวงานที่วัดสพานสูง ที่วัดเขาจะมีเสาไม้สูงปักอยู่กลางลานวัด มีแสงไฟจากตะเกียงเจ้าพายุ ส่องสว่างไปทั่วบริเวณงาน มองเห็นกันชัดเจน พระสงฆ์องคเจ้าเวลาท่านอ่านหนังสือท่องมนต์ ท่านก็จะใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าซ หรือไม่ก็จุดเทียนไขดูหนังสือกัน ไม่มีไฟฟ้า แต่แปลกยุงไม่ค่อยจะมีเหมือนยุคปัจจุบัน มุ้งก็ไม่ต้องกาง ถ้าตามบ้านตามเรือนอย่างดีก็จุดกาบมะพร้าวให้เกิดควันรมใต้ถุนบ้าน หรือคอกวัว คอกความ แต่บนบ้านถ้าจุดตะเกียงน้ำมันก๊าซแล้ว ควันและกลิ่นของน้ำมันก๊าซจะเป็นตัวไล่ยุงไปในตัว

หลังจากเริ่มมีไฟฟ้า (เครื่องปั่นไฟ) เข้ามาใช้กัน งานไหนที่เจ้าภาพหาเครื่องไฟมาใช้ในงานได้ ถือว่างานนั้นไม่ธรรมดา เหมือนกับเป็นการประดับบารมีกันเลย จะเป็นที่โจดขานขนานใหญ่ ยิ่งถ้ามีเครื่องกระจายเสียง (ขยายเสียง) รู้สึกว่างานนั้นยิ่งใหญ่มาก

หลวงพ่อวาส ฯ ท่านกล่าวเปรียบเทียบให้ฟังว่า ความสว่างของแสงตะเกียงเจ้าพายุดูแล้วยังมีความสว่างมากกว่าไฟฟ้าจากหลอดไฟในปัจจุบัน ท่านบอกว่าถ้าเลือกได้ ท่านขอเลือกแสงสว่างจากตะเกียงเจ้าพายุดีกว่า เพราะแสงสว่างจากหลอดไฟฟ้าทำให้นัยตาของเราเสื่อมลง คนยุคนั้นไม่เห็นมีใครใส่แว่นตากันสักคน มาสมัยนี้แม้แต่เด็กเล็กก็ใส่กันแล้ว หลอดไฟตอนเข้ามาใหม่ ๆ แรงเทียนจะน้อย ๑๐ แรงเทียน ต่อมาเพิ่มความสว่างเข้าไปเป็น ๒๐ เพิ่มขึ้นไปเรื่อย ยิ่งเพิ่มขึ้นเท่าไหร่สายตาของเราก็ยิ่งเสื่อมลงทุกเท่านั้น นี่ถ้านึกถึงอีกร้อยปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ คงต้องใส่หน้ากากกันอากาศเสีย ใส่แว่นตาป้องกันแสงอุลต้าไวโอเรต หรือกันแสงเรเซอร์กันเป็นแน่น

ที่หลวงพ่อวาส ฯ ท่านกล่าวเปรียบเทียบไว้นี้ ผมนึกถึงความเปลี่ยนแปลงของโลกที่มีความเจริญขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีผลกระทบต่อมนุษย์มากขึ้นเท่านั้น ดูอย่างเรื่องแสงสว่างกับนัยตาของคนสมัยก่อนกับคนปัจจุบันที่ท่านกล่าวไว้เป็นต้น

โดย: ศิษย์หลวงพ่อเกิด [23 มิ.ย. 55 23:11] ( IP A:110.169.138.115 X: )

ความคิดเห็นที่ 15
   ๘ นี่คือเจดีย์บรรจุอัฐิของท่านอาจารย์แปลก ร้อยบาง ที่หลวงพ่อวาส ฯ ท่านนำมาบรรจุไว้กับอัฐิโยมบิดา มารดาของท่าน แสดงให้เห็นว่า ท่านยกย่องเทอดทูล และไม่ทอดทิ้งครูบาอาจารย์ของท่าน ท่านกล่าวเสมอว่า ตะกรุดที่อาตมาจารอักขระลงไปและเกิดพุทธานุภาพได้ก็เพราะแรงพุทธานุภาพของครูบาอาจารย์นั่นเอง ปัจจัยที่โยมเขาทำบุญบูชาวัตถุมงคลจากอาตมาไป อาตมาก็นำไปทำบุญอุทิศให้พ่อแม่ครูบาอาจารย์ และญาตโยมที่เขามาทำบุญทั้งหมด นี่แหละครูบาอาจารย์ของเรา

โดย: ศิษย์หลวงพ่อเกิด [23 มิ.ย. 55 23:14] ( IP A:110.169.138.115 X: )

ความคิดเห็นที่ 16
   สุดยอดเลยครับ ศิษย์ที่มีความตั้งใจ เชิดชูเกรียติประวัติอาจารย์ ตัวจริงครับ ขอบคุณ ข้อมูลดีๆ ครับ ท่านศิษย์หลวงพ่อเกิด
โดย: เล็กมากมี [24 มิ.ย. 55 18:16] ( IP A:124.122.202.108 X: )

ความคิดเห็นที่ 17
   เยี่ยมครับ ข้อมูลดี ๆ
โดย: ฅนบางบัวทอง [26 มิ.ย. 55 9:05] ( IP A:101.109.215.12 X: )

ความคิดเห็นที่ 18
   สุดยอดคับ

เก็บเกี่ยวเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเพื่อคนรุ่นหลังได้ศึกษา
โดย: นิด เมืองนนท์ [20 ก.ย. 55 12:44] ( IP A:27.131.163.139 X: )

ความคิดเห็นที่ 19
   .
โดย: ... [16 พ.ย. 56 13:09] ( IP A:171.101.213.79 X: )

ความคิดเห็นที่ 20
   

งานใหว้ครูทำขวัญข้าว  วันที่ 13 มีนาคม นี้ ครับ ของหลวงปู่ วาส

โดย: พ.ราชฤกษ [6 มี.ค. 57 23:13] ( IP A:49.0.97.78 X: )

* ขณะนี้พี้นที่เต็ม ไม่สามารถโพสต์กระทู้เพิ่มได้ *

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน