smartman  >>  เก็บไว้ให้สืบค้น

ขล่ย-ปี่
   ขลุ่ยหลิบกับปี่ชวาเป่านิ้วเหมือนกันไหมครับ
โดย: mawin_22422@hotmail.com [31 พ.ค. 54 18:04] ( IP A:125.26.51.253 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
Counter : 365 Pageviews

ความคิดเห็นที่ 1
   อยากรู้เหมือนกันครับ รอคำตอบอยู่อีกคนblink
โดย: nunowa [31 พ.ค. 54 18:08] ( IP A:110.169.160.95 X: )

ความคิดเห็นที่ 2
   เกือบเหมือน แต่ไม่เหมือนซะทีเดียว

ถ้า้ใครพอรู้มาบ้างว่า ในการเล่นเครื่องสายปี่ชวานั้น การบรรเลงจะสูงกว่าปกติ (เพียงออ) 4 เสียง เพราะเครื่องสายปี่ชวาเล่นในทางหลิบ (คือใช้ขลุ่ยหลิบ เป็นแกนหลัก)

อธิบาย อย่างขลุ่ยเพียงออ เปิดไล่ตั้งแต่นิ้วก้อยล่างขึ้นไป ก็จะได้ "ด ร ม ฟ..." ใช่ไหม

ส่วนขลุ่ยหลิบ เปิดไล่ตั้งแต่นิ้วก้อยล่างขึ้นไป ก็จะได้ "ด ร ม ฟ..." ใช่ครับ แต่เมื่อไปเทียบกับขลุ่ยเพียงออ เสียงที่ได้แล้วนั้น กลับกลายเป็น "ฟ ซ ล ท...."

เพราะอะไร เพราะว่าขลุ่ยหลิบนั้น สูงกว่าเพียงออ 4 เสียง เมื่อเป่าในนิ้วเดียวกัน ดังนั้น ในการเล่นเครื่องสายปี่ชวา จึงไม่เป่าขลุ่ยเพียงออ แต่เป่าขลุ่ยหลิบแทน เพื่อให้เสียงเท่าปี่ชวา โดยที่คนเป่าขลุ่ยไม่ต้องเปลี่ยนนิ้ว เปลี่ยนเสียง เปลี่ยนโน้ต เพราะเป่ีานิ้วเดิม โน้ตเดิมที่เคยเป่ากับขลุ่ยเพียงอออย่างไร ก็เป่ากับขลุ่ยเพียงอออย่างนั้น

อย่างเคยใช้นิ้วก้อยล่าง เริ่มที่ โด ตอนเป่าเพียงออ ตอนเป่าหลิบ ก็เริ่มที่ โด เช่นเดียวกันในตอนเป่าหลิบ ตอนบรรเลงในวงเครื่องสายปี่ชวา เพราะเสียงเรามันสูงขึ้นทางอยู่แล้ว ไม่ต้องเปลี่ยน นอกเสียจากว่าเอาหลิบมาเล่นรวมในทางเพียงออ นั่นแหละถึงจะเปลี่ยนนิ้วหลิบ เป็นเริ่มที่ ฟ หรือ เปลี่ยนโน้ต ไปเ้ลย

คราวนี้ มาถึงปี่ชวา ในเมื่อเล่นเครื่องสายปี่ชวา แล้ว ทางบรรเลงจะสูงขึ้นไปอีก 4 เสียง อย่างเช่น บรรเลงปกติ "ม ซซซ ล ซซซ" ก็ต้องเปลี่ยนโน้ตเป็น "ล ดดด ร ดดด" ซึ่งสูงขึ้นไป 4 เสียง ถูกต้องไป หรือพูดเอาให้เข้าใจอีกเพลงนั้นทางเพียงออขึ้นที่ลูกระนาดลูกที่ 6 พอเป็นทางเครื่องสายปี่ชวา ก็กลายเป็นเริ่มที่ลูกที่ 9 (4 เสียง) เข้าใจไหมครับ

ปี่ชวา แท้จริงแล้วนั้น เมื่อมาวัดกันจริงๆ กับขลุ่ยหลิบ นั้น ระดับเสียงไม่เท่ากัน เพราะว่าเสียงปี่ชวานั้น เมื่อเทียบลำดับนิ้วตรงกับเพียงออจะสูงกว่าเพียงออ 5 เสียง ในขณะที่ ขลุ่ยหลิบ สูงกว่าเพียงออ 4 เสียง

แล้วทำไม เล่นด้วยกันได้ละ ??????????????????

เพราะว่า ปี่ชวา เขาทดนิ้วลงมา 1 เสียงงัยครับ เช่น ปี่ชวาเนี่ย เมื่อปิดนิ้วทั้งหมด เมื่อเป่าจะได้เสียง "ซอล" (ลูกระนาดที่ 15) แต่ขลุ่ยหลิบ เมื่อปิดหมดจะได้เสียง "ฟา" (ลูกระนาดที่ 14) เขาจึงทดเสียงปี่ชวาลงมา 1 เสียง ถึงเล่นกับเราได้ และแต่ละเพลงที่นำมาใช้ ก็จะถูกปรับทางให้สำหรับปี่ชวา เป่า่สะดวก และสามารถแสดงอิทธิฤทธิ์อานุภาพของปี่ชวา ออกมาได้มาก และดีที่สุดด้วย

นิ้วที่สะดวก และแสดงลูกเล่นของปี่ชวา ได้อย่างเต็มที่นั้นผมอธิบายไม่ถูก แต่ลองหยิบเอาขลุ่ยเพียงออมาเป่า และเป่าเพลงที่มี ลำดับเสียง เป็น "ลดร ... ฟซ ..." หรือ "ฟซล .. ดร .." ดูครับ นั้นคือนิ้วที่ปี่ชาวเป่าได้สะดวก เพราะมีบางเสียงของปี่ชวา ที่ทำยาก หรือเป่าไม่ถนัด เขาจึงพยายามละ หรือทำทางเพลงให้ปี่ชวา ไม่ให้เจอเสียงดังกล่าวมากที่สุด

ผมก็พอจะอธิบายได้ความรู้ ถูๆ ไถๆ ได้ประมาณนี้ละครับ
โดย: ปฏากรณ์ดุริยางค์ [31 พ.ค. 54 19:13] ( IP A:61.90.97.11 X: )

ความคิดเห็นที่ 3
   อยากได้หลิบซะแล้วซิเรา เห็น อ.เนาวรัตน์ พงศ์ไพบูลย์ เป่าไพเราะมาก
ยิ่งท่าน ปฏากรณ์ฯ อธิบายยิ่งเพราะเข้าไปใหญ่
สงสัยอยู่นานแล้ว คำว่า เพียงออ มีความหมายหรือเปล่า หรือเป็นชื่อเรียกภาษาโบราณflower

โดย: nunowa [31 พ.ค. 54 20:39] ( IP A:110.169.160.95 X: )

ความคิดเห็นที่ 4
   ผมไม่ได้เรียนสูงถึงขั้นนั้น แต่คำว่าเพียงออ เป็นชื่อเรียกของชนิดของขลุ่ย ครับ

ยังรวมทั้งเป็นชื่อของระดับทางเสียง ในดนตรีไทย ด้วย เช่น เรียกว่า ทางเพียงออ ทางชวา ทางหลิบ ทางนอก เป็นต้น (ถ้านึกไม่ออก ให้นึกถึงสากล เช่น คีย์ C คีย์ Bb คือเล่นเพลงทำนองเดิม แต่เปลี่ยนระดับเสียง)

ชื่อของขลุ่ยไทยเรียงตามลำดับ เล็ก > ไป > ใหญ่ นะครับ

1. ขลุ่ยหลิบ
2. ขลุ่ยเคียงออ
3. ขลุ่ยเพียงออ
4. ขลุ่ยรองออ
5. ขลุ่ยอู้

ขลุ่ยพิเศษ
6. ขลุ่ยนก (ไม่มีระดับเสียง แต่ใช้เลียนเสียงนก ในบทเพลงตับนก หรือตับแม่ศรี และตับภุมินทร์ มีได้แก่ ขลุ่ยนกกาเหว่า ขลุ่ยนกโพระดก ขลุ่ยนกกางเขน และขลุ่ยไก่)

ฟังเพลงตับนก ดูครับ thai.patakorn.com/?p=630 target=_blank>http:musicthai.patakorn.com/?p=630

ตามนั้นครับ
โดย: ปฏากรณ์ดุริยางค์ [31 พ.ค. 54 22:27] ( IP A:61.90.116.163 X: )

ความคิดเห็นที่ 5
   ความรู้ลึกซึ้งเรื่องเครื่องเป่า... ขอบคุณครับ...
โดย: ... Ultraman แสนเสนาะ ... (เจ้าบ้าน ) [1 มิ.ย. 54] ( IP A:115.87.49.117 X: )

ความคิดเห็นที่ 6
   ไอ้เพียงออนี่ เป็นคำโบราณ เพียงมันก็แปลว่า แค่นี้ เท่านี้
ไอ้ออ มันเป็นสรรพนามบุรุษที่ ๒ ที่เราพูดด้วยค่อนข้างสนิท(สมัยนี้อาจใช้เอ็ง)

เพียงออ เลยแปลว่า ขลุ่ยที่มีเสียงเท่า ๆ กับเสียงพวกเอ็งนั่นแหละ

แม่โว้ย.....เรานี้แปลเก่งแท้ ๆ ......พ่อขุนรามฯ กุมขมับเลยเชียว....
.
โดย: พลายเงิน [1 มิ.ย. 54 1:29] ( IP A:118.174.187.242 X: )

ความคิดเห็นที่ 7
   คุณพลายเงินนี้สุดยอดจริงๆ
โดย: obzaa [1 มิ.ย. 54 8:45] ( IP A:203.148.239.201 X: )

ความคิดเห็นที่ 8
   คาราวะพี่ พลายเงิน...
โดย: ปฏากรณ์ดุริยางค์ [1 มิ.ย. 54 14:09] ( IP A:115.87.186.101 X: )

ความคิดเห็นที่ 9
   ขอเสริมเติมแต่งครับ ยังมีขลุ่ยกรวดที่เสียงสูงกว่าเสียงเพียงออ หนึ่งเสียงครับ เคยได้ยินมาว่า ใช้ในวงเครื่องสายผสมออร์แกน เพราะเสียงเข้าใกล้ เสียงสากลครับ หรือใช้ในวงปี่พาทย์ไม้นวม เวลาทำเพลงหน้าพาทย์ประกอบละคร สะดวกกะเครื่องตีทั้งหลายครับผม
โดย: 1 ขลุ่ยครับ [1 มิ.ย. 54 23:57] ( IP A:111.84.83.192 X: )

ความคิดเห็นที่ 10
   ผมมี ขลุ่ยกรวด 1 เลาครับ หาโอกาสใช้ยากเหลือเกิน เป่าเท่าเสียงปี่พาทย์นั่นแหละ ถ้าเสียงปี่พาทย์เค้าก็ใช้ปี่ ถ้าเสียงไม้นวมเค้าก็ใช้เพียงพอ
ปี่พาทย์ไม้นวม เวลาเล่นหน้าพาทย์ เค้าก็ไม่ได้ขยับเสียงมาตีเสียงปี่พาทย์แต่อย่างใด
ขลุ่ยกรวดผมเลยได้ชื่อใหม่ว่า ขลุ่ยหมัน ไม่มีงานออก...
โดย: obzaa [2 มิ.ย. 54 8:33] ( IP A:61.91.249.103 X: )

ความคิดเห็นที่ 11
   ขลุ่ยกรวด กับ ขลุ่ยเคียงออ นี่มันเหมือนกันหรือไม่

เพราะสูงกว่าขลุ่ยเพียงออ 1 เสียง เช่นเดียวกัน

อนุโมทนา
โดย: ปฏากรณ์ดุริยางค์ [2 มิ.ย. 54 13:13] ( IP A:61.90.97.104 X: )

ความคิดเห็นที่ 12
   คืออันเดียวกัน
โดย: พุง [2 มิ.ย. 54 14:02] ( IP A:58.9.43.110 X: )

ความคิดเห็นที่ 13
   เออ....แล้วตกลงว่าขลุ่ยกรวด หรือเคียงออที่ว่าเขาเอาไว้เล่นกะอะไร
ที่ไหน ยังไงไล่นี่ ?
.
โดย: พลายเงิน [3 มิ.ย. 54] ( IP A:118.174.186.26 X: )

ความคิดเห็นที่ 14
   ขอคุยย้อนไปถึงเรื่องออร์แกนเล็กน้อยครับ
ก่อนหน้านี้ ผมได้ออร์แกนเก่ามา เข้าใจว่าเป็นออร์แกนในระดับเสียงปกติ เป็นออร์แกนบ้านที่หลุดมาในตลาดของเก่า ที่ว่าในระดับเสียงปกตินั้นก็คือ คีย์ C ก็คือเสียงโดปกติของเสียงสากลนั่นละครับ ถ้าใช้ออร์แกนในเสียงปกตินี้บรรเลงเพลงไทย (หมายถึงบรรเลงในระดับเสียงสากล) แบบนี้คงต้องใช้ขลุ่ยกรวดบรรเลง ระดับเสียงจึงจะเท่าๆกัน อย่างไรก็ตาม ขลุ่ยกรวดนั้น ก็เป็นบันไดเสียงแบบเจ็ดเสียงเท่า การที่จะเป่าให้ตรงระดับเสียงออร์แกนที่มีครึ่งเสียง จึงต้องอาศัยลมของผู้เป่าบังคับเสียงให้กลมกลืนสนิทสนมไปกับออร์แกน

แต่ถ้าเป็นสมัยนี้ละก็ ใช้ขลุ่ยคีย์ C ได้เลย ตรงระดับเสียงสากลบันไดเสียง C major เลยครับ บันไดเสียงนี้ออร์แกนบรรเลงได้สะดวก เพราะไม่ต้องขึ้นคีย์ดำมาก แต่สำหรับซอแล้วต้องขึ้นสายตามไปอีกหนึ่งเสียงเพื่อให้เท่าระดับเสียง C ของออร์แกน ทำให้ซอสายตึงมากและขาดง่าย ด้วยเหตุนี้ครูโบราณในสมัยเครื่องสายออร์แกนรุ่งเรืองจึงแก้ปัญหาโดยเลื่อนลิ้นออร์แกนขึ้นไปอีกหนึ่งเสียงเต็ม (ในออร์แกนมีลิ้นโลหะเล็กๆสำหรับแต่ละคีย์แต่ละเสียง) นั่นก็คือเลื่อนระดับทุกเสียงให้สูงขึ้นไปอีกหนึ่งเสียง โดยที่กดคีย์เดิม แต่เสียงจะสูงขึ้น และเมื่อเลื่อนลิ้นไปทุกคีย์เช่นนี้เมื่อถึงคีย์ขวาสุด (คือเสียงที่สูงสุด) ก็จะทำให้มีลิ้นเกินอยู่ และในทางเดียวกัน คีย์ที่ต่ำสุด เสียงก็จะหายไปครับ เช่นนี้ถ้าเราบรรเลงออร์แกนที่เลื่อนลิ้นปรับระดับเสียงเป็นระดับเพียงออแล้ว (หมายถึงเสียงโดเพียงออและโดออร์แกนเท่ากันแล้ว) ซอก็ไม่ต้องขึ้นสายตึง สามารถขึ้นสายตามขลุ่ยเพียงออตามปกติครับ

เช่นกัน ขลุ่ยเพียงออ แม้จะบรรเลงในเครื่องสายออร์แกน(ที่ปรับระดับเสียงแล้ว)ได้ แต่ช่วงห่างของเสียงของไทยเป็นเจ็ดเสียงเต็ม ก็จะเหลื่อมๆกับระดับเสียงออร์แกนอยู่นิดๆ คนเป่าต้องใช้แรงลมบังคับเสียง ดันลม ให้เสียงกลมกลืน (เช่นเดียวกับกรณีของขลุ่ยกรวด) แต่ปัจจุบัน ถ้าใช้ขลุ่ยบันไดเสียงบีแฟลต ก็จะไม่มีปัญหาครับ

กลับมาที่ออร์แกนอีกครั้ง หลังจากนั้น ณ ตลาดค้าของเก่าที่เดิม ผมได้พบซากแผงคีย์ออร์แกน ซึ่งรื้อออกมา เขาเอาตัวโครงไม้ของออร์แกนไปขัดสีฉวีวรรณเสียใหม่ ทำเป็นโต๊ะไปเสียแล้ว ส่วนซากแผงคีย์นั้น แยกมาขายเป็นซากอะไหล่ ผมก็ซื้อเอามาเป็นอะไหล่ กะว่าจะเอาลิ้นมาใส่ให้ออร์แกนผมที่ทำเป็นระดับที่บรรเลงเพลงไทยได้ง่ายๆ(หมายถึงเลื่อนลิ้นไปแล้ว) เมื่อเปิดกลไกเพื่อเอาลิ้นออร์แกนออกมา จึงพบว่าเป็นออร์แกนระบบสองลิ้น หมายถึงในคีย์ที่เรากดด้วยนิ้วเดียวนั้น มีสองลิ้น(คือทำเสียงออกมาสองเสียง) แต่สองลิ้นนั้นทำเป็นเสียงคู่แปดครับ นั่นก็คือ สมมุติถ้าเรากดเสียงโด เราจะได้เสียงโดคู่แปดออกมาเลย และที่สำคัญ ..... แผงซากออร์แกนนั้นเป็นออร์แกนที่บรรเลงเพลงไทยมาก่อนด้วย เพราะลิ้นได้ถูกเลื่อน ออร์แกนได้ถูกปรับระดับเสียงให้ใกล้ระดับเสียงเพียงออแล้ว ตอนแรกนึกว่าจะได้ลิ้นเพียงชุดเดียว จึงได้ลิ้นคูณสอง กลายเป็นสองชุดเลย ตอนนี้ออร์แกนผมก็เป็นออร์แกนที่เล่นในระดับเสียงเพียงออหรือ บีแฟลต ได้ครบทุกคีย์เลยล่ะครับ

สาธยายมายืดยาวก็ถือว่าเล่าสู่กันฟังครับ ก็อาจจะเป็นด้วยเหตุดังกล่าว จึงไม่น่าแปลกใจที่ขลุ่ยกรวดหรือเคียงออ จะเลือนหายไปจากวงดนตรีไทยปัจจุบันครับ
โดย: ณพ [3 มิ.ย. 54 12:04] ( IP A:124.120.179.162 X: )

ความคิดเห็นที่ 15
   โอ้......นี่เป็นความรู้ใหม่เรื่องออร์แกน ที่ใช้เล่นในวงเครื่องสาย(ไทย)จริง ๆ แต่ก่อนนี้คิดว่าคนเล่นออร์แกนเขาต้องลดนิ้วลงมาให้เท่าพวกเครื่องสายเสียอีก ต้องขอบคุณคุณพี่ณพมาเล่าให้ฟังอย่างนี้ พร้อมมีหลักฐานแต่ดั้งเดิมเป็นพยานอีก เชื่อได้แน่ ๆ ว่าคนตะก่อนรู้จักปรับเสียงให้สะดวกในการเล่นเพลงไทย.........(คนเดียวนี้สะดวกปรับของไทยไปเล่นฝรั่ง)

การปรับลดหรือเพิ่มเสียงมีความจำเป็นกับดนตรีไทยมากจริง ๆ เพราะว่าแต่ก่อนเราไม่ได้มีมาตรฐานเสียงเหมือนทุกวันนี้ ต่างถิ่นต่างเสียงกันตามสะดวก

เลยตั้งข้อสงสัยว่า แต่เดิมขลุ่ยไทยคงแบ่งตามขนาดเป็นเล็ก กลาง และใหญ่ ไม่ได้แบ่งด้วยระดับเสียงละม้ง

ไอ้ขลุ่ย เคียงออและรองออ นี่มันอาจจะเกิดจาก การปรับขลุ่ยเพียงออให้เข้ากับเสียงต่างถิ่นต่างที่กัน อาจจะไม่ได้คิดประดิษฐ์ขึ้นเพื่อใช้ในวงใดเฉพาะ....ตอนหลังเราเริ่มใช้เสียงระดับใกล้เคียงกัน รองออและเคียงออ เลยไปออกันอยู่ในหีบหมด เพราะไม่มีที่ใช้

ผิดถูกอย่างไรไม่รู้ วานผู้ชำนาญเครื่องเป่ามาช่วยให้ความเห็นที่จ้า
.
โดย: พลายเงิน [4 มิ.ย. 54 1:06] ( IP A:118.174.187.56 X: )

ความคิดเห็นที่ 16
   อ่านข้อคิดจากพี่ๆ สนุกสนานสราญใจกับไปเลย...อิอิ...

ขอบคุณครับ

ปล. ว่าแล้วก็หาซักเลาดีกว่า...
โดย: ...Ultraman แสนเสนาะ... (เจ้าบ้าน ) [4 มิ.ย. 54 6:26] ( IP A:124.121.44.37 X: )

ความคิดเห็นที่ 17
   ขอบคุณความรู้จากพี่ๆ ครับ หายข้องใจเลยครับทีนี้
เนื่องจากมันเกี่ยวพันกัน ขออนุญาตเจ้าของกระทู้ถามต่อเลยนะครับ ว่า ขลุ่ยอู้ ขลุ่ยเพียงออ ขลุ่ยหลิบ เคยได้บรรเลง พร้อมกันในวง ปี่พาทย์ เครื่องสาย มโหรี ไหมครับ เท่าที่จำได้ คุณครูจำเนียร ศรีไทยพันธ์ ท่านทำเทปไว้ แต่ก็เป็นเฉพาะ ขลุ่ยทั้งสามเลา ไม่ได้รวมอยู่ในวง ครับผม
โดย: 1 ขลุ่ยครับ [8 มิ.ย. 54 6:28] ( IP A:115.67.221.153 X: )

ความคิดเห็นที่ 18
   ถ้าจะนับวิธีการประสมวงในปัจจุบันเป็นมาตรฐานแล้วละก็คงจะยากที่ขลุ่ยทั้งสามจะมาโคจรเจอกันในวงเดียวกันได้ เพราะต่างใช้ในจุดประสงค์ที่ต่างกัน อันที่จริงขลุ่ยทั้งสามเป็นตระกูลขลุ่ยเช่นเดียวกันทั้งรูปร่าง การวางนิ้ว และเทคนิควิธีการเป่า ถ้าเราลองทำแนวประสานให้สอดคล้องกันคงน่าฟังไม่น้อย ดังเช่นเครื่องดนตรีตระกูลเครื่องสีของสากล ไวโอลิน วิโอลา เชลโล ดับเบิลเบส ต่างก็เป็นเครื่องสีหน้าคล้ายๆกัน ต่างเพียงระดับเสียง ยังบรรเลงร่วมกันได้อย่างไพเราะ

ขลุ่ยทั้งสามอาจไม่เคยได้ยินบรรเลงรวมกันในวงดนตรีวงเดียว แต่ปี่ใน ปี่มอญ ขลุ่ยก็บรรเลงร่วมกันในวงปี่พาทย์มาแล้ว ในวงดนตรีประสมวงแบบพิเศษในการประกอบการแสดงหุ่นกระบอกตะเลงพ่ายของ อ.จักรพันธุ์ โปษยกฤตและคณะ การบรรเลงของวงดนตรีนี้ไม่ได้ยึดรูปแบบใดๆมากำหนด แต่ยึดการบรรเลงให้ประกอบการแสดงหุ่นกระบอกให้ได้อรรถรส เนื่องจากเรื่องตะเลงพ่ายเป็นเรื่องไทยรบมอญ-พม่า จึงมีทั้งปี่ไทย ปี่มอญ ปี่พม่า และขลุ่ยบรรเลงอยู่ร่วมกัน
ใครยังไม่เคยฟังเชิญไปชมการซ้อมหุ่นทุกอาทิตย์สิ้นเดือนครับ ดนตรีบรรเลงสด มีหุ่นแสดงให้ชม อาหารอร่อย...

อ้าว นอกเรื่องไปซะแล้ว... จบดีกว่า
โดย: ณพ [8 มิ.ย. 54 8:37] ( IP A:125.26.17.126 X: )

ความคิดเห็นที่ 19
   เต็มอิ่ม !!!!!!!!
โดย: ปฏากรณ์ดุริยางค์ [8 มิ.ย. 54 18:47] ( IP A:115.87.144.2 X: )

ความคิดเห็นที่ 20
   ฟังคนดนตรีเขาคุยกัน...ได้ความรู้
โดย: แควน้อย [8 มิ.ย. 54 23:03] ( IP A:183.89.62.83 X: )

ความคิดเห็นที่ 21
   มีบางท่านกล่าวว่า คำว่าเพียงออ มาจากคำว่า ปี่อ๋อ เนื่องจากในสมัยโบราณวงเครื่องสายยังนิยมใช้ปี่อ๋อบรรเลงอยู่ ต่อมาเมื่อความนิยมใช้ปี่อ๋อหมดไปแล้วขลุ่ยเขามาแทนจึงยังใช้ชื่อนี้ แต่ได้กร่อนคำไปตามอุปนิสัยของคนในไทยที่มีวิวัฒนาการทางภาษาไม่หยุดนิ่ง จากคำว่าปี่อ๋อจึงเพี้ยนเป็น เพียงออ ในที่สุด ซึ่งถ้ามองในทางกายภาพของเครื่องดนตรีทั้งสองชนิดก็มีความใกล้เคียงกันอยู่มาก จะต่างกันก็ตรงเสียงที่ออกมาจากลิ้นของปี่และปากนกแก้วของขลุ่ยเท่านั้น

จากนั้นคำว่าเพียงออ ยังได้ถูกนำมาตั้งเป็นชื่อของระดับเสียงในดนตรีไทยคล้ายๆกับเป็นอนุสรณ์ของต้นกำเนิดเสียงนี้ ที่สามารถใช้ขลุ่ยชนิดนี้เป่าได้สะดวกครับ

เหมือนกับคำว่าซอพุงตอ ก็คือซอสามสายนั้นเอง ซึ่งกร่อนมาจากคำว่า กระพุ้ง + ต้อ ครับ(จากการสันนิษฐานของนักวิชาการครับ)

แต่เท็จจริงอย่างไร ผมไม่อาจทราบได้นะครับ เพียงแต่ช่วยกันแบ่งปันข้อมูลความรู้ที่ต่างออกไปเพื่อความหลากหลาย และการตกผลึกขององค์ความรู้ครับ

ขอน้อมรับทุกความคิดเห็นครับ
โดย: คนสุพรรณ [8 มิ.ย. 54 23:36] ( IP A:61.7.168.246 X: )

ความคิดเห็นที่ 22
   อุ๊ย! พิมพ์ผิดครับ ปี่อ้อครับ ไม่ใช่ อ๋อ แบบว่า เบลอครับ อภัยด้วย
โดย: คนสุพรรณ [8 มิ.ย. 54 23:39] ( IP A:61.7.168.246 X: )

ความคิดเห็นที่ 23
   ขอบคุณครับพี่ๆ เต้มอิ่มจริงๆครับ
โดย: 1 ขลุ่ยครับผม [9 มิ.ย. 54 11:26] ( IP A:58.10.124.140 X: )

ความคิดเห็นที่ 24
   เรื่องซอสามสาย ก่อนนี้สมัยสุโขทัย มีการเอ่ย คำ ซอพุงตอ แล้วนักวิชาการสันนิษฐานว่า มาจาก คำว่า กระพุ้ง+ต้อ ผมว่าเป็นการลากเสียงเข้าหาคำที่ความหมายมากกว่า เพราะภาษาไทยแท้ๆแต่เดิม เป็นคำโดด คือมักเป็นคำพยางค์เดียว เอามาประสมเป็นคำที่ยาวขึ้น

พุง ตอ นั้น มันก็ตรงตัว ตรงความหมายอยู่แล้ว ซอมันยังมีเท้า แล้วทำไมจะมีพุงบ้างไม่ได้ พุงนั้นก็คือกะโหลกซอนั่นเอง เมื่อดูพูทั้งสาม มันก็เป็นตอๆ โหนกนูนยื่นออกมา พุง ตอ มันก็ตรงตัวตามรูปร่างที่ปรากฏ ไปคิดลึกกันเกินไป(ตามประสานักวิชาการ คิดอะไรง่ายๆเดี๋ยวดูไม่น่าเชื่อถือ)

ผมก็สันนิษฐานของผมเองนะ ผมไม่ใช่นักวิชาการ ไม่มีปริญญาความรู้อะไรมาอ้างอิงให้ใครมาเชื่อเราได้ เรื่องที่ควรจะเข้าใจไม่ยากก็ดูให้ง่ายๆ ไม่เอาเรื่องง่ายมาทำให้ดูยาก

สมัยเรียน ครูบอกว่า จะมองอดีตให้เข้าใจ ก็ต้องมองอย่างคนในอดีตมอง คิดอย่างคนในอดีตคิด อย่าเอาความคิด เหตุปัจจัย หลักการ เหตุผลของปัจจุบันไปตัดสินหรืออธิบายอดีต เพราะจะทำให้อดีตนั้นบิดเบือน

อ้าว นอกเรื่องอีกแล้ว ขออภัย....
โดย: ณพ [9 มิ.ย. 54 12:37] ( IP A:125.26.27.208 X: )

ความคิดเห็นที่ 25
   เห็นด้วยกับพี่ณพครับ ส่วนใหญ่คนในปัจจุบัน อ้างหลักฐานนั่นนี้ มาหักล้างกับความคิดของคนในอดีต เพราะมีความคิดและทัศนะคติที่ต่างกันไป เนื่องจากสภาพการณ์ สิ่งแวดล้อม รวมถึงวัฒนธรรมที่ใหม่ๆ
โดย: ปริญญา [9 มิ.ย. 54 16:55] ( IP A:58.137.81.34 X: )

ความคิดเห็นที่ 26
   คุณณพยังคิดลึกไปนะผมว่า
พุง มันส่งเสียงตอๆ มากกว่า เลยเรียกพุงตอ อย่างปี่ยังมีเสียง ตอ เลย
พูก็เรียก พู จะไปเรียกตอทำไม หรืออาจจะเรียกปุ่ม โหนก ยังนึกภาพได้ดีกว่าการไปเรียกปุ่มว่าตอ
โดย: พุง [9 มิ.ย. 54 22:44] ( IP A:58.11.60.213 X: )

ความคิดเห็นที่ 27
   ก็ไม่ทราบหรอกคร้าบ ว่าทำไมต้องเรียกว่าตอ สมัยนั้น จะมีคำว่า พู ปุ่ม โหนกหรือยังก็ไม่รู้ได้คร้าบ ก็บอกแล้วว่าเราจะเข้าใจของโบราณ ก็ต้องคิดแบบคนโบราณ บังเอิญเกิดช้าไปหน่อย มาเกิดยุคนี้เข้า อาจไม่ค่อยรู้ว่าคนโบราณจริงๆน่ะท่านคิดอะไรยังไง จึงมีคำว่า ซอพุงตอ ขึ้นมาได้ ก็สันนิษฐานไปตามประสา...นักวิชาเกิน ไม่ใช่นักวิชาการคร้าบ อิอิ
โดย: ณพ [9 มิ.ย. 54 23:21] ( IP A:125.26.27.208 X: )

ความคิดเห็นที่ 28
   อืม....จริง ๆ อย่างคุณพี่ณพว่า จะเข้าใจโบราณก็ต้องคิดอย่างโบราณ

เคยอ่านเจอในหนังสืออะไรไม่รู้ ลารูแบร์ ฝรั่งที่เขียนจดหมายเหตุสมัยอยุธยา เขาพูดถึงเครื่องดนตรีในราชสำนักไว้ว่า "มีซออย่างนึง คันเล็ก รูปร่างหน้าตา น่าเกลียด เล่นกันในวัง แต่เมื่อเสด็จฯออกกลับหยุดเล่นซะอย่างงั้น"

กลับมาคิดเองว่าซอที่เล่นในวังนี่มันต้องเป็นสามสายแน่ ๆ ที่สำคัญสมัยก่อนมันอันเล็ก แถมอัปลักษณ์อีกตะหาก.....หน้าตามันคงจะไม่คล้ายคลึงกะเดี๋ยวนี้เท่าไร.....ถ้าย้อนไปในยุคสุโขทัย ชะรอยว่ามันจะหน้าตาขี้ริ้วขี้เหล่เข้าไปอีกแน่ ๆ ?

อาจจะเหมือน สะล้อสามสาย แต่อันเล็ก แป้น ๆ แบน ๆ รี ๆ แล้วมีไอ้เท้าแหลมสั้นๆ ยื่นมาหน่อย อาจเรียกกระโหลกว่า..."พุง"...
เพราะมันอยู่ตรงกลางคันซอพอดี ไอ้ยื่น ๆ นั่นก็เหมือนตอไม้ทิ่มออกมานอกพุง

มันเลยเป็นซอที่มีตอยื่นมาจากพุง ????????......... ซอพุงตอ

เป็นไงพี่น้อง.....ข้อสันนิษฐานนี้เข้าท่าใช่มั้ย????...........

........ผีปู่ย่าตายายจะชมหรือจะด่าวุ๊ยเนี่ย ?.............
.
โดย: พลายเงิน [12 มิ.ย. 54 20:00] ( IP A:118.174.186.217 X: )

ความคิดเห็นที่ 29
   555555 ล้ำลึกขนาดครับ อู้เรื่องขลุ่ยผดไปแผวซอสามสาย
โดย: คนสุพรรณ [13 มิ.ย. 54 18:46] ( IP A:61.7.169.136 X: )

ความคิดเห็นที่ 30
   อู้กันเอาม่วนนะครับพี่น้อง บ่าดีไปเกี้ยดคร้าบบบ
โดย: คนสุพรรณ [13 มิ.ย. 54 18:53] ( IP A:61.7.169.136 X: )

ความคิดเห็นที่ 31
   เอ๊า...........คนสุพรรณอะหยังฟู่จะอี้ ?........เขาบ่ปากเหน่อ ๆ แล้วกา ????.............
โดย: พลายเงิน [15 มิ.ย. 54 1:40] ( IP A:118.174.187.107 X: )

ความคิดเห็นที่ 32
   555 คนเมืองพลัดถิ่นคร้าบบบบบบ ยิ้นนนนนนดีแต้ๆ.....
โดย: คนสุพรรณ [18 มิ.ย. 54 6:04] ( IP A:61.7.170.98 X: )

ความคิดเห็นที่ 33
   อู้ได้นะถ้าเป็นขลุ่ย แต่เรื่องเรียนอย่าอู้นะจ๊ะ
โดย: ืืืnanny.nd@hotmail.com [30 มิ.ย. 54 19:19] ( IP A:180.180.90.206 X: )


คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน