บทความการสอนคอมพิวเตอร์สำหรับเด็ก
   บทความเด็กๆ กับการเรียนรู้คอมพิวเตอร์
ชื่อเรื่อง เด็กๆ กับการเรียนรู้คอมพิวเตอร์
ประเภทเรื่อง บันทึกเรือนคอมฯ
วันที่พิมพ์ 11 พฤศจิกายน 2541


เดือนกันยายน -ตุลาคม ที่ผ่านมา ผมได้อ่านบทความเกี่ยวกับการเรียน - การสอนคอมพิวเตอร์สำหรับเด็กสองบทความ บทความแรกพูดถึงว่า เมื่อไม่นานมานี้ Bill Gate (ประธานไมโครซอฟต์อิงค์) ได้เดินทางไปยังเกาะอังกฤษ เพื่อสนับสนุนให้ใช้คอมพิวเตอร์ในห้องเรียนของเด็กชั้นประถมมากขึ้น (โดยใช้ OS ของ Microsoft) Bill เดินทางไปด้วยตนเอง ก็คงหวังว่า ด้วยชื่อเสียงของตนเองคงจะช่วยผลักดันให้สิ่งที่เขาปรารถนานั้นเป็นจริง ในขณะเดียวกันพระราชินีของอังกฤษก็ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่า อย่าไปให้ความสำคัญกับคอมพิวเตอร์ให้ห้องเรียนมากนัก จริงอยู่ที่ว่าคอมพิวเตอร์นั้นเป็นแหล่งขุมความรู้มหาศาล โดยเฉพาะในอินเตอร์เน็ตแต่แหล่งความรู้ที่กระจัดกระจายแบบนั้นช่วยเด็กได้ไม่มาก เพราะเด็กยังขาดประสบการณ์ที่จะวิเคราะห์ - แยกแยะ รวมถึงไม่สามารถเรียนรู้ด้วยตนเองว่า ความรู้ชนิดใดที่ควรศึกษา แต่ให้เน้นความสำคัญระหว่างครูกับนักเรียน เพราะครูเท่านั้นที่จะเป็นผู้วิเคราะห์ และเลือกสรร พร้อมชี้นำให้นักเรียนได้รับความรู้ที่ควรได้รับ

อีกบทความหนึ่ง ผมเข้าใจว่าเป็นพระราชดำรัสของในหลวงที่ทรงแสดงความห่วงใยเกี่ยวกับการแนะนำให้เด็กเล็กเรียนคอมพิวเตอร์ตั้งแต่เล็กๆ ว่าไม่ได้เป็นขั้นตอนที่ถูกต้อง ขั้นตอนที่ควรมาก่อนคือ ให้เด็กไทยได้เรียนรู้สภาพความจริง โดยเฉพาะสภาพของประเทศไทยจากประสบการณ์ตรง โดยศึกษาจากสภาพความเป็นจริงซึ่งจะมีประโยชน์มากกว่าเรียนรู้จากคอมพิวเตอร์ เนื่องจากทรงเห็นว่า บ้านเมืองจะพัฒนาได้นั้นเยาวชนรุ่นหลังต้องเรียนรู้ถึง "สภาวะ" ที่แท้จริงของประเทศก่อน จึงจะพัฒนาได้ ส่วนเรื่องจะเรียน คอมพิวเตอร์เพื่อนำไปพัฒนานั้นก็เห็นด้วย แต่เน้นว่าไม่ควรให้ความสำคัญนัก

ปัจจุบันถ้ามองที่ประเทศไทยแล้ว คอมพิวเตอร์เป็นวิชาหนึ่งที่เรียกได้ว่าเป็น "จุดขาย" ของสถานศึกษา ในมหาวิทยาลัยนั้นคงไม่ต้องพูดถึง ในวิทยาลัยที่เปิดระดับปวช. และโรงเรียนที่เปิดระดับมัธยมศึกษาตอนปลายก็กำลังแข่งขันกันอยู่ ผู้ปกครองจะส่งลูกหลานไปเรียนที่ไหนก็จะตรวจสอบก่อนว่ามีสอนวิชาคอมพิวเตอร์บ้างหรือไม่ ส่วนที่เอาคอมพิวตอร์มาเป็น "จุดขาย" อีกส่วนหนึ่งก็คือ โรงเรียนอนุบาลและโรงเรียนชั้นประถมศึกษา เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มีข่าวลงหน้าหนังสือพิมพ์ว่าโรงเรียนประถมศึกษาแห่งหนึ่ง บังคับให้เด็กทุกคนใช้อินเตอร์เน็ตโดยผนวกค่าบริการเข้ากับค่าลงทะเบียนเรียนประจำภาคการศึกษา เห็นได้ชัดว่าโรงเรียนนี้ใช้ "อินเตอร์เน็ต" เป็นจุดขายเพื่อหวังว่าจะดึงผู้ปกครองส่งลูกหลานมาศึกษาได้ส่วนหนึ่ง แต่ที่จริงเราก็ไม่มีผลการวิจัยรองรับอย่างเป็นที่แน่ชัดว่าวิธีการดังกล่าวนี้ได้ผลหรือไม่ รายงานความสัมฤทธิ์ผลทางการศึกษาผ่านคอมพิวเตอร์ในวงการศึกษาของบ้านเรายังมีน้อยมาก (พิจารณาจากผลการศึกษาในกระบวนการศึกษาจริงๆ ไม่ได้พิจารณาจากผลงานวิจัยของต่างประเทศ เพราะคนละสภาวะแวดล้อมกัน)

พิจารณาในด้านเงื่อนไขอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นความพร้อมของผู้สอน ความพร้อมของตำราภาษาไทยนับว่ายังเป็นปัญหาหลักของการเรียน - การสอนคอมพิวเตอร์ ทำให้ต้องคิดกลับไปว่า วัตถุประสงค์ในการเรียนคอมพิวเตอร์แท้จริงในระดับชั้นอนุบาลและประถมศึกษา ควรลึกซึ้งถึงระดับใด ควรบรรจุวิชาใดไว้ในหลักสูตร

โดยส่วนตัวแล้ว ผมเห็นด้วยที่ว่าคอมพิวเตอร์เป็นวิชาสำคัญในการที่จะนำไปพัฒนาประเทศ แต่ว่าข้อคิดจากการอ่านบทความทั้งสองทำให้ต้องคิดเป็นสองเท่า ซึ่งผมก็ได้แต่หวังว่านักวิชาการศึกษาในเมืองไทยและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนการศึกษาแห่งชาติจะได้ตระหนักถึงข้อคิดดังกล่าวและนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ไม่ใช่สักแต่ว่า "ผลักดัน" ให้คอมพิวเตอร์เข้าไปกองอยู่ในโรงเรียนกลายเป็นสิ่งไร้ประโยชน์ หรือปล่อยให้ผู้ปกครอง "ฝันค้าง" ว่าลูกหลานจะได้เรียนคอมพิวเตอร์และนำมาใช้งานอย่างคุ้มค่า ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วโรงเรียนก็ยังหาผู้สอนคอมพิวเตอร์ไม่ได้

ที่มา
http://www.ruencom.com/memo/memo2543/memo0743/m110743c.htm
โดย: nui [14 ต.ค. 46] ( IP )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
Counter : 33 Pageviews
ความคิดเห็นที่ 1
   ห้องเรียนแห่งอนาคต
ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ หน้าไอทีเยาวชน ฉบับวันพฤหัสบดี ที่ 31 มกราคม พ.ศ.2545 หน้าพิเศษ 6
โดย : ประมินทร์ กุลพิจิตร
รวบรวมโดย : สถาบันเด็ก มูลนิธิเด็ก

โรงเรียนแห่งอนาคตของประเทศอังกฤษที่อาจจะปรากฏให้เห็นจริงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้ามีอะไรที่แตกต่างไปจากภาพเดิมๆ
ของการเพียงแค่มีคอมพิวเตอร์วางไว้ในห้องเล็บหรือห้องเรียน…
สองสามอาทิตย์ที่ผ่านมาหากใครได้มีโอกาสเปิดเวบไซต์ของสำนักข่าวบีบีซีในส่วนการศึกษาจะได้เห็นข่าวเกี่ยวกับโรงเรียนแห่งอนาคตพร้อมวิดีโอคลิปแสดงภาพจำลอง
3 มิติที่ถูกสร้างขึ้นจากเครื่องคอมพิวเตอร์
วิดีโอคลิปนี้ถูกนำเสนอเพื่อเป็นตัวโปรโมทประอกบคำปราศรัยของรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาในงาน
BETT 2002 ซึ่งเป็นงานประชุมเทคโนโลยีทางการศึกษา
ภาพจำลอง 3
มิติถูกจัดทำไว้ประหนึ่งเป็นไกด์นำเราเข้าเยี่ยมชมโรงเรียนผ่านโต๊ะประชาสัมพันธ์ในสไตล์สำนักงาน
เด็กนักเรียนจะใช้ระบบรูดการ์ดประจำตัวเพื่อเข้าสู่พื้นที่จัดสรรที่ดูไม่เหมือนห้องเรียนแต่เป็นบริเวณเพื่อการเรียรเรู้แบบไปได้ด้วยตัวเอง
(seff-directed learning) โดยการอาศัยเทคโนโลยีล่าสุด
นักเรียนได้มีโอกาสใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ประกอบการเรียนหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็น
palmtop หรือ laptop
กระดานดำถูกแทนที่ด้วยไวท์บอร์ดอิเล็กทรอนิกส์ส่วนกระดิ่งโรงเรียนถูกแทนที่ด้วยการใช้บอร์ดแจ้งข่าวสารอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่จำเป้นต้องมีเสียงดังครูทำหน้าที่เป็นผู้กำหนด
“ความเป็นผู้นำ”
พร้อมด้วยความช่วยเหลือจากผู้ช่วยครูประจำชั้นและการสนับสนุนทางเทคนิคในระบบออนไลน์

โรงเรียนแห่งอนาคตจะกลายเป็นที่ที่เทคโนโลยียอมให้
เด็กที่มีความสามารถในทุกรูปแบบได้เรียนรู้ไปตามจังหวะของตัวเองเคียงข้างไปกับคนอื่นๆไม่ว่าจะด้วยการศึกษาเป็นรายบุคคลหรือเป็นกลุ่ม
และเป้นที่ซึ่งครูสามารถเสนอความเป็นผู้นำให้แก่นักเรียนพรัอมด้วยแรงสนับสนุนจากผู้ช่วยประจำชั้นและข้อมูลทางเทคนิค
ในระบบออนไลน์
นอกจากนั้นผู้ช่วยที่ค่อยสนับสนุนการเรียนรู้จะทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลนักเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษแบบตัวต่อตัว

รวมความแล้วสรุปได้จากวิดีโอคลิปนี้ว่าเป็นการนำเอาเทคโนโลยีทางการศึกษาเท่าที่มีอยู่เข้ามาใช้เป็นตัวเสริมและสนับสนุนเพื่อไม่ให้เกิดการสะดุดใดๆ
ขึ้นในการไหลลื่นของการเรียนรู้และพัฒนาการของนักเรียนและนี้ก็คือภาพอนาคตที่พูกเนรมิตขึ้นโดยรัฐบาลอังกฤษเพื่อให้สอดคล้องการประกาศโครงเงินจำนวน
100 ล้านปอนด์ เพื่อจัดหาคอมพิวเตอร์ laptop ให้ฟรีสำหนับครู 100,000
คนภายในเวลาสองปี
รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาประเทศอังกฤษแดงความคาดหวังไว้ว่า
เทคโนโลยีสารสนเทศจะเป็นตัวปฏิรูปโรงเรียนโดยทำหน้าที่ประหนึ่งจักรกลสันดาปทางการศึกษา
ซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในหลายสิ่งหลายอย่าง
ไม่ว่าจะเป็นวิธีที่เด็กนักเรียนถูกสอนตามตารางเรียนหรือการจัดสรรบุคลากร
ตัวอย่างเช่น
แทนที่เด็กจะเรียนรวมเป็นกลุ่มและไล่ให้ทันตามตารางปีการศึกษาเด็กๆจะสามารพเรียนไปตามจังหวะของตนและเรียนภายในสภาพแวดล้อมไม่จำเป็นต้องเป็นห้องเรียนแบบเดิมๆ
นักเรียนคนใดที่มีพรสวรรค์ทางการศึกษาสามารถเรียนในระดับสูงกว่าเพื่อนร่วมรุ่น
ขณะเดียวกัน มีโอกาสเรียนได้ที่บ้าน
นอกจากนี้ยังเป็นที่คาดไว้ว่าโรงเรียนต่างๆ
อาจจะถูกต่อเชื่อมเข้ากับชุมชนท้องถิ่นของพวกเขาเพื่อที่นักเรียนจะได้เปิดเข้าห้องสมุดออนไลน์นอกเวลาเรียน

รัฐบาลอังกฤษกำลังมองหาวิธีออกแบบโรงเรียนในอนาคต
เพื่อให้แน่ใจได้ว่าโรงเรียนเหล่านี้สามารถปรับตัวได้กับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารทั้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอีกไม่นานกระทรวงศึกษาจะผลิตคู่มือชี้แนะไว้ให้โรงเรียนได้ใช้เป็นแนวทางปรับปรุงตึกเพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ

มีประกาศเตือนจากสมาคมครูและอาจารย์ว่า
แม้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารจะเป็นเพื่อนคู่หูที่ทรงคุณค่าของการศึกษาแต่ก็ไม่ใช่ยาครอบจักรวาลที่จะมาแก้ไขปัญหาได้ทุกเรื่องปัญหาที่ฝังรากลึกไม่ได้ถูกทำให้หมดไปแค่การได้คอมพิวเตอร์
laptop เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในแง่มุมหนึ่ง กระทรวงศึกษามองเครื่อง laptop
ว่าเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการใช้เทคโนโลยีดังกล่าว ซึ่งครูโดยส่วนตัวแล้ว
จะเข้าหาคอมพิวเตอร์เพื่อเสริมสร้างความรู้และความมั่นใจ
ปัญหาหนึ่งที่ยังไม่มีคำตอบแน่ชัด ก็คือ ถ้ารูปแบบตัวอาคารต่างๆ
และอุปกรณ์ไฮเทคต่างๆ ประกอบขึ้นเป็นโรงเรียนแห่งอนาคตที่น่าอัศจรรย์ใจ
แล้วจะหาบุคลากรที่ไหนให้ได้ลงตัวเหมาะเจาะ
การาจัการกับโหลดงานของครูและแนวคิดในการคัดเลือกผู้ช่วยครูก็มีความสำคัญไม่น้อยต่อความสำเร็จของโรงเรียนแห่งอนาคต

รัฐบาลอังกฤษเองตระหนักถึงปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ humanware หรือ
fresh-ware เช่น
ความสามารถในการใช้บุคลากรที่ไม่ได้ทำหน้าที่สอนได้อย่างคล่องตัว
รวมไปถึงการใช้พวกเขาช่วยชี้แนะกิจกรรมการเรียนรู้ภายใต้การชี้นำและทำงานร่วมไปครูประจำชั้น

ไปๆมาๆก็หนีไม่พ้นเรื่องของคนเรื่องของครูซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งที่ท้าทายความเป็นไปได้และความสำเร็จของโรงเรียนแห่งอนาคตนอกเหนือการใช้เทคโนโลยีทางการศึกษา
โดย: อ.หนุ่ย [8 ส.ค. 47 20:15] ( IP A:203.150.217.116 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   ดีมากเลยค่ะ ขอบคุณสำหรับข้อคิดเห็นดีๆค่ะ
โดย: naria_ma@hotmail.com [28 เม.ย. 53 23:48] ( IP A:113.53.205.149 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   ดีมากจะ ขอบคุณสำหรับข้อความ
โดย: meaw_nop555@hotmail.com [13 ก.ค. 53 15:27] ( IP A:119.42.80.229 X: )

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน