สุขภาพดี.....ไดอารี่สีเขียว...ทำไมคุณถึงป่วย ?...
   
มีหนังสือเล่มนึง ได้บอก ในสิ่งที่เราอยากบอก พูดแทนใจเราได้อย่างครบถ้วนเลย

นี่คือข้อความบางส่วนของหนังสือ (ขออนุญาตด้วยนะคะ)
โดย: บ้านแพงเพลินภูมิ (เจ้าบ้าน ) [9 มี.ค. 55 15:44] ( IP A:203.158.160.5 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live

ความคิดเห็นที่ 1
   
หนังสือ ทำไมคุณถึงป่วย ? เล่ม 1 และเล่ม 2
โดย นายแพทย์เปี่ยมโชค ชลิดาพงศ์


...ขอทำความเข้าใจกันอีกครั้ง เกี่ยวกับหนังสือ "ทำไมคุณถึงป่วย ?" อย่าได้คิดว่า ผมห้ามกินผลไม้ ห้ามกินอาหารที่ผ่านไมโครเวป ห้ามกินนม ห้ามกินน้ำเต้าหู้ ห้ามกินเค้ก คุกกี้ ขนมปัง ผมขอยืนยันอีกครั้งว่า "ไม่ได้ห้าม" แต่จุดประสงค์ของหนังสือเล่มนั้น เพื่อนำเสนอข้อมูลอีกด้าน อีกมุมให้พวกคุณๆได้รับรู้ไว้บ้าง เพื่อจะได้เอาไว้เปรียบเทียบกับข้อมูลอื่นๆที่คุณถูกกรอกหูและยัดเยียดให้ทราบอยู่ทุกวัน ส่วนพวกคุณๆ จะพิจารณาตัดสินอย่างไรจะกินมาก...จะกินน้อย...จะไม่กินเลย...เป็นหน้าที่ของพวกคุณเองทุกคนครับ...............

...หนังสือทั้ง 2 เล่ม เป็นแค่แนวทางคร่าวๆ สำหรับประดับความรู้ความเข้าใจเรื่องสุขภาพ อย่าไปยึดว่าทุกคนต้องเป็นอย่างนี้หมด ทุกคนต้องเหมือนนี้หมด เนื่องจากพื้นฐานร่างกายของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันเป๊ะ แถมแต่ละคนยังมีพฤติกรรมต่างๆในชีวิตประจำวันไม่เหมือนกันอีก มีรายละเอียดต่างๆมากมายที่ต้องนำมาคิดประกอบ ถ้าต้องการคำตอบที่ชัดเจน ดังนั้นทุกคนควรเข้าใจข้อความข้างบนนี้เสียก่อน จึงจะสามารถเข้าใจหนังสือทั้งสองเล่มนี้ได้ครับ

โดย: บ้านแพงเพลินภูมิ (เจ้าบ้าน ) [9 มี.ค. 55 15:58] ( IP A:203.158.160.5 X: )

ความคิดเห็นที่ 2
   
ก่อนที่จะไปพูดกันต่อถึงหนังสือเล่มนี้ ต้องทำความเข้าใจกันให้ชัดเจนก่อนว่า ธรรมชาติบำบัดแบบที่ผมรู้จักนั้น เป็นแบบที่พยายามจะอธิบายถึงต้นเหตุของโรคต่างๆ หรืออาการของโรคต่างๆ ซึ่งเมื่อฟังดูแล้วหลายๆคนอาจศรัทธาและคิดว่าเป็นการรักษาที่วิเศษไปหมดเพราะว่าแก้ที่ตรงต้นเหตุของปัญหา และอาจคิดไปไกลอีกว่า ดีกว่าการรักษาแผนปัจจุบันอย่างมาก ต้องเรียนกันชัดๆว่า "ไม่อยากให้คิดอย่างนั้น" เพราะการรักษาแผนปัจจุบันช่วยชีวิตของเราๆท่านๆ ได้ในกรณีต่อไปนี้

1 การบาดเจ็บจากกรณีต่างๆ เช่น ถูกยิงหรือถูกแทงมา แล้วปอดฉีดขาด หรือลำไส้ฉีกขาด......หรือประสบอุบัติเหตุ เกิดกระดูกหัก ปอดทะลุ ลำไส้แตก ถ้าขืนมารอธรรมชาติบำบัด..........มีหวังตาย ชัวร์

2 เกิดภาวะฉุกเฉินกรณีอื่น เช่น ไส้ติ่งอักเสบ..........กล้ามเนื้อหัวใจตายฉับพลัน ฯลฯ ถ้าขืนมารอธรรมชาติบำบัดก็มีหวังตายชัวร์อีกเหมือนกัน

3 หรือเจ็บป่วยหรือเป็นโรคทั่วไปที่อาการรุนแรงมากแล้ว.....เช่น.....โรคหัวใจที่แย่มากแล้ว โรคตับที่รุนแรง โรคข้อที่มีอาการปวดบวมรุนแรงมาก ฯลฯ

ทั้ง 3 หัวข้อที่กล่าวถึงข้างบนนี้(จริงๆมีมากกว่านี้) เป็นตัวอย่างคร่าวๆให้เห็นว่า บางกรณีมีความจำเป็นอย่างมากที่ต้องใช้การรักษาแผนปัจจุบัน การผ่าตัดหรือการใช้ยา เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่อันตรายและเร่งด่วนเหล่านี้ให้บรรเทาเบาบางลงอย่างรวดเร็ว แล้วค่อยมาพิจารณาถึงธรรมชาติบำบัดทีหลัง โรคที่ไม่เร่งด่วน รอได้ จึงเหมาะที่จะใช้การรักษาแบบธรรมชาติบำบัด.....(ธรรมชาติบำบัดแบบที่ผมรู้จัก....ผมขอไม่กล่าวถึงคนที่เก่งกว่าผม เพราะผมก็ไม่ได้รู้จักท่านเหล่านั้น และผมรู้ของผมเท่านี้เองครับ)

โดย: บ้านแพงเพลินภูมิ [9 มี.ค. 55 19:20] ( IP A:203.158.160.6 X: )

ความคิดเห็นที่ 3
   
จุดอ่อนที่สุดของการรักษแบบธรรมชาติบำบัดก็คือ ผู้ป่วยต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองหลายๆอย่าง ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่ยากที่สุดสำหรับทุกคน และที่ต้องเปลี่ยนอันดับแรกก็คือ ความเชื่อเดิมๆที่ผิดๆ (แต่เจ้าตัวและคนข้างเคียงดันเชื่อว่าถูก หรือไม่ก็คิดว่าไม่ผิดเท่าไหร่ ไม่น่าเป็นปัญหารุนแรงอะไร)

หลังจากผ่านด่านนั้นมาแล้ว ก็จะเป็นเรื่องที่ยากที่สุดคือ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการกินและการดำเนินชีวิตประจำวันของตนเอง และที่สำคัญไม่ใช่เปลี่ยนแค่วันสองวัน แต่อย่างน้อยที่สุดก็ต้อง 6 เดือน เพราะร่างกายของคนเราโดยทั่วๆไปต้องการเวลาในการปรับตัวประมาณนั้น


...ผมไม่ได้มีความตั้งใจที่จะกล่าวหาว่าใครถูกหรือผิด และไม่ต้องการขัดแย้งกับใคร ไม่ได้มีเจตนาขัดผลประโยชน์ใครทั้งสิ้น ความตั้งใจที่แท้จริงได้เขียนไว้ชัดเจนแล้วตั้งแต่ต้นทั้งข้อ 1 และข้อ 2 สุดท้ายคนป่วยก็จะมีทางออกมากกว่าที่มีอยู่เดิมๆ ....

โดย: บ้านแพงเพลินภูมิ [9 มี.ค. 55 19:28] ( IP A:203.158.160.5 X: )

ความคิดเห็นที่ 4
   
ข้อความต่อไปนี้เป็นข้อความสำคัญที่ผู้อ่านหนังสือเล่มนี้ต้องทำความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง ก่อนที่จะอ่านต่อไป

1 โรคหลายโรคเป็นโรคที่อันตราย อาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ ข้อมูลทั้งหมดของหนังสือเล่มนี้ควรใช้ร่วมกับการรักษาแผนปัจจุบัน อย่าใช้ข้อมูลจากหนังสือเล่มนี้อย่างเดียว

2 ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ไม่สามารถรับผิดชอบความผิดพลาดใดๆ ที่เกิดจากการปฏิบัติตัวของผู้อื่น โดยอ้างว่าปฏิบัติตัวตามหนังสือเล่มนี้



.....ในความเห็นส่วนตัวของผม คำว่า"หายขาด" ผมยังไม่เคยพบเลยทั้งจากคนไข้หลายคนของผมและตัวผมเอง ลองมาพิจารณาเรื่องต่อไปนี้...........

ถ้าคุณยกมือขึ้นมาเขกหัวตัวเองแล้วหัวโน วิธีที่จะทำให้หายหัวโนก็คือ "หยุดเขกหัวตัวเอง" คุณจะไปหายาหม่องมาทา กินยาแก้ปวด กินยายุบบวมแก้อักเสบอย่างไร มันอาจช่วยบรรเทาอาการหัวโนได้บ้าง แต่มันก็ไม่หายหัวโนหรอกครับ ตราบใดที่คุณยังไม่หยุดเขกหัวตัวเอง ถ้าคุณหยุดเขกหัวตัวเองแล้ว และหลังจากนั้นซักพักหนึ่งหัวคุณหายโนแล้ว ถ้าคุณยกมือขึ้นมาเขกหัวตัวเองอีก หัวคุณก็ต้องโนอีกแน่นอน........สาธุ พอจะเริ่มเข้าใจแล้วใช่ไหมครับกับคำว่า "หายขาด" ไอ้คำว่า "หายขาด.....น่ะมันมี....แต่ "เรื่องหายขาด" น่ะ ผมเชื่อว่ามันไม่มี"

กลับมาเรื่องหัวโนอีก.......หลังจากคุณหยุดเขกหัวตัวเองได้ 2-3 วัน อาการเจ็บก็จะเบาลง ถ้าคุณกลับมาเขกหัวตัวเองอีก ไม่ต้องเขกแรงมากหรอกครับ มันก็จะกลับมาระบบมากๆอีก เพราะอะไร ก็เพราะมันยังไม่หายสนิท ยังคงบวมๆอยู่บ้าง พอคุณมาซ้ำมันก็เลยกลับมาบวมอักเสบง่ายมาก

แต่ถ้าลองมาดูกันอีกที ถ้าคุณหยุดเขกหัวตัวเองได้ 2-3 เดือน อาการเจ็บหายสนิทแล้ว ถ้าคุณกลับมาเขกหัวตัวเองอีก คงต้องโขกแรงมากๆครับมันถึงจะกลับมาระบมมากๆอีก เพราะอะไร ก็เพราะมันหายสนิทไม่บวมแล้ว พอคุณมาซ้ำ มันก็เลยกลับมาบวมอักเสบยากกว่ามาก ผมกำลังพยายามอธิบายกฎพื้นฐานของความเจ็บป่วยทั่วๆไปครับว่า "การกลับมาป่วยเป็นโรคเดิมง่ายๆ กับการกลับมาป่วยเป็นโรคเดิมยากๆ มันต่างกันอย่างไร ถึงจุดนี้หลายคนคงเริ่มได้แนวทางนะครับ

โดย: บ้านแพงเพลินภูมิ [9 มี.ค. 55 19:47] ( IP A:203.158.160.6 X: )

ความคิดเห็นที่ 5
   
.....แนวทางของธรรมชาติบำบัดหรือแพทย์ทางเลือก เป็นแนวทางการรักษาที่มีประโยชน์สูงสุด แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นแนวทางการรักษาที่ยากที่สุดด้วย เพราะถ้าใครบอกว่าจุดเด่นที่สุดของมันคือการแก้ไขที่ต้นเหตุของโรค อันนี้แหละก็เป็นจุดด้วยที่สุดด้วย เพราะมนุษย์ส่วนใหญ่ไม่ยอมแก้ไขตนเองในแนวทางของธรรมชาติบำบัดหรือแพทย์ทางเลือก

สาเหตุสำคัญของการเจ็บป่วยเกิดจาก "การกินที่ผิดๆ" และ "การปฏิบัติตัวที่ผิดๆ" ทั้งนั้น มีกี่คนที่สามารถเลือกกินของอร่อยของตัวเองได้ ด้วยเหตุผล 2 ข้อนี้แหละ ก็ทำให้ธรรมชาติบำบัดหรือแพทย์ทางเลือกตกอยู่ในสภาพที่ไม่ต่างอะไรกับการรักษาแผนปัจจุบัน คือผลของการรักษาดีบ้าง ไม่ดีบ้าง (เพราะถ้าคนป่วยไม่ปฏิบัติ ยังไงมันก็ไม่ได้ผล) ......

......และที่อาจทำให้หลายๆคนงงงง และสงสัยแนวทางการรักษาธรรมชาติบำบัดหรือแพทย์ทางเลือกก็คือ ผู้ป่วยจะมาด้วยโรคอะไรก็ตาม เช่น มะเร็ง หัวใจ ข้อเสื่อม เบาหวาน ภูมิแพ้ ฯลฯ ล้วนแล้วแต่มีการรักษาพื้นฐานเหมือนๆกันทั้งนั้น เกือบใช้คำว่า "เกือบทุกโรครักษาเหมือนกันหมด"

เพราะธรรมชาติบำบัดหรือแพทย์ทางเลือก แก้ไขโรคโดยเน้นการปรับปรุงร่างกายทั้งระบบทั้งตัว ทำให้คนที่ชินกับการรักษาแผนปัจจุบัน ที่มีการแยกรักษาแต่ละโรคอย่างชัดเจน ไม่เชื่อถือธรรมชาติบำบัดหรือแพทย์ทางเลือกอีก.....

โดย: บ้านแพงเพลินภูมิ [9 มี.ค. 55 20:02] ( IP A:203.158.160.5 X: )

ความคิดเห็นที่ 6
   
ตัวผมเองอ่านหนังสือหลายร้อยเล่ม ลองปฏิบัติหลายร้อยวิธี ในบางโรคก็มีผู้ป่วยหลายร้อยคนช่วยกันปฏิบัติ ตลอดระยะเวลาเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา ได้ข้อสรุปบางอย่างที่คิดว่ามีประโยชน์ต่อคนทั่วไปที่สนใจเรื่องสุขภาพ เขาเหล่านั้นจะได้ไม่ต้องมาลองผิดลองถูกในบางประเด็น แบบผู้ป่วยของผมและตัวผมเอง

แต่จะอย่างไรก็ตาม ข้อมูลเหล่านี้ก็เป็นแค่แนวทางเท่านั้น ไม่ใช่ว่าจะใช้ได้กับทุกคน 100 % เพราะอย่าลืมข้อเท็จจริงที่ว่า "ทุกคนในโลกนี้ไม่มีใครที่เหมือนกัน เราเพียงแต่เป็นคนที่คล้ายๆกันเท่านั้น" ต้องคอยสังเกตุว่าเมื่อปฏิบัติแล้วมีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง แล้วคอยปรับไปเรื่อยๆ

แนวทางในการแนะนำเรื่องสุขภาพก็คือ "ต้องเลิกกินหรือเลิกการกระทำที่ทำลายสุขภาพเสียก่อน แล้วจึงค่อยๆคิดว่าจะกินหรือทำอะไรเพิ่มเพื่อซ่อมแซมสุขภาพที่กำลังชำรุดอยู่"



เป็นการยากมากที่จะบอกใครๆให้รับฟังได้ว่า ไม่ว่าคุณจะป่วยด้วยโรคอะไรก็ตาม โรคเหล่านั้นจะบรรเทาเบาบางลง ถ้าคุณหยุดกินหรือหยุดยุ่งเกี่ยวกับ 1-6 ข้อที่เขียนไว้ตั้งแต่ต้น

(เพิ่มเติม 6 ข้อที่ว่าให้ค่ะ
1 หยุดกินหวานให้ได้ หวานทุกรูปแบบเป็นอันตรายต่อสุขภาพจริงๆ
2 หยุดนมสัตว์ทุกประเภท สาเหตุของโรคภูมิแพ้ คือ "หวาน" กับ "นม" เท่านั้นเอง
3 หยุดกินผลิตภัณฑ์จากเนยเทียม เมื่อรวมเนยเทียมก็ต้องรวมเบเกอรี่ทุกชนิดด้วย
4 หยุดมันมันทั้งหลาย
5 หยุดใช้เตาอบไมโครเวป
6 หยุดผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง )

โดย: บ้านแพงเพลินภูมิ [9 มี.ค. 55 20:20] ( IP A:203.158.160.6 X: )

ความคิดเห็นที่ 7
   
หนังสือเล่มนี้ ได้แต่เพียงหวังไว้ว่าถ้าใครเข้าใจข้อมูลเหล่านั้น แล้วนำไปปฏิบัติอย่างมีสติ และมีความช่างสังเกตอย่างระมัดระวัง ก็คงเกิดประโยชน์ต่อคนๆนั้นได้อย่างแน่นอน

การที่ท่านจะได้ประโยชน์จากหนังสือเล่มนี้ ไม่ได้หมายความว่าท่านต้องทำได้ 100 % ถ้าท่านทำได้มากก็เกิดประโยชน์มาก ถ้าท่านทำได้น้อยก็ยังคงได้ประโยชน์เช่นกัน แต่ประโยชน์อาจจะน้อยลงตามสัดส่วนที่ท่านทำได้ ขอได้โปรดพิจารณาด้วยครับ"

ไม่มีใครรู้ทุกเรื่อง รวมทั้งตัวผมด้วย ผมเองยังต้องปรับการรักษาอยู่เรื่อยๆ ขอยืนยันว่า "ไม่มีการรักษามาตรฐานที่ใช้ได้กับทุกคน" เพียงแต่ว่าพอจะใช้คล้ายๆกันได้บ้าง

เรามีข้อมูลไว้เพื่อบริหารจัดการเพื่อลดความเสี่ยงของตัวเรา ไม่ใช่เอาไว้กลุ่มเกินกว่าเหตุ อะไรเลี่ยงได้ก็เลี่ยง อะไรเลี่ยงไม่ได้ก็ทำใจไปก่อนครับ

โดย: บ้านแพงเพลินภูมิ [9 มี.ค. 55 20:27] ( IP A:203.158.160.5 X: )

ความคิดเห็นที่ 8
   
คุณหมอเขียนไว้ได้ดีและครบถ้วน นี่คือสิ่งที่เราอยากบอกแต่ไม่สามารถถ่ายทอดได้ดีอย่างนี้
(รายละเอียดที่มากกว่านี้หาอ่านได้จากหนังสือค่ะ)

และเราก็ไม่ได้ปฏิบัติได้ 100 % หรอก เลี่ยงได้เราก็เลี่ยง เลี่ยงลำบากเราก็ชน เวลาป่วยก็เลือกรักษาในแนวทางธรรมชาติบำบัด

เราก็ยังป่วยเป็นนู่นเป็นนี่แบบเล็กๆ บ้าง เหมือนเซนเซอร์ดี เกิดอะไรขึ้นหน่อย ร่างกายส่งสัญญาณเตือนตลอด (ไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดี) แต่เราก็ยังสนุกกับอาการป่วยของเรา จะได้มีเรื่องมาเขียนอีก

เรื่องที่เขียนไปบ้างแล้ว และที่จะเขียนต่อไป เชื่อว่า ส่วนใหญ่หลายๆคนก็เคยเป็นและกังวล พยายามรักษาแล้วแต่ไม่หายขาด (ลืมไป..หายขาด...ไม่มี) ลองรักษาแนวธรรมชาติบำบัดมั๊ยคะ อาจเห็นผลช้าเพราะร่างกายต้องใช้เวลาในการปรับสมดุล อาจทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ก็ไม่ต้องซีเรียส

วิธีที่แนะนำก็ทำได้ง่ายๆ ดูแลตัวเองได้ ความเสี่ยงน้อย (ถ้าคุณไม่มีโรคประจำตัวนะ)

เจตนามีเท่านี้ ไม่เน้นขายของด้วยเอ้า เน้นให้ความรู้อย่างเดียว จากการที่เราได้ปฏิบัติมาและยกมาจากหนังสือหลายๆเล่มที่เค้ามีความน่าเชื่อถือกว่าเรา

หวังว่าสิ่งที่เราทำจะเป็นประโยชน์แก่คนอื่นบ้าง

เจริญธรรมสำนึกดีนะคะ

โดย: บ้านแพงเพลินภูมิ [9 มี.ค. 55 21:02] ( IP A:203.158.160.6 X: )

คลิก เพื่อเปลี่ยนกลับไปแสดงความคิดเห็นแบบเดิม
ชื่อ / e-mail :    แทรกไอคอนน่ารักๆในข้อความ
e-mail :
ส่งอีเมลทุกครั้งที่มีการตอบกระทู้       (ใส่ Email เมื่อต้องการให้ส่ง Email เมื่อมีคนมาโพสในกระทู้)

พิมพ์เพื่อยืนยันตัวตนว่าไม่ใช่ คอมพิวเตอร์


คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน