Lanna-Adenium  >>  เทคนิคไม้สวยด้วยมือเรา

ฝากธรรมมะก่อนนอน
   อายุที่เราได้มาคือเวลาที่เราเสียไปแล้วในโลกนี้ แต่เหตุไฉนเผู้คนจึ่งสังสรรในวันครบรอบวันเกิด
โดย: SAN SOLDERING [24 พ.ย. 52 22:06] ( IP A:110.49.162.25 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live

ความคิดเห็นที่ 1
   คนที่เกิดมาในโลกนี้ มีกรรมแตกต่างกัน รับรู้สิ่งต่างๆได้ไม่เท่ากัน สติปัญญาก็แตกต่างกัน แม้แต่รูปร่างหน้าตาก็ไม่เหมือนกัน ดังนั้นการรู้เท่าทันทางการเปลี่ยนแปลงทางกาย อารมย์ ทางโลกภายนอกทุกคนจึงรู้ได้ไม่เท่ากัน เรียกว่า สร้างเหตุแห่งการเกิดปัญญาไม่เหมือนกัน บางคนมองเพียงสิ่งรอบข้างเปลี่ยนแปลงก็สามารถปลง มองเห็นถึงความไม่เที่ยงแท้แห่งสังสารวัฏ เปรียบเสมือนบังเหนือน้ำพร้อมบานทุกเมื่อ ที่ได้รับแสงพระอาทิตย์ แต่อีกพวกหนึ่ง ทั้งสอนสั่ง ทั้งเห็นการเปลี่ยนแปลงในผู้คน และตนเอง เขาก็ไม่อาจรู้ซึ่งแห่งสัจจะความจริงนั้นได้ นั้นเป็นเพราะเขาไม่ได้สั่งสมเหตุแห่งการเกิดปัญญาด้านนี้ เปรียบเสมือนบัวอยู่ในน้ำ ยังไม่พร้อมจะบานในวันนี้หรือพรุ่งนี้ แต่นั้นไม่ใช่คนชั่ว หรือไม่ดีนะ การเห็นและไม่เห็นในสิ่งที่กล่าวมา เป็นเพียงการสั่งสมแห่งเหตุเกิดปัญญาด้านนี้ไม่เท่ากัน เท่านั้นเอง .....
*** ธรรมที่ทำให้คนอยู่ในโลกนี้อย่างสงบสุขคือ พรหมวิหารธรรม 4 มีศีลห้าปกติ เลี้ยงบิดามารดา เคารพ บูชาคนที่ควร เคารพบูชา มั่นขยันทำมาหากินอย่างสุจริต ให้ทานเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อนมนุษย์ และสรรพสัตว์ทั้งหลาย เท่านี้ก็น่าจะเพียงพอสำหรับคนเราที่เป็นปุถุชน......
โดย: มหานอกวัด [27 พ.ย. 52 15:35] ( IP A:222.123.188.18 X: )

ความคิดเห็นที่ 2
   เราๆท่านๆทั้งหลายเคยหาคำตอบแบบจริงๆจังๆให้กับตัวเองหรึอไม่ว่าชาติหน้ามีจริงหรือไม่?????
โดย: SAN SOLDERING [28 พ.ย. 52 21:13] ( IP A:119.31.17.163 X: )

ความคิดเห็นที่ 3
   *** อาจจะไกลเกินไปสำหรับชาติหน้า หรืออนาคตที่ยังมาไม่ถึง ผู้ฉลาดจะไม่แสวงหาสิ่งนี้ แต่เขาจะสร้างเหตุปัจจัยแห่งปัจจุบันให้ดีที่สุด ไม่เบียดเบียนผู้อื่น สัตว์อื่นๆ มุ่งมั่นประกอบกรรมที่เป็นประโยชน์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น มีเมตตา ให้ทานแก่ผู้เดือดร้อนกว่าเรา ทำจิตให้เบิกบานเสมอ รู้จักพอเพียงสำหรับการดำรงค์ชีพ กินเพื่ออยู่ ไม่ได้อยู่เพื่อกิน ....... เมื่อเหตุแห่งปัจจุบันดี คงไม่ลำบากที่จะแสวงหาภพภูมิข้างหน้า ชาติหน้า นรก สวรรค์ ว่ามีหรือไม่มี....ท่านจงอยู่กับปัจจุบันอย่างไม่ประมาทเถิด.....
โดย: มหานอกวัด [29 พ.ย. 52] ( IP A:110.49.35.181 X: )

ความคิดเห็นที่ 4
   คุณแห่งความสามัคคี
คงไม่มีใครสะอาดหมดจดบริสุทธิ์ดุจผ้าขาวนะครับ ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์ในบ้านเมือง ผมก็ยังเห็นว่า ทุกคน ทุกฝ่ายรักประเทศไทย เสื้อทุกสีก็รักประเทศไทย การจะเอาชนะกันเพราะถ้อยคำต่างๆ หรือการกระทำต่างๆในส่วนที่ไม่ค่อยดี ถือว่าเป็นการก่อกรรม ผู้ถูกกระทำก็ก่อเวร นึกถึงเรื่องรามเกรียติ์ก็ยิ่งเห็นประเทศไทยเราเช่นนั้น แต่เอาเถอะทุกคนก็ไม่ใช่ยักษ์ไม่ใช่มารอะไร เราล้วนคนไทยทั้งสิ้น ผมก็ยังเชื่อว่าทุกสรรพสิ่งมีการเกิดขึ้นแล้ว ก็จะพบความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นความดีหรือชั่ว การเข้าไปถือตัวตนยึดมั่นในตัวเรา ของเรา พวกเรา พวกโน้น พวกนี้ เขาว่าเรา เขาด่าเรา เขาตีเรา พวกเราโดนตี ฯลฯ การต่อสู้กันก็เกิดขึ้น คนเราปฏิบัติต่อกันเช่นนี้มานานแสนนาน หมุนเวียนก่อกรรมทำเข็นกันมาหลายภพหลายชาติแล้ว ท่านจึงสอนให้ระงับการก่อเวร เพราะเวรย่อมระงับด้วยการไม่ก่อเวรและจองเวร เมื่อมีเวรต่อกัน ความรู้ ความดีทั้งหลายก็จะหลบหายไปอยู่ด้านหลังจิตทั้งหมด เพราะความโกรธ และอารมณ์โมโหมันเกิดขึ้นปิดบังแทนที่ความดี ความมีเมตตาภายในจิตเรา ทุกคน ทุกฝ่ายล้วนเคยประกอบกรรม ทำดี สร้างบารมีมามากด้วยกันทั้งสิ้น แต่พอมานั่งเรือลำเดียวกัน เกิดทะเลาะกัน ความดี บารมีมากมายแค่ไหนก็ช่วยไม่ได้ ...... เราอยู่ร่วมกันร่มเย็นมานานแล้วนะ เรื่องอย่างนี้ไม่ค่อยเกิดขึ้นมานานแล้ว บางครั้งทำไมเราอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุข ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยนอกจากความสมัครสมานสามัคคี ยิ่งยามที่เราร่วมกันร้องเพลงชาติหรือเพลงสรรเสริญบารมี พวกเรารู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่ง บางครั้งขนรุกเลย เพราะเราปีติยินดี ใจเราสว่างมองคนอื่นและคนรอบข้างด้วยเมตตา และไมตรีจิต เราส่งความเมตตา และเอื้ออาธรไปให้ได้จนทั่วทุกคนในโลกนี้ได้ แต่ทำไมวันนี้ เวลานี้ เราจึงไม่ยอมให้อภัยกัน ไม่เมตตากัน ไม่รักกัน เราอย่าสร้างเวรเพิ่มอีกเลย ทุกคนเกิดเฉพาะตัวเองก็ทุกข์เพราะสังขารตัวเองอยู่แล้ว อายุเราก็ไม่ยืนนานอะไร ไม่ถึงร้อยปีเราก็ตายกันหมดแล้ว..... ลูกหลานสานต่อเราควรเป็นความรัก ความเอื้ออาธรต่อกัน เห็นใจต่อกันในฐานะเพื่อร่วมแผ่นดิน ร่วมชาติ ร่วมศาสนต์น่าจะดีแน่แท้ ...... เราเสียแผ่นดินทุกครั้งเพราะภายในของเรามีปัญหากัน อะไรพอให้อภัยกันได้ก็ควรให้ ถ้าให้ยังไม่ได้ ก็ลองแผ่เมตตาให้คนใกล้ชิดเราก่อนก็ได้ ทำสม่ำเสมอ ในที่สุดเราก็จะให้อภัยได้กับคนทุกคนในโลกนี้ เช่นเดียวกับฑีฆาวุ กุมาร ลูกชายของพระเจ้าฑีฆีติโกศล ให้อภัยแก่พระเจ้าพรหมทัต ผู้ฆ่าบิดา มารดาของตนเองฉะนั้น ทั้งสองเครียดแค้นชิงชังกันอย่างหาที่เปรียบมิได้ แต่ก็ให้อภัยกันได้ ปองดองกันได้ สามัคคีกันได้ เพราะมีธรรมคือเมตตาใจจิตนี้เอง.......

โดย: มหานอกวัด [8 ธ.ค. 52 12:12] ( IP A:117.47.193.86 X: )

ความคิดเห็นที่ 5
   ** สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในตัวตนของเรา น่ากลัวยิ่งกว่าผีตัวไหนๆก็คือ ความรู้สึกนึกคิดภายในที่ไม่มีสติเข้าไปควบคุมกำกับอยู่นั้นเอง ... มันยิ่งน่ากลัวขึ้นมากๆเมื่อความรู้สึกสิ่งที่คิดว่า สิ่งที่ผิดคือ ความถูกต้อง... ซึ่งเราจะเห็นเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดจากคิดว่าผิดคือถูกมากมาย เช่น การฆ่าสัตว์บูชายัณแก่เทพเจ้า การฆ่าตัวตายเพื่อหลบหนีปัญหาทางกายภาพ ( กายภาพก่อให้เกิดมโนภาพ และจินตนาการ นำไปสู่การคิดที่ไม่ประกอบด้วยสติ ) การทึกทักเอาของคนอื่นมาเป็นของตนเอง ทั้งโดยตรงและทางออ้ม เหล่านี้เป็นต้น ล้วนเป็นอันตรายต่อตนเองทั้งในปัจจุบันและอนาคต และต่อผู้อื่นๆที่อยู่ใกล้ชิด.... ดังนั้น การบริหารความคิดให้สะอาด จึงต้องฝึกมองคนอื่น สัตว์อื่นด้วยเมตตาก่อนเสมอ ซึ่งการฝึกเช่นนี้จะถูกส่งเข้าไปพัฒนาขบวนจิตใต้สำนึกในอนาคต ผู้เห็นประโยชน์ของการคิดแบบพื้นฐานนี้ จะเป็นผู้มองโลกในแง่บวกเสมอ คือ ในระยะยาว จะเป็นผู้มีเหตุผลต่างๆในจิตภายในเสมอ คนเช่นนี้จะทำชั่วยาก จะไม่ทำชั่วทั้งต่อหน้าและลับหลัง ผู้ฉลาดควรฝึกมองผู้คนและสัตว์อื่นอย่างมีเมตตา แล้วจิตจะพัฒนาไปสู่ความมั่นคงทางสติปัญญาทั้งในปัจจุบันและอนาคต.....
โดย: มหานอกวัด [16 ธ.ค. 52 15:37] ( IP A:117.47.199.22 X: )

ความคิดเห็นที่ 6
   **** ผู้ที่ต้องทำหน้าที่รับผิดชอบเรื่องเงินๆ ทองๆ ในหน่วยงานทั้งหลาย ท่านต้องตระหนักเรื่อง อทินนาทานให้จงหนัก คุณธรรมข้อนี้ไม่จำเป็นต้องให้ใครรู้ ตัวเราเองควรจะรู้ตัว และเข้าใจตัวเอง และให้ตระหนักถึงโทษที่จะเกิดขึ้นในภายหลัง หากมองข้ามภพ ข้าชาติแล้ว พิจารณาให้ดีๆ จะเห็นความแตกต่างของการหาทรัพย์และได้ทรัพย์ของคนในโลกนี้ บางคนทำมากมาย แต่กับได้ผลตอบแทนน้อย บางคนทำน้อยแต่ผลรับกับมากเกิน บางคนทำแทบตาย แต่กับถูกเขาไม่ยอมให้ค่าตอบแทน บางคนได้สิ่งของมาเท่าใดก็ มีคนคอยมาเอาไป พูดง่ายๆ บางคนรวยง่าย แต่บางคนรวยยาก เป็นต้น....... เหตุหลายๆอย่างที่กล่าวมา ที่ทำให้คนแตกต่างกันอย่างนี้ ย่อมมีปัจจัยให้เกิด ผู้ไม่รู้ก็โทษโน้นโทษนี่ ตามประสาปุถุชน แต่ผู้ฉลาดควรเอาเหตุการณ์ต่างๆทำนองนี้เป็นบทเรียนสอนใจ สอนการกระทำของตนเอง และควรงดเว้นการเอาของผู้อื่นทั้งต่อหน้าและรับหลัง มองเห็นของ สิ่งของผู้อื่นเช่นอสรพิษร้ายฉะนั้นแล .......
โดย: มหานอกวัด [18 ธ.ค. 52 12:00] ( IP A:117.47.27.149 X: )

ความคิดเห็นที่ 7
    ของสมมุติ
****ทรัพย์สินเงินทอง เกียรติยศ ชื่อเสียง ได้ลาภ เสื่อมลาภ ได้ยศเสื่อมยศ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นของสมมุติเฉพาะมนุษย์เท่านั้น คงไม่มีคุณค่า และประโยชน์อะไรสำหรับช้างม้าวัวควาย หมู หมา กาไก่ทั้งหลาย สัตว์เหล่านี้ต้องการเพียงอิ่มในวันนี้ ไม่สะสมใดๆ นี่เป็นข้อดีของสัตว์ เขาเองก็ไม่ได้สร้างเวรกรรมอะไรมาก เพราะวันๆ แสวงหาแต่อาหารเลี้ยงชีพ ......สำหรับมนุษย์ขอเพียงให้รู้จักพอประมาณ พอใจกับสิ่งที่ตนเองมีและหามาได้ ไม่เบียดเบียน ไม่เบียดบังเอาจากผู้ อื่น หามาได้มากก็ควรเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ผู้อื่น สัตว์อื่นอย่างจริงใจ คือเป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับ ก็น่าจะทำให้มีความสุขได้ ปัจจุบันนี้มนุษย์มีจิตอารีย์ต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันน้อยลง อาจเป็นเพราะกระแสวัตถุมาแรงมาก เหมือนกระแสน้ำที่เคี้ยวกลาด ไหลแรง จึงพัดพาจิตใจผู้คนให้กระเจิดกระเจิงตามกระแสค่านิยม ผู้ฉลาดต้องมีสติ เอาสติคือความละรึกได้อยู่เสมอนี่แหละประคลองจิตใจของตนให้รอดพ้นกระแสแห่งวัตถุนี้ไปให้ได้ ให้คิดให้จงดีว่า ทรัพย์ในโลกนี้เป็นของชาวโลกนี้เท่านั้น ไม่มีใครหาบขนไปสู่โลกหน้าได้ คนฉลาดจึงแรกเปลี่ยนทรัพย์สินเงินทอง ข้าวของเครื่องใช้ทั้งหลายให้กลายเป็นบุญกุศล เพื่อเป็นเสบียงไปสู่ปรโลก.........
โดย: มหานอกวัด [22 ธ.ค. 52 15:14] ( IP A:117.47.159.38 X: )

ความคิดเห็นที่ 8
   คนเราเกิดมาทำไมครับท่านมหา
โดย: SAN SOLDERING [26 ธ.ค. 52 20:37] ( IP A:110.49.140.142 X: )

ความคิดเห็นที่ 9
   *** คนเราเกิดมาทำไม ?
..... คงจะตอบสั้นๆ ตามหลักของพุทธว่า เพราะมีอวิชชา ตัณหา อุปาทาน เป็นเชื้ออยู่ในจิต จึงทำให้จิตที่แตกทำลายจากภพหนึ่งๆ ท่องเที่ยวไปถือกำเนิดในภพภูมิใหม่ตามแต่ชนิดของกรรมที่ก่อไว้ ต่อเมื่อเราทำลายล้างอวิชชา ตัณหา อุปาทานให้สิ้นซากจากจิตได้นั้นแหละ จึงจะหมดเหตุปัจจัยให้ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในอ่างแห่งสังสารวัฎนี้.......
โดย: มหานอกวัด [29 ธ.ค. 52 12:10] ( IP A:117.47.198.66 X: )

ความคิดเห็นที่ 10
    **** อวิชชา ตัณหา อุปาทานคืออะไร ? ...อวิชชา หมายถึง ความไม่รู้ในอริยสัจคือ ไม่รู้ในทุกข์ ไม่รู้ว่าอะไรบ้างที่เป็นตัวทุกข์ ไม่รู้ในเหตุที่ก่อให้เกิดทุกข์ ไม่รู้ในความหมายดับทุกข์ และไม่รู้ในข้อปฏิบัติสำหรับดับทุกข์
...ตัณหา หมายถึง ความทะเยอทะยานอยากได้ คืออยากได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่าน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อยากได้มาครอบครองเป็นเจ้าของ ของตนเอง รวมถึงอยากในกามภพรูปภพด้วย
...อุปาทาน หมายถึง ความยึดมั่นถือมั่นในทุกๆอย่างที่มีในตัวเรา ว่าเป็นของๆเรา หลงผิดคิดเอา เหมาเอาว่าของทุกอย่างที่หามาได้หรือครอบครองอยู่คือของเราตลอดไป (ความจริงเป็นของใช้สำหรับคนในโลกนี้เท่านั้น เอาติดตัวไปไม่ได้ในภพอื่นๆ )
โดย: มหานอกวัด [29 ธ.ค. 52 12:29] ( IP A:117.47.198.66 X: )

ความคิดเห็นที่ 11
   *** คนฉลาดต้องรู้ว่า การเกิดทำให้เป็นทุกข์***
.... เมื่อรู้ว่า การเกิดมาเป็นมนุษย์มีทุกข์ ก็ค่อยๆฝึกจิตที่นำไปสู่การดับทุกข์ ฝึกมองโลกตามความเป็นจริง ( วิปัสนา ) ค่อยๆฝึกให้เป็นบารมีเอาไว้ ให้พอเห็นทางที่จะนำจิตไปสู่ความดับทุกข์ในอนาคตได้ก็ยังดี เราฝึกสติง่ายๆคือ มีสติอยู่ตลอดเวลาในขณะที่เราทำอะไรอยู่ ละเอียดมากๆ จะรู้แม้กระทั้งลมหายใจเข้าออก รู้ว่ากำลังคิดเรื่องอะไรอยู่ คิดอย่างไร หากคิดไกล คิดไร้สาระ ก็ดึงกลับได้ หากฝึกอย่างนี้นานๆ จิตจะละเอียดขึ้นตามลำดับ การฝึกจิตแบบนี้ไม่ต้องนั่งเพ่งอะไร เพียงกำหนดรับรู้การหายใจเข้าและออกตลอดเวลาก็พอ เมื่อใจสงบดี เป็นสมาธิแล้ว จึงพิจารณาสรรพสิ่งทั้งหลายตามเป็นจริง การพิจารณาช่วงนี้แต่ละคนอาจไม่เหมือนกันแล้วแต่อุปนิสสัยของแต่ละคนที่เคยสั่งสมมา (วิปัสสนา)
.... ข้อดีของการฝึกนี้ก็คือ เรามีสติควบคู่ไปกับการกระทำของเราตลอดเวลา จะยืน เดิน นั่ง นอน ฯลฯ รู้หมด ( เรียกเจริญสติ) ช่วงแรกอาจฝึกยากนิดหนึ่ง เพราะเราปล่อยความคิดของเราให้เป็นอิสระมาโดยตลอด จะจับเขามาเข้าค่ายฝึกให้เห็นผลในวันเดียว ปีเดียวคงยาก แต่ให้เชื่อเถอะว่า ไม่มีอะไรเกินความสามารถของคนพยายามครับ .......
โดย: มหานอกวัด [29 ธ.ค. 52 13:02] ( IP A:117.47.198.66 X: )

ความคิดเห็นที่ 12
   ขอบคุณมากค่ะสำหรับข้อคิดดีให้ได้อ่านกัน
โดย: 13 [29 ธ.ค. 52 17:40] ( IP A:112.142.3.52 X: )

ความคิดเห็นที่ 13
   ผมกำลังฝึกทำสมาธิโดยการตามรับรู้จิตและพิจารณาแยกกายให้เป็นธาตุ 4 เพื่อทำลายตัวตนที่ตัวเองยึดมั่นถือมั่นอยู่

อยากขอความรู้กับท่านมหาเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติ จริตคนเราไม่เหมือนกันแต่ก็ใช้เป็นแนวทางเปรียบเทียบได้ครับ

ถ้าสามารถเปิดเผยได้ ผมอยากทราบแนวทางที่ท่านมหาใช้พิจารณาอยู่ แบบเป็นขั้นตอนอย่างละเอียด เป็นธรรมทานน่ะครับสำหรับผมและทุกท่านที่เข้ามาอ่าน

ของท่านอื่นๆด้วยนะครับถ้ามีใครอยากเพิ่มเติมที่ถูกกับจริตตัวเอง ปฏิบัติแล้วเกิดผล เป็นธรรมทานนะครับ ขอบคุณครับ
โดย: SAN SOLDERING [6 ม.ค. 53 21:07] ( IP A:110.49.83.61 X: )

ความคิดเห็นที่ 14
   *** ผมต้องขออภัยมากๆที่ไม่ได้ตอบให้ท่าน SAN SOLDERING ทั้งๆที่ถามมาหลายวันแล้ว เพราะไปทำธุรต่างจังหวัดอยู่ พอมาเปิดเห็นคำถามก็ตอบให้เลยครับ คงจะตอบไปหลายๆตอน เป็นเรื่องๆ เพื่อให้ท่านอื่นๆได้เข้าใจด้วยครับ.....
โดย: มหานอกวัด [11 ม.ค. 53 14:51] ( IP A:117.47.193.55 X: )

ความคิดเห็นที่ 15
    *** ขอพูดถึงเรื่องที่สำคัญที่สุดก่อน เพราะถ้าเราไม่พูดถึงก็จะทำให้เรามองไมเห็นความสำคัญหรือจุดหมายปลายทางของสิ่งนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดในทางพุทธศาสนาคือ ใจ จะเรียกว่า จิตใจ ก็ได้....
*** พระพุทธเจ้าท่านแสดงธรรมไว่บทหนึ่งว่า มโนปุพพังคมา ธัมมา มโนมยา มโนเศรษฐา มีความหมายว่า " ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ทุกสิ่งทุกอย่างสำเร็จด้วยใจ " ....
*** อธิบายความหมายโดยรวมว่า " ไม่ว่าจะเป็นความดีงาม ความเลวทรามต่ำช้าทั้งปวง ความสำเร็จ ความประเสริฐเลิศล้ำในโลกทั้งหลาย มีจิตใจเป็นผู้สร้างขึ้นมาทั้งสิ้น นรก สวรรค์ มรรค ผล นิพพาน ก็มีใจเป็นผู้สร้างขึ้นมา ทุกสิ่งทุกอย่างจึงขึ้นอยู่ที่ใจเป็นสำคัญ ......
*** พระพุทธเจ้า ท่านจึงทรงสอนให้ดูแลรักษาใจ ฝึกอบรมใจให้ดีอยู่เสมอ เพราะใจที่ได้รับการดูแล และฝึกอบรมดีแล้ว เป็นใจที่ประเสริฐ ไม่มีอะไรที่จะประเสริฐเลิศไปกว่าใจที่ได้รับการฝึกอบรมดีแล้ว และก็ไม่มีอะไรที่จะร้ายหรือเลวเท่ากับใจที่ยังไม่ได้รับการฝึกอบรมมา ......
โดย: มหานอกวัด [11 ม.ค. 53 15:17] ( IP A:117.47.193.55 X: )

ความคิดเห็นที่ 16
   *** การดูตัวเราว่า เราเป็นคนจริตอะไร เพื่อจะได้ทราบแนวทางการฝึกจิตใจ ให้สงบและเป็นสมาธิได้ง่ายขึ้น***
*** จริต มีความหมายว่า " อารมณ์ที่จิตชอบ สถานที่จิตชอบท่องเที่ยว หรือ จิตท่องเที่ยว "
*** จริตของคนในโลกนี้มีเพียง 6 ประเภทเท่านั้น ดังนี้
1. ราคจริต คือครักสวยรักงาม มีความพอใจในรูปสวย เสียงไพเราะ ชอบกลิ่นหอม สัมผัสที่นิ่มนวล ชอบสะอาดมาก เป็นคนมีระเบียบ ประณีต เป็นคนพูดจาออ่นหวาน จิตใจอ่อนโยน สงสารง่าย ดูเสมือนมีเมตตามากในบางครั้ง... (วิธีแก้ของคนจริตนี้คือ พิจารณาซากศพ ของเน่าเปลื่อย ร่างกายของไม่สะอาด มีของเสียไหลซึมออกจากร่างกายตลอดเวลา ดูเหมือนกระสอบหนัง ฯลฯ)
2. โทสจริต คือ โมโหง่าย เป็นคนขี้โมโหโทโส มักโกรธ พูดเสียงดัง เดินแรง พูดจาไม่กลัวใคร ทำงานหยาบ แต่งตัวไม่พิถีพิถัน ประเภทโกรธง่ายหายเร็ว หรือตาต่อตา ฟันต่อฟัน ใจนักเลงยิ่งนัก กล้าได้กล้าเสีย..... ( วิธีแก้คือ หมั่นแผ่เมตตาบ่อยๆ เอาใจเขามาใส่ใจเรา ฝึกเป็นผู้ให้ยามเห็นคนตกทุกร์ได้ยากฯลฯ )
3. โมหจริต คือ เป็นคนที่มีนิสสัยเห็นแก่ตัว ไม่ชอบให้ของอะไรแก่ใครง่ายๆ อยากได้ของคนอื่น ชอบสะสมมากกว่าจ่ายออก ของจะมีค่าหรือไม่มีค่าก็เก็บหมด มีอารมณ์จิตที่ลุ่มหลงในทรัพย์สมบัติ ไม่ชอบบริจาคทานการกุศล เป็นคนชอบเป็นผู้รับมากกว่าผู้ให้นั้นเอง....... ( วิธีแก้จริตนี้คือ เริ่มให้สิ่งของเล็กๆน้อยๆไปก่อน แล้วขยับให้ทานสิ่งของอื่นๆขึ้นไป แต่ต้องมีมิตรที่ดีคอยตักเตือนอยู่ตลอดเวลา คือต้องมีคนชักชวนที่ฉลาด )
4. วิตกจริต เป็นคนมีนิสสัยขี้ระแวงไปทุกเรื่อง ไม่เชื่อใจใครง่ายๆ ดูเหมือนเป็นคนมีความรอบคอบมาก มีหน้าตาไม่สดชื่น กังวลไปเสียทุกเรื่อง ดูได้จากระหว่างคิ้ว จะขมวดตลอดเวลา เป็นคนไม่กล้าตัดสินใจ ลังเล ตัดสินใจไม่เด็ดขาด พวกนี้จะแก่เกินวัย และจะเป็นโรคประสาทได้ง่ายที่สุด.....( วิธีแก้ คือฝึกเมตตา เห็นใจผู้อื่น มองโลกตามเป็นจริง ต้องฝึกเป็นคนฟังคนอื่นให้มากๆ คนจริตนี้เหมือนคนป่วยทางจิตตลอดเวลา ต้องมีผู้ฝึกจิตดีแล้วคอยเป็นผู้ให้คำแนะนำ )
โดย: มหานอกวัด [11 ม.ค. 53 16:17] ( IP A:117.47.193.55 X: )

ความคิดเห็นที่ 17
    5. สัทธาจริต คือเป็นคนที่มีจิตใจน้อมไปในความเชื่อเป็นอารมณ์ประจำใจ บางครั้งจะเชื่อโดยไร้เหตุผล พวกนี้จะถูกหรอกได้ง่ายมาก ใครแนะนำอะไรก็จะเชื่อโดยไม่พิจารณา ถ้ายิ่งมีโมหจริตรองรับเป็นที่สองด้วยแล้ว จะเป็นคนที่ถูกหรอกเป็นประจำ บางคนถึงหมดเนื้อหมดตัว .....( พึงแก้ด้วยปสาทนียกถา คือถ้อยคำที่นำให้เกิดความเลื่อมใสในทางที่ถูก ที่ควร และด้วยความเชื่อที่มีเหตุผล )
6. พุทธิจริต เป็นคนเจ้าปัญญาเจ้าความคิด มีความฉลาด มีปฏิภาณไหวพริบ การคิดการอ่านมีเหตุผลดี และความทรงจำก็ดี.....
โดย: มหานอกวัด [12 ม.ค. 53 15:03] ( IP A:222.123.190.38 X: )

ความคิดเห็นที่ 18
    ***ในอารมณ์จริตทั้ง 6 นี้ บางคนจะมีอารมณ์นี้อยู่ครบทั้ง 6 อารมณ์ในคนคนเดียว บางคนก็มีไม่ครบ คือจะมีมากบ้างน้อยบ้างต่างกันตามอำนาจวาสนาบารมีที่อบรมสั่งสมมาในอดีตชาติ ความเข้มข้นรุนแรงของจริตแต่ละอย่างที่ไม่เสมอกันนั้น เพราะบารมีที่อบรมสั่งสมมาไม่เสมอกัน........
*** ดังนั้นจริตคนแต่ละคนจึงไม่เหมือนกัน ในแต่ละคนก็มีจริตได้หลายอย่างคลุกเคล้าปะปนกันไป แล้วแต่ว่าจริตใดจะมีมากออกหน้าเป็นประธาน เป็นผู้นำ ตัวเด่นชัดกว่าจริตอื่นๆ เราก็จะเรียกผู้นั้นว่าเป็นผู้มีจริตนั้น......
โดย: มหานอกวัด [12 ม.ค. 53 15:37] ( IP A:222.123.190.38 X: )

ความคิดเห็นที่ 19
   ***สำหรับแนวทางปฏิบัติของผมตั้งแต่เบื้องต้นจนถึงปัจจุบัน***
...... ผมต้องบอกตามตรงว่า ผมเป็นผู้ครองเรือน มีภรรยา มีบุตร เสมือนคนทั่วไป มีอารมณ์รักโลภ โกรธหลง มีจริตอยู่ครบทั้ง 6 ประการ การปฏิบัติตนที่แตกต่างจากคนอื่นบ้างคือ การรู้เท่าทันอารมณ์ที่เกิดขึ้นจากการพบเห็น ได้ยิน ได้ฟัง สัมผัสอยู่ตลอดเวลา..
..... เมื่อฝึกใหม่ๆ ก็ฝึกหลายแบบ จนรู้ว่าที่ถูกกับจริตตัวเองคือ การกำหนดลมหายใจเข้าออก คือ พุทโธเข้า พุทโธออก ตามดูลมหายใจตั้งแต่สัมผัสเข้ารูจมูก เดินทางไปที่ปอด แล้วหวนออกมาทางรูจมูกเดิม ตามรู้อยู่อย่างนี้ ทำจนเกิดความเคยชิน จากวันเป็นเดือน เป็นปี หลายปีเข้า เราก็แทบไม่ต้องกำหนด มันรู้เองในการเข้าออกของลมหายใจ ...(กรรมฐาน)
..... เมื่อจิตใจสงบดีก็จะคิดพิจารณาร่างกายทุกส่วนที่มีของไม่สะอาดไหลออกตลอดเวลา มองดูการหลุดออกของเศษเนื้อหนังมังสาของเราจนเหลือแต่กระดูก เป็นเถ้าถ่าน เป็นจุลในที่สุด ก็ทำให้เห็นความไม่เที่ยงแท้ของสังขารมนุษย์เรา ( วิปัสนา )
..... แม้เราทำเช่นนี้อยู่เนืองนิด ก็ไม่ได้หมายความว่า กิเลิส ตัณหาของเราจะหมดไปเลยนะครับ มันยังเหลืออยู่เต็มเท่าเดิมนั้นแหละ คือมันถูกบดบังไว้ด้วยอารมณ์กรรมฐานครับ แต่ที่สำคัญเรารู้เท่าทันเขาอยู่ตลอดเวลา ก็จะทำให้เบาบางลงบ้าง ที่แน่ๆคือ เราพอใจเฉพาะคู่ของเรา การสั่งสมเช่นนี้จะเป็นบารมีให้เราปฏิบัติต่อไปในภพข้างหน้า.....
โดย: มหานอกวัด [12 ม.ค. 53 16:06] ( IP A:222.123.190.38 X: )

ความคิดเห็นที่ 20
   ชัดเจน แจ่มแจ้ง

เชิญทุกท่านนำไปลองปฏิบัติดูนะครับ แล้วจะพบกับทางสว่าง ทางปัญญา ที่จะเปลี่ยนความคิดและชีวิตเราไปตลอดกาล


อนุโมทนากับธรรมทานด้วยครับ
โดย: SAN SOLDERING [13 ม.ค. 53 12:22] ( IP A:119.31.23.9 X: )

* ขณะนี้พี้นที่เต็ม ไม่สามารถโพสต์กระทู้เพิ่มได้ *

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน