การพัฒนาปัญญาหลายด้าน เพื่อการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย
   ที่มา
รศ.ดร.เยาวพา เดชะคุปต์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศรีนคริทรวิโรฒ ประสานมิตร
(ที่มา : หนังสือวารสารการศึกษาปฐมวัย ปีที่ 3 ฉบับที่ 1 มกราคม 2542 หน้า 31 – 37)
http://www.childthai.org/cic/c265.htm
โดย: เจ้าบ้าน [16 ส.ค. 47 23:00] ( IP A:202.29.9.7 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
Counter : 3 Pageviews
ความคิดเห็นที่ 1
   คุณภาพและสมรรถนะของคนที่สังคมพึงปรารถนาคือ คนเก่ง คนดี มีคุณธรรมมีสุขภาพพลานามัยดี และมีส่วนร่วมกับประเทศ วิธีการพัฒนาให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวนี้ได้ คือ การจัดการเรียนการศึกษาให้เป็น คนดี คนเก่ง และมีความสุขซึ่งการประยุกต์กระบวนทัศน์ใหม่ทางการศึกษาปฐมวัย คือการจัดการเรียนการสอนโดยเน้นเด็กเป็นศูนย์กลาง ส่งเสริมพัฒนาการสมองทุกด้านพัฒนากระบวนการคิด กระบวนการเรียนรู้ ความเป็นประชาธิปไตย การเข้าใจความสามารถของตนและการประเมินผลตามสภาพจริง
ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระยะที่ 8 ( พ.ศ. 2540 - 2544 ) ซึ่งมุ่งเป็นแผนแห่งความหวังและอนาคตของชาติ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาคนเพื่อพัฒนาประเทศ แผนได้มุ่งสู่การพัฒนา "คน" โดยเน้น "คน" เป็นศูนย์กลางหรือจุดมุ่งหมายของการพัฒนาประเทศ โดยมุ่งเน้น การพัฒนาการศึกษาให้เป็นการสร้างรากฐานเพื่อเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของ "คน"มุ่งให้ทุกคนมีการพัฒนาเต็มศักยภาพและเต็มศักยภาพ ทั้งร่างกาย สติปัญญา จิตใจและสังคม จะเป็นพื้นฐานสร้างพลังครอบครัวชุมชน และสังคม อันจะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศโดยรวมอย่างสมดุลกับธรรมชาติและอยู่ร่วมกับประชาคมโลกได้อย่างสันติ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ 2540 คำนำ และหน้า 4 )
การสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมที่พึงปรารถนา จำเป็นต้องมีการพัฒนาคุณภาพและสมรรถนะของคนให้เป็น "คนเก่ง" คนดี มีคุณธรรม มีคุณภาพพลานามัยที่ดี และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ" (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ .2540 คำนำ) การพัฒนาให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวจะต้องมีวิสัยทัศน์ของการพัฒนาคนให้เป็นคนที่มีความสมดุล ทั้งด้านร่างกายปัญญา จิตใจ และสังคม กล่าวคือ เป็นคนที่ "เก่ง ดี และมีความสุข" มีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม ทั้งนี้เพื่อให้สอดรับกับสังคมไทยที่กำลังอยู่ในกระแสโลกาภิวัฒน์ และสภาพของวิกฤตทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน กระบวน

ทัศน์ใหม่ในการพัฒนาคนให้มีความสมดุล ดังกล่าว ต้องมุ่งพัฒนาคนให้มีคุณลักษณะ ดังนี้
1. มองกว้าง คิดไกล ใฝ่ดี
2. มีวินัยในตนเอง รับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน และสังคม
3. มีความรู้ ความสามารถและมีทักษะที่จำเป็นในการดำรงชีวิตในยุคโลกาภิวัฒน์
4. ให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ รู้วิธีแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง และรักการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
5. จัดรูปแบบของการศึกษาที่หลากหลาย ฯลฯ
โดย: เจ้าบ้าน [16 ส.ค. 47 23:01] ( IP A:202.29.9.7 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   การศึกษาที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและธรรมชาติ
การศึกษาควรเป็นเรื่องของทุกคน เป็นสิทธิของเขาที่จะเรียนรู้ ดังนั้นการศึกษาจึงควร และตรงกับความต้องการของผู้เรียน และสอดคล้องกับความต้องการของชุมชน สังคม และประเทศชาติ และเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมที่คนเราจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ทั้งนี้เพื่อให้ผู้เรียนเข้าไปมีส่วนในการพัฒนาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต่างๆ ให้ดีขึ้น

การเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง
ทุกคนต้องฝึกการเรียนรู้ ด้วยตนเองตลอดชีวิต ให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้โดยไม่ยึดครูเป็นศูนย์กลางของการสอน กล่าวคือ ต้องเรียนตามความต้องการของผู้เรียนตามความต้องการของผู้เรียนสอดคล้องกับความถนัดของตนเอง และต้องระดมให้ทุกส่วนของสังคมช่วยกันและกัน โดยถือว่าการศึกษาเกี่ยวข้องกับทุกคน (Education For all) และทุกคนสามารถช่วยเหลือและเป็นหน้าที่คนทุกคนจะช่วยในการศึกษาและการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน (All for education)

การศึกษาเพื่อพัฒนาศักยภาพของบุคคล
หมายถึงแนวความคิดในการจัดการศึกษาใหม่ เพื่อเป้าหมายในการเสริมสร้างความสามารถของแต่ละบุคคลที่มีอยู่ในตนเองให้เจริญเติบเต็มขีด อย่างเต็มขีดความสามารถ และนำศักยภาพนี้มาพัฒนาตนเองและสังคมให้เหมาะสมกับความสามารถของตนศักยภาพจะได้รับการกระตุ้น และพัฒนาโดยการจัดกระบวนการกระตุ้น และพัฒนาโดยการจัดกระบวนการเรียนรู้ และการสอนจากสภาพจริง ( Authenticity Leaning ) และการประเมินตามสภาพจริง (Authentic Evaluation ) บทบาทของครูจะทำหน้าที่เป็นผู้อื้ออำนวยการเรียนรู้ (facilitator) (วินัย วงษ์ใหญ่ 2540 : 35)
โดย: เจ้าบ้าน [16 ส.ค. 47 23:02] ( IP A:202.29.9.7 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   ความเป็นเอกภาพในการจัดการเรียนการศึกษาเพื่อให้เป็น คนดี คนเก่ง และมีความสุข

คนดี หมายถึง คุณลักษณะทางจิตใจและพฤติกรรมของความมีวินัย และค่านิยมประชาธิปไตย

ความมีวินัย คือ คุณลักษณะทางจิตใจ และพฤติกรรมที่ช่วยให้บุคคลสามารถควบคุมตนเอง และปฏิบัติตนตามระเบียบกฎกติกา ของสังคม เพื่อประโยชน์ของตนเองและของส่วนรวม

พฤติกรรมที่บ่งชี้ ความมีวินัย ได้แก่ ความสนใจใฝ่รู้ การควบคุมตนเอง ความรับผิดชอบ ความมีเหตุผล ความชื่อสัตย์ และความขยัน มีวินัย

ค่านิยมประชาธิปไตย คือ คุณลักษณะทางจิตใจ และพฤติกรรมของบุคคลที่เห็นคุณค่าของตนเอง และคุณค่าของผู้อื่นเคารพสิทธิและป้องกันสิทธิของตนเองและผู้อื่นด้วยน้ำใจท่เคารพต่อคุณค่าของเสียงส่วยใหญ่ด้วยความเข้าใจระหว่างกันและกัน ด้วยความสันติ

พฤติกรรมที่บ่งชี้ความเป็นประชาธิปไตย ได้แก่การเห็นคุณค่าของตนเองและผู้อื่น ยอมรับฟัง ความคิดเห็นของ
ผู้อื่นเคารพสิทธิ ป้องกันสิทธิของตนเอง เคารพสิทธิผู้อื่น มีเหตุผล เคารพกติกาของสังคม ทำงานร่วมกับผู้อื่นเป็น รวมทั้งมีความเสียสละ
โดย: เจ้าบ้าน [16 ส.ค. 47 23:03] ( IP A:202.29.9.7 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   โฮเวิร์ด การ์ดเน่อร์ (Howard Gardner. 1993 ) นักวิทยาศาสตร์ด้านระบบประสาท แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้ศึกษาเกี่ยวกับความหลากหลายของสติปัญญาและได้จำแนกความสามารถ หรือสติปัญญาของคนเอาไว้ 7 ประเภท และภายหลังเพิ่มเติมอีก 1 ประเภท โดยได้คิดทฤษฎีพหุปัญญา (Theory of Moltiple Intelligence Ml ) และจำแนกปัญญาเอาไว้ในหนังสือ ชื่อ "โครองสร้างของจิตใจ" (Frame of Mind) โดยเขาศึกษาจากผู้ที่ส่วนบกพร่องในบางส่วน และพบว่าผู้ที่ถูกศึกษายังมีความสามารถในส่วนที่เหลืออยู่ซึ่งเป็นการพิสูจน์ว่า สมองของมนุษย์ได้แบ่งเป็นส่วนๆ แต่ละส่วนได้กำหนดความเป็นเรื่อง ๆ คือ มีปัญญาหลายๆ อย่าง ถือกำเนิดมาจากสมองเฉพาะส่วน แตกต่างกันการ์ดเน่อร์ได้ใช้ฐานความคิดจากศาสตร์ทางการรับรู้ ( Cognitive Science ) และศาสตร์การทำงานของสมอง (Neuro Socience) และให้คำจำกัดความคำว่า "ปัญญา" ว่า "ความสามารถที่จะค้นหาและแก้ปัญหาและสร้าง ผลผลิตที่มีคุณค่าเป็นที่ยอมรับของสังคม" (เฉิดศักดิ์ ชุมชน. 2540)

สติปัญญาทั้ง 8 ด้านนี้ ได้แก่
1. สติปัญญาด้านภาษา (Verbal/inquistic Inlligence ) คือผู้ที่มีความสามารถทางด้านภาษาสูง เช่น นักเล่านิทาน
นักพูด นักการเมือง หรือ ด้านการเขียน เช่น กวี นักเขียนบทละคร บรรณาธิการ นักหนังสือพิมพ์ ปัญญาด้านนี้ยังรวมถึง ความสามารถในด้านการจัดกระทำเกี่ยวกับ โครงสร้างของภาพ เสียง ความหมาย และเรื่องที่เกี่ยวกับภาษา เช่น ความสามารถใช้ภาษาในการหว่านล้อมการอธิบาย เป็นต้น
2. สติปัญญาด้านตรรกและคณิตศาสตร์ (Logical/Mathematic Intellignece ) ได้แก่ผู้ที่มีความสามารถสูงในการ
ใช้ตัวเลข เช่น นักบัญชี นักคณิตศาสตร์ นักตรรกศาสตร์ นักจัดทำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ปัญญาด้านนี้ยังรวมถึงความไวในการเห็นความสัมพันธ์แบบแผนตรรกวิทยา การคิดคาดการณ์ (if-then) วิธีการที่ใช้ในการคิด ได้แก่การจำแนกประเภท การจัดหมวดหมู่ การสันนิษฐาน สรุปการคิดคำนวณ การตั้งสมมติฐาน
3. สติปัญญาด้านมิติสัมพันธ์ (visual / Spatial Intelligence ) คือความสามารถในการมองเห็นพื้นที่ ได้แก่ นาย
พราน ลูกเสือ ผู้นำทาง และสามารถปรับปรุงวิธีการใช้เนื้อที่ได้ดี เช่น สถาปนิก มัณฑนาการ ศิลปิน นักประดิษฐ์ ปัญญาด้านนี้ รวมไปถึงความไวต่อสี เส้น รูป ร่าง เนื้อที่ และความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเหล่านี้นอกจากนี้ ยังหมายถึง ความสามารถที่จะมองเห็นและแสดงออกเป็นรูปร่างถึงสิ่งที่เห็น และความคิดเกี่ยวกับพื้นที่
4. สติปัญญาด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว (Bodily-Kinesthetic Intelligenec )คือความสามารถในการใช้ร่างกายของตนเองแสดงความคิด ความรู้สึก ได้แก่ นักแสดง นักแสดงท่าใบ้ นักกีฬา นาฎกร นักฟ้อนรำ และความสามารถในการใช้มือประดิษฐ์ เช่น นักปั้น ช่างแก้รถยนต์ ศัลยแพทย์ ปัญญาทางด้านนี้รวมถึงทักษะทางกาย เช่น ความคล่องแคล่วความแข็งแรง ความรวดเร็วความยืดหยุ่น ความประณีต และความไวทางประสาทสัมผัส
5. สติปัญญาทางด้านดนตรี (Musical / Rhythemic Intelligence) คือ ความสามารถทางด้านดนตรี ได้แก่ นักแต่ง
เพลง นักดนตรี นักวิจารณ์ดนตรี ปัญญาด้านนี้รวมถึงความไว้ในเรื่องจังหวะ ทำนอง เสียง ตลอดจนความสามารถ ในการเข้าใจและวิเคราะห์ดนตรี
6. สติปัญญาด้านมนุษยสัมพันธ์ (Interpersonal Intelligence ) คือ ความสามารถในการเข้าในอารมณ์ ความรู้สึก
ความคิด และเจตนาของผู้อื่น ทั้งนี้รวมถึงความในการสังเกต น้ำเสียง ใบหน้า ท่าทาง ทังยังมีความสามารถสูงในการรู้ถึงลักษณะต่างๆของสัมพันธภาพของมนุษย์และสามารถตอบสนิกได้อย่างเหมาะสม และมีประสิทธิภาพ เช่น สามารถทำให้บุคคลหรือ กลุ่มบุคคลปฏิบัติตาม
7. สติปัญญาด้านตน หรือ การเข้าใจตนเอง (Intrapersonal Intelligence ) คือความสามารถในการรู้จักตนเอง
และสามารถประพฤติปฏิบัติตนได้จากความรู้จักตนนี้ ความสามารถในการรู้จักตัวตน ได้แก่ การรู้จักตัวเองตามความจริงเช่น มีจุดอ่อน จุดแข็งในเรื่องใด มีความรู้เท่าทัน อารมณ์ ความคิด ความปรารถนาของตน มีความสามารถในการฝึกฝนตนเอง และเข้าในตนเอง
8. สติปัญญาด้านการรักษาธรรมชาติ (Naturalistic ) เข้าในการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ และปรากฎการณ์
ธรรมชาติ เข้าใจความสำคัญของตนเองกับสิ่งแวดล้อม และตระหนักถึงความสามารถของตนเองที่จะมีส่วนช่วยในการอนุรักษ์ธรรมชาติ เข้าใจถึงพัฒนาการของมนุษย์ และการดำรงชีวิตของมนุษย์ตั้งแต่เกิดจนตาย เข้าใจและจำแนกความเหมือนกันของสิ่งของ เข้าใจการหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงขิงสสาร
โดย: เจ้าบ้าน [16 ส.ค. 47 23:03] ( IP A:202.29.9.7 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
   ทฤษฎีทางพหุปัญญา (Mi Theory) ไม่เพียงแต่อธิบาย ปัญญาทั้ง 8 ด้านนี้เท่านั้น แต่ยังอธิบายลักษณะที่สำคัญ
เอาไว้ดังนี้

1. ปัญญามีลักษณะเฉพาะด้าน จากการศึกษาเรื่องสมอง
2. ทุกคนมีปัญญาทั้ง 8 ด้าน มากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป ซึ่งบางคนอาจจะมีปัญญาทั้ง 8 ด้านสูงมากทุกด้าน แต่
บางคนก็อาจจะมีเพียง หนึ่ง หรือ สองด้าน ส่วนด้านอื่นไม่สูงนัก
3. ทุกคนสามารถพัฒนาปัญญาแต่ละด้านให้สูงขึ้นถึงระดับใช้การได้ ถ้ามีการให้กำลังใจ ฝึกฝนอบรม มีสภาพ
แวดล้อมที่เหมาะสม เช่น ความร่วมมือของผู้ปกครองการได้ประสบการณ์ ก็อาจจะเสริมสมรรถภาพของปัญญาด้านต่างๆ ได้
4. ปัญญาต่างๆ สามารถทำงานร่วมกันได้ การ์ดเน่อร์ชี้แจงว่าการแบ่งลักษณะของปัญญาแต่ละด้านเป็นเพียงการ
อธิบายลักษณะของปัญญาแต่ละด้านเท่านั้น แท้ที่จริงแล้ว ปัญญาหลายๆ ด้านจะทำงานร่วมกัน เช่น ในการประกอบอาหารก็ต้องสามารถอ่านวิธีทำ (ด้านภาษา) คิดคำนวณปริมาณของส่วนผสม (ด้านคณิตศาสตร์) เมื่อประกอบอาหารเสร็จ ก็ทำให้สมาชิกทุกคนในบ้านพอใจ (ด้านมนุษยสัมพันธ์) และทำให้ตนเองมีความสุข (ด้านการเข้าใจรู้จักตนเอง) เป็นต้น การกล่าวถึงปัญญาแต่ละด้าน เป็นเพียงการนำลักษณะพิเศษเฉพาะออกมาศึกษา เพื่อหาทางใช้ให้เหมาะสม
5. ปัญญาแต่ละด้านจะมีการแสดงความสามารถหลายทาง เช่น บางคนไม่มีความสามารถด้านการอ่าน ก็ไม่ได้
หมายความว่าไม่มีความสามารถทางภาษา เพราะเขาอาจจะเป็นคนที่เล่านิทานและเล่าเรื่องเก่ง ใช้ภาษาพุดได้คล่องแคล่วหรือคนที่ไม่มีความสามารถทางกีฬา ก็อาจจะใช้ร่างกายได้ดีในการถักทอผ้า หรือเล่นหมากรุกได้เก่ง ซึ่งจะเห็นได้ว่า แม้แต่ในปัญญาด้านใดด้านหนึ่ง ก็จะมีการแสดงออกถึงความสามารถหลากหลาย
การ์ดเน่อร์ เชื่อว่า แม้ว่าคนแต่ละคนมีสติปัญญาแต่ละด้านไม่เท่ากัน แต่ก็สามารถพัฒนาปัญญา ทั้ง 8 ด้านนี้ได้
โดย: เจ้าบ้าน [16 ส.ค. 47 23:04] ( IP A:202.29.9.7 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
   ความสุข
"ความสุข" คือ สิ่งที่ทุกคนปรารถนาเฝ้าเสาะแสวงหา ไขว่คว้า พากเพียรพยายามที่จะให้ตัวเอง และผู้เป็นที่รักได้พบได้ครอบครอง พ่อแม่อยากให้ลูกมีความสุข ครูอาจารย์ก็อยากเห็นลูกศิษย์ของตนร่าเริง แจ่มใน และมีความสุข (ศูนย์พัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน สกศ. 2540 ) ซึ่งวิชัย วงษ์ใหญ่ (2540)กล่าวว่าเมื่อคนเรามีความสุข ภายในสมองของคนเรามีสารเอนโดฟีน (Endophine) ที่หลั่งออกมาทำให้คนเรามีความสุข แต่ถ้าผู้เรียนมีความเครียด ความเกร็ง คาดหวัง ตื่นเต้น แข่งขันเพื่อการเอาชนะ สมองจะหลั่งสารแอนดรีนาลีน(Andrenaline) ออกมา สารดังกล่าว จะมีผลเสียต่อร่างกาย เช่น ทำให้ปวดหัว ปวดท้องอย่างไม่มีสาเหตุ การจัดความสมดุล

วิชัย วงษ์ใหญ่ (2541: 38) ได้สรุปผลจากการวิจัยของกรมวิชาการ พบว่า เด็กที่มาโรงเรียนแล้วมีความสุข มีปัจจัย 3 ประการ คือ รักโรงเรียน รักครู รักเพื่อน
ประการแรก รักโรงเรียน เพราะได้เรียนหนังสือและมีเพื่อน มาถึงโรงเรียนแล้วรู้สึกสบายใจ เพราะมีเพื่อนเล่น มีความรู้ได้เรียนหนังสือ
ประการที่สอง รักครู เพราะครูสอนดี ครูใจดี และมีความรู้
ประการที่สาม รักเพื่อน เพราะเป็นคนดี เป็นคนที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และเป็นเพื่อนที่ชอบเล่นด้วยกัน เพื่อนที่อยากได้ คือ เพื่อนที่ชอบเล่นด้วยกัน เป็นคนไม่เกเร และรังแกเพื่อน

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติได้เล็งเห็นความสุข และต้องการให้นักเรียนอย่างมีความสุข จึงเชิญคณะผู้เชี่ยวชาญร่วมกันศึกษาค้นคว้า โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ กิติยวดี บุญซื่อ (กิติยวดี บุญซื่อ และคณะ 2540) เป็นหัวหน้าคณะ ซึ่งได้นำเสนอ "ทฤษฎีการเรียนรู้อย่างมีความสุข" สรุปหลักการสำคัญว่า การเรียนรู้ที่มีความสุขจะต้องมีแนวคิดพื้นฐานที่จะต้องสร้างความรักและความศรัทธาให้กับนักเรียน เพราะศรัทธาเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ที่ดีที่สุด การเรียนรู้ที่ดีเกิดจากการได้สัมผัส และสัมพันธ์กับของจริงและธรรมชาติ การเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้ตนเอง และบุคคลรอบข้าง ช่วยให้เขาปรับตัวได้อย่างเหมาะสมกับสิ่งแวดล้อมรอบตัว
โดย: เจ้าบ้าน [16 ส.ค. 47 23:05] ( IP A:202.29.9.7 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
   การประยุกต์กระบวนทัศน์ใหม่ทางการศึกษา ในการจัดการเรียนการสอนระดับปฐมวัย

การพัฒนาให้เด็กเป็นคนที่ เก่ง ดี และมีความสุข ต้องมีความสมดุลในการจัดกระบวนการเรียนการสอน บรรยากาศ และ สภาพแวดล้อมโดยให้เด็กได้สนุกสนานนับกิจกรรมการเรียน และเสริมสร้าง ประสบการณ์ที่สร้างสรรค์ ให้ผู้เรียนมีความสุขจากการช่วยเหลือ อื้ออาทรและร่วมมือร่วมใจกันสามารถจัดการ จัดระบบโดยร่วมมือกันรับผิดชอบ ในการปฏิบัติตากฎเกณฑ์ ระเบียบ ข้อตกลง เพื่อเสริมสร้างวินัยในตนเอง สำหรับการอยู่ร่วมกัน และให้ผู้เรียนมีความสนในใฝ่รู้ซึ่งต้องอาศัย กระบวนการเรียนรู้ตามสภาพจริง (Authentic Learning)และกระบวนการประเมินตามสภาพจริง (Authentic Evaluation)

ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาให้เด็กเป็นคนเก่ง ดี และมีความสุข ควรจะมีการส่งเสริม หรือพัฒนาเด็ก ดังนี้
1. ส่งเสริมให้เด็กเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ (Student - centered approach) โดยเน้นให้เด็กเป็นผู้ปฏิบัติ กิจกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเอง
2. ส่งเสริมพัฒนาการของสมองทุกๆ ด้าน (Whole brain approach) ทั้งด้านร่างกาย ภาษา คณิตศาสตร์ ดนตรี การ
รับรู้ และมิติสัมพันธ์ และการรักธรรมชาติ
3. ส่งเสริมให้เด็กได้พัฒนาทักษะกระบวนการคิด (Thinking Skill) และการแก้ปัญหา อย่างเป็นเหตุเป็นผล และในเชิงสร้างสรรค์
4. เน้นการบูรณาการการเรียนรู้ และทักษะความถนัดของผู้เรียน โดยส่งเสริมศักยภาพของเด็กทุกๆด้าน โดยการเรียนเป็นหน่วย(Thematic Apporach)
5. เน้นการพัฒนาเด็กในด้านการอยู่ร่วมกัน และทำงานร่วมกันตามวิถีประชาธิปไตย
6. ส่งเสริมการเข้าใจตนเอง รู้จักส่วนดี ส่วนบกพร่องของตนเอง และความเข้าใจผู้อื่น สามารถชื่นชมกับความสำเร็จของผู้อื่น
7. เน้นการประเมินตามสภาพจริง (Authentic Evaluation) โดยอาศัย การสังเกต การสัมภาษณ์ การเก็บสะสมแฟ้มผลงานของเด็ก
โดย: เจ้าบ้าน [16 ส.ค. 47 23:05] ( IP A:202.29.9.7 X: )
ความคิดเห็นที่ 8
   เอกสารอ้างอิง

* กิติยวดี บุญซื่อ และคณะ.(2541) "สกศ. แนะ....นำอย่างไรจึงเรียนรู้อย่างมีความสุข" วัฎจักร การศึกษา.28 กรกฎาคม - 3 สิงหาคม 2541.
* คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. สำนักงาน. สำนักนายกรัฐมนตรี (2540). "ปฏิทินผู้บริหารการศึกษา 2540 แผนพัฒนา
การศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ 8". กรุงเทพมหานคร : คุรุสภา.
* เฉิดศักดิ์ ชุมชน. (2540). "พหุปัญญา" เอกสารประกอบในการอบรม "เรื่อง ทักษะการคิด และรูปแบบการเรียนรู้ (Thinking Skills
& Learning Style)" โดย Leonard and Leila Finkelstein ณ ห้องประชมตึกชาญ อิสสระ 6-8 กุมภาพันธ์ 2541.
* วิชัย วงษ์ใหญ่. (2541). "กระบวนทัศน์ใหม่ : การจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาศักยภาพของบุคคล" วารสาร มศว ศิลปวัฒนธรรม
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. (มกราคม - มิถุนายน 2541)
* Armstrong, Thomas (1994). Multiple Intelligences in the Classroom. ASCD. เอกสารแปลใช้ประกอบการอบรม เรื่อง
"การพัฒนาปัญญาหลายด้าน" โดย patricia Bolanos ณ โรงแรมเฟร์ส 26 - 28 มิถุนายน 2541.
* Finkelstein, Leonard & Finkelstein, Leila. (2541) สรุปคำบรรยายจากการอบรมเรื่อง "ทักษะการคิดและรูปแบบการเรียนรู้
(thinking Skills & Learning Style)" ณ ห้องประชุมตึกชาญ อิสสระ 6-8 กุมภาพันธ์ 2541.
โดย: เจ้าบ้าน [16 ส.ค. 47 23:06] ( IP A:202.29.9.7 X: )
ความคิดเห็นที่ 9
   คุณภาพของบุคคลขึ้นอยู่กับความมีวินัยดังนั้นจึงอยากเสนอผลงานวิชาการเรื่อง

วิจัย การใช้กิจกรรมการอบรมพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมนักเรียนในโครงการ
โรงเรียนวิถีพุทธเพื่อสนับสนุนและเสริมแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ต่อความมีวินัยของนักเรียนโรงเรียนเก่าขามวิทยา ตำบลศรีสุข อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี ปีการศึกษา 2549
ผู้วิจัย นางวรรณา อยู่สุข
ปีการศึกษา 2549


การวิจัยเรื่อง “การใช้กิจกรรมการอบรมพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมนักเรียนในโครงการโรงเรียนวิถีพุทธเพื่อสนับสนุนและเสริมแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ต่อความมีวินัยของนักเรียนโรงเรียนเก่าขามวิทยา ตำบลศรีสุข อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี ปีการศึกษา 2549” มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาความมีวินัยของนักเรียนระหว่างก่อนและหลังการใช้กิจกรรมการอบรมพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมนักเรียนในโครงการโรงเรียนวิถีพุทธเพื่อสนับสนุนและเสริมแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ต่อความมีวินัยของนักเรียน โรงเรียนเก่าขามวิทยา ตำบลศรีสุข อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี ปีการศึกษา 2549 เพื่อเปรียบเทียบความมีวินัยของนักเรียนระหว่างก่อนและหลังการใช้กิจกรรมการอบรมพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมนักเรียนในโครงการโรงเรียนวิถีพุทธเพื่อสนับสนุนและเสริมแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ต่อความมีวินัยของนักเรียน โรงเรียนเก่าขามวิทยา ตำบลศรีสุข อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี ปีการศึกษา 2549
ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนโรงเรียนเก่าขามวิทยา ตำบลศรีสุข อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี ปีการศึกษา2549 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 จำนวน 450 คน ทำการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified random sampling) ได้จำนวน 210 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามตามแบบประเมินความคิดเห็นในโครงการโรงเรียนวิถีพุทธเพื่อส่งเสริมและพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม ที่เน้นความมีวินัยในตนเองของนักเรียนซึ่งทำการเก็บรวบรวมข้อมูลกลุ่มตัวอย่างก่อนเข้าร่วมกิจกรรมและทำการวัดซ้ำหลังเข้าร่วมกิจกรรม
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่า


กิจกรรมการอบรมพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมนักเรียนในโครงการโรงเรียนวิถีพุทธเพื่อสนับสนุนและเสริมแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ต่อความมีวินัยของนักเรียนโรงเรียนเก่าขามวิทยา ตำบลศรีสุข อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี ปีการศึกษา 2549 ดำเนินการในเดือนธันวาคม – มกราคม ดังนี้
2.1 กิจกรรมประจำวัน
2.1.1 กิจกรรมปฏิสัมพันธ์ ได้แก่ การทักทายด้วยกิริยาวาจาอ่อนหวาน ระหว่างครู นักเรียน
2.1.2 กิจกรรมทำความสะอาดห้องเรียนและเขตรับผิดชอบ
2.1.3 กิจกรรมพุทธศาสนสุภาษิตวันละบท
2.1.4 กิจกรรมเดินเข้าห้องเรียนอย่างเป็นระเบียบ
2.1.5 กิจกรรมทำสมาธิ 1 นาที ก่อนเรียน
2.2 กิจกรรมประจำสัปดาห์
2.2.1 กิจกรรมอบรมธรรมะ 5 นาที สวดมนต์ไหว้พระ แผ่เมตตา สงบนิ่ง
2.2.2 กิจกรรมธรรมะหรรษา
2.3 กิจกรรมประจำเดือน
2.3.1 วันที่ 15 ธันวาคม 2549 อบรมคุณธรรมจริยธรรมความมีวินัยของ
นักเรียนเรื่อง ความซื่อสัตย์
2.3.2 วันที่ 12 มกราคม 2549 อบรมคุณธรรมจริยธรรมความีวินัยของนักเรียนเรื่อง ความขยันหมั่นเพียร
2.4 กิจกรรมภาพรวม
2.4.1 ติดภาพสถาบันหลัก คือชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ในห้องเรียนทุกห้อง
2.4.2 กิจกรรมทำบุญตักบาตรในโรงเรียน เดือนละ 1 ครั้ง
2.4.3 กิจกรรมยกย่องคนทำความดี (เก็บสิ่งของได้แล้วคืนเจ้าตัว
2.4.4 กิจกรรมวันสำคัญของชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์
2.4.5 กิจกรรมบันทึกความดีของผู้ปฏิบัติ


ผลของการดำเนินกิจกรรม
ในการดำเนินงานตลอดปีการศึกษา 2549 ที่ผ่านมามีผลปรากฏเป็นที่น่าพอใจ สังเกตได้จากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของนักเรียน ดังนี้
1. กิจกรรมทำบุญที่วัดในวันสำคัญต่าง ๆ จะได้รับความสนใจและร่วมมือจาก
นักเรียนเป็นอย่างดี นักเรียนจะร่วมบริจาคเงินตามกำลังศรัทธา และพร้อมใจกันไปวัดตามที่ผู้บริหารโรงเรียนกำหนด นอกจากจะแยกนักเรียนออกไปตามหมู่บ้านแล้ว ทางโรงเรียนยังจัดกลุ่มครูเพื่อดูแลนักเรียนไปวัดทุกวัดอีกด้วย เมื่อไปถึงวัดจะเห็นว่านักเรียนมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปต่างกับที่อยู่โรงเรียน คือเมื่ออยู่โรงเรียนถ้าไม่ใช่เวลาเรียนนักเรียนก็จะเล่นกันสนุกสนานตามประสาเด็กแต่พอมาถึงวัดนักเรียนจะเงียบและตั้งใจประกอบศาสนพิธีด้วยความตั้งใจโดยมีผู้นำนักเรียนเป็นผู้นำ โดยมีครูคอยดูแลเท่านั้น
2. การสวดมนต์ไหว้พระและแผ่เมตตาก่อนเข้าชั้นเรียน ก็คือกิจกรรมหน้าเสาธง
นั่นเอง ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา แต่การสวดมนต์หน้าเสาธงของโรงเรียนเก่าขามวิทยานั้นจะเป็นการสวดมนต์แปล และกล่าวคำแผ่เมตตาด้วย โดยจะมีคณะกรรมการนักเรียนเปลี่ยนกันมาทำหน้าที่เป็นผู้นำกล่าวทุกวันส่วนนักเรียนคนอื่น ๆ ก็จะกล่าวตามด้วยความตั้งใจช้า ๆ และถูกต้องนับเป็นความศรัทธาของนักเรียนที่มีต่อพระพุทธศาสนา จึงถือว่ากิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมหนึ่งของโครงการโรงเรียนวิถีพุทธ
3. การทำสมาธิก่อนเรียน เมื่อกิจกรรมหน้าเสาธงเสร็จสิ้นแล้วนักเรียนจะเดินเข้าชั้นเรียนอย่างเป็นระเบียบโดยการเดินเป็นแถวไปทีละชั้น เมื่อถึงชั้นเรียนแล้วโรงเรียนจะให้สัญญาณนั่งสมาธิประมาณวันละ 5 นาที จากนั้นกล่าวคำแผ่เมตตา และท่องบทพุทธศาสนสุภาษิต ซึ่งกำหนดให้ท่องสัปดาห์ละ 1 บท ตลอดปีการศึกษา แล้วจึงเริ่มเรียนตามตารางสอน กิจกรรมนี้เป็นการฝึกให้นักเรียนมีระเบียบวินัย สามารถควบคุมตนเองได้ และมีสมาธิในการเรียน ตามหลักไตรสิกขา ศีล สมาธิ ปัญญา
4. กิจกรรมไหว้กันวันละครั้ง โดยปกติแล้วนักเรียนที่อยู่โรงเรียนเดียวกัน หรืออยู่คนละโรงเรียนก็แล้วแต่ นักเรียนจะไม่เคยไหว้กันเลย เพื่อเป็นการฝึกให้นักเรียนมีอ่อนน้อมถ่อมตน มีกิริยาทีอ่อนโยน และให้เกียรติผู้อื่นจึงกำหนดให้มีกิจกรรมไหว้กันวันละครั้งขึ้น จากการดำเนินกิจกรรมนี้ปรากฏว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง เนื่องจากเมื่อการเริ่มตนกิจกรรมใหม่ ๆ นักเรียนจะไม่ยอมไหว้กัน หรือถ้าไหว้ก็ทำแบบไม่เต็มใจ และมีอาการเขินอาย แต่พอได้ทำทุกวันเข้านักเรียนเห็นเป็นเรื่องธรรมดา และไหว้กันอย่างตั้งใจและสวยงาม
5. การทำความสะอาดเขตรับผิดชอบ กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมเก่าแก่ของโรงเรียนเก่าขามวิทยา การทำความสะอาดบริเวณโรงเรียน ถือเป็นเรื่องปกติของนักเรียนโรงเรียนเก่าขามวิทยา นักเรียนจะมีไม้กวาดเป็นของตนเอง เมื่อมาถึงโรงเรียนตอนเช้านักเรียนจะรีบถือไม้กวาดไปยังบริเวณเขตรับผิดชอบของห้องเรียนของตน กวาดขยะส่วนมากจะเป็นใบไม้ที่หล่นตามธรรมชาติ แล้วเก็บอย่างเรียบร้อย โดยไม่ต้องให้ครูมาบอก ส่วนครูประจำชั้นเมื่อมาถึงโรงเรียนก็จะรีบไปที่เขตรับผิดชอบเช่นเดียวกับนักเรียนเพื่อดูแลการทำความสะอาดของนักเรียน โรงเรียนเก่าขามวิทยาเสริมจึงสะอาดและน่าอยู่ตลอดทั้งวัน จะมีปัญหาบ้างก็คงจะเป็นฝุ่นซึ่งบริเวณโรงเรียนมีสภาพเป็นดินทรายจึงมีฝุ่นมาก กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมที่ฝึกให้นักเรียนมีวินัย และความรับผิดชอบเป็นอย่างดี
6. การสวดมนต์วันสุดสัปดาห์ ในทุกวันศุกร์เมื่อถึงชั่วโมงสุดท้ายของการเรียน
นักเรียนทุกคนจะเดินแถวจากห้องเรียนไปที่หอประชุม นั่งอย่างเป็นระเบียบและสงบเพื่อร่วมกันสวดมนแปล รับฟังการอบรมคุณธรรมจริยธรรมจากครูเวร ซึ่งทางโรงเรียนจะแต่งตั้งให้ครูทุกคนได้มีโอกาสอบรมนักเรียนในหอประชุม ทุกวันศุกร์ ครั้งละประมาณ 10 นาที

ปัญหาและอุปสรรคจากกิจกรรม
จากภาพรวมของการดำเนินกิจกรรมโครงการโรงเรียนวิถีพุทธ ของโรงเรียนเก่าขามวิทยา ประจำปีการศึกษา 2549 มีปัญหาน้อยมาก เนื่องจากคณะครูของโรงเรียนเก่าขามวิทยา ล้วนแต่เป็นผู้ที่มีความตั้งใจที่จะพัฒนานักเรียนของตนให้เป็นคนดี คนเก่ง และมีความสุข จึงไม่มีใครมีความคิดเห็นขัดแย้ง หรือต่อต้านการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ คณะทำงานในโครงการโรงเรียนวิถีพุทธจึงปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์
ส่วนการประเมินเป็นรายกิจกรรมก็จะมีเพียงบางกิจกรรมเท่านั้นที่มีปัญหาบ้าง ดังที่ได้เสนอไว้ในหัวข้อผลของการดำเนินงานแล้ว แนวทางพัฒนาแก้ไขปรับปรุงดังนี้
1. การทำความสะอาดบริเวณรับผิดชอบ ครูต้องให้แรงเสริมแก่นักเรียน โดยครูมาโรงเรียนแต่เช้า ให้คำชมเชยนักเรียนที่มาแต่เช้าและทำหน้าที่โดยไม่ต้องให้ครูบอก
2. การทำสมาธิก่อนเรียน ในระหว่างที่เด็กทำสมาธิครูควรสอดแทรกจริยธรรมที่เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน หรือครูจะทำสมาธิร่วมกับเด็กด้วยก็จะเป็นการดี






สรุปผลการวิจัย


1. ก่อนเข้าร่วมกิจกรรมโดยภาพรวมความมีวินัยของนักเรียนอยู่ในระดับมาก และหลังใช้กิจกรรมการอบรมพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมนักเรียนในโครงการโรงเรียนวิถีพุทธเพื่อสนับสนุนและเสริมแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ต่อความมีวินัยของนักเรียนภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
เมื่อพิจารณารายข้อที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด 3 อันดับก่อนเข้าร่วมกิจกรรม พบว่า รู้จักตอบแทนบุญคุณต่อผู้มีพระคุณอย่างเหมาะสม รองลงมากล้าแสดงออกความคิดเห็นอย่างมีเหตุผล และมีความพึงพอใจในการจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมและค่านิยมที่ดีงามของโรงเรียน น้อยที่สุดพบว่าสามารถนำคุณธรรม จริยธรรมและค่านิยมที่ดีงามไปปฏิบัติในชีวิตประจำอย่างได้ผล
และเมื่อพิจารณารายข้อที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด 3 อันดับหลังเข้าร่วมกิจกรรม พบว่านักเรียนกล้ารับผิดในข้อบกพร่องของผลงานที่ปฏิบัติแล้วไม่สำเร็จตามเป้าหมาย รองลงมาเต็มใจและมีความสุขกับงานที่ได้รับมอบหมายปฏิบัติงานเสร็จทันเวลาที่กำหนด และเดินขึ้นลงอาคารตามกฎกติกาของโรงเรียนกำหนด และค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดพบว่านักเรียนคิดว่าตนมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของและเป็นส่วนหนึ่งของสถานศึกษา
2. ก่อนและหลังการใช้กิจกรรมการอบรมพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมนักเรียนในโครงการโรงเรียนวิถีพุทธเพื่อสนับสนุนและเสริมแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ต่อความมีวินัยของนักเรียนแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05


อภิปรายผล


1.จากผลการวิจัยการใช้กิจกรรมการอบรมพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมนักเรียนในโครงการโรงเรียนวิถีพุทธเพื่อสนับสนุนและเสริมแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ต่อความมีวินัยของนักเรียน เมื่อแยกพิจารณาเป็นด้านโดยใช้สถิติพื้นฐานในการอภิปลายผล พบว่า
ก่อนใช้กิจกรรมพบว่านักเรียนรู้จักตอบแทนบุญคุณต่อผู้มีพระคุณอย่างเหมาะสม เนื่องจากสังคมไทยส่วนใหญ่ให้ความสำคัญต่อการตอบแทนบุญคุณต่อผู้มีพระคุณเพื่อแสดงรำลึกถึงผู้ที่เคยให้ความช่วยเหลือหรือให้สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อเราถึงแม้ผู้มีพระคุณจะไม่ต้องการสิ่งใดเลยก็ตามแต่เป็นคุณสมบัติและสัญลักษณ์ของคนดีและคนดีเป็นผู้ที่มีระเบียบวินัย สังคมไทยเชื่อว่าบุคคลที่มีความกตัญญูย่อมมีชีวิตประสบแต่ความสำเร็จก้าวหน้า รองลงมากล้าแสดงออกความคิดเห็นอย่างมีเหตุผลเพราะกิจกรรมการเรียนการสอนครูอาจารย์ได้เสริมให้เด็กกล้าคิด กล้าทำ กล้าพูดโดยจัดประสบการณ์หรือกิจกรรมในกระบวนการเรียนการสอนส่งเสริมให้นักเรียนเป็นผู้ที่มีความมั่นใจที่จะนำเสนองานหรือกล้าที่จะแสดงเหตุผลอย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ในห้องเรียน และมีความพึงพอใจในการจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมและค่านิยมที่ดีงามของโรงเรียนเนื่องจากโรงเรียนเก่าขามวิทยามีพื้นที่โรงเรียนใกล้กับวัดป่าดงเก่าขามและนักเรียนได้มีโอกาสได้ช่วยกิจกรรมภายในวัดเสมอมา เช่น กวาดใบไม้บริเวณวัดโดยแบ่งเขตรับผิดชอบแต่ละชั้นเรียนโดยจะเริ่มในเวลา 07.30 น. ถึง 07.55 น. ก่อนเข้าแถวเพื่อทำกิจกรรมประจำวัน และวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาครูอาจารย์และนักเรียนจะมาร่วมทำกิจกรรมทางศาสนาที่วัดป่าดงเก่าขาม และ กิจกรรมที่โรงเรียนจัดขึ้นเป็นประจำที่สอดคล้องกับกระบวนการเรียนการสอนและวันสำคัญต่างๆไม่ว่าจะเกี่ยวกับชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ ซึ่งจำนวนนักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมแต่ละครั้งถึงร้อยละ 95 แสดงให้เห็นว่านักเรียนให้ความสำคัญและตระหนักถึงหน้าที่ที่จะต้องเข้าร่วมกิจกรรมที่ทางโรงเรียนจัดขึ้น และก่อนใช้กิจกรรมพบว่าคะแนนค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดพบว่าสามารถนำคุณธรรม จริยธรรมและค่านิยมที่ดีงามไปปฏิบัติในชีวิตประจำอย่างได้ผลอาจเนื่องจากนักเรียนไม่กล้าที่จะแสดงออกหรือไม่มีความมั่นใจเพราะบางครั้งอายที่จะปฏิบัติตามค่านิยมที่ดีงามเนื่องจากสภาพแวดล้อมที่ต่างจากสถานศึกษา เช่น การปฏิบัติตัวของผู้ใหญ่ในชุมชนบางครั้งที่ต่างจากแบบอย่างที่ดีในโรงเรียน เช่น การใช้วาจาทักทาย การไหว้ การแต่งกาย ความซื่อสัตย์ และความเห็นแก่ตัวเพื่อความอยู่รอดในสังคมทำให้นักเรียนไม่มั่นใจหรือเมื่อนำไปใช้แล้วโดนล้อเลียน เช่นการไหว้ทักทายกันเองระหว่างนักเรียนเมื่อพบกันนอกสถานที่ที่ไม่ใช่โรงเรียน เป็นต้น
หลังใช้กิจกรรมพบว่านักเรียนกล้ารับผิดในข้อบกพร่องของผลงานที่ปฏิบัติแล้วไม่สำเร็จตามเป็นหมาย รองลงมาเต็มใจและมีความสุขกับงานที่ได้รับมอบหมายปฏิบัติงานเสร็จทันเวลาที่กำหนด แสดงว่านักเรียนมีคุณธรรมด้านความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบในสิ่งที่ได้รับมอบหมายเป็นสัญลักษณ์ว่านักเรียนเป็นผู้ที่มีพัฒนาการของวินัยแห่งตน เพราะการมีวินัยในตนเองจึงสามารถปลูกฝังและพัฒนาได้โดยใช้กิจกรรม ดังที่ ศุลีพร นิมิตกุล (2521 : 63) กล่าวว่า ความมีวินัยแห่งตนจะเกิดขึ้นได้โดยการเรียนการสอนในโรงเรียน การสอนของครูจะมีกิจกรรมที่ส่งเสริมการทำงานเป็นหมู่คณะและทำงานด้วยตนเอง ซึ่งทำให้ผู้เรียนรู้จักสิทธิและหน้าที่ของตน มีความรับผิดชอบในการปฏิบัติงาน อันเป็นการฝึกฝนความมีวินัยแห่งตนแก่ผู้เรียนให้เกิดสะสมเพิ่มมากขึ้น และนักเรียนเดินขึ้นลงอาคารตามกฎกติกาของโรงเรียนกำหนดเพราะได้ประโยชน์ของการมีวินัยแห่งตนเองเนื่องจากการฝึกทางวินัยโดยมีจุดประสงค์ให้มีนิสัยประจำใจดี คือ ให้มีความเคารพ มีมารยาทและความประพฤติอันดีงาม และหลังใช้กิจกรรมพบว่าค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดพบว่าถือว่าตนมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของและเป็นส่วนหนึ่งของสถานศึกษาซึ่งนักเรียนอาจเข้าใจว่าการทำกิจกรรมต่างๆในโรงเรียนครูอาจารย์เป็นผู้กำหนดและนักเรียนเป็นผู้ปฏิบัติตามส่งผลให้นักเรียนไม่เข้าใจบทบาทหน้าที่ในการเป็นเจ้าของและเป็นส่วนหนึ่งของสถานศึกษาดังนั้นครูอาจารย์มีบทบาทในการสนับสนุนและเสริมแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์แต่ขาดปัจจัยที่ให้นักเรียนมีสิทธิร่วมในการเสนอกิจกรรมในโครงการโรงเรียนวิถีพุทธหรือนักเรียนไม่ทราบมาก่อนว่ามีส่วนร่วมเป็นเจ้าของและเป็นส่วนหนึ่งของสถานศึกษาเพราะนักเรียนคิดว่าตนเองต้องเป็นผู้รับความรู้จากครูอยู่เสมอและทำตามกิจกรรมที่ครูอาจารย์กำหนดไว้เท่านั้นไม่ได้มีส่วนร่วมเสนอความคิดเห็นในการจัดกิจกรรม
2.อภิปรายผลตามผลการตรวจสอบสมมุติฐานการวิจัยดังนี้
ก่อนและหลังการใช้กิจกรรมการอบรมพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมนักเรียนในโครงการโรงเรียนวิถีพุทธเพื่อสนับสนุนและเสริมแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ต่อความมีวินัยของนักเรียนแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 สอดคล้องกับสมชาย สิงหพันธ์ (2527 : บทคัดย่อ) ที่ได้วิจัยเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความมีวินัยของตนเองในการสอนจริยธรรม พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความมีวินัยในตนเองหลังการทดลองแตกต่างกันก่อน
สอดคล้องกับพลับพลึง บุญรามณรงค์ (2548 : บทคัดย่อ) ผลการวิจัย พบว่า หลังการเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มนักเรียนความรับผิดชอบด้านการเรียนดีขึ้นโดยก่อนการเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่ม นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยความรับผิดชอบ ด้านการเรียน 42.23 ร้อยละ 46.92 อยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์ หลังการเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มนักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยความรับผิดชอบด้านการเรียนดีขึ้น คือ 60.77 ร้อยละ 67.52 ซึ่งความรับผิดชอบเป็นคุณลักษณะของบุคคลที่มีวินัยได้มีผู้กล่าวไว้ดังนี้ กนิษฐา ไทเตชะวัฒน์ (2531: 9) ได้สรุปลักษณะของผู้มีวินัยได้แก่ 1) มีความเชื่อมั่นในตนเอง 2) มีความรับผิดชอบ 3) มีความตั้งใจจริง 4) มีความอดทน 5) ทำตามกฎเกณฑ์ของสังคม 6) สามารถควบคุมตนเอง 7) มีความเชื่อมั่นในอำนาจภายในแห่งตน 8) มีการตั้งเป้าหมาย ซึ่งสอดคล้องกับ กันยา สุวรรณรอด (2537 : 9) คุณลักษณะของผู้มีวินัยได้แก่ 1) ความรับผิดชอบ 2) ความเชื่อมั่นในตนเอง 3) ความอดทน 4) ความเป็นผู้นำ 5) ความตั้งใจจริง 6) ความมีเหตุผล 7) ความซื่อสัตย์ 8) การตรงต่อเวลา ซึ่งสอดคล้อง ศุลีพร นิมิติกุล (2521 : 63) ดังที่กล่าวว่า ความมีวินัยแห่งตนจะเกิดขึ้นได้โดยการเรียนการสอนในโรงเรียน การสอนของครูนั้นควรมีกิจกรรมที่ส่งเสริมการทำงานเป็นหมู่คณะและทำงานด้วยตนเอง ซึ่งทำให้ผู้เรียนรู้จักสิทธิและหน้าที่ของตนเอง มีความรับผิดชอบในการปฏิบัติงานอันเป็นการฝึกฝนความมีวินัยแห่งตนเองแก่ผู้เรียนให้เกิดสะสมเพิ่มมากขึ้น


ข้อเสนอแนะ


จากผลการวิจัย ผู้วิจัยขอเสนอแนะดังต่อไปนี้
1. ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ ในกิจกรรมการเรียนการสอน
ในโรงเรียน ดังนี้
1.1 ผู้อำนวยการโรงเรียนและครูผู้สอนควรจัดกิจกรรมและกำหนดนโยบายในโรงเรียนเพื่อให้นักเรียนตระหนักว่าตนมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของและเป็นส่วนหนึ่งของสถานศึกษา
1.2 จัดกิจกรรมให้นักเรียนเล็งเห็นถึงคุณค่าและประโยชน์ของความมีคุณธรรม จริยธรรมและค่านิยมที่ดีงามไปปฏิบัติในชีวิตประจำอย่างได้ผล
2. ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป
2.1 ศึกษาการใช้กิจกรรมแนะแนวเพื่อการพัฒนาความมีวินัยของนักเรียน
2.2 สร้างแบบทดสอบความมีวินัยของนักเรียน
2.3 การพัฒนาและการดำเนินงานเสริมสร้างความมีวินัยของนักเรียน
2.4 การพัฒนาคุณลักษณะของความมีวินัยของนักเรียนโดยใช้กระบวนการกลุ่ม
2.5 การวัดการปฏิบัติตนที่แสดงถึงความมีวินัยของนักเรียน

โดย: นางวรรณา อยู่สุข [10 พ.ย. 50 12:33] ( IP A:203.113.17.149 X: )
ความคิดเห็นที่ 10
   เรียนท่านอาจารย์ด้วยความเคารพ
ดิฉันสนใจงานวิจัยของท่านอาจารย์ค่ะ ขอความกรุณาส่งมาตาม
E-mail ด้านล่างนี้ได้เลยค่ะ ขอขอบพระคุณมากค่ะ ขอความดีนี้ส่งผลให้อาจารย์อยู่ดี มีสุข ประสบพบสิ่งดีๆตลอดไปค่ะ
โดย: sofia_kla@hotmail.com [23 ก.ย. 54 14:36] ( IP A:49.49.69.16 X: )
ความคิดเห็นที่ 11
   เรียนอาจารย์วรรณาค่ะ
ดิฉันเป็นนิสิตปริญญามหาบัณฑิตคณะจิตวิทยา สาขาจิตวิทยาพัฒนาการค่ะ มีความสนใจในงานวิจัยของอาจารย์ จึงอยากขอทราบรายละเอียดงานวิจัยชิ้นนี้เพื่อศึกษาเพิ่มเติม รบกวนอาจารย์ส่รายละเอียดให้ดิฉันตามที่อยู่ทางอีเมลล์ด้วยนะคะ
โดย: smallapple99@gmail.com [30 ม.ค. 55 12:40] ( IP A:101.51.11.23 X: )
ความคิดเห็นที่ 12
   E-mail : smallapple99@gmail.com
ขอบพระคุณค่ะ
โดย: smallapple99@gmail.com [30 ม.ค. 55 12:42] ( IP A:101.51.11.23 X: )
ความคิดเห็นที่ 13
   เรียน ผอ.วรรณา อยู่สุข
ผมสนใจงานวิจัยของท่าน ติดต่อคืนหมายเลข 089-7108501 ที่ทำงาน 042-431728(รุ่งโรจน์ ตัณฑรัตน์ ร.ร.ท่าบ่อ จ.หนองคาย)
โดย: rungrojtan@hotmail.com [9 ก.พ. 55 10:51] ( IP A:125.26.218.123 X: )

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน