สาระวิชาการ  <<  กลับไปหน้าแรก

ศูนย์การเรียนคอมพิวเตอร์สำหรับเด็กอนุบาล
   ที่มา : เอกสารประกอบการสัมมนา เรื่องศูนย์การเรียนคอมพิวเตอร์สำหรับเด็กอนุบาล
โดย รศ.ดร.อุดมลักษณ์ กุลพิจิตร และ อาจารย์ ประมินทร์ กุลพิจิตร
ประจำภาควิชาประถมศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย
โดย: nui [27 พ.ย. 46 22:15] ( IP A:203.113.67.71 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live

ความคิดเห็นที่ 1
   แนวคิดเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนแบบศูนย์การเรียน

นักการศึกษาและนักจิตวิทยา มีความคิดเห็นที่สอดคล้องกันว่า การพัฒนาบุคคลให้มีคุณภาพนั้นเป็นผลมาจากการส่งเสริมพัฒนาการที่เริ่มต้นตั้งแต่ยังเยาว์ โดยเฉพาะเด็กในวัยอนุบาลซึ่งเป็นวัยที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นการอบรมเลี้ยงดูและประสบการณ์ต่างๆที่ได้รับในช่วงนี้ จะส่งผลอย่างยิ่งต่อพัฒนาการด้านต่างๆ ของเด็กไปจนตลอดชีวิต ดังนั้นนักการศึกษาและนักจิตวิทยาจึงให้ความสนใจในเรื่องนี้เป็นอย่างมากมาโดยตลอด

การจัดการศึกษาระดับอนุบาล หมายถึง การจัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมให้เด็กมีความพร้อม และพัฒนาทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม สติปัญญา มีบุคลิกภาพที่เหมาะสมตามวัย และพร้อมที่จะรับการศึกษาในระดับต่อไป ซึ่งการจัดการเรียนการสอนแบบศูนย์การเรียนมีบทบาทสำคัญในการทำให้เด็กได้รับการพัฒนาได้ตรงกับวัตถุประสงค์ของการจัดการเรียนการสอนในระดับอนุบาล

ศูนย์การเรียนสำหรับเด็กอนุบาล เป็นบริเวณที่บรรจุกิจกรรมไว้อย่างหลากหลายตามหน่วยการเรียนที่กำหนดให้เด็กเรียนในครั้งหนึ่งๆ เด็กจะเรียนรู้จากการปฏิบัติกิจกรรมที่ครูจัดไว้ให้ด้วยตนเอง ตามความสามารถ วุฒิภาวะ ประสบการณ์และความสนใจของเด็ก กิจกรรมบางอย่างเหมาะสำหรับเด็กทั้งหมด บางอย่างเหมาะกับเด็กเป็นบางคน และบางอย่างก็มีให้เลือกได้ การเรียนแบบศูนย์การเรียนเป็นการพัฒนาการ เรียนอย่างอิสระ เพราะในแต่ละศูนย์การเรียนจะมีกิจกรรมที่เด็กต้องทำและแก้ไขด้วยตนเอง นอกจากนี้ ศูนย์การเรียนยังเป็นสถานที่ชักชวนให้เด็กมาแล้วดู ดูแล้วทำ เพื่อเกิดการเรียนรู้ เป็นหน้าที่ของครูที่จะจัดกิจกรรมที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ท้าทาย แนะนำ และกระตุ้นให้เด็กมีความกระตือรือร้นที่จะสำรวจและเข้าเรียนในศูนย์การเรียนใดก่อนก็ได้ซึ่งผลสุดท้ายเด็กจะได้เรียนรู้สิ่งที่จำเป็นต่อการพัฒนาของเด็กในทุก

สรุปได้ว่า การจัดการเรียนการสอนแบบศูนย์การเรียนนั้น เป็นวิธีการสอนวิธีหนึ่งที่ยึดเด็กเป็นศูนย์กลางโดยคำนึงถึงตัวเด็กเป็นสำคัญและเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ เพราะเป็นกิจกรรมที่เด็กต้องกระทำหรือเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยครูจะเป็นผู้ที่จัดกิจกรรมที่หลากหลายเพื่อให้เด็กเลือกทำ ตามความสามารถ ตามความสนใจ ตามประสบการณ์ของเด็ก ในลักษณะการทำงานเป็นรายบุคคล รายกลุ่มย่อย หรือรายกลุ่มใหญ่ กิจกรรมที่จัดให้กับเด็กเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการในทุกด้านของเด็ก คือ พัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา เพื่อพัฒนาเด็กให้พร้อมที่จะเรียนในชั้นที่สูงต่อไป
โดย: nui [27 พ.ย. 46 22:16] ( IP A:203.113.67.71 X: )

ความคิดเห็นที่ 2
   จุดประสงค์ของการจัดการเรียนการสอนแบบศูนย์การเรียน

จุดประสงค์ของการจัดการเรียนการสอนแบบศูนย์การเรียนมุ่งให้เด็กมีประสบการณ์ตรง ด้วยการทำกิจกรรมด้วยตนเอง ดังนั้นภายในศูนย์การเรียนแต่ละศูนย์จะมีวัสดุอุปกรณ์ที่เด็กๆ สามารถทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ได้ โดยมีจุดประสงค์ดังนี้
1. เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสได้เลือกเรียน จึงควรมีกิจกรรมที่หลากหลาย
2. เพื่อการเรียนจากประสบการณ์ตรง โดยมีกิจกรรมเพื่อการค้นพบ
3. เพื่อสร้างความรู้สึกของความไว้วางใจตนเอง และความสามารถที่จะเรียนรู้ทักษะ
4. เพื่อสร้างเสริมการใช้คำและพัฒนาทักษะ และความคิดในการติดต่อสื่อสาร
5. เพื่อจินตนาการ ควรมีการเล่นละครและบทบาทสมมติ
6. เพื่อการเรียน การคิด และการแก้ปัญหาโดยใช้วัสดุที่แตกต่างกัน
7. เพื่อการพัฒนาที่ดีของทักษะการเคลื่อนไหว
8. เพื่อการพัฒนาสังคมโดยเรียนรู้ที่จะสัมพันธ์กับผู้อื่นขณะที่ทำกิจกรรมในศูนย์การเรียนต่างๆ
9. เพื่อฝึกความรับผิดชอบต่อกลุ่ม
10. เพื่อรู้จักดูแลและรักษาวัสดุอุปกรณ์และจัดให้มีอยู่เสมอ
11. เพื่อทำงานของกลุ่มได้สำเร็จ
12. เพื่อค้นพบและอธิบายการเรียนรู้ข่าวสารที่เกี่ยวข้องในชีวิตประจำวันได้ในการจัดห้องเรียนแบบศูนย์การเรียน

ความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็ก

การจัดศูนย์การเรียนสำหรับเด็กอนุบาลครูควรคำนึงถึงธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็กดังต่อไปนี้
1. เด็กวัยนี้มีความสนใจสิ่งต่างๆ รอบตัว ชอบสำรวจทดลองอยู่เสมอ
2. การเล่นเป็นการเรียนรู้ของเด็กทุกคน
3. การเรียนรู้ของเด็กเกิดจากการที่เด็กเป็นผู้ลงมือกระทำด้วยตนเอง (สัมผัส, ทดลอง, ฯลฯ) มากกว่าการที่ผู้ใหญ่เป็นฝ่ายกระทำให้กับเด็ก (ครูทดลองให้เด็กดู, ฯลฯ)
4. การเรียนรู้ของเด็กวัยนี้เกิดขึ้นได้ดี เมื่อได้เริ่มจากกิจกรรมที่เป็นรูปธรรมก่อนนามธรรมจากสิ่งที่ง่ายก่อนสิ่งที่ยาก และสิ่งที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อนก่อนสิ่งที่สลับซับซ้อนกว่า
5. เด็กสามารถริเริ่มกิจกรรมได้ด้วยตนเอง ถ้ากิจกรรมมีความเหมาะสมกับระดับความสามารถของเด็ก การประเมินเด็กด้วยการสังเกตขณะที่เด็กเล่นหรือทำกิจกรรมจะดีกว่าการประเมินด้วยการใช้แบบฝึกหรือแบบทดสอบ
6. เด็กมีโอกาสได้พัฒนาทักษะและความสามารถ จากการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นในขณะเล่นหรือทำกิจกรรม
7. การเรียนรู้ของเด็กควรเกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมของบรรยากาศที่เด็กจะสามารถรับรู้ได้ถึงความไว้วางใจ ความอบอุ่นและเป็นมิตร มีการเคารพในสิทธิซึ่งกันและกัน และมีอิสระในขอบเขตที่ถูกต้อง

ครูอนุบาลจึงต้องวางแผนการจัดศูนย์การเรียนอย่างรอบคอบโดยคำนึงถึงธรรมชาติในการเรียนรู้ของเด็กเบื้องต้นเป็นพื้นฐานสำคัญ นอกจากนี้การกำหนดตำแหน่งของศูนย์การเรียนในห้องยังเป็นการจัดสภาพแวดล้อมที่ต้องอาศัยการวางแผนและการจัดการหลักสูตรอย่างเหมาะสมอีกด้วย
โดย: nui [27 พ.ย. 46 22:17] ( IP A:203.113.67.71 X: )

ความคิดเห็นที่ 3
   ส่วนประกอบของศูนย์การเรียนสำหรับเด็กอนุบาล

ในการจัดการเรียนการสอนแบบศูนย์การเรียนนั้น ครูสามารถที่จะออกแบบสิ่งแวดล้อมที่มีลักษณะเป็นศูนย์ที่ครูและเด็กสามารถใช้ได้ ในตอนแรกครูควรจัดศูนย์ให้มีปริมาณและประเภทที่ครูสามารถควบคุมให้เป็นระเบียบได้ ต่อมาอาจเพิ่มศูนย์การเรียนและขยายกิจกรรมใหม่ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับระดับพัฒนาการและความต้องการในการเรียนรู้ของเด็ก วัตถุประสงค์ของศูนย์การเรียนและคำแนะนำในการใช้วัสดุในการทำกิจกรรมควรจะง่ายและชัดเจน ในศูนย์การเรียนควรประกอบด้วยวัสดุที่เด็กคุ้นเคยที่บ้าน เพื่อเด็กจะได้รู้สึกมั่นใจ ปลอดภัย เป็นแรงจูงใจให้เด็กร่วมทำกิจกรรมในศูนย์การเรียน
ศูนย์การเรียนสำหรับเด็กอนุบาลอยู่ในรูปของกิจกรรมที่เด็กจะต้องเรียนรู้การกระทำด้วยตนเอง
ดังนั้นกิจกรรมจะต้องมีหลากหลายตามระดับความสามารถของเด็กอาจ ประกอบด้วยศูนย์วิทยาศาสตร์ ศูนย์การแสดงบทบาทสมมติ ศูนย์ศิลปะ ศูนย์คณิตศาสตร์ ศูนย์ดนตรี ศูนย์ภาษา ศูนย์การเล่นกลางแจ้ง ศูนย์น้ำ ศูนย์ทราย ศูนย์บล็อก ศูนย์การเคลื่อนไหว และศูนย์คอมพิวเตอร์

การจัดห้องเรียนแบบศูนย์การเรียน

การจัดศูนย์การเรียนสำหรับเด็กอนุบาลนั้น จะมีลักษณะที่แตกต่างจากการจัดห้องเรียนโดยทั่วไป กล่าวคือจะเป็นบริเวณที่ออกแบบไว้เป็นสัดส่วน เพื่อให้เด็กเลือกที่จะทำกิจกรรมที่เหมาะสมกับศูนย์การเรียนต่างๆ ซึ่งเป็นลักษณะที่เฉพาะของแต่ละศูนย์การเรียน จัดไว้เพื่อการเรียนเป็นรายบุคคล รายกลุ่มย่อย หรือกิจกรรมในบางศูนย์การเรียนต้องการพื้นที่มากเพื่อสามารถทำกิจกรรมเป็นกลุ่มใหญ่ได้ มีที่ว่างสำหรับพักผ่อน หรือรับประทานอาหาร มีเครื่องมือ สื่ออุปกรณ์ และการใช้วัสดุให้คุ้มค่า มีบุคลากรเพียงพอ
กล่าวโดยทั่วไป ในการจัดศูนย์การเรียนให้เด็กอนุบาล ครูสามารถออกแบบสภาพแวดล้อมที่มีลักษณะดังต่อไปนี้ คือ
1. ในศูนย์การเรียนมีกิจกรรมที่ทำให้เด็กพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ได้
2. ตอนเริ่มต้นจัดศูนย์การเรียน ครูควรจัดศูนย์ที่มีปริมาณและประเภทที่ครูสามารถควบคุมความเป็นระเบียบได้ โดยเริ่มจัดศูนย์การเรียนที่น้อยก่อน และค่อยเพิ่มขึ้นเมื่อเด็กคุ้นเคยกับระบบ
3. ศูนย์การเรียนเดิมอาจจะขยายกิจกรรมใหม่ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับระดับพัฒนาและความต้องการในการเรียนรู้ของเด็ก
4. คำแนะนำในการใช้วัสดุอุปกรณ์ และการทำกิจกรรมควรง่ายและชัดเจน
5. ศูนย์การเรียนควรมีวัสดุอุปกรณ์ที่เด็กคุ้นเคยที่บ้าน เพื่อให้เด็กจะรู้สึกมั่นใจและปลอดภัย
6. พิจารณาว่าจะจัดศูนย์การเรียนอะไร แล้วจึงวางแผนคัดเลือกวัสดุและกิจกรรมที่ควรจัดให้มีขึ้นในศูนย์การเรียนนั้น ๆ การจัดศูนย์การเรียนให้กับเด็กอนุบาลนั้น ครูควรจัดให้สอดคล้องกับธรรมชาติของเด็กแต่ละคนให้ได้มากที่สุด เช่น เด็กจะมีความแตกต่างกันในพัฒนาการด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ดังนั้นครูจึงควรจัดกิจกรรมที่เด็กสามารถเรียนเป็นรายบุคคลได้ ในศูนย์คณิตศาสตร์ และศูนย์วิทยาศาสตร์ ขณะที่เด็กบางคนจะมองหาเพื่อนเพื่อทำกิจกรรมเป็นกลุ่มย่อย เช่น การแสดงบทบาทสมมติ การเล่นละคร การร้องเพลง การเล่นเกม และเด็กมักจะเริ่มเลือกเรียนในศูนย์การเรียนที่ชอบก่อน
โดย: nui [27 พ.ย. 46 22:17] ( IP A:203.113.67.71 X: )

ความคิดเห็นที่ 4
   การจัดการเรียนการสอนแบบศูนย์การเรียน

การจัดการเรียนการสอนแบบศูนย์การเรียนสำหรับเด็กอนุบาลนั้น ครูนับว่าเป็นผู้ที่มีความสำคัญมากที่สุดที่จะทำให้การเรียนการสอนดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ครูต้องจัดกิจกรรมที่หลากหลาย ให้เด็กสามารถเลือกเรียนตามความสามารถได้ทุกคน โดยครูจะสังเกตพฤติกรรมของเด็กตลอดเวลา สรุปพฤติกรรมที่น่าสนใจ ชมเชย ให้รางวัลเพื่อให้เด็กมีกำลังใจ และเสนอแนะพฤติกรรมที่ต้องปรับปรุงแก้ไขครูคอยเตือนถึงข้อตกลงที่เด็กทุกคน

ในการจัดการเรียนการสอนแบบศูนย์การเรียนให้แก่เด็กอนุบาลนั้น หัวใจของการเรียนแบบนี้ ก็คือ การให้เด็กเรียนรู้จากการทำกิจกรรมต่างๆในศูนย์การเรียนต่างๆ ด้วยตนเอง ดังนั้น โอกาสที่เด็กจะมีปัญหาทางด้านพฤติกรรมย่อมมีมากกว่าการสอนแบบปกติ ครูควรมีวิธีการปฏิบัติเพื่อป้องกันปัญหาพฤติกรรมเด็กดังนี้
1. เตรียมทุกอย่างให้พร้อมตั้งแต่การจัดห้องเรียนแบบศูนย์การเรียน วัสดุอุปกรณ์ที่จะทำกิจกรรมต่างๆ และการจัดการในห้องเรียน
2. มีกิจกรรมที่น่าสนใจ มีกิจกรรมที่แปลกๆ ใหม่ๆ เร้าความสนใจของเด็ก ควรเป็นกิจกรรมที่ไม่มีขั้นตอนที่สลับซับซ้อน เด็กฟังคำอธิบายและสามารถที่จะทำได้จึงจะเป็นแรงจูงใจให้เด็กทำ ถ้ากิจกรรมยากเด็กจะไม่เลือกทำ ทำให้ได้รับความรู้ไม่เต็มตามจุดประสงค์ที่วางไว้
3. มีกฎระเบียบที่เด็กสามารถปฏิบัติได้ง่ายๆ สั้นๆ เด็กเข้าใจง่าย เช่น
- เล่นหรือทำกิจกรรมภายในศูนย์การเรียนที่กำหนดให้เท่านั้น
- นำวัสดุใส่ภาชนะเพื่อสะดวกในการถือ
- ใช้มือทั้งสองข้างเพื่อหยิบจับสิ่งของ
- ถือของครั้งละหนึ่งอย่างเท่านั้น
- นำสิ่งของเก็บเข้าที่ก่อนที่จะหยิบสิ่งใหม่ออกมา
- ดึงเก้าอี้ด้วยความระมัดระวังและเก็บเข้าให้เรียบร้อย
- ปฏิบัติตามขั้นตอนตามที่ได้ตกลงกันไว้ในการเรียนแต่ละครั้ง
การจัดสภาพการเรียนแบบศูนย์การเรียนให้พร้อมสำหรับการทำกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้นั้น นอกจากจะเตรียมในหลายๆอย่างแล้ว สิ่งสำคัญมากที่สุดประการหนึ่งที่จะทำให้การเรียนการสอนแบบศูนย์การเรียนดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพนั้น คือครูผู้สอน เพราะครูผู้สอนจะเป็นผู้ที่มีบทบาทมากตั้งแต่การเตรียมกิจกรรม เตรียมสื่อ วัสดุอุปกรณ์ เตรียมห้องเรียน เตรียมการจัดการ และเตรียมการสอนแบบศูนย์การเรียนให้เด็กได้เรียนรู้ด้วยความสุข ด้วยความสนุกและมีพฤติกรรมที่พึงประสงค์มากที่สุด ดังนั้นครูจึงจำเป็นจะต้องเป็นผู้มีความรู้ความเข้าใจและสามารถที่จะปฏิบัติสิ่งต่างๆ ที่กล่าวมาแล้วได้อย่างถูกต้อง
โดย: nui [28 พ.ย. 46 21:29] ( IP A:203.113.67.71 X: )

ความคิดเห็นที่ 5
   ประโยชน์ของการจัดการเรียนการสอนแบบศูนย์การเรียน

ประโยชน์ของการจัดการเรียนการสอนแบบศูนย์การเรียนไว้ดังนี้ คือ
1. สร้างบรรยากาศการเรียนตามความสนใจของนักเรียน
2. ส่งเสริมให้เด็กแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง
3. ฝึกการทำงานเป็นหมู่ เคารพในสิทธิ และฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
4. ส่งเสริมเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
5. เปิดโอกาสให้ครูได้ใกล้ชิดกับเด็กทุกกลุ่ม
6. ช่วยให้การถ่ายทอดความรู้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
7. ทำให้ครูมีการตื่นตัวค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมตลอดเวลา

จากประโยชน์ของศูนย์การเรียนดังที่ได้กล่าวมาแล้วจะเห็นว่า ถ้าครูสามารถจัดการการเรียนการสอนแบบศูนย์การเรียนให้กับเด็กอนุบาลได้ คุณค่าหรือประโยชน์จะมีผลไม่เฉพาะกับตัวเด็กแต่จะมีผลมาถึงตัวครูด้วย
โดย: nui [28 พ.ย. 46 21:32] ( IP A:203.113.67.71 X: )

ความคิดเห็นที่ 6
   การจัดศูนย์การเรียนคอมพิวเตอร์สำหรับเด็กอนุบาล

เป็นที่ทราบดีในปัจจุบันว่าเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์สามารถถูกนำเข้ามาบรูณาการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรการเรียนการสอนสำหรับเด็กอนุบาล ภายใต้กระแสความล้ำยุคของเทคโนโลยีทางการศึกษาครูอนุบาลจำเป็นที่จะต้องติดตามความเคลื่อนไหวและแสดงความสามารถในการนำคอมพิวเตอร์มาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนสำหรับเด็กได้อย่างเหมาะสม การจัดการเรียนการสอนด้วยศูนย์การเรียนสำหรับเด็กอนุบาล นอกจากจะประกอบด้วยศูนย์การเรียนต่างๆ เช่น ศูนย์วิทยาศาสตร์ ศูนย์คณิตศาสตร์ ศูนย์บล็อก ศูนย์บ้าน ศูนย์ศิลปะ ภาษา ตามการจัดโดยทั่วไปแล้ว ปัจจุบันนักการศึกษาได้ยอมรับในความสำคัญและคุณค่าของเทคโนโลยีที่เป็นสื่อคอมพิวเตอร์ในการนำมาเป็นเครื่องมือส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับเด็ก โดยยึดหลักการส่งเสริมการเรียนอย่างเหมาะสมตามพัฒนาการ โดยสนับสนุนให้นำคอมพิวเตอร์มาใช้ในรูปแบบของการเรียนการสอนด้วยศูนย์การเรียน

การสร้างสภาพแวดล้อมของศูนย์การเรียนคอมพิวเตอร์

เนื้อที่สำหรับการจัดศูนย์การเรียนคอมพิวเตอร์ควรมีเพียงพอสำหรับการวางคอมพิวเตอร์ประมาณ 3-4 เครื่อง และ printer จำนวน 1-2 เครื่อง ครูอาจใช้ระบบต่อเชื่อมภายในเพื่อให้ได้ใช้ printer ร่วมกันระหว่างคอมพิวเตอร์หลายๆ เครื่อง บริเวณนี้ควรคำนึงถึงการจัดเนื้อที่เสริมสำหรับการทำกิจกรรมนอกจอคอมพิวเตอร์ได้ เช่น บริเวณหนังสือ บริเวณเล่นสมมติ และมุมผ่อนคลาย เพื่อให้เด็กรู้จักจัดเวลาสลับไปมาระหว่างกิจกรรมหน้าจอคอมพิวเตอร์และกิจกรรมนอกจอที่เกี่ยวข้องและเสริมกัน

มีข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญว่า ถ้ามีเครื่องคอมพิวเตอร์เพียงพอครูอาจใช้คอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่งเพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับเด็กได้ในรูปแบบของ Electronic Portfolio
ข้อควรคำนึงถึงในด้านองค์ประกอบที่สำคัญของศูนย์การเรียนคอมพิวเตอร์
1. ระบบการใช้ไฟฟ้า ที่คำนึงถึงความปลอดภัยในสภาพแวดล้อมที่มีเด็ก
2. แหล่งของแสงซึ่งมีผลสะท้อนจากบานกระจกหน้าต่าง หรือแสงไฟนีออน ซึ่งมีผลต่อการมองภาพหน้าจอคอมพิวเตอร์
3. ความร้อนและพลังงานสนามแม่เหล็ก มีผลกระทบต่อตัวเครื่องคอมพิวเตอร์และดิสก์
4. คอมพิวเตอร์ไม่ควรตั้งอยู่ใกล้น้ำหรือชอล์ก
5. ควรมีการเชื่อมต่อกับสายโทรศัพท์ เพื่อสามารถใช้ระบบการสื่อสารทางไกลได้
6. การวางคอมพิวเตอร์ไว้หลายตัวร่วมกัน มีผลดีต่อการสร้างความสัมพันธ์ของเด็ก เนื่องจากจะเป็นการเอื้อต่อการหยุดแวะเวียนตามจุดต่างๆ เพื่อสังเกตหรือพูดคุยเกี่ยวกับผลงานหน้าจอ
บริเวณศูนย์การเรียนอื่น ๆ ในห้องอาจจัดให้มีคอมพิวเตอร์ประจำศูนย์ละ 1 เครื่องได้ เช่น ศูนย์เขียน ศูนย์วิทยาศาสตร์ และศูนย์เครื่องเล่นสัมผัส ครูอาจวางแผนให้มีคอมพิวเตอร์สำหรับโยกย้ายได้ 1 เครื่อง เพื่อสะดวกต่อการใช้จัดการเรียนการสอนเป็นกลุ่มใหญ่ เช่น เมื่อต้องการสาธิตโปรแกรมคอมพิวเตอร์ใหม่ หรือนำเสนอข้อมูลอื่นๆ เกี่ยวกับการสอนหรือการนำเสนอผลงานให้กับเด็กทั้งกลุ่ม บริเวณเล่นสมมติ อาจเป็นอีกศูนย์หนึ่งที่สามารถนำคอมพิวเตอร์ไปวางไว้ให้เด็กใช้ได้ เช่น ใช้เป็นเครื่องมือในการเก็บเงินสำหรับการเล่นสมมติเป็นร้านอาหาร เป็นต้น
โดย: nui [28 พ.ย. 46 21:34] ( IP A:203.113.67.71 X: )

ความคิดเห็นที่ 7
   แนวทางในการเลือกใช้ Hardware

การเลือกใช้คอมพิวเตอร์เป็นการตัดสินใจระยะยาวที่ครูและผู้บริหารทั้งหลายต้องคำนึงถึงโดยเฉพาะเรื่องของการนำเอาคอมพิวเตอร์มาใช้ในห้องเรียน ทันทีที่คอมพิวเตอร์แบบใดแบบหนึ่งถูกเลือกใช้มันจะเป็นการตัดสินประเภทของ software ที่จะนำมาใช้กับเด็กเล็ก ในขณะที่ software บางโปรแกรมถูกพัฒนาขึ้นให้สามารถใช้งานได้กับคอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการแตกต่างกันออกไป เช่น Windows, DOS และ Macintosh ทั้งในรูปแผ่นดิสก์และ CD แต่ก็ไม่ได้เป็นเช่นนี้ทุกกรณีไป ในการสำรวจที่ทำในปี 1996 มี software อยู่ 1919 โปรแกรมที่หาใช้ได้สำหรับเด็กอนุบาลไปจนถึง grade 8 (Buckleitner,1996) ใน software 1,919 โปรแกรมที่กล่าวมามีอยู่ 1,049 โปรแกรม ที่ใช้กับระบบ Windows, 1,044 โปรแกรมใช้กับ Macintosh, 473 โปรแกรม ใช้กับ MS DOS และ 343 โปรแกรมใช้กับคอมพิวเตอร์ในกลุ่ม Apple II จึงเห็นได้เด่นชัดว่าระบบของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เคยครองตลาดนับมาตั้งแต่อดีต คือระบบ Windows และระบบ Macintosh

โดย: nui [28 พ.ย. 46 21:39] ( IP A:203.113.67.71 X: )

ความคิดเห็นที่ 8
   Macintosh vs. Windows

Macintosh เป็นที่รู้จักกันในนามของคอมพิวเตอร์ที่มีความเป็นเพื่อนกับผู้ใช้ (user friendly) มัน "เป็นมิตร" กับผู้ใช้ แนะนำผู้ใช้ด้วยภาษาเครื่องที่มนุษย์เข้าใจง่าย ในอีกแง่มุมหนึ่งของ Macintosh คือ ความมีราคาแพงเมื่อเทียบกับเครื่อง PC โดยถือตามขนาดของ RAM และความจุความจำ (memory) ของ hard disk ที่เท่ากันระหว่างสองระบบ ในปัจจุบัน Macintosh เริ่มมีราคาต่ำลงและการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างทั้งสองระบบแทบจะไม่มีปัญหาเกิดขึ้น เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าข้อได้เปรียบของ IBM PC และ IBM PC Compatible อยู่ที่ราคาและความสะดวกในการเลือกซื้อทั้ง hardware และตัว software
ถ้าเทียบกันในแง่มุมของระบบปฏิบัติการแล้ว ถึงแม้ IBM จะพัฒนาระบบ Window ออกมาให้มีการใช้งานง่ายกว่าแต่ก่อน แต่ลักษณะความ "เป็นเพื่อน" กับผู้ใช้ยังเป็นรองระบบ Macintosh และมีโอกาสที่จะเป็นไปได้ว่า IBM กับ APPLE จะร่วมมือกันผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ภาษาร่วมกันระหว่างระบบทั้งสอง ถ้าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจริง การตัดสินใจเลือกซื้อระบบใดระบบหนึ่งจะหมดไปเหลือเพียงแต่ประสิทธิภาพของเครื่องเท่านั้นที่จะนำมาเป็นเรื่องพิจารณา อย่างไรก็ตามกว่าจะถึงเวลานั้นทั้งครูและผู้บริหารจะต้องคำนึงถึงเหตุผล 2 ประการในการเลือกใช้คอมพิวเตอร์ ประการแรก ถ้าครูมีความรู้สึกที่ดีกับระบบคอมพิวเตอร์ที่เลือกใช้ มันจะถูกใช้งานสม่ำเสมอเป็นประจำในลักษณะที่เป็นแหล่งข้อมูลต่างๆ ให้ครู สำหรับผู้ที่มีทัศนคติที่ดีกับคอมพิวเตอร์มักจะเป็นผู้ใช้คอมพิวเตอร์สื่อสารออกจดหมายถึงผู้ปกครอง หรือบันทึกรายการกิจกรรมประจำวันในโรงเรียน ประการที่สอง ความแตกต่างในชนิดของคอมพิวเตอร์จะเห็นได้ชัดเจนจากวิธีการติดตั้งโปรแกรมการใช้งาน โปรแกรมช่วยงานอย่าง Kid Desk จะช่วยให้เด็กไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับการติดตั้งหรือลบทิ้งไฟล์แต่อย่างใด จึงเป็นผลดีสำหรับครูที่ไม่มีทักษะทางคอมพิวเตอร์มากนัก และช่วยลดความรู้สึกที่ไม่อยากเสียเวลามาเรียนรู้วิธีติดตั้งโปรแกรม

โดย: nui [28 พ.ย. 46 21:41] ( IP A:203.113.67.71 X: )

ความคิดเห็นที่ 9
   ข้อควรคำนึงถึงที่สำคัญในการเลือกใช้คอมพิวเตอร์

ไม่ว่าคอมพิวเตอร์แบบไหนจะถูกเลือกมาใช้งาน สิ่งที่สำคัญก็คือ คอมพิวเตอร์ทุกชนิดควรสามารถนำมาใช้งานได้กับ software ที่ดีที่สุด ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผู้ใช้มีปัญหากับขีดความสามารถของ hardware ที่จะนำมาใช้กับโปรแกรมต่างๆ ครูต้องคาดการณ์และวางแผนล่วงหน้าสำหรับการ upgrade เครื่องมือ และควรแน่ใจว่า เครื่องคอมพิวเตอร์ที่เลือกใช้สามารถนำไป upgrade ได้
มาตรฐานเบื้องต้นดังต่อไปนี้ บ่งบอกขีดความสามารถของคอมพิวเตอร์ที่จะใช้งานกับ software ที่หาได้ในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังได้เสนอสิ่งที่คาดการณ์ล่วงหน้าเพื่อการ upgrade คอมพิวเตอร์สำหรับใช้งานกับ software ที่อยู่ในรูปแบบของมัลติมีเดียบนแผ่น CD-ROM และการใช้งานทางอินเทอร์เน็ต

ไม่ว่าจะเลือกใช้คอมพิวเตอร์แบบใดก็ตามครูและผู้บริหารจะต้องจัดสรรเวลาเพื่อสร้างความคุ้นเคยกับเครื่องใหม่ การให้บริการสนับสนุนติดตั้งและอบรมการใช้เครื่องจากบริษัทเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์มาก นอกจากนี้แล้ววิธีที่ดีที่สุดในการเรียนรู้การใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ใหม่คือ การหาประสบการณ์ด้วยตนเอง
โดย: nui [28 พ.ย. 46 21:45] ( IP A:203.113.67.71 X: )

ความคิดเห็นที่ 10
   ที่มา : เอกสารประกอบการสัมมนา เรื่องศูนย์การเรียนคอมพิวเตอร์สำหรับเด็กอนุบาล
โดย รศ.ดร.อุดมลักษณ์ กุลพิจิตร และ อาจารย์ ประมินทร์ กุลพิจิตร ประจำภาควิชาประถมศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย
โดย: เจ้าบ้าน [16 ส.ค. 47 22:56] ( IP A:202.29.9.7 X: )

ความคิดเห็นที่ 16
   ขออนุญาตยกตัวอย่าง กิจกรรมในหลักสูตรคอมพิวเตอร์สำหรับปฐมวัยของโรงเรียนอนุบาลมณีรัตน์

ด้วยความสำคัญของเทคโนโลยี ที่มีผลต่อชีวิตของเด็กๆ ในอนาคต จึงจัดให้มีการสอนคอมพิวเตอร์สำหรับเด็กปฐมวัยเข้าในหลักสูตรสำหรับอนุบาล 2 และ อนุบาล 3 หลักสูตรคอมพิวเตอร์นี้ ถูกออกแบบมาสำหรับเด็กในวัยอนุบาลโดยเฉพาะ โดยมุ่งหวังให้เด็กๆ มีประสบการณ์ที่ดีกับคอมพิวเตอร์ และความสามารถในการเรียนรู้เทคโนโลยี เพื่อรองรับชีวิตในอนาคต

การออกแบบหลักสูตรคอมพิวเตอร์ ยึดหลัก 8 มาตรฐานในการเรียนรุ้ของเด็กๆ ตั้งแต่เรื่องของ ภาษา คณิตศาตร์ วิทยาศาสตร์ ดนตรีและศิลปะ การแก้ปัญหา การใช้คีย์บอร์ด การทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ การเรียนรู้โดยสัมผัสจริง

สำหรับโปรแกรมที่ถูกสร้างมาสำหรับเด็กอนุบาลนั้น จะส่งเสริมทักษะเด็กๆ 4 ด้าน ได้แก่
•หน่วยต่างๆ – เด็กๆ จะได้เล่นเกมที่ทบทวนบทเรียนต่างๆ ที่เกี่ยวกับ ตัวเรา ครอบครัว ธรรมชาติ วันสำคัญ โรงเรียน ฯลฯ ซึ่งสอดคล้องกับ 4 สาระของกระทรวงศึกษาธิการ
•โปรแกรมทบทวนความรู้ ซึ่งอาจจะเป็นด้าน เชาวน์ ภาษา คณิตศาสตร์ โดยเน้นให้ตรงกับหลักสูตรของโรงเรียน
•โปรแกรมสร้างสรรค์ เช่นการทำ presentation การระบายสี วาดภาพต่างๆ เพื่อส่งเสริมจินตนาการของเด็กๆ
•โปรแกรมพัฒนาความคิด เป็นโปรแกรมที่จำลองเด็กๆ เข้าสู่สถานการณ์ต่างๆ โดยเน้นการแก้ไขปัญหา
ควบคู่กับการเรียนรู้สิ่งรอบตัว
สิ่งที่เด็กๆ จะได้เรียนรู้ ทำความรู้จักกับคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ทั้ง 5 ชิ้น ฝึกการใช้เมาส์ ลาก คลิก ดับเบิลคลิก เรียนรู้ปุ่มสำคัญบนคีย์บอร์ด และการใช้งาน ฝึกทักษะต่างๆ จากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ 4 โปรแกรม ต่อภาคการศึกษา
โดย: อ.อลงกรณ์ (เจ้าบ้าน ) [17 ต.ค. 52 21:10] ( IP A:202.91.18.194 X: )

ความคิดเห็นที่ 18
   ติดต่อเรื่องโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษาสำหรับปฐมวัย
โดย: mrmy.ruknunfioily@hotmail.co.th [23 ธ.ค. 54 2:11] ( IP A:110.49.243.109 X: )


คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน