![]() | ![]() ![]() ![]() ![]() |
| กฎหมายเพื่องานสอบสวน | [ลูกบ้านSignIn][เจ้าบ้านSignIn] |
   อธิบาย ป.วิแพ่ง เรียงมาตรา
เขียนโดย พ.ต.อ.สมศักดิ์ ณ โมรา โทร ๐๘-๙๙๗๗-๒๒๐๐ , ๐๘-๓๕๑๑-๙๕๙๙ อีเมล์ snamora@hotmail.com , เว็บไซท์ http://somsak.pantown.com .. ภาค ๑ บททั่วไป ลักษณะ ๑ บทวิเคราะห์ศัพท์ มาตรา ๑ ในประมวลกฎหมายนี้ ถ้าข้อความมิได้แสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น (๑) ศาล หมายความว่า ศาลยุติธรรมหรือผู้พิพากษาที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง (๒) คดี หมายความว่า กระบวนพิจารณานับตั้งแต่เสนอคำฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้รับรอง คุ้มครองบังคับตามหรือเพื่อการใช้ซึ่งสิทธิหรือหน้าที่ (๓) คำฟ้อง หมายความว่า กระบวนพิจารณาใด ๆ ที่โจทก์ได้เสนอข้อหาต่อศาลไม่ว่าจะได้เสนอด้วยวาจาหรือทำเป็นหนังสือ ไม่ว่าจะได้เสนอต่อศาลชั้นต้น หรือชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา ไม่ว่าจะได้เสนอในขณะที่เริ่มคดีโดยคำฟ้องหรือคำร้องขอหรือเสนอในภายหลังโดยคำฟ้องเพิ่มเติมหรือแก้ไข หรือฟ้องแย้งหรือโดยสอดเข้ามาในคดีไม่ว่าด้วยสมัครใจ หรือถูกบังคับ หรือโดยมีคำขอให้พิจารณาใหม่ (๔) คำให้การ หมายความว่า กระบวนพิจารณาใด ๆ ซึ่งคู่ความฝ่ายหนึ่งยกข้อต่อสู้เป็นข้อแก้คำฟ้องตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้ นอกจากคำแถลงการณ์ (๕) คำคู่ความ หมายความว่า บรรดาคำฟ้อง คำให้การหรือคำร้องทั้งหลายที่ยื่นต่อศาลเพื่อตั้งประเด็นระหว่างคู่ความ (๖) คำแถลงการณ์ หมายความว่า คำแถลงด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือ ซึ่งคู่ความฝ่ายหนึ่งกระทำหรือยื่นต่อศาล ด้วยมุ่งหมายที่จะเสนอความเห็นต่อศาลในข้อความในประเด็นที่ได้ยกขึ้นอ้างในคำคู่ความหรือในปัญหาข้อใดที่ศาลจะพึงมีคำสั่งหรือคำพิพากษา ซึ่งในข้อเหล่านี้คู่ความฝ่ายนั้นเพียงแต่แสดง หรือกล่าวทบทวนหรือยืนยันหรืออธิบายข้อความแห่งคำพยานหลักฐาน และปัญหาข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงทั้งปวง คำแถลงการณ์อาจรวมอยู่ในคำคู่ความ (๗) กระบวนพิจารณา หมายความว่า การกระทำใด ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้อันเกี่ยวด้วยคดีซึ่งได้กระทำไปโดยคู่ความในคดีนั้นหรือโดยศาล หรือตามคำสั่งของศาลไม่ว่าการนั้นจะเป็นโดยคู่ความฝ่ายใดทำต่อศาลหรือต่อคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง หรือศาลทำต่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทุกฝ่าย และรวมถึงการส่งคำคู่ความและเอกสารอื่น ๆตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้ (๘) การพิจารณา หมายความว่า กระบวนพิจารณาทั้งหมดในศาลใดศาลหนึ่งก่อนศาลนั้นชี้ขาดตัดสินหรือจำหน่ายคดีโดยคำพิพากษาหรือคำสั่ง (๙) การนั่งพิจารณา หมายความว่า การที่ศาลออกนั่งเกี่ยวกับการพิจารณาคดีเช่น ชี้สองสถาน สืบพยาน ทำการไต่สวน ฟังคำขอต่าง ๆ และฟังคำแถลงการณ์ด้วยวาจา (๑๐) วันสืบพยาน หมายความว่า วันที่ศาลเริ่มต้นทำการสืบพยาน (๑๑) คู่ความ หมายความว่า บุคคลผู้ยื่นคำฟ้อง หรือถูกฟ้องต่อศาล และเพื่อประโยชน์แห่งการดำเนินกระบวนพิจารณาให้รวมถึงบุคคลผู้มีสิทธิกระทำการแทนบุคคลนั้น ๆ ตามกฎหมาย หรือในฐานะทนายความ (๑๒) บุคคลผู้ไร้ความสามารถ หมายความว่า บุคคลใด ๆ ซึ่งไม่มีความสามารถตามกฎหมายหรือความสามารถถูกจำกัดโดยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยความสามารถ (๑๓) ผู้แทนโดยชอบธรรม หมายความว่า บุคคลซึ่งตามกฎหมายมีสิทธิที่จะทำการแทนบุคคลผู้ไร้ความสามารถหรือเป็นบุคคลที่จะต้องให้คำอนุญาต หรือให้ความยินยอมแก่ผู้ไร้ความสามารถในอันที่จะกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง (๑๔) เจ้าพนักงานบังคับคดี หมายความว่า เจ้าพนักงานในสังกัดกรมบังคับคดีหรือพนักงานอื่นผู้มีอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ใช้อยู่ในอันที่จะปฏิบัติตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในภาค ๔ แห่งประมวลกฎหมายนี้ เพื่อคุ้มครองสิทธิของคู่ความในระหว่างการพิจารณา หรือเพื่อบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง -อธิบาย -ฎ.๘๘๗/๔๒(ป) คำฟ้องฎีกาเป็นคำฟ้องอย่างหนึ่งตาม ม.๑(๓)ซึ่งอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ ม.๑๗๒,๒๔๙ วรรค ๑ ก็ตาม แต่คำฟ้องฎีกาไม่จำเป็นต้องบรรยายเนื้อหาแห่งคำฟ้องเดิมฯลฯ เพราะปรากฏในสำนวนคดีแล้ว คำฟ้องฎีกาเพียงแต่บรรยายคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้ชัดแจ้ง โดยแสดงเหตุผลแห่งคำคัดค้านให้ปรากฏ และระบุคำขอท้ายฟ้องฎีกาให้ชัดเจนก็เป็นคำฟ้องที่สมบูรณ์แล้ว -การยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การ ตัวคำร้องที่ขออนุญาตยื่นคำให้การนั้นไม่ถือเป็นคำให้การและไม่ถือเป็นคำคู่ความ ฎ.๙๐๒/๔๒ จำเลยยื่นคำร้องขอยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตเพราะเห็นว่าจงใจขาดนัด สั่งยกคำร้อง จึงไม่ใช่คำสั่งไม่รับคำคู่ความตาม ม.๑๘จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตาม ม.๒๒๖ -ฎ.๑๐๑๒-๑๐๑๓/๐๕(ป) คำให้การเพิ่มเติมของจำเลยเป็นคำคู่ความเมื่อศาลไม่อนุญาต จึงเป็นการไม่รับคำคู่ความตาม ม.๑๘ อุทธรณ์ฎีกาได้โดยไม่ต้องโต้แย้งตาม ม.๒๒๖,๒๒๗ (เป็นคำคู่ความหรือไม่มีความสำคัญเพราะโยงถึงเรื่องกระบวนพิจารณาซ้ำตาม ม.๑๔๔,ฟ้องซ้ำตาม ม.๑๔๘ หรือฟ้องซ้อนตาม ม.๑๗๓ วรรค๒(๑) กรณีเป็นคำคู่ความได้แก่คำร้องคัดค้านการตั้งผู้จัดการมรดก,คัดค้านการตั้งผู้อนุบาล,ผู้พิทักษ์,คำร้องคัดค้านและแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน,คำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง,ขอแก้ไขคำให้การ ไม่เป็นคำคู่ความ ได้แก่ร้องขออ้างพยานหลักฐานและบัญชีระบุพยาน,คำร้องขอขยายหรือย่นระยะเวลา เป็นต้น) -วันสืบพยานคือวันเริ่มต้นสืบพยานกันจริงหากนัดแรกแล้วเลื่อนยังไม่ได้สืบก็ไม่เป็นวันสืบพยาน หากนัดแรกเดินเผชิญสืบที่พิพาทก็ถือว่าเป็นวันสืบพยานได้ -คำฟ้อง ๑.เริ่มต้นคดี -คำฟ้อง , คำร้องขอ , คำฟ้องอุทธรณ์ , คำฟ้องฎีกา ๒.หลังฟ้องคดี -คำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง , ฟ้องแย้ง , คำร้องสอด , คำร้องขอให้ พิจารณาคดีใหม่ -การยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การ ตัวคำร้องที่ขออนุญาตยื่นคำให้การนั้น ไม่ถือเป็นคำให้การ จึงไม่เป็นคำคู่ความ -ฎ.๙๐๒/๔๒ จำเลยยื่นคำร้องขอยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นไม่อนุญาต เพราะเห็นว่าจงใจขาดนัดยื่นคำให้การจึงยกคำร้อง ไม่ใช่คำสั่งไม่รับคำให้การตาม ม.๑๘ จึงเป็นคำสั่งระหว่างการพิจารณา ต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ม.๒๒๖(๑) -ฎ.๑๕๘๗/๑๔ การสั่งคำร้องคำขอ การปรึกษาคดีกัน เป็นการพิจารณา ไม่จำเป็นต้องทำต่อหน้าคู่ความ แต่การนั่งพิจารณา โดยหลักต้องทำต่อหน้าคู่ความตาม ม.๓๕,๓๖ เว้นแต่เข้าข้อยกเว้น -ฎ.๔๗๔/๒๓ โจทก์ฟ้องจำเลย แม้ศาลยังไม่เรียกจำเลยให้การแก้คดี ก็ถือว่ามีฐานะเป็นจำเลยแล้ว การที่ศาลชั้นต้นยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้รับฟ้อง จำเลยมีฐานะเป็นจำเลยแล้ว จึงฎีกาได้ -วันสืบพยานเป็นวันแรกที่ทำการสืบพยานกันจริงๆ หากครั้งแรกที่ศาลนัดพิจารณาแล้วเลื่อนคดีไปวันที่ศาลให้เลื่อนก็ไม่ใช่วันสืบพยาน กรณีนัดแรกไปเดินเผชิญสืบที่พิพาทก็ถือว่าการเดินเผชิญสืบครั้งแรกนั้นเป็นวันสืบพยาน -คำร้องทั่วไปไม่เป็นคำคู่ความ จะเป็นได้ต้องตั้งประเด็นระหว่างคู่ความ ประเด็นข้อเท็จจริงหรือข้อ กม.ที่คู่ความหยิบยกขึ้นมาสนับสนุนคำฟ้องหรือคำให้การของตน ถ้าอีกฝ่ายต่อสู้จะกลายเป็นประเด็นข้อพิพาท วันชี้สองสถานจะเป็นวันที่กำหนดประเด็นแห่งคดี ขอเลื่อนคดี,คำร้องขอส่งประเด็นไปสืบ ไม่เป็นคำคู่ความ คำร้องคัดค้านการตั้งผู้จัดการมรดก เป็นคำคู่ความเพราะเป็นคำร้องที่ตั้งประเด็นระหว่างคู่ความ จึงต้องตกอยู่ในบังคับ ม.๑๘ ลักษณะ ๒ ศาล หมวด ๑ เขตอำนาจศาล มาตรา ๒ ห้ามมิให้เสนอคำฟ้องต่อศาลใด เว้นแต่ (๑) เมื่อได้พิจารณาถึงสภาพแห่งคำฟ้องและชั้นของศาลแล้ว ปรากฏว่า ศาลนั้นมีอำนาจที่จะพิจารณาพิพากษาคดีนั้นได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม และ (๒) เมื่อได้พิจารณาถึงคำฟ้องแล้ว ปรากฏว่าคดีนั้นอยู่ในเขตศาลนั้นตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ว่าด้วยศาลที่จะรับคำฟ้อง และตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่กำหนดเขตศาลด้วย -อธิบาย -ศาลจะรับคำฟ้อง ต้องคำนึงถึง ๑.สภาพแห่งคำฟ้อง (ถูกต้องตามหลักเกณฑ์หรือไม่) ๒.ชั้นของศาล ๓.อยู่ในอำนาจศาลที่จะรับฟ้อง (ข้อ ๑-๓ ตาม พระธรรมนูญศาลยุติธรรม) ๔.อยู่ในเขตศาล ตาม ป.วิแพ่ง (ม.๔-๗),กฎหมายอื่น เช่น พ.ร.บ.จัดตั้งศาลชำนัญพิเศษ เป็นต้น มาตรา ๓ เพื่อประโยชน์ในการเสนอคำฟ้อง (๑) ในกรณีที่มูลคดีเกิดขึ้นในเรือไทยหรืออากาศยานไทยที่อยู่นอกราชอาณาจักรให้ศาลแพ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจ (๒) ในกรณีที่จำเลยไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักร (ก) ถ้าจำเลยเคยมีภูมิลำเนาอยู่ ณ ที่ใดในราชอาณาจักรภายในกำหนดสองปีก่อนวันที่มีการเสนอคำฟ้อง ให้ถือว่าที่นั้นเป็นภูมิลำเนาของจำเลย (ข) ถ้าจำเลยประกอบหรือเคยประกอบกิจการทั้งหมดหรือแต่บางส่วนในราชอาณาจักรไม่ว่าโดยตนเองหรือตัวแทน หรือโดยมีบุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นผู้ติดต่อในการประกอบกิจการนั้นในราชอาณาจักร ให้ถือว่าสถานที่ที่ใช้หรือเคยใช้ประกอบกิจการหรือติดต่อดังกล่าว หรือสถานที่อันเป็นถิ่นที่อยู่ของตัวแทนหรือของผู้ติดต่อในวันที่มีการเสนอคำฟ้องหรือภายในกำหนดสองปีก่อนนั้น เป็นภูมิลำเนาของจำเลย -อธิบาย -ใช้ ม.๓ ก็ต่อเมื่อใช้หลักอื่นไม่ได้ โดยคำบรรยายฟ้องต้องบรรยายให้เข้า ม.๓ นี้ด้วย (เป็นการปิดช่องว่างของกฎหมายว่าด้วยศาลที่จะยื่นคำฟ้อง) -ตาม (๑) ไม่ว่าคู่ความจะเป็นคนไทยหรือไม่ หรือจะเป็นใครก็ได้ จะมีภูมิลำเนาที่ไหนก็ได้ หรือคดีจะมีทุนทรัพย์มากน้อยเท่าไหร่ก็ได้ -ฎ. ๔๘๙๖/๔๓ คำว่า มูลคดีเกิด หมายถึงเหตุแห่งการโต้แย้งสิทธิ อันก่อให้เกิดอำนาจฟ้อง **มาตรา ๔ เว้นแต่จะมีบทบัญญัติเป็นอย่างอื่น (๑) คำฟ้อง ให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่ (๒) คำร้องขอ ให้เสนอต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาล หรือต่อศาลที่ผู้ร้องมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล -อธิบาย -มาตราหลักในเรื่องเขตศาล คือม.๔ ซึ่งเป็นหลักทั่วไปของหนี้เหนือบุคคล -ม.๔(๑) มีขอยกเว้นตาม ม.๔ ทวิ และ ๔ ตรี ส่วน ม.๔(๒) มีข้อยกเว้นตาม ม.๔ จัตวา(เรื่องการตั้งผู้จัดการมรดกให้เสนอต่อศาลในเขตที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายมีภูมิลำเนาแต่ถ้าเจ้ามรดกไม่มีภูมิลำเนาในไทยก็ฟ้องต่อศาลที่ทรัพย์มรดกตั้งอยู่เขตศาล,เบญจและ ฉ.ส่วน ม.๗ เป็นข้อยกเว้นของข้อยกเว้น -ฎ.๗๗๘๘/๔๖(ป) กรณีเรื่องบัตรเครดิต ลูกค้า(จำเลย)รับตัวบัตรเครดิตที่ จว.หนองคาย ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่จำเลยสามารถนำบัตรเครดิตไปก่อหนี้ได้ มูลคดีเกิดที่ จว.หนองคาย ไม่ใช่สำนักงานใหญ่ของธนาคารผู้ออกบัตรซึ่งอนุมัติสินชื่อ(สรุปมูลคดีเกิดที่รับบัตร) แต่สำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่ฎีกาวางหลักไว้ตาม -ฎ.๖๑๙,๖๒๑/๔๘ ว่าสำนักงานใหญ่ได้อนุมัติและปล่อยสัญญาณ จึงจะสามารถโทรติดต่อถึงกันได้ มูลคดีเกิดที่สำนักงานใหญ่ (สรุปหลักมีการเสนอ-สนอง นิติกรรมเกิดเมื่อไหร่มูลคดีย่อมเกิดเมื่อนั้นและที่นั่น) -ฎ.๓๘๑๘/๓๘ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ค่าตุ๊กตาและยืนยันในตอนท้ายคำฟ้องว่า คดีนี้มีมูลหนี้แห่งการซื้อขายตุ๊กตาเกิดที่ ต.บ้านสิงห์ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี แสดงว่าโจทก์ยืนยันว่ามูลคดีเกิดขึ้นที่ จ.ราชบุรี จึงต้องฟังว่ามูลคดีนี้เกิดขึ้นในเขตศาลแขวงราชบุรี โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องคดีนี้ที่ศาลแขวงราชบุรี ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๔ (๑) -ฎ.๕๔๗๗/๒๕๕๐ ป.วิ.พ. มาตรา ๔(๑) บัญญัติว่า คำฟ้อง ให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาญาจักรหรือไม่ ตามบทบัญญัติดังกล่าว คำว่า มูลคดี หมายถึง ต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้โจทก์เกิดอำนาจฟ้อง ตามคำฟ้องของโจทก์ระบุว่าจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทระบุชื่อ อ. เป็นผู้รับเงินเพื่อคืนเงินที่ อ. ได้ร่วมลงทุนซื้อที่ดินกับจำเลยจำนวน ๑๔๐,๐๐๐ บาท ให้แก่ อ. เมื่อเช็คดังกล่าวถึงกำหนดวันสั่งจ่าย อ. นำไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน แม้จะถือว่า อ. เป็นผู้เสียหายในขณะที่เช็คพิพาทถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายก็ตาม แต่เมื่อได้ความว่า อ. ได้โอนเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ โดยสลักหลังเช็คพิพาทและส่งมอบแก่โจทก์ โจทก์ย่อมเป็นผู้ทรงและมีสิทธิเช่นเดียวกับ อ. ในอันที่จะบังคับเอาแก่จำเลยซึ่งมีความผูกพันอยู่แล้วก่อนตนตาม ป.พ.พ. มาตรา ๙๖๗ วรรคสาม ประกอบมาตรา ๙๘๙ วรรคแรก โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายให้ชำระเงินตามเช็คแก่โจทก์ได้ ความรับผิดของจำเลยเกิดขึ้นเมื่อเช็คพิพาทถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ดังนั้น สถานที่ที่เช็คถูกปฏิเสธการจ่ายเงินย่อมเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิดด้วย เมื่อธนาคารตามเช็คที่ถูกปฏิเสธการจ่ายเงินตั้งอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น ย่อมถือได้ว่ามูลคดีนี้เกิดขึ้นในเขตศาลชั้นต้น โจทก์จึงมีอำนาจเสนอคำฟ้องต่อศาลชั้นต้นได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว **มาตรา ๔ ทวิ คำฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ หรือสิทธิหรือประโยชน์อันเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ ให้เสนอต่อศาลที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตั้งอยู่ในเขตศาล ไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่ หรือต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล อธิบาย -มาตรา ๔ ทวิ นี้เป็นหนี้เหนืออสังหาริมทรัพย์ -ตัวอย่างคำถาม. เอ ทำบันทึกข้อตกลงขายลดตั๋วเงินและสัญญาวงเงินสินเชื่อกับธนาคารที่ตั้งอยู่ที่เขตบางรัก(ที่ทำสัญญา ซึ่งอยู่ในเขตศาลแพ่ง) มี บี., ซี.ค้ำประกันรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม นายซี.นำที่ดินที่อยู่ จว.ระยองมาตีประกันหนี้ เอ.บี.และซี.มีภูมิลำเนาอยู่ในท้องที่เขตศาลแพ่งธนบุรี ธนาคารจะฟ้องตามสัญญาค้ำประกัน และสัญญาจำนองได้ที่ศาลใดบ้าง? แนวคำตอบ. -ม.๔(๑),๔ ทวิ -สามารถฟ้องได้ ที่ศาลแพ่ง อันเป็นศาลที่มูลคดีเกิด -ฟ้องยังศาลแพ่งธนบุรี ท้องที่ซึ่งจำเลยมีภูมิลำเนา -ฟ้องยังศาลจังหวัดระยอง อันเป็นศาลที่อสังหาริมทรัพย์ที่จำนองตั้งอยู่ -คำว่าคำฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ คือคำฟ้องที่ขอให้บังคับเอากับตัวอสังหาริมทรัพย์นั้น ความเป็นอยู่ ของที่ดิน ฟ้องขับไล่ ฟ้องบังคับจำนอง เป็นต้น เช่น ฎ.๓๕๓๐/๔๗ ฟ้องให้ชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย และบังคับจำนองที่ดิน ถือเป็นคำฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ -ฎ.๑๖๖๕/๔๘ คำร้องครอบครองปรปักษ์ ตาม ป.พ.พ. ใช้ ม.๔(๒) ไม่ใช่ ๔ ทวิ -ฎ.๖๘๓/๓๔ ฟ้องเรียกมัดจำและเรียกค่าเสียหายจากสัญญาจะซื้อจะขายอสังหาริมทรัพย์ เป็นคำฟ้องที่ไม่เกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ -คำฟ้องที่ไม่เกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์กรณีอื่นๆเช่น ฟ้องเรียกค่าขายที่ดิน ฟ้องเรียกโฉนดที่ดินคืน เป็นต้น -คำว่าสิทธิหรือประโยชน์อันเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ เช่นค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ -ตัวอย่างข้อสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาเมื่อ ๒ พ.ย.๒๕๕๑ ข้อ ๑ (มาตราหลัก ม.๔ ทวิ มาตรารอง ม.๔,๒๔) คำถาม โจทก์มีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดชลบุรี แต่เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินสวยยางแปลงหนึ่งตั้งอยู่ที่ จังหวัดจันทบุรี จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดระยอง โจทก์มอบหมายให้จำเลยหาคนมากรีดยางกับทำหน้าที่ ดูแลสวนยางและเสียภาษีบำรุงท้องที่แทนโจทก์ตลอดมา แต่แล้วจำเลยกลับยักยอกที่ดินของโจทก์โดยนำที่ดิน สวนยางไปทำสัญญาขายให้แก่นายโชคที่จังหวัดตราด กับส่งมอบใบเสร็จรับเงินค่าภาษีบำรุงท้องที่ทั้งหมดให้แก่นายโชค เป็นเหตุให้นายโชคนำไปออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินสวนยางเป็นของนายโชค โจทก์จึง ฟ้องเป็นคดีอาญาต่อศาลจังหวัดตราด และศาลได้ลงทาจำเลยฐานยักยอกให้จำคุก ๑ ปี จำเลยอุทธรณ์ของให้ ยกฟ้อง ขณะคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค ๒ และจำเลยถูกจำคุกตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดตราดอยู่ที่เรือนจำจังหวัดตราด โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งต่อศาลจังหวัดตราด กล่าวหา ว่าจำเลยกระทำละเมิดด้วยการยักยอกเอาที่ดินสวนยางของโจทก์ไปขายแก่นายโชคที่บ้านของนายโชคซึ่งตั้งอยู่ ในจังหวัดตราด เป็นเหตุให้โจทก์ต้องเสียหายสูญเสียสวนยางไป ขอให้จำเลยชดใช้ราคาที่ดินพร้อมดอกเบี้ยแก่ โจทก์ จำเลยให้การต่อสู้ว่าสวนยางเป็นที่ดินสาธารณะ มิใช่เป็นของโจทก์และจำเลยมิได้กระทำละเมิด อีกทั้งคดีนี้เป็นคดีที่ไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดตราดขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาจำเลยยื่นคำร้องต่อศาลให้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม แต่ศาลกลับมีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นว่า คดีไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดตราด โดยมิได้วินิจฉัยปัญหาว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม แล้วพิพากษายกฟ้อง ให้วินิจฉัยว่า คำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดของศาลจังหวัดตราดชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ธงคำตอบ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์เป็นเหตุให้โจทก์ต้องสุญเสียที่ดินสวนยางของโจทก์ไป จำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยให้การต่อสู้ว่าสวนยางเป็นที่ดินสาธารณะ มิใช่เป็นของโจทก์และจำเลยมิได้กระทำละเมิด อีกทั้งคดีนี้เป็นคดีที่ไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดตราดขอให้ยกฟ้อง แม้จำเลยมิได้กล่าวแก้ข้อเป็นพิพาทว่าด้วยกรรมสิทธิ์ว่าที่ดินสวนยางเป็นของจำเลย และตามคำฟ้องโจทก์ก็มิได้มีคำขอบังคับแก่ที่ดินที่พิพาทด้วยก็ตาม แก่การที่จะพิจารณาว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่นั้นก็ต้องพิจารณาด้วยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ อันเป็นการพิจารณาถึงความเป็นอยู่แห่งอสังหาริมทรัพย์ จึงเป็นคดีเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งโจทก์ต้องเสนอคำฟ้องต่อศาลจังหวัดจันทบุรีที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตั้งอยู่ในเขตศาล หรือต่อ ศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๔ ทวิ (เทียบ ฎ.ป.ที่ ๑๗๘๓/๒๕๒๗) แม้ขณะยื่นฟ้องจำเลยจะถูกจำคุกอยู่ที่เรือนจำจังหวัดตราดก็ตาม ก็ถือไม่ได้ว่าเรือนจำจังหวัดตราดเป็นภูมิลำเนาของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๔๗ เพราะคำพิพากษาของ(ศาลจังหวัดตราดในคดีอาญายังไม่ถึงที่สุด กรณีจึงต้องถือว่าจำเลยยังคงมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดระยอง แม้หากโจทก์ไม่ฟ้องต่อศาลจังหวัดจันทบุรีอันเป็นศาลที่ดินสวนยางอยู่ในเขตศาล โจทก์ก็ต้องฟ้องต่อศาลจังหวัดระยองอันเป็นศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาในเขตศาล การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องที่ศาลจังหวัดตราด จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๔ ทวิ และศาลจังหวัดตราดไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ (เทียบ ฎ.๘๓๓๖/๒๕๓๘) จำเลยยื่นคำร้องให้วินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นโดยอ้างเหตุหนึ่ง แต่ศาลเห็นว่ากรณีเข้าเหตุอื่นที่ศาลจะวินิจฉัยชี้ขาดได้ กรณีย่อมเข้าเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๔ ที่เมื่อศาล เห็นสมควรศาลย่อมมีอำนาจที่จะวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในเหตุอื่นนั้นได้ ดังนั้นแม้จำเลยจะยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมแต่เนื่องจากตามคำให้การของจำเลยไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องฟ้องเคลือบคลุมที่จะวินิจฉัย เมื่อศาลเห็นสมควรศาลก็มีอำนาจหยิบยกประเด็นตามคำให้การต่อสู้ของจำเลยว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดตราดขึ้นวินิจฉัยเพื่อยกฟ้องโจทก์ได้ (เทียบ ฎ.๑๑๐๒/๒๕๐๖) คำวินิจฉัยชี้ขาดของศาลจังหวัดตราดที่วินิจฉัยเบื้องต้นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดตราด โดยมิได้วินิจฉัยในปัญหาว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม แล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ ชอบด้วยกฎหมายแล้ว มาตรา ๔ ตรี คำฟ้องอื่นนอกจากที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๔ ทวิ ซึ่งจำเลยมิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรและมูลคดีมิได้เกิดขึ้นในราชอาณาจักร ถ้าโจทก์เป็นผู้มีสัญชาติไทยหรือมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักร ให้เสนอต่อศาลแพ่งหรือต่อศาลที่โจทก์มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล คำฟ้องตามวรรคหนึ่ง ถ้าจำเลยมีทรัพย์สินที่อาจถูกบังคับคดีได้อยู่ในราชอาณาจักร ไม่ว่าจะเป็นการชั่วคราวหรือถาวร โจทก์จะเสนอคำฟ้องต่อศาลที่ทรัพย์สินนั้นอยู่ในเขตศาลก็ได้ *มาตรา ๔ จัตวา คำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดก ให้เสนอต่อศาลที่เจ้ามรดกมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลในขณะถึงแก่ความตาย ในกรณีที่เจ้ามรดกไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักร ให้เสนอต่อศาลที่ทรัพย์มรดกอยู่ในเขตศาล -อธิบาย -ข้อสังเกต ศาลที่เจ้ามรดกมีภูมิลำเนาในเขตขณะถึงแก่ความตาย ไม่ใช่ศาลที่เจ้ามรดกตายในเขตศาล แต่อาจเป็นศาลเดียวกันก็ได้ มาตรา ๔ เบญจ คำร้องขอเพิกถอนมติของที่ประชุมหรือที่ประชุมใหญ่ของนิติบุคคล คำร้องขอเลิกนิติบุคคล คำร้องขอตั้งหรือถอนผู้ชำระบัญชีของนิติบุคคล หรือคำร้องขออื่นใดเกี่ยวกับนิติบุคคล ให้เสนอต่อศาลที่นิติบุคคลนั้นมีสำนักงานแห่งใหญ่อยู่ในเขตศาล -อธิบาย -แต่ถ้าฟ้องนิติบุคคลเป็นคดีมีข้อพิพาท ฟ้องต่อศาลที่สาขานิติบุคคลตั้งอยู่ในเขตศาลได้เพราะสาขานิติบุคคลก็เป็นภูมิลำเนาเช่นกัน มาตรา ๔ ฉ คำร้องขอเกี่ยวกับทรัพย์สินที่อยู่ในราชอาณาจักรก็ดี คำร้องขอที่หากศาลมีคำสั่งตามคำร้องขอนั้นจะเป็นผลให้ต้องจัดการหรือเลิกจัดการทรัพย์สินที่อยู่ในราชอาณาจักรก็ดี ซึ่งมูลคดีมิได้เกิดขึ้นในราชอาณาจักรและผู้ร้องไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรให้เสนอต่อศาลที่ทรัพย์สินดังกล่าวอยู่ในเขตศาล -อธิบาย -ตัวอย่างตาม ม.นี้มีอยู่จำนวน ๗ เรื่อง คือร้องขอจัดการทรัพย์ของผู้ไม่อยู่ในราชอาณาจักร ตาม ป.พ.พ.ม.๔๘ร้องขอให้เพิกถอนอำนาจจัดการทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่ในราชอาณาจักร ตาม ป.พ.พ.ม.๔๖ ร้องขอตั้งผู้อนุบาล ตาม ป.พ.พ.ม.๒๘ ร้องขอจัดการสินสมรส ตาม ป.พ.พ.ม.๑๔๘๔-๑๔๘๕ ร้องขอให้สั่งอำนาจปกครองอยู่ที่บิดาหรือมารดา ตาม ป.พ.พ.ม.๑๕๖๖ ร้องขอตั้งผู้ปกครองทรัพย์ตาม ป.พ.พ.ม.๑๕๘๕ และร้องขออำนาจปกครองตาม ป.พ.พ.ม.๑๕๘๒ *มาตรา ๕ คำฟ้องหรือคำร้องขอซึ่งอาจเสนอต่อศาลได้สองศาลหรือกว่านั้นไม่ว่าจะเป็นเพราะภูมิลำเนาของบุคคลก็ดี เพราะที่ตั้งของทรัพย์สินก็ดี เพราะสถานที่ที่เกิดมูลคดีก็ดี หรือเพราะมีข้อหาหลายข้อก็ดี ถ้ามูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกัน โจทก์หรือผู้ร้องจะเสนอคำฟ้องหรือคำร้องขอต่อศาลใดศาลหนึ่งเช่นว่านั้นก็ได้ -อธิบาย -คดีที่มีหลายข้อหาจำเลยคนเดียว หรือแต่ละข้อหามูลคดีต่างกันหลายท้องที่(หลายแห่ง) หรือจำเลยหลายคนอยู่ต่างท้องที่กันแต่เป็นเรื่องเดียวกัน เช่นผู้กู้มีภูมิลำเนาแห่งหนึ่ง ผู้ค้ำประกันมีภูมิลำเนาอีกแห่ง มูลคดี(ที่ทำสัญญากู้และค้ำประกัน)อีกแห่งหนึ่ง และมีการเอาอสังหาริมทรัพย์จำนองค้ำประกันเงินกู้จำนวนดังกล่าวโดยอสังหาริมทรัพย์อยู่อีกแห่งหนึ่ง เช่นนี้ ดู ม.๕ ให้ดี เป็นมาตราที่แก้ปัญหา -คำว่ามูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกัน -ฟ้องลูกหนี้ร่วม (ความจริงเจ้าหนี้สามารถฟ้องลูกหนี้คนใดคนหนึ่งชำระหนี้โดยสิ้นเชิงได้) -ฟ้องลูกหนี้ชั้นต้นกับผู้ค้ำประกัน -ฟ้องนายจ้างกับลูกจ้างให้รับผิดร่วมกัน -ฟ้องตัวการและตัวแทน -ฟ้องผู้ครอบครองรถและนายจ้างที่รถทำละเมิดและผู้รับประกันภัยรถยนต์ดังกล่าว ถือว่ามูล ความแห่งคดีแบ่งแยกจากกันมิได้ -ดูตัวอย่างข้อสอบเนฯข้อ ๑ สมัย ๖๒ (จากคำอธิบายมาตรา ๕๙) มาตรา ๖ ก่อนยื่นคำให้การ จำเลยชอบที่จะยื่นคำร้องต่อศาลที่โจทก์ได้ยื่นคำฟ้องไว้ขอให้โอนคดีไปยังศาลอื่นที่มีเขตอำนาจได้ คำร้องนั้นจำเลยต้องแสดงเหตุที่ยกขึ้นอ้างอิงว่าการพิจารณาคดีต่อไปในศาลนั้นจะไม่สะดวก หรือจำเลยอาจไม่ได้รับความยุติธรรมเมื่อศาลเห็นสมควร ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องนั้นก็ได้ ห้ามมิให้ศาลออกคำสั่งอนุญาตตามวรรคหนึ่ง เว้นแต่ศาลที่จะรับโอนคดีไปนั้นได้ยินยอมเสียก่อน ถ้าศาลที่จะรับโอนคดีไม่ยินยอม ก็ให้ศาลที่จะโอนคดีนั้นส่งเรื่องให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ชี้ขาด คำสั่งของอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด -อธิบาย -มาตรานี้เป็นเรื่องการขอโอนคดีขอจำเลย กฎหมายกำหนดให้ยื่นคำร้องก่อนยื่นคำให้การของจำเลย มีคำพิพากษาฎีกาอธิบายว่าสามารถยื่นได้อย่างช้าสุดพร้อมการยื่นคำให้การ -คำว่าอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ หมายถึงประธานศาลอุทธรณ์เท่านั้น ซึ่งเป็นตำแหน่งที่พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแก้ไขใหม่ แต่ ป.วิแพ่ง ยังไม่แก้ไข เช่นเดียวกับ ม.๘ มาตรา ๗ บทบัญญัติในมาตรา ๔ มาตรา ๔ ทวิ มาตรา ๔ ตรี มาตรา ๔ จัตวามาตรา ๔ เบญจ มาตรา ๔ ฉ มาตรา ๕ และมาตรา ๖ ต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติดังต่อไปนี้ (๑) คำฟ้องหรือคำร้องขอที่เสนอภายหลังเกี่ยวเนื่องกับคดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลใด ให้เสนอต่อศาลนั้น (๒) คำฟ้องหรือคำร้องขอที่เสนอเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลซึ่งคำฟ้องหรือคำร้องขอนั้นจำต้องมีคำวินิจฉัยของศาลก่อนที่การบังคับคดีจะได้ดำเนินไปได้โดยครบถ้วนและถูกต้องนั้น ให้เสนอต่อศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีตามมาตรา ๓๐๒ (๓) คำร้องตามมาตรา ๑๐๑ ถ้าได้เสนอคำฟ้องหรือคำร้องขอต่อศาลใดแล้วให้เสนอต่อศาลนั้น ในกรณีที่ยังไม่ได้เสนอคำฟ้องหรือคำร้องขอต่อศาลใด ถ้าพยานหลักฐานซึ่งจะเรียกมาสืบหรือบุคคลหรือทรัพย์หรือสถานที่ที่จะต้องตรวจอยู่ในเขตศาลใด ให้เสนอต่อศาลนั้น (๔) คำร้องที่เสนอให้ศาลถอนคืนหรือเปลี่ยนแปลงคำสั่งหรือการอนุญาตที่ศาลได้ให้ไว้ก็ดี คำร้องที่เสนอให้ศาลถอดถอนบุคคลใดจากฐานะที่ศาลได้แต่งตั้งไว้ก็ดี คำร้องที่เสนอให้ศาลมีคำสั่งใดที่เกี่ยวกับการถอนคืนหรือเปลี่ยนแปลงคำสั่งหรือการอนุญาตหรือที่เกี่ยวกับการแต่งตั้งเช่นว่านั้นก็ดี คำร้องขอหรือคำร้องอื่นใดที่เสนอเกี่ยวเนื่องกับคดีที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งไปแล้วก็ดี ให้เสนอต่อศาลในคดีที่ได้มีคำสั่งการอนุญาต การแต่งตั้ง หรือคำพิพากษานั้น -อธิบาย -ม.๗ เป็นมาตราที่ใหญ่ที่สุดเรื่องเขตศาล และเป็นเรื่องเขตศาลเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องเขตอำนาจศาล -ตาม ม.๗(๑) ได้แก่ร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง,ร้องสอด,ฟ้องแย้ง ซึ่งต้องดูเรื่องอำนาจศาลที่จะรับฟ้องด้วยว่ามีอำนาจหรือไม่ -ตาม ม.๗(๒) ได้แก่ คำร้องขัดทรัพย์ ม.๒๘๘ คำร้องขอรับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่น ม.๒๘๙ คำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ ม.๒๙๐ คำร้องขอให้งดบังคับคดี ม.๒๙๒,๒๙๓ ขอให้บกเลิกแก้ไขคำสั่งเกี่ยวกับการบังคับคดี ม.๒๙๖ และคำร้องขอบังคับขับไล่ตาม ม.๒๙๖ ทวิ -ตาม ม.๗(๓) เป็นเรื่องการขอสืบพยานไว้ก่อน -ตาม ม.๗(๔) ได้แก่คำร้องขอถอดถอนผู้จัดการมรดก ถอดถอนผู้อนุบาล ขออนุญาตทำพินัยกรรมแทนผู้เยาว์ -ฎ.๓๘๘๘/๔๓ จำเลยยืนคำร้องว่าคำพิพากษาไม่ชัดเจน โดยยื่นตาม ม.๗(๔) ตอนท้าย ศาลชั้นต้นสั่งว่าชัดเจนแล้ว ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ยืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิพากษาว่าตาม ม.๗(๔) ตอนท้ายศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่ง จะต้องส่งไปให้ศาลฎีกาผู้ออกคำพิพากษาเรื่องที่ผู้ร้องร้อง ศาลฎีกาสั่งให้ยกคำร้อง -ฎ.๙๓๖๒/๕๑ การยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์สินที่ยึด (คำร้องขัดทรัพย์) ต้องยื่นต่อศาลชั้นต้นที่เป็นศาลที่ได้ออกหมายบังคับคดีคือ ศาลที่ได้พิจารณาและตัดสินคดีในชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๗ (๒) ประกอบมาตรา ๓๐๒ จะยื่นต่อศาลที่ดำเนินการบังคับคดีแทนศาลที่ออกหมายบังคับคดีไม่ได้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าศาลที่ออกหมายบังคับคดีคือศาลแพ่งไม่ใช่ศาลจังหวัดพิษณุโลก การที่ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ปล่อยที่ดินพิพาทต่อศาลจังหวัดพิษณุโลกจึงเป็นการเสนอคำร้องขอต่อศาลที่ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี -ตัวอย่างคำถาม นายเอกเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของนายโทในคดีแพ่งของศาลจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งพิพากษาให้นายโทชำระหนี้จำนวน ๘๐๐,๐๐๐ บาทแก่นายเอก ต่อมานายเอกและนายโทได้ทำบันทึกข้อตกลงกันว่าให้นายโทชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวแก่นายเอกจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลือนายเอกไม่ติดใจดำเนินการบังคับคดีแก่นายโทอีกต่อไป บันทึกข้อตกลงดังกล่าวทำขึ้น ณ ภูมิลำเนาของนายเอกที่จังหวัดเชียงใหม่ นายโทได้ชำระเงินตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวให้แก่นายเอกครบถ้วนแล้ว แต่นายเอกได้ดำเนินการบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๑๒๒ ของนายโท ซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดลำปาง นายโทจึงยื่นฟ้องนายเอกเป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่โดยกล่าวมาในคำฟ้องว่านายเอกผิดสัญญาเป็นเหตุให้นายโทได้รับความเสียหาย และมีคำขอบังคับ ขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๑๒๒ ของนายโท หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้วินิจฉัยว่า ศาลจังหวัดเชียงใหม่จะรับคำฟ้องไว้พิจารณาได้หรือไม่ ธงคำตอบ (ข้อสอบเนฯข้อ ๑ สมัย ๖๐) คำฟ้องของนายโทกล่าวอ้างว่า นายเอกซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของนายโทในคดีของศาลจังหวัดเชียงใหม่ดำเนินการบังคับคดีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากนายโทกับนายเอกตกลงกันว่า ให้นายโทชำระหนี้ตามคำพิพากษาเพียง ๕๐๐,๐๐๐ บาท นอกนั้นไม่ติดใจดำเนินการบังคับคดีแก่นายโท นายโทชำระหนี้ตามข้อตกลงครบถ้วนแล้ว นายเอกไม่มีสิทธิดำเนินการบังคับคดีแก่นายโท ขอให้เพิกถอนการบังคับคดีเสีย แม้นายโทจะกล่าวมาในคำฟ้องว่า นายเอกผิดสัญญาเป็นเหตุให้นายโทเสียหายอันเป็นข้อโต้แย้งสิทธิของนายโทมาด้วยก็ตาม แต่นายโทมิได้มีคำขอบังคับให้นายเอกชดใช้ค่าเสียหายจากการที่นายเอกผิดสัญญา โดยเพียงแต่ขอให้เพิกถอนการบังคับคดีในคดีเดิมเท่านั้น คำฟ้องของนายโทจึงเป็นคำฟ้องที่เกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล ซึ่งคำฟ้องหรือคำร้องขอนั้นจำต้องมีคำวินิจฉัยของศาลก่อนที่การบังคับคดีจะได้ดำเนินไปโดยครบถ้วนและถูกต้องตามบทกฎหมายดังกล่าว กรณีเช่นว่านี้ นายโทชอบที่จะยื่นคำร้องต่อศาลในคดีเดิม มิใช่ฟ้องเป็นคดีใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๗ (๒) และมาตรา ๓๐๒ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๖๑๒/๔๙) ศาลจังหวัดเชียงใหม่ชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา -สรุปเรื่องเขตศาล ๒,๓,๔,๕,๖,๗ ๑. มาตรา ๔,๔ทวิ,ตรี,จัตวา,เบญจ,๕,๖ อยู่ภายใต้บังคับมาตรา ๗ หมายความว่ามาตรานั้นๆจะว่าด้วยเรื่องเขตศาลอย่างไรก็ตาม หากเป็นสองเรื่องตาม ม.๗ ก็ให้ฟ้องยังศาลที่มาตรา ๗ ระบุ โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยอยู่ที่ใดทรัพย์ตั้งอยู่ที่ใดมูลคดีเกิดที่ใด คือคำร้องหรือคำฟ้องที่เสนอภายหลังซึ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีที่พิจารณาอยู่ในศาลใดก็เสนอที่ศาลนั้น และกรณีคำฟ้องหรือคำร้องที่เกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษา ซึ่งคำฟ้องหรือคำร้องนั้นต้องฟังศาลวินิจฉัยก่อนที่จะบังคับคดีก็ให้เสนอต่อศาลที่มีอำนาจบังคับคดีตาม ม.๓๐๒(คือศาลพิจารณาและตัดสินชี้ขาดคดีในศาลชั้นต้น) ๒. มูลคดีเกิดหลายท้องที่ ฟ้องที่ใดก็ได้ที่มูลคดีเกิด ๓. ถ้าเลือกฟ้องยังศาลที่ทรัพย์นั้นตั้งอยู่ ตาม ม.๔ ทวิ มาตรา ๕ ก็สามารถแก้ปัญหาให้ได้ ๔. บางคดีมีหลายข้อหาแต่จำเลยคนเดียว มาตรา ๘ ถ้าคดีสองเรื่องซึ่งมีประเด็นอย่างเดียวกัน หรือเกี่ยวเนื่องใกล้ชิดกันอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นที่มีเขตอำนาจสองศาลต่างกัน และศาลทั้งสองนั้นได้ยกคำร้องทั้งหลายที่ได้ยื่นต่อศาลขอให้คดีทั้งสองได้พิจารณาพิพากษารวมในศาลเดียวกันนั้นเสีย ตราบใดที่ศาลใดศาลหนึ่งยังมิได้พิพากษาคดีนั้น ๆ คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่ออธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ เพื่อขอให้มีคำสั่งให้ศาลใดศาลหนึ่งจำหน่ายคดีซึ่งอยู่ในระหว่างพิจารณานั้นออกเสียจากสารบบความ หรือให้โอนคดีไปยังอีกศาลหนึ่งก็ได้แล้วแต่กรณี คำสั่งใด ๆ ของอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์เช่นว่านี้ให้เป็นที่สุด -อธิบาย -มาตรานี้เป็นเรื่องการรวมคดี ให้ดู ม.๒๘ ประกอบด้วย -ข้อแตกต่างระหว่าง ม.๘ และ๒๘ ๑.ม.๘ คือประเด็นของคดีเป็นสำคัญ ม.๒๘ ถือเอาคู่ความเป็นสำคัญ ๒.ม.๘ ศาลที่จะขอรับโอนไม่จำต้องมีเขตอำนาจเหนือคดีที่จะรับโอนไปรวม แต่ ม.๒๘ ต้องมีเขตอำนาจเหนือคดีที่จะนำไปรวม มาตรา ๙ ในกรณีดังกล่าวในมาตราก่อนนั้น ถ้าศาลใดศาลหนึ่งได้พิพากษาคดีแล้ว และได้มีการยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษานั้น คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ ขอให้มีคำสั่งให้งดการพิจารณาคดีชั้นอุทธรณ์นั้นไว้ก่อนจนกว่าอีกศาลหนึ่งจะได้พิพากษาคดีอีกเรื่องหนึ่งเสร็จแล้วก็ได้ และถ้าได้มีการอุทธรณ์คดีเรื่องหลังนี้ก็ให้ศาลอุทธรณ์รวมวินิจฉัยคดีทั้งสองนั้นโดยคำพิพากษาเดียวกัน ถ้าคดีเรื่องหลังนั้นไม่มีอุทธรณ์ให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งมาตรา ๑๔๖ *มาตรา ๑๐ ถ้าไม่อาจดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นที่มีเขตศาลเหนือคดีนั้นได้โดยเหตุสุดวิสัย คู่ความฝ่ายที่เสียหายหรืออาจเสียหายเพราะการนั้นจะยื่นคำขอฝ่ายเดียวโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้น ซึ่งตนมีภูมิลำเนาหรืออยู่ในเขตศาลในขณะนั้นก็ได้ และให้ศาลนั้นมีอำนาจทำคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่เห็นสมควร เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม -อธิบาย -คำว่าเหตุสุดวิสัย มีความหมายกว้างกว่า ป.พ.พ.มาตรา ๘ หมวด ๒ การคัดค้านผู้พิพากษา มาตรา ๑๑ เมื่อคดีถึงศาล ผู้พิพากษาคนหนึ่งคนใดในศาลนั้นอาจถูกคัดค้านได้ในเหตุใดเหตุหนึ่งดังต่อไปนี้ (๑) ถ้าผู้พิพากษานั้นมีผลประโยชน์ได้เสียเกี่ยวข้องอยู่ในคดีนั้น (๒) ถ้าเป็นญาติเกี่ยวข้องกับคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง คือว่าเป็นบุพการี หรือผู้สืบสันดานไม่ว่าชั้นใด ๆ หรือเป็นพี่น้องหรือลูกพี่ลูกน้องนับได้เพียงภายในสามชั้น หรือเป็นญาติเกี่ยวพันทางแต่งงานนับได้เพียงสองชั้น (๓) ถ้าเป็นผู้ที่ได้ถูกอ้างเป็นพยานโดยที่ได้รู้ได้เห็นเหตุการณ์ หรือโดยเป็นผู้เชี่ยวชาญมีความรู้เป็นพิเศษเกี่ยวข้องกับคดีนั้น (๔) ถ้าได้เป็นหรือเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้แทนหรือได้เป็นทนายความของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาแล้ว (๕) ถ้าได้เป็นผู้พิพากษานั่งพิจารณาคดีเดียวกันนั้นในศาลอื่นมาแล้ว หรือเป็นอนุญาโตตุลาการมาแล้ว (๖) ถ้ามีคดีอีกเรื่องหนึ่งอยู่ในระหว่างพิจารณาซึ่งผู้พิพากษานั้นเอง หรือภริยา หรือญาติทางสืบสายโลหิตตรงขึ้นไป หรือตรงลงมาของผู้พิพากษานั้นฝ่ายหนึ่ง พิพาทกับคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือภริยา หรือญาติทางสืบสายโลหิตตรงขึ้นไปหรือตรงลงมาของคู่ความฝ่ายนั้นอีกฝ่ายหนึ่ง (๗) ถ้าผู้พิพากษานั้นเป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ หรือเป็นนายจ้างของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มาตรา ๑๒ เมื่อศาลใดมีผู้พิพากษาแต่เพียงคนเดียว ผู้พิพากษานั้นอาจถูกคัดค้านด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งตามที่กำหนดไว้ในมาตราก่อนนั้นได้ หรือด้วยเหตุประการอื่นอันมีสภาพร้ายแรงซึ่งอาจทำให้การพิจารณาหรือพิพากษาคดีเสียความยุติธรรมไป มาตรา ๑๓ ถ้ามีเหตุที่จะคัดค้านได้อย่างใดอย่างหนึ่งดังที่กล่าวไว้ในสองมาตราก่อนเกิดขึ้นแก่ผู้พิพากษาคนใดที่นั่งในศาล (๑) ผู้พิพากษานั้นเองจะยื่นคำบอกกล่าวต่อศาลแสดงเหตุที่ตนอาจถูกคัดค้าน แล้วขอถอนตัวออกจากการนั่งพิจารณาคดีนั้นก็ได้ (๒) คู่ความที่เกี่ยวข้องอาจยกข้อคัดค้านขึ้นอ้างโดยทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลแต่ถ้าตนได้ทราบเหตุที่พึงคัดค้านได้ก่อนวันสืบพยาน ก็ให้ยื่นคำร้องคัดค้านเสียก่อนวันสืบพยานนั้นหรือถ้าทราบเหตุที่พึงคัดค้านได้ในระหว่างพิจารณา ก็ให้ยื่นคำร้องคัดค้านไม่ช้ากว่าวันนัดสืบพยานครั้งต่อไป แต่ต้องก่อนเริ่มสืบพยานเช่นว่านั้น เมื่อได้ยื่นคำร้องดังกล่าวแล้ว ให้ศาลงดกระบวนพิจารณาทั้งปวงไว้ก่อนจนกว่าจะได้มีคำชี้ขาดในเรื่องที่คัดค้านนั้นแล้ว แต่ความข้อนี้มิให้ใช้แก่กระบวนพิจารณาซึ่งจะต้องดำเนินโดยมิชักช้า อนึ่ง กระบวนพิจารณาทั้งหลายที่ได้ดำเนินไปก่อนได้ยื่นคำร้องคัดค้านก็ดี และกระบวนพิจารณาทั้งหลายในคดีที่จะต้องดำเนินโดยมิชักช้า แม้ถึงว่าจะได้ดำเนินไปภายหลังที่ได้ยื่นคำร้องคัดค้านก็ดี เหล่านี้ย่อมสมบูรณ์ไม่เสียไป เพราะเหตุที่ศาลมีคำสั่งยอมฟังคำคัดค้านเว้นแต่ศาลจะได้กำหนดไว้ในคำสั่งเป็นอย่างอื่น ถ้าศาลใดมีผู้พิพากษาคนเดียว และผู้พิพากษาคนนั้นถูกคัดค้าน หรือถ้าศาลใดมีผู้พิพากษาหลายคน และผู้พิพากษาทั้งหมดถูกคัดค้าน ให้ศาลซึ่งมีอำนาจสูงกว่าศาลนั้นตามลำดับเป็นผู้ชี้ขาดคำคัดค้าน ถ้าศาลใดมีผู้พิพากษาหลายคน และผู้พิพากษาที่มิได้ถูกคัดค้านรวมทั้งข้าหลวงยุติธรรม ถ้าได้นั่งพิจารณาด้วยมีจำนวนครบที่จะเป็นองค์คณะและมีเสียงข้างมากตามที่กฎหมายต้องการ ให้ศาลเช่นว่านั้นเป็นผู้ชี้ขาดคำคัดค้าน แต่ในกรณีที่อยู่ในอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวจะชี้ขาดคำคัดค้าน ห้ามมิให้ผู้พิพากษาคนนั้นมีคำสั่งให้ยกคำคัดค้าน โดยผู้พิพากษาอีกคนหนึ่งหรือข้าหลวงยุติธรรมมิได้เห็นพ้องด้วย ถ้าศาลใดมีผู้พิพากษาหลายคน และผู้พิพากษาที่มิได้ถูกคัดค้าน แม้จะนับรวมข้าหลวงยุติธรรมเข้าด้วย ยังมีจำนวนไม่ครบที่จะเป็นองค์คณะและมีเสียงข้างมากตามที่กฎหมายต้องการ หรือถ้าผู้พิพากษาคนเดียวไม่สามารถมีคำสั่งให้ยกคำคัดค้านเสียด้วยความเห็นพ้องของผู้พิพากษาอีกคนหนึ่ง หรือข้าหลวงยุติธรรมตามที่บัญญัติไว้ในวรรคก่อน ให้ศาลซึ่งมีอำนาจสูงกว่าศาลนั้นตามลำดับเป็นผู้ชี้ขาดคำคัดค้าน มาตรา ๑๔ เมื่อได้มีการร้องคัดค้านขึ้น และผู้พิพากษาที่ถูกคัดค้านไม่ยอมถอนตัวออกจากการนั่งพิจารณาคดี ให้ศาลฟังคำแถลงของคำคู่ความฝ่ายที่เกี่ยวข้องและของผู้พิพากษาที่ถูกคัดค้าน กับทำการสืบพยานหลักฐานที่บุคคลเหล่านั้นได้นำมาและพยานหลักฐานอื่นตามที่เห็นสมควร แล้วออกคำสั่งยอมรับหรือยกเสียซึ่งคำคัดค้านนั้น คำสั่งเช่นว่านี้ให้เป็นที่สุด เมื่อศาลที่ผู้พิพากษาแห่งศาลนั้นเองถูกคัดค้าน จะต้องวินิจฉัยชี้ขาดคำคัดค้านห้ามมิให้ผู้พิพากษาที่ถูกคัดค้านนั้นนั่งหรือออกเสียงกับผู้พิพากษาอื่น ๆ ในการพิจารณาและชี้ขาดคำคัดค้านนั้น ถ้าผู้พิพากษาคนใดได้ขอถอนตัวออกจากการนั่งพิจารณาคดีก็ดี หรือศาลได้ยอมรับคำคัดค้านผู้พิพากษาคนใดก็ดี ให้ผู้พิพากษาคนอื่นทำการแทนตามบทบัญญัติในพระธรรมนูญศาลยุติธรรม หมวด ๓ อำนาจและหน้าที่ของศาล มาตรา ๑๕ ห้ามมิให้ศาลใช้อำนาจนอกเขตศาล เว้นแต่ (๑) ถ้าบุคคลผู้ที่จะถูกซักถามหรือถูกตรวจ หรือบุคคลผู้เป็นเจ้าของทรัพย์หรือสถานที่ซึ่งจะถูกตรวจมิได้ยกเรื่องเขตศาลขึ้นคัดค้าน ศาลจะทำการซักถามหรือตรวจดังว่านั้นนอกเขตศาลก็ได้ (๒) ศาลจะออกหมายเรียกคู่ความหรือบุคคลนอกเขตศาลก็ได้ ส่วนการที่จะนำบทบัญญัติมาตรา ๓๑, ๓๓, ๑๐๘, ๑๐๙ และ ๑๑๑ แห่งประมวลกฎหมายนี้และมาตรา ๑๔๗ แห่งกฎหมายลักษณะอาญามาใช้บังคับได้นั้น ต้องให้ศาลซึ่งมีอำนาจในเขตศาลนั้นสลักหลังหมายเสียก่อน (๓) หมายบังคับคดีและหมายของศาลที่ออกให้จับและกักขังบุคคลผู้ใดตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ อาจบังคับได้ไม่ว่าในที่ใด ๆ ในกรณีที่มีการบังคับคดีนอกเขตศาลที่ออกหมายบังคับคดี ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำแถลงหรือเจ้าพนักงานบังคับคดีรายงานให้ศาลที่จะมีการบังคับคดีทราบในกรณีเช่นว่านี้ ให้ศาลที่จะมีการบังคับคดีตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการบังคับคดีโดยไม่ชักช้า และให้ศาลนั้นดำเนินการไปเสมือนหนึ่งเป็นศาลที่บังคับคดีแทนตามมาตรา ๓๐๒วรรคสาม มาตรา ๑๖ ถ้าจะต้องทำการซักถาม หรือตรวจ หรือดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ (๑) โดยศาลชั้นต้นศาลใด นอกเขตศาลนั้น หรือ (๒) โดยศาลแพ่งหรือศาลอาญา นอกเขตจังหวัดพระนครและธนบุรีหรือโดยศาลอุทธรณ์หรือฎีกา ให้ศาลที่กล่าวแล้วมีอำนาจที่จะแต่งตั้งศาลอื่นที่เป็นศาลชั้นต้นให้ทำการซักถามหรือตรวจภายในบังคับบทบัญญัติมาตรา ๑๐๒ หรือดำเนินกระบวนพิจารณาแทนได้ -อธิบาย -ฎ.๖๗๖๙/๓๙ คำร้องขอให้งดบังคับคดี เป็นคำร้องที่เกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดี (ดู ม.๗ (๒)) ศาลที่มีอำนาจวินิจฉัยคำร้องคือศาลที่ตัดสินชี้ขาดคดีในศาลชั้นต้นตาม ม.๓๐๒ ศาลจังหวัดตราดซึ่งได้รับมอบหมายจากศาลแพ่งให้บังคับคดี ยึดทรัพย์แทน ไม่มีอำนาจสั่งงดการบังคับคดี มาตรา ๑๗ คดีที่ได้ยื่นฟ้องไว้ต่อศาลนั้น ให้ศาลดำเนินการไปตามลำดับเลขหมายสำนวนใน สารบบความ เว้นแต่ศาลจะกำหนดเป็นอย่างอื่นเมื่อมีเหตุผลพิเศษ **มาตรา ๑๘ ให้ศาลมีอำนาจที่จะตรวจคำคู่ความที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของศาลได้รับไว้เพื่อยื่นต่อศาล หรือส่งให้แก่คู่ความ หรือบุคคลใด ๆ ถ้าศาลเห็นว่าคำคู่ความที่ได้ยื่นไว้ดังกล่าวแล้วนั้น อ่านไม่ออกหรืออ่านไม่เข้าใจหรือเขียนฟุ่มเฟือยเกินไป หรือไม่มีรายการ ไม่มีลายมือชื่อ ไม่แนบเอกสารต่าง ๆ ตามที่กฎหมายต้องการ หรือมิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลโดยถูกต้องครบถ้วน ศาลจะมีคำสั่งให้คืนคำคู่ความนั้นไปให้ทำมาใหม่ หรือแก้ไขเพิ่มเติม หรือชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วน ภายในระยะเวลาและกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ตลอดจนเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมตามที่ศาลเห็นสมควรก็ได้ ถ้ามิได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดของศาลในระยะเวลาหรือเงื่อนไขที่กำหนดไว้ก็ให้มีคำสั่งไม่รับคำคู่ความนั้น ถ้าศาลเห็นว่าคำคู่ความที่ได้นำมายื่นดังกล่าวข้างต้น มิได้เป็นไปตามเงื่อนไขแห่งกฎหมายที่บังคับไว้ นอกจากที่กล่าวมาในวรรคก่อน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเห็นว่าสิทธิของคู่ความหรือบุคคลซึ่งยื่นคำคู่ความนั้นได้ถูกจำกัดห้ามโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายเรื่องเขตอำนาจศาล ก็ให้ศาลมีคำสั่งไม่รับหรือคืนคำคู่ความนั้นไปเพื่อยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจ ถ้าไม่มีข้อขัดข้องดังกล่าวแล้ว ก็ให้ศาลจดแจ้งแสดงการรับคำคู่ความนั้นไว้บนคำคู่ความนั้นเองหรือในที่อื่น คำสั่งของศาลที่ไม่รับหรือให้คืนคำคู่ความตามมาตรานี้ ให้อุทธรณ์และฎีกาได้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๒๗, ๒๒๘ และ ๒๔๗ -อธิบาย -ม.๑๘ นำไปใช้กับคดีอาญาด้วย -คำสั่งของศาลตาม ม.๑๘ คือ ๑)รับคำฟ้อง ๒)ไม่รับหรือคืนเพื่อไปยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจ ๓)คืนให้ไปทำมาใหม่ หรือสั่งให้แก้ไขให้ถูกต้อง -คำว่าค่าธรรมเนียมศาลตาม ม.๑๘ หมายถึงค่าขึ้นศาลตาม ม.๑๕๐ ไม่ใช่ค่าธรรมเนียมใช้แทนตาม ม.๒๒๙ -ถ้าศาลเผลอผ่าน ม.๑๘ วรรค ๒ ไปถือว่าเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเช่นฟ้องไม่ลงชื่อ -กรณีศาลยกฟ้องเพราะโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องถือว่าศาลได้พิจารณาเนื้อหาของคดีแล้วอุทธรณ์ได้ตามหลักทั่วไปใน ม.๒๒๓,๒๒๙ แต่การไม่รับหรือคืนคำคู่ความตาม ม.๑๘ วรรค ๓ ไม่ถือเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาอุทธรณ์ได้ตาม ม.๒๒๘ -ตัวอย่างคำถาม น.เป็นผู้พิทักษ์ของ ด.(คนเสมือนไร้ความสามารถ)น.ไปฟ้องคดีแทน ด.และยังได้แต่งทนายความให้ว่าความในคดีด้วย ทนายที่แต่งตั้งได้เซ็นชื่อในคำฟ้องโดยไม่ได้รับความยินยอมจาก ด.ทนายความเอาคำฟ้องไปยื่น ศาลชั้นต้นได้รับฟ้อง ส่งสำเนาฟ้องให้จำเลย จนจำเลยยื่นคำให้การแล้ว โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ฟ้องตาม ม.๑๘ โดยแก้ไขว่าคนเสมือนไร้ความสามารถได้อนุญาตให้ฟ้องคดีแทนได้ ศาลก็อนุญาตเนื่องจากยังไม่ถึงวันนัดสืบพยาน คำฟ้องนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ -คำตอบ เวลาคิดต้องคิดสองประเด็นคือ ๑.ศาลสั่งแก้ไขข้อบกพร่องตาม ม.๑๘ ไม่ได้เพราะล่วงเลยเวลาไปแล้ว ๒.แต่เป็นเรื่องกระบวนพิจารณาทั่วไปในการขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง ทั้งจำเลยก็ไม่ได้โต้แย้ง เมื่อศาล อนุญาตคำฟ้องชอบด้วยกฎหมาย -ฎ.๖๑๐๗/๓๘ การแก้ไขข้อบกพร่องในเรื่องอำนาจจัดการแทนคนเสมือนไร้ความสามารถตาม ป.พ.พ.ม.๓๔ มีผลให้การไม่สมบูรณ์กลับสมบูรณ์ขึ้นมาแต่เริ่มแรก โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง -ฎ.๙๒๕/๐๓ คนมอบอำนาจให้ฟ้องไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะไม่มีนิติสัมพันธ์กัน เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ให้สัตยาบรรณก็ไม่ได้ -ฎ.๔๓๒/๔๒ คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้ดำเนินการต่อไป เท่ากับเป็นการอนุญาตให้แก้ไขข้อบกพร่องที่ไม่ถูกต้องนั้นแล้ว (ดู ม.๑๘ ประกอบ ม.๒๓๒,๒๓๔,๒๓๖) -ม.๑๘ วรรค ๓ คำว่ามิได้เป็นไปตามเงื่อนไขแห่งกฎหมายที่บังคับ นอกเหนือจากวรรค ๒ เช่นการไม่มีอำนาจฟ้องตาม ม.๕๕ คำฟ้องเคลือบคลุม หรือไม่ชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหา ตาม ม.๑๗๒ วรรค ๒ -เมื่อตรวจอุทธรณ์ พบว่าไม่มีใบแต่งทนายให้อำนาจทนายความยื่นอุทธรณ์ ศาลสั่งคืนให้ดำเนินการใหม่ตาม ม.๑๘ วรรค ๒ หรือไม่รับตาม ม.๒๓๒,๒๓๔ ก็ได้ (ถ้าสั่งไม่รับ ไม่ผิดระเบียบ แต่ถ้าสั่งรับจะผิดระเบียบตาม ม.๒๗) มาตรา ๑๙ ศาลมีอำนาจสั่งได้ตามที่เห็นสมควรให้คู่ความทุกฝ่าย หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาศาลด้วยตนเอง ถึงแม้ว่าคู่ความนั้น ๆ จะได้มีทนายความว่าต่างแก้ต่างอยู่แล้วก็ดี อนึ่งถ้าศาลเห็นว่าการที่คู่ความมาศาลด้วยตนเองอาจยังให้เกิดความตกลงหรือการประนีประนอมยอมความดังที่บัญญัติไว้ในมาตราต่อไปนี้ ก็ให้ศาลสั่งให้คู่ความมาศาลด้วยตนเอง มาตรา ๒๐ ไม่ว่าการพิจารณาคดีจะได้ดำเนินไปแล้วเพียงใด ให้ศาลมีอำนาจที่จะไกล่เกลี่ยให้คู่ความได้ตกลงกัน หรือประนีประนอมยอมความกันในข้อที่พิพาทนั้น มาตรา ๒๐ ทวิ เพื่อประโยชน์ในการไกล่เกลี่ย เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งร้องขอ ศาลจะสั่งให้ดำเนินการเป็นการลับเฉพาะต่อหน้าตัวความทุกฝ่ายหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยจะให้มีทนายความอยู่ด้วยหรือไม่ก็ได้ เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งร้องขอ ศาลอาจแต่งตั้งบุคคลหรือคณะบุคคลเป็นผู้ประนีประนอม เพื่อช่วยเหลือศาลในการไกล่เกลี่ยให้คู่ความได้ประนีประนอมกัน หลักเกณฑ์และวิธีการในการไกล่เกลี่ยของศาล การแต่งตั้งผู้ประนีประนอมรวมทั้งอำนาจหน้าที่ของผู้ประนีประนอม ให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาโดยความเห็นชอบของที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกา ข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาตามวรรคสาม เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้ *มาตรา ๒๑ เมื่อคู่ความฝ่ายใดเสนอคำขอหรือคำแถลงต่อศาล (๑) ถ้าประมวลกฎหมายนี้มิได้บัญญัติว่า คำขอหรือคำแถลงจะต้องทำเป็นคำร้องหรือเป็นหนังสือ ก็ให้ศาลมีอำนาจที่จะยอมรับคำขอหรือคำแถลงที่คู่ความได้ทำในศาลด้วยวาจาได้แต่ศาลต้องจดข้อความนั้นลงไว้ในรายงาน หรือจะกำหนดให้คู่ความฝ่ายนั้นยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้อง หรือยื่นคำแถลงเป็นหนังสือก็ได้ แล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร (๒) ถ้าประมวลกฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้ว่า คำขออันใดจะทำได้แต่ฝ่ายเดียวห้ามมิให้ศาลทำคำสั่งในเรื่องนั้น ๆ โดยมิให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหรือคู่ความอื่น ๆ มีโอกาสคัดค้านก่อนแต่ทั้งนี้ต้องอยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัติของประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการขาดนัด (๓) ถ้าประมวลกฎหมายนี้บัญญัติไว้ว่า คำขออันใดอาจทำได้แต่ฝ่ายเดียวแล้วให้ศาลมีอำนาจที่จะฟังคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหรือคู่ความอื่น ๆ ก่อนออกคำสั่งในเรื่องนั้น ๆ ได้เว้นแต่ในกรณีที่คำขอนั้นเป็นเรื่องขอหมายเรียกให้ให้การ หรือเพื่อยึดหรืออายัดทรัพย์สินก่อนคำพิพากษาหรือเพื่อให้ออกหมายบังคับ หรือเพื่อจับหรือกักขังจำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษา (๔) ถ้าประมวลกฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้ว่าศาลต้องออกคำสั่งอนุญาตตามคำขอที่ได้เสนอต่อศาลนั้นโดยไม่ต้องทำการไต่สวนแล้ว ก็ให้ศาลมีอำนาจทำการไต่สวนได้ตามที่เห็นสมควรก่อนมีคำสั่งตามคำขอนั้น ในกรณีเรื่องใดที่ศาลอาจออกคำสั่งได้เองหรือต่อเมื่อคู่ความมีคำขอ ให้ใช้บทบัญญัติอนุมาตรา (๒), (๓) และ (๔) แห่งมาตรานี้บังคับ ในกรณีเรื่องใดที่คู่ความไม่มีอำนาจขอให้ศาลมีคำสั่ง แต่หากศาลอาจมีคำสั่งในกรณีเรื่องนั้นได้เอง ให้ศาลมีอำนาจภายในบังคับบทบัญญัติแห่งมาตรา ๑๐๓ และ ๑๘๑ (๒)ที่จะงดฟังคู่ความหรืองดทำการไต่สวนก่อนออกคำสั่งได้ -อธิบาย -ฎ.๑๐/๔๐ คำร้องของโจทก์ที่ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำส่งถอนการบังคับคดีได้แนบเอกสารต่าง ๆ ที่โจทก์ได้ติดต่อดำเนินการต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีของศาลจังหวัดสวรรคโลกในการขายทอดตลาดแทนหลายครั้งตลอดมา โดยมีจ่าศาลจังหวัดสวรรคโลกรับรองสำเนาถูกต้อง และในวันนัดไต่สวนคำร้องศาลได้สอบถามทนายโจทก์ และเจ้าพนักงานบังคับคดี กรมบังคับคดีแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีแถลงว่าเหตุที่ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งถอนการบังคับคดีเนื่องจากไม่ได้รับเอกสารเกี่ยวกับการบังคับคดีดังกล่าวจากศาลจังหวัดสวรรคโลก ศาลชั้นต้นได้บันทึกข้อเท็จจริงที่ได้ความตามที่สอบถามไว้ ซึ่งพยานหลักฐานที่ได้ดังกล่าวมีรายละเอียดเกี่ยวกับการดำเนินการต่าง ๆ ในการบังคับคดีสมบูรณ์เพียงพอที่จะวินิจฉัยได้จึงไม่จำเป็นต้องไต่สวนต่อไป และการที่ศาลได้สอบถามข้อเท็จจริงจนได้ความดังกล่าวมาถือได้ว่าเป็นการไต่สวนแล้ว ฉะนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการบังคับคดีโดยไม่ไต่สวนคำร้องของโจทก์ต่อไปจึงชอบแล้ว -ฎ.๒๐๗๖/๔๐ การที่ศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสองแบ่งที่ดินพิพาทให้โจทก์สองในสี่ส่วน และที่ดินที่มีชื่อ อ. เป็นเจ้าของให้โจทก์อีกหนึ่งในสามส่วน หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองนั้น กรณีที่ให้จำเลยทั้งสองแบ่งที่พิพาทให้โจทก์เป็นการให้แบ่งตัวทรัพย์ ส่วนที่ศาลพิพากษาว่า หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง เป็นการให้ดำเนินการให้โจทก์มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ตามส่วนในทางจดทะเบียนอันเป็นวิธีการบังคับคดีตามคำพิพากษา โจทก์จึงมีสิทธิขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาในส่วนที่ให้จำเลยทั้งสองแบ่งที่ดินพิพาทอันเป็นตัวทรัพย์ได้ แต่วิธีการแบ่งที่ดินพิพาทในชั้นบังคับคดีนั้น ถ้าคู่ความไม่ตกลงกัน ก็ให้ประมูลราคากันเองระหว่างคู่ความก่อน ถ้าไม่ตกลงก็ให้ขายทอดตลาดเอาเงินมาแบ่งปันกันตามส่วน ตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๖๔ ฉะนั้น เมื่อโจทก์ยื่นคำขอต่อศาลชั้นต้นว่าโจทก์ติดต่อจำเลยทั้งสองให้แบ่งที่ดินพิพาทแล้ว แต่จำเลยทั้งสองไม่ยอมแบ่ง ทั้งยังขัดขวางการแบ่ง โจทก์จึงขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีนำที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดเพื่อเอาเงินแบ่งปันกันตามส่วน ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะไต่สวน เพื่อฟังคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งว่าในการแบ่งที่ดินพิพาทคู่ความตกลงหรือประมูลราคากันเองได้หรือไม่ก่อนที่จะออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์ -ฎ.๒๕๙๖/๔๐ การร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง เป็นอำนาจของศาลที่จะทำการไต่สวนได้ตามที่เห็นสมควรตามมาตรา ๒๑(๔) แต่ถ้าข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวนปรากฏต่อศาลโดยชัดแจ้งว่ามิได้มีการพิจารณาที่ผิดระเบียบ ศาลย่อมมีอำนาจสั่งยกคำร้องได้โดยไม่จำต้องไต่สวน การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้อง เพราะเหตุผู้ร้องไม่ไปศาลตามนัดโดยถือว่าผู้ร้องไม่ติดใจสืบพยานตามที่ศาลได้กำชับไว้แล้ว เป็นการปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ว่าด้วยวิธีพิจารณาในศาลชั้นต้น มิได้มีการพิจารณาที่ผิดระเบียบโดยหลงผิดแต่อย่างใด -ฎ.๗๑๘๒-๗๑๘๓ ตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๘ วรรคสอง มิได้บังคับให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนคำร้องของผู้ร้องเสมอไป เพียงแต่มีพยานหลักฐานเบื้องต้นแสดงว่าคำร้องนั้นไม่มีมูลก็เพียงพอแล้ว พยานหลักฐานเบื้องต้นนี้ศาลอาจตรวจดูจากเอกสารในสำนวนรวมทั้งตัวคำร้องขอเองก็ได้ เมื่อปรากฏตามรายการยึดที่ดินของเจ้าพนักงานบังคับคดีว่า ที่ดินที่ถูกยึดมาบังคับคดีมีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์และจำเลยได้จดทะเบียนจำนองเป็นประกันไว้แก่โจทก์ตั้งแต่ปี ๒๕๓๒ ล้วนแต่เป็นหลักฐานที่แสดงว่าที่ดินแปลงพิพาทเป็นของจำเลย การที่ผู้ร้องอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องแต่จำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของบิดานำเอาที่ดินซึ่งเป็นส่วนมรดกของผู้ร้องไปโอนใส่ชื่อจำเลยและนำเอาไปจดทะเบียนจำนองประกันหนี้ไว้แก่โจทก์ ผู้ร้องมาทราบเรื่องเมื่อมีการปิดประกาศยึดทรัพย์ปี ๒๕๓๘ เป็นเวลานานถึง ๕ ปีเศษนั้น เป็นการผิดวิสัยปกติสามัญชนทั่วไป เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ พยานหลักฐานเบื้องต้นดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าคำร้องขอของผู้ร้องไม่มีมูล กรณีจึงไม่มีเหตุที่ศาลชั้นต้นจะต้องทำการไต่สวนคำร้องของผู้ร้องเสียก่อน มาตรา ๒๒ กำหนดระยะเวลาทั้งปวงไม่ว่าที่กฎหมายกำหนดไว้หรือที่ศาลเป็นผู้กำหนดก็ดี เพื่อให้ดำเนินหรือมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ก่อนสิ้นระยะเวลานั้น ให้ศาลคำนวณตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยระยะเวลา **มาตรา ๒๓ เมื่อศาลเห็นสมควรหรือมีคู่ความฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้อง ให้ศาลมีอำนาจที่จะออกคำสั่งขยายหรือย่นระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายนี้หรือตามที่ศาลได้กำหนดไว้ หรือระยะเวลาที่เกี่ยวด้วยวิธีพิจารณาความแพ่งอันกำหนดไว้ในกฎหมายอื่น เพื่อให้ดำเนินหรือมิให้ดำเนินกระบวนวิธีพิจารณาใด ๆ ก่อนสิ้นระยะเวลานั้นแต่การขยายหรือย่นเวลาเช่นว่านี้ให้พึงทำได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษ และศาลได้มีคำสั่งหรือคู่ความมีคำขอขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลานั้น เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย -อธิบาย -ฎ.๒๗๑/๔๓ มีปัญหาทางเศรษฐกิจขอขยายเวลารวบรวมเงินมาวางศาลถือว่าไม่มีพฤติการณ์พิเศษ ,เหตุป่วยไม่ใช่เหตุสุดวิสัย -ขอขยายอายุความ,ระยะเวลาบอกล้างโมฆียกรรม ไม่ได้ -ระยะเวลาในคำบังคับ, เวลาที่ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม ขอขยายตาม ม.๒๓ ได้ -ศาลใช้ดุลยพินิจจะไต่สวนหรือไม่ตาม ม.๒๑(๔) -ฎ.๑๒๑๑/๑๐ ถ้าศาลไม่อนุญาต(ยกคำร้อง) มายื่นขอใหม่ไม่เป็นกระบวนพิจารณาซ้ำ -คำสั่งศาลตาม ม.๒๓ เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา -ฎ.๖๑๙/๕๑ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ถึงวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๔๖ แต่เมื่อครบกำหนดจำเลยที่ ๔ ไม่ได้วางเงินค่าธรรมเนียมศาล จำเลยที่ ๖ เพิ่งมายื่นคำร้องขอวางเงินค่าธรรมเนียมศาลบางส่วนในวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๔๖ ถือได้ว่าเป็นคำร้องขอขยายระยะเวลาตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา ๒๓ ซึ่งจำเลยที่ ๔ จะต้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลภายในกำหนดเวลา หากพ้นกำหนดจำเลยที่ ๔ จะสามารถยื่นคำร้องได้ต่อเมื่อมีเหตุสุดวิสัย ฉะนั้น เมื่อจำเลยที่ ๔ ยื่นคำร้องเมื่อพ้นกำหนดเวลาแล้ว ซึ่งตามเหตุผลในคำร้องที่อ้างว่าจำเลยที่ ๔ หาเงินค่าธรรมเนียมศาลมาได้เพียงบางส่วนและจะนำค่าธรรมเนียมศาลส่วนที่เหลือมาวางภายใน ๓๐ วัน ถือไม่ได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัย การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ ๔ วางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์และรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ จึงไม่ชอบ กรณีเป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบตามมาตรา ๒๗ และเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ ย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาคดีไปได้ตามมาตรา ๒๔๖ ประกอบมาตรา ๑๔๒ (๕) -ฎ.๒๙๖/๔๐ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๓๘ จะครบกำหนดอุทธรณ์ ๑ เดือน ในวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๓๘ โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ ๑ อ้างว่าทนายโจทก์ยื่นคำแถลงขอคัดเอกสารต่าง ๆ เมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๓๘ แต่ยังไม่ได้รับเอสารที่ขอคัด แสดงว่าโจทก์ปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปนานถึง ๒๗ วัน จึงเพิ่งจะมาขอคัดเอกสาร และเมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ ๑ ออกไป ๑๕ วันแล้ว โจทก์น่าจะใช้ประโยชน์จากระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นขยายให้นั้นดำเนินการคัดเอกสารต่าง ๆ ให้เรียบร้อยเสียแต่เนิ่น ๆ ตามคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ ๒ โจทก์อ้างว่าเพิ่งได้รับสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้นในวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๓๘ ซึ่งเป็นวันยื่นคำร้องแสดงว่าโจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินการตามที่ได้รับอนุญาตให้ขยายระยะเวลามาแต่ต้นรวมเป็นเวลา ๔๒ วัน การที่โจทก์เพิ่งได้รับสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้นในวันยื่นคำร้องจึงเป็นผลเนื่องมาจากการเพิกเฉยของโจทก์ถือไม่ได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัย *มาตรา ๒๔ เมื่อคู่ความฝ่ายใดยกปัญหาข้อกฎหมายขึ้นอ้าง ซึ่งถ้าหากได้วินิจฉัยให้เป็นคุณแก่ฝ่ายนั้นแล้ว จะไม่ต้องมีการพิจารณาคดีต่อไปอีก หรือไม่ต้องพิจารณาประเด็นสำคัญแห่งคดีบางข้อ หรือถึงแม้จะดำเนินการพิจารณาประเด็นข้อสำคัญแห่งคดีไป ก็ไม่ทำให้ได้ความชัดขึ้นอีกแล้ว เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีคำขอ ให้ศาลมีอำนาจที่จะมีคำสั่งให้มีผลว่าก่อนดำเนินการพิจารณาต่อไป ศาลจะได้พิจารณาปัญหาข้อกฎหมายเช่นว่านี้แล้ววินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหานั้น ถ้าศาลเห็นว่าคำวินิจฉัยชี้ขาดเช่นว่านี้จะทำให้คดีเสร็จไปได้ทั้งเรื่องหรือเฉพาะแต่ประเด็นแห่งคดีบางข้อ ศาลจะวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาที่กล่าวแล้วและพิพากษาคดีเรื่องนั้นหรือเฉพาะแต่ประเด็นที่เกี่ยวข้องไปโดยคำพิพากษาหรือคำสั่งฉบับเดียวกันก็ได้ คำสั่งใด ๆ ของศาลที่ได้ออกตามมาตรานี้ ให้อุทธรณ์และฎีกาได้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๒๗, ๒๒๘ และ ๒๔๗ -อธิบาย -ฎ.๑๓๔๖/๒๘,๑๘๘/๓๒ การยื่นให้ศาลชี้ขาดเบื้องต้นในข้อกฎหมายจะต้องยื่นระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นเป็นผู้สั่ง จำเลยจะยื่นขอต่อศาลฎีกาไม่ได้ -ฎ.๙๔๕/๓๖ ม.๒๔ กฎหมายประสงค์ให้ใช้ในศาลชั้นต้นเท่านั้น ดังเห็นได้ตามวรรคท้ายที่ให้อุทธรณ์ฎีกาได้ -ฎ.๗๐๗๙/๔๐โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการขายฝากที่ดินพิพาท เป็นการฟ้องร้องให้ได้ทรัพย์พิพาทคืนมาเป็นของโจทก์เป็นคดีมีทุนทรัพย์ แต่เมื่อศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีพอวินิจฉัยได้จึงงดสืบพยานแล้วพิพากษาคดีไปโดยข้อกฎหมายนั้น เป็นการที่ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในข้อกฎหมายซึ่งทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔ เมื่อโจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาโดยขอให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องและสืบพยานโจทก์จำเลยต่อไป จึงเป็นการอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๗ ซึ่งตาราง ๑ ข้อ ๒ ข. ท้าย ป.วิ.พ. กำหนดให้เสียค่าขึ้นศาลเพียง ๒๐๐ บาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อย่างคดีทุนทรัพย์จำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่โจทก์ และแม้ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาใหม่ และจำเลยที่ ๒ ฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓ และให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ยกฟ้อง เห็นได้ว่าเป็นคำขอให้จำเลยที่ ๒ ชนะคดีในประเด็นอำนาจฟ้องของโจทก์ดังข้อวินิจฉัยของศาลชั้นต้นอันเป็นข้อกฎหมายนั่นเอง กรณีจึงไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ -ฎ.๗๘๒/๓๖ ศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา จึงสั่งงดการสืบพยานโดยให้ฟังข้อเท็จจริงจากคำพิพากษาส่วนอาญา คำสั่งดังกล่าวไม่เป็นคำสั่งระหว่างการพิจารณาตาม ม.๒๒๗ มาตรา ๒๕ ถ้าคู่ความฝ่ายใดยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องให้ศาลสั่งกำหนดวิธีการอย่างใด ๆ ที่บัญญัติไว้ในภาค ๔ เพื่อคุ้มครองสิทธิของคู่ความในระหว่างการพิจารณา หรือเพื่อบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง ให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตหรือยกคำขอนั้นเสียโดยไม่ชักช้า ถ้าในเวลาที่ยื่นคำขอนั้นศาลจะชี้ขาดคดีได้อยู่แล้ว ศาลจะวินิจฉัยคำขอนั้นในคำพิพากษา หรือในคำสั่งชี้ขาดคดีก็ได้ มาตรา ๒๖ ถ้าศาลได้ตั้งข้อถาม หรือออกคำสั่งหรือชี้ขาดเกี่ยวด้วยการดำเนินคดีเรื่องใดเรื่องหนึ่ง และคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในคดีเรื่องนั้นคัดค้านข้อถามหรือคำสั่งหรือคำชี้ขาดนั้นว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก่อนที่ศาลจะดำเนินคดีต่อไป ให้ศาลจดข้อถามหรือคำสั่งหรือคำชี้ขาดที่ถูกคัดค้านและสภาพแห่งการคัดค้านลงไว้ในรายงาน แต่ส่วนเหตุผลที่ผู้คัดค้านยกขึ้นอ้างอิงนั้นให้ศาลใช้ดุลพินิจจดลงไว้ในรายงาน หรือกำหนดให้คู่ความฝ่ายที่คัดค้านยื่นคำแถลงเป็นหนังสือเพื่อรวมไว้ในสำนวน **มาตรา ๒๗ ในกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม หรือที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนในเรื่องการเขียน และการยื่นหรือการส่งคำคู่ความหรือเอกสารอื่น ๆ หรือในการพิจารณาคดีการพิจารณาพยานหลักฐาน หรือการบังคับคดี เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อคู่ความฝ่ายที่เสียหายเนื่องจากการที่มิได้ปฏิบัติเช่นว่านั้นยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้อง ให้ศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียทั้งหมดหรือบางส่วน หรือสั่งแก้ไขหรือมีคำสั่งในเรื่องนั้นอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามที่ศาลเห็นสมควร ข้อค้านเรื่องผิดระเบียบนั้น คู่ความฝ่ายที่เสียหายอาจยกขึ้นกล่าวได้ไม่ว่าในเวลาใด ๆ ก่อนมีคำพิพากษา แต่ต้องไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น แต่ทั้งนี้คู่ความฝ่ายนั้นต้องมิได้ดำเนินการอันใดขึ้นใหม่หลังจากที่ได้ทราบเรื่องผิดระเบียบแล้ว หรือต้องมิได้ให้สัตยาบันแก่การผิดระเบียบนั้น ๆ ถ้าศาลสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบใด ๆ อันมิใช่เรื่องที่คู่ความละเลยไม่ดำเนินกระบวนพิจารณาเรื่องนั้นภายในระยะเวลาซึ่งกฎหมายหรือศาลกำหนดไว้ เพียงเท่านี้ไม่เป็นการตัดสิทธิคู่ความฝ่ายนั้น ในอันที่จะดำเนินกระบวนพิจารณานั้น ๆ ใหม่ให้ถูกต้องตามที่กฎหมายบังคับ -อธิบาย -การเพิกถอนกระบวนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนำไปใช้กับคดีอาญาได้ด้วย -คำว่าก่อนมีคำพิพากษา หมายถึงศาลชั้นต้นเท่านั้น -ฎ.๕๘๗๖/๔๕ ก่อนมีคำพิพากษาไม่เข้มงวดเสมอไปหากทราบข้อผิดระเบียบหลังศาลมีคำพิพากษาก็ชอบที่จะใช้สิทธิได้แต่ต้องใน ๘ วันนับแต่ได้รู้ -ฎ.๑๖๐๒/๑๔ คำสั่งใดๆที่เกี่ยวกับ ม.๒๗ เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จะต้องโต้แย้งไว้ก่อนตาม ม.๒๒๖ จึงจะอุทธรณ์ฎีกาได้ -ฎ.๕๖๐๐/๔๘ เมื่อโจทก์ขาดนัดพิจารณา แต่จำเลยไม่ได้ร้องขอให้ศาลสั่งให้ขาดนัดพิจารณา และพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียวตาม ม.๒๐๐,๒๐๒ แต่สืบพยานจำเลย แล้วเลื่อนไปสืบพยานโจทก์นัดหน้า ทั้งไม่ได้ยื่นขอให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบ มีการดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปจนเสร็จ ทั้งจำเลยก็ไม่ได้โต้แย้งคำสั่ง เพื่อใช้สิทธิอุทธรณ์ตาม ม.๒๒๖(๒) จำเลยจึงอุทธรณ์หรือฎีกาให้ศาลสูงเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นไม่ได้อีก -เพิกถอนคำพิพากษาไม่ได้ แต่ขอให้เพิกถอนการอ่านคำพิพากษาได้หากการอ่านไม่ชอบ -ฎ.๑๘๔๔/๓๐ ฟ้องผิดศาล ศาลรับฟ้องไว้ ศาลใช้ ม.๒๗ เพิกถอนคำสั่งที่รับฟ้องแล้วสั่งใหม่เป็นไม่รับฟ้องได้ -ฎ.๕๗๗๖/๓๔ จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของ ก. ถูกทายาท ก.ฟ้องว่าทำผิดหน้าที่ผู้จัดการมรดก ระหว่างการพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์จำเลยเสียชีวิต ส.ลูกของจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยแทนที่ ศาลชั้นต้นอนุญาต จนกระทั่งคดีไปสู่ศาลอุทธรณ์ แล้วพิจารณาให้ ส.ดำเนินการแทนจำเลยแล้วปฏิบัติตามพินัยกรรมของ ก. ส.ได้ปฏิบัติไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการดำเนินกระบวนพิจารณาในเรื่องนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะการเป็นผู้จัดการมรดกเป็นเรื่องเฉพาะตัว เมื่อจำเลยตายลงอำนาจหน้าที่ก็สิ้นสุดไปด้วยจะรับมรดกความกันไม่ได้ ส.จึงไม่มีอำนาจจัดการแทนจำเลย เมื่อจำเลยตายลงผู้ที่จะเข้าเป็นจำเลยแทนที่ได้มีแต่เฉพาะทายาท ก.หรือผู้ปกครองทรัพย์มรดกของ ก.เท่านั้น ศาลฎีกาเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ ส.เข้าแทนที่จำเลยได้ -ม.๒๗ ใช้เฉพาะศาลชั้นต้นเท่านั้น เพราะชั้นอุทธรณ์มี ม.๒๔๓ อยู่แล้ว ม.๒๔๓(๓)ก.วินิจฉัยข้อเท็จจริงที่ผิดกฎหมายศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงใหม่ได้ ชั้นฎีกา ม.๒๔๗ ให้นำชั้นอุทธรณ์มาใช้ -ตัวอย่างกระบวนพิจารณาผิดระเบียบที่เพิกถอนได้ -ปิดหมายคนละสถานที่กับที่ฟ้อง (ฎ.๕๑๘/๓๙) -ฟ้องผิดศาล เพิกถอนจากที่รับฟ้องเป็นไม่รับฟ้องให้ไปฟ้องใหม่ยังศาลที่มีอำนาจ ถ้าจำเลยไม่ค้าน (แม้ฟ้องผิดศาล)ดำเนินไปจนจบอย่างนี้ไม่ผิดระเบียบ(ฎ.๒๑๖/๑๙) -องค์คณะผู้พิพากษาในศาลแรงงานไม่ครบ โจทก์ไม่คัดค้านจนศาลแรงงานพิจารณาเสร็จแล้วและพิพากษา(ฎ.๑๘๘๕-๑๘๙๐/๔๕) -ไม่ทราบวันนัดฟังคำพิพากษาเพราะย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ที่ใหม่ และได้แจ้งการย้ายที่อยู่ให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งทราบแล้วแต่ยังส่งหมายนัดไปที่เดิมเป็นกระบวนพิจารณาผิดระเบียบ(ฎ.๔๕๔๒/๓๙) -จำเลยขอเลื่อนคดีศาลอนุญาตโดยไม่สอบถามโจทก์เป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ(ฎ.๑๖๓/๒๖) -ผู้ไม่มีสิทธิเข้าแทนที่คู่ความฝ่ายที่มรณะร้องขอเข้ามาศาลสั่งอนุญาตโดยผิดหลง เป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ(ฎ.๕๗๗๖/๓๔) -พิจารณาตาม ม.๒๗ ศาลต้องไต่สวนคำร้องตาม ม.๒๑ -ฎ.๒๕๙๖/๔๐ การร้องขอตาม ม.๒๗ เป็นอำนาจศาลที่จะไต่สวนได้ตามที่เห็นสมควรแต่ถ้าข้อเท็จจริงของพยานหลักฐานปรากฏต่อศาลโดยชัดแจ้งแล้วว่าไม่ผิดระเบียบศาลก็สั่งยกคำร้องได้โดยไม่ต้องไต่สวน -ศาลอุทธรณ์เห็นโดยผิดหลงว่าอุทธรณ์ไม่ถูกต้องสั่งไม่รับอุทธรณ์ตาม ม.๒๓๔ ถ้าใช้สิทธิตาม ม.๒๓๔ แล้ว ศาลยังมีอำนาจตาม ๒๗ อีกหรือไม่????? -ฎ.๓๓๖๙/๓๐ ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจให้แก้ไขให้ถูกต้องได้ ม.๒๓๔ เป็นบทบัญญัติที่กำหนดวิธีการให้ผู้อุทธรณ์ปฏิบัติได้อีกทางหนึ่งเท่านั้นหาใช่บทบัญญัติที่ห้ามศาลชั้นต้นแก้ไขสิ่งผิดหลงไม่ -การเพิกถอนตามม.๒๗ เกิดขึ้นในศาลใดก็เพิกถอนในชั้นศาลนั้นได้ ฎ.๕๔๓๔/๓๘ -กรณียื่นคำร้องใน ๘ วัน นับแต่ทราบถึงการผิดระเบียบ ถ้าไม่ยื่นจนล่วงเลยเวลา และศาลก็ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปถือว่าชอบแล้ว ฎ.๑๘๘๕-๑๘๙๐/๔๕ -ถ้าทราบเหตุผิดระเบียบก่อนศาลพิพากษาแต่ไม่ขอตาม ๒๗ ว.๒ ปล่อยให้มีการพิพากษาแล้วมาขอ เพิกถอน ได้หรือไม่?? คำตอบคือไม่ได้ ตาม ฎ.๓๒๑/๓๒ -ระหว่างพิจารณาไม่ทราบเหตุผิดระเบียบ แต่มาทราบหลังศาลพิพากษาแล้ว ใช้ ม.๒๗ เพิกถอนได้หรือไม่??? ฎ.๓๒๐/๓๖,๓๔๗๖/๓๘ ขอเพิกถอนได้เพราะก่อนมีคำพิพากษานั้นไม่รู้ เมื่อรู้ภายหลังก็เพิกถอนได้โดย ม.๒๗ ไม่เคร่งครัด ทั้ง ม.๒๗ ก็ไม่ได้กำหนดเรื่องระยะเวลาไว้ -๘ วัน นับอย่างไร ฎ.๒๑๙๑/๒๓ วางหลักว่า ๘ วันนับแต่วันทราบ (ทราบพฤติการณ์อันเป็นมูลเหตุแห่งข้ออ้างนั้น) ไม่ใช่นับแต่วันที่ทำผิดระเบียบ -ใช้กับคดีที่ไม่ได้อยู่ในศาลได้หรือไม่??? (คดีที่พ้นไปจากศาลแล้ว) เดิม ฎ.๔๔/๓๐ หลังตัดสินแล้วใช้ ม.๒๗ ไม่ได้ แต่ต่อมามี ฎ.กลับหลักดังกล่าว ตาม ฎ.๓๒๐/๓๖,๓๔๗๖/๓๘ ว่าได้ถ้าเพิ่งทราบ -คนนอกคดีมีสิทธิใช้ ม.๒๗ หรือไม่????ฎ.๗๙๙๑/๔๔ ร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ตาม ป.พ.พ.ม.๑๓๘๒ ศาลสั่งให้ส่งสำเนาแก่ทายาทโจทก์ แล้วไม่ยอมส่ง เป็นกรณีศาลผิดหลงสั่งไปว่าให้ส่งตามที่ร้องขอ เจ้าของโฉนดยื่นคำคัดค้านเข้ามา เรื่องการไม่ปฏิบัติตาม ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าผู้คัดค้านซึ่งเป็นคนนอกคดีร้องได้เพราะได้รับความเสียหาย ผู้คัดค้านก็เป็นคู่ความตาม ม.๑๘๘(๔) ด้วย -ฎ.๘๐๖๔/๓๘,๕๘๗๖/๔๕ คู่ความฝ่ายเสียหายมายื่นก่อนศาลพิพากษา แต่วันล่วงเลยเวลาตาม ม.๒๗ ว.๒ จะอ้างได้หรือไม่ว่ายื่น ม.๒๗ ว.๑ คู่ความเพิ่งทราบหลังมีคำพิพากษา แต่ต้องไม่ช้ากว่า ๘วันนับแต่ตนทราบพฤติการณ์อันเป็นมูลเหตุแห่งข้ออ้างนั้น มี ฎ.๕๑๘๖/๔๘ ย้ำให้ชัดขึ้นอีกว่า ๘ วันนั้นใช้ในทุกกรณีทั้งระหว่างพิจารณาหรือหลังมีคำพิพากษาแล้ว -ฎ.๓๑๔๔/๔๑ ถ้ากระบวนพิจารณาไม่ผิดระเบียบ คู่ความฝ่ายเสียหายจะมาขอตาม ม.๒๗ ไม่ได้จะทำได้แต่การอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งเท่านั้น -ฎ. ๖๕๒/๔๐ การที่จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องอ้างว่าไม่มีการส่งหมายเรียก สำเนาคำฟ้อง และคำบังคับ ณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ ๒ กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นตั้งแต่นั้นมา จึงเป็นการไม่ชอบไม่มีผลตามกฎหมาย เป็นกรณีที่จำเลยที่ ๒ ขอให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗ แต่การเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้น ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗ วรรคสอง บังคับอยู่ในตัวว่าคู่ความฝ่ายนั้นต้องมิได้ดำเนินการอันใดขึ้นใหม่หลังจากได้ทราบเรื่องผิดระเบียบแล้วหรือต้องมิได้ให้สัตยาบันแก่การผิดระเบียบนั้น ๆ ปรากฏว่าหลังจากที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์แล้ว จำเลยที่ ๒ กลับยินยอมชำระหนี้ตามคำพิพากษานั้นให้โจทก์ ทั้งยังได้ยื่นคำแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าตนได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว ขอให้ถอนการยึดและจำเลยที่ ๒ ยินดีชำระค่าธรรมเนียมตามระเบียบ แต่เมื่อจำเลยที่ ๒ ทราบจากเจ้าพนักงานบังคับคดีว่า ค่าธรรมเนียมดังกล่าวมากกว่าหนี้ที่จะต้องรับผิดตามคำพิพากษา จำเลยที่ ๒ จึงยื่นคำแถลงนี้ ถือได้ว่าก่อนยื่นคำแถลงจำเลยที่ ๒ ได้ให้สัตยาบันแก่การผิดระเบียบหลังจากได้ทราบเรื่องผิดระเบียบนั้นแล้ว จำเลยที่ ๒ จะขอให้เพิกถอนการยึดทรัพย์หาได้ไม่ -ฎ.๒๕๙๖/๔๐ การร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง เป็นอำนาจของศาลที่จะทำการไต่สวนได้ตามที่เห็นสมควรตามมาตรา ๒๑ (๔) แต่ถ้าข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวนปรากฏต่อศาลโดยชัดแจ้งว่ามิได้มีการพิจารณาที่ผิดระเบียบ ศาลย่อมมีอำนาจสั่งยกคำร้องได้โดยไม่จำต้องไต่สวน การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้อง เพราะเหตุผู้ร้องไม่ไปศาลตามนัดโดยถือว่าผู้ร้องไม่ติดใจสืบพยานตามที่ศาลได้กำชับไว้แล้ว เป็นการปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ว่าด้วยวิธีพิจารณาในศาลชั้นต้น มิได้มีการพิจารณาที่ผิดระเบียบโดยหลงผิดแต่อย่างใด -ฎ.๓๕๑๘/๔๐ จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องว่าในการขายทอดตลาดเจ้าพนักงานบังคับคดีผู้ขายทอดตลาดและโจทก์กระทำการโดยไม่สุจริตก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลย ซึ่งเป็นการกล่าวอ้างว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จึงต้องบังคับตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗ และมาตรา ๒๙๖ วรรคสอง โดยจำเลยจะต้องยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลชั้นต้นก่อนการบังคับคดีได้เสร็จลง แต่ต้องไม่ช้ากว่า ๘ วัน นับแต่ทราบการฝ่าฝืนนั้น ปรากฏว่าจำเลยยื่นคำร้องเมื่อพ้นเวลาที่กฎหมายกำหนดแล้ว จำเลยจึงไม่มีสิทธิร้องคัดค้านเพื่อให้เพิกถอนการขายทอดตลาดได้ การที่ศาลชั้นต้นได้ดำเนินการไต่สวนคำร้องของจำเลยไปนั้นก็เป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไปโดยผิดหลงและเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย แม้โจทก์จะไม่ได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไว้เมื่อความปรากฏแก่ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ย่อมหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ แต่ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยนั้นเป็นการไม่ชอบ เพราะอุทธรณ์ของจำเลยไม่ต้องห้ามอุทธรณ์แต่อย่างใด -ฎ.๖๖๖๔/๔๐ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์โจทก์เด็ดขาดแล้วตั้งแต่วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๓๖ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจเข้าว่าคดีตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ โจทก์ไม่มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาหรือเข้าว่าคดีได้อีก แต่โจทก์ยังคงเป็นผู้ดำเนินกระบวนพิจารณาและเข้าว่าคดีนี้ตลอดมาจนกระทั่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของโจทก์เมื่อวันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๓๗ โดยไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าว่าคดีแทนโจทก์ และตามพฤติการณ์แห่งคดีถือได้ว่าโจทก์ทราบถึงข้อที่โจทก์ไม่มีอำนาจดังกล่าวมาตั้งแต่ต้น การดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นตั้งแต่วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๓๖เป็นต้นไป รวมตลอดจนคำพิพากษาในศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒ จึงไม่ชอบด้วย พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา ๒๒ และ ๒๕ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ ๒ จะเพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจวินิจฉัยให้ได้ พิพากษายกการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี -ฎ.๗๑๐๕/๔๐ ประเด็นข้อพิพาทในคดีมีว่าจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์ป่วยเป็นโรคปอดเนื่องจากการทำงานหรือไม่ เป็นประเด็นข้อพิพาทเดียวกันกับประเด็นข้อพิพาทในคดีเรื่องอื่นของศาลแรงงานกลางซึ่งอยู่ในระหว่างดำเนินการส่งลูกจ้างไปให้คณะกรรมการแพทย์ที่ศาลตั้งขึ้นตรวจวิเคราะห์โรคตามคำท้าของคู่ความ ได้ผลประการใดให้ถือเป็นข้อแพ้ชนะแห่งคดี และคู่ความทุกฝ่ายในคดีนี้เห็นพ้องต้องกันขอถือเอาคำท้าในคดีดังกล่าวเป็นข้อแพ้ชนะแห่งคดี และคู่ความทุกฝ่ายในคดีนี้เห็นพ้องต้องกันขอถือเอาคำท้าในคดีดังกล่าวเป็นเกณฑ์ในการวินิจฉัยคดีนี้ โดยตกลงให้จัดส่งจำเลยทั้งสองไปตรวจวิเคราะห์โรคด้วยเช่นเดียวกับคดีดังกล่าวข้างต้น ดังนี้ เพื่อความสะดวกในการพิจารณาและพิพากษาคดี ศาลแรงงานกลางย่อมมีอำนาจออกคำสั่งให้จำหน่ายคดีนี้ออกจากสาระบบความเป็นการชั่วคราว เพื่อรอฟังผลการตรวจวิเคราะห์โรคของจำเลยร่วมทั้งสองก่อน เมื่อศาลแรงงานกลางวินิจฉัยคดีไปตามประเด็นพิพาททุกข้อที่กำหนดไว้ โดยพิจารณาไปตามเหตุผลที่ปรากฏในคำคู่ความและพยานหลักฐานในสำนวน มิได้วินิจฉัยคดีไปตามคำท้าของคู่ความในคดีอื่นซึ่งมีประเด็นที่พิพาทเป็นอย่างเดียวกัน กรณีจึงไม่มีเหตุที่ศาลแรงงานกลางจะต้องเพิกถอนรายงานกระบวนพิจารณาที่ได้จดบันทึกพาดพิงถึงคำท้าของคู่ความในคดีอื่น เพราะรายงานกระบวนพิจารณาข้างต้นมิได้ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป -ฎ.๗๒๕๕/๔๐ มูลหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยทั้งเจ็ดเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยทั้งเจ็ดเป็นบุคคลล้มละลาย มิใช่หนี้ที่จำเลยทั้งเจ็ดต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ หากแต่เป็นหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งจำเลยแต่ละคนต้องรับผิด หนี้ดังกล่าวของจำเลยทั้งเจ็ดจึงแบ่งแยกจากกันได้ หาเกี่ยวข้องกันไม่ โจทก์จะฟ้องจำเลยทั้งเจ็ดรวมมาเป็นคดีเดียวกันไม่ได้ เนื่องจากการยื่นคำฟ้องหรือคำร้องขอให้ผู้ใดเป็นบุคคลล้มละลายต้องบังคับตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๕๐ เมื่อปรากฏว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๔ ที่ ๖ และที่ ๗ มิได้เป็นผู้ซึ่งมีภูมิลำเนาในเขตหรือประกอบธุรกิจอยู่ในเขตของศาลชั้นต้นขณะที่โจทก์ยื่นคำฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องของโจทก์ในส่วนจำเลยที่ ๑ ที่ ๔ ที่ ๖ และที่ ๗ ไว้พิจารณาจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลชั้นต้นโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๒๗ แห่ง ป.วิ.พ. ประกอบมาตรา ๑๕๓ แห่ง พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มีอำนาจสั่งเพิกถอนคำสั่งรับฟ้องของจำเลยดังกล่าวซึ่งเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ และมีคำสั่งใหม่ให้ไม่รับฟ้องของจำเลยดังกล่าวได้ และโดยที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งใหม่ดังกล่าวก่อนทำการสืบพยานโจทก์ จึงถือไม่ได้ว่าศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจรับคดีในส่วนของจำเลยดังกล่าวซึ่งอยู่นอกเขตอำนาจไว้พิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๔ (๕) -ตัวอย่างคำถาม โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ ให้รับผิดตามสัญญากู้และจำเลยที่ ๒ ให้รับผิดในฐานะผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ ๑ ได้ตั้งนายเอกเป็นทนายความเข้ามาต่อสู้คดี ส่วนจำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การ ระหว่างสืบพยานโจทก์ นายเอกได้นำใบแต่งทนายความที่อ้างว่าจำเลยที่ ๒ เป็นผู้แต่งตั้งให้นายเอกเป็นทนายความของจำเลยที่ ๒ มายื่นต่อศาล และในวันเดียวกันนั้นเอง โจทก์และจำเลยทั้งสองโดยนายเอกทนายความได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดต่อมาวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๔๘ จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า ขณะโจทก์ฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้จำเลยที่ ๒ มิได้มีภูมิลำเนาตามฟ้องและจำเลยที่ ๒ ไม่ได้ลงลายมือชื่อในใบแต่งทนายความแต่งตั้งนายเอกเป็นทนายความให้แต่อย่างใด ลายมือชื่อของจำเลยที่ ๒ ในใบแต่งทนายความเป็นลายมือปลอม จำเลยที่ ๒ มาตรวจดูสำนวนคดีที่ศาลเมื่อวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๔๘ จึงทราบเรื่องดังกล่าว ขอให้ศาลเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความ รายงานกระบวนพิจารณาและคำพิพากษาตามยอม แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ให้ถูกต้องต่อไป ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่าคดีนี้ถึงที่สุดแล้ว จำเลยที่ ๒ ไม่อาจยื่นคำร้องในคดีนี้ได้ ชอบที่จะไปฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่ ให้ยกคำร้องให้วินิจฉัยว่า คำสั่งศาลชั้นต้นชอบหรือไม่ ธงคำตอบ (ข้อสอบเนฯ ข้อ ๑ สมัย ๕๗)การขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ นั้นหาจำต้องยื่นคำร้องต่อศาลก่อนมีคำพิพากษาเสมอไปไม่ หากเป็นกรณีที่คู่ความฝ่ายที่เสียหายได้ทราบกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบภายหลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้ว ก็ชอบที่จะใช้สิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวได้ แต่ต้องไม่ช้ากว่าแปดวัน นับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น (คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๔๗๖/๓๘, ๗๖๒๗/๓๘, ๕๙๗๖/๔๕ และ ๕๐๔๗/๔๗) ตามคำร้องของจำเลยที่ ๒ เป็นกรณีที่จำเลยที่ ๒ อ้างว่า จำเลยที่ ๒ ไม่ทราบถึงการที่ถูกโจทก์ฟ้องเพราะจำเลยที่ ๒ มิได้มีภูมิลำเนาตามฟ้องโจทก์และไม่ได้ลงลายมือชื่อในใบแต่งทนายความแต่งตั้งนายเอกเป็นทนายความให้แต่อย่างใด หากได้ความจริงกระบวนพิจารณาที่ศาลชั้นต้นได้ดำเนินมาจนกระทั่งพิพากษาคดีไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นย่อมไม่ชอบ จำเลยที่ ๒ ผู้ได้รับความเสียหายย่อมมีสิทธิร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวแล้วดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ให้ถูกต้องได้ เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ ๒ ทราบพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างเรื่องการผิดระเบียบ เมื่อวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๔๘ และมายื่นคำร้องในวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๔๘ คำร้องของจำเลยที่ ๒จึงชอบด้วยมาตรา ๒๗ วรรคสอง และการขอให้ศาลสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบต้องยื่นคำร้องในคดีเดิมที่อ้างว่ามีการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเองตามมาตรา ๗ (๔) จะมายื่นฟ้องเป็นคดีใหม่ต่างหากหาได้ไม่ (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ ๕๙๓๔-๕๙๓๕/๔๕) ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องจึงไม่ชอบ มาตรา ๒๘ ถ้ามีคดีหลายเรื่องค้างพิจารณาอยู่ในศาลเดียวกันหรือในศาลชั้นต้นสองศาลต่างกัน และคู่ความทั้งหมด หรือแต่บางฝ่ายเป็นคู่ความรายเดียวกัน กับทั้งการพิจารณาคดีเหล่านั้น ถ้าได้รวมกันแล้ว จะเป็นการสะดวก หากศาลนั้นหรือศาลหนึ่งศาลใดเหล่านั้นเห็นสมควรให้พิจารณาคดีรวมกัน หรือหากคู่ความทั้งหมดหรือแต่บางฝ่ายมีคำขอให้พิจารณาคดีรวมกันโดยแถลงไว้ในคำให้การหรือทำเป็นคำร้องไม่ว่าในเวลาใด ๆ ก่อนมีคำพิพากษา เมื่อศาลได้ฟังคู่ความทุกฝ่ายแห่งคดีนั้น ๆ แล้วถ้าศาลเป็นที่พอใจว่า คดีเหล่านั้นเกี่ยวเนื่องกัน ก็ให้ศาลมีอำนาจออกคำสั่งให้พิจารณาคดีเหล่านั้นรวมกัน ถ้าจะโอนคดีมาจากอีกศาลหนึ่งหรือโอนคดีไปยังอีกศาลหนึ่งที่มีเขตอำนาจเหนือคดีนั้น ศาลจะมีคำสั่งก่อนที่ได้รับความยินยอมของอีกศาลหนึ่งนั้นไม่ได้ แต่ถ้าศาลที่จะรับโอนคดีไม่ยินยอม ก็ให้ศาลที่จะโอนคดีนั้นส่งเรื่องให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ชี้ขาด คำสั่งของอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด มาตรา ๒๙ ถ้าคดีที่ฟ้องกันนั้นมีข้อหาหลายข้อด้วยกันและศาลเห็นว่าข้อหาข้อหนึ่งข้อใดเหล่านั้นมิได้เกี่ยวข้องกันกับข้ออื่น ๆ เมื่อศาลเห็นสมควร หรือเมื่อคู่ความผู้มีส่วนได้เสียได้ยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องให้ศาลมีคำสั่งให้แยกคดีเสียโดยเร็ว ถ้าโจทก์ประสงค์จะให้พิจารณาข้อหาเช่นว่านั้นต่อไป ก็ให้ศาลดำเนินการพิจารณาคดีไปเสมือนหนึ่งว่าเป็นคดีอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก โดยมีเงื่อนไขที่ศาลจะกำหนดไว้ตามที่เห็นสมควร ถ้าคดีที่ฟ้องกันนั้นมีข้อหาหลายข้อ และศาลเห็นว่าหากแยกพิจารณาข้อหาทั้งหมดหรือข้อใดข้อหนึ่งออกจากกันแล้ว จะทำให้การพิจารณาข้อหาเหล่านั้นสะดวก ไม่ว่าเวลาใด ๆ ก่อนมีคำพิพากษา เมื่อศาลเห็นสมควร หรือเมื่อคู่ความผู้มีส่วนได้เสียยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องและเมื่อศาลได้ฟังคู่ความทุกฝ่ายแล้ว ให้ศาลมีอำนาจสั่งแยกข้อหาเหล่านั้นทั้งหมดหรือแต่ข้อใดข้อหนึ่งออกพิจารณาต่างหากเป็นเรื่อง ๆ ไป -อธิบาย -การขอแยกคดี มาตรานี้นำไปใช้กับคดีอาญาด้วย และส่วนใหญ่ก็เป็นคดีอาญา - ฎ.๓๕๑/๔๐ มูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากรถยนต์ที่จำเลยรับประกันภัยไว้ชนรถยนต์โดยสารของโจทก์เสียหาย ซึ่งรายละเอียดแห่งข้อหาแต่ละข้อตามฟ้องเกิดต่างวันต่างเวลากัน ข้อเท็จจริงที่เกิดเหตุแตกต่างกัน การนำสืบพยานหลักฐานต่าง ๆ ย่อมไม่สะดวกต่อการพิจารณาของศาล และการที่รถยนต์ที่จำเลยรับประกันภัยคันหนึ่งละเมิดชนรถยนต์โดยสารของโจทก์เสียหายก็มิได้หมายความว่ารถยนต์ที่จำเลยรับประกันภัยไว้อีกคันหนึ่งจะต้องรับผิดต่อรถยนต์โดยสารของโจทก์คันอื่นด้วย ดังนั้น ข้อหาแต่ละอย่างตามฟ้องจึงมิได้เกี่ยวข้องกัน แม้จะเป็นมูลหนี้เรียกค่าเสียหายมีลักษณะประเภทเดียวกันก็ตาม โจทก์จะนำมารวมฟ้องเป็นคดีเดียวกันหาได้ไม่ ทั้งนี้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๙ วรรคแรก มาตรา ๓๐ ให้ศาลมีอำนาจออกข้อกำหนดใด ๆ แก่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือแก่บุคคลภายนอกที่อยู่ต่อหน้าศาลตามที่เห็นจำเป็น เพื่อรักษาความเรียบร้อยในบริเวณศาล และเพื่อให้กระบวนพิจารณาดำเนินไปตามเที่ยงธรรมและรวดเร็ว อำนาจเช่นว่านี้ ให้รวมถึงการสั่งห้ามคู่ความมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในทางก่อความรำคาญ หรือในทางประวิงให้ชักช้าหรือในทางฟุ่มเฟือยเกินสมควร มาตรา ๓๑ ผู้ใดกระทำการอย่างใด ๆ ดังกล่าวต่อไปนี้ ให้ถือว่ากระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาล (๑) ขัดขืนไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของศาลตามมาตราก่อนอันว่าด้วยการรักษาความเรียบร้อย หรือประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล (๒) เมื่อได้มีคำและได้รับอนุญาตจากศาลให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลตามมาตรา ๑๕๖/๑ แล้ว ปรากฏว่าได้แสดงข้อเท็จจริงหรือเสนอพยานหลักฐานอันเป็นเท็จต่อศาลในการไต่สวนคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล (๓) เมื่อรู้ว่าจะมีการส่งคำคู่ความหรือส่งเอกสารอื่น ๆ ถึงตน แล้วจงใจไปเสียให้พ้น หรือหาทางหลีกเลี่ยงที่จะไม่รับคำคู่ความหรือเอกสารนั้นโดยสถานอื่น (๔) ตรวจเอกสารทั้งหมด หรือฉบับใดฉบับหนึ่ง ซึ่งอยู่ในสำนวนความ หรือคัดเอาสำเนาเอกสารเหล่านั้นไป โดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติ มาตรา ๕๔ (๕) ขัดขืนไม่มาศาล เมื่อศาลได้มีคำสั่งตามมาตรา ๑๙ หรือมีหมายเรียกตามมาตรา ๒๗๗ -อธิบาย -ฎ.๒๙๗๗/๔๐ การที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ ถือไม้ไผ่ยาวขนาด ๑ เมตร กว้าง ๒ เซนติเมตร เข้าไปในห้องควบคุมผู้ต้องขังซึ่งอยู่ในบริเวณศาลชั้นต้นแล้วใช้ไม้ไผ่ดังกล่าวตีผู้ถูกกล่าวหาที่ ๒ จำนวน ๓ ที และเงื้อไม้ไผ่จะตีผู้ถูกกล่าวหาที่ ๑ ทำให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๑ ล้มลงและได้รับบาดเจ็บ แม้ว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ เป็นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์มีหน้าที่ควบคุมผู้ต้องขัง ได้ตรวจในถุงอาหารพบหลอดบรรจุเฮโรอีน ๑ หลอด ซึ่งญาติส่งให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๒ ซึ่งกำลังจะส่งต่อให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๑ ก็ตาม แต่ห้องควบคุมของศาลมีขนาดไม่กว้างมากนัก อีกทั้งยังมีเจ้าพนักงานตำรวจคอยควบคุมความสงบเรียบร้อยอยู่ด้วย ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ จึงไม่มีความจำเป็นอย่างไรที่จะต้องถือไม้ไผ่เข้าไปในห้องควบคุมผู้ต้องขังโดยเกรงว่าจะถูกทำร้ายตามที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ ฎีกา ดังนั้น การที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ ๓ ใช้ไม้ไผ่ตีผู้ถูกกล่าวหาที่ ๒ ถึง ๓ ที และเงื้อไม้ไผ่จะตีผู้ถูกกล่าวหาที่ ๑ อีกโดยไม่มีเหตุที่จะอ้างตามกฎหมายได้ จึงเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล เป็นการละเมิดอำนาจศาล -ฎ.๖๔๔๔/๔๐ ผู้ถูกกล่าวหาได้เรียกและรับเงินจากผู้กล่าวหาจำนวน ๑๐,๐๐๐ บาท ที่บริเวณโต๊ะหินม้านั่งภายในบริเวณศาลชั้นต้น โดยแอบอ้างว่าจะนำไปวิ่งเต้นคดีกับผู้พิพากษาหัวหน้าศาล ถือได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาได้ประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล ซึ่งเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๓๑ (๑) ประกอบด้วยมาตรา ๓๓ และ ป.วิ.อาญา มาตรา ๑๕ มาตรา ๓๒ ผู้ใดเป็นผู้ประพันธ์ บรรณาธิการ หรือผู้พิมพ์โฆษณาซึ่งหนังสือพิมพ์หรือสิ่งพิมพ์อันออกโฆษณาต่อประชาชน ไม่ว่าบุคคลเหล่านั้นจะได้รู้ถึงซึ่งข้อความหรือการออกโฆษณาแห่งหนังสือพิมพ์ หรือสิ่งพิมพ์เช่นว่านั้นหรือไม่ ให้ถือว่าได้กระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาลในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งในสองอย่างดังจะกล่าวต่อไปนี้ (๑) ไม่ว่าเวลาใด ๆ ถ้าหนังสือพิมพ์หรือสิ่งพิมพ์เช่นว่ามานั้นได้กล่าวหรือแสดงไม่ว่าโดยวิธีใด ๆ ซึ่งข้อความหรือความเห็นอันเป็นการเปิดเผยข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์อื่น ๆแห่งคดี หรือกระบวนพิจารณาใด ๆ แห่งคดี ซึ่งเพื่อความเหมาะสมหรือเพื่อคุ้มครองสาธารณประโยชน์ ศาลได้มีคำสั่งห้ามการออกโฆษณาสิ่งเหล่านั้น ไม่ว่าโดยวิธีเพียงแต่สั่งให้พิจารณาโดยไม่เปิดเผยหรือโดยวิธีห้ามการออกโฆษณาโดยชัดแจ้ง (๒) ถ้าหนังสือพิมพ์หรือสิ่งพิมพ์ ได้กล่าวหรือแสดงไม่ว่าโดยวิธีใด ๆ ในระหว่างการพิจารณาแห่งคดีไปจนมีคำพิพากษาเป็นที่สุด ซึ่งข้อความหรือความเห็นโดยประสงค์จะให้มีอิทธิพลเหนือความรู้สึกของประชาชน หรือเหนือศาลหรือเหนือคู่ความหรือเหนือพยานแห่งคดีซึ่งพอเห็นได้ว่าจะทำให้การพิจารณาคดีเสียความยุติธรรมไป เช่น ก. เป็นการแสดงผิดจากข้อเท็จจริงแห่งคดี หรือ ข. เป็นรายงานหรือย่อเรื่องหรือวิภาค ซึ่งกระบวนพิจารณาแห่งคดีอย่างไม่เป็นกลางและไม่ถูกต้อง หรือ ค. เป็นการวิภาคโดยไม่เป็นธรรม ซึ่งการดำเนินคดีของคู่ความ หรือคำพยานหลักฐาน หรือนิสัยความประพฤติของคู่ความหรือพยาน รวมทั้งการแถลงข้อความอันเป็นการเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงของคู่ความหรือพยาน แม้ถึงว่าข้อความเหล่านั้นจะเป็นความจริง หรือ ง. เป็นการชักจูงให้เกิดมีคำพยานเท็จ เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ให้นำวิเคราะห์ศัพท์ทั้งปวงในมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติการพิมพ์ พุทธศักราช ๒๔๗๖ มาใช้บังคับ มาตรา ๓๓ ถ้าคู่ความฝ่ายใดหรือบุคคลใดกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลใดให้ศาลนั้นมีอำนาจสั่งลงโทษโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง หรือทั้งสองวิธีดังจะกล่าวต่อไปนี้ คือ (ก) ไล่ออกจากบริเวณศาล หรือ (ข) ให้ลงโทษจำคุก หรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ การไล่ออกจากบริเวณศาลนั้นให้กระทำได้ชั่วระยะเวลาที่ศาลนั่งพิจารณาหรือภายในระยะเวลาใด ๆ ก็ได้ตามที่ศาลเห็นสมควร เมื่อจำเป็นจะเรียกให้ตำรวจช่วยจัดการก็ได้ ในกรณีกำหนดโทษจำคุกและปรับนั้นให้จำคุกได้ไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินห้าร้อยบาท มาตรา ๓๔ ถ้าจะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาทั้งเรื่องหรือแต่บางส่วน โดยทางอาศัยหรือโดยร้องขอต่อเจ้าหน้าที่ในเมืองต่างประเทศ เมื่อไม่มีข้อตกลงระหว่างประเทศอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้สำหรับเรื่องนั้นแล้ว ให้ศาลปฏิบัติตามหลักทั่วไปแห่งกฎหมายระหว่างประเทศ หมวด ๔ การนั่งพิจารณา มาตรา ๓๕ ถ้าประมวลกฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น การนั่งพิจารณาคดีที่ยื่นไว้ต่อศาลใดจะต้องกระทำในศาลนั้นในวันที่ศาลเปิดทำการและตามเวลาทำงานที่ศาลได้กำหนดไว้ แต่ในกรณีมีเหตุฉุกเฉินหรือเป็นการจำเป็นศาลจะมีคำสั่งกำหนดการนั่งพิจารณา ณ สถานที่อื่น หรือในวันหยุดงาน หรือในเวลาใด ๆ ก็ได้ ให้ผู้พิพากษาและเจ้าพนักงานศาลซึ่งปฏิบัติงานในวันหยุดงาน หรือในเวลาใด ๆนอกเวลาทำการปกติได้รับค่าตอบแทนเป็นพิเศษ ตามระเบียบที่กระทรวงยุติธรรมกำหนดโดยได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง มาตรา ๓๖ การนั่งพิจารณาคดีจะต้องกระทำในศาลต่อหน้าคู่ความที่มาศาลและโดยเปิดเผย เว้นแต่ (๑) ในคดีเรื่องใดที่มีความจำเป็นเพื่อรักษาความเรียบร้อยในศาล เมื่อศาลได้ขับไล่คู่ความฝ่ายใดออกไปเสียจากบริเวณศาลโดยที่ประพฤติไม่สมควร ศาลจะดำเนินการนั่งพิจารณาคดีต่อไปลับหลังคู่ความฝ่ายนั้นก็ได้ (๒) ในคดีเรื่องใด เพื่อความเหมาะสม หรือเพื่อคุ้มครองสาธารณประโยชน์ถ้าศาลเห็นสมควรจะห้ามมิให้มีการเปิดเผยซึ่งข้อเท็จจริง หรือพฤติการณ์ต่าง ๆ ทั้งหมด หรือแต่บางส่วนแห่งคดีซึ่งปรากฏจากคำคู่ความหรือคำแถลงการณ์ของคู่ความหรือจากคำพยานหลักฐานที่ได้สืบมาแล้วศาลจะมีคำสั่งดังต่อไปนี้ก็ได้ (ก) ห้ามประชาชนมิให้เข้าฟังการพิจารณาทั้งหมดหรือแต่บางส่วน แล้วดำเนินการพิจารณาไปโดยไม่เปิดเผย หรือ (ข) ห้ามมิให้ออกโฆษณาข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ต่าง ๆ เช่นว่านั้น ในบรรดาคดีทั้งปวงที่ฟ้องขอหย่าหรือฟ้องชายชู้หรือฟ้องให้รับรองบุตร ให้ศาลห้ามมิให้มีการเปิดเผยซึ่งข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ใด ๆ ที่ศาลเห็นเป็นการไม่สมควร หรือพอจะเห็นได้ว่าจะทำให้เกิดการเสียหายอันไม่เป็นธรรมแก่คู่ความหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าศาลจะได้มีคำสั่งตามอนุมาตรา (๒) นี้หรือไม่ คำสั่งหรือคำพิพากษาชี้ขาดคดีของศาลนั้น ต้องอ่านในศาลโดยเปิดเผย และมิให้ถือว่าการออกโฆษณาทั้งหมดหรือแต่บางส่วนแห่งคำพิพากษานั้นหรือย่อเรื่องแห่งคำพิพากษาโดยเป็นกลางและถูกต้องนั้น เป็นผิดกฎหมาย มาตรา ๓๗ ให้ศาลดำเนินการนั่งพิจารณาคดีติดต่อกันไปเท่าที่สามารถจะทำได้โดยไม่ต้องเลื่อนจนกว่าจะเสร็จการพิจารณาและพิพากษาคดี มาตรา ๓๘ ถ้าในวันที่กำหนดนัดนั่งพิจารณาศาลไม่มีเวลาพอที่จะดำเนินการนั่งพิจารณา เนื่องจากกิจธุระของศาล ศาลจะมีคำสั่งให้เลื่อนการนั่งพิจารณาไปในวันอื่นตามที่เห็นสมควรก็ได้ มาตรา ๓๙ ถ้าการที่จะชี้ขาดตัดสินคดีเรื่องใดที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลใดจำต้องอาศัยทั้งหมดหรือแต่บางส่วนซึ่งคำชี้ขาดตัดสินบางข้อที่ศาลนั้นเองหรือศาลอื่นจะต้องกระทำเสียก่อน หรือจำต้องรอให้เจ้าพนักงานฝ่ายธุรการวินิจฉัยชี้ขาดในข้อเช่นนั้นเสียก่อน หรือถ้าปรากฏว่าได้มีการกระทำผิดอาญาเกิดขึ้นซึ่งอาจมีการฟ้องร้องอันอาจกระทำให้การชี้ขาดตัดสินคดีที่พิจารณาอยู่นั้นเปลี่ยนแปลงไป หรือในกรณีอื่นใดซึ่งศาลเห็นว่าถ้าได้เลื่อนการพิจารณาไปจักทำให้ความยุติธรรมดำเนินไปด้วยดี เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อคู่ความที่เกี่ยวข้องร้องขอศาลจะมีคำสั่งเลื่อนการนั่งพิจารณาต่อไปจนกว่าจะได้มีการพิพากษาหรือชี้ขาดในข้อนั้น ๆ แล้วหรือภายในระยะเวลาใด ๆ ตามที่ศาลเห็นสมควรก็ได้ ถ้าศาลมีคำสั่งให้เลื่อนการนั่งพิจารณาดังกล่าวแล้วโดยไม่มีกำหนด เมื่อศาลเห็นสมควรหรือคู่ความที่เกี่ยวข้องร้องขอ ศาลจะมีคำสั่งให้เริ่มการนั่งพิจารณาต่อไปในวันใด ๆตามที่เห็นสมควรก็ได้ มาตรา ๔๐ เมื่อศาลได้กำหนดนัดวันนั่งพิจารณาและแจ้งให้คู่ความทราบแล้ว ถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายจะขอเลื่อนการนั่งพิจารณา คู่ความฝ่ายนั้นต้องเสนอคำขอเข้ามาก่อนหรือในวันนัด และแสดงเหตุผลแห่งการขอเลื่อนนั้น ในกรณีเช่นว่านี้ห้ามมิให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตตามคำขอ เว้นแต่การขอเลื่อนการนั่งพิจารณานั้นมีเหตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงเสียได้ และหากศาลไม่อนุญาตจะทำให้เสียความยุติธรรม เมื่อศาลสั่งให้เลื่อนการนั่งพิจารณา ศาลอาจสั่งให้คู่ความฝ่ายนั้นเสียค่าป่วยการพยานซึ่งมาศาลตามหมายเรียกและเสียค่าใช้จ่ายในการที่คู่ความฝ่ายอื่นมาศาล เช่น ค่าพาหนะเดินทางและค่าเช่าที่พักของตัวความทนายความหรือพยาน เป็นต้น ตามจำนวนที่ศาลเห็นสมควร ถ้าคู่ความฝ่ายที่ขอเลื่อนคดีไม่ชำระค่าป่วยการหรือค่าใช้จ่ายตามที่ศาลกำหนดให้ศาลยกคำขอเลื่อนคดีนั้นเสีย ค่าป่วยการหรือค่าใช้จ่ายที่จ่ายตามวรรคสองให้ตกเป็นพับ คำขอเลื่อนคดีตามวรรคหนึ่ง ถ้าไม่ได้เสนอต่อหน้าศาลด้วยวาจาก็ให้ทำเป็นคำร้องและจะทำฝ่ายเดียวโดยได้รับอนุญาตจากศาลก็ได้ มาตรา ๔๑ ถ้ามีการขอเลื่อนการนั่งพิจารณาโดยอ้างว่าตัวความผู้แทนทนายความ พยาน หรือบุคคลอื่นที่ถูกเรียกให้มาศาลไม่สามารถมาศาลได้เพราะป่วยเจ็บ เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีคำขอฝ่ายเดียว ศาลจะมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานไปทำการตรวจก็ได้และถ้าสามารถหาแพทย์ได้ก็ให้ตั้งแพทย์ไปตรวจด้วย ถ้าผู้ที่ศาลตั้งให้ไปตรวจได้รายงานโดยสาบานตนหรือกล่าวคำปฏิญาณแล้ว และศาลเชื่อว่าอาการของผู้ที่อ้างว่าป่วยนั้นไม่ร้ายแรงถึงกับจะมาศาลไม่ได้ ให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการขาดนัดหรือการไม่มาศาลของบุคคลที่อ้างว่าป่วยนั้น แล้วแต่กรณี ศาลอาจสั่งให้คู่ความฝ่ายที่ขอให้ไปตรวจตามวรรคหนึ่ง หรือคู่ความใดไปกับผู้ที่ศาลตั้งให้ไปตรวจ คู่ความนั้นจะมอบให้ผู้ใดไปแทนตนก็ได้ ค่าพาหนะและค่าป่วยการของเจ้าพนักงานและแพทย์ ให้ถือว่าเป็นค่าฤชาธรรมเนียม และให้นำมาตรา ๑๖๖ มาใช้บังคับ **มาตรา ๔๒ ถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในคดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลได้มรณะเสียก่อนศาลพิพากษาคดี ให้ศาลเลื่อนการนั่งพิจารณาไปจนกว่าทายาทของผู้มรณะหรือผู้จัดการทรัพย์มรดกของผู้มรณะ หรือบุคคลอื่นใดที่ปกครองทรัพย์มรดกไว้ จะได้เข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะโดยมีคำขอเข้ามาเอง หรือโดยที่ศาลหมายเรียกให้เข้ามา เนื่องจากคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีคำขอฝ่ายเดียว คำขอเช่นว่านี้จะต้องยื่นภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นมรณะ ถ้าไม่มีคำขอของบุคคลดังกล่าวมาแล้ว หรือไม่มีคำขอของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งภายในเวลาที่กำหนดไว้ ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีเรื่องนั้นเสียจากสารบบความ -อธิบาย -ฎ.๑๒๐/๓๖ จำเลยตายก่อนโจทก์ยื่นฟ้อง จำเลยจึงไม่มีสภาพบุคคลไม่อาจเป็นคู่ความในคดีได้ -ฎ.๒๙๑๕/๔๘ อยู่ในอำนาจศาลใช้ดุลยพินิจแม้เกิน ๑ ปี ไม่ใช่บทบังคับให้ศาลจำหน่ายคดีเสมอไป -ฎ.๗๙๙๔/๔๗ การร้องขอเป็นคู่ความแทนผู้มรณะเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้ร้อง -ฎ.๒๓๗๖/๔๕ จำเลยตายระหว่างการบังคับคดี หน้าที่รับผิดชอบตกทอดแก่ทายาทตาม ป.พ.พ.ม.๑๕๙๙ ,๑๖๐๐ เพื่อให้การบังคับคดีเสร็จสิ้นไม่ใช่ตาม ป.วิแพ่ง ม.๔๒ -ฎ.๔๓๗๖/๔๐ การที่โจทก์ถึงแก่กรรมโดยไม่มีทายาทขอเข้าเป็นคู่ความแทนผู้มรณะ ป.วิ.พ. มาตรา ๔๒ วรรคสอง ให้ศาลจำหน่ายคดีจากสาระบบความได้นั้น ต้องเป็นกรณีมีข้อเท็จจริงมาสู่ศาลว่าคู่ความได้มรณะลงระหว่างคดีค้างพิจารณาอยู่ในศาล คดีนี้ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ได้ถึงแก่กรรมมาสู่สำนวนศาลระหว่างคดีค้างพิจารณาของศาลฎีกาแต่อย่างใด ฉะนั้น เมื่อศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาแล้ว คำพิพากษาย่อมผูกพันจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองจะยกคดีขึ้นมาว่ากล่าวให้ศาลฎีกายกคำพิพากษาศาลชั้นล่างทั้งสอง และจำหน่ายคดีจาก สาระบบความมิได้ -ฎ.๘๒๒๙/๔๐ การคัดค้านการตั้งผู้อนุบาลเป็นเรื่องเฉพาะตัว จะรับมรดกความกันไม่ได้ เมื่อผู้คัดค้านถึงแก่กรรมวันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษาให้ผู้คัดค้านเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ และให้อยู่ในความพิทักษ์ของผู้ร้อง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าวจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาดังกล่าว -ตัวอย่างคำถาม โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์โดยอนุญาตให้โจทก์ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ จำเลยแก้อุทธรณ์ ก่อนส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ โจทก์ตาย อีก ๗วันต่อมานายรวยบุตรของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ ศาลชั้นต้นสอบถามจำเลยแล้ว จำเลยรับว่าโจทก์ถึงแก่ความตายแล้วและนายรวยเป็นทายาทจริง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่านายรวยมีทรัพย์สินพอที่จะเสียค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ได้ ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้นายรวยเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่โจทก์และสั่งให้นายรวย เสียค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ ให้วินิจฉัยว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นทั้งสองประการดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ธงคำตอบ ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์แล้ว แม้ยังไม่ส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ ก็ถือว่าคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์เป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ที่จะพิจารณาสั่ง ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้นายรวยเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ผู้มรณะจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๔๒ วรรคหนึ่ง (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ ๕๔๗๔/๓๖, คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ ๔๒๖/๑๗) การเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะก็เพื่อให้มีคู่ความครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ผู้ที่เข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ไม่ได้เข้ามาในฐานะส่วนตัว คงมีสถานะเหมือนกับคู่ความที่มรณะนั่นเอง ดังนั้น การที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาแล้วตายลง แม้ผู้ที่เข้าเป็นคู่ความแทนที่จะมีทรัพย์สินพอที่จะเสียค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ ก็มีสิทธิดำเนินคดีอย่างคนอนาถาต่อไปได้ การที่ศาลชั้นต้นสั่งให้นายรวยเสียค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์จึงไม่ชอบเช่นกัน (เทียบคำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ ๖๐/๐๓ (ประชุมใหญ่) -ตัวอย่างคำถาม นายเอกทำสัญญาซื้อขายเครื่องกำเนิดไฟฟ้าราคา ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท กับนายโทและนายตรี โดยชำระราคางวดแรก ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท และมีข้อตกลงให้นำไปส่งมอบและติดตั้ง ณ สำนักงานของนายเอกที่จังหวัดราชบุรี พร้อมด้วยเงื่อนไขว่าเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจะต้องเดินเครื่องยนต์และจ่ายกระแสไฟฟ้าได้ตามคุณสมบัติที่ตกลงกันนายเอกจึงจะชำระราคาส่วนที่เหลือให้ สัญญาดังกล่าวทำขึ้นที่ภูมิลำเนาของนายเอกซึ่งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ส่วนนายโทและนายตรีต่างมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดสระบุรี ต่อมาหลังจากที่ติดตั้งแล้วปรากฏว่าเครื่องกำเนิดไฟฟ้า มีคุณสมบัติไม่ตรงตามที่ตกลงซื้อขายเพราะไม่สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าได้ นายเอกจึงบอกเลิกสัญญาและยื่นฟ้องนายโทกับนายตรีต่อศาลจังหวัดราชบุรี ขอให้คืนเงินค่าสินค้าที่ชำระไปจำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยและให้ขนย้ายเครื่องกำเนิดไฟฟ้าออกไป นายโทให้การต่อสู้คดีขอให้ยกฟ้องและยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นเรื่องเขตอำนาจศาลว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องต่อศาลนี้ ส่วนนายตรี พนักงานเดินหมายรายงานว่าส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้ไม่ได้โดยได้รับแจ้งว่าถึงแก่กรรม ศาลมีคำสั่งให้โจทก์แถลง ต่อมาโจทก์ยื่นคำแถลงต่อศาลว่านายตรีได้ถึงแก่กรรมไปก่อนโจทก์ยื่นฟ้องคดีตามมรณะบัตรที่แนบมาและยื่นคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกทายาทของนายตรีเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่นายตรีผู้มรณะให้วินิจฉัยว่า คำร้องของนายโทฟังขึ้นหรือไม่ และศาลจะมีคำสั่งตามคำร้องและคำฟ้องของโจทก์ที่เกี่ยวกับนายตรีอย่างไร ธงคำตอบ (ข้อสอบเนฯ ข้อ ๑ สมัย ๕๙) นายเอกทำสัญญาซื้อขายเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากับนายโทและนายตรีที่ภูมิลำเนาของนายเอกซึ่งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร โดยมีข้อตกลงให้นำไปส่งมอบและติดตั้ง ณ สำนักงานของนายเอกที่จังหวัดราชบุรี พร้อมด้วยเงื่อนไขว่า เครื่องกำเนิดไฟฟ้าจะต้องเดินเครื่องยนต์และจ่ายกระแสไฟฟ้าได้ตามคุณสมบัติที่ตกลงกัน นายเอกจึงจะชำระราคาส่วนที่เหลือให้ เมื่อนายเอกอ้างว่านายโทและนายตรีนำเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่มีคุณสมบัติไม่ตรงตามข้อกำหนดในสัญญาไปส่งมอบและติดตั้งอันเป็นการผิดสัญญาก็เท่ากับมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาซื้อขายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเงื่อนไขการส่งมอบและติดตั้ง จังหวัดราชบุรีซึ่งเป็นสถานที่ที่ต้องมีการส่งมอบและติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจึงเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิดขึ้นอีกแห่งหนึ่งด้วย นายเอกย่อมมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดราชบุรีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๔ (๑) คำร้องของนายโทฟังไม่ขึ้น (คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๙๑๖/๔๘) กรณีนายตรีได้ถึงแก่กรรมไปก่อนที่จะถูกนายเอกฟ้องคดี นายตรีไม่มีสภาพบุคคลอยู่ในขณะที่นายเอกยื่นฟ้องไม่อาจเป็นคู่ความในคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕ ฟ้องของนายเอกเฉพาะที่เกี่ยวกับนายตรีจึงมิชอบมาแต่ต้น นายเอกไม่อาจยื่นฟ้องนายตรีต่อศาลได้ จึงต้องเพิกถอนคำสั่งรับคำฟ้อง เป็นไม่รับคำฟ้องและจำหน่ายคดีจากสารบบความเฉพาะที่เกี่ยวกับนายตรี (คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๐/๓๖,๓๑๕๓/๔๕) นายเอกจะขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกทายาทของนายตรีเข้ามาเป็นคู่ความแทนหาได้ไม่ เพราะไม่ใช่กรณีคู่ความมรณะในระหว่างคดีค้างพิจารณาอยู่ในศาลตามมาตรา ๔๒ -ตัวอย่างคำถาม โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน จำเลยให้การต่อสู้คดีขอให้ยกฟ้องระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ถึงแก่กรรม นายเอกได้ยื่นคำร้องอ้างว่าเป็นบุตรของโจทก์ขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ไต่สวนคำร้อง เมื่อถึงวันนัดทนายความของนายเอกยื่นคำร้องว่านายเอกประสบอุบัติเหตุถึงแก่กรรม ขอให้ศาลเลื่อนคดีไปเพื่อให้มีผู้เข้ามาเป็นคู่ความแทนที่นายเอก ในวันเดียวกันนั้นเองซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่โจทก์มรณะเกินกว่า 1 ปี นางสายได้ยื่นคำร้องอ้างว่าเป็นมารดาโจทก์ขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นสอบถามจำเลยแล้ว จำเลยรับว่านางสายเป็นมารดาโจทก์จริง แต่คัดค้านว่านางสายขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่เกินกว่า 1 ปีนับแต่โจทก์มรณะ ขอให้ศาลจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ ศาลชั้นต้นเห็นว่า เมื่อนายเอกถึงแก่กรรม ไม่จำเป็นต้องมีผู้เข้ามาเป็นคู่ความแทนที่นายเอกอีก จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีในส่วนคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะของนายเอก และมีคำสั่งอนุญาตให้นางสายเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ให้วินิจฉัยว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ธงคำตอบ (ข้อสอบเนฯ ข้อ ๑ สมัย ๕๘) การร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้ร้อง เมื่อผู้ร้องถึงแก่กรรมจะมีการร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้ร้องอีกไม่ได้ เมื่อนายเอกซึ่งร้องขอเข้าแทนที่โจทก์ผู้มรณะได้ถึงแก่กรรมจึงไม่อาจมีการร้องขอเข้าแทนที่นายเอกได้เพราะเป็นสิทธิเฉพาะตัวของนายเอก ที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและจำหน่ายคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะของนายเอกจึงชอบแล้ว (คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๙๙๔/๔๗) การเข้าเป็นคู่ความแทนที่คู่ความผู้มรณะนั้น แม้จะร้องขอเข้ามาเมื่อเกินกำหนด ๑ ปี นับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นมรณะก็ตาม แต่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๔๒ ประกอบด้วยมาตรา ๑๓๒ (๓) ให้อยู่ในอำนาจของศาลที่จะใช้ดุลพินิจจำหน่ายคดีหรือไม่ก็ได้แล้วแต่จะพิจารณาเห็นสมควร มิใช่เป็นบทบังคับให้ศาลต้องจำหน่ายคดีเสมอไป และตราบใดที่ศาลยังมิได้มีคำสั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ ทายาทของผู้มรณะก็มีสิทธิขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่คู่ความผู้มรณะได้แม้จะพ้นกำหนดเวลา ๑ ปี แล้วก็ตาม ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้นางสายเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ผู้มรณะ โดยไม่จำหน่ายคดีโจทก์ เป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบแล้ว (คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๔-๗๕/๓๖ และ ๒๙๑๕/๔๘) มาตรา ๔๓ ถ้าทายาทของผู้มรณะ หรือผู้จัดการทรัพย์มรดกของผู้มรณะ หรือบุคคลอื่นใดที่ปกครองทรัพย์มรดก ประสงค์จะขอเข้ามาเป็นคู่ความแทน ก็ให้ยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลเพื่อการนั้น ในกรณีเช่นนี้ เมื่อศาลเห็นสมควร หรือเมื่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีคำขอศาลอาจสั่งให้ผู้ที่จะเข้ามาเป็นคู่ความแทนนั้นแสดงพยานหลักฐานสนับสนุนคำขอเช่นว่านั้นได้เมื่อได้แสดงพยานหลักฐานดังกล่าวนั้นแล้ว ให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตในการที่จะเข้ามาเป็นคู่ความแทน มาตรา ๔๔ คำสั่งให้หมายเรียกบุคคลใดเข้ามาแทนผู้มรณะนั้น จะต้องกำหนดระยะเวลาพอสมควรเพื่อให้บุคคลนั้นมีโอกาสคัดค้านในศาลว่าตนมิได้เป็นทายาทของผู้มรณะ หรือมิได้เป็นผู้จัดการทรัพย์มรดกหรือผู้ปกครองทรัพย์มรดกนั้น ทายาท ผู้จัดการทรัพย์มรดก หรือบุคคลผู้ถูกเรียกไม่จำต้องปฏิบัติตามหมายเช่นว่านั้นก่อนระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้เพื่อการยอมรับฐานะนั้นได้ล่วงพ้นไปแล้ว ถ้าบุคคลที่ถูกศาลหมายเรียกนั้น ยินยอมรับเข้ามาเป็นคู่ความแทนผู้มรณะให้ศาลจดรายงานพิสดารไว้และดำเนินคดีต่อไป ถ้าบุคคลนั้นไม่ยินยอมหรือไม่มาศาล ให้ศาลทำการไต่สวนตามที่เห็นสมควรถ้าศาลเห็นว่าหมายเรียกนั้นมีเหตุผลฟังได้ ก็ให้ออกคำสั่งตั้งบุคคลผู้ถูกเรียกเป็นคู่ความแทนผู้มรณะแล้วดำเนินคดีต่อไป ถ้าศาลเห็นว่าข้อคัดค้านของบุคคลผู้ถูกเรียกมีเหตุผลฟังได้ ก็ให้ศาลสั่งเพิกถอนหมายเรียกนั้นเสีย และถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่สามารถเรียกทายาทอันแท้จริงหรือผู้จัดการทรัพย์มรดกหรือบุคคลที่ปกครองทรัพย์มรดกของผู้มรณะเข้ามาเป็นคู่ความแทนผู้มรณะได้ภายในกำหนดเวลาหนึ่งปี ก็ให้ศาลมีคำสั่งตามที่เห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม มาตรา ๔๕ ถ้าปรากฏต่อศาลว่าคู่ความฝ่ายหนึ่งตกเป็นผู้ไร้ความสามารถก็ดี หรือผู้แทนโดยชอบธรรมของคู่ความฝ่ายที่เป็นผู้ไร้ความสามารถได้มรณะหรือหมดอำนาจเป็นผู้แทนก็ดีให้ศาลเลื่อนการนั่งพิจารณาไปภายในระยะเวลาอันสมควรเพื่อผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้แทนโดยชอบธรรมคนใหม่จะได้แจ้งให้ทราบถึงการได้รับแต่งตั้งของตนโดยยื่นคำขอเป็นคำร้องต่อศาลเพื่อการนั้น ถ้ามิได้ยื่นคำขอดังกล่าวมาแล้วให้นำมาตรา ๕๖ มาใช้บังคับ ถ้าผู้แทนหรือทนายความของคู่ความได้มรณะหรือหมดอำนาจเป็นผู้แทน ให้ศาลเลื่อนการนั่งพิจารณาไปจนกว่าตัวความจะได้ยื่นคำร้องต่อศาลแจ้งให้ทราบถึงการที่ได้แต่งตั้งผู้แทนหรือทนายความขึ้นใหม่ หรือคู่ความฝ่ายนั้นมีความประสงค์จะมาว่าคดีด้วยตนเอง แต่ถ้าศาลเห็นสมควร หรือเมื่อคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมีคำขอฝ่ายเดียว ให้ศาลมีอำนาจสั่งกำหนดระยะเวลาไว้พอสมควร เพื่อให้ตัวความมีโอกาสแจ้งให้ทราบถึงการแต่งตั้งหรือความประสงค์ของตนนั้นก็ได้ในกรณีเช่นว่านี้ ถ้าตัวความมิได้แจ้งให้ทราบภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ ศาลจะมีคำสั่งให้เริ่มการนั่งพิจารณาต่อไปในวันใด ๆ ตามที่เห็นสมควรก็ได้ บทบัญญัติแห่งวรรคก่อนนั้น ให้นำมาใช้บังคับแก่กรณีที่ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้ไร้ความสามารถหมดอำนาจลง เพราะเหตุที่บุคคลนั้นได้มีความสามารถขึ้นแล้วด้วยโดยอนุโลม หมวด ๕ รายงานและสำนวนความ มาตรา ๔๖ บรรดากระบวนพิจารณาเกี่ยวด้วยการพิจารณาและการชี้ขาดตัดสินคดีแพ่งทั้งหลายซึ่งศาลเป็นผู้ทำนั้น ให้ทำเป็นภาษาไทย บรรดาคำคู่ความและเอกสารหรือแผ่นกระดาษไม่ว่าอย่างใด ๆ ที่คู่ความหรือศาลหรือเจ้าพนักงานศาลได้ทำขึ้นซึ่งประกอบเป็นสำนวนของคดีนั้น ให้เขียนเป็นหนังสือไทยและเขียนด้วยหมึกหรือดีดพิมพ์หรือตีพิมพ์ ถ้ามีผิดตกที่ใดห้ามมิให้ขูดลบออก แต่ให้ขีดฆ่าเสียแล้วเขียนลงใหม่ และผู้เขียนต้องลงชื่อไว้ที่ริมกระดาษ ถ้ามีข้อความตกเติมให้ผู้ตกเติมลงลายมือชื่อ หรือลงชื่อย่อไว้เป็นสำคัญ ถ้าต้นฉบับเอกสารหรือแผ่นกระดาษไม่ว่าอย่างใด ๆ ที่ส่งต่อศาลได้ทำขึ้นเป็นภาษาต่างประเทศ ให้ศาลสั่งคู่ความฝ่ายที่ส่งให้ทำคำแปลทั้งฉบับหรือเฉพาะแต่ส่วนสำคัญ โดยมีคำรับรองมายื่นเพื่อแนบไว้กับต้นฉบับ ถ้าคู่ความฝ่ายใดหรือบุคคลใดที่มาศาลไม่เข้าใจภาษาไทยหรือเป็นใบ้หรือหูหนวกและอ่านเขียนหนังสือไม่ได้ ให้ให้คู่ความฝ่ายที่เกี่ยวข้องจัดหาล่าม มาตรา ๔๗ ถ้าคู่ความหรือบุคคลใดยื่นใบมอบอำนาจต่อศาล ให้ศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้คู่ความหรือบุคคลนั้น ให้ถ้อยคำสาบานตัวว่าเป็นใบมอบอำนาจอันแท้จริง ถ้าศาลมีเหตุอันควรสงสัยว่า ใบมอบอำนาจที่ยื่นนั้นจะไม่ใช่ใบมอบอำนาจอันแท้จริงก็ดี หรือเมื่อคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งยื่นคำร้องแสดงเหตุอันควรสงสัยว่าใบมอบอำนาจนั้นจะมิใช่ใบมอบอำนาจอันแท้จริงก็ดี ให้ศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้คู่ความหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องนั้นยื่นใบมอบอำนาจตามที่บัญญัติไว้ต่อไปนี้ ถ้าใบมอบอำนาจนั้นได้ทำในราชอาณาจักรสยามต้องให้นายอำเภอเป็นพยานถ้าได้ทำในเมืองต่างประเทศที่มีกงสุลสยาม ต้องให้กงสุลนั้นเป็นพยาน ถ้าได้ทำในเมืองต่างประเทศที่ไม่มีกงสุลสยาม ต้องให้บุคคลเหล่านี้เป็นพยานคือเจ้าพนักงานโนตารีปับลิกหรือแมยิสเตร็ด หรือบุคคลอื่นซึ่งกฎหมายแห่งท้องถิ่นตั้งให้เป็นผู้มีอำนาจเป็นพยานในเอกสารเช่นว่านี้ และต้องมีใบสำคัญของรัฐบาลต่างประเทศที่เกี่ยวข้องแสดงว่าบุคคลที่เป็นพยานนั้นเป็นผู้มีอำนาจกระทำการได้ บทบัญญัติแห่งมาตรานี้ให้ใช้บังคับแก่ใบสำคัญและเอกสารอื่น ๆ ทำนองเช่นว่ามานี้ ซึ่งคู่ความจะต้องยื่นต่อศาล มาตรา ๔๘ ในคดีทุกเรื่อง ให้เป็นหน้าที่ของศาลต้องจดแจ้งรายงานการนั่งพิจารณาหรือกระบวนพิจารณาอื่น ๆ ของศาลไว้ทุกครั้ง รายงานนั้นต้องมีรายการต่อไปนี้ (๑) เลขคดี (๒) ชื่อคู่ความ (๓) สถานที่ วัน และเวลาที่ศาลนั่งพิจารณาหรือดำเนินกระบวนพิจารณา (๔) ข้อความโดยย่อเกี่ยวด้วยเรื่องที่กระทำและรายการข้อสำคัญอื่น ๆ (๕) ลายมือชื่อผู้พิพากษา เมื่อมีกฎหมายบัญญัติไว้หรือเมื่อศาลเห็นเป็นการจำเป็นก็ให้ศาลจดบันทึก(โดยจดรวมไว้ในรายงานพิสดารหรืออีกส่วนหนึ่งต่างหาก) ซึ่งคำแถลงหรือคำคัดค้านในข้อสำคัญข้อตกลง คำชี้ขาด คำสั่ง หรือการอื่น ๆ หรือกระบวนพิจารณาที่ทำด้วยวาจาตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ -อธิบาย -ฎ.๙๑๑/๔๘ การที่ศาลจดคำแถลงของจำเลยที่ ๔ ที่ยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา ก็ถือไม่ได้ว่าคำแถลงนั้นเป็นคำให้การของจำเลยที่ ๔ มาตรา ๔๙ ในส่วนที่เกี่ยวด้วยคำแถลงหรือคำคัดค้านของคู่ความ หรือคำให้การของพยานหรือผู้เชี่ยวชาญหรือข้อตกลงในการสละสิทธิของคู่ความนั้น ให้ถือว่ารายงานของศาลเป็นพยานหลักฐานเบื้องต้นได้ต่อเมื่อศาลได้อ่านให้คู่ความหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องฟังและได้จดลงไว้ซึ่งข้อแก้ไขเพิ่มเติมตามที่ขอร้องหรือที่ชี้แจงใหม่ ทั้งคู่ความหรือบุคคลนั้น ๆ ได้ลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญ มาตรา ๕๐ ถ้าคู่ความฝ่ายใด หรือบุคคลใดจะต้องลงลายมือชื่อในรายงานใดเพื่อแสดงรับรู้รายงานนั้น หรือจะต้องลงลายมือชื่อในเอกสารใดเพื่อรับรองการอ่านหรือการส่งเอกสารเช่นว่านั้น (๑) การลงลายมือพิมพ์นิ้วมือ แกงได หรือเครื่องหมายอย่างอื่นที่ได้ทำต่อหน้าศาลนั้น ไม่จำต้องมีลายมือชื่อของพยานสองคนรับรอง (๒) ถ้าคู่ความ หรือบุคคลที่จะต้องลงลายมือชื่อในรายงานดังกล่าวแล้วลงลายมือชื่อไม่ได้ หรือไม่ยอมลงลายมือชื่อ ให้ศาลทำรายงานจดแจ้งเหตุที่ไม่มีลายมือชื่อเช่นนั้นไว้แทนการลงลายมือชื่อ มาตรา ๕๑ ให้เป็นหน้าที่ของศาลที่จะปฏิบัติดังนี้ (๑) ลงทะเบียนคดีในสารบบความของศาลตามลำดับที่รับไว้ กล่าวคือ ตามวันและเวลาที่ยื่นหรือเสนอคำฟ้องเพื่อเริ่มคดีต่อศาล ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้ (๒) ลงทะเบียนคำพิพากษา หรือคำสั่งชี้ขาดคดีทั้งหมดของศาลในสารบบคำพิพากษา (๓) รวบรวมรายงานและเอกสารที่ส่งต่อศาลหรือศาลทำขึ้น กับคำสั่งและคำพิพากษาของศาล ไว้ในสำนวนความเรื่องนั้น แล้วเก็บรักษาไว้ในที่ปลอดภัย (๔) คัดสำเนาคำพิพากษา คำสั่งชี้ขาดคดี แล้วเก็บรักษาไว้เรียงตามลำดับและในที่ปลอดภัย (๕) เก็บรักษาสารบบและสมุดของศาล เช่นสารบบความและสารบบคำพิพากษาไว้ในที่ปลอดภัย มาตรา ๕๒ เมื่อคำพิพากษาหรือคำสั่งอันเป็นเด็ดขาดถึงที่สุดแล้วเรื่องใดได้มีการปฏิบัติตาม หรือบังคับไปแล้ว หรือระยะเวลาที่กำหนดไว้เพื่อการบังคับนั้นได้ล่วงพ้นไปแล้ว ให้ศาลที่เก็บสำนวนนั้นไว้ จัดส่งสำนวนนั้นไปยังกระทรวงยุติธรรม เพื่อเก็บรักษาไว้หรือจัดการตามกฎกระทรวงว่าด้วยการนั้น มาตรา ๕๓ ถ้ารายงาน คำพิพากษา คำสั่งหรือเอกสารอื่นใดที่รวมไว้ในสำนวนความซึ่งยังอยู่ในระหว่างพิจารณา หรือรอการบังคับของศาลสูญหายไป หรือบุบสลายทั้งหมดหรือแต่บางส่วน เป็นการขัดข้องต่อการชี้ขาดตัดสินหรือบังคับคดีเมื่อศาลเห็นสมควร หรือเมื่อคู่ความฝ่ายที่เกี่ยวข้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้อง ให้ศาลสั่งคู่ความหรือบุคคลผู้ถือเอกสารนั้น นำสำเนาที่รับรองถูกต้องมาส่งต่อศาล ถ้าหากสำเนาเช่นว่านั้นทั้งหมดหรือบางส่วนหาไม่ได้ ให้ศาลมีคำสั่งให้พิจารณาคดีนั้นใหม่ หรือมีคำสั่งอย่างอื่นตามที่เห็นสมควร เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม มาตรา ๕๔ คู่ความก็ดี หรือพยานในส่วนที่เกี่ยวกับคำให้การของตนในคดีนั้นก็ดีหรือบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียโดยชอบหรือมีเหตุผลอันสมควรก็ดี อาจร้องขออนุญาตต่อศาลไม่ว่าเวลาใดในระหว่าง หรือภายหลังการพิจารณาเพื่อตรวจเอกสารทั้งหมดหรือแต่บางฉบับในสำนวนเรื่องนั้น หรือขอคัดสำเนา หรือขอให้จ่าศาลคัดสำเนาและรับรอง แต่ทั้งนี้ (๑) ห้ามมิให้อนุญาตเช่นว่านั้นแก่บุคคลอื่นนอกจากคู่ความหรือพยานในคดีที่พิจารณาโดยไม่เปิดเผย หรือในคดีที่ศาลได้มีคำสั่งห้ามการตรวจหรือคัดสำเนาเอกสารในสำนวนทั้งหมดหรือบางฉบับเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือผลประโยชน์ทั่วไปของประชาชน ถึงแม้ผู้ขอจะเป็นคู่ความหรือพยานก็ห้ามมิให้อนุญาตดุจกัน แต่ทั้งนี้ไม่ตัดสิทธิของคู่ความในการที่จะตรวจหรือคัดสำเนาคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้น หรือในการที่จะขอสำเนาอันรับรองถูกต้อง (๒) ห้ามมิให้อนุญาตให้คู่ความคัดถ้อยคำพยานฝ่ายตนจนกว่าจะได้สืบพยานฝ่ายตนเสร็จสิ้นแล้ว เว้นแต่จะมีพฤติการณ์พิเศษที่จะให้อนุญาต เมื่อได้ให้อนุญาตแล้ว การตรวจ หรือการคัดสำเนานั้น ให้ผู้ขอหรือบุคคลซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากผู้ขอโดยชอบเป็นผู้คัดตามเวลาและเงื่อนไขซึ่งจ่าศาลจะได้กำหนดให้เพื่อความสะดวกของศาลหรือเพื่อความปลอดภัยของเอกสารนั้น ห้ามมิให้คัดสำเนาคำพิพากษาหรือคำสั่ง ก่อนที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นและก่อนที่ได้ลงทะเบียนในสารบบคำพิพากษา ในกรณีที่ศาลได้ทำคำอธิบายเพิ่มเติมกลัดไว้กับรายงานแห่งคำสั่งหรือคำพิพากษาซึ่งกระทำด้วยวาจาตามบทบัญญัติมาตรา ๑๔๑ คำอธิบายเพิ่มเติมเช่นว่านั้นคู่ความจะขอตรวจหรือขอคัดสำเนา หรือขอสำเนาเสมือนเป็นส่วนหนึ่งแห่งคำสั่งหรือคำพิพากษาก็ได้ สำเนาที่รับรองนั้น ให้จ่าศาลเป็นผู้รับรองโดยเรียกค่าธรรมเนียมตามที่กำหนดไว้ในอัตราท้ายประมวลกฎหมายนี้ ในกรณีที่ผู้ขอตรวจเอกสารหรือขอคัดสำเนาด้วยตนเอง ไม่ต้องเรียกค่าธรรมเนียม ลักษณะ ๓ คู่ความ **มาตรา ๕๕ เมื่อมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้น เกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่ง หรือบุคคลใดจะต้องใช้สิทธิทางศาล บุคคลนั้นชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจได้ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายแพ่งและประมวลกฎหมายนี้ -อธิบาย -คำว่าศาลในมาตรา ๕๕ หมายถึงศาลชั้นต้นเท่านั้น -สิทธิทางศาลจะต้องมีกฎหมายสาระบัญญัติรับรองไว้ และจะต้องมีอยู่ก่อนร้องรอ เช่นร้องขอให้บุคคลเป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถ,สาบสูญ,แสดงกรรมสิทธิ์ครอบครองปรปักษ์,ตั้งผู้จัดการมรดก,พิสูจน์สัญชาติ,ขอเลิกห้างหุ้นส่วนสามัญ เป็นต้น -ฎ.๓๗๓๘/๔๒ เจ้ามรดกทำพินัยกรรมยกมรดกให้จำเลยทั้งหมด โจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรม ถูกตัดสิทธิรับมรดกโดยกฎหมาย จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอแบ่งมรดกจากจำเลย จึงไม่ได้ถูกโต้แย้งสิทธิ ไม่มีอำนาจฟ้อง -อำนาจฟ้องตามกฎหมายวิธีสบัญญัติ ต้องไม่เป็นฟ้องซ้ำหรือฟ้องซ้อนด้วย -ฎ.๒๓๙๓/๔๑ ,๔๒๐๗/๔๑ คดีก่อนถึงที่สุดโดยวินิจฉัยว่าจำเลยยังไม่ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ ให้ยกฟ้อง การที่โจทก์ฟ้องใหม่ให้บังคับจำเลยจดทะเบียนสิทธิแก่โจทก์ตามสัญญาซื้อขาย จึงเป็นคนละประเด็น ไม่เป็นฟ้องซ้ำ -ฎ.๘๕๖๑/๕๒ จำเลยมีหนังสือเตือนให้โจทก์นำเงินภาษีอากรค้างไปชำระเนื่องจากศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดมิให้ถือจำนวนเงินตามเช็คชำระราคาที่ดินที่เรียกเก็บไม่ได้ ๒,๒๕๔,๐๐๐ บาท เป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์ในปีภาษี ๒๕๓๔ จำเลยจึงคิดคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใหม่โดยหักเงินดังกล่าวออก จึงเป็นการแจ้งเตือนให้โจทก์ปฏิบัติตามคำพิพากษาซึ่งถึงที่สุดแล้วเท่านั้น แม้หนังสือแจ้งเตือนจะระบุการคำนวณภาษีการค้าใหม่มาด้วยก็เป็นผลต่อเนื่องจากการที่ศาลฎีกาให้ลดเงินได้พึงประเมินจากการขายที่ดินลง จำเลยจึงปรับปรุงลดยอดรายรับที่ต้องเสียภาษีการค้าให้ด้วยนับว่าเป็นประโยชน์แก่โจทก์ให้เสียภาษีอากรน้อยลง ซึ่งโจทก์ก็ไม่ได้โต้แย้งจำนวนภาษีอากรค้างชำระตามที่จำเลยคำนวณใหม่เพียงแต่อ้างว่าจำเลยไม่มีสิทธิเรียกเก็บภาษีอากรค้างชำระเพราะขาดอายุความ จำเลยหาได้กระทำการใดอันจะถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ในทางแพ่งของโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๕๕ ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.๒๕๒๘ มาตรา ๑๗ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง -ฎ.๑๗๘๖/๕๒ คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเป็นคำวินิจฉัยของพนักงานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร แม้ว่าตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๘ วรรคหนึ่ง จะบัญญัติให้คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการดังกล่าวเป็นที่สุด ก็มีความหมายเพียงว่า ผู้อุทธรณ์จะอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าต่อเจ้าพนักงานอื่นของฝ่ายบริหารต่อไปอีกไม่ได้เท่านั้น หากคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้อุทธรณ์ย่อมมีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยดังกล่าวได้ เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องกล่าวอ้างว่า เครื่องหมายการค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนเป็นคำที่มีลักษณะบ่งเฉพาะไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย การที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยืนย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นการบรรยายฟ้องว่ามีการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๒๖ ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๕๕ แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย -ฎ.๓๐๗/๕๒ ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๘๗ บัญญัติให้ภาระจำยอมเป็นทรัพยสิทธิที่กฎหมายก่อตั้งขึ้นสำหรับเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ ผู้ที่จะฟ้องบังคับภาระจำยอมจึงต้องเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์นั้น โจทก์ที่ ๒ เป็นเพียงผู้ดำเนินกิจการโรงเรียนซึ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินของโจทก์ที่ ๑ จึงไม่ใช่เจ้าของที่ดิน ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยให้เปิดทางภาระจำยอม มาตรา ๕๖ ผู้ไร้ความสามารถหรือผู้ทำการแทนจะเสนอข้อหาต่อศาลหรือดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ได้ ต่อเมื่อได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยความสามารถและตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ การให้อนุญาตหรือยินยอมตามบทบัญญัติเช่นว่านั้น ให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลเพื่อรวมไว้ในสำนวนความ ไม่ว่าเวลาใด ๆ ก่อนมีคำพิพากษาเมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อคู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้อง ให้ศาลมีอำนาจทำการสอบสวนในเรื่องความสามารถของผู้ขอหรือของคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง และถ้าเป็นที่พอใจว่ามีการบกพร่องในเรื่องความสามารถ ศาลอาจมีคำสั่งกำหนดให้แก้ไขข้อบกพร่องนั้นเสียให้บริบูรณ์ภายในกำหนดเวลาอันสมควรที่ศาลจะสั่ง ถ้าศาลเห็นว่า เพื่อความยุติธรรมไม่ควรให้กระบวนพิจารณาดำเนินเนิ่นช้าไป ศาลจะสั่งให้คู่ความฝ่ายที่บกพร่องในเรื่องความสามารถนั้นดำเนินคดีไปก่อนชั่วคราวก็ได้ แต่ห้ามมิให้ศาลพิพากษาในประเด็นแห่งคดีจนกว่าข้อบกพร่องนั้นได้แก้ไขโดยบริบูรณ์แล้ว ถ้าผู้ไร้ความสามารถไม่มีผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้แทนโดยชอบธรรมทำหน้าที่ไม่ได้ ศาลมีอำนาจออกคำสั่งให้อนุญาตหรือให้ความยินยอมตามที่ต้องการ หรือตั้งผู้แทนเฉพาะคดีนั้นให้แก่ผู้ไร้ความสามารถ ถ้าไม่มีบุคคลอื่นใดให้ศาลมีอำนาจตั้งพนักงานอัยการหรือเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองอื่นให้เป็นผู้แทนได้ **มาตรา ๕๗ บุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความอาจเข้ามาเป็นคู่ความได้ด้วยการร้องสอด (๑) ด้วยความสมัครใจเองเพราะเห็นว่าเป็นการจำเป็นเพื่อยังให้ได้รับความรับรองคุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ โดยยื่นคำร้องขอต่อศาลที่คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณาหรือเมื่อตนมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง โดยยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีนั้น (๒) ด้วยความสมัครใจเองเพราะตนมีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีนั้นโดยยื่นคำร้องขอต่อศาลไม่ว่าเวลาใด ๆ ก่อนมีคำพิพากษา ขออนุญาตเข้าเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วม หรือเข้าแทนที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียทีเดียวโดยได้รับความยินยอมของคู่ความฝ่ายนั้นแต่ว่าแม้ศาลจะได้อนุญาตให้เข้าแทนที่กันได้ก็ตาม คู่ความฝ่ายนั้นจำต้องผูกพันตนโดยคำพิพากษาของศาลทุกประการเสมือนหนึ่งว่ามิได้มีการเข้าแทนที่กันเลย (๓) ด้วยถูกหมายเรียกให้เข้ามาในคดี (ก) ตามคำขอของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำเป็นคำร้องแสดงเหตุว่าตนอาจฟ้องหรือถูกคู่ความเช่นว่านั้นฟ้องตนได้ เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทน ถ้าหากศาลพิจารณาให้คู่ความเช่นว่านั้นแพ้คดี หรือ (ข) โดยคำสั่งของศาลเมื่อศาลนั้นเห็นสมควร หรือเมื่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีคำขอ ในกรณีที่กฎหมายบังคับให้บุคคลภายนอกเข้ามาในคดี หรือศาลเห็นจำเป็นที่จะเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาในคดีเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม แต่ถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จะเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาในคดีดังกล่าวแล้วให้เรียกด้วยวิธียื่นคำร้องเพื่อให้หมายเรียกพร้อมกับคำฟ้องหรือคำให้การ หรือในเวลาใด ๆต่อมาก่อนมีคำพิพากษาโดยได้รับอนุญาตจากศาล เมื่อศาลเป็นที่พอใจว่าคำร้องนั้นไม่อาจยื่นก่อนนั้นได้ การส่งหมายเรียกบุคคลภายนอกตามอนุมาตรานี้ต้องมีสำเนาคำขอ หรือคำสั่งของศาล แล้วแต่กรณี และคำฟ้องตั้งต้นคดีนั้นแนบไปด้วย บทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้ไม่ตัดสิทธิของเจ้าหนี้ ในอันที่จะใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้และที่จะเรียกลูกหนี้ให้เข้ามาในคดีดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ -อธิบาย -ร้องสอดเป็นคำฟ้องจึงอยู่ในบังคับ ม.๑๔๔,๑๔๘,๑๗๓วรรค๒(๑)และ ๑๗๒วรรค๒ -ม.๕๗(๑)เป็นคู่ความฝ่ายที่ ๓ ไม่รับถือว่าไม่รับคำคู่ความ และเสียค่าขึ้นศาลด้วย และร้องขอได้สองระยะ คือระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น และชั้นบังคับคดี ฎ.๘๑๐-๘๑๑/๔๗ ร้องสอดตาม ม.๕๗(๑) ยื่นระหว่างอุทธรณ์ไม่ได้ -ร้องสอดมีได้เฉพาะคดีแพ่ง คดีอาญาร้องสอดไม่ได้ -ฎ.๗๒๒๖/๓๘ ในคดีไม่มีข้อพิพาทหากผู้มีส่วนได้เสียถูกโต้แย้งสิทธิก็ร้องสอดได้ -ฎ.๙๙๖/๔๙ โจทก์ฟ้องจำเลย๑-๔ให้ชำระค่าจ้างก่อสร้าง จำเลย ๑ และ๔ ขาดนัดยื่นคำให้การ ต่อมาโจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ ๒ ต่อมาจำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องสอดตาม ม.๕๗(๒)เป็นจำเลยร่วมกับจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ จึงต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิอย่างอื่นนอกจากสิทธิของจำเลยที่ ๑ ที่ตนร้องสอดเข้าร่วมตาม ม.๕๘ วรรค๒ เมื่อจำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การจนศาลสั่งขาดนัดไปแล้วจำเลยผู้ร้องสอดจึงไม่มีสิทธิยื่นคำให้การของตนเข้ามาอันเป็นการใช้สิทธินอกเหนือที่จำเลยที่ ๑ มีอยู่ การที่ศาลรับคำให้การของจำเลยที่ ๒ นั้นเป็นการผิดหลงชอบที่จะเพิกถอนเป็นไม่รับคำให้การได้ -คำร้องตาม ม.๕๗(๑),(๒) ศาลไม่รับเท่ากับไม่รับคำคู่ความตาม ม.๑๘ อุทธรณ์ได้ตามา ม.๒๒๗,๒๒๘ แต่ (๓)ถือเป็นคำสั่งระหว่างการพิจารณา -ฎ.๖๗๕/๑๙ โจทก์ยื่นคำร้องซึ่งแสดงให้ปรากฏต่อศาลว่า หากศาลเห็นสมควรหรือจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมขอให้เรียกจำเลยที่ ๒,๓,๖ เข้ามาเป็นจำเลย ศาลชั้นต้นจึงใช้อำนาจตาม ม.๕๗(๓) ข. เรียกเข้ามา กรณีไม่อยู่ในบังคับว่าคำร้องดังกล่าวต้องยื่นพร้อมคำฟ้ง -ฎ.๗๑๑/๔๘ รับซื้อหนี้ด้อยคุณภาพ(หนี้เน่า)มา ร้องสอดชั้นบังคับคดีตาม ม.๕๗(๑) ได้ -ตัวอย่างคำถาม โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่า ที่ดินของจำเลยเป็นทางภาระจำยอมสำหรับที่ดินของโจทก์โดยอายุความขอให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินที่เป็นภาระจำยอมแล้วทำที่ดินให้มีสภาพเป็นทางเดิน จำเลยให้การว่าโจทก์ไม่เคยใช้ที่ดินของจำเลยเป็นทางเข้าออก ที่ดินของจำเลยจึงไม่ตกเป็นทางภาระจำยอมโดยอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณานายทองยื่นคำร้องว่า ภายหลังจากที่โจทก์ฟ้องคดีนี้แล้ว โจทก์ตกลงขายที่ดินซึ่งอยู่ติดกับที่ดินพิพาทอันเป็นมูลเหตุในการฟ้องร้องคดีนี้ให้แก่ผู้ร้อง โดยตกลงจะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ณ สำนักงานที่ดินภายใน ๑ เดือน นับแต่วันที่โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีนี้และบังคับคดีแก่ผู้ที่ปิดกั้นทางภาระจำยอมได้สำเร็จ หากโจทก์เป็นฝ่ายแพ้คดีหรือไม่อาจบังคับคดีได้ใน ๓ ปี นับแต่วันฟ้อง ให้ถือว่าสัญญาจะซื้อขายที่ดินเป็นอันยกเลิก จึงขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมให้วินิจฉัยว่า นายทองมีสิทธิร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความร่วมกับโจทก์หรือไม่ ธงคำตอบ (ข้อสอบเนฯข้อ ๑ สมัย ๖๑) ผู้ร้องสอดที่ขอเข้ามาในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗ (๒) จะต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดี ซึ่งหมายความว่า ผลของคดีตามกฎหมายจะเป็นผลไปถึงตนโดยจะต้องเป็นผู้ที่ถูกกระทบกระเทือนหรือถูกบังคับโดยคำพิพากษาในคดีนี้โดยตรงจึงจะร้องสอดได้ นายทองเพียงแต่ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของจำเลยจากโจทก์ ภายหลังจากที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้แล้ว ทั้งสัญญาจะซื้อขายที่ดินดังกล่าวเป็นสัญญาที่มีเงื่อนไข โดยจะมีผลต่อเมื่อโจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีนี้และสามารถบังคับคดีได้ แต่ถ้าโจทก์เป็นฝ่ายแพ้คดีหรือไม่อาจบังคับคดีได้ภายใน ๓ ปี นับแต่วันฟ้องคดีนี้ สัญญาจะซื้อขายก็สิ้นผล นายทองมิได้ถูกกระทบกระเทือนหรืออาจถูกบังคับโดยคำพิพากษาในคดีนี้แต่อย่างใด จึงมิใช่เป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีตามความหมายของมาตรา ๕๗ (๒) นายทองจึงไม่มีสิทธิร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความร่วมกับโจทก์ตามมาตรา ๕๗ (๒) (คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๙๙๕/๔๑) -ตัวอย่างคำถาม นายสิงห์เป็นโจทก์ฟ้องบริษัทไทยเจริญ จำกัด จำเลยที่ ๑ ให้รับผิดตามสัญญากู้ และนายเดชเป็นจำเลยที่ ๒ ให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การ ส่วนนายเดชจำเลยที่ ๒ ให้การว่าหนี้ตามสัญญากู้ระงับแล้ว จำเลยที่ ๒ ไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น (ก) นายเดชจำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การไม่เข้ามาต่อสู้คดีทั้งที่หนี้ตามสัญญากู้ระงับแล้ว ทำให้จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ ๑ ได้รับความเสียหาย เพราะเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์สินและหนี้สินของจำเลยที่ ๑ ขอเข้ามาต่อสู้คดีแทนจำเลยที่ ๑ (ข) นายชัยยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องมีส่วนได้เสียในคดีเนื่องจากเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ ๑ มีความจำเป็น เพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิที่ผู้ร้องมีอยู่ในบริษัทจำเลยที่ ๑ จึงร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความในคดีด้วย ให้วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องของนายเดชจำเลยที่ ๒ ใน (ก) และนายชัย ใน (ข) ได้หรือไม่ ธงคำตอบ (ข้อสอบเนฯ ข้อ ๑ สมัย ๕๖ ) (ก) การเข้ามาเป็นคู่ความโดยการร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗ นั้น ไม่ว่าจะเป็นการร้องขอเข้ามาเองด้วยความสมัครใจ หรือด้วยถูกหมายเรียกให้เข้ามาในคดี ผู้ที่จะเข้ามานั้นต้องเป็นบุคคลภายนอกคดี นายเดชจำเลยที่ ๒ เป็นคู่ความในคดีอยู่แล้ว ไม่ใช่บุคคลภายนอกคดี จึงไม่อาจร้องสอดเข้ามาต่อสู้คดีแทนจำเลยที่ ๑ ตามมาตรา ๕๗ ได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๗๐๙/๔๔) (ข) คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ รับผิดตามสัญญากู้ อันเป็นกรณีที่โจทก์ขอให้บังคับเอาแก่จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างหากจากนายชัยผู้ร้อง สิทธิของผู้ร้องมีอยู่ในบริษัทจำเลยที่ ๑ เพียงใดก็คงมีอยู่อย่างนั้น ไม่มีเหตุจำเป็นที่จะร้องสอดเข้ามาเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ นายชัยผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความด้วยการร้องสอดตามมาตรา ๕๗ (๑) (คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๓๑/๔๕) ดังนั้น ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องของนายเดชจำเลยที่ ๒ ใน (ก) และนายชัย ใน (ข) ไม่ได้ *มาตรา ๕๘ ผู้ร้องสอดที่ได้เข้าเป็นคู่ความตามอนุมาตรา (๑) และ (๓) แห่งมาตราก่อนนี้ มีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนได้ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่ ซึ่งโดยเฉพาะผู้ร้องสอดอาจนำพยานหลักฐานใหม่มาแสดง คัดค้านเอกสารที่ได้ยื่นไว้ ถามค้านพยานที่ได้สืบมาแล้วและคัดค้านพยานหลักฐานที่ได้สืบไปแล้วก่อนที่ตนได้ร้องสอด อาจอุทธรณ์ฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ และอาจได้รับหรือถูกบังคับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียม ห้ามมิให้ผู้ร้องสอดที่ได้เป็นคู่ความตามอนุมาตรา (๒) แห่งมาตราก่อน ใช้สิทธิอย่างอื่นนอกจากสิทธิที่มีอยู่แก่คู่ความฝ่ายซึ่งตนเข้าเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วมในชั้นพิจารณาเมื่อตนร้องสอด และห้ามมิให้ใช้สิทธิเช่นว่านั้นในทางที่ขัดกับสิทธิของโจทก์หรือจำเลยเดิม และให้ผู้ร้องสอดเสียค่าฤชาธรรมเนียมอันเกิดแต่การที่ร้องสอด แต่ถ้าศาลได้อนุญาตให้เข้าแทนที่โจทก์หรือจำเลยเดิม ผู้ร้องสอดจึงมีฐานะเสมอด้วยคู่ความที่ตนเข้าแทน เมื่อได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้ว ถ้ามีข้อเกี่ยวข้องกับคดี เป็นปัญหาจะต้องวินิจฉัยในระหว่างผู้ร้องสอดกับคู่ความฝ่ายที่ตนเข้ามาร่วม หรือที่ตนถูกหมายเรียกให้เข้ามาร่วมผู้ร้องสอดย่อมต้องผูกพันตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น เว้นแต่ในกรณีต่อไปนี้ (๑) เนื่องจากความประมาทเลินเล่อของคู่ความนั้น ทำให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความในคดีช้าเกินสมควรที่จะแสดงข้อเถียงอันเป็นสาระสำคัญได้ หรือ (๒) เมื่อคู่ความนั้นจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงมิได้ยกขึ้นใช้ซึ่งข้อเถียงในปัญหาข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญซึ่งผู้ร้องสอดมิได้รู้ว่ามีอยู่เช่นนั้น *มาตรา ๕๙ บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป อาจเป็นคู่ความในคดีเดียวกันได้ โดยเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วม ถ้าหากปรากฏว่าบุคคลเหล่านั้นมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี แต่ห้ามมิให้ถือว่าบุคคลเหล่านั้นแทนซึ่งกันและกัน เว้นแต่มูลแห่งความคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ หรือได้มีกฎหมายบัญญัติไว้ดังนั้นโดยชัดแจ้ง ในกรณีเช่นนี้ ให้ถือว่าบุคคลเหล่านั้นแทนซึ่งกันและกันเพียงเท่าที่จะกล่าวต่อไปนี้ (๑) บรรดากระบวนพิจารณาซึ่งได้ทำโดย หรือทำต่อคู่ความร่วมคนหนึ่งนั้นให้ถือว่าได้ทำโดย หรือทำต่อ คู่ความร่วมคนอื่น ๆ ด้วย เว้นแต่กระบวนพิจารณาที่คู่ความร่วมคนหนึ่งกระทำไปเป็นที่เสื่อมเสียแก่คู่ความร่วมคนอื่น ๆ (๒) การเลื่อนคดีหรือการงดพิจารณาคดีซึ่งเกี่ยวกับคู่ความร่วมคนหนึ่งนั้นให้ใช้ถึงคู่ความร่วมคน อื่น ๆ ด้วย -อธิบาย -คู่ความร่วมที่ไม่ได้ท้าด้วย ย่อมไม่ผูกพัน -กรณีขาดนัด แล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ผูกพันคู่ความร่วมทุกคน -ฎ.๒๙๘๗/๒๕ คู่ความคนหนึ่งขอเลื่อนคดี มีผลถึงคู่ความร่วมคนอื่นที่ไม่ได้เลื่อนคดีด้วย -ฎ.๑๔๙/๔๖ ฟ้องเจ้าของรวมคนหนึ่ง ถือว่าฟ้องเจ้าของรวมทุกคน -ฎ.๑๙๓๘/๔๒ จำเลยที่ ๑ ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู่ ส่วนจำเลยที่ ๒ ไม่ได้ยกเป็นข้อต่อสู่ เมื่อโจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ ๑ ผลย่อมลบล้างผลแห่งคำฟ้องตาม ม.๑๗๖ จึงเท่ากับไม่มีข้อต่อสู้เรื่องอายุความ จำเลยที่ ๒ ยังต้องรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกัน ปัจจุบัน ฎ.๒๕๘๘/๔๖ วางหลักเรื่องอายุความว่าจำเลยร่วมคนหนึ่งยกอายุความขึ้นต่อสู้ให้ถือว่าต่อสู้แทนจำเลยคนอื่นด้วย ตาม ม.๕๙(๑) แต่เป็นกรณีหนี้แบ่งแยกไม่ได้เท่านั้น -ทั้งสองฝ่ายมีส่วนร่วมรับผิดชอบในมูลความแห่งละเมิด ถือว่ามีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี ภรรยาผู้ตายจึงสามารถฟ้องจำเลยที่ ๑ ผู้ขับรถ จำเลยที่ ๒ นายจ้างจำเลยที่ ๑ และอีกฝ่ายที่ก่อให้เกิดรถชนกันจนเป็นเหตุให้สามีเสียชีวิตได้ -ผู้เดินผ่านถนนสาธารณะหลายคน เมื่อกลุ่มจำเลยปิดกั้นถนนและทำรั้ว ผู้เดินผ่านทุกคนร่วมกันฟ้องจำเลยกับพวกได้ เช่นเดียวกับกรณีโรงงานสร้างมลพิษทำให้คนในหมู่บ้านได้รับความเดือดร้อน ทุกคนร่วมกันฟ้องได้ -ตัวอย่างคำถาม นายเอกมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดลำปาง นายโทมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ นายเอกซึ่งเป็นลูกจ้างของนายโทได้ขับรถยนต์บรรทุกสินค้าของนายโทในทางการที่จ้างด้วยความประมาทเลินเล่อชนท้ายรถยนต์ของนายตรีได้รับความเสียหายเป็นเงิน ๔๐๐,๐๐๐ บาท และนายจัตวาซึ่งนั่งมาในรถได้รับบาดเจ็บเสียค่ารักษาพยาบาลไปเป็นเงิน ๓๒๐,๐๐๐ บาท โดยเหตุละเมิดรถชนกันเกิดที่จังหวัดเชียงราย นายตรีและนายจัตวาจึงเป็นโจทก์ร่วมกันฟ้องนายเอกเป็นจำเลยที่ ๑ และนายโทเป็นจำเลยที่ ๒ ต่อศาลจังหวัดลำปาง ขอให้ร่วมกันใช้ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าว จำเลยที่ ๑ ให้การว่า โจทก์ทั้งสองต่างเรียกร้องค่าเสียหายเป็นคนละส่วนแยกต่างหากจากกัน จึงไม่มีอำนาจฟ้องรวมกันมาในคดีเดียวกัน ส่วนจำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ มิได้มีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดลำปาง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๒ ต่อศาลนี้ ที่ศาลจังหวัดลำปางรับคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองไว้พิจารณาจึงไม่ชอบให้วินิจฉัยว่า ข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นหรือไม่ ธงคำตอบ (ข้อสอบเนฯข้อ ๑ สมัย ๖๒ ดูควบกับมาตรา ๕) ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๙ บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปอาจเป็นคู่ความในคดีเดียวกันได้ โดยเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วม ถ้าหากปรากฏว่าบุคคลเหล่านั้นมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี ซึ่งหมายความว่า ต้องมีส่วนได้เสียร่วมกันในมูลเหตุอันเป็นรากฐานแห่งคดีนั้น โดยถือหนี้อันเป็นมูลของคดีนั้นเป็นสาระสำคัญ คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดจากมูลละเมิดที่เกิดขึ้นในคราวเดียวกัน แม้ค่าเสียหายของโจทก์ทั้งสองจะแยกจากกันได้ก็ตาม โจทก์ทั้งสองย่อมมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี จึงอาจฟ้องคดีนี้ร่วมกัน ที่ศาลจังหวัดลำปาง รับคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองไว้พิจารณาจึงชอบแล้ว ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ ๑ ฟังไม่ขึ้น (คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๒๐/๓๕)โจทก์ทั้งสองฟ้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดในผลแห่งละเมิดอันเนื่องมาจากการเป็นลูกจ้างนายจ้างกัน จึงเป็นกรณีที่มูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกัน โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิฟ้องต่อศาลที่จำเลยคนหนึ่งคนใดมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล ดังนั้น โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิฟ้องจำเลยที่ ๒ ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่และจำเลยที่ ๑ ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดลำปางต่อศาลจังหวัดลำปางได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕ ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น (คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๗๘/๒๖) -ตัวอย่างคำถาม จำเลยที่ ๑ เป็นลูกจ้างขับรถยนต์ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๒ ซึ่งเอาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ ๓ ด้วยความประมาทรถยนต์พลิกคว่ำที่บริเวณสวนจตุจักร ทำให้โจทก์ที่ ๑ และโจทก์ที่ ๒ ที่โดยสารภายในรถได้รับบาดเจ็บสาหัส โจทก์ที่ ๑ หน้าเสียโฉมอย่างติดตัว โจทก์ที่ ๑ และโจทก์ที่ ๒ จึงได้ฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลแพ่ง โดยโจทก์ที่ ๑ เรียกค่าเสียหาย ๘๐๐,๐๐๐ บาท โจทก์ที่ ๒ เรียกค่าเสียหาย ๓๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ ๓ ซึ่งให้การปฏิเสธ ยื่นคำร้องขอให้ศาลแพ่งชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นว่า โจทก์ที่ ๒ ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๓ ต่อศาลแพ่ง เพราะความเสียหายของโจทก์ที่ ๒ แยกต่างหากจากความเสียหายของโจทก์ที่ ๒ และจำนวนค่าเสียหายของโจทก์ที่ ๒ อยู่ในอำนาจของศาลแขวงพระนครเหนือ ให้วินิจฉัยว่าคำร้องของจำเลยที่ ๓ ตามที่กล่าวฟังได้หรือไม่เพียงใด ธงคำตอบ (ข้อสอบเนฯ ข้อ ๒ สมัย ๕๕) ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๙ บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป อาจเป็นคู่ความในคดีเดียวกันได้ โดยเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วม ถ้าหากปรากฏว่าบุคคลเหล่านั้น มีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ให้สิทธิบุคคลที่จะฟ้องคดีร่วมกันได้ และเป็นความมุ่งหมายของกฎหมายในมาตรา ๕๙ ที่จะให้มูลความแห่งคดีที่เกี่ยวข้องกันควรได้รับการพิจารณาจากศาลเดียวกัน ดังนั้น แม้ค่าเสียหายของโจทก์ทั้งสองจะแยกจากกันได้ และค่าเสียหายในส่วนของโจทก์ที่ ๒ มีทุนทรัพย์ไม่เกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงพระนครเหนือก็ตาม แต่มูลหนี้หรือสิทธิเรียกร้องในค่าเสียหายของโจทก์ทั้งสอง เกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ ๑ ในคราวเดียวกัน โจทก์ทั้งสองย่อมมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี จึงฟ้องคดีร่วมกันได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๕๙ ศาลแพ่งย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีโจทก์ที่ ๒ ได้ คำร้องของจำเลยที่ ๓ จึงฟังไม่ได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๔๗๑/๔๑) มาตรา ๖๐ คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือผู้แทนโดยชอบธรรมในกรณีที่คู่ความเป็นผู้ไร้ความสามารถ หรือผู้แทนในกรณีที่คู่ความเป็นนิติบุคคล จะว่าความด้วยตนเองและดำเนินกระบวนพิจารณาทั้งปวงตามที่เห็นสมควร เพื่อประโยชน์ของตน หรือจะตั้งแต่งทนายความคนเดียวหรือหลายคนให้ว่าความและดำเนินกระบวนพิจารณาแทนตนก็ได้ ถ้าคู่ความ หรือผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้แทน ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ทำหนังสือมอบอำนาจให้บุคคลใดเป็นผู้แทนตนในคดี ผู้รับมอบอำนาจเช่นว่านั้นจะว่าความอย่างทนายความไม่ได้ แต่ย่อมตั้งทนายความเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาได้ มาตรา ๖๑ การตั้งทนายความนั้น ต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อตัวความและทนายความ แล้วยื่นต่อศาลเพื่อรวมไว้ในสำนวน ใบแต่งทนายนี้ให้ใช้ได้เฉพาะคดีเรื่องหนึ่ง ๆ ตามที่ได้ยื่นไว้เท่านั้น เมื่อทนายความผู้ใดได้รับมอบอำนาจทั่วไปที่จะแทนบุคคลอื่นไม่ว่าในคดีใด ๆ ให้ทนายความผู้นั้นแสดงใบมอบอำนาจทั่วไป แล้วคัดสำเนายื่นต่อศาลแทนใบแต่งทนายเพื่อดำเนินคดีเป็นเรื่อง ๆ ไป ตามความในมาตรานี้ มาตรา ๖๒ ทนายความซึ่งคู่ความได้ตั้งแต่งนั้นมีอำนาจว่าความและดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ แทนคู่ความได้ตามที่เห็นสมควรเพื่อรักษาผลประโยชน์ของคู่ความนั้นแต่ถ้ากระบวนพิจารณาใดเป็นไปในทางจำหน่ายสิทธิของคู่ความ เช่น การยอมรับตามที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเรียกร้อง การถอนฟ้อง การประนีประนอมยอมความ การสละสิทธิ หรือใช้สิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกา หรือในการขอให้พิจารณาคดีใหม่ ทนายความไม่มีอำนาจที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาเช่นว่านี้ได้ โดยมิได้รับอำนาจจากตัวความโดยชัดแจ้ง อำนาจโดยชัดแจ้งเช่นว่านี้จะระบุให้ไว้ในใบแต่งทนายสำหรับคดีเรื่องนั้น หรือทำเป็นใบมอบอำนาจต่างหากในภายหลังใบเดียวหรือหลายใบก็ได้ และในกรณีหลังนี้ให้ใช้บทบัญญัติมาตรา ๖๑ บังคับ กรณีจะเป็นอย่างไรก็ตาม ตัวความหรือผู้แทนจะปฏิเสธหรือแก้ไขข้อเท็จจริงที่ทนายความของตนได้กล่าวด้วยวาจาต่อหน้าตนในศาลในขณะนั้นก็ได้ แม้ถึงว่าตัวความหรือผู้แทนนั้นจะมิได้สงวนสิทธิเช่นนั้นไว้ในใบแต่งทนายก็ดี มาตรา ๖๓ บทบัญญัติแห่งมาตราก่อนนี้ไม่ตัดสิทธิตัวความในอันที่จะตั้งแต่งผู้แทนหรือทนายความโดยทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลเพื่อให้รับเงินหรือทรัพย์สินซึ่งได้ชำระไว้ในศาลหรือวางไว้ยังศาลเป็นเงินค่าธรรมเนียมหรืออย่างอื่น และศาลได้สั่งให้จ่ายคืน หรือส่งมอบให้แก่ตัวความฝ่ายนั้น แต่ถ้าศาลนั้นมีความสงสัยในความสามารถหรือตัวบุคคลผู้แทน หรือทนายความซึ่งได้รับตั้งแต่งดังกล่าวข้างต้น ศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้ตัวความหรือทนายความหรือทั้งสองคนให้มาศาลโดยตนเองได้ มาตรา ๖๔ เว้นแต่ศาลจะได้สั่งเป็นอย่างอื่น เมื่อคดีมีเหตุผลพิเศษอันเกี่ยวกับคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือทนายความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยเฉพาะ คู่ความหรือทนายความอาจตั้งแต่งให้บุคคลใดทำการแทนได้ โดยยื่นใบมอบฉันทะต่อศาลทุกครั้ง เพื่อกระทำกิจการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ คือกำหนดวันนั่งพิจารณาหรือวันสืบพยาน หรือวันฟังคำสั่ง คำบังคับ หรือคำชี้ขาดใด ๆ ของศาล มาฟังคำสั่ง คำบังคับ หรือคำชี้ขาดใด ๆ ของศาลหรือสลักหลังรับรู้ซึ่งข้อความนั้น ๆ รับสำเนาแห่งคำให้การ คำร้องหรือเอกสารอื่น ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๗๑และ ๗๒ และแสดงการรับรู้สิ่งเหล่านั้น มาตรา ๖๕ ทนายความที่ตัวความได้ตั้งแต่งให้เป็นทนายในคดีจะมีคำขอต่อศาลให้สั่งถอนตนจากการตั้งแต่งนั้นก็ได้ แต่ต้องแสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลว่าทนายความผู้นั้นได้แจ้งให้ตัวความทราบแล้ว เว้นแต่จะหาตัวความไม่พบ เมื่อศาลมีคำสั่งอนุญาตตามคำขอแล้ว ให้ศาลส่งคำสั่งนั้นให้ตัวความทราบโดยเร็วโดยวิธีส่งหมายธรรมดาหรือโดยวิธีอื่นแทนแล้วแต่จะเห็นสมควร มาตรา ๖๖ ผู้ใดอ้างว่าเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของตัวความหรือเป็นผู้แทนของนิติบุคคล เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อคู่ความฝ่ายที่เกี่ยวข้องยื่นคำขอ โดยทำเป็นคำร้องในขณะที่ยื่นคำฟ้องหรือคำให้การ ศาลจะทำการสอบสวนถึงอำนาจของผู้นั้นก็ได้ และถ้าเป็นที่พอใจว่าผู้นั้นไม่มีอำนาจ หรืออำนาจของผู้นั้นบกพร่อง ศาลมีอำนาจยกฟ้องคดีนั้นเสีย หรือมีคำพิพากษาหรือคำสั่งอย่างอื่นได้ตามที่เห็นสมควร เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ลักษณะ ๔ การยื่นและส่งคำคู่ความและเอกสาร มาตรา ๖๗ เมื่อประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นบัญญัติว่า เอกสารใดจะต้องส่งให้แก่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง (เช่นคำคู่ความที่ทำโดยคำฟ้อง คำให้การหรือคำร้องหรือคำขอโดยทำเป็นคำร้อง หมายเรียกหรือหมายอื่น ๆสำเนาคำแถลงการณ์ หรือสำเนาพยานเอกสาร ฯลฯ) เอกสารนั้นต้องทำขึ้นให้ปรากฏข้อความแน่ชัดถึงตัวบุคคลและมีรายการต่อไปนี้ (๑) ชื่อศาลที่จะรับคำฟ้อง หรือถ้าคดีอยู่ในระหว่างพิจารณา ชื่อของศาลนั้นจะเลขหมายคดี (๒) ชื่อคู่ความในคดี (๓) ชื่อคู่ความหรือบุคคล ซึ่งจะเป็นผู้รับคำคู่ความหรือเอกสารนั้น (๔) ใจความ และเหตุผลถ้าจำเป็นแห่งคำคู่ความหรือเอกสาร (๕) วัน เดือน ปี ของคำคู่ความ หรือเอกสาร และลายมือชื่อของเจ้าพนักงานคู่ความ หรือบุคคลซึ่งเป็นผู้ยื่นหรือเป็นผู้ส่ง ในการยื่นหรือส่งคำคู่ความ หรือเอกสารอื่นใดอันจะต้องทำตามแบบพิมพ์ที่จัดไว้เจ้าพนักงาน คู่ความ หรือบุคคลผู้เกี่ยวข้องจะต้องใช้กระดาษแบบพิมพ์นั้น ส่วนราคากระดาษแบบพิมพ์นั้นให้เรียกตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจะได้กำหนดไว้ มาตรา ๖๘ เพื่อประโยชน์แห่งประมวลกฎหมายนี้ ให้เรียกนิติบุคคลตามชื่อหรือตามชื่อที่จดทะเบียน และภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของนิติบุคคลนั้น ให้ถือเอาสำนักงานหรือสำนักงานแห่งใหญ่ ซึ่งอยู่ภายในเขตศาลที่จะยื่นฟ้องคดีหรือที่คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณา มาตรา ๖๙ การยื่นคำคู่ความ หรือเอกสารอื่นใดต่อศาลนั้น ให้กระทำได้โดยส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของศาล หรือยื่นต่อศาลในระหว่างนั่งพิจารณา มาตรา ๗๐ บรรดาคำฟ้อง หมายเรียกและหมายอื่น ๆ คำสั่ง คำบังคับของศาลนั้นให้เจ้าพนักงานศาลเป็นผู้ส่งให้แก่คู่ความหรือบุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้องแต่ว่า (๑) หมายเรียกพยาน ให้คู่ความฝ่ายที่อ้างพยานนั้นเป็นผู้ส่งโดยตรง เว้นแต่ศาลจะสั่งเป็นอย่างอื่น หรือพยานปฏิเสธไม่ยอมรับหมาย ในกรณีเช่นว่านี้ให้เจ้าพนักงานศาลเป็นผู้ส่ง (๒) คำสั่ง คำบังคับของศาล รวมทั้งคำสั่งกำหนดวันนั่งพิจารณาหรือสืบพยานแล้วแต่กรณี หรือคำสั่งให้เลื่อนคดี ถ้าคู่ความหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องนั้นอยู่ในศาลในเวลาที่มีคำสั่งและได้ลงลายมือชื่อรับรู้ไว้ ให้ถือว่าได้ส่งโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว คำฟ้องนั้น ให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมในการส่ง ส่วนการนำส่งนั้นโจทก์จะนำส่งหรือไม่ก็ได้ เว้นแต่ศาลจะสั่งให้โจทก์มีหน้าที่จัดการนำส่ง ส่วนหมายเรียก หมายอื่น ๆ คำสั่งคำบังคับของศาลที่ได้ออกตามคำขอของคู่ความฝ่ายใด ถ้าศาลมิได้สั่งให้จัดการนำส่งด้วย ก็ให้คู่ความฝ่ายนั้นเพียงแต่เสียค่าธรรมเนียมในการส่ง ในกรณีอื่น ๆ ให้เป็นหน้าที่ของศาลที่จะจัดการส่งให้แก่คู่ความหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง มาตรา ๗๑ คำให้การนั้น ให้ฝ่ายที่ให้การนำต้นฉบับยื่นไว้ต่อศาลพร้อมด้วยสำเนาสำหรับให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง หรือคู่ความอื่น ๆ รับไปโดยทางเจ้าพนักงานศาล คำร้องเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การนั้น ให้เจ้าพนักงานศาลเป็นผู้ส่งให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหรือคู่ความอื่น ๆ โดยฝ่ายที่ยื่นคำร้องเป็นผู้มีหน้าที่จัดการนำส่ง มาตรา ๗๒ คำร้องและคำแถลงการณ์ซึ่งได้ยื่นต่อศาลภายในเวลาที่กฎหมายหรือศาลกำหนดไว้ หรือโดยข้อตกลงของคู่ความตามที่ศาลจดลงไว้ในรายงานนั้น ให้ผู้ยื่นคำร้องหรือคำแถลงการณ์นำต้นฉบับยื่นไว้ต่อศาลพร้อมด้วยสำเนาเพื่อให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหรือคู่ความอื่น ๆ หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องมารับไปโดยทางเจ้าพนักงานศาล บรรดาคำร้องอื่น ๆ ให้ยื่นต่อศาลพร้อมด้วยสำเนา เพื่อส่งให้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหรือคู่ความอื่น ๆ หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องและถ้าศาลกำหนดให้เจ้าพนักงานศาลเป็นผู้ส่งสำเนาเช่นว่านั้น ก็ให้เจ้าพนักงานศาลเป็นผู้ส่งโดยให้คู่ความฝ่ายที่ยื่นคำร้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย บรรดาเอกสารอื่น ๆ เช่นสำเนาคำแถลงการณ์หรือสำเนาพยานเอกสารนั้น ให้ส่งแก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหรือคู่ความอื่น ๆ หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยวิธีใดวิธีหนึ่งในสองวิธีดังต่อไปนี้ (๑) โดยคู่ความฝ่ายที่ต้องส่งนั้น ส่งสำเนาให้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหรือคู่ความอื่น ๆ หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องเอง แล้วส่งใบรับต่อศาลพร้อมกับต้นฉบับนั้น ๆ ใบรับนั้นจะทำโดยวิธีลงไว้ในต้นฉบับว่าได้รับสำเนาแล้ว และลงลายมือชื่อผู้รับกับวัน เดือน ปี ที่ได้รับก็ได้ หรือ (๒) โดยคู่ความฝ่ายที่ต้องส่งนั้นนำสำเนายื่นไว้ต่อศาลพร้อมกับต้นฉบับ แล้วขอให้เจ้าพนักงานศาลเป็นผู้นำส่งให้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหรือคู่ความอื่น ๆ หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง ในกรณีเช่นนี้ ผู้ขอต้องไปกับเจ้าพนักงานศาลและเสียค่าธรรมเนียมในการส่งนั้นด้วย มาตรา ๗๓ ถ้าคำคู่ความหรือเอกสารอื่นใดจะต้องให้เจ้าพนักงานศาลเป็นผู้ส่งเมื่อคู่ความผู้มีหน้าที่ต้องส่งได้ร้องขอ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการส่งโดยเร็วเท่าที่จะทำได้ เพื่อการนี้ พนักงานผู้ส่งหมายจะให้ผู้ขอหรือบุคคลที่ผู้ขอเห็นสมควรไปด้วยเพื่อชี้ตัวคู่ความหรือบุคคลผู้รับหรือเพื่อค้นหาภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของผู้รับก็ได้ ในกรณีที่ต้องส่งคำคู่ความหรือเอกสารอื่นใดไปตามคำสั่งของศาล ซึ่งบุคคลอื่นหรือคู่ความไม่มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบในการส่งนั้น ให้เป็นหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ของศาลจะดำเนินการส่ง มาตรา ๗๓ ทวิ คำคู่ความหรือเอกสารที่เจ้าพนักงานศาลเป็นผู้ส่งไม่ว่าการส่งนั้นจะเป็นหน้าที่ของศาลจัดการส่งเองหรือคู่ความมีหน้าที่จัดการนำส่งก็ตาม ศาลอาจสั่งให้ส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ โดยให้คู่ความฝ่ายที่มีหน้าที่นำส่งเป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมไปรษณียากร กรณีเช่นนี้ ให้ถือว่าคำคู่ความหรือเอกสารที่ส่งโดยเจ้าพนักงานไปรษณีย์ มีผลเสมือนเจ้าพนักงานศาลเป็นผู้ส่ง และให้นำบทบัญญัติมาตรา ๗๔ มาตรา ๗๖ และมาตรา ๗๗ มาใช้บังคับโดยอนุโลม มาตรา ๗๔ การส่งคำคู่ความหรือเอกสารอื่นใดโดยเจ้าพนักงานศาลนั้นให้ปฏิบัติดังนี้ (๑) ให้ส่งในเวลากลางวันระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก และ (๒) ให้ส่งแก่คู่ความ หรือบุคคลซึ่งระบุไว้ในคำคู่ความหรือเอกสาร ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของคู่ความหรือบุคคลนั้น แต่ให้อยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัติหกมาตราต่อไปนี้ -อธิบาย -ฎ.๘๘๕๒/๕๑ รายงานการเดินหมายมิได้ระบุเวลาที่ส่งหมายไว้ แต่ก็ย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่า การส่งหมายนั้นจะต้องส่งในเวลากลางวันระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก ตาม ป.วิ.พ. มาตรา๗๔(๑) ส่วนการที่เจ้าพนักงานเดินหมายใช้สกอตเทปปิดหมายไว้ที่ประตูรั้วโดยไม่ใช้วิธีสอดหมายไว้ระหว่างประตูกระจกและประตูเหล็กนั้น ถือว่าการใช้สกอตเทปปิดหมายเป็นวิธีการที่จะทำให้หมายยึดติดแน่นเพียงพอที่จะทำให้จำเลยที่ ๕ สามารถทราบประกาศในหมายแล้ว และการที่เจ้าพนักงานเดินหมายปิดหมายในวันอาทิตย์ซึ่งมิใช่ในวันทำการทำให้ไม่มีผู้อยู่ในอาคารนั้น ก็ไม่อาจอ้างได้ว่าการส่งหมายไม่ชอบเพราะไม่มีกฎหมายระบุว่าจะต้องส่งในวันทำการเท่านั้น อีกทั้ง ป.วิ.พ. มาตรา ๗๙ วรรคสอง ก็ระบุให้การปิดหมายมีผลใช้ได้ต่อเมื่อกำหนดเวลา ๑๕ วัน ได้ล่วงพ้นไปแล้วนับตั้งแต่ได้ปิดหมายไว้ ดังนั้นการส่งหมายของเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงชอบแล้ว มาตรา ๗๕ การส่งคำคู่ความหรือเอกสารอื่นใดให้แก่ทนายความที่คู่ความตั้งแต่งให้ว่าคดี หรือให้แก่บุคคลที่ทนายความเช่นว่านั้นได้ตั้งแต่ง เพื่อกระทำกิจการอย่างใด ๆที่ระบุไว้ในมาตรา ๖๔ นั้น ให้ถือว่าเป็นการส่งโดยชอบด้วยกฎหมาย มาตรา ๗๖ เมื่อเจ้าพนักงานศาลไม่พบคู่ความหรือบุคคลที่จะส่งคำคู่ความหรือเอกสาร ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของบุคคลนั้น ๆ ถ้าได้ส่งคำคู่ความหรือเอกสารให้แก่บุคคลใด ๆ ที่มีอายุเกินยี่สิบปี ซึ่งอยู่หรือทำงานในบ้านเรือนหรือที่สำนักทำการงานที่ปรากฏว่าเป็นของคู่ความหรือบุคคลนั้น หรือได้ส่งคำคู่ความหรือเอกสารนั้นตามข้อความในคำสั่งของศาลให้ถือว่าเป็นการเพียงพอที่จะฟังว่าได้มีการส่งคำคู่ความหรือเอกสารถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ในกรณีเช่นว่ามานี้ การส่งคำคู่ความหรือเอกสารแก่คู่ความฝ่ายใด ห้ามมิให้ส่งแก่คู่ความฝ่ายปรปักษ์เป็นผู้รับไว้แทน มาตรา ๗๗ การส่งคำคู่ความหรือเอกสารอื่นใดโดยเจ้าพนักงานศาลไปยังที่อื่นนอกจากภูมิลำเนา หรือสำนักทำการงานของคู่ความหรือของบุคคลซึ่งระบุไว้ในคำคู่ความ หรือเอกสารนั้น ให้ถือว่าเป็นการถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อ (๑) คู่ความหรือบุคคลนั้นยอมรับคำคู่ความหรือเอกสารนั้นไว้ หรือ (๒) การส่งคำคู่ความหรือเอกสารนั้นได้กระทำในศาล มาตรา ๗๘ ถ้าคู่ความหรือบุคคลที่ระบุไว้ในคำคู่ความหรือเอกสารปฏิเสธไม่ยอมรับคำคู่ความหรือเอกสารนั้นจากเจ้าพนักงานศาลโดยปราศจากเหตุอันชอบด้วยกฎหมายเจ้าพนักงานนั้นชอบที่จะขอให้พนักงานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองที่มีอำนาจหรือเจ้าพนักงานตำรวจไปด้วยเพื่อเป็นพยาน และถ้าคู่ความหรือบุคคลนั้นยังคงปฏิเสธไม่ยอมรับอยู่อีก ก็ให้วางคำคู่ความหรือเอกสารไว้ ณ ที่นั้น เมื่อได้ทำดังนี้แล้วให้ถือว่าการส่งคำคู่ความหรือเอกสารนั้นเป็นการถูกต้องตามกฎหมาย มาตรา ๗๙ ถ้าการส่งคำคู่ความหรือเอกสารนั้นไม่สามารถจะทำได้ดังที่บัญญัติไว้ในมาตราก่อน ศาลอาจสั่งให้ส่งโดยวิธีอื่นแทนได้ กล่าวคือปิดคำคู่ความหรือเอกสารไว้ในที่แลเห็นได้ง่าย ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของคู่ความหรือบุคคลผู้มีชื่อระบุไว้ในคำคู่ความหรือเอกสาร หรือมอบหมายคำคู่ความหรือเอกสารไว้แก่เจ้าพนักงานฝ่ายปกครองในท้องถิ่นหรือเจ้าพนักงานตำรวจ แล้วปิดประกาศแสดงการที่ได้มอบหมายดังกล่าวแล้วนั้นไว้ดังกล่าวมาข้างต้นหรือลงโฆษณาหรือทำวิธีอื่นใดตามที่ศาลเห็นสมควร การส่งคำคู่ความหรือเอกสารโดยวิธีอื่นแทนนั้น ให้มีผลใช้ได้ต่อเมื่อกำหนดเวลาสิบห้าวันหรือระยะเวลานานกว่านั้นตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนด ได้ล่วงพ้นไปแล้วนับตั้งแต่เวลาที่คำคู่ความหรือเอกสารหรือประกาศแสดงการมอบหมายนั้นได้ปิดไว้ หรือการโฆษณาหรือวิธีอื่นใดตามที่ศาลสั่งนั้นได้ทำหรือได้ตั้งต้นแล้ว มาตรา ๘๐ การส่งคำคู่ความหรือเอกสารโดยเจ้าพนักงานศาลหรือทางเจ้าพนักงานศาลนั้น ให้เจ้าพนักงานศาลส่งใบรับลงลายมือชื่อคู่ความ หรือผู้รับคำคู่ความหรือเอกสาร หรือส่งรายงานการส่งคำคู่ความหรือเอกสารลงลายมือชื่อเจ้าพนักงานศาลต่อศาลแล้วแต่กรณี เพื่อรวมไว้ในสำนวนความ ใบรับหรือรายงานนั้นต้องลงข้อความให้ปรากฏแน่ชัดถึงตัวบุคคลและรายการต่อไปนี้ (๑) ชื่อเจ้าพนักงานผู้ส่งหมาย และชื่อผู้รับหมาย ถ้าหากมี (๒) วิธีส่ง วัน เดือน ปี และเวลาที่ส่ง รายงานนั้นต้องลงวันเดือนปี และลงลายมือชื่อของเจ้าพนักงานผู้ทำรายงาน ใบรับนั้นจะทำโดยวิธีจดลงไว้ที่ต้นฉบับซึ่งยื่นต่อศาลก็ได้ มาตรา ๘๑ การส่งหมายเรียกพยานโดยคู่ความที่เกี่ยวข้องนั้นให้ปฏิบัติดังนี้ (๑) ให้ส่งในเวลากลางวันระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก และ (๒) ให้ส่งแก่บุคคลซึ่งระบุไว้ในหมายเรียก ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของบุคคลเช่นว่านั้น แต่ว่าให้อยู่ภายในบังคับบทบัญญัติแห่งมาตรา ๗๖ และ ๗๗ มาตรา ๘๒ ถ้าจะต้องส่งคำคู่ความหรือเอกสารอื่นใดไปยังคู่ความหรือบุคคลหลายคน ให้ส่งสำเนาคำคู่ความหรือเอกสารที่จะต้องส่งไปให้ทุก ๆ คน ในกรณีที่ต้องส่งคำคู่ความหรือเอกสารโดยเจ้าพนักงานศาลหรือทางเจ้าพนักงานศาลนั้นให้คู่ความฝ่ายซึ่งมีหน้าที่จัดการนำส่งมอบสำเนาคำคู่ความหรือเอกสารต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้พอกับจำนวนคู่ความหรือบุคคลที่จะต้องส่งให้นั้น มาตรา ๘๓ ถ้าคู่ความฝ่ายใดจะต้องยื่นต่อศาลหรือจะต้องส่งให้แก่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือบุคคลภายนอกซึ่งคำคู่ความหรือเอกสารอื่นใด ภายในเวลาหรือก่อนเวลาที่กฎหมายหรือศาลได้กำหนดไว้ และการส่งเช่นว่านี้จะต้องกระทำโดยทางเจ้าพนักงานศาล ให้ถือว่าคู่ความฝ่ายนั้นได้ปฏิบัติตามความมุ่งหมายของกฎหมายหรือของศาลแล้ว เมื่อคู่ความฝ่ายนั้นได้ส่งคำคู่ความหรือเอกสารเช่นว่านั้นแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ของศาลเพื่อให้ยื่นหรือให้ส่งในเวลาหรือก่อนเวลาที่กำหนดนั้นแล้ว แม้ถึงว่าการรับคำคู่ความหรือเอกสารหรือการขอให้ส่งคำคู่ความหรือเอกสารหรือการส่งคำคู่ความหรือเอกสารให้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุคคลภายนอกนั้นจะได้เป็นไปภายหลังเวลาที่กำหนดนั้นก็ดี ถ้าประมวลกฎหมายนี้บัญญัติไว้ว่าการส่งคำคู่ความหรือเอกสารอื่นใด จะต้องให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุคคลภายนอกทราบล่วงหน้าตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ก่อนวันเริ่มต้นนั่งพิจารณาหรือสืบพยาน ให้ถือว่าคู่ความฝ่ายที่ต้องรับผิดในการส่งนั้นได้ปฏิบัติตามความมุ่งหมายของกฎหมายหรือของศาลตามที่บัญญัติไว้ในวรรคก่อนนั้นได้ต่อเมื่อคู่ความฝ่ายนั้นได้ยื่นคำคู่ความหรือเอกสารที่จะต้องส่งให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ของศาลไม่ต่ำกว่าสามวันก่อนวันเริ่มต้นแห่งระยะเวลาที่กำหนดล่วงหน้าไว้นั้น ในกรณีที่คู่ความอาจส่งคำคู่ความหรือเอกสารโดยวิธีส่งสำเนาตรงไปยังคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุคคลภายนอกได้นั้น บทบัญญัติแห่งมาตรานี้มิได้ห้ามคู่ความที่มีหน้าที่ต้องส่งคำคู่ความหรือเอกสารดังกล่าวแล้วในอันที่จะใช้วิธีเช่นว่านี้ แต่คู่ความฝ่ายนั้นจะต้องส่งใบรับของคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุคคลภายนอกต่อศาลในเวลาหรือก่อนเวลาที่กฎหมายหรือศาลได้กำหนดไว้ มาตรา ๘๓ ทวิ ในกรณีที่จำเลยไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรให้ส่งหมายเรียกและคำฟ้องตั้งต้นคดีแก่จำเลย ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของจำเลยนอกราชอาณาจักร เว้นแต่ในกรณีที่จำเลยประกอบกิจการในราชอาณาจักรด้วยตนเองหรือโดยตัวแทนหรือในกรณีที่มีการตกลงเป็นหนังสือว่าคำคู่ความและเอกสารที่จะต้องส่งให้แก่จำเลยนั้น ให้ส่งแก่ตัวแทนซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรที่จำเลยได้แต่งตั้งไว้เพื่อการนี้ให้ส่งหมายเรียกและคำฟ้องตั้งต้นคดีแก่จำเลยหรือตัวแทนในการประกอบกิจการหรือตัวแทนในการรับคำคู่ความและเอกสาร ณ สถานที่ที่จำเลยหรือตัวแทนใช้ประกอบกิจการหรือสถานที่อันเป็นถิ่นที่อยู่ของตัวแทนในการประกอบกิจการหรือของตัวแทนในการรับคำคู่ความและเอกสาร ซึ่งตั้งอยู่ในราชอาณาจักร แล้วแต่กรณี ในกรณีที่มีการเรียกบุคคลภายนอกซึ่งไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรเข้ามาเป็นคู่ความตามมาตรา ๕๗ (๓) ให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม มาตรา ๘๓ ตรี การส่งคำคู่ความ คำร้อง คำแถลง หรือเอกสารอื่นใดนอกจากที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๘๓ ทวิ ถ้าผู้รับไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักร แต่ประกอบกิจการในราชอาณาจักรด้วยตนเองหรือโดยตัวแทนหรือมีตัวแทนในการรับคำคู่ความและเอกสารหรือทนายความในการดำเนินคดีอยู่ในราชอาณาจักร ให้ส่งแก่ผู้รับหรือตัวแทนเช่นว่านั้นหรือทนายความ ณ สถานที่ที่ผู้รับหรือตัวแทนใช้ประกอบกิจการหรือสถานที่อันเป็นถิ่นที่อยู่ของตัวแทน หรือภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของทนายความซึ่งตั้งอยู่ในราชอาณาจักร แล้วแต่กรณี แต่ถ้าผู้รับมิได้ประกอบกิจการในราชอาณาจักรด้วยตนเอง หรือไม่มีตัวแทนดังกล่าวหรือทนายความอยู่ในราชอาณาจักรให้ส่งโดยวิธีปิดประกาศไว้ที่ศาล มาตรา ๘๓ จัตวา ในกรณีที่จะต้องส่งหมายเรียกและคำฟ้องตั้งต้นคดีตามมาตรา ๘๓ ทวิ แก่จำเลย ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของจำเลยนอกราชอาณาจักรให้โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันยื่นคำฟ้อง เพื่อให้ศาลจัดส่งหมายเรียกและคำฟ้องตั้งต้นคดีแก่จำเลย ในกรณีเช่นว่านี้ ถ้าไม่มีข้อตกลงระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นภาคีกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ให้โจทก์ทำคำแปลหมายเรียก คำฟ้องตั้งต้นคดีและเอกสารอื่นใดที่จะส่งไปยังประเทศที่จำเลยมีภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานอยู่ เป็นภาษาราชการของประเทศนั้นหรือเป็นภาษาอังกฤษ พร้อมทั้งคำรับรองคำแปลว่าถูกต้องยื่นต่อศาลพร้อมกับคำร้องดังกล่าวและวางเงินค่าใช้จ่ายไว้ต่อศาลตามจำนวนและภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด ในกรณีที่ศาลเห็นสมควร ศาลจะมีคำสั่งให้โจทก์จัดทำเอกสารอื่นเพิ่มเติมยื่นต่อศาลภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนดก็ได้ ในกรณีที่โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินการตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ให้ถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องตามมาตรา ๑๗๔ ในกรณีที่มีการเรียกบุคคลภายนอกซึ่งไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรเข้ามาเป็นคู่ความตามมาตรา ๕๗ (๓) ให้นำความในวรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม มาใช้บังคับโดยอนุโลม มาตรา ๘๓ เบญจ การส่งหมายเรียกและคำฟ้องตั้งต้นคดีตามมาตรา ๘๓ ทวิแก่จำเลยหรือบุคคลภายนอก ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของบุคคลดังกล่าวนอกราชอาณาจักร ให้มีผลใช้ได้ต่อเมื่อพ้นกำหนดเวลาหกสิบวันนับแต่วันที่ได้มีการส่ง และในกรณีส่งโดยวิธีอื่นแทนการส่งให้แก่จำเลยหรือบุคคลภายนอก ให้มีผลใช้ได้ต่อเมื่อพ้นกำหนดเวลาเจ็ดสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้มีการส่งโดยวิธีอื่น มาตรา ๘๓ ฉ การส่งหมายเรียกและคำฟ้องตั้งต้นคดีตามมาตรา ๘๓ ทวิแก่จำเลยหรือตัวแทนซึ่งประกอบกิจการในราชอาณาจักรหรือตัวแทนในการรับคำคู่ความและเอกสาร ให้มีผลใช้ได้ต่อเมื่อพ้นกำหนดเวลาสามสิบวันนับแต่วันที่ได้มีการส่งโดยชอบด้วยกฎหมาย การส่งคำคู่ความหรือเอกสารอื่นตามมาตรา ๘๓ ตรี แก่ผู้รับหรือตัวแทนหรือทนายความ ให้มีผลใช้ได้ต่อเมื่อพ้นกำหนดเวลาสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้มีการส่งโดยชอบด้วยกฎหมาย การปิดประกาศตามมาตรา ๘๓ ตรี ให้มีผลใช้ได้ต่อเมื่อพ้นกำหนดเวลาสามสิบวันนับแต่วันปิดประกาศ และมิให้นำบทบัญญัติมาตรา ๗๙ มาใช้บังคับ มาตรา ๘๓ สัตต เมื่อโจทก์ได้ปฏิบัติตามมาตรา ๘๓ จัตวาแล้ว ถ้าไม่มีข้อตกลงระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นภาคีกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ให้ศาลดำเนินการส่งให้แก่จำเลยหรือบุคคลภายนอกโดยผ่านกระทรวงยุติธรรมและกระทรวงการต่างประเทศ มาตรา ๘๓ อัฎฐ ในกรณีที่จะต้องส่งหมายเรียกและคำฟ้องตั้งต้นคดีตามมาตรา ๘๓ ทวิ แก่จำเลยหรือบุคคลภายนอก ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของบุคคลดังกล่าวนอกราชอาณาจักร ถ้าโจทก์ยื่นคำขอฝ่ายเดียวโดยทำเป็นคำร้องและสามารถแสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลได้ว่าการส่งตามมาตรา ๘๓ สัตต ไม่อาจกระทำได้ เพราะเหตุที่ภูมิลำเนาและสำนักทำการงานของบุคคลดังกล่าวไม่ปรากฏหรือเพราะเหตุอื่นใด หรือเมื่อศาลได้ดำเนินการตามมาตรา ๘๓ สัตต เป็นเวลาหนึ่งร้อยแปดสิบวันแล้ว แต่ยังมิได้รับแจ้งผลการส่ง ถ้าศาลเห็นสมควรก็ให้ศาลอนุญาตให้ส่งโดยวิธีปิดประกาศไว้ที่ศาลแทน ในกรณีเช่นว่านี้ ศาลจะสั่งให้ส่งโดยวิธีประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์หรือโดยวิธีอื่นใดด้วยก็ได้ การส่งโดยวิธีการตามวรรคหนึ่ง ให้มีผลใช้ได้ต่อเมื่อพ้นกำหนดเวลาหกสิบวันนับแต่วันที่ปิดประกาศไว้ที่ศาล และมิให้นำบทบัญญัติมาตรา ๗๙ มาใช้บังคับ ลักษณะ ๕ พยานหลักฐาน หมวด ๑ หลักทั่วไป **มาตรา ๘๔ การวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงในคดีใด จะต้องกระทำโดยอาศัยพยานหลักฐานในสำนวนคดีนั้น เว้นแต่ (๑) ข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไป (๒) ข้อเท็จจริงที่ไม่อาจโต้แย้งได้ หรือ (๓) ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับหรือถือว่ารับกันแล้ว ในศาล มาตรา ๘๔/๑ คู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนคำคู่ความของตน ให้คู่ความฝ่ายนั้น มีภาระพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น แต่ถ้ามีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายหรือมีข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นซึ่งปรากฏจากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์ที่เป็นคุณคู่ความฝ่ายใด คู่ความฝ่ายนั้นต้องพิสูจน์เพียงว่าตนได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งการที่ตนได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วนแล้ว มาตรา ๘๕ คู่ความฝ่ายที่มีหน้าที่ต้องนำสืบข้อเท็จจริงย่อมมีสิทธิที่จะนำพยานหลักฐานใด ๆ มาสืบได้ภายใต้บังคับแห่งประมวลกฎหมายนี้ หรือกฎหมายอื่นอันว่าด้วยการรับฟังพยานหลักฐานและการยื่นพยานหลักฐาน มาตรา ๘๖ เมื่อศาลเห็นว่าพยานหลักฐานใดเป็นพยานหลักฐานที่รับฟังไม่ได้ก็ดีหรือเป็นพยานหลักฐานที่รับฟังได้ แต่ได้ยื่นฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ให้ศาลปฏิเสธไม่รับพยานหลักฐานนั้นไว้ เมื่อศาลเห็นว่าพยานหลักฐานใดฟุ่มเฟือยเกินสมควรหรือประวิงให้ชักช้าหรือไม่เกี่ยวแก่ประเด็น ให้ศาลมีอำนาจงดการสืบพยานหลักฐานเช่นว่านั้น หรือพยานหลักฐานอื่นต่อไป เมื่อศาลเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมเป็นการจำเป็นที่จะต้องนำพยานหลักฐานอื่นอันเกี่ยวกับประเด็นในคดีมาสืบเพิ่มเติม ให้ศาลทำการสืบพยานหลักฐานต่อไป ซึ่งอาจรวมทั้งการที่จะเรียกพยานที่สืบแล้วมาสืบใหม่ด้วย โดยไม่ต้องมีฝ่ายใดร้องขอ มาตรา ๘๗ ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานใดเว้นแต่ (๑) พยานหลักฐานนั้นเกี่ยวถึงข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดในคดีจะต้องนำสืบ และ (๒) คู่ความฝ่ายที่อ้างพยานหลักฐานได้แสดงความจำนงที่จะอ้างอิงพยานหลักฐานนั้นดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๘๘ และ ๙๐ แต่ถ้าศาลเห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จำเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี โดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของอนุมาตรานี้ ให้ศาลมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านั้นได้ มาตรา ๘๘ เมื่อคู่ความฝ่ายใดมีความจำนงที่จะอ้างอิงเอกสารฉบับใดหรือคำเบิกความของพยานคนใด หรือมีความจำนงที่จะให้ศาลตรวจบุคคล วัตถุ สถานที่ หรืออ้างอิงความเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่ศาลตั้ง หรือความเห็นของผู้มีความรู้เชี่ยวชาญ เพื่อเป็นพยานหลักฐานสนับสนุนข้ออ้าง หรือข้อเถียงของตน ให้คู่ความฝ่ายนั้นยื่นต่อศาลก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวันซึ่งบัญชีระบุพยาน โดยแสดงเอกสารหรือสภาพของเอกสารที่จะอ้าง และรายชื่อ ที่อยู่ ของบุคคล ผู้มีความรู้เชี่ยวชาญ วัตถุ หรือสถานที่ซึ่งคู่ความฝ่ายนั้นระบุอ้างเป็นพยาน หรือขอให้ศาลไปตรวจ หรือขอให้ตั้งผู้เชี่ยวชาญ แล้วแต่กรณี พร้อมทั้งสำเนาบัญชีระบุพยานดังกล่าวในจำนวนที่เพียงพอ เพื่อให้คู่ความฝ่ายอื่นมารับไปจากเจ้าพนักงานศาล มาตรา ๘๙ คู่ความฝ่ายใดประสงค์จะนำสืบพยานหลักฐานของตนเพื่อพิสูจน์ต่อพยานของคู่ความฝ่ายอื่นในกรณีต่อไปนี้ (๑) หักล้างหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขถ้อยคำพยานในข้อความทั้งหลายซึ่งพยานเช่นว่านั้นเป็นผู้รู้เห็นหรือ (๒) พิสูจน์ข้อความอย่างใดอย่างหนึ่งอันเกี่ยวด้วยการกระทำหรือถ้อยคำ เอกสารหรือพยานหลักฐานอื่นใดซึ่งพยานเช่นว่านั้นได้กระทำขึ้น ให้คู่ความฝ่ายนั้นถามค้านพยานดังกล่าวเสียในเวลาที่พยานเบิกความเพื่อให้พยานมีโอกาสอธิบายถึงข้อความเหล่านั้น แม้ว่าพยานนั้นจะมิได้เบิกความถึงข้อความดังกล่าวก็ตาม ในกรณีที่คู่ความฝ่ายนั้นมิได้ถามค้านพยานของคู่ความฝ่ายอื่นไว้ดังกล่าวข้างต้นแล้ว ต่อมานำพยานมาสืบถึงข้อความดังกล่าวมาข้างต้น คู่ความฝ่ายอื่นที่สืบพยานนั้นไวชอบที่จะคัดค้านได้ ในขณะที่คู่ความฝ่ายนั้นนำพยานหลักฐานมาสืบ และในกรณีเช่นว่านี้ ให้ศาลปฏิเสธไม่ยอมรับฟังคำพยานเช่นว่ามานั้น ในกรณีที่คู่ความฝ่ายที่ประสงค์จะนำสืบพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ต่อพยานตามวรรคหนึ่งแสดงให้เป็นที่พอใจของศาลว่า เมื่อเวลาพยานเบิกความนั้นตนไม่รู้ หรือไม่มีเหตุอันควรรู้ถึงข้อความดังกล่าวมาแล้ว หรือถ้าศาลเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งคงวามยุติธรรมจำเป็นต้องสืบพยานหลักฐานเช่นว่านี้ ศาลจะยอมรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านี้ก็ได้ แต่ในกรณีเช่นนี้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะขอให้เรียกพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องมาสืบอีกก็ได้ หรือเมื่อศาลเห็นสมควรจะเรียกมาสืบเองก็ได้ มาตรา ๙๐ ให้คู่ความฝ่ายที่อ้างอิงเอกสารเป็นพยานหลักฐานเพื่อสนับสนุนข้ออ้างหรือข้อเถียงของตนตามมาตรา ๘๘ วรรคหนึ่ง ยื่นต่อศาลและส่งให้คู่ความฝ่ายอื่นซึ่งสำเนาเอกสารนั้นก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน ในกรณีที่คู่ความฝ่ายใดยื่นคำแถลงหรือคำร้องขออนุญาตอ้างอิงเอกสารเป็นพยานหลักฐานตามมาตรา ๘๘ วรรคสองหรือวรรคสาม ให้ยื่นต่อศาลและส่งให้คู่ความฝ่ายอื่นซึ่งสำเนาเอกสารนั้นพร้อมกับการยื่นคำแถลงหรือคำร้องดังกล่าว เว้นแต่ศาลจะอนุญาตให้ยื่นสำเนาเอกสารภายหลังเมื่อมีเหตุอันสมควร คู่ความฝ่ายที่อ้างอิงพยานหลักฐานไม่ต้องยื่นสำเนาเอกสารต่อศาล และไม่ต้องส่งสำเนาเอกสารให้คู่ความฝ่ายอื่นในกรณีดังต่อไปนี้ (๑) เมื่อคู่ความฝ่ายใดอ้างอิงเอกสารเป็นชุดซึ่งคู่ความฝ่ายอื่นทราบดีอยู่แล้วหรือสามารถตรวจตราให้ทราบได้โดยง่ายถึงความมีอยู่และความแท้จริงแห่งเอกสารนั้น เช่นจดหมายโต้ตอบระหว่างคู่ความในคดี หรือสมุดบัญชีการค้า และสมุดบัญชีของธนาคารหรือเอกสารในสำนวนคดีเรื่องอื่น (๒) เมื่อคู่ความฝ่ายใดอ้างอิงเอกสารฉบับเดียวหรือหลายฉบับที่อยู่ในความครอบครองของคู่ความฝ่ายอื่นหรือของบุคคลภายนอก (๓) ถ้าการคัดสำเนาเอกสารจะทำให้กระบวนพิจารณาล่าช้าเป็นที่เสื่อมเสียแก่คู่ความซึ่งอ้างอิงเอกสารนั้น หรือมีเหตุผลแสดงว่าไม่อาจคัดสำเนาเอกสารให้เสร็จภายในกำหนดเวลาที่ให้ยื่นสำเนาเอกสารนั้น กรณีตาม (๑) หรือ (๓) ให้คู่ความฝ่ายที่อ้างอิงเอกสารยื่นคำขอฝ่ายเดียวโดยทำเป็นคำร้องต่อศาล ขออนุญาตงดการยื่นสำเนาเอกสารนั้นและขอยื่นต้นฉบับเอกสารแทน เพื่อให้ศาลหรือคู่ความฝ่ายอื่นตรวจดูตามเงื่อนไขที่ศาลเห็นสมควรกำหนด กรณีตาม (๒) ให้คู่ความฝ่ายที่อ้างอิงเอกสารขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกเอกสารนั้นมาจากผู้ครอบครองตามมาตรา ๑๒๓ โดยต้องยื่นคำร้องต่อศาลภายในกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง แล้วแต่กรณี และให้คู่ความฝ่ายนั้นมีหน้าที่ติดตามเพื่อให้ได้เอกสารดังกล่าวมาภายในเวลาที่ศาลกำหนด -อธิบาย -ฎ.๙๕๐๑/๔๒ สำเนาเอกสารได้แนบท้ายฟ้องแล้วแม้มิได้ขออนุญาตศาลให้ถือเอาแทนการส่งสำเนาแก่คู่ความ ก็ไม่มีผลให้คดีโจทก์เสียไป มาตรา ๙๑ คู่ความทั้งสองฝ่ายต่างมีสิทธิที่จะอ้างอิงพยานหลักฐานร่วมกันได้ มาตรา ๙๒ ถ้าคู่ความหรือบุคคลใดจะต้องเบิกความหรือนำพยานหลักฐานชนิดใด ๆ มาแสดง และคำเบิกความหรือพยานหลักฐานนั้นอาจเปิดเผย (๑) หนังสือราชการหรือข้อความอันเกี่ยวกับงานของแผ่นดินซึ่งโดยสภาพจะต้องรักษาเป็นความลับไว้ชั่วคราวหรือตลอดไป และคู่ความหรือบุคคลนั้นเป็นผู้รักษาไว้ หรือได้ทราบมาโดยตำแหน่งราชการ หรือในหน้าที่ราชการ หรือกึ่งราชการอื่นใด (๒) เอกสารหรือข้อความที่เป็นความลับใด ๆ ซึ่งตนได้รับมอบหมายหรือบอกเล่าจากลูกความในฐานะที่ตนเป็นทนายความ (๓) การประดิษฐ์ แบบ หรือการงานอื่น ๆ ซึ่งได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายไม่ให้เปิดเผย คู่ความหรือบุคคลเช่นว่านั้นชอบที่จะปฏิเสธไม่ยอมเบิกความหรือนำพยานหลักฐานนั้น ๆ มาแสดงได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่หรือผู้ที่เกี่ยวข้องให้เปิดเผยได้ เมื่อคู่ความหรือบุคคลใดปฏิเสธไม่ยอมเบิกความหรือนำพยานหลักฐานมาแสดงดังกล่าวมาแล้ว ให้ศาลมีอำนาจที่จะหมายเรียกพนักงานเจ้าหน้าที่หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องให้มาศาลและให้ชี้แจงข้อความตามที่ศาลต้องการเพื่อวินิจฉัยว่า การปฏิเสธนั้นชอบด้วยเหตุผลหรือไม่ถ้าศาลเห็นว่า การปฏิเสธนั้นไม่มีเหตุผลฟังได้ ศาลมีอำนาจออกคำสั่งมิให้คู่ความหรือบุคคลเช่นว่านั้นยกประโยชน์แห่งมาตรานี้ขึ้นใช้ และบังคับให้เบิกความหรือนำพยานหลักฐานนั้นมาแสดงได้ *มาตรา ๙๓ การอ้างเอกสารเป็นพยานนั้นให้ยอมรับฟังได้แต่ต้นฉบับเอกสารเท่านั้น เว้นแต่ (๑) เมื่อคู่ความที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายตกลงกันว่าสำเนาเอกสารนั้นถูกต้องแล้ว ให้ศาลยอมรับฟังสำเนาเช่นว่านั้นเป็นพยานหลักฐาน (๒) ถ้าต้นฉบับเอกสารนำมาไม่ได้ เพราะถูกทำลายโดยเหตุสุดวิสัย หรือสูญหาย หรือไม่สามารถนำนำมาได้โดยประการอื่น อันมิได้เกิดจากพฤติการณ์ที่ผู้อ้างต้องรับผิดชอบ หรือเมื่อศาลเห็นว่าเป็นกรณีจำเป็น และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะต้องสืบสำเนาเอกสารหรือพยานบุคคลแทนต้นฉบับเอกสารที่นำมาไม่ได้นั้น ศาลจะอนุญาตให้นำสำเนาหรือพยานบุคคลมาสืบก็ได้ (๓) ต้นฉบับเอกสารที่อยู่ในความอารักขาหรือในความควบคุมของทางราชการนั้นจะนำมาแสดงได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากทางราชการที่เกี่ยวข้องเสียก่อน อนึ่ง สำเนาเอกสารซึ่งผู้มีอำนาจหน้าที่ได้รับรองว่าถูกต้องแล้ว ให้ถือว่าเป็นอันเพียงพอในการที่จะนำมาแสดง เว้นแต่ศาลจะได้กำหนดเป็นอย่างอื่น (๔) เมื่อคู่ความฝ่ายที่ถูกคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งอ้างอิงเอกสารมาเป็นพยานหลักฐานยันตน มิได้คัดค้าน การนำเอกสารนั้นมาสืบตามมาตรา ๑๒๕ ให้ศาลรับฟังสำเนาเอกสารเช่นว่านั้นเป็นพยานหลักฐานได้ แต่ทั้งนี้ไม่ตัดอำนาจศาลตามมาตรา ๑๒๕ วรรคสาม *มาตรา ๙๔ เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ห้ามมิให้ศาลยอมรับฟังพยานบุคคลในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ แม้ถึงว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะได้ยินยอมก็ดี (ก) ขอสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสาร เมื่อไม่สามารถนำเอกสารมาแสดง (ข) ขอสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อได้นำเอกสารมาแสดงแล้วว่า ยังมีข้อความเพิ่มเติมตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นอยู่อีก แต่ว่าบทบัญญัติแห่งมาตรานี้ มิให้ใช้บังคับในกรณีที่บัญญัติไว้ในอนุมาตรา (๒) แห่งมาตรา ๙๓ และมิให้ถือว่าเป็นการตัดสิทธิคู่ความในอันที่จะกล่าวอ้างและนำพยานบุคคลมาสืบประกอบข้ออ้างว่า พยานเอกสารที่แสดงนั้นเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ถูกต้องทั้งหมด หรือแต่บางส่วน หรือสัญญาหรือหนี้อย่างอื่นที่ระบุไว้ในเอกสารนั้นไม่สมบูรณ์ หรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตีความหมายผิด มาตรา ๙๕ ห้ามมิให้ยอมรับฟังพยานบุคคลใดเว้นแต่บุคคลนั้น (๑) สามารถเข้าใจและตอบคำถามได้ และ (๒) เป็นผู้ที่ได้เห็น ได้ยิน หรือทราบข้อความเกี่ยวในเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนั้นมาด้วยตนเองโดยตรง แต่ความในข้อนี้ให้ใช้ได้ต่อเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายโดยชัดแจ้งหรือคำสั่งของศาลว่าให้เป็นอย่างอื่น ถ้าศาลไม่ยอมรับไว้ซึ่งคำเบิกความของบุคคลใด เพราะเห็นว่าบุคคลนั้นจะเป็นพยานหรือให้การดังกล่าวข้างต้นไม่ได้ และคู่ความฝ่ายที่เกี่ยวข้องร้องคัดค้านก่อนที่ศาลจะดำเนินคดีต่อไป ให้ศาลจดรายงานระบุนามพยาน เหตุผลที่ไม่ยอมรับและข้อคัดค้านของคู่ความฝ่ายที่เกี่ยวข้องไว้ ส่วนเหตุผลที่คู่ความฝ่ายคัดค้านยกขึ้นอ้างนั้น ให้ศาลใช้ดุลพินิจจดลงไว้ในรายงานหรือกำหนดให้คู่ความฝ่ายนั้นยื่นคำแถลงต่อศาลเพื่อรวมไว้ในสำนวน -อธิบาย -ให้ใช้ในคดีอาญาด้วย -หากไม่รู้ตัวตนเองศาลฎีกาว่า เป็นพยานบอกเล่า มีข้อยกเว้นที่รับฟังพยานบอกเล่าได้คือกรณีคำบอกเล่าขอ ผู้ใกล้ตายและรู้ตัวว่าตนจะตายอย่างแน่นอน ซึ่งสอดคล้องกับการแก้กฎหมายโดยการเพิ่มเติม ม.๙๕/๑ -คำให้การชั้นสอบสวนไม่ใช่พยานบุคคล แต่เมื่อนำพนักงานสอบสวนผู้สอบสวนพยานบุคคลชั้นสอบสวนมาเบิกความ คำเบิกความของพนักงานสอบสวนเป็นพยานบอกเล่า ทั้งๆ ม.๙๕ ห้ามรับฟัง แต่พยานบุคคลที่ไม่รู้เห็น แต่คำให้การที่เป็นเอกสารบันทึกคำให้การไว้ ศาลก็ถือเป็นพยานบอกเล่าเช่นกัน มาตรา ๙๕/๑ ข้อความซึ่งเป็นการบอกเล่าที่พยานบุคคลใดนำมาเบิกความต่อศาลก็ดี หรือที่บันทึกไว้ในเอกสารหรือวัตถุอื่นใดซึ่งได้อ้างเป็นพยานหลักฐานต่อศาลก็ดี หากนำเสนอเพื่อพิสูจน์ความจริงแห่งข้อความนั้น ให้ถือเป็นพยานบอกเล่า ห้ามมิให้รับฟังพยานบอกเล่า เว้นแต่ (๑) ตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้นน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ หรือ (๒) มีเหตุจำเป็นเนื่องจากไม่สามารถนำบุคคลซึ่งเป็นผู้ที่ได้เห็น ได้ยิน หรือทราบข้อความเกี่ยวในเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนั้นด้วยตนเองโดยตรงมาเป็นพยานได้ และมีเหตุผลอันสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะรับฟังพยานบอกเล่านั้น ในกรณีที่ศาลเห็นว่าไม่สมควรรับไว้ซึ่งพยานบอกเล่าใด ให้รนำความในมาตรา ๙๕ วรรคสองมาบังคับใช้โดยอนุโลม มาตรา ๙๖ พยานที่เป็นคนหูหนวก หรือเป็นใบ้หรือทั้งหูหนวกและเป็นใบ้นั้นอาจถูกถามหรือให้คำตอบโดยวิธีเขียนหนังสือ หรือโดยวิธีอื่นใดที่สมควรได้ และคำเบิกความของบุคคลนั้น ๆ ให้ถือว่าเป็นคำพยานบุคคลตามประมวลกฎหมายนี้ มาตรา ๙๗ คู่ความฝ่ายหนึ่ง จะอ้างคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเป็นพยานของตนหรือจะอ้างตนเองเป็นพยานก็ได้ อธิบาย -คดีแพ่ง (๑) อ้างคู่ความฝ่ายอื่นเป็นพยานได้ (๒) อ้างตนเองเป็นพยานได้ -คดีอาญา (๑) ห้ามโจทก์อ้างจำเลยเป็นพยาน (๒) จำเลยอ้างตนเองเป็นพยานได้ -คดีอาญา เป็นไปตาม ป.วิ อ.มาตรา ๒๓๒,๒๓๓ จึงนำ ม.๙๗ มาใช้ไม่ได้ มาตรา ๙๘ คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะอ้างบุคคลใดเป็นพยานของตนก็ได้เมื่อบุคคลนั้นเป็นผู้มีความรู้เชี่ยวชาญในศิลป วิทยาศาสตร์ การฝีมือ การค้า หรือการงานที่ทำหรือในกฎหมายต่างประเทศ และซึ่งความเห็นของพยานอาจเป็นประโยชน์ในการวินิจฉัยชี้ขาดข้อความในประเด็นทั้งนี้ไม่ว่าพยานจะเป็นผู้มีอาชีพในการนั้นหรือไม่ มาตรา ๙๙ ถ้าศาลเห็นว่า จำเป็นที่จะต้องตรวจบุคคล วัตถุ สถานที่หรือตั้งผู้เชี่ยวชาญตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๒๙ และ ๑๓๐ เมื่อศาลเห็นสมควร ไม่ว่าการพิจารณาคดีจะอยู่ในชั้นใด หรือเมื่อมีคำขอของคู่ความฝ่ายใดภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา ๘๗ และ๘๘ ให้ศาลมีอำนาจออกคำสั่งกำหนดการตรวจหรือการแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญเช่นว่านั้นได้ บทบัญญัติแห่งมาตรานี้ไม่ตัดสิทธิของคู่ความในอันที่จะเรียกบุคคลผู้มีความรู้เชี่ยวชาญมาเป็นพยานฝ่ายตนได้ มาตรา ๑๐๐ คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งซึ่งประสงค์จะอ้างอิงข้อเท็จจริงใดและขอให้คู่ความฝ่ายอื่นตอบว่าจะรับรองข้อเท็จจริงนั้นว่าถูกต้องหรือไม่ อาจส่งคำบอกกล่าวเป็นหนังสือแจ้งรายการข้อเท็จจริงนั้นไปให้คู่ความฝ่ายอื่นก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน ถ้าคู่ความฝ่ายอื่นได้รับคำบอกกล่าวโดยชอบแล้ว เมื่อคู่ความฝ่ายที่ส่งคำบอกกล่าวร้องขอต่อศาลในวันสืบพยาน ให้ศาลสอบถามคู่ความฝ่ายอื่นว่าจะยอมรับข้อเท็จจริงตามที่ได้รับคำบอกกล่าวนั้นว่าถูกต้องหรือไม่ แล้วให้ศาลจดคำตอบไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาถ้าคู่ความฝ่ายนั้นไม่ตอบคำถามเกี่ยวกับข้อเท็จจริงใด หรือปฏิเสธข้อเท็จจริงใดโดยไม่มีเหตุแห่งการปฏิเสธโดยชัดแจ้ง ให้ถือว่ายอมรับข้อเท็จจริงนั้นแล้ว เว้นแต่ศาลจะเห็นว่าคู่ความฝ่ายนั้นไม่อยู่ในวิสัยที่จะตอบหรือแสดงเหตุแห่งการปฏิเสธโดยชัดแจ้งในขณะนั้น ศาลจะมีคำสั่งให้คู่ความฝ่ายนั้นทำคำแถลงเกี่ยวกับข้อเท็จจริงนั้นมายื่นต่อศาลภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควรก็ได้ บทบัญญัติแห่งมาตรานี้ให้ใช้บังคับแก่เรื่องเอกสารทั้งหมดหรือฉบับใดฉบับหนึ่งที่คู่ความแสดงความจำนงจะอ้างอิงด้วยโดยอนุโลม แต่ต้องส่งสำเนาเอกสารนั้นไปพร้อมกับคำบอกกล่าวและต้องมีต้นฉบับเอกสารนั้นให้คู่ความฝ่ายอื่นตรวจดูได้เมื่อต้องการ เว้นแต่ต้นฉบับเอกสารนั้นอยู่ในความครอบครองของคู่ความฝ่ายอื่นหรือของบุคคลภายนอก มาตรา ๑๐๑ ถ้าบุคคลใดเกรงว่า พยานหลักฐานซึ่งตนอาจต้องอ้างอิงในภายหน้าจะสูญหายหรือยากแก่การนำมา หรือถ้าคู่ความฝ่ายใดในคดีเกรงว่าพยานหลักฐานซึ่งตนจำนงจะอ้างอิงจะสูญหายเสียก่อนที่จะนำมาสืบ หรือเป็นการยากที่จะนำมาสืบในภายหลังบุคคลนั้นหรือคู่ความฝ่ายนั้นอาจยื่นคำขอต่อศาลโดยทำเป็นคำร้องขอหรือคำร้องให้ศาลมีคำสั่งให้สืบพยานหลักฐานนั้นไว้ทันที เมื่อศาลได้รับคำขอเช่นว่านั้น ให้ศาลหมายเรียกผู้ขอและคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้องมายังศาล และเมื่อได้ฟังบุคคลเหล่านั้นแล้ว ให้ศาลสั่งคำขอตามที่เห็นสมควร ถ้าศาลสั่งอนุญาตตามคำขอแล้ว ให้สืบพยานไปตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้ส่วนรายงานและเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนั้นให้ศาลเก็บรักษาไว้ ในกรณีที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้องไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรและยังมิได้เข้ามาในคดีนั้น เมื่อศาลได้รับคำขอตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลสั่งคำขอนั้นอย่างคำขออันอาจทำได้แต่ฝ่ายเดียว ถ้าศาลสั่งอนุญาตตามคำขอแล้วให้สืบพยานไปฝ่ายเดียว มาตรา ๑๐๑/๑ ในกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินซึ่งจำเป็นต้องสืบพยานหลักฐานใดเป็นการเร่งด่วนและไม่สามารถแจ้งให้คู่ความอื่นทราบก่อนได้ เมื่อมีการยื่นคำขอตามมาตรา ๑๐๑ พร้อมกับคำฟ้องหรือคำให้การ หรือภายหลังจากนั้น คู่ความฝ่ายที่ขอจะยื่นคำขอฝ่ายเดียวโดยทำเป็นคำร้องรวมไปด้วยเพื่อให้ศาลมีคำสั่งโดยไม่ชักช้าก็ได้ และถ้าจำเป็นจะขอให้ศาลมีคำสั่งให้ยึดหรือให้ส่งต่อศาลซึ่งเอกสารหรือวัตถุที่จะใช้เป็นพยานหลักฐานที่ขอสืบไว้ก่อนด้วยก็ได้ คำร้องตามวรรคหนึ่งต้องบรรยายข้อเท็จจริงที่แสดงว่ามีเหตุฉุกเฉินที่จำเป็นต้องสืบพยานหลักฐานใดโดยเร่งด่วนและไม่สามารถแจ้งให้คู่ความฝ่ายอื่นทราบก่อนได้ รวมทั้งความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากการที่มิได้มีการสืบพยานหลักฐานดังกล่าว ส่วนในกรณีที่จะขอให้ศาลมีคำสั่งให้ยึดหรือส่งต่อศาลซึ่งเอกสารหรือวัตถุที่จะใช้เป็นพยานหลักฐาน คำร้องนั้นต้องบรรยายถึงข้อเท็จจริงที่แสดงถึงความจำเป็นที่จะต้องยึดหรือให้ส่งเอกสารหรือวัตถุนั้นว่ามีอยู่อย่างไร ในการนี้ห้ามมิให้ศาลอนุญาตตามคำร้องนั้นเว้นแต่จะเป็นที่พอใจขอศาลจากการไต่สวนว่ามีเหตุฉุกเฉินและมีความจำเป็นตามคำร้องนั้นจริง แต่ทั้งนี้ไม่ตัดสิทธิคู่ความอื่นที่จะขอให้ศาลออกหมายเรียกพยานดังกล่าวมาศาลเพื่อถามค้านและดำเนินการตามมาตรา ๑๑๗ ในภายหลัง หากไม่อาจดำเนินการดังกล่าวได้ ศาลต้องใช้ความระมัดระวังในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน มาตรา ๑๐๑/๒ ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตตามคำขอให้ยึดหรือส่งเอกสาร หรือวัตถุที่จะใช้เป็นพยานหลักฐาน ศาลอาจกำหนดเงื่อนไขอย่างใดตามที่เห็นสมควร และจะสั่งด้วยว่าให้ผู้ขอนำเงินหรือหาประกันตามความจำเป็นที่เห็นสมควรมาวางศาลเพื่อการชำระค่าสินไหมทดแทนสำหรับคงวามเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่บุคคลใด เนื่องจากได้มีคำสั่งโดยมีความเห็นหลงไปว่ามีเหตุจำเป็นโดยความผิดหรือเลินเล่อของผู้ขอก็ได้ ให้นำคงวามในมาตรา ๒๖๑ มาตรา ๒๖๒ มาตรา ๒๖๓ มาตรา ๒๖๗ มาตรา ๒๖๘ และมาตรา ๒๖๙ มาใช้บังคับแก่กรณีตามวรรคหนึ่งโดยอนุโลม และในกรณีที่ทรัพย์ที่ศาลสั่งยึดนั้นเป็นของบุคคลที่สาม ให้บุคคลที่สามมีสิทธิเสมือเป็นจำเลยในคดี และเมื่อหมดความจำเป็นที่จะใช้เอกสารหรือวัตถุนั้นเป็นพยานหลักฐานต่อไปแล้ว เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อผู้มีสิทธิจะได้รับคืนร้องขอ ให้ศาลมีคำสั่งคืนเอกสารหรือวัตถุนั้นแก่ผู้ขอ มาตรา ๑๐๒ ให้ศาลที่พิจารณาคดีเป็นผู้สืบพยานหลักฐาน โดยจะสืบในศาลหรือนอกศาล ณ ที่ใด ๆ ก็ได้ แล้วแต่ศาลจะสั่งตามที่เห็นสมควรตามความจำเป็นแห่งสภาพของพยานหลักฐานนั้น แต่ถ้าศาลที่พิจารณาคดีเห็นเป็นการจำเป็น ให้มีอำนาจมอบให้ผู้พิพากษาคนใดคนหนึ่งในศาลนั้น หรือตั้งให้ศาลอื่นสืบพยานหลักฐานแทนได้ ให้ผู้พิพากษาที่รับมอบหรือศาลที่ได้รับแต่งตั้งนั้นมีอำนาจและหน้าที่เช่นเดียวกับศาลที่พิจารณาคดีรวมทั้งอำนาจที่จะมอบให้ผู้พิพากษาคนใดคนหนึ่งในศาลนั้นหรือตั้งศาลอื่นให้ทำการสืบพยานหลักฐานแทนต่อไปด้วย ถ้าศาลที่พิจารณาคดีได้แต่งตั้งให้ศาลอื่นสืบพยานแทน คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะแถลงต่อศาลที่พิจารณาคดีว่า ตนมีความจำนงจะไปฟังการพิจารณาก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ให้ศาลที่ได้รับแต่งตั้งแจ้งวันกำหนดสืบพยานหลักฐานให้ผู้ขอทราบล่วงหน้าอย่างน้อยไม่ต่ำกว่าเจ็ดวันคู่ความที่ไปฟังการพิจารณานั้นชอบที่จะใช้สิทธิได้เสมือนหนึ่งว่ากระบวนพิจารณานั้นได้ดำเนินในศาลที่พิจารณาคดี ให้ส่งสำเนาคำฟ้องและคำให้การพร้อมด้วยเอกสารและหลักฐานอื่น ๆ อันจำเป็นเพื่อสืบพยานหลักฐานไปยังศาลที่ได้รับแต่งตั้งดังกล่าวแล้ว ถ้าคู่ความฝ่ายที่อ้างอิงพยานหลักฐานนั้นมิได้แถลงความจำนงที่จะไปฟังการพิจารณา ก็ให้แจ้งไปให้ศาลที่ได้รับแต่งตั้งทราบข้อประเด็นที่จะสืบ เมื่อได้สืบพยานหลักฐานเสร็จแล้ว ให้เป็นหน้าที่ของศาลที่รับแต่งตั้งจะต้องส่งรายงานที่จำเป็นและเอกสารอื่น ๆ ทั้งหมดอันเกี่ยวข้องในการสืบพยานหลักฐานไปยังศาลที่พิจารณาคดี มาตรา ๑๐๓ ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการขาดนัดการร้องสอด และการขับไล่ออกนอกศาล ห้ามมิให้ศาลที่พิจารณาคดี หรือผู้พิพากษาที่รับมอบหมาย หรือศาลที่ได้รับแต่งตั้งดังกล่าวข้างต้นทำการสืบพยานหลักฐานใด โดยมิได้ให้โอกาสเต็มที่แก่คู่ความทุกฝ่ายในอันที่จะมาฟังการพิจารณา และใช้สิทธิเกี่ยวด้วยกระบวนพิจารณาเช่นว่านั้น ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้ ไม่ว่าพยานหลักฐานนั้นคู่ความฝ่ายใดจะเป็นผู้อ้างอิงหรือศาลเป็นผู้สั่งให้สืบ มาตรา ๑๐๓/๑ ในกรณีที่คู่ความตกลงกันและศาลเห็นเป็นการจำเป็นและสมควรศาลอาจแต่งตั้งเจ้าพนักงานศาลหรือเจ้าพนักงานอื่นซึ่งคู่ความเห็นชอบให้ทำการสืบพยานหลักฐานส่วนใดส่วนหนึ่งที่จะต้องกระทำนอกศาลแทนได้ ให้เจ้าพนักงานผู้ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคหนึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และให้นำ ความในมาตรา ๑๐๓ มาใช้บังคับโดยอนุโลม มาตรา ๑๐๓/๒ คู่ความฝ่ายที่เกี่ยวข้องอาจร้องขอต่อศาลให้ดำเนินการสืบพยานหลักฐานไปตามกรรมวิธีที่คู่ความตกลงกัน ถ้าศาลเห็นสมควรเพื่อให้การสืบพยานหลักฐานเป็นไปโดยสะดวกรวดเร็ว และเที่ยงธรรม ศาลจะอนุญาตตามคำขอนั้นก็ได้ เว้นแต่การสืบพยานหลักฐานนั้นจะเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน มาตรา ๑๐๓/๓ เพื่อให้การสืบพยานหลักฐานเป็นไปโดยสะดวก รวดเร็วและเที่ยงธรรม ประธานศาลฎีกาโดยความเห็นชอบของที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกามีอำนาจออกข้อกำหนดใดๆเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางการนำสืบพยานหลักฐานได้ แต่ต้องไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติในกฎหมาย ข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาวรรคหนึ่ง เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้ มาตรา ๑๐๔ ให้ศาลมีอำนาจเต็มที่ในอันที่จะวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่คู่ความนำมาสืบนั้นจะเกี่ยวกับประเด็นและเป็นอันเพียงพอ ให้เชื่อฟังเป็นยุติได้หรือไม่ แล้วพิพากษาคดีไปตามนั้น ในการวินิจฉัยว่าพยานบอกเล่าตามมาตรา ๙๕/๑ หรือบันทึกถ้อยคำที่ผู้ให้ถ้อยคำมิได้มาศาลตามมาตรา ๑๐๒/๑ วรรคสาม วรรคสี่ หรือบันทึกถ้อยคำตามมาตรา ๑๒๐/๒ จะมีน้ำหนักให้เชื่อได้หรือไม่เพียงใดนั้น ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวังโดยคำนึงถึงสภาพลักษณะ และแหล่งที่มาของพยานบอกเล่าหรือบันทึกถ้อยคำนั้นด้วย มาตรา ๑๐๕ คู่ความฝ่ายใดไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยพยานหลักฐาน กระทำให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งต้องเสียค่าฤชาธรรมเนียม หรือค่าธรรมเนียมเกินกว่าที่ควรเสีย ค่าฤชาธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้นนั้น ให้ถือว่าเป็นค่าฤชาธรรมเนียมอันไม่จำเป็นตามความหมายแห่งมาตรา ๑๖๖ และให้คู่ความฝ่ายที่ก่อให้เกิดขึ้นนั้นเป็นผู้ออกใช้ให้ หมวด ๒ ว่าด้วยการมาศาลของพยานและการซักถามพยาน มาตรา ๑๐๖ ที่กรณีที่คู่ความฝ่ายใดไม่สามารถนำพยานของตนมาศาลได้เอง คู่ความฝ่ายนั้นอาจขอต่อศาลก่อนวันสืบพยาน ให้ศาลออกหมายเรียกพยานมาศาลได้ โดยศาลอาจให้คู่ความฝ่ายนั้นแถลงถึงความเกี่ยวพันของพยานกับข้อเท็จจริงในคดีอันจำเป็นที่จะต้องออกหมายเรียกพยานดังกล่าวด้วย และต้องส่งหมายเรียกพร้อมสำเนาคำแถลงของผู้ขอให้พยานรู้ล่วงหน้าอย่างน้อยสามวัน หมายเรียกพยานต้องมีข้อความดังนี้ (๑) ชื่อและตำบลที่อยู่ของพยาน ชื่อคู่ความและศาล และทนายความฝ่ายผู้ขอ (๒) สถานที่และวันเวลาซึ่งพยานจะต้องไป (๓) กำหนดโทษที่จะต้องรับในกรณีที่ไม่ไปตามหมายเรียกและเบิกความเท็จ ถ้าศาลเห็นว่าพยานจะไม่สามารถเบิกความได้โดยมิได้ตระเตรียม ศาลจะจดแจ้งข้อเท็จจริงซึ่งพยานอาจถูกซักถามลงไว้ในหมายเรียกด้วยก็ได้ มาตรา ๑๐๖/๑ ห้ามมิให้ออกหมายเรียกพยานดังต่อไปนี้ (๑) พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในว่ากรณีใดๆ (๒) พระภิกษุ สามเณร ในพุทธศาสนา ไม่ว่ากรณีใดๆ (๓) ผู้ทีได้รับเอกสิทธิ์หรือความคุ้มกันตามกฎหมาย ในกรณีตาม (๒) และ (๓) ให้ศาลหรือผู้พิพากษาที่รับมอบหรือศาลที่ได้รับการแต่งตั้งออกคำบอกกล่าวว่าจะสืบพยานนั้น ณ สถานที่และวันเวลาใดแทนการออกหมายเรียก โดยในกรณีตาม (๒) ให้ส่งไปยังพยาน ส่วนตาม (๓) ให้ส่งคำบอกกล่าวไปยังสำนักงานศาลยุติธรรมเพื่อดำเนินการตามบทบัญญัติว่าด้วยการนั้น หรือตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ มาตรา ๑๐๗ ถ้าศาลเห็นว่าในการสืบสวนหาความจริงจำเป็นต้องไปสืบพยาน ณ สถานที่ซึ่งข้อเท็จจริงอันประสงค์จะให้พยานเบิกความนั้นได้เกิดขึ้น ให้ศาลหรือผู้พิพากษาที่รับมอบ หรือศาลที่ได้รับแต่งตั้งเพื่อการนั้นส่งหมายเรียกไปยังพยานระบุสถานที่และวันเวลาที่จะไปสืบพยาน แล้วสืบพยานไปตามนั้น มาตรา ๑๐๘ พยานที่ได้รับหมายเรียกโดยชอบดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๐๖ และมาตรา ๑๐๗ นั้นจำต้องไป ณ สถานที่และตามวันเวลาที่กำหนดไว้ เว้นแต่มีเหตุเจ็บป่วยหรือมีข้อแก้ตัวอันจำเป็นอย่างอื่น โดยแจ้งเหตุนั้นให้ศาลทราบแล้ว และศาลเห็นว่าข้ออ้างหรือข้อแก้ตัวนั้นฟังได้ มาตรา ๑๐๙ เมื่อพยานคนใดได้เบิกความแล้ว ไม่ว่าพยานนั้นจะได้รับหมายเรียกหรือคู่ความนำมาเองก็ดี พยานนั้นย่อมหมดหน้าที่ ๆ จะอยู่ที่ศาลอีกต่อไป เว้นแต่ศาลจะได้สั่งให้พยานนั้นรอคอยอยู่ตามระยะเวลาที่ศาลจะกำหนดไว้ มาตรา ๑๑๐ ถ้าพยานคนใดที่คู่ความได้บอกกล่าวความจำนงจะอ้างอิงคำเบิกความของพยานโดยชอบแล้ว ไม่ไปศาลในวันกำหนดนับสืบพยานนั้น ศาลชอบที่จะดำเนินการพิจารณาต่อไป และชี้ขาดตัดสินคดีโดยไม่ต้องสืบพยานเช่นว่านั้นได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งมาตราต่อไปนี้ มาตรา ๑๑๑ เมื่อศาลเห็นว่าคำเบิกความของพยานที่ไม่มาศาลเป็นข้อสำคัญในการวินิจฉัยชี้ขาดคดี (๑) แต่ศาลเห็นว่าข้ออ้างว่าพยานไม่สามารถมาศาลนั้นเป็นเพราะเหตุเจ็บป่วยของพยาน หรือพยานมีข้อแก้ตัวอันจำเป็นอย่างอื่นที่ฟังได้ ศาลจะเลื่อนการนั่งพิจารณาคดีไปเพื่อให้พยานมาศาล หรือเพื่อสืบพยานนั้น ณ สถานที่และเวลาอันควรแก่พฤติการณ์ก็ได้ หรือ (๒) ศาลเห็นว่าพยานได้รับหมายเรียกโดยชอบแล้ว จงใจไม่ไปยังศาล หรือไม่ไป ณ สาถนที่และตามวันเวลาทีกำหนดไว้ หรือได้รับคำสั่งศาลให้รอคอยอยู่แล้วจงใจหลบเสีย ศาลจะเลื่อนการนั่งพิจารณาคดีไปและออกหมายจับและเอาตัวพยานกักขังไว้จนกว่าพยานจะได้เบิกความตามวันที่ศาลเห็นสมควรก็ได้ ทั้งนี้ไม่เป็นการลบล้างโทษตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ก่อนเบิกความ พยานทุกคนต้องสาบานตนตามลัทธิศาสนา หรือจารีตประเพณีแห่งชาติของตน หรือกล่าวคำปฏิญาณว่าจะให้การตามสัตย์จริงเสียก่อน เว้นแต่ (๑) พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (๒) บุคคลที่มีอายุต่ำกว่าสิบห้าปี หรือบุคคลที่ศาลเห็นว่าหย่อนความรู้สึกผิดและชอบ (๓) พระภิกษุและสามเณรในพุทธศาสนา (๔) บุคคลซึ่งคู่ความทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่าไม่ต้องให้สาบาน หรือกล่าวคำปฏิญาณ มาตรา ๑๑๓ พยานทุกคนต้องเบิกความด้วยวาจาและห้ามไม่ให้พยานอ่านข้อความที่เขียนมา เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล หรือเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญ มาตรา ๑๑๔ ห้ามไม่ให้พยานเบิกความต่อหน้าพยานอื่นที่จะเบิกความภายหลังและศาลมีอำนาจที่จะสั่งพยานอื่นที่อยู่ในห้องพิจารณาให้ออกไปเสียได้ แต่ถ้าพยานคนใดเบิกความโดยได้ฟังคำพยานคนก่อนเบิกความต่อหน้าตนมาแล้วและคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งอ้างว่าศาลไม่ควรฟังคำเบิกความเช่นว่านี้ เพราะเป็นการผิดระเบียบถ้าศาลเห็นว่าคำเบิกความเช่นว่านี้เป็นที่เชื่อฟังได้ หรือมิได้เปลี่ยนแปลงไปโดยได้ฟังคำเบิกความของพยานคนก่อน หรือไม่สามารถทำให้คำวินิจฉัยชี้ขาดของศาลเปลี่ยนแปลงไปได้ ศาลจะไม่ฟังว่าคำเบิกความเช่นว่านี้เป็นผิดระเบียบก็ได้ อธิบาย -การห้ามเบิกความต่อหน้าพยานอื่น หากพยานอื่นเป็นจำเลยที่เบิกความเป็นพยานให้ตนเองไม่ต้องห้ามตามวรรคหนึ่ง มาตรา ๑๑๕ พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ หรือพระภิกษุสามเณรในพุทธศาสนา แม้มาเป็นพยาน จะไม่ยอมเบิกความหรือตอบคำถามใด ๆ ก็ได้ สำหรับบุคคลที่ได้รับเอกสิทธิ์หรือความคุ้มกันตามกฎหมายจะไม่ยอมเบิกความหรือตอบคำถามใดๆภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดไว้ตามกฎหมายนั้นๆก็ได้ มาตรา ๑๑๖ ในเบื้องต้นให้พยานตอบคำถามเรื่อง นาม อายุ ตำแหน่ง หรืออาชีพภูมิลำเนาและความเกี่ยวพันกับคู่ความแล้วศาลอาจปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้ (๑) ศาลเป็นผู้ถามพยานเอง กล่าวคือ แจ้งให้พยานทราบประเด็นและข้อเท็จจริงซึ่งต้องการสืบแล้วให้พยานเบิกความในข้อนั้น ๆ โดยวิธีเล่าเรื่องตามลำพังหรือโดยวิธีตอบคำถามของศาล หรือ (๒) ให้คู่ความซักถาม และถามค้านพยานไปทีเดียว ดังที่บัญญัติไว้ในมาตราต่อไปนี้ มาตรา ๑๑๗ คู่ความฝ่ายที่อ้างพยานชอบที่จะตั้งข้อซักถามพยานได้ในทันใดที่พยานได้สาบานตนและแสดงตนตามมาตรา ๑๑๒ และ ๑๑๖ แล้ว หรือถ้าศาลเป็นผู้ซักถามพยานก่อนก็ให้คู่ความซักถามได้ต่อเมื่อศาลได้ซักถามเสร็จแล้ว เมื่อคู่ความฝ่ายที่ต้องอ้างพยานได้ซักถามพยานเสร็จแล้ว คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งชอบที่จะถามค้านพยานนั้นได้ เมื่อได้ถามค้านพยานเสร็จแล้ว คู่ความฝ่ายที่อ้างพยานชอบที่จะถามติงได้ เมื่อได้ถามติงพยานเสร็จแล้ว ห้ามมิให้คู่ความฝ่ายใดซักถามพยานอีก เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล ถ้าคู่ความฝ่ายใดได้รับอนุญาตให้ถามพยานได้ดังกล่าวนี้ คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งย่อมถามค้านพยานได้อีกในข้อที่เกี่ยวกับคำถามนั้น คู่ความที่ระบุพยานคนใดไว้ จะไม่ติดใจสืบพยานคนนั้นก็ได้ ในเมื่อพยานคนนั้นยังมิได้เบิกความตามข้อถามของศาล หรือของคู่ความฝ่ายที่อ้าง แต่ถ้าพยานได้เริ่มเบิกความแล้วพยานอาจถูกถามค้านหรือถามติงได้ ถ้าพยานเบิกความเป็นปรปักษ์แก่คู่ความฝ่ายที่อ้างตนมา คู่ความฝ่ายนั้นอาจขออนุญาตต่อศาลเพื่อซักถามพยานนั้นเสมือนหนึ่งพยานนั้นเป็นพยานซึ่งคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งอ้างมา การซักถามพยานก็ดี การซักค้านพยานก็ดี การถามติงพยานก็ดี ถ้าคู่ความคนใดได้ตั้งทนายความไว้หลายคน ให้ทนายความคนเดียวเป็นผู้ถาม เว้นแต่ศาลจะเห็นสมควรเป็นอย่างอื่น มาตรา ๑๑๘ ในการที่คู่ความฝ่ายที่อ้างพยานจะซักถามพยานก็ดี หรือถามติงพยานก็ดี ห้ามมิให้คู่ความฝ่ายนั้นใช้คำถามนำ เว้นแต่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งยินยอมหรือได้รับอนุญาตจากศาล ในการที่คู่ความฝ่ายที่อ้างพยานจะถามติงพยาน ห้ามมิให้คู่ความฝ่ายนั้นใช้คำถามอื่นใดนอกจากคำถามที่เกี่ยวกับคำพยานเบิกความตอบคำถามค้าน ไม่ว่าในกรณีใด ๆ ห้ามไม่ให้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถามพยานด้วย (๑) คำถามอันไม่เกี่ยวกับประเด็นแห่งคดี (๒) คำถามที่อาจทำให้พยาน หรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุคคลภายนอกต้องรับโทษทางอาญา หรือคำถามที่เป็นหมิ่นประมาทพยาน เว้นแต่คำถามเช่นว่านั้นเป็นข้อสาระสำคัญในอันที่จะชี้ขาดข้อพิพาท ถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถามพยานฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งมาตรานี้ เมื่อศาลเห็นสมควร หรือเมื่อคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งร้องคัดค้าน ศาลมีอำนาจที่จะชี้ขาดว่าควรให้ใช้คำถามนั้นหรือไม่ ในกรณีเช่นนี้ ถ้าคู่ความฝ่ายที่เกี่ยวข้องคัดค้านคำชี้ขาดของศาล ก่อนที่ศาลจะดำเนินคดีต่อไป ให้ศาลจดไว้ในรายงานซึ่งคำถามและข้อคัดค้าน ส่วนเหตุที่คู่ความคัดค้านยกขึ้นอ้างนั้นให้ศาลใช้ดุลพินิจจดลงไว้ในรายงาน หรือกำหนดให้คู่ความฝ่ายนั้นยื่นคำแถลงเป็นหนังสือเพื่อรวมไว้ในสำนวน มาตรา ๑๑๙ ไม่ว่าเวลาใด ๆ ในระหว่างที่พยานเบิกความ หรือภายหลังที่พยานได้เบิกความแล้ว แต่ก่อนมีคำพิพากษา ให้ศาลมีอำนาจที่จะถามพยานด้วยคำถามใด ๆ ตามที่เห็นว่าจำเป็น เพื่อให้คำเบิกความของพยานบริบูรณ์ หรือชัดเจนยิ่งขึ้น หรือเพื่อสอบสวนถึงพฤติการณ์ที่ทำให้พยานเบิกความเช่นนั้น ถ้าพยานสองคนหรือกว่านั้นเบิกความขัดกัน ในข้อสำคัญแห่งประเด็น เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีคำขอ ให้ศาลมีอำนาจเรียกพยานเหล่านั้นมาสอบถามปากคำพร้อมกันได้ มาตรา ๑๒๐ ถ้าคู่ความฝ่ายใดอ้างว่าคำเบิกความของพยานคนใดที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งอ้าง หรือที่ศาลเรียกมาไม่ควรเชื่อฟัง โดยเหตุผลซึ่งศาลเห็นว่ามีมูล ศาลอาจยอมให้คู่ความฝ่ายนั้นนำพยานหลักฐานมาสืบสนับสนุนข้ออ้างของตนได้แล้วแต่จะเห็นควร มาตรา ๑๒๐/๑ เมื่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีคำร้องและคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่คัดค้าน และศาลเห็นสมควรศาลอาจอนุญาตให้คู่ความฝ่ายที่มีคำร้องเสนอบันทึกถ้อยคำทั้งหมด หรือแต่บางส่วนของผู้ที่ตนประสงค์จะอ้างเป็นพยานยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของผู้ให้ถ้อยคำต่อศาลแทนการซักถามผู้ให้ถ้อยคำเป็นพยานต่อหน้าศาลได้ ถ้าคู่ความที่ประสงค์จะเสนอบันทึกถ้อยคำแทนการซักถามพยานดังกล่าวตามวรรคหนึ่ง จะต้องยื่นคำร้องแสดงความจำนงพร้อมเหตุผลต่อศาลก่อนวันชี้สองสถาน หรือก่อนวันสืบพยานในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน และให้ศาลพิจารณากำหนดระยะเวลาที่คู่ความจะต้องยื่นบันทึกถ้อยคำดังกล่าวต่อศาลและส่งสำเนาบันทึกถ้อยคำนั้นให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันก่อนวันสืบพยานคนนั้น เมื่อมีการยื่นบันทึกถ้อยคำคู่ความที่ยื่นไม่อาจขอถอนบันทึกถ้อยคำนั้น บันทึกถ้อยคำนั้นเมื่อพยานเบิกความรับรองแล้วให้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำเบิกความตอบคำซักถาม ให้ผู้ให้ถ้อยคำมาศาลเพื่อเบิกความตอบคำซักถามเพิ่มเติม ตอบคำถามค้านและคำถามติงของคู่ความ หากผู้ให้ถ้อยคำไม่มาศาล ให้ศาลปฏิเสธที่จะรับฟังบันทึกถ้อยคำของผู้นั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีได้ แต่ถ้าศาลเห็นว่าเป็นกรณีจำเป็นหรือมีเหตุสุดวิสัยที่ผู้ให้ถ้อยคำไม่สามารถมาศาลได้ และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จะรับฟังบันทึกถ้อยคำที่ผู้ให้ถ้อยคำมิได้มาศาลนั้นประกอบพยานหลักฐานอื่นก็ได้ ในกรณีที่คู่ความตกลงกันให้ผู้ให้ถ้อยคำไม่ต้องมาศาล หรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งยินยอมหรือไม่ติดใจถามค้าน ให้ศาลรับฟังบันทึกถ้อยคำดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานในคดีได้ มาตรา ๑๒๐/๒ เมื่อคู่ความมีคำร้องร่วมกันและศาลเห็นสมควร ศาลอาจอนุญาตให้เสนอบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของผู้ให้ถ้อยคำซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในต่างประเทศต่อศาลแทนการนำพยานบุคคลมาเบิกความต่อหน้าศาลได้ แต่ทั้งนี้ไม่ตัดสิทธิผู้ให้ถ้อยคำที่จะมาศาลเพื่อให้การเพิ่มเติม สำหรับลายมือชื่อของผู้ให้ถ้อยคำให้นำมาตรา ๔๗ วรรคสาม มาใช้บังคับโดยอนุโลม มาตรา ๑๒๐/๓ บันทึกถ้อยคำตามมาตรา ๑๒๐/๑ ละมาตรา ๑๒๐/๒ ให้มีรายการดังต่อไปนี้ (๑) ชื่อศาลและเลขคดี (๒) วัน เดือน ปี และสถานที่ที่ทำบันทึกถ้อยคำ (๓) ชื่อ และสกุลของคู่ความ (๔) ชื่อ สกุล อายุ ที่อยู่ และอาชีพ ของผู้ให้ถ้อยคำ และความเกี่ยวพันกับคู่ความ (๕) รายละเอียดแห่งข้อเท็จจริง หรือความเห็นของผู้ให้ถ้อยคำ (๖) ลายมือชื่อของผู้ให้ถ้อยคำ และคู่ความฝ่ายผู้เสนอบันทึกถ้อยคำ ห้ามมิให้แก้ไขเพิ่มเติมบันทึกถ้อยคำที่ได้ยื่นไว้แล้วต่อศาล เว้นแต่เป็นการแก้ไขข้อผิดพลาด หรือผิดหลงเล็กน้อย มาตรา ๑๒๐/๔ คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจขอให้ศาลทำการสืบพยานที่อยู่นอกศาล โดยระบบการประชุมทางจอภาพได้ โดยคู่ความฝ่ายที่อ้างพยานต้องเป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องค่าใช้จ่าย หากศาลเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมศาลจะอนุญาตตามคำร้องนั้นก็ได้ โดยให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามข้อกำหนดแนวทางการสืบพยานของประธานศาลฎีกา โดยความเห็นชอบของที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกาที่ออกตามมาตรา ๑๐๓/๓ รวมทั้งระบุวิธีการสืบพยาน สถานที่ และสักขีพยานในการสืบพยานตามข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาดังกล่าว และให้ถือว่าค่าใช้จ่ายนั้นเป็นค่าฤชาธรรมเนียมในการดำเนินคดี การเบิกความตามวรรคหนึ่งให้ถือว่าพยานเบิกความในห้องพิจารณาของศาล มาตรา ๑๒๑ ในการนั่งพิจารณาทุกครั้ง เมื่อพยานคนใดเบิกความแล้ว ให้ศาลอ่านคำเบิกความนั้นให้พยานฟัง และให้พยานลงลายมือชื่อไว้ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๔๙ และ๕๐ ความในวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับกับกรณีที่มีการใช้บันทึกถ้อยคำแทนการเบิกความของพยานตามมาตรา ๑๒๐/๑ หรือมาตรา ๑๒๐/๒ หรือกรณีที่มีการสืบพยานโดยใช้ระบบการประชุมทางจอภาพตามมาตรา ๑๒๐/๔ หรือกรณีที่มีการบันทึกการเบิกความของพยานโดยใช้วิธีการบันทึกลงในวัสดุซึ่งสามารถถ่ายทอดออกเป็นภาพหรือเสียงหรือโดยใช้วิธีการอื่นใดซึ่งคู่ความฝ่ายหนึ่งหรือพยานขอตรวจดูบันทึกการเบิกความของพยานนั้น ให้ศาลจัดให้มีการตรวจดูบันทึกการเบิกความนั้น หมวด ๓ การนำพยานเอกสารมาสืบ มาตรา ๑๒๒ เมื่อคู่ความฝ่ายใดอ้างอิงเอกสารฉบับใดเป็นพยานหลักฐานและคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งคัดค้านเอกสารนั้นตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๒๕ ถ้าต้นฉบับเอกสารอยู่ในความครอบครองของคู่ความฝ่ายที่อ้างเอกสาร ให้คู่ความฝ่ายนั้นนำต้นฉบับเอกสารมาแสดงต่อศาลในวันสืบพยาน ไม่ว่าเวลาใด ๆ ก่อนมีคำพิพากษา ถ้าศาลได้กำหนดให้คู่ความฝ่ายที่อ้างเอกสารส่งต้นฉบับต่อศาล โดยที่ศาลเห็นสมควร หรือโดยที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งยื่นคำขอ ให้คู่ความฝ่ายนั้นส่งต้นฉบับเอกสารต่อศาล เพื่อศาลหรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะตรวจดูได้ตามเงื่อนไขซึ่งจะได้กำหนดไว้ในกฎกระทรวงว่าด้วยการนั้น หรือตามที่ศาลจะได้กำหนด แต่ (๑) ถ้าไม่สามารถจะนำมาหรือยื่นต้นฉบับเอกสารดังกล่าวข้างต้น คู่ความฝ่ายนั้นอาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลในวันหรือก่อนวันที่กำหนดให้นำมาหรือให้ยื่นต้นฉบับเอกสารนั้น แถลงให้ทราบถึงความไม่สามารถที่จะปฏิบัติตามได้พร้อมทั้งเหตุผล ถ้าศาลเห็นว่าผู้ยื่นคำขอไม่สามารถที่จะนำมาหรือยื่นต้นฉบับเอกสารได้ ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้นำต้นฉบับเอกสารมาในวันต่อไป หรือจะสั่งเป็นอย่างอื่นตามที่เห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมก็ได้ ในกรณีที่ผู้ยื่นคำขอมีความประสงค์เพียงให้ศาลขยายระยะเวลาที่ตนจะต้องนำมาหรือยื่นต้นฉบับเอกสารนั้น คำขอนั้นจะทำเป็นคำขอฝ่ายเดียวก็ได้ (๒) ถ้าการที่จะนำมาหรือยื่นต้นฉบับเอกสารต่อศาลนั้น จะเป็นเหตุให้เกิดการสูญหาย หรือบุบสลายหรือมีข้อขัดข้องโดยอุปสรรคสำคัญหรือความลำบากยากยิ่งใด ๆ คู่ความฝ่ายที่อ้างอิงเอกสารอาจยื่นคำขอฝ่ายเดียวโดยทำเป็นคำร้องต่อศาล ในวันหรือก่อนวันสืบพยานแถลงให้ทราบถึงเหตุเสียหาย อุปสรรค หรือความลำบากเช่นว่านั้น ถ้าศาลเห็นว่าต้นฉบับเอกสารนั้นไม่อาจนำมาหรือยื่นต่อศาลได้ ศาลจะมีคำสั่งให้ยื่นต้นฉบับเอกสารนั้น ณ สถานที่ใดต่อเจ้าพนักงานคนใด และภายในเงื่อนไขใด ๆ ตามที่เห็นสมควรก็ได้ หรือจะมีคำสั่งให้คัดสำเนาที่รับรองว่าถูกต้องทั้งฉบับหรือเฉพาะส่วนที่เกี่ยวแก่เรื่องมายื่นแทนต้นฉบับก็ได้ มาตรา ๑๒๓ ถ้าต้นฉบับเอกสารซึ่งคู่ความฝ่ายหนึ่งอ้างอิงเป็นพยานหลักฐานนั้นอยู่ในความครอบครองของคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง คู่ความฝ่ายที่อ้างจะยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลขอให้สั่งคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งส่งต้นฉบับเอกสารแทนการที่ตนจะต้องส่งสำเนาเอกสารนั้นก็ได้ถ้าศาลเห็นว่าเอกสารนั้นเป็นพยานหลักฐานสำคัญ และคำร้องนั้นฟังได้ ให้ศาลมีคำสั่งให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งยื่นต้นฉบับเอกสารต่อศาลภายในเวลาอันสมควรแล้วแต่ศาลจะกำหนด ถ้าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมีต้นฉบับเอกสารอยู่ในครอบครองไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเช่นว่านั้น ให้ถือว่าข้อเท็จจริงแห่งข้ออ้างที่ผู้ขอจะต้องนำสืบโดยเอกสารนั้น คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งได้ยอมรับแล้ว ถ้าต้นฉบับเอกสารอยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอก หรือในครอบครองของทางราชการ หรือของเจ้าหน้าที่ ซึ่งคู่ความที่อ้างไม่อาจร้องขอโดยตรงให้ส่งเอกสารนั้นมาได้ให้นำบทบัญญัติในวรรคก่อนว่าด้วยการที่คู่ความฝ่ายที่อ้างเอกสารยื่นคำขอ และการที่ศาลมีคำสั่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่ทั้งนี้ฝ่ายที่อ้างต้องส่งคำสั่งศาลแก่ผู้ครอบครองเอกสารนั้นล่วงหน้าอย่างน้อยเจ็ดวัน ถ้าไม่ได้เอกสารนั้นมาสืบตามกำหนด เมื่อศาลเห็นสมควร ก็ให้ศาลสืบพยานต่อไปตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๙๓ (๒) มาตรา ๑๒๔ ถ้าคู่ความฝ่ายที่อ้างเอกสารไม่ยอมนำมาหรือยื่นต้นฉบับเอกสาร หรือถ้าคู่ความฝ่ายนั้นได้ทำให้เสียหาย ทำลาย ปิดบัง หรือทำด้วยประการอื่นใด ให้เอกสารนั้นไร้ประโยชน์โดยมุ่งหมายที่จะกีดกันไม่ให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งอ้างอิงเอกสารนั้นเป็นพยานหลักฐานให้ถือว่าข้อเท็จจริงแห่งข้ออ้างที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะต้องนำสืบโดยเอกสารนั้น คู่ความฝ่ายที่ไม่นำมาหรือยื่นเอกสารดังกล่าวข้างต้นนั้นได้ยอมรับแล้ว มาตรา ๑๒๕ คู่ความฝ่ายที่ถูกอีกฝ่ายหนึ่งอ้างอิงเอกสารมาเป็นพยานหลักฐานยันตน อาจคัดค้านการนำเอกสารนั้นมาสืบโดยเหตุที่ว่าไม่มีต้นฉบับหรือต้นฉบับนั้นปลอมทั้งฉบับหรือบางส่วน หรือสำเนานั้นไม่ถูกต้องกับต้นฉบับ โดยคัดค้านต่อศาลก่อนการสืบพยานเอกสารนั้นเสร็จ ถ้าคู่ความซึ่งประสงค์จะคัดค้านมีเหตุผลอันสมควรที่ไม่อาจทราบได้ก่อนการสืบพยานเอกสารนั้นเสร็จว่าต้นฉบับเอกสารนั้นไม่มี หรือเอกสารนั้นปลอม หรือสำเนาไม่ถูกต้องคู่ความนั้นอาจยื่นคำร้องขออนุญาตคัดค้านการอ้างเอกสารมาสืบดังกล่าวข้างต้นต่อศาล ไม่ว่าเวลาใดก่อนศาลพิพากษา ถ้าศาลเห็นว่าคู่ความนั้นไม่อาจยกข้อคัดค้านได้ก่อนนั้น และคำขอนั้นมีเหตุผลฟังได้ ก็ให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตตามคำขอ ถ้าคู่ความซึ่งประสงค์จะคัดค้านไม่คัดค้านการอ้างเอกสารเสียก่อนการสืบพยานเอกสารนั้นเสร็จ หรือศาลไม่อนุญาตให้คัดค้านภายหลังนั้น ห้ามมิให้คู่ความนั้นคัดค้านการมีอยู่และความแท้จริงของเอกสารนั้น หรือความถูกต้องแห่งสำเนาเอกสารนั้น แต่ทั้งนี้ ไม่ตัดอำนาจของศาลในอันที่จะไต่สวนและชี้ขาดในเรื่องการมีอยู่ ความแท้จริง หรือความถูกต้องเช่นว่านั้น ในเมื่อศาลเห็นสมควร และไม่ตัดสิทธิของคู่ความนั้นที่จะอ้างว่าสัญญาหรือหนี้ที่ระบุไว้ในเอกสารนั้นไม่สมบูรณ์หรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตีความหมายผิด มาตรา ๑๒๖ ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตราต่อไปนี้ ถ้าคู่ความที่ถูกอีกฝ่ายหนึ่งอ้างอิงเอกสารมาเป็นพยานหลักฐานยันแก่ตน ปฏิเสธความแท้จริงของเอกสารนั้น หรือความถูกต้องแห่งสำเนาเอกสารนั้น และคู่ความฝ่ายที่อ้างยังคงยืนยันความแท้จริงหรือความถูกต้องแห่งสำเนาของเอกสาร ถ้าศาลเห็นสมควร ให้ศาลชี้ขาดข้อโต้เถียงนั้นได้ทันทีในเมื่อเห็นว่าไม่จำเป็นต้องสืบพยานหลักฐานต่อไป หรือมิฉะนั้นให้ชี้ขาดในเมื่อได้สืบพยานตามวิธีต่อไปนี้ทั้งหมดหรือโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง คือ (๑) ตรวจสอบบรรดาเอกสารที่มิได้ถูกคัดค้านแล้วจดลงไว้ซึ่งการมีอยู่หรือข้อความแห่งเอกสารที่ถูกคัดค้าน (๒) ซักถามพยานที่ทราบการมีอยู่หรือข้อความแห่งเอกสารที่ถูกคัดค้าน หรือพยานผู้ที่สามารถเบิกความในข้อความแท้จริงแห่งเอกสาร หรือความถูกต้องแห่งสำเนา (๓) ให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเอกสารที่ถูกคัดค้านนั้น ในระหว่างที่ยังมิได้ชี้ขาดตัดสินคดี ให้ศาลยึดเอกสารที่สงสัยว่าปลอมหรือไม่ถูกต้องไว้ แต่ความข้อนี้ไม่บังคับถึงเอกสารราชการซึ่งทางราชการเรียกคืนไป มาตรา ๑๒๗ เอกสารมหาชนซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้นหรือรับรอง หรือสำเนาอันรับรองถูกต้องแห่งเอกสารนั้น และเอกสารเอกชนที่มีคำพิพากษาแสดงว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้องนั้น ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง เป็นหน้าที่ของคู่ความฝ่ายที่ถูกอ้างเอกสารนั้นมายัน ต้องนำสืบความไม่บริสุทธิ์หรือความไม่ถูกต้องแห่งเอกสาร มาตรา ๑๒๗ ทวิ ต้นฉบับพยานเอกสารหรือพยานวัตถุอันสำคัญที่คู่ความได้ยื่นต่อศาล หรือที่บุคคลภายนอกได้ยื่นต่อศาล หากผู้ที่ยื่นต้องใช้เป็นประจำหรือตามความจำเป็นหรือมีความสำคัญในการเก็บรักษา ศาลจะอนุญาตให้ผู้ที่ยื่นรับคืนไป โดยให้คู่ความตรวจดู และให้ผู้ที่ยื่นส่งสำเนาหรือภาพถ่ายไว้แทน หรือจะมีคำสั่งอย่างใดตามที่เห็นสมควรก็ได้ หมวด ๔ การตรวจและการแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญโดยศาล มาตรา ๑๒๘ ถ้าพยานหลักฐานที่ศาลจะทำการตรวจนั้นเป็นบุคคลหรือสังหาริมทรัพย์ซึ่งอาจนำมาศาลได้ ให้คู่ความฝ่ายที่ได้รับอนุญาตให้นำสืบพยานหลักฐานเช่นว่านั้นนำบุคคลหรือทรัพย์นั้นมาในวันสืบพยาน หรือวันอื่นใดที่ศาลจะได้กำหนดให้นำมา ถ้าการตรวจไม่สามารถกระทำได้ในศาล ให้ศาลทำการตรวจ ณ สถานที่ เวลาและภายในเงื่อนไข ตามที่ศาลจะเห็นสมควรแล้วแต่สภาพแห่งการตรวจนั้น ๆ มาตรา ๑๒๘/๑ ในกรณีจำเป็นต้องใช้พยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดที่เป็นประเด็นสำคัญแห่งคดี เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งร้องขอ ศาลมีอำนาจสั่งให้ทำการตรวจพิสูจน์บุคคล วัตถุหรือเอกสารใดๆ โดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ได้ ในการที่พยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ จะสามารถพิสูจน์ให้เห็นข้อเท็จจริงที่ทำให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดได้โดยไม่ต้องสืบพยานหลักฐานอื่นอีก เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งร้องขอ ศาลอาจสั่งให้ทำการตรวจพิสูจน์ตามวรรคหนึ่งโดยไม่ต้องรอให้ถึงวันสืบพยานตามปกติก็ได้ ในกรณีที่การตรวจพิสูจน์ตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองจำเป็นต้องเก็บตัวอย่าง เลือด เนื้อเยื่อ ผิวหนัง เส้นผมหรือขน ปัสสาวะ อุจจาระ น้ำลายหรือสารคัดหลั่งอื่น สารพันธุกรรม หรือส่วนประกอบอื่นของร่างกาย หรือสิ่งที่อยู่ในร่างกายจากคู่ความหรือบุคคลใด ศาลอาจให้คู่ความหรือบุคคลใดรับการตรวจพิสูจน์จากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญอื่นได้ แต่ต้องกระทำเพียงเท่าที่จำเป็นและสมควร ทั้งนี้ ถือเป็นสิทธิของคู่ความหรือบุคคลนั้นที่จะยินยอมหรือไม่ก็ได้ ในกรณีที่คู่ความฝ่ายใดไม่ยินยอม หรือไม่ให้ความร่วมมือต่อการตรวจพิสูจน์ตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง หรือไม่ให้ความยินยอมหรือกระทำการขัดขวางมิให้บุคคลที่เกี่ยวข้องให้ความยินยอมต่อการตรวจเก็บตัวอย่างส่วนประกอบของร่างกายตามวรรคสาม ก็ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่คู่ความฝ่ายตรงข้ามกล่าวอ้าง ค่าใช้จ่ายในการตรวจพิสูจน์ตามมาตรานี้ ให้คู่ความฝ่ายที่ร้องขอให้ตรวจพิสูจน์เป็นผู้รับผิดชอบโดยให้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของค่าฤชาธรรมเนียม แต่ถ้าผู้ร้องขอไม่สามารถเสียค่าใช้จ่ายได้หรือเป็นกรรีที่ศาลเป็นผู้สั่งให้ตรวจพิสูจน์ ให้ศาลสั่งจ่ายตามระเบียบที่คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมกำหนด ส่วนความรับผิดในค่าใช้จ่ายดังกล่าวให้เป็นไปตามมาตรา ๑๕๘ หรือมาตรา ๑๖๑ มาตรา ๑๒๙ ในการที่ศาลจะมีคำสั่งให้แต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญดังกล่าวมาในมาตรา ๙๙ โดยที่ศาลเห็นสมควรหรือโดยที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งร้องขอนั้น (๑) การแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญเช่นว่านั้นให้อยู่ในดุลพินิจของศาล แต่ศาลจะเรียกคู่ความมาให้ตกลงกันกำหนดตัวผู้เชี่ยวชาญที่จะแต่งตั้งนั้นก็ได้ แต่ศาลจะบังคับบุคคลใดให้เป็นผู้เชี่ยวชาญไม่ได้ นอกจากบุคคลนั้นได้ยินยอมลงชื่อเป็นผู้เชี่ยวชาญไว้ในทะเบียนผู้เชี่ยวชาญของศาลแล้ว (๒) ผู้เชี่ยวชาญที่ศาลแต่งตั้งอาจถูกคัดค้านได้และต้องสาบานหรือปฏิญาณตน ทั้งมีสิทธิที่จะได้รับค่าธรรมเนียมและรับชดใช้ค่าใช้จ่ายที่ได้ออกไปตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงว่าด้วยการนั้น มาตรา ๑๓๐ ผู้เชี่ยวชาญที่ศาลแต่งตั้งอาจแสดงความเห็นด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือก็ได้ แล้วแต่ศาลจะต้องการ ถ้าศาลยังไม่เป็นที่พอใจในความเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่ทำเป็นหนังสือนั้น หรือเมื่อคู่ความฝ่ายใดเรียกร้องโดยทำเป็นคำร้อง ให้ศาลเรียกให้ผู้เชี่ยวชาญทำความเห็นเพิ่มเติมเป็นหนังสือ หรือเรียกให้มาศาลเพื่ออธิบายด้วยวาจา หรือให้ตั้งผู้เชี่ยวชาญคนอื่นอีก ถ้าผู้เชี่ยวชาญที่ศาลตั้งจะต้องแสดงความเห็นด้วยวาจาหรือต้องมาศาลเพื่ออธิบายด้วยวาจา ให้นำบทบัญญัติในลักษณะนี้ว่าด้วยพยานบุคคลมาใช้บังคับโดยอนุโลม ลักษณะ ๖ คำพิพากษาและคำสั่ง หมวด ๑ หลักทั่วไปว่าด้วยการชี้ขาดตัดสินคดี มาตรา ๑๓๑ คดีที่ยื่นฟ้องต่อศาลนั้น ให้ศาลปฏิบัติดังนี้ (๑) ในเรื่องคำขอซึ่งคู่ความยื่นในระหว่างการพิจารณาคดีนั้น โดยทำเป็นคำร้องหรือขอด้วยวาจาก็ดี ให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตหรือยกเสียซึ่งคำขอเช่นว่านั้น โดยทำเป็นหนังสือหรือด้วยวาจาก็ได้ แต่ถ้าศาลมีคำสั่งด้วยวาจาให้ศาลจดคำสั่งนั้นไว้ในรายงานพิสดาร (๒) ในเรื่องประเด็นแห่งคดี ให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดโดยทำเป็นคำพิพากษาหรือคำสั่งหรือให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความตามที่บัญญัติไว้ในลักษณะนี้ มาตรา ๑๓๒ ให้ศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความได้ โดยไม่ต้องมีคำวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นเรื่องนั้น และให้กำหนดเงื่อนไขในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมตามที่เห็นสมควร (๑) เมื่อโจทก์ทิ้งฟ้อง ถอนฟ้อง หรือไม่มาศาลในวันนัดพิจารณา ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๗๔ มาตรา ๑๗๕ และมาตรา ๑๙๓ ทวิ (๒) เมื่อโจทก์ไม่หาประกันมาให้ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๕๓ และ ๒๘๘หรือเมื่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือทั้งสองฝ่ายขาดนัดดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๙๘, ๒๐๐และ ๒๐๑ (๓) ถ้าความมรณะของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยังให้คดีนั้นไม่มีประโยชน์ต่อไปหรือถ้าไม่มีผู้ใดเข้ามาแทนที่คู่ความฝ่ายที่มรณะดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๔๒ (๔) เมื่อศาลได้มีคำสั่งให้พิจารณาคดีรวมกันหรือให้แยกกัน ซึ่งเป็นเหตุให้ต้องโอนคดีไปยังอีกศาลหนึ่งดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๘ และ ๒๙ อธิบาย -มาตรา ๑๙๓ ทวิ คดีมโรสาเร่ถือว่าไม่ประสงค์ดำเนินคดีต่อไป -มาตรา ๑๓๒ เป็นดุลยพินิจของศาลไม่ใช่บังคับศาลให้สั่งจำหน่ายคดีเสียทุกเรื่อง แต่ข้อยกเว้นทั้ง ๔ ศาลต้องสั่งจำหน่ายคดีเสมอ (ดู ฎีกา ๕๘๑๖/๕๐) -เมื่อโจทก์ทิ้งฟ้อง หรือถอนฟ้อง ฟ้องแย้งจะตกไปหรือไม่ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาฟ้องแย้งตกไปเฉพาะกรณีเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเท่านั้น -ฎ.๗๙๙๔/๔๗ (ดู ม. ๒๒๖ ด้วย) ป.ผู้เข้าเป็นคู่ความแทนที่ ย. จำเลยผู้มรณะตายในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้ร้องและผู้คัดค้านต่างยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ ย. จำเลยผู้มรณะโดยต่างคัดค้านซึ่งกันและกันว่าอีกฝ่ายหนึ่งมีคุณสมบัติไม่ เหมาะสม เมื่อไต่สวนพยานของผู้ร้องเสร็จแล้ว ระหว่างไต่สวนพยานของผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีในส่วนคำร้องของผู้คัดค้าน เนื่องจากเห็นว่าเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้คัดค้านและสั่งอนุญาตให้ ผู้ร้องเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลยผู้มรณะ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะของผู้คัดค้านดังกล่าวย่อมทำให้คดีเกี่ยวกับคำร้องขอเข้าแทนที่ผู้มรณะของผู้คัดค้านเสร็จไป ไม่ถือว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาย่อมอุทธรณ์ได้ทันที เมื่อทนายผู้คัดค้านยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่เกี่ยวกับการจำหน่ายคำร้องขอเข้าแทนที่ผู้มรณะของผู้คัดค้านโดยอ้างว่าเป็นการผิดระเบียบและศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมเช่นนี้ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ส่วนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยผู้มรณะซึ่งทนายผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยผู้มรณะ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมนั้นก็เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ต้องห้ามอุทธรณ์จนกว่าศาลชั้นต้นจะได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๖ มาตรา ๑๓๓ เมื่อศาลมิได้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความดังที่บัญญัติไว้ในมาตราก่อน ให้ศาลชี้ขาดคดีนั้นโดยทำเป็นคำพิพากษาหรือคำสั่งในวันที่สิ้นการพิจารณาแต่เพื่อการที่จะพิเคราะห์คดีต่อไป ศาลจะเลื่อนการพิพากษาหรือการทำคำสั่งต่อไปในวันหลังก็ได้ตามที่เห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม มาตรา ๑๓๔ ไม่ว่ากรณีใด ๆ ห้ามมิให้ศาลที่รับฟ้องคดีไว้ ปฏิเสธไม่ยอมพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีโดยอ้างว่า ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่จะใช้บังคับแก่คดี หรือว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่จะใช้บังคับนั้นเคลือบคลุมหรือไม่บริบูรณ์ มาตรา ๑๓๕ ในคดีที่เรียกร้องให้ชำระหนี้เป็นเงิน หรือมีการเรียกร้องให้ชำระหนี้เป็นเงินรวมอยู่ด้วย ไม่ว่าเวลาใด ๆ ก่อนมีคำพิพากษา จำเลยจะนำเงินมาวางศาลเต็มจำนวนที่เรียกร้อง หรือแต่บางส่วน หรือตามจำนวนเท่าที่ตนคิดว่าพอแก่จำนวนที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องก็ได้ทั้งนี้ โดยยอมรับผิดหรือไม่ยอมรับผิดก็ได้ มาตรา ๑๓๖ ในกรณีที่จำเลยวางเงินต่อศาลโดยยอมรับผิด ถ้าโจทก์พอใจยอมรับเงินที่จำเลยวางโดยไม่ติดใจเรียกร้องมากกว่านั้น และคดีไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปอีก ให้ศาลพิพากษาคดีไปตามนั้น คำพิพากษานั้นเป็นที่สุด แต่ถ้าโจทก์ไม่พอใจในจำนวนเงินที่จำเลยวางและยังติดใจที่จะดำเนินคดีเพื่อให้จำเลยต้องรับผิดในจำนวนเงินตามที่เรียกร้องต่อไปอีก จำเลยมีสิทธิถอนเงินที่วางไว้นั้นได้ โดยให้ถือเสมือนว่ามิได้มีการวางเงิน หรือจำเลยจะยอมให้โจทก์รับเงินนั้นไปก็ได้ ในกรณีหลังนี้ โจทก์จะรับเงินไปหรือไม่ก็ตาม จำเลยไม่ต้องเสียดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่วาง แม้ว่าจำเลยมีความรับผิดตามกฎหมายจะต้องเสีย ทั้งนี้ นับแต่วันที่จำเลยยอมให้โจทก์รับเงินไป ในกรณีที่จำเลยวางเงินต่อศาลโดยไม่ยอมรับผิด จำเลยจะรับเงินนั้นคืนไปก่อนที่มีคำพิพากษาว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดไม่ได้ การวางเงินเช่นว่านี้ ไม่เป็นเหตุระงับการเสียดอกเบี้ยหากจำเลยมีความรับผิดตามกฎหมายจะต้องเสีย มาตรา ๑๓๗ ในคดีที่เรียกร้องให้ชำระหนี้อย่างอื่นนอกจากให้ชำระเงิน จำเลยชอบที่จะทำการชำระหนี้นั้นได้โดยแจ้งให้ศาลทราบในคำให้การหรือแถลงโดยหนังสือเป็นส่วนหนึ่งต่างหากก็ได้ ถ้าโจทก์ยอมรับการชำระหนี้นั้นเป็นการพอใจเต็มตามที่เรียกร้องแล้วให้ศาลพิพากษาคดีไปตามนั้น และคำพิพากษานั้นให้เป็นที่สุด ถ้าโจทก์ไม่พอใจในการชำระหนี้เช่นว่านั้น โจทก์ชอบที่จะดำเนินคดีนั้นต่อไปได้ มาตรา ๑๓๘ ในคดีที่คู่ความตกลงกันหรือประนีประนอมยอมความกันในประเด็นแห่งคดีโดยมิได้มีการถอนคำฟ้องนั้น และข้อตกลงหรือการประนีประนอมยอมความกันนั้นไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ให้ศาลจดรายงานพิสดารแสดงข้อความแห่งข้อตกลงหรือการประนีประนอมยอมความเหล่านั้นไว้ แล้วพิพากษาไปตามนั้น ห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาเช่นว่านี้ เว้นแต่ในเหตุต่อไปนี้ (๑) เมื่อมีข้อกล่าวอ้างว่าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฉ้อฉล (๒) เมื่อคำพิพากษานั้นถูกกล่าวอ้างว่าเป็นการละเมิดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน (๓) เมื่อคำพิพากษานั้นถูกกล่าวอ้างว่ามิได้เป็นไปตามข้อตกลงหรือการประนีประนอมยอมความ ถ้าคู่ความตกลงกันเพียงแต่ให้เสนอคดีต่ออนุญาโตตุลาการ ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยอนุญาโตตุลาการมาใช้บังคับ อธิบาย -ฎ.๒๕๖/๐๔ บุคคลภายนอกฟ้องให้เพิกถอนคำพิพากษาตามยอมไม่ได้ แต่หากคำพิพากษาตามยอมมากระทบสิทธิผู้ร้องสามารถฟ้องได้ -ฎ.๑๒๔/๔๖ เมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาตามยอมไม่สามารถบังคับได้ จึงไม่มีประเด็นซึ่งได้วินิจฉัยแล้ว คดีจึงไม่เป็นฟ้องซ้ำตาม ม.๑๔๘ -ฎ.๕๓๙๔-๕๓๙๕/๓๕ กล่าวอ้างว่าคำพิพากษาตามยอมผิดกฎหมาย ต้องอ้างในคดีเดิม จะนำมาฟ้องเป็นคดีใหม่ไม่ได้ มาตรา ๑๓๙ เมื่อคดีสองเรื่องหรือกว่านั้นขึ้นไปได้พิจารณารวมกันเพื่อสะดวกแก่การพิจารณา ศาลจะพิพากษาคดีเหล่านั้นเรื่องใดเรื่องหนึ่งซึ่งเสร็จการพิจารณาแล้วจึงพิพากษาเรื่องอื่น ๆ ต่อไปภายหลังก็ได้ หมวด ๒ ข้อความและผลแห่งคำพิพากษาและคำสั่ง มาตรา ๑๔๐ การทำคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล ให้ดำเนินตามข้อบังคับต่อไปนี้ (๑) ศาลจะต้องประกอบครบถ้วนตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยเขตอำนาจศาล และอำนาจผู้พิพากษา (๒) ภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา ๑๓ ถ้าคำพิพากษาหรือคำสั่งจะต้องทำโดยผู้พิพากษาหลายคน คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นจะต้องบังคับตามความเห็นของฝ่ายข้างมาก จำนวนผู้พิพากษาฝ่ายข้างมากนั้น ในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ต้องไม่น้อยกว่าสองคน และในศาลฎีกาไม่น้อยกว่าสามคน ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ถ้าผู้พิพากษาคนใดมีความเห็นแย้ง ก็ให้ผู้พิพากษาคนนั้นเขียนใจความแห่งความเห็นแย้งของตนกลัดไว้ในสำนวน และจะแสดงเหตุผลแห่งข้อแย้งไว้ด้วยก็ได้ ในศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา ถ้าอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ หรือประธานศาลฎีกา แล้วแต่กรณี เห็นสมควร จะให้มีการวินิจฉัยปัญหาใดในคดีเรื่องใด โดยที่ประชุมใหญ่ก็ได้หรือถ้ามีกฎหมายกำหนดให้วินิจฉัยปัญหาใดหรือคดีเรื่องใด โดยที่ประชุมใหญ่ ก็ให้วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ ภายใต้บังคับแห่งมาตรา ๑๓ ที่ประชุมใหญ่นั้น สำหรับศาลอุทธรณ์ให้ประกอบด้วยอย่างน้อยผู้พิพากษาหัวหน้าคณะไม่น้อยกว่า ๑๐ คน สำหรับศาลฎีกาให้ประกอบด้วยผู้พิพากษาทุกคนซึ่งอยู่ปฏิบัติหน้าที่ แต่ต้องไม่น้อยกว่ากึ่งจำนวนผู้พิพากษาแห่งศาลนั้น และให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ หรือประธานศาลฎีกา แล้วแต่กรณี หรือผู้ทำการแทน เป็นประธาน คำวินิจฉัยของที่ประชุมใหญ่ให้เป็นไปตามเสียงข้างมาก และถ้ามีคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานแห่งที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด ในคดีซึ่งที่ประชุมใหญ่ได้วินิจฉัยปัญหาแล้ว คำพิพากษาหรือคำสั่งต้องเป็นไปตามคำวินิจฉัยของที่ประชุมใหญ่ และต้องระบุไว้ด้วยว่าปัญหาข้อใดได้วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ผู้พิพากษาที่เข้าประชุมแม้มิใช่เป็นผู้นั่งพิจารณา ก็ให้มีอำนาจพิพากษาหรือทำคำสั่งในคดีนั้นได้และเฉพาะในศาลอุทธรณ์ให้ทำความเห็นแย้งได้ด้วย (๓) การอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง ให้อ่านข้อความทั้งหมดในศาลโดยเปิดเผย ตามเวลาที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายนี้ ต่อหน้าคู่ความทั้งสองฝ่าย หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในกรณีเช่นว่านี้ ให้ศาลจดลงไว้ในคำพิพากษาหรือคำสั่ง หรือในรายงานซึ่งการอ่านนั้น และให้คู่ความที่มาศาลลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญ ถ้าคู่ความไม่มาศาล ศาลจะงดการอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งก็ได้ ในกรณีเช่นว่านี้ให้ศาลจดแจ้งไว้ในรายงาน และให้ถือว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้อ่านตามกฎหมายแล้ว เมื่อศาลที่พิพากษาคดี หรือที่ได้รับคำสั่งจากศาลสูงให้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งตามบทบัญญัติในมาตรานี้วันใด ให้ถือว่าวันนั้นเป็นวันที่พิพากษาหรือมีคำสั่งคดีนั้น มาตรา ๑๔๑ คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้ทำเป็นหนังสือ และต้องกล่าวหรือแสดง (๑) ชื่อศาลที่พิพากษาคดีนั้น (๒) ชื่อคู่ความทุกฝ่ายและผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้แทน ถ้าหากมี (๓) รายการแห่งคดี (๔) เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยทั้งปวง (๕) คำวินิจฉัยของศาลในประเด็นแห่งคดีตลอดทั้งค่าฤชาธรรมเนียม คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นต้องลงลายมือชื่อผู้พิพากษาที่พิพากษาหรือทำคำสั่ง หรือถ้าผู้พิพากษาคนใดลงลายมือชื่อไม่ได้ ก็ให้ผู้พิพากษาอื่นที่พิพากษาหรือทำคำสั่งคดีนั้นหรืออธิบดีผู้พิพากษาแล้วแต่กรณี จดแจ้งเหตุที่ผู้พิพากษาคนนั้นมิได้ลงลายมือชื่อและมีความเห็นพ้องด้วยคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น แล้วกลัดไว้ในสำนวนความ ในกรณีที่ศาลมีอำนาจทำคำสั่งหรือพิพากษาคดีได้ด้วยวาจา การที่ศาลจะต้องทำรายงานเกี่ยวด้วยคำสั่งหรือคำพิพากษานั้นไม่จำต้องจดแจ้งรายการแห่งคดีหรือเหตุผลแห่งคำวินิจฉัย แต่เมื่อคู่ความฝ่ายใดแจ้งความจำนงที่จะอุทธรณ์หรือได้ยื่นอุทธรณ์ขึ้นมา ให้ศาลมีอำนาจทำคำชี้แจงแสดงรายการข้อสำคัญ หรือเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยกลัดไว้กับบันทึกนั้นภายในเวลาอันสมควร **มาตรา ๑๔๒ คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลที่ชี้ขาดคดีต้องตัดสินตามข้อหาในคำฟ้องทุกข้อ แต่ห้ามมิให้พิพากษาหรือทำคำสั่งให้สิ่งใด ๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง เว้นแต่ (๑) ในคดีฟ้องเรียกอสังหาริมทรัพย์ ให้พึงเข้าใจว่าเป็นประเภทเดียวกับฟ้องขอให้ขับไล่จำเลย ถ้าศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี เมื่อศาลเห็นสมควรศาลจะมีคำสั่งให้ขับไล่จำเลยก็ได้ คำสั่งเช่นว่านี้ให้ใช้บังคับตลอดถึงวงศ์ญาติทั้งหลายและบริวารของจำเลยที่อยู่บนอสังหาริมทรัพย์นั้น ซึ่งไม่สามารถแสดงอำนาจพิเศษให้ศาลเห็นได้ (๒) ในคดีที่โจทก์ฟ้องเรียกทรัพย์ใด ๆ เป็นของตนทั้งหมด แต่พิจารณาได้ความว่าโจทก์ควรได้แต่ส่วนแบ่ง เมื่อศาลเห็นสมควร ศาลจะพิพากษาให้โจทก์ได้รับแต่ส่วนแบ่งนั้นก็ได้ (๓) ในคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ชำระเงินพร้อมด้วยดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องเมื่อศาลเห็นสมควร ศาลจะพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จตามคำพิพากษาก็ได้ (๔) ในคดีที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเช่าหรือค่าเสียหายอันต่อเนื่องคำนวณถึงวันฟ้อง เมื่อศาลเห็นสมควร ศาลจะพิพากษาให้ชำระค่าเช่าและค่าเสียหายเช่นว่านี้จนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จตามคำพิพากษาก็ได้ **(๕) ในคดีที่อาจยกข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นอ้างได้นั้น เมื่อศาลเห็นสมควร ศาลจะยกข้อเหล่านั้นขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาคดีไปก็ได้ (๖) ในคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ชำระเงินพร้อมด้วยดอกเบี้ยซึ่งมิได้มีข้อตกลงกำหนดอัตราดอกเบี้ยกันไว้ เมื่อศาลเห็นสมควรโดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดี ศาลจะพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราที่สูงขึ้นกว่าที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามกฎหมายแต่ไม่เกินร้อยละสิบห้า ต่อปีนับตั้งแต่วันฟ้องหรือวันอื่นหลังจากนั้นก็ได้ อธิบาย -พิพากษาเกินคำขอเป็นปัญหาความสงบเรียบร้อยฯ ศาลสูงยกขึ้นว่ากล่าวได้ -ฎ.๒๑๒๖/๔๒ เรื่องอายุความเป็นปัญหาข้อกฎหมาย แต่ไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยฯ -ม.๑๔๒(๕) นำไปใช้ชั้นอุทธรณ์(อ้าง ม.๑๔๒(๕)ควบ๒๔๖ ฎีกา(อ้าง ม.๑๔๒(๕)ควบ ๒๔๗ ได้ และศาลไม่หยิบยกก็ได้ เป็นดุลยพินิจศาลโดยแท้ -ฎ.๖๒๓๒/๕๒ จำเลยที่ ๒ รู้จักกับโจทก์ตั้งแต่เด็กและทราบว่าโจทก์และจำเลยที่ ๑ สมรสกันแล้วมีทรัพย์สินเป็นที่ดินพิพาท โดยโจทก์และจำเลยที่ ๑ พักอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาท จำเลยที่ ๒ จึงทราบดีว่าที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนที่มีชื่อจำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลยที่ ๑ การที่จำเลยทั้งสองทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนที่มีชื่อจำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ แม้จำเลยที่ ๒ เสียค่าตอบแทน แต่ก็เป็นการกระทำโดยไม่สุจริต โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๔๘๐ วรรคหนึ่ง ซึ่งต้องเพิกถอนนิติกรรมที่ผูกพันสินสมรสทั้งหมด มิใช่เฉพาะส่วนของคู่สมรสที่ไม่ยินยอมเท่านั้น แม้โจทก์ฎีกาขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทส่วนที่เป็นสินสมรสทั้งหมดโดยโจทก์ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์ แต่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองแล้ว ศาลชั้นต้นกลับพิพากษาบังคับให้จำเลยทั้งสองเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองเฉพาะในส่วนของโจทก์ อันเป็นการมิได้พิพากษาให้เป็นไปตามข้อหาในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ จึงเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาคดีเสียให้ถูกต้อง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒(๕) ประกอบมาตรา ๒๔๖และ ๒๔๗ -ฎ.๒๓๐๕/๕๑ ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ แต่โจทก์อาจมีสิทธิครอบครองโดยการครอบครองที่ดินมาก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับตาม มาตรา ๔ เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ครอบครองที่ดินมาก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ โจทก์จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามบทกฎหมายดังกล่าว และต้องถือว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของรัฐ โจทก์ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐเพื่อไม่ให้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินพิพาท จึงมีผลเท่ากับโจทก์อ้างสิทธิครอบครองมาใช้ยันรัฐซึ่งไม่อาจกระทำได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบด้วยมาตรา ๒๔๖ และมาตรา ๒๔๗ -ฎ.๕๙๐/๕๓ ฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมที่ว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษาเกินคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองในเนื้อที่ดินที่ฟ้องหรือไม่ แม้เป็นประเด็นที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๔ แต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยและจำเลยร่วมจึงยกขึ้นในชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคสอง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าโจทก์ที่ ๒ เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ ๑๓๐ ไร่ จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์โดยรับในอุทธรณ์ว่า ที่ดินพิพาทฟังเป็นยุติว่ามีเนื้อที่ประมาณ ๑๓๐ ไร่ เมื่อคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องว่าที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ประมาณ ๑๐๐ ไร่ จำเลยร่วมให้การและฟ้องแย้งว่าที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ประมาณ ๑๓๐ ไร่ ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำฟ้องแต่อย่างใด -ฎ.๖๑๕๗/๕๒ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ให้สัญญาว่า เมื่อ อ. หรือพี่น้องในตระกูลนำเงิน ๑๒๗,๐๐๐ บาท ไปคืนแก่จำเลยที่ ๑ แล้ว จำเลยที่ ๑ จะโอนที่ดินพิพาทและบ้านคืนให้ทันที ซึ่งจำเลยที่ ๑ ให้การรับว่าโจทก์ตกลงซื้อที่ดินพิพาทคืน แต่ตกลงกันในราคาเท่าที่จำเลยที่ ๑ มีภาระผูกพันอยู่กับจำเลยที่ ๒ และโจทก์วางเงินมัดจำให้แก่จำเลยที่ ๑ ไว้ ๑๒๗,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลือโจทก์จะไปตกลงกับจำเลยที่ ๒ แต่โจทก์ไม่ไปดำเนินการกับจำเลยที่ ๒ เอง ซึ่งเท่ากับว่าจำเลยที่ ๑ รับว่าจะขายที่ดินคืนให้แก่โจทก์แต่ตกลงไว้ในราคาอื่นและจำเลยที่ ๑ รับมัดจำไว้แล้ว การตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑ จึงย่อมเข้าลักษณะสัญญาจะซื้อจะขาย และโจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยที่ ๑ โอนที่ดินพิพาทพร้อมบ้านให้แก่โจทก์จึงเป็นการฟ้องบังคับตามสัญญาจะซื้อจะขาย เป็นประเด็นหลัก ส่วนเรื่องที่โจทก์ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายระหว่าง อ. จำเลยที่ ๑ เป็นประเด็นรอง และการที่จำเลยที่ ๑ ไม่โอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ เป็นบทบัญญัติในภาค ๑ บททั่วไปใช้สำหรับทุกชั้นศาล ศาลอุทธรณ์มีอำนาจยกปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นวินิจฉัยตามบทบัญญัติดังกล่าวได้โดยตรง แต่เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องด้วยเหตุว่าโจทก์มิได้เป็นผู้ถูกโต้แย้งสิทธิ ซึ่งไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา โดยยังมิได้วินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๒ และตามปัญหาของจำเลยที่ ๑ ว่าสัญญาที่โจทก์และจำเลยที่ ๑ ทำกันไว้เป็นสัญญาจะซื้อจะขายหรือไม่ แม้คู่ความจะสืบพยานจนเสร็จสิ้นเพียงพอที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงไปเสียเองก็ตาม แต่เพื่อให้คดีเป็นไปตามลำดับชั้นศาล ทั้งผลการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิฎีกาของคู่ความ จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ พิจารณาปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยที่ ๑ ในประเด็นที่ยังไม่ได้วินิจฉัยต่อไป -ฎ.๕๘๐๑/๕๒ จำเลยขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้ อ. และ ล. บิดามารดาโจทก์โดยมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพราะจำเลยแจ้งว่าหากมีเงินจะมาขอซื้อคืนในภายหลัง แต่ทำสัญญาซื้อขายไว้พร้อมกับส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์และที่ดินให้เข้าครอบครองอย่างเจ้าของ ข้อที่ว่าหากมีเงินจะมาขอซื้อคืนในภายหลังมีลักษณะเป็นการไถ่ทรัพย์คืนเช่นสัญญาขายฝากตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๙๑ เมื่อไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๕๖ วรรคหนึ่ง ปัญหาว่านิติกรรมขายฝากทำผิดแบบตกเป็นโมฆะหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒(๕) ประกอบมาตรา ๒๔๖ และ ๒๔๗ -คดีแพ่ง ปัญหาว่าฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่ ไม่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยฯ แต่ในคดีอาญาเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยฯ- -ตัวอย่างคำถาม โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ ๑ แต่จำเลยที่ ๑ มิได้ชำระหนี้ให้โจทก์ จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาโอนที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๓๙ ให้แก่จำเลยที่ ๒ ซึ่งรับโอนโดยไม่สุจริตอันเป็นการฉ้อฉลทำให้โจทก์เสียเปรียบ ต่อมาจำเลยที่ ๒ ได้นำที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ต่อธนาคารกรุงทอง จำกัด ซึ่งรับจำนองโดยไม่สุจริต ขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๓๙ ระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ และเพิกถอนสัญญาจำนองระหว่างจำเลยที่ ๒ กับธนาคารกรุงทอง จำกัด จำเลยที่ ๒ ให้การว่าสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาททำโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ขอให้ยกฟ้อง ส่วนจำเลยที่ ๑ นั้น โจทก์ไม่นำค่าธรรมเนียมในการส่งหมายมาวางภายในเวลาที่ศาลกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ทิ้งฟ้องสำหรับจำเลยที่ ๑ ให้จำหน่ายคดีโจทก์เฉพาะจำเลยที่ ๑ จากสารบบความ และพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ ๒ ให้วินิจฉัยว่า คำสั่งและคำพิพากษาของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ธงคำตอบ (ข้อสอบเนฯ ข้อ ๒ สมัย ๕๖) คำฟ้องของโจทก์เป็นการขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ ที่ได้กระทำโดยการฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๗ กับเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินระหว่างจำเลยที่ ๒ กับธนาคารกรุงทอง จำกัด โจทก์จะต้องฟ้องบุคคลที่เกี่ยวข้องกับนิติกรรมที่ขอเพิกถอนเข้ามาเป็นคู่ความในคดี ศาลจึงจะมีอำนาจให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้ คดีนี้แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยที่ ๑ ไว้แล้ว แต่ต่อมาโจทก์มิได้นำค่าธรรมเนียมในการส่งหมายให้จำเลยที่ ๑ มาวางภายในเวลาที่ศาลกำหนด อันเป็นการทิ้งฟ้องสำหรับจำเลยที่ ๑ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๔ (๒) ศาลชอบที่จะมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีโจทก์เฉพาะจำเลยที่ ๑ จากสารบบความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๓๒ (๑) ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๖ บัญญัติให้ถือว่าโจทก์มิได้มีการยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ เลย ส่วนธนาคารกรุงทอง จำกัด ผู้รับจำนองนั้น โจทก์ก็มิได้ฟ้องหรือขอให้ศาลหมายเรียกเข้ามาเป็นคู่ความด้วย หากมีการเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินและเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดิน ย่อมมีผลกระทบถึงสิทธิของธนาคารกรุงทอง จำกัด บุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความในคดี อันเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๕ โจทก์มิอาจฟ้องคดีนี้ได้ ซึ่งปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นกล่าวอ้างศาลก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕) (คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๒๔๗/๓๗, ๔๔๔/๔๖) ดังนั้น คำสั่งและคำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว มาตรา ๑๔๓ ถ้าในคำพิพากษาหรือคำสั่งใด มีข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่น ๆ และมิได้มีการอุทธรณ์หรือฎีกาคัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นเมื่อศาลที่ได้พิพากษาหรือมีคำสั่งนั้นเห็นสมควร หรือเมื่อคู่ความที่เกี่ยวข้องร้องขอ ศาลจะมีคำสั่งเพิ่มเติมแก้ไขข้อผิดพลาด หรือข้อผิดหลงเช่นว่านั้นให้ถูกก็ได้ แต่ถ้าได้มีการอุทธรณ์หรือฎีกาคัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น อำนาจที่จะแก้ไขข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงนั้นย่อมอยู่แก่ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาแล้วแต่กรณี คำขอให้แก้ไขข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงนั้นให้ยื่นต่อศาลดังกล่าวแล้ว โดยกล่าวไว้ในฟ้องอุทธรณ์หรือฎีกา หรือโดยทำเป็นคำร้องส่วนหนึ่งต่างหาก การทำคำสั่งเพิ่มเติมมาตรานี้ จะต้องไม่เป็นการกลับหรือแก้คำวินิจฉัยในคำพิพากษาหรือคำสั่งเดิม เมื่อได้ทำคำสั่งเช่นว่านั้นแล้ว ห้ามไม่ให้คัดสำเนาคำพิพากษาหรือคำสั่งเดิมเว้นแต่จะได้คัดสำเนาคำสั่งเพิ่มเติมนั้นรวมไปด้วย **มาตรา ๑๔๔ เมื่อศาลใดมีคำพิพากษา หรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีหรือในประเด็นข้อใดแห่งคดีแล้ว ห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้นอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วนั้น เว้นแต่กรณีจะอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วย (๑) การแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่น ๆ ตามมาตรา ๑๔๓ (๒) การพิจารณาใหม่แห่งคดีซึ่งได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินไปฝ่ายเดียวตามมาตรา ๒๐๙ และคดีที่เอกสารได้สูญหายหรือบุบสลายตามมาตรา ๕๓ (๓) การยื่น การยอมรับ หรือไม่ยอมรับ ซึ่งอุทธรณ์หรือฎีกาตามมาตรา ๒๒๙และ ๒๔๗ และการดำเนินวิธีบังคับชั่วคราวในระหว่างการยื่นอุทธรณ์ หรือฎีกาตามมาตรา ๒๕๔วรรคสุดท้าย (๔) การที่ศาลฎีกาหรือศาลอุทธรณ์ส่งคดีคืนไปยังศาลล่างที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีนั้น เพื่อให้พิพากษาใหม่หรือพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามมาตรา ๒๔๓ (๕) การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งตามมาตรา ๓๐๒ ทั้งนี้ไม่เป็นการตัดสิทธิในอันที่จะบังคับตามบทบัญญัติแห่งมาตรา ๑๖ และ ๒๔๐ว่าด้วยการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยศาลอื่นแต่งตั้ง อธิบาย -มาตรานี้เรียกว่าดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ -คำว่าวินิจฉัยชี้ขาดคดีแล้ว ไม่จำเป็นต้องคดีถึงที่สุด และคำว่าศาลนั้น รวมถึงศาลอื่นด้วย และคำว่าอันเกี่ยวกับคดีจะเป็นคนละคดีหรือคดีเดียวกันก็ได้ -มาตรานี้ นำมาใช้เรื่องแก้ไขฟ้อง , การพิจารณาคดีใหม่ และการขอขยายเวลายื่นคำให้การไม่ได้ -ฎ.๓๗๔๑/๓๘ การที่ศาลกำหนดเวลาใหม่ให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาล ไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ -ฎ.๘๒๗๕/๒๕๕๑ เดิมโจทก์และ ว. ฟ้องจำเลยในมูลละเมิดเรียกค่าเสียหายที่โจทก์และ ว. ต้องเสียค่าจ้างทนายความและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีรวมทั้งค่าเสียหายที่ต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงขาดความเชื่อถือในการประกอบอาชีพจากการที่ถูกจำเลยฟ้อง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า กรณียังไม่ถือว่าโจทก์และ ว. ถูกโต้แย้งสิทธิจากจำเลยในอันที่จะทำให้โจทก์และ ว. ใช้สิทธิทางศาลได้ โจทก์และว. จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๕๕ เป็นกรณีศาลยกฟ้องเพราะเหตุที่ยังมิได้วินิจฉัยเนื้อหาในประเด็นแห่งคดี ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำและดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามมาตรา ๑๔๘ และมาตรา ๑๔๔ -ฎ.๗๑๑๒/๒๕๕๑ คดีเดิมโจทก์ทั้งสี่ฟ้องจำเลยทั้งสามขอให้จดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินทรัพย์มรดก ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยทั้งสามจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินทรัพย์มรดกให้โจทก์ทั้งสี่และจำเลยทั้งสามคนละส่วนเท่า ๆ กัน ต่อมาจำเลยทั้งสามฟ้องโจทก์ทั้งสี่ขอให้เพิกถอนการแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมและการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง คำพิพากษาศาลฎีกาคดีหลังจึงมีผลผูกพันโจทก์ทั้งสี่และจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นคู่ความในคดีว่าการแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมและการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นไปโดยชอบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๕ การที่จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องในคดีเดิมขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินออกเป็น ๒ แปลง ให้เหลือเฉพาะที่ดินแปลงเดิม แล้วให้นำที่ดินออกขายทอดตลาดอีกเช่นนี้จึงเป็นการรื้อร้องกันอีกในประเด็นที่ได้มีการวินิจฉัยชี้ขาดมาแล้ว อันเป็นการดำเนินกระบวนการพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตามมาตรา ๑๔๔ -ตัวอย่างคำถาม (ออกสอบ ผู้ช่วยผู้พิพากษาเมื่อ ๒๔ ก.พ.๒๕๕๐) นายเก่งโดยผู้แทนโดยชอบธรรมเป็นโจทก์ฟ้องนายโดดเป็นจำเลยอ้างว่ากระทำละเมิดเป็นเหตุให้นางแก้วตามารดาถึงแก่ความตาย ขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าขาดไร้อุปการะ ๖๐๐,๐๐๐ บาท และค่าปลงศพ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ที่ยังไม่ได้จัดการ นายโดดให้การต่อสู้คดีขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น นายกล้าบุตรของนางแก้วตาอีกคนหนึ่งโดยผู้แทนโดยชอบธรรมเป็นโจทก์ฟ้องนายโดดเป็นจำเลยที่ ๑ ว่า เป็นลูกจ้างได้กระทำละเมิดในทางการที่จ้างเป็นเหตุให้นางแก้วตามารดาถึงแก่ความตาย และฟ้องนายจอมเป็นจำเลยที่ ๒ ให้ร่วมรับผิดในฐานะนายจ้างของนายโดด ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าขาดไร้อุปการะ ๔๐๐,๐๐๐ บาท และค่าปลงศพ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ที่ยังไม่ได้จัดการ ต่อมาคดีที่นายเก่งเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีเสร็จแล้ว พิพากษาให้นายโดดชำระคาขาดไร้อุปการะ ๔๐๐,๐๐๐ บาท และค่าปลงศพ ๑๐๐,๐๐๐ บาท แก่นายเก่ง คดีหลังนายเก่งและนายจอมให้การตัดฟ้องว่า ฟ้องโจทก์คดีหลังเป็นเป็นฟ้องซ้ำ หรือฟ้องซ้อน หรือการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีก่อน ให้วินิจฉัยว่า ข้อต่อสู้ของนายโดดและนายจอมรับฟังได้หรือไม่ ธงคำตอบ การที่นายกล้าเป็นโจทก์ฟ้องนายโดดเป็นจำเลยที่ ๑ และนายจอมเป็นจำเลยที่ ๒ คดีหลัง ในขณะที่คดีก่อนซึ่งนายเก่งเป็นโจทก์ฟ้องนายโดดเป็นจำเลยอยู่ระหว่างพิจารณา คดีก่อนที่นายเก่งเป็นโจทก์จึงยังมิได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดจะมีผลให้คดีหลังที่นายกล้าเป็นโจทก์ฟ้องเป็นฟ้องซ้ำได้ ทั้งนายจอมก็มิได้เป็นคู่ความเดียวกันกับคดีก่อน ฟ้องของนายกล้าคดีหลังจึงไม่เป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๘ การที่นายเก่งเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายโดดเป็นจำเลยกรณีกระทำละเมิดเป็นเหตุให้นางแก้วตามารดานายเก่งและนายกล้าถึงแก่ความตาย ขอให้ชดใช้ค่าขาดไร้อุปการะและค่าปลงศพนั้น ในส่วนค่าปลงศพถือว่านายเก่งฟ้องเพื่อประโยชน์ของทายาทนางแก้วตาผู้ตายทุกคนรวมทั้งนายกล้าด้วย ฉะนั้น คดีหลังที่นายกล้าฟ้องนายโดดเป็นจำเลยที่ ๑ กระทำละเมิดเป็นเหตุให้นางแก้วตามารดาถึงแก่ความตายและขอให้ชดใช้ค่าปลงศพด้วย จึงเป็นคำฟ้องในเรื่องเดียวกันกับคดีก่อนที่นายเก่งฟ้องนายโดดเป็นจำเลยและอยู่ในระหว่างพิจารณา ฟ้องของนายกล้าในส่วนนี้จึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง(๑) ทั้งต่อมาศาลได้มีคำพิพากษาในคดีก่อนให้นายโดดใช้ค่าปลงศพแล้ว คดีของนายกล้าเกี่ยวกับนายโดดที่ขอให้ใช้ค่าปลงศพในคดีหลังยังเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้ามตามมาตรา ๑๔๔ แต่ในส่วนค่าขาดไร้อุปการะเป็นสิทธิเฉพาะตัวของทายาทแต่ละคนที่ได้รับความเสียหาย ไม่ถือว่านายเก่งฟ้องเพื่อประโยชน์ของทายาทคนอื่น ๆ ฟ้องของนายกล้าเรียกว่าอุปการะเลี้ยงดูจากนายโดดในคดีหลังจึงไม่ใช่เรื่องเดียวกันหรือประเด็นเดียวกันกับคดีก่อน ไม่เป็นฟ้องซ้อนหรือการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ส่วนฟ้องของนายกล้าเกี่ยวกับนายจอมซึ่งเป็นจำเลยที่ ๒ ให้ร่วมรับผิดกับนายโดดในฐานะนายจ้างนั้น เมื่อนายจอมไม่ได้เป็นคู่ความในคดีก่อนที่นายเก่งฟ้องนายโดด ฟ้องของนายกล้าเกี่ยวกับนายจอมจึงยังไม่เป็นฟ้องซ้อนหรือการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๖๔๑/๒๕๔๘) ดังนี้ ข้อต่อสู้ของนายโดดจึงรับฟังได้แต่เพียงในส่วนที่ว่าค่าปลงศพที่นายกล้าฟ้องนายโดดในคดีหลังเป็นฟ้องซ้อนและเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ส่วนข้อต่อสู้ของนายจอมที่ว่าฟ้องของนายกล้าในคดีหลังเป็นฟ้องซ้ำหรือการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำรับฟังไม่ได้ -ตัวอย่างคำถาม นายเอกฟ้องนายโทเป็นจำเลยต่อศาล ขอให้รื้อถอนกันสาดหน้าต่างตึกแถวของนายโทส่วนที่รุกล้ำออกไปจากที่ดินของนายเอก นายโทให้การว่า กันสาดหน้าต่างตึกแถวอยู่ในเขตที่ดินของตน ขอให้ยกฟ้อง ชั้นพิจารณานายเอกและนายโทไม่ติดใจสืบพยาน โดยตกลงท้ากันว่า ให้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดที่ดินตรงกันสาดหน้าต่างตึกแถวว่าอยู่ในเขตที่ดินของนายเอกหรือไม่เป็นข้อแพ้ชนะ เจ้าพนักงานที่ดินได้รังวัดแล้ว ผลปรากฏว่ากันสาดไม่ได้อยู่ในที่ดินของนายเอก ศาลชั้นต้นจึงพิพากษายกฟ้อง คดีอยู่ในระยะเวลาอุทธรณ์ นายเอกถึงแก่กรรมโดยยังไม่ทันได้ยื่นอุทธรณ์ก่อนระยะเวลาอุทธรณ์สิ้นสุดลง นายตรีบุตรนายเอกได้ยื่นฟ้องนายโทขอให้รื้อถอนกันสาดหน้าต่างตึกแถวดังกล่าวออกไปจากที่ดินเป็นคดีใหม่ นายโทให้การว่า ฟ้องคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีก่อน ขอให้ยกฟ้องให้วินิจฉัยว่า ข้อต่อสู้ของนายโทฟังขึ้นหรือไม่ ธงคำตอบ (ข้อสอบเนฯข้อ ๒ สมัย ๖๒) นายตรีเป็นบุตรของนายเอกจึงเป็นผู้สืบสิทธิของนายเอกโจทก์ในคดีก่อน การที่นายตรีมาฟ้องนายโทซึ่งเป็นคนเดียวกับจำเลยในคดีก่อน ถือว่าโจทก์และจำเลยในคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกับคดีก่อน (คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๙๖๒/๔๗,๗๖๐๐/๔๔) เมื่อประเด็นที่ได้วินิจฉัยในคดีก่อนกับประเด็นในคดีนี้ก็คือประเด็นเดียวกันว่ากันสาดหน้าต่างตึกแถวของนายโทรุกล้ำที่ดินของนายเอกหรือไม่ โดยในคดีก่อนศาลชั้นต้นวินิจฉัยตามคำท้าของคู่ความว่ากันสาดไม่ได้อยู่ในเขตที่ดินของนายเอก กรณีย่อมถือว่าประเด็นพิพาทแห่งคดีว่า กันสาดหน้าต่างตึกแถวรุกล้ำที่ดินของนายเอกหรือไม่ได้รับการวินิจฉัยในคดีก่อนแล้ว (คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๙๕๗/๔๖,๓๑๔๗/๔๑) นายตรีฟ้องคดีนี้ขณะคดีก่อนอยู่ในระยะเวลาอุทธรณ์ คดีก่อนยังไม่ถึงที่สุด จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๘ แต่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามมาตรา ๑๔๔(เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ ๗๗๒๐/๔๒) ข้อต่อสู้ของนายโทว่าเป็นฟ้องซ้ำฟังไม่ขึ้น แต่ข้อต่อสู้ว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำฟังขึ้น -ตัวอย่างคำถาม นายเงินเป็นโจทก์ฟ้องนายทองเป็นจำเลยต่อศาลว่า นายเงินเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๒๓๔ นายทองได้บุกรุกเข้าไปในที่ดินดังกล่าว ขอให้ขับไล่และเรียกค่าเสียหาย นายทองให้การต่อสู้คดีว่า ได้ครอบครองที่ดินเกินกว่าสิบปีแล้ว ที่ดินดังกล่าวจึงเป็นกรรมสิทธิ์ของตนโดยการครอบครองปรปักษ์ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า นายทองไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ พิพากษาขับไล่และให้ใช้ค่าเสียหาย นายทองยื่นอุทธรณ์ คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ นายทองได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลเป็นคดีไม่มีข้อพิพาท ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๒๓๔ เป็นกรรมสิทธิ์ของนายทองโดยการครอบครองปรปักษ์ นายเงินคัดค้านว่า การที่นายทองมายื่นคำร้องขอในคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำ หรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำให้วินิจฉัยว่า ข้อต่อสู้ของนายเงินฟังขึ้นหรือไม่ ธงคำตอบ (ข้อสอบเนฯ ข้อ ๒ สมัย ๖๐)กรณีที่จะเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๘ นั้น คดีก่อนจะต้องถึงที่สุดแล้ว เมื่อคดีที่นายเงินเป็นโจทก์ฟ้องนายทองยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ คดียังไม่ถึงที่สุด การที่นายทองมายื่นคำร้องขอในคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๒๔๑/๑๕) ข้อต่อสู้ของนายเงินฟังไม่ขึ้น คดีเดิม นายเงินเป็นโจทก์ฟ้องนายทองว่าบุกรุกที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๒๓๔ ของนายเงินขอให้ขับไล่นายทองให้การว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของตนโดยการครอบครองปรปักษ์ ซึ่งมีประเด็นว่า นายทองได้ครอบครองที่ดินพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ การที่นายทองมายื่นคำร้องขอในคดีนี้ขณะที่คดีเดิมยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ว่า นายทองได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๒๓๔ โดยการครอบครองปรปักษ์ ซึ่งจะต้องพิจารณาว่านายทองได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว โดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่อันเป็นประเด็นเดียวกับที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยมาแล้วในคดีเดิม เมื่อประเด็นแห่งคดีเหมือนกันและเป็น คู่ความเดียวกัน คำร้องขอของนายทองจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๔ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๑๐/๓๕) ข้อต่อสู้ของนายเงินฟังขึ้น -ตัวอย่างคำถาม โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินตามเช็คพร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การว่าจำเลยชำระเงินตามเช็คให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า คำให้การจำเลยมิได้แสดงเหตุแห่งการขาดอายุความ คดีไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาในประเด็นข้ออื่นแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี โจทก์และจำเลยไม่ฎีกา ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การว่าคดีโจทก์ขาดอายุความเพราะโจทก์ยื่นฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนด ๑ ปีนับแต่วันที่เช็คถึงกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต หลังจากสืบพยานโจทก์จำเลยเสร็จสิ้นแล้ว ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ พิพากษายกฟ้องให้วินิจฉัยว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ธงคำตอบ (ข้อสอบเนฯ ข้อ ๒ สมัย ๕๘) เดิมศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเพราะเหตุคดีโจทก์ขาดอายุความ แต่เมื่อโจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่าคำให้การจำเลยมิได้แสดงเหตุแห่งการขาดอายุความ คดีไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ จึงพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาในประเด็นข้ออื่นแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีเมื่อไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ประเด็นเรื่องอายุความจึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดังนั้น ศาลชั้นต้นจะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์จำเลยเฉพาะประเด็นอื่นที่ยังมิได้ดำเนินการเท่านั้น จำเลยไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การเพื่อให้เกิดประเด็นเรื่องอายุความขึ้นอีก เพราะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๔ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การเกี่ยวกับประเด็นเรื่องอายุความแล้วหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยยกฟ้องคำพิพากษาศาลชั้นต้นย่อมไม่ชอบด้วยบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว (คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๙๒๐/๔๗) -ตัวอย่างคำถาม นายเงินเป็นโจทก์ฟ้องนายทองเป็นจำเลยอ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๕ นายทองจำเลยบุกรุกเข้ามาครอบครองโดยมิชอบ ขอให้ขับไล่ นายทองจำเลยให้การต่อสู้ว่า นายทองได้ร่วมกับนายนากครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์แล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า นายทองจำเลยได้ครอบครองที่ดินพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์หรือไม่ ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา นายนากยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วมโดยอ้างเหตุว่าตนเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ขณะที่คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น นายนากเป็นโจทก์ฟ้องนายเงินเป็นจำเลยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของตนโดยการครอบครองปรปักษ์ ขอให้ขับไล่และห้ามนายเงินเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท นายเงินจำเลยให้การต่อสู้ว่า นายนากมิได้ครอบครองที่ดินพิพาทด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ ขอให้ยกฟ้อง ขณะที่คดีอยู่ระหว่างพิจารณาปรากฏว่า คดีแรกศาลพิจารณาเสร็จก่อน พิพากษาว่านายทองจำเลยและนายนากจำเลยร่วมมิได้ครอบครองโดยเจตนาเป็นเจ้าของ จึงยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ให้ขับไล่นายทองจำเลยและนายนากจำเลยร่วมออกไปจากที่ดินพิพาท นายทองจำเลยและนายนากจำเลยร่วมอุทธรณ์ให้วินิจฉัยว่า ฟ้องของนายนากโจทก์คดีหลังเป็นฟ้องซ้ำหรือการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่ ธงคำตอบ (ข้อสอบเนฯ ข้อ ๒ สมัย ๕๗) การที่นายนากโจทก์ยื่นฟ้องคดีหลัง ในขณะที่คดีก่อนอยู่ระหว่างพิจารณา ยังมิได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุด ฟ้องนายนากโจทก์คดีหลังจึงไม่เป็นฟ้องซ้ำอันจักต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๑๔๘ การที่นายนากโจทก์คดีหลังยื่นคำร้องสอดขอเข้าเป็นจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๕๗ (๒) โจทก์จึงเป็นคู่ความในคดีก่อนของศาลชั้นต้นตามมาตรา ๑ (๑๑) ฉะนั้น โจทก์จึงต้องถูกผูกพันในกระบวนพิจารณาของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๕ และเมื่อศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีในคดีก่อนว่า นายนากมิได้ครอบครองด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทนายนากโจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องนายเงินจำเลยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของตนโดยการครอบครองปรปักษ์อีก เพราะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๔ แม้นายนากโจทก์จะฟ้องคดีหลังก่อนที่ศาลคดีก่อนจะได้วินิจฉัยชี้ขาดก็ตาม แต่เมื่อคดีก่อนศาลได้พิพากษาชี้ขาดแล้วกรณีก็ต้องตกอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา ๑๔๔ นี้ เช่นกัน (คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๑๑๖/๔๒) *มาตรา ๑๔๕ ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการอุทธรณ์ฎีกา และการพิจารณาใหม่ คำพิพากษาหรือคำสั่งใด ๆ ให้ถือว่าผูกพันคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลที่พิพากษาหรือมีคำสั่ง นับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษาหรือมีคำสั่ง จนถึงวันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสีย ถ้าหากมี ถึงแม้ศาลจะได้กล่าวไว้โดยทั่วไปว่าให้ใช้คำพิพากษาบังคับแก่บุคคลภายนอกซึ่งมิได้เป็นคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลด้วยก็ดี คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นย่อมไม่ผูกพันบุคคลภายนอก เว้นแต่ที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๔๒ (๑), ๒๔๕ และ ๒๗๔ และในข้อต่อไปนี้ (๑) คำพิพากษาเกี่ยวด้วยฐานะหรือความสามารถของบุคคล หรือคำพิพากษาสั่งให้เลิกนิติบุคคล หรือคำสั่งเรื่องล้มละลายเหล่านี้ บุคคลภายนอกจะยกขึ้นอ้างอิงหรือจะใช้ยันแก่บุคคลภายนอกก็ได้ (๒) คำพิพากษาที่วินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินใด ๆ เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจใช้ยันแก่บุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกนั้นจะพิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่า -อธิบาย -ฎ.๑๐๖๔/๒๗ คำพิพากษาหรือคำสั่งตามมาตรา ๑๔๕ ไม่จำเป็นว่าคดีต้องถึงที่สุด -คำพิพากษาหรือคำสั่งที่ผูกพันคู่ความ หมายถึงคู่ความขณะมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง(มีฐานะเป็นคู่ความขณะมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง เท่านั้น ซึ่งรวมถึงผู้สืบสิทธิด้วย ฎ.๙๔๘/๐๗) -ฟ้องคดีให้เพิกถอนคำพิพากษาไม่ได้ และใช้ ม.๒๗ ก็ไม่ได้ แต่ฟ้องขอให้เพิกถอนการอ่านคำพิพากษาได้หากมีข้อผิดพลาดมีการแก้ไขได้ -ฎ.๒๐๑๘/๕๒ นิติสัมพันธ์ของผู้ร้องกับผู้คัดค้านสำหรับที่ดินพิพาทตามสัญญาที่มีต่อกันครั้งล่าสุดเป็นเพียงสัญญาจะซื้อขาย การครอบครองที่ดินพิพาทจึงเป็นการครอบครองโดยอาศัยสิทธิของผู้คัดค้านอันเป็นการยึดถือที่ดินพิพาทแทนผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เท่านั้น หากผู้ร้องประสงค์จะเปลี่ยนแปลงลักษณะแห่งการยึดถือ ผู้ร้องก็ชอบที่จะต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๘๑ โดยบอกกล่าวไปยังผู้คัดค้านว่าผู้ร้องไม่มีเจตนาจะยึดถือที่ดินพิพาทแทนผู้คัดค้านอีกต่อไป กรณีที่ผู้คัดค้านฟ้องผู้ร้องเพื่อให้ยินยอมให้ผู้คัดค้านไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทซึ่งคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๔๒๘/๒๕๓๐ นั้น คำพิพากษาในคดีดังกล่าวซึ่งแม้จะผูกพันผู้ร้องกับผู้คัดค้านตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๕ วรรคหนึ่ง และอาจจะก่อให้เกิดสิทธิแก่ผู้ร้องที่จะดำเนินการบังคับผู้คัดค้านให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องตามสัญญาจะซื้อขายที่มีต่อกันหากผู้ร้องปฏิบัติตามหน้าที่ของผู้จะซื้อครบถ้วนแล้วก็ตาม แต่จะให้รับฟังข้อเท็จจริงถึงขั้นว่าหากผู้ร้องเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทภายหลังจากเสร็จคดีตลอดมา ก็จะต้องถือว่าโดยพฤติการณ์เป็นการบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือที่ดินพิพาทมาเป็นยึดถือเพื่อตนแล้วหาได้ไม่ เพราะเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงต่างประเด็นกัน ฉะนั้น จึงไม่อาจนับระยะเวลาการครอบครองที่ดินพิพาทมาเป็นเหตุให้ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๘๒ -ฎ.๘๘๕๖/๒๕๕๑ คดีเดิมจำเลยที่ ๑ เคยฟ้องขับไล่ผู้ร้องออกจากที่ดินพิพาท ผู้ร้องต่อสู้ว่าจำเลยที่๑ ปลอมหนังสือมอบอำนาจที่ผู้ร้องลงลายมือชื่อไว้โดยยังไม่กรอกข้อความ ต่อมาจำเลยทั้งกรอกข้อความในหนังสือมอบอำนาจแล้วนำไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้ตนเอง โดยผู้ร้องไม่ยินยอมศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า จำเลยที่ ๑ มิได้ปลอมหนังสือมอบอำนาจและฟังข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์ของจำเลยที่ ๑ เมื่อผู้ร้องอ้างว่าทรัพย์เป็นของผู้ร้องอีกและจำเลยที่ ๑ ในคดีนี้เป็นคู่ความในคดีเดิม ดังนั้นคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีเดิมย่อมผูกพันผู้ร้องกับจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นคู่ความกันมาแล้ว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๕ วรรคหนึ่ง ผู้ร้องจะอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องอีกหาได้ไม่ ผู้ร้องไม่มีอำนาจร้องขัดทรัพย์ในคดีนี้ -ตัวอย่างคำถาม โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเช่าทรัพย์จำนวน ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่โจทก์ จำเลยให้การว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยไม่ได้ผิดสัญญาเช่า และฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง หลังจากศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์เสร็จสิ้น ระหว่างสืบพยานจำเลย จำเลยยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากโจทก์ได้ฟ้องจำเลยในเรื่องเดียวกันนี้ที่ศาลในประเทศญี่ปุ่น และศาลแห่งประเทศญี่ปุ่นมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานจำเลยต่อไป แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จำเลยฎีกาศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกา ก่อนศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง จำเลยไม่คัดค้านศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องให้วินิจฉัยว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องชอบหรือไม่ ธงคำตอบ (ข้อสอบเนฯ ข้อ ๓ สมัย ๕๙) คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานจำเลยต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี แม้จำเลยจะยื่นฎีกาอยู่ก็ตาม แต่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ย่อมผูกพันคู่ความจนกว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จะถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสียถ้าหากมี ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๕ วรรคหนึ่ง ดังนี้ต้องถือว่าคดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นที่จะต้องสืบพยานจำเลยต่อไป โจทก์ชอบที่จะยื่นคำร้องขอถอนฟ้องได้ตามมาตรา ๑๗๕ วรรคสอง ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจึงชอบแล้ว (คำสั่งศาลฎีกาที่ ๕๖๒๓/๔๘) มาตรา ๑๔๖ เมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งอันเป็นที่สุดของสองศาลซึ่งต่างชั้นกันต่างกล่าวถึงการปฏิบัติชำระหนี้อันแบ่งแยกจากกันไม่ได้ และคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นขัดกันให้ถือตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลที่สูงกว่า ถ้าศาลชั้นต้นศาลเดียวกัน หรือศาลชั้นต้นสองศาลในลำดับชั้นเดียวกัน หรือศาลอุทธรณ์ ได้พิพากษาหรือมีคำสั่งดังกล่าวมาแล้ว คู่ความในกระบวนพิจารณาแห่งคดีที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น ชอบที่จะยื่นคำร้องขอต่อศาลที่อยู่ในลำดับสูงขึ้นไปให้มีคำสั่งกำหนดว่าจะให้ถือตามคำพิพากษาหรือคำสั่งใด คำสั่งเช่นว่านี้ให้เป็นที่สุด มาตรา ๑๔๗ คำพิพากษาหรือคำสั่งใด ซึ่งตามกฎหมายจะอุทธรณ์หรือฎีกาหรือมีคำขอให้พิจารณาใหม่ไม่ได้นั้น ให้ถือว่าเป็นที่สุดตั้งแต่วันที่ได้อ่านเป็นต้นไป คำพิพากษาหรือคำสั่งใด ซึ่งอาจอุทธรณ์ฎีกา หรือมีคำขอให้พิจารณาใหม่ได้นั้นถ้ามิได้อุทธรณ์ ฎีกาหรือร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายในเวลาที่กำหนดไว้ ให้ถือว่าเป็นที่สุดตั้งแต่ระยะเวลาเช่นว่านั้นได้สิ้นสุดลง ถ้าได้มีอุทธรณ์ ฎีกา หรือมีคำขอให้พิจารณาใหม่ และศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาหรือศาลชั้นต้นซึ่งพิจารณาคดีเรื่องนั้นใหม่ มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๓๒ คำพิพากษาหรือคำสั่งเช่นว่านั้นให้ถือว่าเป็นที่สุดตั้งแต่วันที่มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ คู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอาจยื่นคำขอต่อศาลชั้นต้นซึ่งพิจารณาคดีนั้น ให้ออกใบสำคัญแสดงว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้นได้ถึงที่สุดแล้ว -อธิบาย -ฎ.๙๓๒๐/๕๒ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาสำหรับคดีในเนื้อหาที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่ให้ร่วมกันรับผิดตามสัญญาบัญชีเดินสะพัด กู้เบิกเงินเกินบัญชี ตั๋วเงิน ค้ำประกัน และจำนองเสร็จสิ้นแล้วเมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๔๗ เมื่อไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษา คดีย่อมถึงที่สุดตั้งแต่เมื่อสิ้นระยะเวลาอุทธรณ์คือ วันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๗ วรรคสอง ดังนั้น เมื่อโจทก์เห็นว่าการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ต้องชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มอีกจำนวน ๑๓๗,๘๙๕ บาท ไม่ถูกต้องตามตาราง ๑ (๑) (ก) ท้าย ป.วิ.พ. โจทก์ก็ชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๖๘ แต่เมื่อโจทก์มิได้ใช้สิทธิอุทธรณ์และคดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์จึงหามีสิทธิยื่นคำแถลงให้ศาลชั้นต้นคืนค่าขึ้นศาลจำนวนดังกล่าวได้ไม่ **มาตรา ๑๔๘ คดีที่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้วห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีก ในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน เว้นแต่ในกรณีต่อไปนี้ (๑) เมื่อเป็นกระบวนพิจารณาชั้นบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล (๒) เมื่อคำพิพากษาหรือคำสั่งได้กำหนดวิธีการชั่วคราวให้อยู่ภายในบังคับที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกเสียได้ตามพฤติการณ์ (๓) เมื่อคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นให้ยกฟ้องเสียโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ ในศาลเดียวกันหรือในศาลอื่น ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ -อธิบาย -มาตรานี้เป็นเรื่องห้ามฟ้องซ้ำ ให้ดูมาตรา ๑๔๔(ดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ) และ มาตรา ๑๗๓ วรรค สอง (๑) (เรื่องห้ามฟ้องซ้อน) ประกอบและเปรียบเทียบกันด้วยจึงจะเข้าใจดีขึ้น -ฎ.๗๕/๕๑ คดีก่อน โจทก์คดีนี้ฟ้องจำเลยที่ ๑ และศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินแก่โจทก์ โจทก์บังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยที่ ๑ เพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา จำเลยที่ ๒ กับพวกร้องขัดทรัพย์ในคดี ดังกล่าว โจทก์ยกข้อต่อสู้ว่าจำเลยที่ ๑ สละมรดกให้แก่ผู้ร้องขัดทรัพย์ โดยสมรู้ร่วมคิดกันเพื่อมิให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ จึงมีประเด็นข้อพิพาทว่าทรัพย์ที่ยึดเป็นของจำเลยที่ ๑ หรือของผู้ร้องขัดทรัพย์ ซึ่งศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดโดยวินิจฉัยว่า ทรัพย์ที่ยึดเป็นของจำเลยที่ ๒ กับพวก มิใช่ของจำเลยที่ ๑ เนื่องจากจำเลยที่ ๑ ได้สละมรดกโดยทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการสละมรดกระหว่างจำเลยที่ ๑ กับที่ ๒ อีก แม้จะอ้างเหตุเพิกถอนการฉ้อฉล แต่คดีก็มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า การสละมรดกของจำเลยที่ ๑ เป็นไปโดยชอบหรือไม่ จึงมีประเด็นข้อพิพาทที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๘ -ตัวอย่างคำถาม คดีก่อนโจทก์ฟ้องว่า จำเลยขายบ้านพร้อมที่ดินแก่โจทก์ในราคา ๒๐๐,๐๐๐ บาท แต่จำเลยไม่ซื้อบ้านและที่ดินคืนจากโจทก์ภายในกำหนดและยังคงอยู่ในบ้านและที่ดินโดยละเมิด ขอให้ขับไล่และเรียกค่าเสียหาย จำเลยให้การว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ ๒๐๐,๐๐๐ บาท แต่ไม่มีแบบพิมพ์สัญญากู้ยืมเงิน โจทก์จึงนำแบบพิมพ์หนังสือสัญญาซื้อขายมากรอกข้อความแทนสัญญากู้ยืมเงิน ศาลวินิจฉัยว่า หนังสือสัญญาซื้อขายที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นสัญญาขายฝากบ้านและที่ดินมือเปล่าเมื่อมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงตกเป็นโมฆะ โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองที่จะมาฟ้องขับไล่ พิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุด คดีหลังโจทก์ฟ้องว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ ๒๐๐,๐๐๐ บาท แต่ผิดนัดไม่ชำระหนี้ ปรากฏหลักฐานการกู้ยืมเงินที่จำเลยเบิกความรับและลงลายมือชื่อต่อศาลในคดีก่อนกับหนังสือสัญญาซื้อขายที่จำเลยลงลายมือชื่อไว้ จำเลยให้การต่อสู้คดีว่า โจทก์เคยนำหนังสือสัญญาซื้อขายมาฟ้องขับไล่จำเลยและเรียกค่าเสียหายจากจำเลยกับได้อ้างหนังสือสัญญาซื้อขายเป็นพยานในคดีก่อนมาแล้ว ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำ หรือการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีก่อนให้วินิจฉัยว่า คำให้การต่อสู้คดีของจำเลยฟังขึ้นหรือไม่ ธงคำตอบ (ข้อสอบเนฯข้อ ๒ สมัย ๖๑) คดีก่อนโจทก์ฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยโดยอ้างว่า จำเลยอยู่ในบ้านและที่ดินโดยไม่มีสิทธิเพราะขายให้แก่โจทก์ไปแล้ว อันเป็นการฟ้องในมูลละเมิดซึ่งมีประเด็นวินิจฉัยว่า จำเลยขายบ้านพร้อมที่ดินให้แก่โจทก์และยังคงอยู่ในบ้านและที่ดินเป็นการกระทำโดยละเมิดหรือไม่ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ไปแล้วผิดนัดไม่ชำระเงินคืนโจทก์ อันเป็นการฟ้องในมูลหนี้กู้ยืมเงิน ซึ่งมีประเด็นวินิจฉัยว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ในหนี้กู้ยืมหรือไม่ จึงเป็นการฟ้องคนละเรื่องคนละประเด็นกับคดีก่อน แม้คดีก่อนจำเลยให้การว่าหนังสือสัญญาซื้อขายที่ทำขึ้นเป็นเรื่องที่จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ แต่ก็ไม่มีประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัยในคดีก่อนว่า จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ในมูลหนี้กู้ยืมเงินตามที่จำเลยให้การถึงหรือไม่ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๕๔/๙๓ และ ๒๙๕๐/๔๙)ฟ้องโจทก์ในคดีหลังจึงไม่เป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๘ หรือเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามมาตรา ๑๔๔ กับคดีก่อนดังนั้น คำให้การต่อสู้คดีของจำเลยที่อ้างว่าฟ้องของโจทก์คดีหลังเป็นฟ้องซ้ำและการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ จึงฟังไม่ขึ้น -ฎ.๔๘๗/๕๑ ก่อนที่โจทก์ฟ้องคดีนี้โจทก์ได้ฟ้อง ว. ซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาททั้ง ๑๒๘ ฉบับ ที่ศาลแพ่งธนบุรี ๒ คดี ซึ่งคดีถึงที่สุดโดยศาลพิพากษาให้ ว. ชำระเงินตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยให้โจทก์ และโจทก์ฟ้องบริษัท น. ที่ศาลจังหวัดสมุทรปราการ ๒ คดี ซึ่งศาลจังหวัดสมุทรปราการพิพากษาให้บริษัท น. ชำระเงินตามฟ้องโจทก์ คดีถึงที่สุด ส่วนคดีของศาลจังหวัดสมุทรปราการจำเลยอุทธรณ์ คดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค ๑ คดีทั้งสี่สำนวนดังกล่าวจำเลยผู้สั่งจ่ายยังไม่ได้ชำระเงินตามคำพิพากษาให้โจทก์ ดังนั้น โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องคดีนี้และโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามคดีนี้ให้รับผิดตามสัญญาขายลดเช็ค ส่วนคดีเดิมทั้งสี่สำนวนโจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดในฐานผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาท แม้การฟ้องคดีนี้กับคดีเดิมเป็นการฟ้องเกี่ยวกับเช็คพิพาทชุดเดียวกันแต่มูลหนี้คดีนี้เป็นคนละมูลหนี้กับคดีเดิมและสภาพแห่งข้อหาต่างกันทั้งจำเลยก็เป็นคนละคนกัน กรณีมิใช่คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันและมิใช่เป็นการยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือต่อศาลอื่นอันต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๘ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑) จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำและฟ้องซ้อน -ฎ.๒๓๔๘/๕๓ แม้จำเลยทั้งสองในคดีนี้เป็นจำเลยคนเดียวกับจำเลยในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๒๙๑/๒๙ ของศาลชั้นต้น ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินแปลงเดียวกัน และประเด็นพิพาทเป็นประเด็นเดียวกันก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ไม่ใช่ผู้รับโอนสิทธิในที่ดินพิพาทมาจาก ส. โจทก์ในคดีก่อน แต่เป็นการฟ้องในฐานะเจ้าของคนก่อนซึ่งได้ขายที่พิพาทให้แก่ ส. กรณีจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ในคดีนี้เป็นผู้สืบสิทธิในที่พิพาทต่อจาก ส. โจทก์ในคดีก่อน โจทก์จึงเป็นบุคคลภายนอกที่มิใช่คู่ความเดียวกันกับคดีก่อน มีสิทธิฟ้องเพื่อพิสูจน์ว่าโจทก์มีสิทธิในที่พิพาทดีกว่าจำเลยทั้งสองได้ -คำว่านับแต่ยื่น ดูวันยื่นเป็นหลัก ไม่ใช่วันศาลรับฟ้อง คดีหลังจะซ้อนหรือฟ้องซ้ำ สองคดีต่างศาลกัน คดีที่ยื่นก่อนอาจรับฟ้องทีหลังก็ได้ -ฎ.๖๖๖๗/๔๗ คดีก่อนมีประเด็นว่า โจทก์มีสิทธิเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินหรือไม่ จำเลยต้องรับผิดคืนเงินให้โจทก์เพียงใด คดีนี้มีประเด็นว่าจำเลยต้องรับผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความเพียงใด แม้เหตุคดีก่อนกับคดีนี้จะเป็นมูลเหตุอย่างเดียวกัน แต่ประเด็นของคดีทั้งสองไม่เหมือนกัน จึงไม่เป็นฟ้องซ้อน และไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ -นำมูลหนี้เดิมที่เคยฟ้องในคดีล้มละลายจนศาลยกฟ้องมาฟ้องในคดีแพ่งใหม่เป็นฟ้องซ้ำ -ฎ.๑๒๔/๔๖ คดีแรกโจทก์เคยฟ้องจำเลยขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นสินสมรสแล้วทำสัญญาประนีประนอมยอมความว่าจะนำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่เป็นสินสมรสไปขายให้แก่ผู้มีชื่อในราคา ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ภายใน ๑ เดือนแล้วนำเงินมาแบ่งกัน โดยถือว่าเป็นสินส่วนตัวของแต่ละฝ่าย ศาลพิพากษาตามยอม ต่อมาไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ โดยอ้างว่าผู้ซื้อเปลี่ยนใจไม่ซื้อจึงมีการทำข้อตกลงเพื่อจัดการสินสมรสกันใหม่ แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเพื่อจัดการสินสมรสใหม่ โจทก์จึงฟ้องจำเลยให้โอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามข้อตกลงใหม่เป็นคดีที่สอง คดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสัญญาประนีประนอมยอมความคดีแรกเป็นสัญญามีเงื่อนไขไม่สามารถสำเร็จผล อันมีผลให้สัญญาประนีประนอมยอมความตกไปไม่มีผลบังคับ ส่วนข้อตกลงจัดการสินสมรสกันใหม่เป็นสัญญาระหว่างสมรส เมื่อคู่สมรสบอกล้างสัญญาระหว่างสมรสจึงเป็นอันสิ้นผล โจทก์จึงมาฟ้องเป็นคดีนี้ขอให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพร้อม สิ่งปลูกสร้างอันเป็นสินสมรสเดียวกับที่ฟ้องคดีแรก ดังนี้ เมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาตามยอมเช่นนี้ คำพิพากษาตามยอมในคดีแรกเป็นอันตกไปไม่มีผลบังคับเช่นเดียวกับสัญญาประนีประนอมยอมความ ดังนั้นจึงถือไม่ได้ว่าคดีแรกได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกับคดีนี้ ฟ้องคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแรกอันจะต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๘ -ฎ.๔๙๒๖/๔๘ มีกรรมสิทธิ์ร่วมถือเป็นคู่ความเดียวกัน เช่นเดียวกับทายาทที่ฟ้องหรือถูกฟ้องแทนทายาทด้วยกัน คดีถึงที่สุดแล้วมาฟ้องอีกถือเป็นฟ้องซ้ำ -ฎ.๒๑๗๒-๒๑๗๓/๓๓ บุคคลเดียวกันถูกฟ้องอยู่แล้วมาฟ้องอีกในต่างฐานะกันไม่เป็นฟ้องซ้ำ -ฎ.๑๔๘/๙๕ ฟ้องเรียกสิทธิในมรดก จะฟ้องใหม่อีกไม่ได้ แม้มรดกคนละชิ้นกัน -คดีที่เป็นฟ้องซ้ำหรือฟ้องซ้อนคือคดีที่ฟ้องทีหลัง -ฎ.๕๘๖๗/๔๔ (เคยถูกแต่งเป็นข้อสอบเนฯแต่ยังไม่ได้รับเลือก) โจทก์ฟ้องจำเลยให้ชำระราคา ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของราคาสินค้า ในวันทำสัญญา และเรียกค่าผ่อนชำระที่จำเลยผิดนัดงวดที่ ๑-๘ ที่ถึงกำหนดชำระแล้วจำเลยไม่ยอมชำระ ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น โจทก์ฟ้องเป็นอีกคดีหนึ่งให้จำเลยชำระการผิดนัดไม่ชำระค่างวดที่ ๙เป็นต้นไป ฟ้องโจทก์คดีหลังไม่เป็นฟ้องซ้อนเพราะขณะฟ้องคดีแรกสิทธิฟ้องในคดีหลังยังไม่เกิดแม้มูลหนี้อย่างเดียวกันก็ตามถือว่าไม่ใช่ฟ้องเรื่องเดียวกัน(ตราบใดที่สัญญาซื้อขายไม่เลิกค่างวดในการผ่อนชำระค่างวดเดินต่อไป -ฎ.๖๖๖๗/๔๗ คดีแรกโจทก์อ้างว่าจำเลยนำที่ดินของ ส.มาหลอกขายให้โจทก์รับซื้อ โจทก์หลงเชื่อได้ทำสัญญาซื้อขายและชำระเงินไปให้จำเลยไปแล้ว พอจะเข้าครอบครองที่ดิน ส.อ้างว่าไม่รู้เห็นการซื้อขายเลย โจทก์ได้เข้าอยู่ในที่ดินโดยละเมิดสิทธิ์ ส. จึงได้จ่ายค่าเสียหายให้ ส.และต่อมาโจทก์ต้องออกจากที่ดินไม่สามารถครอบครองที่ดินได้อีกต่อไป จึงมาฟ้องจำเลยเป็นคดีเพื่อให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายที่ถูกจำเลยหลอกลวง และขอบังคับให้จำเลยคืนเงินค่าที่ดินและเรียกค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยที่โจทก์จ่ายให้ ส. คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา โจทก์ได้มาฟ้องจำเลยเดิมเป็นอีกคดีหนึ่งโดยเป็นการเรียกร้องให้จำเลยชำระค่าเสียหายตามที่ตกลงประนีประนอมยอมความกันอันเกิดจากที่จำเลยหลอกลวงให้ซื้อที่ดิน(สองเรื่องมาจากต้นเหตุอย่างเดียวกัน แต่เมื่อพิจารณาถึงสภาพแห่งข้อหาทั้งสองเรื่อง เรื่องแรกให้รับผิด เพิกถอนนิติกรรม คืนเงิน ชดใช้ค่าเสียหาย คดีที่สอง ให้รับผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำกันนอกศาล โดยชดใช้ค่าเสียหายที่เคยหลอกให้ซื้อที่ดินซึ่งจำเลยยอมรับว่าได้หลอกโจทก์) ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สภาพแห่งข้อหาไม่ได้มีประเด็นอย่างเดียวกันจึงไม่เป็นฟ้องซ้อน ตาม ม.๑๗๓ วรรค ๒(๑) -ฎ.๔๙๒๖/๔๘ โจทก์ในคดีนี้ อ. และ ค. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินพิพาทในคดีก่อน ซึ่ง อ. เป็นโจทก์ จำเลยคดีนี้กับพวกเป็นจำเลย และคดีระหว่างจำเลยคดีนี้เป็นโจทก์ ค. เป็นจำเลย ซึ่งรวมพิจารณาพิพากษา โดยมีประเด็นข้อพิพาทว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยการครอบครองปรปักษ์ การที่ อ. เป็นโจทก์ฟ้องคดี และ ค. เป็นจำเลยต่อสู้คดีในคดีก่อน เป็นกรณีที่เจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ ใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมด เพื่อต่อสู้บุคคลภายนอก ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๕๙ จึงเป็นการกระทำแทนโจทก์ในคดีนี้ซึ่งเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทด้วย ถือได้ว่าโจทก์คดีนี้เป็นคู่ความเดียวกันกับคู่ความในคดีก่อน การที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของรวมขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ย่อมเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน จึงเป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.แพ่ง ม. ๑๔๘ -วิธีวินิจฉัยใช้หลัก ๑.อันดับแรกดูว่าเป็นโจทก์หรือจำเลยเดียวกันหรือไม่ -เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมคนหนึ่งฟ้องถือว่าทำแทนเจ้าของรวมคนอื่นด้วย เช่นเดียวกับทายาทหรือผู้จัดการมรดกฟ้องเรียกทรัพย์มรดก ถือว่าฟ้องแทนทายาทคนอื่นด้วย ลักษณะเดียวกับผู้สืบสิทธิโจทก์หรือจำเลยเดิม และกรณีอัยการเรียกค่าเสียหายแทนผู้เสียหายในคดีอาญาตาม ป.วิอาญา ม.๔๓ ผู้เสียหายก็มาฟ้องอีกไม่ได้เว้นแต่ดอกเบี้ยซึ่งอัยการไม่ได้เรียกร้องแทน ๒.ดูประเด็นที่ฟ้องเป็นประเด็นเดียวกันหรือไม่ หากไม่เข้าข้อ ๑ ข้อ ๒ ก็ไม้ต้องดู -*ฎ.๒๐๒๒/๕๒ ก่อนคดีนี้จำเลยทั้งสองเคยฟ้องขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินพิพาท อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยทั้งสอง โจทก์ให้การต่อสู้คดีว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้ขับไล่โจทก์กับบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทพร้อมกับให้โจทก์ชำระค่าเสียหายแก่จำเลยทั้งสอง คดีถึงที่สุดแล้ว คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยออกโฉนดที่ดินทับที่ดินโจทก์ ขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขเนื้อที่ในโฉนดของจำเลย เมื่อคดีนี้และคดีก่อนเป็นคู่ความเดียวกัน การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ เช่นเดียวกับประเด็นพิพาทในคดีก่อน หากข้อเท็จจริงในคดีนี้ฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์จึงจะพิพากษาให้เพิกถอนและแก้ไขเนื้อที่ดินในโฉนดที่ดินตามฟ้องโจทก์ได้ ดังนี้ ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนย่อมต้องห้ามมิให้คู่ความรื้อร้องฟ้องกันอีกตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๘ วรรคหนึ่ง ๓.คดีเดิมถึงที่สุดแล้วหรือไม่ หากยังอยู่ในระยะเวลาอุทธรณ์ฎีกาได้ก็อาจเป็นฟ้องซ้ำหรือฟ้องซ้อนได้ คดีหลังดูวันยื่นฟ้องเป็นหลัก บางกรณีเป็นทั้งกระบวนพิจารณาซ้ำและฟ้องซ้ำหรือฟ้องซ้อน -ฎ.๕๘๒๒/๔๖ นำ ป.วิ แพ่งใช้ในคดีล้มละลายได้โดยอนุโลม เมื่อนำมูลหนี้ที่เคยฟ้องคดีล้มละลายจนศาลยกฟ้องและถึงที่สุด โดยอาศัยเหตุเดิมมาฟ้องใหม่จึงเป็นฟ้องซ้ำ -ตัวอย่างคำถามในการสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาเมื่อวันที่ ๒ พ.ย.๒๕๕๑ ม.หลัก คือ ม.๑๔๘ มาตรารองคือ ม.๑๔๔ และ ๑๗๓ วรรคสอง (๑) ถาม คดีก่อนโจทก์ฟ้องว่าโจทก์ทำสัญญาจะซื้ออาคารชุดจากจำเลย โดยจำเลยสัญญาว่าจะก่อสร้างอาคารสูงเพียง ๒๗ ชั้น แต่จำเลยผิดสัญญาสร้างอาคารสูงถึง ๓๐ ชั้น ขอให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาคือรื้อถอนอาคารชั้นที่ ๒๘ ถึง ๓๐ จำเลยให้การว่าจำเลยมิได้ผิดสัญญาขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยผิด สัญญาจริงแต่เมื่อโจทก์มิได้บอกเลิกสัญญา จึงไม่มีสิทธิ์บังคับให้จำเลยรื้อถอนได้ พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ขณะคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีหลังอ้างว่าได้บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยแล้ว ขอให้จำเลยคืนเงินที่โจทก์ได้ชำระให้แก่จำเลย ให้วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ในคดีหลังเป็นฟ้องซ้ำ ดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำและเป็นฟ้องซ้อนหรือไม่ ตอบ คดีก่อนโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาคือรื้อถอนอาคารชั้นที่ ๒๘ ถึงชั้นที่ ๓๐ โดยไม่ได้บอกเลิกสัญญาศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยผิดสัญญาจริงแต่ไม่อาจบังคับให้จำเลยรื้อถอนได้ เช่นนี้ เมื่อโจทก์เห็นว่าจำเลยไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาได้จึงได้บอกเลิกสัญญาและฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินแก่โจทก์ที่ชำระให้แก่จำเลย แม้ข้อเท็จจริงที่นำมาเป็นเหตุฟ้องคดีหลังจะมีอยู่แล้วในขณะโจทก์ฟ้องคดีก่อน แต่ก็เป็นสิทธิของโจทก์ที่จะฟ้องให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาหรือบอกเลิกสัญญา เพราะหากคดีก่อนจำเลยปฏิบัติตามสัญญาได้ โจทก์ก็ไม่มีเหตุที่จะบอกเลิกสัญญาและฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ ประเด็นแห่งคดีก่อนและคดีหลังจึงแตกต่างกัน โดยคดีก่อนมีประเด็นว่าโจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยรื้อถอนอาคารชั้นที่ ๒๘ ถึงชั้นที่ ๓๐ ได้หรือไม่ แต่คดีหลังนี้มีประเด็นว่าโจทก์บอกเลิกสัญญาเรียกเงินคืนได้หรือไม่เพียงใด อีกทั้งขณะยื่นฟ้องคดีหลัง คดีก่อนศาลยังมิได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดด้วย ฟ้องโจทก์ในคดีหลังจึงไม่เป็นการฟ้องซ้ำอันจะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๑๔๘ (เทียบ ฎ.๔๒๗๖/๒๕๔๕) เมื่อประเด็นพิพาทคดีก่อนและคดีหลังเป็นคนละประเด็นแตกต่างกัน กรณีย่อมถือไม่ได้ว่า การยื่นฟ้องของโจทก์ในคดีหลังเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลอันเกี่ยวกับประเด็นที่ศาลในคดีก่อนได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วอันจะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๑๔๔ แม้โจทก์ในคดีก่อนและคดีหลังจะเป็นคนเดียวกัน และโจทก์ฟ้องคดีหลังขณะคดีก่อนอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ก็ตาม แต่เมื่อประเด็นข้อพิพาทคดีก่อนและคดีหลังแตกต่างกัน กรณีจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลอันเป็นการฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๑๗๓ วรรคสอง(๑) หมวด ๓ ค่าฤชาธรรมเนียม ส่วนที่ ๑ การกำหนด และการชำระค่าฤชาธรรมเนียม และการยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล มาตรา ๑๔๙ ค่าฤชาธรรมเนียมได้แก่ ค่าธรรมเนียมศาล ค่าสืบพยานหลักฐานนอกศาล ค่าป่วยการค่าพาหนะเดินทาง และค่าเช่าที่พักของพยาน ผู้เชี่ยวชาญ ล่าม และเจ้าพนักงานศาล ค่าทนายความ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี ตลอดจนค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ บรรดาที่กฎหมายบังคับให้ชำระ ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น ว่าด้วยการยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ค่าธรรมเนียมศาลที่เป็นค่าขึ้นศาลให้คู้ความผู้ยื่นคำฟ้องเป็นผู้ชำระเมื่อยื่นคำฟ้อง ค่าธรรมเนียมศาลนั้น ให้ชำระหรือนำมาวางศาลเป็นเงินสดหรือเช็คซึ่งธนาคารรับรอง โดยเจ้าพนักงานศาลออกใบรับให้ หรือตามวิธีการที่กำหนดไว้ในข้อกำหนดประธานศาลฎีกา คำฟ้อง คำฟ้องอุทธรณ์ คำฟ้องฎีกา คำร้องสอด คำให้การ หรือร้องคำขออื่นซึ่งได้ยื่นต่อศาลพร้อมด้วยคำขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลตามมาตรา ๑๕๖ ตลอดจนการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นไต่สวนคำร้องดังกล่าว ไม่ต้องนำเงินค่าค่าธรรมเนียมศาลและวางเงินศาลมาชำระ เว้นแต่ศาลจะได้ยกคำร้องขอนั้นเสีย มาตรา ๑๕๐ ในคดีที่คำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์นั้นอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นตามจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้อง หรือราคาทรัพย์สินที่พิพาท ค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกานั้น ถ้าจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้อง หรือราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาเป็นอย่างเดียวกับในศาลชั้นต้น ให้ผู้อุทธรณ์หรือผู้ฎีกาเสียตามจำนวนทุนทรัพย์ หรือราคาเช่นเดียวกับในศาลชั้นต้น แต่ถ้าผู้อุทธรณ์หรือผู้ฎีกาได้รับความพอใจแต่บางส่วนตามคำพิพากษา หรือคำสั่งของศาลล่างแล้วและจำนวนทุนทรัพย์หรือราคาทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาต่ำกว่าในศาลชั้นต้น ให้ผู้อุทธรณ์หรือผู้ฎีกาเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์หรือราคาต่ำนั้น เมื่อได้ชำระค่าขึ้นศาลแล้ว ถ้าทุนทรัพย์แห่งคำฟ้องหรือฟ้องอุทธรณ์หรือฎีกาทวีขึ้น โดยการยื่นคำฟ้องเพิ่มเติมหรือโดยประการอื่น ให้เรียกค่าขึ้นศาลเพิ่มขึ้นตามที่บัญญัติไว้ในตารางท้ายประมวลกฎหมายนี้ เมื่อยื่นคำฟ้องเพิ่มเติมหรือภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควร แล้วแต่กรณี ถ้าเนื่องจากศาลได้มีคำสั่งให้พิจารณาคดีรวมกัน หรือให้แยกคดีกัน คำฟ้องใด หรือข้อหาอันมีอยู่ในคำฟ้องใดจะต้องโอนไปยังศาลอื่น หรือจะต้องกลับยื่นต่อศาลนั้นใหม่ หรือต่อศาลอื่นเป็นคดีเรื่องหนึ่งต่างหาก ให้โจทก์ได้รับผ่อนผันไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลในการยื่นหรือกลับยื่นคำฟ้องหรือข้อหาเช่นว่านั้น เว้นแต่จำนวนทุนทรัพย์หรือราคาทรัพย์แห่งคำฟ้องหรือข้อหานั้นจะได้ทวีขึ้น ในกรณีเช่นนี้ ค่าขึ้นศาลเฉพาะที่ทวีขึ้น ให้คำนวณและชำระตามที่บัญญัติไว้ในวรรคก่อน ในกรณีที่บุคคลซึ่งเป็นคู่ความร่วมในคดีที่มีมูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ต่างยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาแยกกัน โดยต่างได้เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาตามความในวรรคสอง หากค่าขึ้นศาลดังกล่าวเมื่อรวมกันแล้วมีจำนวนสูงกว่าค่าขึ้นศาลที่คู่ความเหล่านั้นต้องชำระในกรณีที่ยื่นอุทธรณ์หรือฎีการ่วมกัน ให้ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาแล้วแต่กรณีมีคำสั่งคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่คู่ความเหล่านั้นตามส่วนชองค่าขึ้นศาลที่คู่ความแต่ละคนได้ชำระไปในเวลาที่ศาลนั้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง อธิบาย -ฎ.๖๕๔๕/๕๒ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินมรดกที่จำเลยที่ ๑ กับที่ ๒ ในฐานะผู้จัดการมรดกของ จ. โอนให้แก่จำเลยที่ ๑ และที่จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนยกให้โดยเสน่หาแก่จำเลยที่ ๓ เพื่อให้ที่ดินกลับมาเป็นทรัพย์มรดกของ จ. เป็นการฟ้องเรียกร้องให้ได้ที่ดินกลับคืนมาเป็นทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ผู้เป็นทายาทของ จ. ด้วย จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ มีทุนทรัพย์ตามจำนวนราคาของที่ดินพิพาท เมื่อโจทก์ไม่ชำระค่าขึ้นศาลภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด จึงเป็นการทิ้งฟ้อง ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจสั่งจำหน่ายคดีได้ เมื่อตรวจคำฟ้องของโจทก์แล้วเห็นได้ว่าเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มภายในเวลาที่กำหนดได้โดยไม่ต้องรอจำเลยทั้งสามยื่นคำให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์ก่อน มาตรา ๑๕๑ ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง หรือในกรณีที่มีการอุทธรณ์หรือฎีกา หรือมีคำขอให้พิจารณาใหม่ ถ้าศาลไม่รับอุทธรณ์หรือฎีกา หรือคำขอให้พิจารณาใหม่ หรือศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกามีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์หรือฎีกาโดยยังมิได้วินิจฉัยประเด็นแห่งอุทธรณ์หรือฎีกานั้น ให้ศาลมีคำสั่งให้คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมด เมื่อได้มีการถอนคำฟ้อง หรือเมื่อศาลได้ตัดสินให้ยกคำฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องคดีใหม่ หรือเมื่อคดีนั้นได้เสร็จเด็ดขาดลงโดยสัญญาหรือการประนีประนอมยอมความ หรือการพิพากษาตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ให้ศาลมีอำนาจที่จะสั่งคืนค่าขึ้นศาลทั้งหมด หรือบางส่วนแก่คู่ความซึ่งได้เสียไว้ได้ตามที่เห็นสมควร ถ้าศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกามีคำสั่งให้ส่งสำนวนความคืนไปยังศาลล่างเพื่อตัดสินใหม่หรือเพื่อพิจารณาใหม่ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๔๓ ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกามีอำนาจที่จะยกเว้นมิให้คู่ความต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลในการดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ หรือในการที่จะยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาคัดค้านคำพิพากษาใหม่ของศาลล่างได้ตามที่เห็นสมควร มาตรา ๑๕๒ ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากค่าขึ้นศาล ให้คู่ความผู้ดำเนินกระบวนพิจารณาเป็นผู้ชำระ เมื่อมีการดำเนินกระบวนพิจารณานั้น หรือภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือที่ศาลมีคำสั่ง ถ้าศาลเป็นผู้สั่งให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใด ให้ศาลกำหนดผู้ซึ่งจะต้องชำระค่าฤชาธรรมเนียมในการดำเนินกระบวนพิจารณานั้น รวมทั้งระยะเวลาที่ต้องชำระไว้ด้วย ถ้าผู้ซึ่งที่จะต้องชำระค่าฤชาธรรมเนียมตามวรรคหนึ่งไม่ชำระ ศาลจะสั่งให้งดหรือเพิกถอนกระบวนพิจารณานั้นหรือจะสั่งให้คู่ความฝ่ายอ่านเป็นผู้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมดังกล่าวก็ได้หากคู่ความฝ่ายนั้นยินยอม มาตรา ๑๕๓ ค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดีได้แก่ ค่าธรรมเนียมในการบังคับคดี ค่าป่วยการ ค่าพาหนะเดินทางและค่าเช่าที่พักของเจ้าพนักงานบังคับคดี ตลอดจนค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในการบังคับคดีบรรดาที่กฎหมายบังคับให้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดี ให้เจ้าหนี้ผู้ขอบังคับนั้นเป็นผู้ชำระ การชำระค่าธรรมเนียมในการบังคับคดี ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีออกใบรับให้ในกรณีที่มีการเข้าดำเนินการบังคับคดีต่อไปตามมาตรา ๒๙๐ วรรคแปด หรือมาตรา ๒๙๑(๒) ให้เจ้าหนี้ผู้เข้าดำเนินการบังคับคดีต่อไปเป็นผู้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดีเฉพาะทรัพย์สินในส่วนที่ดำเนินการบังคับคดีต่อไป มาตรา ๑๕๓/๑ ค่าฤชาธรรมเนียมตามมาตรา ๑๔๙ และค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดีตามมาตรา ๑๕๓ ให้ชำระตามวิธีการและอัตราที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้ หรือตามวิธีการและอัตราที่กฎหมายอื่นบังคับไว้ มาตรา ๑๕๔ เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจที่จะสั่งให้เจ้าหนี้ผู้ขอบังคับคดีวางเงินค่าใช้จ่ายเพื่อปฏิบัติตามวิธีการเพื่อคุ้มครองสิทธิของคู่ความในระหว่างการพิจารณา หรือวางเงินค่าใช้จ่ายเพื่อบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งได้ตามจำนวนที่เห็นจำเป็น ถ้าเจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่าจำนวนเงินที่วางไว้นั้นจะไม่พอ ก็ให้แจ้งเจ้าหนี้ผู้ขอบังคับคดีวางเงินเพิ่มขึ้นอีกได้ ถ้าเจ้าหนี้ผู้ขอบังคับคดีเห็นว่าการวางเงินตามวรรคหนึ่งไม่จำเป็นหรือมากเกินไป ก็อาจยื่นคำร้องต่อศาลภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งได้ คำสั่งดังกล่าวให้เป็นที่สุด ถ้าเจ้าหนี้ผู้ขอบังคับคดีไม่ไม่ปฏิบัติตามวรรคหนึ่ง หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลตามวรรคสอง ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดบังคับคดีไว้จนกว่าเจ้าหนี้ผู้ขอบังคับคดีจะได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีหรือศาลแล้วแต่กรณี บทบัญญัติมาตรานี้ให้ใช้บังคับแก่เจ้าหนี้ผู้เข้าดำเนินการบังคับคดีต่อไปตามมาตรา ๒๙๐ วรรคแปด และมาตรา ๒๙๑ (๒) โดยอนุโลม มาตรา ๑๕๕ คู่ความซึ่งไม่สามารถเสียค่าธรรมเนียมศาล อาจยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ในการฟ้องหรือต่อสู้คดีในศาลชั้นต้น หรือชั้นอุทธรณ์ หรือชั้นฎีกาตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๕๖ และมาตรา ๑๕๖/๑ **มาตรา ๑๕๖ ผู้ใดมีความจำนงจะขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในการฟ้องหรือต่อสู้คดี ให้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นที่จะฟ้องหรือได้ฟ้องคดีไว้นั้น พร้อมกับคำฟ้อง คำฟ้องอุทธรณ์คำฟ้องฎีกา คำร้องสอด หรือคำให้การ แล้วแต่กรณี แต่ถ้าบุคคลนั้นตกเป็นผู้ไม่สามารถเสียค่าธรรมเนียมศาลในภายหลัง จะยื่นคำขอในเวลาใด ๆ ก็ได้ การยื่นคำร้องตามวรรคหนึ่ง ผู้ร้องอาจเสนอพยานหลักฐานไปพร้อมคำร้อง และหากศาลเห็นสมควรไต่สวนพยานหลักฐานเพิ่มเติมก็ให้ดำเนินการไต่สวนโดยเร็วเท่าที่จำเป็น ทั้งนี้ศาลจะมีคำสั่งให้งดการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนั้นไว้ทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวจนกว่าการพิจารณาสั่งคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลจะถึงที่สุดก็ได้ตามที่ศาลเห็นสมควร อธิบาย -หลัก ม.๑๕๖-ยื่นได้สองระยะคือ พร้อมคำฟ้อง,คำฟ้องอุทธรณ์,คำฟ้องฎีกา,คำร้องสอด,คำให้การ และเวลา ใดๆก็ได้ก่อนศาลพิพากษากรณีไม่สามารถเสียค่าธรรมเนียมได้ในภายหลังจากได้ยื่นฟ้องแล้ว -ผู้ยื่นคำร้องต้องเสนอพยานหลักฐาน และศาลไต่สวนโดยเร็วเท่าที่จำเป็น(ผู้ร้องไม่ต้องสาบานตน เหมือน กม.ฉบับเก่า ชั้นอุทธรณ์และฎีกา ศาลไม่ไต่สวน) -ศาลงดกระบวนพิจารณาไว้ชั่วคราวระหว่างการพิจารณาคำร้องยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลนี้จะ ถึงที่สุดหรือตามที่ศาลเห็นสมควร -ยื่นต่อศาลชั้นต้นเสมอ -หมายเหตุ ๑.หากโกหกศาลเรื่องไม่มีเงินเสียค่าธรรมเนียมศาล มีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตาม ป.วิ แพ่ง ม.๓๑(๒) ๒.ร้องให้พิจารณาว่ายากจนใหม่ทำไม่ได้เหมือนกฎหมายเก่าแล้ว **มาตรา ๑๕๖/๑ เมื่อศาลพิจารณาคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลเสร็จ ให้ศาลมีคำสั่งโดยเร็วโดยศาลจะมีคำสั่งอนุญาตทั้งหมด หรือแต่จะเฉพาะบางส่วน หรือยกคำร้องนั้นเสียก็ ห้ามมิให้ศาลอนุญาตตามคำร้องเช่นว่านั้น เว้นแต่จะเป็นที่เชื่อได้ว่าผู้ร้องไม่มีทรัพย์สินพอที่จะเสียค่าธรรมเนียมศาล หรือหากผู้ร้องไม่ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลจะได้รับความเดือดร้อนเกินสมควร เมื่อพิจารณาถึงสถานะของผู้ร้อง และในกรณีผู้ร้องเป็นโจทก์หรือผู้อุทธรณ์หรือฎีกา การฟ้องร้องหรืออุทธรณ์หรือฎีกานั้นมีเหตุอันสมควรด้วย เมื่อคู่ความคนใดได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในการฟ้องหรือต่อสู้คดีในศาลชั้นต้น แล้วยื่นคำร้องเช่นว่านั้นในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา แล้วแต่กรณีอีก ให้ถือว่าคู่ความนั้นยังคงไม่มีทรัพย์สินพอจะเสียค่าธรรมเนียมศาล หรือหากไม่ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลแล้วจะได้รับความเดือดร้อนเกินสมควรอยู่เว้นแต่จะปรากฏต่อศาลเป็นอย่างอื่น ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลให้แต่เฉพาะบางส่วน หรือมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ผู้ขออาจอุทธรณ์คำสั่งนั้นต่อศาลได้ภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันมีคำสั่ง คำสั่งของศาลอุทธรณ์เช่นว่านี้ให้เป็นที่สุด อธิบาย -มาตรานี้เป็นเรื่องการพิจารณาคำขอและการห้ามอุทธรณ์มีหลักดังนี้ -ศาลพิจารณาคำสั่งโดยเร็ว -ศาลสั่งได้ ๓ ประการ คืออนุญาตทั้งหมด , อนุญาตบางส่วน และยกคำร้อง -การอนุญาตต้องได้ความ (๑) เชื่อได้ว่าไม่มีทรัพย์พอที่จะเสียค่าธรรมเนียมศาล หรือ (๒)หาก ไม่ได้รับยกเว้นฯจะได้รับความเดือดร้อนเกินควร (๓)ผู้ร้องเป็นโจทก์ เป็นผู้อุทธรณ์หรือเป็นผู้ฎีกา คำฟ้อง,ฟ้องอุทธรณ์หรือฟ้องฎีกานั้นต้องมีเหตุผลอันสมควรด้วย(ในศาลชั้นต้นหมายถึงคดีมีมูล ฟ้องร้องและมีอำนาจฟ้อง ในศาลอุทธรณ์,ฎีกา อุทธรณ์หรือฎีกานั้นไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย) -อนุญาตทั้งหมดอุทธรณ์ไม่ได้ จะถึงที่สุด -การอุทธรณ์คำสั่ง(กรณี ยกคำร้องหรืออนุญาตบางส่วน ) -(๑)ร้องขอในศาลชั้นต้น -ยื่นต่อศาลชั้นต้น -ศาลชั้นต้นพิจารณาพยานหลักฐาน ไต่สวน -อนุญาตบางส่วนหรือยกคำร้อง ต้องอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ใน ๗ วัน นับแต่วันมีคำสั่ง และคำสั่ง ศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด -อนุญาตทั้งหมดถึงที่สุด -(๒)ร้องขอชั้นอุทธรณ์ -ยื่นต่อศาลชั้นต้น -ศาลชั้นต้นพิจารณาพยานหลักฐาน ไต่สวน และสั่ง -อนุญาตทั้งหมดถึงที่สุด -อนุญาตบางส่วนหรือยกคำร้อง อุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคใน ๗ วันฯ -คำสั่งศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาคเป็นที่สุด -(๓)ร้องขอในชั้นฎีกา -ยื่นต่อศาลชั้นต้น -ศาลชั้นต้นพิจารณาพยาน ไต่สวน และทำคำสั่ง -อนุญาตทั้งหมดถึงที่สุด -อนุญาตบางส่วน หรือยก อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาใน ๗ วัน -คำสั่งศาลฎีกาเป็นที่สุด มาตรา ๑๕๗ เมื่อศาลอนุญาตให้บุคคลใดยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล บุคคลนั้นไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลในการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้น ค่าธรรมเนียมเช่นว่านี้ให้รวมถึงเงินวางศาลในการยื่นฟ้องอุทธรณ์หรือฎีกา ถ้าเป็นกรณีที่ศาลอนุญาตในระหว่างการพิจารณา การยกเว้นไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลนั้นให้ใช้บังคับแต่เฉพาะค่าธรรมเนียมศาลและเงินวางศาลที่จะต้องเสีย หรือวางภายหลังคำสั่งอนุญาตเท่านั้น ส่วนค่าธรรมเนียมศาล หรือเงินวางศาลที่เสียหรือวางไว้ก่อนคำสั่งเช่นว่านั้นเป็นอันไม่ต้องคืน มาตรา ๑๕๘ ถ้าศาลเห็นว่า คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะต้องเป็นผู้รับผิดเสียค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมดหรือแต่บางส่วนของคู่ความทั้งสองฝ่าย ให้ศาลพิพากษาในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมโดยสั่งให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งนั้นชำระต่อศาลในนามของ ผู้ที่ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ซึ่งค่าธรรมเนียมศาลที่ผู้นั้นได้รับยกเว้นทั้งหมดหรือแต่บางส่วนตามที่ศาลเห็นสมควร มาตรา ๑๕๙ ถ้าปรากฏต่อศาลว่าผู้ที่ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลนั้นสามารถเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ตั้งแต่เวลาที่ยื่นคำร้องตามมาตรา ๑๕๖ หรือในภายหลังก่อนศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดี ให้ศาลมีคำสั่งให้บุคคลนั้นชำระค่าธรรมเนียมศาลที่ได้รับยกเว้นต่อศาลภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนดก็ได้ หากไม่ปฏิบัติตามให้ศาลมีคำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลนั้นทั้งหมดหรือแต่บางส่วนไว้รอคำวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม ในกรณีตามวรรคหนึ่ง ถ้าศาลเห็นว่า (๑) ค่าฤชาธรรมเนียมจะเป็นพับแก่คู่ความทั้งสองฝ่าย ให้ศาลมีคำสั่งให้เอาชำระค่าธรรมเนียมศาลที่ผู้นั้นได้รับยกเว้นจากทรัพย์สินที่ยึดหรืออายัดดังที่กล่าวไว้ในวรรคหนึ่งตามจำนวนที่ศาลเห็นสมควร (๒) คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะต้องชำระค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมดหรือแต่บางส่วนแทนผู้ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ให้ศาลมีคำสั่งให้คู่ความอีกฝ่ายนั้นชำระค่าธรรมเนียมศาลต่อศาลในนามของผู้ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล แต่ถ้าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งนั้นไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ให้ศาลเอาชำระค่าธรรมเนียมศาลนั้นจากทรัพย์สินที่ยึดหรืออายัดดังที่กล่าวไว้ในวรรคหนึ่ง ตามจำนวนที่ศาลเห็นสมควร หรือ (๓) ผู้ที่ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลจะต้องชำระค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดหรือแต่บางส่วนแทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง ให้ศาลมีคำสั่งให้เอาชำระค่าฤชาธรรมเนียมนั้นจากทรัพย์สินที่ยึดหรืออายัดดังที่กล่าวไว้ในวรรคหนึ่ง ส่วนค่าธรรมเนียมศาลที่ผู้นั้นได้รับการยกเว้น ให้เอาชำระจากทรัพย์สินที่เหลือ ถ้าหากมี ตามจำนวนที่ศาลเห็นสมควร มาตรา ๑๖๐ ถ้าผู้ที่ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลประพฤติตนไม่เรียบร้อย เช่นดำเนินกระบวนพิจารณาในทางก่อความรำคาญถึงขนาด หรือกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล หรือจงใจประวิงความเรื่องนั้น ศาลจะถอนอนุญาตเสียในเวลาใด ๆ ก็ได้และบุคคลเช่นว่านั้นจำต้องรับผิดเสียค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับกระบวนพิจารณาภายหลังที่ศาลได้ถอนอนุญาตนั้นแล้ว อธิบาย (สรุปรวมในส่วนที่ ๑) -มีการแก้ไข ป.วิแพ่ง ฉบับที่ ๒๔ พ.ศ.๒๕๕๑ ยกเลิกเรื่องการดำเนินคดีอย่างคนอนาถา เป็นการขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลเพราะเหตุไม่มีทรัพย์สินพอเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ หรือหากไม่ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลจะได้รับเดือดร้อนเกินสมควร -มาตราที่สำคัญคือมาตรา ๑๕๐,๑๕๕,๑๕๖,๑๕๖/๑ หลักการสำคัญอยู่ในมาตรา ๑๕๕,๑๕๖,และ๑๕๖/๑ -ค่าฤชาธรรมเนียม ปรากฏตามตารางท้ายวิแพ่ง ๗ ตาราง ซึ่งได้แก่ค่าธรรมเนียมศาล,ค่าสืบพยานหลักฐานนอกศาล,ค่าป่วยการ,ค่าพาหนะเดินทางและค่าเช่าที่พักพยาน ผู้เชี่ยวชาญ ล่ามและ เจ้าพนักงานศาล,ค่าทนายความ,ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี และค่าใช้จ่ายหรือธรรมเนียมอื่นที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ -ค่าธรรมเนียมศาลที่เป็นค่าขึ้นศาลตามตาราง ๑ ผู้ฟ้องต้องยื่นพร้อมคำฟ้องเป็นเงินสดหรือเช็คที่ธนาคารรับรอง ยกเว้นหากได้รับอนุญาตให้ฟ้องหรือต่อสู้โดยได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลตาม ม.๑๕๖(คำฟ้อง,คำฟ้องอุทธรณ์,คำฟ้องฎีกา,คำร้องสอด,คำให้การ,และคำร้องขออื่น/คำร้องขอซึ่งมีฐานะเป็นคำฟ้องตาม ม.๑(๕)) -คำร้องขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้(คดีมีทุนทรัพย์)เสียค่าขึ้นศาลชั้นต้นตามจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องหรือตามราคาทรัพย์สินที่พิพาทขณะยื่นฟ้อง ชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาตามจำนวนทุนทรัพย์หรือราคาทรัพย์พิพาทในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเท่ากับศาลชั้นต้น ขึ้นอยู่กับคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรืออุทธรณ์แล้วคู่ความไม่พอใจคำพิพากษาดังกล่าว ส่วนที่ ๒ ความรับผิดชั้นที่สุดในค่าฤชาธรรมเนียม มาตรา ๑๖๑ ภายใต้บังคับบทบัญญัติห้ามาตราต่อไปนี้ ให้คู่ความฝ่ายที่แพ้คดี เป็นผู้รับผิดในชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง แต่ไม่ว่าคู่ความฝ่ายใดจะชนะคดีเต็มตามข้อหาหรือแต่บางส่วนศาลมีอำนาจที่จะพิพากษาให้คู่ความฝ่ายที่ชนะคดีนั้นรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง หรือให้คู่ความแต่ละฝ่ายรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมส่วนของตนหรือตามส่วนแห่งค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งคู่ความทุกฝ่ายได้เสียไปก่อนได้ตามที่ศาลจะใช้ดุลพอนิจ โดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการดำเนินคดี คดีที่ไม่มีข้อพิพาท ให้ฝ่ายเริ่มคดีเป็นผู้เสียค่าฤชาธรรมเนียม มาตรา ๑๖๒ บุคคลที่เป็นโจทก์ร่วมกันหรือจำเลยร่วมกันนั้น หาต้องรับผิดร่วมกันในค่าฤชาธรรมเนียมไม่ หากต้องรับผิดเป็นส่วนเท่า ๆ กัน เว้นแต่จะได้เป็นเจ้าหนี้ร่วมหรือลูกหนี้ร่วมหรือศาลได้มีคำสั่งเป็นอย่างอื่น มาตรา ๑๖๓ ถ้าคดีได้เสร็จเด็ดขาดลงโดยการตกลง หรือการประนีประนอมยอมความหรืออนุญาโตตุลาการ คู่ความแต่ละฝ่ายย่อมรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนการดำเนินกระบวนพิจารณาของตน เว้นแต่คู่ความจะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น มาตรา ๑๖๔ ในกรณีที่วางเงินต่อศาลตามมาตรา ๑๓๕, ๑๓๖ นั้น จำเลยไม่ต้องรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมแห่งจำนวนเงินที่วางนั้นอันเกิดขึ้นภายหลัง ถ้าโจทก์ยอมรับเงินที่วางต่อศาลเป็นการพอใจเต็มตามที่เรียกร้องแล้ว จำเลยต้องเป็นผู้รับผิดในค่าฤชาธรรมเนียม ถ้าโจทก์ยอมรับเงินที่วางต่อศาลนั้นเป็นการพอใจเพียงส่วนหนึ่งแห่งจำนวนเงินที่เรียกร้อง และดำเนินคดีต่อไป จำเลยต้องรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมเว้นแต่ศาลจะได้พิพากษาให้โจทก์แพ้คดี ในกรณีเช่นนี้โจทก์ต้องเป็นผู้รับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสิ้นอันเกิดแต่การที่ตนไม่ยอมรับเงินที่วางต่อศาลเป็นการพอใจตามที่เรียกร้อง มาตรา ๑๖๕ ในกรณีที่มีการชำระหนี้ ดังบัญญัติไว้ในมาตรา ๑๓๗ ถ้าโจทก์ยอมรับการชำระหนี้นั้นเป็นการพอใจเต็มตามที่เรียกร้องแล้ว จำเลยต้องเป็นผู้รับผิดในค่าฤชาธรรมเนียม เว้นแต่ศาลจะเห็นสมควรมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ถ้าโจทก์ไม่พอใจในการชำระหนี้เช่นว่านั้น และดำเนินคดีต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมให้อยู่ในดุลพินิจของศาล แต่ถ้าศาลเห็นว่าการชำระหนี้นั้นเป็นการพอใจเต็มตามที่โจทก์เรียกร้องแล้ว ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสิ้นอันเกิดแต่การที่โจทก์ปฏิเสธไม่ยอมรับชำระหนี้นั้นโจทก์ต้องเป็นผู้รับผิด มาตรา ๑๖๖ คู่ความฝ่ายใดทำให้ต้องเสียค่าฤชาธรรมเนียมในกระบวนพิจารณาใด ๆ ที่ได้ดำเนินไปโดยไม่จำเป็นหรือมีลักษณะประวิงคดี หรือที่ต้องดำเนินไปเพราะความผิดหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง คู่ความฝ่ายนั้นต้องรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมนั้น โดยมิพักคำนึงว่าคู่ความฝ่ายนั้นจักได้ชนะคดีหรือไม่ มาตรา ๑๖๗ คำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมนั้น ไม่ว่าคู่ความทั้งปวงหรือแต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จักมีคำขอหรือไม่ก็ดี ให้ศาลสั่งลงไว้ในคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีหรือในคำสั่งจำหน่ายคดีออกสารบบความแล้วแต่กรณี แต่ถ้าเพื่อชี้ขาดตัดสินคดีใด ศาลได้มีคำสั่งอย่างใดในระหว่างการพิจารณา ศาลจะมีคำสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับกระบวนพิจารณาที่เสร็จไปในคำสั่งฉบับนั้น หรือในคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีก็ได้แล้วแต่จะเลือก ในกรณีที่มีข้อพิพาทในเรื่องที่ไม่เป็นประเด็นในคดี ให้ศาลมีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับข้อพิพาทเช่นว่านี้ในคำสั่งชี้ขาดข้อพิพาทนั้น ในกรณีที่มีการพิจารณาใหม่ ให้ศาลมีอำนาจที่จะสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับการพิจารณาครั้งแรก และการพิจารณาใหม่ในคำพิพากษาหรือคำสั่งได้ มาตรา ๑๖๘ ในกรณีคู่ความอาจอุทธรณ์ หรือฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลได้นั้น ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์หรือฎีกาในปัญหาเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมแต่อย่างเดียว เว้นแต่อุทธรณ์หรือฎีกานั้นจะได้ยกเหตุว่า ค่าฤชาธรรมเนียมนั้นมิได้กำหนดหรือคำนวณให้ถูกต้องตามกฎหมาย มาตรา ๑๖๙ เมื่อมีคำวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมแล้ว ให้หัวหน้าสำนักงานประจำศาลยุติธรรมชั้นต้นทำบัญชีแสดงค่าฤชาธรรมเนียมที่คู่ความทุกฝ่ายได้เสียไปโดยลำดับ และจำนวนที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือทั้งสองฝ่ายจะต้องรับผิดตามคำวินิจฉัยชี้ขาดของศาล คู่ความหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องอาจขอสำเนาบัญชีเช่นว่านั้นได้ มาตรา ๑๖๙/๑ ถ้าบุคคลซึ่งต้องชำระค่าฤชาธรรมเนียมค้างชำระค่าฤชาธรรมเนียมต่อศาลก็ดี หรือต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีก็ดี หรือต่อบุคคลอื่นที่ไม่ใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็ดี ศาล เจ้าพนักงานบังคับคดี หรือบุคคลเช่นว่านั้นอาจบังคับเอาแก่ทรัพย์สินของบุคคลนั้นเสมือนหนึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อชำระค่าฤชาธรรมเนียมดังกล่าวได้ ในกรณีเช่นนี้ให้ถือว่าหัวหน้าสำนักงานประจำศาลยุติธรรมชั้นต้น เจ้าพนักงานบังคับคดี หรือบุคคลที่มีสิทธิได้รับค่าฤชาธรรมเนียมนั้นแล้วแต่กรณีเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา การบังคับคดีตามวรรคหนึ่งให้ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีทั้งปวง แต่หากยังมีเงินที่ได้จากการบังคับคดีคงเหลือภายหลังชำระให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับ ให้หักค่าฤชาธรรมเนียมที่ได้รับยกเว้นดังกล่าวไว้จากเงินนั้น มาตรา ๑๖๙/๒ ภายใต้บังคับมาตรา ๑๖๙/๓ ให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาเป็นผู้รับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดี โดยให้หักออกจากเงินที่ได้จากการยึด อายัด ขาย หรือจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือจากเงินที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาวางไว้ ในกรณีที่มีการบังคับคดีแก่ผู้ค้ำประกันในศาล ค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดีในส่วนนั้น ให้หักออกจากเงินที่ได้จากการบังคับคดีตามสัญญาประกัน ในกรณีที่มีการบังคับคดีตามคำพิพากษาให้แบ่งกรรมสิทธิ์รวม หรือมรดกให้เจ้าของรวมหรือทายาทผู้ได้รับส่วนแบ่งทุกคนเป็นผู้รับผิดชอบในค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดีโดยให้หักออกจากเงินที่ได้จากการขาย หรือจำหน่ายทรัพย์สินอันเป็นกรรมสิทธิ์รวมหรือทรัพย์มรดกนั้น ในกรณีที่มีการถอนการบังคับคดีนอกจากกรณีตามมาตรา ๒๙๕(๑) ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้ขอยึด หรืออายัดทรัพย์สินเป็นผู้รับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดี มาตรา ๑๖๙/๓ บุคคลใดทำให้ต้องเสียค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดีส่วนใดโดยไม่จำเป็น หรือมีลักษณะประวิงการบังคับคดี หรือที่ต้องดำเนินไปเพราะความผิดหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หรือเพราะบังคับคดีไปโดยไม่สุจริตก่อนการบังคับคดีได้เสร็จลง ผู้ที่ได้รับความเสียหายหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาแล้วแต่กรณี อาจยื่นคำร้องต่อศาลภายในเจ็ดวันนับแต่วันทราบพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น เพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้บุคคลเช่นว่านั้นรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมดังกล่าว คำสั่งของศาลตามมาตรานี้ให้อุทธรณ์ยังศาลอุทธรณ์ และคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด ภาค ๒ วิธีพิจารณาในศาลชั้นต้น ลักษณะ ๑ วิธีพิจารณาสามัญในศาลชั้นต้น มาตรา ๑๗๐ ห้ามมิให้ฟ้อง พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีเป็นครั้งแรกในศาลหรือโดยศาลอื่นนอกจากศาลชั้นต้น เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้ชัดแจ้งเป็นอย่างอื่น ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติในภาคนี้ว่าด้วยคดีไม่มีข้อพิพาท คดีมโนสาเร่ คดีขาดนัด และคดีที่มอบให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด การฟ้อง การพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในศาลชั้นต้น นอกจากจะต้องบังคับตามบทบัญญัติทั่วไปแห่งภาค ๑ แล้ว ให้บังคับตามบทบัญญัติในลักษณะนี้ด้วย มาตรา ๑๗๑ คดีที่ประมวลกฎหมายนี้บัญญัติว่าจะฟ้องยังศาลชั้นต้น หรือจะเสนอปัญหาต่อศาลชั้นต้นเพื่อชี้ขาดตัดสิน โดยทำเป็นคำร้องขอก็ได้นั้น ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของโจทก์และจำเลย และวิธีพิจารณาที่ต่อจากการยื่นคำฟ้องมาใช้บังคับแก่ผู้ยื่นคำขอและคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง ถ้าหากมี และบังคับแก่วิธีพิจารณาที่ต่อจากการยื่นคำร้องขอด้วยโดยอนุโลม **มาตรา ๑๗๒ ภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา ๕๗ ให้โจทก์เสนอข้อหาของตนโดยทำเป็นคำฟ้องเป็นหนังสือยื่นต่อศาลชั้นต้น คำฟ้องต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ให้ศาลตรวจคำฟ้องนั้นแล้วสั่งให้รับไว้ หรือให้ยกเสีย หรือให้คืนไป ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๘ อธิบาย -ม.๑๗๒ วรรค ๒ คำฟ้องต้องมีแยกเป็น ๑)คำฟ้องต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา ๒)ต้องมีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา ๓)ต้องมีคำขอบังคับ ไม่ครบเป็นฟ้องเคลือบคลุม -ฎ.๑๘๑๗/๔๘ คำบรรยายฟ้องได้ครบถ้วนทั้งสามข้อข้างต้นแล้ว แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าโจทก์ได้ชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้เอาประกันแล้วเมื่อใด ก็เป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบ ได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม โจทก์ไม่จำเป็นต้องกล่าวว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ -ฎ.๑๖๓๓/๒๕ ข้อหาที่ระบุในคำฟ้องไม่ตรงกับใจความที่บรรยายมาในฟ้องก็ต้องถือตามข้อหาที่บรรยายในคำฟ้องเป็นหลัก โจทก์ได้ชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้เอาประกันแล้วเมื่อใด ก็เป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบ ได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม -ฎ.๔๘๔๖/๕๒ จำเลยทั้งสองก่อสร้างอาคารผิดต่อข้อบัญญัติของกรุงเทพมหานครหรือไม่ เป็นเรื่องที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นจะต้องดำเนินการแก่จำเลยทั้งสอง โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสองปฏิบัติตามข้อบัญญัติของกรุงเทพมหานครดังกล่าวได้ หากโจทก์เห็นว่าหน้าต่างของอาคารที่จำเลยทั้งสองก่อสร้างเมื่อเปิดแล้วจะรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ โจทก์ก็มีสิทธิฟ้องห้ามมิให้จำเลยทั้งสองเปิดหน้าต่างล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์เท่านั้น การที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนอาคารพอแปลได้ว่า โจทก์ขอให้ห้ามจำเลยทั้งสองเปิดหน้าต่างหรือส่วนของอาคารรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ แม้คู่ความจะมิได้ฎีกาขึ้นมา แต่เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ส่วนประเด็นที่ว่าจำเลยทั้งสองก่อสร้างอาคารรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์หรือไม่นั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองก่อสร้างอาคารรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโจทก์กว้างประมาณ ๕๐ เซนติเมตร ยาวประมาณ ๑๖ เมตร จำเลยทั้งสองให้การว่า มิได้ปลูกสร้างอาคารรุกล้ำที่ดินโจทก์หากแต่ปลูกสร้างบนที่ดินของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นคดีที่โต้เถียงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทกันจึงเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์ แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มิได้ตีราคาที่ดินส่วนที่พิพาทกันเพื่อให้คู่ความเสียค่าขึ้นศาลในส่วนนี้ อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาถึงระวางที่ดินเลขที่ดิน หน้าสำรวจ ตำบล อำเภอ และจังหวัดที่ตั้งของที่ดินส่วนที่พิพาทซึ่งมีสภาพเป็นทางเข้าวัดโจทก์แล้ว เห็นว่ามีราคาไม่ถึง ๒๐๐,๐๐๐ บาท จึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง จำเลยทั้งสองฎีกาโต้แย้งการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ จึงต้องห้ามฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ -ฎ.๑๐๐๗/๓๗ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แต่ปรากฏว่าอุทธรณ์ของจำเลยในปัญหาว่าศาลชั้นต้นฟังพยานหลักฐานไม่ชอบนั้นเป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายด้วยและอนุญาตให้จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาโดยตรงนั้นจึงหาถูกต้องไม่ แต่เนื่องด้วยคดีนี้มีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาท ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๒๒๔ การที่ศาลฎีกาจะส่งสำนวนคืนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยตามมาตรา ๒๒๓ ทวิวรรคท้าย จึงหาเป็นประโยชน์ไม่ ชอบที่ศาลฎีกาจะได้วินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายอื่นต่อไปทีเดียว ที่จำเลยอุทธรณ์ในปัญหาว่าศาลชั้นต้นรับฟังพยานหลักฐานไม่ชอบซึ่งศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายนั้นปรากฏว่าจำเลยไม่ได้สืบพยาน ศาลชั้นต้นจึงฟังข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ว่า ผู้ขับรถยนต์ที่จำเลยรับประกันภัยไว้เป็นฝ่ายประมาทชนรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย และกำหนดค่าเสียหายที่จำเลยจะต้องชำระแก่โจทก์ โดยอาศัยจากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบแม้โจทก์จะไม่ได้นำ ส.พยานอีกปากหนึ่งมาสืบด้วยก็ดี และการที่โจทก์ไม่ได้ส่งสำเนารายวันประจำวันเกี่ยวกับคดีก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า ๓ วันก็ตาม ก็โดยเหตุที่เป็นเอกสารที่อยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอกจึงหาต้องส่งสำเนาเอกสารให้จำเลยไม่ ที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจรับฟังตามพยานหลักฐานของโจทก์จึงมิใช่การรับฟังพยานหลักฐานโดยขัดต่อกฎหมาย อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นนั่นเอง อันเป็นข้อเท็จจริง แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องในตอนแรกว่า จำเลยได้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์คันเกิดเหตุไว้จากผู้มีชื่อ ซึ่งจำเลยจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่บุคคลภายนอกจากการใช้รถที่ก่อความเสียหายขึ้น โดยผู้เอาประกันภัยหรือลูกจ้างหรือโดยความยินยอมของผู้เอาประกันภัย ก็ตาม ก็คงเป็นการบรรยายถึงความรับผิดของจำเลยตามกรมธรรม์ประกันภัยเท่านั้น แต่โจทก์ไม่ได้บรรยายให้เห็นว่า ผู้ขับรถยนต์คันเกิดเหตุที่ขับไปชนรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยมีฐานะเช่นใด มีนิติสัมพันธ์กับผู้มีชื่อซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยอย่างไรที่จะทำให้ผู้มีชื่อจะต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดนั้น โดยเฉพาะผู้ขับรถยนต์คันเกิดเหตุได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยหรือไม่ อันทำให้จำเลยผู้รับประกันภัยค้ำจุนจะต้องร่วมรับผิดด้วย เช่นนี้ ฟ้องโจทก์จึงไม่ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา ตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๑๗๒ เป็นฟ้องที่เคลือบคลุม -ฎ.๖๔๔๘/๕๑ (ป.วิแพ่ง ม.๕๕,๑๔๒,๑๗๒) โจทก์ฟ้องและขอให้เรียกการรถไฟแห่งประเทศไทยเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมโดยบรรยายฟ้องว่า โจทก์เช่าที่ดินจากโจทก์ร่วม แต่โจทก์ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่โจทก์เช่าจากโจทก์ร่วมได้ เนื่องจากมีอาคารของจำเลยปลูกอยู่บนที่ดินพิพาทโดยไม่มีสิทธิตามกฎหมาย เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทได้ ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทพร้อมทั้งรื้อถอนอาคารที่ปลูกอยู่และส่งมอบที่ดินอันเป็นที่ตั้งอาคารให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย กับให้ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ เป็นคำฟ้องที่แสดงโดยแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาแล้วว่า โจทก์ฟ้องโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับโจทก์ร่วม ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาก็คือจำเลยไม่ยอมขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไป และไม่ยอมรื้อถอนอาคารของจำเลยซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินพิพาทอันเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่โจทก์เช่าจากโจทก์ร่วมโดยไม่มีสิทธิตามกฎหมายอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ส่วนคำขอบังคับก็คือให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทพร้อมทั้งรื้อถอนอาคารและส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์รวมทั้งใช้ค่าเสียหาย ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๒ วรรคสองแล้ว โจทก์ไม่จำเป็นต้องบรรยายว่า โจทก์ร่วมบอกเลิกการเช่าแก่จำเลยหรือไม่ อย่างไร และจำเลยไม่มีสิทธิตามกฎหมายอย่างไร เพราะเป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม สัญญาเช่าที่ดินพิพาทที่จำเลยทำกับโจทก์ร่วมได้ระงับไปแล้ว การที่จำเลยยังคงอยู่ในที่ดินพิพาทต่อไปอีกจึงเป็นการอยู่โดยไม่มีสิทธิ แม้การอยู่ในที่ดินพิพาทของจำเลยจะเป็นการละเมิดต่อโจทก์ร่วมผู้ให้เช่า มิได้เป็นการละเมิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่าที่ดินรวมทั้งที่ดินพิพาทจากโจทก์ร่วม แต่เมื่อโจทก์ร่วมมิได้ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทก็ย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เพราะเข้าไปครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตามสิทธิที่มีอยู่ตามสัญญาเช่าไม่ได้เนื่องจากมีจำเลยเป็นผู้รอนสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทและเรียกค่าเสียหายโดยขอให้ศาลเรียกโจทก์ร่วมผู้ให้เช่าเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับโจทก์ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๗๗ ประกอบมาตรา ๕๔๙ แม้โจทก์ระบุข้อหาหรือฐานความผิดในคำฟ้องคลาดเคลื่อนไปว่าเป็นละเมิดและสรุปการกระทำของจำเลยตามที่บรรยายมาในคำฟ้องว่าเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ก็เป็นเรื่องที่โจทก์ยกเอากฎหมายมาปรับกับข้อเท็จจริงตามความเข้าใจของโจทก์ แต่ในการวินิจฉัยคดีศาลย่อมมีอำนาจปรับบทกฎหมายที่ถูกต้องให้จำเลยรับผิดตรงตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์ได้ การวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ต้องพิจารณาถึงสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่ในขณะที่ยื่นคำฟ้องเป็นสำคัญ -อายุความไม่ใช่สภาพแห่งข้อหา **มาตรา ๑๗๓ เมื่อศาลได้รับคำฟ้องแล้ว ให้ศาลออกหมายส่งสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยเพื่อแก้คดี และภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันยื่นคำฟ้อง ให้โจทก์ร้องขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้ส่งหมายนั้น นับแต่เวลาที่ได้ยื่นคำฟ้องแล้ว คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณา และผลแห่งการนี้ (๑) ห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกัน หรือต่อศาลอื่นและ (๒) ถ้ามีเหตุเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในพฤติการณ์อันเกี่ยวด้วยการยื่นฟ้องคดีต่อศาลที่มีเขตศาลเหนือคดีนั้น เช่น การเปลี่ยนแปลงภูมิลำเนาของจำเลย การเปลี่ยนแปลงเช่นว่านี้หาตัดอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีไว้ในอันที่จะพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีนั้นไม่ อธิบาย -มาตรา ๑๗๓ เป็นเรื่องการฟ้องซ้อนซึ่งต้องห้ามตามกฎหมาย ดูคำอธิบายเพิ่มเติมท้ายมาตรา ๑๔๘ -คำว่าโจทก์ใน ม.๑๗๓วรรค๒(๑) หมายถึงโจทก์ผู้ยื่นฟ้อง,จำเลยที่ฟ้องแย้ง,ผู้ร้องสอดเป็นโจทก์ร่วม และผู้ร้องขัดทรัพย์ และให้ดูวันฟ้องเป็นหลัก ไม่ใช่ดูวันประทับฟ้อง -คดีแรกไม่อยู่ระหว่างพิจารณาแต่ยังอยู่ในระหว่างอุทธรณ์ได้ มาฟ้องใหม่อาจเป็นฟ้องซ้อนได้ -โจทก์ไม่ร้องขอตาม ม.๑๗๓วรรคหนึ่งเพื่อให้ส่งหมายถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง -การห้ามตาม (๑) ดูวันยื่นฟ้องเป็นหลักไม่ใช่ดูวันศาลประทับฟ้อง และคำว่าโจทก์ คือโจทก์ที่ยื่นฟ้อง จำเลยฟ้องแย้ง ผู้ร้องสอด โจทก์ร่วม ผู้ร้องขัดทรัพย์ ด้วย -ฎ.๓๑๔๖/๓๓ ท. ทายาทของเจ้ามรดกคนหนึ่งเคยฟ้องจำเลยขอให้พิพากษาว่าพินัยกรรมเป็นโมฆะ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คดีอยู่ในระหว่างอุทธรณ์ โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิรับมรดกแทนที่ทายาทอีกคนหนึ่งมาฟ้องคดีนี้ขอให้พิพากษาว่าพินัยกรรมฉบับเดียวกันนั้นเป็นโมฆะอีก เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า ท. เป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกอันจะถือว่ากระทำในฐานะตัวแทนทายาททั้งหมดรวมทั้งโจทก์ด้วยแล้วโจทก์ย่อมไม่ใช่โจทก์คนเดียวกับคดีก่อน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้อน -ฎ ๓๘๗๖/๔๖ (ประเด็นในคดีก่อนกับคดีหลังเป็นคนละมูลกรณีกัน) ประเด็นในการฟ้องหย่าในคดีก่อนมีสาระเป็นเรื่องของสภาพการอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา แต่เรื่องการขอแบ่งสินสมรสในคดีหลังเป็นการฟ้องเรียกทรัพย์สินโดยมีสาระอยู่ที่ว่าทรัพย์สินนั้นเป็นสินสมรสหรือไม่ จึงเป็นคนละมูลคดีกัน แม้จะมีผลมาจากการฟ้องหย่า แต่ก็หาจำต้องขอแบ่งสินสมรสมากับคดีฟ้องหย่าไม่ ทั้งไม่มีบทกฎหมายใดที่บัญญัติว่าจะต้องฟ้องขอแบ่งสินสมรสมาพร้อมกันกับการฟ้องหย่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ขอแบ่งสินสมรสจึงไม่เป็นฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑) -ฎ.๕๘๘๘/๕๒ คำฟ้องคดีก่อนและคดีนี้โจทก์อ้างเหตุอย่างเดียวกันว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินและอาคารโรงเรียนพิพาท โจทก์ทำสัญญาขายที่ดินและอาคารโรงเรียนพิพาทให้จำเลยเพื่ออำพรางการกู้เงิน ต่อมาจำเลยอ้างว่าจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินและอาคารโรงเรียนพิพาท ขอให้ทางราชการเพิกถอนใบอนุญาตให้เป็นเจ้าของที่ตั้งโรงเรียนพิพาทของโจทก์ โดยในคดีก่อนโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาขายที่ดินและอาคารโรงเรียนพิพาทดังกล่าว ส่วนคดีนี้แม้โจทก์ไม่ได้ขอให้เพิกถอนสัญญาที่ดินและอาคารโรงเรียนพิพาทอีกก็ตาม แต่โจทก์อ้างเพิ่มเติมเข้ามาว่า จำเลยบุกรุกเข้ามาในที่ดินและอาคารโรงเรียนพิพาท แล้วเปิดการสอนโรงเรียนชื่อ "โรงเรียนอนุบาล บ." โดยพลการ เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถดำเนินกิจการโรงเรียนพิพาทได้ตามปกติ ขอให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าขาดประโยชน์จากการขาดรายได้ตามปกติ และค่าเสื่อมเสียชื่อเสียงของโจทก์ ซึ่งค่าเสียหายดังกล่าวโจทก์สามารถฟ้องเรียกได้ในคดีก่อนอยู่แล้ว เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ในขณะที่คดีก่อนยังอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาล จึงเป็นการยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกัน เป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑) -ตัวอย่างคำถาม โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลจังหวัดภูเขียว ขอให้จำเลยทั้งสองชำระเงินที่กู้ยืมจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีหลายประการ ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสอง ศาลจังหวัดภูเขียวฟังจำเลยทั้งสองแล้วอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้ จำหน่ายคดีออกจากสารบบความโดยอ่านคำสั่งวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๔๘ ต่อมาวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๔๘ โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลจังหวัดชัยภูมิขอให้จำเลยทั้งสองชำระเงินกู้ตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับเดียวกันนั้น ศาลจังหวัดชัยภูมิรับฟ้องไว้พิจารณาวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๔๘ จำเลยที่ ๑ ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลจังหวัดภูเขียวที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องต่อศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ต่อมาจำเลยทั้งสองยื่นคำให้การภายในกำหนดต่อศาลจังหวัดชัยภูมิโดยยกข้อต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์คดีหลังนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีของโจทก์ที่ศาลจังหวัดภูเขียวให้วินิจฉัยว่า ข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นหรือไม่ ธงคำตอบ (ข้อสอบเนฯ ข้อ ๓ สมัย ๕๘) คดีเดิมโจทก์ฟ้องเรียกหนี้เงินกู้จากจำเลยทั้งสองต่อศาลจังหวัดภูเขียว ต่อมาโจทก์ถอนฟ้องจำเลยทั้งสองศาลจังหวัดภูเขียวมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยทั้งสองได้ และสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ออกจากสารบบความในระหว่างระยะเวลาอุทธรณ์ โจทก์ยื่นฟ้องคดีหลังต่อศาลจังหวัดชัยภูมิเพื่อเรียกหนี้เงินกู้จากจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นหนี้ตามสัญญากู้ฉบับเดียวกันกับคดีก่อน เมื่อจำเลยที่ ๑ ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลจังหวัดภูเขียวในคดีก่อน คดีก่อนในส่วนของโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค ๓ แม้จำเลยที่ ๑ จะยื่นอุทธรณ์หลังจากโจทก์ยื่นฟ้องคดีหลังก็ตาม ฟ้องโจทก์ในคดีหลังระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ก็เป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑) ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ ๑ ฟังขึ้น (คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๕๕/๓๘ และ ๘๐๖๘/๔๗) สำหรับคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ นั้น คดีก่อนศาลจังหวัดภูเขียวมีคำสั่งจำหน่ายคดีเนื่องจากโจทก์ถอนฟ้อง จึงไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องจำเลยที่ ๒ เป็นคดีใหม่ภายในกำหนดอายุความตาม มาตรา ๑๗๖ แม้โจทก์จะฟ้องคดีหลังขณะคดีก่อนยังอยู่ในกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ แต่จำเลยที่ ๒ มิได้อุทธรณ์คำสั่งศาลจังหวัดภูเขียวที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีจนคำสั่งดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว จึงถือไม่ได้ว่าขณะโจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๒ เป็นคดีหลังนี้ คดีก่อนอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ฟ้องโจทก์ในคดีหลังเฉพาะส่วนของจำเลยที่ ๒ จึงไม่เป็นฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑) ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ ๒ ฟังไม่ขึ้น (คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๘๔/๔๘) -ตัวอย่างคำถาม โจทก์ฟ้องว่า จำเลยบุกรุกเข้ามาปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินของโจทก์ ขอให้ขับไล่จำเลยและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดิน จำเลยให้การต่อสู้คดีขอให้ยกฟ้อง ต่อมาโจทก์พบว่าคำฟ้องของโจทก์มีข้อบกพร่อง จึงยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง จำเลยคัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนคำฟ้อง จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ จำเลยอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งดังกล่าว ระหว่างนั้น โจทก์ยื่นคำฟ้องเป็นคดีใหม่ขอให้ขับไล่จำเลยและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์อีก แต่ได้เรียกค่าเสียหายจากเหตุที่จำเลยไม่ยอมออกไปจากที่ดินด้วย จำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ คำฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้อน ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย ให้วินิจฉัยว่า คำฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้อนหรือไม่ และศาลจะพิจารณาในส่วนฟ้องแย้งต่อไปอย่างไร ธงคำตอบ (ข้อสอบเนฯ ข้อ ๓ สมัย ๕๖) ในคดีก่อนโจทก์ขอถอนคำฟ้องและศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนคำฟ้อง แต่จำเลยยังอุทธรณ์ต่อมา คดีจึงอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ การที่โจทก์ยื่นคำฟ้องเป็นคดีใหม่ขอให้ขับไล่จำเลยและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินเช่นเดียวกับคดีก่อน แม้จะได้เรียกค่าเสียหายจากเหตุที่จำเลยไม่ยอมออกไปจากที่ดินมาด้วย แต่ค่าเสียหายดังกล่าวโจทก์ก็สามารถฟ้องเรียกได้ในคดีก่อนอยู่แล้ว จึงชอบที่โจทก์จะได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายมาพร้อมกับคำฟ้องในคดีก่อนเสียในคราวเดียวกัน คำฟ้องในคดีใหม่จึงเป็นเรื่องเดียวกับคำฟ้องในคดีก่อน ส่วนการถอนคำฟ้องที่จะมีผลลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้องและทำให้คู่ความกลับคืนเข้าสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นคำฟ้องเลยดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๖ นั้น หมายถึงการถอนคำฟ้องได้ถึงที่สุดแล้ว ไม่มีคดีค้างพิจารณาอยู่ในศาลใดศาลหนึ่ง เมื่อคดีก่อนอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ คำฟ้องของโจทก์ในคดีใหม่จึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตามมาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑) โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย เมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยก็ไม่มีคำฟ้องของโจทก์และตัวโจทก์ที่จำเลยจะฟ้องแย้ง จำเลยไม่มีสิทธิฟ้องแย้ง ศาลจะต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งจำเลย (คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๗๒/๓๒, ๑๙๖๔/๓๕, ๔๗๑/๔๑, ๗๒๖๕/๔๔) -ฎ.๕๗๑๖/๓๙ เป็นเรื่องที่ผู้ร้องสอดได้ร้องสอดเข้าไปในคดีตามมาตรา ๕๗(๑) และจำเลยมิได้ยื่นคำให้การแก้คำร้องสอดในเวลาที่ศาลกำหนด ผู้ร้องสอดก็ไม่ได้ร้องขอให้ศาลพิพากษาชี้ขาดให้ผู้ร้องสอดเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด ศาลจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีผู้ร้องสอดในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยจากสารบบความ ผู้ร้องสอดก็ยื่นคำร้องสอดตามมาตรา ๕๗(๑) ใหม่อีก มีปัญหาว่า คำร้องสอดที่ยื่นใหม่เป็นฟ้องซ้อนหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๕๗(๑) ถือเป็นคำฟ้อง ผู้ร้องสอดอยู่ในฐานะเป็นโจทก์ โจทก์เดิมและจำเลยอยู่ในฐานะเป็นจำเลย เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีระหว่างผู้ร้องสอดกับจำเลย โดยมิได้จำหน่ายคดีเกี่ยวกับโจทก์ ถือว่าคดีระหว่างผู้ร้องสอดกับโจทก์ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณา คำร้องสอดของผู้ร้องสอดที่ยื่นเข้ามาใหม่จึงเป็นฟ้องซ้อนสำหรับโจทก์ ผู้ร้องสอดคงมีอำนาจยื่นคำร้องสอดเข้ามาใหม่เฉพาะที่เกี่ยวกับจำเลยเท่านั้น -ฎ.๗๘๙๐/๕๑ วิแพ่ง ม.๑๗๓,๒๒๓ ทวิ โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายพร้อมกับยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา แม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งอนุญาต แต่การที่จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้าน และศาลชั้นต้นสั่งให้ส่งสำนวนไปยังศาลฎีกา พอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๓ ทวิ วรรคหนึ่ง แม้คดีก่อนซึ่งโจทก์ยื่นฟ้องเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๒๒๗/๒๕๔๖ กับคดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทอย่างเดียวกันว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ แต่การวินิจฉัยเรื่องฟ้องซ้อนจะต้องพิจารณาว่าโจทก์ฟ้องในมูลคดีอันเป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่เป็นสำคัญ คำฟ้องคดีก่อนเป็นเรื่องที่โจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยทำลายรั้วอิฐบล็อกของโจทก์แล้วก่อสร้างรั้วอิฐบล็อกขึ้นใหม่รุกล้ำเขตที่ดินของโจทก์ โจทก์จึงฟ้องขับไล่ให้จำเลยรื้อถอนรั้วดังกล่าวออกไปจากเขตที่ดินและเรียกค่าเสียหาย ส่วนคดีนี้เป็นเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นภายหลัง โดยโจทก์กล่าวอ้างว่า ขณะคดีก่อนอยู่ระหว่างพิจารณาเกิดคลื่นยักษ์สึนามิซัดรั้วอิฐบล็อกที่จำเลยก่อสร้างรุกล้ำที่ดินโจทก์พังทลาย ต่อมาจำเลยตัดฟันต้นมะพร้าวของโจทก์ แล้วก่อสร้างอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กขึ้นใหม่โดยบางส่วนของอาคารรุกล้ำเข้าไปในเขตที่ดินของโจทก์ ดังนี้ แม้หากจะถือว่าจำเลยยังคงยึดถือที่ดินบริเวณที่พิพาทกับโจทก์ต่อเนื่องมาก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ในภายหลังนั้น โจทก์ย่อมไม่มีทางที่จะยกขึ้นกล่าวอ้างเพื่อขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนอาคารและชดใช้ราคาต้นมะพร้าวขณะยื่นฟ้องคดีก่อนได้ ทั้งค่าเสียหายเกี่ยวกับที่ดินที่โจทก์เรียกร้องมาในคดีนี้ก็เป็นคนละส่วนกับคดีก่อน การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ขึ้นใหม่ จึงไม่อาจถือว่าเป็นคำฟ้องในเรื่องเดียวกันกับคดีก่อน ฟ้องโจทก์จึงไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑) ส่วนการที่โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวในคดีก่อนโดยกล่าวถึงการก่อสร้างอาคารจำเลยและขอให้สั่งระงับการก่อสร้างไว้ก่อนนั้น ก็มิใช่การยื่นคำฟ้อง จึงไม่อาจนำมาเป็นเหตุถือว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนกับคดีก่อนดังที่จำเลยอ้างมาในคำแก้อุทธรณ์ได้ โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้อนแล้ว จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและวินิจฉัยประเด็นอื่นที่ยังมิได้วินิจฉัยต่อไป - *ฎ. ๒๐๖๙/๕๒ คดีอาญาซึ่งพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองในคดีนี้บุกรุกที่ดินของผู้เสียหายซึ่งเป็นโจทก์คดีนี้ เป็นคดีที่มิใช่คดีใดคดีหนึ่งในคดีความผิด 9 สถาน ซึ่งบัญญัติไว้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๓ ที่ให้พนักงานอัยการเมื่อยื่นฟ้องคดีความผิดนั้นๆ มีอำนาจเรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายด้วย ดังนั้น แม้พนักงานอัยการในคดีอาญาดังกล่าวมีคำขอให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินรวมทั้งให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่ดินโดยโจทก์คดีนี้เข้าร่วมเป็นโจทก์ และศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองไม่มีเจตนาบุกรุกอันจะเป็นความผิดตามฟ้อง แล้วพิพากษายกฟ้อง คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ก็ตาม เมื่อความผิดฐานบุกรุกไม่มีกฎหมายรับรองให้พนักงานอัยการมีคำขอในส่วนแพ่ง แม้โจทก์คดีนี้จะขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีอาญาดังกล่าว ก็มีผลเฉพาะในส่วนอาญาที่ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองเท่านั้น ศาลในคดีอาญาไม่อาจพิพากษาบังคับให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและออกไปจากที่ดินที่บุกรุก มูลคดีของโจทก์ในคดีนี้เป็นเรื่องทางแพ่งโดยเฉพาะ มิใช่เรื่องเดียวกันกับคดีอาญาในความหมายที่บัญญัติไว้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑) ฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้อน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง -ตัวอย่างคำถาม โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของรวมแบ่งแยกที่ดินให้แก่โจทก์เนื้อที่ ๒ ไร่ ตามที่โจทก์และจำเลยทั้งสองต่างครอบครองอยู่ จำเลยที่ ๑ ยื่นคำให้การว่า โจทก์ครอบครองที่ดินเนื้อที่เพียง ๑ ไร่ เท่านั้น และฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การ ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องเป็นคู่ความฝ่ายที่สามตามมาตรา ๕๗(๑) อ้างว่า ผู้ร้องสอดได้ครอบครองที่ดินตามฟ้องบางส่วนที่ซื้อมาจากโจทก์จนได้กรรมสิทธิ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๘๒ แล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำร้องสอด ให้โจทก์และจำเลยทั้งสองให้การแก้คำร้องสอดใน ๗ วัน โจทก์ยื่นคำให้การแก้คำร้องสอดว่า ผู้ร้องสอดเช่าที่ดินโจทก์จึงเป็นเพียงบริวารของโจทก์ ขอให้ยกคำร้อง ส่วนจำเลยทั้งสองไม่ได้ยื่นคำให้การแก้คำร้องสอดในกำหนด ผู้ร้องสอดมิได้ขอให้ศาลพิพากษาชี้ขาดให้ผู้ร้องเป็นฝ่ายชนะคดีโดยจำเลยทั้งสองขาดนัด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีระหว่างผู้ร้องสอดทั้งสองกับจำเลยทั้งสองจากสารบบความ ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดเข้ามาใหม่มีเนื้อความอย่างเดียวกัน ศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นฟ้องซ้อนจึงมีคำสั่งไม่รับคำร้องสอด ผู้ร้องสอดอุทธรณ์ว่าไม่เป็นฟ้องซ้อน ให้วินิจฉัยว่า (๑) อุทธรณ์ของผู้ร้องสอดฟังขึ้นหรือไม่ (๒) ถ้าท่านเป็นศาลอุทธรณ์จะพิพากษาคดีนี้อย่างไร ธงคำตอบ การร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๕๗(๑) นั้น ถือเป็นคำฟ้อง ผู้ร้องสอดอยู่ในฐานะเป็นโจทก์ โจทก์เดิมและจำเลยอยู่ในฐานะเป็นจำเลย เมื่อศาลมีคำสั่งรับคำร้องของผู้ร้องสอดแล้วผู้ร้องสอดจะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปในฐานะเป็นโจทก์ เมื่อจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ ผู้ร้องสอดมีหน้าที่ต้องร้องขอต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้ผู้ร้องเป็นฝ่ายชนะคดีจำเลยทั้งสองโดยขาดนัด โดยต้องยื่นคำขอภายใน ๑๕ วัน นับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การได้สิ้นสุดลงตามมาตรา ๑๙๘ วรรคหนึ่ง การที่ผู้ร้องสอดมิได้ยื่นคำขอภายในกำหนดเวลาดังกล่าว มาตรา ๑๙๘ วรรคสอง บัญญัติให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีผู้ร้องสอดเสียจากสารบบความ หมายถึงจำหน่ายคดีเฉพาะที่เกี่ยวกับจำเลยทั้งสองออกจากสารบบความ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีดังกล่าว ศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยในเนื้อหาของคดี ผู้ร้องสอดจึงมีสิทธิที่จะยื่นคำร้องสอดเข้ามาอีกได้ แต่ต้องอยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยฟ้องซ้อนด้วย ซึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง บัญญัติว่า นับแต่เวลาที่ได้ยื่นคำฟ้องแล้วคดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณา และผลแห่งการนี้ (๑) ห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือต่อศาลอื่น ฯลฯ ดังนี้ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีระหว่างผู้ร้องสอดกับจำเลยทั้งสอง โดยมิได้จำหน่ายคดีเกี่ยวกับโจทก์แต่อย่างใด จึงถือว่าคดีระหว่างผู้ร้องสอดกับโจทก์ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณา คำร้องสอดของผู้ร้องสอดที่ยื่นเข้ามาใหม่จึงเป็นฟ้องซ้อนสำหรับโจทก์ ต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยทั้งสองนั้น ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีระหว่างผู้ร้องสอดกับจำเลยทั้งสองออกจาก สารบบความแล้ว จึงถือไม่ได้ว่าคดีระหว่างผู้ร้องสอดกับจำเลยทั้งสองอยู่ระหว่างการพิจารณา ผู้ร้องสอดย่อมมีอำนาจยื่นคำร้องสอดเข้ามาใหม่เฉพาะที่เกี่ยวกับจำเลยทั้งสองได้ ไม่ถือว่าเป็นฟ้องซ้อน อุทธรณ์ของผู้ร้องสอดฟังขึ้นบางส่วน ถ้าข้าพเจ้าเป็นศาลอุทธรณ์จะพิพากษาแก้เป็นว่า ให้รับคำร้องสอดที่เกี่ยวกับจำเลยทั้งสองไว้พิจารณา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น *มาตรา ๑๗๔ ในกรณีต่อไปนี้ให้ถือว่าโจทก์ได้ทิ้งฟ้อง คือ (๑) ภายหลังที่ได้เสนอคำฟ้องแล้ว โจทก์เพิกเฉยไม่ร้องขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้ส่งหมายเรียกให้แก้คดีแก่จำเลย และไม่แจ้งให้ศาลทราบเหตุแห่งการเพิกเฉยเช่นว่านั้นภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันยื่นคำฟ้อง (๒) โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดไว้เพื่อการนั้นโดยได้ส่งคำสั่งให้แก่โจทก์โดยชอบแล้ว คำอธิบาย -ทิ้งฟ้องมิใช่มีแต่โจทก์อย่างเดียว เพราะชั้นอุทธรณ์ฎีกา ผู้อุทธรณ์หรือฎีกาถือเป็นโจทก์อุทธรณ์หรือโจทก์ฎีกาแล้วแต่กรณี ดังนั้นอาจเป็นจำเลยในคดีเดิมก็ได้ -การทิ้งฟ้องตาม ม.๑๗๔(๑) ไม่ต้องมีคำสั่งศาลและไม่ต้องดูว่าโจทก์ทราบคำสั่งหรือไม่ เป็นกรณีที่ กฎหมายบังคับให้เป็นหน้าที่ของโจทก์ผู้ฟ้องต้องนำส่งหมายเรียกให้จำเลยแก้คดีเมื่อไม่ทำตามหน้าที่จะเป็นการทิ้งฟ้องโดยอัตโนมัติ -ในเรื่อง ๓ ประการคือโจทก์ฟ้องปกติ,โจทก์ฟ้องแย้ง(เป็นจำเลยในฟ้องเดิม),ผู้ร้องขัดทรัพย์(โจทก์นำยึด ย่อมเป็นจำเลยในคดีร้องขัดทรัพย์)มีหน้าที่ส่งหมายเรียกให้อีกฝ่ายแก้คดีใน ๗ วัน ไม่ดำเนินการถือว่าทิ้งฟ้องได้ คดีร้องขัดทรัพย์กฎหมายให้นำวิธีพิจารณาคดีแพ่งสามัญมาใช้ คำร้องขัดทรัพย์เป็นคำฟ้องอย่างหนึ่ง -ชั้นอุทธรณ์ฎีกา ไม่มีการปฏิบัติตาม ม.๑๗๔(๑) มีแต่การส่งสำเนาคำฟ้องตาม ม.๑๗๓ จึงเป็นการทิ้งฟ้องได้เฉพาะตาม ๑๗๔(๒) เท่านั้น -การถอนฟ้องเป็นขั้นตอนดำเนินกระบวนพิจารณาให้เป็นไปตามคำท้า เมื่อโจทก์ไม่ถอนฟ้องในกำหนด ถือว่าเพิกเฉยตาม ม.๑๗๔(๒) ศาลสั่งจำหน่ายตาม ม.๑๓๒ ซึ่งยังฟ้องใหม่ในอายความตาม ม.๑๗๖ ได้ -ฎ.๓๔๔๓/๔๕ บทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๔(๒) ไม่ได้หมายความว่า เมื่อศาลกำหนดระยะเวลาให้โจทก์ดำเนินคดีในเรื่องใดแล้ว โจทก์เพิกเฉยจะเป็นกรณีทิ้งฟ้องเสมอไป จะต้องพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ ไป การที่โจทก์ไม่มาศาลในวันชี้สองสถานหรือวันสืบพยานไม่ว่าจะเป็นของฝ่ายใดก็ตาม แม้โจทก์จะเพิกเฉย ก็ไม่ใช่กรณีที่ถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง ศาลต้องดำเนินกระบวนพิจารณาตามที่กฎหมายในเรื่องดังกล่าวบัญญัติไว้ต่อไป การยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเป็นสิทธิของโจทก์ เพียงแต่ถ้าจำเลยยื่นคำให้การแล้วประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๕ วรรคสอง (๑) ห้ามมิให้ศาลอนุญาตโดยมิได้ฟังจำเลยก่อน ดังนั้น การที่โจทก์ไม่ดำเนินการส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องขอถอนฟ้องให้จำเลยที่ ๑ เป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นไม่อาจสอบถามจำเลยที่ ๑ ได้นั้น ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะยกคำร้องขอถอนฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๑ เสียได้แต่จะยกคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ ๒ ไม่ได้ เพราะมาตรา ๑๗๕ วรรคหนึ่ง บัญญัติชัดว่าถ้าเป็นการถอนฟ้องก่อนจำเลยยื่นคำให้การ โจทก์อาจถอนคำฟ้องโดยยื่นคำบอกกล่าวเป็นหนังสือต่อศาลฉะนั้น คำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์ที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๒ ศาลชั้นต้นต้องสั่งอนุญาตเพราะเป็นคนละส่วนกับจำเลยที่ ๑ ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งยกคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์เสียทั้งหมดและสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์เพราะเหตุทิ้งฟ้อง -ฎ.๖๐๘๖/๕๑ (ป.วิแพ่ง ม.๑๗๔,๒๔๖) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยนำส่งสำเนาอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำขอดำเนินคดีชั้นอุทธรณ์อย่างคนอนาถา(ปัจจุบันเป็นเรื่องการขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล)ให้โจทก์ แต่จำเลยได้วางค่าธรรมเนียมในการส่งหมายโดยมิได้นำส่งเอง จำเลยจึงมีหน้าที่ติดตามผลการส่งหมายว่าส่งได้หรือไม่อย่างไร เมื่อปรากฏว่าส่งสำเนาอุทธรณ์คำสั่งให้แก่โจทก์ไม่ได้ และจำเลยมิได้แถลงว่าจะดำเนินการอย่างไรภายใน ๑๕ วัน ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดจึงเป็นการทิ้งอุทธรณ์คำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๔ (๒) ประกอบมาตรา ๒๔๖ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยแล้ว กระบวนพิจารณาเกี่ยวกับคดีทั้งหมดภายหลังจากนั้นเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลอุทธรณ์ที่จะใช้ดุลพินิจวินิจฉัยสั่งหรือมีคำพิพากษาต่อไป การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยทิ้งอุทธรณ์คำสั่ง จึงเป็นคำสั่งที่ก้าวล่วงอำนาจหน้าที่และดุลพินิจของศาลอุทธรณ์และไม่มีบทกฎหมายใดสนับสนุนให้ศาลชั้นต้นสั่งเช่นนั้นได้ จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งหากศาลอุทธรณ์มีคำสั่งเกี่ยวกับการทิ้งอุทธรณ์คำสั่งไปอย่างไรย่อมทำให้การดำเนินคดีอย่างคนอนาถาสิ้นสุดลงและศาลอุทธรณ์ต้องมีคำสั่งกำหนดระยะเวลาให้จำเลยวางเงินค่าธรรมเนียมศาลเพื่อที่จะมีคำสั่งรับหรือไม่รับอุทธรณ์คำพิพากษาต่อไปเนื่องจากในขณะที่จำเลยใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งที่ศาลชั้นต้นยกคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถานั้น ระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระได้ล่วงพ้นไปแล้ว ศาลชั้นต้นจึงยังไม่ควรก้าวล่วงไปสั่งไม่รับอุทธรณ์คำพิพากษาของจำเลยเสียในตอนนี้ การที่ศาลชั้นต้นด่วนไปสั่งไม่รับอุทธรณ์คำพิพากษาถือเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ถูกต้องและเป็นการไม่ชอบ การที่ต่อมาจำเลยอุทธรณ์คำสั่งกรณีขอให้เพิกถอนคำสั่งทิ้งอุทธรณ์คำสั่งและไม่รับอุทธรณ์คำพิพากษา แต่ศาลอุทธรณ์มิได้มีคำสั่งแก้ไขคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่ถูกต้อง กลับวินิจฉัยว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทิ้งอุทธรณ์คำสั่งและไม่รับอุทธรณ์คำพิพากษาของจำเลยเป็นการชอบแล้ว จึงเป็นการวินิจฉัยที่ข้ามขั้นตอนของกฎหมายและเป็นการไม่ชอบ -ข้อสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาเมื่อ ๒ พ.ย.๒๕๕๑ ข้อ ๓ (มาตราหลัก ม.๑๗๔ มาตรารอง ม.๑๗๕,๑๗๓) ถาม โจทก์ให้จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินโดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกัน ก่อนถึงกำหนดชำระเงินยืมตามสัญญา จำเลยที่ ๑ ได้ออกเช็คผู้ถือลงวันที่ล่วงหน้า มีจำเลยที่ ๒ ลงชื่อสลักหลังเช็คเป็นอาวัลมอบให้โจทก์เพื่อชำระ หนี้ตามสัญญากู้ยืม เมื่อถึงกำหนดชำระเงินตามสัญญากู้ยืมและถึงวันที่ลงในเช็คแล้ว โจทก์ไม่สามารถเรียกเก็บเงินตามเช็คได้เพราะธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินและจำเลยที่ ๑ ก็ไม่นำเงินมาชำระตามสัญญากู้ยืม โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดชำระเงินตามสัญญากู้ยืมและสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ ๑ ให้การต่อสู้คดี ส่วนจำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การ เมื่อโจทก์สืบพยานเสร็จแล้วทนายโจทก์แถลงและศาลได้บันทึกในรายงานกระบวนพิจารณาว่าโจทก์ไม่ติดใจดำเนินคดีกับจำเลยที่ ๒ ต่อไป และยังประสงค์จะตกลงกับจำเลยที่ ๑ แต่ หากตกลงกันไม่ได้ทนายโจทก์จะติดต่อนัดหมายให้ตัวโจทก์มาศาลด้วยตนเองเพื่อแถลงรายละเอียดให้ศาลทราบในวันนัดสืบพยานจำเลยนัดหน้า มิฉะนั้นถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง และศาลเห็นว่าคำแถลงเกี่ยวกับจำเลยที่ ๒ เป็นการถอนฟ้องจำเลยที่ ๒ จึงได้สอบถามจำเลยที่ ๑ ซึ่งมาศาลในวันดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ ๑ แถลงไม่คัดค้านที่โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ ๒ ศาลจึงมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องจำเลยที่ ๒ และให้จำหน่ายเฉพาะ จำเลยที่ ๒ เมื่อถึงวันนัดสืบพยานจำเลยที่ ๑ ทนายโจทก์แถลงว่าตัวโจทก์พิจารณาข้อเสนอของจำเลยที่ ๑ แล้วไม่อาจตกลงกันได้ จึงไม่ขอมาศาลในวันนี้ ศาลเห็นว่าการที่ตัวโจทก์ไม่มาศาลเป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีในเวลาทีกำหนดไว้โดยทราบคำสั่งโดยชอบแล้ว จึงถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง ให้จำหน่ายคดี ต่อมาในวันเดียวกันนั้นโจทก์ได้นำเช็คที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินดังกล่าวมายื่นฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดชำระเงินตามเช็คในฐานะจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ออกเช็ค และจำเลยที่ ๒ เป็นผู้อาวัล กับทั้งโจทก์และจำเลยที่ ๒ ต่างอุทธรณ์คำสั่งของศาลในคดีแรก ให้วินิจฉัยว่า (ก) คำสั่งของศาลในคดีแรกที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ ๒ และให้จำหน่ายคดีเนื่องจากโจทก์ทิ้งฟ้องชอบหรือไม่ (ข) ศาลจะรับคำฟ้องโจทก์ในคดีหลังไว้พิจารณาได้หรือไม่ ตอบ (ก) สำหรับคำสั่งศาลที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ ๒ นั้น คดีนี้จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การ และคำแถลงของโจทก์ที่ไม่ติดใจดำเนินคดีกับจำเลยที่ ๒ นั้น ถือว่าโจทก์ประสงค์จะถอนฟ้องจำเลยที่ ๒ จึง เป็นกรณีโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ ๒ ก่อนจำเลยที่ ๒ ยื่นคำให้การ ซึ่งโจทก์ต้องยื่นคำบอกกล่าวเป็นหนังสือต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๑๗๕ วรรคหนึ่ง โดยมิต้องฟังจำเลยที่ ๒ ก่อนดังที่ บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๗๕ วรรคสอง การที่โจทก์แถลงการณ์ต่อศาลและศาลได้บันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาก็ถือได้ว่าโจทก์ได้ยื่นคำบอกกล่าวเป็นหนังสือแล้ว การที่ศาลอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ ๒ ได้นั้นจึงชอบแล้ว (เทียบ ฎ.๓๔๑๑-๓๔๑๒/๒๕๒๖) ส่วนคำสั่งให้จำหน่ายคดีเนื่องจากโจทก์ทิ้งฟ้องนั้น แม้ทนายโจทก์จะแถลงว่าหากตกลงกันไม่ได้จะให้ตัวโจทก์มาศาลด้วยตนเองเพื่อแถลงรายละเอียดให้ศาลทราบในวันนัดสืบพยานจำเลยมิฉะนั้นถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง และเมื่อถึงวันนัดดังกล่าวตัวโจทก์จะไม่ได้มาศาลก็ตามแต่ทนายโจทก์ก็มาศาลและได้แถลงให้ศาลทราบถึงเหตุที่ตัวโจทก์ไม่มาศาลเพราะไม่อาจตกลงตามข้อเสนอของจำเลยที่ ๑ ได้จึงไม่ขอมาศาล เมื่อคดีไม่สามารถตกลงกันได้การที่ตัวโจทก์ไม่มาศาลเพื่อแถลงรายละเอียดให้ศาลทราบด้วยตนเองตามที่ทนายโจทก์แถลงไว้ในวันนัดที่แล้ว แต่เมื่อทนายโจทก์ได้แถลงรายละเอียดการเจรจาที่ไม่สามารถตกลงกันได้ให้ศาลทราบแล้ว หากตัวโจทก์มาศาลก็คงแถลงเช่นเดียวกับทนายโจทก์แถลง และเมื่อไม่อาจตกลงกันได้ก็คงต้องสืบพยานจำเลยที่ ๑ ต่อไป ทั้งทนายโจทก์มาศาลแล้วศาลสามารถสืบพยานจำเลยที่ ๑ ต่อไปได้ เช่นนี้จึงยังถือไม่ได้ว่าโจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในระยะเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดอันจะถือว่าเป็นการทิ้งฟ้องดังบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๑๗๔(๒) การที่ศาลสั่งจำหน่ายคดีโดยเห็นว่าโจทก์ทิ้งฟ้องจึงไม่ชอบ (เทียบ ฎ.๔๙๖๑/๒๕๔๘) (ข) คดีแรกโจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ ผิดสัญญากู้ยืม จำเลยที่ ๒ ผิดสัญญาคำประกันเงินยืม ของให้บังคับจำเลยทั้งสองให้รับผิดตามสัญญาดังกล่าว ส่วนคดีหลังโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองชำระเงินตาม เช็คพิพาทที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โดยจำเลยที่ ๑ รับผิดฐานะผู้อกเช็ค จำเลยที่ ๒ รับผิดฐานะผู้อาวัล ซึ่งสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับมูลฟ้อง และข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นแต่ละคดีแตกต่างกัน จึงไม่ใช่เป็นเรื่องเดียวกัน แม้มูลหนี้จะสืบเนื่องมาจากสัญญากู้ยืมและสัญญาค้ำประกันฉบับเดียวกันก็ตาม ดังนั้นแม้คดีแรกจะยังอยู่ระหว่างอุทธรณ์ซึ่งถือว่าคดีอยู่ระหว่างพิจารณา ห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันต่อศาลเดียวกันหรือต่อศาลอื่น อันจะถือว่าเป็นฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑) แต่เมื่อคดีหลังไม่เป็นฟ้องเรื่องเดียวกับคดีแรกแล้ว ศาลจึงชอบที่จะรับฟ้องของโจทก์ในคดีหลังไว้พิจารณา (เทียบ ฎ.๗๗๓๘/๒๕๔๗) *มาตรา ๑๗๕ ก่อนจำเลยยื่นคำให้การ โจทก์อาจถอนคำฟ้องได้โดยยื่นคำบอกกล่าวเป็นหนังสือต่อศาล ภายหลังจำเลยยื่นคำให้การแล้ว โจทก์อาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่ออนุญาตให้โจทก์ถอนคำฟ้องได้ ศาลจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตหรืออนุญาตภายในเงื่อนไขตามที่เห็นสมควรก็ได้ แต่ (๑) ห้ามไม่ให้ศาลให้อนุญาต โดยมิได้ฟังจำเลยหรือผู้ร้องสอด ถ้าหากมีก่อน (๒) ในกรณีที่โจทก์ถอนคำฟ้อง เนื่องจากมีข้อตกลงหรือประนีประนอมยอมความกับจำเลย ให้ศาลอนุญาตไปตามคำขอนั้น อธิบาย -ม.๑๗๕ นำไปใช้ในศาลอุทธรณ์ด้วย -ฎ.๙๐๓/๔๗ การที่ศาลจะอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องหรือไม่เป็นอำนาจของศาลที่จะใช้ดุลยพินิจ แม้จำเลยคัดค้านแต่หากศาลเห็นว่าการถอนฟ้องของโจทก์ไม่เป็นเหตุให้จำเลยเสียเปรียบในเชิงคดี ศาลก็อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้ -ตาม (๑) หากศาลไม่อนุญาตศาลไม่จำเป็นต้องฟังจำเลยก่อน -ฎ.๑๓๖๕/๓๐ คำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้อง ไม่เป็นคำสั่งระหว่างการพิจารณา แต่ถ้าไม่อนุญาตถอนฟ้องเป็นคำสั่งระหว่างการพิจารณาโจทก์ต้องโต้แย้งตาม ม.๒๒๖ ก่อนจึงจะอุทธรณ์ได้ -ฎ.๑๐๒๐/๔๘ กฎหมายไม่ได้ระบุไว้ว่าโจทก์จะต้องแสดงเหตุในการถอนฟ้องให้จำเลยทราบแต่อย่างใด -ตัวอย่างคำถาม โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ร่วมกันรับผิดชำระเงินกู้จำนวน ๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ ให้การต่อสู้คดีแล้ว ส่วนจำเลยที่ ๒ ยังอยู่ในระหว่างส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง ต่อมาโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสองโดยอ้างเหตุว่า จำเลยที่ ๒ ซึ่งต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ได้ตกลงชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้ว ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์ว่า ให้โจทก์ส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องแก่ทนายจำเลยที่ ๑ ภายใน ๕วัน ไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิดมิฉะนั้นถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง เมื่อถึงวันนัดปรากฏว่าโจทก์ยังมิได้ดำเนินการส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องให้ทนายจำเลยที่ ๑ ศาลชั้นต้นจึงสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง ให้ยกคำร้องขอถอนฟ้องและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ให้วินิจฉัยว่า คำสั่งจำหน่ายคดีของศาลชั้นต้นในกรณีของจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ธงคำตอบ (ข้อสอบเนฯ ข้อ ๓ สมัย ๕๕) การจำหน่ายคดีเพราะเหตุโจทก์ทิ้งฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๔ (๒) ต้องเป็นกรณีโจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดไว้เพื่อการนั้นโดยได้ส่งคำสั่งให้แก่โจทก์โดยชอบแล้วและกรณีตามบทบัญญัติดังกล่าว ไม่ได้หมายความว่าเมื่อศาลกำหนดระยะเวลาให้โจทก์ดำเนินคดีในเรื่องใดแล้วโจทก์เพิกเฉยจะเป็นกรณีทิ้งฟ้องเสมอไป จะต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไป กรณีตามปัญหา การยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเป็นสิทธิของโจทก์ เพียงแต่ถ้าจำเลยยื่นคำให้การแล้ว ตามมาตรา ๑๗๕ วรรคสอง (๑) บัญญัติว่า ห้ามมิให้ศาลอนุญาตโดยมิได้ฟังจำเลยก่อน ดังนั้นการที่โจทก์ไม่ได้ดำเนินการส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องให้จำเลยที่ ๑ เป็นเหตุให้ศาลไม่อาจสอบถามจำเลยที่ ๑ ได้นั้น ศาลก็ชอบที่จะยกคำร้องขอถอนฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๑ เสียได้เท่านั้น จะถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องไม่ได้ คำสั่งจำหน่ายคดีของศาลชั้นต้นโดยอ้างเหตุว่าโจทก์ทิ้งฟ้องในกรณีของจำเลยที่ ๑ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ในกรณีของจำเลยที่ ๒ ศาลชั้นต้นจะยกคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ ๒ ไม่ได้ เพราะมาตรา ๑๗๕วรรคหนึ่งได้บัญญัติว่า ถ้าเป็นการถอนฟ้องก่อนจำเลยยื่นคำให้การ โจทก์อาจถอนฟ้องโดยยื่นคำบอกกล่าวเป็นหนังสือต่อศาล จำเลยที่ ๒ ยังมิได้ยื่นคำให้การ ดังนั้นคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ ๒ ศาลชั้นต้นต้องสั่งอนุญาตเพราะเป็นคนละส่วนกับจำเลยที่ ๑ คำสั่งจำหน่ายคดีของศาลชั้นต้นโดยอ้างเหตุว่าโจทก์ทิ้งฟ้องในกรณีของจำเลยที่ ๒ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน(คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๔๔๓/๔๕) *มาตรา ๑๗๖ การทิ้งคำฟ้องหรือถอนคำฟ้องย่อมลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้องนั้นรวมทั้งกระบวนพิจารณาอื่น ๆ อันมีมาต่อภายหลังยื่นคำฟ้อง และกระทำให้คู่ความกลับคืนเข้าสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นฟ้องเลย แต่ว่าคำฟ้องใด ๆ ที่ได้ทิ้งหรือถอนแล้ว อาจยื่นใหม่ได้ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ *มาตรา ๑๗๗ เมื่อได้ส่งหมายเรียกและคำฟ้องให้จำเลยแล้ว ให้จำเลยทำคำให้การเป็นหนังสือยื่นต่อศาลภายในสิบห้าวัน ให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น จำเลยจะฟ้องแย้งมาในคำให้การก็ได้ แต่ถ้าฟ้องแย้งนั้นเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมแล้ว ให้ศาลสั่งให้จำเลยฟ้องเป็นคดีต่างหาก ให้ศาลตรวจดูคำให้การนั้นแล้วสั่งให้รับไว้ หรือให้คืนไปหรือสั่งไม่รับตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๘ บทบัญญัติแห่งมาตรานี้ ให้ใช้บังคับแก่บุคคลภายนอกที่ถูกเรียกเข้ามาเป็นผู้ร้องสอดตามมาตรา ๕๗ (๓) โดยอนุโลม อธิบาย -คำให้การในคดีแพ่งไม่เหมือนคดีอาญาจะปฏิเสธลอยๆไม่ได้ต้องอ้างเหตุและต่อสู้ตามประเด็นในคำฟ้องของโจทก์เพราะหากปฏิเสธโดยไม่มีเหตุจะไม่มีประเด็นต่อสู้และไม่มีประเด็นนำสืบเท่ากับยอมรับตามประเด็นที่โจทก์ฟ้อง -แต่ถ้าจำเลยไม่ยื่นคำให้การเลยถือว่ารับตามคำฟ้องไม่ได้แต่กฎหมายให้ใช้วิธีการพิจารณาโดยขาดนัด -ฎ.๓๔๘๐/๓๗ โจทก์ฟ้องให้ชำระเงินกู้ จำเลยให้การต่อสู้ว่าไม่ได้กู้ เอกสารสัญญากู้ท้ายฟ้องเป็นเอกสารปลอม โจทก์ทำขึ้นเองทั้งฉบับ ถือว่าปฏิเสธโดยชัดแจ้งตาม ม.๑๗๗ ว.๒ แล้ว *-ฎ.๘๒๘/๕๐ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์พร้อมทำสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันการชำระหนี้ ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ดังกล่าวพร้อมกับขอให้บังคับจำนอง จำเลยฟ้องแย้งอ้างว่าภาระหนี้ของจำเลยที่มีต่อโจทก์ตามฟ้องเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพแต่โจทก์ไม่โอนให้บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยในกำหนดเวลา โจทก์ต้องรับผิดจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.๒๕๔๔ ขอให้บังคับโจทก์นำเงินค่าชดเชยมาหักชำระหนี้แก่จำเลยดังกล่าว ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ข้ออ้างของจำเลยตามฟ้องแย้งจะเกี่ยวกับหนี้ที่จำเลยมีต่อโจทก์ตามฟ้อง แต่การกระทำของโจทก์ดังกล่าวจะเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายและต้องรับผิดจ่ายค่าชดเชยหรือไม่นั้นเป็นคนละส่วนกับมูลหนี้ที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง ฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่เกี่ยวกับฟ้องคดีเดิมที่จะรวมพิจารณาพิพากษาไปในคดีเดียวกัน ชอบที่จะนำไปฟ้องเป็นคดีต่างหาก -ฎ.๖๙๐๙/๔๓ ศาลสั่งจำหน่ายคดีเพราะอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง ฟ้องแย้งไม่ตกไปด้วย -ฎ.๓๑๓๒/๔๙ ฟ้องแย้งตกไปด้วยก็แต่เฉพาะศาลสั่งจำหน่ายคดีเพราะโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง *-ฎ.๔๘๖๑/๔๘ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองบุกรุกเข้าไปในที่ดินมีโฉนดของโจทก์โดยมีเจตนาแย่งการครอบครองที่ดิน ของโจทก์โดยไม่มีสิทธิ และจำเลยที่ ๑ ได้คัดค้านการรังวัดที่ดินเพื่อสอบเขตที่ดินของโจทก์ในส่วนที่ดินพิพาทที่ จำเลยทั้งสองบุกรุกดังกล่าวอ้างว่าเป็นของจำเลยที่ ๑ ขอให้ขับไล่ จำเลยทั้งสองกับบริวารและรื้อสิ่งปลูกสร้างและ ขนย้ายของทั้งหมดออกไป จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธและฟ้องแย้งว่าจำเลยทั้งสองไม่เคยบุกรุก จำเลยที่ ๑ กับสามีได้ซื้อที่ดินมีโฉนด แล้วได้ร่วมกันครอบครองทำประโยชน์ที่ดินที่ซื้อมานั้นรวมทั้งที่ดินพิพาท โดยเข้าใจว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่จำเลยที่ ๑ ซื้อมา จำเลยที่ ๑ กับสามีได้ร่วมกันครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว โดยความสงบและโดยเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ และไม่มีผู้ใดโต้แย้งตลอดมาเป็นเวลาเกินกว่า ๑๐ ปี แล้ว จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครอง แม้คำให้การของจำเลยทั้งสองในตอนแรกจะปฏิเสธว่าจำเลยทั้งสองไม่เคยบุกรุกเข้าไปในที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยทั้งสองให้การในตอนต่อมาว่าจำเลยที่ ๑ ได้ครอบครองที่ดินพิพาทมากับที่ดินที่ซื้อมา เข้าใจว่าเป็นที่ดินที่ซื้อมาจากบุคคลอื่น ซึ่งเป็นคำให้การที่จำเลยที่ ๑ยกข้อต่อสู้โดยชัดแจ้งว่า จำเลยที่ ๑ ได้ครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นของบุคคลอื่น เมื่อคำให้การของจำเลยที่ ๑ มิได้กล่าวอ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ ๑ มาตั้งแต่ต้น จึงมิใช่เรื่องที่จำเลยที่ ๑ อ้างการครอบครองปรปักษ์ในที่ดินของตนเอง ฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๑ ที่ยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยที่ ๑ได้ มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทในการครอบครองปรปักษ์ อันเป็นข้อโต้แย้งเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ อันเป็นข้อโต้แย้งเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทของโจทก์ตามคำฟ้องและมีคำขอบังคับให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของ จำเลยที่ ๑ โดยการครอบครองปรปักษ์ ถือได้ว่าคำฟ้องเดิมและฟ้องแย้งนี้เกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมการพิจารณาและ ชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ จึงเป็นฟ้องแย้งที่เกี่ยวกับฟ้องเดิมตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา ๑๗๗ วรรคสาม และมาตรา ๑๗๙ วรรคสาม -การฟ้องแย้ง ต้องแย้งโจทก์ แย้งจำเลยด้วยกันไม่ได้ และแย้งแบบมีเงื่อนไขก็ไม่ได้ -นำ ม.๕๕ มาใช้บังคับการฟ้องแย้งด้วย กล่าวคือจำเลยผู้ฟ้องแย้งต้องอ้างว่าถูกโต้แย้งสิทธิด้วย (ต้องมีโจทก์เดิมอยู่ด้วยจึงจะฟ้องแย้งได้) -ฎ.(ป)๖๒๙/๒๔ จำเลยจะฟ้องแย้งมาในคำให้การตาม ม.๑๗๗ วรรค ๓ หรือฟ้องมาในคำขอแก้ไขคำให้การตาม ม.๑๗๙(๓) ก็ได้ มาตรา ๑๗๘ ถ้าจำเลยฟ้องแย้งรวมมาในคำให้การ ให้โจทก์ทำคำให้การแก้ฟ้องแย้งยื่นต่อศาลภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้ส่งคำให้การถึงโจทก์ บทบัญญัติแห่งมาตราก่อน ให้ใช้บังคับแก่คำให้การแก้ฟ้องแย้งนี้โดยอนุโลม *มาตรา ๑๗๙ โจทก์หรือจำเลยจะแก้ไขข้อหา ข้อต่อสู้ ข้ออ้าง หรือข้อเถียงอันกล่าวไว้ในคำฟ้องหรือคำให้การที่เสนอต่อศาลแต่แรกก็ได้ การแก้ไขนั้น โดยเฉพาะอาจเป็นการแก้ไขในข้อต่อไปนี้ (๑) เพิ่ม หรือลด จำนวนทุนทรัพย์ หรือราคาทรัพย์สินที่พิพาทในฟ้องเดิม หรือ (๒) สละข้อหาในฟ้องเดิมเสียบางข้อ หรือเพิ่มเติมฟ้องเดิมให้บริบูรณ์โดยวิธีเสนอคำฟ้องเพิ่มเติม หรือเสนอคำฟ้องเพื่อคุ้มครองสิทธิของตนในระหว่างการพิจารณา หรือเพื่อบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง หรือ (๓) ยกข้อต่อสู้ขึ้นใหม่ เป็นข้อแก้ข้อหาเดิม หรือที่ยื่นภายหลัง หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้ออ้าง หรือข้อเถียงเพื่อสนับสนุนข้อหา หรือเพื่อหักล้างข้อหาของคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง แต่ห้ามมิให้คู่ความฝ่ายใดเสนอคำฟ้องใดต่อศาล ไม่ว่าโดยวิธีฟ้องเพิ่มเติมหรือฟ้องแย้ง ภายหลังที่ได้ยื่นคำฟ้องเดิมต่อศาลแล้ว เว้นแต่คำฟ้องเดิมและคำฟ้องภายหลังนี้จะเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ อธิบาย -ตัวอย่างคำถาม โจทก์ฟ้องว่า จำเลยผิดสัญญาซื้อขายข้าว ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบข้าวตามสัญญาซื้อขายดังกล่าวแก่โจทก์ และชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ไม่สามารถส่งมอบข้าวแก่ผู้ซื้อสองราย รายละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาทรวมเป็นเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ด้วย ในระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นมีคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวแก่โจทก์โดยให้จำเลยส่งมอบข้าวตามฟ้องให้แก่โจทก์ในระหว่างพิจารณา โจทก์จึงทำสัญญาซื้อขายข้าวให้แก่ผู้ซื้ออีกหลายราย แต่ต่อมาก่อนจำเลยส่งมอบข้าวให้แก่โจทก์ตามคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ ทำให้โจทก์ไม่สามารถส่งมอบข้าวให้แก่ผู้ซื้อดังกล่าวได้เป็นเหตุให้โจทก์เสียหายอีกเป็นเงิน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท โจทก์จึงยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องครั้งแรก ขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เพิ่มเติมอีก ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยอ้างว่าเป็นมูลหนี้ที่มีลักษณะอย่างเดียวกันกับฟ้องเดิมซึ่งโจทก์มีสิทธิเรียกร้องได้ และต่อมาหลังการชี้สองสถานแล้วโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องครั้งที่สอง โดยขอแก้ไขคำขอบังคับท้ายคำฟ้องจากเดิมที่ขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท เป็น ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยอ้างว่าพิมพ์ผิดพลาด จำเลยยื่นคำคัดค้านคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองครั้งให้วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องทั้งสองครั้งได้หรือไม่ ธงคำตอบ (ข้อสอบเนฯ ข้อ ๓ สมัย ๖๒) การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องครั้งแรก ขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเพิ่มเติมขึ้นอีกเป็นเงิน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท นั้น เป็นการกล่าวอ้างมูลคดีที่เกิดขึ้นภายหลังโจทก์ฟ้องคดีแล้ว ดังนั้น แม้มูลคดีตามคำฟ้องเดิมกับคำฟ้องแก้ไขเพิ่มเติมจะมีลักษณะอย่างเดียวกัน แต่มูลคดีเกิดขึ้นคนละคราวไม่เกี่ยวข้องกัน ซึ่งหากจะฟังว่าโจทก์มีสิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องแก้ไขเพิ่มเติมก็เป็นสิทธิที่เกิดขึ้นภายหลังจากโจทก์ฟ้องคดีเดิมแล้ว ถือไม่ได้ว่าคำฟ้องแก้ไขเพิ่มเติมของโจทก์เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๙ จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง (คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๐๑๖-๕๐๑๗/๕๐) ส่วนการแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องครั้งที่สอง ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายจาก ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท เป็น ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท นั้น โจทก์ได้บรรยายคำฟ้องถึงค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวที่โจทก์ต้องชดใช้แก่ผู้ซื้อสองรายรายละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ไว้แล้ว โดยมิได้บรรยายคำฟ้องว่าประสงค์เรียกร้องให้จำเลยรับผิดในค่าเสียหายดังกล่าวเพียงรายการเดียว ตามพฤติการณ์จึงเห็นได้ว่า โจทก์มีเจตนาขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าเสียหายทั้งสองรายรวม ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท มาตั้งแต่ต้นแล้ว หากแต่มีการพิมพ์คำขอบังคับท้ายคำฟ้องผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปต้องถือว่าเป็นการผิดพลาดเล็กน้อย หรือผิดหลงเล็กน้อย โจทก์ย่อมขอแก้ไขเพิ่มเติมให้ถูกต้องได้ แม้ภายหลังวันชี้สองสถาน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๘๐ จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องดังกล่าวได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๐๘/๐๘ และ ๘๒๑/๔๐) -ตัวอย่างคำถาม โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์ โดยจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ทำสัญญาค้ำประกัน ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ อย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาจำเลยที่ ๑ ผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่าซื้อ ๒ งวดติดต่อกัน โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแล้ว ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่จำเลยที่ ๑ เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์ หากส่งคืนไม่ได้ให้ใช้ค่าเสียหาย จำเลยที่ ๑ ถึงแก่ความตายก่อนที่โจทก์ยื่นฟ้อง ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ ๑ ออกจากสารบบความ จำเลยที่ ๒ ให้การว่า ในระหว่างจำเลยที่ ๑ มีชีวิตอยู่ได้ชำระค่าเช่าซื้อตรงตามนัดครบถ้วนแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา และโจทก์มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนรถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่ทายาทของจำเลยที่ ๑ ขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งบังคับโจทก์จดทะเบียนใส่ชื่อเด็กชายมานพทายาทของจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อ ส่วนจำเลยที่ ๓ ให้การว่า จำเลยที่ ๓ ไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันไว้กับโจทก์ ลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ ๓ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นเอกสารปลอม จำเลยที่ ๓ ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งให้โจทก์ส่งมอบสัญญาค้ำประกันปลอมดังกล่าวแก่จำเลยที่ ๓ เพื่อนำไปทำลายต่อไป ศาลชั้นต้นสั่งรับคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้วินิจฉัยว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ชอบหรือไม่ ธงคำตอบ (ข้อสอบเนฯ ข้อ ๓ สมัย ๖๑) โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ ตามสัญญาเช่าซื้อและจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ตามสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ ๒ ฟ้องแย้งอ้างว่า จำเลยที่ ๑ ชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้ว เมื่อจำเลยที่ ๑ ถึงแก่ความตาย โจทก์ต้องจดทะเบียนใส่ชื่อทายาทของจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อ เป็นการกล่าวอ้างว่า โจทก์โต้แย้งสิทธิของจำเลยที่ ๑ หาใช่โต้แย้งสิทธิของจำเลยที่ ๒ ไม่ จำเลยที่ ๒ ไม่มีอำนาจฟ้องแย้ง ฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๒ จึงไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ไม่อาจพิจารณารวมไปกับฟ้องเดิมได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๗ วรรคสาม และ ๑๗๙ วรรคสาม (คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๙๓๒/๔๙) ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๒ ไว้พิจารณาจึงไม่ชอบ ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๓ นั้น ข้อที่จำเลยที่ ๓ ให้การต่อสู้คดีว่า ไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันที่โจทก์นำมาฟ้อง เนื่องจากจำเลยที่ ๓ ไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันกับโจทก์ ลายมือชื่อผู้ค้ำประกันในสัญญาไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ ๓ สัญญาค้ำประกันจึงเป็นเอกสารปลอมนั้น หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่จำเลยที่ ๓ อ้าง ก็ย่อมมีผลทำให้สิทธิเรียกร้องตามฟ้องของโจทก์ไม่ได้รับการบังคับให้ตามกฎหมาย และศาลย่อมนำมาเป็นเหตุยกฟ้องได้อยู่แล้วจำเลยที่ ๓ หาจำต้องฟ้องแย้งให้โจทก์ส่งมอบสัญญาค้ำประกันปลอมแก่จำเลยที่ ๓ เพื่อนำไปทำลายแต่ประการใดไม่ ทั้งคำขอตามฟ้องแย้งดังกล่าวศาลก็ไม่อาจบังคับให้ได้ เพราะหากสัญญาค้ำประกันตามฟ้องเป็นเอกสารปลอม ก็เท่ากับการค้ำประกันรายนี้ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ โจทก์ไม่อาจนำมาฟ้องร้องบังคับเอาแก่จำเลยที่ ๓ ได้ จึงถือว่าฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๓ ไม่เกี่ยวข้องกับฟ้องเดิมของโจทก์พอที่จะรวมพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๗ วรรคสาม และ ๑๗๙ วรรคสาม (คำพิพากษาฎีกาที่๖๒๕/๔๘) ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๓ ไว้พิจารณาจึงไม่ชอบเช่นกัน -ตัวอย่างคำถาม โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้นำรถยนต์ของโจทก์ทำสัญญาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ ๒ กระทำโดยทุจริตรับเงินค่าเบี้ยประกันภัยเกินไปกว่าจำนวนที่ต้องชำระจริง จึงขอให้ศาลบังคับจำเลยทั้งสองคืนเงินค่าเบี้ยประกันภัยส่วนที่โจทก์ได้ชำระเกินไปกว่าจำนวนที่ต้องชำระจริง จำเลยที่ ๑ ให้การว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่ทำสัญญาประกันภัยจริง แต่ปฏิเสธว่าจำเลยที่ ๑ ไม่มีส่วนกระทำละเมิดต่อโจทก์ และฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะโจทก์ฟ้องคดีเกิน ๑ ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิด ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีไม่จำต้องชี้สองสถานจึงสั่งให้งดชี้สองสถานและนัดสืบพยานโจทก์ หลังจากสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยที่ ๑ ว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์ตามฟ้องในขณะที่นำมาทำสัญญาประกันภัยไว้แก่จำเลยที่ ๒ เพราะโจทก์ได้โอนและส่งมอบการครอบครองรถยนต์ดังกล่าวให้เป็นของนายเก่งแล้ว โจทก์จึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในรถยนต์ดังกล่าว อีกทั้งโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหายหรือคืนเงินค่าเบี้ยประกันภัยเพราะเงินค่าเบี้ยประกันภัยเป็นทรัพย์ของนายเก่ง ไม่ใช่ทรัพย์ของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลชั้นต้นสอบโจทก์โจทก์คัดค้านว่า จำเลยที่ ๑ ขอแก้ไขคำให้การภายหลังที่มีการสืบพยานโจทก์แล้ว อีกทั้งเป็นการแก้ไขคำให้การเพิ่มเติมประเด็นเข้ามาใหม่ ไม่เกี่ยวกับคำให้การหรือข้ออ้างเดิมของจำเลย ขอให้ยกคำร้องให้วินิจฉัยว่า คำคัดค้านของโจทก์ฟังขึ้นหรือไม่ และศาลจะสั่งคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยที่ ๑อย่างไร ธงคำตอบ (ข้อสอบเนฯ ข้อ ๓ สมัย ๕๗) ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๙ มิได้บัญญัติว่าข้อความที่ขอแก้ไขคำให้การจำเลยนั้นจะต้องเกี่ยวกับคำให้การหรือข้ออ้างเดิมของจำเลย คงห้ามเฉพาะเรื่องคำฟ้องเท่านั้น แม้การแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยจะเป็นการยกข้อต่อสู้ขึ้นใหม่กล่าวแก้ข้อหาโจทก์ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับคำให้การเดิมหรือไม่ก็ย่อมกระทำได้ตามมาตรา ๑๗๙ (๓) เมื่อจำเลยที่ ๑ แก้ไขเพิ่มเติมคำให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องอันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งจำเลยที่ ๑ มีสิทธิยื่นคำร้องขอแก้ไขภายหลังจากวันสืบพยานโจทก์ได้ไม่ต้องห้ามตามมาตรา ๑๘๐ ดังนั้น ข้อคัดค้านของโจทก์จึงฟังไม่ขึ้นการที่จำเลยที่ ๑ เคยยื่นคำให้การว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่ทำสัญญาประกันภัย แต่ต่อมายื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การมีข้อความว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์ดังกล่าวในขณะทำสัญญาประกันภัย โจทก์ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียในรถยนต์ จึงไม่มีอำนาจฟ้องโดยมิได้ยกเลิกคำให้การเดิมเท่ากับจำเลยที่ ๑ ปฏิเสธว่าโจทก์ไม่ใช่เจ้าของรถยนต์ที่เอาประกันภัย ดังนั้น คำให้การกับคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยที่ ๑ จึงขัดแย้งกันเอง หากศาลอนุญาตแล้วย่อมจะทำให้กลายเป็นคำให้การที่มิได้ปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์โดยชัดแจ้ง เป็นการฝ่าฝืนต่อมาตรา ๑๗๗ วรรคสอง ทำให้ไม่มีประเด็นต้องวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ศาลจึงไม่อาจอนุญาตให้จำเลยที่ ๑ แก้ไขเพิ่มเติมคำให้การตามคำร้องดังกล่าวได้ ศาลชอบที่จะสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ ๑(คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๒๓๖/๔๕) *มาตรา ๑๘๐ การแก้ไขคำฟ้องหรือคำให้การที่คู่ความเสนอต่อศาลไว้แล้ว ให้ทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลก่อนวันชี้สองสถาน หรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน ในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน เว้นแต่มีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้น หรือเป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย อธิบาย - ดู ม.๑๗๙ วรรคสามประกอบแต่ห้ามมิให้คู่ความฝ่ายใดเสนอคำฟ้องใดต่อศาล ไม่ว่าโดยวิธีฟ้องเพิ่มเติมหรือฟ้องแย้ง ภายหลังที่ได้ยื่นคำฟ้องเดิมต่อศาลแล้ว เว้นแต่คำฟ้องเดิมและคำฟ้องภายหลังนี้จะเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ -มาตรานี้ใช้คำว่าก่อนวันชี้สองสถาน ไม่ใช่คำว่าก่อนการชี้สองสถาน ดังนั้นวันเดียวกันไม่ได้ -ฎ.๖๑๐๗/๓๘ แก้ไขข้อบกพร่องเรื่องใบมอบอำนาจของคนเสมือนไร้ความสามารถ ทำให้ฟ้องเป็นฟ้องที่สมบูรณ์มาแต่ต้น -ฎ.๑๘๘๔/๙๗ ขอแก้ว่าผู้รับบุตรบุญธรรมอายุต่ำกว่า ๒๕ ปี จะจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมไม่ได้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน -จำเลยขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยฯ -ฎ.๒๖๐๑/๒๖ ถ้าศาลไม่ได้สั่งแต่ได้สืบพยานไปจนเสร็จ ถือว่าใช้ฟ้องเดิม จะถือว่าศาลสั่งอนุญาตให้แก้ไขคำฟ้องโดยปริยายไม่ได้ -ฎ.๔๘๓๕/๔๕ การที่ศาลอนุญาตให้แก้ไขคำฟ้องหรือคำให้การถือเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตาม ม.๒๒๖ -ไม่อนุญาตเป็นคำสั่งไม่รับคำคู่ความตาม ม.๑๘ อุทธรณ์ได้ทันที และเป็นเรื่องดุลพินิจศาลการโต้แย้งดุลพินิจศาลเป็นการโต้แย้งในปัญหาข้อเท็จจริง -ฎ.๗๑๑๕/๕๒ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดชี้สองสถานและงดสืบพยานโจทก์แล้วนัดฟังคำพิพากษา จึงไม่มีวันชี้สองสถานและวันสืบพยาน จำเลยที่ ๓ ย่อมจะยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาได้โดยไม่ต้องคำนึงว่าคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การนอกจากที่ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้จำเลยที่ ๓ แก้ไขคำให้การได้แล้วจะเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือไม่ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๘๐ -ตัวอย่างคำถาม โจทก์ฟ้องว่าจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำกับโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ให้โจทก์ตามฟ้อง จำเลยให้การต่อสู้คดีขอให้ยกฟ้อง ต่อมาหลังวันชี้สองสถาน ๑ วัน โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ผิดหลงพิมพ์ข้อความในคำฟ้องบางส่วนผิดไป ขอแก้ไขคำฟ้องในข้อความที่ว่าผู้ลงลายมือชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความแทนโจทก์ คือนางสาวธิดา มิใช่นางสาวสมศรี ส่วนจำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การว่า สัญญาประนีประนอมยอมความตามฟ้องไม่มีผลผูกพันจำเลย เนื่องจากขณะที่ทำสัญญาดังกล่าว จำเลยมีอายุเพียง ๑๗ ปี ยังเป็นผู้เยาว์กระทำนิติกรรมโดยมิได้รับความยินยอมจากมารดาซึ่งเป็นผู้แทนโดยชอบธรรม จึงมีผลเป็นโมฆียะกรรม ประกอบกับจำเลยซึ่งต่อมาบรรลุนิติภาวะได้บอกล้าง โมฆียะกรรมแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องชำระหนี้ตามฟ้อง ให้วินิจฉัยว่า ศาลจะสั่งอนุญาตให้โจทก์และจำเลยแก้ไขคำฟ้องและคำให้การดังกล่าวได้หรือไม่ ธงคำตอบ (ข้อสอบเนฯข้อ ๓ สมัย ๖๐) ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๘๐ บัญญัติให้โจทก์หรือจำเลยที่ขอแก้ไขคำฟ้องหรือคำให้การ จะต้องยื่นคำร้องต่อศาลก่อนวันชี้สองสถาน หรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน ในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน เว้นแต่มีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้น หรือเป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย กรณีที่โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องต่อศาล โดยมิได้ยื่นก่อนวันชี้สองสถาน แม้เป็นการยื่นเมื่อพ้นกำหนดเวลาที่กฎหมายบัญญัติ แต่ที่โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องว่า ผู้ลงลายมือชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความแทนโจทก์ คือนางสาวธิดา มิใช่นางสาวสมศรี เป็นการแก้ไขให้ตรงต่อความเป็นจริง เพราะโจทก์ผิดหลงพิมพ์ผิดไปเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย จึงแก้ไขได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๘๐ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๙๙/๔๕) ศาลชอบที่จะสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องได้ ส่วนที่จำเลยขอแก้ไขคำให้การว่า สัญญาประนีประนอมยอมความตามฟ้องไม่มีผลผูกพันจำเลย เนื่องจากขณะทำสัญญาดังกล่าวจำเลยมีอายุเพียง ๑๗ ปี ยังเป็นผู้เยาว์กระทำนิติกรรมโดยมิได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม จึงมีผลเป็นโมฆียะกรรม ดังนั้น คำร้องที่ขอแก้ไขคำให้การดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่จำเลยหยิบยกเรื่องความเป็นโมฆียะกรรมของสัญญาประนีประนอมยอมความตามฟ้องขึ้นโต้เถียงโจทก์ ซึ่งการกล่าวอ้างว่านิติกรรมที่ทำเป็นโมฆียะโดยจะบอกล้างหรือไม่ก็ตาม มิใช่เป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนอันจะอยู่ในข้อยกเว้นที่พึงอนุญาตให้จำเลยขอแก้ไขคำให้การภายหลังล่วงพ้นกำหนดเวลาตามกฎหมายดังกล่าวได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๐๗๔/๔๙) ทั้งมิใช่กรณีที่มีเหตุสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนวันนั้นหรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือผิดหลงเล็กน้อย จำเลยจึงไม่มีสิทธิขอแก้ไข ศาลชอบที่จะยกคำร้องของจำเลย มาตรา ๑๘๑ เว้นแต่ในกรณีที่คำร้องนั้นอาจทำได้แต่ฝ่ายเดียว (๑) ห้ามไม่ให้มีคำสั่งยอมรับการแก้ไข เว้นแต่จะได้ส่งสำเนาคำร้องให้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งทราบล่วงหน้าอย่างน้อยสามวัน ก่อนกำหนดนัดพิจารณาคำร้องนั้น (๒) ห้ามมิให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดในประเด็นที่คู่ความได้แก้ไขคำฟ้องหรือคำให้การ เว้นแต่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะได้มีโอกาสบริบูรณ์ในอันที่จะตรวจโต้แย้งและหักล้างข้อหาหรือข้อต่อสู้ใหม่ หรือข้ออ้าง หรือข้อเถียงใหม่ที่กล่าวไว้ในคำร้องขอแก้ไขนั้น มาตรา ๑๘๒ เมื่อได้ยื่นคำฟ้อง คำให้การ และคำให้การแก้ฟ้องแย้งถ้าหากมีแล้วให้ศาลทำการ ชี้สองสถานโดยแจ้งกำหนดวันชี้สองสถานให้คู่ความทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน เว้นแต่ในกรณีดังต่อไปนี้ (๑) จำเลยคนใดคนหนึ่งขาดนัดยื่นคำให้การ (๒) คำให้การของจำเลยเป็นการยอมรับโดยชัดแจ้งตามคำฟ้องโจทก์ทั้งสิ้น (๓) คำให้การของจำเลยเป็นคำให้การปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้น โดยไม่มีเหตุแห่งการปฏิเสธ ซึ่งศาลเห็นว่าไม่จำเป็นต้องมีการชี้สองสถาน (๔) ศาลเห็นสมควรวินิจฉัยชี้ขาดคดีให้เสร็จไปทั้งเรื่องโดยไม่ต้องสืบพยาน (๕) คดีมโนสาเร่ตามมาตรา ๑๘๙ หรือคดีไม่มีข้อยุ่งยากตามมาตรา ๑๙๖ (๖) คดีที่ศาลเห็นว่ามีประเด็นข้อพิพาทไม่ยุ่งยากหรือไม่จำเป็นที่จะต้องชี้สองสถาน ในกรณีที่ไม่ต้องมีการชี้สองสถาน ให้ศาลมีคำสั่งงดการชี้สองสถานและกำหนดวันสืบพยาน ถ้าหากมี แล้วให้ส่งคำสั่งดังกล่าวให้คู่ความทราบตามมาตรา ๑๘๔ เว้นแต่คู่ความฝ่ายใดจะได้ทราบหรือถือว่าได้ทราบคำสั่งดังกล่าวแล้ว คู่ความอาจตกลงกันกะประเด็นข้อพิพาทโดยยื่นคำแถลงร่วมกันต่อศาลในกรณีเช่นว่านี้ ให้กำหนดประเด็นข้อพิพาทไปตามนั้น แต่ถ้าศาลเห็นว่าคำแถลงนั้นไม่ถูกต้อง ก็ให้ศาลมีอำนาจที่จะมีคำสั่งยกคำแถลงนั้น แล้วดำเนินการชี้สองสถานไปตามมาตรา ๑๘๓ มาตรา ๑๘๓ ในวันชี้สองสถาน ให้คู่ความมาศาล และให้ศาลตรวจคำคู่ความและคำแถลงของคู่ความ แล้วนำข้ออ้าง ข้อเถียง ที่ปรากฏในคำคู่ความและคำแถลงของคู่ความเทียบกันดู และสอบถามคู่ความทุกฝ่ายถึงข้ออ้าง ข้อเถียง และพยานหลักฐานที่จะยื่นต่อศาลว่าฝ่ายใดยอมรับหรือโต้แย้งข้ออ้าง ข้อเถียงนั้นอย่างไร ข้อเท็จจริงใดที่คู่ความยอมรับกันก็เป็นอันยุติไปตามนั้น ส่วนข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้างแต่คำคู่ความฝ่ายอื่นไม่รับและเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับประเด็นข้อพิพาทตามคำคู่ความให้ศาลกำหนดไว้เป็นประเด็นข้อพิพาท และกำหนดให้คู่ความฝ่ายใดนำพยานหลักฐานมาสืบในประเด็นข้อใดก่อนหรือหลังก็ได้ ในการสอบถามคู่ความตามวรรคหนึ่ง คู่ความแต่ละฝ่ายต้องตอบคำถามที่ศาลถามเองหรือถามตามคำขอของคู่ความฝ่ายอื่น เกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายอื่นยกขึ้นเป็นข้ออ้างข้อเถียง และพยานหลักฐานต่าง ๆ ที่คู่ความจะยื่นต่อศาล ถ้าคู่ความฝ่ายใดไม่ตอบคำถามเกี่ยวกับข้อเท็จจริงใด หรือปฏิเสธข้อเท็จจริงใดโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ให้ถือว่ายอมรับข้อเท็จจริงนั้นแล้ว เว้นแต่คู่ความฝ่ายนั้นไม่อยู่ในวิสัยที่จะตอบหรือแสดงเหตุผลแห่งการปฏิเสธได้ในขณะนั้น คู่ความมีสิทธิคัดค้านว่าประเด็นข้อพิพาทหรือหน้าที่นำสืบที่ศาลกำหนดไว้นั้นไม่ถูกต้อง โดยแถลงด้วยวาจาต่อศาลในขณะนั้นหรือยื่นคำร้องต่อศาลภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ศาลสั่งกำหนดประเด็นข้อพิพาทหรือหน้าที่นำสืบ ให้ศาลชี้ขาดคำคัดค้านนั้นก่อนวันสืบพยานคำชี้ขาดคำคัดค้านดังกล่าวให้อยู่ภายใต้บังคับมาตรา ๒๒๖ มาตรา ๑๘๓ ทวิ ในกรณีที่คู่ความทุกฝ่ายหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่มาศาลในวันชี้สองสถาน ให้ศาลทำการชี้สองสถานโดยให้ถือว่าคู่ความที่ไม่มาศาลได้ทราบกระบวนพิจารณาในวันนั้นแล้ว คู่ความที่ไม่มาศาลนั้นไม่มีสิทธิคัดค้านว่าประเด็นข้อพิพาทและหน้าที่นำสืบที่ศาลกำหนดไว้นั้นไม่ถูกต้อง เว้นแต่เป็นกรณีที่ไม่สามารถมาศาลได้ในวันชี้สองสถาน เพราะเหตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงได้ หรือเป็นการคัดค้านในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ในกรณีเช่นนี้ให้นำมาตรา ๑๘๓ วรรคสาม มาใช้บังคับโดยอนุโลม มาตรา ๑๘๔ ในกรณีที่มีการชี้สองสถาน ให้ศาลกำหนดวันสืบพยานซึ่งมีระยะเวลาไม่น้อยกว่าสิบวันนับแต่วันชี้สองสถาน ในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน ให้ศาลออกหมายกำหนดวันสืบพยานส่งให้แก่คู่ความทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบวัน มาตรา ๑๘๕ ในวันนัดสืบพยาน เมื่อศาลเห็นสมควร หรือเมื่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีคำขอ ศาลจะอ่านให้คู่ความฟังซึ่งคำฟ้อง คำให้การ และคำให้การแก้ฟ้องแย้ง ถ้าหากมีหรือรายงานพิสดารแห่งการชี้สองสถาน แล้วแต่กรณี และคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติม (ที่ได้ยื่นต่อศาลและส่งไปให้แก่คู่ความแล้วโดยชอบ) ก็ได้ ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติสามมาตราต่อไปนี้ ให้ศาลสืบพยานตามประเด็นในข้อพิพาทตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยพยานหลักฐาน และฟังคำแถลงการณ์ด้วยวาจาของคู่ความทั้งปวง มาตรา ๑๘๖ เมื่อสืบพยานเสร็จแล้วให้ศาลอนุญาตให้โจทก์แถลงการณ์ด้วยวาจาก่อน แล้วจึงให้จำเลยแถลงการณ์ด้วยวาจาทบทวนข้อเถียง แสดงผลแห่งพยานหลักฐานในประเด็นที่พิพาท ต่อจากนี้ให้ศาลอนุญาตให้โจทก์แถลงตอบจำเลยได้อีกครั้งหนึ่งนอกจากนี้ห้ามไม่ให้คู่ความแถลงการณ์ด้วยวาจาอย่างใดอีก เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล ก่อนพิพากษาคดี ไม่ว่าคู่ความฝ่ายใดจะได้แถลงการณ์ด้วยวาจาแล้วหรือไม่คู่ความฝ่ายนั้นจะยื่นคำแถลงการณ์เป็นหนังสือต่อศาลก็ได้ แต่ต้องส่งสำเนานั้น ๆ ไปยังคู่ความอื่น ๆ มาตรา ๑๘๗ เมื่อได้สืบพยานตามที่จำเป็นและคู่ความได้แถลงการณ์ ถ้าหากมีเสร็จแล้ว ให้ถือว่าการพิจารณาเป็นอันสิ้นสุด แต่ตราบใดที่ยังมิได้มีคำพิพากษาศาลอาจทำการพิจารณาต่อไปอีกได้ตามที่เห็นสมควร เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม มาตรา ๑๘๘ ในคดีที่ไม่มีข้อพิพาท ให้ใช้ข้อบังคับต่อไปนี้ (๑) ให้เริ่มคดีโดยยื่นคำร้องขอต่อศาล (๒) ศาลอาจเรียกพยานมาสืบได้เองตามที่เห็นจำเป็น และวินิจฉัยชี้ขาดตามที่เห็นสมควรและยุติธรรม (๓) ทางแก้แห่งคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้นให้ใช้ได้แต่โดยวิธียื่นอุทธรณ์หรือฎีกาเท่านั้น และให้อุทธรณ์ฎีกาได้แต่เฉพาะในสองกรณีต่อไปนี้ (ก) ถ้าศาลได้ยกคำร้องขอของคู่ความฝ่ายที่เริ่มคดีเสียทั้งหมดหรือแต่บางส่วน หรือ (ข) ในเหตุที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการพิจารณาหรือพิพากษาหรือคำสั่ง (๔) ถ้าบุคคลอื่นใดนอกจากคู่ความที่ได้ยื่นฟ้องคดีอันไม่มีข้อพิพาทได้เข้ามาเกี่ยวข้องในคดีโดยตรงหรือโดยอ้อมให้ถือว่าบุคคลเช่นว่ามานี้เป็นคู่ความ และให้ดำเนินคดีไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยคดีอันมีข้อพิพาท แต่ในคดีที่ยื่นคำร้องขอต่อศาล เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ให้คำอนุญาตที่ผู้แทนโดยชอบธรรมได้ปฏิเสธเสียหรือให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถอนคืนคำอนุญาตอันได้ให้ไว้แก่ผู้ไร้ความสามารถนั้น ให้ถือว่าเป็นคดีไม่มีข้อพิพาท แม้ถึงว่าผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้ไร้ความสามารถนั้นจะได้มาศาล และแสดงข้อคัดค้านในการให้คำอนุญาต หรือถอนคืนคำอนุญาตเช่นว่านั้น อธิบาย -ฎ.๗๐๙๒/๕๒ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๘๘(๔) ที่ว่าบุคคลอื่นใดนอกจากคู่ความที่ได้ยื่นฟ้องคดีอันไม่มีข้อพิพาทได้เข้ามาเกี่ยวข้องในคดีโดยตรงหรือโดยอ้อม ให้ถือว่าบุคคลเช่นนั้นเป็นคู่ความ มิได้หมายความว่า ถ้าใครมาคัดค้านจะเป็นคู่ความไปเสียทั้งหมด แต่คงหมายเฉพาะผู้คัดค้านที่จะคัดค้านได้เท่านั้น คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครกลับจดชื่อบริษัท ก. คืนเข้าสู่ทะเบียนเพื่อผู้ร้องจะได้ดำเนินการฟ้องบังคับชำระหนี้กับบริษัทดังกล่าวแทนบรรดาผู้บริโภคที่ถูกละเมิดสิทธิ ประเด็นแห่งคดีมีอยู่เพียงว่า มีเหตุสมควรที่จะสั่งให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครกลับจดชื่อบริษัทดังกล่าวคืนเข้าสู่ทะเบียนหรือไม่ ผู้คัดค้านเป็นเพียงผู้มีสิทธิการเช่าอาคารซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของบริษัทดังกล่าวเท่านั้น หาได้เป็นผู้มีส่วนได้เสียในมูลความแห่งคดีไม่ จึงไม่มีสิทธิร้องคัดค้านเข้ามาในคดี ที่ศาลชั้นต้นรับคำคัดค้านไว้พิจารณาจึงเป็นการไม่ชอบ ผู้คัดค้านไม่มีสิทธิอุทธรณ์และฎีกาต่อมาได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของผู้คัดค้าน ลักษณะ ๒ วิธีพิจารณาวิสามัญในศาลชั้นต้น หมวด ๑ วิธีพิจารณาคดีมโนสาเร่ *มาตรา ๑๘๙ คดีมโนสาเร่ คือ (๑) คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ไม่เกินสามแสนบาท หรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา (๒) คดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสามหมื่นบาทหรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา อธิบาย -คดีมโนสาเร่ตาม (๑)และ(๒) อาจเกิดขึ้นในคดีเดียวกันได้ -ตาม (๑) ต้องไม่มีคำขอที่ไม่มีทุนทรัพย์ปะปนมาด้วย จึงจะเป็นมโนสาเร่ -ตาม (๒) ถ้าจำเลยต่อสู้เรื่องกรรมสิทธิ์(ต่อสู้ว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยเท่านั้น ต่อสู้ว่าเป็นกรรมสิทธิ์บุคคลภายนอกไม่เข้ากรณีนี้) ไม่ต้องคำนึงถึงการเช่า เพราะจะกลายเป็นคดีมีทุนทรัพย์ไปทันที ดังนั้นต้องดูที่ราคาทรัพย์ว่าเป็นมโนสาเร่หรือไม่ -ข้อสังเกตคดีมโนสาเร่ (๑) คดีมีทุนทรัพย์ที่สามารถฟ้องเป็นคดีมโนสาเร่ ได้แก่ ๑. คดีฟ้องขอให้ส่งมอบทรัพย์กลับคืนมาเป็นของโจทก์ เป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาทรัพย์พิพาท เช่น ฟ้องให้ที่ดินกลับมาเป็นของโจทก์ ต้องตีราคาที่ดิน ถ้ามีราคาไม่เกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท ก็เป็นคดีมโนสาเร่ ๒. ฟ้องขอให้เพิกถอนการให้เพราะเหตุประพฤติเนรคุณ มีผลให้ที่ดินกลับมาเป็นของโจทก์ ถ้าที่ดินมีราคาไม่เกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท เป็นคดีมโนสาเร่ ( เทียบเคียงจาก ฎ.๒๑๐๘/๒๕๑๗ ) ๓. ฟ้องบังคับให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขาย เป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดิน ถ้าที่ดินที่จะโอนมีราคาไม่เกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท ก็เป็นคดีมโนสาเร่ ( ฎ.๗๖๖๑/๒๕๓๘ และ คร.(ป) ๔๒๑/๒๕๐๑ ) ๔. ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซึ่งมีผลทำให้ทรัพย์สินกลับคืนมาเป็นของโจทก์ เป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาทรัพย์ที่โจทก์เรียกร้องให้กลับคืนมาเป็นของโจทก์ (เทียบเคียงกับแนวคำพิพากษาฎีกาในเรื่องทุนทรัพย์ในคดีต้องห้ามอุทธรณ์ฎีกาในข้อเท็จจริง เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๘๑/๒๕๓๖ และ ๗๐๗๙/๒๕๔๐ เป็นต้น ) ๕. คดีฟ้องบังคับให้คืนที่ดินโดยอ้างว่าได้ไถ่ขายฝากในกำหนดแล้ว มีผลให้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ขายฝากกลับมาเป็นของโจทก์ เป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาทรัพย์ที่ขายฝาก เช่น โจทก์ขายฝากที่ดินไว้กับจำเลย โจทก์ขอไถ่ในกำหนดแต่จำเลยไม่ยอมรับไถ่ จึงมาฟ้องต่อศาลให้บังคับจำเลยรับไถ่ ถือว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินที่ขายฝาก ( เทียบเคียงจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๑๒๐/๒๕๔๐ ) ๖. ฟ้องเรียกทรัพย์มรดกโดยอ้างว่าพินัยกรรมตกเป็นโมฆะ หรือฟ้องทำลายพินัยกรรม มีผลทำให้ทรัพย์มรดกตกมาเป็นทรัพย์มรดก ซึ่งโจทก์มีสิทธิได้รับมรดกดังกล่าวในฐานะทายาทโดยธรรม เป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาทรัพย์ที่เรียกร้อง ถ้าทรัพย์ดังกล่าวมีราคาไม่เกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท ก็เป็นคดีมโนสาเร่ (๒) คดีที่ไม่เป็นคดีมโนสาเร่ ได้แก่ ๑. คดีที่มีคำขอบังคับให้กระทำการหรืองดเว้นกระทำการ เช่น ฟ้องให้ส่งมอบโฉนดที่ดินคืน ฟ้องให้รื้อถอนกำแพงที่ก่อสร้างรุกล้ำ ฟ้องขอให้ห้ามจำเลยประกอบกิจการโรงงานงดส่งเสียงดัง ส่งกลิ่นเหม็น ทำให้เดือดร้อนรำคาญตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๓๗ ( คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๑๕๓/๒๕๒๐ ) หรือฟ้องห้ามใช้เครื่องหมายการค้า ห้ามใช้ชื่อประกอบการค้า ( คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๕๔๗/๒๕๓๐ ) ๒. คดีมีทุนทรัพย์ไม่เกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท แต่มีคำขอให้กระทำการหรืองดเว้นกระทำการรวมอยู่ด้วย เช่น ฟ้องเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดที่ส่งเสียงดังรบกวนเป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท และมี คำขอให้งดเว้นกระทำการส่งเสียงดัง หรือ โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายเพราะขาดประโยชน์จากการที่ไม่สามารถใช้ที่ดินในส่วนที่ถูกจำเลยบุกรุกได้คิดเป็นเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท และมีคำขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินดังกล่าว ไม่เป็นคดีมโนสาเร่เพราะเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์ที่ไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้รวมอยู่ด้วย ๓. คดีฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตาม ป.พ.พ. มาตรา ๒๓๗ ซึ่งมีผลให้ทรัพย์กลับคืนมาเป็นของลูกหนี้อย่างเดิม ไม่ได้ตกมาเป็นของโจทก์ ไม่ใช่เป็นการฟ้องเรียกตัวทรัพย์มาเป็นของโจทก์ จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ (ฎ.ป.๙๑๒๙/๒๕๐๘ และ ๒๘๕๕/๒๕๒๖ ) ๔. คดีฟ้องบังคับให้จดทะเบียนการเช่าที่ดินตามสัญญาต่างตอบแทน หากไม่สามารถจดทะเบียนการเช่าได้ก็ขอให้คืนเงินที่โจทก์จ่ายล่วงหน้าไป เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ เพราะคำขอหลักเป็นเรื่องบังคับให้กระทำการ คือ ให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนการเช่าให้แก่โจทก์เป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์ที่ไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เมื่อไม่สามารถจดทะเบียนการเช่าได้แล้วจึงจะมาพิจารณาคำขอให้คืนเงินที่โจทก์จ่ายไว้ล่วงหน้า คำขอให้คืนเงินจึงเป็นคำขอรอง ต้องถือว่าเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ตามคำขอหลัก (๓) คดีฟ้องขับไล่บุคคลใดๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ ๑. ฟ้องขับไล่ผู้เช่า นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์จำเลยเป็นเรื่องเช่าทรัพย์ ปกติการเช่าทรัพย์จะมีค่าเช่าตามที่ระบุไว้ในสัญญา แต่มีบางกรณีมีการจ่ายค่าเช่าล่วงหน้าหรือเงินกินเปล่าเพื่อให้ได้อยู่ในอสังหาริมทรัพย์เป็นเวลานานๆ ค่าเช่าล่วงหน้านี้สามารถนำมาเฉลี่ยได้ว่าเป็นค่าเช่าเดือนละเท่าไร ( ฎ.๓๙๕๔/๒๕๓๓ และ ๓๘๓๐/๒๕๔๐ ) ๒. ฟ้องขับไล่ผู้อาศัย นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์จำเลยเป็นเรื่องให้อาศัย ๓. ฟ้องผู้ที่อยู่ในอสังหาริมทรัพย์นั้นโดยละเมิด เป็นการเข้ามาอยู่ในอสังหาริมทรัพย์โดยไม่มีนิติสัมพันธ์ -ฎ.๕๑๐๐/๔๕ โจทก์ฟ้องต่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลจังหวัดขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทอันเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เมื่อจำเลยให้การโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทว่าเป็นของจำเลย จึงเปลี่ยนเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อราคาทรัพย์สินที่พิพาทซึ่งเป็นทุนทรัพย์ของคดีไม่เกินสามแสนบาท คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวง ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลแขวงซึ่งคดีอยู่ในเขตอำนาจตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๖ วรรคสี่ได้ มาตรา ๑๙๐ จำนวนทุนทรัพย์หรือราคาอันพิพาทกันในคดีนั้น ให้คำนวณดังนี้ (๑) จำนวนทุนทรัพย์หรือราคานั้นให้คำนวณตามคำเรียกร้องของโจทก์ ส่วนดอกผลอันมิถึงกำหนดเกิดขึ้นในเวลายื่นคำฟ้องหรือค่าธรรมเนียมศาลซึ่งอาจเป็นอุปกรณ์รวมอยู่ในคำเรียกร้อง ห้ามไม่ให้คำนวณรวมเข้าด้วย (๒) ในกรณีมีข้อสงสัยหรือมีข้อโต้แย้ง จำนวนทุนทรัพย์หรือราคานั้น ให้ศาลกะประมาณตามที่เป็นอยู่ในเวลายื่นฟ้องคดี (๓) คดีอันเกี่ยวด้วยทรัพย์สินที่มีข้อหาหลายข้อ อันมีจำนวนทุนทรัพย์หรือราคาไม่เกินสามแสนบาทหรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา ให้รวมจำนวนทุนทรัพย์หรือราคาเหล่านั้นเข้าด้วยกัน แต่ถ้าข้อหาเหล่านั้นจะต้องเรียกร้องเอาแก่จำเลยหลายคน ถึงแม้ว่าถ้ารวมความรับผิดของจำเลยหลายคนนั้นเข้าด้วยกันแล้วจะไม่เป็นคดีมโนสาเร่ก็ตาม ให้ถือเอาจำนวนที่เรียกร้องเอาจากจำเลยคนหนึ่ง ๆ นั้น เป็นประมาณแก่การที่จะถือว่าคดีนั้นเป็นคดีมโนสาเร่หรือไม่ มาตรา ๑๙๐ ทวิ ในคดีมโนสาเร่ ให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามบทบัญญัติในหมวดนี้ อธิบาย -ฎ.๒๔๔๔/๔๒ การแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องหรือคำให้การไม่มีบัญญัติไว้ ต้องนำ ม.๑๘๐ มาใช้คือยื่นก่อนสืบพยานไม่น้อยกว่า ๗ วัน มาตรา ๑๙๐ ตรี ในคดีมโนสาเร่ ให้ศาลมีอำนาจที่จะออกคำสั่งขยายหรือย่นระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายนี้หรือตามที่ศาลได้กำหนดไว้ หรือระยะเวลาที่เกี่ยวด้วยวิธีพิจารณาความแพ่งอันกำหนดไว้ในกฎหมายอื่น เพื่อให้ดำเนินหรือมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ก่อนสิ้นระยะเวลานั้นได้ เมื่อมีความจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม มาตรา ๑๙๐ จัตวา ในคดีมโนสาเร่ ให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลตามตางราง ๑ ท้ายประมวลกฎหมายนี้ แต่ค่าขึ้นศาลรวมกันแล้วไม่เกินหนึ่งพันบาท ค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกานั้น ให้ผู้อุทธรณ์หรือผู้ฎีกาเสียตามจำนวนทุนทรัพย์ หรือราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา แล้วแต่กรณี มาตรา ๑๙๑ วิธีฟ้องคดีมโนสาเร่นั้น โจทก์อาจยื่นคำฟ้องเป็นหนังสือหรือมาแถลงข้อหาด้วยวาจาต่อศาลก็ได้ ในกรณีที่โจทก์ยื่นคำฟ้องเป็นหนังสือ หากศาลเห็นว่าคำฟ้องดังกล่าวไม่ถูกต้องหรือขาดสาระสำคัญบางเรื่อง ศาลอาจมีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องในส่วนนั้นให้ถูกต้องหรือชัดเจนขึ้นก็ได้ ถ้าโจทก์มาแถลงข้อหาด้วยวาจาดังกล่าวแล้ว ให้ศาลบันทึกรายการแห่งข้อหาเหล่านั้นไว้อ่านให้โจทก์ฟัง แล้วให้โจทก์ลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญ มาตรา ๑๙๒ เมื่อศาลเห็นว่าคดีที่ฟ้องไม่ใช่คดีมโนสาเร่และศาลนั้นมีเขตอำนาจที่จะพิจารณาคดีนั้นอย่างคดีสามัญได้ ถ้าคดีนั้นได้ฟ้องโดยคำแถลงด้วยวาจา ก็ให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเป็นหนังสืออย่างคดีสามัญ แต่ถ้าคดีนั้นได้ยื่นคำฟ้องเป็นหนังสืออยู่แล้ว ห้ามมิให้ศาลออกหมายเรียกอย่างอื่นนอกจากที่บัญญัติไว้สำหรับคดีสามัญ ถ้าคดีนั้นไม่เป็นคดีมโนสาเร่ต่อไป เนื่องจากได้มีคำฟ้องเพิ่มเติมยื่นเข้ามาภายหลังและศาลนั้นมีเขตอำนาจที่จะพิจารณาคดีนั้นอย่างคดีสามัญได้ ก็ให้ศาลดำเนินการพิจารณาไปอย่างคดีสามัญ ในกรณีใดกรณีหนึ่งดังกล่าวมาแล้ว ถ้าศาลไม่มีเขตอำนาจพิจารณาคดีนั้นอย่างคดีสามัญ ให้ศาลมีคำสั่งคืนคำฟ้องนั้นไปเพื่อยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจ ในกรณีที่จำเลยฟ้องแย้งเข้ามาในคดีมโนสาเร่และฟ้องแย้งนั้นมิใช่คดีมโนสาเร่หรือในกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้พิจารณาคดีสามัญรวมกับคดีมโนสาเร่ ให้ศาลดำเนินการพิจารณาคดีมโนสาเร่ไปอย่างคดีสามัญ แต่เมื่อศาลพิจารณาถึงจำนวนทุนทรัพย์ ลักษณะคดี สถานะของคู่ความหรือเหตุสมควรประการอื่นแล้วเห็นว่า การนำบทบัญญัติในหมวดนี้ไปใช้บังคับแก่คดีในส่วนของฟ้องแย้งหรือคดีสามัญเช่นว่านั้นจะทำให้การดำเนินคดีเป็นไปด้วยความรวดเร็วและเป็นธรรมแก่คู่ความทุกฝ่าย ก็ให้ศาลมีอำนาจพิจารณาคดีในส่วนของฟ้องแย้งหรือคดีสามัญนั้นอย่างคดีมโนสาเร่ได้ คำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งของศาลตามวรรคสี่ ไม่กระทบถึงค่าขึ้นศาลที่คู่ความแต่ละฝ่ายต้องชำระอยู่ก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งเช่นว่านั้น *มาตรา ๑๙๓ ในคดีมโนสาเร่ ให้ศาลกำหนดวันนัดพิจารณาโดยเร็วและออกหมายเรียกไปยังจำเลย ในหมายนั้นให้จดแจ้งประเด็นแห่งคดีและจำนวนทุนทรัพย์หรือราคาที่เรียกร้องและข้อความว่าให้จำเลยมาศาลเพื่อการไกล่เกลี่ย ให้การ และสืบพยานในวันเดียวกัน และให้ศาลสั่งให้โจทก์มาศาลในวันนัดพิจารณานั้นด้วย ในวันนัดพิจารณา เมื่อโจทก์และจำเลยมาพร้อมกันแล้ว ให้ศาลไกล่เกลี่ยให้คู่ความได้ตกลงกันหรือประนีประนอมยอมความกันในข้อที่พิพาทนั้นก่อน ถ้าคู่ความไม่อาจตกลงกันหรือไม่อาจประนีประนอมยอมความกันได้และจำเลยยังไม่ได้ยื่นคำให้การให้ศาลสอบถามคำให้การของจำเลย โดยจำเลยจะยื่นคำให้การเป็นหนังสือหรือจะให้การด้วยวาจาก็ได้ ในกรณียื่นคำให้การเป็นหนังสือให้นำมาตรา ๑๙๑ วรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลม ในกรณีให้การด้วยวาจา ให้ศาลบันทึกคำให้การรวมทั้งเหตุการณ์นั้นไว้ อ่านให้จำเลยฟังแล้วให้จำเลยลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญ ถ้าจำเลยไม่ให้การตามวรรคสาม ให้ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจมีคำสั่งไม่ยอมเลื่อนเวลาให้จำเลยยื่นคำให้การ โดยถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ และให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดโดยนำมาตรา ๑๙๘ ทวิ มาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้สืบพยาน ก็ให้ศาลดำเนินการต่อไปตามมาตรา ๑๙๓ ตรี มาตรา ๑๙๓ จัตวา และมาตรา ๑๙๓ เบญจ มาตรา ๑๙๓ ทวิ ในคดีมโนสาเร่ เมื่อโจทก์ได้ทราบคำสั่งให้มาศาลตามมาตรา ๑๙๓ แล้ว ไม่มาในวันนัดพิจารณาโดยมิได้ร้องขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่มาศาลให้ถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความ เมื่อจำเลยได้รับหมายเรียกให้มาศาลตามมาตรา ๑๙๓ แล้วไม่มาในวันนัดพิจารณาโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดี ถ้าจำเลยไม่ได้ยื่นคำให้การไว้ให้ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ และให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยนำมาตรา ๑๙๘ ทวิมาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่ถ้าจำเลยได้ยื่นคำให้การไว้ก่อนหรือในวันนัดดังกล่าวให้ถือว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาและให้บังคับตามมาตรา ๒๐๔ มาตรา ๒๐๕ มาตรา ๒๐๖ ละมาตรา ๒๐๗ และไม่ว่าจะเป็นกรณีใดถ้าศาลมีคำสั่งให้สืบพยานก็ให้ศาลดำเนินการต่อไปตามมาตรา ๑๙๓ ตรี มาตรา ๑๙๓ จัตวา และมาตรา ๑๙๓ เบญจ มาตรา ๑๙๓ ตรี เมื่อศาลได้รับคำให้การของจำเลยตามมาตรา ๑๙๓ วรรคสาม หรือศาลมีคำสั่งให้สืบพยานตามมาตรา ๑๙๓ วรรคสี่ หรือมาตรา ๑๙๓ ทวิวรรคสองให้ศาลดำเนินการพิจารณาคดีต่อไปโดยเร็ว และให้ศาลสอบถามคู่ความฝ่ายที่จะต้องนำพยานเข้าสืบว่าประสงค์จะอ้างอิงพยานหลักฐานใดแล้วบันทึกไว้ หรือสั่งให้คู่ความจัดทำบัญชีระบุพยานต่อศาลภายในระยะเวลาตามที่เห็นสมควร โดยในกรณีที่มิใช่การพิจารณาคดีฝ่ายเดียวศาลจะกำหนดให้คู่ความคนใดนำพยานหลักฐานมาสืบก่อนหลังก็ได้ อธิบาย -ศาลสั่งจำหน่ายคดีตาม ม.๑๙๓ ทวิ โจทก์นำคดีมาฟ้องใหม่ได้ เพราะศาลยังไม่ได้วินิจฉัยประเด็นเนื้อหาแห่งคดี ไม่เป็นฟ้องซ้ำ และไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำด้วย -ฎ.๕๒๐๔/๔๘ โจทก์ขาดนัดพิจารณา จำเลยประสงค์ให้พิจารณาชี้ขาดฝ่ายเดียวตาม ม.๒๐๒ ไม่ได้ ศาลได้แต่จำหน่ายตาม ๑๙๓ ทวิวรรคหนึ่งแต่ถ้าจำเลยขาดนัดพิจารณาก็ถือว่าขาดนัดจึงนำ ม.๒๐๔ มาใช้ ซึ่งหากจำเลยไม่ยื่นคำให้การก็ถือว่าขาดนัดยื่นคำให้การด้วยไม่เหมือนคดีสามัญหากจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การไม่ถือว่าเป็นผู้ขาดนัดพิจารณาแล้ว มาตรา ๑๙๓ จัตวา ในคดีมโนสาเร่ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมให้ศาลมีอำนาจเรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เองตามที่เห็นสมควร ในการสืบพยานไม่ว่าจะเป็นพยานที่คู่ความฝ่ายใดอ้างหรือที่ศาลเรียกมาเองให้ศาลเป็นผู้ซักถามพยานก่อน เสร็จแล้วจึงให้ตัวความหรือทนายความซักถามเพิ่มเติมได้ ให้ศาลมีอำนาจซักถามพยานเกี่ยวกับข้อเท็จจริงใด ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับคดี แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างก็ตาม ในการบันทึกคำเบิกความของพยาน เมื่อศาลเห็นสมควร จะบันทึกข้อความแต่โดยย่อก็ได้แล้วให้พยานลงลายมือชื่อไว้ มาตรา ๑๙๓ เบญจ ในคดีมโนสาเร่ ให้ศาลนั่งพิจารณาคดีติดต่อกันไปโดยไม่ต้องเลื่อน เว้นแต่มีเหตุจำเป็น ศาลจะมีคำสั่งเลื่อนได้ครั้งละไม่เกินเจ็ดวัน มาตรา ๑๙๔ คดีมโนสาเร่นั้น ให้ศาลมีอำนาจออกคำสั่งหรือคำพิพากษาด้วยวาจาดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๔๑ มาตรา ๑๙๕ นอกจากที่บัญญัติมาแล้ว ให้นำบทบัญญัติอื่นในประมวลกฎหมายนี้มาใช้บังคับแก่การพิจารณาและการชี้ขาดตัดสินคดีมโนสาเร่ด้วยโดยอนุโลม **มาตรา ๑๙๖ ในคดีสามัญซึ่งโจทก์ฟ้องเพียงขอให้ชำระเงินจำนวนแน่นอนตามตั๋วเงินซึ่งการรับรองหรือการชำระเงินตามตั๋วเงินนั้นได้ถูกปฏิเสธ หรือตามสัญญาเป็นหนังสือซึ่งปรากฏในเบื้องต้นว่าเป็นสัญญาอันแท้จริงมีความสมบูรณ์และบังคับได้ตามกฎหมาย โจทก์จะยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลพร้อมกับคำฟ้องขอให้ศาลพิจารณาคดีนั้นโดยรวบรัดก็ได้ ถ้าศาลเห็นว่าคดีตามวรรคหนึ่งนั้น ปรากฏในเบื้องต้นว่าเป็นคดีไม่มีข้อยุ่งยาก ไม่ว่าโจทก์จะได้ยื่นคำขอตามวรรคหนึ่งหรือไม่ ให้ศาลมีคำสั่งให้นำบทบัญญัติในหมวดนี้ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีมโนสาเร่ เว้นแต่มาตรา ๑๙๐ จัตวา มาใช้บังคับแก่คดีเช่นว่านั้นได้ ถ้าในระหว่างการพิจารณาปรากฏว่าคดีไม่ตกอยู่ภายใต้บังคับแห่งมาตรานี้ ศาลอาจมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิม แล้วดำเนินการพิจารณาต่อไปตามข้อบังคับแห่งคดีสามัญได้ หมวด ๒ การพิจารณาโดยขาดนัด ส่วนที่ ๑ การขาดนัดยื่นคำให้การ *มาตรา ๑๙๗ เมื่อจำเลยได้รับหมายเรียกให้ยื่นคำให้การแล้ว จำเลยมิได้ยื่นคำให้การภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ตามกฎหมายหรือตามคำสั่งศาล ให้ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ อธิบาย -คำว่าจำเลย ในที่นี้หมายถึง จำเลยเดิมที่ถูกฟ้อง จำเลยร่วมที่ถูกหมายเรียกเข้ามาในคดีตามมาตรา ๕๗(๓) โจทก์ที่ถูกฟ้องแย้ง โจทก์และจำเลยในกรณีมีผู้ร้องสอดตามมาตรา ๕๗(๑) (ฎ. ๕๗๑๖/๓๙) และโจทก์ในคดีร้องขัดทรัพย์ บุคคลเหล่านี้มีฐานะเป็นจำเลยในคดี จึงต้องยื่นคำให้การแก้คดีด้วย -คำว่า ระยะเวลาที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย คือ ระยะเวลาที่จำเลยต้องให้การแก้ฟ้องโจทก์ตามมาตรา ๑๗๗ วรรคหนึ่ง คือ ๑๕ วันนับแต่ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง หรือโจทก์ต้องให้การแก้ฟ้องแย้งตามมาตรา ๑๗๘ วรรคหนึ่ง คือ ๑๕ วันนับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำให้การ ซึ่งเป็นกำหนดเวลาที่มีกฎหมายกำหนดไว้ ส่วนคำว่า ระยะเวลาตามคำสั่งศาล คือ ระยะเวลายื่นคำให้การตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนด ในกรณีที่จำเลยร่วมถูกเรียกเข้ามาในคดีตามมาตรา ๕๗(๓) จำเลยร่วมมีสิทธิเสมือนว่าตนได้ถูกฟ้องคดีใหม่ จำเลยร่วมมีสิทธิยื่นคำให้การต่อสู้คดีได้ แต่กรณีนี้ไม่มีกฎหมายกำหนดระยะเวลาไว้ว่าจะต้องให้การในกี่วัน ศาลจึงต้องกำหนดเวลาให้ เช่น กำหนดให้จำเลยร่วมให้การแก้คดีใน ๑๕ วัน หรือในคดีร้องขัดทรัพย์ ผู้ร้องขัดทรัพย์จะมีฐานะเป็นโจทก์ ส่วนโจทก์จะมีฐานะเป็นจำเลย แต่กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าโจทก์จะต้องให้การแก้คำร้องขัดทรัพย์ในกี่วัน ศาลจึงต้องกำหนดเวลาให้โจทก์ยื่นคำให้การแก้คำร้องขัดทรัพย์ เช่น ให้โจทก์ให้การแก้คำร้องขัดทรัพย์ใน ๑๕ วัน นับแต่วันได้รับหมายเรียกและสำเนาคำร้องขัดทรัพย์ -การขัดนัดยื่นคำให้การจะมีผลทันทีโดยโจทก์ไม่ต้องยื่นคำร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่ง -ผลของการขาดนัดยื่นคำให้การ คือ ประเด็นแห่งคดีจะมีเฉพาะประเด็นประเด็นตามคำฟ้องเท่านั้น ไม่มีประเด็นตามคำให้การ ดังนั้น จำเลยจะยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายตามมาตรา ๒๔ ไม่ได้ เช่น โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทำละเมิด ขอให้ชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลนัดสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว จำเลยยื่นคำร้องว่า โจทก์นำคดีมาฟ้องเกิน ๑ ปี นับแต่วันเกิดเหตุละเมิด ฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้ว ขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายตาม ป.วิ.พ. ม.๒๔ ศาลสอบถามโจทก์ โจทก์แถลงรับว่าโจทก์ฟ้องเกิน ๑ ปี นับแต่วันเกิดเหตุละเมิดจริง ศาลจึงมีคำสั่งให้งดสืบพยานและพิพากษายกฟ้องเพราะเห็นว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เช่นนี้ คำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ชอบ เพราะแม้ปัญหาว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่จะเป็นปัญหาข้อกฎหมายก็จริง แต่ไม่ใช่ข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ถ้าจำเลยไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การแล้ว ศาลไม่มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ดังนั้น เมื่อจำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ จึงมีประเด็นตามคำฟ้องของโจทก์เท่านั้น จำเลยก็ไม่อาจยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวได้ การที่ศาลวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความจึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. ม.๑๔๒ -ฎ.๕๑๙/๒๐,๒๒๕๖/๒๑ การอุทธรณ์ ฎีกาเกี่ยวกับคดีที่พิจารณาโดยขาดนัดก็อยู่ในบังคับของ มาตรา ๒๒๔,๒๔๘ ด้วย **มาตรา ๑๙๘ ถ้าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ให้โจทก์มีคำขอต่อศาลภายในสิบห้าวันนับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยยื่นคำให้การได้สิ้นสุดลง เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด ถ้าโจทก์ไม่ยื่นคำขอต่อศาลภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้ว ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นเสียจากสารบบความ ถ้าโจทก์ยื่นคำขอต่อศาลภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้ว ให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีโดยขาดนัดไปตามมาตรา ๑๙๘ ทวิ แต่ถ้าศาลมีเหตุสงสัยว่าจำเลยจะไม่ทราบหมายเรียกให้ยื่นคำให้การ ก็ให้ศาลมีคำสั่งให้มีการส่งหมายเรียกใหม่ โดยวิธีส่งหมายธรรมดาหรือโดยวิธีอื่นแทนและจะกำหนดเงื่อนไขอย่างใดตามที่เห็นสมควรเพื่อให้จำเลยได้ทราบหมายเรียกนั้นก็ได้ อธิบาย -คำว่า โจทก์ ตามมาตรา ม.๑๙๘ วรรคหนึ่ง ได้แก่ โจทก์ผู้ยื่นฟ้องคดี จำเลยที่ใช้สิทธิฟ้องแย้ง และผู้ร้องขัดทรัพย์ในคดีร้องขัดทรัพย์ -กรณีจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ เป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องยื่นคำขอให้ศาลพิพากษาชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีเพราะขาดนัด ถ้าโจทก์ไม่ยื่นคำขอภายใน ๑๕ วันนับแต่ระยะเวลาที่ให้จำเลยยื่นคำให้การสิ้นสุดลง ศาลจะมีคำสั่งจำหน่ายคดี แม้ว่าศาลจะนัดสืบพยานไว้แล้ว หรือศาลนัดไต่สวนคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การตาม ม.๑๙๙ วรรคหนึ่ง ก็ตาม โจทก์ก็ยังไม่หมดหน้าที่ที่จะต้องร้องขอต่อศาล ถ้าไม่ขอศาลก็จะมีคำสั่งจำหน่ายคดี -ตัวอย่างคำถาม (เคยออกเป็นข้อสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา) ถามว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ร่วมกันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองได้รับหมายเรียกให้ยื่นคำให้การแล้ว ครบกำหนดยื่นคำให้การในวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๔๖ จำเลยทั้งสองไม่ได้ยื่นคำให้การ ในวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๔๖ จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การอ้างว่ามิได้จงใจขาดนัด ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้อง ครั้นวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๔๖ โจทก์ยื่นคำขอต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีจำเลยที่ ๒ โดยขาดนัด หลังจากนั้นจำเลยที่ ๒ มาศาลและแจ้งต่อศาลในโอกาสแรกว่าตนประสงค์จะต่อสู้คดีโดยยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของจำเลยทั้งสองแล้วไม่อนุญาตให้จำเลยที่ ๑ ยื่นคำให้การ แต่อนุญาตให้จำเลยที่ ๒ ยื่นคำให้การ และนัดสืบพยานโจทก์ ต่อมาจำเลยที่ ๒ ไม่ยื่นคำให้การภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนดอีก และโจทก์ก็ไม่ได้ยื่นคำขอต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยจำเลยที่ ๒ ขาดนัดอีก ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสองเสียจากสารบบความ ให้วินิจฉัยว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ -แนวคิดในการตอบ คำถามนี้มีตัวละคร ๒ ตัว การตอบต้องแยกตอบเป็นรายคนไป สำหรับจำเลยที่ ๑ นั้นเป็นไปตามคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๘๒๐/๒๕๓๐ คือ เป็นจำเลยที่ ๑ ขออนุญาตในระหว่างนั้น ศาลนัดไต่สวนคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การว่าจงใจหรือไม่จงใจ โจทก์ยังมีหน้าที่ต้องยื่นคำขอต่อศาลให้พิพากษาชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด ในระหว่างนั้นศาลจะดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างไรกับฝ่ายจำเลย ก็เป็นเรื่องระหว่างศาลกับจำเลยที่ ๑ ไม่เกี่ยวกับโจทก์ ปรากฏว่าโจทก์มายื่นวันที่ ๑๘ มีนาคม ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีสำหรับจำเลยที่ ๒ โดยขาดนัดเท่านั้น สำหรับจำเลยที่ ๑ ยังได้ได้ยื่นคำขอเลย ธงคำตอบ สำหรับจำเลยที่ ๑ การที่จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การและศาลชั้นต้นสั่งนัดไต่สวนเป็นเรื่องระหว่างศาลกับจำเลยที่ ๑ เมื่อโจทก์ไม่ได้ยื่นคำขอต่อศาลตามมาตรา ๑๙๘ วรรคหนึ่ง ศาลก็ชอบที่จะมีคำสั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ ๑ เสียจากสารบบความ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๘๒๐/๓๐ ) สำหรับจำเลยที่ ๒ แม้โจทก์จะเคยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดสำหรับจำเลยที่ ๒ ตามมาตรา ๑๙๘ วรรคหนึ่ง มาแล้วก็ตาม แต่เมื่อศาลอนุญาตให้จำเลยที่ ๒ ยื่นคำให้การ ศาลก็ต้องดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่นับแต่เวลาที่จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การตามมาตรา ๑๙๙ วรรคหนึ่ง ดังนั้น คำขอของโจทก์ที่ยื่นไว้ก่อนนั้นก็ย่อมเป็นอันถูกเพิกถอนไป เมื่อครบกำหนดที่ศาลอนุญาตจำเลยที่ ๒ ไม่ยื่นคำให้การอีก โจทก์ก็มีหน้าที่จะต้องมายื่นคำขอให้ศาลพิพากษาชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีจำเลยที่ ๒ โดยขาดนัดอีก เมื่อโจทก์ไม่ยื่นก็ต้องถือว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๙๘ วรรคหนึ่ง ศาลก็ชอบที่จะมีคำสั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ ๒ จากสารบบความได้(คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๔๓๘/๒๘ ) ดังนั้น คำสั่งของศาลชั้นต้นที่จำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสองเสียจากสารบบความจึงชอบด้วยกฎหมาย -ฎ.๙๑๑/๔๘ รายงานกระบวนพิจารณาเป็นเอกสารที่ศาลจดบันทึกข้อความเกี่ยวด้วยเรื่องที่ได้กระทำในการนั่งพิจารณาหรือในการดำเนินกระบวนพิจารณาอื่นของศาล ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา ๔๘ ส่วนคำให้การเป็นคำคู่ความซึ่งกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งใน ป.วิ.พ. มาตรา ๖๗ ว่าให้คู่ความทำเป็นหนังสือโดยใช้แบบพิมพ์ของศาลและมีรายการต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ในบทบัญญัติดังกล่าว ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นจะได้บันทึกคำแถลงของจำเลยที่ ๔ที่ยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา ก็ถือไม่ได้ว่ารายงานกระบวนพิจารณาฉบับดังกล่าวเป็นคำให้การของจำเลยที่ ๔ เมื่อจำเลยที่ ๔ มิได้ยื่นคำให้การภายในกำหนด กรณีจึงถือว่าจำเลยที่ ๔ ขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ต้องมีคำขอต่อศาลภายใน ๑๕ วันนับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยที่ ๔ ยื่นคำให้การได้สิ้นสุดลงเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๙๘ วรรคหนึ่ง แม้จำเลยทั้งสี่จะแถลงยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้อง และศาลชั้นต้นสามารถพิจารณาคดีได้โดยไม่ต้องทำการสืบพยานอีกต่อไป ก็ไม่ทำให้โจทก์หมดหน้าที่ที่จะต้องมีคำขอตามบทกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์มิได้มีคำขอศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๔ ออกจากสารบบความได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๙๘ วรรคสอง -แม้ตัวบทจะบัญญัติเหมือนกับเป็นบทบังคับให้ศาลต้องสั่งจำหน่ายคดี แต่ตามแนวคำพิพากษาฎีกาวางหลักว่า การที่ศาลจะสั่งจำหน่ายคดีหรือไม่เป็นดุลพินิจของศาลที่จะสั่งตามที่เห็นว่าเหมาะสมและยุติธรรม โดยพิจารณาจากความใส่ใจที่จะดำเนินคดีของโจทก์ ถ้าโจทก์ติดตามคดีไม่ทอดทิ้งคดี ศาลอาจจะไม่สั่งจำหน่ายคดีก็ได้ แม้จะพ้นกำหนดเวลา ๑๕ วัน แล้วก็ตาม ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำสั่งจำหน่ายคดี และไม่มีพฤติการณ์ว่าโจทก์ละทิ้งไม่สนใจคดี เมื่อโจทก์ก็มีคำขอศาลก็จะดำเนินการพิจารณาคดีต่อไปโดยไม่สั่งจำหน่ายคดีก็ได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๗๑๓/๔๑ , ๔๙๘ - ๔๙๙/๐๙ และ ๕๔๖๒/๓๖) -ตัวอย่างคำถาม (เคยออกเป็นข้อสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา) จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ แต่โจทก์ยังไม่ได้ยื่นคำขอต่อศาลให้พิพากษาชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด ศาลนัดสืบพยานโจทก์ ถึงวันนัดโจทก์ก็ยังไม่ได้ยื่นคำขอต่อศาล ศาลสืบพยานโจทก์นัดแรกไปแล้ว ให้เลื่อนไปสืบพยานต่อในนัดที่ ๒ และศาลตรวจพบว่าโจทก์ยังไม่ได้ยื่นคำขอตามมาตรา ๑๙๘ วรรคหนึ่ง จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาในวันสืบพยานนัดแรกที่ผ่านมา แล้วสั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ ให้วินิจฉัยว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนการสืบพยานในนัดแรกและให้จำหน่ายคดีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ธงคำตอบ การที่โจทก์ไม่ยื่นคำขอภายในกำหนดเวลา ๑๕ วัน นับแต่กำหนดเวลาที่ให้จำเลยยื่นคำให้การได้สิ้นสุดลงตามมาตรา ๑๙๘ วรรคหนึ่ง ในมาตรา ๑๙๘ วรรคสอง บัญญัติให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีจาก สารบบความนั้นเป็นกรณีที่กฎหมายมีวัตถุประสงค์ไม่ให้โจทก์ปล่อยปละละเลยไม่ดำเนินคดีภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด แต่การที่ศาลจะสั่งจำหน่ายคดีหรือไม่อยู่ในดุลพินิจของศาล (อ้างคำพิพากษาฎีกาที่ ๔๙๘, ๔๙๙/๐๙ และ ๑๔๖๔/๙๕ ) คดีนี้โจทก์ได้มาดำเนินกระบวนพิจารณาต่อศาลทุกครั้ง ในวันนัดสืบพยานโจทก์นัดแรกโจทก์นำพยานมาสืบจนหมดพยานที่เตรียมมา และนำพยานมาสืบในนัดที่ ๒ แสดงว่าโจทก์ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปโดยไม่ละเลยหรือทอดทิ้งคดี จึงไม่มีเหตุสมควรที่จะสั่งจำหน่ายคดี การที่ศาลชั้นต้นเพิกถอนการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ได้ดำเนินมาคือสืบพยานนัดแรกและให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย (อ้างคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๖๕/๓๓) -ฎ.๕๔๖๒/๓๖,๑๐๖๕/๓๓ ตราบใดที่ศาลยังไม่จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ไม่มีพฤติการณ์ที่ศาลเห็นว่าโจทก์เจตนาทิ้งฟ้อง ศาลให้ดำเนินคดีต่อไปได้ -ถ้าโจทก์ไม่ได้ยื่นคำขอตามมาตรา ๑๙๘ วรรคหนึ่ง จนศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีตามมาตรา ๑๙๘ วรรคสอง แล้ว โจทก์จะยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีโดยอ้างว่าการดำเนินกระบวนพิจารณาดังกล่าวของศาลชั้นต้นเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗ ไม่ได้ เพราะการที่ศาลสั่งจำหน่ายคดีเป็นการสั่งตามที่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ จึงเป็นการสั่งโดยชอบ ไม่ใช่กระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ทางแก้ของโจทก์ก็คือ โจทก์ต้องอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นว่า โจทก์ไม่ได้ทอดทิ้งหรือละเลยคดี ศาลชั้นต้นยังไม่สมควรสั่งจำหน่ายคดี เพื่อให้ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาพิจารณาว่าศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจเหมาะสมหรือไม่ ถ้าศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาเห็นว่า ไม่มีพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าโจทก์ทอดทิ้งคดี ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาจะพิพากษาให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้น และมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นพิจารณาดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป **มาตรา ๑๙๘ ทวิ ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การมิได้ เว้นแต่ศาลเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมายในการนี้ศาลจะยกขึ้นอ้างโดยลำพังซึ่งข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนก็ได้ เพื่อประโยชน์ในการพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีตามวรรคหนึ่ง ศาลอาจสืบพยานเกี่ยวกับข้ออ้างของโจทก์หรือพยานหลักฐานอื่นไปฝ่ายเดียวตามที่เห็นว่าจำเป็นก็ได้แต่ในคดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคล สิทธิในครอบครัวหรือคดีพิพาทเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ ให้ศาลสืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียว และศาลอาจเรียกพยานหลักฐานอื่นมาสืบได้เองตามที่เห็นว่าจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ในการกำหนดจำนวนเงินตามคำขอบังคับของโจทก์ ให้ศาลปฏิบัติดังนี้ (๑) ในกรณีที่โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงินจำนวนแน่นอนให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์ส่งพยานเอกสารตามที่ศาลเห็นว่าจำเป็นแทนการสืบพยาน (๒) ในกรณีที่โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงินอันไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ให้ศาลสืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียว และศาลอาจเรียกพยานหลักฐานอื่นมาสืบได้เองตามที่เห็นว่าจำเป็น ถ้าจำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การไม่มาศาลในวันสืบพยานตามมาตรานี้ มิให้ถือว่าจำเลยนั้นขาดนัดพิจารณา ถ้าโจทก์ไม่นำพยานหลักฐานมาสืบตามความในมาตรานี้ภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด ให้ถือว่าคดีของโจทก์ไม่มีมูล และให้ศาลยกฟ้องของโจทก์ อธิบาย -กรณีไม่เกี่ยวกับสิทธิในครอบครัว ได้แก่ผิดสัญญาหมั้น,ฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดูตามท้ายสัญญาที่ทำไว้,ฟ้องบังคับให้ชำระเงินตามบันทึกหลังทะเบียนหย่า,การแบ่งทรัพย์มรดก (แต่กรณีฟ้องหย่าและเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู,ค่าทดแทนหรือค่าเลี้ยงชีพ เป็นเรื่องสิทธิในครอบครัว) -กรณีไม่เป็นข้อพิพาทกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่การครอบครองภาระจำยอม,การอาศัยสิทธิเหนือพื้นดิน,สิทธิเก็บกิน,ภารติดพันในอสังหาริมทรัพย์ ,ฟ้องขับไล่ผู้เช่าผู้อาศัยโดยโต้เถียงการครอบครองไม่ได้โต้เถียงกรรมสิทธิ์,ฟ้องบังคับจำนอง,ฟ้องเรียกโฉนดคืนจากผู้ไม่มีอำนาจยึดถือ เป็นต้น -สังเกตคดีใน ๓ ประเภทที่จะต้องมีการสืบพยานหลักฐานไปฝ่ายเดียวให้ชัดเจนตาม ม.๑๙๘ ทวิวรรค ๒ ซึ่งแตกต่างกับ ม.๒๒๔ วรรค ๒ คดี ๓ ประเภทไม่อยู่ในบังคับต้องห้ามอุทธรณ์ ๑๙๘ ทวิ คือ (๑)สิทธิสภาพบุคคล(๒)สิทธิในครอบครัวและ(๓)ข้อพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ ส่วน ม.๒๒๔ คือ (๑)สิทธิสภาพบุคคล (๒)สิทธิในครอบครัวและ(๓)ไม่ใช่คดีไม่มีข้อพิพาท -ฎ.๑๕๑๓๙/๕๑ โจทก์บรรยายฟ้องโดยตั้งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาของโจทก์ว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันที่ บ. ขับและถูกจำเลยกระทำละเมิด โดยโจทก์ได้จ่ายค่าซ่อมรถยนต์ไปเป็นเงิน ๔๑,๕๒๖.๙๗ บาท พร้อมดอกเบี้ย จึงรับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยมาฟ้องไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยผู้ทำละเมิด เมื่อจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ป.วิ.พ. มาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคสาม กำหนดหลักเกณฑ์ให้ศาลปฏิบัติในการกำหนดจำนวนเงินตามคำขอบังคับของโจทก์ ดังนี้ (๑) ในกรณีที่โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงินจำนวนแน่นอน ให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์ส่งพยานเอกสารตามที่ศาลเห็นว่าจำเป็นแทนการสืบพยาน และ (๒) ในกรณีที่โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงินอันไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ให้ศาลสืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียว และศาลอาจเรียกพยานหลักฐานอื่นมาสืบได้เองตามที่เห็นว่าจำเป็น การที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน ๔๑,๕๒๖.๙๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยนั้น เป็นการอ้างเหตุว่าโจทก์รับช่วงสิทธิมาจากผู้เอาประกันภัยซึ่งถูกจำเลยกระทำละเมิด อันเป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องมาจากเรื่องละเมิดและเรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน คำขอบังคับของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่ไม่อาจกำหนดจำนวนเงินได้โดยแน่นอน ตามมาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคสาม (๒) ซึ่งบัญญัติให้ศาลสืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียว และศาลอาจเรียกพยานหลักฐานอื่นมาสืบได้เองตามที่เห็นว่าจำเป็น หาใช่เป็นกรณีที่โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงินจำนวนแน่นอนตามมาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคสาม (๑) ที่ให้อำนาจศาลมีคำสั่งให้โจทก์ส่งพยานเอกสารตามที่ศาลเห็นว่าจำเป็นแทนการสืบพยานไม่ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๔๘ ว่าเป็นกรณีโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เป็นเงินจำนวนแน่นอน อนุญาตให้โจทก์ส่งพยานเอกสารแทนการสืบพยาน จึงเป็นการไม่ชอบด้วยมาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคสาม (๒) เป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมในเรื่องพิจารณาคดีและการพิจารณาพยานหลักฐาน อันเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจที่จะยกขึ้นวินิจฉัยให้เพิกถอนคำพิพากษาและคำสั่งของศาลชั้นต้นได้ แม้โจทก์จะไม่ได้อุทธรณ์ในปัญหานี้ก็ตาม ทั้งนี้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗ ประกอบมาตรา ๒๔๓ (๒), ๒๔๗ -ตัวอย่างคำถามและแนวตอบ ตาม ม.๑๙๘ ทวิ วรรคหนึ่ง โจทก์ฟ้องว่าจำเลยขายสร้อยเพชรราคา ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ โจทก์ชำระราคาครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยผิดนัดไม่ส่งมอบสร้อยเพชรให้แก่โจทก์ตามกำหนด ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบสร้อยเพชรแก่โจทก์ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยจำเลยขาดนัดตามมาตรา ๑๙๘ วรรคหนึ่ง ศาลต้องพิจารณาคดีต่อไปตามมาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติห้ามมิให้ศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี เว้นแต่ศาลได้พิเคราะห์คำฟ้องของโจทก์แล้ว เห็นว่าฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย จึงจะพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีได้ ตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่า จำเลยทำสัญญาขายสร้อยเพชรแก่โจทก์ราคา ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท โจทก์ได้ชำระราคาแก่จำเลยครบถ้วนแล้ว อันเป็นการชำระหนี้ในส่วนของโจทก์แล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องส่งมอบสร้อยเพชรดังกล่าวแก่โจทก์ตามกำหนด อันเป็นการปฏิบัติการชำระหนี้ตอบแทนตามสัญญาต่างตอบแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๖๙ แต่จำเลยได้ผิดนัดไม่ส่งมอบสร้อยเพชรแก่โจทก์ จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้ว ถือว่าคดีของโจทก์มีมูล และเนื่องจากโจทก์ได้ชำระหนี้ในส่วนของโจทก์แล้ว จึงไม่ต้องห้ามที่จะโจทก์จะฟ้องคดีตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๕๖ วรรคสาม ถือว่าฟ้องของโจทก์ไม่ขัดต่อกฎหมาย กรณีนี้ไม่มีกฎหมายบังคับให้ศาลต้องสืบพยานฝ่ายเดียวก่อนพิพากษา และศาลไม่ได้ใช้ดุลพินิจสั่งให้โจทก์นำสืบพยานฝ่ายเดียวก่อนมีคำพิพากษา ดังนี้ ศาลย่อมมีคำพิพากษาให้จำเลยส่งมอบสร้อยเพชรแก่โจทก์ได้ทันที -ตัวอย่างคำถาม (พร้อมคำอธิบายสำหรับการจัดทำแนวทางการเขียนคำตอบ ตาม ม.๑๙๘ ทวิ,๑๙๘ ตรี) -ถาม โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำที่ดินของโจทก์ซึ่งโจทก์มีกรรมสิทธิ์โดยไม่สุจริต ขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนโรงเรือนออกไปจากที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การ ส่วนจำเลยที่ ๒ ยื่นคำให้การว่า จำเลยที่ ๒ ปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินที่จำเลยที่ ๒ มีกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลยที่ ๑ ไม่ได้สร้างรุกล้ำที่ดินของโจทก์ ขอให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ศาลชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีสำหรับจำเลยที่ ๑ โดยขาดนัด ศาลนัดสืบพยานโจทก์ ปรากฏว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาล ศาลชั้นต้นถือว่าคู่ความทั้งสองฝ่ายขาดนัดพิจารณา จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ ให้วินิจฉัยว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ -แนวการเขียนตอบ เมื่ออ่านคำถามแล้ว อย่าไปมุ่งหาธงคำตอบในทันที ต้องถามตัวเองก่อนว่า กรรมการต้องการให้ตอบเรื่องอะไรบ้าง เมื่อเข้าใจแนวคิดของกรรมการผู้ออกข้อสอบแล้ว จะทำให้ตอบได้ตรงใจกรรมการ ซึ่งจะมีผลต่อคะแนนเป็นอย่างมาก เพราะมีจำนวนมากทีเดียวที่ตอบถูกธงแต่สอบไม่ผ่าน -ในเรื่องนี้กรรมการเขาต้องการวัดความเข้าใจในการใช้กฎหมายเรื่องขาดนัดใหม่ ประเด็นก็คือ เมื่อจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การแล้ว จำเลยนั้นจะขาดนัดพิจารณาอีกได้หรือไม่ คำถามให้ข้อเท็จจริงมาชัดเจน มีจำเลย ๒ คน จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ ๒ ยื่นคำให้การแต่ขาดนัดพิจารณา นักศึกษาเห็นประเด็นตัวละครแล้วก็สามารถคาดเดาได้ว่า การให้คะแนนนั้นจะแบ่งเป็นประเด็นละ ๕ คะแนน เมื่อได้แนวคิดแล้วนักศึกษาควรแยกตอบแต่ละประเด็นโดยจับคู่เป็นคู่ๆ เพราะหลักกฎหมายสำหรับจำเลยแต่ละคนแตกต่างกัน -คู่แรก สำหรับโจทก์และจำเลยที่ ๑ ซึ่งขาดนัดยื่นคำให้การ คู่นี้ต้องนำบทบัญญัติในส่วนที่ ๑ ว่าด้วยการขาดนัดยื่นคำให้การมาใช้ ตามคำถามโจทก์อ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนที่จำเลยทั้งสองปลูกโรงเรือนรุกล้ำเข้ามา อันเป็นการรุกล้ำแดนกรรมสิทธิ์ของโจทก์ การพิพาทกันในเรื่องแดนกรรมสิทธิ์ถือว่าเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ แม้จำเลยที่ ๑ จะขาดนัดยื่นคำให้การศาลก็ต้องสืบพยานก่อนตัดสินตามมาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคสอง ถึงวันนัดโจทก์และจำเลยที่ ๑ ไม่มาศาลและไม่ได้รับอนุญาตให้เลื่อนคดี จะถือว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาไม่ได้ เป็นไปตามมาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคท้าย ส่วนจำเลยที่ ๑ ที่ไม่มาก็ไม่ถือว่าจำเลยที่ ๑ ขาดนัดพิจารณา เป็นไปตามมาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคสี่ จะนำบทบัญญัติเรื่องขาดนัดพิจารณามาใช้ไม่ได้เพราะมาตรา ๒๐๐ บัญญัติว่า ภายใต้บังคับมาตรา ๑๙๘ ทวิ และมาตรา ๑๙๘ ตรี ถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่มาศาลในวันสืบพยาน และไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดี ให้ถือว่าคู่ความฝ่ายนั้นขาดนัดพิจารณา หมายความว่า ถ้าเป็นกรณีที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การในคดีที่ศาลจะต้องสืบพยานไปฝ่ายเดียวก่อนตัดสินเพื่อให้เห็นมูลคดีของโจทก์ตามมาตรา ๑๙๘ ทวิ และมาตรา ๑๙๘ ตรี แล้วจำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การไม่มาศาลในวันสืบพยานจะไม่ถือว่าเป็นกรณีคู่ความขาดนัดพิจารณา กรณีที่โจทก์ไม่มาศาลเท่ากับโจทก์ไม่นำพยานหลักฐานมาสืบให้เห็นมูลคดีของโจทก์ มาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคท้าย ให้ถือว่าคดีของโจทก์ไม่มีมูล ให้ศาลยกฟ้องโจทก์ ส่วนกรณีที่จำเลยที่ ๑ ไม่มาศาล มาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคสี่ ไม่ให้ถือว่าจำเลยที่ ๑ ขาดนัดพิจารณา กรณีนี้ศาลจะสั่งจำหน่ายคดีไม่ได้ -คู่ที่ ๒ ระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๒ ที่ยื่นคำให้การแต่ขาดนัดพิจารณา คู่นี้เมื่อจำเลยที่ ๒ ยื่นคำให้การแล้ว คดีจะมีประเด็นข้อพิพาทอันเกิดจากคำฟ้องและคำให้การ การนัดสืบพยานสำหรับโจทก์และจำเลยที่ ๒ จะเป็นการสืบพยานตามประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี การนำสืบของโจทก์นั้น โจทก์จะต้องนำสืบให้เห็นมูลคดีตามที่โจทก์อ้างในฟ้อง และขณะเดียวกันก็ต้องนำสืบหักล้างข้ออ้างของจำเลยด้วย ไม่ใช่เป็นการสืบพยานฝ่ายเดียวเพื่อให้เห็นมูลคดีตามคำฟ้องอย่างกรณีสืบพยานฝ่ายเดียวในคดีที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ เพราะกรณีจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ จะไม่มีประเด็นที่จำเลยยกขึ้นแก้ฟ้องโจทก์เลย คงมีประเด็นตามคำฟ้องเท่านั้น การสืบพยานฝ่ายเดียวในคดีที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ จึงเป็นการสืบให้เห็นมูลคดีของโจทก์เท่านั้น ไม่ต้องสืบหักล้างข้ออ้างของอีกฝ่ายหนึ่ง เพราะจำเลยไม่ได้ให้การแก้ฟ้องเลย สำหรับจำเลยก็เหมือนกัน จำเลยต้องสืบพยานแก้คำฟ้องของโจทก์และสืบพยานสนับสนุนข้ออ้างตามที่ตนให้การด้วย ศาลจะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามบทกฎหมายในส่วนที่ ๒ ว่าด้วยการขาดนัดพิจารณา เมื่อโจทก์และจำเลยที่ ๒ ไม่มาศาลในวันสืบพยาน และไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดี ก็เป็นเรื่องที่คู่ความทั้งสองฝ่ายขาดนัดพิจารณา มาตรา ๒๐๑ บัญญัติให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความ -ดังนั้นธงคำตอบคือ กรณีโจทก์และจำเลยที่ ๑ ที่ขาดนัดยื่นคำให้การ การที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนโรงเรือนที่ปลูกรุกล้ำที่ดินที่โจทก์มีกรรมสิทธิ์ เป็นอ้างหลักเรื่องแดนกรรมสิทธิ์ การพิพาทกันในเรื่องแดนกรรมสิทธิ์ถือว่าเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ แม้จำเลยที่ ๑ จะขาดนัดยื่นคำให้การศาลก็ต้องสืบพยานก่อนตัดสินตามมาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคสอง เมื่อจำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การและโจทก์มีคำขอให้ศาลพิพากษาชี้ขาดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดตามมาตรา ๑๙๘ วรรคหนึ่งแล้ว ศาลจะต้องสืบพยานหลักฐานของโจทก์ไปฝ่ายเดียวตามมาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคสอง และในการสืบพยานดังกล่าว ถ้าจำเลยที่ ๑ ไม่มาศาลในวันนัดสืบพยาน มาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคสี่ มิให้ถือว่าจำเลยที่ ๑ ขาดนัดพิจารณา ส่วนโจทก์ถ้าไม่นำพยานหลักฐานมาสืบในวันนัดสืบพยาน มาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคห้า ให้ถือว่าคดีของโจทก์ไม่มีมูลและให้ศาลพิพากษายกฟ้องของโจทก์ ศาลจะถือว่าการที่โจทก์และจำเลยที่ ๑ ทราบวันนัดแล้วไม่มาศาลและไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดีเป็นการขาดนัดพิจารณาตามมาตรา ๒๐๐ ไม่ได้ ทั้งนี้เพราะบทบัญญัติเรื่องคู่ความขาดนัดพิจารณาตามมาตรา ๒๐๐ จะต้องอยู่ภายใต้บังคับมาตรา ๑๙๘ ทวิ ที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์และจำเลยที่ ๑ ขาดนัดพิจารณาและมีคำสั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย สำหรับโจทก์และจำเลยที่ ๒ ที่ยื่นคำให้การ ศาลต้องดำเนินกระบวนพิจารณาตามบทบัญญัติในหมวด ๒ ส่วนที่ ๒ ว่าด้วยการขาดพิจารณา เมื่อโจทก์และจำเลยที่ ๒ ไม่มาศาลในวันสืบพยาน และไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดี มาตรา ๒๐๐ ให้ถือว่าโจทก์และจำเลยที่ ๒ ขาดนัดพิจารณา ซึ่งตามมาตรา ๒๐๑ บัญญัติว่า ถ้าคู่ความทั้งสองฝ่ายขาดนัดพิจารณา ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ ดังนั้น ศาลจึงต้องมีคำสั่งจำหน่ายคดีระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๒ ออกเสียจากสารบบความเพราะเป็นกรณีที่คู่ความทั้งสองฝ่ายขาดนัดพิจารณา ที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์และจำเลยที่ ๒ ขาดนัดพิจารณาและมีคำสั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความนั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว -หมายเหตุ ถ้าสังเกตคำตอบนี้ จะเห็นได้ว่า เหตุผลในการตอบและหลักกฎหมายสามารถกล่าวไว้ด้วยกันได้ และการกล่าวถึงบทกฎหมายก็กล่าวเพียงเท่าที่จำเป็นตามที่คำถามให้ข้อเท็จจริงมาเท่านั้น ไม่ต้องเขียนกฎหมายทั้งมาตรา การตอบกฎหมายไม่จำเป็นต้องเขียนว่า มาตราใดบัญญัติไว้อย่างไร การเขียนบทกฎหมายแต่ละมาตราจะทำให้เสียเวลามาก และถ้าเขียนตัวบทได้แต่คำตอบไม่ได้ให้เหตุผลในการตอบตามบทกฎหมายที่เขียนไว้เลย ก็เท่ากับไม่มีเหตุผลในการตอบ กรรมการจะไม่ให้คะแนน การเขียนตัวบทได้แต่ตอบไม่มีเหตุผลจะไม่มีคะแนน หรืออย่างดีก็ได้ไม่เกิน ๑ หรือ ๒ คะแนนจึงต้องหมั่นฝึกการเขียนคำตอบด้วยจะช่วยได้มาก -เปรียบเทียบระหว่าง ม.๑๙๘ ทวิ วรรค ๑ กับ ม.๒๐๖ วรรค ๑ และใน ม.๑๙๘ ทวิ วรรค ๒,๓ นำไปใช้กับคดีขาดนัดพิจารณาตาม ม.๒๐๖ ด้วย *มาตรา ๑๙๘ ตรี ในคดีที่จำเลยบางคนขาดนัดยื่นคำให้การ ให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีโดยขาดนัดยื่นคำให้การระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การนั้นไปก่อนและดำเนินการพิจารณาคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ยื่นคำให้การต่อไปแต่ถ้ามูลความแห่งคดีนั้นเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ ให้ศาลรอการพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีโดยขาดนัดยื่นคำให้การไว้ก่อน เมื่อศาลดำเนินการพิจารณาสำหรับจำเลยที่ยื่นคำให้การเสร็จสิ้นแล้ว ก็ให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีไปตามรูปคดีสำหรับจำเลยทุกคน ในกรณีที่จำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การไม่มาศาลในวันสืบพยานของคู่ความอื่น มิให้ถือว่าจำเลยนั้นขาดนัดพิจารณา อธิบาย -การชำระหนี้ที่แบ่งแยกจากกันไม่ได้ ได้แก่กรรมสิทธิ์รวม ลูกหนี้ร่วม ลูกหนี้ชั้นต้นกับผู้ค้ำประกัน ผู้เอาประกันประผู้รับประกันภัยค้ำจุน เป็นต้น -ตัวอย่างคำถาม โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ ผู้กู้และจำเลยที่ ๒ ผู้ค้ำประกันให้ร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาทพร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ ๑ ให้การต่อสู้คดีว่าจำเลยที่ ๑ ไม่เคยกู้ยืมเงินโจทก์ สัญญากู้เป็นเอกสารปลอม ขอให้ยกฟ้อง ส่วนจำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ยื่นคำขอต่อศาลให้มีคำพิพากษาชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ามูลความแห่งคดีที่โจทก์ฟ้องเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ ให้รอการพิพากษาไว้ก่อน เมื่อศาลดำเนินการพิจารณาคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เสร็จสิ้นแล้ว จะได้มีคำพิพากษาต่อไป ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์ คู่ความทราบนัดโดยชอบแล้วในวันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ ๑ มาศาล ส่วนโจทก์และจำเลยที่ ๒ ไม่มีผู้ใดมา จำเลยที่ ๑ แถลงต่อศาลขอให้ศาลดำเนินการพิจารณาคดีต่อไปโดยจำเลยที่ ๑ ไม่ติดใจสืบพยาน ศาลชั้นต้นเห็นว่า เมื่อโจทก์และจำเลยที่ ๒ ขาดนัดพิจารณาและจำเลยที่ ๑ ไม่ประสงค์จะสืบพยาน จึงให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ จำเลยทั้งสองต่างยื่นอุทธรณ์ว่า ศาลชั้นต้นชอบที่จะพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสอง การที่ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้วินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ฟังขึ้นหรือไม่ ธงคำตอบ (ข้อสอบเนฯ ข้อ ๔ สมัย ๖๐) กรณีระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑ เมื่อโจทก์ไม่มาศาลในวันสืบพยานและไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดี ให้ถือว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๐ วรรคหนึ่ง แต่จำเลยที่ ๑ ได้แจ้งต่อศาลในวันสืบพยานขอให้ดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป ศาลชั้นต้นต้องพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีส่วนของจำเลยที่ ๑ ไปฝ่ายเดียวตามมาตรา ๒๐๒ เมื่อจำเลยที่ ๑ แถลงไม่ติดใจสืบพยาน ศาลชั้นต้นต้องวินิจฉัยคดีไปตามภาระการพิสูจน์ เมื่อโจทก์มีภาระการพิสูจน์ แต่โจทก์ไม่มีพยานมาสืบในประเด็นข้อพิพาท จึงต้องเป็นฝ่ายแพ้คดี (คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๑๘๑/๓๕, ๑๔๑๑/๔๑) ศาลชั้นต้นชอบที่จะพิพากษายกฟ้องโจทก์ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความจึงไม่ชอบ อุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ ฟังขึ้น กรณีระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๒ การที่จำเลยที่ ๒ ซึ่งขาดนัดยื่นคำให้การ ไม่มาศาลในวันสืบพยานระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๒ ไม่ถือว่าจำเลยที่ ๒ ขาดนัดพิจารณาตามมาตรา ๑๙๘ ตรี วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นถือว่าจำเลยที่ ๒ ขาดนัดพิจารณา จึงไม่ชอบ เมื่อโจทก์ขาดนัดพิจารณาและจำเลยที่ ๑ แถลงขอให้ศาลดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป โดยจำเลยที่ ๑ ไม่ติดใจสืบพยาน ศาลชั้นต้นต้องวินิจฉัยคดีระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑ ไปตามภาระการพิสูจน์ และต้องพิพากษายกฟ้องเพราะโจทก์ไม่ได้นำสืบให้ได้ความตามที่ฟ้อง และศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจพิพากษายกฟ้องตลอดไปถึงจำเลยที่ ๒ ได้ด้วย เพราะมูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้อุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ ฟังขึ้น -ตัวอย่างคำถาม โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระเงินตามสัญญากู้ยืมเงิน ๓ ฉบับ ฉบับละ ๒๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด ศาลมีคำสั่งให้นัดสืบพยานโจทก์ ในวันนัดสืบพยานโจทก์มาศาล ส่วนจำเลยทราบนัดแล้วไม่มาศาล ศาลมีคำสั่งให้โจทก์ส่งเอกสารแทนการสืบพยาน โจทก์ส่งสัญญากู้ยืมเงินจำนวน ๓ ฉบับ ต่อศาล ศาลหมาย จ.๑ ถึง จ.๓ แล้วศาลพิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามสัญญากู้ยืมเงินหมาย จ.๑ และ จ.๒ จำนวน ๔๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย แต่สำหรับสัญญากู้ยืมเงินหมาย จ.๓ นั้น เห็นว่า โจทก์ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ จึงยกคำขอส่วนนี้ โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยไม่ได้ให้การปฏิเสธว่าไม่ได้กู้ยืมเงินโจทก์ และไม่ได้นำสืบพยานหักล้างว่าสัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์อ้างส่งศาลเป็นสัญญาปลอมหรือไม่ถูกต้อง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์ตามสัญญากู้ยืมเงินหมาย จ.๓ การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้จึงไม่ชอบ ให้วินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นหรือไม่ ธงคำตอบ เมื่อจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและโจทก์มีคำขอให้ศาลพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดตามมาตรา ๑๙๘ วรรคหนึ่ง แล้ว มาตรา ๑๙๘ วรรคสอง บัญญัติให้ศาลพิจารณาคดีต่อไปตามมาตรา ๑๙๘ ทวิ ซึ่งมาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การมิได้ เว้นแต่ศาลเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ในการนี้ศาลจะยกขึ้นอ้างโดยลำพังซึ่งข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนก็ได้ ส่วนในวรรคสองบัญญัติว่า เพื่อประโยชน์ในการพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีตามวรรคหนึ่ง ศาลอาจสืบพยานเกี่ยวกับข้ออ้างของโจทก์หรือพยานหลักฐานอื่นไปฝ่ายเดียวตามที่เห็นว่าจำเป็นก็ได้ และในวรรคสามบัญญัติว่า ในกรณีที่โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงินจำนวนแน่นอนให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์ส่งพยานเอกสารตามที่ศาลเห็นว่าจำเป็นแทนการสืบพยาน ตามปัญหา ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจสั่งให้โจทก์สืบพยานไปฝ่ายเดียวก่อนพิพากษา เป็นการสืบพยานเกี่ยวกับข้ออ้างของโจทก์ตามที่เห็นว่าจำเป็น และเนื่องจากคำฟ้องของโจทก์เป็นกรณีที่โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงินจำนวนแน่นอน ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจที่จะสั่งให้งดสืบพยานบุคคลโดยให้โจทก์ส่งพยานเอกสารตามที่เห็นว่าจำเป็นแทนการสืบพยานบุคคลก็ได้ แต่ตามบทบัญญัติดังกล่าวมิได้มีข้อความบังคับศาลว่าจะต้องพิพากษาไปตามคำขอของโจทก์ทุกประการ เพราะศาลชั้นต้นยังต้องพิจารณาว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมายหรือไม่ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคแรก ด้วย การที่มาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคสาม (๑) กำหนดให้ศาลชั้นต้นมีอำนาจงดสืบพยานและให้ส่งพยานเอกสารแทนนั้นเป็นเพียงเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการพิจารณาคดีเท่านั้น เพราะแม้ว่าศาลชั้นต้นจะสั่งให้สืบพยานต่อไปฝ่ายเดียว ศาลชั้นต้นก็อาจพิพากษาให้ไม่เต็มตามคำขอของโจทก์ก็ได้ หากพยานเอกสารไม่เพียงพอหรือมีกฎหมายบัญญัติห้ามมิให้รับฟังพยานเอกสารนั้น ซึ่งถือได้ว่าฟ้องโจทก์ไม่มีมูลในส่วนที่ไม่มีพยานหลักฐานมาแสดง หรือถือว่าฟ้องโจทก์ขัดต่อกฎหมายในส่วนที่มีกฎหมายบัญญัติห้ามมิให้รับฟังพยานเอกสารนั้น ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว เห็นว่า สัญญากู้ยืมเงินหมาย จ.๓ เป็นตราสารที่ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ ตามประมวลรัษฎากรบัญญัติห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่ง เท่ากับว่าการกู้ยืมเงินตามสัญญากู้ยืมเงินหมาย จ.๓ นั้น โจทก์ไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือมาแสดง จึงต้องห้ามมิให้ฟ้องร้องบังคับคดีตาม ป.พ.พ. มาตรา ๖๕๓ วรรคหนึ่ง ฟ้องโจทก์ในส่วนนี้แม้จะมีมูลแต่ก็เป็นฟ้องที่ขัดต่อกฎหมาย ปัญหาว่าสัญญากู้ยืมเงินหมาย จ.๓ เป็นตราสารที่ไม่ได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้หรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจหยิบยกขึ้นอ้างได้เอง และพิพากษาให้ยกคำขอดังกล่าวเสียได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น **มาตรา ๑๙๙ ถ้าจำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การมาศาลก่อนศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดีและแจ้งต่อศาลในโอกาสแรกว่าตนประสงค์จะต่อสู้คดี เมื่อศาลเห็นว่าการขาดนัดยื่นคำให้การนั้นมิได้เป็นไปโดยจงใจหรือมีเหตุอันสมควร ให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การภายในกำหนดเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรและดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่เวลาที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ในกรณีตามวรรคหนึ่ง ถ้าจำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การมิได้แจ้งต่อศาลก็ดี หรือศาลเห็นว่าการขาดนัดยื่นคำให้การนั้นเป็นไปโดยจงใจหรือไม่มีเหตุอันสมควรก็ดี ให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ในกรณีเช่นนี้ จำเลยอาจถามค้านพยานโจทก์ที่อยู่ระหว่างการสืบได้ แต่จะนำสืบพยานหลักฐานของตนไม่ได้ ในกรณีที่จำเลยมิได้ยื่นคำให้การภายในกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง หรือศาลไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การตามวรรคสอง หรือศาลเคยมีคำสั่งให้พิจารณาคดีใหม่ ตามคำขอของจำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การตามมาตรา ๑๙๙ ตรี มาก่อน จำเลยนั้นจะขอยื่นคำให้การตามมาตรานี้อีกหรือจะร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ไม่ได้ อธิบาย -มาตรานี้เป็นเรื่องขอให้ให้พิจารณาใหม่เพราะขาดนัดยื่นคำให้การก่อนศาลมีคำพิพากษา -ฎ.๓๐๔๐/๕๒ ป.วิ.พ. มาตรา ๑๙๙ วรรคสอง เป็นบทบัญญัติให้สิทธิแก่จำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การที่จะถามค้านพยานโจทก์ที่อยู่ในระหว่างสืบพยานได้ โดยจำเลยจะใช้สิทธิหรือไม่ก็ได้ ปรากฏว่าในวันนัดสืบพยานโจทก์นัดแรก โจทก์นำพยานเข้าสืบ ๑ ปาก ไม่ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาว่าจำเลยซึ่งมาศาลขอใช้สิทธิถามค้าน กระทั่งในวันสืบพยานโจทก์ปากสุดท้าย จำเลยมาศาล แต่ไม่ใช้สิทธิถามค้าน เพราะในบันทึกคำพยานโจทก์ดังกล่าว มีข้อความว่า "ตอบจำเลยถามค้าน (ไม่ถาม)" ทั้งเมื่อศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาว่า หมดพยานโจทก์และนัดฟังคำพิพากษา จำเลยก็ไม่โต้แย้งกลับลงชื่อรับทราบ ถือว่าจำเลยไม่ใช้สิทธิถามค้านแล้ว จึงเอาเหตุที่มิได้ถามค้านดังกล่าวมาเป็นข้ออ้างในภายหลังว่า เป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบเพื่อให้ศาลยกเลิกกระบวนพิจารณานั้นไม่ได้ -ฎ.๙๖๗/๔๓ จำเลยบวชพระอยู่ห่างจากบ้านประมาณ ๑ กม.ที่บ้านมีภรรยา และลูกๆอาศัยอยู่เมื่อ จนท.ส่งหมายก็ไม่ยอมรับหมายจนกระทั่งต้องปิดหมาย การที่จำเลยไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ย่อมเป็นไปโดยจงใจ จึงไม่มีเหตุให้พิจารณาคดีใหม่และรับคำให้การจำเลย -สังเกตข้อแตกต่าง ศาลไม่อนุญาตให้ยื่นคำให้การตาม ม.๑๙๙ วรรคหนึ่ง เท่ากับเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตาม ม. ๒๒๖ (คำขออนุญาตยื่นคำให้การไม่ใช่คำคู่ความเพราะไม่ได้ตั้งประเด็น ส่วนการที่ศาลสั่งไม่รับคำให้การ เป็นการไม่รับคำคู่ความตาม ม.๑๘ อุทธรณ์ได้ทันทีตาม ม.๒๒๗ (เป็นการไม่รับเนื้อคำให้การที่ตั้งประเด็น) -ฎ.๖๕๕๗/๓๙ โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระเงินกู้ ๕๐,๐๐๐ บาทพร้อมดอกเบี้ย จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ มีการพิจารณาคดีฝ่ายเดียว ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการที่ศาลอุทธรณ์ฟังว่าสัญญากู้ยืมปลอมนั้นเพราะจำเลยนำเอกสารสัญญากู้มาถามค้านแล้วโจทก์ไม่ตอบ(โจทก์ไม่ยอมรับ) เป็นกรณีที่จำเลยนำพยานเอกสารของตนมาสืบในระหว่างการพิจารณาฝ่ายเดียวซึ่งต้องห้ามตาม ม.๑๙๙ วรรคสองตอนท้าย ศาลฎีกากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้โจทก์ชนะคดีตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น (แตกต่างกับบางฎีกาที่จำเลยสามารถนำเอกสารมาประกอบการถามค้านของตนได้ หากโจทก์ยอมรับก็สามารถฟังประกอบการถามค้านได้ ข้อเท็จจริงจะแตกต่างกัน) -ตัวอย่างคำถาม โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินราคา ๕๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว ถึงวันนัดสืบพยาน โจทก์และจำเลยมาศาล ระหว่างการสืบพยาน จำเลยมิได้แถลงข้อความใดต่อศาลนอกจากยอมรับข้อเท็จจริงตามที่ศาลสอบถาม เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จ ศาลชั้นต้นให้นัดฟังคำพิพากษาในวันรุ่งขึ้นในวันนัดฟังคำพิพากษา จำเลยมาศาลและยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การอ้างว่าไม่ได้จงใจขาดนัด เพราะจำเลยเพิ่งทราบเรื่องการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องเมื่อพ้นกำหนดเวลายื่นคำให้การแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง แล้วพิพากษาให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแก่โจทก์ตามฟ้องให้วินิจฉัยว่า (ก) คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การของจำเลยชอบหรือไม่ (ข) หากจำเลยมิได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา จำเลยจะมีคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้หรือไม่ ธงคำตอบ (ข้อสอบเนฯ ข้อ ๔ สมัย ๕๗) (ก) จำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การมีสิทธิขออนุญาตยื่นคำให้การได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๙ วรรคหนึ่ง โดยจำเลยนั้นต้องมาศาลก่อนศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดี และต้องแจ้งต่อศาลในโอกาสแรกว่าตนประสงค์จะต่อสู้คดี การที่จำเลยมาศาลโดยไม่แถลงข้อความใดต่อศาล นอกจากแถลงยอมรับข้อเท็จจริงตามที่ศาลสอบถามจนกระทั่งศาลดำเนินการสืบพยานโจทก์ไปจนเสร็จและนัดฟังคำพิพากษาเช่นนี้ ถือว่าจำเลยไม่ได้แจ้งต่อศาลในโอกาสแรกว่าตนประสงค์จะต่อสู้คดี ครั้นถึงวันนัดฟังคำพิพากษาจำเลยจึงมายื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การ เป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวและล่วงเลยขั้นตอนที่จำเลยจะขออนุญาตยื่นคำให้การของจำเลยแล้ว ศาลชอบที่จะยกคำร้องของจำเลย การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การของจำเลยจึงชอบแล้ว (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๓๕/๒๑) (ข) จำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การ แม้มาศาล แต่มิได้แจ้งต่อศาลในโอกาสแรกว่าตนประสงค์จะต่อสู้คดี ถือว่าเป็น กรณีที่ศาลไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การตามมาตรา ๑๙๙ วรรคสอง แม้ต่อมาหากศาลพิพากษาให้จำเลยนี้แพ้คดีและจำเลยมิได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา จำเลยก็จะมีคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ไม่ได้ เพราะคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยนั้นต้องห้ามตามมาตรา ๑๙๙ ตรี (๒) ประกอบมาตรา ๑๙๙ วรรคสาม -ตัวอย่างคำถาม โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว ถึงวันนัดสืบพยาน จำเลยมาศาลและแจ้งต่อศาลว่าจำเลยประสงค์จะต่อสู้คดีขออนุญาตยื่นคำให้การโดยอ้างว่าไม่ได้จงใจขาดนัด ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า การขาดนัดยื่นคำให้การของจำเลยเป็นไปโดยจงใจและไม่มีเหตุอันสมควร จึงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การและดำเนินการสืบพยานโจทก์ต่อไป ก) ระหว่างการสืบพยานโจทก์ จำเลยนำเอกสารฉบับหนึ่งที่มีข้อความว่า โจทก์ได้ให้อภัยในการกระทำอันเป็นเหตุฟ้องหย่าแล้วให้ตัวโจทก์ซึ่งอ้างตนเองเป็นพยานดูประกอบการถามค้าน โจทก์รับว่าได้ทำเอกสารฉบับนี้จริง จำเลยขออ้างส่งเอกสารฉบับนี้ต่อศาล ดังนี้ ศาลจะรับเอกสารฉบับนี้มาประกอบการวินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์ได้หรือไม่ ข) ต่อมาหากศาลพิพากษาให้จำเลยแพ้คดี และจำเลยมิได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษานั้น จำเลยจะมีคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้หรือไม่ ธงคำตอบ (ข้อสอบเนฯ ข้อ ๔ สมัย ๕๕) ก) การที่จำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การมาศาลก่อนศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดีและขออนุญาตยื่นคำให้การตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๙ วรรคหนึ่ง นั้น หากศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าการขาดนัดยื่นคำให้การนั้นเป็นไปโดยจงใจและไม่มีเหตุอันสมควร และมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การแล้ว มาตรา ๑๙๙ วรรคสอง บัญญัติให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ในกรณีเช่นนี้จำเลยมีสิทธิถามค้านพยานโจทก์ที่อยู่ระหว่างการสืบได้ แต่ไม่มีสิทธินำพยานหลักฐานของตนเข้าสืบไม่ว่าพยานบุคคลหรือพยานเอกสาร การที่จำเลยนำเอกสารมาใช้ถามค้านตัวโจทก์ซึ่งอ้างตนเองเป็นพยาน และโจทก์รับว่าได้ทำเอกสารฉบับนี้ขึ้นจริง จำเลยย่อมมีสิทธิส่งเอกสารฉบับนี้ต่อศาลได้ เพราะเป็นเอกสารประกอบการถามค้าน หาใช่กรณีที่จำเลยนำพยานหลักฐานของตนเข้าสืบอันเป็นการฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายข้างต้นไม่ ดังนั้น ศาลชั้นต้นจึงรับเอกสารฉบับนี้มาประกอบการวินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์ได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๑๒/๐๑ และ ๙๖๗๖/๓๙) ข) การที่ศาลไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การตามมาตรา ๑๙๙ วรรคสอง ต่อมาหากศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยแพ้คดีโดยขาดนัดยื่นคำให้การ แม้จำเลยจะมิได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษานั้นก็ตาม จำเลยก็จะมีคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ไม่ได้เพราะต้องห้ามตามมาตรา ๑๙๙ ตรี (๒) ประกอบมาตรา ๑๙๙ วรรคสาม -สรุปห้ามขอให้พิจารณาใหม่ตาม ม.๑๙๙ คือ ๑)ได้รับอนุญาตแล้วยังขาดนัดยื่นคำให้การอีกครั้ง ๒)ขาดนัดโดยจงใจ,มิได้แจ้งต่อศาลในโอกาสแรก,ไม่มีเหตุอันสมควร ๓)เคยได้รับอนุญาตให้พิจารณามาแล้ว มาตรา ๑๙๙ ทวิ เมื่อศาลพิพากษาให้จำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การแพ้คดี ศาลอาจกำหนดการอย่างใด ตามที่เห็นสมควรเพื่อส่งคำบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งให้แก่จำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การ โดยวิธีส่งหมายธรรมดาหรือโดยวิธีอื่นแทน หรือศาลจะให้เลื่อนการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งเช่นว่านั้นไปภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควรก็ได้ การบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งแก่จำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การนั้นให้บังคับตามมาตรา ๒๗๓ มาตรา ๒๙๒ และมาตรา ๓๑๗ **มาตรา ๑๙๙ ตรี จำเลยซึ่งศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้แพ้คดีโดยขาดนัดยื่นคำให้การถ้ามิได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น จำเลยนั้นอาจมีคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้เว้นแต่ (๑) ศาลเคยมีคำสั่งให้พิจารณาคดีนั้นใหม่มาครั้งหนึ่งแล้ว (๒) คำขอให้พิจารณาคดีใหม่นั้นต้องห้ามตามกฎหมาย อธิบาย -ม.๑๙๙ ตรี เป็นการขอให้พิจารณาใหม่หลังคำพิพากษา -ฎ.๗๑๓๗/๔๑ คดีไต่สวนอย่างคดีไม่มีข้อพิพาทในเรื่องครอบครองปรปักษ์ ไม่ได้มีการแพ้คดีโดยการขาดนัดยื่นคำให้การตาม ม.๑๙๙ ตรี ไม่มีสิทธิร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ -ตาม ม.๒๐๗ นำมาตรานี้ไปใช้บังคับกับการขาดนัดพิจารณาด้วย -ดูตัวอย่างคำถาม ข้อ (ข) ในมาตรา ๑๙๙ ประกอบด้วย *มาตรา ๑๙๙ จัตวา คำขอให้พิจารณาคดีใหม่นั้น ให้ยื่นต่อศาลภายในสิบห้าวันนับจากวันที่ได้ส่งคำบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งให้แก่จำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การ แต่ถ้าศาลได้กำหนดการอย่างใด ๆ เพื่อส่งคำบังคับเช่นว่านี้โดยวิธีส่งหมายธรรมดาหรือโดยวิธีอื่นแทนจะต้องได้มีการปฏิบัติตามข้อกำหนดนั้นแล้ว ในกรณีที่จำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การไม่สามารถยื่นคำขอภายในระยะเวลาที่กำหนดโดยพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ จำเลยนั้นอาจยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่พฤติการณ์นั้นได้สิ้นสุดลง แต่กรณีจะเป็นอย่างไรก็ตามห้ามมิให้ยื่นคำขอเช่นว่านี้เมื่อพ้นกำหนดหกเดือนนับแต่วันที่ได้ยึดทรัพย์หรือได้มีการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยวิธีอื่น คำขอตามวรรคหนึ่งให้กล่าวโดยชัดแจ้งซึ่งเหตุที่จำเลยได้ขาดนัดยื่นคำให้การและข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลที่แสดงให้เห็นว่าหากศาลได้พิจารณาคดีนั้นใหม่ตนอาจเป็นฝ่ายชนะ และในกรณีที่ยื่นคำขอล่าช้า ให้แสดงเหตุแห่งการที่ล่าช้านั้นด้วย อธิบาย -มาตรา ๑๙๙ จัตวาเป็นเรื่องหลักเกณฑ์การขอให้พิจารณาคดีใหม่ต่อเนื่องจาก ม.๑๙๙ ตรี -ฎ.๖๑๑๔/๓๘ จะอุทธรณ์หรือฎีกาให้ศาลสูงสั่งให้ศาลล่างมีการพิจารณาคดีใหม่ ไม่ได้ -ฎ.๒๔๓๓/๒๓ ระยะเวลา ๑๕ วันหรือ ๖ เดือนแล้วแต่กรณีนั้น เริ่มนับได้ต่อเมื่อได้ส่งคำบังคับแล้วโดยชอบเท่านั้น และใช้บังคับเฉพาะจำเลยผู้ถูกยึดทรัพย์หรือถูกบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งเท่านั้น -ตัวอย่างคำถาม โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ในการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องศาลมีคำสั่งให้ส่งโดยวิธีประกาศทางหนังสือพิมพ์ เพราะโจทก์กับพนักงานเดินหมายสมคบกันหลอกลวงศาลโดยทำรายงานว่าจำเลยไม่มีภูมิลำเนาตามฟ้อง จนศาลหลงเชื่อได้ประกาศโฆษณาทางหนังสือพิมพ์ ซึ่งความจริงแล้วจำเลยที่ ๑ มีภูมิลำเนาอยู่ที่เดิมซึ่งโจทก์ทราบดีทำให้จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ และศาลพิพากษาให้เพิกถอนการโอนที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสอง หลังจากนั้น ๗ เดือน โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนในโฉนดที่ดินแล้ว จำเลยเพิ่งทราบว่าถูกฟ้องเมื่อกลับจากต่างประเทศ จึงขอให้พิจารณาคดีใหม่ใน ๑๐ วัน ศาลยกคำร้องอ้างว่ายื่นเกิน ๖ เดือน นับแต่มีการบังคับคดีโดยวิธีอื่น ให้วินิจฉัยว่า คำสั่งของศาลชอบหรือไม่ ธงคำตอบ (ข้อสอบเนฯ สมัย ๓๕) มาตรา ๑๙๙ จัตวา บัญญัติว่า คำขอให้พิจารณาคดีใหม่ให้ยื่นต่อศาลภายใน ๑๕ วัน นับจากวันที่ได้ส่งคำบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งให้แก่จำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การ... ในกรณีที่จำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การไม่สามารถยื่นคำขอภายในระยะเวลาที่กำหนดโดยพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ จำเลยนั้นอาจยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ภายในกำหนด ๑๕ วัน นับแต่วันที่พฤติการณ์นั้นได้สิ้นสุดลง แต่กรณีจะเป็นอย่างไรก็ตาม ห้ามมิให้ยื่นคำขอเช่นว่านี้เมื่อพ้นกำหนด ๖ เดือน นับแต่วันที่ได้ยึดทรัพย์หรือได้มีการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยวิธีอื่น การขอพิจารณาคดีใหม่ไม่ว่าในกรณีปกติหรือในกรณีที่มีพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ระยะเวลาในการขอให้พิจารณาคดีใหม่ภายใน ๑๕ วัน หรือภายใน ๖ เดือน แล้วแต่กรณี นั้น จะเริ่มบังคับต่อเมื่อได้มีการส่งคำบังคับโดยชอบแล้ว หากไม่มีการส่งคำบังคับโดยชอบแล้วจำเลยจะยื่นคำขอพิจารณาใหม่เมื่อใดก็ได้ไม่อยู่ในบังคับของมาตรา ๑๙๙ จัตวา ตามปัญหาจำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่อ้างว่า โจทก์กับพนักงานเดินหมายสมคบกันหลอกลวงศาลโดยรายงานว่าจำเลยไม่มีภูมิลำเนาตามฟ้อง จนศาลหลงเชื่อได้ประกาศโฆษณาทางหนังสือพิมพ์ ซึ่งความจริงแล้วจำเลยที่ ๑ มีภูมิลำเนาอยู่ที่เดิมซึ่งโจทก์ทราบดี ถ้าหากเป็นความจริงดังที่จำเลยอ้าง การส่งคำบังคับให้จำเลยย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ระยะเวลาในการขอให้พิจารณาคดีใหม่ภายใน ๑๕ วัน หรือภายใน ๖ เดือน แล้วแต่กรณีจึงยังไม่เริ่มนับ คำขอของพิจารณาคดีใหม่ของจำเลยจึงไม่ต้องห้ามในเรื่องกำหนดเวลา ที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องโดยเห็นว่าจำเลยยื่นคำร้องเกิน ๖ เดือน จึงไม่ชอบ ( อ้างคำพิพากษาฎีกาที่ ๒๔๓๓/๒๕๒๓ ) -ตัวอย่างคำถาม โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ ให้รับผิดตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี ให้จำเลยที่ ๒ รับผิดในฐานะผู้ค้ำประกัน จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสองแพ้คดี โดยมีการส่งคำบังคับให้แก่จำเลยทั้งสองโดยปิดประกาศหน้าศาลเมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๓๗ การส่งคำบังคับจะมีผลต่อเมื่อกำหนดเวลา ๑๕ วัน ได้ล่วงพ้น ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๗ ต่อมาวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๓๗ โจทก์ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๓๗ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์จำเลยที่ ๑ ต่อมาวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๓๗ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ต่างยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ โดยบรรยายรายละเอียดชัดแจ้งซึ่งเหตุที่ได้ขาดนัด ข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลและเหตุแห่งการยื่นคำขอล่าช้ามาด้วย ให้วินิจฉัยว่า ศาลจะรับคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยทั้งสองได้หรือไม่ ธงคำตอบ (ข้อสอบเนฯ สมัย ๔๗) คำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นจำเลยที่ถูกยึดทรัพย์นั้นเป็นการยื่นเกินกำหนด ๖ เดือน นับวันที่มีการยึดทรัพย์ของจำเลยที่ ๑ คำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยที่ ๑ จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๙๙ จัตวา ( อ้างคำพิพากษาฎีกาที่ ๒๑๕๒/๒๕๓๖ ) สำหรับคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยที่ ๒ นั้น บทบัญญัติที่ห้ามมิให้ยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่เมื่อพ้นกำหนด ๖ เดือน นับแต่วันยึดทรัพย์ตามความในตอนท้ายของมาตรา ๑๙๙ จัตวา วรรคหนึ่ง นั้น หมายถึงเฉพาะจำเลยผู้ที่ถูกยึดทรัพย์หรือถูกบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยวิธีอื่นเท่านั้น ข้อกำหนด ๖ เดือน จึงไม่ผูกพันจำเลยที่ ๒ ซึ่งยังไม่ได้ถูกบังคับคดีด้วย จำเลยที่ ๒ จึงมีสิทธิขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ ดังนี้ ศาลจะต้องมีคำสั่งให้ยกคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยที่ ๑ เพราะยื่นเกินกำหนดเวลา และมีคำสั่งให้รับคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยที่ ๒ ไว้พิจารณาต่อไป -ตัวอย่างคำถาม (ข้อสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา) โจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ชำระหนี้ตามสัญญาจ้างทำของจำนวน ๔๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ตามฟ้อง โดยศาลชั้นต้นออกคำบังคับกำหนดให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ภายใน ๓๐ วัน ซึ่งสามารถส่งคำบังคับให้แก่จำเลยทั้งสองโดยวิธีปิดหมาย ณ ที่อยู่ตามทะเบียนราษฎร์เมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๔๘ ต่อมาวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยที่ ๒ บรรยายคำร้องไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามกฎหมาย จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ต่อมาวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ต่างยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่โดยบรรยายคำร้องมาครบถ้วนตามกฎหมาย จำเลยที่ ๑ อ้างเหตุที่เพิ่งยื่นคำร้องล่าช้าเพราะจำเลยที่ ๑ ได้ไปพักอาศัยอยู่ที่อื่น เพิ่งไปพบคำบังคับที่หน้าบ้านเมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ จึงมายื่นคำร้องในวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ ส่วนจำเลยที่ ๒ อ้างว่า จำเลยที่ ๒ ขอคัดสำเนาสำนวนคดีจากศาลและเพิ่งได้รับสำเนาสำนวนคดีดังกล่าวจากเจ้าพนักงานศาลเมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ ทำให้ไม่สามารถตรวจดูสำนวนคดีและคำพิพากษาของศาลได้ก่อนนั้น ให้วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นจะรับคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ของจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ไว้พิจารณาได้หรือไม่ และจะต้องสั่งคำร้องดังกล่าวอย่างไร ธงคำตอบ สำหรับจำเลยที่ ๑ ศาลส่งคำบังคับโดยวิธีปิดหมายไว้ที่บ้านของจำเลยที่ ๑ ตามสำเนาทะเบียนบ้านเมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๔๘ การส่งคำบังคับมีผลเมื่อกำหนดเวลา ๑๕ วันนับแต่เวลาที่ปิดคำบังคับได้ล่วงพ้นไป ซึ่งจะครบกำหนดเวลา ๑๕ วัน นับแต่ส่งคำบังคับในวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ จำเลยจำเลยที่ ๑ มายื่นคำร้องในวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ เกินกำหนดเวลาตามที่มาตรา ๑๙๙ จัตวา วรรคหนึ่งบัญญัติไว้ จำเลยที่ ๑ จะนำระยะเวลาที่จะต้องปฏิบัติตามคำบังคับอีก ๓๐ วัน มารวมกับระยะเวลา ๑๕ วัน นับแต่วันปิดคำบังคับตามมาตรา ๗๙ ไม่ได้ ( คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๑๒/๒๕๓๖) ส่วนที่จำเลยที่ ๑ อ้างว่าจำเลยที่ ๑ ไปพักอาศัยอยู่ที่อื่นเพิ่งพบคำบังคับที่หน้าบ้านนั้นไม่ใช่พฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ อันจะทำให้จำเลยที่ ๑ สามารถยื่นคำร้องได้ภายในกำหนด ๑๕ วัน นับแต่วันที่พฤติการณ์นั้นได้สิ้นสุดลง เหตุที่ไม่ใช่พฤติการณ์นอกเหนือที่ไม่อาจบังคับได้ก็เพราะจำเลยที่ ๑ ไม่ได้บรรยายให้เห็นว่า พฤติการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อใดและสิ้นสุดลงเมื่อใด เพราะฉะนั้นการที่อ้างว่าจำเลยที่ ๑ เพิ่งมาพบคำบังคับวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ จึงไม่ถือว่าเป็นพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ ( คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๔๐/๒๕๔๕ ) จำเลยที่ ๑ ต้องยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ภายใน ๑๕ วัน นับแต่มีการส่งคำบังคับตามมาตรา ๑๙๙ จัตวา วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยที่ ๑ เพิ่งยื่นคำขอในวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ จึงล่วงพ้นกำหนดเวลาตามกฎหมายแล้ว ศาลชั้นต้นไม่อาจรับคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยที่ ๑ ไว้พิจารณาได้ ต้องสั่งยกคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ของจำเลยที่ ๑ สำหรับจำเลยที่ ๒ ครบกำหนดที่จะต้องยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ในวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ จำเลยที่ ๒ ได้ไปคัดถ่ายสำเนาสำนวนคดีนี้จากศาล แต่เจ้าพนักงานศาลล่าช้าถือได้ว่าเป็นพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ ( คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๓๓/๒๕๓๒ ) แต่แม้ว่าจะมีพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้เกิดขึ้นก็ตาม การที่จะยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่เพราะเหตุว่ามีพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ จะต้องเป็นกรณีที่พฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้นั้นมีผลตลอดเวลาจนทำให้ไม่สามารถจะยื่นคำขอได้ภายใน ๑๕ วัน นับจากวันที่ได้ส่งคำบังคับให้แก่จำเลยที่ ๒ ตามมาตรา ๑๙๙ จัตวา วรรคหนึ่ง ด้วย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ ๒ ได้รับสำเนาสำนวนคดีจากเจ้าพนักงานศาลเมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ ยังเหลือเวลาอีก ๗ วัน ที่จำเลยที่ ๒ จะยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ภายใน ๑๕ วัน นับจากวันที่ได้ส่งคำบังคับให้แก่จำเลยที่ ๒ ได้ จำเลยที่ ๒ จึงต้องยื่นคำขอภายใน ๑๕ วัน นับจากวันที่ได้ส่งคำบังคับให้แก่จำเลยที่ ๒ ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ ( อ้างคำพิพากษาฎีกาที่ ๖๓๘๒/๒๕๓๙ ) แม้จำเลยที่ ๒ จะเคยยื่นคำขอมาครั้งหนึ่งแล้วเมื่อวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำขอดังกล่าวไปแล้วก็ตาม จำเลยที่ ๒ ก็สามารถยื่นคำขอฉบับใหม่ได้ไม่เป็นการฟ้องซ้ำหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ เพราะคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยที่ ๒ นั้นไม่ใช่เป็นการวินิจฉัยประเด็นแห่งคดี แต่จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องฉบับที่ ๒ เมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ ซึ่งล่วงพ้นกำหนดเวลาตามกฎหมายแล้ว ศาลชั้นต้นไม่อาจรับคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ของจำเลยที่ ๒ ไว้พิจารณาได้ จึงต้องมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอดังกล่าวเช่นกัน *มาตรา ๑๙๙ เบญจ เมื่อศาลได้รับคำขอให้พิจารณาคดีใหม่แล้ว หากเห็นสมควรศาลจะมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีไว้ก่อนก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ ให้ศาลแจ้งคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบ ในการพิจารณาคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ ถ้ามีเหตุควรเชื่อว่าการขาดนัดยื่นคำให้การนั้นมิได้เป็นไปโดยจงใจหรือมีเหตุอันสมควร และศาลเห็นว่าเหตุผลที่อ้างมาในคำขอนั้นผู้ขออาจมีทางชนะคดีได้ทั้งในกรณีที่ยื่นคำขอล่าช้านั้นผู้ขอได้ยื่นภายในระยะเวลาที่กำหนดให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตตามคำขอ ในกรณีเช่นนี้ ถ้ามีการอุทธรณ์หรือฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ให้คู่ความฝ่ายที่ขาดนัดยื่นคำให้การแพ้คดีให้ศาลแจ้งคำสั่งดังกล่าวให้ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา แล้วแต่กรณี ทราบด้วย เมื่อศาลได้มีคำสั่งอนุญาตตามคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ตามวรรคสองคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลโดยจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและคำพิพากษาหรือคำสั่งอื่น ๆของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาในคดีเดียวกันนั้น และวิธีการบังคับคดีที่ได้ดำเนินไปแล้ว ให้ถือว่าเป็นอันเพิกถอนไปในตัว และให้ศาลแจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบ แต่ถ้าเป็นการพ้นวิสัยที่จะให้คู่ความกลับคืนสู่ฐานะเดิมดังเช่นก่อนบังคับคดีได้ หรือเมื่อศาลเห็นว่าไม่จำเป็นที่จะบังคับเช่นนั้น เพื่อประโยชน์แก่คู่ความหรือบุคคลภายนอกให้ศาลมีอำนาจสั่งอย่างใด ๆ ตามที่เห็นสมควร แล้วให้ศาลพิจารณาคดีนั้นใหม่ตั้งแต่เวลาที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ โดยให้จำเลยยื่นคำให้การภายในกำหนดเวลาตามที่ศาลเห็นสมควร คำสั่งศาลที่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ให้เป็นที่สุด แต่ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตผู้ขออาจอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด ถ้าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การโดยจงใจหรือไม่มีเหตุอันสมควรเป็นเหตุให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งต้องเสียค่าฤชาธรรมเนียมมากกว่าที่ควรจะต้องเสีย ค่าฤชาธรรมที่เพิ่มขึ้นนั้นให้ถือว่าเป็นค่าฤชาธรรมเนียมอันไม่จำเป็นตามความหมายแห่งมาตรา ๑๖๖ อธิบาย -ฎ.๒๗๓๖/๒๘ คำสั่งศาลที่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ ย่อมก่อให้เกิดผลคำพิพากษา และการบังคับคดีจะถูกเพิกถอนไปด้วย โดยไม่ต้องสั่งเพิกถอนคำพิพากษาหรือคำสั่งเดิม แต่บัญชีระบุพยานที่ยื่นไว้เดิมยังใช้ได้ไม่ได้ถูกยกเลิกไปด้วย -คร.(ป) ๒๑๑๕/๔๖ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำให้การจำเลยเนื่องจากยื่นเกินกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การตามมาตรา ๑๙๙ วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ยื่นคำให้การ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน กรณีเช่นนี้มิใช่กรณีจำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ และศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแล้ว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงไม่เป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๙๙ เบญจ วรรคสี่ และกรณีศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายจำกัดสิทธิในการฎีกา จำเลยจึงยังมีสิทธิฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ได้ คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลย ศาลฎีกามีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลย แล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป -ตัวอย่างคำถาม โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ ในวันที่ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว จำเลยที่ ๑ มาศาลและยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การตามมาตรา ๑๙๙ วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยที่ ๑ จงใจขาดนัด จึงไม่อนุญาตให้จำเลยที่ ๑ ยื่นคำให้การตามมาตรา ๑๙๙ วรรคสอง จำเลยที่ ๑ ได้โต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้นไว้เพื่อใช้สิทธิอุทธรณ์ตามมาตรา ๒๒๖(๒) ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองแพ้คดี จำเลยที่ ๑ ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ยื่นคำให้การ ส่วนจำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ตามาตรา ๑๙๙ ตรี ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า จำเลยที่ ๒ ขาดนัดโดยจงใจ ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่าการขาดนัดของจำเลยทั้งสองเป็นไปโดยจงใจและไม่มีเหตุอันสมควร จึงพิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกาอ้างว่าไม่ได้จงใจขาดนัด ให้วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสองได้หรือไม่ ธงคำตอบ สำหรับจำเลยที่ ๑ ซึ่งขาดนัดยื่นคำให้การและมาศาลก่อนศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดีได้ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๙๙ วรรคหนึ่ง เป็นการยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดี เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ ๑ ยื่นคำให้การเพราะเห็นว่าจำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การโดยจงใจ คำสั่งดังกล่าวเป็นเพียงคำสั่งระหว่างพิจารณา ที่มีกฎหมายบัญญัติห้ามมิให้จำเลยที่ ๑ ใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์ในระหว่างพิจารณาเท่านั้น หาได้มีบทกฎหมายใดบัญญัติให้คำสั่งศาลดังกล่าวเป็นที่สุดไม่ เมื่อจำเลยที่ ๑ ได้โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นไว้เพื่อใช้สิทธิอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๖(๑) แล้ว จำเลยที่ ๑ ย่อมมีสิทธิยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งดังกล่าวได้ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามมาตรา ๒๒๖(๒) แม้ศาลอุทธรณ์จะมีคำพิพากษายืนโดยเห็นว่าจำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การโดยจงใจก็ตาม คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ดังกล่าวก็หาได้เป็นที่สุดตามที่ ป.วิ.พ. มาตรา ๑๙๙ เบญจ วรรคสี่ บัญญัติไว้ไม่ เพราะมาตรา ๑๙๙ เบญจ วรรคสี่ จะให้บังคับแก่กรณีจำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การและศาลพิพากษาให้แพ้คดีใช้สิทธิขอให้พิจารณาคดีใหม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๙๙ ตรี อันเป็นการขอให้พิจารณาคดีใหม่ภายหลังจากที่ศาลมีคำพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดีแล้วเท่านั้น หาได้ใช้บังคับแก่กรณีที่จำเลยขออนุญาตยื่นคำให้การตามมาตรา ๑๙๙ วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นการขอให้พิจารณาคดีใหม่ก่อนที่ศาลจะวินิจฉัยชี้ขาดคดีด้วยไม่ เมื่อกรณีที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ ๑ ยื่นคำให้การตามมาตรา ๑๙๙ วรรคหนึ่ง ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดที่จำกัดสิทธิในการฎีกา จำเลยที่ ๑ จึงมีสิทธิยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๗ ศาลชั้นต้นต้องมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ ๑ สำหรับจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นจำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การและศาลชั้นต้นพิพากษาให้แพ้คดี จำเลยที่ ๒ ไม่ได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ จำเลยที่ ๒ อาจจะร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ตามมาตรา ๑๙๙ ตรี เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งไม่อนุญาตให้พิจารณาใหม่เพราะเห็นว่าจำเลยที่ ๒ จงใจขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ ๒ ย่อมมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นได้ตามมาตรา ๑๙๙ เบญจ วรรคสี่ เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ ๒ พิจารณาคดีใหม่ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตามบทกฎหมายดังกล่าว จำเลยที่ ๒ ไม่มีสิทธิที่จะยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ได้อีกต่อไป ศาลชั้นต้นจะต้องสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ ๒ อ้างคำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ ๒๑๑๕/๒๕๔๖ (ประชุมใหญ่) -คำขอให้พิจารณาคดีใหม่ถือเป็นคำฟ้องตาม ม.๑(๓) ต้องส่งสำเนาอีกฝ่ายด้วย -ข้อสังเกตเรื่องการขอให้พิจารณาคดีใหม่ ๑) ก่อนศาลพิพากษา ตาม ม.๑๙๙ กฎหมายใช้คำว่าดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่เวลาที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ(กรณีศาลมีความเห็นว่าไม่จงใจขาดนัดยื่นคำให้การ และอนุญาตยื่นคำให้การ) กรณีศาลเห็นว่าจงใจขาดนัดยื่นคำให้การตาม ม.๑๙๙ วรรค๒ จำเลยได้แต่ถามค้าน นำสืบพยานหลักฐานของตนไม่ได้ และตาม วรรค ๓ ขอให้พิจารณาคดีใหม่ไม่ได้ ๒) หลังคำพิพากษา เป็นเรื่องแพ้เพราะการขาดนัด หลักร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ ตาม ม.๑๙๙ ตรี และ ๑๙๙ จัตวา ซึ่งไม่ได้เฉพาะหากเคยขอมาครั้งหนึ่งแล้ว ,ได้ยื่นอุทธรณ์ไว้แล้ว,คำขอต้องห้ามเช่น ม.๑๙๙ วรรค ๓ การยื่นหลังคำพิพากษาใน ๑๕ วัน นับแต่วันส่งคำบังคับ แต่ถ้ามีพฤติการณ์พิเศษก่อนครบ ๑๕ วัน นับ ๑๕ วันแต่พฤติการณ์พิเศษหมดสิ้นไป แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน ๖ เดือนนับแต่วันยึดทรัพย์(ไม่ใช่วันขายทอดตลาดทรัพย์นั้น -พฤติการณ์พิเศษเช่นป่วยไข้เพราะอุบัติเหตุ , จนท.ศาลหาสำนวนไม่พบ เป็นต้น แต่กรณีตนหลบหนีคดีอาญาจะอ้างพฤติการณ์พิเศษไม่ได้ -ข้อสรุปการขอให้พิจารณาคดีใหม่ ๑. การขอให้พิจารณาคดีใหม่เพราะจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ๑.๑ ก่อนพิพากษา ม.๑๙๙ เพียงแสดงให้ศาลเห็นว่า ขาดนัดยื่นคำให้การโดยไม่จงใจ หรือมีเหตุอันสมควร ๑.๒ หลังคำพิพากษาตาม ม.๑๙๙ จัตวาวรรค ๒ ต้องประกอบด้วยเหตุผล ๓ อย่างคือ(๑)กล่าวชัดแจ้งเหตุที่ขาดนัด(๒)แสดงว่าหากศาลให้พิจารณาใหม่ตนอาจชะคดี และ(๓)แสดงเหตุที่ล่าช้า(กรณียื่นคำขอล่าช้า) ซึ่งต้องเป็นพฤติการณ์พิเศษนอกเหนือไม่อาจบังคับได้ ๒. แพ้คดีเพราะขาดนัดพิจารณาแล้วขอให้พิจารณาคดีใหม่ ๒.๑ ก่อนพิพากษา(อยู่ระหว่างพิจารณาฝ่ายเดียว) ม.๒๐๖ วรรค ๓ (เทียบ ม.๑๙๙) ๒.๒ หลังพิพากษา ม.๒๐๗ ให้นำ ม.๑๙๙ จัตวามาใช้ด้วย มาตรา ๑๙๙ ฉ ในกรณีที่โจทก์มิได้ให้การแก้ฟ้องแย้งของจำเลยภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ ให้นำบทบัญญัติในส่วนที่ ๑ นี้มาใช้บังคับเพียงเท่าที่เกี่ยวกับฟ้องแย้งเช่นว่านั้นโดยอนุโลม ส่วนที่ ๒ การขาดนัดพิจารณา *มาตรา ๒๐๐ ภายใต้บังคับมาตรา ๑๙๘ ทวิ และมาตรา ๑๙๘ ตรี ถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่มาศาลในวันสืบพยาน และไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดี ให้ถือว่าคู่ความฝ่ายนั้นขาดนัดพิจารณา ถ้าคู่ความฝ่ายใดไม่มาศาลในวันนัดอื่นที่มิใช่วันสืบพยาน ให้ถือว่าคู่ความฝ่ายนั้นสละสิทธิการดำเนินกระบวนพิจารณาของตนในนัดนั้น และทราบกระบวนพิจารณาที่ศาลได้ดำเนินไปในนัดนั้นด้วยแล้ว อธิบาย -การดำเนินกระบวนพิจารณาจะแยกการขาดนัดยื่นคำให้การออกจากการขาดนัดพิจารณาอย่างเด็ดขาด ถ้าจำเลยคนใดไม่ยื่นคำให้การในกำหนด ถือว่าจำเลยคนนั้นขาดนัดยื่นคำให้การ กระบวนพิจารณาสำหรับจำเลยคนนั้นจะใช้กระบวนพิจารณาในส่วนที่ ๑ เรื่อง การขาดนัดยื่นคำให้การตลอดไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด จะนำบทบัญญัติเรื่องการขาดนัดพิจารณามาใช้ร่วมด้วยไม่ได้เลย จำเลยคนใดยื่นคำให้การแต่ขาดนัดพิจารณา กระบวนพิจารณาสำหรับจำเลยคนนั้นจะบังคับด้วยส่วนที่ ๒ เรื่อง การขาดนัดพิจารณาตลอดไป จะนำบทบัญญัติเรื่องการขาดนัดยื่นคำให้การมาใช้ร่วมไม่ได้เช่นเดียวกัน จะนำบทบัญญัติเรื่องขาดนัดยื่นคำให้การมาใช้ได้เฉพาะกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติว่าให้นำบทบัญญัติเรื่องการขาดนัดยื่นคำให้การมาใช้โดยอนุโลมเท่านั้น เช่น ตามมาตรา ๒๐๗ บัญญัติให้นำมาตรา ๑๙๙ ทวิ มาตรา ๑๙๙ ตรี มาตรา ๑๙๙ จัตวา และมาตรา ๑๙๙ เบญจ มาใช้โดยอนุโลม -คำว่าวันสืบพยานคือวันแรกที่ศาลเริ่มต้นสืบพยานจริงๆ -คำว่าภายใต้บังคับมาตรา ๑๙๘ ทวิ,๑๙๘ ตรี หมายความว่าถ้าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ แล้วขาดนัดพิจารณา วิธีการการขาดนัดพิจารณานำมาใช้กับคดีที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การไม่ได้ และหากโจทก์ไม่มาวันสืบพยานในคดีที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลยกฟ้องตาม ม.๑๙๘ ทวิวรรค ๕ เท่านั้น -แม้คู่ความมาศาลแต่มาช้า หรือมาแต่ไม่ได้เข้าห้องพิจารณาก็ถือว่าไม่มาศาล และวันสืบพยานวันแรกอาจเป็นการเดินเผชิญสืบที่เกิดเหตุก็ได้ -ฎ.๘๖๓/๙๔ จำเลยฟ้องแย้งด้วย เมื่อจำเลยขาดนัดพิจารณา ถือว่าขาดนัดทั้งสองฐานะ ศาลพิจารณาฝ่ายเดียวตาม ม.๒๐๔ และจำหน่ายคดีตาม ม.๒๐๒ ได้ -คำอธิบายเรื่องการขาดนัดพิจารณากรณีฟ้องแย้ง คดีที่มีการฟ้องแย้ง โจทก์และจำเลยจะมี ๒ ฐานะ คือ โจทก์จะมีฐานะเป็นโจทก์ตามฟ้องเดิมและมีฐานะเป็นจำเลยในส่วนฟ้องแย้ง ส่วนจำเลยมีฐานะเป็นจำเลยในส่วนฟ้องเดิม และมีฐานะเป็นโจทก์ในส่วนฟ้องแย้ง การขาดนัดพิจารณาของโจทก์และจำเลยจะขาดนัดทั้งสองฐานะ -ตัวอย่างคำถาม โจทก์ที่ ๑ ถึงโจทก์ที่ ๕ ฟ้องว่า โจทก์ที่ ๑ เป็นเจ้าของรถยนต์หมายเลขทะเบียน กก ๑๒๓๔ กรุงเทพมหานคร ส่วนโจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๕ เป็นผู้โดยสารที่นั่งมาในรถยนต์ดังกล่าว จำเลยที่ ๑ เป็นลูกจ้างและกระทำการในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าของรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน ขข ๕๖๗๘ กรุงเทพมหานคร ส่วนจำเลยที่ ๓ เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์ของจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๑ ขับรถยนต์ของจำเลยที่ ๒ ด้วยความประมาทเลินเล่อ โดยขับเร็วกว่าที่กฎหมายกำหนด และชนรถยนต์ของโจทก์ที่ ๑ ทำให้รถยนต์ของโจทก์ที่ ๑ เสียหายเป็นอย่างมาก โจทก์ที่ ๑ ต้องเสียค่าซ่อมเป็นเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท และโจทก์ที่ ๑ ได้รับบาดเจ็บสาหัสต้องเสียค่ารักษาพยาบาลเป็นเงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนโจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๕ ได้รับบาดเจ็บสาหัส ต้องเสียค่ารักษาพยาบาลคนละ ๒๐๐,๐๐๐ บาท เหตุละเมิดเกิดในระหว่างที่กรมธรรม์ประกันภัยมีผลคุ้มครอง โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้ดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ ๑ เป็นเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท และร่วมกันชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๕ คนละ ๒๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ ๑ ให้การว่า เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทของโจทก์ที่ ๑ แต่ฝ่ายเดียว ที่ขับรถยนต์ด้วยความเร็วสูงและไม่หยุดหรือชะลอความเร็วขณะแล่นผ่านทางร่วมทางแยก โจทก์ทั้งห้าไม่ได้รับความเสียหายตามที่ฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ได้เป็นฝ่ายประมาท ความเสียหายเกิดจากความประมาทของโจทก์ที่ ๑ แต่เพียงฝ่ายเดียวที่ขับรถยนต์ด้วยความเร็วสูงและไม่หยุดหรือชะลอความเร็วขณะแล่นผ่านทางร่วมทางแยก ทำให้ชนรถยนต์ของจำเลยที่ ๒ ขณะที่แล่นผ่านทางร่วมทางแยก จำเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งห้า นอกจากนี้การกระทำโดยประมาทของโจทก์ที่ ๑ ทำให้รถยนต์ของจำเลยที่ ๒ เสียหายต้องซ่อมเป็นเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ขอให้ยกฟ้อง และให้โจทก์ที่ ๑ ชำระค่าเสียหายจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ ๓ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ได้เป็นฝ่ายประมาท จำเลยที่ ๒ ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ ๓ ผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ความเสียหายเกิดจากการกระทำโดยประมาทของจำเลยที่ ๑ เพียงฝ่ายเดียว จำเลยที่ ๒ ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ ๑ กระทำด้วย ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์ ในวันนัดสืบพยาน โจทก์ทั้งห้าและจำเลยที่ ๑ กับที่ ๓ ไม่มาศาล จำเลยที่ ๒ แถลงขอให้ศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์ และให้โจทก์ชำระค่าเสียหายแก่จำเลยที่ ๒ ตามฟ้องแย้ง โดยจำเลยที่ ๒ ไม่ขอสืบพยาน ศาลชั้นต้นเห็นว่า โจทก์ทั้งห้า จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ ๒ แถลงไม่ขอสืบพยาน จึงให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ ให้วินิจฉันว่าคำสั่งของศาลชอบหรือไม่ แนวคำตอบ มาตรา ๒๐๐ บัญญัติว่า ถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่มาศาลในวันสืบพยาน และไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดี ให้ถือว่าคู่ความฝ่ายนั้นขาดนัดพิจารณา มาตรา ๒๐๒ บัญญัติว่า ถ้าโจทก์ขาดนัดพิจารณา ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นเสียจากสารบบความ เว้นแต่จำเลยจะได้แจ้งต่อศาลในวันสืบพยานขอให้ดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป ก็ให้ศาลพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีนั้นไปฝ่ายเดียว มาตรา ๒๐๔ บัญญัติว่า ถ้าจำเลยขาดนัดพิจารณา ให้ศาลพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีนั้นไปฝ่ายเดียว ตามปัญหา เป็นกรณีที่มีโจทก์และจำเลยหลายคน โจทก์และจำเลยคนใดที่ไม่มาศาลในวันสืบพยานและไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดี ถือว่าโจทก์และจำเลยคนนั้นขาดนัดพิจารณา การขาดนัดพิจารณาของคู่ความคนใด คงมีผลเฉพาะคู่ความคนนั้น ไม่มีผลถึงคู่ความอื่นที่ไม่ได้ขาดนัดพิจารณาด้วย สำหรับโจทก์ทั้งห้าและจำเลยที่ ๑ กับที่ ๓ ไม่มาศาลในวันสืบพยานและไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดี ถือว่าโจทก์ทั้งห้าและจำเลยที่ ๑ กับที่ ๓ ขาดนัดพิจารณาตามมาตรา ๒๐๐ และเป็นกรณีที่คู่ความทั้งสองฝ่ายขาดนัดพิจารณา มาตรา ๒๐๑ บัญญัติให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ ที่ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีระหว่างโจทก์ทั้งห้าและจำเลยที่ ๑ กับที่ ๓ ออกจากสารบบความจึงชอบแล้ว สำหรับโจทก์ที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ เมื่อจำเลยที่ ๒ ฟ้องแย้ง โจทก์และจำเลยที่ ๒ จะมี ๒ ฐานะ คือ โจทก์จะมีฐานะเป็นโจทก์ตามฟ้องเดิมและมีฐานะเป็นจำเลยในส่วนฟ้องแย้ง ส่วนจำเลยที่ ๒ มีฐานะเป็นจำเลยในส่วนฟ้องเดิม และมีฐานะเป็นโจทก์ในส่วนฟ้องแย้ง การขาดนัดพิจารณาของโจทก์จะขาดนัดทั้งสองฐานะ ในส่วนที่เกี่ยวกับฟ้องเดิม โจทก์ไม่มาศาลในวันสืบพยาน และไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๐๐ ถือว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณา มาตรา ๒๐๒ บัญญัติให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ เว้นแต่จำเลยที่ ๒ จะได้แจ้งต่อศาลขอให้ดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป ก็ให้ศาลพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีนั้นไปฝ่ายเดียว ตามปัญหา จำเลยที่ ๒ แถลงขอให้ศาลยกฟ้อง ถือว่าเป็นการขอให้ศาลดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป ศาลจึงต้องพิจารณาคดีในส่วนฟ้องเดิมต่อไป จะสั่งให้จำหน่ายคดีไม่ได้ เมื่อจำเลยที่ ๒ แถลงว่าไม่ประสงค์ที่จะสืบพยานต่อไป คดีย่อมเสร็จการพิจารณา ศาลชั้นต้นชอบที่จะพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ เพราะเมื่อโจทก์เป็นฝ่ายกล่าวอ้าง จำเลยที่ ๒ ให้การปฏิเสธ โจทก์ย่อมมีภาระการพิสูจน์ เมื่อโจทก์ไม่นำพยานหลักฐานมาสืบให้สมฟ้อง โจทก์ต้องเป็นฝ่ายแพ้คดีตามภาระการพิสูจน์ การที่ศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๒ จากสารบบความจึงเป็นการไม่ชอบ ในส่วนที่เกี่ยวกับฟ้องแย้ง จำเลยที่ ๒ มีฐานะเป็นโจทก์ตามฟ้องแย้ง ส่วนโจทก์ที่ ๑ มีฐานะเป็นจำเลย เมื่อโจทก์ขาดนัดพิจารณา ต้องถือว่าเป็นกรณีจำเลยฟ้องแย้งขาดนัดพิจารณา ป.วิ.พ. มาตรา ๒๐๔ บัญญัติว่า ให้ศาลพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีนั้นไปฝ่ายเดียว ศาลจึงต้องดำเนินการสืบพยานจำเลยที่ ๒ ไปฝ่ายเดียว เมื่อจำเลยที่ ๒ แถลงว่าจำเลยที่ ๒ ไม่ประสงค์ที่จะสืบพยาน ก็ต้องถือว่าคดีในส่วนฟ้องแย้งเสร็จการพิจารณา ศาลชอบที่จะพิพากษายกฟ้องแย้ง เพราะเมื่อจำเลยที่ ๒ เป็นฝ่ายกล่าวอ้างว่าโจทก์ที่ ๑ ทำละเมิด เป็นเหตุให้จำเลยที่ ๒ ได้รับความเสียหาย โจทก์ที่ ๑ ให้การปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นฝ่ายทำละเมิด ภาระการพิสูจน์ย่อมตกแก่จำเลยที่ ๒ เมื่อจำเลยที่ ๒ ไม่นำสืบพยานให้ได้ความตามที่ฟ้องแย้ง จำเลยที่ ๒ ต้องเป็นฝ่ายแพ้คดีตามภาระการพิสูจน์ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีจึงเป็นการไม่ชอบ สำหรับโจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๕ กับจำเลยที่ ๒ โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๕ ไม่มาศาลในวันสืบพยาน และไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดี ถือว่าโจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๕ ขาดนัดพิจารณา มาตรา ๒๐๒ บัญญัติว่า ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นเสียจากสารบบความ เว้นแต่จำเลยจะได้แจ้งต่อศาลในวันสืบพยานขอให้ดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป ก็ให้ศาลพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีนั้นไปฝ่ายเดียว ตามปัญหาจำเลยที่ ๒ แถลงขอให้ศาลยกฟ้อง ถือได้ว่าเป็นการแจ้งต่อศาลขอให้ดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป ศาลจึงต้องดำเนินคดีในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๕ กับจำเลยที่ ๒ ต่อไป โดยให้สืบพยานจำเลยที่ ๒ ไปฝ่ายเดียว ศาลจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๕ และจำเลยที่ ๒ ไม่ได้ เมื่อจำเลยที่ ๒ แถลงว่าไม่ประสงค์ที่จะสืบพยาน คดีย่อมเสร็จการพิจารณา ศาลชั้นต้นชอบที่จะพิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๕ ตามภาระการพิสูจน์ เพราะเมื่อโจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๕ เป็นฝ่ายกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยที่ ๑ ผู้ทำละเมิดในทางการที่จ้าง จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ด้วย แต่จำเลยที่ ๒ ให้การปฏิเสธว่าจำเลยที่ ๑ ไม่ได้ทำละเมิด โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๕ จึงมีภาระการพิสูจน์ เมื่อโจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๕ ไม่นำพยานหลักฐานมาสืบให้ได้ความตามที่ฟ้อง โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๕ ต้องเป็นฝ่ายแพ้คดีตามภาระการพิสูจน์ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีจึงเป็นการไม่ชอบ -ฎ.๓๘๗๒/๓๕ การสืบพยานนัดแรกของคดีเป็นการเดินเผชิญสืบที่ดินพิพาท ถ้าคู่ความไปเผชิญสืบแล้ว ถือว่ามาในวันสืบพยานแล้ว กรณีไม่มีการขาดนัดพิจารณาเกิดขึ้น แม้คู่ความไม่ได้มาในวันนัดสืบพยานที่ศาลในนัดต่อมาก็ไม่ถือว่าเป็นการขาดนัดพิจารณา -การส่งประเด็นไปสืบพยานที่ศาลอื่น มาตรา ๑๐๒ วรรคสาม บัญญัติว่า คู่ความมีสิทธิจะไม่ตามประเด็นไปก็ได้ การที่คู่ความแถลงว่าจะตามประเด็นไปแต่แล้วไม่ไปยังศาลที่รับประเด็นตามที่แถลง ไม่ถือว่าขาดนัดพิจารณา แนว ฎ.๘๖๓/๐๔ การส่งประเด็นไปสืบพยานเป็นสิทธิของคู่ความที่จะตามประเด็นไปฟังการพิจารณาหรือไม่ก็ได้ ฉะนั้นแม้จะได้แถลงต่อศาลว่าจะตามประเด็นไป แต่แล้วต่อมาก็มิได้ไปตามกำหนดนัดก็ไม่ทำให้ผู้นั้นขาดนัดพิจารณา -คำถามหากมีในเรื่องจำเลยขาดนัดพิจารณา นั่นหมายความว่าผ่านการยื่นคำให้การมาแล้วเพราะหากจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การไม่ต้องพิจารณาในเรื่องจำเลยขาดนัดพิจารณาเลย เวลาตอบข้อสอบให้จับเป็นคู่ๆระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ หรือระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ เป็นต้น แล้วพิจารณาตามหลักกฎหมายเป็นคู่ๆไปว่าศาลสั่งชอบหรือไม่ประการใด -ฎ.๖๖๗๔/๔๑ คดีแพ่งระหว่างโจทก์ทั้งห้าและจำเลยที่ ๕ ถึงที่ ๗ ในวันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ ๕ ถึงที่ ๗ กับโจทก์ทั้งห้าต่างไม่ไปศาลตามวันเวลานัด ต้องถือว่าคู่ความทั้งสองฝ่ายขาดนัดพิจารณา ส่วนคดีระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ นั้น จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ มาศาล ส่วนโจทก์ไม่มาศาล ถือว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณา เมื่อจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ แถลงไม่ติดใจดำเนินคดีต่อไป ขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดี กรณีดังกล่าวบทบัญญัติกฎหมายให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นเสียจากสารบบความตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๐๐ วรรคแรก โดยศาลไม่จำต้องสอบถามจำเลยที่ ๕ ถึงที่ ๗ ก่อน *มาตรา ๒๐๑ ถ้าคู่ความทั้งสองฝ่ายขาดนัดพิจารณา ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นเสียจาก สารบบความ **มาตรา ๒๐๒ ถ้าโจทก์ขาดนัดพิจารณา ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นเสียจากสารบบความ เว้นแต่จำเลยจะได้แจ้งต่อศาลในวันสืบพยานขอให้ดำเนินการพิจารณาคดีต่อไปก็ให้ศาลพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีนั้นไปฝ่ายเดียว อธิบาย -ฎ.๗๒๘/๔๘ การที่โจทก์ขอถอนฟ้องหลังจำเลยยื่นคำให้การแล้วแต่ศาลรอสั่งในวันสืบพยาน ครั้งถึงวันสืบพยานโจทก์ไม่มาศาล การที่ศาลสั่งจำหน่ายคดีเพราะเหตุโจทก์ทิ้งฟ้องไม่ชอบ เพราะการที่ศาลยังไม่สั่งขาดนัดพิจารณาตาม ม.๒๐๒ ถือว่าคดียังอยู่ระหว่างการพิจารณา วันนัดแรกการที่โจทก์ไม่มาศาลจึงเป็นกรณีโจทก์ขาดนัดพิจารณา ศาลชอบที่จะถามจำเลยก่อน การที่จำเลยแถลงให้ดำเนินคดีต่อไปศาลต้องพิจารณาว่าจะตัดสินคดีไปฝ่ายเดียวหรือไม่ -ฎ.๖๓๔/๒๘ จำเลยแจ้งต่อศาลว่าเมื่อโจทก์ขาดนัดพิจารณาก็ขอให้ศาลพิพากษายกฟ้อง ถือได้ว่าเป็นการที่จำเลยขอให้ดำเนินคดีต่อ่ไป (ศาลต้องพิจารณาคดีฝ่ายเดียว จะจำหน่ายคดีไม่ได้ แต่ถ้าแถลงว่าสุดแต่ศาลจะเห็นสมควร,แล้วแต่ศาลจะพิจารณาสั่ง หรือขอให้สั่งตามรูปคดี ไม่อาจถือว่าจำเลยประสงค์ให้ดำเนินคดีต่อไป ศาลจึงต้องจำหน่ายคดี) -ฎ.๕๑๐๑/๓๘,๘๙๘/๓๘ คำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ เท่ากับเป็นการยอมรับว่ากระบวนพิจารณาโดยขาดนัดที่ได้ดำเนินไปเป็นการถูกต้องแล้ว เพียงแต่คู่ความอ้างว่าที่ตนขาดนัดโดยมิได้จงใจเท่านั้น ซึ่งต่างกับกรณีคู่ความอ้าง ม.๒๗ -ตัวอย่างคำถาม โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยให้การต่อสู้คดี ศาลชั้นต้นให้โจทก์นำพยานเข้าสืบก่อนและนัดสืบพยานโจทก์เวลา ๙ นาฬิกา ถึงวันนัดจำเลยมาศาล ส่วนฝ่ายโจทก์ไม่มาศาลโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดี ศาลรออยู่จนถึงเวลา ๑๐ นาฬิกา ทนายจำเลยแถลงขอให้ศาลพิจารณาสั่งตามที่เห็นสมควร ศาลเห็นว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาจึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ (ก) โจทก์มาศาลในวันเดียวกันเวลา ๑๐.๓๐ นาฬิกา และยื่นคำร้องว่าโจทก์มิได้ขาดนัดพิจารณา เพราะโจทก์มาศาลในวันสืบพยานแล้ว แต่เนื่องจากเกิดอุบัติเหตุทำให้โจทก์มาถึงศาลล่าช้าหลังจากที่ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพียง ๓๐ นาที ขอให้ศาลยกคดีขึ้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป (ข) จำเลยอุทธรณ์คำสั่งจำหน่ายคดีว่า ทนายจำเลยแถลงต่อศาลดังกล่าวโดยมีความประสงค์จะให้ศาลดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป แต่ศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องของโจทก์ใน (ก) อย่างไร และอุทธรณ์ของจำเลยใน (ข) ฟังขึ้นหรือไม่ ธงคำตอบ (ข้อสอบเนฯ ข้อ ๔ สมัย ๕๖) (ก) การที่คู่ความต้องมาศาลในวันสืบพยานนั้นจะต้องมาตรงตามเวลานัดด้วย เมื่อศาลนัดเวลา ๙ นาฬิกา และได้รออยู่จนถึงเวลา ๑๐ นาฬิกา ล่วงเลยเวลานัดไปถึง ๑ ชั่วโมง ฝ่ายโจทก์ก็ยังไม่มาศาล โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดี จึงต้องถือว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๐ วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความตามมาตรา ๒๐๒ จึงชอบด้วยกฎหมาย การที่โจทก์มาศาลและยื่นคำร้องขอให้ศาลยกคดีขึ้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ย่อมมีผลเท่ากับเป็นการขอให้พิจารณาคดีใหม่ (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ ๓๓๘๘/๔๕) เมื่อศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจาก สารบบความโดยมิได้สั่งให้พิจารณาคดีนี้ไปฝ่ายเดียว โจทก์จะขอให้พิจารณาคดีใหม่ไม่ได้ (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๔๘/๔๖) ดังนั้น ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งให้ยกคำร้องของโจทก์ (ข) เมื่อโจทก์ขาดนัดพิจารณา มาตรา ๒๐๒ ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ เว้นแต่จำเลยจะได้แจ้งต่อศาลในวันสืบพยานขอให้ดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป จึงให้ศาลพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียว การที่ทนายจำเลยแถลงขอให้ศาลพิจารณาสั่งตามที่เห็นสมควร ถือไม่ได้ว่าเป็นการแจ้งต่อศาล ขอให้ดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๖๒/๔๕) ดังนั้น อุทธรณ์ของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น *มาตรา ๒๐๓ ห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์คำสั่งจำหน่ายคดีตามมาตรา ๒๐๑ และมาตรา ๒๐๒ แต่ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยอายุความ คำสั่งเช่นว่านี้ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะเสนอคำฟ้องของตนใหม่ อธิบาย -มาตรานี้ห้ามโจทก์เท่านั้น ไม่ได้ห้ามจำเลย ฎ.๑๕๙๑/๔๒ ถ้าอยู่ระหว่างที่จำเลยอุทธรณ์ โจทก์มาฟ้องใหม่เป็นฟ้องซ้อนได้ -ตัวอย่างคำถาม โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ ได้ขับรถยนต์โดยประมาทชนโจทก์ทั้งสองได้รับบาดเจ็บ อันเป็นการกระทำละเมิดในทางการที่จ้าง ขอบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายให้โจทก์ทั้งสองคนละ ๔๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีขอให้ศาลยกฟ้อง ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์ทั้งสองนำพยานเข้าสืบก่อน ถึงวันสืบพยาน จำเลยที่ ๑ มาศาล ส่วนโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ ๒ ทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาล ศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ (ก) โจทก์ทั้งสองมาศาล ยื่นคำร้องว่าโจทก์ทั้งสองไม่ได้จงใจขาดนัดพิจารณา แต่ในวันสืบพยานการจราจรติดขัดมาก ทำให้เสมียนทนายโจทก์ทั้งสองนำคำร้องขอเลื่อนคดีมาถึงศาลล่าช้าหลังจากที่ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีไปแล้ว ขอให้ศาลไต่สวนคำร้องและมีคำสั่งให้พิจารณาคดีใหม่ (ข) จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ว่า ศาลไม่ได้สอบถามจำเลยที่ ๑ ซึ่งมาศาลก่อนที่จะมีคำสั่ง คำสั่งศาลที่ให้จำหน่ายคดีจากสารบบความไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้วินิจฉัยว่า ศาลจะมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องของโจทก์ทั้งสองใน (ก) อย่างไร และอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ ใน (ข) ฟังขึ้นหรือไม่ ธงคำตอบ (ข้อสอบเนฯ ข้อ ๔ สมัย ๕๙) (ก) เมื่อโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ ๒ ไม่มาศาลในวันสืบพยานและไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดีจึงเป็นกรณีที่คู่ความทั้งสองฝ่ายขาดนัดพิจารณา ซึ่งศาลจะต้องมีคำสั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๑ ส่วนโจทก์ทั้งสองที่ไม่มาศาลกับจำเลยที่ ๑ ที่มาศาลเป็นกรณีที่โจทก์ขาดนัดพิจารณาตามมาตรา ๒๐๒ เมื่อจำเลยที่ ๑ ไม่ได้แจ้งต่อศาลในวันสืบพยานขอให้ดำเนินการพิจารณาคดีต่อไปศาลย่อมจะต้องสั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความเช่นเดียวกัน (คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๖๗๑/๔๑) ผลของคำสั่งจำหน่ายคดีตามมาตรา ๒๐๑ และมาตรา ๒๐๒ ต้องพิจารณาตามมาตรา ๒๐๓ แม้มาตรา ๒๐๓ มิได้บัญญัติห้ามมิให้โจทก์มีคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ แต่การที่โจทก์จะขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้จะต้องมีการพิจารณาคดีฝ่ายเดียวเป็นสำคัญ การที่ศาลได้มีคำสั่งจำหน่ายคดีเสร็จสิ้นไปแล้ว จึงไม่มีการพิจารณาคดีฝ่ายเดียวอันจะทำให้โจทก์มีสิทธิที่จะขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ สิทธิของโจทก์ทั้งสองมีอยู่ทางเดียวคือ ต้องฟ้องคดีใหม่ภายในอายุความตามมาตรา ๒๐๓ เท่านั้น (คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๔๕/๔๙) ศาลชอบที่จะมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ของโจทก์ทั้งสอง (ข) กรณีที่โจทก์ทั้งสองขาดนัดพิจารณา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๒ มิได้บัญญัติให้ศาลต้องสอบถามจำเลยที่มาศาลก่อน แต่เป็นหน้าที่ของจำเลยที่มาศาลจะต้องแจ้งต่อศาลเพื่อขอให้ศาลดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป การที่จำเลยที่ ๑ มิได้แจ้งต่อศาลตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลชอบที่จะมีคำสั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๕๗/๔๓) คำสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ จึงฟังไม่ขึ้น *มาตรา ๒๐๔ ถ้าจำเลยขาดนัดพิจารณา ให้ศาลพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีนั้นไปฝ่ายเดียว อธิบาย -ตัวอย่างคำถาม โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและเรียกค่าเสียหาย จำเลยยื่นคำให้การและยื่นบัญชีระบุพยานไว้แล้ว ในวันนัดสืบพยานโจทก์ซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อน จำเลยและทนายจำเลยทราบวันนัดแล้วไม่มาศาล และไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดี ศาลสืบพยานโจทก์เสร็จในวันนั้น แล้วมีคำสั่งให้เลื่อนคดีไปสืบพยานจำเลยในนัดหน้า ให้วินิจฉัยว่า คำสั่งศาลที่ให้เลื่อนคดีไปสืบพยานจำเลยชอบหรือไม่ ธงคำตอบ (ข้อสอบเนฯ สมัย ๓๐) จำเลยและทนายจำเลยทราบวันนัดแล้วไม่มาศาลและไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดี ถือว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาตามมาตรา ๒๐๐ ซึ่งมาตรา ๒๐๔ บัญญัติให้ศาลพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีนั้นไปฝ่ายเดียว เมื่อศาลสืบพยานโจทก์เสร็จในวันนั้น ถือว่าคดีเสร็จการพิจารณา และจำเลยไม่มาศาลจนโจทก์สืบพยานเสร็จ และคดีเสร็จการพิจารณาแล้ว ถือว่าพ้นเวลาที่จำเลยจะนำพยาน หลักฐานของตนเข้าสืบได้ แม้จำเลยจะยื่นคำให้การและยื่นบัญชีระบุพยานไว้จำเลยก็ไม่อาจสืบพยานของตนได้ ศาลชอบที่จะมีคำพิพากษาชี้ขาดคดีในวันนั้นตามมาตรา ๑๓๓ การที่ศาลมีคำสั่งให้เลื่อนคดีไปนัดสืบพยานจำเลยนัดหน้าจึงไม่ชอบ ( อ้างคำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๖/๒๕๒๐ ) -ตัวอย่างข้อสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาเมื่อ ๒ พ.ย.๒๕๕๑ ข้อ ๔ (มาตราหลักคือ ม.๒๐๔ มาตรารอง คือ ม.๒๐๐,๒๐๒) ถาม โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ร่วมกันชำระค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างทำของจำนวน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การต่อสู้คดีภายในระยะเวลาตามกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง โดยจำเลยที่ ๒ ฟ้องแย้งด้วยว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาขอให้บังคับโจทก์ชำระค่าเสียหายแก่จำเลยที่ ๒ จำนวน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ศาลชั้นต้นรับคำให้การและฟ้องแย้ง โจทก์ยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้งภายในระยะเวลาตามกฎหมาย ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นสั่งรับคำให้การแก้ฟ้องแย้งของโจทก์ และนัดสืบพยานโดยกำหนดให้โจทก์นำพยานเข้าสืบก่อน ก่อนถึงวันนัด จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่าจำเลยที่ ๑ ไม่ติดใจซักค้านการสืบพยานของโจทก์ให้ศาลสืบพยานโจทก์ไปได้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมสำนวนไว้ ครั้นถึงวันนัดสืบพยานโจทก์นักแรกซึ่งคู่ความทราบนัดโดยชอบแล้ว โจทก์มาศาล ฝ่ายจำเลยที่ ๒ ไม่มีผู้ใดมาศาล ส่วนฝ่ายจำเลยที่ ๑ มีทนาย จำเลยที่ ๑ มาศาล แต่ไปว่าความในคดีอื่นที่ศาลเดียวกัน โดยไม่ได้เข้าห้องพิจารณาคดีนี้และไม่ได้แจ้งให้ศาลทราบ ศาลชั้นต้นถือว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดพิจารณา และให้สืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว โจทก์จึงนำพยาน หลักฐานเข้าสืบในประเด็นตามคำฟ้องและคำให้การแก้ฟ้องแย้งจนเสร็จสิ้นในวันเดียวกัน แล้วศาลชั้นต้นมี คำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ตามฟ้อง กับให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๒ ให้วินิจฉัยว่าการที่ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดีให้โจทก์ชนะคดีไปตามฟ้อง และยกฟ้องแย้งดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ตอบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๐๐ วรรคหนึ่ง ถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่มาศาลในวันสืบพยานและไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดี ให้ถือว่าคู่ความฝ่ายนั้นขาดนัดพิจารณา กรณีคดีตามฟ้องในส่วนของจำเลยที่ ๑ แม้จำเลยที่ ๑ จะไม่ติดใจซักค้านการสืบพยานของโจทก์ ให้ศาลสืบพยานโจทก์ไปได้ก็ตาม ในวันสืบพยาน จำเลยที่ ๑ ก็ต้องมาศาลมิฉะนั้นจะเป็นการนัดพิจารณา การที่ทนายจำเลยที่ ๑ มาศาลแต่ไม่ได้เข้าห้องพิจารณาคดีนี้ก็ถือว่าจำเลยที่ ๑ ไม่มาศาลตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อจำเลยที่ ๑ ไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดี จำเลยที่ ๑ จึงขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีตามฟ้องในส่วนของจำเลยที่ ๑ ไปฝ่ายเดียวตามมาตรา ๒๐๔ ส่วนกรณีจำเลยที่ ๒ เมื่อจำเลยที่ ๒ ไม่มาศาลโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดี จำเลยที่ ๒ จึงขาดนัดพิจารณา และถือว่าขาดนัดพิจารณาทั้งสองฐานะ คือทั้งที่เป็นจำเลย และเป็นโจทก์ฟ้องแย้งด้วย แม้โจทก์ในฐานะฟ้องแย้งจะไม่ได้แจ้งต่อศาลโดยตรงในวันสืบพยานเพื่อขอให้ศาลดำเนินพิจารณาคดีต่อไป แต่การที่โจทก์มีหน้าที่นำสืบก่อนได้นำพยานหลักฐานเข้าสืบในประเด็นตามคำฟ้องและคำให้การแก้ฟ้องแย้งจนเสร็จสิ้น ก็ถือได้ว่าโจทก์ได้แจ้งให้ศาลทราบโดยปริยายแล้วว่าโจทก์ในฐานะจำเลยฟ้องแย้งขอให้ศาลดำเนินการพิจารณาคดีต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๐๒ แล้ว ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจพิจารณาและตัดสินคดีตามฟ้องในส่วนจำเลยที่ ๒ รวมทั้งฟ้องแย้งไปฝ่ายเดียวตามมาตรา ๒๐๔ และ ๒๐๒โดยไม่ต้องจำหน่ายคดีสำหรับฟ้องแย้งออกจากสารบบความ (เทียบ ฎ.๓๗๗๘/๒๕๔๙) ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดีให้โจทก์ชนะคดีไปตามฟ้องและยกฟ้องแย้งดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย มาตรา ๒๐๕ ในกรณีดังกล่าวมาในมาตรา ๒๐๒ และมาตรา ๒๐๔ ถ้ายังไม่เป็นที่พอใจของศาลว่าได้ส่งหมายกำหนดวันนัดสืบพยานไปให้คู่ความฝ่ายที่ขาดนัดทราบโดยชอบแล้วให้ศาลมีคำสั่งเลื่อนวันสืบพยานไป และกำหนดวิธีการอย่างใดตามที่เห็นสมควร เพื่อให้มีการส่งหมายกำหนดวันนัดสืบพยานใหม่แก่คู่ความฝ่ายที่ขาดนัดพิจารณาโดยวิธีส่งหมายธรรมดาหรือโดยวิธีอื่นแทน ถ้าได้กระทำดังเช่นว่ามาแล้ว คู่ความฝ่ายนั้นยังไม่มาศาลก่อนเริ่มสืบพยานในวันที่กำหนดไว้ในหมายนั้น ก็ให้ศาลดำเนินคดีนั้นไปดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๐๒หรือมาตรา ๒๐๔ แล้วแต่กรณี **มาตรา ๒๐๖ คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะร้องต่อศาลให้วินิจฉัยชี้ขาดคดีให้ตนเป็นฝ่ายชนะโดยอาศัยเหตุแต่เพียงว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งขาดนัดพิจารณานั้นหาได้ไม่ ให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดีให้คู่ความที่มาศาลเป็นฝ่ายชนะต่อเมื่อศาลเห็นว่าข้ออ้างของคู่ความเช่นว่านี้มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ในการนี้ ศาลจะยกขึ้นอ้างโดยลำพัง ซึ่งข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนก็ได้ เพื่อประโยชน์ในการวินิจฉัยชี้ขาดคดีตามวรรคหนึ่ง ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคสอง และวรรคสาม มาใช้บังคับแก่คดีของคู่ความฝ่ายที่มาศาลโดยอนุโลม ในระหว่างการพิจารณาคดีฝ่ายเดียว ถ้าคู่ความฝ่ายที่ขาดนัดพิจารณามาศาลภายหลังที่เริ่มต้นสืบพยานไปบ้างแล้ว และแจ้งต่อศาลในโอกาสแรกว่าตนประสงค์จะดำเนินคดีเมื่อศาลเห็นว่าการขาดนัดพิจารณานั้นมิได้เป็นไปโดยจงใจหรือมีเหตุอันสมควรและศาลไม่เคยมีคำสั่งให้พิจารณาคดีใหม่ตามคำขอของคู่ความฝ่ายนั้นมาก่อนตามมาตรา ๑๙๙ ตรี ซึ่งให้นำมาใช้บังคับกับการขาดนัดพิจารณาตามมาตรา ๒๐๗ ด้วย ให้ศาลมีคำสั่งให้พิจารณาคดีนั้นใหม่ในกรณีเช่นนี้ หากคู่ความนั้นขาดนัดพิจารณาอีก จะขอให้พิจารณาคดีใหม่ตามมาตรานี้ไม่ได้ ในกรณีตามวรรคสาม ถ้าคู่ความฝ่ายที่ขาดนัดพิจารณามิได้แจ้งต่อศาลก็ดีหรือศาลเห็นว่าการขาดนัดพิจารณานั้นเป็นไปโดยจงใจหรือไม่มีเหตุอันสมควรก็ดี หรือคำขอให้พิจารณาคดีใหม่นั้นต้องห้ามตามกฎหมายก็ดี ให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป แต่ (๑) ห้ามไม่ให้ศาลอนุญาตให้คู่ความที่ขาดนัดพิจารณานำพยานเข้าสืบถ้าคู่ความนั้นมาศาลเมื่อพ้นเวลาที่จะนำพยานของตนเข้าสืบแล้ว (๒) ถ้าคู่ความที่ขาดนัดพิจารณามาศาลเมื่อคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งได้นำพยานหลักฐานเข้าสืบไปแล้ว ห้ามไม่ให้ศาลยอมให้คู่ความที่ขาดนัดพิจารณาคัดค้านพยานหลักฐานเช่นว่านั้น โดยวิธีถามค้านพยานของคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งที่ได้สืบไปแล้วหรือโดยวิธีคัดค้านการระบุเอกสารหรือคัดค้านคำขอที่ให้ศาลไปทำการตรวจหรือให้ตั้งผู้เชี่ยวชาญของศาล แต่ถ้าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งนำพยานหลักฐานเข้าสืบยังไม่บริบูรณ์ ให้ศาลอนุญาตให้คู่ความที่ขาดนัดพิจารณาหักล้างได้แต่เฉพาะพยานหลักฐานที่นำสืบภายหลังที่ตนมาศาล (๓) ในกรณีเช่นนี้ คู่ความที่ขาดนัดพิจารณาไม่มีสิทธิที่จะร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ อธิบาย -ตัวอย่างคำถาม คดีสามัญเรื่องหนึ่ง โจทก์ฟ้องจำเลย จำเลยให้การต่อสู้คดีและฟ้องแย้ง โจทก์ยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้งศาลชั้นต้นให้โจทก์นำพยานเข้าสืบก่อน ก่อนถึงวันนัด จำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี ศาลมีคำสั่งว่ารอไว้สั่งวันนัดถึงวันนัดโจทก์มาศาล ส่วนจำเลยไม่มาศาล ศาลไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีและถือว่าจำเลยขาดนัดพิจารณามีคำสั่งให้จำหน่ายคดีฟ้องแย้งจากสารบบความ ส่วนคดีตามฟ้องเดิมให้สืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว โจทก์แถลงขอสืบพยานสองปาก เมื่อโจทก์นำพยานเข้าสืบได้หนึ่งปาก จำเลยมาศาล ขออนุญาตนำพยานจำเลยเข้าสืบตามข้อต่อสู้ในคำให้การซึ่งจำเลยได้ยื่นบัญชีระบุพยานไว้แล้ว ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตและสืบพยานโจทก์ที่เหลืออีกหนึ่งปาก แล้วมีคำพิพากษาในวันเดียวกัน ให้วินิจฉัยว่า (ก) คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีฟ้องแย้งจากสารบบความและให้สืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียวในคดีตามฟ้องเดิมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ (ข) คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยนำพยานเข้าสืบชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ธงคำตอบ (ข้อสอบเนฯ ข้อ ๔ สมัย ๕๘) (ก) แม้จำเลยจะได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีไว้ก่อนวันสืบพยาน แต่เมื่อถึงวันนัด จำเลยไม่มาศาลและศาล ไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีจึงถือว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๐ วรรคหนึ่ง เมื่อคดีนี้จำเลยได้ฟ้องแย้งโจทก์ด้วย จำเลยย่อมอยู่ในฐานะเป็นโจทก์ฟ้องแย้งอีกฐานะหนึ่งการที่จำเลยขาดนัดพิจารณาก็ย่อมถือว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาทั้งสองฐานะคือ ฐานะที่เป็นจำเลยในฟ้องเดิมและที่เป็นโจทก์ในฟ้องแย้ง (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ ๘๖๓/๙๔) คดีในส่วนฟ้องแย้งจึงเป็นกรณีที่โจทก์ขาดนัดพิจารณาเมื่อโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในฟ้องแย้งไม่ได้แจ้งต่อศาลขอให้ดำเนินการพิจารณาต่อไป ศาลชั้นต้นจึงต้องมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีฟ้องแย้งจากสารบบความตามมาตรา ๒๐๒ ส่วนคดีตามฟ้องเดิม เป็นกรณีที่จำเลยขาดนัดพิจารณาซึ่งมาตรา ๒๐๔ บัญญัติให้ศาลพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีนั้นไปฝ่ายเดียว การที่ศาลชั้นต้นให้สืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว จึงชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีฟ้องแย้งจากสารบบความและให้สืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียวในคดีตามฟ้องเดิมจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว (ข) ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๖ วรรคสี่ (๑) ให้สิทธิแก่คู่ความฝ่ายที่ขาดนัด พิจารณาซึ่งมาศาลในระหว่างการพิจารณาคดีฝ่ายเดียวนำพยานของตนเข้าสืบได้หากมาศาลยังไม่พ้นเวลาที่จะนำพยานของตนเข้าสืบ การที่จำเลยมาศาลภายหลังที่โจทก์สืบพยานได้หนึ่งปาก ยังเหลือพยานโจทก์อีกหนึ่งปากการสืบพยานโจทก์ยังไม่เสร็จบริบูรณ์ ถือว่าจำเลยมาศาลในขณะที่ยังไม่พ้นเวลาที่จะนำพยานของตนเข้าสืบจำเลยจึงมีสิทธินำพยานเข้าสืบได้ (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๕๔/๒๖ และ ๘๖๐/๓๖) คำสั่งศาลชั้นต้น ที่ไม่อนุญาตให้จำเลยนำพยานเข้าสืบจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย -ตัวอย่างคำถาม โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินตามเช็ค จำเลยให้การว่าจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทเพื่อประกันหนี้การพนัน ขอให้ยกฟ้อง ศาลกำหนดให้จำเลยนำพยานเข้าสืบก่อนในวันนัดสืบพยานจำเลยนัดแรก ฝ่ายจำเลยไม่มาศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้สืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียวโจทก์นำพยานเข้าสืบได้ ๑ ปาก แล้วแถลงหมดพยาน ศาลชั้นต้นสั่งว่าคดีเสร็จการพิจารณาและพิพากษาในวันเดียวกันให้จำเลยชำระเงินตามฟ้องแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ว่า แม้จำเลยจะขาดนัดพิจารณาแต่จำเลยก็มีสิทธิซักค้านพยานโจทก์ตามมาตรา ๒๐๖ วรรคสี่ ศาลชั้นต้นควรเลื่อนไปนัดสืบพยานโจทก์ในวันต่อไป การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์นำพยานเข้าสืบในวันนัดสืบพยานจำเลยโดยจำเลยไม่รู้เห็นจึงเป็นการไม่ชอบ ดังนี้ ท่านเห็นว่าอุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นหรือไม่ ธงคำตอบ (ข้อสอบเนฯ สมัย ๔๘) เมื่อจำเลยขาดนัดพิจารณาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๔ บัญญัติให้ศาลพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียว ส่วนสิทธิของจำเลยที่จะซักค้านพยานโจทก์ตามมาตรา ๒๐๖ วรรคสี่ หมายความเฉพาะกรณีที่จำเลยมาศาลในระหว่างการพิจารณาคดีฝ่ายเดียวอยู่เท่านั้น จำเลยไม่มีสิทธิถามค้านพยานโจทก์ที่ได้สืบไปแล้ว ตามปัญหาโจทก์นำพยานเข้าสืบเสร็จในวันเดียวกัน โดยจำเลยไม่มาศาล ต้องถือว่าคดีเสร็จการพิจารณาแล้ว จึงไม่อาจจะเลื่อนคดีไปเพื่อให้จำเลยซักค้านพยานโจทก์ได้ การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น (อ้างคำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๓๔/๓๑) -ตัวอย่างคำถาม โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินตามสัญญากู้ยืมเงินจำนวน ๖๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นให้โจทก์นำพยานเข้าสืบก่อน ก่อนถึงวันนัด จำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี ศาลมีคำสั่งว่า รอไว้สั่งวันนัด ถึงวันสืบพยาน โจทก์มาศาล ส่วนจำเลยไม่มาศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีและให้สืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว โจทก์นำพยานเข้าสืบได้ ๒ ปาก แล้วแถลงหมดพยาน คงติดใจอ้างสำนวนคดีแพ่งของศาลอื่นและขอให้ศาลยืมสำนวนคดีดังกล่าวมา ศาลอนุญาตโดยให้เลื่อนไปนัดฟังคำพิพากษาอีก ๑ เดือน เพื่อรอสำนวนที่โจทก์อ้าง ก่อนวันนัดฟังคำพิพากษา จำเลยมาศาล ขอนำพยานจำเลยเข้าสืบตามข้อต่อสู้และจำเลยได้ยื่นบัญชีระบุพยานไว้แล้ว ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาต จำเลยโต้แย้งคำสั่งศาลไว้ ต่อมาศาลพิพากษาให้จำเลยแพ้คดี จำเลยอุทธรณ์ว่า (ก) จำเลยมิได้ขาดนัดพิจารณาเพราะจำเลยได้ยื่นคำร้องเลื่อนคดีไว้แล้ว (ข) คำสั่งศาลที่ไม่อนุญาตให้จำเลยนำพยานเข้าสืบไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้วินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองข้อฟังขึ้นหรือไม่ ธงคำตอบ (ข้อสอบเนฯ ข้อ ๔ สมัย ๖๒) (ก) การที่จำเลยไม่มาศาลในวันสืบพยาน แม้จำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีไว้ก่อนวันนัด แต่เมื่อถึง วันสืบพยานศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดี จึงเป็นกรณีที่จำเลยไม่มาศาลในวันสืบพยานและไม่ได้รับ อนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดี ถือว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๐ วรรคหนึ่ง ซึ่งตามมาตรา ๒๐๔ บัญญัติให้ศาลพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีนั้นไปฝ่ายเดียว การที่ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาไปเพราะเหตุจำเลยขาดนัดพิจารณาจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว (ข) ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๖ วรรคสี่ (๑) คู่ความฝ่ายที่ขาดนัดพิจารณามาศาลระหว่างการพิจารณาคดีฝ่ายเดียวมีสิทธินำพยานของตนเข้าสืบได้หากมาศาลยังไม่พ้นเวลาที่จะนำพยานของตนเข้าสืบ การที่จำเลยมาศาลภายหลังที่โจทก์สืบพยานบุคคลเสร็จสิ้นแล้ว แม้โจทก์ยังติดใจอ้างสำนวนคดีแพ่งของศาลอื่นและอยู่ระหว่างการขอยืมสำนวน ก็ถือว่าจำเลยมาศาลเมื่อพ้นเวลาที่จะนำพยานของตนเข้าสืบจำเลยจึงไม่มีสิทธินำพยานเข้าสืบตามข้อต่อสู้ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๐/๐๑) คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยนำพยานเข้าสืบจึงชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งข้อ (ก) และ (ข) ฟังไม่ขึ้น *มาตรา ๒๐๗ เมื่อศาลพิพากษาให้คู่ความฝ่ายที่ขาดนัดพิจารณาแพ้คดี ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๙๙ ทวิ มาใช้บังคับโดยอนุโลม และคู่ความฝ่ายนั้นอาจมีคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ ทั้งนี้ ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๙๙ ตรี มาตรา ๑๙๙ จัตวา และมาตรา ๑๙๙ เบญจ มาใช้บังคับโดยอนุโลม อธิบาย -ฎ.๘๓๓/๒๕๕๐ วิแพ่งม.๑๙๙ จัตวา,๒๐๗ จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดไต่สวนโดยเห็นว่าข้ออ้างของจำเลยที่ว่าผู้รับมอบฉันทะของทนายจำเลยจดวัดนัดผิดพลาดฟังไม่ขึ้น ทั้งคำร้องของจำเลยมิได้แสดงข้อคัดค้านโดยชัดแจ้งซึ่งคำตัดสินชี้ขาดของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๙ จัตวา วรรคสอง ประกอบด้วย มาตรา ๒๐๗ ให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว โดยเพียงขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นเพื่อให้จำเลยมีโอกาสนำพยานเข้าไต่สวนโดยไม่มีผลกระทบต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยแพ้คดีโดยขาดนัดพิจารณา จำเลยจึงไม่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามมาตรา ๒๒๙ คำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยกล่าวเพียงว่า การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีของโจทก์ไปฝ่ายเดียว ทำให้จำเลยเสียเปรียบหากจำเลยมีโอกาสนำพยานเข้าสืบหลังจากโจทก์สืบพยานเสร็จแล้วย่อมมีผลให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป มิได้กล่าวว่าจำเลยมีพยานหลักฐานอย่างใดที่จะนำมาหักพยานโจทก์อันจะแสดงให้เห็นว่าหากศาลได้พิจารณาคดีนั้นใหม่แล้วตนอาจเป็นฝ่ายชนะ จึงเป็นคำร้องที่มิได้กล่าวโดยชัดแจ้งซึ่งข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๙ จัตวา วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๐๗ ถือว่าเป็นคำร้องที่ไม่ชอบ -ตัวอย่างคำถาม คดีสามัญเรื่องหนึ่ง โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองให้ร่วมกันชำระหนี้ จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดี ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์นำพยานเข้าสืบก่อน ในวันสืบพยาน โจทก์มาศาล ส่วนจำเลยที่ ๑ มีเสมียนทนาย ซึ่งได้รับมอบฉันทะจากทนายจำเลยที่ ๑ ให้มาศาลเพื่อยื่นคำร้องขอถอนทนายและฟังคำสั่งศาล สำหรับจำเลยที่ ๒ มีเสมียนทนายซึ่งได้รับมอบฉันทะจากทนายจำเลยที่ ๒ ให้มาศาลเพื่อยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี กำหนดวันนัดพิจารณาและลงลายมือชื่อแทนในรายงานกระบวนพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องของทนายจำเลยที่ ๑ ว่า คำร้องขอถอนทนาย ยังไม่ได้รับความยินยอมจากตัวความ จึงไม่อนุญาตและสั่งในคำร้องขอเลื่อนคดีของทนายจำเลยที่ ๒ ว่า ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี ถือว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดพิจารณาแล้วให้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียว โจทก์นำพยานเข้าสืบจนเสร็จศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในวันเดียวกัน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ตามฟ้องให้วินิจฉัยว่า (ก) การที่ศาลชั้นต้นถือว่า จำเลยทั้งสองขาดนัดพิจารณาแล้วให้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียว เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ (ข) หากจำเลยทั้งสองไม่ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา จำเลยทั้งสองมีสิทธิที่จะร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้หรือไม่ ธงคำตอบ (ข้อสอบเนฯ ข้อ ๔ สมัย ๖๑) (ก) เสมียนทนายผู้รับมอบฉันทะจากตัวความหรือทนายความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๖๔ จะถือว่ามีฐานะเป็นคู่ความก็เฉพาะในกิจการที่ได้รับมอบหมาย การที่เสมียนทนายผู้รับมอบฉันทะจากทนายจำเลยที่ ๑ มาศาลในวันสืบพยานเพื่อยื่นคำร้องขอถอนทนายและฟังคำสั่งศาลนั้น เสมียนทนายจำเลยที่ ๑ ไม่อยู่ในฐานะเป็นคู่ความตามมาตรา ๑ (๑๑) เพราะเสมียนทนายไม่มีสิทธิที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาใดๆ นอกจากมายื่นคำร้องดังกล่าว และรับทราบคำสั่งของศาลตามที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น กรณีของจำเลยที่ ๑ ย่อมถือว่าไม่มีคู่ความมาศาลในวันสืบพยาน (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ ๖๔๐/๔๙) เมื่อไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดี จึงถือว่าจำเลยที่ ๑ ขาดนัดพิจารณาตามมาตรา ๒๐๐ วรรคหนึ่ง ซึ่งตามมาตรา ๒๐๔ ให้ศาลพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียว การที่ศาลชั้นต้นถือว่า จำเลยที่ ๑ ขาดนัดพิจารณาแล้วพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียว จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนกรณีของจำเลยที่ ๒ การที่ทนายจำเลยที่ ๒ มอบฉันทะให้เสมียนทนายมาศาลเพื่อยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี กำหนดวันนัดพิจารณา และลงลายมือชื่อแทน ถือว่าเสมียนทนายของจำเลยที่ ๒ มีฐานะเป็นคู่ความ เท่ากับฝ่ายจำเลยที่ ๒ มีคู่ความมาศาลในวันสืบพยานแล้ว จำเลยที่ ๒ จึงมิได้ขาดนัดพิจารณา(คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๗๙๐/๔๙) ที่ศาลชั้นต้นถือว่า จำเลยที่ ๒ ขาดนัดพิจารณา แล้วพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียว จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย (ข) ตามมาตรา ๒๐๗ คู่ความที่จะขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้นั้น ต้องเป็นคู่ความฝ่ายที่ขาดนัดพิจารณาและแพ้คดี จำเลยที่ ๑ เป็นคู่ความฝ่ายที่ขาดนัดพิจารณาและแพ้คดี จำเลยที่ ๑ จึงมีสิทธิที่จะขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ ส่วนจำเลยที่ ๒ นั้นมิใช่คู่ความฝ่ายที่ขาดนัดพิจารณาและแพ้คดี จำเลยที่ ๒ จึงไม่มีสิทธิที่จะขอให้พิจารณาคดีใหม่ (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ ๙๖๗/๒๕๓๕) -ตัวอย่างคำถาม โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทำละเมิด ขอให้จำเลยชำระค่าเสียหาย ๕๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยให้การว่าโจทก์เป็นฝ่ายประมาท ศาลนัดสืบพยานโจทก์ ในวันนัดจำเลยมาศาล ส่วนโจทก์ไม่มาศาล จำเลยแถลงว่า โจทก์ไม่มาก็ขอให้ยกฟ้อง โดยจำเลยไม่ประสงค์จะสืบพยาน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานและพิพากษายกฟ้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ โดยบรรยายชัดแจ้งถึงเหตุแห่งการขาดนัดและข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลโดยครบถ้วนแล้ว มีปัญหาว่า ศาลจะรับคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของโจทก์ไว้พิจารณาหรือไม่ ธงคำตอบ ป.วิ.พ. มาตรา ๒๐๗ บัญญัติว่า เมื่อศาลพิพากษาให้คู่ความฝ่ายที่ขาดนัดพิจารณาแพ้คดี คู่ความฝ่ายนั้นอาจมีคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ ทั้งนี้ ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๙๙ ตรี และมาตรา ๑๙๙ จัตวา มาใช้บังคับโดยอนุโลม กรณีที่โจทก์ไม่มาศาลในวันสืบพยานและไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดี มาตรา ๒๐๐ บัญญัติว่า ให้ถือว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณา และมาตรา ๒๐๒ บัญญัติให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ เว้นแต่จำเลยจะได้แจ้งต่อศาลในวันสืบพยานขอให้ดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป ตามปัญหา โจทก์ไม่มาศาลในวันสืบพยานและไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดี ถือว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณา จำเลยแจ้งต่อศาลว่าเมื่อโจทก์ขาดนัดพิจารณาก็ขอให้ศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์ เท่ากับแจ้งต่อศาลว่าขอให้ศาลดำเนินคดีต่อไป ( คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๓๔/๒๕๒๘ ) เพราะการที่ศาลจะพิพากษายกฟ้องโจทก์ได้ ศาลต้องพิจารณาจากภาระการพิสูจน์ คดีนี้โจทก์เป็นฝ่ายกล่าวอ้างว่าจำเลยทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่ได้ทำละเมิด ภาระการพิสูจน์ตกแก่ฝ่ายโจทก์ เมื่อโจทก์ขาดนัดพิจารณาเท่ากับโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมาสืบให้สมคำฟ้อง ศาลต้องพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ จำเลยไม่จำต้องสืบพยานของตนต่อไป เมื่อจำเลยแถลงว่าไม่ประสงค์จะสืบพยาน คดีย่อมเสร็จการพิจารณา ศาลมีอำนาจพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ในวันดังกล่าวได้เพราะเป็นวันที่เสร็จการพิจารณาตามมาตรา ๑๓๓ การที่ศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์เพราะโจทก์มีภาระการพิสูจน์แต่โจทก์ไม่มีพยานมานำสืบให้สมฟ้อง เป็นการพิพากษาให้โจทก์ซึ่งเป็นคู่ความที่ขาดนัดพิจารณาแพ้คดี แม้คดีนี้จะไม่มีการสืบพยานไปฝ่ายเดียว ก็ต้องถือว่าศาลได้พิพากษาให้โจทก์แพ้คดีเพราะการขาดนัดพิจารณาแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิที่จะร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ตามมาตรา ๒๐๗ ประกอบมาตรา ๑๙๙ ตรี โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ โดยบรรยายชัดแจ้งถึงเหตุแห่งการขาดนัดและข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลโดยครบถ้วน เป็นคำขอที่ชอบด้วยมาตรา ๑๙๙ จัตวา วรรคสอง ซึ่งนำมาใช้บังคับแก่การขาดนัดพิจารณาโดยอนุโลม ศาลจึงต้องสั่งให้รับคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของโจทก์ไว้พิจารณา มาตรา ๒๐๘ (ยกเลิก) มาตรา ๒๐๙ (ยกเลิก) หมวด ๓ อนุญาโตตุลาการ มาตรา ๒๑๐ บรรดาคดีทั้งปวงซึ่งอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น คู่ความจะตกลงกันเสนอข้อพิพาทอันเกี่ยวกับประเด็นทั้งปวงหรือแต่ข้อใดข้อหนึ่ง ให้อนุญาโตตุลาการคนเดียวหรือหลายคนเป็นผู้ชี้ขาดก็ได้ โดยยื่นคำขอร่วมกันกล่าวถึงข้อความแห่งข้อตกลงเช่นว่านั้นต่อศาล ถ้าศาลเห็นว่าข้อตกลงนั้นไม่ผิดกฎหมาย ให้ศาลอนุญาตตามคำขอนั้น มาตรา ๒๑๑ ถ้าในข้อตกลงมิได้กำหนดข้อความไว้เป็นอย่างอื่น การตั้งอนุญาโตตุลาการให้ใช้ข้อบังคับดังต่อไปนี้ (๑) คู่ความชอบที่จะตั้งอนุญาโตตุลาการได้ฝ่ายละคน แต่ถ้าคดีมีโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วมหลายคน ให้ตั้งอนุญาโตตุลาการเพียงคนหนึ่งแทนโจทก์ร่วมทั้งหมดและคนหนึ่งแทนจำเลยร่วมทั้งหมด (๒) ถ้าคู่ความจะตั้งอนุญาโตตุลาการคนเดียวหรือหลายคน ด้วยความเห็นชอบพร้อมกัน การตั้งเช่นว่านี้ให้ทำเป็นหนังสือลงวัน เดือน ปี และให้คู่ความลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญ (๓) ถ้าตกลงกันให้คู่ความฝ่ายหนึ่ง หรือบุคคลภายนอกเป็นผู้ตั้งอนุญาโตตุลาการ การตั้งเช่นว่านี้ ให้ทำเป็นหนังสือลงวัน เดือน ปี และลงลายมือชื่อของคู่ความหรือบุคคลภายนอกนั้น แล้วส่งไปให้คู่ความอื่น ๆ (๔) ถ้าศาลไม่เห็นชอบด้วยบุคคลที่คู่ความตั้งหรือที่เสนอตั้งเป็นอนุญาโตตุลาการให้ศาลสั่งให้คู่ความตั้งบุคคลอื่นหรือเสนอบุคคลอื่นตั้งเป็นอนุญาโตตุลาการ ถ้าคู่ความมิได้ตั้งหรือเสนอให้ตั้งบุคคลใดเป็นอนุญาโตตุลาการ ให้ศาลมีอำนาจตั้งบุคคลใดเป็นอนุญาโตตุลาการได้ตามที่เห็นสมควร แล้วให้ศาลส่งคำสั่งเช่นว่านี้ไปยังอนุญาโตตุลาการที่ตั้งขึ้น และคู่ความที่เกี่ยวข้องโดยทางเจ้าพนักงานศาล มาตรา ๒๑๒ ข้อความในหมวดนี้มิได้ให้อำนาจศาลที่จะตั้งบุคคลใดเป็นอนุญาโตตุลาการโดยมิได้รับความยินยอมจากบุคคลนั้น มาตรา ๒๑๓ เมื่อบุคคลหรือคู่ความที่มีสิทธิ ได้ตั้งอนุญาโตตุลาการขึ้นแล้วห้ามมิให้บุคคลหรือคู่ความนั้นถอนการตั้งเสีย เว้นแต่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะได้ยินยอมด้วย อนุญาโตตุลาการที่ตั้งขึ้นโดยชอบนั้น ถ้าเป็นกรณีที่ศาลหรือบุคคลภายนอกเป็นผู้ตั้ง คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะคัดค้านก็ได้ หรือถ้าเป็นกรณีที่คู่ความฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ตั้ง คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะคัดค้านก็ได้ โดยอาศัยเหตุดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๑ หรือเหตุที่อนุญาโตตุลาการนั้นเป็นผู้ไร้ความสามารถ หรือไม่สามารถทำหน้าที่อนุญาโตตุลาการได้ ในกรณีที่มีการคัดค้านอนุญาโตตุลาการดังว่านี้ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการคัดค้านผู้พิพากษามาใช้บังคับโดยอนุโลม ถ้าการคัดค้านอนุญาโตตุลาการนั้นฟังขึ้น ให้ตั้งอนุญาโตตุลาการขึ้นใหม่ มาตรา ๒๑๔ ถ้าในข้อตกลงมิได้กำหนดค่าธรรมเนียมอนุญาโตตุลาการไว้อนุญาโตตุลาการชอบที่จะเสนอความข้อนี้ต่อศาลโดยทำเป็นคำร้อง และให้ศาลมีอำนาจมีคำสั่งให้ชำระค่าธรรมเนียมตามที่เห็นสมควร มาตรา ๒๑๕ เมื่อได้ตั้งอนุญาโตตุลาการขึ้นแล้ว ถ้าในข้อตกลงหรือในคำสั่งศาลแล้วแต่กรณี มิได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ ให้อนุญาโตตุลาการกำหนดประเด็นข้อพิพาทเหล่านั้น แล้วจดลงในรายงานพิสดารกลัดไว้ในสำนวนคดีอนุญาโตตุลาการ มาตรา ๒๑๖ ก่อนที่จะทำคำชี้ขาด ให้อนุญาโตตุลาการฟังคู่ความทั้งปวงและอาจทำการไต่สวนตามที่เห็นสมควรในข้อพิพาทอันเสนอมาให้พิจารณานั้น อนุญาโตตุลาการ อาจตรวจเอกสารทั้งปวงที่ยื่นขึ้นมาและฟังพยาน หรือผู้เชี่ยวชาญซึ่งเต็มใจมาให้การ ถ้าอนุญาโตตุลาการขอให้ศาลส่งคำคู่ความ หรือบรรดาเอกสารอื่น ๆ ในสำนวนเช่นว่านี้มาให้ตรวจดู ให้ศาลจัดการให้ตามคำร้องขอนั้น ถ้าอนุญาโตตุลาการเห็นว่าจำต้องดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างใด ที่ต้องดำเนินทางศาล (เช่นหมายเรียกพยาน หรือให้พยานสาบานตน หรือให้ส่งเอกสาร) อนุญาโตตุลาการอาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาล ให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาเช่นว่านั้น ถ้าศาลเห็นว่ากระบวนพิจารณานั้นอยู่ในอำนาจศาลและพึงรับทำให้ได้แล้ว ให้ศาลจัดการให้ตามคำขอเช่นว่านี้โดยเรียกค่าธรรมเนียมศาลตามอัตราที่กำหนดไว้สำหรับกระบวนพิจารณาที่ขอให้จัดการนั้นจากอนุญาโตตุลาการ ภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา ๒๑๕ และมาตรานี้ อนุญาโตตุลาการมีอำนาจที่จะดำเนินตามวิธีพิจารณาใด ๆ ตามที่เห็นสมควรก็ได้ เว้นแต่ในข้อตกลงจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น มาตรา ๒๑๗ ถ้าในข้อตกลงมิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการนั้นให้อยู่ภายในบังคับต่อไปนี้ (๑) ในกรณีที่มีอนุญาโตตุลาการหลายคน ให้ชี้ขาดตามคะแนนเสียงฝ่ายข้างมาก (๒) ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้อนุญาโตตุลาการตั้งบุคคลภายนอกเป็นประธานขึ้นคนหนึ่ง เพื่อออกคะแนนเสียงชี้ขาด ถ้าอนุญาโตตุลาการไม่ตกลงกันในการตั้งประธาน ให้ยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลให้มีคำสั่งตั้งประธาน มาตรา ๒๑๘ ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๔๐, ๑๔๑ และ ๑๔๒ ว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่งของศาลมาใช้บังคับแก่คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการโดยอนุโลม ให้อนุญาโตตุลาการยื่นคำชี้ขาดของตนต่อศาล และให้ศาลพิพากษาตามคำชี้ขาดนั้น แต่ถ้าศาลเห็นว่า คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการขัดต่อกฎหมายประการใดประการหนึ่ง ให้ศาลมีอำนาจทำคำสั่งปฏิเสธไม่ยอมพิพากษาตามคำชี้ขาดนั้น แต่ถ้าคำชี้ขาดนั้นอาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ ศาลอาจให้อนุญาโตตุลาการหรือคู่ความที่เกี่ยวข้องแก้ไขเสียก่อนภายในเวลาอันสมควรที่ศาลจะกำหนดไว้ มาตรา ๒๑๙ ถ้าในข้อตกลงมิได้กำหนดข้อความไว้เป็นอย่างอื่น ในกรณีที่ไม่อาจดำเนินตามข้อตกลง เสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด เพราะบุคคลภายนอกซึ่งรับมอบหมายให้เป็นผู้ตั้งอนุญาโตตุลาการมิได้ตั้งอนุญาโตตุลาการขึ้น หรืออนุญาโตตุลาการที่ตั้งขึ้นคนเดียวหรือหลายคนนั้นปฏิเสธไม่ยอมรับหน้าที่ หรือตายเสียก่อน หรือตกเป็นผู้ไร้ความสามารถหรือด้วยเหตุประการอื่นไม่อาจที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ก่อนให้คำชี้ขาด หรือปฏิเสธหรือเพิกเฉยไม่กระทำตามหน้าที่ของตนภายในเวลาอันสมควร ถ้าคู่ความไม่สามารถทำความตกลงกันเป็นอย่างอื่น ให้ถือว่าข้อตกลงนั้นเป็นอันสิ้นสุด มาตรา ๒๒๐ ถ้ามีข้อพิพาทเกิดขึ้นเนื่องจากการดำเนินตามข้อตกลงเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด หรือมีข้อพิพาทกันว่า ข้อตกลงนั้นได้สิ้นสุดลงตามมาตราก่อนแล้วหรือหาไม่ ข้อพิพาทนั้นให้เสนอต่อศาลที่เห็นชอบด้วยข้อตกลงดังกล่าวแล้ว มาตรา ๒๒๑ การเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดนอกศาล ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ มาตรา ๒๒๒ ห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งศาลซึ่งปฏิเสธไม่ยอมพิพากษาตามคำสั่งชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ หรือคำพิพากษาของศาลตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ เว้นแต่ในเหตุต่อไปนี้ (๑) เมื่อมีข้ออ้างแสดงว่าอนุญาโตตุลาการหรือประธานมิได้กระทำการโดยสุจริตหรือคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้กลฉ้อฉล (๒) เมื่อคำสั่งหรือคำพิพากษานั้นฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน (๓) เมื่อคำพิพากษานั้นไม่ตรงกับคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ภาค ๓ อุทธรณ์และฎีกา ลักษณะ ๑ อุทธรณ์ มาตรา ๒๒๓ ภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา ๑๓๘, ๑๖๘, ๑๘๘ และ ๒๒๒และในลักษณะนี้ คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นนั้น ให้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ เว้นแต่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นจะได้บัญญัติว่าให้เป็นที่สุด อธิบาย -เป็นมาตราหลักของการคัดค้านหรือโต้แย้งคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นสิทธิของคู่ความที่จะอุทธรณ์ โดยกฎหมายกำหนดให้อุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ ซึ่งเป็นการกำหนดตามลำดับชั้นศาล เว้นแต่กรณีศาลชำนัญพิเศษเช่นคดีทรัพย์สินทางปัญญา คดีล้มละลาย หรือคดีแพ่งกรณีการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาไปยังศาลฎีกาตาม ป.วิ แพ่ง ม.๒๕๒ และมีมาตรา ๒๒๙ อธิบายวิธีการยื่นอุทธรณ์ -ข้อยกเว้นในมาตรา ๒๒๓ คือ ๑) เรื่องตาม ม.๑๓๘ (คำพิพากษาตามยอมซึ่งห้ามอุทธรณ์เว้นแต่...)ม.๑๖๘(ห้ามอุทธรณ์เฉพาะค่าธรรมเนียมศาลเว้นแต่...),ม.๑๘๘ คดีไม่มีข้อพิพาทอุทธรณ์ฎีกาในสองประเด็น),๒๒๒(เรื่องอนุญาโตตุลาการ) ๒) เรื่องตามลักษณะ ๑ ของวิแพ่ง ภาค ๓ คือม.๒๒๔,๒๒๕,๒๒๖ ๓) เรื่องนั้นๆมี ป.วิแพ่ง บัญญัติให้ถึงที่สุด เช่นการคัดค้านผู้พิพากษาตาม ม.๑๔, การยอมรับเงินที่จำเลยวางศาลของโจทก์ตาม ม.๑๓๖, โจทก์ยอมรับชำระหนี้ตามจำนวนที่เรียกร้องตาม ม.๑๓๗, คำสั่งอนุญาตฯยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลตาม ม.๑๕๖/๑, คำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ตาม ม.๑๙๙ เบญจ วรรค ๔, คำสั่งจำหน่ายคดีตาม ม.๒๐๓,ในกรณีโจทก์ขาดนัดพิจารณาตาม ม.๒๐๑,๒๐๒, กรณีคู่ความร้องขออุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตหรือยกเป็นที่สุดตาม ม.๒๒๓ ทวิ วรรค ๑, กรณีศาลชั้นต้นยกคำขอในเหตุฉุกเฉิน ตาม ม.๒๖๗, กรณีศาลสั่งผู้ร้องขัดทรัพย์วางเงินตาม ม.๒๘๘ วรรคท้าย, กรณีศาลอนุญาตให้ผู้ขอเฉลี่ยเพื่อบังคับคดีตาม ม.๒๙๐ วรรคท้ายหรือผู้ยื่นคำร้องตาม ม.๒๘๗,๒๘๙,การ บังคับคดีตาม ม.๒๙๐ วรรค ๘,๒๙๑ วรรคท้าย , การงดการบังคับคดีตาม ม.๒๙๓ วรรค ๓ , การอนุญาตขายทอดตลาดตาม ม.๓๐๖ วรรค ๒,๓๐๙,๓๐๙ ทวิ , การจัดการสิทธิเรียกร้องตาม ม.๓๑๐ ๔) มีกฎหมายอื่นให้ถึงที่สุด เช่น พ.ร.บ.กักเรือ ม.๘,๑๔ , พ.ร.บ.การใช้กฎหมายอิสลามใน ๔ จังหวัด ม.๔ วรรค ๓ ๕) นอกจากนั้นยังมีแนวคำพิพากษาศาลฎีกาวางแนวว่าอุทธรณ์ฎีกาไม่ได้ เช่นเรื่องละเมิดอำนาจศาล ผู้ได้รับความเสียหายจากการละเมิดไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะอุทธรณ์ฎีกาได้ในความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตาม ป.วิแพ่ง ม.๓๑(๑) , เรื่องวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาเมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดไปแล้ว, การทุเลาการบังคับคดีตาม ม.๒๓๑ เป็นเรื่องขอศาลโดยเฉพาะ , กรณีศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ ฎีกา ของคู่ความฝ่ายหนึ่ง คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะอุทธรณ์ ฎีกา การสั่งรับอุทธรณ์ หรือฎีกา ไม่ได้, คู่ความในคดีหรือบุคคลนอกคดี ถ้าไม่เข้ามามีส่วนได้เสียในเรื่องที่ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่ง *มาตรา ๒๒๓ ทวิ ในกรณีที่มีการอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ผู้อุทธรณ์อาจขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา โดยทำเป็นคำร้องมาพร้อมคำฟ้องอุทธรณ์ เมื่อศาลชั้นต้นซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งได้สั่งรับอุทธรณ์และส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และคำร้องแก่จำเลยอุทธรณ์แล้ว หากไม่มีคู่ความอื่นยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ตามมาตรา ๒๒๓ และจำเลยอุทธรณ์มิได้คัดค้านคำร้องดังกล่าวต่อศาลภายในกำหนดเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์และศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นการอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ให้สั่งอนุญาตให้ผู้อุทธรณ์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้มิฉะนั้นให้สั่งยกคำร้อง ในกรณีที่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้อง ให้ถือว่าอุทธรณ์เช่นว่านั้นได้ยื่นต่อศาลอุทธรณ์ตามมาตรา ๒๒๓ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตหรือยกคำร้องในกรณีนี้ให้เป็นที่สุด เว้นแต่ในกรณีที่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องเพราะเห็นว่าเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงผู้อุทธรณ์อาจอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นไปยังศาลฎีกาภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่ง ถ้าศาลฎีกาเห็นว่าอุทธรณ์ตามวิธีการในวรรคหนึ่งเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงให้ศาลฎีกาส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยชี้ขาดต่อไป อธิบาย -นำไปใช้ในคดีอาญาไม่ได้ -การอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาให้ทำเป็นคำร้องมาพร้อมฟ้องอุทธรณ์มี ฎ.๗๖๖๐/๔๙ พออนุมานได้ว่าอย่างช้าก่อนศาลชั้นต้นส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยอุทธรณ์ **มาตรา ๒๒๔ ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาทหรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เว้นแต่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนั้นในศาลชั้นต้นได้ทำความเห็นแย้งไว้หรือได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ หรือถ้าไม่มีความเห็นแย้งหรือคำรับรองเช่นว่านี้ต้องได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาชั้นต้นหรืออธิบดีผู้พิพากษาภาคผู้มีอำนาจแล้วแต่กรณี บทบัญญัติในวรรคหนึ่งมิได้ให้บังคับในคดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคลหรือสิทธิในครอบครัวและคดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เว้นแต่ในคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสี่พันบาทหรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา การขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาในคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ ให้ผู้อุทธรณ์ยื่นคำร้องถึงผู้พิพากษานั้น พร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้น เมื่อศาลได้รับคำร้องเช่นว่านั้น ให้ศาลส่งคำร้องพร้อมด้วยสำนวนความไปยังผู้พิพากษาดังกล่าวเพื่อพิจารณารับรอง อธิบาย -ปัญหาข้อเท็จจริง ได้แก่การวินิจฉัยพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นในคดี , เกี่ยวกับการใช้ดุลยพินิจของศาลตามรูปคดี การใช้ดุลยพินิจให้โจทก์ถอนฟ้อง,จำหน่ายคดี -ปัญหาข้อกฎหมาย ได้แก่การตีความกฎหมาย , การตีความคำพิพากษา คำคู่ความ นิติกรรม สัญญาและเอกสาร , ปัญหาเกี่ยวกับการปรับบทกฎหมายเข้ากับข้อเท็จจริง -คำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์มิใช่คำฟ้อง จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง -คำสั่งระหว่างพิจารณา ม.๒๒๖ หากเป็นการอุทธรณ์ข้อเท็จจริงก็ต้องอยู่ใต้บังคับ ม.๒๒๔ ด้วย -ฎ. ๑๐๖/๔๙ สัญญาเช่าอาคารมีข้อความเกี่ยวกับค่าเช่าว่า ค่าเช่าเดือนละ ๔,๐๐๐ บาท และผู้เช่าชำระเงินกินเปล่า ๕๐๐,๐๐๐ บาท เงินกินเปล่าเป็นส่วนหนึ่งของค่าเช่าที่ชำระกันล่วงหน้า จึงต้องนำมาคำนวณเฉลี่ยรวมเป็นค่าเช่าสำหรับการยื่นอุทธรณ์ด้วย สัญญาเช่ากำหนดเวลาเช่า ๙ ปี ๖ เดือน ดังนั้น เงินกินเปล่าหรือค่าเช่าล่วงหน้า ๕๐๐,๐๐๐ บาท คิดเป็นค่าเช่าเฉลี่ยเดือนละ ๔,๓๘๕ บาท รวมกับค่าเช่าปกติเดือนละ ๔,๐๐๐ บาท เป็นค่าเช่าเดือนละ ๘,๓๘๕ บาท ในขณะยื่นคำฟ้อง ซึ่งเป็นค่าเช่า ที่เกินเดือนละ ๔,๐๐๐ บาท จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ แพ่ง มาตรา ๒๒๔ วรรคสอง -คดีหลักต้องห้ามอุทธรณ์ คดีรองก็ต้องห้ามอุทธรณ์ แต่การร้องขัดทรัพย์เป็นการตั้งประเด็นต่างหาก -คร.๒๖๑/๑๗ คำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์มิใช่คำฟ้องจึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง -ฎ.๓๑๔๐/๔๕ ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลย จำเลยอุทธรณ์ขอให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องดังกล่าวใหม่แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี โดยไม่ได้อุทธรณ์ขอให้ตนชนะคดี จึงเป็นการขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ -กรณีอุทธรณ์ค่าเสียหายในอนาคตมาด้วยจะนำมารวมเพื่อคิดทุนทรัพย์ชั้นอุทธรณ์ให้เกินห้าหมื่นบาทไม่ได้ -ฎ.๓๔๑๑/๔๕ ถ้าค่าเช่ามีกำหนดไว้ในสัญญาเช่าอย่างชัดเจน ก็ต้องถือตามนั้นจะเอาราคาตามท้องตลาดว่าอาจให้เช่าเท่านั้นเท่านี้ไม่ได้ -ฎ.๒๑๗/๒๑ , ฎ.๑๔๒๒/๔๒ การรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องรับรองโดยชัดแจ้งว่ามีเหตุอันสมควรให้อุทธรณ์ได้ คำสั่งของผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นที่สั่งว่ารับอุทธรณ์สำเนาให้โจทก์ ยังไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นตาม ม.๒๒๔ วรรค ๑ -ฎ.๖๔๔๘/๕๑ โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยให้รื้อถอนอาคารออกจากที่ดินพิพาทและให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย แม้จะขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหายวันละ ๓,๒๐๐ บาท หรือเดือนละ ๙๖,๐๐๐ บาท ซึ่งเท่ากับเป็นการกล่าวอ้างว่าที่ดินพิพาทอาจให้เช่าได้เดือนละ ๙๖,๐๐๐ บาท แต่เมื่อศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ ๔,๐๐๐ บาท โจทก์มิได้อุทธรณ์ จึงถือได้ว่าที่ดินพิพาทอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ ๔,๐๐๐ บาท กรณีจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๔ วรรคสอง ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยเนื่องจากเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงและต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๔ วรรคสอง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค๒ มิได้รับวินิจฉัยเพราะเป็นอุทธรณ์ต้องห้ามแล้ว ฎีกาของจำเลยจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามมาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง แม้ศาลชั้นต้นจะรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงก็ไม่มีผลทำให้ฎีกาของจำเลยกลับกลายเป็นฎีกาที่ชอบด้วยกฎหมาย -ฎ.๖๑๗๙/๒๕๕๑ โจทก์เป็นผู้มีสิทธิการเช่าอาคารราชพัสดุของกองจัดประโยชน์ กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง อาคารตึกแถวเลขที่ ๒๓๑ โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าขณะยื่นฟ้องเดือนละ ๒,๐๐๐ บาท แม้โจทก์จะเรียกร้องค่าเสียหายนับแต่วันบอกเลิกสัญญาเดือนละ ๑๐,๐๐๐ บาท ก็เป็นค่าเสียหายอันเป็นส่วนหนึ่งของการฟ้องขับไล่ จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่งและวรรคสอง ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์มิได้ให้เช่าช่วงแต่มีเจตนาโอนสิทธิการเช่า เป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายว่า สัญญาเช่าช่วงเป็นนิติกรรม อำพรางการโอนสิทธิการเช่าหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ในประเด็นนี้โดยผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นมิได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้จึงเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว -ถ้าคำขอมีทั้งมีทุนทรัพย์และไม่มีทุนทรัพย์แยกกันไม่ได้ เช่นฟ้องขับไล่ออกจากที่ดินและเรียกค่าเสียหายจากการผิดสัญญา ให้ดูที่คำขอหลัก(ขับไล่ออกจากที่ดินเป็นคำขอหลัก) -สิทธิสภาพบุคคล เช่นสัญชาติไทยหรือต่างด้าว , ให้ศาลสั่งเป็นผู้ไร้ความสามารถ , ไม่ใช่สิทธิสภาพบุคคลเช่น เช่นฟ้องว่าพินัยกรรมเป็นโมฆะเพราะผู้ทำอายุไม่ถึง ๑๕ ปี หรือขณะทำวิกลจริต -สิทธิในครอบครัว เช่นฟ้องเรียกค่าทดแทนจากชายชู้ , ขอหย่าและขอแบ่งสินสมรส , ฟ้องให้จำเลยรับผิดโดยอ้างว่าจำเลยเป็นทายาท ไม่เป็นสิทธิในครอบครัวเช่นฟ้องว่าผิดสัญญาหมั้นขอคืนของหมั้น , ฟ้องขอแบ่งมรดก , ฟ้องขอให้บังคับชำระเงินตามท้ายสัญญาหย่า -ตัวอย่างคำถาม โจทก์ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาเช่าตึกแถวซึ่งมีค่าเช่าเดือนละ ๕,๐๐๐ บาท ขอให้ขับไล่จำเลยและให้ชำระค่าเสียหายนับแต่วันที่โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากสถานที่เช่า ให้จำเลยชำระค่าเสียหาย ๖๐,๐๐๐ บาท กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เต็มตามฟ้อง ส่วนจำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคำร้องมิได้กล่าวโดยชัดแจ้งซึ่งข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลที่แสดงให้เห็นว่าหากศาลได้นำคดีขึ้นพิจารณาใหม่จำเลยอาจเป็นฝ่ายชนะคดีได้อย่างไรตามมาตรา ๑๙๙ จัตวา ให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ขอให้รับคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ไว้พิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยมิได้นำค่าธรรมเนียมที่จะต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ จึงไม่รับอุทธรณ์ ให้วินิจฉัยว่า (ก) ศาลชั้นต้นจะสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้ได้หรือไม่ (ข) คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยชอบหรือไม่ ธงคำตอบ (ข้อสอบเนฯ ข้อ ๕ สมัย ๖๒) (ก) โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยพร้อมกับเรียกค่าเสียหายจากจำเลย ถือได้ว่าเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ส่วนหนึ่งกับคดีมีทุนทรัพย์อีกส่วนหนึ่งปนกันมา การที่จะอุทธรณ์ข้อเท็จจริงได้หรือไม่ต้องแยกจากกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยอันมีอัตราค่าเช่าเดือนละ ๕,๐๐๐ บาท ในส่วนเรื่องขับไล่จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔ วรรคสอง ส่วนในเรื่องค่าเสียหายปรากฏว่าทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์มีจำนวนเพียง ๔๐,๐๐๐ บาท ย่อมต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามมาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง อุทธรณ์ของโจทก์ในเรื่องค่าเสียหายเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ศาลชั้นต้นจะสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้ไม่ได้ (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๐๓/๔๙ และ ๓๐๐๕/๕๑) (ข) ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๙ บัญญัติให้ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงิน ค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมอุทธรณ์นั้น ใช้บังคับเฉพาะกรณีอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีของศาลชั้นต้นตลอดจนการอุทธรณ์คำสั่งอื่นๆ ของศาลชั้นต้นที่มีผลกระทบต่อคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีของศาลชั้นต้นเท่านั้น การที่จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของจำเลยโดยขอให้ศาลอุทธรณ์รับคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป ซึ่งหากศาลอุทธรณ์เห็นชอบด้วยตามข้ออุทธรณ์ของจำเลย ศาลอุทธรณ์ก็ชอบที่จะพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยไว้พิจารณาและมีคำสั่งต่อไปตามรูปคดีเท่านั้น อุทธรณ์ของจำเลยในชั้นนี้ไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยจึงไม่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามมาตรา ๒๒๙ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ชอบ (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ ๗๕๖/๕๐ และ ๔๙๒๑/๕๐) -ตัวอย่างคำถาม โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยซึ่งเป็นทายาทและผู้จัดการมรดกแบ่งที่ดินทรัพย์มรดกตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๒๓๔ จำนวนเนื้อที่ ๓๐๐ ตารางวา แก่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นทายาทคนละ ๑๐๐ ตารางวา โดยตีราคาที่ดินทั้งแปลงคิดเป็นเงินรวม ๙๐,๐๐๐ บาท จำเลยให้การว่าที่ดินดังกล่าวมิใช่ทรัพย์มรดกเพราะเจ้ามรดกยกให้แก่จำเลยตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๒๓๔ แก่โจทก์ทั้งสองคนละ ๑๐๐ ตารางวา ก่อนครบกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์อ้างว่ายังติดต่อกับตัวจำเลยไม่ได้ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าไม่มีเหตุที่จะขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ว่าทนายจำเลยจำเป็นต้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เนื่องจากติดต่อกับตัวจำเลยไม่ได้ให้วินิจฉัยว่า ศาลจะมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยได้หรือไม่ ธงคำตอบ (ข้อสอบเนฯ ข้อ ๕ สมัย ๕๙)โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งที่ดินทรัพย์มรดกตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๒๓๔ จำนวนเนื้อที่ ๓๐๐ ตารางวา ให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละ ๑๐๐ ตารางวา โดยตีราคาที่ดินดังกล่าวทั้งแปลงคิดเป็นเงินรวม๙๐,๐๐๐ บาท แม้โจทก์ทั้งสองฟ้องรวมกันมา การอุทธรณ์ฎีกาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกันเพราะเป็นเรื่องโจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะของตน ดังนั้น ที่ดินแต่ละส่วนที่โจทก์แต่ละคนฟ้องขอแบ่งจึงมีราคา ๓๐,๐๐๐ บาท ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์สำหรับโจทก์แต่ละคนจึงไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท ต้องห้ามคู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง (คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๙๗๑/๔๔ ประชุมใหญ่) อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า ทนายจำเลยจำเป็นต้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เนื่องจากติดต่อกับจำเลยไม่ได้เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง แม้จะเป็นอุทธรณ์คัดค้านในเรื่องของการขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ซึ่งไม่เกี่ยวกับเนื้อหาของคดีที่คู่ความพิพาทกันก็ต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว (คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๑๘๕/๔๘) ดังนั้น ศาลจะมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยไม่ได้ -ตัวอย่างคำถาม โจทก์ฟ้องว่าจำเลยซื้อโทรทัศน์สีไปจากโจทก์แล้วไม่ชำระราคา ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน ๔๐,๐๐๐ บาท จำเลยให้การว่า ไม่เคยซื้อโทรทัศน์สีไปจากโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์เสร็จและสืบพยานจำเลยได้ ๒ ปาก ในวันนัดสืบพยานจำเลยนัดต่อมา ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างว่า พยานจำเลยติดธุระสำคัญที่ต่างจังหวัดไม่สามารถมาเบิกความตามนัดได้ โจทก์คัดค้านว่าจำเลยมีเจตนาประวิงคดี ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลย จำเลยยื่นคำแถลงโต้แย้งคำสั่งดังกล่าว ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ตามฟ้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและงดสืบพยานจำเลย กับอุทธรณ์ว่าคำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมโดยยกเหตุแห่งการที่เป็นฟ้องเคลือบคลุมขึ้นอ้างมาในอุทธรณ์ด้วย ให้วินิจฉัยว่า จำเลยจะอุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าวได้หรือไม่ ธงคำตอบ (ข้อสอบเนฯ ข้อ ๕ สมัย ๕๖) คดีนี้จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาท ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง การอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคำสั่งระหว่างพิจารณาจะต้องพิจารณาจากคดีเดิมเป็นสำคัญ ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและงดสืบพยานจำเลยนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการดำเนินคดีของศาลชั้นต้นจึงเป็นข้อเท็จจริง แม้จำเลยจะได้ยื่นคำแถลงโต้แย้งคำสั่งนั้นไว้ ก็ต้องห้ามอุทธรณ์ตามบทบัญญัติดังกล่าว (คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๒๓๐/๔๑ และ ๕๕๐๑/๔๕) จำเลยจึงอุทธรณ์ในปัญหานี้ไม่ได้ ปัญหาเรื่องฟ้องเคลือบคลุมแม้จะเป็นปัญหาข้อกฎหมาย แต่จำเลยมิได้ให้การต่อสู้คดีไว้ จึงไม่มีประเด็นในเรื่องดังกล่าว ทั้งมิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น และเรื่องฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่ในคดีแพ่งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยจึงอุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าวไม่ได้ ตามมาตรา ๒๒๕ (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ ๓๔๙๘/๒๕๔๖) **มาตรา ๒๒๕ ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างในการยื่นอุทธรณ์นั้นคู่ความจะต้อง กล่าวไว้โดยชัดแจ้งในอุทธรณ์และต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งจะต้องเป็น สาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยด้วย ถ้าคู่ความฝ่ายใดมิได้ยกปัญหาข้อใดอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นกล่าวในศาลชั้นต้นหรือคู่ความฝ่ายใดไม่สามารถยกปัญหาข้อกฎหมายใด ๆ ขึ้นกล่าวในศาลชั้นต้นเพราะพฤติการณ์ไม่เปิดช่องให้กระทำได้ หรือเพราะเหตุเป็นเรื่องที่ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยกระบวนพิจารณาชั้นอุทธรณ์ คู่ความที่เกี่ยวข้องย่อมมีสิทธิที่จะยกขึ้นอ้างซึ่งปัญหาเช่นว่านั้นได้ อธิบาย -วรรค ๑ อธิบายถึงข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างในการอุทธรณ์ต้องประกอบด้วยองค์ประกอบ ๓ ประการขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ ขาดไปจะทำให้อุทธรณ์ไม่ชอบ คือ (๑)กล่าวอย่างชัดแจ้ง (๒) เป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วตั้งแต่ศาลชั้นต้น (๓) เป็นสาระควรได้รับการวินิจฉัย -ข้อยกเว้นเฉพาะในเรื่องที่ไมได้ว่ากล่าวในศาลชั้นต้นแต่สามารถอุทธรณ์ได้คือ (๑)ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบฯ(ทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายก็ได้) (๒)ไม่สามารถยกปัญหาข้อกฎหมายเพราะพฤติการณ์ไม่เปิดช่อง (๓)เพราะเหตุไม่ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยกระบวนการพิจารณาชั้นอุทธรณ์ - ฎ.๔๘๓๙-๔๘๔๐/๔๗ ปัญหาว่าศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ชอบหรือไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน โจทก์ก็มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ตามมาตรา ๒๒๕ วรรคสอง ศาลอุทธรณ์ต้องรับวินิจฉัยข้อนี้ของโจทก์ -ฎ.๖๓๘/๔๙ เรื่องอำนาจยื่นคำร้องได้หรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของ ประชาชน -ขาดอายุความหรือไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมาย แต่ไม่เกี่ยวกับความสงบฯ ฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมาย แต่ไม่เกี่ยวด้วยความสงบฯ -ฎ.๓๔๓/๕๑ จำเลยทั้งหกให้การแต่เพียงว่า บ. เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างแต่ใช้ชื่อห้างโจทก์เป็นคู่สัญญากับจำเลยที่ ๑ โจทก์มอบอำนาจให้ บ. เป็นผู้รับเงินค่าจ้างแทน จำเลยทั้งหกจึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์อีก และศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์ได้รับเงินค่าจ้างก่อสร้างปรับปรุงถนนตามฟ้องจากจำเลยที่ ๑ ไว้ถูกต้องแล้วหรือไม่ และจำเลยทั้งหกและจำเลยร่วมต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด ที่จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ว่าโจทก์เชิดจำเลยร่วมขึ้นเป็นตัวแทนก็ดี หรือการที่โจทก์ลงลายมือชื่อของตนไว้ในหนังสือมอบอำนาจและให้จำเลยร่วมนำหนังสือดังกล่าวมากรอกข้อความในทำนองว่าโจทก์มอบอำนาจให้จำเลยร่วมเป็นผู้รับเงินแทน ถือเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ จำเลยที่ ๑ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ก็ดี ล้วนแต่เป็นการอุทธรณ์ในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ไม่ชอบด้วย ป.วิ แพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง และไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ วินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามมาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย -ฎ.๖๗๘๘/๕๒ การที่โจทก์และจำเลยที่ ๓ แถลงร่วมกันต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้ชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายเพียงข้อเดียวว่า สัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของจำเลยที่ ๑ เป็นการแปลงหนี้ใหม่หรือไม่ ถ้าเป็นการแปลงหนี้ใหม่ จำเลยที่ ๓ ก็หลุดพ้นจากความรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันของจำเลยที่ ๑ ถือว่าโจทก์และจำเลยที่ ๓ ได้สละประเด็นข้อพิพาทอื่นทั้งหมด ดังนั้นการที่จำเลยที่ ๓ อุทธรณ์และโจทก์แก้อุทธรณ์ในประเด็นอื่นดังกล่าว จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พ.ศ.๒๕๓๙ มาตรา ๓๘ ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง -ฎ.๑๓๕/๔๑ จำเลยให้การเพียงว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งมารดายกให้จำเลยทั้งแปลง ครั้นจำเลยอนุญาตให้โจทก์เข้าทำกิน โจทก์กลับละโมบจึงนำคดีมาฟ้อง โดยจำเลยมิได้ให้การโต้แย้งคัดค้านเรื่องคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้อง รวมทั้งอำนาจฟ้องจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๔ มิได้รับวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุตาม ป.วิ แพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕) ซึ่งต้องห้ามตามมาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง แม้ต่อมาศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาข้อนี้ของจำเลย และปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่ศาลฎีกาเห็นไม่สมควรที่ยกขึ้นวินิจฉัยให้ การอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น คู่ความผู้อุทธรณ์ต้องยกประเด็นข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายขึ้นอ้างเพื่อโต้แย้งคัดค้านเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นโดยชัดแจ้งว่าไม่ถูกต้องอย่างไร เพราะเหตุใด ตามที่กำหนดไว้ใน ป.วิ แพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง เสมอ เพื่อให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่ออุทธรณ์จำเลยกล่าวแต่เพียงว่าโจทก์เบิกความอย่างไร และหากเป็นเช่นนั้น โจทก์ควรทำอย่างไรต่อไป ทำนองว่าที่ถูกแล้วข้อเท็จจริงควรเป็นเช่นไรเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้จึงชอบแล้ว -ฎ.๒๙๓๘/๕๒ อุทธรณ์ของโจทก์ไม่ได้ให้เหตุผลโดยชัดแจ้งว่า ที่ศาลชั้นต้นยกเหตุต่างๆ ที่แสดงว่า ง. ไม่ได้ยกที่ดินพิพาทให้โจทก์นั้นไม่ชอบอย่างไร พยานหลักฐานอื่นที่แสดงว่าโจทก์ได้รับมอบที่ดินพิพาทในวันแต่งงานดังที่โจทก์อ้าง โจทก์ก็ไม่ได้ระบุไว้ในอุทธรณ์ ดังนั้น อุทธรณ์โจทก์ข้อนี้จึงไม่ชัดแจ้งต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์รับพิจารณาประเด็นดังกล่าวจึงไม่ชอบ ดังนั้น ฎีกาโจทก์ที่ว่า พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักและเหตุผลน่าเชื่อว่า ง. ได้ยกที่ดินพิพาทให้โจทก์จริง จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย -ตัวอย่างคำถาม โจทก์ฟ้องว่าจำเลยขับรถยนต์ประมาทเลินเล่อโดยถอยรถขึ้นมาบนถนนอย่างกะทันหัน เป็นเหตุให้เฉี่ยวชนกับรถคันที่บุตรโจทก์ขับ ทำให้รถโจทก์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นค่าซ่อมรถยนต์จำนวน ๑๒๐,๐๐๐ บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยให้การว่า บุตรโจทก์ขับรถยนต์ด้วยความประมาทเลินเล่อ ทำให้รถเสียหลักตกไหล่ทางแล้วพุ่งเข้าชนรถจำเลยซึ่งตกหล่มอยู่ จำเลยจึงไม่ได้ทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายสูงกว่าความเป็นจริง และฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะไม่ได้บรรยายฟ้องว่าบุตรโจทก์กระทำการในฐานะเป็นอะไรกับโจทก์ และบุตรโจทก์ยังเป็นผู้เยาว์หรือบรรลุนิติภาวะแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าเหตุที่รถยนต์ชนกันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลย แต่เห็นว่าค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องมานั้นสูงเกินไป และฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม พิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน ๕๐,๐๐๐ บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ว่า (ก) พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบรับฟังไม่ได้ว่าเหตุละเมิดเกิดเพราะความประมาทเลินเล่อของจำเลย (ข) ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เพราะโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าบุตรโจทก์ขับรถมาด้วยความเร็วปกติและใช้ความระมัดระวังเต็มที่พอที่จะให้จำเลยทราบสภาพแห่งข้อหาและแก้ข้อกล่าวหาได้อย่างเพียงพอให้วินิจฉัยว่า จำเลยจะอุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าวได้หรือไม่ ธงคำตอบ (ข้อสอบเนฯ ข้อ ๕ สมัย ๖๐) (ก) โจทก์ฟ้องให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน ๑๒๐,๐๐๐ บาท แต่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเพียง ๕๐,๐๐๐ บาทพร้อมดอกเบี้ย และโจทก์มิได้อุทธรณ์ ถือว่าโจทก์พอใจตามคำพิพากษา เมื่อจำเลย อุทธรณ์ฝ่ายเดียวว่าไม่ต้องรับผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ก็ต้องถือว่าทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์มีเท่าที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินคือ ๕๐,๐๐๐ บาทพร้อมดอกเบี้ยเท่านั้น และดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จก็จะนำมาคำนวณรวมเป็นทุนทรัพย์ไม่ได้ จึงต้องถือว่าคดีมีทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท (คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๘๙๔/๔๑) ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบรับฟังไม่ได้ว่าเหตุละเมิดเกิดเพราะความประมาทเลินเล่อของจำเลยเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง (คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๙/๔๐, ๘๙๘๔/๔๑) อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง จำเลยจึงอุทธรณ์ในปัญหาข้อนี้ไม่ได้ (ข) ปัญหาเรื่องฟ้องเคลือบคลุมเป็นปัญหาข้อกฎหมาย แต่จำเลยให้การต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เพราะมิได้บรรยายฟ้องให้ชัดเจนว่าบุตรโจทก์กระทำการในฐานะเป็นอะไรกับโจทก์ และบุตรโจทก์ยังเป็นผู้เยาว์หรือบรรลุนิติภาวะแล้ว ซึ่งแตกต่างกับที่จำเลยอุทธรณ์ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เพราะโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าบุตรโจทก์ขับรถมาด้วยความเร็วปกติและใช้ความระมัดระวังอย่างเต็มที่ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง(คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๖๔/๒๕๔๖) จำเลยจึงอุทธรณ์ในปัญหาข้อนี้ไม่ได้ **มาตรา ๒๒๖ ก่อนศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี ถ้าศาลนั้นได้มีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งนอกจากที่ระบุไว้ในมาตรา ๒๒๗ และ ๒๒๘ (๑) ห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณา (๒) ถ้าคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคำสั่งใด ให้ศาลจดข้อโต้แย้งนั้นลงไว้ในรายงานคู่ความที่โต้แย้งชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้ภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ศาลได้มีคำพิพากษา หรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีนั้นเป็นต้นไป เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ไม่ว่าศาลจะได้มีคำสั่งให้รับคำฟ้องไว้แล้วหรือไม่ให้ถือว่าคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งของศาลนับตั้งแต่มีการยื่นคำฟ้องต่อศาลนอกจากที่ระบุไว้ในมาตรา ๒๒๗ และ ๒๒๘ เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา อธิบาย -ดู ป.วิอาญา มาตรา ๑๙๖ ประกอบ -คำสั่งระหว่างพิจารณาเป็นได้ทั้งข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง ยกเว้น ม.๒๒๗,๒๒๘ -มาตรา ๒๒๖ ต้องอยู่ในบังคับ ม.๒๒๔ และ ๒๒๕ ด้วย (แต่ ม.๒๒๗ เป็นปัญหาข้อกฎหมาย ไม่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา และไม่อยู่ในบังคับมาตรา ๒๒๔) -โต้แย้งไว้ก่อนศาลจะมีคำสั่ง ถือไม่ได้ว่ามีการโต้แย้งไว้แล้วตาม ม.๒๒๖(๒) -ฎ.๘๙๗๗/๕๑ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ผู้ร้องสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ต้องห้ามอุทธรณ์จนกว่าศาลชั้นต้นจะได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๖(๑) -ฎ.๘๓๒๑/๕๑ คำร้องขอขยายระยะเวลาของผู้ร้องที่ยื่นต่อศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๓ เป็นอำนาจและดุลพินิจของศาลชั้นต้นที่จะสั่งตามที่เห็นสมควร คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินของผู้ร้อง ฉบับลงวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๘ จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณานอกเหนือจากคำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๗,๒๒๘ ผู้ร้องจะต้องโต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้นไว้จึงมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นต่อไป เว้นแต่ผู้ร้องจะไม่มีโอกาสที่จะโต้แย้งได้ การที่ทนายผู้ร้องได้ลงชื่อรับทราบในคำร้องฉบับดังกล่าวเพื่อให้มาฟังคำสั่งในวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๘ กรณีย่อมต้องถือว่า ผู้ร้องได้ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นตั้งแต่วันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๘ ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๘ ให้จำหน่ายคดีของผู้ร้องออกจากสารบบความ อันเป็นเวลาหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งถึง ๔ วัน ผู้ร้องย่อมมีโอกาสเพียงพอที่จะโต้แย้งคัดค้านคำสั่งนี้ได้ แต่ผู้ร้องก็มิได้โต้แย้ง เป็นการไม่ปฏิบัติตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๖(๒) -**ฎ.๗๙๘๐/๕๑ คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๓๒(๑) ทำให้คดีเสร็จไปจากศาล เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีแล้ว คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งใหม่ให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีจึงไม่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาอันต้องห้ามตามมาตรา ๒๒๖(๑) ศาลชั้นต้นได้สั่งจำหน่ายคดีโดยเห็นว่าโจทก์ทิ้งฟ้องไปแล้ว แต่เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องแสดงเหตุอันสมควร ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะทำการไต่สวนคำร้องของโจทก์เพื่อทราบข้อเท็จจริง และหากเห็นว่ามีการกระทำหรือการดำเนินกระบวนพิจารณาไปโดยผิดหลงและเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม ศาลชั้นต้นก็ย่อมมีอำนาจเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวโดยสั่งเพิกถอนคำสั่งที่สั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้องและให้จำหน่ายคดีจากสารบบความนั้นเสียได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗ -ตัวอย่างคำถาม โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ ๑ รับผิดในมูลละเมิดเป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท และฟ้องจำเลยที่ ๒ ผู้รับประกันภัยให้ร่วมรับผิดในวงเงิน ๖๐,๐๐๐ บาท โดยโจทก์เสียค่าขึ้นศาลจากทุนทรัพย์ ๑๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ ให้การปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นผู้ทำละเมิด ส่วนจำเลยที่ ๒ ให้การปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นผู้รับประกันภัย ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มในจำนวนทุนทรัพย์ ๖๐,๐๐๐ บาท โจทก์ปฏิบัติตามคำสั่งโดยไม่ได้โต้แย้ง เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว วันนัดสืบพยานจำเลย จำเลยที่ ๑ ขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตและถือว่าจำเลยที่ ๑ ไม่มีพยานมาสืบ ให้งดสืบพยานจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ ยื่นคำแถลงคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้น เมื่อเสร็จการพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ และยกฟ้องจำเลยที่ ๒ ให้จำเลยที่ ๑ ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ ให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ว่าจำเลยที่ ๒ เป็นผู้รับประกันภัยขอให้จำเลยที่ ๒ รับผิดตามฟ้องและอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่เรียกเก็บค่าขึ้นศาลเพิ่มว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนจำเลยที่ ๑ อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ ๑ เลื่อนคดี และงดสืบพยานจำเลยที่ ๑ โดยมิได้นำค่าธรรมเนียมที่ต้องใช้แก่โจทก์มาวางศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์และของจำเลยที่ ๑ ให้วินิจฉัยว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ธงคำตอบ (ข้อสอบเนฯ ข้อ ๕ สมัย ๕๗) คำสั่งศาลชั้นต้นที่เรียกเก็บค่าขึ้นศาลเพิ่มในจำนวนทุนทรัพย์ ๖๐,๐๐๐ บาท เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาซึ่งโจทก์จะต้องโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวไว้จึงจะอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๖(๒) แต่กรณีนี้อุทธรณ์คำสั่งของโจทก์เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายว่าการที่ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มชอบด้วยกฎหมายหรือไม่และเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์จะมิได้โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวไว้ซึ่งเท่ากับว่าโจทก์มิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นว่ากล่าวในศาลชั้นต้น โจทก์ก็มีสิทธิยกปัญหาเช่นว่านั้นขึ้นอ้างในอุทธรณ์ได้ ตามมาตรา ๒๒๕ วรรคสอง อันเป็นข้อยกเว้นของมาตรา ๒๒๖ (๒) โจทก์จึงชอบที่จะอุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าวได้ คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์ในข้อนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ ๗๔๐๙/๔๖ (ประชุมใหญ่) คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ ๑ เลื่อนคดีและงดสืบพยานจำเลยที่ ๑ เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา เมื่อจำเลยที่ ๑ ได้โต้แย้งไว้แล้ว จึงชอบที่จะอุทธรณ์ได้ตามมาตรา ๒๒๖ (๒) และการที่จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาโดยมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นก็ตาม ย่อมมีผลโดยตรงต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้สิ้นผลบังคับไปในตัวด้วย จึงเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมที่ต้องใช้แก่โจทก์มาวางศาลชั้นต้นพร้อมอุทธรณ์ตามมาตรา ๒๒๙ เมื่อจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าว จึงเป็นอุทธรณ์ไม่ชอบ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย (คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๕๒/๔๕ และ ๖๗๔๗/๔๕) -ตัวอย่างคำถาม โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ ๑ ผู้กู้และจำเลยที่ ๒ ผู้ค้ำประกันร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์จำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ในฐานะตัวแทนของนายทอง จึงไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว ขอให้ยกฟ้อง และยื่นคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกนายทองเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ส่วนจำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ ๒ ไปทำธุระที่ต่างจังหวัดกลับมายื่นคำให้การไม่ทัน มิได้จงใจยื่นคำให้การเกินกำหนด ขอให้รับคำให้การที่ยื่นมาพร้อมกับคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ กับมีคำสั่งในคำให้การของจำเลยที่ ๒ ด้วยว่า จำเลยที่ ๒ยื่นคำให้การเมื่อพ้นกำหนดเวลาตามกฎหมาย จึงไม่รับคำให้การ จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ต่างยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นทันที ให้วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นจะรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ หรือไม่ ธงคำตอบ (ข้อสอบเนฯ ข้อ ๕ สมัย ๕๕) การที่จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นคู่ความในคดีที่ยื่นคำร้องขอให้เรียกนายทองซึ่งเป็นบุคคลภายนอกให้เข้ามาเป็นคู่ความในคดีคือเป็นจำเลยร่วม คำร้องของจำเลยที่ ๑ ดังกล่าวมิใช่คำคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑ (๕)เพราะมิได้ตั้งประเด็นระหว่างคู่ความ ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ ๑ จึงไม่ใช่คำสั่งไม่รับหรือคืนคำคู่ความตามมาตรา ๑๘ แต่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามมาตรา ๒๒๖ (๑)ศาลชั้นต้นชอบที่จะไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ ไว้พิจารณา (คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๒๑๗/๓๕, ๙๑๐๗/๔๔) จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นรับคำให้การโดยยื่นคำร้องเมื่อพ้นกำหนดเวลาที่จะยื่นคำให้การได้ การที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องจึงมีผลเท่ากับศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยที่ ๒ ยื่นคำให้การ ซึ่งเมื่อสั่งไม่อนุญาตแล้ว ก็ไม่จำต้องสั่งไม่รับคำให้การอีก คำสั่งของศาลชั้นต้นยังอยู่ในขั้นตอนของคำสั่งไม่อนุญาตให้ยื่นคำให้การ มิใช่คำสั่งไม่รับคำให้การอันจะถือเป็นคำสั่งไม่รับคำคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๘ จึงเป็นคำสั่งในระหว่างพิจารณาต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวในระหว่างพิจารณาคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๖ (๑) ศาลชั้นต้นชอบที่จะไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ ไว้พิจารณา (คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๑๓๓/๔๕) -ตัวอย่างข้อสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาเมื่อ ๒ พ.ย.๒๕๕๑ ข้อ ๕ (มาตราหลัก ม.๒๒๖ มาตรารอง ม.๑๘,๒๒๕, ๒๒๗,๒๒๘) ถาม ในระหว่างพิจารณาคดีแพ่งเรื่องหนึ่ง ศาลเห็นว่าฟ้องโจทก์เป็นคดีมีทุนทรัพย์จึงมีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มอย่างคดีมีทุนทรัพย์ โจทก์ยินยอมเสียโดยไม่ได้โต้แย้งคัดค้าน ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนายดีเข้า มาเป็นจำเลยร่วมและขอให้ศาลชั้นต้นเดินเผชิญสืบที่พิพาท ขณะเดียวกันนายดำก็ยื่นคำร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าไม่มีเหตุผลที่จะเรียกนายดีเข้ามาเป็นจำเลยร่วม และไม่จำเป็นต้นเดินเผชิญสืบ ยกคำร้องของโจทก์ และแม้คำร้องสอดของนายดำจะชอบด้วยกฎหมาย แต่ไม่มีเหตุอันสมควร จึงให้ยกคำร้องสอดของนายดำ โจทก์ยื่นคำแถลงโต้แย้งคัดค้านคำสั่งดังกล่าวเพียงว่ามีเหตุผลที่จำเป็นต้องเรียกนายดีเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ส่วนนายดำไม่ได้ดำเนินการใดๆ ภายหลังเมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีแล้วโจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ กับที่ไม่อนุญาตให้เรียกนายเข้ามาเป็นจำเลยร่วม และไม่อนุญาตให้เดินเผชิญสืบ ส่วนนายดำยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้นายดำเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ ให้วินิจฉัยว่า ศาลอุทธรณ์จะต้องรับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์และนายดำหรือไม่ ตอบ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๒๖ วางหลักไว้ว่า ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี ถ้าได้มีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดนอกจากมาตรา ๒๒๗,๒๒๘ ห้ามอุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณา และคู่ความที่ได้โต้แย้งคำสั่งดังกล่าวไว้ชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวใน ๑ เดือนนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี แม้คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มอย่างคดีมีทุนทรัพย์เป็นคำสั่งก่อนศาลชั้นต้นตัดสินคดีซึ่งเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา และโจทก์จะมิได้โต้แย้งคำสั่งดังกล่าวไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๒๖ ก็ตาม แต่ปัญหาว่าศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ชอบหรือไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน โจทก์ก็มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ตามมาตรา ๒๒๕ วรรคสอง ศาลอุทธรณ์ต้องรับวินิจฉัยข้อนี้ของโจทก์ (เทียบ ฎ.๔๘๓๙-๔๘๔๐/๒๕๔๗) คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่ให้เรียกนายดีเข้ามาเป็นจำเลยร่วมและไม่อนุญาตให้เดินเผชิญสืบเป็นคำสั่งก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดี จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำแถลงโต้แย้งเฉพาะว่ามีเหตุจำเป็นเรียกนายดีเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ไม่ได้โต้แย้งคัดค้าเรื่องการเดินเผชิญสืบ โจทก์จึงสามารถอุทธรณ์ได้ เฉพาะในข้อที่ว่าศาลชั้นต้นไม่อนุญาตเรียกนายดีเข้ามาเป็นจำเลยร่วมโดยไม่ชอบเท่านั้น ศาลอุทธรณ์ต้องรับวินิจฉัยส่วนนี้ของโจทก์ ส่วนที่อุทธรณ์เรื่องการไม่อนุญาตให้เดินเผชิญสืบเมื่อเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาที่ไม่ได้โต้แย้งไว้จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์จึงไม่จำเป็นวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ (เทียบ ฎ.๓๔๙๕/๒๕๓๒) ส่วนคำสั่งยกคำร้องสอดของนายดำที่เป็นบุคคลภายนอกร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความร่วมกับจำเลย ซึ่ง จะต้องแสดงเหตุผลที่ขอเข้ามา คำขอและเอกสารแสดงเหตุที่ขอร้องสอดเข้ามาเพื่อตั้งประเด็นจึงจัดเป็นคำคู่ความ การที่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องไม่ให้เข้ามาในคดีจึงเป็นการไม่รับคำคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๑๘ ซึ่งเป็นข้อยกเว้นตามมาตรา ๒๒๗ ไม่ให้ถือเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา แต่อยู่ในบังคับการอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี ดังนั้นแม้นายดำจะไม่ได้โต้แย้งคัดค้านคำสั่งดังกล่าวไว้ ศาลอุทธรณ์ต้องรับวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวของนายดำ (เทียบ ฎ.๑๒๒๖/๒๕๑๐ ประชุมใหญ่) *มาตรา ๒๒๗ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับหรือให้คืนคำคู่ความตามมาตรา ๑๘ หรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นตามมาตรา ๒๔ ซึ่งทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องนั้น มิให้ถือว่าเป็นคำสั่งในระหว่างพิจารณา และให้อยู่ภายในข้อบังคับของการอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี อธิบาย - ฎ.(ป)๑๒๒๖/๑๐ คำขอและเอกสารแสดงเหตุที่ขอร้องสอดเข้ามาเพื่อตั้งประเด็นจึงจัดเป็นคำคู่ความ การที่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องไม่ให้เข้ามาในคดีจึงเป็นการไม่รับคำคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๑๘ ซึ่งเป็นข้อยกเว้นตามมาตรา ๒๒๗ ไม่ให้ถือเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา แต่อยู่ในบังคับการอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี ดังนั้นแม้จะไม่ได้โต้แย้งคัดค้านคำสั่งดังกล่าวไว้ ศาลอุทธรณ์ต้องรับวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว *มาตรา ๒๒๘ ก่อนศาลชี้ขาดตัดสินคดี ถ้าศาลมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้คือ (๑) ให้กักขัง หรือปรับไหม หรือจำขัง ผู้ใด ตามประมวลกฎหมายนี้ (๒) มีคำสั่งอันเกี่ยวด้วยคำขอเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของคู่ความในระหว่างการพิจารณา หรือมีคำสั่งอันเกี่ยวด้วยคำขอเพื่อจะบังคับคดีตามคำพิพากษาต่อไป หรือ (๓) ไม่รับหรือคืนคำคู่ความตามมาตรา ๑๘ หรือวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นตามมาตรา ๒๔ ซึ่งมิได้ทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่อง หากเสร็จไปเฉพาะแต่ประเด็นบางข้อ คำสั่งเช่นว่านี้ คู่ความย่อมอุทธรณ์ได้ภายในกำหนดหนึ่งเดือน นับแต่วันมีคำสั่งเป็นต้นไป แม้ถึงว่าจะมีอุทธรณ์ในระหว่างพิจารณา ให้ศาลดำเนินคดีต่อไป และมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีนั้น แต่ถ้าในระหว่างพิจารณา คู่ความอุทธรณ์คำสั่งชนิดที่ระบุไว้ในอนุมาตรา (๓) ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่า การกลับหรือแก้ไขคำสั่งที่คู่ความอุทธรณ์นั้นจะเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดคดี หรือวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นข้อใดที่ศาลล่างมิได้วินิจฉัยไว้ ให้ศาลอุทธรณ์มีอำนาจทำคำสั่งให้ศาลล่างงดการพิจารณาไว้ในระหว่างอุทธรณ์ หรืองดการวินิจฉัยคดีไว้จนกว่าศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัยชี้ขาดอุทธรณ์นั้น ถ้าคู่ความมิได้อุทธรณ์คำสั่งในระหว่างพิจารณาตามที่บัญญัติไว้ในมาตรานี้ ก็ให้อุทธรณ์ได้ในเมื่อศาลพิพากษาคดีแล้วตามความในมาตรา ๒๒๓ อธิบาย ม.๒๒๗,๒๒๘ ๑) ศาลสั่งไม่รับ ตาม ม.๑๘ -ไม่รับคำร้องสอด เป็น ม.๒๒๗ -ไม่รับคำฟ้อง เป็น ม.๒๒๗ -รับบางข้อ เป็น ม.๒๒๘ -ไม่อนุญาตให้แก้คำฟ้อง เป็น ม.๒๒๘ -ไม่รับฟ้องเลย เป็น ม.๒๒๗ -ไม่รับคำให้การเลยทั้งหมด เป็น ม.๒๒๘ -ไม่อนุญาตแก้คำให้การ เป็น ม.๒๒๘ -ไม่รับฟ้องแย้ง เป็น ม.๒๒๗ -ม.๒๖๔ เสร็จทั้งเรื่อง เป็น ม.๒๒๗ -ไม่เสร็จทั้งเรื่อง(เฉพาะประเด็น) เป็น ม.๒๒๘ ๒) ชี้ขาดเบื้องต้นข้อกฎหมาย ส่วนใหญ่เสร็จทั้งเรื่องเข้า ม.๒๒๗ ใช้เฉพาะศาลชั้นต้นและอุทธรณ์เท่านั้น -เป็นคุณแก่ผู้ร้องจึงเป็น ม.๒๔ ซึ่งเข้าทั้ง ม.๒๒๗ และ ๒๒๘ ได้ - สั่งไม่เป็นคุณแก่ผู้ร้อง เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา เข้า ม.๒๒๖ -ปัจจุบันศาลจะไม่สั่งถ้าสั่งแล้วคดีไม่จบ -สั่งยกคำร้อง,ไม่รับวินิจฉัย,รอไว้สั่งในคดพิพากษา ซึ่งถือไม่เป็นคุณ เป็น ม.๒๒๖ -ศาลหยิบยก ม.๒๔ ขึ้นได้เอง เป็น ม.๒๒๗ -ฎ.๑๑๐๖/๓๐ คำสั่งศาลให้โจทก์วางเงินประกันค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๕๓เป็นคำสั่งอันเกี่ยวด้วยคำขอเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของคู่ความในระหว่างการพิจารณาตามป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๘(๒) ย่อมอุทธรณ์ฎีกาได้โดยไม่จำต้องโต้แย้งคำสั่งไว้ก่อน -ฎ.๑๕๐๑๙/๕๑ ระหว่างพิจารณาภายหลังศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งว่า จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การโดยอ้างว่าเป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบพร้อมทั้งยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องและไม่รับคำให้การของจำเลยที่ ๑ ดังนี้ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งว่าจำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การและคำสั่งยกคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งว่าจำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นระหว่างพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๖ (๑) ส่วนคำสั่งไม่รับคำให้การของจำเลยที่ ๑ เป็นคำสั่งไม่รับคำคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๘ วรรคสาม ซึ่งทำให้คดีเสร็จไปเฉพาะแต่ประเด็นบางข้อ มิใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา จำเลยที่ ๒ มีสิทธิอุทธรณ์ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๘ (๓) **มาตรา ๒๒๙ การอุทธรณ์นั้นให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลชั้นต้นซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น และผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นด้วย ให้ผู้อุทธรณ์ยื่นสำเนาอุทธรณ์ต่อศาล เพื่อส่งให้แก่จำเลยอุทธรณ์ (คือฝ่ายโจทก์หรือจำเลยความเดิมซึ่งเป็นฝ่ายที่มิได้อุทธรณ์ความนั้น) ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๓๕ และ ๒๓๖ อธิบาย -ค่าธรรมเนียมที่โจทก์อุทธรณ์ต้องวางศาลพร้อมอุทธรณ์คือค่าธรรมเนียมใช้แทน ไม่ใช่ค่าธรรมเนียมศาลตาม ม.๑๘,๑๔๙,๑๕๐ ซึ่งเป็นคนละส่วนกัน -ดูตัวอย่างคำถามจาก ม.๒๒๔ ข้อสอบเนฯข้อ ๕ สมัย ๖๒ ประกอบด้วย **-ฎ.๖๑๘๑/๕๑ ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๙ บัญญัติว่า การอุทธรณ์นั้นให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลชั้นต้นซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น และผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาและคำสั่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์นั้นด้วย บทบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับแก่การอุทธรณ์คำพิพากษาและคำสั่งในทุกกรณี จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ จึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว การที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ เสียเฉพาะค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ซึ่งเป็นค่าธรรมเนียมอย่างหนึ่งที่กฎหมายบังคับให้ต้องเสียในขณะยื่นคำฟ้องอุทธรณ์ แต่เงินดังกล่าวเป็นคนละส่วนกับเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา เมื่อจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวให้ครบถ้วนจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้หลังจากที่ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว ก่อนที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ จะยื่นฎีกา จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษามาวางศาล ก็ไม่มีผลทำให้อุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ไปแล้วกลับเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายไปได้ **-ฎ.๕๙๐๕/๕๑ ที่ ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๙ บัญญัติให้ ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์นั้นด้วยเป็นบทใช้บังคับเฉพาะกรณีอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีของศาลชั้นต้น ตลอดจนการอุทธรณ์คำสั่งอื่นๆ ของศาลชั้นต้นที่มีผลกระทบต่อคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีของศาลชั้นต้นเท่านั้น คดีนี้หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นทั้งหมด โดยให้ดำเนินการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ ๒ ใหม่และขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง การที่จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น โดยขอให้ศาลอุทธรณ์กลับคำสั่งของศาลชั้นต้นให้รับคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ของจำเลยที่ ๒ ไว้พิจารณาต่อไป ซึ่งหากศาลอุทธรณ์พิจารณาเห็นชอบด้วยตามข้ออุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ ศาลอุทธรณ์ก็จะพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยที่ ๒ ไว้พิจารณาและไต่สวนพยานของจำเลยที่ ๒ แล้วมีคำสั่งไปตามรูปคดีว่าจะอนุญาตให้จำเลยที่ ๒ พิจารณาคดีใหม่หรือไม่ ศาลอุทธรณ์ไม่อาจพิจารณาและอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ตามคำขอท้ายอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ ได้ เพราะยังไม่มีข้อเท็จจริงที่จะนำมาวินิจฉัยว่ากระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นเกิดขึ้นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ การอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ ๒ ชั้นนี้ไม่มีผลโดยตรงต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้สิ้นผลบังคับแต่อย่างใด จำเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียม ซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๙ -ฎ.๒๐๘/๕๐ จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยที่ ๑ โดยขอให้ศาลอุทธรณ์ มีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ มีผลเท่ากับเป็นการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นอยู่ในตัว จำเลยที่ ๑ จึงมีหน้าที่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมศาลซึ่งต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตาม ม.๒๒๙ เมื่อจำเลยที่ ๑ ไม่ปฏิบัติดังกล่าว อุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งในชั้นตรวจคำฟ้องอุทธรณ์ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ ได้ทันที โดยไม่ต้องกำหนดให้จำเลยที่ ๑ วางเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวเสียก่อนตาม ม.๑๘ เพราะกรณีดังกล่าวไม่ใช่เรื่องของการมิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลโดยไม่ถูกต้องครบถ้วนตาม ม.๑๘ แต่อย่างใด(ดูรายละเอียด ม.๑๘,๒๗,๒๒๙และ๒๓๒ ควบกัน) -ฎ.๑๑๒๕/๔๕ (ป.วิแพ่ง ม.๒๒๙,๒๓๒,๒๓๔) ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๙บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ ซึ่งค่าธรรมเนียมใช้แทนนอกจากค่าทนายความแล้วยังรวมถึงค่าฤชาธรรมเนียมที่คู่ความอีกฝ่ายต้องเสียไปจากการดำเนินคดีในศาลชั้นต้นด้วย การที่จำเลยยื่นอุทธรณ์โดยนำเพียงค่าทนายความใช้แทนมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งไม่รับอุทธรณ์ได้ทันที แต่เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยมิได้จงใจหรือฝ่าฝืนที่จะไม่ปฏิบัติตามบทกฎหมายและมีคำสั่งกำหนดเวลาให้จำเลยปฏิบัติให้ถูกต้องครบถ้วน เท่ากับศาลชั้นต้นเปิดโอกาสให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลให้ถูกต้องอีกครั้งหนึ่งก่อนที่จะพิจารณาสั่งอุทธรณ์อันเป็นกระบวนพิจารณาในชั้นตรวจคำฟ้องอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓๒ ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลชั้นต้นโดยเฉพาะ คำสั่งของศาลชั้นต้นเช่นนี้จึงมิใช่คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ซึ่งผู้อุทธรณ์อาจอุทธรณ์คำสั่งศาลนั้นไปยังศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๓๔ ได้ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในชั้นตรวจคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยว่า ให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนมาวางศาลภายในเวลาที่กำหนดก่อนจึงจะพิจารณาสั่งอุทธรณ์ของจำเลยนั้น จำเลยจึงยังไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวการที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยมานั้นจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่อาจวินิจฉัยฎีกาของจำเลยได้ หมายเหตุ เหตุผลที่คำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้วินิจฉัยว่าจำเลยยังไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งอุทธรณ์ อยู่ที่ว่าคำสั่งศาลชั้นต้นเป็นการเปิดโอกาสให้จำเลยนำค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนมาวางศาลให้ครบถ้วนก่อนที่ศาลจะสั่งเท่านั้น กล่าวคือคำสั่งนี้มิได้เพิ่มภาระให้จำเลยแต่อย่างใด เพราะจำเลยมีหน้าที่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๙ ที่จะต้องนำค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์อยู่แล้ว คำสั่งศาลชั้นต้นเพียงให้โอกาสจำเลยเพิ่มขึ้นเป็นเวลา ๑๕ วัน เป็นประโยชน์แก่จำเลยถ่ายเดียว ส่วนที่ศาลฎีกากล่าวว่าคำสั่งศาลชั้นต้นอยู่ในชั้นตรวจคำฟ้องอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๓๒ เป็นอำนาจหน้าที่ของศาลชั้นต้นโดยเฉพาะนั้น เป็นการอธิบายว่าคำสั่งนี้ยังอยู่ในขั้นศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องอุทธรณ์อยู่ มิได้หมายความว่าเมื่อเป็นคำสั่งที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของศาลชั้นต้นโดยเฉพาะแล้วอุทธรณ์ไม่ได้ เพราะคำสั่งขั้นใด ๆ เมื่อไม่มีกฎหมายห้ามอุทธรณ์แล้วย่อมอุทธรณ์ได้เสมอ โดยถ้าเป็นคำสั่งขั้นตรวจคำฟ้องอุทธรณ์เป็นคำสั่งของศาลชั้นต้นเอง ก็อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ โดยทำเป็นคำฟ้องอุทธรณ์ธรรมดา ถ้าพ้นขั้นนี้ไปถึงขั้นสั่งรับหรือไม่รับคำฟ้องอุทธรณ์ก็อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ โดยทำเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓๔ แต่ถ้าศาลชั้นต้นสั่งรับฟ้องอุทธรณ์แล้วการดำเนินการของศาลชั้นต้นภายหลังจากนั้นย่อมเป็นการทำแทนศาลอุทธรณ์ จะอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์เองย่อมไม่ได้ แต่ถ้าคู่ความไม่พอใจก็ชอบที่จะยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ซึ่งเป็นเจ้าของคดีให้สั่งใหม่ได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๐๔๗/๙๕ ,๑๑๘๔/๙๕ และ๖๘๑/๓๐) และที่ศาลฎีกากล่าวว่าคำสั่งศาลชั้นต้นในคดีนี้มิใช่คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ก็เป็นการอธิบายว่ายังไม่ถึงขั้นนั้น เพราะคำสั่งในสองขั้นนี้ใกล้เคียงกันบางครั้งศาลชั้นต้นมิได้ใช้คำว่าไม่รับอุทธรณ์แต่เป็นคำสั่งไม่รับอุทธรณ์แล้ว เช่น ศาลชั้นต้นตรวจอุทธรณ์ของโจทก์ แล้วมีคำสั่งให้คืนฟ้องอุทธรณ์ให้โจทก์ไปเสียค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เสียไม่ครบถ้วน ถือว่าเป็นคำสั่งไม่รับอุทธรณ์แล้ว (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๕๗-๖๖๐/๑๐) เป็นต้น -***ฎ.๔๙๒๑/๕๐ ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๙ ซึ่งบัญญัติบังคับให้ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมที่จะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์นั้นใช้บังคับเฉพาะกรณีอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีของศาลชั้นต้น ตลอดจนการอุทธรณ์คำสั่งอื่น ๆ ของศาลชั้นต้นที่มีผลกระทบต่อคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีของศาลชั้นต้นเท่านั้น คดีนี้ปรากฏว่าหลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งแปดร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์แล้ว จำเลยที่ ๕ และที่ ๗ ได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ไม่ได้กล่าวโดยชัดแจ้งซึ่งข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลที่แสดงให้เห็นว่าหากศาลให้พิจารณาคดีนั้นใหม่ตนอาจเป็นฝ่ายชนะ ให้ยกคำร้อง จำเลยที่ ๕ และที่ ๗ อุทธรณ์คำสั่งโดยขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นรับคำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยที่ ๕ และที่ ๗ ไว้พิจารณาต่อไป อุทธรณ์ของจำเลยที่ ๕ และที่ ๗ ดังกล่าว หากศาลอุทธรณ์ภาค ๔พิจารณาแล้วเห็นชอบด้วยตามข้ออุทธรณ์ของจำเลยที่ ๕ และที่ ๗ ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ ก็จะมีคำสั่งยกคำสั่งศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยที่ ๕ และที่ ๗ ไว้พิจารณาและมีคำสั่งต่อไปตามรูปคดีเท่านั้น การอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ ๕ และที่ ๗ ในชั้นนี้จึงไม่มีผลทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นสิ้นผลบังคับแต่อย่างใด เมื่ออุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ ๕ และที่ ๗ จึงไม่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๙ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๕ และที่ ๗ และศาลอุทธรณ์ภาค ๔ ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๕ และที่ ๗ นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา -ฎ.๓๑๓๗/๕๐,๗๕๖/๕๐ ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๙ บัญญัติว่า "การอุทธรณ์นั้นให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลชั้นต้นซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น และผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นด้วย..." บทบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับเฉพาะกรณีอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีของศาลชั้นต้น ตลอดจนการอุทธรณ์คำสั่งอื่น ๆ ของศาลชั้นต้นที่มีผลกระทบต่อคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีของศาลชั้นต้นเท่านั้น คดีนี้ปรากฏว่าหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า คำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยทั้งสองไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๑๙๙ จัตวา วรรคสอง ให้ยกคำร้อง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวนี้ หากศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิจารณาแล้วเห็นชอบด้วยตามข้ออุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ ก็จะพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นรับคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยทั้งสองไว้พิจารณาและมีคำสั่งต่อไปตามรูปคดี การอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสองในชั้นนี้ไม่มีผลโดยตรงต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้สิ้นผลบังคับแต่อย่างใด เมื่ออุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๙ -ฎ.๖๔๔๗/๔๘ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ ๓๐,๐๐๐ บาท จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นนัดไต่สวน ระหว่างไต่สวนคำร้องจำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและถือว่าจำเลยไม่มีพยานมาสืบ มีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี แม้ตามคำขอท้ายอุทธรณ์ของจำเลยมีคำขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ อนุญาตให้จำเลยพิจารณาคดีใหม่ แต่เนื้อหาในอุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านเฉพาะเรื่องการไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี และให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องใหม่แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดีเท่านั้น ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ ไม่อาจอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ตามคำขอท้ายอุทธรณ์ได้ เพราะยังไม่มีข้อเท็จจริงที่จะนำมาวินิจฉัยว่าการขาดนัดยื่นคำให้การนั้นมิได้เป็นไปโดยจงใจหรือมีเหตุอันสมควรหรือไม่ อุทธรณ์ของจำเลยยังไม่มีผลโดยตรงต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ต้องถูกยกเลิกหรือสิ้นผลบังคับ จำเลยจึงไม่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๙ มาตรา ๒๓๐ คดีตามมาตรา ๒๒๔ ถ้าคู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ให้ศาลชั้นต้นตรวจเสียก่อนว่าฟ้องอุทธรณ์นั้นจะรับไว้พิจารณาได้หรือไม่ ถ้าผู้พิพากษาที่ได้พิจารณาคดีนั้นมีความเห็นแย้ง หรือได้รับรองไว้แล้ว หรือรับรองในเวลาที่ตรวจอุทธรณ์นั้นว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงนั้นได้ ก็ให้ศาลมีคำสั่งรับอุทธรณ์นั้นไว้พิจารณาในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้ว ถ้าไม่มีความเห็นแย้งหรือคำรับรองเช่นว่านั้น ให้ศาลมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงที่กล่าวแล้ว ในกรณีเช่นนี้ ถ้าอธิบดีผู้พิพากษาหรืออธิบดีผู้พิพากษาภาคมิได้เป็นคณะในคำสั่งนั้น ผู้อุทธรณ์ชอบที่จะยื่นคำร้องต่อศาลถึงอธิบดีผู้พิพากษาหรืออธิบดีผู้พิพากษาภาคภายในเจ็ดวัน เมื่อศาลได้รับคำร้องเช่นว่านั้น ให้ศาลส่งคำร้องนั้นพร้อมด้วยสำนวนความไปยังอธิบดีผู้พิพากษาหรืออธิบดีผู้พิพากษาภาค เพื่อมีคำสั่งยืนตามหรือกลับคำสั่งของศาลนั้นคำสั่งของอธิบดีผู้พิพากษา หรืออธิบดีผู้พิพากษาภาค เช่นว่านี้ ให้เป็นที่สุด บทบัญญัติแห่งมาตรานี้ ไม่ห้ามศาลในอันที่จะมีคำสั่งตามมาตรา ๒๓๒ ปฏิเสธไม่ส่งอุทธรณ์ในเหตุอื่น หรือในอันที่ศาลจะมีคำสั่งให้ส่งอุทธรณ์นั้นไปเท่าที่เป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมาย *มาตรา ๒๓๑ การยื่นอุทธรณ์ย่อมไม่เป็นการทุเลาการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้น แต่คู่ความที่ยื่นอุทธรณ์อาจยื่นคำขอต่อศาลอุทธรณ์ไม่ว่าเวลาใด ๆก่อนพิพากษา โดยทำเป็นคำร้องชี้แจงเหตุผลอันสมควรแห่งการขอ ให้ศาลอุทธรณ์ทุเลาการบังคับไว้ คำขอเช่นว่านั้น ให้ผู้อุทธรณ์ยื่นต่อศาลชั้นต้นได้จนถึงเวลาที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้อุทธรณ์ ถ้าภายหลังศาลได้มีคำสั่งเช่นว่านี้แล้ว ให้ยื่นตรงต่อศาลอุทธรณ์ ถ้าได้ยื่นคำขอต่อศาลชั้นต้นก็ให้ศาลรีบส่งคำขอนั้นไปยังศาลอุทธรณ์ ในกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินอย่างยิ่ง เมื่อศาลชั้นต้นได้รับคำขอไว้ ก็ให้มีอำนาจทำคำสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้รอคำวินิจฉัยชี้ขาดของศาลอุทธรณ์ในคำขอเช่นว่านั้น ถ้าผู้อุทธรณ์วางเงินต่อศาลชั้นต้นเป็นจำนวนพอชำระหนี้ตามคำพิพากษารวมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมในการฟ้องร้องและการบังคับคดี หรือได้หาประกันมาให้สำหรับเงินจำนวนเช่นว่านี้จนเป็นที่พอใจของศาล ให้ศาลที่กล่าวมาแล้วงดการบังคับคดีไว้ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๙๕ (๑) เมื่อได้รับคำขอเช่นว่านี้ ศาลอุทธรณ์จะอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ในกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินก็ได้ โดยมิต้องฟังคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง แต่ในกรณีเช่นว่านี้ ให้ถือว่าคำสั่งนี้เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะได้ฟังคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งในภายหลัง ถ้าศาลมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ตามที่ขอ คำสั่งนี้อาจอยู่ภายใต้บังคับเงื่อนไขใด ๆ หรือไม่ก็ได้ ศาลจะมีคำสั่งให้ผู้อุทธรณ์ทำทัณฑ์บนว่าจะไม่ยักย้ายจำหน่ายทรัพย์สินของตนในระหว่างอุทธรณ์ หรือให้หาประกันมาให้ศาลให้พอกับเงินที่ต้องใช้ตามคำพิพากษาหรือจะให้วางเงินจำนวนนั้นต่อศาลก็ได้ ถ้าผู้อุทธรณ์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้น ศาลจะสั่งให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้อุทธรณ์นั้นก็ได้ และถ้าทรัพย์สินเช่นว่านั้นหรือส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นสังหาริมทรัพย์ ศาลอาจมีคำสั่งให้เอาออกขายทอดตลาดก็ได้ ถ้าปรากฏว่าการขายนั้นเป็นการจำเป็นและสมควร เพราะทรัพย์สินนั้นมีสภาพเป็นของเสียได้ง่ายหรือว่าการเก็บรักษาไว้ในระหว่างอุทธรณ์น่าจะนำไปสู่ความยุ่งยากหรือจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก อธิบาย -การขอทุเลาเป็นการของดบังคับคดีไว้ชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งทำได้เฉพาะไม้ให้อีกฝ่ายได้รับความเสียหาย และผู้ที่จะขอทุเลาการบังคับคดีได้ต้องเป็นคู่ความที่ถูกบังคับคดี -บางกรณีดูไม่ออกว่าขอ ม.๒๓๑ หรือขอตาม ม.๒๖๔ ซึ่งมีความแตกต่างกัน ม.๒๓๑ ฎีกาไม่ได้ แต่ ม.๒๖๔ ฎีกาได้ -ขอทุเลาฯไม่ได้ (๑) ค่าธรรมเนียมใช้แทน ม.๒๒๙ (๒)คดีล้มละลายเมื่อมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด (๓)คดีภาษี เป็นอำนาจเฉพาะของอธิบดีกรรมสรรพากร -ขอทุเลาฯไม่มีเหตุฉุกเฉิน ต้องส่งสำเนาและฟังอีกฝ่ายเสมอมิฉะนั้นต้องยกย้อนสำนวน -ฎ.๓๔๓๘/๓๓ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับผิด ๑๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๒ จำนวน ๔๐๐,๐๐๐บาท จำเลยทั้งสองอุทธรณ์และขอทุเลาการบังคับคดี ศาลอุทธรณ์สั่งให้วางหลักประกันร่วมกันเพียง ๔๐๐,๐๐๐ บาท จึงจะให้ทุเลาฯ ศาลฎีกาว่าเรื่องนี้เป็นการตีความคำสั่งศาล ไม่ใช่โต้แย้งดุลยพินิจ จึงให้รับฎีกาได้ในเรื่องขอขอทุเลาฯ มาตรา ๒๓๒ เมื่อได้รับอุทธรณ์แล้ว ให้ศาลชั้นต้นตรวจอุทธรณ์และมีคำสั่งให้ส่งหรือปฏิเสธไม่ส่งอุทธรณ์นั้นไปยังศาลอุทธรณ์ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ถ้าศาลปฏิเสธไม่ส่ง ให้ศาลแสดงเหตุที่ไม่ส่งนั้นไว้ในคำสั่งทุกเรื่องไป ถ้าคู่ความทั้งสองฝ่ายได้ยื่นอุทธรณ์ศาลจะวินิจฉัยอุทธรณ์ทั้งสองฉบับนั้นในคำสั่งฉบับเดียวกันก็ได้ อธิบาย -**ฎ.๖๖๕/๔๘ การนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมอุทธรณ์นั้น ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๙ บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของผู้อุทธรณ์ที่จะต้องนำเงินมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ด้วย การที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์โดยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์จึงเป็นการไม่ชอบ ซึ่งศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งไม่รับอุทธรณ์ได้ทันที แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งกำหนดระยะเวลาให้จำเลยทั้งสองปฏิบัติให้ถูกต้องครบถ้วนเท่ากับศาลชั้นต้นเปิดโอกาสให้แก่จำเลยทั้งสองนำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลให้ถูกต้องอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะพิจารณาสั่งอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่าจะให้ส่งหรือปฏิเสธไม่ส่งอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองไปยังศาลอุทธรณ์ภาค ๓ อันเป็นกระบวนพิจารณาในชั้นตรวจคำฟ้องอุทธรณ์ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา ๒๓๒ ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลชั้นต้นโดยเฉพาะ คำสั่งของศาลชั้นต้นเช่นนี้มิใช่เป็นคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ซึ่งผู้อุทธรณ์อาจอุทธรณ์คำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๓๔ ได้ จำเลยทั้งสองจึงยังไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว -**ฎ.๕๔๙๙/๕๐ วิแพ่ง ม.๒๓๒,๒๓๔,๑๔๒(๕),๒๔๖,๒๔๗ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ ๑ ให้คืนค่าขึ้นศาลแก่จำเลยที่ ๑ จึงเป็นการตรวจและมีคำสั่งปฏิเสธไม่ส่งอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ ๑ ไปยังศาลอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๓๒ ทางแก้ของจำเลยที่ ๑ คือจำเลยที่ ๑ ต้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นไปยังศาลอุทธรณ์ และนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนด ๑๕ วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา ๒๓๔ แต่จำเลยที่ ๑ ไม่ดำเนินการตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว กลับยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวเพื่อให้มีคำสั่งคืนอุทธรณ์ให้จำเลยที่ ๑ ทำมาใหม่หรือแก้ไขเพิ่มเติมหรือชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วน เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้อง การที่จำเลยที่ ๑ ยื่นอุทธรณ์คำสั่งนั้น จึงเห็นได้ว่าเป็นการพยายามเชื่อมโยงเหตุการณ์เพื่อให้กลับไปสู่การวินิจฉัยเรื่องที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ เท่ากับเป็นการหลีกเลี่ยงให้จำเลยที่ ๑ สามารถอุทธรณ์ได้โดยไม่ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา ๒๓๔ อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ให้จำเลยที่ ๑ จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒(๕) ๒๔๖ และ ๒๔๗ และถือได้ว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ไม่เป็นเหตุให้จำเลยที่ ๑ ฎีกาต่อไปได้ มาตรา ๒๓๓ ถ้าศาลยอมรับอุทธรณ์และมีความเห็นว่าการอุทธรณ์นั้นคู่ความที่ศาลพิพากษาให้ชนะจะต้องเสียค่าฤชาธรรมเนียมเพิ่มขึ้น ให้ศาลมีอำนาจกำหนดไว้ในคำสั่งให้ผู้อุทธรณ์นำเงินมาวางศาลอีกให้พอกับจำนวนค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งจะต้องเสียดังกล่าวแล้ว ตามอัตราที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น ก่อนสิ้นระยะเวลาอุทธรณ์หรือภายในระยะเวลาตามที่ศาลจะเห็นสมควรอนุญาต หรือตามแต่ผู้อุทธรณ์จะมีคำขอขึ้นมาไม่เกินสิบวันนับแต่สิ้นระยะเวลาอุทธรณ์นั้นถ้าผู้อุทธรณ์ไม่นำเงินจำนวนที่กล่าวข้างต้นมาวางศาลภายในกำหนดเวลาที่อนุญาตไว้ก็ให้ศาลยกอุทธรณ์นั้นเสีย **มาตรา ๒๓๔ ถ้าศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์ ผู้อุทธรณ์อาจอุทธรณ์คำสั่งศาลนั้นไปยังศาลอุทธรณ์โดยยื่นคำขอเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้น และนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ศาลได้มีคำสั่ง อธิบาย -ฎ.๑๘๕๑/๕๑ จำเลยยื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดีอันเป็นกระบวนการในชั้นบังคับคดี แต่ศาลชั้นต้น มีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่ง จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ต่อมานั้น แม้การอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทำขึ้นภายหลังที่ศาลชั้นต้นพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดีแล้ว แต่การอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวไม่มีผลกระทบถึงคำพิพากษาศาลชั้นต้นอันทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นต้องถูกกลับ แก้หรือถูกยกไปด้วย อีกทั้งกรณีดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับความกระทบกระเทือนจากการยื่นอุทธรณ์เพราะหากจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดียังคงดำเนินการบังคับคดีกับจำเลยได้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนั้น การอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยคดีนี้จึงไม่จำต้องนำเงินที่ต้องชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันมาวางไว้ต่อศาลตาม ป.วิ แพ่ง มาตรา ๒๓๔ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันมาวางไว้ต่อศาลและศาลอุทธรณ์อาศัยเหตุที่จำเลยไม่นำเงินส่วนที่ขาดหรือหาประกันมาวางเพิ่มต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนดแล้วมีคำสั่งว่าจำเลยทิ้งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ จึงเป็นกระบวนพิจารณาและคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย -คำว่าถ้าศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์ จะเป็นไม่รับทั้งฉบับหรือข้อหนึ่งข้อใดก็ได้ การไม่รับไม่ว่าด้วยเหตุใดๆก็เข้ามาตรานี้ -กรณีถ้าศาลคืนอุทธรณ์ตาม ม.๑๘ แล้วโจทก์ไม่ทำตามคำสั่งศาล แล้วศาลไม่รับอุทธรณ์ก็จะเข้ามาตรา ๒๓๔ ซึ่งต้องอุทธรณ์ใน ๑๕ วัน แต่กรณีศาลคืนอุทธรณ์ให้ไปทำมาใหม่ อุทธรณ์ได้ทันทีตาม ม.๑๘ วรรคท้ายและ ม.๒๒๗,๒๒๘ โดยอุทธรณ์ใน ๑ เดือนตามหลักทั่วไปตาม ม.๒๒๓,๒๒๙ แต่ถ้าศาลสั่งผิดไม่สั่งคืนแต่กลับสั่งไม่รับทันทีก็เข้า ม.๒๓๔,๒๓๖ -คร.ฎ.๑๙๙๒/๔๗ ขอขยายเวลาอุทธรณ์ ศาลไม่รับ ไม่อยู่ในบังคับ ม.๒๓๔ -ฎ.๒๕๒๐/๔๘ คู่ความอุทธรณ์แล้วไม่ได้วางเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนตาม ม.๒๒๙ ศาลสั่งไม่รับ อุทธรณ์ได้ทันทีตาม ม.๒๓๒ แต่ศาลได้กำหนดให้นำเงินมาวางในกำหนด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นการใช้ดุลพินิจของศาลชั้นต้นอันเป็นการสั่งตามดุลพินิจตาม ม.๒๓๒ ซึ่งอุทธรณ์ตาม ม.๒๓๔ -ฎ.๕๔๙๙/๕๐ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ ๑ ให้คืนค่าขึ้นศาลแก่จำเลยที่ ๑ จึงเป็นการตรวจและมีคำสั่งปฏิเสธไม่ส่งอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ ๑ ไปยังศาลอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๓๒ ทางแก้ของจำเลยที่ ๑ คือจำเลยที่ ๑ ต้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นไปยังศาลอุทธรณ์ และนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนด ๑๕ วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา ๒๓๔ แต่จำเลยที่ ๑ไม่ดำเนินการตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว กลับยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวเพื่อให้มีคำสั่งคืนอุทธรณ์ให้จำเลยที่ ๑ ทำมาใหม่หรือแก้ไขเพิ่มเติมหรือชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วน เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้อง การที่จำเลยที่ ๑ ยื่นอุทธรณ์คำสั่งนั้น จึงเห็นได้ว่าเป็นการพยายามเชื่อมโยงเหตุการณ์เพื่อให้กลับไปสู่การวินิจฉัยเรื่องที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ เท่ากับเป็นการหลีกเลี่ยงให้จำเลยที่ ๑ สามารถอุทธรณ์ได้โดยไม่ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา ๒๓๔ อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ให้จำเลยที่ ๑ จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒(๕),๒๔๖และ๒๔๗ -ฎ.๗๔๗๕/๔๑ การอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๒๓๔ นั้นแม้จะเป็นการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่ง จำเลยก็ต้องนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาล หาใช่ต้องนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันเฉพาะกรณีอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์คำพิพากษาแต่เพียงอย่างเดียวไม่ คดีนี้แม้จำเลยจะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอเลื่อนคดี และงดสืบพยานจำเลยไม่ใช่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นก็ตาม จำเลยก็ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ.มาตรา ๒๓๔ -ฎ. ๓๕๙๘/๔๓ การอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๓๔ แม้เป็นการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่ง ผู้อุทธรณ์ก็ต้องนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาล ทั้งยังเป็นหน้าที่ของผู้อุทธรณ์ ซึ่งจะต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว โดยศาลชั้นต้นไม่จำต้องมีคำสั่งให้ปฏิบัติก่อน คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ เพราะเหตุที่ผู้อุทธรณ์ไม่ปฏิบัติตามบทกฎหมายดังกล่าวชอบแล้ว มาตรา ๒๓๕ เมื่อศาลชั้นต้นได้รับอุทธรณ์แล้วให้ส่งสำเนาอุทธรณ์นั้นให้แก่จำเลยอุทธรณ์ภายในกำหนดเจ็ดวัน นับแต่วันที่จำเลยอุทธรณ์ยื่นคำแก้อุทธรณ์ หรือถ้าจำเลยอุทธรณ์ไม่ยื่นคำแก้อุทธรณ์ ภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่ระยะเวลาที่กำหนดไว้ในมาตรา ๒๓๗ สำหรับการยื่นคำแก้อุทธรณ์ได้สิ้นสุดลง ให้ศาลส่งอุทธรณ์และคำแก้อุทธรณ์ถ้าหากมี พร้อมทั้งสำนวนและหลักฐานต่าง ๆ ไปยังศาลอุทธรณ์เมื่อศาลอุทธรณ์ได้รับฟ้องอุทธรณ์และสำนวนความไว้แล้ว ให้นำคดีลงสารบบความของศาลอุทธรณ์โดยพลัน มาตรา ๒๓๖ เมื่อคู่ความยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลที่ปฏิเสธไม่ยอมรับอุทธรณ์ให้ศาลส่งคำร้องเช่นว่านั้นไปยังศาลอุทธรณ์โดยไม่ชักช้าพร้อมด้วยคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีของศาลชั้นต้นและฟ้องอุทธรณ์ ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นเป็นการจำเป็นที่จะต้องตรวจสำนวน ให้มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ ในกรณีเช่นนี้ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาคำร้อง แล้วมีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นหรือมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ คำสั่งนี้ให้เป็นที่สุด แล้วส่งไปให้ศาลชั้นต้นอ่าน เมื่อได้อ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ให้รับอุทธรณ์แล้ว ให้ศาลชั้นต้นส่งสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลยอุทธรณ์ และภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันที่จำเลยอุทธรณ์ยื่นคำแก้อุทธรณ์ หรือนับแต่ระยะเวลาที่กำหนดไว้ในมาตรา ๒๓๗ สำหรับการยื่นคำแก้อุทธรณ์ได้สิ้นสุดลง ให้ศาลส่งคำแก้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์หรือแจ้งให้ทราบว่าไม่มีคำแก้อุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์ได้รับคำแก้อุทธรณ์หรือแจ้งความเช่นว่าแล้ว ให้นำคดีลง สารบบความของศาลอุทธรณ์โดยพลัน อธิบาย -**ฎ.๔๖๕๙/๕๒ จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษามาวางภายในกำหนด จึงไม่รับอุทธรณ์จำเลย จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ไว้พิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า จำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์กลับคำสั่งศาลชั้นต้นและให้สืบพยานใหม่เท่ากับขอให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๙ เมื่อจำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางพร้อมอุทธรณ์ จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ ให้ยกคำร้อง เท่ากับศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย คำสั่งศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๓๖ วรรคหนึ่ง จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาต่อไป -ฎ.๘๒๗๖/๕๑ คดีนี้ เมื่อจำเลยที่ ๒ อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำสั่งของศาลตาม ป.วิ.พ. ตามมาตรา ๓๐๙ ทวิ วรรคสอง เป็นที่สุด ย่อมต้องห้ามอุทธรณ์ จึงไม่รับอุทธรณ์ จำเลยที่ ๒ จึงยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ได้วินิจฉัยว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๓๐๙ ทวิ วรรคสอง ย่อมเป็นที่สุดตามวรรคสี่ จึงให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ ๒ จึงมีผลเป็นการที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ ยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นโดยวินิจฉัยถึงเหตุเดียวกัน คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ย่อมเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๓๖ วรรคหนึ่ง จำเลยที่ ๒ จึงฎีกาคัดค้านคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ไม่ได้ -ฎ.๑๐๔๔/๕๐ (วิแพ่ง ม.๒๓๒,๒๓๔,๒๓๖) จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ส่งคำร้องนั้นไปยังศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓๖ ไม่มีหน้าที่ตรวจสั่งไม่รับเหมือนอย่างชั้นรับหรือไม่รับอุทธรณ์ตามความในมาตรา ๒๓๒ การที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์จึงไม่ชอบ เลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบกรณีศาลชั้นต้นไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย และศาลชั้นต้นได้ส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์และสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยว่า จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์พ้นกำหนด ๑๕ วัน ทั้งมิได้นำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลตามมาตรา ๒๓๔ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ยกคำร้อง จึงมีผลเป็นการยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้น คำสั่งของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตามมาตรา ๒๓๖ วรรคหนึ่ง -ฎ.๔๔๙๓/๕๐ (วิแพ่ง ม.๒๓๔,๒๓๖) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย โดยจำเลยยื่นอุทธรณ์วันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๔๘ และท้ายอุทธรณ์มีข้อความว่า รอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอให้ถือว่าทราบแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยในวันเดียวกันกับที่จำเลยยื่นอุทธรณ์ ถือว่าจำเลยทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๔๘ การอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์นั้น จำเลยต้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด ๑๕ วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๓๔ แต่จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๔๘ เกินกำหนด ๑๕ วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค ๖ มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย โดยเห็นว่าจำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งพ้นกำหนด ๑๕ วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่ง คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค ๖ดังกล่าวจึงเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๓๖ วรรคหนึ่ง คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค ๖ ที่ให้เป็นที่สุดนั้น ไม่จำต้องคำนึงว่าในการมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ดังกล่าวจะต้องเป็นกรณีวินิจฉัยเฉพาะเนื้อหาอุทธรณ์เท่านั้น เพราะการที่ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์อาจมาจากสาเหตุอื่น โดยไม่ต้องวินิจฉัยเนื้อหาอุทธรณ์ว่าต้องห้ามอุทธรณ์หรือไม่ก็ได้ ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค ๖ จึงเป็นอันถังที่สุดตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งฎีกาคำสั่งของจำเลยมาให้ศาลฎีกาวินิจฉัยนั้นเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย -ฎ.๒๑๙๗/๔๘ ไม่รับอุทธรณ์เพราะเนื้อหาเป็นที่สุดตาม ม.๒๓๖ (เมื่ออุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์แล้วศาลอุทธรณ์ยืนตาม) เช่นไม่รับอุทธรณ์ตาม ม.๑๘,๒๒๔,๒๒๕,๒๒๖ เป็นเนื้อหา จึงเป็นที่สุด แต่หากสั่งตาม ม.๒๒๙ เช่นไม่ชำระค่าธรรมเนียมใช้แทนไม่ใช่ไม่รับเพราะเนื้อหาจึงอุทธรณ์ฎีกาได้ -ตัวอย่างคำถาม โจทก์ฟ้องจำเลยอ้างว่าจำเลยทำละเมิดต่อโจทก์ขอให้ชำระค่าเสียหาย ๖๐,๐๐๐ บาท จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้โจทก์ ๕๐,๐๐๐ บาท จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่อ้างว่าจำเลยมิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งว่าจำเลยมิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย หลังจากนั้น ๑ เดือน จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งเพราะยื่นคำร้องเกิน ๑๕ วัน และส่งคำร้องพร้อมสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่าคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยยื่นเกิน ๑๕ วัน นับแต่วันทราบคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ ให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งให้วินิจฉัยว่า (ก) คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์และคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ (ข) จำเลยจะฎีกาคัดค้านคำสั่งศาลอุทธรณ์ได้หรือไม่ ธงคำตอบ (ข้อสอบเนฯ ข้อ ๕ สมัย ๖๑) (ก) การที่จำเลยอุทธรณ์ว่าจำเลยมิได้จงใจขาดนัดพิจารณาเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง แม้เป็นปัญหาในชั้นดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นไม่ใช่ปัญหาในประเด็นที่พิพาทในคดี การพิจารณาถึงสิทธิในการอุทธรณ์ก็ต้องถือทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์เป็นเงินเกิน ๕๐,๐๐๐ บาท ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่เมื่อไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท ย่อมต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยจึงชอบแล้ว (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ ๔๒๔๔/๔๑) ส่วนการที่จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ต้องส่งคำร้องไปยังศาลอุทธรณ์ตามมาตรา ๒๓๖ ไม่มีหน้าที่ตรวจสั่งไม่รับเหมือนอย่างชั้นรับหรือไม่รับอุทธรณ์ตามมาตรา ๒๓๒ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์จึงไม่ชอบ (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ ๔๕๑/๔๙ และ ๑๐๔๔/๕๐) (ข) การที่จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์เกินกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ยื่นเกินกำหนด ให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย จึงมีผลเป็นการไม่รับอุทธรณ์ยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้น คำสั่งศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตามมาตรา ๒๓๖ วรรคหนึ่ง (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๔๔/๕๐, ๔๔๙๓/๕๐ และ ๘๐๑/๕๑) มาตรา ๒๓๗ จำเลยอุทธรณ์อาจยื่นคำแก้อุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นได้ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันส่งสำเนาอุทธรณ์ ไม่ว่าในกรณีใด ๆ ห้ามมิให้ศาลแสดงว่า จำเลยอุทธรณ์ขาดนัดเพราะไม่ยื่นคำแก้อุทธรณ์ อธิบาย -กรณีศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ โยงมาตรา ๒๓๒-๒๓๕-๒๓๗ -กรณีศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์ โยงมาตรา ๒๓๔-๒๓๖-๒๓๗ มาตรา ๒๓๘ ภายใต้บังคับมาตรา ๒๔๓ (๓) ในคดีที่อุทธรณ์ได้แต่เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายนั้น การวินิจฉัยปัญหาเช่นว่านี้ ศาลอุทธรณ์จำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน มาตรา ๒๓๙ อุทธรณ์คำสั่งนั้นจะต้องพิจารณาก่อนอุทธรณ์คำพิพากษาเท่าที่สามารถจะทำได้ แม้ถึงว่าอุทธรณ์คำพิพากษานั้นจะได้ลงไว้ในสารบบความของศาลอุทธรณ์ก่อนอุทธรณ์คำสั่งนั้นก็ดี มาตรา ๒๔๐ ศาลอุทธรณ์มีอำนาจที่จะวินิจฉัยคดีโดยเพียงแต่พิจารณาฟ้องอุทธรณ์ คำแก้อุทธรณ์ เอกสารและหลักฐานทั้งปวง ในสำนวนความซึ่งศาลชั้นต้นส่งขึ้นมาเว้นแต่ (๑) ศาลอุทธรณ์ได้นัดฟังคำแถลงการณ์ด้วยวาจาตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๔๑ แต่ถ้าคู่ความฝ่ายใดหรือทั้งสองฝ่ายไม่มาศาลในวันกำหนดนัด ศาลอุทธรณ์อาจดำเนินคดีไปได้และคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์นั้น ไม่ให้ถือเป็นคำพิพากษาโดยขาดนัด (๒) ถ้าศาลอุทธรณ์ยังไม่เป็นที่พอใจในการพิจารณาฟ้องอุทธรณ์ คำแก้อุทธรณ์และพยานหลักฐาน ที่ปรากฏในสำนวน ภายใต้บังคับแห่งมาตรา ๒๓๘ และเฉพาะในปัญหาที่อุทธรณ์ให้ศาลมีอำนาจที่จะกำหนดประเด็นทำการสืบพยานที่สืบมาแล้ว หรือพยานที่เห็นควรสืบต่อไป และพิจารณาคดีโดยทั่ว ๆ ไป ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้สำหรับการพิจารณาในศาลชั้นต้น และให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการพิจารณาในศาลชั้นต้น มาใช้บังคับโดยอนุโลม (๓) ในคดีที่คู่ความอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่าศาลชั้นต้นยังมิได้พิจารณาหรือวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญในประเด็น ให้ศาลอุทธรณ์มีอำนาจทำคำสั่งให้ศาลชั้นต้นพิจารณาปัญหาข้อเท็จจริงเช่นว่านั้น แล้วพิพากษาไปตามรูปความ มาตรา ๒๔๑ ถ้าคู่ความฝ่ายใดประสงค์จะมาแถลงการณ์ด้วยวาจาในชั้นศาลอุทธรณ์ ให้ขอมาในตอนท้ายคำฟ้องอุทธรณ์ หรือคำแก้อุทธรณ์ แล้วแต่กรณี และให้ศาลอุทธรณ์กำหนดนัดฟังคำแถลงการณ์ด้วยวาจานั้น เว้นแต่ศาลอุทธรณ์จะพิจารณาเห็นว่าการแถลงการณ์ด้วยวาจาไม่จำเป็นแก่คดี จะสั่งงดฟังคำแถลงการณ์เสียก็ได้ ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์นัดฟังคำแถลงการณ์ด้วยวาจา คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งชอบที่จะไปแถลงการณ์ด้วยวาจาในชั้นศาลอุทธรณ์ได้ด้วย ถึงแม้ว่าตนจะมิได้แสดงความประสงค์ไว้ การแถลงการณ์ด้วยวาจา ผู้ขอแถลง เป็นผู้แถลงก่อน แล้วอีกฝ่ายหนึ่งแถลงแก้แล้วผู้ขอแถลง แถลงได้อีกครั้งหนึ่ง ถ้าขอแถลงทั้งสองฝ่าย ให้ผู้อุทธรณ์แถลงก่อน ถ้าทั้งสองฝ่ายอุทธรณ์และต่างขอแถลง ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาสั่ง มาตรา ๒๔๒ เมื่อศาลอุทธรณ์ได้ตรวจสำนวนความและฟังคู่ความทั้งปวง หรือสืบพยานต่อไปดังบัญญัติไว้ในมาตรา ๒๔๐ เสร็จแล้ว ให้ศาลอุทธรณ์ชี้ขาดตัดสินอุทธรณ์โดยประการใดประการหนึ่งในสี่ประการนี้ (๑) ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่า อุทธรณ์นั้นต้องห้ามตามกฎหมาย ก็ให้ยกอุทธรณ์นั้นเสียโดยไม่ต้องวินิจฉัยในประเด็นแห่งอุทธรณ์ (๒) ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่า คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นถูกต้อง ไม่ว่าโดยเหตุเดียวกันหรือเหตุอื่น ก็ให้พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นนั้น (๓) ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่า คำชี้ขาดของศาลชั้นต้นไม่ถูกต้อง ให้กลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเสีย และพิพากษาในปัญหาเหล่านั้นใหม่ (๔) ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่า คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นถูกแต่บางส่วน และผิดบางส่วน ก็ให้แก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นไปตามนั้น โดยพิพากษายืนบางส่วน กลับบางส่วน และมีคำพิพากษาใหม่แทนส่วนที่กลับนั้น มาตรา ๒๔๓ ให้ศาลอุทธรณ์มีอำนาจดังต่อไปนี้ด้วย คือ (๑) เมื่อคดีปรากฏเหตุที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่ง และศาลอุทธรณ์เห็นว่ามีเหตุอันสมควร ก็ให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลชั้นต้นนั้นเสีย แล้วส่งสำนวนคืนไปยังศาลชั้นต้นเพื่อให้พิพากษาหรือมีคำสั่งใหม่ ในกรณีเช่นนี้ศาลชั้นต้นอาจประกอบด้วยผู้พิพากษาอื่นนอกจากที่ได้พิพากษาหรือมีคำสั่งมาแล้ว และคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่นี้ อาจวินิจฉัยชี้ขาดคดีเป็นอย่างอื่นนอกจากคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถูกยกได้ (๒) เมื่อคดีปรากฏเหตุที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการพิจารณาหรือมีเหตุที่ศาลได้ปฏิเสธไม่สืบพยานตามที่ผู้อุทธรณ์ร้องขอ และศาลอุทธรณ์เห็นว่ามีเหตุอันสมควร ก็ให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลชั้นต้นนั้นแล้วกำหนดให้ศาลชั้นต้นซึ่งประกอบด้วยผู้พิพากษาคณะเดิมหรือผู้พิพากษาอื่น หรือศาลชั้นต้นอื่นใดตามที่ศาลอุทธรณ์จะเห็นสมควร พิจารณาคดีนั้นใหม่ทั้งหมดหรือบางส่วน และพิพากษาหรือมีคำสั่งใหม่ (๓) ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์จำต้องถือตามข้อเท็จจริงของศาลชั้นต้น ถ้าปรากฏว่า (ก) การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงนั้นผิดต่อกฎหมาย ศาลอุทธรณ์อาจฟังข้อเท็จจริงใหม่แทนข้อเท็จจริงของศาลชั้นต้น แล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีไปตามนั้น หรือ (ข) ข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นฟังมาไม่พอแก่การวินิจฉัยข้อกฎหมาย ศาลอุทธรณ์อาจทำคำสั่งให้ยกคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลชั้นต้นนั้นเสีย แล้วกำหนดให้ศาลชั้นต้นซึ่งประกอบด้วยผู้พิพากษาคณะเดิม หรือผู้พิพากษาอื่น หรือศาลชั้นต้นอื่นใด ตามที่ศาลอุทธรณ์เห็นสมควรพิจารณาคดีนั้นใหม่ทั้งหมดหรือบางส่วน โดยดำเนินตามคำชี้ขาดของศาลอุทธรณ์แล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีไปตามรูปความ ทั้งนี้ไม่ว่าจะปรากฏจากการอุทธรณ์หรือไม่ ในคดีทั้งปวงที่ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ตามมาตรานี้ คู่ความชอบที่จะอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่เช่นว่านี้ไปยังศาลอุทธรณ์ได้ตามบทบัญญัติแห่งลักษณะนี้ มาตรา ๒๔๔ ศาลอุทธรณ์จะอ่านคำพิพากษานั้นเองหรือจะส่งไปให้ศาลชั้นต้นอ่านก็ได้ ในกรณีเหล่านี้ให้ศาลที่อ่านคำพิพากษามีคำสั่งกำหนดนัดวันอ่านส่งให้แก่คู่ความอุทธรณ์ทุกฝ่าย *มาตรา ๒๔๕ คำพิพากษาหรือคำสั่งชั้นอุทธรณ์ให้มีผลเฉพาะระหว่างคู่ความชั้นอุทธรณ์ เว้นแต่ในกรณีต่อไปนี้ (๑) ถ้าคำพิพากษาหรือคำสั่งที่อุทธรณ์นั้นเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ และคู่ความแต่บางฝ่ายเป็นผู้อุทธรณ์ซึ่งทำให้คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นมีผลเป็นที่สุดระหว่างคู่ความอื่น ๆ ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่าควรกลับคำพิพากษาหรือคำสั่งที่อุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์มีอำนาจชี้ขาดว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอุทธรณ์ ให้มีผลระหว่างคู่ความทุกฝ่ายในคดีในศาลชั้นต้นด้วย (๒) ถ้าได้มีการอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาในคดีแทนคู่ความฝ่ายใด คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ย่อมมีผลบังคับแก่คู่ความฝ่ายนั้นด้วย อธิบาย -เทียบกับมาตรา ๑๔๕ คำพิพากษาผูกพันคู่ความ *มาตรา ๒๔๖ เว้นแต่ที่ได้บัญญัติไว้ดังกล่าวมาข้างต้นบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการพิจารณาและการชี้ขาดตัดสินคดีในศาลชั้นต้นนั้น ให้ใช้บังคับแก่การพิจารณาและการชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นอุทธรณ์ได้โดยอนุโลม อธิบาย -เช่นการถอนฟ้องตาม ม.๑๗๕ ทิ้งฟ้อง ม.๑๗๔(๒),การสั่งจำหน่ายคดี เป็นต้น ลักษณะ ๒ ฎีกา มาตรา ๒๔๗ ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาหรือมีคำสั่งในชั้นอุทธรณ์แล้วนั้น ให้ยื่นฎีกาได้ภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอุทธรณ์นั้นและภายใต้บังคับบทบัญญัติสี่มาตราต่อไปนี้กับกฎหมายอื่นว่าด้วยการฎีกา ให้นำบทบัญญัติในลักษณะ ๑ ว่าด้วยอุทธรณ์มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม อธิบาย -การโต้แย้งคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลชั้นต้นเรียกว่าอุทธรณ์ การโต้แย้งคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอุทธรณ์เรียกว่าฎีกา -มาตรา ๒๔๗ ฎีกาไปยังศาลฎีกา แต่มาตรา ๒๒๓ ทวิ อุทธรณ์ไปยังศาลฎีกา **มาตรา ๒๔๘ ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาทหรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริง เว้นแต่ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีนั้นในศาลอุทธรณ์ได้มีความเห็นแย้งหรือผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นก็ดี ศาลอุทธรณ์ก็ดี ได้รับรองไว้หรือรับรองในเวลาตรวจฎีกาว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาได้ ถ้าไม่มีความเห็นแย้งหรือคำรับรองเช่นว่านี้ ต้องได้รับอนุญาตให้ฎีกาเป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์(ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมฉบับปัจจุบันคือตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์) บทบัญญัติในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับในคดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคลหรือสิทธิในครอบครัว และคดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เว้นแต่ในคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละหนึ่งหมื่นบาทหรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา คดีเกี่ยวกับการบังคับวงศ์ญาติทั้งหลายและบริวารของผู้ถูกฟ้องขับไล่ ซึ่งอยู่บนอสังหาริมทรัพย์ซึ่งคู่ความในคดีฟ้องขับไล่นั้นต้องห้ามฎีกาข้อเท็จจริงตามวรรคสอง ถ้าศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลชั้นต้น หรือเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อย ไม่ว่าศาลจะฟังว่าบุคคลดังกล่าวสามารถแสดงอำนาจพิเศษให้ศาลเห็นได้หรือไม่ห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง เว้นแต่จะได้มีความเห็นแย้งหรือคำรับรอง หรือหนังสืออนุญาตให้ฎีกาตามที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่ง การขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาได้ ให้ผู้ฎีกายื่นคำร้องถึงผู้พิพากษานั้นพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นเมื่อศาลได้รับคำร้องเช่นว่านั้น ให้ส่งคำร้องพร้อมด้วยสำนวนความไปยังผู้พิพากษาดังกล่าวเพื่อพิจารณารับรอง อธิบาย -เทียบเคียงกับ ม.๒๒๔ -ฎ.๑๒๒๐/๓๙ คดีมีทุนทรัพย์และไม่มีทุนทรัพย์รวมในคดีเดียวกันจะต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงหรือไม่ ต้องพิจารณาว่าคดีนั้นมีคำขอใดเป็นหลัก คำขอใดเป็นคำขอที่ต่อเนื่อง คำขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินพิพาทเป็นคำขอหลัก คำขอให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายเป็นคำขอต่อเนื่อง เมื่อคำขอหลักเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ คำขอต่อเนื่องแม้มีทุนทรัพย์ไม่ถึงสองแสนบาทก็ไม่ต้องห้ามฎีกาข้อเท็จจริง -ฎ.๕๑๘๓/๓๐,๑๓๗๖/๔๔ ฟ้องหย่า และขอแบ่งสินสมรสเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในครอบครัว -ฎ.๓๙๔๕/๓๓ และ ๓๘๓๐/๔๐ โจทก์ฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งตามหนังสือสัญญาเช่ามีข้อความเกี่ยวกับค่าเช่าว่า ค่าเช่าเดือนละ ๑,๐๐๐ บาท และผู้เช่าชำระเงินกินเปล่าแล้ว เมื่อเงินกินเปล่าเป็นส่วนหนึ่งของค่าเช่าที่ชำระกันล่วงหน้าจึงต้องนำมาคำนวณเฉลี่ยรวมเป็นค่าเช่าด้วย เงินกินเปล่ามีจำนวน ๒,๐๐๐,๐๐๐บาท กำหนดเวลาเช่า ๑๑ ปี ๖ เดือน คิดเป็นค่าเช่าเฉลี่ยเดือนละ ๑๔,๔๙๒.๗๕ บาท เมื่อรวมกับค่าเช่าปกติเดือนละ ๑,๐๐๐ บาท จึงเป็นค่าเช่าเดือนละ ๑๕,๔๙๒.๗๕ บาท ในขณะยื่นคำฟ้อง ซึ่งเป็นค่าเช่าที่เกินเดือนละ ๔,๐๐๐ บาท และ ๑๐,๐๐๐ บาท จึงไม่ต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ฎีกาในข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๔ วรรคสอง และมาตรา ๒๔๘ วรรคสอง คำพิพากษาฎีกาเรื่องนี้เป็นการพิพาทกันก่อนมีการแก้ไขทุนจำนวนทุนทรัพย์ในคดีมโนสาเร่ ถ้าเป็นคดีที่เกิดในปัจจุบันก็จะเป็นคดีมโนสาเร่ตามมาตรา ๑๘๙(๒) คือ คดีฟ้องขับไล่บุคคลใดๆ ออกจากสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ ๓๐,๐๐๐ บาท -ฎ. ๑๙๒๖/๓๗ ( ประชุมใหญ่ ) การคำนวณทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาจะนำดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันยื่นฎีกามารวมคำนวณด้วยไม่ได้ ฉะนั้น เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกามีจำนวนไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท จึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๘ วรรคแรก -ฎ.๘๐๑๙/๕๑ โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท จำเลยเข้าไปปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินพิพาท ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนบ้านออกไปจากที่ดินพิพาท และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายอัตราเดือนละ ๓๐,๐๐๐ บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนบ้านและส่งมอบที่ดินพิพาทคืนให้แก่โจทก์ จำเลยให้การกล่าวแก้ข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยโดยการครอบครองปรปักษ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๘๒ จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาท เมื่อที่ดินพิพาทราคา ๑๐๔,๐๐๐ บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาจึงมีเพียง ๑๐๔,๐๐๐ บาท ส่วนค่าเสียหายเดือนละ ๓๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันหลังจากวันฟ้องเป็นค่าเสียหายในอนาคตไม่อาจนำไปคำนวณรวมเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาได้ จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๘ วรรคหนึ่ง -ฎ.๙๑๘๘/๕๒ ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๘ วรรคหนึ่ง มิได้บัญญัติให้อธิบดีผู้พิพากษาภาคมีอำนาจอนุญาตให้ฎีกาในข้อเท็จจริง และบุคคลผู้มีอำนาจอนุญาตให้ฎีกาได้ตามมาตราดังกล่าวก็บัญญัติไว้ชัดแจ้งแล้วว่า คือ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ จึงไม่อาจนำบทบัญญัติว่าด้วยผู้มีอำนาจอนุญาตให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง มาใช้บังคับโดยอนุโลมได้ ดังนั้น อธิบดีผู้พิพากษาภาค ๑ จึงไม่มีอำนาจอนุญาตให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง -ฎ.๕๓๕๒/๕๒ จำเลยทั้งสิบสามคนมีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท การคำนวณทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาตามฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งต้องถือตามราคาที่ดินในส่วนที่จำเลยสืบสิทธิมา มิใช่แยกคำนวณตามส่วนที่จำเลยแต่ละคนมีกรรมสิทธิ์เพราะไม่ปรากฏว่าจำเลยแต่ละคนแยกการครอบครองเป็นส่วนสัด เมื่อโจทก์ระบุในคำแก้ฎีกาว่า ที่ดินพิพาทตามฟ้องโจทก์และตามฟ้องแย้งราคาตารางวาละ ๑๒๕ บาท เท่ากับไร่ละ ๕๐,๐๐๐ บาท จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาตามฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งในส่วนของจำเลยทุกคน จึงเกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยทั้งสิบสามไม่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๘ วรรคหนึ่ง -*ฎ.๑๐๖๗/๕๒ โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ ๑ รับผิดชำระค่าปรับเพราะผิดสัญญาซื้อขายรวม ๔ ฉบับ โดยมีจำเลยที่ ๒ ทำหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายรายฉบับรวม ๔ ฉบับ หากจำเลยที่ ๑ ผิดสัญญาซื้อขายโจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าปรับและหลักประกันสัญญาตามรายสัญญา แม้โจทก์ฟ้องบังคับตามสัญญาซื้อขายรวมกันมาทั้งสี่ฉบับการกำหนดค่าปรับก็ต้องพิจารณาภายในวงเงินตามสัญญาซื้อขายแต่ละฉบับ จำนวนทุนทรัพย์แห่งคดีจึงต้องคำนวณแยกตามสัญญาซื้อขายและหนังสือค้ำประกันนั้นเป็นรายสัญญา เมื่อมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาในแต่ละสัญญาไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๘ วรรคหนึ่ง -ฎ.๗๙๔/๕๒ คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกอันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้และไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้รวมอยู่ด้วยกันนั้น ในชั้นฎีกาจำเลยฎีกาเฉพาะค่าเสียหายว่าโจทก์ทั้งสี่ไม่ได้เสียหายตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค ๑ อันเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง เมื่อจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาซึ่งเป็นค่าเสียหายที่โจทก์ทั้งสี่จะมีสิทธิเรียกได้ไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๘ วรรคหนึ่ง -**ฎ.๖๒๓๐/๔๑ แม้คดีนี้โจทก์จะฟ้องขับไล่จำเลยออกจากตึกแถวพิพาทและให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ ๒๐,๐๐๐ บาท แต่เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ขับไล่จำเลยและให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ ๘,๐๐๐ บาท โจทก์และจำเลยไม่ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาดังกล่าวย่อมถือได้ว่าในขณะที่ยื่นคำฟ้องนั้นตึกแถวพิพาทอาจให้เช่าได้ไม่เกินเดือนละ ๑๐,๐๐๐ บาท คดีจึงต้องห้ามคู่ความมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๒๔๘ วรรคสอง จำเลยฎีกาว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีและงดสืบพยานจำเลยเป็นการไม่ชอบนั้น เป็นการฎีกาโต้แย้งดุลพินิจของศาลว่าสมควรอนุญาตให้เลื่อนคดีและสืบพยานต่อไปหรือไม่ อันเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง แม้จะเป็นการฎีกาโต้แย้งคำสั่งระหว่างพิจารณาตามมาตรา ๒๒๖ ก็ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน *มาตรา ๒๔๙ ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างในการยื่นฎีกานั้นคู่ความจะต้องกล่าวไว้โดยชัดแจ้งในฎีกา และต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ทั้งจะเป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยด้วย การวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่เป็นสาระแก่คดีข้อใดไม่ควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกา ให้กระทำโดยความเห็นชอบของรองประธานศาลฎีกาซึ่งประธานศาลฎีกามอบหมาย แต่ทั้งนี้ไม่กระทบถึงอำนาจของประธานศาลฎีกาตามมาตรา ๑๔๐ วรรคสอง ถ้าคู่ความฝ่ายใดมิได้ยกปัญหาข้อใดอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นกล่าวในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์หรือคู่ความฝ่ายใดไม่สามารถยกปัญหาข้อกฎหมายใด ๆ ขึ้นกล่าวในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ เพราะพฤติการณ์ไม่เปิดช่องให้กระทำได้ หรือเพราะเหตุเป็นเรื่องที่ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยกระบวนพิจารณาชั้นฎีกา คู่ความที่เกี่ยวข้องย่อมมีสิทธิที่จะยกขึ้นอ้างซึ่งปัญหาเช่นว่านั้นได้ อธิบาย -ฎ.๘๒๐/๕๓ ฎีกาประการแรกของโจทก์กล่าวถึงแต่เฉพาะคดีของบุคคลอื่นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาอย่างไร ซึ่งเป็นคนละคดีกับคดีของโจทก์ ย่อมมีข้อที่จะต้องพิจารณาเฉพาะของแต่ละคดี โจทก์มิได้แสดงให้เห็นว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ในคดีของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือข้อเท็จจริงอย่างไร ส่วนฎีกาประการที่สองที่อ้างว่าคำพิพากษาในคดีอาญาที่ยกฟ้องโจทก์และคดีดังกล่าวถึงที่สุด ย่อมผูกพันจำเลยที่ ๑ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓ จึงเป็นคำพิพากษาที่ซ้ำซ้อนกับคดีอาญาดังกล่าว นั้น ไม่ปรากฏว่ามีข้อกฎหมายดังที่โจทก์กล่าวอ้าง และก็เป็นข้อฎีกาที่มิได้ชี้ให้เห็นว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ไม่ชอบอย่างไรเช่นเดียวกัน ฎีกาของโจทก์จึงเป็นฎีกาที่มิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓ เป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย -ฎ.๕๗๖๕/๕๒ วิแพ่ง ม.๒๔๙ วรรคหนึ่ง ฎีกาของโจทก์ทั้งสองที่โต้แย้งเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค ๘ มาไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๘ ได้ จึงเป็นฎีกาในข้อที่เป็นสาระแก่คดีอันไม่ควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คำฟ้องของโจทก์ขอให้บังคับจำเลยที่ ๒ รับผิดในฐานะเป็นนายจ้างของจำเลยที่ ๑ และเป็นผู้ครอบครองใช้ประโยชน์รถยนต์บรรทุกน้ำมันคันเกิดเหตุที่จำเลยที่ ๑ ขับในกิจการของจำเลยที่ ๒ มิได้ฟ้องขอให้รับผิดในฐานะเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจำกัด ท. ประเภทหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดที่สอดเข้าไปจัดการงานของห้างดังกล่าว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ จึงเป็นฎีกานอกฟ้องนอกประเด็นและเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๘ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ทั้งมิใช่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย -ฎ.๕๖๕๘/๕๒ แม้จำเลยทั้งสองจะมิได้ยกปัญหาว่าโจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยสุจริตหรือไม่ขึ้นอ้างในศาลล่างทั้งสอง แต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิยกขึ้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙วรรคสอง ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์กับจำเลยที่ ๒ คนละครึ่ง การที่จำเลยที่ ๒ ทำนิติกรรมโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๑ โดยโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอม นิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทดังกล่าวย่อมไม่มีผลผูกพันที่ดินพิพาทในส่วนของโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๖๑ วรรคสอง โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ เฉพาะส่วนที่โจทก์มีส่วนเป็นเจ้าของอยู่ครึ่งหนึ่งได้ ที่จำเลยทั้งสองอ้างข้อเท็จจริงตามหนังสือบริคณห์สนธิของบริษัท ล. มาท้ายฎีกานั้น จำเลยทั้งสองเพิ่งกล่าวอ้างขึ้นในชั้นฎีกา เป็นการนำพยานเอกสารเข้าสู่สำนวนความโดยไม่ถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๘๘ และโจทก์ไม่มีโอกาสซักค้านเกี่ยวกับเอกสารนี้ ข้อเท็จจริงตามเอกสารดังกล่าวจึงรับฟังไม่ได้ -ฎ.๑๐๓๔๒/๕๑ คำฟ้องฎีกาของจำเลยบรรยายแต่เพียงว่า ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๐๘๙/๒๕๔๔ ของศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยแล้วว่า บ. เป็นหนี้จำนองโจทก์ โดยจำเลยซึ่งเป็นจำเลยที่ ๒ ในคดีดังกล่าว ศาลชั้นต้นได้พิพากษายกฟ้อง ที่โจทก์มาดำเนินคดีนี้แก่จำเลยอีกครั้งหนึ่งจึงเป็นฟ้องซ้ำ โดยไม่ได้กล่าวบรรยายฟ้องให้เห็นว่าประเด็นในคดีนี้กับคดีแพ่งดังกล่าวเป็นประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุเดียวกันมาแล้วอย่างไร อันจะเป็นการฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๘ คำฟ้องฎีกาข้อนี้ของจำเลยจึงเป็นคำฟ้องที่มิได้กล่าวไว้โดยชัดแจ้งซึ่งข้อกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างในการยื่นฎีกา ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง การฟ้องขอให้จำเลยซึ่งเป็นผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองไถ่ถอนจำนองตาม ป.พ.พ. มาตรา ๗๓๗ แม้เป็นคำฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ แต่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๔ ทวิ โจทก์ผู้รับจำนองจะเลือกฟ้องต่อศาลที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตั้งอยู่ในเขตศาลหรือต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาก็ได้ -ตัวอย่างคำถาม โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาจำเลยซึ่งเป็นสามีได้อุปการะเลี้ยงดูยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยและโจทก์หย่าขาดจากกันและให้จำเลยแบ่งสินสมรสให้โจทก์ครึ่งหนึ่งเป็นเงิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท จำเลยให้การว่าจำเลยมิได้ประพฤติเสื่อมเสียอันเป็นเหตุหย่าตามที่โจทก์ฟ้อง และไม่ได้มีสินสมรสตามฟ้อง โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อพ้นกำหนด ๑ ปีนับแต่โจทก์อ้างว่าจำเลยได้อุปการะเลี้ยงดูยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยาฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยมิได้ประพฤติเสื่อมเสียอันเป็นเหตุหย่าตามที่โจทก์ฟ้อง คดีไม่จำต้องวินิจฉัยเรื่องแบ่งสินสมรสและอายุความต่อไป พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกันและแบ่งสินสมรส จำเลยแก้อุทธรณ์ว่าจำเลยมิได้ประพฤติเสื่อมเสียอันเป็นเหตุหย่าตามฟ้องและไม่ได้มีสินสมรสตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกันให้แบ่งสินสมรสให้โจทก์กึ่งหนึ่งเป็นเงิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท จำเลยฎีกาว่า(ก) ไม่ได้มีสินสมรสตามฟ้อง และ(ข) คดีโจทก์ขาดอายุความให้วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยในข้อ (ก) และ (ข) ได้หรือไม่ ธงคำตอบ (ข้อสอบเนฯ ข้อ ๕ สมัย ๕๘) (ก) คดีฟ้องหย่าและขอแบ่งสินสมรสเป็นคดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัวศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยแบ่งสินสมรสให้โจทก์ครึ่งหนึ่งเป็นเงิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท จำเลยฎีกาว่าไม่ได้มีสินสมรสตามฟ้อง ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาเป็นเงิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท และแม้ไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ก็ไม่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง เพราะเป็นคดีเกี่ยวด้วยกับสิทธิในครอบครัว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๘ วรรคสอง (คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๑๘๓/๓๐ และ ๑๓๗๖/๔๔) (ข) การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยมิได้ประพฤติเสื่อมเสียอันเป็นเหตุหย่าตามที่โจทก์ฟ้อง ปัญหาเรื่องแบ่งสินสมรสและอายุความไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ว่ามีเหตุหย่าตามฟ้องและขอให้แบ่งสินสมรส จำเลยไม่ได้ยกปัญหาเรื่องฟ้องโจทก์ขาดอายุความตั้งเป็นประเด็นไว้ในคำแก้อุทธรณ์ ถือว่าไม่มีประเด็นเรื่องอายุความในชั้นอุทธรณ์ ปัญหาเรื่องฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นการที่จำเลยฎีกาว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง และไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามมาตรา ๒๔๙ วรรคสอง จำเลยจึงไม่มีสิทธิฎีกาในปัญหาดังกล่าว(คำพิพากษาฎีกาที่๕๑๓๕/๔๓) ดังนั้น ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยในข้อ (ก) และไม่รับฎีกาของจำเลยในข้อ (ข) มาตรา ๒๕๐ (ยกเลิก) มาตรา ๒๕๑ ถ้าคู่ความซึ่งแพ้คดีในศาลชั้นต้นได้อุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ได้พิพากษากลับให้ตนชนะในข้อสาระสำคัญอย่างใดอย่างหนึ่ง คู่ความฝ่ายนั้นจะยื่นคำขอต่อศาลชั้นต้นให้ถอนการยึดหรืออายัดทรัพย์สิน หรือคืนเงินจำนวนที่วางไว้ต่อศาลในข้อนั้น ๆ ก็ได้ มาตรา ๒๕๒ ถ้าคู่ความยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่ยอมรับฎีกา ให้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องเช่นว่านั้นไปยังศาลฎีกาพร้อมกับฎีกาและคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ถ้าศาลฎีกาเห็นจำเป็นจะต้องตรวจสำนวน ให้มีคำสั่งให้ศาลล่างส่งสำนวนนั้นไปยังศาลฎีกา ภาค ๔ วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา และการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง ลักษณะ ๑ วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา หมวด ๑ หลักทั่วไป มาตรา ๒๕๓ ถ้าโจทก์มิได้มีภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานอยู่ในราชอาณาจักรและไม่มีทรัพย์สินที่อาจถูกบังคับคดีได้อยู่ในราชอาณาจักร หรือถ้าเป็นที่เชื่อได้ว่าเมื่อโจทก์แพ้คดีแล้วจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย จำเลยอาจยื่นคำร้องต่อศาลไม่ว่าเวลาใด ๆ ก่อนพิพากษาขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินต่อศาลหรือหาประกันมาให้เพื่อการชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายดังกล่าวได้ ถ้าศาลไต่สวนแล้วเห็นว่า มีเหตุอันสมควรหรือมีเหตุเป็นที่เชื่อได้ แล้วแต่กรณีก็ให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินต่อศาลหรือหาประกันมาให้ตามจำนวนและภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ตามที่เห็นสมควรก็ได้ ถ้าโจทก์มิได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลตามวรรคสอง ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ เว้นแต่จำเลยจะขอให้ดำเนินการพิจารณาต่อไป หรือมีการอุทธรณ์คำสั่งศาลตามวรรคสอง อธิบาย -มาตรานี้เป็นบทคุ้มครองจำเลยระหว่างพิจารณา -จำเลยที่ขอคุ้มครอง ม.๒๕๓ รวมถึงจำเลยฟ้องแย้ง(โจทก์เดิม)และจำเลยในคดีร้องขัดทรัพย์ด้วย -ศาลสั่งจำหน่ายคดีตาม ม.๒๕๓ วรรคท้าย ยื่นฟ้องใหม่ได้ -สรุปผลของคำสั่งศาล ถ้าศาลสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ฎีกาได้ตาม ๒๒๘(๒),๒๔๗ ไม่ต้องโต้แย้งไว้ก่อนแต่อย่างใด -คำร้องของจำเลยจะต้องอาศัยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ ก. โจทก์ไม่ใช่ผู้อยู่ในอำนาจศาล หรือ ข. มีเหตุแน่นแฟ้นอันเป็นที่เชื่อได้ว่า เมื่อโจทก์แพ้คดีแล้วจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายทั้งหลาย คำว่า "ไม่ใช่ผู้อยู่ในอำนาจศาล" หมายความถึง ผู้ที่ไม่มีภูมิลำเนาในประเทศไทยโดยไม่จำกัดว่าเป็นคนสัญชาติใด ฉะนั้นแม้โจทก์จะเป็นคนสัญชาติไทยแต่มีภูมิลำเนาอยู่ในต่างประเทศจำเลยก็ย่อมยื่นคำร้องโดยอ้างเหตุตามข้อ ก. นี้ได้และเมื่อมีเหตุตามข้อ ก. แล้วก็ไม่ต้องคำนึงว่าจะมีเหตุตามข้อ ข. หรือไม่อีกเช่น โจทก์อยู่ที่ประเทศซาอุดิอาราเบีย จึงไม่ใช่ผู้อยู่ในอำนาจศาล แม้จำเลยมิได้นำสืบว่าโจทก์แพ้แล้วจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย ศาลก็มีคำสั่งให้โจทก์วางเงินประกันตามคำร้องของจำเลยได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่๓๑๕๕/๒๖) -ฎ.๑๑๐๗/๓๐ การไต่สวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 253 วรรคสอง นั้น หมายถึงการไต่สวนถึงเหตุที่ทำให้มีการร้องขอให้โจทก์วางเงินซึ่งมีอยู่ 2 เหตุ คือโจทก์ไม่ใช่ผู้อยู่ในอำนาจศาล(มิได้มีภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานอยู่ในราชอาณาจักร)เหตุหนึ่ง หรือถ้ามีเหตุอันเป็นที่เชื่อได้ว่าเมื่อโจทก์แพ้คดีแล้วจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายอีกเหตุหนึ่ง เมื่อจำเลยร้องขอให้โจทก์วางเงินประกันโดยอ้างเหตุว่าโจทก์มีภูมิลำเนาในประเทศอังกฤษ ไม่ใช่ผู้อยู่ในอำนาจศาล(มิได้มีภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานอยู่ในราชอาณาจักร) และโจทก์ยอมรับในคำแถลงคัดค้านแล้วว่าโจทก์มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศอังกฤษ จึงไม่มีความจำเป็นที่ศาลชั้นต้นจะต้องทำการไต่สวนอีก จำนวนเงินที่ศาลจะสั่งให้โจทก์วางประกันนั้น ตามมาตรา 253 วรรคสองดังกล่าว บัญญัติให้ศาลกำหนดจำนวนเงินที่จะให้โจทก์วางประกันรวมตลอดทั้งระยะเวลาและเงื่อนไขตามที่เห็นสมควรจึงไม่จำเป็นต้องทำการไต่สวนอีกเช่นกัน ศาลชอบที่จะกำหนดจำนวนเงินประกันไปตามที่เห็นสมควร โดยคำนึงถึงความรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๑๖๑ และอัตราค่าทนายความท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๕๓ ทวิ ในกรณีที่โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาคัดค้านคำพิพากษาถ้ามีเหตุใดเหตุหนึ่งตามมาตรา ๒๕๓ วรรคหนึ่ง จำเลยอาจยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาแล้วแต่กรณีไม่ว่าเวลาใด ๆ ก่อนพิพากษา ขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินต่อศาลหรือหาประกันมาให้เพื่อการชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายดังกล่าวได้ ในระหว่างที่ศาลชั้นต้นยังมิได้ส่งสำนวนความไปยังศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาคำร้องตามวรรคหนึ่งให้ยื่นต่อศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวน แล้วส่งคำร้องนั้นพร้อมด้วยสำนวนความไปให้ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาสั่ง ให้นำความในมาตรา ๒๕๓ วรรคสองและวรรคสาม มาใช้บังคับแก่การพิจารณาในชั้นอุทธรณ์และฎีกาโดยอนุโลม **มาตรา ๒๕๔ ในคดีอื่น ๆ นอกจากคดีมโนสาเร่ โจทก์ชอบที่จะยื่นต่อศาลพร้อมกับคำฟ้องหรือในเวลาใด ๆ ก่อนพิพากษา ซึ่งคำขอฝ่ายเดียว ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งภายในบังคับแห่งเงื่อนไขซึ่งจะกล่าวต่อไป เพื่อจัดให้มีวิธีคุ้มครองใด ๆ ดังต่อไปนี้ (๑) ให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลยทั้งหมดหรือบางส่วนไว้ก่อนพิพากษา รวมทั้งจำนวนเงินหรือทรัพย์สินของบุคคลภายนอกซึ่งถึงกำหนดชำระแก่จำเลย (๒) ให้ศาลมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไป ซึ่งการละเมิดหรือการผิดสัญญาหรือการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง หรือมีคำสั่งอื่นใดในอันที่จะบรรเทาความเดือดร้อนเสียหายที่โจทก์อาจได้รับต่อไปเนื่องจากการกระทำของจำเลยหรือมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยโอน ขาย ยักย้ายหรือจำหน่ายซึ่งทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลย หรือมีคำสั่งให้หยุดหรือป้องกันการเปลืองไปเปล่าหรือการบุบสลายซึ่งทรัพย์สินดังกล่าว ทั้งนี้ จนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น (๓) ให้ศาลมีคำสั่งให้นายทะเบียน พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือบุคคลอื่นผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ระงับการจดทะเบียน การแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน หรือการเพิกถอนการจดทะเบียนที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลยหรือที่เกี่ยวกับการกระทำที่ถูกฟ้องร้องไว้ชั่วคราวจนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ทั้งนี้ เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (๔) ให้จับกุมและกักขังจำเลยไว้ชั่วคราว ในระหว่างระยะเวลานับแต่ศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ได้อ่านคำพิพากษา หรือคำสั่งชี้ขาดคดีหรือชี้ขาดอุทธรณ์ไปจนถึงเวลาที่ศาลชั้นต้นได้ส่งสำนวนความที่อุทธรณ์หรือฎีกาไปยังศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา แล้วแต่กรณี คำขอตามมาตรานี้ให้ยื่นต่อศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นมีอำนาจที่จะสั่งอนุญาตหรือยกคำขอเช่นว่านี้ อธิบาย -มาตรานี้เป็นบทคุ้มครองโจทก์ระหว่างพิจารณา ดูมาตรา ๒๖๔ ประกอบด้วย -ม.๒๕๔ วรรคท้ายชั้นอุทธรณ์,ฎีกา เมื่อยื่นศาลชั้นต้นมีอำนาจสั่งได้ แต่ ๒๕๓ ทวิไม่มีอำนาจ -ฎ.๑๔๓๔/๓๘ ฟ้องจำเลยทั้งสี่ฐานละเมิดว่าก่อสร้างทางเท้าขวางทางเข้าออกโรงสีของโจทก์ที่มีอยู่ก่อน แม้ก่อสร้างเสร็จแล้ว แต่ก็ยังอยู่ต่อถือว่าเป็นการทำซ้ำหรือกระทำต่อไป สามารถขอชั่วคราวได้เพื่อขอให้เปิดทางซึ่งเป็นวิธีเยียวยาความเดือดร้อนของโจทก์ โดยวินิจฉัยว่าเป็นเหตุผลเพียงพอที่จะใช้วิธีการคุ้มครองชั่วคราวได้ -ฎ.๓๐๙๒/๒๔ โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากตึกแถวของโจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งให้โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและตึกแถวพิพาทให้จำเลยและรับเงินค่าที่ดินและตึกแถวพิพาทจากจำเลย ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวอ้างว่าหลังจากโจทก์ฟ้องแล้วโจทก์ได้กระทำละเมิดสิทธิและประโยชน์ของจำเลย โดยตัดท่อน้ำบาดาลไม่ให้มีการจ่ายน้ำบริโภคมายังตึกแถวพิพาทที่จำเลยอยู่อาศัย จำเลยในฐานะผู้เช่าไม่สามารถร้องขอให้การประปานครหลวงเดินท่อส่งน้ำให้ได้ เพราะโจทก์ไม่ยอมให้วางท่อผ่านที่ดินของโจทก์ ขอให้ศาลสั่งให้โจทก์ต่อท่อและจ่ายน้ำบริโภคให้ตึกแถวพิพาทโดยใช้น้ำบาดาลของโจทก์เช่นเดิม หรือให้โจทก์ดำเนินการยื่นคำร้องต่อการประปานครหลวงเพื่อติดตั้งประปาให้จำเลย คำร้องของจำเลยดังกล่าวหาได้ร้องขอให้ศาลสั่งการอย่างใดอย่างหนึ่งดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๕๔ ไม่ (ฉะนั้น จึงยกเอามาตรา ๒๕๔ มาปรับสั่งให้เป็นประโยชน์แก่คดีของจำเลยตามที่จำเลยร้องขอไม่ได้) -ตัวอย่างคำถาม คดีแพ่งสามัญโจทก์ยื่นคำฟ้อง และขอให้อายัดเงินฝากของจำเลยที่ธ.สยาม ไว้ชั่วคราว ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนแล้วมีคำสั่งอนุญาต ก่อนศาลชั้นต้นแจ้งคำสั่งอายัดโจทก์ยื่นคำแถลงว่าจำเลยได้ถอนเงินจากธ.สยามไปฝากไว้กับ ธ.กรุงธน ศาลชั้นต้นได้สั่งในคำแถลงโจทก์ว่าให้อายัดไปยังธ.กรุงธน ตามคำแถลงของโจทก์ จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้อายัดเงินฝากไปที่ธ.กรุงธน ทั้งที่โจทก์มิได้ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวใหม่ ทั้งมิได้ทำการไต่สวนใหม่ จึงไม่ชอบ และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นเพราะมิใช่เป็นศาลที่มูลคดีเกิดหรือจำเลยมีภูมิลำเนาในเขตศาล ขอให้เพิกถอนคำสั่งอายัดเงิน ศาลชั้นต้นตรวจคำร้องจำเลยแล้วยกคำร้อง ให้วินิจฉัยว่าคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของจำเลยชอบหรือไม่ ธงคำตอบ-(ดูแนวฎีกา ๔๗๔๓/๔๓,๑๗๓๑/๓๖ ม.๒๗ วรรค ๑,และ ม.๒๕๔) ศาลชั้นต้นไต่สวนคำขอคุ้มครองชั่วคราวของโจทก์แล้วมีคำสั่งให้อายัดเงินฝากของจำเลยไปที่ ธ.สยาม ก่อนมีคำพิพากษาแล้ว แต่ปรากฏว่าก่อนศาลชั้นต้นส่งคำสั่งอายัด จำเลยถอนเงินไปฝากไว้ที่ ธ.กรุงธน คำสั่งศาลชั้นตนที่ให้อายัดเงินฝากจำเลยไปที่ ธ.สยามจึงเป็นคำสั่งที่เกิดขึ้นโดยผิดหลงจากการกระทำของจำเลย เมื่อความปรากฏจากคำแถลงของโจทก์ และศาลชั้นต้นให้อายัดใหม่ไปที่ ธ.กรุงธน เช่นนี้ย่อมมีผลเป็นการเพิกถอนคำสั่งเดิมและมีคำสั่งใหม่ให้ถูกต้องตามความเป็นจริงได้ โดยโจทก์หาจำต้องยื่นคำร้องขอให้คุ้มครองชั่วคราวใหม่แต่อย่างใดไม่และไม่มีต้องไต่สวนแต่อย่างใดอีก(ฎ.๔๗๔๓/๒๕๔๓) ส่วนปัญหาตามคำร้องของจำเลยที่ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นหรือไม่นั้นมิใช่ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ เพราะตราบใดที่ศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำพิพากษาหรือจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ คู่ความก็ยังมีสิทธิขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาได้ (ฎ.๑๗๓๑/๓๖) เมื่อคดีไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งอายัดชั่วคราวตามคำร้องขอจำเลยแล้ว ศาลก็ชอบที่จะยกคำร้องของจำเลยได้ โดยไม่ต้องรับคำร้องจำเลยไว้ไต่สวน คำว่าโจทก์ในมาตรานี้รวมจำเลยซึ่งเป็นโจทก์ฟ้องแย้งด้วย (ฎ.๕๘๗/๑๓) จำเลยผู้อุทธรณ์ไม่มีสิทธิขอตาม ม.๒๕๔ เพราะแม้จำเลยจะเป็นผู้อุทธรณ์ก็ไม่ได้ทำให้ฐานะจำเลยเปลี่ยนมาเป็นโจทก์ที่จะยื่นตาม ม.นี้ได้ -ขอกันส่วนเป็นวิธีการชั้นบังคับคดี นำมาใช้ในวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาไม่ได้ เพราะยังไม่มีการขายทอดตลาด หากยื่นเข้ามาศาลต้อรอไว้พิจารณาเมื่อมีคำพิพากษาและมีการขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึด -สรุปขอได้ทุกคดี เว้นแต่ ๑)คดีมโนสาเร่ (ดู ม.๑๘๙) ๒)สภาพคำฟ้องไม่อาจขอได้ ๓)คดีล้มละลายขอไม่ได้เพราะมีวิธีการพิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราวอยู่แล้ว -ฎ.๖๙๒/๔๔ ม.๒๕๔ แม้เคยขอมาแล้วศาลยก ก็ขอใหม่ได้ไม่เป็นฟ้องซ้ำหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ แต่จะต้องอ้างเหตุผลอื่นนอกเหนือจากที่เคยยกมากล่าวแล้ว -กรณีฉุกเฉินตาม ม.๒๕๔ ขอได้ตามวิธีการใน ม.๒๖๖ ซึ่งกฎหมายบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ -ตัวอย่างคำถาม นายรวยฟ้องนายสินขอให้บังคับนายสินชำระหนี้เงินกู้ตามสัญญากู้จำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง นายรวยอุทธรณ์คำพิพากษา และต่อมานายรวยได้ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาโดยขอให้ยึดที่ดิน ๑ แปลง ของนายสินไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษา เพราะนายสินกำลังจะโอนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้อื่น ซึ่งหากโอนขายไปแล้ว และนายรวยชนะคดีในชั้นศาลอุทธรณ์ ก็จะไม่สามารถบังคับเอาชำระหนี้ได้ นายสินยื่นคำคัดค้านว่า นายรวยจะขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาในชั้นศาลอุทธรณ์ไม่ได้ ขอให้ยกคำร้อง ให้วินิจฉัยว่า (ก) คำคัดค้านของนายสินฟังขึ้นหรือไม่ (ข) ศาลใดบ้างมีอำนาจในการพิจารณาสั่งคำร้องของนายรวย ธงคำตอบ (ข้อสอบเนฯ ข้อ ๖ สมัย ๕๗) (ก) การขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาจะขอในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาก็ได้โดยต้องยื่นก่อนศาลนั้น ๆ มีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๕๔ วรรคหนึ่ง นายรวยจึงขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาในชั้นศาลอุทธรณ์ได้ คำคัดค้านของนายสินฟังไม่ขึ้น (ข) สำหรับศาลที่มีอำนาจในการพิจารณาสั่งคำร้องนั้น แยกพิจารณาดังนี้ (๑) ถ้านายรวยยื่นคำร้องก่อนที่ศาลชั้นต้นจะส่งสำนวนความที่อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีอำนาจในการพิจารณาสั่งคำร้องของนายรวยได้ตามมาตรา ๒๕๔ วรรคสอง (คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ ๑๙/๐๒ และ ๒๗๖/๓๗) (๒) ถ้านายรวยยื่นคำร้องภายหลังที่ศาลชั้นต้นส่งสำนวนความที่อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์แล้วศาลอุทธรณ์มีอำนาจในการพิจารณาสั่งคำร้องของนายรวย *มาตรา ๒๕๕ ในการพิจารณาอนุญาตตามคำขอที่ยื่นไว้ตามมาตรา ๒๕๔ ต้องให้เป็นที่พอใจของศาลว่า คำฟ้องมีมูลและมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองตามที่ขอนั้นมาใช้ได้ตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้ (๑) ในกรณีที่ยื่นคำขอให้ศาลมีคำสั่งตามมาตรา ๒๕๔ (๑) ต้องให้เป็นที่พอใจของศาลว่า (ก) จำเลยตั้งใจจะยักย้ายทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของตนทั้งหมดหรือแต่บางส่วนไปให้พ้นจากอำนาจศาล หรือจะโอน ขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินดังกล่าวเพื่อประวิงหรือขัดขวางต่อการบังคับตามคำบังคับใด ๆ ซึ่งอาจจะออกบังคับเอาแก่จำเลยหรือเพื่อจะทำให้โจทก์เสียเปรียบ หรือ (ข) มีเหตุจำเป็นอื่นใดตามที่ศาลจะพิเคราะห์เห็นเป็นการยุติธรรมและสมควร (๒) ในกรณีที่ยื่นคำขอให้ศาลมีคำสั่งตามมาตรา ๒๕๔ (๒) ต้องให้เป็นที่พอใจของศาลว่า (ก) จำเลยตั้งใจจะกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งการละเมิด การผิดสัญญา หรือการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง (ข) โจทก์จะได้รับความเดือดร้อนเสียหายต่อไปเนื่องจากการกระทำของจำเลย (ค) ทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลยนั้นมีพฤติการณ์ว่าจะมีการกระทำให้เปลืองไปเปล่าหรือบุบสลายหรือโอนไปยังผู้อื่น หรือ (ง) มีเหตุตาม (๑) (ก) หรือ (ข) (๓) ในกรณีที่ยื่นคำขอให้ศาลมีคำสั่งตามมาตรา ๒๕๔ (๓) ต้องให้เป็นที่พอใจของศาลว่า (ก) เป็นที่เกรงว่าจำเลยจะดำเนินการให้มีการจดทะเบียน แก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน หรือเพิกถอนการจดทะเบียนเกี่ยวกับทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลยหรือที่เกี่ยวกับการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือ (ข) มีเหตุตาม (๑) (ข) (๔) ในกรณีที่ยื่นคำขอให้ศาลมีคำสั่งตามมาตรา ๒๕๔ (๔) ต้องให้เป็นที่พอใจของศาลว่า เพื่อที่จะประวิงหรือขัดขวางต่อการพิจารณาคดีหรือการบังคับตามคำบังคับใด ๆซึ่งอาจจะออกบังคับเอาแก่จำเลย หรือเพื่อจะทำให้โจทก์เสียเปรียบ (ก) จำเลยซ่อนตัวเพื่อจะไม่รับหมายเรียกหรือคำสั่งของศาล (ข) จำเลยได้ยักย้ายไปให้พ้นอำนาจศาลหรือซุกซ่อนเอกสารใด ๆ ซึ่งพอจะเห็นได้ว่าจะใช้เป็นพยานหลักฐานยันจำเลยในคดีที่อยู่ในระหว่างพิจารณาหรือทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลยทั้งหมดหรือแต่บางส่วน หรือเป็นที่เกรงว่าจำเลยจะจำหน่ายหรือทำลายเอกสารหรือทรัพย์สินเช่นว่านั้น หรือ (ค) ปรากฏตามกิริยาหรือตามวิธีที่จำเลยประกอบการงานหรือการค้าของตนว่าจำเลยจะหลีกหนีหรือพอเห็นได้ว่าจะหลีกหนีไปให้พ้นอำนาจศาล อธิบาย -สรุปหลักเกณฑ์ ตาม ๒๕๔ และ ๒๕๕ การที่นำวิธีการชั่วคราวมาใช้อย่างแพร่หลายนี้ เพราะการพิจารณาปัจจุบันนี้เป็นการพิจารณาอย่างต่อเนื่อง จะมีช่วงเวลาระหว่างการยื่นฟ้องจนถึงวันนัดพิจารณานั้นเป็นช่วงที่มีการนำเรื่องไกล่เกลี่ย หรือ วิธีการชั่วคราวมาใช้อย่างแพร่หลาย (ส่วนมากเป็นเรื่องละเมิดที่ห้ามกระทำการ) ประเด็นแรก ผู้ที่มีสิทธิยื่นคือใคร คำตอบ โจทก์ โจทก์คือใคร คำตอบ ความหมายธรรมดาคือ ผู้ฟ้องคดีหรือ ผู้ฟ้องแย้ง และเช่นเดียวกัน ไม่รวมถึง จำเลยผู้ฟ้องอุทธรณ์ หรือ ฎีกา เนื่องจากตามอุทธรณ์ของจำเลยไม่ได้ขอบังคับโจทก์แต่อย่างใด เพราะคำขอของจำเลย (โจทก์อุทธรณ์ หรือฎีกา) ขอเพียงให้กลับหรือยกฟ้องโจทก์เท่านั้น จึงไม่มีอะไรให้คุ้มครองให้ -**ฎ.๑๗๘/๕๑ จำเลยตั้งโจทก์เป็นตัวแทนประสานงานเพื่อผลประโยชน์ของจำเลยในการได้รับจ้างงานในโครงการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ต่อมาจำเลยได้เข้าเป็นคู่สัญญากับกิจการร่วมค้าไอทีโอโดยเป็นผลจากการดำเนินการของโจทก์ตามสัญญาตั้งตัวแทน โจทก์มีสิทธิเรียกร้องอันเป็นมูลหนี้ตามสัญญาดังกล่าวที่จะฟ้องร้องจำเลยได้ คดีของโจทก์จึงมีมูลที่จะฟ้องร้อง ส่วนปัญหาว่า โจทก์ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาตั้งตัวแทน หรือจำเลยได้รับการจ้างเหมาช่วงงานดังกล่าวโดยไม่ได้เป็นผลจากการปฏิบัติตามสัญญาของโจทก์หรือไม่ ยังเป็นที่โต้เถียงกันซึ่งต้องนำสืบพยานหลักฐานกันในชั้นพิจารณาต่อไป แม้จำเลยไม่ตั้งใจยักย้ายทรัพย์สินของตนไปให้พ้นจากอำนาจศาล ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๕๕ (๑) (ก) แต่การที่จำเลยไม่มีภูมิลำเนาในประเทศไทย ไม่มีสำนักงานสาขาในประเทศไทยแม้เคยมีก็ปิดสำนักงานสาขาไปแล้วเพราะใบอนุญาตประกอบกิจการของคนต่างด้าวไม่ถูกต้อง และการที่จำเลยไม่มีทรัพย์สินใดในประเทศไทย ทั้งจำเลยไม่มีทรัพย์สินอยู่ในประเทศไทยพอที่โจทก์จะบังคับคดีได้ ย่อมเป็นเหตุจำเป็นอื่นที่เป็นการยุติธรรมและสมควรที่จะคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ในระหว่างพิจารณาตามมาตรา ๒๕๕ (๑) (ข) จึงนำวิธีคุ้มครองชั่วคราวตามที่โจทก์ขอมาใช้ในการสั่งให้อายัดเงินค่าจ้างที่กิจการร่วมค้าไอทีโอบุคคลภายนอกจะชำระให้แก่จำเลยได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.๒๕๓๙ มาตรา ๒๖ ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา ๒๕๔ (๑) -ตัวอย่างคำถาม โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การต่อสู้คดีระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๐๐ ของจำเลยไว้ชั่วคราวตามคำร้องของโจทก์ ต่อมานายสินเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในอีกคดีหนึ่งซึ่งศาลแพ่งพิพากษาให้จำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๐๐ แก่นายสิน โดยให้นายสินใช้ราคา ๕๐๐,๐๐๐ บาท แก่จำเลย นายสินได้นำเงินตามจำนวนดังกล่าวไปวางต่อศาลแพ่งและศาลแพ่งได้มีหนังสือขอให้เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๐๐ ให้แก่นายสินแล้ว เมื่อโจทก์ทราบเรื่องจึงยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้อายัดเงินที่นายสินนำไปวางดังกล่าวนั้นไปยังศาลแพ่งไว้ชั่วคราวอีก ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วเห็นว่าโจทก์เคยยื่นคำขอชั่วคราวก่อนพิพากษามาครั้งหนึ่งแล้ว กรณีจึงไม่มีเหตุสมควรให้อายัดเงินตามคำร้องของโจทก์ไว้ชั่วคราวซ้ำซ้อนอีก ให้ยกคำร้องให้วินิจฉัยว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของโจทก์ดังกล่าวชอบหรือไม่ ธงคำตอบ (ข้อสอบเนฯ ข้อ ๖ สมัย ๕๙) เมื่อนายสินซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยในอีกคดีหนึ่งขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลแพ่งที่ให้จำเลยโอนที่ดินดังกล่าวแก่นายสินแล้ว คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้อายัดที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๐๐ของจำเลยไว้ชั่วคราวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๕๔ (๒) ย่อมเป็นอันสิ้นผลไปการที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดชั่วคราวเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ที่นายสินนำไปวางต่อศาลแพ่งเพื่อชำระให้แก่จำเลยตามคำพิพากษา ซึ่งเป็นเหตุที่เกิดขึ้นใหม่ในภายหลังและเป็นทรัพย์คนละรายคนละประเด็นกัน ทั้งคำสั่งอายัดที่ดินของจำเลยไว้ชั่วคราวได้สิ้นผลไปแล้ว จึงมิใช่เรื่องที่โจทก์ร้องขอให้กำหนดวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาซ้ำซ้อนอีกแต่อย่างใด เมื่อเงินเป็นทรัพย์สินที่ยักย้ายถ่ายเทหรือปิดบังซ่อนเร้นได้โดยง่ายคดีจึงมีเหตุสมควรที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งอายัดเงินที่นายสินนำไปวางต่อศาลแพ่งไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษาตามคำร้องของโจทก์ ตามมาตรา ๒๕๔ (๑) ประกอบมาตรา ๒๕๕ (๑) (ข) คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของโจทก์ดังกล่าวจึงไม่ชอบ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๙๒/๔๔) -ฎ.๑๗๘/๕๑ จำเลยตั้งโจทก์เป็นตัวแทนประสานงานเพื่อผลประโยชน์ของจำเลยในการได้รับจ้างงานในโครงการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ต่อมาจำเลยได้เข้าเป็นคู่สัญญากับกิจการร่วมค้าไอทีโอโดยเป็นผลจากการดำเนินการของโจทก์ตามสัญญาตั้งตัวแทน โจทก์มีสิทธิเรียกร้องอันเป็นมูลหนี้ตามสัญญาดังกล่าวที่จะฟ้องร้องจำเลยได้ คดีของโจทก์จึงมีมูลที่จะฟ้องร้อง ส่วนปัญหาว่า โจทก์ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาตั้งตัวแทน หรือจำเลยได้รับการจ้างเหมาช่วงงานดังกล่าวโดยไม่ได้เป็นผลจากการปฏิบัติตามสัญญาของโจทก์หรือไม่ ยังเป็นที่โต้เถียงกันซึ่งต้องนำสืบพยานหลักฐานกันในชั้นพิจารณาต่อไป แม้จำเลยไม่ตั้งใจยักย้ายทรัพย์สินของตนไปให้พ้นจากอำนาจศาล ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๕๕ (๑) (ก) แต่การที่จำเลยไม่มีภูมิลำเนาในประเทศไทย ไม่มีสำนักงานสาขาในประเทศไทยแม้เคยมีก็ปิดสำนักงานสาขาไปแล้วเพราะใบอนุญาตประกอบกิจการของคนต่างด้าวไม่ถูกต้อง และการที่จำเลยไม่มีทรัพย์สินใดในประเทศไทย ทั้งจำเลยไม่มีทรัพย์สินอยู่ในประเทศไทยพอที่โจทก์จะบังคับคดีได้ ย่อมเป็นเหตุจำเป็นอื่นที่เป็นการยุติธรรมและสมควรที่จะคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ในระหว่างพิจารณาตามมาตรา ๒๕๕ (๑) (ข) จึงนำวิธีคุ้มครองชั่วคราวตามที่โจทก์ขอมาใช้ในการสั่งให้อายัดเงินค่าจ้างที่กิจการร่วมค้าไอทีโอบุคคลภายนอกจะชำระให้แก่จำเลยได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.๒๕๓๙ มาตรา ๒๖ ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา ๒๕๔ (๑) มาตรา ๒๕๖ ในกรณีที่ยื่นคำขอให้ศาลมีคำสั่งตามมาตรา ๒๕๔ (๒) หรือ (๓) ถ้าศาลเห็นว่าหากให้โอกาสจำเลยคัดค้านก่อนจะไม่เสียหายแก่โจทก์ ก็ให้ศาลแจ้งกำหนดวันนั่งพิจารณาพร้อมทั้งส่งสำเนาคำขอให้แก่จำเลยโดยทางเจ้าพนักงานศาล จำเลยจะเสนอข้อคัดค้านของตนในการที่ศาลนั่งพิจารณาคำขอนั้นก็ได้ มาตรา ๒๕๗ ให้ศาลมีอำนาจที่จะสั่งอนุญาตตามคำขอที่ได้ยื่นตามมาตรา ๒๕๔ได้ภายในขอบเขตหรือโดยมีเงื่อนไขอย่างใดก็ได้ แล้วแต่จะเห็นสมควร ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตตามคำขอที่ได้ยื่นตามมาตรา ๒๕๔ (๒) ให้ศาลแจ้งคำสั่งนั้นให้จำเลยทราบ ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยโอน ขาย ยักย้าย หรือจำหน่ายซึ่งทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลย ศาลจะกำหนดวิธีการโฆษณาตามที่เห็นสมควรเพื่อป้องกันการฉ้อฉลก็ได้ ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยโอน ขาย ยักย้าย หรือจำหน่ายซึ่งทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลยที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จดทะเบียน หรือมีคำสั่งให้นายทะเบียน พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือบุคคลอื่นผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ระงับการจดทะเบียนการแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน หรือการเพิกถอนการจดทะเบียนที่เกี่ยวกับทรัพย์สินดังกล่าวหรือที่เกี่ยวกับการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง ให้ศาลแจ้งคำสั่งนั้นให้นายทะเบียนพนักงานเจ้าหน้าที่หรือบุคคลอื่นผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายทราบ และให้บุคคลดังกล่าวบันทึกคำสั่งของศาลไว้ในทะเบียน ไม่ว่าในกรณีใด ๆ ก่อนที่ศาลจะออกหมายยึด หมายอายัด หมายห้ามชั่วคราวหมายจับ หรือคำสั่งใด ๆ ศาลจะสั่งให้ผู้ขอนำเงินหรือหาประกันตามจำนวนที่เห็นสมควรมาวางศาลเพื่อการชำระค่าสินไหมทดแทนซึ่งจำเลยอาจได้รับตามมาตรา ๒๖๓ ก็ได้ มาตรา ๒๕๘ คำสั่งศาลซึ่งอนุญาตตามคำขอที่ได้ยื่นตามมาตรา ๒๕๔ (๑) นั้นให้บังคับจำเลยได้ทันทีแล้วแจ้งคำสั่งนั้นให้จำเลยทราบโดยไม่ชักช้าแต่จะใช้บังคับบุคคลภายนอกซึ่งพิสูจน์ได้ว่าได้รับโอนสุจริตและเสียค่าตอบแทนก่อนการแจ้งคำสั่งให้จำเลยทราบมิได้ คำสั่งศาลซึ่งอนุญาตตามคำขอที่ได้ยื่นตามมาตรา ๒๕๔ (๒) นั้น ให้บังคับจำเลยได้ทันที ถึงแม้ว่าจำเลยจะยังมิได้รับแจ้งคำสั่งเช่นว่านั้นก็ตาม เว้นแต่ศาลจะได้พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นสมควรให้คำสั่งมีผลบังคับเมื่อจำเลยได้รับแจ้งคำสั่งเช่นว่านั้นแล้ว คำสั่งศาลซึ่งอนุญาตตามคำขอที่ได้ยื่นตามมาตรา ๒๕๔ (๓) ที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลย นั้น ให้มีผลใช้บังคับได้ทันที ถึงแม้ว่านายทะเบียน พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือบุคคลอื่นผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายจะยังมิได้รับแจ้งคำสั่งเช่นว่านั้นก็ตามเว้นแต่ศาลจะได้พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นสมควรให้คำสั่งมีผลบังคับเมื่อบุคคลดังกล่าวได้รับแจ้งคำสั่งเช่นว่านั้นแล้ว คำสั่งศาลซึ่งอนุญาตตามคำขอที่ได้ยื่นตามมาตรา ๒๕๔ (๓) ที่เกี่ยวกับการกระทำที่ถูกฟ้องร้องให้มีผลใช้บังคับแก่นายทะเบียน พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือบุคคลอื่นผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายต่อเมื่อบุคคลดังกล่าวได้รับแจ้งคำสั่งเช่นว่านั้นแล้ว หมายจับจำเลยที่ศาลได้ออกตามคำขอที่ได้ยื่นตามมาตรา ๒๕๔ (๔) ให้บังคับได้ทั่วราชอาณาจักร การกักขังตามหมายจับเช่นว่านี้ ห้ามมิให้กระทำเกินหกเดือนนับแต่วันจับ มาตรา ๒๕๘ ทวิ การที่จำเลยได้ก่อให้เกิด โอน หรือเปลี่ยนแปลงซึ่งสิทธิในทรัพย์สินที่พิพาท หรือทรัพย์สินของจำเลยภายหลังที่คำสั่งของศาลที่ห้ามโอน ขาย ยักย้าย หรือจำหน่าย ซึ่งออกตามคำขอที่ได้ยื่นตามมาตรา ๒๕๔ (๒) มีผลใช้บังคับแล้วนั้น หาอาจใช้ยันแก่โจทก์หรือเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ไม่ ถึงแม้ว่าราคาแห่งทรัพย์สินนั้นจะเกินกว่าจำนวนหนี้และค่าฤชาธรรมเนียมในการฟ้องร้องและการบังคับคดี และจำเลยได้จำหน่ายทรัพย์สินเพียงส่วนที่เกินจำนวนนั้นก็ตาม การที่นายทะเบียน พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือบุคคลอื่นผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายรับจดทะเบียนหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน หรือเพิกถอนการจดทะเบียนที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลยภายหลังที่คำสั่งของศาลซึ่งออกตามคำขอที่ได้ยื่นตามมาตรา ๒๕๔ (๓) มีผลใช้บังคับแล้วนั้นหาอาจใช้ยันแก่โจทก์หรือเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ไม่ เว้นแต่ผู้รับโอนจะพิสูจน์ได้ว่าได้รับโอนโดยสุจริต และเสียค่าตอบแทนก่อนที่นายทะเบียน พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือบุคคลอื่นผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายจะได้รับแจ้งคำสั่ง การที่นายทะเบียน พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือบุคคลอื่นผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายรับจดทะเบียน หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน หรือเพิกถอนการจดทะเบียนที่เกี่ยวกับการกระทำที่ถูกฟ้องร้องภายหลังที่บุคคลดังกล่าวได้รับแจ้งคำสั่งของศาลซึ่งออกตามคำขอที่ได้ยื่นตามมาตรา ๒๕๔ (๓) แล้วนั้น ยังไม่มีผลใช้บังคับตามกฎหมายในระหว่างใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา มาตรา ๒๕๙ ให้นำบทบัญญัติในลักษณะ ๒ แห่งภาคนี้ว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาใช้บังคับแก่วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาด้วยโดยอนุโลม *มาตรา ๒๖๐ ในกรณีที่คำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีมิได้กล่าวถึงวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาที่ศาลได้สั่งไว้ในระหว่างการพิจารณา (๑) ถ้าคดีนั้นศาลตัดสินให้จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดีเต็มตามข้อหาหรือบางส่วนคำสั่งของศาลเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวในส่วนที่จำเลยชนะคดีนั้น ให้ถือว่าเป็นอันยกเลิกเมื่อพ้นกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง เว้นแต่โจทก์จะได้ยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนดเวลาดังกล่าว แสดงว่าตนประสงค์จะยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นและมีเหตุอันสมควรที่ศาลจะมีคำสั่งให้วิธีการชั่วคราวเช่นว่านั้นยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปในกรณีเช่นว่านี้ ถ้าศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำขอของโจทก์ คำสั่งของศาลให้เป็นที่สุด ถ้าศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้วิธีการชั่วคราวยังคงมีผลใช้บังคับต่อไป คำสั่งของศาลชั้นต้นให้มีผลใช้บังคับต่อไปจนกว่าจะครบกำหนดยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาหรือศาลมีคำสั่งถึงที่สุดไม่รับอุทธรณ์หรือฎีกาแล้วแต่กรณี เมื่อมีการอุทธรณ์หรือฎีกาแล้ว คำสั่งของศาลชั้นต้นให้มีผลใช้บังคับต่อไปจนกว่าศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น (๒) ถ้าคดีนั้นศาลตัดสินให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี คำสั่งของศาลเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปเท่าที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล อธิบาย -ฎ.๗๔๒๑/๕๑ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อรั้วสังกะสี รั้วอิฐบล็อก และสิ่งกีดขวางทางเข้าออกในที่ดิน โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาในกรณีมีเหตุฉุกเฉิน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองรื้อรั้วสังกะสีและรั้วอิฐบล็อกรวมทั้งสิ่งกีดขวางทางเข้าออกในที่ดินออกชั่วคราวและห้ามมิให้กระทำการใดๆ อันเป็นการกีดขวางทางเข้าออกในที่ดินพิพาทจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๑ ฎีกา ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ปรากฏว่าศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี คำสั่งของศาลชั้นต้นเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาจึงมีผลใช้บังคับต่อไปเท่าที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๖๐(๒) มิใช่คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาที่ศาลจะมีคำสั่งเพิกถอนได้ตามมาตรา ๒๖๗ มาตรา ๒๖๑ จำเลยหรือบุคคลภายนอกซึ่งได้รับหมายยึด หมายอายัดหรือคำสั่งตามมาตรา ๒๕๔ (๑) (๒) หรือ (๓) หรือจะต้องเสียหายเพราะหมายยึด หมายอายัด หรือคำสั่งดังกล่าวอาจมีคำขอต่อศาลให้ถอนหมาย เพิกถอนคำสั่ง หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่ง หมายยึดหรือหมายอายัด ซึ่งออกตามคำสั่งดังกล่าวได้ แต่ถ้าบุคคลภายนอกเช่นว่านั้นขอให้ปล่อยทรัพย์สินที่ยึดหรือคัดค้านคำสั่งอายัดให้นำมาตรา ๒๘๘ หรือมาตรา ๓๑๒ แล้วแต่กรณี มาใช้บังคับโดยอนุโลม จำเลยซึ่งถูกศาลออกคำสั่งจับกุมตามมาตรา ๒๕๔ (๔) อาจมีคำขอต่อศาลให้เพิกถอนคำสั่งถอนหมาย หรือให้ปล่อยตัวไปโดยไม่มีเงื่อนไขหรือให้ปล่อยตัวไปชั่วคราวโดยมีหลักประกันตามจำนวนที่ศาลเห็นสมควรหรือไม่ก็ได้ ถ้าปรากฏว่าวิธีการที่กำหนดไว้ตามมาตรา ๒๕๔ นั้น ไม่มีเหตุเพียงพอหรือมีเหตุอันสมควรประการอื่น ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตตามคำขอหรือมีคำสั่งอื่นใดตามที่เห็นสมควร เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมก็ได้ ทั้งนี้ ศาลจะกำหนดให้ผู้ขอวางเงินต่อศาลหรือหาประกันมาให้ตามจำนวนและภายในระยะเวลาที่เห็นสมควรหรือจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ตามที่เห็นสมควรก็ได้แต่ในกรณีที่เป็นการฟ้องเรียกเงิน ห้ามไม่ให้ศาลเรียกประกันเกินกว่าจำนวนเงินที่ฟ้องรวมทั้งค่าฤชาธรรมเนียม มาตรา ๒๖๒ ถ้าข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ที่ศาลอาศัยเป็นหลักในการมีคำสั่งอนุญาตตามคำขอในวิธีการชั่วคราวอย่างใดอย่างหนึ่งนั้นเปลี่ยนแปลงไป เมื่อศาลเห็นสมควร หรือเมื่อจำเลยหรือบุคคลภายนอกตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๖๑ มีคำขอศาลที่คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณาจะมีคำสั่งแก้ไขหรือยกเลิกวิธีการเช่นว่านั้นเสียก็ได้ ในระหว่างระยะเวลานับแต่ศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีหรือชี้ขาดอุทธรณ์ไปจนถึงเวลาที่ศาลชั้นต้นได้ส่งสำนวนความที่อุทธรณ์หรือฎีกาไปยังศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา แล้วแต่กรณี คำขอตามมาตรานี้ให้ยื่นต่อศาลชั้นต้นและให้เป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะมีคำสั่งคำขอเช่นว่านั้น มาตรา ๒๖๓ ในกรณีที่ศาลได้มีคำสั่งอนุญาตตามคำขอในวิธีการชั่วคราวตามลักษณะนี้ จำเลยซึ่งต้องถูกบังคับโดยวิธีการนั้นอาจยื่นคำขอต่อศาลชั้นต้นภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีคำพิพากษาของศาลที่มีคำสั่งตามวิธีการชั่วคราวนั้น ขอให้มีคำสั่งให้โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนได้ในกรณีดังต่อไปนี้ (๑) คดีนั้นศาลตัดสินใจให้โจทก์เป็นฝ่ายแพ้ และปรากฏว่าศาลมีคำสั่งโดยมีความเห็นหลงไปว่าสิทธิเรียกร้องของผู้ขอมีมูล โดยความผิดหรือเลินเล่อของผู้ขอ (๒) ไม่ว่าคดีนั้นศาลจะชี้ขาดตัดสินให้โจทก์ชนะหรือแพ้คดี ถ้าปรากฏว่าศาลมีคำสั่งโดยมีความเห็นหลงไปว่าวิธีการเช่นว่านี้มีเหตุผลเพียงพอ โดยความผิดหรือเลินเล่อของผู้ขอ เมื่อได้รับคำขอตามวรรคหนึ่ง ศาลมีอำนาจสั่งให้แยกการพิจารณาเป็นสำนวนต่างหากจากคดีเดิม และเมื่อศาลทำการไต่สวนแล้วเห็นว่าคำขอนั้นรับฟังได้ก็ให้มีคำสั่งให้โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่จำเลยได้ตามจำนวนที่ศาลเห็นสมควร ถ้าศาลที่มีคำสั่งตามวิธีการชั่วคราวเป็นศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา เมื่อศาลชั้นต้นทำการไต่สวนแล้ว ให้ส่งสำนวนให้ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา แล้วแต่กรณี เป็นผู้สั่งคำขอนั้นถ้าโจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ศาลมีอำนาจบังคับโจทก์เสมือนหนึ่งว่าเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา แต่ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม (๑) ให้งดการบังคับคดีไว้จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้โจทก์แพ้คดี คำสั่งของศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ตามวรรคสอง ให้อุทธรณ์หรือฎีกาได้ตามบทบัญญัติว่าด้วยการอุทธรณ์หรือฎีกา **มาตรา ๒๖๔ นอกจากกรณีที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๕๓ และมาตรา ๒๕๔คู่ความชอบที่จะยื่นคำขอต่อศาล เพื่อให้มีคำสั่งกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้ขอในระหว่างการพิจารณาหรือเพื่อบังคับตามคำพิพากษา เช่น ให้นำทรัพย์สินหรือเงินที่พิพาทมาวางต่อศาลหรือต่อบุคคลภายนอก หรือให้ตั้งผู้จัดการหรือผู้รักษาทรัพย์สินของห้างร้านที่ทำการค้าที่พิพาท หรือให้จัดให้บุคคลผู้ไร้ความสามารถอยู่ในความปกครองของบุคคลภายนอก คำขอตามวรรคหนึ่งให้บังคับตามมาตรา ๒๑ มาตรา ๒๕ มาตรา ๒๒๗มาตรา ๒๒๘ มาตรา ๒๖๐ และมาตรา ๒๖๒ อธิบาย -ตาม ม.๒๖๔ นี้เป็นบทคุ้มครองประโยชน์คู่ความระหว่างพิจารณา -นำไปใช้กับคดีล้มละลายได้ไม่เหมือน ม.๒๕๔ -ตามตัวบทเป็นกรณีที่ตัวบทยกตัวอย่าง ยังมีอย่างอื่นอีกเช่นขอห้ามจำหน่ายทรัพย์สินที่พิพาท,ขอให้ส่งบุตรคืนแก่โจทก์เป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูระหว่างพิจารณา เป็นต้น -ฎ.๖๑๐/๔๓ โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและเรียกค่าเสียหายซึ่งหากโจทก์ชนะคดี จะได้ค่าเสียหายจากที่จำเลยทำละเมิด ไม่ได้ฟ้องเรียกเงินค่าเช่าอาคารบนที่ดินพิพาทแต่อย่างใด จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าค่าเช้าอาคารบนที่ดินควรจะเป็นของโจทก์หรือจำเลย จึงไม่ต้องด้วย ม.๒๖๔ที่โจทก์จะขอห้ามจำเลยเก็บค่าเช่าและขอตั้งบุคคลอื่นเก็บค่าเช่า และดูแลกิจการแทน -ฎ.๑๓๖๐/๕๐ การที่โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องให้ศาลอายัดเงินจำเลยที่มีอยู่และจะได้รับจากการประกอบกิจการมาเก็บรักษาไว้จนกว่าคดีจะถึงที่สุดมีผลเท่ากับให้ศาลกำหนดวิธีการคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ระหว่างการพิจารณาตาม ม.๒๖๔ ซึ่งต้องเป็นการขอคุ้มครองประโยชน์ของผู้ร้องขอเพื่อให้ทรัพย์สิน สิทธิหรือประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งที่พิพาทกันในคดีได้รับการคุ้มครองไว้จนกว่าศาลจะได้มีคำพิพากษา กรณีดังกล่าวนี้มิใช่พิพาทกันด้วยทรัพย์สิน สิทธิหรือประโยชน์ที่จะร้องขอ โจทก์จะขอให้จำเลยนำทรัพย์สินหรือเงินอื่นมาวางตาม ม.นี้ไม่ได้ และจะขอให้จำเลยหาประกันหรือหลักประกันมาวางศาลก็ไม่ได้เช่นกันเพราะไม่มีกฎหมายใดบัญญัติให้ทำเช่นนั้นได้(ข้อเท็จจริงคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยให้ชำระเงินค่าขาดประโยชน์จากการเป็นหุ้นส่วนธุรกิจกัน มิได้พิพาทกันด้วยทรัพย์สิน สิทธิ หรือประโยชน์) -ข้อแตกต่างระหว่าง ม.๒๕๔ และ ๒๖๔ -ม.๒๕๔ ๑)ให้สิทธิเฉพาะโจทก์,๒)จำกัดเฉพาะขอได้ ๔ ประการ,๓)ไม่ใช้กับคดีมโนสาเร่ (ฟ้องเรียนเงินหรือทรัพย์สินที่พิพาทไม่เกิน ๓ แสนบาท),และ๔)ขอกรณีฉุกเฉินตาม ม.๒๖๖ ได้ -ม.๒๖๔ ๑)ให้สิทธิคู่ความทั้งโจทก์และจำเลย,๒)ไม่จำกัดวิธีการขอ บัญญัติไว้กว้างๆ ๓)ใช้ได้กับคดีแพ่งทุกประเภท ๔)ขอให้ศาลไต่สวนกรณีฉุกเฉินไม่ได้ -ตัวอย่างคำถาม โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยให้ออกจากที่ดินที่พิพาทและเรียกค่าขาดประโยชน์ จำเลยให้การ ว่าโจทก์ถือสิทธิครอบครองแทนจำเลยซึ่งจำเลยเป็นบริษัทประกอบกิจการสถานที่พักตากอากาศในที่ดินที่พิพาท โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยและเคยได้รับเงินปันผลจากจำเลยโดยไม่เคยโต้แยง โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายและไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่ ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้อายัดเงินที่บริษัทจำเลยมีอยู่และที่จะได้รับจากการประกอบกิจการโดยให้จำเลยส่งมาเก็บรักษาไว้ที่ศาลหรือหาประกันหรือหลักประกันมาวางศาลจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ศาลชั้นต้นตรวจคำร้องแล้วสั่งยกคำร้อง ให้วินิจฉัยว่าคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งยกคำร้องโจทก์ชอบหรือไม่ ธงคำตอบ (สามารถนำหลักฎีกาที่ ๑๓๖๐/๒๕๕๐ มาตอบได้ และให้ดูฎีกา ๒๕๘๐/๒๕๒๗,๔๕๙๒/๒๕๓๙ ประกอบด้วย) คำร้องขอโจทก์ที่ขอให้ศาลมีคำสั่งอายัดเงินของจำเลยที่มีอยู่แล้วและจะได้รับจากการประกอบกิจการโดยให้จำเลยนำมาวางศาลหรือหาประกันหรือหลักประกันจนกว่าคดีจะถึงที่สุดนั้น มีผลบังคับให้จำเลยนำเงินมาวางศาลเพื่อเอาชำระหนี้ เป็นการที่โจทก์ขอให้ศาลกำหนดวิธีการคุ้มครองประโยชนชั่วคราวก่อนพิพากษาตาม ป.วิแพ่งมาตรา ๒๖๔ แต่การขอคุ้มครองประโยชน์ระหว่างการพิจารณาตาม ป.วิแพ่ง ม.๒๖๔ นั้นซึ่งต้องเป็นการขอคุ้มครองประโยชน์ของผู้ร้องขอเพื่อให้ทรัพย์สิน สิทธิหรือประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งที่พิพาทกันในคดีได้รับการคุ้มครองไว้จนกว่าศาลจะได้มีคำพิพากษา การที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินเป็นค่าขาดประโยชน์มิใช่พิพาทกันด้วยทรัพย์สิน สิทธิหรือประโยชน์ที่จะร้องขอเพื่อให้ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายดังกล่าว โจทก์จะขอให้จำเลยนำทรัพย์สินหรือเงินมาวางศาลไม่ได้ และจะขอให้หาประกันหรือหลักประกันมาวางศาลก็ไม่ได้เช่นกัน คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งยกคำร้องโจทก์จึงชอบแล้ว -ตัวอย่างคำถาม โจทก์ฟ้องว่า จำเลยผิดสัญญาเช่าที่ดินของโจทก์ ขอให้ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินกับให้จำเลยรื้อถอนบังกะโลของจำเลยที่ปลูกสร้างบนที่ดินของโจทก์และให้ใช้ค่าเสียหายจนกว่าจำเลยจะขนย้ายและรื้อถอนบังกะโลดังกล่าวออกไป จำเลยให้การว่าจำเลยไม่ได้ผิดสัญญาเช่าและโจทก์จำเลยได้ทำสัญญาเช่ากันใหม่ภายหลังสัญญาเช่าเดิมสิ้นสุดลงแล้ว ต่อมาในระหว่างพิจารณาจำเลยยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ว่าโจทก์ได้นำหินและดินมากองปิดกั้นกับปักหลักทำรั้วลวดหนามปิดทางเข้าออกที่ดินและบังกะโล ขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์รื้อถอนกองหิน กองดินและรั้วลวดหนามออกไปจากทางเข้าออกที่ดินและบังกะโลดังกล่าวเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของจำเลยในระหว่างพิจารณาให้เข้าออกที่ดินและบังกะโลได้ โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องโดยอ้างว่า (ก) จำเลยไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาตามกฎหมายได้ (ข) คำร้องของจำเลยไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่ศาลจะอนุญาต ให้วินิจฉัยว่า คำคัดค้านของโจทก์ฟังขึ้นหรือไม่ ธงคำตอบ (ข้อสอบเนฯ ข้อ ๖ สมัย ๖๒) (ก) การร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๖๔ คู่ความฝ่ายใดจะร้องขอก็ได้ จำเลยจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาได้ คำคัดค้านข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น (คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๖๓/๑๔ และ ๒๕๘๐/๒๗) (ข) การขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๖๔ จะต้องเป็นการขอคุ้มครองประโยชน์ของผู้ขอเพื่อให้ทรัพย์สิน สิทธิหรือประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่พิพาทกันในคดีนั้นได้รับความคุ้มครองไว้ในระหว่างพิจารณาจนกว่าศาลจะได้มีคำพิพากษาหรือเพื่อบังคับตามคำพิพากษา และคำขอนั้นต้องอยู่ในคำฟ้อง คำขอท้ายคำฟ้อง หรือคำให้การหรือฟ้องแย้ง แล้วแต่กรณี มิฉะนั้นเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น จะขอคุ้มครองไม่ได้ ดังนั้น กรณีตามปัญหา โจทก์ฟ้องจำเลยว่าจำเลยผิดสัญญาเช่า จำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยไม่ได้ผิดสัญญาเช่าและโจทก์จำเลยได้ทำสัญญาเช่ากันใหม่ภายหลังสัญญาเช่าเดิมสิ้นสุดลงแล้ว ประเด็นที่พิพาทกันจึงมีว่าจำเลยผิดสัญญาเช่าหรือไม่ และโจทก์จำเลยได้ทำสัญญาเช่ากันใหม่ภายหลังสัญญาเช่าเดิมสิ้นสุดลงแล้วหรือไม่ แต่ที่จำเลยร้องขอให้คุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณานั้น เป็นเรื่องขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์รื้อถอนกองหิน กองดินที่โจทก์นำมากองไว้และรื้อถอนรั้วลวดหนามที่โจทก์ปักไว้นั้นออกไปจากทางเข้าออกที่ดินและบังกะโล คำขอของจำเลยจึงไม่ใช่ประโยชน์ที่เกี่ยวกับข้อต่อสู้หรือข้อเถียงตามคำให้การของจำเลย เป็นเรื่องนอกขอบเขตหรือนอกประเด็นตามคำให้การของจำเลย จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จำเลยจะขอคุ้มครองประโยชน์ตาม มาตรา 264 ได้ คำคัดค้านข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น (คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๘/๔๙) -ตัวอย่างคำถาม บริษัทซื่อตรง จำกัด ว่าจ้างนายเบี้ยวสร้างอาคารตลาดสดสองชั้น นายเบี้ยวสร้างตลาดชั้นล่างเสร็จแล้วขนย้ายคนงานออกไปไม่ยอมสร้างต่อ หลังจากนั้นนายเบี้ยวฟ้องบริษัทซื่อตรง จำกัด จำเลยที่ ๑ และนายสินกรรมการผู้จัดการ จำเลยที่ ๒ ให้ชำระค่าจ้าง จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ผิดสัญญาไม่สร้างอาคารให้แล้วเสร็จวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ก่อสร้างแล้ว และที่ขนมาไว้ในที่ก่อสร้างก็มิใช่ชนิดที่ดี ตลาดชั้นล่างที่เสร็จก็มีรอยร้าว ซึ่งตามสัญญาทุกสิ่งทุกอย่างที่สร้างเสร็จแล้วและที่อยู่ในที่ก่อสร้างต้องตกเป็นของจำเลยที่ ๑ ผู้ว่าจ้าง ขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งให้โจทก์รับผิดในความชำรุดบกพร่อง โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จัดหาวัสดุและก่อสร้างอาคารอย่างดีไม่มีความชำรุดบกพร่อง ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นไกล่เกลี่ยแล้ว จำเลยทั้งสองถอนฟ้องแย้ง ต่อมาในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ของจำเลยทั้งสองในระหว่างพิจารณาโดยอนุญาตให้จำเลยที่ ๒ เข้าดูแลรักษาตลาดสดส่วนที่สร้างเสร็จ และเข้าครอบครอง กับจัดหาผู้ค้ามาเช่าพื้นที่ตลาด โจทก์ยื่นคำคัดค้านให้วินิจฉัยว่า ศาลจะสั่งคำร้องของจำเลยทั้งสองอย่างไร ธงคำตอบ (ข้อสอบเนฯ ข้อ ๖ สมัย ๖๑) เมื่อตามสัญญา ทุกสิ่งทุกอย่างในที่ก่อสร้างต้องตกเป็นของจำเลยผู้ว่าจ้าง จำเลยจึงมีส่วนได้เสียในอาคารที่สร้างเสร็จแล้ว และวัสดุอุปกรณ์ที่จะใช้ก่อสร้างในระหว่างการพิจารณา เมื่อโจทก์ไม่สร้างอาคารตลาดสดต่อไป การที่ตลาดสดพิพาทถูกปล่อยปละละเลยไม่มีผู้ดูแลรักษาเช่นนี้ ย่อมมีผลกระทบต่อส่วนได้เสียของจำเลยที่ ๒ โดยตรง ทั้งกรณีที่จะให้จำเลยที่ ๒ เข้าดูแลรักษาตลาดสดพิพาทก็ไม่กระทบถึงสิทธิหรือส่วนได้เสียตามฟ้องของโจทก์แต่อย่างใด ดังนั้น แม้จำเลยที่ ๒ จะมิได้ฟ้องแย้งให้โจทก์ส่งมอบอาคารตลาดสดพิพาทให้จำเลย จำเลยที่ ๒ ก็มีสิทธิขอให้ศาลมีคำสั่งเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของจำเลยที่ ๒ ในระหว่างพิจารณาเพื่อให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ดูแลรักษาตลาดสดพิพาทในระหว่างการพิจารณา ศาลชั้นต้นต้องมีคำสั่งอนุญาตตามขอ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๖๔ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๒๘/๒๖) ส่วนจำเลยที่ ๒ ขอเข้าครอบครอง และจัดหาผู้ค้ามาเช่าพื้นที่ตลาดสดพิพาทนั้น เป็นคำสั่งเกี่ยวกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาอันจะเป็นคุณแก่จำเลยที่ ๒ แต่ในคดีนี้ จำเลยที่ ๒ เพียงยื่นคำให้การปฏิเสธว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา และจำเลยที่ ๒ ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง ผลของคดีหากจำเลยที่ ๒ เป็นฝ่ายชนะ ศาลย่อมพิพากษายกฟ้องโจทก์ไปตามคำขอท้ายคำให้การเท่านั้น ไม่มีผลบังคับถึงการเข้าทำประโยชน์และการครอบครองอาคารตลาดสดพิพาทของจำเลยที่ ๒ เว้นแต่จำเลยที่ ๒ จะฟ้องแย้งและมีคำขอบังคับเช่นนั้น ดังนี้ ศาลชั้นต้นจึงไม่อาจอนุญาตให้จำเลยที่ ๒ เข้าครอบครองและทำประโยชน์ในตลาดสดพิพาทได้ ศาลชั้นต้นต้องยกคำร้องในส่วนนี้ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๒๘/๒๖ และ ๓๙๐๐/๓๒) มาตรา ๒๖๕ ในกรณีที่ศาลยอมรับเอาบุคคลเป็นประกันตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้ และบุคคลนั้นแสดงกิริยาซึ่งพอจะเห็นได้ว่าจะทำให้โจทก์เสียเปรียบ หรือจะหลีกเลี่ยง ขัดขวาง หรือกระทำให้เนิ่นช้าซึ่งการปฏิบัติตามหน้าที่ของตน ให้นำบทบัญญัติแห่งหมวดนี้มาใช้บังคับโดยอนุโลม หมวด ๒ คำขอในเหตุฉุกเฉิน **มาตรา ๒๖๖ ในกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินเมื่อโจทก์ยื่นคำขอตามมาตรา ๒๕๔ โจทก์จะยื่นคำร้องรวมไปด้วยเพื่อให้ศาลมีคำสั่งหรือออกหมายตามที่ขอโดยไม่ชักช้าก็ได้ เมื่อได้ยื่นคำร้องเช่นว่ามานี้ วิธีพิจารณาและชี้ขาดคำขอนั้น ให้อยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา ๒๖๗ มาตรา ๒๖๘ และมาตรา ๒๖๙ *มาตรา ๒๖๗ ให้ศาลพิจารณาคำขอเป็นการด่วน ถ้าเป็นที่พอใจจากคำแถลงของโจทก์หรือพยานหลักฐานที่โจทก์ได้นำมาสืบ หรือที่ศาลได้เรียกมาสืบเองว่าคดีนั้นเป็นคดีมีเหตุฉุกเฉินและคำขอนั้นมีเหตุผลสมควรอันแท้จริง ให้ศาลมีคำสั่งหรือออกหมายตามที่ขอภายในขอบเขตและเงื่อนไขไปตามที่เห็นจำเป็นทันที ถ้าศาลมีคำสั่งให้ยกคำขอ คำสั่งเช่นว่านี้ให้เป็นที่สุด จำเลยอาจยื่นคำขอโดยพลัน ให้ศาลยกเลิกคำสั่งหรือหมายนั้นเสีย และให้นำบทบัญญัติแห่งวรรคก่อนมาใช้บังคับโดยอนุโลม คำขอเช่นว่านี้อาจทำเป็นคำขอฝ่ายเดียวโดยได้รับอนุญาตจากศาล ถ้าศาลมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งเดิมตามคำขอคำสั่งเช่นว่านี้ให้เป็นที่สุด การที่ศาลยกคำขอในเหตุฉุกเฉินหรือยกเลิกคำสั่งที่ได้ออกตามคำขอในเหตุฉุกเฉินนั้น ย่อมไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะเสนอคำขอตามมาตรา ๒๕๔ นั้นใหม่ อธิบาย -.ฎ.๔๕๕๔/๓๖ โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวตาม ม.๒๕๔ แล้วมีคำขอกรณีฉุกเฉินตาม ม.๒๖๖ ศาลมิได้นัดไต่สวนคำร้องโจทก์ในทันที หลังจากรับคำร้อง ๘ วันจึงไต่สวน ถือว่าเป็นการไต่สวนอย่างกรณีธรรมดา เมื่อศาลอุทธรณ์สั่งยกเลิกคำสั่งฉุกเฉินย่อมฎีกาได้ ไม่ขัด ตาม ม.๒๖๗ วรรค ๑ -ฎ.๒๒๐๑/๒๖ การยกเลิกตาม ม.๒๖๗ วรรค ๒ ซึ่งจะถึงที่สุดต้องยกเลิกทั้งหมด หากยกเลิกบางรายการยังไม่ถึงที่สุด -ตัวอย่างคำถาม นายทองฟ้องนายเงินให้โอนทะเบียนรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่นายทอง ระหว่างพิจารณา นายทองยื่นคำร้องในเหตุฉุกเฉินพร้อมคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาโดยขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามนายเงินเข้าเกี่ยวข้องกับรถยนต์ที่เช่าซื้อ ศาลยกคำร้องโดยเห็นว่ากรณีไม่มีเหตุฉุกเฉิน นายทองจึงยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาใหม่อย่างวิธีธรรมดา ศาลนัดไต่สวน ต่อมาก่อนถึงวันนัดไต่สวน นายทองยื่นคำร้องในเหตุฉุกเฉินพร้อมกับคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาอีกเป็นฉบับที่สาม ศาลยกคำร้องฉบับที่สามดังกล่าว นายเงิน จึงยื่นคำคัดค้านว่า เมื่อศาลยกคำร้องฉบับที่สามของนายทองแล้ว ก็ไม่มีอำนาจไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาฉบับที่สองของนายทองที่ยื่นไว้ก่อนนั้นต่อไป ขอให้ยกคำร้องให้วินิจฉัยว่า คำคัดค้านของนายเงินฟังขึ้นหรือไม่ ธงคำตอบ (ข้อสอบเนฯ ข้อ ๖ สมัย ๕๘) การที่นายทองยื่นคำร้องในเหตุฉุกเฉินพร้อมกับคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาในครั้งแรกและศาลยกคำร้องในเหตุฉุกเฉินซึ่งมีผลทำให้คำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาที่ยื่นมาพร้อมกันนั้นตกไปด้วย กรณีดังกล่าวไม่ตัดสิทธินายทองที่จะยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๕๔ นั้นใหม่ ตามมาตรา ๒๖๗ วรรคสาม นายทองจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาใหม่อย่างวิธีธรรมดาเป็นฉบับที่สองได้ แม้ต่อมาในระหว่างที่ศาลนัดไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาฉบับที่สองดังกล่าว นายทองได้ยื่นคำร้องในเหตุฉุกเฉินพร้อมกับคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาเป็นฉบับที่สามอีกและศาลยกคำร้อง ก็มีผลเป็นการยกคำร้องในเหตุฉุกเฉินและทำให้คำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาที่ยื่นมาพร้อมกันนั้นตกไปด้วยเท่านั้น ไม่ตัดสิทธินายทองที่จะยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาอย่างวิธีธรรมดาตามมาตรา ๒๖๗ วรรคสาม เช่นเดียวกัน ศาลจึงมีอำนาจไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาฉบับที่สองที่นายทองได้ยื่นไว้ก่อนนั้นได้ คำคัดค้านของนายเงินฟังไม่ขึ้น (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ ๗๑๔๐/๔๗) มาตรา ๒๖๘ ในกรณีที่มีคำขอในเหตุฉุกเฉิน ให้ศาลมีอำนาจที่จะใช้ดุลพินิจวินิจฉัยว่าคดีนั้นมีเหตุฉุกเฉินหรือไม่ ส่วนวิธีการที่ศาลจะกำหนดนั้น หากจำเป็นต้องเสื่อมเสียแก่สิทธิของคู่ความในประเด็นแห่งคดี ก็ให้เสื่อมเสียเท่าที่จำเป็นแก่กรณี มาตรา ๒๖๙ คำสั่งศาลซึ่งอนุญาตตามคำขอในเหตุฉุกเฉินนั้น ให้มีผลบังคับตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๕๘ และมาตรา ๒๕๘ ทวิ อนึ่ง ศาลจะสั่งให้โจทก์รอการบังคับไว้จนกว่าศาลจะได้วินิจฉัยชี้ขาดคำขอให้ยกเลิกคำสั่งหรือจนกว่าโจทก์จะได้วางประกันก็ได้ มาตรา ๒๗๐ บทบัญญัติในหมวดนี้ ให้ใช้บังคับแก่คำขออื่น ๆ นอกจากคำขอตามมาตรา ๒๕๔ ได้ต่อเมื่อประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นบัญญัติไว้โดยชัดแจ้ง ลักษณะ ๒ การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง หมวด ๑ หลักทั่วไป **มาตรา ๒๗๑ ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดี (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา)มิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษา หรือคำสั่งนั้นได้ภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง โดยอาศัยและตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น อธิบาย -ฎ.๒๙๖/๐๘เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจเป็นโจทก์หรือจำเลยหรือบุคคลภายนอกผู้ร้องสอด ก็ได้ ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้นหาเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่จะใช้สิทธิบังคับคดีไม่ -สิทธิบังคับคดีเกี่ยวกับทรัพย์ เป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทได้ ยกเว้นสิทธิเฉพาะตัว -ม.๒๗๑ นี้นำไปใช้ในคดีอาญาที่บังคับแก่นายประกันได้ด้วย รวมทั้งคำพิพากษาส่วนแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา -สิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ไม่ใช่อายุความและไม่ใช่สิทธิเรียกร้องทางแพ่ง -ตัวอย่างคำถาม ศาลแพ่งพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ในฐานะเจ้าของร่วม คนหนึ่ง หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ระหว่างนั้นโจทก์ถึงแก่ความตายต่อมาจำเลยยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งว่าจำเลยไปดำเนินการขอจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาทแก่โจทก์ตามคำพิพากษาแล้ว เจ้าพนักงานที่ดินแจ้งว่าโจทก์และจำเลยต้องดำเนินการยื่นคำขอแบ่งแยกร่วมกันจึงจะดำเนินการได้ และจำเลยได้บอกกล่าวแก่นายสิน บุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ให้ยื่นคำขอแบ่งแยกร่วมกับจำเลยแต่นายสินเพิกเฉย ขอให้ศาลแพ่งออกคำบังคับแก่นายสิน เพื่อดำเนินการตามคำพิพากษา ให้วินิจฉัยว่าจำเลยมีสิทธิของให้ศาลแพ่งออกคำบังคับแก่นายสินได้หรือไม่ ธงคำตอบ เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตาย สิทธิในการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลแพ่งที่ให้จำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาทแก่โจทก์กึ่งหนึ่งในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วม อันเป็นสิทธิเกี่ยวกับทรัพย์สินนั้นย่อม กองมรดกตกทอดแก่ทายาท นายสินเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์จึงมีสิทธิเข้าสวมสิทธิตามคำพิพากษาแทนโจทก์(ฎ.๓๖๘/๒๕๓๒) ตาม ป.วิแพ่ง ม.๒๗๑ บัญญัติให้คู่ความหรือบุคคลฝ่ายชนะคดีหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเท่านั้นที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง เมื่อหนี้ตามคำพิพากษากำหนดให้จำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ในฐานะเจ้าของร่วมคนหนึ่ง หากจำเลยไม่ดำเนินการให้เอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย การบังคับคดีตามคำพิพากษาดังกล่าวจึงเป็นสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแต่ฝ่ายเดียวที่จะร้องขอให้บังคับแก่จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา จำเลยมิได้อยู่ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่จะร้องขอให้บังคับคดีได้ ดังนั้นจำเลยจึงไม่มีสิทธิยื่นคำขอให้ศาลออกคำบังคับแก่นายสินซึ่งเข้าสวมสิทธิบังคับคดีแทนโจทก์ได้(ฎ.๓๐๙๐/๒๕๔๙) -ตัวอย่างคำถาม โจทก์ฟ้องจำเลยซึ่งครอบครองที่ดินมรดกอยู่ ขอให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินร่วมกับจำเลยคนละส่วนในฐานะผู้มีสิทธิได้รับมรดกร่วมกับจำเลย ในที่สุดโจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความใส่ชื่อโจทก์ จำเลยและนายเอกทายาทอีกคนหนึ่งเป็นเจ้าของร่วมคนละส่วนเท่ากัน ศาลพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เมื่อครบกำหนดเวลาตามคำบังคับแล้ว จำเลยเพิกเฉยเสียไม่ไปจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์และนายเอกเป็นเจ้าของร่วมตามสัญญาประนีประนอมยอมความ (ก) โจทก์ยื่นคำขอต่อศาลว่านายเอกมาขอรับส่วนแบ่งที่ดิน จึงขอให้ศาลแจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์และนายเอกเป็นเจ้าของร่วมกับจำเลยคนละส่วนเท่ากันตามคำพิพากษาตามยอม (ข) นายเอกยื่นคำขอต่อศาลว่าไม่ประสงค์จะได้ที่ดินไว้ ขอให้ศาลมีหมายบังคับคดีตั้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินและขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้โจทก์ จำเลยและนายเอกตามส่วน จำเลยยื่นคำร้องคัดค้านในกรณี (ก) ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิขอให้แบ่งส่วนให้นายเอก ขอให้ยกคำขอของโจทก์ และ คัดค้านกรณี (ข) ว่าจะนำที่ดินออกขายทอดตลาดไม่ได้ ต้องจดทะเบียนใส่ชื่อผู้มีสิทธิตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น ขอให้ยกคำขอของนายเอก ให้วินิจฉัยว่า ศาลจะสั่งคำขอทั้งสองกรณีอย่างไร ธงคำตอบ (ข้อสอบเนฯ ข้อ ๗ สมัย ๖๑) กรณีตาม (ก) นายเอกได้แสดงเจตนาถือเอาประโยชน์จากสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว สิทธิของนายเอกย่อมเกิดมีขึ้น โจทก์จำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญาหาอาจเปลี่ยนแปลงสิทธิหรือระงับสิทธิได้ไม่ โจทก์ซึ่งมีส่วนได้เสียตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยตรง มีสิทธิบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษา จำเลยไม่มีสิทธิคัดค้านการแบ่งส่วนให้แก่นายเอก ศาลจึงควรสั่งให้นายทะเบียนจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์และนายเอกกับจำเลยมีส่วนคนละส่วนเท่ากันโดยถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยได้ (ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ ๓๐๕๓/๒๗) กรณีตาม (ข) นายเอกซึ่งเป็นเพียงผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น ไม่ใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจึงไม่มีสิทธิบังคับคดี ไม่มีสิทธิขอให้นำที่ดินออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกัน ศาลต้องยกคำขอของนายเอก (ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๙/๐๘) -ตัวอย่างคำถาม ศาลแพ่งพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๓๔ ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์เป็นงวด ๆ เริ่มงวดแรกวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๓๔ หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันทีจำเลยทราบคำบังคับแล้ว แต่จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตั้งแต่งวดแรก และวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๓๗ จำเลยได้ชำระหนี้ให้โจทก์บางส่วน ต่อมาวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ โจทก์ได้ขอให้ศาลแพ่งออกหมายบังคับคดี และได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินจำเลยเมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๔๖ จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งว่า โจทก์บังคับคดีเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา ขอให้ถอนการยึดทรัพย์ของจำเลย โจทก์คัดค้านว่าโจทก์ร้องขอให้บังคับคดีเมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ เป็นการบังคับคดีภายในสิบปีนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาแล้ว และจำเลยชำระหนี้ให้โจทก์เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๓๗ ทำให้เริ่มนับระยะเวลาบังคับคดีของโจทก์ใหม่ ขอให้ยกคำร้องให้วินิจฉัยว่า ศาลแพ่งจะสั่งถอนการยึดทรัพย์ของจำเลยได้หรือไม่ ธงคำตอบ (ข้อสอบเนฯ ข้อ ๗ สมัย ๖๐) จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ตั้งแต่งวดแรก ระยะเวลาการบังคับคดีของโจทก์จึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๓๔ ข้อคัดค้านของโจทก์ที่เกี่ยวกับการชำระหนี้ของจำเลยให้โจทก์เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๓๗ นั้น ไม่มีผลทำให้การเริ่มนับระยะเวลาการบังคับคดีของโจทก์เปลี่ยนแปลงไป เมื่อโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยเมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๔๖ จึงเป็นการบังคับคดีที่ล่วงเลยเวลา ๑๐ ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๑ โจทก์จึงหมดสิทธิบังคับคดีแก่จำเลย (คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๘๒๙/๔๘) ข้อคัดค้านของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ข้อคัดค้านของโจทก์ที่ว่า โจทก์ขอให้ศาลแพ่งออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ เป็นการบังคับคดีภายใน ๑๐ ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาแล้วนั้น แต่เนื่องจากหลังจากโจทก์ร้องขอให้ออกหมายบังคับคดีแล้ว โจทก์กลับมิได้ดำเนินการใด ๆ ในทางบังคับคดีแก่จำเลยอีกเลย โจทก์เพิ่งมานำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์ของจำเลยเมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๔๖ จึงเป็นการบังคับคดีที่พ้นกำหนด ๑๐ ปี นับแต่วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๓๔ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๑ แล้ว โจทก์จึงหมดสิทธิบังคับคดีแก่จำเลย (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ ๕๔๗๖/๓๖) ข้อคัดค้านของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ศาลแพ่งจึงสั่งถอนการยึดทรัพย์ของจำเลยได้ มาตรา ๒๗๒ ถ้าศาลได้พิพากษาหรือมีคำสั่งอย่างใดซึ่งจะต้องมีการบังคับคดีก็ให้ศาลมีคำบังคับกำหนดวิธีที่จะปฏิบัติตามคำบังคับในวันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง และเจ้าพนักงานศาลส่งคำบังคับนั้นไปยังลูกหนี้ตามคำพิพากษา เว้นแต่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้อยู่ในศาลในเวลาที่ศาลมีคำบังคับนั้น และศาลได้สั่งให้ลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญ มาตรา ๒๗๓ ถ้าในคำบังคับได้กำหนดให้ใช้เงิน หรือให้ส่งทรัพย์สิน หรือให้กระทำการ หรืองดเว้นกระทำการอย่างใด ๆ ให้ศาลระบุไว้ในคำบังคับนั้นโดยชัดแจ้ง ซึ่งระยะเวลาและเงื่อนไขอื่น ๆ อันจะต้องใช้เงิน ส่งทรัพย์สิน กระทำการหรืองดเว้นกระทำการใด ๆ นั้นแต่ถ้าเป็นคดีมโนสาเร่ ศาลไม่จำต้องให้เวลาแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาเกินกว่าสิบห้าวันในอันที่จะปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น ถ้าศาลได้พิพากษาหรือมีคำสั่งโดยขาดนัด ให้ศาลให้เวลาไม่ต่ำกว่าเจ็ดวันแก่คู่ความฝ่ายที่ขาดนัดในอันที่จะปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น ระยะเวลาที่ระบุไว้นั้นให้เริ่มนับแต่วันที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ลงลายมือชื่อไว้ในคำบังคับ หรือวันที่ได้ส่งคำบังคับให้แก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา แล้วแต่กรณี เว้นแต่ศาลจะได้กำหนดไว้โดยชัดแจ้งว่า ให้นับตั้งแต่วันใดวันหนึ่งในภายหลังต่อมาตามที่ศาลจะเห็นสมควรกำหนดเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม นอกจากนี้ให้ศาลระบุไว้โดยชัดแจ้งในคำบังคับว่าในกรณีที่มิได้มีการปฏิบัติตามคำบังคับเช่นว่านี้ภายในระยะเวลาหรือภายในเงื่อนไขที่ได้กำหนดไว้ ลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องถูกยึดทรัพย์ หรือถูกจับและจำขังดังที่บัญญัติไว้ในหมวดนี้ มาตรา ๒๗๔ ถ้าบุคคลใด ๆ ได้เข้าเป็นผู้ค้ำประกันในศาลโดยทำเป็นหนังสือประกันหรือโดยวิธีอื่น ๆ เพื่อการชำระหนี้ตามคำพิพากษา หรือคำสั่ง หรือแต่ส่วนใดส่วนหนึ่งแห่งคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น คำพิพากษาหรือคำสั่งเช่นว่านั้นย่อมใช้บังคับแก่การประกันนั้นได้โดยไม่ต้องฟ้องผู้ค้ำประกันขึ้นใหม่ มาตรา ๒๗๕ ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะขอให้บังคับคดี ให้ยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลเพื่อให้ออกหมายบังคับคดี คำขอนั้นให้ระบุโดยชัดแจ้ง (๑) คำพิพากษาหรือคำสั่งซึ่งจะขอให้มีการบังคับคดีตามนั้น (๒) จำนวนที่ยังมิได้รับชำระตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น (๓) วิธีการบังคับคดีซึ่งขอให้ออกหมายนั้น มาตรา ๒๗๖ ถ้าศาลเห็นว่าคำบังคับที่ขอให้บังคับนั้นได้ส่งให้แก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญแล้ว และระยะเวลาที่ศาลได้กำหนดไว้เพื่อให้ปฏิบัติตามคำบังคับนั้นได้ล่วงพ้นไปแล้ว และคำขอนั้นมีข้อความระบุไว้ครบถ้วนให้ศาลออกหมายบังคับคดีให้ทันที หมายเช่นว่านี้ ให้ศาลแจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบ เว้นแต่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้นจะได้นำหมายไปให้แก่เจ้าพนักงานเอง ส่วนลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้นให้ส่งสำเนาหมายให้ต่อเมื่อศาลได้มีคำสั่งให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเป็นผู้จัดการส่งแต่ถ้ามิได้มีการส่งหมายดังกล่าวแล้ว ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหน้าที่ต้องแสดงหมายนั้น ในกรณีออกหมายบังคับคดีแก่ทรัพย์สินอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ ถ้าศาลสงสัยว่าไม่สมควรยึดทรัพย์สินนั้น ศาลจะมีคำสั่งให้ผู้ขอยึดวางเงินต่อศาลหรือหาประกันมาให้ตามจำนวนที่ศาลเห็นสมควรในเวลาที่ออกหมายก็ได้ เพื่อป้องกันการบุบสลายหรือสูญหายอันจะพึงเกิดขึ้นเนื่องจากการยึดทรัพย์ผิด ในกรณีที่ออกหมายบังคับคดีให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาส่งมอบทรัพย์สินกระทำการ หรืองดเว้นกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือให้ขับไล่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาให้ศาลระบุเงื่อนไขแห่งการบังคับคดีลงในหมายนั้นตามมาตรา ๒๑๓ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ให้ศาลกำหนดการบังคับคดีเพียงเท่าที่สภาพแห่งการบังคับคดีจะเปิดช่องให้ทำได้โดยทางศาลหรือโดยทางเจ้าพนักงานบังคับคดี มาตรา ๒๗๗ ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเชื่อว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษามีทรัพย์สินที่จะต้องถูกบังคับมากกว่าที่ตนทราบแล้ว เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจยื่นคำขอฝ่ายเดียวโดยทำเป็นคำร้องต่อศาล ขอให้ศาลทำการไต่สวนและออกหมายเรียกลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลอื่นที่เชื่อว่าอยู่ในฐานะที่จะให้ถ้อยคำอันเป็นประโยชน์มาในการไต่สวนเช่นว่านั้น เมื่อมีคำขอเช่นว่านี้ ให้ศาลทำการไต่สวนตามกำหนดและเงื่อนไขใด ๆ ที่เห็นสมควร ในคดีมโนสาเร่ หากศาลเห็นเป็นการสมควร ศาลจะออกหมายเรียกลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลอื่นมาไต่สวนเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาก่อนออกหมายบังคับคดี แล้วจดแจ้งผลการไต่สวนไว้ในหมายบังคับคดีด้วยก็ได้ มาตรา ๒๗๘ ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งภาคนี้ว่าด้วยอำนาจและหน้าที่ของเจ้าพนักงานบังคับคดี นับแต่วันที่ได้ส่งหมายบังคับคดีให้แก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือถ้าหมายนั้นมิได้ส่งนับแต่วันออกหมายนั้นเป็นต้นไป ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจในฐานเป็นผู้แทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ในอันที่จะรับชำระหนี้หรือทรัพย์สินที่ลูกหนี้นำมาวางและออกใบรับให้กับมีอำนาจที่จะยึดหรืออายัดและยึดถือทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้ และมีอำนาจที่จะเอาทรัพย์สินเช่นว่านี้ออกขายทอดตลาด ทั้งมีอำนาจที่จะจำหน่ายทรัพย์สินหรือเงินรายได้จากการนั้นและดำเนินวิธีการบังคับทั่ว ๆ ไป ตามที่ศาลได้กำหนดไว้ในหมายบังคับคดี ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้รับผิดในการรักษาไว้โดยปลอดภัย ซึ่งเงินหรือทรัพย์สินหรือเอกสารทั้งปวงที่ยึดมาหรือที่ได้ชำระหรือส่งมอบให้แก่เจ้าพนักงานตามหมายบังคับคดี ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำบันทึกแล้วรักษาไว้ในที่ปลอดภัย ซึ่งวิธีการบังคับทั้งหลายที่ได้จัดทำไป และรายงานต่อศาลเป็นระยะ ๆ ไป มาตรา ๒๗๙ เจ้าพนักงานบังคับคดีจะต้องดำเนินการบังคับคดีแต่ในระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกในวันทำการงานปกติ เว้นแต่ในกรณีมีเหตุฉุกเฉินโดยได้รับอนุญาตจากศาล ในการที่จะดำเนินการบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีย่อมมีอำนาจเท่าที่มีความจำเป็นเพื่อที่จะค้นสถานที่ใด ๆ อันเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ปกครองอยู่ เช่น บ้านที่อยู่ คลังสินค้า โรงงาน และร้านค้าขาย ทั้งมีอำนาจที่จะยึดและตรวจสมุดบัญชี หรือแผ่นกระดาษ และกระทำการใด ๆ ตามสมควร เพื่อเปิดสถานที่ หรือบ้านที่อยู่หรือโรงเรือนดังกล่าวแล้วรวมทั้งตู้นิรภัย ตู้หรือที่เก็บของอื่น ๆ ถ้ามีผู้ขัดขวาง เจ้าพนักงานบังคับคดีชอบที่จะร้องขอความช่วยเหลือจากเจ้าพนักงานตำรวจเพื่อดำเนินการบังคับคดีจนได้ มาตรา ๒๘๐ เพื่อประโยชน์แห่งบทบัญญัติในภาคนี้ บุคคลต่อไปนี้ให้ถือว่ามีส่วนได้เสียในวิธีบังคับคดีอันเกี่ยวด้วยทรัพย์สินอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ตามคำพิพากษา (๑) เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ลูกหนี้ตามคำพิพากษา และในกรณีที่มีการอายัดสิทธิเรียกร้อง ลูกหนี้แห่งสิทธิเรียกร้องนั้น (๒) บุคคลอื่นใดซึ่งชอบที่จะใช้สิทธิอันได้จดทะเบียนไว้โดยชอบหรือที่ได้ยื่นคำร้องขอตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๘๘, ๒๘๙ และ ๒๙๐ อันเกี่ยวกับทรัพย์สิน หรือสิทธิเรียกร้องเช่นว่ามานั้น เว้นแต่คำร้องขอเช่นว่านี้จะได้ถูกยกเสียในชั้นที่สุด มาตรา ๒๘๑ บุคคลผู้มีส่วนได้เสียในวิธีการบังคับคดีอาจมาอยู่ด้วยในเวลาบังคับคดีนั้น แต่ต้องไม่ทำการป้องกันหรือขัดขวางแก่การบังคับคดี บุคคลที่กล่าวนั้นอาจร้องขอสำเนาบันทึกที่เจ้าพนักงานบังคับคดีทำขึ้นทั้งสิ้นหรือแต่บางฉบับอันเกี่ยวด้วยวิธีการบังคับคดีนั้นโดยเสียค่าธรรมเนียมตามที่กำหนดไว้ มาตรา ๒๘๒ ถ้าคำพิพากษาหรือคำสั่งใดกำหนดให้ชำระเงินจำนวนหนึ่ง ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติห้ามาตราต่อไปนี้ เจ้าพนักงานบังคับคดีย่อมมีอำนาจที่จะรวบรวมเงินให้พอชำระตามคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยวิธียึดหรืออายัด และขายทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามบทบัญญัติในลักษณะนี้ คือ (๑) โดยวิธียึดและขายทอดตลาดสังหาริมทรัพย์อันมีรูปร่างและอสังหาริมทรัพย์ (๒) โดยวิธีอายัดสังหาริมทรัพย์อันมีรูปร่างและอสังหาริมทรัพย์รวมทั้งสิทธิทั้งปวงอันมีอยู่ในทรัพย์เหล่านั้น ซึ่งบุคคลภายนอกจะต้องส่งมอบหรือโอนมายังลูกหนี้ตามคำพิพากษาในภายหลัง และเมื่อได้ส่งมอบหรือโอนมาแล้ว เอาทรัพย์สินหรือสิทธิเหล่านั้นออกขายหรือจำหน่าย ในกรณีเช่นว่านี้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจจะยึดบรรดาเอกสารทั้งปวงที่ให้สิทธิแก่ลูกหนี้ในอันที่จะได้รับส่งมอบหรือรับโอนทรัพย์สินหรือสิทธิเช่นว่ามานั้น (๓) โดยวิธีอายัดเงินที่บุคคลภายนอกจะต้องชำระให้แก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาในภายหลัง แล้วเรียกเก็บตามนั้น ในกรณีเช่นว่านี้ เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจที่จะยึดบรรดาเอกสารทั้งปวงที่ให้สิทธิแก่ลูกนี้ตามคำพิพากษาในอันที่จะได้รับชำระเงินเช่นว่านั้น (๔) โดยวิธียึดเอกสารอื่น ๆ ทั้งปวง เช่น สัญญากระทำการงานต่าง ๆ ซึ่งได้ชำระเงินทั้งหมดหรือแต่บางส่วนแล้ว ซึ่งการบังคับตามสัญญาเช่นว่านี้อาจทวีจำนวนหรือราคาทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษา และเพื่อที่จะนำบทบัญญัติแห่งมาตรา ๓๑๐ (๔) มาใช้บังคับ เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ทรัพย์สินที่เป็นของภรรยาหรือที่เป็นของบุตรผู้เยาว์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ซึ่งตามกฎหมายอาจถือได้ว่าเป็นทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือเป็นทรัพย์สินที่อาจบังคับเอาชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้นั้น เจ้าพนักงานบังคับคดีอาจยึดหรืออายัดและเอาออกขายได้ตามที่บัญญัติไว้ข้างบนนี้ มาตรา ๒๘๓ ถ้าจะต้องยึดหรืออายัดและขายทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามความในมาตราก่อน เจ้าพนักงานบังคับคดีชอบที่จะยึดหรืออายัดหรือขายบรรดาทรัพย์สินที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอ้างว่าเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา ๒๘๔ และ ๒๘๘ ถ้าเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ยึดทรัพย์อันจะต้องยึดภายในเวลาอันควรต้องทำโดยปราศจากความระมัดระวังหรือโดยสมรู้เป็นใจกับลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือบุคคลใดซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์ที่จะต้องยึด หรือเพิกเฉยไม่กระทำการโดยเร็วตามสมควร เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้ต้องเสียหายเพราะการนั้น อาจยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ปลดเปลื้องทุกข์ ถ้าศาลไต่สวนเป็นที่พอใจว่าข้ออ้างนั้นเป็นความจริง ก็ให้ศาลมีคำสั่งว่าเจ้าพนักงานผู้นั้นตกอยู่ในความรับผิด จำต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่เกินกว่าจำนวนตามคำพิพากษา ถ้าเจ้าพนักงานไม่ชำระค่าสินไหมทดแทนตามคำสั่งของศาล ศาลอาจออกหมายบังคับเอาแก่ทรัพย์สินของเจ้าพนักงานผู้นั้นได้ แต่ถ้าเจ้าพนักงานมีความสงสัยในการยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้นำชี้ดังกล่าวแล้ว ซึ่งบุคคลอื่นนอกจากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์ที่ยึดนั้นมีชื่อเป็นเจ้าของในทะเบียน เจ้าพนักงานนั้นชอบที่จะงดเว้นยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้น และร้องต่อศาลให้กำหนดการอย่างใด ๆ เพื่อมิให้ตนต้องรับผิดในค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวมาแล้ว มาตรา ๒๘๔ เว้นแต่จะได้มีกฎหมายบัญญัติไว้ หรือศาลจะได้มีคำสั่งเป็นอย่างอื่นห้ามไม่ให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเกินกว่าที่พอจะชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาพร้อมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมในคดีและค่าธรรมเนียมในการบังคับคดี อนึ่งถ้าได้เงินมาพอจำนวนที่จะชำระหนี้แล้ว ห้ามไม่ให้เอาทรัพย์สินที่ยึดหรืออายัดออกขายทอดตลาดหรือจำหน่ายด้วยวิธีอื่น ความรับผิดต่อลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือต่อบุคคลภายนอกเพื่อความเสียหายถ้าหากมี อันเกิดจากการยึดและขายทรัพย์สินโดยมิชอบหรือยึดทรัพย์สินเกินกว่าที่จำเป็นแก่การบังคับคดีนั้น ย่อมไม่ตกแก่เจ้าพนักงานบังคับคดี แต่ตกอยู่แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา เว้นแต่ในกรณีเจ้าพนักงานบังคับคดีได้กระทำการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ มาตรา ๒๘๕ ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาต่อไปนี้ ย่อมไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี (๑) เครื่องนุ่งห่มหลับนอน หรือเครื่องใช้ในครัวเรือนโดยประมาณรวมกันราคาไม่เกินห้าพันบาท ในกรณีที่ศาลเห็นสมควร ศาลจะกำหนดทรัพย์สินดังกล่าวที่มีราคาเกินห้าพันบาทให้เป็นทรัพย์สินที่ไม่ต้องอยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีก็ได้ ทั้งนี้โดยคำนึงถึงความจำเป็นตามฐานะของลูกหนี้ตามคำพิพากษา (๒) เครื่องมือ หรือเครื่องใช้ที่จำเป็นในการเลี้ยงชีพหรือประกอบวิชาชีพโดยประมาณรวมกันราคาไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท แต่ถ้าลูกหนี้ตามคำพิพากษามีคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลขออนุญาตยึดหน่วงและใช้เครื่องมือหรือเครื่องใช้อันจำเป็นเพื่อดำเนินการเลี้ยงชีพ หรือการประกอบวิชาชีพอันมีราคาเกินกว่าจำนวนราคาดังกล่าวแล้ว ให้ศาลมีอำนาจที่จะใช้ดุลพินิจอนุญาตหรือไม่อนุญาตภายในบังคับแห่งเงื่อนไขตามที่ศาลเห็นสมควร (๓) วัตถุ เครื่องใช้ และอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ทำหน้าที่แทนหรือช่วยอวัยวะของลูกหนี้ตามคำพิพากษา (๔) ทรัพย์สินอย่างใดที่โอนกันไม่ได้ตามกฎหมาย หรือตามกฎหมายย่อมไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาอันมีลักษณะเป็นของส่วนตัวโดยแท้ เช่นหนังสือสำหรับวงศ์ตระกูลโดยเฉพาะ จดหมายหรือสมุดบัญชีต่าง ๆ นั้น อาจยึดมาตรวจดูเพื่อประโยชน์แห่งการบังคับคดีได้ ถ้าจำเป็น แต่ห้ามมิให้เอาออกขายทอดตลาด ประโยชน์แห่งข้อยกเว้นที่บัญญัติไว้ในมาตรานี้ ให้ขยายไปถึงทรัพย์สินตามวรรคหนึ่ง อันเป็นของภริยาหรือของบุตรผู้เยาว์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ซึ่งทรัพย์สินเช่นว่านี้ตามกฎหมายอาจถือได้ว่าเป็นทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือเป็นทรัพย์สินที่อาจบังคับเอาชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ คำสั่งของศาลตามวรรคหนึ่ง (๑) และ (๒) ให้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ได้ และคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด มาตรา ๒๘๖ ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งกฎหมายอื่น สิทธิเรียกร้องเป็นเงินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาต่อไปนี้ ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี (๑) เบี้ยเลี้ยงชีพซึ่งกฎหมายกำหนดไว้ และเงินรายได้เป็นคราว ๆ อันบุคคลภายนอกได้ยกให้เพื่อเลี้ยงชีพเป็นจำนวนตามที่ศาลเห็นสมควร (๒) เงินเดือน ค่าจ้าง บำนาญ บำเหน็จ และเบี้ยหวัดของข้าราชการ หรือลูกจ้างของรัฐบาล และเงินสงเคราะห์หรือบำนาญที่รัฐบาลได้จ่ายให้แก่คู่สมรสหรือญาติที่ยังมีชีวิตของบุคคลเหล่านั้น (๓) เงินเดือน ค่าจ้าง บำนาญ ค่าชดใช้ เงินสงเคราะห์ หรือรายได้อื่นในลักษณะเดียวกันของพนักงาน ลูกจ้าง หรือคนงาน นอกจากที่กล่าวไว้ใน (๒) ที่นายจ้างจ่ายให้แก่บุคคลเหล่านั้น หรือคู่สมรส หรือญาติที่ยังมีชีวิตของบุคคลเหล่านั้นเป็นจำนวนตามที่ศาลเห็นสมควร (๔) เงินฌาปนกิจสงเคราะห์ที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้รับอันเนื่องมาแต่ความตายของบุคคลอื่น เป็นจำนวนตามที่จำเป็นในการดำเนินการฌาปนกิจศพตามฐานะของผู้ตายที่ศาลเห็นสมควร ในการกำหนดจำนวนเงินตาม (๑) และ (๓) ให้ศาลกำหนดให้ไม่น้อยกว่าอัตราเงินเดือนขั้นต่ำสุดของข้าราชการพลเรือนในขณะนั้น ทั้งนี้โดยคำนึงถึงฐานะในทางครอบครัวของลูกหนี้ตามคำพิพากษาและจำนวนบุพการีและผู้สืบสันดานซึ่งอยู่ในความอุปการะของลูกหนี้ตามคำพิพากษาด้วย ในกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจออกคำสั่งอายัดตามมาตรา ๓๑๑วรรคสอง ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจกำหนดจำนวนเงินตาม (๑) (๓) และ (๔) และให้นำความในวรรคสองมาใช้บังคับแก่การกำหนดจำนวนเงินตาม (๑) และ (๓) โดยอนุโลม แต่ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีไม่เห็นด้วยกับจำนวนเงินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนด บุคคลดังกล่าวอาจยื่นคำร้องต่อศาลภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้ทราบถึงการกำหนดจำนวนเงินเช่นว่านั้น เพื่อขอให้ศาลกำหนดจำนวนเงินใหม่ได้ ในกรณีที่พฤติการณ์แห่งการดำรงชีพของลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้เปลี่ยนแปลงไป บุคคลตามวรรคสามจะยื่นคำร้องให้ศาลหรือเจ้าพนักงานบังคับคดี แล้วแต่กรณี กำหนดจำนวนเงินตาม (๑) และ (๓) ใหม่ก็ได้ คำสั่งของศาลที่เกี่ยวกับการกำหนดจำนวนเงินตามมาตรานี้ให้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ได้และคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด **มาตรา ๒๘๗ ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา ๒๘๘ และ ๒๘๙ บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น ย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่น ๆ ซึ่งบุคคลภายนอกอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตามกฎหมาย อธิบาย -มาตรานี้เป็นเรื่องการขอกันส่วน -ผู้มีกรรมสิทธิ์รวมประสงค์ให้การบังคับคดีไม่กระทบตนก็สามารถใช้ ม.๒๘๗ เพื่อให้ได้รับการกันส่วน แต่ไม่สามารถกันตัวทรัพย์ เพียงให้ได้รับส่วนของตนจากการขายทอดตลาดเท่านั้น -ม.๒๘๗ นำไปใช้บังคับระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ตามคำพิพากษาด้วยกันเท่านั้น -ฎ.๓๘๒๑/๕๓ หนี้ที่ผู้ร้องขอรับชำระหนี้เป็นหนี้ที่จำเลยค้างชำระค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ และหนี้อย่างอื่นของผู้เช่าอันเกิดจากความเกี่ยวพันในเรื่องเช่าอาคารพาณิชย์ ผู้ร้องมีบุริมสิทธิพิเศษเหนือสังหาริมทรัพย์ตามป.พ.พ. มาตรา ๑๕๙(๑) แต่คดีนี้ผู้ร้องขอรับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดสิทธิการเช่า ไม่ได้ขอบังคับเอาจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดสังหาริมทรัพย์ที่ผู้เช่านำเข้ามาไว้ในที่ดินหรือโรงเรือนตาม ป.พ.พ. มาตรา ๒๖๑ วรรคหนึ่ง, วรรคสอง ทั้งมิใช่เงินอันผู้โอนหรือผู้ให้เช่าช่วงจะพึงได้รับจากผู้รับโอนหรือผู้เช่าช่วงตาม ป.พ.พ. มาตรา ๒๖๒ ผู้ร้องจึงไม่มีบุริมสิทธิพิเศษเหนือเงินจากการขายทอดตลาด ผู้ร้องยื่นคำร้องขอกันส่วนตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๗ เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาล ๒๐๐ บาท ตามตาราง ๑ ท้าย ป.วิ.พ. ข้อ (๒)(ก) -ฎ.๓๖๙๐/๔๖ ข้อเท็จจริงได้ความว่าศาลพิพากษาให้จำเลยโอนที่พิพาทให้ผู้ร้องเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๐ยังไม่มีการโอน(ยังเป็นชื่อจำเลย) สิทธิผู้ร้องได้ไปโดยคำพิพากษาของศาล ถือว่าเป็นผู้ที่ยังได้สิทธิก่อนตามคำพิพากษา โดยไม่ต้องคำนึงว่าเสียค่าตอบแทนหรือไม่ ปี ๒๕๔๒ โจทก์ฟ้องบังคับหนี้สามัญ ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ โดยยึดที่ดินออกขายทอดตลาด ผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิอื่นๆที่อาจบังคับเหนือทรัพย์สิน(เป็นทรัพยสิทธิ ตาม ม.287) ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการบังคับคดีของโจทก์ไม่กระทบสิทธิของผู้ร้องโจทก์ไม่มีสิทธิยึด การยึดไม่ชอบ การขายทอดตลาดก็ไม่ชอบไปด้วย ผู้ร้องมีสิทธิขอให้เพิกถอนการขายทอดลาดได้ - ฎ.๒๘๙๑/๕๒ เมื่อสัญญาเช่าซื้อระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ ๒ เลิกกัน ผู้ร้องในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่เช่าซื้อย่อมมีสิทธิเหนือทรัพย์สินของตนตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๓๖ ซึ่งบัญญัติให้เจ้าของทรัพย์สินนั้นมีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ และมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงสิทธิดังกล่าวของผู้ร้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๗ แต่การที่ผู้ร้องมิได้ใช้สิทธิยื่นคำร้องขอให้ปล่อยรถยนต์ของผู้ร้องที่ถูกเจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ก่อนเอารถยนต์นั้นออกขายทอดตลาดตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๘ วรรคหนึ่ง และผู้ร้องปล่อยให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดไปเช่นนี้ สิทธิของผู้ร้องอันอาจที่จะบังคับเหนือทรัพย์สินในฐานะเจ้าของทรัพย์สินของตนตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๓๖ ดังกล่าวย่อมหมดไป ทั้งเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดก็ไม่ใช่เป็นทรัพย์สินที่เข้าแทนที่รถยนต์ของผู้ร้องในฐานะนิตินัยอย่างเดียวกันกับรถยนต์ซึ่งเป็นทรัพย์สินอันก่อนดังที่บัญญัติไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๒๒๖ วรรคสอง ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิกันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดดังกล่าวเพื่อชำระให้แก่ผู้ร้องก่อนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๗ ซึ่งอยู่ภายใต้บังคับของบทบัญญัติมาตรา ๒๘๘ ได้ -ตัวอย่างคำถาม นายใจขายที่ดินของตนให้แก่นายหวาน โดยตกลงผ่อนชำระราคากันเป็นงวด หากนายหวานชำระเงินงวดสุดท้ายแล้ว นายใจจะไปโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้ ต่อมานายสุขเจ้าหนี้ฟ้องขอให้นายใจชำระหนี้ ศาลพิพากษาคดีถึงที่สุดให้นายใจชำระหนี้ตามฟ้อง นายสุขจึงนำยึดที่ดินของนายใจแปลงดังกล่าว หลังจากนั้น 1 เดือน นายหวานชำระค่าที่ดินงวดสุดท้ายตามกำหนดแล้ว ได้ทราบว่าที่ดินแปลงที่ซื้อขายถูกยึด นายหวานจึงยื่นคำร้องต่อศาลในคดีดังกล่าว ขอให้เพิกถอนการยึดโดยอ้างว่าการยึดทรัพย์ของนายสุขเป็นการกระทบกระเทือนสิทธิของนายหวาน ให้วินิจฉัยว่า ศาลจะสั่งคำร้องของนายหวานอย่างไร ธงคำตอบ (ข้อสอบเนฯ ข้อ ๗ สมัย ๕๕) ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๗ วางหลักไว้ว่า การบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น ย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่น ๆ ซึ่งบุคคลภายนอกอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตามกฎหมาย คำว่าสิทธิอื่น ๆ ต้องเป็นสิทธิที่เทียบเคียงได้กับบุริมสิทธิ กรณีของนายหวานแม้จะได้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินแปลงพิพาทกับนายใจลูกหนี้ตามคำพิพากษา ก่อนที่นายสุขเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะนำยึดที่ดินแปลงดังกล่าวและได้ชำระราคาครบถ้วนแล้วก็ตาม แต่สิทธิของนายหวานเป็นเพียงบุคคลสิทธิที่จะบังคับให้นายใจลูกหนี้ตามคำพิพากษาจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่นายหวานตามสัญญาดังกล่าวเท่านั้น มิใช่บุริมสิทธิหรือสิทธิอื่น ๆ ที่เทียบได้กับบุริมสิทธิ ทั้งขณะยึดที่ดินแปลงพิพาทยังเป็นกรรมสิทธิ์ของนายใจลูกหนี้ตามคำพิพากษาอยู่ นายหวานจึงไม่อาจขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินแปลงพิพาทได้ ศาลต้องสั่งยกคำร้องของนายหวาน (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ ๒๙๓๐/๓๐) **มาตรา ๒๘๘ ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งมาตรา ๕๕ ถ้าบุคคลใดกล่าวอ้างว่าจำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้ ก่อนที่ได้เอาทรัพย์สินเช่นว่านี้ออกขายทอดตลาด หรือจำหน่ายโดยวิธีอื่น บุคคลนั้นอาจยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีให้ปล่อยทรัพย์สินเช่นว่านั้น ในกรณีเช่นนี้ ให้ผู้กล่าวอ้างนั้นนำส่งสำเนาคำร้องขอแก่โจทก์หรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา และจำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาและเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยลำดับ เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับคำร้องขอเช่นว่านี้ให้งดการขายทอดตลาด หรือจำหน่ายทรัพย์สินที่พิพาทนั้นไว้ในระหว่างรอคำวินิจฉัยชี้ขาดของศาล ดังที่บัญญัติไว้ต่อไปนี้ เมื่อได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลแล้ว ให้ศาลพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีนั้นเหมือนอย่างคดีธรรมดา เว้นแต่ (๑) เมื่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้อง ไม่ว่าเวลาใด ๆ ก่อนวันกำหนดชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยาน หากมีพยานหลักฐานเบื้องต้นแสดงว่าคำร้องขอนั้นไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า ศาลมีอำนาจที่จะมีคำสั่งให้ผู้กล่าวอ้างวางเงินต่อศาลภายในระยะเวลาที่ศาลจะกำหนดไว้ในคำสั่งตามจำนวนที่ศาลเห็นสมควรเพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาสำหรับความเสียหายที่อาจได้รับ เนื่องจากเหตุเนิ่นช้าในการบังคับคดีอันเกิดแต่การยื่นคำร้องขอนั้น ถ้าผู้กล่าวอ้างไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาล ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ (๒) ถ้าทรัพย์สินที่พิพาทนั้นเป็นสังหาริมทรัพย์และมีพยานหลักฐานเบื้องต้นแสดงว่าคำร้องขอนั้นไม่มีเหตุอันควรฟัง หรือถ้าปรากฏว่าทรัพย์สินที่ยึดนั้นเป็นสังหาริมทรัพย์ที่เก็บไว้นานไม่ได้ ศาลมีอำนาจที่จะมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดหรือจำหน่ายทรัพย์สินเช่นว่านี้โดยไม่ชักช้า คำสั่งของศาลตามวรรคสอง (๑) และ (๒) ให้เป็นที่สุด อธิบาย -มาตรานี้เป็นเรื่องการร้องขัดทรัพย์ -บุคคลที่ร้องขัดทรัพย์ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ -การร้องขัดทรัพย์มีประเด็นเดียวคือให้ปล่อยทรัพย์เพราะลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ -คำร้องขัดทรัพย์เป็นคำฟ้อง -ไม่มีการออกหมายเรียกมีแต่การไต่สวนจึงไม่นำบทบัญญัติเรื่องการขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณามาใช้เพราะไม่มีวันสืบพยาน -ฎ.๕๐๐/๐๔ ทรัพย์ที่โจทก์นำยึดเป็นโรงเรือนมี ๒ ชั้น แม้ชั้นบนกับชั้นล่างมีทางเข้าต่างหากจากกัน และชั้นบนมี ๑๑ ห้อง ใช้เป็นโรงแรม ชั้นล่างมี ๔ ห้อง ใช้เป็นที่อยู่อาศัยของจำเลยและบริวาร แต่มีสภาพเป็นโรงเรือนเพียงหลังเดียวไม่สามารถที่จะแยกจากกันได้ ผู้ร้องขับทรัพย์จะขอให้แยกยึดไม่ได้ การยื่นคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๘ (๑) เป็นสิทธิของโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่นำยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาแล้วมีผู้มาร้องขัดทรัพย์ เจ้าหนี้ขอให้ศาลสั่งผู้ร้องขัดทรัพย์วางเงินประกันต่อศาลได้ หาใช่ให้สิทธิแก่ผู้ร้องขัดทรัพย์ที่จะขอเช่นนั้นไม่ -ฎ.๑๒๙๓/๑๔ (เปรียบเทียบข้อแตกต่างมาตรา ๒๕๓ ต้องขอ ๒๘๘(๑) ไม่ต้องขอ ผู้ร้องยื่นคำร้องขัดทรัพย์ โจทก์ให้การต่อสู้คดีแล้วยื่นคำร้องว่าคำร้องของผู้ร้องขัดทรัพย์ไม่มีมูล ขอให้งดสืบพยาน หากศาลเห็นว่าคำร้องของผู้ร้องขัดทรัพย์ยื่นเข้ามาเพื่อประวิงคดีให้ชักช้า โดยมีหลักฐานสนับสนุนอยู่ในสำนวนแล้ว ศาลย่อมมีอำนาจสั่งให้ผู้ร้องขัดทรัพย์วางเงิน เพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๘ (๑) ได้ -ฎ.๓๐๓๐/๒๘ การยื่นคำร้องขัดทรัพย์ต้องยื่นก่อนเอาทรัพย์สินขายทอดตลาด นั้นหมายถึงการขายทอดตลาดบริบูรณ์ หากเลื่อนไปขายทอดตลาดครั้งที่สองเนื่องจากครั้งแรกมีการคัดค้านว่าราคาต่ำ ตราบใดยังไม่ขายทอดตลาดครั้งที่ ๒ ก็ยังร้องขัดทรัพย์นั้นได้ -ฎ ๔๖๖๑/๔๘ การที่โจทก์และผู้ร้องได้ฟ้องบังคับชำระหนี้ต่างรายกันและขอให้บังคับจำนองโดยอาศัยหนังสือสัญญาจำนองฉบับเดียวกันแก่ที่ดินพิพาทเป็นคนละคดีกัน แม้ผู้ร้องกับโจทก์เป็นนิติบุคคลเดียวกัน แต่ผู้ร้องก็อยู่ในฐานะเจ้าหนี้จำนองตามคำพิพากษาในอีกคดีหนึ่งและเป็นเจ้าหนี้ต่างรายกับโจทก์ในคดีนี้ที่มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากเงินที่ขายหรือจำหน่ายที่ดินจำนองพิพาทที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้โดยอาศัยอำนาจแห่งการจำนองตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๙ วรรคสอง และเมื่อเป็นการจำนองโดยอาศัยหนังสือสัญญาฉบับเดียวกันบุริมสิทธิของผู้ร้องและบุริมสิทธิของโจทก์เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในอันที่จะได้รับชำระหนี้จากที่ดินจำนองพิพาทตามคำพิพากษาของตนรวมกันได้ไม่เกินวงเงินจำนอง ผู้ร้องไม่อาจยึดที่ดินจำนองพิพาทได้อีกเพราะตกอยู่ในบังคับข้อห้ามมิให้ยึดซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๙๐ วรรคหนึ่ง และเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะมีสิทธิได้รับชำระหนี้ของตนในคดีอื่นได้จะต้องมีบทบัญญัติของกฎหมายสนับสนุน เช่น การขอเฉลี่ยทรัพย์ หรือการขอรับชำระหนี้จำนองหรือบุริมสิทธิ โดยการยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดี ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอรับชำระหนี้จำนองตามคำพิพากษาจากเงินที่ขายหรือจำหน่ายที่ดินจำนองพิพาทร่วมกับโจทก์ในคดีนี้ -ฎ. ๘๓๕/๔๙ ตามคำร้องของผู้ร้องเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ ๒ ไม่ใช่เจ้าของทรัพย์ที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ เนื่องจากผู้ร้องมิได้จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ ๒ และมิได้มีส่วนรู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับหนี้ของจำเลยทั้งสอง การร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดดังกล่าว จึงมีความมุ่งหมายเพื่อได้รับผลที่จะให้เจ้าพนักงานบังคับคดีปล่อยทรัพย์ที่ยึดคืนให้แก่ผู้ร้อง อันเป็นกรณีที่ต้องด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๘วรรคหนึ่ง ที่กำหนดให้ต้องยื่นคำร้องต่อศาลก่อนที่ได้เอาทรัพย์ออกขายทอดตลาด คดีนี้ได้ความว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการขายทอดตลาดที่ดินแปลงดังกล่าวไปแล้วเมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ โดยผู้ซื้อทรัพย์เป็นผู้ซื้อได้ในราคา ๒๐๐,๐๐๐ บาท แต่ผู้ร้องมายื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดคืนให้แก่ผู้ร้องเมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ ซึ่งล่วงเลยการเอาทรัพย์นั้นออกขายทอดตลาดไปแล้ว ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องนี้ได้ -ฎ.๘๔๕๒/๕๑ ผู้ร้องและจำเลยที่ ๑ จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาทจากผู้ขายในระหว่างสมรส ที่ดินและบ้านพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องและจำเลยที่ ๑ ได้มาระหว่างสมรส ย่อมเป็นสินสมรส ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๔๗๔(๑) ฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องและจำเลยที่ ๑ จดทะเบียนหย่าเมื่อวันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๔๐ โดยมีการตกลงแบ่งทรัพย์สินกันตามที่มีอยู่ในเวลาจดทะเบียนหย่า ให้ที่ดินและบ้านพิพาทตกได้แก่ผู้ร้องนั้นเป็นข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องกล่าวอ้างขึ้นมาใหม่ มิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ป.พ.พ. มาตรา ๑๕๓๓ บัญญัติว่า "เมื่อหย่ากันให้แบ่งสินสมรสให้ชายและหญิงได้ส่วนเท่ากัน" เมื่อข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องนำสืบไม่ปรากฏว่าผู้ร้องและจำเลยที่ ๑ แบ่งที่ดินและบ้านพิพาทอันเป็นสินสมรสกันแล้ว กรณีต้องบังคับตามบทบัญญัติว่าด้วยกรรมสิทธิ์รวม ดังนี้ ที่ดินและบ้านพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องและจำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของร่วมกัน หาใช่ทรัพย์สินของผู้ร้องแต่เพียงผู้เดียวไม่ ผู้ร้องย่อมไม่มีสิทธิร้องขอให้ปล่อยทรัพย์พิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๘ -ฎ.๒๑๒๐/๕๓ การอุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.๒๕๔๕ ต่อศาลฎีกากระทำได้เฉพาะกรณีที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.๒๕๔๕ มาตรา ๔๕(๑)-(๕) เท่านั้น คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินต่าง ๆ ที่อ้างว่าเป็นของจำเลยเพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๘ มิใช่กรณีที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติดังกล่าว การอุทธรณ์หรือฎีกาต้องเป็นไปตามลำดับชั้นของศาล ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลฎีกาจึงไม่ถูกต้อง แต่เนื่องจากคู่ความได้สืบพยานมาเสร็จสิ้น พยานหลักฐานเพียงพอแก่การวินิจฉัยแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือมีคำสั่งใหม่ -ตัวอย่างคำถาม นายจนขายฝากบ้านไว้แก่นายรวยแล้วมิได้ไถ่ถอนภายในกำหนดไถ่คืน ต่อมาอีกหนึ่งปี นายรวยฟ้องขับไล่นายจนและบริวารออกจากบ้านหลังดังกล่าว กับเรียกค่าเสียหายจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ศาลพิพากษาให้นายรวยชนะคดีเต็มตามฟ้อง แต่นายจนไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา นายรวยจึงขอบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีได้จัดการให้นายรวยเข้าครอบครองบ้านพิพาทและยึดเครื่องรับโทรทัศน์สีราคา ๓๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อนำออกขายทอดตลาดชำระค่าเสียหาย นางเจียมภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายจนยื่นคำร้องขอว่า บ้านเป็นสินสมรสที่นางเจียมมีกรรมสิทธิ์อยู่กึ่งหนึ่ง และเครื่องรับโทรทัศน์สีก็เป็นสินส่วนตัวของนางเจียม มิใช่ทรัพย์ของนายจน ขอให้กันส่วนของนางเจียมสำหรับบ้านออกจากการบังคับคดีและให้ปล่อยเครื่องรับโทรทัศน์สีที่ยึดไว้ ศาลไต่สวนแล้ว ข้อเท็จจริงได้ความตามที่นางเจียมยกขึ้นอ้างในคำร้องขอ ให้วินิจฉัยว่า ศาลจะมีคำสั่งให้นางเจียมได้รับการกันส่วนสำหรับบ้านและมีคำสั่งให้ปล่อยเครื่องรับโทรทัศน์สีที่ยึดไว้ได้หรือไม่ ธงคำตอบ (ข้อสอบเนฯ ข้อ ๗ สมัย ๕๖) สำหรับบ้านตกเป็นกรรมสิทธิ์ของนายรวยอยู่แล้วโดยการขายฝาก การที่นายรวยขอให้บังคับคดีให้นายรวยเข้าครอบครองบ้าน เป็นการใช้สิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดไว้ หนี้ตามคำพิพากษาสำหรับบ้าน จึงเป็นการบังคับคดีให้นายจนลูกหนี้ตามคำพิพากษาต้องกระทำการส่งมอบบ้านให้แก่นายรวยเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา มิใช่การบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของนายจนลูกหนี้ตามคำพิพากษา กรณีจึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๗ ที่นางเจียมจะขอกันส่วนได้ ศาลต้องมีคำสั่งยกคำขอในส่วนนี้ ส่วนเครื่องรับโทรทัศน์สีเป็นสินส่วนตัวของนางเจียม นายจนลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย นายรวยเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนค่าเสียหายจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นหนี้เงิน จึงไม่มีสิทธิบังคับคดีเอาแก่เครื่องรับโทรทัศน์สีซึ่งเป็นสินส่วนตัวของนางเจียมบุคคลนอกคดี ไม่ว่าหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนนี้จะเป็นหนี้ร่วมหรือไม่ก็ตาม ศาลต้องมีคำสั่งให้ปล่อยเครื่องรับโทรทัศน์สีที่ยึดไว้ตามมาตรา ๒๘๘ วรรคหนึ่ง (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ ๔๘๓๒/๓๖ และ ๕๒๓/๓๔) *มาตรา ๒๘๙ ถ้าบุคคลใดชอบที่จะบังคับการชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้ หรือชอบที่จะได้เงินที่ขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินเหล่านั้นได้โดยอาศัยอำนาจแห่งการจำนองที่อาจบังคับได้ก็ดี หรืออาศัยอำนาจแห่งบุริมสิทธิก็ดี บุคคลนั้นอาจยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีให้เอาเงินที่ได้มานั้นชำระหนี้ตนก่อนเจ้าหนี้อื่น ๆ ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในกรณีที่อาจบังคับเอาทรัพย์สินซึ่งจำนองหลุด ผู้รับจำนองจะมีคำขอดังกล่าวข้างต้นให้เอาทรัพย์สินซึ่งจำนองนั้นหลุดก็ได้ ในกรณีจำนองอสังหาริมทรัพย์ หรือบุริมสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์อันได้ไปจดทะเบียนไว้นั้น ให้ยื่นคำร้องขอก่อนเอาทรัพย์สินนั้นออกขายทอดตลาด ส่วนในกรณีอื่น ๆให้ยื่นคำร้องขอเสียก่อนส่งคำบอกกล่าวตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓๑๙ ถ้าศาลมีคำสั่งอนุญาตให้เอาทรัพย์ที่จำนองหลุด การยึดทรัพย์ที่จำนองนั้นเป็นอันเพิกถอนไปในตัว ในกรณีอื่น ๆ ที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องขอ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะได้รับแต่เงินที่เหลือ ถ้าหากมี ภายหลังที่หักชำระค่าธรรมเนียมการบังคับจำนองและชำระหนี้ผู้รับจำนอง หรือเจ้าหนี้บุริมสิทธิแล้ว อธิบาย -เป็นมาตราเรื่องการบังคับบุริมสิทธิหรือสิทธิจำนอง -ฎ. ๔๖๖๑/๔๘ การที่โจทก์และผู้ร้องได้ฟ้องบังคับชำระหนี้ต่างรายกันและขอให้บังคับจำนองโดยอาศัยหนังสือสัญญาจำนองฉบับเดียวกันแก่ที่ดินพิพาทเป็นคนละคดีกัน แม้ผู้ร้องกับโจทก์เป็นนิติบุคคลเดียวกัน แต่ผู้ร้องก็อยู่ในฐานะเจ้าหนี้จำนองตามคำพิพากษาในอีกคดีหนึ่งและเป็นเจ้าหนี้ต่างรายกับโจทก์ในคดีนี้ที่มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากเงินที่ขายหรือจำหน่ายที่ดินจำนองพิพาทที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้โดยอาศัยอำนาจแห่งการจำนองตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๙ วรรคสอง และเมื่อเป็นการจำนองโดยอาศัยหนังสือสัญญาฉบับเดียวกันบุริมสิทธิของผู้ร้องและบุริมสิทธิของโจทก์เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในอันที่จะได้รับชำระหนี้จากที่ดินจำนองพิพาทตามคำพิพากษาของตนรวมกันได้ไม่เกินวงเงินจำนอง ผู้ร้องไม่อาจยึดที่ดินจำนองพิพาทได้อีกเพราะตกอยู่ในบังคับข้อห้ามมิให้ยึดซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๙๐ วรรคหนึ่ง และเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะมีสิทธิได้รับชำระหนี้ของตนในคดีอื่นได้จะต้องมีบทบัญญัติของกฎหมายสนับสนุน เช่น การขอเฉลี่ยทรัพย์ หรือการขอรับชำระหนี้จำนองหรือบุริมสิทธิ โดยการยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดี ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอรับชำระหนี้จำนองตามคำพิพากษาจากเงินที่ขายหรือจำหน่ายที่ดินจำนองพิพาทร่วมกับโจทก์ในคดีนี้ -ตัวอย่างคำถาม นายเอกฟ้องนายโทให้ชำระหนี้จำนวน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ศาลพิพากษาให้นายเอกชนะคดีเต็มตามฟ้อง คดีถึงที่สุดแต่เมื่อครบกำหนดตามคำบังคับแล้วนายโทไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา นายเอกจึงขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินมีโฉนดหนึ่งแปลงและแหวนเพชรหนึ่งวง โดยอ้างว่านายโทเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดที่ดินได้ราคา ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท และแหวนเพชรได้ราคา๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท เช่นกัน การบังคับคดียังไม่เสร็จสิ้นลง ปรากฏว่า (ก) นายตรี ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดและการยึดที่ดิน โดยอ้างว่านายตรีเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของนายโท อีกคดีหนึ่งซึ่งศาลพิพากษาตามยอมให้นายโทจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่นายตรีตามสัญญาจะซื้อจะขายที่มีต่อกัน คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว (ข) นายจัตวายื่นคำร้องขอรับเงินจำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ที่ได้จากการขายทอดตลอดแหวนเพชร โดยอ้างว่านายจัตวาเป็นเจ้าของแหวนเพชรแต่ฝากนายโทไว้ เงินจำนวนนี้จึงต้องคืนให้แก่นายจัตวา ศาลไต่สวนแล้ว ข้อเท็จจริงได้ความตามคำร้องของนายตรี และนายจัตวา ให้วินิจฉัยว่า ศาลจะมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดและการยึดที่ดินตามคำร้องของนายตรี กับจ่ายเงินจำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ที่ได้จากการขายทอดตลาดแหวนเพชรให้แก่นายจัตวาหรือไม่ ธงคำตอบ (ข้อสอบเนฯ ข้อ ๗ สมัย ๖๒) (ก) แม้สิทธิของนายตรีตามสัญญาจะซื้อจะขายเป็นเพียงบุคคลสิทธิ แต่เมื่อมีคำพิพากษารองรับสิทธิก็ถือได้ว่านายตรีเป็นบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๐ นายตรีจึงเป็นบุคคลภายนอกซึ่งอาจร้องขอให้บังคับเหนือที่ดินแปลงนี้ได้ และย่อมมีสิทธิได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๗ โดยสามารถยื่นคำร้องภายหลังการขายทอดตลาดแล้วได้ ศาลจะต้องมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดและการยึดที่ดิน (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ ๓๖๙๐/๔๖ และ ๘๘๗๐/๕๐) (ข) นายจัตวาเป็นเจ้าของแหวนเพชรมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ปล่อยการยึดได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๘ แต่ต้องยื่นคำร้องขอเสียก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะนำออกขายทอดตลาด เมื่อนายจัตวามิได้ใช้สิทธิตามบทบัญญัติดังกล่าว สิทธิของนายจัตวาย่อมหมดไป ส่วนเงินจำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ที่ได้จากการขายทอดตลาดแหวนเพชรก็มิใช่ทรัพย์สินที่เข้าแทนที่แหวนเพชรของนายจัตวาในฐานะนิตินัย นายจัตวาจึงไม่มีสิทธิขอรับเงินจำนวนนี้ อีกทั้งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๘๗ ต้องอยู่ภายใต้บังคับของบทบัญญัติมาตรา ๒๘๘ ศาลจะต้องมีคำสั่งยกคำร้องของนายจัตวา(เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ ๒๒๔๔/๓๖ และ ๒๘๙๑/๕๒) -ตัวอย่างคำถาม นายเงาะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของนายกล้วยจำนวน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท นายเงาะนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินโดยอ้างว่าเป็นของนายกล้วยดังต่อไปนี้ (ก) แหวนเพชร ๑ วง ราคา ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการขายทอดตลาดครั้งแรกมีผู้เสนอราคาสูงสุด ๕๐๐,๐๐๐ บาท นายกล้วยคัดค้านว่าราคาต่ำเกินสมควร เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงเลื่อนการขายทอดตลาดไปอีก ๓๐ วัน ปรากฏว่า ก่อนถึงกำหนดการขายทอดตลาดครั้งที่ ๒ หนึ่งสัปดาห์ นายส้มยื่นคำร้องขอให้ปล่อยการยึดโดยอ้างว่านายส้มเป็นเจ้าของแหวนเพชรและให้นายกล้วยยืมไปใช้ นายเงาะคัดค้านว่านายส้มมิได้ยื่นคำร้องขัดทรัพย์ก่อนเจ้าพนักงานบังคับคดีนำแหวนเพชรออกขายทอดตลาดครั้งแรก นายส้มจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขัดทรัพย์ ศาลมีคำสั่งรับคำร้องขัดทรัพย์ของนายส้มและนัดไต่สวน (ข) รถยนต์ ๑ คัน ของนายกล้วย ราคา ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งนายกล้วยนำไปจำนำไว้แก่นายตาลเป็นเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท และครบกำหนดไถ่แล้วแต่นายกล้วยยังมิได้ไถ่ เจ้าพนักงานบังคับคดีนำออกขายทอดตลาดได้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท นายตาลยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนำก่อนนายเงาะ นายเงาะคัดค้านว่านายตาลเป็นเพียงผู้รับจำนำ จึงไม่มีสิทธิขอรับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ศาลมีคำสั่งอนุญาตตามคำขอของนายตาล ให้วินิจฉัยว่า คำสั่งของศาลทั้งสองกรณีชอบหรือไม่ ธงคำตอบ (ข้อสอบเนฯ ข้อ ๗ สมัย ๕๙) (ก) การร้องขอให้ปล่อยทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ซึ่งต้องกระทำก่อนที่ได้เอาทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๘ วรรคหนึ่ง หมายความถึงการขายทอดตลาดบริบูรณ์โดยเจ้าพนักงานบังคับคดี การขายทอดตลาดครั้งแรกที่เลื่อนไปจึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นการขายทอดตลาด นายส้มมีสิทธิยื่นคำร้องขัดทรัพย์ก่อนการขายทอดตลาดครั้งที่ ๒ ได้ คำสั่งศาลชอบแล้ว (คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๐๓๐/๒๘) (ข) เมื่อรถยนต์ที่นายกล้วยจำนำไว้ต่อนายตาลครบกำหนดไถ่แล้ว นายตาลย่อมมีสิทธิตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๙ ในการที่จะได้รับชำระหนี้จำนำก่อนนายเงาะซึ่งเป็นเจ้าหนี้ ตามคำพิพากษาของนายกล้วย คำสั่งศาลชอบแล้วเช่นกัน (คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๑๔/๒๖) *มาตรา ๒๙๐ เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินอย่างใดของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้แทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ห้ามไม่ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้นซ้ำอีก แต่ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเช่นว่านี้มีอำนาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลที่ออกหมายบังคับให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้น เพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้ตนเข้าเฉลี่ยในทรัพย์สินหรือเงินที่ขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินนั้นได้ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่ว่าในกรณีใด ๆ ห้ามมิให้ศาลอนุญาตตามคำขอเช่นว่ามานี้ เว้นแต่ศาลเห็นว่าผู้ยื่นคำขอไม่สามารถเอาชำระได้จากทรัพย์สินอื่น ๆ ของลูกหนี้ตามคำพิพากษา เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยภาษีอากรในอันที่จะสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อชำระค่าภาษีอากรค้างให้มีสิทธิขอเฉลี่ยในทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานดังกล่าวได้ยึดหรืออายัดไว้ก่อนแล้วเช่นเดียวกับเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามความในวรรคหนึ่ง แต่ถ้าเจ้าพนักงานมิได้ยึดหรืออายัดไว้ก่อน ให้ขอเฉลี่ยได้ภายในบังคับบทบัญญัติวรรคสอง ในกรณีที่ยึดทรัพย์สินเพื่อขายทอดตลาดหรือจำหน่ายโดยวิธีอื่นคำขอเช่นว่านี้ให้ยื่นก่อนสิ้นระยะเวลาสิบสี่วันนับแต่วันที่มีการขายทอดตลาดหรือจำหน่ายทรัพย์สินนั้น ในกรณีที่อายัดทรัพย์สิน ให้ยื่นคำขอเสียก่อนสิ้นระยะเวลาสิบสี่วันนับแต่วันชำระเงินหรือส่งทรัพย์สินตามที่อายัดไว้ ในกรณียึดเงิน ให้ยื่นคำขอเสียก่อนสิ้นระยะเวลาสิบสี่วันนับแต่วันยึด เมื่อได้ส่งสำเนาคำขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการจ่ายเงินหรือทรัพย์สินตามคำบังคับไว้จนกว่าศาลจะได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาด เมื่อศาลได้มีคำสั่งประการใดและส่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบแล้ว ก็ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีปฏิบัติไปตามคำสั่งเช่นว่านั้น ในกรณีที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้ยึดสละสิทธิในการบังคับคดี หรือเพิกเฉยไม่ดำเนินการบังคับคดีภายในเวลาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดผู้ขอเฉลี่ยหรือผู้ยื่นคำร้องตามมาตรา ๒๘๗ หรือตามมาตรา ๒๘๙ มีสิทธิขอให้ดำเนินการบังคับคดีต่อไป คำสั่งอนุญาตของศาลตามวรรคแปดให้เป็นที่สุด อธิบาย - มาตรานี้เป็นเรื่องเจ้าหนี้อื่นตามคำพิพากษาขอเฉลี่ยทรัพย์ที่ยึดหรืออายัด -สรุป ม.๒๙๐ วรรค ๓ เจ้าพนักงานภาษียึดก่อนเจ้าพนักงานบังคับคดี ไม่ต้องพิสูจน์ตามวรรค ๒ ถ้าเจ้าพนักงานภาษีอากรยึดแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดียึดได้อีกไม่เป็นการยึดซ้ำ เจ้าพนักงานภาษีอาการของเฉลี่ได้โดยไม่ต้องพิสูจน์ตามวรรค ๒ -คำว่า ไม่สามารถเอาชำระได้จากทรัพย์สินอื่น ๆ ของลูกหนี้ตามคำพิพากษา หมายถึงไม่สามารถเอาชำระโดยสิ้นเชิง และผู้ที่จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งถูกเจ้าหนี้อื่นมายื่นขอเฉลี่ยทรัพย์ -.ฎ.๙๒๗๐/๔๗ ถ้ามีการยึดไว้ชั่วคราวตาม ม.๒๕๔(๑)ไม่ถือว่ายึดหรืออายัดตาม วรรค ๑ ที่ต้องห้ามไม่ให้ยึดหรืออายัดซ้ำ เพราะไม่ใช่การยึดจริงเพื่อบังคับตามคำพิพากษา -การเข้าขอเฉลี่ยทรัพย์ตามมาตรานี้เป็นการบังคับคดีจึงอยู่ภายใต้ ม.๒๗๑ ด้วย คือขอใน ๑๐ปี -ฎ.๑๑๕๗/๔๔ กรณีบังคับคดีโดยอายัดของศาลที่บังคับคดีแทน การนับระยะเวลา ๑๔ วัน ต้อง เริ่มนับแต่วันที่ศาลบังคับคดีแทนได้ส่งเงินหรือทรัพย์สินมายังศาลที่ออกหมายบังคับคดี ซึ่งก็คือวันที่ศาลออกหมายบังคับคดีได้รับเงินหรือทรัพย์สินนั้น -ฎ.๕๗๕/๔๙ (มีมูลหนี้จำนองแต่ฟ้องบังคับหนี้แบบสามัญ) ฟ้องบังคับคดีตามสัญญาเงินกู้ แต่คำขอท้ายฟ้องหากจำเลยไม่ชำระหนี้ให้บังคับจำนอง(จำนองธรรมดา) เมื่อมีการบังคับจำนองเรียบร้อยแล้วแม้ได้รับชำระหนี้ไม่เต็มจำนวนก็ไม่สามารถขอเข้าเฉลี่ยตาม ม.๒๙๐ ได้อีก -ตัวอย่างคำถาม นายรวยฟ้องนายจนให้ชำระหนี้เงินกู้จำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาทพร้อมดอกเบี้ย นายจนให้การต่อสู้คดีระหว่างพิจารณา นายรวยยื่นคำร้องขอให้ยึดที่ดินของนายจน ๑ แปลง ราคา ๓๐๐,๐๐๐ บาท ไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษา ศาลไต่สวนแล้วมีคำสั่งยึดที่ดินแปลงดังกล่าวของนายจนไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษาตามขอ ต่อมาศาลพิพากษาให้นายรวยชนะคดีโดยให้นายจนชำระหนี้เงินกู้และดอกเบี้ยแก่นายรวยตามฟ้อง หลังจากนั้นยังไม่ทันที่นายรวยจะขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี นายสินซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของนายจนอีกคดีหนึ่งได้ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของนายจนแปลงที่นายรวยได้ยึดไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษาดังกล่าวเพื่อบังคับคดีตามคำพิพากษา เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงยึดที่ดินแปลงดังกล่าว นายรวยยื่นคำร้องคัดค้านว่าเป็นการยึดซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๙๐ วรรคหนึ่ง ขอให้เพิกถอนการยึดที่เจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีของนายสินได้ยึดไว้ให้วินิจฉัยว่า ข้อคัดค้านของนายรวยฟังขึ้นหรือไม่ ธงคำตอบ (ข้อสอบเนฯ ข้อ ๖ สมัย ๖๐) กรณียึดที่ดินไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจาณาความแพ่ง มาตรา ๒๕๔ (๑)เป็นวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา มิใช่กรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการบังคับคดีโดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้แทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา จึงไม่ต้องห้ามมิให้ยึดหรืออายัดซ้ำตามมาตรา ๒๙๐ วรรคหนึ่ง ดังนั้น การที่ศาลมีคำสั่งให้ยึดที่ดินของนายจนไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษาในคดีของนายรวย แม้ต่อมาศาลพิพากษาให้นายรวยชนะคดีซึ่งคำสั่งยึดที่ดินไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษานั้นยังคงมีผลบังคับต่อไปเท่าที่จำเป็นเพื่อบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งตามมาตรา ๒๖๐ (๒) ก็ตาม คำสั่งยึดที่ดินไว้ชั่วคราวนั้น ก็ยังเป็นวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา ไม่ใช่การบังคับคดีตามคำพิพากษา เมื่อนายรวยยังมิได้ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี เพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษา ก็ถือไม่ได้ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้บังคับคดีโดยยึดที่ดินของนายจนลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้แทนนายรวยเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา นายสินซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของนายจนลูกหนี้ตามคำพิพากษาในอีกคดีหนึ่ง จึงยึดที่ดินของนายจนที่นายรวยได้ยึดไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษานั้นได้ กรณีไม่ต้องห้ามมิให้ยึดซ้ำตามมาตรา ๒๙๐ วรรคหนึ่ง ข้อคัดค้านของนายรวยฟังไม่ขึ้น (คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๒๗๐/๔๗) -ตัวอย่างคำถาม นายเอกเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจำนวนเงิน ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ของนายโท ซึ่งเป็นหนี้ส่วนตัวนายเอกนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินหนึ่งแปลงซึ่งเป็นสินสมรสของนายโทกับนางสวยเพื่อจะนำออกขายทอดตลาด นายตรีเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของนายโทอีกคดีหนึ่งซึ่งเป็นหนี้เงินและได้ยื่นคำขอเฉลี่ยทรัพย์ไว้ก่อนซึ่งศาลอนุญาตแล้ว ส่วนนายจัตวาเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของนายโทอีกคดีหนึ่งซึ่งศาลพิพากษาให้นายโทโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงเดียวกันนี้ให้แก่นายจัตวาและรับเงินจำนวน ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท และต่อมานายจัตวาได้นำเงินมาวางต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อชำระหนี้ให้แก่นายเอกแทนนายโท เจ้าพนักงานบังคับคดีรับเงินไว้แต่ยังมิทันได้ถอนการยึด ดังนี้ (ก) นายตรีร้องขอให้ดำเนินการบังคับคดีต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๙๐ วรรคแปด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง (ข) นางสวยร้องขอกันส่วนเงินจำนวน ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๗ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ให้วินิจฉัยว่า คำสั่งของศาลทั้งสองกรณีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ธงคำตอบ (ข้อสอบเนฯ ข้อ ๗ สมัย ๕๘) (ก) เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีรับเงินจำนวน ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท จากนายจัตวาเพื่อชำระหนี้แก่นายเอก ครบถ้วนแล้ว นายเอกย่อมไม่มีสิทธิที่จะบังคับคดีแก่ที่ดินแปลงนี้อีกต่อไป และมิใช่กรณีนายเอกสละสิทธิในการบังคับคดีหรือเพิกเฉยไม่ดำเนินการบังคับคดีภายในเวลาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนด กรณีจึงไม่ตกอยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๙๐ วรรคแปด นายตรีไม่มีสิทธิขอให้ดำเนินการบังคับคดีแก่ที่ดินดังกล่าวต่อไป (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ ๓๔๖๙/๓๔) คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของนายตรีจึงชอบด้วยกฎหมาย (ข) เมื่อที่ดินแปลงที่นายเอกนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้เป็นสินสมรสระหว่างนายโทและนางสวย จึงเป็นทรัพย์สินที่นายโทและนางสวยเป็นเจ้าของรวมกันโดยมีส่วนเท่ากัน นางสวยมีส่วนอยู่ด้วยกึ่งหนึ่งในเงิน จำนวน ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดถือไว้แทนราคาที่ดิน นางสวยย่อมมีสิทธิขอกันส่วนได้ในฐานะเจ้าของรวม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๗ สิทธิขอกันส่วนของนางสวยมิใช่มีแต่กรณีบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ของนายโทเท่านั้น (คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๓๙๐/๓๙) คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของนางสวยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย -ตัวอย่างคำถาม นายกรเป็นโจทก์ฟ้องนายสินเป็นจำเลยขอให้ชำระหนี้เงินกู้จำนวน ๓๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น นายกรขอให้อายัดเงินของนายสินที่ฝากไว้ที่ธนาคารจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งอายัดเงินจำนวนดังกล่าวและได้แจ้งคำสั่งอายัดไปให้ธนาคารทราบแล้ว ต่อมานายบุญซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของนายสินอีกคดีหนึ่งซึ่งศาลพิพากษาให้นายสินชำระเงินแก่นายบุญจำนวน ๔๐๐,๐๐๐บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย คดีถึงที่สุดแล้ว นายสินไม่ชำระหนี้แก่นายบุญตามคำพิพากษา นายบุญขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี เพื่อบังคับคดีตามคำพิพากษาดังกล่าวและเจ้าพนักงานบังคับคดีได้อายัดเงินฝากของนายสินที่ถูกนายกรอายัดไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษาจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท นั้น ไปยังธนาคาร นายกรทราบเรื่องจึงยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นโต้แย้งว่า กรณีเป็นการอายัดซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๙๐ วรรคหนึ่ง ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการอายัดที่เจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีของนายบุญเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้อายัดไว้ดังกล่าว ให้วินิจฉัยว่า ข้อโต้แย้งตามคำร้องของนายกรฟังขึ้นหรือไม่ ธงคำตอบ (ข้อสอบเนฯ ข้อ ๖ สมัย ๕๕) กรณีที่ต้องห้ามมิให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๙๐ วรรคหนึ่งนั้น ต้องเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการบังคับคดีโดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้แทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อบังคับตามคำพิพากษา แต่กรณียึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษาเป็นวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๕๔ (๑) มิใช่เป็นกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้แทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อบังคับตามคำพิพากษาเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีอื่นจึงมีสิทธิที่จะยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อบังคับตามคำพิพากษาในคดีของตนได้ กรณีไม่ต้องห้ามมิให้ยึดหรืออายัดซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๙๐ วรรคหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดเงินของนายสินที่ฝากธนาคารไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษาในคดีที่นายกรเป็นโจทก์ฟ้องนายสินนั้นนายบุญเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของนายสินลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีอื่นย่อมมีสิทธิที่จะอายัดเงินของนายสินดังกล่าวเพื่อบังคับตามคำพิพากษาในคดีของตนได้ กรณีไม่ต้องห้ามมิให้อายัดซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๙๐ วรรคหนึ่ง ข้อโต้แย้งของนายกรฟังไม่ขึ้น (คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๐/๑๘, ๒๘๓/๒๗, ๖๐๙๓/๓๔ และ๙๕๒/๔๑) -ตัวอย่างคำถาม นายวิทย์เจ้าหนี้ตามคำพิพากษานำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดิน ๑ แปลงของนายชมลูกหนี้ตามคำพิพากษาขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้เงินได้ราคา ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท หลังจากนั้น ๑๐ วัน นายตุลและนายกิจเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของนายชมอีก ๒ คดียื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์โดยอ้างว่าบุคคลทั้งสองต่างเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งศาลพิพากษาให้นายชมชำระหนี้เงิน แต่นายชมไม่มีทรัพย์สินเพียงพอจะชำระหนี้ได้ นายตุลและนายกิจไม่สามารถเอาชำระได้จากทรัพย์สินอื่น ๆ ของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ขอศาลอนุญาตให้เข้าเฉลี่ยทรัพย์ (ก) นายวิทย์เจ้าหนี้คัดค้านว่า นายตุลผู้ร้องมิได้ดำเนินการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของนายชมลูกหนี้ ตามคำพิพากษาจนเกินกำหนด ๑๐ ปี นับแต่คดีของนายตุลเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาถึงที่สุด นายตุลไม่มีสิทธิร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ (ข) นายชมลูกหนี้คัดค้านว่า นายชมยังมีทรัพย์สินอื่นนอกจากทรัพย์ที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ นายกิจไม่มีสิทธิร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ ให้วินิจฉัยว่า ข้อคัดค้านของนายวิทย์เจ้าหนี้และนายชมลูกหนี้ดังกล่าวจะยกเป็นเหตุโต้แย้งคัดค้านคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ของนายตุลและนายกิจได้หรือไม่ ธงคำตอบ (ข้อสอบเนฯ ข้อ ๗ สมัย ๕๗) (ก) หากนายตุลเจ้าหนี้ผู้ร้องมิได้ดำเนินการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของนายชมลูกหนี้ตามคำพิพากษาจนเกินกำหนด ๑๐ ปี นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด นายตุลเจ้าหนี้ย่อมสิ้นสิทธิที่จะบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของนายชมและการขอเฉลี่ยทรัพย์ก็เป็นการบังคับคดีอย่างหนึ่งเพื่อเอาทรัพย์สินของนายชมชำระหนี้ของนายตุลผู้ขอเฉลี่ย และหมดสิทธิที่จะร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ของนายชมลูกหนี้ ข้อคัดค้านของนายวิทย์เจ้าหนี้ดังกล่าว จึงยกเป็นเหตุต่อสู้นายตุลผู้ร้องขอได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๑๖/๔๓) (ข) การที่นายชมลูกหนี้ตามคำพิพากษายกข้อต่อสู้ว่า นายชมมีทรัพย์สินอื่นที่จะบังคับคดีได้นั้น บทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๙๐ วรรคสอง เป็นบทบัญญัติให้สิทธิแก่นายวิทย์เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งทำการบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของนายชมลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่จะยกเป็นเหตุโต้แย้งคัดค้านมิให้นายกิจเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีอื่นเข้าเฉลี่ยทรัพย์ มิใช่ให้สิทธิแก่นายชมลูกหนี้ตามคำพิพากษายกขึ้นเป็นเหตุโต้แย้งคัดค้าน (คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๙๒/๔๗ และ ๑๗๐๖/๔๗) มาตรา ๒๙๑ เมื่อศาลได้ยกคำร้องขอเฉลี่ยเสียโดยเหตุที่ยื่นไม่ทันกำหนดผู้ขออาจยื่นคำร้องต่อศาลได้อีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะได้มีการส่งคำบอกกล่าวตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓๑๙ เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ (๑) ให้ผู้ยื่นคำขอมีสิทธิได้รับชำระจากเงินที่เหลือภายหลังที่ได้ชำระให้แก่เจ้าหนี้ผู้ยึดแล้ว (๒) ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้ถอนการยึด หรือเจ้าหนี้ผู้ยึดสละสิทธิในการบังคับคดีให้ถือว่าผู้ขอเป็นเจ้าหนี้ผู้ยึดต่อไปตั้งแต่วันที่ได้ยื่นคำร้อง และให้ดำเนินการบังคับคดีไปตามนั้น คำสั่งอนุญาตของศาลตามมาตรานี้ให้เป็นสุด มาตรา ๒๙๒ เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องงดการบังคับคดีไว้ในกรณีต่อไปนี้ (๑) ถ้าคำพิพากษาหรือคำสั่งใดได้กระทำไปโดยขาดนัดและได้มีการขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น หากลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ เมื่อศาลได้ส่งคำสั่งให้งดการบังคับคดีไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๐๙ แต่ทั้งนี้ไม่ตัดสิทธิเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในอันที่จะขอต่อศาลให้มีคำสั่งกำหนดวิธีการชั่วคราวเพื่อคุ้มครองอย่างใด ๆ ตามที่เห็นสมควร (๒) ถ้าศาลได้มีคำสั่งให้งดการบังคับคดีไว้ เมื่อศาลได้ส่งคำสั่งนั้นไปให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบ ในกรณีเช่นนี้ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการบังคับคดีไว้ภายในระยะเวลาหรือเงื่อนไขตามที่ศาลจะได้กำหนดไว้ (๓) ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้แจ้งเป็นหนังสือไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าตนตกลงงดการบังคับคดีไว้ชั่วระยะที่กำหนดไว้ หรือภายในเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่ง (๔) เมื่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่ปฏิบัติตามข้อความแห่งมาตรา ๑๕๔ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีส่งคำบอกกล่าวงดการบังคับคดีนั้น ให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสีย เว้นแต่จะได้งดการบังคับคดีตามคำขอของบุคคลเหล่านั้นเอง มาตรา ๒๙๓ ลูกหนี้ตามคำพิพากษาอาจยื่นคำขอทำเป็นคำร้องต่อศาลให้งดการบังคับคดีไว้ โดยเหตุที่ตนได้ยื่นฟ้องเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเป็นคดีเรื่องอื่นในศาลเดียวกันนั้นซึ่งศาลยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาด และถ้าหากตนเป็นฝ่ายชนะ จะไม่ต้องมีการขายทอดตลาดหรือจำหน่ายทรัพย์สินของตนโดยวิธีอื่น เพราะสามารถจะหักกลบลบหนี้กันได้ ถ้าศาลเห็นว่าข้ออ้างของลูกหนี้ตามคำพิพากษามีเหตุฟังได้และถ้างดการบังคับคดีไว้ไม่น่าจะเป็นที่เสียหายแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ศาลอาจมีคำสั่งงดการบังคับคดีไว้ภายในระยะเวลาและเงื่อนไขตามที่เห็นสมควร คำสั่งของศาลตามมาตรานี้ให้เป็นที่สุด มาตรา ๒๙๔ ถ้าได้งดการบังคับคดีไว้ตามที่บัญญัติในประมวลกฎหมายนี้ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีต่อไป เมื่อศาลได้ส่งคำสั่งให้ดำเนินคดีต่อไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว โดยศาลเป็นผู้ออกคำสั่งนั้นเอง หรือโดยเจ้าหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำขอให้ดำเนินการบังคับคดีต่อไป เนื่องจากระยะเวลาที่ได้งดการบังคับคดีนั้นได้ล่วงพ้นไปแล้วหรือเนื่องจากมิได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้กำหนดไว้ แล้วแต่กรณีหรือเนื่องจากศาลที่คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณาในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาได้พิพากษายืนตามคำพิพากษาที่อยู่ในระหว่างบังคับคดี แต่ถ้าคำพิพากษาที่อยู่ในระหว่างบังคับคดีนั้น ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาพิพากษายืนแต่บางส่วนเจ้าพนักงานบังคับคดีจะดำเนินการบังคับคดีต่อไปยังหาได้ไม่ ถ้าปรากฏว่าเงินที่รวบรวมได้ก่อนงดการบังคับคดีนั้น พอที่จะชำระเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้แล้ว ถ้าได้งดการบังคับคดีตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๕๔ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีต่อไปโดยพลัน เมื่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ปฏิบัติตามข้อความที่กล่าวไว้ในมาตรานั้นแล้ว มาตรา ๒๙๕ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการบังคับคดีในกรณีต่อไปนี้ (๑) เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการบังคับคดีนั้นเอง หรือถอนโดยคำสั่งศาลแล้วแต่กรณี เมื่อลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้วางเงินต่อศาลหรือต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นจำนวนพอชำระหนี้ตามคำพิพากษา พร้อมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมแห่งคดี หรือค่าธรรมเนียมในการบังคับคดี หรือได้หาประกันมาให้จนเป็นที่พอใจของศาล สำหรับจำนวนเงินเช่นว่านี้ (๒) ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้แจ้งไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นหนังสือว่าตนสละสิทธิในการบังคับคดีนั้น (๓) ถ้าคำพิพากษาในระหว่างบังคับคดีได้ถูกกลับในชั้นที่สุด หรือหมายบังคับคดีได้ถูกยกเลิกเสีย เมื่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีได้ส่งคำสั่งให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี แต่ถ้าคำพิพากษาในระหว่างบังคับคดีนั้น ได้ถูกกลับแต่เพียงบางส่วน การบังคับคดีอาจดำเนินต่อไปจนกว่าเงินที่รวบรวมได้นั้นจะพอชำระแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา อธิบาย -ฎ.๖๙/๕๓ หลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว โจทก์และจำเลยเจรจาตกลงกันในส่วนค่าเสียหายว่า จำเลยยินยอมชดใช้เงินให้แก่โจทก์จำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยจำเลยจะผ่อนชำระให้แก่โจทก์เดือนละ ๒๐,๐๐๐ บาท และจำเลยได้สั่งจ่ายเช็คจำนวน ๑๒ ฉบับ มอบให้แก่โจทก์ ศาลชั้นต้นบันทึกข้อตกลงดังกล่าวไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา และภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วโจทก์มิได้ดำเนินการบังคับคดี แต่ได้นำเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายไปเรียกเก็บเงินได้ทุกฉบับ พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าโจทก์ยอมรับเอาเงื่อนไขตามที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาเป็นข้อตกลงกันระหว่างโจทก์และจำเลยโดยปริยายแล้ว ส่วนที่โจทก์และจำเลยได้ทำบันทึกในลักษณะเดียวกันมีข้อความเพิ่มเติมจากที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาว่า ข้อตกลงให้มีผลผูกพันต่อคู่กรณีไปแม้ว่าจะมีผลของคำพิพากษาคดีนี้ออกมาเช่นไรคู่กรณีตกลงสละสิทธิที่จะเรียกร้องตามผลของคำพิพากษาดังกล่าว ...หากจำเลยผิดนัดตามข้อตกลง โจทก์มีสิทธิที่จะบังคับในส่วนที่เสียผลประโยชน์ได้โดยชอบต่อไปตามคำพิพากษานั้น ก็เป็นเพียงการยืนยันเจตนาของโจทก์กับจำเลยให้ชัดเจนขึ้นเท่านั้น ข้อตกลงตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงมีผลบังคับได้ ส่วนที่โจทก์อ้างว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นการสละสิทธิเพียงชั่วคราว โจทก์ยังมีสิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาได้นั้น ก็เป็นกรณีที่จำเลยจะต้องผิดนัดตามข้อตกลงนั้นเสียก่อน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยยังไม่ได้ผิดนัดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามที่โจทก์อ้างในคำขอออกหมายบังคับคดี การที่ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์ และโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์ของจำเลยตามหมายบังคับคดีดังกล่าว จึงเป็นการไม่ชอบ มาตรา ๒๙๕ ทวิ ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเพิกเฉยไม่ดำเนินการบังคับคดีภายในระยะเวลาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนด ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้ศาลสั่งถอนการบังคับคดีนั้นเสีย มาตรา ๒๙๕ ตรี ในกรณีที่มีการยึดทรัพย์สินซึ่งมิใช่ตัวเงิน หรือในกรณียึดหรืออายัดเงิน หรืออายัดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายเนื่องจากเจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการบังคับคดีนั้นเอง หรือถอนโดยคำสั่งศาล และผู้ขอให้ยึดหรืออายัดไม่ชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดี ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขอหมายบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของผู้นั้นเพื่อชำระค่าธรรมเนียม ในกรณีเช่นว่านี้ ให้ถือว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนที่เกี่ยวกับค่าธรรมเนียมนั้น และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีบังคับคดีได้เองโดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมทั้งปวงเพื่อประโยชน์ในการบังคับคดีนั้น *มาตรา ๒๙๖ ในกรณีที่คำบังคับ หมายบังคับคดี หรือคำสั่งศาลในชั้นบังคับคดีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งลักษณะนี้ เมื่อศาลเห็นสมควรไม่ว่าในเวลาใดก่อนการบังคับคดีได้เสร็จลงหรือเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีรายงานต่อศาล หรือเมื่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีซึ่งต้องเสียหายเพราะเหตุดังกล่าวยื่นคำร้องต่อศาล ให้ศาลมีอำนาจที่จะสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขคำบังคับ หมายบังคับคดี หรือคำสั่งดังกล่าวทั้งหมดหรือบางส่วนหรือมีคำสั่งอย่างใดตามที่ศาลเห็นสมควร ภายใต้บังคับมาตรา ๓๐๙ ทวิ วรรคสอง ถ้าเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งลักษณะนี้ เมื่อศาลเห็นสมควรไม่ว่าเวลาใดก่อนการบังคับคดีได้เสร็จลงหรือเมื่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีซึ่งต้องเสียหายเพราะเหตุดังกล่าวยื่นคำร้องต่อศาล ให้ศาลมีอำนาจที่จะสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขกระบวนวิธีการบังคับคดีทั้งปวง หรือวิธีการบังคับใด ๆ โดยเฉพาะ หรือมีคำสั่งกำหนดวิธีการอย่างใดตามที่ศาลเห็นสมควร การยื่นคำร้องตามมาตรานี้อาจกระทำได้ไม่ว่าในเวลาใดก่อนการบังคับคดีได้เสร็จลง แต่ต้องไม่ช้ากว่าสิบห้าวันนับแต่วันที่ที่ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้นแต่ทั้งนี้ผู้ยื่นคำร้องต้องมิได้ดำเนินการอันใดขึ้นใหม่หลังจากได้ทราบเรื่องฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งลักษณะนี้แล้วหรือต้องมิได้ให้สัตยาบันแก่การกระทำนั้น และในกรณีเช่นว่านี้ผู้ยื่นคำร้องจะขอต่อศาลในขณะเดียวกันนั้นให้มีคำสั่งงดการบังคับคดีไว้ในระหว่างพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดก็ได้ เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ให้ถือว่าการบังคับคดีได้เสร็จลง เมื่อได้มีการดำเนินการดังต่อไปนี้ (๑) ในกรณีที่คำบังคับหรือหมายบังคับคดีกำหนดให้ส่งมอบทรัพย์สิน กระทำการหรืองดเว้นกระทำการอย่างใด เมื่อได้มีการปฏิบัติตามคำบังคับหรือหมายบังคับคดีที่ให้ส่งมอบทรัพย์สินกระทำการหรืองดเว้นกระทำการอย่างนั้นแล้ว แต่ถ้าการปฏิบัติตามคำบังคับหรือหมายบังคับคดีดังกล่าว อาจแยกได้เป็นส่วน ๆ เมื่อได้มีการปฏิบัติตามคำบังคับหรือหมายบังคับคดีในส่วนใดแล้ว ให้ถือว่าการบังคับคดีได้เสร็จลงเฉพาะในส่วนนั้น (๒) ในกรณีที่คำบังคับหรือหมายบังคับคดีกำหนดให้ใช้เงิน เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้จ่ายเงินตามมาตรา ๓๑๘ มาตรา ๓๑๙ มาตรา ๓๒๐ มาตรา ๓๒๑ หรือมาตรา ๓๒๒ แล้วแต่กรณีแล้ว แต่ถ้าทรัพย์สินที่ถูกบังคับคดีมีหลายรายการ เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้จ่ายเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินรายการใดแล้ว ให้ถือว่าการบังคับคดีได้เสร็จลงเฉพาะทรัพย์สินรายการนั้น ในการยื่นคำร้องต่อศาลตามมาตรานี้ หากมีพยานหลักฐานเบื้องต้นแสดงว่าคำร้องนั้นไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลอื่นที่อาจได้รับความเสียหายเนื่องจากการยื่นคำร้องดังกล่าวร้องขอ ศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้ผู้ยื่นคำร้องวางเงินหรือหาประกันต่อศาลตามจำนวนและภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนดเพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลนั้นได้ ถ้าผู้ยื่นคำร้องไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ให้ศาลมีคำสั่งยกคำร้องนั้นเสีย คำสั่งของศาลที่ออกตามความในวรรคนี้ให้เป็นที่สุด ในกรณีที่ศาลได้มีคำสั่งยกคำร้องที่ยื่นไว้ตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลอื่นที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากการยื่นคำร้องดังกล่าวเห็นคำร้องนั้นไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า บุคคลดังกล่าวอาจยื่นคำร้องต่อศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีคำสั่งยกคำร้องเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ยื่นคำร้องนั้นชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนได้ ในกรณีเช่นว่านี้ ให้ศาลมีอำนาจสั่งให้แยกการพิจารณาเป็นสำนวนต่างหากจากคดีเดิม และเมื่อศาลไต่สวนแล้วเห็นว่าคำร้องนั้นรับฟังได้ ให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ยื่นคำร้องนั้นชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลที่ได้รับความเสียหายดังกล่าวตามจำนวนที่ศาลเห็นสมควรถ้าผู้ยื่นคำร้องนั้นไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ศาลมีอำนาจบังคับผู้ยื่นคำร้องนั้นได้เสมือนหนึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา อธิบาย -ในชั้นบังคับคดี หากมีการฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมาย จะเพิกถอนต้องอ้าง ม.๒๙๖ นี้ไม่ใช่ ม.๒๗ ซึ่งเป็นบททั่วไป -ฎ.๖๓๐๘/๕๑ ผู้ร้องยื่นคำร้องอ้างว่าผู้ร้องเป็นผู้เข้าสู้ราคาในการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทของเจ้าพนักงานบังคับคดี นิติกรรมระหว่างผู้ร้องกับเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นโมฆะเนื่องจากผู้ร้องสำคัญผิดในสาระสำคัญของนิติกรรม เท่ากับผู้ร้องกล่าวอ้างว่าการบังคับคดีโดยการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทของเจ้าพนักงานบังคับคดีฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ยกเลิกการขายทอดตลาด เมื่อผู้ร้องต้องผูกพันในราคาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเคาะไม้ และหากนำที่ดินพิพาทออกขายอีกครั้งหนึ่งถ้าได้เงินเป็นจำนวนสุทธิไม่คุ้มราคาและค่าขายทอดตลาดชั้นเดิมแล้ว ผู้ร้องต้องรับผิดในส่วนที่ขาดตาม ป.พ.พ. มาตรา ๕๑๖ ผู้ร้องจึงเป็นบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีแก่ที่ดินพิพาทซึ่งขายทอดตลาดนั้นมีสิทธิยื่นคำร้องดังกล่าวได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๙๖ วรรคสอง -ฎ.๗๓๔๒/๕๒ พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.๒๕๔๑ มาตรา ๗ บัญญัติว่า "ในการโอนสินทรัพย์ไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ถ้ามีการฟ้องร้องบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นคดีในศาลให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ดังกล่าวเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน... และในกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องแล้ว ก็ให้สวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้น" ดังนั้น เมื่อผู้ร้องที่ ๑ได้รับโอนสินทรัพย์มาจากโจทก์แล้ว ผู้ร้องที่ ๑ ย่อมเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาโดยผลของกฎหมาย แม้ผู้ร้องที่ ๑ จะไม่ได้ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิต่อศาลชั้นต้น แต่ก็ได้ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว ป.วิ.พ. มาตรา ๓๐๖ วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติกำหนดหน้าที่ของเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อได้รับคำสั่งอนุญาตให้ขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องแจ้งให้ทราบซึ่งคำสั่งศาลและวันขายทอดตลาดแก่บรรดาบุคคลผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีแก่ทรัพย์ที่จะขายทอดตลาดซึ่งทราบได้ตามทะเบียนหรือโดยประการอื่น เมื่อผู้ร้องที่ ๑ รับซื้อสินทรัพย์มาแล้ว การขายทอดตลาดได้ราคาต่ำหรือสูงย่อมมีผลต่อการได้รับชำระหนี้ของผู้ร้องที่ ๑ จึงเป็นสิทธิโดยชอบที่ผู้ร้องที่ ๑ จะเข้ามาดูแลรักษาผลประโยชน์ของตนเองในวันขายทอดตลาด ถือว่าผู้ร้องที่ ๑ เป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทราบถึงสิทธิของผู้ร้องที่ ๑ แล้วก่อนวันขายทอดตลาด เพราะได้ความว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้สั่งคำร้องขอสวมสิทธิของผู้ร้องที่ ๑ ที่ยื่นต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่า "ผู้ร้องสวมสิทธิเข้ามาตาม พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ มาตรา ๗" จึงเป็นหน้าที่ตามกฎหมายของเจ้าพนักงานบังคับคดีจะต้องแจ้งผู้มีส่วนได้เสียทุกคนรวมทั้งผู้ร้องที่ ๑ ทราบ หาจำต้องรอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้สวมสิทธิหรือมีคำสั่งศาลแจ้งมาเสียก่อนไม่ เพราะกฎหมายบัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้แจ้งแก่ผู้มีส่วนได้เสีย ไม่ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีจะทราบสิทธิของผู้มีส่วนได้เสียจากทางทะเบียนหรือโดยประการอื่น กรณีไม่มีข้อยกเว้นตามกฎหมายไม่ต้องแจ้งกำหนดวันนัดขายทอดตลาดแก่ผู้ร้องที่ ๑ ทราบ ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่แจ้งวันนัดขายทอดตลาดแก่ผู้ร้องที่ ๑ จึงเป็นการบังคับคดีที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา ๓๐๖ วรรคหนึ่ง ดังกล่าว ผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดี และอาจต้องได้รับความเสียหายจากการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดี ย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินทั้งสามแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามคำร้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๙๖ วรรคสอง -ฎ.๗๓๑๓/๕๒ ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๓๐๙ ทวิ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๙๖ วรรคสอง ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสองผู้ร้องทั้งสองยื่นอุทธรณ์ ดังนี้ หากผู้ซื้อทรัพย์เห็นว่า คำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของผู้ร้องทั้งสองไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า ผู้ซื้อทรัพย์ย่อมมีสิทธิที่จะยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่มีคำสั่งยกคำร้องดังกล่าวเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนได้ ในกรณีเช่นว่านี้ ศาลมีอำนาจสั่งให้แยกการพิจารณาเป็นสำนวนต่างหากจากคดีเดิม ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๙๖ วรรคหก การที่ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนในคดีเดิมจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว -ฎ.๑๐๖๙๔/๕๑ (ดูวิแพ่ง ๓๐๙ ทวิประกอบ) คำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลยที่ ๒ มีประเด็นวินิจฉัย ๒ ประเด็น คือ เจ้าพนักงานบังคับคดีส่งประกาศการขายทอดตลาดให้แก่จำเลยที่ ๒ โดยชอบหรือไม่ และเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการขายทอดตลาดในราคาที่ต่ำเกินสมควรหรือไม่ ซึ่งศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยทั้งสองประเด็นและมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยที่ ๒ ยื่นอุทธรณ์คำสั่งฉบับลงวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๔๙ เฉพาะประเด็นเจ้าพนักงานบังคับคดีส่งประกาศการขายทอดตลาดโดยมิชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ ๒ มิใช่ประเด็นที่ร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยอาศัยเหตุตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๓๐๙ ทวิ วรรคสอง แต่เป็นประเด็นที่ร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยอาศัยเหตุอื่นตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๙๖ วรรคสอง ซึ่งไม่อยู่ในบังคับของ มาตรา ๓๐๙ ทวิ และไม่มีกฎหมายบัญญัติให้คำสั่งศาลชั้นต้นตามมาตรา ๒๙๖ วรรคสอง เป็นที่สุดการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ ๒ ฉบับวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๔๙ และศาลอุทธรณ์ภาค ๔ มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ จึงไม่ชอบ -ข้อสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาข้อ ๖ เมื่อ ๒ พ.ย.๒๕๕๑ (มาตราหลัก ม.๒๙๖ วรรค ๒,วรรค ๓ มาตรารอง ม.๓๐๙ ทวิ วรรค ๑) ถาม ในชั้นบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินทำสวน ที่ดินทำนา และรถยนต์ของจำเลยออกขายทอดตลาด โดยขายเฉพาะที่ดินทำสวนก่อนในวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๕๑ แต่ไม่ได้แจ้งวันนัดขายทอดตลาดให้จำเลยทราบ เมื่อนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดชำระหนี้ตามคำพิพากษาแล้วจำเลยยังค้างชำระอยู่อีก ๒๐๐,๐๐๐ บาท วันเดียวกันนั้นหลังจากการขายทอดตลาดไปแล้วจำเลยไปพบเจ้าพนักงานบังคับคดีและทำบันทึกว่าจะนำเงินที่ยังค้างมาชำระภายใน ๗ วัน ปรากฏว่าจำเลยไม่นำเงินไปชำระตามกำหนด กลับยื่นคำร้องต่อศาลในวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๕๑ ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดเนื่องจากเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้แจ้งวันนัดขายทอดตลาดให้จำเลยทราบ ต่อมาในวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๕๑ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงขายทอดตลาดที่ดินทำนาและรถยนต์นายหนึ่งเสนอราคาที่ดินทำนาสูงสุดเป็นเงิน ๑๕๐,๐๐๐ บาทและเสนอราคารถยนต์สูงสุดเป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่าเป็นราคาที่สมควรขาย แต่จำเลยคัดค้านว่าราคาต่ำเกินไป เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงเลื่อนการขายทอดตลาดไปวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๕๑ และ ให้นายหนึ่งทำสัญญาผูกพันราคาโดยมิได้กำหนดระยะเวลาไว้ ครั้งถึงวันนัดนายหนึ่งไม่ไปสู้ราคา นายสองเป็น ผู้เสนอราคาที่ดินทำนาสูงสุดเป็นเงิน ๑๕๐,๐๐๐ บาทเท่ากับที่นายหนึ่งเคยเสนอราคาไว้ เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่าคงไม่สามารถขายได้ราคาสูงกว่านี้ และนายหนึ่งไม่มาสู้ราคา จึงขายที่ดินทำนาให้แก่นายสอง แต่ในวันดังกล่าวไม่สามารถขายรถยนต์ได้ทัน จึงเลื่อนการขายทอดตลาดไปวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๑ เมื่อถึงวันนัด นายสามเสนอราคานายสามเสนอราคารถยนต์สูงสุดเป็นเงิน ๗๐,๐๐๐ บาท ไม่มีผู้คัดค้าน เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงขายรถยนต์ให้นายสาม และเรียกนายหนึ่งรับผิดชำระราคารถยนต์ที่ยังขาดอยู่ ๓๐,๐๐๐ บาท ตามที่นายหนึ่งทำสัญญาผูกพันราคาไว้ ให้วินิจฉัยว่าการขายทอดตลาดที่ดินทั้งสองแปลงของเจ้าพนักงานบังคับคดีชอบหรือไม่ จำเลยจะขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินทำสวนได้หรือไม่ และนายหนึ่งต้องรับผิดชำระเงิน ๓๐,๐๐๐ บาทหรือไม่ ตอบ จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาและเป็นเจ้าของที่ดินที่ขายทอดตลาด มีสิทธิที่จะรักษาผลประโยชน์ในการขายทอดตลาดทรัพย์สินของตน การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่แจ้งวันนัดให้จำเลยทราบ จึงเป็นการดำเนินการบังคับคดีโดยฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมาย จำเลยจึงมีสิทธิเรียกร้องต่อศาลขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๙๖ วรรคสอง แต่การที่จำเลยทราบว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายดังกล่าวแล้วยังยอมทำบันทึกจะชำระเงินส่วนที่ยังขาด แม้ต่อมาไม่ได้ชำระก็ตามถือได้ว่าจำเลยได้ดำเนินการอันใดขึ้นใหม่หรือเป็นการให้สัตยาบันแก่การกระทำนั้นแล้ว แม้จำเลยจะยื่นคำร้องไม่ช้ากว่า ๑๕ วันนับแต่วันทราบข้อความก็ตาม จำเลยก็ไม่สามารถร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินทำสวนได้ตามมาตรา ๒๙๖ วรรคสาม ส่วนการขายที่ดินนาเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่าราคาที่นายหนึ่งเสนอเป็นราคาที่สมควรขายและ ให้นายหนึ่งทำสัญญาผูกพันไว้ เมื่อการขายครั้งต่อไปได้กระทำภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่นายหนึ่งเสนอราคาและนายสองผู้เสนอราคาในครั้งหลังมิได้สูงกว่าราคา ๑๕๐,๐๐๐ บาทเท่ากัน เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องขายให้นายหนึ่ง ไม่ว่านายหนึ่งจะไปในการขายทอดตลาดครั้งหลังหรือไม่ก็ตามเพราะไม่มีกฎหมายบังคับว่านายหนึ่งจะต้องไปในดูแลการขายทอดตลาด ดังนั้นการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายให้กับนายสองจึงไม่ชอบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๓๐๙ ทวิ วรรคหนึ่ง สำหรับการขายรถยนต์ แม้นายหนึ่งทำสัญญาผูกพันราคาไว้โดยไม่ได้กำหนดระยะเวลาก็ตาม แต่กฎหมายได้กำหนดให้มีผลผูกพัน ๓๐ วัน นับแต่วันที่นายหนึ่งเสนอราคา คือวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๕๑ แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๑ เป็นเวลาเกินกว่า ๓๐ วันแล้ว นายหนึ่งจึงสิ้นความผูกพันต่อราคาที่ได้เสนอไว้ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงต้องเรียกให้นายหนึ่งชำระราคาที่ยังขาดอีก ๓๐,๐๐๐ บาท หาได้ไม่ ทั้งนี้ตามมาตารา ๓๐๙ ทวิวรรคหนึ่ง มาตรา ๒๙๖ ทวิ ในกรณีที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาถูกพิพากษาให้ขับไล่ หรือต้องออกไปหรือต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากอสังหาริมทรัพย์ ที่อยู่อาศัยหรือทรัพย์ที่ครอบครองถ้าลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะยื่นคำขอฝ่ายเดียวโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลให้มีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีให้จัดการให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเข้าครอบครองทรัพย์ดังกล่าว เมื่อศาลมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจดำเนินการตามที่บัญญัติไว้ในห้ามาตราต่อไปนี้ มาตรา ๒๙๖ ตรี ถ้าทรัพย์ที่ต้องจัดการตามคำสั่งศาลนั้นไม่มีบุคคลใดอยู่อาศัยเจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจมอบทรัพย์นั้นทั้งหมดหรือบางส่วนให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเข้าครอบครองได้ทันที และถ้ามีความจำเป็น ให้มีอำนาจทำลายสิ่งกีดขวางอันเป็นอุปสรรคในการที่จะจัดการให้เข้าครอบครองได้ตามสมควร ในกรณีตามวรรคหนึ่ง ถ้ายังมีสิ่งของของลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือของบุคคลใดอยู่ในทรัพย์ดังกล่าวนั้น เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจจัดการมอบให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษารักษาไว้หรือจัดการขนย้ายไปเก็บรักษา ณ สถานที่ใดโดยให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายก็ได้ ในการนี้ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำบัญชีสิ่งของไว้และแจ้งหรือประกาศให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษารับคืนไปภายในเวลาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนด ถ้าลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่รับสิ่งของนั้นคืนภายในเวลาที่กำหนด เจ้าพนักงานบังคับคดี โดยได้รับอนุญาตจากศาลมีอำนาจขายทอดตลาดสิ่งของนั้นแล้วเก็บรักษาเงินสุทธิหลังจากหักค่าใช้จ่ายไว้แทนสิ่งของนั้น ในกรณีที่สิ่งของของลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือของบุคคลใดที่อยู่ในทรัพย์ตามวรรคสองมีสภาพเป็นของสดของเสียได้ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจที่จะขายได้ทันทีโดยวิธีขายทอดตลาดหรือวิธีอื่นที่สมควร ในกรณีที่สิ่งของนั้นถูกยึดหรืออายัดในการบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจย้ายสถานที่เก็บรักษาตามที่เห็นสมควร ค่าใช้จ่ายในการนี้ให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาผู้ถูกบังคับคดีเป็นผู้เสีย มาตรา ๒๙๖ จัตวา ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแจ้งต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารยังไม่ออกไปตามคำบังคับของศาล ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีปฏิบัติดังต่อไปนี้ (๑) รายงานต่อศาลเพื่อมีคำสั่งจับกุมและกักขังลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารดังกล่าวนั้น และศาลมีอำนาจสั่งจับกุมและกักขังได้ทันที ในกรณีนี้ ให้นำมาตรา ๓๐๐มาใช้บังคับโดยอนุโลม (๒) เมื่อศาลมีคำสั่งให้จับกุมและกักขังลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารตาม (๑) แล้ว หรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารหลบหนี ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการตามมาตรา ๒๙๖ ตรี โดยอนุโลม (๓) ปิดประกาศกำหนดเวลาให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนดเวลาแปดวันนับแต่วันปิดประกาศ ถ้าไม่ยื่นภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นบริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษา บุคคลที่เข้ามาอยู่อาศัยในทรัพย์นั้นในระหว่างที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจัดการให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเข้าครอบครอง ให้ถือว่าเป็นบริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษา มาตรา ๒๙๖ เบญจ ในกรณีที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากทรัพย์นั้นด้วย เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจจัดการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างนั้น และให้มีอำนาจขนย้ายสิ่งของออกจากสิ่งปลูกสร้างที่มีการรื้อถอนนั้นด้วย ค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนและขนย้ายสิ่งของ ให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาเป็นผู้เสีย ในการรื้อถอน ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศกำหนดการรื้อถอนไว้ ณ บริเวณนั้นไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่พฤติการณ์ในการรื้อถอนนั้น เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ต้องรับผิดในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรานี้ เว้นแต่จะได้กระทำโดยมีเจตนาร้ายหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง วัสดุก่อสร้างที่ถูกรื้อถอนรวมทั้งสิ่งของที่ขนย้ายออกจากสิ่งปลูกสร้าง ถ้าเจ้าของหรือผู้ครอบครองมิได้รับคืนไป เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจเก็บรักษาไว้ หรือขายแล้วเก็บเงินสุทธิไว้แทนตัวทรัพย์นั้น ถ้าเจ้าของมิได้เรียกเอาทรัพย์หรือเงินนั้นภายในกำหนดห้าปีนับแต่มีประกาศกำหนดการรื้อถอนให้ทรัพย์หรือเงินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน ในกรณีที่สิ่งปลูกสร้างนั้นถูกยึดในการบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจขายทอดตลาดสิ่งปลูกสร้างนั้น แล้วเก็บเงินสุทธิที่เหลือจากหักค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมไว้แทน มาตรา ๒๙๖ ฉ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีหน้าที่ช่วยเจ้าพนักงานบังคับคดีในการดำเนินการบังคับคดีดังกล่าวและทดรองค่าใช้จ่ายในการนั้น มาตรา ๒๙๖ สัตต ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามมาตรา ๒๙๖ ตรี มาตรา ๒๙๖ จัตวา (๓) และมาตรา ๒๙๖ เบญจ เจ้าพนักงานบังคับคดีอาจร้องขอความช่วยเหลือจากพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจเพื่อให้สามารถดำเนินการตามมาตรา ๒๙๖ ตรี มาตรา ๒๙๖ จัตวา (๓) และมาตรา ๒๙๖ เบญจ และในการนี้ ให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจมีอำนาจจับกุมและควบคุมตัวผู้ขัดขวางไว้เท่าที่จำเป็นในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานบังคับคดี มาตรา ๒๙๗ ภายใต้บังคับมาตรา ๒๙๖ ทวิ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะยื่นคำขอฝ่ายเดียว โดยทำเป็นคำร้องต่อศาลไม่ว่าเวลาใด ๆ นับแต่ระยะเวลาที่กำหนดไว้เพื่อการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ขอให้มีการบังคับได้ล่วงพ้นไปจนถึงเวลาที่การบังคับคดีได้เสร็จสิ้นลงขอให้ศาลมีคำสั่งจับกุมและกักขังลูกหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งจงใจไม่ปฏิบัติตามหมายบังคับคดี ห้ามไม่ให้ศาลอนุญาตตามคำขอนั้น เว้นแต่จะเป็นที่พอใจจากพยานหลักฐานซึ่งผู้ร้องนำมาสืบหรือที่ศาลเรียกมาสืบว่า (๑) ลูกหนี้ตามคำพิพากษาสามารถที่จะปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ถ้าได้กระทำการโดยสุจริต และ (๒) ไม่มีวิธีบังคับอื่นใดที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะใช้บังคับได้ มาตรา ๒๙๘ เมื่อมีคำขอให้จับตัวลูกหนี้ตามคำพิพากษาโดยเหตุจงใจขัดขืนไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ ให้ศาลออกหมายเรียกลูกหนี้ตามคำพิพากษามาศาล ถ้าได้ออกหมายเรียกตามวรรคหนึ่งแล้ว ลูกหนี้นั้นไม่มาศาล และมิได้แจ้งเหตุอันสมควรในการที่ไม่มาให้ศาลทราบ หากศาลเห็นว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้รับหมายเรียกแล้วศาลจะออกหมายจับลูกหนี้ตามคำพิพากษาก็ได้ หรือถ้าลูกหนี้ตามคำพิพากษามาศาลแต่แสดงเหตุอันสมควรในการปฏิบัติตามคำบังคับมิได้ ศาลมีอำนาจสั่งกักขังลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้นทันทีหรือตั้งแต่วันใดวันหนึ่งที่ศาลเห็นสมควรกำหนดก็ได้ ถ้าลูกหนี้ตามคำพิพากษายังคงขัดขืนอยู่จนถึงวันนั้น ถ้าลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ได้รับหมายเรียกหรือได้แจ้งเหตุอันสมควรต่อศาลในการที่ไม่มานั้น ให้ศาลเลื่อนการนั่งพิจารณาคำขอนั้นไป แต่ถ้าศาลเห็นว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษาหลีกเลี่ยงไม่รับหมายศาลจะออกหมายจับตามที่ขอทันทีก็ได้ ถ้าลูกหนี้ตามคำพิพากษามาศาลและแสดงเหตุอันสมควรได้ ศาลจะมีคำสั่งให้ยกคำขอหรือมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นก็ได้ ในกรณีเหล่านี้ ศาลมีอำนาจที่จะทำการไต่สวนตามที่เห็นสมควรและลูกหนี้ตามคำพิพากษาย่อมนำพยานมาสืบแก้ได้ มาตรา ๒๙๙ การจับและกักขังลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามมาตรา ๒๙๖ จัตวา และมาตรา ๒๙๘ และการจับกุมและควบคุมตัวผู้ขัดขวางตามมาตรา ๒๙๖ สัตต ไม่ตัดสิทธิที่จะดำเนินคดีในความผิดอาญา มาตรา ๓๐๐ ลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่ถูกจับกุมโดยเหตุจงใจขัดขืนคำบังคับจะต้องถูกกักขังไว้จนกว่าจะมีประกัน หรือประกันและหลักประกันตามจำนวนที่ศาลเห็นสมควรกำหนดว่าตนยินยอมที่จะปฏิบัติตามคำบังคับทุกประการ แต่ทั้งนี้ ห้ามไม่ให้กักขังลูกหนี้ตามคำพิพากษาแต่ละครั้ง เกินกว่าหกเดือนนับแต่วันจับหรือกักขัง แล้วแต่กรณี ในกรณีที่ผิดสัญญาประกัน ศาลมีอำนาจสั่งบังคับตามสัญญาประกันหรือตามจำนวนเงินที่ศาลเห็นสมควรโดยมิต้องฟ้องผู้ทำสัญญาประกัน มาตรา ๓๐๑ ในกรณีที่ศาลยอมรับบุคคลเป็นประกัน และบุคคลนั้นจงใจขัดขวางการบังคับคดีหรือร่วมกับลูกหนี้ตามคำพิพากษาขัดขืนไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ ให้นำบทบัญญัติแห่งมาตรา ๒๙๗ มาตรา ๒๙๘ มาตรา ๒๙๙ และมาตรา ๓๐๐ มาใช้บังคับโดยอนุโลม *มาตรา ๓๐๒ ศาลมีอำนาจออกหมายบังคับคดีหรือหมายจับลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือมีอำนาจทำคำวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องใด ๆ อันเกี่ยวด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งซึ่งได้เสนอต่อศาลตามบทบัญญัติแห่งลักษณะนี้ คือ ศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น ถ้าศาลอุทธรณ์ได้ส่งคดีไปยังศาลชั้นต้นแห่งอื่นที่มิได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่อุทธรณ์นั้นเพื่อการพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามมาตรา ๒๔๓ (๒) และ (๓) ให้ศาลที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่นั้นเป็นศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดี เว้นแต่ศาลอุทธรณ์จะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ในกรณีที่ศาลได้ออกหมายบังคับคดีส่งไปให้อีกศาลหนึ่งบังคับคดีแทนให้ส่งทรัพย์ที่ยึดได้หรือเงินที่ได้จากการขายทรัพย์นั้น แล้วแต่กรณี ไปยังศาลที่ออกหมายเพื่อดำเนินการไปตามกฎหมาย อธิบาย -ฎ.๑๓๕๔/๕๐ ศาลจังหวัดชลบุรีได้รับหมายจากศาลแพ่งให้บังคับคดียึดทรัพย์และขายทอดตลาดแทน จึงมีอำนาจสั่งไต่สวนเพื่อมีคำสั่งคำสั่งขอเพิกถอนการขายทอดตลาดได้สำหรับการยื่นอุทธรณ์นั้นตาม ม.๒๒๙ คู่ความจะต้องยื่นต่อศาลชั้นต้นซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง เมื่อศาลจังหวัดชลบุรีเป็นศาลที่ดำเนินการไต่สวนและมีคำสั่ง การร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดี จำเลยที่ ๒ ชอบจะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลจังหวัดชลบุรีได้ตาม ม.๒๒๙,๓๐๒ วรรค ๑,๒ หมวด ๒ วิธียึดทรัพย์ อายัดทรัพย์ และการจ่ายเงิน มาตรา ๓๐๓ การยึดเอกสารและสังหาริมทรัพย์มีรูปร่างของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจัดทำโดย (๑) นำเอาเอกสารหรือทรัพย์สินนั้นมาและฝากไว้ ณ สถานที่ใดหรือแก่บุคคลใดตามที่เห็นสมควร และแจ้งการยึดนั้นให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาทราบ หรือ (๒) มอบไว้ในความอารักขาของลูกหนี้ตามคำพิพากษาโดยความยินยอมของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา หรือมอบไว้ในอารักขาของบุคคลอื่นใดซึ่งครอบครองทรัพย์สินนั้นอยู่และแจ้งการยึดให้ลูกหนี้หรือบุคคลเช่นว่านั้นทราบ กับต้องกระทำให้การยึดนั้นเห็นประจักษ์แจ้งโดยการประทับตราหรือกระทำโดยวิธีอื่นใดที่สมควร การยึดสังหาริมทรัพย์มีรูปร่างนั้น ครอบไปถึงดอกผลแห่งทรัพย์นั้นด้วย มาตรา ๓๐๔ การยึดอสังหาริมทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจัดทำโดยนำเอาหนังสือสำคัญสำหรับทรัพย์สินนั้นมาและฝากไว้ ณ สถานที่ใด หรือแก่บุคคลใดตามที่เห็นสมควร และแจ้งการยึดนั้นให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาและเจ้าพนักงานที่ดินผู้มีหน้าที่ทราบ ให้เจ้าพนักงานที่ดินบันทึกการยึดไว้ในทะเบียน ถ้าหนังสือสำคัญยังไม่ได้ออก หรือนำมาแสดงไม่ได้ หรือหาไม่พบ ให้ถือว่าการที่ได้แจ้งการยึดต่อลูกหนี้ตามคำพิพากษาและเจ้าพนักงานที่ดินนั้น เป็นการยึดตามกฎหมายแล้ว การยึดอสังหาริมทรัพย์นั้น ครอบไปถึงเครื่องอุปกรณ์และดอกผลนิตินัยของอสังหาริมทรัพย์นั้นด้วย เว้นแต่จะได้มีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ดอกผลธรรมดาที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องเป็นผู้เก็บเกี่ยว หรือบุคคลอื่นเก็บเกี่ยวในนามลูกหนี้นั้น เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้แจ้งเป็นหนังสือให้ทราบในขณะทำการยึดว่า จะทำการเก็บเกี่ยวเองแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีอาจจัดให้เก็บเกี่ยวดอกผลนั้นได้เมื่อถึงกำหนด และทำการขายทอดตลาดตามบทบัญญัติในลักษณะนี้ มาตรา ๓๐๕ การยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ดังบัญญัติไว้ในสองมาตราก่อนนี้ มีผลดังต่อไปนี้ (๑) การที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ก่อให้เกิด โอน หรือเปลี่ยนแปลงซึ่งสิทธิในทรัพย์สินที่ถูกยึดภายหลังที่ได้ทำการยึดไว้แล้วนั้น หาอาจใช้ยันแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ไม่ ถึงแม้ว่าราคาแห่งทรัพย์สินนั้นจะเกินกว่าจำนวนหนี้ตามคำพิพากษาและค่าฤชาธรรมเนียมในการฟ้องร้องและการบังคับคดี และลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้จำหน่ายทรัพย์สินเพียงส่วนที่เกินจำนวนนั้นก็ตาม (๒) ถ้าลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้รับมอบให้เป็นผู้อารักขาสังหาริมทรัพย์มีรูปร่างที่ถูกยึดหรือเป็นผู้ครอบครองอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกยึด ลูกหนี้ชอบที่จะใช้ทรัพย์สินเช่นว่านั้นได้ตามสมควร แต่ถ้าเจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะทำให้ทรัพย์ที่ได้รับมอบไว้ในอารักขา หรือทรัพย์ที่อยู่ในครอบครองเสียหาย หรือเกลือกจะเสียหาย โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นเอง หรือเมื่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินนั้นร้องขอ เจ้าพนักงานบังคับคดีจะระวังรักษาทรัพย์สินนั้นเสียเอง หรือตั้งให้ผู้ใดเป็นผู้จัดการทรัพย์สินนั้นก็ได้ มาตรา ๓๐๖ เมื่อได้ยึดสังหาริมทรัพย์มีรูปร่างหรืออสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดหรือบางส่วนของลูกหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ให้เจ้าพนักงานบังคับคดียื่นคำขอต่อศาลขอให้สั่งอนุญาตให้ขายทอดตลาดทรัพย์สินนั้น ถ้าไม่มีผู้คัดค้านในการขายทรัพย์ ภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา ๓๐๗ ให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตตามคำขอ แล้วให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งให้ทราบซึ่งคำสั่งของศาลและวันขายทอดตลาดแก่บรรดาบุคคลผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินที่จะขายทอดตลาดซึ่งทราบได้ตามทะเบียน หรือโดยประการอื่น คำสั่งอนุญาตของศาลตามมาตรานี้ให้เป็นที่สุด อธิบาย -ฎ.๗๓๘๖/๕๒ ที่ดินที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ปรากฏจากหลักฐานทางทะเบียนว่ามีชื่อจำเลยที่ ๒ เท่านั้นเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ไม่มีชื่อจำเลยที่ ๑ ปรากฏอยู่ด้วย ทั้งข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ ได้แจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบว่าจำเลยที่ ๑ มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ด้วยกึ่งหนึ่งเนื่องจากเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่อาจทราบได้ว่าจำเลยที่ ๑ เป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีที่จะต้องแจ้งประกาศขายทอดตลาดให้จำเลยที่ ๑ ทราบ การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งประกาศขายทอดตลาดแต่เฉพาะจำเลยที่ ๒ ซึ่งมีชื่อตามทะเบียนในโฉนดที่ดินเพียงผู้เดียว จึงถือว่าได้แจ้งประกาศขายทอดตลาดชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๓๐๖ แล้ว มาตรา ๓๐๗ ถ้ารายได้ประจำปีจากอสังหาริมทรัพย์หรือการประกอบอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือกสิกรรมของลูกหนี้ตามคำพิพากษา อาจเพียงพอที่จะชำระหนี้ตามคำพิพากษาพร้อมด้วยค่าฤชาธรรมเนียมในการฟ้องร้องและการบังคับคดี เมื่อศาลเห็นสมควร หรือเมื่อลูกหนี้ตามคำพิพากษาร้องขอ ศาลอาจมีคำสั่งตั้งผู้จัดการอสังหาริมทรัพย์หรือการประกอบกิจการเหล่านั้นได้ และบังคับให้มอบเงินรายได้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายในเวลาและกำหนดตามที่ศาลเห็นสมควร แทนการสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา คำสั่งของศาลตามมาตรานี้ให้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ได้ และคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด มาตรา ๓๐๘ เมื่อศาลได้มีคำสั่งอนุญาตให้ขายแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีอาจขายทอดตลาดทรัพย์สินที่ยึดได้เมื่อพ้นระยะเวลาอย่างน้อยห้าวันนับแต่วันที่ยึด การขายนั้นให้ดำเนินตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และกฎกระทรวงว่าด้วยการนั้นและตามข้อกำหนดของศาล ซึ่งระบุไว้ในคำสั่งอนุญาตให้ขายทรัพย์สินนั้น ถ้าหากมี บทบัญญัติแห่งมาตรานี้ ไม่ให้ใช้บังคับแก่ทรัพย์อันมีสภาพเป็นของสดของเสียได้ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีย่อมมีอำนาจที่จะขายได้ทันที โดยวิธีขายทอดตลาด หรือวิธีอื่นที่สมควร มาตรา ๓๐๙ ในการขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้นให้เจ้าพนักงานบังคับคดีปฏิบัติตามข้อบังคับต่อไปนี้ (๑) ในการขายทรัพย์สินที่มีหลายสิ่งด้วยกัน ให้แยกขายทีละสิ่งต่อเนื่องกันไป แต่ (ก) เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจจัดสังหาริมทรัพย์ซึ่งมีราคาเล็กน้อยรวมขายเป็นกอง ๆ ได้เสมอ และ (ข) เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจจัดสังหาริมทรัพย์หรืออสังหาริมทรัพย์สองสิ่งหรือกว่านั้นขึ้นไป รวมขายไปด้วยกันได้ในเมื่อเป็นที่คาดหมายได้ว่า เงินรายได้ในการขายจะเพิ่มขึ้นเพราะเหตุนั้น (๒) ในการขายอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ และทรัพย์สินนั้นอาจแบ่งแยกออกได้เป็นตอน ๆ เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจขายทรัพย์สินนั้นเป็นตอน ๆ ได้ ในเมื่อเป็นที่คาดหมายได้ว่าเงินรายได้ในการขายทรัพย์สินบางตอนจะเพียงพอแก่การบังคับคดี หรือว่าเงินรายได้ทั้งหมดจะเพิ่มขึ้นเพราะเหตุนั้น (๓) ในการขายทรัพย์สินหลายสิ่งด้วยกัน เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจกำหนดลำดับที่จะขายทรัพย์สินนั้น บุคคลผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินซึ่งจะต้องขาย อาจร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีรวมหรือแยกทรัพย์สิน หรือขอให้ขายทรัพย์สินนั้นตามลำดับที่กำหนดไว้หรือจะร้องคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่สั่งตามสามอนุมาตราก่อนนั้นก็ได้ ในกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ยอมปฏิบัติตามคำร้องขอหรือคำคัดค้านเช่นว่านั้น ผู้ร้องจะยื่นคำขอต่อศาลโดยทำเป็นคำร้อง ภายในสองวันนับตั้งแต่วันปฏิเสธ เพื่อขอให้มีคำสั่งชี้ขาดในเรื่องนั้นก็ได้คำสั่งของศาลให้เป็นที่สุด และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเลื่อนการขายไปจนกว่าศาลจะได้มีคำสั่งหรือจนกว่าจะได้พ้นระยะเวลาซึ่งให้นำเรื่องขึ้นสู่ศาลได้ มาตรา ๓๐๙ ทวิ ในการขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้นก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะเคาะไม้ขายให้แก่ผู้เสนอราคาสูงสุดที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่าเป็นราคาที่สมควรขายได้ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือบุคคลผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีอาจคัดค้านว่าราคาดังกล่าวมีจำนวนต่ำเกินสมควร ในกรณีเช่นว่านี้ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเลื่อนการขายทอดตลาดทรัพย์สินไป และในการขายทอดตลาดทรัพย์สินครั้งต่อ ๆ ไปหากมีผู้เสนอราคาสูงสุดในจำนวนไม่น้อยกว่าจำนวนที่ผู้เสนอราคาสูงสุดได้เสนอในการขายทอดตลาดทรัพย์สินครั้งก่อนให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเคาะไม้ขายให้แก่ผู้เสนอราคานั้นได้ ในกรณีที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือบุคคลผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีเห็นว่าราคาที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินมีจำนวนต่ำเกินสมควรและการขายทอดตลาดทรัพย์สินในราคาต่ำเกินสมควรนั้นเกิดจากการคบคิดกันฉ้อฉลในระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องในการเข้าสู้ราคาหรือความไม่สุจริตหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการปฏิบัติหน้าที่ บุคคลดังกล่าวอาจยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์สินตามบทบัญญัติแห่งลักษณะนี้ได้ และเมื่อศาลไต่สวนแล้วเห็นว่าคำร้องนั้นรับฟังได้ ให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องนั้น ให้นำบทบัญญัติในวรรคสาม วรรคสี่ วรรคห้า และวรรคหกของมาตรา ๒๙๖ มาใช้บังคับแก่การยื่นคำร้องตามวรรคสองโดยอนุโลม คำสั่งของศาลตามวรรคสองให้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ได้ และคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด -อธิบาย -ฎ.๑๖๖/๕๑ ป.วิ.พ. มาตรา ๓๐๙ ทวิ วรรคสี่ บัญญัติว่า คำสั่งศาลตามวรรคสองให้เป็นที่สุด คำว่า "คำสั่งศาลตามวรรคสอง" ดังกล่าวมิได้หมายความว่าเป็นคำสั่งอนุญาตให้เพิกถอนการขายทอดตลาดเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงหากมีกรณียื่นคำร้องตามมาตรา ๓๐๙ ทวิ วรรคสอง แล้ว คำสั่งใด ๆ ของศาลที่เกี่ยวกับคำร้องดังกล่าวก็อยู่ในความหมายของคำว่า "คำสั่งศาลตามวรรคสอง" ทั้งสิ้น เมื่อคำร้องของจำเลยอ้างว่าการขายทอดตลาดไม่ชอบเนื่องจากราคาต่ำไป และการขายทอดตลาดเกิดจากความไม่สุจริตของเจ้าพนักงานบังคับคดีเช่นนี้ จึงเป็นคำร้องตามมาตรา ๓๐๙ ทวิ วรรคสอง ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งแล้ว ย่อมเป็นที่สุดตามมาตรา ๓๐๙ ทวิ วรรคสี่ มาตรา ๓๐๙ ตรี เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีโอนอสังหาริมทรัพย์ที่ขายให้แก่ผู้ซื้อ หากทรัพย์สินที่โอนนั้นมีลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารอยู่อาศัย และลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารไม่ยอมออกไปจากอสังหาริมทรัพย์นั้น ผู้ซื้อชอบที่จะยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตั้งอยู่ในเขตศาลให้ออกคำบังคับให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารออกไปจากอสังหาริมทรัพย์นั้นภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนด แต่ไม่น้อยกว่าสามสิบวัน ถ้าลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ ให้บังคับตามมาตรา ๒๙๖ ทวิ มาตรา ๒๙๖ ตรี มาตรา ๒๙๖ จัตวา มาตรา ๒๙๖ ฉ มาตรา ๒๙๖ สัตต มาตรา ๒๙๙ มาตรา ๓๐๐ มาตรา ๓๐๑ และมาตรา ๓๐๒ โดยอนุโลม ทั้งนี้ให้เจ้าพนักงานศาลเป็นผู้ส่งคำบังคับโดยผู้ซื้อมีหน้าที่จัดการนำส่ง และให้ถือว่าผู้ซื้อเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารที่อยู่อาศัยในอสังหาริมทรัพย์นั้นเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามบทบัญญัติดังกล่าว อธิบาย **-ฎ.๘๘๕๓/๕๑ ป.วิ.พ. มาตรา ๓๐๙ ตรี มีเจตนารมณ์ที่จะให้การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลเป็นไปด้วยความรวดเร็วและเพื่อคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการบังคับคดีให้ได้รับสิทธิและสามารถใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินอันตกอยู่ในการบังคับคดีโดยไม่ถูกลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารขัดขวางหรือโต้แย้งการใช้สิทธิของผู้ซื้อทรัพย์โดยมิชอบ ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๘ แห่ง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๒๒) พ.ศ.๒๕๔๘ โดยมาตรา ๒ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป คือมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๔๘ เป็นต้นไป โดยไม่มีบทเฉพาะกาลกำหนดว่าบทบัญญัติที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติดังกล่าวมิให้ใช้บังคับแก่คดีที่ฟ้องก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับแต่อย่างใด ดังนั้น ป.วิ.พ. มาตรา ๓๐๙ ตรี ที่แก้ไขเพิ่มเติมจึงผูกพันใช้บังคับแก่คู่ความและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการบังคับคดีทันที แม้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดและมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์พิพาทจะได้กรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์พิพาทก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับก็ตาม แต่ผู้ร้องได้ยื่นคำขอให้ศาลออกคำบังคับให้จำเลยและบริวารออกไปจากห้องชุดพิพาท เมื่อพระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้ว ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำขอตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๓๐๙ ตรี ได้ **-ฎ.๖๑๓๘/๕๑ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๓๐๙ ตรี ต้องเป็นเรื่องที่ผู้ซื้อได้ซื้ออสังหาริมทรัพย์จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาและเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีโอนอสังหาริมทรัพย์ที่ขายให้แก่ผู้ซื้อ หากทรัพย์สินที่โอนนั้นมีลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารอยู่อาศัย และลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารไม่ยอมออกไปจากอสังหาริมทรัพย์นั้น ผู้ซื้อชอบที่จะยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตั้งอยู่ในเขตศาลให้ออกคำบังคับให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารออกไปจากอสังหาริมทรัพย์นั้นภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนด แต่คดีนี้ผู้ร้องซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่พิพาทมาจากการขายของที่ประชุมเจ้าหนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พุทธศักราช ๒๔๘๓ ไม่ใช่การซื้อทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำขอตามบทบัญญัติดังกล่าว มาตรา ๓๑๐ เมื่อได้มีการยึดทรัพย์แล้ว สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้อันมีต่อบุคคลภายนอกนั้น ให้จัดการดังต่อไปนี้ (๑) ถ้าเป็นพันธบัตรและหลักทรัพย์ที่เป็นประกันซึ่งเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษา (ออกให้แก่ผู้ถือหรือออกในนามของลูกหนี้ตามคำพิพากษา) เจ้าพนักงานบังคับคดีจะร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งอนุญาตให้จำหน่ายสิ่งเหล่านั้นตามรายการขานราคาในวันที่ขายก็ได้หากสิ่งเหล่านั้นได้มีรายการขานราคากำหนดไว้ ณ สถานแลกเปลี่ยน หรือจะขายโดยวิธีขายทอดตลาดดังบัญญัติไว้ในลักษณะนี้ก็ได้ ถ้ามิได้ทำคำขอเช่นว่านั้นหรือคำขอถูกยกเสีย ให้ขายสิ่งเหล่านั้นโดยวิธีขายทอดตลาด (๒) ถ้าเป็นตราสารเปลี่ยนมือ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้จำหน่ายตามราคาที่ปรากฏในตราสารหรือราคาต่ำกว่านั้นตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดถ้าศาลสั่งยกคำขอ ให้นำตราสารนั้นออกขายทอดตลาด (๓) ถ้าเป็นสิทธิเรียกร้องอื่น ๆ นอกจากที่กำหนดไว้ในมาตรา ๓๑๐ ทวิ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีร้องขอให้ศาลออกหมายเรียกบุคคลซึ่งต้องรับผิดในการชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องนั้น ๆ ให้มาศาล ถ้าบุคคลนั้นมายังศาลและยินยอมชำระหนี้ให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีให้ศาลจดรายงานไว้ ถ้าบุคคลนั้นไม่มาศาลหรือไม่ยินยอมชำระหนี้ดังกล่าวแล้ว เมื่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาร้องขอ ให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ฟ้องตามเอกสารที่ได้ยึดนั้น และถ้าศาลพิพากษาในที่สุดให้เจ้าหนี้เป็นผู้ชนะคดี เจ้าหนี้ต้องให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบจำนวนเงินที่รับชำระหนี้จากการนั้นด้วย คำสั่งอนุญาตของศาลตามมาตรานี้ให้เป็นที่สุด มาตรา ๓๑๐ ทวิ ถ้าลูกหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิเรียกร้องต่อบุคคลภายนอกให้ชำระเงินจำนวนหนึ่งหรือเรียกให้ส่งมอบสิ่งของนอกจากที่กำหนดไว้ในมาตรา ๓๑๐ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดและจำหน่ายไปตามที่บัญญัติไว้ในห้ามาตราต่อไปนี้ มาตรา ๓๑๑ สิทธิเรียกร้องซึ่งระบุไว้ในมาตรา ๓๑๐ ทวิ นั้น ให้อายัดได้โดยคำสั่งอายัดซึ่งศาลได้ออกให้ตามที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องฝ่ายเดียวและเจ้าหนี้ได้นำส่งให้แก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาและบุคคลซึ่งต้องรับผิดเพื่อการชำระเงินหรือส่งมอบสิ่งของนั้น เมื่อศาลเห็นสมควร ศาลอาจกำหนดไว้ในหมายบังคับคดีให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจอายัดสิทธิเรียกร้องตามมาตรา ๓๑๐ ทวิ ก็ได้ ในกรณีเช่นว่านี้ ให้ถือว่าคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นคำสั่งอายัดของศาล คำสั่งอายัดนั้น อาจออกให้ได้ไม่ว่าหนี้ของบุคคลภายนอกนั้นจะมีข้อโต้แย้งหรือมีข้อจำกัดหรือเงื่อนไขหรือว่าได้กำหนดจำนวนไว้แน่นอนหรือไม่ คำสั่งนั้นต้องมีข้อห้ามลูกหนี้ตามคำพิพากษาให้งดเว้นการจำหน่ายสิทธิเรียกร้องตั้งแต่ขณะที่ได้ส่งคำสั่งนั้นให้ และมีข้อห้ามบุคคลภายนอกไม่ให้ชำระเงินหรือส่งมอบสิ่งของให้แก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา แต่ให้ชำระหรือส่งมอบให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี ณ เวลาหรือภายในเวลาตามที่กำหนดไว้ในคำสั่ง มาตรา ๓๑๒ ถ้าบุคคลภายนอกที่ได้รับคำสั่งอายัดทรัพย์ปฏิเสธหรือโต้แย้งหนี้ที่เรียกร้องเอาแก่ตน ศาลอาจทำการไต่สวน และ (๑) ถ้าศาลเป็นที่พอใจว่าหนี้ที่เรียกร้องนั้นมีอยู่จริงก็ให้มีคำสั่งให้บุคคลภายนอกปฏิบัติตามคำสั่งอายัด หรือ (๒) ถ้าศาลเห็นว่ารูปเรื่องจะทำให้เสร็จเด็ดขาดไม่ได้สะดวกโดยวิธีไต่สวน ก็ให้มีคำสั่งอย่างอื่นใดในอันที่จะให้เสร็จเด็ดขาดไปได้ตามที่เห็นสมควร ถ้าคำสั่งอายัดทรัพย์นั้นไม่มีการคัดค้าน หรือศาลได้มีคำสั่งรับรองดังกล่าวแล้วและบุคคลภายนอกมิได้ปฏิบัติตามนั้น เจ้าพนักงานบังคับคดีอาจร้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีแก่บุคคลภายนอกนั้น และดำเนินการไปเสมือนหนึ่งว่าบุคคลนั้นเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา ถ้าค่าแห่งสิทธิเรียกร้องซึ่งอายัดไว้นั้นต้องเสื่อมเสียไปเพราะความผิดของบุคคลภายนอก เนื่องจากการที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลไม่ว่าด้วยประการใด ๆ บุคคลภายนอกเช่นว่านั้นต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อความเสียหายใด ๆ ซึ่งเกิดขึ้นแก่เจ้าหนี้นั้น มาตรา ๓๑๓ การอายัดสิทธิเรียกร้องแห่งรายได้เป็นคราว ๆ นั้น รวมตลอดถึงจำนวนเงินซึ่งถึงกำหนดชำระภายหลังการอายัดนั้นด้วย ถ้าสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งมีต่อบุคคลภายนอกในอันที่จะเรียกให้ชำระเงินจำนวนหนึ่งนั้น มีการจำนองเป็นประกัน การอายัดสิทธิเรียกร้องให้รวมตลอดถึงการจำนองด้วย แต่ทั้งนี้เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องแจ้งคำสั่งอายัดทรัพย์นั้นไปยังเจ้าพนักงานที่ดินและให้เจ้าพนักงานที่ดินจดแจ้งไว้ในทะเบียนที่ดิน มาตรา ๓๑๔ การอายัดสิทธิเรียกร้องดังบัญญัติไว้ในสองมาตราก่อนนี้ ให้มีผลดังต่อไปนี้ (๑) การที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ก่อให้เกิด โอน หรือเปลี่ยนแปลงซึ่งสิทธิเรียกร้องที่ได้ถูกอายัดภายหลังที่ได้ทำการอายัดไว้แล้วนั้น หาอาจใช้ยันแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ไม่ ถึงแม้ว่าราคาแห่งสิทธิเรียกร้องนั้นจะเกินกว่าจำนวนหนี้ตามคำพิพากษาและค่าฤชาธรรมเนียมในการฟ้องร้องและการบังคับคดี และลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้จำหน่ายสิทธิเรียกร้องนั้นเพียงส่วนที่เกินจำนวนนั้นก็ตาม (๒) ถ้าค่าแห่งสิทธิเรียกร้องซึ่งอายัดไว้นั้น ต้องเสื่อมเสียไปเพราะความผิดของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ๆ ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อความเสียหายใด ๆ ซึ่งเกิดขึ้นแก่ลูกหนี้นั้น (๓) การชำระหนี้โดยบุคคลภายนอกตามที่ระบุไว้ในคำสั่งอายัดทรัพย์นั้นให้ถือว่าเป็นการชำระหนี้ตามกฎหมาย มาตรา ๓๑๕ ถ้าสิ่งของที่จะต้องส่งมอบตามสิทธิเรียกร้องที่ถูกอายัดนั้นได้ส่งมอบให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีไปแล้ว ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีนำออกขายโดยการขายทอดตลาดดังที่บัญญัติไว้ในลักษณะนี้ ถ้าการจำหน่ายสิทธิเรียกร้องที่ถูกอายัดนั้นกระทำได้โดยยาก เนื่องจากการชำระหนี้นั้นต้องอาศัยการชำระหนี้ตอบแทน หรือด้วยเหตุอื่นใด และการบังคับคดีอาจล่าช้าเป็นการเสียหายแก่คู่ความทุกฝ่าย หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือแก่บุคคลผู้มีส่วนได้เสีย เมื่อคู่ความหรือบุคคลเช่นว่านั้นหรือเจ้าพนักงานบังคับคดีร้องขอ ศาลจะมีคำสั่งกำหนดให้จำหน่ายโดยวิธีอื่นก็ได้ มาตรา ๓๑๖ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำบัญชีรายละเอียดแสดงจำนวนเงินทั้งหมดที่ได้ยึดหรือได้มาจากการจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือที่ได้วางไว้กับตน นอกจากนี้ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำบัญชีพิเศษสำหรับทรัพย์สินแต่ละราย ซึ่งอยู่ในบังคับการจำนองหรือบุริมสิทธิพิเศษซึ่งได้มีการแจ้งให้ทราบโดยชอบแล้วตามที่กล่าวไว้ในมาตรา ๒๘๙ ภายใต้บังคับมาตรา ๔๔ แห่งพระราชบัญญัติลักษณะล้มละลายและมาตรา ๒๙๒ถึง ๒๙๕ แห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการรอหรือการงดการบังคับคดี ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจัดสรรหรือแบ่งเฉลี่ยเงินนั้นดังบัญญัติไว้ในมาตราต่อไปนี้ มาตรา ๓๑๗ ในกรณีที่จะต้องบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งซึ่งได้พิพากษาหรือสั่งโดยจำเลยขาดนัดนั้น ห้ามมิให้เฉลี่ยเงินที่ได้มาจนกว่าระยะหกเดือนจะได้ล่วงพ้นไปแล้วนับแต่วันยึดทรัพย์หรืออายัดทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษา แต่ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแสดงให้ศาลเป็นที่พอใจว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ทราบถึงคดีซึ่งขอให้มีการบังคับแล้ว มิให้นำบทบัญญัติแห่งมาตรานี้มาใช้บังคับ มาตรา ๓๑๘ ในกรณีที่มีเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแต่คนเดียวร้องขอให้บังคับคดี และมิได้มีการแจ้งให้ทราบซึ่งการจำนองหรือบุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินที่จำหน่ายได้มาดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๘๙ เมื่อได้จัดการจำหน่ายทรัพย์สินเสร็จ และได้หักค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดีไว้แล้ว ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินตามจำนวนหนี้ในคำพิพากษาและค่าฤชาธรรมเนียมในการฟ้องร้องให้แก่เจ้าหนี้ที่ตามคำพิพากษา เพียงเท่าที่เงินรายได้จำนวนสุทธิจะพอแก่การที่จะจ่ายให้ได้ มาตรา ๓๑๙ ในกรณีที่มีเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหลายคนร้องขอให้บังคับคดี หรือได้มีการแจ้งให้ทราบซึ่งการจำนองหรือบุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินที่จำหน่ายได้มาดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๘๙ เมื่อได้จัดการจำหน่ายทรัพย์สินเสร็จ และได้หักค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดีไว้แล้ว ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำบัญชีส่วนเฉลี่ยแสดงจำนวนเงินที่จ่ายให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา หรือเจ้าหนี้บุริมสิทธิแต่ละคนจากเงินรายได้จำนวนสุทธิที่พอแก่การที่จะจ่ายให้ตามสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้เหล่านั้น ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือตามประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการจ่ายเงินเช่นว่านี้ และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีส่งคำบอกกล่าวไปยังเจ้าหนี้เหล่านั้นขอให้ตรวจสอบบัญชีเช่นว่านั้นและให้แถลงข้อคัดค้านภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ส่งคำบอกกล่าว ถ้าไม่มีคำแถลงยื่นภายในเวลาที่กำหนด ให้ถือว่าบัญชีส่วนเฉลี่ยนั้นเป็นที่สุด และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินให้แก่เจ้าหนี้เหล่านั้นตามบัญชี มาตรา ๓๒๐ ในกรณีดังบัญญัติไว้ในมาตราก่อนนี้ ถ้ามีเจ้าหนี้คนเดียวหรือหลายคนดังกล่าวแล้ว ยื่นคำแถลงคัดค้านบัญชีส่วนเฉลี่ยต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายในเวลาที่กำหนดไว้ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีออกหมายเรียก ให้เจ้าหนี้ทุกคนมาในเวลา และ ณ สถานที่ตามที่เห็นสมควร แต่ต้องให้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามวัน เจ้าหนี้จะไปตามหมายเรียกเช่นว่านั้นด้วยตนเอง หรือจะให้ผู้แทนที่ได้รับมอบอำนาจโดยชอบไปและกระทำการแทนในกิจการทั้งหลายอันเกี่ยวแก่เรื่องนั้นก็ได้ เมื่อได้ตรวจพิจารณาคำแถลงและฟังคำชี้แจงของเจ้าหนี้ผู้ที่มาตามหมายเรียกแล้ว ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำคำสั่งยืนตามหรือแก้ไขบัญชีส่วนเฉลี่ยนั้น แล้วให้อ่านให้เจ้าหนี้ที่มานั้นฟัง และให้เจ้าหนี้ลงลายมือชื่อรับทราบไว้เป็นหลักฐาน และให้ส่งคำสั่งนั้นไปยังเจ้าหนี้ผู้ซึ่งมิได้มาตามหมายเรียกด้วย ถ้าหากมี ถ้าเจ้าหนี้คนใดไม่พอใจคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีเจ้าหนี้นั้นชอบที่จะยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องคัดค้านคำสั่งนั้นต่อศาลชั้นต้นได้ ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้อ่านหรือที่ได้ส่งคำสั่ง แล้วแต่กรณี แต่ถ้าเจ้าหนี้ที่ยื่นคำขอนั้นมิได้ไปตามหมายเรียกของเจ้าพนักงานบังคับคดีและไม่สามารถแสดงเหตุผลดีในการที่ไม่ไปต่อหน้าเจ้าพนักงานบังคับคดีนั้น ให้ศาลนั้นยกคำขอนั้นเสีย คำสั่งของศาลที่ออกตามความในวรรคนี้ให้เป็นที่สุด ถ้าเจ้าหนี้ซึ่งได้มาตามหมายเรียกทุกคนได้ยินยอมตามคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีและลงลายมือชื่อไว้เป็นพยานหลักฐานในการยินยอมนั้นแล้ว และถ้าเจ้าหนี้ผู้ไม่มาซึ่งมีสิทธิคัดค้านคำสั่งได้ มิได้ยื่นคำคัดค้านภายในเวลากำหนด ให้ถือว่าบัญชีส่วนเฉลี่ยนั้นเป็นที่สุด และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินให้แก่เจ้าหนี้ตามนั้น ถ้าเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิคัดค้านคำสั่งได้ยื่นคำคัดค้านดังที่บัญญัติไว้ข้างต้นแล้ว ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเลื่อนการจ่ายส่วนเฉลี่ยไปจนกว่าศาลได้มีคำสั่งแล้ว หรือทำการจ่ายส่วนเฉลี่ยชั่วคราว ดังที่บัญญัติไว้ในมาตราต่อไป บทบัญญัติมาตรานี้ ให้ใช้บังคับแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดีด้วยโดยอนุโลม มาตรา ๓๒๑ เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่า ถ้าจะเลื่อนการจ่ายส่วนเฉลี่ยไปจนกว่าได้จำหน่ายทรัพย์สินที่ประสงค์จะบังคับทั้งหมด หรือจนกว่าการเรียกร้องทั้งหมดที่มาสู่ศาลได้เสร็จเด็ดขาดแล้ว จะทำให้บุคคลผู้มีส่วนเฉลี่ยในเงินรายได้แห่งทรัพย์สินที่บังคับนั้นทุกคนหรือคนใดคนหนึ่งได้รับความเสียหาย เจ้าพนักงานบังคับคดีมีสิทธิที่จะแบ่งเงินรายได้เท่าที่พอแก่การที่จะจ่ายให้ดั่งที่บัญญัติไว้ในสองมาตราก่อนได้ ในเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้กันเงินไว้สำหรับชำระค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมดในการบังคับคดีที่เกิดขึ้นหรือจะเกิดขึ้นต่อไป และสำหรับชำระการเรียกร้องใด ๆ ที่ยังมีข้อโต้แย้งไว้แล้ว มาตรา ๓๒๒ เมื่อผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีทุกคนได้รับส่วนแบ่งเป็นที่พอใจแล้ว ถ้ายังมีเงินที่จำหน่ายทรัพย์สินได้เหลืออยู่ และเงินที่ยังเหลือเช่นว่านั้นได้ถูกอายัดตามมาตรา ๒๙๑ หรือโดยประการอื่น ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจำหน่ายส่วนที่เหลือนั้นตามมาตรา ๒๙๑ หรือตามคำสั่งอายัดทรัพย์ แล้วแต่กรณี ถ้าเงินรายได้จำนวนสุทธิที่จำหน่ายทรัพย์สินได้มานั้นไม่ต้องการใช้สำหรับการบังคับคดีต่อไปก็ดี หรือมีเงินเหลืออยู่ภายหลังที่ได้หักชำระค่าฤชาธรรมเนียมและจ่ายให้แก่เจ้าหนี้ทุกคนเป็นที่พอใจแล้วก็ดี ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินรายได้จำนวนสุทธิหรือส่วนที่เหลือนั้นให้แก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา และถ้าทรัพย์สินของบุคคลภายนอกต้องถูกจำหน่ายไปเพื่อประโยชน์แก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา ให้จ่ายเงินรายได้จำนวนสุทธินั้นแก่บุคคลภายนอกตามสิทธิเรียกร้องของบุคคลภายนอกที่มีอยู่ต่อลูกหนี้ตามคำพิพากษา ถ้าได้จำหน่ายสังหาริมทรัพย์รายใดไปแล้วตามมาตรา ๒๘๘ และได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดเป็นคุณแก่ผู้เรียกร้อง ให้ศาลหรือเจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินที่จำหน่ายได้แก่ผู้เรียกร้องไป มาตรา ๓๒๓ บรรดาเงินต่าง ๆ ที่ค้างจ่ายอยู่ในศาลหรือที่เจ้าพนักงานบังคับคดี ถ้าผู้มีสิทธิมิได้เรียกเอาภายในห้าปี ให้ตกเป็นของแผ่นดิน .
|