home-of-gsdlovers.pantown.com : บ้านคนรักเยอรมันเชพเพอด

เปิดบ้านทักทาย
กระดานข่าวชาวเชพเพอด
จัดการกับหมา หัวโจก
เชพเพอด กับเกษตรธรรมชาติ
กระเทาะเปลือกเยอรมันเชพเพอด
มาฝึกหมาเอง กันเถอะ
ตำนาน ริน ติน ติน ฉบับสมบูรณ์
จดหมายจากแม่
สุนัขสงคราม
ลัดเลาะรอบสนามประกวด
คลังกระทู้เก่า




[12607]



  

ตำนานรินตินติน
**ปฐมบท**

คนที่อายุย่างเข้าวัยรุ่นกลางคนจนถึงต้นๆ วัยชรา น้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก ริน ติน ติน สุนัขพันธุ์เยอรมันเช็พเพอด ที่เก่งกล้าสามารถ ชาญฉลาดแสนรู้ เหมือนหนังการ์ตูน แต่มันเป็นสุนัขที่มีตัวตนจริงในภาพยนต์โทรทัศน์เรื่อง ริน ติน ติน ซึ่งโด่งดังมาก พอๆ กับแลสซี่ ยอดสุนัขแสนรู้พันธุ์คอลลี่ในยุคเดียวกัน

ริน ติน ติน นับเป็นพ่อพันธุ์ต้นสายที่สืบทอดลูกหลานต่อเนื่องกันมายาวนานมากเป็นประวัติการณ์ของสุนัขพันธุ์เยอรมันเช็พเพอด ซึ่งได้พัฒนาสายพันธุ์และ จดทะเบียนเป็นพันธุ์แท้เมื่อ 103 ปี มาแล้ว

ปฐมบทของตำนานริน ติน ติน นี้ อาจสืบย้อนขึ้นไปได้ถึง ครอบครัว 2 ตระกูล ที่ไม่เพียงแต่อุทิศชีวิตให้กับการอนุรักษ์มรดกตกทอดทางสายพันธุ์ของริน ติน ติน แต่ยังได้พยายามรักษาคุณสมบัติดั้งเดิมของความเป็นสุนัขเยอรมันเชพเพอดในอุดมคติ ของริน ติน ติน ตัวแรกที่เคยเป็นที่รู้จักกันดี เอาไว้ให้ครบถ้วนให้มากที่สุด
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

**กำเนิด ริน ติน ติน**

ดันแคน (Lee Duncan) ได้พบ ริน ติน ติน ตัวแรก (เจ้าตำนาน) เมื่อวันที่ 15 กันยายน 1918 ตอนที่มันเป็นแค่ลูกหมาอายุเพียง 10 วัน จากการเคลียร์พื้นที่ในบริเวณ กองกำลังสุนัขทหาร (War Dogs Camp) หลังจากถูกระเบิดทำลาย ที่เมือง Lorraine ประเทศฝรั่งเศสในสงครามโลกครั้งที่ 1

ดันแคนพบว่า มีเพียงแม่สุนัขชื่อเบตตี้ และลูกอีก 5 ตัวเท่านั้น ที่รอดชีวิตจากการระเบิด เขาเลือกลูกสุนัขไว้ 2 ตัว และตั้งชื่อมันตามชื่อหุ่นกระบอกฝรั่งเศส ที่เด็กๆ มอบให้ทหารอเมริกันเป็นตัวนำโชค โดยให้ตัวผู้ชื่อ ริน ติน ติน และตัวเมียชื่อแนนเนต ส่วนแม่สุนัขกับลูกที่เหลือเอากลับไปเลี้ยงที่แค้มป์ ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายที่ไม่มีตัวไหนรอดชีวิต นอกจาก 2 ตัว ที่ดันแคนเลือกไว้

ดันแคนเลี้ยงดูและฝึกให้รินตินตินทำตามแบบที่เขาเห็นทหารเยอรมันฝึกให้สุนัขทำในสงครามซึ่งทำให้เขาประทับใจในความสามารถในการทำงานของสุนัขพันธุ์นี้อย่างมาก ดันแคนทราบว่าหัวหน้าศูนย์ฝึกสุนัขทหารของเยอรมัน ถูกจับเป็นเชลยศึกอยู่ในค่ายกักกัน จึงหาทางเข้าไปเยี่ยม เพื่อเรียนรู้เรื่องเกี่ยวกับสุนัขพันธุ์นี้ให้มากที่สุด

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 สงบลง ดันแคนทำเรื่องขอนุญาตนำลูกสุนัขทั้งสองตัวกลับอเมริกาด้วย โดยเดินทาง ทางเรือมายังเมืองนิวยอร์ค ใช้เวลาเดินทางประมาณ 15 วัน ระหว่างทางแนนเนตเริ่มป่วยเป็นดิสเทมเปอร์ และมีอาการหนักมากเมื่อมาถึงนิวยอร์ค ดันแคนได้พบมิสซิสแวนเนอร์ (Mrs.Wanner) ซึ่งเป็นบรีดเดอร์สุนัขเยอรมันเช็พเพอด รุ่นบุกเบิกในอเมริกา เธอรับอาสาจะดูแลแนนเนตให้ เผื่อจะมีโอกาสหายเป็นปกติ แต่แนนเนตเสียชีวิตระหว่างการเดินทางเสียก่อน
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
**เส้นทางสู่ดวงดาว**

มิสซิส แวนเนอร์ทราบถึงความรักที่ดันแคนมีต่อสุนัขพันธุ์นี้ จึงยกลูกสุนัขตัวเมียตัวที่ดีที่สุดที่มีให้แก่เขา เพื่อแทนที่แนนเนต ดันแคนได้กลับไปประกอบอาชีพเดิมที่เคยทำก่อนไปร่วมสงคราม คือ ร้านขายอุปกรณ์ก่อสร้าง และด้วยความรักในสุนัขพันธุ์นี้อย่างลึกซึ้งเหนียวแน่น เขาพาริน ติน ติน สุนัขตัวโปรดไปออกงานแสดงความสามารถของสุนัขทุกงานเท่าที่จะมีโอกาส

ในงานแสดงความสามารถของสุนัขเมื่อปี 1922 ริน ติน ติน ทำให้ผู้คนต้องทึ่ง ที่มันสามารถปีนข้ามกำแพงสูงถึง 13 ฟุตได้อย่างสบาย เมื่องานเลิก ดาเรล ซานุค ผู้สร้างภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงในยุคนั้น ได้เข้ามาขอให้ดันแคนกับ ริน ติน ติน แสดงความสามารถต่างๆให้ดู เพื่อทดลองใช้กล้องถ่ายหนังตัวใหม่ของเขา โดยเสนอค่าป่วยการให้ถึง 350 เหรียญ ดันแคนตอบตกลงทันที และรู้สึกได้ในวินาทีนั้นเลยว่า นี่เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับอนาคตของเขาและ ริน ติน ติน ในวงการภาพยนตร์

ดันแคนตั้งใจแน่วแน่ และพยายามมุ่งมั่นหาทางนำ ริน ติน ติน เข้าแสดงภาพยนต์ให้จงได้ เขาเขียนบทภาพยนต์ขึ้นเอง ชื่อเรื่อง Where the North Begins ซึ่งมีบทเกี่ยวกับสุนัข และพยายามติดต่อไปยังสตูดิโอเกือบทุกแห่ง ในฮอลลิวู้ด ซึ่งก็ถูกปฏิเสธครั้งแล้ว ครั้งเล่า แต่ดันแคนก็ไม่ยอมแพ้ เขารู้ดีว่า ริน ติน ติน นั้นไม่ใช่ธรรมดา....มันเป็นสุนัขมหัศจรรย์จริงๆ

ในที่สุด ดันแคนได้ไปที่สตูดิโอแห่งหนึ่ง และเห็นในกองถ่ายทำภาพยนตร์ กำลังพยายามถ่ายทำฉากที่ใช้ สุนัขป่า เข้าแสดงด้วย แ่ต่ไม่สามารถให้สุนัขป่าทำตามต้องการได้สำเร็จ ดันแคนจึงพาริน ติน ติน เข้าไปและเสนอว่า ริน ติน ติน สามารถจะแสดงบทนั้นได้แน่นอน ภายในเทคเดียว แรก ๆ เขาก็ถูกปฏิเสธเช่นเคย แต่ดันแคนไม่ละความพยายาม เขาหว่านล้อมจนทางกองถ่ายยอมให้เขา นำริน ติน ตินเข้ามาทดลองแสดงให้ดู ซึ่งก็สามารถแสดงได้สำเร็จในเทคเดียวจริงตามที่ดันแคนพูดไว้ จากนั้น ริน ติน ติน ก็ได้ทำสัญญาร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Man From Hell’s River ต่อในทันที

ขณะนั้นบริษัท วอเนอร์บราเดอร์ส พิคเจอร์ส ซึ่งเป็นเจ้าของกองถ่ายภาพยนต์นี้ กำลังประสบกับปัญหาขาดทุนอย่างหนักและกำลังจะถูกฟ้องล้มละลาย ภาพยนต์ที่ ริน ติน ติน แสดงกลับเป็นที่นิยมอย่างสูง ผู้คนต่างชื่นชมในความสามารถของริน ติน ติน อย่างท่วมท้น

ริน ติน ติน ได้รับการกล่าวขวัญถึงว่า เป็นผู้พลิกฟื้นคืนชีพ ให้กับ วอเนอร์บราเดอร์ส อย่างแท้จริง เป็นผู้นำให้บริษัทฯพ้นจากภาวะล้มละลาย กลับมาสู่ชื่อเสียง ความรุ่งโรจน์ และสามารถยืนหยัดอยู่ในวงการภาพยนต์ได้อย่างมั่นคงอีกครั้งหนึ่ง และยั่งยืนยาวนานมาจนถึงทุกวันนี้

ในช่วงที่โด่งดังถึงขีดสุดนี้ ริน ติน ติน ได้รับจดหมายจากแฟนๆ ถึงสัปดาห์ละ 10,000 ฉบับ และได้รับยกย่องเป็นหนึ่งในสุดยอดดาราฮอลลิวู้ดในยุคนั้น
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
**Gone But Not Forgotten**

ริน ติน ติน ได้แสดงภาพยนต์ให้ วอเนอร์บราเดอร์ส อีกถึง 26 เรื่อง ก่อนจะถึงวัน....ที่ชะตากำหนดให้ริน ติน ติน ต้องจากไปอย่างกระทันหัน วันนั้น..เป็นวันศุกร์ ที่ 10 สิงหาคม 1932 ซึ่ง ริน ติน ติน มีตารางนัด จะต้องเริ่มถ่ายทำภาพยนต์เรื่องใหม่ ในวันจันทร์ต่อมา

ไม่เพียงดันแคนเท่านั้นที่ต้องประสบความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงในชีวิต , ทางกองถ่ายทำของวอเนอร์บราเดอร์ส ก็เช่นเดียวกัน ทุกคนต่างพากันเศร้าโศรกเสียใจกับการจากไปของ ริน ติน ติน ผู้เป็นทั้งสัตว์เลี้ยงที่น่ารัก เพื่อนที่แสนดี และดาราผู้ยิ่งใหญ่ ที่ได้ร่วมทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กันมานานนับปี

เหนือสิ่งอื่นใด….....จะไม่มีสุดยอดดารา สำหรับพวกเขาอีกต่อไปแล้ว แม้จะมี ลูกหลานของ ริน ติน ติน แสดงภาพยนตร์โทรทัศน์ชุดเดิม สืบเนื่องต่อมาอีกถึงแปดตัว แต่ก็ไม่มีตัวไหน เทียบได้กับริน ติน ติน เจ้าตำนานหนึ่งเดียวตัวนี้ได้อีกแล้ว

ดันแคนได้เพาะพันธุ์ลูกของริน ติน ติน มาหลายครอก และเก็บลูกสุนัขไว้ตัวหนึ่ง ซึ่งเขาเรียกว่า จูเนียร์ เขากล่าวถึงจูเนียร์ ว่า แม้มันจะเป็นสุนัขที่ดี แต่ก็ไม่มีภาพลักษณ์เด่นของผู้เป็นพ่ออยู่ในตัวมันเลย ทั้งโครงสร้างร่างกายและความสามารถในการแสดง แต่เขายังคงตั้งใจอย่างแน่วแน่ ที่จะพยายามสืบทอดมรดกคุณสมบัติของริน ติน ติน ให้มากที่สุดเท่าที่โชคชะตาจะเอื้ออำนวยให้เขามีโอกาสทำได้

วอเนอร์บราเดอร์ส ได้จัดการให้ ดันแคน ออกเดินทางไปตามที่ต่างๆ เพื่อแนะนำให้ผู้คนได้รู้จัก "ลูก ริน ติน ติน " (The Son of Rin Tin Tin)

ระหว่างการเดินทางในปี 1933 ริน ติน ติน 2 ก็ได้เป็นแบบทำโฆษณาให้แก่สายการบินแห่งหนึ่ง นับเป็นครั้งแรกในโลกที่ใช้สุนัขในการเป็นแบบโฆษณา และในที่สุด ริน ติน ติน 2 ก็ชนะใจแฟนๆ ทั่วอเมริกา เช่นเดียวกับพ่อของมัน

ดันแคนทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต ให้กับ ริน ติน ติน และการฝึกฝนเพื่อพัฒนาความสามารถในการแสดงของมันและลูก จนกระทั่ง ไม่มีเวลาเพียงพอต่อครอบครัว ระหว่างการเดินทางแสดงในยุโรป มีข่าวว่า ภรรยาของดันแคนได้ฟ้องหย่าสามี โดยกล่าวหาว่า ดันแคน รัก ริน ติน ติน มากกว่าเธอ ปรากฏว่าคดีตกไป และไม่เคยได้รับการพิจารณาในชั้นศาลอีกเลย

ต่อมาเมื่อสงครามโลกครั้งที่สองอุบัติขึ้น ดันแคนมีความตั้งใจแน่วแน่ในเข้ารับราชการทหารรับใช้ชาติเช่นที่เคยทำมา แต่อาการบาดเจ็บจากสงครามครั้งก่อน ทำให้เขาไม่ผ่านการคัดเลือก ดังนั้นเขาจึงพยายามทำสิ่งอื่น ที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้อีกอย่างหนึ่งแทน โดยการ เสนอให้กองทัพ ตั้ง ศูนย์ฝึกสุนัขทหาร ขึ้นในแคลิฟอร์เนีย
เมื่อทางกองทัพตกลง ดันแคนและริน ติน ติน 3 ก็รับหน้าที่เป็นหัวหน้าผู้ฝึกประจำ ศูนย์ฝึกสุนัขทหารแห่งแรก ในสหรัฐอเมริกา Camp Hahn

ระหว่างสงคราม , ดันแคนและริน ติน ติน 3 (ซี่งมียศทางทหารและสักหมายเลขที่ขา) ได้ร่วมกันฝึก สุนัขและผู้ควบคุม (dogs and handlers) ใช้ในงานของกองทัพ มากกว่า 5000 ชุด

เมื่อสงครามสงบลง กล่าวกันว่า ดันแคนได้นำสุนัขสงครามที่รอดกลับมาจากการรบ เอามาฝึกใหม่ เพื่อให้เป็นสุนัขเลี้ยงในครอบครัวได้ และส่งไปให้ผู้ที่เคยบริจาคสุนัขเข้าร่วมงานสงครามมาก่อน

ดันแคน รัก จูเนียร์(ริน ติน ติน 2) และริน ติน ติน 3 (ลูกอีกตัวหนึ่งจากริน ติน ติน ตัวแรก) มาก เขาพยายามหาข้อมูลเพิ่มเติม และเรียนรู้เกี่ยวกับสายพันธุ์เยอรมันเช็พเพอดให้ลึกซึ้งและกว้างขวางมากขึ้น โดยเดินทางไปร่วมงานประกวดสุนัข เพื่อแสวงหาสายพันธุ์ที่ดีที่สุดที่มีอยู่ในเวลานั้น เพื่อประโยชน์ในการนำมาพัฒนาคุณสมบัติโดยรวม ของสายพันธุ์เยอรมันเช็พเพอด ให้ดีขึ้นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ดันแคนเป็นที่รู้จักกันดี ในนามของผู้ผสมพันธุ์ Champion Tasso of Villa Marina (Register of Merit) เป็นสุนัขที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากในยุคนั้น Tasso เป็นหลานของ Odin von Bucscher Schloss , FH, Herding และเป็นแชมเปี้ยนปี 1936 ของ SV (เยอรมัน)

Odin เป็นหลานปู่ของ Rin Tin Tin 2 , ซึ่งเป็นพ่อของ Rin Tin Tin 4 สุนัขทั้งสองตัวนี้ ได้แสดงนำในภาพยนต์โทรทัศน์เรื่อง The Adventure of Rin Tin Tin ซึ่งได้ออกอากาศเป็นครั้งแรกโดยสถานีโทรทัศน์ ABC ในปี 1954 – 1959

บรรดาผู้คนที่อยากได้ลูกของริน ติน ติน ต่างพากันเข้ามาติดต่อคบหากับดันแคนกันมากมาย แต่มีเพียงรายเดียวเท่านั้น ที่มีความตั้งใจมุ่งมั่นดำเนินการตามเป้าหมาย เพื่อปรับปรุงให้ได้สายพันธุ์ที่ดียิ่งขึ้นต่อไปในอนาคต

โดยในปี 1956 แจนเนตเทีย บรอดสการ์ด พรอพส์ (Jannettia Brodsgaard Propps) ได้ติดต่อ ปรึกษาหารือกับดันแดน เรื่องลูกหมา สำหรับวางแผนการเพาะพันธุ์ของเธอ ทั้งสองติดต่อกันเรื่อยมา จนในที่สุด ลูกสุนัขเพศผู้จากริน ติน ติน 4 ก็เดินทางมาถึง สนามบิน ฮูสตัน เทกซัส เมื่อวันที่ 5 กรกฏาคม 1957 ส่งตรงจากดันแคนถึงแจนเนตเทียเพื่อวัตถุประสงค์โดยเฉพาะเจาะจง สำหรับแผนการเพาะพันธุ์ สืบทอดสายเลือดริน ติน ติน ที่เธอตั้งใจไว้

ลูกสุนัขชื่อว่า "รินตี้ " (Rinty) เป็นจุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์มรดก สายเลือด ริน ติน ติน ณ Bodyguard Kennels ช่วงเวลานั้นเอง ที่ดันแคนล้มป่วยด้วยโรคมะเร็งกระดูก และต่อมาก็เสียชีวิตลงในวันที่20 กันยายน 1960

แต่สายเลือด ริน ติน ติน ดั้งเดิมของเขาพร้อมมรดกตกทอดของมัน ยังคงอยู่และได้รับการสืบทอดเจตนารมณ์อันแน่วแน่ โดยแจนเนตเทีย และคอก Bodyguard Kennels ของเธอ

แจนเนตเทียคิดว่า การที่เธอได้ติดต่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับดันแคนมาพอสมควร ทำให้เธอรู้ดีว่า อะไรคือลักษณะเป้าหมายที่ดันแคนต้องการ ในการสืบทอดเชื้อสายของ ริน ติน ติน

ดันแคนเคยบอกไว้ว่า สิ่งแรกที่เขาต้องการรักษาไว้มากที่สุดคือ สติปัญญา ความฉลาด ต่อมา จึงเป็นเรื่องของโครงสร้างร่างกายที่ถูกต้องเหมาะสมสำหรับการทำงาน

ดันแคน อยากให้ขนเป็นสีอ่อนมากกว่าสีเข้ม เพราะมันจะมองเห็นชัดในจอโทรทัศน์ขาว-ดำ แต่เขาก็ไม่เน้นมากนักในเรื่องสีขน จะเน้นเรื่อง ความสามารถ เป็นสำคัญ

แจนเนตเทีย พรอพส์ เพาะพันธุ์และนำลูก ๆ หลาน ๆ ของ ริน ติน ติน ออกงานโชว์อย่างต่อเนื่อง ด้วยความช่วยเหลือของดาฟเน่ เฮียรฟอร์ด (Daphne Hereford) ผู้เป็นหลาน ซึ่งเธอเลี้ยงดูมาตั้งแต่อายุ 5 ขวบ จึงสามารถเรียนรู้และเข้าใจรายละเอียดที่สำคัญต่างๆ ในการประกวดสุนัขตลอดจนเรื่องคุณภาพของสายพันธุ์ได้เป็นอย่างดี

ในขณะที่ เด็กทั่วไปในยุค 1950 – 1960 ยุคต้นๆ รู้จักแต่เรื่องการแข่งกีฬาในโรงเรียน แต่ดาฟเน่ เฮียร์ฟอร์ด ใช้เวลาช่วงสุดสัปดาห์ในการเรียนรู้เรื่องของสุนัข ทั้งในคอก และในงานประกวด เธอได้รับการอบรมสั่งสอน ขัดเกลาเป็นอย่างดีจากแจนเนตเทีย เพื่อความเป็นสุดยอดในวงการสุนัขสายพันธุ์เยอรมันเช็พเพอด


ในยุด 1970 ทั้งสองได้ตั้งบริษัทรักษาความปลอดภัย (Security) Companies) ขึ้นในเมืองฮุสตัน โดยมีหน่วยสุนัขอารักขา อันประกอบด้วยผู้ควบคุม (handler) และสุนัขอารักขา เชื้อสาย ริน ติน ติน เป็นบริษัทรักษาความปลอดภัยเพียงสองแห่ง ที่ดำเนินการโดยสุภาพสตรี และได้รับการจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย จากรัฐเทกซัส โดยตลอดระยะเวลาการดำเนินกิจการ ไม่ปรากฏเหตุการณ์ที่ทำให้ถูกฟ้องร้องหรือเกิดความเสียหายใดๆเลย

แจนเนตเทีย พรอพส์ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 1988 และดาฟเน่ เฮียรฟอร์ด ก็รับมรดกตกทอดสืบต่อมาจนทุกวันนี้ สุนัขที่เพาะพันธุ์สืบสายเลือดจาก ริน ติน ติน อยู่ในเวลานี้ มีรูปร่างลักษณะ สีขน ตลอดจนสติปัญญาความเฉลียวฉลาด เช่นเดียวกับริน ติน ติน 2 และ ริน ติน ติน 4 ไม่ผิดเพี้ยน

แผนการเพาะพันธุ์ของสายเลือด ริน ติน ติน นี้ กล่าวได้ว่าเป็นไป "ภายใต้ความควบคุมอย่างเด็ดขาด" จริงๆ

***สุนัขที่ส่งไปเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงตามบ้าน ต้องทำตามข้อตกลงเรื่องการทำหมัน และงดการผสมพันธุ์ต่อ อย่างเด็ดขาด***

แจนเนเทีย พร้อพส์ เป็นผู้กำหนดข้อตกลงนี้ขึ้น ตามวัตถุประสงค์อันแน่วแน่ ที่จะคงคุณสมบัติอันสมบูรณ์แบบของสายพันธุ์ไว้ให้เป็นเอกลักษณ์ และรักษาชื่อเสียงของตระกูล ริน ติน ติน ไว้ให้ดีที่สุด

ดาฟเน่ เฮียร์ฟอร์ด กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า "เมื่อคุณได้มาถึงจุดสุดยอดในสิ่งที่สำคัญมาก เช่นมรดกตกทอดของ ริน ติน ติน คุณจะต้องรับผิดชอบ ในการดูแลให้สิ่งนั้น ดำรงคงอยู่อย่างดีงามและสมบูรณ์แบบเช่นเดียวกับที่เคยเป็นมาในอดีต ให้สมดังความตั้งใจของผู้ริเริ่ม

การตั้งใจเปลี่ยนแปลง หรือปล่อยปละละเลยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ คุณสมบัติดั้งเดิมของสายเลือด ริน ติน ติน ในแง่ใดก็ตาม ไม่เพียงแต่ ขัดต่อเจตนารมณ์ของคุณย่าเท่านั้น แต่ยังขัดต่อ คุณลี ดันแคนด้วยเช่นกัน

ฉันได้อุทิศทั้งชีวิต ต่อการอนุรักษ์สายพันธุ์นี้ และพูดได้เต็มปากด้วยความภาคภูมิใจว่า สุนัข ริน ติน ติน ที่คุณเห็นทุกวันนี้ คือตัวแทน ของ ริน ติน ติน ที่คุณดันแคน เคยนำเสนอให้เป็นที่รู้จักต่อสาธารณะชนในยุค 1950 อย่างแท้จริง

****แผนการเพาะพันธุ์สุนัขตระกูล ริน ติน ติน วางไว้อย่างระมัดระวังโดย การยึดสายพันธุ์ที่จะนำมาผสมเป็นหลัก (Line breeding) เพื่อความมั่นใจ ว่าคุณสมบัติของสายพันธุ์ จะสืบทอดมายังลูกหลานอย่างแน่นอน****

**การผสมข้ามสายถือเป็นเรื่องจำเป็น ที่จะต้องมีสายเลือดใหม่ของสายพันธุ์ ริน ติน ติน ออกมาบ้าง แต่ทั้งนี้ จะทำก็ต่อเมื่อได้มีการวิจัยอย่างละเอียดละออ พิถีพิถัน และพิจารณาผลที่ได้รับอย่างรอบคอบแล้วเท่านั้น**

*ลูกหลานที่ได้จากการผสมข้ามสายนี้ ก็จะนำกลับไปผสมกับสายริน ติน ติน ดั้งเดิมอีกเสมอ*

ดูเหมือนว่าเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ ริน ติน ติน ได้ถูกฟ้าลิขิตมาตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อให้มรดกทางสายพันธุ์ ได้รับการปกป้องคุ้มครองและสืบทอด โดย ฟ้าได้ลิขิตให้ฉันได้เข้ามาอยู่ในสิ่งแวดล้อมนี้ตั้งแต่อายุเพียง 5 ขวบ เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับงานสำคัญนี้"

ดาฟเน่ เฮียร์ฟอร์ดเล่าต่อถึงเรื่องราวของริน ติน ติน

"บัดนี้ เวลาล่วงมาถึง 47 ปี แล้ว ที่ฉันได้ทำงานเพื่อสายพันธุ์นี้ตลอดมาเป็นเวลายาวนาน มากกว่า ที่คุณดันแคน และคุณย่าของฉันเองได้ทำไว้เสียอีก ฉันมีความรู้ในเรื่องของสายพันธุ์นี้เป็นอย่างดีทุกแง่ทุกมุม และจะสืบทอดการเพาะพันธุ์สุนัขสายนี้ต่อไปไม่หยุดยั้ง คุณย่าและคุณลี ดันแคน ต้องภาคภูมิใจในลูกหลานของริน ติน ติน ในฐานะตัวแทนแห่งเกียรติยศและความเป็นเอกลักษณ์ของสายพันธุ์…………ริน ติน ติน จะยังคงอยู่ตลอดไป (There Will Always Be A Rin Tin Tin) "

สายเลือดของริน ติน ติน ที่เกิดจากการจัดการของดาฟเน่ เฮียร์ฟอร์ด แพร่หลายไปในวงการสุนัขใช้งานหลายแขนง โดยผ่านทาง A R kids Foundation องค์กรซึ่งก่อตั้งขึ้น โดยดาฟเน่ เฮียร์ฟอร์ด เพื่อดำเนินการจัดหาสุนัขช่วยเหลือ สำหรับเด็กพิการทั่วประเทศ โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

ลูกสุนัขสายเลือดริน ติน ติน ส่วนใหญ่ ถูกฝึกและส่งไปเป็นสุนัขช่วยเหลือ (Service Dog) เด็กพิการ ตามรัฐต่างๆ โดยต้องผ่านการทดสอบจิตประสาทหลายขั้นโดยเบธ บาร์คเล่ย์ (Beth Barkley) รองประธานขององค์กรดังกล่าว เธอเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดี ในฐานะผู้ฝึกและผู้ควบคุมสุนัขค้นหาและช่วยชีวิต (Search & Rescue Dog Traineraud handler) จะต้องมีการคัดเลือกสุนัขช่วยเหลือ (Service Dog) ให้เหมาะสมที่สุด กับเด็กที่มันจะต้องไปอยู่ด้วย

หมายเหตุ : ริน ติน ติน ตัวดั้งเดิม (Original Rin Tin Tin) ให้ลูก คือ Junior , และ Rin Tin Tin 3 ส่วนริน ติน ติน 2 และ 4 คือลูกหลานของโอดิน (Odin von Bueseher Sehloss) ริน ติน ติน 2 ถึง 9 สามารถสืบสายพันธุ์ย้อนขึ้นไปถึง Horand von Grafrath(German Shepherd ตัวแรกของโลก)