ประโยชน์ของป่าไม้และสัตว์ป่า
   ประโยชน์ของป่าไม้และสัตว์ป่า

สิ่งแวดล้อมที่อยู้ล้อมรอบตัวเราประกอบด้วย สิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต สิ่งมีชีวิตประกอบไปด้วย คน สัตว์ และพืช

ป่าไม้
ประโยชน์ของป่าไม้ ป่าไม้มีประโยชน์หลายอย่าง เช่น
ประโยชน์ทางตรง ประกอบด้วย
1. ไม้ใช้ในการสร้างบ้าน ทำรถ ต่อเรือ ทำสะพานทำเครื่องกีฬาต่าง ๆ เป็นต้น
2. ไม้ให้เชื้อเพลิง เช่น ใช้ไม้ทำฟืน เผาถ่าน การเดินรถไฟ เรือกลไฟ และใช้ในโรงงานอุตสาหกรรรม
3. ไม้ให้วัสดุเคมี เช่น เซลลูโลสในการทำกระดาษ ไหมเทียม วัตถุระเบิด น้ำตาล ลิกนินใช้ทำน้ำหอมและเครื่องสำอางต่าง ๆ ยารักษาโรคผิวหนัง ฯลฯ
4. ได้อาหารจากป่า เช่น ดอก ผล เมล็ด ใบ ของพืชเป็นอาหาร เช่น หน่อไม้ ดอกแค มัน ฯลฯ
5. ได้ยารักษาโรค เช่น สมุนไพรต่าง ๆ น้ำมันของผลกระเบาแก้โรคเรื้อน ต้นระย่อมรักษาโรคความดันโลหิตสูง เมล็ดของต้นแสลงใช้รักษาโรคหัวใจ
6. ได้ชัน ยาง น้ำมัน เช่น ชันตาแมว และชันกระบากใช้ทำน้ำมันชักเงา ยางรักใช้ทำเครื่องเขิน ยางสนใช้ทำยา น้ำมันไม้ยาง เหียงใช้ในการยาเรือและทาบ้าน ยางไม้ เช่น ยางเยลูตงในการทำหมากฝรั่ง และยางขนุนนกใช้ในการหุ้มสายเคเบิลใต้น้ำ
7. ได้ฝาดฟอกหนังและสี ได้จากเปลือกไม้ต่าง ๆ เช่น ก่อ โกงกาง โปรง คูณ ได้จากแก่น เช่น ชัน จากผลได้แก่ ไม้ฝาง ชันจากต้นรัง และของต้นคำป่า เป็นต้น
8. ได้อาหารสัตว์ เช่น นำสัตว์เข้าไปเลี้ยงในป่าเพราะในป่ามีหญ้า ผล และเมล็ดที่สัตว์ชอบกินอยู่มากมายหลายชนิด
ประโยชน์ทางอ้อม ประกอบด้วย
1. ทำให้ฝนตกมากและมีความชุ่มชื้นในอากาศสม่ำเสมอ
2. บรรเทาความร้ายแรงของพายุ เพราะป่าจะเป็นฉากกำบังและลดความเร็วของลม
3. ป้องกันการกัดชะดิน ใบไม้ ต้นไม้ กิ่งไม้ เศษไม้ ซากพืช ซากสัตว์ จะคอยป้องกันความแรงของฝนมิให้ตกกระทบผิวดินหรือผิวหน้าดินให้ถูกกัดชะไป
4. ป้องกันน้ำท่วม เพราะป่าจะทำให้น้ำไหลช้าลงไม่ไหลหลากมาท่วมพื้นที่ที่ต่ำ
5. ทำให้มีน้ำไหลตลอดปี พื้นดินใต้ป่าจะเปรียบเหมือนอ่างเก็บน้ำในฤดูฝน แล้วค่อย ๆ ปล่อยออกมาในฤดูแล้ง
6. เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า นอกจากสัตว์จะกินพืชเป็นอาหารแล้ว สัตว์ยังอาศัยป่าเป็นที่อยู่อาศัยอีกด้วย
7. เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน หลังจากที่เคร่งเครียดจากการงานมาตลอดทั้งวัน
สัตว์ป่า
สัตว์ป่าตามความหมายใน พรบ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 หมายถึง "สัตว์ทุกชนิดไม่ว่าสัตว์บก สัตว์น้ำ สัตว์ปีก แมลงหรือแมง ซึ่งโดยธรรมชาติย่อมเกิดและดำรงชีวิตอยู่ในป่า และให้หมายความรวมถึงไข่ของสัตว์ป่าเหล่านั้นทุกชนิดด้วย แต่ไม่หมายรวมถึงสัตว์พาหนะที่ได้จดทะเบียน ทำตั๋วรูปพรรณว่าด้วยสัตว์พาหนะแล้ว และสัตว์พาหนะที่ได้มาจากการสืบพันธุ์ของสัตว์พาหนะดังกล่าว

ประโยชน์ของสัตว์ป่า
ประโยชน์ทางตรง
1. ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ได้แก่การใช้เนื้อเป็นอาหารและ
เพื่อการค้า อันนี้หมายรวมถึงผลิตภัณฑ์อย่างอื่นจากสัตว์เช่น เขา หนัง ขน ฯลฯ ด้วย
2. ประโยชน์ทางด้านการพักผ่อนและการกีฬา บางประเทศมีการเปิดให้ล่าสัตว์ป่าบางชนิดในบางฤดูกาลเพื่อการกีฬา ประโยชน์ทางด้านนี้หมายรวมถึงการถ่ายรูปสัตว์ป่า การส่องดูสัตว์ป่าตามธรรมชาติเช่นการดูนก, การดำน้ำชมปะการัง เป็นต้น
3. ประโยชน์และคุณค่าด้านพันธุกรรม การนำสัตว์ป่ามาผสมพันธ์กับสัตว์เลี้ยงเพื่อปรับปรุงพันธุ์และเพิ่มฐานทางพันธุกรรมให้กว้างขึ้น
4. ประโยชน์ด้านการค้นคว้าและวิจัย เช่นการทดลองวัคซีนและยาในสัตว์บางชนิดเช่น ลิง, หนู
5. ประโยชน์ทางด้านการเมืองระหว่างประเทศ ได้แก่การให้ของขวัญแก่กันเพื่อสร้างสัมพันธไมตรีด้วย สัตว์ป่า เช่นประเทศจีนนิยมใช้หมีแพนด้าเป็นของขวัญให้กับประเทศอื่นที่มีความสัมพันธ์ทางด้านการเมืองและการค้า
ประโยชน์ทางอ้อม
ประโยชน์ในแง่ที่สัตว์ป่าเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศน์ มีบทบาทในด้านการถ่ายทอดพลังงานและธาตุอาหารโดยการกินเป็นทอด ๆ ตามห่วงโซ่และสายใยอาหาร เรื่องราวเกี่ยวกับสัตว์ป่ายังมีสิ่งที่น่าสนใจอีกมากมาย ทางทีมงานจะได้ทยอยนำมาเสนอทีละส่วนทีละเรื่องไป อย่าลืมติดตามกันนะครับ
โดย: รุ่งอรุณ [25 ต.ค. 52 8:48] ( IP A:222.123.152.66 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   ปฐมบทว่าด้วยเรื่องสัตว์ป่า

สัตว์ป่าตามความหมายใน พรบ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 หมายถึง "สัตว์ทุกชนิดไม่ว่าสัตว์บก สัตว์น้ำ สัตว์ปีก แมลงหรือแมง ซึ่งโดยธรรมชาติย่อมเกิดและดำรงชีวิตอยู่ในป่า และให้หมายความรวมถึงไข่ของสัตว์ป่าเหล่านั้นทุกชนิดด้วย แต่ไม่หมายรวมถึงสัตว์พาหนะที่ได้จดทะเบียน ทำตั๋วรูปพรรณว่าด้วยสัตว์พาหนะแล้ว และสัตว์พาหนะที่ได้มาจากการสืบพันธุ์ของสัตว์พาหนะดังกล่าว" นอกจากนี้นักวิชาการทางด้านสัตว์ป่ายังได้ให้ความหมายไว้ว่า สัตว์ป่าคือสัตว์ที่เกิดและเจริญเติบโตในป่าตามธรรมชาติโดยไม่รวมถึงสัตว์ที่นำมาเลี้ยงไว้ในบ้านหรือในสวนสัตว์ที่ไม่ใช่เป็นธรรมชาติของสัตว์ ความหมายอันนี้ยังรวมไปถึงสัตว์เลี้ยงที่ถูกนำไปปล่อยในป่าธรรมชาติและสัตว์นั้นๆยังสามารถมีชีวิตและเจริญเติบโตได้ในสภาพของธรรมชาตินั้นๆ ตามความหมายสัตว์ป่าและสัตว์เลี้ยงมีความแตกต่างกันตรงความเชื่องและความไม่เชื่องต่อมนุษย์ โดยธรรมชาติแล้วสัตว์ป่าจะต้องไม่เชื่องต่อมนุษย์และต้องสามารถดำรงชีวิตได้เองตามธรรมชาติ

สัตว์ป่าตามกฎหมาย
สัตว์ป่าตามกฎหมายป่าไม้ มีสองชนิด ได้แก่
1. สัตว์ป่าสงวน มี 15 ชนิด
2. สัตว์ป่าคุ้มครอง มีจำนวน มา

สัตว์ป่าสงวน
สัตว์ป่าสงวน หมายถึงสัตว์ป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ และมีความจำเป็นต้องสงวนไว้ กฎหมายไม่อนุญาตให้ล่า หรือมีไว้ในครอบครอง ตามกฎหมายป่าไม้มี 15 ชนิด
1. แรด
ลักษณะ : แรดจัดเป็นสัตว์จำพวกมีกีบ คือมีเล็บ 3 เล็บทั้งเท้าหน้าและเท้าหลัง ตัวโตเต็มวัยมีความสูงที่ไหล่ 1.6 - 1.8 เมตร น้ำหนักตัว 1,500 - 2,000 กิโลกรัม แรดมีหนังหนาและมีขนแข็งขึ้นห่างๆสีพื้นเป็นสีเทาออกดำ ส่วนหลังมีส่วนพับของหนัง 3 รอย บริเวณหัวไหล่ด้านหลังของขาคู่หน้าและด้านหน้าของขาคู่หลัง แรดตัวผู้มีนอเดียวยาวไม่เกิน 25 เซนติเมตร ส่วนตัวเมียจะเห็นเป็นเพียงปุ่มนูนขึ้นมา
2. กระซู่
ลักษณะ : กระซู่เป็นสัตว์จำพวกเดียวกับแรด แต่มีลักษณะลำตัวเล็กกว่า ตัวโตเต็มวัยมีความสูงที่ไหล่ 1-1.5 เมตร น้ำหนักประมาณ 1,000 กิโลกรัม มีหนังหนาและมีขนขึ้นปกคลุมทั้งตัว โดยเฉพาะในตัวที่มีอายุน้อย ซึ่งขนจะลดน้อยลงเมื่อมีอายุมากขึ้น สีลำตัวโดยทั่วไปออกเป็นสีเทาคล้ายสีขี้เถ้า ด้านหลังลำตัวจะปรากฏรอยพับของหนังเพียงพับเดียวตรงบริเวณด้านหลังของขาคู่หน้า กระซู่ทั้งสองเพศมีนอ 2 นอ นอหน้ามีความยาวประมาณ 25 เซนติเมตร ส่วนนอหลังมีความยาวไม่เกิน 10 เซนติเมตร หรือเป็นเพียงตุ่มนูนขึ้นมาในตัวเมีย
3. กรูปรีหรือโคไพร
ลักษณะ : กูปรีเป็นสัตว์ป่าชนิดหนึ่งเช่นเดียวกับกระทิงและวัวแดง เมื่อโตเต็มที่มีความสูงที่ไหล่ 1.7-1.9 เมตร น้ำหนัก 700-900 กิโลกรัม ตัวผู้มีขนาดลำตัวใหญ่กว่าตัวเมียมาก สีโดยทั่วไปเป็นสีเทาเข้มเกือบดำ ขาทั้ง 4 มีถุงเท้าสีขาวเช่นเดียวกับกระทิง ในตัวผู้ที่มีอายุมาก จะมีเหนียงใต้คอยาวห้อยลงมาจนเกือบจะถึงดิน เขากูปรีตัวผู้กับตัวเมียจะแตกต่างกันโดยเขาตัวผู้จะโค้งเป็นวงกว้าง แล้วตีวงโค้งไปข้างหน้า ปลายเขาแตกออกเป็นพู่คล้ายเส้นไม้กวาดแข็ง ตัวเมียมีเขาตีวงแคบแล้วม้วนขึ้นด้านบน ไม่มีพู่ที่ปลายเขา
4. ควายป่า
ลักษณะ : ควายป่าเป็นสัตว์ชนิดเดียวกับควายบ้าน แต่มีลำตัวขนาดลำตัวใหญ่กว่า มีนิสัยว่องไวและดุร้ายกว่าควายบ้านมาก ตัวโตเต็มวัยมีความสูงที่ไหล่เกือบ 2 เมตร น้ำหนักมากกว่า 1,000 กิโลกรัม สีลำตัวโดยทั่วไปเป็นสีเทาหรือสีน้ำตาลดำ ขาทั้ง 4 สีขาวแก่หรือสีเทาคล้ายใส่ถุงเท้าสีขาว ด้านล่างของลำตัวเป็นลายสีขาวรูปตัววี ( V )ควายป่ามีเขาทั้ง 2 เพศ เขามีขนาดใหญ่กว่าควายเลี้ยง วงเขากางออกกว้างโค้งไปทางด้านหลัง ด้านตัดขวางเป็นรูปสามเหลี่ยม ปลายเขาเรียวแหลม
5. ละองหรือละมั่ง
ลักษณะ : เป็นกวางที่มีขนาดโตกว่าเนื้อทรายแต่เล็กกว่ากวางป่า เมื่อโตเต็มวัยมีความสูงที่ไหล่ 1.2-1.3 เมตร น้ำหนัก 100-150 กิโลกรัม ขนตามตัวทั่วไปมีสีน้ำตาลแดง ตัวอายุน้อยจะมีจุดสีขาวตามตัว ซึ่งจะเลือนกลายเป็นจุดจางๆเมื่อโตเต็มที่ในตัวเมีย แต่จุดขาวเหล่านี้จะหายไปจนหมดในตัวผู้ตัวผู้จะมีขนที่บริเวณคอยาวและมีเขาและเขาของละองจะมีลักษณะต่างจากเขากวางชนิดอื่นๆในประเทศไทย ซึ่งที่กิ่งรับหมาที่ยื่นออกมาทางด้านหน้า จะทำมุมโค่งต่อไปทางด้านหลังและลำเขาไม่ทำมุมหักเช่นที่พบในกวางชนิดอื่นๆ
6. สมันหรือเนื้อสมัน
ลักษณะ : เนื้อสมันเป็นกวางชนิดหนึ่งที่เขาสวยงามที่สุดในประเทศไทย เมื่อโตเต็มวัยจะมีความสูงที่ไหล่ประมาณ 1 เมตร สีขนบนลำตัวมีสีน้ำตาลเข้มและเรียบเป็นมัน หางค่อนข้างสั้นและมีสีขางทางตอนล่างสมันมีเขาเฉพาะตัวผู้ลักษณะเขาของสมันมีขนาดใหญ่และแตกกิ่งก้านออกหลายแขนง ดูคล้ายสุ่มหรือตะกร้า สมันจึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า กวางเขาสุ่ม
7. เลียงผา
ลักษณะ : เลียงผาเป็นสัตว์จำพวกเดียวกับแพะและแกะ เมื่อโตเต็มที่มีความสูงที่ไหล่ประมาณ 1 เมตร ขายาวและแข็งแรง ใบหูยาวคล้ายใบหูลา ขนตามลำตัวค่อนข้างยาว หยาบและมีสีดำ ด้านท้องขนสีจางกว่า มีขนเป็นแผงยาวบนสันคอและสันหลัง มีเขาทั้งในตัวผู้และตัวเมีย เขามีลักษณะตอนโคนกลม หยักเป็นวงแหวนโดยรอบค่อยๆเรียวไปทางปลายเขาโค้งไปทางด้านหลังเล็กน้อย
8. กวางผา
ลักษณะ : กวางผาเป็นสัตว์จำพวกแพะแกะเช่นเดียวกับเลียงผา แต่มีขนาดเล็กกว่า เมื่อโตเต็มที่มีความสูงที่ไหล่มากกว่า 50 เซนติเมตร เพียงเล็กน้อย และมีน้ำหนักตัวประมาณ 30 กิโลกรัม ขนบนลำตัวสีน้ตาลหรือสีน้ำตาลปนเทา มีแนวสีดำตามสันหลงไปจนจดหาง ด้านใต้ท้องสีจางกว่าด้านหลัง หางสั้นสีดำ เขาสีดำมีลักษณะเป็นวงแหวนรอบโคนเขา และปลายเรียวโค้งไปทางด้านหลัง
9. นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร
ลักษณะ : นกนางแอ่นที่มีลำตัวยาว 15 เซนติเมตร สีโดยทั่วไปมีสีดำเหลือบเขียวแกมฟ้า โคนหางมีแถบสีขาว ลักษณะเด่นได้แก่ มีวงสีขาวรอบตา ทำให้ดูมีดวงตาโปนโตออกมา จึงเรียกว่านกตาพอง นกที่โตเต็มวัยมีแกนขนหางคู่กลางยื่นยาวออกมา 2 เส้น
10. นกแต้วแล้วท้องดำ
ลักษณะ : เป็นนกขนาดเล็ก ลำตัวยาว 21 เซนติเมตร จัดเป็นนกที่มีความสวยงามมาก นกตัวผู้มีส่วนหัวสีดำ ท้ายทอยมีสีฟ้าประกายสดใส ด้านหลังสีน้ำตาลติดกับอกตอนล่างและตอนใต้ท้องที่มีดำสนิท นกตัวเมียมีสีสดใสน้อยกว่าโดยทั่วไปสีลำตัวออกน้ำตาลเหลือง ไม่มีแถบดำบนหน้าอกและใต้ท้อง นกอายุน้อยมีหัวและคอสีน้ำตาลเหลือง ส่วนอกใต้ท้องสีน้ำตาล ทั่วตัวมีลายเกล็ดสีดำ
11. นกกระเรียน
ลักษณะ : เป็นนกขนาดใหญ่เมื่อยืนมีขนาดสูงราว 150 เซนติเมตร ส่วนหัวและคอไม่มีขนปกคลุม มีลักษณะเป็นปุ่มหยาบสีแดงยกเว้นบริเวณกระหม่อมสีเขียวอมเทา ในฤดูผสมพันธุ์มีสีแดงส้มสดขึ้นกว่าเดิม ขนลำตัวสีเทาจนถึงสีเทาแกมฟ้า มีกระจุกขนสีขาวห้อยคลุมส่วนหาง จะงอยปากสีออกเขียว แข้งและเท้าสีแดงหรือสีชมพูอมฟ้า นกอายุน้อยมีขนสีน้ำตาลทั่วตัว บนส่วนหัวและลำคอมีขนสีน้ำตาลเหลืองปกคลุม ในประเทศไทยเป็นนกกระเรียนชนิดย่อย Sharpii ซึ่งไม่มีวงแหวนสีขาวรอบลำคอ
12. แมวลายหินอ่อน
ลักษณะ : แมวลายหินอ่อนเป็นแมวป่าขนาดกลาง น้ำหนักตัวเมื่อโตเต็มที่ 4-5 กิโลกรัม ใบหูเล็กมนกลมมีจุดด้านหลังใบหู หางยาวมีขนหนาเป็นพวงเด่นชัด สีขนโดยทั่วไปเป็นสีน้ำตาลอมเหลือง มีลายบนลำตัวคล้ายลายหินอ่อน ด้านใต้ท้องจะออกสีเหลืองมากกว่า ด้านหลังขาและหางมีจุดดำ เท้ามีผังผืดยืดระหว่างนิ้ว นิ้วมีปลอกเล็บสองชั้น และเล็บพับเก็บได้ในปลอกเล็บทั้งหมด
13. สมเสร็จ
ลักษณะ : สมเสร็จเป็นสัตว์กีบคี่ เท้าหน้ามี 4 เล็บ และเท้าหลังมี 3 เล็บ จมูกและริมฝีปากบนยื่นออกมาคล้ายงวง ตามีขนาดเล็ก ใบหูรูปไข่ หางสั้น ตัวเต็มวัยมีน้ำหนัก 250-300 กิโลกรัม ส่วนหัวและลำตัวเป็นสีขาวสลับดำ ตั้งแต่ปลายจมูกตลอดท่อนหัวจนถึงลำตัวบริเวณระดับหลังของขาคู่หน้ามีสีดำ ท่อนกลางตัวเป็นแผ่นขาว ส่วนบริเวณโคนหางลงไปตลอดขาคู่หลังจะเป็นสีดำ ขอบปลายหูและริมฝีปากขาว ลูกสมเสร็จลำตัวมีลายเป็นแถบ ดูลายพร้อยคล้ายลูกแตงไทย
14. เก้งหม้อ
ลักษณะ : เก้งหม้อมีลักษณะโดยทั่วไปคล้ายคลึงกับเก้งธรรมดา ขนาดลำตัวไล่เลี่ยกัน เมื่อโตเต็มที่น้ำหนักประมาณ 20 กิโลกรัม แต่เก้งหม้อจะมีสีลำตัวคล้ำกว่าเก้งธรรมดา ด้านหลังสีออกน้ำตาลเข้ม ใต้ท้องสีน้ำตาลแซมขาว ขาส่วนที่อยู่เหนือกีบจะมีสีดำ ด้านหน้าของขาหลังมีแถบขาวเห็นได้ชัดเจน บนหน้าผากจะมีเส้นสีดำอยู่ด้านในระหว่างเขา หางสั้นด้านบนสีดำตัดกับสีขาวด้านล่างชัดเจน
15. พะยูนน้ำหรือหมูน้ำ
ลักษณะ : พะยูนจัดเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่ในน้ำ มีลำตัวเพรียวรูปกระสวย หางแยกเป็นสองแฉก วางตัวขนานกับพื้นในแนวราบ ไม่มีครีบหลัง ปากอยู่ตอนล่างของส่วนหน้าริมฝีปากบนเป็นก้อนเนื้อหนาลักษณะเป็นเหลี่ยมคล้ายจมูกหมู ตัวอายุน้อยมีลำตัวออกขาว ส่วนตัวเต็มวัยมีสีชมพูแดง เมื่อโตเต็มวัยจะมีน้ำหนักตัวประมาณ 300 กิโลกรัม
โดย: รุ่งอรุณ [25 ต.ค. 52 8:50] ( IP A:222.123.152.66 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
    เยี่ยม
โดย: T_T :) :( o_o [12 ก.ค. 53 17:30] ( IP A:118.173.163.123 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   puppy เนื้อหาเยี่ยม puppy

โดย: อัยย์ เก่งสุรการ [12 ก.ค. 53 17:38] ( IP A:118.173.163.123 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   ดีเนอะ แต่ไม่มีอาหาร
โดย: รรร [18 ส.ค. 53 21:24] ( IP A:58.8.79.54 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
   เทพมากเลยครับ
โดย: narupow@hotmail.com [18 ก.ย. 53 20:47] ( IP A:58.8.176.188 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
   มีประโยชน์มากเลยๆๆๆๆๆๆๆ
โดย: iaomsinbra@hotmail.com [18 ก.ย. 53 21:12] ( IP A:117.47.99.45 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
   เยี่ยมๆๆๆๆๆมากมากมาก
โดย: iaomsinbra@hotmail.com [18 ก.ย. 53 21:14] ( IP A:117.47.99.45 X: )
ความคิดเห็นที่ 8
   ขอบคุงมากที่ให้คำตอบคละ marry
โดย: max0846011169@hotmail.com [27 ต.ค. 53 10:43] ( IP A:203.172.217.185 X: )
ความคิดเห็นที่ 9
   ขอบคุณมากๆค่ะ
โดย: มาย [1 ธ.ค. 53 19:18] ( IP A:1.46.114.192 X: )
ความคิดเห็นที่ 10
   ขอบคุณมากครับ
โดย: nonny_lovemyny@hotmail.com [9 ม.ค. 55 11:14] ( IP A:118.173.231.182 X: )
* ขณะนี้พี้นที่เต็ม ไม่สามารถโพสต์กระทู้เพิ่มได้ *

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน