กองฮิมวังปี 2009
   มีโอกาสไปเดินที่กาดกองต้าอีกครั้งหนึ่งในยามเช้าของวันปีใหม่ เมฆลอยเต็มฟ้า แต่ก็ยังเผยให้เห็นสีฟ้ายามหน้าหนาวให้เห็นเข้มชัดเจน เมืองลำปางเปี่ยนไปเล็กน้อยโดยได้ทำเขื่อนริมแม่วังทางด้านทิศเหนือให้เป็นที่เดินออกกำลังกาย ไก่ขาวบนหัวเสายืดอกเต็มที่น่าดูชม ไก่ขาวเป็นสัญญลักษณ์ของตราประจำเมืองลำปาง ที่มาของชื่อกุกกุฏนครนี้มาจากตำนานวัดศรีล้อม เล่าว่าเมื่อครั้งพุทธกาลที่พระพุทธเจ้าเสด็จมาถึงนครลำปาง ความทราบถึงพระอินทร์ก็เกรงว่าชาวเมืองจะตื่นขึ้นมาหุงหาอาหารถวายบิณฑบาตรไม่ทัน จึงเนรมิตรไก่ขาวขึ้นมาขันปลุกชาวเมืองในยามเช้า ไก่เมืองลำปางจึงต้องเป็นไก่ขาวเท่านั้น ดังสัญญลักษณ์ไก่ขาวที่ปรากฏบนสะพานรัษฎาภิเศก และที่สวนสาธารณะริมแม่วังแห่งนี้

โดย: เมธี (เจ้าบ้าน ) [8 ม.ค. 52 17:28] ( IP A:58.10.158.111 X: )

ความคิดเห็นที่ 1
   ยังไม่โมงเช้าดี แต่สะพานข้ามแม่น้ำวังค่อนข้างเงียบเหงาไร้ผู้คน เมฆที่ก่อตัวหนาแน่นแผ่กระจัดกระจายเต็มฟ้า แม่วังในยามแล้งกลับเงียบสงบราวกระจกเงาบานใหญ่ที่สะท้อนเงาของก้อนเมฆบนฟ้าเต็มตลอดลำน้ำชวนฉงนสนเท่ห์ยิ่งนัก ฟ้าอยู่ข้างล่างไปแล้วหรือโลกกำลังพลิกกลับหัวลงหนอ ฟ้าพลิกกลับเป็นสัญญาณเตือนให้มีสติ พิจารณาทุกสิ่งให้ถ่องแท้ เพื่อจำแนกความจริงและความเท็จให้ออกจากกัน

โดย: เมธี (เจ้าบ้าน ) [8 ม.ค. 52 17:29] ( IP A:58.10.158.111 X: )

ความคิดเห็นที่ 2
   หม่องหง่วยสิ่นยังคงยืนสงบเงียบรอวันใหม่ อาทิตย์ยามเช้าส่องลงมาจับต้อง หม่องหง่วยสิ่นจะกลับมาคึกคักอีกในยามค่ำคืนวันที่มีถนนคนเดิน นับเป็นการหลับที่ยาวนานเพื่อรอผู้คนมาชี่นชมเพียงไม่กี่ชั่วยาม

โดย: เมธี (เจ้าบ้าน ) [8 ม.ค. 52 17:30] ( IP A:58.10.158.111 X: )

ความคิดเห็นที่ 3
   ตึกแถวเก่าแก่ในย่านกาดกองต้าล้วนอยากจะบอกเล่าให้คนที่ผ่านไปมาฟัง แต่ไม่มีใครให้มันพูดอะไรและดูเหมือนว่าไม่มีใครสนใจจะฟังมันสักเท่าใดเช่นกัน

โดย: เมธี (เจ้าบ้าน ) [8 ม.ค. 52 17:32] ( IP A:58.10.158.111 X: )

ความคิดเห็นที่ 4
   ผมมองผ่านตรอกหน้าวัดเกาะมองเห็นศาลเจ้าปึงเท่ากง กาดกองต้าคือชุมชนจีนโบราณตั้งแต่สมัยที่การขนส่งสินค้ายังพึ่งเส้นทางสายน้ำ กาดกองต้าลดความสำคัญลงเมื่อรถไฟเชื่อมต่อลำปางกับสังคมภาคกลาง กาดกองต้าอาจหมดความสำคัญลงไปเหลือแต่อาคารเก่าที่ปิดตัวเองเงียบ แต่ตึกศาลเจ้าปุ้นเท่ากงหลังนี้กลับเป็นอาคารเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่ในชุมชนแห่งนี้

โดย: เมธี (เจ้าบ้าน ) [8 ม.ค. 52 17:33] ( IP A:58.10.158.111 X: )

ความคิดเห็นที่ 5
   โคมไฟล้านนาช่วยแต่งแต้มหน้าบ้านหลังนี้ให้น่ามอง โคมเล็กๆเพียงหนึ่งดวงให้ความรู้สึกว่าผมมายืนอยู่กลางดินแดนล้านนาได้อย่างน่าประหลาด น่าเสียดายที่เทศบาลลำปางมีปัญญาพัฒนากาดกองต้าให้เป็นได้อย่างมากก็แค่ถนนคนเดินซื้อของกินแก้เหงา นักท่องเที่ยวมาและจากไปพร้อมกับรูปบ้านเก่าๆไม่กี่บานให้ขึ้นชื่อว่ามากาดกองต้า ตลอดถนนทั้งสายไม่มีป้ายอาคาร ไม่มีประวัติดั้งเดิม ไม่มีปีที่สร้างซึ่งบอกวัฒนาการของชุมชน ราวกับลูกกำพร้าที่หลุดมาจากกระบอกไม้ไผ่ไม่รู้ว่าใครคือพ่อคือแม่ เสียงรำพึงรำพันของคุณป้าบอกความน้อยเนื้อต่ำใจว่า ลำปางเป็นแค่เมืองผ่าน ไม่มีอะไรดึงดูดนักท่องเที่ยว คุณป้าจะรู้บ้างหรือเปล่าหนอว่า นครที่มีอายุร่วม 1,300 ปีนี้ มีวัดพม่าศิลปะไทยใหญ่มากที่สุดในประเทศ มีทั้งศิลปะล้ำค่า มีมรดกทางธรรมชาติ คนลำปางเองยังไม่รู้เลยว่าบ้านเกิดตัวเองมีดีอะไรแล้วจะบอกคนอื่นให้หยุดแวะดูบ้านตัวเองอย่างไรได้ นี่แหละหนาที่ว่าใกล้เกลือกินด่าง

โดย: เมธี (เจ้าบ้าน ) [8 ม.ค. 52 17:35] ( IP A:58.10.158.111 X: )

ความคิดเห็นที่ 6
   ผมเข้ามาชมภาพหลายครั้งแล้วล่ะครับ แต่ไม่ได้เข้ามาแสดงความคิดเห็นอะไรไว้ จริง ๆ แล้วอยากเรียกว่าขออนุญาติเข้ามาคุย และทักทายคุณเมธีดูจะเหมาะสมกว่า เพราะว่าผมแสดงความคิดเห็นแล้วอาจจะผิดพลาดแล้วหน้าแตกเสียเองน่ะครับ

ได้อ่านเรื่องราวแล้วสะดุดอยู่อย่างหนึ่งเกี่ยวกับการที่หน่วยงานที่ดูแลไม่ได้ให้ความสำคัญในมุมกว้างมากนัก ไปมองและให้ความสำคัญด้านที่ดูจะดีอยู่แล้ว
หากมองเห็นอะไรอย่างที่คุณเมธีเขียนบอกไว้ และหาทางที่จะพัฒนาส่วนอื่น ๆ ให้เป็นเมืองท่องเที่ยว แบบค่อยเป็นค่อยไปเรื่อย ๆ ในระยะแรก ๆ และต่อเนื่องแล้วทุ่มเททำไปเรื่อย ๆ .. ที่นี่น่าจะเป็นเมืองท่องเที่ยวที่น่าสนใจได้อีกที่หนึ่ง และไม่เป็นแค่เพียงทางผ่านเลยนะครับ

คนลำปางคงดีใจกันทุกคนแน่เลยครับ

ผมขอเข้ามาอ่าน และชมภาพไปเรื่อย ๆ นะครับ
เหมือนที่เคยเข้าไปอ่านที่บ้าน(เว็ปบล็อก)หลังอื่น ๆ ของคุณเมธีอยู่บ้างน่ะครับ

ขอบคุณคุณเมธีที่เปิดที่นี่ไว้ และได้นำภาพ และเรื่องราวมาแบ่งปันครับ

โดย: นิ พ น ธ์ [11 ม.ค. 52 15:50] ( IP A:222.123.122.132 X: )

ความคิดเห็นที่ 8
   สวัสดีครับคุณนิพนธ์

ผมดูพิพิธภัณฑ์ไทยแล้วผิดหวังเสมอ มีแต่ของเก่ามาวางสุมไว้โดยไม่รู้ที่มาที่ไป เวลาผมไปเดินในเมืองเก่าในประเทศที่เจริญแล้วเขาจะมีแผ่นป้ายบอกเล่าความเป็นมาติดไว้ตามอาคาร เมืองทั้งเมืองบอกได้ว่าส่วนไหนเกิดก่อนหลังเพราะมันมีลำดับของ chronology อยู่ ขนาดที่ lonely planet สามารถจัดทำแผนที่ walking tour ได้ กาดกองต้าเป็นสถานที่น่าผิดหวังที่เทศบาลจ้องจะเปิดตลาดขายของมากกว่าขายมรดกวัฒนธรรม และเมื่อเริ่มติดตลาดมันจะไม่แตกต่างจากตลาดน้ำอัมพวา ปาย หรือแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆเลยที่นายทุนจากถิ่นอื่นเข้ามาซื้ออาคารและเปลี่ยนเป็นร้านอาหาร ทำเป็นเกสต์เฮาส์ บ้้าง ร้านขายของที่ระลึกซึ่งไม่ใช่สินค้าของถิ่นนั้นๆ มันไม่แตกต่างกันเลยสำหรับชนิดของสินค้าและบริการ เพียงแต่เปลี่ยนสถานที่เดินซื้อของเท่านั้นเอง ผมมองไม่เห็นความต่างของขนมที่ซื้อจากตลาดสามชุก ตลาดคลองสวน ตลาดดอนหวาย ตลาดบ้านใหม่ ตลาดน้ำอัมพวาและตลาดนัดจตุจักร ทุกแห่งขายแต่ขนมเป็นหลัก และมีเสื้อผ้าวัยรุ่นสกรีนลายแปลกๆหลุดออกมาบ้าง ผมทำนายไว้เลยว่าอีกไม่นานแม่แจ่มจะเดินตามรอยเท้าของเมืองปายที่เน่าสนิทไปแล้ว มันไม่ใช่สังคมของปายแท้ๆอีกต่อไปแต่มันคือถนนข้าวสารที่เจ้าของธุรกิจไม่ใช่ชาวปาย ท่องเที่ยวก็ส่งเสริมกันไปแต่ระบบของโยธา ระบายน้ำ ประปา ไฟฟ้า การสื่อสารโทรคมนาคม ฝีมือแรงงาน โอทอป สาธารณสุขจังหวัด ไม่ได้มีแผนงานสอดคล้องเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวให้พร้อมกับการพัฒนาเมืองเลย และสุดท้ายทิ้งความระทมให้กับคนในชุมชนนั้นๆด้วยปัญหาร้อยแปด สิ่งที่อยากได้กลับไม่ได้แต่กลับต้องทนอยู่กับสิ่งที่เขาไม่อยากได้

เรามักได้ผู้ปกครองที่คิดแต่ว่าจะพัฒนาชุมชนให้เจริญและดึงเงินจากการท่องเที่ยวโดยที่ผู้บริหารมีปัญญานึกแค่คำจำกัดความของคำว่าเจริญคือวัตถุ เขาลืมไปว่าหากได้อะไรมาต้องยอมเสียอะไรไปและนึกไม่ออกด้วยว่าได้คุ้มเสียหรือเปล่า ผมกลับมาจากแม่สอดเห็นอาคารมูลค่าหยียบร้อยล้านบาทเป็นศูนย์แสดงสินค้า ผมว่าขนาดของอาคารและฐานรากเป็นศาลากลางจังหวัดใหญ่ๆได้สบาย งบประมาณรั่วไหลไปกับสิ่งปลูกสร้างที่รับประกันได้เลยว่าจะไม่ได้ใช้งาน ศูนย์แสดงสินค้าหรือ Messe ในเมืองใหญ่ๆเขายังใช้วัสดุโครงเบากันเลย อย่างว่านะคนสร้างไม่เคยทำงานมีแต่รีดภาษี เอกชนเขาจะสร้างธุรกิจเขาจะลงทุนแต่พอดีเพราะดอกเบี้ยเงินกู้มันแพง เราลงทุนสิ่งปลูกสร้างมหึมาที่ไม่ได้ใช้งานโดยที่ยังไม่รู้เลยว่าสินค้าและบริการของชุมชนนั้นคืออะไร มูลค่าเท่าใด มีอะไรบ้างที่มีโอกาสทางธุรกิจ มีอะไรที่ต้องพัฒนาเพิ่มเติมก่อนปล่อยออกมา หากจะขายธรรมชาติ ขายวัฒนธรรมให้กินได้นานก็ตั้องตั้งกำแพงให้แน่นหนา อย่าปล่อยให้นายทุนข้ามถิ่นเข้ามากอบโกยและชักนำสิ่งแปลกปลอมเข้ามาเจือปน ของอย่างนี้ต้องค่อยๆทำ ทุกหน่วยของรัฐและชุมชนต้องมีบทบาทและมีน้ำหนักในการคานอำนาจกัน รัฐต้องถามชุมชนเลยว่าจะเอาหรือเปล่า ถ้าจะเอามีขอบเขตที่จะเปิดแค่ไหน มีอะไรจะเป็นสินค้าได้ สินค้าที่ไม่มีคุณภาพจะยกคุณภาพได้อย่างไร ตัวอย่างที่ผมเห็นว่าทำได้ค่อนข้างดีคือที่ตลาดคลองสวน ผมเห็นว่าที่นั่นมีส่วนผสมที่กลมกลืนระหว่างตลาดของชุมชนที่ยังมีชีวิตอยู่ทุกวันและแทรกไว้ด้วยตลาดที่รับนักท่องเที่ยว คลองสวนจึงเป็นตลาดเดียวที่ผมเห็นว่ามีชีวิตและมีครบรส มีสินค้าที่หลากหลาย มีมรดกวัฒนธรรมที่เหลือให้เห็น

ผมบ่นมากเกินไปแล้ว แต่ดีใจครับที่คุณนิพนธ์แวะมาแม้ว่าจะพูดน้อยไปนิด ผมมองได้ไม่รอบด้านดอกครับ หากไม่มีคนช่วยกันชี้และเปิดมุมมองก็จะทำให้หลงไปได้มากเช่นกัน
โดย: เมธี (เจ้าบ้าน ) [12 ม.ค. 52 15:37] ( IP A:58.10.158.211 X: )

ความคิดเห็นที่ 9
   ผู้นำสังคมส่วนหนึ่งมักจะมีนโยบาย หรือความคิดในการจัดการเพื่อเอาใจคนในสังคมของตนไม่ว่าจะในระดับใด
ส่วนหนึ่งมีวิสัยทัศน์ อาจกล้าตัดสินใจที่จะทำในสิ่งที่คนในสังคมของตนยังมองเห็นไม่เห็น หรือเล็งเห็นผลในระยะสั้น ๆ
และในการตัดสินใจตามวิสัยทัศน์ของตนนั้น อาจถูกวิพากษ์ หรือถึงขั้นต่อต้านจนไม่สามารถทำในสิ่งที่คิดหรือวางแนวทางไว้ได้

ทางออกที่ดีอย่างหนึ่งสำหรับผู้นำสังคมจึงอยู่ที่จะทำสิ่งที่ถูกใจคนในสังคมของตนที่เรียกร้องและพอใจอย่างไร
คนในสังคมส่วนหนึ่งมีความรู้ และมองการณ์ไกล
แต่รู้สึกเหมือนต้องยอมรับว่าความคิดส่วนมากของสังคมของเรานั้นยังขาดอะไรอีกมากมายที่จะพัฒนาความคิดที่จะมองอนาคตในระยะไกลออกไป
คนในสังคมส่วนมากอาจยังมองอยู่เพียงว่าในอนาคตใกล้ ๆ นี้ จะทำอย่างไรให้มีชีวิตที่ดีขึ้น
เนื่องมาจากความเป็นอยู่ของเขา หรือการได้รับการปลูกฝังให้คิดแบบนั้นติดตัวเขาเหล่านั้นมาก่อน
และการกล่าวถึงในส่วนที่มองนั้น "วัตถุ" ยังคงเป็นสิ่งที่ฝังลึกจนเป็นค่านิยมที่ยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ในระยะเวลาสั้น ๆ

สังคมของเรานั้น ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ยังคงมองสิ่งที่ใกล้ตัวไว้ก่อน
จนสิ่งนี้ดูเหมือนเป็นธรรมชาติของพฤติกรรมของคนสังคมของเรา
เปรียบกับคำพังเพยอย่างหนึ่งที่มีการสั่งสอน หรือกล่าวไว้ว่าคือ อย่าหวังน้ำบ่อหน้า
ความคิดที่ไม่หวังน้ำบ่อหน้า ก็อาจฟังดูแล้วเป็นไปได้

การเปรียบเทียบแบบนี้ผมเพียงเปรียบเทียบให้มองง่าย ๆ เท่านั้น
เพราะถ้ามองให้ลึกซึ้งถึงความหมายที่แท้จริง ก็ยังไม่ถูกต้องนัก

การพัฒนาสังคม ยิ่งเป็นสังคมที่มีขนาดเล็ก หรือผู้นำสังคมใกล้ชิดกับคนในสังคมมากที่สุดก็คือท้องถิ่น
ผู้นำสังคมมีความคิดที่จะพัฒนาสังคม ตามรูปแบบความต้องการของคนในสังคมนั้น ๆ
โดยยึดหลักการในความคิดในการพัฒนาสังคมว่านี่คือความต้องการของพวกเขา
สิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งที่ "ผิด" ไปเสียทั้งหมด แต่อาจพูดได้ว่าเป็นสิ่งที่ "ผิดพลาด" อยู่บ้าง

คุณภาพของคนในสังคมก็ดูจะเป็นตัวแปรให้ผู้นำสังคมนั้นคิดหาหนทางแก้ไข หรือพัฒนา
ดูเพียงเท่านี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นความถูกต้องแล้วกับสิ่งที่ผู้นำสังคมกระทำเช่นนั้น

ผมมองตัวแปรตัวนี้ที่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการมองวิสัยทัศน์ของผู้นำสังคม
ในความคิดของผมคิดว่าเราจะทำอย่างไรให้คนในสังคมมองอีกด้านหนึ่งที่ไกลออกไปได้เช่นไรด้วย

สิ่งนี้เป็นกรณีที่ผู้นำสังคมทำ หรือตอบสนองความต้องการของคนในสังคมนั้น

แต่ถ้าไม่ใช่แบบนั้น ถ้าคนในสังคมมีความต้องการอีกแบบหนึ่ง
แต่ผู้นำสังคมกระทำ หรือพัฒนาไปในอีกรูปแบบ หรือทิศทางหนึ่ง
ก็คงไม่ใช่สิ่งที่ผมเขียนไว้ข้างต้น

ผู้นำสังคมของเราที่ผ่านมา
สามารถทำบางสิ่งบางอย่างได้ดีกว่าผู้นำในหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่เรียกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วได้อย่างไม่น่าเชื่อ
แต่สิ่งที่ไม่น่าเชื่อนั้น กลับเหลือเชื่อมากกว่าคือเรากลับด้อยกว่า หรือสู้ไม่ได้เมื่อเปรียบเที่ยบกับประเทศเพื่อนบ้านของเราที่อยู่ติดกัน

การแสดงความคิดเห็นของผม ถ้ามีอะไรไม่สมควร หรือดูไม่ดี
ขอให้คุณเมธีพิจารณาลบออกได้เลยนะครับ

ผมก็เลยเขียนซะยาวเลย
กระทู้ต่อไป ชมภาพ กับอ่าน และแสดงความคิดเห็นสั้น ๆ นะครับ
เดี๋ยวจะกลายเป็นการเมืองไป...smile
โดย: นิ พ น ธ์ [12 ม.ค. 52 19:00] ( IP A:222.123.122.117 X: )

ความคิดเห็นที่ 10
   ผมมองว่าโครงการต่างๆมีทั้งที่เป็นระยะสั้นและระยะยาว โครงสร้างพื้นฐานทุกอย่างเช่นระบบสาธารณูปโภคและโดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาควรเป็นแผนแห่งชาติที่ดำเนินต่อเนื่องยาวนานายใต้การกำกับดูแลภของข้าราชการประจำ ไม่ควรปล่อยให้อยู่ในมือของผู้บริหารฝ่ายการเมืองที่มาตามวาระหนึ่งสมัยหรืออย่างมากก็สองสมัย โครงการในมือผู้บริหารแบบนี้ควรเป็นโครงการระยะสั้น หน้าที่หลักของผู้บริหารฝ่ายการเมืองควรจะเร่งรัด, ประสานและคอยแผ้วถางอุปสรรคต่างๆเพื่อให้แผนระยะยาวดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพตามกำหนดของเวลา

ข้อจำกัดต่างๆท้ายสุดก็มาลงที่คน ถ้าปากท้องอิ่ม สมองจึงจะเริ่มทำงานและพัฒนาต่อไปได้ ประเทศเราคงล้มลุกคลุกคลานกันอีกนานเลยครับ

ตามสบายนะครับคุณนิพนธ์ เพราะคุณนิพนธ์มีประสพการณ์และความรู้การเมืองท้องถิ่นมากกว่าผม

โดย: เมธี (เจ้าบ้าน ) [22 ม.ค. 52 16:52] ( IP A:125.25.76.146 X: )

ความคิดเห็นที่ 11
   ตลาดจีนเป็นถนนสายสั้นๆเลียบแม่น้ำวังไปจนถึงเชิงสะพานรัษฎาฯ ชุมชนริมแม่น้ำวังในสมัยก่อนเป็นชุมชนที่คึกคัก สองข้างถนนเป็นอาคารเรือนแถวที่ชาวจีนมาค้าขาย มีบริษัทฯจากต่างชาติ โดยเฉพาะอังกฤษเข้ามาตั้งอยู่ บริษัทฯเหล่านี้มีการว่าจ้างคนงานพม่าและอินเดียให้เข้ามาทำงานเนื่องจากชนสองชาตินี้เป็นเมืองขึ้นและสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ดี บริษัทห้างร้านอย่างบอมเบย์เบอร์มา หรือ BB, บอร์เนียว, อีสต์เอเชียติก และแองโกลสยาม ก็อยู่ในบริเวณดังกล่าวด้วย ย่านกาดกองต้าน่าจะเป็นย่านทที่มีผู้คนจอแจ มีการขนถ่ายสินค้า ไม่ว่าจะเป็นข้าว สินค้าเกษตร ทราย การล่องขึ้นลงของไม้ซุงผ่านท่าน้ำแม่วัง กาดกองต้าจึงเจริญสุดๆในระหว่างปี 2420-2460 และเมื่อมีการเปิดเดินรถไฟสายกรุงเทพฯ-ลำปางในปี 2458 ความสำคัญของกาดกองต้าจึงได้ลดลงตามลำดับเหลือไว้แต่ความทรงจำ อย่างอาคาร “หม่องหง่วนสิ่น” หลังนี้ปลูกเป็นทรงโคโลเนียล แต่ตกแต่งไสตล์บ้านขนมปังขิง คือมีการฉลุลายส่วนของระเบียง ปั้นลมและเครื่องตกแต่งบนหลังคา ชื่อ MOUNC NCWE ZIN ยังปรากฎให้เห็นบนระเบียงชั้นสาม

โดย: เมธี (เจ้าบ้าน ) [22 เม.ย. 52 13:40] ( IP A:58.10.158.226 X: )

ความคิดเห็นที่ 12
   อาคารย่านนี้หลายหลังขึ้นทะเบียนเป็นทรัพย์สินของชาติไปเรียบร้อยแล้ว เช่นอาคาร “เฮวอินปี” ได้รับการบูรณะใหม่และจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ตลาดจีน แต่เดิมเป็นอาคารเฮวอินปี เป็นอาคารไม้ที่หมดสภาพเอียงทรุด เครื่องบนหลังคาผุพังไปแล้ว ได้มีการบูรณะใหม่รื้อออกมาประกอบใหม่ อิฐเก่าก็ได้เอามาเผาไล่ความชื้นก่อนนำมาก่อใหม่ อัดเสาคอนกรีตลงไปรับน้ำหนักแทนเสาไม้เดิม เสาไม้บางต้นยังมีตราของ BB ประทับอยู่ ส่วนโครงหลังคาเปลี่ยนใหม่เป็นโครงเหล็กซ่อนไว้ข้างในเพื่อเสริมความแข็งแรง เสียดายที่ผมไม่ได้มีโอกาสเข้าไปดูในพิพิธภัณฑ์ ผมไปลำปางกี่ครั้งก็ยังไม่เคยเห็นพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดเลยสักครั้งเดียว

โดย: เมธี (เจ้าบ้าน ) [22 เม.ย. 52 13:42] ( IP A:58.10.158.226 X: )

ความคิดเห็นที่ 14
   กาดคนเดินในคืนวันอาทิตย์หน้าอาคารหม่องหง่วนสิ่น เป็นคืนเดียวในรอบสัปดาห์ที่มันกลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่งแบบครึ่งหลับครึ่งตื่น

โดย: เมธี (เจ้าบ้าน ) [22 เม.ย. 52 13:47] ( IP A:58.10.158.226 X: )

ความคิดเห็นที่ 15
   ตึกนี้น่าจะเป็น เหยียนซีไท้ลีกี ปี 1913 หรือ 94 ปีมาแล้ว ตึกการค้าของคนจีนที่ผสมผสานระหว่างความเป็นจีนและฝรั่งได้แปลกตา

โดย: เมธี (เจ้าบ้าน ) [22 เม.ย. 52 14:15] ( IP A:58.10.158.226 X: )

ความคิดเห็นที่ 16
   มีสัญญลักษณ์ทางการค้า “หนูเหยียบลูกโลก” อยู่หน้าอาคารเหยียนซีพร้อมกับปีก่อตั้ง ลายเมฆแบบจีน อาคารชั้นบนออกแนวจีนยุคใหม่

โดย: เมธี (เจ้าบ้าน ) [22 เม.ย. 52 14:20] ( IP A:58.10.158.226 X: )

ความคิดเห็นที่ 17
   หน้าต่างของเหยียนซีไท้ลีกีเขียนลายไผ่ ไม้มงคลที่แตกหน่อมากมาย

โดย: เมธี (เจ้าบ้าน ) [22 เม.ย. 52 14:21] ( IP A:58.10.158.226 X: )

ความคิดเห็นที่ 18
   ช่องลมหน้าประตูฉลุลายไม้งดงามแบบตะวันตก เหนือช่องลมเป็นลายปูนปั้นลายเครือเถาแบบฝรั่ง เมื่อสองปีก่อนเกิดน้ำท่วมใหญ่ สังเกตที่ประตูจะเห็นแนวสีเข้มอ่อนได้ชัดเจน ประมาณ 1.50 เมตรครับ

โดย: เมธี (เจ้าบ้าน ) [22 เม.ย. 52 14:23] ( IP A:58.10.158.226 X: )

ความคิดเห็นที่ 19
   บ้านแม่แดง อาคารสามห้องปัจจุบันปิดเงียบสงบ ผมไม่มีประวัติความเป็นมาของบ้านแม่แดง ภาพบ้านแม่แดงอยู่ในคห3
โดย: เมธี (เจ้าบ้าน ) [22 เม.ย. 52 14:24] ( IP A:58.10.158.226 X: )

ความคิดเห็นที่ 20
   บ้านคมสัน บ้านของคหบดีอยู่ใกล้ๆกับเฮวอินปี

โดย: เมธี (เจ้าบ้าน ) [22 เม.ย. 52 14:26] ( IP A:58.10.158.226 X: )

ความคิดเห็นที่ 21
   ตึกแดง เป็นอาคารปูนทาสีแดงเข้มสองชั้น มีอายุประมาณ 90 ปี ร้านขายยาแผนโบราณ “บุญส่ง” ขนาดสองคูหาเปิดค้าขายมาสามชั่วอายุคนแล้วประมาณ 85-87 ปี รอยน้ำจางๆบนประตูบานเฟี้ยมยังบอกเรื่องราวของน้ำที่เอ่อล้นแม่วังเมื่อสองปีก่อนได้เป็นอย่างดี ทุกวันนี้ตึกแดงก็ยังเป็นที่พักพิงของหลายครอบครัวและคงเป็นที่พักพิงไปอีกนาน

โดย: เมธี (เจ้าบ้าน ) [22 เม.ย. 52 14:27] ( IP A:58.10.158.226 X: )

ความคิดเห็นที่ 22
   นอกจากบ้านตึกแล้ว ยังมีบ้านอาศัยและอาคารไม้อีกจำนวนหนึ่ง อาคารพาณิชย์หลังนี้มีระเบียงชั้นบนแล่นเชื่อมถึงกัน

โดย: เมธี (เจ้าบ้าน ) [22 เม.ย. 52 14:30] ( IP A:58.10.158.226 X: )

ความคิดเห็นที่ 23
   ตึกแถวไม้เป็นแรงบันดาลใจของศิลปินที่มาของรูปข้างล่างนี้ ผมรู้สึกนึกเสียดายที่ไม่ได้ซื้อรูปนั้นเก็บไว้ ดูยังไงก็คืออาคารข้างบนนั่นเอง

โดย: เมธี (เจ้าบ้าน ) [22 เม.ย. 52 14:32] ( IP A:58.10.158.226 X: )

ความคิดเห็นที่ 24
   วัดเกาะ เป็นวัดเดียวที่อยู่ในละแวกตลาดเก่าจีนแห่งนี้ ผมยังไม่มีโอกาสเข้าไปดูข้างใน

โดย: เมธี (เจ้าบ้าน ) [22 เม.ย. 52 14:34] ( IP A:58.10.158.226 X: )

ความคิดเห็นที่ 25
   การเดินทางของผมมาสิ้นสุดที่สะพานรัษฎาภิเศก สะพานนี้เดิมเป็นสะพานเหล็ก ผ่านพ้นสงครามโลกมาได้ ต่อมารื้อออกสร้างเป็นสะพานแข็งแรงเสร็จเรียบร้อยในเดือนมีนาคม 2460 นับไปนับมาเก้าสิบปีมาแล้ว ด้านหนึ่งเป็นตราครุฑ อีกด้านหนึ่งเป็นตราไก่ขาวของกุกกุฏนครหรือนครไก่ตามตำนานนครลำปาง

ภาพในกระทู้นี้ เกิดจากการไปเยือนกาดกองต้า 3 ครั้งในรอบสามปีที่ผ่านมา ผมยังไม่เบื่อที่จะค้นหาและจะย้อนกลับไปอีกในเร็ววัน

โดย: เมธี (เจ้าบ้าน ) [22 เม.ย. 52 14:39] ( IP A:58.10.158.226 X: )

รายละเอียด :
ชื่อ / e-mail :    แทรกไอคอนน่ารักๆในข้อความ
รูปประกอบ :
.jpg .bmp .gif < 100K
จัดตำแหน่งรูป :
ชิดซ้าย
กึ่งกลาง
ชิดขวา
เสียงประกอบ : .wav .mp3 .wma .ogg < 300K
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ