กฎหมายเพื่องานสอบสวน
[ลูกบ้านSignIn][เจ้าบ้านSignIn]
อย่าเป็นตำรวจเลยถ้า...
ภาพถ่ายเล่าความเป็นมา
ระเบียบคำสั่งการสอบสวน
คดีศาลปกครอง
อาชญากรรมคอมพิวเตอร์
ตำรวจที่ประชาชนต้องการ
ภาษาอังกฤษสำหรับตำรวจ
ชวนไปปีนภูกระดึง
ขั้นตอนการนั่งสมาธิ
มาทำความรู้จักข้าวยำ
ประโยชน์"ชาเขียว"
กลโกงโจรกรรมรถ
ข้อปฏิบัติเมื่อถูกขู่วางระเบิด
ข้อสอบเก่าเนฯ
ฎีกาย่อเรื่องรถชน
เจ้าอาวาส/เจ้าพนักงาน
การจับตามวิอาญา
ลิขสิทธิ์
วิสามัญฆาตกรรม
ค่าชดเชยผู้บริสุทธิ์
ค่าตอบแทนพยาน
พ ร บ คุ้มครองเด็กฯ
ฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด
เก็บตกฎีกา
จรรยาบรรณ พงส
พยานฝ่ายผู้ต้องหา
มาตรการต่อรอง
เจตนาฆ่าหรือทำร้าย
ความโลภเป็นเหตุ
ใช้วิทยาการให้มาก
อำนาจสั่งสอบเพิ่มของอัยการ
ตลาดขำขัน
รวมลิงค์น่าสนใจ
เรื่องจริงของชีวิตหนึ่ง
ฐานความผิดตาม พ.ร.บ.คอมฯ
ย่อวิชาสอบเข้าตำรวจ
ตัวอย่างคดีด้านไอที
เที่ยวไปกับเว็บมาสเตอร์
อาลัยแม่
ใช้บริการเว็บ
หลักการทำพินัยกรรม
สัตว์ใกล้สูญพันธ์
ปั้นให้ลูกชายเป็น นตท
ลงนามสมุดเยี่ยมเว็บนี้
พระสหายแห่งสายบุรี
วิอาญาเตรียมสอบเนฯ
วิธีติดตามรถหายที่รวดเร็ว
ข้อสอบวิชาสอบสวน
พนักงานสอบสวนคือใคร
หนังสือวิชาสืบสวนสอบสวน
การสอบสวนที่ชอบ
ระวังถูกหลอกโอนเงิน
พ ร บ ตำรวจฉับเตรียมสอบ
แนวข้อสอบ พ ร บ ตำรวจฯ
กฎ ก ตร สืบสวนข้อเท็จจริง
อธิบายวิแพ่งเรียงมาตรา
อธิบายพระธรรมนูญศาล
อธิบายล้มละลาย
จับ ค้น สอบสวนที่ชอบ
ข้อสอบอัยการ,ผู้พิพากษา
มาตราสำคัญสอบเนฯ
เรื่องเฮฮา
สนทนากับเว็บมาสเตอร์
บิดากฎหมายไทย
AEC
คำพิพากษากรณีชุมนุมประท้วง
เสรีภาพของการชุมนุมฯ
อ่านสักนิดพิชิตยาเสพติด
ป อาญา
ป วิอาญา
วิธีพิจารณาคดียาเสพติด
พ ร บ จราจรทางบก
เนฯสมัย64
ข้อมูลเนฯ
กฎหมายเยียวยา
ย่อเตรียมสอบวิชาพยาน

ติดต่อเจ้าบ้าน

สมัครสมาชิก
[324575]



   คำพิพากษาตัวอย่างของศาลปกครอง

คดีปกครองเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ
กรณีตำรวจใช้อำนาจทางกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำวินิจฉัยว่าศาล
ปกครองไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และเป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ขอยกตัวอย่าง
มาสองคดีดังนี้
คดีแรก
ผู้ฟ้องคดีได้ฟ้องต่อศาลปกครองว่าพนักงานสอบสวน....ไม่สืบสวนข้อเท็จจริง บิดเบือนข้อเท็จจริง
ในคดีอาญาเพื่อประโยชน์ของผู้เสียหายนำความเท็จฟ้องผู้ฟ้องคดีต่อศาลจังหวัด....ซึ่งคดีนี้ศาลปกครอง
ชั้นต้นสั่งไม่รับฟ้องให้จำหน่ายคดี ศาลปกครองสูงสุดสั่งยืนไม่รับฟ้องด้วยเหตุผลว่า...คดีได้มีการดำเนิน
ตามขั้นตอนของพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการตามลำดับจนคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของ
ศาลจังหวัด เป็นการดำเนินการกระบวนการยุติธรรมทางอาญา คดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษา
ของศาลปกครอง (คำสั่งที่ ๖/๒๕๔๔)
คดีที่สอง
ผู้ฟ้องคดีถูกดำเนินคดีอาญาข้อหาหมิ่นประมาทจนถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุกและปรับ โทษจำคุก
ให้รอลงอาญา จึงได้ฟ้องต่อศาลปกครองว่าการจับกุมผู้ฟ้องคดีเป็นไปโดยมิชอบและไม่มีนายตำรวจ
สัญญาบัตรเป็นผู้จับกุมเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอความเป็นธรรม ศาลปกครองสูงสุด
วินิจฉัยว่า การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจดังกล่าวเป็นการกระทำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความอาญา หากมีการปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้องย่อมเป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม (คำสั่งที่ ๑๔/๒๕๔๔)

คำพิพากษาของศาลปกครองเกี่ยวกับการละเลยต่อหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินควร

คำพิพากษาศาลปกครองเชียงใหม่ คดีหมายเลขแดงที่ ๑๒๓/๒๕๔๖
สรุปข้อเท็จจริง
ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เทศบาลตำบลช้างเผือกและนายกเทศมนตรีตำบลช้างเผือก ได้อนุญาต
ให้บริษัท ร่วมค้า แอดวานซ์ เทค อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งเป็นผู้รับจ้างเก็บและขนถ่ายขยะ
ของเทศบาลนครเชียงใหม่ นำขยะมาพักทิ้งในที่ดินสุสานข่วงสิงห์ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของ
แผ่นดินที่อยู่ในความดูแลรักษาของอำเภอเมืองเชียงใหม่และจังหวัดเชียงใหม่นอกจากนี้ยังได้
อนุญาตให้บริษัทดังกล่าวก่อสร้างอาคารโรงพักและขนถ่ายขยะในที่ดินดังกล่าวโดยไม่มีอำนาจ
ตามกฎหมายและไม่ได้รับอนุมัติจากกระทรวงมหาดไทย รวมทั้งไม่ได้ตราเป็นพระราชบัญญัติ
เสียก่อน ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นราษฎรซึ่งมีภูมิลำเนาหรือสถานที่ทำงานอยู่ใกล้เคียงกับที่ดินสุสานข่วงสิงห์
เห็นว่าขยะที่บริษัทดังกล่าวนำมาพักทิ้งไว้ในที่ดินสุสานข่วงสิงห์ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ
แก่ผู้ฟ้องคดี ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้เคยร้องเรียนเรื่องนี้ต่ออำเภอเมืองเชียงใหม่และจังหวัดเชียงใหม่แล้ว
แต่ไม่ได้รับการพิจารณาแก้ไขเยียวยาความเดือดร้อนเสียหายแต่อย่างใด จึงได้นำคดีมาฟ้อง
ต่อศาลปกครอง
คำวินิจฉัย
ศาลปกครองเชียงใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่เทศบาลตำบลช้างเผือกและนายกเทศมนตรีตำบลช้างเผือก
ได้อนุญาตให้บริษัทเอกชนใช้ที่ดินสุสานข่วงสิงห์เป็นที่พักและขนถ่ายขยะ เป็นเหตุให้มีกองขยะที่รอพักค้างอยู่
เป็นปริมาณมาก ก่อให้เกิดเหตุรำคาญแก่ประชาชนทั่วไป แม้ว่าเทศบาลตำบลช้างเผือกและนายกเทศมนตรี
ตำบลช้างเผือกจะได้พยายามแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับความเดือดร้อนรำคาญแล้ว โดยพยายามควบคุมดูแลมิให้มีขยะ
ตกค้างอยู่ในดินนานเกินกว่า ๒๔ ชั่วโมง แล้วก็ตาม แต่กลิ่นเหม็นของกองขยะก็ยังคงมีอยู่มาก ซึ่งนายกเทศมนตรี
ตำบลช้างเผือกมิได้ดำเนินการแก้ไขหรือป้องกันเหตุรำคาญตามอำนาจหน้าที่ที่กำหนด จึงถือได้ว่านายกเทศมนตรี
ตำบลช้างเผือกละเลยต่อหน้าที่ตามที่พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๓๕ กำหนดให้ปฏิบัติ
ศาลจึงพิพากษาให้นายกเทศมนตรีตำบลช้างเผือกในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติ
การสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๓๕ ควบคุมดูแลมิให้มีการนำขยะซึ่งเก็บและขนมาจากเขตเทศบาลนครเชียงใหม่
มาพักและขนถ่ายในที่ดินสุสานข่วงสิงห์นับแต่วันที่มีคำพิพากษาเป็นต้นไป
สำหรับกรณีที่เทศบาลตำบลช้างเผือกอนุญาตให้บริษัท ร่วมค้า แอดวานซ์ เทค อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนเข้าใช้ประโยชน์เป็นที่พักและขนถ่ายขยะในสุสานข่วงสิงห์ ซึ่งเป็นที่สาธารณะ
อันเป็นที่ประชาชนใช้ร่วมกัน แม้จะไม่ใช่การนำที่ดินไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นที่ต้องดำเนินการเพิกถอนการเป็น
ที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามมาตรา ๘ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินเสียก่อนก็ตาม
แต่การอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในที่สาธารณะก็ต้องมีกำหนดระยะเวลาไม่ยาวนัก และต้องไม่เป็นการขัดขวางต่อ
การใช้ประโยชน์ร่วมกันของพลเมืองในที่ดินนั้นด้วยดังนั้นการที่เทศบาลตำบลช้างเผือกอนุญาตให้บริษัทเอกชน
เข้าดำเนินการโดยไม่มีข้อจำกัดในเรื่องกำหนดระยะเวลาการใช้ที่ดินดังกล่าว จึงเข้าลักษณะเป็นการขัดขวาง
ต่อการใช้ประโยชน์ร่วมกันของพลเมืองในที่สาธารณะนั้น อีกทั้งการอนุญาตให้เอกชนใช้ที่ดินสาธารณะดังกล่าว
ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ ย่อมไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าด้วยการผังเมืองอันเป็น
การกระทำการโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายด้วยเช่นกัน นอกจากนี้การอนุญาตให้มีการก่อสร้างอาคาร
โรงพักและขนถ่ายขยะในที่ดินดังกล่าวก่อนได้รับอนุญาตจากกระทรวงมหาดไทยตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย
ย่อมถือเป็นการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมาย จึงพิพากษาให้นายกเทศมนตรีตำบลช้างเผือกรื้อถอนอาคารโรงพัก
และขนถ่ายขยะดังกล่าวจากที่ดินสุสานข่วงสิงห์ภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่มีคำพิพากษา
คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๔๗๐/๒๕๔๕
สรุปข้อเท็จจริง
ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายอันเนื่องจากการที่นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และเทศบาลนครเชียงใหม่ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ละเลยต่อหน้าที่ในการระงับเหตุรำคาญเกี่ยวกับ
น้ำเน่าท่วมขังในทางเข้าออกที่อยู่อาศัยของผู้ฟ้องคดี และบำรุงรักษาทางเข้าออกดังกล่าว จึงขอให้ศาลปกครอง
มีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ โดยให้จัดการซ่อมบำรุง
หรือปรับปรุงทางเข้าออกดังกล่าวให้เป็นถนนคอนกรีตหรือถนนลาดยางมะตอยให้แล้วเสร็จภายเวลาอันสมควร
คำวินิจฉัย
ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า ถึงแม้มาตรา ๔๘ มาตรา
๕๓ และมาตรา ๕๖ แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ บัญญัติให้เทศบาลนครมีหน้าที่บำรุงรักษาทางบก
ทางน้ำ ทางระบายน้ำป้องกันและระงับโรคติดต่อ โดยให้นายกเทศมนตรีมีอำนาจหน้าที่บริหารงานราชการ
ของเทศบาลให้เป็นไปตามกฎหมายประกอบกับมาตรา ๒๕ มาตรา ๒๖ และมาตรา ๒๗ แห่ง พระราชบัญญัติ
การสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๓๕ บัญญัติให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจหน้าที่ ในการดูแลปรับปรุงบำรุงรักษาถนน
ทางบก ทางน้ำ ทางระบายน้ำ และสถานที่ต่างๆ และมีอำนาจห้ามมิให้ผู้ใดก่อเหตุรำคาญหรือระงับหรือควบคุม
เหตุรำคาญต่างๆ ได้ก็ตาม แต่การที่ผู้ถูกฟ้องคดี ิได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีนั้น
ยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่
กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณา
คดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่ผู้ฟ้องคดีจะนำมาฟ้องต่อศาลปกครองได้
คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๒๒๙/๒๕๔๕
สรุปข้อเท็จจริง
ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ร้านตั้งม่งเส็งก่อสร้างอาคารเก็บสินค้า (โกดัง) ในบริเวณด้านหลังอาคารพาณิชย์ขัดต่อ
เทศบัญญัติเทศบาลเมืองพิษณุโลก เรื่อง ควบคุมการก่อสร้างอาคาร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๗ และก่อให้เกิดเหตุ
รำคาญแก่ผู้ฟ้องคดีและครอบครัวผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือร้องเรียนต่อนายกเทศมนตรีเทศบาลเมือง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑
ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้มีหนังสือชี้แจงแล้วแต่ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นพ้องด้วยกับคำชี้แจงดังกล่าว จึงมีหนังสือลงวันที่ ๗
มกราคม ๒๕๔๒ ร้องเรียนต่อผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ อีก ต่อมา ได้มีการแก้ไขท่อระบาย
อากาศและทางระบายน้ำดังกล่าวแต่ก็ไม่อาจแก้ไข ปัญหาเรื่องกลิ่นเหม็นและน้ำที่ไหลตกลงในที่ดินของผู้ฟ้องคดี
ได้ ผู้ฟ้องคดีจึงมี หนังสือร้องเรียนต่อ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ อีกรวม ๓ ครั้ง คือ เมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๔๒ วันที่ ๗
มกราคม ๒๕๔๓ และ วันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๔๓ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ก็ไม่ดำเนินการแก้ไขความเดือดร้อนให้
ผู้ฟ้องคดีจนกระทั่งถึงวันยื่นฟ้อง
คำวินิจฉัย
ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อผู้ฟ้องคดีกล่าวมาในคำฟ้องว่า ได้ร้องเรียนการกระทำของ
ร้านตั้งม่งเส็งที่ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหายต่อผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองแล้ว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง
ยังไม่ได้ดำเนินการแก้ไขความเดือดร้อนเสียหายให้ผู้ฟ้องคดี จึงขอให้ศาลบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองดำเนิน
การตามกฎหมาย กรณีจึงเป็นการฟ้องกล่าวหาว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด
ให้ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรค
หนึ่ง (๒)ซึ่งผู้ฟ้องคดีจะต้องยื่นฟ้องต่อศาลปกครองภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่รู้หรือ ควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้อง
คดีตามนัยมาตรา ๔๙ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว แต่เนื่องจากเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ คือ ปัญหาเรื่องกลิ่นเหม็น
และน้ำที่ไหลตกลงในที่ดินของผู้ฟ้องคดี รวมทั้งอาคารเก็บสินค้าที่ยังมิได้แก้ไข เรื่องการเว้นระยะทางเดินหลัง
อาคารยังคงมีอยู่ และก่อให้เกิด เหตุรำคาญแก่ผู้ฟ้องคดีตลอดมาอันถือได้ว่าเหตุแห่งการฟ้องคดีเกิดขึ้นตลอด
เวลาจนกระทั่งถึงวันที่ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องคดีนี้ ดังนั้นการที่ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องเมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๔๕จึงเป็น
การยื่นฟ้องคดีภายใน กำหนดระยะเวลาฟ้องคดี ตามนัยมาตรา ๔๙ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและ
วิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒
คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๑๐๕/๒๕๔๕
สรุปข้อเท็จจริง
ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีถูกเวนคืนที่ดินและไม่พอใจจำนวนเงินค่าทดแทนที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้อง
ต้นกำหนดจึงได้อุทธรณ์ขอเพิ่มเงินค่าทดแทนต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้ถูกฟ้องคดี
เมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๔๓ แต่จนถึงวันฟ้องคดี (๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๔) ผู้ถูกฟ้องคดีก็ยังมิได้แจ้งผล
การพิจารณาอุทธรณ์ให้ผู้ฟ้องคดีทราบ ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่ง
ให้ผู้ถูกฟ้องคดีแจ้งผลการอุทธรณ์ให้ผู้ฟ้องคดีทราบภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันมีคำพิพากษา
คำวินิจฉัย
ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า มาตรา ๒๖ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืน
อสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ ที่กำหนดให้ผู้มีสิทธิรับเงินค่าทดแทน ซึ่งไม่พอใจคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีหรือ
กรณีที่รัฐมนตรีมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดหกสิบวันให้มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลได้ภายในหนึ่งปี
นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของรัฐมนตรี หรือนับแต่วันพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว แล้วแต่กรณี มาตรา ๒๖
ดังกล่าวกำหนดเวลาให้สิทธิแก่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนที่จะฟ้องคดีต่อศาลเพื่อขอให้ศาลกำหนดจำนวน
ค่าทดแทนเพิ่มขึ้นจากจำนวนที่รัฐมนตรีกำหนดไว้ในคำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือเพิ่มขึ้นจากจำนวนที่คณะกรรมการ
กำหนดราคาเบื้องต้นกำหนดให้ แล้วแต่กรณี คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเพียงแต่ฟ้องขอให้ศาลบังคับให้รัฐมนตรีผู้ถูกฟ้อง
คดีวินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสร็จและแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ให้ผู้ฟ้องคดีทราบภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันมีคำ
พิพากษา จึงเป็นคำฟ้องที่กล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ (รัฐมนตรี) ปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควรตามมาตรา
๙(๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มิใช่การฟ้องคดีตาม
มาตรา ๒๖ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ จึงไม่อาจนำกำหนดเวลาการ
ฟ้องคดีหนึ่งปีตามมาตรา ๒๖ มาใช้บังคับแก่คดีได้ที่ศาลปกครองชั้นต้นนำกำหนดเวลาฟ้องคดีตามมาตรา ๔๙
แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ใช้บังคับและวินิจฉัยว่าผู้ฟ้อง
คดียื่นคำฟ้องเมื่อพ้นกำหนดเวลาฟ้องคดีตามมาตรา ๔๙ ดังกล่าวนั้นชอบแล้ว
คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๑๑๓/๒๕๔๔
สรุปข้อเท็จจริง
ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายตรวจการ กรมการขนส่งทางบกได้แจ้งข้อกล่าวหาว่า
ผู้ฟ้องคดีกระทำการฝ่าฝืนมาตรา ๗๑ และมาตรา ๑๑๑ แห่งพระราชบัญญัติ การขนส่งทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒
โดยนำรถที่มีสภาพไม่มั่นคงแข็งแรงมาใช้ในการขนส่ง เนื่องจาก มีค่าควันดำ (๙๐% ถึง ๙๕%) และอาศัย
อำนาจตามความใน มาตรา ๑๐๙ แห่งพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ ยึดใบอนุญาตเป็นผู้ขับ
รถของผู้ฟ้องคดีไว้ และให้ไปรายงานตนต่อนายทะเบียน ณ ส่วนตรวจการขนส่ง สำนักควบคุมการขนส่งกรมการ
ขนส่งทางบก ต่อมา ผู้ฟ้องคดีได้ไปรายงานตน ต่อผู้อำนวยการ ส่วนตรวจการกรมการขนส่งทางบก ผู้ถูกฟ้อง
คดีที่ ๒ และได้ปฏิเสธที่จะชำระค่าปรับพร้อมทั้งขอให้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ คืนใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถหรือให้นำ
เรื่องส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีโดยไม่ชักช้า แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ยืนยันว่าหากต้องการรับใบอนุญาตคืน
ในวันเดียวกันต้องชำระค่าปรับจำนวนขั้นต่ำ ๕,๐๐๐ บาท แต่หากปฏิเสธไม่ยอมรับผิดจะต้องยึดใบอนุญาต
เป็นผู้ขับรถไว้อย่างน้อย ๓๐ วันแล้วจึงจะส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไป ซึ่งผู้ฟ้องคดี เห็นว่าการ
กระทำดังกล่าวไม่ถูกต้องจึงได้มีหนังสือถึงอธิบดีกรมการขนส่งทางบก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ขอให้คืนใบอนุญาต
เป็นผู้ขับรถหรือส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามกฎหมายภายใน ๓ วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ
แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยังคงเพิกเฉย
คำวินิจฉัย
ศาลปกครองสูงสุดโดยที่ประชุมใหญ่พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามไม่ดำเนินการตามที่
ผู้ฟ้องคดีร้องขอ ถือได้ว่าการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามเป็นการกระทำนอกเหนือหรือมิได้กระทำตามที่
กำหนดไว้ในกฎหมายพิเศษและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กล่าวคือ การที่ผู้ฟ้องคดีไม่ยินยอม
ทำการเปรียบเทียบปรับ และผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามไม่ดำเนินการส่งเรื่องไปให้ พนักงานสอบสวนที่มีเขตอำนาจ
ดำเนินคดีกับผู้ฟ้องคดีโดยไม่ชักช้าและร่วมกันยึดใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถของผู้ฟ้องคดีไว้นับแต่วันถัดจากวัน
ที่ผู้ฟ้องคดีไปรายงานตน ตามคำสั่งต่อไปอีก เป็นการกระทำที่เข้าเกณฑ์เป็นกรณีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง
(๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ กล่าวคือเป็นคดีพิพาท
เกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว
ล่าช้าเกินสมควร จึงอยู่ในอำนาจศาลปกครองที่จะพิจารณาพิพากษาได้
คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๑๐๘/๒๕๔๔
สรุปข้อเท็จจริง
ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีกับพวกซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจได้ร่วมกันจับกุมผู้ลักลอบนำน้ำมันโซล่า
หลบหนีภาษีศุลกากร (น้ำมันเถื่อน) เข้ามาในราชอาณาจักร พร้อมทั้งยึดเรือของกลาง จำนวน ๒ ลำ ต่อมา
ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ มีคำพิพากษาให้ริบของกลางดังกล่าว แต่ศาลฎีกาพิพากษาแก้ให้ยกฟ้องโจทก์ ต่อมา
เจ้าของเรือได้ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดสตูลเพื่อขอคืนเรือของกลาง และคดีอยู่ระหว่างการไต่สวนของศาล
ปรากฏว่าเรือของกลางทั้ง ๒ ลำได้หายไป ผู้ฟ้องคดีจึงได้แจ้งความไว้เป็นหลักฐานที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอ
เมืองสตูล แต่ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสตูล ผู้ถูกฟ้องคดีมิได้ลงบันทึกประจำวันและไม่ได้มี
การดำเนินการตามที่ผู้ฟ้องคดีแจ้งความร้องทุกข์
คำวินิจฉัย
ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งมีหน้าที่ดำเนินการสอบสวนกรณีเรือของ
กลางสูญหายไม่ดำเนินการตามที่ผู้ฟ้องคดีแจ้งความร้องทุกข์ จึงเป็นเรื่องเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่
ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและ
วิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ร่วมจับกุมผู้ต้องหาและยึดเรือของกลางทั้ง ๒ ลำใน
คดีนี้และศาลมีคำพิพากษาให้ริบไปแล้ว นอกจากนี้ เจ้าของเรือยังได้ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดสตูล ขอคืนเรือ
ของกลางซึ่งคดีอยู่ในระหว่างไต่สวน หากปรากฏว่าเรือของกลางเกิดการสูญหาย ผู้ฟ้องคดีย่อมได้รับผลกระทบ
และอาจต้องร่วมรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้น ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะ
เดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ อันเนื่องจากการกระทำหรือการงดเว้นการกระทำของเจ้าหน้าที่
ของรัฐตามมาตรา ๔๒ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีจึงมีสิทธิฟ้องคดีนี้ต่อศาลปกครอง

คำพิพากษาเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญาหรือเกี่ยวกับศาลอื่น

คำสั่งศาลปกครองสงขลา คดีหมายเลขแดงที่ ๔๙๕/๒๕๔๖
สรุปข้อเท็จจริง
ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า การกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้ทำการสลายการชุมนุมคัดค้าน
โครงการท่อก๊าซไทย - มาเลเซีย เมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๔๕ ณ บริเวณหน้าโรงแรมเจบี
อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยการสั่งการของผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา ซึ่งเป็น
ผู้บัญชาการเหตุการณ์การชุมนุมและในความรับผิดชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่เกี่ยวข้อง เป็นการกระทำ
โดยปราศจากอำนาจฝ่าฝืนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๔๕ เป็นการละเมิด
สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ อันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐธรรมนูญ
แห่งราชอาณาจักรไทยฯ มาตรา ๔๔ ได้บัญญัติรับรองไว้ ผู้ฟ้องคดีจึงขอให้ศาลปกครองวินิจฉัย
ปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๔๔ เกี่ยวกับการกระทำของ
ผู้ถูกฟ้องคดีดังกล่าวข้างต้น
คำวินิจฉัย
ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า การสลายการชุมนุมคัดค้านโครงการท่อก๊าซ
ไทย - มาเลเซีย ของเจ้าหน้าที่ตำรวจดังกล่าว เป็นการใช้อำนาจตามประมวลกฎหมาย
วิธีพิจารณาความอาญา อันเป็นการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
ส่วนการกล่าวหาว่าการสลายการชุมนุมเป็นเหตุให้เกิดการปะทะต่อสู้กันอย่างรุนแรง
จนก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของผู้ชุมนุมก็เป็นการกล่าวหาว่า
เจ้าหน้าที่ตำรวจกระทำผิดทางอาญา การกระทำดังกล่าวมิใช่การกระทำทางปกครอง
จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้ง
ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ศาลจึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา
และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๔๔๙/๒๕๔๖
สรุปข้อเท็จจริง
ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นพนักงานอัยการ ได้ยื่นฟ้องผู้ฟ้องคดีกับพวกเป็นจำเลยต่อศาล
จังหวัดอุดรธานี จำนวน ๓ คดี ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลจังหวัดอุดรธานี ปรากฏว่าผู้ถูกฟ้องคดี
ได้เรียกให้นายประกันนำตัวผู้ฟ้องคดีไปพบเพื่อยื่นฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดอุดรธานีอีกจำนวน ๔ คดี และ
ผู้ฟ้องคดีทราบว่าผู้ถูกฟ้องคดีจะยื่นฟ้องผู้ฟ้องคดีอีกประมาณ ๔๐ คดี ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าหากผู้ถูกฟ้องคดี
รวมฟ้องเป็นคดีเดียวกันก็จะทำให้สะดวกแก่การพิจารณาคดีของศาล การแยกฟ้องคดีเช่นนี้ทำให้ผู้ฟ้องคดี
หมดโอกาสที่จะได้รับการขอปล่อยชั่วคราว ไม่มีโอกาสต่อสู้คดีและไม่มีค่าจ้างทนายความ และเห็นว่าการ
ดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีดังกล่าวเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็น และสร้างภาระให้แก่ผู้ฟ้องคดีเกิน
สมควร จึงขอให้ศาลปกครองมีคำพิพากษาหรือคำสั่งระงับการยื่นฟ้องผู้ฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดอุดรธานีไว้ก่อน
และให้ผู้ถูกฟ้องคดีรวมสำนวนเป็นคดีเดียวในการยื่นฟ้อง
คำวินิจฉัย
ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า การสั่งฟ้องของพนักงานอัยการในคดีอาญาตลอดจนการแยก
เรียงกระทงหรือรวมความผิดหลายกระทงในฟ้องเดียวกัน เป็นอำนาจของพนักงานอัยการตามที่บัญญัติไว้
ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๔๓ และมาตรา ๑๖๐ ซึ่งเป็นการดำเนินการในคดีอาญา
ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม กรณีมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครอง
หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษา
ของศาลปกครองตามมาตรา ๙วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง
พ.ศ. ๒๕๔๒ ศาลปกครองจึงไม่มีอำนาจสั่งให้พนักงานอัยการรวมพิจารณาคดีที่ผู้ฟ้องคดีถูกกล่าวหาว่ากระทำ
ความผิดทางอาญาหลายคดีเข้าด้วยกัน หรือสั่งระงับการฟ้องคดีของพนักงานอัยการได้
คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๓๐๔/๒๕๔๖
สรุปข้อเท็จจริง
ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของ พันตำรวจตรี ผ.
พนักงานสอบสวนซึ่งดำเนินการจับกุมผู้ฟ้องคดีทั้งที่ยังไม่มีพยานหลักฐานว่าผู้ฟ้องคดีกระทำความผิดอาญา
ตามที่ถูกกล่าวหาและเรียกเงินประกันเกินสมควร เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย เพราะขัดต่อ
คำสั่งกรมตำรวจที่ ๕๗๒/๒๕๓๘ เรื่อง การอำนวยความยุติธรรมในการสอบสวนคดีอาญา จึงขอให้ศาลปกครอง
มีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้มีการทบทวนการสอบสวนใหม่เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับให้คืนเงินประกัน
ผู้ต้องหาแก่ผู้ฟ้องคดี และให้สอบสวนเอาผิดทางวินัยแก่พันตำรวจตรี ผ. พนักงานสอบสวนด้วย
คำวินิจฉัย
ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า การจับกุมและเรียกหลักประกันผู้ต้องหาตลอดจนการสอบสวน
ถือได้ว่าเป็นขั้นตอนการดำเนินการของเจ้าพนักงานตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนด
ให้อำนาจไว้เป็นการเฉพาะโดยตรง คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่ง
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒
ส่วนคำขอที่ผู้ฟ้องคดีขอให้เอาผิดทางวินัยแก่พันตำรวจตรี ผ. เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้บังคับบัญชา
ศาลปกครองไม่อาจกำหนดคำบังคับตามมาตรา ๗๒ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณา
คดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒
คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๑๓/๒๕๔๖
สรุปข้อเท็จจริง
ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีถูก นาย บ. แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีอาญา ๒ คดี คือ ข้อหายักยอกทรัพย์
และข้อหาลักทรัพย์ ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้ฟ้องคดีและยึดรถยนต์
เป็นของกลางจำนวน ๓ คัน ต่อมาระหว่างคดีแรกอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลจังหวัดมีนบุรี ส่วนคดีที่ ๒
ยังไม่มีการฟ้องคดีต่อศาลแต่อย่างใด ผู้ถูกฟ้องคดีได้คืนรถยนต์ของกลางให้แก่ นาย บ.ไปผู้ถูกฟ้องคดีเห็นว่า
การคืนรถยนต์ของกลางดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่สุจริต และมีลักษณะเป็นการเลือก
ปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม จึงขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งคืนรถยนต์ของกลาง และให้ผู้ถูกฟ้องคดี
ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี และใช้ค่าธรรมเนียมศาลแทนผู้ฟ้องคดี
คำวินิจฉัย
ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า การดำเนินการของเจ้าพนักงานตำรวจและพนักงานอัยการ ผู้ถูก
ฟ้องคดีเป็นการใช้ดุลพินิจในการปฏิบัติหน้าที่ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการ
ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และกรณีดังกล่าวอยู่ในอำนาจการตรวจสอบของ
ศาลยุติธรรมตามมาตรา ๒๗๑ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงไม่อยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษา
หรือมีคำสั่งของศาลปกครองตามนัยมาตรา ๙ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดี
ปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒
คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ ฟ.๒๓/๒๕๔๖
สรุปข้อเท็จจริง
คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ต้องขังได้รับโทษตามคำพิพากษาถึงที่สุด
ให้จำคุกตลอดชีวิต เคยได้รับพระราชทานอภัยโทษ เหลือกำหนดโทษที่ต้องรับจริง ๔๐ ปี
ต่อมา เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๒ นายกรัฐมนตรี (นายชวน หลีกภัย) ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑
และคณะรัฐมนตรี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ตราพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๔๒
ขึ้นใช้บังคับ ซึ่งในมาตรา ๗ แห่งพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวกำหนดให้นักโทษเด็ดขาด
ชั้นเยี่ยมได้รับพระราชทานอภัยโทษ ๑ ใน ๒ มาตรา ๘ กำหนดอัตราส่วนการลดโทษ
ให้กับนักโทษเด็ดขาดในความผิดต่าง ๆ นอกจากที่กำหนดในมาตรา ๙ และมาตรา ๑๐ มาตรา ๙ (๓)
กำหนดให้นักโทษเด็ดขาดที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดหรือตามคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมาย
ให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต เมื่อได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษตามลำดับชั้นนักโทษ
เด็ดขาดตามกฎหมายว่าด้วยราชทัณฑ์ หรือตามกฎหมายว่าด้วยเรือนจำทหาร ตามมาตรา ๗
หรือมาตรา ๘ แห่งพระราชกฤษฎีกานี้แล้ว ไม่ว่ากรณีใดต้องเหลือกำหนดโทษไม่น้อยกว่า
๓๓ ปี ๔ เดือน และมาตรา ๑๐ ได้บัญญัติประเภทนักโทษเด็ดขาดที่ไม่อยู่ในข่าย
ได้รับพระราชทานอภัยโทษตามพระราชกฤษฎีกานี้
ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นนักโทษเด็ดขาดชั้นเยี่ยม ควรได้รับพระราชทานอภัยโทษ
ลดโทษ ๑ ใน ๒ ตามมาตรา ๗ ซึ่งจะเหลือกำหนดโทษที่ต้องรับจริงเพียง ๒๐ ปี อีกทั้ง
ผู้ฟ้องคดีไม่ได้เป็นนักโทษที่ไม่อยู่ในข่ายที่จะไม่ได้รับพระราชทานอภัยโทษตามมาตรา ๑๐
แต่บทบัญญัติของมาตรา ๙ (๓) แห่งพระราชกฤษฎีกานี้กลับเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งควรจะเหลือ
กำหนดโทษที่ต้องรับจริง ๒๐ ปี ตามมาตรา ๗ ต้องได้รับโทษ ๓๓ ปี ๔ เดือน เป็นการได้รับโทษ
เพิ่มอีก ๑๓ ปี ๔ เดือน บทบัญญัติของพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวจึงตราขึ้นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ขอให้ศาลพิพากษาว่า บทบัญญัติในมาตรา ๘ มาตรา ๙ (๓) และมาตรา ๑๐ แห่งพระราชกฤษฎีกา
พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๔๒ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้คณะรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรี
ในฐานะผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้ดำเนินการแก้ไขพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว
คำวินิจฉัย
ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า โดยที่มาตรา ๒๒๑ ของรัฐธรรมนูญ
แห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติว่า พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการตรา
พระราชกฤษฎีกาโดยไม่ขัดต่อกฎหมาย และมาตรา ๒๒๕ ของรัฐธรรมนูญ
แห่งราชอาณาจักร บัญญัติว่าพระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจ
ในการพระราชทานอภัยโทษ ประกอบกับมาตรา ๒๖๑ ทวิ แห่งประมวลกฎหมาย
วิธีพิจารณาความอาญา บัญญัติว่า ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีเห็นเป็นการสมควร จะถวาย
คำแนะนำต่อพระมหากษัตริย์ขอให้พระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องโทษก็ได ้
เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นนักโทษเด็ดขาดที่ต้องคำพิพากษาถึงที่สุด
ให้จำคุกตลอดชีวิต จึงต้องปรับบทกฎหมายตามมาตรา ๙ (๓) แห่งพระราชกฤษฎีกา
พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๔๒ คือ เมื่อได้รับพระราชทานอภัยโทษโดยลดโทษตามมาตรา ๗
แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวแล้วไม่ว่ากรณีใด จะต้องเหลือกำหนดโทษไม่น้อยกว่า ๓๓ ปี ๔ เดือน
กรณีดังกล่าวจึงไม่อาจนำมาตรา ๗ แห่งพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๔๒
มาปรับใช้เพื่อให้ผู้ฟ้องคดีเหลือกำหนดโทษ ๒๐ ปี ได้ แม้จะเป็นกรณีนักโทษเด็ดขาดชั้นเยี่ยม
เหมือนกันก็ตาม นอกจากนี้ การบังคับใช้บทบัญญัติมาตรา ๙ (๓) แห่งพระราชกฤษฎีกา
พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๔๒ ใช้บังคับเป็นการทั่วไป มิได้บังคับเฉพาะผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด
ดังนั้น พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเป็นพระราชกฤษฎีกาที่ตราขึ้น
โดยพระมหากษัตริย์ทรงใช้พระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งมีเนื้อหาสาระ
ตลอดจนวิธีการออกและวิธีใช้บังคับอยู่ในขอบเขตแห่งพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์
ตามที่คณะรัฐมนตรีเห็นสมควรถวายคำแนะนำ และไม่ปรากฏว่า พระราชกฤษฎีกาดังกล่าว
ตราขึ้นโดยขัดกับหลักเกณฑ์ข้างต้น บทบัญญัติมาตรา ๘ มาตรา ๙ (๓) และมาตรา ๑๐ แห่ง
พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเป็นพระราชกฤษฎีกา
ที่ออกโดยชอบด้วยกฎหมาย ศาลจึงพิพากษายกฟ้อง
คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๑๔๐/๒๕๔๕
สรุปข้อเท็จจริง
ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีถูก นาย บ. แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีอาญา ๒ คดี คือ ข้อหายักยอก
ทรัพย์และข้อหาลักทรัพย์ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้ฟ้องคดี
และยึดรถยนต์เป็นของกลางจำนวน ๓ คันต่อมา ระหว่างคดีแรกอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลจังหวัด
มีนบุรี ส่วนคดีที่ ๒ ยังไม่มีการฟ้องคดีต่อศาลแต่อย่างใด ผู้ถูกฟ้องคดีได้คืนรถยนต์ของกลางให้แก่
นาย บ.ไป ผู้ถูกฟ้องคดีเห็นว่าการคืนรถยนต์ของกลางดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ไม่สุจริต และมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม จึงขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่ง
คืนรถยนต์ของกลาง และให้ผู้ถูกฟ้องคดี ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี และใช้ค่าธรรมเนียมศาลแทนผู้ฟ้องคดี
คำวินิจฉัย
ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า โดยที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๒ กำหนดว่า
เพื่อประโยชน์แห่งการรวบรวมหลักฐาน ให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจดังต่อไปนี้ ฯลฯ (๒) ค้นเพื่อพบสิ่งของ
ซึ่งมีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยการกระทำความผิด หรือได้ใช้หรือสงสัยว่าได้ใช้ในการกระทำความผิด
หรือซึ่งใช้เป็นพยานหลักฐานได้ แต่ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการค้น ฯลฯ
และ (๔) ยึดไว้ซึ่งสิ่งของที่ค้นพบหรือส่งมาดั่งกล่าวไว้ในอนุมาตรา (๒) และ (๓) รวมทั้งมาตรา ๑๘๖ กำหนดว่า
คำพิพากษาหรือคำสั่งต้องมีข้อสำคัญเหล่านี้เป็นอย่างน้อย ฯลฯ (๙) คำวินิจฉัยของศาลในเรื่องของกลางหรือ
ในเรื่องฟ้องทางแพ่ง ประกอบกับประมวลระเบียบการตำรวจ ภาค ๑ ระเบียบตำรวจเกี่ยวกับคดี ข้อ ๓๑ กำหนด
ให้เจ้าพนักงานผู้จับหรือเจ้าพนักงานผู้รับตัวผู้ถูกจับไว้มีอำนาจค้นตัวผู้ต้องหาและยึดสิ่งของต่าง ๆ ที่อาจใช้เป็น
พยานหลักฐานไว้ได้จนกว่าคดีจะถึงที่สุด เมื่อเสร็จคดีแล้วให้คืนแก่ผู้ต้องหาหรือผู้อื่นซึ่งมีสิทธิเรียกร้องขอคืน
สิ่งของนั้น เว้นแต่ศาลจะสั่งเป็นอย่างอื่น และระเบียบกรมตำรวจว่าด้วยการปฎิบัติเกี่ยวกับรถของกลาง พ.ศ.
๒๕๓๒ ลงวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๓๒ ข้อ ๕ วรรคสอง ข้อ ๘ และข้อ ๙ กำหนดให้ในกรณีที่มีการโต้แย้งกรรมสิทธิ์
รถของกลาง และเมื่อคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ให้พนักงานสอบสวนรอฟังผลการพิจารณาของศาล
ก่อนแล้วจึงจะดำเนินการตามข้อบังคับต่อไป กรณีปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าผู้ใดเป็นเจ้าของรถหรือเป็นผู้มี
สิทธิจะรับรถก็ขอคืนได้ แต่หากไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าผู้ใดเป็นเจ้าของรถหรือเป็นผู้มีสิทธิขอรับรถ ให้เจ้าหน้าที่
ตามที่กำหนดไว้ดำเนินการตรวจสอบหลักฐานตามวิธีการที่ระเบียบกำหนดไว้
ดังนั้น เมื่อรถของกลางดังกล่าวยังมีปัญหาการโต้แย้งกรรมสิทธิ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับนาย บ. โดยเฉพาะรถ
ของกลาง ๒ คันแรก อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลจังหวัดมีนบุรี คดียังไม่เป็นที่ยุติ ส่วนคันที่ ๓ ยังไม่
ปรากฏว่ามีการฟ้องต่อศาลซึ่งแสดงว่าคดีก็ยังไม่เสร็จเช่นกัน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีกลับพิจารณาสั่งให้คืนรถของกลาง
ให้นาย บ. ไป จึงเป็นการกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี กรณี
จึงถือได้ว่าคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีเข้าลักษณะเป็นคดีปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัด
ตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ คำฟ้องนี้จึงอยู่ในอำนาจที่ศาลปกครองจะรับไว้พิจารณาได้
คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๑๐๐/๒๕๔๕
สรุปข้อเท็จจริง
ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดี ๑ - ๓ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจได้ทำสำนวนการสอบสวนเป็นเท็จ และ
ส่งสำนวนพร้อมความเห็นสั่งฟ้องผู้ฟ้องคดีไปยังพนักงานอัยการ และฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องฟ้องคดีที่ ๔ ซึ่งเป็น
พนักงานอัยการเจ้าของสำนวน ได้มีคำสั่งฟ้องและยื่นฟ้องผู้ฟ้องคดีเป็นจำเลย เป็นเหตุให้ศาลอาญาจังหวัด
ธนบุรีพิพากษาลงโทษจำคุกผู้ฟ้องคดี โดยผู้ฟ้องคดีเห็นว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ดำเนินการเกี่ยวกับคดีดังกล่าว
โดยมิชอบ
คำวินิจฉัย
ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า การสอบสวนและการทำสำนวนการสอบสวนเป็นอำนาจของพนัก
งานสอบสวน ส่วนการสั่งฟ้องและฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลเป็นอำนาจของพนักงานอัยการที่จะพิจารณาตามข้อเท็จ
จริงและพยานหลักฐานในสำนวนนั้น การกระทำดังกล่าวเป็นการใช้ดุลพินิจในการปฏิบัติหน้าที่ซึ่งเป็นอำนาจ
หน้าที่ของพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการโดยเฉพาะตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความอาญา อันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ซึ่งจะมีพนักงานอัยการทำหน้าที่ตรวจสอบ
การปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวน และมีศาลยุติธรรมทำหน้าที่ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงาน
อัยการอีกชั้นหนึ่ง การที่พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนและทำสำนวนการสอบสวนหรือพนักงานอัยการมี
คำสั่งฟ้องและฟ้องผู้ฟ้องคดีอย่างไรตรงตามความเป็นจริงหรือไม่ ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิที่จะนำพยานหลักฐานเสนอ
ต่อศาลเพื่อพิสูจน์ความจริงได้อย่างเต็มที่
ดังนั้น การสอบสวนและการทำสำนวนการสอบสวนของพนักงานสอบสวนและการมีคำสั่งฟ้องและฟ้อง
ผู้ฟ้องคดีต่อศาลของพนักงานอัยการ ผู้ถูกฟ้องคดีจึงมิใช่เป็นคำสั่งหรือการกระทำทางปกครองตามมาตรา ๙
แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่ผู้ฟ้องคดีจะนำคดีมาฟ้อง
ต่อศาลปกครองได้
คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 106/2544
สรุปข้อเท็จจริง
ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนว่าไม่รับคำร้องทุกข์ของผู้ฟ้องคดีที่กล่าวหา
นาย ช. ว่าลักทรัพย์และทำร้ายร่างกายของผู้ฟ้องคดี แต่กลับรับคำร้องทุกข์ของนาย ช. กรณีนาย ช. กล่าวหา
ว่าผู้ฟ้องคดีทำร้ายร่างกายแม้ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้รับคำร้องทุกข์ของผู้ฟ้องคดีทั้งสองข้อหา แต่ผู้ถูก
ฟ้องคดีที่ ๑ ได้พยายามเปลี่ยนคดีลักทรัพย์ให้เป็นคดีย้ายทรัพย์ และเปลี่ยนคดีทำร้ายร่างกายให้เป็นคดี
ทะเลาะวิวาท และใช้ตำแหน่งหน้าที่ให้คุณให้โทษแก่ นาย ช.โดยดำเนินคดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ต้องหาและ
สั่งฟ้องต่อศาลจังหวัดเพชรบุรีแล้วส่วนคดีที่ นาย ช. เป็นผู้ต้องหายังไม่ดำเนินการฟ้องต่อศาลนอกจากนี้
ผู้ฟ้องคดีได้ฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นรองผู้กำกับการฯ อาจอยู่เบื้องหลังการกระทำของนาย ช.ที่กระทำ
ต่อผู้ฟ้องคดี จึงขอให้ศาลปกครองให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ฟ้องคดี
คำวินิจฉัย
ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำในกรณีตั้งข้อหาดังกล่าว เป็นการสอบสวนและเสนอ
ความเห็นของพนักงานสอบสวนว่าควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องตามฐานความผิดใดและจะเป็นไปตามที่รับแจ้ง
ความไว้หรือไม่นั้นเป็นการใช้ดุลพินิจในการปฎิบัติหน้าที่ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนตามที่
บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาซึ่งมี
พนักงานอัยการและศาลยุติธรรมทำหน้าที่ตรวจสอบการปฎิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวนอีกชั้นหนึ่ง ฉะนั้น
การที่พนักงานสอบสวนจะสอบสวนและเสนอความเห็นเป็นอย่างไร จึงมิใช่เป็นคำสั่งหรือการกระทำทางปกครอง
ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ ที่
ผู้ฟ้องคดีจะนำมาฟ้องต่อศาลปกครองได้
ส่วนกรณีที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ใช้ตำแหน่งให้คุณให้โทษแก่นาย ช. โดยไม่ดำเนินคดี
ที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวหานาย ช. ว่าทำร้ายร่างกายผู้ฟ้องคดีนั้น เป็นเรื่องที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างโต้แย้งการกระทำของ
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ว่าละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฎิบัติหรือปฎิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควรซึ่ง
เข้าลักษณะเป็นคดีปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว การกระทำหรือการละเว้น
การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตามข้อกล่าวอ้างของผู้ฟ้องคดีในส่วนนี้มิใช่การสอบสวนหรือการพิจารณาสั่ง
ฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องคดีที่ทำการสอบสวน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ฉะนั้น คำฟ้อง
เฉพาะกรณีนี้จึงเป็นคำฟ้องที่อยู่ในอำนาจศาลปกครองที่จะรับไว้พิจารณาได้
ในกรณีที่กล่าวหาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ นั้น เห็นว่า เป็นการกล่าวหาว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ อาจเป็นผู้กระทำความ
ผิดทางอาญามิใช่กล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ กระทำหรืองดเว้นกระทำการใดในทางปกครอง อันเป็นเหตุ
หรืออาจเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย คำฟ้องในประเด็นนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจที่ศาล
ปกครองจะรับไว้พิจารณาได้ตามนัยมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธี
พิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒