1081900
[ลูกบ้านSignIn][เจ้าบ้านSignIn]

   บทความที่น่าสนใจ

การยับยั้งเซลล์มะเร็ง ด้วยสารสกัดจากองุ่นแดง

ที่มาบทความ http://www.matichon.co.th
โดย นภาพร แก้วดวงดี มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา

โรคร้ายที่คร่าชีวิตผู้คนและทำให้เกิดโศกนาฏกรรมอย่างใหญ่หลวงแก่ประชาชนทุกชาติทุกภาษา ในวงการแพทย์พบว่าโรคที่มีอัตราการตายสูงมาก คือ โรคมะเร็ง

โรคมะเร็ง ก่อกำเนิดมาจากเซลล์มะเร็งที่เกาะตามอวัยวะต่างๆ เปลี่ยนสภาพในร่างกายแล้วเปลี่ยนไปเป็นเนื้อร้าย เจริญเติบโตและขยายตัวในหลอดเลือด และน้ำเหลือง จนในที่สุดกระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ ในร่างกายจนยากแก่การรักษา โดยเฉพาะหากกระจายไปที่ส่วนสำคัญ เช่น ปอด ตับ และสมอง เป็นต้น ซึ่งอวัยวะดังกล่าวเป็นจุดอ่อนที่เซลล์มะเร็งสามารถเข้าไปทำลายได้ง่ายก็จะทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในที่สุด

การรักษาโรคหรือเนื้อร้ายนี้ในวงการแพทย์ได้พยายามวิวัฒนาการการรักษาและเยียวยามาเป็นเวลาช้านาน ปัจจุบันมีหลายวิธี คือ การผ่าตัด เคมีบำบัดและรังสีรักษา ซึ่งวิธีการดังกล่าวก็เป็นเพียงแต่ยับยั้งหรือจำกัดการแพร่กระจายได้ในส่วนหนึ่งเท่านั้น

โดยเฉพาะในทางเคมีบำบัด และรังสีรักษา อาจมีผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปากอักเสบ ผมร่วง เป็นต้น ซึ่งสร้างความเจ็บปวดหรือทุกขเวทนาแก่ผู้ป่วยจนอาจยุติการรักษาและนำไปสู่การสูญเสียชีวิตในที่สุด

ปัจจุบันนี้วงการแพทย์และวิทยาศาสตร์ได้พยายามค้นคว้าวิจัยการยับยั้งเซลล์มะเร็ง โดยสารสกัดจากพืชสมุนไพรชนิดต่างๆ มากมายและเป็นที่สนใจแพร่หลายในระดับนานาประเทศเนื่องจากในพืชสมุนไพรมีสารสำคัญในการออกฤทธิ์หลายชนิด เช่น ขมิ้นชัน เห็ดหลินจือ ขิง และองุ่น (Chung and Mi, 2006; John et al., 2005; Pezzuto, 1997)

บางชนิดสามารถออกฤทธิ์ได้กว้างและมีรายงานว่ามีศักยภาพป้องกันหรือรักษาโรคมะเร็ง เช่น phenolic compounds, dlkaloids, flavonoids, terpenoids, caratenoids, cureumin เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีรายงานข้อมูลยืนยันถึงความพยายามที่จะค้นหาสารหรือยาจากพืชเพื่อใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง โดยพบว่าสารหลายตัวอยู่ในระหว่างการศึกษาระดับคลีนิค และมีการยอมรับให้ผลิตเป็นยาแผนปัจจุบันและใช้รักษามะเร็งอย่างแพร่หลาย เช่น vinblastin, podophyllotoxin, camptothecin, และ paclitaxel และอื่นๆ ถูกนำมาใช้ในการรักษาตามแนวทางการแพทย์แต่ก็ยังหาข้อยุติไม่ได้

จึงเกิดการค้นคว้าวิจัยหาสารสกัดจากสมุนไพรอื่นๆ ต่อมา

ในฐานะผู้เขียนที่ศึกษาทางด้านพิษวิทยาและได้ทำการทดลองหาปริมาณสารประกอบฟินอลิก (phenolic compounds) ในพืชชนิดอื่นๆ พบว่า กากองุ่นแดงที่ผ่านการแปรรูปเป็นน้ำผลไม้และไวน์แดงแล้ว มีปริมาณสารประกอบฟินอลิกมากถึง 4,407.33=13.65 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งสูงกว่าในน้ำองุ่นและไวน์

ในการวิจัยครั้งนี้จึงเลือกใช้ กากองุ่นแดง (ประกอบด้วย เมล็ด เนื้อ และเปลือก) มาใช้ในการศึกษาฤทธิ์ความเป็นพิษ ในการยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งตับอ่อน และมะเร็งท่อน้ำดีซึ่งเป็นมะเร็งตับที่มีอุบัติการณ์สูงสุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย

พบว่าสารสกัดจากกากองุ่นแดงสามารถยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งและหยุดการกระจายจนตายไปในที่สุด ที่ทางวิทยาศาสตร์เรียกว่า อะพอพโตซิส (apoptosis)

ขณะเดียวกันยังสามารถยับยั้งวัฏจักรเซลล์มะเร็งได้อีกด้วย ทั้งนี้ เพราะในองุ่นแดงจะมีสารใยอาหารที่ลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็ง สารเม็ดสีโดยเฉพาะแอนโทไซยานินสามารถต้านการอักเสบของเนื้อเยื่อ และต้านอนุมูลอิสระทั้งยังเพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน

นอกจากนี้ยังมีสาร Ellagic acid ที่สามารถจับและทำลายพิษของสารก่อมะเร็ง โดยเฉพาะสาร resveratrol ที่พบมากในผิวจากเปลือกองุ่นแดงซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ขณะเดียวกันก็เพิ่มระบบภูมิคุ้มกันและยังเป็นสารป้องกันและต้านมะเร็งได้

นอกจากนี้ยังมีรายงานจากต่างประเทศว่า สามารถใช้รักษาโรคอัลไซเมอร์ พาร์กินสันและเอดส์ได้อีกด้วย

ดังนั้น หากเรานำเอาสารสกัดที่ได้จากการแปรรูปขององุ่น มาใช้ให้เป็นประโยชน์โดยเฉพาะนำมาสกัดเอาสาร polyphenol เป็นสารที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและเป็นสารต้านมะเร็ง โดยสกัดมาทำยาซึ่งเราสามารถใช้เป็นทางเลือกใหม่ในการรักษาโรคร้ายนี้ได้ในอนาคต
ปัจจุบันได้มีความพยายามใช้สมุนไพรในการรักษาโรคร้ายแรงอยู่หลายชนิด ซึ่งถือว่าเป็นการรักษาด้านการแพทย์ทางเลือกทางหนึ่งของกระทรวงสาธารณสุข

การศึกษาวิจัยนี้ได้รับทุนสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ในการไปทำวิจัยที่ Johns-Hopkins University, School of Medicene, Baltomre, MD. ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมี ผศ.ดร.เบญจมาศ จิตรสมบูรณ์ ผศ.ดร.จริยา หาญวจนวงษ์ รศ.ดร.บรรจบ ศรีภา และศาสตราจารย์ ดร.โกวิท พัฒนาปัญญาสัตย์ เป็นที่ปรึกษาและสนับสนุนการวิจัย


บัวบกสมุนไพรไทยมากประโยชน์

ที่มาของบทความ board.dserver.org/o/onsale/00000013.html

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Centella asiatica

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นพืชล้มลุก ชอบขึ้นที่ชื้นแฉะ ลำต้นแผ่ขยายไปตามพื้นดิน ใบเดี่ยวรูปกลม ขอบใบหยัก ดอกมีขนาดเล็กมาก

ส่วนประกอบทางเคมี : สารประกอบที่สำคัญคือ triterpene พวก asiatic acid และ madecassic acid และอนุพันธุ์ของ triterpene ester glycosides คือ asiaticoside และ madecassoside

รูปแบบที่ใช้ : ยาผง ยาชงสำหรับรับประทาน สำหรับการทาแผลใช้ สารสกัด ในรูปขี้ผึ้งหรือยาน้ำใช้สำหรับภายนอก

สรรพคุณตามตำรายาแผนโบราณ : บำรุงเลือด รักษาอาการหืด หลอดลมอักเสบ อหิวาต์ หัด ท้องผูก โรคผิวหนังอักเสบ ท้องเสีย มึนศีรษะ ปวดประจำเดือน บิด ปัสสาวะไม่ออก ชักริดสีดวงทวาร ตับอักเสบ ความดันโลหิตสูง ดีซ่าน ไตอักเสบ โรคประสาท รูมาตอยด์ ฝีดาษ ซิฟิลิส ปวดฟัน แก้ ไข้ แก้ปวด แก้อักเสบ และบำรุงสมอง

ประโยชน์ทางการแพทย์ :
ใช้ทา รักษาแผล แผลไฟไหม้ แผลเปื่อย ป้องกันการเกิด keloid และแผลเป็น
ใช้รับประทาน รักษาโรคกระเพาะและลำไส้เป็นแผลที่เกิดจากอาการเครียด

ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา :
1. ฤทธิ์สมานแผล : โดยพบว่าสารสกัดจากบัวบกกระตุ้นการสร้าง collage และพบว่า asiaticoside มีฤทธิ์ทำให้เกิดการสมานแผลโดยไปช่วยเพิ่มแรงตึง (tensile strength) ของแผล ทำให้แผลแข็งแรงขึ้นมีผลทำให้แผลหายเร็วขึ้น
2. ยับยั้งการเกิดแผลเป็น และ keloid : โดยพบว่า asiaticoside สามารถยับยั้งการสร้างพังผืด ทำให้ลดการเกิดแผลเป็นได้ ซึ่งมีกลไกคือจะไปกระตุ้นการสร้าง collagen และ acidic mucopolysaccharides ซึ่งเป็น ground substance ของชั้น dermis และยับยั้งการเกิดอักเสบในระยะที่จะทำให้เกิดแผลเป็นและ keloids และยังพบว่า asiaticoside นี้ยับยั้งการเกิดแผลเป็นได้ โดยเพิ่มประสิทธิภาพของ myofibroblast และ immature collagen
3. ผลในการรักษาโรคกระเพาะ และลำไส้เป็นแผลจากความเครียด : การป้อนสารสกัดบัวบกแก่หนูที่ถูกชักนำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารโดยความเครียด พบว่าสามารถลดการเกิดแผลในกระเพาะได้ และมีประสิทธิภาพใกล้เคียง famotidine ส่วนกลไกการออกฤทธิ์อาจเกี่ยวข้องกับการเพิ่มระดับ GABA ในสมอง
4. ฤทธิ์ลดการอักเสบ พบว่าเมื่อให้ผู้ป่วยไขข้ออักเสบรับประทานบัวบกจะ มีฤทธิ์ลดอักเสบ ดังนั้นฤทธิ์นี้จะช่วยในการรักษาแผลของบัวบก
5. ฤทธิ์ฆ่าเชื้อ ในการรักษาแผลนั้นเรื่องการติดเชื้อเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องระมัดระวัง เนื่องจากถ้ามีการติดเชื้อจะทำให้กลายเป็นแผลเรื้อรังและหายยากขึ้น บัวบกมีข้อดีที่สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียอันเป็นสาเหตุของหนองคือ Staphylococcus aureus Pseudomonas aeruginosa
6. ฤทธิ์ห้ามเลือด สารสกัดบัวบกด้วยน้ำมีฤทธิ์ทำให้เลือดแข็งตัวเร็ว โดยออก ฤทธิ์ทำให้ activated Partial Thromboplastin Time (APTT) และ Prothrombin Time ลดลง

การศึกษาทางคลินิก :
1. ผลในการสมานแผล จากการศึกษาในผู้ป่วย 20 ราย ที่เป็นแผลชนิดเรื้อรังซึ่งไม่สามารถรักษาให้หายได้ การให้สารสกัดจากบัวบก ในขนาดความเข้มข้น 89.5% พบว่าสามารถรักษาแผลให้หายได้ 64% สำหรับในประเทศไทยได้มีการทดลองผลต่อการรักษาแผลของบัวบก โดยนายแพทย์เกษียร ภังคานนท์ ได้ทดลองใช้ครีมบัวบก (1%) ในการรักษาแผลเรื้อรังในคนไข้ 22 คน โดยคนไข้เหล่านี้มีแผลกว้าง 1-12 ซม ยาว 1-19 ซม และลึก 0.5-37 ซม พบว่าขนาดของแผลจะลดลง 24% ในสัปดาห์แรก 37% ในสัปดาห์ที่ 2 47% ในสัปดาห์ที่ 3 และพบว่าแผลตื้นขึ้นเร็วกว่าการสมานแผลด้านกว้างและยาว นายแพทย์วีรสิงห์ เมืองมั่นได้ทดลองใช้ในผู้ป่วยหลังผ่าตัด 14 ราย ได้ผลดี 28.5% ผลปานกลาง 28.5% และผลพอใช้ 35.7% ไม่ได้ผล 1 ราย
2. ผลในการรักษาแผลไฟไหม้ การนำสารสกัดใบบัวบกบนแผลไฟไหม้ระดับ 2 ถึง 3 พบว่าสามารถทำให้แผลหายได้ สามารถป้องกันการติดเชื้อ และป้องกนการเกิดแผลเป็น
3. ผลรักษาแผลเปื่อย (ulcer) ที่เกิดจากการติดเชื้อการทาครีมที่มีสารสกัดใบบัวบก 1% นาน 3 อาทิตย์ในผู้ป่วย 22 ราย พบว่า 17 ราย แผลหายอย่างสมบูรณ์ และ 5 รายพบว่าแผลมีขนาดลดลง และจากการศึกษาผลการรับประทานสารสกัดบัวบกในการรักษาแผลเปื่อยที่ขาใน 2 การศึกษาพบว่าได้ผลดี แต่มี 1 การศึกษาที่ให้รับประทาน asiaticoside พบว่าไม่ได้ผล
4. ผลการรักษาแผลจากโรคเรื้อน การรับประทานใบบัวบก หรือ asiaticoside ร่วมกับ potassium chloride พบว่าให้ผลดีในการรักษาแผลจากโรคเรื้อน อีกการศึกษาซึ่งทำในผู้ป่วยรวม 90 ราย ที่ใช้สารสกัดบัวบกทาที่แผลพบว่าได้ผลดีกว่าการทาด้วยยาหลอก
5. ผลในการรักษาแผลในกระเพาะอาหาร การศึกษาในผู้ป่วย 15 ราย ที่เป็นแผลที่กระเพาะอาหาร หรือลำไส้เล็กที่ได้รับสารสกัดบัวบกในขนาด 60 มก/คน พบว่า 93% มีอาการดีขึ้นโดยถามจากความรู้สึกผู้ป่วย และพบว่าการหายของแผลที่วัดโดยการส่องกล้องดีขึ้น มีผู้ทดลองพบว่าสารสกัดผลบัวบกในขนาดรับประทานวันละ 60 มก หรือฉีดเข้ากล้าม 20 มก วันละ 3 ครั้ง มีผลช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร โดยทดลองกับผู้ป่วย พบว่า 6 รายหายใน 4 สัปดาห์ 14 รายหายใน 10 สัปดาห์ 17 รายหายใน 8 สัปดาห์ มีเพียงรายเดียวที่ไม่ได้ผล สำหรับผู้ป่วยที่เป็นแผลในลำไส้ก็ได้ผลเช่นกันคือ 6 รายหายใน 4 สัปดาห์ 9 รายหายใน 6 สัปดาห์ 11 รายหายใน 8 สัปดาห์ มี 1 รายไม่หาย ซึ่งต่อมาได้มีการทดลองพบผลเช่นเดียวกัน และเมื่อให้ร่วมกับ antacid และ cimetidine ยิ่งได้ผลดียิ่งขึ้น
6. ผลการรักษาความผิดปกติของหลอดเลือดดำ พบว่าได้ผลดี และจากการศึกษาในผู้ป่วยที่ทรมานจากความผิดปกติของหลอดเลือดดำ พบว่าช่วยให้อาการดีขึ้น
7. ผลการรักษาแผลในปากการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาตำรับเจลรักษาแผลในปากจากสารสกัดใบบัวบกสด (Centella asiatica Linn. Urban) พบว่าตำรับที่ใช้ยาพื้นซึ่งเตรียมจาก C934P มีคุณสมบัติทางกายภาพและมีความคงตัวดีการศึกษาทางคลินิกโดยใช้ตำรับเจลที่มีความเข้มข้น0.5,1.0 และ 2.0% เปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์ยาแผนปัจจุบัน triamcinolone acetonide (TA) และยาหลอกในผู้ป่วย 87 คน พบว่าตำรับเจล ของสารสกัดใบบัวบกทั้งสามความเข้มข้นและตำรับTA ให้ผลใกล้เคียงกันในอัตราการลดขนาดของแผลและให้ผลเร็วกว่ายาหลอก
ผลข้างเคียง :อาจเกิดการแพ้ได้เมื่อให้โดยการทาทีผิวหนัง แต่การแพ้นี้อาจเกิดจากส่วนประกอบอื่นในตำรับ