sk6142  >>  กองวิชาการชมรมนักเรียนเก่าโรงเรียนสระแก้ว ม.6/1 พ.ศ.2542

ยาปฏิชีวนะ
   ยาต้านจุลชีพ (Antimicrobial drugs)
ยาต้านจุลชีพ (Antimicrobial drugs) หมายถึงยาที่มีฤทธิ์ทำลาย หรือยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลชีพ อันได้แก่ ไวรัส แบคทีเรีย ริกเกตเซีย เชื้อรา เชื้อปาราสิต และโปรโตซัว ซึ่งมีทั้งสารสังเคราะห์ และสารที่ได้มาจากธรรมชาติยาใดที่ได้มาจากสารที่ผลิตโดยจุลชีพ (ได้แก่ เชื้อรา และแบคทีเรีย) มีฤทธิ์ฆ่า หรือยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลชีพชนิดอื่น มีชื่อเรียกเฉพาะว่า ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ซึ่งรวมทั้งสารที่เกิดจากการกึ่งสังเคราะห์ (semisynthetic) ที่มีลักษณะคล้ายสารจากธรรมชาติด้วย ตัวอย่างเช่น ยากลุ่มเพนิซิลลิน ยากลุ่มเตตราไซคลีน ยากลุ่มแม็กโครไลด์ (อีริโทรไมซิน) ยากลุ่มควิโนโลน (นอร์ฟล็อกซาซิน) กลุ่มยาฆ่าเชื้อรา (คีโตโคนาโซล) เป็นต้น ยาปฏิชีวนะ จึงเป็นยาต้านจุลชีพชนิดหนึ่ง ซึ่งมีประโยชน์ในการรักษาโรคติดเชื้อแบคทีเรีย ริกเกตเซีย และเชื้อราเป็นส่วนใหญ่ การใช้ยาต้านจุลชีพนี้ต้องถือหลัก
1. ใช้ให้ถูกกับชนิดของเชื้อ
2. ใช้ในขนาดที่ถูกต้อง
3. ใช้ในระยะเวลาที่นานพอที่จะไม่ให้เชื้อนั้นมีโอกาสเจริญเป็นอันตรายได้อีก คือ เฉลี่ยระหว่าง 4-14 วัน (โดยทั่วไปให้นาน 7-10 วัน) แล้วแต่ชนิดของโรค ถ้าขาดองค์ประกอบอย่างใดอย่างหนึ่งในทั้ง 3 อย่างนี้ไป นอกจากจะทำให้โรคไม่หายแล้ว ยังก่อให้เกิดการดื้อยาของเชื้อตามมาในภายหลังอีกด้วย เช่น การดื้อต่อเพนิซิลลิน ซัลฟา เตตราไซคลีน หรือ คลอแรมเฟนิคอล เป็นต้น ทั้งนี้เนื่องจากได้มีการใช้ยากันอย่างพร่ำเพรื่อ โดยไม่คำนึงถึงหลักการดังกล่าว
การใช้ยาประเภทนี้อย่างผิด ๆ ที่พบได้บ่อย เช่น
1. ใช้ยาปฏิชีวนะเสมือนหนึ่งเป็นยาลดไข้ เช่นเดียวกับแอสไพริน พอมีอาการไข้ก็กินยาปฏิชีวนะทุกครั้งไป แม้แต่ในฉลากยาของยาปฏิชีวนะบางตัวที่มีขายอยู่ในท้องตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ทำเป็นผงใส่ซอง ก็ยังระบุสรรพคุณครอบจักรวาล จนเป็นที่เข้าใจผิดว่าเป็นยาลดไข้
2. ใช้ยาปฏิชีวนะรักษาโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส เพราะไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ (ในปัจจุบัน มียาต้านไวรัส ที่ใช้รักษาโรคติดเชื้อไวรัสบางชนิด)
3. ใช้ในขนาดและระยะเวลาที่น้อยกว่าความต้องการจริง ๆ เช่น กินเพียง 2-3 เม็ด หรือกินนานเพียง 2-3 วัน ยาปฏิชีวนะไม่ใช่ยาลดไข้ และไม่มีประโยชน์ในการรักษาโรคที่เกิดจากไวรัส
เพนิซิลลิน วี - Penicillin V
ข้อบ่งใช้
เพนิซิลลิน วี (เรียกสั้น ๆ ว่า เพนวี) เป็นยาในกลุ่มเพนิซิลลินใช้รักษาโรคติดเชื้อแบคทีเรียแกรมบวก (Gram positive) ดังนี้
1. การติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัดที่มีแบคทีเรียแทรกซ้อน, คออักเสบ, ต่อมทอนซิลอักเสบ, ปอดอักเสบ เป็นต้น
2. การติดเชื้อของผิวหนัง เช่น ผิวหนังอักเสบ ไฟลามทุ่ง พุพอง บาดแผลสัตว์กัด หรือ คนกัด เป็นต้น
3. การติดเชื้ออื่น ๆ เช่น เหงือกอักเสบ ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ ไข้รูมาติก เป็นต้น
ประเภทของยา
ชนิดเม็ด ขนาด 125 มก. (2 แสนยูนิต) และ 250 มก. (4 แสนยูนิต)
ชนิดน้ำเชื่อม 62.5 มก. (1 แสนยูนิต) และ 125 มก. (2 แสนยูนิต) ต่อช้อนชา
ขนาดและวิธีใช้
ผู้ใหญ่ ให้ครั้งละ 4 แสนยูนิต วันละ 4 ครั้ง ทุก 6 ชั่วโมง เด็ก ให้ขนาด 50,000 ยูนิตต่อน้ำหนักตัว 1 กก. ต่อวันโดยประมาณ แบ่งให้วันละ 4 ครั้ง หรือจะแบ่งตามน้ำหนักตัว โดยให้เป็นชนิดน้ำเชื่อม (2 แสนยูนิตต่อช้อนชา)* หรือชนิดเม็ด ( 2 แสนยูนิตต่อเม็ด) ดังนี้น้ำหนักต่ำกว่า 5 กก. ให้ครั้งละ 1/4 ช้อนชา (เม็ด)5-10 กก. ให้ครั้งละ 1/2 ช้อนชา (เม็ด)11-20 กก. ให้ครั้งละ 1 ช้อนชา (เม็ด)21-30 กก. ให้ครั้งละ 1 1/2 ช้อนชา (เม็ด)มากกว่า 30 กก. ให้ขนาดเท่ากับผู้ใหญ่ทั้งหมดนี้ให้กินวันละ 4 ครั้ง ก่อนอาหาร 1 ชั่วโมง และก่อนนอนระยะที่ใช้นาน 7-10 วัน แล้วแต่ชนิดของโรค
* ถ้าให้ชนิดน้ำเชื่อม 1 แสนยูนิต ให้คิดขนาดยาที่ใช้เป็น 2 เท่าของชนิด 2 แสนยูนิตต่อช้อนชา
ผลข้างเคียง
ยานี้อาจทำให้แพ้มีผื่นคันลมพิษขึ้น แน่นหน้าอก ใจสั่น หอบ เป็นลม หรือ ช็อกได้
ข้อควรระวัง
1. อันตรายที่พบได้บ่อยของยากลุ่มเพนิซิลลิน คือการแพ้ยา อาจเป็นเพียงแค่ลมพิษ ผื่นคัน แน่นหน้าอก ใจสั่น ไปจนถึงหอบตัวเขียว ความดันต่ำ เป็นลม ช็อกและตายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเกิดจาการแพ้ยาฉีด อาจตายคาเข็มได้ คนที่แพ้ง่ายเพียงแต่สูดหายใจเข้า หรือสัมผัสถูกตัวยาก็อาจเกิดอาการแพ้ได้
ถ้ามีอาการแพ้ยาให้หยุดใช้ยา และให้ยาแก้แพ้กินหรือฉีด ถ้าเป็นรุนแรง เช่น เป็นลม ช็อก ให้ฉีดอะดรีนาลิน 0.3-0.5 มล. เข้าใต้ผิวหนัง หรือฉีดเดกซาเมทาโซน 1-2 หลอดเข้าหลอดเลือดดำ (รายละเอียดดูเรื่อง "การแพ้ยา") คนที่เคยมีประวัติแพ้ยาตัวนี้ ห้ามใช้ยานี้และยาในกลุ่มเดียวกัน (เช่น แอมพิซิลลิน, อะม็อกซีซิลลิน,
คล็อกซาซิลลิน) อีกต่อไป
2. การใช้ยาเพนิซิลลินในขนาดสูงเป็นเวลานาน อาจทำให้เป็นโรคไตอักเสบ เม็ดเลือดแดงแตก หรือมีไข้ขึ้นได้
3. ในบางราย อาจทำให้มีอาการคลื่นไส
โดย: [0 3] ( IP )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live

ความคิดเห็นที่ 6
   ง 2 เม็ด วันละครั้ง
เด็ก ให้วันละ 15-25 มก. ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. วันละครั้ง หรือให้ตามน้ำหนักตัว โดยให้เป็นชนิดเม็ดขนาด 250 มก. วันละครั้ง ดังนี้ต่ำกว่า 5 กก. 1/4 เม็ด 5-8 กก. 1/2 เม็ด 9-12 กก. 3/4 เม็ด 13-17 กก. 1 เม็ด 18-25 กก. 1 1/2 เม็ด 26-33 กก. 2 เม็ด 34-40 กก. 2 1/2 เม็ด มากกว่า 40 กก. ให้ขนาดเท่าผู้ใหญ่
ผลข้างเคียง
อาจทำให้ตามัว หรือชาตามปลายมือปลายเท้าได้
ข้อควรระวัง
1. ถ้าใช้ขนาดสูง (เช่น ขนาด 25 มก. ต่อน้ำหนักตัว 1 กก.) อาจทำให้ตามัว ตาบอดสี ถ้าสงสัยควรหยุดยาและปรีกษาแพทย์
2. อาจทำให้ปลายประสาทอักเสบ มีอาการชาซู่ซ่า ตามปลายมือปลายเท้า
ข้อห้ามใช้
ผู้ที่เป็นประสาทตาอักเสบ (Optic neuritis)
อีริโทรมัยซิน - Erythromycin
ข้อบ่งใช้
เป็นยาในกลุ่มแม็กโครไลด์ (macrolides)
1. ใช้รักษาโรคติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น ไซนัสอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ คอตีบ ไอกรน หลอดลมอักเสบ
ปอดอักเสบจากเชื้อไมโคพลาสมา ริดสีดวงตา อหิวาต์ บิดอะมีบา แผลริมอ่อน ซิฟิลิส หนองในเทียม ฝีมะม่วง เป็นต้น
2. ใช้รักษาโรคติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ ผิวหนัง หู จมูก ช่องปาก (แทนเพนวี และอะม็อกซีซิลลิน) ในผู้ป่วยที่มีประวัติแพ้ยากลุ่มเพนิซิลลิน
3. ใช้รักษาโรคติดเชื้อสแตฟฟีโลค็อกคัส (แทนคล็อกซาซิลลิน) ในผู้ป่วยที่มีประวัติแพ้เพนิซิลลิน
ประเภทยา
ชนิดแคปซูล 250 มก. ชนิดน้ำเชื้อม 125 มก. ต่อช้อนชามีชื่อทางการค้า เช่น อีริไมซิน (Erimycin), อีริซิล (Erysil), อีริโทรซิน (Erythrocin), ไอโลโซน (Ilosone) เป็นต้น
ขนาดและวิธีใช้
ผู้ใหญ่ ให้ครั้งละ 250-500 มก. ทุก 6 ชั่วโมง
เด็ก ให้วันละ 30-50 มก. ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม แบ่งให้ทุก 6 ชั่วโมง หรือให้ตามน้ำหนักตัว ดังนี้
ต่ำกว่า 5 กก. ให้ครั้งละ 1/4 ช้อนชา วันละ 4 ครั้ง5-8 กก. ให้ครั้งละ 1/2 ช้อนชา วันละ 4 ครั้ง
9-16 กก. ให้ครั้งละ 1 ช้อนชา วันละ 4 ครั้ง17-25 กก. ให้ครั้งละ 1 1/2 ช้อนชา วันละ 4 ครั้ง หรือ 1 แคปซูล วันละ 3 ครั้ง26-33 กก. ให้ครั้งละ 2 ช้อนชา หรือ 1 แคปซูล วันละ4 ครั้งมากกว่า 33 กก. ให้ขนาดเท่ากับผู้ใหญ่ ทั้งหมดนี้ควรให้หลังอาหาร และก่อนนอนระยะที่ใช้นาน 7-10 วัน แล้วแต่ชนิดของโรค
ผลข้างเคียง
อาจทำให้ มวนท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน หรือตับอักเสบ
ข้อควรระวัง
1. ที่พบได้บ่อย คือ อาจทำให้มวนท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน ในกรณีที่ใช้ขนาดสูง (ควรลดขนาดยาลง หรือกินยาลดกรดควบด้วย)
2. อาจทำให้เกิดตับอักเสบ (ดีซ่าน) ซึ่งมักจะเกิดหลังใช้ยาติดต่อกันนาน 10-20 วัน เมื่อหยุดยาก็หายได้
3. ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่เป็นโรคตับ เพราะอาจมีพิษต่อตับ
4. ห้ามใช้ร่วมกับยาแก้แพ้ชนิดไม่ง่วง ชื่อ เทอร์เฟนาดีน (Terfenadine) อาจทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ
จนถึงหยุดเต้นได้
5. อาจแพ้มีผื่นคันได้ ซึ่งพบได้น้อย
ข้อห้ามใช้
คนที่เป็นโรคตับห้ามใช้ยานี้
ไอ เอ็น เอช - INH/ Isoniazid
ข้อบ่งใช้
ใช้เป็นยาตัวหลักในการรักษาวัณโรค โดยใช้ร่วมกับยารักษาวัณโรคตัวอื่น ๆ
ประเภทยา
ชนิดเม็ด 100 มก.
ขนาดและวิธีใช้
ผู้ใหญ่ วันละ 300 มก. (3 เม็ด) กินวันละครั้ง หลังอาหารเช้า หรือก่อนนอน นาน 6-8 เดือน
เด็ก วันละ 10-20 มก. ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. (แต่ไม่เกิน 300 มก.) วันละครั้ง หรือให้ตามน้ำหนักตัวดังนี้
ต่ำกว่า 6 กก. ให้ครั้งละ 1/2 เม็ด6-10 กก. ให้ครั้งละ 1 เม็ด11-15 กก. ให้ครั้งละ 1 1/2 เม็ด16-20 กก. ให้ครั้งละ 2 เม็ด21-25 กก. ให้ครั้งละ 2 1/2 เม็ดมากกว่า 25 กก. ให้ขนาดเท่ากับผู้ใหญ่ให้วันละครั้งหลังอาหารเช้าหรือก่อนนอน ติดต่อกันทุก ๆ วัน
ผลข้างเคียง
ยานี้อาจทำให้ชาปลายมือปลายเท้า อาจทำให้แพ้หรือตับอักเสบ
ข้อควรระวัง
1. อาจทำให้ประสาทส่วนปลายอักเสบ (มีอาการชา ซู่ซ่าตามปลายมือปลายเท้า) เนื่องจากทำให้เกิดภาวะขาดวิตามินบี 6 โดยเฉพาะคนที่เป็นเบาหวานหรือโรคพิษสุรา หรือใช้ยาขนาดสูงเกินวันละ 5 มก. ต่อน้ำหนักตัว1 กก. ควรให้กินวิตามินบี 6 วันละ 25-50 มก. ร่วมด้วย
2. อาจแพ้ เป็นลมพิษผื่นคัน หรือมีไข้ ปวดข้อ ผื่นขึ้น
3. อาจทำให้ตับอักเสบ (ดีซ่าน) ในระยะ 2-3 สัปดาห์หลังกินยา ถ้าพบควรหยุดยาและปรึกษาแพทย์
โดย: ภูบดินทร์ ไชยนุวัติ [24 ก.ค. 51 14:42] ( IP A:118.175.125.205 X: )

ความคิดเห็นที่ 7
   ใครเจอเหตุการณ์เหมือนกันบ้างคะ คือว่าลูกชายของดิฉันอายุ 3ขวบ 9เดือน เป็นต่อมทอลซิลโตมาก ๆ ตอนกลางคืนนอนกรน เหงื่อออก หายใจไม่สะดวก เป็นไข้สูง บ่อย ๆ เพราะการอักเสบ ไปหาหมอเด็ก ก็ได้ยาเพนวีชนิดน้ำมาบ่อยๆ ก็ไม่หาย ไปอีกก็ได้ชนิดแคปซูนมา วันละ2เม็ด เช้า-เย็นเวลา 1 เดือน และล่าสุดได้ยาชนิดเม็ดมา ทานเช้า-เย็นเป็นเวลา 3 เดือน ถามหมอแล้ว หมอบอกว่าไม่เป็นไร แต่เรารู้สึกไม่ดีเลย พอมีใครจะแนะนำเราบ้างใหมคะ เพราะตอนนี้ ทั้งครอบครัวเราเครียดมาดมากเลยค่ะ ตอนนี้ยาหมดแล้ว น้องก็ยังไม่หายแต่ไม่อยากไปหาหมออีกแล้ว และตอนนี้น้องเป็นไข้สูงอีกแล้ว ตรงต่อมทอลซิลอักเสบและมีหนองเป็นจุด ๆ ขอบคุณมากค่ะ
โดย: kaona888@hotmail.com [2 ก.ค. 52 15:54] ( IP A:118.172.58.6 X: )

ความคิดเห็นที่ 8
   ถ้ามีคำแนะนำกรุณาช่วยส่งที่เมลล์ kaona888@hotmail.com ด้วยค่ะ ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ จากความคิดเห็นที่7
โดย: kaona888@hotmail.com [2 ก.ค. 52 15:57] ( IP A:118.172.58.6 X: )


คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน