นครไทย007
[ลูกบ้านSignIn][เจ้าบ้านSignIn]
อำเภอนครไทย
นครไทย ข้อมูลทั่วไป
เมืองนครไทย E-Book
พ่อขุนบางกลางท่าว พระราชประว้ติ
พ่อขุนบางกลางท่าว บทความ
นครไทย เมืองประวัติศาสตร์
ประเพณี ปักธงชัย
นครไทย วัฒนธรรมพื้นบ้าน
ต้น- ดอก จำปาขาว
วัดในอำเภอนครไทย
ภูหินร่องกล้า
เรื่องเล่าของสหาย
รพ.สมเด็จพระยุพราช นครไทย
โรงเรียนในอำเภอนครไทย
บ่อเกลือ 1,000 ปี
แพทย์เคลื่อนที่ RAMA - F
ที่พักเมืองนครไทย และบริการนำเที่ยว
สถานที่สร้างอนุสาวรีย์พ่อขุนบางกลางท่าวแห่งใหม่
รพร นครไทย สัมนาสุขภาพและป้องกันโรค
พิธีบวงสรวงเจ้าแม่ผาประตูเมือง
หน่วยงานในอำเภอนครไทย
อบต ยางโกลน ปลูกป่าชุมชนเฉลิมพระเกียรติ
เที่ยวนครไทย และใกล้เคียง
ตะลุย ภูหินร่องกล้า
ภูทับเบิก
ผู้หญิงเก่ง
รายชื่อ กพสอ นครไทย
ปักธงชัยไหว้พ่อขุนบางกลางท่าว ๒๕๕๓
ไหว้พระเมืองบางยางงานปักธงชัย ๒๕๕๓
ขยะ ปัญหาชุมชนนครไทย VDO
เที่ยว ลาว
ประชาสัมพันธ์ข่าวสาร กิจการ ร้านค้าในพื้นที่ฟรี
แจ้งข่าว แพทย์เคลื่อนที่
VDO แพทย์อาสาฯ
เขาช้างล้วง
เล่าเรื่องเมืองนครไทย
ประชุมสัมมนาการพัฒนาโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชฯ ครั้งที่ 15
ภาพงานประเพณีปักธงชัย 2554
เลี้ยงส่ง นายอำเภอนครไทย
กิจกรรมสมาคมฯประชาสงเคราะห์พิษณุโลก
ซื้อที่ดินมอบให้ รพร นครไทย
นครไทย รวมเรื่องที่เกี่ยวข้อง
กิจกรรมกิ่งกาชาดอำเภอนครไทย
กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ รพร นครไทย
ภาพซ้อม และรับปริญญา สุรเกียรติ อยู่เกตุ
ธ ไทยพาณิชย์สาขานครไทย
จังหวัดพิษณุโลกเคลื่อนที่ อ นครไทย
เปืดโลกการเรียนรู้โรงเรียนนครไทย
กิ่งกาชาดอำเภอนครไทย
งานปักธงชัย 2555 นครไทย
จุดเทียนชัยถวายพระพรฯ อ นครไทย
กีฬาท้องถิ่นฯ นครไทย
พิธีเททองหล่อมงกุฏพระเกษฯ พ่อขุนศรีอินทราทิตย์
วางศิลาฤกษ์และเททองหล่อพระบรมรูปพ่อขุนบางกลางท่าว
กิ่งกาชาดอำเภอนครไทยมอบจักรยาน
ธรรมะออนไลน์
โครงการมอบบ้านแก่ผู้ด้อยโอกาส
พิธีอัญเชิญฯพ่อขุนบางกลางท่าว
ประเพณีปักธงชัย๒๕๕๖
ข้อมูลเก่า
กิ่งกาชาดนครไทยมอบบ้าน
งานประเพณีปักธงชัย ๒๕๕๗
ผู้จัดทำ

ติดต่อเจ้าบ้าน
[133861]


** งานประเพณีปักธงชัย ประจำปี ๒๕๕๗ * วันที่ ๒๘ ตุลาคม ถึง ๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ *** Sanit Nakhonthai

มูลนิธิอาสาอนามัยชนบท ในพระบรมราชูปถัมภ์

<<<<เพื่อนบ้าน>>>>
**เมืองนครไทย** E-Book
Nakhonthailink
Websanom google.com
ฟังวิทยุลูกทุ่ง
97.75 MHz
คลื่นพยาบาลใจ
วิทยุ Nation
F.M.เมืองนอก
เพลงไทยๆ
เพลงสากลเก่าๆ ที่พัก
เพชรรีสอร์ท นครไทย
ไทยรัฐ
สร้างเว็บไซด์

   บันทึกเสี้ยวประวัติศาสตร์หนึ่ง บนฐานที่มั่นภูหินร่องกล้า

ลาก่อนหินร่องกล้า E-Books
http://www.fo3p.net/ebook/goodbye_rk/GoodbyeRongkla.html
บันทึกเสี้ยวประวัติศาสตร์หนึ่ง บนฐานที่มั่นภูหินร่องกล้า ในสถานการณ์ปฏิวัติในอดึต
http://www.fo3p.net/index.php?option=com_content&task=view&id=1618&Itemid=108

14 ตุลา
http://www.14tula.com/

งานเขียนของสหายแห่ง ภูหินร่องกล้า

บันทึกความทรงจำ
จากตำนานการต่อสู้ของประชาชน

ลาก่อน..... หินร่องกล้า

เขียนโดย ทนทาน ลูกหลานไทย

- ๑ -

ก่อนที่รถสองแถว ที่มีคนหนุ่มสาวจากต้นทางกรุงเทพฯ ซึ่งนั่งมาเต็มคันรถจะจอดที่จุดนัดหมาย เพื่อรับคนหนุ่มสาวจากเมืองกรุงเก่าอีกห้าคนตามจุดกำหนดรับที่สามแยกวังน้อย คนหนุ่มร่างสันทัดได้ถอดรหัสของตัวเองเปิดเผยเบื้องลึกเกินกว่าความเป็นเพื่อนผู้ร่วมศึกษาในสถาบันเดียวกันจะเข้าใจถึงความสลับซับซ้อนแห่งขบวนการ

“ นับจากนี้ผมจะติดตามคุณไปในทุกที่” เขากล่าวพร้อมสัมผัสมือผมอย่างแนบแน่นจนสัมผัสถึงความอบอุ่น
“ก่อนจากกัน คุณมีอะไรจะฝากผมไปถึงใครอีกบ้าง”
“ไม่มี” ผมตอบเขาไปแบบไม่ทันเตรียมความคิด แต่เมื่อทบทวนดูคำตอบแล้วคิดว่าขาดทุนแน่จึงต่อประโยคสุดท้ายก่อนจากลา
“ฝากอิ่งด้วย” ผมหมายถึงเพื่อนผมคนหนึ่ง
“ตกลง” เป็นคำตอบที่ทำให้ผมมั่นใจถึงความจริงใจ

๑๗.๒๐ น. ของวันที่ ๑๔ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๒๐ รถปิคอัพสองแถวที่มีคนหนามสาวจากต้นทางนั่งมาเต็มที่นั่งทั้งสองด้าน ค่อยๆชะลอความเร็วและจอดนิ่ง คนหนุ่มที่สัมผัสมือกับผมเมื่อครู่ เดินไปสัมผัสมือกับผู้หญิงหน้าสวยที่นั่งคู่กับคนขับตอนหน้าและพูดคุยบางประโยคต่อกันก่อนที่จะเดินกลับเข้าไปในร้านอาหารที่พวกเราทั้งห้าคนนั่งรออยู่

“เที่ยวเมล์มาแล้วพงวกคุณไปเถิด พบกันอีกครั้งในวันฉลองชัยของประชาชน” เขาเข้าไปจับมือกับสมาชิกทุกคน หลังจากเอ่ยคำลา
“ติดต่อกับผมได้ในรหัส สหายชื่น”

ผมตะลึงในประโยคก่อนจาก เพื่อนเรา...คอม... ผมคลุกคลีอยู่กับคอมมิวนิสต์รูปหล่อ ผู้มีตำแหน่งครูประชาบาลคนนี้มาไม่ต่ำกว่าห้าเดือน ห้าเดือนแห่งภารกิจที่เขาบอกผมว่า “คุณต้องเตรียมความคิดและดัดแปลงหล่อหลอมตนเอง เพื่อมุ่งสู่ภารกิจอันยิ่งใหญ่ของมวลมนุษย์ชาติ นั่นคือ การเข้าร่วมการปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพ”

เราทั้งห้าประกอบไปด้วย หนุ่มสองและสามสาวในวัยอันไล่เลี่ยกัน สำหรับผมดูอาวุโสกว่าพวกเขาไม่ต่ำกว่าสองหรือสามปี

ที่นั่งตอนกลางแถวยาวถูกขยับขยาย เพื่อรองรับสมาชิกใหม่ รถสองแถวเคลื่อนตัวออกด้วยความนิ่มนวลโดยลักษณะของมืออาชีพ ผมหันไปโบกมือให้เพื่อนรัก

“ลาก่อน เพื่อพบกันใหม่ สหายชื่น” นอกจากคนห้าคนซึ่งเพิ่งเป็นผู้โดยสารใหม่ ผมไม่รู้จักใครอีกเลย “ ไปไหนกันหว่า” ผมคิดในใจ รถจะไปไหน คนเหล่านี้เป็นใครผมไม่อาจคาดเดาได้ ทำดีที่สุด คือ เงียบ และแอบลอบดูผู้โดยสารเก่าทั้งสองแถวแบบไม่ประจันหน้า เพียงทะลุผ่านสู่ทุ่งด้านข้างก็พอสังเกตเห็นได้ว่าผู้โดยสารหนุ่มสาวมีอาการคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี แบ่งของกินและกระเซ้าเย้าแหย่ซึ่งกันและกัน พวกเขาเหมารถไปเที่ยวกันหรือเปล่า มีเด็กเล็กชายหญิงอีกคู่หนึ่งรุ่นราวคราวเดียวกันนั่งสงบอยู่ด้านใน ไม่นานกลิ่นบุหรี่โชยเข้าจมูก ผมหันไปดู ชายลักษณะขรึมอัดบุหรี่เข้าปอดและพ่นระบายออกมาแบบคนกันเอง แรงลมที่ปะทะกับความเร็วของรถสองแถว สลายควันสีเทาอย่างรวดเร็ว สิ่งที่พอจะรับรู้ได้ว่าเป็นยากาแรตอย่างดี คือกลิ่นรัญจวน คอยาเช่นผมได้แต่โทษตัวเอง “อยากไม่ซื้อติดมาซักซอง” และถามตัวเองอยู่ในใจ

“ กล้าไหมล่ะ? ขอเขาสักมวน เขาคงไม่หวง ก็คุ้นๆหน้ากันอยู่นี่นา ถึงจะไม่รู้จัก” มันเป็นอุปนิสัยส่วนตัวของผมที่ดีแต่ท้าตัวเองให้ทำในสิ่งที่ใจต้องการ “ซึ่งส่วนใหญ่มักจะประสบความสำเร็จ”

รถสองแถวคันเดิมวิ่งวนอยู่ในตัวเมืองสระบุรีอยู่หลายรอบ ที่สังเกตได้เนื่องจากมันผ่านโรงแรมเกียวอันอยู่หลายเที่ยว “ จะรับใครอีกหว่า?” ถ้ามีผู้โดยสารขึ้นมาอีก เอาเถอะ จะเสียสละตักให้นั่ง ก็มันแน่นจนเข่าเกยกันอย่างนี้ถ้าจะเสียสละกันจริงๆก็คงจะต้องขอลงที่สระบุรีเป็นแน่ โธ่..วันที่รอคอย ขออย่าให้เป็นเช่นนั้นเลย

สาวสวยกับรถเก๋งคันงามมีผู้โดยสารนั่งมาอย่างน้อย ๓ คน คนขับตามมาอย่างไม่ยอมทิ้งระยะ กระพริบไฟสูง-ต่ำสลับกับไฟฉุกเฉิน “เอ่ยทักเราหรือเปล่าหว่า?” ลองจ้องดูไม่ใช่ ไม่รู้จัก ไม่ใช่ญาติเราแน่ สวยเกินกว่าจะเป็นญาติเรา ญาติเราคงยังไม่มีใครมีรถเก๋งโก้หรูอย่างนี้ รถกระพริบไฟเลี้ยวขวาบ่งบอกสัญญาณแซงผู้ขับ ขับอย่างปราดเปรียวตีคู่อย่างมั่นใจ ส่งสัญญาณด้วยการบีบแตร เป็นจังหวะผิดสังเกต ด้วยสัญญาณเสียงที่ไพเราะสมราคารถ

รถสองแถวชะลอความเร็ว ไฟเลี้ยวซ้ายกระพริบ และสาวเจ้าคงจะลำพองใจที่ได้ตำแหน่งผู้ชนะในการแซงรถสองแถว คนขับรถสองแถวยอมศิโรราบให้รถเก๋งคันงามแล้วขับตามเจ้าหล่อนไป สูญเสียความเพลิดเพลินกับหน้างามงาม และบุคลิกนางเอกของเจ้าหล่อน รถสองแถวขับตามกันไปอีกนานเท่านาน คอของผมคงจะเบื่อกับการตั้งเฉยอยู่บนบ่า มันเริ่มพับซ้าย-พับขวา-พับหน้า-พับหลัง ทั้งๆที่รู้ว่ามันเสียการทรงตัวแต่ก็บังคับมันไม่อยู่ กระแสลมที่ทะลุทะลวงมาจากช่องด้านหน้ารถได้จังหวะช่วงชิง พัดน้ำลายที่ไหลยืดออกทางมุมปาก ก่อนภวังค์แห่งสติจะยกมือขึ้นปาดทันด้วยความเคอะเขิน ต่อแม่สาววัยอ่อนที่ยังคงร่าเริงประดุจดัง นกที่ถลาลอย รื่นรมย์ อย่างมีเสรี...

ผมได้อยู่กับแม่ตั้งแต่สายของวันนี้ แม่ของผมก็คงไม่ต่างจากแม่ของผู้คนในประเทศนี้ ในความเป็นแม่ คุ้นเคยกับอาหารทุกมื้อที่แม่ทำให้ลูกอิ่มอร่อยถูกปาก เข้าใจในความเป็นลูกของแม่ ง่วงจากการสังสรรค์มาแต่เมื่อคืนก่อนทิ้งตัวลงบนที่นอนของแม่ แม่โยนหมอนใบใหม่ที่เพิ่งยักนุ่นจนอูมน่ากอด กอดหมอนใบนุ่มที่แม่อัดใยยัดและเย็บอย่างอบอุ่นจนหลับไป ก่อนจะตื่นตามเวลาที่สั่งปลุก คือ ๑๕.๓๐ น.

คงไม่มีสิ่งอื่นใดมายับยั้งความตั้งใจที่จะต้องลุกขึ้นในเวลาที่กำหนด นัดหมายคืบคลานเข้ามาแล้ว นัดหมายกับชายคนหนึ่งที่ไม่เคยพลาดแม้แต่ครั้งเดียว การนัดหมายครั้งนี้แม้แต่ตัวเองยังไม่สามารถหยั่งได้ถึงเหตุการณ์ที่จะพบเห็น วิถีชีวิตที่จะผ่านพบต่อไปในภายภาคหน้า มันเป็นวิถีที่ผิดปุถุชนคนสามัญ หากแต่ว่าวินาทีแห่งรอยต่อและทางแยกของชีวิตถูกกำหนดไว้ด้วยสามัญชนสองคนที่กำหนดนัดหมายกันไว้ล่วงหน้าแล้ว

ผมตื่นขึ้นมา เสียดายที่ไม่มีโอกาสได้พบแม่อีกครั้ง กดปุ่มนาฬิกาปลุกที่ส่งเสียงก้องกังวานสนั่นห้อง แม่คงจะตั้งเวลาเอาไว้ ก่อนออกไปทำธุระนอกบ้าน เสียดายที่น่าจะมีมืออันอบอุ่น มาเขย่าเบาๆเหมือนทุกครั้ง

ผมล้วงซองปืนที่ห่อหุ้มเจ้าบาเรตต้า .๓๒ ที่ซ่อนอยู่หน้าท้องด้านขวาออกมากระชาก ลำเลื่อน คายกระสุนออกทีละนัด รวมทั้งที่บรรจุอยู่ในลำเพลิง รวมทั้งหมด เก้านัด ก่อนที่จะชโลมน้ำมันปืนเข้าไปในหลืบและกลไกของมัน ชักลำเลื่อนให้มันคล่องตัว ก่อนที่จะบรรจุกระสุนลงไปในแมกกาซีนเต็มจำนวน ๘ นัด ยัดซองกระสุนเข้าประจำที่ของมัน เช็ดชโลมน้ำมัน และซุกมันไว้ในซองหนัง วางมันไว้ใต้หมอนที่หนุนนอนอย่างอบอุ่น ก้มลงกราบขอคุณพระรัตนตรัยช่วยคุ้มครองแม่ของลูกด้วย เหลือกระสุนอีกนัดยังไม่เคนสร้างบาปเป็นเครื่องสักการะ แล้วบรรจงวางไว้บนหิ้งพระเหนือหัวนอน มันเป็นของขวัญจากพี่ชายคนเดียวของผมพร้อมกับเหตุผลที่มอบให้ว่า “ แกจะได้ไม่ต้องไปชิงปืนตำรวจเหมือนเมื่อคราว ๑๔ ตุลาคม” ซึ่งในครั้งนั้น หลังจากนักศึกษาประชาชนได้รับชัยชนะ ขับไล่ทรราชไปพ้นแผ่นดินพ่อของผมเป็นคนพาผมนำปืนรีวอลเวอร์ไปมอบคืนโดยผมไม่มีความผิด หากแต่ได้รับคำชมจากเจ้าหน้าที่ตำรวจคนนั้น “ ไอ้หนู เอ็งแน่มาก ขอบใจที่เอ็งไม่ทำให้ข้าติดคุก” ผมกราบที่หมอน ลาพ่อและแม่เป็นครั้งสุดท้าย

ผมยัดสัมภาระที่จำเป็นจำนวนไม่มากนักลงถุงทะเลบลูยีนส์ ที่พี่ชายนำมามอบให้บอกว่าเป็นของฝากจากญี่ปุ่นที่เพื่อนซื้อมาฝาก ภายหลังกลับจากดูงานการผลิตยางรถยนต์ที่บริษัทที่ทำงานส่งไปก่อนที่จะรวบปากถุง

ผมคว้าเคียวลงไปเกี่ยวหญ้าข้างบ้านที่จริงแล้วมันเป็นภาระหน้าที่หลังจากเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๑๙ ผมสิ้นหวัง ไม่อาจเรียน ไม่อาจทำงาน ซึมเศร้า กับภาพสยดสยองที่เห็นต่อหน้า ขณะที่จับรถไฟเที่ยวเช้าตรู่มุ่งหน้าสู่ธรรมศาสตร์แต่มิอาจเข้าไปในนั้นได้ เพราะภาพการปิดล้อมด้วยกองกำลังปฏิกิริยาและกองกำลังติดอาวุธของเจ้าหน้าที่ มันไม่ต่างจากสงครามที่มีการทารุณกรรม เชลยศึกอย่างไรมนุษยธรรม ผมหน้ามืด วิงเวียน พยายามประคองสติและอาเจียนออกมาโดยปราศจากอาหารในกระเพาะ เมื่อพบเห็นการเผากลุ่มคนที่ถูกลากมากจากรั้วธรรมศาสตร์ กลางถนนราชดำเนิน ต่อหน้าพระแม่ธรณี และพระแก้วมรกต

พ่อคนเดียวเท่านั้นที่เป็นผู้เยียวยาอาการเสียสติของผม ขณะที่ผมเอ่ยปากของให้พ่อซื้อวัวไว้สักคู่หนึ่ง พ่อซึ่งมีความเข้าใจต่อลูกคนนี้และในเย็นวันนั้นพ่อนำกล่องกระดาษเจาะรูมายื่นให้แล้วบอกว่า “จงเลี้ยงดูมันให้ดี” ผมเปิดกล่องพร้อมกับอุ้มกระต่ายแต้มขาวสลับดำสองตัว พร้อมอุทาน “อ้าว ไม่ใช่วัวรึพ่อ”

“ มันก็กินหญ้าเหมือนวัวนั่นแหล่ะ” พ่อพยายามอธิบาย ผมยกมือไหว้ “ ขอบคุณครับพ่อ” ดูมันไม่มีข้อแตกต่างจากวัวเท่าใดนัก นอกเสียจากขนาด สองพ่อลูกมักเห็นด้วยกับสิ่งหรือทัศนะของแต่ละฝ่ายตลอดมา อันที่จริงพ่อคิดได้แหลมคมกว่า ฐานะของพ่อยังไม่อาจซื้อวัวราคาหลายพันบาทได้ แต่กระต่างสองตัวก็ตอบแทนน้ำใจของผู้มอบให้ได้เป็นอย่างดี รอบๆบ้านเช่าของเรา มีหญ้าขนปกคลุมไปตลอดไม่ต้องลงทุนและสิ้นเปลืองแรงในการเลี้ยงดู

เราทั้งสองช่วยกันต่อกรง มันเป็นความผูกพันอย่างปกติมาเนิ่นนาน อย่างน้อยที่สุด เจ้ากระต่ายน้อยคู่นี้ ก็คือ สื่อนำให้ผมได้พบกับอีกหลายสิ่งที่ไม่อาจลืมเลือนได้เลย ชั่วชีวิต

สายวันหนึ่ง มันเป็นภาระหน้าที่เสียแล้วที่จะเหน็บเคียวขัดหลังเพื่อเกี่ยวยอดหญ้าขนใบอ่อน ณ ริมทางรถไฟนั้น เสียงรถไฟเปิดหวูดค่อยๆเคลื่อนตัวออกจากสถานีผ่านสะพานดำ ข้ามคลองเล็กๆทำให้เกิดความถี่ของเสียงในระดับก้องกังวาน เมื่อเงยหน้าพลันขณะรถไฟผ่าน ชายหนุ่มผู้คุ้นหน้าเกาะราวบันไดเพื่อชมทิวทัศน์ข้างทางเหมือนดังวันหนึ่งที่เฝ้ารอคอย

“เฮ้ย...ผมอยู่นี่” ผมตะโกนก้องสุดเสียง ชายหนุ่มร่างสันทัดหันมาตามเสียงตะโกน แข่งกับเสียงบดขยี้กระแทกกระทั้นของล้อรถและเหล็กรางรถไฟ “ผมจะรอคุณอยู่ที่นี่ กลับมาหาผม” ไม่นานนักเมื่อมีรถไฟเที่ยวขึ้นสวนกลับมา ผมก็ได้พบกับจอมอหังการของมนุษยชาติ เขาคนนั้นคือคนที่ผมได้รู้จักนอกเหนือนามจริงในอีกหลายเดือนต่อมา ดังที่เขาบอกกล่าว “รหัสของผม...สหายชื่น”

ก่อนที่ผมจะรวบปากถุงทะเลและตวัดมันไว้ด้านหลัง ผมก็มีหญ้าขนอ่อนฟ่อนใหญ่ให้กระต่ายคู่นั้น รวมทั้งลูกน้อยของมันที่เลี้ยงรอดมาได้อีก ๖ ตัว ลาก่อนเจ้ากระต่ายน้อย ถ้าไม่มีเจ้า ก็คงจะไม่มีเรื่องราวการผจญภัยที่ยิ่งใหญ่ของสามัญชนคนเดินดินเช่นผม


พี่
ดูเหมือนรถใช้เวลาแล่นนานแสนนาน ผ่านรัตติกาลที่มืดมิด นานๆจะมีรถแซงหรือสวนสักคัน ผู้โดยสารบางคนเริ่มซบซึ่งกันและกันอย่างน่าอิจฉา พวกเขาอาศัยพึ่งพากันอย่างเป็นกันเอง อาศัยไฟส่องสว่างของรถที่ตามมาในบางขณะ รู้สึกว่าพวกเขาคงใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในร่มตึก เพราะผิวขาวเกินกว่าผู้คนอย่างเราที่มักโดนแดดอย่างสม่ำเสมอ ใบหน้าพวกเขาดูอ่อนเยาว์ เกินจะคาดเดาได้ว่า เขาเหล่านั้นจะมีเป้าหมายเดินทางร่วมกับคณะของเรา จะมีเพียงบางคนเท่านั้นที่ไฟส่องกระทบแลเห็นเพียงเงาดำๆ

คอที่อ่อน อ่อน พับ พับ ของผมคงถูกความง่วงบริหารจนได้ที่ บัดนี้มันกลับแข็งแรงและทรงตัวตามปรกติ สายตาเฝ้าสังเกตและสอดส่องครุ่นคิดคำนึง นาฬิกาข้อมือบอกเวลา ๐๑.๑๕ น. ผ่านวันเก่าไปแล้ว หกถึงเจ็ดชั่วโมง รถวิ่งไปเรื่อยๆ พักเติมน้ำมันและให้ผู้โดยสารทั้งหมดเข้าห้องน้ำเพียงครั้งเดียว

“แล้วมันถึงไหนกันแล้วนี่ ไกลขนาดนี้น่าจะเป็นชายแดนที่ไหนสักแห่ง” ผมคาดเดาสถานการณ์ ท่ามกลางความมืดมิดแห่งห้วงเวลา

รถสองแถวชะลอความเร็ว และใช้ความเร็วคงที่ ลดต่ำลงจนสังเกตได้ชัด รถเก๋งคันเดิมที่เห็นที่สระบุรี ให้สัญญาณไฟและเร่งแซงหน้าไปอย่างรวดเร็ว เส้นทางสายนี้เปลี่ยวมาก แม้จะเป็นทางหลวงเส้นใหญ่มีป่าละเมาะข้างทาง ไม่เห็นรถแซงหรือสวนกลับนานแล้วนอกเสียจากคันที่เพิ่งแซงขึ้นหน้าไปเมื่อสักครู่ และชั่วระยะเวลาหนึ่งไม่นานนัก ดูเหมือนรถคันที่แซงไปชะลอความเร็วแล้วเปิดสัญญาณไฟเลี้ยวซ้าย นำพารถสองแถวขับมุดลงไปตามเส้นทางเล็กๆซึ่งแยกหลบเข้ามาไม่เกิน ๓๐ เมตร แสงไฟถูกปิดพร้อมกับเสียงเครื่องยนต์ดับ สักครู่ ผมได้ยินเสียงสุภาพสตรีพูดเบาๆท้ายรถ

“ถึงที่หมายแล้วค่ะ ขอเชิญทุกคนลงได้ โชคดีนะคะ”

ผมก็ยังคิดไปว่า เจ้าของเสียงใสคนนี้เคลื่อนตัวออกมาจากทิศทางใด ผมกระโดดลงมาก่อนเพราะนั่งขวางทางเขาอยู่ทางตอนท้ายรถ ผมคล้องสายสะพายถุงทะเลน้ำหนักเบาเฉียงไหล่ ดูหลายคนเพิ่งตื่น ท้องฟ้ามองเห็นดาวนับล้านดวงอย่างชัดเจน ห่างจากจุดนี้ไม่เกินสิบกิโล คาดว่าคงเป็นเมืองเพราะมีลำแสงเรืองรองของเมืองปรากฏ ตัดกับความมืดสลัว ของม่านฟ้า

แสงไฟฉายหลายดวงเริ่มส่องปรากฏภาพระยิบระยับ มีรถสองแถวทึบๆอีกคันจอดอยู่ด้านหน้า รถเก๋งของสาวหน้าแฉล้มจอดอยู่ถัดมา ต่อด้วยพาหนะของพวกเราจอดสงบนิ่งอยู่ริมป่า

ครั้งแรกของชีวิตผมที่พบทหารป่า ทหารป่าจริงๆเพราะแต่ละคนมีปืนหลากชนิด พร้อมเครื่องสนามทะมัดทะแมงจำนวนหลายคน มีทั้งผู้ชายและผู้หญิง บางคนใส่หมวกติดดาวสีแดง บางคนก็ไม่ได้ใส่ แสงไฟฉายของทหารแต่ละคนสาดส่องอยู่บนเวทีป่าทำให้ได้เห็นภาพการปฏิบัติงานของพวกเขา บางคนขนของจากรถบรรทุกคันหน้าทะยอยลงข้างทางไม่เว้นแม้แต่สัมภาระของผู้โดยสารที่ติดอยู่ในมือของแต่ละคน ถูกแย่งไปโดยความยินยอมของเจ้าของ เว้นแต่ของผมเท่านั้นที่มันถูกสะพายเฉียงอย่างรัดกุมจนมิอาจดึงให้หลุดได้ ผมสังเกตเห็นทหารสี่คนเดินออกไปที่ปากทาง บนบ่าของคนสองในสี่นั้นประทับเครื่องยิงจรวดคนละกระบอก ที่ปากกระบอกของมันมีลูกคล้ายหัวปลียัดอยู่ จนบัดนี้ผมก็ยังไม่สามารถวิเคราะห์ลงไปได้ว่า จุดนี้ คือที่ไหน ได้ยินเสียงของผู้คนส่งภาษาที่ไม่คุ้นหู สั้นๆและรวดเร็ว ส่วนผมถูกจูงไปรวมกัน ณ ที่โล่งข้างทาง ละทิ้งนักขับรถสาวในชุดทะมัดทะแมง ยืนพิงท้ายรถเก๋งคู่ใจ ไว้เบื้องหลัง

รูปขบวนถูกจัดโดยทหารป่าไทย เพราะมิตรภาพอบอุ่นที่เขาเข้ามาทักและสัมผัสมือบ่งบอกถึงเชื้อชาติและสัญชาติไทยอย่างชัดเจน


“สวัสดีครับสหายทุกคนทุกท่าน ยินดีต้อนรับสู่เขตจรยุทธ”

สายตาผมเริ่มคุ้นเคยกับความมืด พอมองเห็นเค้าทะมึนเป็นรูปร่างได้ในระยะใกล้ หัวใจอยากรู้ปากอยากเอ่ยถามแต่ดูเหมือนไม่มีโอกาสเลย ขบวนแถวมุ่งหน้าตามดาวเหนือค่อนไปทางทิศตะวันตก ขบวนของพวกเราถูกคั่นด้วยทหารที่สะพายสัมภาระห่อใหญ่ไว้ที่แผ่นหลังเดินไปบนคันนาอย่างเป็นระเบียบไม่มีเสียงพูดคุยนอกจากเสียงแมลงและสัตว์อยู่รูบางชนิด ในบางครั้งได้ยินเสียงหายใจของของตัวเอง และแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของใครบางคน

ขบวนถูกกำหนดให้พักเป็นระยะๆ ทหารยื่นน้ำในกระติกของเขาส่งให้พวกเราดื่ม การเดินทางเป็นอย่างนี้ไม่ต่ำกว่าสามสี่ชั่วโมง จนเกือบค่อนรุ่ง หนทางเริ่มสูงชันขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเริ่มรู้สึกว่าเรี่ยวแรงเริ่มหมดก็เมื่อพ้นไหล่ทาง สู่พื้นที่ราบกว้าง ขบวนพักอยู่บนจุดนี้นานจนแทบม่อยหลับ

รุ่งอรุณของวันใหม่ค่อยๆไล่ปฐมรัตติกาลของพงไพร ฉากใหม่ถูกฉาบด้วยสีเขียว ภาพทหารเมื่อคืนนี้ชัดเจนยิ่งขึ้น เครื่องแบบของพวกเขาดูเก่าและถูกปะตามแนวผ้าที่ถูกเสียดสี รองเท้าของพวกเขาดูทะมัดทะแมง มันทำมาจากยางรถยนต์รัดถึงข้อเท้า บ้างก็เป็นรองเท้าพลาสติกทรงเดียวกัน ที่ปลายขากางเกงมีเชือกรูดให้กระชับข้อเท้า ผมมารู้ต่อมาอีกหลายเดือนว่ามันคือเทคนิคป้องกันสัตว์ เช่น ทาก หรือแมลงมีพิษ หรือแม้แต่บังคับไม่ให้ปลายขากางเกงเป็นที่เกะกะเกี่ยวตอไม้สะดุดล้มลง พวกเขาเดินแจกจ่ายข้างหลามที่เตรียมมาให้พวกเรา พร้อมหมูทอดวางลงบนใบตอง ใกล้ๆที่เราพัก มีรางน้ำใสไหลแรงต่อมาจากตาน้ำที่อยู่เหนือขึ้นไป ทหารหลายคนตัดกระบอกไม้ไผ่ข้างทางรองน้ำใสนั้นให้พวกเราซดดื่มกลั้วคอ พร้อมทั้งเอากระติกน้ำที่คาดไว้ที่เอวรองจนเต็ม เขาล้างหน้าล้างตากันตรงนั้น พวกเราก็เช่นกัน

มันเป็นอาหารป่าของแท้มื้อแรกที่ทำให้ชีวิตมีเรี่ยวแรง มีความหวัง มีพลัง มีความเชื่อมั่น ...

กลิ่นยากาแรตโชยมาทำให้ต้องหันกลับไปมองผู้ชายกับผู้หญิงผู้สุงวัยที่สุดในกลุ่มช่วยกันพ่นควันประดุจกลุ่มหมอกจางๆ คราวนี้ผมมองเห็นใบหน้าของเขาอย่างชัดเจน เขาทั้งสองยิ้มให้ผม พร้อมกับยื่นซองบุหรี่มาให้ ผมรับไว้หนึ่งมวนพร้อมกล่าวคำขอบคุณและถือวิสาสะต่อไฟจากเขาตามธรรมเนียม จำหน้าเขาได้ตามเวทีอภิปรายทางการเมือง เคยเห็นรูปเขาตามคอลัมน์หนังสือพิมพ์ที่เขาเขียน ชายคนนี้คือหนึ่งในจำนวนบุคคลผู้มีชื่อเสียงของยุคสมัย และนับต่อไปอีกหลายวันที่ผมได้ร่วมชบวนเดินมาราธอนไปกับเขาอย่างกระชั้นชิด

ทหารป่าไทยคนเดิม กล่าวต้อนรับและชี้แจงอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก เขาบอกว่าที่ที่พวกเราพักอยู่ขณะนี้เป็นเขตจรยุทธ ที่ค่อนข้างมั่นใจในความปลอดภัย เพราะมีผู้ปฏิบัติงานประจำเขตเกาะติดทำงานทางด้านการทหาร และกุมสภาพมวลชน และพวกเราจะต้องเดินทางต่อไปอีกประมาณสองชั่วโมงจึงจะเข้าเขตฐานที่มั่นเขาค้อ

ความอึดอัดต่างๆได้หายไปสิ้น เมื่อรู้ว่าตัวเองยังคงป้วนเปี้ยนอยู่แถวเพชรบูรณ์ สวิสเซอร์แลนด์ดีดีนี่เอง เปล่าหรอกที่เปรียบเทียบน่ะ ผมก็ยังไม่เคยไป แต่เคยอ่านตำนานที่กล่าวขาน สมัยที่จอมเผด็จการคิดจะย้ายเมืองมาอยู่แถวนี้

ขบวนแถวย่างเยื้องไปอย่างเชื่องช้า เนื่องด้วยพลพรรคใหม่ทั้ง ๒๓ คน ชักเดินแถวเหมือนขบวนปู ขาของบางคนเริ่มถ่าง ทหารป่าตัดไม้รวกข้างทางแจกเป็นอภินันทนาการกับคนบางคนเป็นขาที่สาม ด้วยระยะทางที่ผ่านไปไม่ได้วัดด้วยสายไมล์ของรถยนต์ หากแต่วัดด้วยรอบของนาฬิกาบนข้อมือ ผมเริ่มเดินเลียนแบบคนบางคน รู้สึกมันเป็นอัตโนมัติ เพราะกางเกงบลูยีนส์ เริ่มเสียดสีกับต้นขา ยิ่งนานก็ยิ่งอยากจะถ่างออกไปเรื่อยๆ คิดในใจเป็นคาถาอย่างเดียวว่า ทน ทน ทน เอาหน่อย ลูกผู้ชาย ...

เสียงปรบมือข้างหน้าเป็นจังหวะแว่วมาแต่ไกล ชัดเจนขึ้นจนได้ยินเสียงร้องเพลงของกลุ่มนักร้องผสมเสียง ฟังดูคึกคักและมีกำลังใจ ผู้มาต้อนรับมีมากกว่าผู้มาเยือน มีทั้งคนไทยและคนม้ง ตั้งแถวต้อนรับและจับมือกันไปโดยทั่วหน้า อบอุ่นและปลื้มปิติ นักศึกษาหญิงคนหนึ่งสัมผัสมือด้วยสีหน้ารื่นเริง พร้อมกล่าวคำทัก

“ สวัสดีค่ะ สหายชื่ออะไรคะ”
“ ทนครับ “ ผมตอบได้ในทันที ก่อนละมือไปสัมผัสกับอีกคนหนึ่งถัดไป ใบหน้าอ่อนโยน เปี่ยมสุขนิยมไม่แพ้กัน
“ธนบุรี หรือคะ” คนถัดมาถามต่อ ผมยิ้มสั้นๆให้เธอพร้อมกับคำตอบที่ไม่ได้ยาวไปกว่ารอยยิ้ม
“ทนทานครับ” เกือบจะเดินไม่ไหวอยู่แล้วสหาย ทำไมขบวนต้อนรับยาวจัง ผมคิดในใจ เมื่อเสร็จพิธี ต้องหาทางเปลี่ยนกางเกงให้ได้ เพราะไอ้ตัวที่ใส่ขณะนี้ มันเริ่มทำตัวเป็นศัตรูกับขาอ่อนของผมจนรู้สึกได้ชัด



ผมทราบภายหลังว่า บรรดาเพื่อนนักศึกษาที่พากันยกขบวนไปต้อนรับเราผู้มาใหม่ต้องเดินทางเป็นระยะทางกว่าหนึ่งชั่วโมง ด้วยความเร่าร้อนที่จะพบกับพวกเรา จริงๆแล้วคงไม่มีอะไรน่ายินดีไปกว่านี้ ในสถานการณ์เช่นนั้น เพราะสิ่งเดียวที่ต้องการคือ ขวัญและกำลังใจ มันเป็นคุณค่าที่สูงส่งเหนือสิ่งสัมพันธ์อื่นใดเพราะโดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่เคยรู้จักพวกเขามาก่อนเลย ชะตากรรมของพวกเขา ถูกลิขิตโดยระบบการปกครองและนโยบายของรัฐบาลในขณะนั้น พวกเขามีทางเลือกอยู่เพียงสองทาง คือ อยู่อย่างยอมจำนนศิโรราบ หรือทารุณกรรม ซึ่งรัฐทำการปราบปรามเพื่อสั่งสอนให้เข็ดหลาบ แต่อีกเพียงหนทางเดียวเท่านั้นที่พวกเขาตัดสินใจเลือก คือเผชิญหน้ากับความปวดร้าว ขมขื่น กับการสูญเสียที่เพิ่งผ่านพ้นไป พวกเขาเลือกที่จะประกาศสงครามต่อสู้กับอำนาจทมิฬ ที่หมิ่นหยามความคิดและอุดมการณ์ ของพวกเขา ที่มีต่อแผ่นดินเกิด เทิดทูนสิทธิเสรีภาพ ปรารถนาสร้างประเทศเป็นประชาธิปไตย สมานฉันท์บนพื้นฐานของความเสมอภาค เสมอนานาอารยะประเทศ คัดค้านอิทธิพลของต่างชาติ ดังที่ผมเข้าใจ และด้วยเหตุผลนี้แหละที่ทำให้พวกผมได้มาพบกับพวกเขา พวกเขาเรียกภาวะกาลที่เกิดขึ้นนี้ว่า “สถานการณ์สู้รบ ที่ปฏิวัติ”

พวกเราถูกจัดให้พักอยู่ที่โรงเรียนการเมืองการทหารเขต ๑๕ บนฐานที่มั่นเขาค้อ ที่โรงครัวคึกคัก มีการเตรียมอาหารต้อนรับ ด้วยการล้มหมูเป็นอาหาร จัดเลี้ยงต้อนรับเราในมื้อเย็นและเตรียมส่วนหนึ่งเป็นเสบียงสำหรับการเดืนทาง

ผมได้พบเพื่อนร่วมเดินทาง ผู้ชายหลายคนที่ห้วยข้างโรงเรียนการเมือง บางคนทำท่าขยะแขยงต่อลำน้ำในห้วยที่รินไหล ใสแจ๋ว แต่เย็นเจี๊ยบจับขั้วหัวใจ ถ้าไม่มีคราบไคลที่เหนอะหนะจากการเดินทาง สำหรับผมก็คงจะปฏิเสธน้ำใสนั้นเช่นกัน พวกเราทำความรู้จักกันที่นั่น ที่ที่ผมได้รู้จักกับ สหายขจร สหายโจ สหายกุหลาบ สหายยอด สหายมานะ สหายอ๊อด สหายสำเร็จ ฯลฯ

เอาล่ะ สหายก็สหาย ที่จริงเป็นคำนำหน้านามหรือสรรพนามที่ไม่ค่อยคุ้นหู และภาพลักษณ์ที่ติดลบมาแต่อดีต
สหายกุหลาบบอกว่า
“ คืนนี้ให้พวกเราเตรียมการแสดงหนึ่งชุด”

เราจึงปรึกษากันว่าจะแสดงอะไร หลังจากเสร็จภารกิจที่ห้วยแล้วจะได้รวมตัวกันปรึกษากับกลุ่มผู้หญิงอีก

สหายกุหลาบกับสหายขจรดูจะเป็นผู้ที่รู้จักกลุ่มนักศึกษาที่ขึ้นมาก่อนด้วยท่วงท่าที่คุ้นเคยและเป็นกันเอง สหายขจรนั้นหัวเราะเสียงดังดูไม่เครียด จนจะพาลขำไปกับเสียงหัวเราะของเขาแทบทุกครั้งไป สหายกุหลาบนั้นดูล้ำลึก สุขุม และเยือกเย็น

พวกเขาที่ขึ้นมารุ่นก่อนมีสิ่งน่าสังเกตอยู่ประการหนึ่ง นั่นก็คือ กางเกงขายาวของพวกเขาที่หลายคนทั้งหญิงและชายมีการเสริมด้วยผ้าเป็นแถบยาว ระหว่างตะเข็บขาด้านข้างทั้งสองมองดูเหมือนคนเก็บตั๋วที่โรงหนัง ก็ดูเก๋ไปอีกแบบ ผมว่าถ้าไม่อ้วนขึ้น ก็คงโดนกางเกงกัดต้นขา เหมือนที่ผมลิ้มรสชาติอยู่ขณะนี้มันอาจจะเป็นเหตุเป็นผลที่ถูกต้องก็ได้ มนุษย์ย่อมมีสติปัญญาในการสรุปการเรียนรู้เพื่อแก้ไขสถานการณ์

การเตรียมการแสดงทำให้เรารู้จักกัน ไปไปมามาก็คุ้นเคยกันอย่างรวดเร็ว เพราะความรู้สึกเป็นไปในทิศทางเดียวกัน พวกเราตกลงจัดการแสดงหนึ่งชุด

“หนี้เลือด ๖ ตุลา จักต้องได้รับการชดใช้”
บทและตัวแสดงถูกกำหนดกันสดๆอย่างไรเสียทุกคนก็ต้องมีส่วนร่วมในการแสดง สหายขจรเขามีเหตุผล
“ด้วยจิตใจรับใช้สหายอย่างสุดจิตสุดใจ”
ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีใครกล้าปฏิเสธการแสดง ยกเว้นสหายที่เป็นนักเขียนซึ่งบัดนี้ยังไม่ยอมตั้งชื่อให้เรียก คงเลือกที่จะเป็นฝ่ายนั่งสูบยาดู พวกเราซ้อมการแสดงอย่างอารมณ์ดี

ฉากด้านข้างหอประชุมใหญ่ธรรมศาสตร์ถูกจำลองย่อลงประมาณว่าหนึ่งในล้านส่วน มีลานเล็กๆสมมติว่าเป็นสนามฟุตบอล เวลา ... ค่อนรุ่งของวันที่ ๖ ตุลาคม ๑๙

“เอาล่ะ แกได้แล้ว ทีนี้คัดเลือกผู้แสดง”

สหายกุหลาบเสนอด้วยเสียงเล็ก แต่มั่นคงพร้อมมองมาอย่างถามความคิดเห็น สำหรับผมแล้วความยกมันอยู่ตรงนี้ เพราะไม่เคยแสดงละครมาก่อน นอกจากบทบาทของชีวิตแห่งความเป็นจริง บนโรงละครของแผ่นดิน

“เราต้องร่วมแสดง” สหายขจรได้รับบทบาทเป็นผู้นำนักศึกษาจับบทตอนที่ว่า

“ขอความกรุณาอย่ายิงเข้ามา พวกเรายอมแล้ว”

พวกเราเลยมอบบทบาทผู้ให้คำปรึกษาทางด้านการแสดงแก่พี่นักเขียนและภรรยาที่เข้าร่วมประชุมด้วย

ที่เหลืออีก ๑๙ คน สหายนก สหายไม้ สหายสน สหายปา สหายกบ สหายกงชา สหายโคมฉาย สหายสว่าง ได้รับบทบาทแสดงเป็นนักศึกษาหญิงในที่ประชุมรวมถึงเด็กชายหญิงพี่น้องกันอีกสอง

ที่นี้เหลืออีกสองบทบาท คือนักศึกษาชายที่ต้องรับบทเป็นหน่วยรักษาความปลอดภัยพิทักษ์ผู้ชุมนุม และบทดาวร้ายในคราบของกระทิงแดง

สหายยอด สหายอ๊อด สหายมานะ และสหายไสว ได้รับบทบาทเป็นนักศึกษาชาย ส่วนที่เหลือ สุวิทย์ ต้น โจ สำเร็จ และผม ถูกจัดให้เป็นผู้ร้ายของท้องเรื่อง คือกลุ่มอันธพาลกระทิงแดงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้...
ผมมองหน้าสหายกุหลาบ
“แล้วคุณล่ะ เป็นอะไร” ผู้ถูกถามยิ้มละไม
“ผมเป็นผู้กำกับการแสดง” คำตอบของเขาทำให้ผมสิ้นสงสัย
โอ้โอ สหายกุหลาบ คุณนี่เหมาะเหลือเกินกับฉายา “จอมวางแผน” ที่ผมจะมอบให้

ทั้งหมดนี้เป็นเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงและเกิดขึ้นต่อวิถีชีวิตของผมภายในเวลาไม่ถึง ๒๔ ชั่วโมง หลายคนหลับไหล อยู่ในเพิงพักบนฟากไม้ไผ่ หลังคามุงด้วยใบค้อ กั้นฝาด้วยวัสดุอย่างเดียวกันอย่างง่ายๆ อากาศที่นี่เย็นสบาย

โรงเรียนการเมืองการทหารของที่นี่คงยังไม่จบหลักสูตรของนักเรียนรุ่นที่สอง พวกเขายังคงจับกลุ่มสนทนา แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกันกับระยะเวลาสั้นๆที่ทำให้ผมได้รู้จักกับนักศึกษาอีกบางคน เช่น สหายอุดร สหายปาน ซึ่งสองคนนี้ แนะนำผมว่าเป็นพี่น้องกัน ผู้น้องดูร่าเริงกว่าผู้พี่ ทั้งสองหน้าตาใสสะอาดผิดธรรมดา สหายสัจจะธรรม สหายสงบ สหายฟาง ที่ผมได้รู้จัก สำหรับสหายฟาง ไสวเพื่อนผมบอกว่า เคยทำงานร่วมกันครั้งอยู่ “ศูนย์กลางนักศึกษาครูแห่งประเทศไทย” และอีกหลายๆคนที่ระยะเวลาสั้นๆของผมจะตักตวงเก็บเกี่ยวพวกเขาไว้ “ในยุ้งฉางแห่งความทรงจำ”

ผมได้ลิ้มรสชิของอาหารที่ต้อนรับอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก ประกอบด้วยต้มผักโขมสับรวมกับหมูสามชั้นลอยฟ่องอยู่ในหม้อใหญ่ มีกระดูกเป็นน้ำซุบอยู่ก้นหม้อ ซึ่งอย่าได้หมายความตักลงไปยกขึ้นมาดูเลย เพราะมันใหญ่เกินว่าคุณจะคาดถึงได้ ไม่มีใครหวง นอกเสียจากว่าคุณปรารถนามันจริงๆ มีผัดมะละกอที่ฝานเป็นชิ้นๆผัดกับน้ำมันหมูใส่เกลือเป็นตัวเลือก ผู้ที่อยู่ก่อนมีก้นกระติกเป็นภาชนะพร้อมช้อนซึ่งทำจากอะลูมิเนียมแผ่น เขาบอกว่ามันเป็นชิ้นส่วนของเครื่องบินไอพ่นที่โดนทหารบ้านเล็งใส่ด้วยปืนแก๊ป หลังจากปักหัวทำการทิ้งระเบิดถล่มฐานที่มั่น ซึ่งมันไม่ยอมเชิดหัวขึ้นอีกเลย นอกจากมุดแผ่นดินอยู่เกือบครึ่งลำ มันเป็นตำนานเล่าขานอย่างไม่น่าเชื่อ หากแต่ว่ามันเกิดขึ้นจริง มีข้าวซ้อมมือหอมกรุ่นรสชาติดี อันที่จริงจะว่าซ้อมมือก็ไม่ได้ เพราะผมเห็นขั้นตอนการผลิตเขาช่วยกันย่ำเท้าบนครกกระเดื่อง อนุญาตผมเถอะให้ผมเรียกมันว่าข้าวซ้อมตีนก็แล้วกัน มันซุกตัวอยู่ในภาชนะที่ขุดจากท่อนไม้ พวกเขาเรียกมันว่า “จูนึ่งข้าว” พวกมาใหม่ได้รับจานหรือกาละมังให้ยืมใช้คนละใบพร้อมช้อนตักข้าว ผมเลือกที่จะใช้ช้อนตราม้าลาย เพราะคงประกอบการกินได้อร่อยกว่าช้อนตราเครื่องบินไอพ่น

ที่นี่มีทหารติดอาวุธไม่มากนัก ทราบว่าทหารส่วนใหญ่กระจายไปทำงานรอบฐานที่มั่น เขาเรียกว่าไปพิทักษ์ฐานที่มั่น สรุปได้ว่าอาหารมื้อนั้นแม้จะแปลกรสชาติแต่มันอร่อยได้บรรยากาศจนสุดบรรยาย ตบท้ายด้วยเครื่องดื่มเป็นน้ำข้าวต้มสีคล้ายโอวัลติน ที่หอมอุดมด้วยวิตามินและผลไม้ คือ กล้วยน้ำว้าสุกอีกหลายเครือ...รวมทั้งมะไฟกองโตที่มีรสชาติดี

เสียงนกหวีดเป่ารวมพล ลานกว้างได้ถูกจัดเป็นเวทีต้อนรับและจัดการแสดงเป็นที่เรียบร้อย ผ้าเปลสีเขียวหลายผืนถูกขึงเป็นฉาก ธงแดงรูปค้อนเคียวของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยถูประดับไว้ที่มุมข้างซ้อย ธงแดงที่มีรูปดาวสีแดงในกรอบเหลืองของกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทยถูกประดับไว้ที่มุมด้านขวา ด้านบนมีคำขวัญว่า

“พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย จงเจริญ”
และรองลงมากับคำขวัญเชิดชูกองทัพ
“หนี้เลือด ๖ ตุลา จะต้องชำระ”

พวกเรานั่งหน้าเวทีที่มีท่อนไม้เขื่องมีขอนหนุนวางเรียงกันเป็นระยะบรรจุคนนั่งได้กว่าร้อยคน แสงไต้จากไม้ผุและน้ำมันยางที่บรรจุในกระบอกไม้ไผ่แห้งถูกจุดขึ้น

พิธีกรกล่าวเรียนเชิญ เลขาธิการเขตกล่าวต้อนรับ เม็ดเลือดใหม่ของการปฏิวัติ เป็นการกล่าว ต้อนรับที่อบอุ่นและมีพลังตอกย้ำความรู้สึกของผมหนักแน่นขึ้นว่า ได้เลือกหนทางเดินไม่ผิดที่แล้ว อย่างน้อยที่สุด ก็คลายความหวาดหวั่นที่จะเกิดขึ้นลงได้ เมื่อเลขาธิการกล่าวจบลง ทานได้เปล่งคำขวัญ

“พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย จงเจริญ” มวลชนและนักศึกษาที่มาก่อนขานรับ พร้อมยกกำปั้นขวาขึ้นชู

“จงเจริญ จงเจริญ จงเจริญ”

“กองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย จงเจริญ”

“จงเจริญ จงเจริญ จงเจริญ”


รายการต่อไปคือระบำชุดวินัยสิบข้อทหารปลดแอกไทย ซึ่งโดยทหารพิทักษ์โรงเรียนการเมือง ผมเรียกการแสดงชุดนี้ว่า ระบำปืน พวกเขาใช้มันประกอบการแสดงอย่างคล่องแคล่วเหมือนกับว่ามันเป็นอวัยวะอีกส่วนหนึ่งของพวกเขา พวกเขาแสดงได้ดีมาก ได้รับเสียงปรบมือต้อนรับอย่างกึกก้อง ยาวนาน...และตื่นตลึงกับการแสดงของเยาวชนม้งบนฐานที่มั่นในชุด

“ฝั่งแม่น้ำน่าน” ซึ่งมีเนื้อร้องท่อนหนึ่งที่ว่า
ฝั่งแม่น้ำน่านเอย มีภูสองลูกเอย
ภูแวและภูพยัคฆ์ เป็นพี่น้องเอย
ชนชาติม้ง ชนชาติลั้ว ร่วมใจกันตีศัตรู
เคียงบ่า เคียงไหล่เอย...
มือหนึ่งทำการผลิตเอย...
มือหนึ่งทำการรบเอย...

เพลงนี้หากร้องได้จบจะพบว่า มีคำว่าเอยลงท้ายแทบในทุกๆท่อน สะท้อนวิธีคิดและชีวิตในยามสงครามประชาชนได้อย่างกินใจ
และเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นชุดแต่งกายประจำชนชาติม้ง ประดับด้วยลวดลายและเหรียญเงิน ไม่ว่าจะเป็นตระกูลดอลล่าร์ หรือเพนนี ระยิบระยับกรุ๊งกริ๊ง เข้ากับจังหวะการเริงระบำ

เมื่อการแสดงชุด “หนี้เลือด ๖ ตุลา จักต้องได้รับการชดใช้” ของพวกเราจบลง หลังจากสิ้นเสียงปรบมือขานรับ มีเสียงหนึ่งที่มีพลังเป็นต้นกำเนิดเสียงเพลง

“ความคับแค้นครั้งนี้ จงแปรเปลี่ยนเป็นพลัง
ให้กล้าแกร่งดุจดัง พายุโหม
เราจุลุกขึ้นสู้ เราจะยอมสู้ตาย
แม้ชีวาวอดมลาย เราก็จักพลี”
ก่อนที่จะจบรายการต้อนรับน้องใหม่ ด้วยการรำวงสามัคคีระบายแค้น โดยมีรุ่นพี่ที่อยู่เก่าเป็นกองเชียร์
คืนนี้ ผมนอนหลับสนิท หยุดคิดและฝัน หนึ่งคืน


เสียงนกหวีดจากเวรประจำวัน ปลุกแต่เช้าตรู่ ๐๕.๓๐ น. แม้จะแปลกที่นอนแต่ผมก็หลับสบาย อาจจะเป็นเพราะการเป็นนักพเนจรนอนไม่ซ้ำที่ จนเป็นความเคยชิน มีเวลาใช้ในเรื่องส่วนตัวพอสมควรกว่าจะได้ยินเสียงนกหวีดอีกครั้ง พวกสหายนักศึกษาที่เป็นนักเรียนการเมืองกระวีกระวาดมารวมพลกันอีกครั้ง รวมแล้วมีจำนวนกว่า ๓๐ คน พวกเขาจัดระเบียบแถวที่ลานเอนกประสงค์ ก็ที่เปิดการแสดงเมื่อคืนนี้ หากแต่ว่าบรรดาขอนรองนั่งได้ถูกขนย้ายไปไว้ที่อื่นจนหมดสิ้น พวกเขาออกกำลังกายด้วยท่ากายบริหารอย่างพร้อมเพรียง ผู้หมวดเวรซึ่งเป็นนักศึกษาเชช่นเดียวกับพวกเขาชี้แจงและมอบหมายภารกิจประจำวัน ลานฝึกกายบริหารของพวกเขาถูกปกคลุมรายล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาปิดบังซึ่งแม้แต่สายตาของนางฟ้าก็ไม่อาจลอดทะลุแลเห็นภาพน่าประทับใจนี้ได้ นอกเสียจากว่าถ้าอยากเห็นจริงๆต้องลอยลงมานั่งดูอยู่ใกล้ๆกับผมนี่แหล่ะ

พวกเราไม่ได้รับมอบหมายภาระหน้าที่อื่นใดนอกจากการพักผ่อนให้เต็มที่ พวกเราได้รับการจัดแบ่งเป็นหน่วยย่อยเล็กๆลงไปอีก กลุ่มละไม่เกิน ๕ คน แว่วมาว่าพรุ่งนี้พวกเราต้องเดินทางต่อ เขากระซิบว่าเป็นความลับสุดยอด ใครหนอ ชวนผมไปเก็บมะไฟแถวๆนา เป็นต้นมะไฟที่กินกันอยู่เมื่อวานต้นไม่ใหญ่นักยังมีอีกเยอะแยะ บางคนได้อ้อยมาแทะกิน ที่นี่ นอกจากมีเรือนพักพลแล้ว ยังมีห้องสมุด ห้องพยาบาล โรงครัว โรงตำข้าว มีอะไรอีกล่ะ อ้อ มีสุขาชายแยกกับสุขาหญิง เป็นคนละทิศทาง ใช้สุขภัณฑ์แสตนดาร์ดที่หาได้ในบริเวณนั้น ที่แปลกอีกอย่างก็คือ ที่นี่ไม่มีร้านค้า ผมปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างเพลิดเพลินกับภาพใหม่ที่ได้พบเห็น ทำให้ผมลืมเวลาของเมื่อวานซืนไปเสียสิ้น คนเราก็เป็นอย่างนี้ พวกเรามีเวลาอีกหนึ่งคืน จึงเป็นระยะเวลาสั้นๆเท่านั้นที่ผมได้มีโอกาสพำนักอาศัยอยู่บนฐานที่มั่น ทางการทหารของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ลาก่อน...เขาค้อ ลาก่อน...สหาย

รูปขบวนเดินทางของเราเคลื่อนตัวไปตามหน่วยเส้นทางที่เดินทางกุมสภาพก่อนล่วงหน้า ซึ่งตอนนี้พวกเรามีกระบอกไม้ไผ่ที่มีที่สะพายโดยการใช้มีดลอกผิวของมันทำเป็นห่วงสำหรับคล้องที่ไหล่ บรรจุน้ำไว้ใช้ดื่มตลอดการเดินทาง อย่างน้อยก็คุ้มค่าที่ได้เดินผ่านความงามของทุ่งแสลงหลวงอันกว้างใหญ่ เดินตามสันเขาที่ไปสิ้นสุดที่ลำน้ำเข็ก ขบวนใช้เวลาเดินทางทั้งวัน จนค่ำคืนพวกเราข้ามลำน้ำเข็ก ก่อนที่จะข้ามถนนสายพิษณุโลก-หล่มสัก การเดินทางสู่จุดมุ่งหมายใกล้เข้ามาทีละก้าว ผ่านเวลาล่วงเลย ขณะแล้ว ขณะเล่า หน้าที่ของเราคือ เขาเดิน เราก็เดิน เขาหยุด เราก็หยุด แต่ครั้นถึงคราวหยุดก็ชักไม่อยากจะเดิน แต่ครั้นถึงเวลาเดินก็อยากจะหยุด เป็นเช่นนี้ต่อไปก็แต่เมื่อผ่านพ้นหลังเที่ยงคืนไปแล้ว ขณะที่ขบวนทั้งขบวนได้ซุกตัวเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของป่ารวกและป่าไผ่บง พวกเราต่างหลับสนิท ปล่อยให้ทหารผลัดเปลี่ยนเวรยามคอบพิทักษ์ความฝันอันบรรเจิดของพวกเราอย่างอบอุ่น จนเช้า ได้ยินเสียงไก่ป่าเจื้อยแจ้วร้องเรียกดวงตะวัน ทหารป่ากุลีกุจอก่อไฟกองเล็กและหุงข้าวด้วยหม้อสนามโดยการแขวนร้อยเป็นพวงราวละสี่ห้าใบ เขาเด็ดหน่อไม้เล็กๆปอกเปลือกแข็งออก ตัดใบกล้วยปูรองตามหน่วยย่อยๆของพวกเรา หลังจากข้าวสุก พวกเราคดข้าวกองบนพื้นตอง แล้วนำหมูในกระบั้งไม้ไผ่ที่คั่วแห้ง ออกมาเทลงไปในหม้อใบเดิม เติมน้ำ รอจนเดือด เขาซอยหน่อไม้เป็นชิ้นเล็กๆเทลงไป ใส่เกลือและยกมาให้พวกเรา มีช้อนตราเครื่องบินด้ามยาวๆปักลงไว้ภายในหม้อ มีบางคนเรียกร้อง “ขอตะเกียบได้ไหมคะ สหาย” ชั่วครู่ตะเกียบสดๆก็ถึงมือผู้ร้องขอ

แหละนี่คือความมหัศจรรย์ของการต้อนรับและเลี้ยงดูอย่างดียิ่ง ที่ทหารมอบให้แด่พวกเรา เรียบง่าย รวดเร็ว อร่อย ก่อนเคลื่อนตัวจากไป ทำลายและกลบเกลื่อนร่องรอยแม้แต่ซากไฟแต่ละกอง

เหมือนกับว่าไม่มีผู้คนผ่านมาที่นี่ ขบวนพาเราเลาะริมป่าผ่านริมไร่ ที่กำลังถูกตระเตรียมเพื่อฤดูกลาผลิตใหม่ มองเห็นภูเขาขวางตะวันอยู่เบื้องหน้า บางคนแนะนำให้ผมรู้จัก

“นั่นแหละ เทือกภูหินร่องกล้า”

พวกเราแทบจะไม่ได้สังเกตเลยว่า ทหารป่าชุดที่เดินทางมาส่งพวกเราจากเขาค้อได้มอบภาระหน้าที่ในการเดินทางและคุ้มครองขบวนของพวกเราให้แก่ทหารป่าจากหินร่องกล้าจำนวนสองหมู่ มีทั้งทหารชายและทหารหญิง ทหารที่เป็นคนเมืองร่วมกับทหารที่เป็นคนม้ง

มาถึงบ้านห้วยทราย ซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของฐานที่มั่นในเวลาบ่ายแก่ๆ ขบวนพักที่นี่อีกคืนหนึ่ง และที่นี่ผมได้พบกับ อดีตผู้นำนักศึกษาในเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา จำเขาได้แม่น เพราะคนนี้ คือวีรบุรุษในดวงใจผมเสมอ ผมรู้จักเขาแต่ฝ่ายเดียว เพราะขณะนั้น ผมเป็นผู้ร่วมชุมนุม บุคลิกของเขายังคงเดิม เว้นเสียแต่เครื่องแบบและปืนอาร์กา ที่เขาสะพายไหล่อยู่นั้น ทำให้มองดูว่าเขามีความแกร่งมากขึ้น

“สหายไทย” ผู้บังคับหมู่ ๑ เป็นผู้กล่าวต้อนรับการมาสู่ฐานที่มั่นสามจังหวัดของพวกเรา สหายขจร สหายกุหลาบ อีกนั่นแหล่ะที่ดูสนิทสนมกับสหายไทยเป็นอย่างดี สำหรับผมศรัทธาที่มีต่อเขาเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ เพราะเขาเคยเชื่อมั่นในการนำไปสู่ชัยชนะของนักศึกษาประชาชนมาแล้วอย่างปักจิตปักใจ ครั้งนี้ยิ่งเชื่อมั่นยิ่งขึ้นว่าเขาไม่ได้ทอดทิ้ง ขบวนการประชาชนและนักศึกษาในยามที่ถูกอำนาจรัฐข่มเหงรังแก และกลบเสียงข่าวลือที่ว่า ผู้นำนักศึกษาได้หลบหนีไปต่างประเทศพร้อมด้วยเงินของศูนย์กลางนิสิตนักสึกษาแห่งประเทศไทยซึ่งผมมีส่วนได้รับบริจาคจากพ่อค้า แม่ค้า ประชาชน บริเวณท้องสนามหลวง ซึ่งได้บริจาคเงินเป็นจำนวนมากให้กลุ่มของพวกเรา ที่เดินรณรงค์ขอรับเมื่อตอนสายของวันที่ ๑๔ ตุลา จนเต็มถุงที่ได้รับมาเพื่อป้องกันแก๊สน้ำตา ผมขึ้นนำไปมอบให้ทั้งหมดที่กองบัญชาการของศูนย์บนตึก จักรพงษ์แถวลานโพธิ์ รวมถึงช่วยกันขนเสบียงต่างๆที่พวกเขาบริจาคอีก เป็นจำนวนหลายๆเข่ง

บัดนี้ ชายแกร่งคนนั้น อยู่เบื้องหน้าผมนี่เอง

เจ้าเด็กน้อยสองคนที่ร่วมขบวนมากับพวกเรานั้นก็ยังดูแข็งแรงเข้มแข็ง และร่าเริงตามปกติ ผมก็ได้แต่คิดเอาเองว่ามันไม่โหดร้ายเกินไปหรือกับการที่เด้กเล็กๆต้องมาเดินทางไกลเช่นนี้แต่หลังจากได้คุยกับสหายสุวิทย์ผู้เป็นพ่อว่า เขาหนีภัยมืดจากการคุกคามไม่เว้นแต่ละวันในฐานะผู้นำกลุ่มกรรมกรเขาไม่มีทางเลือกอื่นใดในขณะนั้น ในขณะที่แม่ของเด็กทั้งสองก็หายไปอย่างไม่มีเหตุผลใดเป็นคำตอบ ผมไม่มีความคิดเห็นเป็นข้อแลกเปลี่ยน นอกจากระบายลมหายใจเข้าอกอย่างรุนแรง

การต้อนรับของทางสำนักห้วยทรายเป็นไปอย่างเรียบง่ายด้วยอาหารมื้อเย็นและจัดที่พักให้อย่างอบอุ่น ผมได้พบว่า ที่สำนักห้วยทรายมีการตัดเย็บเครื่องแบบทหารและซ่อมบำรุงงานผ้าต่างๆซึ่งทั้งเจ้าสำนักและสมาชิก ล้วนประกอบไปด้วย สตรี และรายล้อมไปด้วยบ้านของประชาชนม้งอีกจำนวนหนึ่งซึ่งมีหมูและไก่เป็นสัตว์เลี้ยงประจำบ้าน การประกอบอาชีพของประชาชน คือ การทำไร่ บางครอบครัวส่งลูกชายลูกสามเข้าสู่กองทหาร ตัวพ่อบ้านก็เป็นทหารบ้าน พิทักษ์หมู่บ้านห้วยทราย

หลายคนรวมทั้งผมใจจดใจจ่อ รอคอยเวลาที่จะได้ขึ้นไปเหยียบบนฐานที่มั่นอันยิ่งใหญ่ของฝ่ายประชาชนซึ่งกินเนื้อที่ถึงสามจังหวัด คือ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และเลย พวกเราทุกคนที่ขึ้นมาพร้อมกันล้วนปรับตัวเคยชินต่อการเดินทาง ไม่มีใครบ่น ไม่มีใครท้อถอย

การเดินทางขึ้นภูร่องกล้า เปรียบได้ดังกับหน้าปัดนาฬิกา ที่เมื่อเราอยู่ที่สำนักห้วยทรายที่เลข ๖ เราก็ต้องเดินตามเส้นทางที่คดเคี้ยวไปที่ตำแหน่งเลข ๑๐ ของหน้าปัดนาฬิกา เรียกได้ว่า แหงนคอตั้งไปทางด้านหลังนั่นแหละ

นับเป็นเทือกภูที่สูงชัน ยิ่งไต่ขึ้นสูงเท่าไร มองลงมาเบื้องล่างยิ่งดูห่างไกลและเวิ้งว้าง จุดพักแทบจะไม่มี เนื่องจากเป็นหนทางชันที่คับแคบ เป็นเส้นทางที่ทดสอบความทรหดของร่างกายมนุษย์ได้ดีที่สุดเส้นทางหนึ่ง และเส้นทางนี้คงจะอ้าแขนต้อนรับ ผู้ที่มีจิตใจที่เสียสละและกล้าหาญเท่านั้น

และเมื่อท่านได้ผ่านอุปสรรคและปราการด่านสุดท้ายของย่างก้าวที่สั่นระริก สู่เส้นทางเล็กๆบนที่ราบชายภูเขา นั่นแหละท่านจะทราบว่า บัดนี้ ท่านได้ยืนสูงกว่าใครในแผ่นดิน เส้นทางที่เรียบและหน้าผาชันมันทำให้พวกเราลำพอง มองเห็นขบวนทหารและพวกเรายาวเหยียดเดินลัดเลาะ ภูมิประเทศที่เห็นเบื้องล่าง ลิบไกลโพ้นคืออ่าวนครไทย เวิ้งว้างสุดสายตาจรดขอบฟ้าที่ขอบเขตใดไม่อาจทราบได้ ผมสูดอากาศเข้าสุดลมหายใจ และระบายมันออกมา ภาพของการเดินทางที่ปรากฏ ทำให้ผมคิดถึงยอดนักรบของประชาชน ที่ท่านเปรียบไว้ได้อย่างน่าประทับใจว่า ...


“สูงดูราวเสียดฟ้า เทือกเขาภูพาน
สูงนั้นยังสะท้าน ต่อหัวใจคน
คนบนยอดภูเขา คือทหารประชา
จิตใจเขายังสูงกว่า ภูเขา ใดใด...”

ภาพแรกของผาหินร่องกล้า ถูกประทับไว้ในความทรงจำ ขบวนหยุดพัก ณ จุดนี้นานพอสมควร ทหารป่าชี้ให้เราดูเส้นทางที่เราผ่านมา เขาบอกว่า มนห่างไกลกว่าสุดสายตาที่มองเห็น ไปอีกไกลลิบลับ ความยากลำบากภยันตรายของระยะทางพ่ายแพ้หัวใจที่ปรารถนาของพวกเขาโดยสิ้นเชิง ในยกแรก พวกเราพิชิตมันได้ อย่างใสสะอาด

สวัสดี ... ภูผา หินร่องกล้า เกรียงไกร



ท่านผู้อ่านที่เคารพ ที่ท่านอ่านอยู่นี้ไม่ใช่นิยายหรือจินตนาการมันคือบันทึกของชายคนหนึ่ง ที่พยายามเรียบเรียงมาเล่าสู่จากความทรงจำ ไม่ใช่สารคดีท่องเที่ยว ไม่ใช่สารคดีแห่งการสู้รบ ผู้ที่ไม่เคยเรียกตัวเองว่านักปฏิวัติ หากแต่มีสำนึกแห่งความเป็นทหารประชาชนอย่างเต็มภาคภูมิ ภาระหน้าที่ของผมคือ เข้าร่วมกระบวนการสงครามประชาชน สร้างความกดดันและประกาศให้รัฐบาลได้ทราบว่า ตราบใดที่ผู้ปกครองไร้ความยุติธรรม ประชาชนย่อมมีสิทธิเสรีภาพที่จะไม่เห็นด้วยกับท่าน หากแต่ยังบังอาจคิดและกระทำการโค่นล้มอำนาจของท่านลงได้อีกด้วย บันทึกเล่มนี้จึงหวังว่า ท่านผู้อ่านจะมอบความยุติธรรม ไม่มีความโน้มเอียงให้แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เป็นอุทาหรณ์ว่า จะไม่ยอมให้เกิดความวิปโยคของแผ่นดิน ดั่งเช่น กาลเวลาที่ได้ทำการบันทึกอยู่ในขณะนี้ เชิญเถิด เชิญท่านติดตามต่อไป หากท่านเบื่อหน่ายท่านพักมันไว้ก่อน เพราะนับจากนี้ เป็นเวลาถึงสี่ปีที่ผมได้จาก.... และจะยุติการบันทึกลง

พวกเราได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากบรรดาสหายที่เป็นนักรบและบรรดานักศึกษาที่ขึ้นมาก่อน รวมทั้งประชาชนและฝ่ายนำในด้านต่างๆ อาหารที่จัดเลี้ยงในวันนี้แปลกไปกว่าที่เคยกินจากสำนักอื่นๆ เพราะมันคือ หมูพะโล้หม้อใหญ่ รสชาติอร่อย ไม่แพ้ที่เคยกินอยู่ที่ราบในเมือง พ่อครัวผู้ปรุงได้รับการแนะนำให้พวกเรารู้จัก

“สหายชัย และต่อนี้ทุกครั้งที่คุณนึกถึงหมูพะโล้ คุณจะต้องนึกถึงเขา สหายชัย”

ผู้ที่ถูกแนะนำถ่อมตัวว่า เครื่องพะโล้ของเขาก็คือ สมุนไพรที่คัดเลือกมาจากห้องยาของโรงพยาบาล และผ่านการปรุงสูตรและบดละเอียดโดยเครื่องมือของเภสัชกรป่าด้วยมือของเขาเอง ดังนั้น ฉายาของเขา จึงเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่ซ้ำสหายชัยอื่นใด หากพวกเราจะกล่าวถึงเขานาม “สหายชัยพะโล้” พร้อมอาการน้ำลายสออยู่ใต้ลิ้น

ดวงตะวันลับของฟ้าไกลลิบ จมหายไปเป็นครั้งแรก แสงไต้ ถูกจุดสว่างขึ้น มีพิธีการกล่าวต้อนรับเช่นทุกครั้ง สลับกับวงดนตรีของบรรดาเหล่านักศึกษา ที่นำขึ้นมาด้วยความรักและความผูกพัน เสียงเพลงและบทกวีป่าขับขาน ตรึงหัวใจให้กำซาบอยู่อย่างสุดซึ้งเกินพรรณนา หมอกทึบๆลอยเริ่มกระจายล้อมรอบเวทีการแสดง ไม่ต่างจากครุยทิพย์ที่ผู้บรรเลงอยู่บนปุยเมฆ ขับขานบทเพลงเสียงเพรียกจากมาตุภูมิ

“ม่านฟ้ายามค่ำ ดังม่านสีดำแห่งความร้าวระบม
เปรียบเหมือนดวงใจมืดทึบระทม
พ่ายแพ้ ซานซมพลัดพรากบ้านมา”
ต่อสู้กู้ถิ่น และสิทธิเสรี กู้ศักดิ์และศรีโสภา...
...บ้านเอ๋ย เคยเนา กังวาน ครวญมา
รอคอย เรียกข้า อยู่ทุกวัน...

และอีกหลายต่อหลายเพลงที่วงดนตรี “ตุลาชัย” ร้องขานและขับกล่อม สลับกับรำวง สามัคคีร่วมใจปฏิวัติ

ก่อนจบการแสดงมีเพลงตามคำขอ มีสหายหลายคนได้ร่วมร้องเพลงอย่างหลากหลายทำนองเพลงโดยเนื้อหาไม่ได้หลุดลอยไปจากบรรยากาศที่เป็นจริงสอดรับกับสถานการณ์

บทเพลงสำคัญสำหรับคืนนี้ได้รับการคะยั้นคะยอและเชื้อเชิญโดยบรรดานักรบ ด้วยการประกาศเรียนเชิญสำทับด้วยเสียงปรบมืออย่างกึกก้อง ทำให้ผู้ได้รับเชิญไม่อาจปฏิเสธ หากแต่เดินเข้ามาสู่หน้าเวทีด้วยท่วงท่าที่งามสง่า ด้วยเครื่องแบบทหารประชาชนเต็มฐานะ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องกระสุนและปืนที่สะพายไหล่อยู่ตลอดเวลา โดยมีคนรักของเขาเป็นกำลังใจอยู่ใกล้ๆ

“ผมขอมอบเพลงนี้ให้พวกคุณ รวมถึงผู้อยู่ร่วมในสถานการณ์ และชะตากรรมเดียวกัน”

เขากระซิบกับนักดนตรีเพียงสักครู่ นักดนตรีก็เริ่มบรรเลงบทเริ่มต้น เสียงปรบมือกึกก้องขึ้นอีกครั้ง ท่ามกลางแสงดาวแห่งศรัทธา

“พร่างพรายแสง ดวงดาว น้อยสกาว
ส่องฟากฟ้า เด่นพราว ไกลแสนไกล
ดั่งโคมทอง ส่องเรืองรุ้ง ในหทัย
เหมือนธงชัยส่องนำจากห้วงทุกข์ทน

พายุฟ้าครืนข่มคุกคาม
เดือนลับยามแผ่นดินมืดมน
ดาวศรัทธายังส่องแสงเบื้องบน
ปลุกหัวใจปลุกคนอยู่มิวาย

ขอเยาะเย้ย ทุกข์ยาก ขวากหนามลำเค็ญ
คนยังคง ยืนเด่น โดยท้าทาย
แม้ผืนฟ้า มอดดับ เดือนลับมลาย
ดาวยังพราย ศรัทธา เย้ยฟ้าดิน
...ดาวยังพราย อยู่จนฟ้า รุ่งราง...

มันสอดคล้องระหว่างผู้ขับร้องและบทเพลง สร้างพลังและความหวังให้กับผู้มาใหม่เช่นผมได้อ่างลึกซึ้ง นั่นเพราะเสียงนี้คือเสียงของเขา
“สหายไทย” คนนั้นนั่นเอง

การแสดงในคืนนี้จบลงด้วยบทเพลงหมู่ที่ทุกคนร่วมกันร้อง “แองเตอร์นาซิอองนาล”

“ตื่นเถิดพี่น้องผองทาสผู้ทุกข์ระทม
ลุกขึ้นเถิดมวลชนผู้ยากไร้ทั่วหล้า
เลือดรินปรี่ล้นทุกข์ทนเรื่อยมา
สองมือคว้าไขว่หายุติธรรม
โลกเก่าฟาดมันให้แหลกยับไป
ผองทาสทั้งหลายลุกขึ้นสามัคคี
อย่าคิดว่าเรานั้นยากไร้ในทุกสิ่ง
ด้วยความเป็นจริงโลกนี้เป็นของเรา”

บทเพลงทั้งหลายที่ผมได้เรียนเชิญมาบันทึกไว้ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เป็นบทกวีและบทเพลงของท่านนักปฏิวัติผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ได้สละชีวิตและเหลือผลงานไว้เป็นเชื้อเพลิงปฏิวัติ เป็นมรดกของประชาชนตลอดไป แม้เพลิงปฏิวัติได้มอดลงแล้ว แต่บทเพลงเหล่านี้ ยังคงตราตรึงอยู่ในหัวใจของผู้เคยได้ยิน ได้ฟัง ได้ขับขาน อยู่มิรู้ลืมเลือน
ขอคารวะต่อจิตใจและดวงวิญญาณของท่าน

“จิตร ภูมิศักดิ์”

พวกเราทั้งหมดถูกบรรจุอยู่ที่โรงเรียนการเมืองการทหารเขต ๑๐ ยกเว้นพี่สหายที่เป็นนักเขียนและภรรยา รอการเดินทางขึ้นไปทางเหนือ ส่วนเด็กที่เป็นพี่น้องสองคน ถูกส่งไปที่โรงเลี้ยงเด็ก กองร้อย ๕๖๑ ที่มีสหายจิต เป็นผู้ดูแลสำนัก

นับเป็นนักเรียนการเมืองการทหารรุ่นที่สองของเขตนี้ นักเรียนการเมืองการทหารรุ่นที่ ๑ จบหลักสูตรไปแล้ว บางคนได้รับการบรรจุลงไปตามสำนักต่างๆ เช่น สำนักอำนาจรัฐ โรงพยาบาลเขต โรงเรียนการเมืองการทหาร ทหารช่าง และกองร้อย ๕๖๑ ซึ่งจำแนกออกไปเป็น กองทหารเคลื่อนที่และหน่วยงามมวลชนสายงานต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีหน่วยพิเศษอีกคือ หน่วยเส้นทาง และยังมีส่วนที่เหลือรอการเดินทางเพื่อลงไปสู่เขตงาน พวกเขาก็ทำตัวเป็นพี่เลี้ยงให้พวกเรา เช่น หาผัก ตำข้าว หาฟืน ต่างๆ เป็นต้น

พวกที่ได้รับภาระหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงถาวรตลอดหลักสูตร ได้สำแดงจิตใจที่เสียสละรับใช้สหายไว้เป็นแบบอย่างที่น่ายกย่องและปฏิบัติตาม พวกเขาต้องทำงานทุกวันเพื่อเลี้ยงดูพวกเราตั้ง ๓๐ กว่าคน ทีมงานของพี่เลี้ยงสามของเราก็มี สหายปอ สหายหาญ สหายวัน พร้อมทั้งทีมสหายม้งเป็นลุกมือ บันทึกนี้ของคารวะท่านทั้งสามด้วยความจริงใจ ซึ่งผมไม่เคยคิดมาก่อนว่าคนเราจะเอาจิตใจที่ไหนมาคอยรับใช้สหายได้เช่นพวกคุณได้กระทำซึ่งตลอดเวลา ทีมพี่เลี้ยงของพวกเราได้แสดงจิตใจรับใช้แบบสุดจิตสุดใจ เป็นแบบอย่างที่น่าศึกษา ไม่ใช่เฉพาะเป็นความรู้สึกแต่เพียงเฉพาะผม หากแต่ว่า นักเรียนการเมืองการทหารรุ่นที่ ๒ ล้วนแต่มีความประทับใจในบรรดาพี่เลี้ยงของพวกเขาทั้งสิ้น

ภาระหน้าที่ของพี่เลี้ยง นอกจากเตรียมอาหารให้พวกเราทั้งสามมื้อแล้ว ยังมีรายการ ตำข้าว เป้ฟักทอง และหาผักมาประกอบอาหาร ดูแล้วเป็นงานหนักพอสมควร

“พี่เลี้ยงของเราตื่นแต่เช้าทุกวัน
รับใช้สหายรักด้วย ต้มแกง สาระพัน…”

และนั่นแหล่ะ คือบทเชิดชูเกียรติจากเพลง “นกหวีดปฏิวัติ” ที่พวกเรามักจะได้ยินเสมอจากทางวิทยุประชาชนแห่งประเทศไทย อันเป็นสื่อสัมพันธ์ของพวกเราที่มีอยู่ทั่วแคว้นแดนแผ่นดิน

เจ้าสำนักโรงเรียนการเมืองการทหาร คือ สหายทวน ผู้มีบุคลิกยิ้มแย้มร่าเริง เป็นกันเอง สุขนิยม เขาเป็นกันเองกับสหายทุกคน ถ้าบ่งชี้ชัดลงไปก็คือ เขาเป็นเพื่อนที่ดีของพวกเรา อบอุ่นยามได้คุยกับเขา มีสหายเชือกอีกคนเป็นผู้ร่วมงาน คนนี้ร่าเริงกว่า มักจะมีรายการตลกที่ปฏิวัติมาทำให้พวกเราครึกครื้นได้เสมอ สหายทองสุก เป็นนักรบของขนขาติม้ง ซึ่งจบวิชาการทหารจากเวียดนามเหนือ คนนี้ เป็นครูฝึกทหารของพวกเรา บุคลิกร่าเริงไม่แพ้สองคนที่เอ่ยกล่าวถึง

สหายพนัส คนนี้ผมเคยเห็นมาก่อน เพราะเป็นผู้นำนักศึกษาที่เคยต่อสู้เพื่อประชาชนแบบกัดไม่ปล่อย โดยเฉพาะกรณีถังแดงอันลือลั่น ผมเคยไปฟังเขาปราศรัยที่ท้องสนามหลวง เขามักจะใส่เสื้อแจ๊กเก็ตฟิลด์ตัวใหญ่คลุมร่างของเขาตลอดเวลา คนคนนี้ไม่เคยพกปืนให้เห็น

ยังมีทีมผู้ชี้นำทางการเมือง ที่นำพาความคิดของพวกเรา เป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ สหายระวี สหายแกน สหายตะวัน ทุกคนมีปืนพกสั้นขนาด ๙ มม. ภาระหน้าที่ของพวกเขาคือ เป็นแกนนำทางความคิดของพวกเรา แม้แต่คอยเชื่อเหลือเป็นเพื่อน คอยเป็นที่ปรึกษาปัญหาต่างๆของพวกเรา

นอกจากนั้นก็เป็นพวกทหารสื่อสารและทหารพิทักษ์โรงเรียนการเมืองซึ่งมีหน้าที่หลักประจำวันผลัดเปลี่ยนกันตำข้างเป็นส่วนใหญ่

สำหรับพวกเรานั้น หลังจากได้ฝึกฝน เรียนรู้เกี่ยวกับการใช้อาวุธปืนแต่ละชนิดเป็นอย่างดี จนสามารถถอดและประกอบได้อย่างแม่นยำ แม้การทดสอบด้วยการผูกตาประกอบก็ได้รับปืนประจำกายคนละกระบอก เป็นปืนอาร์กาหรือเซกาเซ มีดาบปลายปืนพับติดอยู่ ใต้ฐานกระบอกปืน จากพลาธิการ ซึ่งมีสหายรงค์เป็นสหายนักศึกษา รับตำแหน่งงานนี้อยู่ เป็นงานหนักพอสมควรเพราะต้องดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเราทั้งในเรื่องอาหารการกิน กำหนดอัตราความถี่ของการกินหมู รวมถึงขายสินค้าเบ็ดเตล็ด เช่น สบู่ ยาสีฟัน ไฟแช็ก และของจำเป็นบางอย่าง

หน้าที่ทางด้านเอกสาร ห้องสมุด บรรณารักษ์ บรรณาธิการสิ่งพิมพ์ เป็นหน้าที่ของสหายเกื้อ เป็นผู้หญิงแกร่งอีกคนหนึ่งที่ผมมอบความไว้วางใจมักเล่าเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับตัวผมให้เขาฟังอยู่เสมอ

พวกเราถูกแบ่งเป็นสามหมู่ นอกจากที่ขึ้นมารุ่นเดียวกันแล้ว ยังมีสหายสุนีย์ สหายวรา สหายบัว สหายก้อนทอง สหายตี๋ สหายชนะ เป็นองค์ประกอบเพิ่มเติม ยังมีทหารหนุ่มชนชาติม้งที่เข้าร่วมศึกษากับพวกเราด้วย เช่น สหายยุทธศาสตร์ สหายบี สหายเสถียร สหายชิงชัย และอีก ...

ภาระหน้าที่แรกของผมที่ได้รับมอบหมายคือ เป็นแม่กองขุดส้วมสองแห่ง ซึ่งเมื่อดูจากปริมาณและระยะเวลาแล้ว จะต้องขยายขนาดทั้งความยาวและความลึกให้มีปริมาตรมากขึ้นกว่าเดิม ความลึกที่กำหนดไว้ที่มิดหัว ความยาว ๘ เมตร ความกว้าง ๑ เมตร ซอยได้ชุดละ ๘ ห้อง ใช้เฉพาะหญิงเฉพาะชาย ปูด้วยไม้หน้า “๖” ไม่ใช่ไม้กระดานนะครับ ไม้ทั้งต้น พวกเราใช้เวลาสร้างอยู่สองวันจึงเสร็จ ส่วนใหญ่แล้วจะไม่มีใครฉายเดี่ยวเข้าไปใช้บริการหรอก ต้องมีสหายซี้ปึ้กไปด้วย กลัวซิครับ ไม่ได้กลัวตกส้วมหรอกครับ หากแต่กลัวว่าเสือมันจะคาบไปกิน คนม้งกลัวนัก กลัวขนาดที่ใช้ด่ากันว่า

“จ๋อ ต่อ ก้อ” ซึ่งแปลว่า ให้เสือกัดเจ้า

แล้วมันก็ถึงความที่ว่า สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ ช่วงนั้นเป็นต้นฤดูฝน หลังจากที่พวกเราได้ใช้บริการสุขาที่พวกเราร่วมกันสร้างขึ้น ปริมาณของเละของเหลวได้เพิ่มขึ้นโดยประมาณศอกหนึ่ง เช้ามืดเมื่อหมดเสียงนกหวีดปลุกไม่นานนัก สหายไสว ทำหน้าเลิกลั่กเข้าแจ้งความต่อผม

“ทน ผมทำไฟฉายตก ช่วยหาให้หน่อย”

“ที่ไหน” ผมเตรียมไฟฉายที่ผูกเชือกสำหรับห้อยสะพายกับตัวได้พร้อมช่วยเหลือ

“บ่อขี้” บ่อซึ่งผมขุดกับมือและสำรวจปริมารของมันอยู่ทุกวัน มันบรรจุฟักทองที่ย่อยสลายแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งตัน แล้วถามตำแหน่งชัดเจน

“ไม่รู้...ไม่เห็น”

ผมส่องไฟลงไปสำรวจ เห็นไฟฉายตราเสือกระบอกวาวปักหัวทิ่มลงไปในบ่อฟักทอง

“หมดปัญญา สุดเอื้อมมือคว้า” ผมแสดงความเห็นทำท่าทางสิ้นหวัง

“คุณน่าจะผูกเชือก แบบผมนี่” ผมแนะนำ แต่ก็สายไปเสียแล้ว เพราะตอนนี้คงต้องลงไปผูกมันที่นั่น แต่สมองก็ยังคิดหาหนทางต่อ ต้องรีบ ถ้าขืนปล่อยไว้ ใครมาทิ้งระเบิดกลบก็น่าเสียดาย ของมีคุณค่า หาได้ยากยิ่ง ผมบอกให้เขาเฝ้าไว้ก่อนและไปตามสหายมานะ สหายชนะ สหายวรา สหายก้อนทอง มาช่วย และสรุปกันว่า พวกเขาจะต้องช่วยกันจับขาทั้งสองข้างของผมเอาไว้ ยกไม้เปิดฝาออกโดยที่ผมจะไต่ขอบบ่อปักหัวลงไป ผมสำทับ

“แค่อึดใจเดียวนะสหาย ห้ามขำด้วย”

และแค่อึดใจจริงๆ ผมก็เอื้อมมือไปคว้าด้ามที่มีสะเก็ดทุ่นเล็กๆติดอยู่บ้างเล็กน้อย ไฟยังคงติดอยู่ แต่ไม่มีแสงสว่างเอาเสียเลย ผมยื่นไฟฉายให้สหายไสว

“เอ้า เอาไปล้าง คราวหน้าระมัดระวังหน่อย”

เขาไม่ยื่นมือมารับ แต่กลับแสดงความคิดเห็น ที่ผมต้องเห็นด้วย

“ยังไงคุณก็ต้องไปล้างมืออยู่ดี เอาไปล้างให้ผมด้วยก็แล้วกัน”

ซึ่งทำให้ผมปฏิบัติตามอย่างว่าง่าย เสียงสหายมานะเอ่ยขึ้น

“โอ้โฮ สหายทน สหายนี่ จิตใจจางซูเต๋อจริงๆ”

เขาหมายถึงวีรชนทหารปลดแอกแห่งกองทัพประชาชนจีน สำหรับผมน่ะ เดินมือกางทำท่าอ้วกตลอดทางไปสู่ห้วย

โรงเรือนที่พวกเรานอน บรรจุได้แถวละ ๖ คน รวมเป็น ๑๒ มีช่องว่างสำหรับก่อกองไฟให้อบอุ่น เอาไว้ย่างเสื้อผ้าที่เปียก รวมทั้งปิ้งกางเกงในด้วย หน้าฝนผ้าไม่แห้งง่ายๆ พวกเราช่วยกันหาฟืนท่อนใหญ่ๆยาวๆมาใช้ มีมากมายในป่าข้างดรงเรียนการเมือง สองท่อนนี้ใช้ได้เป็นอาทิตย์ พอตอนกลางวันเราก็แยกกันออกปล่อยให้มันเป็นถ่านคุลามไปทีละน้อย เรามักจะเลือกไม้เนื้อแข็งมาทำฟืน วันหนึ่งนั้นพวกผู้หญิงเข้ามาร่วมศึกษาที่โรงเรียนของพวกเราพวกเขามองท่อนฟืนของพวกเราอย่างอิจฉาก่อนจะส่งสายตาวิงวอนและเสียงอ้อน ที่ต้องยอมจำนน

“สหายทน หาอย่างนี้ให้พวกเราบ้างซิ”
เป็นเสียงของสหายไม้ สหายหญิงที่น่ารักอีกคนหนึ่ง ซึ่งขึ้นมาเที่ยวเมล์เดียวกับผม
“อะไรล่ะ” ผมแกล้งทำเป็นไม่เข้าใจ
“ฟืนน่ะ ฟืนแบบนี้ ขนาดแบบนี้”
เธอชี้มือไปที่กองฟืน ที่ยังมีซุกอยู่ใต้เตียงอีกหลายท่อน
“ผมหาคนเดียวไม่ได้หรอก ต้องหลายคน”
“ใครบ้างล่ะ” สหายไม้ถามต่อ
“สหายชนะ สหายยอด สหายวรา” ผมเอ่ยชื่อบางคนพร้อมบอก
“ทุกๆคนที่อยู่บ้านนี้ช่วยกันหา”
สหายไม้อ้อนต่อ
“บอกให้หน่อยซี”

ผมไม่บอก แต่กลับคิดว่า สงสัยห้อยเจ้าแม่กวนอิมขึ้นมาปฏิวัติด้วย เพราะคำร้องขอของเหล่าสหายหญิงได้รับการตอบสนองจากพวกเราเป็นอย่างดี ระยะเวลาทำให้พวกเราทุกคนสนิทสนมกันยิ่งขึ้น

โดยตามปกติแล้ว ฐานปืนใหญ่ที่บ้านลาดคื้อ มักจะยิงปืนใหญ่ขนาด ๑๐๕ มม. มาเป็นประจำ วันละไม่ต่ำกว่า ๔-๕ นัด แต่ก็ไม่เคยถูก พวกเราเรียนรู้ได้ถึงทิศทาง เพราะอย่างน้อยลุกปืนใหญ่ก็ยังคงเดินทางช้ากว่าเสียง เสียงของมันจะได้ยินก่อน ทำให้เราวิเคราะห์ได้ว่าจะตกก่อนถึงฐานของเราหรือว่าข้ามหัวเราไปที่อื่น อันการที่จะตกลงมาตรงๆนั้นยาก เพราะมันต้องยิงด้วยวิถีโค้ง ซึ่งปืนใหญ่ยิงไม่ได้ แรกๆก็ตกอกตกใจ ครั้นนานไปก็ชิน ฟังกันอย่างเพลิดเพลิน บางวันหายไป ก็ทำให้คิดถึง ถามหาถึงพลยิง สหายบางคนก็ทำเป็นรู้ดีว่า

“ไปเยี่ยมเมียบ้าง ไปเยี่ยมลูกอ่อนบ้าง”

พวกเราเคยเดินไปดูค่ายที่ชะง่อนผาชูธง ก็มองเห็นว่าอยู่ไกลลิบ เห็นหลังคาโรงเรียนโตกว่ากล่องไม้ขีดไฟหน่อยหนึ่ง ค่ายปืนใหญ่ก็อยู่ใกล้ๆโรงเรียน หากอยากเข้าไปดูใกล้ๆก็ไม่ยาก เอากล้องส่องทางไกลขยายเข้ามา ฐานปืนใหญ่ของทางการมีรอบๆบานที่มั่นคง ตั้งแต่ลาดคื้อ น้ำเลา ห้วยมุ่น สลับไปด้วยฐานย่อย รายล้อมที่มั่นสามจังหวัดหินร่องกล้า บางวันพวกเขา ก็ยิงทักทายกันเอง มีแต่พวกเราคอยลุ้นแบบเด็กๆที่โดนพวกเดียวกันปาด้วยก้อนโคลน

“เฮ้...จ้างก็ไม่ถูก”

จนชินชากับเสียงปืนใหญ่อันไกลโพ้น ความชินชาคือความประมาทในทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะในสถานการณ์สู้รบ

คืนนั้นเป็นคืนเดือนหงาย ท้องฟ้าปลอดโปร่ง ดวงดาวไร้ประกายพ่ายแพ้ แก่รัศมีแห่งดวงจันทร์โดยสิ้นเชิง พวกเรายังไม่สิ้นภารกิจศึกษา ในตอนหัวค่ำกำลังดื่มด่ำกับหัวข้อการศึกษา “ความรักทางชนชั้น”

เสียงเครื่องบิน บินผ่านหัวไปชนิดเรี่ยยอดไม้อย่างรวดเร็ว รู้เลยว่าเสียงมาก่อน พอครั้นใกล้เข้ามา มันมาพร้อมกับเสียง

เสียงนกหวีดฉุกเฉินเป่ากระชั้นชิด สหายทองสุกผู้คร่ำหวอดกับสงครามผ่านศึกมาหลายยุทธการตะโกนให้ปฏิบัติตามแผนทางการทหารที่เคยซ้อมกันอยู่เสมอ บางคนก็ยังโอ้เอ้ บ้านของเราไม่ลืมชักฟืนออก พร้อมกับเทน้ำราดลงไป ไฟฉายห้ามใช้ ทุกคนมุ่งตรงไปที่ถ้ำหลบภัยซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของโรงเรียน อย่างน้อยบรรดาทหารพิทักษ์ ก็เข้าไปดับไฟทุกโรงเรือน ก่อนที่เจ้านกเหล็กความเร็วสูงลักษณะเดียวกับ F๕E จากฐานบินตาคลีบินมาทิ้งระเบิดเป็นพลุสัญญาณส่องสว่าง มันสว่างจนแลเห็นหัวสิวได้ชัดเจน มันไม่ได้มาลำเดียว มันพาพวกมันมาด้วย ไอ้ลำที่ตามมามันหย่อนระเบิดขนาด ๕๐๐ ปอนด์ทีเดียวสองลูก ตกลงไปค่อนทางเหนือของโรงเรียน ครับ อะไรมันก็ต้องมีครั้งแรกเสมอ สะท้าน สะเทือนโลกันต์สนั่นภพ เป็นครั้งแรกที่คิดว่าตัวเองแหลกสลายตามเสียงระเบิด แรงระเบิดกระแทกอากาศในผนังถ้ำหลบภัยจนร่างขยับไปติดกัน สหายปาเพื่อนผมเบียดร่างเข้ามาติดผมเอื้อมมือจับผมแน่น

“ทน เรากลัว” ผมบีบมือปลอบเธอ
“ไม่เป็นไร ปา ... เราก็กลัว” ผมไม่รู้จะปลอบใจเธออย่างไร
“ อย่างไรเธอก็มีเราเป็นเพื่อนตาย” ผมต่อประโยคที่ยังหวาดหวั่น ที่ไม่รู้ว่าทำให้เธออบอุ่นขึ้นหรือเปล่า

มันบินเล่นอย่างสนุกสนาน ทิ้งระเบิดพวงที่เรียกว่า บอมบ์บี จนหมดร่างของมัน ตามด้วยปืนกลอากาศจนตัวของมันเบา ก่อนที่มันจะบินหายไป นักรบเวหาคงกระหยิ่มใจที่ได้สลายฐานที่มั่นเราลงได้ ผู้คนคงตายอย่างระเนระนาด เราหลบภัยอยู่ในถ้ำนานพอสมควร คาดว่าป่านนี้นักบินคงไปนั่งซดเบียร์อยู่ที่สโมสรของฐานทัพเป็นที่เรียบร้อย

ผมมีประสบการณ์เกี่ยวกับพวกเขา นักบินรบ ครั้นทำงานอยู่ที่ฐานทัพอู่ตะเภา เพื่อนชาวอเมริกันคนหนึ่งของผมลุกจากวงเบียร์ บอกเดี๋ยวมา ผมถามว่าจะไปไหน เขาบอกว่า ไปเวียดนาม สักพักประมาณชั่วโมงกว่าๆนิดหน่อยเขาก็กลับมานั่งกินเบียร์ต่อ ผมถามเขาว่า ไหนว่าไปเวียดนาม เขาบอกว่า กลับมาแล้ว ไปทิ้งระเบิด เขาเป็นพนักงานกดระเบิดของเครื่องบิน บี ๕๒ ผมไม่ยืนยันว่าเขาโกหกผมหรือเปล่า แต่ก็ชักเชื่อเขาเพราะความเร็วของเครื่องบินและระยะเวลารบทางอากาศที่เพิ่งยุติลงเมื่อครู่

เสียงนกหวีดเป่ารวมพล พวกเราค่อยทยอยกลับไปเข้าแถวประจำหมู่ สำรวจความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น สรุปว่าทุกคนอยู่ครบ มีคนเดียวเท่านั้นที่ได้รับบาดเจ็บ เพราะเขาวิ่งสุดชีวิตไปในทิศทางที่มีราวตากผ้าทำด้วยเส้นหวายขนาดเขื่องขึงอยู่ระหว่างต้นไม้สองต้น มันเสยคางเขาพอดี ทรุดกองอยู่ตรงนั้น เข้าถ้ำไม่ทัน เขาเดินคอตรงเหลียวไม่ได้ไปหลายวัน

แล้วในที่สุด ราวตากผ้าเส้นนั้นก็ถูกปลดประจำการไปในเวลาอันสมควรเป็นครั้งแรกและครั้งเดียว ตลอดระยะเวลาที่ผมอยู่ที่หินร่องกล้า เครื่องบินชนิดเดียวกันนี้ไม่ได้บินมาปฏิบัติการโจมตีอีกเลย นอกจากปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเครื่องบินอีกสองชนิด ได้มาแนะนำให้พวกเราได้รู้จัก คือ L๑๙ และ OV๑๐

ที่โรงเรียนการเมืองการทหารของพวกเราเป็นทางผ่าน ใครจะไปทางไหนต้องผ่านโรงเรียน โรงเรียนเป็นศูนย์กลาง ทหารกองร้อยไปทำงานก็ต้องผ่านโรงเรียน ประชาชนไปทำไร่ก็ต้องผ่านโรงเรียน ประชาชนมีอะไรมาขาย สหายปอ สหายหาญ ซื้อไว้หมด วันนั้นขณะพักกินข้าวกลางวัน ผมพบทหารร่างแกร่งหุ่นโก๋คนหนึ่ง เขาไม่ใส่เสื้อทับในปล่อยชายลอยคลุมเครื่องกระสุนของเขาเขาถอดเป้ของ เขาวางและร่วมกินอาหารกับเราที่โรงอาหาร เขาไม่ค่อยพูด ไม่ค่อยคุยกับใคร แต่หน้าเขามีเสน่ห์แฝงแววการต่อสู้อยู่เต็มแววตา ผมนึกอยู่สักพักว่าเคยเห็นเขาที่ไหนมาก่อน เคยเห็นเขาบ่อยๆตามเวทีปราศรัยของกรรมกร โดยผ่านภาพทางหนังสือพิมพ์ก็ตาม อ้อ เขามาอยู่ที่นี่เอง ผมถามสหายกุหลาบว่าใคร

“สหายสู้” สหายกุหลาบตอบคำถาม
บุคลิกของเขาช่างชวนฝันเสียจริง อยากเป็นอย่างเขาบ้างเป็นครั้งเดียวที่ผมได้พบเขาในสภาพนักรบโดยสมบูรณ์

วันเดียวกันนั้นแหละ ขณะที่ผมขึ้นมารอเวลาศึกษาต่อไป ผมพบภาพสะดุดตาที่ต้องมองดูอย่างชื่นชม ทหารหญิงผิวขาวร่างสันทัดสวมใส่เครื่องแบบผ้าโทเรสีเขียวหม่นออกไปทางเทา คาดเครื่องสนามทะมัดทะแมง ผมยาวรวบปลายไว้อย่างเรียบร้อย มือขวาหิ้วปืน M๓๖ เดินออกมาจากบ้านพัก สหายหญิงท่วงท่าการเดินสง่าทุกย่างก้าว สายตาของเขาไม่วอกแวกไม่เหลียวหันไปทิศทางใด จ้องมองไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ผมหวั่นๆอยู่เหมือนกันว่าถ้าเกิดเขาหันมาทิศทางที่ผมตะลึงมองเขาอยู่นั้น ผมจะทำประการใด ครั้นจะหลบก็เสียดาย มันงดงามด้วยคุณค่าคุ้มกับการเสี่ยงที่จะมอง มองเขาจนลับตาหายไปในพงป่า ซึ่งเป็นเส้นทางมุ่งสู่กองร้อย ๕๖๑ ภาพที่เพิ่งผ่านถูกบันทึกไว้ในความทรงจำอีก นานแสนนาน...

ก่อนที่จะถึงหัวข้อศึกษาในช่วงบ่าย
“สิทธิสตรีเท่าเทียมชาย”
เสียงเพลงปลุกใจจากเรือนพักสหายหญิงก้องกังวานอย่างมีพลัง
“นักรบหญิงของประชา งามสง่าน่าเทิดทูน
ก้าวสู่สมรภูมิ รบสู้เคียงหมู่ชาย”
เหมือนเป็นการกระตุ้นสิ่งเร้าก่อนนำเข้าสู่บทศึกษา บ้านสหายชายขึ้นเสียงเพลงปลุกเร้าประชัน อย่างสนุกสนาน
“เราเป็นทหารของประชา
จับอาวุธขึ้นมา ปลดปล่อยไทย
จะอยู่ป่าเขาลำเนาไพร
มือของเราไม่ทอดทิ้งปืน”

ชีวิตดำเนินต่อไปอย่างมีความหวังและพลังใจ ข้าวหมดเราช่วยกันไปเป้ข้าว ข้าวหุงหมดเราช่วยกันทำข้าวฤดูกาลผลิตใหม่เพิ่งเริ่มต้น ฝนตกลงมาไม่เว้นแต่ละวัน เวลาไปเป้ข้าว พวกเรามีผ้ายางไว้คลุมป้องกันข้าวเปียก ระยะทางที่ไปลำเลียงข้าวไกลขนาดไปเช้ากลับบ่าย ส่วนใหญ่ไปกันทุกคน บรรทุกได้มากบ้างน้อยบ้าง ตามความสามารถแห่งพละกำลัง

“ไร่นาดูเขียวขจี ธงแดงโบกพลิ้วโต้ลมดูงามตา”

แต่ละครั้งที่ผ่านเส้นทางลำเลียงข้าวจากไร่สู่โรงเรียนการเมือง ความเจริญเติบโตของข้าว เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา จากเขียวชอุ่ม เริ่มมีเมล็ดและรวง

นักเรียนการเมืองรุ่นก่อนเดินทางไปสู่เขตงานจรยุทธทางเหนือ หน่วยเส้นทางก็ยังคงทำงานประสานงานทั้งฝั่งเหนือและฝั่งใต้ ทุกครั้งที่หน่วยเส้นทางขึ้นมาพักที่โรงเรียนการเมือง มีสหายพายุ สหายจัน ซึ่งเป็นนักศึกษาที่เพิ่งจบไปรุ่นที่แล้ว ร่วมด้วยสหายสนธิ ทหารม้ง ทุกครั้งที่พวกเขาขึ้นมา สังเกตได้ว่า มักจะมีจดหมายจากในเมืองมาหาพวกเราบางคน ผมก็เช่นกัน ผมได้รับจดหมายจากสหายชื่น ผู้เป็นจัดตั้งของผมจากในเมือง เที่ยวนั้นพวกเราของวิทยุทรานซิสเตอร์เล็กๆ ซึ่งรับคลื่นสั้นได้ไปจำนวนห้าเครื่อง พวกเราทุกคนได้รับพร้อมจดหมาย ส่งข่าวถามทุกข์ ถามสุข อันเป็นเรื่องที่ต่อเนื่องตลอดไป




การกินอยู่ของพวกเราเริ่มขาดแคลน เนื่องจากต้องรองรับผู้คนที่ขึ้นมาจากในเมืองนับแต่ต้นปี ๒๕๒๐ มีจำนวนมากกว่าร้อยคน และส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ทำการผลิต นอกจากอยู่ในระหว่างปรับขบวน ตลอดระยะเวลาที่ขึ้นมาอยู่ที่โรงเรียนการเมืองการทหาร มันเป็นปีทองของฟักจริงๆ คือ ฟักอื่น เช่น ฟักเขียวที่มีลูกยาวๆไม่ค่อยมี จะมีก็แต่ฟักทองที่มีจำนวนมหาศาล กินแทบทุกวันและแทบทุกมื้อ รูปแบบของอาหารก็มี ผัดน้ำมันใส่เกลือ บ้างก็นึ่งเป็นชิ้นใหญ่ๆ แกล้มเป็นกับข้าว ตามสถิติของพลาธิการ ระบุว่าปีนั้น นักเรียนการเมืองการทหารร่วมกับชาวสำนักโรงเรียนการเมืองการทหารเขต ๑๐ ใช้ฟักทองเพื่อการบริโภคเพียงอย่างเดียวเป็นจำนวนไม่ต่ำกว่าสามตัน ทำให้นึกถึงบทละครชาตรีเล่นแถวบ้าน เรื่องสังข์ทองขึ้นมาเปรียบเทียบกับพวกเราได้ว่า

“ผิวพรรณผุดผ่องดังทองทา
หน้าตาจิ้มลิ้มดูพริ้มเพรา”

ฟักทองน่ะพอประมาณ แต่เกลือบนฐานที่มั่นนี่สิไม่พอประมาณ เริ่มขาดแคลนไปทั่วทุกหมู่บ้าน เกลือเป็นปัจจัยชี้ขาดรองจากข้าว วัดฐานะความเป็นอยู่กันที่เกลือและข้าว ลองคิดดูซิว่า ผัดฟักทองที่ต้องคู่กับเกลือน่ะ พี่เลี้ยงของเราค่อยๆลดปริมาณเกลือลงทีละนิด หวังว่าลิ้นของเราคงจะชินไปทีละน้อย แต่วันหนึ่งมันก็ถึงจุดที่ขาดแคลน เปรียบง่ายๆดังปลากระดี่ที่ดิ้นตีเกล็ดแห้งผากอยู่ในบ่อโคลน

ข้าวก็เช่นกัน จากผลการคาดคะเนจากหน่วยพลาธิการ ข้างคงไม่พอกินเพราะกว่าจะถึงฤดูการเก็บเกี่ยวหน้า พวกนักศึกษาจากที่ราบคงทยอย กันขึ้นมาอีก ดังนั้น เราจึงมีข้าวชนิดพิเศษ เม็ดใหญ่ขึ้นผสมผสานไปกับข้าวเม็ดเล็กรุ่นก่อน แรกๆก็น้อยหน่อย นานๆไปสัดส่วนชักเท่าๆกันแบบวัดใจ ห้าสิบ ห้าสิบ ทำนองนั้น เม็ดใหญ่ๆที่ว่านี้คือ ข้าวโพด ที่เอาไปโม่แล้วเอามานึ่ง หุงผสมกับข้าวนั่นเอง

ฝ่ายนำต้องแก้ไขสถานการณ์ ซึ่งพวกเราก็รู้ดีว่าฐานที่มั่นของเราถูกปิดล้อมอยู่ด้วยค่ายทหารและอาสาสมัครของฝ่านรัฐบาล

งานมวลชนของฐานที่มั่นยังมาสามารถทะลุทะลวงออกไปเพื่อหาเสบียงหรือยุทธปัจจัยที่ถูกฝ่ายรัฐบาลเข้มงวดกวดขัน ทหารเคลื่อนที่ของกองร้อย ๕๖๑ ก็เป็นเพียงเพื่อพิทักษ์ฐานที่มั่นให้ดำรงอยู่ต่อไปเท่าที่จะอยู่ได้ และในที่สุด นักเรียนการเมืองการทหารรุ่นของพวกเรา ได้ถูกคัดเลือกให้ไปลำเลียงเกลือที่บ่อเกลือ บ้านบ่อโพธิ์ ซึ่งต้องข้ามฝั่งไปทางภูขัดหรือเขตงาน ๕๗๓

ประชาชนทุกหมู่บ้านถูกจัดโดยกรรมการหมู่บ้าน อันมี บ้านขี้เถ้า บ้านดาวชัย บ้านธงแดง บ้านธงชัย บ้านร่องกล้าเล็ก บ้านร่องกล้าใหญ่ บ้านทับเบิก บ้านป่าหญ้า บ้านห้วยทราย บ้านป่าหวาย รวมถึงทหารจากสำนักต่างๆไม่ว่าจะเป็นสำนักกลาง สำนักอำนาจรัฐ ทหารช่าง โรงพยาบาล สำนักห้วยทราย กองร้อยทหาร ๕๖๑ โรงเรียนการเมืองการทหารเขต ๑๐ ไม่เว้นแม้แต่โรงเลี้ยงเด็กของกองร้อย ๕๖๑ ต่างมารวมตัวกันที่บ้านขี้เถ้า หมู่บ้านขี้เถ้าซ่อนตัวอยู่ในป่าไผ่หนาทึบ คืนนั้นฝนตกพรำทั้งคืน พวกเราผูกเปลและกางผ้ายางอยู่ในดงไผ่ หน้าห้องพยาบาลของสำนักขี้เถ้า เปลของผมขึงรวมกับสหายยอด โดยมีผ้ายางคลุมเปลร่วมผืนเดียวกัน มองเห็นคนภายในทำงานกันอย่างชัดเจน จากแสงไต้ที่ส่องสว่าง พวกเขาเตรียมนึ่งเครื่องมือแพทย์ เตรียมนึ่งผ้าก๊อต สำลี เพื่อเตรียมรับสถานการณ์ที่ต้องเคลื่อนไหว เด็กสาวสองคนอายุประมาณ ๑๓ และ ๑๔ ขวบ ร่วมกับเยาวชนรุ่นราวคราวเดียวกันที่แต่งเสื้อผ้าในชุดเขียว สวมหมวกคลุมผมเช่นเดียวกันกับชุดทหาร ฟังสำเนียงเสียงพูดของพวกเขาคงจะเป็นเยาวชนม้ง เพราะหน้าตาที่ใสสะอาดวัยร่าเริงที่กำลังสดใสของพวกเขา ก่อความเพลิดเพลินให้กับทั้งผมและสหายยอดเป็นอย่างมาก ท่ามกลางสายฝนพรำ ดูพวกเขาทำงานกันไม่เบื่อได้ยินเสียงใสๆของพวกเขา

“อะจีน้อ อะจี กูโป๊ว กูโป๊ว”

และก็เป็นแบบนี้อย่างร่าเริงตลอดการทำงานของพวกเขา ท่ามกลางความมีชีวิตชีวา สหายยอดเอ่ยถามผมเบาๆ

“ทน คุณทายซิ สองคนนั่นน่ะ ผู้หญิงหรือผู้ชาย”
“ผู้หญิงทั้งคู่” ผมตอบ
“รู้ได้ยังไง” ยอดถาม
“สัญชาติญาณ” ผมก็ไม่รู้จะพูดอะไร ซึ่งถือเป็นการฆ่าเวลามากกว่า
“ทน... คุณว่าม้งหรือไทย”
ผมไม่ได้คิดอะไรเพียงเพื่อต่อประโยคสนทนา จึงตอบ
“ม้ง”
“ผิด สหายทนตอบผิด” ดูผู้ที่ตั้งคำถามทำท่าสะใจในคำทำนายของผม ทำให้ผมต้องถามต่อ
“แล้วสหายรู้ได้อย่างไร”

สหายยอดอธิบายว่า วันหนึ่งเขาขออนุญาตสหายทวนขึ้นเอานาฬิกาไปซ่อมที่สำนักกลาง ซึ่งที่นั่นมีสหายโชติ เป็นช่างซ่อมนาฬิกาอยู่ด้วย เขาบอกพบสองคนนี้อยู่ที่นั่น ที่ซึ่งพวกเราเรียกกันว่า สำนัก”เซียนเหยียบเมฆ” เป็นสำนักของเลขาธิการเขต มีหน้าที่ดักฟังข่าวของทางฝ่ายรัฐบาล และมีหน้าที่ส่งข่าวหรือประสานงานกับศูนย์กลางพรรคและกองบัญชาการของกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย สหายยอดบอกต่อไป คนที่หน้ากลมกว่านั้นเป็นผู้พี่ ชื่อ เรียน ส่วนคนน้อง ชื่อ รุด เขามีพี่ชานอีกคนหนึ่งชื่อเริ่ม คือคนที่เป็นนักเรียนโรงเรียนการเมืองการทหารรุ่นเดียวกับเรา อายุประมาณ ๑๕ หรือ ๑๖ ปี สหายยอดทำท่าเหยียดยาวไปกับร่องเปลและเงียบไปสักครู่ ผมเอื้อมมือไปเขย่าเบาๆทดสอบว่าหลับหรือยัง ด้วยความที่อยากรู้เรื่องราวของสำนักกลางต่อ เพราะที่จริงแล้วผมเคยได้ยินแต่ชื่อ และคนที่ลงมาจากสำนักกลางบางคน เช่น สหายผิง สหายเบญจา ป้าใบ สหายสน เหล่านี้ รู้ว่าพวกเขาอยู่สำนักกลาง แต่เด็กสองคนที่เรากำลังกล่าวถึงนี้ผมไม่เคยเห็น

“แล้วยังไงต่อไป”
ผมถามเพราะอยากรู้มากไปกว่าถามเฉยๆเหมือนเมื่อครู่
“พวกเขาเป็นลูกของเลขาธิการเขตฐานที่มั่นสามจังหวัด ชื่อ สหายคำเพชร”
“แล้วคุณได้พบสหายคำเพชรรึเปล่า” ผมถามต่อ
“ไม่เคย รู้แต่ว่าตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่นี่”

สหายยอดอธิบายคำถามก่อนจะเงียบไปดึงผ้าเปลมาคลุมโปง ส่วนผมยังคงนอนดูพวกเขาทำงานอย่างเพลิดเพลินและหลับไหลตามสหายยอดไปภายในเวลาไม่นานนัก

ขบวนลำเลียงเกลือเดินทางออกจากบ้านขี้เถ้าโดยมีสหายณรงค์ คนม้งแห่งสำนักอำนาจรัฐและสหายเหล่ากล้า คนม้งตัวเล็กผิวคล้ำ เป็นผู้รับผิดชอบขบวนลำเลียง ซึ่งขบวนลำเลียงเกลือครั้งนี้ใช้พลลำเลียงประมาณ ๓๐๐ กว่าคน มีทหารเคลื่อนที่และทหารบ้าน กุมสภาพตลอดเส้นทาง ขบวนลำเลียงลัดเลาะตามเส้นทางขึ้นเขา ลงห้วย ผมอยู่ประมาณตอนกลางขบวน ยามขบวนเดินผ่านภูหญ้าคาดูเหมือนดั่งเรานั่งดูขบวนมดง่ามที่มันพากันไปลำเลียงอาหารกลับมาเก็บไว้ที่รังของมัน ภาพเช่นนี้ปรากฏทุกครั้งยามที่ผมได้เข้าร่วมขบวนลำเลียง มันเป็นภาพของคน ภาพของประชาชน ที่มานะพยายามเอาชนะอุปสรรค ความยากลำบาก ฝ่าภยันตราย มีชีวิตเป็นเดิมพัน อาวุธในการลำเลียงของพวกเขาคือ ความลับ เราต้องคิดว่า คนกว่า ๓๐๐ คนเก็บความลับไว้ได้ ทางการไม่สามารถล่วงรู้ได้เลย ขบวนของพวกเขาไม่มีเครื่องมือสื่อสารใดๆ นอกจากตอบโต้กันด้วยสัญญาณเคาะไม้ ตามรหัสที่พวกเขาได้ตกลงกัน เมื่อเข้าถึงจุดประสานงานต่อหน่วย ระวังเหตุกุมสภาพ มันไม่ใช่ภารกิจธรรมดาๆ ผมค่อยๆเรียนรู้และศึกษา การเริ่มต้นบทเรียนป่า หมายถึง จะต้องพิจารณาศึกษาอย่างแท้จริง เราไม่เคยพบ ไม่เคยเห็น มหัศจรรย์เกินกว่าจะคาดฝัน ยามที่เขาพักพล เขาเงียบกริบ แทบเหมือนกับคนที่ไม่รู้จักกัน ขบวนใหญ่พักที่ห้วยเสรีหรือหรือที่เรียกว่าห้วยเจ็ดคด ตรงนี้เป็นเขตแดนของอำนาจรัฐทั้งสองฝ่าย แต่อำนาจรัฐของฝ่ายรัฐบาลไม่สามารถควบคุมพวกที่อยู่ในป่าได้ พวกเขาใช้ช่องว่างระหว่างรอยต่อแทรกตัวออกไปติดต่อกันได้ตลอดแนวสันภู ตั้งแต่เขาค้อ เรื่อยมาที่หินร่องกล้า นี่พวกเรากำลังจะข้ามไปที่ภูขัด ซึ่งมีฐานปฏิบัติการทางทหารของรัฐบาลเรียงรายอยู่ ตั้งแต่ นาตาดี น้ำเลา แก่งทุ่ง ยันห้วยมุ่น พวกเขาหาจุดอ่อนของทางการได้อย่างแม่นยำ ขบวนลำเลียงมหึมาข้ามทางไปในคืนข้างแรมอาศัยประการดาวนับล้านฉาบฉายแสง พอมองเห็นเงาตะคุ่มของคนข้างหน้า ขบวนไปถึงบ่อเกลืออย่างปลอดภัย

ผมได้พบกับโรงงานต้มเกลือ มันซ่อนอยู่ในหุบเขา ส่วนหนึ่งของภูขัด เราไม่ต้องรอเพราะมีคนต้มคอยอยู่แล้ว มันเป็นแหล่งเกลือสินเธาว์บริเวณกว้าง เขาบอกว่าบริเวณนั้นเป็นที่ชุมนุมของสัตว์ป่านานาชนิด วิธีการผลิตก็คือ การตักน้ำที่อยู่ในอยู่บ่อมาใส่ในกระทะใบบัวขนาดใหญ่ สุมไฟและเคี่ยวจนมันตกผลึกเป็นเกล็ดหรือแผ่นอยู่ก้นกระทะ มันไม่ได้ยากอะไรเลย พวกเขาพยายามเก็บสะสมมันไว้ทุกวัน จนมากพอที่จะบรรทุกไปด้วยกำลังพลกว่าสามร้อยคน ความเค็มของเกลือมีค่ามากพอที่กองทัพของประชาชนจะแลกมันมาด้วยความยากลำบาก และมันมีความหมายพอที่จะทำให้กองทัพของประชาชนกองเล็กๆกองนี้ มุ่งก้าวต่อไปตามความมุ่งหวังที่ได้ตั้งใจ พวกเราเดินทางกลับอย่างปลอดภัยจนถึงห้วยเจ็ดคด ห้วยที่ตำนานลำเลียงตั้งกติกากันไว้ว่า เมื่อข้ามพ้นคดที่เจ็ดของห้วย นับแต่นั้นคือ จุดเริ่มต้นของห้วยเสรี ซึ่งต่อจากนั้น ต่างคนต่างไป เดินทางกันไปสู่ฐานที่มั่น ซึ่งมีบ้านขี้เถ้าเป็นประตูของเส้นชัย...

พวกเรากลับมาถึงโรงเรียนการเมืองอย่างปลอดภัย ประสบการณ์ครั้งนี้ทำให้พวกเราเร่าร้อนและมุ่งมั่นยิ่งขึ้น ที่อยากจะศึกษาให้จบโดยเร็ว จะได้เข้าไปช่วยแบกรับภารกิจและช่วยกันแก้ไขปัญหาต่างๆที่ฐานที่มั่นแบกรับเอาไว้

ความปลอดภัยของขบวนลำเลียงเกลือนั้น ได้แลกมาด้วยชีวิตของยอดนักรบของกองร้อยที่ ๕๖๑ ขณะที่ขบวนลำเลียงของอำนาจรัฐมุ่งหน้าปฏิบัติการลำเลียงเกลืออย่างเงียบกริบ พวกเขาทำงานประสานกับกองร้อย ๕๖๑ เพื่อนำกำลังทหารออกก่อกวนค่ายทหารทางด้านทิศตะวันตก ซึ่งเป็นค่ายทหารที่มีฐานปืนใหญ่ตั้งอยู่ พวกเขาออกทำการเคลื่อนไหวก่อกวนไปจนถึงริมถนนใกล้สามแยกบ้านแยง ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเผยตนเองหรือแอบซุ่มโจมตีเบี่ยงเบนจุดสนใจของกำลังฝ่ายรัฐบาล นักรบใหม่ๆซึ่งเพิ่งเรียนจบไปเมื่อรุ่นที่แล้ว ได้รับประสบการณ์การผ่านศึกครั้งนี้โดยถ้วนหน้า

ครั้งนั้นกองร้อยทหารปลดแอกที่ ๕๖๑ แห่งฐานที่มั่นหินร่องกล้าต้องสูญเสียยอดนักรบซึ่งผ่านศึกมาหลายยุทธการ ไม่ว่าจะเป็น ยุทธการภูขวางหรือสามชัย ที่ฝ่ายรัฐบาลทุ่มกำลังรบเป็นจำนวนมหาศาล หมายบดขยี้กองกำลังป่าให้สิ้นซาก

สหายเหล่าท้ง แซ่เถา วีรชนชาวม้งได้สละชีวิตลงด้วยคมกระสุนของเหล่าทหารผู้คอยพิทักษ์ปกป้องอธิปไตยของฝ่ายรัฐบาล ร่างของเขาทรุดแน่นิ่งอยู่กลางถนนก่อนเข้าสู่หมู่บ้านลาดดื้อ ทิ้งให้ลูกหน่วยของเขาแตกกระเจิง ด้วยกำลังไฟของฝ่ายตรงกันข้าม การสู้รบนั้น ทำลายล้างกันได้ภายในวินาทีแรกๆเท่านั้น อยู่ที่ฝ่ายใดเป็นฝ่ายกระทำก่อน หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่รู้ตัว ตกเป็นเหยื่อของสงคราม ตามกติกามรณะ หน่วยรบที่เหลือซึ่งมีกำลังน้อยกว่าเป็นฝ่ายล่าถอย โดยไม่สามารถช่วงชิงร่างเพื่อนนักรบผู้ทรุดเอาเลือดอาบแผ่นดิน ร่างของเขาถูกรถจี๊ป ลากตระเวนไปทั่วหมู่บ้าน เป็นที่สะเทือนขวัญของผู้คน เสียงปืนใหญ่ปืนน้อยระดมยิงประสานสอดรับกันทั้งวัน ดังหนึ่งว่ายุทธการครั้งนี้ โดนก่อกวนจากกองกำลังป่านับกองพัน ... และ เสียงปืนยังคงคำรามจากฐานปฏิบัติการอีกหลายวัน แม้ว่าภารกิจลำเลียงเกลือของสำนักอำนาจรัฐได้จบสิ้นลงแล้วก็ตาม

ผมได้รับฟังวีรกรรมครั้งนี้ร่วมกับนักเรียนการเมืองหน่วยเดียวกัน โดยมีนักรบทหารจากกองร้อย ๕๖๑ นำมาสู่บทศึกษา เป็นครั้งแรก ที่ร่วมสะเทือนใจ กับการเสียสละของสหายเหล่าท้ง วีรชนปฏิวัติชาวม้ง ความเป็นจริงข้อหนึ่งของบัญญัติแห่งการต่อสู้ ทุกสมรภูมิรบ ทุกสนามการแข่งขัน

หากกล้าที่จะได้ ต้องกล้าที่จะเสีย...

จงเตรียมหัวใจไว้เถิดเพราะสิ่งที่ปรารถนานั้น ไม่ใช่ของหาซื้อ หากแต่จะต้องแลกด้วยการต่อสู้ด้วยเลือด ด้วยร่าง ด้วยชีวิต ด้วยหัวใจปรารถนาเท่านั้น พร้อมหรือยังต่อบทเรียนที่เผชิญหน้า คุณยังมีสิทธิเลือก ไม่มีใครบังคับคุณได้ ไม่ว่าจะเป็นพรรคคอมมิวนิสต์ที่ยิ่งใหญ่ หรือระบอบประชาธิปไตยที่โน้มเอียงของฝ่ายรัฐบาล สำหรับผม ผมยืนยันที่จะสู้ต่อไป หลักสูตรการศึกษาใกล้สิ้นสุดแล้ว.....

พวกเราผ่านการฝึกการทหาร ฝึกการใช้ท่าพื้นฐาน เช่น การคลานเลียนแบบสัตว์เลื้อยคลานต่างๆ การกระทำตัวเองให้เป็นเป้าที่เล็กที่สุด ฝึกการซุ้มโจมตี ฝึกขว้างระเบิด ฝึกยิงปืนชนิดต่างๆ แม้แต่ปืนครก ซึ่งต้องใช้แผนที่และพิกัดประกอบการยิง ครั้นเมื่อถึงการสะพายอาวุธประกอบท่ายุทธวิธี

ปัญหาของผมเกิดขึ้นแล้ว ผมสะพายปืนอาร์กาไว้ที่ไหล่ซ้ายซึ่งผิดปรกติแปลกไปจากนักเรียนฝึกคนอื่น สหายพนัสครูฝึกมองเห็นสิ่งผิดปรกตินี้ พร้อมออกคำสั่ง

“สหายทน คุณต้องสะพายปืนข้างขวา เพื่อจะได้เล็งที่ตาขวา”

ผมชี้แจงว่าผมไม่ถนัดเพราะตาช้างขวาของผมมองไม่เห็น ผมเหลือตาข้างซ้ายเพื่อการต่อสู้เพียงข้างเดียว ซึ่งสร้างความงุนงงให้สหายพนัส ครูฝึกเป็นอย่างยิ่ง เราทำความเข้าใจกันอยู่นาน ขณะที่ผมยืนยันจะสะพายปืนข้างซ้ายอยู่ดี ผมมั่นใจว่าการที่จะเป็นทหารของประชาชนนั้น อยู่ที่หัวใจ ไม่ได้อยู่ที่การคัดเลือกจากใคร เราสมัครใจของเราเอง เหตุผลผมชนะ ท่ามกลางความงุนงงของสหายพนัส ผู้ฝึกหนุ่ม

จนกระทั่งตราบถึงวันสุดท้ายแห่งบทเรียน พวกเราได้รับแจกกระสุนจริงคนละสามนัด ทุกคนเดินทางไปสู่สนามฝึกยิง ที่สำนักทหารช่าง เป็นครั้งแรกที่ผมได้เล็งปืนอาร์กาสู่เป้าหมาย เป็นเป้ากระดาษรูปคนห่างออกไปประมาณ ๑๐๐ เมตร มีภูเขาด้านหนึ่งเป็นบังเกอร์ปลอดภัย ผมจัดท่าเล็งและวางระยะบรรทัดปืน ที่บอกและปรับระยะยิงได้ถึง ๑๐๐๐ เมตร เป็นท่านอนยิง มีฐานประทับเป็นเนินหินมั่นคง ผมค่อยเหนี่ยวทีละนัดจนหมดอัตรา คนอื่นๆก็ปฏิบัติเช่นเดียวกันทุกคน ไม่เว้นหญิงหรือชาย

บางคนเข้าเป้าภายใน ๑๐ วง ต่างแสดงความยินดี และผิดหวังต่อการพลาดเป้าหมาย

สำหรับผม ผลการยิงออกนอกเป้าทุกนัด แต่เกาะกลุ่มอยู่ริมเป้ารูปคนซึ่งแสดงว่า พลาดจุดตาย

ผมนำบทเรียนนี้เข้าปรึกษากับสหายเกรียง เจ้าสำนักทหารช่าง ซึ่งเขาวิเคราะห์ได้น่าเชื่อถือ เขาบอกว่า

“ปืนของสหายอาจเสียศูนย์ ปืนที่เสียศูนย์ กระสุนจะพุ่งออกนอกทิศทางการเล็ก”

ผมขอบคุณต่อความรู้และบทเรียนการใช้ปืนครั้งแรกของผม อันที่จริงผมน่าจะได้เปรียบเพราะผมไม่จำเป็นต้องหรี่หรือหลับตาอีกข้าง
“ถ้าสหายทนจะใช้ปืน สหายต้องทดสอบมันด้วยวิธีการของทหารช่าง แล้ววันหนึ่ง ผมยินดีรับใช้สหาย”

นั่นคือมิตรภาพของสหายเกรียงผู้เอื้ออารี และเอาใจใส่ในคุณค่าของลูกกระสุนปืนแต่ละนัด เขาแนะนำบทเรียนอันเป็นคุณูปการ ต่อชีวิตการเป็นนักรบป่า ในภายหน้าอย่างไม่อาจลืมเลือน เขาบอกว่า ปืน คือชีวิตที่สองของนักรบ เป็นเพื่อนแท้และเพื่อนตาย ซึ่งเราอาจจะต้องนอนกอดปืนตาย ดังนั้น ปืนจึงต้องได้รับการทะนุถนอม แม้แต่แรงกระแทกเพียงเล็กน้อยอาจทำให้ความคลาดเคลื่อนต่อความแม่นยำลดน้อยลง ถ้าศูนย์เพี้ยนไปแม้แต่มิลลิเมตรเดียว ระยะพลาดก็จะถูกคูณด้วยระยะทาง เป็นบทเรียนอันทรงคุณค่ามหาศาล เบื้องหลังของชัยชนะ อยู่ตรงนี้เอง

กลับมาด้วยความตื่นเต้นของทุกคน หลักสูตรของพวกเราจบแล้ว รอแต่การประกาศอย่างเป็นทางการจากจัดตั้งเท่านั้น คืนนั้นแสงไต้ที่หัวเตียงผมไม่ยอมดับ บันทึกของผมถูกบันทึกไว้อย่างยาวนานกว่าคืนอื่นๆ มันถูกบรรจุไว้ด้วยกลอนลำตัดที่จะเล่นในพิธีจบสิ้นการศึกษา การเมืองการทหารรุ่นที่ ๒ พวกเราควรจะมอบอะไรเล็กๆน้อยๆ เข้าร่วมแสดงในหมู่ของพวกเรา กลุ่มของเราจะแสดงลำตัด ที่มีเนื้อหาปฏิวัติ ผมไม่ได้จดจำท่วงทำนองของเนื้อหา หากแต่มันก็เปิดการแสดงได้ เช่นการแสดงชุดอื่น

แสงไต้ของผม สร้างความผิดปรกติให้ทหารยามหญิงร่างบางยามดึก เขาเข้ามาสำรวจว่า ผมลืมดับไต้หรืออย่างไร แต่ครั้นมาพบผม จึงทราบว่าคือ สหายตะวัน ครูฝึกผู้ร่าเริงคนนั้น เธอถามผมถึงสาเหตุที่ไม่ยอมดับไต้หลับนอน เมื่อผมอธิบายว่าเตรียมการแสดง เธอกลับเตือนด้วยท่าทีสุภาพอ่อนโยน

“ในยามวิกาล สหายไม่ควรประมาท แสงไฟคือเป้าหมายของการโจมตี ราตรีสวัสดิ์นะสหาย”

เธอกระชับปืนในมือก่อนที่จะก้าวเดินจากไป ปฏิบัติหน้าที่เวรยามพิทักษ์โรงเรียนการเมือง และบรรดาสหายให้นอนหลับสบายอย่างอบอุ่น ผมดับไต้และเอนตัวลงนอน และครุ่นคิด มีบทเรียนให้เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา... ขอบคุณ สหายตะวัน

กำหนดจากเพื่อภารกิจของการปฏิวัติใกล้เข้ามา ความผูกพันของพวกเราทุกคน มีระดับที่แน่นอน คือ ความแน่นแฟ้น ก็หายใจอยู่กับการที่ไม่สามารถหยั่งรู้อนาคต มุ่งหวังแต่เพียงจะช่วงชิงเอาชัยชนะในสงคราม ปฏิวัติมาสู่ฝ่ายประชาชนให้ได้ จะผิดหรือถูก ผมไม่รู้ แต่ความเห็นที่เป็นมา และดำรงอยู่กำหนดความคิดผมเช่นนั้น

สหายร่วมรุ่นได้ถูกจัดสรรกำลังไปยังหน่วยต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะต้องเดินทางต่อไปทางภาคเหนือในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ซึ่งก็มีพวกสหายมานะ สหายต้น สหายนก สหายกบ สหายไม้ สหายสำเร็จ สหายสุวิทย์ พร้อมกับลูกที่ขึ้นมาด้วยกับเขา สหายสน สหายโคมฉาย ซึ่งขึ้นมากลุ่มเดียวกับผม รวมถึงสหายวรา สหายก้อนทอง สหายสุนีย์ และสหายบัว พวกเขาเตรียมตัวเดินทาง

สหายไสว สหายสว่าง สหายชนะ ได้รับมอบหมายอยู่เขตงานเขาค้อ

ส่วนผม สหายยอด สหายอ๊อด สหายโจ สหายขจร สหายกุหลาบและอีกหลายคนได้สังกัดกองร้อย ๕๖๑ ส่วนบรรดานักรบวัยรุ่นชนชาติม้ง ได้ถูกส่งตัวกลับสังกัดเดิม ผมยังไม่ทันลงไปที่กองร้อยด้วยซ้ำ มีคำสั่งให้พวกเราที่จะลงไปกองร้อย ต้องเดินทางไปกับขบวนลำเลียงเที่ยวพิเศษ ไปที่แนวหลัง คือ ประเทศลาว เป็นโอกาสดีที่ผมจะได้ไปส่งเพื่อนที่ได้อยู่ร่วมมาระยะหนึ่ง ผมยินดีเป็นอย่างยิ่ง

ก่อนการเดินทาง มีการฉายหนังกลางแปลงที่โรงเรียนการเมืองการทหาร สหายเอก รับหน้าที่นี้ร่วมกับสหายบรรจง หนังที่ฉายมีหนังจีนเรื่อง “กองร้อย หญิงแดง” “บุกเหนือตีใต้” และ “หญิงผมขาว” เป็นหนังเสียงในฟิล์ม มีสหายเอกเป็นคนบรรยายร่วมกับสหายบรรจง ซึ่งเป็นสหายชนชาติม้งอีกคน เป็นคนให้เสียงภาษาม้ง สองคนนี้ตระเวนฉายหนังไปทั่วเขตแคว้น ภายใต้อำนาจรัฐแดง พื้นที่สามจังหวัด สมฉายา บุกเหนือตีใต้ ในยามที่พวกเขาเดินทางไปที่ใด หากที่นั่นมีการเคลื่อนไหวทางการทหาร เขาทั้งสองคนเป็นหน่วยอิสระที่จะเข้าเคลื่อนไหวในทุกเขตงาน ดังนั้น ประสบการณ์ของพวกเขาจึงมีอยู่มากมาย เป็นที่รู้จักของคนทั้งหมดบนฐานที่มั่นปฏิวัติทั้งสามเขต สำหรับที่หินร่องกล้า ภาพยนตร์ทั้งสามเรื่องนี้มาฉายอีกหลายครั้ง บางครั้งก็มีสหายระวีเป็นผู้ให้เสียงภาษาไทย ซึ่งหากมีการฉายทุกครั้ง ประชาชนที่อยู่ใกล้โรงเรียนการเมืองจะเดินทางมาดูอย่างหนาแน่น ทั้งๆที่เป็นการฉายหนังเรื่องเดิม นี่หล่ะ เป็นเสน่ห์พิเศษของฐานที่มั่นสามจังหวัด เป็นสีสันการปฏิวัติที่ไม่อาจลืมเลือนได้ เป็นความบันเทิงชนิดตื่นตาตื่นใจเพียงอย่างเดียวที่ต้องใช้เทคโนโลยี มีการขึงจอหนัง จะผิดกับหนังกลางแปลงของสังคมพื้นราบก็เพียงแต่ว่าไม่มีข้าวโพดคั่ว อ้อยควั่น และก็ปลาหมึกย่าง เท่านั้นเอง

คงจะเป็นเวลากว่าสามเดือนแล้วที่ผมขึ้นมาอยู่บนฐานที่มั่นแห่งนี้เพราะผมได้รับเบี้ยเลี้ยงจากพลาธิการเป็นเงินจำนวน ๔๕ บาท จากสหายรงค์ เหมือนกับพวกสหายเราทุกคน เฉลี่ยเรามีอัตราการใช้จ่ายวันละห้าสิบสตางค์ ในขณะที่ยาสีฟันหลอดเล็ก ๕ บาท ไฟแช็กมีสองชนิด อย่างที่เรียกว่าชุดติดไฟราคา ๓ บาท หากเป็นของดีที่เรียกว่าไฟแช็กยี่ห้ออิมโก้ ราคา ๑๐ บาท ทั้งสองชนิดนี้ใช้น้ำมันก๊าดเป็นเชื้อเพลิง อย่าร่านใช้น้ำมันรอนสันเติมก็แล้วกัน เพราะมันจะระเหิดไปอย่างรวดเร็ว เฉลี่ยแล้วผมมีรายได้จากการปฏิวัติ ปีละ ๑๘๐ บาท อัตรานี้ ได้รับเท่าเทียมกันหมดทุกคน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายนำหรือทหารธรรมดาเช่นผม เป็นสิทธิในการจับจ่ายของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็น ไก่ ซึ่งมีราคาตัวละ ๕ บาท หรือไข่ไก่ฟองละห้าสอบสตางค์ รวมถึงน้ำอ้อยที่เคี่ยวแข็งเป็นอ้อยงบ หรือใบยาสูบรสดีจากประชาชนที่หาซื้อได้แทบทุกหมู่บ้าน ... ผมยังไม่เคยเห็นใครซื้อหมูมากินเป็นการส่วนตัว หมูเขาขายเป็นกำ หมายความว่า เรากางมือวัดรอบอกหมู ถ้ารอบอกหมูทำมือกางคืบได้สามครั้ง ก็แปลว่า สามกำตกเก้าสิบบาท คือ กำละสามสิบบาท ใบยาสูบก็ขายเป็นกำ การซื้อขายใช้มาตราวัด ตาชั่งจึงไม่มีความจำเป็น

การเดินทางไปในแนวหลังใช้เวลาเดินทาง ๗ วัน ใช้เส้นทางที่ไปลำเลียงเกลือครั้งที่แล้ว แต่ครั้งนี้เดินทางไกลกว่าหลายเท่านัก เราผ่านสำนัก ๕๗๓ ซึ่งเป็นทางผ่านเล็กๆ เราทราบว่า ส่วนใหญ่มีสำนักอยู่ในเขตงานจรยุทธ เราเดินทางต่อไป ในขณะที่ฤดูกาลเริ่มเปลี่ยนแปลง ฝนเริ่มซา ลมหนาวเริ่มโชย เป็นการเดินทางเพียงอย่างเดียวที่ยาวนาน พวกเราเดินไปตามสันเขา หรือไหล่เขา ในบางครั้งผมคิดว่า น่าจะเป็นการเดินทางไปตามรอยรถลากไม้ เพราะมันมองดูคล้ายถนน เป็นเส้นทางที่ยาวเหยียด จะมารู้อีกครั้งก็ต่อเมื่อ พบเห็นโขลงช้างป่าขวางทางอยู่ข้างหน้า เป็นเส้นทางที่ปลอดภัยจากศัตรู เพราะโลงช้างคุมพื้นที่อยู่ ไม่มีใครฝังทุ่นระเบิดดักทำร้ายตัดกำลังพวกป่าได้แน่ จะมีก็แต่ช้างเท่านั้นที่ทำให้ผมรู้สึกเสียวๆ อยู่เหมือนกัน ขบวนของพวกเราผูกเปลนอนตามเส้นทาง บางครั้งพักกลางวันเดินทางกลางคืน บางครั้งพักกลางคืนเดินทางกลางวัน มีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ ตลอดเส้นทางสายนี้

ขบวนของพวกเราเดินไปตามสันของภูเมี่ยง บางครั้งเดินดิ่งลงไปเลาะห้วยน้ำเหือง ซึ่งเป็นสายน้ำแบ่งเขตแดนไทย-ลาว มีช่วงหนึ่งที่เราเดินเป็นทางลาดชันขึ้นไปเรื่อยๆเหมือนเดินขึ้นไปตามสันของปิรามิด เพื่อขึ้นไปบนสันภูที่เรียกว่า ภูสอยดาว ไม่มีใครตกขบวน ทุกคนต่างเดินทางไปตามตำแหน่งของตัวเอง มันเป็นการเดินทางไกลโดยแท้จริง บนสันของภูสอยดาวนั้น เป็นพื้นที่ราบสูง มีต้นเกาลัดสูงใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง คนที่เคยผ่านแถวนั้นบอกว่า กินได้ ทัศนียภาพของภูมิประเทศแถบนี้โล่งแจ้ง อันเนื่องจากเป็นภูหญ้าคา คงเป็นพื้นที่ทำกินเก่าของพวกชาวเขา

สอยดาวเป็นเพียงชื่อภูที่ขานเรียกให้ใกล้กับความรู้สึกของผู้ผ่านทาง หากแต่อย่าหมายใจว่า จะเอื้อมหยิบดวงดาวมาได้โดยง่าย ถ้อยความหมายของมันล้วนเป็นนิยามแห่งความเพ้อฝันที่เกินจริง

อาการของผมผิดปกติแล้ว ร่างกายของผมเริ่มหมดสภาพ การเปลี่ยนแปลงของอากาศและการเดินทางไกล ทำให้พิษไข้ของผมเริ่มก่อตัว แม้จะใกล้เป้าหมายเข้ามาทุกขณะ ผมเดินทางไปอย่างทรมาน แม้จะเป็นวันสุดท้ายของการเดินทางก็ตาม ไข้ของผมสูงขึ้น เมื่อผมถึงสำนักบ่อแตน ผมก็ไม่เหลือสภาพในการช่วยเหลือตนเองได้อีกเลย แต่ก็ยังพอมีโอกาสได้ร่ำลาสหายที่จะเดินทางต่อไปทางจังหวัดน่าน ซึ่งต้องเดินทางผ่านพื้นที่ของประเทศลาว ผมได้แต่หวังว่าสักวันหนึ่งคงได้พบพวกเขาอีก อาการไข้ของผมกำเริบหนักขึ้น นอนซม ไม่สามารถเดินทางกลับพร้อมขบวนลำเลียงได้ ไข้ครั้งนี้ยาวนานมาก ผมได้รับการดูแลจากสหายคำไหล ซึ่งเป็นกองพลาธิการ ที่อาศัยฐานของประเทศเพื่อนบ้านอยู่ มีสหายพูนอีกคนที่คอยดูแลอย่างใกล้ชิด ผมได้รับการรักษาพยาบาลจากทหารประชาชนลาว ที่มีชื่อว่า ร้อยโทดวงจันทร์ เป็นเวลาเกือบสองอาทิตย์จึงสร่างจากอาการไข้

ผมพักฟื้นอยู่ที่ค่ายทหาร อ้ายน้องลาว ที่บ้านบ่อแตน อยู่รอเวลาที่จะมีขบวนเส้นทางผ่านกลับฐานที่มั่นหินร่องกล้า หลังจากซมด้วยพิษไข้มาเป็นเวลานาน อาหารที่กินได้ก็เป็นข้าวต้มกับเกลือ เพราะค่ายทหารอ้ายน้องลาว เล่นใช้ปุ๋ยสดรดผักที่งามอุดมสมบูรณ์ ถ้าผมไม่เห็นเวลาเขาใส่ปุ๋ย ผมก็คงกินมันอย่างสะดวกปาก ผมเลี่ยงๆอยู่เรื่อย ได้อาหารกระป่องจากสหายคำไหลบ้าง สำหรับสหายคำไหล เขามีรถจี๊ปแบบสิงห์ทะเลทรายอยู่หนึ่งคัน เอาไว้บรรทุกของ ซึ่งเป็นยุทธปัจจัยจากแนวหลัง เพื่อรอการลำเลียงด้วยแรงคนไปสู่เขตงานสามจังหวัด เขาบอกผมว่า มีช้างอีกสี่เชือกที่เขารับผิดชอบอยู่ ซึ่งผมไม่เคยเห็น จากการพูดคุยทำให้ผมรับรู้พื้นฐานของเขาว่า เขาเคยเป็นนักเรียนอาชีวะแผนกช่างกลพระนครเหนือ มีความรู้ด้านช่างเป็นอย่างดี ที่สำคัญ บุคลิกและท่วงทำนองของเขากลมกลืนกับอ้ายน้องลาวแบบสนิทแน่น ผมไม่ได้ออกไปไหน นอกจากมองดูหมู่บ้านอยู่ที่เนินค่ายจนกระทั่งวันหนึ่ง

วันนั้นอ้ายน้องดวงจันทร์จัดงานเลี้ยง ได้เชิญผมเข้าร่วมวง ผู้ใต้บังคับบัญชาของเขา จูงหมาดำออกมาจากหมู่บ้าน ผูกมันไว้ที่หลักแล้วหวดมันด้วยสันจอบ เขาเผาขนและขูดขนมันออกอย่างชำนาญ ชำแหละส่วนท้องของมันและย่างมันดังเช่นหมูหัน ส่วนหัวและหาง รวมทั้งข้อเท้า ถูกต้มลงในหม้อพร้อมเครื่องเทศ

ผมจำใจดูอยู่อย่างไม่ออกอาการ พบว่าก่อนที่มันจะถูกสังหาร มันคงไปกินปุ๋ยสดมาแล้ว พวกเขาล้างและนำเครื่องในทุกส่วนเอามาปรุงเป็นลาบ ถ้าเป็นหมูคงสนิทใจ แต่คราวนี้เป็นสัตว์ชนิดเดียวที่ผมรักและคุ้นเคยมาแต่เด็ก

งานเลี้ยงนี้เนื่องในวาระอะไรผมไม่อาจทราบได้ เพียงแต่ทราบว่า คืนนี้พระจันทร์เต็มดวง สุราผลิตเองดีกรีสูง ซึ่งหาได้ง่ายกว่าน้ำอัดลมแทบทุกบ้าน มีไว้รับแขก อย่างไม่ขาดเหลือ เขาจะทดสอบจิตใจของอ้ายน้องไทยที่ชื่อ ทน คนนี้หรือเปล่า แต่ไมตรีที่เขามีต่อผมนี่สิ มันบ่งบอกถึงความจริงใจและเป็นกันเอง

“อ้ายน้องดื่ม อ้ายน้อง กิน เชิญ ยินดีต้อนรับ”

พร้อมรินเหล้าใส่จอกไม้ไผ่ให้ผมดื่มชนิดแทบล้นกระบอก
ภายในหม้อขนาดเบอร์ยี่สิบสิง มีหัวสุนัขลอยอยู่ทั้งหัว หางของมันถูกสับเป็นท่อนๆเช่นเดียวกับช่วงขา มีเครื่องในบางส่วนรวมอยู่ด้วย

พวกเขาดื่มกันแบบเคยชินเป็นปกติ ซดทีเดียวหมดจอกแล้วก็รินแจกกันไปเรื่อยๆ

ไม่มีเวลาให้ผมคิดหรือตัดสินใจมากนัก รู้แต่ว่าถ้าผมดื่มหมดจอกนั้น แล้วไม่อ้วก ผมชนะใจคน และผมก็ทำได้ ท้องมันวาบตั้งแต่ไส้ขดแรกที่น้ำสุราในจอกเคลื่อนตัวลงไป ยังไม่ทันได้ตั้งสติ อ้ายดวงจันทร์เฉือนหูที่กำลังสุกได้ที่มาให้ พร้อมบรรยายสรรพคุณ

“แซบ แซบ” ยังไม่หมด ยังมีส่วนที่เป็นตับอีกชิ้นใหญ่ที่เชื้อเชิญ ผมหั่นกิน

วันนั้น สหายคำไหลไม่อยู่ เอารถจี๊ปไปทำงานหลายวันแล้ว สำหรับสหายพูนไม่ได้รับเชื้อเชิญให้ไปร่วมงานเลี้ยง

อ้ายน้องลาวหนึ่งหมู่ที่รักษาการณ์อยู่ในค่ายร่วมกัน ซดซุปสุดแซบหมดหม้อ ภายในเวลาไม่นานนัก และหลังจากหมดงานเลี้ยง ในคืนเดือนหงายคืนนั้น อ้ายดวงจันทร์พาผมไปดูวัฒนธรรมของชาวบ้ายอ้ายน้องลาวที่ได้ยินเสียงกลอง เสียงโทน เป็นจังหวะเร้าใจใกล้ๆค่าย ด้วยมิตรภาพอันดี

พวกเขาร่วมรำวงสามัคคีอยู่ในจังหวะเดียวตลอด จนเลิกงาน

ผมไม่มีเวลาอ้วกเลย ปลีกตัวไปอ้วกไม่ได้ แต่หลังจากวันรุ่งขึ้นร่างกายผมก็เป็นปกติ อาจเพราะรับเอาโปรตีนไปทดแทนส่วนที่หายไปหลายวันมาแล้ว

ผมเพิ่งทราบว่า สหายคำไหลหายไปก็เพื่อไปรับสหายเหล่าเซ้ง และสหายพิชัย พร้อมทหารพิทักษ์ของพวกเขาจากแนวหลัง ผมมีโอกาสเดินทางกลับสู่ฐานที่มั่นพร้อมกับสหายระดับสูงทั้งสองโดยสวัสดิภาพ พร้อมสัมภาระส่วนหนึ่ง ตามอัตรา ซึ่งผมจะต้องลำเลียงกลับ



เป็นครั้งแรกที่ผมได้มุ่งตรงไปยังสังกัดและรายงานตัวต่อสหายธงและสหายการันต์ ผู้ชี้นำฝ่ายการทหาร และฝ่ายการเมืองแห่งกองร้อย ๕๖๑ ซึ่งอยู่ทางใต้ชะง่อนผา ทางสันภูเล็กๆทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ

เขาต้อนรับผมอย่างเป็นกันเอง โดยไม่มีพิธีรีตองใดๆ เขาบอกว่า เขารู้จักผมแล้ว เขาทั้งสองเป็นคนขอตัวผมมาอยู่ที่กองร้อยแห่งนี้ ด้วยเหตุผลใดนั้น ผมไม่อาจทราบได้

และที่นี่ ผมได้รับข่าวที่เลวร้ายอีกชิ้นหนึ่ง คือ ข่าวการบาดเจ็บของสหายสู้ ฟังที่เขาบอกกล่าว ทำให้ได้ทราบว่า หน่วยของสหายสู้ที่ออกไปเคลื่อนไหวที่เขตงานแถวๆบ้านแก่งทุ่ง ได้ไปปะทะกับทหารฝ่ายตรงข้ามที่เดินอยู่บนถนน โดยการดวลกันซึ่งๆหน้า ผล ทหารคนนั้นเสียชีวิต สหายสู้โดนกระสุน M.๓๖ ทะลุทะลวงเข้าบริเวณท่อนขา ซึ่งขณะนั้นได้รับการรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลเขต ๑๐ โอ ปวงประชา นักรบตัวจริง ที่เคยอยู่ในจินตนาการของผม ยังไม่ทันได้มีโอกาสร่วมงานกับเขาเลย

ผมอาศัยแทรกตัวเองผูกเปลอยู่กับนักรบแห่งกองร้อย ๕๖๑ ที่ไม่ค่อยคุ้นหน้า ภายในบ้านพักทรงแปลกกว่าเรือนพักนอนทั่วไป มันถูกออกแบบโดยสหายประวิทย์ นักศึกษาจากแนวร่วมศิลปินเพื่อประชาชน บ้านหลังนี้หลังคาโปร่งมองเห็นดาวได้ชัดเจนยามค่ำคืน เขามุงมันด้วยแผ่นถุงพลาสติกใส่เป็นช่องรับแสง แทรกตัวอยู่กับแผ่นไม้กระดานซีกที่ใช้มุงหลังคาแทนกระเบื้อง ผมไม่มั่นใจนักว่า หากฝนตก จะป้องกันหยดน้ำได้หรือไม่ ดีแต่ว่าผ่านพ้นฤดูฝนไปแล้ว บ้านของพวกเขามีสองห้อง ไม่มีฟากบุเหมือนโรงทหารทั่วไป แต่มีที่สำหรับผูกเปลเป็นแถวเรียงกัน

ผมยังไม่ถูกส่งสังกัดหน่วยงานใด เพียงแต่รู้ว่าในอีกไม่นานนัก จะมีภารกิจที่ต้องปฏิบัติ คงเป็นภารกิจใหญ่ระดมทหารทั้งกองร้อย เข้าเคลื่อนไหวข่าวเช่นนี้ คงไม่ใช่ความลับ เพราะหากเป็นความลับคงไม่ทราบถึงหูผม ผมได้รู้จักเพื่อนร่วมชายคาเพิ่มขึ้นอีก เพราะนอนร่วมอยู่ด้วยหลายวัน มีสหายเริง สหายรอง สหายกิตติ สหายชาญชัย สหายสมหวัง สหายพงษ์ สหายชาด รวมถึงสหายประวิทย์ เจ้าบ้าน พวกเขาตั้งชื่อบ้านที่พวกเขาร่วมกันพักอาศัยว่า บ้านแสงจันทร์หรือบ้านประกายดาว อะไรทำนองนี้แหละ ซึ่งฟังดูแล้วไม่เกี่ยวกับการปฏิวัติเท่าไร ไม่เหมือนบ้านบนฐานที่มั่น เช่น กล้าสู้ ธงแดง ธงชัย ทำนองนั้น ผมก็ไม่ทราบได้นะว่าทำไมผมถึงได้เลือกที่จะนอนอยู่ด้วยกันกับพวกเขา อาจจะเป็นเพราะผมเคยรู้จักกับสหายชาญชัยมาก่อน และเป็นคนเมืองเดียวกันด้วย คนบ้านนี้สุขนิยมและเสรี มีเสียงเพลงจากกีตาร์ของสหายชาดให้ฟังทุกวันยามว่าง มีสหายแวะมาเยี่ยมเยียนอยู่ไม่ขาด จนต้องสร้างโต๊ะรับแขกเพิ่มขึ้นที่หน้าบ้าน

เช้ามืดของคืนแรกๆ นี้ สหายกิตติปลุกผมขึ้นมาจากเปล ในขณะที่อากาศเย็นยะเยือก
“สหายทน ช่วยผมเป็นพี่เลี้ยงหน่อย”
“ไม่ใช่เวรผม” ผมเกี่ยง
“ผมหุงข้าวไม่เป็น” สหายกิตติตอบ
“โอ...ซวย” ผมได้แต่บ่นพึมพำ
และลุกไปล้างหน้าแปรงฟัน ก่อนจะเข้าไปช่วยสหายกิตติ ที่จริง การหุงข้าวเป็นหลักสูตรหนึ่งของนักเรียนการเมืองการทหาร นักเรียนต้องผลัดเวรกันไปช่วยพี่เลี้ยงในตอนเช้ามืดทุกคน ผมได้แต่นึกในใจว่าสหายกิตติผ่านหลักสูตรนี้มาได้อย่างไร ผมก็เช่นกัน ไม่เคยหุงมาก่อน ได้แต่ดูพี่เลี้ยงทำ แต่มั่นใจว่า หุงได้ การหุงข้าวเลี้ยงคนกองร้อยหนึ่งไม่ใช่ของง่ายนัก คุณต้องก่อไฟก่อน ตั้งน้ำในกระทะให้เดือด แล้วตวงข้าวลงไปตามปริมาณ รอจนมันเดือด พอเป็นตากบ คนให้ทั่ว ใช้ที่ตักซึ่งทำจากน้ำเต้าผ่าซีกลูกใหญ่ตากแห้ง ตักมันขึ้นมาแล้วสะเด็ดน้ำในกะละมังหรือภาชนะที่มีตะแกรงรองแล้วตักมันลงจูนึ่งข้าวที่ทำด้วยไม้ มีหวายขัดถี่ๆรองก้น ตั้งอยู่บนกระทะเดือด ถ้ามีไอน้ำพุ่งออกมาตามขอบจูนึ่งและกระทะให้หาผ้าเปียกอุดรอยรั่วของไอน้ำ ปิดฝา โหมไฟ สำหรับน้ำข้าวนั้นซดได้เลย หอมมัน หากอยากมีรสชาติมากขึ้นก็นำไปเคี่ยวด้วยไฟอ่อนๆ ใส่เกลือลงไปนิดๆ

กว่าข้าวจะสุก คุณก็มีเวลาไปปอกมันหรือหั่นผักตามสภาพที่มีวัตถุดิบอยู่ในครัว ที่จริงแล้วเป็นหน้าที่ของเวรพี่เลี้ยงจะต้องสำรวจล่วงหน้าว่ามีวัตถุดิบอะไรบ้าง...ก็เลยเป็นเพื่อนกันนับแต่นั้นเป็นต้นมา...สหายกิตติเอ๋ย

เป็นครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสไปที่โรงเลี้ยงเด็กของกองร้อย ๕๖๑ ซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก ระยะห่างจากการเดินไม่ถึง ๑๐ นาทีก็ถึง สหายฆ้อนเป็นผู้ชวนผมไป อ้างว่ามีธุระ แต่ผมก็อยากไปเที่ยว

สภาพจากโรงเลี้ยงเด็ก ถูกซ่อนตัวอยู่ภายใต้ร่มยางใหญ่กิ่งของมันปกคลุมช่องว่างระหว่างต้น ทำให้มีลานสำหรับเด็กๆได้วิ่งเล่นอย่างกว้างขวาง มีหลุมหลบภัยเป็นระยะ มุงด้วยท่อนซุง เด็กๆวิ่งเล่นอย่างมีชีวิตชีวา ส่วนใหญ่เป็นลูกของทหารและผู้ปฏิบัติงานของพรรค

ผมได้มีโอกาสพบเจ้าสำนักเป็นอดีตผู้นำนักศึกษา คนนี้เป็นขวัญใจในการต่อสู้ในเมืองสำหรับนักเรียนนักศึกษา ผู้ปรารถนาประชาธิปไตยทั่วไปเช่นกัน วันนี้เธอเป็นขวัญใจตัวจริงของสหายไทย แต่โดยตำแหน่งขวัญใจประชาชน เธอก็ยังสวมมงกุฏนั้นอยู่ ผมเป็นพยานได้เพราะผมรู้สึกและเห็นเช่นนั้น เธอชื่อ สหายจิต ผมเป็นฝ่ายเข้าไปทักทายและแนะนำตัวเองว่ามาเป็นเพื่อนสหายฆ้อน ซึ่งไม่ทราบว่าตอนนี้หายหน้าไปไหน สหายจิตยิ้มด้วยรอยยิ้มแรกให้ผม หรืออาจจะเป็นเพราะรู้ว่า ธุระของสหายฆ้อนยังดำเนินอยู่เพราะลูกหน่วยในสำนักของเธอ สหายสุดา ก็หายไปเช่นกัน ผมขอตัวใช้เวลาสำรวจภายในบริเวณสำนักซึ่งก็ได้รับอนุญาต ผมพบเห็นทหารหนุ่มที่มากับผมนั่งคุยอยู่กับพี่เลี้ยงเด็กสาวผิวสีเดียวกัน ในชุดเขียวทั้งคู่ สหายฆ้อนแนะนำสหายสุดาให้ผมได้รู้จัก จึงทราบว่า ภารกิจดูแลเด็กๆมีผู้ร่วมงานอีก เช่น สหายเพลิน สหายดาว สหายเพ็ญ เป็นต้น ข้างล่างลงไปเป็นไร่กองร้อย ซึ่งมีทหารท้องถิ่น ประกอบด้วย คนพื้นราบ เป็นด่านแรกคอยเฝ้าระวังเหตุ เพราะความเป็นเจ้าถิ่นของเขา จึงมีวิธีการดักผู้บุกรุกด้วยทหารใบ้และสัญญาณระวังภัยต่างๆ กับความคิดที่ว่า ไม่น่าปลอดภัย สำหรับสำนักนี้จึงผ่านไป ระหว่างทางที่เราเดินทางกลับกองร้อยด้วยกัน ผมถามสหายฆ้อนว่า

“ คนรักของสหายใช่ไหม ผู้หญิงน่ารักคนนั้น”
“ ก็น่าสนใจอยู่” เขาตอบสั้นๆ พร้อมหัวเราะอย่างเสียลับ

ผมยังได้ทราบถึงข่าวคราวของสหายสู้ จากสหายฆ้อน อีกว่า ผลจากลุกกระสุน M.๑๖ จากการปะทะครั้งนั้นเป็นลูกกระสุนหัวระเบิด สะเก็ดของมัน ไปทับเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการเจ็บปวด และบาดแผลก็สาหัส โรงพยาบาลแห่งนี้มีความชำนาญพิเศษเกี่ยวกับการรักษาบาดแผลจากสงคราม นอกจากโรคธรรมดาของเขตป่าเขา มีหนทางเดียวที่จะรักษาอาการของบาดแผลที่เป็นพิษกำเริบได้ คือ การตัดขา แต่สหายน้ำทิพย์ซึ่งเป็นภรรยาของสหายสู้ ยังพอมองเห็นหนทางแห่งทางรักษาขาของสหายสู้เอาไว้ ในขณะนั้นแล้ว อย่าหมายว่าจะได้ส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลในเมือง เพราะคนระดับสหายสู้เป็นที่รู้จักของสังคม และหน่วยงานของรัฐบาล ทุกหน่วยงาน ถ้าได้เอ่ยถึงชื่อจริงเขา รัฐบาลและสังคมไทยในขณะนั้นมองเห็นเขาเป็นภัยต่อระบอบการปกครอง ทั้งๆที่เขาทุ่มเททั้งชีวิต อุทิศหัวใจและวิญญาณให้กับงานการต่อสู้ของกรรมกรและผู้เสียเปรียบในสังคม

สำหรับผมได้แต่ครุ่นคิดถึงวิธีแก้ปัญหาของป่า ได้คาดคะเนว่าพวกเขาคงจะนำศัลยแพทย์ฝีมือเยี่ยมขึ้นมาช่วยรักษาเขาที่โรงพยาบาล


หน้าที่หลักของผมขณะนั้น คือ การตำข้าว ร่วมกับสหายนักรบ แห่งกองร้อย ๕๖๑ ผมอยู่แผนกตำ นักรบหญิงหลายคนอยู่แผนกฝัด และร่อน ครกกระเดื่องสามตัวถูกแรงคนกระทำประดุจดังเครื่องจักร เสียงปึก ปึก ของมัน ดังมิได้หยุด

ณ ที่นี้ ผมได้พบเห็นการรวมตัวของบรรดาสหายหญิงแห่งกองร้อย ๕๖๑ ซึ่งถูกระดมขึ้นมาจากหน่วยงานมวลชน พวกเขาล้วนเป็นนักศึกษาจากในเมือง เป็นเยาวชนที่กำลังร่าเริง เรียนรู้การฝัดข้าว ร่อนข้าว จากสหายท้องถิ่นอย่างมีชีวิตจิตใจ นอกจากพวกสหายเพ็ญ สหายเยาว์ สหายเพลิน สหายดาว และสหายเดือนแล้ว ยังรวมถึงสหายภาณี คนนั้น คนที่ผมพบเป็นภาพทหารป่าหญิงคนเดียวกับที่เคยเห็นบนโรงเรียนการเมือง เสียงครกกระเดื่องยังคงส่งเสียงจากการเหยียบของบรรดานักรบไปตลอดเวลาที่ยาวนาน ปริมาณของข้าวสารเพิ่มขึ้น

และแล้ว ภารกิจของกองร้อย ๕๖๑ ก็ได้ถูกชี้แจงโดยสามสหายนำแห่งกองร้อยพิทักษ์ฐานที่มั่น อันมี สหายธง หนุ่มใหญ่ร่างสมาร์ท ผู้บังคับกองร้อย ฝ่ายชี้นำการเมือง สหายแสวง นักรบหนุ่มชาวม้ง ตำแหน่งผู้บังคับกกองร้อยทหารเคลื่อนที่ และสหายการันต์ ผู้ชี้นำหน่วยงานมวลชน โดยสรุปว่า ทหารกองร้อยจะต้องแบกรับภารกิจสองประการที่ต่อเนื่องในขณะนั้น หนึ่งคุ้มกันขบวนเส้นทาง ซึ่งจะมีการเดินทางขึ้นมาสมทบของขบวนการนักศึกษาจากในเมืองทางฝั่งใต้ คือ เขาค้อ และกองลำเลียงซึ่งจะต้องผ่านเขตงานรับผิดชอบ สอง เป็นภารกิจโดยตรงของกองร้อย ที่จะต้องนำพาสหายสู้ไปรักษาตัวยังแนวหลัง และลำเลียงสัมภาระที่จำเป็นกลับมา การประชุมครั้งนั้นจัดตั้งและหน่วยพรรคทั้งสองระดับ ได้กำหนดแผนล่วงหน้าก่อนการประชุม และผู้ที่เข้าร่วมฟังผลของการประชุมครั้งนี้ ได้ถูกคัดเลือกให้ไปปฏิบัติภารกิจสำคัญครั้งนี้ ก่อนจบ บรรดาฝ่ายนำ เน้นให้พวกเรารักษาความลับครั้งนี้ไว้ด้วยชีวิต

ด้านพลาธิการ มีสหายมานะ นักรบหญิงชนชาติม้งร่างกายบึกบึนเป็นผู้รับผิดชอบ จัดซื้อหมูจากประชาชนขนาดห้ากำถึงสองตัว ทำการคั่วแห้ง บรรจุใส่กระบอกไม้ไผ่ จำนวนหลายสิบกระบอก วันนั้น อาหารของพวกเราอุดมสมบูรณ์ หลังเสร็จภารกิจประจำวัน มีการสังสรรค์เล็กๆที่กระท่อมปลายดาวซึ่งเป็นกระท่อมเดียวกับกระท่อมแสงจันทร์

ผมจะเรียกมันตามสถานการณ์แห่งการปรากฏตัวของทั้งสองสิ่ง สหายแทบทั้งกองร้อยเข้ามาร่วมชุมนุมที่ลานออกกายบริหาร จนทำให้วงดนตรีเล็กๆของกองร้อยซึ่งที่จริงก็มีเพียงสหายชาดเพียงคนเดียวเท่านั้น ที่เล่นกีตาร์อยู่ที่บ้านประกายดาวและเมื่อบ้านมีพื้นที่ไม่พอต้อนรับสมาชิก จึงมีการเคลื่อนตัวกันขึ้นไปเล่นและร้องกันบนลาน มีเพลงหลากหลายที่ร้องร่วมกัน มีการปรบมือและเคาะจังหวะเล็กๆโดยสหายชาญชัย เป็นการกำเนิดการแสดงครั้งแรกของวงดนตรีกองร้อย ๕๖๑ โดยมีสหายชาดเป็นนักดนตรีเล่นกีตาร์ให้จังหวะเพียงคนเดียว จนสหายไทยเป็นผู้กล่าวนำทางความคิดขึ้นว่า

“กลับมาจากลำเลียงเที่ยวนี้ ช่วยกันทำเพลงสักชุด น่าจะดี”

สิ้นสุดการสังสรรค์ที่ไม่มีกำหนดการล่วงหน้ามาก่อน ผมเหยียดตัวลงนอนบนเปลภายในบ้านพัก แหงนดูดวงดาราบนจอใสที่เป็นส่วนหนึ่งของหลังคาบ้าน ผมคงนอนหลับลงไม่ได้เพราะอีกไม่นานก็จะถึงเวรของผมที่จะต้องผลัดกันคอยพิทักษ์กองร้อย คืนนั้นผมมีดวงดาวเต็มท้องฟ้าเป็นเพื่อนอยู่ยามรักษาการณ์ ให้สหายนักรบได้นอนหลับสบาย...

นักรบแห่งกองร้อย ๕๖๑ ร่วมกับหน่วยเส้นทางสำนักห้วยทราย ซุ่มอยู่บริเวณป่าเลาริมถนนสายเพชรบูรณ์ – หล่มสัก เดือนเสี้ยวเคลื่อนตัวของมันไปทางทิศตะวันตกบอกเวลาแทนนาฬิกาได้เป็นอย่างดี เกือบสี่ทุ่ม ถนนแถวนั้นเงียบสงัด ไร้ผู้สัญจรผ่านไปมา ไม่ค่อยมีรถคันใดอยากผ่านไปเส้นทางนี้ เพราะอย่างน้อยก็หวาดหวั่นในความเปลี่ยวเหงา หน่วยเส้นทางทำหน้าที่ของเขา ประสานงานกับหน่วยเส้นทางฝั่งเขาค้อ เขาทำงานกันอย่างชนิดที่เรียกได้ว่า พลาดไม่ได้ ยามรักษาการณ์ จากทหารป่ากองร้อย ๕๖๑ เฝ้าคอยระวังตามจุด สังเกตตลอดเส้นทางที่ขบวนลำเลียงจากฝั่งใต้จะต้องเดินผ่าน ประสบการณ์ที่ผมผ่านป่ามาครั้งหนึ่งแล้ว ผิดแต่ว่าคราวนี้ผมคือ ทหารปลดแอกประชาชน หรือชื่อที่จะเรียกต่อไปว่า ท.ป.ท. อันมาจากชื่อเต็มที่ว่า ทหารปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย ผมมีหน้าที่ที่จะต้องพิทักษ์สหายผู้มาใหม่ จะต้องรับใช้เขาดังเช่นที่ผมเคยได้รับมา ครั้งนี้ มีนักศึกษาจากในเมืองขึ้นมาอีก รวมถึงการเดินทางของนักศึกษา จากเขาค้อ ที่ผมเคยเห็นเมื่อครั้งแรกที่ผ่านมา ผิดว่าการเดินทางครั้งแรกซึ่งมีระยะทางสั้นๆที่มีเป้าหมายอยู่แค่ภูหินร่องกล้า แต่เที่ยวนี้ เราจะมุ่งหน้าเคลื่อนขบวน เดินทางยาวไกลผ่านเส้นทางผ่านที่ผมเคยผ่านเมื่อเดือนที่แล้ว ข้ามชายแดนไปที่บ้านบ่อสร้างและบ่อแตนของประเทศลาว ขบวนของพวกเราแวะส่งนักศึกษาที่จะเข้าร่วมเป็นนักเรียนการเมืองการทหารของโรงเรียนที่เขต ๑๐ เป็นรุ่นสุดท้ายของประวัติศาสตร์ การต่อสู้ด้วยกำลังติดอาวุธของฝ่ายประชาชน โดยการนำของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย มันเป็นรอยต่อระหว่างปี ๒๕๒๐ – ๒๕๒๑ ตามทางผ่านไร่ข้าวแตกรวงเหลืองอร่ามเป็นสีทอง อากาศเย็นสบาย

ผมถูกจัดให้เป็นหน่วยลำเลียง สหายสู้เคลื่อนตัวออกจากถ้ำหลบภัยที่เขาใช้รักษาตัว ป้องกันการโจมตีทางอากาศของเครื่องบินรบ OV ๑๐ ซึ่งบินซ้อมรบและลาดตระเวนเหนือฐานที่มั่น สภาพของสหายซูบผอม แววตาแห่งความทรหดอดทน และต่อสู้เมื่อครั้งแรกเห็น มีหยาดน้ำตาคลออยู่ด้วยความเจ็บปวดของพิษบาดแผล มีสหายน้ำทิพย์เป็นเพื่อนเคียงกายอยู่ตลอดเวลามันเป็นความทรหดอดทนของคนคู่นี้ เป็นสัญลักษณ์ของเพื่อนแท้และเพื่อนยามยากที่น่าจดจำ พวกเราทำเปลโดยใช้ไม้สอดหามหน้าสองคน หลังสองคน ระหว่างหัวและท้ายเปลหามถูกถ่างไว้ด้วยไม้ขนาดสั้น ไม่ให้เปลบีบคนเจ็บ

และในเที่ยวเมล์เดียวกันนี้ มีนักศึกษาแพทย์ที่หนีภัยคุกคามจากเหตุการณ์ ๖ ตุลา ได้เดินทางร่วมไปด้วย พวกเขาไปเรียนแพทย์ต่อที่ประเทศจีน และอย่างน้อยพวกเขาก็มีส่วนช่วยเหลือดูแลสหายสู้ ในยามพักพล บอกแล้วว่าระยะทางยาวไกลสำหรับคนธรรมดา แต่สาหัสขนาดไหนสำหรับคนเจ็บ และการลำเลียงคนเจ็บข้ามประเทศ ผ่านโขดเขาธุระกันดาร บ้างก็สูงชัน บ้างก็ทิ้งลาดดิ่ง บ้างก็ย่ำโขดหิน ตะปุ่มตะป่ำตามห้วย แล้วคนสี่คน หน้าสอง หลังสอง มันต้องหลอมหัวใจรวมเข้าด้วยกัน บางคนเสียหลักสะดุดล้ม คนที่ไม่ล้มจะต้องออกแรงรับอย่างหนักหน่วง มิเช่นนั้น สหายผู้บาดเจ็บ จะได้รับการกระทบกระเทือนทุกข์ทรมานพันทวี เสียงโอดโอยครวญครางอยู่ตลอดเวลายามตื่น น้ำตาของผมซึมคลอต่อเมื่อได้ยินเสียงสหายคราง "แม่จ๋า" ออกมา อย่างไม่รู้สึกตัว ยาแก้ปวดถูกใช้ตลอดเวลากำหนดที่มันเริ่มหมดฤทธิ์ ผมได้แต่คิดชื่อของสหายจะเตือนสติของผมอยู่เสมอ อย่างน้อยที่สุด ผมก็ได้รับรู้ว่า หัวใจของสหายปรารถนาดีเพียงใดให้กับสังคมของผู้ที่ถูกเอารัดเอาเปรียบและถูกข่มเหง รังแก ใครจะเข้าใจหรือสมเพชหรือสมใจ แต่ผมคนหนึ่งละที่เข้าใจสหายอย่างถ่องแท้ แม้แต่ผมไม่เคยได้เคียงบ่าต่อสู้ร่วมกับสหายมาก่อน แต่ความรู้สึก ชีวิตและวิญญาณของสหายได้ถูกถ่ายทอดลงบนบ่าของผมที่แบกรับสหายอยู่ ผลัดเปลี่ยนกับเพื่อนร่วมรบของสหายตลอดทางเฝ้าภาวนาให้สหาย ได้รับการรักษาจนหายดังเดิม ไม่ว่าเราจะพบกันอีกหรือไม่ก็ตาม

ขบวนพักที่ ๕๗๓ คืนหนึ่ง เพื่อนผมคนหนึ่งซึ่งเคยรู้จักเขาครั้งอยู่ในเมือง เขาเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ ผมบังเอิญได้มีส่วนร่วมไปกับกิจกรรมของพวกเขาในฐานะอาสาสมัคร ออกสำรวจ ความทุกข์ยากของประชาชนภายในจังหวัด ขณะเกิดอุทกภัยน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี ๒๕๑๘ ได้อยู่ร่วมกับเขาจนจบภารกิจ กิจกรรมของพวกเขาเป็นเวลาถึงเจ็ดวัน และติดต่อกัน จนเกิดเหตุการณ์ ๖ ตุลา ก็ได้แต่คิดถึงเขาอยู่เสมอ วันนั้นเขาสร้างความมหัศจรรย์ให้กับผมเป็นอย่างมาก
เขาเป็นผู้เข้ามาทักทายผม จับมือผมด้วยความยินดี

“สวัสดีครับ สหายทน”
ผมกล่าวสวัสดีตอบ
“ทำไมรู้จักชื่อผม” ผมแปลกใจ เพราะเขาไม่เคยรู้จักชื่อนี้ของผม นอกจากชื่อจริง และนามสกุล เขาอธิบายให้ผมทราบว่า
“ผมคิดว่าคุณต้องขึ้นมา” ผมเฝ้าถามสหายที่ผ่านทางที่มาจากเขาค้อหรือร่องกล้าด้วยการอธิบายถึงรูปลักษณะ พวกนักเรียนการเมืองที่มาทำงานที่นี่ รู้จักคุณดี สหายทน”
ผมทำหน้าเข้าใจ ต่อความช่วยเหลือที่เกิดขึ้นจริง
“แล้วคุณล่ะ ชื่ออะไร” ผมหมายถึง ฉายาป่า
“แสน ทับสี่” คำหลังนี่เป็นเขตงานที่เขาได้ลงไปรับผิดชอบบุกเบิก

โอ! ความมหัศจรรย์ คนสองคนมาพบกันในสถานการณ์ ที่ไม่น่าจะเจอะเจอ มันมีสัญชาติญาณเร้นลับใดหนอที่ทำให้คนเรามีความสะดุดอยู่ในห้วงแห่งความคิดคำนึง ที่นอกเหนือสิ่งปกติธรรมดาได้ ผมได้แต่คิดถึงคำว่า มหัศจรรย์ มหัศจรรย์ กับการที่ได้พบเขา “สหายแสน” และ ณ ที่นั้นเช่นกัน ที่ผมได้พบกับนักเรียนการเมืองรุ่นพี่อีกหลายคน เช่น สหายแพร สหายนา สหายจิต สหายฝน สหายยิ่ง สหายสังข์ สหายเชิดฯลฯ

ความเมื่อยล้าทำให้ผมปรารถนาที่จะผ่อนคลาย ผมผลัดกันแบกรับความทุกข์ระทมของสหายมาเป็นเวลาถึงสามวัน สหายทุกคนอ่อนล้ามีแต่หัวใจเท่านั้นแหล่ะที่ยังคงมุ่นมั่น ผมขออนุญาตสหายห้อนไปหาซื้อเหล้าที่หมู่บ้านประชาชนม้งซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก สหายฆ้อนอนุญาตผม แต่แนะนำให้สหายชาญชัยไปเป็นเพื่อน สหายชาญชัยให้ผมไปขออนุญาตสหายไทย ผมคิดว่ามันไม่ผิดวินัย ท.ป.ท. ข้อใด กับการดื่มในเวลาพักผ่อน ที่สถานการณ์ไม่แหลมคม ผมขออนุญาตตามความเห็นอันสมควรของสหายไทย

“ผมไม่อนุญาต” เขาตอบแบบเบ็ดเสร็จ หมายถึงไม่อนุญาตให้ลูกหมู่ของเขา คือ สหายชายชัยไปเป็นเพื่อนผม ไม่ได้หมายถึงไม่ให้ผมไปซื้อเหล้า ผมบอกแล้วว่า หากผมปรารถนา ผมก็ไม่แคร์

“ถ้าเช่นนั้น ผมไปคนเดียว” ไม่มีคำตอบจากสหายไทย แน่นอนผมเคารพสหายไทย แต่ผมก็เคารพหัวใจของผมเอง

ประสบการณ์ครั้งแรกที่ผมเคยผ่านทางทำให้ผมเดินไปหาซื้อเหล้าข้าวโพดจากบ้านประชาชนได้ไม่ยากนัก ผมพอสื่อสารภาษาม้งได้เล็กน้อย

“ก้อ มั่วเจ๋อ กูโห่ว ทหารโห่ว”
ผมทำมือทำไม้ประกอบ ประชนชนม้งตอบ
“กู๋มั่ว”

เขาไปหยิบให้ผมขวดหนึ่งเป็นเหล้าข้าวโพด กลั่นน้ำหนึ่งอย่างดีเขารินให้ผมชิม ... ซ่านหัวใจนัก ผมเทน้ำในกระติกที่พกประจำกายทิ้งไป และถ่ายสุราจากขวดใส่กระติก ซึ่งคนบนบานที่มั่นแห่งนี้เรียกว่า บิดง เป็นภาษาเวียดนาม ความหมายเดียวกัน ผมถามเขาถึงราคา

“จี๊ บ่า” แปลได้ความ ห้าบาท

ผมเดินตัวปลิว กลับสู่กองทหารที่พักแรมอยู่ตามสันเขาของเขต ๕๗๓

อย่างน้อยก็เป็นกระษัยคลายเส้น ทำให้พวกเราทหารป่าอันมีสหายฆ้อน สหายประชา สหายชม สหายชาญชัย สหายจาร์ สหายพงษ์ ร่วมวงปันส่วน เพิ่มความรู้สึกที่ผูกพันและแน่นแฟ้นต่อกัน พวกเราไม่เคยลืมวางแผนการทหารก่อนนอน ไม่เคยพลาดเรื่องการจัดเวรยามระวังเหตุ เป็นเช่นนี้ตลอดไป ทุกคนหลับสบาย รอการเดินทางในวันรุ่งขึ้น ขบวนลำเลียงของพวกเราเดินทางไปถึงแนวหลังโดยสวัสดิภาพ สหายสู้ได้รับการส่งตัวต่อไปยังประเทศจีน พร้อมกับนักศึกษาอีกจำนวนหนึ่ง รวมถึงสหายจิตด้วย และที่นั่น ผมได้มีโอกาสได้เล่าเรื่องราวความเป็นมาของผมให้สหายจิตได้ฟัง มันเป็นช่วงขณะที่ผมคิดถึงท้องถิ่นที่ผมจากมา คิดถึงบ้าน คิดถึงพ่อแม่พี่น้องและเพื่อนๆของผม ผมไม่ยอมเข้าร่วมประชุมร่วมกับขบวนลำเลียงที่มีสหายธงเป็นผู้บังคับกองลำเลียง ผมออกมานั่งผิงไฟที่กองไฟภายนอกเรือนประชุมแต่เพียงผู้เดียว สหายจิตเป็นผู้ผ่อนคลายและชี้แนะบางประการ ประหนึ่งคล้ายกับอาจารย์ที่ปรึกษาบางคนของผม ผมเคารพในมิตรภาพและความจริงใจของเขา เขาบอกว่า เขาจะไม่ได้กลับไปที่หินร่องกล้าอีก แต่ก็สัญญาว่า เขาจะบันทึกเรื่องราวของ “กองร้อยทหารปลดแอกประชาชน” โดยมีผมคนหนึ่งอยู่ในบันทึกนั้นด้วย

ขบวนลำเลียงครั้งนี้ เป็นทหารทั้งหมด ลำเลียงปัจจัยทางทหารที่ได้รับการหนุนช่วยจากพรรคพี่น้อง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเวชภัณฑ์และอาวุธยุทโธปกรณ์ เป็นของหนักๆแทบทั้งสิ่น ผมเลือกที่จะบรรทุกลูกกระสุนปืนจำนวน ๑๐๐๐ นัด มากล่องหนึ่ง จับดูครั้งแรกคิดว่าพอประมาณ จัดมัดอย่างแน่นหนารวมกับเสื้อผ้า ทุกคนบรรทุกหนักอย่างเท่าเทียมกันตามความสามารถ ถ้าเป็นพวกห่อผ้าเบาๆก็ต้องแถมลูกปืนครกหรือลูกจรวดอาร์พีจีมัดประกอบมาด้วย มันยังไม่มีอานุภาพใดเพราะยังไม่ได้ใส่ดินปืน

กระสุนปืนกล่องนั้นเหมือนกับเพิ่มน้ำหนักขึ้นเรื่อยๆตามระยะทาง มันเล็กก็จริงแต่มันหนักหน่วงบอกไม่ถูก ไม่ว่าจะจัดมันอยู่ในสภาพไหนมันก็ยังคงสภาพไม่ผิดแผกไปจากเดิมทุกย่างก้าวบ่งบอกถึงการทดสอบความทรหดอดทนของตัวเอง เหลียวหน้าเหลียวหลังทุกคนบรรทุกเต็มอัตรา ไม่สามารถแบ่งปันหรือเพิ่มพูนช่วยเหลือกันได้อีก นอกเสียจากทิ้งมันไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้อย่างแน่นอนได้แต่นับย่างก้าวเพื่อหักลบกับวันเวลาให้เหลือน้อยที่สุด จนขบวนพักที่บ่อเกลือ ซึ่งเหลือระยะทางอีกสองวันเท่านั้นก็จะกลับถึงฐานที่มั่นหินร่องกล้า ผมไม่สามารถทำตัวให้เป็นภาระต่อใครต่อใครได้อีก ไม่ว่าจะเป็นการเจ็บป่วยเพิ่มภาระของสหาย แต่มันก็พ่ายแพ้ต่อสังขารของตัวเอง มันอิดโรยและอ่อนเพลีย เหมือนดังหนึ่งร่างกายลืมติดกระดูกมาด้วย ความรู้สึกมันเป็นเช่นนั้นจะมีก็แต่หัวใจเท่านั้นที่กระเสือกกระสนหาทางออก ผมเอ่ยอาการนี้ให้สหายฆ้อนได้รับทราบ

“สหายประชา ช่วยดูแลสหายทนหน่อย”

สหายฆ้อนเอ่ยปากกับสหายประชาที่เป็นพยาบาลสนามประจำหน่วย เมื่อสอบถามถึงอาการผม จับดูชีพจร วัดอุณหภูมิ รวมทั้งความดัน สหายประชาจัดการฉีดกลูโคสเข้าเส้นเลือดให้ผมในทันทีและให้ผมนอนพัก พร้อมจัดยาประเภทบำรุงและวิตามินบวกยานอนหลับ จวบจนรุ่งเช้า สหายประชา ต้มข้าวต้มหมูที่ยังพอมีเหลืออยู่บ้างให้ผมกินและสอบถามถึงอาการของผม

“ดีขึ้นมาก ขอบคุณ สหาย”

เขากระเทาะขวดกลูโคส ยื่นให้ผมเพิ่มพลังอีกหนึ่งหลอด
ผมยอมรับนับถือความสามารถของบุรุษพยาบาลสนามผู้นี้ประหนึ่งวีรบุรุษ ถ้าเขาไม่ได้ใช้ความสามารถของเขาแก้ไขปัญหาของผมแล้ว ผมคิดว่าวันนี้ พวกเขาต้องทิ้งสัมภาระบางส่วนเอาไว้ และหามผมกลับฐานที่มั่นอย่างแน่นอน

กองทหารมุ่งตรงไปยังพลาธิการของกองร้อย นำสัมภาระที่บรรทุกมาไปเก็บไว้ที่นั่นในบางส่วน และเรื่องราวมันก็เกิด เมื่อทุกคนแกะของที่ลำเลียงมาออกเก็บ สหายไทยโวยวาย อย่างฉุนเฉียว

“ไอ้แม่ ..ง ให้กูเป้กางเกงในมาตั้งเยอะแยะ” เขาหมายถึง กางเกงชั้นในของทหาร ที่มีหูรูด เขาเพียงแต่หยิบมันมาถุงหนึ่ง เพื่อรองรับเครื่องกระสุนหนักที่เขาเป้ติดมา

“โบ๊เบ๊” มีตั้งเยอะแยะไม่รู้จักหาซื้อมาใช้ เขายังด่าต่อไป ... หมายถึงอาการวิพากษ์วิจารณ์ไปอีกชุดใหญ่ ทุกคนที่ได้รับฟังเขาพูดเห็นพ้องต้องกัน ในทฤษฎีการพึ่งพาตนเองซึ่งที่จริงแล้ว มันน่าละอายอยู่เหมือนกัน ที่แม้แต่กางเกงใน ยังต้องลำเลียงมา เสียแรงและเวลา ... สำหรับผม ผมไม่เคยใส่มันเลย ผมหมายถึง เฉพาะกางเกงในเจ้าปัญหา ผมเริ่มเข้าใจในความเป็นคนหัวรุนแรงของเขา สหายไทย เขาวิพากษ์การปฏิวัติอย่างไม่เกรงใจใคร เขามีความคิดของเขา เมื่อเทียบกับตัวผมเองแล้ว ผมยังอ่อนเยาว์ทางความคิดเป็นยิ่งนัก ผมเป็นฝ่ายเข้าไปหาเขาในวันหนึ่ง ทวงถามถึงสิ่งที่เขาเคยนำเสนอ ก่อนไปลำเลียง

คนอย่างเขา แน่นอน เขาหลบหายเข้าไปในบ้านแสงจันทร์และผมก็เช่นกัน ผมมีจินตนาการของผมอยู่แล้วว่าจะนำบทเพลงลูกทุ่งพื้นบ้านที่ผมชื่นชอบเป็นพิเศษ “กระท่อมพ่อหม้าย” ที่ขับร้องโดยศิลปินแผ่นเสียงทองคำของยุคสมัยนั้นมาใส่เนื้อหาที่สอดคล้องกับสถานการณ์ ไม่มีใครคิดใครทราบมาก่อนว่า ผมทำได้ หุ่นผมไม่ให้...อาศัยที่ใจรัก เท่านั้นเขาใช้เวลาในการแต่งเพลงไม่นานนัก เขาเป็นอัจฉริยะ สมความเชื่อมั่นที่ผมมีต่อเขา เสียงกีต้าร์คลอเนื้อหาของเพลงที่เขาแต่ง ... เป็นท่วงทำนองเพลงที่คุ้นหู

“ ดูเมฆฟ้า เบื้องบน หมองหม่นหนักหนา
หยาดน้ำตา พร่าพราย เหลียวมองทั่วถิ่น
ทั้งแผ่นดิน น่าใจหาย โอชาติไทย ไร้สิทธิ์เสรี
มันเหยียดหยาม ทำเอาเราเศร้า เหลือแสน
เคียดแค้นจึงเพิ่มทวี หลายชีวีดับลับลาไป จากโลกนี้
เราพร้อมพลีชีพเพื่อประชา อุทิศพลีชีพเพื่อประชา
ใต้ธงพรรค นำพา เจิดจ้าส่องแสง
โบกพริ้วแดงดั่งตะวัน
เมฆฟ้าหมองหม่น ที่เบื้องบนเนิ่นนานนั้น
ไม่ช้าพลัน กลับกลายรุ่งราง
ไม่ช้าพลัน ประชาได้ชัย”

เสียงสหายชาดให้จังหวะจนจบเพลง ก่อนจะได้ยินเสียง เสียงของคนพูดน้อยอย่างเขา

“เยี่ยม” เขาหมายถึง ประโยคเต็มที่ว่า ยอดเยี่ยม สหายชาดเป็นนักศึกษาที่มีฝีมือทางด้านดนตรีแบบอาชีพ ผมเคยเห็นเขาแสดงบ่อยๆ ในช่วงสมัยการต่อสู้ของนักเรียนนักศึกษา ในนามของวง “รวมฆ้อน” สักพัก ผลงานของผมก็เสร็จ พร้อมเสนอ ผมนำเนื้อเพลงไปร้องให้พวกเขาฟัง
“สู่เขตเขาเข้ามา จากบ้านนา มาจับปืน
เพราะที่นาทุกผืน ส่งเสียงสะอื้น อยากกลับคืนสู่เรา
ก่อนเคยไถทำกิน เจ้าที่ดินมันแย่งเอา
เหลือเพียงเคียวเกี่ยวข้าว
และสองมือเปล่า
โอ้ ตัวเราสุดทน
ดาวแดงสะดุดตา แจ่มจ้าดวงนี้
ได้ชุบชีวีที่หมองหม่น
มองเห็นดาว พราวพราย สดใสเบื้องบน
นี่แหล่ะคน ถือปืน
ใต้ธงพรรคสีแดง เราร่วมแรงหยัดยืน
สร้างไทยใหม่สดชื่น ด้วยกระบอกปืน
เพื่อนาคืน...สู่เรา”

สหายชาดพิจารณาเนื้อหาและแสดงความคิดเห็นต่อผม

“เปลี่ยนหน่อยได้ไหม สหายทน”
“ตรงไหน” ผมรับฟังข้อเสนอ
“เปลี่ยนท่อนแรก เป็นสู่เขตเขาลำเนาไพร”
ได้” ผมเห็นด้วยแต่ต้องต่อด้วย
“จากบ้านไกลไปจับปืน”

แล้วผมก็ร้องนำเสนอตามการเปลี่ยนแปลงนั้น ซึ่งฟังดูแล้วมันพริ้มขึ้นอีกระดับหนึ่ง สหายชาดทำดนตรีประกอบจังหวะ วันนั้นมีเพลงเกิดขึ้นสองเพลง และหลายคนช่วยกันแต่งตามถนัดรวมถึงสหายชาดด้วย สหายไทยเอ่ยปากชม

“เฮ้ย ทน เก่งนี่หว่า”
“ผมสู้สหายไทยไม่ได้หรอก”

ผมออกตัวแบบเขินในคำชมของเขา แต่เขาก็มีประโยคหนึ่งที่ประทับใจผม

“นี่ไม่ใช่การต่อสู้ แต่นี่คือการสร้างสรรค์”

หน่วยศิลปินของกองร้อยเคลื่อนที่แห่งภูร่องกล้าจึงถือกำเนิดมาอย่างเป็นไปเองตามสถานการณ์ มีสหายชาดเป็นผู้ดำเนินการรวบรวมและดึงคนมาร้อง รวบรวมเพลงต่างๆมาทำจนได้ครบชุด ที่จะบันทึกเทป เพื่อการเผยแพร่ทางสถานีวิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทยและหน่วยศิลปินของกองร้อย ๕๖๑ นี้ ก็มีบทบาทผ่อนคลายและชี้นำความคิดทางการเมืองให้กับบรรดาเหล่านักรบผู้ปฏิบัติงานและมวลชนทั้งบนฐานที่มั่นและเขตจรยุทธ เคียงคู่ไปกับการสู้รบ งานมวลชน งานการผลิต ตลอดยุคของกาลเวลา เครื่องดนตรีก็มีอยู่แล้ว คือ กีต้าร์สองตัว เครื่องเคาะจังหวะและแอคคอเดียน มีเพียงเท่านั้น...ไม่มีใครเล่นแอคคอเดียนได้เลย ต้องใช้คนเล่นถึงสองคน คนหนึ่งขยับ คนหนึ่งกดไปบนคีย์ดูแล้วไม่เข้าท่า แต่มันก้ทำให้เพลงที่ผมแต่งมีสีสรรขึ้น สหายพิภพคนหนึ่งที่มีความพยายามที่จะเล่นแอคคอเดียนให้ได้โดยการฝึกซ้อมอยู่เป็นเวลานาน ในที่สุดเขาก็ทำมันได้ ตัวของเขาจึงเป็นมือแอคคอเดียนของวงไปโดยปริยาย สหายชาญชัย เสนอว่าควรจะเพิ่มเครื่องดนตรีโดยเสนอต่อจัดตั้ง เขาดำเนินการเอง อาศัยช่วงโอกาสที่เขาต้องลงไปวัดสายตาประกอบแว่นที่ต้องใช้เลนส์พิเศษแตกต่างจากคนทั่วไป ต้องลงไปกรุงเทพฯ เขาสัญญาว่าจะหาเครื่องดนตรีมาเพิ่ม ผมพูดกับเขาอย่างเล่นๆว่า

“หาทรัมเปตมาฝากสักตัวนะ”

ส่วนสหายพงษ์หยอกเอินตามท่วงทำนองของเขา

“ไม่ต้องลงไปหรอก ชาญชัย ตูดขวดเป๊ปซี่ เอามาฝนกับหินก็คงใช้ได้” ทำให้สหายชาญชัยสลัดผมยาวสลายของเขาไปมาอย่างเข้าใจในอาการหยอกล้อของสหายพงษ์ แต่ในที่สุดเขาก็ใช้เวลาไม่นานนักในการไปหาแว่นตาอันใหม่ พร้อมอะไหล่มาอีกอันหนึ่ง เขามาด้วยเที่ยวเมล์พิเศษเฉพาะของเขา พร้อมเครื่องดนตรีครบวง มีกีต้าร์ยี่ห้อระดับมืออาชีพสองตัว กลองบรองโก้ ๑ ชุด และระนาดเหล็กที่เด็กๆใช้ตีนำขบวน ๑ อัน เม้าท์ออร์แกนชุดใหญ่ที่มีทุกคีย์ให้เลือกใช้ ที่พิเศษสำหรับผม คือ ทรัมเปตสีเงิน อีกหนึ่งตัว...ทุกคนชื่นชมในความสามารถและจริงใจของเขา แต่สำหรับทรัมเปต ไม่มีใครเป่ามันได้เลย มันเป็นเพียงของฝากตามคำขอของผมเท่านั้น

ฤดูกาลเก็บเกี่ยวมาถึง พวกเราได้ช่วยกันไปเกี่ยวข้าวที่ไร่ของกองร้อย เขาไม่ได้ใช้เคียวเกี่ยวแบบชาวนาทั่วไป แต่หากใช้เครื่องมือที่เรียกว่า “แกะ” มีคมเป็นแผ่นเหล็ก ฝังอยู่ในเนื้อไม้ซึ่งกำไว้พอดีที่อุ้งมือ มีเชือกเล็กๆรัดสันมือเอาไว้ เขาใช้วิธีเด็ดมันทีละรวง ถนอมทุกเมล็ดข้าวราวกับว่ามันเป็นสิ่งมีค่า ไม่ยอมให้หลุดร่วง ผืนไร่นับร้อยไร่ใช้คนระดมเกี่ยว ตี และลำเลียงสู่ยุ้งฉางนับเดือน หน่วยทหารเคลื่อนที่และหน่วยงานมวลชน ออกเคลื่อนไหวรอบเขตจรยุทธ เครื่องบิน L๑๙ บินมา โฆษณาให้พวกเรายุติการสู้รบ กลับบ้านเถิด พ่อ-แม่เป็นห่วง มันบินสูงเกินกว่าอำนาจปืนของพวกเราจะยิงถึง ทำให้ได้ยินคำโฆษณาไม่ถนัด มองดูเห็นมันโปรยใบปลิวพราวระยับเต็มท้องฟ้า ลมบนพัดมันไปสู่ทิศทางใดไม่รู้ เครื่องบินชนิดนี้ได้ฉายาว่า “ไอ้ปากหมา”

ในบางครั้งเราได้ยินเสียงทหารใบ้ส่งข่าวบอกอาการผิดปกติ มันคือ ทุ่นระเบิดที่ฝังไว้รอบขอบเขตแดนของพวกเรา ไม่เคยผิดหวังหรอก เพราะส่วนใหญ่ก็จะเป็นพวกหมูป่าที่มีอยู่ชุกชุม เป็นอาหารประจำของพวกเรา บุคคลภายนอก ห้ามเข้า...ตาย คือ ประกาศิตของทหารป่าที่ไม่เคยมีใครย่างกรายเข้ามา แม้แต่หน่วยคอมมานโดมือหนึ่งไหนก็ตาม เพราะทุกครั้งที่พวกเราไปพิสูจน์ทราบจากเสียงระเบิด ไม่เคยมีเหยื่อที่เป็นมนุษย์ สักครั้งเดียว

บทเพลงแห่งการปฏิวัติของคนรุ่นใหม่ถูกขับขานขึ้นอย่างมีชีวิตชีวา สอดรับกับอารมณ์ ความรู้สึก ประสานทั้งบทเพลงของคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่อย่างมีพลัง สืบทอดภารกิจปฏิวัติของคนรุ่นก่อน ซึ่งความคิดเปิดกว้างยอมรับวัฒนธรรมใหม่ ที่สร้างสรรค์ ความเหน็ดเหนื่อยของนักปฏิวัติรุ่นบุกเบิก ถูกแฝงไว้ด้วยรอยยิ้มแห่งความเอื้อเอ็นดู พลังของท่วงทำนองเพลง หลอมละลายความรู้สึกของทุกชีวิตบนหินร่องกล้า เป็นพลังแห่งความหวังและความรู้สึก งดงาม ความเร่าร้อน ที่จะสร้างสรรค์สังคมให้สดสวย เปี่ยมอยู่เต็มพลังที่จะขับเคลื่อนแรงใจของทุกคนอย่างสดใส ร่าเริง

นักดนตรีเฉพาะกิจถูกสหายชาด ดึงมาร่วมงานเพื่อบันทึกบทเพลงปฏิวัติแห่งภูร่องกล้า เครื่องบันทึกขนาดเล็ก ที่มีลำโพงสองข้างใช้ถ่านไฟฉายหกก้อน ถ้ำเล็กๆที่เงียบสงัดถูกใช้เป็นเครื่องบันทึกเสียง เครื่องดนตรีที่มีถูกนำมาใช้อย่างเหมาะสม กีต้าร์สี่ตัวไม่ว้าเหว่อีกต่อไป มีสหายจาร์ สหายกิติ และสหายนนท์ ช่วยกันกรีดเสียง ประสานจังหวะโดยการนำของสหายชาด สหายพงษ์ เคาะจังหวะ สหายพิภพ บรรเลงแอคคอเดียน สำหรับผมเลือกเม้าท์ออร์แกน ใช้ตามคีย์ของบทเพลงที่สหายชาดทำการประสานเสียง ไม่เว้นแม้แต่ระนาดเหล็กที่ถูกนำมาใช้ นักร้องสาวเสียงดีมีอยู่มากมาย จนคัดเลือกใครเป็นพิเศษไม่ได้เลย สหายระวี สหายแกน สหายตะวัน สหายเรียน สหายดาว สหายเพ็ญ สหายเดือน ... เอ่ยตัวอย่างมาเพียงเท่านี้ ก็คงมองเห็น พลังของวงดนตรีแห่งกองร้อยทหารปลดแอกแห่งหินร่องกล้าเป็นอย่างดี

แต่ครั้นเมื่อถึงเพลงที่สหายไทยแต่ง ผู้ขับร้องนำเพื่อบันทึกแถบเทปนั้นคือ สหายระวี ผู้ร้องได้อย่างมีพลังและอารมณ์เพลง ใช้เวลาไม่นานนัก เพลงเด่นๆ เช่น ภูร่องกล้าปฏิวัติ นั้นคงจะเป็นสหายชาดเป็นผู้ขับร้อง ส่วนเพลง “ป่ากว้างใหญ่” นั้นได้ร้องกันแทบทุกคน เพลง”สู่ร่มธงพรรค” ที่ผมแต่งเนื้อได้นักร้องจากฝั่งใต้ เขตเขาค้อที่เผอิญผ่านทางมา ชื่อ สหายรัตน์ เป็นผู้ขับร้อง และประกอบไปด้วย อีกหลายบทเพลง ที่ได้รับการเผยแพร่ เช่น ...
ชีวิตชาวนา แต่งโดย สหายชาญชัย มีสหายสมหวังจากบ้านห้วยตีนต่างเป็นผู้ขับร้อง
“เพลง อ้อมอกแม่” มีสหายชาดแต่งและร้อง
“เพลงหัวอกคนจน” ซึ่งผมแต่ง ให้สหายเติมร้อง ซึ่งต่อมากลายเป็นเพลงประจำตัวสหายเติมไป

เทปมาสเตอร์ม้วนนั้นถูกบรรจุหีบห่อรอการเดินทางไปสู่สถานีวิทยุกระจายเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย พวกเราเรียกสถานีวิทยุแห่งนี้สั้นๆว่า ส.ป.ท. กระจายเสียงภาคภาษาไทยทุกวัน ตั้งแต่หกนาฬิกา สิบนาฬิกา สอบสองนาฬิกา สิบเจ็ดนาฬิกา และยี่สิบเอ็ดนาฬิกา ด้วยขนาดคลื่น ๒๑ เมตร และ ๓๑.๕ เมตร ในระบบคลื่นสั้น และภาคภาษาม้งในเวลามีข่าวสาร บทความ เรื่องสั้น และบทเพลง สองสามวันถึงจะเปลี่ยนรายการครั้งหนึ่ง เป็นคลื่นขวัญใจของพวกเรา
สหายไทยเตรียมตัวเดินทางไปพร้อมกับเทปม้วนนี้ ผมเห็นสหายไทยเตรียมเก็บสัมภาระ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนังสือภาษาอังกฤษเล่มโต ยัดใส่เป้คู่ใจของเขา ดูเขาไม่ค่อยสบายใจเท่าใดนัก เมื่อผมถามเขาว่า

“แล้วสหายจะไปทำงานที่ไหน”
“ก็ยังไม่รู้ อาจจะไปทำงานที่ผมถนัด”
“งานอะไรที่สหายถนัด” ผมถามต่อ
“คงเป็นงานด้านวิชาการ” เขาตอบผมเป็นประโยคสุดท้าย ผมอวยพรให้เขาเดินทางโดยสวัสดิภาพ แล้วเขาก็จากกองร้องห้าหกหนึ่งแห่งหินร่องกล้าไป...





ผมถูกส่งตัวไปทำงานมวลชนร่วมกับหน่วยงานมวลชนสาย ๘ มีสหายหยัดเป็นสหายท้องถิ่นเข้าร่วมงาน มีสหายขจร สหายกิตติ สหายสมใจ สหายทนง ซึ่งทำงานเคลื่อนไหวอยู่ก่อนแล้ว งานส่วนใหญ่ก็คือ พูดคุยกับมวลชน ที่เข้ามาทำไร่ติดต่อกับเขตฐานที่มั่น พวกเรามีฐานพักอยู่ภายในเขตของฐานที่มั่น หากพ้นแดนไป เราเรียกว่าเขตจรยุทธ ซึ่งเป็นเขตระหว่างถนนสหายนครไทย ด่านซ้าย ระยะห่างระหว่างรอยต่อประมาณ ๑๐ กิโลเมตร ยังรวมถึง สหายประพันธ์ สหายเติม และสหายเดือน อีกไม่นานต่อมาก็มีสหายระวี จากโรงเรียนการเมืองร่วมเคลื่อนไหว หน้าที่หลักคือ กุมสภาพมวลชนที่เข้ามาทำไร่ให้ชัดเจน เจาะลึกให้ชัดลงไปว่าผู้ใดคือมิตร ผู้ใดคือศัตรู พร้อมไปด้วยการโฆษณาแนวทางและนโยบายของพรรค ปฏิบัติตนให้เป็นที่เชื่อมั่นของมวลชน รวมถึงเจาะลึกหาแนวร่วมเพื่อการสนองปัจจัยที่ฐานที่มั่นขาดแคลน เช่น เกลือ ยารักษาโรค ขั้นแรกก็ฝากซื้อทีละนิด ละหน่อย ไม่ให้เป็นที่สังเกตนานเข้าก็ไปลำเลียงกันทีละเล่มเกวียน พวกเราเกาะติดอยู่ตรงนั้นหลายเดือนมาแล้ว สำหรับผมกับสหายระวีมาทำงานที่หลังพวกเขา แต่ก็กุมสภาพและรู้จักคนไม่ต่างกัน แบ่งงานกันทำ หากสองคนโฆษณาหรือคุย อีกส่วนก็ต้องรักษาการณ์ วางแผนการทางทหารให้ดีว่าศัตรูมาทางนี้ จะถอยไปทางไหน จะระดมกำลังไฟไปทางทิศใด จึงจะไม่โดนพวกเดียวกัน งานเช่นนี้ยังไม่สะใจคนรุ่นใหม่ ของหน่วยงานมวลชนสาย ๘ เท่าใดนัก แล้ววันหนึ่งพวกเราก็เห็นพ้องต้องกันว่า ควรจะขยายการเคลื่อนที่ไปให้ถึงถนน กุมสภาพหมู่บ้านแถบริมถนนให้ได้

เราแบ่งงานกัน ผมกับสหายกิตติ และสหายเติม รับหน้าที่ออกไปกุมสภาพ เรียกภาษาพื้นบ้านก็คือ ออกไปดูลาดเลา ดูทั้งกลางวัน ดูทั้งกลางคืน เห็นว่ามีแต่ถนนกับหมู่บ้านโป่งกะเฌอ หากไปทางทิศตะวันออกก็เป็นบ้านนาตาดี น้ำเลา และบ้านแก่งทุ่ง ซึ่งมีค่ายทหารอยู่ที่บ้านนาตาดี และบ้านน้ำเลา ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่มากนัก ด้านทิศตะวันตกไม่เกิน ๑๐ กิโลเมตร

ผมเสนอว่า พวกเราควรจะออกไปเปิดเผยตัวเองในด้านกว้างบ้าง เพราะจริงๆแล้ว ผู้คนน้อยนักที่จะได้เห็นทหารปลดแอกประชาชน ความหวาดหวั่นตามโฆษณาชวนเชื่อของทางฝ่ายรัฐบาลก็มีอยู่อย่างหนาแน่น ผมรายงานตามสภาพให้บรรดาสหายทราบว่า ทำได้โดยใช้เวลาสั้นๆ ปรากฏตัวบนถนน เข้าหมู่บ้านและเดินเข้าเขตจรยุทธ

มีบางคนแสดงความคิดเห็นว่าเป็นการสุ่มเสี่ยง แต่ผมกลับเห็นว่าที่ทำกันอยู่ทุกวันมันก็เสี่ยงอยู่แล้ว แต่มันก็ไม่เกิดผลสะเทือนอะไร ผมยืนยัน ในการปรากฏตัวของ ท.ป.ท. ซึ่งในที่สุดก็ไม่มีคนคัดค้าน

พวกเรากำหนดวันแล้วละว่าในวันสงกรานต์ ที่จะถึงนี้ พวกเราจะลงไปเล่นสงกรานต์ที่บ้านโป่งกะเฌอ เตรียมหัวใจกันไว้ให้ดีเถอะสหาย แผนการนี้ได้ผ่านกระบวนการทางประชาธิปไตยรวมศูนย์แล้ว มันเป็นข้อที่จะต้องปฏิบัติ เราวางกำลังออกเป็น ๒-๔-๒ สองคนหัวดูทั้งซ้ายและขวา ขึ้นลำปืนเตรียมปลดเซฟไว้พร้อม ส่วนสี่คนที่เป็นผู้หญิงสามคน คือ สหายระวี สหายสมใจ สหายเดือน และสหายทนง ให้ทำหน้าที่ซื้อของที่ร้านค้าและทักทายผู้คน ผมกับสหายเติมรั้งท้ายระวังหลัง

พวกเราลัดถึงถนนใหญ่ ในตอนสายของวันสงกรานต์ จัดขบวนแถวเรียงหนึ่งเดินไปตามถนนประมาณ ๓๐๐ เมตร จึงถึงหมู่บ้าน ให้สหายกิตติและสหายขจรเดินนำระวังหน้า รถปิคอัพพาคนไปเที่ยวสงกรานต์โบกมือให้พวกเราอย่างอบอุ่น ผมก็ไม่รู้ว่าพวกเขาคิดว่าพวกเราเป็นทหารของฝ่ายรัฐบาลหรืออย่างไร แต่พวกเราก็โบกมือให้ คิดอยู่เสมอว่า ถ้าทหารมาก็ยิงกัน พวกเราพร้อมรบอยู่แล้ว อย่างน้อยเราก็หลบเข้าป่า อีกอย่างการกระทำอย่างนี้ ฝ่ายตรงข้ามกลัวนัก กลัวว่าพวกป่าอ่อยเหยื่อจะล่อปลาให้มาติดเบ็ด

พวกเราทักทายประชาชนที่เห็นพวกเราเป็นสิ่งแปลกใหม่ มองดูด้วยความประหลาดใจ พวกเราสั่งน้ำแข็งใส่น้ำอัดลมมากินคนละถุง จ่ายเงินแล้วก็เดินตามเส้นทางเข้าป่าไปอย่างหน้าตาเฉย ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เป็นปรากฏการณ์แปลกใหม่ของการทำงานมวลชน พวกเราหวังผลเพียงผลสะเทือนทางด้านกว้าง เพราะอย่างน้อย พวกเราก็กล้าปรากฏตัวต่อที่สาธารณะ บุคลิกของพวกเราก็ชี้ชัดอยู่แล้วว่า สุภาพเรียบร้อย มีระเบียบวินัย อย่างน้อยหน่วยงานมวลชนของสายแปดก็ได้รับการประเมินผลในด้านบวก ส่งผลให้กองร้อย ๕๖๑ ระดมพลครั้งใหญ่เพื่อยึดบ้านนาโพธิ์ ในคืนที่มีการฉายหนังกลางแปลงในเวลาต่อมา

ฝ่ายนำทั้งสามของกองร้อยประเมินผลต่อการเคลื่อนไหวของหน่วยงานมวลชนสายแปดว่า ได้ส่งผลสะเทือนทางด้านดี เพราะข่าวลือที่ทหารป่าปรากฏตัวที่หมู่บ้านโป่งกะเฌอเป็นที่เล่าลือไปทั่วนครไทย จากการประเมินสภาพจากหน่วยงานมวลชน เห็นว่า การเคลื่อนไหวที่ก่อผลสะเทือนทางด้านกว้างมีส่วนช่วยเกื้อกูลต่อการทำงานมวลชนทางด้านลึก แต่ได้ท้วงติงในแง่ของการกระทำที่สุ่มเสี่ยง นำกำลังส่วนน้อยไปเคลื่อนไหวอิสระโดยไม่ได้ประสานกับกองกำลังทหารเคลื่อนที่ เมื่อประเมินผลทั้งทางด้านข้อดี และข้อเสียแล้ว สรุปว่ากองร้อย ๕๖๑ จะปฏิบัติงานอีกครั้ง โดยยึดพื้นที่ บ้านนาโพธิ์เป็นเวลาสองชั่วโมง ในเวลาที่ผู้คนกลับจากทำไร่ และหุงหาอาหารกันเต็มอิ่มแล้ว โดยจะนำวงดนตรีของกองร้อยเข้าร่วมเคลื่อนไหวด้วย พร้อมโฆษณานโยบายของพรรคให้มวลชนได้รับทราบ

หมู่บ้านนาโพธิ์ และนาจาน อยู่ห่างจากตัวอำเภอไม่มากนัก กองกำลังทหารเคลื่อนที่ของกองร้อยจัดแบ่งกำลังออกสกัดเส้นทางเข้าหมู่บ้าน ทุกเส้น ไม่อนุญาตให้ใครออกไปได้เลย เข้าควบคุมเครื่องมือสื่อสาร ซึ่งมีเพียงวิทยุรับส่งของทางการที่ทำการผู้ใหญ่บ้านเพียงแห่งเดียว หน่วยงานมวลชนแจกใบปลิวและแถลงการณ์ให้ประชาชนและประกาศว่า เราจะเปิดการแสดงของทหารป่า ซึ่งยืนอยู่ข้างพี่น้องและประชาชน

งานนั้นสหายการันต์คุมไปเอง สหายธงและสหายแสวงในฐานะผู้บังคับกองร้อย สหายฆ้อน สหายจำเนียร ในฐานะผู้บังคับหมวด สหายเทียนผู้บังคับหมู่ รับผิดชอบภารกิจทางด้านการทหาร ผมและสหายกุหลาบเป็นหน่วยลาดตระเวณ ทันทีที่พลบค่ำ ผมได้ยินเสียงครื่องขยายเสียงจากทางบ้านนาจานว่า ในวันนี้จะมีการฉายหนังกลางแปลง เชิญพี่น้องจูงมือบุตรฉุดมือหลาน มาชมภาพยนตร์ ผมคิดในใจ สหายกา เรามีคู่แข่งซะแล้ว ระหว่างรถฉายหนังขายยาเร่ กับภารกิจโฆษณามวลชน ของพรรคคอมมิวนิสต์ ผมชวนสหายกุหลาบในทันที หา รถมอร์เตอร์ไซค์ใกล้ตัวที่สุด ของชาวบ้านแถวนั้นให้สหายกุหลาบซ้อนท้ายไป ผมกุมสภาพได้ว่า ปากทางมีหน่วยอาวุธหนักของสหายจาร์คุมอยู่ สหายจำเนียร สหายชาลี สหายฆ้อน ยึดพื้นที่ทางเข้าไว้หมดแล้ว รถฉายหนังคงจะเข้ามาแต่กลางวัน

เราสองคน จอดรถมอร์เตอร์ไซค์ ใกล้รถฉายหนัง ซึ่งขึงจอรอฉายเรียบร้อยแล้ว

“ขอยืมรถฉายหนังหน่อยซิพี่” สหายกุหลาบเข้าไปสะกิด คนประกาศสะดุ้ง หยุดการกระจายเสียงโดยฉับพลัน คนที่เป็นผู้หญิงที่มาด้วย เข้าใจว่าคงเป็นเมีย ตกตะลึงไม่แพ้กัน

จะว่าด้วยท่วงทำนองที่สุภาพของสหายกุหลาบ หรือจะด้วยอานุภาพของปืนอาร์กา ที่เขาสะพายอยู่ไม่อาจทราบได้ เขาทั้งสองรีบขึ้นไปสตาร์ทรถฉายหนังขับไปที่บ้านนาโพธิ์อย่างว่าง่าย ทิ้งจอหนังตั้งโดดเดี่ยวไร้เครื่องฉาย อยู่กลางแปลง

ผมเสียดาย ที่ไม่เห็นการแสดงในครั้งนั้น เพราะต้องลาดตระเวนคุมพื้นที่ร่วมกับสหายกุหลาบ จนเสร็จสิ้นภารกิจ

พวกเขาถอนกำลังกลับตามแผน ปล่อยให้หน่วยรบสกัดเส้นทางอีกระยะหนึ่ง งานครั้งนี้ไม่ใช่งานสู้รบ จึงเป็นเพียงการตรึงกำลังเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยให้พวกเราเอง หน่วยศิลปินและหน่วยงานมวลชนพักค้างแรมด้วยการผูกเปลนอนริมน้ำไทร เขตจรยุทธ ของนักรบกองร้อย ๕๖๑ นั่นเอง

นักเรียนการเมืองการทหารรุ่นที่สามจบหลักสูตรแล้ว พวกเขามี จำนวนเท่าไรผมไม่อาจรู้ได้ เพราะไม่ค่อยได้คุ้นกับพวกเขา ได้ขึ้นมาก็เพราะต้องผ่านทางเท่านั้น พวกเขาได้ถูกส่งตัวลงไปทำงานที่กองร้อยบ้าง ที่อำนาจรัฐบ้าง และประจำอยู่ที่โรงเรียนการเมืองบ้าง

สหายคำเพชร ได้เดินทางกลับจากการประชุมทางเขตงานภาคเหนือ ผมได้พบเขาเป็นครั้งแรกที่โรงเรียนการเมือง

เขาเป็นชายวัยกลางคนร่างเล็ก ผิวพรรณสะอาด เขาแต่งเครื่องแบบเต็มยศ พกปืนสั้นขนาด ๑๑ มม. พร้อมซองบรรจุแมกกาซีนอีกสองอัน ติดกับซองปืน ไม่มีเครื่องหมายบ่งบอกฐานะหรือตำแหน่งใดๆ เขาผูกผ้าพันคอสีแดงเป็นสง่า ผมได้สัมผัสมือกับเขาเป็นครั้งแรก เขาเดินทางมาถึงพร้อมกับแขกของฐานที่มั่น ที่เป็นนักรบจากเขตงานอื่น ตำแหน่งของเขาที่พวกเรารับรู้คือ เลขาธิการพรรคเขต ๑๐ ฐานที่มั่นหินร่องกล้า ผมยังได้พบกับประธานอำนาจรัฐเขต ๑๐ ซึ่งมีอำนาจไม่ต่างกันนัก เขาเป็นชาวม้ง ชื่อสหายสมวิทย์ ซึ่งมีหน้าที่ในการปกครองประชาชนบนฐานที่มั่นแห่งนี้ คนทั้งสองนี้ น่าจะอยู่ในวัยใกล้เคียงกัน

ผมเริ่มที่จะเดินทางไปไหนมาไหนคนเดียวบนฐานที่มั่นได้ เริ่มรู้จักเส้นทางสัญจรบนฐานที่มั่น ถ้ามีธุระผมก็แจ้งผู้บังคับกองร้อย และเดินทางได้อย่างอิสระเสรี กับการที่ผ่านงานมาในระดับหนึ่ง ทำให้ผมนึกถึงสหายเกรียงสำนักทหารช่าง ผมได้เข้าไปเยี่ยมสำนักทหารช่างของเขา สำนักของเขาอยู่กันอย่างครอบครัวที่อบอุ่น มีการปลูกผักอุดมสมบูรณ์ เลี้ยงสัตว์ปีก ไว้เพื่อการบริโภค เขาอยู่กันไม่มากนัก ทำให้ผมได้รู้จักสหายสุรีย์ภรรยาของเขา สหายชาญ สหายภิญโญ กับสหายตั้ม รวมถึงสหายเทพที่เพิ่งจบหลักสูตรนักเรียนการเมืองรุ่นที่แล้ว งานของพวกเขาเป็นงานซ่อมอาวุธ ประกอบทุ่น มีโรงกลั่นกอฮอล์เพื่อใช้ในโรงพยาบาลด้วย และที่พิเศษ หน่วยช่างแห่งนี้ ปะหม้อ ปะกระติกน้ำ ดัดแปลงสภาพอาวุธ ผมเคยเห็นปืน M๑๖ พับฐานปลายประบอกสั้น กว่าปกติที่นี่ ทราบว่าเป็นสินสงครามที่ถูกทหารป่าทำลาย พานท้ายปืนแตก ปลายกระบอกทะลุบิดงอ เขาจึงตัดเหลือสั้นกะทัดรัด ระยะหลังผมเห็นสหายเอกนำไปใช้ประจำหน่วยฉายหนังของเขา

เขาเลี้ยงต้อนรับผมอย่างดีตามอัธยาศัย อาหารของพวกเขาใครได้ลิ้มรสแล้วจะติดใจ เขาปราณีตในฝีมือการปรุงเนื่องจากอยู่กันไม่กี่คน และเมื่อเสร็จจากการต้อนรับด้วยอาหารมื้อกลางวัน เขาเอ่ยถาม

“มีอะไรให้ผมรับใช้ สหายทน”
“ช่วยทดสอบปืนให้ผมหน่อยเถิด สหาย”
ผมชี้แจงถึงความตั้งใจในการมาเยือน
“ยินดีรับใช้ เชิญเลยครับ”

เขากล่าวแสดงความจริงใจ และนำพาผมไปที่แท่นทดสอบปืน มันเป็นปากกาจับอย่างมั่นคง ผมยื่นอาร์กา AK๔๗ ประจำตัวให้เขา เขาทำเป้าที่ห่าง เพื่อการทดสอบระยะ ๑๐๐ เมตร หลังจากตั้งบรรทัดได้ระดับเดียวกับระยะห่างของเป้าหมาย เขาใช้สายตาเล็ง และบีบปากกาจับแทนมืออย่างมั่นคง กระชากลำเลื่อนส่งกระสุนเข้ารังเพลิง จัดระบบการยิงทีละนัด

“สหายทน ลองเล็งดู”
“เข้าเป้า”
“สหาย ลองยิง”

“ปัง” เขานำผลทดสอบมาดู ผลปรากฏมันไม่เข้าเป้าหมายที่เล็งไว้ เขานำเครื่องมือชิ้นเล็กๆค่อยปรับที่ศูนย์หน้าปืนและตั้งเป้าเข้าที่หมาย

“ปัง” ผมเป็นผู้ลั่นไกนัดที่สอง พร้อมเป็นคนวิ่งไปหยิบเป้ามาพิสูจน์เอง คราวนี้ใกล้เคียง แต่ยังอยู่นอกวงดำ เขาปรับมันต่อ
“ปัง” ผลของครั้งนี้ เข้ากลางศูนย์พอดี ผมทดลองยิงออกไปอีกสามนัด ผลเป็นที่น่าพอใจ มั่นใจ อย่างกับมืออาชีพ
ผมขอบคุณ สหายเกรียงและทหารช่างทุกคน แต่ไม่วายเอ่ยปากทัก
“ผมว่ากอฮอล์ที่ผลิตจากที่นี่กินได้ ใช่ไหม สหาย”
สหายเกรียงยิ้ม และตอบ
“เอาไว้เช็ดเครื่องมือแพทย์และล้างแผล สหายรู้ได้อย่างไรว่ากินได้”
สหายเกรียงทำท่าทึ่งในความรอบรู้ของผม
“ผมสังเกตเห็นกากอ้อยเยอะแยะ” ผมตอบ
“เลยทำให้ผมคิดว่า สหายผลิตเมทิลแอลกอออล์ ซึ่งมันต่างจากเอทิล”
สหายเกรียงยิ้มเปิดเผยแบบอารมณ์ดี ก่อนจะเหน็บแนมนิดหน่อย
“เอาไปกินบ้างไหมล่ะสหาย ผสมน้ำเจือจางได้นะ” เขาเย้าแหย่ผมเล่น ก่อนที่ผมจะจากไป

ผมเดินกลับกองร้อย ครุ่นคิดไปตลอดทาง หากผมไม่มาทดสอบปืนมันก็คงไม่ต่างจากท่อนเหล็กดีๆ มันก็แค่ทำแต่เสียงดัง แต่หวังผลอะไรไม่ได้ ผมอยากนำเรื่องแบบนี้ไปบอกสหายหลายๆคนจังเลย

การเคลื่อนไหวงานมวลชนของเขตงานสายแปดบ้านโป่งกะเฌอ และเขตงานสายหก บ้านนาโพธิ์ นาจาน ได้ส่งผลสะเทือนต่อมวลชน ทั้งทางด้านกว้างที่ประชาชนได้พบเห็นภาพใหม่ของทหารป่า ซึ่งเป็นภาพของนักเรียนนักศึกษาที่เป็นปรากฏการณ์ใหม่ เป็นภาพลักษณ์ใหม่ แทนความรู้สึกดั้งเดิมของประชาชนที่มองภาพผู้คนบนหินร่องกล้าว่าเป็นเขตของ “แม้วแดง” ส่งผลให้ประชาชนเริ่มเฝ้าสังเกตและมอง พูดคุย วิจารณ์ สอดรับกับสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศ ที่มีข่าวนักศึกษาเข้าป่า มาตั้งแต่หลังเหตุการณ์ ๖ ตุลา ส่วนในด้านที่ลึกลงไป หน่วยงานมวลชนทำงานสะดวกขึ้น มีการเรียกพวกเราว่าลูกว่าหลาน มีการนำด้ายมาผูกข้อมือรับขวัญบ้างตามธรรมเนียมข่าวลือที่ว่า ทหารป่าล้วนแต่สวยๆหล่อๆ กระพือไปจากปากมวลชน ที่ไม่เคยพบก็เหมือนได้พบ ที่ไม่เคยเห็นก็เหมือนได้เห็น สถานการณ์เปลี่ยนไปจากที่หวาดกลัวและไม่เคยพบเห็น ดังเช่นฉายากองทหารปีศาจ คือแทบไม่เคยมีใครเห็นตัวตนกองกำลังทหารป่าแห่งฐานที่มั่นหินร่องกล้า ประกาศขยายเขตจรยุทธ ตั้งแต่บ้านแยงไปถึงบ้านบ่อโพธิ์ คือถนนสายยุทธศาสตร์ที่โอบล้อมทางด้านทิศเหนือของฐานที่มั่น เกลือที่เคยต้องไปลำเลียงด้วยระยะทางไกลถูกส่งเข้ามาถึงชายฐานที่มั่น เป็นเกลือไอโอดีนบรรจุห่อแบบพกพาสะดวก รองเท้าแตะตราดาวเทียม หาซื้อได้ง่ายมาก กางเกงในก็หาซื้อได้ไม่ยากนัก แม้แต่รวมไปถึงผ้าอนามัยเสียด้วยซ้ำ

มีทหารฝ่ายรัฐบาลที่รักษาการณ์อยู่ค่ายนาตาดีมีจดหมายฝากมวลชนมาถึงสหายหญิงของเราบ่อยๆ ทั้งนี้ ผมก็ไม่ทราบว่าเธอฝากจดหมายตอบไปโดยมารยาทหรือเปล่ามีสหายหลายคนที่เป็นขวัญใจของทหารห่างบ้านเหล่านั้น

ยุทธศาสตร์ก้าวใหม่เริ่มขึ้น ด้วยคำขวัญที่ว่า

"กดขวัญศัตรูลงไป ปลุกขวัญมวลชนขึ้นมา"

บนฐานที่มั่นก็มีการปรับปรุงยุทธวิธีการทำงานของกองร้อยทหารปลดแอกก็ปรับปรุงรูปขบวนใหม่

งานบนฐานที่มั่นโดยเฉพาะที่โรงเรียนการเมือง ยังคงดำรงสถานภาพของสำนักทางวิชาการอยู่ เนื่องจากมีนักศึกษาที่จบการศึกษาจากโรงเรียนการเมืองรุ่นที่สามซึ่งจบหลักสูตรแล้ว สหายส่วนใหญ่เป็นคนที่มีคุณภาพมีความรู้ความสามารถสูง พวกเขาจัดตั้งสำนักพิมพ์ "เอกราช" ขึ้น โดยมีสหายเกื้อเป็นกองบรรณาธิการ มีสหายอรรถเป็นฝ่ายศิลปกรรม

สำนักงานกลางซึ่งมีฐานะเป็นศูนย์บัญชาการย้ายจากข้างบนซึ่งเราเคยเรียกกันว่าสำนักเซียนเหยียบเมฆ ลงมารวมอยู่กับโรงเรียนการเมือง เพื่อสะดวกในการประสานงาน และบัญชาการ หนังสือเล่มที่มีชื่อว่า แนวทางการปฏิวัติของพรรคบอลเชวิค ซึ่งมีสหายโชติช่วงเป็นผู้แปล เขาได้แสดงความสามารถทางภาษาออกสู่สาธารณชน โดยส่งลงไปพิมพ์ที่กรุงเทพฯ ในนามปากกา "วิษณุ คำไทย" นอกจากการแปลหนังสือภาษาต่างประเทศต่างๆแล้ว เขายังมีความสามารถพิเศษในการเป็นช่างตัดผมอีกด้วย หลายคนที่เขาได้สร้างสรรค์ความหล่อและดูดีให้ ผมคนหนึ่งละที่พยายามตีสนิท เพื่อจะช่วงชิงความหล่อมาจากฝีมือเขาบ้าง ซึ่งก็ไม่ยากนัก เพราะเขาเป็นผู้หนึ่ง ที่มีจิตใจรับใช้สหายทุกๆคน ด้วยความยินดี บวกกับอัธยาศัยและบุคลิกของเขาแล้ว เป็นที่น่าประทับใจของสหายทุกคน เครื่องมือตัดผมของเขามีเพียงกรรไกรคมกริบและหวี เพียงอันเดียว สำหรับกระจกนั้น คุณไปหาชะโงกดูเงาตามแอ่งน้ำก็แล้วกัน

สหายอรรถอีกคนที่อยู่บนสำนักแห่งนี้ คนนี้มีฝีมือทางศิลปกรรมจริงๆ เขาเรียนจบมาทางด้านสถาปนิก จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ความคิดสร้างสรรค์ของเขาจึงล้ำลึก เขาเป็นผู้ออกแบบปกหนังสือ "เอกราช" ด้วยระบบซิลค์สกรีน สีสันสดใส ภาพประกอบในหนังสือของเขาละเอียดยิบด้วยรอยปรุบนกระดาษไข มันไม่ต่างจากระบบพิมพ์ออฟเซทของโรงพิมพ์ข้างล่าง ป้ายคำขวัญและโฆษณาได้รับการปรับปรุงใหม่ให้มีสีสันและชีวิต ที่ประทับใจสุดๆ คือ เขาทำไพ่ด้วยฝีมือของเขาเอง ให้พวกเราได้เล่นกัน เป็นไพ่สำรับพิเศษจริงๆ ไพ่สำรับหนึ่งมี ๕๒ ใบ แบ่งเป็น A และเลข ๒ ถึง ๑๐ รวมแล้ว ๔๐ ใบ ที่เหลืออีก ๑๒ ใบนั้นซิที่ผมเรียกว่า ศิลปกรรมในสถานการณ์สู้รบที่ปฏิวัติ ผมเล่นไพ่ใดๆไม่เป็นเลย แต่ชอบดูเขาเล่น ไพ่สำรับนั้น นักรบที่มาจากพื้นที่ราบทุกคนคงเคยได้เห็น และประกอบเกมส์ของพวกเขามาแล้ว ไพ่สำรับนั้นเป็นสุขนิยมและเครื่องผ่อนคลายความเครียดโดยแท้

สัญญลักษณ์ของไพ่ถูกวาดเป็นการ์ตูนล้อเลียน ระบายสีเหมือนจริง โดยแทนที่จะเหมือนรูปคิงมาตรฐานโดยทั่วไป เขากลับประดิษฐ์มันเป็นรูปใบหน้าของฝ่ายนำสองหัวเลียนแบบ เช่น คิงโพธิ์ดำ ก็จะเป็นรูปสหายคำเพชร สวมมงกุฏ และเครื่องแต่งกายไพ่ผิดกันแต่กระบี่ ที่คิงโพธิ์ดำตัวจริงถือนั้น ถูกเปลี่ยนเป็นปืนอาร์กาแทนตำแหน่งของไพ่คิงถูกใส่ลงตามตำแหน่งของบรรดา ฝ่ายนำของพรรคคอมมิวนิสต์เขตหินร่องกล้า ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสหายทวน ซึ่งครอบครองสัญลักษณ์คิงโพธิ์แดง คิงข้างหลามตัดและดอกจิก เป็นรูปการ์ตูนล้อของสหายการันต์และสหายธง

บรรดาควีนสี่ตัวนั้น ก็ประกอบกันไปด้วยบุคคลคุ้นๆหน้า เช่น สหายเกื้อ สหายแกน สหายตะวัน สหายระวี เป็นต้น ที่พิเศษสุด คือ ควีนของไพ่สำรับนี้ใส่แว่นสายตาสั้นเสียหลายตัว

แจ๊คก็เช่นเดียวกัน มีสหายพนัส สหายเพียร และบุคคลระดับนำลดหลั่นกันลงมา มันเป็นสีสันใหม่แห่งขบวนการปฏิวัติหินร่องกล้า ไพ่สำรับนี้ มีเพียงสำรับเดียว เขาเล่นและถนอมรักษามันไว้แทบจะเรียกได้ว่าเป็นไพ่สำรับประวัติศาสตร์ก็ว่าได้ เพราะยามที่บรรดานักรบหนุ่มมารวมหัวกันจั่วไพ่สำรับนี้ มันเป็นการแลกเปลี่ยนทัศนะ และแนวคิดต่อการปฏิวัติที่พวกเรากำลังดำเนินการอยู่ มันคือไพ่ที่มีอยู่เพียงสำรับเดียวในโลก

สำหรับเด็กสาวสองคน ที่ผมเคยเห็นที่บ้านขี้เถ้าที่สหายยอดบอกว่าเป็นลูกสาวสหายคำเพชรนั้นมาเป็นพยาบาลประจำสำนักโรงเรียนการเมืองอยู่ร่วมกับหมออุทิศที่เป็นหมอชนชาติม้ง มีสำนักที่เกิดขึ้นใหม่รองรับสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น คือโรงเรียนอนุชนแดง ก็เหมือนโรงเรียนทั่วๆไป เปิดสอนหลักสูตรภาษาไทยภาคพิเศษ และวิชาการอันสมควรที่เยาวชนบนฐานที่มั่นควรจะได้รับ มีสหายเพียรหนุ่มใต้มาดเข้ม การศึกษาบัณฑิตอดีตครูประชาบาลเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน ประกอบด้วยทีมงานอีกหลายชีวิต ล้วนแล้วแต่เป็นอัจฉริยะทางสติปัญญา ทั้งนั้น เช่น สหายชีวัน บัณฑิตทางมัณฑณศิลป์ สหายแข บัณฑิตจากจุฬาลงกรณ์ สหายระวี นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สหายปา อนุปริญญาจากวิทยาลัยครู สหายอัจฉรา สหายพิมพ์ สหายสน ร่วมกันเป็นสำนักดำเนินการบ่มเพาะเมล็ดพืชแห่งการปฏิวัติขึ้นตรงต่อสำนักกลาง

พวกเขามีอิสระในการคิด และวางแนวทาง กำหนดหลักสูตรของพวกเขาเอง มีบทเพลงของอนุชนปฏิวัติภาษาม้งหลายเพลงรวมถึงระบำของเหล่าอนุชนแดง ซึ่งได้รับการสร้างสรรค์ออกมาจากสำนักนี้เนื่องจากผมอยู่ในส่วนที่แตกต่างออกไป เรื่องราวของพวกเขาเหล่านี้จึงไม่สามารถวาดภาพของพวกเขาออกมาได้อย่างชัดเจน พวกเราเรียกสำนักโรงเรียนอนุชนแดงแห่งนี้ว่า "สำนักอาจารย์เพียร" ซึ่งต่อไปจะมีบทบาทเป็นอย่างมาก ต่อขบวนการปฏิวัติของภูหินร่องกล้า

ด้านสำนักอำนาจรัฐมีสหายสมานเป๋นพลาธิการใหญ่ มีสหายส่งและสหายศรีเป็นผู้จัดการ พวกเขาประสานกับหน่วยเส้นทาง ประสานกับกองกำลังของกองร้อย นำประชาชนบนฐานที่มั่นไปลำเลียงปัจจัยพื้นฐานของการดำรงชีพได้ ต่างไปจากที่เคยไปลำเลียงถึงแนวหลังที่สุดหฤโหดและเสี่ยงต่ออันตราย มาเป็นลำเลียงจากขบวนรถที่ได้รับการหนุนช่วยจากในเมืองมาส่งถึงเขตจรยุทธ โดยการประสานงานกับสหายเลิศและสหายสิน ที่จริงแล้ว ทางฝ่ายนำของพรรคเหมือนจะรู้ว่าฐานที่มั่นแห่งนี้ต้องดำเนินการพึ่งตนเองให้ได้ ก่อนที่จะถูกตัดขาดจากการช่วยเหลือจากแนวหลังในโอกาสต่อไป

ที่โรงพยาบาลเขต มีแพทย์สมัยใหม่ประจำอยู่คือ หมอเมฆและหมอผึ้ง มีทันตแพทย์และเครื่องมือที่ทันสมัย ใช้เท้าเหยียบเครื่องกรอฟันเหมือนกับการถีบจักรเย็บผ้า มีหมอตนเป็นทันตแพทย์ ที่โรงพยาบาลนั้นยังมีหมอสาธรอีกคนหนึ่งที่ร่วมเป็นทันตแพทย์ด้วย ทั้งนี้ก็ยังอยู่ในการอำนวยการของหมอสันต์

สำนักเก่าของพวกเขาถูกเครื่องบินถล่มด้วยลูกระเบิดนาปาล์ม นั่นเป็นระเบิดที่ทำอันตรายให้กับผู้คนอย่างน่าหวาดหวั่น เพราะสะเก็ดของมันประกอบด้วย สารเคมีที่ร้อนเกินกว่าจุดหลอมเหลวของโลหะธรรมดา มันกระจายไปทุกทิศทาง ดังเช่นแก้วน้ำบรรจุน้ำเต็ม แล้วตกลงมาจากที่สูง แตกกระจายสาดหยดและละอองน้ำไปทั่วทุกทิศ เขาว่ากันว่า ใครโดนสะเก็ดของมันแล้ว ไม่มีทางรักษาได้เลย ผมเคยพบสะเก็ดของมันแข็งติดอยู่ตามต้นไม้ใกล้หลุมระเบิดนั้น รวมทั้งลุกระเบิดแบบบอมบ์มีขนาดใหญ่กว่าลูกบิลเลียด หลากสีทิ้งไว้ให้ชื่นชม เขาว่า อย่าได้ไปแตะต้องหรือเก็บมันมาเชยชม เนื่องจากความงามของสีสัน เพราะมันประกอบไปด้วย สะเก็ดกลีบส้มที่สามารถทำลายกลุ่มคนได้ครั้งละมากๆ

เป็นที่น่ายินดีที่ไม่มีใครได้รับอันตราย พวกเขาหลบภัยนั้นอย่างปลอดภัย... แต่พวกเขาก็ต้องย้ายสำนักใหม่ในโอกาสต่อมา

สำหรับหน่วยของกองร้อยทหารเคลื่อนที่ มีโครงการย้ายสถานที่ซึ่งที่เดิมเสียลับปืนใหญ่จากฐานปืนลาดคื้อ มักจะยิงถล่มขึ้นมาใกล้สำนักทุกที เครื่องบินโอวีสิบ ซึ่งผมมักจะเรียกมันว่า มอร์เตอร์ไซค์อากาศ ก็มักบินมาเยี่ยมเยียน เวลาเจ้ามอร์เตอร์ไซค์เวหาบินมาวนเวียน พวกเรามักจะวิ่งลงไปที่ไร่ของกองร้อย และประสานกัน ระดมยิงเป้าบิน โดนหรือเปล่าไม่รู้ แต่เครื่องบินรุ่นนี้ก็ยังไม่เคยมีประวัติตกหล่น แม้ขณะบางครั้งบินต่ำจนเห็นนักบินก็ตาม



ผมยังคงทำงานมวลชนต่อไป มีหน้าที่ช่วยเหลืองานมวลชนทุกสายงาน เรียกได้ว่าเป็นกำลังเสริม เรียกร้องให้ไปทางไหนก็ไป ผมได้มาร่วมงานอยู่กับงานมวลชนสายหก ร่วมงานกับสหายน่าน สหายภาณี และทีมงานของพวกเขา ที่มีพวกสหายยืน สหายสามารถเป็นผู้ร่วมทีม ซึ่งสองคนหลังนี้เป็นผู้ชำนาญเส้นทางและพื้นที่แถบนั้น

งานของที่นี่ผมไม่ค่อยได้ออกความคิดเห็นมากนัก และได้ร่วมงานกับพวกวเขาในระยะสั้นๆเท่านั้น เป็นงานสอดแนม สืบสภาพเสียส่วนใหญ่ บางครั้งก็พยายามเพื่อที่จะดักซุ่มโจมตีกองกำลังฝ่ายตรงกันข้าม

วันนั้นหน่วยย่อยเล็กๆของพวกเรา แอบซ่อนตัวอยู่บนเนินเล็กๆเหนือเส้นทางสายเปลี่ยวนครไทย ห้วยตีนต่าง เฝ้าสังเกตการณ์มาแล้วเป็นวันที่สอง อากาศของป่าโคกในฤดูแล้งเรียกความกระหายให้กับผมเป็นอย่างมาก จนน้ำที่ใช้กลั้วคอหมดกระติกประจำตัว ผมสังเกตเห็นใต้เนินลงไปเป็นร่องห้วย อย่างน้อยคงพอมีน้ำขัง มันเป็นหน้าแล้ง พื้นที่ป่าโคกเช่นนี้อย่างน้อยก็จะมีเพียงน้ำซึม คติของทหารป่าคือ “น้ำอาบให้เลือก แต่น้ำกินไม่ต้องเลือก” หมายความว่า เวลาอาบน้ำเป็นจุดอ่อนที่สุด เพราะเราไม่สามารถนำอาวุธปืนลงไปอาบด้วยได้ แต่น้ำดื่มเรามีทางแก้ไขโดยวิธีการกรอง และการต้มที่ง่ายที่สุด เรามียาสำหรับฆ่าเชื้อโรคติดล่วมยาเล็กๆของพวกเราทุกคน ผมหมายตาไว้แล้ว แต่ยังไม่ทันจะได้ลงไปดู พลันต้องซ่อนพรางตัวอย่างมิดชิด เฝ้าสังเกตดูประชาชนเพศหญิง เป็นชาวบ้านแถวนั้นอุ้มลูกเล็กๆของเขาเดินผ่านไป แม่ลูกคู่นั้นแวะที่แอ่งน้ำนั้น ผู้เป็นแม่ใช้มือตักน้ำนั้นล้างก้นลูกอย่างลวกๆ ผมรู้ได้ทันทีว่าที่นั่นต้องมีน้ำ แต่อดใจกลั้นกระหายไว้อย่างยาวนาน ถามสหายน่าน น้ำในกกระติกของเขาก็หมดเช่นกัน ถามสหายภาณีที่อยู่ใกล้ๆทำท่าบอกมีนิดหน่อย พวกคนนำทางที่เป็นสหายท้องถิ่นอยู่ไกลออกไปจึงไม่ได้ถาม

ผมชี้แจงความประสงค์ว่าผมจะต้องลงไปเติมน้ำที่ร่องห้วยข้างล่างโน้น สหายน่านฝากกระติกประจำตัวไปอีกใบ ผมค่อยเล็ดลอดไปตวงน้ำใสในแอ่งเล็ก บรรจุจนเต็มทั้งสองกระติก หยอดยาฆ่าเชื้อลงไปในกระติกละเม็ด นำขึ้นมาให้สหายน่าน สหายน่านกล่าวขอบคุณพร้อมชูสัญลักษณ์เป็นนิ้วโป้งซ้าย ซึ่งแสดงว่า ยอด ดี เยี่ยม ทำนองนี้ แล้วยกกระติกขึ้นดื่ม ด้วยความกระหาย พร้อมรำพึงเบาๆ

“โอ ชื่นใจ” ผมคิดปลงในใจได้ว่า หากสหายดื่มได้ ผมก็ดื่มได้ ผมก็ได้แต่เฝ้าดูว่า ถ้าน้ำในกระติกของสหายภาณีหมด เขาจะขอน้ำจากใครระหว่างผมและสหายน่าน แต่โชคดีของเขาที่สหายน่านสั่งถอนกำลังกลับเสียก่อน

พวกเขา ทหารเคลื่อนที่หนึ่งหมู่โดยการนำของสหายเชิดร่วมกับหน่วยของสหายน่าน ที่มีกำลังห้าคน แลกเปลี่ยนการกุมสภาพซึ่งกันและกัน สรุปได้ว่า เดี๋ยวนี้กองกำลังของฝ่ายตรงกันข้ามไม่ค่อยเคลื่อนไหวออกจากฐาน จะรักษาการณ์อยู่แต่ในค่าย แผนการล่อเสือออกจากถ้ำจึงถูกนำมาใช้ พวกเรากำหนดแผนการและแบ่งวางกำลังกันเป้ฯที่เรียบร้อย...รอคอย อุปกรณ์บางอย่างซึ่งต้องขึ้นไปเบิกมาจากทหารช่าง ยุทโธปกรณ์ชนิดนี้พวกเราไม่ค่อยได้นำมาใช้นัก

เป้าหมายของเราอยู่ที่ค่ายห้วยตีนต่างและดักสกัดกำลังสนับสนุนในทุกเส้นทางจะต้องทำงานให้บรรลุคำขวัญที่ว่า

“กดขวัญศัตรูลงไป” ให้ได้ก่อนที่ภารกิจย้อยกองร้อยของพวกเราจะเกิดขึ้น พวกเราประสานงานกันตลอดแนวเขตจรยุทธ ตั้งแต่ด้านตะวันตก อ้อมไปถึงสุดเขตแดนด้านทิศเหนือของภูหินร่องกล้า ภารกิจของทหารเคลื่อนที่และหน่วยงานมวลชนทุกสายงาน คือ ก่อกวนและข่มขวัญกองกำลังติดอาวุธของฝ่ายรัฐบาลทุกรูปแบบเท่าที่จะปฏิบัติได้

เช้ามืดวันนั้น แนวซุ่มถูกวางกำลังห่างจากค่ายห้วยตีนต่างไม่มากนัก หน่วยทหารหลักของกองร้อยเคลื่อนที่ออกไปทำงานในตอนค่ำของคืนนั้น และกระจายกำลังคุมพื้นที่ตลอดแนวรบ

เสียงปืนจากกองกำลังป่า ที่ซุ่มยิงเข้าไปในค่าย ทันทีที่มองเห็นเป้าหมาย เขาเลือกใช้ปืนไรเฟิลเซกาเซ่ ที่มีส่วนของกระบอกปืนยาวกว่าปืนอาร์กา ปังแรก ดูจะได้ผล เสียงปืนโต้ตอบจากในค่ายดังสนั่น ราวป่าโคกจะถล่มทลาย ประชาชนไม่มีใครออกจากบ้าน

เสียงปืนดังสลับกันระหว่างกองกำลังป่าและในค่าย จะผิดกันแต่ฝ่ายกองกำลังของทหารป่ายิงเพื่อการก่อกวนเท่านั้น แต่กำลังในค่าย ยิงแบบแสดงแสนยานุภาพทั้ง M ๗๖ และปืนครก ถล่มมาตามเป้าหมายที่คาดว่าจะมีกองกำลังของฝ่ายป่าซุ่มซ่อนอยู่ เสียงหวีดของลูกปืนที่แหวกอากาศผ่านหัวของพวกเราไป เหมือนฝูงผึ้ง ปืนใหญ่จากฐานบ้านลาดคื้อไม่กล้ายิงสนับสนุนเพราะทหารป่าเกาะติดค่ายอยู่ ถ้ายิงมา ดีไม่ดีตกกลางค่าย ก็นับว่าซวยของฝ่ายนั้น

การก่อกวนกระทำอยู่ไม่ถึงชั่วโมง
เสียงระเบิด กึกก้องกัมปนาทขึ้น ตามทิศทางด้านเหนือของหมู่บ้าน ไม่มีเสียงปืนเล็กจากบริเวณนั้น ผมเข้าใจทันที ทหารใบ้ทำงานของมันแล้ว มันถูกฝังกลางถนนลูกรัง โดยหน่วยทหารเคลื่อนที่ตั้งแต่เมื่อคืน มันถูกดักไว้ด้วยกำหนดทิศตลอดแนวซุ่ม พร้อมทำลายกองกำลังสนับสนุนทุกประเภท ไม่ว่าพลเดินเท้า หรือกองกำลังจากยานลำเลียงหุ้มเกราะ หรือพาหนะสนับสนุนทางบกใดๆ ก็ไม่อาจรอดจุดมรณะนี้ได้

วีรชนของชาติได้มาจบชีวิตของพวกเขาลงตรงจุดนี้ พวกเขาได้เสียสละชีวิตในหน้าที่ การต่อสู้ และปราบปรามคอมมิวนิสต์อย่างสมเกียรติ ขณะที่ทหารในค่ายได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการยิงครั้งแรก สำหรับทหารป่าแล้ว

“มันคือสงครามประชาชน”



กองกำลังป่าตรึงกำลังสกัดอยู่อีกไม่นานนักก็เคลื่อนตัวหายลึกเขาไปสู่เขตจรยุทธใกล้ฐานที่มั่นริมน้ำไทร มันเป็นการสูญเสียของทางการครั้งยิ่งใหญ่

เพราะคืนนั้น สถานีวิยุ BBC ภาคภาษาไทย รายงานความสูญเสียของฝ่ายรัฐบาล จากการกระทำของฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่เรียกว่า กองกำลังทหารปลดแอกประชาชน ได้ทำลายรถจี๊ปขนาดกลางและปลัดอำเภอฝ่ายปราบปราม ผู้บังคับกองสถานีตำรวจนครไทยรวมถึงผู้ใต้บังคับบัญชา จำนวนถึงสิบเอ็ดศพ ทหารในค่ายได้รับบาดเจ็บสาหัส

สถานีวิทยุ BBC ภาคภาษาไทยกระจายเสียงมาจากกรุงลอนดอนรับฟังได้ทั่วโลกมีประสิทธิภาพในการรายงานข่าวนี้อย่างทันท่วงที

ก่อนการรายงานข่าวการสู้รบของสถานีวิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทยในอีกสองวันต่อมา

สินสงครามที่พวกทหารป่ายึดมาไม่มีอะไรที่สามารถใช้ได้เลย มีเศษอาวุธปืน M๑๖ ที่หงิกงอ จนใช้การไม่ได้อีกจำนวนหนึ่ง กองกำลังที่ไปจัดการได้เล่าให้ฟังว่า เมื่อรถจี๊ปขนาดกลางเร่งเครื่องแล่นขึ้นเนิน เข้าสู่แนวซุ่มระเบิดชนิดทำลายรถถัง ถูกกำหนดระเบิดด้วยเครื่องช็อตทุ่นระเบิดโดยบุคคลอย่างแม่นยำ พุ่งเป้าสู่กลางตัวรถในทันที รถหักยับเยินลอยขึ้นไปในอากาศสูงสามถึงสี่เมตร พร้อมนักรบฝ่ายปราบปรามคอมมิวนิสต์กระจัดกระจายหล่นลงมาเสียชีวิตคาที่ทุกศพ

นักรบป่าคารวะศพนักรบฝ่ายตรงกันข้าม ก่อนยึดสินสงคราม ล่าถอยกลับสู่กองร้อยทหารปลดแอก

ทางด้านเขตงานด้านทิศตะวันออกของฐานที่มั่น หน่วยรบลาดตระเวณ นำโดยสหายจำเนียร นักรบชาติม้ง ซึ่งมีตำแหน่งผู้บังคับหมวดฝ่ายการทหาร ได้เข้าสกัดหน่วยสร้างทางที่ทำทางเลียบเข้ามาในเขตจรยุทธใกล้ฐานที่มั่น พวกเขายับยั้งการสร้างทางด้วยการสั่งยุติการสร้างทาง แล้วบังคับคนขับรถพร้อมนำรถแทรกเตอร์ขนาด D๖ เดินทางเข้าสู่เขตฐานที่มั่น มันเป็นภาระหน้าที่ของเขาที่จะต้องคอยพิทักษ์และปกป้องฐานที่มั่นแห่งนี้ เพื่อชูธงแดง ประกาศกล้าท้าทายรอความหวังว่า สักวันหนึ่ง

ชัยชนะปรากฏเป็นของจริง
เขาจอดมันไว้ในเขตของฐานที่มั่นและจัดกำลังทหารนำตัวคนขับไปส่งในที่ปลอดภัยกลับขึ้นไปรายงาน และหาคนไปขับรถแทรกเตอร์ขึ้นมา ซึ่งขณะนั้น มีสหายเอกแห่งหน่วยโฆษณาฉายหนังเพียงคนเดียวที่มีความสามารถในการขับรถตีนตะขาบยี่ห้อแคทเตอร์พิลล่าใหม่เอี่ยม มูลค่านับล้าน พละกำลังของมันมีมากกว่าสิบเชือก เขานำพามันขึ้นมาไว้ที่สำนักขี้เถ้า นับเป็นสินสงครามชิ้นใหญ่ที่สุดที่เคยมีมา กองบัญชาการของเขตปฏิเสธที่จะรับเงินค่าไถ่ จำนวนกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่ารถ ที่ทางบริษัทสร้างทางเสนอมาพร้อมยื่นคำขาด
งดสร้างทางคุกคามฐานที่มั่นจาก ท.ป.ท. เขต ๑๐
หินร่องกล้า
เส้นทางนั้นก็ยุติแต่เพียงเท่านั้น

กองร้อย ๕๖๑ ย้ายขึ้นมาอยู่อีกภูหนึ่ง พวกทหารเคลื่อนที่ทั้งสามหมู่ รวมกับคนในสำนักสร้าง ช่วยกันตัดไม้ทำเสาทำคาน ช่วยกันผ่าไม้มุงหลังคา ทำโรงอาหาร ห้องพลาธิการ โรงตำข้าว บ้านพักฝ่ายนำ และบ้านพักผู้ที่มีครอบครัว หลังเล็กๆอีกจำนวนหนึ่ง จะมีเรือนพักของทหารเคลื่อนที่ไม่มากนัก เพราะนโยบายใหม่ให้ทหารออกเคลื่อนไหวเกาะติดพื้นที่ในเขตจรยุทธ จะขึ้นมาบ้างเป็นครั้งคราว ก็ใช้วิธีผูกเปลนอน หน่วยงานมวลชนก็ยังคงเคลื่อนไหวเกาะติดเขตงานอย่างต่อเนื่อง

ระยะเดินทางจากกองร้อยใหม่ขึ้นไปบนภูร่องกล้า ใช้เวลาเดินทางประมาณสองชั่วโมง ที่ใหม่นี้มีปัญหาเรื่องน้ำใช้ในหน้าแล้ง เขาจึงใช้วิธีต่อรางไม้ไผ่จากตาน้ำข้างบน ซึ่งเป็นระยะทางราวหนึ่งกิโลเมตร ไหลมาสู่ถังเก็บน้ำ ซึ่งทำจากท่อนไม้ขุดลงมาสู่โรงครัว ปัญหาที่เกิดขึ้นตลอดเวลาคือ ใบไม้มักจะหล่นลงมาทับถมตามรางน้ำ จะต้องเพิ่มเวรประจำรางน้ำในแต่ละวัน เพราะถ้าวันไหนรางน้ำเกิดอุดตันก็ไม่สามารถหุงข้าวในโรงครัวได้ บางครั้งมีสัตว์หรือหมูของกองร้อยไปเสียดสีหลักประคองรางน้ำ ก็เป็นอันว่า ต้องดำเนินการซ่อม ไม่สะดวกเทาใดนัก สำหรับผู้ใดก็ตามที่ได้รับทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงประจำวัน

บ้านพักของบรรดาสหายที่มาจากตีนภูก็อยู่ต่ำลงไประหว่างไร่ข้าวและกองร้อย บ้านพวกเขาทำขึ้นมาอย่างง่ายจากไม้ไผ่ หลังคามุงด้วยลำไม้ไผ่ผ่าซีกซ่อนตัวอยู่ในดงไผ่อันร่มครึ้ม เราอยู่เพื่อการปฏิวัติอันยาวไกลจริงๆ มองเห็นความยากลำบากเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปเสียแล้ว สหายเยาว์เป็นพลาของกองร้อย หน้าที่ของเขาคือ ตระเตรียมเสบียง เพื่อหนุนช่วยการเคลื่อนไหว ทางการทหาร ซึ่งตัวเขามักจะออกไปร่วมเคลื่อนไหวแทบทุกครั้ง รวมถึงรวบรวมบรรดาสหายหญิงในกองร้อยออกเคลื่อนไหวกับเขาด้วย

จากกองร้อยใหม่มาทางเขตงานสาย ๘ มีเส้นทางสายใหม่เลาะไปตามแนวลาดของไหล่หินร่องกบ้าทางด้านทิศเหนือ ใช้เวลาเดินทางไปเขตงานสาย ๘ ไม่ไกลนัก ระยะทางเดินประมาณสามชั่วโมง ผิดกับแต่ก่อนที่ต้องใช้เวลาเดินทางเป็นวัน โดยขึ้นทางบ้านดาวชัยผ่านบ้านธงแดงธงชัย ไปพักที่โรงเรียนการเมือง ผ่านบ้านร่องกล้าเล็กแล้วจึงลงสู่กองร้อย

ผมถูกส่งตัวกลับสำนักมวลชนสาย ๘ อีก เนื่องจากสหายประพันธ์ได้รับบาดเจ็บโดนไม้ไผ่บาดเอ็นข้อเท้าฉีก ไม่สามารถเดินได้ บรรดาสหายผู้ร่วมงานทำแผลเบื้องต้นให้เขา แต่กำลังไม่พอหาม ส่วนหนึ่งประกอบไปด้วยสหายสมใจและสหายเดือน พวกเขาขอยืมม้าประชาชนให้เขานั่ง และจูงม้ามาส่งเขาจนสุดทางม้า ที่บ้านธงแดง เพราะจากนี้จะเป็นร่องเหวมีต้นไม้ใหญ่ ประมาณสามคนโอบล้มเป็นสะพาน เดินข้ามเหวแห่งนั้น ทุกคนที่เดินทางผ่านฐานที่มั่นหินร่องกล้าไปสู่เขตงานภาคเหนือ จะต้องเดินผ่านต้นไม้ที่เป็นสะพานข้ามร่องเหวนี้ทุกคน เพราะมีเส้นทางนี้เพียงเส้นเดียว และทุกคนจะได้พบกับความเสียวที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติสำหรับผู้ที่เดินทางผ่านมันเป็นครั้งแรก เพราะร่องเหวนั้นลึกมาก

ตามตำนานเล่าว่า มีประชาชนม้งจำเป็นต้องกลับไปเยี่ยมแม่ของเขาซึ่งกำลังป่วย แต่เดิมยังไม่มีสะพานต้นไม้ใหญ่นี้ ในขณะนั้นเป็นฤดูฝน น้ำไหลแรงที่ก้นร่องเหวซึ่งเขาต้องเดินลงไปและขึ้นไปอีกฝั่งด้วยความสูงชัน ด้วยความเป็นห่วงแม่ เขากลับไปที่บ้านและนำขวานติดตัวมาด้วย เขาลงมือโค่นไม้ใหญ่สามคนโอบ ต้นที่อยู่ทางด้านฟากของฝั่งด้านทิศตะวันตก ตามทิศทางที่เขาติดอยู่ เขาโค่นมันลง ฟาดไปอีกฟากหนึ่งเป็นแนวระนาบกับอีกฝั่งได้อย่างเหมาะเจาะ เป็นการปฏิวัติเส้นทางโดนสิ้นเชิง ไม่ต้องเดินทางลงร่องเหวอีกต่อไป

ฟังสหายสมใจเล่าถึงการนำคนป่วยของพวกเขาขี่ม้าอย่างสุดเท่มาส่งแล้วก็ยังนึกขำ เขาบอกว่า สหายประพันธ์บ่นเจ็บตลอดทางที่นั่งบนหลังม้า สหายสมใจก็เป็นห่วงเร่งจูงม้าเร็วขึ้น เพื่อที่จะได้ถึงโรงพยาบาลโดยเร็ว จนสหายประพันธ์ทนต่อความเจ็บปวดไม่ได้ จึงตะโกนสั่งหยุดม้าแล้วบอกว่า

“ผมเจ็บตูด ไม่ได้เจ็บแผล”

และเขาก็ได้พักรักษาตัวทั้งที่โรงพยาบาลและที่กองร้อยเป็นเวลายาวนานกว่าเอ็นที่เย็บจะติดกันโดยถาวร ผมได้ถามถึงสาเหตุที่ทำให้ไม้ที่เขาเรียกไผ่เฮี้ย ตัดเส้นเอ็นข้อเท้าของเขา เขาตอบให้ผมฟังอย่างไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นได้

“ผมกำลังจะไปถ่าย ตาจ้องไปข้างหน้า เท้าหลังกวาดพื้นที่ เพื่อที่จะให้เตียน ผิวไม้เฮี้ยที่ล้มจากกอแตกหักอยู่แถวนั้นบาดเข้าส้นเท้า ก้มลงดูเห็นเลือดทะลักออกมา”
ผมสงสัย ถามต่อ
“แล้วได้ถ่ายหรือเปล่า”
เขาตอบสั้นๆว่า
“ไม่”

ด้วยเหตุนี้จึงได้กลับมาร่วมทีมงานเก่าอีกครั้ง ภาระหน้าที่ คือ การเกาะติดมวลชนเช่นเดิม พยายามติดต่อพ่อค้ารายใหม่ หวังจะซื้อผ้าขึ้นมาสนองฐานที่มั่นเป็นจำนวนมาก ภาระหน้าที่ก็คือ ลาดตระเวนแถวห้วยหินลับและห้วยน้ำสิงห์ ติดตามข่าวจากมวลชนที่มาทำไร่ สหายขจร สหายหยัด สหายสมใจ สหายเดือน สหายทนง สหายเติม ยังคงเคลื่อนไหวอยู่แถวนี้ การจัดตั้งมวลชนยังไม่สามารถทำได้ มีแต่ผูกมิตรพบปะพูดคุยกับประชาชนเท่านั้น ถนนรอบฐานที่มั่นจากนครไทยไปด่านซ้ายกำลังปรับปรุงก่อสร้างเพื่อลาดยาง มีค่ายทหารรับจ้างชาวจีนฮ่อมาคุ้มกันเป็นระยะระยะ พวกเขาเรียกตัวเองว่า หน่วยกระทิงแดง คุ้มกันการสร้างทาง พวกเหล่านี้เป็นทหารมืออาชีพ

ครั้งหนึ่งสหายภาณีลงมาจากกองร้อย ชวนผมกับสหายกิติ ออกไปลาดตระเวณ ดูถนนในยามค่ำคืน โดยเดินไปตามเส้นทางที่กำลังก่อสร้างอยู่นั้น ผมทำหมวก ท.ป.ท. หล่นบนถนนสายนั้นเอง พรุ่งนี้ ถ้าพวกเขามาเห็นหมวก เขาต้องรู้ว่า ทหารป่าลงมาเดินเล่นแถวนี้อย่างแน่นอน พวกเขาดูจนเป็นที่พอใจแล้ว ทั้งสามคนหาทางกลับที่พักไม่ได้ เดินหลงทางวนเวียนอยู่แถวป่าโคกเป็นเวลาหลายชั่วโมง ปรึกษากันอยู่ตลอดเวลาว่า มันเดินวนอยู่ที่จุดเดิมอีกแล้ว

แต่ในที่สุด พวกเราก็จับทิศทางกลับที่พักของเราได้ ด้วยความเหนื่อยอ่อน โดยอาศัยย้อนทิศทางของดาวเหนือ เดินทางกลับเกือบเอาเป็นเวลาค่อนรุ่ง ผมนับถือจิตใจของเขาจริงๆ สำหรับผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่ง สำหรับเซียนเส้นทางอย่างสหายกิติก็เช่นกัน เมื่อครั้นถึงเวลาประเมินสภาพ ด้วยการประชุมสรุปการทำงาน พวกเราเสนอให้มีการก่อกวน โจมตีหน่วยคุ้มกันสร้างทางที่เป็นกองกำลังจีนฮ่อ และหน่วยทหารรับจ้าง ที่เป็นกลุ่มกระทิงแดง เจอคู่ปรับเก่าแถวนี้นี่เอง ข้อเสนอของพวกเราถูกเสนอขึ้นไปให้ฝ่ายนำที่กองร้อยพิจารณา

การสอดแนมค่ายคุ้มกันสร้างทางใช้ทหารระดับนำฝีมือเยี่ยมของกองร้อย เช่น สหายจำเนียร สหายชาลี สหายฆ้อน สหายประชา สหายชม และบรรดาลูกหน่วยของพวกเขา หลังจากนั้นไม่นาน ทหารกองร้อย ๕๖๑ ก็ยกกำลังมาประสานกับกองกำลังสาย ๘

แผนการโจมตีได้ถูกกำหนดขึ้น ด้วยวิธีการทำลายจุดอ่อนของฝ่ายตรงกันข้าม แล้วดักโจมตีกำลังสนับสนุนที่จะต้องเข้ามาช่วย พวกเขาวางแผนกันตอนกลางวันและตกลงปฏิบัติการโจมตีในเวลาสามทุ่มของคืนนี้ ผังทรายถูกจำลองขึ้น กำลังถูกแบ่งประจำจุด หน่วยสกัดหน้าหลัง ด้านข้างแทบทุกจุดที่คาดหวังว่าจะทำลาย ฝ่ายตรงกันข้ามได้

สัญญาณพลุซึ่งระดับผู้บังคับกอง ฝ่ายการทหารจะเป็นผู้บัญชา ถูกกำหนดสีให้ได้รับความเข้าใจกันเป็นอย่างดี เป้าหมายคือ ค่ายทหารบ้านน้ำเลา ขวัญและกำลังใจของกองกำลังฝ่ายป่าฮึกเหิม ที่จะได้ต่อกรกับโจทย์เก่าที่เป็นกองกำลังรับจ้างคุ้มกันเส้นทาง โดยมีฐานน้ำเลาเป็นสถานที่ล่อเหยื่อ ซึ่งคาดว่า เมื่อฐานปฏิบัติการแห่งนี้ถูกโจมตี เขาจะต้องขอความช่วยเหลือจากกองกำลังที่อยู่ใกล้ๆ

พวกเราคืบคลานเข้าไปถึงดงกล้วย และหมอบประทับปืนเล็งเข้าไปยังค่ายซึ่งเป็นอาคารเรียนที่ทหารใช้เป็นฐานปฏิบัติการ ซึ่งใต้ถุนทำเป็นบังเกอร์อย่างแน่นหนา บนอาคาร หน้าต่างเปิดอยู่ทุกบานตลอดแนว

เสียงหมาเห่ากรรโชก เสียงคนในค่ายตะโกนออกมา
“ใคร”
พร้อมกับกดระเบิดเคลโม ที่ตั้งทิศทางมายังผู้บุกรุก เสียงกัมปนาทของมันกึกก้อง
“บึม”
ต้นกล้วยขาดกระจุยล้มลงมาทับสหายบางคน เสียงแตกของปืนเล็กและจรวดอาร์ พี จี ของทั้งสองฝ่ายดังสนั่นหวั่นไหว ฟังดูแล้วจะเป็นเสียงของฝ่ายผู้มาเยือนมากกว่า กำลังไฟกดขวัญอยู่สักพัก พลุสัญญาณหยุดยิงแดงฉานอยู่บนฟ้า
เสียงผู้บังคับหมวด สหายฆ้อนตะโกนก้อง
“หนี้เลือด ๖ ตุลา จะต้องชดใช้”
ผู้บังคับกองแสวงตะโกนเสริมขึ้นทันควัน
“ยอมจำนน เราไม่ฆ่า”
เสียงตะโกนสวนมาจากในค่าย
“ไม่ฆ่า แล้วพวกมึงมาทำไม”
เสียงปืนจากฝ่ายป่าถล่มเข้าไปอีก ทั้งระเบิดขว้าง อีกนับไม่ถ้วน

เป้าหมายเป็นช่องหน้าต่างพอดี บังเกอร์ของฝ่ายป่าก็คือ กอกล้วย ที่มีตลอดแนวอาคาร ต่ำลงมาเป็นผืนนา เหมาะแก่การกำบังวิถีกระสุนเป็นอย่างดี

ผู้บัญชาการรบยิงพลุสัญญาณขึ้นเป็นครั้งที่สอง เสียงปืนจากกองกำลังป่าเงียบสงบ ไม่มีเสียงโต้ตอบ สหายฆ้อนและสหายประชา รวมถึงหน่วยทะลวงฟันบุกเขาไป จุดไฟเผาอาคารทันที เมื่อติดดีแล้ว เขาถอบออกมา แต่ไม่ลืมที่จะหยิบสินสงครามอีกสองชิ้น คือ กระทะและหม้อก้นดำของฝ่ายที่ถูกโจมตี ก่อนที่จะโดนเพลิงเผาพินาศหลอมละลายไปในกองเพลิง อารมณ์ขันของผู้บังคับหมวดคนนั้นเหลือเฟือจริงๆ

พลุสัญญาณถอยถูกส่องสว่างขึ้นอีกครั้ง พวกเราถอนกำลังออก เคลื่อนตัวกลับตามทางมา ท้องฟ้าแดงฉานด้วยเปลวเพลิง เสียงระเบิดกึกก้องเพราะถูกเพลิงผลาญ ทำลายคลังอาวุธ ของฝ่ายถูกโจมตี ชนิดไม่เหลือซาก พวกเราเดินทางกลับสบาย เพราะแสงไฟจากเปลวเพลิงส่องสว่างมองเห็นกันออกชัดเจน ไม่นานนักได้ยินเสียงการปะทะที่จุดสกัด อีกพักใหญ่จึงเงียบไป ผมเดินคิดมาตลอดทาง

“จะต้องผ่านซึกสงครามกันอีกนานเท่าใดหนอ สันติภาพจึงจะก่อเกิด”

เพราะโดยความเป็นจริงแล้ว ผมมิใช่ผู้ฝักใฝ่สงคราม แต่เหตุไฉนจึงเข้าสู่สงคราม อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงความตั้งใจทั้งสองด้านของตนเองได้

หลังจากการเคลื่อนไหวทางการทหารของกำลังกองร้อยทหารป่าครั้งนั้นแล้ว ไม่นานนัก หน่วยลาดตระเวนของงานมวลชนสาย ๘ ได้บุกยึดรถแทรกเตอร์และรถดัมพ์ อีกจำนวน ๖ คัน ที่เข้ามาตักดินลูกรังในเขตจรยุทธ เพื่อทำการก่อสร้างทาง พวกเราเฝ้าสังเกตดูไม่มีหน่วยคุ้มกันเลย แล้วเหตุใดพวกเขายังกล้าเข้ามายังพื้นที่ จรยุทธสีแดงเข้มเช่นนั้น ขบวนรถดัมพ์ทั้ง ๖ คัน ถูกเชิญให้ขับข้ามห้วยน้ำสิงห์ไปยังเขตงานสาย ๘ โดยมีรถแทรกเตอร์ขนาด D๔ ขับปิดท้าย รถคันใดไม่มีความสามารถข้ามห้วยได้ รถแทรกเตอร์มีหน้าที่ช่วยดันจนข้ามฝั่งได้ ในจำนวนนี้เป็นรถสิบล้อทั้งหมด พวกเขาทั้งหมดขับรถประจำตำแหน่งของพวกเขาอย่างว่าง่าย โดยมีทหารป่ากองลาดตระเวนของหน่วยงานมวลชนสาย ๘ นั่งไปเป็นเพื่อนคันละคน มุ่งหน้าไปตามทางเกวียน จนขึ้นไปถึงสำนักสาย ๘ แม้จะผ่านเนินที่สูงชัน แต่ด้วยพลังของรถแทรกเตอร์ที่ตามดันส่ง ก็ผ่านพ้นขึ้นมาอย่างไม่ยากเย็นนัก

รถของพวกเขาถูกฝ่ายป่ายึดเสียแล้วเพราะป่าก็มีกฎของป่า พวกที่มากับรถทุกคนถูกปล่อยตัวไป รถทุกคันถูกยึดไปเป็นสมบัติของอำนาจรัฐ

ผมรับหน้าที่ขับรถแทรกเตอร์ทั้งๆที่ไม่เคยขับมาก่อนในชีวิตลองขยับเขยื้อนดูครู่เดียวก็บังคับมันได้ตามต้องการ

ผมใช้แทรกเตอร์คันนั้นทะลวงแนวไผ่หนาทึบ แหวกทางให้รถดัมพ์เคลื่อนต่อไปโดยอาศัยทหารป่าที่ขับรถได้อีกหกคน ในจำนวนรถดัมพ์สิบล้อทั้งหกคันนั้นมีคันหนึ่งสามารถขับเคลื่อนได้ทั้งสิบล้อโดยมีเกียร์พิเศษ รถแทรกเตอร์ทำงานหนักโดยที่ต้องส่งรถทั้งหกคันขึ้นสันภู ของบ้านดาวชัยขึ้นไป ในที่สุด มันก็พังคามือคาตีนของผมในเย็นวันนั้น มันหมดแรง ประชาชนทั่วสารทิศของฐานที่มั่นมามุงดูขบวนรถที่ไม่เคยเห็นมานับสิบปี ตั้งแต่ตั้งฐานที่มั่น อำนาจรัฐตัดสินใจมอบรถทุกคันให้ประชาชน เหลือไว้คันเดียวคือ คันที่ขับเคลื่อนได้ทั้งสิบล้อ เพราะมันสามารุไต่ขึ้นไปด้วยตัวของมันเองได้ โดยขอให้ประชาชนช่วยถ่ายน้ำมันโซล่าจากรถทุกคันลงถังขนาด ๒๐๐ ลิตรที่ติดรถมา

ผมกลับขึ้นฐานที่มั่นไปพร้อมกับรถสิบล้อคันเก่ง สหายธงขับมันไปจอดคู่กับรถแทรกเตอร์คันก่อนที่บ้านขี้เถ้า

ประชาชนทุกหมู่บ้านต่างแห่กันมาชำแหละรถที่เหลือทั้งหมดตลอดทั้งคืน เขาใช้เครื่องเป่าลมที่ใช้สำหรับโหมไฟ ตีมีด มาเป่าและสกัดมันเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยในคืนนั้น ยางรถทั้ง ๕๐ เส้นถูกมีดคมกริบเฉือนแบ่งกันอย่างง่ายดาย มันถูกนำไปทำเป็นรองเท้ายางรถยนต์ได้เป็นอย่างดี แผ่นเหล็กของมันถูกตัดเป็นชิ้นๆ แหนบของแต่ละคันถูกถอดเพื่อนำไปใช้ทำมีด จอบ และเสียม ตีนตะขาบของรถแทรกเตอร์ถูกชำแหละออกเป็นชิ้นๆ เขาว่าเอาไปตีเป็นขวานได้ดีนัก ไม่นาเชื่อว่า พวกเขาชำแหละมันออกและลำเลียงกลับไปใช้งานโลหะในหมู่บ้านของพวกเขาภายในเวลาไม่นานนัก

ผมกลับลงไปที่เขตงานสาย ๘ ว่าจะผ่านไปดูซากรถที่มาจอดทิ้งไว้ที่ป่าไผ่บ้านดาวชัย ต้องประหลาดใจเป็นอย่างมาก เพราะผมไม่เห็นซากชิ้นส่วนของรถจำนวนหกคันเลย ครั้งแรกก็คิดว่าพวกเขา ประชาชนช่วยกันเข็นไปซ่อนไว้ที่ไหน พบเห็นแต่ซากกองไฟที่พวกเขาช่วยกันสุมและใช้สูบลมชนิดทำเองเป่ามันจนแทบหลอมละลาย แล้วสกัดมันขาดออกจากกันอย่างง่ายดาย

ประชาชนบางคนเข้ามาคุยกับผม ทำให้ผมทราบวิธีชำแหละรถของพวกเขา เขายังบอกผมอีกว่า

“สหายทน พวกเราเทน้ำมันทิ้งไปถังหนึ่ง มันเสียแล้ว”
ผมสงสัย ถามเขาว่า
“พวกสหายรู้ได้อย่างไรว่า น้ำมันเสีย”
เขาบอกผม
“ลองเติมไฟแช็กดูแล้วมันไม่ติด ชุดติดไฟเสียหมด”

ผมปลงใจฟัง โถ สหาย พวกก้อนี่ ซื่อใสจริงๆ ถ้าเป็นน้ำมันก็ต้องติดไฟล่ะน้อ พวกเขาเคยใช้แต่น้ำมันก๊าดใส่ไฟแช็ก ใช้น้ำมันหมูจุดตะเกียง ใช้น้ำมันยางทำไต้

น้ำมันโซล่า พวกเขาไม่รู้จักใช้มันเลย ถึงว่าซี ตอนที่ผมยกดัมพ์กะบะท้ายให้พวกเขาดู พวกเขาถึงได้ถอยกันแทบไม่เป็นขบวน พวกเขากลัวกะบะรถมันหล่นมานี่เอง

ท่านแปลกใจบ้างไหมล่ะ ที่คนที่ไม่รู้เรื่องราวของโลกมากนัก แต่ทำไมเขาถึงยึดครองภูเขาทั้งสามลูกและใช้อำนาจรัฐของพวกเขาเอง อยู่ได้ยาวนานเป็นเวลาสิบกว่าปี

การชำแหละรถครั้งนั้น มันสะท้อนชีวิต ความเป็นอยู่ของประชาชนบนฐานที่มั่นได้เป็นอย่างดี สะท้อนให้เห็นถึงความสามัคคี ความพยายาม ไม่มีเครื่องมือทางช่างสักชิ้น แต่เขาทำลายมันลงได้ไม่ยากนัก มันสะท้อนถึงความขาดแคลน สิบกว่าปีที่ผ่านมานี้ เหล็กมีค่ามากกว่าเงินหรือทอง พวกเขาสามารถที่จะแปรสภาพเปลี่ยนเป็นเครื่องมือการผลิตหรือเครื่องใช้ต่างๆ แม้จะยากลำบากถึงเพียงนี้ พวกเขาก็ยังยินดีที่จะอยู่ภายใต้อำนาจรัฐแดง ทั้งๆที่ฐานที่มั่นไม่มีรั้ว มีทางลงไปอยู่กับรัฐบาลได้ทุกทิศทาง แต่ตราบใดที่ยังมีการเหยียดหยามทางชนชั้นและชนชาติ พวกเขาก็ยังไม่คิดจะไปอยู่ในอ้อมอกของฝ่ายรัฐบาล

ม้งถูกแบ่งออกเป็นสองค่าย นับตั้งแต่ประกาศต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธและสร้างฐานที่มั่น มีอำนาจรัฐของตนเอง ประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๙ เป็นม้งขาวและม้งแดง ม้งแดงอยู่ป่า บนภูเขา ม้งขาวอยู่ในศูนย์ควบคุมของรัฐบาลที่เรียกว่า ค่ายน้ำเขก ม้งแดงรอการปราบปรามคอมมิวนิสต์ให้สิ้นซาก

ประมาณในอีกสามปีต่อมา ซึ่งตรงกับปี พ.ศ. ๒๕๑๒-๒๕๑๓ ขณะนั้นผมยังเพิ่งเรียนอยู่เพียงชั้นมัธยมต้น ยังจดจำข่าวการล้อมปราบคอมมิวนิสต์ซึ่งเกิดขึ้นทุกวัน ผมยังจำภาพของเพื่อนรุ่นพี่บางคนที่แต่งตัวทหารโก้ ปิดผ้าพลาสเตอร์ ห้อยแขนด้วยผ้าสามเหลี่ยม เดินคุยโอ่ทั่วหมู่บ้าน ว่าได้เข้าสู่สมรภูมิการรบที่หินร่องกล้า ต่อกรกับพวกแม้วแดง สังหารแม้วลงตายไปเป็นเบือ เดี๋ยวนี้ผมรู้แล้วว่า เจ้าหมอนั่นขี้คุย
และตามซากแห่งตำนานที่พบเห็น เฮลิคอปเตอร์หลายลำที่โดนฝ่ายป่ายิงตก รถลำเลียงพลแบบสายพานหุ้มเกราะ พร้อมปืนกลหนักประจำรถ นำมาทำเป็นปืนต่อสู่อากาศยาน ติดตั้งประจำฐานที่มั่น สร้างความเข็ดขยาดให้พวกนักบินรบเป็นอย่างมาก พวกเขาไม่กล้าบินโฉบไปแถวลานหิน เพราะเขารู้ว่าที่นั่นไม่ใช้เล้าหมู ดังนั้น โลหะที่คนบนภูเขา ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์เครื่องใช้ในครัว เช่น หม้อ กระทะ กะละมัง ถังตักน้ำ จึงมีลักษณะรูปทรงที่ต่างจากที่เราเคยเห็นมา แม้แต่ช้อนกินข้าวก็ตามพวกเขาทุบตีมันขึ้นมาจากวัสดุสงครามขึ้นรูปให้พอดีกับรสนิยม การกินของพวกเขา

และนับแต่ยุทธการครั้งนั้น ซึ่งถูกเรียกขานกันว่า ยุทธการภูขวาง อันเนื่องจากภูหินร่องกล้าตั้งตระหง่านขวางทิศทางขึ้นของดวงตะวัน คนที่อยู่ด้านทิศตะวันตก จะเห็นพระอาทิตย์ขึ้นช้ากว่าที่อื่น ครั้งนั้น เป็นครั้งที่ฝ่ายรัฐบาลต้องสูญเสียกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และขีดความสามารถไปเป็นจำนวนมหาศาล แต่ในด้านตรงกันข้าม กลับเพิ่มในสิ่งที่ฝ่ายปราบปรามต้องสูญเสียให้กับฝ่ายที่ต่อต้านการล้อมปราบอย่างสิ้นเชิง ที่ร้ายกว่านั้น ฝ่ายเสนาธิการแห่งการปราบปรามคอมมิวนิสต์ยังไม่คิดสรุปบทเรียน แต่กลับเปลี่ยนเป้าหมายการปราบปรามไปสู่นักเรียนนักศึกษาที่ไม่มีหาทางต่อสู้ กว่าที่ท่านจะกลับลำเรือเข้าหาฝั่งได้ เรือของท่านก็แทบล่ม ผู้คนพลพายตกน้ำตกทะเล ตายสูญหาย เสียนับไม่ถ้วน



กองร้อย ๕๖๑ ต้นสังกัดของผม ปรับปรุงโครงสร้างของหน่วยงานใหม่ ตามมติของหน่วยพรรค ที่คล้ายๆกับเพื่อเตรียมตัว “ก้าวสู่ยุทธศาสตร์ขั้นใหม่” ด้วยเหตุที่ว่า ฐานที่มั่นเป็นฝ่ายตั้งรับการปิดล้อมในทุกด้าน ทางฝ่ายรัฐบาลดำเนินสงครามป้อมค่าย กระจายกำลังโอบล้อมในทุกทิศทาง ฐานที่มั่นเกิดสภาพขาดแคลน เพื่อสนองตอบประชาชนบนฐานที่มั่น ที่ขาดแคลนอย่างหนัก โดยเฉพาะเสื้อผ้าและยารักษาโรค ซึ่งงานในส่วนนี้เป็นงานโดยตรงของสำนักอำนาจรัฐ พวกเขาแก้ไขปัญหาโดยการส่งคนลงไปทำงานเส้นทาง จากกรุงเทพฯสู่ฐานที่มั่น เป็นเที่ยวเมล์เช่นดังกองคาราวานขนส่ง ปัจจัยที่ขาดแคลนเหล่านี้ งานของพวกเขาสนองตอบนโยบายของฐานที่มั่นอย่างมีประสิทธิภาพ คนโดยตรงของอำนาจรัฐที่ส่งลงไปก็มี สหายเลิศ และสหายสิน

ในส่วนของกองร้อยก็เช่นกัน ได้ปรับปรุงโครงสร้างใหม่ กองทหารเคลื่อนที่ที่มีอยู่เพียงสามหมู่ รวมจำนวนสามสิบกว่าคนเท่านั้น ส่วนนี้เป็นกำลังทหารหลักของกองร้อย เว้นเสียแต่ เมื่อรวมกำลังจากสำนักอื่นในบางโอกาสก็จะมีกำลังพลเสริมมากขึ้น คิดแล้วน่าใจหาย กองรบที่เป็นหน่วยที่มีหน้าที่รบโดยแท้จริงมีกำลังเพียงเท่านี้

ประสบการณ์บนฐานที่มั่นแห่งนี้ ย่างเข้าสู่ปีที่ ๒ แล้วสำหรับผม ความคิด และชีวิต ความเป็นอยู่ ยังคงดำเนินอย่างเป็นปกติ ไม่มีปัญหาใดๆที่ทำให้ความคิดจะเปลี่ยนแปลง ยังอยู่ร่วมกับบรรดาสหายนักรบแห่งกองร้อยทหารปลดแอกอย่างกลมกลืน ผมได้ถูกจัดอยู่ในหน่วยทหารเคลื่อนที่ตามโครงการปรับปรุงกำลังพล ผมได้อยู่หมู่ที่ ๑ โดยการบังคับบัญชาของสหายเทียน ซึ่งเป็นนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง สหายเทียนเป็นผู้บังคับหมู่ของผม มีสหายชาลี นักรบหนุ่มชนชาติม้งเป็นรองหัวหน้า มีกำลังพล ๑๒ คน แบ่งเป็นหน่วยละ ๖ คน ปรับเปลี่ยนกันตามสภาพเคลื่อนไหว เนื่องด้วยผมมีประสบการณ์ในการทำงานมวลชน ผมจึงได้ถูกคัดเลือกมาเสริมเพื่อให้กำลังทหารหนึ่งหมู่มีประสิทธิภาพ ในการทำงานหลายๆด้าน กระจัดกระจายกับกองกำลังอีกสองหมู่ ซึ่งก็แปรสภาพและมีสภาพที่ไม่ต่างกัน ออกทำการเคลื่อนไหว นานๆจึงกลับมาสักครั้ง สำหรับสหายการันต์ผู้ชี้นำหน่วยงานมวลชน ก็ได้ออกไปเคลื่อนไหวในสัมพันธ์ส่วนลึก กับบรรดาบริษัทที่มีผลประโยชน์กับป่า ด้วยความเป็นมืออาชีพของเขา ทำให้เขาประสานกับแนวร่วมลดสิ่งขาดแคลนบางประการได้เป็นอย่างดี เขาออกไปทำงานร่วมกับบรรดาสหายที่เป็นคนตีนภู โดยเฉพาะเขามีทหารคู่ใจเป็นทหารพิทักษ์ประจำตัวอยู่ คือ สหายโบ้ เขาจะเดินทางไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ เขานอนแบบไม่มีหลักแหล่ง เขามุดหัวนอนได้ในทุกที่ พบเห็นเขาได้ยาก เขาเป็นที่รักและเคารพของพวกเราทุกคน และเขาก็ยังคงทำงานพิเศษของเขาตลอดไป

กองกำลังทหารเคลื่อนที่ออกไปปฏิบัติงานมวลชนโดยรอบฐานที่มั่น ยกเว้นทิศทางที่เป็นค่ายทหารที่บ้านเข็กน้อย เป็นภาระหน้าที่ของทางหน่วยงานอำนาจรัฐ ที่มักทำงานเกาะกุมสภาพและติดต่อกับบรรดาญาติพี่น้องของเขา ประกอบไปด้วย ทหารม้งจากอำนาจรัฐทั้งหมด มีทหารม้งที่เป็นผู้หญิง เช่น สหายมานะ จากกองร้อย ๕๖๑ ไปร่วมเคลื่อนไหวด้วย

หน่วยงานของผมประกอบไปด้วย สหายเหล่าย่า เป็นทหารหนุ่มม้งชำนาญในการเดินทางและเส้นทาง สหายนาท ซึ่งเป็นนักศึกษาจากที่ราบ เป็นพยาบาลประจำหน่วย มีสหายประสงค์ คนจากที่ราบเช่นกัน สองคนนี้ เป็นนักเรียนการเมืองรุ่นที่สาม แล้วก็มีผม การทำงานของพวกเราก็มักจะเป็นการลาดตระเวณประเภทท่องเที่ยวไปทั่วๆ เดินลาดตระเวณป่ากันจริงๆไม่มีอะไรที่เป็นแก่นสารมากนัก หาเป้าหมายไม่พบ นึกจะไปทางไหนก็ชวนกันไป แต่สิ่งที่ได้รับก็คือ บทเรียนการเดินป่าจากสหายเหล่าย่า เขารู้กระทั่งว่า เส้นทางสายนี้มีคนเดินเข้ามาเมื่อก่อนรุ่ง เขาช่างสังเกต เขาพอจะรู้ว่าสัตว์เลื้อยคลานตัวเล็กๆคลานผ่านรอยเท้านั้น เป็นรอยให้เขาสังเกตว่าเป็นรอยใหม่หรือรอยเก่า เป็นรอยของคนทำไร่กลับไปบ้านเมื่อตอนเย็น หรือมาทำงานตอนรุ่ง ก่อนเขาเข้าสู่ทางแยกต่างๆเขาพิถีพิถันดูร่องรอยของการเหยียบใบไม้ใบหญ้าเป็นอย่างดี แม้แต่ใบไม้แห้ง ที่เพิ่งร่วงหล่นก็บอกกล่าวถึงสถานการณ์ได้ว่ามีคนเดินผ่านหรือเหยียบย่ำไปแล้วหรือยัง ถ้ามี เขาก็ต้องหาทางวิเคราะห์อีกว่า เดินไปหรือเดินกลับไปสู่จุดหมายใด เป็นฝ่ายชาวบ้านหรือชาวบ้านธรรมดา ผมมั่นใจที่ได้ร่วมทางไปกับเขา เขาเป็นครูสอนผมไปโดยอัตโนมัติ พวกเราได้เรียนชีวิตแท้ของป่าจากเขาไม่น้อย บางครั้งในขณะเราพักอยู่ เมื่อได้ยินเสียงนกบางชนิด เขาจะบอกว่า สหาย มีคนมา เขาบอกว่า นกชนิดนั้น มันมักจะร้องเมื่อพบคน เขาแนะนำวิธีการพรางรอยเท้า แม้บางขณะ เขาแนะนำให้พวกเราเดินถอยหลังก็ยังมี ในยามค่ำคืนของคืนหนึ่ง เขานำทางพวกเราออกจากหมู่บ้านนาโพธิ์ เขาจ๊ะเอ๋กับกองกำลังติดอาวุธโดยบังเอิญ ต่างคนต่างหลบ พวกเราทุกคนฉีกตัวหลบตามเขาอย่างรวดเร็ว เพื่อเข้าหาที่กำบัง ฝ่ายตรงข้ามก็เช่นกัน ได้ยินเสียงเหยียบใบไม้สนั่นป่า ต่างคนต่างตั้งสติ การที่กองกำลังทั้งสองฝ่ายเดินกันอย่างตามสบายแล้วมาเจอะกันนั้นไม่มีใครทันตั้งตัวได้หรอก เราทั้งสองฝ่ายต่างดูเชิงซึ่งกันและกัน เป็นเวลานาน เงียบสนิท ไม่มีเสียงปืนจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่มีใครตกเป็นเป้า ผมโล่งใจ เมื่อถอนกำลังกลับ โดยไม่มีการปะทะ เรามุ่งหน้ากลับกองร้อยอย่างน้อยก็เพื่อหาเสบียงเพิ่มเติม

หน่วยลาดตระเวณไปพบหมูป่าตัวใหญ่ถูกทุ่นอยู่ริมน้ำไทร พวกเขาชำแหละและลำเลียงมันขึ้นมากองร้อย หน่วยงานพลาธิการนำไปจัดการคั่วแห้งเพื่อสนองให้กับบรรดาทหารที่ออกเคลื่อนไหวในเขตจรยุทธ เขาจะใส่มันไว้ในกระบอกไม้ไผ่พร้อมที่จะให้ผู้ที่ต้องการเบิกไปใช้ เขามีกล้วยตากจำนวนมากไว้สนองพวกเราด้วย เสบียงในการเคลื่อนไหวครั้งต่อไปของเราคือ หมูป่าคั่วแห้งและกล้วยตากจำนวนหนึ่ง

หน่วยของเราออกไปอีก คืนเดือนหงายกระจ่างฟ้าเหมาะแก่การเดินทาง ครั้งนี้ตั้งใจไปหลายวัน จัดหน่วยได้ ๘ คน มีคนม้งสามคน คนไทยสามคน คนตีนภูสองคน เดินทางคืนหนึ่งผ่านไป และข้ามถนนไปนอกเขตจรยุทธที่ไม่ใช่ถิ่นเรา เคยมีหน่วยงานบางหน่วยเขาไปสืบสภาพแล้ว รายงานว่า เป็นเขตที่ทหารไม่ได้ออกมาเคลื่อนไหว หมายความว่า เจ้าหน้าที่ของทางการ ความประมาทจึงเกิดขึ้น หมู่บ้านที่ว่านี้คือ หมู่บ้านแก่งหว้าและแก่งไฮ

เราไปพักกันที่ตู๊บไร่ของประชาชน กลางไร่ข้าวโพด พื้นที่เป็นภูเล็กสลับซับซ้อนมีข้าวโพดสูงท่วมหัว ด้วยความเหนื่อยอ่อนจึงถอดเสื้อผ้าซักและผึ่ง ป่าโคกอากาศร้อน เช่นเดียวกับที่ไร่ข้าวโพด ผมผูกเปลไว้ข้างล่างพวกเขา ผู้ร่วมหน่วยทุกคน อยู่บนตู๊บที่ทำเป็นใต้ถุนสูงปูพื้นด้วยฟากไม้ไผ่ธรรมดาที่ไม่มีฝากั้น ไม่ได้ระมัดระวังตัวกันเลยแทบทุกคน ถอดรองเท้าและปลดเครื่องสนามออก

สำหรับผมอยู่ข้างล่างสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ บนสันภูอีกฟากหนึ่งห่างออกไปประมาณ ๒๐๐ กว่าเมตร มันมีลักษณะของสิ่งเคลื่อนไหว สีเขียวผิดปกติ ผมจ้องอยู่สักพัก มันแฝงตัวอยู่ในกองข้างโพดที่มองเห็นบนยอดภูสันโน้น ใจคิดว่า ฝ่ายตรงข้ามแน่นอน ยังไม่ทันเรียกคนข้างบน ก็ได้ยินเสียงปืน M ๗๘ ดังป๊อก สักครู่เดียว เสียงดัง บึ้ม! ใกล้ๆที่เรานอนพักพอดี

เสียงปืนจากฟากโน้นรัวถี่ยิบ นักรบป่าข้างบนโดดลงมาแต่ตัวเปล่า จะมีสหายนาทที่ได้ปืนมากระบอกหนึ่ง ผมคว้าอาร์กาคู่ใจพร้อมกระสุนที่ติดแม็กกาซีนมาอันเดียว คลานหลบวิถีกระสุนและถอยหลักกำลังไฟไปรวมกันท้ายไร่ สำรวจกำลังพลอยู่ครบ แต่ไม่มีสภาพนักรบป่าเหลืออยู่เลย ผมไม่ได้ใส่เสื้อ เช่นเดียวกับหลายคน ดีนะ ที่นุ่งกางเกง รองเท้าไม่ได้มาเลยสักคนเดียว ตัวเบาหวิวเลย เครื่องสนามเสบียง ผ้ายาง ผ้าเปล เป้สนาม เข็มขัดสนาม เครื่องกระสุน ไม่ได้ติดตัวกันมาเลย ทั้งหน่วยเหลือปืนเพียงสองกระบอก สหายนาทได้รับบาดเจ็บที่ฝ่าเท้า โดนสะเก็ด M๗๖ เข้าเล็กน้อย สิ้นลายทหารป่าเลยเรา หมูป่าสักกระบั้ง กระติกน้ำสักใบ มีดสักเล่ม ก็ถูกทิ้งไว้หมด ยังดีนะ ที่ไม่พากันไปตายหมดหน่วย

ตอนเดินทางจากกองร้อยไปก็วันครึ่ง ถ้าเดินกลับก็คงใช้เวลาไม่ต่างกันเท่าไหร่นัก แต่ไอ้เรื่องไม่มีรองเท้านี่สิ ทรมานสุดขีด เราเดินไปบนป่าโคกที่มีทางลูกรัง เป็นระยะทางยาวไกล ยังได้พบกับดงหนามไมยราบที่ริมถนนตอนจะข้ามกลับอีกซ้ำ สำหรับผมแทบถอดกางเกงมาพันเท้าเลย คิดไปแล้ว ก็ยังรักเกียรติของ ท.ป.ท. อายแสงจันทร์ ทนย่ำไปบนหนามนรกกับก้อนลูกรังอย่างยาวนาน

ทุกคนจัดขบวนมาอย่างทุลักทุเล น้ำก็ไม่มีดื่ม อาหารก็ไม่มีกิน มีเพียงสหายผู้ร่วมทางรอดจากการถล่ม และแสงจันทร์เป็นเพื่อนนำทาง เป็นการเดินทางที่ทุรกันดาร และมหาโหดที่สุดในชีวิตครั้งหนึ่งของผมทีเดียว มีสหายนาทที่หนักหน่อยเพราะฝ่าเท้าบาดเจ็บ แต่ก็ไม่มีใครช่วยใครได้ นอกจากเป็นเพื่อนกันไป ฉีกผ้าที่มีอยู่เป็นปลายกางเกงพับที่ฝ่าเท้า ก็ยังพอบรรเทาอาการเจ็บไปได้ การเดินทางตลอดทั้งคืน และในช่วงสายของวันใหม่ก็เข้าถึงเขตจรยุทธ เดินกันแทบไม่ถึง ถึงตอนนี้แล้วใครยังเหลือแรงก็ไปก่อนเถอะ ผมกับสหายประสงค์รั้งท้าย สหายนาทที่ว่าเจ็บๆก็ยังเดินตัวปลิวไม่ทราบว่ามีกำลังใจมาจากไหน ถ้าเป็นการแข่งขันการเดินวิบากแล้ว พวกสหายม้งชนะขาด เพราะสามคนขึ้นไปรายงานข่าวก่อนใคร เหลือผมกับสหายประสงค์รั้งท้ายทิ้งห่างกว่าสองถึงสามชั่วโมง

ได้ทราบข่าวจากมวลชนภายหลังว่า สินสงครามที่ทางการยึดไปจากพวกเรานั้น ได้ถูกนำไปแสดงโชว์ที่อำเภอนครไทย

พวกเราทุกคนเบิกเครื่องประกอบ ชุดทหาร ท.ป.ท. อีกครั้ง ครั้งนี้ใหม่เอี่ยมแกะกล่องเลย

ผมได้ข้อสรุปที่ใกล้ตายอีกแล้วว่า

“ความไม่ประมาท คือ อาวุธของนักรบ”

ในขณะเดียวกันนั้นเป็นฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวไร่ของทั้งทหารและประชาชนบนฐานที่มั่น อีกไม่กี่วันเราก็จะได้กินข้าวไร่ ใหม่สุดของปีการผลิต ประชาชนบนฐานที่มั่นเขาก็เตรียมการต้อนรับเทศกาล “น่อแป๊ะโจว” คือ เทศกาลกินข้าวใหม่นี่เอง มันเป็นช่วงปลายปี พ.ศ.๒๕๒๑ คงจะเป็นในราวกลางเดือนธันวาคม

ทางสำนักอำนาจรัฐของผมขึ้นไปช่วยทำงานลำเลียงข้าวจากไร่ข้าวของอำนาจรัฐและของประชาชน ทางทิศตะวันออกของบ้านขี้เถ้า ได้เดินทางและผ่านบ้านประชาชนที่เป็นบ้านร่องกล้าใหญ่ ได้พบเห็นการละเล่นของเยาวชนคนหนุ่มสาวชาวม้งที่ต่างก็แต่งตัวแบบสวยงามประจำชนชาติ เขามารวมตัวกันที่งาน เล่นโยงลูกช่วง ซึ่งการโยนก็แบ่งเป็นฝ่ายหญิงและชาย เขาโยนกันไปโยนกันมาเช่นนี้ไม่เบื่อหน่าย มันเป็นเกมส์การมองหน้าและดูท่วงทำนองของหนุ่มสาว อย่างไม่แยบยลนัก ใครชอบใครก็โยนกันไปให้คนคนนั้น เด็กๆเล่นตีลูกข่าง เจ้าหนุ่มบางรายก็ทำการเป่าแคนและร่ายรำแคนตามท่วงทำนองของพวกเขา ผมรู้ได้ทันทีเลยว่า เสียงแคนบ่งบอกถึงลักษณะเกี้ยวสาว เพราะท่าทางประกอบการเป่าแคนที่มีเสียงกังวาน วังเวง สลับเสียงไม่กี่ตัวโน้ตนั้น มันไม่ต่างไปจากไก่หนุ่มตัวผู้ ที่มันดีดขาเต้นไปมารอบๆไก่ตัวเมีย ซึ่งเขาแสดงอาการได้น่ารักน่าเอ็นดู วัฒนธรรมของพวกเขาเป็นของพวกเขา เป็นธรรมชาติ เป็นสิ่งก่อกำเนิดเผ่าพันธุ์และชีวิตใหม่ให้กับเผ่าพันธุ์ของพวกเขา

ผมเพียงผ่านทางเพื่อไปประสานงานกับพลาธิการของอำนาจรัฐเท่านั้น ที่นั่น ผมได้พบกับสหายส่ง ซึ่งมีสำนักอยู่ที่อำนาจรัฐ เขาอยู่กับภรรยาของเขา คือ สหายศรี หน้าที่ของเขา คือ หาปัจจัยสนองประชาชนจำนวนหลายพันคน ภายใต้การปกครองของสำนักอำนาจรัฐ เขาชวนผมไปดูรถดัมพ์ที่จอดอยู่ที่บ้านขี้เถ้า ดูความพร้อมของมันว่า ยังใช้การได้อยู่หรือไม่ เขามีโครงการที่จะใช้มันช่วยผ่อนแรงการลำเลียงข้าวจากไร่ข้าวของสำนักอำนาจรัฐมาเก็บไว้ที่ยุ้งฉางที่บ้านขี้เถ้า ซึ่งอย่างน้อย มันก็จะช่วยย่นระยะทางและแบ่งเบาแรงงานของประชาชนไปได้

ผมตกลง

และขึ้นไปสำรวจ ผมพบว่ารถดัมพ์ขับเคลื่อนสิบล้อ ยังคงใช้งานได้ดี กำลังไฟจากแบตเตอรี่มีน้อยไปหน่อย แต่มันก็ติดได้โดยไม่ยากเย็น ผมติดเครื่องเพื่อชาร์จไฟ และสำรวจดูน้ำมันซึ่งยังพอมีตุนอยู่จากในถังของรถแทรกเตอร์ที่จอดอยู่ใกล้ๆกัน ผมถ่ายน้ำมันโซล่ามาใช้กับรถดัมพ์ มั่นใจว่ามีกระแสไฟพอเพียงที่จะใช้งาน จึงออกสำรวจดูเส้นทางซึ่งเป็นทางซึ่งรถแทรกเตอร์ที่สหายจำเนียรและสหายเอกเคยนำมันขึ้นมา พอเป็นทางที่จะเดินทางของรถดัมพ์ได้ เพียงแต่ว่าเส้นทางสายนั้นจะต้องผ่านภูหญ้าคาเป็นระยะทางไกล ถ้าเครื่องบินลาดตระเวณทางอากาศมาพบ ขบวนลำเลียงก็จะถูกสกัดกั้นอย่างแน่นอน

เราแก้ปัญหาด้วยการใช้แรงคน เตรียมเส้นทางตัดตอไม้ตามทางที่จะมีอันตรายต่อยางของรถดัมพ์ และออกเดินทางในช่วงเช้ามืด ตัดกิ่งไม้ที่ใบร่มครึ้ม พรางรถสิบล้อคันโต

เดินทางมุ่งไปสู่ไร่ข้าวของอำนาจรัฐ ประสบการณ์ของพวกเราทำให้รู้ว่าเครื่องบินลาดตระเวณไม่ค่อยออกทำการในช่วงเช้า เพราะเขาไม่เคยพบสิ่งผิดปกติอะไรเลย ประชาชนบนฐานที่มั่นก่อไฟเพื่อหุงหาอาหารกันแต่ก่อนสว่าง สิ่งที่เครื่องบินลาดตระเวณจะสังเกตได้เพียงอย่างเดียว คือ ควันไฟ เมื่อเขาไม่พบเห็นอะไร พวกเขาก็ไม่ค่อยที่จะทำการลาดตระเวณทางอากาศ

รถดัมพ์คันนั้นช่วยแบ่งเบาภาระแรงงาน การลำเลียงข้าวได้เป็นอย่างดี แรงของมันมหาศาล พอที่จะบรรทุกขึ้นเนินได้อย่างสบาย ครั้นเมื่อพ้นเนิน พลลำเลียงข้างของสำนักอำนาจรัฐได้รับอนุญาตจากผม ซึ่งเป็นผู้ขับมันขึ้นมา ให้ขึ้นมาบนรถดัมพ์ได้ ทุกคนสนุกสนานและตื่นเต้นกับการได้นั่งรถเป็นที่สุด เราซุ่มรออยู่จนใกล้ค่ำ จึงเคลื่อนขบวนของรถบรรทุกข้าว มุ่งตรงไปยังยุ้งฉาง ที่บ้านขี้เถ้า เราทำเช่นนี้ อยู่สองเที่ยว ผลผลิตของปีนั้นก็ถูกลำเลียงมาไว้ที่ที่ใกล้ขึ้นอีกหลายเท่านัก

และผมก็ได้พบกับเด็กสาวชาวม้งสองคน ที่เป็นทหารของอำนาจรัฐ เขาได้นั่งมากับผมในตอนหน้าของรถ ผมชอบที่ทั้งสองคนเป็นคนร่าเริง ช่างคุย มีสหายพายุ และสหายสัจจะ ซึ่งพายุนั้น ผมมักจะเรียกเขาว่า “ฟ้าลั่น” เพราะเขาพูดด้วยเสียงดัง พูดได้เรื่อยๆแม้ไม่ค่อยชัดเจน และมีอยู่คนหนึ่งที่ขอเรียกว่าผมว่า “พี่ทน” แทนที่จะเรียกว่า สหาย คือสัจจะ เพื่อนของพายุนั่นเอง สำหรับสหายพายุ ยังคงเรียกผมว่า สหายทนอยู่

เสร็จภารกิจ การลำเลียงข้าวของสำนักอำนาจรัฐ ผมได้รับเชิญจากสหายส่งและสหายศรี ไปกินเลี้ยงฉลองความสำเร็จ ด้วยการปิ้งไก่ให้กิน พร้อมรินเหล้าชนิดพิเศษแทนคำขอบคุณที่สำนักของเขา

“เหล้าอะไร สหายส่ง”

ผมเอ่ยถามหลังจากที่ซดมันไปจอกหนึ่ง มันมีรสชาดที่หอมหวานจนแทบจะไม่มีความรู้สึกของความเป็นเหล้าอยู่เลย จะมีก็เพียงอาการร้อนและอบอุ่นภายในเท่านั้น

“เหล้าลูกเดือย ประชาชนหมักมันได้ที่แล้วจึงกลั่น เป็นเหล้าที่ดีที่สุดบนฐานที่มั่น หากินยาก เพราะส่วนใหญ่เขาเก็บไว้กินเอง”

เขาอธิบายถึงความพิเศษของเครื่องดื่มแห่งมิตรภาพ

“แล้วสหายได้มันมาอย่างไร” ผมยังสนใจที่จะหาคำตอบจากเขา เขาบอกว่า มันเป็นกรณีพิเศษสำหรับผมเท่านั้น หากินไม่ได้ง่ายนัก

วันนั้นผมร่าเริงและเบิกบานเป็นพิเศษ เดินเที่ยวท่องไปบนลานหิน และนั่งพักชมวิว ที่ผาชูธง คิดถึงวันแรกที่เดินทางมาถึง มองย้อนกลับไปสู่เส้นทางที่เคยผ่านบ่อยๆ มองกลับไปสู่เขตงานที่เคยเคลื่อนไหว เมื่อนั่งมองบนนั้น กำหนดจุดคร่าวๆได้อย่างชัดเจน มองไกลไปถึงจุดที่เพิ่งถูกโจมตี เมื่อไม่นานมานี้นัก บัดนี้ ผมได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของหินร่องกล้าไปเสียแล้ว ไม่ใช่คนแปลกหน้า ไม่ใช่คนหน้าใหม่อีกต่อไป

ที่กองร้อย ทหารและบรรดาผู้ที่อยู่ที่สำนัก รวมถึงสหายตีนภูที่อยู่รวมกันเป็นหมู่บ้าน ในส่วนที่เป็นแม่บ้าน พวกเขามีหน้าที่สนับสนุนการผลิตให้กับกองร้อย หากเป็นพ่อบ้านก็สนับสนุนงานด้านการขยายและการจัดตั้งมวลชนของหน่วยงานมวลชน

พวกเราได้ช่วยกันตีข้าวและขนข้าวเก็บไว้ในยุ้งฉางของกองร้อยเพื่อเป็นเสบียงเลี้ยงดูพลพรรคในปีต่อไป

ในระยะเวลานั้น หน่วยงานมวลชนของเขตงานสายสี่ กองร้อย ๕๖๑ ที่มีสหายนน สหายเดช สหายอรุณ และทีมงานของพวกเขาได้รับมวลชนเข้ามาอยู่ด้วยที่กองร้อย มีคนหนุ่มขึ้นมาสามสี่คน และมีครอบครัวของหญิงวัยกลางคนขึ้นมาด้วย จัดตั้งทางกองร้อย จัดพวกเขาอยู่ในหน่วยหนุนช่วยการผลิต จะมีอยู่คนหนึ่งซึ่งมีพี่ชายเป็นทหารป่าอยู่แล้วได้เป็นทหารในเวลาต่อมา เขาชื่อ พินิจ ส่วนอีกสองคนเป็นพี่น้องฝาแฝด ชื่อ ทอนและทาน สองคนหลังนี้ ความคิดยังห่างไกลต่อการปฏิวัติมาก ไม่ดัดแปลงตัวเอง เข้ากับบรรดาสหายได้ยากยิ่ง ส่วนคนที่ชื่อพินิจ เนื่องจากมีพี่ชายอยู่ป่าอยู่แล้ว ชื่อ สหายวิชิต ภายหลังเขาได้รับการติดอาวุธและได้รับเข้าอยู่ร่วมในกองทหารกองร้อยทหารปลดแอก ยังคงมีบทบาทในการพิทักษ์ฐานที่มั่นอย่างต่อเนื่องต่อไป ผู้บังคับบัญชาทางการทหารและผู้ชี้นำทางการเมือง เรียกระดมพลอีกครั้ง เพื่อทำการเคลื่อนไหวทางการทหาร หลังจากได้รับรายงานสภาพจากหน่วยงานมวลชน สาย ๘ ว่า ขณะนี้กองกำลังคุ้มกันสร้างทาง ซึ่งประกอบไปด้วยทหารรับจ้างทำการคุกคามมวลชนที่เข้ามาหากินในเขตจรยุทธ ว่ามาทำการติดต่อกับพวกป่า ทำการข่มขู่ คุกคาม กระทั่งมีข่าวการข่มขืนชาวบ้านที่มาทำไร่ในเขตอิทธิพลป่า พวกเขาทำการลาดตระเวณลึกเข้ามาเรื่อยๆ หลังจากปฏิบัติการทางการทหารของพวกเราลดลง

กองร้อย ๕๖๑ ประสานกองกำลังของหน่วยงานมวลชนอีกครั้ง คราวนี้ ประสานไปยังอำนาจรัฐและโรงเรียนการเมืองรวมถึงทหารบ้านด้วย หวังจะเกาะติด ทำสงครามจรยุทธ โจมตีพวกคุ้มกันสร้างทางอย่างต่อเนื่อง

ผมกับสหายประสงค์ได้ร่วมอยู่หน่วยเดียวกับสหายชาลี สหายชาลีเป็นนักรบพ่อลูกอ่อน มีลูกสาวเพิ่งคลอด ยังไม่ถึงเดือน เขาชื่นชมสายเลือดจาการปฏิวัติของเขาอย่างภาคภูมิใจ เขาเที่ยวได้อุ้มอวดใครต่อใคร เชื้อเชิญให้คนอื่นๆอุ้มด้วย แม้กระทั่งผม ภรรยาของเขาเป็นชาวม้งวัยเดียวกัน เป็นคนหนุ่มสาวในวัยยี่สิบต้นๆ สหายชาลีมีตำแหน่งเป็นรองหัวหน้าหมู่หนึ่ง ของกองร้อย รองจากสหายเทียน แต่ถูกจัดสรรกำลังมาก่อนล่วงหน้า ให้เป็นหัวหน้าของหน่วยผม ประสานกำลังกับทหารจากอำนาจรัฐและกองกำลังทหารบ้าน โดยมีผมเป็นรองหน่วย

กองกำลังของพวกเราออกเดินทางในวันถัดมา ร่วมกับกองกำลังหน่วยอื่นๆ ของกองร้อย ภาระหน้าที่ได้ถูกกำหนดไว้แล้ว จากการสืบสภาพของบรรดาผู้บังคับหมู่รบของแต่ละหมู่และการเคลื่อนไหวครั้งนี้ มีความตั้งใจว่าจะเกาะติดและก่อกวนโจมตีอย่างต่อเนื่อง จึงมีกองกำลังสำรองสนับสนุนและเตรียมพร้อม ต่อการสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้น

หน่วยของสหายชาลีได้รับประกอบกำลังเพิ่มขึ้นอีกจากกองกำลังอำนาจรัฐ อีก ๓ นาย เขาแบ่งหน่วยออกเป็นสอง ให้ผมคุมกำลังอีกสามคน ส่วนเขานำนักรบม้งสามคนเดินนำหน้าผมไปในคืนนั้นด้วยความชำนาญเส้นทาง เขาพาเรานอนพักเอาแรงอยู่ใกล้จุดโจมตี ซึ่งต้องไต่ขึ้นภูเล็กๆไป จึงจะเห็นการเคลื่อนไหวของกองกำลังฝ่ายตรงกันข้าม เขาสั่งให้พวกเราตื่นและกินข้าวตั้งแต่ตีห้า คาดว่า ทุกหน่วยรบก็คงทำเช่นเดียวกันกับเขา เขาประสานกันมาเป็นอย่างดีแล้ว รอฟ้ารุ่งราง พอเห็นทางชัดขึ้น เขานำพวกเราเดินขึ้นไป เป้าหมายอยู่ที่สันภู

ครั้นเดินไปได้ครึ่งทาง เขาหันกลับมา เห็นผมเดินตามหลัง เขาเป็นคนที่สอง เขาหันมาจัดกำลังใหม่ สำหรับผม ความคิดในความเป็นรองหัวหน้าก็ควรจะเดินตามเป็นคนที่สอง เขาว่าไม่ถูกต้อง และจัดกำลังใหม่ ดึงลูกหน่วยของเขาทั้งสองคนเข้าไปอยู่ในส่วนหน้า ส่วนผม เขาทำนิ้วประกอบว่า ผมจะต้องไปอยู่ในตำแหน่งที่สี่ หน่วยของผมจึงประกอบไปด้วย สหายประสงค์และทหารบ้านจากอำนาจรัฐอีกคน เขาให้เราเดินทิ้งระยะห่างประมาณ สองเมตร เขาจัดขบวนเรียบร้อยแล้ว เขาก็มุ่งหน้าเดินต่อไปด้วยความระมัดระวัง ซึ่งที่จริงแล้ว สันภูนี้ เขาเพิ่งเข้ามากุมสภาพเมื่อไม่กี่วันมานี้ด้วยตัวของเขาเอง เขาให้พวกเราเดินตามรอยของเขาไป โอ... เขาขึ้นผ่านสันภูแล้ว ใกล้แล้ว ผมคิด แต่ครั้นผมโผล่เพียงใบหน้าขึ้นไปพ้นสัน ขณะที่ทั้งตัวยังอยู่ที่ไหล่ภู

บึ้ม...

เสียงระเบิดกึกก้องกัมปนาท ควันโขมง ร่างของสหายชาลีทรุดแน่นิ่ง สหายชิงชัยที่เดินอยู่ตำแหน่งที่สองถลาเสียการทรงตัวเหมือนลูกข่าง ไร้ทิศทาง ผมรีบเข้าไปประคองร่างสหายชิงชัย นักเรียนการเมืองการทหารชนชาติม้ง รุ่นเดียวกับผม อยู่ในวงแขน ตลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในฉับพลัน

เลือดและฟองอากาศทะลักออกมาจากบาดแผลฉกรรจ์ระหว่างคิ้วพอดี รูของมันขนาดนิ้วทะลวงลงไปได้ เขากระเสือกกระสนอยู่เพียงครู่ก็แน่นิ่งไป เลือดทะลักไหลออกมาตามบาดแผลทั่วร่าง ชุ่มโชกเครื่องแบบทหารของเขา ส่วนทหารบ้านอีกคนโดนสะเก็ดเข้าที่ขา เดินเขย่งได้เพียงข้างเดียว เหตุการณ์ที่เกิดสร้างความงุนงงให้กับสหายประสงค์และทหารบ้านที่ไม่เห็นเหตุการณ์ว่าอะไรเกิดขึ้น เขาชะงักอยู่ตรงนั้น จนกระทั่งผมเรียกเขาขึ้นมา เข้าไปดูสหายชาลี กะโหลกศีรษะด้านหลังหายไปทั้งแถบ ทรุดกองคว่ำหน้าอยู่ในท่าพร้อมรบ

ทุ่นระเบิดทำลายชนิดหนวดกุ้งเล่นงานเขาเข้าแล้ว ตายไปแล้วสอง บาดเจ็บอีกหนึ่ง ผมสั่งให้ทหารบ้านที่อยู่หน่วยเดียวกับผมประคองคนเจ็บกลับแนวหลัง ส่วนผมกับสหายประสงค์ปลดอาวุธของวีรชน ทหารปลดแอกทั้งสอง รวบรวมและถอยไปอีกสันภู ใกล้ๆกันนั้น โดยคาดว่า กองกำลังของฝ่ายตรงกันข้าม จะต้องเข้ามาสำรวจถึงสิ่งผิดปกตินี้

ได้ยินเสียงเอะอะอยู่แถวถนน ผมกับสหายประสงค์แบ่งปืนไปอีกคนละกระบอก พร้อมกระสุน จากทั้งสหายชาลีและชิงชัย เพิ่มไปอีก หันหลังชนกัน อยู่บนยอดภูนั้นเอง

ตัดสินใจแล้วว่า สองคนจะหันหลังชนกันต่อสู้จนสุดฤทธิ์อยู่ตรงนั้น คิดทบทวนดูที่จริงตำแหน่งที่ชิงชัยเสียสละก่อนหน้านั้นไม่กี่นาที เป็นตำแหน่งเดินของผมเอง แล้วมันเกิดอะไรขึ้นล่ะ ทำไมสหายชาลีถึงไม่ต้องการผม ทำไมเขาต้องเลือกสหายชิงชันด้วย แล้วใครจะกลับไปอุ้มลุกเขาล่ะนี่ ... แนวหลังยังอยู่อีกไกล ระยะทาง เดินไปกลับกว่าสองชั่วโมง แนวรบเงียบกริบ ฝ่ายตรงข้ามรู้ตัวแล้วแต่มันต้องเกิดอะไรขึ้นแน่ ผมคิด และจ้องไปข้างหน้า อย่างไม่เห็นอะไรเลย นอกจาก จะมีสิ่งผิดปกติโผล่ขึ้นมา และบัดนั้น ถ้าไม่ให้สัญญาณก็ต้องยิง

ผมเอามือปาดที่ต้นคอเพราะมีนเหนียวจนหน้ารำคาญ โอ เลือด เลือด จากบริเวณขากรรไกรของผมยังชุ่มนอง และสด สำรวจที่สันภูที่ชาลีและชิงชัยนอนสงบนิ่งอยู่ ยิ่งหวาดวิตกกลัวว่าฝ่ายตรงข้ามจะขึ้นมาพบเสียก่อน กำลังของเรามีเพียงสองคน คงไม่อาจพิทักษ์ร่างของวีรชนทั้งสองได้ วิตกไปต่างๆนานา

จนเสียงการโจมตีของหน่วยสหายฆ้อนและหน่วยของสหายเทียนระเบิดขึ้น ผมรู้แล้วว่า อีกไม่นานเขาต้องเข้ามาช่วย มาช่วยเหลือ เพราะสถานการณ์เช่นนี้ ใครก็ต้องคาดเดาได้ว่า ฝ่ายเราไม่ใครก็ใครที่ได้สละร่างพิทักษ์ยอดภูกันบ้างแล้ว

พวกเขารู้ดีถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้น
ผู้บัญชาการกองกำลังของกองร้อยทหารปลดแอก ส่งทหารสื่อสารไปแจ้งข่าวหน่วยนบทุกหน่วยถอนกำลังกลับในทันที หลังจากทราบข่าวการสูญเสีย

ร่างของวีรชนทั้งสอง สหายชาลี แซ่เถา และสหายชิงชัย แซ่ลี ถูกทหารป่าลำเลียงกลับสู่ฐานที่มั่น ตามด้วยกองกำลังทั้งหมดล่าถอยในทันที
ผมได้รับบทเรียนจากสงครามอีกบทหนึ่งว่า

“แม้ไม่ประมาท ก็ตาย”

หมอไผ่ ซึ่งเป็นหมอสนาม ตรวจดูบาดแผลที่บริเวณกระดูกขากรรไกรด้านซ้าย ทำการดึงสะเก็ดเล็กๆออกจากบาดแผล และเย็บปากแผลปิดไว้ดังเดิม ทิ้งรอยแผลเป็นไว้ให้รำลึกถึงสหายทั้งสองตลอดกาล

ศพของเขาถูกฝังไว้ที่สุสานวีรชนทหารปลดแอก บริเวณริมลานหินอำนาจรัฐ ร่วมกับวีรชนคนอื่นๆที่เสียสละไปก่อนหน้านั้น

พิธีกรรมถูกจัดขึ้น ณ ลานเอนกประสงค์ของกองร้อย ๕๖๑ เหล่าบรรดานักรบและผู้ร่วมปฏิบัติงานของกองร้อยเข้าร่วมพิธีไว้อาลัยให้เขาอย่างเรียบง่าย สมเกียรติของนักรบทหารปลดแอก

และตราบใด ที่สงครามยังไม่จบสิ้น
พิธีการเช่นนี้ ก็คงอยู่คู่กับกองร้อยทหารปลดแอกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย


๑๐

ที่บ้านทับเบิกมีสำนักของอำนาจรัฐอยู่ที่นั่น การเดินทางจากโรงเรียนเขต ๑๐ ไปสู่ทับเบิกใช้เวลาเดินทางด้วยเท้าประมาณครึ่งวัน เป็นเส้นทางเดินไปบนสันของภูร่องกล้าไปทางทิศตะวันออก เส้นทางนี้ยาวร่มครึ้มนับเป็นเส้นทางที่เปลี่ยวเหงาเส้นทางหนึ่ง ที่สำนักนั้น มีสหายหญิงจากที่ราบประจำอยู่ เธอชื่อสหายฟ้า เป็นนักศึกษาจากที่ราบ สหายฟ้ามีบุคลิกที่สูงโปร่ง สวยงาม อัธยาศัยดี ภาระหน้าที่คือ การทำงานมวลชนกับประชาชนม้ง พวกเราให้ฉายาเขาว่า “เจ้าแม่ทับเบิก”

ระยะหลังนี้ หน่วยงานมวลชนของกองร้อยได้ส่งผู้ปฏิบัติงานลงไปเคลื่อนไหว ในแถบด้านล่างของหมู่บ้านทับเบิก แถวนั้นเป็นไร่ข้าวโพดเป็นบริเวณกว้าง เป็นพื้นที่ของอำเภอหล่มสัก ถ้าผมจำไม่ผิด หมู่บ้านแถวนั้น มีชื่อว่า บ้านกกสะทอน ผมยังไม่ได้ไปทำงานแถวทิศทางนั้น เพียงเคยเดินผ่านไปทางบ้ายทับเบิกบ้างในทิศทางนั้น เป็นทิศทางที่ก่อเกิดความเศร้าโศกสะเทือนใจให้พวกเราชาวกองร้อย อย่างสลดหดหู่ ผมไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์นั้น เพียงรับรู้จากข่าวร้ายที่มีสหายส่งมาถึงกองร้อย สหายพจน์ คือ ผู้นำข่าวร้ายขึ้นมารายงาน

คืนนั้นในฤดูหนาว ต้นปี ๒๕๒๓ หน่วยงานมวลชนที่ทางกองร้อยส่งไปปฏิบัติงานมวลชน หลังจากปฏิบัติภาระหน้าที่ประจำวันในการเกาะติดมวลชน เขาก็กลับมาเข้าพักในเขตของเขา สหายในหน่วยบางคนกลับขึ้นมาเพื่อเตรียมเสบียงที่บ้านทับเบิก เหลือผู้ปฏิบัติงานไว้สี่คน คือ สหายรงค์ ที่เคยทำหน้าที่พลาธิการของโรงเรียนการเมืองเขต ๑๐ ด้วยความเร่าร้อนของเขา ที่ไม่นิ่งเฉย เขาขอลงไปเคลื่อนไหวกับหน่วยงานของกองร้อย เขาเป็นนักศึกษาที่เข้าป่าหลังเหตุการณ์ ๖ ตุลา ทุกคนต้องรู้จักเขาดี เพราะท่วงทำนองที่เป็นกันเอง จิตใจที่รับใช้มิตรสหาย เขาเข้ากันได้ดีกับทุกคน โดยเฉพาะประชาชนม้งบนฐานที่มั่น เขาเป็นผู้กุมชะตากรรมของชีวิตหมูบนฐานที่มั่น เขาจะรู้ได้ว่า บ้านไหนมีหมูขนาดกี่กำ จะไปซื้อได้เมื่อไร ข้อมูลเหล่านี้มีเพื่อเก็บไว้เพื่อเรียกนำมาสนองรับใช้สหาย ผมเคยมีปัญหาเรื่องเสบียงของกองร้อย เขาคนเดียวเท่านั้น ที่ทั้งพาผมไปซื้อและจูงมาส่ง เขามีความสามารถที่จะจูงหมูครั้งละสามตัวไปสู่เป้าหมายได้อย่างง่ายดาย หากเป็นผมแล้ว มันจะหันเดินถอยหลังกลับบ้านมันอย่างเดียว

หมอเข็มเป็นหมอสนาม ประจำกองร้อย กองร้อยได้ส่งตัวไปเคลื่อนไหวเป็นหมอประจำหน่วยงาน หมอเข็มเป็นหมอม้ง สกุลแซ่หลอ เป็นคนร่าเริง สุขุม อัธยาศัยดี

เขาทั้งสองอยู่ร่วมกับสหายพินิจและสหายซา พินิจ คือ คนหนุ่มจากบ้านลาดคื้อ เป็นน้องของสหายวิชิต กองร้อยเพิ่งรับเข้าเป็นทหาร มอบอาวุธให้ รวมทั้งสหายซา เยาวชนสาวจากบ้านห้วยตีนตั่ง เขาทั้งสองเป็นคนพูดภาษาถิ่นและมีม่วงทำนองมวลชน

คืนนั้นอากาศหนาว หลังจากสหายบางส่วนได้ขึ้นไปเพื่อเตรียมเสบียง สำหรับการเคลื่อนไหวที่บ้านทับเบิก ด้วยความเหนื่อยอ่อนและหนาวเหน็บ พวกเขาก่อไฟเพื่อจะได้อาศัยความอบอุ่นและผูกเปลนอนรอบๆกองไฟเป็นวงรอบ พวกเขาทั้งสามหลับใหลเหลือเพียงมัจจุราชในคราบของสหายเท่านั้นที่เบิกตาโพลง หาได้หลับตามคนทั้งสามลงไปได้ ไม่มีใครเห็นในสิ่งที่เขาปฏิบัติกรรมโหด แต่สันนิษฐานได้ว่า เขาได้เหนี่ยวปืนอาร์กาประจำตัวรัวยิงสหายรงค์และสหายเข็มทั้งที่หลับสนิท ยึดอาวุธของเขาไปและบังคับฉุดสหายซาสาวน้อยผู้ร่วมงานที่เขาแอบหลงรักอยู่ ทิ้งร่างสหายทั้งสอง นอนจมกองเลือดอยู่บนเปล จากร่องรอยที่ทหารจากกองร้อยได้สำรวจหลังเกิดเหตุ พบรอยลากเป็นทางยาวออกจากที่เกิดเหตุ เข้าใจว่า สหายซาคงตกใจสุดขีดและไม่ยอมจำนนต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงถูกซาตานบังคับและกระชากร่างของเธอไป

ศพของวีรชนทหารปลดแอกทั้งสองถูกลำเลียงผ่านเส้นทางสูงชันและเลียบผาสูงมุ่งสู่บ้านทับเบิก บ้านทับเบิกคือสุสานของสหายวีรชนทั้งสอง เป็นตำนานของป่าเขาไปชั่วนิรันดร์

สำหรับพินิจนั้น ได้สร้างหนี้เลือดมหันต์ไว้กับพวกเรา รอวันที่จะได้รับการชดใช้

พิธีกรรมของวีรชนทั้งสองถูกจัดขึ้นที่กองร้อยทหารปลดแอกที่ ๕๖๑ ตำนานการต่อสู้ที่ต้องบันทึกไว้ด้วยเลือดและชีวิตของเหล่านักรบทหารปลดแอกประชาชน มันเป็นตำนานของผู้เสียสละในอีกซอกหลืบของสังคม ที่ยังคงกบดานความลี้ลับอยู่อีกยาวนาน สำหรับผมนั้นเป็นส่วนหนึ่งที่เล็กน้อย ได้ผ่านพบความเป็นจริงที่เหนือจินตนาการของผู้คนที่จะคาดเดาได้ ความรู้สึกใดๆ ที่ได้บันทึกไว้ในความทรงจำดูจะยิ่งใหญ่เกินความสามารถทางสติปัญญาที่จะได้ถ่ายทอดออกมาตามความเป็นจริงที่เกิด ยิ่งลำบากยากแค้นและสะเทือนอารมณ์ทับทวีขึ้น ต่อการบันทึกถึงวีรกรรมของวีรชนผู้ล่วงลับ ในขณะที่สังคมบางส่วนได้ตราหน้าพวกเขาว่า ผู้ก่อการร้อยคอมมิวนิสต์ หากแต่ตรงกันข้าม ผมกลับเทิดทูนและให้เกียรติพวกเขาเหล่านั้นว่าได้สละชีวิตและร่างกาย เพื่อเป็นสะพานทอดมุ่งไปสู่การสร้างสรรค์สังคมในอีกมิติหนึ่ง ผมจะไม่พยายามอธิบายหรอกนะว่าทำไม ผมถึงได้รู้สึกเช่นนั้น ผมไม่ได้คิดเข้าข้างตัวเอง ไม่ได้คิดเข้าข้างวีรชนผู้พลีชีพ ฝ่ายประชาชนทั้งหลาย หากแต่ปักใจอย่างเด็ดเดี่ยวแล้วว่า จะสืบทอดและสานเจตนารมณ์นับตั้งแต่วีรชนคนแรกสละร่างร่วงทรุดล้มไร้วิญญาณ สร้างตำนานให้กับวีรชนแห่งคนเดือนตุลา ผู้ปรารถนาระบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เต็มรูปแบบให้สิทธิแก่ประชาชนอย่างสมเกียรติ และคุณค่าในความเป็นมนุษย์

เส้นทางและระยะเวลายังไม่จบสิ้นอยู่เพียงเท่านี้ ไม่ว่าจะเป็นนักรบอยู่ในค่ายและสังกัดใด สิ่งที่พวกเขาปรารถนามีเพียงประการเดียว คือ ชัยชนะ ทั้งที่คู่ขนานของสิ่งเดียวกันนั้น คือ ความปราชัย
ผมสังเกตเห็นมีความเคลื่อนไหว ในส่วนของโรงเรียนการเมือง มีผู้คนแปลกหน้าผ่านมา และเขายังคงเก็บเป็นความลับต่อภาระหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย มีสหายที่เป็นวิศวกรก่อสร้างได้ถูกนำมาปฏิบัติหน้าที่ ข่าวที่เป็นการภายในของเราวิเคราะห์เจาะลึกลงไปได้แล้วว่า มีการดำเนินความพยายามที่จะสร้างสถานีวิทยุเสียงประชาชนขึ้นมา บุคคลอื่นใดที่ไม่เกี่ยวข้องจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในพื้นที่ของพวกเขา พวกเขาพยายามที่จะให้เกิดความสำเร็จขึ้นเพื่อเป็นกระบอกเสียงทดแทนสถานีเสียงวิทยุประชาชนแห่งประเทศไทยที่ได้ยุติการกระจายเสียงลง การลำเลียงปูนซีเมนต์จากการสั่งซื้อจากหน่วยงานของสหายการันต์ ทำให้สหายเราบางส่วนใฝ่ที่จะรู้ในสิ่งที่เป็นความลับ และในที่สุด ผมก็ได้ทราบถึงโครงการลับแห่งนี้ เพราะได้เข้าไปมีส่วนอยู่ในหน่วยเส้นทางพิทักษ์ขบวนลำเลียงบ่อยขึ้นจากเขตจรยุทธ มันมีสิ่งแปลกที่นอกเหนือไปจากปัจจัยธรรมดา ทำให้วิเคราะห์ได้ว่าทางเขต ได้พยายามที่จะสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำเพื่อเป็นพลังงานไฟฟ้า และรับรู้ต่อไปอีกว่า พวกเขาใช้วิธีทำท่อดักกระแสน้ำจากน้ำตกที่มีอยู่บริเวณนั้น ใช้วิธีการลาดเทด้วยระยะทางที่ยาวไกล บังคับกระแสน้ำและรีดเข้าสู่โรเตอร์หรือเทอร์ไบน์เพื่อให้โรเตอร์นั้นหมุน แต่ต่อแกนหรือสายพานไปฉุดเครื่องกำเนิดไฟ ผมไม่ทราบว่าเขาทำงานอย่างไร ไม่เคยเห็น หน่วยงานที่เข้าไปทำงานนี้ แต่เท่าที่สังเกต พวกเขาทำมันอยู่หลายเดือน สถานีวิทยุแห่งนี้ควรจะถูกซ่อนอยู่ภายใต้ถ้ำใดถ้ำหนึ่งในบริเวณหลืบอันสลับซับซ้อนของภูหินร่องกล้าได้ ผมก็ได้แต่คิดอยู่คนเดียวว่า หากทำสำเร็จขึ้นมา คงจะมีระเบิดมาทิ้งทุกวันทุกวันเป็นแน่ เพราะคลื่นวิทยุค้นหาแหล่งกำเนิดหรือสถานีส่งได้ไม่ยากนัก

ข่าวกองกำลังของฝ่ายตรงกันข้าม บุกรุกขึ้นมาถึงเขตแดนของฐานที่มั่น บริเวณเขตงานถูกส่งขึ้นมายังกองร้อย รายงานว่าหน่วยงานมวลชนสาย ๘ และหน่วยคุ้มกันหมู่ ๑ ที่นำโดย สหายเทียนถูกกองกำลังติดอาวุธซุ่มยิงขณะลำเลียงเกลือที่ประชาชนนำมาขาย ส่งผลให้กองกำลังของพวกป่าต้องล่าถอย โชคดีที่ไม่มีใครบาดเจ็บ ล้มตาย เนื่องจากการซุ่มยิงอยู่ในระยะไกล

นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่ผมมาอยู่ ณ ฐานที่มั่นแห่งนี้ที่ได้ข่าวฝ่ายตรงข้ามเข้ามาเหยียบหนวดถึงถิ่นเป็นขอบเขตระหว่างไร่ประชาชนกับชายของฐานที่มั่นซึ่งเป็นพื้นที่เขตจรยุทธที่พวกเราเกาะติดงานมานานนับหลายปี สายงานนี้ ผมมีความจัดเจนเป็นพิเศษ เนื่องจากเคยเคลื่อนไหวอยู่ด้วยระยะเวลายาวนาน และทันทีที่ผมไปถึงก็ได้รับมอบหมายให้หน่วยของผมซึ่งประกอบกำลังได้สามคน ลงไปสำรวจที่เกิดเหตุและทำหน้าที่คอยระวังเหตุ พวกเราสามคนมีสหายภพ สหายสมชาติชาวม้งและผม แบ่งกำลังจัดเวรยามพิทักษ์เขตแดนคนละสองชั่วโมง และปล่อยให้คนที่เหลือได้พักผ่อนหลับนอนสลับกันไป เราเลือกชัยภูมิที่ได้เปรียบ มองเห็นผู้คนที่จะบุกรุกเข้ามาได้ในทุกทิศทาง และลึกลงไป มีหน่วยทหารป่ารักษาการณ์อยู่อีกทิศทางหนึ่ง ซึ่งสามารถมองเห้ฯการเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงกันข้ามทั้งในด้านลึกและด้านกว้างออกไป พวกเราสองหน่วยพร้อมเสบียงประสานแผนการทางทหารกันเรียบร้อยโดยใช้กำลังไฟในทิศทางของหน่วยใครหน่วยมัน เราเฝ้าระวังภัย ตั้งแต่เย็นวันนั้น ปล่อยให้บรรดาฝ่ายนำทางการทหารและหน่วยรบอีกหลายหน่วยได้พักผ่อน เตรียมแผนการเคลื่อนไหวตอบโต้การบุกรุกของฝ่ายตรงกันข้าม และพักแรมอยู่ที่สำนักสาย ๘ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากจุดสังเกตการณ์เท่าใดนัก

เช้าตรู่ ผมรับเวรประจำหน่วย ปล่อยให้สหายทั้งสองได้นอนต่อไปอีกสักระยะ เพราะจริงๆแล้วทั้งคืนก็นอนไม่ค่อยหลับ เพราะในสภาพการณ์ที่แหลมคม เราจะปล่อยให้ความประมาทของฝ่ายเราเพื่อเป็นประโยชน์ในการบุกรุกของฝ่ายตรงกันข้ามอย่างไม่ได้เด็ดขาด
ผมเฝ้าระวังภัยตามสัญชาติญาณของผู้ผ่านสงคราม รู้ได้ทันทีว่า ถ้าพลาดก็มีโอกาสแห่งความปราชัย ดวงตะวันสีแดงสดยามเช้าค่อยๆโผล่พ้นไหล่ของเทือกภูร่องกล้าและสาดแสงแผดจ้ายิ่งขึ้น

เสียงดังหวีดแหวกอากาศของลูกปืนใหญ่ขนาด ๑๐๕ มม. จากทิศทางของฐานปืนใหญ่นาตาดี บ่งบอกเป้าหมายตรงดิ่งมาทางจุดสังเกตการณ์ เสียงของมันตัดอากาศดัง แซด...
สักครู่มันก็มาหล่นตรงร่องภูข้างล่าง

บึ้ม...

จากการสังเกตการณ์ของผมไม่ไกลเกินกว่าสามร้อยเมตร กลุ่มควันโขมง ผมทราบได้ทันทีว่า มันเป็นลูกปืนสัญญาณแสดงพิกัดระหว่างฐานยิงและผู้ชี้เป้า เสียงกัมปนาทกึกก้องของลูกปืนใหญ่ปลุกให้สหายทั้งสองเตรียมพร้อมต่อสิ่งผิดสังเกต

ชัยภูมิที่เราสังเกตการณ์อยู่ เหนือความได้เปรียบในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นป่าเสือหมอบและขอนไม้ใหญ่ ที่ระเกระกะอยู่ทั่วไป พื้นที่จากภายนอกโล่งแจ้ง เนื่องจากเป็นไร่ข้าวโพดที่เก็บเกี่ยวหักฝักไปจนหมดสิ้น สำหรับผม มั่นใจเกินร้อยว่า อีกไม่นานนักจะได้ต้อนรับผู้มาเยือนอย่างแน่นอน พวกเราเตรียมอาวุธและเครื่องกระสุนพร้อมรับมือ จัดวางกำลังโดยอาศัยหลักสามประสาน กุมสภาพทั่วด้านทั้งซ้ายและขวาให้ได้อย่างทั่วถึง เราคาดการณ์ไม่ได้ว่า พวกเขาจะมีวิธีการอย่างไรในการมาเยือน

ภาพเบื้องหน้าจากทิศทางที่ผมสังเกตการณ์อยู่ เป็นไปตามการคาดคะเน กองกำลังติดอาวุธของฝ่ายตรงกันข้ามในชุดเขียงพรางโพกศีรษะ ด้วยผ้าสีเขียวสด เดินดุ่มขึ้นมาทางสันภูข้างหน้าระยะห่างเป้าประมาณ ๒๐๐ เมตร ผมคิดได้ทันที พวกเขาพลาดแล้ว ผมยังไม่บอกสหายสมชาติและสหายพิภพ เพราะในทิศทางที่เขาสังเกตอยู่ ไม่แน่ว่าเขาจะพบอะไร ถ้ามารุมดูอยู่ทางนี้ด้านเดียว เราอาจตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบกับทิศทางที่เรากุมสภาพไม่ได้

ผมแอบดูพวกเขาดังเช่นชอบสังเกตคนอื่นทั่วไปที่เขาไม่รู้ตัวเองว่า ผมสังเกตเขาอยู่ กองกำลังหน่วยนั้นผมนับได้สิบสองคนแล้ว หยุดอยู่ที่สันภูข้างหน้า มีตอไม้ใหญ่เป็นที่กำบัง แต่ในด้านที่ผมสังเกตการณ์นั้นกลับโล่งแจ้ง มันน่าแปลกใจที่ว่า ทำไมพวกเขาจึงไม่แบ่งกำลังกันขึ้นมา ทางทิศทางที่ผมอยู่ เขาเดินมาตามทางที่พวกเราเคยเดิน พวกเขาตั้งฐานปืนกลเล็กขนาด M ๖๐ ไว้ตรงสันเนินนั้น หันปากกระบอกไปทางด้านหน้าของพวกเขา นอนราบเตรียมยิง หันทางด้านซ้ายมาทางผม เขามองไม่เห็นผมแน่นอน ผมพรางตัวแนบเนียนกว่าเขาที่จะสังเกตเห็นจุดเล็กที่เฝ้าดูเขาอยู่ได้

ผมเรียกสองสหายมาดูและประสานแผนงานกันว่า เราจะต้องยิงจุดสกัดตรงนี้ไว้ แล้วใช้วิธีลั่นกระสุนสังหารทีละนัด แต่ขณะนั้นให้กุมสภาพแนวรบให้ได้ก่อน หลังจากฝ่ายผู้บุกรุกตั้งปืนกลแล้ว พวกเขาก็เคลื่อนกำลังลงเนิน สุดท้าย เพื่อจะขึ้นอีกสันหนึ่ง มุ่งหาเป้าหมายคือจุดที่พวกเราลำเลียงเกลือเมื่อวานนี้

เขาทยอยมาหน่วยละสองสามคน ผมคาดคะเนแล้วว่าเสียงสัญญาณจากปืนใหญ่ จะทำให้หน่วยสกัดของทหารป่าที่อยู่ลึกเข้าไปข้างในระมัดระวังตัวเช่นเดียวกับผม ผมตัดสินใจแล้วว่า จะปล่อยให้ฝ่ายตรงข้ามถลำลึกเข้าไปถึงหน่วยสกัดด้านใน เพราะอย่างไรก็คงไม่พลาด พวกเขาไม่ได้บุ่มบ่ามเช่นกัน หากแต่ค่อยๆเคลื่อนไหว เคลื่อนกำลังอย่างมั่นใจ กำลังของฝ่ายตรงกันข้ามขณะนี้ที่ผมประเมินได้ ๑๒ คน หากแต่ยังต้องมีกำลังที่ผมยังมองไม่เห็นอีก เขาคงไม่ได้มากันเท่านี้อย่างแน่นอน

เราต่างก็ทำหน้าที่ของแต่ละฝ่าย พวกท่านเป็นฝ่ายปราบปรามผู้บุกรุก เข้ามาในเขตของผู้ต่อต้านมีหน้าที่จะต้องปกป้องรักษามันไว้ด้วยชีวิต เช่นเดียวกันกับพวกท่านที่ต้องใช้ชีวิตเป็นเดิมพันในการบุกรุกเข้ามาปราบปราม

ผมประทับปืนเล็งไปยังเป้าหมายโดยมีขอนไม้ใหญ่และป่าเสือหมอบบางๆพรางตัวอยู่ สหายสมชาติ สหายพิภพเล็งไปที่เป้าที่เห็นอย่างชัดเจน ในระยะเล็งไม่เกิน ๑๕๐ เมตร

พวกเรารวมศูนย์เล็งไปยังฐานปืนกลเบาที่หมอบราบเล็งไปยังเบื้องหน้า ยังมีกลุ่มคนอีกสามคนเกาะกลุ่ม รอการเคลื่อนไหวบุกไปข้างหน้า เสียงปืนจาหน่วยสกัดด้านในระเบิดขึ้น

ปัง ปัง ปัง

การปะทะเกิดขึ้นแล้ว เสียงเช่นนี้เป็นเสียงปืนจากหน่วยทหารป่าอย่างแน่นอน พวกเราหน่วยสกัดด้านนอกมีเป้าหมายรออยู่ เหนี่ยวไกอาวุธประจำกายของแต่ละคนไปยังเป้าหมายที่เตรียมไว้แล้ว

ปัง ๆ ปัง ๆ ปัง ๆ

มันพุ่งสู่เป้าหมายอย่างได้ผลคนหนึ่งที่เตรียมจะลงไปด้านหน้า โดนกระสุนกลิ้งหล่นลงมาตามทางลาดของเนินเล็กๆ ผมและสหายสมชาติละจากเป้าหมายเดิมในทันที และวิ่งลัดแนวซุ่มตัดขึ้นไปบนสันภู เป้าหมายทันทีที่โผล่พ้น เห็นนักรบของฝ่ายตรงกันข้ามสองนายยังงุนงงอยู่กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เราสองคนพุ่งเป้าหมายไปที่ร่างของเขา คนละเป้าในทันที ในระยะห่างไม่ถึง ๑๐ เมตร สาดกระสุนใส่กันคนละชุด หลังจากกำจัดเป้าหมายแล้ว เราวิ่งกลับขึ้นไปยังที่เดิม รู้สึกได้ว่า ลูกกระสุนจากรังปืนกลผ่านหัวไปอย่างเฉียดฉิว เขายังพ่นกระสุนอยู่ในเป้าหมายนั้นอย่างต่อเนื่อง แม้แต่เมื่อเรากลับมายังจุดสกัดเดิมแล้วก็ตาม

ด้วยระยะยิง ๑๕๐ เมตร พลยิงปืนกลก็ถูกฝ่ายเราสั่งกระสุนอาร์กาเข้าทะลวงที่สีข้างเงียบไปอีกคน พวกเขาไม่อาจคาดเดาได้เลยว่า มัจจุราชมาจากทิศทางใด พลปืนกลเบาถูกลากกลับเข้าไปเปลี่ยนใหม่และก็โดนอย่างเช่นเดิม เขารู้แล้วว่ามันมาจากทิศทางใด แต่เขาก็ต้องละทิ้งปืนกลให้ตั้งอยู่อย่างไร้คนยิง เพราะมันคือจุดอันตรายเสียแล้วไม่มีใครกล้าคลานมาที่รังปืนกลอีก ปล่อยให้พลปืนกลสำรองนอนดิ้นด้วยความเจ็บปวด พร้อมเสียงร้องของความช่วยเหลือ

พวกที่กำลังทำการประชุมวางแผนต้านการบุกรุกฝ่ายป่าเลิกทำการประชุม เข้ามาสนับสนุน หน่วยแรกที่มาเสริมมี สหายฆ้อน สหายประชา สหายจาร์ สหายชม และสหายโจ ตรึงกำลังและสกัดกองกำลังของฝ่ายตรงกันข้าม ฝ่ายตรงกันข้ามกลายเป็นเสือลำบาก ในวินาทีแรกๆของการรบเสียแล้ว เสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด เสียงร้องขอความช่วยเหลือดังระงมแข่งกับเสียงกระสุนสงคราม

พวกเขาไม่เห็นพวกเราเลย คนยิงปืนกลที่ได้เห็นผมและสหายสมชาติเพียงครู่เดียว ขณะนี้ก็ไม่สามารถทำหน้าที่ของเขาได้อีกต่อไป
เสียงปืนใหญ่จากค่ายนาตาดีถล่มเข้ามาบริเวณสนามรบ มันใกล้เคียงแต่ไม่สามารถทำลายพวกเราได้ พวกเรามีสันภูบังอยู่ทั้งสองทิศทาง เขาถล่มยิงปลอบขวัญกองกำลังของพวกเขาเอง ซึ่งขณะนี้ คงรายงานความสูญเสียไปยังฐานสนับสนุน เราคาดได้เลยว่า พวกเขาต้องส่งกำลังมาสนับสนุนในอีกไม่ช้า เพราะเขาเสียท่าทหารป่าเสียแล้ว คนเจ็บตกอยู่ในวงล้อมซึ่งเป็นกับดักทางยุทธวิธีของฝ่ายป่าที่ปล่อยให้พวกเขาถลำลึกเข้ามาอย่างไม่รู้ตัว หมดโอกาสเป็นฝ่ายกระทำของฝ่ายบุกรุก ฐานที่มั่นภูหินร่องกล้า แต่กลับโดนการตอบโต้ของฝ่ายผู้พิทักษ์อย่างสมศักดิ์ศรี

เครื่องบินรบ OV๑๐ สองลำบินวนเวียนสนับสนุนทางอากาศ สาดกระสุนเข้าใส่พื้นที่ของฝ่ายปกป้อง ที่บัดนี้ ฝ่ายบุกรุกรู้เป้าแล้ว แต่ไม่เห็นตัว มีทางเดียวคือ ขับไล่พวกเราจากทางอากาศ ปืนใหญ่จากฐานสนับสนุนนาตาดีเงียบไปอาจจะเพราะมันสร้างความหวาดเสียวให้กับกองกำลังผู้บุกรุกจนเกินเหตุก็เป็นได้ เพราะมันมักจะผ่านสันภูที่ฝ่ายป่าเกาะติดอยู่ไประเบิดลงข้างๆสันภูของพวกเขาเสมอ

บทเรียนการต่อสู้กับกองกำลังทางอากาศทำให้สถานการณ์การสู้รบออกรสชาติยิ่งขึ้น ลูกกระสุนปืนกลอากาศถูกสาดลงมาอย่างถี่ยิบทั้งๆที่พื้นที่เป็นเป้าหมายแคบๆหากแต่มีตอไม้ใหญ่หลงเหลือจากการเผาไร่เป็นที่กำบังให้กับกองกำลังทหารปลดแอกเป็นอย่างดีไม่ว่าคุณจะโฉบมาทางใดเราก็หมุนตัวเข้าที่กำบังและรวมศูนย์เล็งยิงเป้าบินขนาดใหญ่ชนิดปักหลักสู้อย่างสมศักดิ์ศรี หากไม่ร่วงก็ทะลุล่ะคราวนี้ ผมคิด
ผมนึกของคุณสหายเกรียงสหายช่างอยู่ในใจ ถ้าเขาไม่ปรับศูนย์เล็งปืนอาร์กาคู่ใจให้ผมในครั้งนั้น หน้าที่การสกัดกั้นการบุกรุกของฝ่ายตรงกันข้ามก็คงเป็นแค่การขู่คำรามของเสียงปืนเท่านั้น

การรบทางภาคพื้นดินไม่สามารถกระทำได้อีกต่อไป เหลือไว้แต่การต่อสู้ทางอากาศ ซึ่งเป็นหน้าที่ของเครื่องบินรบดำเนินอยู่ตลอดทั้งวันเพื่อที่จะช่วงชิงผู้บาดเจ็บและผู้สละชีวิตฝ่ายเดียวกัน ซึ่งบัดนี้ตกอยู่ในวงล้อมของเจ้าถิ่น ทหารปลดแอกประชาชน ผู้พิทักษ์เทือกภูหินร่องกล้าอย่างสิ้นเชิง

สหายฆ้อนสั่งตรึงกำลังไว้ตลอดคืน ที่การสู้รบได้ยุติลงเมื่อก่อนตะวันจะลาลับตกไหล่เขาไป

เราปล่อยให้หน่วยกล้าตายของเขาเข้ามาลำเลียงศพคนเจ็บออกไปทางร่องห้วย เราได้ยินการเคลื่อนไหวของพวกเขาอย่างชัดเจน เสียงครวญครางด้วยความเจ็บปวด เสียงปลอบขวัญซึ่งกันและกัน
พวกเขาไม่ใช่เชลยศึกด้วยการยอมจำนน หากแต่ตกอยู่ในวงล้อม พวกเราต้องเปิดโอกาสรอดให้พวกเขาบ้าง เราไม่สามารถซ้ำเติมชีวิตของนักรบด้วยกัน เราเพียงเฝ้าสังเกตการเคลื่อนไหว มิให้ผู้บุกรุก บุกคืบหน้าขึ้นไปได้ สถานะเช่นนั้น หากพวกเราจะระดมหยอดระเบิดมือที่มีอยู่คนละสี่ลูก ก็คงจะปิดโอกาสดีของพวกเขาที่อาศัยความมืดพรางตนเองหลบหนีไปตามร่องห้วยที่ยัดนี้แห้งขอด มีแต่ก้อนหินและตอไม้ระเกะระกะ

นี่แหละ คือคุณธรรมของนักรบ ซึ่งทุกๆฝ่ายหรือคู่สงครามพึงมี และกระทำต่อกันเยี่ยงนักรบผู้ทรงเกียรติ

เช้าวันรุ่งขึ้น กองกำลังทหารป่าเข้าตรวจสนามรบ พบรอยเลือดจากฝ่ายตรงกันข้าม ณ จุดที่ถุกกระสุน และรอยลากศพของรักรบกล้าฝ่ายบุกรุก ไปตามร่องห้วยอย่างทุลักทุเล ทิ้งพระเครื่องร่วงหล่นเป็นจำนวนมาก ผ้าพันแผลและผ้ายันตร์ตกหล่นอยู่ตามเส้นทางถอย นับเป็นสงครามจรยุทธเต็มรูปแบบของทั้งสองฝ่ายที่เปิดศึกประจัญบานบนสมรภูมิป่าโคก ใต้บ้านโป่งกะเฌอ อันเป็นเขตยึดครองของฝ่ายป่าเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนสงครามประชาชนแห่งฐานที่มั่นหินร่องกล้าจะยุติลงในอีกไม่นานนัก

๑๑

ถึงแม้สงครามจรยุทธในครั้งนั้นจะส่งผลให้ฝ่ายตรงข้ามไม่บุกมาเลยก็ตาม แต่สภาพการณ์ภายในฐานที่มั่นเริ่มหวั่นไหว การคิดถึงบ้านของบรรดาสหายที่เป็นนักเรียนนักศึกษาได้เริ่มก่อตัวขึ้น พวกเรามักจะพูดถึงระยะเวลาที่ห่างจากพ่อแม่พี่น้องของพวกเรา พวกเราเริ่มทบทวนวิธีคิด วิธีทำงาน เริ่มมองกำลังของพวกเราเอง และมองภาวะวิสัยที่ดำรงอยู่ของฐานที่มั่น แม้จะย่างเข้าสู่ปีที่สี่แล้ว สำหรับผม แต่ผมก็ยังมองไม่เห็นการขยายตัวของฐานที่มั่นว่าจะแผ่ขยายออกไปได้

ด้วยวิธีการใดจึงจะสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของฐานที่มั่นที่เร่งให้ขยายสงครามประชาชน เพื่อก้าวเข้าสู่ยุทธศาสตร์ขั้นใหม่ ผมคงคิดไม่แตกต่างไปจากสหายคนอื่นๆ บางคน ขอลงไปเยี่ยมบ้าน บางคนขอลากลับไปทำงานแนวร่วมในเมือง สำหรับผม มีโอกาสดีที่ทางหน่วยพรรค ขอให้ผมช่วยดูเรื่องเครื่องรถที่จอดอยู่ที่บ้านขี้เถ้า ซึ่งหวังว่า ถ้าเคลื่อนย้ายรถสองคัน อันมีรถแทรกเตอร์หนึ่งคันและรถดัมพ์อีกหนึ่งคันมาสู่ศูนย์กลางที่โรงเรียนการเมืองแล้ว ก็จะได้ช่วยลำเลียงข้าวจากไร่ข้าวของทหารที่ทางโรงเรียนการเมืองทำการผลิตไว้ที่ไร่ใต้ป่าสน ขึ้นมาเก็บไว้ยังยุ้งฉางใกล้ๆ ผมรับปากว่าจะทำงานชิ้นนั้นให้สำเร็จ และขออนุญาตจัดตั้งลงไปในเมือง นำช่างซึ่งเป็นญาติของผมขึ้นมาช่วยในเรื่องซ่อมรถแทรกเตอร์อีกคน ซึ่งก็ได้รับอนุญาต

โครงการนี้ทำไปพร้อมๆกับโครงการทำระหัดกังหันน้ำ เพื่อนำพลังน้ำฉุดแกนครกกระเดื่องสำหรับตำข้าวแทนแรงคน โครงการนี้ สหายคำเพชรเป็นผู้ออกแบบและคิดขึ้นมา เขาอาศัยหลักการง่ายๆโดยการถ่ายน้ำจากลำห้วยใต้โรงเรียนการเมืองมากักเก็บไว้ในถัง ซึ่งอยู่โดยรอบวงกลม ลักษณะเดียวกับกระเช้าของชิงช้าสวรรค์ งานผลิตของเขาทำด้วยไม้เนื้อแข็งเลื่อยเป็นแผ่นกระดานและประกอบขึ้นรูปลักษณะเดียวกับล้อเกวียนคู่ขนาดใหย่ ผมคิดว่าเขาใช้เวลาประดิษฐ์ชิ้นงานชิ้นนี้อยู่ไม่น้อยกว่าสองถึงสามเดือน เขาบังคับทิศทางของน้ำให้รวมศูนย์มาลงที่ถังที่ทำด้วยไม้เนื้อแข็ง ถังแต่ละใบบรรจุน้ำไม่น้อยกว่า ๕๐ ลิตร เมื่อน้ำไหลเต็มในแต่ละใบ มันก็ช่วยกันโหนน้ำหนักพาแกนของเพลาหมันไป เมื่อถังตกถึงด้านล่างก็ทยอยเทน้ำทิ้งเหลือถังเปล่า ลำเลียงขึ้นไปเพื่อตวงน้ำเพิ่มน้ำหนัก เช่นนี้ตลอดไป กังหันน้ำนี้หมุนได้ตลอดกาล เว้นเสียแต่จะใส่เพลาไม้ขัดเอาไว้ จึงหยุดเดิน และที่แกนเพลาที่ทำด้วยไม้ขนาดยาวจะมีเดือยเอาไว้สะดุดแกนของครกกระเดื่องจำนวนสามตัว ทำหน้าที่ยกสากตำข้าวแทนแรงคนที่เคยใช้ครกละไม่ต่ำกว่าสามคน แต่ครั้นเมื่อผลงานสิ่งประดิษฐ์ชิ้นเลิศนี้สำเร็จลง ใช้คนทำงานในการร่อนและฝัดเพื่อแยกรำและปลายข้าวเพียงคนเดียว

ผมใช้เวลาลงไปกรุงเทพฯไม่นานนัก เพื่อทำงานความคิดกับบรรดาคนคุ้นเคยของผม ผมได้อาคนหนึ่งซึ่งไปตามเขาขึ้นมาในขณะที่เขากำลังทำงานขับรถบรรทุกปูนซีเมนต์ผง เขาลาออกจากงานในอีกไม่กี่วันต่อมา เพียงเพื่ออยากไปดูชีวิตความเป็นอยู่ของคอมมิวนิสต์ที่หินร่องกล้าเท่านั้น ส่วนพี่ชายของผมเปลี่ยนอาชีพจากกกรรมกรโรงงานผลิตยางรถยนต์มาขับรถตุ๊กตุ๊ก ซึ่งเขาบอกว่า มันอิสระดี แม้รายได้จะไม่มากนัก ครั้นผมปรึกษาเขาเรื่องรถแทรกเตอร์ เล่าถึงความเป็นมาและจุดมุ่งหมาย ผมบอกว่า มันจอดทิ้งเอาไว้สามปีเข้านี่แหล่ะ ในที่สุด ผมก็ชวนอาผมขึ้นไปเที่ยว ซึ่งที่จริงอยากให้เขาขึ้นไปช่วยและเขาก็ได้ขึ้นมากับผม เขาเรียกตัวของเขาเองว่า สหายจินดา

เมื่อผมขึ้นมา ผมได้สั่งแบตเตอรี่ซึ่งชาร์จไฟเต็มขึ้นมาด้วยขนาด ๒๕ โวลท์ จำนวน ๒ ลูก เนื่องจากรถจอดอยู่นาน ความฝืดต่างๆจึงมีอยู่ เป็นธรรมดา เราช่วยกันเช็ดล้างตามรอยต่อและถอดจุดต่อของสะพานไฟต่างๆออกมาทำความสะอาด มันไม่ติดง่ายอย่างที่คิด

เราทั้งสองใช้เวลาเดินไปเดินมาระหว่างโรงเรียนการเมืองและบ้านขี้เถ้า เพื่อหาทางติดเครื่องรถแทรกเตอร์คันนี้อยู่ไม่ต่ำกว่าหนึ่งเดือน กว่าจะวิเคราะห์มันได้ว่าอะไรเป็นอะไรก็เป็นเรื่องสาหัสเอาการ เราลองติดมันดู มันก็ไม่ยอมติด เราพยายามถนอมกำลังไฟจากแบตเตอรี่ไว้ให้มากที่สุด ผมกับสหายจินดาวิเคราะห์กันว่า หัวเผาของมันคงจะขาดหรือเสียหาย ขณะที่เรากำลังทำการเผาหัวสวิตช์ของมันอาจเสีย โดยที่ไม่ทำการตัดกระแสไฟไปสู่หัวเผา ส่งผลให้ไม่สามารถอุ่นน้ำมันดีเซลและภายในห้องเผาไหม้ ให้เหมาะสมกับการจุดระเบิดได้

ไม่มีอะไหล่แต่ในที่สุดก็คิดได้ โดยถอดกรองอากาศและส่วนประกอบที่เกะกะ เช่นท่อไอเสียออก แล้วหาแผ่นโลหะตีทำเป็นถาดใช้วิธีสมไฟให้เป็นถ่าน วางไว้บนเครื่องอังมันไว้เช่นนั้น จนความร้อนแผ่กระจายไปถึง ใช้มือคอยแตะดูว่าเครื่องยนต์ร้อนได้ระดับหรือยัง เราใช้น้ำมันเบนซินล่อไปในท่อไอดี เพื่อเพิ่มความไวของจุดระเบิด เราเก็บถาดของถ่านออกเมื่อความร้อนของเครื่องยนต์ได้ที่

สตาร์ท ชึ่ง... ทีเดียวติด เสียงดังสนั่นหวั่นไหว เพราะลืมใส่ท่อไอเสีย อารามดีใจที่มันติด คันเร่งทุกอย่างถูกสนิมเกาะจนค้าง ลั่นคำราม
คันดับเครื่องยนต์ก็เช่นเดียวกันถูกสนิมเกาะกินจนดับไม่ได้

เสียงเครื่องยนต์มันไม่ใช่เสียงคุ้นหูของประชาชน เขาอยู่อย่างเงียบสงบ มานานนับสิบปี เขาจะคุ้นกับเสียงปืนหรือเครื่องบินเสียมากกว่า ไม่นานนัก ผู้คนลูกเด็กเล็กแดงชาวม้งก็เดินทางมาดูต้นกำเนิดเสียงนั้น รวมถึงทหารบ้านด้วย กว่าจะหาทางดับเครื่องยนต์นั้นได้ก็ใจหายใจคว่ำอยู่ไม่น้อย คิดดูเถอะว่า เครื่องยนต์ที่ไม่ได้ใส่ท่อไอเสีย แล้วก็เป็นรถแทรกเตอร์ขนาดหนักน่ะ มันจะดังขนาดไหน ถือได้ว่าเป็นความสำเร็จในระดับหนึ่ง ต่อจากนั้นหน้าที่ก็คือ ตรวจดูคันบังคับในทุกสิ่งให้ทำงานได้ตามปกติ

ผมเสนอขอความช่วยเหลือไปทางสายงานมวลชนที่สหายการันต์ทำงานอยู่ ให้ขอความช่วยเหลือจากแนวร่วมจัดหาน้ำมันโซล่าขึ้นมาสนับสนุนจำนวน ๒๐๐ ลิตร ซึ่งเขาก็สนองตอบได้ไม่ยากนัก

หลังจากทำการซ่อมแซมรถแทรกเตอร์และรถดัมพ์สิบล้อได้แล้ว ผมเดินทางลงไปส่งสหายจินดาที่บ้านแก่งทุ่งโดยให้เขาขึ้นรถโดยสารกลับกรุงเทพฯเอง

สำหรับรถแทรกเตอร์คันนั้น ก่อนจะติดเครื่องยนต์จึงต้องทำการเผาหัวด้วยเทคโนโลยีตามแบบฉบับของรถแทรกเตอร์แห่งภูหินร่องกล้าเท่านั้น


ในระหว่างที่ผมทำงานซ่อมรถแทรกเตอร์อยู่นั้น ผมได้รับข่าวว่า สหายจำเนียรตำแหน่งผู้บังคับหมวดกองร้อย ๕๖๑ ซึ่งเป็นคนที่นำรถแทรกเตอร์คันนี้ขึ้นมา ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการเหยียบทุ่นระเบิดระหว่างเส้นทางหินร่องกล้า-เขาค้อ ขณะที่เขานำทหารออกปฏิบัติหน้าที่ ติดต่อส่งข่าวระหว่างฐานที่มั่นทั้งสองเขต ร่างของเขาถูกลำเลียงมายังโรงพยาบาลเขต ๑๐ หมอทำการตัดขาขวาของเขาและรักษาบาดแผล เขานอนรักษาตัวอยู่ไม่นานนัก จิตใจและแววตาของเขากล้าแกร่งเหนือคำบรรยายใดๆ หมอจัดห้องปลอดเชื้อที่กั้นด้วยพลาสติกใสให้เขาเป็นการเฉพาะ

สหายจำเนียรเพิ่งจะแต่งงานกับคนรักของเขาได้ไม่นานนัก แต่ก็นานพอที่จะให้กำเนิดทารกเพศหญิงกับคู่สมรสของเขา คือ หมอยง ซึ่งเป็นหมอสนามประจำกองร้อย หนุ่มสาวนักปฏิวัติชาวม้งคู่นี้ เป็นแบบอย่างของการใช้ชีวิตรักในสถานการณ์สู้รบ ภาระหน้าที่ของส่วนรวมย่อมมาก่อนความปรารถนาส่วนตน

อาการของเขาทรุดลงเรื่อยๆ จากบาดแผลที่ติดเชื้อ พิษของมันแผ่ซ่านเข้าสู่เส้นเลือด ผมได้อยู่ดูแลเขาในวาระสุดท้าย ในฐานะช่างผู้ควบคุมเครื่องกำเนิดไฟฉุกเฉิน ผมได้ติดตั้งหลอดไฟส่องสว่างเพื่อทำการผ่าตัดได้ในยามค่ำคืน ผมได้เฝ้าเขาอยู่สองคืน แต่มันสายเกินไปเสียแล้ว เขาสิ้นลมหายใจปฏิวัติของเขาลงอย่างสงบ ปราศจากเสียงร้องครวญครางตลอดเวลา นับแต่เขาถูกทุ่นสังหาร

สิ่งที่เขาร้องขอก่อนสิ้นใจ คือ ต้องการพบพรรคและจัดตั้งซึ่งเขาก็ได้รับการตอบสนองด้วยการกล่าวคำอำลาภาระหน้าที่ของเขาเป็นครั้งสุดท้าย และได้รับการสัมผัสมือกับเลขาธิการพรรคเขต ๑๐ ด้วยความอาลัยต่อกันเป็นที่สุด เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นสหายคำเพชรน้ำตาคลอ

การพยายามนำรถแทรกเตอร์ที่เขาเป็นผู้สกัดกั้นการคุกคามของหน่วยสร้างทางเมื่อสามปีที่แล้วเป็นความพยายามของผมที่จะนำมันขึ้นมาเป็นอนุสรณ์ให้กับสหายจำเนียร วีรชนปฏิวัติแห่งภูหินร่องกล้าผู้ซึ่งอยู่ในความทรงจำของบรรดาสหายทุกคนที่ได้ร่วมสู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่กับเขา

พวกเราใช้เวลาอีกไม่ต่ำกว่าสองอาทิตย์ในการเดินทางจากบ้านขี้เถ้าไปสู่โรงเรียนการเมือง เราใช้รถแทรกเตอร์นำทางหลบหลีกต้นไม้ใหญ่ และในบางครั้งต้องลากจูงรถดัมพ์ไปตามทิศทางที่รถดัมพ์ไม่สามารถตะกุยขึ้นไปได้มันเป็นเส้นทางที่ประชาชนเป็นผู้นำทางไปสู่เป้าหมายเป็นความยากลำบากที่จะต้องหลบหลีกร่องเหวลึกและตัดทางเลาะเลียบไป มันเป็นขบวนที่น่าชมขบวนหนึ่ง เพราะมีประชาชนมามุงดูตลอดระยะของการเดินทางของรถทั้งสองคัน สำหรับรถดัมพ์นั้น มีผู้โดยสารในชุดแต่งกายสีดำของประชาชน ขึ้นไปยืนเกาะอยู่แน่นทั้งคัน แม้จะใช้ระยะทางวิ่ง เป็นช่วงๆแค่ ๑๐๐ กว่าเมตรก็ตาม

จนกระทั่งในที่สุด รถทั้งสองคันก็ได้มาจอดอยู่ที่โรงเรียนการเมืองการทหาร

ผมบังคับรถแทรกเตอร์ให้หันหน้าไปทางทิศตะวันตก อันเป็นที่ตั้งของโรงพยาบาลเขต ๑๐ ซึ่งเป็นที่ที่จบชีวิตของสหายจำเนียร ผมลดใบมีดขนาดใหญ่ที่ติดอยู่ด้านหน้าของรถลง บีบแตรสามครั้งเพื่อเป็นการคารวะต่อดวงวิญญาณของสหายจำเนียร ดับเครื่องยนต์ หลังจากนั้น ไม่มีใครสตาร์ทมันติดได้อีกเลย นอกจากรถดัมพ์ซึ่งรอคอยการลำเลียงข้าวในฤดูเก็บเกี่ยวที่จะมาถึงในอีกไม่นานนัก


ฐานที่ตั้งกองร้อยที่ ๕๖๑ เริ่มมีปัญหา จากกรณีที่สหายรงค์และหมอเข็มถูกผู้ทรยศสังหารโหดและการสูญเสียยอดนักรบระดับผู้บังคับหมวด คือ สหายจำเนียร เหตุการณ์ภายในกองร้อยก็ไม่ได้ดีนัก มวลชนที่ทางฝ่ายเขตงานนำขึ้นมาอยู่ด้วยที่กองร้อย ดังเช่น หนุ่มฝาแฝดที่ชื่อ ทอนและทาน ซึ่งไม่สามารถดัดแปลงท่วงทำนองวัยรุ่นเสรีสุดกู่ของพวกเขาได้ เขาก็เหมือนกับวัยรุ่นเกเรโดยทั่วไป เขาแอบมีความสัมพันธ์กับหญิงสูงอายุกว่าจนตั้งท้อง เขาถูกกองร้อยลงโทษ พิจารณาขับไล่เขาออกไปเสียให้พ้นฐานที่มั่น ก่อนที่จะเกิดเหตุร้ายแรงดังเช่นที่เกิดขึ้นแก่สหายเราที่บ้านทับเบิกมาแล้ว

ผมได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ควบคุมดูแลเขาทั้งสองทันทีที่ถูกตัดสินลงโทษ ผมพร้อมทหารพิทักษ์กองร้อยอีกสามคน เดินทางไปส่งเขาให้พ้นเขต ใกล้ถึงเขตแดน ผมสั่งพักที่น้ำตกห้วยขมึน และยื่นห่อข้าวให้เขาทั้งสองกิน สั่งทหารพิทักษ์ทั้งสามถอยออกมา

“เชิญเจ้าทั้งสองกินอาหารมื้อสุดท้าย”

เด็กหนุ่มทั้งสองสะดุ้งสุดตัว ขณะมองเห็นผมนำผ้าชุบน้ำมันชะโลมเช็ดกระบอกปืนอันเป็นพฤติกรรมปกติของผม

“ผมกินไม่ลง สหายทน”

ผมมองดูแววตาและอากัปกิริยาของเขาเหมือนดังเช่นคนรู้ตัวว่าจะตกอยู่มรฐานะลำบาก

“เจ้าไม่มีทางเลือก เจ้าต้องกิน”

เด็กหนุ่มทั้งสองแกะห่อข้าวและลงมือกินอย่างไม่มีทางเลือก เมื่อกินจนหมดห่อแล้วผทหยิบเงินฉบับละร้อยบาทวางไว้ที่ก้อนหินใกล้ๆแล้วออกคำสั่งให้คนใดคนหนึ่งหยิบมันขึ้นมา

“เก็บไว้เป็นค่ารถ แล้วจงมุ่งตรงไปในทางทิศทางข้างหน้า อย่าหันกลับมา ของให้เจ้าจงประพฤติตัวเจ้าให้ดี...”

เด็กหนุ่มทั้งสองก้มลงกราบผมแล้วหันหลังให้ เดินมุ่งหน้าเดินทางทะลุดงไผ่หนาทึบ โดยไม่ได้หันหน้ากลับมาดูผู้ที่เฝ้ามอง นักโทษของกองร้อย ๕๖๑ จนหายลับดงไผ่ไป

ในส่วนของงานก่อสร้างสถานีวิทยุก็ยังคงดำเนินต่อไป จนเป็นเรื่องปกติ แล้วที่พวกเขาเดินทางขึ้นไปทำงานในตอนเช้า และกลับลงมาในตอนเย็น เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่าเขาขึ้นไปทำจนใกล้กำหนดเสร็จโครงสร้างจะเหลืออยู่ก็เพียงอุปกรณ์ในการติดตั้งส่วนที่เป็นเทคนิคของการประกอบเป็นเครื่องส่งและส่วนประกอบของอุปกรณ์กำเนิดไฟฟ้า

หน่วยเส้นทางที่จะนำขบวนบรรทุกของคาดว่าส่วนใหญ่คงเป็นอุปกรณ์ทางเทคนิคของสถานีวิทยุแห่งนี้ เลือกเอาวันลอยกระทงในปลายปี ๒๓ ซึ่งคาดว่าเป็นจุดอ่อนของฝ่ายตรงกันข้าม หลังจากได้รับข่าวจากการสืบสภาพว่า ค่ายทหารได้จัดงานเลี้ยงเพื่อเฉลิมฉลองวันลอยกระทงและจัดงานเล็กๆขึ้นภายในหมู่บ้าน ซึ่งอยู่ใกล้เส้นทางลำเลียงของพวกเรา ซึ่งค่ายทหารนั้น คือ ค่ายบ้านแก่งลาดนั่นเอง

ฝ่ายป่าจัดกองลำเลียงและหน่วยคุ้มกันเส้นทาง สกัดในทุกๆจุด ใช้เส้นทางลากไม้ ซึ่งในวันนี้ ขบวนลากไม้ก็หยุดลากเพื่อร่วมงานเลี้ยงและจัดการละเล่นร่วมกับฝ่ายทหาร ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของฝ่ายรัฐบาล

งานเส้นทางครั้งนี้ เป็นงานแรกที่จะส่งมอบของกันในเวลากลางวัน สำหรับผมไม่สามารถรับรู้ได้ว่า เพราะเหตุใด ฝ่ายป่าจึงกล้าถึงขนาดนั้น อย่างน้อย หน่วยเส้นทางและหน่วยงานมวลชน คงกุมสภาพได้ดีกว่า หน้าที่ของผม เป็นเพียงหน่วยลาดตระเวน ประสานกับกองกำลังคุ้มกันเส้นทางลำเลียง ตลอดแนวเขตของเส้นทาง

วันนั้นทั้งวันผ่านไป การประสานงานเป็นไปด้วยความยากลำบาก หน่วยลำเลียงในเมืองไม่มาตามกำหนดนัดหมาย หน่วยลำเลียงและหน่วยคุ้มกันในป่าเฝ้ารอคอย เวลาผ่านไปทุกขณะ ความกดดันของผู้ปฏิบัติงานเพิ่มขึ้นตามอุณหภูมิของป่าโคก ผมเริ่มรู้สึกว่า มันต้องมีอะไรผิดพลาด หน่วยลำเลียงจากในเมืองอาจถูกสกัดตรวจค้น จากด่านตรวจค้นใดในจำนวนด่านตรวจค้นหลายด่าน ซึ่งผมมีโอกาสลงไปในเมืองครั้งก่อนซ่อมรถแทรกเตอร์ ผมคิดว่ามันเป็นอันตรายมากเช่นกัน สำหรับงานเส้นทางในเมือง มันไม่ง่ายอย่างที่คิด กว่าจะผ่านด่านแต่ละด่านพวกเขาไม่สามารถใช้เส้นทางผ่านจุดสกัดบ้านแยงได้ เพราะไม่มีทางเล็ดลอดผ่านด่านนี้ไปได้ ด่านนี้ตั้งอยู่ที่สามแยกระหว่างทางมาพิษณุโลกไปหล่มสักและนครไทย หลายๆครั้งที่พวกเขาต้องเลยไปทางอุตรดิตถ์ เข้าทางอำเภอชาติตระการ ทะลุผ่านมาที่อำเภอนครไทย เพื่อการหลบหลีกด่านที่แข็งแกร่งที่สุดของทางการ และเที่ยวงานนี้ คงไม่ใช่เที่ยวงานลำเลียงของธรรมดา เหมือนนำของไปขายตามตลาดนัดหรือส่งตามร้านค้าปลีกย่อยได้

สถานการณ์ตรึงเครียดทุกขณะที่เวลาผ่านไป ผู้บัญชาการหน่วยลำเลียง สั่งถอนกำลัง คงไว้แต่ส่วนสกัดส่วนย่อยและหน่วยเส้นทาง กองลำเลียงซึ่งส่วนใหญ่เป็นทหารบ้านและประชาชน ถอยกลับฐานที่มั่น เพื่อประกันความผิดพลาด สถานการณ์ที่พลาดหมายเกินกว่าการคาดเดา ขาดการประสานงาน นอกจากทิ้งหน่วยเส้นทางของฝ่ายฐานที่มั่น รอคอย เพื่อความคาดหวังว่า เผื่อหน่วยลำเลียงจากในเมืองพลาดเวลาของการนัดหมาย เราตรึงกำลังอยู่จนกระมั่งได้ยินเสียงพลุ จากบ้านแก่งลาดจุดเฉลิมฉลองในเทศกาลลอยกระทง ประกายจากพลุหลากสีระยิบระยับเหนือหมู่บ้าน ยิ่งเพิ่มความเปลี่ยวเหงา ให้กับหน่วยรักษาการณ์ท่ามกลางราตรีของป่าโคกที่กระจ่างจ้าในเดือนเพ็ญ

นับจากนั้นหน่วยเส้นทางอันแข็งแกร่งจากในเมืองสู่ฐานที่มั่น ก็เงียบหายไป ไม่มีใครทราบ ได้ว่าพวกเขาหายไปไหน ณ จุดใด พวกเขาขาดการติดต่อกับฐานที่มั่นหินร่องกล้าตลอดกาล

ฐานที่มั่น ทางการทหารฝ่ายประชาชนที่แข็งแกร่งท้าทายอำนาจรัฐของฝ่ายรัฐบาลมาตลอดระยะเวลาสิบห้าปี “หินร่องกล้าตระหง่านฟ้าเกรียงไกร” บัดนี้ เส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงฐานที่มั่นได้ถูกตัดขาดลงแล้ว

แต่ใช่ว่าจะพ่ายแพ้โดยง่าย หน่วยนำของฐานที่มั่นได้ส่งคนลงไปติดตามหน่วยเส้นทางที่ขาดหายไป ซึ่งยังคงเป็นความมืดเกินความหยั่งรู้ของฝ่ายป่าเขา

ฝ่ายนำของกองร้อย ๕๖๑ ประกาศสลายกองกำลัง ๕๖๑ หากแต่จัดตั้งกองกำลังใหม่ขึ้นมาแทน ชื่อ กองร้อย ๙๖๕ กองร้อยนี้ประกอบด้วย กำลังจากกองร้อยเดิม ปล่อยให้สำนักกองร้อย ๕๖๑ เดิมเป็นสำนักหน่วยงานมวลชน ซึ่งมีสหายการันต์และสหายท้องถิ่นเดิมเป็นผู้ปฏิบัติงานและเจ้าสำนัก

กองร้อย ๙๖๕ ยังคงมีผู้บัญชาการเดิม คือ สหายธง สหายแสวง สำหรับผม ได้รับหน้าที่พลาธิการกองร้อย ๙๖๕ โดยมีผู้ช่วยเป็นหนุ่มม้งหน้าตาดี บุคลิกร่าเริง ช่างพูด เขาไม่เคยเรียกผมว่าสหายทนเลย หากแต่กลับเรียกผมว่า “พี่ทน” เช่นเดียวกับน้องสาวชาวม้งคนหนึ่งของผม ซึ่งก่อนหน้านี้ เขาเดินทางมาหาผมและเอ่ยคำลา

“พี่ทน ฉันจะต้องเดินทางไปฝั่งใต้”

น้องสาวชาวม้งที่ชื่อสัจจะ หมายถึงเป้าหมายเดินทางสู่เขตเขาค้อ ซึ่งสถานการณ์การสู้รบยังคงดุเดือดจากสงครามแย่งชิงจุดยุทธศาสตร์ของคู่สงครามทั้งสองฝ่ายตลอดปี

“ก้อ จะไปทำอะไรที่นั่น”

ผมถามสัจจะด้วยความห่วงใย แต่ก็ได้รับคำตอบที่น่ายินดีระคนกัน

“กู๋จะไปแต่งงาน เจ้าบ่าวของกู๋อยู่ที่นั่น”

ผมซักถามถึงเจ้าบ่าวของเขา ซึ่งเขาบอกว่าเป็นทหารอยู่เขาค้อ ผมแสดงความยินดีและถามเขาว่าอยากได้อะไรเป็นของขวัญวันแต่งงาน

“กู๋อยากได้ รองเท้าแตะสองคู่”

เจ้าจะรู้ไหมหนอว่า พี่ชายของเจ้าสะเทือนใจมากมายขนาดไหน เพียงแค่รองเท้าแตะฟองน้ำสองคู่ บัดนี้ มันไม่หลงเหลืออยู่ในพลาธิการของหน่วยงานใดมานานแล้ว มันเป็นสิ่งขาดแคลนเล็กๆสำหรับฐานที่มั่น แต่มันคงเป็นสิ่งปรารถนายิ่งใหญ่ ของเจ้าสาว ที่จะนำไปมอบให้ชายผู้เป็นเจ้าบ่าวสุดที่รักของเขา

ผมสัญญาว่าจะส่งรองเท้าแตะสองคู่ไปให้ในอีกไม่นานนัก

กองร้อย ๙๖๕ คงอาศัยสำนักของโรงเรียนการเมืองการทหารเป็นศูนย์กลางการเคลื่อนไหว จะมีก็แต่ หน่วยงานพลาธิการซึ่งมีผมและสหายปีเท่านั้นที่มีสำนักง่านประจำอยู่ติดกับที่จอดรถแทรกเตอร์ นอกนั้น ทหารเคลื่อนที่ก็ยังคงออกเคลื่อนไหวเป็นปกติตามเขตจรยุทธรอบฐานที่มั่น บางครั้งตัวผมก็ออกไปเคลื่อนไหวด้วย คงจะเป็นกำลังเสริมเสียมากกว่า เพราะภาระหน้าที่ด้านพลาธิการมีผู้ช่วยอีกคนหนึ่งคอยดูแล

ครกตำข้าวพลังน้ำตกก็ยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างดียิ่ง ลดแรงงานคนไปได้มาก ในบางครั้งผมก็แอบไปนั่งดูมันทำงานของมันเองอย่างเพลิดเพลิน พร้อมกับถือโอกาสอาบน้ำและซักเสื้อผ้าไปพร้อมๆกัน

โครงการสร้างสถานีวิทยุชะงักงันไปพร้อมๆกับการสูญหายของหน่วยเส้นทางแห่งพื้นที่ราบ ที่สำนักโรงเรียนการเมืองมีหน่วยช่างเล็กๆเพิ่มขึ้นมา โดยมีสหายคำไหลและสหายพลังเข้าประจำหน้าที่ซ่อมแซมวิทยุและอื่นๆตามความสามารถของเขา และแม้แต่ครกตำข้าวพลังน้ำนั้น หน่วยช่างหน่วยนี้ก็มีส่วนในการติดตั้งเช่นเดียวกัน

ผมใช้เวลาของชีวิตเข้าร่วมกองทัพปลดแอกประชาชน ภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย อย่างเข้าปีที่สี่แล้ว อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ. ๒๕๒๔ บรรดาสหายนักรบแห่งกองร้อยจัดตั้งใหม่ที่ ๙๖๕ เป็นแกนนำในการจัดงานวันขึ้นปีใหม่ในปีนี้ พวกเขาเตรียมจัดการแสดงที่ลานหินบริเวณใกล้สำนักอำนาจรัฐ พวกเขาประสานกับหน่วยงานสำนักใกล้เคียง เช่น หน่วยโฆษณา โรงเรียนอนุชนแดง ทหารช่าง โรงพยาบาล และสำนักอำนาจรัฐ ตลอดถึงประชาชนบริเวณใกล้เคียง นัดรวมพลกันในวันขึ้นปีใหม่ มีการเตรียมเครื่องขยายเสียงและวงดนตรีจากกองร้อย ๕๖๑ เข้าร่วมสร้างความบันเทิงด้วย

เป็นการแสดงกลางแจ้งที่มีฉากประกอบเป็นลานหินกว้างใหญ่ราบเรียบโดยธรรมชาติ การแสดงระบำปฏิวัติจากโรงเรียนอนุชนแดงหลากหลายชุดที่นำมาเข้าร่วม การแสดงระบำจากเยาวชนหมู่บ้านต่างๆ โดยมีเครื่องปั่นไฟและดวงไฟส่องสว่างไปบนลานเหมือนดังเช่นการแสดง แสง สี เสียง ประกอบตำนานการปฏิวัติแห่งเทือกภูเขาภูร่องกล้าแห่งนี้

ทุกคนที่เดินทางมาได้เตรียมเปลสนามของตัวเองมาเพื่อจะได้นอนพักค้างแรมเสียที่บนลานหินแห่งนี้ หากจะดูจำนวนผู้ร่วมงานแล้ว นับจำนวนได้เกือบสามร้อยคน ทหารแต่งชุดทหาร ประชาชนแต่งชุดประจำชนชาติของตน และมีส่วนร่วมในการแสดงคอนเสิร์ตครั้งนี้

โฆษกบนเวทีแห่งลานหินประกาศว่า “ค่ำคืนนี้ เราจะฉลองวันส่งท้ายปีเก่า เพื่อต้อนรับปีใหม่ของการปฏิวัติที่จะมาถึงในอีกไม่กี่ชั่วโมง ขอให้บรรดาสหายยืนหยัดต่อสู้ ร่วมสร้างความบันเทิงเพื่อความสามัคคีต่อกัน และประกาศว่า ในค่ำคืนนี้ พวกเราจะสามัคคีกันรำวง ตลอดจนรุ่งเช้า เพื่อช่วงชิงดวงตะวันสีแดง ซึ่งโผล่พ้นยอดขุนเขาร่องกล้าในอรุณรุ่งของวันพรุ่ง”

เสียงตอบรับสนั่นหวั่นไหว เสียงปรบมือกึกก้อง วงดนตรีของกองร้อยพร้อมนักร้องทุกคนเต็มวง ดูๆแล้วรู้สึกจะเกินวงที่เคยเล่นอยู่ด้วยซ้ำ

บทเพลงปฏิวัติถูกขับขานด้วยท่วงทำนองแห่งความบันเทิง มิได้ซ้ำเนื้อหา หากแต่ว่าท่วงทำนองแห่งจังหวะการร่ายรำนั้นถูกดัดแปลงสับเปลี่ยนกันไปมาอย่างน่าดูน่าชม ระบำแห่งชนชาติม้งประกอบกัน ท่วงทำนองดนตรีและเนื้อหาที่สอดคล้องทำให้วงระบำซึ่งแต่แรกก็เป็นวงเล็กถูกขยายออก ขยับจังหวะและท่าทางตามอย่างกันไป อย่างพร้อมเพรียง วงถูกขยายออกเพื่อต้อนรับบรรดาสหายที่มาร่วมเฉลิมฉลองวันปีใหม่ในครั้งนี้ จนแลดูลานหินแล้วแคบลงไปถนัดตา พวกเขาช่วยกันหาฟืนสุมโชนขึ้นกลางวง ขับไล่ความหนาวเย็น ประกายเพลิงโชติช่วงสว่างไสว มองเห็นภาพตระการตานั้นอย่างไม่รู้ลืม

เข็มนาฬิกาบนข้อมือเดินอย่างเพลิดเพลินจะมองหาความสามัคคีที่เป็นพลังอย่างนี้ให้เต็มตาเต็มความรู้สึกก็ดูจะหาได้ยากยิ่ง จะมีก็แต่วันนี้เท่านั้นที่ทุกคนได้ปลดปล่อยและได้เห็นอิสรภาพของตัวตนเองอยู่ในความรื่นรมย์ของท่วงทำนองและเนื้อหาของบทเพลงเพื่อชีวิตแห่งการปฏิวัติ เครื่องขยายเสียงก็เป็นส่วนประกอบหนึ่งที่ทำให้สถานการณ์บันเทิงนี้ครบสูตรและชี้นำกระบวนท่าและจังหวะให้เป็นในทำนองเดียวกันดูงดงาม

จนดวงตะวันสีแดงโผล่พ้นยอดไม้ทางด้านตะวันออกของลานหิน แต่ละคนจึงได้แยกย้ายกันกลับสำนักและหมู่บ้านของตน แต่จะมีใครรู้ได้ว่า มหกรรมบันเทิงเพื่อช่วงชิงดวงตะวันในครั้งนั้นจะเป็นคำร่ำลาครั้งสุดท้ายที่จะจารึกเอาไว้บนลานหินแห่งภูร่องกล้า

สถานการณ์หลังจากปีใหม่ดำเนินไปอย่างไม่ปกตินัก การต่อสู้ทางความคิดแห่งขบวนการปฏิวัติเริ่มมีคำถามซึ่งหาคำตอบไม่ได้ เช่น ทิศทางการปฏิวัติไทยจะดำรงอยู่ได้อย่างไร หากถูกตัดขาดจากหน่วยหนุนช่วยจากพรรคพี่น้อง ฐานที่มั่นที่เคยแข็งแกร่งค่อยๆเสียลับจากมิตรสหาย บางคนที่หันหน้าให้ความร่วมมือกับทางรัฐบาล การต่อสู้ทางชนชั้นถูกปรับเปลี่ยน ความขัดแย้งทางความคิด ระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยและรัฐบาลผู้ปกครองประเทศ กำลังถูกชูความคิดในการเชื้อเชิญเข้าร่วมสู่สังคมและร่วมมือกันในการพัฒนาประเทศ

คู่สงครามแห่งความขัดแย้งระหว่างกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย และ