กฎหมายเพื่องานสอบสวน
[ลูกบ้านSignIn][เจ้าบ้านSignIn]
อย่าเป็นตำรวจเลยถ้า...
ภาพถ่ายเล่าความเป็นมา
ระเบียบคำสั่งการสอบสวน
คดีศาลปกครอง
อาชญากรรมคอมพิวเตอร์
ตำรวจที่ประชาชนต้องการ
ภาษาอังกฤษสำหรับตำรวจ
ชวนไปปีนภูกระดึง
ขั้นตอนการนั่งสมาธิ
มาทำความรู้จักข้าวยำ
ประโยชน์"ชาเขียว"
กลโกงโจรกรรมรถ
ข้อปฏิบัติเมื่อถูกขู่วางระเบิด
ข้อสอบเก่าเนฯ
ฎีกาย่อเรื่องรถชน
เจ้าอาวาส/เจ้าพนักงาน
การจับตามวิอาญา
ลิขสิทธิ์
วิสามัญฆาตกรรม
ค่าชดเชยผู้บริสุทธิ์
ค่าตอบแทนพยาน
พ ร บ คุ้มครองเด็กฯ
ฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด
เก็บตกฎีกา
จรรยาบรรณ พงส
พยานฝ่ายผู้ต้องหา
มาตรการต่อรอง
เจตนาฆ่าหรือทำร้าย
ความโลภเป็นเหตุ
ใช้วิทยาการให้มาก
อำนาจสั่งสอบเพิ่มของอัยการ
ตลาดขำขัน
รวมลิงค์น่าสนใจ
เรื่องจริงของชีวิตหนึ่ง
ฐานความผิดตาม พ.ร.บ.คอมฯ
ย่อวิชาสอบเข้าตำรวจ
ตัวอย่างคดีด้านไอที
เที่ยวไปกับเว็บมาสเตอร์
อาลัยแม่
ใช้บริการเว็บ
หลักการทำพินัยกรรม
สัตว์ใกล้สูญพันธ์
ปั้นให้ลูกชายเป็น นตท
ลงนามสมุดเยี่ยมเว็บนี้
พระสหายแห่งสายบุรี
วิอาญาเตรียมสอบเนฯ
วิธีติดตามรถหายที่รวดเร็ว
ข้อสอบวิชาสอบสวน
พนักงานสอบสวนคือใคร
หนังสือวิชาสืบสวนสอบสวน
การสอบสวนที่ชอบ
ระวังถูกหลอกโอนเงิน
พ ร บ ตำรวจฉับเตรียมสอบ
แนวข้อสอบ พ ร บ ตำรวจฯ
กฎ ก ตร สืบสวนข้อเท็จจริง
อธิบายวิแพ่งเรียงมาตรา
อธิบายพระธรรมนูญศาล
อธิบายล้มละลาย
จับ ค้น สอบสวนที่ชอบ
ข้อสอบอัยการ,ผู้พิพากษา
มาตราสำคัญสอบเนฯ
เรื่องเฮฮา
สนทนากับเว็บมาสเตอร์
บิดากฎหมายไทย
AEC
คำพิพากษากรณีชุมนุมประท้วง
เสรีภาพของการชุมนุมฯ
อ่านสักนิดพิชิตยาเสพติด
ป อาญา
ป วิอาญา
วิธีพิจารณาคดียาเสพติด
พ ร บ จราจรทางบก
เนฯสมัย64
ข้อมูลเนฯ
กฎหมายเยียวยา
ย่อเตรียมสอบวิชาพยาน
ย่อวิแพ่งเตรียมสอบ

ติดต่อเจ้าบ้าน

สมัครสมาชิก
[370260]



   เจ้าอาวาส เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา

1.บทนำ
พระภิกษุที่ได้รับการบรรพชาอุปสมบทในพระพุทธศาสนาทุกรูป ต้องปฏิบัติตนเสมอเหมือนกัน ตามหลักของพระธรรมวินัยในขณะเดียวกันพระพุทธเจ้าก็ได้ทรงมอบอำนาจการตัดสินใจให้กับคณะสงฆ์ เช่น สังฆกรรม แต่ละประเภทจะต้องได้รับการพิจารณาตรวจสอบอย่างรอบคอบ เมื่อสงฆ์มีมติเป็นเอกฉันท์แล้ว จะเริ่มทำสังฆกรรมนั้นๆ ได้ หากสงฆ์คัดค้านแม้แต่เพียงรูปเดียวก็จะต้องพิจารณาตรวจสอบกันใหม่ แม้พระพุทธเจ้าเองก็ทรงให้ความเคารพและปฏิบัติตามมติของสงฆ์ทุกประการ เพื่อให้มติของสงฆ์มีความศักดิ์สิทธิ์ที่ภิกษุทุกหมู่เหล่าจะต้องปฏิบัติตามโดยไม่มีข้อโต้แย้งเป็นอย่างอื่น โดยยึดหลักพระธรรมวินัยเป็นหลัก ดั่งปัจฉิมโอวาทที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสแก่คณะสงฆ์ มีพระอานนท์เถระ เป็นต้น ที่พากันเฝ้าพระพุทธเจ้าในขณะใกล้จะปรินิพพานว่า "อานนท์ พระธรรม และวินัยอันใด ที่เราได้แสดง และบัญญัติไว้เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว พระธรรมและวินัยนั้นแหละจักเป็นศาสนาของเธอทั้งหลาย" ปัจฉิมโอวาทส่วนนี้จึงทำให้ชี้ชัดลงไปได้ว่า การปกครองคณะสงฆ์สมัยพุทธกาลนั้นเป็นไปในรูปแบบสามัคคีธรรม และแม้พระพุทธเจ้าจะปรินิพพานไปแล้ว การปกครองคณะสงฆ์ก็ควรอยู่ในรูปแบบของระบบสามัคคีธรรม กล่าวคือ ให้ยึดถือพระธรรมวินัยเป็นหลัก หรือเป็นแม่บทในการปกครองคณะสงฆ์ การทำกิจกรรมของคณะสงฆ์ทุกอย่างให้เป็นไปตามมติ โดยเอกฉันท์ของสงฆ์ทุกประการ
แม้พระภิกษุต้องปฏิบัติตนตามหลักพระธรรมวินัยแล้ว ปัจจุบันนี้พระภิกษุก็ยังต้องอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายบ้านเมือง และภายใต้การปกครองของมหาเถรสมาคม ที่มีอำนาจตามกฎมหาเถรสมาคม ออกข้อบังคับ วางระเบียบ ออกคำสั่ง มีมติ หรือออกประกาศ โดยไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายและพระธรรมวินัย ใช้บังคับต่อพระภิกษุสงฆ์ในประเทศไทย และที่ปฏิบัติศาสนกิจในต่งประเทศ ดังนั้น จึงเห็นว่าควรที่จะได้ศึกษาวิเคราะห์ วิจัย เกี่ยวกับกฎหมาย กฎมหาเถรสมาคม และกรณีปัญหาที่เคยเกิดเป็นคดี จนศาลฎีกาได้มีคำพิพากษา เพื่อพระภิกษุจะได้ยึดเป็นแนวปฏิบัติให้ถูกต้องต่อไป
(1) กรณีมีนักวิชาการด้านกฎหมาย ได้พิมพ์หนังสือกฎหมาย โดยให้ความเห็นว่าเจ้าอาวาส มิใช่เจ้าพนักงานตามความในกฎหมายอาญา ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาล กรณีเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายต้องหาว่าเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ของวัดพระธรรมกาย และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต หนังสือดังกล่าวได้พิมพ์แจกวัดต่างๆ ทั่วประเทศ
ดังนั้น รองอธิบดีกรมการศาสนา (นายสุทธิวงศ์ ตันตยาพิศาลสุทธิ์) เห็นว่าควรจะได้มีการศึกษา วิเคราะห์ วิจัย และอธิบายกฎหมายให้เจ้าอาวาสได้เข้าใจโดยถูกต้องว่า เจ้าอาวาสเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา การที่มีนักวิชาการด้านกฎหมาย พิมพ์หนังสือแจกไปยังวัดต่างๆ ว่า เจ้าอาวาสไม่เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา คงจะเบื้องหลังอันเกี่ยวกับรูปคดี เพื่อหวังให้ได้รับโทษน้อยลง หรือจะได้พ้นจากความผิด ดังนั้น รองอธิบดีกรมการศาสนา จึงได้ร่วมปรึกษาหารือกับผู้เขียน เพื่อจัดพิมพ์หนังสือ "เจ้าอาวาสเป็นเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา" ขึ้น
2. ความหมายของคำว่า "เจ้าพนักงาน"
บุคคลที่เป็นเจ้าพนักงาน มีฐานะนอกเหนือจากบุคคลธรรมดาบางประการ เนื่องจากผลของอำนาจหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติมีทั้งผลในทางคุ้มครอง และผลในทางควบคุมบุคคลผู้เป็นเจ้าพนักงานนั้น ผลทั้งปวงที่ว่านี้จะมีก็ต่อเมื่อเป็นกรณีเกี่ยวเนื่องจากหน้าที่การงานของบุคคลนั้นๆ ฉะนั้นในการตีความคำว่า เจ้าพนักงาน จึงต้องระลึกถึงเหตุผลดังกล่าวไว้ด้วยว่าเจ้าพนักงานมีทั้งคุณ และโทษที่ได้รับจากบทบัญญัติของกฎหมายโดยนัยเช่นเดียวกับการที่มีทั้งอำนาจ และหน้าที่ด้วยในเวลาเดียวกัน กฎหมายมิได้มีบทนิยามคำว่า "เจ้าพนักงาน" ไว้ สมัยก่อนกฎหมายเคยถือว่าราษฎรปฏิบัติกิจการอันเป็นของรัฐ เช่น ราษฎรจับผู้ร้ายโดยกำนันผู้ใหญ่บ้านร้องขอ แม้กฎหมายไม่ได้บัญญัติคุ้มครองถึงผู้ช่วยเจ้าพนักงาน ศาลก็ลงโทษผู้ที่ฆ่าราษฎรที่ช่วยกำนันผู้ใหญ่บ้านจับผู้ร้ายฐานฆ่าเจ้าพนักงาน แต่ต่อมาศาลมิได้ถือเช่นนั้น แสดงว่าศาลตีความคำว่า "เจ้าพนักงาน" เคร่งครัดขึ้น ไม่ตีความอย่างกว้างขวางเหมือนแต่ก่อน เคยมีคำพิพากษาฎีกาที่มีข้อวินิจฉัยพอถือเป็นบทนิยาม คำว่า "เจ้าพนักงาน" เช่น ฎีกา ที่ 700/2490 ว่า "คำว่า เจ้าพนักงาน ตามความหมายของกฎหมาลักษณะอาญานั้น ย่อมมีความหมายถึงผู้ที่ได้รับแต่งตั้ง โดยทางการของรัฐไทย ให้ปฏิบัติราชการของรัฐไทย" ตามคำวินิจฉัยดังกล่าวมีหลักเกณฑ์สำคัญ 2 ประการ คือ
1) จะต้องมีการแต่งตั้งเป็นเจ้าพนักงาน
2) การแต่งตั้ง ต้องแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการ หมายความว่า ถ้าไม่มีการแต่งตั้งแม้จะได้ปฏิบัติราชการ ก็ไม่เป็นเจ้าพนักงาน
นอกจากหลัก 2 ประการนี้แล้ว บุคคลนั้นจะได้ประโยชน์ตอบแทนจากรัฐ หรือแม้จะมีหน้าที่การงานประจำหรือชั่วคราวหรือไม่ก็ตาม ล้วนไม่สำคัญทั้งสิ้น ความสำคัญก็คือ เ้จ้าพนักงาน หมายความถึงปฏิบัติหน้าที่ราชการ โดยได้รับการแต่งตั้งตามกฎหมาย
3. การแต่งตั้งเจ้าพนักงาน
เจ้าพนักงาน ต้องเป็นผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งตามกฎหมาย คือ ต้องมีกฎหมายระบุถึงวิธีการแต่งตั้งไว้ และได้มีการแต่งตั้งถูกต้องตามที่กฎหมายระบุไว้ ซึ่งอาจเป็นกฎหมายเฉพาะหรือกฎหมายทั่วไปก็ได้ จึงอาจแบ่งเจ้าพนักงานออกได้เป็น 2 ประเภท คือ
3.1 ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งโดยกฎหมายระบุเฉพาะ
กฎหมายที่ระบุการแต่งตั้งเจ้าพนักงานโดยเฉพาะ อาจระบุถึงตัวผู้ได้รับการแต่งตั้ง หรือระบุองค์การ และให้ผู้ที่สังกัดอยู่เป็นเจ้าพนักงาน เช่น พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 45 ระบุให้ผู้ดำรงตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์และไวยวัจกร เป็นเจ้าพนักงาน และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชน และครอบครัว และวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 27 บัญญัติให้ "ผู้พิพากษาสมทบเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการ"
"ข้อ 4 ในกฎมหาเถรสมาคมนี้ พระสังฆาธิการ หมายถึง พระภิกษุผู้ดำรงตำแหน่งปกครองคณะสงฆ์ ดังต่อไปน
1. เจ้าคณะใหญ่
2. เจ้าคณะภาค รองเจ้าคณะภาค
3. เจ้าคณะจังหวัด รองเจ้าคณะจังหวัด
4. เจ้าคณะอำเภอ รองเจ้าคณะอำเภอ
5. เจ้าคณะตำบล รองเจ้าคณะตำบล
6. เจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส "
ตามกฎมหาเถรสมาคม ได้ระบุให้ผู้ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ผู้ช่วยเจ้าอาวาสจนถึงเจ้าคณะใหญ่หนต่างๆ เป็นตำแหน่งทางการปกครองคณะสงฆ์ การที่ตำแหน่งดังกล่าวจะมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายจะต้องมีการดำเนินการแต่งตั้งตามระเบียบ กฎเกณฑ์ ที่กำหนดไว้ เช่น ผู้ที่จะดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส จะต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามข้อ 6 ข้อ 26 และข้อ 27 แห่งกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 (พ.ศ. 2541) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการบัญญัติไว้ว่า
"ข้อ 6 พระภิกษุผู้จะดำรงตำแหน่งตามข้อ 4 ต้องมีคุณสมบัติทั่วไป ดังต่อไปนี้
1. มีพรรษาสมควรแก่ตำแหน่ง
2. มีความรู้สมควรแก่ตำแหน่ง
3. มีความประพฤติเรียบร้อยตามพระธรรมวินัย
4. เป็นผู้ฉลาดสามารถในการปกครองคณะสงฆ์
5. ไม่เป็นผู้มีร่างกายทุพพลภาพไร้ความสามารถหรือมีจิตฟั่นเฟือน ไม่สมประกอบ หรือเป็นโรคเรื้อน หรือเป็นวัณโรค ในระยะอันตรายจนเป็นที่น่ารังเกียจ
6. ไม่เคยต้องคำวินิจฉัยลงโทษในอธิกรณ์ที่พึงรังเกียจมาก่อน
7. ไม่เคยถูกถอดถอนหรือถูกปลดจากตำแหน่งใด เพราะความผิดมาก่อน "
"ข้อ 26 พระภิกษุผู้จะดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ต้องมีคุณสมบัติโดยเฉพาะอีกส่วนหนึ่ง ดังนี้
1. มีพรรษาพ้น 5 และ
2. เป็นผู้ทรงเกียรติคุณเป็นที่เคารพนับถือของบรรพชิต และคฤหัสถ์ในถิ่นนั้น "
"ข้อ 27 ในการแต่งตั้งเจ้าอาวาส นอกจากพระอารามหลวงในตำบลใด ให้เป็นหน้าที่ของเจ้าคณะอำเภอ รองเจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะตำบล รองเจ้าคณะตำบล เจ้าสังกัด ถ้าไม่มีรองเจ้าคณะอำเภอ ไม่มีรองเจ้าคณะตำบล ให้เจ้าคณะอำเภอเลือกเจ้าอาวาสในตำบลนั้นรวมกัน ทั้งหมดไม่น้อยกว่า 3 รูป ร่วมกันพิจารณาคัดเลือกพระภิกษุผู้มีคุณสมบัติตามข้อ 6 และข้อ 26 แล้ว ให้เจ้าคณะอำเภอรายงานเสนอเจ้าคณะจังหวัดเพื่อพิจารณาแต่งตั้ง" กรณีเจ้าอาวาสวัดต่างๆ ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 37(2) "เจ้าอาวาสมีหน้าที่ปกครองบรรพชิตที่มีที่อยู่หรือพำนักอาศัยอยู่ในวัด" ดังนั้น จึงถือได้ว่าเจ้าอาวาสดำรงตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์
เมื่อได้รับแต่งตั้งตามขั้นตอนกฎมหาเถรสมาคมดังกล่าวแล้ว เจ้าอาวาสก็มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา กรณีพระภิกษุผู้ดำรงตำแหน่งทางการปกครองคณะสงฆ์อยู่ก่อนนี้ ให้ถือว่าเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการปกครองคณะสงฆ์ และมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาเช่นเดียวกัน
5. กรณีผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย
ด้วยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์พ.ศ. 2505 มาตรา 39 บัญญัติว่า "ในกรณีที่ไม่มีเจ้าอาวาสหรือเจ้าอาวาสไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้แต่งตั้งผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส ให้ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสมีอำนาจ และหน้าที่เช่นเดียวกับเจ้าอาวาส
การแต่งตั้งผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎหมาเถรสมาคม"
เพื่อมิให้สิทธิ และหน้าที่ในฐานะนิติบุคคลของวัดต้องได้รับความเสียหายเมื่อไม่มีเจ้าอาวาส เจ้าคณะตำบลซึ่งปกครองวัดในเขตที่ว่าง เจ้าอาวาสต้องแต่งตั้งผู้รักษาการเจ้าอาวาส
การแต่งตั้งผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส ต้องแต่งตั้งตามที่กำหนดไว้ในกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 19 (พ.ศ.
2536) ว่าด้วยการแต่งตั้งผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส ซึ่งเป็นอำนาจของเจ้าคณะตำบลที่ต้องแต่งตั้งผู้รักษาการเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ กรณีเป็นพระอารามหลวงหรือวัดหลวง ให้เป็นอำนาจของเจ้าคณะจังหวัด เป็นผู้แต่งตั้งผู้รักษาการเจ้าอาวาส เมื่อได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่กำหนดในกฎมหาเถรสมาคมแล้ว ผู้รักษาการเจ้าอาวาสก็มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาเช่นเดียวกัน
ตามกฎหมายและกฎมหาเถรสมาคม ได้บัญญัติให้เจ้าคณะผู้ปกครองเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย โดยได้ระบุให้ผู้ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ผู้ช่วยเจ้าอาวาสจนถึงเจ้าคณะใหญ่หนต่างๆ มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา อย่างไรก็ตาม การที่จะมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายนั้น ๆ จะต้องทำตามขอบเขตอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดไว้ เฉพาะตำแหน่งนั้นๆ ด้วย แต่ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะตำแหน่งเจ้าอาวาส ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 รวม 2 มาตรา คือ
มาตรา 37 เจ้าอาวาส มีหน้าที่ดังนี้
(1) บำรุงรักษาวัด จัดกิจการและศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปด้วยดี
(2) ปกครองและสอดส่องให้บรรพชิตและคฤหัสถ์ที่มีที่อยู่ หรือพำนักอาศัยอยู่ในวัดนั้น ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย กฎมหาเถรสมาคม ข้อบังคับ ระเบียบหรือคำสั่งของมหาเถรสมาคม
(3) เป็นธุระในการศึกษาอบรม และสั่งสอนพระธรรมวินัยแก่บรรพชิตและคฤหัสถ์
(4) ให้ความสะดวกตามสมควรในการบำเพ็ญกุศล
มาตรา 38 เจ้าอาวาส มีอำนาจดังนี้
(1) ห้ามบรรพชิตและคฤหัสถ์ซึ่งมิได้รับอนุญาตของเจ้าอาวาสเข้าไปอยู่อาศัยในวัด
(2) สั่งให้บรรพชิตและคฤหัสถ์ซึ่งไม่อยู่ในโอวาทของเจ้าอาวาสออกไปเสียจากวัด
(3) สั่งให้บรรพชิตและคฤหัสถ์ที่มีที่อยู่หรือพำนักอาศัยในวัด ทำงานภายในวัดหรือให้ทำทัณฑ์บนหรือให้ขอขมาโทษ ในเมื่อบรรพชิตหรือคฤหัสถ์ในวัดนั้นประพฤติผิดคำสั่งเจ้าอาวาส ซึ่งได้สั่งโดยชอบด้วยพระธรรมวินัย กฎมหาเถรสมาคม ข้อบังคับ ระเบียบหรือคำสั่งของมหาเถรสมาคม
6. ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับเจ้าอาวาสเป็นเจ้าพนักงาน
คำพิพากษาฎีกาที่ 2003-1005/2500 คดีระหว่างพนักงาน อัยการ จังหวัดสระบุรี โจทก์ นายฉิม มามะกะมูละ จำเลย เรื่อง เจ้าพนักงานรับสินบน
คำพิพากษาฎีกาโดยย่อ มีดังนี้ "พระภิกษุซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส เรียกเอาเงินสินบนในการให้เช่าที่ดินของวัด มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานรับสินบน"
ข้อเท็จจริงของคดีนี้ได้ความว่า ขณะเกิดเหตุ นายฉิม จำเลย เป็นพระภิกษุ ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี มีอำนาจหน้าที่ดูแลศาสนสมบัติของวัดพระพุทธบาทได้มีนางหวล นายพรหมมา นายเลี่ยม นายแสง นายตัน นายทองใบ ได้มาขอเช่าที่ดินของวัดพระพุทธบาทจากจำเลย ในขณะทำสัญญาเช่าได้เสียเงินค่ากินเปล่า ให้จำเลยคนละมากบ้างน้อยบ้าง รวมเป็นเงินประมาณ 6,400 บาท
จำเลยให้การว่า เงินจำนวนต่างๆ เหล่านี้ เขาถวายให้ด้วยความสมัครใจ โดยจำเลยแนะนำให้เขาทำใบปวารณาไว้ทุกคน
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยเป็นเจ้าพนักงานรับสินบน มีความผิดตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 138 (ตรงกับมาตรา 249 ประมวลกฎหมายอาญา)
ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
ศาลฎีกาพิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิด ดังปรากฏข้อความที่ได้วินิจฉัย โดยย่อไว้ตอนต้น
หมายเหตุ จากคำพิพากษาฎีกานี้พอจะเป็นอุทาหรณ์ได้ว่า เงินที่ประชาชนเขาถวายให้นั้น ความมุ่งหมายของเขา เพื่อส่วนตัวหรือเพื่อประโยชน์ของวัด จะต้องแยกออกจากกันให้ชัดเจน มิเช่นนั้นหากมีข้อกล่าวหาขึ้นก็จะยุ่งยากแก่การต่อสู้คดี เช่นเดียวกับคดีตามตัวอย่างในฎีกานี้ ซึ่งศาลฎีกาได้กล่าวไว้มีจ้อความอยู่ตอนหนึ่ง ดังนี้
"อนึ่ง การเรียกและรับเงินกินเหล่า สำหรับการให้เช่าที่ดินดังกล่าวนี้ จำเลยมิได้ต่อสู้ว่า รับเงินไว้เป็นเงินผลประโยชน์ของวัด ซึ่งมิใช่เงินสินบน หากเป็นดังนี้ ข้อวินิจฉัยก็อาจเปลี่ยนไปได้ แต่เรื่องนี้ จำเลยยืนยันว่า เขาให้เป็นส่วนตัวของจำเลยเองโดยตรง ดังนี้ การที่จำเลยให้การว่าเงินจำนวนนี้จำเลยเอาไปใช้ส่วนตัวบ้าง และส่วนรวมบ้าง จึงไม่ใช่ข้อสำคัญอันใดที่จะทำให้จำเลยพ้นผิด เพราะเมื่อจำเลยรับเงินสินบนเข้าไว้แล้วเงินนั้นจำเลยจะไปทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ ฯลฯ"
ข้อเท็จจริงในคดีนี้กลับปรากฏว่า เจ้าอาวาสเรียกร้องเอาเงินเขาในขณะที่ทำสัญญาเช่าอันเป็นลักษณะเงินกินเปล่า หรือแป๊ะเจี๊ยะ จึงย่อมเป็นเิงินผลประโยชน์อันเกี่ยวกับการเช่าที่ดินของวัด ซึ่งท่านมีหน้าที่ดูแล
รักษาอยู่ในฐานะเป็นเจ้าพนักงาน เงินที่มอบหมายให้จึงย่อมเป็นเงินผลประโยชน์ของวัด
จำเลยกลับมาให้การว่า เงินดังกล่าวนี้เป็นเงินส่วนตัว ก็เท่ากับจำเลยรับสารภาพว่าจำเลยรับสินบนนั้นเอง
คำพิพากษาฎีกาที่ 2003-2005/2500 ข้อเท็จจริงแห่งคดีได้ความว่า จำเลยได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี ตั้งแต่ พ.ศ. 2489 มีสมณศักดิ์เป็นพระครูสรกิจพิมล มีอำนาจหน้าที่จัดการดูแลศาสนสมบัติของวัดพระพุทธบาท และมาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2484 ที่ว่า "พระภิกษุซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตามพระราชบัญญัตินี้ให้ถือว่าเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายลักษณะอาญา" ซึ่งจำเลยโต้แย้งว่าเป็นเพียงการให้อำนาจไว้ เพื่อควบคุมและคุ้มครองวัดอย่างเดียวกับเจ้าพนักงานเท่านั้น มิได้มีผลบังคับว่า ถ้าทำผิดจะต้องเป็นเรื่องเจ้าพนักงานกระทำผิดด้วยโดยตรง ดังที่กฎหมายลักษณะอาญาบัญญัติไว้ในเรื่องเจ้าพนักงานกระทำผิดนั้น ฯลฯ ข้อนี้ศาลฎีกาเห็นว่า คำว่า "ให้ถือว่าเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายลักษณะอาญา" นั้น บ่งชัดว่า อำนาจ และหน้าที่ พร้อมมูลทั้ง 2 ประการ กล่าวคือ เมื่อมีอำนาจในวัดเหมือนเจ้าพนักงานแล้ว หากกระทำผิดในหน้าที่ก็ต้องผิดฐานเจ้าพนักงานกระทำผิดด้วย โดยนัยเช่นเดียวกัน
คำพิพากษาฎีกาที่ 763/2513 เรื่องพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ การจัดการวัด คดีนี้โจทก์ฟ้องเป็นคดีอาญา ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติตามหน้าที่ ความว่า โจทก์ได้ลงทุนส่วนตัวซ่อมพื้น และหลังคาโบสถ์ อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก แล้วได้ชักชวนผู้มีศรัทธาจัดหาอุปกรณ์ เพื่อจะซ่อมหลังคาวิหารซึ่งชำรุดทรุดโทรมมาก จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดโบสถ์ขัดขวางไม่ยอมให้โจทก์กับพวกซ่อมแซม โดยจำเลยที่ 2 พุดกับชาวบ้านว่า ถ้าใครซ่อม จะอาตำรวจจับโจทก์ทราบเช่นนั้นจึงทำหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 2 ทราบเรื่อง และขอให้จำเลยที่ 1 รายงานเรื่องตามลำดับ แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉยเสีย กลับมีหนังสือตอบโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 จะเอาตำรวจจับผู้ซ่อมวิหารนั้นเป็นความจริง โดยอ้างว่าเจ้าอาวาสมีอำนาจสั่งการให้หันหน้าวิหาร และพระประธานไปทางทิศตะวันออกได้ ถ้าผู้จะซ่อมวิหารไม่ปฏิบัติตามคำสั่งก็มีอำนาจแจ้งตำรวจจับได้ ซึ่งโจทก์เห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการสนับสนุนการกระทำของจำเลยที่ 2 ได้กระทำการขัดขวางไม่ให้โจทก์ทำการซ่อมวิหารอีก โดยกล่าวยืนยันที่ศาลจังหวัดพิษณุโลก โจทก์ได้ทำหนังสือถึงประธานมหาเถรสมาคมว่า จำเลยที่ 2 ขัดขวางไม่ให้โจทก์ซ่อมหลังคาวิหาร จึงขอให้ลงโทษจำเลย
ประเด็นแห่งคดีมีว่า ฟ้องโจทก์มีมูลหรือไม่ "ซึ่งศาลฎีกาพิเคราะห์ว่า เรื่องการบำรุงรักษาจัดการวัดนั้น กฎหมายให้อยู่ในอำนาจ และหน้าที่ของเจ้าอาวาสโดยเฉพาะ ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 37 และ 38 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 บุคคลอื่นใดหามีสิทธิ์ที่จะอาจเอื้อมเข้าไปจัดการโดยพลการไม่ ฉะนั้น การที่โจทก์กับพวกจะเข้าไปบูรณะซ่อมแซมหลังหาพระวิหารโดยพลการ จึงถือว่าเป็นการกระทำมิชอบ เจ้าอาวาสคือจำเลยที่ 2 มีอำนาจหน้าที่จะห้ามปรามการกระทำของโจทก์ได้ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่จำเลยปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามความในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ดังที่โจทก์เข้าใจข้อเท็จจริงในเรื่องนี้โจทก์สืบได้แต่เพียงว่าจำเลยได้พูดกับชาวบ้านว่า ถ้าหากใครซ่อมวิหารจะบอกให้ตำรวจจับ และได้กล่าวห้ามปราบโจทก์ที่ศาลจังหวัดพิษณุโลกนั้น ข้อเท็จจริงนี้รับฟังได้เพียงว่าเป็นถ้อยคำที่จำเลยไม่อนุญาตให้โจทก์เข้าไปทำการซ่อมแซมเท่านั้น
เป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจ จำเลยจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตก็ได้ ไม่ใช่เป็นเรื่องจำเลยปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่ในการซ่อมแซมบำรุงวัด การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการผิดกฎหมายดังโจทก์ฟ้อง คดีโจทก์ไม่มีมูลที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันให้ยกฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้วพิพากษายืน
7. การไม่อยู่ในโอวาทของเจ้าอาวาส
คำพิพากษาฎีกาโดยย่อ มีดังนี้ "ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 38(2) เจ้าอาวาสมีอำนาจสั่งให้บรรพชิต และคฤหัสถ์ซึ่งไม่อยู่ในโอวาทของเจ้าอาวาสวัด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยตามบทกฎหมายดังกล่าว กรณีหาใช่เป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องรับนิคหกรรม เพราะการกระทำล่วงละเมิดพระธรรมวินัย ซึ่งจะต้องดำเนินตามวรรค 4 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ไม่"
หมายเหตุ ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 38(2) ให้เจ้าอาวาสสั่งให้บรรพชิต และคฤหัสถ์ซึ่งไม่อยู่ในโอวาทของเจ้าอาวาสออกไปเสียจากวัดได้
ดังนั้น เจ้าอาวาสจึงมีอำนาจสั่งให้บรรพชิต และคฤหัสถ์ ที่ไม่อยู่ในโอวาทออกไปจากวัดได้ ถ้าสั่งให้พระภิกษุหรือฆราวาสออกไปจากวัด ภิกษุหรือฆราวาสไม่ออกไปตามคำสั่ง เจ้าอาวาสก็ย่อมแจ้งตำรวจจับกุมดำเนินคดีอาญา ฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 368 ได้ เพราะเจ้าอาวาสเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ประกอบกับมาตรา 368 แห่งประมวลกฎหมายอาญา
แต่ถ้าจะฟ้องคดีแพ่งก็ย่อมทำได้ โดยอ้างพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 38(2) โดยจะใช้วัดซึ่งเป็นนิติบุคคลเป็นโจทก์หรือจะฟ้องโดยเจ้าอาวาสเป็นผู้แทนวัดก็ได้ หรือจะบอกให้ไวยาวัจกรของวัดฟ้องแทนก็ได้ และแม้จะมอบอำนาจให้คนอื่นๆ ฟ้องคดีแทนก็ได้เช่นกัน
การฟ้องให้ออกจากวัดก็ดี หรือการสั่งให้ออกจากวัดก็ดี ไม่จำเป็นจะต้องตั้งกรรมการสอบสวนว่า กระทำผิดพระวินัยหรือไม่
สรุป
เนื่องจากตำแหน่งเจ้าอาวาสมีหน้าที่ปกครองพระภิกษุสามเณรภายในวัด หากมีคุณสมบัติครบถ้วนตามข้อ 6 ข้อ 26 และได้รับการแต่งตั้งตามข้อ 27 แห่งกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 (พ.ศ. 2541) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการแล้ว เจ้าอาวาสก็มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ดังที่ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 20 และมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 กรณีพระสังฆาธิการ คือพระภิกษุผู้ดำรงตำแหน่งปกครองคณะสงฆ์อยู่ก่อน วันใช้กฎมหาเถรสมาคมนี้ ก็ให้ถือว่าเป็นพระสังฆาธิการ มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาเช่นเดียวกัน
ตัวอย่างความผิดต่อเจ้าพนักงานและความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 136 ผู้ใดดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ หรือเพราะได้กระทำการตามหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
คำพิพากษาฎีกาที่ 2256/2537 จำเลยและผู้เสียหายที่ 1 พบผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจเพื่อให้ช่วยเจรจาไกล่เกลี่ยข้อพิพากษาเรื่องการกู้ยืมเงิน แต่ตกลงกันไม่ได้ จำเลยได้พูดว่าผู้เสียหายที่ 1 ต่อหน้าผู้เสียหายที่ 2 และบุคคลอื่นว่าผู้เสียหายที่ 1 เป็นผู้หญิงต่ำๆ จำเลยมีเจตนาว่าผู้เสียหายที่ 1 ว่าเป็นผู้หญิงไม่ดีมีศักดิ์ศรีต่ำกว่าผู้หญิงทั่วๆ ไป ซึ่งเป็นคำพูดที่เหยียดหยาม ผู้เสียหายที่ 1 เป็นการดูหมิ่นผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งหน้า
ผู้เสียหายที่ 2 เป็นเจ้าพนักงานตำรวจ มีหน้าที่ในการปราบปราม สืบสวนและจับกุมผู้กระทำความผิดทางอาญา หาได้เกี่ยวกับกรณีที่มีบุคคลพิพาทกันในทางแพ่งไม่ แม้จำเลยและผู้เสียหายที่ 1 จะนำเรื่องทางแพ่งไปแจ้งให้ผู้เสียหายที่ 2 จัดการไกล่เกลี่ยเปรียบเทียบ และผู้เสียหายที่ 2 ได้ทำการไกล่เกลี่ยให้ และจัดการลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ก็หาใช่เป็นหน้าที่ของผู้เสียหายที่ 2 โดยตรงตามกฎหมายไม่คงเป็นเพียงอัชฌาสัยในฐานะเป็นเจ้าพนักงานตำรวจผู้รักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนเท่านั้น จึงมิใช่เป็นการปฏิบัติการตามหน้าที่ของเจ้าพนักงาน แม้จำเลยได้พูดคำว่า "มันก็เข้าข้างกัน" ก็ไม่เป็นความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ซึ่งกระทำการตามหน้าที่
คำพิพากษาฎีกาที่ 4529/2536 หลังจากผู้เสียหาย ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานสรรพสามิตยึดสุราของจำเลยไปแล้ว จำเลยตามไปที่ห้องเปรียบเทียบปรับกรมสรรพสามิต จำเลยพูดกับผู้เสียหายว่า พวกมึงเก่งแต่จับเหล้าไปต่อยกับกูข้างนอกไหม เป็นคำกล่าวที่ไม่สุภาพและไม่สมควรเป็นการพูดเปรยขึ้นมาเพื่อประชดประชันผู้เสียหายโดยเจตนาท้าทาย ผู้เสียหายให้ออกไปชกต่อยกับจำเลยเท่านั้น หาใช่เป็นการเหยียดหยามดูหมิ่นผู้เสียหายไม่ จึงไม่ผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำตามหน้าที่
มาตรา 137 ผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
คำพิพากษาฎีกาที่ 2071/2532 จำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์ โดยนำโฉนดที่ดินของจำเลยที่ 1 ที่ 2 มาให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกัน ต่อมาจำเลยที่ 1 ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่าโฉนดที่ดินดังกล่าวถูกไฟไหม้หายไป แล้วจำเลยที่ 1 ได้คัดรายงานประจำวันไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอออกใบแทนโฉนด และจำเลยทั้งสี่ให้ถ้อยคำยืนยันต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่า โฉนดที่ดินถูกไฟไหม้สูญหายไป ซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงโฉนดดังกล่าวอยู่ที่โจทก์ ดังนี้ การแจ้งความเท็จดังกล่าวเป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสี่กระทำต่อเจ้าพนักงาน และตามคำแจ้งความก็มิได้แจ้งเจาะจงกล่าวถึงโจทก์อันจะถือว่าโจทก์ได้รับความเสียหายโดยตรง อีกทั้งโจทก์ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะบังคับเอากับโฉนดที่ดินดังกล่าวได้ตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย และไม่มีอำนาจฟ้อง
คำพิพากษาฎีกาที่ 2141/2532 จำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานที่ดินขอรับมรดกที่ดินมีโฉนดแล้ว จำเลยทั้งสี่ให้ถ้อยคำและยืนยันรับรองบัญชีเครือญาติต่อเจ้าหน้าที่ที่ดินที่สอบสวนที่ดินมรดกกว่าผู้ตายมีทายาทเพียง 4 คน คือ จำเลยทั้งสี่ อันเป็นเท็จ ซึ่งความจริงจำเลยทั้งสี่ต่างทราบดีอยู่แล้วว่าผู้ตายยังมีบุตรสาวอีก 2 คน เป็นทายาทโดยธรรม เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ตามคำขอของจำเลยทั้ง 4 ทำให้กรมที่ดิน และบุตรสาวอีก 2 คน ของผู้ตายเสียหาย จำเลยทั้ง 4 ย่อมมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และกรณีเช่นนี้ถือว่าเป็นความผิดสำเร็จในวันที่กระทำความผิดนั้นเอง
คำพิพากษาฎีกาที่ 2641/2532 จำเลยแจ้งข้อความต่อ บ.ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเป็นผู้ช่วยนายทะเบียนตำบลว่าเด็กหญิง ธ.เป็นบุตรของตน เกิดที่จังหวัดร้อยเอ็ดอันเป็นความเท็จ เพราะเด็กหญิง ธ.เกิดที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำเลยกรอกข้อความดังกล่าวลงในแบบฟอร์มใบรับแจ้งความการเกิดเอง โดย บ.มิได้แนะนำ ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นอาจารย์ใหญ่ย่อมทราบดีว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ จำเลยจึงมีเจตนาแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน
มาตรา138 ผู้ใดต่อสู้ หรือขัดขวางเจ้าพนักงานหรือผู้ซึ่งต้องช่วยเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ในการปฏิบัติการตามหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าการต่อสู้หรือขัดขวางนั้น ได้กระทำโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
คำพิพากษาฎีกาที่ 5980/2540 ขณะที่ร้อยตำรวจโท ส.และสิบตำรวจเอก ด.รักษาความสงบเรียบร้อยอยู่ในงานประจำปีของวัดได้เกิดเหตุชุลมุนขึ้นที่บริเวณหน้าเวทีหมอลำ จึงเข้าไประงับเหตุ ระหว่างนั้นสิบตำรวจเอก ด.ได้ทำวิทยุมือถือของกรมไปรษณีย์โทรเลขซึ่งอยู่ในความครอบครองของสิบตำรวจเอก ด.ตกลงกับพื้นและจำเลยที่ 1 เป็นผู้เก็บเอาวิทยุมือถือไป โดยทราบว่าเป็นของใคร จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานลักทรัพย์
หลังจากจับจำเลยที่ 1 ฐานลักทรัพย์แล้ว ได้ควบคุมตัวจำเลยที่ 1 เดินไปที่รถยนต์ซึ่งจอดอยู่ที่บริเวณหน้าวัด โดยมีสิบตำรวจโท ศ. กับนายดาบตำรวจ อ.เดินขนาบข้างคล้องแขนจำเลยที่ 1 ไว้คนละข้าง จำเลยที่ 2 กับพวกเข้ามาแย่งตัวจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ดึงตัวจำเลยที่ 1 ออกไป และถีบสิบตำรวจโท ศ.กับนายดาบตำรวจ อ. ส่วนจำเลยที่ 1 พยายามดิ้นรนเพื่อให้พ้นจากการถูกควบคุมตัว ซึ่งแม้ว่าในการดิ้นรนดังกล่าวจะเป็นเหตุให้เท้าของจำเลยที่ 1 ไปโดนสิบตำรวจ ศ. กับนายดาบตำรวจ อ. ก็ยังไม่ถึงขึ้นที่จะต้องเป็นการต่อสู้ขัดขวางกับเจ้าพนักงาน จำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน
มาตรา 139 ผู้ใดข่มขืนใจเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติการอันมิชอบด้วยหน้าที่ หรือให้ละเว้นการปฏิบัติการตามหน้าที่ โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสี่ปี หรือปรับไม่เกินแปดพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
คำพิพากษาฎีกาที่ 2989/2537 การที่จำเลยพูดขู่เข็ญจะฆ่าผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าพนักงานป่าไม้หากไม่ปล่อยไม้ที่ยึดเป็นการข่มขืนใจผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าพนักงาน ให้ปฏิบัติการอันมิชอบด้วยหน้าที่หรือให้ละเว้นการปฏิบัติการตามหน้าที่ เป็นการลงมือกระทำความผิดครบองค์ประกอบแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล เพราะผู้เสียหายไม่เกรงกลัว ไม่ยินยอมปล่อยไม้ที่ยึด ผู้เสียหายจึงไม่ได้ปฏิบัติการอันมิชอบด้วยกฎหมาย หรือละเว้นการปฏิบัติการตามหน้าที่ที่จำเลยขืนใจ จำเลยจึงมีความผิดขั้นพยายามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 139 ประกอบมาตรา 80
มาตรา 145 ผู้ใดแสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน และกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน โดยตนเองมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำการนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
เจ้าพนักงานผู้ใดได้รับคำสั่งมิให้ปฏิบัติการตามตำแหน่งหน้าที่ต่อไปแล้วยังฝ่าฝืนกระทำการใดๆ ในตำแหน่งหน้าที่นั้นๆ ต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้ในวรรคแรกดุจกัน
คำพิพากษาฎีกาที่ 5096/2540 จำเลยมิได้เป็นเจ้าพนักงาน ตำรวจมาหาผู้เสียหาย โดยอ้างว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ และแจ้งว่าผู้เสียหายมีรายชื่อเป็นผู้ค้ากัญชา หากผู้เสียหายยอมให้เงิน 2,000 บาท จำเลยจะขีดชื่อผู้เสียหายออก หากผู้เสียหายไม่ยอมให้เงิน จำเลยจะจับผู้เสียหาย ผู้เสียหายกลัวจึงยอมให้เงินแก่จำเลย จำเลยไม่ได้สวมเครื่องแบบ และไม่ได้บอกว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ แต่ ถ. ซึ่งไปกับจำเลยเป็นผู้บอกผู้เสียหายว่า จำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ จำเลยได้ยินแต่ตำรวจก็นิ่งเฉย เท่ากับจำเลยต้องการให้ผู้เสียหายเชื่อหรือเข้าใจตามที่ ถ.บอกนั้นเอง ถือได้ว่าจำเลยได้แสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานแล้ว จำเลยมีความผิดฐานแสดงตน และกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน และกรรโชกทรัพย์
มาตรา 147 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่น โดยทุจริต หรือโดยทุจริต ยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์สินนั้นเสีย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท
คำพิพากษาฎีกาที่ 2330/2534 จำเลยเป็นเจ้าพนักงานประจำโรงพยาบาล มีหน้าที่จัดซื้อ จัดการซ่อมแซม และดูแลรักษาพัสดุ ครุภัณฑ์ และได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เกี่ยวกับด้านการเงินด้วยจำเลยได้ลงชื่อคู่กับผู้อำนวยการโรงพยาบาลในฐานะเจ้าของบัญชี และผู้มอบฉันทะในแบบถอนเงินจำนวน 14,000 บาท จากบัญชีเงินบำรุงโรงพยาบาลพรหมพิรามมาสำรองจ่ายค่าพัสดุ ครุภัณฑ์ ซึ่งจำเลยมีหน้าที่จัดซื้อแล้วมอบให้ ส.นำไปถอนเงินจำนวนดังกล่าวจากธนาคารมาให้ตน จำเลยได้รับแล้วมิได้จัดซื้อพัสดุครุภัณฑ์แต่อย่างใด และเงินจำนวนนี้ได้ขาดหายไปจากบัญชีสำรองจ่าย การกระทำของจำเลยเป็นการเบียดบังเงินจำนวน 14,000 บาท ที่อยู่ในความครอบครองตามหน้าที่ของตนไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147
มาตรา 148 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือประหารชีวิต
คำพิพากษาฎีกาที่ 1085/2536 องค์ประกอบความผิดของประมวลกฎหมายอาญามาตรา 148 ในส่วนของการกระทำได้แก่ใช้อำนาจในตำแหน่งมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจผู้อื่น ผู้กระทำเป็นเจ้าพนักงาน มีเจตนาพิเศษเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น อันมีความหมายว่าการใช้อำนาจต้องใช้ตำแหน่งถ้าใช้นอกตำแหน่งก็ไม่เป็นความผิด เมื่อได้มีการใช้อำนาจในตำแหน่งแล้ว แต่เป็นการใช้โดยมิชอบ จึงเป็นความผิดตามมาตรานี้
จำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ มีอำนาจหน้าที่จับกุมผู้กระทำผิดกฎหมายได้ทั่วราชอาณาจักร ได้ใช้อำนาจในตำแหน่งแกล้งกล่าวหาว่า

ผู้เสียหายกระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติป่าไม้ แต่ความจริงผู้เสียหายมิได้กระทำผิดต่อกฎหมายดังกล่าว การที่จำเลยกล่าวหาผู้เสียหาย เช่นนั้น ก็เพื่อมิให้เสียหายขัดขวางในการที่จำเลยกับพวกยึดเอาเลื่อนยนต์ของผู้เสียหายไป ถือว่าเป็นการข่มขืนใจผู้เสียหายยอมมอบเลื่อนยนต์ อันเป็นทรัพย์สินของผู้เสียหายให้แก่จำเลยกับพวกนั้นเอง จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148
มาตรา 149 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัดหรือสมาชิกสภาเทศบาล เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือประหารชีวิต
คำพิพากษาฎีกาที่ 500/2537 จำเลยรับราชการเป็นตำรวจ โดยได้รับการแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่ราชกรตามกฎหมาย จึงเป็นเจ้าพนักงานแม้จะรับราชการประจำอยู่ที่กองกำกับการตำรวจน้ำ ทำหน้าที่ช่างเครื่องซ่อมบำรุงเครื่องยนต์ของเรือที่ใช้ในราชการตำรวจน้ำ ก็เป็นเพยงหน้าที่เฉพาะตามคำสั่งแต่งตั้งของทางราชการ แต่โดยทั่วไปจำเลยยังมีอำนาจสืบสวนคดีอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาอาญามาตรา 17 การที่จำเลยทำการตรวจค้นและจับกุม ฮ. กับ ห. ซึ่งกระทำความผิดต่อกฎหมาย จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149 ตอน 2 หน้า 285
คำพิพากษาฎีกา 1033/2533 การปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต อันจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 นั้น หมายถึงหน้าที่ของเจ้าพนักงานผู้นั้นโดยตรง ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้หรือได้รับมอบหมายให้มีหน้าที่นั้น ๆ เท่านั้น ถ้าไม่เกี่ยวกับหน้าที่โดยตรงแล้ว ย่อมไม่เป็นความผิดตามมาตรานี้ การที่จำเลยเบิกความเป็นพยานที่ศาลไม่ใช่หน้าที่ราชการหรือหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายโดยตรงของจำเลย จำเลยจึงไม่มีความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าว
คำพิพากษาฎีกาที่ 364/2531 ปกติการทำร้ายร่างกายไม่เกี่ยวกับตำแหน่งหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ จำเลยเป็นเจ้าพนักงาน ตำรวจจับโจทก์ข้อหาวิ่งราวทรัพย์แล้วทำร้ายร่างกายโจทก์โดยเจตนาทำร้ายธรรมดา มิใช่เพื่อประสงค์จะให้เกิดผลอันใดในการปฏิบัติการตามหน้าที่เพราะจำเลยจับโจทก์ได้แล้ว ทั้งจำเลยมิใช่พนักงานสอบสวนที่ทำร้ายโจทก์ เพื่อประสงค์จะให้โจทก์รับสารภาพ กรณีจึงมิใช่เป็นการปฏิบัติหน้าที่มิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เมื่อโจทก์ได้รับอันตรายแก่กายจากการกระทำของจำเลย จำเลยมีความผิดตามมาตรา 295
คดีสมณโพธิรักษ์
เพื่อความสะดวกศาลชั้นต้นให้เรียกจำเลยในลำดับแรกของแต่ละสำนวนตั้งแต่คดีอาญาหมายเลขดำที่ 54 / 2533 ถึง 132 / 2533 ของศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 1 ถึง 79 ตามลำดับ และเรียกนายรักษณ์ หรือรัก รักพงษ์ หรือรักษ์พงษ์ หรือ สมณโพธิรักษ์ ว่า จำเลยที่ 80 แต่คดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะสำนวนคดีอาญาหมายเลขดำที่ 54-56,59-62,64,66-71,73,77-80,82,84,98,100-105,107,108,117-119,121,123-127,130,132/2533 ของศาลชั้นต้น
โจทก์ฟ้องทั้งเจ็ดสิบเก้าสำนวนรวมใจความว่า จำเลยทั้งแปดสิบได้กระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน โดยจำเลยที่ 1 ถึง 79 ไม่ใช่สามเณรและภิกษุในศาสนาพุทธ ได้บังอาจแต่งกายใช้เครื่องนุ่งห่มและเครื่องหมายแสดงว่าเป็นสามเณรและภิกษุในศาสนาพุทธ อาทิ การใช้บาตรออกบิณฑบาตเป็นกิจวัตร เพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าเป็นสามเณรและภิกษุในศาสนาพุทธ และจำเลยที่ 80 ได้ช่วย เหลือให้ความสะดวกโดยเป็นผู้ทำพิธีบวชให้แก่จำเลยที่ 17 ถึง 31,42 ถึง 44,54 ถึง 56,59,61,62,68 ถึง 71,75 ถึง 79 และเป็นผู้มอบเครื่องแต่งกายกับอัฐบริขาร เช่น สบง จีวร สังฆาฏิ และบาตรเพื่อให้จำเลยดังกล่าวสวมใส่และใช้บาตรออกบิณฑบาตโดยมิชอบ เพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าเป็นภิกษุหรือสามเณรในศาสนาพุทธ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2532 เจ้าพนักงานจับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 79 ได้พร้อมเครื่องนุ่งห่มจำนวน 79 ชุด และบาตรจำนวน 79 ใบ เป็นของกลาง จำเลยที่ 80 เป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 12860/2532 ของศาลชั้นต้น อัยการสูงสุดได้อนุญาตให้ฟ้องจำเลยทุกสำนวนต่อศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ถึง 79 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 208 และจำเลยที่ 80 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 208,86,91 ริบของกลางและนับโทษของจำเลยที่ 80 ติดต่อกันรวม 33 สำนวน และโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 12860/2532 ของศาลชั้นต้น
จำเลยทุกสำนวนให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึง 79 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 208 ให้จำคุกคนละ 3 เดือน จำเลยที่ 80 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 208 ประกอบด้วยมาตรา 86 จำเลยที่ 80 ทำการบวชและสมาทานศีลให้จำเลยอื่นรวม 33 คน เป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้จำคุกกระทงละ 2 เดือน รวม 33 กระทง จำคุก 66 เดือน จำเลยทั้งแปดสิบไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี กำหนดเงื่อนไขคุมความประพฤติของจำเลยทั้งแปดสิบ โดยให้ละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดในทำนองเดียวกันอีก และให้พนักงานคุมประพฤติสอดส่งให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนด ริบของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
จำเลยทุกสำนวนอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 32 ถึง 44,57 ถึง 63 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 80 ฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 42 ถึง 44,59,61,62 คงจำคุกจำเลยที่ 80 ฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 17 ถึง 31,54 ถึง 56,68 ถึง 71,75 ถึง 79 กระทงละ 2 เดือน รวม 27 กระทงรวมจำคุก 54 เดือน จำเลยที่ 80 ไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 และให้ยกคำขอริบของกลางของจำเลยที่ 32 ถึง 44 และ 57 ถึง 63 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 6 ถึงที่ 9 ที่ 11 ที่ 13 ถึงที่ 18 ที่ 20 ที่ 24 ถึงที่ 27 ที่ 29 ที่ 31 ที่ 45 ที่ 47 ถึงที่ 52 ที่ 54 ที่ 55 ที่ 64 ถึงที่ 66 ที่ 68 ที่ 70 ถึงที่ 74 ที่ 77 ที่ 79 ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว จำเลยฎีกาข้อแรกว่า ศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจวินิจฉัยในประเด็นที่จำเลยต่อสู้ว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นขัดต่อรัฐธรรมนูญเพราะก่อนศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ได้ประกาศใช้แล้ว และตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ กำหนดให้ศาลอุทธรณ์ต้องส่งสำนวนให้ตุลาการรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในประเด็นเหล่านี้ก่อน เห็นว่า จำเลยอุทธรณ์แต่เพียงว่า คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่ว่า เสรีภาพในการนับถือศาสนาต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย ขัดต่อรัฐธรรมแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 มาตรา 27 และไม่เป็นไปตามมาตรา 5 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับดังกล่าว จึงไม่ใช่กรณีที่ศาลเห็นเองหรือคู่ความโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ตามถ้อยคำที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 264 ศาลอุทธรณ์จึงไม่ต้องรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราว และส่งความเห็นไปเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตราดังกล่าว ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวได้ ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
จำเลยฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า จำเลยไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 208 เพราะการกระทำของจำเลยเป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 มาตรา 38 ที่ว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการนับถือศาสนาและในการปฏิบัติตามศาสนบัญญัติ คดีนี้ต้องห้ามฎีกา ปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก ฎีกาดัง กล่าวเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย การวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาจึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222
ปรากฏตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ว่า จากหลักฐานหนังสือสุทธิเอกสารหมาย จ.45 แสดงว่า ก่อนจำเลยที่ 80 จะมีพรรษาครบ 10 พรรษา จำเลยที่ 80 ได้ทำหน้าที่ดังเช่นอุปัชฌาย์บวชให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ที่ 45 ถึงที่ 49 ที่ 64 ที่ 65 ที่ 72 และที่ 73 หลังจากนั้นจำเลยที่ 80 ได้บวชให้แก่จำเลยอื่นอีก โดยทำหน้าที่เป็นพระผู้รับนำเข้าหมู่เป็นพระผู้ใหญ่ในการบวช รวมทั้งเป็นผู้มอบเครื่องแต่งกายและอัฐบริขารให้แก่จำเลยที่บวช โดยจำเลยที่ 80 ไม่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์ตามกฎมหาเถรสมาคม
จำเลยที่ 1 ถึงที่ 31 ที่ 45 ถึงที่ 56 ที่ 64 ถึงที่ 79 ได้แต่งกายอย่างคณะสงฆ์ไทย ใช้บาตรออกบิณฑบาตจากบุคคลทั่วไป และอ้างว่าเป็นภิกษุ สามเณรในพระพุทธศาสนา ศาลฎีกาเห็นว่า พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 23 ซึ่งใช้บังคับขณะเกิดเหตุบัญญัติว่า การแต่งตั้งถอดถอนพระอุปัชฌาย์ เจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส พระภิกษุอันเกี่ยวกับตำแหน่งปกครองสงฆ์ ตำแหน่งอื่น ๆ และไวยาวัจกร ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎมหาเถรสมาคม
กฎมหาเถรสมาคมฉบับที่ 7 (พ.ศ.2506) เอกสารหมาย จ.2 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 18 และมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ข้อ 4 บัญญัติว่า "ในกฎมหาเถรสมาคมนี้ "พระอุปัชฌาย์" หมายความว่า พระภิกษุผู้ได้รับแต่งตั้งให้มีหน้าที่เป็นประธาน และรับผิดชอบในการให้บรรพชาอุปสมบท ตามบทบัญญัติแห่งกฎมหาเถรสมาคมนี้" ข้อ 12 บัญญัติว่า "พระอุปัชฌาย์มีหน้าที่ให้บรรพชาอุปสมบทแก่กุลบุตรได้เฉพาะตนและเฉพาะภายในเขตตามที่บัญญัติไว้ในหมวด 4 แห่งกฎมหาเถรสมาคมนี้"
เมื่อจำเลยที่ 80 ไม่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์ ตามกฎมหาเถรสมาคมฉบับดังกล่าว การบวชของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 6 ถึงที่ 9 ที่ 11 ที่ 13 ถึงที่ 18 ที่ 20 ที่ 24 ถึงที่ 27 ที่ 29 ที่ 31 ที่ 45 ที่ 47 ถึงที่ 52 ที่ 54 ที่ 55 ที่ 64 ถึงที่ 66 ที่ 68 ที่ 70 ถึงที่ 74 ที่ 77 ที่ 79 จึงเป็นการบวชที่ไม่ชอบตามกฎมหาเถรสมาคมและพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 จำเลยดังกล่าวจึงไม่มีสิทธิแต่งกายหรือใช้เครื่องหมายที่แสดงว่าเป็นภิกษุสามเณรในพระพุทธศาสนา ต้องมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 208 ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ส่วนจำเลยที่ 80 เป็นผู้บวชให้จำเลยดังกล่าวและทำหน้าที่เป็นพระผู้รับนำเข้าหมู่ เป็นผู้มอบเครื่องแต่งกายและอัฐบริขารให้แก่จำเลยอื่น จึงเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยอื่นในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 208 จึงมีความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเช่นเดียวกัน
ที่จำเลยฎีกาว่า กฎมหาเถรสมาคมออกมาเสริมเพิ่มเติมพระธรรมวินัยและนำมาใช้เหนือกว่าพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า เพราะพระพุทธเจ้าบัญญัติว่าการบวชต้องพร้อมด้วยสมบัติ 4 เท่านั้น ซึ่งสมบัติ 4 ดังกล่าวนั้นพระอุปัชฌาย์ไม่จำต้องเป็นผู้ได้รับแต่งตั้งจากมหาเถรสมาคม มหาเถรสมาคมกำหนดเหนือไปกว่าพระพุทธเจ้าบัญญัติ เป็นการผิดไปจากพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า และการบังคับให้จำเลยต้องปฏิบัติตามกฎมหาเถรสมาคม เท่ากับละเมิดเสรีภาพการนับถือศาสนาของจำเลยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 38 เห็นว่า พระธรรมวินัยมีถ้อยคำและความหมายอย่างไร เป็นปัญหาข้อเท็จจริง
เมื่อต้องห้ามฎีกาปัญหานี้เสียแล้ว จึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาว่า กฎมหาเถรสมาคมดังกล่าว ออกมาเพื่อประดิษฐานพระธรรมวินัยให้เหมาะสมกับความเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองและจำนวนพุทธศาสนิกชนที่เพิ่มขึ้น มิได้ขัดต่อพระธรรมวินัย และเมื่อกฎมหาเถรสมาคมดังกล่าว ออกโดยชอบด้วยกฎหมาย เพราะอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 23 จึงใช้บังคับได้ จำเลยทุกคนจำเป็นต้องอนุวัตปฏิบัติตาม จะโต้เถียงว่าขัดหรือแย้งกับพระธรรมวินัยจึงไม่ปฏิบัติตามไม่ได้ แม้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 38 นั้น จะบัญญัติว่า บุคคลย่อมมีเสรี ภาพบริบูรณ์ในการนับถือศาสนา มีเสรีภาพในการปฏิบัติตามศาสนบัญญัติ แต่ก็ได้บัญญัติแสดงความมุ่งหมายไว้ด้วยว่า การใช้เสรีภาพดังกล่าวจะต้องไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ของพลเมือง และไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 บัญญัติขึ้นโดยชอบด้วยรัฐ ธรรมนูญ เพื่อให้การปกครองคณะสงฆ์เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ป้องกันมิให้บุคคลผู้มีเจตนาไม่สุจริตอาศัยร่มเงาพระพุทธศาสนาหาประโยชน์ใส่ตน อันเป็นต้นเหตุให้เสื่อมศรัทธาแก่ผู้ที่มีศรัทธาอยู่แล้ว และไม่ก่อเกิดศรัทธาแก่ผู้ที่ไม่มีศรัทธามาก่อน จำเลยทุกคนจึงต้องปฏิบัติตามกฎหมายให้ต้องตามเจตนารมณ์
ส่วนที่จำเลยที่ 80 ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยที่ 80 มิได้เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อย เนื่องจากจำเลยที่ 80 ได้ลาออกจากการปกครองของมหาเถรสมาคมเป็นเวลานานถึง 14 ปีแล้ว ไม่เกิดความไม่สงบเรียบร้อยใดๆ ขึ้น จำเลยที่ 80 กับพวกปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัดจึงถูกกลั่นแกล้ง และการปฏิบัติตามพระธรรมวินัยแตกต่างกันทำให้ไม่อาจร่วมทำสังฆกรรมกันได้ ในวันที่ 6 สิงหาคม 2518 จำเลยที่ 8 กับพวกจึงได้ประกาศขอลาออกจากการปกครองของมหาเถรสมาคม แล้วแยกตัวมาตั้งพุธสถานสันติอโศกที่คลองกุ่มและที่อื่นๆ ดำเนินการบวชบุคคลอื่นเป็นพระภิกษุ โดยวางกฎระเบียบต่าง ๆ และพยายามปฏิบัติตนตามพระธรรมวินัย ไม่จำต้องปฏิบัติตามกฎมหาเถรสมาคมและพระราชบัญญัติคณะสงฆ์นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 80 ได้บวชเป็นพระภิกษุในฝ่ายธรรมยุตนิกาย เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2513 และในปี 2516 ได้สวดญัตติเข้าเป็นพระภิกษุในฝ่ายมหานิกาย แสดงว่า จำเลยที่ 80 ได้ยอมรับที่จะปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 และกฎมหาเถรสมาคมมาก่อน และในช่วงเวลาดังกล่าวจำเลยที่ 80 ก็ สามารถปฏิบัติธรรมได้ ไม่ปรากฏว่าจำเลยทุกคนถูกกลั่นแกล้งจากใครอย่างไร และถึงขนาดไม่อาจปฏิบัติตามพระธรรมวินัยได้ เมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่า พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 18 บัญญัติให้มหาเถรสมาคมมีอำนาจหน้าที่ปกครองคณะสงฆ์ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่ปรากฏบทบัญญัติมาตราใดให้สิทธิพระภิกษุสงฆ์ไทยประกาศแยกตน ให้มีผลประดุจสังฆเภทไม่ยอมอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ได้ การประกาศของจำเลยที่ 80 กับพวกดังกล่าว จึงไม่ทำให้จำเลยที่ 80 กับพวกพ้นจากการปกครองของมหาเถรสมาคมและไม่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 การที่ภิกษุสงฆ์ นักบวชไม่อนุวัตปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าว กลับมีผลเป็นการก่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยขึ้นดังเช่นที่ปรากฏในคดีนี้ ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน"
พิพากษายืน

คำพิพากษาฎีกา ที่ 3699-3739/2541
พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์
นายพิสุทธิ์ เลิศคูพินิจ หรือสมณะพิสุทโธ กับพวก จำเลย
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา 38, 264
อาญา , ผู้สนับสนุนแต่งกายเป็นพระภิกษุมาตรา 86, 208
พระราชบัญญัติคณะสงฆ์มาตรา 18, 23
กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 7 (พ.ศ.2506)ข้อ 4, 12
การที่จำเลยอุทธรณ์แต่เพียงว่า คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่ว่า เสรีภาพในการนับถือศาสนาต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 มาตรา 5 และ 27 นั้น ไม่ใช่เป็นกรณีที่ศาลเห็นเอง หรือคู่ความโต้แย้งว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 264 ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจวินิจฉัยประเด็นดังกล่าว ไม่ต้องรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวและส่งความเห็นไปเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาวินิจฉัย
พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 23 กำหนดให้การแต่งตั้งถอดถอนพระอุปัชฌาย์ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎมหาเถรสมาคม เมื่อจำเลยที่ 80 ไม่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์ การบวชของจำเลยทั้ง 24 คน จึงเป็นการบวชที่ไม่ชอบตามกฎมหาเถรสมาคม และพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฯ จำเลยดังกล่าวจึงไม่มีสิทธิแต่งกายหรือใช้เครื่องหมายที่แสดงว่าเป็นภิกษุสามเณรในพระพุทธศาสนา ต้องมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 208 ส่วนจำเลยที่ 80 เป็นผู้บวชให้จำเลยดังกล่าว และทำหน้าที่เป็นพระผู้รับนำเข้าหมู่ เป็นผู้มอบเครื่องแต่งกายและอัฐบริขารให้แก่จำเลยอื่น จึงเป็นการช่วย เหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยอื่น ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 208
กฎมหาเถรสมาคมออกมาเพื่อประดิษฐานพระธรรมวินัย ให้เหมาะสมกับความเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองและจำนวนพุทธศาสนิกชนที่เพิ่มขึ้น มิได้ขัดต่อพระธรรมวินัย และเมื่อกฎมหาเถรสมาคมดังกล่าวออกโดยชอบด้วยกฎหมาย เพราะอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2504 มาตรา 23 จึงใช้บังคับได้
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 38 บัญญัติว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการนับถือศาสนา มีเสรีภาพในการปฏิบัติตามศาสนบัญญัติ แต่ก็ได้บัญญัติแสดงความมุ่งหมายไว้ด้วยว่า การใช้เสรีภาพดังกล่าวจะต้องไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ของพลเมือง และไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฯ บัญญัติขึ้นเพื่อให้การปกครองคณะสงฆ์เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ป้องกันมิให้บุคคลผู้มีเจตนาไม่สุจริตอาศัยร่มเงาพระพุทธศาสนาหาประโยชน์ใส่ตน อันเป็นต้นเหตุให้เสื่อมศรัทธาแก่ผู้ที่มีศรัทธาอยู่แล้ว และไม่ก่อเกิดศรัทธาแก่ผู้ที่ไม่มีศรัทธามาก่อน พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฯ จึงชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
จำเลยที่ 80 ได้บวชเป็นพระภิกษุในฝ่ายธรรมยุตนิกาย เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2513 และในปี 2516 ได้สวดญัตติเข้าเป็นพระภิกษุในฝ่ายมหานิกาย แสดงว่า จำเลยที่ 80 ได้ยอมรับที่จะปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฯ และกฎมหาเถรสมาคมมาก่อน และในช่วงเวลาดังกล่าว จำเลยที่ 80 ก็สามารถปฏิบัติธรรมได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยทุกคนถูกกลั่นแกล้งจากใครอย่างไรและถึงขนาดไม่อาจปฏิบัติตามพระธรรมวินัยได้ เมื่อพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฯ มาตรา 18 บัญญัติให้ มหาเถรสมาคมมีอำนาจหน้าที่ปกครองคณะสงฆ์ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่ปรากฏบทบัญญัติมาตราใดให้สิทธิพระภิกษุสงฆ์ไทยประกาศแยกตนให้มีผลประดุจสังฆเภทไม่ยอมอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฯ ได้ การประกาศขอลาออกจากการปกครองของมหาเถรสมาคมของจำเลยที่ 80 กับพวกจึงไม่ทำให้จำเลยที่ 80 กับพวกพ้นจากการปกครองของมหาเถรสมาคมและไม่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฯ ดังนั้นการที่ภิกษุสงฆ์ นักบวชไม่อนุวัตปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าว จึงกลับมีผลเป็นการก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยขึ้นโดยส่วนรวม

*****************************