กฎหมายเพื่องานสอบสวน
[ลูกบ้านSignIn][เจ้าบ้านSignIn]
อย่าเป็นตำรวจเลยถ้า...
ภาพถ่ายเล่าความเป็นมา
ระเบียบคำสั่งการสอบสวน
คดีศาลปกครอง
อาชญากรรมคอมพิวเตอร์
ตำรวจที่ประชาชนต้องการ
ภาษาอังกฤษสำหรับตำรวจ
ชวนไปปีนภูกระดึง
ขั้นตอนการนั่งสมาธิ
มาทำความรู้จักข้าวยำ
ประโยชน์"ชาเขียว"
กลโกงโจรกรรมรถ
ข้อปฏิบัติเมื่อถูกขู่วางระเบิด
ข้อสอบเก่าเนฯ
ฎีกาย่อเรื่องรถชน
เจ้าอาวาส/เจ้าพนักงาน
การจับตามวิอาญา
ลิขสิทธิ์
วิสามัญฆาตกรรม
ค่าชดเชยผู้บริสุทธิ์
ค่าตอบแทนพยาน
พ ร บ คุ้มครองเด็กฯ
ฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด
เก็บตกฎีกา
จรรยาบรรณ พงส
พยานฝ่ายผู้ต้องหา
มาตรการต่อรอง
เจตนาฆ่าหรือทำร้าย
ความโลภเป็นเหตุ
ใช้วิทยาการให้มาก
อำนาจสั่งสอบเพิ่มของอัยการ
ตลาดขำขัน
รวมลิงค์น่าสนใจ
เรื่องจริงของชีวิตหนึ่ง
ฐานความผิดตาม พ.ร.บ.คอมฯ
ย่อวิชาสอบเข้าตำรวจ
ตัวอย่างคดีด้านไอที
เที่ยวไปกับเว็บมาสเตอร์
อาลัยแม่
ใช้บริการเว็บ
หลักการทำพินัยกรรม
สัตว์ใกล้สูญพันธ์
ปั้นให้ลูกชายเป็น นตท
ลงนามสมุดเยี่ยมเว็บนี้
พระสหายแห่งสายบุรี
วิอาญาเตรียมสอบเนฯ
วิธีติดตามรถหายที่รวดเร็ว
ข้อสอบวิชาสอบสวน
พนักงานสอบสวนคือใคร
หนังสือวิชาสืบสวนสอบสวน
การสอบสวนที่ชอบ
ระวังถูกหลอกโอนเงิน
พ ร บ ตำรวจฉับเตรียมสอบ
แนวข้อสอบ พ ร บ ตำรวจฯ
กฎ ก ตร สืบสวนข้อเท็จจริง
อธิบายวิแพ่งเรียงมาตรา
อธิบายพระธรรมนูญศาล
อธิบายล้มละลาย
จับ ค้น สอบสวนที่ชอบ
ข้อสอบอัยการ,ผู้พิพากษา
มาตราสำคัญสอบเนฯ
เรื่องเฮฮา
สนทนากับเว็บมาสเตอร์
บิดากฎหมายไทย
AEC
คำพิพากษากรณีชุมนุมประท้วง
เสรีภาพของการชุมนุมฯ
อ่านสักนิดพิชิตยาเสพติด
ป อาญา
ป วิอาญา
วิธีพิจารณาคดียาเสพติด
พ ร บ จราจรทางบก
เนฯสมัย64
ข้อมูลเนฯ
กฎหมายเยียวยา
ย่อเตรียมสอบวิชาพยาน

ติดต่อเจ้าบ้าน

สมัครสมาชิก
[317873]



   สำหรับผู้จบปริญญาตรีสอบเข้าตำรวจทั้งสองสายครับ มีทั้งย่อที่เขียนเองและตัวอย่างข้อสอบที่เคยออก

สำหรับสายอำนวยการ และสายปราบปรามซึ่งจะสอบกันวันที่ 2 มี.ค.51(ต้องดูป.วิอาญา ฉบับที่ 26,27,28 เพิ่มเติม และ ป.อาญา เรื่องที่แก้ไข ม.276 ความผิดเกี่ยวกับเพศนะครับ แก้ให้ไม่ทันแล้วครับ ไว้คราวหน้า)

สาระสำคัญที่น่าออกสอบในการสอบข้อเขียนผู้มีวุฒิปริญญาตรีเพื่อบรรจุเป็นตำรวจ
สายอำนวยการ
1.ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบัญ พ.ศ.2526 จำนวน 20 ข้อ
ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 และฉบับที่ 2 พ.ศ.2548
ฉบับที่ 1 ใช้บังคับ 1 มิ.ย.2526 ฉบับที่ 2 ใช้บังคับแต่ 24 ก.ย.2548 (ประกาศในราชกิจจาเมื่อ 23 ก.ย.48)
ย่อระเบียบฯ
งานสารบรรณ คืออะไร ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ.2526 ข้อ 6 ได้ให้ความหมายของคำว่า “งานสารบรรณ” ไว้ว่า หมายถึง “งานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานเอกสารเริ่มตั้งแต่การจัดทำ การรับ การส่ง การเก็บรักษา การยืม จนถึงการทำลาย” ซึ่งเป็นการกำหนดขั้นตอน และขอบข่ายของงานสารบรรณ ว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไรบ้าง แต่ในทางปฏิบัติการบริหารงานเอกสารทั้งปวง จะเริ่มตั้งแต่การคิด อ่าน ร่าง เขียน แต่ง พิมพ์ จด จำ ทำสำเนา ส่งหรือสื่อข้อความ รับ บันทึก จดรายงานการประชุม สรุป ย่อเรื่อง เสนอ สั่งการ ตอบ ทำรหัส เก็บเข้าที่ ค้นหา ติดตามและทำลาย ทั้งนี้ ต้องทำเป็นระบบที่ให้ความสะดวก รวดเร็ว ถูกต้อง และมีประสิทธิภาพเพื่อประหยัดเวลา แรงงาน และค่าใช้จ่าย
คุณสมบัติของผู้ทำงานสารบรรณและงานธุรการได้เป็นอย่างดี ผู้ที่จะทำงานสารบรรณได้ดีจำเป็นต้องรู้งานธุรการด้วย เช่น การติดต่อ โต้ตอบ และประสานงาน รู้จักความควรหรือไม่ควร มีความคล่องแคล่วว่องไว นอกจากนั้นต้องมีความรู้ทางด้านภาษาเป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษาไทย รู้จักตัวสะกด การันต์ วรรค ตอน แม่นยำ ศัพท์ และคำแปลในพจนานุกรม ยิ่งมีความรู้ภาษาต่างประเทศด้วยยิ่งดี ต้องมีความละเอียดรอบคอบ สุขุม และรวดเร็ว
หนังสือราชการ คือ เอกสารที่เป็นหลักฐานในราชการ ได้แก่ (ข้อ 6.เพิ่มโดยฉบับที่ 2 พ.ศ.2548)
1. หนังสือที่มีไปมาระหว่างส่วนราชการ
2. หนังสือที่ส่วนราชการมีไปถึงหน่วยงานอื่นซึ่งมิใช่ส่วนราชการ หรือ ถึงบุคคลภายนอก
3. หนังสือที่หน่วยราชการอื่นซึ่งมิใช่ส่วนราชการ หรือบุคคลภายนอกมีมาถึงส่วนราชการ
4. เอกสารที่ทางราชการจัดทำขึ้นเพื่อเป็นหลักฐานในราชการ
5. เอกสารที่ทางราชการจัดทำขึ้นตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับ
6. ข้อมูลข่าวสารหรือหนังสือที่ได้รับจากระบบสารบรรณอิเล็คทรอนิกส์
หนังสือ มี 6 ชนิด
1. หนังสือภายนอก
2. หนังสือภายใน
3. หนังสือประทับตรา
4. หนังสือสั่งการ
5. หนังสือประชาสัมพันธ์
6. หนังสือที่เจ้าหน้าที่ทำขึ้น หรือรับไว้เป็นหลักฐาน
หนังสือภายนอก คือ หนังสือติดต่อราชการที่เป็นแบบพิธี ใช้กระดาษครุฑ
- ใช้ติดต่อระหว่างส่วนราชการ
- ส่วนราชการมีถึงหน่วยงานอื่น ซึ่งมิใช่ส่วนราชการ หรือที่มีถึงบุคคลภายนอก
หนังสือภายใน คือ หนังสือติดต่อราชการที่เป็นแบบพิธีน้อยกว่าหนังสือภายนอก
- ใช้ติดต่อภายในกระทรวง ทบวง กรม หรือจังหวัดเดียวกัน ใช้กระดาษบันทึกข้อความ
หนังสือประทับตรา คือ หนังสือที่ใช้ประทับตราแทนการลงชื่อของหัวหน้าส่วนราชการระดับกรมขึ้นไป โดยให้หัวหน้าส่วนราชการระดับกอง หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าส่วนราชการระดับกรมขึ้นไป เป็นผู้รับผิดชอบลงชื่อย่อกำกับตรา ใช้กระดาษครุฑ ใช้ได้ทั้งระหว่างส่วนราชการ กับ ส่วนราชการ และระหว่างส่วนราชการกับบุคคลภายนอก เฉพาะกรณีที่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ได้แก่
1. การขอรายละเอียดเพิ่มเติม
2. การส่งสำเนาหนังสือ สิ่งของ เอกสาร หรือบรรณสาร
3. การตอบรับทราบที่ไม่เกี่ยวกับราชการสำคัญ หรือการเงิน
4. การแจ้งผลงานที่ได้ดำเนินการไปแล้วให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทราบ
5. การเตือนเรื่องที่ค้าง
6. เรื่องซึ่งหัวหน้าส่วนราชการระดับกรมขึ้นไปกำหนด โดยทำเป็นคำสั่งให้ใช้หนังสือประทับตรา
หนังสือสั่งการ ให้ใช้ตามแบบที่กำหนดไว้ในระเบียบ เว้นแต่จะมีกฎหมายกำหนดแบบไว้โดยเฉพาะ มี 3 ชนิด ได้แก่
1. คำสั่ง
2. ระเบียบ
3. ข้อบังคับ
คำสั่ง คือ บรรดาข้อความที่ผู้บังคับบัญชาสั่งการให้ปฏิบัติโดยชอบด้วยกฎหมาย ใช้กระดาษครุฑ
ระเบียบ คือ บรรดาข้อความที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ได้วางไว้ โดยจะอาศัยอำนาจของกฎหมายหรือไม่ก็ได้ เพื่อถือเป็นหลักปฏิบัติงานเป็นการประจำ ใช้กระดาษครุฑ
ข้อบังคับ คือ บรรดาข้อความที่ผู้มีอำนาจที่กำหนดให้ใช้ โดยอาศัยอำนาจของกฎหมายที่บัญญัติให้กระทำได้ ใช้กระดาษครุฑ
หนังสือประชาสัมพันธ์ ใช้ตามแบบที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้ เว้นแต่จะมีกฎหมายกำหนดแบบไว้โดยเฉพาะ มี 3 ชนิด ได้แก่
1. ประกาศ
2. แถลงการณ์
3. ข่าว
ประกาศ คือบรรดาข้อความที่ทางราชการประกาศหรือชี้แจงให้ทราบ หรือแนะแนวทางปฏิบัติ ใช้กระดาษครุฑ ในกรณีที่กฎหมายกำหนดให้ทำเป็นแจ้งความ ให้เปลี่ยนคำว่าประกาศ เป็นแจ้งความ
แถลงการณ์ คือ บรรดาข้อความที่ทางราชการแถลงเพื่อทำความเข้าใจในกิจการของราชการ หรือเหตุการณ์ หรือ กรณีใด ๆ ให้ทราบชัดเจนโดยทั่วกัน ใช้กระดาษครุฑ
ข่าว คือ บรรดาข้อความที่ทางราชการเห็นควรเผยแพร่ให้ทราบ
หนังสือที่เจ้าหน้าที่ทำขึ้นหรือรับไว้เป็นหลักฐานในราชการ คือ หนังสือที่ทางราชการจัดทำขึ้นนอกจากที่กล่าวมาแล้ว หรือที่หน่วยงานอื่นใด ซึ่งมิใช่ส่วนราชการ หรือบุคคลภายนอกมีมาถึงส่วนราชการ และส่วนราชการรับไว้ มี 4 ชนิด ได้แก่
1. หนังสือรับรอง
2. รายงานการประชุม
3. บันทึก
4. หนังสืออื่น
หนังสือรับรอง คือ หนังสือที่ส่วนราชการออกให้เพื่อรับรองแก่ บุคคล นิติบุคคล หรือ หน่วยงาน เพื่อวัตถุประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง ให้ปรากฏแก่บุคคลทั่วไป ไม่จำเพาะเจาะจง ใช้กระดาษครุฑ โดยลงชื่อคำขึ้นต้นว่า "หนังสือฉบับนี้ให้ไว้เพื่อรับรองว่า ........ "
รายงานการประชุม คือ การบันทึกความคิดเห็นของผู้มาประชุม ผู้เข้าร่วมประชุม และมติของที่
ประชุมไว้เป็นหลักฐาน
บันทึก คือข้อความที่ผู้ใต้บังคับบัญชาเสนอต่อผู้บังคับบัญชา หรือผู้บังคับบัญชา สั่งการแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา หรือข้อความที่เจ้าหน้าที่ หรือหน่วยงานระดับต่ำกว่าส่วนราชการระดับกรมติดต่อกันในการปฏิบัติราชการ ใช้กระดาษบันทึกข้อความ
หนังสืออื่น คือ เอกสารที่เกิดขึ้นเนื่องจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่เพื่อเป็นหลักฐาน รวมถึง
ภาพถ่าย ฟิล์ม แถบบันทึกเสียง/ภาพ สื่อกลางบันทึกข้อมูล (รวมถึงสื่อใดๆที่บันทึกข้อมูลได้ทางอิเล็กทรอนิกส์)หรือหนังสือของบุคคลภายนอกที่ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ โดยลงรับเข้าทะเบียนรับไว้แล้ว มีรูปแบบตามที่กฎกระทรวง ทบวง กรม กำหนดขึ้นใช้ เว้นแต่จะมีแบบตามกฎหมายเฉพาะเรื่อง เช่น โฉนด แผนที่ แบบ แผนผัง สัญญา หลักฐานการสืบสวน/สอบสวน และคำร้อง เป็นต้น
ชั้นความเร็วของหนังสือมี 3 ประเภท
ด่วนที่สุด เจ้าหน้าที่ปฏิบัติทันทีที่ได้รับหนังสือนั้นด่วนมาก เจ้าหน้าที่ปฏิบัติโดยเร็ว ด่วน เจ้าหน้าที่ปฏิบัติเร็วกว่าปกติ เท่าที่จะทำได้(ไม่เล็กกว่าตัวพิมพ์โป้ง 32 พอยท์)
การส่งข้อความทางเครื่องมือสื่อสาร เช่น โทรเลข วิทยุโทรเลข โทรศัพท์ โทรสาร วิทยุสื่อสาร ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับได้รับหนังสือ โดยให้ทำหนังสือยืนยันตามไปทันที การทำสำเนา 2 ฉบับ เก็บไว้ต้นเรื่อง 1 ฉบับ สารบรรณกลาง 1 ฉบับ
หนังสือเวียน คือ หนังสือที่มีถึงผู้รับจำนวนมาก มีใจความอย่างเดียวกัน โดยให้เพิ่มพยัญชนะ ว หน้าเลขทะเบียนหนังสือส่ง เริ่มตั้งแต่เลข 1 เรียงเป็นลำดับไปถึงสิ้นปีปฏิทิน
การรับ – ส่ง หนังสือ -การส่งหนังสือลับ ลับมากทางสารบรรณอิเล็คทรอนิกส์ต้องเป็นผู้ที่เข้าถึงข้อมูลตามระเบียบการรักษาความลับทางราชการ
หนังสือรับ รับเข้ามาจากภายนอก
1. จัดลำดับความสำคัญเร่งด่วน
ไม่ถูกต้อง ติดต่อเจ้าของเรื่อง และบันทึกข้อบกพร่อง
2. ประทับตรารับ มุมบนด้านขวาของหนังสือ กรอกรายละเอียด เลขที่รับ วันที่ เวลา
3. ลงทะเบียนรับหนังสือ ในทะเบียนหนังสือรับ
4. จัดแยกหนังสือ ส่งให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องดำเนินการ โดยลงในช่องการปฏิบัติ ส่งได้ 2 วิธี ใช้สมุดส่งหนังสือ หรือให้ผู้รับลงรับในทะเบียนรับหนังสือก็ได้ การดำเนินการตามขั้นตอนนี้ จะเสนอผ่านผู้บังคับบัญชาหรือไม่ ให้เป็นไปตามที่หัวหน้าส่วนราชการกำหนด
หนังสือส่ง ส่งออกไปภายนอก
1. เจ้าของเรื่องตรวจความเรียบร้อยของหนังสือ รวมทั้งสิ่งที่จะส่งไปด้วยให้ครบถ้วน ส่งให้เจ้าหน้าที่สารบรรณกลางเพื่อส่งออก
2. เจ้าหน้าที่สารบรรณกลางลงทะเบียนหนังสือส่ง เลขทะเบียนหนังสือส่งเรียงลำดับติดต่อกันไปตลอดปีปฏิทิน ก่อนบรรจุซอง ตรวจความเรียบร้อยของหนังสือ/สิ่งที่ส่งมาด้วยให้ครบถ้วน แล้วเปิดผนึก ส่งได้ 2 วิธี โดยทางไปรษณีย์ หรือส่งโดยสุดส่งหนังสือ/ใบรับ ถ้าเป็นใบรับให้นำมาผนึกติดกับสำเนาคู่ฉบับ
การเก็บรักษา ยืม และทำลายหนังสือ
การเก็บหนังสือ
- เก็บระหว่างปฏิบัติ
- เก็บเมื่อปฏิบัติเสร็จแล้ว
- เก็บเพื่อใช้ในการตรวจสอบ
การประทับตรากำหนดเก็บหนังสือ มุมล่างด้านขวาของกระดาษแผ่นแรก และลงลายมือชื่อย่อกำกับตรา
หนังสือที่เก็บไว้ตลอดไป ประทับตรา ห้ามทำลาย ด้วย หมึกสีแดง
หนังสือที่ต้องเก็บโดยมีกำหนดเวลา ประทับตรา เก็บถึง พ.ศ…… ด้วยหมึกสีน้ำเงิน
อายุการเก็บหนังสือ ปกติไม่น้อยกว่า 10 ปี ยกเว้น
1. หนังสือที่ต้องสงวนไว้เป็นความลับ ต้องปฏิบัติตามระเบียบการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติหรือระเบียบการรักษาความลับทางราชการ
2. หนังสือที่เป็นหลักฐานทางอรรถคดี สำนวนของศาลหรือพนักงานสอบสวนหรือหนังสือที่มีกฎหมายหรือระเบียบพิเศษว่าไว้ก็เป็นไปตามกฎหมายหรือระเบียบนั้นๆนั้น
3. หนังสือที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ขนบธรรมเนียม จารีตประเพณี สถิติหลักฐาน หรือเรื่องที่ต้องใช้สำหรับศึกษาค้นคว้า ให้เก็บไว้เป็นหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์หรือตามสำนักหอจดหมายเหตุกำหนด
4. หนังสือที่ปฏิบัติงานเสร็จสิ้นแล้ว และเป็นคู่สำเนาที่มีต้นเรื่องค้นได้จากที่อื่น เก็บไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี
5. หนังสือที่เป็นธรรมดา ซึ่งไม่มีความสำคัญ และเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประจำ เก็บไว้ไม่น้อยกว่า 1 ปี
6.หนังสือที่เกี่ยวกับการเงิน การก่อหนี้ผูกพันซึ่งเป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิทางการเงินให้เก็บไว้อย่างน้อย 5 ปี หากเห็นว่าไม่จำเป็นต้องเก็บถึง 10 ปี ให้ทำความตกลงกับกระทรวงการคลัง
7. ทุกปีปฏิทินให้ส่วนราชการจัดส่งหนังสือที่มีอายุครบ 20 ปี พร้อมบัญชีส่งมอบให้สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ภายใน 31 มกราคม ของปีถัดไปเว้นแต่
1. หนังสือต้องสงวนเป็นความลับ
2. หนังสือที่มีกฎหมาย ข้อบังคับ หรือระเบียบที่ออกใช้เป็นการทั่วไปกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
3. หนังสือที่มีความจำเป็นต้องเก็บไว้ที่ส่วนราชการนั้นแต่ต้องส่งบัญชีหนังสือครบ 20 ปี
8. บัญชีส่งมอบทำเป็นสองฉบับและต้องทำตามแบบ(แบบ 21) บัญชีของเก็บเองตามแบบ 22
9. การทำลายหนังสือ ภายใน 60 วัน หลังสิ้นปีปฏิทิน ให้เจ้าหน้าที่สำรวจและจัดทำบัญชีหนังสือขอทำลายเสนอหัวหน้าส่วนราชการระดับกรม เพื่อพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการทำลายหนังสือ คณะกรมการทำลายหนังสือ ประกอบด้วย ประธาน และกรรมการอีกอย่างน้อย 2 คน (ระดับ 3 ขึ้นไป)
ตราครุฑมี 2 ขนาด
- ตัวครุฑสูง 3 เซนติเมตร
- ตัวครุฑสูง 1.5 เซนติเมตร
ตราชื่อส่วนราชการที่ใช้เป็นหนังสือประทับตรา มีรูปวงกลมซ้อนกัน เส้นผ่านศูนย์กลางวงนอก 4.5 เซนติเมตร วงใน 3.5 เซนติเมตร ล้อมครุฑ
ข้อแตกต่าง หนังสือภายใน กับ หนังสือภายนอก
หนังสือภายใน คือ หนังสือที่ติดต่อราชการที่เป็นพิธีน้อยกว่าหนังสือภายนอก เป็นหนังสือติดต่อภายในกระทรวง ทบวง กรม หรือจังหวัดเดียวกัน โดยใช้กระดาษบันทึกข้อความ ลดรูปแบบลงมา เช่น ไม่ต้องลงที่ตั้งและคำลงท้าย ขอบเขตการใช้หนังสือแคบลงมา (ติดต่อเฉพาะภายในกระทรวง ทบวง กรม หรือจังหวัดเดียวกัน) ไม่สามารถใช้ติดต่อกับบุคคลภายนอกได้ รายละเอียดรูปแบบ มีหัวข้อกำหนดให้ลงคล้ายกับหนังสือภายนอก แต่มีหัวข้อน้อยกว่า
ใช้กระดาษบันทึกข้อความเท่านั้น
กรณีที่ตามระเบียบ ฯ วรรคท้าย ข้อ 12 กำหนดไว้ว่า ในกรณีที่กระทรวง ทบวง กรม หรือจังหวัดใดประสงค์จะกำหนดแบบการเขียนโดยเฉพาะ เพื่อใช้ตามความเหมาะสมก็ให้กระทำได้ นั้น อาจแยกประเด็นการเขียน เป็นหัวข้อ เช่น แยกเป็น
- เรื่องเดิม
- ข้อเท็จจริง
- ข้อกฎหมาย
- ความเห็นเจ้าหน้าที่
- ข้อพิจารณา
ซึ่งจะเห็นได้ว่าการกำหนดรูปแบบการเขียนหนังสือดังกล่าว เป็นลักษณะการเขียนในข้อความของหนังสือเท่านั้น ไม่ทำเป็นรูปแบบและลักษณะการใช้หนังสือภายในเปลี่ยนแปลงไป
การควบคุมและเร่งรัดงานสารบรรณ
การควบคุมและเร่งรัดงานสารบรรณ คือ การควบคุมให้งานสารบรรณดำเนินไปโดยเรียบร้อย ถูกต้อง ตามระเบียบ รวดเร็ว และมีหลักฐานครบถ้วน เพื่อให้การปฏิบัติงานในเรื่องนั้น ๆ ได้เสร็จสิ้นโดยเร็ว
การควบคุมและเร่งรัดงานสารบรรณจะบังเกิดผลมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับการเอาใจใส่ควบคุมของผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น และเพื่อให้งานสารบรรณดำเนินไปด้วยความรวดเร็วและเรียบร้อย ผู้บังคับบัญชาต้องปฏิบัติงานสารบรรณให้เป็นตัวอย่างอันดีแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา
1. การเร่งรัดงานด้านสารบรรณทั่วไป ให้ดำเนินการดังนี้
1.1 เพื่อให้งานราชการดำเนินไปด้วยความรวดเร็ว หนังสือราชการทั้งปวงที่ไม่มีปัญหา ควรจะต้องรีบดำเนินการให้เสร็จเรียบร้อยไปโดยเร็ว และหากจะต้องตอบให้ทราบก็ให้ตอบให้ผู้ถามทราบโดยเร็วตามกำหนดระยะเวลาที่กำหนดไว้ สำหรับการปฏิบัติราชการของส่วนราชการนั้น ๆ
1.2 หนังสือราชการทั้งปวงที่ไม่มีปัญหา เมื่อถึงบุคคลใดบุคคลนั้นต้องพิจารณาเสนอความคิดเห็นให้ทันที ให้เสร็จในวันนั้น หรืออย่างช้าในวันรุ่งขึ้น
1.3 งานที่ประทับตราคำว่า ด่วนที่สุด ด่วนมาก ด่วน ให้รีบดำเนินการให้เสร็จโดยทันที สำหรับงานที่มีกำหนดเวลา ให้เร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลา
1.4 สำหรับงานทั้งปวง ถ้าเป็นงานที่มีปัญญาให้แจ้งให้เจ้าของเรื่องที่ถามทราบถึงปัญหาชั้นหนึ่งก่อน
2. การตรวจสอบเพื่อเร่งรัดงาน ให้มีการตรวจสอบงานสารบรรณเพื่อดำเนินการเร่งรัดเป็นงวด ๆ
โดยแบ่งออกเป็น 3 งวด คือ ประจำสัปดาห์ ประจำเดือน และประจำปี
2.1 การเร่งรัดประจำสัปดาห์ จะต้องพิจารณาว่างานที่ผ่านมาในสัปดาห์หนึ่ง งานเสร็จเรียบร้อยเพียงใด จัดเก็บเข้าแฟ้มเรียบร้อยตามระเบียบหรือไม่ งานที่คั่งค้างมีมากน้อยเพียงใด ติดค้างอยู่ที่ใด แล้วเร่งรัดให้มีการปฏิบัติโดยรวดเร็วด้วยวาจาหรือหนังสือ
2.2 การเร่งรัดประจำเดือน ให้พิจารณาว่างานที่รับเข้ามาแต่ละเดือนดำเนินการเสร็จเรียบร้อยเพียงใด จัดเก็บเข้าระบบเรียบร้อยตามระเบียบหรือไม่ งานที่คั่งค้างติดอยู่ที่ใด และได้ดำเนินการไปแล้วเพียงไร แล้วเร่งรัดให้มีการปฏิบัติโดยเร็ว การเตือนเมื่อเห็นล่าช้า ให้เตือนเป็นหนังสือ
2.3 การเร่งรัดประจำปี ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับการเร่งรัดประจำเดือน แต่ให้พิจารณาว่า หนังสือที่เก็บไว้นั้นจะต้องได้รับการทำลายตามระเบียบที่กำหนดไว้หรือไม่อีกด้วย
2.4 งานที่เป็นเรื่องเร่งด่วนเป็นกรณีพิเศษ ให้มีการเตือนเร่งรัดเป็นพิเศษ ไม่ต้องคำนึงถึงเวลาที่กำหนดไว
หมายเหตุ-การติดต่อราชการนอกจากติดต่อทางหนังสือแล้วยังรวมถึงการติดต่อทางสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์โดยไม่ต้องส่งหนังสือไปอีกเว้นแต่เรื่องสำคัญ ส่วนการส่งข้อความทางสื่อสารอื่นเช่นโทรเลขโทรพิมพ์วิทยุสื่อสารปฏิบัติเช่นเดียวกับการรับหนังสือ กรณีจำเป็นต้องมีหนังสือยืนยันไปด้วย การสื่อสารที่ไม่ปรากฏหลักฐานชัดแจ้งเช่นทางโทรศัพท์ทางวิทยุสื่อสาร เป็นต้น ผู้รับต้องบันทึกข้อความไว้เป็นเอกสาร
ตัวอย่างแนวข้อสอบงานสารบรรณที่ออกสอบบ่อย
1. การทำสำเนาในระเบียบงานสารบรรณ ประกอบด้วยอะไร
1. การทำสำเนา กระทำได้หลายวิธี เช่น คัด ถ่าย อัด เป็นต้น
2. เอกสารทางราชการจำเป็นต้องมีสำเนาซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องส่งให้ผู้้เกี่ยวข้องทราบหลายคน
3. สำนักคู่ฉบับ หนังสือราชการเป็นหลักฐานที่สำคัญในราชการ ระเบียบงานสารบรรณจึงบังคับให้มีสำเนาคู่ฉบับ ไว้อย่างน้อย 1 ฉบับ
4. ถูกทุกข้อ
2. หนังสือราชการ คือ เอกสารที่เป็นหลักฐานในราชการมี 6 ชนิด คือ ข้อใด
1. หนังสือภายใน, หนังสือภายนอก, หนังสือที่มีไปมาระหว่างกระทรวง, ส่วนราชการมีถึงบุคคลภายนอก และหนังสือที่ส่งออก และหนังสือราชการสำคัญเกี่ยวกับการเงิน
2. หนังสือภายใน, หนังสือประทับตราแทนการลงชื่อ, หนังสือสั่งการและโฆษณาหนังสือราชการที่ส่งออก และหนังสือราชการสำคัญเกี่ยวกับการเงิน
3. หนังสือภายนอก, หนังสือภายใน, หนังสือประทับตราแทนการลงชื่อ, หนังสือสั่งการและโฆษณา และหนังสือที่ เจ้าหน้าที่ทำขึ้นหรือรับไว้เป็นหลักฐาน
4. ผิดทุกข้อ
3. หนังสือส่งประกอบด้วยอะไรบ้าง
1. หนังสือส่งก่อนดำเนินการ ควรผ่านหัวหน้าฝ่ายทะเบียนส่ง หรือผู้ได้รับมอบหมายก่อน
2. หนังสือส่งเป็นหนังสือภายนอกที่ทำเสร็จเรียบร้อยและมีการเซ็นตามระเบียบแล้วจะส่งไปให้ผู้รับ
3. หนังสือส่งด่วน ด่วนมาก และมีกำหนดเวลานั้นเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ชั้นหัวหน้าผู้เป็นเจ้าของเรื่องจะเป็นผู้กำหนด
4. ถูกทุกข้อ
4. ข้อใดเป็นหลักการประชุมจะต้องประกอบด้วย
1. จะต้องมีสถานที่ประชุม ระเบียบวาระ และผู้จดบันทึกการประชุม
2. จะต้องมีวาระการประชุม มีประธาน เลขานุการ ผู้เข้าประชุมครึ่งหนึ่งของจำนวน
3. จะต้องมีประธาน รองประธาน เหรัญญิก เลขานุการ และผู้เข้าประชุม 1 ใน 3 จึงจะครบองค์ประชุม
4. จะต้องมีประธานที่ประชุม เลขานุการ ผู้เข้าประชุมจะต้องมีจำนวนเกินกว่าครึ่งของจำนวนจึงจะครบองค์ป ระชุม
5. การบันทึกคือข้อใด
1. บันทึกย่อเรื่อง, บันทึกรายงาน, บันทึกความเห็น, บันทึกติดต่อ และสั่งการ
2. บันทึกข้อความ, บันทึกจดหมายเหตุ, บันทึกรายวันทำการและบันทึกรายงานประจำวัน
3. บันทึกย่อความ, บันทึกเหตุการณ์ประจำวัน, บันทึกรายงานเฉพาะเรื่อง และบันทึกความเห็น
4. บันทึกรายงานประจำวัน, บันทึกย่อเรื่อง, บันทึกความเห็น และบันทึกรายงานประจำวัน
6. งานสารบรรณคือข้อใด
1. งานที่เกี่ยวกับระเบียบการร่างโต้ตอบหนังสือและเสนอความเห็น
2. งานที่เกี่ยวกับการบริหารงานเอกสาร
3. งานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการติดต่อกับหน่วยงานทั้งภายในและภายนอกด้วย
4. งานที่ทำด้วยหนังสือนับตั้งแต่คิดร่าง, เขียน, แต่งพิมพ์, จดจำ, ทำสำเนา, ส่งรับบันทึก, ย่อเรื่องเสนอ, สั่งการ, ตอบ, เก็บเข้าที่และค้นหา
7. ข้อใดคือหนังสือราชการ
1. เอกสารของทางราชการ 2.เอกสารที่ราชการทำขึ้น
3. เอกสารโต้ตอบในราชการ 4.เอกสารที่เป็นหลักฐานในราชการ
8. หนังสือประทับตราแทนการลงชื่อให้ใช้ได้ในกรณีใด
1. คำแนะนำ 2.แถลงการณ์
3. หนังสือที่ไม่เกี่ยวกับราชการ 4.การส่งสิ่งของเอกสาร หรือ บรรณสารระหว่างส่วนราชการ
9. หนังสือราชการที่จัดทำขึ้นให้มีสำนาคู่ฉบับไว้อย่างน้อยกี่ฉบับ
1. 1 ฉบับ 2. 2 ฉบับ 3. 3 ฉบับ 4. 4 ฉบับ
10. หนังสือเรื่องใดที่ต้องเก็บไว้เป็นหลักฐานทางราชการตลอดไป
1. เรื่องที่เกี่ยวกับการเงิน 2.เรื่องที่เกี่ยวกับระเบียบ
3. เรื่องที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ 4.ถูกทุกข้อ
11. กรรมการดำเนินการทำลายหนังสือประกอบขึ้นด้วยบุคคลอย่างน้อยกี่ค น
1. 2 คน 2. 3 คน 3. 4 คน 4. เท่าใดก็ได้
12. ถ้าผู้รับหนังสือเป็นรัฐมนตรีคำขึ้นต้นให้ใช้คำว่าอะไร
1. เรียน 2. เสนอ 3. กราบเรียน 4. ขอประธานกราบเรียน
13. ถ้าผู้รับหนังสือเป็นรัฐมนตรีคำลงท้ายให้ใช้คำว่าอะไร
1. ขอแสดงความนับถือ 2.ขอแสดงความเคารพนับถือ
3. ขอแสดงความนับถืออย่างสูง 4. ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง
14. การจดบันทึกหรือรายงานการประชุมอาจทำได้กี่วิธี
1. 1 วิธี 2. 2 วิธี 3. 3 วิธี 4. 4 วิธี
15. สำเนาระเบียบ ข้อบังคับ หรือแจ้งความของกรมตำรวจ ให้ใครเป็นผู้ลงนามรับรองว่าเป็นสำเนาถูกต้อง
1. หัวหน้ากองวิชาการ 2. หัวหน้ากองกำลังพล
3. เลขานุการกรมตำรวจ 4. ผู้บังคับการหรือหัวหน้าหน่วย
16. หนังสือประทับตราคืออะไร
1. ไม่มีบัญญัติไว้ในระเบียบ
2. หนังสือติดต่อราชการที่เป็นพิธีน้อยกว่าหนังสือภายนอกและภายใน
3. หนังสือที่ใช้ประทับตราแทนการลงชื่อของหัวหน้าส่วนราชการระดับกรมขึ้นไป
4. หนังสือที่ใช้ประทับตราแทนการลงชื่อของหัวหน้าส่วนราชการระดับกองขึ้นไป
17. “ประกาศ” จัดเป็นหนังสือชนิดใด
1. หนังสือสั่งการ 2. หนังสือแถลงข่าว 3. หนังสือแถลงการณ์ 4. หนังสือประชาสัมพันธ์
18. หนังสือที่เจ้าหน้าที่ทำขึ้นหรือรับไว้เป็นหลักฐานในราชการมีกี ่ชนิด
1. 1 ชนิด 2. 2 ชนิด 3. 3 ชนิด 4. 4 ชนิด
19. หนังสือที่ต้องปฏิบัติให้เร็วกว่าปกติ แบ่งเป็นกี่ประเภท
1. 2 ประเภท 2. 3 ประเภท 3. 4 ประเภท 4. 5 ประเภท
20. หนังสือที่จัดทำขึ้นโดยปกติให้มีสำเนาคู่ฉบับ เก็บไว้ที่ต้นเรื่องกี่ฉบับ
1. 1 ฉบับ 2. 2 ฉบับ 3. 3 ฉบับ 4. 4 ฉบับ
21. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่างานสารบรรณฉบับปัจจุบันได้ใช้บังคับมาตั้งแต่เมื่อใด
1. วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2506 2.วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2516
3. วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2518 4.วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2526
22. หนังสือราชการของส่วนราชการต่างๆ ในสังกัดกระทรวงมหาดไทยในปัจจุบันทำสำเนากี่ชุด
1. 2 ชุด 2. 3 ชุด 3. 4 ชุด 4. 5 ชุด
23. การลงวัน เดือน ปี ของหนังสือติดต่อราชการให้ปฏิบัติดังนี้
1. หนังสือภายนอก ให้ลงตัวเลขของวันที่ ชื่อเต็มของเดือนและตัวเลขของปีพุทธศักราชที่ออกหนังสือ
2. ส่วนหนังสือภายในให้ลงตัวเลขของวันที่ ชื่อย่อของเดือนและตัวเลขของปีพุทธศักราชที่ออกหนังสือ
3. ถูกทั้งข้อ 1. และ 2. 4.ไม่มีข้อใดถูก
24. หนังสือที่ต้องจัดส่งและดำเนินการทางสารบรรณโดยให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติโดยเร็วนั้นจะต้องระบุตัวอักษรสีแดงให้เห็นชัดบนหนังสือและบนซองว่าอย่างไร
1. ด่วน 2. ด่วนที่สุด 3. ด่วนมาก 4. ด่วนภายใน
25. ระเบียบคือหนังสือชนิดหนึ่งที่จัดอยู่ในหนังสือประเภทใด
1. หนังสือภายใน 2. หนังสือสั่งการ 3. หนังสือภายนอก 4. หนังสือประทับตรา
26. หนังสือที่เจ้าหน้าที่ทำขึ้นหรือรับไว้เป็นหลักฐานในราชการมี 4 ชนิดคือข้อใด
1. หนังสือรับรอง, รายงานการประชุม, บันทึก และหนังสือเวียน
2. หนังสือรับรอง, รายงานการประชุม, บันทึก และหนังสืออื่น
3. รายงานการประชุม, บันทึก, หนังสือเวียน และหนังสือ
4. บันทึก, หนังสือเวียน, หนังสือรับรอง และหนังสืออื่น
27. หนังสือราชการภาษาอังกฤษ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือข้อใด
1. หนังสือโต้ตอบ และหนังสือแถลงข่าว 2. หนังสือช่วยจำ และบันทึกเตือนความจำ
3. หนังสือที่ลงชื่อ และหนังสือที่มิต้องลงชื่อ 4. หนังสือที่เป็นแบบพิธี และหนังสือที่ไม่เป็นแบบพิธี
28. อายุของการเก็บหนังสือ มีวิธีการปฏิบัติแบบใด
1. หนังสือที่เกี่ยวกับการเงินทุกกรณี ให้เก็บไว้ไม่น้อยกว่า 10 ปี
2. หนังสือที่ต้องสงวนเป็นความลับ โดยปกติให้เก็บไว้ไม่น้อยกว่า 10 ปี
3. หนังสือที่ปฏิบัติงานเสร็จสิ้นแล้ว และเป็นคู่สำเนาที่มีต้นเรื่องค้นได้จากที่อื่นให้เก็บไว้น้อยกว่า 5 ปี
4. หนังสือที่เป็นเรื่องธรรมดาและเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประจำ เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จให้เก็บรักษาไว้ไม่น้อยกว่า 3 ปี
29. การพิจารณาหนังสือที่จะขอทำลายตามบัญชีหนังสือขอทำลายเป็นหนังส ือของใคร
1. หัวหน้าส่วนราชการระดับกรม 2.คณะกรรมการที่หัวหน้าส่วนราชการระดับกรมแต่งตั้ง
3. ผู้ที่หัวหน้าส่วนราชการระดับกรมมอบอำนาจให้ปฏิบัติราชการแทน
4. คณะกรรมการที่ปลัดกระทรวงแต่งตั้ง โดยการเสนอของหัวหน้าส่วนราชการระดับกรม
30. รหัสตัวพยัญชนะสำหรับสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินและสำนักเลขาธิการ รัฐสภากำหนดไว้ตามลำดับดังนี้
1. สต และ สภ 2. ตง และ รส 3. ตผ และ สภ 4. สตง และ สลร
31. คำสรรพนามสำหรับเจ้าของหนังสือว่า “ข้าพระพุทธเจ้า” นอกจากใช้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมราชินีนาถ แล้วยังใช้กับใคร
1. สมเด็จพระบรมราชชนนี 2.พระบรมวงศ์เธอชั้นพระองค์เจ้า
3. สมเด็จพระยุพราช และสมเด็จเจ้าฟ้าทุกพระองค์ 4. ถูกทุกข้อ
32. คำว่า “คำสั่ง” หมายถึงอะไร
1. คำสั่งด้วยวาจา, คำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษร และคำสั่งที่บันทึกถึงตัวผู้ปฏิบัติโดยเฉพาะ
2. การสั่งด้วยการบันทึกทางจดหมาย และด้วยสื่อนำสาร
3. บรรดาข้อความที่ผู้บังคับบัญชาสั่งการให้ปฏิบัติโดยชอบด้วยกฎหม าย
4. การกระทำด้วยหนังสือหรือเรียกเจ้าหน้าที่มาพบเพื่อสั่งการแต่ละ เรื่อง
33. หนังสือที่ต้องปฏิบัติด้วยความรวดเร็วเป็นพิเศษ แบ่งเป็น 3 ประเภท คือข้อใด
1. ลับด่วนมาก, ด่วนลับเฉพาะ และด่วนที่สุด 2. ด่วนที่สุด, ด่วนมาก และด่วน
3. ด่วนภายในวันเวลาที่กำหนด และด่วนลับเฉพาะ 4. ถูกทุกข้อ
34. ข้อใดคือการเรียกเก็บหนังสือ
1. เก็บให้เป็นระเบียบเพื่อค้นหาได้สะดวก
2. เก็บโดยมิดชิดปลอดภัย และกำหนดการเร่งด่วนในการขอย้าย
3. การเก็บระหว่างปฏิบัติ การเก็บเมื่อปฏิบัติเสร็จแล้วและการเก็บไว้เพื่อใช้ในการตรวจสอ บ
4. เก็บรวมเข้าแฟ้มสะดวกในการค้นหาเรื่องเดิม เก็บเพื่อเป็นหลักฐาน และเก็บเพื่ออ้างอิงในการปฏิบัติ
35. การส่งหนังสือราชการ คือข้อใด
1. เพื่อความสะดวก รวดเร็ว จะส่งที่ใดก็ได้ถ้าพบตัวผู้ดำรงตำแหน่งนั้น
2. หนังสือราชการที่มีไปถึงผู้รับในตำแหน่งที่ราชการห้ามมิให้นำส่ งยังบ้านพักของผู้ดำรงตำแหน่งนั้นโดยเด็ดขาด
3. ถ้าเป็นหนังสือราชการด่วนมากหรือด่วนที่สุด ก็ไปส่งที่บ้านพักได้เป็นกรณีพิเศษแต่ต้องไปลงบัญชีรับ ณ ที่ทำการ ตามระเบียบ
4. ผิดทุกข้อ
36. ระเบียบว่าด้วยงานสารบรรณ คือข้อใด
1. การกำหนดวิธีปฏิบัติเฉพาะงานโต้ตอบหนังสือ
2. การสั่งให้เจ้าหน้าที่สารบรรณร่างโต้ตอบและเก็บรักษาหนังสือ
3. บรรดาข้อความที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ได้วางไว้โดยจะอาศัยอำนาจของก ฎหมายหรือไม่ก็ได้เพื่อถือเป็นหลักปฏิบัติ
4. ผิดทุกข้อ
37. การร่างหนังสือมีความมุ่งหมายอะไร
1. เพื่อให้มีการตรวจแก้ไขให้เหมาะสมถูกต้องตามระเบียบ
2. เพื่อเรียบเรียงข้อความตามเรื่องที่จะแจ้งความประสงค์ไปยังผู้ร ับ
3. เพื่อผู้ร่างเข้าใจในร่างโดยขึ้นต้นต่อไปเป็นความประสงค์และข้อ ตกลงโดยสมบูรณ์ทั้งเนื้อเรื่องและถ้อยคำ
4. ถูกทุกข้อ
38. งานที่เกี่ยวกับการบริหารงานเอกสารเริ่มแต่การจัดทำการรับ การส่ง การเก็บรักษา การยืมจนถึงการทำลาย เรียกว่างานอะไร
1. งานเลขานุการ 2. การบริหารงาน 3. งานสารบรรณ 4. การอำนวยการ
39. ใครเป็นผู้รักษาการตามระเบียบว่าด้วยงานสารบรรณ
1. เลขาธิการ ก.พ. 2.ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
3. สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี 4.ปลัดบัญชาการสำนักนายกรัฐมนตรี
40. เอกสารที่ทางราชการจัดทำขึ้นตามกฎหมาย ระเบียบบังคับ เรียกว่าอะไร
1. เอกสารราชการ 2. หนังสือราชการ 3. หนังสืออำนวยการ 4. ถูกทุกข้อ
41. หนังสือติดต่อราชการที่เป็นแบบพิธีน้อยเป็นหนังสือติดต่อภายในกระทรวง ทบวง กรม จังหวัดเดียวกัน เรียกว่าอะไร
1. หนังสือภายนอก 2. หนังสือภายใน 3. หนังสือสั่งการ 4. ถูกทุกข้อ
42. หนังสือที่ปฏิบัติให้เร็วกว่าปกติแบ่งออกเป็น
1. 2 ประเภท 2. 3 ประเภท 3. 4 ประเภท 4. ไม่มีข้อใดถูก
43. หนังสือที่เจ้าหน้าที่ทำขึ้นหรือรับไว้เป็นหลักฐานในราชการมี 4 ชนิด คืออะไร
1. หนังสือรับรอง, รายงานการประชุม, บันทึก และหนังสืออื่น
2. หนังสือรับรอง, รายงานการประชุม, บันทึก และหนังสือเวียน
3. รายงานการประชุม, บันทึก, หนังสือเวียน และหนังสืออื่น
4. บันทึก, หนังสือเวียน, หนังสือรับรอง และหนังสืออื่น
44. เลขที่หนังสือส่งออกสำหรับส่วนราชการในส่วนกลาง ซึ่งประกอบด้วยตัวเลขสี่ตัวนั้นมีความหมายอย่างไร
1. สองตัวแรก หมายถึง กรม ส่วนสองตัวหลัง หมายถึง กอง
2. สองตัวแรก หมายถึง ส่วนสองตัวหลัง หมายถึง ประเภทของหนังสือ
3. สองตัวแรก หมายถึง กระทรวง หรือ ทบวง ส่วนสองตัวหลัง หมายถึง กรม 4. ไม่มีข้อใดถูก
45. หนังสือที่ต้องจัดส่งและดำเนินการทางสารบรรณ โดยให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติโดยเร็ว จะต้องระบุตัวอักษรสีแดงให้เห็นชัดบนหนังสือและบนซองว่าอะไร
1. ด่วน 2. ด่วนที่สุด 3. ด่วนมาก 4. ด่วนภายใน
46. คำสรรพนามสำหรับเจ้าของหนังสือที่ว่า “ข้าพระพุทธเจ้า” นอกจากจะใช้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระบรมราชินีแล้วยังใช้กับใคร
1. สมเด็จเจ้าฟ้า 2. สมเด็จพระบรมราชชนนี 3.พระบรมวงศ์ชั้นพระองค์เจ้า 4.ถูกทุกข้อ
47. บันทึกช่วยจำ คือ หนังสือที่ใช้สำหรับอะไร
1. ชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น 2.ขอร้องหรือประท้วงในบางเรื่อง
3. ยืนยันข้อความในเรื่องที่ได้สนทนาไว้แล้ว 4. ถูกทุกข้อ
48. ข้อใดกล่าวถึงการส่งหนังสือราชการถูกต้อง
1. เพื่อความสะดวกและรวดเร็วจะส่งที่ใดก็ได้ถ้าพบตัวผู้ดำรงตำแหน่งนั้น
2. หนังสือราชการที่มีไปถึงผู้รับในตำแหน่งหน้าที่ราชการห้ามมิให้ นำส่งยังบ้านพักโดยเด็ดขาด
3. ถ้าเป็นหนังสือราชการด่วนมากหรือด่วนที่สุด ก็ไปส่งที่บ้านพักได้เป็นกรณีพิเศษ แต่ต้องไปลงบัญชีรับ ณ ที่ทำการ ตามระเบียบ
4. ผิดทุกข้อ
49. การปฏิบัติเกี่ยวกับหนังสือที่เก็บโดยมีกำหนดให้ปฏิบัติอย่างไร
1. ให้หมายเหตุไว้หน้าแฟ้มที่เก็บรวมเรื่อง 2. ให้แจ้งกับเจ้าหน้าที่สารบรรณทราบทั่วกัน
3. ให้เก็บใส่ตู้เอกสารแล้วทำเครื่องหมายไว้
4. ให้ประทับตราคำว่า “เก็บถึง พ.ศ….”ด้วยหมึกสีน้ำเงินและลงเลขของปี พ.ศ. ที่ให้เก็บถึงด้วย
50. คำว่า “คำสั่ง” คืออะไร
1. การสั่งด้วยบันทึกทางจดหมายและด้วยพลนำสาร
2. บรรดาข้อความที่ผู้บังคับบัญชาสั่งการให้ปฏิบัติโดยชอบด้วยกฎหมาย
3. การกระทำด้วยหนังสือหรือเรียกเจ้าหน้าที่มาพบเพื่อสั่งการแต่ละ เรื่อง
4. คำสั่งด้วยวาจา คำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรและเป็นคำสั่งที่บันทึกถึงตัวผู้ปฏิบั ติโดยเฉพาะ
ข้อ 94 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณที่ใช้ที่ใช้ถือปฏิบ ัติในขณะนี้เป็นฉบับ พ.ศ. ใด
1. พ.ศ. 2506 2. พ.ศ. 2507
3. พ.ศ. 2522 4. พ.ศ. 2526
ตอบข้อ 4. เหตุผล เพราะระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526
ข้อ 1. ระเบียบนี้เรียกว่า “ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526
ดังนั้น ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ เป็นฉบับ พ.ศ. 2526 ตามข้อ 4
ข้อ 95. รหัสพยัญชนะประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือ
1. กส 2. กก
3. กษ 4. กร
ตอบข้อ 3. เหตุผล เพราะระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526
ภาคผนวก 1 การกำหนดเลขที่หนังสือออก
ข้อ 1.1 รหัสตัวพยัญชนะประจำกระทรวง ทบวง และส่วนราชการที่ไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง ให้กำหนดไว้ดังนี้
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กษ
ดังนั้น รหัสตัวพยัญชนะประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือ กษ ตามข้อ 3
ข้อ 96. ส่วนราชการใดที่ไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีกระทรวงหรือทบวง
1. สำนักพระราชวัง 2. สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา
3. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน 4. ถูกทุกข้อ
ตอบข้อ 4. เหตุผล เพราะระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526
ข้อ 1.1 ส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง ได้แก่
สำนักพระราชวัง สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา
ดังนั้น ทั้งสำนักงานพระราชวังสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา และสำนักงานตรวจเงินดิน เป็นส่วนราชการที่ไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม ตามข้อ 4
ข้อ 97. รหัสตัวพยัญชนะประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช คือ
1. นร. 2. นธ
3. นม 4. นส
ตอบข้อ 4. เหตุผลเพราะระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526
ภาคผนวก 1 การกำหนดเลขที่หนังสือออก
ข้อ 1.2 รหัสพยัญชนะประจำจังหวัด และกรุงเทพมหานคร ให้กำหนดไว้ ดังนี้
นครศรีธรรมราช นศ.
ดังนั้น รหัสตัวพยัญชนะประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช คือ นศ ตามข้อ 4
ข้อ 98. Aide – Memoire คืออะไร
1. หนังสือกลาง 2. บันทึกช่วยจำ
2. บันทึก 4. งานสารบรรณของโรงพยาบาล
ตอบข้อ 2. เหตุผล เพราะระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526
ภาคผนวก 4
ข้อ 2.2.2 บันทึกช่วยจำ (Aide - Memoire )
ดังนั้น Aide - Memoire คือบันทึกช่วยจำ ตามข้อ 2.
ข้อ 99. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 ให้ใช้บังคับตั้งแต่เมื่อใด
1. 1 มกราคม 2526 2. 1 มิถุนายน 2526
3. 1 ตุลาคม 2526 4. 1 ธันวาคม 2526
ตอบข้อ 2. เหตุผล เพราะระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526
ข้อ 2 ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2526 เป็นต้น
ดังนั้น ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่
1 มิถุนายน 2526 ตามข้อ 2.
ข้อ 100. “ บันทึกช่วยจำ “ คืออะไร
1. หนังสือที่ใช้สำหรับแถลงรายละเอียด
2. หนังสือราชการที่ใช้สรรพนามบุรุษที่ 3
3. หนังสือที่ใช้สำหรับเรื่องที่มีความสำคัญ
4. หนังสือที่ใช้สำหรับยืนยันข้อความในเรื่องที่สนทนา
ตอบข้อ 4. เหตุผล เพราะระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526
ข้อ 2.2.2 บันทึกช่วยจำ คือ หนังสือที่ใช้สำหรับยืนยันข้อความในเรื่องที่สนทนา
ดังนั้น บันทึกช่วยจำ คือ หนังสือที่ใช้สำหรับยืนยันข้อความในเรื่องที่สนทนาตามข้อ 4
ข้อ 101. เลขหนังสือ “ ที่ นม 0015 “ ตัวเลข 15 หมายถึงแผนกอะไร
1. ขนส่ง 2. ปกครอง
3. สำนักงานจังหวัด 4. ประชาสงเคราะห์
ตอบข้อ 1. เหตุผล เพราะระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526
ข้อ 2.2.2 ตัวเลขสองตัวหลัง หน่วยงานส่วนภูมิภาคที่สังกัดจังหวัด หรืออำเภอ โดยให้กำหนด ดังนี้ กระทรวงคมนาคม ขนส่ง 15
ดังนั้น เลขที่หนังสือ “ ที่ นม 0015 “ ตัวเลข 15 หมายถึง ขนส่งตามข้อ 1
ข้อ 102. “ ทำการแทน “ ใช้ในกรณี
1. อธิบดีมอบหมายให้รองอธิบดีหรือผู้ช่วยอธิบดีทำการแทน
2. ปลัดกระทรวงมอบหมายให้รองปลัดกระทรวงหรือผู้ช่วยทำการแทน
3. ผู้ว่าราชการจังหวัดมอบหมายอำนาจโดยทำเป็นหนังสือให้รองผู้ว่าฯ หัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัดคนใดทำการแทน
4. ถูกทั้งข้อ 1 และ 3
ตอบข้อ 1. เหตุผล เพราะระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526
ภาคผนวก 3 การลงชื่อและตำแหน่ง
ข้อ 2.3 ทำการแทน พระธรรมนูญศาลยุติธรรม กำหนดให้ใช้คำว่า ทำการแทนในกรณีที่ตำแหน่งข้าราชการฝ่ายตุลาการว่าลง หรือดำรงตำแหน่งไม่อาจปฏิบัติราชการได้
ดังนั้น “ ทำการแทน ” ใช้ในกรณีที่ อธิบดีมอบหมายให้รองอธิบดีหรือผู้ช่วยอธิบดีทำการแทน ตามข้อ 1.
ข้อ 103. ถ้าต้องการให้รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานใดที่ไม่เป็นส่วนราชการใช้รหัสตัวพยัญชนะของส่วนราชการที่สังกัดตัวเลข 2 ตัวแรกที่จะใช้เริ่มจากเลขอะไร
1. 00 2. 15
3. 50 4. 51
ตอบข้อ 4. เหตุผล เพราะระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าดัวยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526
ข้อ 2.4 ในกรณีที่ประสงค์จะให้รัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่นใด ที่มิได้เป็นส่วนราชการซึ่งอยู่ในสังกัด ใช้รหัสตัวพยัญชนะของกระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่ไม่ได้สังกัดสำนักนายก
รัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม หรือจังหวัด แล้วแต่กรณีให้ใช้ตัวเลขสองตัวแรก เริ่มจาก 51
เรียงไปตามลำดับ
ดังนั้น ถ้าต้องการให้รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานใดที่ไม่เป็นส่วนราชการใช้รหัสตัวพยัญชนะของส่วนราชการที่สังกัดตัวเลข 2 ตัวแรกจะใช้เริ่มจาก เลข 51 เรียงไปตามลำดับ ตามข้อ 4.
ข้อ 104. ก่อนที่จะมีการใช้ระเบียบงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 นั้น มีการใช้ระเบียบงานสารบรรณ
1. พ.ศ. 2505 2. พ.ศ. 2506
3. พ.ศ. 2507 4. พ.ศ. 2508
ตอบข้อ 2. เหตุผล เพราะระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526
ข้อ 3 ให้ยกเลิก
3.1 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2506
3.2 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการลงชื่อในหนังสือราชการ พ.ศ. 2507
3.2 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการลงชื่อในหนังสือราชการ (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2516 ดังนั้น ก่อนที่การใช้ระเบียบงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 มีการใช้ระเบียบงานสารบรรณ พ.ศ. 2506 มาก่อน ตามข้อ 2.
ข้อ 105. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 ให้ใช้บังคับแก่หน่วยงานใดบ้าง
1. ส่วนราชการ 2. สถานศึกษาของเอกชน
3. รัฐวิสาหกิจ 4. ถูกทุกข้อ
ตอบข้อ 1. เหตุผล เพราะระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2506
ข้อ 4 ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับแก่ส่วนราชการ ส่วนราชการใดมีความจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติงานสารบรรณนอกเหนือไปจากที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้ ให้ขอทำความตกลงกับผู้รักษาการตามระเบียบนี้ ดังนั้น ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าดัวยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 ใช้บังคับแก่ส่วนราชการ ตามข้อ 1.
ข้อ 106. ส่วนราชการแห่งหนึ่งมีลักษณะการทำงานเป็นพิเศษจากหน่วยงานอื่นและมีความจำเป็นจะต้องปฏิบัติ
งานสารบรรณนอกเหนือไปจากที่ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่กำหนดไว ้ ส่วนราชการนั้น จะกระทำได้หรือไม่เพียงไร
1. ย่อมกระทำได้ 2. ผู้รักษาการตามระเบียบนี้ให้ความชอบ
3. กระทำมิได้ 4. ถูกเฉพาะข้อ 1 และ 2
ตอบข้อ 2. เหตุผล เพราะระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526
ข้อ 4 ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับแก่ส่วนราชการ ส่วนราชการใดมีความจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติงานสารบรรณนอกเหนือไปจากที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้ให้ขอทำความตกลงกั บผู้รักษาการตามระเบียบนี้
ดังนั้น ส่วนราชการที่มีความจำเป็นจะต้องปฏิบัติงานสารบรรณนอกเหนือไปจา กที่ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 ต้องขอทำความตกลงกับผู้รักษาการตามระเบียบนี้ ดังนี้ ผู้รักษาการตามระเบียบนี้ ต้องให้ความเห็นชอบ ตามข้อ 2.
ข้อ 107. ข้อใดมิใช่เป็นความหมายของ “ งานสารบรรณ ”
1. งานบริหารงานเอกสาร 2. การรับ การส่ง การรักษาเอกสาร
2. การจัดทำร่างระเบียบงานสารบรรณ 4. การยืม การทำลายเอกสาร
ตอบข้อ 3 เหตุผล เพราะระเบียบสำนักงานนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526
ข้อ 6 ในระเบียบนี้
“ งานสารบรรณ ” หมายความว่า งานที่เกี่ยวกับการบริหารเอกสาร เริ่มตั้งแต่การจัดทำการรับการการส่ง การเก็บรักษา การยืม จนถึงการทำลาย
ดังนั้น การจัดทำร่างระเบียบงานสารบรรณ จึงมิใช้ความหมายของ “ งานสารบรรณ ” ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 ตามข้อ 3.
ข้อ 108. งานสารบรรณตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 หมายความว่าอย่างไร
1. งานหนังสือที่ส่วนราชการมีไปถึงส่วนราชการด้วยกัน
2. งานหนังสือที่ส่วนราชการมีไปถึงหน่วยงานอื่น ๆ ทั้งที่เป็นส่วนราชการ และมิใช่ส่วนราชการ
3. งานเกี่ยวกับการบริหารเอกสารเริ่มตั้งการจัดทำการรับ การส่ง การเก็บรักษา การยืม
จนถึงการทำลาย
4. ที่กล่าวแล้วไม่มีข้อใดถูก
ตอบข้อ 3. เหตุผล เพราะระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526
ข้อ 6 ในระเบียบนี้ “ งานสารบรรณ ” หมายความว่า งานที่เกี่ยวกับการบริหารงานเอกสาร เริ่มตั้งแต่การจัดทำ การรับ การส่ง การเก็บรักษา การยืม จนถึงการทำลาย
ดังนั้น งานสารบรรณ มีความหมายตามข้อ 3.
ข้อ 109. “ บรรณสาร ” หมายถึงอะไร
1. หนังสือราชการ 2. สิ่งของ
3. บรรณารักษ์ 4. ระเบียบงานสารบรรณ
ตอบข้อ 1. เหตุผล เพราะระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526
ข้อ 6 ในระเบียบนี้ “ งานสารบรรณ ” หมายความว่า งานที่เกี่ยวกับการบริหารเอกสาร เริ่มตั้งแต่การจัดการรับ การส่ง การเก็บรักษา การยืม จนถึงการทำลาย
ดังนั้น “ บรรณสาร ” จึงหมายถึง หนังสือราชการ ตามข้อ 1.
ข้อ 110. ข้อใดที่ไม่เป็นส่วนราชการตามระเบียบงานสารบรรณ
1. รัฐวิสาหกิจ 2. สุขาภิบาล
3. คณะกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ 4. มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ตอบข้อ 1. เหคุผล เพราะระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526
ข้อ 6 ในระเบียบนี้ “ ส่วนราชการ ” หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม สำนักงานหรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐ ทั้งในราชการบริหารส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการบริหารส่วน
ท้องถิ่น และให้หมายความรวมถึงคณะกรรมการด้วย
ดังนั้น รัฐวิสาหกิจไม่เป็นส่วนราชการ ตามระเบียบงานสารบรรณ ตามข้อ 1.
ข้อ 111. ข้อใดที่เป็นส่วนราชการ ตามความหมายของระเบียบงานสารบรรณ
1. สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา 2. สภาตำบท
3. สุขาภิบาล 4. ถูกทุกข้อ
ตอบข้อ 4. เหตุผล เพราะระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526
ข้อ 6 ในระเบียบนี้ “ ส่วนราชการ ” หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม สำนักงานหรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐ ทั้งในราชการบริหารส่วนกลาง ราชการภูมิภาค ราชการบริหารส่วนภูมิภาค
หรือในต่างประเทศ และให้หมายความรวมถึงคณะกรรมการด้วย
ดังนั้น สถานทูตไทยในสหรัฐอเมริกา สภาตำบล สุขาภิบาล เป็นส่วนราชการตามความหมายของระเบียบงานสารบรรณ ตามข้อ 4.
ข้อ 112. “ หนังสือ” ในความหมายของระเบียบงานสารบรรณหมายความว่าอย่างไร
1. หนังสือราชการ 2. หนังสือทุกประเภท
3. ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี 4. เลขาธิการนายกรัฐมนตรี
ตอบข้อ 1. เหตุผล เพราะระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526
ข้อ 6 ในระเบียบนี้ “ หนังสือ ” หมายความว่า หนังสือราชการ
ดังนั้น “ หนังสือ ” ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 หมายถึงหนังสือราชการ ตามข้อ 1.
ข้อ 113. ใครเป็นผู้รักษาการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสรบรรณ พ.ศ. 2526
1. นายกรัฐมนตรี 2. รองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย
3. ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี 4. เลขาธิการนายกรัฐมนตรี
ตอบข้อ 3. เหตุผล เพราะระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526
ข้อ 8 ให้ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีรักษาการตามระเบียบนี้ รวมทั้งการแก้ไขเพิ่มเติมภาคผนวกและจัดทำคำอธิบาย กับให้มีหน้าที่ดำเนินการฝึกอบรมเกี่ยวกับงานสารบรรณ
ดังนั้น ผู้รักษาการตามระเบียบนี้ มีอำนาจหน้าที่ ตีความเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบงานสารบรรณ วินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบงานสารบรรณแก้ไขเพิ ่มเติมเกี่ยวกับงาน
สารบรรณ ตามข้อ 4.
ข้อ 115. ใครเป็นผู้รักษาการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบร รณ พ.ศ. 2526
1. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 2. ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
3. นายกรัฐมนตรี 4. ถูกทั้ง 1 , 2 และ 3
ตอบข้อ 2. เหตุผล เพราะระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526
ข้อ 8 ให้ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีรักษาการตามาระเบียบนี้ และให้มีอำนาจตีความและ
วินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบนี้ รวมทั้งการแก้ไขเพิ่มเติมภาคผนวกและจัดทำคำอธิบายกับให้มีหน้าที่ดำเนินการฝึกอบรมเกี่ยวกับงานสารบรรณ
ดังนั้น ผู้รักษาการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี คือปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีตามข้อ 2.

2.พรบ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ออกสอบ 5 ข้อ
-ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 11 มกราคม 2547 และบังคับใช้ 12 มกราคม 2547
-ข้าราชการตำรวจ” หมายความว่า บุคคลซึ่งได้รับการบรรจุและแต่งตั้งตามพระราชบัญญัตินี้ โดยได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณหมวดเงินเดือนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และให้หมายความรวมถึงข้าราชการในสำนักงานตำรวจแห่งชาติซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติแต่งตั้งหรือสั่งให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการตำรวจโดยได้รับเงินเดือนจากส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐด้วย
-สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นนิติบุคคลอยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี และมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(๑) รักษาความปลอดภัยสำหรับองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาทผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พระบรมวงศานุวงศ์ ผู้แทนพระองค์ และพระราชอาคันตุกะ
(๒) ดูแลควบคุมและกำกับการปฏิบัติงานของข้าราชการตำรวจซึ่งปฏิบัติการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
(๓) ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญา
(๔) รักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของประชาชนและความมั่นคงของราชอาณาจักร
(๕) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของข้าราชการตำรวจหรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
(๖) ช่วยเหลือการพัฒนาประเทศตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย
(๗) ปฏิบัติการอื่นใดเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้การปฏิบัติการตามอำนาจหน้าที่ตาม (๑) (๒) (๓) (๔) หรือ (๕) เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
-สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นหัวหน้าส่วนราชการ
-คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติคณะหนึ่ง เรียกโดยย่อว่า “ก.ต.ช.” มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบายการบริหารราชการตำรวจ และกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ปฏิบัติตามนโยบาย ระเบียบแบบแผน มติคณะรัฐมนตรี และกฎหมาย และก.ต.ช. มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ด้วย
(๑) ออกระเบียบ ประกาศ หรือมีมติในเรื่องที่เกี่ยวกับการบริหารราชการตำรวจและวิธีปฏิบัติราชการของข้าราชการตำรวจ ให้เป็นไปตามแบบแผนและนโยบายที่ ก.ต.ช. กำหนด
(๒) เสนอแนะให้มีการตราพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา ๖ วรรคสอง
(๓) พิจารณาดำเนินการคัดเลือกข้าราชการตำรวจเพื่อดำเนินการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติตามที่นายกรัฐมนตรีเสนอ
(๔) กำหนดกระบวนการและขั้นตอนในการกระจายอำนาจระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติกับตำรวจภูธรจังหวัด และราชการส่วนท้องถิ่น ในกรณีที่ ก.ต.ช. เห็นว่ามีความจำเป็นและเหมาะสม
(๕) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อปฏิบัติงานตามที่ ก.ต.ช. มอบหมาย
(๖) ตรวจสอบการปฏิบัติตามนโยบาย การบริหารราชการตำรวจ
-ก.ต.ช. ประกอบด้วย
(๑) นายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงยุติธรรม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง
(๒) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนสี่คน ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากบุคคลซึ่งได้รับการสรรหาโดยกรรมการตาม (๑)
-ยศตำรวจมีตามลำดับดังต่อไปนี้
พลตำรวจเอก
พลตำรวจโท
พลตำรวจตรี
พันตำรวจเอก
พันตำรวจโท
พันตำรวจตรี
ร้อยตำรวจเอก
ร้อยตำรวจโท
ร้อยตำรวจตรี
ดาบตำรวจ
จ่าสิบตำรวจ
สิบตำรวจเอก
สิบตำรวจโท
สิบตำรวจตรี
-ชั้นข้าราชการตำรวจมีดังต่อไปนี้
(๑) ชั้นสัญญาบัตร ได้แก่ ผู้มียศตั้งแต่ร้อยตำรวจตรีขึ้นไป
(๒) ชั้นประทวน ได้แก่ ผู้มียศสิบตำรวจตรี สิบตำรวจโท สิบตำรวจเอก จ่าสิบตำรวจ และ ดาบตำรวจ
(๓) ชั้นพลตำรวจ ได้แก่ พลตำรวจสำรอง
พลตำรวจสำรอง คือ ผู้ที่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการตำรวจ โดยได้รับการคัดเลือกหรือสอบแข่งขันเข้ารับการศึกษาอบรมในสถานศึกษาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
-การแต่งตั้งยศตำรวจชั้นสัญญาบัตรเป็นกรณีพิเศษ อาจกระทำได้โดยประกาศพระบรมราชโองการ
ในระหว่างที่ยังไม่มีประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้งยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร จะแต่งตั้งว่าที่ยศตำรวจชั้นสัญญาบัตรเป็นการชั่วคราวก็ได้ โดยให้ผู้มีอำนาจดังต่อไปนี้ เป็นผู้สั่งแต่งตั้ง
(๑) ตั้งแต่ว่าที่ยศพลตำรวจตรีขึ้นไป ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้สั่งแต่งตั้ง
(๒) ตั้งแต่ว่าที่ยศร้อยตำรวจตรีขึ้นไป แต่ไม่สูงกว่าว่าที่ยศพันตำรวจเอกให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นผู้สั่งแต่งตั้ง
-การแต่งตั้งยศตำรวจชั้นประทวน ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือผู้บังคับบัญชาระดับผู้บัญชาการขึ้นไปซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นผู้สั่งแต่งตั้ง ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.ตร.
-การแต่งตั้งยศตำรวจชั้นประทวนเป็นกรณีพิเศษ ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นผู้สั่งแต่งตั้ง ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.ตร.
-มีคณะกรรมการข้าราชการตำรวจคณะหนึ่ง เรียกโดยย่อว่า “ก.ตร.” ประกอบด้วย
(๑) นายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการข้าราชการตำรวจ เลขาธิการ ก.พ. ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จเรตำรวจแห่งชาติ และรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นกรรมการ ข้าราชการตำรวจโดยตำแหน่ง
(๒) กรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากผู้ซึ่งได้รับการเลือกตามมาตรา ๓๕
-ให้ ก.ตร. มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(๑) กำหนดนโยบายและมาตรฐานการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตำรวจ และจัดระบบราชการตำรวจ รวมตลอดทั้งการอบรมและพัฒนาข้าราชการตำรวจ ในการนี้หาก ก.ต.ช. ได้กำหนดระเบียบแบบแผนและนโยบายไว้เป็นการทั่วไป การกำหนดในเรื่องดังกล่าวของ ก.ตร. ต้องสอดคล้องกับระเบียบแบบแผนและนโยบายของ ก.ต.ช. และให้ ก.ตร. แจ้งการดำเนินการนั้นให้ ก.ต.ช. ทราบด้วย
(๒) ออกกฎ ก.ตร. ระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกำหนด ประกาศ หรือมีมติเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
(๓) กำกับดูแล ตรวจสอบ และแนะนำ เพื่อให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติบริหารงานบุคคลให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกระเบียบให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รายงานเกี่ยวกับการสอบ การบรรจุ การแต่งตั้ง การเลื่อนขั้นเงินเดือน การดำเนินการทางวินัย การออกจากราชการ และการปฏิบัติการอื่นเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้
(๔) รายงานคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาปรับปรุงเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง เงินเพิ่มค่าครองชีพ สวัสดิการ หรือประโยชน์เกื้อกูลอื่นสำหรับข้าราชการตำรวจให้เหมาะสม
(๕) กำหนดชั้นยศที่ควรบรรจุแต่งตั้งและอัตราเงินเดือนที่ควรได้รับสำหรับวุฒิปริญญาหรือประกาศนียบัตรต่าง ๆ
(๖) กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมในการปฏิบัติการเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้
(๗) พิจารณาอนุมัติแก้ไขทะเบียนประวัติเกี่ยวกับวันเดือนปีเกิด และการควบคุมเกษียณอายุของข้าราชการตำรวจ
(๘) ในกรณีที่พิจารณาเห็นว่าการปฏิบัติการเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่เหมาะสมหรือไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ ให้มีมติสั่งการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติปฏิบัติการให้ถูกต้องเหมาะสม ถ้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ปฏิบัติการตามมติดังกล่าว ให้รายงานต่อนายก-รัฐมนตรีเพื่อพิจารณาและสั่งการต่อไป
(๙) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อปฏิบัติงานตามที่ ก.ตร. มอบหมาย
(๑๐) ปฏิบัติการตามอำนาจหน้าที่ที่บัญญัติไว้ในมาตราอื่นแห่งพระราชบัญญัตินี้และกฎหมายอื่น
-ตำแหน่งข้าราชการตำรวจมีดังต่อไปนี้
(๑) ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
(๒) จเรตำรวจแห่งชาติ และรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
(๓) ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
(๔) ผู้บัญชาการ
(๕) รองผู้บัญชาการ
(๖) ผู้บังคับการ และพนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญพิเศษ
(๗) รองผู้บังคับการ และพนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญ
(๘) ผู้กำกับการ และพนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ
(๙) รองผู้กำกับการ และพนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษ
(๑๐) สารวัตร และพนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการ
(๑๑) รองสารวัตร และพนักงานสอบสวน
(๑๒) ผู้บังคับหมู่
(๑๓) รองผู้บังคับหมู่
-การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่ง ให้แต่งตั้งตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
(๑) ตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากข้าราชการตำรวจยศพลตำรวจเอก
(๒) ตำแหน่งจเรตำรวจแห่งชาติ และรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากข้าราชการตำรวจยศพลตำรวจโทหรือพลตำรวจเอก
(๓) ตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจาก ข้าราชการตำรวจยศพลตำรวจโท
(๔) ตำแหน่งผู้บัญชาการ จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากข้าราชการตำรวจยศพลตำรวจตรีหรือพลตำรวจโท
(๕) ตำแหน่งรองผู้บัญชาการ จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากข้าราชการตำรวจยศพลตำรวจตรี
(๖) ตำแหน่งผู้บังคับการ และพนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญพิเศษจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากข้าราชการตำรวจยศพันตำรวจเอกซึ่งได้รับอัตราเงินเดือนพันตำรวจเอก (พิเศษ) หรือพลตำรวจตรี
(๗) ตำแหน่งรองผู้บังคับการ และพนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญ ให้แต่งตั้งจากข้าราชการตำรวจยศพันตำรวจเอกหรือพันตำรวจเอกซึ่งได้รับอัตราเงินเดือนพันตำรวจเอก (พิเศษ)
(๘) ตำแหน่งผู้กำกับการ และพนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ ให้แต่งตั้งจาก ข้าราชการตำรวจยศพันตำรวจโทหรือพันตำรวจเอก
(๙) ตำแหน่งรองผู้กำกับการ และพนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษ ให้แต่งตั้งจากข้าราชการตำรวจยศพันตำรวจโท
(๑๐) ตำแหน่งสารวัตร และพนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการ ให้แต่งตั้งจากข้าราชการตำรวจยศร้อยตำรวจเอกขึ้นไปแต่ไม่สูงกว่าพันตำรวจโท
(๑๑) ตำแหน่งรองสารวัตร และพนักงานสอบสวน ให้แต่งตั้งจากข้าราชการตำรวจยศร้อยตำรวจตรีขึ้นไปแต่ไม่สูงกว่าร้อยตำรวจเอก
(๑๒) ตำแหน่งผู้บังคับหมู่ ให้แต่งตั้งจากข้าราชการตำรวจยศสิบตำรวจตรีขึ้นไปแต่ไม่สูงกว่าดาบตำรวจ
(๑๓) ตำแหน่งรองผู้บังคับหมู่ ให้แต่งตั้งจากข้าราชการตำรวจชั้นพลตำรวจ
-ให้ข้าราชการตำรวจได้รับเงินเดือนดังต่อไปนี้
(๑) ข้าราชการตำรวจยศพลตำรวจเอก ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้ได้รับเงินเดือนขั้นสูงสุดของระดับ ส. ๙
(๒) ข้าราชการตำรวจยศพลตำรวจเอก ให้ได้รับเงินเดือนระดับ ส. ๘
(๓) ข้าราชการตำรวจยศพลตำรวจโท ให้ได้รับเงินเดือนระดับ ส. ๗
(๔) ข้าราชการตำรวจยศพลตำรวจตรี ให้ได้รับเงินเดือนระดับ ส. ๖
(๕) ข้าราชการตำรวจยศพันตำรวจเอกอัตราเงินเดือนพันตำรวจเอก (พิเศษ) ให้ได้รับเงินเดือนระดับ ส. ๕
(๖) ข้าราชการตำรวจยศพันตำรวจเอก ให้ได้รับเงินเดือนระดับ ส. ๔
(๗) ข้าราชการตำรวจยศพันตำรวจโท ให้ได้รับเงินเดือนระดับ ส.๓
(๘) ข้าราชการตำรวจยศพันตำรวจตรี ให้ได้รับเงินเดือนระดับ ส. ๒
(๙) ข้าราชการตำรวจยศร้อยตำรวจเอก ร้อยตำรวจโท และร้อยตำรวจตรี ให้ได้รับเงินเดือนระดับ ส. ๑
(๑๐) ข้าราชการตำรวจยศดาบตำรวจ ให้ได้รับเงินเดือนระดับ ป. ๓
(๑๑) ข้าราชการตำรวจยศจ่าสิบตำรวจอัตราเงินเดือนจ่าสิบตำรวจ (พิเศษ) ให้ได้รับเงินเดือนระดับ ป. ๒
(๑๒) ข้าราชการตำรวจยศจ่าสิบตำรวจ สิบตำรวจเอก สิบตำรวจโทและสิบตำรวจตรี ให้ได้รับเงินเดือนระดับ ป. ๑
(๑๓) ข้าราชการตำรวจชั้นพลตำรวจสำรอง ให้ได้รับเงินเดือนระดับ พ. ๑
-การกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ได้แก่การไม่รักษาวินัยตามที่บัญญัติเป็นข้อปฏิบัติและข้อห้ามในเรื่องดังต่อไปนี้
(๑) ต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และเที่ยงธรรม เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรี จรรยาบรรณของตำรวจ และนโยบายของรัฐบาลโดยไม่ให้เสียหายแก่ราชการ
(๒) ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาซึ่งสั่งในหน้าที่ราชการโดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของทางราชการ โดยไม่ขัดขืนหรือหลีกเลี่ยง แต่ถ้าเห็นว่าการปฏิบัติตามคำสั่งนั้นจะทำให้เสียหายแก่ราชการ หรือจะเป็นการไม่รักษาประโยชน์ของทางราชการ จะเสนอความเห็นเป็นหนังสือทันทีเพื่อให้ผู้บังคับบัญชาทบทวนคำสั่งนั้นก็ได้ และเมื่อได้เสนอความเห็นแล้ว ถ้าผู้บังคับบัญชายืนยันให้ปฏิบัติตามคำสั่งเดิม ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาต้องปฏิบัติตาม
(๓) ต้องรักษาระเบียบการเคารพระหว่างผู้ใหญ่ ผู้น้อย
(๔) ต้องอุทิศเวลาของตนให้แก่ราชการ จะละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการมิได้
(๕) ต้องปฏิบัติราชการโดยมิให้เป็นการกระทำการข้ามผู้บังคับบัญชาเหนือตน เว้นแต่ผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปเป็นผู้สั่งให้กระทำ หรือได้รับอนุญาตเป็นพิเศษชั่วครั้งคราว
(๖) ต้องรักษาความลับของทางราชการ
(๗) ต้องสุภาพเรียบร้อย รักษาความสามัคคี และไม่กระทำการอย่างใดที่เป็นการกลั่นแกล้งกัน และต้องช่วยเหลือกันในการปฏิบัติราชการระหว่างข้าราชการด้วยกันและผู้ร่วมปฏิบัติราชการ
(๘) ต้องต้อนรับ ให้ความสะดวก ให้ความเป็นธรรมและให้การสงเคราะห์แก่ประชาชนผู้ติดต่อราชการ หรือในการปฏิบัติราชการเกี่ยวกับหน้าที่ของตนโดยไม่ชักช้า และด้วยความสุภาพเรียบร้อย โดยห้ามมิให้ดูหมิ่น เหยียดหยาม กดขี่หรือข่มเหงประชาชนผู้ติดต่อราชการหรือในการปฏิบัติราชการเกี่ยวกับหน้าที่ของตน
(๙) ต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความตั้งใจ อุตสาหะ เพื่อให้เกิดผลดีหรือความก้าวหน้าแก่ราชการ เอาใจใส่ ระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ของทางราชการ และต้องไม่ประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ
(๑๐) ต้องไม่กระทำการอันเป็นเหตุให้แตกความสามัคคีระหว่างข้าราชการตำรวจ
(๑๑) ต้องไม่รายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา การรายงานโดยปกปิดข้อความซึ่งควรต้องแจ้ง ถือว่าเป็นการรายงานเท็จด้วย
(๑๒) ต้องไม่ใช้กิริยาวาจาหรือประพฤติตนในลักษณะที่ไม่สมควร
(๑๓) ต้องไม่กระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่ว
(๑๔) ต้องไม่กระทำด้วยประการใด ๆ ในลักษณะที่เป็นการบังคับผู้บังคับบัญชา เป็นทางให้เสีย ระเบียบแบบแผนวินัยตำรวจ
(๑๕) ต้องไม่กระทำหรือละเว้นการกระทำใด ๆ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการหรือ ทำให้เสียระเบียบแบบแผนของตำรวจ
(๑๖) ต้องไม่กระทำการหรือยอมให้ผู้อื่นกระทำการหาผลประโยชน์อันอาจทำให้เสียความเที่ยงธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการของตน
(๑๗) ต้องไม่เป็นกรรมการผู้จัดการ หรือผู้จัดการ หรือดำรงตำแหน่งอื่นใดที่มีลักษณะงานคล้ายคลึงกันนั้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท
(๑๘) กระทำการหรือไม่กระทำการตามที่กำหนดในกฎ ก.ตร
-การกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ได้แก่การกระทำดังต่อไปนี้
(๑) ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้
(๒) ละทิ้ง หรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการโดยไม่มีเหตุอันสมควร เป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง หรือละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลาเกินสิบห้าวันโดยไม่มีเหตุอันสมควร หรือโดยมีพฤติการณ์อันแสดงถึงความจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ
(๓) เหยียดหยาม กดขี่ ข่มเหง หรือทำร้ายประชาชนผู้ติดต่อราชการหรือในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ราชการ
(๔) กระทำความผิดอาญาจนได้รับโทษจำคุกหรือโทษที่หนักกว่าโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกหรือให้รับโทษที่หนักกว่าโทษจำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
(๕) กระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง
(๖) กระทำหรือละเว้นการกระทำใด ๆ รวมทั้งการกระทำผิดตามมาตรา ๗๘ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง
(๗) กระทำการหรือไม่กระทำการตามที่กำหนดในกฎ ก.ตร.
-โทษทางวินัยมี ๗ สถาน ดังต่อไปนี้
(๑) ภาคทัณฑ์
(๒) ทัณฑกรรม
(๓) กักยาม
(๔) กักขัง
(๕) ตัดเงินเดือน
(๖) ปลดออก
(๗) ไล่ออก
การลงโทษภาคทัณฑ์ ได้แก่ การลงโทษแก่ผู้กระทำผิดอันควรต้องรับโทษสถานหนึ่งสถานใดแต่มีเหตุอันควรปราณีจึงเพียงแค่แสดงความผิดผู้นั้นให้ปรากฏไว้
การลงโทษทัณฑกรรม ได้แก่ การให้ทำงานโยธา การให้อยู่เวรยาม นอกจากหน้าที่ประจำ หรือการให้ทำงานสาธารณประโยชน์ซึ่งต้องไม่เกินหกชั่วโมงต่อหนึ่งวัน
การลงโทษกักยาม ได้แก่ การกักตัวไว้ในบริเวณใดบริเวณหนึ่งที่สมควรตามที่จะกำหนด
การลงโทษกักขัง ได้แก่ การขังในที่จัดไว้เพื่อควบคุมแต่เฉพาะคนเดียวหรือหลายคนรวมกันตามที่จะได้มีคำสั่ง
การลงโทษกักยามหรือกักขังจะใช้งานโยธาหรืองานอื่นของทางราชการด้วยก็ได้ แต่ต้องไม่เกินหกชั่วโมงต่อหนึ่งวัน
-ข้าราชการตำรวจออกจากราชการเมื่อ
(๑) ตาย
(๒) พ้นจากราชการตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ
(๓) ได้รับอนุญาตให้ลาออกหรือการลาออกมีผลตามมาตรา ๙๙
(๔) ถูกสั่งให้ออกตามมาตรา ๖๐ มาตรา ๙๕ มาตรา ๙๘ มาตรา ๑๐๐ มาตรา ๑๐๑ มาตรา ๑๐๒ หรือมาตรา ๑๐๓
(๕) ถูกสั่งลงโทษปลดออกหรือไล่ออก
วันออกจากราชการตาม (๔) และ (๕) ให้เป็นไปตามที่กำหนดในระเบียบ ก.ตร.
การออกจากราชการของข้าราชการตำรวจเฉพาะผู้ที่ต้องรับราชการตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น
3.พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารบ้านเมืองที่ดี 10 ข้อ
< หลักการ Good Governance คือโปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้>
๑.พระราชกฤษฎีกานี้ ออกตามรัฐธรรมนูญฯพ.ศ.๒๕๔๐ ม.๒๒๑ , พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ม.๓/๑,ม.๗๑/๑๐(๑) และพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินฉบับที่ ๕ พ.ศ.๒๕๔๕
๒.ส่วนราชการ หมายถึงส่วนราชการตาม กม.ว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวงทบวงกรม และหน่วยงานรัฐในกำกับของราชการฝ่ายบริหาร ไม่รวมถึงองค์การปกครองส่วนท้องถาน (อบท.)
๓.ข้าราชการหมายรวมถึง พนักงาน,ลูกจ้าง,ผู้ปฏิบัติงานร่วมกับราชการ
๔.การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี เพื่อบรรลุเป้าหมายดังนี้.
(๑)ประโยชน์สุขของประชาชน
(๒)สัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ
(๓)มีประสิทธิภาพ คุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ
(๔)ไม่มีขั้นตอนเกินจำเป็น
(๕)ปรับปรุงภารกิจให้ทันสถานการณ์
(๖)ประชาชนได้รับการอำนวยความสะดวก
(๗)มีการประเมินผลอย่างสม่ำเสมอ
๕.เป้าหมายตามข้อ (๑)
-กำหนดภารกิจของรัฐ ส่วนราชการตามที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา
-ภารกิจส่วนราชการต้องซื่อสัตย์สุจริต ตรวจสอบได้
-ก่อนดำเนินการต้องวิเคราะห์ผลดีผลเสีย กำหนดขั้นตอนอย่างโปร่งใส หากมีผลกระทบต่อประชาชนต้องรับฟังความคิดเห็น
-ข้าราชการต้องคอยรับฟังความคิดเห็น ผลความพึงพอใจของสังคม
-หากเกิดอุปสรรคต้องแก้ไขโดยเร็ว
๖.เป้าหมายตามข้อ (๒)
-ก่อนดำเนินการต้องทำแผนปฏิบัติราชการ
-แผนฯต้องมีรายละเอียด ขั้นตอน ระยะเวลา และงบประมาณ
-จัดให้มีการติดตามประเมินผลการปฏิบัติราชการ
-เกิดผลกระทบต่อประชาชนเป็นหน้าที่ส่วนราชการนั้นต้องปรับแผน
-ภารกิจเกี่ยวข้องหลายหน่วยงานต้องบูรณาการ
-ส่วนราชการต้องมีหน้าที่สนับสนุนการปฏิบัติ ผวจ.,ผู้แทนในต่างประเทศ,พัฒนาความรู้ในส่วนราชการ
-ก.พ.ร. อาจเสนอ ครม.กำหนดมาตรการกำกับการปฏิบัติราชการโดยทำความตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อแสดงความรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการ
-ครม.ต้องมีแผนบริหารราชการแผ่นดินตลอดเวลาของการบริหารราชการแผ่นดิน
-เมื่อ ครม.แถลงนโยบายต่อรัฐสภา สำนักเลขา ครม.ร่วมกับ นายกฯ.และคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจฯร่วมกันจัดทำแผนบริหารราชการ ๔ ปี สอดคล้องกับแนวนโยบายแห่งรัฐและแผนพัฒนาอื่นใน ๙๐ วัน เมื่อประกาศแล้วคณะกรรมการกฤษฎีกาและสำนักเลาขา ครม.ต้องร่วมกันทำแผนนิติบัญญัติ
-ส่วนราชการก็ต้องจัดทำแผนปฏิบัติราชการ ๔ ปีให้สอดคล้อง
-การโอนงบจากภารกิจหนึ่งไปยังภารกิจหนึ่งที่มิได้มีในแผนทำมิได้นอกจากมติ ครม.
๗.เป้าหมายตามข้อ (๓)
-ทำบัญชีต้นทุนในงานบริการสาธารณะและจัดทำแผนลดค่าใช้จ่าย หากสำนักงบประมาณ.,กรมบัญชีกลางและ ก.พ.ร.ไม่ทักท้วงใน ๑๕ วัน ก็ปฏิบัติไปได้เลย
-การจัดซื้อจัดจ้างต้องเปิดเผยและเที่ยงธรรม คำนึงวัตถุประสงค์ การใช้ คุณภาพและการบำรุงรักษา ไม่ต้องถือราคาต่ำสุดเสมอไป
-ภารกิจที่ หน.ส่วนราชการต้องอนุมัติ,อนุญาต ต้องแจ้งผลใน ๑๕ วัน หากไม่ดำเนินการแล้วเกิดความเสียหาย ถือว่าหน.ส่วนฯประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
-การสั่งราชการปกติต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ถ้าไม่อาจทำได้ผู้รับคำสั่งต้องบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรไว้
๘.เป้าหมายตามข้อ (๔)
-จัดให้มีการกระจายอำนาจการตัดสินใจสั่งการ อนุมัติ อนุญาต
-งานที่ต้องบริการประชาชนต้องจัดทำแผนภูมิขั้นตอนการดำเนินการและระยะเวลาดำเนินการ
-กระทรวงต้องจัดทำศูนย์บริการร่วม จัด จนท.รับเรื่องราวต่างๆ โดยมีข้อมูลและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่
-ศูนย์บริการร่วมจัดที่ศาลากลางและที่ว่าการอำเภอด้วย
๙.เป้าหมายตามข้อ (๕)
-ส่วนราชการมีหน้าที่ตรวจสอบ ทบทวน ระเบียบ ข้อบังคับ และประกาศในความรับผิดชอบ
-สนง.กฤษฎีกา เห็นว่า กม.ระเบียบ ข้อบังคับใดไม่สอดคล้องไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ไม่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาประเทศชาติ เป็นภาระแก่ประชาชนเกินสมควรให้เสนอแก้ไขปรับปรุง
๑๐.เป้าหมายตามข้อ (๖)
-การปฏิบัติในการบริการประชาชนส่วนราชการต้องกำหนดเวลาแล้วเสร็จ โดยประกาศให้ประชาชนทราบ
-หากมีการสอบถามเป็นหนังสือต้องตอบให้ทราบใน ๑๕ วัน
-จัดระบบเครือข่ายสาธารณะเพื่อให้ประชาชนสอบถามข้อมูลและแสดงความคิดเห็นและห้ามเปิดเผยชื่อประชาชนนั้น
๑๑.เป้าหมายตามข้อ (๗)
-จัดให้มีคณะผู้ประเมินอิสระ เพื่อประเมินผลการปฏิบัติราชการเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ ภารกิจ คุณภาพความพึงพอใจของประชาชน
-มีการประเมินผลโดยภาพรวมของแต่ละระดับ
-ส่วนราชการที่มีคุณภาพ ให้ ก.พ.ร.เสนอ ครม.ให้บำเหน็จความชอบโดยจัดการเงินเพิ่มให้แก่ส่วนราชการนั้น
-ส่วนราชการที่เพิ่มผลงาน และลดค่าใช้จ่ายคุ้มต่อภารกิจ เสนอ ครม.จัดเงินรางวัล
๑๒.สำหรับ อบท.ให้จัดตามหลักเกณฑ์ใน พ.ร.ฎ.นี้อย่างน้อยลดขั้นตอนการปฏิบัติราชการ และการอำนวยความสะดวกต่อประชาชน สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ โดยมี มท.ให้ความชวยเหลือ
๑๓.ก.พ.ร. คือหน่วยงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ
4. จริยะธรรม ออกสอบ 5 ข้อ
ทศพิธราชธรรม ๑๐
คือธรรมสำหรับพระราชา ในการใช้พระราชอำนาจและการบำเพ็ญประโยชน์ต่ออาณา
ประชาราษฎร ดังพระราชกรณียกิจที่ปรากฎ ๑๐ ประการ ดังนี้
๑. ทานัง หรือการให้ หมายถึงการพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ การทรงเสียสละพระกำลังในการปกครอง แผ่นดิน การพระราชทานพระราชดำริอันก่อให้เกิดสติปัญญาและพัฒนาชาติ การพระราชทานเสรีภาพอันเป็นหัวใจแห่งมนุษย์
๒. ศีลัง หรือการตั้งและทรงประพฤติพระราชจรรยานุวัตร พระกาย พระวาจา ให้ปราศจากโทษ ทั้งในการปกครอง อันได้แก่ กฎหมายและนิติราชประเพณี และในทางศาสนา อันได้แก่ เบญจศีลมาเสมอ
๓. ปริจาคัง หรือการบริจาค อันได้แก่ การที่ทรงสละสิ่งไม่เป็นประโยชน์หรือมีประโยชน์น้อยเพื่อสิ่งที่ดีกว่า คือ เมื่อถึง คราวก็สละได้ แม้พระราชทรัพย์ ตลอดจนพระโลหิต หรือแม้แต่พระชนม์ชีพ เพื่อรักษาธรรมและพระราชอาณาจักรของ พระองค์
๔. อาชชะวัง หรือความซื่อตรง อันได้แก่ การที่ทรงซื่อตรงในฐานะที่เป็นผู้ปกครอง ดำรงอยู่ในสัตย์สุจริต ซื่อตรงต่อ พระราชสัมพันธมิตร และอาณาประชาราษฎร
๕. มัททะวัง หรือทรงเป็นผู้มีอัธยาศัยอ่อนโยน เคารพในเหตุผลที่ควร ทรงมีสัมมาคารวะต่อผู้อาวุโสและอ่อนโยนต่อบุคคลที่ เสมอกันและต่ำกว่า
๖. ตะปัง หรือความเพียรที่แผดเผาความเกียจคร้าน คือ การที่พระมหากษัตริย์ทรงตั้งพระราชอุตสาหะปฏิบัติพระราช กรณียกิจให้เป็นไปด้วยดี โดยปราศจากความเกียจคร้าน
๗. อักโกธะ หรือความไม่แสดงความโกรธให้ปรากฎ ไม่พยายามมุ่งร้ายผู้อื่นแม้จะลงโทษผู้ทำผิดก็ทำตามเหตุผล และสำหรับ พระมหากษัตริย์นั้นต้องทรงมีพระเมตตาไม่ทรงก่อเวรแก่ผู้ใด ไม่ทรงพระพิโรธโดยเหตุที่ไม่ควร และแม้จะทรงพระพิโรธ ก็ทรงข่มเสียให้สงบได้
๘. อะวีหิสัญจะ คือ ทรงมีพระราชอัธยาศัย กอปรด้วยพระมหากรุณา ไม่ทรงก่อทุกข์หรือเบียดเบียนผู้อื่น ทรงปกครอง ประชาชนดังบิดาปกครองบุตร
๙. ขันติญจะ คือ การที่ทรงมีพระราชจริยานุวัตร อันอดทนต่อสิ่งทั้งปวง รักษาพระราชหฤทัย และพระอาการ พระกาย พระวาจา ให้เรียบร้อย
๑๐. อะวิโรธะนัง คือ การที่ทรงตั้งอยู่ในขัตติยราชประเพณี ไม่ทรงประพฤติผิดจากพระราชจริยานุวัตร นิติศาสตร์ ราชศาสตร์ ไม่ทรงประพฤติให้คลาดจากความยุติธรรม ทรงอุปถัมภ์ยกย่องคนที่มีความชอบ ทรงบำราบคนที่มีความผิดโดย ปราศจากอำนาจอคติ ๔ ประการ และไม่ทรงแสดงให้เห็นด้วยพระราชหฤทัยยินดียินร้าย
อริยสัจ 4 มีความจริงอยู่ 4 ประการคือ การมีอยู่ของทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และ หนทางไปสู่ความดับทุกข์ ความจริงเหล่านี้เรียกว่า อริยสัจ 4
ทุกข์
คือ การมีอยู่ของทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ และตายล้วนเป็นทุกข์ ความเศร้าโศก ความโกรธ ความอิจฉาริษยา ความวิตกกังวล ความกลัวและความผิดหวังล้วนเป็น ทุกข์ การพลัดพรากจากของที่รักก็เป็นทุกข์ ความเกลียดก็เป็นทุกข์ ความอยาก ความยึดมั่นถือมั่น ความยึดติดในขันธ์ทั้ง 5 ล้วนเป็นทุกข์
2. สมุทัย
คือ เหตุแห่งทุกข์ เพราะอวิชา ผู้คนจึงไม่สามารถเห็นความจริงของชีวิต พวกเขาตกอยู่ในเปลวเพลิงแห่งตัณหา ความโกรธ ความอิจฉาริษยา ความเศร้าโศก ความวิตกกังวล ความกลัว และความผิดหวัง
3. นิโรธ
คือ ความดับทุกข์ การเข้าใจความจริงของชีวิตนำไปสู่การดับความเศร้า โศกทั้งมวล อันยังให้เกิดความสงบและความเบิกบาน
4. มรรค
คือ หนทางนำไปสู่ความดับทุกข์ อันได้แก่ อริยมรรค 8 ซึ่งได้รับการหล่อ เลี้ยงด้วยการดำรงชีวิตอย่างมีสติความมีสตินำไปสู่สมาธิและปัญญาซึ่งจะปลดปล่อย ให้พ้นจากความทุกข์และความโศกเศร้าทั้งมวลอันจะนำไปสู่ความศานติและ ความเบิกบาน พระพุทธองค์ได้ทรงเมตตานำทางพวกเราไปตามหนทางแห่งความรู้แจ้งนี้
สังคหวัตถุ 4 หมายถึง หลักธรรมที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจของผู้อื่น ผูกไมตรี เอื้อเฟื้อ เกื้อกูล หรือเป็นหลักการสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน มีอยู่ 4 ประการ ได้แก่
1.ทาน คือ การให้ การเสียสละ หรือการเอื้อเฟื้อแบ่งปันของๆตนเพื่อประโยชน์แก่บุคคลอื่น ไม่ตระหนี่ถี่เหนียว ไม่เป็นคนเห็นแก่ได้ฝ่ายเดียว คุณธรรมข้อนี้จะช่วยให้ไม่เป็นคนละโมบ ไม่เห็นแก่ตัว เราควรคำนึงอยู่เสมอว่า ทรัพย์สิ่งของที่เราหามาได้ มิใช่สิ่งจีรังยั่งยืน เมื่อเราสิ้นชีวิตไปแล้วก็ไม่สามารถจะนำติดตัวเอาไปได้
2. ปิยวาจา คือ การพูดจาด้วยถ้อยคำที่ไพเราะอ่อนหวาน พูดด้วยความจริงใจ ไม่พูดหยาบคายก้าวร้าว พูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์เหมาะสำหรับกาลเทศะ พระพุทธเจ้าทรงให้ความสำคัญกับการพูดเป็นอย่างยิ่ง เพราะการพูดเป็นบันไดขั้นแรกที่จะสร้างมนุษย์สัมพันธ์อันดีให้เกิดขึ้น วิธีการที่จะพูดให้เป็นปิยวาจานั้น จะต้องพูดโดยยึดถือหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
เว้นจากการพูดเท็จ
เว้นจากการพูดส่อเสียด
เว้นจากการพูดคำหยาบ
เว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ
3. อัตถจริยา คือ การสงเคราะห์ทุกชนิดหรือการประพฤติในสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น
4. สมานัตตา คือ การเป็นผู้มีความสม่ำเสมอ หรือมีความประพฤติเสมอต้นเสมอปลาย คุณธรรมข้อนี้จะช่วยให้เราเป็นคนมีจิตใจหนักแน่นไม่โลเล รวมทั้งยังเป็นการสร้างความนิยม และไว้วางใจให้แก่ผู้อื่นอีกด้วย

พรหมวิหาร 4 พรหมวิหาร แปลว่า ธรรมของพรหมหรือของท่านผู้เป็นใหญ่ พรหมวิหารเป็นหลักธรรมสำหรับทุกคน เป็นหลักธรรมประจำใจที่จะช่วยให้เราดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างประเสริฐและบริสุทธิ์ หลักธรรมนี้ได้แก่
เมตตา ความปรารถนาให้ผู้อื่นได้รับสุข
กรุณา ความปราถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์
มุทิตา ความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี
อุเบกขา การรู้จักวางเฉย

อิทธิบาท 4 คำว่า อิทธิบาท แปลว่า บาทฐานแห่งความสำเร็จ หมายถึง สิ่งซึ่งมีคุณธรรม เครื่องให้ลุถึงความสำเร็จตามที่ตนประสงค์ ผู้หวังความสำเร็จในสิ่งใด ต้องทำตนให้สมบูรณ์ ด้วยสิ่งที่เรียกว่า อิทธิบาท ซึ่งจำแนกไว้เป็น ๔ คือ
1.ฉันทะ ความพอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น
๒. วิริยะ ความพากเพียรในสิ่งนั้น
๓. จิตตะ ความเอาใจใส่ฝักใฝ่ในสิ่งนั้น
๔. วิมังสา ความหมั่นสอดส่องในเหตุผลของสิ่งนั้น
โลกธรรม 8 โลกธรรม 8 หมายถึง เรื่องของ โลกมีอยู่ประจำกับชีวิต สังคมและโลกของมนุษย์เป็นความจริงที่ทุกคนต้องประสบด้วยกันทั้งนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม ข้อแตกต่างคือ ใครประสบมาก ประสบน้อย ช้าหรือเร็ว โลกธรรมแบ่งออกเป็น 8 ชนิด จำแนกออกเป็น 2 ฝ่ายควบคู่กันและมีความหมายตรงข้ามกัน คือ
1. โลกธรรมฝ่ายอิฏฐารมณ์ คือ ฝ่ายที่มนุษย์พอใจมี 4 เรื่อง คือ
- ได้ลาภ หมายความว่าได้ผลประโยชน์ ได้ทรัพย์สินเงินทอง ได้บ้านเรือนหรือที่สวนไร่นา
- ได้ยศ หมายความว่า ได้รับแต่งตั้งให้มีฐานันดรสูงขึ้นได้ตำแหน่งได้อำนาจเป็นใหญ่เป็นโต
- ได้รับสรรเสริญ คือ ได้ยิน ได้ฟัง คำสรรเสริญคำชมเชย คำยกยอ
- ได้สุข คือ ได้ความสบายกาย สบายใจ ได้ความเบิกบาน ร่าเริง ได้ความบันเทิงใจ
2. โลกธรรมฝ่ายอนิฏฐารมณ์ คือ ฝ่ายที่มนุษย์ไม่พอใจมี 4 เรื่อง คือ
- เสียลาภ หมายความว่า ลาภที่ได้มาแล้วเสียไป
- เสื่อมยศ หมายถึง ถูกลดความเป็นใหญ่ ถูกถอดออกจากตำแหน่ง ถูกถอดอำนาจ
- ถูกนินทา หมายถึง ถูกตำหนิติเตียนว่าไม่ดี มีใครพูดถึง ความไม่ดีของเราในที่ลับหลังเรียกว่าถูกนินทา
- ตกทุกข์ คือ ได้รับความทุกข์ทรมานกายทรมานใจ
มรรค 8 ( อัฏฐังคิกมรรค )
(มรรค = อริยมรรค = มัชฌิมาปฏิปทา = มรรคแปด = ทางดำเนินชีวิตอันประเสริฐ = ทางสายกลาง)
แนวทางดำเนินอันประเสริฐของชีวิตหรือกาย วาจา ใจ เพื่อความหลุดพ้นจากทุกข์
เรียกว่า อริยมรรค แปลว่าทางอันประเสริฐ เป็นข้อปฏิบัติที่มีหลักไม่อ่อนแอ จนถึงกับ
ตกอยู่ใต้อำนาจ ความอยากแห่งใจ แต่ก็ไม่แข็งตึงจนถึงกับเป็นการทรมานกายให้เหือด
แห้งจากความสุขทางกาย เพราะฉะนั้นจึงได้เรียกว่ามัชฌิมาปฏิปทา คือทางดำเนินสาย
กลาง ไม่หย่อนไม่ตึง แต่พอเหมาะเช่นสายดนตรีที่เทียบเสียงได้ที่แล้ว
คำว่ามรรค แปลว่าทาง ในที่นี้หมายถึงทางเดินของใจ เป็นการเดินจากความทุกข์ไปสู่ความเป็นอิสระหลุดพ้นจากทุกข์ซึ่งมนุษย์หลงยึดถือและประกอบขึ้นใส่ตนด้วยอำนาจของอวิชชา มรรคมีองค์แปด คือต้องพร้อมเป็นอันเดียวกันทั้งแปดอย่างดุจเชือกฟั่นแปดเกลียว องค์แปดคือ :-
1. สัมมาทิฏฐิ ิคือความเข้าใจถูกต้อง
.2. สัมมาสังกัปปะ คือความใฝ่ใจถูกต้อง
3. สัมมาวาจา คือการพูดจาถูกต้อง
4. สัมมากัมมันตะ คือการกระทำถูกต้อง
5. สัมมาอาชีวะ คือการดำรงชีพถูกต้อง
6. สัมมาวายามะ คือความพากเพียรถูกต้อง
7. สัมมาสติ คือการระลึกประจำใจถูกต้อง
8. สัมมาสมาธิ คือการตั้งใจมั่นถูกต้อง
การปฏิบัติธรรมทุกขั้นตอน รวมลงในมรรคอันประกอบด้วยองค์แปดนี้ เมื่อย่นรวมกันแล้วเหลือเพียง 3 คือ ศีล - สมาธิ - ปัญญา สรุปสั้น ๆ ก็คือการปฏิบัติธรรม(ศีล-สมาธิ-ปัญญา)ก็คือการเดินตามมรรค

ทิศหก บุคคลประเภทต่างๆ ที่เราต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์ ดุจทิศที่อยู่รอบตัวจัดเป็น ๖ ทิศ ดังนี้
๑. ปุรัตถิมทิส ทิศเบื้องหน้า ได้แก่ บิดา มารดา
๒. ทักขิณทิสทิศเบื้องขวา ได้แก่ ครูอาจารย์
๓. ปัจฉิมทิส ทิศเบื้องหลัง ได้แก่ สามีภรรยา
๔. อุตตรทิส ทิศเบื้องซ้ายได้แก่ มิตรสหาย
๕. อุปริมทิส ทิศเบื้องบนได้แก่ พระสงฆ์ สมณพราหมณ์
๖. เหฏฐิมทิส ทิศเบื้องล่าง ได้แก่ ลูกจ้างกับนายจ้าง
มงคลชีวิต
อย่านอนตื่นสาย อย่าอายทำกิน
อย่าหมิ่นเงินน้อย อย่าคอยวาสนา
อย่าเสวนาคนชั่ว อย่ามั่วอบายมุข
อย่าสุกก่อนห่าม อย่าพล่ามก่อนทำ
อย่ารำก่อนเพลง อย่าข่มเหงผู้น้อย
อย่าคอยแต่ประจบ อย่าคบแต่เศรษฐี
อย่าดีแต่ตัว อย่าชั่วแต่คนอื่น
อย่าฝ่าฝืนกฎระเบียบ อย่าเอาเปรียบสังคม
อย่าชมคนผิด อย่าคิดเอาแต่ได้
อย่าใส่ร้ายคนดี อย่ากล่าววจีมุสา
อย่านินทาพระเจ้า อย่าขลาดเขลาเมื่อมีทุกข์
อย่าสุขจนลืมตัว อย่าเกรงกลัวงานหนัก
อย่าพิทักษ์พาลชน อย่าลืมตนเมื่อมั่งมี
"หลักธรรม ๓ เรื่องที่มีประโยชน์ต่อชีวิตประจำวันมาก"
พระพุทธเจ้าได้เทศนาสั่งสอนประชาชนหลังจากตรัสรู้แล้วเป็นเวลาถึง ๔๕ ปี พระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์จึงมีมากมายรวมเรียกว่า พระไตรปิฎก มีเนื้อความทั้งหมด ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ อันประกอบด้วย พระวินัยปิฎก (๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์) พระสูตร หรือ พระสุตตันตปิฎก(๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์) พระอภิธรรมปิฎก (๔๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์) เป็นหนังสือภาษาบาหลีจำนวน ๔๕ เล่ม และแปลเป็นภาษาไทยออกมาได้ ๘๐ เล่มขนาดใหญ่ หลักธรรม ๓ เรื่องที่มีประโยชน์ต่อชีวิตประจำวันมากคือ
๑. ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร หรือปฐมเทศนา ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงแสดงโปรดพระปัญจวัคคีย์ (มี ๕ องค์ คือ อัญญาโกณฑัญญะ, วัปปะ, ภัททิยะ, มหานานะ,อัสสชิ) เป็นครั้งแรกจนทำให้ท่านอัญญาโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม อันแสดงว่าการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าอาจ อาจมีผู้สามารถรู้ตามได้ ในสูตรนี้พระองค์ทรงแสดงอริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ ๑ เหตุให้เกิดทุกข์ ๑ การดับทุกข์ ๑ และทางที่จะดำเนินไปสู่ความดับทุกข์ ๑ ซึ่งทางที่จะดำเนินไปสู่ความดับทุกข์นี้ เรียกกันว่า มัชฌิมาปฏิปทา หรือทางสายกลาง
ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร คือ พระสูตรว่าด้วยการยังธรรมจักรให้เป็นไป หรือพระสูตรว่าด้วยการหมุนวงล้อธรรม พระพุทธเจ้าทรงแสดงที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี แคว้นกาสี ในวันขึ้น ๑๕ คำ เดือน ๘ หลักจากวันซึ่งพระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้สองเดือน
๒. อนัตตลักขณสูตร ในสูตรนี้พระพุทธเจ้าทรงแสดงให้เห็นความไม่เที่ยงของสิ่งต่าง ๆ คือ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่สามารถทนอยู่ในสภาพเดิมตลอดไปได้ทั้งเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตนจริง ๆ เลย เป็นการสมมุติขึ้นมาเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นเราจึงไม่สามารถบังคับให้มันอยู่ในอำนาจของเราได้
อนัตตลักณสูตร เป็นพระสูตรที่แสดงลักษณะแห่งเบญจขันธ์ว่าเป็นอนัตตา พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ภิกษุปัญจวัคคีย์ ภายหลังจากแสดงปฐมเทศนาแล้ว ภิกษุปัญจวัคคีย์ ทั้ง ๕ ได้สำเร็จพระอรหัตด้วยได้ฟังอนัตตลักขณสูตรนี้
๓. กาลมสูตร พระสูตรนี้ได้แสดงให้เห็นความเป็นนักเสรีประชาธิปไตยของพระพุทธเจ้า เพราะพระองค์ทรงสอนให้คนใช้ความคิดด้วยเหตุผลโดยรอบคอบเสียก่อนแล้วจึงค่อยเชื่อ พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าจงอย่าได้เชื่อโดยการอ้างตำรา หรือเพราะครูอาจารย์สอนไว้อย่างนั้น หรือเพราะคำพูดนั้นตรงกับความเห็นของเรา หรือเพราะผู้นั้นเป็นบุคคลที่ควรเชื่อ หรือโดยการคาดคะเนหรือ นึกเดาเอาหรือโดยการใช้เหตุผลตามหลักตรรกศาสตร์ พระองค์ทรงสอนว่าการกระทำใด ๆ ถ้าจะไม่ก่อให้เกิดความทุกข์ในภายหลัง นักปราชญ์ไม่ติเตียน ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนและผู้อื่นแล้ว พึงทำเถิดแต่ถ้าตรงกันข้ามกันก็อย่าทำเลย
กาลามสูตร เป็นสูตรหนึ่งในคัมภีร์ติกนิบาต อังคุตตรนิกาย พระพุทธเจ้าตรัสสอนชนชาวกาลามะแห่งเกสปุตตนิคมในแคว้นโกศล ไม่ให้เชื่อถืองมงายไร้เหตุผล ตามหลัก ๑๐ ข้อ คือ อย่าปลงใจเชื่อเพราะ
๑. ด้วยการฟังตามกันมา
๒. ด้วยการถือสืบ ๆ กันมา
๓. ด้วยการเล่าลือ
๔.ด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์
๕. ด้วยตรรก
๖. ด้วยการอนุมาน
๗. ด้วยการคิดตรึกตรองตามแนวเหตุผล
๘. ด้วยเพราะเข้ากันได้กับทฤษฎีของตน
๙. ด้วยเพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าเชื่อ
๑๐. ด้วยเพราะนับถือว่า ท่านสมณะนี้เป็นครูของเรา
ต่อเมื่อใด พิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า ธรรมเหล่านั้นเป็นอกุศลเป็นกุศล มีโทษ ไม่มีโทษ เป็นต้นแล้ว จึงควรละหรือปฏิบัติตามนั้น
5. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ออกสอบ 20 ข้อ
คอมพิวเตอร์ หรือ “สมองกล” หมายถึง เครื่องจักรกลที่สร้างขึ้นมาให้สามารถรับข้อมูลที่มีอยู่ทั่วไปพร้อมคำสั่งแล้วดำเนินการเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการออกมาในรูปแบบต่าง ๆ ด้วยความเร็วสูง ถูกต้อง แม่นยำ เช่น การบันทึกข้อมูล การคิดคำนวณตัวเลข เป็นต้น
คอมพิวเตอร์ เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยในการทำงานได้เป็นอย่างดี ช่วยเก็บรักษาข้อมูลเป็นจำนวนมาก ๆ โดยไม่มีการหลงลืม และไม่มีมีความเหน็ดเหนื่อย ในอนาคตคอมพิวเตอร์สามารถคิดหรือตัดสินใจเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยเหตุผลคล้ายมนุษย์ซึ่งจะทำให้การใช้งานง่าย และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นซึ่งเรียกว่า ปัญญาประดิษฐ์
ขนาดของคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์จะแบ่งออกเป็น 3 ขนาดคือ
1. Main Frame Computer (เมนเฟรมคอมพิวเตอร์) คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ จุข้อมูลได้มาก ใช้กับธุรกิจขนาดใหญ่ ที่มีสาขาอยู่ทั่วประเทศ หรือ ทั่วโลก ประสิทธิภาพสูงสุดในการส่งข้อมูลแบบออนไลน์ (On-Line) ราคาแพงมาก (ประมาณ 100 ล้านบาทขึ้นไป) ธุรกิจในประเทศไทย ที่ใช้เครื่อง Main Frame Computer ได้แก่ ธนาคาร , สายการบิน , ตลาดหุ้น เป็นต้น
2. Mini Computer (มินิคอมพิวเตอร์) คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดกลาง ใช้กับธุรกิจขนาดกลาง เช่น ตามบริษัท , โรงพยาบาล , โรงเรียน , มหาวิทยาลัย ที่มีการออนไลน์ ภายในตัวอาคาร ไม่ไกลมากนัก ราคาเครื่องจะประมาณ 1 ล้านบาทขึ้นไป
3. Micro Computer (ไมโครคอมพิวเตอร์) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเครื่อง PC (Personal Computer) คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ ขนาดเล็ก ใช้เฉพาะ บุคคล (1 คน ต่อ 1 เครื่อง) ราคาถูก ประมาณเครื่องล่ะ 10,000 บาท ขึ้นไป ในปัจจุบันเป็นที่นิยมใช้กันมาก เกือบทุกธุรกิจ เพราะราคาถูก หาซื้อง่าย และประสิทธิภาพก็ใกล้เคียงกับเครื่องรุ่นใหญ่ สบาย ๆ ในปัจจุบัน ยังมีเครื่องขนาดเล็กอีก คือ เครื่องกระเป๋าหิ้ว หรือที่เรียกว่า Note Book , Lab Top และเครื่องขนาดกระเป๋าเสื้อ หรือ ที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เครื่อง ปาลม์ Palm
ระบบของคอมพิวเตอร์ (Computer System) ระบบของคอมพิวเตอร์ จะแบ่งออกเป็น 3 ระบบคือ
1. Hard Ware (ฮารด์แวร์) คือ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต่าง ๆ ที่เราจับต้องได้ และมองเห็น ดังนั้น อุปกรณ์ที่เป็นคอมพิวเตอร์ หรือ เชื่อมต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์ ถือว่าเป็น Hard Ware ทั้งสิ้น โดยจะแบ่งอุปกรณ์ Hard Ware ออกเป็น 3 หน้าที่คือ
1.1. Input Unit คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่รับข้อมูล ได้แก่ แป้นพิมพ์ Keyboard , เม้าส์ Mouse
1.2. Processing Unit คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ประมวลผล ได้แก่ CPU (Central Processing Unit) ในที่นี้ก็คือ เจ้ากล่องเหล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่นั่นแหละครับ เราเรียก CPU ลักษณะจะเป็น Case คือตัวเครื่อง
1.3. Output Unit คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่แสดงผลลัพธ์ออกมา ได้แก่ จอภาพ Monitor , เครื่องพิมพ์ Printer , สแกนเนอร์ Scanner , ลำโพงเสียง Speaker , โปรเจคเตอร์ Projector เครื่องฉายภาพ
ในขณะเดียวกัน ยังมีอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่เป็นทั้ง Input Unit และ Output Unit ได้ด้วย เช่น เครื่องบันทึก/อ่าน แผ่นดิสก์ (Disk Drive) , เครื่องบันทึก/อ่าน แผ่นซีดี (CD Read/Writer) , เครื่องถ่ายภาพระบบดิจิตอล Digital Camera
2. Soft Ware (ซอฟท์แวร์) คือ โปรแกรมทางคอมพิวเตอร์ มีลักษณะเป็นชุดคำสั่ง ที่ถูกเขียนขึ้นมาจาก ภาษาทางคอมพิวเตอร์ (Computer Language) เพื่อสั่งให้อุปกรณ์ทางคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ สามารถทำงานได้ตามที่ผู้ใช้ต้องการ Soft Ware แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ด้วยกันคือ
2.1 System Soft Ware คือ โปรแกรมควบคุมเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือเราเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โปรแกรมระบบปฏิบัติการ (OS = Operating System) เช่น บนเครื่อง Main Frame Computer ก็จะใช้โปรแกรมควบคุมเครื่องที่ชื่อว่า UNIX , บนเครื่อง Mini Computer ก็จะใช้โปรแกรมควบคุมเครื่องที่ชื่อว่า OS/2 , บนเครื่อง Micro Computer หรือ PC ก็จะใช้โปรแกรมควบคุมเครื่องที่ชื่อว่า DOS , หรือในปัจจุบันเป็นที่นิยมใช้กันมากคือ Microsoft Windows นั่นเอง ซึ่ง โปรแกรมวินโดวส์นี้ ก็มีหลายเวอร์ชั่น (Version) ออกมา เช่น Windows 3.11 , Windows 95 , Windows 98 , Windows 2000 , Windows ME และล่าสุดตอนนี้ก็คือ Windows XP
2.2 Application Soft Ware คือ โปรแกรมประยุกต์ใช้กับงานต่าง ๆ บนคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะต้องถูกเขียนขึ้นมาจากภาษาทางคอมพิวเตอร์ เช่น โปรแกรมสำเร็จรูปทั่ว ๆ ไป ได้แก่
Microsoft Word เป็นโปรแกรมที่ใช้งานสำหรับงานพิมพ์ทั่ว ๆ ไป
Microsoft Excel เป็นโปรแกรมที่ใช้งานสำหรับงานด้านการคำนวณ , ตาราง , สถิติ , กราฟ
Microsoft PowerPoint เป็นโปรแกรมที่ใช้งานสำหรับการทำสไลด์ , งานนำเสนอ Presentation
Microsoft Access เป็นโปรแกรมที่ใช้งานสำหรับฐานข้อมูล (Data Base Management)
ปกติโดยทั่วไปเราจะใช้โปรแกรมสำเร็จรูป 4 ชื่อนี้ในที่ทำงานต่าง ๆ โดยเรียกรวมว่า Microsoft OFFICE
นอกจากนี้ยังมีโปรแกรมอื่น ๆ ที่ใช้งานอีก อาทิ เช่น
Microsoft Publisher เป็นโปรแกรมที่ใช้ในการทำนามบัตร ,ป้ายประกาศต่าง ๆ ,การ์ดต่าง ๆ
AutoCAD เป็นโปรแกรมที่ใช้ในการเขียนแบบ
Photo Shop เป็นโปรแกรมที่ใช้ในการตกแต่งภาพ
3D Studio เป็นโปรแกรมทำภาพเคลื่อนไหว Animation
Page Maker เป็นโปรแกรมเกี่ยวกับโรงพิมพ์ เป็นต้น
3. People Ware (พีเพิ่ลแวร์) คือ บุคลากรทางคอมพิวเตอร์ มีหน้าที่ทำงานในงานทางด้านคอมพิวเตอร์ ซึ่งงานทางคอมพิวเตอร์นั้น ก็จะแบ่งหน้าที่ต่าง ๆ กัน สามารถแบ่งบุคลากรทางคอมพิวเตอร์ เป็นตำแหน่งต่าง ๆ ดังนี้
BOSS คือตำแหน่งของผู้บริหารสูงสุด เช่น เจ้าของบริษัท Microsoft คือ Bill Gate เป็นต้น
Admin คือตำแหน่งของผู้จัดการฝ่ายต่าง ๆ เช่น ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาโปรแกรม Word เป็นต้น
System Analysis คือตำแหน่งของนักวิเคราะห์ และออกแบบระบบ
Programmer คือตำแหน่งคนเขียนโปรแกรม (ถือว่าตำแหน่งนี้สำคัญที่สุด)
Operator คือตำแหน่งผู้ดูแลระบบเครื่องต่าง ๆ คล้าย ๆ กับช่างคอมพิวเตอร์
Users คือตำแหน่งของผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์
Data Entry คือตำแหน่งของผู้ป้อนข้อมูลเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์
ตัวอย่างคำถามในการออกสอบแบ่งเป็น 4 กลุ่ม
กลุ่มที่ 1
1) บุคคลที่ทำหน้าที่พิจารณาว่าองค์กรควรจะใช้คอมพิวเตอร์ในลักษณะใดจึงจะเหมาะสมเพื่อให้ได้คุณภาพงานที่ดีและเป็นผู้ออกแบบโปรแกรมก่อนที่จะส่งงานไปให้โปรแกรมเมอร์เรียกว่าอะไร ?
1) System Analyst
2) Administrator
3) Operator
4) End-user
2) ข้อใดคือลักษณะขั้นตอนการทำงานของคอมพิวเตอร์ ?
1) นำข้อมูลไปประมวลผล (Process) > รับข้อมูลเข้ามา (Input) > แสดงผลออกมา (Output)
2) นำข้อมูลไปประมวลผล (Process) > แสดงผลออกมา (Output) > รับข้อมูลเข้ามา (Input)
3) รับข้อมูลเข้ามา (Input) > แสดงผลออกมา (Output) > นำข้อมูลไปประมวลผล (Process)
4) รับข้อมูลเข้ามา (Input) > นำข้อมูลไปประมวลผล (Process) > แสดงผลออกมา (Output)
3) ข้อใดเป็นส่วนประกอบของระบบคอมพิวเตอร์ ?
1) บุคลากร (Peopleware)
2) ฮาร์ดแวร์ (Hardware)
3) ซอฟต์แวร์ (Software)
4) ถูกทุกข้อ
4) ฮาร์ดแวร์ (Hardware) คืออะไร?
1) สิ่งที่เราไม่สามารถจับต้องได้ มีหน้าที่ในการควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์
2) อุปกรณ์หรือชิ้นส่วนต่างๆที่มีรูปทรงและลักษณะทางกายภาพ สามารถจับต้องได้ อันเป็นส่วนที่ประกอบกันเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ รวมถึงอุปกรณ์ต่อพ่วงต่างๆ
3) โปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่างๆ
4) ระบบที่ใช้ในการควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ชิ้นต่างๆที่ประกอบกันเป็นคอมพิวเตอร์
5) อุปกรณ์ใดมีลักษณะคล้ายเครื่องพิมพ์ดีด ?
1) คียบอร์ด
2) จอภาพ
3) สแกนเนอร์
4) เมาส์
6) หน่วยประมวลผลกลางหรือซีพียู (CPU) มีหน้าที่ทำอะไร ?
1) ควบคุมการปฏิบัติงานหลักของเครื่องคอมพิวเตอร์
2) นำข้อมูลเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์
3) ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการสื่อสารข้อมูล
4) นำข้อมูลออกจากเครื่องคอมพิวเตอร์
7) ข้อใดจัดเป็นหน่วยแสดงผลลัพธ์ (Output Unit) ?
1) เมาส์ (Mouse)
2) คีย์บอร์ด (Keyboard)
3) จอภาพ (Monitor)
4) หน่วยประมวลผลกลาง (CPU)
8)“หน่วยความจำที่สามารถเก็บข้อมูลได้ชั่วคราวเมื่อปิดเครื่องข้อมูลทั้งหมดก็จะหายไป” จากคำกล่าวข้างต้นหมายถึงหน่วยความจำในข้อใด ?
1) CD-ROM
2) RAM
3) Hard disk
4) Diskette
9) หน่วยความจำสำรอง (Secondary Storage Device) คืออะไร ?
1) หน่วยความจำที่สามารถเก็บข้อมูลได้ชั่วคราว เมื่อปิดเครื่องข้อมูลทั้งหมดก็จะหายไป
2) หน่วยความจำภายนอกที่ทำหน้าที่ในการจัดเก็บสำรองข้อมูลไว้อย่างถาวรและสามารถนำข้อมูลนั้นมาใช้ใหม่ได้ เมื่อปิดเครื่องข้อมูลก็ยังคงอยู่
3) หน่วยความจำภายนอกที่ใช้ในการจัดเก็บข้อมูลชั่วคราว และไม่สามารถนำมาใช้ใหม่ได้
4) หน่วยความจำที่มีความจุข้อมูลได้น้อย
10) ข้อใดไม่จัดเป็นหน่วยความจำสำรอง (Secondary Storage Device) ?
1) ดิสก์เกต (Diskette)
2) ฮาร์ดดิสก์ (Hard Disk)
3) แรม (RAM)
4) เทปแม่เหล็ก (Magnatic Tape)
กลุ่มที่ 2
1) ซอฟต์แวร์ (Software) หมายถึงอะไร ?
1) อุปกรณ์ที่ใช้ทำหน้าที่รับข้อมูล
2) อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่แสดงผลข้อมูล
3) ชุดคำสั่งหรือโปรแกรมที่ใช้สั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงาน
4) ชิ้นส่วนต่างๆที่ประกอบรวมกันเป็นคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งๆ
2) ซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการ (Operation System) มีหน้าที่ที่สำคัญคืออะไร ?
1) ทำหน้าที่ควบคุมอุปกรณ์ทั้งหมดที่รวมอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์
2) ทำหน้าที่ช่วยให้การทำงานของคอมพิวเตอร์ หรือเสริมการทำงานของโปรแกรมอื่นๆ ให้สะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
3) ทำหน้าที่เกี่ยวกับการพิมพ์เอกสาร
4) ทำหน้าที่เกี่ยวกับการคำนวณ
3) ข้อใดจัดเป็นตัวอย่างของซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการ (Operation System) ?
1) UNIX
2) WINDOWS XP
3) Microsoft Word
4) ถูกทั้งข้อ 1) และ 2)
4) ข้อใดจัดเป็นระบบปฎิบัติการที่คล้ายระบบปฎิบัติการ UNIX ?
1) WINDOWS XP
2) DOS
3) LINUX
4) WINDOWS 98
5) ข้อใดจัดเป็นซอฟต์แวร์แอปพลิเคชั่น (Application Software) ?
1) UNIX
2) WINDOWS XP
3) LINUX
4) Microsoft Word
6) ไมโครซอฟต์เวิร์ด (Microsoft Word) เป็นซอฟต์แวร์แอปพลิเคชั่น (Application Software) ที่สร้างขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์หลักในการทำงานด้านใด ?
1) ทำงานเกี่ยวกับการคำนวณประเภทสเปรดชีด (Spreadsheet)
2) ทำงานเกี่ยวกับการสร้างและจัดการเอกสาร
3) ทำงานเกี่ยวกับการควบคุมการทำงานต่างๆของเครื่องคอมพิวเตอร์
4) ทำงานเกี่ยวกับด้านบัญชีโดยเฉพาะ
7) ไม่โครซอฟต์เอกเซล (Microsoft Excel) เป็นซอฟต์แวร์แอปพลิเคชั่น (Application Software) ที่สร้างขึ้นมาให้เหมาะกับงานประเภทใด ?
1) ทำงานเกี่ยวกับการคำนวณประเภทสเปรดชีด (Spreadsheet)
2) ทำงานเกี่ยวกับการสร้างและจัดการเอกสาร
3) ทำงานเกี่ยวกับการควบคุมการทำงานต่างๆของเครื่องคอมพิวเตอร์
4) ทำงานเกี่ยวกับด้านบัญชีโดยเฉพาะ
8) การทำงานในไมโครซอฟต์เอกเซล (Microsoft Excel) จะกระทำ ณ ช่องต่างๆที่เกิดขึ้นจากการตัดกันของแถวและคอลัมน์ เราเรียกช่องเหล่านี้ว่าอะไร ?
1) ชีท (Sheet)
2) เวิร์คชีท (Work Sheet)
3) เซลล์ (Cell)
4) ไม่มีข้อใดถูก
9) ข้อใดคือตัวอย่างของโปรแกรมสำเร็จรูป (Package Program) ?
1) โปรแกรมบัญชี
2) โปรแกรมสินค้าคงคลัง
3) โปรแกรมใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีอัตโนมัติ
4) ถูกทุกข้อ
10) ข้อใดคือความหมายของ Utility Program ?
1) โปรแกรมที่ทำหน้าที่ควบคุมอุปกรณ์ทั้งหมดที่รวมอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์
2) โปรแกรมช่วยให้การทำงานของคอมพิวเตอร์ หรือเสริมการทำงานของโปรแกรมอื่นๆ ให้สะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
3) ทำหน้าที่เกี่ยวกับการพิมพ์เอกสาร
4) ทำหน้าที่เกี่ยวกับการคำนวณ
กลุ่มที่ 3
1) ข้อใดคือความหมายของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ถูกต้องที่สุด ?
1) ระบบที่ใช้ในการทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งเฉพาะด้าน
2) ระบบที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่อง
3) ระบบที่มีการเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไปเพื่อให้คอมพิวเตอร์สามารถรับส่งข้อมูลกันได้
4) ระบบที่มีการเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์หลายตัวเข้าด้วยกันเพื่อความสวยงาม
2) องค์ประกอบพื้นฐานของระบบเครือข่ายประกอบด้วย 3 ส่วนคืออะไรบ้าง ?
1) หน่วยรับข้อมูล (Input Unit), หน่วยประมวลผล (Procession Unit), หน่วยแสดงผล (Output Unit)
2) หน่วยส่งข้อมูล (Sending Unit), ช่องทางในการส่งข้อมูล (Transmission Channel), หน่วยรับข้อมูล (Receiving Unit)
3) หน่วยส่งข้อมูล (Sending Unit), หน่วยประมวลผล (Processing Unit), หน่วยรับข้อมูล (Receiving Unit)
4) หน่วยประมวลผล (Processing Unit), หน่วยแสดงผล (Output Unit), ช่องทางในการส่งข้อมูล (Transmission Channel)
3) สัญญาณที่ใช้ในการสื่อสารแบ่งออกเป็นสองประเภทได้แก่อะไรบ้าง ?
1) สัญญาณอานาลอก (Analog) และสัญญาณดิจิตอล (Digital)
2) สัญญาณภาพ และสัญญาณเสียง
3) ถูกทั้งข้อ 1) และ 2)
4) ไม่มีข้อใดถูก
4) โมเด็ม (modem) คืออุปกรณ์ที่ทำหน้าที่อะไร ?
1) ทำหน้ากระจายสัญญาณ
2) ทำหน้าที่แปลงเสียงให้เป็นภาพ
3) ทำหน้าที่แสดงผลลัพธ์
4) ทำหน้าที่แปลงสัญญาณอานาลอก (Analog) ให้เป็นสัญญาณดิจิตอล (Digital) และแปลงสัญญาณดิจิตอล (Digital) ให้เป็นสัญญาณอานาลอก (Analog)
5) ระบบเครือข่ายแบบ LAN (Local Area Network) มีลักษณะอย่างไร ?
1) เป็นเครือข่ายระดับกลางที่ใช้ภายในเมืองหรือในจังหวัดเดียวกัน
2) เป็นเครือข่ายระยะใกล้ที่ใช้ภายในองค์กรหรืออาคารเดียวกัน
3) เป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ซึ่งจะใช้สถานีเป็นสือกลางเช่นดาวเทียม, ระบบคลื่นวิทยุเป็นต้น
4) เป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ทั่วโลก
6) ระบบเครือข่ายแบบ WAN (Wide Area Network) มีลักษณะอย่างไร ?
1) เป็นเครือข่ายระดับกลางที่ใช้ภายในเมืองหรือในจังหวัดเดียวกัน
2) เป็นเครือข่ายระยะใกล้ที่ใช้ภายในองค์กรหรืออาคารเดียวกัน
3) เป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ซึ่งจะใช้สถานีเป็นสือกลางเช่นดาวเทียม, ระบบคลื่นวิทยุเป็นต้น
4) เป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ทั่วโลก
7) ข้อใดคือข้อเสียของระบบเครือข่ายทีเป็นโทโปโลยีรูปดาว (Star Topology) ?
1) ถ้าหากเครื่องที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเกิดความเสียหาย จะทำให้ทั้งระบบทำงานไม่ได้เลยเนื่องจากเครื่องศูนย์กลางจะเป็นจุดผ่านการติดต่อกันระหว่างทุกโหนดในเครือข่าย
2) การติดตั้งทำได้ยาก
3) สัญญาณข้อมูลจะเกิดการชนกันเองได้ง่าย
4) ไม่มีข้อใดถูก
8) รูปแบบของระบบเครือข่าย (Network Topologies) แบบใด ที่โหนดทุกโหนดในเครือข่าย จะถูกเชื่อมโยงกับสายสือสารหลักสายเดียว เมื่อโหนดหนึ่งต้องการส่งข้อมูลให้อีกโหนดหนึ่ง ข้อมูลที่ถูกทำให้อยู่ในรูปของแพคเกจ (Package) จะถูกส่งจากโหนดต้นทางไปยังโหนดปลายทาง ผ่านสายสื่อสารหลักโดยไม่จำเป็นต้องผ่านโหนดอื่นๆ ?
1) โทโปโลยีรูปดาว (Star Topology)
2) โทโปโลยีรูปวงแหวน (Ring Topology)
3) โทโปโลยีแบบบัส (Bus Topology)
4) โทโปโลยีแบบสามเหลี่ยม (Triangle Topology)
9) ข้อใดคือข้อเสียของสายสัญญาณแบบสายคู่บิดเกลียว (Twisted-Pair Cable) ?
1) มีราคาแพงที่สุด
2) สามารถเกิดสัญญาณรบกวนได้ง่าย
3) มีความเร็วในการส่งข้อมูลต่ำ
4) ถูกทั้งข้อ 2) และ 3)
10) สายสัญญาณที่ใช้ในการส่งข้อมูลระหว่างกันแบบใดที่ใช้แสงเป็นตัวกลางในการส่งข้อมูล ?
1) สายแบบคู่บิดเกลียว (Twisted-Pair Cable)
2) สายไฟเบอร์ออปติก (Fiber-Optic Cable)
3) สายโคแอกเชียล (Coaxial Cable)
4) สายโทรศัพท์
กลุ่มที่ 4
1) อินเทอร์เนต (Internet) หมายถึงอะไร ?
1) เครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่เชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ในองค์กรเข้าด้วยกัน
2) เครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดกลางที่เชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของแต่ละองค์กรในพื้นที่ใกล้เคียงเข้าด้วยกัน
3) เครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั่วโลกเข้าด้วยกันโดยอาศัยเครือข่ายโทรคมนาคมเป็นตัวเชื่อเครือข่าย
4) ไม่มีข้อใดถูก
2) หมายเลขประจำตัวเครื่อง (IP Address) มีไว้สำหรับจุดประสงค์ใด ?
1) เพื่อระบุตำแหน่งที่อยู่หรือแอดเดรสของผู้ใช้อินเทอร์เนต
2) เพื่อระบุความเร็วของการส่งผ่านข้อมูลระหว่างกัน
3) เพื่อระบุความสำคัญของเครื่องแต่ละเครื่องในอินเทอร์เนต
4) เพื่อระบุประเภทของเครื่องแต่ละเครื่องในอินเทอร์เนต
3) หมายเลขประจำตัวเครื่อง (IP Address) มีลักษณะอย่างไร ?
1) เป็นตัวเลขชุดเดี่ยวที่มีค่าตั้งแต่ 0-255 เช่น 192 เป็นต้น
2) เป็นตัวเลข 2 ชุด โดยแต่ละชุดจะคั่นด้วยเครื่องหมายจุด (.) เช่น 192.120 เป็นต้น
3) เป็นตัวเลข 3 ชุด โดยแต่ละชุดจะคั่นด้วยเครื่องหมายจุด (.) เช่น 192.120.251 เป็นต้น
4) เป็นตัวเลข 4 ชุด โดยแต่ละชุดจะคั่นด้วยเครื่องหมายจุด (.) เช่น 192.120.251.31 เป็นต้น
4) ทำไมเราจึงต้องมี “ชื่ออินเทอร์เนต” (DNS: Domain Name System) ?
1) เพื่อแปลงตัวเลข IP Address ที่เป็นตัวเลข และเข้าใจยากให้เป็นชื่อที่เข้าใจและจำได้ง่ายขึ้น
2) เพื่อทำให้สามารถอ้างอิงถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ต่างๆในระบบให้ได้จำนวนมากขึ้น
3) เพื่อบ่งบอกความสำคัญของเครื่องแต่ละเครื่องในอินเทอร์เน็ต
4) เพื่อระบุประเภทของเครื่องแต่ละเครื่องในอินเทอร์เน็ต
5) การเข้าสู่ระบบเวิลด์ไวด์เว็บ (WWW) นั้น เราจะต้องอาศัยโปรแกรมประเภทใดเป็นหลักในการเชื่อมเข้าสู่ระบบ เช่นอะไรบ้าง ?
1) โปรแกรมพิมพ์เอกสารเช่นไมโครซอฟต์เวิร์ด (Microsoft Word)
2) โปรแกรมที่ช่วยในการคำนวณเช่นไมโครซอฟต์เอกเซล (Microsoft Exel)
3) โปรแกรมประเภทเวบบราวเซอร์ (Web Browser) เช่น Internet Explorer
4) โปรแกรมที่ช่วยในการอ่านเอกสารเช่น Acrobat Reader
6) Search Engine คืออะไร ?
1) เครื่องมือที่ช่วยในการโอนถ่ายข้อมูลจากเครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่งในระบบอินเทอร์เน็ต
2) เครื่องมือที่ช่วยในการค้นหาข้อมูลในระบบอินเทอร์เน็ต
3) เครื่องมือที่ใช้ในการคุยกันบนอินเทอร์เน็ต (Chat)
4) เครื่องมือที่ใช้ในการส่งอีเมลล์ (E-mail)
7) อีเมลล์ (E-mail) หมายถึงอะไร ?
1) บริการชมภาพยนต์ผ่านทางอินเทอร์เน็ต
2) บริการที่ทำให้ผู้ใช้สามารถพูดคุยตอบโต้กับผู้ใช้คนอื่นๆที่กำลัง online อยู่ได้ทันทีโดยอาศัยโปรแกรม Chat ต่างๆ เช่น โปรแกรม ICQ
3) การค้นหาข้อมูลในระบบอินเทอร์เน็ต
4) การติดต่อสื่อสารด้วยตัวหนังสือด้วยรูปแบบของสัญญาณอิเลคโทรนิกส์แทนจดหมายบนกระดาษ
8) อีเมลล์แอดเดรส (E-mail Address) มีรูปแบบอย่างไร ?
1) ชื่อบัญชีสมาชิก (user name) คั่นด้วยเครื่องหมาย @ และตามด้วยโดเมนเนม และรหัสบอกประเภทองค์กรและประเทศ เช่น somchai@asianet.co.th
2) โดเมนเนม และรหัสบอกประเภทองค์กรและประเทศ คั่นด้วยเครื่องหมาย @ และตามด้วยชื่อบัญชีสมาชิก (user name) เช่น asianet.co.th@somchai
3) โดเมนเนม คั่นด้วยเครื่องหมาย @ และตามด้วยชื่อบัญชีสมาชิก (user name) เช่น asianet@somchai
4) โดเมนเนม คั่นด้วยเครื่องหมายจุด (.) และตามด้วยรหัสบอกประเภทองค์กรและประเทศเช่น asianet.co.th
9) FTP (File Transfer Protocol) มีประโยชน์อย่างไร ?
1) เป็นบริการที่ช่วยในการค้นหาข้อมูลในระบบอินเทอร์เน็ต
2) เป็นบริการที่ช่วยในการโอนถ่ายข้อมูลจากเครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่งในระบบอินเทอร์เน็ต
3) บริการที่ใช้ในการคุยกันบนอินเทอร์เน็ต (Chat) กับผู้ที่ online อยู่ได้อย่างทันที
4) บริการที่ช่วยในการรับ-ส่งอีเมลล์ (E-mail)
10) การที่เราโอนถ่ายข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นมายังเครื่องของเรานั้น เราเรียกว่าอะไร ?
1) อัพโหลด (Upload)
2) ดาวน์โหลด (Download)
3) แอทแทช (Attach)
4) แชท (Chat)
************************
เขียนโดย พ.ต.อ.สมศักดิ์ ณ โมรา 16 กุมภาพันธ์ 2551
สงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย










สาระสำคัญที่น่าออกสอบในการสอบข้อเขียนผู้มีวุฒิปริญญาตรีเพื่อบรรจุเป็นตำรวจ
สายปราบปราม
1. ประมวลกฎหมายอาญา ออกสอบ 20 ข้อ
ภาค ๑ บททั่วไป
๑.พ.ร.บ.ให้ใช้ ป.อาญา พ.ศ.๒๔๙๙ ได้ลงใน รจ.วันที่ ๑๕ พ.ย.๒๔๙๙ แต่มีผลบังคับใช้ ๑ ม.ค.๒๕๐๐
๒.หากมี กม.ใดอ้างถึง กม.ลักษณะอาญา ให้หมายถึง ป.อาญา และกรณีเป็นความผิดลหุโทษให้หมายถึง
-โทษชั้น ๑ หมายถึง ปรับไม่เกิน ๑๐๐ บาท
-โทษชั้น ๒ หมายถึง ปรับไม่เกิน ๕๐๐ บาท
-โทษชั้น ๓ หมายถึง จำคุกไม่เกิน ๑๐ วัน หรือปรับไม่เกิน ๕๐๐ บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
-โทษชั้น ๔ หมายถึง จำคุกไม่เกิน ๑ เดือน ปรับปรับไม่เกิน ๑ พันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
๓.วิธีการเพื่อความปลอดภัยตาม ม.๔๖ ให้นำ ป.วิอาญา มาบังคับใช้เสมือนกับเป็นคดีอาญา แต่ห้ามคุมขังเกิน ๔๘ ชม.นับแต่จับโดยไม่รวมเวลาเดินทางมายังที่ทำการฯ
๔.ให้ความสำคัญบทนิยามศัพท์ใน ม.๑ คำว่าโดยทุจริต,เคหสถาน,ใช้กำลังประทุษร้าย,ค่าไถ่,และบัตร
อีเล็กทรอนิกส์ ซึ่งคำว่าบัตรอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มเติมเมื่อ ๒๒ ต.ค.๒๕๔๗ หมายถึง
(๑) เอกสารหรือวัตถุอื่นใดออกให้แก่ผู้มีสิทธิโดยบันทึกข้อมูลหรือรหัสด้วยอิเล็กตรอน ไฟฟ้า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
(๒) ข้อมูล รหัส หมายเลขบัญชี หมายเลขชุดทางอิเล็กทรอนิกส์ ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้
(๓) สิ่งอื่นใดที่ใช้ประกอบกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เพื่อระบุตัวบุคคลผู้เป็นเจ้าของ
๕.ม.๒ บุคคลจะต้องรับโทษในทางอาญาเมื่อ ๑)ขณะทำผิดกม.บัญญัติว่าเป็นความผิด และ ๒)กม.กำหนดโทษไว้
-กรณีหลังทำผิด มีกม.ออกใหม่ว่าการกระทำนั้นไม่ผิดผู้นั้นพ้นจากความรับผิด ถ้าคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษแล้วถือว่าไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าทำผิด
-กรณี กม.หลังทำผิดมีความแตกต่างกับขณะทำผิดให้ใช้ กม.ที่เป็นคุณ ๑)ถ้ายังไม่ได้รับโทษหรือกำลังรับโทษ ยื่นคำร้องขอให้ศาลกำหนดโทษใหม่ หรือให้ปล่อยตัวถ้าได้รับโทษมาพอแล้ว ๒)ศาลลงโทษให้ประหารชีวิต กม.ออกภายหลังไม่ถึงประหาร ก็ให้งดประหาร และเปลี่ยนเป็นโทษสูงสุดที่จะลงได้
๖.ม.๔ วางหลักว่าทำผิดในราชอาณาจักจึงจะได้รับโทษตามกฎหมาย มีข้อยกเว้นตาม ม.๗ ใน ๕ กลุ่มความผิดคือ
๑)การก่อการร้าย ม.๑๓๕/๑-/๔
๒)ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง ม.๑๐๗-๑๒๙
๓)การปลอมแปลง ม.๑๓๐-๒๔๙,๒๕๔,๒๕๖,๒๕๗,๒๖๖(๓)-(๔)
๔)เกี่ยวกับเพศ ม.๒๘๒,๒๘๓
๕)ชิงทรัพย์ ม.๓๓๙,ปล้นทรัพย์ ม.๒๓๐ ในทะเลหลวง
๗.แต่กรณีดังต่อไปนี้ให้ถือว่าทำผิดในราชอาณาจักร(ซึ่งสามารถลงโทษในไทยได้)
๑)ทำผิดอาญาในเรือไทยและอากาศยานไทยไม่ว่าอยู่ที่ใด
๒)ทำส่วนหนึ่งส่วนใดในไทย ผลเกิดในไทย หรือผู้ทำประสงค์ให้ผลเกิดในไทย หรือลักษณะ
การกระทำผลควรเกิดในไทย หรือย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าจะเกิดในไทย
๓)กรณีทำผิดในไทย หรือถือว่าทำผิดในไทยตัวการด้วยกัน ผู้สนับสนุน หรือผู้ใช้ แม้ทำนอกประเทศไทยก็ให้ถือว่าทำผิดในไทย
๔)กรณีตาม ม.๘ ทำผิด กม.ใน ๑๔ กลุ่มความผิด ความผิดเกิดนอกประเทศไทย ถ้าผู้ทำผิดเป็นคนไทย และรัฐบาลประเทศที่ทำผิด หรือผู้เสียหายขอให้ลงโทษในไทย หรือกรณีผู้ทำผิดเป็นคนต่างด้าว และรัฐบาลไทยหรือผู้เสียหายคนไทยร้องขอให้ลงโทษ
-ก่ออันตรายแก่ประชาชน,ความผิดเกี่ยวกับเอกสาร,บัตรอิเล็กทรอนิกส์,เพศ,ชีวิต,ร่างกาย,ทอดทิ้งเด็ก,เสรีภาพ,ลัก,วิ่งราวทรัพย์,กรรโชก,รีดเอาทรัพย์,ชิงทรัพย์,ปล้นทรัพย์,ยักยอก,รับของโจร,และทำให้เสียทรัพย์
๕)ตาม ม.๙ เจ้าพนักงานของรัฐบาลไทยเมื่อทำผิด ม.๑๔๗-๑๖๖,๒๐๐-๒๐๕ แม้ทำผิดนอกประเทศไทย
๘.ในกรณีทำผิดที่ต้องรับโทษในไทย ถ้าถูกลงโทษเพราะการกระทำนั้นมาแล้ว จะลงโทษในไทยอีกไม่ได้ยกเว้นเรื่องการก่อการร้ายและความมั่นคง แต่กรณียังไม่พ้นโทษจะลงโทษใหม่น้อยเท่าไหร่ก็ได้
๙.ม.๑๗ ระบุให้นำบทบัญญัติในภาค ๑ ของ ป.อาญา คือ ม.๑-๑๐๖ ไปใช้กับกม.อื่นๆที่มีโทษทางอาญาด้วย เว้นแต่กม.นั้นๆจะได้บัญญัติไว้เป็นพิเศษเป็นอย่างอื่น
๑๐.โทษทางอาญา มี ๕ ประการจากหนักไปหาเบาคือ
๑)ประหารชีวิต
๒)จำคุก
๓)กักขัง
๔)ปรับ
๕)ริบทรัพย์
๑๑.โทษประหารชีวิต และจำคุกตลอดชีวิตไม่ให้นำมาใช้สำหรับบุคคลอายุต่ำกว่า ๑๘ปี โดยให้เปลี่ยนเป็นจำคุก ๕๐ ปีแทน
๑๒.โทษประหารชีวิต ดำเนินการโดยฉีดยา หรือฉีดสารพิษให้ตาย
๑๓.การนับเวลาจำคุก เริ่มนับแต่วันแรกแม้ไม่เต็มวัน ถ้าคำพิพากษาระบุ ๑ เดือน ให้นับ ๓๐ วัน ถ้าเป็นปีให้นับตามปีปฏิทิน เมื่อครบแล้วให้ปล่อยวันถัดไป ถ้ามีการควบคุมก่อนพิพากษาไม่ว่าชั้นใดให้หักออกจากวันจำคุกด้วย
๑๔.การกักขัง – สถานที่กักขังต้องไม่ใช่เรือนจำ,สถานีตำรวจ,หรือสถานที่ควบคุมผู้ต้องหาของ พงส.
๑)กรณีทั่วไป-ผู้ทำผิดมีโทษจำคุกและศาลจะลงไม่เกิน ๓ เดือนศาลพิพากษาลงโทษกักขังไม่เกิน ๓ เดือนแทนโทษจำคุกได้ถ้าไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน(หรือเคยมาก่อนแต่เป็นความผิดฐานประมาทหรือลหุโทษ) โยศาลจะสั่งในคำพิพากษาให้กักขังไว้ที่บ้านของผู้นั้น หรือผู้อื่นที่ยินยอมรับไว้ หรือสถานที่อื่น กรณีกักขังไว้ที่อื่นมีผู้ดูแลก็ถือเป็นเจ้าพนักงานตาม กม.ถ้าผู้ถูกกักขังฝ่าฝืนระเบียบสถานที่หรือไม่
ปฏิบัติตามเงื่อนไข หรือต้องโทษจำคุกคดีอื่นอีกให้ศาลเปลี่ยนโทษกักขังเป็นโทษจำคุก
๒)กรณีกักขังแทนค่าปรับ-ผู้ต้องโทษปรับและไม่ยอมชำระค่าปรับภายใน ๓๐วัน นับแต่พิพากษาจะต้องถูกยึดทรัพย์ใช้ค่าปรับหรือกักขังแทนค่าปรับโดยถือเอาอัตรา ๒๐๐ บาทต่อวัน แต่ห้ามกักขังเกิน ๑ ปี เว้นแต่ปรับ ๘ หมื่นบาทขึ้นไป กักขังแทนค่าปรับเกิน๑ ปีได้แต่ไม่เกิน ๒ ปี ในการหักวันถูกควบคุมก่อนพิพากษาก็ให้คิดอัตรา ๒๐๐ บาทต่อวัน เมื่อครบกำหนดปล่อยตัววันถัดไป กรณีระหว่างถูกกักขังแทนค่าปรับเมื่อนำเงินค่าปรับมาชำระที่เหลือจนครบก็ให้ปล่อยตัวทันที ซึ่งกรณีกักขังแทนค่าปรับนำ ม.๒๔ ว.๒ มาใช้ไม่ได้(คือจะให้กักขังไว้ที่บ้านของผู้นั้นเองไม่ได้)
๓)กักขังกรณีผู้นั้นไม่ยอมทำทัณฑ์บนหรือหาประกันตาม ม.๔๖,๔๗
๑๕.การบริการสังคมหรือทำงานสาธารณะประโยชน์แทนค่าปรับ-กรณีศาลปรับบุคคลธรรมดาไม่เกิน ๘ หมื่นบาท และไม่มีเงินค่าปรับผู้นั้นอาจยื่นคำร้องต่อศาลขอทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณะ -ประโยชน์ได้ โดยคิดอัตราวันละ ๒๐๐ บาทต่อวัน โดยศาลมีคำสั่งภายใต้ข้อบังคับระเบียบประธานศาลฎีกา
ถ้าพฤติการณ์เปลี่ยน ศาลอาจแก้ไขคำสั่งได้
๑๖.หลักเกณฑ์การริบทรัพย์สิน ม.๓๒-๓๗
๑)ทรัพย์ที่ กม.บัญญัติว่า ทำ มีไว้ เป็นความผิดให้ริบเสียทั้งสิ้น จะมีตัวผู้ทำผิดหรือผู้ถูก
ลงโทษหรือไม่ก็ตาม
๒)ริบตามที่ กม.บัญญัติไว้โดยเฉพาะและศาลมีอำนาจสั่งริบตาม ม.๓๓ คือ ทรัพย์ที่ได้ใช้ มีไว้เพื่อใช้ทำผิดหรือไม่ดาโดยได้ทำผิด แต่ถ้าเป็นของผู้อื่นที่ไม่รู้เห็นเป็นใจริบไม่ได้
๓)ให้ริบเสียทั้งสิ้นในบรรดาทรัพย์ดังต่อไปนี้เว้นแต่เป็นของผู้อื่นที่ไม่รู้เห็นเป็นใจในการทำผิดด้วย
-ทรัพย์ซึ่งได้ให้ในกรณีให้หรือรับสินบนต่อเจ้าพนักงานตาม ม.๑๔๓,๑๔๔,๑๔๙,๑๕๐,๑๖๗,๒๐๑,๒๐๒
-ทรัพย์ได้ให้เพื่อจูงใจให้ผู้อื่นทำผิด หรือเป็นรางวัลที่ได้ทำผิด
ตัวอย่างคำถาม – นายต้นถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญา กลัวศาลลงโทษจำคุกจึงได้ไปปรึกษากับนายส่ง ลูกจ้างชั่วคราวของศาลทำหน้าที่เก็บสำนวน นายส่งได้พูดว่ารู้จักผู้พิพากษาในคดีนายต้นเป็นจำเลย หากนายต้นห้เงินตน ๑ แสนบาทก็จะขอให้ศาลรอการลงโทษ โดยนายส่งมิได้ระบุชื่อผู้พิพากษา นายต้นจึงมอบเงินจำนวนดังกล่าวให้นายส่ง ต่อมาศาลพิพากษาลงโทษจำคุกนายต้น นายต้นจึงได้ทราบว่านายส่งมิได้วิ่งเต้นให้ตนเลย เพราะไม่เคยรู้จักผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน เหตุที่นายส่งแอบอ้างเพราะเข้าใจว่าคดีประเภทนี้ศาลมักรอการลงโทษ นายต้นต่อว่าและขอเงินคืนจากนายส่ง แต่นายส่งไม่ยอมคืนให้ ให้วินิจฉัยว่านายส่งจะมีความผิดฐานใดหรือไม่ และเงินจำนวน ๑ แสนบาทจะริบได้หรือไม่
คำตอบ-การที่นายส่งเรียนรับเงินจำนวน ๑ แสนบาทเพื่อเป็นการตอบแทนโดยอ้างว่าจะนำไปจูงใจผู้พิพากษา
โดยวิธีการอันทุจริตให้กระทำการในหน้าที่โดยรอการลงโทษ แม้มิได้ระบุชื่อผู้พิพากษาและไม่ได้ไปจูงใจผู้
พิพากษา ซึ่งเป็นเจ้าพนักงาน ในการกระทำการตามหน้าที่ให้เป็นคุณแก่นายต้นก็ตาม การกระทำของนายส่งก็ครบองค์ประกอบความผิด ป.อาญา ม.๑๔๓ แล้ว ส่วนเงินจำนวนดังกล่าวเป็นทรัพย์ที่ได้ให้ตาม ม.๑๔๓ ต้องริบเสียทั้งสิ้นตาม ป.อาญา ม.๓๔(๑) แนวคำพิพากษาฎีกา ๗๖๙๕/๒๕๔๓
๑๗.วิธีการในการริบทรัพย์สิน
๑)ทรัพย์ที่ศาลพิพากษาให้ริบตกเป็นของแผ่นดิน เว้นแต่ใช้ไม่ได้ให้ทำลาย
๒)เมื่อสั่งริบตาม ม.๓๓,๓๔ แล้ว เจ้าของที่แท้จริงมายื่นคำร้องให้ไต่สวนได้ใน ๑ ปี นับแต่คดีถึงที่สุด
๓)ศาลสั่งให้ส่งทรัพย์สินที่ริบ ไม่ส่งในกำหนด ศาลมีอำนาจให้ยึด ให้ชำระราคาหรือยึดทรัพย์ของผู้นั้นชดใช้ราคาจนเต็มหรือไม่ดำเนินการศาลมีอำนาจกักขังจนกว่าปฏิบัติ
๑๘.วิธีการเพื่อความปลอดภัย มี ๕ ประการ
๑)กักกัน
๒)ห้ามเข้าเขตกำหนด
๓)เรียกประกันทัณฑ์บน
๔)คุมตัวไว้ในสถานพยาบาล
๕)ห้ามประกอบอาชีพบางอย่าง
๑๙.การกักกัน
๑)มีจุดประสงค์เพื่อควบคุม ดัดนิสัย ไว้ในเขตที่กำหนดเพื่อป้องกันมิให้ทำผิดอีกและเพื่อฝึกอาชีพ
๒)ศาลใช้วิธีการกักกันได้ในกรณีผู้ถูกพิพากษานั้นเคยถูกกักกันมาแล้วแล้วมาทำผิดอีก,เคยถูกศาลพิพากษาจำคุกมาไม่ต่ำกว่า ๖ เดือน ๒ ครั้งในความผิดเกี่ยวกบความสงบสุขของ ประชาชน ก่อให้เกิดอันตรายแก่ประชาชน เงินตรา เพศ ชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ เกี่ยวกับทรัพย์ และใน ๑๐ ปีนับแต่วันพ้นจากการกักกันหรือพ้นโทษมาทำผิดในกรณีข้างต้นอีกและศาลจะลงโทษจำคุกไม่เกิน ๖ เดือน ศาลสั่งให้กักกันได้มีกำหนด ๓-ไม่เกิน ๑๐ ปีได้
๓)อายุไม่เกิน ๑๗ ปี นำวิธีการกักกันมาใช้ไม่ได้
๔)การขอให้กักกันเป็นอำนาจของพนักงานอัยการโดยเฉพาะ
๒๐.การห้ามเข้าเขตกำหนดคือการที่ศาลห้ามผู้กระทำผิดเข้าไปในท้องที่หรือสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง
โดยกำหนดไว้ในคำพิพากษา โดยศาลเห็นเองเพื่อความปลอดภัยของประชาชน ซึ่งใช้ในกรณีศาลพิพากษาลงโทษเท่านั้น ศาลกำหนดได้ไม่เกิน ๕ ปี
๒๑.การทำทัณฑ์บน ให้อัยการเสนอศาลเมื่อเห็นว่าผู้ใดจะก่อเหตุร้ายให้เกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สนของผู้อื่น ซึ่งในการพิจารณาคดีศาลจะไม่ลงโทษผู้ถูกฟ้อง แต่น่าเชื่อว่าผู้นั้นน่าจะไปก่อเหตุเหตุร้าย
ทัณฑ์บนกำหนดเงินไม่เกิน ๕ พันบาท ในกำหนดไม่เกิน ๒ ปี โดยจะมีประกันด้วยหรือไม่ก็ได้ แต่ห้ามใช้กับบุคคลอายุไม่เกิน ๑๗ ปี
๒๒.การคุมตัวไว้ในสถานพยาบาล ศาลสามารถใช้ได้ใน ๒ กรณี
๑)สามารถสั่งคุมตัวไว้ในสถานพยาบาลได้ไม่เกิน ๒ ปี ในกรณีที่ศาลลงโทษจำคุก หรือ
รอการลงโทษหรือรอกำหนดโทษแก่ผู้ที่ทำผิดเกี่ยวเนื่องกับสุราเป็นอาจิณ หรือติดยาเสพติดโดยศาลกำหนดห้ามเสพสุราหรือยาเสพติดภายใน ๒ ปีนับแต่พ้นโทษหรือได้รับการปล่อยตัวเพราะรอกการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษ
๒)กรณีที่สองคือผู้ที่ทำผิดเพราะโรคจิตหรือจิตฟั่นเฟือนซึ่งไม่ต้องรับโทษถ้าศาลเห็นว่าปล่อยไปจะเป็นอันตรายแก่ประชาชน
๒๓.การห้ามประกอบอาชีพ กรณีศาลเห็นว่าทำผิดจากโอกาสในการประกอบอาชีพบางอย่าง ถ้ายังทำงานนั้นอีกอาจทำผิดได้อีก โดยศาลกำหนดห้ามเป็นเวลาไม่เกิน ๕ ปีนับแต่พ้นโทษ
๒๔.การลดโทษ เพิ่มโทษ รอการลงโทษ
๑)การเพิ่มโทษ ห้ามเพิ่มถึงประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิตหรือจำคุก ๕๐ ปี
๒)ถ้ามีทั้งเพิ่มและลด ให้กำหนดโทษที่จะลง แล้วเพิ่มก่อน จากนั้นจึงลดโทษ
๓)การลดโทษประหารชีวิต ลด ๑ ใน๓ ให้เป็นจำคุกตลอดชีวิต ลดกึ่งหนึ่งให้เป็นจำคุกตลอดชีวิตหรือจำคุก ๒๕-๕๐ ปี
๔)การลดโทษจำคุกตลอดชีวิต ให้เปลี่ยนเป็น ๕๐ ปีก่อนแล้วจึงลดโทษ
๕)กรณีจะลงโทษจำคุกไม่เกิน ๓ เดือน ศาลจะลดลงอีกเท่าใดก็ได้ แต่ถ้ามีโทษปรับด้วยจะลดโทษจำคุกให้น้อยลงอีกเท่าใดก็ได้หรือคงเหลือแต่โทษปรับอย่างเดียวก็ได้
๖)การรอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษ กรณีศาลจะลงโทษจำคุกไม่เกิน ๓ ปี ถ้าผู้นั้น
ไม่เคยถูกจำคุกมาก่อนหรือเคยถูกจำคุกมาก่อนในความผิดลหุโทษหรือโดยประมาท หากมีเหตุปราณีโทษ
ศาลจะรอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษเป็นเวลาไม่เกิน ๕ ปี ก็ได้
๒๕ ความรับผิดทางอาญา ตาม ม.๕๙ เป็นมาตราหลัก
หลัก-บุคคลจะรับโทษทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนา (ทำโดยรู้สำนึกและประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลในการกระทำนั้น กรณีผู้กระทำไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดถือว่าผู้นั้นประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นผลไม่ได้)
ข้อยกเว้น- ๑)กม.บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งต้องรับผิดแม้ไม่เจตนา
๒)ประมาท กรณีต้องรับผิดเมื่อประมาท
๓)ลหุโทษไม่เจตนาก็ผิด
ตัวอย่างคำถาม-นายจิตต้องการขโมยร่มนายใจ แต่ไม่มีโอกาสจะไปหยิบร่มนั้นด้วยตนเอง จึงหลอกนายจอน
ว่าร่มนั้นเป็นของตน ขอให้นายจอนช่วยหยิบมาส่งให้โดยจะให้เงินค่าจ้าง นายจอนหลงเชื่อจึงไปหยิบมาให้ แล้วนายจิตก็เอาร่มนั้นไป ให้วินิจฉัยว่านายจิตและนายจอนมีความผิดฐานใด
คำตอบ-นายจอน ไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์ ตาม ป.อาญา ม.๓๓๔ เพราะไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบ
ความผิดว่าร่มนั้นเป็นทรัพย์ของผู้อื่น(นายใจ) ถือว่าไม่มีเจตนาตาม ป.อาญา ม.๕๙ วรรค ๓ ส่วนนายจิต มีความผิดฐานลักทรัพย์ตาม ป.อาญา ม.๓๓๔ โดยนายจอนเป็นเครื่องมือของนายจิตในการกระทำผิด ถือว่านายจิตเป็นผู้กระทำผิดโดยทางอ้อม นายจิตไม่ได้เป็นผู้ใช้นายจอนให้กระทำผิดตาม ป.อาญา ม.๘๔ เพราะจะเป็น ม.๘๔ ได้ผู้ถูกใช้จะต้องรู้ว่าการกระทำที่ตนถูกใช้เป็นความผิด ให้ดูแนวฎีกาที่ ๓๓๓๖-๓๓๓๗/๒๕๔๗
๒๖.การทำโดยพลาด ม.๖๐ – เจตนาทำต่อผู้หนึ่ง แต่ผลไปเกิดกับอีกผู้หนึ่ง ถือว่าผู้นั้นทำต่อผู้ได้รับผลร้ายโดยเจตนา แต่มีข้อยกเว้นไม่ให้นำเรื่องฐานนะหรือความสัมพันธ์ระหว่างผู้ทำกับผู้รับผลร้ายมาลงโทษหนักขึ้น
๒๗.ทำโดยสำคัญผิด ม.๖๑ – เจตนาทำต่อบุคคลหนึ่ง แต่ได้ไปทำต่ออีกบุคคลหนึ่งโดยสำคัญผิดตัว ยกเอาความสำคัญผิดตัวนี้มาแก้ตัวว่าไม่เจตนาไม่ได้
๒๘.สำคัญผิดในข้อเท็จจริง ม.๖๒ – ข้อเท็จจริงใดถ้าไม่มีอยู่จริงทำให้การทำนั้นไม่ผิด ไม่ต้อรับโทษหรือรับโทษน้อยลง แม้ข้อเท็จจริงนั้นไม่มีอยู่จริงถ้าผู้ทำสำคัญผิดว่ามีอยู่จริง ผู้ทำผิดนั้นไม่ต้องรับโทษ หรือรับโทษน้อยลงแล้วแต่กรณี ถ้าการไม่รู้ข้อเท็จจริงเพราะความประมาทก็ให้รับโทษฐานประมาท แต่ถ้ารับโทษหนักขึ้นเพราะข้อเท็จจริงใด บุคคลนั้นจะตองรู้ข้อเท็จจริงนั้น
๒๙.แก้ตัวว่าไม่รู้ กม.เพื่อให้พ้นความรับผิดทางอาญาไม่ได้ แต่นำพยานหลักฐานมานำสืบให้ลงโทษน้อยลงได้
๓๐.ผู้ทำผิดไม่ต้องรับโทษ (ดูคำถามให้ดีว่าถามว่าเป็นความผิดหรือไม่ หรือถามว่าต้องรับโทษหรือไม่ กรณีที่กม.กำหนดไม่ต้องรับโทษก็ยังถือว่าเป็นความผิดอยู่แต่ได้รับการยกเว้นโทษทางอาญาเท่านั้น ไม่พ้นในความรับผิดทางแพ่ง) ในกรณีดังต่อไปนี้
๑)ทำผิดในขณะไม่สามารถรู้รับผิดชอบ ไม่สามารถบังคับตนเองได้ เพราะจิตบกพร่องโรคจิตหรือจิตฟั่นเฟือน
๒)เด็กอายุไม่เกิน ๗ ปี ทำผิด
๓)ทำตามคำสั่งเจ้าพนักงาน แม้คำสั่งไม่ชอบแต่ผู้ทำมีหน้าที่หรือเชื่อโดยสุจริตว่ามีหน้าที่ต้องทำโดยชอบ
๔)ทำผิดด้วยความจำเป็นเพราะอยู่ในที่บังคับหรือภายใต้อำนาจอันไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
หรือเพื่อให้ตนพ้นอันตรายซึ่งใกล้จะถึงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ด้วยวิธีอื่นที่ตนไม่ได้ก่อขึ้น โดยทำพอสมควรแก่เหตุ
๕)ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ตาม ม.๓๓๔-๓๓๖,๓๔๑-๓๖๔ กระทำระหว่างสามีภรรยาที่ชอบด้วยกฎหมาย
๖)พยายามกระทำผิดลหุโทษ
๗)สนับสนุนการทำผิดลหุโทษ
๓๑.ผู้ทำไม่ไม่มีความผิด-กระทำการใดเพื่อป้องกันสิทธิของตนหรือผู้อื่นให้พ้นจากภยันตรายที่เกิดจากกาประทุษร้ายอันเป็นการละเมิดกฎหมายและเป็นภยันตรายใกล้จะถึง โดยได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ การกระทำนั้นถือว่าเป็นการป้องกันโดยชอบด้วย กม.
๓๒.ไม่ลงโทษหรือลงโทษน้อยเท่าไหร่ก็ได้
๑)ความมึนเมาเพราะเสพสุราหรือสิ่งเมาอย่างอื่น ยกเป็นข้อแก้ตัวไม่ได้ เว้นแต่เสพโดยไม่รู้ว่าทำให้มึนเมาหรือถูกขืนใจให้เสพขณะไม่รู้รับผิดชอบ
๒)ป้องกันเกินกว่าเหตุ หรือเกินกว่ากรณีความจำเป็น หรือเกินกว่ากรณีแห่งจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน
๓)ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ กระทำระหว่างบุพการีและผู้สืบสันดาน หรือระหว่างพี่น้องร่วมบิดามารดา(กรณียอมความไม่ได้ ให้ยอมความกันได้ได้)
๔)กระทำโดยเหตุบันดาลโทสะ โดยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมและได้กระทำต่อผู้ข่มเหงในขณะนั้น
๕)เหตุบรรเทาโทษตาม ม.๘๗ ทำโดยโฉดเขลาเบาปัญญา,มีคุณความดีมาก่อน,ทำแล้วพยายามบรรเทาผลร้าย,ลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงาน,ให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี ซึ่งกรณีนี้ลดโทษไม่เกินกึ่งหนึ่งได้
ตัวอย่างคำถาม-นายอ้วนกับนายผอมมีเหตุเคยทะเลาะกันมาก่อน วันเกิดเหตุนายอ้วนไปท้าทายนายผอม โดยพูดว่า มึงออกมาต่อยกับกูตัวต่อตัว ถ้าแน่จริง นายผอมเดินออกมาจากบ้านไปพบนายอ้วนตามคำท้าโดยพกปืนสั้นติดตัวไปด้วย เมื่อประจันหน้ากันนายอ้วนชักมีดออกมาจ้วงแทงนายผอม จึงได้ถูกนายนายผอมใช้ปืนยิงในระยะ ๒ เมตร ถูกนายอ้วนที่หน้าอกจำนวน ๓ นัด นายอ้วนได้รับอันตรายสาหัส ให้วินิจฉัยว่า นายผอมมีความผิดฐานใดหรือไม่ และนายผอมจะอ้างเหตุป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือทำโดยบันดาลโทสะได้หรือไม่
คำตอบ-นายผอมใช้อาวุธปืนยิงนายอ้วนในระยะ ๒ เมตร จำนวน ๓ นัด ถือว่าเจตนาฆ่า แต่ไม่ถึงตาย จึงมีความผิดฐานพยายามฆ่านายอ้วนตาม ป.อาญา ม.๒๘๘,๘๐ การที่นายอ้วนพูดท้าทายและนายผอมออกไปพบนายอ้วนนั้นแสดงว่านายผอมสมัครใจเข้าวิวาทและต่อสู้กับนายอ้วน อันเป็นการเข้าไปสู่ภัยโดยไม่มีกฎหมายให้อำนาจแม้นายอ้วนชักมีดเพื่อจ้วงแทงก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในการทะเลาะวิวาท นายผอมไม่มีสิทธิ์ใช้อาวุธปืนยิงนายอ้วน โดยอ้างเหตุเป็นการป้องกันตัวโดยชอบตาม ป.อาญา ม.๖๘ การที่นายอ้วนพูดท้าทายให้ออกไปชกกันตัวต่อตัวยังมิใช่การข่มเหงด้วยเหตุร้ายแรงอันไม่เป็นธรรม และแม้นายนายอ้วนใช้มีดจ้วงแทงก็เนื่องในการสมัครใจเข้าวิวาท จึงไม่อาจอ้างมาเป็นเหตุกระทำโดยบันดาลโทสะตาม ป.อาญา ม.๗๒ ได้ เทียบเคียงกับฎีกา ๓๐๘๙/๒๕๔๑ และ๔๖๘๖/๒๕๔๕
๓๓.วิธีการลงโทษอาญาแก่ผู้เยาว์
๑)เกินกว่า ๗ ปี –ไม่เกิน ๑๔ ปี ดู ม.๗๔
๒)เกินกว่า ๑๔ ปี-ไม่เกิน ๑๗ ปี ดูม.๗๕
๓)เกิน ๑๗ปี-ไม่เกิน ๒๐ ปี ดู ม.๗๖
๓๔.พยายามกระทำผิด มี ๓ ประเภท
๑)ลงมือกระทำแต่กระทำไปไม่ตลอด หรือทำไปตลอดแล้วแต่ไม่บรรลุผล รับโทษ ๒ใน๓
๒)ทำโดยมุ่งต่อผลที่ไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ เพราะเหตุปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทำ
หรือเหตุแห่งวัตถุที่มุ่งกระทำต่อ ถือว่าพยายามกระทำผิดที่ไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ ลงโทษไม่เกินกึ่งหนึ่ง (แต่กรณีทำโดยงมงายศาลไม่ลงโทษก็ได้)
ตัวอย่างคำถาม-นายหนึ่งต้องการฆ่านายสองจึงไปดักซุ่มยิงนายสอง เมื่อนายสองมาถึงจุดดักซุ่มในระยะประมาณ ๒๐ เมตร นายหนึ่งใช้ปืนยิงนายสองหลายนัด กระสุนนัดแรกถูกบริเวณคอด้านหน้าขวาและบริเวณชายโครงขวาด้านหน้า ทั้งสองแห่งมีบาดแผลขนาด ๐.๕ ซม.ไม่มีความลึก ซึ่งเป็นบาดแผลที่รักษาหายได้ใน ๗ วัน ทั้งนี้เพราะกระสุนปืนไม่รุนแรงพอที่จะทำให้นายสองตายได้ เพราะอาวุธปืนกำลังอ่อน ปรากฏว่ากระสุนปืนอีกนัดหนึ่งเลยไปถูกนายสามที่ใบหน้าเป็นเหตุให้ดวงตาข้างซ้ายนายสามปิดบวมช้ำ ต่อมาดวงตาข้างนั้นบอดให้วินิจฉัยว่านายหนึ่งมีความผิดตาม ป.อาญาฐานใด
คำตอบ-การที่นายหนึ่งไปดักซุ่มยิงถือว่าเจตาโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อกระสุนปืนไม่มีความรุนแรงพอที่จะทำให้นายสองตายได้ เพราะเหตุอาวุธปืนซึ่งเป็นปัจจัยที่ใช้กระทำ นายหนึ่งจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่านายสองโดยไตร่ตรองไว้ก่อนซึ่งเป็นไปไม่ได้โดยแน่แท้ตาม ป.อาญา ม.๒๘๙(๔),ประกอบ ๘๑ วรรค๑ (แนวคำพิพากษาฎีกาที่ ๓๕๐๒/๒๕๔๘) การที่กระสุนปืนพลาดไปถูกนายสามที่ใบหน้าเป็นการกระทำโดยพลาด ตาม ม.๖๐
เมื่อนายหนึ่งมีเจตนาฆ่านายสองโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ก็ต้องถือว่านายหนึ่งมีเจตนาฆ่านายสามโดยไตร่ตรองไว้ก่อนโดยพลาด นายหนึ่งจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่านายสามโดยไตร่ตรองไว้ก่อนซึ่งเป็นไปไม่ได้โดยแน่แท้โดยพลาดตาม ม.๒๘๙(๔),๖๐,๘๑ (แนวคำพิพากษาฎีกาที่ ๓๗๐/๒๕๒๗)
๓)พยายามทำผิดแล้วยับยั้งเสียเองไม่กระทำให้ตลอด หรือกลับใจแก้ไขเสียเองเพื่อไม่ให้บรรลุผล ไม่ต้องรับโทษสำหรับความผิดนั้น
ตัวอย่างคำถามที่ ๑ -นายชมว่าจ้างนายชิดให้ไปฆ่านายใส นายชิตตกลงทำตาม แต่ก่อนที่จะไปฆ่านายชิตเกิดป่วยกะทันหัน นายชิตไปว่าจ้างนายชื่นให้ไปฆ่านายใสแทน เมื่อนายชื่นจ้องเล็งปืนจะยิงนายใสนั้น นายชมเกิดเปลี่ยนใจสำนักผิดวิ่งเข้ามายังที่เกิดเหตุและปัดปืนได้ทัน ทำให้ปืนตกลงไปในโดยกระสุนไม่ทันลั่น ให้วินิจฉัยว่า นายชื่น นายชิต และนายชม ทั้งสามมีความผิดฐานใดหรือไม่
คำตอบ ๑- นายชื่น รับจ้างนายชิตมาฆ่านายใส ถือว่ามีเจตนาฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อนายชื่นจ้องเล็งจะยิงนายใสถือได้ว่าลงมือกระทำผิดแล้ว อันเป็นการพยายามกระทำผิด จึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตาม ป.อาญา ม.๒๘๙(๔),๘๐
นายชิต ได้ว่าจ้างนายชื่นให้ไปฆ่านายใสแทนตนจึงเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำผิดตาม ม.๘๔
เมื่อนายชื่นเล็งและจ้องปืนจะยิงนายใสอันเป็นกรณีได้ลงมือกระทำแล้ว นายชิตต้องรับโทษเสมือตัวการตาม
ป.อาญา ม.๘๔ วรรคสอง นายชิตจึงมีความผิดฐานเป็นผู้ใช้ ให้พยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตาม ป.อาญา ม.๒๘๙(๔),๘๐,๘๔
ส่วนนายชม ว่าจ้างนายชิตให้ไปฆ่านายใส จึงเป็นผู้ใช้ตาม ม.๘๔ เช่นกันแม้นายชิตมิได้ลงมือฆ่าด้วยตนเองแต่ไปใช้นายชื่นอีกทอดหนึ่งก็ถือได้ว่าเป็นผลมาจากการว่าจ้างของนายชม นายชมจึงมีความผิดตาม ป.อาญา ม.๒๘๙(๔),ประกอบ ๘๐ โดยเป็นผู้ใช้ตาม ม.๘๔ แต่อย่างไรก็ตามนายชมได้เข้ามาปัดปืนทำให้ปืนตกน้ำถือว่าการกรทำของนายชื่นกระทำไปไม่ตลอดเพราะการขัดขวางของนายชมซึ่งเป็นผู้ใช้ ตาม ม.๘๘ นายชมจึงรับโทษเพียง ๑ ใน ๓ ของโทษตาม ป.อาญา ม.๒๘๙(๔),เสมือนหนึ่งความผิดที่ยังมิได้กระทำลงตาม ม.๘๔ วรรค ๒
ตัวอย่างคำถามที่ ๒ - นางสายจ้างนายบ่าย ให้ไปฆ่านายเช้าสามีของตนเพราะไปอยู่กินกับหญิงอื่น นางเย็นน้องสาวนางสายให้นายบ่ายยืมปืนไปใช้ยิง นายบ่ายไปดักยิงนายเช้าแล้ว เมื่อนายเช้าเดินผ่านมานายบ่ายชักอาวุธปืนออกจากเอวเพื่อจะยิง แต่เมื่อนายบ่ายเห็นว่านายเช้าแก่มากแล้วจึงเกิดความสงสารและเปลี่ยนใจไม่ยิง ให้วินิจฉัยว่านางสาย และนางเย็น และนายบ่ายมีความผิดตาม ป.อาญาฐานใดหรือไม่
คำตอบ ๒ - นายบ่าย พาอาวุธปืนไปดักยิงตามที่รับจ้างมาแล้วเมื่อถึงจุดเกิดเหตุเพียงชักปืนออกจากเอว แต่ยังไม่ได้เล็งไปเพื่อจะยิง การกระทำของนายบ่ายจึงเพียงตระเตรีมการเพื่อทำผิด ยังไม่ถึงกับลงมือกระทำ จึงยังไม่มีความผิดฐานพยายามฆ่า การเปลี่ยนใจของนายบ่ายยังไม่เป็นเรื่องการยับยั้งเสียเองตาม ม.๘๒ เพราะการยับยั้งเสียเองเป็นขั้นตอนของการลงมือกระทำแล้วแต่กระทำไปไม่ตลอด
นางสาย ได้จ้างนายบ่ายจึงเป็นการก่อให้นายบ่ายกระทำผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนโดยการจ้าง จึงมีความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตาม ป.อาญา ม.๒๘๙(๔),และ๘๔
วรรค ๑ แต่การกระทำของนายบ่ายยังเป็นขั้นตระเตรียมการ จึงถือว่าผู้ถูกใช้ยังไม่ได้ลงมือกระทำจึงรับโทษเพียง ๑ ใน ๓ ตาม ป.อาญา ม.๘๔ วรรค ๒
นางเย็น แม้จะให้นายบ่ายยืมอาวุธปืนไปใช้ยิงนายเช้า อันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกให้ผู้อื่นกระทำผิดก่อนการกระทำก็ตาม ก็ไม่เป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำตาม ป.อาญา ม.๘๖ สำหรับความผิดตาม ม.๒๘๙(๔) เพราะการที่จะเป็นความผิดฐานสนับสนุนได้ต้องเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกให้ผู้อื่นกระทำผิด เมื่อนายบ่ายยังไม่ลงมือกระทำผิด การกระทำของนางเย็นจึงไม่เป็นผู้สนับสนุน
๓๕.ตัวการและผู้สนับสนุน
๑)ร่วมทำผิดตั้งแต่ ๒ คน ทุกคนเป็นตัวการ
๒)ก่อให้ผู้อื่นกระทำผิดโดยใช้ บังคับ ขู่เข็ญ จ้าง วาน ยุยง หรือส่งเสริม ผู้นั้นเป็นผู้ใช้ให้ทำผิด ถ้าผู้ถูกใช้ไปทำผิดผู้ใช้รับโทษเสมือตัวการ ถ้ายังไม่กระทำผิดรับโทษเพียง ๑ ใน ๓
๓)โฆษณาหรือประกาศแก่คนทั่วไปให้ทำผิดในโทษจำคุกที่ไม่ต่ำกว่า ๖ เดือน ระวางโทษกึ่งหนึ่ง ถ้ามีการทำผิดตามที่โฆษณา รับโทษเสมือนตัวการ
๔)ช่วยเหลือ ให้ความสะดวกให้ผู้อื่นทำผิดก่อนหรือขณะทำผิด(แม้ผ้ำจะไม่รู้ถึงการช่วยเหลือก็ตาม)ผู้นั้นมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน รับโทษ ๒ ใน ๓
๕)ตามข้อ ๒),๓),๔) ถ้าผู้ทำผิดทำเกินขอบเขต ผู้นั้นรับโทษเฉพาะในขอบเขต เว้นแต่อาจเล็งเห็นได้ แต่กรณีได้ลงมือกระทำผิดแล้วผู้ทำผิดตาม ๒),๓),๔) ได้เข้าขัดขวางไม่ให้ทำไปตลอดหรือไม่ให้บรรลุผล รับโทษ ๑ ใน ๓ หรือกึ่งหนึ่ง หรือไม่ต้องรับโทษตามลำดับ
ตัวอย่างคำถาม-นายชมต้องการฆ่านายชัย จึงส่งจดหมายไปถึงนายชิตมือปืนรับจ้างให้นายนายชัย ต่อมา
นายชมก็เปลี่ยนใจไม่ต้องการฆ่านายชัย โดยเพียงเพื่อต้องการทำร้ายร่างกายเท่านั้น จึงส่งจดหมายอีกฉบับหนึ่งไปหานายชิตมีใจความว่า ขอยกเลิกเนื้อความในจดหมายฉบับก่อนทั้งหมด และให้นายชิตไปคอยดักทำร้ายนายชัย ปรากฏว่าจดหมายฉบับแรกหายกลางทางไปไม่ถึงมือนายชิต แต่นายชิตได้รับจดหมายฉบับที่ ๒ โดยไม่รู้ถึงเนื้อความในจดหมายฉบับแรกแต่อย่างใด และได้ไปดักทำร้ายนายชัยตามที่นายชมว่าจ้าง เมื่อนายชัยเดินทางมาถึง นายชิตซึ่งแอบอยู่ก็ตรงเข้าใช้ไม้ตีทำร้ายนายชัยจนเป็นเหตุให้นายชัยล้มลงศรีษะฟาดพื้นถึงแก่ความตายให้วินิจฉัยว่านายชิต และนายชมมีความผิดฐานใดหรือไม่
คำตอบ- นายชม ไม่ต้องรับผิดฐานผู้ใช้ตาม ป.อาญา ม.๘๔ ในความผิดฐานฆ่านายชัย เมื่อเมื่อจดหมายฉบับแรกไม่ถึงมือนายชิต นายชิตจึงไม่รู้ข้อความใดๆจึงถือว่ายังไม่ได้มีการใช้ให้ไปฆ่าผู้อื่น จึงไม่ต้องรับโทษ ๑ ใน ๓ ตาม ป.อาญา ม.๑๘๙(๔),๘๔ แต่อย่างใด
นายชิต ไปดักทำร้ายนายชัยจึงมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อนายชัย ถึงแก่ความตายอันเป็นผลโดยตรงจากการทำร้าย จึงมีความผิดตาม ป.อาญา ม.๒๙๐ วรรค ๒
นายชมมีความผิดเช่นเดียวกับนายชิตตาม ม.๒๙๐,๘๔ แม้นายชัยถึงแกความตายจากการทำร้ายก็เป็นการตายในขอบเขตของการใช้อันเป็นผลโดยตรงจากการใช้ตาม ม.๘๗
๓๖.กรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามบทหนัก
๓๗.กระทำหลายกรรม ให้ลงโทษเรียงกระทงความผิด แต่ไม่ว่าจะเพิ่มหรือลดโทษแล้วลงได้ไม่เกิน
เพดานโทษดังนี้
๑)ลงโทษจำคุก ๑๐ ปี สำหรับกระทงที่หนักสุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน ๓ ปี
๒)ลงโทษจำคุก ๒๐ ปี สำหรับกระทงที่หนักสุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกิน ๓ ปีแต่ไม่เกิน ๑๐ ปี
๓)ลงโทษจำคุก ๕๐ ปี สำหรับกระทงที่หนักสุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูง ๑๐ ปี ขึ้นไป
๓๘.กระทำผิดซ้ำอีกให้เพิ่มโทษฐานไม่เข็ดหลาบ
๑)ผู้ต้องคำพิพากษาให้จำคุก ถ้าได้ทำผิดใดๆอีกในระหว่างรับโทษหรือใน ๕ ปีนับแต่พ้นโทษ และครั้งหลังศาลจำคุก ให้เพิ่มโทษขึ้น ๑ ใน ๓ ของโทษที่จะลงครั้งหลังนี้
๒)ทำผิดซ้ำ(ในความผิด ๑๓ ประเภท)ใน ๓ ปีนับแต่พ้นโทษหรือระหว่างรับโทษอยู่ ครั้งหลังศาลลงโทษจำคุกไม่น้อยกว่า ๖ เดือน ให้เพิ่มโทษกึงหนึ่งของความผิดครั้งหลัง
๓)ตามข้อ ๑),๒)ไม่นำมาใช้สำหรับความผิดโดยประมาทของบุคคลอายุไม่เกิน ๑๗ ปี
๓๙.อายุความ ม.๙๕ เมื่อไม่ได้ตัวมาลงโทษหรือไม่ได้ตัวมาฟ้องในอายุความดังนี้ คดีขาดอายุความไม่สามารถนำตัวมาฟ้องลงโทษได้
๑)อายุความ ๒๐ ปี สำหรับโทษประหารฯ,จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุก ๒๐ ปีขึ้นไป
๒)อายุความ ๑๕ ปี สำหรับคดีที่มีอัตราโทษจำคุกกว่า ๗ ปี ไม่ถึง ๒๐ปี
๓)อายุความ ๑๐ ปี สำหรับคดีที่มีอัตราโทษจำคุกกว่า ๑ ปี ไม่ถึง ๗ปี
๔)อายุความ ๕ ปี สำหรับคดีที่มีอัตราโทษจำคุกกว่า ๑ เดือน ถึง ๑ปี
๕)อายุความ ๑ ปี สำหรับคดีที่มีอัตราโทษจำคุก ๑ เดือน ลงมา
หมายเหตุ -กรณีได้ตัวมาฟ้องแล้วหลบหนีไป หรือวิกลจริต จนศาลงดการพิจารณาถ้าไม่ได้ตัวมาลงโทษในอายุความ (นับแต่วันเวลาทำผิด) ก็ขาดอายุความเช่นกัน
-คดีความผิดต่อส่วนตัวที่ยอมความกันได้ ป.อาญา ม.๙๖ กำหนดอายุความร้องทุกข์ ใน ๓ เดือนนับแต่รู้การและทำผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิด แต่ทั้งนี้ต้องอยู่ภายใต้อายุความใน ม.๙๕ ด้วย หมายความว่าแม้ร้องทุกข์ใน ๓ เดือนแต่นำตัวมาฟ้องเกินอายุความตาม ม.๙๕ ไม่ได้
๔๐.ล่วงเลยเวลาลงโทษ กรณีมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษแล้วแต่ยังไม่ได้ตัวมารับทาไม่ว่ากรณีใดๆเช่นหนีประกันระหว่างอุทธรณ์หรือฎีกา จนคดีถึงที่สุด
๑)ใน ๒๐ ปี สำหรับคำพิพากษาให้ประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุก ๒๐ ปีขึ้นไป
๒)ใน ๑๕ ปี สำหรับคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกกว่า ๗ ปี แต่ไม่ถึง ๒๐ ปี
๓)ใน ๑๐ ปี สำหรับคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกกว่า ๑ ปี แต่ไม่ถึง ๗ ปี
๔)ใน ๑ ปี สำหรับคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกกว่า ๑ ปี ลงมาหรโทษอย่างอื่น
๔๑.การยึดทรัพย์ใช้แทนค่าปรับ,กักขังแทนค่าปรับ มิได้ทำใน ๕ ปี นับแต่คำพิพากษาถึงที่สุด ทำไม่ได้อีก
๔๒.ล่วงเลยเวลากักกันใน ๓ ปี นับแต่ผู้นั้นยังไม่ได้รับการกักกันหรือหลบหนีการกักกัน
๔๓.การบังคับตามคำสั่งศาล ม.๔๖ หรือใช้เงินทัณฑ์บนถ้ามิได้บังคับใน ๒ ปี นับแต่ศาลมีคำสั่งหรือนับแต่ผิดทัณฑ์บนแล้วแต่กรณี จะบังคับอีกไม่ได้
๔๔.ลหุโทษจำคุกไม่เกิน ๑ เดือน หรือปรับไม่เกิน ๑,๐๐๐บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ไม่เจตนาก็ผิด,พยายามทำผิดลหุโทษไม่ต้องรับโทษ และสนับสนุนก็ไม่ต้องรับโทษ
***************************
ภาค ๒ ความผิด
ลักษณะ ๑ ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง
๔๕.หมวด ๑ ความผิดต่อพระมหากษัตริย์ ราชินี รัชทายาทฯ ฐานความผิดที่สำคัญ
๑)ปลงพระชนม์หรือพยายามปลงประชนม์หรือสนับสนุนให้ปลงพระชนม์ พระมหากษัตริย์ ราชินี รัชทายาท หรือฆ่าผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ โทษประหารชีวิต(สถานเดียว) ส่วนการตระเตรียมการ หรือรู้ว่าจะมีผู้ปลงประชนม์แล้วปกปิดก็มีความผิดด้วยระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตสำหรับพระมหากษัตริย์ หรือจำคุก ๑๒-๒๐ ปี สำหรับราชินี รัชทายาทหรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
๒)นอกจากนั้นก็เป็นฐานประทุษร้ายต่อร่างกายหรือเสรีภาพของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทหรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ การพยายาม การสนับสนุนมีโทษเดียวกับสำเร็จ และการตระเตรียมการหรือการปกปิดก็มีความผิดลดหลั่นกันไป
๓)หมิ่นประมาท ดูหมื่น หรือการอาฆาตมาดร้ายฯมีโทษจำคุก ๓-๑๕ ปี
๔๖.หมวด ๒ ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ฐานความผิดที่สำคัญเกี่ยวกับการกบฏได้แก่
๑)เป็นกบฏ มีโทษประหาชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต องค์ประกอบความผิด
-ผู้ใด
-ใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย
-โดยเจตนา
-เจตนาพิเศษ เพื่อล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ หรือล้มล้างอำนาจบริหาร นิติบัญญัติหรืออำนาจตุลาการ หรือแบ่งแยกราชอาณาจักร
(กรณีสมกำลังพล อาวุธ ตระเตรียมการอื่นใดหรือสมคบกันเพื่อเป็นกบฏ ทำความผิดใดๆอันเป็นแผนการ ยุยงราษฎรให้เป็นกบฏ รู้ว่ามีกบฏได้ช่วยเหลือปกปิด ก็มีความผิดรับโทษเพียงจำคุก ๓-๑๕ ปี)
๒)กระทำให้ปรากฏด้วยวาจา หนังสือ อื่นๆที่มิใช่ตามความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่การติชมหรือแสดงความคิดเห็นด้วยความสุจริต เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง กม.แผ่นดิน หรือรัฐบาลโดยใช้กำลังข่มขืนใจหรือกำลังประทุษร้าย หรือเพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดจะเกิดความไม่สงบในประเทศ หรือเพื่อให้ประชาชนละเมิดกม.แผ่นดิน
๓)ยุยงให้ประชาชนหยุดงาน หยุดจ้าง หยุดติดต่อธุรกิจเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงใน กม.แผ่นดิน เพื่อบีบบังคับรัฐบาลหรือข่มขู่ประชาชน
๔๗.หมวด ๓ ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักร-เช่นทำให้ราชอาณาจักรแม้เพียงส่วนหนึ่งส่วนใดตกอยู่ในอำนาจอธิปไตยของต่างชาติ,ทำให้เอกราชของรัฐเสื่อเสียไป,เป็นคนไทยทำการรบต่อประเทศหรือเข้าร่วมกับข้าศึกของประเทศ,ทำการเพื่ออุปการะการรบหรือตระเตรียมการรบของข้าศึก,ทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อความ อกสารอันปกปิดไว้เพื่อความปลอดภัยของประเทศ หรือทำให้ผู้อื่นล่วงรู้ความลับ ความปลอดภัยของประเทศ หรือกระทำการใดๆเพื่อให้เกิดเหตุร้ายแก่ประเทศจากภายนอกประเทศ
๔๘.หมวด ๔ ความผิดต่อความสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ
๑)ทำร้าย ประทุษร้ายต่อเสรีภาพของราชาธิบดี ราชินี ราชสามี รัชทายาท หรือประมุขรัฐต่างประเทศที่มีสัมพันธไมตรีกับไทย หรือผู้แทนรัฐ จำคุก ๑-๑๕ ปี
๒)ฆ่าหรือพยายามฆ่าตามข้อ ๑)โทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต
๓)กระทำต่อธงหรือเครื่องหมายรัฐต่างประเทศที่มีสัมพันธไมตรี เพื่อเหยียดหยามรัฐนั้น
ลักษณะ ๑/๑ ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย
๔๙.ฐานความผิดตามมาตราต่างๆ
๑)ม.๑๓๕/๑ กระทำผิดอาญา ๓ ประเภทโดยมุ่งหมายเพื่อขู่เข็ญ หรือบังคับรัฐบาลไทย รัฐต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศให้กระทำหรือไม่กระทำ อันก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงหรือความปั่นป่วน หวาดกลัวในหมู่ประชาชน (ความผิด ๓ ประเภทคือใช้กำลังประทุษร้ายหรือทำอันตรายต่อร่างกายหรือเสรีภาพของบุคคลใดๆ,ทำให้เสียหายร้ายแรงแก่ระบบขนส่งสาธารณะ โทรคมนาคมหรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ,ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ สิ่งแวดล้อม หรือก่อนความเสียหายทางเศรษฐกิจ)โทษจำคุก ๓-๒๐ ปี
๒)๑๓๕/๒ ผู้ใดขู่เข็ญ จะกระทำการก่อการร้ายโดยมีพฤติการณ์ควรเชื่อว่าจะกระทำการตามคำขู่จริง หรือสะสมกำลังพล อาวุธ จัดหาหรือรวบรวมทรัพย์สินให้หรือรับการฝึกการก่อการร้าย ตระเตรียมการหรือสมคบเพื่อก่อการร้าย หรือกระทำผิดใดๆอันเป็นส่วนหนึ่งของแผนการก่อการร้าย หรือยุยงให้ประชาชนเข้ามีส่วนร่วม โทษจำคุก ๒-๑๐ ปี
๓)ม.๑๓๕/๓ สนับสนุนการกระทำผิดตาม ม.๑๓๕/๑,๑๓๕/๒ รับโทษเช่นเดียวกัน
๔)ม.๑๓๕/๔ เป็นสมาชิกคณะบุคคลซึ่งมีมติของหรือประกาศคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติว่าเป็นคณะบุคคลที่มีการก่อการร้ายซึ่งไทยรับมตินั้นแล้ว
ลักษณะ ๒ ความผิดเกี่ยวกับการปกครอง
๕๐.หมวด ๑ ความผิดต่อเจ้าพนักงาน (เฉพาะฐานความผิดที่สำคัญๆ)
๑.-ดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่หรือเพราะเหตุกระทำการตามหน้าที่
-แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน อาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย
-ต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานหรือผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานตามกฎหมายในการปฏิบัติการตามหน้าที่
-ข่มขืนใจเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติมิชอบด้วยหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
-ถ้ากระทำความผิดดังกล่าวข้างต้นโดยมีหรือใช้อาวุธ หรือร่วมกันตั้งแต่ ๓ คน โทษสูงขึ้น
๒.-เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์เป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจหรือได้จูงใจเจ้าพนักงานฯ กระทำการ ไม่กระทำการโดยวิธีการทุจริตหรือผิดกฎหมาย หรือโดยอิทธิพลของตน
-ให้ ขอให้ หรือรับว่าจะให้ทรัพย์หรือประโยชน์แก่เจ้าพนักงานฯเพื่อเพื่อจูงใจให้กระทำการไม่กระทำการหรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่
๓.-แสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน โดยมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำการนั้น
-ไม่มีสิทธิสวมเครื่องแบบหรือประดับเครื่องหมายเจ้าพนักงานฯหรือไม่มีสิทธิใช้ยศตำแหน่งกระทำให้คนอื่นเชื่อว่ามีสิทธิ(ถ้าเป็นเครื่องแบบตำรวจมีฐานความผิดนี้มีใน พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติฯและโทษสูงกว่า ป.อาญา)
๕๑.หมวด ๒ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ
๑.กลุ่มรับสินบน
-ม.๑๔๘ เป็นเจ้าพนักงานใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบข่มขืนใจ หรือจูงใจให้บุคคลใดมอบให้ หามาให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์
-ม.๑๔๙ เป็นเจ้าพนักงาน,สส.ฯลฯเรียกรับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ เพื่อทำการไม่ทำการในตำแหน่งไม่ว่าจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่
-ม.๑๕๐ เป็นเจ้าพนักงานฯ กระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งโดยเห็นแก่
ทรัพย์สินหรือประโยชน์ซึ่งตนได้เรียก รับ หรือยอมจะรับไว้ก่อนที่ตนได้รับตำแหน่งนั้น
ตัวอย่างคำถาม-นายเด่น นายกรัฐมนตรี มีหน้าที่ควบคุมและรับผิดชอบการบริหารราชการทั้งปวงภายในเขต
เทศบาล ได้ประกาศเรียกประกวดราคาจ้างถมดินอ้างเก็บน้ำ ปรากฏว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดชำนาญการถม ชนะการประกวดราคาในราคาต่ำสุดและเป็นราคาต่ำกว่าราคากลางที่ทางราชการกำหนดไว้ นายเด่นจึงลงนามในสัญญาจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดชำนาญการถม เป็นผู้รับจ้างและได้ออกคำสั่งแต่งตั้งนายดวงซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายพัสดุ มีหน้าที่ดูแลรักษาและสั่งอนุญาตใช้รถยนต์ของเทศบาล เป็นกรรมการตรวจรับงานจ้างถมดินอ่างเก็บน้ำ นายดวงได้โอกาสจึงเข้าเป็นผู้รับเหมาช่วงจากห้างหุ้นส่วนจำกัดชำนาญการถม โดยนำรถยนต์ของทางราชการบรรทุกขนดินให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดชำนาญการถมจนเสร็จตามสัญญา ข้อเท็จจริงปรากฏว่านายเด่นและนายดวงเป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิดของห้างหุ้นส่วนชำนาญการถม ให้วินิจฉัยว่า นายเด่นและนายดวงมีความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการฐานใดหรือไม่
คำตอบ- นายเด่นเป็นนายกเทศมนตรีและเป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิด เข้าทำสัญญาจ้างถมดินกับ หจก.ชำนาญการถมในราคาต่ำกว่าราคาที่ทางราชการกำหนดไว้ นายเด่นจึงไม่ได้เข้ามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองและผู้อื่น จึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อาญา ม.๑๕๒
นายดวงเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ดูแลรักษาและอนุญาตใช้รถยนต์ของทางราชการ และเป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิดของ หจก.ชำนาญการถม ได้ใช้รถยนต์บรรทุกของทางราชการไปใช้ในกิจการส่วนตัว จึงเป็นการใช้อำนาจใจตำแหน่งหน้าที่โดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่เทศบาล เป้นความผิดตาม ป.อาญา ม.๑๕๑
นายดวงเป็นเจ้าพนักงานได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการตรวจรับงานจ้างถมดิน จึงมีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการถมดินตามสัญญา เข้าเป็นผู้รับเหมาช่วงเป็นการเข้าไปมีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นเนื่องด้วยกิจการนั้น เป็นความผิดตาม ป.อาญา ม.๑๕๒
๒)ม.๑๕๗ เจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติโดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต
๓)เจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำ กรอกข้อความ หรือดูแลรักษาเอกสาร กระทำการปลอมเอกสารโดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่
ลักษณะ ๓ ความผิดเกี่ยวกับการยุติธรรม
๕๒.หมวด ๑ ความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม
๑)ให้ ขอให้ หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์แก่เจ้าพนักงาน ตุลาการ อัยการหรือ พงส.
เพื่อจูงใจให้กระทำการไม่กระทำการ หรือประวิงโดยไม่ชอบด้วยหน้าที่
๒)-รู้ว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นแจ้งแก่ พงส. หรือพนักงานสืบสวนว่ามีการทำผิดอาญา
-แจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่อัยการ พงส.หรือพนักงานสืบสวนซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย
-ถ้าทำเพื่อแกล้งให้บุคคลใดถูกบังคับวิธีการเพื่อความปลอดภัยหรือเพื่อแกล้งให้ได้รับโทษ
ทางอาญาหรือได้รับโทษหนักขึ้น
-เอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำผิดอาญาหรือทำผิดอาญาแรงกว่าความเป็นจริง
๓)-ผู้ใดหลบหนีระหว่างถูกคุมขังตามอำนาจอัยการ พงส.หรือผู้มีอำนาจสืบสวน
-ให้ที่พำนัก ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใดๆแก่ผู้หลบหนีจากการคุมขังตามอำนาจศาล พงส.หรือพนักงานสอบสวน เพื่อมิให้ถูกจับกุม
๕๓.หมวด ๒ ความผิดต่อตำแหน่งในการยุติธรรม
๑)เจ้าพนักงานตำแหน่งอัยการ พงส. ผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาหรือจัดการหมายอาญา กระทำหรือไม่กระทำในตำแหน่งอันมิชอบเพื่อช่วยบุคคลไม่ต้องรับโทษ ได้รับโทษน้อยลง เพื่อแกล้งให้บุคคลได้รับโทษหรือรับโทษหนักขึ้น หรือถูกบังคับวิธีการเพื่อความปลอดภัย
๒)เจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการ อัยการ หรือ พงส. เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์เพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการในตำแหน่งไม่ว่าชอบหรือมิชอบ
๓)ตุลาการ อัยการ พงส. ทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดๆในตำแหน่ง โดยเห็นแก่ประโยชน์ซึ่งตนได้เรียกร้อง รับ หรือยอมจะรับไว้ก่อนตนได้รับตำแหน่ง
ลักษณะ ๔
๕๔. ความผิดต่อศาสนา
๑) กระทำต่อวัตถุหรือสถานอันเป็นที่เคารพในทางศาสนา อันเป็นการเหยียดหยามศาสนานั้น
๒) ก่อความวุ่นวายขึ้นในที่ประชุมศาสนิกชน สถานที่ประชุม นมัสการ หรือพิธีกรรมตาม
ศาสนาที่ชอบด้วยกฎหมาย
๓) แต่งกาย หรือใช้เครื่องหมายแสดงว่าเป็นภิกษุ สามเณร นักพรต นักบวชในศาสนาใดโดยมิชอบให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนเป็นบุคคลเช่นว่านั้น
ลักษณะ ๕
๕๕. ความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชน
๑) อั้งยี่ – เป็นสมาชิกของกลุ่มบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมุ่งหมายกระทำการโดยมิชอบ (หัวหน้า ผู้จัดการ หรือมีตำแหน่งในอั้งยี่ รับโทษกวาสมาชิกทั่วไป)
๒) ซ่องโจร – สมคบกันตั้งแต่ ๕ คนขึ้นไปเพื่อกระทำผิดอาญาในภาค ๒ และเป็นความผิดที่มีโทษอย่างสูง ๑ ปี ขึ้นไป (ถ้าเพื่อกระทำผิดอาญาที่มีโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิตหรือจำคุก ๑๐ ปี ขึ้นไปได้รับโทษสูงขึ้น)
๓) ผู้นั้นจะมีความผิดฐานเป็นอั้งยี่หรือซ้องโจรด้วยถ้า
-ร่วมประชุมในที่ประชุมของอั้งยี่หรือซ่องโจร
-จัดหาสถานที่ประชุม ชักชวนบุคคลมาเป็นสมาชิก อุปการะ หรือจำหน่ายทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำผิดของกลุ่มอั้งยี่หรือซ่องโจร
๔) ถ้าสมาชิกไปทำผิดที่ประชุมตามมุ่งหมายของอั้งยี่หรือซ่องโจร สมาชิกที่อยู่ด้วยหรือประชุมด้วย รับโทษตามความผิดนั้นไปด้วย
๕) มั่วสุมกันตั้งแต่ ๑๐ คน ขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง (ตัวหัวหน้า ผู้สั่งการ รับโทษสูงขึ้น และถ้าคนใดคนหนึ่งมีอาวุธด้วย ผู้ร่วมมั่วสุมก็รับโทษสูงขึ้นด้วย)
ลักษณะ ๖
๕๖. ความผิดที่ก่อให้เกิดภยันตรายแก่ประชาชน
๑) วางเพลิงเผาทรัพย์ผู้อื่น
๒) วางเพลิงเผาทรัพย์ต่อไปนี้(กม.ไม่ได้บัญญัติว่าของผู้ใด ดังนั้นของตนก็ผิดด้วย) คือโรงเรือน,เรือ แพ ที่คนอยู่อาศัยหรือเป็นที่เก็บหรือทำสินค้า,โรงมหรสพ,สถานที่ประชุม,โรงเรือนอันเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดินหรือสาธารณสถานหรือที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา,สถานีรถไฟ,ท่าอากาศยานหรือที่จอดเรือ เรือกลไฟ เรือยนต์
๓) ขั้นตระเตรียมการก็มีความผิดมีโทษเท่ากับพยายามคือ ๒ ใน ๓ ของความผิดสำเร็จตาม ม.๘๐
๔) นอกจากนี้ก็มีฐานความผิดอื่นๆ เช่น ทำให้เกิดระเบิด,ทำให้เกิดเพลิงไหม้แก่วัตถุใดๆ,ทำให้เกิดเพลิงไหม้โดยประมาท,มีอาชีพออกแบบ ควบคุมการก่อสร้างซ่อมแซม ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือวิธีการอันพึงกระทำ,ทำด้วยประการใดๆเพื่อให้เกิดอุทกภัยหรือขัดข้องในการใช้น้ำ,ทำให้ทางสาธารณะ ประตูน้ำ ทำนบ หรือที่ขึ้นลงของอากาศยานอยู่ในลักษณะน่าเป็นอันตราย,ทำให้เครื่องกีดขวางทางรถไฟ รถราง หรือทำให้รางรถไฟหลุดหลวม,ใช้ยานพาหนะรับจ้างขนส่งคนโดยสาร พาหนะนั้นมีลักษณะหรือการบรรทุกน่าเป็นอันตรายแก่บุคคล,ปลอมปนอาหารหรือเครื่องอุปโภคบริโภคหรือจำหน่ายสิ่งของเช่นว่านั้น
-ถ้าการกระทำตามฐานเหล่านี้เป็นเหตุให้ผู้อื่นตาย โทษสูงขึ้นถึงจำคุกตลอดชีวิต,สาหัสโทษจำคุก ๑-๑๐ ปี แต่ถ้าประมาทหรือใกล้ถึงอันตรายแก่ชีวิตผู้อื่นจำคุกไม่เกิน ๑ ปี
ลักษณะ ๗ การปลอมและการแปลง
๕๗.หมวด ๑ เกี่ยวกับเงินตรา
๑)ฐานปลอมเงินตรา – ผู้ใดทำปลอมขึ้นซึ่งเงินตรา(ไม่ว่ากษาปณ์หรือธนบัตร)หรือปลอมพันธบัตรรัฐบาลหรือใบสำคัญสำหรับรับดอกเบี้ยพันธบัตร
๒)ฐานแปลงเงินตรา – ผู้ใดแปลงเงินตราหรือแปลงพันธบัตรรัฐบาลหรือใบสำคัญการรับดอกเบี้ยพันธบัตรนั้นๆให้ผิดไปจากเดิม เพื่อให้ผู้อื่นเชื่อว่ามีมูลค่าสูงกว่าความเป็นจริง
๓) นำเข้ามาในราชอาณาจักรระวางโทษเท่า ๑),๒)
๔) ฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งเงินตราปลอมหรือแปลงโดยรู้ว่าเป็นของปลอมหรือแปลง
๕) ได้มาซึ่งเงินตราปลอมหรือแปลงโดยรู้ว่าเป็นของปลอมหรือแปลงแล้วยังนำออกใช้
๕๘. หมวด ๒ ดวงตรา แสตมป์ และตั๋ว
๑) ฐานปลอมสิ่งของดังต่อไปนี้
-ดวงตราแผ่นดิน,รอยตราแผ่นดินหรือพระปรามาภิไท,ดวงตราหรือรอยตราของกระทรวงทบวงการเมือง องค์กรสาธารณะหรือของเจ้าพนักงาน,ปลอมแสตมป์ที่ใช้ไปรษณีย์หรือการภาษีอาการหรือค่าธรรมเนียมหรือแปลงให้ราคาผิด ราคาสูงขึ้นกว่าจริง หรือปลอมตั๋วโดยสารซึ่งใช้ในการขนส่งสาธารณะหรือแปลงให้มูลค่าสูงขึ้นกว่าจริง
๒) ฐานลบ ถอน หรือกระทำด้วยประการใดๆแก่แสตมป์ซึ่งมีเครื่องหมายใช้ไม่ได้แล้วให้ใช้ได้อีก
๕๙.ความผิดเกี่ยวกับเอกสาร
๑) ฐานปลอมเอกสาร - ทำอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนและเพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง
-ปลอมเอกสารทั้งฉบับ
-ทำปลอมขึ้นบางส่วน
-เติมหรือตัดทอนข้อความหรือแก้ไขด้วยประการใดๆในเอกสารแท้จริง
-ประทับตราปลอมหรือลงลายมือชื่อปลอมในเอกสาร
๒) ปลอมเอกสารสิทธิหรือเอกสารราชการ รับโทษสูงขึ้น
๓) ปลอมเอกสารดังต่อไปนี้โทษก็สูงขึ้นอีก
-เอกสารสิทธิ์อันเป็นเอกสาราชการ
-พินัยกรรม
-ใบหุ้น ใบหุ้นกู้ หรือหนังสือสำคัญใบหุ้นหรือใบหุ้นกู้
-ตั๋วเงิน
-บัตรเงินฝาก
๔) แจ้งเจ้าพนักงานซึ่งทำตามหน้าที่จดข้อความเท็จลงในเอกสารมหาชน หรือเอกสารราชการ สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานอันน่าเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน
๕) ใช้หรืออ้างเอกสารปลอมที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน โทษเช่นเดียวกับผู้ทำปลอม แต่ถ้าผู้ทำเป็นผู้ใช้ด้วย ลงโทษสถานเดียว
๖) ประกอบวิชาชีพแพทย์ กม. บัญชี ทำคำรับรองเอกสารอันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน
ตัวอย่างคำถาม ๑ - นายชัย ประสงค์จะขายที่ดินพร้อมบ้านซึ่งเป็นไม่สักสองชั้นของตนให้แก่นายชม แต่นายชัยเกิดป่วยหนักไม่สามารถดำเนินการเองได้ จึงตั้งใจจะทำหนังสือมอบอำนาจให้นายชาญ จัดการแทน นายชัยเพียงแต่ลงลายมือชื่อของตนในหนังสือมอบอำนาจ และมอบหมายให้นายชาญกรอกข้อความเอง แต่นายชัยถึงแก่ความตายเสียก่อนมีการกรอกข้อความนั้น นายชาญจึงนำหนังสือมอบอำนาจที่นายชัยเพียงลงลายมือชื่อไปกรอกข้อความว่า นายชัยมอบอำนาจให้นายชาญขายที่ดินพร้อมบ้านไม้สักสองชั้นให้แก่นายชม ซึ่งตรงตามวัตถุประสงค์ของนายชัย ทั้งที่นายชาญรู้ว่านายชัยตายแล้ว และได้นำหนังสือมอบอำนาจนั้นไปยื่นแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมบ้านให้แก่นายชม ดังนี้นายชาญ มีความผิดฐานใดหรือไม่
คำตอบ ๑ – นายชาญนำหนังสือที่มีแต่ลายมือชื่อนายของนายชัยแต่ยังมิได้กรอกข้อความโดยรู้อยู่ว่านายชัยถึง
แก่ความตายแล้ว ซึ่งการมอบอำนาจนั้นยังไม่สมบูรณ์ โดยผู้มอบอำนาจถึงความตายไปเสียก่อน การมอบอำนาจก็สิ้นผล นายชาญผู้รับมอบอำนาจไม่มีสิทธิ์ดำเนินการตามที่ได้รับมอบหมายแล้ว แต่กลับทำหนังสือมอบอำนาจที่ไม่สมบูรณ์ให้ดูเสมือนหนึ่งสมบูรณ์ด้วยการกรอกข้อความ จึงอาจเกิดความเสียกายแก่ทายาทของนายชัยได้ แม้ข้อความจะตรงตามความประสงค์ของนายชัยก็ตาม นายชาญก็มีความผิดฐานปลอมแปลงเอกสารตาม ป.อาญา ม.๒๖๔ วรรค ๒ (แนวฎีกา ๖๘๙๘/๒๕๓๙)
และการที่นายชาญนำเอกสรปลอมไปยื่นต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อจดทะเบียนการโอนขายที่ดินพร้อมบ้านแก่นายชม นายชาญก็มีความผิดฐานใช้เอกสารปลอมตาม ป.อาญา ม.๒๖๘ วรรค ๑ แต่เมื่อนายชาญเป็นผู้ปลอมเอกสารนั้นเองและนำมาใช้จึงมีความผิดเพียงกระทงเดียวตาม ป.อาญา ม. ๒๖๘ วรรค ๒
ตัวอย่างคำถาม ๒ – นายแดงเป็นคนไทยอยู่ต่างประเทศ ทำหนังสือมอบอำนาจเป็นภาษาอังกฤษที่สถานทูตไทยให้นายดำไปดำเนินการให้เช่าที่ดินของตนที่อยู่ในประเทศไทย แต่นายดำไม่สามารถหาผู้เช่าได้ มีแต่ผู้ต้องหาซื้อ นายดำจึงได้ดำเนินการขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้เขียวโดยแปลหนังสือมอบอำนาจเป็นภาษาไทยซึ่งในการแปลได้เพิ่มเติมข้อความภาษาไทยว่านายแดงมอบอำนาจให้นายดำนายที่ดินดังกล่าวได้ด้วยหากหาผู้เช่าไม่ได้แล้วนำหนังสือมอบอำนาจฉบับภาษาอังกฤษ และฉบับแปลที่ทำขึ้นให้เจ้าพนักงานที่ดินจดถ้อยคำไว้เป็นหลักฐานและดำเนินการจดทะเบียนขาย โดยนายดำลงลายมือชื่อในสัญญาซื้อขายด้วย จากนั้นได้ส่งเงินค่าขายที่ดินไปให้นายแดงทั้งหมด นายดำมีความผิดอาญาฐานใดหรือไม่
คำตอบ ๒ –นายดำเป็นผู้ทำคำแปลหนังสือมอบอำนาจภาษาไทยขึ้นเอง คำแปลเป็นเอกสารของนายดำ ผู้อ่านเอกสารดังกล่าวไม่มีใครเข้าใจว่าเป็นเอกสารของนายแดง เอกสารดังกล่าวจึงไม่ใช่เอกสารปลอมทั้งฉบับหรือบางส่วน ทั้งนายดำไม่ได้เพิ่มเติมตัดทอนข้อความหรือแก้ไขข้อความในเอกสารมอบอำนาจฉบับภาษาอังกฤษแต่อย่างใด นายดำไม่มีความผิดฐานปลอมเอกสารตาม ป.อาญา ม.๒๖๔
การที่นายดำให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานเพื่อให้จดข้อความอันเป็นเท็จโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานว่านายแดงมอบอำนาจให้นายดำขายที่ดินได้ด้วย แล้วเจ้าพนักงานที่ดินได้จดถ้อยคำดังกล่าวและนายดำลงลายมือชื่อไว้ในสัญญาซื้อขายและบันทึกถ้อยคำ ซึ่งเป็นเอกสารที่เจ้าพนักงานที่ดินทำขึ้นในหน้าที่ จึงเป็นเอกสารราชการ การกระทำของนายดำดังกล่าวน่าจะเกิดความเสียหายแก่นายแดง นายดำจึงมีความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ ตาม ป.อาญา ม.๒๖๗ และผิดฐานแจ้งความเท็จตาม ม.๑๓๗ ด้วย
ตัวอย่างคำถาม ๓ – นายเดชตัดหมายเลขแซสซีของรถยนต์โตโยต้าออก แล้วตัดหมายเลขประจำแซสซีของรถยนต์ฮอนด้ามาเชื่อมต่อไว้แทน เอาป้ายทะเบียนและเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจำปีที่แท้จจริงของรถยนต์ฮอนด้ามาติดไว้แทน แล้วนำรถยนต์โตโยต้าออกใช้เพื่อห้คนหลงเชื่อว่ารถยนต์โตโยต้าดังกล่าวมีหมายเลขแซสซี หมายเลขทะเบียนตามที่ตนเสียภาษีประจำปีถูกต้องแล้ว นายเดชมีความผิดตาม ป.อาญา ฐานใดหรือไม่
คำตอบ ๓ – นายเดชไม่มีความผิดฐานปลอมเอกสารและปลอมเอกสารราชการตาม ป.อาญา ม.๒๖๔ วรรค ๑ และ๒๖๕ เพราะเลขหมายประจำแซซีของรถยนต์ฮอนด้าเป็นหมายเลขที่แท้จริง ป้ายทะเบียนของรถยนต์ฮอนด้าและป้ายแสดงการเสียภาษีก็เป็นของแท้จริง สำหรับแซสซีก็ไม่ได้มีการแก้ไข ขูดลบ เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใดแม้นายเดชจะกระทำการโดยประการที่ยน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน และกระทำเพื่อให้ผู้ใดผู้หนึ่งหลงเชื่อว่ารถยนต์โตโยต้าของตนมีหมายเลขแซสซี หมายเลขทะเบียนตามที่ติดไว้ก็ตาม ดังนั้นการที่นายเดช ไม่ได้ทำปลอมเอกสารและเอกสารราชการ จึงไม่มีผิดฐานใช้ ตาม ป.อาญา ม.๒๖๘ วรรค ๑ แต่อย่างใด(ดูแนว ฎีกา ๕๑๐/๒๕๓๐,๓๐๗๘/๒๕๒๕,๑๓๔๗/๒๕๔๑)
ตัวอย่างคำถาม ๔ – นายดำเป็นลูกจ้างมีหน้าที่รับและจ่ายเงินของ หจก.แดงก่อสร้าง ซึ่งมีนายแดงเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ นายเขียนลูกหนี้ของ หจก.ฯสั่งจ่ายเช็คธนาคารแห่งหนึ่งให้แก่ หจก.ฯเพื่อจำชะหนี้โดยนำเช็คมอบแก่นายดำ นายดำเห็นว่านายแดงไม่อยู่ จึงลงลายมือชื่อนายดำเอง เพื่อให้พนักงานธนาคารหลงเชื่อว่าเป็นลามือชื่อสลักหลังเช็คโดยผู้มีอำนาจกระทำการแทน หจก. และนำเช็คไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารในวันรุ่งขึ้น แต่ปรากฏว่าดำป่วยไม่ได้นำเช็คไปเรียกเก็บเงินตามที่ตั้งใจไว้ ให้วินิจฉัยว่านายดำมีความผิดตาม ปงอาญา ฐานใดหรือไม่
คำตอบ ๔ – เช็คที่นายเขียนสั่งจ่ายเป็นเอกสารที่แท้จริง การที่นายดำลงลายมือชื่อและปรับตรา หจก.ฯหลังเช็คอันเป็นการเติมข้อความลงในเช็คโดยไม่มีอำนาจ เมื่อได้กระทำโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นคือธนาคาร และกระทำโดยมีเจตนาลวงให้พนักงานธนาคารหลงเชื่อว่าเป็นการลงลายมือชื่อสลักหลังเช็คโดยผู้มีอำนาจกระทำการแทน หจก.ฯ แม้นายดำยังไม่ได้นำเช็คไปเรียกเก็บเงินก็ตาม แต่ความผิดก็สำเร็จแล้ว จึงมีความผิดฐานปลอมเอกสารตาม ม.๒๖๔ และเช็คเป็นเอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อสิทธิ จึงเป็นเอกสารสิทธิตาม ป.อาญา ม.๑(๙) นายดำจึงมีความผิดฐานปลอมปลอมเอกสารสิทธิตาม ป.อาญา ม.๒๖๕ แลเช็คเป็นตัวเงินตาม ป.พ.พ. ม.๘๙๘ นายดำจึงมีความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นตั๋วเงินตาม ม.๒๖๖(๔)ด้วย
๖๐.ความผิดเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์
๑)ทำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอมทั้งฉบับหรือส่วนหนึ่งส่วนใด เติม ตัดทอนข้อความ แก้ไขด้วยประการใดๆในบัตรที่แท้จริง โดยทำเพื่อ ให้ผู้หนึ่งผู้ใดเชื่อว่าเป็นบัตรที่แท้จริง หรือเพื่อใช้ประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง
๒)ทำเครื่องมือสำหรับปลอมหรือแปลงหรือสำหรับให้ได้ข้อมูลบัตรเครดิต นำเข้าส่งออก ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้
๓)ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่
ผู้อื่นหรือประชาชน หรือมีไว้เพื่อเพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ
ลักษณะ ๘
๖๑. ความผิดเกี่ยวกับการค้า
๑)ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้เครื่องชั่ง ตวง วัด ผิดอัตราเพื่อเอาเปรียบ
๒)ขายของโดยหลอกลวงให้ผู้ซื้อหลงเชื่อแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ ปริมาณอันเป็นเท็จ
ถ้าไม่ผิดฐานฉ้อโกง
๓)เอาชื่อ รูปรอยประดิษฐ์ ข้อความในการค้าผู้อื่นมาใช้
๔)ปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นซึ่งได้จดทะเบียนแล้ว(ทั้งในและนอกราชอาณาจักร)
๕)เลียนเครื่องหมายการค้าของผู้อื่น ซึ่งจดทะเบียนแล้วเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นของผู้อื่นนั้น
ลักษณะที่ ๙
๖๒.ความผิดเกี่ยวกับเพศ
๑) เปรียบเทียบ ม.๒๗๖กับ๒๗๗ (กระทำชำเรา-ต่อผู้หญิงเท่านั้น)
ม.๒๗๖-ข่มขืนกระทำชำเรา+หญิง+ซึ่งมิใช่ภรรยาตน+โดยขู่เข็ญหรือใช้กำลังประทุษร้ายหรือโดยหญิงอยู่ในภาวะไม่สามารถขัดขืนหรือโดยหญิงเข้าใจผิดคิดว่าเป็นคนอื่น
ม.๒๗๗-กระทำชำเรา+เด็กหญิงอายุไม่เกิน ๑๕ ปี+ซึ่งมิใช่ภรรยาตน (เด็กจะยินยอมหรือไม่ก็ผิด)
๒) เปรียบเทียบม.๒๗๘กับ ๒๗๙ (อนาจาร ผู้เสียหายทั้งหญิงทั้งชาย)
ม.๒๗๘-กระทำอนาจาร+บุคคล+อายุกว่า ๑๕ ปี+โดยขู่เข็ญฯ
ม.๒๗๙-กระทำอนาจาร+เด็กอายุไม่เกิน ๑๕ ปี(จะยินยอมหรือไม่ก็ผิด)
๓) เพื่อสนองความใคร่(ผู้เสียหายที่ถูกกระทำทั้งหญิงและชาย)
-เพื่อสนองความใครของผู้อื่น+ เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไป+เพื่อการอานาจารซึ่งชายหรือหญิง+แม้ชายหญิงจะยินยอมก็ตาม (ถ้าชายหรือหญิงนั้นอายุไม่เกิน ๑๕ปี หรือเกิน ๑๕ปีแต่ไม่เกิน ๑๘ปี โทษสูงขึ้นตามระดับขั้นอายุ ส่วนผู้รับตัวชายหรือหญิงไว้ มีโทษเท่าผู้จัดหา ล่อไป พาไป)
-เพื่อสนองความใครของผู้อื่น+ เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไป+เพื่อการอานาจารซึ่งชายหรือหญิง+โดยใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ หรือใช้กำลังประทุษร้าย หรือใช้อำนาจผิดคลองธรรม หรือข่มขืนใจ (ถ้าชายหรือหญิงนั้นอายุไม่เกิน ๑๕ปี หรือเกิน ๑๕ปีแต่ไม่เกิน ๑๘ปี โทษสูงขึ้นตามระดับขั้นอายุ ส่วนผู้รับตัวชายหรือหญิงไว้ มีโทษเท่าผู้จัดหา ล่อไป พาไป)
๔)พาบุคคลไปเพื่อการอนาจาร
-พาบุคคลอายุ เกิน ๑๕ ปี แต่ยังไม่เกิน ๑๘ ปีไปเพื่อการอนาจาร แม้ผู้นั้นจะยินยอม (แต่ถ้าอายุไม่เกิน ๑๕ ปี โทษสูงขึ้น
-ถ้าอายุเกิน ๑๘ ปีแล้วต้องใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ หรือใช้กำลังประทุษร้าย หรือใช้อำนาจผิดคลองธรรม หรือข่มขืนใจ จึงจะผิด
ลักษณะ ๑๐
๖๓.หมวด ๑ ความผิดต่อชีวิต
๑)ม.๒๘๘ ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ม.๒๘๙ ฆ่าผู้อื่นโดยมีเหตุอุกฉกรรจ์ เช่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฆ่าบุพการี เจ้าพนักงาน เป็นต้น โทษสูงขึ้นจาก ม.๒๘๘
๒) ม.๒๙๐ไม่เจตนาฆ่าแต่มีเจตนาทำร้าย เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย (ความตายเป็นผลโดยตรงจากการำร้ายร่างกาย)
๓) ม.๒๙๑ ประมาทและเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย
๔) ม.๒๙๓ ช่วยหรือยุยงเด็กอายุไม่เกิน ๑๖ ปี หรือผู้ไม่สามารถเข้าใจหรือไม่สามารถบังคับตนเองได้ให้ฆ่าตัวเอง ถ้าได้มีการฆ่าหรือพยายามฆ่าตนเอง มีโทษจำคุกไม่เกิน ๕ ปี
๕)ม.๒๙๔ เข้าร่วมชุลมุนต่อสู้ระหว่างบุคคลตั้งแต่ ๓ คน แล้วมีคนตาย(ผู้ตายจะเป็นผู้ชุลมุนต่อสู้หรือผู้อื่นก็ได้)แต่ถ้าทำเพื่อห้ามหรือเพื่อป้องกันโดยชอบไม่ต้อรับโทษ
๖๔.หมวด ๒ ความผิดต่อร่างกาย ระดับโทษตามอาการบาดเจ็บของผู้ถูกกระทำ
๑)ทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ จำคุกไม่เกิน ๒ ปี ถ้าเข้าลักษณะตาม ม.๒๘๙ จำคุกไม่เกิน ๓ ปี
๒)ทำร้ายร่างกายผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส จำคุก ๖ เดือน ถึง ๑๐ ปี ถ้าเข้าลักษณะ ม.๒๘๙ จำคุก ๒-๑๐ ปี
๓)ร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายโทษจำคุก ๓ ปี-๑๕ ปี
๔)กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส จำคุกไม่เกิน ๓ ปี
(หมายเหตุ-สาหัสคือ ตาบอด,หูหนวก,ลิ้นขา,เสียงฆานประสาท,เสียอวัยวะสืบพันธุ์หรือความสามารถสืบพันธ์,เสียแขน ขา มือ เท้า นิ้วหรืออวัยวะใด,หน้าเสียโฉมติดตัว,แท้งลูก,จิตพิการติดตัว,ทุพพลภาพ หรือป่วยเจ็บเรื้อรังตลอดชีวิต หรือทุพพลภาพหรือทุกขเวททนาจนประกอบอาชีพไม่ได้เกิน ๒๐ วัน
๖๕.หมวด ๓ ทำให้แท้งลูก ซึ่ง กม.เอาผิดทั้งตัวหญิง และผู้ทำให้หญิงแท้งลูก
๑) หญิง ทำให้ตนแท้งลูก จำคุกไม่เกิน ๓ ปี
๒)หญิง ยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้ง จำคุกไม่เกิน ๓ ปี
๓)ผู้ใดทำให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงยินยอม จำคุกไม่เกิน ๕ ปี
๔)ผู้ใดทำให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงไม่ยินยอม จำคุกไม่เกิน ๗ ปี ถ้าเป็นเหตุให้หญิงได้รับอันตรายสาหัส จำคุกไม่เกิน ๑๐ ปี เป็นเหตุให้หญิงตาย จำคุก ๕-๒๐ ปี
๕)พยายามตาม ๑),๒),๓) ไม่ต้อรับโทษ แต่ถ้าทำโดยแพทย์โดยมีเหตุผลความจำเป็นเพื่อสุขภาพของหญิงนั้น และกรณีหญิงมีครรภ์เพื่อถูกข่มขืนกระทำชำรา หรือชำเราเด็กหญิง ไม่มีความผิด
๖๖.หมวด ๔ ทอดทิ้งเด็ก คนป่วยเจ็บ หรือคนชรา
๑)ทอดทิ้งเด็กอายุไม่เกิน ๙ ปี ณ ที่ใด เพื่อให้เด็กพ้นจากตนโดยประการที่จะทำให้เด็กปราศจากผู้ดูแล
๒)มีหน้าที่ตาม กม.หรือตามสัญญา ทอดทิ้งบุคคลที่พึ่งตนเองไม่ได้เพราะอายุ เจ็บป่วย กายพิการ โดยประการที่น่าเป็นอันตรายแก่ชีวิตผู้นั้น
ลักษณะ ๑๑ เสรีภาพชื่อเสียง
๖๗.หมวด ๑ เสรีภาพ แบ่งเป็น ๕ กลุ่มความผิด
๑)ข่มขืนใจ องค์ประกอบ(ทำโดยมีอาวุธ,๕คนขึ้นไป,ทำโดยอ้างอำนาจอั้งยี่หรือซ่องโจร รับโทษหนักขึ้น)
-ผู้ใด
-ข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำ ไม่กระทำ หรือจำยอมต่อสิ่งใด
-โดยทำให้กลัวเกิดอันตรายต่อชีวิตร่างกายเสรีภาพหรือชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้นั้นหรือ ผู้อื่น หรือโดยใช้กำลังประทุษร้าย
-ผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำ ไม่กระทำ หรือจำยอม
๒)หน่วงเหนี่ยวกักขัง จำคุกไม่เกิน ๓ ปี แต่ถ้ามีเจตนาพิเศษเพื่อให้ผู้ถูกกระทำนั้นกระทำการใดให้ผู้กระทำหรือผู้อื่น จำคุกไม่เกิน ๕ ปี ถ้าทำโดยประมาท จำคุกไม่เกิน ๑ ปี องค์ประกอบความผิด คือ
-หนวงเหนี่ยว หรือกักขัง หรือกระทำด้วยประการใดๆ
-ต่อผู้อื่น
-ให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย
๓)เอาคนลงเป็นทาส โทษจำคุกไม่เกิน ๗ ปี ถ้าทำต่อเด็กอายุไม่เกิน ๑๕ ปี โทษสูงขึ้นเป็นจำคุก ๓-๑๐ ปี และถ้าทำให้บุคคลนั้นบาดเจ็บ หรือบาดเจ็บสาหัสหรือตายรับโทษสูงขึ้น องค์ประกอบความผิดคือ
-นำเข้า หรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักร พามา ซื้อ ขาย จำหน่าย รับ หรือหน่วงเหนี่ยว
-ซึ่งบุคคลหนึ่งบุคคลใด
-เจตนา และเจตนาพิเศษคือเพื่อจะเอาคนลงเป็นทาสหรือให้มีลักษณะคล้ายทาส
๔)เรียกค่าไถ่ สนับสนุนรับโทษเช่นตัวการ เป็นคนกลางเรียกรับหรือยอมจะรับทรัพย์ค่าไถ่
โทษจำคุก ๑๕-๒๐ ปี ถ้ากระทำโดยวิธีรมาน หรือทำให้ผู้ถูกจับตัวสาหัส จำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต ถ้าผู้ถูกจับกุมถึงแก่ความตายโทษประหารชีวิตองค์ประกอบความผิดคือ
-เอาตัวเด็กอายุไม่เกิน ๑๕ ปี ไป (ถ้าเกินกว่า ๑๕ ปี โดยใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญหรือใช้กำลังประทุษร้ายหรือใช้อำนาจผิดคลองธรรมหรือข่มขืนใจด้วยประการใด
-เพื่อให้มาซึ่งค่าไถ่
๕)พรากผู้เยาว์
-พรากเด็กอายุไม่เกิน ๑๕ ปี ไปจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควร (เด็กเต็มใจหรือไม่เต็มใจก็ผิด)
-พรากเด็กอายุเกิน ๑๕ ปี แต่ไม่เกิน ๑๘ ปี ไปจากบิดามารดาฯโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจ
-พรากเด็กอายุเกิน ๑๕ ปี แต่ไม่เกิน ๑๘ ปี ไปจากบิดามารดาฯโดยผู้เยาว์เต็มใจ เพื่อ
หากำไรหรือเพื่อการอนาจาร
-กรณีแรกและกรณีที่สองผู้ทุจริตรับตัว รับซื้อ จำหน่ายที่ถูกพรากรับโทษเช่นเดียวกับผู้พราก และถ้ากระทำโดยเพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร โทษสูงขึ้น
ตัวอย่างคำถาม-นายเอกชวนนางสาวสมรอายุ ๑๖ ปี ซึ่งเป็นคนรักไปเที่ยวชายทะเลด้วยกัน โดยนายเอกมิได้ขออนุญาตนายโทบิดานางสาวสมร จนกระทั่งสองยามจึงพากลับมาส่งบ้าน นายโทโกรธจึงต่อว่านายเอกว่าเป็นผู้ชายไม่ดีชอบหลอกลวงผู้หญิงไปกระทำอนาจาร เป็นเสื้อผู้หญิงไว้ใจไม่ได้ ต่อหน้านางสาวมร และนางแต๋วเด็กรับใช้ โดยทราบดีว่าข้อความนั้นไม่เป็นความจริง นายเอกรู้สึกอาย เมื่อกลับมาคิดทบทวนจึงคิดจะฟันแขนเทียมของนายโททิ้ง วันรุ่งขึ้นจึงได้มาดักซุ่มรอที่หน้าบ้าน เมื่อนายโทเดินออกจากบ้านมา นายเอกใช้อาวุธมีดฟันแขนเทียมนายโททั้งสองข้างจนขาด เป็นเหตุให้นายโทใช้แขนเทียมทำงานไม่ได้เป็นเวลาถึง ๔๐ วัน นายเอกและนายโทมีความผิดฐานใด
คำตอบ-การที่นายเอกชวนนางสาวสมร ซึ่งอยู่ในอำนาจปกครองดูแลของนายโทให้ออกจากบ้านไป แม้นางสาวสมรจะเต็มใจไปด้วยก็เป็นการพรากตามกฎหมายแล้วแต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่านางสาวสมรอายุ ๑๖ ปี เต็มใจไปด้วย นายเอกเพียงชวนไปเที่ยวเวลากลางคืนซึ่งไม่สมควรแต่เมื่อไม่ปรากฏว่าพาไปเพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร จึงยังไม่ผิดฐานพรากผู้เยาว์ตาม ม.๓๑๙ วรรคแรก
แขนเทียมไม่ใช้อวัยวะของร่างกาย เป็นเพียงทรัพย์เท่านั้น แม้นายเอกจะใช้มีดฟันจนขาดก็ไม่มีความผิดฐานทำรายร่างกายผู้อื่น นายเอกคงมีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตาม ม.๓๕๘ เท่านั้น
สำหรับนายโทรู้ดีว่าถ้อยคำที่ตนกล่าวใส่ร้ายนายเอกไม่เป็นความจริง เป็นการกล่าวโดยไม่สุจริต อันอาจทำให้ผู้อื่นดูหมิ่นหรือเกลียดชังนายเอกได้ แม้กระทำต่อหน้านายเอกแต่ในที่นั้นมีนางสาวสมร และนางแต๋วด้วยถือได้ว่าเป็นการใส่ความนายเอกต่อบุคคลที่สาม จึงมีความผิดฐานหมิ่นประมาทตม ม.๓๒๖
๖๘.หมวด ๒ เปิดเผยความลับ เป็นความผิดยอมความกันได้
๑)เปิดผนึกหรือเอาจดหมาย โทรเลข หรือเอกสารซึ่งจ่าหน้าถึงผู้อื่นเพื่อล่วงรู้ข้อความออกเปิดเผย อันน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด
๒)ล่วงรู้หรือได้มาซึ่งความลับผู้อื่น โดยเหตุเป็นเจ้าพนักงาน แพทย์ ทนายความ ผู้สอบบัญชี เป็นต้น เปิดเผยความลับนั้นโดยประการี่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด
๓)มีตำแหน่งวิชาชีพเป็นที่น่าไว้วางใจ ล่วงรู้หรือได้มาซึ่งความลับของผู้อื่นเกี่ยวกับอุตสาหกรรม การค้าขา นิมิตในวิทยาศาสตร์ เปิดเผยความลับนั้น เพื่อตนเองหรือผู้อื่น
๖๙.หมวด ๓ หมิ่นประมาท หมวดนี้ยอมความกันได้ หลักโทษจำคุกไม่เกิน ๑ ปี องคืประกอบความผิด
-ใส่ความผู้อื่น
-ต่อบุคคลที่ ๓
-โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้นั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง
-โดยเจตนา
หมายเหตุ ๑)ใส่ความผู้ตาย ถ้าการใส่ความนั้นอาจทำให้บิดามารดาคู่สมรส บุตรผู้ตายเสียชื่อเสียงฯก็เป็นหมิ่นประมาทเช่นกัน
๒)กระทำโดยวิธีการโฆษณาด้วยเอกสาร จำคุกไม่เกิน ๒ ปี
๓)ผู้ถูกกล่าวหาว่าทำผิดพิสูจน์ได้วาเป็นความจริง ไม่ต้องรับโทษ แต่ห้ามพิสูจน์ในเองส่วนตัวหรือไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน
๔)คู่ความ ทนาย แสดงความคิดเห็นในศาลเพื่อประโยชน์ของคดีของตนทำได้ ไม่มีความผิด
๕)การแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต เพื่อความชอบธรรม ในฐานเจ้าพนักงาน หรือแจ้งข่าวด้วยความเป็นธรรม ไม่ผิด
ลักษณะ ๑๐ ทรัพย์
๗๐ หมวด ๑ ลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์
๑) ลักทรัพย์ องค์ประกอบ -เอาทรัพย์
-ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย
-โดยทุจริต
๒) วิ่งราวทรัพย์ องค์ประกอบ -ลักทรัพย์
-โดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า
๓) ลักทรัพย์ธรรมดา จำคุกไม่เกิน ๓ ปี,วิ่งราวทรัพย์ จำคุกไม่เกิน ๕ ปี ลักทรัพย์ ๑๒ ประการ
จำคุก ๑-๕ ปี ถ้าผิด ๒ อนุมาตรา ก็จำคุก ๑-๗ ปี ถ้าลักทรัพย์ที่เป็นโคกระบือเครื่องกลเครื่องจักรกสิกรรมจำคุก ลักทรัพย์ประเภทพระพุทธรูป วัตถุในทางศาสนาที่สักการะของประชาชน จำคุก ๓-๑๐ ปี แต่ถ้าทำในวัด สำนักสงฆ์หรือโบราณสาน จำคุก ๕-๑๕ ปี
๔)ลักทรัพย์หรือวิ่งราวทรัพย์โดยแต่งเครื่องแบบทหารตำรวจ โดยมีหรือใช้อาวุธปืน ระเบิด หรือยานพาหนะเพื่อสะดวกในการกระทำผิด พาทรัพย์ไปหรือพ้นการจับกุมโทษก็หนักขึ้นอีกกึ่งหนึ่ง
ตัวอย่างคำถาม-ระหว่างนายกบและนายเขียดเดินเล่นที่สวนจตุจักร นายกบเหลือบไปเห็นนายปลานำนาฬิกาหล่น จึงรีบเดินเข้าไปเก็บ โดยนายเขียนไม่คาดคิดมาก่อน ส่วนนายปลาเมื่อเดินไปได้ไม่ไกลรู้ตัวว่าทำนาฬิกาหล่นหายไปจึงเดินกลับมาเพื่อหายังจุดที่นายกบเก็บนาฬิกา เมื่อนายกบเห็นนายปลาเดินมาจึงส่งนาฬิกาให้นายเขียดนำออกไปจากบริเวณนั้น เมื่อนานปลาสอบถามนายกบตอบว่าไม่เห็นแล้วองไปทางนายเขียดซึ่งกำลังเดินไป นายปลาจึงเชื่อว่านายเขียดเอานาฬิกาไป จึงวิ่งตามพร้อมร้องตะโกนว่า”ขโมยๆ” นายเขียดจึงชกปากนายปลาอย่างแรงแล้วหนีไป ปรากฏว่านายปลาปากแตกฟันหักสี่ซี่ ให้วินิจฉัยว่า นายกบและนายเขียดมีความผิดฐานใด
คำตอบ-การที่นายปลาทำนาฬิกาหล่นหายแต่ได้ติดตามเอาทรัพย์คืนในทันที และนายกบก็ทราบดีว่านายปลากำลังติดตามหานาฬิกาอยู่ นาฬิกาจึงไม่ใช่ทรัพย์สินหายตาม ป.อาญา ม.๓๕๒ วรรค๒ ถือว่านาฬิกายังอยู่ในครอบครองของนายปลาผู้เป็นเจ้าของ การที่นายกบเอานาฬิกาของนายปลาไปโดยทุจริตจึงมีความผิดฐานลักทรัพย์ตาม ป.อาญา ม.๓๓๔
สำหรับนายเขียดไม่ได้เป็นตัวการร่วมกับนายกบในความผิดฐานลักทรัพย์ เพราะขณะนายกบเดินไปหยิบนาฬิกานายเขียดไม่ได้คาดคิดมาก่อน แต่การที่เมื่อนายกบลักนาฬิกาแล้วนายเขียดได้ช่วยพานาฬิกาไปโดยทราบถึงพฤติการณ์การกระทำผิดของนายกบ นายเขียดจึงมีความผิดฐานรับของโจรตาม ป.อาญา ม.๓๕๗
การที่นายเขียดทำร้ายนายปลาแม้กระทำเพื่อยึดถือเอานาฬิกานั้นไว้และเพื่อให้พ้นการจับกุมโดยยังไม่ขาดตอนจากการพานาฬิกาหลบหนีไป เป็นการรับของโจรและทำร้ายร่างกาย มิใช่การลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้ายอันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานชิงทรัพย์ตาม ป.อาญา ม.๓๓๙ การที่นายเขียดต่อยนายปลาปากแตกฟันหักสี่ซี่ ถือได้ว่าได้รับอันตรายแก่กายแล้ว แต่ไม่ถึงกับเป็นอันตรายสาหัส นายเขียดจึงมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตาม ป.อาญา ม.๓๙๕ อีกฐานหนึ่ง
๗๑.หมวด ๒ กรรโชก รีดเอาทรัพย์ ชิงทรัพย์ และปล้นทรัพย์
๑) กรรโชก -ข่มขืนใจผู้อื่น
-ให้ยอมให้ หรือยอมจะให้ได้ประโยชน์ที่เป็นทรัพย์สิน
-โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญจะทำอันตรายต่อร่างกายหรือเสรีภาพ
-จนผู้ถูกข่มขืนใจยอมเช่นว่านั้น
๒)รีดเอาทรัพย์ -ข่มขืนใจผู้อื่น
-ให้ยอมให้ หรือยอมจะให้ได้ประโยชน์ที่เป็นทรัพย์สิน
-โดยขู่เข็ญจะเปิดเผยความลับ (ซึ่งความลับนั้นจะทำให้ผู้ถูกขู่เข็ญหรือผู้อื่นเสียหาย)
-จนผู้ถูกข่มขืนใจยอมเช่นว่านั้น
๓)ชิงทรัพย์ -ลักทรัพย์
-โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าทันใดจะใช้กำลังประทุษร้าย
-เพื่อสะดวกแก่การลักทรัพย์ ให้ยื่นทรัพย์ ยึดถือเอาทรัพย์ ปกปิดความผิดหรือให้พ้นการจับกุม
ตัวอย่างคำถาม-นายมืดแอบเข้าไปลักโคของนายขาว ในขณะที่นายขาวเผลอ หลังจากนายมืดลักโคไปได้ประมาณ ๑๐ นาทีนายขาวทราบ จึงออกติดตามไปทันที อีกสอง ชม.ต่อมาก็ตามทัน นายมือจึงได้ใช้อาวุธปืนยิงขู่ไม่ให้นายขาวติดตาม โคของนายขาวตกใจเสียงปืนจึงวิ่งเตลิดหนีเข้าป่าไปในบริเวณนั้น ส่วนนายมืดหลบหนีไปอีกทางหนึ่ง นายขาวได้ตามหาโคของตนอยู่หลายวันก็ไม่พบ นายเหลี่ยมเพื่อนบ้านทราบดังนั้นจึงหลอกนายขาวว่าตนทราบว่านายมืดนำโคไปซ่อนไว้ที่ใด หากนายขาวประสงค์จะได้โคคืนจะต้องนำเงินค่าไถ่โคไปให้นายมืด ๕,๐๐๐ บาท ซึ่งความเป็นจริงแล้วนายเหลี่ยมไม่ทราบว่าโคของนายขาวไปอยู่ณที่ใดและไม่เคยรู้จักนายมืดมาก่อน นายขาวหลงเชื่อจึงมอบเงิน ๕,๐๐๐ บาทให้นายเหลี่ยมไป ให้วินิจฉัยว่านายมืดและนายเหลี่ยมมีความผิดตาม ป.อาญา ฐานใดหรือไม่
คำตอบ-หลังจากนายมืดลักโคนายขาวไปแล้ว นายขาวได้ออกิดตามไปทันทีการลักทรัพย์จึงยังไม่ขาดตอนการที่นายมืดใช้อาวุธปืนยิงขู่เพื่อไม่ให้นายขาวติดตามโคเป็นการขู่เข็ญว่าทันใดจะใช้กำลังปรุษร้ายอยู่ในตัว จึงมีความผิดฐานชิงทรัพย์ตาม ป.อาญา ม.๓๓๙ ประกอบ ม.๓๓๕(๗)เพราะมีอาวุธปืนต้องรับโทษตาม ม.๓๓๙ วรรค ๒ และยังต้อรับโทษหนักขึ้นอีกกึ่งหนึ่งตาม ป.อาญา ม.๓๔๐ ตรี เพราะในการกระทำผิดได้มีหรือใช้อาวุธปืน
ส่วนนายเหลี่ยม ไม่มีความผิดฐานรับของโจรเพราะไม่ได้รับโคมาจากนายมืด หรือช่วยนายมืดในการจำหน่ายทรัพย์ที่ได้มาจากการประทำผิดฐานชิงทรัพย์แต่อย่างใด แต่มีความผิดฐานฉ้อโกงตาม ม.๓๔๑ เพราะกระทำโดยทุจริตหลอกลวงนายขาวด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและโดยการหลอกลวงนั้นได้ไปซึ่งเงินจากนายขาว (ดูแนวฎีกา ๖๘๖๓/๒๕๔๓)
๔)ปล้นทรัพย์ -ชิงทรัพย์
-โดยร่วมทำผิดตั้งแต่ ๓ คนขึ้นไป
ตัวอย่างคำถาม-นายแก่น นายกล้า และนายเขียว ได้วางแผนกันเพื่อไปปล้นบ้านนายรวยโดยตกลงกันว่า ให้
นายแก่นเป็นผู้ไปควบคุมตัวและทำร้ายนายรวย เพื่อสะดวกในการปล้นทรัพย์ หากขัดขืนก็ให้ฆ่านายรวยได้
คืนต่อมาทั้งสามก็ได้เข้าไปในบ้านนายรวย นายแก่ตามหานายรวยไม่พบเพราะนายรวยได้แอบอยู่บนหลังคา
บ้านเพราะทั้งสามเอาทรัพย์จนเป็นที่พอใจแล้วและกำลังจะออกจากบริเวณบ้าน สุนัขของนายรวยได้เห่านายแก่นกับพวก นายแก่ได้ใช้อาวุธมีดที่ติดตัวอยู่ฟันสุนัขนายรวยตาย ให้วินิจฉัยว่านายแก่ นายกล้าและนายเขียวมีความผิด ตาม ป.อาญา ฐานใดหรือไม่
คำตอบ-แม้ทั้งสามคนตั้งใจจะไปปล้นทรัพย์นายรวยก็ตาม แต่ไม่ได้ใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าทันใดจะใช้กำลังประทุษร้ายบุคคลใดในการลักทรัพย์จึงไม่ผิดฐานชิงทรัพย์และแม้ร่วมกันทำผิด ๓ คน ก็ไม่เป็นปล้นทรัพย์
ตาม ป.อาญา ม.๓๔๐ แต่เป็นความผิดฐานร่วมกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปลักทรัพย์ในเคหสถานในเวลากลางคืนตาม ป.อาญา ม.๓๓๕(๑),(๗),(๘) วรรคสง และยังมีความผิดฐานบุกรุกตาม ม.๓๖๕(๒),(๓),ประกอบ ม.๓๖๔ อีกด้วย
การที่นายแก่นใช้อาวุธมีดฟันสุนัขของนายรวยตายบุคคลทั้งสามย่อมมีความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ตาม ปงอาญา ม.๓๕๘,๘๓ ตามแนวฎีกาที่ ๓๗๕/๒๕๓๓
๗๒.หมวด ๓ ฉ้อโกง หมวดนี้ยอมความกันได้ยกเว้น ม.๓๔๓
๑)ฉ้อโกง(ธรรมดา โทษจำคุกไม่เกิน ๓ ปี)องค์ประกอบ
-โดยทุจริต
-หลอกลวงผู้อื่น
-หลอกลวงโดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดความจริงที่ควรบอกให้แจ้ง
-การหลอกลวงนั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลอกหรือบุคลที่สามทำ ถอน ทำลาย เอกสารสิทธิ์
ตัวอย่างคำถาม-นายยอดประสงค์เช่าซื้อรถยนต์คันหนึ่งจากบริษัทยานยนต์จำกัดซึ่งตนสามารถเช่าซื้อได้ในราคาถูกจึงชวนนายยิ่งไปเช่าซื้อรถยนต์คนละคัน เพราะทราบว่านายยิ่งต้องการใช้รถรับส่งลูกไปโรงเรียน ขณะนั้นนายยิ่งเพิ่งเสียการพนันเป็นเงินจำนวนมาก เมื่อได้ยินดังนั้นจึงแกล้งตอบตกลงและไปทำสัญญาโดยนายยอดไม่ทราบความในใจว่าใจจริงแล้วไม่คิดจะซื้อเลย ต่อมาเมื่อได้รับมอบรถยนต์ตามสัญญาแล้ว นายยิ่งก็ได้นำรถยนต์ไปขายให้นายดำทันที ส่วนนายยอดได้ผ่อนชำระไปเพียง ๘ งวดก็ไม่ผ่อนส่งอีกต่อไป ได้แอบนำรถยนต์ไปขายให้นายขาวแล้วหลบหนีไป นายยิงและนายยอดมีความผิดตาม ป.อาญาฐานใดหรือไม่
คำตอบ-นายยอดเข้าครอบครองรถยนต์ของบริษัทโดยมิได้เกิดจากอุบายหลอกลวงแต่ประการใดเพิ่งมาคิดเบียดบังเอาไปขายให้นายขาวในภายหลัง หลังจากผ่อนชำระไป ๘ งวด อันเป็นการครอบครองทรัพย์ของผู้อื่นแล้วกระทำการเบียดบังโดยทุจริตแสวงหาประโยชน์มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายจึงเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตาม ป.อาญา ม.๓๕๒ วรรคแรก
ส่วนนายยิ่งไม่ได้มีเจตนาเช่าซื้อรถยนต์จากบริษัทมาตั้งแต่ต้น การเข้าทำสัญญาเช่าซื้อเป็นพียงอุบายเพื่อให้ให้ได้ซึ่งรถยนต์แล้วนำไปขายต่อ เป็นการกระทำโดยทุจริตหลอกลวง โดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดความจริงที่ควรบอกให้แจ้งเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินของบริษัทผู้ให้เช่าซื้อ นายยิ่งจึงมีความผิดฐานฉ้อโกงตาม ปงอาญา ม.๓๔๑ ตามแนวฎีกา ๖๓๓/๒๕๔๖
๒)ฉ้อโกงโดยเหตุอุกฉกรรจ์ รับโทษหนักขึ้นเป็นจำคุกไม่เกิน ๕ ปี
-ทำผิดฐานฉ้อโกงโดยการแสดงตนเป็นบุคคลอื่น หรืออาศัยความเบาปัญญาหรือความอ่อนแอ ความเป็นเด็กของผู้ถูกฉ้อโกง
-ทำผิดฐานฉ้อโกงโดยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชนทั่วไป
๓)ฉ้อโกงแรงงาน องค์ประกอบความผิด
-โดยทุจริต
-หลอกลวงบุคคลตั้งแต่ ๑๐ คนขึ้นไป
-ให้บุคคลประกอบการงานแก่ตนหรือผู้อื่น
-โดยไม่ใช้ค่าแรงงานหรือจ่ายค่าจ้างให้ต่ำกว่าที่ตกลงกัน
๔)ฉ้อโกงค่าอาหาร องค์ประกอบความผิด
-สั่งซื้อ
-บริโภคอาหาร หรือเครื่องดื่ม หรือเข่าไปอยู่ในโรงแรม
-โดยรู้ว่าตนไม่สามารถชำระราคาค่าอาหารหรือค่าห้องพักได้
๕)ฉ้อโกงประกันวินาศภัย องค์ประกอบความผิด
-แกล้งทำให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินอันเป็นวัตถุแห่งการเอาประกัน
-เพื่อให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์จากการประกันวินาศภัยนั้น
๖)ฉ้อโกงจำหน่ายทรัพย์สิน องค์ประกอบความผิด
-ชักจูงผู้หนึ่งผู้ใดให้จำหน่ายโดยเสียเปรียบซึ่งทรัพย์สิน
-โดยอาศัยเหตุผู้ถูกชักจูงจิตใจอ่อนแอ หรือเป็นเด็กเบาปัญญาและไม่เข้าใจสาระแห่งการประทำของตน
-เจตนาพิเศษเพื่อเอาทรัพย์สินของผู้อื่นเป็นของตนหรือเป็นของบุคคลที่ ๓
-จนผู้ถูกชักจูงจำหน่ายทรัพย์นั้น
๗๓.หมวด ๔ โกงเจ้าหนี้ หมวดนี้เป็นความผิดอันยอมความได้
๑)โกงทรัพย์ที่จำนำ องค์ประกอบความผิด
-เอาไปเสีย ทำให้เสียหาย ทำลายหรือทำให้เสื่อมค่าหรือไร้ประโยชน์
-ซึ่งทรัพย์ที่ตนรับจำนำไว้จากผู้อื่น
-เจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้รับจำนำ
๒)โกงเจ้าหนี้เพื่อมิให้รับชำระหนี้ องค์ประกอบความผิด
-ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น หรือโอนไปให้ผู้อื่นซึ่งทรัพย์สิน หรือแกล้งให้ตนเป็นหนี้อันไม่เป็นความจริง
-เจตนาพิเศษเพื่อไม่ให้เจ้าหนี้ซึ่งได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลได้รับชำระหนี้
๗๔.หมวด ๕ ยักยอกทรัพย์ หมวดนี้เป็นความผิดอันยอมความได้
๑)ยักยอกทั่วไป (รับโทษเพียงกึ่งหนึ่งหากเป็นกรณีครอบครองทรัพย์นั้นเพราะผู้ส่งมอบสำคัญผิด หรือกรณีทรัพย์ที่ครอบครองเป็นการครอบครองทรัพย์สินหาย) องค์ประกอบความผิด
-ครอบครองทรัพย์ของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย
-เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่ ๓
-โดยทุจริต
๒)ยักยอก ในกรณีอื่นๆ
๒.๑) กรณีรับมอบหมายจัดการทรัพย์
-ได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินผู้อื่นหรือทรัพย์ที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย
-ทำผิดหน้าที่โดยทุจริต
-เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ลักษณะทรัพย์สินของผู้นั้น
๒.๒)กรณีทรัพย์สินไม่มีเจ้าของ
-เก็บได้ซึ่งทรัพย์สินอันมีค่าที่ซ่อนหรือฝังไว้
-พฤติการณ์ที่ไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของทรัพย์นั้น
-เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือของผู้อื่น
-โดยทุจริต
๗๕.หมวด ๖ รับของโจร โทษจำคุกไม่เกิน ๕ ปี องค์ประกอบความผิด
-ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้ด้วยประการใดๆ
-ซึ่งทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำผิดฐานลัก,วิ่งราว,กรรโชก,รีด,ชิง,ปล้น,ฉ้อโกง,ยักยอก
-โดยเจตนา (รู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการทำผิด)
๗๖.หมวด ๗ ทำให้เสียทรัพย์ มีโทษจำคุกไม่เกิน ๓ ปี เป็นความผิดยอมความได้ยกเว้นทำให้เสียทรัพย์ที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน องค์ประกอบความผิด
-ทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์
-ซึ่งทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย
๗๗.หมวด ๘ บกรุก การกระทำฐานบุกรุกมี ๓ ประเภท ถ้าไม่ต้องด้วยเหตุอุกฉกรรจ์ยอมความได้ คือ
๑. องค์ประกอบความผิด
-เข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น หรือเข้าไปรกวนการครองครองโดยปกติสุข
-เพื่อถือการครอบครองทั้งหมดหรือบางส่วน
๒.องค์ประกอบความผิด
-ยักย้ายหรือทำลายเครื่องหมายเขตแห่งอหสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น
-เพื่อถือเอาอสังหาริมทรัพย์เป็นของตนหรือของบุคคลที่ ๓
๓.องค์ประกอบความผิด
-เข้าไปหรือซ่อนตัวในเคหสถาน อาคารเก็บรักษาทรัพย์หรือสำนักงานในครอบครองของผู้อื่น หรือไม่ยอมออกไปเมื่อผู้มีสิทธิห้ามหรือขับไล่
-โดยไม่มีเหตุอันสมควร
หมายเหตุ – ทั้งสามฐานถ้ากระทำโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญฯ โดยมีอาวุธ หรือร่วมทำผิดสองคนขึ้นไป หรือเหตุเกิดในเวลากลางคืนรับโทษสูงขึ้น และเข้าเหตุอุกฉกรรจ์ยอมความไม่ได้
๗๘.ความผิดลหุโทษ ม.๓๖๗-๓๙๘ เช่น
-เจ้าพนักงานถามชื่อที่อยู่เพื่อปฏิบัติการตามกม.แล้วไม่ยอมบอก
-ส่งเสียงหรือทำให้เกิดเสียงอื้ออึงโดยไม่มีเหตุสมควรจนทำให้ ปชช.ตกใจหรือเดือดร้อน
-พาอาวุธไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะหรือที่รื่นเริงโดยไม่มีเหตุอันสมควร
-ทะเลาะอื้ออึงในทางสาธารณะหรือสาธารณสถาน
-เห็นผู้อื่นตกอยู่ในภยันตรายที่ตนอาจช่วยได้แต่ไม่ช่วย
-ยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมืองหมู่บ้านหรือชุมชน
-ผู้ใดควบคุมสัตว์ดุหรือสัตว์ร้านปล่อยปละละเลยอาจทำให้ประชาชนได้รับอันตราย
-เสพสุราหรือของมึนเมาจนครองสติไม่ได้หรือประพฤติตนวุ่นวายในที่สาธารณ
-ชักหรือแสดงอาวุธในการต่อสู้
-กระทำการทารุณสัตว์
-เมื่อเกิดเพลิงไหม้หรือสาธารณะภัยอื่นเมื่อเจ้าพนักงานเรียกให้ช่วยระงับช่วยได้แต่ไม่ช่วย
-กระทำการอันควรขายหน้าต่อหน้าธารกำลังเช่นเปลือยหรือเปิดเผยร่างกายหรือกระทำลามก
-กระทำโดยประมาเป็นเหตุให้ผุ้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ
-ทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือตกใจกลัวโดยการขู่เข็ญ
-ดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้าหรือด้วยการโฆษณา
-ทิ้งซากสัตว์ซึ่งเน่าเหม็นในหรือริมทางสาธารณะ
-ในที่สาธารณะสถานหรือต่อหน้าธารกำลังกระทำการอันเป็นการข่มเหงรังแกผู้อื่น

ตัวอย่างคำถาม ป.อาญาเพิ่มเติม
ถามข้อ ๑.ด.ต.ไก่ ร่วมกับพวกจับกุมตัวนายไข่ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดสงขลา เมื่อพบตัวและได้สอบวนชื่อที่อยู่ตรวจสอบแล้วตรงกับผู้ต้องหาตามหมายจับจึงได้อ่านหมายจับแจ้งข้อกล่าวหาแจ้งสิทธิตามกฎหมาย ซึ่งนายไข่ก็ยินยอมให้จับแต่โดยดีจากนั้นได้ทำบันทึกการจับกุมเรียบร้อยและอ่านให้นายไข่ฟัง นายไข่ลงลายมือชื่อ ด.ต.ไก่ลงลายมือชื่อในฐานผู้จับ,บันทึก,อ่าน ระหว่างนำส่งพนักงานสอบสวน ด.ต.ไก่นึกได้ว่าลืมเขียนข้อความว่าสอบถามผู้ต้องหาแล้วได้ให้การรับสารภาพ จึงได้เขียนตกเติมลงไปด้วยลายมือตนเองและลงลายมือชื่อไว้แล้วนำส่งบันทึกจับกุมพร้อมตัวนายไข่ให้พนักงานสอบสวนดำเนินการต่อไปโดยนายไข่ไม่ทราบข้อความที่เขียนเติมลงไปใหม่แต่อย่างใด จากข้อเท็จจริงดังกล่าว ด.ต.ไก่ มีความผิดทางอาญาฐานใดหรือไม่
ตอบข้อ ๑.กรณีนี้ถือว่าการที่ ด.ต.ไก่ เติมข้อความในเอกสารซึ่งเกี่ยวข้องกับนายไข่ผู้ต้องหาโดยผู้ต้องหาไม่ทราบข้อความดังกล่าว เป็นการทำเอกสารปลอมขึ้นบางส่วนโดยอาศัยที่ตนมีหน้าที่เกี่ยวกับเอกสารดังกล่าว ตาม ป.อาญา ม.๑๖๑ และยังถือได้ว่ามีความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบโดยมีเจตนาเพื่อให้เกิดความเสียหายกับนายไข่ผู้ต้องหาตาม ป.อาญา ม.๑๕๗ แต่เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทศาลลงบทหนักตาม ม.๙๐ ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯตาม ม.๑๕๗
หมายเหตุ-ดูแนวฎีกาที่ ๑๗๙๗/๒๕๓๖ ซึ่งยังมารถมาปรับใช้ได้แม้ปัจจุบัน ป.วิอาญา ม.๘๔ จะบัญญัติว่าถ้าถ้อยคำของผู้ถูกจับที่รับว่าทำผิดตามข้อกล่าวหาจริงจะรับฟังไม่ได้ก็ตาม และแม้ขณะจับผู้ต้องหาและสอบถามแล้วนายไข่ผู้ต้องหารับว่าเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับจริงและกระทำผิดตามข้อกล่าวหาจริงก็ตาม ด.ต.ไก่ ก็ไม่มีอำนาจเขียนข้อความเพิ่มเติมโดยพละการ จึงเป็นข้อพึงสังวรของตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่ทั้งหลาย
ถามข้อ ๒.-ตามข้อ ๑.ถ้าเปลี่ยนข้อเท็จจริงเป็น ด.ต.ไก่เข้าใจว่าผู้จ้องหารับสารภาพโดยไม่ได้สอบถามแต่อย่างใดแต่ได้เขียนในบันทึกการจับกุมว่าสอบถามผู้ต้องหาแล้วให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา และไม่ได้อ่านให้ผู้ต้องหาฟังจึงไม่ทราบข้อความแล้วให้ผู้ต้องหาลงชื่อ ด.ต.ไก่จะมีความผิดฐานใด
ตอบข้อ ๒.-ด.ต.ไก่ ถือได้ว่าเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ทำและกรอกข้อความในเอกสารรับรองเป็นหลักฐานว่าได้มีการแจ้งซึ่งข้อความอันมิได้มีการแจ้งและรับรองเป็นหลักฐาน ซึ่งในข้อเท็จจริงอันเป็นเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จ การกระทำของ ด.ต.ไก่ จึงมีความผิดตาม ป.อาญา ม.๑๖๒ และ ๑๕๗
คำถามข้อ ๓.-จ.ส.ต.หล่อ กับพวกและผู้เสียหายได้พบนายเก ผู้ต้องหาตามหมายจับที่หน้าบ้านพักจึงได้แสดงหมายจับและบอกให้ตามไปที่ สภ.นายเกทราบดังนั้นได้วิ่งหนีเข้าบ้านพักไป จ.ส.ต.หล่อกับพวกจึงติดตามเข้าไปทันทีเพื่อจับกุม จึงเกิดการต่อสู้ฉุดกระชากกันขึ้น นายเกได้ต่อยใบหน้า ด.ต.หล่อ เพื่อให้ไม่สามารถจับกุมตนได้ แต่ในที่สุดก็สามารถจับตัวนายเกได้ในบ้านพักดังกล่าวซึ่งเป็นบ้านพ่อนายเก และนายเกก็พักอาศัยอยู่ในบ้านหลังดังกล่าวด้วย แล้วนำตัวส่ง สภ.โดยเขียนบันทึกการจับกุมข้อกล่าวหาตามหมายจับและแจ้งข้อหาเพิ่มเติมว่า
ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่ และทำร้ายร่างกาย ด.ต.หล่อ สามารถแจ้งข้อกล่าวหาดังกล่าวได้หรือไม่
ตอบข้อ ๓-ตาม ป.วิอาญา ม.๙๒(๕) ห้ามค้นในที่รโหฐานโดยไม่มีหมายค้นหรือคำสั่งศาลเว้นแต่.................
(๕)ที่รโหฐานนั้นผู้ต้องถูกจับเป็นเจ้าบ้านและการจับมีหมายจับ และ ม.๘๑ ยังบัญญัติว่าห้ามจับในที่รโหฐาน
ไม่ว่าจะมีหมายจับหรือไม่เว้นแต่ได้ทำตามกฎหมายว่าด้วยการค้นในที่รโหฐาน
จากหลักกฎหมายดังกล่าวการค้นและจับในบ้านที่นายเกวิ่งหนีเข้าไปนั้นเป็นที่รโหฐานซึ่งจะเข้าไปค้นและจับได้ต้องมีทั้งหมายค้นและหมายจับ แต่ถ้าที่รโหฐานนั้นผู้ถูกจับเป็นเจ้าบ้านมีเพียงหมายจับก็เพียงพอแล้ว แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นนายเก ไม่ใช้เจ้าบ้าน เจ้าบ้านคือพ่อของนายเก ดังนั้นการเข้าค้นและจับนายเก จึงไม่ชอบด้วย ป.วิอาญา จึงไม่มีอำนาจ นายเกจึงมีสิทธิที่จะป้องกันให้พ้นจากกาจับกุมได้ จึงไม่มีความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานและการต่อสูเพื่อไม่ให้ถูกจับกุมโดยใช้กำลังต่อยไปเพียงครั้งเดียวถือได้ว่ากระทำไปพอสมควรแก่เหตุที่จะป้องกันสิทธิของตนให้พ้นการจับกุมตัว นายเกจึงไม่มีความผิด ด.ต.หล่อ จึงไม่ควรแจ้งข้อกล่าวหาดังกล่าว ควรแจ้งแต่เฉพาะข้อหาตามหมายจับเท่านั้น (แนวคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๓๕/๒๕๓๖)
คำถามข้อ ๔.-ร.ต.ต.แก้ว เป็นพนักงานสอบสวน เจ้าของสำนวนคดีนายโต เป็นผู้ต้องหา นายเก่งนำโฉนดที่ดินของนางเฮงมาเพื่อยื่นขอประกันตัวนายโต โดยนายเก่งปลอมลายมือชื่อนางเฮง โดยที่ ร.ต.ต.แก้วรู้เห็นว่าเป็นการลงชื่อปลอม ร.ต.ต.แก้วได้ทำบันทึกสัญญาประกันเพื่อแลกกับการวิ่งเต้นของให้นายโตได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ร.ต.ต.แก้วเสนอกับผู้บังคับบัญชาว่าหลักทรัพย์เชื่อถือได้ เห็นควรอนุญาต และผกก.ได้ลงชื่ออนุญาตให้ประกันตัวได้ ร.ต.ตงแก้วมีความผิดฐานใด
ตอบข้อ ๔. – ร.ต.ต.แก้วเป็นเจ้าพนักงานที่มีตำแหน่งและทำหน้าที่พนักงานสอบสวน เสนอความเห็นควรให้ประกันโดยรู้ว่านายประกันไม่ใช่เจ้าของหลักทรัพย์ และนายเก่งก็ปลอมลายมือชื่อนางเฮงเจ้าของหลักทรัพย์
ถือได้ว่า ร.ต.ต.แก้วปฏิบัติหน้าที่มิชอบอาจทำให้นางเฮง และสำนักงานตำรวจได้รับความเสียหายได้ จึงมีความผิด ตาม ป.อาญา ม.๑๕๗ และนอกจากนั้น ร.ต.ต.แก้วยังได้รับเงินแลกกับการที่นายโตได้รับการประกันตัว
จึงมีความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ตาม ป.อาญา ม.๒๐๑ ฐานเป็นเจ้าพนักงานตำแหน่งพนักงานสอบสวนเรียกรับยอมจะรับทรัพย์สินโดยมิชอบเพื่อทำการหรือไม่ทำการในตำแหน่งไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบ ตามแนวฎีกาที่๙๓๑/๒๕๓๒
คำถามข้อ ๕.-จำเลยให้เพื่อนไปซื้อเฮโรอีนมาแล้วจำเลยนำเฮโรอีนมามอบให้ตำรวจเพื่อให้จับกุมตนข้อหามียาเสพติดไว้ในครอบครอง เพื่อประชดบิดาของจำเลย จำเลยมีความผิดหรือไม่
ตอบข้อ ๕.-การกระทำของจำเลยเป็นการหาเฮโรอีนมาเป็นของกลางจึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนายึดถือครอบครองเฮโรอีนของกลางเพื่อตน จึงยังไม่ครบองค์ประกอบความผิด จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานดังกล่าว แนวฎีกาที่ ๗๖๐/๒๕๓๕
หมายเหตุ-ดูป.อาญา ม.๑๕ ให้นำ ป.อาญา ภาค ๑ ไปใช้กับกฎหมายอื่นที่มีความผิดทางอาญาด้วย ดังนั้น ป.อาญา ม.๕๙ วรรค ๑ ที่ว่าบุคคลจะรับผิดทางอาญาเมื่อได้กระทำโดยเจตนาเท่านั้น ดังนั้นจะผิดฐานครอบครองเฮโรอีน ต้องมีเจตนาครอบครองเฮโรอีนเพื่อตนด้วย
คำถามข้อ ๖.-เมื่อวันที่ ๒๘ เม.ย.๒๕๕๐ ตำรวจจับกุมผู้ต้องหาคนต่างด้าวซึ่งขับรถ จยย.โดยไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนนำส่ง พงส. และ พงส.ได้เปรียบเทียบปรับในเรื่องใช้รถ จยย.โดยไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนไปแล้ว และไม่ได้นำตัวไปผัดฟ้องหรือฝากขังแต่อย่างใด จนถึงวันที่ ๓ พ.ค.๒๕๕๐ สิบเวรซึ่งมีหน้าที่ควบคุมตัวผู้ต้องหาบน สภ.เห็นเข้าจึงปล่อยตัวไป สิบเวรจะมีความผิดฐานใดหรือไม่
ตอบข้อ ๖-การควบคุมตัวผู้ต้องหาในชั้นสอบสวน มี ป.วิอาญา ม.๘๗ กำหนดเป็นขั้นตอนเอาไว้ เพื่อมิให้มีการควบคุมตัวผู้ต้องหานายเกินความจำเป็นแห่งคดี แม้ พงส.มิได้ถือปฏิบัติก็เป็นเพียงการควบคุมที่ไม่ชอบบุคคลนั้นหรือผู้มีส่วนได้เสียงเพื่อประโยชน์ของผู้ถูกควบคุมที่มิชอบนั้นยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ปล่อยตาม ป.วิอาญา ม.๙๐ แต่ในข้อเท็จจริงนี้ก็ยังถือว่าผู้ต้องหานี้ยังอยู่ในการควบคุมของ พงส. การที่สิบเวรซึ่งมีหน้าที่ควบคุมดูแลผู้ต้องหาได้ปล่อยตัวผู้ต้องหาไปให้พ้นจากการควบคุม จึงมีความผิดตาม ป.อาญา ม.๒๐๔ ส่วน พงส.จะมีความผิดหรือไม่ก็เป็นอีกกรณีหนึ่ง สิบเวรไม่มีอำนาจโดยชอบที่จะปล่อยตัวผู้ต้องหาไปโดยพละการตนมีหน้าที่ควบคุมดูและหากไม่ชอบมีหน้าที่ต้องรายงานผู้บังคับบัญชาเท่านั้น
2. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 20 ข้อ
.ผู้เสียหาย
-คำว่าผู้เสียหายใน ม.2(4) ซึ่งบัญญัติว่า “หมายความถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่ง รวมทั้งบุคคลอื่นผู้มีอำนาจจัดการแทน ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 4,5 และ6 “ จะออกข้อสอบบ่อยมาก หรือแทรกอยู่ในข้อสอบมาหลายสมัย นอกจากนั้น ม.3,4,5,6 ประกอบด้วย ซึ่งเป็นหลักทั่วไป นอกนั้นมีกฎหมายพิเศษเช่น พ.ร.บ.เลือกตั้งฯผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นผู้เสียหายได้ในหลายฐานความผิด คดีหมิ่นประมาทตาม ป.อาญา ม.333 เมื่อผู้เสียหายตายทายาทก็เป็นผู้เสียได้ทันทีร้องทุกข์หรือฟ้องได้โดยอัตโนมัติ
-บางคดีมีผู้เสียหายหลายคน เช่นเจ้าของรถ และผู้เช่ารถ ต่างก็เป็นผู้เสียหายเมื่อถูกคนร้ายลักรถไปขณะอยู่ในความครอบครองของผู้เช่า
-สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ใครเป็นผู้เสียหาย ดู ป.พ.พ.ม.1303,1304 ซึ่งต้องดูเป็นเรื่องๆว่าอยู่ในความดูแลของหน่วยงานใดซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในความดูแลของกรมธนารักษ์ สาธารณสมบัติของแผ่นดินโอนกรรมสิทธิ์กันไม่ได้ แต่โอนสิทธิครอบครองกันได้
-ฎ.928/2520 เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ซื้อที่ดินเปล่าซึ่งเป็นที่ดินเกิดเหตุจากบุคคลอื่น ส่วนจำเลยได้เข้าครอบครองที่ดินเกิดเหตุซึ่งเป็นที่ดินริมคูเมืองและสร้างห้องแถวให้เช่า โดยจำเลยเช่าจากกรมธนารักษ์อันเป็นหน่วยงานของรัฐซึ่งมีหน้าที่ดูแลรักษาที่ดินสาธารณประโยชน์ โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะฟ้องว่าจำเลยบุกรุกได้
-การฝากทรัพย์โดยทั่วไปเจ้าของและผู้รับฝากต่างก็เป็นผู้เสียหาย แต่การรับฝากเงินตาม ป.พ.พ.ม.672 ผู้รับฝากไม่จำต้องคืนเงินอันเดียวกับเพียงแต่คืนให้ครบจำนวนเท่านั้น ผู้รับฝากเพียงผู้เดียวที่เป็นผู้เสียหายเกี่ยวกับเงินที่รับฝากนั้น
-เรื่องเช่าทรัพย์ การเช่าทรัพย์ก็เพื่อใช้ทรัพย์นั้น สิทธิครอบครองทรัพย์นั้นตกเป็นของผู้เช่า สิทธิครอบครองของเจ้าของผู้ให้เช่าขาดไปแล้ว ผู้เช่าก็เป็นผู้เสียหายจากการถูกแย่งหรือรบกวนการครอบครอง แม้แต่ผู้ให้เช้าก็ไม่มีสิทธิมารบกวนการครอบครอง กรณีเช่าบ้านแม้ผู้เช่าผิดสัญญาเช่า หรือติดค้างค่าเช่า เจ้าของบ้านก็ไม่มีสิทธิมารบกวนการครองครอง
-บางความผิดเอกชนไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะมาร้องทุกข์หรือฟ้องได้ เจ้าหน้าที่ของรัฐเท่านั้น เช่นความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน พ.ร.บ.จราจร
-การละเมิดอำนาจศาล กฎหมายให้อำนาจศาลเท่านั้นที่จะลงโทษ ฎ.1142/2516 บุคคลอื่นไม่มีสิทธิฟ้องเพื่อให้ศาลลงโทษผู้อื่นเรื่องละเมิดอำนาจศาลได้
-ให้ความสนใจกับสิทธิของผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาตาม ม.7/1 ซึ่งจะโยงกับหน้าที่ของผู้จับใน ม.83,84
และสิทธิของจำเลยตาม ม.8
-ฎ.1341/2509 เมื่อมีผู้แจ้งความต่อ พงส.กล่าวหาว่าจำเลยบุกรุกที่ดิน จำเลยย่อมตกเป็นผู้ต้องหาและอยู่ในฐานะผู้ต้องหาแล้ว จำเลยจะรู้หรือไม่รู้ก็ตาม
-ฎ.1405/2512 วันที่บิดายื่นฟ้อง บิดาไม่มีอำนาจเพราะเป็นบิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ต่อมาจะไปจด
ทะเบียนสมรสกับมารดาผู้เสียหาย บิดาจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ต้องยกฟ้อง(ดู ม.5 อนุ 1 ต้องเป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมาย เช่นบิดาที่จะทะเบียนสมรสกับมารดาผู้เสียหาย,บิดาที่จดทะเบียนรับรองบุตรแล้ว แต่กรณีบุตรถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่อาจจัดการแทนได้ตาม ม.5 อนุ 2 บิดามีอำนาจฟ้องแทนได้)
-ฎ.563/2517 แต่ถ้าเป็นกรณีความสามารถในการฟ้องบกพร่องตาม วิแพ่ง ม.56 ซึ่งนำมาใช้ในคดีอาญาได้ถูกแก้ไขก็มีอำนาจฟ้องได้
-ม.5 เรื่องอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายซึ่งไม่ว่าจะดำเนินคดีในชั้นใดในทุกเรื่อง แต่ ม.29 เป็นเรื่องการรับมรดกความในกรณีผู้เสียหายยื่นฟ้องแล้วตายลง
-ฎ.1003/2510 ในความผิดอันยอมความกันได้ผู้เสียหายยื่นฟ้องแล้วตายลง ไม่มีผู้ใดเข้ามาเป็นผู้เสียหายแทน ศาลสูงมีอำนาจพิจารณาและพิพากษาต่อไปได้
-จำเลย ม.2(3) บุคคลซึ่งถูกฟ้องยังศาลแล้วโดยข้อหาว่าได้กระทำความผิด
-แม้ศาลยังไม่ประทับรับฟ้องก็เรียกว่าจำเลยแล้ว แต่ยังไม่มีฐานะเป็นจำเลย จะมีฐานะเป็นจำเลยก็ต่อเมื่อศาลประทับรับฟ้องแล้ว(ม.165ก่อนศาลประทับฟ้องมิให้ถือว่าจำเลยอยู่ในฐานะเช่นนั้น) และถ้ายังไม่ได้ถูกฟ้องมีฐานะเพียงเป็นผู้ต้องหา แต่ก็มีกฎหมายพิเศษให้สามารถร้องขอต่อศาลได้เช่นถูกศาลออกหมายขังระหว่างสอบสวนก็ร้องขอให้ศาลปล่อยตัวชั่วคราวได้ และมีสิทธิ์โต้แย้งคำสั่งศาลในเรื่องที่ศาลไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวโดยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นแม้ยังไม่ได้เป็นจำเลยเพราะเป็นเรื่องพิเศษ คือ ม.119 ทวิ ซึ่งคำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ไม่อนุญาตหรือยืนตามศาลชั้นต้นเป็นที่สุดแต่ไม่ตัดสิทธิ์ที่จะยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวใหม่
-คำสั่งคดีมีมูลเด็ดขาดตาม ม.170 ไม่มีมูลโจทก์เท่านั้นอุทธรณ์ฎีกาได้
**ฎ.2151/2548 ก่อนศาลประทับฟ้องจำเลยยังไม่มีฐานะจำเลย ศาลอุทธรณ์สั่งให้มีการไต่สวนมูลฟ้องใหม่
จำเลยฎีกาคัดค้านคำสั่งศาลอุทธรณ์ไม่ได้ การไต่สวนมูลฟ้องเป็นเรื่องของศาลชั้นต้นกับโจทก์เท่านั้น
-ดู ม.170,193 ทวิ,220 เกี่ยวโยงกัน
-คดีอัยการเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นไม่ประทับฟ้อง อัยการอุทธรณ์ได้ ถ้าศาลอุทธรณ์ให้ประทับฟ้อง จำเลยฎีกา
ได้หรือไม่
ตอบ-ฎีกาไม่ได้ เพราะ ม.165 ก่อนศาลประทับฟ้องจำเลยยังไม่ได้อยู่ในฐานะจำเลย ทั้งม.170 คำสั่งศาลคดีมีมูล(ประทับฟ้อง)ย่อมเด็ดขาด
-ในคดีอาญาตีความเคร่งครัด คำว่าคู่ความหมายถึงโจทก์และจำเลยเท่านั้น ทนายโจทก์ลงชื่อแทนโจทก์ในท้ายคำฟ้องไม่ได้ ลงชื่อได้เฉพาะอัยการและผู้เสียหายเท่านั้น และคดีอาญาฟ้องเท็จกฎหมายเอาโทษแต่คดีแพ่งไม่มีกฎหมายเอาโทษ ทนายลงชื่อแทนโจทก์ผู้เสียหายได้ เพราะคำว่าคู่ความในคดีแพ่งให้หมายรวมถึงผู้มีสิทธิ์ทำการแทนและทนายความด้วย
อำนาจฟ้องไม่ใช่มรดก หรืออีกนัยหนึ่งสิทธิการนำคดีอาญาฟ้องเป็นเรื่องเฉพาะตัวไม่ใช่มรดก
-เน้น ม.5(2)ผู้บุพการี,ผู้สืบสันดานตามความเป็นจริง,สามีภรรยาที่ชอบด้วยกฎหมายจัดการแทนผู้เสียหาย(ร้องทุกข์,ฟ้อง,เป็นโจทก์ร่วมตาม ม.30 )แทนผู้เสียหายโดยตรงเฉพาะกรณีผู้เสียหายโดยตรงถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจัดการเองได้เท่านั้น
-ฎ.1596/2549 เมื่อบิดาไม่มีอำนาจจัดการแทน(ฟ้องเองไม่ได้) ก็ไม่สามารถขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับอัยการตาม ม.30 ก็ไม่ได้ด้วย จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์
-โจทก์เป็นนิติบุคคลที่ถูกฟ้องล้มละลายและถูกศาลพิทักษ์แล้วผู้แทนนิติบุคคลนั้นก็ยังมีอำนาจฟ้องคดีอาญาเพียงอย่างเดียวในเรื่องที่จำเลยบุกรุกได้เพราะไม่ได้ฟ้องในทางแพ่งด้วยแต่อย่างใด แต่หากเป็นกรณีร้องทุกข์ในคดีอาญา ซึ่งอยู่ในความผิด 9 ฐานตาม ม.43 อัยการก็สามารถขอท้ายฟ้องให้คืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์ได้ด้วย เวลาตอบข้อสอบจะต้องอ้างคำว่าผู้เสียหาย ม.2(4),ผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องตาม ม.3(2),ผู้แทนนิติบุคคลมีอำนาจจัดการแทนนิติบุคคลตาม ม.5(3) รวมตลอดทั้ง ม.28(2)
-***ฎ.3902/2549 บทบัญญัติของ พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22, 24 และ 25 เป็นบทบัญญัติที่จำกัดอำนาจในการจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินหรือกิจการของลูกหนี้แต่เฉพาะในทางแพ่งเท่านั้น หาได้รวมถึงการฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีอาญาด้วยไม่ กรณีที่โจทก์เป็นผู้เสียหายฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาในข้อหาบุกรุกโดยมิได้มีคำขอในส่วนแพ่งให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายหรือขับไล่จำเลยออกจากที่ดินของโจทก์ แม้โจทก์จะถูกศาลพิพากษาให้ล้มละลายแล้ว โจทก์ก็มีอำนาจฟ้องร้องคดีอาญาได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 3 (2) และมาตรา 5 (3) ประกอบมาตรา 28 (2) หรือจะมอบอำนาจให้ผู้อื่นฟ้องแทนก็ได้
-สรุปได้ว่าผู้เสียหายโดยตรงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย(ดูฎีกาเรื่องผู้เสียหายโดยนิตินัยประกอบ) ผู้มีอำนาจจัดการแทนตาม ม.5 จะไม่มีอำนาจตาม ม.3 ,28(2)ไปด้วย
-ถ้าผู้เสียหายไปร้องทุกข์ต่อ พงส. และ พงส.รับคำร้องทุกข์ไว้แล้วในความผิดต่อส่วนตัว และอัยการได้ยื่นฟ้องไปแล้ว ข้อเท็จจริงไปปรากฏในการพิจารณาของศาลว่าผู้เสียหายไปมีส่วนร่วมในการกระทำผิด จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยจึงไม่มีอำนาจร้องทุกข์แต่ต้น ทำให้ พงส.ไม่มีอำนาจสอบสวน จึงเป็นการสอบสวนไม่ชอบตาม ม.120 อัยการไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลสามารถยกฟ้องได้โดยไม่จำต้องวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำผิดหรือไม่(เวลาตอบ อ้าง ม.2(4),120,185) แนวฎีกา 1343/2549
-*****คำพิพากษาฎีกาที่ 2529/2549 น่าสนใจ*****
การสอบสวนที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 120 ต้องสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนที่ระบุไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 2 (6) ประกอบมาตรา 18 เมื่อเหตุที่อ้างว่าจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางแก่ ส. เกิดที่บ้านในอำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยกับ ส. ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายภายหลังจากนั้นอีกในประการใด ท้องที่ซึ่งจำเลยถูกจับก็อยู่ภายในเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองกำแพงเพชร และไม่ปรากฏเหตุอื่นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ที่จะทำให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอปางศิลาทองมีอำนาจสอบสวนได้ ทั้งถือไม่ได้ว่าเป็นการทำการแทนพนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจตามที่ ป.วิ.อ. มาตรา 128 บัญญัติไว้ การสอบสวนจำเลยโดยพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอปางศิลาทองจึงเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่เป็นการสอบสวนตามที่ระบุไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 120 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ว่าจำเลยจะไม่ได้ยกขึ้นในศาลล่างทั้งสอง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นอ้างได้ตาม ป.
วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
*******ซึ่งฎีกานี้อาจตั้งตุ๊กตาตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นว่า ตำรวจ สภ.อ.ปางศิลาทอง จว.กำแพงเพ็ชร จับ ส.
พร้อมยาบ้าเป็นคดีหนึ่ง ส.ซัดทอดว่าของกลางที่ตำรวจยึดได้นั้นตนซื้อมาจาก จำเลยในคดีนี้จากบ้านจำเลยซึ่งตั้งอยู่ในท้องที่ อ.คลองลาน จว.กำแพงเพ็ชร ตำรวจ สภ.อ.ปางศิลาทอง จึงออกหมายจับจำเลยไว้ และจับกุมตัวได้ในเวลาต่อมาในท้องที่ สภ.อ.เมืองกำแพงเพ็ชร พงส.สภ.องปางศิลาทอง ได้ทำการสอบสวนคดีของ ส.และคดีของจำเลยนี้ การสอบสวนชอบหรือไม่
-เวลาตอบแยกประเด็น ส.เริ่มครอบครองยาบ้าของกลางมาตั้งแต่ซื้อที่ท้องที่สภ.อ.คลองลาน ตลอดมาถึงท้องที่ สภ.อ.ปางศิลาทอง ที่ถูกจับ ความผิดเกิด สภ.อ.ปางศิลาทอง พงส. สภ.อ.ปางศาลาทอง เป็นพนัก
งานสอบสวนผู้รับผิดชอบ มีอำนาจสอบสวน
-สำหรับจำเลยทำความผิดฐานจำหน่ายยาบ้า ที่บ้านพักของตน ความผิดเกิดท้องที่ สภ.อ.คลองลาน
แม้ พงส.สภ.อ.ปางศิลา ได้ทำการสอบสวน และจะจับกุมตัวได้ที่ อ.เมืองฯ พงส.สภ.อ.ปางศิลา และ สภ.อ.เมืองฯไม่ใช่ พงส.ผู้รับผิดชอบ เป็นเหตุให้การสอบสวนไม่ชอบ อัยการจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลต้องยกฟ้อง และให้สรุปตอนท้ายเพิ่มว่าไม่ใช่เรื่องมอบหมายให้ทำการสอบสวนแทนตาม ม.128 และถ้าคำถามถามเพิ่มเติมเรื่องที่อำนาจสอบสวนนี้จำเลยไม่ได้ต่อสู้มาตั้งแต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกายกขึ้นพิจารณาเองได้ตาม ม.195 ว.2 ประกอบ 225 เพราะเรื่องอำนาจสอบสวนเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย
-เวลาสอบต้องอ้าง ม.2(6),18 ว.1,120,128,195 ว.2,225
ระหว่างพิจารณาชั้นศาลมีการควบคุมโดยหมายขังของศาลที่ชอบ เหตุตาม ม.90 พ้นไปแล้วจึงยืนให้ยกคำร้อง จึงไม่ต้องวินิจฉัยในประเด็นอื่น
2. การฟ้องคดีอาญา
-คดีเช็ค สั่งจ่ายท้องที่ ก นำไปขึ้นเงินยังท้องที่ ข.และธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ถ้าจะดูเรื่องท้องที่ที่ พงส.มี
อำนาจรับคำร้องทุกข์ตาม ม.19 ก็ทั้งท้องที่ ก.และ ข. แต่ถ้าฟ้องยังศาลดูที่ ม.22 ต้องท้องที่ธนาคารปฏิเสธการ
จ่ายเงิน คือท้องที่ ข.เพราะความผิดจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คนั้น
-ม.22 โดยหลักศาลที่มีอำนาจชำระคดีคือท้องที่ความผิดเกิด อ้างหรือเชื่อว่าเกิดในเขตศาลนั้น แต่การฟ้องยังศาลที่จำเลยมีที่อยู่ หรือถูกจับ เป็นการฟ้องตามข้อยกเว้น ส่วนความผิดที่เกิดนอกราชอาณาจักรฟ้องยังศาลอาญาหรือศาลแห่งท้องที่มีการสอบสวน ให้ดู พงส.ผู้รับผิดชอบในคดีที่เกิดนอกราชอาณาจักร ม.20 ประกอบ
-คดีหมิ่นประมาทด้วยการไขข่าว เช่นลง นสพ. ท้องที่เกิดคือท้องที่ที่ นสพ.ลงข้อความหรือจำหน่าย
-ม.20 การทำผิดนอกประเทศไทย หากมีโทษตามกฎหมายไทย อัยการสูงสุดเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ แต่ พงส.ที่ผู้ต้องหาถูกจับในเขต หรือผู้เสียหายหรือรัฐบาลประเทศอื่นนั้นร้องทุกข์ทำการ
สอบสวนไปพลางก่อนได้ ดู.ป.อาญา ม.4 ว.2,5,6,7,8,9 แยกได้ดังนี้
-ทำผิดนอกราชอาณาจักร
-การทำนั้นผิดกฎหมายไทยด้วย
-มีการร้องทุกข์กับ พงส.ไทย
-อัยการสูงสุดหรือผู้รับมอบหมายเป็น พงสงผู้รับผิดชอบ
-ผิดกฎหมายไทยนั้นต้องรับโทษในไทยได้ตามหลักของ ป.อาญา ม.4ว.2,5,6,7,8,9
-พงส.ที่รับคำร้องทุกข์,ท้องที่จับผู้ต้องหาได้เป็น พงส.ไปพลางก่อนระหว่างรอ(แต่ต้องทำหนังสือแจ้งอัยการสูงสุด)
3.การเข้าเป็นโจทก์ร่วม-ม.30,31
ม.30 กรณีผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเป็นโจทก์ร่วมกับอัยการ ยื่นก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา
ม.31อัยการขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับผู้เสียหายได้เฉพาะความผิดอาญาแผ่นดินในระยะเวลาใดก็ได้ก่อนคดีเสร็จเด็ดขาด
-คำร้องขอเป็นโจทก์ร่วมตาม ม.30 ไม่ใช่คำฟ้องตาม ม.158(5) บรรยายเพียงว่าเป็นผู้เสียหายเพราะอะไร
ขอเป็นโจทก์ร่วมถือเอาคำฟ้องและพยานของอัยการ คำร้องนี้ทนายลงชื่อได้ แต่ถ้าถอนคำร้องขอเป็นโจทก์ร่วมถือว่าถอนฟ้องตาม ม.36 นำมาฟ้องใหม่ไม่ได้เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นคืออัยการฟ้องคดีอาญาแผ่นดินแล้วถอนไม่ตัดสิทธิ์ผู้เสียหาย,อัยการถอนคดีส่วนตัวโดยผู้เสียหายไม่ยินยอมไม่ตัดสิทธิ์ผู้เสียหาย,ผู้เสียหายยื่นฟ้องคดีอาญาแผ่นดินแล้วถอนไม่ตัดสิทธิ์อัยการ
4.การถอนฟ้อง ม.35,36
-หลักใน ม.35 คำร้องขอถอนฟ้องคดีอาญาจะยื่นเวลาใดก็ได้ก่อนมีคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ศาลจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตก็ได้แต่ถ้าจำเลยยื่นคำให้การแล้วต้องถามจำเลยก่อนว่าจะคัดค้านหรือไม่ ถ้าจำเลยคัดค้านให้ศาลยกคำร้องถอนฟ้อง
ความผิดต่อส่วนตัว ถอนฟ้องหรือยอมความก่อนคดีถึงที่สุดก็ได้ แต่ถ้าจำเลยคัดค้านให้ศาลยกคำร้อง
-หลักใน ม.36
คดีอาญาที่ได้ถอนฟ้องไปจากศาลแล้ว นำมาฟ้องใหม่ไม่ได้เว้นแต่.......
-คร.ฎ.142/2534 แม้ไม่ใช้คำว่าขอถอนฟ้อง แต่คำร้องแปลความหมายได้ว่าไม่ประสงค์ให้ดำเนินคดีกับจำเลยอีกต่อไป และจำเลยไม่คัดค้าศาลอนุญาตให้ถอนฟ้องได้
-ฎ.209/2531 ถอนเพื่อไปฟ้องยังศาลใหม่ให้ถูกต้อง ฟ้องใหม่ได้ไม่ต้องห้ามตาม ม.36
-ฎ.7241/2544 ถอนการเป็นโจทก์ร่วม แล้วมาเป็นโจทก์ร่วมใหม่หรือฟ้องใหม่เองไม่ได้ต้องห้ามตาม ม.36
-ฎ.568/2528 ในคดีความผิดต่อส่วนตัว โจทก์ถอนฟ้องขณะคดีอยู่ในศาลฎีกา ศาลฎีกาไม่จำเป็นต้องยกคำพิพากษาศาลล่าง เพราะการอนุญาตให้ถอนฟ้องย่อยลบล้างคำพิพากษาของศาลล่างโดยปริยาย
-ผลของการเป็นโจทก์ร่วม
1.ถือคำฟ้องเดิมเป็นหลัก คำฟ้องเดิมบกพร่องผู้เข้าเป็นโจทก์ร่วมเสียหายไปด้วย
2.ฟ้องของอัยการ ผู้เสียหายเข้าเป็นโจทก์ร่วมผู้เสียหายขอแก้ฟ้องไม่ได้
3.ผู้เสียได้เป็นโจทก์ร่วมกับอัยการแล้วคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาไม่พอใจที่คดีอัยการดำเนินการไปด้วยความล่าช้า นำมาฟ้งต่อศาลเองไม่ได้ ถือเป็นฟ้องซ้อนตาม วิแพ่ง ม.173(1)+วิอาญา ม.15
4.ผู้เสียหายที่เป็นโจทก์ร่วมกับอัยการขออ้างพยานเพิ่มเติมได้ สืบพยานได้ และยื่นพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้
5.ศาลสูงสามารถพิพากษาได้ว่าโจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหาย พยานหลักฐานที่สืบไว้นำมาฟังประกอบได้
6.ค่าธรรมเนียมศาล ผู้เสียหายที่เป็นโจทก์ร่วมไม่เสียค่าธรรมเนียมศาลเช่นเดียวกับอัยการ
7.ผลในเรื่องการขาดนัดพิจารณา ผู้เสียหายที่เป็นโจทก์ร่วมกับอัยการมีฐานะเป็นโจทก์แม้อัยการขาดนัดแต่ผู้เสียหายโจทก์ร่วมมาศาลศาลก็พิจารณาคดีต่อไปได้
-ม.30,31 ใช้หลักความเป็นผู้เสียหายด้วย ไม่ว่าเป็นผู้เสียหายโดยตรงหรือผู้มีอำนาจจัดการแทน
-เรื่องเป็นผู้เสียหายหรือไม่เป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบฯ พบในชั้นอุทธรณ์หรือชั้นฎีกา ศาลสูงยกขึ้นว่ากล่าวได้ ฎ.2794/2516
-ฎ.680/2545 เข้าร่วมเป็นโจทก์ได้เฉพาะข้อหาที่ตนเป็นผู้เสียหายเท่านั้น ฎ.2110/2548 ราษฎรขอเป็นโจทก์ร่วมกับอัยการในข้อหาทำลายพยานหลักฐานไม่ได้ เพราะฐานดังกล่าวรัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย คงเข้าร่วมได้เฉพาะฐานฆ่าฯและชิงทรัพย์เท่านั้น
-ฎ.298-299/2510 เมื่อได้รับอนุญาตเป็นโจทก์ร่วมกับอัยการแล้ว ถือว่าได้ฟ้องคดีอาญาแล้ว นำคดีความผิดฐานนั้นไปฟ้องจำเลยคนเดียวกันนั้นอีกไม่ได้เป็นฟ้องซ้อน ตาม วิแพ่ง ม.173 ว.2(1)+วิอาญา ม.15
-สังเกตการณ์ใช้ถ้อยคำในกฎหมาย ม.31 กรณีอัยการขอเป็นโจทก์ร่วมกับผู้เสียหายได้ในระยะเวลาก่อนคดี
เสร็จเด็ดขาด – (หมายถึงคดีถึงที่สุด คือระยะระหว่างยังยังมีเวลาอุทธรณ์ ถือว่าคดียังไม่เสร็จเด็ดขาด
แต่ ม.39(4) นำคดีอาญามาฟ้องอีกไม่ได้เมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว ซึ่งหมายถึงคำพิพากษาศาลชั้นต้นก็ได้
5. สิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปดังต่อไปนี้ ม.39
1.โดยความตายของผู้กระทำผิด
2.ในคดีความผิดต่อส่วนตัวเมื่อได้ถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้องหรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย (ฎ.1403/2508 ข้อตกลงล่วงหน้าไม่ถือเป็นการยอมความ เป็นการยอมความตามาตรานี้ได้ต้องทำ
หลังความผิดเกิดขึ้นแล้วเท่านั้น)
3.เมื่อคดีเลิกกันตาม ม.37 (1.คดีโทษปรับสถานเดียว+ก่อนศาลพิจารณา+ยอมเสียค่าปรับขั้นสูง 2.ทั่วราชอาณาจักรยกเว้นกทม.ความผิดลหุโทษ หรือความผิดที่โทษสูงกว่าลหุโทษ คดีอื่นโทษปรับอย่างเดียวไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทและรวมทั้งปรับตาม กม.ภาษีอากรซึ่งมีโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท พงส.ทำการเปรียบเทียบปรับ 3.ในกทม.เช่นเดียวกับข้อ 2.แต่ไม่มีคดีตามกม.ภาษีอากร นายตำรวจระดับ สว.ขึ้นไปเปรียบเทียบปรับ 4.ตามกม.อื่นที่พนักงานเจ้าหน้าที่เปรียบเทียบปรับ)
4.เมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง(แพ่ง ตาม วิแพ่ง ม.148 ใช้คำว่าคดีถึงที่สุด ในคดีอาญา คำว่าเสร็จเด็ดขาด อาจไม่ถึงที่สุดก็ได้คือศาลชั้นต้นพิพากษาแล้ว ยังอยู่ในระยะเวลาอุทธรณ์ก็ถือวามีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้ว)
5.เมื่อมีกฎหมายออกใช้ภายหลังการกระทำผิดยกเลิกความผิดนั้น
-ต้องเป็น พ.ร.บ.,พ.ร.ก..,พ.ร.ฎ.,กฎกระทรวง เท่านั้น และรวมถึง ประกาศหรือคำสั่ง คปค.,คณะปฏิวัติ,ปฏิรูปที่มีลักษณะเป็นกฎหมายด้วย ซึ่งมีศักดิ์เทียบเท่า พ.ร.บ.
-ฎ.31-32/2490 ประกาศหรือคำสั่งของกรมการจังหวัดที่ออกช่องสถานการณ์หนึ่งๆโดยออกอาศัยตามที่กฎหมายให้อำนาจก็ตามและยกเลิกไปเมื่อสถานการณ์หมดไป ไม่ใช่กม.ใหม่ที่ออกภายหลังยกเลิกการกระทำผิดนั้น
-ฎ.710/2520 ฟ้องให้ลงโทษจำเลยผิด พ.ร.บ.เลือกตั้ง สส.พ.ศ.2511 ม.75 เมื่อคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีประกาศคณะปฏิรูปการปกครองยกเลิก พ.ร.บ.การเลือกตั้งเสียทั้งหมด ถือว่ามีกฎหมายออกใหม่ยกเลิกความผิดนั้น
-สรุปแล้วต่ำกว่ากฎกระทรวงไม่ถือเป็นกฎหมาย
6.เมื่อคดีขาดอายุความ
-อายุความในคดีอาญามี 2 ประเภท คือ
1) อายุความฟ้องคดี ตาม ม.95 แห่ง ป.อาญา ซึงมี 1 ปี,5ปี,10ปี และ 20 ปี ตามอัตราโทษสูงสุดแต่ละฐานความผิด ซึ่งตามหลักกฎหมายต้องได้ตัวมาฟ้องศาลในกำหนดอายุความ หากเกินอายุความก็ฟ้องร้องไม่ได้ หากได้ตัวมาฟ้องแล้ว หลบหนีระหว่างพิจารณา ก็ไม่ได้ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง หลบหนีไปจนขาดอายุความก็พิจารณาคดีต่อไม่ได้
2)อายุความร้องทุกข์ ในคดีความผิดต่อส่วนตัวตาม วิอาญา ม.95 ใน 3 เดือนนับแต่ทราบการกระทำผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิด
-อายุความร้องทุกข์ อยู่ภายใต้อายุความฟ้องร้องด้วย
-ฎ.3312/2515 แม้ราษฎรฟ้องคดีเองในคดีความผิดต่อส่วนตัว ก็ต้องฟ้องภายในอายุความ 3 เดือนด้วย
-แต่เมื่อร้องทุกข์หรือฟ้องในอายุความ 3 เดือนแล้วกว่าจะเสร็จคดีเกิน 3 เดือนก็ไม่เป็นไร
-ปัญหาเรื่องอายุความเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยศาลยกขึ้นเองได้ แต่คดีแห่งหากจำเลยไม่ยกเรื่องอายุความขึ้นต่อสู้ ศาลยกไม่ได้ เพราะคดีแพ่งแม้ขาดอายุความหนี้ก็ยังอยู่
7.เมื่อมีกฎหมายกเว้นโทษ
-แม้คดีอาญาจะเสร็จสิ้นไป แต่ความรับผิดทางแพ่งก็ยังคงอยู่ ไม่เหมือนกรณีกฎหมายออกภายหลังไม่เป็นความผิดอีกต่อไป
-ฎ.1513/2532 การเปรียบเทียบปรับของ พงส.หากไม่ชอบ คดีอาญาก็ยังไม่เลิกกัน เช่นความผิดกรรมเดียวกันซึ่งโดยหลัก กม.ต้องลงโทษบทหนัก พงส.เปรียบเทียบปรับบทที่เบา ถือว่าเปรียบเทียบปรับที่ไม่ชอบ
-ฎ.354/2541 พงส.เข้าใจโดยสุจริตว่ามีอำนาจเปรียบเทียบปรับได้ แต่ยังมีความผิดฐานอื่นอยู่ด้วย อัยการยังมีอำนาจฟ้องความผิดฐานอื่นนั้นด้วย เช่นเดิมแจ้งทำร้ายร่างกายไม่เป็นอันตรายแก่กายหรือจิตใจแล้วเปรียบเทียบปรับ ต่อมาแพทย์ลงความเห็นว่าสาหัส อัยการมีอำนาจฟ้องฐานทำร้ายร่างกายสาหัสได้
-ตาม ม.46 ซึ่งให้นำข้อเท็จจริงในส่วนอาญามาฟังในคดีแพ่งนั้น การเปรียบเทียบปรับนำมาใช้ไม่ได้ เพราะ ม.46 ต้องเป็นข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาเท่านั้น
-สรุปหลักเกณฑ์ตาม ม.39(4) 1)คดีไม่จำเป็นต้องถึงที่สุด เพียงมีคำพิพากษาแล้ว
2)แม้โจทก์ไม่ใช่คนเดียวกัน(อาจเป็นอัยการหรือผู้เสียหาย) แต่จำเลยคนเดียวกัน(หลักคนเดียวกันไม่สมควรถูกฟ้องหลายครั้งจากการทำครั้งเดียว)
3)ข้อหาเดียวกัน(กรรมหรือการกระทำเดียว)
-ฎ.1037/2501 อัยการฟ้องข้อหาประมาท ศาลชั้นต้นพิพากษาแล้ว ผู้เสียหายนำคดีมาฟ้องฐานเจตนาจากการขับรถยนต์ชนครั้งเดียวกัน เป็นฟ้องซ้ำตามม.39(4)
-เรื่องฟองซ้ำคดีอาญาแตกต่างกับคดีแพ่ง ตรงที่คดีอาญาดูที่หลักตัวจำเลย แต่คดีแพ่งดูที่ตัวผู้เสียหาย เพราะผู้เสียหายต่างไดรับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยครั้งเดียวกัน เสียหายแตกต่างกันไปต่างคนต่างก็ฟ้องได้
-ฎ.6705/2546 ลักทรัพย์หลายเจ้าของคราวเดียวกันโดยแบ่งแยกหน้าที่กันทำระหว่างจำเลยที่ 1-3 ถือเป็นกรรมเดียวกัน เมื่อจำเลยที่ 1- 2 ถูกลงโทษแล้วจากการที่จำเลยที่ 1 ฟ้องแล้วผู้เสียหายที่ 2 จำคดีจากการกระทำครั้งเดียวกันนั้นมาฟ้องจำเลยที่ 1-2 อีกไม่ได้
-ฎ.54/2528 ความผิดฐานกระทำอาจาร กับข่มขืนกระทำชำเรา เป็นกรรมเดียวต่อเนื่องกัน แม้เป็นคนละฐาน
ความผิดกันก็ตาม
**ฎ.817/2548 อาวุธปืนขู่บังคับผู้ตายขึ้นรถยนต์กระบะ อันเป็นการหน่วงเหนี่ยวกักขัง เมื่อถึงที่เปลี่ยวทำการชิงทรัพย์และยิงผู้ตาย เป็นความผิดกรรมเดียวคือชิงทรัพย์และฆ่า ต่อเนื่องกันไป
-กรณีค้นยาเสพติดที่ตัวจำเลยครั้งเดียวกัน พบยาเสพติดของกลางหลายชิ้นจากหลายแห่งที่ร่างกายจำเลยก็เป็น
กรรมเดียว
-ฎ.8922/2546 ลักทรัพย์เหรียญในโทรศัพท์สาธารณะหยอดเหรียญโดยทำให้ตู้โทรศัพท์เสียหายด้วย อัยการฟ้องฐานลักทรัพย์และทำให้เสียทรัพย์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยมีจุดมุ่งหมายเพียงเพื่อเอา
เหรียญ จึงเป็นกรรมเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบท
-ฎ 8917/2546 การที่จำเลยกับพวกร่วมกันฉุดผู้เสียหายพาขึ้นรถยนต์ตู้ไปยังต่างจังหวัดในที่ต่าง ๆ หลายแห่งและหลายวัน โดยวันแรกระหว่างเดินทางจำเลยกับพวกได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงในรถยนต์ตู้คนละ 1 ครั้ง และระหว่างผู้เสียหายอยู่กับจำเลยที่ต่างจังหวัดตามลำพัง จำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอีกหลายครั้ง โดยระหว่างนั้นผู้เสียหายพยายามหลบหนี 2 ครั้ง ก็ถูกจำเลยทำร้ายและข่มขู่ไม่ให้หลบหนี แม้การที่จำเลยพาผู้เสียหายไปยังต่างจังหวัดในที่ต่าง ๆ หลายแห่ง และหลายวัน จะเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องมาจากความประสงค์เดียวกับการข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายก็ตาม แต่การที่จำเลยพาผู้เสียหายไปยังที่ต่าง ๆ หลายวัน โดยได้ทำร้ายและข่มขู่บังคับไม่ให้ผู้เสียหายหลบหนีนั้น ถือได้ว่าเป็นความผิดอีกกระทงหนึ่งต่างหากจากความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ซึ่งเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว หาใช่เป็นกรรมเดียวไม่
ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือหลายกรรมต่างกัน เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์มิได้ฎีกาศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงกรรมหนึ่ง และฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังอีกกรรมหนึ่ง แต่โจทก์ก็มิได้ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาเห็นสมควรปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้อง แต่ไม่อาจกำหนดโทษในความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังอีก เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 212 ประกอบด้วยมาตรา 225
-ข้อสังเกตุ - ผิดฐานยักยอก (กม.ไม่มีคำว่าทรัพย์ เหมือนกับการลักทรัพย์)
6.คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญา
-ม.40 การฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญาจะฟ้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาหรือศาลที่มีอำนาจชำระคดีแพ่งก็ได้
-ม.45 คดีเรื่องใดแม้ได้ฟ้องคดีอาญาไปแล้ว ก็ไม่ตัดสิทธิผู้เสียหายที่จะฟ้องในทางแพ่งอีก
-ม.46 การพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือเอาข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาส่วนอาญา
(ฎ.695/40ข้อเท็จจริงจะต้องเป็นประเด็นโดยตรงและสำคัญไม่ใช่ประเด็นปลีกย่อย,ฎ.2839/40คดีอาญาที่จะฟังข้อเท็จจริงต้องถึงที่สุดก่อน,.176/38ข้อเท็จจริงที่ต้องถือจากคดีอาญาไม่รวมถึงคดีที่เพียงเปรียบเทียบปรับหรือข้อเท็จจริงที่ยุติโดยวิธีอื่นที่ไม่ใช่คำพิพากษาของศาล,ฎ.556/38คู่ความต้องเป็นคู่ความเดียวกันกับคดีอาญา,ฎ.7283/41ส่วนอาญาศาลพิพากษาว่าจำเลยผิดฐานยักยอก คดีนี้โจทก์ฟ้องให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์
โดยอาศัยสัญญาเช่าซื้อ อันเป็นสิทธิเรียกร้องที่ไม่ได้อาศัยมูลความผิดฐานยักยอก จึงไม่เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญาที่จะนำ ม.46 มาใช้ได้)
-ม.43 ในคดีลักทรัพย์,วิ่งราว ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ โจรสลัด กรรโชก ฉ้อโก ยักยอกหรือรับของโจร ผู้เสียหายมีสิทธิเรียกร้องทรัพย์สินหรือราคาทรัพย์เนื่องจากการกระทำผิดคืน ให้อัยการที่ยื่นฟ้องเรียกทรัพย์หรือราคาแทนผู้เสียหายด้วย
-ผู้เสียหายที่ฟ้องคดีอาญาเอง(ไม่ได้ร้องทุกข์)จะใช้มาตรานี้ขอท้ายฟ้องไม่ได้ ชอบที่จะฟ้องร้องทางแพ่งเป็นอีกส่วนหนึ่ง และและอัยการที่จะมีคำขอท้ายฟ้องไม่ต้องคำนึงว่าราคาทรัพย์จะเป็นเท่าใด เกินอำนาจศาลแขวงในทางแพ่งหรือไม่ก็ตาม
-ให้ความสนใจ ม.44/1,44/2 ซึ่งเพิ่มเติมโดยวิอาญา ฉ.24 ใช้เมื่อ 31 ธ.ค.48 ซึ่งมีการแก้ ม.253 ในเรื่อง
ค่าธรรมเนียมด้วย แต่ถ้าเรียกค่าเสียหายสูงเกินความจริงศาลอาจกำหนดค่าธรรมเนียมศาลได้
-44/1 คดีที่อัยการเป็นโจทก์ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเนื่องจากได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือได้รับความเสื่อเสียเสรีภาพในร่างกาย เสื่อมเสียชื่อเสียง หรือเสียหายในทางทรัพย์สินเนื่องจากการทำผิดของจำเลย ผู้เสียหายมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้
ยื่นคำร้องก่อนเริ่มสืบพยาน กรณีไม่มีการสืบพยานให้ยื่นก่อนวินิจฉัยชี้ขาดคดี และคำร้องถือเป็นคำฟ้องในคดีแพ่ง
-ประเด็นอาญา จำเลยผิดหรือไม่ผิด/ค่าเสียหายมากน้อยเพียงใด ถ้าคดีอาญาศาลยกฟ้อง แล้วอัยการไม่อุทธรณ์ โจทก์ร่วมก็สามารถอุทธรณ์ได้ทั้งสองประเด็น และไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลถ้าอุทธรณ์ทั้งส่วนอาญาและส่วนแพ่ง
-ถ้ายื่นคำร้องตาม 44/1 โดยไม่ได้เป็นโจทก์ร่วมในคดีอาญา อุทธรณ์ในส่วนอาญาไม่ได้ เพราะไม่ได้เป็นโจทก์ในคดีอาญา
-หลัก ม.44/1 เหมือนหลักใน ม.30 เพราะผู้เสียหายที่เป็นโจทก์ร่วมจะไปแก้ไขฟ้องของอัยการไม่ได้ ต้องยื่นฟ้องเป็นคดีอาญาใหม่ซึ่งผู้เสียหายมีสิทธิ์ฟ้องตาม ม.28 และศาลจะรวมคดีเองตาม ม.33
-ม.50,51 ซึ่งแก้ไขใหม่ น่าออกสอบ
-มาตรา 50 ได้พูดถึงคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องคดีอาญาที่ศาลสั่งให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์สินถือว่าผู้เสียหายเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ซึ่งจะมีผลถึงการบังคับคดีตามคำพิพากษาในส่วนแพ่ง
-มาตรา 51
1)กรณีไม่มีผู้ใดฟ้องคดีอาญา ต้องฟ้องคดีแพ่งภายในอายุความอาญา การที่ไม่มีผู้ใดฟ้องคดีอาญาอาจเป็นเพราะสืบสวนสอบสวนไม่แล้วเสร็จ หรืออัยการอาจอยู่ระหว่างสอบสวนเพิ่มเติม
2)ถ้าได้ตัวและยื่นฟ้องแล้วอายุความฟ้องทางแพ่งก็จะสะดุดหยุดลงตาม ป.อาญา ม.95
3)ฟ้องคดีอาญาและศาลลงโทษจนคดีเสร็จเด็ดขาดก่อนฟ้องแพ่ง สิทธิฟ้องแพ่งอายุความตาม ป.พ.พ.ม.193/32 คือบวกอีก 10 ปี
4)ฟ้องอาญาศาลยกฟ้องคดีเด็ดขาดแล้ว อายุวามฟ้องแพ่ง ตาม กม.แพ่ง
***ฎ.8380/22547 โจทก์ฟ้องคดีอาญาเมื่อ 10 ก.ย.39 กล่าวหาจำเลยผิดฐานยักยอก ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเมื่อเดือน ธ.ค.41 เพราะศาลเห็นว่าเป็นเรื่องทางแพ่งไม่ใช่ผิดทางอาญา โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นเมื่อเดือน ก.ค.43 ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ (ธ.ค.41-ก.ค.43) โจทก์ได้ยื่นฟ้องคดีแพ่งเมื่อ ก.ค.42 (ขณะฟ้องคดีแพ่งถือว่าคดีอาญายังไม่ถึงที่สุด อายุความสะดุดหยุดลงตาม ม.
51 วรรค 2 จึงยื่นฟ้องได้ไม่ขาดอายุความ) แต่เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้ยกฟ้องโจทก์ในคดีอาญา เมื่อ
ก.ค.43 จึงต้องด้วย ม.51 วรรค 4 อายุความคดีแพ่งย่อมต้องเป็นไปตาม ป.พ.พ.ซึ่งมีอายุความเพียง 2 ปี คดีแพ่งจึงขาดอายุความทันที
-ฎ.383/2547 คดีที่นายจ้างต้องร่วมรับผิดกับลูกจ้างฐานละเมิดเพราะการประมาทของลูกจ้างขณะทำการงานที่จ้างนั้น ลูกจ้างเท่านั้นที่ทำผดอาญา จะฟ้องนายจ้างให้รับผิดทางแพ่งต้องใช้อายุความ 1 ปี
7.-สิทธิของผู้ถูกจับ (ม.7/1,83 ว.2)
-แจ้งหรือขอให้เจ้าพนักงานแจ้งญาติถึงเรื่องถูกจับและที่ควบคุม
-พบและปรึกษาผู้ซึ่งจะเป็นทนายความเป็นการเฉพาะตัว
-ให้ทนายความหรือผู้ไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำ
-ได้รับการเยี่ยมตามสมควร
-ได้รับการรักษาพยาบาลโดยเร็วเมื่อเจ็บป่วย
-มีสิทธิให้การหรือไม่ให้การก็ได้และถ้อยคำของผู้ถูกจับอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณา
คดีได้
***ผู้รับมอบตัวผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหามีหน้าที่แจ้งให้ทราบสิทธิในโอกาสแรก
8.สิทธิของผู้ต้องหา (ม.7/1,83 ว.2,134,133 ทวิ,134/1.134/2,134/3,134/4)
-ตาม ม.7/1,83 ว.2
-ได้รับแจ้งข้อกล่าวหา และได้รับการสอบสวนด้วยความรวดเร็ว ต่อเนื่องและเป็นธรรม
-ผู้ต้องหาที่เป็นเด็กได้รับการสอบสวนที่แยกเป็นสัดส่วนในสถานที่เหมาะสม และต่อหน้า
สหวิชาชีพและจัดหาทนายความให้ในการสอบสวนปากคำ
-คดีประหารชีวิตต้องจัดหาทนายความให้,คดีอื่นที่มีโทษจำคุกถ้าไม่มีและต้องการจัดหาทนายความให้
9.สิทธิของจำเลย ม.8,172,173
-ได้รับการพิจารณาคดีที่รวดเร็วต่อเนื่องและเป็นธรรม
-แต่งทนายในชั้นไต่สวนมูลฟ้องและชั้นพิจารณาตลอดถึงชั้นอุทธรณ์ฎีกา
-ปรึกษาทนายความหรือผู้ซึ่งจะเป็นทนายความเป็นการเฉพาะตัว
-ตรวจพยานหลักฐานถ่ายรูป
-ตรวจดูสำนวนและขอคัดโดยเสียค่าธรรมเนียม
-ตรวจหรือคัดสำเนาคำให้การของตนชั้นสอบสวน
***ทนายความที่แต่งตั้งแล้วมีสิทธิเช่นเดียวกับจำเลยในข้อข้างต้น
-ได้รับการพิจารณาและสืบพยานต่อหน้า ยกเว้นตาม ม.172 ทวิ
-ให้การหือไม่ให้การก็ได้
-คดีจำเลยเป็นบุคคลอายุไม่เกิน 18 ปีในวันถูกฟ้อง หรือคดีที่มีโทษประหารชีวิตต้องจัดหาทนายความให้,คดีอื่นที่มีโทษจำคุกถ้าไม่มีและต้องการจัดหาทนายความให้
10.หมายเรียกและหมายอาญาต่างกันอย่างไร
-หมายเรียก – เป็นหนังสือเชิญตัว หรือหนังสือบงการให้บุคคลมาพบ
-หมายอาญา – เป็นหนังสือให้อำนาจในการดำเนินการในคดีอาญา มีหมายจับ หมายค้นในที่
รโหฐาน หมายขัง หมายจำคุก และหมายปล่อย
-หมายเรียก ให้ดู ม.52 (ใช้ได้กับทุกชั้นคือทั้ง พงส. , พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่,ศาล -อัยการไม่มี) เป็นเรื่องที่เนื่องในการสอบสวน การไต่สวนมูลฟ้อง การพิจารณา และ ม.52 ว.2 กรณี พงส.และพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ไปทำการสอบสวนด้วยตนเองไม่ต้องออกหมายเรียกแต่มีอำนาจเรียกบุคคลได้
-หมายอาญา ศาลเท่านั้นที่มีอำนาจออกหมายอาญา ดู ม. 57,58 ศาลออกหมายจับในเขตอำนาจของตนได้แต่เมื่อออกหมายจับแล้วการปฏิบัติการตามหมายนั้น ม.77 ให้ใช้ได้ทั่วราชอาณาจักร
-ผู้ที่จะยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ออกหมายอาญาคือเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่สืบสวนหรือสอบสวนในคดีอาญาคือระดับ 3 และร้อยตำรวจตรีขึ้นไป
-ก่อนออกหมายต้องมีพยานหลักฐานตามสมควรให้ศาลเชื่อว่ามีเหตุที่จะออกหมายนั้นๆได้
ม.69 เหตุที่จะออกหมายค้นได้มีดังต่อไปนี้
(1) เพื่อพบและยึดสิ่งของที่จะใช้เป็นพยานหลักฐานประกอบการสอบสวนไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณา
(2) เพื่อพบและยึดสิ่งของซึ่งมีไว้เป็นความผิด หรือได้มาโดยผิดกฎหมาย หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าได้ใช้หรือตั้งใจจะใช้ในการกระทำความผิด
(3) เพื่อพบและช่วยเหลือบุคคลซึ่งได้ถูกหน่วงเหนี่ยวกักขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
(4) เพื่อพบบุคคลซึ่งมีหมายจับ
(5) เพื่อพบและยึดสิ่งของตามคำพิพากษาหรือตามคำสั่งศาล ในกรณีที่พบและยึดโดยวิธีอื่นไม่ได้แล้ว
ม.66 เหตุที่จะออกหมายจับได้มีดังต่อไปนี้
(1) เมื่อมีหลักฐานตามสมควร ว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญาซึ่งมีโทษจำคุกอย่างสูงสามปี หรือ
(2) เมื่อมีหลักฐานตามสมควร ว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญาและมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี
หรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานหรือก่อเหตุอันตรายประการอื่น
ถ้าบุคคลนั้นไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งหรือไม่มาตามหมายเรียกหรือตามนัด โดยไม่มีข้อแก้ตัวตามสมควร ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้นั้นจะหลบหนี
-ม.71 เหตุที่จะออกหมายขัง หมายจำคุก และหมายปล่อย
-ม.84 เน้นที่ ว.4 ที่ว่า ถ้อยคำใดๆที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับหรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นจับกุมและรับมอบตัว ถ้อยคำนั้นถ้าเป็นคำรับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำผิดห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน ...... ถ้าคำอื่นรับฟังได้ถ้ามีการแจ้งสิทธิตาม 83 ว.2(แจ้งข้อหา ให้การหรือไม่ให้การก็ได้ ถ้อยคำที่ให้การอาจใช้เป็นพยานหลักฐานได้ และมีสิทธิพบและปรึกษาทนายความและสิทธิที่จะแจ้งญาติทราบการถูกจับ
-ราษฎรจับ ไม่มีกฎหมายให้อำนาจค้นตัวผู้ถูกจับ มีแต่อำนาจควบคุมตัวเพื่อนำส่งเจ้าพนักงาน แต่กรณีเจ้าพนักงานเป็นผู้จับหรือรับมอบตัวมีอำนาจค้นตาม ม.85 และยึดสิ่งขงที่อาจใช้เป็นพยานหลักฐาน การค้นต้องสุภาพ ค้นผู้หญิงต้องใช้ผู้หญิงค้น
-ม.90 กฎหมายใช้คำว่าคุมขัง ไม่ใช้คำว่าควบคุม หรือขัง เหมือนมาตราอื่น ซึ่งเป็นการคุ้มครองผู้อ้างว่าถูกคุมขังโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งศาลจะต้องมีการไต่สวนฝ่ายเดียว ผู้ที่ยื่นคำร้องได้ได้แก่ผู้นั้น,อัยการ,พงส.,ผบ.เรือนจำหรือพัศดี,สามีภรรยาหรือญาติของผู้นั้น
-ดูข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในสังคมเรื่องนายแพทย์ประกิตเผ่า
-ดู ฎ.4752/2549 ประกอบ
-ม.90 สองกรณี คือ 1)การคุมขังในคดีอาญา 2)การคุมขังในกรณีอื่น หากมีผู้อ้างว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายก็สามารถร้องต่อศาลท้องที่ที่มีอำนาจพิจารณาคดีอาญาให้ปล่อยตัวได้ โดยศาลจะไต่สวน โดยผู้มีอำนาจการ
ร้องขอคือ ตัวผู้ถูกคุมขัง,อัยการ,พงส.,ผบ.เรือนจำหรือพัศดี,สามีภรรยา,ญาติหรือผู้อื่นเพื่อประโยชน์ของผู้ถูก
คุมขัง
-การควบคุมระหว่างชั้นจับกุม,สอบสวน กับชั้นศาล ต้องพิจารณาแยกเป็นคนละขั้นตอน และอย่าลืมหลัก
ฎีกายังวางแนวว่าแม้การจับกุมจะไม่ชอบก็ไม่ทำให้การสอบสวนเสียไป
-***ฎ.4752/2549 คดีหนึ่งฟ้องจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติด จำเลยให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา(ซึ่งถูกจับกุมและถูกควบคุมตัวตั้งแต่ที่พนักงานสอบสวน ระหว่างอัยการฟ้อง ตามหมายขังของศาล) ระหว่างการพิจารณาในศาลชั้นต้น บิดาจำเลยยื่นคำร้องต่อศาลอ้างว่าตำรวจจับกุมและคุมขังไม่ชอบด้วยกฎหมาย การควบคุมระหว่างพิจารณาของศาลก็ไม่ชอบ ให้ศาลไต่สวนและปล่อยตัวจำเลย ศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์มีคำสั่งไม่ปล่อยคดีขึ้นสู่ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่าการจับกุมคุมขังโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ชอบ นั้นเมื่ออัยการยื่นฟ้องและศาลประทับฟ้องตาม ม.71 , 88 ศาลออกหมายขังจำเลยแล้ว เป็นคนละขั้นตอนแยกต่างหากจากการควบคุมชั้นพนักงานสอบสวน และชั้นศาล และพ้นระยะเวลาการควบคุมที่ไม่ชอบแล้ว
ระหว่างพิจารณาชั้นศาลมีการควบคุมโดยหมายขังของศาลที่ชอบ เหตุตาม ม.90 พ้นไปแล้วจึงยืนให้ยกคำร้อง จึงไม่ต้องวินิจฉัยในประเด็นอื่น
-ถ้อยคำของผู้ถูกจับ
-ม.84 ว.4 น่าออกข้อสอบ เรื่องถ้อยคำใดๆของผู้ถูกจับที่ให้กับเจ้าพนักงานผู้จับ หรือรับมอบตัว ถ้าเป็นถ้อยคำรับสารภาพว่าทำผิด ห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน
-อย่าลืมว่าชั้นจับและรับมอบตัวเท่านั้น แต่ชั้นสอบสวนที่รับกับพนักงานสอบสวน และในชั้นศาลรับฟังได้ และศาลชั้นต้นเท่านั้น เพราะถ้าปฏิเสธในศาลชั้นต้น แต่เปลี่ยนไปรับชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาไม่ได้เพราะจะเป็นการแก้ไขคำให้การซึ่งทำไม่ได้
-การห้ามรับฟังดังกล่าวเป็นการห้ามที่เด็ดขาดเพื่อตัดปัญหาในการบังคับให้รับสารภาพ แต่ที่จริงการรับด้วยความสมัครใจขณะถูกจับซึ่งยังไม่ได้มีเวลาปั้นแต่งน่าจะเป็นความจริงมากกว่า ส่วนถ้อยคำอื่นฟังได้ถ้ามีการแจ้งสิทธิ์แก่ผู้ถูกจับตาม ม.7/1 แล้ว
-ถ้อยคำของผู้ต้องหา ชั้นสอบสวนมีความสำคัญโดยเฉพาะที่แก้ไขใหม่
ถ้อยคำที่ให้ไว้กับพนักงานสอบสวนรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่มีหลักเกณฑ์เป็นอย่างไร
-ม.134/4 วรรคท้าย ถ้อยคำที่ผู้ต้องหาให้ไว้กับ พงส.ฟังไม่ได้ถ้าไม่มีการแจ้งสิทธิตาม ม.134/4ว.1
1)ให้การหรือไม่ให้การก็ได้ ถ้าให้การถ้อยคำใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาได้
2)มีสิทธิให้ทนายหรือผู้ไว้วางใจเข้าฟังการสอบสวนปากคำ
3)การจัดหาทนายความให้กับผู้ต้องหามีโทษประหารชีวิตและผู้ต้องหาอายุไม่เกิน 18ปี หรือคดี
ทั่วไปที่มีโทษจำคุกและจำเลยต้องการทนาย
4)การสอบสวนเด็กและการชี้ตัวบุคคล(ไม่รวมการชี้สถานที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ)ทำใน
สถานที่เหมาะสมและต่อหน้าสหวิชาชีพและบันทึกภาพ
-ม.87 จะควบคุมผู้ถูกจับเกินความจำเป็นไม่ได้ โดยเฉพาะคดีลหุโทษควบคุมไว้เท่าที่จะถามชื่อที่อยู่และคำให้การเท่านั้น และหลักเกณฑ์การควบคุม
1.ผู้ถูกจับไม่ได้รับการปล่อยชั่วคราว
2.มีเหตุจำเป็นเพื่อการสอบสวน หรือฟ้องคดี
3.นำผู้ถูกจับไปศาลใน 48 ชม.นับแต่ผู้ถูกจับมาถึงที่ทำการของ พงส.(เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุอันมิอาจก้าวล่วงได้เช่นน้ำท่วมทางขาดเป็นต้น)
4.เมื่อพาไปศาลให้ศาลออกหมายขัง 7 วันในโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน , ครั้งละ 12 วัน ไม่เกิน 48 วันในคดีโทษอย่างสูงจำคุกเกิน 6 เดือน ไม่ถึง 10 ปี , ครั้งละ 12 วัน ไม่เกิน 84 วัน ในคดีมีโทษจำคุก 10 ปี
ขึ้นไปและต้องนำพยานมาให้ศาลไต่สวนจนเป็นที่พอใจด้วยตั้งแต่ผลัดที่ 5 ไป
-ศาลอนุญาตให้ขังไม่เต็ม หรือไม่อนุญาตให้ขัง อุทธรณ์ไม่ได้เพราะไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้
ฎ.1125/2496 ตาม ม.87 ที่บัญญัติให้ศาลขังผู้ต้องหาตามระยะเวลาเป็นขั้นๆนั้นเพื่อคุ้มครองผู้ต้องหาไม่ให้ขังนานเกินสมควรแก่เหตุและความจำเป็น เมื่อศาลไมออกหมายขังให้อีกต่อไป และเจ้าพนักงานก็สามารถฟ้องร้องผู้ต้องหาได้อยู่แล้วถ้าคดีมีมูล เมื่อศาลไม่อนุญาตก็ต้องปล่อยผู้ต้องหาไป
ฎ.398/2531 การที่ พงส.รับตัวผู้ต้องหาไว้และควบคุมไม่ชอบด้วย ม.87 เป็นการควบคุมที่ผิดกฎหมาย บุคคลตาม ม.90 ยื่นคำร้องต่อศาลให้ปล่อยได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ต้องหาจะพ้นจากฐานะ
ผู้ต้องหา
ฎ.1991/2535 พงส.ยื่นคำร้องขอฝากขังต่อโดยอ้างว่ายังมีต้องสอบสวนปากคำพยานอีกหลายปาก
แต่ความจริงสอบปากคำไปหมดแล้ว และศาลอนุญาตให้ฝากขังและออกหมายขัง ก็เป็นเพียงรายละเอียดการยื่นคำร้อง ก็หาทำให้การขังไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใดไม่
11.หลักทั่วไปของการสอบสวน
-ม.120 ต้องท่องจำให้ได้ เพราะจะใช้เป็นหลักทั่วไปและอ้างถึงในข้อสอบเกือบทุกเรื่องในเรื่องการสอบสวน
“ห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาล โดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน”
-คำว่ามิได้มีการสอบสวนรวมหมายถึงการสอบสวนที่ไม่ชอบ เช่นฟ้องจำเลยในข้อหาที่ พงส.ไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหา หรือสอบสวนโดย พงส.ที่ไม่มีอำนาจหน้าที่ เป็นต้น
-มาตรา 120 ห้ามเฉพาะอัยการเท่านั้นไม่ได้ห้ามผู้เสียหาย เพราะผู้ที่มีอำนาจฟ้องคดีอาญาต่อศาลคือผู้เสียหายและอัยการตาม ม.28 และตาม ม.121 และในคดีความผิดต่อส่วนตัว พงส.ก็ไม่มีอำนาจสอบสวนหาไม่มีการ้องทุกข์ตามระเบียบ (คดีอาญาแผ่นดิน กม.ไม่ได้เขียนไว้ ดังนั้น พงส.ที่ทราบการกระทำผิดในเขตอำนาจมีอำนาจสอบสวนได้หากพบการกระทำผิดเกิดขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องมีผู้ใดมาร้องทุกข์แต่อย่างใด)
-ม.140 เมื่อพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในการสอบสวน เห็นว่าการสอบสวนเสร็จแล้ว ให้จัดการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้....
-พงส.ผู้รับผิดชอบให้ดูตาม ม.18,19,20,21 ว่าคือใคร
-การสอบสวนเสร็จแล้ว อยู่ในดุลยพินิจของ พงส.ผู้รับผิดชอบนั้น หากเห็นว่าสอบสวนเสร็จแล้ว และสรุปสำนวนการสอบสวนส่งอัยการแล้ว ก็หมดหน้าที่ที่จะสอบสวนได้ต่อไปอีกแล้ว เว้นแต่ อัยการจะสั่งให้ทำการสอบสวนเพิ่มเติมตาม ม.143 ว.2 ก.
-ม.140 เป็นมาตราที่เริ่มแยกระหว่างกระบวนการสอบสวนของ พงส.กับกระบวนการฟ้องคดีของอัยการ เว้นแต่ ม.20 การกระทำผิดนอกราชอาณาจักร พงส.ผู้รับผิดชอบคืออัยการสูงสุดหรือผู้รับมอบหมาย
-อ่าน ม.140,143 แล้ว แม้มีมูลอัยการก็สามารถสั่งไม่ฟ้องได้ โดยสั่งตามดุลยพินิจเพื่อประโยชน์สาธารณะ
หรือดำเนินคดีไปก็ไม่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม แต่ถ้าไม่มีมูลไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอก็ไม่ฟ้อง(ฟ้องไม่ได้เพราะจะกลายเป็นการกลั่นแกล้ง) โดยเปรียบเทียบระหว่างอำนาจอัยการดังกล่าวกับอำนาจศาลใน ม.185 ส่วนอำนาจของ พงส.ไม่มีเลยได้แต่เสนอความเห็นเท่านั้น จึงสรุปได้ว่าถ้าทำผิดกฎหมาย ไม่ได้บังคับให้อัยการฟ้องคดีเสมอไป เช่นผู้ต้องหาเจ็บป่วยเป็นอัมพาต แต่สำหรับศาลศาลต้องลงโทษเว้นแต่มีเหตุไม่ควรรับโทษ
-ม.143 ว.3 ในคดีฆาตกรรม(ประมาทหรือทำร้ายไม่เข้ามาตรานี้)ซึ่งผู้ตายถูกเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ฆ่าตาย หรือตายในระหว่างการควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาราชการแทนเท่านั้นที่มีอำนาจสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง
ฎ.3100/2532 การอ้างว่าตนเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่แล้วฆ่าผู้ตาย ต้องอ้างตั้งแต่ชั้นถูกกล่าวหา
การที่พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนไปอย่างคดีธรรมดา เป็นการสอบสวนที่ชอบแล้ว มาอ้างในชั้นการพิจารณาไม่ได้พ้นขั้นตอนไปแล้ว
-สรุป ม.145
1.อัยการ(จังหวัด หรืออัยการที่ไม่ใช่อัยการสูงสุด) มีความเห็นสั่งฟ้อง-จบ (ไม่ว่า พงส.สั่งอย่างไร)
2..............................................................................มีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง
2.1 ในเขต กทม.-ส่ง ผบ.ตร. หรือรอง ผบ.ตรงหรือผู้ช่วย ผบ.ตร.พิจารณา หากเห็นแย้ง
ส่งอัยการสูงสุดพิจารณาชี้ขาด(เว้นแต่จะขาดอายุความรีบฟ้องไปก่อน)
2.2 ต่างจังหวัด-ส่ง ผวจ.(มอบ รอง ผวจ.ไม่ได้เพราะเป็นอำนาจเฉพาะตัวตามกฎหมาย)
ผวจ.เห็นแย้ง-ส่งอัยการสูงสุดพิจารณาชี้ขาด(เว้นแต่จะขาดอายุความฟ้องไปก่อน)
***แย้ง แย้งเฉยๆไม่ได้ต้องมีเหตุผลประกอบด้วย***
***อัยการสูงสุด-เห็นฟ้องก็เด็ดขาด-เห็นไม่ฟ้งก็เด็ดขาด***
***หลักข้างต้นนำไปใช้กับการที่อัยการจะอุทธรณ์,ฎีกา,หรือถอนห้อง,ถอนอุทธรณ์,ถอนฎีกาด้วย***
12.การชันสูตรพลิกศพ (ม.129,ม.143 วรรคท้าย148-156)
-ม.129 ให้ทำการสอบสวนรวมทั้งชันสูตรพลิกศพ ในกรณีความตายเป็นผลจากการกระทำผิดอาญาห้ามมิให้ฟ้องผู้ต้องหายังศาลถ้าการชันสูตรพลิกศพยังไม่เสร็จ
-ดังนั้นการชันสูตรพลิกศพจึงเป็นช่วงหนึ่งของการสอบสวน แต่ก็มีคำพิพากษาฎีกาว่าในกรณีการชันสูตรพลิกศพทำไม่ได้เลย จึงไม่มีการชันสูตรพลิกศพ ก็สามารถฟ้องร้องผู้ต้องหาได้ ความหมายของตอนท้าย ม.129 หมายถึงเมื่อเริ่มมีการชันสูตรพลิกศพแล้ว ต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นจึงจะฟ้องผู้ต้องหาได้
-ม.148 เมื่อมีเหตุแน่ชัดหรือเหตุสงสัย
1.ตายโดยผิดธรรมชาติ -ฆ่าตัวตาย
-ถูกผู้อื่นทำให้ตาย(ประมาท,ทำร้าย,เจตนาฆ่า)
-ถูกสัตว์ทำร้ายถึงตาย
-ตายเพราะอุบัติเหตุ
-ตายโดยยังไม่ปรากฏเหตุ
2.ตายในขณะอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงาน(จะตายโดยผิดธรรมชาติหรือไม่ก็ได้) ยกเว้นการ
ประหารชีวิตตามกฎหมาย
***ถูกเจ้าพนักงานฆ่าโดยอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ฯตาม ม.143 วรรคท้าย(ซึ่งผู้มีอำนาจสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องคืออัยการสูงสุด) ก็ถือว่าตายผิดธรรมชาติ (ม.143 วรรคท้ายเป็นเรื่องฆาตกรรมคือเจตนาฆ่าเท่านั้น
-ม.150 กำหนดตัวบุคคลผู้ชันสูตรพลิกศพและวิธีการ หลักสำคัญตายที่ไหนพนักงานสอบสวนท้องทีนั้นเป็นผู้ชันสูตรพลิกศพ(ไม่ว่าที่เกิดเหตุจะเกิดที่ใด และพนักงานสอบสวนผู้ชันสูตรพลิกศพ ไม่
จำเป็นต้องเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในคดีนั้น) ร่วมกับแพทย์ทางนิติเวชศาสตร์(แพทย์ลำดับถัดไป
คือแพทย์ประจำ รพ.ของรัฐ,แพทย์ประจำสาธารณสุขจังหวัด และแพทย์ประจำ รพ.เอกชน)ซึ่งขณะปฏิบัติ
หน้าที่เป็นเจ้าพนักงานตาม ป.อาญา
ว.3 กรณีตามตายเกิดขึ้นจากการกระทำของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ฯ ประมาทก็เข้ามาตรานี้ด้วย) ผู้ร่วมชันสูตรพลิกศพเพิ่มเติมอีกสองฝ่ายคือพนักงานอัยการและพนักงาน
ฝ่ายปกครอง
13.การประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลย
ไม่ว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยจะกระทำผิดฐานใดมีโทษเท่าใดก็ตามก็มีสิทธิที่จะร้องขอให้ปล่อยตัวชั่วคราวได้โดยผู้นั้นเองหรือผู้อื่นก็ได้ ซึ่งมีการปล่อย 3 ประเภทด้วยกันคือ
1.ปล่อยโดยไม่มีประกัน (ไม่ทำสัญญาประกัน เพียงสาบานตนหรือปฏิญาณตนว่าจะมาตามนัดหรือตามหมายเรียก)
2.ปล่อยโดยมีประกัน(มีสัญญาประกัน)
3.ปล่อยโดยมีประกันและหลักประกัน(ทำสัญญาประกันและวางหลักทรัพย์เป็นประกัน หลักประกันมี 3 ประเภท ตาม ม.114 คือเงินสด,หลักทรัพย์และบุคคล
ม.110 คดีอาญามีโทษจำคุกอย่างสูงเกิน 5 ปี ปล่อยชั่วคราวต้องมีประกัน ส่วนจะมีหลักประกันด้วยหรือไม่ก็ได้ แต่จะเรียนหลักประกันเกินสมควรไม่ได้
ยื่นต่อใคร
1.ผู้ต้องหาที่ยังไม่ได้ฟ้อง-ยื่นต่อ พงส.หรืออัยการแล้วแต่กรณี
2.ผู้ต้องหาที่ยังไม่ฟ้องแต่ถูกควบคุมตามหมายขังของศาล(อยู่ระหว่างฝากขัง)-ยื่นต่อศาลที่ออกหมายขังนั้น
3.จำเลยที่ถูกฟ้องแล้ว-ยื่นต่อศาลที่ชำระคดี
4.อ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วแต่ยังไม่ยื่นอุทธรณ์-ยื่นต่อศาลชั้นต้นที่พิพากษานั้น
5.ถ้าศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปศาลสูงแล้ว-ยื่นต่อศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา(ศาลชั้นต้นรับแล้วส่งต่อศาลสูง)
ม.107
1.ผู้รับคำร้องต้องสั่งอย่างรวดเร็ว
2.ผู้ต้องหาหรือจำเลยทุกคน พึงได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ถ้าไม่อนุญาตต้องมีเหตุผลพิเศษตาม ม.
108/1
3.คำสั่งให้ปล่อยผู้เกี่ยวข้องต้องดำเนินการตามคำสั่งโดยทันที
ม.119 ทวิ
-กรณีศาลสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวผู้ร้องขอมีสิทธิยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งได้
-คำสั่งศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตยืนตามศาลชั้นต้นเป็นที่สุด
-แต่ไม่ตัดสิทธิที่จะยื่นคำร้องใหม่
-ฎ.539/2536 ม.113 ว.1 มีความหมายว่าระหว่างสอบสวน พงส.,อัยการ มีอำนาจปล่อยชั่วคราวอย่างสูง
รวมกันไม่เกิน 6 เดือนนับแต่วันแรกที่มีการปล่อย เมื่อพ้นกำหนดเวลาหกเดือนแล้ว พงส.หรืออัยการแล้วแต่กรณีไม่มีอำนาจควบคุมผิต้องหาเท่านั้น หากสอบสวนเสร็จแล้วก็ดำเนินการต่อไปได้ แม้การที่ผู้ต้องหาพ้นจากการควบคุม ก็ไม่เป็นเหตุให้ พงส.,อัยการไม่มีอำนาจนำตัวมาศาลแล้วขอหมายขังต่อไป ไม่เกี่ยวกับการสอบสวนชอบหือไม่ชอบแต่อย่างใด การไม่ปฏิบัติตาม ม.113 ว.2 ก็ไม่มี กม.ห้ามอัยการฟ้องคดีแต่อย่างใด
-ชั้นสอบสวน และชั้นอัยการเมื่อมีการผิดสัญญาประกันต้องมีการฟ้องร้องบังคับตามสัญญาประกัน แต่ชั้นศาลไม่ต้องศาลมีอำนาจสั่งปรับตามสัญญาประกันไปได้เลย
-ถ้ามีการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เป็นเหตุให้ผู้ต้องหาพ้นจากความรับผิดทางอาญาโดยสิ้นเชิง ซึ่งพนักงานอัยการต้องสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหานั้น แต่เมื่อนายประกันได้ผิดสัญญาประกัน ก็ยังต้องรับผิดทางแพ่ง หาพ้นความรับผิดไม่ (ดูฎีกา 4268/2523)
-ฎ.5476/2537 ล่ามไม่สาบานตนในชั้นสอบสวนผู้ต้องหา รับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้เท่านั้น มิทำให้
การสอบสวนผู้ต้องหาไม่ชอบ อัยการจึงมีอำนาจฟ้อง
14.การสอบสวนเป็นเงื่อนไขของการฟ้องร้อง
1.ไม่มีการสอบสวน มีการสอบสวนแต่สอบสวนไม่ชอบ เป็นเหตุให้อัยการไม่มีอำนาจฟ้องตาม ม.120
2.การสอบสวนโดยชอบ(ต้องครบทุกประการ)
2.1 ทำโดยเจ้าพนักงานที่ กม.ให้อำนาจและหน้าที่สอบสวนคดีอาญา-ม.2(6)
2.2 พงส.มีเขตอำนาจที่จะสอบสวนในคดีนั้นได้(เป็น พงส.ผู้รับผิดชอบด้วย) ม.18-21
2.3 การสอบสวนดำเนินการไปถูกต้องตาม ป.วิอาญา(อยู่ในดุลยพินิจของ พงส.ผู้รับผิดชอบว่าการสอบสวนเสร็จแล้วตาม ม.140 ซึ่งเมื่อใด กม.ไม่ได้ระบุ ว่าให้ทำการสอบสวนมากน้อยเท่าใด ดู ฎ.1907/2494 แม้ไม่มีการสอบสวนปากคำเจ้าทรัพย์ในคดีปล้น แต่ได้มีการสอบสวนปากคำพยานอื่น ผู้ต้องหา และจำนวนทรัพย์ที่เสียหายแล้ว ก็ถือว่าการสอบสวนที่ชอบแล้ว
-แต่ไม่ได้แจ้งข้อหา(ม.134) หรือสอบสวนปากคำผู้ต้องหาไม่ได้ทำ ไม่ถือว่าคดีนั้นมีการสอบสวนแล้ว กรณีความผิดหลายฐานก็ต้องมีการแจ้งข้อหาและสอบสวนผู้ต้องหาทุกฐาน อัยการจึงจะมีอำนาจฟ้องจำเลยในข้อหานั้นๆได้
-ฎ.4080/2540 การร้องทุกข์ ผู้เสียหายไม่จำเป็นต้องระบุฐานความผิด หรือระบุตัวผู้กระทำผิดเพียงอ้างว่าได้รับความเสียหายจากการกระทำผิดอาญาและประสงค์ให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ อ้าง ม.121 ว.1,ว.2,123,14
-การสอบสวนจะทำที่ใดก็ได้ ตาม ม.130
-พงส.เคยถูกฟ้องอาญาฐานรับรองหรือทำเอกสารอันเป็นเท็จ กรณีเดินไปไปจดปากคำผู้บาดเจ็บที่ รพ.
แล้วมาพิมพ์ลงในแบบพิมพ์คำให้การโดยระบุว่าสอบสวนที่ สภ.อ.....ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริง หากฟังได้ว่า
พงส.ได้ไปซักถามปากคำที่ รพ.แล้ว การสอบสวนนั้นไม่เสียไป และ พงส.ก็ไม่มีความผิดตามฟ้อง
-การสอบสวนของ พงส.ไม่จำเป็นต้องมีผู้ต้องหาอยู่ด้วยในการอบสวน เหมือนการพิจารณาคดีชั้นศาล ดู วิอาญา ม.130 ว.ท้ายประกอบกับ ม.172 ว.1 แต่บางครั้งต้องมีผู้ต้องหาอยู่ด้วยเช่นการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ,การชี้ตัวผู้ต้องหา และการนำตัวผู้ต้องหาไปตรวจยึดของกลางในคดี เป็นต้น
-พนักงานตำรวจที่มีตำแหน่งหน้าที่สอบสวน สามารถทำการสอบสวนได้ตลอด 24 ชั่วโมงและไม่จำเป็นต้องเป็นช่วงที่ พงส.นั้นเข้าเวร และแบ่งเวรตามวันเวลาเป็นการบริหารงานภายในที่หัวหน้า พงส.จัดเมท่านั้น การที่ พงส.ในท้องที่นั้นรับคำร้องทุกข์ขณะที่ตนเองไม่ได้เข้าเวร การสอบสวนนั้นก็ชอบด้วยกฎหมาย
15.-อำนาจของ พงส.โดยเฉพาะ ดู ม.132,133
1.ตรวจตัวผู้เสียหายเมื่อผู้เสียหายยินยอม ตรวจตัวผู้ต้องหา(กม.ไม่ได้เขียนว่าต้องให้ผู้ต้องหายินยอมหรือไม่ ดังนั้นแม้ผู้ต้องหาไม่ยินยอมก็ทำได้) แต่จะบังคับให้ผู้ต้องหาเขียนหรือลงชื่อไม่ได้ ฎ.1368/2500
พงส.ไม่มีอำนาจบังคับผู้ต้องหาให้เขียนชื่อ เมื่อไม่เขียนก็ไม่ผิดฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน
(2) ค้น ตามกฎหมายว่าด้วยการค้น
(3) หมายเรียกบุคคลเพื่อให้ส่งสิ่งของ
(4) ยึดสิ่งของฯ
-ดูประกาศ คปค.ฉบับที่ 25 ด้วย
โดยที่เป็นการสมควรกำหนดหน้าที่ของผู้ต้องหาในคดีอาญา ให้พิมพ์ลายนิ้วมือตามคำสั่งของเจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดกฎหมาย คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงมีประกาศดังต่อไปนี้
ซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอาญา มีหน้าที่ต้องพิมพ์ลายนิ้วมือ ลายมือ หรือลายเท้า ตามคำสั่งของพนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี หรือพนักงานสอบสวน ผู้ใดฝ่าฝืนมีความผิดฐานกระทำความผิดเกี่ยวกับการยุติธรรม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ประกาศ ณ วันที่ 29 กันยายน พ.ศ.2549
-การที่ พงส.ให้เจ้านักงานอื่นทำการแทน ม.128 และการส่งประเด็น ตาม ม………..
-สังเกต ม.133 ว.3 ห้าม พงส. ตักเตือนหรือพูดให้ท้อใจ หรือใช้อุบายเพื่อป้องกันมิให้บุคคลใดให้ถ้อยคำ
ด้วยความไม่สมัครใจ
-ย้ำว่าถ้าไม่ได้มีการสอบสวนผู้ต้องหาหรือแจ้งข้อหาถือว่าคดีนั้นไม่มีการสอบสวน อัยการไม่มีอำนาจฟ้องศาลต้นยกฟ้องในข้อหานั้นๆ อ้าง ม.120 และ134
-พงส. ต้องให้โอกาสผู้ต้องหาในการแก้ข้อกล่าวหา อ้างพยานหลักฐานฝ่ายตน ดู ม.131 และ 134 ว.4
-การสอบสวนต้องทำโดย 1)รวดเร็ว 2)ต่อเนื่อง 3)เป็นธรรม
-ฎ.430/2546 แม้รัฐธรรมนูญจะบัญญัติว่าการสอบสวนต้องกระทำด้วยความรวดเร็วต่อเนื่องและเป็นธรรม ก็ตาม การที่ พงส.เพิ่งได้เริ่มทำการสอบสวนความผิดฐานมียาเสพติด ขณะผู้ต้องหาถูกขังอยู่ที่เรือนจำในคดีอื่นหลังเกิดเหตุเป็นเวลาหนึ่งปีครึ่ง การสอบสวนก็ยังชอบด้วยกฎหมาย
-ม.134 การแจ้งอธิบายข้อกล่าวหาให้ผู้ต้องหาได้เข้าใจนั้น เทียบเคียงกับการฟ้องให้พอที่ผู้ต้องหาไม่หลงข้อต่อสู้โดยไม่จำเป็นต้องอ้างเลขมาตราตัวบทและชื่อกฎหมายแต่อย่างใด และกรณีการกระทำของผู้ต้องหาเพียงครั้งเดียว แต่ผิดตามกฎหมายหลายฉบับเมื่อ พงส.ได้แจ้งและอธิบายกฎหมายหนึ่งแล้วก็ถือว่าชอบแล้ว ดูเทียบเคียง ฎ.7628/2541
-ม.134 ว.5 เมื่ออ่านให้ละเอียดและตีความให้ดี จะรู้และยืนยันได้ว่าการแจ้งข้อหา มิใช่การจับ เมื่อผู้ที่ถูกกล่าวหามามอบตัว หรือปรากฏตัวต่อพนักงานสอบสวน จะแจ้งข้อกล่าวหาได้ต้องเป็นกรณีมีพยานหลักฐานตามสมควรที่จะกล่าวหาผู้นั้นว่ากระทำผิดอาญา ตาม ม.134 ว.2 ด้วย แต่ถ้ามีเหตุที่จะออกหมายขังได้(กรณีไม่ใช่ผู้ถูกจับและยังไม่มีการออกหมายจับ) ตาม ม.71(ดู ม.66ประกอบ) พงส.มีอำนาจตาม ม.นี้และนำม.87มาใช้บังคับด้วย
-ม.135 คำให้การที่ได้จากคำมั่นสัญญาหรือการบังคับขู่เข็ญหรือทรมาน จะรับฟังไม่ได้ตาม ม.226 แม้การ
สอบสวนจะไม่เสียไปทั้งหมดก็ตาม ฎ.5294/2549 การฝ่าฝืน ม.133 ทวิ รับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้(การสอบสวนไม่เสีย)
16.การค้นและการจับ
-ม.57 ซึ่งอยู่ภายใต้บังคับ ม.78,79,80,92,94
-การค้นในที่รโหฐานต้องมีหมายหรือคำสั่งศาล การค้นเพื่อพบคนและสิ่งของ(ม.98)
-ม.81 ห้ามจับในที่รโหฐานเว้นแต่.........ปฏิบัติว่าด้วยการค้นที่รโหฐาน.........โยง ม.92
-ม.92 ห้ามค้นในที่รโหฐานโดยไม่มีหมายหรือคำสั่งศาล เว้นแต่......................พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ(ทุกระดับชั้น ดูความหมายใน ม.2 (16) ในกรณีดังต่อไปนี้ .....ดู ม.78,79,80 ประกอบ
-เมื่อมีเสียงร้องให้ช่วยมาจากในที่รโหฐาน.......
-เมื่อผิดซึ่งหน้ากำลังทำลงในที่รโหฐาน........(ซึ่งหน้าตำรวจผู้จับ)
-ซึ่งหน้าและกำลังถูกไล่จับหนีเข้าไป...................
-เมื่อมีพยานหลักฐานว่าสิ่งของมีไว้เป็นความผิด.................ทั้งเนิ่นช้าจะถูกโยกย้ายหรือทำลาย.....
-ที่รโหฐานผู้ถูกจับเป็นเจ้าบ้านแลการจับมีหมายจับหรือจับตาม ม.78
-ม.96 ค้นที่รโหฐานระหว่างพระอาทิตย์ขึ้น-พระอาทิตย์ตก เว้นแต่...
-ต่อเนื่อง
-ในกรณีฉุกเฉินอย่างยิ่ง
-ค้นเพื่อจับผู้ดุร้ายหรือผู้ร้ายสำคัญและได้รับอนุญาตเป็นพิเศษตามข้อบังคับประธานศาลฎีกาให้ค้น
กลางคืนได้
-ม.93 ห้ามค้นที่สาธารณะเว้นแต่
-เจ้าพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ และ
-มีเหตุอันควรสงสัย......
-ม.78 พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะจับผู้ใดไม่ได้เว้นแต่
-ความผิดซึ่งหน้าตาม ม.80
-พบโดยมีพฤติการณ์น่าสงสัยว่าก่อเหตุโดยมีเครื่องมืออาวุธหรือวัตถุ......
-มีเหตุจะออกหมายจับตาม ม.66(2) แต่มีความจำเป็นเร่งด่วน....
-นายประกันจับลูกประกันตาม ม.117
-เทียบข้อความ ม.78(2) กับ ม.80(2)
17. ความผิดซึ่งหน้าคือ ม.80
1.ความผิดที่เจ้าพนักงานผู้จับเห็นกำลังกระทำหรือในอาการที่แทบจะไม่สงสัยเลยว่าทำผิดมาสดๆ
2.ความผิดตามฐานต่างๆในท้ายวิอาญา โดย
-ถูกไล่จับดังผู้กระทำโดยมีเสียงร้องเอะอะ
-แทบจะทันทีทันใดหลังทำผิดในที่ใกล้เคียงนั้นโดยมีสิ่งของได้จากทำผิด มีเครื่องมือหรือ
อาวุธหรือร่องรอยพิรุธเห็นประจักษ์ที่เสื้อผ้าหรือเนื้อตัวผู้นั้น
-ม.66 เหตุที่จะออกหมายจับ เน้น (2) โยง 78(3)
-ราษฎรจับราษฎร ดู ม.79,82,78(4) ต้องเข้าเกณฑ์ ม.80 และความผิดซึ่งหน้านั้นต้องเป็นฐานความผิดท้าย
ป.วิอาญา
-ถ้าเจ้าของบ้านอนุญาตให้เจ้าพนักงานเข้าไป แล้วพบเห็นความผิดซึ่งหน้าก็จับได้โดยไม่ต้องมีหมายจับหรือหมายค้น และราษฎรก็จับได้ถ้าซึ่งหน้าในฐานตามบัญชีท้ายวิอาญา
18.หลักการสอบสวนผู้ต้องหาที่เปลี่ยนแปลงไปภายหลังการแก้ไข ป.วิอาญา ฉ.20,22
(1.)การรวบรวมพยานหลักฐานฝ่ายผู้ต้องหา
1.1 ม.2(11) การสอบสวนหมายความถึงการรวบรวมพยานหลักฐานและการดำเนินการทั้งหลายอื่นตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทำไปเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหา เพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริง หรือพิสูจน์ความผิดและเพื่อที่จะเอาตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษ
อธิบาย การสอบสวนเป็นขั้นตอนหนึ่งของการดำเนินคดีอาญา จึงต้อง 1)ทำโดย พงส.มีเขตอำนาจ 2) ดุลยพินิจว่าการสอบสวนเสร็จสิ้นแล้วสรุปสำนวนการสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องโดย พงส.ผู้รับผิดชอบ 3)คดีความผิดต่อส่วนตัวต้องมีการร้องทุกข์ตามระเบียบ 4)
มีการแจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหาทราบ ซึ่งทั้ง 4 ข้อเป็นสาระสำคัญที่จะทำให้การสอบสวนชอบหรือไม่ชอบ หากไม่ชอบจะทำให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องตาม ม.120
1.2 ม.131 ให้พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานทุกชนิดเท่าที่สามารถจะทำได้ เพื่อประสงค์จะทราบข้อเท็จจริง และพฤติการณ์ต่างๆอันเกี่ยวกับความผิดที่ถูกกล่าวหา เพื่อจะรู้ตัวผู้กระทำผิด และพิสูจน์ให้เห็นความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหา
1.3 ม.134 ว.4 พนักงานสอบสวนต้องให้โอกาสผู้ต้องหาที่จะแก้ข้อหา และที่จะแสดง
ข้อเท็จจริงอันเป็นประโยชน์แก่ตนได้
อธิบาย
1) ดู ม.132 เพื่อประโยชน์แห่งการรวบรวมพยานหลักฐานให้อำนาจ พงส.ในการตรวจตัว
ผู้เสียหายหรือพยานเมื่อยินยอม ตรวจตัวผู้ต้องหา(ไม่ยินยอมก็ได้) หรือตรวจสิ่งของฯลฯ และ
ค้นเพื่อพบสิ่งของซึ่งอาจใช้เป็นพยานหลักฐาน
2) ดู ม.138 พงส.มีอำนาจสอบสวนเองหรือส่งประเด็นไปสอบสวนเพื่อทราบความเป็นมาแห่งชีวิตหรือความประพฤติเป็นอาจิณของผู้ต้องหาแต่ต้องแจ้งให้ผู้ต้องหาทราบข้อความทุกข้อที่ได้มา
3) เจตนารมณ์ของ ป.วิอาญา หาใช่มุ่งประสงค์แต่ให้ พงส.รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดและเอาตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษเท่านั้น หากแต่ต้องมีหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐาน หรือค้นหาความจริง ที่เป็นประโยชน์หรือเป็นคุณแก่ฝ่ายผู้ต้องหาด้วย ทั้งในส่วนที่จะพิสูจน์ว่าผู้ต้องหาเป็นผู้บริสุทธิ์ หรือมีเหตุอันควรปราณีโทษ หรือได้รับการพิจารณาลดหย่อนผ่อนโทษด้วย
4)ระบบการสอบสวนที่ พงส.ถือปฏิบัติในอดีตให้น้ำหนักหรือความสำคัญแก่การรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดและเพื่อจะเอาตัวผู้ทำผิดมาฟ้องลงโทษเท่านั้นซึ่งค่อนข้างมีลักษณะเป็นระบบกล่าวหา โดยการวางบทบาทหรือภารกิจของ พงส. อยู่ฝ่ายตรงข้ามหรือปฏิปักษ์ต่อผู้ต้องหาโดยชัดเจน ม.131 ที่แก้ไขใหม่นี้เพิ่มเติมการหาความจริงด้วยว่าผู้ต้องหามีผิดหรือบริสุทธิ์ จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงระบบให้ พงส.วางตัวเป็นกลางมิใช่คู่ปรปักษ์กับผู้ต้องหาอีกแล้ว จึงเป็นลักษณะค่อนข้างจะเป็นระบบไต่สวนกลายๆโดยอาศัยหลักการฟังความทุกฝ่าย เพื่อเป็นการกลั่นกรองและชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานที่รวบรวมมาก่อนใช้ดุลยพินิจในการมีความเห็นสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง
(2.) วิธีการแจ้งข้อหา
2.1) ม.134 วรรค 1 เมื่อผู้ต้องหาถูกเรียกหรือส่งตัวมา หรือเข้าหาพนักงานสอบสวนเอง หรือปรากฏว่าผู้ใดซึ่งมาอยู่ต่อหน้าพนักงานสาอบสวนเป็นผู้ต้องหา ให้ถามชื่อตัว ชื่อรอง ชื่อสกุล
สัญชาติ บิดามารดา อายุ อาชีพ ที่อยู่ ที่เกิด และแจ้งให้ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่ถูกกล่าวหาว่าผู้ต้องหาได้กระทำผิด แล้วจึงแจ้งข้อหาให้ทราบ
2.2) ม.134 วรรค 2 การแจ้งข้อหาตามวรรคหนึ่ง จะต้องมีพยานหลักฐานตามสมควร ว่าผู้นั้นน่าจะได้กระทำผิดตามข้อหานั้น
อธิบาย
1) จะเห็นว่าตาม ม.134 วรรค 1 ที่แก้ไขใหม่นี้ พงส.เพียงแต่แจ้งข้อหาให้ผู้ต้องหาทราบเหมือนเดิมไม่ได้อีกต่อไปแล้ว จะต้องถือปฏิบัติขั้นตอนของการแจ้งข้อหา โดยจะต้องแจ้งอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำ วันเวลาสถานที่เกี่ยวกับการกระทำที่ถูกกล่าวหา เพื่อให้ผู้ต้องหาเข้าใจข้อกล่าวหาได้ดีเสียก่อน อันเป็น
หลักการเดียวกับการอธิบายฟ้องให้จำเลยทราบในชั้นศาล
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น พงส.จะต้องมีพยานหลักฐานตามสมควรว่าผู้ต้องหานั้นน่าจะได้กระทำความผิดตามข้อหานั้นด้วย หากยังไม่มีหลักฐานตามสมควร ย่อมไม่อาจแจ้งข้อหานั้นเพื่อดำเนินคดีแก่ผู้ต้องหานั้นได้ อันเป็นหลักการใหม่ที่จะต้องมีการรวบรวมพยานหลักฐานให้พอสมควรก่อน(ไม่จำต้องถึงขนาดที่รับฟังได้ว่าผู้นั้นเป็นผู้กระทำผิดโดยปราศจากข้อสงสัย เหมือนชั้นพิพากษา) ซึ่งแตกต่างกับหลักการเดิมที่ค่อยมีการรวบรวมพยานหลักฐานภายหลังการแจ้งข้อหา
2) ตามหลักการในข้อบังคับประธานศาลฎีกาในการขออนุมัติออกหมายจับ คำว่ามีพยานหลักฐานตามสมควร นั้นศาลไม่จำต้องถือเคร่งครัดเหมือนการฟังพยานหลักฐานที่ใช้ในการพิสูจน์ความผิดของจำเลย ซึ่งพยานหลักฐานนั้นรวมถึงข้อมูลที่ได้จากการสืบสวน เช่นบันทึกการสอบสวน บันทึกถ้อยคำของสายลับ บันทึกของผู้สืบสวนที่แฝงตัวเข้าไปในองค์กรอาชญากรรม ข้อมูลจากแหล่งข่าว ข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ทางนิติวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เครื่องตรวจลายพิมพ์นิ้วมือ การตรวจพิสูจน์ของกลาง เครื่องจับเท็จ การตรวจทางพันธุกรรม เป็นต้น
(3).การสอบสวนด้วยความรวดเร็ว ต่อเนื่อง และเป็นธรรม
ม.134 ว.3 ผู้ต้องหามีสิทธิได้รับการสอบสวนด้วยความรวดเร็ว ต่อเนื่องและเป็นธรรม
อธิบาย
1)เป็นหลักการคุ้มครองสิทธิ์ของผู้ต้องหามิให้เดือดร้อนเสียหายจากการดำเนินการสอบสวนที่ชักช้า เช่นเดียวกับจำเลยในชั้นศาล และสอดรับกับ ม.130 ที่ว่าให้เริ่มการสอบสวนโดยมิชักช้า
2)แต่อย่างไรก็ตามก็ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้ว่าหาก พงส.มิได้ทำการสอบสวนโดยมิชักช้าแล้วผลการสอบสวนนั้นจักไม่ชอบ
3)ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 430/2546 ซึ่งขณะนั้น ป.วิอาญา ม.134 ว.3 ยังไม่มีคงมีเฉพาะตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งฎีกาฉบับนี้ยังคงใช้เป็นบรรทัดฐานได้ (แต่ยังมีข้อโต้แย้งของนักวิชาการเกี่ยวกับฎีกาฉบับนี้อยู่มากเช่นกัน) สรุปย่อดังนี้
แม้รัฐธรรมนูญ ม.241 วรรคแรก จะได้บัญญัติให้ผู้ต้องหามีสิทธิได้รับการสอบสวนด้วยความรวดเร็ว ต่อเนื่องและเป็นธรรม และใน ป.วิอาญา ม.130 กำหนดให้เริ่มการสอบสวนโดยมิชักช้า จะทำการในที่ใด เวลาใดแล้วแต่เห็นสมควร โดยผู้ต้องหาไม่จำต้องอยู่ด้วย อันเป็นบทคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องหาให้ได้รับผลกระทบจากการเป็นผู้ต้องหาน้อยที่สุด แต่ก็ไม่มีบทกฎหมายบัญญัติว่าถ้า พงสงมิได้ทำการสอบสวนโดยไม่ชักช้าแล้ว การสอบสวนนั้นจะเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบ ดังนั้นแม้จะปรากฏข้อเท็จจริงว่า พงส.เพิ่งเริ่มทำการสอบสวนเกี่ยวกับความผิดของจำเลยในคดีนี้ระหว่างที่จำเลยต้องโทษอยู่ในเรือนจำในคดีอื่นหลังจากที่ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาถึง 1 ปี 3 เดือน ก็ตาม แต่เมื่อการสอบสวนในคดีนี้ได้กระทำโดย พงส.ที่มีอำนาจและหน้าที่ การสอบสวนจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว
(4.)ห้าม พงส.ทำการใดๆเพื่อจูงใจผู้ต้องหาให้การโดยไม่สมัครใจ
ม.135 ในการถามคำให้การผู้ต้องหาห้ามมิให้พนักงานสอบสวนทำหรือจัดให้ทำการใดๆ ซึ่งเป็นการให้คำมั่นสัญญา จู่เข็ญ หลอกลวง ทรมาน ใช้กำลังบังคับ หรือกระทำโดยมิชอบประการใดๆ เพื่อจูงใจให้เขาให้การอย่างใดๆในเรื่องที่ต้องหานั้น
อธิบาย
1)ผลของการกระทำที่ฝ่าฝืน ม. 135 นี้ เป็นพยานหลักฐานที่เกิดจากการจูงใจฯตาม ม.226
ย่อมเข้าเกณฑ์ที่จะต้องถือว่าคำให้การของผู้ต้องหาที่ พงส.บันทึกไว้นั้นเป็นพยานชนิดที่ได้เกิดขึ้นโดยมิชอบ ต้องห้ามมิให้นำสืบและรับฟังพยานหลักฐานตาม ม.226
2) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1542/2540 ซึ่งยังคงใช้เป็นบรรทัดฐานได้
เจ้าพนักงานตำรวจผู้ตรวจค้นจับกุมจำเลยได้บอกจำเลยว่าหากมีเมทแอมเฟตามีนอยู่อีกให้ นำมามอบให้เจ้าพนักงานตำรวจ จะได้รับโทษเบาลง และได้เกลี้ยกล่อมจำเลยว่าหากมีสิ่งของผิดกฎหมายก็ให้เอามาเสีย จากนั้นจำเลยได้พาไปที่ต้นมะขาม ล้วงเข้าไปในโพรงต้นมะขาม นำถุงพลาสติคบรรจุเม็ดยามาให้ ดังนี้การพูดในขณะปฏิบัติการตรวจค้นเพื่อให้ได้มาซึ่งของผิดกฎหมายที่อยู่ในครอบครองของจำเลย แม้คำพูดนั้นจะเป็นการจูงใจในทำนองว่าจำเลยจะได้รับโทษเบาลง
ก็ไม่ถึงขั้นให้สัญญา ตาม ม.135 มิใช่เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่ประการใด
(5.)การสอบสวนที่ทำให้ถ้อยคำของผู้ต้องหาจะใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ต้องหาไม่ได้ ตาม ม.134/4 วรรค 3
ม.134/4 วรรค 3 ถ้อยคำใดๆ ที่ผู้ต้องหาให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวนก่อนมีการแจ้งสิทธิ์ตาม วรรคหนึ่ง หรือก่อนที่จะดำเนินการตาม ม.134/1 มาตรา 134/2 และมาตรา 134/3 จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้นั้นไม่ได้
อธิบาย
1) ถ้อยคำใดๆ ที่ผู้ต้องหาให้การไว้ต่อ พงส.ก่อนที่จะมีการสอบถามและ/หรือ ตั้งทนายความให้แก่ผู้ต้องหา ตาม ม.134/1 ซึ่งบัญญัติว่าก่อนเริ่มถามคำให้การ ให้ พงส.สอบถาม
ผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่ ดังนี้.
1.1) คดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต หรือคดีที่ผู้ต้องหามีอายุไม่เกิน 18 ปีในวันที่แจ้งข้อหา ถ้าไม่มีให้รัฐจัดหาทนายความให้
1.2) ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุก(นอกจากตาม 1.1) ถ้าไม่มีและผู้ต้องหาต้องการ
ให้รัฐจัดหาทนายความให้
2) ถ้อยคำใดๆ ที่ผู้ต้องหาซึ่งมีอายุไม่เกิน 18 ปี ให้การไว้ต่อ พงส.ก่อนที่จะดำเนินการตาม ม.134/2 ซึ่งกำหนดให้นำบทบัญญัติใน ม.133 ทวิ และ 133 ตรี มาใช้บังคับโดยอนุโลม
2.1 ) ตาม ม.133 ทวิ (1) ต้องแยกกระทำเป็นส่วนสัดในสถานที่เหมาะสมสำหรับเด็ก (2) ต้องมีบุคคลดังต่อไปนี้เข้าร่วมในการถามปากคำด้วย(นอกจาก พงส.)คือ นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์,บุคคลที่เด็กร้องขอ,พนักงานอัยการ
2.2 ) ตาม ม. 133 ตรี การจัดให้ผู้ต้องหาซึ่งเป็นเด็ก ชี้ตัวบุคคลใด (ไม่รวมถึงการชี้สถานที่เกิดเหตุ หรือชี้สิ่งของหรือวัตถุพยาน) ต้องจัดให้มีการชี้ตัวในสถานที่ที่เหมาะสม และสามารถฟ้องกันมิให้บุคคลที่ถูกชี้ตัวนั้นเห็นตัวเด็ก และให้มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์,บุคคลที่เด็กร้องขอ และพนักงานอัยการ ร่วมด้วย
3) ถ้อยคำใดๆที่ผู้ต้องหาให้การไว้ต่อ พงส. ก่อนที่จะมีการแจ้งสิทธิตาม ม.134/4 วรรค 1
3.1) ผู้ต้องหามีสิทธิที่จะให้การหรือไม่ก็ได้ ถ้าผู้ต้องหาให้การถ้อยคำที่ผู้ต้องหาให้การอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้
3.2) ผู้ต้องหามีสิทธิ์ให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้
4) ถ้อยคำใดๆที่ผู้ต้องหาให้การไว้ต่อ พงส.ก่อนที่จะดำเนินการให้ผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือบุคคลไว้วางใจเข้าฟัง(เข้าฟังเพียงอย่างเดียว จะให้การแทนหรือแนะนำให้การอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้)การสอบสวนปากคำตาม ม.143/3
5) ม.134/1 วรรค 1 บัญญัติไว้ชัดแจ้งว่าผู้ต้องหามีอายุไม่เกิน 18 ปี ในวันที่ พงส.แจ้งข้อหา ดังนั้นแม้วันกระทำกระทำผิดอาญาผู้ต้องหายังไม่เกิน 18 ปี แต่หลบหนีไป ครั้นติดตาม
จับกุมตัวมาได้ในวันแจงข้อหามีอายุเกิน 18 ปีแล้วก็ไม่อยู่ในบังคับแห่ง ม.134/1 วรรค 1
6) พงส.ไม่มีหน้าที่ปฏิบัติตาม ม.134/1 หากเป็นคดีที่มีโทษไม่ถึงจำคุก หรือผู้ต้องหา
มีอายุเกิน 18 ปี ในวันแจ้งข้อหา เช่นคดีมีโทษปรับสถานเดียว เป็นต้น
7) ม.134/1 กำหนดให้ พงส.ต้องปฏิบัติก่อนเริ่มถามคำให้การ ดังนั้นหาก พงส.สอบถาม
และ/หรือตั้งทนายความให้ผู้ต้องหาหลังจากถามคำให้การแล้ว ถ้อยคำใดๆของผู้ต้องหาที่ให้ไว้
กับ พงส.ย่อมไม่ชอบ และรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ต้องหานั้นไม่ได้
8) การสอบสวนผู้ต้องหาโดยไม่ต้องรอทนายความ ภายใต้เงื่อนไข (1) ในกรณีจำเป็นเร่งด่วน (2) เมื่อได้จัดหาทนายความให้แก่ผู้ต้องหาแล้ว (3) หากทนายความไม่อาจมาพบได้โดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องให้ พงส.ทราบ หรือแจ้งแต่ไม่มาพบในเวลาอันสมควร
9) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2015/2547 ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าจากบันทึกคำให้การชั้นสอบสวน
ของจำเลยที่ 1 พงส.ไม่ได้ปฏิบัติตาม ป.วิอาญา ม.7/1 (2) โดยการแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบถึงสิทธิ
ของผู้ต้องหา จึงถือเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบไม่ควรรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้นั้น ศาลฎีกาเห็นว่าการแจ้งสิทธิของผู้ต้องหาไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับให้ต้องระบุไว้ในบันทึกคำให้การ
ชั้นสอบสวน ทั้งจำเลยที่ 1 เพิ่งยกเรื่องการไม่แจ้งสิทธิดังกล่าวขึ้งอ้างในชั้นอุทธรณ์และฎีกา
โดยในการพิจารณาในศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 มิได้นำสืบว่า พงส.ไม่ได้แจ้งสิทธิแต่ประการใด จึง
ไม่น่าเชื่อว่า พงส.ยังไม่ได้แจ้งสิทธิอันจะเป็นเหตุให้การสอบสวนจำเลยที่ 1 ไม่ชอบ
(6.)ผู้ต้องหา(ถูกกล่าหา)มามอบตัวหรือมาพบ พงส.ผู้รับผิดชอบแล้วถูกแจ้งข้อหา ไม่ถือว่าเป็นผู้ถูกจับ
ม.134 วรรค 5 บัญญัติว่าเมื่อได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว ถ้าผู้ต้องหาไม่ใช่ผู้ถูกจับและยังไม่มีการออกหมายจับ แต่ พงส.เห็นว่ามีเหตุที่จะออกหมายขังผู้นั้นได้ตาม ม.71 พงส.มีอำนาจสั่งให้ผู้ต้องหาไปศาลเพื่อขอหมายขังโดยทันที แต่ถ้าขณะนั้นเป็นเวลาที่ศาลปิดหรือใกล้ปิดทำการ ให้พงส.สั่งให้ผู้ต้องหาไปศาลในโอกาสแรกที่ศาลเปิดทำการ กรณีเช่นว่านี้ให้นำ ม.87 มาใช้บังคับแก่การพิจารณาออกหมายขังโดยอนุโลม หากผู้ต้องหาไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง พงส. ดังกล่าว ให้ พงส. มีอำนาจจับผู้ต้องหานั้นได้โดยถือว่าเป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วนที่จะจับผู้ต้องหาได้โดยไม่มีหมายจับและมีอำนาจปล่อยชั่วคราว หรือควบคุมตัวผู้ต้องหานั้นไว้
อธิบาย
1) กรณีที่ผู้ต้องหาไม่ใช่ผู้ถูกจับและยังไม่มีการออกหมายจับ แต่ผู้ต้องหาถูกเรียก หรือเข้า
หา พงส. เองด้วยการเข้ามอบตัว กรณีเช่นนี้ย่อมไม่มีเหตุที่จะจับผู้ต้องหาได้ แต่หากภายหลังแจ้ง
ข้อหาแก่ผู้ต้องหาแล้ว พงส.เห็นว่ามีความจำเป็นตามพฤติการณ์แห่งคดีและมีเหตุที่จะออกหมายขังได้ตาม ม. 71 (เหตุที่จะออกหมายจับตาม ม.66 ) มาใช้ด้วย ก็ให้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อออกหมายขังผู้ต้องหาไว้ดำเนินการต่อไป ซึ่งก็จะนำ ม.87,88 มาใช้บังคับ
2) ตาม 1) พงส.มีอำนาจสั่งให้ผู้ต้องหาไปศาลเพื่อร้องให้ศาลออกหมายขัง หากผู้ต้องหา
ไม่ปฏิบัติถือว่าเป็นเหตุจำเป็นเร่งด่วนที่จะจับผู้ต้องหาได้โดยไม่ต้องมีหมายจับ
3)เหตุที่จะออกหมายจับตาม ม.66 (1) เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคลใดน่าจะได้กระทำ
ความผิดอาญาซึ่งมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกิน 3 ปี หรือ(2) เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใด
น่าจะได้กระทำความผิดอาญาและมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี หรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน
หรือก่อเหตุอันตรายประการอื่น
4) ใน ม.71 วรรค 3 หากความปรากฏแก่ศาลว่าผู้ต้องหาเป็นบุคคลดังต่อไปนี้ (1) อายุไม่ถึง
18 ปี (2) เป็นหญิงมีครรภ์ (3) เพิ่งคลอดบุตรมาไม่ถึง 3 เดือน (4) ล้มป่วยซึ่งถ้าต้องขังจะถึงอันตรายแก่ชีวิต ศาลก็จะกำหนดวิธีการปฏิบัติที่เหมาะสม
3. พยาน 10 ข้อ
1.มาตราหลัก วิแพ่ง ม.84 วิอาญา ม.226
2.พยาน กับพยานหลักฐานความหมายแตกต่างกัน พยานมี 3 ประเภท คือพยานบุคคล,พยานเอกสาร,พยานวัตถุ พยานใดที่จะเป็นพยานหลักฐานได้ต้องเป็นส่งที่พิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ ที่แยกเพราะต้องพิจารณากันว่าต้องสืบกันอย่างไร ชั่งน้ำหนักอย่างไร
3.ฎ.7155/2539 เครื่องบันทึกเสียง,ภาพ และภาพและเสียง เป็นพยานหลักฐานที่รับฟังได้ในฐานะเป็นพยานวัตถุ
4.ปัญหาข้อเท็จจริงต้องพิสูจน์ด้วยการนำสืบ ซึ่งศาลจะนำสืบเองหรือคู่ความนำสืบ คู่ความจะต้องมีการยื่นบัญชีระบุพยานก่อนตามกฎหมาย
5.กรณีที่ไม่ต้องนำพยานหลักฐานมาสืบ ตาม วิแพ่ง ม.84(1)
5.1 รู้กันอยู่ทั่วไป (คนในสังคมรู้กันอยู่ทั่วไป ชัดแจ้ง เป็นที่ยอมรับ หรือตรวจสอบแล้วถูกต้อง เช่นเดือน ก.พ.มีวันที่ 29 สี่ปีครั้ง น้ำขึ้นน้ำลง ภาษาไทยศาลต้องเข้าใจความหมายไม่ต้องนำสืบ แต่ภาษาถิ่นหรือภาษาแสลงต้องนำสืบ กฎหมายมีฐานะต่ำกว่ากฎกะทรวงเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องมีการนำสืบศาลไม่รู้เอง แต่กม.ระหว่างประเทศต้องมีการนำสืบ ฯ)
-ไม่อาจโต้แย้งได้ (กรณี กม.ปิดปาก หรือสันนิษฐานเด็ดขาด , ป.อาญา ม.4 ว.2 ,ป.อาญา ม.60
-คู่ความรับแล้ว(คำรับ ใช้ในคดีแพ่งเท่านั้น มีผลต่อประเด็นข้อพิพาทหรือหน้าที่นำสืบ)
6.สถานะของคำรับมีผลให้ข้อเท็จจริงที่จะพิสูจน์ฟังได้เป็นที่ยุติ คำรับหมายถึงคำรับของคู่ความในศาลเท่านั้น นอกศาลฟังได้แค่เป็นพยานหลักฐาน ที่ต้องนำสืบอีกครั้งหนึ่ง ดู ม.177 ว.2 วิแพ่ง การนิ่งถือเป็นการยอมรับ ตรงข้ามกับคดีอาญาการนิ่งถือว่าปฏิเสธ เพราะคดีแพ่ง กม.บัญญัติว่าให้จำเลยแสดงโดยแจ้งชัดในคำให้การว่ารับหรือปฏิเสธทั้งหมดหรือบางส่วนรวมทั้งเหตุแห่งการนั้น ฎ.48/2536 จำเลยปฏิเสธว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม แต่ไม่ยกเหตุผลประกอบ จึงไม่มีประเด็นนำสืบว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ ฎ.2661/2536 คดีแพ่งอายุความไม่เป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยเหมือนคดีอาญา หากไม่ต่อสู้หรือต่อสู้แต่ไม่อ้างเหตุใดห้องโจทก์ขาดอายุวามไม่มีประเด็นว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ .1078/2538 ,8844/2547 โจทก์บรรยายฟ้องเรื่องค่าเสียหาย แต่ศาลชั้นต้นมิได้กำหนดประเด็นไว้โจทก์ก็ไม่ได้โต้แย้งคัดค้าน ถือว่าโจทก์สละประเด็นดังกล่าวแล้ว
7.การปฏิเสธความสมบูรณ์ของฟ้อง ถ้าจำเลยไม่ได้ยกเป็นข้อต่อสู้หรือว่าฟ้องสมบูรณ์
8.หลักคำรับในคดีอาญาที่รับฟังได้
8.1 กระบวนการสอบคำให้การต้องชอบด้วยกฎหมายเสียก่อน
8.2 คำรับสารภาพต้องชัดเจนว่าได้กระทำผิดอาญาตามฟ้อง ฎ.1318/2523 สารภาพว่าเพื่อไม่ให้ยุ่งยากแก่คดี ถือว่าไม่ได้รับสารภาพ
8.3 จำเลยรับสารภาพตามฟ้องแต่เมื่อฟ้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย เช่นขาดอายุความ คำฟ้องขาดองค์ประกอบความผิด เป็นต้น ศาลก็ต้องยกฟ้อง
8.4 จำเลยบอกว่ารับสารภาพแต่คำแถลงขัดแย้งกับคำรับ ต้องถือตามคำรับเพราะคำแถลงไม่ใช่คำให้การเป็นข้อเท็จจริงที่ยังไม่ยุติ
8.5 คำรับนอกศาลเป็นเพียงพยานหลักฐานเท่านั้นเช่นรับชั้นสอบสวน ชั้นจับกุม จะฟังได้ต้องมีการปฏิบัติที่ถูกต้องตามกฎหมายเสียก่อน เช่น วิอาญา ม.135,134/1-4,177,84 ว.4 ,83 ว.2
9.คำท้า เป็นคำรับประเภทหนึ่งที่ส่งผลให้ข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติ ไม่ต้องสืบพยานในประเด็นหรือข้อเท็จจริงนั้น แม้สืบไปก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ มีผลโยงใยไปสู่ภาระในการพิสูจน์ แต่ทั้งนี้ไม่ขัดกับศีลธรรมอันดี
-คำพิพากษาฎีกาที่ 7636/2543
ข้อความตามรายงานกระบวนพิจารณาฟังได้เพียงว่ามีการเสนอท้ากันในครั้งแรกจะถือให้เอาผลคดีอาญาของศาลชั้นต้นเป็นข้อแพ้ชนะกันในคดีโดยทนายจำเลยขอไปศึกษาข้อเท็จจริงจากทนายจำเลยในคดีอาญาดังกล่าวเสียก่อน ในวันนัดต่อมาคู่ความแถลงร่วมกันต่อศาลใหม่ว่าขอถือเอาข้อเท็จจริงที่ปรากฏในผลแห่งคดีอาญาของศาลชั้นต้น มาเป็นข้อเท็จจริงในคดีนี้ โดยไม่มีข้อตกลงให้ถือเอาผลคดีอาญาดังกล่าวมาเป็นข้อแพ้ชนะกันตามที่เคยเสนอท้ากันไว้ แสดงว่าคู่ความไม่ประสงค์จะถือเอาผลคดีอาญาดังกล่าวมาเป็นข้อแพ้ชนะกันในคดีนี้ คงเพียงแต่ให้ถือข้อเท็จจริงคดีนี้ตามข้อเท็จจริงในคดีอาญาเท่านั้น ข้อตกลงตามรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวจึงไม่ใช่คำท้า
-องค์ประกอบพิจารณาของคำท้า
(1) มีได้เฉพาะคดีแพ่ง
(2) ทำกันในศาลเท่านั้น
(3) คำรับหรือคำท้าเป็นกระบวนพิจารณาหลังกระบวนการพิจารณาคำคู่ความ
(4) ศาลต้องอนุญาตเสียก่อน ในทางปฏิบัติจะต้องให้ปรากฏในรายงานกระบวนพิจารณาด้วย
(5) คำท้าต้องชอบด้วยกฎหมาย และถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนพิจารณา ฎ.1333/2536 ท้ากันให้เอาคำสาบานของ ส.เป็นข้อแพ้ชนะ แม้ ส.ไม่รู้เห็นยินยอมด้วยก็ท้ากันได้
10.ข้อสันนิษฐานของกฎหมาย เหตุผลที่ กม.กำหนดบทสันนิษฐาน เพื่อคุ้มครองผู้สุจริต เพื่อสะดวกในการดำเนินกระบวนพิจารณา เพื่อขจัดปัญหาที่พิสูจน์ได้ยาก หรือไม่ได้ เพื่อความเป็นธรรมตามหลักรัฐประศาสนโยบาย ข้อสันนิษฐานไม่เด็ดขาดพิสูจน์ได้ แต่ฝ่ายได้รับประโยชน์ไม่ต้องพิสูจน์เพียงว่าตนได้ปฏิบัติตามข้อสันนิษฐานเท่านั้น แต่มีข้อสันนิษฐานเด็ดขาดตาม กม.ปิดปากไม่ยอมให้นำสืบแก้ไข เช่น กม.เขียนว่า........ให้ถือว่า......................นำสืบเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ข้อสันนิษฐานในคดีอาญาปกติถ้ากม.เขียนอย่างไรก็เป็นอย่างนั้นไปสร้างข้อสันนิษฐานไมไม่ได้ เช่น พ.ร.บ.ศุลกากร,พ.ร.บ.การพนัน ผู้ร่วมในวงการพนัน,หรือใน พ.ร.บ.ยาเสพติดเพื่อฟังการลงโทษ ในคดีแพ่ง เช่นป.พ.พ.ม.437 เรื่องครอบครองเครื่องจักรหรือทรัพย์อันตราย,การครอบครองทรัพย์ตาม ป.พ.พ.ม.1357,1358,1363,1373
11.หน้าที่นำสืบ(ภาระการพิสูจน์เป็นคนละเรื่องการสืบก่อนหลัง ตองดูประเด็นผู้ใดกล่าวหาผู้นั้นต้องมีหน้าที่นำสืบ ในคดีอาญาปกติเป็นหน้าที่ของโจทก์ และโจทก์นำสืบก่อนเสมอ
12.ม.86
ว.1 พยานหลักฐานที่รับฟังไม่ได้ พยานหลักฐานที่รับฟังได้แต่ฝ่าฝืน เช่นฝ่าฝืน ม.88 ในการยื่นบัญชีระบุพยาน การไม่ส่งสำเนาตาม ม.90 ให้ศาลปฏิเสธที่จะรับฟังพยานหลักฐานนั้น
ว.2 พยานหลักฐานฟุ่มเฟือย ประวิงให้ชักช้า ไม่เกี่ยวกับประเด็น
ว.3 เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลสืบพยานเองได้
13. ม.87 หลักห้ามรับฟังพยานหลักฐานใดเว้นแต่
(1) เกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่คู่ความจะต้องนำสืบ
(2) มีการยื่นบัญชีระบุพยานตามหลักเกณฑ์ใน ม.88 มีการส่งสำเนาตาม ม.90
ข้อยกเว้น เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม และเป็นประเด็นข้อสำคัญ
-ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยไว้ว่าไม่จำเป็นต้องยื่นบัญชีระบุพยาน
-ไต่สวนคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ไต่สวนคำร้องที่จะเลยอ้างว่าโจทก์ผิดสัญญา ประนีประนอมยอมความตามคำพิพากษาตามยอม
-ถามค้านโดยอ้างเอกสารเพื่อปนระกอบการถามค้าน
-ต้องอ้างว่าไม่ใช่การสืบพยานหลักฐานสนับสนุนข้ออ้างหรือข้อเถียงของตนตาม ม.88 แต่เป็นการอ้างเพื่อโต้แย้งหรือทำลายน้ำหนักพยานฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น
14.ม.88 ว.1 อ้างพยาน(รวมทั้งตนเอง) ต้องระบุในบัญชีพยานส่งศาลก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน และพยานเอกสารต้องสำเนายื่นต่อศาลและส่งแก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่น้อยกว่า 7 วัน ตาม ม.90
-ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติม ภายใน 15 วันนับแต่วันสืบพยาน (เพิ่มเติม แสดงว่าต้องยื่นไว้ก่อนหน้านั้นแล้ว จึงจะเพิ่มเติมได้)
-ระยะเวลาดังกล่าวหมดแล้วต้องขออนุญาตศาลก่อนพิพากษา แต่ต้องมีเหตุอันสมควรว่าไม่ทราบว่าต้องนำพยานหลักฐานนั้นมาสืบหรือไม่ทราบว่ามีพยานหลักฐานนั้นมีอยู่ หรือมีเหตุสมควรอื่นใด ถ้าศาลเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะให้การวินิจฉัยชี้ขาดคดีเป็นไปโดยเที่ยงธรรมจะอนุญาตก็ได้
-บัญชีระบุพยานใช้กับคู่ความไม่ได้บังคับศาล เพราะ ม.86 ว.3 ศาลเรียกมาถามหรือเรียกมาสืบเองได้
***ฎ.2500/2548 ประชุมใหญ่ แม้โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมพ้นระยะเวลาตามกม.แล้ว โจทก์ยังมีสิทธิ์ยื่นบัญชีระบุพยานได้ไม่ว่าเวลาใดๆก่อนมีคำพิพากษาได้อีก หากโจทก์ขออนุญาตต่อศาล โดยแสดงเหตุผลอันสมควรที่ต้องยื่นบัญชีระบุพยานเช่นนั้นพร้อมสำเนาเอกสารที่อ้างในบัญชีระบุพยานมาด้วย เมื่อศาลใช้ดุลยพินิจสั่งรับ พยานของโจทก์จึงเป็นพยานหลักฐานที่รับฟังได้
-คำว่าก่อนวันสืบพยานตาม ม.88 นี้อย่าไปสับสนกับ ม.125 การคัดค้านพยานนั้นต้องคัดค้านต่อศาลก่อนการสืบพยานเอกสารนั้นเสร็จ
-คำสั่ง ตาม 88 ว.3 เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา
-84 ว.2 วิแพ่งนำไปใช้ในคดีอาญาได้ด้วย
-พยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องคดีอาญา นำมาใช้ในชั้นพิจารณาได้ด้วย
-ในคดีอาญา ข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไปไม่ต้องนำสืบเช่นตาม ฎ.6918/2540 ในความผิดฐานข่มขืน
กระทำชำเรา จำเลยฎีกาว่าวันเกิดเหตุเป็นวันขึ้น 6 ค่ำ มีดวงจันทร์เพียงครึ่งเสี้ยว ซึ่งดวงจันทร์โผล่ที่ขอบฟ้าเวลา 23.00 น.ขณะเกิดเหตุเวลาแค่ 21.00 น.ดวงจันทร์จึงยังไม่ขึ้น ฎ.1876/2533 ความผิดใดร้ายแรงแก่ประชาชนหรือไม่ศาลย่อมรู้เอง สิ่งของที่ใช้ในชีวิตประจำวันเช่นการส่งแฟ๊กซ์ ไม่ต้องนำสืบวิธีส่ง กระสุนปืนเป็นชนิดใด นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ได้หรือไม่ศาลไม่รู้เองต้องนำสืบ ถ้อยคำหยาบในภาษาไทย
เป็นสิ่งที่ศาลรู้ได้เองเช่นคำว่ามารศาสนา แต่ถ้าคำที่พิเศษไม่แพร่หลายต้องนำสืบ คำรับสารภาพไม่ชัดเจนว่ารับฐานใดโจทก์ไม่นำสืบศาลก็ลงโทษไม่ได้
15.การสืบพยานหลักฐานในคดีแพ่งต้องสืบตามประเด็น ตัวอย่าง เช่น หากมีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยมีสิทธิครอบครองที่ดินที่พิพาทหรือไม่ การที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยเคยเช่าที่พิพาทกับโจทก์ต่างหาก เป็นการนำสืบว่าจำเลยเคยครอบครองแทนโจทก์ตามสัญญาเช่าไม่ใช่ครอบครองเพื่อตน จึงไม่ได้สิทธิครอบครอง โจทก์ย่อมนำสืบได้ ไม่ใช่การนำสืบนอกประเด็นแต่อย่างใด
16.พยานเอกสาร เป็นพยานหลักฐานประเภทหนึ่งที่สำคัญต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ เป็นการแบ่งประเภทพยานเพื่อกำหนดวิธีการนำสืบของพยานแต่ละประเภท เช่นบุคคลต้องนำมาเบิกความต่อศาล ให้ซักถาม ให้ซักค้าน จำทำเป็นบันทึกถ้อยคำหรือนำบันทึกถ้อยคำที่ให้ไว้ตั้งแต่ชั้นสอบสวนมาเป็นพยานหลักฐานแทนไม่ได้ รับฟังได้เพียงเท่าเป็นพยานบอกเล่าเท่านั้น
17.***ม.94 เมื่อมีกฎหมายบังคับต้องมีพยานเอกสารมาแสดงห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานบุคคลในกรณีดังต่อไปนี้แม้อีกฝ่ายจะยินยอม
(1) สืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสาร
(2) สืบพยานบุคคลประกอบว่ายังมีข้อความเพิ่มเติม ตัดทอน แก้ไขเปลี่ยนแปลง
ข้อยกเว้น เรื่องเอกสารปลอม(แต่ต้องคัดค้านตาม ม.125ก่อน) ไม่ถูกต้องทั้งหมดหรือบางส่วน สัญญาไม่สมบูรณ์หรือตีความหมายผิด
***คำพิพากษาฎีกาที่ 5239/2547 ศาลมีอำนาจเรียกสำนวนการสอบสวนจากพนักงานอัยการมาเพื่อ
ประกอบการวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อาญา ม 175 การดำเนินการของศาลดังกล่าวมิใช่การพิจารณาและสืบพยานในศาล จึงไม่ต้องทำต่อหน้าจำเลยตาม ป.วิ อาญา ม. 172 วรรคหนึ่ง และเมื่อมิใช่การสืบพยาน จำเลยที่ 1 จึงไม่มีอำนาจถามค้านพยานตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 117 วรรคสอง ประกอบด้วย ป.วิ.อาญา มาตรา 15
18.ม.127 เอกสารมหาชนสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง (สำนวนการสอบสวนของ พงสงไม่ใช่เอกสารมหาชน)
19.ม.90 คู่ความที่อ้างพยานเอกสารต้องมีหน้าที่ยื่นต่อศาลและสำเนาให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน มีข้อยกเว้นตาม ข้อ 1-3 ฝ่ายที่รับถ้าคัดค้านเอกสารต้องดำเนินการตาม ม.125
20.ถ้าต้นฉบับเอกสารไม่อยู่ที่ฝ่ายเรา ฝ่ายที่อ้างก็ไม่ต้องนำส่ง
(1) อยู่ที่ฝ่ายตรงข้าม ไม่ต้องส่งสำเนา ไม่ต้องนำสืบต้นฉบับ บังคับให้ฝ่ายตรงข้ามนำส่ง ไม่ส่งก็ถูกลงโทษตาม ม.124(ถือว่ายอมรับแล้ว)
(2) อยู่ที่บุคคลภายนอก ม.123 ว.2 หรือของทางราชการ ถือข้อเท็จจริงยุติไม่ได้ เพราะไม่ใช่เรื่องระหว่าง
คู่ความ คู่ความฝ่ายอ้างมีหน้าที่ขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกมา ถ้าไม่ได้มาจะถือว่าข้อเท็จจริงยุติไม่ได้ ทางแก้ กรณีบุคคลภายนอกเพิกเฉย ทางออกตาม ม.93(2) คือนำสำเนาหรือยานบุคคลมาสืบได้(ต้นฉบับต้องมาก่อน ม.93(2) โยงกับ ม.94 ว.2
21.ม.94 จะตอบข้อสอบ ม.94 วิแพ่งได้ ต้องรู้ กม.สาระบัญญัติ เช่น เช่าซื้อ,กู้เงินเกินสองพันบาทรวมทั้งการนำสืบการชำระหนี้เงินกู้เกินสองพันบาทที่มีการชำระเป็นตัวเงิน(ชำระด้วยทรัพย์อย่างอื่นไม่ต้อง),ซื้อขายแลกเปลี่ยนให้อสังหาหรือสังหาชนิดพิเศษหรือสัญญาจะซื้อจะขายอสังหาฯหรือสังหาชนิดพิเศษ,จำนอง,โอนสิทธิเรียกร้อง,การบอกกล่าวบังคับจำนอง,พินัยกรรม,โอนหุ้นระบุชื่อ,สัญญาเช่าอสังหาฯ,สัญญาประนีประนอมยอมความ,สัญญาประกันภัย ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงชื่อฝ่ายรับผิด,ทำเป็นหนังสือ,หรือทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นต้น บางเรื่อง กม.ไม่ได้บังคับให้ต้องมีเอกสารมาแสดงเช่นการรับสรภาพหนี้,จะซื้อจะขายอสังหาริมทรัพย์ชนิดที่วางเงินมัดจำหรือชำระหนี้บางส่วน,จำนำ,จ้างทำของ,มอบที่ดินทำกินต่างดอกเบี้ย,ชำระหนี้เงินกู้ด้วยข้าวเปลือก,ชำระหนี้ดอกเบี้ย,การโอนเงินทางธนาคาร,ทางโทรศัพท์ เป็นต้น
22.ม.94 ห้ามมิให้รับฟังพยานบุคคล(รับฟังพยานหลักฐานอย่างอื่นได้)แม้อีกฝ่ายยินยอมในสองกรณีคือ ก.นำสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสารเมื่อไม่สามารถนำพยานเอกสารมาแสดงได้ ข.สืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างว่ายังมีข้อความเพิ่มเติม,ตัดทอน,เปลี่ยนแปลงแก้ไขในเอกสารอีก ข้อยกเว้นการนำสืบว่าเอกสารปลอม,ไม่ถูกต้องหรือหนี้ไม่สมบูรณ์และตาม ม.93(2)เรื่องเอกสารนั้นสุญหายถูกทำลายด้วยเหตุสุดวิสัยรับฟังสำเนาได้(แต่ต้องเคยมีต้นฉบับอยู่ก่อนแล้ว) ให้ศึกษาม.94(ก.) และม.93(2) อาจออกสอบเกี่ยวพันกันได้
กรณีหนี้ไม่สมบูรณ์ นิติกรรมอำพราง ตีความหมายผิด ทำสัญญากู้กันหลอกๆไม่ได้กู้กันจริงทำไว้ป้องกันการเบี้ยวหนี้ค่าแชร์ นำสืบพยานบุคคลประกอบได้แต่ต้องตั้งประเด็นข้อพิพาทไว้ก่อน หรือกรณีนำสืบให้เห็นความเป็นมาของมูลหนี้ก็สืบพยานบุคคลได้ นำสืบข้อตกลงพิเศษนอกเหนือจากสัญญา เช่นตกลงกันส่วนที่ดินที่แบ่งแยกเป็นสาธารณะก็นำสืบพยานบุคคลได้ แต่ถ้านำสืบข้อตกลงเพิ่มเติมในเรื่องค่าธรรมเนียมการโอน ดอกเบี้ย ระยะเวลาที่ต้องชำระเช่นนี้นำสืบบุคคลแทนไม่ได้
23.วิแพ่ง ม.97 ให้ศึกษาเปรียบเทียบกับวิอาญา ม.232,233 อาจออกข้อสอบได้
-ทางแพ่ง อ้างคู่ความฝ่ายอื่นเป็นพยานได้ อ้างตนเองเป็นพยานได้ (แต่ต้องยื่นบัญชีระบุพยานตนเองด้วย ฎ.3130/2532)
-อาญา ห้ามโจทก์อ้างจำเลยเป็นพยาน(ในคดีเดียวกันเท่านั้น,จำเลยซักทอดจำเลยอื่นด้วยกันก็รับฟังได้ซึ่งจำเลยที่ถูกซัดทอดสามารถซักค้านได้อยู่แล้วทั้งไม่มี กม.ห้ามแต่อาจรับฟังได้น้อย) ,จำเลยอ้างตนเองได้
24.สรุป พยานบอกเล่า,พยานซัดทอด ระมัดระวังในการชั่งน้ำหนักพยานตาม 95(2) และวิอาญา ม.232
25.ดู วิอาญา ม.172 การพิจารณาและการสืบพยานต้องทำโดยเปิดเผยและต่อหน้าจำเลย และข้อยกเว้นสืบพยานลับหลังจำเลยได้ตาม 172 ทวิ ฎ.1066/2526 จำเลยแถลงต่อศาลว่าไม่ตามประเด็นไป ศาลที่สืบประเด็นย่อมพิจารณาคดีไปได้ไม่ถือว่าเป็นการสืบพยานลับหลังจำเลย ฎ.3872/2535 วันเดินเผชิญสืบหากเป็นนัดแรกของการนัดพิจาณาถือเป็นวันสืบพยาน
26.พยานนำคือพยานที่คู่ความนำมาศาลเอง พยานหมาย คือพยานที่คู่ความให้ศาลออกหมายเรียก ดูวิ
แพ่ง ม.106 พยานที่ไม่จำเป็นต้องไปศาล คือ1)ในหลวงราชินีฯ2)พระภิกษุสามเณร(แม้ไปก็ไม่เบิกความหรือตอบคำถามก็ได้ และไม่ต้องสาบานตน) 3)คนเจ็บป่วย แต่ต้องแจ้งศาลก่อนตาม ม.111 ฎ.918/2503 การออกหมายจับพยานที่ไม่ไปศาล เป็นอำนาจของศาลคู่ความไม่ต้องไปขอให้ศาลออกหมายจับ ดูวิอาญา ม.55,55/1,56 ด้วย
27.พยานบุคคล 1)ต้องมาศาลและเบิกความด้วยวาจาต่อหน้าศาล ม.113 ซึ่งเป็นสาระสำคัญของการตรวจสอบพยาน 2)ซักถามเพื่อให้ได้ข้อความของพยานผู้นั้น
28.บุคคลที่ไม่ต้องสาบานตนคือ อายุต่ำกว่าสิบสี่ปี,พระภิกษุสามเณร,ผู้ที่คู่ความตกลงกัน ล่ามต้องสาบานตนด้วยจึงจะชอบ
29.ดู ม.113 พยานบุคคลต้องให้การด้วยวาจายกเว้นคนหูหนวกเป็นใบ้ซึ่งสามารถตอบคำถามได้ บุคคลได้รับอนุญาตจากศาล และพยานผู้เชี่ยวชาญ
30.การซักถามพยาน ห้ามใช้คำถามนำ ข้อจำกัดในการห้ามถามตาม ม.118 ว.3 ห้ามถามที่มาเกี่ยวกับประเด็นในคดี,คำถามที่ต้องทำให้พยานคู่ความหรือบุคคลภายนอกต้องรับโทษ(คำถามที่อาจทำให้พยานเสียหายหรือต้องรับโทษไม่ต้องตอบได้)
4. พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติฯ 5 ข้อ
-ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 11 มกราคม 2547 และบังคับใช้ 12 มกราคม 2547
-ข้าราชการตำรวจ” หมายความว่า บุคคลซึ่งได้รับการบรรจุและแต่งตั้งตามพระราชบัญญัตินี้ โดยได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณหมวดเงินเดือนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และให้หมายความรวมถึงข้าราชการในสำนักงานตำรวจแห่งชาติซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติแต่งตั้งหรือสั่งให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการตำรวจโดยได้รับเงินเดือนจากส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐด้วย
-สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นนิติบุคคลอยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี และมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(๑) รักษาความปลอดภัยสำหรับองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาทผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พระบรมวงศานุวงศ์ ผู้แทนพระองค์ และพระราชอาคันตุกะ
(๒) ดูแลควบคุมและกำกับการปฏิบัติงานของข้าราชการตำรวจซึ่งปฏิบัติการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
(๓) ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญา
(๔) รักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของประชาชนและความมั่นคงของราชอาณาจักร
(๕) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของข้าราชการตำรวจหรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
(๖) ช่วยเหลือการพัฒนาประเทศตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย
(๗) ปฏิบัติการอื่นใดเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้การปฏิบัติการตามอำนาจหน้าที่ตาม (๑) (๒) (๓) (๔) หรือ (๕) เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
-สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นหัวหน้าส่วนราชการ
-คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติคณะหนึ่ง เรียกโดยย่อว่า “ก.ต.ช.” มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบายการบริหารราชการตำรวจ และกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ปฏิบัติตามนโยบาย ระเบียบแบบแผน มติคณะรัฐมนตรี และกฎหมาย และก.ต.ช. มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ด้วย
(๑) ออกระเบียบ ประกาศ หรือมีมติในเรื่องที่เกี่ยวกับการบริหารราชการตำรวจและวิธีปฏิบัติราชการของข้าราชการตำรวจ ให้เป็นไปตามแบบแผนและนโยบายที่ ก.ต.ช. กำหนด
(๒) เสนอแนะให้มีการตราพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา ๖ วรรคสอง
(๓) พิจารณาดำเนินการคัดเลือกข้าราชการตำรวจเพื่อดำเนินการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติตามที่นายกรัฐมนตรีเสนอ
(๔) กำหนดกระบวนการและขั้นตอนในการกระจายอำนาจระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติกับตำรวจภูธรจังหวัด และราชการส่วนท้องถิ่น ในกรณีที่ ก.ต.ช. เห็นว่ามีความจำเป็นและเหมาะสม
(๕) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อปฏิบัติงานตามที่ ก.ต.ช. มอบหมาย
(๖) ตรวจสอบการปฏิบัติตามนโยบาย การบริหารราชการตำรวจ
-ก.ต.ช. ประกอบด้วย
(๑) นายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงยุติธรรม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง
(๒) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนสี่คน ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากบุคคลซึ่งได้รับการสรรหาโดยกรรมการตาม (๑)
-ยศตำรวจมีตามลำดับดังต่อไปนี้
พลตำรวจเอก
พลตำรวจโท
พลตำรวจตรี
พันตำรวจเอก
พันตำรวจโท
พันตำรวจตรี
ร้อยตำรวจเอก
ร้อยตำรวจโท
ร้อยตำรวจตรี
ดาบตำรวจ
จ่าสิบตำรวจ
สิบตำรวจเอก
สิบตำรวจโท
สิบตำรวจตรี
-ชั้นข้าราชการตำรวจมีดังต่อไปนี้
(๑) ชั้นสัญญาบัตร ได้แก่ ผู้มียศตั้งแต่ร้อยตำรวจตรีขึ้นไป
(๒) ชั้นประทวน ได้แก่ ผู้มียศสิบตำรวจตรี สิบตำรวจโท สิบตำรวจเอก จ่าสิบตำรวจ และ ดาบตำรวจ
(๓) ชั้นพลตำรวจ ได้แก่ พลตำรวจสำรอง
พลตำรวจสำรอง คือ ผู้ที่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการตำรวจ โดยได้รับการคัดเลือกหรือสอบแข่งขันเข้ารับการศึกษาอบรมในสถานศึกษาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
-การแต่งตั้งยศตำรวจชั้นสัญญาบัตรเป็นกรณีพิเศษ อาจกระทำได้โดยประกาศพระบรมราชโองการ
ในระหว่างที่ยังไม่มีประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้งยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร จะแต่งตั้งว่าที่ยศตำรวจชั้นสัญญาบัตรเป็นการชั่วคราวก็ได้ โดยให้ผู้มีอำนาจดังต่อไปนี้ เป็นผู้สั่งแต่งตั้ง
(๑) ตั้งแต่ว่าที่ยศพลตำรวจตรีขึ้นไป ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้สั่งแต่งตั้ง
(๒) ตั้งแต่ว่าที่ยศร้อยตำรวจตรีขึ้นไป แต่ไม่สูงกว่าว่าที่ยศพันตำรวจเอกให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นผู้สั่งแต่งตั้ง
-การแต่งตั้งยศตำรวจชั้นประทวน ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือผู้บังคับบัญชาระดับผู้บัญชาการขึ้นไปซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นผู้สั่งแต่งตั้ง ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.ตร.
การแต่งตั้งยศตำรวจชั้นประทวนเป็นกรณีพิเศษ ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นผู้สั่งแต่งตั้ง ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.ตร.
-มีคณะกรรมการข้าราชการตำรวจคณะหนึ่ง เรียกโดยย่อว่า “ก.ตร.” ประกอบด้วย
(๑) นายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการข้าราชการตำรวจ เลขาธิการ ก.พ. ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จเรตำรวจแห่งชาติ และรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นกรรมการ ข้าราชการตำรวจโดยตำแหน่ง
(๒) กรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากผู้ซึ่งได้รับการเลือกตามมาตรา ๓๕
-ให้ ก.ตร. มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(๑) กำหนดนโยบายและมาตรฐานการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตำรวจ และจัดระบบราชการตำรวจ รวมตลอดทั้งการอบรมและพัฒนาข้าราชการตำรวจ ในการนี้หาก ก.ต.ช. ได้กำหนดระเบียบแบบแผนและนโยบายไว้เป็นการทั่วไป การกำหนดในเรื่องดังกล่าวของ ก.ตร. ต้องสอดคล้องกับระเบียบแบบแผนและนโยบายของ ก.ต.ช. และให้ ก.ตร. แจ้งการดำเนินการนั้นให้ ก.ต.ช. ทราบด้วย
(๒) ออกกฎ ก.ตร. ระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกำหนด ประกาศ หรือมีมติเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
(๓) กำกับดูแล ตรวจสอบ และแนะนำ เพื่อให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติบริหารงานบุคคลให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกระเบียบให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รายงานเกี่ยวกับการสอบ การบรรจุ การแต่งตั้ง การเลื่อนขั้นเงินเดือน การดำเนินการทางวินัย การออกจากราชการ และการปฏิบัติการอื่นเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้
(๔) รายงานคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาปรับปรุงเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง เงินเพิ่มค่าครองชีพ สวัสดิการ หรือประโยชน์เกื้อกูลอื่นสำหรับข้าราชการตำรวจให้เหมาะสม
(๕) กำหนดชั้นยศที่ควรบรรจุแต่งตั้งและอัตราเงินเดือนที่ควรได้รับสำหรับวุฒิปริญญาหรือประกาศนียบัตรต่าง ๆ
(๖) กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมในการปฏิบัติการเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้
(๗) พิจารณาอนุมัติแก้ไขทะเบียนประวัติเกี่ยวกับวันเดือนปีเกิด และการควบคุมเกษียณอายุของข้าราชการตำรวจ
(๘) ในกรณีที่พิจารณาเห็นว่าการปฏิบัติการเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่เหมาะสมหรือไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ ให้มีมติสั่งการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติปฏิบัติการให้ถูกต้องเหมาะสม ถ้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ปฏิบัติการตามมติดังกล่าว ให้รายงานต่อนายก-รัฐมนตรีเพื่อพิจารณาและสั่งการต่อไป
(๙) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อปฏิบัติงานตามที่ ก.ตร. มอบหมาย
(๑๐) ปฏิบัติการตามอำนาจหน้าที่ที่บัญญัติไว้ในมาตราอื่นแห่งพระราชบัญญัตินี้และกฎหมายอื่น
-ตำแหน่งข้าราชการตำรวจมีดังต่อไปนี้
(๑) ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
(๒) จเรตำรวจแห่งชาติ และรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
(๓) ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
(๔) ผู้บัญชาการ
(๕) รองผู้บัญชาการ
(๖) ผู้บังคับการ และพนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญพิเศษ
(๗) รองผู้บังคับการ และพนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญ
(๘) ผู้กำกับการ และพนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ
(๙) รองผู้กำกับการ และพนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษ
(๑๐) สารวัตร และพนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการ
(๑๑) รองสารวัตร และพนักงานสอบสวน
(๑๒) ผู้บังคับหมู่
(๑๓) รองผู้บังคับหมู่
-การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่ง ให้แต่งตั้งตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
(๑) ตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากข้าราชการตำรวจยศพลตำรวจเอก
(๒) ตำแหน่งจเรตำรวจแห่งชาติ และรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากข้าราชการตำรวจยศพลตำรวจโทหรือพลตำรวจเอก
(๓) ตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจาก ข้าราชการตำรวจยศพลตำรวจโท
(๔) ตำแหน่งผู้บัญชาการ จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากข้าราชการตำรวจยศพลตำรวจตรีหรือพลตำรวจโท
(๕) ตำแหน่งรองผู้บัญชาการ จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากข้าราชการตำรวจยศพลตำรวจตรี
(๖) ตำแหน่งผู้บังคับการ และพนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญพิเศษจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากข้าราชการตำรวจยศพันตำรวจเอกซึ่งได้รับอัตราเงินเดือนพันตำรวจเอก (พิเศษ) หรือพลตำรวจตรี
(๗) ตำแหน่งรองผู้บังคับการ และพนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญ ให้แต่งตั้งจากข้าราชการตำรวจยศพันตำรวจเอกหรือพันตำรวจเอกซึ่งได้รับอัตราเงินเดือนพันตำรวจเอก (พิเศษ)
(๘) ตำแหน่งผู้กำกับการ และพนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ ให้แต่งตั้งจาก ข้าราชการตำรวจยศพันตำรวจโทหรือพันตำรวจเอก
(๙) ตำแหน่งรองผู้กำกับการ และพนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษ ให้แต่งตั้งจากข้าราชการตำรวจยศพันตำรวจโท
(๑๐) ตำแหน่งสารวัตร และพนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการ ให้แต่งตั้งจากข้าราชการตำรวจยศร้อยตำรวจเอกขึ้นไปแต่ไม่สูงกว่าพันตำรวจโท
(๑๑) ตำแหน่งรองสารวัตร และพนักงานสอบสวน ให้แต่งตั้งจากข้าราชการตำรวจยศร้อยตำรวจตรีขึ้นไปแต่ไม่สูงกว่าร้อยตำรวจเอก
(๑๒) ตำแหน่งผู้บังคับหมู่ ให้แต่งตั้งจากข้าราชการตำรวจยศสิบตำรวจตรีขึ้นไปแต่ไม่สูงกว่าดาบตำรวจ
(๑๓) ตำแหน่งรองผู้บังคับหมู่ ให้แต่งตั้งจากข้าราชการตำรวจชั้นพลตำรวจ
-ให้ข้าราชการตำรวจได้รับเงินเดือนดังต่อไปนี้
(๑) ข้าราชการตำรวจยศพลตำรวจเอก ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้ได้รับเงินเดือนขั้นสูงสุดของระดับ ส. ๙
(๒) ข้าราชการตำรวจยศพลตำรวจเอก ให้ได้รับเงินเดือนระดับ ส. ๘
(๓) ข้าราชการตำรวจยศพลตำรวจโท ให้ได้รับเงินเดือนระดับ ส. ๗
(๔) ข้าราชการตำรวจยศพลตำรวจตรี ให้ได้รับเงินเดือนระดับ ส. ๖
(๕) ข้าราชการตำรวจยศพันตำรวจเอกอัตราเงินเดือนพันตำรวจเอก (พิเศษ) ให้ได้รับเงินเดือนระดับ ส. ๕
(๖) ข้าราชการตำรวจยศพันตำรวจเอก ให้ได้รับเงินเดือนระดับ ส. ๔
(๗) ข้าราชการตำรวจยศพันตำรวจโท ให้ได้รับเงินเดือนระดับ ส.๓
(๘) ข้าราชการตำรวจยศพันตำรวจตรี ให้ได้รับเงินเดือนระดับ ส. ๒
(๙) ข้าราชการตำรวจยศร้อยตำรวจเอก ร้อยตำรวจโท และร้อยตำรวจตรี ให้ได้รับเงินเดือนระดับ ส. ๑
(๑๐) ข้าราชการตำรวจยศดาบตำรวจ ให้ได้รับเงินเดือนระดับ ป. ๓
(๑๑) ข้าราชการตำรวจยศจ่าสิบตำรวจอัตราเงินเดือนจ่าสิบตำรวจ (พิเศษ) ให้ได้รับเงินเดือนระดับ ป. ๒
(๑๒) ข้าราชการตำรวจยศจ่าสิบตำรวจ สิบตำรวจเอก สิบตำรวจโทและสิบตำรวจตรี ให้ได้รับเงินเดือนระดับ ป. ๑
(๑๓) ข้าราชการตำรวจชั้นพลตำรวจสำรอง ให้ได้รับเงินเดือนระดับ พ. ๑
-การกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ได้แก่การไม่รักษาวินัยตามที่บัญญัติเป็นข้อปฏิบัติและข้อห้ามในเรื่องดังต่อไปนี้
(๑) ต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และเที่ยงธรรม เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรี จรรยาบรรณของตำรวจ และนโยบายของรัฐบาลโดยไม่ให้เสียหายแก่ราชการ
(๒) ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาซึ่งสั่งในหน้าที่ราชการโดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของทางราชการ โดยไม่ขัดขืนหรือหลีกเลี่ยง แต่ถ้าเห็นว่าการปฏิบัติตามคำสั่งนั้นจะทำให้เสียหายแก่ราชการ หรือจะเป็นการไม่รักษาประโยชน์ของทางราชการ จะเสนอความเห็นเป็นหนังสือทันทีเพื่อให้ผู้บังคับบัญชาทบทวนคำสั่งนั้นก็ได้ และเมื่อได้เสนอความเห็นแล้ว ถ้าผู้บังคับบัญชายืนยันให้ปฏิบัติตามคำสั่งเดิม ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาต้องปฏิบัติตาม
(๓) ต้องรักษาระเบียบการเคารพระหว่างผู้ใหญ่ ผู้น้อย
(๔) ต้องอุทิศเวลาของตนให้แก่ราชการ จะละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการมิได้
(๕) ต้องปฏิบัติราชการโดยมิให้เป็นการกระทำการข้ามผู้บังคับบัญชาเหนือตน เว้นแต่ผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปเป็นผู้สั่งให้กระทำ หรือได้รับอนุญาตเป็นพิเศษชั่วครั้งคราว
(๖) ต้องรักษาความลับของทางราชการ
(๗) ต้องสุภาพเรียบร้อย รักษาความสามัคคี และไม่กระทำการอย่างใดที่เป็นการกลั่นแกล้งกัน และต้องช่วยเหลือกันในการปฏิบัติราชการระหว่างข้าราชการด้วยกันและผู้ร่วมปฏิบัติราชการ
(๘) ต้องต้อนรับ ให้ความสะดวก ให้ความเป็นธรรมและให้การสงเคราะห์แก่ประชาชนผู้ติดต่อราชการ หรือในการปฏิบัติราชการเกี่ยวกับหน้าที่ของตนโดยไม่ชักช้า และด้วยความสุภาพเรียบร้อย โดยห้ามมิให้ดูหมิ่น เหยียดหยาม กดขี่หรือข่มเหงประชาชนผู้ติดต่อราชการหรือในการปฏิบัติราชการเกี่ยวกับหน้าที่ของตน
(๙) ต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความตั้งใจ อุตสาหะ เพื่อให้เกิดผลดีหรือความก้าวหน้าแก่ราชการ เอาใจใส่ ระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ของทางราชการ และต้องไม่ประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ
(๑๐) ต้องไม่กระทำการอันเป็นเหตุให้แตกความสามัคคีระหว่างข้าราชการตำรวจ
(๑๑) ต้องไม่รายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา การรายงานโดยปกปิดข้อความซึ่งควรต้องแจ้ง ถือว่าเป็นการรายงานเท็จด้วย
(๑๒) ต้องไม่ใช้กิริยาวาจาหรือประพฤติตนในลักษณะที่ไม่สมควร
(๑๓) ต้องไม่กระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่ว
(๑๔) ต้องไม่กระทำด้วยประการใด ๆ ในลักษณะที่เป็นการบังคับผู้บังคับบัญชา เป็นทางให้เสีย ระเบียบแบบแผนวินัยตำรวจ
(๑๕) ต้องไม่กระทำหรือละเว้นการกระทำใด ๆ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการหรือ ทำให้เสียระเบียบแบบแผนของตำรวจ
(๑๖) ต้องไม่กระทำการหรือยอมให้ผู้อื่นกระทำการหาผลประโยชน์อันอาจทำให้เสียความเที่ยงธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการของตน
(๑๗) ต้องไม่เป็นกรรมการผู้จัดการ หรือผู้จัดการ หรือดำรงตำแหน่งอื่นใดที่มีลักษณะงานคล้ายคลึงกันนั้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท
(๑๘) กระทำการหรือไม่กระทำการตามที่กำหนดในกฎ ก.ตร
-การกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ได้แก่การกระทำดังต่อไปนี้
(๑) ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้
(๒) ละทิ้ง หรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการโดยไม่มีเหตุอันสมควร เป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง หรือละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลาเกินสิบห้าวันโดยไม่มีเหตุอันสมควร หรือโดยมีพฤติการณ์อันแสดงถึงความจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ
(๓) เหยียดหยาม กดขี่ ข่มเหง หรือทำร้ายประชาชนผู้ติดต่อราชการหรือในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ราชการ
(๔) กระทำความผิดอาญาจนได้รับโทษจำคุกหรือโทษที่หนักกว่าโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกหรือให้รับโทษที่หนักกว่าโทษจำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
(๕) กระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง
(๖) กระทำหรือละเว้นการกระทำใด ๆ รวมทั้งการกระทำผิดตามมาตรา ๗๘ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง
(๗) กระทำการหรือไม่กระทำการตามที่กำหนดในกฎ ก.ตร.
-โทษทางวินัยมี ๗ สถาน ดังต่อไปนี้
(๑) ภาคทัณฑ์
(๒) ทัณฑกรรม
(๓) กักยาม
(๔) กักขัง
(๕) ตัดเงินเดือน
(๖) ปลดออก
(๗) ไล่ออก
การลงโทษภาคทัณฑ์ ได้แก่ การลงโทษแก่ผู้กระทำผิดอันควรต้องรับโทษสถานหนึ่งสถานใดแต่มีเหตุอันควรปราณีจึงเพียงแค่แสดงความผิดผู้นั้นให้ปรากฏไว้
การลงโทษทัณฑกรรม ได้แก่ การให้ทำงานโยธา การให้อยู่เวรยาม นอกจากหน้าที่ประจำ หรือการให้ทำงานสาธารณประโยชน์ซึ่งต้องไม่เกินหกชั่วโมงต่อหนึ่งวัน
การลงโทษกักยาม ได้แก่ การกักตัวไว้ในบริเวณใดบริเวณหนึ่งที่สมควรตามที่จะกำหนด
การลงโทษกักขัง ได้แก่ การขังในที่จัดไว้เพื่อควบคุมแต่เฉพาะคนเดียวหรือหลายคนรวมกันตามที่จะได้มีคำสั่ง
การลงโทษกักยามหรือกักขังจะใช้งานโยธาหรืองานอื่นของทางราชการด้วยก็ได้ แต่ต้องไม่เกินหกชั่วโมงต่อหนึ่งวัน
-ข้าราชการตำรวจออกจากราชการเมื่อ
(๑) ตาย
(๒) พ้นจากราชการตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ
(๓) ได้รับอนุญาตให้ลาออกหรือการลาออกมีผลตามมาตรา ๙๙
(๔) ถูกสั่งให้ออกตามมาตรา ๖๐ มาตรา ๙๕ มาตรา ๙๘ มาตรา ๑๐๐ มาตรา ๑๐๑ มาตรา ๑๐๒ หรือมาตรา ๑๐๓
(๕) ถูกสั่งลงโทษปลดออกหรือไล่ออก
วันออกจากราชการตาม (๔) และ (๕) ให้เป็นไปตามที่กำหนดในระเบียบ ก.ตร.
การออกจากราชการของข้าราชการตำรวจเฉพาะผู้ที่ต้องรับราชการตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น
5. จริยะธรรม 5 ข้อ
ทศพิธราชธรรม ๑๐
คือธรรมสำหรับพระราชา ในการใช้พระราชอำนาจและการบำเพ็ญประโยชน์ต่ออาณา
ประชาราษฎร ดังพระราชกรณียกิจที่ปรากฎ ๑๐ ประการ ดังนี้
๑. ทานัง หรือการให้ หมายถึงการพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ การทรงเสียสละพระกำลังในการปกครอง แผ่นดิน การพระราชทานพระราชดำริอันก่อให้เกิดสติปัญญาและพัฒนาชาติ การพระราชทานเสรีภาพอันเป็นหัวใจแห่งมนุษย์
๒. ศีลัง หรือการตั้งและทรงประพฤติพระราชจรรยานุวัตร พระกาย พระวาจา ให้ปราศจากโทษ ทั้งในการปกครอง อันได้แก่ กฎหมายและนิติราชประเพณี และในทางศาสนา อันได้แก่ เบญจศีลมาเสมอ
๓. ปริจาคัง หรือการบริจาค อันได้แก่ การที่ทรงสละสิ่งไม่เป็นประโยชน์หรือมีประโยชน์น้อยเพื่อสิ่งที่ดีกว่า คือ เมื่อถึง คราวก็สละได้ แม้พระราชทรัพย์ ตลอดจนพระโลหิต หรือแม้แต่พระชนม์ชีพ เพื่อรักษาธรรมและพระราชอาณาจักรของ พระองค์
๔. อาชชะวัง หรือความซื่อตรง อันได้แก่ การที่ทรงซื่อตรงในฐานะที่เป็นผู้ปกครอง ดำรงอยู่ในสัตย์สุจริต ซื่อตรงต่อ พระราชสัมพันธมิตร และอาณาประชาราษฎร
๕. มัททะวัง หรือทรงเป็นผู้มีอัธยาศัยอ่อนโยน เคารพในเหตุผลที่ควร ทรงมีสัมมาคารวะต่อผู้อาวุโสและอ่อนโยนต่อบุคคลที่ เสมอกันและต่ำกว่า
๖. ตะปัง หรือความเพียรที่แผดเผาความเกียจคร้าน คือ การที่พระมหากษัตริย์ทรงตั้งพระราชอุตสาหะปฏิบัติพระราช กรณียกิจให้เป็นไปด้วยดี โดยปราศจากความเกียจคร้าน
๗. อักโกธะ หรือความไม่แสดงความโกรธให้ปรากฎ ไม่พยายามมุ่งร้ายผู้อื่นแม้จะลงโทษผู้ทำผิดก็ทำตามเหตุผล และสำหรับ พระมหากษัตริย์นั้นต้องทรงมีพระเมตตาไม่ทรงก่อเวรแก่ผู้ใด ไม่ทรงพระพิโรธโดยเหตุที่ไม่ควร และแม้จะทรงพระพิโรธ ก็ทรงข่มเสียให้สงบได้
๘. อะวีหิสัญจะ คือ ทรงมีพระราชอัธยาศัย กอปรด้วยพระมหากรุณา ไม่ทรงก่อทุกข์หรือเบียดเบียนผู้อื่น ทรงปกครอง ประชาชนดังบิดาปกครองบุตร
๙. ขันติญจะ คือ การที่ทรงมีพระราชจริยานุวัตร อันอดทนต่อสิ่งทั้งปวง รักษาพระราชหฤทัย และพระอาการ พระกาย พระวาจา ให้เรียบร้อย
๑๐. อะวิโรธะนัง คือ การที่ทรงตั้งอยู่ในขัตติยราชประเพณี ไม่ทรงประพฤติผิดจากพระราชจริยานุวัตร นิติศาสตร์ ราชศาสตร์ ไม่ทรงประพฤติให้คลาดจากความยุติธรรม ทรงอุปถัมภ์ยกย่องคนที่มีความชอบ ทรงบำราบคนที่มีความผิดโดย ปราศจากอำนาจอคติ ๔ ประการ และไม่ทรงแสดงให้เห็นด้วยพระราชหฤทัยยินดียินร้าย
อริยสัจ 4 มีความจริงอยู่ 4 ประการคือ การมีอยู่ของทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และ หนทางไปสู่ความดับทุกข์ ความจริงเหล่านี้เรียกว่า อริยสัจ 4
ทุกข์
คือ การมีอยู่ของทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ และตายล้วนเป็นทุกข์ ความเศร้าโศก ความโกรธ ความอิจฉาริษยา ความวิตกกังวล ความกลัวและความผิดหวังล้วนเป็น ทุกข์ การพลัดพรากจากของที่รักก็เป็นทุกข์ ความเกลียดก็เป็นทุกข์ ความอยาก ความยึดมั่นถือมั่น ความยึดติดในขันธ์ทั้ง 5 ล้วนเป็นทุกข์
2. สมุทัย
คือ เหตุแห่งทุกข์ เพราะอวิชา ผู้คนจึงไม่สามารถเห็นความจริงของชีวิต พวกเขาตกอยู่ในเปลวเพลิงแห่งตัณหา ความโกรธ ความอิจฉาริษยา ความเศร้าโศก ความวิตกกังวล ความกลัว และความผิดหวัง
3. นิโรธ
คือ ความดับทุกข์ การเข้าใจความจริงของชีวิตนำไปสู่การดับความเศร้า โศกทั้งมวล อันยังให้เกิดความสงบและความเบิกบาน
4. มรรค
คือ หนทางนำไปสู่ความดับทุกข์ อันได้แก่ อริยมรรค 8 ซึ่งได้รับการหล่อ เลี้ยงด้วยการดำรงชีวิตอย่างมีสติความมีสตินำไปสู่สมาธิและปัญญาซึ่งจะปลดปล่อย ให้พ้นจากความทุกข์และความโศกเศร้าทั้งมวลอันจะนำไปสู่ความศานติและ ความเบิกบาน พระพุทธองค์ได้ทรงเมตตานำทางพวกเราไปตามหนทางแห่งความรู้แจ้งนี้
สังคหวัตถุ 4 หมายถึง หลักธรรมที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจของผู้อื่น ผูกไมตรี เอื้อเฟื้อ เกื้อกูล หรือเป็นหลักการสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน มีอยู่ 4 ประการ ได้แก่
1.ทาน คือ การให้ การเสียสละ หรือการเอื้อเฟื้อแบ่งปันของๆตนเพื่อประโยชน์แก่บุคคลอื่น ไม่ตระหนี่ถี่เหนียว ไม่เป็นคนเห็นแก่ได้ฝ่ายเดียว คุณธรรมข้อนี้จะช่วยให้ไม่เป็นคนละโมบ ไม่เห็นแก่ตัว เราควรคำนึงอยู่เสมอว่า ทรัพย์สิ่งของที่เราหามาได้ มิใช่สิ่งจีรังยั่งยืน เมื่อเราสิ้นชีวิตไปแล้วก็ไม่สามารถจะนำติดตัวเอาไปได้
2. ปิยวาจา คือ การพูดจาด้วยถ้อยคำที่ไพเราะอ่อนหวาน พูดด้วยความจริงใจ ไม่พูดหยาบคายก้าวร้าว พูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์เหมาะสำหรับกาลเทศะ พระพุทธเจ้าทรงให้ความสำคัญกับการพูดเป็นอย่างยิ่ง เพราะการพูดเป็นบันไดขั้นแรกที่จะสร้างมนุษย์สัมพันธ์อันดีให้เกิดขึ้น วิธีการที่จะพูดให้เป็นปิยวาจานั้น จะต้องพูดโดยยึดถือหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
เว้นจากการพูดเท็จ
เว้นจากการพูดส่อเสียด
เว้นจากการพูดคำหยาบ
เว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ
3. อัตถจริยา คือ การสงเคราะห์ทุกชนิดหรือการประพฤติในสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น
4. สมานัตตา คือ การเป็นผู้มีความสม่ำเสมอ หรือมีความประพฤติเสมอต้นเสมอปลาย คุณธรรมข้อนี้จะช่วยให้เราเป็นคนมีจิตใจหนักแน่นไม่โลเล รวมทั้งยังเป็นการสร้างความนิยม และไว้วางใจให้แก่ผู้อื่นอีกด้วย

พรหมวิหาร 4 พรหมวิหาร แปลว่า ธรรมของพรหมหรือของท่านผู้เป็นใหญ่ พรหมวิหารเป็นหลักธรรมสำหรับทุกคน เป็นหลักธรรมประจำใจที่จะช่วยให้เราดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างประเสริฐและบริสุทธิ์ หลักธรรมนี้ได้แก่
เมตตา ความปรารถนาให้ผู้อื่นได้รับสุข
กรุณา ความปราถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์
มุทิตา ความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี
อุเบกขา การรู้จักวางเฉย


อิทธิบาท 4 คำว่า อิทธิบาท แปลว่า บาทฐานแห่งความสำเร็จ หมายถึง สิ่งซึ่งมีคุณธรรม เครื่องให้ลุถึงความสำเร็จตามที่ตนประสงค์ ผู้หวังความสำเร็จในสิ่งใด ต้องทำตนให้สมบูรณ์ ด้วยสิ่งที่เรียกว่า อิทธิบาท ซึ่งจำแนกไว้เป็น ๔ คือ
1.ฉันทะ ความพอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น
๒. วิริยะ ความพากเพียรในสิ่งนั้น
๓. จิตตะ ความเอาใจใส่ฝักใฝ่ในสิ่งนั้น
๔. วิมังสา ความหมั่นสอดส่องในเหตุผลของสิ่งนั้น
โลกธรรม 8 โลกธรรม 8 หมายถึง เรื่องของ โลกมีอยู่ประจำกับชีวิต สังคมและโลกของมนุษย์เป็นความจริงที่ทุกคนต้องประสบด้วยกันทั้งนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม ข้อแตกต่างคือ ใครประสบมาก ประสบน้อย ช้าหรือเร็ว โลกธรรมแบ่งออกเป็น 8 ชนิด จำแนกออกเป็น 2 ฝ่ายควบคู่กันและมีความหมายตรงข้ามกัน คือ
1. โลกธรรมฝ่ายอิฏฐารมณ์ คือ ฝ่ายที่มนุษย์พอใจมี 4 เรื่อง คือ
- ได้ลาภ หมายความว่าได้ผลประโยชน์ ได้ทรัพย์สินเงินทอง ได้บ้านเรือนหรือที่สวนไร่นา
- ได้ยศ หมายความว่า ได้รับแต่งตั้งให้มีฐานันดรสูงขึ้นได้ตำแหน่งได้อำนาจเป็นใหญ่เป็นโต
- ได้รับสรรเสริญ คือ ได้ยิน ได้ฟัง คำสรรเสริญคำชมเชย คำยกยอ
- ได้สุข คือ ได้ความสบายกาย สบายใจ ได้ความเบิกบาน ร่าเริง ได้ความบันเทิงใจ
2. โลกธรรมฝ่ายอนิฏฐารมณ์ คือ ฝ่ายที่มนุษย์ไม่พอใจมี 4 เรื่อง คือ
- เสียลาภ หมายความว่า ลาภที่ได้มาแล้วเสียไป
- เสื่อมยศ หมายถึง ถูกลดความเป็นใหญ่ ถูกถอดออกจากตำแหน่ง ถูกถอดอำนาจ
- ถูกนินทา หมายถึง ถูกตำหนิติเตียนว่าไม่ดี มีใครพูดถึง ความไม่ดีของเราในที่ลับหลังเรียกว่าถูกนินทา
- ตกทุกข์ คือ ได้รับความทุกข์ทรมานกายทรมานใจ
มรรค 8 ( อัฏฐังคิกมรรค )
(มรรค = อริยมรรค = มัชฌิมาปฏิปทา = มรรคแปด = ทางดำเนินชีวิตอันประเสริฐ = ทางสายกลาง)
แนวทางดำเนินอันประเสริฐของชีวิตหรือกาย วาจา ใจ เพื่อความหลุดพ้นจากทุกข์
เรียกว่า อริยมรรค แปลว่าทางอันประเสริฐ เป็นข้อปฏิบัติที่มีหลักไม่อ่อนแอ จนถึงกับ
ตกอยู่ใต้อำนาจ ความอยากแห่งใจ แต่ก็ไม่แข็งตึงจนถึงกับเป็นการทรมานกายให้เหือด
แห้งจากความสุขทางกาย เพราะฉะนั้นจึงได้เรียกว่ามัชฌิมาปฏิปทา คือทางดำเนินสาย
กลาง ไม่หย่อนไม่ตึง แต่พอเหมาะเช่นสายดนตรีที่เทียบเสียงได้ที่แล้ว
คำว่ามรรค แปลว่าทาง ในที่นี้หมายถึงทางเดินของใจ เป็นการเดินจากความทุกข์ไปสู่ความเป็นอิสระหลุดพ้นจากทุกข์ซึ่งมนุษย์หลงยึดถือและประกอบขึ้นใส่ตนด้วยอำนาจของอวิชชา มรรคมีองค์แปด คือต้องพร้อมเป็นอันเดียวกันทั้งแปดอย่างดุจเชือกฟั่นแปดเกลียว องค์แปดคือ :-
1. สัมมาทิฏฐิ ิคือความเข้าใจถูกต้อง
.2. สัมมาสังกัปปะ คือความใฝ่ใจถูกต้อง
3. สัมมาวาจา คือการพูดจาถูกต้อง
4. สัมมากัมมันตะ คือการกระทำถูกต้อง
5. สัมมาอาชีวะ คือการดำรงชีพถูกต้อง
6. สัมมาวายามะ คือความพากเพียรถูกต้อง
7. สัมมาสติ คือการระลึกประจำใจถูกต้อง
8. สัมมาสมาธิ คือการตั้งใจมั่นถูกต้อง
การปฏิบัติธรรมทุกขั้นตอน รวมลงในมรรคอันประกอบด้วยองค์แปดนี้ เมื่อย่นรวมกันแล้วเหลือเพียง 3 คือ ศีล - สมาธิ - ปัญญา สรุปสั้น ๆ ก็คือการปฏิบัติธรรม(ศีล-สมาธิ-ปัญญา)ก็คือการเดินตามมรรค

ทิศหก บุคคลประเภทต่างๆ ที่เราต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์ ดุจทิศที่อยู่รอบตัวจัดเป็น ๖ ทิศ ดังนี้
๑. ปุรัตถิมทิส ทิศเบื้องหน้า ได้แก่ บิดา มารดา
๒. ทักขิณทิสทิศเบื้องขวา ได้แก่ ครูอาจารย์
๓. ปัจฉิมทิส ทิศเบื้องหลัง ได้แก่ สามีภรรยา
๔. อุตตรทิส ทิศเบื้องซ้ายได้แก่ มิตรสหาย
๕. อุปริมทิส ทิศเบื้องบนได้แก่ พระสงฆ์ สมณพราหมณ์
๖. เหฏฐิมทิส ทิศเบื้องล่าง ได้แก่ ลูกจ้างกับนายจ้าง
มงคลชีวิต
อย่านอนตื่นสาย อย่าอายทำกิน
อย่าหมิ่นเงินน้อย อย่าคอยวาสนา
อย่าเสวนาคนชั่ว อย่ามั่วอบายมุข
อย่าสุกก่อนห่าม อย่าพล่ามก่อนทำ
อย่ารำก่อนเพลง อย่าข่มเหงผู้น้อย
อย่าคอยแต่ประจบ อย่าคบแต่เศรษฐี
อย่าดีแต่ตัว อย่าชั่วแต่คนอื่น
อย่าฝ่าฝืนกฎระเบียบ อย่าเอาเปรียบสังคม
อย่าชมคนผิด อย่าคิดเอาแต่ได้
อย่าใส่ร้ายคนดี อย่ากล่าววจีมุสา
อย่านินทาพระเจ้า อย่าขลาดเขลาเมื่อมีทุกข์
อย่าสุขจนลืมตัว อย่าเกรงกลัวงานหนัก
อย่าพิทักษ์พาลชน อย่าลืมตนเมื่อมั่งมี
"หลักธรรม ๓ เรื่องที่มีประโยชน์ต่อชีวิตประจำวันมาก"
พระพุทธเจ้าได้เทศนาสั่งสอนประชาชนหลังจากตรัสรู้แล้วเป็นเวลาถึง ๔๕ ปี พระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์จึงมีมากมายรวมเรียกว่า พระไตรปิฎก มีเนื้อความทั้งหมด ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ อันประกอบด้วย พระวินัยปิฎก (๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์) พระสูตร หรือ พระสุตตันตปิฎก(๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์) พระอภิธรรมปิฎก (๔๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์) เป็นหนังสือภาษาบาหลีจำนวน ๔๕ เล่ม และแปลเป็นภาษาไทยออกมาได้ ๘๐ เล่มขนาดใหญ่ หลักธรรม ๓ เรื่องที่มีประโยชน์ต่อชีวิตประจำวันมากคือ
๑. ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร หรือปฐมเทศนา ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงแสดงโปรดพระปัญจวัคคีย์ (มี ๕ องค์ คือ อัญญาโกณฑัญญะ, วัปปะ, ภัททิยะ, มหานานะ,อัสสชิ) เป็นครั้งแรกจนทำให้ท่านอัญญาโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม อันแสดงว่าการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าอาจ อาจมีผู้สามารถรู้ตามได้ ในสูตรนี้พระองค์ทรงแสดงอริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ ๑ เหตุให้เกิดทุกข์ ๑ การดับทุกข์ ๑ และทางที่จะดำเนินไปสู่ความดับทุกข์ ๑ ซึ่งทางที่จะดำเนินไปสู่ความดับทุกข์นี้ เรียกกันว่า มัชฌิมาปฏิปทา หรือทางสายกลาง
ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร คือ พระสูตรว่าด้วยการยังธรรมจักรให้เป็นไป หรือพระสูตรว่าด้วยการหมุนวงล้อธรรม พระพุทธเจ้าทรงแสดงที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี แคว้นกาสี ในวันขึ้น ๑๕ คำ เดือน ๘ หลักจากวันซึ่งพระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้สองเดือน
๒. อนัตตลักขณสูตร ในสูตรนี้พระพุทธเจ้าทรงแสดงให้เห็นความไม่เที่ยงของสิ่งต่าง ๆ คือ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่สามารถทนอยู่ในสภาพเดิมตลอดไปได้ทั้งเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตนจริง ๆ เลย เป็นการสมมุติขึ้นมาเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นเราจึงไม่สามารถบังคับให้มันอยู่ในอำนาจของเราได้
อนัตตลักณสูตร เป็นพระสูตรที่แสดงลักษณะแห่งเบญจขันธ์ว่าเป็นอนัตตา พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ภิกษุปัญจวัคคีย์ ภายหลังจากแสดงปฐมเทศนาแล้ว ภิกษุปัญจวัคคีย์ ทั้ง ๕ ได้สำเร็จพระอรหัตด้วยได้ฟังอนัตตลักขณสูตรนี้
๓. กาลมสูตร พระสูตรนี้ได้แสดงให้เห็นความเป็นนักเสรีประชาธิปไตยของพระพุทธเจ้า เพราะพระองค์ทรงสอนให้คนใช้ความคิดด้วยเหตุผลโดยรอบคอบเสียก่อนแล้วจึงค่อยเชื่อ พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าจงอย่าได้เชื่อโดยการอ้างตำรา หรือเพราะครูอาจารย์สอนไว้อย่างนั้น หรือเพราะคำพูดนั้นตรงกับความเห็นของเรา หรือเพราะผู้นั้นเป็นบุคคลที่ควรเชื่อ หรือโดยการคาดคะเนหรือ นึกเดาเอาหรือโดยการใช้เหตุผลตามหลักตรรกศาสตร์ พระองค์ทรงสอนว่าการกระทำใด ๆ ถ้าจะไม่ก่อให้เกิดความทุกข์ในภายหลัง นักปราชญ์ไม่ติเตียน ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนและผู้อื่นแล้ว พึงทำเถิดแต่ถ้าตรงกันข้ามกันก็อย่าทำเลย
กาลามสูตร เป็นสูตรหนึ่งในคัมภีร์ติกนิบาต อังคุตตรนิกาย พระพุทธเจ้าตรัสสอนชนชาวกาลามะแห่งเกสปุตตนิคมในแคว้นโกศล ไม่ให้เชื่อถืองมงายไร้เหตุผล ตามหลัก ๑๐ ข้อ คือ อย่าปลงใจเชื่อเพราะ
๑. ด้วยการฟังตามกันมา
๒. ด้วยการถือสืบ ๆ กันมา
๓. ด้วยการเล่าลือ
๔.ด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์
๕. ด้วยตรรก
๖. ด้วยการอนุมาน
๗. ด้วยการคิดตรึกตรองตามแนวเหตุผล
๘. ด้วยเพราะเข้ากันได้กับทฤษฎีของตน
๙. ด้วยเพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าเชื่อ
๑๐. ด้วยเพราะนับถือว่า ท่านสมณะนี้เป็นครูของเรา
ต่อเมื่อใด พิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า ธรรมเหล่านั้นเป็นอกุศลเป็นกุศล มีโทษ ไม่มีโทษ เป็นต้นแล้ว จึงควรละหรือปฏิบัติตามนั้น
************************
เขียนโดย พ.ต.อ.สมศักดิ์ ณ โมรา 16 ก.พ.2551