chaorai  >>  พระเครื่องหลวงปู่ดู่

กริ่งหลังปิ วัดสุทัศน์
   กริ่งหลังปิ วัดสุทัศน์ สภาพสวยมาก มีจารครบสูตร ในสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เสงี่ยม จนฺทสิริ) // พระกริ่งวัดสุทัศนเทพวรารามที่สืบสานตำราการสร้างต่อมาอีกรุ่นหนึ่งที่น่าสนใจมิน้อยทีเดียว เป็นพระกริ่งที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เสงี่ยม จนฺทสิริ) เมื่อครั้งยังดำรงสมณศักดิ์พระราชาคณะชั้นธรรมที่ พระธรรมวิสุทธาจารย์ ได้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2506 เหตุที่ดำเนินการสร้างพระกริ่งนั้น ด้วยในระหว่างนั้นสภาพของทางวัดสุทัศนเทพวรารามชำรุดทรุดโทรมลงเป็นอันมาก ประกอบกับสภาพวัดที่ใหญ่โต หากบูรณะก็ต้องใช้เงินมิใช่น้อย สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เสงี่ยม จนฺทสิริ) จึงได้จัดสร้างพระกริ่งตามแบบองค์พระอุปัชฌาย์ คือ สมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทวมหาเถร) ขึ้น พระกริ่งหลังปิ มีพุทธลักษณะประทับนั่งขัดสมาธิเพชร ปางมารวิชัย พระหัตถ์ซ้ายทรงถือวชิระ ทรงคล้ายหัวปลี มีขนาดความสูง 3.2 เซนติเมตร ฐานกว้าง 1.9 เซนติเมตร ฐานบัวมี 7 คู่ ด้านหลังมีโค้ตตัว "ปิ" มีพุทธลักษณะคล้ายกับพระกริ่งจาตุรงค์มณีของพระมงคลราชมุนี (สนธิ์ ยติธโร) ซึ่งคงถอดพิมพ์ดังกล่าวมา มีจำนวนสร้างมากถึง 10,000 องค์ ประกอบพิธีเททองและพุทธาภิเษกภายในพระอุโบสถวัดสุทัศนเทพวราราม เมื่อวันที่ 6-8 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2506 เป็นเวลา 3 วัน 3 คืน มีพระเกจิอาจารย์ร่วมในพิธีเป็นจำนวนมาก กระแสเนื้อเดิมเป็นสีจำปาออกนาก เมื่อกลับดำจะเป็นประกายแวววาว มีผิวไฟติดอยู่ตามซอกประปราย โค้ตตัว "ปิ" อาจไม่ได้ตอกตรงฐานหลัง แต่จะมีการตอกตรงก้นฐานที่เว้าเป็นแอ่งกระทะก็มี และรอยจาร [ b> ที่ฐานชั้นล่างเกือบจะทุกองค์ด้วย จารดังกล่าวเป็นจารยันต์กอหญ้า โดยหลวงปู่ดู่ วัดสะแก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

โดย: เจ้าบ้าน [13 ก.ย. 52 9:27] ( IP A:125.25.91.45 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live

ความคิดเห็นที่ 1
   หน้า

โดย: เจ้าบ้าน [13 ก.ย. 52 9:29] ( IP A:125.25.91.45 X: )

ความคิดเห็นที่ 2
   ฐาน&code

โดย: เจ้าบ้าน [13 ก.ย. 52 9:31] ( IP A:125.25.91.45 X: )

ความคิดเห็นที่ 3
   ในสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เสงี่ยม จนฺทสิริ) ได้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2506 เหตุที่ดำเนินการสร้างพระกริ่งนั้น ด้วยในระหว่างนั้นสภาพของทางวัดสุทัศนเทพวรารามชำรุดทรุดโทรมลงเป็นอันมาก ประกอบกับสภาพวัดที่ใหญ่โต หากบูรณะก็ต้องใช้เงินมิใช่น้อย สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เสงี่ยม จนฺทสิริ) จึงได้จัดสร้างพระกริ่งตามแบบองค์พระอุปัชฌาย์ คือ สมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทวมหาเถร) ขึ้น ด้านหลังมีโค้ตตัว "ปิ" อาจไม่ได้ตอกตรงฐานหลัง แต่จะมีการตอกตรงก้นฐานที่เว้าเป็นแอ่งกระทะก็มี เพื่อแยกความแตกต่างพระซึ่งมีพุทธลักษณะคล้ายกับพระกริ่งจาตุรงค์มณีของพระมงคลราชมุนี (สนธิ์ ยติธโร) เมื่อประกอบพิธีเททองพระกริ่งเสร็จสิ้นเป็นองค์พระแล้ว สมเด็จพระพุฒาจารย์(เสงี่ยม)ยังได้จัดการส่งพระกริ่งทั้งหมดนี้ไปยังพระคณาจารย์ต่างๆ เช่นหลวงพ่ออั้น วัดพระญาติ,หลวงพ่อเนื่อง วัดจุฬามณี,หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี ให้ทำการปลุกเสกลงเลขยันต์ที่ก้นขององค์พระกริ่งแทบทุกองค์รวมทั้งหลวงปู่ดู่ที่จารเป็นยันต์กอหญ้าด้วย เป็นเวลาทั้งสิ้นปีเต็ม แล้วจึงได้ทำพิธีพุทธาภิเษกภายในพระอุโบสถของวัดสุทัศน์ฯเมื่อวันที่ ๖-๗-๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๐๘เป็นเวลาสามวันสามคืน โดยมีพระคณาจารย์ที่มีชื่อเสียงเข้านั่งปรกปลุกเสกจำนวนกว่า ๔๐ รูป อาทิเช่น
๑. หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี
๒.หลวงพ่อเทียม วัดกษัตราธิราช
๓.หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม
๔.หลวงพ่อเต๋ คงทอง วัดสามง่าม
๕.หลวงพ่อกี๋ วัดหูช้าง
๖. หลวงพ่อเนื่อง วัดจุฬามณี
๗.หลวงพ่อเส่ง วัดกัลยาฯ
๘.หลวงพ่อถิร์ วัดป่าเลไลยก์
๙.หลวงพ่อทองอยู่ วัดใหม่หนองพะอง
๑๐.หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง
๑๑.หลวงพ่อจวน วัดหนองสุ่ม
๑๒.หลวงพ่อสุด วัดกาหลง
๑๓. หลวงพ่ออั้น วัดพระญาติ
๑๔.พ่อท่านคลิ้ง วัดถลุงทอง
๑๕.หลวงพ่อเที่ยง วัดม่วงชุม
๑๖.หลวงพ่อแทน วัดธรรมเสน
๑๗.หลวงพ่อฑูรย์ วัดโพธินิมิต
๑๘.หลวงปู่เทียน วัดโบสถ์
๑๙.หลวงปู่นาค วัดระฆัง ฯลฯ เป็นต้น
กระแสเนื้อเดิมเป็นสีจำปาออกนาก เมื่อกลับดำจะเป็นประกายแวววาวแบบปีกแมลงทับ มีผิวไฟติดอยู่ตามซอกประปราย
พระกริ่งหลังปิบางส่วนที่ยังคงเหลือได้เก็บไว้ในพระอุโบสถ บางส่วนที่ยังไม่ได้ตัดก้านชนวน ก็เก็บไว้ทั้งก้าน ต่อเมื่อ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เสงี่ยม จนฺทสิริ) มรณภาพลงเมื่อปี พ.ศ.2526 ทางมูลนิธิอัฏฐมราชานุสรณ์ ได้รับอนุญาตจากคณะสงฆ์ให้นำพระกริ่งหลังปิ ออกจากพระอุโบสถมาให้ประชาชนเช่าบูชาอีกครั้งหนึ่ง ในส่วนของพระกริ่งที่ยังไม่ได้ตัดจากก้าน ทางมูลนิธิอัฏฐมราชานุสรณ์ ได้ตัดแต่งแล้วตอกโค้ตตัวปิ ที่ทำขึ้นใหม่มาตอก แล้วนำไปให้พระครูโกวิทสมุทรคุณ (เนื่อง) วัดจุฬามณี จังหวัดสมุทรสงคราม อธิษฐานจิตปลุกเสกอีกครั้งหนึ่ง


โดย: เจ้าบ้าน [13 มี.ค. 54 16:03] ( IP A:125.25.136.221 X: )

ความคิดเห็นที่ 4
   พบพระตกค้าง
เมื่อวันที่ ๒๗ ต.ค. ๒๕๒๗ ได้มีการค้นพบพระกริ่งหลัง”ปิ”ภายในพระอุโบสถวัดสุทัศน์ฯ โดยพบอยู่จำนวน ๗๐๐ องค์เป็นพระที่ตัดจากช่อแล้วจำนวนสองร้อยเศษ ที่เหลือเป็นพระที่ยังอยู่ครบทั้งช่อ ทางวัดได้ส่งให้ช่างทำการตัดออกเป็นองค์ๆซึ่งกว่าจะเสร็จเรียบร้อยก็เมื่อ ๑๕ ม.ค.๒๕๒๘ แล้วทางวัดสุทัศน์ได้นำไปถวายให้หลวงพ่อเนื่อง วัดจุฬามณีทำการปลุกเสกอีกครั้ง.มูลเหตุที่ทำให้พบพระกริ่งหลัง”ปิ”คือพระทองสุข ผู้ดูแลด้านพระเครื่องวัตถุมงคลได้ทำการเปิดพระอุโบสถทำการสำรวจโดยมีคณะกรรมการของวัดซึ่งมีคุณสำเภา ปานรัตน์และคุณธรรมนูญ เพชรลีลาร่วมอยู่ด้วย เนื่องจากพระสมเด็จของสมเด็จพระพุฒาจารย์(เสงี่ยม ) ปี ๒๕๑๖ ได้มีประชาชนบูชาไปจนหมด จึงได้เปิดพระอุโบสถเพื่อนำเอาพระสมเด็จที่เก็บรักษาไว้ภายในพระอุโบสถออกมาให้สาธุชนได้ร่วมบูชา เพื่อนำปัจจัยไปซ่อมแซมพระอารามที่ชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา โดยการเปิดอุโบสถได้รับคำอนุญาตจากท่านเจ้าอาวาส. ทำให้พบพระกริ่งหลัง”ปิ”ด้วย พระกริ่งหลัง”ปิ”เป็นพระกริ่งที่สมเด็จพระพุฒาจารย์เสงี่ยมสร้างไว้เมื่อคราวปี พ.ศ.๒๕๐๖และปลุกเสกใหญ่ พ.ศ.๒๕๐๘ พระกริ่งดังกล่าวเป็นเนื้อนวโลหะสวยงาม ทำการหล่อแบบโบราณโดยนายช่างหรัส พัฒนางกูล ช่างประจำตัวของสมเด็จพระสังฆราช(แพ) แต่หย่อนทางด้านความสวยงามเพราะพระทั้งหลายไม่ได้รับการตกแต่งภายหลังจากการเททองแล้ว จำนวนการสร้างจริงๆในคราวนั้นสร้าง ๕,๐๐๐ องค์ และได้แจกให้สาธุชนที่ร่วมบริจาคปัจจัยในการซ่อมแซมพระอุโบสถของวัดสุทัศน์ฯ โดยได้แจกไปจนหมด.หลังจากพระได้ตัดจากช่อแล้วปลุกเสกโดยหลวงพ่อเนื่องจนเสร็จเรียบร้อยเมื่อ ๒ ก.พ.๒๕๒๘.
โดย: เจ้าบ้าน [13 มี.ค. 54 16:04] ( IP A:125.25.136.221 X: )

ความคิดเห็นที่ 5
    ประ วัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เสงี่ยม จนฺทสิริ) กล่าวสำหรับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เสงี่ยม จนฺทสิริ) เกิดเมื่อวันอังคารที่ 5 กุมภาพันธ์ ตรงกับวันแรม 2 ค่ำ เดือน 3 ปีชวด พ.ศ.2443 ณ บ้านตำบลบ้านหันสัง อำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บิดาชื่อ นายเขียว วิโรทัย มารดาชื่อ นางประกอบ วิโรทัย เมื่ออายุได้ 13 ปี บิดาได้นำไปฝากเรียนอักษรสมัยที่วัดใกล้บ้าน จนอ่านออกเขียนอักษรไทยและขอมได้ ต่อมาจึงได้เข้าเรียนหนังสือในโรงเรียนประชาบาล จนจบชั้นประถมปีที่ 4 จนมีอายุได้ 18 ปี จึงได้เดินทางเข้ามายังกรุงเทพมหานคร โดยมาเป็นศิษย์พระอาจารย์ทอง วัดสุทัศนเทพวราราม เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรมเมื่อปี พ.ศ.2460 เมื่ออายุได้ 19 ปี จึงบรรพชาเป็นสามเณร โดยมี สมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทวมหาเถร) ครั้งยังเป็นที่ "พระพรหมมุนี" เป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อวันอังคารที่ 25 มีนาคม พ.ศ.2461 ครั้นถึงวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ.2464 จึงได้อุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดสุทัศนเทพวราราม โดยมี สมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทวมหาเถร) ครั้งยังเป็นที่ "พระพรหมมุนี" เป็นพระอุปัชฌาย์ พระมงคลราชมุนี (ผึ่ง ปุบฺผโก) และ พระราชเวที (นาค สุมนนาโค) วัดสุทัศนเทพวราราม เป็นพระคู่กรรมวาจาจารย์ ได้รับฉายาว่า จนฺทสิริ และได้เจริญในสมณศักดิ์ตามลำดับ คือ เป็นพระครูจุลคณานุศาสน์ (พระครูปลัดซ้าย) ฐานานุกรมสมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทวมหาเถร) เมื่อปี พ.ศ.2482 เป็นพระครูมหาคณานุสิชฌน์ (พระครูปลัดขวา) ฐานานุกรมสมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทวมหาเถร) เมื่อปี พ.ศ.2483 เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ที่ "พระศรีสมโพธิ์" เมื่อปี พ.ศ.2489 เป็นพระราชาคณะเสมอชั้นราชในราชทินนามเดิม เมื่อปี พ.ศ.2490 เป็นพระราชาคณะเสมอชั้นเทพในราชทินนามเดิม เมื่อ พ.ศ.2498 และเป็นพระราชาคณะชั้นธรรมที่ "พระธรรมสุทธาจารย์" เมื่อ พ.ศ.2502 และโปรดพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นรองสมเด็จพระราชาคณะที่ "พระวิสุทธิวงศาจารย์" เมื่อ พ.ศ.2511 อันเป็นตำแหน่งและนามสมณศักดิ์ที่ตั้งขึ้นใหม่และและโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะ ที่ "สมเด็จพระพุฒาจารย์" เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2520 สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เสงี่ยม จนฺทสิริ) มรณภาพลงเมื่อปี พ.ศ.2526
โดย: เจ้าบ้าน [13 มี.ค. 54 16:07] ( IP A:125.25.136.221 X: )

ความคิดเห็นที่ 6
    พระกริ่ง”ปิ”ดังกล่าวเป็นพระเครื่องที่ดีน่าสะสมมากณ ปี 2554 เนื่องจากเหตุผลดังนี้

๑.พระกริ่งหลังปิสร้างด้วยเนื้อนวโลหะกลับดำสวยงามเป็นเนื้อนวโลหะแท้ของตระกูลวัดสุทัศน์ฯโดยตรงและท่านผู้สร้างก็เป็นศิษย์สายตรงของสมเด็จพระสังฆราช(แพ)โดยเป็นพระปลัดขวาของสมเด็จฯ
๒.เนื้อหาชนวนดี
พระกริ่งรุ่นนี้ได้ชนวนทุกรุ่นของสมเด็จสังฆราช(แพ)รวมกับชนวนของท่านเจ้าคุณศรีสัจจญาณมุนี(สนธิ์) ซึ่งสมเด็จพุฒาจารย์ได้นำลงมาจากพระตำหนักของสมเด็จสังฆราชด้วยตนเอง พร้อมได้รับเพิ่มเติมจากท่านเจ้าคุณแป๊ะ(พระราชวิสุทธาจารย์) เจ้าคณะ๖ ผู้เป็นอดีตคนรับใช้ใกล้ชิดของสมเด็จพระสังฆราช(แพ)อีกเป็นจำนวนมาก กล่าวได้ว่าเป็นพระกริ่งรุ่นสุดท้ายที่มีการทุ่มเทชนวนของเก่าผสมอย่างมากมาย
๓.บรรจุกริ่งพร้อมผงวิเศษ
เมื่อเททองเป็นองค์พระและตัดออกมาแล้ว ยังได้ทำการบรรจุเม็ดกริ่งพร้อมกับผงวิเศษของสมเด็จพระสังฆราช(แพ) ทำให้กริ่งรุ่นนี้ไม่ค่อยมีเสียงดังเมื่อเขย่า
๔. แล้วจึงได้ทำพิธีพุทธาภิเษกภายในพระอุโบสถของวัดสุทัศน์ฯเมื่อวันที่๖-๗-๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๐๘ เมื่อพระกริ่งเสร็จสิ้นเป็นองค์พระแล้ว สมเด็จพระพุฒาจารย์(เสงี่ยม)ยังได้จัดการส่งพระกริ่งทั้งหมดนี้ไปยังพระคณาจารย์ต่างๆ เช่นหลวงพ่ออั้น วัดพระญาติ,หลวงพ่อเนื่อง วัดจุฬามณี,หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี ให้ทำการปลุกเสกลงเลขยันต์ที่ก้นขององค์พระกริ่งแทบทุกองค์ด้วยเป็นเวลาทั้งสิ้นปีเต็มแล้วจึงได้ทำพิธีพุทธาภิเษกภายในพระอุโบสถของวัดสุทัศน์ฯเมื่อวันที่ ๖-๗-๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๐๘เป็นเวลาสามวันสามคืน โดยมีพระคณาจารย์ที่มีชื่อเสียงเข้านั่งปรกปลุกเสกจำนวนกว่า ๔๐ รูป
6.ราคายังถือว่าถูกมากๆและถ้าเลือกเก็บตามรอยจารแล้วยิ่งน่าสะสมมากๆเลยเมื่อเทียบกับพระ พ.ศ. ลึกๆอย่างนี้

โดย: เจ้าบ้าน [13 มี.ค. 54 16:13] ( IP A:125.25.136.221 X: )

ความคิดเห็นที่ 7
   หน้าธิเบตราคาจะแพงกว่าประมาณเท่าตัว

โดย: เจ้าบ้าน [13 มี.ค. 54 16:22] ( IP A:125.25.136.221 X: )

ความคิดเห็นที่ 8
   จารหลวงปูดู่

โดย: เจ้าบ้าน [13 มี.ค. 54 16:24] ( IP A:125.25.136.221 X: )

ความคิดเห็นที่ 10
   พระกริ่ง หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี ออกวัดเขื่อนแดง ปี 12

กริ่งเขื่อนแดง ซึ่งสร้างและไปออกที่วัดศรีสุวรรณหรือวัดเขื่อนแดง ตั้งอยู่ทางฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาทางด้านทิศตะวันตกหรือตำบลนครสวรรค์ตก อ.เมือง จ.นครสวรรค์ อยู่ไม่ห่างไกลจากจังหวัดมากนักประมาณ 5-6 กม.




เมื่อพระครูชอบมาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสทำการบูรณะวัดเขื่อนแดงก็คือ การบูรณะต่อเศียรพระประธาน และพระอัครสาวก รวมกัน 3 องค์ จึงได้ไปติดต่อ นายช่างจรัส พัฒนางกรู แห่งบ้านช่างหล่อ นายช่างเทพระกริ่งประจำพระองค์ของสมเด็จพระสังฆราชแพ และท่านเจ้าคุณศรี (สนธิ์) เมื่อนายช่างจรัส ได้เดินทางไปสำรวจพระทั้ง 3 องค์ เมื่อทราบว่าทางวัดขณะนั้นก็ยากจนเต็มที ด้วยความศรัทธา และความเมตตา นายช่างจรัส จึงได้ทำการเททองหล่อพระประธานขึ้นใหม่ทั้งองค์ด้วยเนื้อสำริด และทำการต่อเศียรพระสาวกให้อีก 2 องค์ โดยไม่คิดมูลค่าแต่ประการใดโดยช่างจรัส ขึ้นไปอยู่ที่วัดเขื่อนแดงเป็นเวลาถึง 5 เดือน

พระครูชอบยังเล่าถึงปฎิปทาของนายช่างจรัส ที่มีต่อพระพุทธศาสนาอย่างแน่นแฟ้น โดยไม่ได้เงินแม้แต่บาทเดียว แล้วยังต้องเสียเงินค่าใช้จ่ายไปในการนี้เป็นจำนวนมากอีกด้วย จัดหาคนเช่นนายช่างจรัส นี้ยากจริงๆระหว่างที่นายช่างจรัส ดำเนินการปั้นหุ่นพระประธานอยู่นั้น ด้วยความเมตตา ของนายช่างจรัส ที่เห็นว่าวัดเขื่อนแดงที่เป็นวัดที่ยากจนจริงๆ ท่านจึงนำพระครูชอบไปกราบหลวงปู่โต๊ะ ที่วัดประดู่ฉิมพลี และเล่าถึงความจำเป็นให้ฟัง โดยขออนุญาต หลวงปู่โต๊ะสร้างพระกริ่งขึ้นจำนวน 100 องค์ เพื่อนำไปออกให้สาธุชนบูชาเพื่อจะได้เป็นกำลังของวัดเขื่อนแดงสืบต่อไปภายหน้า โดยนำเอาแผ่นเงิน ทอง นาค ไปให้หลวงปู่โต๊ะ ลงอักขระยันต์ ตั้งพิธีโดยมีศาลเพียงตา ประกอบด้วยราชวัตรฉัตรธงถูกต้องตามพิธีเทพระกริ่งโดยนายช่างจรัส เป็นผู้ดำเนินการอาราธนา หลวงปู่โต๊ะ มาเป็นผู้ชุมนุมธาตุ และถือสายสิญจน์ ในการเทพระกริ่งโดยใช้แบบพระกริ่งจีนเล็ก ของท่านเจ้าคุณศรี วัดสุทัศน์เป็นแบบ เมื่อตัดชนวนปาดก้นเป็นท้องกระทะ บรรจุเม็ดกริ่งแล้วได้ตอกโค้ด"ต"เป็นอักษรขอมไว้ใต้ฐานองค์พระทุกองค์เมื่อสร้างพระกริ่งเสร็จแล้ว ได้บรรจุในกล่องพร้อมกับพระที่นายช่างจรัสมอบให้อีกบางส่วน นายช่างจรัสและพระครูชอบ ได้นำเอาไปให้หลวงปู่โต๊ะปลุกเสก โดยพระครูชอบ เป็นผู้ยกเข้าไปไว้ในกุฎิที่หลวงปู่ปฎิบัติกรรมฐาน ทิ้งเอาไว้หลายเดือนจึงได้มาขอรับกลับคืนไปยังวัดเขื่อนแดง

เมื่อดำเนินการสร้างพระกริ่งเสร็จเรียบร้อยแล้วจำนวน 100องค์ได้นำไปบรรจุใส่กล่อง พร้อมด้วยพระที่นายช่างจรัส มอบให้วัดเขื่อนแดงอีกบางส่วน นายช่างจรัส และพระครูชอบ ได้นำไปให้หลวงปู่โต๊ะปลุกเสก โดยพระครูชอบเป็นผู้ยกเอาเข้าไปไว้ในกฎิที่หลวงปู่ปฎิบัติกรรมฐาน ด้วยตัวของท่านเอง และทิ้งเอาไว้อีกหลายเดือนจึงได้มาขอรับกลับไปที่วัดเขื่อนแดง ทั้งนี้ก็ด้วยความมีน้ำใจของช่างจรัส ที่มีความสัมพันธิ์อย่างใกล้ชิดกับหลวงปู่โต๊ะ เป็นสายสัมพันธิ์แห่งความเมตตาจนตกมาถึงท่านซึ่งไม่เคยรู้จักกับหลวงปู่โต๊ะมาก่อนเลย และเมื่อนำพระกลับมาที่วัดเขื่อนแดงแล้ว จึงได้เบิกพระเนตรพระประธาน และพระอัครสาวก ที่ซ่อมเสร็จเรียบร้อยแล้วกับยังได้ทำพิธีพุทธาภิเษกอีกครั้งโดยได้นิมนต์หลวงปู่โต๊ะเป็นประธานในพิธีพุทธาภิเษกที่วัดเขื่อนแดง ในปี 2512 จึงนับได้ว่าพระเครื่องจากวัดเขื่อนแดง หลวงปู่ได้ปลุกเสกให้เป็นเวลาเนินนานมากวาระหนึ่ง ในกุฎิวิปัสสนา ที่วัดประดู่ฉิมพลีและ ยังได้ทำพิธีพุทธาภิเษกอีกครั้งที่วัดเขื่อนแดง ดีด้วยเนื้อหา ที่นายช่างจรัส รวบรวมมาจากชนวนพระกริ่งวัดสุทัศน์ สมัยเป็นช่างเทพระกริ่งให้ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ และท่านเจ้าคุณศรี มาเทเป็นเนื้อพระกริ่งรุ่นนี้ ด้วยความเมตตา และด้วยใจอันบริสุทธิ์ และ หลวงปู่โต๊ะได้ลงแผ่นเงินทองนาค จับสายสิญจน์เททอง ปลุกเสกเดี่ยวและเป็นประธานในพิธีพุทธาภิเษกอีกวาระ ... จาก http://forum.uamulet.com/view_topic.aspx?bid=10&qid=221450


โดย: ชาวไล่ [14 มิ.ย. 54 10:50] ( IP A:101.108.110.98 X: )

ความคิดเห็นที่ 11
   

โดย: ชาวไล่ [14 มิ.ย. 54 10:51] ( IP A:101.108.110.98 X: )




คลิก เพื่อเปลี่ยนกลับไปแสดงความคิดเห็นแบบเดิม
ชื่อ / e-mail :    แทรกไอคอนน่ารักๆในข้อความ
e-mail :
ส่งอีเมลทุกครั้งที่มีการตอบกระทู้       (ใส่ Email เมื่อต้องการให้ส่ง Email เมื่อมีคนมาโพสในกระทู้)
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


วิธีการ upload รูปภาพแบบใหม่ วิธีการใส่ copy paste หรือ คัดลอกข้อความ ในแบบใหม่

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน