home-of-gsdlovers.pantown.com : บ้านคนรักเยอรมันเชพเพอด

เปิดบ้านทักทาย
กระดานข่าวชาวเชพเพอด
จัดการกับหมา หัวโจก
เชพเพอด กับเกษตรธรรมชาติ
กระเทาะเปลือกเยอรมันเชพเพอด
มาฝึกหมาเอง กันเถอะ
ตำนาน ริน ติน ติน ฉบับสมบูรณ์
จดหมายจากแม่
สุนัขสงคราม
ลัดเลาะรอบสนามประกวด
คลังกระทู้เก่า




[12441]



   วีรบุรุษ...ที่ถูกลืม



ในสงครามเวียตนาม แม้พลลาดตระเวณส่วนใหญ่ จะไม่เคยผ่านศึกสงครามจริงในการรบแบบกองโจรมาก่อน แต่ก็ต้องถูกบรรจุเข้าประจำการ ในหน่วยลาดตระเวณ ซึ่งหมายถึงการเป็นแนวหน้าเพื่อเคลียร์พื้นที่ปฏิบัติการของศัตรู รวมถึงเคลียร์กับดักต่าง ๆ และการซุ่มโจมตีของศัตรูด้วย

"การที่พวกเราไม่มีประสบการณ์ ในการรบแบบกองโจรมาเลยทำให้รู้สึกเหมือนเราเป็นหน่วยที่จะถูกกำจัดได้ง่ายที่สุด" ชาลี คาร์โก้กล่าว , เขาเดินลาดตระเวณตามลำพังโดยไม่มีหมาใน 6 สัปดาห์แรกที่เข้าประจำการ ก่อนที่จะสมัครเข้าเป็นผู้ควบคุมสุนัขหมายเลข 48 ประจำหน่วยสุนัขสอดแนม (Scout Dog) "ไหน ๆ ผมก็ต้องออกลาดตระเวณอยู่แล้ว ถ้ามีหมาเดินไปด้วยกันก็น่าจะดีกว่าเดินคนเดียว"


การปฏิบัติการของสุนัขสอดแนม ไม่ว่าจะในหรือนอกสายจูง จะอยู่ล้ำหน้าผู้จูงไปหลายหลาเสมอ มันจะสงบ, สุขุมและแม่นยำเชื่อถือได้ หากมีข้าศึกอยู่ภายในรัศมี 100 หลา มันสามารถบอกได้ไม่พลาดแน่นอน สุนัขจะใช้ ภาษากาย ในการสื่อสารหรือส่งสัญญาณบอกคู่หูของมัน ให้ระวังอันตราย เช่นการสะบัดหางอย่างเร็ว หรือการยืนตัวเกร็งจ้องเขม็งตรงไปยังเป้าหมาย


คาร์โก้ทำพลาดไปครั้งหนึ่ง เมื่อเขาไม่สนใจสัญญาณเตือนภัยของสุนัขของเขาในการปฏิบัติงานเมื่อปี 1971 ครั้งนั้น คาร์โก้เกือบเอาชีวิตไม่รอด ขณะกำลังเดินลาดตระเวณอยู่ชายป่ากำลังจะออกสู่ที่โล่ง , เขาทำสัญญาณให้ทหารในหน่วยเคลื่อนที่ต่อไป

ทันใดนั้น วูลฟ์ ก้าวมาข้างหน้าและลงนั่งขวางเส้นทางไว้ แต่ด้วยความกลัวว่าจะถูกข้าศึกจับได้ เพราะเป็นที่โล่ง คาร์โก้จึงเร่งให้ทหารเคลื่อนไปข้างหน้าให้เร็วขึ้นเพื่อหาที่กำบัง แต่วูลฟ์ไม่ยอมขยับ มิหนำซ้ำยังงับมือคาร์โก้ไว้เมื่อเขาจะดึงมันให้พ้นทาง คาร์โก้ตรวจดูเส้นทางข้างหน้าอีกครั้งอย่างละเอียด จึงพบว่ามีเส้นลวดดึงชนวนระเบิดขนาดเท่าเส้นผมขึงอยู่ห่างจากที่เขายืนอยู่แค่ 2 ฟุต เท่านั้นเอง

พวกเวียตกงสามารถเข้าจู่โจมอย่างรวดเร็วและโหดร้ายทารุณมาก จากนั้นจะหายตัวเข้าไปในป่าอย่างรวดเร็วเหมือนผีหลอก ไม่มีมนุษย์หรือเครื่องมือทางอิเลคโทรนิคส์ใดๆ จะมีประสิทธิภาพสูงสุดในการตรวจหาระเบิดชนิดต่างๆ , กับดักสังหารหลายรูปแบบ ตลอดจนการลักลอบแทรกซึมเข้ามาในฐานทัพ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เท่าสุนัขสงคราม พวกเวียตกง ถึงกับตั้งรางวัลอย่างงามให้แก่ทหารเวียตกงที่สามารถ "ตัดหูมีรอยสักของสุนัขสงคราม" นำมาส่ง


การฝึกให้ตรวจหาและส่งสัญญาณอันตราย เมื่อหาพบ เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นในความสำเร็จของสุนัขเหล่านี้ สิ่งที่สำคัญพอกันนั้น คือความผูกพันทางอารมณ์ระหว่างทหารและสุนัขคู่หู ซึ่งจะค่อย ๆ ลึกซึ้งและแน่นแฟ้นมากขึ้นทุกวัน จึงทำให้ทั้งคู่สามารถปฏิบัติหน้าที่เป็นทีมได้อย่างกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่คู่หูจะต้องเรียนรู้ที่จะ เข้าใจภาษากายของสุนัขเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเล็กน้อยขนาดไหน เขาจะต้องสังเกตให้ได้ และ ไม่พลาดเป็นอันขาด

ยามว่าง พวกทหารจะใช้เวลาทั้งหมดอยู่กับสุนัขคู่หู หลายคนบอกว่าเวลาอยู่นอกงาน พวกมันขี้เล่น ขี้อ้อน ประจบเก่งมากไม่ต่างอะไรกับสุนัขเลี้ยง ที่บ้านของพวกเขาเลย

"เวลามีของส่งมาจากทางบ้าน ผมต้องไปหาวูลฟ์ที่คอกแล้ว แกะห่อของออกดูด้วยกัน" คาร์โก้เล่า " มันชอบเคี้ยวข้าวโพดคั่ว ดังนั้นมันจะคุ้ยจนถึงก้นกล่องเพื่อหาขนมของมัน ถ้าเกิดมันรู้ว่าเมื่อไรที่ผมแอบเปิดห่อของโดยไม่มีมัน....มันเป็นต้องทำท่าว่า…นายทำอะไรลับหลัง... ฉันรู้นะ...เฮ่อ...หน้าไม่อาย แล้วก็งอนสบัดก้นใส่ผมทุกที"

แต่เมื่อใดที่ใส่ขลุมอก (แสดงว่าต้องเริ่มทำงาน) พวกมันจะเอางานเอาการขึ้นมาทันที "มันเข้าใจดี เมื่อถึงเวลาทำงาน" ชาลี คาร์โก้อธิบาย " วูลฟ์ รู้ความแตกต่างระหว่างการฝึกเข้มกับการเข้าปฏิบัติการจริง มันจะแสดงให้เห็นชัดเจนว่ามันระวังตัวอย่างมาก เวลาซุ่มอยู่ในที่กำบัง"


เมื่อสงครามสงบลง มีรายงานว่า ระหว่างสงครามนั้น เหล่าสุนัขสงครามแห่งเวียตนามมีส่วนร่วมในการปฏิบัติการ ซึ่งทำให้ข้าศึกเสียชีวิตกว่า 4,000 คนและถูกจับเป็นเชลยศึกอีกกว่า 1,000 คน สุนัขสงครามได้ค้นพบคลังเสบียงของข้าศึกกว่า 1 ล้านปอนด์ ปืนใหญ่ 3,000 กระบอก และอุโมงค์หลบซ่อน 2,000 แห่ง ตามรายงานอย่างเป็นทางการแจ้งว่า สุนัขสงครามได้ช่วยชีวิตคนไว้ไม่น้อยกว่า10,000 ชีวิต(จากปากคำของทหารคู่หูสุนัขสงครามบอกว่าน่าจะมีจำนวนผู้รอดชีวิตจากการช่วยเหลือของสุนัขสงคราม มากกว่านี้แน่นอน )

ยิ่งไปกว่านั้น สุนัขสงครามได้แสดงให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำอีก ถึงความรักอันบริสุทธิ์ใจที่มันมีต่อคู่หูของมัน โดยไม่ต้องมีการฝึก ดังตัวอย่างของสุนัขชื่อ วาริเออร์กับทหารคู่หูของมัน ฮัล เอเบอร์ ทั้งคู่กำลังเดินตรวจบริเวณค่ายในตอนกลางคืน และถูกพวกเวียตกงโจมตีด้วยระเบิด เอเบอร์เล่าว่า “ ผมถูกระเบิดล้มลงแล้วลุกไม่ขึ้น วาริเออร์น่าจะเผ่นหนีไป แต่มันกลับลากผมออกมาจนพ้นบริเวณอันตราย มันช่วยชีวิตผมไว้แท้ ๆ ในคืนนั้น “

เมื่อเริ่มมีการถอนทหาร ออกจากเมืองที่ย่อยยับจากสงครามครั้งนั้น กองทัพสหรัฐอเมริกาได้มีคำสั่งให้ "ทิ้งสุนัขสงครามทั้งหมด"ไว้ เพราะทางการเห็นว่าสุนัขทำให้สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ,หลายร้อยตัวถูกโอนไปเข้าสังกัดกองทัพเวียตนามใต้ และไม่นานหลังจากนั้นสุนัขเกือบทั้งหมดก็ถูกทอดทิ้งให้อดหยาก และบ้างก็ตายด้วยอากาศร้อน ( heatstroke ) เล่ากันว่าบ้างก็ถูกฆ่ากินและบ้างก็ถูกยิงทิ้งด้วยสาเหตุต่าง ๆ

ที่น่าเศร้าที่สุดคือส่วนใหญ่ถูกฉีดยาให้ตาย ด้วยน้ำมือของคนชาติเดียวกับที่พวกมันได้ร่วมรบและช่วยชีวิตไว้ได้นั่นเอง


สัตว์แพทย์ทหารประจำกองทัพสหรัฐอเมริกาได้รับคำสั่งให้ตรวจคัดสุนัขที่อ่อนแอและป่วย โดยคำสั่งระบุว่า สุนัขที่มีปัญหาเหล่านั้นให้ถือว่าได้รับโทษประหาร ทหารหลายคนทำเรื่องร้องขอต่อทางการเพื่อส่งสุนัขคู่หูของพวกเขากลับมาเลี้ยงดูที่บ้านในสหรัฐอเมริกาโดยจะเสียค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด แต่คำร้องขอเหล่านั้นไม่ได้รับการอนุมัติจากรัฐบาล

มีโครงการกักกันสุนัขสงครามที่เป็นโรคไข้เห็บ เพื่อการดูแลรักษาโดยใช้ยาปฏิชีวนะซึ่งค่อนข้างได้ผลดี แต่กลับต้องถูกยกเลิกอีกเช่นกัน ประมาณว่ามีสุนัขสงครามถึง 4,000 ตัวที่ถูกส่งไปทำงานที่เวียตนามและมีเพียง 190 ตัวเท่านั้นที่โชคดี มีโอกาสได้กลับสู่บ้านเกิด และได้กลับมารับราชการทหารรับใช้ชาติสืบต่อมาจนเกษียณอายุ

ชาลี คาร์โก้ เสียใจมาก ที่รู้ว่าวูลฟ์จะต้องถูกทิ้งไว้ที่นั่น กำหนดวันเดินทางกลับบ้านใกล้เข้ามาทุกที ครอบครัวของเขาในแคลิฟอร์เนียพยายามหาทางติดต่อกับตัวแทนของทางรัฐบาลทุกวิถีทางเท่าที่จะทำได้ เพื่อหาช่องทางที่จะดำเนินการให้วูลฟ์ได้ปลดประจำการและกลับบ้านได้ แต่ก็ไร้ผล และด้วยความกลัวว่าวูลฟ์จะต้องถูกส่งไปอยู่กับกองทัพเวียตนาม คาร์โก้ถึงกับขออาสาสมัครกลับเข้าประจำการที่เวียตนามต่อเป็นรอบที่สอง แต่คำร้องของเขาถูกปฏิเสธอีก

"เมื่อเราออกปฏิบัติงานร่วมกัน , ผมจะให้วูลฟ์กินน้ำจากหมวกทหารของผมเสมอ , ครั้งสุดท้ายที่พบกัน มันถูกล่ามโซ่ไว้ข้างชามน้ำที่เป็นของหลวง ผมถอดหมวกออกมาวางไว้ให้มัน เขวี้ยงชามของหลวงเข้าป่าไป" ชาลีเล่าให้ฟังทั้งน้ำตา

28 ปีมาแล้วที่ ชาลี คาร์โก้สวมสร้อยคอซึ่งออกแบบ ทำจากโซ่คอของวูลฟ์ ติดตัวตลอดเวลา , เขาทำงานเป็นคนขับรถบรรทุกระยะทางไกล คาร์โก้กล่าวว่าระยะทางเป็นล้านไมล์หลังพวงมาลัยรถ ไม่ได้ทำให้ความผูกพันที่เขามีต่อคู่หูของเขาจืดจางลงเลย

"สร้อยเส้นนี้ คือ คำสาบานจากผม ถึงวูลฟ์ ว่าความผูกพันของเรานั้นเป็นนิรันดร"



**Remembering the Dogs of Vietnam**

ในช่วง 5 ปี ที่ สมาคมผู้ควบคุม (คู่หู) สุนัขสงครามแห่งเวียตนามได้ก่อตั้งขึ้น จำนวนสมาชิกได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมไปถึงทหารผ่านศึกจากสงครามทั้ง 3 ครั้ง ด้วย (สงครามโลกครั้งที่ 1,2 และสงครามเกาหลี) สมาคม ฯ ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี จากกลุ่มผู้สนับสนุน การต่อสู้เพื่อสิทธิอันพึงมีพึงได้ของบรรดาสุนัขสงคราม

หนึ่งในบรรดาผู้สนับสนุน คือ ริต้า เบอร์เนียร์ , จากเมืองเดอร์สัน , รัฐเนวาด้า เธอโด่งดังขึ้นมาจากการรณรงค์ให้เลิกการแข่งหมาในสหรัฐอเมริกา เมื่อเธอรู้เรื่องหมาที่ถูกทิ้งไว้ที่เวียตนาม ริต้าเป็นเดือดเป็นแค้นอย่างมาก เธอพยายามเจรจากับทางสภาเมือง จนในที่สุด ริต้า และ ชาล์ส แซนาดอร์ หนึ่งในสมาชิกสมาคม ฯ ก็ประสบความสำเร็จในการเจรจา เป็นผลให้สภาเมืองแฮนเดอร์สันจัดทำแผ่นจารึกบรอนซ์ ขนาดใหญ่ขึ้นเมื่อปี 1988 เพื่ออุทิศให้แก่ เหล่าสุนัขทหารโดยสลักข้อความว่า “K-9 Corps, for unselfish devotion to duty.” (เหล่าสุนัขทหาร ผู้ทุ่มเทต่อหน้าที่ โดยไม่เห็นแก่ตัวเอง)


คงไม่มีใครที่จะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นในคุณความดีของสุนัขสงครามได้อีกต่อไป ในขณะที่ฮอลลีวู้ดและวงการธุระกิจขนาดใหญ่ต่างให้ความสำคัญในเรื่องนี้ ในเดือนกุมภาพันธ์ 1999 , ภาพยนต์สารคดียาว 1 ชั่วโมง เรื่อง “ War Dogs: American’s Forgotten Heroes ” ก็ได้จุดประกายให้สาธารณชนหันมาสนใจในเรื่องสุนัขสงครามอย่างกว้างขวาง

ภาพยนต์เรื่องนี้ ได้รับการสนับสนุนโดยเจฟฟ์ เบนเนต ประธานบริษัทอาหารสัตว์เนเจอร์ เรซิพี มีดาราภาพยนต์ชื่อดัง มาร์ติน ชีน เป็นผู้บรรยายบท ในภาพยนต์ได้จำลองภาพเหตุการณ์ วีรกรรมของสุนัขสงครามบางตัวตามที่เคยเกิดขึ้นจริง

มีบทสัมภาษณ์ที่กินใจผู้ชมเป็นอย่างยิ่ง จากปากคำของทหารผ่านศึกเวียตนาม คู่หูตัวจริงของสุนัขสงครามเหล่านั้น เช่น ชาร์ลี คาร์โก้และจอห์น เบอร์นัม ผู้มาเล่าถึงความน่ากลัวในคืนที่คอกหมาของพวกเขาถูกเวียตกงถล่มด้วยระเบิดเพลิง,จอห์น ฟลาเนลลี่เล่าถึง สุนัขคู่หูชื่อ บรูซเซอร์ ที่ลากเขาออกมาสู่ที่ปลอดภัย

เจสซี่ เมนเดส ครูผู้ฝึกทหารและสุนัขทหารทั้งหมดในสงครามเวียตนาม ได้กล่าวถ้อยคำที่มีความหมายอย่างยิ่งไว้ในภาพยนต์เรื่องนี้ ว่า "สุนัขสงครามเหล่านี้ ไม่สมควรถูกทอดทิ้ง ……ชาวอเมริกันย่อมรู้ดี ว่าสิ่งที่รัฐบาลได้ทำไปนั้น มันผิด"


มีผู้ชมกว่า 600 คน มาร่วมงานรอบปฐมทัศน์ของภาพยนต์เรื่องนี้ ขณะกำลังฉาย ผู้ชมทั้งหมดเงียบกริบ จะมีก็แต่เสียงสะอื้นเบา ๆ ให้ได้ยินเท่านั้น และทันทีที่ไฟสว่างขึ้น ผู้ชมต่างลุกขึ้นยืนปรบมือให้เกียรติกับบรรดาทหารคู่หูตัวจริงที่มาร่วมปรากฏตัวในงานนี้ หลังจากนั้น,ภาพยนต์ได้ฉายออกอากาศทางช่องดิสคอฟเวอรี่ ภายใน 48 ชั่วโมงต่อมา เงินบริจาคก็หลั่งไหลผ่านทาง Nature’s Recipe war dog http://www. ถึงครึ่งล้านดอลลาร์ จากผู้ชมที่รู้สึกซาบซึ้ง และเห็นอกเห็นใจ บรรดา วีรบุรุษที่ถูกลืม........มานานถึง 28 ปี


กำไรส่วนหนึ่ง จากการขายอาหารสุนัข เนเจอร์ เรซีพี ได้นำไปสมทบเข้ากองทุนเพื่อก่อสร้างอนุสาวรีย์สุนัขสงคราม 2 แห่ง แห่งแรกอยู่ที่อนุสรณ์สถานแห่งชาติ ริเวอร์ไซด์ แคลิฟอร์เนีย และอีกแห่งอยู่ในวอชิงตัน ดีซี โดยปฏิมากร โทมัส ชอมเบิร์ท ได้ออกแบบไว้เป็นรูปสุนัขเยอรมันเช็พเพอดกับทหารคู่หู โดยมีคำจารึกว่า They protected us on the field of battle. They watch over our eternal rest. We are grateful.
พวกเขาปกป้องเราในยามรบ ยามสงบไม่ทิ้งห่างร้างไปไหน ยังจงรักภักดีตลอดไป เราซาบซึ้งหัวใจ ไม่เสื่อมคลาย ~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
ได้ดูวีดิโออีกชุดหนึ่งที่คุณ Carnivorous ให้ยืมมา เรื่อง War Dog
ก็อดที่จะนำมาเล่าสู่กันฟังไม่ได้ เพราะเห็นว่าสุนัขมันมีอะไรดีๆให้ชื่นชมมากไปกว่าความน่ารักอย่างเดียว ถ้าเรารู้จักเลี้ยงดูฝึกมันดีๆ
เราเป็นคนในยุคต่อต้านสงครามเวียตนาม แต่เพิ่งจะมาทราบความจริงจากภาพยนต์สารคดีอิงประวัติศาสตร์ชุดนี้เองว่า มีสุนัขสงครามถูกส่งไปปฏิบัติการในสงครามเวียตนามมากถึง 4000 ตัว พวกมันได้สร้างวีรกรรมไว้มากมาย แต่ต้องสละชีวิตในสนามรบถึง 500 ตัว กลับบ้านได้แค่ 250 ตัว ที่เหลืออีกหลายพันตัวถูกทอดทิ้งอยู่เบื้องหลัง หรือไม่ก็ถูกฉีดยาให้หลับไป
ถามว่า ไม่มีใครประท้วงแทนหมาบ้างหรือ...
จากคุณ : vichien_b - [ 1 ส.ค. 46 17:34:56 ]

เรื่องของ War Dogs ทำเลียนจากเหตุการณ์จริง และมีภาพจริงบางส่วน ทำขึ้นเพื่อการรณรงค์ผลักดันให้มีการเปลี่ยนกฎหมายว่าด้วย สุนัขสงคราม ซึ่งเดิมกฎหมายอเมริกา กำหนดให้เป็น ยุทโธปกรณ์อย่างหนึ่ง เมื่อหมดอายุ หรือเลิกใช้งาน จะต้องกำจัดทิ้ง
พวกทหารที่ทำงานเป็นคู่หู(handler)พยายามทำเรื่องขออนุญาตเอาหมากลับบ้านด้วยเมื่อปลดประจำการ แต่รัฐบาลไม่ยอม แม้จะออกเงินค่าใช้จ่ายในการเดินทางเองทั้งหมด เวลาผ่านไปนานถึงสามสิบปีแล้ว แต่เมื่อพูดถึงหมาคู่หู ทหารทุกคนก็น้ำตาร่วง บางคนยังคงใส่โซ่คอของหมาที่เคยเป็นคู่หู ติดตัวไว้จนทุกวันนี้
หมาที่รอดตายจากสนามรบ ก็มีทางเลือกอยู่แค่ 2 ทาง คือฉีดยาให้ตาย หรือยกให้กองทัพเวียตนามใต้ ซึ่งในที่สุดก็ถูกฆ่ากินบ้าง ถูกทิ้งให้อดตายบ้าง และถูกทำทารุณต่างๆนานาจนตายไปเองบ้างฯลฯ เพราะสมัยนั้นเวียตนามก็ยังไม่รู้จักใช้สุนัขสงคราม หมอคนที่ฉีดยาให้หมาตาย บอกว่า ทุกวันนี้มองหน้าเยอรมันเชพเพอดทีไร ก็จะนึกถึงสายตาซื่อๆของหมาพวกนั้นที่ได้ช่วยชีวิตทหารอเมริกันมามากมาย แต่ต้องมาตายด้วยน้ำมือคนพวกเดียวกับที่มันได้ช่วยชีวิตเอาไว้......ดูวีดีโอม้วนนี้เป็นสิบครั้งแล้ว เพราะอัดแจกให้คนอื่นเขาได้ดูด้วย ดูทีไรก็ร้องไห้จนตาบวมทุกที
สุนัขสงครามไปทุกที่ค่ะ งานหลักที่ยังคงทำอยู่ตอนนี้คือ ดมหากับระเบิด เช่นที่อัฟกานิสถาน และตามเส้นเขตชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นหน้าที่ของเขา เพราะถูกบรีดมาเพื่อทำงาน เป็นวัตถุประสงค์หลัก จึงไม่มีการประท้วง มีแต่การรณรงค์ ยกระดับให้ สุนัขทหาร ถือเป็น เจ้าหน้าที่ ไม่ใช่ยุทโธปกรณ์อย่างที่เคยเป็นมา
ในที่สุดก็ประสบความสำเร็จ กฎหมายฉบับนั้นยกเลิกไป และออกกฎหมายใหม่ตามที่เรียกร้อง ในสมัย ปธน. บิล คลินตัน
จากอีเมล์คุณ Carnivorous

ลาบราดอร์สีดำ ถูกยกให้กองทัพเวียตนามใต้ แต่เขาไม่รับเพราะถือว่า หมาดำจะนำเคราะห์ร้ายมาให้ ดังนั้นก็ต้องโดนฉีดยาให้ตาย หมอบอกว่า มองตาหมาแล้วทำไม่ลง เพราะสายตาซื่อๆที่มองมานั้น กระตือรือร้นจรดจ่ออยู่ว่าจะทำตามคำสั่งเท่านั้น โดยไม่ได้แคร์จริงๆว่าตัวเองจะเป็นอย่างไร พร้อมที่จะทำตามหน้าที่เสมอ...ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง หมอทำไม่ลง จึงแอบเอาไปไว้ที่สถานทูตอเมริกา หลังจากนั้นไม่นาน ไซ่ง่อนก็แตก คนอเมริกันในไซ่ง่อนต้องอพยพด่วนหนีเวียตกง ไม่มีใครรู้ชะตากรรม ลาบราดอร์สีดำ ที่ได้เคยทำหน้าที่ในสนามรบเคียงบ่าเคียงไหล่และช่วยชีวิตทหารอเมริกันมาแล้วมากมาย ในฐานะหมาดมหาระเบิด และค้นหาคลังอาวุธ หมอบอกว่า ได้แต่ภาวนา(ทั้งที่รู้ว่าคงเป็นไปไม่ได้)ให้มีใครสักคน อุ้มมันขึ้นคอปเตอร์หนีมาด้วยกัน............
จากคุณ : เสียงเพรียกจากลาบราดอร์สีดำ

ขอบคุณที่มาอ่านครับ
ถ้าเรามีจิตผูกพันธ์กับสุนัขที่เรารักเหมือนทหารอเมริกันหลายคนที่สูญเสียเพื่อนสี่ขาในสนามรบ เหลือไว้แต่ความทรงจำดีๆ ชีวิตนี้คงไม่เงียบเหงาว่างเปล่าเกินไปดังเช่นทหารอเมริกันหลายๆคนในเว็บข้างล่างนี้
มีรูปและวีดิโอคลิปดีๆให้ดูกัน
http://www.war-dogs.com/

จาก กระทู้ http://www.pantip.com/cafe/jatujak/topic/J2394727/J2394727.html