กฎหมายเพื่องานสอบสวน
[ลูกบ้านSignIn][เจ้าบ้านSignIn]
อย่าเป็นตำรวจเลยถ้า...
ภาพถ่ายเล่าความเป็นมา
ระเบียบคำสั่งการสอบสวน
คดีศาลปกครอง
อาชญากรรมคอมพิวเตอร์
ตำรวจที่ประชาชนต้องการ
ภาษาอังกฤษสำหรับตำรวจ
ชวนไปปีนภูกระดึง
ขั้นตอนการนั่งสมาธิ
มาทำความรู้จักข้าวยำ
ประโยชน์"ชาเขียว"
กลโกงโจรกรรมรถ
ข้อปฏิบัติเมื่อถูกขู่วางระเบิด
ข้อสอบเก่าเนฯ
ฎีกาย่อเรื่องรถชน
เจ้าอาวาส/เจ้าพนักงาน
การจับตามวิอาญา
ลิขสิทธิ์
วิสามัญฆาตกรรม
ค่าชดเชยผู้บริสุทธิ์
ค่าตอบแทนพยาน
พ ร บ คุ้มครองเด็กฯ
ฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด
เก็บตกฎีกา
จรรยาบรรณ พงส
พยานฝ่ายผู้ต้องหา
มาตรการต่อรอง
เจตนาฆ่าหรือทำร้าย
ความโลภเป็นเหตุ
ใช้วิทยาการให้มาก
อำนาจสั่งสอบเพิ่มของอัยการ
ตลาดขำขัน
รวมลิงค์น่าสนใจ
เรื่องจริงของชีวิตหนึ่ง
ฐานความผิดตาม พ.ร.บ.คอมฯ
ย่อวิชาสอบเข้าตำรวจ
ตัวอย่างคดีด้านไอที
เที่ยวไปกับเว็บมาสเตอร์
อาลัยแม่
ใช้บริการเว็บ
หลักการทำพินัยกรรม
สัตว์ใกล้สูญพันธ์
ปั้นให้ลูกชายเป็น นตท
ลงนามสมุดเยี่ยมเว็บนี้
พระสหายแห่งสายบุรี
วิอาญาเตรียมสอบเนฯ
วิธีติดตามรถหายที่รวดเร็ว
ข้อสอบวิชาสอบสวน
พนักงานสอบสวนคือใคร
หนังสือวิชาสืบสวนสอบสวน
การสอบสวนที่ชอบ
ระวังถูกหลอกโอนเงิน
พ ร บ ตำรวจฉับเตรียมสอบ
แนวข้อสอบ พ ร บ ตำรวจฯ
กฎ ก ตร สืบสวนข้อเท็จจริง
อธิบายวิแพ่งเรียงมาตรา
อธิบายพระธรรมนูญศาล
อธิบายล้มละลาย
จับ ค้น สอบสวนที่ชอบ
ข้อสอบอัยการ,ผู้พิพากษา
มาตราสำคัญสอบเนฯ
เรื่องเฮฮา
สนทนากับเว็บมาสเตอร์
บิดากฎหมายไทย
AEC
คำพิพากษากรณีชุมนุมประท้วง
เสรีภาพของการชุมนุมฯ
อ่านสักนิดพิชิตยาเสพติด
ป อาญา
ป วิอาญา
วิธีพิจารณาคดียาเสพติด
พ ร บ จราจรทางบก
เนฯสมัย64
ข้อมูลเนฯ
กฎหมายเยียวยา
ย่อเตรียมสอบวิชาพยาน

ติดต่อเจ้าบ้าน

สมัครสมาชิก
[356871]



   อาจมีประโยชน์บ้างสำหรับผู้ไฝ่รู้ครับ

สวัสดีครับเพื่อนๆชาวพนักงานสอบสวนทุกท่าน หรือประชาชนที่มีความสนใจ เว็บมาสเตอร์ได้เป็นอาจารย์พิเศษคณะนิติศาสตร์ ม.ทักษิณ ในวิชาการสืบสวนและสอบสวนคดีอาญา ได้จัดทำหนังสือประกอบการเรียนการสอนขึ้น โดยได้ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ 1 มิ.ย.2554 ครอบคลุมถึง พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้วเมื่อ 22 พ.ค.2554 ได้สอดแทรกตัวอย่างข้อสอบเนติฯและข้อสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาไว้ด้วยจัดพิมพ์ด้วยกระดาษเอ4ดับเบิลเอ แก่นักศึกษา โดยไม่ได้หวังผลกำไร เกือบหนึ่งร้อยหน้า หากสนใจโหลดอ่านได้ครับไม่สงวนลิขสิทธิ โดยวิธีการง่ายๆทำไฮไลท์ที่เนื้อหาคลิกขวาcopyแล้วไปpaste ที่หน้าเอกสารwordเปล่า แล้วจัดหน้าเอาเอง แต่หากต้องการสั่งซื้อก็ยินดีครับค่าหนังสือบวกค่าส่งแล้ว 150 บาทครับโทรพูดคุยกันได้ที่ พ.ต.อ.สมศักดิ์ ณ โมรา ผกก.สภ.บางแก้ว โทร 08-9977-2200 แต่หากได้จัดพิมพ์ขายต้องสงวนลิขสิทธิครับ

บทที่ ๑
หลักการเบื้องต้นของการสืบสวนและการสอบสวนคดีอาญา
๑.รัฐมีหน้าที่สำคัญในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ตลอดทั้งอำนวยความยุติธรรม และคุ้มครองสิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนตามรัฐธรรมนูญ เจ้าพนักงานที่มีอำนาจหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย คือ พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตาม ป.วิ อาญา ม.๒(๑๖) และตาม ม.๖ แห่ง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติฯ ตำรวจมีหน้าที่ป้องกันปราบปรามการกระทำผิดทางอาญา และอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชน
๒.ความแตกต่าง ความเหมือน และความสัมพันธ์ ระหว่างการสืบสวนกับการสอบสวน รายละเอียดตาม ป.วิอาญา
ม.๒(๑๐) และ ม.๒(๑๑)
๒.๑ การสืบสวน หมายความถึงการแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐาน ซึ่งพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ได้ปฏิบัติไปตามอำนาจหน้าที่ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน และเพื่อทราบรายละเอียดแห่งความผิด
(๑) ก่อนการกระทำผิด คือการรักษาความสงบเรียบร้อย (ป.วิ อาญา ม.๑๗ กำหนดให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ(ทุกชั้นยศ) มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาได้ )
ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกา
(๑)ฎ.(ป.) ๑๔๐/๒๔๙๐ ตำรวจมีสถานะเป็นตำรวจ ๒๔ ชั่วโมง มีอำนาจและหน้าที่สืบสวนได้ทั่วราชอาณาจักร แต่ถ้าเป็นพนักงานฝ่ายปกครองเช่นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อำนาจสืบสวนจับกุม จำกัดเฉพาะท้องที่รับผิดชอบ
(๒) ฎ.๑๒๕๙/๒๕๔๒ เมื่อพิจารณาตาม ป.วิ อาญา ม.๑(๑๖) ประกอบ ม.๑๗ ซึ่งอำนาจการจับกุมและอำนาจการสืบสวนไม่มีกฎหมายใดบัญญัติข้อจำกัดไว้เฉพาะท้องที่ซึ่งตำรวจนั้นประจำการอยู่เท่านั้น แม้ข้าราชการตำรวจดังกล่าวจะลาพักร้อนและอยู่นอกเขตพื้นที่ประจำการของตน พบความผิดซึ่งหน้าก็มีอำนาจจับกุม
(๒) หลังกระทำผิด อันเป็นการแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐานเพื่อทราบรายละเอียดแห่งความผิด
๒.๒ การสอบสวน หมายความถึงการรวบรวมพยานหลักฐาน และการดำเนินการทั้งหลายอื่นตามบทบัญญัติ แห่ง ป.วิ อาญา ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทำไปเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหา เพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิด (หรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหา ดู ป.วิ อาญา ม.๑๓๑ ตอนท้ายซึ่งแก้ไขโดย ป.วิ อาญา ฉ.๒๒ พ.ศ.๒๕๔๗ ประกอบ) และเพื่อที่จะเอาตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษ
๒.๓ สาระสำคัญการสอบสวนมี ๓ องค์ประกอบคือ
(๑) เป็นเรื่องพนักงานสอบสวนทำไปเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหา
-การพิจารณาความผิด เป็นหน้าที่พนักงานสอบสวน เมื่อผู้เสียหายร้องทุกข์ ตาม
ป.วิ อาญา ม.๑๒๓ ต้องพิจารณาว่าคำร้องทุกข์นั้นจะเป็นความผิดฐานใด ตามมาตราและกฎหมายใด
-บันทึกปากคำผู้เสียหายและพยาน (ป.วิ อาญา ม.๑๓๓)
-๒-
-บันทึกปากคำผู้ต้องหา ในกรณีจับกุมตัวหรือได้ตัวมาแจ้งข้อกล่าวหา(ป.วิ อาญา ม.๑๓๔)
-รวบรวมพยานหลักฐานเข้าสู่สำนวนการสอบสวนคดีอาญา (ป.วิ อาญา ม.๑๓๑)
(๒) เพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิด โดยพิจารณาจากพยานหลักฐานต่างๆ ไม่ว่าพยานบุคคล พยานเอกสาร วัตถุพยาน พยานผู้เชี่ยวชาญในการตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์
(๓) เพื่อจะเอาตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษ โดยมีวิธีการเอาตัวมาดังนี้
-หมายเรียกมาพบ (ป.วิ อาญา ม.๕๒)
-ออกหมายหมายจับ (ป.วิ อาญา ม.๖๖)
-รับตัวจากเจ้าพนักงานผู้จับ หรือราษฎรจับ (ป.วิ อาญา ม.๘๔)
-เข้าพบหรือมอบตัวต่อพนักงานสอบสวน (ป.วิ อาญา ม.๑๓๔)
-พนักงานสอบสวนจับและควบคุมซึ่งในระหว่างสอบสวนปรากฏว่าเป็นผู้ทำผิด (ป.วิอาญา ม.๑๓๖)
ตัวอย่างคำถาม นายร้ายลักโทรศัพท์ของนายขาวไป นายขาวจึงไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน เจ้าพนักงานตำรวจสืบทราบว่านายดำได้ครอบครองโทรศัพท์ของนายขาวจึงได้จับกุมนายดำและยึดโทรศัพท์เป็นของกลาง พงส.ได้แจ้งข้อหาว่านายดำกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ นายดำให้การปฏิเสธ ในชั้นพนักงานอัยการ พนักงานอัยการมีความเห็นว่านายดำอาจเป็นผู้กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ หรือรับของโจทก์โดยมิได้แจ้งให้พงส.แจ้งข้อหารับของโจรเพิ่มเติม นายดำให้การต่อสู้คดีว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องในความผิดฐานรับของโจรเพราะไม่มีการสอบสวนในความผิดดังกล่าว ให้วินิจฉัยว่าข้อต่อสู้ของนายดำฟังขึ้นหรือไม่
ธงคำตอบ ตามข้อเท็จจริงนายดำอาจเป็นผู้กระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจรอย่างใดอย่างหนึ่งก็
ได้ เมื่อจับกุมนายดำ พงส.ได้สอบสวนการกระทำของนายดำและแจ้งข้อหาแก่นายดำแล้ว การแจ้งข้อหาตาม ป.วิ อาญา ม.๑๓๔ นั้น มิได้หมายความว่า พงส.จะต้องแจ้งข้อหาทุกกระทงความผิด แม้จะแจ้งข้อหาหนึ่ง แต่ปรากฏว่าจำเลยอาจเป็นผู้กระทำความผิดฐานอื่นด้วย ก็เรียกได้ว่ามีการสอบสวนในความผิดฐานอื่นนั้นด้วยแล้ว ดังนั้น แม้ชั้นแรก พงส.จะแจ้งข้อหาลักทรัพย์ แต่เมื่อพนักงานอัยการเห็นว่านายดำอาจเป็นผู้กระทำความผิดฐานรับของโจรด้วย ก็ถือว่าได้มีการสอบสวนในข้อหารับของโจร ตาม ป.วิ อาญา ม.๑๒๐ แล้ว แม้จะมิได้แจ้งข้อหารับของโจรเพิ่มเติมก็ตาม พนักงานอัยการจึงมีอำนาจฟ้องนายดำในข้อหารับของโจรด้วยได้
ข้อต่อสู้ของนายดำจึงฟังไม่ขึ้น
๒.๔ ผู้มีอำนาจสืบสวนคือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ(ทุกระดับชั้น) คือตำรวจทุกชั้นยศ รวมทั้งพนักงานอื่นด้วย เช่นฝ่ายปกครอง,พัศดี,เจ้าพนักงานกรมสรรพสามิต,เจ้าพนักงานกรมศุลกากร,เจ้าพนักงานกรม
เจ้าท่า,เจ้าพนักงานตรวจคนเข้าเมือง,เจ้าพนักงานกรมป่าไม้ เป็นต้น
๒.๕ ผู้มีอำนาจสอบสวนคือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจ และข้าราชการ
-๓-
ตำรวจชั้นนายร้อยตำรวจตรีหรือเทียบเท่าขึ้นไป แล้วแต่กรณี (ข้าราชการตำรวจระดับ ร.ต.ต.ขึ้นไป และได้รับมอบหมายหรือแต่งตั้งเป็นพนักงานสอบสวน และเหตุเกิด อ้าง หรือเชื่อว่าเกิดในเขตพื้นที่รับผิดชอบเท่านั้น ส่วนฝ่ายปกครอง ระดับ ๓ ขึ้นไปที่ได้รับมอบหมาย) , พ.ร.บ.ป้องกันปราบปรามยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๑๙ ม.๑๓(๒) ให้อำนาจคณะกรรมการ ปปส.ในการสืบสวน สอบสวน และการฟ้องคดีความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ และพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการกระทำเป็นโจรสลัด พ.ศ.๒๕๓๔ มาตรา ๓ ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารเรือทำการสอบสวนในเบื้องต้นฐานโจรสลัดในทะเลหลวงและถือว่าเป็นการสอบสวนตาม ป.วิ อาญา
๒.๖ งานสืบสวนและงานสอบสวนเป็นกระบวนการปฏิบัติที่ควบคู่กันไป มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์
เชื่อมโยงกัน ทั้งก่อนและหลังการกระทำผิด เป็นการปฏิบัติที่แตกต่างกันแต่เป้าหมายอันเดียวกัน การสอบสวนที่
ปราศจากการสืบสวนที่ดีแล้วจะเกิดความสำเร็จของงานสอบสวนได้ยาก จึงสรุปว่างานสืบสวนและสอบสวนมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องและเป็นอุปการะซึ่งกันและกัน
๓. ขั้นตอนของการสอบสวน และการดำเนินคดีอาญา ตาม ป.วิ อาญา โดยสรุป (ที่จะกล่าวต่อไปนี้เป็นส่วนนอกเหนือจากกรณีผู้เสียหายใช้สิทธิยื่นฟ้องคดีต่อศาลโดยตรง ซึ่งจะต้องผ่านกระบวนการไต่สวนมูลฟ้องก่อนที่ศาลจะประทับรับฟ้องตาม ป.วิ อาญา ม.๑๖๒(๑)..ในคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ให้ไต่สวนมูลฟ้อง แต่ถ้าคดีนั้น.....)
๓.๑ มีการกล่าวหาด้วยการ ร้องทุกข์โดยผู้เสียหาย ดู ป.วิอาญา ม.๒(๗) หรือคำกล่าวโทษ ดู ป.วิอาญา ม.๒(๘) โดยกล่าวหาดังกล่าวต่อ (๑) พงส.ตาม ป.วิอาญา ม.๑๒๓,๑๒๗ หรือ (๒)ต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยตามกฎหมาย ซึ่งมีหน้าที่รองหรือเหนือพนักงานสอบสวน ตาม ม.๑๒๔
๓.๒ มีการสอบสวนไปโดยชอบ ตามคำกล่าวหานั้น ทั้งคดีอาญาแผ่นดิน และคดีความผิดต่อส่วนตัว แต่ความผิดต่อส่วนตัวต้องเป็นการร้องทุกข์มอบคดีแก่พนักงานสอบสวน และคดีนั้นไม่มีการถอนคำร้องทุกข์ระหว่างการสอบสวน พนักงานสอบสวนต้องทำการสอบสวนไปจนเสร็จสิ้น
ตัวอย่างคำถาม กรณีดังต่อไปนี้ พงส.มีอำนาจสอบสวนหรือไม่
(ก.) นางลินดาจ่ายเช็คให้นางมยุราเพื่อชำระหนี้ นางมยุรานำเช็คไปขึ้นเงินแต่ธนาคารปฎิเสธการจ่ายเงิน นางมยุราจึงแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่า ขอแจ้งเรื่องของนางลินดาจ่ายเช็คไม่มีเงินไว้เป็นหลักฐานเพื่อป้องกันไม่ให้คดีขาดอายุความ นางมยุราขอเวลาติดตามทวงถามหนี้รายนี้ด้วยตนเองอีกครั้งหนึ่ง ถ้าหากนางลินดายังไม่ชำระจึงจะมามอบให้ตำรวจดำเนินคดีกับนางลินดาตาม กฎหมายว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ต่อไป ตำรวจได้ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานดังกล่าวมาแล้ว
(ข.) นางสาวเปียงามไปแจ้งความต่อนายสำลีผู้ใหญ่บ้านว่า ถูกนายตี๋ข่มขืนกระทำชำเรา แต่จะขอรอดูไปก่อน ถ้านายตี๋เลิกกระทำเช่นนั้นก็จะไม่เอาเรื่อง ถ้าย้อนกลับมาทำเช่นนั้นอีกก็จะต้องเอาเรื่อง ต่อมานายสำลี นำนางสาวเปียงามไปพบตำรวจ นางสาวเปียงาม เกิดความอายไม่กล้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อตำรวจ
ธงคำตอบ ความผิดอาญาว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ก็ดี ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราก็ดี ตาม
-๔-
ปัญหาเป็นความผิดต่อส่วนตัว ตาม ป.วิ อาญา ม. ๑๒๑ วรรคสอง บัญญัติห้ามมิให้ พงส. ดำเนินคดีความผิดต่อส่วนตัวเว้นแต่จะมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบ และคำร้องทุกข์นั้น ผู้เสียหายจะต้องกล่าวหาโดยมีเจตนาจะให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ ตาม มาตรา ๒(๗) แต่ทั้งสองกรณีนี้ยังไม่ได้ความว่าผู้เสียหายมีเจตนาจะให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษแต่อย่างใด กรณี (ก)เพียงแจ้งไว้เป็นหลักฐานเท่านั้น ผู้เสียหายขอเวลาไปติดตามทวงถามด้วยตนเองก่อน ส่วนกรณี (ข)ผู้เสียหายก็ยังไม่ติดใจเอาเรื่อง ถ้านายตี๋ไม่ย้อนกลับมาทำกับผู้เสียหายอีก ฉะนั้น จึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นคำร้องทุกข์ตามระเบียบดังที่บัญญัติไว้ในม. ๒(๗) ดังกล่าวแล้ว
เมื่อยังไม่มีคำร้องทุกข์ตามระเบียบ พงส.ก็ไม่มีอำนาจสอบสวนในความผิดต่อสวนตัวทั้งสองกรณีนี้ ตามป.วิ อาญา มาตรา ๑๒๑ วรรคสอง
๓.๓ พงส.เห็นว่าสอบสวนเสร็จสิ้นแล้วสรุปสำนวนการสอบสวน โดยหัวหน้าพนักงานสอบสวนมีความเห็นทางคดี(สั่งฟ้อง,สั่งไม่ฟ้อง,งดการสอบสวนหรือเห็นควรให้งดการสอบสวน)ไปยังพนักงานอัยการ ตาม ป.วิ อาญา ม.๑๔๐,๑๔๑,๑๔๒
๓.๔ พนักงานอัยการมีความเห็นทางคดีว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องหรือให้งดการสอบสวน (กรณียังไม่สั่งเมื่อเห็นว่าสำนวนการสอบสวนยังบกพร่องก็สามารถสั่งให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมได้ โดยพนักงานสอบสวนต้องดำเนินการตามคำสั่งของพนักงานอัยการ
๓.๕ ถ้าพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องต้องเสนอสำนวนการสอบสวนไปยัง ผบ.ตร. กรณีอยู่ในเขต กทม.หรือ ผวจ.สำหรับกรณีในต่างจังหวัด ตาม ป.วิ อาญา ม.๑๔๕
๓.๖ ถ้า ผบ.ตร.หรือ ผวจ.มีความเห็นแย้ง กับความเห็นของพนักงานอัยการ ให้ส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมความเห็นไปให้อัยการสูงสุดเพื่อชี้ขาด ตาม ป.วิ อาญา ม.๑๔๕ วรรค ๒ และแจ้งผู้ต้องหา,ผู้ร้องทุกข์ทราบ ตาม ป.วิ อาญา ม.๑๔๖
๓.๗ หากมีการปล่อยตัวชั่วคราวชั้นพนักงานสอบสวนเมื่อหัวหน้าพนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องแล้วสามารถถอนหลักประกันได้ทันที หากถูกคุมขังอยู่ตามคำสั่งศาล ให้พงส.ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อออกหมายปล่อย
๓.๘ เมื่อมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องแล้วห้ามมิให้มีการสอบสวนเกี่ยวกับบุคคลนั้น ในเรื่องเดียวกันนั้นอีก เว้นแต่มีพยานหลักฐานใหม่อันสำคัญแก่คดี ซึ่งน่าจะทำให้ศาลลงโทษผู้นั้น ตาม ป.วิ อาญา ม.๑๔๗ กรณีนี้ให้เทียบเคียงกับกรณีสิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องระงับไปเมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องแล้ว
(ฟ้องซ้ำ) ตาม ป.วิ อาญา ม.๓๙(๔)
ตัวอย่างคำถาม พงส.ออกหมายเรียกนายจักรและนายชัยให้ไปพบเพื่อสอบสวนข้อเท็จจริง ในกรณีมีข้อสงสัยว่าจะพัวพันกับการกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น จากการสืบสวนข้อเท็จจริงเบื้องต้น พงส.เห็นว่ายังไม่สมควรดำเนินคดีแก่นายจักรในความผิดดังกล่าว แต่ได้แจ้งข้อหาและสอบสวนนายชัยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นแล้วมีความเห็นควรสั่งฟ้องในความผิดดังกล่าว แต่พนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องนายชัย ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่า
-๕-
ก. กรณีนายจักร หากต่อมา พงส.พิจารณาจากพยานหลักฐานที่มีอยู่เดิมเห็นควรสอบสวนในเรื่องเดียวกัน พงส.มีอำนาจสอบสวนนายจักรได้หรือไม่
ข. กรณีนายชัย หลังจากพนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องแล้ว ต่อมา พงส.พบว่ามีพยานหลักฐานใหม่อันสำคัญแก่คดีซึ่งน่าจะทำให้ศาลลงโทษนายชัยได้ จึงได้สอบสวนนายชัยอีกแล้วมีความเห็นควรสั่งฟ้องนายชัยในข้อหาเดิม แต่พนักงานอัยการพิจารณาแล้วเห็นว่าพยานหลักฐานดังกล่าวยังมิใช่หลักฐานใหม่อันสำคัญแก่คดี จึงมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีอีกครั้งหนึ่งเป็นครั้งที่สอง ครั้นต่อมา ภายในอายุความคดีอาญา พงส.ได้พบพยานหลักฐาน ใหม่อันสำคัญแก่คดีซึ่งน่าจะทำให้ศาลลงโทษได้อีกครั้งหนึ่ง จึงได้สอบสวนนายชัยเป็นครั้งที่สาม
ดังนี้ พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนนายชัยได้อีกหรือไม่
ธงคำตอบ ป.วิ อาญา ม. ๑๔๗ บัญญัติว่า “เมื่อมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีแล้ว ห้ามมิให้มีการสอบสวนเกี่ยวกับบุคคลนั้นในเรื่องเดียวกันนั้นอีก เว้นแต่จะได้พยานหลักฐานใหม่อันสำคัญแก่คดีซึ่งน่าจะทำให้ศาลลงโทษผู้ต้องหานั้นได้”
ก. กรณีนายจักร พงส.ยังมิได้สอบสวนดำเนินคดีแก่นายจักรเลย และมิใช่กรณีที่พนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องนายจักรตาม ป.วิ อาญา ม. ๑๔๕ ม. ๑๔๖ จึงไม่ต้องห้ามตาม ม. ๑๔๗ ที่ พงส.จะสอบสวนนายจักรในเรื่องนั้นอีก ดังนั้น พงส.จึงมีอำนาจสอบสวนนายจักรในคดีเรื่องนั้นได้ (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ ๘๔๘๑/๒๕๔๔)
ข. กรณีนายชัย แม้พนักงานอัยการจะเคยมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องนายชัยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นเรื่องเดียวกันมาแล้ว ๒ ครั้ง แต่การมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องนั้นไม่ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตามมาตรา ๓๙ ดังนั้น หากต่อมามีพยานหลักฐานใหม่อันสำคัญแก่คดีซึ่งน่าจะทำให้ศาลลงโทษนายชัย พงส.ก็ย่อมมีอำนาจสอบสวนนายชัยในเรื่องเดียวกันนั้นได้อีกภายในอายุความ ตาม ม. ๑๔๗
๓.๙ มีข้อยกเว้นตาม ป.วิอาญา ม.๑๔๓ วรรค สอง ในการออกคำสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง ให้อำนาจอัยการสูงสุด หรือผู้รักษาราชการแทนเท่านั้น(มอบอำนาจไม่ได้) มีอำนาจในคดีสองกรณีคือ
(๑) ในคดีฆาตกรรม(ประมาทหรือทำร้ายไม่เข้ามาตรานี้) ซึ่งผู้ตายถูกเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่(อ้างตั้งแต่ชั้นสอบสวน) หรือ
(๒) ตายในระหว่างการควบคุมของพนักงานเจ้าหน้าที่(ไม่ว่าจะตายด้วยสาเหตุใดก็ตาม)ซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ (ตายก่อนมีการจับจะถือว่าตายระหว่างการควบคุมไม่ได้)

******************************


-๖-
บทที่ ๒
การสืบสวนคดีอาญา
๑. ตาม ป.วิอาญา ม.๒(๑๐) “การสืบสวน หมายความถึงการแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐาน ซึ่งพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ได้ปฏิบัติไปตามอำนาจหน้าที่ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน และเพื่อทราบรายละเอียดแห่งความผิด”
๑.๑ การแสวงหาตาม ป.วิอาญา ม.๒(๑๐) คือการค้นหาเพื่อให้ได้พบในสิ่งที่ต้องการพบ ทราบในสิ่งที่ต้องการทราบ ทั้งโดยวิธีลับและเปิดเผย ซึ่งกฎหมายไม่ได้เขียนถึงวิธีการไว้ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เป็นการละเมิดต่อกฎหมายสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น เว้นแต่กรณีกฎหมายบัญญัติให้อำนาจให้ทำได้ในบางกรณี
๑.๒ เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจในการสืบสวน ป.วิอาญา ม.๑๗ กำหนดว่าพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจมีอำนาจสืบสวนคดีอาญาได้ เมื่ออ่านประกอบกับ ม.๒(๑๖) สรุปได้ว่าเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจหน้าที่
ทำการสืบสวน ได้แก่
( ๑) เจ้าพนักงานที่มีกฎหมายให้มีอำนาจและหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของ ปชช.
เช่ว ผวจ.,นอภ.,ปลัดอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และตำรวจ
(๒) พัศดี ทำการจับกุมปราบปรามตามกฎหมายว่าด้วยราชทัณฑ์
(๓) เจ้าพนักงานกรมสรรพสามิต ทำการจับกุมปราบปรามตาม พ.ร.บ.สุรา เป็นต้น
(๔) เจ้าพนักงานกรมศุลกากร ทำการปราบปรามตาม พ.ร.บ.ศุลกากร เป็นต้น
(๕) เจ้าพนักงานกรมเจ้าท่า ทำการปราบปรามจับกุมตาม พ.ร.บ.เดินเรือในน่านน้ำไทย
(๖) พนักงานตรวจคนเข้าเมือง ทำการจับกุมปราบปรามในคดีทำผิดต่อ พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ
(๗) เจ้าพนักงานอื่นๆ ในเมื่อทำการอันเกี่ยวกับการจับกุมปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายซึ่งตนมีหน้าที่ต้องจับกุมหรือปราบปราม เช่น เจ้าพนักงานกรมป่าไม้ ในคดีที่ทำผิดต่อ พ.ร.บ.ป่าไม้,พ.ร.บ.ป่าสงวน เป็นต้น
๑.๓ วิธีการแสวงหาข้อเท็จจริง เช่น
(๑) การซักถามบุคคล
- บุคคลที่อยู่ในที่เกิดเหตุ
- บุคคลใกล้ที่เกิดเหตุ
- บุคคลที่เป็นผู้เสียหาย
- บุคคลที่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้อง
( ๒) การตรวจสถานที่เกิดเหตุ
-ค้นหาแบบแถวหน้ากระดาน
-๗-
- ค้นแบบหน้ากระดานประยุกต์
- แบบวงล้อ
- ค้นแบบลงกลมหรือก้นหอย
- ค้นหาแบบโซน
(๓) การเฝ้าตรวจบุคคลสิ่งของและสถานที่โดยวิธีปกปิด
- ชนิดเคลื่อนที่ - เดินสะกดรอย - ใช้ยานพาหนะ
- เฝ้าตรวจประจำที่ - อาคาร สถานที่ต่างๆ
- เฝ้าตรวจโดยเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ เช่นเครื่องลอบฟัง เครื่องดักฟัง
(๔) การใช้สายลับ
-สืบสวนทางลับ
- ปลอมตัวเข้าร่วมแก๊งค์อาชญากรรม
- ใช้สายล่อซื้อ ล่อสืบหาข้อมูล
(๕) ข่าวกรองตำรวจ
- รวบรวมข่าวสารจากแหล่งต่างๆ
- การประเมินค่า กำหนดความน่าเชื่อถือ
- การวิเคราะห์ แยกข่าวที่ประเมินแล้ว พิจารณารายละเอียด ความสัมพันธ์
- การสนธิกรรม นำข่าวต่างๆที่ผ่านกรรมวิธีข้างต้นมาประกอบกำหนดความน่าจะเป็น
- การตีความ การอนุมานโดยพิจารณาเหตุและผล หาความหมายที่แฝงอยู่และข้อยุติ
๒.คุณสมบัติของผู้สืบสวน เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจทำการสืบสวนคดีอาญา นอกจากจะเป็นผู้รู้กฎหมาย ระเบียบและข้อบังคับเกี่ยวกับการสืบสวนเป็นอย่างดีแล้ว ควรประกอบด้วยคุณสมบัติและยึดถือหลักปฏิบัติดังต่อไปนี้
๒.๑ ตั้งตนเป็นกลาง ผู้ทำการสืบสวนคดีอาญา เป็นเจ้าพนักงานของรัฐ หาใช่เป็นคู่คดีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่
เป็นเป็นผู้มีอุเบกขา ปราศจากอคติ ๔ ประการ คือฉันทาคติ (ความรัก) , โทสาคติ (ความโกรธ) , พยาคติ (ความกลัว)
และโมหาคติ (ความหลง)
๒.๒ มีความอดทน เพียรพยายาม ประจำตัว ไม่ท้อถอยต่อความยากลำบาก การสืบสวนบางคดีมีความยุ่งยากสลับซับซ้อนและใช้เวลานาน ยากแก่การสืบสวนให้ได้ข้อเท็จจริง จึงต้องใช้ควาอดทนเป็นอย่างมากจึงจะสำเร็จได้ตามสภาพและลักษณะของคดีที่เกิดขึ้น
-๘-
๒.๓ เป็นผู้มีปฏิภาณไหวพริบที่ดี เพราะโดยปกติผู้กระทำความผิดมักปกปิดพยานหลักฐานและร่องรอย
ต่างๆไว้โดยมิดชิด ผู้สืบสวนต้องมีการวางแผนการสืบสวนตลอดจนมีความสามารถในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
และสามารถในการปรับตนได้เป็นอย่างดี
๒.๔ เป็นผู้มีความกล้าหาญ การสืบสวนบางคดีย่อมมีอันตรายถึงชีวิตต่อผู้ปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคดีที่เกี่ยวข้องกับส่วนได้เสียของผู้กระทำผิดที่เกี่ยวกับการเงินจำนวนมาก หรือคดีที่มีอิทธิพลสูง
๒.๕ มีความรอบคอบในการตรวจสถานที่หรือหลักฐานใดๆ อย่างให้สิ่งอันเป็นประโยชน์ต่อคดีรอดพ้นสายตาไปได้แม้เป็นสิ่งเล็กน้อยก็ตาม
๒.๖ มีความรู้ทางด้านเทคโนโลยี เพราะปัจจุบันอาชญากรใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีในการประกอบอาชญากรรม ตลอดจนความรู้เกี่ยวกับแผนประทุษกรรม
๒.๗ มีความสำนึกในเกียรติและซื่อตรงต่อหน้าที่ บางครั้งอาจจะมีสิ่งล่อตาล่อใจ เย้ายวนอารมณ์
๒.๘ สร้างความนิยมโดยใช้หลัก ชอบ เชื่อ ช่วย เมื่อประชาชนชอบตำรวจก็จะเชื่อ และช่วยเหลือกิจการของตำรวจ เป็นหูเป็นตาและแจ้งเบาะแสให้ตำรวจทราบ
๓. การสืบสวนตามแนวทางของตำรวจ ตามประมวลระเบียบการตำรวจเกี่ยวกับคดี เล่มที่ ๑ ลักษณะที่ ๒ บทที่ ๑
แบ่งการสืบสวนออกเป็นสองลักษณะได้แก่
(๑) การสืบสวนทั่วไป คือการสืบสวนหาความรู้อยู่เสมอเพื่อประโยชน์ในทางที่จะนำมาใช้เกี่ยวกับการรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งตำรวจทุกคนต้องกระทำเป็นปรกติเพื่อหาทางระงับ หรือป้องกันมิให้
มีเหตุร้ายเกิดขึ้นในพื้นที่รับผิดชอบ โดยมีแนวทางการปฏิบัติดังนี้
(๑.๑) การรู้จักภูมิประเทศ เขตพื้นที่หรือท้องที่ที่ตนรับผิดชอบ ตลอดจนพื้นที่ใกล้เคียง
(๑.๒) รู้จักอาคารสถานที่สำคัญที่ควรสนใจเป็นพิเศษเช่น สถานทูต ที่พักของบุคคลสำคัญ สถานศึกษา โรงงาน โรงมหรสพ โรงแรม สถานบริการ ธนาคาร ที่ตั้งตู้เอทีเอ็ม ว่าอยู่ที่ใด มีเส้นทางเข้าออกอย่างไร สถานที่ใดเป็นที่ล่อแหลมต่อการก่อเหตุ ทำแผนที่แสดงไว้เป็นปัจจุบัน และรู้เบอร์โทรศัพท์ในการติดต่อประสานกับหน่วยงานนั้นๆ
(๑.๓) ประเภทและอาชีพของบุคคล ต้องรู้จักผู้นำท้องถิ่นทั้งโดยธรรมชาติและทา’ราชการ ผู้มีอิทธิพล ผู้มีประวัติทางโจรกรรม เคยต้องโทษ ผู้มีความประพฤติเสเพล
(๑.๔) กิริยาและความประพฤติของบุคคล สืบสวนถึงกิริยาที่เป็นพิรุธ หรือน่าสงสัยของบุคคล
(๑.๕) บุคคลหรือสิ่งของที่ควรสงสัย โดยมีเหตุและรายละเอียดเพื่อหาข้อมูลทำการตรวจค้น
(๒) การสืบสวนตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คือการสืบสวนในเมื่อมีเหตุเกิดขึ้นแล้ว เพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐานในการประกอบการสอบสวนในคดีดังนี้
-๙-
(๒.๑) คดีที่ยังจับกุมตัวผู้ต้องหาไม่ได้ หรือไม่รู้ตัวผู้กระทำผิด จะต้องดำเนินการสืบสวนหา
พยานหลักฐาน ประกอบด้วยตำหนิรูปพรรณของผู้กระทำผิดให้ชัดเจนก่อนสืบจับตัวผู้กระทำผิดต่อไป
(๒.๒) คดีที่จับตัวผู้ต้องหาได้ จะต้องสืบสวนค้นหาข้อเท็จจริง ทั้งในสถานที่และนอกสถานที่
เกิดเหตุเพื่อให้ได้ทราบชัดเจน และมีหลักฐานเพื่อใช้ดำเนินคดีในชั้นศาลได้
๔.ความสำคัญของการตรวจสถานที่เกดเหตุ ในคดีอาญา การปฏิบัติในการตรวจสถานที่เกิดเหตุ ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคดีมีขาดประจักษ์พยานบุคคล เช่นคดีฆาตกรรมอำพราง หากการตรวจที่เกิดเหตุไม่ละเอียดรอบคอบเพียงพอ ย่อมส่งผลให้ข้อเท็จจริงบิดเบือน จะทำให้ผู้สืบสวนเกิดความสับสน การตรวจสถานที่เกิดเหตุหมายถึงการตรวจวิเคราะห์สถานที่ที่เป็นจุดเริ่มแรกของการกระทำความผิดทั้งหลาย รวมทั้งบริเวณที่เกี่ยวเนื่องจากการกระทำผิดนั้น โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะแสวงหาและรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆที่จะเป็นประโยชน์ในการติดตามตัวคนร้ายและพิสูจน์การกระทำความผิด หรือเพื่อให้ทราบในเบื้องต้นว่าผู้ใดกระทำผิด กระทำอย่างไรด้วยวิธีการใด วันเวลา วัตถุประสงค์หรือเป้าหมายในการกระทำผิดมีอย่างไร ซึ่งโดยหลักการแล้ว “ไม่มีอาชญากรรมใด ที่กระทำได้โดยสมบูรณ์ ไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ”
๕.หลักการตรวจสถานที่เกิดเหตุ
๕.๑ เมื่อได้รับแจ้งเหตุ ต้องรีบเดินทางไปให้ถึงที่เกิดเหตุโดยเร็วที่สุด หากปล่อยไว้เนิ่นนาน ร่องรอยพยาน
หลักฐานอาจถูกทำลายหรือสูญหาย หรืออาจเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพการณ์ และสามารถระงับเหตุได้ทันท่วงที
หากมีผู้บาดเจ็บในที่เกิดเหตุก็สามารถช่วยได้ทันก่อนเหตุการณ์จะลุกลามก่อความเสียหายมากขึ้น หากคนร้ายยังอยู่
ในที่เกิดเหตุก็สามารถจับกุมตัวได้
๕.๒ เมื่อถึงที่เกิดเหตุแล้ว ต้องกันบุคคลไม่เกี่ยวข้องออกจากบริเวณเกิดเหตุ แล้วจึงเริ่มลงมือตรวจสถานที่
เกิดเหตุ ด้วยความละเอียดรอบคอบ
๕.๓ มีการจัดทำแผนที่สังเขป ถ่ายภาพที่เกิดเหตุทั้งภาพกว้าง และเฉพาะจุด โดยเฉพาะจุดที่พบร่องรอยพยานหลักฐาน
๕.๔ การค้นหาร่องรอย ต้องเก็บให้ถูกต้องตามหลักกฎหมายและตามหลักวิทยาสาสตร์
๕.๕ ในการตรวจสถานที่เกิดเหตุควรสอบถามว่ามีผู้ใดเข้าไปในที่เกิดเหตุมาก่อนหรือไม่ มีการเคลื่อนย้ายของสิ่งใดหรือไม่
๕.๖ ในคดีสำคัญๆ ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาร่วมตรวจสถานที่เกิดเหตุกับพนักงานสอบสวน
๕.๗ กรณีพบผู้บาดเจ็บในที่เกิดเหตุ ให้ทำการปฐมพยาบาลแล้วรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลเป็นอันดับแรก
๕.๘ สิ่งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดแรกควรปฏิบัติ ขณะรอผู้ชำนาญการมาถึง คือ
-บันทึกชื่อพยาน บุคคลอื่นๆที่เข้าออกสถานที่เกิดเหตุ
-๑๐-
-บันทึกข้อมูลของบุคคลที่อยู่ในที่เกิดเหตุ
-หากข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่เกิดขึ้น
-แยกตัวผู้ต้องสงสัยออกจากพยาน
-แนะนำพยานไม่ให้ส่งเสียงพุดคุยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ป้องกันการเบี่ยงเบนของรูปคดี
-ควรรับฟังคำบอกเล่าของพยานอย่างตั้งใจ
-ป้องกันพยานวัตถุต่างๆจากการถูกทำลายของสภาพดินฟ้าอากาศ และฝูงชน(ไทยมุง)โดย
กั้นเชือก (Police Line) หรือเชือกเท่าที่หาได้ขณะนั้นเป็นแนวเขต


*******************************














-๑๑-
บทที่ ๓
พนักงานสอบสวน ,พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ บุคคลและองค์กรเกี่ยวข้องกับการสอบสวน ,
เขตอำนาจการสอบสวน , สถานที่ทำการสอบสวน และบทบัญญัติถึงอำนาจของ พงส.โดยเฉพาะ
๑. พนักงานสอบสวนคือใคร
พนักงานสอบสวน(พงส.) คือผู้ที่มีหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐาน และการดำเนินการต่างๆ ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งทำไปเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหา(จากการร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษ) เพื่อจะทราบข้อเท็จจริง หรือพิสูจน์ความผิด และเอาตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษ (สอบสวนเสร็จ สรุปความเห็นให้พนักงานอัยการฟ้องคดีอาญาต่อศาลที่มีเขตอำนาจต่อไป)
พนักงานสอบสวน(พงส.) หลักตามกฎหมายคือ พงส.ตามป.วิ อาญา ในเขตกรุงเทพมหานครคือข้าราชการตำรวจชั้นผู้ใหญ่ มียศร้อยตำรวจตรี หรือเทียบเท่าขึ้นไป พื้นที่อื่นนอกจากกรุงเทพมหานคร คือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ (ข้าราชการตำรวจมียศร้อยตำรวจตรีหรือเทียบเท่าขึ้นไป ข้าราชการอื่นระดับ ๓ ขึ้นไป) ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้ทำการสอบสวนคดีอาญา ภายในเขตพื้นที่รับผิดชอบของตน เมื่อความผิดเกิด อ้าง หรือเชื่อว่าเกิดในเขตพื้นที่รับผิดชอบ หรือกรณีความผิดเกิดหลายท้องที่เกี่ยวพันกันหรือกรณีไม่แน่ชัดว่าเกิดในท้องที่ใดหลายท้องที่ ตาม ป.วิ อาญา ม. ๑๘,๑๙,๒๑
โดยสรุปแล้ว พงส.หลักตามป.วิ อาญา มี ๓ ประเภท คือ
(๑) พงส.ของสถานีตำรวจในเขตนครบาล ซึ่งสังกัด กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) , พนักงานสอบสวนของสถานีตำรวจภูธร ซึ่งสังกัดกองบัญชาการการตำรวจภูธรภาค ๑-๙ และ ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (บช.ภ.๑-๙ และ ศชต.) และ พงส.อื่นในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตามลักษณะงานที่ได้รับมอบหมาย ได้แก่ พนักงานสอบสวนกองปราบปราม พนักงานสอบสวนกองบัญชาการตรวจคนเข้าเมือง พนักงานสอบสวนกองบัญชาการปราบปรามยาเสพติด พนักงานสอบสวนกองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว พนักงานสอบสวนกองบังคับการคดีเศรษฐกิจ พนักงานสอบสวนกองบังคับการตำรวจรถไฟ และพนักงานสอบสวนในสังกัดกองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล,กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค ๑-๙ และศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้
(๒) พงส.ฝ่ายปกครอง ตำแหน่งปลัดอำเภอขึ้นไป และตามข้อบังคับกระทรวงมหาดไทย คดีเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทมหานคร ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือผู้รับมอบอำนาจจากผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน โดยมีพนักงานสอบสวนทั้งฝ่ายปกครองและฝ่ายตำรวจร่วมทำการสอบสวน และสำหรับคดี ๑๐ ประเภทดังนี้ให้มีเฉพาะพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครอง คือ (๑)กฎหมายว่าด้วย
ทะเบียนราษฎร (๒)กฎหมายว่าด้วยบัตรประจำตัวประชาชน (๓)กฎหมายว่าด้วยภาษีบำรุงท้องที่ (๔)กฎหมายว่าด้วยภาษีป้าย(๕)กฎหมายว่าด้วยโรงเรือนและที่ดิน (๖)กฎหมายว่าด้วยสัตว์พาหนะ (๗)กฎหมายว่าด้วยการ
-๑๒-
เก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง (๘)กฎหมายว่าด้วยการควบคุมสุสานและฌาปนสถาน (๙)กฎหมายว่าด้วยสาธารณสุข (๑๐)กฎหมายว่าด้วยการประถมศึกษา
(๓) พงส.อื่นๆ ที่เป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ที่มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน และมีอำนาจจับกุมปราบปรามผู้กระทำผิดอาญา เช่น พัศดี ,เจ้าพนักงานกรมศุลกากร , กรมสรรพสามิต , กรมเจ้าท่า หรือเจ้าพนักงานอื่น
แต่อย่างไรก็ตาม ณ ปัจจุบันมีกฎหมายใหม่หลายฉบับที่ออกมาให้มี พงส.ตามกฎหมายนั้นๆ ที่มีอำนาจสอบสวนคดีบางประเภทเป็นการเอกเทศจาก พงส.ตาม ป.วิ อาญา หรือร่วมทำการสอบสวนกับ พงส.ได้แก่
(๑) พนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม ตาม พ.ร.บ.สอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.๒๕๔๗ ซึ่งมีอำนาจสอบสวนในคดีตาม มาตรา ๒๑
(๒) เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ในคดีล้มละลาย มีอำนาจสอบสวนคดีอาญาเกี่ยวกับคดีล้มละลายตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.๒๔๘๓ มาตรา ๑๖๐ วรรค ๑
(๓) อนุกรรมการ หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ ที่ได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการ ป.ป.ช.ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๑๕ และประธานกรรมการ ป.ป.ช.เป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ตาม ป.วิ อาญา มีอำนาจเช่นเดียวกับ พงส.
(๔) พนักงานเจ้าหน้าที่ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๓,๒๙ วรรค ๑ ซึ่งเป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มีอำนาจรับคำร้องทุกข์ หรือคำกล่าวโทษและมีอำนาจสืบสวนสอบสวน
(๕) พนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรี (พม.)เป็นพนักงานสอบสวนตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.๒๕๕๐ มาตรา ๓
(๖) อัยการสูงสุด หรือผู้รักษาราชการแทน หรือผู้รับมอบอำนาจสอบสวนความผิดอาญาที่เกิดนอกราชอาณาจักร ตาม ป.วิ อาญา ม. ๒๐
(๗) พนักงานอัยการ มีอำนาจเช่นเดียวกับ พงส. ตาม พ.ร.บ.รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาคดีใหม่ พ.ศ.๒๕๒๖ ม. ๗
(๘) เลขาธิการ มีอำนาจสั่งพนักงานเจ้าหน้าที่เข้าร่วมสอบสวน หรือมีอำนาจสอบสวนเช่นเดียวกับพงส.ตาม ป.วิ อาญา ในความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องสำอาง พ.ศ.๒๕๓๕ ม. ๓๘
(๙) พนักงานอัยการ มีอำนาจแสวงหาข้อเท็จจริง รวบรวมพยานหลักฐาน สอบปากคำพยาน และดำเนินการอื่นเพื่อประโยชน์ในการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ตาม พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ.๒๕๕๑
(๑๐)เลขาธิการ ป.ป.ส.ตาม พ.ร.บ.ป้องกันปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.๒๕๑๙

-๑๓-
(๑๑) เจ้าหน้าที่ทหารเรือ ตาม พ.ร.บ.ให้อำนาจทหารเรือปราบปรามการกระทำผิดบางอย่างทางทะเล พ.ศ.๒๕๓๔
๒.อำนาจของพนักงานสอบสวนคนหนึ่งๆ มีอำนาจสอบสวนคดีอาญาดังนี้
๒.๑ กรณีตาม ป.วิ อาญา ม.๑๘ ความผิดอาญาเกิด อ้าง หรือเชื่อว่าเกิดในเขตอำนาจการสอบสวนของตน หรือกรณีผู้ต้องหามีที่อยู่หรือถูกจับในเขตอำนาจการสอบสวนของตน
๒.๒ กรณีตาม ป.วิ อาญา ม.๑๙ ความผิดเกิดหลายท้องที่ คือ เป็นการไม่แน่ว่าเกิดท้องที่ใดระหว่างหลายท้องที่ , ส่วนหนึ่งกระทำท้องที่หนึ่งอีกส่วนหนึ่งอีกท้องที่หนึ่ง , เป็นความผิดต่อเนื่อง , ความผิดหลายกรรมกระทำลงในท้องที่ต่างๆกัน หรือเกิดขณะผู้ต้องหาหรือผู้เสียหายกำลังเดินทาง พนักงานสอบสวนท้องที่ที่เกี่ยวข้องมีอำนาจสอบสวนได้
ตัวอย่างคำถาม ๑. นายเอกออกเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาลำปาง จำนวน ๘๐,๐๐๐ บ. ชำระหนี้แก่นายโทที่อำเภอเมือง นครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ครั้นเมื่อเช็คถึงกำหนดนายโทนำเช็คไปขึ้นที่ธนาคาร ธนาคารตามเช็คซึ่งตั้งอยู่จังหวัดลำปาง ปฏิเสธการจ่ายเงิน ต่อมา ๓ วัน นายเอกนำเงินชำระให้นายโท ๕๐,๐๐๐ บ. แต่นายโทไม่คืนเช็คให้นายเอก หลังจากนั้นอีก ๗ วัน นายโทร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนอำเภอเมืองนครสวรรค์ ให้ดำเนินคดีเรื่องเช็คกับนายเอก โดยอ้างว่านายเอกออกเช็คให้นายโทที่จังหวัดนครสวรรค์ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครสวรรค์สอบสวนแล้วส่งสำนวนให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องนายเอกต่อศาลจังหวัดนครสวรรค์ ขอให้ลงโทษตามกฎหมายว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค นายเอกให้การรับสารภาพตามฟ้องแต่ต่อสู้ว่าความผิดเรื่องเช็คเกิดขึ้นเมื่อธนาคารปฏิเสธการใช้เงินในท้องที่จังหวัดลำปาง พนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครสวรรค์ ไม่มีอำนาจสอบสวน และพนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้อง ทั้งนายเอกได้ชำระเงินตามเช็คแก่นายโทเป็นส่วนใหญ่ถือได้ว่าคดีมีการยอมความกันแล้ว ดังนี้ ศาลจังหวัดนครสวรรค์จะพิพากษาคดีนี้อย่างไร
ธงคำตอบ ๑. ความผิดจากการใช้เช็ค การกระทำเริ่มแต่การออกเช็ค และเป็นความผิดสำเร็จเมือธนาคารได้ปฏิเสธการจ่ายเงินจึงเป็นความผิดต่อเนื่องตาม วิ.อาญา มาตรา ๑๙(๓) พนักงานสอบสวนในท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวข้องมีอำนาจสอบสวนได้ตาม มาตรา ๑๙ วรรคสอง และพนักงานอัยการมีอำนาจฟ้องต่อศาลในท้องที่ที่ทำการสอบสวนได้ตาม มาตรา ๒๒(๑) ดังนั้น เมื่อนายเอกอ้างว่าออกเช็คชำระหนี้แก่นายโทที่อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ แม้ธนาคารที่ปฏิเสธการจ่ายเงินจะตั้งอยู่ที่จังหวัดลำปางก็ตาม พนักงานสอบสวน สภ.เมืองสวรรค์ ย่อมมีอำนาจสอบสวนได้ตาม มาตรา ๑๘ และพนักงานอัยการมีอำนาจฟ้องต่อศาลจังหวัดนครสวรรค์ ในท้องที่ที่ทำการสอบสวนได้ ส่วนที่นายเอกชำระเงินตามเช็คให้นายโทบางส่วนเป็นเงิน ๕๐,๐๐๐ บ. ยังคงค้างชำระอยู่ ๓๐,๐๐๐ บ. แต่นายโทไม่คืนเช็คให้นายเอกนั้น เห็นได้ว่านายโทไม่ประสงค์ให้คดีอาญาระงับถือไม่ได้ว่าเป็นการยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย มาตรา ๓๙(๒) สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของอัยการไม่ระงับ เมื่อนายเอก ให้การรับสารภาพศาลจังหวัดนครสวรรค์ต้องพิพากษาว่านายเอกมีความผิดตามฟ้องและลงโทษนายเอกได้
-๑๔-
ตัวอย่างคำถาม ๒. นายแดงลักแหวนเพชรของนายขาวไปจากบ้านพักที่อยู่ในท้องที่ สภ.เมืองนครสวรรค์ แล้วขับรถยนต์หลบหนีไปทางจังหวัดกำแพงเพชร ร้อยตำรวจเอกสมศักดิ์ เจ้าพนักงานตำรวจ สภ.เมืองกำแพงเพชร ทราบเรื่อง จึงได้ไปตั้งด่านเพื่อจับกุม แต่นายแดงรู้ตัวเสียก่อนได้ขับรถยนต์หลบหนีไปทางจังหวัดตาก ร้อยตำรวจเอกสมศักดิ์จับกุมนายแดงได้พร้อมแหวนเพชรของนายขาวที่นายแดงลักเอาไปที่อำเภอเมืองตาก จังหวัดตาก นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองกำแพงเพชร ทำการสอบสวนดำเนินคดี พนักงานสอบสวน สภ.เมืองกำแพงเพชร ทำการสอบสวนเสร็จ แล้วส่งสำนวนให้พนักงาน อัยการจังหวัดกำแพงเพชร ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่าพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ใดบ้างที่มีอำนาจสอบสวนคดีนี้ พนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ใดเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบและพนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชรมีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่
ธงคำตอบ ๒. นายแดงลักแหวนเพชรของนายขาวไปจากบ้านพักของนายขาวที่อยู่ในท้องที่ สภ.เมืองนครสวรรค์ และ ร.ต.อ.สมศักดิ์จับกุมนายแดงได้ที่อำเภอเมือง จังหวัดตาก ดังนั้น พนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครสวรรค์ ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ความผิดได้เกิดขึ้น และพนักงานสอบสวน สภ.เมืองตาก ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ผู้ต้องหาถูกจับ ย่อมมีอำนาจสอบสวนคดีนี้ได้ตาม ป.วิ อาญา มาตรา ๑๘ วรรคหนึ่ง ป.วิ อาญา ม.๑๘ วรรคสาม บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติในมาตรา ๑๙ ,๒๐ และ๒๑ ความผิดอาญาได้เกิดขึ้นในเขตอำนาจพนักงานสอบสวนคนใด โดยปกติให้เป็นหน้าที่พนักงานสอบสวนผู้นั้นเป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวนความผิดนั้น ๆ เพื่อดำเนินคดี เว้นแต่เมื่อมีเหตุจำเป็นหรือเพื่อความสะดวก จึงให้พนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ผู้ต้องหามีที่อยู่หรือถูกจับเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการสอบสวน" ดังนั้น คดีนี้โดยปกติพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครสวรรค์ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ความผิดได้เกิดขึ้นย่อมเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ เว้นแต่เมื่อมีเหตุจำเป็นหรือเพื่อความสะดวก จึงให้พนักงานสอบสวน สภ.เมืองตาก ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ผู้ต้องหาถูกจับเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ สภ.เมืองกำแพงเพชร ไม่ใช่ท้องที่เกิดเหตุหรือท้องที่ที่ผู้ต้องหามีที่อยู่หรือถูกจับ ทั้งไม่ใช่กรณีที่ความผิดเกิดขึ้นขณะผู้ต้องหากำลังเดินทางตาม ป.วิ.อาญา ม. ๑๙(๕) พนักงานสอบสวน สภ.เมืองกำแพงเพชร จึงไม่มีอำนาจสอบสวนคดีนี้ได้ การสอบสวนจึงไม่ชอบ เท่ากับไม่มีการสอบสวน พนักงานอัยการจึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ตาม ป.วิ อาญา ม.๑๒๐ ดังนั้น พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้
ตัวอย่างคำถาม ๓. นายหนึ่งได้หมิ่นประมาทนายสองทางหนังสือพิมพ์รายวันซึ่งวางจำหน่ายทั่วประเทศ นายสองได้ร้องทุกข์มอบคดีในการกระทำนั้นให้พนักงานสอบสวน สภ.เมืองเชียงใหม่ พนักงานสอบสวน สภ.เมือง
ขอนแก่น สภ.เมืองสงขลา และ สภ.เมืองภูเก็ต ดำเนินการ ทั้งนี้โดยนายสองต้องการให้นายหนึ่งตกเป็นจำเลยของพนักงานสอบสวนหลายๆ ศาล ซึ่งพนักงานสอบสวนแต่ละแห่งได้รับคำร้องทุกข์ไว้แล้วแต่ยังไม่ได้ดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับตัวนายหนึ่งผู้ต้องหา นายหนึ่งได้ทราบว่านายสองได้ร้องทุกข์ไว้หลายแห่ง โดยมีเจตนาดังกล่าว จึงได้มา
ปรึกษาท่าน ให้ท่านแนะนำข้อกฎหมายแก่นายหนึ่ง ท่านจะแนะนำอย่างไร
-๑๕-
ธงคำตอบ ๓. หลักกฎหมายทั่วไปประการหนึ่งมีว่า บุคคลจักต้องไม่ถูกดำเนินการให้เป็นผลร้ายหลายครั้ง ด้วยเหตุแห่งการกระทำเพียงครั้งเดียว ซึ่งหมายความว่ารัฐจะดำเนินคดีอาญาแก่บุคคลใดเป็นการซ้ำซ้อนสำหรับการกระทำความผิดครั้งเดียวกันของเขาไม่ได้ การที่นายสองนำเรื่องที่ถูกนายหนึ่งหมิ่นประมาททางหนังสือพิมพ์เพียงครั้งเดียวไปร้องทุกข์มอบคดีให้พนักงานสอบสวนหลายจังหวัดดำเนินการเพื่อต้องการให้นายหนึ่งตกเป็นจำเลยในหลายๆ ศาลย่อมเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยหลักกฎหมายดังกล่าว แม้พนักงานสอบสวนแต่ละแห่งจะได้รับคำร้องทุกข์ไว้แล้ว ก็ไม่อาจดำเนินคดีกับนายหนึ่งซ้ำซ้อนได้ อันจะเป็นเหตุให้นายหนึ่งต้องได้รับความเดือดร้อนหลายครั้งเพราะเหตุแห่งการหมิ่นประมาทครั้งเดียวได้ ข้าพเจ้าก็จะแนะนำนายหนึ่งให้เดินทางไปพบพนักงานสอบสวนท้องบที่ที่สะดวกที่สุดเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาและเตรียมหลักทรัพย์ไปประกันตัว และแจ้งพนักงานสอบสวนให้ได้ทราบเพื่อจะได้แจ้งท้องที่อื่นส่งสำนวนการสอบสวนมารวมไว้ท้องที่เดียว
ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกา
(๑) อำนาจพนักงานสอบสวนมีความสัมพันธ์กับอำนาจฟ้องตาม ป.วิ อาญา ม.๑๒๐ กล่าวคือหากสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนผู้ไม่มีอำนาจเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบ ทำให้อัยการไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลต้องยกฟ้อง
(๒) ฎ.๕๑๘/๒๕๐๖ จำเลยมีที่อยู่ ถูกจับ และเหตุเกิดในเขตอำนาจ พงส.อำเภอหนึ่ง หาก พงส.อำเภออื่นเป็นผู้สอบสวน จำเลยจะคัดค้านหรือไม่ก็ไม่ทำให้การสอบสวนนั้นชอบด้วยกฎหมาย เท่ากับไม่มีการสอบสวน พนักงานอัยการจึงไม่มีอำนาจฟ้อง
(๓) ฎ.๓๗๑/๒๕๓๑ การสอบสวนตาม ป.วิอาญา ม.๑๒๐ ต้องกระทำโดย พงส.ที่ระบุใน ม.๒(๖)
ประกอบ ม.๑๘ เมื่อเหตุเกิดท้องที่ สภ.สำโรงใต้ พงส.สน.บางซื่อ ย่อมไม่มีอำนาจ เมื่อไม่ปรากฏเหตุผลอื่นตาม ป.วิ
อาญา ม.๑๘ วรรคสอง ทั้งไม่ใช่กรณีทำการแทน พงส.ผู้มีอำนาจตาม ป.วิ อาญา ม.๑๒๘ การสอบสวนพยานของผู้กล่าวหาของ พงส.สน.บางซื่อจึงเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบ แม้ พงส.สภ.สำโรงใต้ จะสอบสวนจำเลย ทำแผนที่เกิดเหตุ ตรวจสถานที่เกิดเหตุ ทำบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพอันเป็นการชอบด้วยกฎหมาย เมื่อการสอบสวนในคดีมีการสอบสวนที่ไม่ชอบไว้ด้วยแล้ว การสอบสวนคดีนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายตาม ม.๑๘ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องตาม ม.๑๒๐
(๔) ฎ.๒๓๖๐/๒๕๒๓ ในความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา(ทางหน้า น.ส.พ.) ต้องถือว่าสถานที่ น.ส.พ.ดังกล่าวมีวางจำหน่ายทุกแห่งเป็นสถานที่เกิดเหตุ
(๕) ฎ.๓๙๐๙/๒๕๓๑ ปล้นทรัพย์จากท้องที่หนึ่ง นำไปจำหน่ายแก่ผู้รับของโจรอีกท้องที่หนึ่ง
พงส.ในท้องที่ที่เกี่ยวข้องกับเหตุเกิดมีอำนาจสอบสวนได้ตาม ป.วิ อาญา ม.๑๙ เพราะถือว่าเป็นความผิดต่อเนื่องกัน
(๖) ฎ.๑๗๐๒,๑๗๐๓/๒๕๒๓,๓๙๐๙/๒๕๓๑ ความผิดตาม พ.ร.บ.ความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค เป็นความผิดต่อเนื่องตาม ป.วิอาญา ม.๑๙ กล่าวคือการกระทำผิดเริ่มตั้งแต่การออกเช็ค และความผิดสำเร็จต่อเมื่อ
-๑๖-
ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คนั้น พงส.ท้องที่ออกเช็ค และท้องที่อันเป็นที่ตั้งธนาคารซึ่งปฏิเสธการจ่ายเงินมีอำนาจสอบสวนได้
๓.พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ (ซึ่งจะมีอำนาจทำความเห็นสั่งคดีส่งไปยังพนักงานอัยการต่อไป)
๓.๑ กรณีตาม ป.วิ อาญา ม.๑๘ วรรคสาม ความผิดอาญาเกิด ฯ ในเขตอำนาจของ พงส.คนใด ให้ พงส.ผู้นั้นเป็น พงส.ผู้รับผิดชอบ โดยหากท้องที่ใดมี พงส.หลายคนเป็นหน้าที่ของ หน.พงส.ท้องที่นั้นหรือผู้รักษาราชการแทนมอบหมาย(การจัด พงส.เวร) (มีข้อยกเว้นกรณีเหตุจำเป็นหรือเพื่อความสะดวกต่อการสอบสวนให้ พงส.ท้องที่ซึ่งผู้ต้องหามีที่อยู่หรือถูกจับ เป็นพงส.ผู้รับผิดชอบได้)
๓.๒ กรณีตาม ป.วิ อาญา ม.๑๙ ถ้าผู้ต้องหาจับได้แล้วให้ พงส.ท้องที่ซึ่งจับผู้ต้องหาได้ เป็น พงส.ผู้รับผิดชอบ หากยังจับไม่ได้ พงส.ท้องที่พบการกระทำผิดก่อน เป็น พงส.ผู้รับผิดชอบ
๓.๓ กรณีความผิดเกิดนอกราชอาณาจักรตาม ป.วิ อาญา ม.๒๐ อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนเป็น พงส.ผู้รับผิดชอบ หรือมอบหมายให้ พงส.คนใดก็ได้ (แต่ระหว่างรอคำสั่งจากอัยการสูงสุด พงส.ท้องที่ซึ่งผู้ต้องหาถูกจับได้ หรือท้องที่รัฐบาลประเทศอื่นหรือผู้เสียหายได้ร้องฟ้องให้ทำโทษผู้ต้องหา เป็น พงส.ไปก่อน ซึ่งปกติอัยการสูงสุด จะไม่สอบสวนด้วยตนเอง มักให้ พงส.ดังกล่าวเป็น พงส.ผู้รับผิดชอบ)
๓.๔ กรณีไม่แน่ว่า พงส.ใดเป็น พงส.ผู้รับผิดชอบตาม ป.วิ อาญา ม.๒๑ ในจังหวัดเดียวกัน ผวจ.มีอำนาจชี้ขาด ใน กทม.ให้ รอง ผบ.ตร.ขึ้นไปชี้ขาด ในหลายจังหวัด อัยการสูงสุดชี้ขาด แต่ระหว่างรอการชี้ขาดไม่เป็นเหตุให้งดการสอบสวน
ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกา
(๑) ฎ.๑๖๗๕/๒๔๙๓ กรมตำรวจ(ปัจจุบัน สตช.)ไม่ใช่ พงส. จะใช้อำนาจหน้าที่ของ
พงส.ไม่ได้
(๒) ฎ.๑๒๒๖/๒๕๐๓ รมว.มหาดไทย ไม่ใช่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ และไม่ใช่พนักงานฝ่ายผกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ตาม ป.วิ อาญา ม.๒(๑๖,๑๗) จึงไม่ใช่ พงส. ไม่มีอำนาจรับคำร้องทุกข์ในคดีอาญาได้
(๓) ฎ.๒๕๒๙/๒๕๔๙ การสอบสวนที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ อาญา ม. ๑๒๐ ต้องสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนที่ระบุไว้ใน ป.วิ อาญา ม.๒(๖) ประกอบมาตรา ๑๘ เมื่อเหตุที่อ้างว่าจำเลยจำหน่ายเมทแอม-เฟตามีนของกลางแก่ ส. เกิดที่บ้านในอำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยกับ ส. ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายภายหลังจากนั้นอีกในประการใด ท้องที่ซึ่งจำเลยถูกจับก็อยู่ภายในเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองกำแพงเพชร และไม่ปรากฏเหตุอื่นตาม ป.วิ

-๑๗-
อาญา ม. ๑๘ วรรค หนึ่ง ที่จะทำให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอปางศิลาทองมีอำนาจสอบสวนได้ ทั้งถือไม่ได้ว่าเป็นการทำการแทนพนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจตามที่ ป.วิ อาญา ม. ๑๒๘ บัญญัติไว้ การสอบสวนจำเลยโดยพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอปางศิลาทองจึงเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่เป็นการสอบสวนตามที่ระบุไว้ใน ป.วิ อาญา ม. ๑๒๐ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ว่าจำเลยจะไม่ได้ยกขึ้นในศาลล่างทั้งสอง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นอ้างได้ตาม ป.วิ อาญา ม. ๑๙๕ วรรค สอง ประกอบ ม. ๒๒๕
(๔) ฎ.๘๓๑๖/๒๕๔๘ การแจ้งข้อหาให้จำเลยทราบตาม ป.วิ อาญา มาตรา ๑๓๔ นั้น หาได้หมายความว่าพนักงานสอบสวนจะต้องแจ้งข้อหาทุกกระทงความผิดไม่ เมื่อพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ ได้รับอันตรายสาหัสแก่จำเลย แม้ไม่ได้แจ้งข้อหาพยายามฆ่า แต่เมื่อสอบสวนแล้วปรากฏว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าด้วย ก็เรียกได้ว่ามีการสอบสวนในข้อหาพยายามฆ่าแล้ว พนักงานอัยการจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายตาม ป.วิ อาญา ม. ๑๒๐
(๕) ฎ.๕๔๗๖/๒๕๓๗ การที่ล่ามแปลคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยโดยมิได้สาบานหรือปฏิญาณตนตาม ป.วิ อาญา มาตรา ๑๓ วรรคสองนั้น มีผลทำให้คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานยันจำเลยใน ชั้นพิจารณาได้เท่านั้น ไม่ทำให้การสอบสวนคดีนี้เป็นการไม่ชอบ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง
(๖) ฎ.๔๐๑๒/๒๕๓๔ โจทก์อ้าง ด. จำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๒๖๙๙/๒๕๒๙ ของศาลชั้นต้นมาเป็นพยานคดีนี้โดยพนักงานสอบสวนไม่ได้สอบสวน ด.ไว้เป็นพยาน แม้ตาม ป.วิ อาญา ม. ๒๓๒ ห้ามมิให้โจทก์อ้างจำเลยเป็นพยาน แต่ ด. มิได้เป็นจำเลยร่วมกับจำเลยนี้ กรณีจึงมิใช่โจทก์อ้างจำเลยเป็นพยานและแม้พนักงานสอบสวนจะมิได้สอบสวน ด.ไว้ในฐานะพยานก็ตามแต่พนักงานสอบสวนได้สอบพยานหลักฐานต่าง ๆในคดีนี้มาแล้ว จึงถือว่ามีการสอบสวนโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว และพยานโจทก์ที่เบิกความในศาลก็ไม่จำเป็นต้องเป็นพยานในชั้นสอบสวนศาลย่อม รับฟังคำเบิกความของ ด. ลงโทษจำเลยได้
(๗) ฎ. ๓๐๙๖/๒๕๓๖ เจ้าพนักงานตำรวจในตำแหน่งที่กฎหมายบัญญัติว่า มีฐานะเป็นพงส. ย่อมมีฐานะเป็น พงส.ตลอดเวลาที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้นั้นยังดำรง ตำแหน่งดังกล่าว การที่เจ้าพนักงานตำรวจในตำแหน่ง พงส.ผู้ใดจะต้องเข้าเวรปฏิบัติ หน้าที่ พงส.ในวันเวลาใด เป็นเพียงระเบียบหรือข้อบังคับภายในของหน่วยราชการที่ผู้นั้นสังกัดอยู่ ไม่มีผลทำให้เจ้าพนักงานตำรวจในตำแหน่ง พงส.ในขณะที่ไม่ได้เข้าเวร ปฏิบัติหน้าที่พนักงานสอบสวน ไม่มีฐาน พงส. ดังนั้นแม้ในขณะที่ร้อยตำรวจเอก ป. รับแจ้งความร้องทุกข์จากโจทก์ร่วม ร้อยตำรวจเอก ป. ยังไม่ได้เข้าเวรปฏิบัติหน้าที่ พงส. ก็ต้องถือว่าร้อยตำรวจเอก ป.มีฐานะเป็น พงส.ในขณะที่รับแจ้งความร้องทุกข์จากโจทก์ร่วม การสอบสวนของร้อยตำรวจเอก ป. เป็นการสอบสวนที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง
(๘) ฎ. ๒๙๗๔/๒๕๑๖ การพิจารณาปัญหาว่าพนักงานสอบสวนผู้รับคำร้องทุกข์ไว้จะมี
-๑๘-
อำนาจรับคำร้อง ทุกข์นั้นหรือไม่ เป็นคนละเรื่องกับการพิจารณาปัญหาว่าพนักงานสอบสวนผู้นั้นจะมีอำนาจสอบสวนใน ความผิดเรื่องนั้นด้วยหรือไม่ ป.วิ อาญา ม. ๑๒๔ มิได้บังคับให้ร้องทุกข์เฉพาะต่อเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสอบสวนเสมอไป เหตุนี้ พนักงานสอบสวนในท้องที่ใดท้องที่หนึ่ง ซึ่งแม้จะมิได้มีอำนาจทำการสอบสวนในคดีใดเลย ก็ยังมีอำนาจรับคำร้องทุกข์ในคดีนั้นได้
(๙) ฎ. ๒๓๗๑/๒๕๒๒ ผู้เสียหายในคดีหมิ่นประมาทได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนผู้รับคำร้องทุกข์ได้ทำการสอบสวนปากคำผู้เสียหายและพยานอีกปาก หนึ่ง โดยยังไม่ได้ทำบันทึกการมอบคดีและลงบันทึกประจำวัน พนักงานสอบสวนผู้นั้นก็ได้ย้ายไปรับราชการที่อื่น ต่อมาพนักงานสอบสวนคนใหม่มาทำการสอบสวนต่อ จึงได้ทำบันทึกการมอบคดีและบันทึกประจำวันขึ้น ดังนี้ หาทำให้การสอบสวนที่ได้กระทำไปแล้วนั้นเสียไปไม่ เพราะเมื่อผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ต่อ พงส. พงส.ผู้รับคำร้องทุกข์ย่อมมีอำนาจทำการสอบสวนได้แล้ว โดยไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ อาญา ม. ๑๒๑ วรรคสอง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง
(๑๐) ฎ. ๘๐๑/๒๕๑๑ โจทก์ฟ้องจำเลยในข้อหาทำร้ายร่างกายถึงบาดเจ็บตาม ป.อาญา ม. ๒๙๕ ในชั้นพิจารณาปรากฏว่าบาดแผลผู้เสียหายถึงอันตรายสาหัสจึงขอเพิ่มเติมฟ้องใน ข้อหาทำร้ายร่างกายบาดเจ็บสาหัสตาม ม.๒๙๗ เช่นนี้ หาใช่เป็นแต่การแก้หรือเพิ่มเติมฟ้องโดยแก้หรือเพิ่มเติมฐานความผิด คือบทมาตราในกฎหมายที่บัญญัติความผิดหรือรายละเอียดซึ่งต้องกล่าวไว้ในฟ้อง เท่านั้นไม่ จึงมิต้องด้วยบทบัญญัติป.วิอาญา ม. ๑๖๔ แต่อย่างไรก็ดี เมื่อข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอาการสาหัสของบาดแผลนี้เพิ่งมาปรากฏในชั้นพิจารณาของศาลมิได้ปรากฏมาแต่ในชั้นสอบสวน โจทก์จึงฟ้องคดีในความผิดที่ยังไม่มีการสอบสวนไม่ได้ ตาม ป.วิ อาญา ม.๑๒๐
(๑๑) ฎ.๑๕๔๘/๒๕๓๕โจทก์ร่วมเช่าซื้อรถยนต์มาจากผู้อื่น ขณะรถยนต์ถูกลักกรรมสิทธิ์ยังไม่โอนเป็นของโจทก์ร่วม แต่โจทก์ร่วมเป็นผู้ครอบครองรถยนต์อยู่ เมื่อถูกจำเลยแย่งการครอบครอง โจทก์ร่วมย่อมเป็นผู้เสียหายมีอำนาจร้องทุกข์และเข้าร่วมเป็นโจทก์กับ พนักงานอัยการได้ตาม ป.วิ อาญา มาตรา ๓(๑),(๒) ไม่มีกฎหมายบังคับว่าเอกสารที่จะอ้างหรือนำสืบในคดีอาญาจะต้องเป็นเอกสารที่ ได้มีการสอบสวนและอยู่ในสำนวนการสอบสวนเท่านั้น ศาลจึงชอบที่จะรับฟังบันทึกคำรับสารภาพ แผนที่บ้านจำเลยและภาพถ่ายที่พนักงานอัยการโจทก์ส่งศาลประกอบพยานหลักฐาน อื่น เพื่อลงโทษจำเลยได้ แม้ว่าเอกสารดังกล่าวจะมิใช่เอกสารที่อยู่ในสำนวนการสอบสวนก็ตาม
(๑๒) ฎ. ๒๔๑๐/๒๕๓๐ การชันสูตรพลิกศพเป็นส่วนหนึ่งของการรวบรวมพยาน หลักฐานตามอำนาจหน้าที่ของ พงส. เมื่อ พงส.ได้ทำการสอบสวนโดยชอบแล้ว แม้ไม่มีการชันสูตรพลิกศพก็หาเป็นเหตุให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องไม่
(๑๓) ฎ. ๓๒๐/๒๕๔๗ ตาม ป.วิ อาญา มาตรา ๑๓๖ ผู้ที่กฎหมายกำหนดให้มีอำนาจปล่อย

-๑๙-
ผู้ต้องหาชั่วคราวและทำสัญญาประกัน ขณะผู้ต้องหายังอยู่ในความควบคุมของ พงส.คือ พงส.โดย ตำแหน่ง มิใช่สตช. เมื่อจำเลยที่ ๒ ผิดสัญญาประกันย่อมเป็นการผิดสัญญาต่อ พงส.โดยตรง พงส.จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๒ ให้รับผิดตามสัญญาประกันที่ทำไว้ได้โดยไม่จำต้องได้รับมอบอำนาจให้ฟ้องคดี จาก สตช.
(๑๔) ฎ. ๗๐๓/๒๕๓๗ จำเลยทำสัญญาประกันตัวผู้ต้องหากับ พงส. สน.บางเขน โดยมีร้อยตำรวจเอก ว. ผู้รับสัญญาเป็นตัวแทนคู่สัญญากับจำเลย เมื่อจำเลยผิดสัญญาประกัน พันตำรวจโท ช. สารวัตรใหญ่ สน.บางเขนในฐานะ หน.พงส.จึงมีอำนาจ ฟ้องจำเลยได้
(๑๕) ฎ. ๗๘๘๘/๒๕๔๙ ในกรณีการกระทำความผิดกฎหมายหลายบทหรือหลายกรรมต่างกัน พงส. หาจำต้องระบุถึงกฎหมายที่เป็นความผิดทุกบทมาตราหรือทุกกรรม เป็นกระทงความผิดไม่ แต่เมื่อใดแจ้งข้อหาอันเป็นหลักความผิดทั่วไปแล้ว ก็ไม่จำต้องแจ้งข้อหาความผิดอันเกี่ยวพันกันด้วยอีก พนักงานสอบสวนก็มีอำนาจสอบสวนความผิดทุกข้อหาได้ เมื่อพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ ๒ ว่า ร่วมกับจำเลยที่ ๑ ฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนแล้ว แม้ไม่แจ้งข้อหาว่ามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต อันมีองค์ประกอบความผิดแตกต่างออกไป และอยู่ในกฎหมายต่างฉบับกัน ก็มีอำนาจสอบสวนความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตได้ ถือได้ว่ามีการสอบสวนความผิดฐานนี้แล้ว พนักงานอัยการโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๒ ในข้อหานี้ได้ตาม ป.วิ อาญา ม. ๑๒๐
(๑๖) ฎ.๖๑๔๒/๒๕๔๘ ตาม ป.วิ อาญา มาตรา ๑๘ วรรคหนึ่ง พงส. มีอำนาจสอบสวนความผิดอาญาซึ่งได้เกิดในเขตอำนาจของตน หรือผู้ต้องหามีที่อยู่หรือถูกจับภายในเขตอำนาจของตน นอกจาก
สามกรณีดังกล่าวแล้วพนักงานสอบสวนจะมีอำนาจสอบสวนต่อเมื่อมีการอ้าง หรือเชื่อว่าความผิดนั้นได้เกิด
ภายในเขตอำนาจของตนโดย หรือมีความเชื่อว่าความผิดได้เกิดภายในเขตอำนาจของตน ซึ่งผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงที่ความผิดไม่ได้เกิดในเขตอำนาจของ พงส. แต่ได้เกิดในสถานที่อื่น ข้อเท็จจริงได้ความว่าเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมพบความผิดเกิดขึ้นในที่เกิด เหตุและจับกุมจำเลยในที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นเขตอำเภอเลิงนกทา จึงเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุม และพงส.ทราบข้อเท็จจริง เกี่ยวกับที่เกิดเหตุโดยชัดแจ้งแล้ว ไม่มีข้ออ้าง ข้อสงสัยหรือความเชื่อเกี่ยวกับที่เกิดเหตุที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ประการใด ข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุม และพงส.สถานีตำรวจภูธรอำเภอไทยเจริญทำการจับกุมและทำการสอบสวน เพราะเชื่อโดยสุจริตว่าที่เกิดเหตุอยู่ในเขตอำนาจของ พงส. เป็นกรณีที่อ้างว่า พงส. อ้าง หรือเชื่อหรือเข้าใจว่าเขตอำนาจของ พงส.ครอบคลุมไปถึงที่เกิดเหตุ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พงส.สถานีตำรวจภูธรอำเภอไทยเจริญ ไม่รู้ว่าเขตอำนาจสอบสวนของตนครอบคลุมเขตพื้นที่เพียงใด ไม่ใช่กรณีที่ พงส. อ้างหรือเชื่อว่าความผิดได้เกิดในเขตอำนาจของตน ซึ่ง พงส.สถานีตำรวจภูธรอำเภอไทยเจริญมีอำนาจสอบสวนได้ ตามที่บัญญัติใน ป.วิ อาญา ม. ๑๘ วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยไม่ใช่ผู้มีที่อยู่หรือถูกจับในเขตอำเภอไทยเจริญ ซึ่งเป็นเขตอำนาจสอบสวนของพงส.สถานีตำรวจภูธรอำเภอไทยเจริญ พงส.สถานีตำรวจภูธรอำเภอไทยเจริญจึงไม่มีอำนาจสอบสวน และมีผลห้ามโจทก์ฟ้องคดีตาม ป.วิ อาญา ม.๑๒๐
-๒๐-
(๑๗) ฎ.๔๓๐๘/๒๕๔๗ โจทก์ร่วมร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนว่าจำเลยยักยอกทรัพย์ พนักงานสอบสวนสอบสวนจำเลยแล้วมีความเห็นสั่งฟ้องจำเลยในข้อหายักยอก แต่โจทก์เห็นว่าการกระทำของจำเลยตามที่พนักงานสอบสวนได้สอบสวน เป็นความผิดฐานฉ้อโกง จึงฟ้องจำเลยในข้อหาฉ้อโกง กรณีเช่นนี้เป็นเรื่องความเห็นของโจทก์กับพนักงานสอบสวนแตกต่างกัน ในการปรับบทกฎหมายกับการกระทำของจำเลย ถือว่าพงส.ได้สอบสวนในข้อหาฉ้อโกงแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง
(๑๘) ฎ. ๒๓๗๑/๒๕๒๒ ผู้เสียหายในคดีหมิ่นประมาทได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนผู้รับคำร้องทุกข์ได้ทำการสอบสวนปากคำผู้เสียหายและพยานอีกปาก หนึ่ง โดยยังไม่ได้ทำบันทึกการมอบคดีและลงบันทึกประจำวัน พนักงานสอบสวนผู้นั้นก็ได้ย้ายไปรับราชการที่อื่น ต่อมาพงส.คนใหม่มาทำการสอบสวนต่อ จึงได้ทำบันทึกการมอบคดีและบันทึกประจำวันขึ้นดังนี้ หาทำให้การสอบสวนที่ได้กระทำไปแล้วนั้นเสียไปไม่ เพราะเมื่อผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ต่อ พงส. พงส.ผู้รับคำร้องทุกข์ย่อมมีอำนาจทำการสอบสวนได้แล้ว โดยไม่ต้องห้าม ตาม ป.วิ อาญา มาตรา ๑๒๑ วรรคสอง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง
(๑๙) ฎ. ๒๙๗๔/๒๕๑๖ การพิจารณาปัญหาว่า พงส.ผู้รับคำร้องทุกข์ไว้ จะมีอำนาจรับคำร้องทุกข์นั้นหรือไม่ เป็นคนละเรื่องกับการพิจารณาปัญหาว่า พงส.ผู้นั้นจะมีอำนาจสอบสวนในความผิดเรื่องนั้นด้วยหรือไม่ ป.วิ อาญา ม. ๑๒๔ มิได้บังคับให้ร้องทุกข์เฉพาะต่อเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสอบสวนเสมอไป เหตุนี้ พนักงานสอบสวนในท้องที่ใดท้องที่หนึ่ง ซึ่งแม้จะมิได้มีอำนาจทำการสอบสวนในคดีใดเลย
ก็ยังมีอำนาจรับคำร้องทุกข์ในคดีนั้นได้
๔. บุคคล องค์กร เขตอำนาจ และสถานที่ทำการสอบสวน
๔.๑ ผู้มีอำนาจสอบสวนคือ พงส. เท่านั้น และเป็น พงส.ที่อยู่ในเขตอำนาจรับผิดชอบท้องที่นั้นๆ ทั้งได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ทำหน้าที่ พงส.ด้วย การส่งประเด็นไปให้ พงส.ต่างท้องที่ทำการสอบสวนแทน ตาม ป.วิ อาญา ม.๑๒๘ นั้น ทำได้เฉพาะประเด็นไม่สำคัญทางคดีเท่านั้น การสอบสวนของ พงส.นั้นยังต้องยึดถือตามระเบียบข้อบังคับต่างๆของ สตช.และกระทรวงมหาดไทยดังนี้
(๑) ข้อบังคับ มท.ว่าด้วยระเบียบการดำเนินคดีอาญา ฉบับที่ ๑-๗
(๒) คำสั่ง ตร.ที่ ๕๗๒/๒๕๓๘ ลง ๑๖ ส.ค.๒๕๓๘ กำหนดให้นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่สอบสวนคดีด้วยตนเอง
(๓) คำสั่ง ตร.ที่ ๙๖๐/๒๕๓๗ ลง ๑๐ ส.ค.๒๕๓๗เรื่องมาตรการควบคุม เร่งรัดการสอบสวนคดีอาญา
(๔) คำสั่ง ตร.ที่ ๗๕๓/๒๕๔๑ และ๔๗๒/๒๕๕๐ เรื่องการทำสำนวนการสอบสวน
(๕) ระเบียบ ตร.เกี่ยวกับคดีว่าด้วยการกันผู้ต้องหาเป็นพยาน
๔.๒ พงส.ของ ตร.คือ พงส.(สบ ๑-๔),สว.,สวญ.,รอง ผกก.สืบสวนสอบสวน,รอง ผกก.สอบสวน หรือ
-๒๑-
ตำแหน่งที่สูงกว่านี้ตามที่ผู้บังคับบัญชามอบหมาย
๔.๓ หน.พงส.ของ ตร.คือ สว.,สวญ.,ผกก.,ผบก.,ผบช.ภ.,น.,ผบ.ตร.(รวมถึงผู้ช่วยหรือรอง ในตำแหน่งนั้นๆที่ได้รับมอบหมายด้วย)
๔.๔ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๑๙ ม.๑๓(๒) บัญญัติให้อำนาจคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด มีอำนาจและหน้าที่ควบคุมการสืบสวน สอบสวน และ
การฟ้องคดีความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดฯ
๔.๕ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการกระทำอันเป็นโจรสลัด พ.ศ.๒๕๓๔ ม.๓ ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารเรือทำการสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานเบื้องต้นเกี่ยวกับการกระทำผิดฐานโจรสลัดในน่านน้ำสากล
๔.๖ หน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องกับ พงส. หรือสอบสวนร่วมกับ พงส.ในบางกรณี
-พนักงานอัยการ,นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์และทนายความ(รวมทั้งผู้ที่ผู้ต้องหาให้ความไว้วางใจ)ในกรณีผู้ต้องหาเป็นเด็กหรือเยาวชน
-พนักงานอัยการ,พนักงานสอบสวนฝ่ายปกครอง(และญาติของผู้ตาย) กรณีการตายโดยอ้างว่าเป็นการตายเนื่องจากการปฏิบัติราชการตามหน้าที่ หรือตายระหว่างการควบคุมของพนักงานเจ้าหน้าที่ (คดีวิสามัญฆาตกรรม) และกรณีตาม ป.วิ อาญา ม.๑๕๕/๑
-ปลัดอำเภอ หรือพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครอง (ผวจ.หรือนายอำเภอเป็น หน.พงส.ผู้รับผิดชอบ) ในคดีทรัพยากรธรรมชาติ เช่น พ.ร.บ.ป่าไม้,พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ เป็นต้น)
๔.๗ พนักงานสอบสวนของหน่วยงานอื่น เช่น พงส.ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม ตาม พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.๒๕๔๗ คดีพิเศษที่ พงส.ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ จะทำการสอบสวนได้ใน
ม.๓ ให้หมายถึงคดีตาม ม.๒๑ ซึ่งมีอยู่ ๒ ประเภทคือ
(๑) ความผิดอาญาที่ระบุไว้ท้าย พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ ๒๑ ประเภทและกฎกระทรวง ที่สำคัญเช่นความผิดตามกฎหมาย ปปง.,การกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน,กฎหมายลิขสิทธิ์,สิทธิบัตร,เครื่องหมายการค้า,คุ้มครองผู้บริโภค เป็นต้น แต่ต้องมีลักษณะของคดีคือซับซ้อน หรือเรื่องที่มีผลกระทบความมั่นคง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หรือระบบเศรษฐกิจ หรือลักษณะข้ามชาติ ตัวการผู้ใช้หรือผู้สนับสนุนเป็นผู้มีอิทธิพล หรือความผิดที่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่ไม่ใช่ พงส.คดีพิเศษเป็นผู้ต้องสงสัยหรือผู้ต้องหา
(๒) ความผิดอื่นๆนอกจาก (๑) ที่ กคพ.มีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า ๒ ใน ๓ ให้เป็นคดีพิเศษ
หมายเหตุ (๑) กคพ.คือคณะกรรมการคดีพิเศษตาม ม.๕ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน
(๒) การทำผิดโดยเจ้าหน้าที่รัฐหากอยู่ในอำนาจหน้าที่ของ ปปช.ให้ พงส.คดีพิเศษส่งเรื่องไปให้
ปปช.ใน ๓๐ วัน แต่มีอำนาจสอบสวนไปพลางก่อน
-๒๒-
(๓) พงส.ตาม ป.วิ อาญา สอบสวนไปแล้วต่อมาเป็นคดีพิเศษ เมื่อ พงส.ส่งมอบสำนวนสอบสวนแล้ว สำนวนการสอบสวนของ พงส.ตาม ป.วิ อาญาที่ส่งมอบนั้นถือเป็นสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษ
(๔) พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ตาม ป.วิ อาญา มีอำนาจพิเศษตาม ม.๒๔,๒๕ ได้รับยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน (ม.๒๙)
(๕) พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ,เจ้าหน้าที่คดีพิเศษ,อัยการ,อัยการศาลทหารที่ร่วมสอบสวนหรือร่วมปฏิบัติทำผิด ม.๒๖ รับโทษ ๓ เท่า
๔.๘ สถานที่ทำการสอบสวน กฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องกระทำ ณ ที่ทำการของพนักงานสอบสวนหรือของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบเสมอไป เฉพาะคดีที่เด็กหรือเยาวชนเป็นผู้ต้องหา หรือกรณีพยานที่เป็นเด็กหรือเยาวชน กฎหมายบัญญัติให้กระทำในที่เหมาะสม หรือกรณีการชี้ตัวผู้ต้องหาของเด็กหรือเยาวชน ต้องทำในที่เหมาะสมและไม่ให้ผู้ต้องหาเห็นผู้ชี้ตัว
๔.๙ เขตอำนาจหรือเขตพื้นที่รับผิดชอบของ พงส. ท้องที่ใดอาณาเขตเพียงใด มิได้เป็นไปตามเขตพื้นที่การปกครอง แต่เป็นไป พ.ร.ฎ.แบ่งเขตพื้นที่รับผิดชอบของ สภ.ต่างๆในสังกัด สตช.พ.ศ.๒๕๕๒
๕.อำนาจของ พงส.โดยเฉพาะ เพื่อประโยชน์ในการรวบรวมพยานหลักฐาน
๕.๑ อำนาจตาม ป.วิ อาญา ม.๑๓๒ เช่นตรวจค้นตัวผู้เสียหายเฉพาะผู้เสียหายยินยอม(แต่การตรวจบางอย่างพงส.ต้องไม่กระทำเช่นตรวจสอบสภาพร่างกายหรือความบาดเจ็บ หรือร่องรอยพยานหลักฐานที่อวัยวะเพศผู้เสียหาย ต้องกระทำโดยแพทย์เท่านั้น) , ตรวจตัวผู้ต้องหา(แม้ผู้ต้องหาไม่ยินยอมก็มีอำนาจดำเนินการได้) ,ตรวจสิ่งของ , ตรวจที่ทางหรือสถานที่เกิดเหตุ , ตรวจค้นเพื่อพบและยึดสิ่งของมีไว้เป็นความผิด ได้มาหรือได้ใช้หรือสงสัยว่าใช้กระทำผิด , ออกหมายเรียกบุคคลซึ่งครอบครองสิ่งของ และยึดสิ่งของที่ค้นพบหรือส่งมา
๕.๒ อำนาจเรียกบุคคลมาให้ถ้อยคำ ตาม ป.วิ อาญา ม.๑๓๓ โดยออกหมายเรียกผู้เสียหายหรือบุคคลซึ่งมีเหตุควรเชื่อว่าถ้อยคำของเขามีประโยชน์ต่อการสอบสวน
๕.๓ อำนาจในการจับกุม และควบคุม ตาม ป.วิ อาญา ม.๑๓๖ ซึ่งระหว่างสอบสวนปรากฏว่าเป็นผู้ทำผิด
๖. จรรยาบรรณของ พงส. คือสิ่งที่ พงส.ต้องยึดถือปฏิบัติในการประกอบวิชาชีพการสอบสวนของตน ตร.จึงได้
กำหนดระเบียบในเรื่องใบประกอบวิชาชีพสอบสวน และ พงส. ต้องมีจรรยาบรรณในการปฏิบัติหน้าที่ ๘ ข้อ ดังนี้
(๑) พนักงานสอบสวนต้องเคารพในสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ
(๒) พนักงานสอบสวนต้องมีความซื่อสัตย์ สุจริต และยึดมั่น ในศีลธรรม
(๓) พนักงานสอบสวนต้องอำนวยความยุติธรรม ด้วยความรวดเร็ว ต่อเนื่องโปร่ง และเป็นธรรมโดย
ปราศจากอคติ
(๔) พนักงานสอบสวนต้องกล้ายืนหยัดกระทำในสิ่งที่ถูกต้อง
(๕) พนักงานสอบสวนพึงปฏิบัติหน้าที่ด้วยความวิริยะอุตสาหะ เสียสละ และอดทน เพื่อประโยชน์แห่ง
-๒๓-
การอำนวยความยุติธรรม
(๖) พนักงานสอบสวนพึงมีมนุษย์สัมพันธ์ดี ด้วยความสุภาพอ่อนโยนมีไมตรีจิต และเต็มใจให้บริการ
ประชาชน
(๗) พนักงานสอบสวนพึงหมั่นศึกษาหาความรู้ และพัฒนาตนเองตลอดเวลา
(๘) พนักงานสอบสวนพึงสำนึก และยึดมั่นในวิชาชีพการสอบสวน มีความภาคภูมิใจในศักดิ์ศรีและวิชาชีพของตนเอง

*******************************















-๒๔-
บทที่ ๔
ผู้เสียหาย ผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหาย การถอนคำร้องทุกข์ ,การถอนฟ้อง ,อายุความ
ผู้ต้องหา และสิทธิของผู้ต้องหาในคดีอาญา
๑.ผู้เสียหาย
๑.๑ ผู้เสียหาย ตาม ป.วิ อาญา ม.๒(๔) หมายถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดอาญาฐานใดฐานหนึ่ง และรวมทั้งผู้มีอำนาจจัดการแทนตาม ป.วิ อาญา ม.๔,๕,๖ จึงสรุปได้ว่าผู้เสียหายในคดีอาญามี ๒ ประเภทคือ
(๑) ผู้เสียหายโดยตรง หรือโดยแท้จริง ซึ่งมีหลักในการพิจารณา ๔ ประการคือ
(๑.๑) มีการกระทำผิดทางอาญาเกิดขึ้น(ถ้าไม่มีการทำผิดย่อมไม่มีผู้เสียหาย)
(๑.๒) บุคคลนั้นได้รับความเสียหายเนื่องจากการทำผิดนั้น (ความผิดอาญาบางอย่างรัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหายเช่น พ.ร.บ.จราจรทางบก,พ.ร.บ.อาวุธปืนและวัตถุระเบิด,พ.ร.บ.คนเข้าเมือง,พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ,ความผิดเกี่ยวกับภาษีอากร เป็นต้น)
(๑.๓) เป็นความเสียหายต่อสิทธิ(เช่นชื่อเสียง,ชีวิตร่างกายหรือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน หรือสิทธิครอบครอง เป็นต้น
ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกา
(๑) ฎ.๑๕๔๘/๒๕๓๕ ผู้เช้าซื้อรถ จยย.มีสิทธิครอบครองเมื่อมีคนร้ายลักรถ จยย.ดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นผู้เสียหาย จึงมีอำนาจร้องทุกข์
(๒) ฎ. ๑๓๓๙/๒๕๕๒ จำเลยใช้คนขับรถบรรทุกดินผ่านที่ดินของโจทก์(ที่ให้ผู้อื่นเช่าทำนาอยู่)อันเป็นความผิดตาม ป.อาญา ม.๓๖๕(๒) โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินเกิดเหตุ จึงเป็นผู้เสียหายจึงมีอำนาจร้องทุกข์หรือฟ้องคดีได้
(๓) ฎ.๘๗/๒๕๐๖ (ป.)ผู้รับฝากเงินมีสิทธิเอาเงินที่รับฝากไปใช้จ่ายได้และมีหน้าที่คืนเงินแก่ผู้รับฝากให้ครบจำนวน ตาม ป.พ.พ.ม.๖๗๒ ดังนั้นกรณีผู้รับฝากเงินได้จ่ายเงินไปให้จำเลยเพราะถูกหลอกลวง ต้องถือว่าผู้รับฝากเป็นผู้เสียหาย ส่วนผู้ฝากหาเป็นผู้เสียหายที่จะมีอำนาจร้องทุกข์ไม่
(๔) ฎ.๒๑๓๓/๒๕๒๐ เช็คผู้ถือนั้น ผู้ถือเป็นผู้ทรงเช็ค ผู้ที่รับเช็คผู้ถือจากผู้สั่งจ่ายแล้วโอนต่อๆกันไปโดยไม่สลักหลัง ผู้ทรงเช็คคนสุดท้ายเป็นผู้เสียหาย ผู้โอนไม่ใช่ผู้เสียหาย
(๕) ฎ.๑๑๔๒/๒๕๑๖ การละเมิดอำนาจศาล กฎหมายให้อำนาจศาลเท่านั้นที่จะลงโทษ บุคคลอื่นไม่มีสิทธิฟ้องเพื่อให้ศาลลงโทษผู้อื่นเรื่องละเมิดอำนาจศาลได้
หมายเหตุ-กรณีเจ้าของบ้านเช่ามีโอกาสเป็นผู้ต้องหาในคดีบุกรุกรบกวนการครอบครองบ้านเช่าของตนได้ เป็นต้น (๑.๔) เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย (คือไม่มีส่วนร่วมกระทำผิดในคดีนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นตัวการ,ผู้ใช้,
-๒๕-
ผู้สนับสนุน หรือยินยอมให้ผู้อื่นกระทำผิด)
ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกา
(๑) ฎ.๕๗๗/๒๔๙๖ ผู้สมัครใจเข้าวิวาททำร้ายร่างกายกัน จะมาเป็นโจทก์ฟ้องคู่วิวาทไม่ได้
(๒) ฎ.๓๔๐/๒๕๐๖(ป.) โจทก์ร่วมกับจำเลยนำสินบนไปให้เจ้าพนักงาน อันอาจถือได้ว่าโจทก์ใช้ให้จำเลยกระทำผิด โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะนำคดีฐานฉ้อโกงมาฟ้องจำเลย
(๓) ฎ.๙๕๔/๒๕๐๒ หญิงยินยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลุก ถือว่าหญิงนั้นมีส่วนร่วมกระทำผิดด้วยจึงไม่ใช่ผู้เสียหาย
(๔) ฎ.๒๕๒/๒๕๑๘ โจทก์หมิ่นประมาทจำเลยก่อน จำเลยหมิ่นประมาทตอบโต้บ้าง การกระทำผิดแยกคนละตอนกัน ต่างฝ่ายต่างเป็นผู้เสียหาย
(๕) ฎ.๑๐๘๓/๒๕๑๐ สองฝ่ายสมัครใจชกมวยพนันเอาเงินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต ฝ่ายหนึ่งตาย ผู้ตายไม่ใช่ผู้เสียโดยนิตินัย บิดาผู้ตายจึงไม่มีอำนาจจัดการแทนตาม ป.วิ อาญา ม.๕(๒)
(๖) ฎ.๔๘๑/๒๕๒๔ ผู้เสียหายเป็นผู้ใช้ให้จำเลยซื้อสลากกินรวบอันเป็นความผิด จึงไม่เป็นผู้เสียโดยนิตินัย ไม่มีสิทธิร้องทุกข์ฐานฉ้อโกง
(๗) ฎ. ๑๓๔๓/๒๕๔๙ ถ้าผู้เสียหายไปร้องทุกข์ต่อ พงส. และ พงส.รับคำร้องทุกข์ไว้แล้วในความผิดต่อส่วนตัว และอัยการได้ยื่นฟ้องไปแล้ว ข้อเท็จจริงไปปรากฏในการพิจารณาของศาลว่าผู้เสียหายไปมีส่วนร่วมในการกระทำผิด จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยจึงไม่มีอำนาจร้องทุกข์แต่ต้น ทำให้ พงส.ไม่มีอำนาจสอบสวน จึงเป็นการสอบสวนไม่ชอบตาม ม.๑๒๐ อัยการไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลสามารถยกฟ้องได้โดยไม่จำต้องวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำผิดหรือไม่
ตัวอย่างคำถาม ๑. นายเฒ่าให้แหวนเพชร ๑ วง แก่นางสาวอ่อนโดยเสน่หา แต่ต่อมานายเฒ่าโกรธนางสาวอ่อน จึงเอาความเท็จไปแจ้งต่อ พงส.ว่านางสาวอ่อนยักยอกแหวนเพชรของตนไป แต่ พงส.ไม่ดำเนินคดีให้ เพราะนายเฒ่าบอกว่าขอแจ้งไว้เป็นหลักฐานเท่านั้น หลังจากนั้นนายเฒ่าได้ยื่นฟ้องนางสาวอ่อนต่อศาลว่ากระทำความผิดฐานยักยอกแหวนเพชร ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูลสั่งประทับฟ้อง นายเฒ่าได้อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่านางสาวอ่อนยักยอกแหวนเพชรของตนไป ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่านายเฒ่ามอบแหวนเพชรให้นางสาวอ่อนโดยเสน่หา นางสาวอ่อนไม่มีความผิดตามฟ้อง จึงพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้ว
ดังนี้ นางสาวอ่อน จะมีอำนาจฟ้องนายเฒ่าเป็นจำเลยคดีอาญาในความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน ฐานฟ้องเท็จและฐานเบิกความเท็จได้หรือไม่ เพียงใด
ธงคำตอบ ๑. นายเฒ่า แจ้งความต่อ พงส.เพื่อเป็นหลักฐาน แม้ข้อความนั้นบางส่วนจะเป็นเท็จหรือผิดความจริงไปบ้าง ก็ยังไม่เป็นเหตุที่จะทำให้พนักงานสอบสวนต้องทำการสอบสวน เนื่องจากไม่เป็นคำร้องทุกข์ตาม ป.วิ
-๒๖-
อาญา ม.๒ (๗) เมื่อนายเฒ่าไม่มีเจตนาจะมอบเรื่องให้ พงส.ดำเนินคดีแก่นางสาวอ่อน การแจ้งความของนายเฒ่าจึงไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่นางสาวอ่อนอันจะเป็นเหตุให้นางสาวอ่อนมีฐานะเป็นผู้เสียหาย ตาม ป.วิ อาญา ม. ๒
(๔) นางสาวอ่อนจึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีเพื่อเอาผิดแก่นายเฒ่า ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานตาม ป.วิ อาญา ม.๒๘ (๒) ได้ (แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๒๕๒/๒๕๔๓)
การที่นายเฒ่ายื่นคำฟ้องอันเป็นเท็จและเข้าเบิกความอันเป็นเท็จต่อศาล ถึงแม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จะพิพากษายกฟ้อง นางสาวอ่อนผู้ถูกฟ้องย่อมได้รับความเสียหายจากการกระทำของนายเฒ่า นางสาวอ่อนจึงเป็นผู้เสียหาย ตามกฎหมาย มีอำนาจฟ้องดำเนินคดีนายเฒ่าฐานฟ้องเท็จและฐานเบิกความเท็จได้ตาม ป.วิ อาญา ม.๒ (๔) ประกอบ ม. ๒๘ (๒) (แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๙๖๓/๒๕๔๓)
ตัวอย่างคำถาม ๒. การนำใบบันทึกการขาย (Sale slip) ปลอมไปเบิกเงินจากธนาคาร เจ้าของบัตร เครดิตผู้ถูกปลอมลายมือ ชื่อหรือธนาคารเป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย
ธงคำตอบ ๒. ป.วิ อาญา ม.๒(๔) วางหลักกฎหมายไว้ว่า คำว่า "ผู้เสียหาย" หมายถึงผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใด ฐานหนึ่ง รวมทั้งผู้ที่มีอำนาจจัดการแทนได้ดังบัญญัติไว้ในมาตรา ๔,๕ และ ๖ การใบบันทึกการขาย (Sale slip) ปลอมไปเบิกเงินจากธนาคาร เจ้าของบัตร เครดิตผู้ถูกปลอมลายมือ ชื่อหรือธนาคารเป็นผู้เสียหาย ตามกฎหมาย ศาลฎีกาได้วินิจฉัยเป็นคำพิพากษาศาล ฎีกาที่ ๔๐๑๘/๒๕๔๒ ว่าจำเลยที่ ๑ นำใบบันทึกรายการขายปลอมไปใช้เบิกเงินจากธนาคารผู้เสียหาย จึง เป็นความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมและฉ้อโกงตาม ป.อ. ม.๒๖๘ วรรคแรก ประกอบ ม.๒๖๕,๓๔๑ การที่จำเลยที่ ๑ นำใบบันทึกรายการขายปลอมไปใช้เบิกเงินจากธนาคารจนได้รับ เงินจากธนาคารแล้ว ธนาคารจึงเป็นผู้เสียหาย ไม่ใช่ผู้ถือบัตรเครดิตที่ถูกปลอม ลายมือชื่อเป็นผู้เสียหาย ปัญหานี้แม้จะไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวตั้งแต่ศาลชั้นต้น แต่ เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียกร้อย จำเลยที่ ๑ ยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้
(๒) ผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหาย ตาม ป.วิ อาญา ม.๓ คือบุคคลตาม ม.๔,๕,๖ มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายในการ ร้องทุกข์,เป็นโจทก์ฟ้องหรือเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการ,เป็นโจทก์ฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา(ดู ป.วิอาญา ม.๔๓,๔๔/๑),ถอนฟ้องคดีอาญาหรือคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา,ยอมความในคดีความผิดต่อส่วนตัว
-ป.วิ อาญา ม.๔ หญิงมีสามีเป็นผู้เสียหายโดยตรง ฟ้องคดีได้โดยไม่ต้องรับอนุญาตจากสามี (สามีภรรยาที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ถ้าไม่ชอบด้วยกฎหมายก็สามารถมอบอำนาจได้) ส่วนสามีจะฟ้องคดีอาญาแทนภรรยาได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตโดยชัดแจ้งจากภรรยา(เป็นหนังสือหรือด้วยวาจาก็ได้) ยกเว้นกรณีภรรยาถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนฟ้องหรือร้องทุกข์ไม่ได้
-ป.วิ อาญา ม.๕ บุคคลจัดการแทนผู้เสียหาย ๓ กรณีคือผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล ในความผิดที่ทำต่อผู้เยาว์ หรือผู้ไร้ความสามารถ,บุพการี,ผู้สืบสันดาน สามีหรือภรรยากรณีผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตาย
-๒๗-
หรือไม่สามารถจัดการเองได้ และผู้จัดการหรือผู้แทนนิติบุคคล
ตัวอย่างคำถาม ๑. นายชายเป็นผู้เยาว์ ถูกนางหญิงฉ้อโกง เหตุเกิดที่จังหวัดลำปาง นายใหญ่บิดาซึ่งเป็น
ผู้แทนโดยชอบธรรมของนายชายเป็นผู้ร้องทุกข์แทนนายชายต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งไม่ใช่ภูมิลำเนาของนายชายและนางหญิง ให้ดำเนินคดีกับนางหญิงในความผิดอาญาที่ยอมความกันได้ภายในอายุความ ต่อมาพนักงานอัยการฟ้องนางหญิง นายชายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมเองโดยให้ผู้แทนโดยชอบธรรมให้ความยินยอมเป็นหนังสือ ให้วินิจฉัยว่าการร้องทุกข์และการเข้าร่วมเป็นโจทก์ของนายชายชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
ธงคำตอบ ๑. โดยที่นายชายผู้เสียหายเป็นผู้เยาว์ นายใหญ่ซึ่งเป็นผู้แทนโดยชอบธรรม จึงมีอำนาจจัดการร้องทุกข์แทนนายชายได้ตาม วิ.อาญา มาตรา ๓ และ ๕ และไม่ต้องร้องทุกข์กับพนักงานผู้มีอำนาจสอบสวน เป็นหน้าที่ของผู้รับคำร้องทุกข์ ต้องส่งคำร้องทุกข์ไปยังพนักงานสอบสวน ตาม ป.วิ อาญา มาตรา ๑๒๔ เมื่อเป็นการร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีจึงเป็นการร้องทุกข์ที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว
ส่วนนายชายจะขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการนั้น ตาม ป.วิ อาญา มาตรา ๓, ๕ และ ๖ ต้องกระทำโดยผู้แทนโดยชอบธรรม ฉะนั้น นายชายผู้เยาว์ถึงแม้จะได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากนายใหญ่ ผู้แทนโดยชอบธรรมแล้วก็ตาม ก็ไม่สามารถเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการได้
ตัวอย่างคำถาม ๒. นายผินกับนางผันเป็นสามีภรรยากันแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน มีบุตรด้วยกัน ๑ คน คือเด็กชายโผน อายุ ๑๐ปี ต่อมา นายผิน ถูกนายผ่อน ขับรถชนถึงแก่ความตาย เช่นนี้
(๑) นายผันในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กชายโผน จะมีอำนาจฟ้องนายผ่อนในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือไม่
(๒) ถ้าพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายผ่อนในข้อหาดังกล่าวข้างต้นและนางผันยินยอมให้เด็กชายโผนเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการแล้ว เด็กชายโผนจะเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการได้หรือไม่
ธงคำตอบ ๒. (๑) เด็กชายโผนผู้สืบสันดานตามความเป็นจริงของนายผินเป็นผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายตาม ป.วิ อาญา ม. ๕(๒) แต่เด็กชายโผนเป็นผู้เยาว์จะต้องดำเนินคดีโดยผู้แทนโดยชอบธรรมตาม ม. ๕(๑) นางผัน มารดาของเด็กชายโผนเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชายโผน จึงเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กชายโผน ย่อมมีอำนาจฟ้องนายผ่อนข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายแทนเด็กชายโผนได้
(๒) เด็กชายโผนเป็นผู้เยาว์ จะฟ้องคดีอาญาด้วยตนเองไม่ได้ แม้จะได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมก็ตาม การเข้าเป็นโจทก์ร่วมถือว่าเป็นการฟ้องคดีแม้เด็กชายโผนจะได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมก็ตาม การเข้าเป็นโจทก์ร่วมถือว่าเป็นการฟ้องคดีแม้เด็กชายโผนจะได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมก็ขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมไม่ได้
ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกา
(๑) ฎ.๑๓๘๔/๒๕๑๖(ป.)และ ฎ.๓๒๓/๒๔๙๗ บุพการีหรือผู้สืบสันดานตามความเป็นจริง แต่สามี
-๒๘-
หรือภรรยาต้องโดยชอบด้วยกฎหมายคือจดทะเบียนสมรส
(๒) ฎ.๑๙๘๘/๒๕๑๔ บิดาที่เป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของบุตรผู้เยาว์ และมีอำนาจจัดการแทนผู้เยาว์ได้นั้นต้องเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย
(๓) ฎ.๑๙๘๒/๒๔๙๔ ผู้เยาว์อายุ ๑๘ ปี มีอำนาจร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องให้ผู้แทนโดยชอบธรรมลงลายมือชื่อในการร้องทุกข์ด้วย
(๔) ฎ.๑๕๙๐/๒๕๓๐ การร้องทุกข์ไม่ใช่การทำนิติกรรม
(๕) ฎ.๕๖๓/๒๕๑๗ ผู้เยาว์ฟ้องคดีอาญาเองไม่ได้ แม้ผู้เยาว์จะได้รับความยินยอมจากบิดาก็ไม่สามารถเข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีอาญาได้ ศาลชอบที่สั่งจะให้แก้ไขเรื่องความสามารถเสียก่อน
หมายเหตุ (๑) ถ้าผู้เสียหายที่แท้จริงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ผู้จัดการแทนตาม ป.วิอาญา ม.๕ ย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทน
(๒) ดู ป.วิ อาญา ม.๒๙ เรื่องการรับมรดกความ กรณีผู้เสียหายยื่นฟ้องแล้วตายลง ตาม ม.นี้ผู้เสียหายคือผู้เสียหายที่แท้จริง ไม่รวมถึงผู้มีอำนาจจัดการแทน
๑.๒ ป.วิ อาญา ม.๒๘ ผู้มีอำนาจฟ้องคดีอาญาคือพนักงานอัยการ และผู้เสียหาย (และมีอำนาจถอนฟ้องด้วย แม้ไม่มีบทบัญญัติไว้ตรงๆเหมือน ม.๒๘)
ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกา - ฎ.๑๗๒/๒๕๓๕ ที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เอกชนไม่ใช่เจ้าของ เมื่อมีผู้บุกรุก เอกชนไม่ใช่ผู้เสียหาย จึงไม่มีอำนาจฟ้อง
๑.๓ การถอนคำร้องทุกข์
(๑) ผู้เสียหายหรือผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายจะถอนคำร้องทุกข์เมื่อใดก็ได้ตราบที่คดียังไม่ถึงที่สุด ดู ป.วิ อาญา ม.๑๒๖ วรรคแรก ผู้ร้องทุกข์จะแก้คำร้องทุกข์ระยะใดหรือถอนคำร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้
กล่าวคือสามารถกระทำได้ทุกระดับชั้นคือ พงส.,อัยการ หรือศาล
(๒) จะมีผลให้สิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตาม ป.วิ อาญา ม.๓๙(๒) แต่เป็นเฉพาะคดีความผิดต่อส่วนตัวเท่านั้น เพราะคดีอาญาแผ่นดินอัยการยังสามารถดำเนินคดีต่อไปได้ ตาม ป.วิ อาญา ม.๓๖(๓) และคำว่าสิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตาม ม.๓๙ นั้นหมายรวมถึงสิทธิในการดำเนินคดีต่อไปด้วย และตาม ป.วิ อาญา ม.๑๒๖ วรรคสองคดีที่ไม่ใช่คดีความผิดต่อส่วนตัวการถอนคำร้องทุกข์ไม่ตัดอำนาจของ พงส.หรือพนักงานอัยการที่จะฟ้องคดีนั้น
ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกา
(๑) ฎ.๒๑๔/๒๔๙๔(ป.)ผู้เยาว์อายุ ๑๗ ปีได้ร้องทุกข์ต่อ พงส.ด้วยตนเองในความผิดต่อส่วนตัวที่กระทำต่อผู้เยาว์ จนมีการสอบสวนและอัยการได้ยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว บิดาผู้เยาว์มายื่นคำร้องต่อศาลขอถอนคำร้องทุกข์ อันเป็นการขัดความประสงค์ของผู้เยาว์ไม่ได้
-๒๙-
(๒) ฎ.๑๑/๒๕๑๘ ความผิดตาม ป.อาญา ม.๓๕๘ ฐานทำให้เสียทรัพย์ เป็นสิทธิเกี่ยวกับทรัพย์สิน เมื่อเจ้าของทรัพย์ตายระหว่างฎีกา สิทธิในการถอนคำร้องทุกข์จึงตกทอดแก่ทายาท มารดาซึ่งเป็นทายาทจึงมีสิทธิถอนคำร้องทุกข์ได้
(๓) การร้องทุกข์ไม่ใช่การทำนิติกรรม ผู้เยาว์มีอำนาจจัดการเองได้ แม้มีผู้มีอำนาจจัดการ
แทนตาม ป.วิอาญา ม.๕,๖ ก็ตาม ในมาตราดังกล่าวก็ไม่ได้บัญญัติห้ามผู้เยาว์ร้องทุกข์ไว้
๑.๔ การถอนฟ้องและการยอมความ (ดู ป.วิอาญา ม.๓๕) คดีความผิดต่อส่วนตัวจะถอนฟ้องหรือยอมความได้ก่อนคดีถึงที่สุด(สังเกตคำว่าก่อนคดีถึงที่สุด กับคำว่ามีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาด ตาม ป.วิอาญา ม.๓๙(๔) ซึ่งไม่จำเป็นคดีต้องถึงที่สุด คำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในศาลชั้นต้นก็ได้) ส่วนคดีอาญาแผ่นดิน ถอนฟ้องได้ก่อนมี
คำพิพากษาของศาลชั้นต้นเท่านั้น และศาลจะอนุญาตหรือไม่ก็ได้ แต่ถ้าหลังจำเลยยื่นคำให้การแล้วศาลต้องถามจำเลยว่าคัดค้านหรือไม่ ถ้าคัดค้านศาลต้องยกคำร้องขอถอนฟ้อง (ปกติคดีอาญาทั่วไปเป็นคดีอาญาแผ่นดิน ยกเว้นในกฎหมายจะได้ระบุว่าฐานความผิดใดเป็นความผิดต่อส่วนตัวหรือเป็นความผิดอันยอมความได้) และโดยหลักใน ป.วิอาญา ม.๓๖ เมื่อถอนฟ้องแล้วจะนำมาฟ้องใหม่(ข้อกล่าวหาเดิมต่อจำเลยเดิม ในการกระทำที่เคยฟ้องแล้ว)ไม่ได้เว้นแต่เข้าข้อยกเว้น ๔ ประการ
ฎ.๑๔๐๓/๒๕๐๘ ข้อตกลงล่วงหน้าไม่ถือเป็นการยอมความ การยอมความตาม ป.วิ อาญา นี้ได้ต้องทำหลังความผิดเกิดขึ้นแล้วเท่านั้น
๑.๕ อายุความในคดีอาญา
(๑) ตาม ป.อาญา ม.๙๕ อายุความในคดีอาญา มี ๑,๕,๑๐,๑๕และ ๒๐ปี ตามอัตราโทษลดหลั่นกันของฐานความผิดต่างๆ หมายความว่าถ้ามิได้ฟ้องและมิได้ตัวผู้กระทำผิดมายังศาลในกำหนดเวลาอายุความนับแต่วันกระทำผิด ไม่สามารถฟ้องลงโทษผู้นั้นได้อีกต่อไป ดังนั้นในวันร้องทุกข์หากคดีอาญานั้นขาดอายุความ(นับวันเกิดเหตุถึงวันร้องทุกข์) พงส.ก็ไม่อาจรับคำร้องทุกข์ได้ แต่หากวันร้องทุกข์ และ พงส.เริ่มทำการสอบสวนคดียังไม่ขาดอายุความ พงส.มีอำนาจสอบสวนได้โดยชอบ แต่ขาดอายุความเสียก่อนอัยการยื่นฟ้องต่อศาล ศาลก็รับฟ้องไม่ได้ แต่หากศาลรับฟ้องไว้แล้วคดียังไม่ขาดอายุความ แต่มาขาดอายุความระหว่างการพิจารณา ศาลยังสามารถพิพากษาลงโทษจำเลยได้
(๒) ป.อาญา ม.๙๖ ความผิดอันยอมความได้กำหนดให้ผู้เสียหายร้องทุกข์ใน ๓ เดือน นับแต่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิด ซึ่งหากเกิน ๓ เดือนร้องทุกข์ไม่ได้ จะฟ้องคดีด้วยตัวเองก็ไม่ได้เช่นกัน แต่ถ้าร้องทุกข์ภายใน ๓ เดือน แล้ว พงส.มีอำนาจสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานต่อไปแม้อัยการจะฟ้องศาลหลัง ๓ เดือน ก็ไม่มีผลให้ขาดอายุความแต่ทั้งนี้ต้องภายใต้อายุความทั่วไปใน ม.๙๕ ด้วยเช่นกัน
- ฎ.๗๗๓/๒๕๐๓ คดีความผิดอันยอมความกันได้ ถ้าผู้เสียหายร้องทุกข์ใน ๓ เดือนแล้ว แม้จะนำคดีมาฟ้องศาลหลังจากที่ยังไม่พ้นอายุความฟ้องในคดีอาญาตาม ป.อาญา มาตรา ๙๕ ความผิดนั้นก็ไม่ขาดอายุความ
-๓๐-
(๓) ดูข้อยกเว้นในวรรคสองของ ม.๙๕ กรณีฟ้องแล้วหลบหนีระหว่างการพิจารณาหรือศาลงดการพิจารณาเพราะเหตุวิกลจริต จนล่วงเลยอายุความนับแต่หลบหนีหรืองดการพิจารณา ก็ขาดอายุความเช่นกัน การหลบหนีระหว่างพิจารณาไม่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง
(๔) สิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตาม ป.วิ อาญา ม.๓๙(๖) เมื่อขาดอายุความ ซึ่งในคดีอาญาต่างจากคดีแพ่งกล่าวคือคดีอาญา ศาลยกประเด็นขาดอายุความขึ้นเองได้ แต่คดีแพ่งหากจำเลยไม่ยกเป็นข้อ
ต่อสู้ศาลจะยกฟ้องเพราะขาดอายุความไม่ได้ (แนว ฎ.๑๕๙/๒๕๔๔)
ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกา
(๑) คร. ฎ.๑๔๒/๒๕๓๔ แม้จะไม่ใช้คำว่าขอถอนฟ้อง แต่แปลความได้ว่าไม่ประสงค์ดำเนินคดีต่อจำเลยอีกต่อไป และจำเลยไม่คัดค้านคำร้องนั้นศาลก็อนุญาตให้ถอนฟ้องออกจากสารบบความได้
(๒) ฎ.๒๐๓/๒๕๓๑ ถอนฟ้องเพื่อไปฟ้องศาลใหม่ให้ถูกต้อง ฟ้องใหม่ได้ไม่ขัดกับ ป.วิอาญา ม.๓๖
(๓) ฎ.๗๒๔๑/๒๕๔๔ ถอนการเป็นโจทก์ร่วม แล้วมาขอเป็นโจทก์ร่วมใหม่ หรือมาฟ้องใหม่ไม่ได้
(๔) ฎ.๒๒๑๒/๒๕๑๕ คดีความผิดอันยอมความได้แม้ผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์เลย แต่นำมาฟ้องคดีภายใน ๓ เดือนนับแต่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้ทำผิด คดีก็ไม่ขาดอายุความ
(๕) ฎ.๙๒๐/๒๕๕๐ กฎหมายอาญา ไม่ได้บัญญัติถึงวิธีการกำหนดนับระยะเวลาอายุความคดีอาญาไว้โดยเฉพาะ ดังนั้น การนับระยะเวลาอายุความคดีอาญาจึงอยู่ในบังคับของหลักทั่วไป ตาม
ป.พ.พ. มาตรา ๑๙๓/๓ วรรคสอง ซึ่งกำหนดมิให้นับวันแรกแห่งระยะเวลานั้น รวมเข้าด้วยกัน จึงเริ่มนับอายุความในวันรุ่งขึ้น คดีนี้ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ การนับอายุความต้องเริ่มนับตั้งแต่ วันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ และจะครบกำหนด ๓ เดือน วันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๐ เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๐ ซึ่ง เป็นวันครบกำหนดอายุความวันสุดท้าย คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ
(๖) ฎ.๕๘๘/๒๕๔๖ ป.อาญา ภาค ๑ ลักษณะ ๑ หมวด ๙ ได้บัญญัติเรื่องอายุความคดีอาญาไว้โดยเฉพาะแล้ว หาได้มีบทบัญญัติเรื่องอายุความสะดุดหยุดลงหรือเลิกนับอายุความร้องทุกข์อัน จะนำ ป.พ.พ. มาใช้บังคับไม่ แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลแขวงดุสิตภายในกำหนดอายุความ แต่เมื่อคดีไม่อยู่ในอำนาจศาลแขวงดุสิต ซึ่งศาลแขวงดุสิตมีคำสั่งจำหน่ายคดี ของโจทก์ไปแล้ว การที่โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องศาลแขวงพระนครใต้ อีกเมื่อพ้นกำหนดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ อาญา มาตรา ๓๙(๖)
(๗) ฎ.๗๔๖/๒๕๔๗ คดีอาญาความผิดต่อส่วนตัวซึ่งยังไม่ถึงที่สุด เมื่อปรากฏตามคำร้องของโจทก์ร่วมว่าไม่ประสงค์จะดำเนินคดีอาญากับจำเลย โดยโจทก์และจำเลยไม่คัดค้าน ตามรูปคดีแสดงว่าโจทก์
-๓๑-
ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายประสงค์ที่จะถอนคำร้องทุกข์ นั่นเอง แต่โจทก์ร่วมใช้ข้อความผิดไปเป็นถอนฟ้อง เนื่องจากคดีนี้พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ส่วนผู้เสียหายเป็นเพียงโจทก์ร่วมเช่นนี้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙(๒)
(๘) ฎ ๘๔๖๓/๒๕๔๔ ความผิดฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารตาม ป.อาญา มาตรา ๒๘๔ วรรคแรก เป็นความผิดอันยอมความได้ เมื่อก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา ผู้เสียหายได้ยื่นคำร้องและเบิกความว่า
ผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความกับจำเลย เนื่องจากฝ่ายจำเลยได้จ่ายเงินจำนวนหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายจนเป็นที่พอใจของ ฝ่ายผู้เสียหายแล้ว คำร้องและคำเบิกความของผู้เสียหายพอแปลได้ว่า ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์แล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องสำหรับความผิดตาม ป.อาญา มาตรา ๒๘๔ วรรคแรกจึงระงับไปตาม ป.วิ อาญา ม. ๓๙(๒)
๒.ผู้ต้องหา
๒.๑ ป.วิ อาญา ม.๒(๒) ผู้ต้องหา หมายถึงบุคคลที่ถูกหาว่ากระทำผิด(อาญา) แต่ยังมิได้ถูกฟ้องต่อศาล ซึ่งอาจเป็นกรณีถูกกล่าวหาในฐานะตัวการ ผู้ใช้ ผู้สนับสนุนก็ได้ การกล่าวหาให้บุคคลเป็นผู้ต้องหาได้ต้องเป็นการกล่าวหาในลักษณะของการร้องทุกข์ตาม ม.๒(๗) หรือคำกล่าวโทษ ตาม ม.๒(๘) โดย พงส.ต้องพิจารณาถึงมูลคดีด้วยว่ามีข้อเท็จจริงที่เป็นการกระทำของบุคคลนั้นอย่างไร เช่นมีการบุกรุกอย่างไร มีการบุกรุกที่ไหน ถ้ามีข้อมูลที่ควรเชื่อได้ว่าบุคคลนั้นกระทำผิดจริง บุคคลนั้นก็เป็นผู้ต้องหาแล้ว
๒.๒ ผู้ต้องหาที่เป็นนิติบุคคล ป.วิ อาญา ม.๗ ให้ออกหมายเรียกผู้จัดการหรือผู้แทนนิติบุคคล ไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกจะออกหมายจับผู้นั้นมาก็ได้ แต่จะควบคุมตัวไม่ได้
-ฎ ๙๓๕/๒๕๓๗ การสอบสวนดำเนินคดีนิติบุคคลจำต้องสอบสวนผ่านทางกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการ แทน เมื่อพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ ๒ในฐานะกรรมการผู้จัดการจำเลยที่ ๑ แม้ไม่ได้ระบุแจ้งชัดว่าได้แจ้งข้อหาและสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยที่ ๑ ด้วยก็ถือว่า พงส.ได้แจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ ๑ ชอบด้วย ป.วิ อาญา ม. ๑๓๔ แล้ว
๒.๓ สิทธิของผู้ต้องหา
(๑) สิทธิตาม ป.วิ อาญา ม.๗ ทวิ พบและปรึกษาผู้ที่จะเป็นทนายความได้สองต่อสอง , ได้รับการเยี่ยมตามสมควร , ได้รับการรักษาพยาบาลโดยเร็วเมื่อเจ็บป่วย ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้รับมอบตัวผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาในการแจ้งสิทธิดังกล่าว ในทางปฏิบัติ พงส.จะบันทึกเป็นหลักฐานในการแจ้งสิทธิดังกล่าวให้ผู้ต้องหาทราบ
(๒) สิทธิที่จะได้รับแจ้งให้ทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่ถูกกล่าวหา และรับแจ้งข้อหา
( ป.วิ อาญา ม.๑๓๔ วรรค ๑)
(๓) สิทธิที่จะได้รับการสอบสวนที่รวดเร็ว ต่อเนื่อง และเป็นธรรม (ป.วิ อาญา ม.๑๓๔ วรรค ๓) (๔) สิทธิที่จะแก้ข้อกล่าวหา และนำพยานหลักฐานฝ่ายตนมาแสดง ( ป.วิ อาญา ม.๑๓๔ วรรค ๔) (๕) สิทธิที่จะให้การหรือไม่ให้การก็ได้ (ป.วิ อาญา ม.๑๓๔/๔ วรรค ๒)
-๓๒-
(๖) สิทธิที่จะไม่ถูกสอบสวนโดยไม่ชอบ (ป.วิ อาญา ม.๑๓๕) เช่น พงส.ต้องสอบสวนโดยไม่เป็นการให้สัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง ทรมานหรือใช้กำลังบังคับ หรือกระทำไม่ชอบอื่นๆ หาก พงส.ฝ่าฝืนจะเป็นการได้มาซึ่งพยานหลักฐานที่ไม่ชอบตาม ป.วิอาญา ม.๒๒๖ รับฟังเป็นพยานหลักฐานในชั้นศาลไม่ได้
(๗) สิทธิที่จะได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว (ดู ป.วิอาญา ม.๑๐๖-๑๑๘) และใช้หลักฐานไม่เกินความจำเป็น ทั้งได้รับหลักประกันคืนโดยเร็วเมื่อหมดความจำเป็น การสั่งไม่ให้ประกันตัวโดยหลักจะกระทำไม่ได้เว้นแต่
มีเหตุตาม ป.วิ อาญา ม.๑๐๘/๑
(๘) สิทธิได้รับการจัดหาทนายความให้ ตาม ป.วิ อาญา ม.๑๓๔/๑ (โทษประหารชีวิต,ผู้ต้องหาอายุไม่เกิน ๑๘ ปี ถ้าไม่มีทนายความรัฐต้องจัดให้ไม่ว่าผู้ต้องหาต้องการหรือไม่ แต่ในคดีอื่นๆที่มีโทษจำคุก ถ้าผู้ต้องหาไม่มีและต้องการให้รัฐจัดหาทนายความให้)
(๙) สิทธิให้ทนายความหรือคนที่ตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบสวนปากคำของตนได้ ตาม ป.วิ อาญา ม.๑๓๔/๓ และ ม.๑๓๔/๔ (ฟังอย่างเดียว แนะนำหรือตอบคำถามแทนขณะพงส. สอบถามปากคำไม่ได้)
(๑๐) สิทธิได้รับแจ้งคำสั่งไม่ฟ้อง และปล่อยตัว ตลอดทั้งการขอทราบสรุปพยานหลักฐานพร้อมความเห็นของ พงส. และพนักงานอัยการ ตาม ป.วิ อาญา ม.๑๔๖
(๑๑) สิทธิไม่ยินยอมให้ทำการเปรียบเทียบปรับ ตาม ป.วิ อาญา ม.๓๘ วรรคสอง

***********************************









-๓๓-
บทที่ ๕
กระบวนการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานในคดีอาญา ระยะเวลาในการสอบสวน
อำนาจในการสั่งคดีของหัวหน้าพนักงานสอบสวนแต่ละระดับ และการกันผู้ต้องหาเป็นพยาน
๑.ดังที่กล่าวแล้วว่าในคดีอาญา ประเทศไทยเราเป็นระบบกล่าวหา ดังนั้นคู่ความฝ่ายที่กล่าวหาอีกฝ่ายไม่ว่าจะฟ้องคดีเอง หรือผ่านกระบวนการร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนเพื่อให้พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน ให้พนักงานอัยการฟ้องคดี ฝ่ายกล่าวหามีความจำเป็นต้องกล่าวอ้างข้อเท็จจริงต่างๆเพื่อสนับสนุนข้อกล่าวหาของตน จึงมีความจำเป็นที่จะต้องหาทางพิสูจน์ข้อกล่าวอ้างของตนให้ศาลเชื่อ โดยการนำพยานหลักฐานมาแสดงยืนยันข้อเท็จจริง พยานหลักฐานต่างๆ ได้แก่บุคคลผู้รู้เห็นพฤติกรรมในการกระทำผิด เอกสารที่เกี่ยวข้อง เครื่องมือที่ใช้กระทำผิด พยานวัตถุที่ตรวจพบในที่เกิดเหตุ รวมทั้งผลการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ของผู้ชำนาญการ เป็นต้น โดยสรุปแล้ว สิ่งที่ต้องการในการสอบสวนคดีอาญา คือพยานหลักฐานทางคดี อันได้แก่พยานบุคคล พยานวัตถุ และพยานเอกสาร อันเกี่ยวข้องกับคดี หรือการกระทำที่กล่าวหาว่าเป็นการกระทำความผิดทางอาญา
๒.ความหมายตาม ป.วิ อาญา ม.๒๒๖ พยานหลักฐานคือพยานวัตถุ พยานเอกสาร หรือพยานบุคคล ตลอดจนพยานหลักฐานต่างๆ ซึ่งอาจเป็นเครื่องพิสูจน์การกระทำผิดได้ และวิธีการได้มาซึ่งพยานหลักฐานนั้นต้องชอบด้วยกฎหมาย
๓.ประเภทของพยานหลักฐาน สามารถแบ่งได้เป็นหลายลักษณะ คือ
๓.๑ แบ่งตามชนิด คือพยานบุคคล พยานเอกสาร พยานวัตถุ และพยานผู้เชี่ยวชาญ
(๑) พยานบุคคล หมายถึงตัวบุคคลที่สามารถมาให้การกับพนักงานสอบสวนและเบิกความในศาลถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้อกับการทำผิดอาญาที่กล่าวหา ที่พยานบุคคลได้เห็นหรือประสบมา หรือได้รับทราบมา
(๒) พยานเอกสาร หมายถึงข้อความใดๆในเอกสารที่มีการอ้างความหมายของข้อความเป็นพยาน
(๓) พยานวัตถุ หมายถึงวัตถุ สิ่งของ หรือสถานที่ที่คู่ความอ้างเป็นพยาน หรือให้ศาลตรวจ ซึ่งรวมถึงสิ่งของที่มีไว้เป็นความผิด ได้ใช้ หรือจะใช้ในการกระทำความผิด และได้มาจากการกระทำความผิดตามข้อกล่าวหาด้วย
(๔) พยานผู้เชี่ยวชาญ หมายถึงบุคคลผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในวิชาการ กิจการ หรือศาสตร์สาขาใดสาขาหนึ่ง ที่ได้ตรวจพิสูจน์ พยานเอกสารหรือพยานวัตถุ แล้วมาให้การหรือเบิกความให้ความเห็นประกอบ
๓.๒ แบ่งตามน้ำหนักหรือความสำคัญลำดับต้นหรือลำดับรอง
(๑) พยานชั้นหนึ่งหรือพยานโดยตรง เป็นพยานหลักฐานที่มุ่งพิสูจน์ข้อเท็จจริงในประเด็นพิพาทโดยตรงซึ่งจะสามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ดีที่สุดโดยไม่ต้องค้นคว้าหาเหตุผลอื่นหรือข้อสันนิษฐานอื่นอีก เช่นในคดีที่กล่าวหาว่า นาย ก.ใช้อาวุธปืนยิงพยายามฆ่า นาย ข.ต่อหน้านาย ค. พยานชั้นหนึ่งหรือพยานโดยตรง และเป็น
-๓๔-
พยานคู่ที่มีน้ำหนักรับฟังได้คือพยานบุคคล กล่าวคือ นาย ก.และนาย ค.เป็นพยานชั้นหนึ่งหรือพยานโดยตรงเห็นนาย ข.กระทำทำผิดตามข้อกล่าวหา ถ้าศาลเชื่อว่าพยานทั้งสองพูดจริง ศาลก็สรุปได้ว่านาย ก.ใช้อาวุธปืนยิงนาย ข.จริง
(๒) พยานชั้นสอง หรือพยานแวดล้อม หมายถึงพยานในลำดับรองลงมา ซึ่งเป็นพยานที่มุ่งพิสูจน์
ข้อเท็จจริงซึ่งมิไดเป็นประเด็นพิพาทในคดีโดยตรง หากแต่พิสูจน์ข้อเท็จจริงอื่นที่บ่งชี้ว่าข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นพิพาทน่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เช่นคดีนาย ข.ถูกแทงถึงแก่ความตาย ประเด็นว่าคนที่ใช้อาวุธมีดของกลางแทง ข.คือ กงหรือไม่ ได้นาย ค.มาเบิกความในเวลาเกิดเหตุ เห็นนาย ก.วิ่งออกมาจากจุดเกิดเหตุผ่านนาย ค.ไปมือถือมีดปลายแหลม ที่มีดมีรอยคราบโลหิตสดๆติดอยู่ด้วย และได้ยินเสียงร้องของนาย ข.ดังมาจากจุดเกิดเหตุ แม้จะพิสูจน์ได้ว่านาย ค.พูดความจริงก็ยังไม่อาจสรุปได้ทันที่ว่านาย ก.เป็นคนแทงนาย ข. จะต้องพิจารณาจากพยานอื่นประกอบด้วยว่าเพียงพอที่จะฟังได้ว่านาย ก.แทงนาย ข.หรือไม่
ในกฎหมายลักษณะพยานของไทย (ตาม ป.วิ แพ่ง ซึ่งนำมาใช้ในคดีอาญาด้วยนั้น) มีบทบัญญัติถึงการยอมรับฟังพยานหลักฐานที่ดีที่สุดหรือพยานชั้นหนึ่งเสมอ เช่นการอ้างพยานเอกสารต้องอ้างต้นฉบับเท่านั้นเว้นแต่กรณีไม่สามารถหาได้ หรือการห้ามฟังพยานบอกเล่า เป็นต้น (ดู ป.วิ แพ่ง ม.๘๕ และ ป.วิ อาญา ม.๒๒๖ ประกอบ) บางกรณีศาลอาจรับฟังพยานชั้นสองได้เท่าที่จำเป็น เช่นพยานชั้นหนึ่งตาย หรือไม่อาจหาตัวได้ หรือกรณีคำบอกเล่าของผู้ตายในเวลาใกล้ตายและรู้ตัวว่าจะต้องตายในไม่ช้าว่าใครเป็นผู้กระทำผิดในคดีนั้น ศาลถือว่าคำบอกเล่าของผู้ตายนั้นผู้ตายไม่อาจคิดไตร่ตรองในการพูดให้ผิดไปจากข้อเท็จจริง แต่ทั้งนี้จะต้องมีพยานหลักฐานอื่นประกอบที่เชื่อได้ว่าคำบอกเล่านั้นเป็นความจริงด้วย
๓.๓ แบ่งตามการสัมผัสข้อเท็จจริงหรือได้รับคำบอกเล่ามาอีกต่อหนึ่งของพยานบุคคล
(๑) ประจักษ์พยาน หมายถึงพยานบุคคลที่ได้สัมผัสข้อเท็จจริงที่ให้การหรือเบิกความด้วยตนเอง เช่นนาย ค.เบิกความว่าเห็นนาย ก.ใช้มีดปลายแหลมแทงนาย ข. เป็นต้น
(๒) พยานบอกเล่า หมายถึงพยานบุคคลที่มิไดสัมผัสกับข้อเท็จจริงด้วยตนเอง แต่ได้รับทราบมาจากการบอกเล่าของบุคคลอื่นที่เป็นประจักษ์พยาน ซึ่งศาลจะต้องรับฟังพยานบุคคลประเภทนี้ด้วยความระมัดระวัง
๔.คุณค่าของพยานวัตถุในการรับฟังลงโทษจำเลย หรือออหมายจับหรือการดำเนินคดีกับผู้ต้องหา
๔.๑ พิสูจน์การเกิดขึ้นจริงของคดีหรือเป็นการพิสูจน์ว่ามีการกระทำผิดขึ้นจริง ตัวอย่างเช่น
(๑) คดีวางเพลิง มีการตรวจพบอุปกรณ์ในการวางเพลิง ร่องรอยหรือคราบน้ำมันเชื้อเพลิงที่หลงเหลือในที่เกิดเหตุ ร่องรอยการลุกไหม้ที่ผิดปกติในที่เกิดเหตุ
(๒) คดีข่มขืนกระทำชำเรา พยานวัตถุซึ่งแสดงให้เห็นถึงการไม่ยินยอมของฝ่ายหญิงเช่นรอยฉีกขาดบนเสื้อผ้า ร่องรอยการต่อสู้ดิ้นรนของฝ่ายหญิง คราบอสุจิผู้ชายที่อวัยวะเพศหญิงผู้เสียหาย หรืออาการช้ำบวมแดงที่อวัยวะเพศหญิงผู้เสียหาย บ่งชี้ว่าถูกร่วมประเวณีจริง เป็นต้น
-๓๕-
๔.๒ สามารถเชื่อมโยงผู้ต้องสงสัยให้เข้ามาเกี่ยวข้องกับผู้เสียหาย หรือสถานที่เกิดเหตุ ตัวอย่างเช่น
(๑) คดีลักทรัพย์พบรองเท้าที่ยืนยันได้ว่าเป็นของผู้ต้องสงสัยตกอยู่ในที่เกิดเหตุ โดยไม่สามารถหาคำอธิบายได้ หรือคดีลักทรัพย์ พบทรัพย์ของผู้เสียหายมาซุกซ่อนอยู่ในบ้านของผู้ต้องสงสัย โดยไม่สามารถหาคำอธิบายที่เหมาะสมได้
(๒) คดีข่มขืนกระทำชำเรา ผู้ต้องสงสัยถูกจับกุมได้หลังเกิดเหตุในบ้านที่เกิดเหตุ ซึ่งในบ้านดังกล่าวเลี้ยงแมวไว้ ขนแมวติดตามเสื้อผ้าที่ผู้ต้องสงสัยสวมใส่อยู่ โดยผู้ต้องสงสัยไม่สามารถหาคำอธิบายที่เหมาะสมได้
๔.๓ สามารถชี้ตัวผู้กระทำผิดได้ ที่ไม่สามารถปฏิเสธความเกี่ยวข้องได้ ตัวอย่างเช่น
(๑) ในคดีลักทรัพย์ในเคหสถาน ตรวจพบรอยลายนิ้วมือแฝงที่ผ่านการตรวจพิสูจน์ยืนยันว่าตรงกับลายนิ้วมือของผู้ต้องหาในที่เกิดเหตุ
(๒) ในคดีพยายามฆ่า ผู้เสียหายได้ต่อสู้ป้องกันตัวและทำร้ายผู้ต้องหาบาดเจ็บ พบหยดเลือดของผู้ต้องหาในที่เกิดเหตุ นำไปตรวจดีเอ็นเอ เปรียบเทียบตรงกับดีเอ็นเอ ของผู้ต้องหา
(๓) คดีข่มขืนกระทำชำเรา โดยหญิงผู้เสียหายดิ้นรนต่อสู้ใช้เล็บข่วนผู้ต้องหา ตรวจพบรอยข่วนที่เนื้อตัวผู้ต้องหาตรงตามคำให้การผู้เสียหาย และตรวจพบชิ้นส่วนผิวหนังในซอกเล็บผู้เสียหายตรวจดีเอ็นเอ ตรงกับดีเอ็นเอของผู้ต้องหา หรือตรวจดีเอ็นเอ จากคราบอสุจิในช่องคลอดผู้เสียหายตรงกับดีเอ็นเอของผู้ต้องหา เป็นต้น
๔.๔ สามารถปกป้องผู้บริสุทธิ์ที่ถูกกล่าวหาได้ เช่น
(๑) เด็กกล่าวหาชายผู้หนึ่งว่า บังคับให้กินยาทำให้รู้สึกง่วงซึม แล้วถูกล่วงเกินทางเพศ ไม่มีพยานอื่นประกอบ จากการตรวจปัสสาวะและเลือดของเด็กผู้เสียหายในระยะเวลาหลังเกิดเหตุไม่นาน ให้ผลเป็น
Negative ซึ่งแสดงว่าคำให้การของเด็กไม่ถูกต้อง
(๒) คดีฆ่าผู้อื่น (โดยใช้อาวุธปืนยิง) ไม่มีพยานอื่นประกอบเพียงต้องสงสัยว่านายดำเป็นคนร้ายถูกควบคุมตัวมาตรวจสอบจากบริเวณใกล้ที่เกิดเหตุในระยะเลาไม่เกิน ๖ ชั่วโมง นำตัวไปตรวจเก็บเขม่าปืนจากมือทั้งสองข้าง ไม่พบสารประกอบไนเตรทที่มือของนายดำ
๔.๕ สามารถยืนยันคำให้การผู้เสียหาย และในทางกลับกันสามารถยืนยันคำให้การผู้เสียหายว่าให้การเท็จ ตัวอย่างเช่น
(๑) นักท่องเที่ยวสาวคนหนึ่งได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อ พงส.ว่าถูกคนขับรถตุ๊กๆ ที่รับจ้างโดยสารพาไปใช้มีดจี้บังคับและพยายามข่มขืนกระทำชำเรา ระหว่างต่อสู้ขัดขืนมีดได้บาดมือตน และเลือดของตนได้ติดที่เสื้อคนร้ายด้วย เมื่อตำรวจติดตามจับกุมตัวคนขับรถตุ๊กๆ โดยผู้เสียหายชี้ตัวยืนยัน ตรวจพบคราบโลหิตที่คอเสื้อคนขับรถตุ๊กๆดังกล่าว ตรวจพบเป็นหมู่โลหิตหมู่เดียวกับผู้เสียหาย ยืนยันได้ว่าคำให้การผู้เสียหายเป็นความจริง(หากสามารถตรวจทางดีเอ็นเอได้ จะสามารถยืนยันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์)
-๓๖-
(๒) นักข่าวสาวชาวจีนชื่อ “โซ” ได้กล่าวอ้างว่าตนมาเที่ยวประเทศไทย ถูกคนขับรถแท็กซี่จับตัวไปขืนกระทำชำเราและชิงทรัพย์ เป็นเหตุให้ประเทศไทยเสียภาพพจน์ต่อธุรกิจการท่องเที่ยว ที่นักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยแล้วไม่ปลอดภัย จากการตรวจที่เกิดเหตุ และค้นหาพยานวัตถุที่ร่างกายรวมตลอดถึงการตรวจร่องรอยถูกกระทำชำเราที่ น.ส.โซ พบพิรุธ จนนำมาสู่การสอบสวนจน น.ส.โซ รับสารภาพว่ากุเรื่องขึ้น ๔.๖ สามารถทำให้เกิดการรับสารภาพหรือยอมรับถึงการกระทำความผิด เพราะจำนนต่อหลักฐานตัวอย่างเช่น
(๑) ตำรวจจับกุมผู้ต้องหาขโมยควาย และพบคราบโลหิตที่เสื้อผู้ต้องหา โดยผู้ต้องหาให้การว่ารอยคราบโลหิตดังกล่าวเป็นของตน เมื่อ พงส.นำรอยคราบโลหิตไปให้ผู้ชำนาญการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ ได้ความว่าเป็นรอยคราบโลหิตของสัตว์ ไม่ใช่ของมนุษย์ จนทำให้ผู้ต้องหาจำนนต่อหลักฐานจึงให้การยอมรับว่าตนเป็นคนร้ายในคดีดังกล่าว
๔.๗ อธิบายเพิ่มเติมในเรื่องพยานวัตถุ
(๑) พยานบุคคล แม้เป็นประจักษ์พยานมักเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ให้การกับ พงส.อย่างหนึ่ง เมื่อนำตัวไปเบิกความต่อศาลกลับให้การอีกอย่างหนึ่ง หากเป็นสาระสำคัญในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลเป็นเหตุให้ศาลยกฟ้องได้ การเปลี่ยนแปลงคำให้การดังกล่าว อาจมาจากหลายสาเหตุเช่น ถูกข่มขู่ ถูกว่าจ้าง เกรงจะได้รับอันตราย ไม่เชื่อมั่นต่อระบบการคุ้มครองพยานของรัฐ หรือให้การไปเพราะชื่อตามความรู้สึกนึกคิดของตนเอง
(๒) พยานทางวิทยาศาสตร์ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ จึงเป็นพยานที่รับฟังได้ดีกว่าพยานบุคคล
๕.สถานที่จะพบวัตถุพยาน
๕.๑ สถานที่เกิดเหตุ เป็นแหล่งที่พบพยานวัตถุเป็นส่วนใหญ่ พงส.จึงให้ความสำคัญ การตรวจสถานที่เกิดเหตุอย่างละเอียดถี่ถ้วนมีความจำเป็นยิ่งต่อการรวบรวมพบยานหลักฐาน บางคดีต้องตรวจสถานที่เกิดเหตุหลายๆครั้ง พงส.ที่ชาญฉลาดต้องตั้งข้อสันนิษฐานเป็นว่า หากตนเป็นคนร้ายจะทำอะไร หรือทิ้งร่องรอยอะไรไว้บ้าง บางครั้งมีความจำเป็นจะต้องให้ผู้ช่วย พงส.คือฝ่ายตรวจสถานที่เกิดเหตุของกองพิสูจน์หลักฐาน หรือสำนักงานวิทยาการเขตหรือสำนักงานวิทยาการจังหวัด มาร่วมตรวจหรือร่วมเก็บพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุด้วย และออกรายงานการตรวจที่เกิดเหตุประกอบสำนวนการสอบสวน เช่นคดีฆ่า,คดีวางเพลิง คดีเกี่ยวกับทรัพย์ เป็นต้น
(พงส.ต้องคิดตามหลักอาชญาวิทยาโดยเชื่อเสมอว่าอาชญากรย่อมทิ้งร่องรอยไว้ในที่เกิดเหตุเสมอไม่มากก็น้อย)
๕.๒ ที่ตัวผู้เสียหาย ที่ตัวผู้เสียหายไม่ว่าผู้เสียหายนั้นจะแค่ได้รับบาดเจ็บ หรือถึงแก่ความตายก็ตามย่อม ปรากฏร่องรอยพยานหลักฐานที่สามารถจัดเก็บรวบรวมได้เสมอ ผู้เสียหายที่เป็นผู้หญิง ถูกกระทำความผิดเกี่ยวกับเพศ หรือผู้เสียหายทั้งชายและหญิงที่ถูกทำร้าย การตรวจร่องรอยบาดเจ็บ รอยฟกช้ำ ร่องรอยการถูกกระทำชำเรา ที่อวัยวะเพศต้องกระทำโดยแพทย์เสมอ และมีความจำเป็นต้องตรวจโดยมีหลักฐานรายงานการชันสูตรบาดแผล
-๓๗-
ประกอบสำนวนการสอบสวนเสมอ กรณีผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตายไม่ว่าถูกทำร้ายด้วยอาวุธมีด หรืออาวุธปืน ร่องรอยบาดแผล ขนาดบาดแผล (กว้าง ยาว ลึก) ทิศทางวิถีกระสุนปืนจะต้องสอดคล้องกับพยานหลักฐานอื่น และบางครั้งการเอ็กเรย์บาดแผลอาวุธปืนอาจพบลูกกระสุนปืน(หัวกระสุน) หรือชิ้นส่วนหัวกระสุนปืนซึ่งฝังอยู่ นำเป็นพยานหลักฐานสำคัญในคดีได้ โดยเฉพาะกระสุนปืนที่มีสภาพสมบูรณ์สามารถตรวจหารอยตำหนิจากเกลียวที่กระสุนปืนได้เพื่อเปรียบเทียบกับอาวุธปืนของกลางที่ยึดได้ ระยะการยิงก็พอจะอนุมานจากลักษณะบาดแผลได้ด้วยเช่นพบเขม่าดินปืนรอบบาดแผล หรือรอยแฉกรอบบาดแผลแสดงว่ามีการยิงระยะประชิดไม่เกิน ๑ ฟุต เป็นต้น
๕.๓ ที่ตัวคนร้ายหรือผู้ต้องสงสัย มีพยานวัตถุที่จะใช้ประโยชน์ในคดีได้เช่นเกี่ยวกับที่ตัวผู้เสียหาย เช่นทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำผิด เศษดิน เศษหิน เศษแก้วหรือกระจกที่ติดกับพื้นรองเท้า ร่องรอยขีดข่วนที่ตัวผู้ต้องหา (แม้ไม่ยินยอมก็สามารถตรวจสอบได้)
๕.๔ จากการตรวจค้นสถานที่ผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัยอาศัยหลับนอน หรือถิ่นที่อยู่ หรือบ้านพักของบิดามารดา ลูกเมียของบุคคลดังกล่าว
๖.การรับฟังพยานหลักฐานในคดีอาญา ต้องได้มาโดยชอบ หรือการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายในบางเรื่องรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้น้อย (ดู ป.วิ อาญา ม.๑๓๕ ประกอบกับ ม.๒๒๖) การได้มาโดยไม่ชอบมักเป็นกรณี พงส.ทำการสอบสวนด้วยวิธีการต่างๆ อันเป็นการล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องหา หรือผู้อื่น เช่นการบังคับ ขู่เข็ญ
ให้พยานให้การเป็นต้น พยานหลักฐานบางอย่างเช่นการดักฟังโทรศัพท์ไม่อาจรับฟังได้ยกเว้นบางกรณีที่กฎหมายให้อำนาจ แต่อย่างไรก็ตามบางครั้งนักสืบอาจใช้วิธีการที่ไม่ชอบมาเป็นแนวทางการสืบสวนเท่านั้น แต่ไม่อาจนำเป็นพยานหลักฐานรวมสำนวนการสอบสวนได้ โดยมีข้อพิจารณาดังนี้
๖.๑ ตาม ป.วิ อาญา ม.๘๔ วรรค ๔ ถ้อยคำใดๆที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจในชั้นจับกุม หรือรับมอบตัวที่เป็นคำรับสารภาพว่าตนได้กระทำความผิด ห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน (ถ้าเป็นถ้อยคำอื่นรับฟังได้เมื่อมีการแจ้งสิทธิ์ตาม ม.๘๔ วรรค หนึ่ง หรือ ๘๓ วรรค สอง) ๖.๒ คำให้การของพยานบุคคลในชั้นสอบสวนที่ได้จากการจูงใจ มีคำมั่นสัญญา ขู่เข็ญหลอกลวง หรือใช้กำลังบังคับ รับฟังไม่ได้ (การสอบสวนไม่เสียทั้งหมด แต่จะเสียเป็นบางส่วน)
๖.๓ แม้การรับสารภาพเกิดขึ้นโดยไม่ชอบ จะรับฟังไม่ได้ แต่พยานหลักฐานอื่นที่ได้มาเป็นพยานหลักฐานที่รับฟังได้
ตัวอย่างคำถาม. ร.ต.อ.ลุยได้รับรายงานจากสาบสืบว่า นายร้ายมีพฤติการณ์ทำธนบัตรปลอมออกจำหน่าย จึงได้เข้าตรวจค้นบ้านพักของนายร้ายโดยไม่มีหมายค้น และได้พบธนบัตรปลอมฉบับละ ๑,๐๐๐ บาทจำนวน ๕ ฉบับ อยู่ในลิ้นชักของโต๊ะทำงานของนายร้าย ร.ต.อ.ลุย ได้บอกให้นายร้ายรับสารภาพมิฉะนั้นจะดำเนินคดีกับภรรยานายร้ายด้วย นายร้ายจึงรับสารภาพว่าตนได้ทำธนบัตรฉบับละ ๑,๐๐๐ บาทปลอมขึ้นจำนวน ๑๐๐ ฉบับ เก็บเป็นตัวอย่างไว้ ๕ ฉบับอีก ๙๕ ฉบับได้นำไปซ่อนไว้ที่ห้องเช่าแห่งหนึ่ง
-๓๘-
ร.ต.อ.ลุยฯกับพวกจึงได้ตามไปค้นที่ห้องเช่าแห่งนั้น ก็ได้พบธนบัตรอีก ๙๕ ฉบับดังกล่าวตามที่นายร้ายบอก จึงยึดธนบัตรปลอมดังกล่าวทั้งหมดเป็นของกลางนำตัวนายร้ายส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีฐานปลอมเงินตรา ในชั้นสอบสวนนายร้ายได้ให้การปฏิเสธความผิดทั้งหมด ต่อมาพนักงานอัยการฟ้องนายร้ายเป็นจำเลยในข้อหาปลอมเงินตรา และนำสืบ ร.ต.อ.ลุย ถึงคำรับสารภาพของนายร้ายในชั้นจับกุมรวมทั้งธนบัตรทั้งส่วนที่ค้นได้ที่บ้านพักนายร้าย และส่วนที่ค้นจากห้องเช่าเป็นวัตถุพยานด้วย
ให้วินิจฉัยว่า ศาลจะรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวได้หรือไม่
ธงคำตอบ ร.ต.อ.ลุยบอกให้นายร้ายให้การรับสารภาพมิฉะนั้นจะดำเนินคดีกับภรรยานายร้ายด้วย คำรับสารภาพของนายร้ายในชั้นจับกุมจึงเกิดจากการขู่เข็ญของ ร.ต.อ.ลุย ไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ตาม ป.วิ อาญา ม.๒๒๖ นอกจากนั้นใน ม.๘๔ วรรค ๔ ก็ได้บัญญัติห้ามรับฟังคำรับสารภาพของผู้ถูกจับเป็นพยานหลักฐาน ธนบัตรปลอม ๕ ฉบับที่ค้นได้จากบ้านพักของนายร้าย และธนบัตรปลอมอีก ๙๕ ฉบับที่ตรวจค้นได้จากห้องเช่าตามคำรับสารภาพของนายร้ายนั้นเป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นและมีอยู่ก่อนแล้ว แม้จะได้มาจากการค้นที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือโดยอาศัยข้อมูลจากคำรับสารภาพของนายร้าย แต่เป็นพยานหลักฐานที่แยกต่างหากจากการค้นหรือการให้ถ้อยคำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายได้ ทั้งไม่มีบทบัญญัติห้ามมิให้รับฟัง เมื่อมิได้เป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นจากการจูงใจ มีคำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง หรือโดยมิชอบด้วยประการอื่นตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ อาญา ม.๒๒๖ ศาลย่อมรับฟังเป็นพยานหลักฐานประกอบกับพยานแวดล้อมอื่นเพื่อพิสูจน์ความผิดของนายร้ายจำเลยได้
๖.๕ การจับ การค้น หรือการควบคุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เจ้าพนักงานผู้กระทำอาจมีความผิด แต่คุณค่าในการพิสูจน์ความจริงของพยานก็มิได้ลดลงที่ศาลจะไม่รับฟัง
๖.๖ พยานหลักฐานที่ได้มาจากการล่อซื้อในบางเรื่องเช่น ล่อซื้อยาเสพติดให้โทษ ล่อซื้อในคดีการพนันสลากกินรวบ กรณีเช่นนี้โอกาสที่จะจับกุมผู้กระทำผิดมีน้อยมาก และมักไม่ได้ของกลาง หากไม่ใช้วิธีการล่อซื้อ วิธีการดังกล่าวศาลรับฟังลงโทษได้ แต่บางกรณีการล่อซื้อคดีค้าประเวณี ยังมีปัญหาในการรับฟัง
ตัวอย่างคำถาม เจ้าพนักงานตำรวจสืบทราบมาว่าจำเลยขายสลากกินรวบ จึงวางแผนให้ สิบตำรวจตรีดำปลอมตัวเป็นชาวบ้านเข้าไปขอซื้อสลากกินรวบจากจำเลยที่บ้านของจำเลย จำเลยรับเงินและบันทึกตัวเลขและจำนวนเงินที่สิบตำรวจตรีดำซื้อลง ในเศษกระดาษ สิบตำรวจตรีดำเดินออกมาส่งสัญญาณให้เจ้าพนักงานตำรวจเข้า จับกุมและตรวจค้น ผลการตรวจค้นบ้านจำเลยคงพบแต่เครื่องโทรสารและสำเนา โทรสารที่ บันทึกตัวเลขและจำนวนเงินในลักษณะโพยสลากกินรวบของงวดสลาก กินแบ่งรัฐบาลประจำต้นเดือนที่จะถึง จึงยึดไว้เป็น ของกลาง ในชั้นพิจารณาของ ศาล จำเลยต่อสู้ว่า(ก) คำเบิกความของสิบตำรวจตรีดำที่ว่าได้ซื้อสลากกินรวบจากจำเลย เป็นพยาน ที่เกิดขึ้นโดยมิชอบ เนื่องจากเกิดจากการล่อให้จำเลยกระทำความผิด จึงเป็น พยานหลักฐานที่ต้อง ห้ามมิให้รับฟัง (ข) กรณีจะเป็นอย่างไรก็ตาม คำเบิกความของสิบตำรวจตรีดำมีน้ำหนักน้อยเพราะผลการตรวจค้นจำเลยไม่พบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อและไม่พบเศษกระดาษที่จำเลยบันทึกตัวเลขที่สิบตำรวจตรีดำสั่งซื้อ (ค)สำเนาโทรสารซึ่งเป็น
-๓๙-
โพยสลากกินรวบไม่ใช่เอกสารต้นฉบับจึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้
ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่าข้อต่อสู้ของจำเลยฟังขึ้นหรือไม่ เพียงใด
ธงคำตอบ
(ก) การที่สิบตำรวจตรีดำปลอมตัวเป็นชาวบ้านเข้าไปล่อซื้อสลากกินรวบจากจำเลยเป็น เพียงวิธีการแสวงหาพยานหลักฐาน สิบตำรวจตรีดำไม่ได้กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดโดยไม่ชอบเพื่อให้จำเลยกระทำผิดกฎหมาย การที่จำเลย ขายสลากกินรวบให้แก่สิบตำรวจตรีดำ เป็นเจตนาที่จำเลยมีอยู่เดิม มิใช่เรื่องจำเลยเพิ่งคิดขาย สลากกินรวบเป็นครั้งแรก ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ว่าคำเบิกความ ของสิบตำรวจตรีดำที่ว่าได้ซื้อสลากกินรวบจากจำเลยเป็นพยานที่เกิดขึ้นโดยมิชอบเนื่องจากเกิดจากการล่อให้จำเลยกระทำความผิดเป็นพยานหลักฐานที่ต้อง ห้ามมิให้รับฟัง จึงฟังไม่ขึ้น
(ข) คำเบิกความของสิบตำรวจตรีดำที่ว่าได้ซื้อสลากกินรวบจากจำเลย โดยจำเลย รับเงินและบันทึกตัวเลขและจำนวนเงินที่สิบตำรวจตรีดำซื้อลงในกระดาษ แต่ผลการตรวจค้นไม่พบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อและเศษกระดาษดังกล่าว ย่อมมีผลทำให้ พยานปากนี้มีน้ำหนักน้อยลงเพราะการตรวจค้นกระทำขึ้นในทันทีหลังจากการล่อซื้อเสร็จลง เมื่อของกลางที่ยึดได้ไม่สัมพันธ์สอดคล้องกับคำเบิกความของพยาน ย่อมทำให้คำพยานบุคคลปากนี้มีน้ำหนักน้อยลงได้ ข้อต่อสู้ของจำเลยตามข้อ (ข) ฟังขึ้น
(ค) สำเนาโทรสารที่บันทึกโพยสลากกินรวบ มีลักษณะเป็นวัตถุที่ใช้ในการกระทำ ผิดที่โจทก์นำสืบเป็นพยานวัตถุเกี่ยวแก่การเล่นการพนัน คือเป็นสิ่งที่บันทึกตัวเลข และจำนวนเงินของสลากกินรวบ ไม่เป็นพยานเอกสารเพราะไม่ได้มุ่งพิสูจน์ถึง ข้อความที่บันทึกไว้ในเอกสาร จึงไม่อยู่ในเกณฑ์เรื่องต้นฉบับเอกสารเท่านั้นที่ อ้างเป็นพยานได้ตาม ป.วิ.อาญา ม.๒๓๘ ข้อต่อสู้ของจำเลยตามข้อ (ค) ที่ว่าสำเนา โทรสารซึ่งเป็นโพยสลากกินรวบไม่ใช่เอกสารต้นฉบับ รับฟังเป็นพยานหลักฐาน ไม่ได้ จึงฟังไม่ขึ้น (เทียบ ฎ.๒๕๗๒/๒๕๔๐)
๖.๗ การล่อให้กระทำผิด กรณีผู้ต้องหาไม่มีเจตนากระทำผิดมาแต่ต้น แต่ผู้จับล่อให้กระทำผิดหรือชักจูงให้กระทำผิดเพื่อจับกุม ศาลจะไม่รับฟังลงโทษ เช่นคดีเกี่ยวกับละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟแวร์ เป็นต้น
๖.๘ พยานหลักฐานที่พนักงานอัยการนำสืบโดยไม่ผ่านการสอบสวนมาก่อน ก็ยังเป็นพยานหลักฐานที่รับฟังได้ เพราะอัยการผู้เป็นโจทก์มีสิทธิเต็มที่ในการแสดงพยานหลักฐานต่อศาล และไม่มีกฎหมายบังคับว่าเอกสารที่จะนำสืบชั้นศาลจะต้องอยู่ในสำนวนการสอบสวนของ พงส.เท่านั้นจึงจะรับฟังได้
ตัวอย่างคำถาม พนักงานอัยการไม่ได้อ้างส่งบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นพยาน จะถือว่ามีการสอบสวนในข้อหาโดยชอบแล้วหรือไม่
ธงคำตอบ ป.วิ อาญา ม.๑๒๐ บัญญัติว่า"ห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาล โดยมิได้มีการสอบสวนในความผิด นั้นก่อน"พนักงานอัยการไม่ได้อ้างส่งบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นพยาน จะถือ ว่ามีการสอบสวนในข้อหาโดยชอบแล้วหรือไม่ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยในคำพิพากษา ศาลฎีกาที่ ๑๑๑๒/๒๕๔๓ ว่า
-๔๐-
จากการสอบสวนพยานหลักฐานต่าง ๆ พนักงานสอบสวนเชื่อว่าจำเลย และ ล. กระทำความผิดในข้อหาสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงเสนอต่อ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ขออนุมัติแจ้งข้อหา ดังกล่าวเพิ่มเติมและได้รับอนุมัติแล้ว พนักงานสอบสวนจึงแจ้งข้อหาเพิ่มเติม แก่จำเลย แต่จำเลยให้การปฏิเสธ แม้โจทก์จะมิได้นำสืบปฏิเสธข้อเท็จจริงดังกล่าว ทั้งยังยอมรับว่าได้มีการแจ้งข้อหาเพิ่มเติมแก่จำเลยว่า ร่วมสมคบกับผู้อื่นกระทำ ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ เพราะได้มีการสมคบกันแล้ว จึงฟังได้ว่าได้มีการสอบสวนจำเลยในข้อหาสมคบกัน ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ โดยชอบแล้ว
๖.๙ การที่ พงส.ไม่ปฏิบัติตาม ป.วิ อาญา ม.๑๓๓ ทวิในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศ ชีวิตร่างกาย เสรีภาพ กรรโชกทรัพย์ ชิงทรัพย์ กม.ปรามการค้าประเวณี กม.การค้าหญิงและเด็ก กม.สถานบริการ หรือความผิดอื่นที่มีโทษจำคุกซึ่งผู้เสียหายหรือพยานอายุไม่เกิน ๑๘ ปี ร้องขอ ในการถามปากคำผู้เสียหายหรือพยานอายุไม่เกิน ๑๘ ปี
ให้แยกกระทำเป็นสัดส่วน ต่อหน้าสหวิชาชีพ( พงส.,อัยการ,นักสังคมสงเคราะห์หรือนักจิตวิทยา และบุคคลที่เด็กนั้นร้องขอ) การสอบสวนปากคำผู้เสียหายหรือพยานดังกล่าวไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ แต่การสอบสวนในคดีนั้นไม่เสียทั้งหมด
๖.๑๐ การที่ พงส.ไม่ปฏิบัติตาม ป.วิ อาญา ม.๑๓๓ ตรี ในการจัดให้ผู้เสียหายและพยานอายุไม่เกิน ๑๘ ปีชี้ตัวบุคคลซึ่งจะต้องจัดทำต่อหน้าสหวิชาชีพ ในสถานที่เหมาะสมโดยมิให้ผู้ถูกชี้เห็นผู้เสียหายหรือพยานดังกล่าว การชี้ตัวดังกล่าวไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ แต่การสอบสวนในคดีนั้นไม่เสียทั้งหมด
๖.๑๑ การสอบสวนปากคำผู้ต้องหา ไม่ชอบตาม ป.วิ อาญา ม.๑๓๔/๔ คือการไม่แจ้งสิทธิให้ผู้ต้องหาทราบก่อนถามคำให้การว่ามีสิทธิให้การหรือไม่ก็ได้ และมีสิทธิให้ทนายความหรือบุคคลที่ผู้ต้องหาไว้วางใจเข้าฟังการสอบสวน ฟังเป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดผู้ต้องหาไม่ได้เท่านั้น ไม่ทำให้สำนวนการสอบสวนคดีนั้นเสียไป ซึ่งระบุไว้ชัดเจนในวรรค สามของ ม.๑๓๔/๔
๖.๑๒ การไม่ปฏิบัติตาม ป.วิ อาญา ม.๑๓๔/๑ วรรค ๑ และ วรรค ๒ ในเรื่องการจัดหาทนายความ ก่อนถามคำให้การ ในชั้นสอบสวน ย่อมทำให้การแจ้งข้อกล่าวหาและการสอบสวนปากคำผู้ต้องหาเสียไปเสมือนหนึ่งยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา ทำให้สำนวนการสอบสวนคดีนั้นเสียไปเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบ การฟ้องคดีของอัยการก็ไม่ชอบตามไปด้วย ศาลต้องยกฟ้อง (ดู ฎ.๒๑๓๑/๒๕๔๗,๖๔๗/๒๕๔๙) และตาม ป.วิอาญา ม.๑๗๓ ในชั้นศาล (ฎ.๘๗๒/๒๕๐๙ ไม่ปฏิบัติตาม ม.๑๗๓ การพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นเสียไปต้องย้อนสำนวนไปใหม่)
มาตรา ๑๓๔/๑ วรรคหนึ่ง ซึ่งแก้ไขจาก ม.๑๓๔ ทวิ ตาม ป.วิ อาญา ฉ.๒๐ พ.ศ.๒๕๔๒ ความว่าในคดีมีอัตราโทษประหารชีวิต หรือในคดีที่ผู้ต้องหามีอายุไม่เกิน ๑๘ ปีในวันที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหา ก่อนเริ่มคำให้การ ให้พนักงานสอบสวนถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีให้รัฐจัดหาทนายความให้
มาตรา ๑๓๔/๑ วรรคสอง แก้ไขเพิ่มเติมโดย ป.วิอาญา ฉ.๒๒ พ.ศ.๒๕๔๗ ความว่า “ในคดีที่มีอัตราโทษ
-๔๑-
จำคุก ก่อนเริ่มถามคำให้การ ให้พนักงานสอบสวนถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีและผู้ต้องหาต้องการทนายความ ให้รัฐจัดหาทนายความให้”
ตัวอย่างคำถาม ๑. นายสมศักดิ์ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่นายสัมพันธ์ ในความผิดฐานลักทรัพย์ในเคหสถาน ระหว่างการสอบสวน นายสัมพันธ์ทราบว่าตนถูกกล่าวหา จึงเข้าหา พงส.เพื่อให้ปากคำ พงส.ได้แจ้งข้อหาลักทรัพย์ในเคหสถานและสอบคำให้การของนายสัมพันธ์ไว้ในฐานะผู้ต้องหาโดยปรากฏว่า
(ก) พงส.ไม่ได้แจ้งให้ผู้ต้องหาทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหาว่าผู้ต้องหาได้กระทำผิดก่อนแจ้งข้อหาให้ทราบ กรณีหนึ่ง
(ข) ก่อนถามคำให้การ พงส.ไม่ได้แจ้งให้ผู้ต้องหาทราบว่าผู้ต้องหามีสิทธิที่จะให้การหรือไม่ก็ได้ ถ้อยคำที่ผู้ต้องหาให้การนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้ และผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำได้ อีกกรณีหนึ่ง ให้วินิจฉัยว่า การที่ พงส.ไม่ดำเนินการตาม (ก) และ (ข) ในแต่ละกรณี การสอบสวนจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และพนักงานอัยการจะมีอำนาจฟ้องหรือไม่
ธงคำตอบ ๑.
(ก) ตาม ป.วิ อาญา มาตรา ๑๓๔ วรรคหนึ่ง เมื่อ พงส.ถามชื่อ ชื่อสกุล สัญชาติ บิดา มารดา อายุ อาชีพ ที่อยู่ที่เกิดของผู้ต้องหาแล้ว ให้ พงส.แจ้งให้ผู้ต้องหาทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหาว่าผู้ต้องหาได้กระทำผิดแล้วจึงแจ้งข้อหาให้ทราบ ซึ่งเจตนารมณ์ของบทบัญญัติดังกล่าวก็เพื่อให้ผู้ต้องหาเข้าใจข้อหาที่ถูกกล่าวหาได้ดี จนสามารถแก้ข้อกล่าวหาได้ซึ่งสอดคล้องกับการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาตามมาตรา ๑๓๔ วรรคสี่ ซึ่งบัญญัติว่า ”พนักงานสอบสวนต้องให้โอกาสผู้ต้องหาที่จะแก้ข้อหาและที่จะแสดงข้อเท็จจริงอันเป็นประโยชน์แก่ตนได้” ดังนั้น การแจ้งให้ผู้ต้องหาทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหาว่าผู้ต้องหาได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้นๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะทำให้ผู้ต้องหาเข้าใจข้อกล่าวหาได้ดีแล้วจึงแจ้งข้อหาให้ผู้ต้องหาทราบ จึงเป็นบทบังคับของกฎหมายให้ พงส.ต้องปฏิบัติเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหา การที่ พงส.ไม่ได้แจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่ถูกกล่าวหาให้นายสัมพันธ์ทราบก่อนแจ้งข้อหาให้ทราบตามมาตรา ๑๓๔ วรรคหนึ่ง จึงเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องตามมาตรา ๑๒๐
(ข) ตามมาตรา ๑๓๔/๔ วรรคหนึ่ง ก่อนถามคำให้การผู้ต้องหา ให้ พงส.แจ้งให้ผู้ต้องหาทราบว่า (๑) ผู้ต้องหามีสิทธิที่จะให้การหรือไม่ก็ได้ ถ้าผู้ต้องหาให้การ ถ้อยคำที่ผู้ต้องหาให้การนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้ (๒) ผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้ การที่ พงส.ไม่ได้แจ้งสิทธิตามมาตรา ๑๓๔/๔ วรรคหนึ่ง นั้น มาตรา ๑๓๔/๔ วรรคท้าย ถือเป็นเพียงเหตุให้คำให้การของผู้ต้องหาจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ต้องหาไม่ได้เท่านั้น หาทำให้การสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมายทั้งหมดไม่ ดังนั้น พนักงานอัยการจึงมีอำนาจฟ้องตาม ป.วิ อาญา ม. ๑๒๐
-๔๒-
ตัวอย่างคำถาม ๒. วันที่ ๗ เมษายน ๒๕๔๔ นางชอบซึ่งมีอายุ ๑๗ ปีบริบูรณ์และสมรสแล้ว ถูกกล่าวหาว่าลักทรัพย์ ในวันเดียวกันนั้นนางชอบได้เข้าพบร้อยตำรวจโทชาย พงส. ร้อยตำรวจโทชาย แจ้งข้อหาดังกล่าวให้ทราบและบอกด้วยว่าถ้อยคำที่นางชอบกล่าวนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานยันนางชอบในการพิจารณาได้ และแจ้งว่านางชอบมีสิทธิให้ทนายความเข้าฟังการสอบปากคำได้ จากนั้นได้ทำการสอบปากคำนางชอบโดยมีนักสังคมสงเคราะห์ พนักงานอัยการ และสามีของนางชอบเข้าฟังด้วย นางชอบให้การรับสารภาพและยอมรับว่าการสอบปากคำชอบด้วยกฎหมาย ร้อยตำรวจโทชาย สอบสวนพยานหลักฐานอื่นแล้วส่งสำนวนการสอบสวนให้พนักงานอัยการจนมีการฟ้องนางชอบเป็นจำเลยต่อศาล ในชั้นพิจารณาของศาลนางชอบ ยกข้อต่อสู้ว่า การสอบสวนไม่ชอบเพราะไม่จัดหาทนายความให้ พนักงานอัยการจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่าข้อต่อสู้ของนางชอบฟังขึ้นหรือไม่ เพียงใด
ธงคำตอบ ๒. แม้นางชอบจะบรรลุนิติภาวะแล้วโดยการสมรสตาม ป.พ.พ. ม. ๒๐ ก็ตาม แต่หลักการตาม ป.วิ อาญา ม. ๑๓๔/๑ วรรคแรก ที่กำหนดให้ พงส.ต้องจัดหาทนายความให้แก่ผู้ต้องหาที่มีอายุไม่เกิน ๑๘ ปี ซึ่งไม่มีทนายความก่อนเริ่มถามคำให้การนั้น กฎหมายกำหนดให้ พงส.ต้องปฏิบัติในคดีที่ผู้ต้องหามีอายุไม่เกิน ๑๘ ปี ในวันที่ พงส.แจ้งข้อหาโดยไม่คำนึงว่าผู้ต้องหาจะบรรลุนิติภาวะโดยการสมรสแล้วหรือไม่ เมื่อปรากฏว่านางชอบมีอายุเพียง ๑๗ ปี และ พงส.เพียงแต่แจ้งว่านางชอบมีสิทธิให้ทนายความเข้าฟังการสอบปากคำเท่านั้น หาได้จัดหาทนายความให้ด้วยไม่ การสอบปากคำนางชอบผู้ต้องหาของ พงส.จึงกระทำไปโดยไม่ชอบด้วย ป.วิ อาญา ม. ๑๓๔/๑ วรรคแรก ดังกล่าวข้างต้น แม้นางชอบจะยอมรับว่าการสอบปากคำชอบด้วยกฎหมายซึ่งมีนัยเป็นการสละสิทธิที่จะมีทนายความตาม ม. ๑๓๔ /๑ ก็ตาม เพราะสิทธิของผู้ต้องหาตาม ม. ๑๓๔ /๑ เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ผู้ต้องหาไม่อาจสละได้ การสอบปากคำผู้ต้องหาที่กระทำโดยไม่ชอบด้วย ม. ๑๓๔ /๑ เช่นนี้ มีผลทำให้การสอบสวนของ พงส.เสียไปทั้งหมด พนักงานอัยการจึงไม่มีอำนาจฟ้องตาม ป.วิ อาญา ม. ๑๒๐ ข้อต่อสู้ของนางชอบฟังขึ้น
ตัวอย่างคำถาม ๓. นายหนึ่งอายุ ๑๗ ปีบริบูรณ์ในขณะที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหา ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาเรื่องหนึ่ง ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่สามปีขึ้นไป พันตำรวจโทสมศักดิ์ พนักงานสอบสวนคดีนี้ได้สอบสวนนายหนึ่งผู้ต้องหาโดยมิได้จัดให้มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอและพนักงานอัยการเข้าร่วมในการสอบสวนปากคำนายหนึ่งผู้ต้องหาด้วย ต่อมาปรากฏว่าขณะยื่นฟ้องนายหนึ่งเป็นจำเลยต่อศาล นายหนึ่งมีอายุเกิน ๑๘ ปีแล้ว ให้วินิจฉัยว่า การสอบสวนคดีนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และพนักงานอัยการมีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่
ธงคำตอบ ๓. การสอบสวนในคดีที่ผู้ต้องหามีอายุไม่เกิน ๑๘ ปี ในวันที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหานั้น ป.วิ อาญา ม.๑๓๔ /๒ บัญญัติให้นำบทบัญญัติใน ม. ๑๓๓ ทวิ มาใช้บังคับโดยอนุโลม และแม้ต่อมาปรากฏว่าขณะยื่นฟ้องนายหนึ่งเป็นจำเลยต่อศาล นายหนึ่งจะมีอายุเกิน ๑๘ ปี แล้วก็ตาม แต่การสอบสวนปากคำนายหนึ่งก็ยังคง

-๔๓-
ต้องอยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา ๑๓๔ /๒ ประกอบมาตรา ๑๓๓ ทวิ ดังกล่าวข้างต้น กล่าวคือ พงส.ต้องแยกกระทำเป็นส่วนสัดในสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับเด็ก และให้มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอ และพนักงานอัยการเข้าร่วมในการสอบสวนนั้นด้วย อันเป็นบทบังคับเด็ดขาดให้ต้องมีบุคคลดังกล่าวเข้าร่วมในการนี้ด้วย เว้นแต่ในกรณีจำเป็นเร่งด่วนอย่างยิ่งซึ่งมีเหตุอันควรไม่อาจรอบุคคลดังกล่าวพร้อมกันได้ เมื่อไม่ปรากฏกรณีจำเป็นเร่งด่วนอย่างยิ่งที่มีเหตุอันควรไม่อาจรอได้ การสอบสวนคดีนี้จึงขัดต่อ ม.๑๓๔ /๒ ประกอบด้วยมาตรา ๑๓๓ ทวิ ถือว่ามิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นมาก่อน พนักงานอัยการจึงไม่มีอำนาจฟ้องนายหนึ่งเป็นจำเลยต่อศาลตาม ป.วิ อาญา ม.๑๒๐ (แนวคำพิพากษาฎีกาที่ ๕๒๕๒/๒๕๔๕)
๗.ระยะเวลาในการสอบสวนของพนักงานสอบสวน เป็นไปตามคำสั่ง ตร.ที่ ๙๖๐/๒๕๓๗โดยสรุปดังนี้
๗.๑ คดีที่ไม่ปรากฏว่าผู้ใดเป็นผู้กระทำผิด
(๑) คดีอาญาทั่วไป สอบสวนมา ๓ เดือน นับแต่รับคำร้องทุกข์หรือกล่าวโทษ
(๒) คดีอาญาอุกฉกรรจ์ สอบสวนมา ๑ ปี นับแต่รับคำร้องทุกข์หรือกล่าวโทษ (๓) เมื่อครบกำหนดให้เสนอสำนวนพร้อมความเห็นไปยัง ผบก.ภ.จว.ตรวจพิจารณา และดำเนินการตาม ป.วิอาญา ม.๑๔๐ ใน ๓๐ วัน
๗.๒ คดีที่รู้ตัวผู้กระทำผิดแต่ยังเรียกหรือจับกุมตัวไม่ได้
(๑) คดีอาญาทั่วไป สืบสวนสอบสวนให้เสร็จสิ้นภายใน ๒ เดือน นับแต่รับคำร้องทุกข์หรือกล่าวโทษ
(๒) คดีอาญาอุกฉกรรจ์ สืบสวนสอบสวนให้เสร็จสิ้นภายใน ๓ เดือน นับแต่รับคำร้องทุกข์หรือกล่าวโทษ
(๓) เมื่อครบกำหนดยังไม่สามารถนำตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดีได้หรือมีความจำเป็นต้องสอบสวนเกินเวลาดังกล่าวให้เสนอสำนวนพร้อมความเห็นไปยัง ผบก.ภ.จว.ตรวจพิจารณาและดำเนินการตาม ป.วิอาญา ม.๑๔๑ใน ๑๐ วัน
๗.๓ คดีที่ผู้ต้องหาปล่อยตัวชั่วคราวชั้นสอบสวน
(๑) คดีอาญาทั่วไปสอบสวนให้เสร็จใน ๑ เดือน, คดีอุกฉกรรจ์ใน ๒ เดือนนับแต่วันแรกที่ผู้ต้องหาได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ขอขยายไปยัง ผบก.ภ.จว.ครั้งละ ๑๕ วัน รวมแล้วไม่เกิน ๖ เดือน นับแต่วันแรกที่ผู้ต้องหาได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว
๗.๔ คดีที่ผู้ต้องหาฝากขัง – สอบสวนให้เสร็จสิ้นก่อนครบกำหนดผัดฟ้องหรือฝากขัง แต่ต้องมีระยะเวลาให้อัยการพิจารณาสั่งคดี
๗.๕ คดีไต่สวนชันสูตรพลิกศพ – ถือปฏิบัติตามระยะเวลาใน ป.วิ อาญา ม.๑๕๐ ซึ่งแก้ไขโดย พ.ร.บ.
-๔๔-
แก้ไข ป.วิ อาญา ฉ.๒๑ พ.ศ.๒๕๔๓ ม.๓
๘.คดีที่นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ต้องทำการสอบสวนคดีด้วยตนเอง เป็นไปตามคำสั่ง ตร.ที่ ๕๗๒/๒๕๓๘ ลง ๑๖ ส.ค.๒๕๓๘ ข้อ ๘ กำหนดให้นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่รับผิดชอบในการสอบสวน และให้ พงส.ปฏิบัติตามข้อบังคับกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยระเบียบการดำเนินคดีอาญาโดยเคร่งครัด
(๑) ระดับสารวัตรต้องสอบสวนด้วยตนเอง ได้แก่คดีอุกฉกรรจ์หรือคดีสำคัญหรือคดีที่ผู้บังคับบัญชาสั่ง
(๒) ระดับ รอง ผกก.หรือ ผกก.ฯต้องสอบสวนด้วยตนเอง คดีลักพาตัวเรียกคาไถ่,ข่มขืนกระทำชำเราและฆ่า,คดียาเสพติดประเภทที่ ๑,๒ จำนวน ๑,๐๐๐ กรัมขึ้นไป ประเภทที่ ๓,๔,๕ จำนวน ๑,๐๐๐ กก.ขึ้นไป,การก่อวินาศกรรม.จราจล หรือการจารกรรม,คดีเกี่ยวกับพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นพระองค์เจ้าขึ้นไปต้องหาคดีอาญา,คดีผู้ต้องหาเป็น ครม.,สส.,สว. เว้นความผิดลหุโทษหรือประมาท,บุคคลคณะทูต กงสุล,องค์การสหประชาชาติ หรือองค์การระหว่างประเทศเป็นผู้เสียหายหรือผู้ต้องหา,คดีที่ผู้พิพากษาหรือข้าราชการพลเรือนระดับ ๘,ทหารตำรวจยศพันเอกหรือพันตำรวจเอกถูกจับหรือต้องหาเว้นลหุโทษหรือประมาท,คดีกล่าวหาตำรวจระดับสารวัตร มีส่วนเกี่ยวข้องหรือได้เสีย,อาวุธสงคราม วัตถุระเบิดมีผู้ร่วม ๑๐ คน ขึ้นไป,คดีก่อความไม่สงบโดยคนต่างด้าวจำนวนมาก,คดีที่เสียหายต่อสาธารณูปโภค,คดีวางเพลิงหรือทำให้เกิดระเบิดเพื่อหวังเงินประกันหรือเสียหายตั้งแต่ ๑๐ ล้านขึ้นไป,คดีที่เป็นการกระทำของกลุ่มแก๊งมิจฉาชีพ,หรือคดีที่ ผบก.,รอง ผบก.เห็นสมควร
(๓) คดีที่ ผบก.,รอง ผบก.ต้องรับผิดชอบทำการสอบสวนด้วยตนเอง ได้แก่คดีบ่อนทำลายเศรษฐกิจหรือทรัพยากรธรรมชาติ เช่นการกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน คดีลักลอบตัดไม้ทำลายป่า เป็นต้น(คำนึงถึงจำนวนผู้ร่วมกระทำผิด พฤติการณ์ ความซับซ้อน ความเสียหายจำนวนมาก),คดีประทุษร้ายบุคคลสำคัญ,คดีที่บุคคลสำคัญหรือผู้มีอิทธิพลก่อขึ้น,คดีที่กระทบต่อการเมือง,การทหาร,คดีที่กระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ,ดีที่นายตำรวจระดับ ผกก.หรือรอง ผกก.เกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้เสีย,คดีเป็นการกระทำของแก๊งมิจฉาชีพที่เกิดขึ้นหลายท้องที่หรือคดีที่ ผบช.เห็นเป็นการสมควร
(๔) ตามคำสั่ง ตร.ที่ ๙๖๐/๒๕๓๗ นายตำรวจระดับ รอง ผบก.รับผิดชอบทำการสอบสวนในคดี ช.
๙.อำนาจในการสั่งคดีของหัวหน้าพนักงานสอบสวนแต่ละระดับ เป็นไปตามคำสั่ง ตร.ที่ ๗๕๓/๒๕๔๑ ลงวันที่ ๒๘ พ.ค.๒๕๔๑
๙.๑ หัวหน้าพนักงานสอบสวน
(๑) หน.สภ. หรือผู้ รกน.,ผู้ รรท.(ยศ ร.ต.ต.หรือเทียบเท่า ขึ้นไป)เป็นหน.พงส. ตาม ป.วิ อาญา ม.๑๘และ ๑๔๐ ในเขตอำนาจของ สภ.นั้น และเป็น พงส.
(๒) ผบก.ภ.จว.หรือ ผบช.ภ.(รวมถึงผู้ รกน.,รรท.)เป็นหน.พงส.ในแต่ละเขตอำนาจแต่ละตำแหน่ง แต่จะให้นายตำรวจมียศ ร.ต.ต.หรือเทียบเท่าขึ้นไปนายใดเป็น พงส.เรื่องใดมีอำนาจสั่งการได้
(๓) ผบ.ตร.(รวมผู้ รกน.,รรท.)เป็น หน.พงส.ทั่วราชอาณาจักร
-๔๕-
(๙.๒) สถานที่ทำการสอบสวนให้ใช้ที่ทำการ สภ. เว้นแต่มีเหตุอันสมควร ใช้ที่ใดก็ได้
(๙.๓) ห้ามแจ้งข้อหาโดยเพิ่มข้อหาที่มีโทษหนักกว่าโทษสำหรับการกระทำของผู้ต้องหา
(๙.๔) การสอบสวนผู้ต้องหา หากผู้ต้องหาซัดทอดผู้ต้องหาอื่น ให้รวบรวมพยานหลักฐานสามารถขออนุมัติจับกุมได้ จึงจะจับและให้สอบสวนพยานบุคคลที่ผู้ต้องหากล่าวอ้างด้วย
(๙.๕) อำนาจการสั่งคดี
(๑) ความเห็นสั่งฟ้อง
(๑.๑) หน.สภ., รวมถึงผู้ รกน.,รรท.ที่มิใช่ตำแหน่ง ผกก.มีอำนาจสั่งคดีโทษจำคุกไม่เกิน ๑๐ ปี หรือปรับไม่เกิน ๔ หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ เว้นแต่คดีเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร
(๑.๒) ผกก.ที่เป็นหน.สภ.,ผบก. ,ผบช.(รวมผู้ รกน.,รรท.)มีอำนาจสั่งคดีได้ทุกคดีเว้นแต่คดีความมั่นคงฯ (คดีเกี่ยวกับความมั่นคงฯ ให้เสนอตามลำดับชั้นถึง ผบ.ตร.)
(๒) ความเห็นสั่งไม่ฟ้อง
(๒.๑) หน.สภ..(รวมทั้งผู้ รกน.,รรท.ที่มิใช่ตำแหน่ง ผกก.)มีอำนาจสั่งคดีมีโทษจำคุกไม่เกิน ๕ ปี หรือปรับไม่เกิน ๑ หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ และความผิดเกี่ยวกับทรัพย์อย่างเดียวไม่เกิน ๒ หมื่นบาท
(๒.๒) ผกก.ที่เป็นหน.สภ.,ผบก. ผบช.(รวมทั้งผู้ รกน.,รรท.)มีอำนาจสั่งคดีได้ทุกคดีเว้นแต่คดีเกี่ยวกับความมั่นคงฯ,
(๒.๓) คดีเกี่ยวกับความมั่นคงฯ เสนอตามลำดับชั้นถึง ผบ.ตร.
(๓) ความเห็นงดการสอบสวน – คดีทั่วไปสอบสวนมาไม่น้อยกว่า ๓ เดือน คดีอุกฉกรรจ์สอบสวนมาไม่น้อยกว่า ๑ ปี ยังไม่รู้ตัวผู้กระทำผิด ให้เสนองดการสอบสวนตามลำดับชั้นถึง ผบก.ภ.จว. ก่อนนำเสนออัยการ
(๙.๖). อำนาจของ หน.สภ.ที่มีศาลจังหวัดตั้งอยู่เว้นอำเภอเมือง – มีอำนาจสั่งคดี,ปล่อยตัวชั่วคราว,และการกันผู้ต้องหาเป็นพยานได้เช่นเดียวกับอำนาจของ ผบก.ภ.จว.
๑๐.การสอบสวนโดยกันผู้ต้องหาเป็นพยาน เป็นไปตามสั่งการของ ผบ.ตร. โดยสรุปดังนี้
(๑) เป็นเรื่องที่เกิดในที่ลี้ลับ มีเหตุพิเศษ ยุ่งยากซับซ้อนหรือร้ายแรง และคนจำนวนมากพากันเกรงกลัว หรือคดีที่ พงส. พยายามหาพยานหลักฐานอย่างเต็มความสามารถแล้วแต่ไม่อาจหาพยานหลักฐานในคดีนั้นได้
(๒) ตัวผู้ต้องหาที่จะกันเป็นพยานต้องไม่ใช่ตัวการสำคัญ
-ถ้าไม่กันผู้ต้องหานั้นแล้วพยานหลักฐานที่มีอยู่ไม่เพียงพอในการดำเนินคดีและไม่อาจหาพยานอื่นได้ และ
-ผู้ที่จะถูกกันเป็นพยานเป็นประโยชน์ต่อการสอบสวนและจะไปเบิกความชั้นศาลได้
(๓) พงส.แสดงเหตุผลและความจำเป็นเสนอ หน.พงส. แต่ถ้าเป็นคดีอุกฉกรรจ์เสนอ ผบก.หากเป็นคดีเกี่ยวกับความมั่นคงฯเสนอ ผบ.ตร.พิจารณาสั่งการ
(๔) เมื่อได้รับอนุญาต รีบสอบสวนและเสนอสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหานั้น ระหว่างรอคำสั่งเด็ดขาดของอัยการไม่
-๔๖-
ควรปล่อยหรือขอปล่อยเพราะอาจหลบหนีหรือถูกมองว่าเป็นการให้สัญญาหรือจูงใจทำให้น้ำหนักคำให้การลดลง
(๕) เมื่ออัยการสั่งไม่ฟ้องแล้วรีบสอบสวนไว้ในฐานะพยาน โดยเพียงยืนยันบันทึกปากคำของตนที่ให้การเป็นผู้ต้องหา
(๖)ในชั้นสอบสวนเป็นผู้ต้องหาต้องสอบสวนปากคำโดยละเอียดตามรูปคดีเท่าที่ทำได้ว่าผู้ต้องหาอื่นมีข้อเท็จจริงในการกระทำผิดในคดีอย่างไรบ้าง

********************************















-๔๗-
บทที่ ๖
รูปแบบสำนวนการสอบสวน(องค์ประกอบของสำนวนการสอบสวนสำนวนหนึ่งๆที่ต้องมี)
การสอบสวนเพิ่มเติม และขั้นตอนของการตรวจสถานที่เกิดเหตุของพนักงานสอบสวน
และความสำคัญของการรวบรวมพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
๑. สำนวนการสอบสวนคดีอาญาที่ พงส.ได้ทำการสอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว และ หน.พงส.ได้มีความเห็นสั่งคดีแล้ว โดย ในปัจจุบัน ตร.ได้กำหนดแนวทางการทำสำนวนการสอบสวน และกำหนดการเรียงรูปแบบของสำนวนการสอบสวน ตามคำสั่ง ตร.ที่ ๗๕๓/๒๕๔๑ ลง ๒๘ พ.ค.๒๕๔๑ และคำสั่ง ตร.ที่ ๔๗๒/๒๕๕๐ ลง ๒๘ ส.ค.๒๕๕๐ ซึ่งแบ่งเป็น ๑๕ กลุ่มเรียงลำดับดังนี้
๑.๑ กลุ่มรายงานการสอบสวนประกอบด้วย
(๑) ปกสำนวน
(๒) หนังสือ หน.พงส.นำเสนอสำนวนไปยังพนักงานอัยการ
(๓) บัญชีสำนวนการสอบสวน
(๔) รายงานการสอบสวน
๑.๒ กลุ่มพยานหลักฐานฝ่ายผู้กล่าวหา ประกอบด้วย
(๑) คำให้การผู้กล่าวหา (มีหลายคนเรียงลำดับกันไป)
(๒) คำให้การพยานฝ่ายผู้กล่าวหา (ถ้ามีหลายคนให้เรียงตามลำดับเหตุการณ์ที่รู้เห็น ก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุ และถ้าแต่ละเหตุการณ์มีพยานหลายคนให้เรียงลำดับความสำคัญของพยาน)
(๓) พยานเอกสารฝ่ายผู้กล่าวหา (มีหลายรายการให้มีหมายเลขกำกับเป็น ก ๑,ก ๒,ก ๓ จนครบทุกรายการ)
(๔) บัญชีพยานวัตถุฝ่ายผู้กล่าวหา (ถ้ามีหลายรายการให้มีหมายเลขกำกับเป็น วก ๑,วก ๒,วก ๓ จนครบทุกรายการ)
จัดทำบัญชีพยานบุคคล พยานเอิกสารและพยานวัตถุปะติดไว้ด้านหน้าของพยานแต่ละประเภทด้วย
๑.๓ กลุ่มพยานหลักฐานฝ่ายผู้ต้องหา
(๑) คำให้การผู้ต้องหา (มีหลายคนเรียงลำดับผู้ต้องหาด้วย)
(๒) คำให้การพยานบุคคลฝ่ายผู้ต้องหา (ถ้ามีหลายคนให้เรียงลำดับเหตุการณ์ ก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุ ถ้าในแต่ละเหตุการณ์มีหลายคนให้เรียงตามลำดับความสำคัญของพยาน)
(๓) พยานเอกสารฝ่ายผู้ต้องหา (ถ้ามีหลายรายการให้มีหมายเลขกำกับเป็น ต ๑,ต ๒,ต ๓ จนครบ
-๔๘-
ทุกรายการ
(๔) บัญชีพยานวัตถุฝ่ายผู้ต้องหา (ถ้ามีหลายรายการให้มีหมายเลขกำกับเป็น วต ๑,วต ๒,วต ๓
จนครบทุกรายการ
ให้จัดทำบัญชีพยานบุคคล พยานเอกสาร และพยานวัตถุฝ่ายผู้ต้องหาปะหน้าของพยานแต่ละประเภทไว้ด้วย
(๑.๔) พยานหลักฐานที่ พงส.รวบรวมได้เอง ประกอบด้วย
(๑) คำให้การพยานบุคคล (ถ้ามีหลายคนให้เรียงลำดับเหตุการณ์ ก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุ ถ้าในแต่ละเหตุการณ์มีหลายคนให้เรียงตามลำดับความสำคัญของพยาน)
(๒) พยานเอกสาร (ถ้ามีหลายรายการให้หมายเลขกำกับเป็น พ ๑,พ ๒,พ ๓ จนครบทุกรายการ)
(๓) บัญชีพยานวัตถุ (ถ้ามีหลายรายการให้มีหมายเลขกำกับเป็น วพ ๑,วพ ๒,วพ ๓ จนครบทุกรายการ
ให้จัดทำบัญชีพยานบุคคล พยานเอกสาร และพยานวัตถุที่ พงส.รวบรวมได้เอง ปะหน้าของพยานแต่ละประเภทไว้ด้วย
(๑.๕) กลุ่มเอกสารที่ พงส.รวบรวมหรือจัดทำเพื่อประกอบคดี
(๑) บันทึกพนักงานสอบสวน(การปฏิบัติงานของ พงส.)
(๒) บัญชีทรัพย์ต่างๆเรียงตามลำดับที่มีคือ บัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้าย,ถูกประทุษร้ายได้คืน,ถูกประทุษร้ายไม่ได้คืน และตำหนิรูปพรรณทรัพย์หาย (กรณีทรัพย์ถูกเพลิงไหม้ ก็จัดทำบัญชีทรัพย์ถูกเพลิงไหม้ประกอบด้วย)
(๑.๖) กลุ่มเอกสารที่จัดทำขึ้นเพื่อแสดงถึงสถานที่เกิดเหตุ เรียงลำดับดังนี้
(๑) บันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุ
(๒) แผนที่เกิดเหตุสังเขป
(๓) ภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุ รวมทั้งภาพถ่ายจุดที่พบของกลาง(ถ้ามี)
(๔) บันทึก ภาพถ่ายของกองพิสูจน์หลักฐาน หรือหน่วยงานวิทยาที่มาร่วมตรวจที่เกิดเหตุ หรือร่วมเก็บพยานหลักฐานที่เกิดเหตุ(ถ้ามี)
(๕) บันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ(ถ้ามี)
(๖) ภาพถ่ายการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ (ถ้ามี)
(๑.๗) กลุ่มเอกสารที่แสดงถึงพยานเอกสารและวัตถุพยาน เรียงตามลำดับดังนี้.
(๑) สำเนาบันทึกหรือหนังสือส่งพยานเอกสารหรือวัตถุพยานไปตรวจ ผลการตรวจ หรือผลการตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบ รายงานการชันสูตรบาดแผล บันทึกการตรวจพิสูจน์สภาพและเครื่องอุปกรณ์รถคันเกิดเหตุ
-๔๙-
เป็นต้น (โดยนำผลการตรวจประกบคู่กับหนังสือนำส่งโดยหนังสือนำส่งอยู่บน ผลอยู่ล่าง)
(๑.๘) กลุ่มเอกสารที่แสดงถึงการปฏิบัติในส่วนเกี่ยวกับผู้ต้องหา เรียงลำดับดังนี้
(๑) บันทึกการชี้ตัวผู้ต้องหา
(๒) ภาพถ่ายการชี้ตัวผู้ต้องหา
(๓) บันทึกการจับกุม
(๔) หมายจับ
(๕) ตำหนิรูปพรรณผู้ต้องหา
(๖) รูปถ่ายผู้ต้องหา
(๗) คำร้องและคำสั่งในการออกหมายจับผู้ต้องหา
(๘) หมายเรียกผู้ต้องหา
(๙) หนังสือหรือบันทึกการแจ้งอายัดตัว และถอนอายัดตัวผู้ต้องหา
(๑๐) บันทึกการตรวจค้น
(๑๑) หมายค้น
(๑.๙) กลุ่มเอกสารที่เกี่ยวข้องกับพยานบุคคล เรียงตามลำดับดังนี้
(๑) หมายเรียกพยาน
(๒) หนังสือแจ้งเหตุขัดข้อของพยาน
(๓) สำเนาใบมรณะบัตรของพยาน
(๑.๑๐) กลุ่ม สำเนาเอกสารที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี) ให้เรียงลำดับดังนี้
(๑) สำเนาเอกสารเกี่ยวกับผู้ตาย เช่นสำเนาใบมรณะบัตร,สำเนาทะเบียนบ้าน เป็นต้น
(๒) สำเนาเอกสารผู้เสียหาย เช่นสำเนาบัตรประตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาใบอนุญาตขับรถ สำเนาคู่มือรถ สำเนาใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน เป็นต้น
(๓) สำเนาเอกสารผู้ต้องหา เช่นสำเนาบัตรประตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาใบอนุญาตขับรถของผู้ต้องหา สำเนาคู่มือรถคันที่ผู้ต้องหาขับขี่ สำเนาใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนของผู้ต้องหา เป็นต้น
(๔) สำเนาเอกสารอื่นๆ
(๑.๑๑) กลุ่มบันทึกอื่นๆที่ พงสงจัดทำขึ้นเกี่ยวกับการสอบสวน เช่น
(๑) บันทึกตกลงค่าเสียหาย
(๒) บันทึกการคืนของกลาง
(๓) บันทึกขออนุมัติคืนของกลางพร้อมคำสั่งอนุมัติ
(๑.๑๒) กลุ่มหนังสือตอบโต้ สอบถาม ระหว่าง พงส.กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
-๕๐-
(๑.๑๓) สำเนาเอกสารต่างๆ ตามประมวลระเบียบการเกี่ยวกับคดี เช่นแผนประทุษกรรมคนร้าย เป็นต้น
(๑.๑๔) เอกสารหรือสำเนาเอกสารการได้มาซึ่งอำนาจการสอบสวนของ พงส. เช่น
(๑) คำสั่งผู้บังคับบัญชาอนุญาตให้ทำการสอบสวน บันทึกสั่งการผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นที่อนุญาตให้สอบสวนหรือแต่งตั้งคณะ พงส.
(๒) หนังสือมอบอำนาจ และเอกสารเกี่ยวข้องเกี่ยวกับการมอบอำนาจร้องทุกข์หรือถอนคำร้องทุกข์
(๓) หนังสือร้องทุกข์ หรือกล่าวโทษที่ผู้เสียหาย หรือผู้กล่าวโทษมีถึง พงส.
(๑.๑๕) กลุ่มเอกสสารเกี่ยวกับการดำเนินการต่อผู้ต้องหา เรียงลำดับดังนี้
(๑) บันทึกการควบคุมตัวผู้ต้องหา (ควบคุมหลายคนพร้อมกันทำชุดเดียวได้ ผู้ต้องหาหลายคนทำแยกก็ได้)
(๒) สำเนาคำร้องขอผัดฟ้อง ฝากขัง พร้อมคำสั่งศาล (เรียงลำดับครั้งที่ ๑ ไว้บนสุด แล้วเรียงตามลำดับครั้งที่ถัดไป)
(๓) บันทึกเสนอสัญญาประกัน พร้อมคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว
(๔) คำร้องและสัญญาประกันพร้อมเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้อง
(๕) หนังสือแจ้งนายประกันให้ส่งตัวผู้ต้องหา
(๖) หลักฐานการรับ-ส่งตัวทหารที่เป็นผู้กระทำผิด
(๗) หลักฐานการส่งเด็กหรือเยาวชนผู้กระทำผิดไปยังสถานพินิจ
(๘) หลักฐานการแจ้งการจับกุมเด็กหรือเยาวชนไปให้ ผอ.สถานพินิจ บิดามารดา หรือผู้ปกครองเด็กหรือเยาวชนได้รับทราบ
(๙) รายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเด็กหรือเยาวชนที่ถูกกล่าวหา
(๑๐) ผลการตรวจสอบประวัติการต้องโทษและพิมพ์ลายนิ้วมือของผู้ต้องหา
๒. การสรุปรายงานการสอบสวน เป็นเอกสารสำคัญที่สุดที่พนักงานอัยการใช้นำไปพิเคราะห์ประเด็นข้อกล่าวหาและมีความเห็นทางคดี ตลอดทั้งการร่างคำฟ้อง ซึ่ง ตรงได้กำหนดแนวทางการปฏิบัติเป็นรูปแบบที่ชัดเจนตามแบบพิมพ์ ค.๑๔๗-ต.๘๕ อธิบายเพิ่มเติมดังนี้
๒.๑ ฐานความผิด หมายถึงความผิดฐานที่ผู้ต้องหาถูกกล่าวหา ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาบางอย่างกฎหมายให้ชื่อฐานไว้ เช่น ฐานลักทรัพย์ ฐานฉ้อโกง ส่วนความผิดบางอย่างที่กฎหมายมิให้ชื่อฐานไว้ เช่น ความผิดต่อชีวิต มีบทมาตราทั้งที่เป็นความผิดในการฆ่าผู้อื่น ความผิดในการทำร้ายผู้อื่นถึงตายโดยไม่มีเจตนาฆ่า ความผิดในการทำให้ผู้อื่นตายโดยประมาท เป็นต้น ในการให้ชื่อฐานความผิดอาจให้ชื่อฐานโดยสรุปสาระสำคัญของความผิดที่กล่าวหาได้ เช่น ความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ความผิดฐานทำให้ผู้อื่นตายโดยเจตนา ความผิดฐานทำให้ผู้อื่น
-๕๑-
ตายโดยประมาทเป็นต้น (ดูความแตกต่างเรื่องฐานความผิด กับข้อหาหรือข้อกล่าวหา)
๒.๒ วัน เวลา ตำบลที่เกิดเหตุ และข้อหาอันเป็นมูลให้เกิดความผิด
๒.๓ คำให้การผู้กล่าวหา ผู้ต้องหา และพยานทุกปาก โดยย่อเอาแต่เฉพาะข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นสำคัญ และเรียงตามลำดับเช่นเดียวกับการเรียงเอกสารในสำนวนการสอบสวน
๒.๔ วัตถุพยานและพยานเอกสาร ถ้ามีหลายรายการให้ระบุเลขลำดับ (วัตถุพยานและพยานเอกสาร หมายถึง วัตถุพยานและพยานเอกสารของกลางในคดี เช่น ยาเสพติด อาวุธปืน เช็ค ตั๋วเงินปลอม โฉนดปลอม เอกสารปลอม เป็นต้น)
๒.๕ หลักฐานทางคดีและการทำความเห็นทางคดีของพนักงานสอบสวน ให้สรุปพยานหลักฐานพร้อมความเห็นในทางคดีของพนักงานสอบสวนว่าควรเชื่อหรือไม่เชื่อเพราะเหตุผลอย่างไร รวมทั้งเหตุผลในการอ้างควรสั่งฟ้องหรือควรสั่งไม่ฟ้องเพราะเหตุใด โดยความเห็นนั้นให้อ้างทั้งข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย (บทกฎหมายและมาตราที่ยกขึ้นปรับ) ประกอบด้วย และวินิจฉัยไปตามเหตุและผลที่ควรจะเป็น แบ่งออกเป็น ๔ ส่วน ดังนี้
ส่วนที่ ๑ เป็นย่อหน้าที่ย่อข้อเท็จจริงทั้งหมด เริ่มจากข้อความว่า คดีนี้สอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว ข้อเท็จจริงได้ความว่า..... จากนั้นย่อข้อเท็จจริงตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุด เรียงตามลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุ โดยให้ปรากฏวัน เดือน ปี เวลาและตำบลที่เกิดเหตุ (ถ้ากระทำผิดวัน เดือน ปี เวลาและสถานที่เดียว ให้ระบุว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ) อาการกิริยาของผู้กระทำผิดนั้น ๆ ข้อเท็จจริงนี้เป็นข้อเท็จจริงที่ได้จากคำให้การ ผู้กล่าวหา ผู้ต้องหา และพยาน ซึ่งแต่ละคนอาจจะให้ข้อเท็จจริงคนละตอนแล้วนำมาผสมผสานเชื่อมโยงเป็นข้อเท็จจริงที่ต่อเนื่องกัน ซึ่งถ้าได้อ่านข้อเท็จจริงนี้แล้ว สามารถเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดเหตุขึ้นในคดีนั้นได้ทั้งหมด
ส่วนที่ ๒ เป็นย่อหน้าที่พิเคราะห์ถึงพยานหลักฐานทางคดี ว่ามีพยานหลักฐานใด (พยานบุคคล วัตถุพยานหรือพยานเอกสาร) ยืนยันว่าผู้ต้องหาเป็นผู้กระทำผิดหรือไม่เพียงใด ถ้ามีระบุให้ชัดเจน ผู้ต้องหาให้การว่าอย่างไร รับสารภาพหรือต่อสู้คดีอย่างไร มีเหตุผลน่าฟังหรือไม่ เช่น หลักฐานทางคดีมีผู้กล่าวหาและพยานยืนยันว่าค้นพบของกลางจากในตัวผู้ต้องหาและผู้ต้องรับว่าของกลางเป็นของผู้ต้องหาซึ่งมีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจริง
ส่วนที่ ๓ ทางคดีมีพยานหลักฐานในการสั่งคดีว่าพอฟ้องหรือไม่พอฟ้องผู้ต้องหา เหตุผลที่พนักงานสอบสวนหยิบยกขึ้นอ้าง ควรเชื่อไม่เชื่อเพราะเหตุผลอย่างไรทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายรวมทั้งเหตุผลในการอ้างให้ฟ้องหรือไม่ฟ้องในความผิดฐานใด (ตามที่ได้แจ้งให้ผู้ต้องหาทราบในบันทึกคำให้การผู้ต้องหา) ตามบทกฎหมายใด ถ้าบทกฎหมายใดมีการแก้ไขเพิ่มเติม ให้อ้างบทกฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมให้ครบถ้วน จากนั้นจึงระบุว่าเห็นควรสั่งฟ้องหรือควรสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาตามตัวบทกฎหมายที่อ้างถึงดังกล่าวข้างต้น
ถ้าเป็นคดีไม่ปรากฏว่าผู้ใดเป็นผู้กระทำความผิด ให้ระบุว่าพฤติการณ์และการกระทำของคนร้ายเป็น
-๕๒-
ความผิดฐานใด ตามบทกฎหมายใด (ถ้าบทกฎหมายใดมีการแก้ไขเพิ่มเติมให้อ้างบทกฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมให้ครบถ้วน) จากนั้นระบุว่าได้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนตลอดมาเป็นเวลานานพอสมควรแล้ว แต่ยังไม่ทราบว่าคนร้ายเป็นใคร ในชั้นนี้เห็นควรงดการสอบสวนหรือควรให้งดการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๔๐(๑) วรรคแรกหรือวรรคสอง แล้วแต่กรณี
ส่วนที่ ๔ ถ้าคดีใดในสำนวนการสอบสวนปรากฏกรณีดังต่อไปนี้ เช่น
(๑) มีใบแดงแจ้งโทษของผู้ต้องหาเข้าหลักเกณฑ์ที่จะฟ้องคดีขอให้ฟ้องเพิ่มโทษฐานไม่เข็ดหลาบหรือโทษกักกันหรือผู้มีสันดานเป็นผู้ร้ายอันควรเพิ่มโทษหรือกักกัน
(๒) ผู้ต้องหาต้องหาหลายคดี ให้กล่าวไว้ให้ชัดแจ้งว่าคดีอื่นดำเนินการไป ณ ศาลใด เพื่อพนักงานอัยการจะได้แถลงต่อศาลได้สะดวก ถ้ามาทราบภายหลังก็แจ้งให้พนักงานอัยการเจ้าของสำนวนแรกทราบ
(๓) ในกรณีที่ผู้ต้องหาถูกควบคุมโดยคำสั่งศาลอยู่แล้ว ให้กล่าวไว้ให้ชัดเจนว่า ถูกควบคุมแต่เมื่อใด ครบกำหนดเมื่อใดในกรณีที่มีเหตุผลอันสมควรที่จะไม่ปล่อยชั่วคราว เช่น จะหลบหนีหรืออาจจะไปก่อภยันตรายแก่พยานหรือจะไปทำให้คดีเสียหาย ให้เขียนบรรยายเหตุผลในสำนวนไว้เพื่อพนักงานอัยการจะได้ทราบและอาจอาศัยเหตุผลนั้นแถลงคัดค้านต่อศาล
(๔) ผู้ต้องหาเป็นคนต่างด้าวและเข้าหลักเกณฑ์เนรเทศ ให้เขียนไว้ให้พนักงานอัยการทราบว่าได้เสนอขอเนรเทศไปทางหนึ่งด้วยแล้ว
(๕) ถ้ามีของกลางก็ต้องให้ปรากฏในสำนวนว่า เก็บรักษาไว้หรือส่งพนักงานอัยการพร้อมด้วยสำนวนหรือได้คืนให้ใครไปเพราะเหตุใด
(๖) ในคดีที่ต้องให้สินบนรางวัลก็ให้กล่าวไว้ด้วยว่า ควรขอสินบนรางวัลให้แก่ผู้ใด ตามกฎหมายใด เป็นจำนวนเท่าใด
(๗) คดีที่เทศบาลได้รับมอบเป็นเจ้าหน้าที่อนุวรรต์ตามกฎหมายให้เขียนไว้ด้วยว่า “เหตุเกิดในเทศบาล” เพื่อพนักงานอัยการจะได้กล่าวในฟ้อง
หมายเหตุ ๑. ในคดีที่เข้าหลักเกณฑ์การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดพนักงานเสนอความเห็นให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องเพื่อส่งตัวผู้ต้องหาเข้ารับการบำบัดฟื้นฟูในท้ายรายงานการสอบสวน คดีใดผู้ต้องหาในคดียาเสพติดให้โทษได้ให้การเป็นประโยชน์ในการสืบสวนติดตามจับกุมผู้ค้าหรือผู้อยู่เบื้องหลังการค้ายาเสพติดให้ระบุในท้ายรายงานการสอบสวนเพื่อให้พนักงานอัยการเสนอต่อศาลให้ลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด หรือกรณีเข้าหลักเกณฑ์การยุติคดีได้ตาม พ.ร.บ.ความมั่นคง พ.ศ.๒๕๕๒ ก็ให้เสนอในท้ายรายงานการสอบสวนด้วย เป็นต้น
๒. ท้ายรายงานการสอบสวนให้ลงชื่อ พงส.ผู้รับผิดชอบ แล้วนำเสนอ หัวหน้าพนักงานสอบสวน
มีความเห็นทางคดีอย่างอิสระ
๓.การสอบสวนเพิ่มเติม
-๕๓-
๓.๑ ป.วิ อาญา ม.๑๔๓ วรรค สอง เมื่อพนักงานอัยการรับสำนวนการสอบสวนจาก พงส.แล้วมีอำนาจที่จะสั่งให้ พงส.ดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมได้ หรือให้ส่งพยานคนใดไปให้พนักงานอัยการซักถามปากคำเพิ่มเติมได้ ซึ่งพนักงานอัยการจะซักถามปากคำเองเพื่อประกอบสำนวนการสอบสวนและวินิจฉัยจะสั่งคดีอย่างไรได้อย่างอิสระ ส่วนประเด็นการสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมนั้นจะหมายรวมถึงการสั่งให้ พงส.แจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมด้วย แต่กรณีบุคคลนั้นเป็นพยาน แต่พนักงานอัยการเห็นว่าควรเป็นผู้ต้องหาจะใช้อำนาจในการสั่งสอบสวนเพิ่มเติมโดยให้แจ้งข้อหา ได้หรือไม่ ดูรายละเอียดตามข้อหารือไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกา ในข้อ ๓.๒ ทางปฏิบัติโดยปกติแล้วเมื่อพนักงานอัยการมีหนังสือถึง หน.พงส. พงส.นายใดก็ได้ที่ หน.พงส.สั่งการก็จะทำการสอบสวนหรือเสนอพยานหลักฐานไปยังพนักงานอัยการเป็นการเพิ่มเติม หากไม่สามารถดำเนินการได้โดยเหตุใดก็ตามต้องมีหนังสือแจ้งให้พนักงานอัยการทราบ
๓.๒ มีคำวินิจฉัยในเรื่องการสอบสวนเพิ่มเติมจากคณะกรรมการกฤษฎีกาจำนวน ๒ เรื่องรายละเอียดดังนี้
เรื่องที่ ๑. สตช.ได้รับทราบปัญหาขัดข้องในการปฏิบัติงานของ พงส. สภ.อ.ย่านตาขาว จว.ตรัง กรณี พงส. ได้รวบรวมพยานหลักฐานในคดีอาญาเรื่องคนร้ายใช้อาวุธปืนยิง นายพรรณา จันสุข ถึงแก่ความตาย และได้ออกหมายจับนายสุวิช จิตรบุญ เป็นผู้ต้องหา แล้วสรุปสำนวนโดยมีความเห็นสั่งฟ้อง ซึ่งยังเรียกหรือจับตัวไม่ได้ แล้วส่งสำนวนไปยังอัยการจังหวัดตรัง ภายหลังจึงจับกุมนายสุวิชฯได้ นอกจากสอบสวนปากคำผู้ต้องหาแล้ว พงส. ยังได้สอบสวนพิ่มเติมอีกหลายประการ และได้นำผลการสอบสวนเพิ่มเติมส่งพนักงานอัยการ แต่พนักงานอัยการได้แจ้งให้ พงส.ไปพบแล้วสั่งให้เอาเอกสารการสอบสวนเพิ่มเติมออก โดยให้เหตุผลว่า พงส.ไม่มีอำนาจการสอบสวนและเป็นการปฏิบัติหน้าที่มิชอบ เพราะเป็นการสอบสวนหลังจากการสอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว พร้อมกับอ้าง หนังสือ มท.ที่ ๒๔๔๕๕/๒๔๙๗ ลง ๒๘ ต.ค.๒๕๔๗ เรื่องการประสานงานระหว่างเจ้าหน้าที่ในกรณีจับกุมสอบสวนหรือฟ้องผิดตัว ถึงอธิบดีกรมอัยการ ซึ่งรายละเอียดเป็นเรื่องศาลลงโทษจำเลยผิดตัวและต่อมา พงส. ได้สอบสวนเพิ่มเติมอีก จึงเป็นการสอบสวนโดยมิชอบ พงส.จึงได้ยินยอมเอาเอกสารการสอบสวนเพิ่มเติมออกตามคำสั่งของพนักงานอัยการ แต่ ผบช.ภ.๙ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของ พงส. เห็นว่าไม่น่าเป็นการดำเนินการโดยมิชอบ เพราะเป็นการยืนยันสภาพทางคดีเพื่อจะได้เป็นข้อมูลในการออกหมายเรียกพยานได้ถูกต้อง และไม่ทำให้เสียหายต่อรูปคดีของพนักงานอัยการแต่อย่างใด
สตช.ได้หาหรือ คณะกรรมการกฤษฎีกาว่า
(๑)เมื่อ พงส.แห่งท้องที่ที่มีอำนาจสอบสวนความผิดอาญาได้เกิดหรืออ้างว่าหรือเชื่อว่าได้เกิดในเขตอำนาจของตนหรือผู้ต้องหามีที่อยู่หรือถูกจับในเขตอำนาจของตนตาม ป.วิ อาญา ม.๑๘ หรือ พงส.ผู้รับผิดชอบตาม ป.วิอาญา ม.๑๙ ได้สรุปสำนวนการสอบสวนโดยมีความเห็นควรสั่งฟ้องหรือควรสั่งไม่ฟ้องส่งพนักงานอัยการ
ตาม ป.วิอาญา ม.๑๔๒ ต่อมาจับกุมตัวหรือรับตัวผู้ต้องหาไว้ควบคุม พงส.จะดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมในส่วนที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี โดยไม่ทำให้คดีของพนักงานอัยการเสียหายได้หรือไม่เพียงใด
-๕๔-
(๒) กรณีเมื่อพนักงานอัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาแล้วส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมคำสั่งเสนอ ผบ.ตร.ตามป.วิ อาญาม.๑๔๕ หรือ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ ม.๑๒ ผบ.ตร.ในฐานะผู้ตรวจสอบยังสามารถสั่งให้ พงส.ทำการสอบสวนเพิ่มเติมตามแนวทางเดิมที่กรมอัยการเคยตอบข้อหารือไว้ว่ามีอำนาจสั่งให้ พงส.ทำการสอบสวนเพิ่มเติมและวัตถุประสงค์ของ ป.วิ อาญา ก็เป็นเช่นนั้นหรือไม่
ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาคณะที่ ๑๑ เห็นว่า
(๑) พงส.ไม่มีอำนาจสอบสวนเพิ่มเติมภายหลังจากที่ได้ส่งสำนวนการสอบสวนให้แก่พนักงานอัยการแล้ว เพราะ พงส. หมดอำนาจที่จะทำการสอบสวนต่อไป ทั้งนี้ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๙/๒๔๘๑ ส่วนการแจ้งข้อหาและการสอบสวนผู้ต้องหาที่จับได้ในภายหลังนั้น พงส.จะต้องดำเนินการตาม ม.๑๓๔ แห่ง ป.วิ อาญาโดยเมื่อ พงส.ได้แจ้งข้อหาแล้วให้ส่งบันทึกการแจ้งข้อหาไปยังพนักงานอัยการโดยไม่ต้องทำความเห็นอีก
(๒) เห็นว่ากรณีที่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาแล้วส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมคำสั่งเสนอ ผบ.ตร. รอง ผบ.ตร. หรือผู้ช่วย ผบ.ตร. หรือ ผวจ.แล้วแต่กรณี เพื่อทำความเห็นแย้งตาม ม.๑๔๕ แห่ง ป.วิ อาญา หรือ ม.๑๒แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง ผบ.ตร.รอง ผบ.ตร.หรือผู้ช่วย ผบ.ตร.หรือ ผวจ.แล้วแต่กรณี ไม่มีอำนาจสอบสวนเพิ่มเติมหรือสั่งให้ พงส.สอบสวนเพิ่มเติมได้อีก
เรื่องที่ ๒. จากกรณีสำนักงานอัยการจังหวัดปัตตานีมีหนังสือแจ้งพนักงานสอบสวนจัดการให้ได้ตัว นายเพ็ญพงศ์ ตันวิมลรัตน์ พยานในคดีอาญาที่ ๑๘๙/๒๕๔๐ แล้วส่งตัวมายังพนักงานอัยการภายใน ๑๙ ต.ค.๒๕๔๔เนื่องจากพนักงานอัยการเห็นว่าควรแจ้งข้อกล่าวหาแก่นายเพ็ญพงศ์ฯพยานในคดีเป็นผู้ต้องหาด้วย โดยอ้างว่า พงส.จักต้องดำเนินการและปฏิบัติตาม ป.วิอาญา ม.๑๔๓ แม้ พงส.จะไม่ได้สอบสวนปากคำนายเพ็ญพงศ์ฯในฐานะผู้ต้องหาในชั้นแรก แต่เมื่อส่งสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการแล้ว พงส. จำต้องถือปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานอัยการเท่านั้น ไม่อาจมีความเห็นเป็นอย่างอื่นอีกได้ไม่
ตร.จึงหารือต่อคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าอำนาจการสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมของพนักงานอัยการในกรณีที่ พงส.ส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการแล้ว หากพนักงานอัยการเห็นควรดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดีไม่ว่าจะเป็นพยานหรือบุคคลภายนอกที่ถูกพาดพิงถึง พนักงานอัยการมีอำนาจสั่ง พงส.แจ้งข้อหาบุคคลดังกล่าวเพิ่มเติมได้หรือไม่อย่างไร เนื่องจากแนวระเบียบปฏิบัติเดิม(ของกรมอัยการ) เพียงแต่ให้ พนักงานอัยการแนะนำไปยัง พงส.ว่าควรจะสอบสวนบุคคลนั้นในฐานะผู้ต้องหา และส่งสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการตาม ป.วิอาญา ม.๑๔๑ และ ๑๔๒ เท่านั้น
คณะกรรมการกฤษฎีกาคณะที่ ๑๑ พิจารณาแล้วลงความเห็นว่า พนักงานอัยการจะมีอำนาจสั่งให้ พงส.ดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมตาม ป.วิอาญา ม.๑๔๓ วรรค ๒ (ก) โดยสั่งให้ พงส.แจ้งข้อหาบุคคลใด บุคคลนั้นจะต้องเป็นผู้ต้องหาและ พงส.มีความเห็นสั่งไม่ฟ้องบุคคลนั้นไปยังพนักงานอัยการตาม ม.๑๔๓(๑) มาแล้ว แต่กรณี
-๕๕-
หารือบุคคลที่พนักงานอัยการสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมและแจ้งข้อหาเป็นเพียงพยานในคดีหาใช่ผู้ต้องหา พนักงานอัยการจึงไม่มีอำนาจตาม ม.๑๔๓ วรรค ๒ (ก)ที่จะสั่งให้ พงส.ทำการสอบสวนโดยแจ้งข้อหาแก่พยานดังกล่าวได้
ตัวอย่างคำถาม ๑. นายดำเกิง ถูกจับกุมดำเนินคดีในข้อหาฆ่าผู้อื่น พงส.ทำการสอบสวนเสร็จแล้วมีความเห็นควรสั่งฟ้องจึงได้ส่งสำนวนพร้อมตัวผู้ต้องหาต่อพนักงานอัยการ นายดำเกิง ร้องขอความเป็นธรรมต่อพนักงานอัยการพร้อมอ้างพยานฝ่ายตนซึ่ง พงส.ไม่ได้สอบปากคำไว้ (ก) พนักงานอัยการสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมพยานฝ่ายผู้ต้องหา พงส.โต้แย้งว่าพนักงานอัยการไม่มีอำนาจสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมพยานฝ่ายผู้ต้องหา (ข) ต่อมาพนักงานอัยการพิจารณาคดีนี้ โดยมีคำสั่งฟ้องตามข้อกล่าวหา และฟ้องนายดำเกิง ต่อศาลแล้ว ภายหลังฟ้องคดี พงส.เรียกตัวนายเกียรติ มาสอบสวนเป็นพยานในคดีดังกล่าวเพิ่มเติมอีกดังนี้ ให้วินิจฉัยว่าการกระทำของ พงส.สตามข้อ (ก) และ (ข)ชอบหรือไม่
ธงคำตอบ ๑.
(ก) เมื่อได้รับความเห็นและสำนวนจาก พงส.ตาม ป.วิ.อาญา ม.๑๔๒ แล้ว ในกรณีที่พนักงานอัยการจะพิจารณาเห็นควรสั่งไม่ฟ้องหรือสั่งฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลตาม ม. ๑๔๓ วรรคหนึ่ง (๑) หรือ (๒) นั้น ม. ๑๔๓ วรรคสอง (ก) บัญญัติให้พนักงานอัยการมีอำนาจสั่งตามที่เห็นควรให้ พงส.ดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติม หรือส่งพยานคนใดมาให้ซักถามเพื่อสั่งต่อไป กฎหมายมิได้จำกัดว่าให้สอบสวนเพิ่มเติมเฉพาะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือเฉพาะที่ พงส.ได้สอบสวนแล้วเท่านั้น เมื่อพนักงานอัยการเห็นว่าการสอบสวนไม่กระจ่างชัดในข้อเท็จจริงบางอย่าง หรือพยานหลักฐานที่รวบรวมมาไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ พนักงานอัยการมีอำนาจสั่งให้ พงส.ทำการสอบสวนในประเด็นที่ต้องการได้ การที่ พงส.โต้แย้งว่าพนักงานอัยการไม่มีอำนาจสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมพยานฝ่ายผู้ต้องหา จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ
(ข) เมื่อ พงส.ทำการสอบสวนเสร็จ และส่งสำนวนให้พนักงานอัยการแล้ว พงส.ย่อมหมดอำนาจที่จะทำการสอบสวนคดีนั้นต่อไป พงส. จะดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมได้ก็ต่อเมื่อพนักงานอัยการสั่งเช่นนั้นตาม ป.วิ อาญา ม. ๑๔๓ วรรคสอง (ก) ดังนั้น การที่ภายหลังฟ้องคดี พงส.เรียกตัวนายเกียรติมาสอบสวนเป็นพยานในคดีดังกล่าวอีก จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ (ตามนัย ฎ.ที่ ๙/๒๔๘๑)
ตัวอย่างคำถาม ๒. พนักงานอัยการสั่งให้ พงส.แจ้งข้อหาลักทรัพย์และร่วมกันจงใจกระทำให้เกิดการรบกวนหรือขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคมเพิ่มเติม โดยไม่มีคำร้องทุกข์ของผู้เสียหายได้หรือไม่ และตำรวจท้องที่ที่บริษัทจำเลยตั้งอยู่หรือท้องที่ที่ ผู้เสียหายอยู่มีอำนาจสอบสวนหรือไม่
ธงคำตอบ ๒. ป.วิ อาญา ม.๑๒๑ บัญญัติว่า" พงส.มีอำนาจสอบสวนคดีอาญาทั้งปวงแต่ถ้าเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว ห้ามมิให้ทำการสอบสวน เว้นแต่จะมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบ" พนักงานอัยการสั่งให้ พงส.แจ้งข้อหาลักทรัพย์และร่วมกันจงใจกระทำให้เกิดการรบกวนหรือขัดขวางต่อการ วิทยุคมนาคมเพิ่มเติม โดยไม่มีคำร้องทุกข์ของผู้เสียหายได้หรือไม่ และตำรวจท้องที่ที่บริษัทจำเลยตั้งอยู่หรือท้องที่ที่ ผู้เสียหายอยู่มีอำนาจสอบสวน ศาลฎีกาได้ -๕๖-
วินิจฉัยเป็นคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๗๘๑/๒๕๔๓ ว่า"ความผิดในข้อหาลักทรัพย์และข้อหาร่วมกันจงใจกระทำให้เกิดการรบกวนหรือขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคม เป็นคดีอาญา แผ่นดินอันมิใช่เป็นคดีความผิดต่อส่วนตัวที่ห้ามพงส.ทำการสอบสวนเว้นแต่จะมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบตาม ป.วิ อาญา ม.๑๒๑ วรรคสอง เมื่อมีความผิดอาญาแผ่นดินเกิด หรืออ้าง หรือเชื่อว่าได้เกิดขึ้น และก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนหรือหน่วยงานของรัฐ ย่อมเป็นหน้าที่โดยตรงของเจ้าพนักงานตำรวจที่ต้องสืบสวนจับกุมผู้กระทำผิดให้ พงส.ทำการสอบสวนเพื่อเอาความผิดแก่ผู้กระทำผิดอาญาทั้งปวงตาม ป.วิ อาญา ม.๑๘ ประกอบ ม.๑๒๑ วรรคหนึ่ง ไม่ว่า จะมีผู้เสียหายร้องทุกข์หรือมีผู้กล่าวโทษผู้กระทำผิดหรือไม่ การสอบสวนของ พงส.รวมทั้งการที่พนักงานอัยการ สั่งให้ พงส.แจ้งข้อหาเพิ่มเติมแก่จำเลย จึงเป็นการกระทำโดยชอบแล้ว
๔.ขั้นตอนและความสำคัญของการตรวจสถานที่เกิดเหตุโดยละเอียดและการเก็บพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
๔.๑ กล่าวทั่วไป
ดังที่กล่าวไว้ในบทที่ ๔ แล้วว่าพยานหลักฐานส่วนใหญ่ได้มาจากสถานที่เกิดเหตุ เพราะอาชญากรย่อมทิ้งร่องรอยไว้เสมอ การตรวจสถานที่เกิดเหตุและบริเวณเกี่ยวเนื่องจึงมีความสำคัญยิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อการติดตามตัวคนร้าย และพิสูจน์การกระทำผิด จึงต้องกระทำด้วยความรอบคอบ บางคดีต้องตรวจหลายครั้ง และต้องใช้เครื่องมือพิเศษ หรือผู้เชี่ยวชาญพิเศษ การเก็บพยานวัตถุ การเก็บรอยเท้า รอยลายนิ้วมือแฝง หรือรอยคราบโลหิต หรือของเหลวอื่นส่วนใหญ่ก็ได้จากที่เกิดเหตุ เมื่อกระทำโดยผู้เชี่ยวชาญย่อมเป็นประโยชน์สูงสุดต่อรูปคดี บางคดีได้พบก้นบุหรี่ที่คนร้ายสูบและทิ้งไว้ระหว่างการรอคอยเหยื่อ สามารถเก็บดีเอ็นเอ ที่ก้นบุหรี่ไปเปรียบเทียบกับดีเอ็นเอ ผู้ต้องสงสัยได้ วิทยาการในการเก็บรอยลายนิ้วมือแฝง ดั้งเดิมจะเก็บได้จากวัสดุใส หรือผิวเรียบเท่านั้นด้วยการใช้ผงเคมีปัดฝุ่น ในปัจจุบันมีน้ำยาเคมีใช้ในการตรวจรอยลายนิ้วมือแฝงบนกระดาษ หรือเอกสารได้แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ ชื่อ AFIS ของกองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีฐานข้อมูลลายพิมพ์นิ้วมือประมาณ ๑๕ ล้านรายแล้วในขณะนี้ สามารถนำรอยลายนิ้วมือแฝงจากที่เกิดเหตุไปตรวจเปรียบกับผู้ต้องสงสัย ศาลเชื่อในพยานหลักฐานดังกล่าว และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องดีเอ็นเอ เป็นที่ยอมรับถึง
ความแม่นยำเชื่อถือได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ที่จะฟังลงโทษคนร้ายได้ บางคดีเช่นคดีตระกูลศรีธนะขันธ์ ถูกฆ่าตายโดยการจัดฉากให้รถสิบล้อชนรถเบนซ์ของผู้ตาย จากกระดาษสติกเกอร์ราคา(มีชื่อร้านค้าของชำติดอยู่) นำไปสู่การคลี่คลายคดีได้ และสาวไปถึงตำรวจนักสืบใหญ่ อย่าง พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ ในที่สุดศาลฎีกาพิพากษาประหารชีวิต
พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ เหตุแห่งความสำเร็จเนื่องมาจากการเอาใจใส่และเก็บรายละเอียดทุกอย่างจากที่เกิดเหตุ พยานหลักฐานทุกชิ้นจะละเลยไม่ได้ และจะต้องเป็นเหตุเป็นผลกัน การถ่ายภาพสถานที่เกิดเหตุ ถ่ายภาพร่องรอยกระเซ็น ของของเหลวก็สามารถแสดงเหตุผลของการเกิดข้อเท็จจริงได้ เช่นลักษณะการกระเซ็นของคราบโลหิต
หรือทิศทางของการกระเซ็นก็สมารถบ่งชี้อะไรได้หลายอย่างเช่นกัน อย่างนี้เป็นต้น
๔.๒ ดี.เอ็น.เอ.(D.N.A.) คืออะไรมีความสำคัญอย่างไร การสืบคดีของตำรวจทั่วโลกพึ่งการตรวจดีเอ็นเอ
-๕๗-
เป็นไม้เด็ดชิ้นสำคัญในการสางคดี สิ่งที่ไขปริศนาได้ดีคือ ดีเอ็นเอ ซึ่งย่อมาจากคำว่า Deoxyribo Nucleic Acid เป็นสารเคมีที่อยู่ในนิวเคลียสของเซลล์ ซึ่งสิ่งมีชีวิตนั้นมีเซลล์ด้วยกันทั้งนั้น เหตุที่ดีเอ็นเอไขปริศนาคดีต่างๆแล้วชี้ตัวผู้ต้องหา เหยื่อหรือพยานในที่เกิดเหตุได้ เพราะดีเอ็นเอเป็นตัวบ่งชี้รูปพรรณสัณฐานของคนทุกคน ไม่ว่า สีผม สีตาซึ่งโครงสร้างของดีเอ็นเอแต่ละคนจะแตกต่างกันไป ไม่มีทางโกหกกันได้ ยกเว้นกรณีที่เป็นแฝดเหมือน ผู้ค้นพบวิธีการใช้ดีเอ็นเอพิสูจน์บุคคล มีนามว่าศาสตราจารย์ อเล็ก เจฟฟรีย์ ผู้เชี่ยวชาญวิชาพันธุกรรมมหาวิทยาลัยเลสเตอร์ ประเทศอังกฤษเขาพบว่า ในโมเลกุลของดีเอ็นเอจะมีลำดับพันธุกรรมปรากฏซ้ำๆกันตลอดโครงสร้าง
เหมือนกับบันใดที่เวียนไปไม่รู้จบ
การพิสูจน์โครงสร้างดีเอ็นเอที่ได้จากเส้นผมเลือดหรืออสุจิ นั้น เริ่มจากการเก็บหลักฐานเหล่านี้เข้าไปยังห้องทดลอง จากนั้นผู้เชี่ยวชาญจะนำไปสร้างภาพดีเอ็นเอ ซึ่งจะปรากฏบนฟิล์มเอกซเรย์ ขณะเดียวกันทางตำรวจจะนำตัวอย่างเลือดจากผู้ต้องสงสัยไปให้แผนกดีเอ็นเอนำไปถ่ายฟิล์มโครงสร้างบนฟิล์มเอกซเรย์เช่นเดียวกัน หากดีเอ็นเอจากหลักฐานเหล่านี้ตรงกับตัวอย่างเลือดของผู้ต้องสงสัยแสดงว่า คนที่ตำรวจจับมานั้นต้องอยู่ในที่เกิดเหตุอย่างแน่นอน เพราะโอกาสที่ดีเอ็นเอของเราจะไปเหมือนของใครนั้นแทบจะไม่มีเลยอย่างที่บอก
นอกจากดีเอ็นเอจะใช้จับผู้ร้ายแล้ว ยังมีประโยชน์ในการพิสูจน์พ่อแม่ที่แท้จริงของเด็กได้ อย่างกรณีของนักร้องลูกทุ่งคนหนึ่งมีผู้หญิงมาอ้างว่า มีลูกด้วย วิธีที่มาใช้พิสูจน์เพื่อความสบายใจของทุกฝ่ายก็คือ การพิสูจน์ด้วยดีเอ็นเอ เพราะในตัวเด็กนั้น จะมีลักษณะโครงสร้างยีนที่ได้มาจากพ่อครึ่งหนึ่ง และแม่อีกครึ่งหนึ่ง อย่างละเท่าๆกัน หากจะพิสูจน์ว่าใครเป็นพ่อก็เพียงนำดีเอ็นเอของเด็กและของแม่ไปสร้างภาพบนฟิล์ม จากนั้นนำดีเอ็นเอของผู้ที่สงสัยว่าจะเป็นพ่อมาตรวจดูในวิธีเดียวกัน ถ้าดีเอ็นเอนั้นตรงกับของเด็กในส่วนที่เหลืออีกครึ่ง เป็นอันว่า คนๆนั้นเป็นพ่อของเด็กแน่นอนคราวนี้จะเถียงอย่างไรก็ไม่ขึ้น ส่วนผู้ที่ไม่ยอมให้พิสูจน์ด้วยวิธีนั้น สงสัยไว้เลยว่ากลัวความจริง
ประโยชน์ของการพิสูจน์ดีเอ็นเอยังมีประโยชน์มากมายต่อวงการแพทย์และวงการวิทยาศาสตร์ เช่นกากรใช้ดีเอ็นเอตรวจสอบผลการรักษาโรคมะเร็ง การใช้ดีเอ็นเอในด้านอนุรักษ์สัตว์ป่า และอีกมากมาย
๔.๓ หลักในการตรวจสถานที่เกิดเหตุ มีหลักต้องปฏิบัติตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
(๑) เมื่อได้รับแจ้ง ต้องรีบเดินทางไปถึงที่เกิดแหตุโดยเร็วที่สุด ด้วยตำรวจหน่วยอยู่ไกลที่สุด หากปล่อยเนิ่นช้า ร่องรอยหรือพยานหลักฐานอาจถูกทำลาย สูญหาย หรือเสื่อมค่าไปได้ โดยบุคคลหรือเวลา บางครั้งอาจพบผู้กระทำผิดหรือผู้ต้องสงสัยยังอยู่ในที่เกิดแหตุ หรือบางครั้งผู้บาดเจ็บรอการช่วยเหลือ และอาจได้รับคำบอกเล่าของผู้บาดเจ็บใกล้ตายในที่เกิดเหตุ กรณีผู้บาดเจ็บต้องปฐมพยาบาลเบื้องต้นแล้วนำส่งเป็นอันดับแรก
(๒) กันบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องออกจากบริเวณโดยเร็ว (ใช้ Police Line หากหาไม่ได้ใช้เชือกฟางหรือวัสดุอื่นตามสถานการณ์) ป้องกันรักษาสถานที่เกิดเหตุถูกหลักวิธีไว้ให้ พงส.หรือผู้เชี่ยวชาญมาตรวจสอบ
(๓) มีการจัดทำแผนที่สังเขป พยานหลักฐานชิ้นใดอยู่ตรงจุดใดในแผนที่ก่อนเก็บต้องลงไว้ด้วย
-๕๘-
เสมอ ถ่ายภาพลักษณะการตั้งอยู่ของพยานหลักฐาน ถ่ายภาพสถานที่เกิดเหตุโดยรวมและเฉพาะจุด
(๔) การค้นหาร่องรอยและพยานหลักฐานต้องกระทำให้ถูกหลักวิชาการ และถูกต้องตามกฎหมาย
สามารถนำเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิด พิสูจน์ตัวผู้กระทำผิดในชั้นศาลได้ ชิ้นใดมีความจำเป็นต้องส่ง
ตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ ต้องรีบกระทำ
(๕) ขณะตรวจที่เกิดเหตุควรสอบถามว่ามีผู้ใดเข้าไปในที่เกิดเหตุบ้างหรือไม่ หรือเคลื่อนย้ายสิ่งใดบ้าง เพื่อ พงส.จะได้รู้สภาพความเป็นไปที่แท้จริง มีการซักถามเก็บข้อมูลชื่อที่อยู่ของผู้ใกล้ชิดเหตุการณ์ไว้ให้สามารถติดตามตัวมาให้การฐานะพยานได้
(๖) ในคดีสำคัญๆ และสลับซับซ้อน หรือน่าจะมีการอำพรางคดี รวมทั้งคดีเพลิงไหม้ ต้องมีผู้เชี่ยวชาญร่วมตรวจสถานที่เกิดเหตุกับ พงส. ผู้รับผิดชอบเสมอ หากตรวจไม่เสร็จ หรือต้องมีการตรวจซ้ำ จะต้องกั้นอาณาเขตให้ชัดเจน และจัดกำลังสายตรวจเฝ้าจนหมดความจำเป็น

****************************












-๕๙-
บทที่ ๗
หลักการสอบสวนชันสูตรพลิกศพ การสอบสวนคดีวิสามัญฆาตกรรม
และหลักการพิจารณาว่าเป็นการฆาตกรรมหรือการฆ่าตัวตาย
๑. ความสำคัญของการชันสูตรพลิกศพต่อการสอบสวนคดีอาญา
การชันสูตรพลิกศพคือการค้นหาความจริงเกี่ยวกับสาเหตุการตายของบุคคล ว่าเกิดจากอะไร การตายนั้นเกิดจากการกระทำความผิดอาญาหรือไม่ หรือการฆ่าตัวตายเองซึ่งก็จะไม่มีความผิดอาญาเกิดขึ้น การตายเกิดจากการกระทำผิดอาญาหรือไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสิทธิประโยชน์หรือความผิดของบุคคลทางอาญา หรือหน้าที่ต่างๆตามที่มีกฎหมายบัญญัติไว้ เช่นเรื่องการรับโทษทางอาญาของบุคคลที่ทำให้ตาย การรับผิดฐานละเมิด(รับผิดทางแพ่ง)ของผู้ที่ทำให้ตาย เรื่องเกี่ยวกับทรัพย์มรดก เรื่องเกี่ยวกับความรับผิดของบริษัทประกันชีวิต เป็นต้น ดังนั้นการค้นหาความจริงด้วยการชันสูตรพลิกศพจึงมีความสำคัญยิ่งทั้งต่อตัวผู้ตายเองและบุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่ ป.วิอาญา ม.๑๔๘ จึงวางหลักว่าเมื่อปรากฏแน่ชัดหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าบุคคลใดตายโดยผิดธรรมชาติ หรือตายระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงาน ยกเว้นการประหารชีวิตตามกฎหมาย (ดู ป.อาญา ม.๑๙ ซึ่งแก้ไขโดย ป.อาญา ฉ.๑๖ พ.ศ.๒๕๔๖ มีผล ๒๐ มิ.ย.๒๕๔๖ ผู้ต้องโทษประหารชีวิตให้ดำเนินการด้วยวิธีฉีดยาหรือสารพิษให้ตาย) ให้มีการชันสูตรพลิกศพ และวิธีการชันสูตรพลิกศพเป็นอย่างไร ใครมีหน้าที่เกี่ยวข้องบ้างนอกจาก พงส. แล้วก็ได้บัญญัติรายละเอียดไว้ ตาม ป.วิ อาญา ม.๑๕๐
การตายโดยผิดธรรมชาติที่จะต้องมีการชันสูตรพลิกศพมี ๕ ประการ คือ (๑) ฆ่าตัวตาย (๒) ถูกผู้อื่นทำให้ตาย (๓) ถูกสัตว์ทำร้ายตาย (๔) ตายโดยอุบัติเหตุ (๕) ตายโดยยังมิปรากฏเหตุ และรวมทั้งการตายระหว่างการควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่
สรุปการตายที่ไม่ต้องชันสูตรพลิกศพ กรณีแน่ชัดว่าไม่อยู่ในเงื่อนไขชันสูตรพลิกศพตามกฎหมาย ๒ ประเภทคือ (๑) ป่วยตาย ที่มีปลักฐานปรากฏชัดและญาติหรือผู้มีประโยชน์ได้เสีย ไม่ติดใจสงสัยในสาเหตุการตาย
(๒) ตายเพราะมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ประหารชีวิต และมีการประหารชีวิตตามคำพิพากษาดังกล่าว
๒. ข้อกฎหมายสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการชันสูตรพลิกศพ ตาม ป.วิ อาญา
๒.๑ ม.๑๔๓ วรรค สอง (รายละเอียดกล่าวแล้วในบทที่ ๑ ตอนท้าย)
๒.๒ ม.๑๔๘ การตายผิดธรรมชาติที่ต้องชันสูตรพลิกศพ มี ๕ ประการ
๒.๓ ม.๑๔๙ ความตายผิดธรรมชาติเกิดขึ้นเป็นหน้าที่ของสามี ภรรยา ญาติ มิตรสหายหรือผู้ปกครองของผู้ตาย และรวมถึงบุคคลอื่นด้วย ที่รู้เรื่องการตาย ต้อง (๑) เก็บศพไว้ ณ สถานที่พบศพ (๒) แจ้งพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจโดยเร็ว (ฝ่าฝืนมีโทษทางอาญา ปรับไม่เกิน ๑ พันบาท)
๒.๔ ม.๑๕๐ วรรค หนึ่ง ผู้มีหน้าที่ชันสูตรพลิกศพกรณีทั่วไปที่ต้องมีการชันสูตรพลิกศพ คือ พงส.แห่งท้องที่ที่ศพนั้นอยู่ (มิใช่ พงส.แห่งท้องที่เกิดเหตุ และอาจเป็นคนเดียวกันก็ได้ ถ้าศพที่พบอยู่ในท้องที่เดียวกับท้องที่
-๖๐-
เกิดเหตุ) ร่วมกับแพทย์ทางนิติเวชศาสตร์ ทำการชันสูตรพลิกศพโดยเร็ว(กฎหมายไม่ได้ระบุแน่ชัดว่าภายในกี่นาทีกี่ชั่วโมง)
กรณีแพทย์ทางนิติเวชศาสตร์ ไม่มีหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ก็ให้แพทย์ดังต่อไปนี้ไปตามลำดับร่วมกับ
พงส.ทำการชันสูตรพลิกศพโดยได้รับค่าตอบแทนผ่านงบประมาณหมวดค่าตอบแทนของ ตร.โดยถือเป็น
เจ้าพนักงานตาม ป.อาญา
(๑) แพทย์ประจำ รพ.ของรัฐ
(๒) แพทย์ประจำสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด
(๓) แพทย์ประจำ รพ.เอกชนหรือแพทย์ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ขึ้นทะเบียนเป็นแพทย์อาสาสมัครตามระเบียบกระทรวงสาธารณสุข
๒.๕ ม.๑๕๐ วรรค สอง เป็นหน้าที่ พงส.ในการแจ้งแพทย์ และก่อนทำการชันสูตรพลิกศพ ให้ พงส.
แจ้งสามี ภรรยา (ตามความเป็นจริง ไม่จำเป็นต้องชอบด้วยกฎหมาย) บุพการี ผู้สืบสันดาน ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล หรือยาติของผู้ตายอย่างน้อยหนึ่งคนทราบ (หากบุคคลดังกล่าวไม่มาร่วมก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการชันสูตรพลิกศพ)
๒.๖ ม.๑๕๐ วรรค สาม กรณีความตาย(รวมถึงการกระทำโดยประมาทด้วย) ที่ต้องชันสูตรพลิกศพนั้นเกิดขึ้น(มีการกล่าวอ้างหรือมีข้อบ่งชี้ตามสมควร)ว่าเกิดขึ้นโดยการกระทำของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ หรือตายในระหว่างการควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ นอกจากแพทย์และ
พงส. ตาม ม.๑๕๐ วรรค หนึ่งแล้ว ยังต้องมีเจ้าพนักงานดังต่อไปนี้ร่วมชันสูตรพลิกศพด้วยคือ
(๑) พนักงานอัยการ และ
(๒) พนักงานฝ่ายปกครอง ตำแหน่งปลัดอำเภอหรือเทียบเท่าขึ้นไปแห่งท้องที่ศพนั้นอยู่
๒.๗ ม.๑๕๐ วรรค ห้า กำหนดให้พนักงานอัยการซึ่งรับสำนวนการชันสูตรพลิกศพแล้วยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นทำการไต่สวนและทำคำสั่งว่าผู้ตายเป็นใคร ตายที่ไหน เมื่อใด และเหตุและพฤติกรรมที่ตาย ถ้าตายโดยคนทำร้ายให้กล่าวว่าใครเป็นผู้ทำร้ายเท่าที่จะทราบ ภายใน ๓๐ วันนับแต่รับสำนวนการสอบสวน และขยายได้ไม่เกิน ๒ ครั้ง ครั้งละไม่เกิน ๓๐ วัน
๒.๘ ม.๑๕๐ ทวิ บัญญัติลงโทษผู้ที่ทำการใดๆให้ศพ หรือสภาพแวดล้อมบริเวณพบศพก่อนการชันสูตรพลิกศพเสร็จสิ้นเปลี่ยนแปลงไป อันน่าจะให้การชันสูตรพลิกศพหรือผลทางคดีเปลี่ยนแปลง ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ ๖ เดือนถึง ๒ ปี หรือปรับตั้งแต่ ๑ หมื่น ถึง ๔ หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ เว้นแต่เรื่องกระทำเพื่อป้องกันอนามัยของประชาชน
๒.๙ ม.๑๕๑ เหตุจำเป็นเพื่อพบเหตุการณ์ตายผู้ชันสูตรพลิกศพสั่งให้ผ่าศพแล้วแยกธาตุส่วนใดได้ โดยแพทย์หรือพนักงานแยกธาตุต้องทำรายงานตาม ม.๑๕๒
-๖๑-
๒.๑๐ ม.๑๕๕/๑ การสอบสวนความตายเกิดขึ้นโดยการกระทำของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ หรือตายในระหว่างการควบคุมของพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ หรือกรณีที่ผู้ตายถูกกล่าวหาว่าต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ พงส. ต้องแจ้งพนักงานอัยการเข้าร่วมทำสำนวนการสอบสวนด้วย
ตัวอย้างคำถาม ร.ต.อ.ขาวใช้อาวุธปืนยิงนายเหลืองถึงแก่ความตายในขณะที่เข้าจับกุมนายเหลืองในข้อหา จำหน่ายยาเสพติดให้โทษ ซึ่งนายเหลืองขัดขืนต่อสู้ เหตุเกิดในท้องที่ สภ.เมืองลพบุรี พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหา ร.ต.อ.ขาว ว่าฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ทำการสอบสวนแล้วพนักงานอัยการ จังหวัดลพบุรีเป็นโจทก์ฟ้อง ร.ต.อ.ขาว เป็นจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จำเลย ให้การต่อสู้ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะในการสอบสวนไม่มีการชันสูตรพลิกศพ และพนักงานอัยการจังหวัดลพบุรีไม่ได้ส่งสำนวนไปให้อัยการสูงสุดมีคำสั่งฟ้องคดีนี้ หากทางพิจารณา ข้อเท็จจริงได้ความตามข้อต่อสู้ของจำเลย ให้วินิจฉัยว่า ข้อต่อสู้ของจำเลยฟังขึ้นหรือไม่
ธงคำตอบ ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะในการสอบสวนไม่มีการชันสูตรพลิกศพ นั้น ป.วิ อาญา ม.๑๒๙ บัญญัติแต่เพียงว่า ถ้าการชันสูตรพลิกศพไม่เสร็จ ห้ามมิให้ฟ้องผู้ต้องหายังศาล แต่กรณีนี้ไม่มีการชันสูตรพลิกศพ ดังนั้นจึงไม่อยู่ในบังคับที่ห้ามมิให้ฟ้องจำเลยยังศาล ข้อต่อสู้ ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น (ฎ.๑๒๙๙-๑๓๐๐/๒๔๘๑,๒๔๑๐/๒๕๓๐)
ส่วนกรณีข้อต่อสู้ของจำเลยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะพนักงานอัยการจังหวัดลพบุรีไม่ได้ ส่งสำนวนไปให้อัยการสูงสุดมีคำสั่งฟ้องคดีนั้น เนื่องจากเป็นคดีฆาตกรรมซึ่งนายเหลืองถูก เจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ฆ่าตาย ซึ่งตาม ป.วิ.อาญา ม.๑๔๓ วรรคสอง อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนเท่านั้นมีอำนาจออกคำสั่งฟ้องหรือไม่ ข้อต่อสู้ของจำเลยข้อนี้ ฟังขึ้น
๓. ฆ่าตัวตายหรือฆาตกรรม
๓.๑ คดีนายห้างทอง ธรรมวัฒนะ เป็นการฆ่าตัวตายหรือเป็นคดีฆาตกรรมที่ถูกผู้อื่นทำให้ตายยังเป็นปริศนาคาใจประชาชนที่ติดตามข่าวสารทางสื่อมวลชนจนถึงปัจจุบันนี้ เนื่องจากการเสพข่าวดังกล่าวเกิดความสับสนในหมู่ผู้ให้ความสนใจ ทั้งๆคดีดังกล่าว พงส.ได้ทุ่มเทสรรพกำลัง ใช้วิทยาการ และหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ทุกแขนงทำการสอบสวนและสรุปความเห็นจนเป็นที่ยุติว่าเป็นการฆ่าตัวตาย แต่ก็ยังปรากฏว่าประชาชนบางส่วนยังมีความคลางแคลงใจต่อภาพที่ได้เห็นลักษณะของศพ และลักษณะอาวุธปืนที่พบหลังเกิดเหตุ ว่าผิดกับหลักความเป็นจริง หรือหลักธรรมชาติ ที่ประชาชนคาดเดากันไปต่างๆนานา บางคดีเป็นฆาตกรรมอำพราง เป็นการฆาตกรรมแต่คนร้ายอำพรางให้ผู้พบเห็นศพ ผู้ชันสูตรพลิกศพเข้าใจว่าเป็นอุบัติเหตุ หรือฆ่าตัวตาย หากไม่ชันสูตรพลิกศพและหาพยานหลักฐานเชื่อมโยงอย่างละเอียดความจริงจะไม่ปรากฏ คดีฆาตกรรมอำพราง”หั่นศพ” เกิดขึ้นมากในกลุ่มชาวจีน หรือแม้กระทั่งในไทยในกลุ่มผู้มีการศึกษาสูงจำพวกบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในการหั่นศพ อำพรางศพ แยกชิ้นส่วนศพไปทำลาย เช่นคดีฆาตกรรม”เจนจิรา” การอำพรางดังกล่าวทำให้สภาพศพที่พบ
-๖๒-
ไม่อาจบ่งบอกลักษณะบุคคล หรือพบแค่เพียงชิ้นเนื้อ หรือกระดูกที่เน่า ผ่านการชำแหละที่ไม่คงลักษณะทางกายภาพให้เห็นเป็นมนุษย์ บางครั้งปะปนอยู่กับชิ้นเนื้อ กระดูกของสิ่งมีชีวิตอื่นหรือบุคคลอื่น จึงมีความจำเป็นต้องทำการพิสูจน์เบื้องต้นทางนิติพยาธิวิทยา ว่าสิ่งที่พบและกำลังจะชันสูตรพลิกศพนั้นเป็น”มนุษย์” หรือไม่ เพื่อจะได้ยืนยันตัวบุคคล เป็นสิ่งจำเป็นยิ่งที่จะดำเนินการตามกฎหมายได้ต่อไปหรือไม่
๓.๒ การฆ่าตัวตาย หรืออัตวินิบาตกรรม เป็นการตายผิดธรรมชาติตาม ป.วิ อาญา ม.๑๔๘ ประการหนึ่งที่ต้องมีการชันสูตรพลิกศพ แต่การกระทำดังกล่าวไม่เป็นความผิดทางอาญา ซึ่งตรงกันข้ามกับการถูกผู้อื่นทำให้ตายแม้ไม่เจตนา หรือกระทำโดยประมาทก็เป็นความผิดอาญาทั้งสิ้น การพิสูจน์ว่าเป็นการฆ่าตัวตายหรือไม่จึงมีความสำคัญยิ่งต่อรูปคดี การฆ่าตัวตายและการฆาตกรรมส่วนใหญ่กระทำในที่มิดชิด หรือที่รโหฐานยากที่จะมีพยานหลักฐานหรือมีพยานรู้เห็นเหตุการณ์ เพราะผู้ตายหรือผู้กระทำไม่ต้องการให้ผู้อื่นขัดขวางการกระทำของตนยกเว้น กรณีการฆ่าตัวตายในที่สาธารณะ เช่นการกระโดดสะพาน กระโดดตึก เป็นต้น ดังนั้นในการพิจารณาว่าเป็นการฆ่าตัวตายหรือไม่ นอกจากการพิจารณาสภาพศพ ลักษณะบาดแผล ลักษณะสถานที่เกิดเหตุ และอาวุธที่ใช้แล้ว จำเป็นอย่างยิ่งผู้เกี่ยวข้องในการค้นหาความจริงต้องสอบสวนให้กระจ่าง ต้องพิจารณาพยานหลักฐานอื่นประกอบกับการผ่าศพพิสูจน์ หาอาวุธ วิธีกระสุน(กรณีใช้อาวุธปืน) วิธีการฆ่าตัวตาย จดหมายลาตาย หรือเหตุจูงใจอื่น มีการสอบสวนบุคคลผู้เกี่ยวข้องกับผู้ตายถึงปัญหาส่วนตัว ภูมิหลัง อุปนิสัยใจคอ การเก็บกด หรือการเก็บตัวของผู้ตาย ปัญหาชีวิต ปัญหาครอบครัว ปัญหาการงานและหนี้สิน ความถนัดซ้ายหรือขวาของผู้ตาย รวมตลอดถึงโรคประจำตัวของผู้ตาย การฆ่าตัวตายที่พบเห็นบ่อยได้แก่
(๑) ฆ่าตัวตายโดยใช้อาวุธของแหลม หรือของมีคมแทงหรือเฉือนเนื้อ เฉือนเส้นเลือด
(๒) ฆ่าตัวตายโดยใช้อาวุธปืน ใช้วัตถุระเบิด ซึ่งกรณีดังกล่าวต้องระมัดระวังเป็นพิเศษว่าจะเป็นการฆาตกรรมหรือไม่
(๓) ฆ่าตัวตายโดยการแขวนคอ ใช้เชือก เสื้อผ้า กางแกง หรือเข็มขัดรัดคอตัวเอง ทั้งสภาพห้อยต่องแต่ง หรือสภาพนั่ง เป็นไปได้ทั้งสิ้น ซึ่งร่องรอยที่ปรากฏ หรือการผ่าศพพิสูจน์ เพื่อต้องแยกให้ออกว่าถูกฆาตกรรมมาก่อนนำศพมาแขวนไว้อันเป็นการอำพรางคดี
(๔) ฆ่าตัวตายด้วยการจุดไฟเผาตัวเอง ซึ่งเกิดขึ้นในไทยน้อยแต่ในต่างประเทศกลุ่มพวกหัวรุนแรง หรือประเทศเวียดนามก็พบบ่อย
(๕) ฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดจากที่สูง หรือกระโดดลงน้ำหรือกระโดดให้รถยนต์ทับ กระโดดหรือนอนให้รถไฟทับร่างกาย
(๖) ฆ่าตัวตายด้วยการใช้กระแสไฟฟ้าแรงสูงช๊อต
(๗) ฆ่าตัวตายด้วยการกินยาพิษ สารพิษ หรือกินยาเกินขนาด(เช่นยานอนหลับเกินขนาด เป็นต้น)
๓.๓ ประเด็นการพิจารณาว่าเป็นการฆ่าตัวตายหรือฆาตกรรม
-๖๓-
(๑) พิจารณาจากบาดแผล ทั้งตำแหน่ง และจำนวนบาดแผล ตำแหน่งบาดแผลในคดีฆ่าตัวตายมักพบในตำแหน่งที่บุคคลดังกล่าวสามารถทำตัวเองได้ และใช้มือที่ถนัด และบางครั้งจะพบร่องรอยการพยายามฆ่าตัวตายด้วย แต่ต้องแยกให้ออกระหว่างบาดแผลที่พยายามฆ่าตัวเองกับบาดแผลการพยายามป้องกันตัวเองก่อนถูกฆาตกรรม ถ้าพบร่องรอยขีดข่วนหรือรอยถลอกตามร่างกายในคดีการกระทำผิดทางเพศ และผู้เสียหายถูกฆ่า ตามแขนหลัง ไหล่ ก้นหรืออวัยวะเพศ รวมทั้งร่องรอยตามเสื้อผ้า การฆ่าตัวตายด้วยอาวุธปืนมักเป็นตำแหน่งสำคัญเช่นขมับ และมักเกิดอาการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อเพราะกระสุนปืนตัดการทำงานของสมองในทันที่ที่กระสุนลั่นออกไป ตลอดทั้งการฆ่าตัวตายโดยใช้อาวุธปืนกระบอกปืนมักอยู่ชิดบาดแผล โดยหลักจะพบเขม่าดินปืนติดรอบๆบาดแผลด้วย และการฆ่าตัวตายด้วยอาวุธปืนส่วนใหญ่ ก็เป็นปืนพกสั้น และผู้ตายมักใช้มือด้านที่ถนัด แต่ก็เคยพบมีคนฆ่าตัวตายด้วยการใช้อาวุธปืนลูกซองยาวประเภทไสลด์แอ๊คชั่น โดยการไสลด์ขึ้นลำปืนแล้วใช้หัวแม่เท้าลั่นไกปืนโดยอมปากกระบอกปืนไว้ และเมื่อ ปี พ.ศ.๒๕๒๕ ขณะผู้เขียน เป็น พงส.ท้องที่ สภ.บันนังสตา จว.ยะลา ผู้ต้องหาซึ่งติดยาเสพติด อยู่ในห้องขังบน สภ.ได้ใช้เสื้อยืดคอกลม ผูกคอตัวเองเข้ากับซี่กรงห้องขังสูงประมาณ ๑ เมตร แล้วย่อเขาทิ้งน้ำหนักตัวลง จนเสียชีวิตเพราะขาดอากาศหายใจ
(๒) เหตุจูงใจ ถ้าเป็นการฆ่าตัวตายมักพบว่าผู้ตายมีสภาพปัญหาทางจิตใจ ติดยาเสพติด หรือมีปัญหาทางครอบครัว การงาน บางครั้งพบจดหมายลาตายในที่เกิดเหตุหรือใกล้กับที่เกิดเหตุ
(๓) ลักษณะสถานที่เกิดเหตุและทางเข้าออก การฆ่าตัวตายในที่รโหฐานส่วนใหญ่ ผู้ตายมักปิด
ล๊อกประตูจากด้านใน ถ้าเป็นการฆาตกรรมประตูห้องจะเปิดไว้หรือปิดจากด้านนอก
(๔) ร่องรอยอื่นๆของอาชญากรรม เช่นรอยรื้อค้นหาทรัพย์สินมีค่า หรือมีการโจรกรรมทรัพย์สินมีค่าอื่นไป ต้องมีการสอบสวนให้แน่ชัดว่าผู้ตายมีทรัพย์สินมีค่าอื่นที่ไม่พบในที่เกิดเหตุหรือไม่ รวมทั้งร่องรอยการต่อสู้ ก็สามารถยืนยันได้ชัดเจนว่าเป็นการฆาตกรรม
๔.คดีวิสามัญฆาตกรรม คำว่าคดีวิสามัญฆาตกรรม ไม่มีใน ป.วิ อาญาฉบับปัจจุบัน แต่ปรากฏอยู่ในกฎหมายฉบับเก่าที่ยกเลิกไปแล้ว คือ พ.ร.บ.ชันสูตรพลิกศพ พ.ศ.๒๔๕๗ แต่วงการนักกฎหมายทั้ง พงส.และพนักงานอัยการยังใช้คำนี้อยู่ ตามพจนานุกรมคำว่าวิสามัญ แปลว่าไม่ปกติ ฆาตกรรมแปลว่าการฆ่ากันตาย เมื่อรวมกันจึงมีความหมายว่าการฆ่ากันตายที่ไม่ปรกติธรรมดา จุดประสงค์ของกฎหมายใน ป.วิอาญา ต้องการให้มีการชันสูตรพลิกศพที่ผิดแผกแตกต่างกับการชันสูตรพลิกศพของการตายผิดธรรมชาติตามปกตินั่นเอง เพราะมีเหตุพิเศษที่เกี่ยวกับเจ้าพนักงาน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ ภายในระยะเวลาที่ชัดเจน ป.วิอาญา ม.๑๕๐ วรรค สาม จึงได้วางหลักว่าให้ผู้มีหน้าที่ชันสูตรพลิกศพประกอบด้วยหลายฝ่าย ไม่ใช่มีแต่พนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ศพอยู่กับแพทย์เท่านั้น ยังต้องประกอบด้วย พนักงานอัยการ พนักงายฝ่ายปกครองระดับปลัดอำเภอขึ้นไป และมีญาติของผู้ตายด้วย รวมตลอดทั้งการสอบสวนภายในระยะเวลา และให้มีการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อไต่สวนด้วย แยกเป็นรายละเอียดขั้นตอนและระยะเวลาดังนี้
-๖๔-
๔.๑ คดีวิสามัญฆาตกรรมประกอบด้วย ๒ เหตุอย่างใดอย่างหนึ่งคือ (๑) ความตายเกิดขึ้นโดยการกระทำของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ ได้แก่กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งอำนาจหน้าที่สืบสวนจับกุมคนร้ายมีหมายจับ ออกติดตามจับกุมผู้ตาย ผู้ตายไม่ยอมให้จับ กลับใช้อาวุธปืนยิงใส่ตำรวจผู้จับ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงจำเป็นต้องยิงป้องกันตัวโดยชอบด้วยกฎหมายตาม ป.อาญา ม.๖๘ กระสุนปืนของเจ้าหน้าที่ตำรวจถูกผู้ตายถึงแก่ความตาย (๒)ตายในระหว่างการควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ เช่นนักโทษในเรือนจำอยู่ระหว่างการควบคุมของกรมราชทัณฑ์ โดยพนักงานพัศดี เกิดตายในเรือนจำไม่ว่าจะจากสาเหตุถูกนักโทษด้วยกันทำร้ายจนถึงตาย หรือกรณีพยายามแหกคุกเพื่อหลบหนี ซึ่งพัศดีมีอำนาจใช้อาวุธปืนยิงเพื่อยับยั้งการหลบหนี เป็นต้น
๔.๒ ต้องมีการชันสูตรพลิกศพด้วยเจ้าหน้าที่ ๔ ฝ่ายพร้อมญาติผู้ตาย ณ ที่เกิดเหตุ คือ พงส. แพทย์ พนักงานอัยการ และพนักงานฝ่ายปกครองระดับปลัดอำเภอขึ้นไปที่ได้รับมอบหมาย
๔.๓ มีการจัดทำบันทึกรายงานชันสูตรพลิกศพตามระเบียบภายในกำหนดเวลาไม่เกิน ๗ วัน ขยายเวลาได้ไม่เกินสองครั้งครั้งละไม่เกิน ๓๐ วัน
๔.๓ มีการทำสำนวนการสอบสวนชันสูตรพลิกศพ โดยพนักงานอัยการร่วมทำสำนวนการสอบสวนกับ พงส.ตั้งแต่ต้น และสอบสวนให้เสร็จใน ๓๐ วัน ขยายเวลาได้ไม่เกิน ๒ ครั้ง ครั้งละไม่เกิน ๓๐ วัน แล้วส่งสำนวนการสอบสวนนั้นไปให้พนักงานอัยการ แม้กฎหมายไม่ได้เขียนว่าพนักงานอัยการใดก็ต้องตีความว่าเป็นพนักงานอัยการประจำศาลแห่งท้องที่ที่ศพนั้นอยู่
๔.๔ เมื่อพนักงานอัยการรับสำนวนฯแล้วภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันรับสำนวนฯให้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นแห่งท้องที่ที่ศพนั้นอยู่ เพื่อทำการไต่สวนใน ๓๐ วัน และขยายเวลาได้ไม่เกิน ๒ ครั้ง ครั้งละไม่เกิน ๓๐ วัน
๔.๕ การไต่สวนในชั้นศาล ศาลจะติดประกาศวันนัดไต่สวนโดยชัดเจน ทั้งต้องส่งสำเนาคำร้องของอัยการและวันนัดของศาลไปให้สามี ภรรยา บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือญาติของผู้ตายทราบก่อนวันนัดล่วงหน้าไม่น้อยกว่า ๑๕ วัน
๔.๖ พนักงานอัยการนำพยานหลักฐานมาสืบโดยญาติผู้ตายที่ติดใจสงสัยมีสิทธินำพยานหลักฐานมาสืบซักค้านได้ หรือตั้งทนายความมาสืบซักค้านได้ และศาลจะเรียกพยานอื่นมาสืบด้วยก็ได้ หรือขอความเห็นเพิ่มเติมจากผู้ทรงคุณวุฒิ
๔.๗ คำสั่งของศาลเป็นที่สุดแล้วส่งคำสั่งให้พนักงานอัยการเพื่อส่งแก่ พงส.ดำเนินการต่อไป
๔.๘ ระหว่างการทำสำนวนการสอบสวนชันสูตรพลิกศพ (คดี ช.) พงส.ก็รวบรวมพยานหลักฐานควบคู่กันไปกับคดีที่กล่าวหาเจ้าพนักงานผู้ซึ่งทำให้ตาย และคดีที่ ผู้ตายเป็นผู้ต้องหา(ถ้ามี) เมื่อได้รับคำสั่งศาลตามข้อ ๔.๗ พงส.จะนำมารวมเข้ากับสำนวนการสอบสวนที่ฝ่ายเจ้าพนักงานเป็นผู้ต้องหา แล้วสรุปรายงานการสอบสวนวินิจฉัยสั่งคดีต่อไป ซึ่งการวินิจฉัยเด็ดขาดว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องเจ้าพนักงานดังกล่าวอยู่ในอำนาจของอัยการสูงสุดหรือ
-๖๕-
ผู้รักษาราชการแทน ตาม ป.วิ อาญา ม.๑๔๓ วรรค สอง
๔.๙ ตัวอย่าง ฎ.ที่ ๑๗๕๐/๒๕๓๙ ขณะผู้ตายถูกจำเลยทำร้าย ผู้ตายยังมิได้เป็นผู้ต้องหาในข้อหาบุกรุก
ตามที่จำเลยร้องทุกข์ ผู้ตายจึงยังมิได้อยู่ระหว่างการควบคุมตัว แม้จะตายระหว่างเจ้าพนักงานตำรวจนำส่งโรงพยาบาล ก็มิใช่เป็นการตายเพราะเหตุกระทำหรือระหว่างการควบคุมของเจ้าพนักงาน
๔.๑๐ กรณีความตายมิได้เป็นผลจากการกระทำผิดอาญา และมิได้ตายในระหว่างการควบคุมของเจ้าพนักงาน ฯ ต้องส่งสำนวนชันสูตรพลิกศพไปยังพนักงานอัยการโดยเร็ว และให้พนักงานอัยการดำเนินการต่อไปคือปฏิบัติตาม ป.วิอาญา ม.๑๕๖ โดยส่งสำนวนการสอบสวนไปยัง ผู้ว่าราชการจังหวัด
๔.๑๑ ในกรณีความตายเป็นผลแห่งการกระทำผิดอาญา แต่ไม่เข้าหลักเกณฑ์ในเรื่องวิสามัญฆาตกรรม
ไม่ว่าผู้กระทำจะต้องรับผิดหรือไม่ พงส.ต้องชันสูตรพลิกศพเป็นส่วนหนึ่งของสำนวนการสอบสวน ถ้า พงส. ผู้ชันสูตรพลิกศพมิใช้ พงส.ผู้รับผิดชอบคดีอาญา ก็ต้องส่งสำนวนชันสูตรพลิกศพไปให้ พงส.ผู้รับผิดชอบเพื่อทำการสอบสวนในทางอาญาต่อไป
๕.คดีฆาตกรรม ซึ่งเกิดจากการกระทำของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่หรือตายระหว่างอยู่ในความควบคุมของพนักงานเจ้าหน้าที่ ตาม ป.วิ อาญา ม.๑๔๓ วรรคท้าย ซึ่งบัญญัติว่า “ในคดีฆาตกรรมซึ่งผู้ตายถูกเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ฆ่าตาย หรือตายระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนเท่านั้นมีอำนาจออกคำสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง”
ตัวอย่างคำถาม สิบตำรวจโทยงยุทธเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำ สภ.เมืองอ่างทอง ได้ออกตรวจท้องที่พบนายชด มีท่าทางพิรุธจึงเข้าทำการตรวจค้น นายชด เกรงว่าสิบตำรวจโทยงยุทธ จะตรวจพบยาบ้าที่อยู่ในกระเป๋ากางเกง จึงชักอาวุธปืนยิงสิบตำรวจโทยงยุทธ แต่ไม่ถูก สิบตำรวจโทยงยุทธ จึงชกนายชดถูกบริเวณปลายคางเป็นเหตุให้นายชดล้มลงศีรษะฟาดพื้นถึงแก่ความตาย กรณีของสิบตำรวจโทยงยุทธ พงส.ได้ทำการสอบสวนโดยแจ้งข้อกล่าวหาว่าทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย แต่เห็นว่าพยานหลักฐานน่าเชื่อว่า สิบตำรวจโทยงยุทธได้ปฏิบัติตามหน้าที่และป้องกันตนโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงเสนอความเห็นควรสั่งไม่ฟ้อง ส่วนกรณีของนายชด พงส. เห็นว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปแล้ว จึงเสนอความเห็นควรสั่งยุติคดี จากนั้น พงส.ได้เสนอสำนวนการสอบสวนพร้อมด้วยความเห็นทั้งสองกรณีไปยังอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาต่อไป
ให้วินิจฉัยว่า การปฏิบัติหน้าที่ของ พงส.ในการส่งสำนวนการสอบสวนทั้งสองกรณีนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
ธงคำตอบ กรณีของสิบตำรวจโทยงยุทธซึ่ง พงส.ได้สอบสวนเป็นผู้ต้องหาในความผิดฐานทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย แล้วเห็นว่าการกระทำของสิบตำรวจโทยงยุทธ เป็นการปฏิบัติราชการตามหน้าที่และได้ป้องกันตนโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงเสนอความเห็นควรสั่งไม่ฟ้อง และส่งสำนวนการสอบสวนไปยังอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณานั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะ ป.วิ อาญา ม. ๑๔๓ วรรคท้าย บัญญัติว่า “ในคดีฆาตกรรมซึ่ง
-๖๖-
ผู้ตายถูกเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ฆ่าตาย หรือตายระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนเท่านั้นมีอำนาจออกคำสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง” ดังนั้น การส่งสำนวนไปให้อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนตาม ม. ๑๔๓ วรรคท้าย เพื่อพิจารณาออกคำสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องจะต้องเป็นคดีฆาตกรรม คือความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาเท่านั้น แต่กรณีของสิบตำรวจโทยงยุทธ ถูกกล่าวหาว่าทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย จึงมิใช่คดีฆาตกรรมที่จะต้องส่งสำนวนการสอบสวนไปยังอัยการสูงสุดตามม. ๑๔๓ วรรคท้าย แต่เป็นคดีอาญาทั่วไปซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่พิจารณาสั่งคดีของพนักงานอัยการจังหวัดอ่างทอง การปฏิบัติหน้าที่ของ พงส.กรณีนี้จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย
กรณีของนายชดซึ่ง พงส.เห็นว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปแล้ว จึงเสนอความเห็นควรสั่งยุติคดีนั้น นายชดเป็นบุคคลธรรมดามิใช่เจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ จึงเป็นคดีอาญาทั่วไปซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่พิจารณาสั่งคดีของพนักงานอัยการจังหวัดอ่างทอง การที่พนักงานสอบสวนส่งสำนวนการสอบสวนไปยังอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาจึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย

*****************************











-๖๗-
บทที่ ๘
ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการสอบสวนคดีบางประเภท เช่นคดีก่อการร้าย , คดียาเสพติดให้โทษ,
การสอบสวนคดีที่ผู้ต้องหาเป็นทหาร การสอบสวนคดีเด็กหรือเยาวชนเป็นผู้ต้องหา
การสอบสวนคดีที่ต้องขึ้นศาลแขวง การสอบสวนในคดีลหุโทษ
๑.การสอบสวนในคดีก่อการร้าย
๑.๑ ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย ตาม ป.อาญา ม.๑๓๕/๑-๑๓๕/๔ ได้บัญญัติขึ้นใหม่ตาม พ.ร.ก.
แก้ไขเพิ่มเติม ป.อาญา พ.ศ.๒๕๔๖ ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ ๑๒ ส.ค.๒๕๔๖ และสอดคล้องกับการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ป้องกันปราบปรามการฟอกเงิน ที่เพิ่มเติมความผิดฐานก่อการร้ายเป็นหนึ่งใน ๙ ความผิดมูลฐานของ พ.ร.บ.ป้องกันปราบปรามการฟอกเงิน การกระทำที่จะเป็นความผิดฐานก่อการร้ายมีมาตราสำคัญอยู่ ๒ มาตราคือ
(๑) ม.๑๓๕/๑ การกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดใน ๓ ประการคือ (ก)ใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการให้เกิดอันตรายต่อชีวิต หรืออันตรายอย่างร้ายแรงต่อร่างกายหรือเสรีภาพของบุคคล (ข)กระทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อระบบการขนส่งสาธารณะ ระบบโทรคมนาคม หรือโครงสร้างพื้นที่ประโยชน์สาธารณะ (ค) กระทำให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของรัฐ หรือบุคคลหรืต่อสิ่งแวดล้อม อันก่อนให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างสำคัญ โดยมีเจตนาพิเศษเพื่อขู่เข็ญหรือบังคับรัฐบาลไทย ต่างประเทศหรือองค์กรระหว่างประเทศให้กระทำการหรือไม่กระทำการอันจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง หรือเพื่อสร้างความปั่นป่วนให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน
การเดินขบวน ชุมนุมประท้วงหรือเคลื่อนไหวให้รัฐบาลช่วยเหลือในขอบเขตของรัฐธรรมนูญไม่เป็นความผิดฐานนี้
(๒) ม.๑๓๕/๒ กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดใน ๒ ประการ คือ (ก)ขู่เข็ญว่าจะทำการก่อการร้ายโดยมีพฤติการณ์ว่าน่าจะกระทำจริงตามที่ขู่เข็ญ (ข) สะสมกำลังพล อาวุธ จัดหาหรือหรือรวบรวมทรัพย์สิน ให้หรือรับการฝึกการก่อการร้าย ตระเตรียมการอื่นใด หรือสมคบกันเพื่อก่อการร้ายอันเป็นแผนการหรือการยุยงให้ประชาชนเข้าร่วม หรือรู้ว่ามีผู้จะก่อการร้ายแล้วช่วยปกปิด
หมายเหตุ - ตาม ม.๑๓๕/๓ ผู้สนับสนุนตามกรณี(๑)และ(๒) รับโทษเท่าตัวการ
-ตาม ม.๑๓๕/๔ เป็นสมาชิกคณะบุคคลหรือองค์กรก่อการร้ายที่สหประชาชาติกำหนดเป็นผู้ก่อการร้ายซึ่งรัฐบาลไทยรับรองประกาศของสหประชาชาตินั้นแล้วมีความผิดระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๗ ปี
๑.๒ ประเด็นการการสอบสวนคดีความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย
(๑) การสอบสวนผู้กล่าวหา ความผิดดังกล่าวเป็นความผิดต่อรัฐ เจ้าหน้าที่รัฐไม่ว่าเป็นตำรวจ ทหาร หรือฝ่ายปกครอง สามารถจะเป็นผู้กล่าวหาได้ ควรสอบสวนในประเด็นดังนี้คือ ความเป็นมาของกลุ่ม
-๖๘-
ขบวนการก่อการร้าย ชื่อขบวนการ โครงสร้าง ตำแหน่งหน้าที่ ความรับผิดชอบของบุคคล และเชื่อมโยงหรือมีเครือข่ายอย่างไรบ้างกับองค์กรใดในประเทศหรือต่างประเทศ วัตถุประสงค์ของขบวนการ มีการเริ่มจัดตั้งเมื่อใด ใครเป็นหัวหน้า ใช้ตราสัญลักษณ์ใด เคยพบมีการจัดทำเอสารเผยแพร่อย่างไรบ้าง สมาชิก แนวร่วม การติดต่อติดสื่อสาร วิธีการชักชวนหาสมาชิกและแนวร่วม ลักษณะการก่อเหตุร้าย หรือก่อเหตุโดยใช้กำลังประทุษร้ายชีวิต ทรัพย์สินประชาชนและฝ่ายรัฐบาลอย่างไรบ้าง เมื่อใด หรือขู่เข็ญ หรือสะสมกำลังพลอาวุธ จัดหาเงินจัดหาทุนในการดำเนินการอย่างไร สถานที่การฝึกกำลังพลหรือสถานที่ปลุกระดม และประเด็นอื่นๆที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี
(๒) การสอบสวนพยานบุคคล
(๒.๑) ผู้เสียหาย ที่ได้รับจากการกระทำของผู้ก่อการร้ายจากการประทุษร้ายต่อชีวิตร่างกายหรือทรัพย์สิน หรือเสรีภาพ ประเด็นการสอบสวนคือ ประเด็นเกี่ยวกับบาดแผล อาวุธ และความร้ายแรงของอาวุธ ยานพาหนะของคนร้าย ทรัพย์สินที่ถูกประทุษร้าย มูลค่าความเสียหาย เป็นทรัพย์สินของตนเองเท่าใดผู้อื่นหรือของทางราชการเท่าใด มีมูลเหตุขัดแย้งเรื่องส่วนตัว มีเหตุโกรธเคืองหรือมีความสัมพันธ์อย่างไรกับผู้ก่อเหตุหรือไม่ ผู้เสียหายเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือไม่ ถ้าเป็นมีหน้าที่เกี่ยวกับการรักษาความสงบเรียบร้อยหรือไม่ ผู้เสียหายได้มีโอกาสป้องกันตนเองมากน้อยเพียงใด ได้ใช้อาวุธหรือวิธีการใดตอบโต้ผู้ก่อเหตุหรือไม่อย่างไร การก่อเหตุดังกล่าวทราบหรือไม่ว่าผู้ก่อเหตุได้เจาะจงจะทำกับผู้เสียหายหรือไม่ และผู้เสียหายมีกิจการหรือประกอบธุรกิจใด เคยถูกเรียกค่าคุ้มครองมาบ้างหรือไม่ และเคยจ่ายค่าคุ้มครองให้กับกลุ่มใดหรือผู้ใดมาก่อนบ้างหรือไม่
(๒.๒) พยานบุคคลผู้รู้เห็นเหตุการณ์ ประเด็นการสอบสวนคือ ก่อน ขณะ และหลังเกิดเหตุได้ทราบหรือรู้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไรบ้าง เห็นหน้าคนร้ายหรือไม่ จำตำหนิรูปพรรณคนร้ายผู้ก่อเหตุอย่างไรบ้าง รวมทั้งอาวุธยานพาหนะของคนร้าย เคยรู้จักหรือเห็นหน้าและมีสาเหตุโกรธเคืองมาก่อนหรือไม่ เชื่อว่าเหตุที่เกิดขึ้นผู้ก่อเหตุมีจุดประสงค์ใด และเป็นผู้ก่อการร้ายหรือไม่ และประเด็นอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี
(๒.๓) พยานบุคคล ซึ่งเคยเป็นอดีตสมาชิกของกลุ่มก่อการร้าย ประเด็นการสอบสวนคือ
เคยทราบหรือรู้เห็นการดำเนินการของกลุ่มขบวนการก่อการร้ายหรือไม่อย่างไร เคยมีความสัมพันธ์หรือเข้าร่วมกิจกรรมของกลุ่มขบวนการมาอย่างไรบ้าง มีตำแหน่งหรือได้รับมอบหมายหน้าที่ใด ใครเป็นผู้บังคับบัญชาสั่งการให้ทำอะไรบ้างเมื่อใด โดยมีวัตถุประสงค์ใด เข้ามอบตัวหรือแสดงตัวเมื่อใดอย่างไร กับใคร และสาเหตุที่ออกจากขบวนการก่อการร้าย สมาชิกระดับนำ และสมาชิกอื่นๆที่รู้จักมีใครบ้าง เคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ใด และเคยร่วมกระทำตามวัตถุประสงค์ของกลุ่มขบวนการก่อการร้ายอย่างไรมาบ้าง และประเด็นอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี
(๒.๔) พยานผู้ชำนาญการ ผู้ตรวจสถานที่เกิดเหตุ ผู้ตรวจพิสูจน์ของกลาง และแพทย์
สอบสวนในประเด็นเกี่ยวกับการตรวจ วิธีการตรวจ ผลของการตรวจพิสูจน์ของกลาง หรือสถานที่เกิดเหตุเมื่อใด
ลักษณะบาดแผล จำนวนและความรุนแรงของบาดแผล การเปรียบเทียบฐานข้อมูลกับวัตถุพยานที่ตรวจพบ
-๖๙-
เชื่อมโยงกันอย่างไรบ้าง หรือตรงกับของกลางที่ก่อเหตุในเรื่องใดบ้างหรือไม่ หรือมีลักษณะคล้ายคลึงกันอย่างไรบ้างหรือไม่ และประเด็นอื่นๆที่เป็นประโยชน์ต่อการสืบสวนขยายผลแห่งคดี เช่นรูปแบบแผนประทุษกรรม
ลักษณะการใช้อาวุธ อุปกรณ์หรือชิ้นส่วนอาวุธ วัตถุระเบิด และวิธีการจุดระเบิด เป็นต้น
(๒.๕) พยานเจ้าหน้าที่รัฐฝ่ายการข่าว หน่วยข่าวความมั่นคง สันติบาล และตำรวจผู้ทำการสืบสวนในพื้นที่เกิดเหตุ ประเด็นการสอบสวนเช่น ประสบการณ์ในการสืบสวนหาข่าวในพื้นที่ที่มีเหตุการณ์ก่อความไม่สงบ ประสบการณ์เกี่ยวกับการก่อการร้ายในประเทศและต่างประเทศ วิธีการสืบสวน แหล่งข่าวเท่าที่สามารถเปิดเผยได้ ประวัติความเป็นมาตลอดจนวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายของขบวนการ โครงสร้างการกลุ่มก่อการร้าย สัญลักษณ์ ธง เอกสารปลุกระดม อุดมการณ์ แกนนำมีใครบ้าง การประชุมวางแผนเตรียมการก่อการร้าย แนวทางการก่อการร้ายตลอดจนการหาทุนสนับสนุนปฏิบัติการก่อการร้าย ข้อมูลเหตุร้ายที่เกี่ยวข้อง มีองค์กรก่อการร้ายต่างประเทศสนับสนุนบ้างหรือไม่กลุ่มใด มีพยานหลักฐานที่เป็นเอกสารการสืบสวนใดบ้างที่มอบ พงส.เข้าสู่สำนวนการสอบสวน และประเด็นอื่นๆที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี
(๒.๖) พยานที่เป็นราษฎรอื่น หรือสื่อมวลชน ประเด็นดังนี้ เคยทราบข่าวการก่อเหตุร้ายในพื้นที่หรือไม่ มีความรุนแรงเพียงใด มีความหวาดกลัว หรือมีผลกระทบต่อการดำรงชีพและการประกอบอาชีพของพยานอย่างไรบ้าง เคยถูกข่มขู่คุกคามหรือไม่ หรือทราบว่าเพื่อนบ้านใครบ้างที่ถูกข่มขู่คุกคามให้ไม่เป็นฝ่ายบ้านเมือง หรือเคยถูกชักจูงโดยใครบ้างให้ทำอะไรบ้าง สำหรับสื่อมวลชนเคยสัมภาษณ์ หรือสัมผัสกับสมาชิกขบวนการก่อการร้ายในประเทศหรือต่างประเทศมาอย่างไรบ้าง
๑.๓ วัตถุพยานและพยานเอกสาร ปกติพยานบุคคลที่เป็นราษฎรมักเกลงกลัวอิทธิพลของกลุ่มขบวนการ และไม่มีความมั่นใจในกระบวนการคุ้มครองพยานของฝ่ายรัฐ ทั้งมองว่าอำนาจรัฐอ่อนแอที่จะให้ความคุ้มครองให้ปลอดภัยจากขบวนการก่อการร้ายได้ แม้แต่เจ่าหน้าที่ของรัฐที่มีอาวุธอยู่ในมือและมีกำลังพลจำนวนมากยังไม่สามารถป้องกันตนเองได้เท่าที่ควร จึงไม่ได้รับความร่วมมือเท่าใดนัก ทางที่ดี พงส. ต้องให้ความสนใจกับพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ให้มาก แล้วรวบรวมเข้าสู่สำนวนการสอบสวนเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลที่มีอยู่ ใช้ระบบสารสนเทศเข้ามาช่วยเหลือคลี่คลายและเชื่อมโยง การตรวจพิสูจน์พยานวัตถุที่ตรวจพบ หรือได้จากที่เกิดเหตุเป็นสำคัญ ตลอดจนพยานวัตถุที่ได้จากการตรวจค้นซุกซ่อน ผลการตรวจเส้นขนเส้นผม ตรวจดีเอ็นเอ ตรวจเปรียบเทียบลายนิ้วมือแฝง ตรวจพิสูจน์ทางเอกสาร ตลอดจนพยานเอกสารที่เป็นแผนประทุษกรรม เอกสารของกลุ่มขบวนการ ตราสัญลักษณ์ เป็นต้น
๑.๔ พงส.ควรใช้ประโยชน์จาก ป.วิ อาญา ม.๒๓๗ ทวิ ในการร้องขอให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลที่ จะพิจารณาคดีนั้นทำการสืบพยานไว้ก่อน แต่ทั้งนี้จะต้องมีการประสานงานทางข้างกับพนักงานอัยการในพื้นที่อย่างใกล้ชิดด้วย โดยระบุการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าผู้ต้องหาได้กระทำผิดต่อศาล โดยอ้างเหตุว่ามีเหตุอันควรเชื่อ
-๗๐-
ได้ว่า พยานบุคคลจะเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักร หรือพยานบุคคลไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง หรือพยานบุคคล
มีถิ่นที่อยู่ห่างไกลจากศาล หรือมีเหตุอันควรเชื่อว่ามีการยุ่งเหยิงกับพยานนั้นไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม หรือมีเหตุจำเป็นอื่นเป็นการยากที่จะนำพยานนั้นมาสืบในภายหน้า
๒.การสอบสวนในคดียาเสพติดให้โทษ การสอบสวนคดียาเสพติดให้โทษก็เหมือนกับคดีอาญาทั่วๆไป แต่จะต้องมีการสืบสวนไว้ก่อนเกิดเหตุ นำผลการสืบสวนโดยเฉพาะการสืบสวนติดตามพฤติกรรมของตัวการ ของนายทุนผู้อยู่เบื้องหลังการค้ายาเสพติด มาประกอบการสอบสวน นอกจากนั้นมีการสอบสวนขยายผลไปยังนายทุนกรณีเป็นการจับกุมผู้ค้ารายย่อย ไปยังผู้ค้ากรณีผู้ต้องหาเป็นระดับผู้เสพ นอกจากนั้นการปราบปรามยาเสพติด จะต้องตัดวงจรที่เป็นเครื่องมือในการจำหน่ายยาเสพติดคือเงินหรือทรัพย์สินของผู้ค้า ดังนั้นการติดตามตรวจสอบเพื่อยึดทรัพย์สินตามกฎหมาย ปปง.ก็มีความสำคัญมาก การสอบสวนขยายผลรวมตลอดทั้งการสืบสวนของผู้จับกุมสามารถนำเป็นฐานข้อมูลในการดำเนินการได้ นอกจากนั้นมีสิ่งที่ พงส. ควรดำเนินการในสองประเด็นคือ
๒.๑ การมองผู้เสพเป็นผู้ป่วย โดยการใช้ พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.๒๕๔๕ มาใช้ทุกกรณีหากมีข้อหาและปริมาณยาเสพติดอยู่ในเกณฑ์ตามกฎหมายดังกล่าว ดังนี้.
(๑) เมื่อมีการจับกุมผู้กระทำผิดฐาน เสพ,เสพและมีไว้ในครอบครอง,เสพและมีในครอบครองเพื่อจำหน่าย,เสพและจำหน่าย(มาตรา ๑๙ วรรค๑)ตามชนิดประเภทและปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวง (กรณีเสพ-เฮโรอีน,เมทแอมเฟตามีน,แอมเฟตามีน,โคคาอีน,ฝิ่นหรือกัญชากรณีจำหน่ายหรือมีในครอบครองไม่เกินจำนวนหรือปริมาณสุทธิ เฮโรอีนไม่เกิน ๑๐๐ มิลลิกรัม เมทแอมเฟตามีนไม่เกิน ๕ หน่วยการใช้หรือ ๕๐๐ มิลลิกรัม แอม-เฟตามีนไม่เกิน ๕หน่วยการใช้หรือ ๕๐๐ มิลลิกรัม เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนไม่เกิน ๕ หน่วยการใช้ หรือ ๑,๒๐๐ มิลลิกรัม โคดาอีน ไม่เกิน ๒๐๐ มิลลิกรัม กัญชาไม่เกิน ๕,๐๐๐ มิลลิกรัม นำส่ง พงส. ให้ดำเนินการดังนี้
-รับคดี
-พิมพ์มือส่งตรวจประวัติ
-เก็บตัวอย่างปัสสาวะของผู้ต้องหา เพื่อทดสอบเบื้องต้นและส่งตรวจพิสูจน์พร้อมของกลางอื่นเมื่อรับแจ้งผลแล้วให้ส่งผลให้อนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาทราบพร้อมด้วยหลักฐานในทันที
-ทำการสอบสวน กรณีเป็นเด็ก เยาวชน หรือทหารให้ดำเนินการไปตามกฎหมาย ระเบียบข้อตกลงในเรื่องนั้น
-ตรวจสอบว่าผู้ต้องหาอยู่ระหว่างดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นที่มีโทษจำคุกหรืออยู่ระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาหรือไม่ หากมีให้ดำเนินคดีไปตามปกติ
-ทำคำร้องขอให้ศาลส่งตัวผู้ต้องหาไปยังสถานที่ควบคุมเพื่อตรวจพิสูจน์การเสพหรือติดยาเสพติดและนำตัวไปศาลเพื่อพิจารณามีคำสั่งภายใน ๔๘ ชั่วโมง หากผู้ต้องหาอายุไม่ถึง ๑๘ ปีบริบูรณ์ให้นำตัวไปส่งต่อศาลเพื่อมีคำสั่งภายใน ๒๔ ชั่วโมงนับแต่ถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน(ดูรายละเอียด ม.๑๙ วรรค ๒)
(๒) ศาลรับคำร้องจากพนักงานสอบสวนแล้วมีคำสั่งให้ดำเนินตามปกติตาม ป.วิ อาญา
-๗๑-
พงส. ต้องรับตัวผู้ต้องหากลับไปดำเนินคดีตามคำสั่งศาล หรือสั่งให้ส่งไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือติดยาเสพติด ให้พงส. ส่งตัวพร้อมคำร้องและคำสั่งศาลไปยังสถานที่ควบคุมเพื่อการตรวจพิสูจน์ในพื้นที่
(๓) คณะอนุกรรมการฟื้นฟูฯจะสั่งให้จัดทำประวัติและดำเนินการวินิจฉัยใน ๑๕ วัน(มาตรา ๒๒)
-วินิจฉัยว่าผู้ต้องหาเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติดและส่งผู้ต้องหาไปเข้าศูนย์ฟื้นฟูฯมีหนังสือแจ้ง พงส. ทราบเพื่อรวมเข้าสำนวน
-วินิจฉัยว่าไม่เป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติด มีหนังสือแจ้ง พงส.ก็ให้ พงส.รับตัวผู้ต้องหาแล้วนำตัวไปฝากขังหรือส่งสถานพินิจฯแล้วแต่กรณีเพื่อดำเนินคดีอาญาตามปกติ
หมายเหตุ : (๑) ระหว่างตรวจพิสูจน์และฟื้นฟู ให้ พงส. ดำเนินคดีอาญาต่อไปจนเสร็จสิ้นและสรุปสำนวนการสอบสวนมีความเห็นทางคดีโดยไม่ต้องคำนึงถึงกระบวนการฟื้นฟูโดยดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน ๖๐ วัน แล้วส่งสำนวนไปยังอัยการพร้อมหนังสือแจ้งว่าผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวอยู่ ณ ศูนย์ฟื้นฟู หรือสถานตรวจพิสูจน์ หรือควบคุมตัวไว้ตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูฯ (ดูมาตรา ๑๙ วรรค ๔)ซึ่งอัยการจะมีคำสั่งให้ชะลอการฟ้องไว้ก่อนจนกว่าจะได้รับแจ้งผลจากคณะอนุกรรมการฯ
เว้นแต่ - พงส.รับแจ้งผลตรวจประวัติพบว่าผู้ต้องหาอยู่ระหว่างถูกดำเนินคดีความผิดฐานอื่นซึ่งมีโทษจำคุกหรือต้องคำพิพากษาให้จำคุก (ดูรายละเอียดการปฏิบัติตาม มาตรา ๒๔)
- อัยการเห็นว่าผู้ต้องหาไม่มีสิทธิ์ได้รับการฟื้นฟูจะมีหนังสือแจ้งให้นำตัวมาดำเนินคดี
(๒) เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการฟื้นฟู คณะอนุกรรมการจะวินิจฉัยดังนี้
- ผู้ต้องหารับการฟื้นฟูครบถ้วนผลเป็นที่พอใจถือว่าผู้นั้นพ้นความผิด แจ้งผลให้ พงส. และ พนักงานอัยการทราบ
- ผลการฟื้นฟูไม่เป็นที่พอใจจะรายงานส่งความเห็นไปยังอัยการ(สำนวนการสอบสวน
อยู่ที่อัยการแล้ว)ส่งตัวไปให้อัยการฟ้องศาลต่อไป
๒.๒ มาตรการต่อรองในคดียาเสพติด ยาเสพติดเป็นภัยร้ายแรงต่อความมั่นคงของประเทศชาติ เป็นที่สุด รัฐบาลต้องใช้งบประมาณจากภาษีของราษฎรเป็นจำนวนมากในแต่ละปี เพื่อใช้ในการปราบปราม และสกัดกั้นการแพร่ระบาด รวมทั้งการบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดโดยมองผู้เสพเป็นผู้ป่วย แทนที่จะเอาเงินเหล่านั้นมาพัฒนาประเทศในด้านอื่น ทั้งองค์กรอาชญากรรมเกี่ยวกับยาเสพติดมีโครงข่ายโยงใยทั้งในและนอกประเทศ ยากยิ่งในการปราบปรามให้หมดไปด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่งเพียงประการเดียว
หลักกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาคำให้การของผู้ต้องหาที่จะรับฟังได้ต้องปราศจากการบังคับ ขู่เข็ญ หลอกลวง ทรมาน หรือให้คำมั่นสัญญา
ดังได้กล่าวแล้วว่าองค์กรอาชญากรรมยาเสพติดมีเครือข่าย มีอิทธิพลด้านการเงินสูง การปราบปรามที่ผ่าน
-๗๒-
มายังยากที่จะสาวไปถึงนายทุนที่อยู่เบื้องหลัง ทางการจึงต้องแสวงหาวิธีการทางกฎหมายใหม่ๆออกมาเป็นมาตรการเช่นตาม พ.ร.บ.มาตรการป้องกันปราบปรามยาเสพติด มาตรการทางแพ่งในการยึดทรัพย์ผู้ค้ายาเสพติด มาตรการทางการปกครองในการตรวจสอบภาษี
มาตรการทางอาญา ทางแพ่ง ทางปกครอง และมาตรการยึดทรัพย์ก็มิอาจหยุดยั้งขบวนการค้ายาเสพติดได้เพราะในการดำเนินคดี หรือการพิจารณาคดีของศาลนั้น จำเป็นต้องมีพยานหลักฐานชัดเจน คนร้ายหาวิธีการต่างๆนาๆในการตัดตอนไม่ให้พยานหลักฐานไปถึงนายทุนผู้อยู่เบื้องหลัง
จึงได้มีการแก้ไข พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ โดย พ.ร.บ.ยาเสพติดฯฉบับที่ ๕ พ.ศ.๒๕๔๕ มาตรา ๓๖ ให้มีการเพิ่มเติม มาตรา ๑๐๐/๒ ว่า "ถ้าศาลเห็นว่าผู้กระทำผิดผู้ใดได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ หรือพนักงานสอบสวนศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นก็ได้"
มาตรการตามมาตรา ๑๐๐/๒ เป็นการสืบสวน สอบสวนขยายผลจากผู้ถูกจับไม่ว่าจะเป็นผู้เสพ ผู้ค้ารายย่อยก็ตาม หากได้ผลก็สามารถดำเนินคดีกับผู้ค้ารายย่อย ผู้ค้ารายใหญ่ และนายทุนผู้ผลิตได้ ดังนั้นผู้จับกุม และพนักงานสอบสวนจึงต้องตระหนักถึงการใช้มาตรการในมาตรานี้เพื่อให้ได้ผล โดยมีการแจ้งให้ผู้ต้องหาทราบว่าหากได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง จะได้รับโทษน้อยลง และจะต้องมีการบันทึกข้อมูลไว้เป็นลายลักษณ์อักษร มีการสอบสวนผู้ถูกจับกุมไว้เป็นพยานว่าของกลางที่ผู้ต้องหาถูกจับกุมรับมาจากผู้ใด มีผู้ใด ตำหนิรูปพรรณเป็นอย่างไร
อยู่เบื้องหลัง และพนักงานสอบสวนจะต้องเขียนไว้ท้ายรายงานการสอบสวนเพื่อให้พนักงานอัยการขอต่อศาลด้วย
ทั้งๆกฎหมายออกมาบังคับใช้มาหลายปีแล้ว แต่ในทางปฏิบัติผู้จับกุม และ พงส.ใช้ประโยชน์จากมาตรการนี้น้อยมาก รวมทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังไม่ได้ออกระเบียบปฏิบัติเป็นแนวทางให้ชัดเจน ดังนั้นในชั้นนี้ พงส. หรือผู้สืบสวนจะต้องใช้ดุลยพินิจกันเอาเองว่า ข้อเท็จจริงที่ผู้ถูกจับให้ข้อมูลอย่างใดเป็นข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามยาเสพติด แต่สิ่งที่แน่ๆ คือจะต้องเป็นข้อมูลที่สามารถขยายผลไปจับกุมผู้ต้องหาอีกคนหนึ่งตามที่ได้รับจากผู้ต้องหาคนแรกนั่นเอง
๒.๓ ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาในคดียาเสพติด
(๑) ฎ. ๑๓๕๓/๒๕๔๕ เมทแอมเฟตามีน ของกลางเป็นของจำเลยที่ ๑ กับพวกที่นั่งรถมาด้วยกัน
แต่จำเลยที่ ๑ ได้โยนทิ้งเสียก่อนถึงด่านตรวจรถ ต่อมาจำเลยที่๑ ไปตาม จำเลยที่ ๒ มาช่วยค้นหา และจำเลยที่ ๒ ถูกจับกุมขณะค้นหา เมทแอมเฟตามีนแต่หลังจากเจ้าพนักงานตำรวจตรวจพบ เมทแอมเฟตามีน เจ้าพนักงานตำรวจก็ได้ยึดไว้เป็นของกลางทันที การกระทำความผิดของจำเลยที่ ๑ ฐานร่วมกันมี เมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อ
จำหน่ายจึงสิ้นสุดลงแล้ว การที่จำเลยที่ 2 มาช่วยจำเลยที่ 1 ค้นหาจึงเป็นการช่วยเหลือให้ความสะดวกภายหลังการกระทำผิดของจำเลยที่ ๑ จึงไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเพราะการเป็นผู้สนับสนุนตาม ป.อาญา ม.๘๖ ต้องช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกก่อนหรือขณะกระทำความผิดเท่านั้น
-๗๓-
(๒) ฎ. ๑๘๐๗/๒๕๔๕ เจ้าพนักงานตำรวจล่อซื้อเฮโรอีนได้จากลำเลย ๒ หลอด และเข้าค้นตัว
จำเลยพบเฮโรอีน ๑๑ หลอดและเมทแอมเฟตามีน ๑๘ มัด การที่จำเลยมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเป็นการกระทำความผิดในวาระเดียวกันและถูกจับได้พร้อมกัน แม้วัตถุแห่งการกระทำผิดต่างชนิดกัน แต่เมื่อเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ ๑ เช่นเดียวกัน จึงเป็นการกระทำความผิดเพียงกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทแม้ว่าจำเลยมี เมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายคนละมาตรากันกับความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ก็หาทำให้การกระทำกรรมเดียวกลายเป็นการกระทำหลายกรรมไปได้ไม่
(๓) ฎ. ๒๑๖๘/๒๕๒๒ พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา ๔ วรรคสอง มีข้อความว่า
"ผลิต" หมายความว่าเพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนสภาพสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ และให้หมายความรวมถึงการแบ่งบรรจุด้วย การที่จำเลยอัดเฮโรอีนที่เป็นผงให้เป็นแท่ง จึงเป็นการแปรรูป
เฮโรอีน จึงมีความผิดฐานผลิตเฮโรอีนตามฟ้อง
(๔) ฎ. ๗๕๙/๒๕๒๗ จำเลยมีกัญชาไว้ในครอบครองตั้งแต่ขณะปลูก เมื่อปลูกแล้วกัญชาย่อม
เจริญเติบโต เมื่อกัญชาที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเป็นส่วนหนึ่งของผลผลิตซึ่งเกิดจากกัญชาที่ปลูก ไม่ว่าเก็บจากต้นแล้วหรือไม่ก็ตาม ถือได้ว่าการมีไว้ในครอบครองเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานผลิตกัญชาด้วยการปลูก
(๕) ฎ. ๗๑๖/๒๕๒๗ จำเลยบรรจุเฮโรอีนใส่หลอดกาแฟที่จัดเป็นท่อนสั้นๆ เป็นการผลิตเฮโรอีนตามความหมายของ พ.ร.บ.ยาเสพติดฯมาตรา ๔ แต่เฮโรอีนดังกล่าวเป็นจำนวนเดียวกับเฮโรอีนที่จำเลยมีไว้เพื่อจำหน่าย การที่จำเลยแบ่งบรรจุใส่หลอดก็เพื่อสะดวกในการจำหน่ายเท่านั้น การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานผลิตเฮโรอีนเพื่อจำหน่ายอันเป็นบทหนัก
(๖) ฎ. ๒๐๕๒/๒๕๒๙ แม้ต้นกัญชาของกลางจะเกิดขึ้นเอง แต่จำเลยได้ดูแลรดน้ำ โดยรู้อยู่
ว่าเป็นต้นกัญชา ดังนั้นพฤติการณ์ของผู้ต้องหาจึงเป็นการปลูกต้นกัญชา จึงมีความผิดฐานผลิตกัญชา ตาม พ.ร.บ.
ยาเสพติดให้โทษ ฯ ม.๕๗
(๗) ฎ. ๒๓๒๒/๒๕๓๙ การที่จำเลยขายก๋วยเตี๋ยวที่มีกัญชาเป็นส่วนผสมก็เท่ากับได้จำหน่ายกัญชานั้นให้แก่ผู้ซื้อก๋วยเตี๋ยวจากจำเลยด้วย ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดฯม.๒๖วรรคแรก,๗๖ วรรคสอง
๓. การสอบสวนคดีอาญาซึ่งจะต้องพิจารณาในศาลทหาร
๓.๑ คดีอาญาที่ทหารเป็นผู้ต้องหา โดยมิได้ถูกกล่าวหาว่าร่วมกระทำผิดกับพลเรือน การสอบสวนคดีดังกล่าวกระทำโดย พงส.ทั่วไป แต่เมื่อสอบสวนเสร็จสิ้นแล้วต้องส่งสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการประจำศาลทหาร เพื่อฟ้องคดีที่ศาลทหารซึ่งจัดตั้งขึ้นตาม พระธรรมนูญศาลทหาร ซึ่งขอกล่าวไว้โดยย่อดังนี้
(๑) ในเวลาปกติ
-ศาลชั้นต้น มี
-๗๔-
-ศาลจังหวัดทหาร(แบ่งทางเขตทหารไม่ใช่เขตทางปกครอง)
-ศาลมณฑลทหาร(ใหญ่กว่าศาลจังหวัดทหาร)
-ศาลทหาร กทม.(เขตอำนาจทั่วราชอาณาจักร)
-ศาลประจำหน่วยทหาร(ไม่จำกัดพื้นที่แล้วแต่หน่วยทหารระดับกองพันไปตั้งอยู่ที่ใด ต่างประเทศก็ได้)
-ศาลทหารกลาง(อุทธรณ์)
-ศาลทหารสูงสุด(ฎีกา)
(๒) ในเวลาไม่ปกติ(ศาลอาญาศึก) เมื่อมีการรบ สถานะสงคราม หรือใช้กฎอัยการศึก ตั้งศาลพลเรือนทำหน้าที่ เฉพาะคดีอาญา หรือคดีใดบ้างแล้วแต่ผู้มีอำนาจจะประกาศ
๓.๒ เมื่อ พงส.รับตัวทหารไว้เป็นผู้ต้องหา มีหนังสือแจ้งนายทหารพระธรรมนูญ แห่งหน่วยทหารใกล้ที่สุดมาร่วมสอบสวนปากคำ และรับตัวไปควบคุม นายทหารพระธรรมนูญไม่ใช่ทนายความคงทำหน้าที่เพียงที่ปรึกษากฎหมาย และเป็น ผู้แทนผู้บังคับบัญชาของทหารเพื่อผลทางการปกครองเท่านั้น การควบคุมตัวก็เป็นไปตามระเบียบ สร.ว่าด้วยการปฏิบัติและการประสานงานกรณีทหารถูกหาว่ากระทำผิดอาญา พ.ศ.๒๕๔๕
๓.๓ คำว่าทหาร หมายความว่าข้าราชการทหาร ทหารกองประจำการ และนักเรียนในสังกัดกระทรวงกลาโหม ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการทหาร
๔. การสอบสวนคดีอาญาที่จะต้องพิจารณาคดีในศาลเยาวชนและครอบครัว
๔.๑ กล่าวทั่วไป ได้มี พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัว และวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.
๒๕๕๓ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๔ โดยยกเลิก พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวฯพ.ศ.
๒๕๓๔ และฉบับที่ ๒ พ.ศ.๒๕๔๓ และฉบับที่ ๓ พ.ศ.๒๕๔๘ โดยมีเจตนารมณ์ในการคุ้มครองสิทธิ สวัสดิภาพและวิธีปฏิบัติต่อเด็ก เยาวชนและบุคคลในครอบครัว รวมทั้งกระบวนการพิจารณาคดีของศาลเยาวชนและครอบครัวให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ซึ่งคดีอาญาที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลเยาวชนและครอบครัวได้แก่
(๑) คดีอาญาใดๆ ที่มีข้อกล่าวหาว่าเด็กหรือเยาวชนกระทำความผิด
(๒) คดีอาญาที่มีข้อกล่าวหาว่าผู้ใหญ่ (อายุ ๑๘ ปีบริบูรณ์ขึ้นไป) กระทำผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.๒๕๔๖ และ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.๒๕๕๐
(๓) ) คดีอาญาใดๆ ที่มีข้อกล่าวหาว่าเด็กหรือเยาวชนกระทำความผิด และคดีอาญาที่มีข้อกล่าวหาว่าผู้ใหญ่ (อายุ ๑๘ ปีบริบูรณ์ขึ้นไป) กระทำผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.๒๕๕๐
แม้ผู้ต้องหาจะให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา พงส.ผู้รับผิดชอบต้องทำการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน
และส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมความเห็นทางคดีไปยังพนักงานอัยการ โดยฟ้องด้วยวาจาไม่ได้ ทั้งนี้ตาม
-๗๕-
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัว และวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.๒๕๕๓ ม.๗๘ วรรคหนึ่งและ
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.๒๕๕๐ ม.๘ วรรคหนึ่ง
๔.๒ ตาม ม.๔พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวฯ คำว่าเด็กหมายความว่าบุคคลอายุยังไม่เกิน ๑๕ ปีบริบูรณ์
(ไม่ได้กำหนดอายุขั้นต่ำไว้) และคำว่าเยาวชนหมายความว่า บุคคลอายุเกิน ๑๕ ปีบริบูรณ์ แต่ยังไม่ถึง ๑๘ ปีบริบูรณ์
คดีที่เด็กหรือโดยนับอายุ ณ วันกระทำผิดตามที่กล่าวหา เมื่อ พงส.รับคำร้องทุกข์ หากมีการกล่าวหาว่าร่วมกระทำผิดกับบุคคลอื่นที่มีอายุ ๑๘ ปีบริบูรณ์ขึ้นไปแล้ว พงส.ต้องแยกสำนวนการสอบสวนต่างหาก เพราะเมื่อสอบสวนเสร็จสิ้น จะต้องส่งสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการประจำศาลคดีเยาวชนและครอบครัว
๔.๓ ป.อาญา (ซึ่งมีการแก้ไขใหม่ใน ม.๗๓-๗๖ เมื่อ พ.ศ.๒๕๕๑) ดังนี้.
-ม.๗๓ เด็กอายุไม่เกิน ๑๐ ปี-ไม่ต้องรับโทษ
-ม.๗๔ เด็กกว่า ๑๐ ปี-ไม่เกิน ๑๕ ปี-ไม่ต้องรับโทษ แต่ศาลกำหนดวิธีการที่สมควรได้
-ม.๗๕ ผู้ใดอายุกว่า ๑๕ ปี-ไม่เกิน ๑๘ ปี-ให้ศาลพิจารณาว่าควรรับโทษหรือไม่(หรือเห็นควรนำ ม.๗๔ มาใช้ หรือ เห็นควรรับโทษ แต่ลดอัตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง)
-ม.๗๖ ผู้ใดกว่า ๑๘ปี-ไม่เกิน ๒๐ปี ศาลเห็นควรลดมาตรส่วนโทษ ๑ ใน ๓ หรือกึ่งหนึ่งได้
๔. ๔ การจับกุมและการสอบสวน ม.๖๖-๗๕
(๑) กฎหมายห้ามจับกุมเด็กซึ่งต้องหาว่ากระทำผิดอาญาเว้นแต่เด็กกระทำความผิดซึ่งหน้าและจับตามหมายจับหรือคำสั่งของศาล ส่วนการจับกุมเยาวชนเป็นไปตาม ป.วิอาญา (พงส.ไม่มีอำนาจปล่อยตัวชั่วคราว)
(๒) กฎหมายห้ามควบคุม คุมขัง กักขัง หรือใช้มาตรการจำกัดสิทธิเสรีภาพเด็กหรือเยาวชนเว้นแต่กรณี
(๒.๑) มีหมายหรือคำสั่งศาล หรือ
(๒.๒) ควบคุมเท่าที่จำเป็นเพื่อนนำตัวส่งที่ทำการ พงส.ผู้รับผิดชอบ ในระหว่างการสอบสวนและการนำตัวไปศาลเพื่อตรวจสอบการจับกุม
(๓) ในการจับกุมตามข้อ (๑) นั้นเจ้าพนักงานผู้จับต้องแจ้งแก่เด็กหรือเยาวชนว่าเขาจะต้องถูกจับและแจ้งข้อกล่าวหารวมทั้งแจ้งสิทธิตาม ป.วิอาญา ม.๘๓ วรรค ๒ ถ้ามีหมายต้องแสดงหมายจับด้วยและทำบันทึกการจับกุมนำส่งตัวพร้อมบันทึกการจับกุมแก่ พงสงท้องที่ที่ถูกจับทันที โดยก่อนส่งตัวต้องแจ้งข้อกล่าวหาและรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุแห่งการจับให้ผู้ถูกจับทราบ และบันทึกไว้ในบันทึกการจับกุม ทั้งนี้ห้ามมิให้ถามและบันทึกคำให้การผู้ถูกจับ(ไม่ว่ารับสารภาพหรือปฏิเสธ) เว้นแต่การสอบถามเพื่อตรวจสอบว่าเป็นคนเดียวกับหมายจับหรือไม่
(๔) การสอบสวนคดีอาญาและมาตรการพิเศษแทนการดำเนินคดีอาญา
(๔.๑) เมื่อ พงส.ผู้รับผิดชอบได้รับตัวเด็กหรือเยาวชนซึ่งถูกจับ หรือถูกส่งตัวมา เข้าหา
-๗๖-
เอง มาปรากฏตัวอยู่ต่อหน้า หรือมีผู้นำมามอบตัว ให้รีบสอบถามเด็กหรือเยาวชนในเบื้องต้น(ชื่อตัว ชื่อสกุล รายละเอียดเกี่ยวกับบิดามารดา อายุ สัญชาติ ถิ่นที่อยู่ สถานที่เกิด อาชีพ รายละเอียดเกี่ยวกับบิดามารดา ผู้ปกครองหรือองค์กรที่อยู่ด้วย) แล้วแจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบ และแจ้ง ผอ.สถานพินิจที่เด็กหรือเยาวชนนั้นอยู่ในเขตอำนาจทราบ
(๔.๒) การสอบถามเบื้องต้นตามข้อ (๔.๑) ให้กระทำในสถานที่เหมาะสม ไม่เลือกปฏิบัติ
ไม่ปะปนกับผู้ต้องหาอื่น หรือมีบุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องลักษณะประจานเด็กหรือเยาวชน หรือหากจะปรึกษาหรือสื่อสารกับบิดา มารดา ผู้ปกครอง บุคคล หรือผู้แทนองค์การ และอยู่ในวิสัยที่ พงส.จะดำเนินการได้ให้รีบดำเนินการให้ตามควรแก่กรณีโดยไม่ชักช้า
(๔.๓) เมื่อได้สอบถามเบื้องต้นตามข้อ (๔.๑) แล้ว ในกรณีที่ไม่มีหมายจับ และเด็กหรือเยาวชนถูกเรียกตัวมา ส่งตัวมา เข้าหาเอง มาปรากฏตัวอยู่ต่อหน้า หรือมีผู้นำมามอบตัว ให้ พงส.ดำเนินการตาม ป.วิอาญา ม.๑๓๔โดยไม่ต้องนำตัวไปศาลเพื่อตรวจสอบการจับภายใน ๒๔ ชั่วโมง เนื่องจากไม่ถือว่าเป็นการจับ จึงไม่มีอำนาจควบคุมหรือปล่อยตัวชั่วคราว(กฎหมายกำหนดให้พนักงานอัยการฟ้องคดีให้ทันใน ๓๐ วัน นับแต่เด็กหรือเยาวชนนั้นปรากฏตัวต่อ พงส.ผู้รับผิดชอบ ) โดย พงส.ผู้รับผิดชอบต้องมีหนังสือแจ้ง ผอ.สถานพินิจเพื่อทำการสืบเสาะข้อเท็จจริงโดยไม่ต้องส่งตัวเด็กหรือเยาวชนไปด้วย
(๔.๔) กรณีมีการจับเมื่อ พงส.รับตัวแล้วและดำเนินการตามข้อ (๔.๑) แล้วให้นำตัวเด็กหรือเยาวชนไปศาลเพื่อให้ศาลตรวจสอบการจับกุมทันที ทั้งนี้ภายใน ๒๔ ชั่วโมงนับแต่ถึงที่ทำการ พงส.ผู้รับผิดชอบ(ไม่นับระยะเวลาในการเดินทาง)
(๔.๕) กรณีศาลสั่งปล่อยตัวเนื่องจากการจับเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ พงส.
ดำเนินการสอบสวนคดีนั้นต่อไปโดยต้องดำเนินการให้เป็นไปตาม ป.วิ เด็ก ม.๗๘ ละเมื่อทำการสอบสวนเสร็จสิ้นและมีความเห็นสั่งฟ้องให้เรียกตัวมาส่งพร้อมสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการ
(๔.๖) ในกรณีต้องนำเด็กหรือเยาวชนไปศาลเพื่อตรวจสอบการจับ พงส.อาจมอบเด็กหรือเยาชนให้บิดามารดาหรือผู้ปกครองหรืองค์การ ที่เด็กหรือเยาวชนอาศัยรับและนำตัวไปศาลเองใน ๒๔ ชั่วโมงหรือเรียกประกันก็ได้
(๔.๗) ตาม (๔.๔) และ (๔.๖) มิให้นำไปใช้บังคับในคดีที่ พงส.ผู้รับผิดชอบเห็นว่าคดีอาจเปรียบเทียบปรับได้
(๔.๘) การแจ้งข้อกล่าวหาและการสอบปากคำไม่จำต้องมีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กหรือเยาวชนร้องขอและพนักงานอัยการอยู่ด้วยตามนับ ป.วิอาญา ม.๑๓๓ ทวิ และ ม.๑๓๔/๒ แต่จะต้องมีที่ปรึกษากฎหมายร่วมอยู่ด้วยทุกครั้ง พร้อมทั้งแจ้งด้วยว่ามีสิทธิที่จะให้การหรือไม่ให้การก็ได้ และถ้อยคำอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีชั้นศาลได้(ที่ปรึกษากฎหมายคือทนายความที่ผ่านการอบรม
-๗๗-
เรื่องวิธีการพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวและมีความรู้เกี่ยวกับจิตวิทยาทั้งนี้ตามข้อบังคับประธานศาลฎีกา)
หมายเหตุ- มีบทเฉพาะกาล ๒ ปี ในเรื่องที่ปรึกษากฎหมายมี ๒ ประเภท คือ ทนายความตามกฎหมายว่าด้วยทนายความ หรือผู้มีปริญญาตรีทางกฎหมายและจดทะเบียนเป็นที่ปรึกษากฎหมาย โดยใช้อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้
(๔.๙) ห้าม พงส.ผู้รับผิดชอบจัดให้มีหรืออนุญาตให้มีหรือยินยอมให้มีการถ่ายภาพหรือบันทึกภาพเด็กหรือเยาวชนซึ่งต้องหาว่ากระทำผิด เว้นแต่ประโยชน์ในการสอบสวน
(๔.๑๐) หากปรากฏเป็นที่แน่ชัดว่าเด็กซึ่งถูกจับกุมหรือควบคุมนั้นในการกระทำความผิดอายุไม่เกิน ๑๐ บริบูรณ์ให้ดำเนินการ โดย พงส.สอบสวนไปตาม ป.วิอาญาและ กฎหมายอื่นเมื่อสอบสวนเสร็จ
ให้ พงส.ผู้รับผิดชอบทำความเห็นว่าเด็กนั้นกระทำผิดตามข้อกล่าวหาหรือไม่ หรือพยานหลักฐานรับฟังไม่ได้ว่าเด็กกระทำผิดตามที่ถูกกล่าวหา โดยไม่ต้องทำความเห็นว่าควรฟ้องหรือไม่ฟ้อง แล้วส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการ ระหว่างสอบสวนให้ พงส.ผู้รับผิดชอบมอบตัวเด็กให้อยู่ในความปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือบุคคลหรือองค์การซึ่งเด็กอยู่ด้วย หากไม่มีให้ส่งตัวไปพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายคุ้มครองเด็กในโอกาสแรกแต่ทั้งนี้ไม่เกิน ๒๔ ชั่วโมงนับแต่เด็กมาถึงที่ทำการของ พงส.ผู้รับผิดชอบ
๕. การสอบสวนคดีอาญาที่จะต้องพิจารณาคดีในศาลแขวง
๕.๑ พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๗ กำหนดให้ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษา ไต่สวน หรือมีคำสั่งใดๆซึ่งผู้พิพากษานายเดียวมีอำนาจตาม ม.๒๔ และ ม.๒๕ ซึ่งในส่วนคดีอาญา ตาม ม.๒๕ วรรค ๑ (๕) บัญญัติว่า ผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นคนเดียวมีอำนาจ พิจารณา พิพากษาคดีอาญาซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างสูงไว้ให้จำคุกไม่เกิน ๓ ปีหรือปรับไม่เกิน ๖ หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่จะพิพากษาลงโทษจำคุกเกินหว่า ๖เดือนหรือปรับเกิน ๑ หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับที่เกินอัตราดังกล่าวอย่างหนึ่งอย่างใดหรือทั้งสองอย่างไม่ได้ มีข้อพิจารณาจากแนวคำพิพากษาศาลฎีกาอธิบายในเรื่องอำนาจพิจารณาคดีที่มีโทษจำคุกไม่เกิน ๓ ปี และมีอำนาจพิพากษาจำคุกได้ไม่เกิน ๖ เดือน เพิ่มเติม ดังนี้.
-บวกโทษได้ที่รอไว้ในคดีอื่นมารวมได้
-แม้จะรอลงอาญาก็ตามแต่จะลงโทษเกิน ๖ เดือนไม่ได้
-ถ้ากรรมเดียวผิดหลายบทต้องดูบทหนักว่าเกินอำนาจผู้พิพากษานายเดียวหรือไม่
-ถ้าหลายกรรมที่จะต้องลงโทษเรียงกระทง อำนาจพิจารณาดูเป็นกรรมไปการลงโทษก็เช่นกัน รวมหลายกรรมแล้วถ้าแต่ละกรรมไม่เกิน ๖ เดือนก็ลงโทษได้
-ฟ้องฐานพยายาม ก็ต้องคิดว่าสองในสามของอัตราโทษที่ฟ้องเป็นเท่าไรถ้าไม่เกิน ๓ ปีก็มีอำนาจพิจารณาได้ เช่นเดียวกับผู้ใช้ถ้ายังไม่ทำโทษหนึ่งในสาม สำเร็จจึงเท่าตัวการ,ผู้สนับสนุนอัตราโทษสองในสาม
-ฟ้องโดยมีคำขอให้เพิ่มโทษในคำขอท้ายฟ้องฐานไม่เข็ดหลาบแนวคำพิพากษายังไม่มี เช่นฟ้อง
ป.อาญา ม.๓๓๔ ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาได้แต่ขอท้ายฟ้องให้เพิ่มโทษม.๙๓ ผู้พิพากษานายเดียว มีอำนาจ
-๗๘-
พิจารณาแต่จะพิพากษาสุทธิหลังเพิ่มโทษเกิน ๖ เดือนไม่ได้
-ถ้าทั้งเพิ่มทั้งลด ต้องดูสุทธิ เมื่อเพิ่มแล้วลดแล้วเป็นเท่าไรถ้าเกิน ๖ เดือน นายเดียวไม่ได้
-รอการกำหนดโทษ ในคดีนี้พิพากษาลงโทษไม่เกิน ๖ เดือน และกำหนดโทษคดีเก่าอีก ๖ เดือนได้แม้รวมแล้วเป็น ๑ ปี เพราะเป็นการพิพากษาสองคดีคดีละ ๖ เดือน
-ฟ้องให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯและให้เพิกถอนใบขับขี่ ไม่ต้องดูที่ให้ศาลสั่งผนวกโทษดูเฉพาะอัตราโทษหลักที่จะให้ลง
๕.๒ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง ม.๔ ได้ระบุให้นำ ป.วิ อาญา และพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาใช้ แต่ไม่กระทบกระเทือนตามกฎหมายเกี่ยวกับคดีศาลคดีเด็กฯ และ ม.๗ คดีศาลแขวงเมื่อจับกุมผู้ต้องหาได้ พงส.ต้องส่งตัวผู้ต้องหาพร้อมสำนวนการสอบสวนให้ พนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลแขวงใน ๔๘ ชั่วโมง นับแต่เวลาผู้ต้องหาถูกจับโดยไม่รวมระยะเวลาเดินทางตามปกติจากที่จับมายังที่ทำการ พงส.
จากที่ทำการ พงส.และหรือจากที่ทำการ พนักงานอัยการไปยังศาลรวมใน ๔๘ ชั่วโมงดังกล่าว กรณีมีเหตุจำเป็นไม่สามารถฟ้องได้ทันใน ๔๘๔ ชั่วโมง ให้ผัดฟ้องคราวละไม่เกิน ๖ วัน และไม่เกิน ๓ คราว และหากยังมีเหตุจำเป็นอีก พงส.หรือพนักงานอัยการต้องนำพยานหลักฐานมาให้ศาลไต่สวนให้เห็นความจำเป็น ศาลจะอนุญาตให้ผัดฟ้องได้อีกไม่เกิน ๓ คราว คราวละไม่เกิน ๖ วัน ดังนั้นในคดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน ๓ ปี พงส.ต้องรีบทำสำนวนการสอบสวนโดยรวดเร็ว กรณีผู้ต้องหาให้การรับสารภาพโดยไม่ได้ต่อสู้คดี จึงถือไม่ได้ว่ามีเหตุจำเป็นที่จะต้องผัดฟ้องพนักงานอัยการจะต้องยื่นฟ้องให้ทันภายใน ๔๘ ชั่วโมง และ ม.๒๐ ยังได้บัญญัติให้อัยการฟ้องได้โดยไม่ต้องทำการสอบสวน(ไม่ต้องทำสำนวนการสอบสวน และในคดีศาลแขวงฟ้องด้วยวาจาก็ได้ แต่ในทางปฏิบัติ พงส.รวบรวมคำให้การผู้ต้องหาตามแบบพิมพ์ใบแดง และมีหนังสือถึงพนักงานอัยการระบุความผิดฐานใด ตามกฎหมายใด มาตราใดมาด้วย) และกรณีผู้ต้องหาหลบหนีที่ควบคุม มิให้นำระยะเวลาที่หลบหนีเข้าไปใน ๔๘ ชั่วโมง ตาม ม.๗ ทวิ และหากพ้นกำหนดเวลาตาม ม.๗ ใน ม.๙ ระบุห้ามฟ้องคดีเว้นแต่ได้รับอนุญาตจากอัยการสูงสุด
๖. การสอบสวนคดีลหุโทษ
๖.๑ คดีลหุโทษคือคดีที่มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน ๑ เดือน หรือปรับไม่เกิน ๑ พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งแม้กระทำโดยไม่มีเจตนาตาม ป.อาญา ม.๕๙ ก็มีความผิด ทางปฏิบัติ พงส.ไม่ต้องทำสำนวนการสอบสวนเพียงมีการแจ้งข้อกล่าวหาและสอบสวนปากคำ หากผู้ต้องหาให้การรับสารภาพก็จะทำการเปรียบเทียบปรับไปได้เลย เมื่อเปรียบเทียบปรับแล้ว คดีอาญาก็เลิกกันตาม ป.วิ อาญา ม.๓๗ และนำมาฟ้องอีกไม่ได้ตาม ม.๓๙
๖.๒ แต่อย่างไรก็ตาม พงส.มีอำนาจที่จะทำการเปรียบเทียบในคดีมีโทษปรับสถานเดียวไม่เกิน ๑ หมื่นบาท ตาม พ.ร.บ.เปรียบเทียบปรับคดีอาญา แม้โทษปรับสถานเดียวนั้นจะเกินลหุโทษไปก็ตาม และ พงส.ยังสามารถทำการเปรียบเทียบปรับคดีที่มีโทษปรับสถานเดียวและกฎหมายนั้นๆได้ระบุให้อำนาจ พงส.ตาม ป.วิ อาญา
-๗๙-
เปรียบเทียบปรับได้ คดีนั้นก็ยุติได้เช่นกัน
๖.๓ ทางปฏิบัติ พงส.แต่ละท้องที่จะต้องรวบรวมเอกสารการเปรียบเทียบปรับ(ใบเหลือง) นำส่งพนักงานอัยการทุกรอบเดือน
๖.๔ ในคดีที่ พงส.สามารถเปรียบเทียบปรับได้ แต่ผู้ต้องหาไม่ยินยอมให้เปรียบเทียบปรับ ให้นำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานอัยการ แต่พนักงานอัยการจะส่งกลับให้พยายามเปรียบเทียบปรับ เพื่อไม่ให้คดีขึ้นสู่ศาล
พงส. ก็ต้องปฏิบัติไปตามนั้น
ตัวอย่างคำถาม ๑. การเปรียบเทียบคดีอาญาโดย พงส.และพนักงานอัยการ มีหลักเกณฑ์และมีผลแตกต่างกันอย่างไร
ธงคำตอบ ๑. การเปรียบเทียบคดีอาญาโดยพนักงานสอบสวนมีหลักเกณฑ์ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ อาญา ม.๓๘ ว่า ในคดีความผิดตาม ม. ๓๗ (๒) ถ้า พงส.เห็นว่าผู้ต้องหาไม่ควรได้รับโทษถึงจำคุก ให้มีอำนาจเปรียบเทียบ
ตาม ม. ๓๘ (๑) (๒)ส่วนการเปรียบเทียบคดีอาญาโดยพนักงานอัยการมีหลักเกณฑ์ตามที่บัญญัติไว้ใน ม. ๑๔๔ ว่าในกรณีที่พนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้อง ถ้าความผิดนั้นเป็นความซึ่งอาจเปรียบเทียบได้ และพนักงานอัยการเห็นสมควรพนักงานอัยการมีอำนาจสั่งให้ พงส.พยายามเปรียบเทียบคดีได้ตาม ม. ๑๔๔ (๑) (๒) การเปรียบเทียบโดย พงส.ก็ดี พนักงานอัยการก็ดี มีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตาม ม. ๓๙ (๓) ส่วนข้อแตกต่างนั้น พงส.ผู้รับผิดชอบเท่านั้นที่มีอำนาจเปรียบเทียบคดีนั้นได้ ส่วนกรณีที่พนักงานอัยการสั่งให้เปรียบเทียบนั้น อาจให้พงส.ท้องที่เดิมหรือท้องที่อื่นทำการเปรียบเทียบก็ได้ และการเปรียบเทียบโดย พงส.เป็นดุลพินิจของ พงส.โดยเฉพาะ พนักงานอัยการไม่มีอำนาจโต้แย้งดุลพินิจของ พงส.ได้ ส่วนการเปรียบเทียบโดยพนักงานอัยการ พงส.ต้องพยายามเปรียบเทียบคดีนั้นตามคำสั่งของพนักงานอัยการ โดยไม่มีอำนาจโต้แย้ง เพราะเป็นดุลพินิจของพนักงานอัยการ
ตัวอย่างคำถาม ๒. นายเด็ดกระทำความผิดอาญาฐานหนึ่ง พงส.ดำเนินคดีพิจารณาแล้วเห็นว่าสามารถเปรียบเทียบได้ และนายเด็ดเป็นนักศึกษากระทำความผิดเป็นครั้งแรก น่าจะกลับตนเป็นคนดีได้ ไม่ควรได้รับโทษถึงจำคุก จึงทำการเปรียบเทียบนายเด็ดเสร็จสิ้นแล้ว นายเด็ดได้ใจคิดว่าเจ้าพนักงานตำรวจเกรงใจบิดาตน ซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพล ได้กระทำความผิดฐานเดียวกันและพงส.ได้ทำการเปรียบเทียบอีกสองครั้ง ต่อมานายเด็ดกระทำความผิดคดีเช่นนั้นอีก พงส.เห็นว่านายเด็ดไม่เข็ดหลาบ จึงทำการสอบสวนโดยไม่เปรียบเทียบคดีนั้นอีกแล้วสรุปสำนวน มีความเห็นควรสั่งฟ้องนายเด็ด แล้วส่งสำนวนต่อพนักงานอัยการ พนักงานอัยการพิจารณาแล้วเห็นว่านายเด็ดกระทำความผิดจริง แต่นายเด็ดเป็นนักศึกษาปีสุดท้าย ถ้าฟ้องต่อศาลอาจถูกจำคุกเสียอนาคตได้ ควรให้ความปรานีโดยการเปรียบเทียบ ดังนี้ พนักงานอัยการจะต้องดำเนินการอย่างไร และพงส.จะโต้แย้งคัดค้านได้หรือไม่ จงอธิบาย
ธงคำตอบ ๒. เมื่อพนักงานอัยการเห็นควรให้ความปรานีนายเด็ดโดยการเปรียบเทียบ พนักงานอัยการจะต้องมีคำสั่งฟ้องนายเด็ดและส่งสำนวนกลับไปยัง พงส.ให้พยายามเปรียบเทียบคดีนี้ ตาม ม. ๑๔๔ (๒) พงส.ต้อง
-๘๐-
พยายามเปรียบเทียบคดีนี้ตามคำสั่งของพนักงานอัยการโดยไม่มีอำนาจโต้แย้งดุลพินิจของพนักงานอัยการ
ตัวอย่างคำถาม ๓. นายกรอบไปแจ้งความกล่าวหาว่าถูกนายมวยทำร้ายร่างกาย มีรอยฟกช้ำที่ ศีรษะปรากฏตามใบชันสูตรบาดแผลของแพทย์ พงส.แจ้งข้อหานายมวยว่า นายมวยทำร้ายร่างกายนายกรอบไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ นายมวยให้การรับสารภาพ พงส.เห็นว่าเป็นเพียงความผิดลหุโทษ จึงเปรียบเทียบปรับนายมวย เป็นเงิน ๒๐๐ บาท ทั้งนายกรอบและนายมวยต่างยินยอม นายมวยชำระค่าปรับแล้ว ต่อมาปรากฏว่าในวันเดียวกันหลังจากเกิดเหตุ นายกรอบมีอาการโลหิตคั่งในสมอง เนื่องจากเหตุที่ถูกนายมวยทำร้าย ต้องรักษาตัวต่อมานานประมาณ ๓๐ วัน นายกรอบยื่นฟ้องนายมวยในข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ใน
ระหว่างไต่สวนมูลฟ้องความปรากฏแก่ศาล จากการไต่สวนมูลฟ้องว่า นายกรอบและนายมวยได้ยินยอมให้ พงส.เปรียบเทียบปรับดังกล่าวข้างต้นแล้วดังนี้ ให้วินิจฉัยว่าศาลจะพิพากษายกฟ้องเพราะคดีอาญาเลิกกัน โดยนายกรอบจึงไม่มีอำนาจฟ้องได้หรือไม่
ธงคำตอบ ๓. แม้ความจะปรากฏแก่ศาลจากการไต่สวนมูลฟ้องว่า นายกรอบแจ้งความกล่าวหาว่าถูกนายมวยทำร้ายร่างกายไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ซึ่งเป็นความผิดลหุโทษ นายมวยให้การรับสารภาพ พงส.ทำการเปรียบเทียบปรับ ทั้งนายกรอบและนายมวยต่างยินยอม และนายมวยผู้ต้องหาชำระค่าปรับตามที่ พงส.ได้เปรียบเทียบแล้วคดีอาญาดังกล่าวย่อมเลิกกันตาม ป.วิ.อาญา ม. ๓๗(๒) และมาตรา ๓๘(๑) สิทธินำคดีอาญาในความผิดลหุโทษของนายกรอบย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อาญา ม. ๓๙(๓) ก็ตาม แต่เมื่อปรากฏว่าในวันเดียวกันหลังจากเกิดเหตุ นายกรอบมีอาการโลหิตคลั่งในสมองเนื่องจากเหตุถูกนายมวยทำร้าย ต้องรักษาตัวต่อมานานประมาณ ๓๐ วัน อันเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส คดีจึงไม่อาจเลิกกันได้ เพราะกรณีไม่ใช่ความผิดลหุโทษเสียแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของนายกรอบจึงยังไม่ระงับไป ศาลจะพิพากษายกฟ้องเพราะคดีอาญาเลิกกันไม่ได้ นายกรอบจึงมีอำนาจฟ้องนายมวยในข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสได้ (ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๕๔/๒๕๔๑)
๖.๕ การควบคุมตัวผู้ต้องหาในคดีลหุโทษ ป.วิ อาญา ม.๘๗ วรรคสอง บัญญัติให้ควบคุมตัวไว้ได้เท่าที่จะถามคำให้การ และที่จะรู้ว่าเป็นใคร อยู่ที่ไหนเท่านั้น

********************************





-๘๑-
บทที่ ๙
การสอบสวนคดีอาญาในสถานการณ์ไม่ปกติ
(ภาวะการใช้กฎอัยการศึก ระหว่างประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน
หรือ พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร)
๑. ปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมายพิเศษ เพื่อรักษาความมั่นคงภายในประเทศของเราจำนวน ๓ ฉบับ คือ พ.ร.บ.
กฎอัยการศึก พ.ศ.๒๔๕๗ , พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.๒๕๔๘ และ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.๒๕๕๑ เพราะบางครั้งการใช้กฎหมายที่มีอยู่ตามปกติอาจไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ให้ประเทศชาติปลอดภัยได้ ความมั่นคงของประเทศเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง และเพื่อความอยู่รอดเป็นเอกราชของประเทศ จึงยังคงมีความจำเป็นต้องมีกฎหมายพิเศษดังกล่าว ส่วนการประกาศให้บังคับใช้แค่ไหนเพียงใด ในพื้นที่ใดบ้าง หรือใช้กฎหมายฉบับใดบังคับก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ความหนักเบาของเหตุการณ์ แม้กฎหมายดังกล่าวจะจำกัดสิทธิประชาชนบางประการอันอาจขัดกับหลักการประชาธิปไตย แต่หลายประเทศที่เป็นประชาธิปไตยก็มีกฎหมายพิเศษเช่นนี้ด้วย เช่นประเทศสหรัฐอเมริกา ก็มีกฎหมายรักษาความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ การประกาศใช้เป็นเรื่องของคณะรัฐมนตรี เมื่อมีการประกาศใช้ในพื้นที่ใดการปฏิบัติในเรื่องการจับกุม การตรวจค้น และการสอบสวนก็จะแตกต่างไปกับ ป.วิ อาญา
๒. สาระสำคัญโดยสรุปของกฎหมายทั้ง ๓ ฉบับ
๒.๑ กฎอัยการศึกที่ประกาศใช้ด้วยสาเหตุ ประกาศใช้ได้เฉพาะเวลามีสงคราม หรือ การจราจล หรือ
มีการจำเป็นที่จะรักษาความเรียบร้อยให้ปราศจากภัยซึ่งอาจจะมีมาจากภายนอก ซึ่งจะเกิดภายในราชอาณาจักรเท่านั้น อำนาจของทหาร ในเขตประกาศใช้กฎอัยการศึกให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจเหนือเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือน ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับยุทธการ การระงับ ปราบปราม หรือรักษาความสงบเรียบร้อย และเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนต้องปฏิบัติตามความต้องการของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร
-เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจ
(๑) ตรวจค้น บรรดาสิ่งที่ซึ่งจะเกณฑ์ ต้องห้าม ต้องยึด จะต้องเข้าอาศัย หรือ มีไว้ในครอบครอง โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในตัวบุคคล ยานพาหนะ เคหสถาน สิ่งปลูกสร้าง หรือที่ใดๆและไม่ว่าเวลาใดๆทั้งสิ้น ตรวจข่าวสาร จดหมาย โทรเลข หีบ ห่อ หรือสิ่งอื่นใดที่ส่งหรือมีไปมาถึงกันในเขตประกาศใช้กฎอัยการศึก- ตรวจหนังสือ สิ่งพิมพ์ หนังสือพิมพ์ ภาพโฆษณา บทหรือคำประพันธ์
(๒) เกณฑ์ พลเมืองให้ช่วยกำลังทหารในกิจการ ซึ่งเนื่องจากในการป้องกันพระราชอาณาจักร หรือช่วยเหลือเกื้อกูล ยวดยาน สัตว์พาหนะ เสบียงอาหาร เครื่องศาสตราวุธ เครื่องมือ เครื่องใช้ต่างๆ จากบุคคลหรือบริษัทใดๆซึ่งทางราชการทหารทุกอย่างทุกประการ
(๓) ห้าม มิให้มีการมั่วสุมประชุมกัน ห้ามออกจำหน่าย จ่าย หรือแจก ซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์
-๘๒-
หนังสือพิมพ์ ภาพ บท หรือคำประพันธ์ ห้ามโฆษณา แสดงมหรสพ รับหนังสือ ส่งซึ่งวิทยุ วิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์ ห้ามใช้ทางสาธารณะเพื่อการเจรจาไม่ว่าจะเป็นทางบก ทางน้ำ หรือทางอากาศ รวมถึงทางรถไฟและทางรถรางที่เดินด้วย ห้ามมีหนังสือ หรือใช้เครื่องมือสื่อสาร หรืออาวุธ เครื่องอุปกรณ์ของอาวุธและเคมีภัณฑ์ หรือสิ่งอื่นใดที่มีคุณสมบัติทำให้เกิดอันตรายแก่บุคคล สัตว์ พืช หรือทรัพย์สิน หรือที่อาจนำไปใช้ทำเป็นเคมีภัณฑ์ หรือสิ่งอื่นใดที่มีคุณสมบัติดังกล่าวได้ ห้ามบุคคลออกนอกเคหสถานภายในระหว่างระยะเวลาที่กำหนด ห้าม บุคคลเข้าไปหรืออาศัยอยู่ในเขตท้องที่ใดซึ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารเห็นว่าเป็นการจำเป็นเพื่อการยุทธ การระงับปราบปราม หรือการรักษาความสงบเรียบร้อย และเมื่อได้ประกาศห้ามเมื่อใดแล้ว ให้ผู้ซึ่งอาศัยอยู่ในเขตนั้นออกไปจากเขตนั้นภายในกำหนดเวลาที่ได้ประกาศกำหนด ห้ามบุคคลกระทำหรือมีซึ่งกิจกรรมหรือสิ่งอื่นใดได้ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกำหนดว่า ควรต้องห้ามในเวลาที่ได้มีการประกาศใช้กฎอัยการศึก
(๔) ยึดบรรดาสิ่งที่ถูกค้น เกณฑ์ ห้าม หากเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารเห็นเป็นการจำเป็นจะยึดไว้ชั่วคราว เพื่อมิให้เป็นประโยชน์แก่ราชศัตรูหรือเพื่อประโยชน์แก่ราชการทหาร
(๕) เข้าอาศัยที่ใดๆซึ่งราชการทหารเห็นว่าจำเป็นจะใช้เป็นประโยชน์ในราชการทหารได้ทุกแห่ง
(๖) ทำลายหรือเปลี่ยนแปลงสถานที่ ถ้าเกิดสงครามหรือรบสู้เป็นรองราชศัตรู มีอำนาจที่จะเผาบ้าน สิ่งที่ซึ่งเห็นว่าจะเป็นกำลังแก่ราชศัตรู เมื่อกรมกองทหารถอยไปแล้ว หรือสิ่งใดๆอยู่ในที่ซึ่งกีดกันการสู้รบก็ทำลายได้ทั้งสิ้น นอกจากนั้นมีอำนาจจะสร้างที่มั่น ดัดแปลงภูมิประเทศ หมู่บ้าน เมือง สำหรับการต่อสู้ราชศัตรู หรือเตรียมการป้องกันรักษา ตามความเห็นชอบของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารได้ทุกอย่าง
(๗) ขับไล่ผู้หนึ่งผู้ใด ซึ่งไม่มีภูมิลำเนาอาศัยเป็นหลักฐาน หรือผู้มาอาศัยในตำบลนั้นชั่วคราว เมื่อมีการสงสัยอย่างหนึ่งอย่างใดหรือจำเป็น มีอำนาจที่จะขับไล่ผู้นั้นให้ออกไปจากเมืองหรือตำบลนั้นได้
(๘) อำนาจในการกักในกรณีที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีเหตุอันควรสงสัยว่าบุคคลใดจะเป็นราชศัตรู หรือฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัตินี้ หรือต่อคำสั่งเจ้าหน้าที่ ฝ่ายทหารมีอำนาจกักไว้ไม่เกิน ๗ วัน เพื่อทำการสอบถาม หรือตามความจำเป็นทางราชการทหารได้
๒.๒ พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินพ.ศ. ๒๕๔๘ ประกาศราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑๖ ก.ค.๒๕๔๘ มีผลบังคับใช้ อำนาจของ นายกประกาศทันทีได้หากเร่งด่วนแต่ต้องขอความเห็นชอบต่อ ครม.ใน ๓ วัน หาก ครม.ไม่เห็นชอบที่นายกประกาศก็สิ้นสุดทันทีนับแต่ไม่เห็นชอบ และต่ออายุการบังคับใช้ทุก ๓ เดือน ต้องผ่านความเห็นชอบของ ครม.ตาม ม.๕ วรรค ๑ และ๒ตามลำดับ
สถานการณ์ฉุกเฉิน คือ สถานการณ์อันกระทบหรืออาจกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ หรืออาจทำให้ประเทศหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของประเทศตกอยู่ในภาวะคับขัน หรือมีการกระทำความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา การรบหรือการสงคราม ซึ่งจำเป็นต้องมีมาตรการเร่งด่วนเพื่อรักษาไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตย ฯลฯ...........”
-๘๓-
สาระสำคัญ
(๑) ให้บรรดาอำนาจหน้าที่ของ รมต., กระทรวงต่าง ๆ ในการป้องกัน แก้ไข ปราบปราม ยับยั้งในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือฟื้นฟู หรือช่วยเหลือ ประชาชน โอนมาเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี
(๒) นายกรัฐมนตรีมีอำนาจออกข้อกำหนด ตามมาตรา ๙ ได้แก่ ห้ามบุคคลออกนอกเคหะสถานภายในระยะเวลาที่กำหนด ห้ามมีการชุมนุมหรือมั่วสุม ณ ที่ใด ๆ ห้ามการเสนอข่าว ที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว เข้าใจผิด ห้ามใช้หรือกำหนดเงื่อนไข เส้นทางคมนาคม หรือ ใช้ยานพาหนะ ห้ามใช้อาคารหรือเข้าไปอยู่ในสถานที่ใด ๆ ให้อพยพประชาชนออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัย หรือห้ามเข้าไปในพื้นที่ที่กำหนด
นายกรัฐมนตรีมีอำนาจ ตามมาตรา ๑๑ ในกรณีจำเป็นที่จะต้องเร่งแก้ไขปัญหาให้ยุติอย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที ประกาศให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจจับกุมและควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย เรียกให้บุคคลมารายงานตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ยึด ออกคำสั่งยึด หรืออายัดอาวุธ สินค้า ที่ต้องสงสัย ตรวจค้น รื้อถอน หรือทำลายซึ่งอาคารสิ่งปลูกสร้าง หรือสิ่งกีดขวางตามความจำเป็น ตรวจสอบจดหมาย สิ่งพิมพ์ โทรเลข โทรศัพท์ เพื่อป้องกันหรือระงับเหตุร้าย ห้ามมิให้กระทำการใด ๆ หรือสั่งให้กระทำการใดๆ เท่าที่จำเป็นแก่การรักษาความมั่นคง ห้ามมิให้ผู้ใดออกไปนอกราชอาณาจักรเมื่อมีเหตุ เชื่อว่าจะเป็นการกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ สั่งให้คนต่างด้าวออกนอกราชอาณาจักร ให้การซื้อ ขาย ใช้ หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งอาวุธสินค้าเวชภัณฑ์เครื่องอุปโภค บริโภค หรือวัสดุอุปกรณ์ซึ่งอาจใช้ในการก่อเหตุต้องรายงานหรือได้รับอนุญาต หรือปฏิบัติตามเงื่อนไข ให้ใช้กำลังทหารเพื่อช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง หรือตำรวจเพื่อระงับเหตุการณ์ร้ายแรง
หมายเหตุ – ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
อื่นๆ พนักงานเจ้าหน้าที่ เป็นเจ้าพนักงานตาม ป.อาญา และมีอำนาจหน้าที่เป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตาม ป.วิ อาญา ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่งหรือการกระทำตาม พ.ร.ก.นี้ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติทางการปกครอง และ กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พนักงานเจ้าหน้าที่ฯ ปฏิบัติโดยสุจริต ไม่เลือกปฏิบัติไปตามอำนาจหน้าที่ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่งและอาญา
๒.๓ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.๒๕๕๑ ประกาศราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๒๗ ก.พ. ๕๑ ซึ่งคำว่าการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรหมายความว่า “ การดำเนินการเพื่อป้องกัน ควบคุมแก้ไข และฟื้นฟูสถานการณ์ใด ที่เป็นภัยหรืออาจเป็นภัยอันเกิดจากบุคคล หรือกลุ่มบุคคลที่ก่อให้เกิดความไม่สงบสุข ทำลาย หรือทำความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สินของประชาชนหรือของรัฐ ให้กลับสู่สภาวะปกติเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือความมั่นคงของรัฐ

-๘๔-
สาระสำคัญ
(๑) จัดตั้งหน่วยรับผิดชอบคือ กอ.รมน.ขึ้นกับสำนักนายกรัฐมนตรี และอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี โดยนายกรัฐมนตรีเป็น ผอ.รมน.และ ผบ.ทบ.เป็นรอง ผอ.รมน.
(๒) แม่ทัพภาค เป็น ผอ.รมน.ภาค และหากมีความจำเป็นโดยความเห็นชองของ รมว.มท.จัดตั้ง กอ.รมน.จังหวัด ได้
(๓) มีคณะกรรมการอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในโดยมีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่รับมอบหมายเป็นประธาน (กรรมการประกอบด้วยปลัดกระทรวงต่างๆ ผบ.เหล่าทัพ,ผบ.ตร.,อัยการสูงสุด เป็นต้น)
(๔) ม.๑๕ เมื่อมีเหตุกระทบต่อความมั่นคงแต่ไม่มีความจำเป็นถึงกับต้องประกาศตาม พ.ร.ก.การ-บริหารในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ และเหตุการณ์นั่นมีแนวโน้มที่จะยังมีอยู่ต่อไปเป็นเวลานาน คณะรับมนตรีมีมติมอบหมายให้ กอ.รมน.เป็นผู้รับผิดชอบ แก้ไข ภายในพื้นที่และระยะเวลาที่กำหนด
(๕) ม.๑๖ มีการจัดตั้งศูนย์อำนวยการหรือหน่วยงานเฉพาะกิจขึ้นเป็นการเฉพาะได้
(๖) ม.๑๘ ผอ.รมน.โดยความเห็นชอบของ ครม.ตาม ม.๑๕ มีอำนาจออกข้อกำหนด ๙ ประการโดยต้องไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนตามสมควรคือ (๑) ให้ จนท.รัฐปฏิบัติหรืองดเว้นปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใด (๒) ห้ามเข้าหรือให้ออกจากพื้นที่ อาคาร หรือสถานที่ที่กำหนดห้วงเวลาที่ปฏิบัติการ (๓) ห้ามออกนอกเคหสถานในเวลาที่กำหนด (๔) ห้ามนำอาวุธออกนอกเคหสถาน (๕) ห้ามใช้เส้นทางคมนาคม หรือพาหนะใดหรือกำหนดเงื่อนไข (๖)ให้บุคคลปฏิบัติหรืองดเว้นการปฏิบัติอย่างหนึ่งอย่างใดเกี่ยวกับเครื่องมือหรืออุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์
หมายเหตุ-ฝ่าฝืนข้อห้ามตามข้อ ๒-๖ ระวางโทษจำคุกไม่เกิน หนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
อื่นๆ
(๑) การดำเนินการในเรื่องการป้องกัน ปราบปราม ระงับยับยั้ง หรือแก้ไขบรรเทาเหตุการณ์ ผอ.ฯหรือพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ และร่วมเป็น พงส.ตาม ป.วิ อาญา
(๒) การใช้อำนาจของ กอ.รมน.หากก่อให้เกิดความเสียหายกับ ประชาชนผู้สุจริต ต้องได้รับการชดใช้ค่าเสียหายจากรัฐ
(๓) ในเขตพื้นที่ซึ่งประกาศฯ ผู้ต้องหาว่าได้กระทำผิดที่กระทบต่อความมั่นคง กลับใจมอบตัวต่อเจ้าหน้าที่ หรือกรณี พงส. สอบสวนแล้วปรากฏว่ากระทำไปด้วยเหตุหลงผิดหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หากกลับใจจะเป็นประโยชน์ต่อความมั่นคง พงส.เสนอความเห็นต่อ ผอ.รมน.พร้อมสำนวนการสอบสวน เมื่อ ผอ.ฯเห็นชอบด้วย
-๘๕-
ส่ง พนักงานอัยการเสนอคำร้องต่อศาล เพื่อส่งตัวเข้าอบรมโดยผู้ต้องหานั้นยินยอมด้วย ไม่เกิน หกเดือน เมื่อผ่านการอบรมตามเงื่อนไข สิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องเป็นอันระงับไป
(๔) ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่งหรือการกระทำฯ ไม่อยู่ใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางการปกครอง
๓. เปรียบเทียบการปฏิบัติของกฎหมายทั้ง ๓ ฉบับ เกี่ยวกับการปฏิบัติงานของตำรวจ
๓.๑ การค้นที่รโหฐาน
-อัยการศึกฯ ไม่ต้องมีหมายค้นจากศาล
-พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉินไม่ต้องมีหมายค้นจากศาล แต่ผู้ตรวจค้นต้องได้รับมอบอำนาจตามกฎหมาย(ร.ต.ต.ขึ้นไป)การตรวจค้น จะต้องกระทำโดยละมุนละม่อม เสียหายน้อยที่สุด ยึดถือหลักธรรม ศาสนา ความเชื่อ ประเพณี และวัฒนธรรมของประชาชนในพื้นที่ สร้างสมานฉันท์ เว้นแต่มีเหตุจำเป็น
-พ.ร.บ.ความมั่นคงฯไม่กำหนด จึงต้องปฏิบัติตาม ป.วิอาญา ทุกประการ
๓.๒ การจับ
-อัยการศึก ไม่ต้องมีหมายจับจากศาล เรียกว่า “กักตัว” เพื่อสอบถาม หรือตามความจำเป็นทางราชการ
-พ.ร.ก. สถานการณ์ฉุกเฉินฯ ต้องมีหมายจับจากศาลไม่มีข้อยกเว้นเรียกว่า “ควบคุมตัว”
-พ.ร.บ.ความมั่นคงฯไม่กำหนด จึงต้องปฏิบัติตาม ป.วิอาญา ทุกประการ
๓.๓ เหตุผลในการจับ
-อัยการศึก ฯ เจ้าหน้าที่ทหารมีเหตุอันควรสงสัยว่า (๑) บุคคลใดจะเป็นราชศัตรู หรือ (๒) ฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ. นี้ หรือ (๓) ฝ่าฝืนต่อคำสั่ง จนท.ฝ่ายทหารเพื่อสอบถามหรือตามความจำเป็นทางราชการ
-พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉินฯ เป็นบุคคลที่ถูกสงสัยว่าจะ (๑) ผู้ร่วมกระทำ หรือ (๒) ผู้ใช้ หรือ (๓) ผู้โฆษณา หรือ (๔) ผู้สนับสนุน หรือ (๕) ผู้ปกปิดข้อมูล กระทำให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อป้องกันมิให้กระทำการ/ร่วมมือ/ระงับให้เกิดเหตุร้าย
-พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ หลักการกล่าวหาว่าเป็นตัวการ ผู้ร่วมกระทำผิด ผู้สนับสนุนหรือผู้ใช้ ตาม.ป.วิ อาญา
๓.๔ เอกสารประกอบการจับ
-อัยการศึก ไม่มี ไม่ได้กำหนด
-พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉินฯ (๑) พยานหลักฐาน(บันทึกการสืบสวน/คำให้การพยานที่เกี่ยวข้อง)
(๒) บันทึกตกลง ๓ ฝ่าย (๓) คำร้องขอหมายจับ (๔) ตัวหมายจับ(ไม่มีฐานความผิด/ไมมีอายุความ/ระบุสถานที่

-๘๖-
ควบคุมไว้ (๕) สำเนาทางทะเบียนราษฎร์
-พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ตาม ป.วิอาญาว่าด้วยการจับความผิดซึ่งหน้าหรือหลักฐานการออกหมายจับ
๓.๕ ระยะเวลาควบคุม
-อัยการศึก ระยะเวลา ) วัน สถานที่ควบคุม แล้วแต่ทหารจะกำหนด ไม่มีการปล่อยตัวชั่วคราวเมื่อควบคุมครบกำหนด มีหลักฐานว่ากระทำผิดส่งตัวดำเนินคดีตาม ป.วิ อาญาไม่มีหลักฐานปล่อยตัว
-พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉินฯ ระยะเวลา ๗ วัน ขยายได้รวมไม่เกิน ๓๐ วัน สถานที่ไม่ใช่เรือนจำหรือที่ควบคุมของ พงส. ไม่มีปล่อยตัวชั่วคราว เมื่อควบคุมครบกำหนด มีหลักฐานว่ากระทำผิด ส่งตัวดำเนินคดีตาม ป.วิ อาญา ไม่มีหลักฐานปล่อยตัว
-พ.ร.บ.ความมั่นคง ฯ ปฏิบัติตาม ป.วิ อาญา,ป.วิ แขวง และวิ เด็กฯ
๔. ลำดับความศักดิ์สิทธิหรือความรุนแรงของกฎหมายทั้ง ๓ ฉบับตามลำดับดังนี้
๔.๑ กฎอัยการศึก เมื่อที่ได้ใช้กฏอัยการศึกแล้วย่อมลบล้างกฎหมายอื่นๆบรรดาที่มีข้อความขัดแย้งกับกฎอัยการศึกนี้ทั้งสิ้น ในเขตประกาศใช้กฎอัยการศึกให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจเหนือเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือน ในส่วนที่เกี่ยวกับการยุทธ การระงับ ปราบปราม หรือรักษาความสงบเรียบร้อย และต้องปฏิบัติตามความต้องการของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร
๔.๒ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ม.๗ ในท้องที่ซึ่งประกาศใช้ อำนาจของ รมว.เฉพาะในการอนุญาต อนุมัติ สั่งการ บังคับบัญชา หรือช่วย ในการป้องกัน แก้ไข ปราบปราม ระงับยับยั้งในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือฟื้นฟูช่วยเหลือประชาชน โอนมาเป็นอำนาจของ นายกรัฐมนตรีเป็นการชั่วคราว และเมื่อนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ และหัวหน้ารับผิดชอบแก้ไขสถานการณ์ ส่วนราชการและข้าราชการที่เกี่ยวข้องต้องปฏิบัติตามสั่งการของหัวหน้าผู้รับผิดชอบนั้น เว้นแต่การปฏิบัติการทางทหารต้องปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับว่าด้วยการใช้กำลังทหารแต่ต้องสอดคล้องกับแนวทางของหัวหน้าผู้รับผิดชอบกำหนด
๔.๓พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ หาก กอ.รมน.มีความจำเป็นต้องใช้อำนาจหรือหน้าที่ตามกฎหมายที่อยู่ใน ความรับผิดชอบของหน่วยงานของรัฐใด ครม.มีอำนาจแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งใดๆใน กอ.รมน.เป็นเจ้าพนักงานหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายนั้น หรือมีมติให้หน่วยงานรัฐนั้นมอบอำนาจนั้นให้ กอ.รมน.ดำเนินการแทน ส่วนราชการต้องร่วมมือส่งข้าราชการไปปฏิบัติงานใน กอ.รมน.และกอ.รมน.มีอำนาจสั่งให้ จนท.รัฐซึ่งมีพฤติกรรมว่าจะเป็นภัยต่อความมั่นคงหรือเป็นอุปสรรคต่อการรักษาความมั่นคงฯออกจากพื้นที่
๕. จุดอ่อนจุดแข็งของการใช้กฎหมายทั้ง ๓ ฉบับ
๕.๑ ในพื้นที่พิเศษซึ่งไม่สามารถใช้กฎหมายการบริหารราชการแผ่นดินและกฎหมายทางอาญาตามปกติได้ การใช้อำนาจพิเศษตาม กฎอัยการศึก และอำนาจในการนำตัวบุคคลผู้ต้องสงสัยตามซักถามตาม พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน สามารถทำให้ภารกิจบรรลุผลได้
-๘๗-
๕.๒ จุดอ่อนของการใช้กฎอัยการศึก และ พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน ทำให้ประเทศชาติถูกโจมตีจากนักสิทธิมนุษยชน หรือกลุ่มเอ็นจีโอ หรือจากประเทศที่พยายามหาโอกาสกีดกันทางการค้า หรือกล่าวโจมตีประเทศไทยด้านต่างๆได้
๕.๓ พื้นที่ประกาศใช้กฎหมายพิเศษไม่เหมาะสมตามสถานการณ์ มีผลในทางลบต่อภาพลักษณ์ ถูกมองว่ามีเหตุการณ์ไม่สงบที่รุนแรง และอาจกระทบต่อเศรษฐกิจหรืออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
๕.๔ในพื้นที่ สถานการณ์ด้านความมั่นคงจากการกระทำของกลุ่มผู้ก่อการร้ายลดระดับลง เป็นการสมควรและถูกต้องแล้วที่จะยกเลิกการประกาศใช้กฎอัยการศึกในพื้นที่ดังกล่าว แต่เพื่อความไม่ประมาทยังคงสมควรให้ใช้กฎหมายพิเศษที่อยู่ในระดับต่ำสุด คือ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงฯ

******************************













สารบัญ

บทที่ ๑ หลักการเบื้องต้นของการสืบสวนละการสอบสวน หน้าที่ ๑
บทที่ ๒ การสืบสวนคดีอาญา หน้าที่ ๖
บทที่ ๓ พนักงานสอบสวน ,พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ บุคคลและองค์กร หน้าที่ ๑๑
เกี่ยวข้องกับการสอบสวน ,เขตอำนาจการสอบสวน , สถานที่ทำการ
สอบสวน และบทบัญญัติถึงอำนาจของ พงส.โดยเฉพาะ
บทที่ ๔ ผู้เสียหาย ผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหาย การถอนคำร้องทุกข์ ,การถอนฟ้อง หน้าที่ ๒๔
,อายุความ ,ผู้ต้องหา และสิทธิของผู้ต้องหาในคดีอาญา
บทที่ ๕ กระบวนการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานในคดีอาญา ระยะเวลาใน หน้าที่ ๓๓
การสอบสวน อำนาจในการสั่งคดีของหัวหน้าพนักงานสอบสวนแต่ละระดับ
และการกันผู้ต้องหาเป็นพยาน
บทที่ ๖ รูปแบบสำนวนการสอบสวน(องค์ประกอบของสำนวนการสอบสวนสำนวน หน้าที่ ๔๗
หนึ่งๆที่ต้องมี) การสอบสวนเพิ่มเติม และขั้นตอนของการตรวจสถานที่เกิดเหตุ
ของพนักงานสอบสวน และความสำคัญของการรวบรวมพยานหลักฐานทาง
วิทยาศาสตร์
บทที่ ๗ หลักการสอบสวนชันสูตรพลิกศพ การสอบสวนคดีวิสามัญฆาตกรรม หน้าที่ ๕๙
และหลักการพิจารณาว่าเป็นการฆาตกรรมหรือการฆ่าตัวตาย
บทที่ ๘ ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการสอบสวนคดีบางประเภท เช่นคดีก่อการร้าย , คดียา หน้าที่ ๖๗
เสพติดให้โทษ, การสอบสวนคดีที่ผู้ต้องหาเป็นทหาร การสอบสวนคดีเด็กหรือ
เยาวชน การสอบสวนคดีที่ต้องขึ้นศาลแขวง การสอบสวนในคดีลหุโทษ
บทที่ ๙ การสอบสวนคดีอาญาในสถานการณ์ไม่ปกติ หน้าที่ ๘๑

**************************



คำนำ

หนังสือเล่มนี้จัดทำขึ้นสำหรับที่ผู้เขียนใช้สอนนักศึกษามหาวิทยาลัยทักษิณ สงขลา คณะนิติศาสตร์ วิชาการสืบสวนและสอบสวนคดีอาญา จึงได้จัดทำหนังสือเล่มนี้ขึ้นจากประสบการณ์ที่ทำงานเป็นพนักงานสอบสวนในพื้นที่ ๗ จังหวัดภาคใต้ตอนล่างมาเป็นระยะเวลานานถึง ๒๔ ปี โดยเรียบเรียงจากหลักกฎหมายใน ป.วิ อาญา รวมทั้งแนวทางปฏิบัติจริง โดยจัดหมวดหมู่เป็น ๙ บท โดยได้แก้ไขในเรื่องการสอบสวน
ในคดีเด็กและเยาวชนเป็นผู้ต้องหาคดีอาญา ตามที่ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัว และวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว ได้แก้ไขใหม่ทั้งฉบับ และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๔
ผู้เขียนเชื่อว่าหนังสือนี้ นอกจากเป็นโยชน์กับนักศึกษาสำหรับอ่านเตรียมสอบแล้ว ยังจะมีประโยชน์สำหรับประชาชนผู้สนใจ และพงส. ก็สามารถนำเป็นหลักที่จะปฏิบัติงานให้เป็นไปตามแนวทางที่ชอบด้วยกฎหมาย อันจะเป็นผลดีสำหรับคดีที่ พงส.รับผิดชอบด้วย
ก่อนที่จะอ่านหนังสือเล่มนี้ กรุณาทำความเข้าใจคำย่อดังต่อไปนี้ก่อน โดยผู้เขียนใช้คำย่อในทุกบท เหตุที่ต้องชี้แจงไว้ ณ ที่นี้ เพราะหลายคำเป็นภาษาในวงการตำรวจ ไม่เป็นที่ทราบเป็นการทั่วไป
“ ป.วิ.อาญา” หมายถึง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
“ ป.วิ.แพ่ง” หมายถึง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
“ ป.อาญา” หมายถึง ประมวลกฎหมายอาญา
“ ป.พ.พ.” หมายถึงประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
“ ม.” หมายถึง มาตรา
“ ตร.หรือ สตช.” หมายถึง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (เดิม กรมตำรวจ)
“ ผบ.ตร.” หมายถึง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
“ ผบช.” หมายถึง ผู้บัญชาการตำรวจ
“ ผบก.ภ.จว.” หมายถึง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด
“ ผกก.” หมายถึง ผู้กำกับการสถานีตำรวจ
“ สวญ.””สว.” หมายถึง สารวัตรใหญ่ และสารวัตร
“ ร.ต.ต.” หมายถึง ร้อยตำรวจตรี
“ สภ.””สน.” หมายถึง สถานีตำรวจภูธร และสถานีตำรวจนครบาล
“ พ.ร.ก.” หมายถึง พระราชกำหนด
“ พ.ร.ฎ.” หมายถึง พระราชกฤษฎีกา
“ พ.ร.บ.” หมายถึง พระราชบัญญัติ

“วิ. แขวง” หมายถึง วิธีพิจารณาคดีในศาลแขวง
“ วิ.เด็ก” หมายถึง วิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว
“ พงส.” หมายถึง พนักงานสอบสวน
“ หน.พงส.” หมายถึง หัวหน้าพนักงานสอบสวน
“ พงส.(สบ ๑-๔)” หมายถึง พนักงานสอบสวน(สบ ๑-๔)
“ รกน.””รรท.” หมายถึง รักษาการในตำแหน่ง และรักษาราชการแทน
“ฎ.””คร.ฎ.” หมายถึงคำพิพากษาศาลฎีกา และคำสั่งคำร้องศาลฎีกา
“ ปปช.” หมายถึง คณะกรรมการป้องกันปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
“ ปปง.” หมายถึง คณะกรรมการป้องกันปราบปรามการฟอกเงิน
“ปปส.” หมายถึง คณะกรรมการป้องกันปราบปรามยาเสพติด
“ สร.” หมายถึง สำนักนายกรัฐมนตรี
“ จยย.” หมายถึง รถจักรยานยนต์
หากมีส่วนใดผิดพลาดหรือไม่ถูกต้องผู้เขียนขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว และกรุณาชี้แนะผู้เขียนทางโทรศัพท์ หรืออีเมล์ ข้างล่างนี้ด้วย จักเป็นพระคุณอย่างสูงครับ เพื่อจะได้แก้ไขปรับปรุงในครั้งต่อไป

พ.ต.อ.
( สมศักดิ์ ณ โมรา )
ผกก.สภ.บางแก้ว จว.พัทลุง
โทร. ๐๘-๙๙๗๗-๒๒๐๐, ๐๘-๓๕๑๑-๙๕๙๙
อีเมล์ : snamora@hotmail.com , snamora@gmail.com
เว็บไซท์ http://somsak.pantown.com
เฟสบุค http://www.facebook.com/snamora
๑ มิถุนายน ๒๕๕๔


หมายเหตุ - ผู้เขียนขอสงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย เว้นแต่นำไปใช้เพื่อประโยชน์ในการศึกษา หรือทางวิชาการ

ประวัติผู้เขียน
ประวัติส่วนตัว
เกิดเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2499 ที่บ้านชายคลอง ต.พังยาง อ.ระโนด จว.สงขลา
การศึกษา
1.ชั้น ป.1-4 โรงเรียนวัดหน้าเมือง ต.พังยาง อ.ระโนด จว.สงขลา
2.ชั้น ป.5-ป.7 โรงเรียนเทศบาล 2 (อ่อนอุทิศ) อ.เมือง จว.สงขลา
3.ชั้น ม.ศ.1-ม.ศ.5 โรงเรียนมหาวชิราวุธ อ.เมือง จว.สงขลา
4.ปริญญาตรี นิติศาสตรบัณฑิต จาก มหาวิทยาลัยรามคำแหง
5.พ.ศ.2523 เข้ารับการอบรมหลักสูตรนักเรียนนายร้อยตำรวจ(พิเศษ)รุ่นที่ 11 จากโรงเรียน นายร้อยตำรวจ อ.สามพราน จว.นครปฐม สำเร็จการศึกษาและติดยศว่าที่ ร.ต.ต. เมื่อ 1 เมษายน พ.ศ.2524
6.สำเร็จการศึกษาอบรมหลักสูตรผู้กำกับการ รุ่นที่ 41 เมื่อเดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2545
7.อยู่ระหว่างศึกษาวิชากฎหมาย สำนักศึกษาอบรมกฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา (สอบผ่านแล้วจำนวน 3 กลุ่มวิชา คงเหลือกลุ่มวิชา ป.วิแพ่ง เพียงกลุ่มเดียว)
ประวัติการรับราชการ
1.พ.ศ.2522-2523 รับราชการระดับ 3 กองจัดซื้อที่ดินและกฎหมาย กรมชลประทาน กระทรวง เกษตรและสหกรณ์ ปฏิบัติหน้าที่ ณ เขื่อนวชิราลงกรณ์ อ.ท่าม่วง จว.กาญจนบุรี
2.เมื่อ 4 สิงหาคม 2523 อบรมเป็นนายตำรวจสัญญาบัตร ณ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ
3.เมื่อ 1 เมษายน 2524 ตำแหน่งรองสารวัตรสืบสวนสอบสวน สภ.อ.เมือง จว.ยะลา
4.เมื่อ 5 มีนาคม 2525 ตำแหน่ง ผบ.หมวด ภ.จว.ยะลา(ทำหน้าที่ หน.นปพ.)
5.เมื่อ 1 มีนาคม 2526 ตำแหน่งรองสารวัตรสืบสวนสอบสวน สภ.อ.บันนังสตา จว.ยะลา
6.เมื่อ 1 มีนาคม 2530 ตำแหน่งรองสารวัตร ผ.แผนรักษาความมั่นคงฯ บช.ภ.4 จว.สงขลา
7.เมื่อ 5 มกราคม 2533 ตำแหน่งสารวัตร ผ.แผนรักษาความมั่นคงฯบช.ภ.4 จว.สงขลา
8.เมื่อ 1 ตุลาคม 2534 ตำแหน่งสารวัตรสอบสวน สภ.อ.ทุ่งสง จว.นครศรีธรรมราช
9.เมื่อ 2 ตุลาคม 2535 ตำแหน่งสารวัตรสอบสวน สภ.อ.กันตัง จว.ตรัง
10.เมื่อ 16 ตุลาคม 2538 ตำแหน่งสารวัตรสอบสวน(หน.ฯ)สภ.อ.ปะเหลียน จว.ตรัง
11.เมื่อ 1 เมษายน 2541 ตำแหน่งรองผกก.(สส.)สภ.อ.ยะหา จว.ยะลา
12.เมื่อ 1 เมษายน 2543 ตำแหน่งรอง ผกก.(สส.)สภ.อ.สุไหงปาดี จว.นราธิวาส
13.เมื่อ 1 มิถุนายน 2547 ตำแหน่ง รอง ผกก.กลุ่มงานสอบสวน ภ.จว.สงขลา

14.เมื่อ 1 พฤศจิกายน 2550 ตำแหน่ง ผกก.ฝอ.2 บก.อก.ภ.9
15.เมื่อ 7 กันยายน 2552 ตำแหน่ง ผกก.ฝอ.3 บก.อก.ภ.9 (ปรับโครงสร้างใหม่)
16.เมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2554 ตำแหน่ง ผกก.สภ.บางแก้ว จวงพัทลุง
ผลการปฏิบัติราชการที่เด่นๆ
1.ในตำแหน่ง รอง สวส.สภ.อ.บันนังสตา ทำการสืบสวนสอบสวนคดีคนร้ายกรรโชกทรัพย์ (เรียกค่าคุ้มครอง) จนจับกุมคนร้ายได้ 2 คน ได้รับหนังสือชมเชย จาก อ.ตร.
2.คำสั่ง บก.ภ.12 ที่ 93/2526 ลง 26 ก.ค.2526 แต่งตั้งมอบหมายหน้าที่พิเศษ เป็น หน. ชุดเก็บกู้ทำลายวัตถุระเบิดของ บก.ภ.12
3.ปฏิบัติหน้าที่ หน.ชุดเก็บกู้ทำลายวัตถุระเบิดเส้นทางเสด็จฯที่หมายเสด็จฯในการเสด็จฯ แปรพระราชฐานประทับแรมพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ พ.ศ.2526 และ พ.ศ.2527
4.รับราชการที่ บช.ภ.4 ได้รับความไว้วางใจจาก ผบช.ภ.4 ทำหน้าที่พิเศษนอกเหนือจากหน้าที่ รับผิดชอบปกติ 2 ประการ คือ (1)เป็นนายตำรวจติดต่อประสานงานกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่ง สหประชาชาติ สาขาสงขลา ในการป้องกันปราบปรามโจรสลัดในอ่าวไทย (2)เป็นเจ้าหน้าที่หลักในศูนย์ ข่าวร่วมประสานงานตำรวจไทย-มาเลเซีย และเป็นเจ้าหน้าที่จัดการประชุมตำรวจไทย-มาเลเซีย 4 ครั้ง ทั้งระดับภูมิภาคและระดับ ตร.
5.เมื่อเดือน พ.ย.2534 ได้รับโล่จากการปฏิบัติหน้าที่ประสานงานจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ พร้อมกับ พล.ต.ต.สุนทร ซ้ายขวัญ รอง ผบช.ภ.4 (ยศและตำแหน่งขณะนั้น)
6.ในตำแหน่งสารวัตรสอบสวน สภ.อ.กันตัง จว.ตรัง ทำการสืบสวนสอบสวนคดีคนร้าย 13 คน ปล้นฆ่านายสุพจน์ สวัสดี สจ.ประจวบคีรีขันธ์ จับกุมคนร้ายได้ 6 คน ศาลฎีกาพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต
7.ในตำแหน่งสารวัตรสอบสวน(หน.ฯ)สภ.อ.ปะเหลียน จว.ตรัง สืบสวนสอบสวนคดีคนร้ายขว้าง ระเบิดมีผู้เสียชีวิต 3 ศพ จนจับกุมคนร้ายได้ ศาลพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต
8.คำสั่ง ภ.9 ที่ 58/2539 แต่งตั้งให้รักษาการในตำแหน่ง รอง ผกก.หน.สภ.อ.ปะเหลียน จว.ตรัง
9.คำสั่ง ภ.จว.นราธิวาส แต่งตั้งเป็นพนักงานสอบสวนกลาง เพื่อสอบสวนคดีสำคัญๆ และคดีความมั่นคง ห้วงปี พ.ศ.2545-2547
10.รับราชการที่ สภ.อ.สุไหงปาดี เป็นผู้บุกเบิกในการสร้างเว็ปไซท์ ของ สภ.อ.สุไหงปาดี เพื่อ ประชาสัมพันธ์ รับแจ้งข่าวสารเบาะแสคนร้าย และผู้ค้ายาเสพติด ทางอินเตอร์เน็ต เป็น สภ.แรกของ ภ.9
11.คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 4/2544 แต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ ตาม พ.ร.บ.ป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542
12.ริเริ่มให้จัดทำเว็บไซท์ ภ.จว.สงขลา http://www.skpolice.com

13.เมื่อรับตำแหน่ง ผกก.ฝอ.2 ได้จัดทำเว็บไซท์ http://division2.pantown.com เก็บรวบรวมข้อมูล ระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับงานอำนวยการ
14.นอกจากนั้นจัดทำเว็บไซท์ส่วนตัวเกี่ยวกับกฎหมาย และงานสอบสวน http://somsak.pantown.com

********************************