กองวิชาการชมรมนักเรียนเก่าโรงเรียนสระแก้ว ม.6/1 พ.ศ.2542   <<  กลับไปหน้าแรก

บทความ:การปกครองส่วนท้องถิ่นไทย
   การปกครองส่วนท้องถิ่นไทย
เมื่อพิจารณากันในบริบทปัจจุบันเกี่ยวกับการปกครองส่วนท้องถิ่นของประเทศไทยก็ถือได้ว่าได้จัดการให้มีขึ้นอย่างจริงจังเมื่อเทียบกับในอดีต จะด้วยเหตุผลใดก็ตามถือได้ว่าการปกครองส่วนท้องถิ่นไทยได้ก้าวหน้ามามากพอสมควร สำหรับบทความชิ้นมีเขียนขึ้นเพื่อสนับสนุนการพัฒนาการปกครองส่วนท้องถิ่น ด้วยเหตุผลที่ว่า ประการ *** เป็นการสนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยซึ่งส่วนนี้จะเป็นรากฐานที่ดี(อยู่บ้าง) ที่จะทำให้วัฒนธรรมประชาธิปไตยของไทยเจริญก้าวหน้าขึ้น(กว่าปัจจุบัน) ประการต่อมา ด้วยเหตุดีในประการ *** กอรป กับการเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งจะเห็นว่ามีเต็มพื้นที่ของประเทศแล้ว ด้วยหลักอรรถประโยชน์เราควรจะพัฒนาสิ่งที่มีอยู่แล้วเกิดขึ้นแล้ว(การทำให้มันเกิดมีขึ้นน่าจะวางอยู่บนเหตุผลที่ว่า มันดีจึงให้มันเกิดขึ้นมา) หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เราควรจะทำให้มันเป็นผลดีขึ้นเรื่อยๆ จนใช้ประโยชน์จากมันได้ดีที่สุด (ทดแทนสิ่งที่คิดว่ามันไม่ดี)
สำหรับโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินของไทยเราสำหรับบทความนี้ก็คงไม่ต้องสาธยายอะไรให้มันต้องพิสดารนัก จะกล่าวเข้าไปถึงหลักใหญ่ของบทความนี้เลย ซึ่งจุดมุ่งหมายของบทความนี้ต้องการที่จะเสนอรูปแบบแนวคิดในการปฏิรูประบบการบริหารราชการแผ่นดินเต็มรูปแบบ(คนละอย่างกับที่สมัยอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ที่ปฏิรูประบบราชการไปแล้วซึ่ง ผู้เขียนมองว่า เป็นการปฏิรูปที่เน้นหนักไปที่ส่วนกลางหรือโครงสร้างส่วนบน)
ทราบกันดีว่าไทยเราแบ่งการบริหารราชการแผ่นดินออกเป็นสามส่วนใหญ่ๆ(แต่ต้องใช้พระราชบัญญัติมากกว่า หนึ่งฉบับในการจัดการ เช่นพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ตรงนี้ก็จะเป็นเรื่องส่วนกลางกับส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่นก็จะเป็นพระราชบัญญัติจัดตั้งองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆภายใต้พระราชบัญญัติต่างๆที่อยู่ในกลุ่มของการปกครองส่วนท้องถิ่นมั้ง)เอาหละว่ากันต่อเลย
จะว่ากันในลักษณะที่เกี่ยวพันกับท้องถิ่นไปเลย ส่วนกลางส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น ประเด็นที่ทำให้ผู้เขียนคิดจะเขียนขึ้นมาก็คือ ประเด็นขององค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)ซึ่งนั่นก็เพียงพอที่จะทำให้ต้องลากยาวแก้กันทั้งเซ็ต แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้ค่านิยมและวัฒนธรรมของข้าราชการไทย(รวมถึงคนไทยด้วย) นั่นคือไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยมีมาก่อนอันนี้ก็จะขอยอมรับไว้ก่อนสำหรับบทความนี้ว่าอาจจะยังไม่ได้ใส่ใจในรายละเอียดของส่วนนี้มากนัก แต่จะไปเน้นหนักตรงที่รูปแบบโรงสร้างก่อน เอาหละนะ
อบจ.กับจังหวัดพื้นที่เดียวกันชัดเจน หน้าที่จะเหมือนกันบ้างต่างกันบางก็แล้วแต่โอกาส แต่ที่แน่ๆเมื่อมันเป็นพื้นที่เดียวกันมองอย่างแคบเลยว่ามันทับซ้อนกันอยู่ อย่างกว้างก็อาจจะอธิบาย
โดย: เดียว [28 ก.ค. 51] ( IP A:58.9.147.101 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live

ความคิดเห็นที่ 2
   ิ่นและสนับสนุนทางวิชาการและเป็นช่องทางขับเคลื่อนนโยบายส่วนกลางต่อไป แต่หน้าที่อื่นๆก็ปรับลงไปสู่อบจ.
เมื่อเป็นเช่นนี้ก็กล่าวได้ว่าราชการส่วนจังหวัดของทุกกระทรวงและกรมก็ต้องปรับลงเป็นของอบจ. ซึ่งอะไรจะอยู่กับอบจ.หรืออยู่กับมณฑลก็จะเป็นเรื่องของรายละเอียด ไม่มีอะไรที่ต้องยุบทิ้งเพียงแค่จัดกลุ่มใหม่ให้ได้ประโยชนสูงสุด
เช่นสรรพกรพื้นที่ปราจีนบุรีเดิมเป็นส่วนกลางที่อยู่ที่จังหวัดมีหน้าที่จัดเก็บภาษีก็ยกทั้งสำนักงานไว้ที่อบจ.ทำงานรวมกับกองคลังอบจ.ทำหน้าที่จัดเก็บรายได้ให้กับอบจ.ไปเลย ด้วยศักยภาพของคนสรรพากรย่อมมีมากกว่าคนอบจ.มันจะทำให้ในแง่นี้อบจ.พัฒนาไปได้ดี
อนึ่งพิจารณาในสรรพากรต่อ เดิมสรรพากรเก็บภาษีแล้วส่งให้ส่วนกลางแล้วส่วนกลางก็จัดสรรลงมาให้ท้องถิ่นในอัตราส่วนตามที่กฎหมายกำหนด เช่น จะแบ่งให้ อบจ.ร้อยละ 20 เทศบาลและอื่นๆร้อยละ10 หมายความว่าร้อยละ 100 ท้องถิ่นจะได้ 30 ส่วนกลางจะได้70 ก็ใช้หลักการนี้แหละแต่คนเก็บจะเป็ฯคนของท้องถิ่นเอง(ซึ่งเปรสภาพมาจากคนส่วนกลาง) จัดเก็บรายได้แล้วกองไว้ที่ท้องถิ่นก่อนทั้งหมด ร้อยละ 100 อบจ.มีอปท.อื่นๆในพื้นที่เท่าไหร่ก็หักไว้ก่อน 10 แล้วหาร
โดย: DEOZART_STATE [28 ก.ค. 51] ( IP A:58.9.147.101 X: )

ความคิดเห็นที่ 3
   แจกลงไปตามสัดส่วน แล้วอีกร้อยละ20 อบจ.ก็เอาไว้ใช้เอง ส่วนที่เหลือ 70 ก็ส่งไปส่วนกลาง จะเห็นได้ว่าหลักการเดิมแต่สามารถเปลี่ยนทิศทางได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ได้ก็เท่ากับว่า ท้องถิ่นก็เก็บและจัดส่วนเงินให้ส่วนกลางได้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ท้องถิ่นจะเป็ฯคนอุดหนุนหรือเลี้ยงส่วนกลางนั่นเอง
จะเห็นได้จากตัวอย่างสรรพากรซึ่งบทความขี้ก็ยอมรับว่าเป็นหลักการที่ง่ายๆแต่เมื่อพิจารณาแล้วมีทางเป็นไปได้มากว่าเพ้อฝันเพราะไม่ต้องปรับอะไรมาใช้ของเดิมคนเดิมแต่เปลี่ยนทิศทางเท่านั้น
อีกตัวอย่างคือเรื่องทะเบียบราษฎร์แน่นอนว่าจังหวัดไม่ยุ่งเกี่ยวกับทะเบียนราษฎร ดังนั้นไม่มีปัญหาในเรื่องนี้ แต่จะเป็นปัญหาในระดับอำเภอกับเทศบาล กล่าวคือมีอำเภอกับเทศบาลนครและเทศบาลเมืองเท่านั้นที่ทำทะเบียนราษฎร(ลืมอธิบายไปไม่ใช่เพียงจังหวัดเท่านั้นที่จะปรับสภาพอำเภอในฐานะเป็นส่วนย่อมของจังหวัดก็จะปรับเปลี่ยนด้วย)โดยนัยยะที่ว่าอำเภอจะกำกับดูแลเทศบาลลงไป ก็จะเป็นความสำพันธ์ในระดับย่อยลงไป
พิจารณาว่าทุกอำเภอจะมีกองทะเบียนราษฎร์อย่างน้อยหนึ่งแห่งนั่นคือที่ที่ว่าการอำเภอ แต่จะมากกว่านั้นถ้าอำเภอนั้นมีเทศบาลเมืองหรือเทศบาลนครหรือทั้งสองอย่าง แต่เดิมอยู่เขตไหนก็ไปรับบริการทะเบียนราษฎร์จากเขตนั้น อยู่ในเขตเทศบาลก็ไปที่เทศบาลไม่ต้องไปอำเภอ แต่หลังจาก one stop service มี ก็สามารถทำข้ามเขตได้ทั่วประเทศ ตัวเทศบาลเองชัดเจนเลยว่าสามารถทำงานให้คนนอกเขตได้หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคนนอกเขตเทศบาลที่ไม่ได้เสียภาษีให้เทศบาลแต่สามารถรับบริการในเทศบาลได้ เมื่อรูปแบบนี้เกิดขึ้นก็จะเห็นว่า ทะเบียนราษฎรของอำเภอกับเทศบาลทำงานทับกันอยู่
ข้อเสนอให้ปรับอำเภอออกไปโอนกิจการทุกอย่างลง เทศบาลหรือ อบต.ส่วนงานที่เหนือกว่าเกินกว่าก็อาจส่งให้ อบจ.ทำหรือย้ายไปไว้ที่มณฑลได้ ส่วนทะเบียนราษฎร์ของอำเภอเสนอให้ถ้าอำเภอนั้นมีเทศบาลเมืองหรือนครก็ให้เอาไปไว้ที่นั่น หากอำเภอนั้นมีทั้งเทศบาลนครและเทศบาลเมืองก็อาจจะเอาไปไว้ที่เทศบาลนครได้โดยรับผิดชอบงานทะเบียนราษฎร์ร่วมกันกับเทศบาลเมือง หรือจะโอนไปไว้ที่เทศบาลตำบลก็ได้หากเทศบาลนครหรือเมืองมีศักยภาพมากพอ
แต่ที่สำคัญอยู่ตรงที่ว่าไม่ได้ทุกอำเภอที่มีเทศบาลเมืองยิ่งน้อยหนักหนาสำหรับเทศบาลนคร ที่สนใจคือเทศบาลตำบล แน่นอนว่าไม่มีงานทะเบียนราษฎร ทุกอำเภอทั่วประเทศไทยที่แน่ๆมีหนึ่งเทศบาลตำบลเป็นอย่างน้อย เห็นได้ชัดเจนในการปรับอำเภอออกก็คือโอนงานทะเบียนราษฎร์ไว้ที่เทศบาลตำบลบุคลากรก็ลงมาเลยเช่นกัน ก็จะเป็นรูปแบบที่ไม่ได้มีอะไรหายไปเพียงแค่จัดกลุ่มใหม่เช่นกัน
จะเห็นได้ว่าเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้ซึ่งในรายละเอียดถ้าพิจารณาในหลักการความเป็นไปได้และมีความมุ่งหมายจะพัฒนาระบบท้องถิ่นไทยผู้เขียนเชื่อว่าเป็นไปได้ คนก็ยังอยู่ทำงานก็เหมือนเดิม ส่วนเรื่องศักดิ์ศรีหรือค่านิยมผู้เขียนให้เป็นเรื่องจิตสำนึกก็แล้วกัน เพราะถ้าอ้างกันด้วยเรื่องแบบนี้อะไรๆก็จะไม่มีวันพัฒนาไปได้หรอก ดูตัวอย่างเรื่องการศึกษาก็แล้วกัน การศึกษามีหน้าที่สร้างคนสอนคนแต่ปฏิรูปการศึกษาที่ไรคนมีปัญหามาที่สุดคือครู ต้องเพิ่มสวัสดิการครู ต้องอย่างนั้นอย่างนี้ มันก็เพื่อครูก่อน ก็ดูกันไว้เป็นตัวอย่างซึ่งก็ไม่อยากเห็นเท่าไรเลย เรื่องนี้ต้องรายละเอียด แต่ที่แน่ๆจัดเสนอความเห็นมาครั้งนี้ด้วยความเชื่อว่าถ้าทำได้ก็ไม่มีอะไรเสียหายสำหรับส่วนรวมเลย(แล้วส่วนตัวนั้นเสียสละเพื่อส่วนรวมบ้างก็จักขอบพระคุณยิ่ง)

นายบุญประเสริฐ ศรีตะปัญญะ
3 J CORT วันที่ 15 ธ.ค. 2549 เวลา4.37 น.
ภูมิลำเนา 14/15 ถนนสระแก้ว เทศบาลเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว มณฑลปราจิณบุรี
โดย: DEOZART_STATE [28 ก.ค. 51] ( IP A:58.9.147.101 X: )


คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน